เจา ของ
ศูนยศลิ ปะ วฒั นธรรมและทองถนิ่ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั ราชนครินทร
คณะท่ปี รึกษา
รองศาสตราจารย ดร.ดวงพร ภูผะกา อธกิ ารบดีมหาวิทยาลัยราชภฏั ราชนครินทร
ผชู วยศาสตราจารย ดร.พิชญสิณี อริยธนะกตวงศ รองอธิการบดีวางแผน ยทุ ธศาสตรแ ละวจิ ัย
ผูช วยศาสตราจารยละออ เพชรรัตน ผทู รงคณุ วฒุ ิประจําศูนยศ ลิ ปะ วฒั นธรรมและทองถน่ิ
อาจารยวิชยั พงษโ หมด ผูท รงคณุ วุฒิประจาํ ศนู ยศ ิลปะ วฒั นธรรมและทอ งถ่ิน
คณะกรรมการผจู ดั ทาํ เนื่องจาํ นงค ประธานกรรมการ
อาจารย ดร.จินดา บุญทวี รองประธานกรรมการ / ฝา ยภาคสนาม
ผชู วยศาสตราจารยอ ารยี า และผเู รยี บเรียงขอมลู เนอ้ื หา
อาจารยโ ยธิน จ้กี งั วาฬ รองประธานกรรมการ
อาจารยว ชริ พงศ และฝายเผยแพรขอ มลู สารสนเทศ
นายณัฐปนนท มณีนนั ทิวัฒน รองประธานกรรมการ และฝายเอกสาร
นางสาวนวลลออ สงิ หย ศ รองประธานกรรมการฝา ยตรวจสอบขอ มลู
นางสาวฐิตริ ตั น ฝา ยพสิ จู นอ กั ษร ฝา ยภาคสนามและผูเรียบเรียงขอมูลเน้ือหา
นายสรุ พล อนสุ ทิ ธ์ิ กรรมการฝา ยเผยแพรข อ มลู สารสนเทศและฝา ยจดั ทาํ รปู เลม
นางสาวอรวรรณ เอนกสวุ รรณกุล กรรมการฝายเอกสาร
โตะ สดี า กรรมการฝายภาคสนาม และผูชวยเลขานุการ
เล็กชะอมุ กรรมการและเลขานุการ / ฝายการเงนิ
ผสู นใจสามารถสืบคนขอ มลู ไดท ่ี http://culture.rru.ac.th
พมิ พท่ี
บรษิ ัท เอ็มเอ็นคอมพวิ ออฟเซท จํากดั
๔๘๘ - ๔๙๐ ถ.ฉะเชงิ เทรา - บางปะกง ต.หนาเมอื ง อ.เมือง จ.ฉะเชงิ เทรา ๒๔๐๐๐
โทร. ๐-๓๘๕๑-๕๕๓๐, ๐๘๙ - ๗๔๘ - ๗๑๕๗
ออกแบบกราฟก : นางสาววะณภิ า พานชิ เจริญ
พิมพค รงั้ ที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๖๔ จํานวน ๑๓๕ เลม
คาํ นาํ
จงั หวดั ฉะเชิงเทราเปน จังหวัดทีม่ ีผลิตผลทางการเกษตร อาหาร ขนมไทยทีม่ ีรสชาตอิ รอ ยและสรา งชอื่ เสียงนาํ ไปสู
การสรางมูลคาเพ่ิมทางเศรษฐกิจไทยและเอกลักษณ วัฒนธรรมในทองถ่ิน ป ๒๕๖๔ ศูนยศิลปะ วัฒนธรรมและทองถ่ิน
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏราชนครินทร รว มกบั สภาวัฒนธรรมอาํ เภอเมอื ง อําเภอบางปะกง อําเภอบานโพธ์ิ อาํ เภอบางนาํ้ เปรยี้ ว
อาํ เภอคลองเข่อื น อําเภอบางคลา อาํ เภอราชสาสน อําเภอสนามชัยเขต อําเภอพนมสารคาม อําเภอแปลงยาว และอาํ เภอ
ทาตะเกียบ จัดทําหนังสือมรดกภูมิปญญาอาหารพื้นถิ่นและขนมพ้ืนถิ่นในจังหวัดฉะเชิงเทรา เพ่ือเปนการสงเสริม อนุรักษ
และพัฒนาอาหารพื้นถิ่นและขนมพ้ืนถ่ิน ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ใหกับนักเรียน เยาวชน นักศึกษา ประชาชน
หนวยงานภาครัฐ ไดทราบถึงประวัติความเปนมา กระบวนการทํา กระบวนการถายทอดภูมิปญญาอาหารพ้ืนถิ่นและ
ขนมพนื้ ถน่ิ ท่ที รงคุณคา ของในแตล ะอําเภอ โดยไดรบั ความอนเุ คราะหจากประธานสภาวัฒนธรรม ๑๑ อาํ เภอ ในการเลอื ก
เจาของภมู ิปญญาอาหารพ้นื ถน่ิ และขนมพน้ื ถนิ่ อาํ เภอละ ๑ ทา น คณะผูจัดทําหนังสอื จึงไดป ระสานกบั เจาของภูมปิ ญญา
ในการลงพื้นที่สัมภาษณและแลกเปลี่ยนเรียนรูในการอบรมเชิงปฏิบัติการ การทําอาหารพ้ืนถ่ินและขนมพื้นถ่ิน เพื่อนํามา
สังเคราะห เรียบเรียง จัดทําหนังสือดังกลาวใหสอดคลองกับยุทธศาสตรมหาวิทยาลัยราชภัฏเพ่ือการพัฒนาทองถิ่น
ระยะ ๒๐ ป (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙) ยุทธศาสตรที่ ๑ การพัฒนาทองถ่ินและแผนปฏิบัติราชการ มหาวิทยาลัย
ราชภัฏราชนครินทร ระยะ ๕ ป (พ.ศ. ๒๕๖๔ - ๒๕๖๘) ยุทธศาสตรที่ ๑ การพัฒนาทองถ่ิน ตัวช้ีวัดที่ ๘ จํานวน
องคความรแู ละงานสรางสรรคท างศลิ ปะ วัฒนธรรม ภูมิปญ ญาทองถน่ิ รวมทง้ั การประกันคุณภาพการศกึ ษา มาตรฐานท่ี ๔
ดานผลลัพธศิลปะ วัฒนธรรมและความเปนไทย ตัวบงช้ีท่ี ๔.๑ จํานวนองคความรูหรือฐานขอมูลทางศิลปะ วัฒนธรรม
ประเพณี ภูมิปญญาทองถ่ินที่ดําเนินหรือมีสวนรวมเพื่อประโยชนในการเสริมสรางคุณคาและจิตสํานึกตามพระราโชบาย
คณะผูจัดทําหนังสือขอขอบพระคุณประธานสภาวัฒนธรรมอําเภอเมืองฉะเชิงเทรา อําเภอบางปะกง อําเภอบานโพธิ์
อําเภอบางน้ําเปรี้ยว อําเภอคลองเข่ือน อําเภอบางคลา อําเภอราชสาสน อําเภอสนามชัยเขต อําเภอพนมสารคาม
อาํ เภอแปลงยาว และอาํ เภอทา ตะเกยี บ สภาวฒั นธรรมจงั หวดั ฉะเชงิ เทรา นางอทุ ยั พฒั นพชิ ยั วฒั นธรรมจงั หวดั ฉะเชงิ เทรา
ผูบริหารและบุคลากรสํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ผูทรงภูมิปญญาอาหารพ้ืนถ่ิน จํานวน ๖ อําเภอ ไดแก
๑) อาจารยข วัญชัย รกั ษาพนั ธ ปราชญเกษตรของแผน ดนิ และคณุ อรุณ วนั ทอง ปลาแนม ตาํ บลเทพราช อําเภอบา นโพธิ์
๒) อาจารยม ะลิ มนรู มี ขา วหมกไก ตาํ บลหมอนทอง อาํ เภอบางนา้ํ เปรย้ี ว ๓) คณุ ญาปภชั พทุ ธรกั ษา แกงสม หมใู บมะขามออ น
ตาํ บลดงนอ ย อําเภอราชสาสน ๔) คณุ ศริ พิ ร สุรวิ งศ และคณุ จรรยา เข็มเฉลมิ ลาบขนุน ตาํ บลคูยายหมี อําเภอสนามชัยเขต
๕) คุณพิกลุ สวสั ดี ตม ไกใ บหมอนและดักแดแ ปรรูป ตําบลทาตะเกียบ อาํ เภอทาตะเกยี บ ๖) คุณโบตน๋ั สาํ ราญ หมูหงส
ตาํ บลหัวสาํ โรง อาํ เภอแปลงยาว และผูท รงภมู ปิ ญ ญาขนมพ้นื ถน่ิ มีจาํ นวน ๕ อําเภอ ไดแ ก ๑) คุณอภันตรี ประสาททอง
ซา หรม่ิ ใบชะคราม ตาํ บลทา ขา ม อาํ เภอบางปะกง ๒) คณุ เสนาะ ทมิ สี ขา วตม ใบลาํ เจยี ก ตาํ บลคลองเขอ่ื น อาํ เภอคลองเขอื่ น
๓) คณุ ขวญั เรอื น ชูเมือง ขา วหลามอบโอง ตําบลหัวไทร อาํ เภอบางคลา ๔) คณุ วนั เพญ็ จนั ทศรี ขนมชะมด ตําบลบานซอ ง
อําเภอพนมสารคาม และ ๕) คุณวันเพ็ญ สุขวัฒนะ ขนมใสไส / ขนมสอดไส ตําบลหนามแดง อําเภอเมืองฉะเชิงเทรา
ก
ท่ีใหการอนุเคราะหในการถายทอดความรูอาหารพ้ืนถิ่นและขนมพื้นถิ่น รวมทั้งใหการสัมภาษณแกคณะผูจัดทําหนังสือ
รวมท้ังอาจารย ดร.เกษมพัฒน พูลสวัสด์ิ อาจารยประจําสาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร
ทไี่ ดต รวจสอบอารมั ภบทและแปลภาษาองั กฤษ
หวังเปนอยางยิ่งวา หนังสือมรดกภูมิปญญาอาหารพ้ืนถิ่นและขนมพ้ืนถ่ินในจังหวัดฉะเชิงเทรา จักเปนประโยชน
ในการอนรุ กั ษม รดกภมู ปิ ญญาทางวฒั นธรรม เกิดการเผยแพรศลิ ปะ วัฒนธรรมของดใี นจังหวัดฉะเชงิ เทราตอไป หากทาน
ผูอานเห็นวามีขอเสนอแนะท่ีเปนประโยชนสามารถแจงผูจัดทําหนังสือได รวมทั้งมีขอผิดพลาดประการใด คณะผูจัดทํา
ขอนอ มรับและขออภยั ไว ณ ทน่ี ี้ดวย
คณะผจู ัดทาํ
ศนู ยศ ลิ ปะ วัฒนธรรมและทองถน่ิ
มหาวิทยาลัยราชภฏั ราชนครินทร
๓ พฤษภาคม ๒๕๖๔
ข
ชื่อหนังสอื : มรดกภูมิปญ ญาอาหารพ้นื ถนิ่ และขนมพนื้ ถิ่นในจังหวดั ฉะเชงิ เทรา
ประธานในการทําหนังสือ : อาจารย ดร.จนิ ดา เนือ่ งจํานงค
ผูเ ขียนและเรยี บเรยี งหนงั สือ : ผชู วยศาสตราจารยอ ารียา บุญทวี และนายณัฐปนนท สงิ หยศ
หนวยงาน : ศูนยศ ิลปะ วัฒนธรรมและทอ งถ่ิน มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏราชนครินทร
ปท ี่ทําการสรางสรรค : ๒๕๖๔
อารมั ภบท
หนังสือมรดกภูมิปญญาอาหารพ้ืนถ่ินและขนมพื้นถ่ินในจังหวัดฉะเชิงเทรา มีวัตถุประสงคเพ่ือเปนการรวบรวม
องคค วามรู อาหารพนื้ ถนิ่ และขนมพน้ื ถน่ิ ในจงั หวดั ฉะเชงิ เทรา ไมใ หเ สย่ี งตอ การสญู หาย และเปน การสง เสรมิ อนรุ กั ษ มรดก
ภมู ปิ ญ ญาอาหารพน้ื ถนิ่ และขนมพนื้ ถน่ิ ในจงั หวดั ฉะเชงิ เทรา โดยเลอื กพนื้ ทใี่ นการจดั ทาํ อาหารพน้ื ถนิ่ และขนมพนื้ ถน่ิ จาํ นวน
๑๑ อําเภอ ไดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) ในการลงพื้นท่ีสัมภาษณ ผูทรงภูมิปญญาอาหารพื้นถ่ินและ
ขนมพื้นถิ่น จํานวน ๖ อําเภอ ซึ่งเปนผูใหขอมูลสําคัญ ทั้งนี้อาหารพ้ืนถ่ินที่แสดงใหเห็นถึงภูมิปญญาทองถิ่นในจังหวัด
ฉะเชงิ เทรา มที ง้ั ส้นิ ๖ อยา ง ไดแ ก
๑) ปลาแนม ตาํ บลเทพราช อาํ เภอบานโพธิ์ โดยคณุ อรุณ วันทอง และอาจารยขวัญชัย รกั ษาพันธ ซึ่งสมัยกอน
ใชปลาชอนทุบหัวตมแลวนําไปยางแกะเนื้อปลา เอากางออกนําไปผสมในปลาแนม และรับประทาน โดยนําใบทองหลาง
มามวนเปนกรวยใหปากกรวยกวางเพ่ือใสปลาแนม ใสพริกข้ีหนูสวนหั่น ใสหอมแดงห่ัน ในปจจุบันใชกุงแหงแทนปลาชอน
ท้งั น้ีปลาแนมเปนอาหารทมี่ คี ุณคา มขี าว มะพราว หัวหอม กระเทยี ม และหนงั หมู
๒) ขา วหมกไก ตาํ บลหมอนทอง อาํ เภอบางนาํ้ เปรย้ี ว โดยอาจารยม ะลิ มนรู มี ชมุ ชนบงึ สงิ โต คลอง ๑๘ เปน ชมุ ชน
มุสลิม เครงครัดในหลักการของศาสนาอิสลาม การจัดกิจกรรมในชุมชนต้ังแตเกิดจนถึงตาย “ใชขาวหมกไก” จุดเดนของ
ขาวหมกไก คอื มีสมุนไพร เน้อื ไก หนุบแนนนมุ เม่อื กอนใชนาํ้ มะนาวผสมกบั นมขน จดื แตในปจจบุ ันไดน ํานํ้ามะขามเปย ก
ผสมนมขน จดื ใสล งในหมอ ไกทาํ ใหร สชาตเิ ปร้ยี วอมหวาน
๓) แกงสมหมูใบมะขามออน ตําบลดงนอย อําเภอราชสาสน โดยคุณญาปภัช พุทธรักษา ในอําเภอราชสาสน
ไดป ลูกมะขามกันเกอื บทกุ บา น ซ่ึงคนในสมยั กอ นจะนํามาทําแกงเผด็ หมูใสใบมะขามออน ทาํ ใหเปนอาหารพืน้ ถ่นิ ทน่ี ิยมกัน
มายาวนาน
๔) ลาบขนุน ตาํ บลคูยายหมี อําเภอสนามชยั เขต โดยคุณศริ ิพร สุรวิ งศ กลา ววา ในพน้ื ทต่ี าํ บลคยู ายหมีสวนใหญ
มีการปลูกขนุนกัน โดยในชุมชนสมัยกอนประกอบอาชีพทํานา ทําสวน ทําไร ไมคอยมีเวลาประกอบอาหารรับประทาน
จงึ ไดน ําขนุน (ออ น) ท่ปี ลูกไวมาแปรรปู เปน ลาบขนุน ซ่งึ เปนอาหารท่ใี ชใ นงานประเพณีทองถ่ิน
๕) ตม ไกใ บหมอ น และดกั แดแ ปรรปู ตาํ บลทา ตะเกยี บ อาํ เภอทา ตะเกยี บ ในสมยั กอ นคนในชมุ ชนไดน าํ ใบมะขามออ น
มาตมไก แตพอหมดชวงใบมะขามออน จึงไดนําใบหมอนมาประกอบอาหารแทนใบมะขามออน โดยนํามาหั่นหรือฉีกใส
เนื่องจากในชุมชนบานอางเตยปลูกใบหมอนเพ่ือนํามาเล้ียงตัวไหม จึงไดนํายอดใบหมอนและตัวไหมท่ีสาวไหมออกแลวมา
แปรรูปเปน อาหาร จงึ กลายเปนอาหารพน้ื ถ่นิ ซ่ึงเปนเอกลกั ษณของชุมชน
๖) หมหู งส ตําบลหัวสาํ โรง อําเภอแปลงยาว โดยคณุ โบตั๋น สําราญ กลา ววา หมหู งสเ ปนอาหารพน้ื ถิ่นทมี่ วี ิธีการ
ทํายาก ตองใชเ วลาในการผลติ คอนขา งนาน วตั ถดุ บิ หลัก ไดแก หนอไมแหง โดยนําหนอ ไมม าเผาและขูดจนเปน เสน แลว นํา
ไปตากแดดจนแหงสนิท ดังที่ทราบไดจากชื่อของอาหารชนิดน้ี คําวา “หมูหงส” เปนการเรียกโดยการเปรียบเทียบในเชิง
อปุ ลกั ษณว า เปน “หงส” ซึง่ เปนสัตวท ีพ่ บไดยาก เชนเดยี วกับกระบวนการทําอาหารชนิดนี้ท่ีมีข้นั ตอนการทาํ ท่ยี งุ ยาก
ค
สําหรบั ขนมพนื้ ถิ่นท่แี สดงใหเ ห็นถึงภูมปิ ญญาทองถ่ินในจงั หวัดฉะเชงิ เทรามีท้ังสน้ิ ๕ ชนิด ไดแก
๑) ซา หรมิ่ ใบชะคราม ตาํ บลทา ขา ม อาํ เภอบางปะกง โดยคณุ อภนั ตรี ประสาททอง และคณุ สวุ รรณ สมี าพงศพ นั ธุ
ตําบลทาขาม อําเภอบางปะกง ซ่ึงมีตนชะครามท่ีปลูกอยูในปาชายเลน แมน้ําบางปะกง โดยคนในชุมชนจะนําใบชะคราม
