The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประมวลบทความเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ประมวลบทความเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ประมวลบทความเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ประมวลบทความ

เนอ่ื งในพระราชพิธีบรมราชาภเิ ษก

ค�ำวนิ ิจฉัยเครื่องตน้ ต�ำราโบราณ
ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ากรมพระยานรศิ รานวุ ดั ตวิ งศ์

เครอื่ ง ๑๓ ส่ิง
๑. “พระมหาพิชัยมงกุฎ” ไม่มปี ัญหา
๒. “ดอกไมพ้ วงมีกณุ ฑลห้อยพลอยมรกต” คอื กรรเจยี ก หรอื นยั หนึง่ เรียกจรหู
๓. “ฉลองพระองค์ปราสังเวียนยกสีทับทิม” จะลองพยายามแปลค�ำ “สังเวียน” – เสวียน –
อะไรเปน็ ขอบเวยี นอย่างหน่งึ คิดว่าเครอื่ งทอชนดิ หน่ึง “ยก” คือยกเส้นด้ายเสน้ ไหมใหเ้ ป็นลาย “สงั เวียนยก”
คอื ผา้ ทที่ อยกดว้ ยสงั เวยี น “ปรา” อาจเปน็ ปรากกไ็ ด้ ภาษาเขมรวา่ เงนิ ถา้ ถกู เชน่ นนั้ กเ็ ปน็ ฉลองพระองคเ์ งนิ ทอดว้ ย
สังเวียนยกเปน็ ลายพ้นื สที ับทิม ถ้าใช้ส�ำนวนปัจจุบันก็วา่ ฉลองพระองคต์ าดเงนิ พืน้ แดง
๔. “ทองกระกรลงยาราชาวดปี ระดบั พลอย” ไม่มปี ญั หา
๕. “พระธ�ำมรงค”์ ไม่มปี ญั หา
๖. (ก) “รัดพระองคห์ นามขนุนจั่นประดับพลอย” ได้แก่รตั คด หนามขนนุ คาดช้นั ใน แต่ไม่คาด
ผูกเง่ือนด้วยตัวรัตคดเองอย่างท่ีเคยเห็นในชั้นหลังน้ี เพราะมีค�ำว่าจ่ันประดับพลอย จั่นน้ันเป็นหัวข้ัวที่ผูกเชือก
อยา่ งของคาดเอวเดก็ เปน็ ตวั อยา่ ง แหวนนพเกา้ วงโตเกนิ สวมนว้ิ มใี นคลงั หลวง พดู กนั วา่ ใชร้ อ้ ยรตั คด เหน็ จะเปน็
น่ีเองคอื จั่น สันนิฐาน๑ วา่ ผ้าหนามขนนุ น้นั ปลายรวบผูกเชอื กรอ้ ยในวงจน่ั นพเกา้ อยา่ งรตั คดลงั กาทีพ่ ระใชอ้ ยู่
(ข) “ใบโพธท์ิ องหอ้ ยส�ำรด ส�ำรดรอ้ ยปวหลำ่� ประค�ำทอง ฟองมกุ ดก์ รองเปน็ ตาขา่ ย มปี ระจ�ำ
ยาม - - ดอก” ไม่มีสงสยั ส�ำรดต้องเปน็ แถบคาดทบั นอกรัตคดอยา่ งเข็มขัด มีประจ�ำยามประดับตามสายแถบ
มีตาข่ายกรองด้วยเมล็ดทองฟองมุกด์กับลูกแดงเย็บติดกับสายแถบห้อยลง ท่ีสุดชายล่างห้อยใบโพธิ์ทอง
จะเห็นไดจ้ ากรปู ภาพที่ท�ำกันอยใู่ นเมืองเรา และเมอื งใกลเ้ คยี งเป็นอย่างน้ี
(ค) “สุวรรณกะถอบแพรพ้ืนเขียวปักเป็นก้านแย่ง ตาข่ายนั้นร้อยปวหล่�ำประค�ำทอง
ใบโพธ์ิห้อย” น้คี อื ผ้าห้อยหน้า ชายครยุ เปน็ ตาขา่ ย เครือ่ งทองเหมอื นส�ำรด
๗. “มหาสงั วาลแก้วกดุ น่ั ประดับพลอยทบั ทมิ หรือมรกต” ไม่มปี ัญหา
๘. “รัดพระอุระทองค�ำกุด่ันพลอยแดง ดอกจันทน์ทึบ ๖ แผ่น” รัดพระอุระน้ีย่อมติดเนื่อง
กับฉลองพระองค์ เพราะเส้ือน้ันเกิดข้ึนจากเกราะ ท�ำด้วยหนังสัตว์ เจาะกลางผืนสวมคอห้อยบังอกบังหลัง
รวบหอ่ ตวั เอารมิ ทบั กันทสี่ ขี ้าง เอาเชือกรักรอบอกเพอ่ื ใหห้ นงั แนบกบั ตวั ปอ้ งกนั ศัสตรา
๙. “ชายไหวประดับพลอย” คิดว่าเชือกสายรัตคดผูกแล้วห้อยลงไป เห็นได้จากรูปชวา
ปลายเชอื กเป็นตุ้มทอง จ�ำหลกั ฝงั พลอยดว้ ยก็ได้
๑๐. “ชายแครงประดบั พลอยตา่ ง ๆ หอ้ ยหนา้ ” แครงเปน็ ภาษาเขมร ใชใ้ นสง่ิ ใด ๆ ทเี่ ปน็ รว้ิ เปน็ แรง่
ชายแครงกค็ อื ชายครยุ คดิ วา่ ชายส�ำรดนน้ั เอง ท�ำครยุ เปน็ ตาขา่ ยเครอื่ งทองประดบั พลอยตดิ ชายเหมอื นกะถอบ