มาประกอบอาหาร เชน แกงสม ไขเ จียว ฯลฯ นอกจากนยี้ งั สามารถนาํ ใบชะครามมาทาํ เปน ขนมซาหริ่ม ซง่ึ นาํ ไปสูการสราง
อาชพี ใหกบั ชุมชน เนื่องจากใบชะครามเปนทรัพยากรทม่ี อี ยใู นพื้นถน่ิ
๒) ขาวตมใบลําเจียก ตําบลคลองเข่ือน อําเภอคลองเขื่อน โดยคุณเสนาะ ทิมสี ไดกลาววา ในสมัยกอนตําบล
คลองเข่ือน มีตนลําเจียกมาก จึงนําใบลําเจียกมาใชหอขาวตมมัด เนื่องจากใบของลําเจียกเปนสมุนไพรท่ีมีกล่ินหอมช่ืนใจ
ท้ังนีก้ ารทาํ ขาวตมมดั ใบลาํ เจยี กนัน้ ควรใสหมอตมจะดีกวา หมอนงึ่ เพราะนํ้าของใบลาํ เจียกทตี่ มเปน น้าํ สมุนไพรอยา งดี
๓) ขา วหลามอบโอง ตําบลหวั ไทร อําเภอบางคลา โดยคุณขวญั เรือน ชูเมอื ง กลาววา การทําขาวหลามไดเปลี่ยน
จากการเผาขาวหลามแบบรางเปนการเผาขาวหลามแบบใชโองและมีฝาปดบนโอง เพ่ือใหขาวหลามมีกลิ่มหอม คงความ
ด้ังเดมิ
๔) ขนมชะมด ตําบลบานซอง อําเภอพนมสารคาม โดยคุณวันเพ็ญ จันทศรี ไดกลาววา ขนมชะมด เปน ขนมที่
หารบั ประทานไดย าก หากจะรับประทานขนมชนิดนจี้ ะรับประทานไดในโอกาสอันเปนมงคลยง่ิ ๒ โอกาส ไดแ ก งานเทศน
มหาชาติและเทศกาลลอยกระทงเทาน้ัน เนื่องจากในอําเภอพนมสารคามจะทําขนมชนิดน้ีไวสําหรับแลกเปล่ียนกับขนมกง
ของเพือ่ นบา น
๕) ขนมสอดไส ตําบลหนามแดง อาํ เภอเมืองฉะเชิงเทรา โดยคุณวันเพญ็ สุขวฒั นะ ขนมสอดไสเ ปน ขนมไทยทใี่ ช
ในงานพิธีขันหมากสมัยโบราณ เปนขนมท่ีมีกล่ินหอม หวาน เน่ืองจากตัวไสของขนมน้ันใชมะพราวนํ้าหอมทึนทึกและ
น้ํากะทิสดเปนสวนผสมของการทําขนมชนิดนี้ โดยใชแปงขาวเหนียวและน้ําหางกะทิ (น้ํากะทิที่ค้ันหลาย ๆ ครั้งจนเปน
นา้ํ คอ นขางใส) นวดจนแหง และเรมิ่ เปนกอน นาํ ไสท ีเ่ ตรยี มไวม าใสในแปง แลวหมุ ไสไ ว นําใบตองมาหอเปน ทรงสงู จดั ทรงให
สวยงามคาดดว ยทางมะพราว หรอื เรยี กวา เตี่ยวคาด และกลดั ดว ยไมก ลัด
ง
Booklet Title : The Wisdom Heritage of Local Food and Desserts in
Chachoengsao Province
Advisory Chairman : Dr. Jinda Nuangjumnong
Complier : Asst. Prof. Areeya Boonthawee and Mr. Natpanon Singyot
Place : Center for Arts, Culture and Locality, Rajabhat Rajanagarindra University
Year of Book Compilation : 2021
Prologue
The objective of the present booklet entitled “The Wisdom Heritage of Local Food and
Desserts in Chachoengsao Province” was to collect the body of knowledge on local food and desserts
in Chachoengsao province in order to protect these wisdom heritages from disappearance and oblivion.
In the meantime, This booklet played a pivotal role in supporting and preserving the wisdom heritage
on local food and desserts in Chachoengsao province. Derived from purposive selection, eleven districts
of Chachoengsao province were selected as the study areas for local food and desserts. For field trip
interview, the local scholars from six districts were key informants. There are six local food in indicating
local wisdom in Chachoengsao. They were as follows.
1) Pla Naem or shredded fish mixed with slices of pork skin of Thepparat sub-district, Ban Pho
district by Khun Arun Wanthong and Master Khwanchai Raksaphan : In the past, the grilled boiled-snake
fish with smashed head was an ingredient for Pla Naem. The roasted fish was teared and deboned.
By this, the leaves of Thong Lang, or coral tree, were rolled in a cylinder shape to contain Pla Naem,
sliced chili and shallot for a morsel. Nowadays, shrimp was used instead of snake fish. Pla Naem was a
nutritious diet due to its ingredients like rice, coconut, shallot, garlic and pork skin.
2) Khao Mok Kai or Chicken Biryani, of Mon Thong sub-district, Bang Nam Priao district by Khun
Mali Manureem : Basically, the Bueng Sing-to Community at Klong 18 was a Muslim community where
its local people were religious devotees. Interestingly, Khao Mok Kai was almost used for all
community activities from the cradle to the grave. The outstanding characteristics of Khao Mok Kai were
clearly seen from its herbal ingredients and tender, firm chicken flesh. In the past, lime juice and
evaporated milk would be mixed and put in the steaming pot as a cooking process in order to make
Khao Mok Kai sour-and-sweet flavor. Later on, tamarind was used instead of lime juice.
3) Keangsom Moo Bai Makham On or pork sour soup with young tamarin leaves of Dong Noi
sub-district, Ratchasan district by Khun Yapapat Puttaraksa : In Ratchasan district, tamarin trees were
nearly grown in all houses. Therefore, the young tamarin leaves were used for cooking pork curry by
local people in the past. By this, the tamarin leaves had been a popular local food for a long time.
4) Lab Khanoon or spicy minced jack fruit salad of Ku Yai Mi sub-district, Sanam Chai Khet
district by Khun Siriporn Suriwong : Generally, Ku Yai Mi sub-district was abundant with jackfruit trees.
In the past, the local people’ livelihood depended on farming and gardening. Thus, they did not have
จ
time enough for preparing their meals. In this case, they cooked “Lab” or spicy salad from young
jackfruits. Besides, Lab Khanoon was a special food for local festival.
5) Tom Kai Bai Mon or spicy chicken soup with mulberry leaves and Dug Dae Pre-roup or
processed pupa of Tha Takiab sub-district, Tha Takiab district : In the past, the native in the community
used tamarin leaves for cooking spicy chicken soup. However, when tamarin leaves were unseasonal,
mulberry leaves were used instead. By this, mulberry leaves were teared or sliced and used for food
ingredient. Due to Ang Tei Community grew mulberry trees for sericulture, the top leaves of mulberry
tree and pupae were processed for meals. They finally became local food indicating community
identity.
6. Moo Hong or shredded pork and bamboo shoot of Hua Samrong sub-district, Plaeang Yao
district by Khun Botun Samran : It was said that Moo Hong was hard and required for long-time cooking.
Its main ingredients were bamboo shoot and pork. The grilled-bamboo shoots would be shredded and
exposed in the hot sun. The pork should be streaky pork. As the name implied, the name of Moo Hong
(Moo means “pork”, Hong means “swan” in Thai) was metaphorically compared with a swan, a rarely
seen animal because its hard cooking process.
For the local desserts, there were five local desserts from five districts of Chachoengsao province.
They were as follows.
1) Sarim Bai Chakram or seabite sweet-noodle in coconut milk syrup of Tha Kham sub-district,
Bang Pakong district by Khun Apantri Prasartthong and Khun Suwan Simaphongphan. Gennerally known,
Tha Kham sub-district, Bang Pakong district was abundant with seabite plants because it was situated in
mangrove area of Bang Pakong river. Local people used seabite leaves for cooking sour soup, omelet
etc. Interestingly, seabite leaves were also used for Sarim Bai Chakram and enable local people earn
their living because seabite plants were community resource.
2) Khao Tom Bai Lum Cheak or steam sticky rice wrapped in pandanus leaves of Khlong Khuean
sub-district, Khlong Khuean district : Khun Sanoa Thimsi, the key informant, said that Khlong Khuean
sub-district was teeming with pandanus in former times. Thus, the local people used pandanus leaves
for wrapping steam sticky rice. For preparing Khao Tom Bai Lum Cheak, it was better to prepare this
dessert with a steaming pot than boiling pot. Also, water arisen from pandanus leaves in steaming process
was effective herbal extract.
3) Khao Lam Ob Ong, or glutinous rice in bamboo joint roasted in the jar, of Hua Sai sub-district,
Bang Khla district by Khun Kwanruen Chumueang : It was said that the roasting process of Khao Lam,
sticky rice in bamboo joint, changed from the roasting rail to the roasted jar with the lid. By this, roasted
Khao Lam would be aromatic and was not different from the original Khao Lam.
4) Khanom Chamod, or fried cereal dessert, of Ban Song sub-district, Phanom Sarakham district :
Khun Wanpen Chantasi, a key informant, said that Khanom Chamod was rarely found. It was seen
in two very auspicious occasions only : Mahachat Sermon (the sermon on the story of the last great
incarnation of the Buddha) and Loy Krathong Festival. Interestingly, the natives of Panom Sarakham
ฉ
would exchange of Khanom Chamod for Khanom Kong (another fried cereal dessert in the shape
of wheel) with their neighbors.
5) Khanom Sodsai, or steamed flour with coconut filling, of Nam Daeng sub-district, Mueang
Chachoengsao district by Khun Wanpen Sukwattana : Khanom Sodsai was a traditional Thai dessert
used for dowry procession ceremony. It was uniquely fragrant and sweet. Its filling was made of
aromatic coconut juice and coconut milk from the almost-overripe coconuts. Its ingredients consisted
of sticky rice flour and thin coconut cream (from the second or third pressing). The flour would be knead
until it became the dough. Then, the small dough would be put with coconut filling and wrapped by
banana leaves in beautiful and tall shape. Belt the banana leaf wrapper with coconut leave belt ; it was
called “Kad Tiew”. The, clasp with a bamboo pin.
ช
สารบัญ หนา
ก
คาํ นาํ ค
อารมั ภบท จ
อารมั ภบท (prologue) ซ
สารบญั ๑
๒
บทท่ี ๑ บทนํา ๒
วตั ถุประสงค ๓
ประโยชนท คี่ าดวา จะไดร ับ ๓
๔
บทท่ี ๒ กระบวนการเก็บขอมูลอาหารพนื้ ถ่นิ และขนมพื้นถิ่นในจังหวัดฉะเชิงเทรา ๔
ขนั้ ตอนการเก็บขอ มูล ๔
กาํ หนดพ้ืนทศี่ ึกษา ๕
ประชากรและกลมุ ตวั อยาง ๕
การรวบรวมขอ มูล ๗
การสงั เคราะหข อมลู ๗
แนวทางในการดาํ เนนิ งาน ๗
๑๒
บทที่ ๓ อาหารพน้ื ถนิ่ และขนมพ้ืนถ่นิ ๑๗
อาหารพื้นถนิ่ ๒๐
๑. ปลาแนม อาหารภูมปิ ญ ญาโบราณ ตําบลเทพราช อําเภอบา นโพธ์ิ ๒๔
๒. ขาวหมกไก ตําบลหมอนทอง อาํ เภอบางนา้ํ เปร้ยี ว ๒๙
๓. แกงสม หมูใบมะขามออน ตําบลดงนอ ย อําเภอราชสาสน ๓๓
๔. ลาบขนุน ตาํ บลคยู ายหมี อาํ เภอสนามชัยเขต ๓๓
๕. ตม ไกใบหมอนและดกั แดแ ปรรูป ตําบลทา ตะเกียบ อําเภอทาตะเกียบ ๔๐
๖. หมหู งส ตําบลหัวสําโรง อําเภอแปลงยาว ๔๔
ขนมพื้นถ่นิ ๔๘
๑. ซา หร่มิ ใบชะคราม ตําบลทา ขา ม อาํ เภอบางปะกง ๕๓
๒. ขาวตมมัดใบลาํ เจยี ก ตําบลคลองเขื่อน อาํ เภอคลองเขอื่ น ๖๑
๓. ขาวหลามอบโอง ตาํ บลหัวไทร อําเภอบางคลา ๖๒
๔. ขนมชะมด ตาํ บลบานซอง อําเภอพนมสารคาม ๖๓
๕. ขนมใสไส / ขนมสอดไส หรือ ขนมสามไฟ ตาํ บลหนามแดง อําเภอเมอื งฉะเชิงเทรา
บทท่ี ๔ สรปุ
ขอ เสนอแนะ
บรรณานุกรม
ซ
บทท่ี ๑
บทนํา
อาหารไทยและขนมไทยเปน มรดกภมู ปิ ญ ญาทางวฒั นธรรมทสี่ าํ คญั เนอื่ งจากอาหารไทยใชว ตั ถดุ บิ ในการปรงุ อาหาร
ที่หลากหลาย ไดแก เนื้อสัตว พืช ผัก และสมุนไพรตาง ๆ ท่ีนํามาประกอบ ทําใหเกิดคุณคาทางโภชนาการ นอกจากนี้
เครือ่ งปรุงรสยังเปนปจ จัยสาํ คัญท่ที าํ ใหรสชาตอิ าหารอรอย นารับประทาน สว นขนมไทยมีประวตั ิความเปน มาอันยาวนาน
โดยของท่ีเกิดจากขาวที่นํามาตําหรือบดจนปนละเอียด เรียกวา “แปง” แลวผสมกับน้ําตาลเพียงสองอยางเทาน้ันกอน
ตอมามีมะพราวเขามาเปนสวนผสม ทั้งนี้ขนมไทยยุคแรกจึงมีสวนประกอบหลัก คือ แปง น้ําตาล และมะพราว ซ่ึงของ
สามสิง่ นเ้ี ปนของพ้นื บาน พื้นเมอื ง ทมี่ ีอยโู ดยท่ัวไป อยางไรกต็ าม ขนมประเภททใี่ ชข า ว (แปง ) นํ้าตาลและมะพราวคงมมี า
แตสมัยสุโขทัย สวนขนมที่มีสวนผสมของไขปนน้ัน ตามหลักฐานพบวามีแตสมัยในแผนดินสมเด็จพระนารายณมหาราช
ขนมไทยที่นิยมกนั โดยท่วั ไปจะตองมีสว นประกอบที่สําคญั หลายอยา ง เชน มรี สหวาน มกี ลิน่ หอม มีสีสันสวยงาม สว นมาก
ใชสีตามธรรมชาตทิ ี่มอี ยูใ นทองถิน่ หรือทห่ี าไดง าย ๆ เชน สจี ากใบไม ดอกไม ผลไม โดยนํามาตม เผา โขลก หรือคั้นใชเนอ้ื
นา้ํ เชน ใบเตยหอม ดอกอญั ชัน ฟก ทอง เปนตน (จรยิ า เดชกุญชร, ๒๕๔๙, หนา ๗)
จงั หวดั ฉะเชงิ เทรา หรืออกี ชื่อหนง่ึ ทค่ี นในทองถิ่นนยิ มเรียกวา “แปดรวิ้ ” แบง การปกครองออกเปน ๑๑ อาํ เภอ
ไดแก อําเภอเมอื งฉะเชิงเทรา อําเภอบางนํ้าเปรีย้ ว อาํ เภอคลองเขอ่ื น อําเภอบางคลา อาํ เภอพนมสารคาม อําเภอราชสาสน
อาํ เภอสนามชยั เขต อาํ เภอทา ตะเกยี บ อาํ เภอแปลงยาว อาํ เภอบา นโพธิ์ และอาํ เภอบางปะกง เปน จงั หวดั ทมี่ ผี ลติ ผลทางการ
เกษตรทอี่ ดุ มสมบรู ณ มผี ลผลติ ทางการเกษตรทสี่ รา งชอ่ื เสยี งใหแ กจ งั หวดั ในดา นพชื ไดแ ก ขา ว มนั สาํ ปะหลงั ออ ย มะพรา ว
มะมวงและหมาก เปนตน ดานปศุสัตว ไดแก ไขไก และสุกร ซึ่งเปนแหลงผลิตมากที่สุดในประเทศ ดานประมง มีการ
เพาะเลยี้ งสตั วน าํ้ เชน กงุ กลุ าดาํ ปลานา้ํ จดื ปลานา้ํ กรอ ย (แผนพฒั นาจงั หวดั ฉะเชงิ เทรา พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๖๕ ฉบบั ทบทวน,
๒๕๖๑, หนา ๑๖) อยา งไรกต็ ามจงั หวดั ฉะเชงิ เทรามมี รดกภมู ปิ ญ ญาอาหารพน้ื ถน่ิ ขนมพน้ื ถน่ิ ทน่ี ยิ มรบั ประทานสบื เนอ่ื งกนั
มาเปน เวลานาน โดยผทู รงภมู ปิ ญ ญาไดน าํ วตั ถดุ บิ ในทอ งถนิ่ ทง้ั พชื และสตั ว นาํ มาประกอบอาหารในแตล ะพนื้ ท่ี จะมเี ทคนคิ
การทําท่ีแตกตางกัน ทั้งน้ีจะมีการสืบทอดมรดกภูมิปญญาจากบิดา มารดา สูรุนลูกรุนหลาน หรือกลุมเครือญาติ นําไปสู
วัฒนธรรม เอกลักษณเฉพาะของคนในทอ งถ่นิ บางพ้นื ท่ีจะนําอาหารและขนมไปเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม ประเพณีในทองถ่นิ
วิถชี ีวติ ท่เี ปน สังคมเกษตร
๑
ดังนน้ั ศูนยศลิ ปะ วัฒนธรรมและทอ งถิน่ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ราชนครนิ ทร จึงรวมกับสภาวัฒนธรรม ๑๑ อําเภอ
ในจงั หวดั ฉะเชงิ เทรา จดั ทาํ องคค วามรมู รดกภมู ปิ ญ ญาอาหารพน้ื ถน่ิ และขนมพน้ื ถนิ่ ในจงั หวดั ฉะเชงิ เทรา เพอื่ เปน การอนรุ กั ษ
รกั ษา ถา ยทอดภมู ปิ ญ ญาของดใี นจงั หวดั ฉะเชงิ เทราทท่ี รงคณุ คา ใหเ กดิ ความภาคภมู ใิ จในมรดกภมู ปิ ญ ญา ไมใ หเ สย่ี งตอ การ
สญู หาย นําไปสกู ารแลกเปลีย่ นเรยี นรูภ ูมิปญ ญา อาหารพนื้ ถน่ิ และขนมพ้นื ถิน่ ของชุมชนแบบมีสว นรวม ตามยทุ ธศาสตร
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพ่ือการพัฒนาทองถิ่น ระยะ ๒๐ ป (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙) ยุทธศาสตรท่ี ๑ การพัฒนาทองถิ่น
ตัวชี้วัด ๑.๑๑ มีแหลงเรียนรูดานศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปญญาทองถ่ิน เพ่ือเสริมสรางคุณคาและจิตสํานึกรักษ
ทอ งถน่ิ นาํ ไปสกู ารพฒั นาทอ งถนิ่ การทอ งเทย่ี วในจงั หวดั ฉะเชงิ เทรา ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งและแผนพฒั นา
จงั หวัดฉะเชงิ เทรา รวมท้ังแผนพฒั นาศลิ ปะ วฒั นธรรมของกรมสง เสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมอยา งบูรณาการ
วตั ถุประสงค
๑. เพ่อื เปน การรวบรวมองคความรู อาหารพ้นื ถิ่น และขนมพน้ื ถน่ิ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ไมใหเ ส่ยี งตอ การสูญหาย
๒. เพ่ือเปน การสงเสริม อนุรกั ษ มรดกภมู ปิ ญ ญาอาหารพนื้ ถน่ิ และขนมพื้นถ่ินในจงั หวดั ฉะเชิงเทรา
ประโยชนท คี่ าดวา จะไดรับ
๑. ไดหนังสือมรดกภูมิปญญาอาหารพ้ืนถ่ินและขนมพ้ืนถ่ินในจังหวัดฉะเชิงเทรา เผยแพรใหแกสถาบันการศึกษา
หนว ยงานราชการและประชาชนผูสนใจทั่วไป
๒. ทําใหเ กิดการอนุรักษม รดกภมู ปิ ญญาของดีในจังหวัดฉะเชงิ เทรา
๒
บทท่ี ๒
กระบวนการเกบ็ ขอมลู อาหารพ้ืนถิ่นและขนมพน้ื ถิน่ ในจงั หวัดฉะเชงิ เทรา
มรดกภูมิปญญาอาหารพ้ืนถิ่นและขนมพ้ืนถ่ินในจังหวัดฉะเชิงเทรา ของศูนยศิลปะ วัฒนธรรมและทองถิ่น
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั ราชนครินทร มีกระบวนการเกบ็ ขอมูลและสงั เคราะหขอ มูลดงั นี้
๑. ข้นั ตอนการเก็บขอมลู
ขน้ั ตอนการเก็บขอมลู มีดงั นี้
๑.๑ ประชมุ วางแผนกบั สภาวฒั นธรรม ๑๑ อําเภอ ในจงั หวดั ฉะเชงิ เทรา ไดแก
๑. สภาวฒั นธรรมอําเภอเมืองฉะเชิงเทรา
๒. สภาวัฒนธรรมอาํ เภอบางปะกง
๓. สภาวัฒนธรรมอาํ เภอบานโพธ์ิ
๔. สภาวฒั นธรรมอาํ เภอบางนํา้ เปรีย้ ว
๕. สภาวฒั นธรรมอาํ เภอคลองเขื่อน
๖. สภาวัฒนธรรมอาํ เภอบางคลา
๗. สภาวฒั นธรรมอําเภอราชสาสน
๘. สภาวัฒนธรรมอาํ เภอพนมสารคาม
๙. สภาวฒั นธรรมอาํ เภอแปลงยาว
๑๐. สภาวฒั นธรรมอาํ เภอสนามชยั เขต
๑๑. สภาวฒั นธรรมอําเภอทา ตะเกยี บ
ในการคัดเลอื กอาหารพ้นื ถ่ินและขนมพน้ื ถิน่ ในแตละอําเภอเพอื่ ลงพนื้ ทสี่ ัมภาษณ ถายทําวิดีโอ การจัดทาํ หนงั สือ
เผยแพรส ูสาธารณชน
๑.๒ ศูนยศิลปะ วัฒนธรรมและทองถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร ทําหนังสือเชิญผูทรงภูมิปญญา
อาหารพ้ืนถ่ินและขนมพ้ืนถ่ิน สภาวัฒนธรรมแตละอําเภอไดคัดเลือกอาหารพ้ืนถ่ินในชุมชนของตนเอง เพื่อนํามาสาธิต
อบรมเชิงปฏิบัติการใหแกน ักศกึ ษาและประชาชน ระหวางวันที่ ๘ - ๑๙ มนี าคม ๒๕๖๔ ณ หอศิลป มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏ
ราชนครินทร ศนู ยวชิ าการทองถิน่ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ราชนครินทร บางคลา และสภาวฒั นธรรมอาํ เภอเมืองฉะเชิงเทรา
๓
๑.๓ ประสานกบั ผทู รงภมู ปิ ญ ญา อาหารพนื้ ถน่ิ และขนมพนื้ ถนิ่ แตล ะอาํ เภอในจงั หวดั ฉะเชงิ เทรา เพอื่ สมั ภาษณ
จัดเกบ็ ขอมูลในการทําหนังสอื เผยแพร
๑.๔ นาํ ขอ มลู ทไ่ี ดจ ากการสมั ภาษณม าสงั เคราะห เรยี บเรยี งในรปู แบบการพรรณนากอ นจดั พมิ พเ ปน หนงั สอื
๑.๕ นําขอมูลท่ีไดจากการสังเคราะห อาหารพ้ืนถ่ินและขนมพ้ืนถิ่นในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยศูนยศิลปะ
วัฒนธรรมและทองถิ่น ประสานใหผูเปนเจาของภูมิปญญาไดตรวจสอบความถูกตองของเน้ือหากอนจัดทําหนังสือมรดก
ภูมิปญญาอาหารพื้นถิน่ ขนมพน้ื ถน่ิ ในจงั หวัดฉะเชิงเทรา
๒. กาํ หนดพื้นท่ีศกึ ษา
การเลอื กพ้นื ทใ่ี นการจดั ทาํ หนงั สือมรดกภมู ปิ ญ ญาอาหารพนื้ ถนิ่ และขนมพน้ื ถิ่นในจงั หวัดฉะเชงิ เทรา ไดเลอื ก
แบบเจาะจง (Purposive Selection) ทั้งหมด ๑๑ อาํ เภอ เปนผูเ ชยี่ วชาญทางอาหารพน้ื ถิน่ และขนมพื้นถนิ่ ไดแ ก
๑. ตาํ บลหนามแดง อําเภอเมืองฉะเชงิ เทรา
๒. ตําบลทา ขา ม อําเภอบางปะกง
๓. ตาํ บลเทพราช อําเภอบา นโพธิ์
๔. ตําบลหมอนทอง อาํ เภอบางนาํ้ เปรีย้ ว
๕. ตาํ บลคลองเขอื่ น อาํ เภอคลองเขื่อน
๖. ตําบลหวั ไทร อาํ เภอบางคลา
๗. ตาํ บลดงนอ ย อําเภอราชสาสน
๘. ตาํ บลบา นซอ ง อําเภอพนมสารคาม
๙. ตาํ บลหวั สาํ โรง อําเภอแปลงยาว
๑๐. ตาํ บลคูยายหมี อาํ เภอสนามชยั เขต
๑๑. ตําบลทาตะเกียบ อาํ เภอทา ตะเกยี บ
๓. ประชากรและกลุม ตวั อยาง
มรดกภูมิปญญาอาหารพื้นถิ่นและขนมพื้นถิ่นในจังหวัดฉะเชิงเทรา ไดแก กําหนดกลุมเปาหมายในการ
ลงพ้ืนที่ ในการสัมภาษณ โดยไดประสานกับสภาวัฒนธรรม จํานวน ๑๑ อําเภอ ประกอบดวย ผูที่มีความเช่ียวชาญ
อาหารพืน้ ถน่ิ และขนมพ้นื ถน่ิ ๑) ขนมใสไส / ขนมสอดไส ตําบลหนามแดง อําเภอเมอื งฉะเชงิ เทรา ๒) ซาหรมิ่ ใบชะคราม
ตําบลทาขาม อําเภอบางปะกง ๓) ปลาแนม ตําบลเทพราช อําเภอบานโพธิ์ ๔) ขาวหมกไก ตําบลหมอนทอง อําเภอ
บางนาํ้ เปรย้ี ว ๕) ขา วตม มดั ใบลาํ เจยี ก ตาํ บลคลองเขอ่ื น อาํ เภอคลองเขอ่ื น ๖) ขา วหลามอบโอง ตาํ บลหวั ไทร อาํ เภอบางคลา
๗) แกงสม หมใู บมะขามออน ตาํ บลดงนอย อาํ เภอราชสาสน ๘) ขนมชะมด ตาํ บลบานซอ ง อําเภอพนมสารคาม ๙) หมหู งส
ตําบลหวั สาํ โรง อําเภอแปลงยาว ๑๐) ลาบขนุน ตาํ บลคูยายหมี อําเภอสนามชัยเขต ๑๑) ตมไกใบหมอน และดักแดแปรรปู
ตาํ บลทาตะเกยี บ อาํ เภอทา ตะเกยี บ
๔. การรวบรวมขอมูล
มีกระบวนการรวบรวมขอ มลู ดงั น้ี
๔.๑ การสังเกตแบบมีสวนรวม (Participant Observation) ผูจัดทําไดเขาไปประสานรวมจัดกิจกรรม
อบรมสาธิตเชิงปฏบิ ัติการอาหารพ้ืนถิ่นและขนมพืน้ ถน่ิ โดยมีการสังเกตเพอ่ื นําไปสกู ารตั้งคาํ ถามในการสัมภาษณเ จาะลกึ
๔.๒ การสัมภาษณเจาะลึก (In-depth interview) เปนการสัมภาษณเจาะจงกลุมเปาหมาย ผูที่มี
ความเชี่ยวชาญ ผูทรงภูมิปญญาอาหารพื้นถิ่นและขนมพื้นถิ่นในจังหวัดฉะเชิงเทรา ไดแก ประวัติความเปนมา จุดเดน /
๔
เอกลักษณของอาหารพื้นถ่ินและขนมพ้ืนถ่ิน วัตถุดิบในการทําอาหารพื้นถ่ินและขนมพื้นถิ่น วิธีการทําอาหารพ้ืนถิ่นและ
ขนมพืน้ ถิ่น กระบวนการถา ยทอดมรดกภูมิปญ ญาในชุมชน
๔.๓ ขอมูลจากเอกสาร (Documentary Study)
๕. การสังเคราะหขอมูล การจัดทําหนังสือมรดกภูมิปญญาอาหารพ้ืนถ่ินและขนมพ้ืนถ่ินในจังหวัดฉะเชิงเทรา
ไดใ ชว ธิ กี ารพรรณนาวเิ คราะห (Descriptive Analysis) โดยไดน าํ ขอ มลู จากการสมั ภาษณผ เู ชย่ี วชาญ ผทู รงภมู ปิ ญ ญา อาหาร
พื้นถิ่นและขนมพ้ืนถิน่ มาเรยี บเรียงในรปู แบบการพรรณนา
๖. แนวทางในการดาํ เนินงาน
กิจกรรมในการดาํ เนนิ งาน วตั ถปุ ระสงค ระยะเวลา ผลที่คาดวา จะไดรับ
๑. ประชุมวางแผนกบั สภาวัฒนธรรม และสถานที่ - ไดผูเชีย่ วชาญ ผทู รง
๑๑ อําเภอ ในจงั หวดั ฉะเชิงเทรา ๑. เพ่อื ใหเ กดิ การมีสว นรว ม มกราคม ภมู ปิ ญญาอาหารพน้ื ถนิ่
เพอ่ื เสนอผทู รงภูมิปญญาดา น ในการวางแผน ในการรกั ษา ๒๕๖๔ และขนมพ้นื ถิ่น
อาหารพน้ื ถ่นิ และขนมพน้ื ถ่ิน อนุรกั ษม รดกภมู ิปญญา ในจังหวัดฉะเชิงเทรา
ในการลงพ้นื ท่เี ก็บขอ มูลจัดทํา อาหารพนื้ ถ่ินและขนม
หนังสอื พน้ื ถ่ินของจงั หวดั
ฉะเชงิ เทรา
๒. เชิญผูท รงภูมปิ ญ ญาอาหารพน้ื ถนิ่ ๑. เพอื่ เปนการถา ยทอด มีนาคม - ทาํ ใหเกดิ การเรียนรู
ในแตล ะอําเภอ มาใหก ารอบรม อาหารพืน้ ถิ่นและ ๒๕๖๔ อาหารพนื้ ถิ่น
และสาธติ เชิงปฏบิ ัติการแกน ักศึกษา ขนมพนื้ ถ่ิน ซง่ึ เปน มรดก และขนมพื้นถิ่น
และประชาชน ภมู ปิ ญญาในจังหวัด ในจงั หวัดฉะเชงิ เทรา
ฉะเชิงเทราใหแกนักศกึ ษา
และประชาชน
๓. ลงพ้ืนท่ีเกบ็ ขอมลู มรดกภูมิปญ ญา ๑. เพอ่ื ลงพ้นื ทส่ี มั ภาษณ มีนาคม - ไดขอมลู อาหารพนื้ ถ่ิน
อาหารพน้ื ถิ่นและขนมพืน้ ถ่นิ ผูทรงภูมปิ ญ ญาอาหาร ๒๕๖๔ และขนมพืน้ ถน่ิ
ในจังหวดั ฉะเชิงเทรา ไดแก พืน้ ถน่ิ และขนมพืน้ ถนิ่ ในจงั หวดั ฉะเชิงเทรา
๑. ซา หริ่มใบชะคราม ตาํ บลทา ขาม ในจงั หวัดฉะเชิงเทรา
อําเภอบางปะกง
๒. ปลาแนม ตําบลเทพราช
อาํ เภอบา นโพธ์ิ
๓. ขาวหมกไก ตําบลหมอนทอง
อําเภอบางนํ้าเปรี้ยว
๔. ขา วตมมัดใบลําเจียก
ตาํ บลคลองเขอ่ื น อาํ เภอคลองเขอ่ื น
๕. ขา วหลามอบโอง ตําบลหวั ไทร
อาํ เภอบางคลา
๕
กิจกรรมในการดาํ เนนิ งาน วตั ถุประสงค ระยะเวลา ผลที่คาดวาจะไดรับ
และสถานที่ - ไดหนงั สอื มรดก
๖. แกงสม หมใู บมะขามออ น
ตําบลดงนอย อาํ เภอราชสาสน ๑. เพื่อจัดทําหนังสือเผยแพร เมษายน - ภมู ปิ ญญาอาหารพ้ืนถน่ิ
อาหารพ้นื ถิ่นและขนม พฤษภาคม และขนมพื้นถ่ิน
๗. ขนมชะมด ตําบลบา นซอ ง พ้นื ถ่นิ ในจังหวัด ๒๕๖๔ ในจงั หวดั ฉะเชงิ เทรา
อําเภอพนมสารคาม ฉะเชิงเทรา
๘. หมูหงส ตําบลหวั สําโรง
อําเภอแปลงยาว
๙. ลาบขนุน ตําบลคูยายหมี
อาํ เภอสนามชยั เขต
๑๐. ตม ไกใ บหมอน และดักแด
แปรรูป ตาํ บลทาตะเกยี บ
อาํ เภอทาตะเกียบ
๑๑. ขนมสอดไส ตาํ บลหนามแดง
อาํ เภอเมืองฉะเชิงเทรา
๔. การสังเคราะหขอ มูล เพื่อทาํ
หนงั สอื มรดกภูมิปญญาอาหาร
พน้ื ถน่ิ และขนมพ้ืนถิน่
ในจังหวัดฉะเชงิ เทรา
๖
บทท่ี ๓
อาหารพน้ื ถิน่ และขนมพ้นื ถ่นิ
๑. อาหารพนื้ ถ่ิน
๑. ปลาแนม อาหารภมู ปิ ญ ญาโบราณของตาํ บลเทพราช อาํ เภอบา นโพธ์ิ จังหวดั ฉะเชิงเทรา
อาจารยขวัญชัย รกั ษาพันธ คุณอรณุ วนั ทอง
๑. ประวัติความเปนมา
ตาํ บลเทพราช อาํ เภอบานโพธิ์ จังหวดั ฉะเชิงเทรา มีภมู ปิ ญ ญาทอ งถิ่น อาหารพืน้ บา น “ปลาแนม” มกี ารทาํ มา
ตั้งแตป พ.ศ. ๒๕๒๔ ผูถายทอดภูมิปญญาทองถ่ิน คือ ปาอรุณ วันทอง และอาจารยขวัญชยั รักษาพันธ ปราชญเกษตร
ของแผนดนิ โดยปาอรุณ วันทอง ไดร ับการสืบทอดภูมปิ ญญาทองถ่นิ การทําปลาแนมมาจากแมฟนตัง้ แตก อ น พ.ศ. ๒๕๐๐
๗
๒. จุดเดน / เอกลกั ษณข องอาหารพ้นื ถ่ิน
โดยในสมัยกอนใชปลาชอ นทบุ หวั ตม แลว นําไปยางแกะเนือ้ ปลาเอากา งออก นําไปผสมในปลาแนมหรือใชร วมกนั
ทง้ั ๒ อยาง และใชใบทองหลางออนทําเปน กรวยสาํ หรับใสปลาแนมในการรบั ประทาน แตป จ จุบนั ใชกุงแหงแทนปลาชอน
และใชผ ักกาดหอมหรือใบชะพลแู ทนใบทองหลาง
๓. วัตถดุ บิ ในการทาํ อาหารพ้ืนถนิ่
๑. มะพรา วทนึ ทึกขูดและนําไปคัว่ จํานวน ๒.๕ กิโลกรมั
๒. ขาวสารขา วแขง็ (ขา วตาแหง ) ค่ัว เมอ่ื คว่ั เสร็จแลว ใหน าํ ไปโมล ะเอยี ด กโิ ลกรัม
จํานวน ๒ กิโลกรมั
๓. หนงั หมูตม จาํ นวน ๒ กิโลกรมั
๔. ถว่ั ลิสงค่วั จํานวน ๑ ขดี
๕. กุงแหง ตาํ จํานวน ๒ กิโลกรมั
๖. กระเทียมดอง จํานวน ๑ กโิ ลกรัม
๗. หัวหอมแดง จาํ นวน ๑ ลกู
๘. มะนาว จาํ นวน ๓๐ กิโลกรัม
๙. น้าํ ตาลทราย จํานวน ๒ ชอนโตะ
๑๐. เกลอื จํานวน ๑
๑๑. นํา้ สมสายชู
๑๒. พริกขี้หนู
๑๓. ผักกาดหอม
๑๔. น้าํ กระเทียมดอง
๔. วธิ ีการทาํ อาหารพ้นื ถน่ิ
ข้ันตอนการเตรียมวัตถดุ ิบ ตอ งใชเวลาเตรียมอยางนอย ๓ วนั ดังนี้
๑. นําขาวสารเจามาแชน้ํา ๑ คืน ตามสัดสวน จากนั้นนํามาซาวข้ึนจากนํ้าใสกระชอนพักใหสะเด็ดน้ํา
เม่อื แหงดแี ลวนาํ ไปควั่ ดวยไฟออ น ๆ จนกระท่ังสกุ มกี ล่ินหอม สเี หลืองออ น
๒. พักขา วควั่ ใหอนุ ๆ แลวนาํ มาโมดว ยโมหนิ โบราณใหละเอยี ดเปนผง อาจจะโมถึง ๒ รอบ เก็บใสภ าชนะปด ฝา
ใหส นทิ เตรยี มไวผสมปลาแนม
๓. นาํ หนงั หมมู าทาํ ความสะอาด ถา มขี นหมตู ดิ มากใ็ หใ ชแ หนบถอนขนหมอู อกกอ น ลา งใหส ะอาด จากนน้ั นาํ ไปตม
ใชไ ฟกลาง ๆ ประมาณ ๑/๒ ชว่ั โมง เมอ่ื ตม ครบเวลาแลว หนงั หมนู มุ ดแี ลว นาํ มาลา งนา้ํ สะอาดใหห นงั หมเู ยน็ ตวั ลง นาํ มาหนั่
ใหม ีความหนาพอดี ไมห นาหรอื บางเกินไป พักไว
๔. ถ่วั ลสิ งนาํ มาฝด - รอ นเอาเศษเปลอื กถวั่ และฝุนออกกอ น เลอื กเกบ็ เมลด็ ท่ีเสยี ออก นาํ ไปคว่ั ในกระทะท่ีรอน
ใชไฟออน ใชตะหลวิ ๒ อันคนสลับบน - ลา ง คว่ั ใหสกุ เหลอื ง ตกั ออกใสตะแกรงตาถ่ี ๆ พักใหอนุ ๆ บี้เปลอื กถวั่ ใหแ ตกและ
หลุดออก นําไปฝดแยกเปลือกออกใหหมด เอาถ่ัวไปตําดวยครกดินเผาไมตองละเอียดมาก เก็บใสภาชนะปดฝาใหสนิท
เตรยี มไวผสมปลาแนม
๕. กระเทียมดองใชท้ังเน้ือและนํ้าที่ดอง นําหัวกระเทียมดองมาตัดเอากานตรงกลางออกห่ันใหละเอียดและ
บาง ๆ พักไว เตรียมผสมปลาแนม
๘ซ
๖. มะพราว ใชมะพราวทึนทึกมาขูดดวยกระตายขูดมะพราว นําไปคั่วใหแหงและหอมดวยไฟปานกลาง
สีเหลืองนวล ตกั ข้นึ พกั ใหเ ยน็ เกบ็ ใสภาชนะปด ฝาใหสนทิ เตรยี มไวผสมปลาแนม
๗. กุงแหง นํามาทาํ ความสะอาด เลอื กเศษผงออก ค่ัวในกระทะใหรอน นาํ ไปตําดวยครกหินใหละเอียด เกบ็ ใส
ภาชนะปดฝาใหส นิท เตรยี มไวผ สมปลาแนม
๘. ใบทองหลาง ใหเก็บชวงใบออนถึงใบที่ ๓ ใบทองหลางถือเปนหัวใจของการรับประทานกับปลาแนม
เพราะใบทองหลางมีความมันเวลาเค้ียว รับประทานคูกับปลาแนมจะอรอย ในสมัยโบราณจะปลูกตนทองหลางไวริมคลอง
รมิ บอ รมิ นา้ํ กันทุกบานเพอื่ ปองกันตลิง่ พัง ไดป ระโยชน ๒ ตอ ในชว งหนา แลงจะหายอดออ นยาก จึงใชใบผักกาดหอมแทน
๙. หอมแดงปอกเปลือกลา งใหส ะอาด ห่ันเปน แวน ๆ ตามลกู หวั หอม พกั ไว
หมายเหตุ เคร่อื งใชท ุกอยางตอ งตมใหสะอาดเพ่ือฆาเชื้อโรคกอ นนาํ ไปประกอบอาหาร
วธิ ีคลกุ
๑. เตรยี มภาชนะสาํ หรับคลุกปลาแนม นําขา วที่โมละเอียดแลว มาใสกับนาํ้ อุน ๆ เล็กนอย จากนัน้ นาํ หนังหมูตม
ท่ีห่ันแลวมาใสลงไปคลุกเคลาใหเขากับขาวคั่วใหทั่ว พักไวอยางนอย ๑/๒ ชั่วโมงเพ่ือใหขาวคั่วดูดความชื้นจากหนังหมู
ทาํ ใหขา วคัว่ นุมขึน้
๒. ใสม ะพราวคั่ว + กงุ แหง ตํา + กระเทยี มดอง + น้ํากระเทียมดอง + นาํ้ ตาลทราย (นําไปปน บดละเอียด) +
เกลอื ปน ไทย + นา้ํ มะนาว + ถ่วั ลสิ งตํา ผสมทุกอยางใหเขาเปนเนือ้ เดียวกนั ชิมรสตามตอ งการ
๓. เวลารับประทาน นาํ ใบทองหลางมามวนเปน กรวยปากกวา ง ใสป ลาแนม ใสพริกข้ีหนูสวนหนั่ ใสห อมแดงห่ัน
สรปุ ปลาแนมเปน อาหารทมี่ คี ณุ คา มขี า ว มะพรา ว หวั หอม กระเทยี มและหนงั หมู ทาํ ใหม รี สชาตถิ กู ปากคนไทย
(นายขวัญชัย รกั ษาพนั ธ และนางอรุณ วันทอง, เปนผูใหส ัมภาษณ, ในวนั ท่ี ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๔ เวลา ๑๐.๓๐ น.
ณ หองประชุมชนั้ ๒ อาคารเรยี นบูรณาการวิชาการ มหาวิทยาลยั ราชภัฏราชนครินทร ศนู ยบางคลา)
๕. กระบวนการถา ยทอดมรดกภมู ปิ ญญาในชมุ ชน
ปาอรณุ วันทอง ไดร ับการถายทอดภมู ิปญ ญาการทํา “ปลาแนม” จากคณุ แม โดยถา ยทอดทางตรง และปจ จุบนั
ปา อรณุ วนั ทอง ไดร บั เชญิ จากศนู ยศ ลิ ปะ วฒั นธรรมและทอ งถนิ่ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ราชนครนิ ทร และโรงเรยี นเปน ผสู อน
การทาํ ปลาแนมใหก ับนักเรยี น นักศกึ ษา ประชาชน วนั ที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ศูนยศิลปะ วัฒนธรรมและทอ งถ่ิน
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร รวมกับสภาวัฒนธรรมตําบลเทพราช และสํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ไดจัด
โครงการลานวัฒนธรรมเพื่อเยาวชนและครอบครัว สูการสรางวัฒนธรรมที่เขมแข็งในชุมชน โดยใหนักเรียน ครู อาจารย
ไดมาเรียนรูการทําปลาแนมจากปราชญชาวบาน ณ พิพิธภัณฑพื้นบาน วัดเทพราช อําเภอบานโพธ์ิ จังหวัดฉะเชิงเทรา
อีกทั้งปาอรุณ วันทอง ยังไดทําปลาแนมจําหนายทุกวันพระ และวันสําคัญทางศาสนาอีกดวย และในตําบลเทพราชก็ยังมี
ผทู ่นี าํ ภูมิปญญาปลาแนมมาทาํ กนิ บางโอกาส
๖. ขอ มลู สถานที่ตง้ั ของผผู ลติ
ชมุ ชนเทพราช ตําบลเทพราช อาํ เภอบานโพธ์ิ จังหวดั ฉะเชิงเทรา
๙
๗. ขอมลู ผทู รงภูมปิ ญ ญาอาหารพืน้ ถิน่
๑. นายขวัญชัย รักษาพนั ธ
๘๕ หมทู ่ี ๒ ตาํ บลเทพราช อําเภอบานโพธ์ิ จังหวัดฉะเชงิ เทรา ๒๔๑๔๐
โทรศพั ท ๐๙๖ - ๓๙๓ - ๓๔๕๓
๒. คณุ อรุณ วนั ทอง
ตําบลเทพราช อําเภอบา นโพธ์ิ จังหวัดฉะเชงิ เทรา
๘. ขอ มูลติดตอผูผลิต
นายขวัญชัย รกั ษาพนั ธ
๘๕ หมทู ่ี ๒ ตําบลเทพราช อาํ เภอบานโพธิ์ จังหวัดฉะเชงิ เทรา ๒๔๑๔๐
โทรศัพท ๐๙๖ - ๓๙๓ - ๓๔๕๓
๙. ภาพประกอบ สาธติ การทําอาหารพ้นื ถ่นิ
๑๐
กิจกรรมสาธิตอาหารพน้ื ถ่ิน “ปลาแนม” วนั ท่ี ๘ มีนาคม ๒๕๖๔ ณ หอศิลป RRU มหาวิทยาลยั ราชภฏั ราชนครินทร
๑๑
๒. ขาวหมกไก ตําบลหมอนทอง อาํ เภอบางน้ําเปรย้ี ว จงั หวดั ฉะเชงิ เทรา
อาจารยมะลิ มนรู มี
๑. ประวตั ิความเปน มา
ชุมชนบึงสิงโต คลอง ๑๘ เปนชุมชนมุสลิมถิ่นคนดีมีความรูคูคุณธรรม เครงครัดในหลักการของศาสนาอิสลาม
จดั กจิ กรรมในชมุ ชนหลากหลาย ตง้ั แตเ กดิ จนถงึ ตาย “ขา วหมก” เปน อาหารทถ่ี กู เลอื กไปใชใ นงานทกุ ๆ กจิ กรรม เนอ่ื งจาก
เปนอาหารจานเดียวจัดเลยี้ งงา ย รสชาติอรอย จดั เล้ียงลงตัว มีความเปนเอกลักษณ ดงั้ เดิมจะใชเ นอื้ ววั ควาย แพะ แกะ
ในแถบอาหรับจะใชเนื้ออูฐ หากเปนเน้ือลูกอูฐจะอรอยท่ีสุด ตอมาเน้ือสัตวเหลาน้ีมีราคาแพงขึ้น ในชุมชนนี้จึงนิยมทํา
“ขาวหมกไก” เพราะหางาย ราคาถูกและเปนสากลที่บุคลากรทุกหนวยงานท่ีมาติดตอสัมพันธรับประทานไดท่ัวไป
คนรุน พอ รุนแมเ ลาใหฟ งวา ถา ขาวหมกตอ ง “กมี านจู” รจู ักกันทัว่ ถนิ่ ชื่อจริง คอื “นายอุสมาน มะติม”ุ เปน ชาวบึงสิงโต
คลอง ๑๘ แหง นี้ เมอ่ื มงี านใด ๆ ทานจะพาลูกมือไปชวยหลาย ๆ คน ไมมใี ครรูวา ทานไดสูตรมาจากไหน เมือ่ ทานเสยี ชวี ติ
ไป มีคนสบื สานตอหลายคน แตที่มชี ื่อเสยี งทสี่ ุด คอื “นายตอฮา ซอฮาซนั ” มกั เรียกกนั วา “ขาวหมกบังฮา” บงั ฮาเปน ญาติ
กับครูมะลิ มนูรีมและบานติดกัน เม่ือ “บังฮา” ทําขาวหมก ครูมะลิจะไปชวยทําและลองทําขาวหมกไก ประมาณปครึ่ง
โดยทํากินเองบา งและแจกญาตบิ าง ดว ยครูมะลเิ ปน ครสู อนอยทู ีโ่ รงเรยี นหมอนทองวิทยา เห็นวา โรงเรียนมีการจดั กิจกรรม
ไดวาจาง นายตอฮา ซอฮาซัน ทําขาวหมกไก จึงใครอยากเรียนรูวิธีการทําและนํามาเล้ียงอาหารกลางวันในกิจกรรม
ของโรงเรียนใหกับเด็กนักเรียนในโรงเรียนหมอนทองวิทยา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๙ ครูมะลิไดสงผลงานอาจารย ๓ จึงเลือกทํา
นวตั กรรมอาหารจานเดยี ว “ขา วหมกไก” เปน หนง่ึ ในตาํ รบั อาหารทไี่ ดท ดลองทาํ จนเกดิ ความชาํ นาญ และปรบั เปลย่ี นรสชาติ
ใหถูกปากทุกเพศทุกวัย ลดความเลี่ยนของเครื่องเทศและมันเนย จนเปนสูตรเฉพาะของ “ครูมะลิ” เพื่อทําเปนอาหาร
กลางวันใหกับนักเรียน เปนอาหารรับรองสําหรับผูมาเย่ียมชมโรงเรียน จนมีชื่อเสียงเล่ืองลือในดานการทํา “ขาวหมก”
และไดนําออกขายงานโรงเรียนตาง ๆ งานมัสยิด งานวัฒนธรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา นํามาเลี้ยงในงานประชุม อบรม
สมั มนา ฯลฯ “ขา วหมกกีมานจ”ู สขู า วหมก “บังฮา” และพัฒนามาสู “ขา วหมกครมู ะลิ” นาภาคภมู ใิ จทีช่ มุ ชนมอี าหาร
พนื้ ถน่ิ ทเี่ ปน นวตั กรรมของผลงานอาจารย ๓ สชู นรนุ หลงั ซงึ่ ตอ งอนรุ กั ษถ า ยทอด และสบื สานตอ ไป (มะลิ มนรู มี : เรยี บเรยี ง)
๑๒
* หมายเหตุ : คาํ ภาษาถ่นิ
กี หมายถงึ ปู ตา
จู หมายถงึ ลูกคนสุดทาย
บัง หมายถงึ พี่ชาย
๒. จดุ เดน / เอกลักษณของอาหารพน้ื ถ่นิ
จุดเดนขาวหมกไก สมนุ ไพร มากเกนิ คมุ
เนอ้ื ไก หนบุ แนน นุม นาํ้ จม้ิ ชุม ขา วเหลืองนวล
จุดเดน มีการใชน้ํามะขามเปยกผสมนมขนจืด โดยเรียนรูจากคนที่ดูแลมัสยิดที่ตําบลหมอนทอง อําเภอ
บางน้ําเปร้ยี ว จงั หวดั ฉะเชงิ เทรา
๓. วตั ถดุ ิบในการทําอาหารพ้ืนถิ่น ๒ กโิ ลกรัม
๑. ขา วสารมะลหิ อม ๔ กโิ ลกรัม
๒. ไกแ ปน สะโพก ๓ ชอ นโตะ
๓. เนย ๕๐๐ กรัม
๔. นมขน จดื ๓๐๐ กรมั
๕. หวั หอม ๒๐๐ กรัม
๖. กระเทยี ม ๓๐๐ กรมั
๗. มะเขือเทศ ๓๐๐ กรมั
๘. ซอสมะเขอื เทศ ๒๐๐ กรัม
๙. น้ํามะขามเปย ก ๑๕๐ กรัม
๑๐. ขงิ แก ๒๐๐ กรมั
๑๑. นาํ้ ตาลทราย ๓ ชอนโตะ
๑๒. เกลือปน ไทย ๒ ชอนโตะ
๑๓. ผงขาวหมก ๒ ช้ิน
๑๔. เปลือกไม (อบเชย) ๑ ชอ นชา
๑๕. ผงหญาฝรั่น ๖ ใบ
๑๖. ใบเตยหอม ๔๐๐ กรัม
๑๗. หัวหอม (สาํ หรบั เจียว) ๕๐๐ กรมั
๑๘. นา้ํ มันสาํ หรับทอดหอม
ผักเคียง ๑ กโิ ลกรมั
๑๙. แตงกวา ๒๐๐ กรัม
๒๐. ตนหอม ๑๐๐ กรมั
๒๑. ผักชี ๓๐๐ กรัม
๒๒. ผักกาดหอม
๑๓
นาํ้ จมิ้ ๕๐ กรมั
๒๓. กระเทยี ม ๕๐ กรมั
๒๔. พรกิ ข้หี นู ๓๐๐ กรมั
๒๕. นํ้าตาลทราย ๑๕๐ กรมั
๒๖. น้ําสม สายชู ๑ ชอ นโตะ
๒๗. เกลือปนไทย ๓ ตน
๒๘. รากผักชี
๔. วธิ ีการทาํ อาหารพ้นื ถน่ิ
วิธีการทําขา วหมกไก
๑. ลางไก ผกั ทุกชนดิ พกั ไวใ หสะเดด็ นาํ้
๒. นํากระเทียม หัวหอม ขงิ ที่เตรยี มไวใ สเ คร่อื งปน ใหล ะเอียด นํามาหมกั กับไก ในหมอท่เี ตรยี มไว
๓. เมอ่ื กอ นใชน ํา้ มะนาวมาผสมกบั นมขนจืด แตใ นปจจุบันไดนาํ นา้ํ มะขามเปยกผสมนมขน จดื ออกลกั ษณะคลา ย
นมเปรี้ยว จะไดรสชาติเปรี้ยวอมหวาน จากน้ันใสลงในหมอไก คนใหท กุ อยางเขากัน
๔. ใสม ะเขอื เทศ ซอสมะเขอื เทศ ผงขา วหมก นา้ํ ตาลทราย เกลอื ผกั ชี ลงในหมอ ไก คนใหเ ขา กนั นาํ ขน้ึ ตง้ั ไฟ คนจน
กระท่งั ไกส ุก ใสผงหญา ฝร่ัน แลวปด เตาไฟ
๕. เม่อื ไกส ุกปด เตาไฟแลว ตักไกออกพักไว นาํ นา้ํ ท่ีเหลอื มาชัง่ ใหไ ดน ํ้า ๓ กิโลกรมั ตอขา วสาร ๒ กโิ ลกรมั นํานํ้า
ต้ังไฟอีกคร้ังใหเดือด ปรุงรสตามชอบ ใสใบเตยหอม คอย ๆ ใสขาวสารคนจนกระท่ังน้ําแหง จากน้ันดงขาวดวยไฟออน
โดยใชใบตองหรอื ฟล ม พลาสติกปดบนหนา ขา ว ดงนานประมาณ ๒๐ นาที เพ่ือใหขา วระอุสกุ
๖. เมอ่ื ครบกาํ หนดเปด ใบตองหรอื แผน ฟล ม พลาสตกิ ทปี่ ด ฝาขา วออก ใสเ นยคลกุ เคลา ใหท ว่ั ปด ฝาอกี ครง้ั ปด เตาไฟ
๗. ทอดหอมเจยี ว
๘. ทํานา้ํ จิ้ม
๙. ทาํ นํ้าอาจาดทีม่ ีรสเปร้ยี ว - หวาน เวลารับประทานจะชวยลดความมนั เลีย่ นของขาวหมกไก
๑๐. จดั ขา วหมกไกใ สจ าน ตกแตง ดวยผกั เคียง เสริ ฟพรอ มกบั น้าํ จ้ิมและอาจาด น้ําซุปไก
น้าํ อาจาด
๑. เกลือปน ไทย ๑ ชอ นชา
๒. นํา้ ตาลทราย ๖๐๐ กรัม
๓. น้าํ สม สายชู ๔๐๐ กรัม
๔. นํ้าเปลา ๔ ถวยตวง
๕. ใสขงิ ซอย หอมแดงซอย พรกิ ขห้ี นูซอย ผักชี
๖. ใสแตงกวา (แตงกวาใหใสทีหลงั )
วธิ ที าํ
๑. ตมน้ําเปลา + น้ําสมสายชู + น้ําตาลทราย + เกลือปนไทย ใหเดือด สวนผสมละลายเขากันดี ปดเตาไฟ
ยกลงจากเตา พกั ใหเยน็
๒. เมอื่ เย็นดีแลว ใหต กั ใสภ าชนะ ใสข ิงซอย พรกิ ขหี้ นซู อย หอมแดงซอยและผกั ชี ใสแตงกวาแลว เสิรฟ ทันที
๑๔
๕. กระบวนการถา ยทอดมรดกภูมิปญ ญาในชมุ ชน
๑. มีการถายทอดใหกับนักเรยี นในโรงเรยี นหมอนทองวทิ ยา
๒. ถา ยทอดใหกับชุมชน
๖. ขอมลู สถานทต่ี ้ังของผูผลิต
นางมะลิ มนูรีม บานเลขที่ ๑๙ หมู ๗ ตําบลหมอนทอง อําเภอบางนํ้าเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ๒๔๑๕๐
เบอรโทร. ๐๘๖ - ๐๓๐ - ๐๐๗๖, ๐๙๒ – ๔๐๔ - ๘๕๕๘
๗. ช่ือชมุ ชน / พืน้ ทดี่ าํ เนนิ การ
บานบงึ สิงโต คลอง ๑๘
๘. ภาพประกอบ สาธิตการทําอาหารพืน้ ถนิ่
๑๕
กิจกรรมสาธิตอาหารพ้ืนถิ่น “ขาวหมกไก” วันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๖๔ ณ หอศิลป RRU มหาวิทยาลัยราชภัฏ
ราชนครินทร
๑๖
๓. แกงสม หมใู บมะขามออน ตาํ บลดงนอย อาํ เภอราชสาสน จังหวดั ฉะเชงิ เทรา
คุณญาปภชั พุทธรกั ษา
๑. ประวัติความเปน มา
แกงสมหมมู ีมาตั้งแตร นุ พอ แม ปู ยา ตา ยาย แตก อ นใบมะขามออ นหางาย มแี ทบทุกบา น คนรุนเกาเลยคิดวา
นาจะแกงเผ็ดหมูใสใบมะขามได เลยมาทดลองแกงดู ไดรสชาติท่ีอรอยลงตัว รสเผ็ดนิด ๆ กลมกลอมหอมพริกแกง
ไดร สเปร้ียวของใบมะขามออน แบบกลมกลอม รสชาตอิ รอยถึงเครอ่ื ง เลยเปน ทน่ี ิยมแกงกันทุกบา น จงึ เปน อาหารพื้นบา น
ท่ีนยิ มกนั มายาวนาน (ญาปภัช พทุ ธรักษา : เรยี บเรียง)
๒. จุดเดน / เอกลักษณของอาหารพ้นื ถิน่
แกงสมหมูใบมะขามออน มีจุดเดนตรงที่ไดความเปร้ียวของใบมะขามออนจะทําใหหมูนุม พริกแกงหอมอรอย
เขา กนั ไดดี
๓. วัตถุดิบในการทําอาหารพนื้ ถ่นิ
๑. ใบมะขามออน
๒. ใบมะกรดู
๓. ใบยหี่ รา หรือกะเพรา
๔. ถ่ัวฝก ยาว
๕. พรกิ แกงเผ็ด
๖. เน้อื หมู
๗. นาํ้ มนั พชื
๑๗
๔. วธิ กี ารทาํ อาหารพน้ื ถ่นิ
ใสน าํ้ มนั พชื นดิ หนอ ยแลว ใสพ รกิ แกงผดั ใหห อม เตมิ นาํ้ เปลา ลงไปเลก็ นอ ยแลว ผดั ใหห อม จากนนั้ ใสห มลู งไปผดั
ใหสกุ เติมน้ําเปลา ลงไปใหท วมหมพู อเดอื ด ใสถ ั่วฝก ยาวใหเ ดอื ดอีก พอถัว่ ฝกยาวสกุ ใหใ สใ บมะขามออ นท่ีตําละเอียดลงไป
ชิมและปรงุ รสชาติ จากนัน้ ใสใบมะกรูด ใบกะเพราหรอื ใบย่ีหรา รอใหเ ดอื ดอกี รอบจึงยกลงจากเตา
๕. กระบวนการถายทอดมรดกภมู ปิ ญญาในชุมชน
พอ แม ปู ยา ตา ยาย จะถา ยทอดสบื ตอ กันมาจากรนุ สรู นุ
๖. ขอ มูลสถานทตี่ ั้งของผผู ลติ
๘๘ หมู ๕ ตําบลดงนอย อําเภอราชสาสน จงั หวัดฉะเชงิ เทรา ๒๔๑๒๐
๗. ชื่อชมุ ชน / พนื้ ท่ีดําเนนิ การ
ชุมชนตาํ บลดงนอ ย อําเภอราชสาสน จังหวดั ฉะเชงิ เทรา
๘. ขอ มูลผทู รงภูมิปญญาอาหารพน้ื ถ่ิน
นางญาปภชั พุทธรักษา
๘๘ หมู ๕ ตาํ บลดงนอ ย อําเภอราชสาสน จังหวดั ฉะเชงิ เทรา ๒๔๑๒๐
โทรศัพท ๐๖๑ – ๕๕๖ - ๒๘๗๘
๙. ภาพประกอบ สาธติ การทําอาหารพ้นื ถิน่
๑๘
กิจกรรมสาธิตอาหารพ้ืนถ่ิน “แกงสมหมูใบมะขามออน” วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๔ ณ ศูนยวิชาการทองถ่ิน
มหาวิทยาลัยราชภฏั ราชนครินทร บางคลา
๑๙
๔. ลาบขนนุ ตําบลคูยายหมี อาํ เภอสนามชยั เขต จังหวัดฉะเชิงเทรา
คุณศริ ิพร สรุ ิวงศ
๑. ประวัติความเปนมา
ตําบลคูยายหมี อําเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา ประชาชนในหมูบานสวนใหญปลูกขนุนไวสําหรับ
รับประทาน โดยนําขนุนออนมาแปรรูปดวยการทําลาบขนุนและนํามาจิ้มนํ้าปลาราสับไวรับประทานกันภายในครอบครัว
แตถ า เปนขนนุ แกจะนาํ มาทอด เน่ืองจากในสมัยกอนบรรพบรุ ษุ ประกอบอาชีพทํานา ทําสวน ทาํ ไร จึงไมมีเวลาทํากับขา ว
ใหลูกหลานไดรับประทาน จึงนําขนุนออนมาแปรรูปเปนลาบขนุนไวรับประทานภายในครอบครัวและถายทอดใหกับ
ลกู หลาน จนเปน อาหารที่นาํ มาใชในประเพณที อ งถ่นิ
๒. จดุ เดน / เอกลักษณของอาหารพื้นถิ่น
การนาํ มะพราวมาค่ัว กระเทยี มเผา หอมเผา กะปเ ผา แลวนาํ มาปรงุ ใสใ นลาบขนุนใหไดรสชาตกิ ลมกลอม
๓. วัตถดุ ิบในการทาํ อาหารพ้ืนถ่ิน
๑. ขนนุ ออ น ๑ ลกู
๒. กระเทียม ๒๐ กลีบ
๓. หัวหอมแดง ๒๐ หวั
๔. กะป ๑ ชอนโตะ
๕. มะขามเปย ก ๑ กอ น
๖. มะนาว ๓ ลูก
๗. มะพรา วแก ๑ ลูก
๘. ขาและตะไคร (นาํ ไปควั่ )
๙. พรกิ แหง เม็ดใหญ และพรกิ แหงเมด็ เล็ก อยางละ ๕ เม็ด
๑๐. น้าํ ปลา
๒๐
๑๑. น้ําตาลทราย
๑๒. นํ้าปลารา
๑๓. ผักชีใบเล่ือย (ผกั ชีใบยาว หรอื ผักชีฝร่งั )
๔. วธิ ีการทําอาหารพืน้ ถนิ่
วิธกี ารตมขนนุ
๑. นําขนุนห่ันเปนแวน ๆ แลวนําไปตม ในนํา้ ใชเ วลา ๑ ชัว่ โมง ดใู หข นนุ เปอย ตักขนึ้ พกั ใหเ ย็น
๒. นําขนนุ ทต่ี ม สุกเย็นตัวลงแลว ไปฉีกเปนชน้ิ ๆ พกั ไว
วธิ กี ารเตรยี มนา้ํ ปรุงรสลาบขนนุ
๑. นําหอมแดง กระเทียม พรกิ แหง กะป ไปเผาไฟ
๒. นาํ ขา + ตะไคร ท่คี ว่ั แลวมาตาํ ใหล ะเอยี ด ใสหอมแดง + กระเทียม + กะปท ีเ่ ผาแลว ไปตาํ ใหล ะเอียดเขากัน
๓. นาํ น้าํ มะขามเปยก นาํ้ มะนาว นํ้าตาลทราย นํา้ ปลาและนา้ํ ปลารา ผสมกัน ชิมรสตามชอบ เพ่อื นาํ มาเปน
น้าํ ปรุงรส
๔. นาํ พริกแหงทคี่ ว่ั และโขลกละเอียดแลวมาผสมกับนา้ํ ปรุงรส
๕. นาํ มะพราวทคี่ ว่ั แลว มาใสก บั ขนนุ ทีฉ่ กี และคลกุ เคลา ใหเ ขากันกบั น้ําปรุงรส
๖. ใสผ ักชใี บเลอ่ื ย (ผักชใี บยาว หรอื ผกั ชีฝรงั่ ) ทห่ี ่ันเปน ช้ินเลก็ ๆ แลว
๗. ใสมะพราวคั่วโรยหนา ตามความชอบ มะพราวคั่วจะใหความหอมและเพ่ิมรสชาติใหกลมกลอมชวนให
รบั ประทาน
๘. ตักลาบขนนุ ใสจ าน หรอื ภาชนะทเ่ี ตรียมไว หรือภาชนะที่มใี นทองถ่นิ เชน ใบเล็บครฑุ ลังกา เพือ่ เพ่ิมมูลคา
ใหผ ลิตภัณฑอ าหารพ้ืนถิน่
๕. กระบวนการถา ยทอดมรดกภูมิปญ ญาในชุมชน
ไดมีการถา ยทอดองคความรกู ารทาํ ลาบขนนุ ใหคนในชุมชนและในพืน้ ที่ใกลเคียง
๖. ชื่อชมุ ชน / พ้นื ท่ดี าํ เนนิ การ
ชุมชนบา นไร หมูท ี่ ๒ ตําบลคยู ายหมี อําเภอสนามชัยเขต จังหวดั ฉะเชิงเทรา
๗. ขอ มูลสถานที่ตัง้ ของผูผลิต
นางสาวศริ ิพร สุรวิ งศ
๑๑ หมู ๒ ตาํ บลคูยายหมี อําเภอสนามชัยเขต จังหวดั ฉะเชิงเทรา ๒๔๑๖๐
โทรศัพท ๐๘๐ – ๖๓๕ - ๒๔๙๕
๘. ขอ มูลผทู รงภมู ปิ ญญาอาหารพืน้ ถนิ่
นางสาวศิรพิ ร สุรวิ งศ
๑๑ หมู ๒ ตาํ บลคยู ายหมี อาํ เภอสนามชยั เขต จังหวดั ฉะเชงิ เทรา ๒๔๑๖๐
โทรศัพท ๐๘๐ – ๖๓๕ - ๒๔๙๕
๒๑
๙. ภาพประกอบ สาธติ การทาํ อาหารพ้ืนถ่นิ
๒๒
กจิ กรรมสาธิตอาหารพนื้ ถนิ่ “ลาบขนนุ ” วนั ที่ ๑๒ มนี าคม ๒๕๖๔ ณ ศูนยวชิ าการทองถิ่น มหาวทิ ยาลัยราชภฏั
ราชนครนิ ทร บางคลา
๒๓
๕. ตม ไกใบหมอนและดักแดแปรรูป ตําบลทา ตะเกยี บ อาํ เภอทาตะเกียบ จังหวดั ฉะเชิงเทรา
คุณพกิ ลุ สวัสดี
๑. ประวัตคิ วามเปน มา
- ตมไกใบหมอน เปนอาหารที่ทํารับประทานกันในครัวเรือนเกือบทุกครัวเรือน เพราะทุกครัวเรือนจะกิน
ตม ไกใ สใ บมะขามออ นกนั อยแู ลว แตอ าจจะไมไ ดท าํ กนิ กนั ทกุ วนั ในชว งทยี่ อดมะขามออ นหมดลง ชาวบา นจงึ ไดล องเอายอด
ใบหมอนมาห่นั หรอื ฉกี ใส ก็จะไดความหอมและรสชาติทต่ี างจากการใสใ บมะขามออ น เม่อื ไดชมิ แลว เกดิ ตดิ ใจ จงึ นาํ มาทาํ
เปน อาหารสําหรบั รบั ประทานกันในครัวเรือน
ในพ้ืนท่ีบานอางเตย ตําบลทาตะเกียบ มีการเล้ียงไหมพันธุพ้ืนเมืองเกือบทุกบาน และทุกบานตองปลูก
ตน หมอ นเพ่อื เกบ็ ใบมาเลี้ยงตัวไหม จึงหาไมย ากท่ีจะนํามาใสล งในตมไกใบหมอน
- ดักแดแปรรูป เปนการแปรรูปจากตัวไหมท่ีหลังจากไดมีการสาวเสนไหมออกจากรังหมดแลว จะพบ
เปลือกไหม เมื่อผาหรือตัดเปลือกไหมออกจะพบตัวหนอนไหมหรือดักแดไหม การกินแตกอนจะนํามาตมแลวผ่ึงใหแหง
นํามาทอด ปรุงรสดวยซอสปรงุ รส หรอื คัว่ ใหแหง แลว โรยดวยเหลอื เพอื่ กินเปนของวา งน่ังกินเลน ๆ ตอ มาระยะหลงั เมือ่ กิน
บอย ๆ ก็เกิดความจําเจและเบื่อจึงไดลองหาวิธีการแปรรูปเปนกับขาว หรือกับแกลม มีการปรุงรสท่ีหลากหลายออกไป
จงึ ไดออกมาเปนผดั กะเพราดกั แด ลาบดกั แด ยาํ ดักแด เปน ตน
๒. จุดเดน / เอกลักษณข องอาหารพ้ืนถ่ิน
บา นอา งเตย ตําบลทา ตะเกียบ อําเภอทาตะเกียบ ชาวบานไดร วมกลุมกอตงั้ เปน กลมุ ปลูกหมอ นเล้ียงไหมทอผา
บานอางเตย ทุกบานจะปลูกใบหมอนเพื่อนํามาเลี้ยงตัวไหม จึงไดนํายอดใบหมอนและตัวไหมท่ีไดสาวเสนไหมออกแลวมา
แปรรูปเปนอาหารจนกลายมาเปนจดุ เดน และเอกลกั ษณข องทองถิ่น
รสชาติทจ่ี ัดจา นของยาํ ดักแด จงึ เปน จุดเดน
๒๔
๓. วตั ถดุ บิ ในการทาํ อาหารพ้ืนถิ่น
ตม ไกใ บหมอ น
สวนประกอบ
๑. เนอ้ื ไก (ไกส บั ทงั้ กระดกู เปนชิน้ ๆ) ๒. ขา
๓. ตะไคร ๔. ใบมะกรดู
๕. หอมแดงเล็ก ๖. พริกขีห้ นูแหง
๗. ยอดใบหมอน (เวลาเด็ดใหน บั จากยอดออ นลงมา ๓ ใบ เดด็ ทงั้ ยอด)
๘. ผักชีฝรั่ง ๙. มะขามเปยก
๑๐. นํ้ามะนาว ๑๑. นํ้าปลา
๑๒. ผงปรุงรส ๑๓. ซปุ ไกกอน
๑๔. มะเขือเทศ ๑๕. รากผักชี (ถา ม)ี
๑๖. กระเทียม
ดกั แดแ ปรรปู ๒. ใบเตยหอม ๓. เกลอื ปน
สว นประกอบ ๕. แครอท ๖. หอมหัวใหญ
๑. ตัวดกั แด ๘. มะมว งเปรี้ยว ๙. ตนหอม
๔. ผงชูรส ๑๑. นา้ํ มะนาว ๑๒. ผักชี
๗. หอมแดงเลก็ ๑๔. นํ้าตาลทราย ๑๕. นา้ํ กระเทยี มดอง
๑๐. ตนขน้ึ ฉาย ๑๗. มะเขอื เทศ ๑๘. ตะไคร
๑๓. นา้ํ ปลา
๑๖. พริกขี้หนสู ด หรอื พริกข้หี นแู หง
๔. วิธีการทําอาหารพนื้ ถนิ่
ตมไกใ บหมอ น
๑. นาํ ไกม าสับเปนช้นิ ๆ สับรวมทั้งหนังไก เนอื้ ไก กระดกู นาํ ไปลา งแลว พกั ใหสะเดด็ นา้ํ
๒. นําพริกข้ีหนูแหง มาตําใหพอหยาบ ๆ ใสห อมแดงเล็กและกระเทียมลงไปตําใหพ อหยาบ ๆ
๓. นําขามาห่ันเปนแวนบาง ๆ ตะไครตัดเปนทอน ๆ แลวทุบ มะเขือเทศห่ันเปนช้ินหนา ๆ ห่ันใบหมอน
หรือฉกี ใบหมอนเตรียมไว หั่นใบผักชีฝร่ังเปนทอน ๆ
๔. นําน้ําเปลาใสหมอตั้งไฟแรงของเตาแกส นําพริกที่ตํากับหอมแดงใสลงไป ตามดวยตะไครทุบ ขาหั่นแวน
ฉกี ใบมะกรดู ใส มะขามเปย กใสท งั้ กอนไมตอ งค้นั นา้ํ ใสซ ุปไกกอ น รากผกั ชี ปดฝาตัง้ ไฟใหน ้ําเดอื ด
๕. เมื่อนํ้าเดือดใสไกส บั ลงไป ตม ใหเ นื้อไกส กุ และนุมดี (ถาใชไ กบานตองเคย่ี วนานประมาณ ๑ - ๑.๓๐ ช่วั โมง)
๖. เมอ่ื เนือ้ ไกเ รมิ่ นมุ แลวใหใสยอดใบหมอ นทีห่ ั่นหรอื ฉีกไวลงไป ตามดวยมะเขอื เทศเคี่ยวใหเน้ือไกน ุม
๗. ปรงุ รสชาติ เปรยี้ ว เคม็ เผด็ ตามชอบ ถา ชอบความเปร้ยี วใหเ ตมิ นาํ้ มะนาวได เมื่อปรุงไดร สชาตติ ามตอ งการ
แลว ใหใสใ บผักชฝี รัง่ คนใหท วั่ แลวปด ไฟ พรอ มเสิรฟ รอน ๆ
๒๕
ดกั แดแ ปรรูป
๑. นําดกั แดม าตมกับใบเตยใหสุกและใบเตยสลด
๒. ในขณะตม ดักแด ใหม าเตรยี มเคร่ืองยาํ และพรกิ ยาํ ดวยการตาํ พรกิ ข้ีหนแู หง หรอื สดกับกระเทียม
๓. ซอยหอมแดง และตะไคร หั่นหอมหวั ใหญ มะเขอื เทศ ตน หอม ขนึ้ ฉา ย ปอกมะมว งแลวสับจากนน้ั หนั่ ออก
มาเปน เสน ๆ ปอกเปลอื กแครอทขดู เปนเสนเล็ก ๆ ส้นั ๆ
๔. เม่ือตมดักแดไดท่แี ลว รนิ น้าํ ออกใหแ หง หรือเวลาตม ดกั แดใสน ํา้ นอ ย ๆ ตมใหแ หง พกั ใหเยน็
๕. ปรุงรสชาติของนํ้ายําดวยการใสน้ํากระเทียมดอง น้ํามะนาว น้ําตาลทราย น้ําปลา ผงปรุงรส ลงในพริก
ทต่ี าํ ไว จากนนั้ ใหตักใสลงในดักแดทพ่ี กั จนเย็นแลว คลกุ เคลา ใหเขากนั
๖. เม่อื ไดร สชาติตามตอ งการแลวใหนาํ มะเขอื เทศ หอมแดงซอย หอมหัวใหญ แครอทขูด มะมวงสับ ขน้ึ ฉา ย
ตนหอม ใสลงไปคลุกใหเ ขากนั ปรุงรสตามชอบอกี คร้ัง จัดเสริ ฟ
๕. กระบวนการถายทอดมรดกภมู ปิ ญ ญาในชมุ ชน
ในการถายทอดภูมิปญญาดานอาหารจะเปนในลักษณะของการใหเด็กและเยาวชน ลูก หลานมาชวยกันทําใน
ครวั เรือนมากกวาท่จี ะลงไปในพื้นท่ขี องโรงเรยี น เพราะแตละครอบครัวไดม ีการทํากินกนั อยูแลว ถอื วา เปน การถายทอดไป
โดยปริยาย
๖. ชื่อชุมชน / พน้ื ท่ีดาํ เนินการ
เลขท่ี ๓๑๒ หมูที่ ๙ บานอางเตย ตําบลทาตะเกียบ อําเภอทาตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา ๒๔๑๖๐
โทรศพั ท ๐๖๓ – ๙๔๐ - ๕๙๕๐
๗. ขอมูลสถานทีต่ ัง้ ของผผู ลิต
กลมุ ปลูกหมอ นเลี้ยงไหมทอผาบา นอา งเตย
๓๑๑ /๑ หมูที่ ๙ บานอา งเตย ตําบลทา ตะเกียบ อาํ เภอทาตะเกยี บ จังหวัดฉะเชงิ เทรา ๒๔๑๖๐
๘. ขอ มูลผทู รงภูมปิ ญ ญาอาหารพ้นื ถน่ิ
นางพกิ ลุ สวัสดี
๓๑๒ หมูท่ี ๙ บานอางเตย ตําบลทาตะเกียบ อําเภอทาตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา ๒๔๑๖๐
โทรศพั ท ๐๖๓ – ๙๔๐ - ๕๙๕๐
๒๖
๙. ภาพประกอบ สาธติ การทาํ อาหารพ้ืนถ่นิ
๒๗
กิจกรรมสาธิตอาหารพ้ืนถ่ิน “ตม ไกใบหมอน ดกั แดแปรรูป” วันที่ ๑๒ มนี าคม ๒๕๖๔ ณ ศูนยว ิชาการทองถิน่
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครนิ ทร บางคลา
๒๘
๖. หมหู งส ตาํ บลหวั สาํ โรง อําเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชงิ เทรา
คุณโบต๋นั สาํ ราญ
๑. ประวัตคิ วามเปน มา
หมูหงส เปนชื่ออาหารที่เปรียบเทียบความอรอยของอาหาร รวมไปถึงความยากของการทําอาหารชนิดนี้
โดยเปรียบเทียบกับหงส ท่ีมีความสูงสงและมีความพิเศษ ถามองถึงความยากของอาหาร นั่นคือ ตองใชเวลาในการผลิต
คอนขางนาน เรียกไดว า ขามวนั เลยทเี ดยี ว ในสว นของวัตถดุ ิบหลกั เชน หนอ ไมแหง ซง่ึ ตองรอในชวงของฤดกู ารของหนอไม
จึงจะทําได โดยเอาหนอไมม าเผา แลวนาํ ไปขูดจนเปนเสน แลวนาํ ไปตากจนแหง สนทิ พูดถงึ ในเร่อื งของราคาหนอไมแหงนั้น
มีราคาคอนขางแพงมาก และในความยากในการทําและหายากของวัตถุดิบหลักในบางอยาง ความเปนมาจากปากตอปาก
จงึ เรยี กวา “หมหู งส” กเ็ พราะกวาจะไดม าเปน อาหารอันโอชะ เทยี บคุณคาเทา กับหงสน ั่นเอง
๒. จุดเดน / เอกลกั ษณของอาหารพื้นถนิ่
เปนอาหารที่หารับประทานไดเฉพาะถ่ิน ซ่ึงวัตถุดิบบางอยางที่เปนสวนประกอบหาไดยากและมีราคา
คอ นขางสงู และอาหารชนดิ น้ีใชเ วลาในการทาํ คอนขางนานพอสมควร จึงเปน ที่หารบั ประทานไดยากและไมไ ดรบั ประทาน
บอ ย ๆ
๓. วัตถุดบิ ในการทําอาหารพ้นื ถน่ิ ๒. หนอ ไมแหง ๓. หวั หอมแดงโขลกละเอยี ด
๑. เน้อื หมู (สามชน้ั ) ๕. นา้ํ ตาลปบ ๖. ซอสปรุงรส
๔. กระเทยี มโขลกละเอยี ด ๘. น้าํ เปลา ๙. เกลือปน
๗. น้าํ มันพืช
๒๙
๔. วธิ กี ารทาํ อาหารพนื้ ถิ่น
๑. นําหนอ ไมแหง ไปตม จนมีรสชาตจิ ืดสนทิ แลว นาํ มาพกั ไว
๒. หมูสามชั้นนาํ ไปหั่นเปนส่เี หล่ยี มลูกเตา แลว รวนหรอื ทอดเคลากับซอสและเกลอื ปน
๓. นําหวั หอมแดงและกระเทียมไปเจียวจนเหลือง แลวใสนํ้าตาลปบตามลงไป
๔. เมอ่ื นา้ํ ตาลละลายแลว มกี ลน่ิ ไหมน ดิ หนอ ย แลว นาํ หมทู ร่ี วนไวใ สล งไปผดั เตมิ นา้ํ เลก็ นอ ยเพอ่ื ไมใ หน า้ํ ตาลไหม
๕. ใสหนอไมแ หงทีต่ มไวแ ลว ลงไปผดั รวมกัน แลวนํานํ้าเปลาใสล งไปเพื่อเปนการตนุ
๖. นาํ วตั ถดุ บิ ท่ไี ดไ ปตง้ั ไฟออ น ๆ เพอ่ื เปน การตุน จนหมเู ปอยพรอมรบั ประทาน
๕. กระบวนการถา ยทอดมรดกภูมิปญ ญาในชุมชน
ถายทอดวธิ ีการทําหรอื นาํ เสนออาหารตามชว งเวลาเทศกาลตา ง ๆ หรอื ตามความพรอมและโอกาสตาง ๆ
๖. ชอ่ื ชมุ ชน / พืน้ ท่ดี าํ เนินการ
บา นหวั สําโรง ตําบลหัวสาํ โรง อาํ เภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา
๗. ขอมูลสถานทตี่ งั้ ของผผู ลิต
บา นหัวสําโรง ตาํ บลหวั สําโรง อาํ เภอแปลงยาว จงั หวัดฉะเชงิ เทรา
๘. ขอ มลู ผทู รงภูมปิ ญ ญาอาหารพ้นื ถ่ิน
นางโบตน๋ั สําราญ
บา นหัวสาํ โรง ตาํ บลหัวสาํ โรง อาํ เภอแปลงยาว จังหวดั ฉะเชิงเทรา
โทร. ๐๖๔ – ๕๓๑ - ๖๗๐๐
๓๐
๙. ภาพประกอบ สาธติ การทาํ อาหารพ้ืนถ่นิ
๓๑
กจิ กรรมสาธิตอาหารพนื้ ถนิ่ “หมูหงส” วนั ท่ี ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๔ ณ ศนู ยว ิชาการทองถ่ิน มหาวทิ ยาลัยราชภฏั
ราชนครนิ ทร บางคลา
๓๒
๒. ขนมพืน้ ถิ่น
๑. ซาหร่มิ ใบชะคราม ตาํ บลทาขา ม อาํ เภอบางปะกง จงั หวดั ฉะเชิงเทรา
คุณอภนั ตรี ประสาททอง
๑. ประวัติความเปนมา
ซาหรม่ิ , ซา หรมิ่ น. ชอ่ื ขนมอยา งหนงึ่ ทาํ ดว ยแปง ถวั่ เขยี ว ลกั ษณะเปน เสน เลก็ และยาว มหี ลายสี กนิ กบั นา้ํ กะทิ
ผสมน้าํ เชอื่ มใสนํ้าแขง็ (พจนานกุ รม ฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔, หนา ๔๐๐)
กาพยเหช มเครอื่ งคาวหวานบทพระราชนพิ นธใ นรชั กาลท่ี ๒
ซา หรม่ิ ล้มิ หวานลํา้ แทรกใสน าํ้ กะทเิ จือ
วิตกอกแหงเครือ ไดเสพหรมิ่ พิมเสนโรย
(กาพยเ หช มเครอื่ งคาวหวานบทพระราชนพิ นธใ นรชั กาลที่ ๒, คน คนื เมอื่ วนั ที่ ๓๐ มนี าคม ๒๕๖๔ จาก ทม่ี า..ซา หรมิ่
https://rerairamphung.maggang.com)
ซาหร่ิม น้ันมีตนกําเนิดที่ไมมีหลักฐานแนชัด แตมีการบันทึกไววาชาวกรุงศรีอยุธยารูจักซาหริ่มมาต้ังแตชวง
กรงุ ศรอี ยุธยาตอนปลาย เมอื่ วเิ คราะหจากรูปภาษา “ซา หร่มิ ” เปน คํายืมจากชวา นกั ภาษาศาสตรชวา อธิบายวา Sa-Rim
เปนคํายืมจากอินเดียใชเรียกขนมวุนใสเปนเสน ๆ ท่ีใสกะทิ แตปจจุบันชาวชวา - มลายูเรียกขนมนั้นวา ดาเวต Dawet
เรียกตัวแปง วุนวา เชนดอล Cendol (Chen-dul/Jendol)
จึงอาจสรุปไดวา ซาหร่ิม หรือซาหริ่ม เปนขนมที่มาจากชาวชวา - มลายู และในสมัยอยุธยาสมัยสมเด็จ
พระเจาอยูหัวบรมโกศ ในยุคนั้นมีขาหลวงชาวมลายูที่เปนเชลยจากปตตานีหลายนางเขามาถวายงานรับใชในราชสํานักอยู
ภายใตการดูแลของพระราชธดิ าของสมเดจ็ พระเจาอยูห ัวบรมโกศสองพระองค คอื เจาฟา กุณฑล และเจาฟา มงกฎุ ท้งั สอง
พระองคโปรดปรานวัฒนธรรมของชวามาก จึงเปนไปไดวา ซาหริ่ม เปนขนมท่ีด้ันดนมาจากชวาสูกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
๓๓
ต้ังแตตอนนนั้ แลว แตต วั ขนมถูกดดั แปลง ไมเปน ขนมแบบวนุ ๆ ทําเลียนแบบคลายลอดชอง โดยทําตวั ซา หร่ิมใหเสนเล็กลง
ไมใหญเ ทา ลอดชองและมหี ลากหลายสแี ละเสน เหนยี วกวา (เรยี บเรยี งโดย นางสาวอภนั ตรี ประสาททอง)
“ชะคราม”
ชมุ ชนหมทู ่ี ๗ ตําบลทา ขาม อาํ เภอบางปะกง จงั หวัดฉะเชงิ เทรา พืน้ ท่ีด้ังเดิมเปนปาชายเลน โดยมี “ชะคราม
สาคราม หรอื สา คราม” เปน พชื ทอ งถน่ิ ในปา ชายเลน ทชี่ าวบานปากแมน า้ํ บางปะกงนิยมนาํ ยอดออนมาทําเปนอาหาร เชน
แกงสม และลวกจิ้มนํ้าพริก เปนตน ตอมาสภาพแวดลอมไดเปล่ียนไป นิคมอุตสาหกรรมขยายตัวเขามาในพ้ืนที่ ชุมชน
บางสว นจงึ ขายทดี่ นิ สง ผลใหพ นื้ ทป่ี า ชายเลนลดลง กลายสภาพเปน ปา รกรา ง และเสอ่ื มโทรมลงเรอ่ื ย ๆ จนกระทงั่ ประมาณ
ป พ.ศ. ๒๕๕๓ การไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทย (กฟผ.) โรงไฟฟาบางปะกง ซึ่งเปนหนวยงานของรัฐ ต้ังอยูในพื้นท่ี
หมูที่ ๖ และมีการใชประโยชนท่ีดินหมูที่ ๗ ตําบลทาขาม จึงรวมกับอําเภอบางปะกง เทศบาลตําบลทาขาม และชุมชน
ตําบลทาขาม ชวยกันฟนฟูปาชายเลนบริเวณรอบชุมชนหมูท่ี ๗ ตําบลทาขาม จัดตั้งเปนแหลงเรียนรู และไดพัฒนาเปน
โครงการอนุรักษพันธุกรรมพืช อันเน่ืองมาจากพระราชดําริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ในเวลาตอมา โดยมุงเนนอนุรักษพรรณพืชปาชายเลนพื้นถ่ินตําบลทาขาม ซ่ึง “ชะคราม”
เปนพืชพ้ืนถิ่นปากแมนํ้าบางปะกงที่ชุมชน หมูท่ี ๗ ตําบลทาขาม และ ชุมชนใกลเคียง ไดรวมกันอนุรักษไวใหเปนมรดก
ลกู หลาน
คุณคา ทางโภชนาการของชะคราม
ใบชะครามสด ขนาด ๑๐๐ กรมั ประกอบดว ย
- โปรตีน รอ ยละ ๑.๘๑
- ไขมัน รอยละ ๐.๑๕
- กากใยอาหาร รอยละ ๒.๔๐
- คารโบไฮเดรต รอ ยละ ๒.๙๗
- แคลเซียม ๓๖.๖๘ มลิ ลิกรัม
- โซเดยี ม ๒.๕๗๗ มิลลิกรมั
- วิตามินซี ๐.๑๔ มลิ ลกิ รัม
- เบตา แคโรทนี ๑,๖๘๓ ไมโครกรัม
ทมี่ า : http://bpkinfo.egat.co.th (กฟผ. โรงไฟฟาบางปะกง)
๓๔
สรรพคุณ และประโยชน
ชะคราม มีประโยชนสามารถนาํ มาใชในการรกั ษาโรคตาง ๆ สวนท่ีใชไ ดจ ากใบ ราก และลาํ ตน สรรพคณุ ของ
ชะคราม เชน รักษาแผล ฝ ขับปสสาวะ บํารุงเสนผม บํารุงสายตา บํารุงกระดูก แกอาการตามัว ชวยแกนํ้าเหลืองเสีย
ชวยรักษาโรคผวิ หนงั โรคคอพอก ตานการอักเสบ ชวยกระตนุ ระบบประสาท เพิม่ ภูมคิ มุ กันใหรา งกาย ตอ ตานอนุมูลอสิ ระ
และชว ยรกั ษาอาการปวดตามเสนเอ็น เปนตน
มกี ารวจิ ัยพบสารสกัดสําคญั ของชะครามมีประสทิ ธภิ าพในการยบั ยั้งการเจริญเตบิ โตของเซลลมะเร็ง
เอกสารอางอิง
๑. ทม่ี า ซาหริ่ม. กาพยเหช มเครอื่ งคาวหวานบทพระราชนพิ นธในรชั กาลที่ ๒. [ออนไลน] เขา ถึงไดจ าก https://rerairam
phung.maggang.com (อา งถึงวนั ท่ี ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๔).
๒. เกษตรทํากนิ . ชะคราม พืชทองถนิ่ สารพัดประโยชน ใชก ําจัดปลวกได. [ออนไลน] เขา ถงึ ไดจ าก https://kasettumkin.
com/plant/article_๖๕๗๔ (อา งถึงวนั ท่ี ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑).
๓. ชะคราม. ประโยชน และสรรพคณุ ชะคราม. [ออนไลน] เขาถงึ ไดจ าก http://puechkaset.com/ชะคราม/ (อางถึงวนั ที่
๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๑).
๔. นภาพร แกวดวงดี. ชะคราม วชั พืชสมุนไพรตานอนุมูลอิสระในปา ชายเลน. [ออนไลน] เขา ถึงไดจ าก https://www.
baanjomyut.com/library_๒/extension-๔/herb /๒๖.html. (อางถงึ วันท่ี ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๑)
๕. ราชบณั ฑิตยสถาน. (๒๕๕๖). พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. กรุงเทพมหานคร. บรษิ ทั ศริ ิวฒั นา
อนิ เตอร พร้นิ ท จาํ กดั (มหาชน).
“ซา หรม่ิ ชะคราม” ผลติ โดยกลมุ บา นคาวหวาน (ปอ ก - แจ) นาํ โดย นางสาวอภนั ตรี ประสาททอง และนายสวุ รรณ
สีมาพงศพันธุ ไดรับการถายทอดวิธีการทําซาหริ่มพ้ืนถ่ินมาจากคุณแมรําพึง ประสาททอง ผูเปนมารดาของคุณอภันตรี
ประสาททอง เห็นวา ใบชะครามมีอยูในอําเภอบางปะกง โดยคนในชุมชนนํามาประกอบอาหาร เชน แกงสมใบชะคราม
ไขเจียวใบชะคราม จึงอยากนําใบชะครามมาแปรรูปเปนขนม จึงคิดวา ถาทําเปนซาหริ่มทําใหคนอยากรับประทาน
จึงไดเ ขยี นโครงการของบประมาณสนบั สนนุ จากกองทนุ พัฒนาไฟฟา บางปะกง ทง้ั นี้ ไดมีวิทยากรมาถายทอดวิธกี ารทาํ ขนม
ซาหร่ิมใบชะคราม เดิมไดทําขายภายในชุมชนและจังหวัดใกลเคียง ตอมาในป พ.ศ. ๒๕๖๒ นายดิเรก โพธิ์คี ผูใหญบาน
หมทู ี่ ๗ ตาํ บลทา ขา ม ไดจ ดั ทาํ โครงการพฒั นาอาชพี โดยมกี ลมุ บา นคาวหวานเปน แกนนาํ ขบั เคลอ่ื นทส่ี าํ คญั และไดร บั ความ
อนุเคราะหจากครูสิทธิชัย สวัสดี ผูเช่ียวชาญขนมไทย จากวิทยาลัยสารพัดชางฉะเชิงเทรา ไดมาปรับสูตรใหทันสมัย
และแนะนาํ การผลติ ในรูปแบบการรับจัดเลีย้ งสรางอาชีพ โดยหนว ยงานภาครัฐและเอกชนในพืน้ ที่ รวมทง้ั อําเภอบางปะกง
ไดเขามาสงเสริมชองทางตลาด และการขายสรางรายไดใ หช ุมชนเปนอยา งดี
๒. จุดเดน / เอกลักษณของขนมพ้นื ถ่นิ
ชะคราม จากชายเลนปากแมนํ้าบางปะกงมีความออนนุม มีกล่ินและรสชาติอรอย ไมเค็มจัด แตจะมี
รสหวานตดั ปลายลน้ิ ซงึ่ เปน เอกลกั ษณเ ฉพาะตัวของชะคราม ๓ นํา้ ปากแมน ้าํ บางปะกง
“ซาหริม่ ชะคราม” เปน ขนมแหงความรกั สามัคคขี องทุกภาคสว น ท่ชี ว ยกนั อนรุ กั ษปาชายเลน และสรางความ
เขม แขง็ สรา งอาชพี จากทรพั ยากรทมี่ ใี นพน้ื ถน่ิ และสง ตอ องคค วามรเู ปน มรดกวฒั นธรรมอาหารชาวบา นปากแมน าํ้ บางปะกง
สบื ทอดสูอนชุ นรุนตอ ๆ ไป
๓๕
๓. วัตถุดิบในการทาํ ขนมพน้ื ถน่ิ
สว นประกอบของการทําซาหร่ิม
๑. ชะคราม พชื ปา ชายเลนปากแมน้าํ บางปะกง
๒. แปงถวั่ เขียว ๕๐๐ กรัม
๓. น้าํ กรองสะอาด ๔,๒๐๐ กรัม
๔. ใบเตยหอมทําขนม ๑ กํา
๕. กะทิสดอบควนั เทยี น ๒๕๐ กรัม (หรือกะทอิ บควนั เทยี น ๑ กลอ ง )
๖. นํา้ ตาลทราย ๑,๐๐๐ กรมั
๗. น้าํ ดอกมะลิ ๒๕๐ กรมั
๘. เกลือ ๑/๒ ชอ นชา
๔. วธิ กี ารทาํ ขนมพน้ื ถ่นิ
ข้ันตอนการเตรียมชะคราม
๑. เลือกชะครามที่มีสีเขียวมาลางใหสะอาด นําไปตม และลางบีบนํ้าออก ทําประมาณ ๒ - ๓ คร้ัง เพ่ือลด
ความเค็มออกไปจากชะคราม
๒. นําชะครามที่เตรียมไวม าปน ใหละเอียดแลว กรองดว ยผาขาวบาง แยกเอากากออก
๓. เทใสภ าชนะพกั ไว
ขน้ั ตอนการทําตัวซา หริ่ม
๑. นําแปง ถว่ั เขยี วผสมกบั น้าํ เปลา และนาํ้ ชะครามท่เี ตรยี มไว คอย ๆ ตะลอ มใหเขากนั
๒. นาํ แปง ทผี่ สมแลว เทลงในกระทะทองเหลอื ง กวนจนแปง สกุ ขนึ้ ใสเปน เงา (การกวนแปง ควรกวนไปทางเดยี วกนั
จะทาํ ใหแปงเหนียวนมุ ไมเละ)
๓. นาํ แปง ที่กวนไดท ่แี ลว เทลงในกระบอกกดซา หร่มิ ท่ีดา นลา งรองดว ยนํา้ เยน็ จดั อยางรวดเรว็ พักไวป ระมาณ
๕ - ๑๐ นาที (ความสูงระหวา งกระบอกกดซา หร่มิ กับภาชนะที่ใสนํ้าเย็นจัด ประมาณ ๓๐ เซนตเิ มตร )
๔. ตักเสน ซาหริ่มข้ึนจากนํา้ พกั ไว
ข้ันตอนการทํานํา้ ดอกไม
๑. นาํ นา้ํ กรองสะอาดมาลอยดอกมะลทิ ง้ิ ไว ๑ วนั ๑ คนื หา มใชน า้ํ ประปาเนอ่ื งจากมรี สกรอ ย และมกี ลนิ่ คลอรนี
ทําใหรสชาติเปลย่ี น
๒. ดอกมะลิหอม ควรเลือกมะลิท่ปี ลูกเอง สะอาดปราศจากยาฆา แมลงและสารพิษตกคาง
ขั้นตอนการทํานาํ้ เชอ่ื ม
๑. ผสมนํา้ ตาลทราย นํา้ เปลา ๖๐๐ กรัม และน้าํ ดอกมะลทิ ีเ่ ตรียมไว เคีย่ วจนละลาย
๒. ยกลงพกั ไว
๓๖
ขัน้ ตอนการทาํ กะทิ
๑. นาํ หัวกะทิสดไปอบควนั เทยี นนาน ๑ คนื
๒. นาํ หวั กะทสิ ดอบควันเทยี นมาเคีย่ วกับนํา้ เชื่อมทเี่ ตรยี มไวแ ลว
๓. เค่ยี วจนหัวกะทิและน้ําเชือ่ มละลายเขา กนั
๔. นําหัวกะทิทเี่ คย่ี วแลวไปอบเทยี น ๑ คนื
หมายเหตุ ถา ไมม ีหัวกะทสิ ด อาจจะใชหวั กะทิอบควนั เทยี นสําหรบั ทาํ ขนมแบบสาํ เร็จรปู แทนได
๕. กระบวนการถา ยทอดมรดกภมู ปิ ญ ญาในชมุ ชน
นางสาวอภันตรี ประสาททอง และนายสวุ รรณ สมี าพงศพนั ธุ เปนวิทยากรถายทอดองคค วามรู ผา นโครงการ
พัฒนาอาชีพ และการประชาคมตาง ๆ ในชุมชน โรงเรียน และสํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อธั ยาศัย (กศน.)
๖. ขอ มลู สถานท่ีต้งั ของผูผ ลติ
กลมุ สมั มาชีพบา นคาวหวาน ต้ังอยทู ่ี เลขท่ี ๔๑/๒ หมทู ี่ ๗ ถนนเทศบาลทา ขาม ตาํ บลทา ขา ม อาํ เภอบางปะกง
จังหวัดฉะเชิงเทรา (ใกลโรงไฟฟาบางปะกง การไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทย (กฟผ.) กรณีรับงานใหญจะรวมเปน
กลมุ วิสาหกิจชมุ ชนผลิตภณั ฑบ า นคลองบางนาง ซึง่ มีนายดิเรก โพธ์ิคี เปนประธานกลมุ
๗. ชอื่ ชมุ ชน / พนื้ ที่ดําเนินการ
ชมุ ชนหมูท่ี ๗ ตาํ บลทา ขา ม อําเภอบางปะกง จงั หวัดฉะเชิงเทรา พื้นท่ดี าํ เนนิ การกลมุ สัมมาชีพบา นคาวหวาน
และวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑเกษตรแปรรูปบานคลองบางนาง
๘. ขอ มลู ผูท รงภูมิปญญาขนมพน้ื ถิน่ อาสาสมัครสาธารณสขุ ประจาํ หมูบา นทาขา ม
๑. นายสุวรรณ สมี าพงศพนั ธุ โทร. ๐๘๙ - ๒๓๔ - ๔๓๘๑
๒. นางสาวอภนั ตรี ประสาททอง อาสาสมัครสาธารณสขุ ประจาํ หมูบา นทา ขาม
โทร. ๐๘๖ - ๐๒๔ - ๗๘๒๐
๓๗