๑ คอื ค�ำว่า “สันนษิ ฐาน”

97

ประมวลบทความ ๑๑. “พระภษู าจบี โจง รว้ิ เขยี วแดงมว่ งทอง เชงิ ปกั ประดบั พลอยตา่ ง ๆ ชายพกหอ้ ยสรี กั ครยุ ทอง
ปตั หลา่ ” “จบี โจง” คอื ทรงหางหงส์ “รว้ิ เขยี วแดงมว่ งทอง” เหน็ จะเปน็ ผา้ ทอสลบั สเี ปน็ ตา อยา่ งทเ่ี รยี กวา่ ผา้ ตาโกง้ *
เนอื่ งในพระราชพธิ บี รมราชาภิเษก เคยเหน็ รปู ภาพโบราณเขยี นอยา่ งนนั้ รมิ เอาดอกทองตรงึ ลงไปอยา่ งสรอ้ ยนวม “ชายพก” ท�ำใหม้ เี หมอื นรปู เขยี น
เพอื่ ความสดวกเอาผา้ อกิ ผนื หนงึ่ ท�ำแทน “สรี กั ” คอื สคี รง่ั ผดิ ล เปน็ ร เขมรเขยี น ลกั มาแตล่ าขา ภาษาบาลวี า่ ครง่ั
98 ครยุ ทองปัตหลาคอื ครุยทองมาแต่นอก
๑๒. “สนบั เพลาเชงิ สองชนั้ ประดบั พลอยตา่ ง ๆ ลวดรอ้ ยฟองมกุ ด์ กระหนาบมงั กรประดบั พลอย”
นร้ี ู้กันอยู่แล้ว เชิงสนับเพลาปกั ด้วยดอกทองฟองมกุ ด์มรี ูปมงั กร
๑๓. “ทองพระบาทลงยาราชาวดปี ระดับพลอย” ไมม่ ีปัญหา

เครื่อง ๘ สงิ่
๑. “พระชะฎาขาวริมทองสอดตามส”ี ชฎาพอก
๒. “ฉลองพระองคพ์ ระกรนอ้ ย พน้ื ทองผดุ ดอก” เหน็ จะเปน็ ฉลองพระองคต์ าดระก�ำไหมพระกรสน้ั
๓. “ฉลองพระองคย์ น่ ขาวนอก” คงเปน็ ฉลองพระองคค์ รยุ ผา้ อะไรทย่ี น่ เหน็ อยกู่ แ็ ตแ่ พรหนงั ไก่
๔. “พระภูษาจบี โจง” ทรงหางหงส์
๕. “รดั พระองค์แครง” คือส�ำรดมีชายแครงในเครอื่ ง ๑๓ สิ่ง
๖. “รัดพระองค์หนามขนุน” คอื รตั คดในเครือ่ ง ๑๓ สิง่
๗. “สนบั เพลาเชงิ งอนสองชั้น” เหมือนในเครือ่ ง ๑๓ สิ่ง
๘. “เหน็บพระแสงก้ันหย่ัน” ไมม่ ปี ญั หา

เครือ่ ง ๗ สิง่
เหมือนเคร่ือง ๘ สง่ิ ลดรดั พระองค์แครง มคี �ำทีค่ วรทักอยู่กแ็ ต่ “พระภษู าริว้ วรวหยี่” ค�ำน้ีเองที่มา
เรยี กตดั เปน็ น่งุ หย่ี

เครือ่ ง ๗ สงิ่
๑. “พระมาลาพระกลีบ ๕ ยอดสดุ้ง” ฟังน่าสงสัย พระกลีบมีอยู่ แต่เป็นพระชฎายอดเดียว
ทีเ่ ปน็ ๕ ยอดสด้งุ น้นั เปน็ พระชฎามหากฐิน ทง้ั สองอย่างเปน็ พระชฎา หาใชพ่ ระมาลาไม่ หมวกทป่ี ระทานไปดู**
เป็นกลีบเป็นหา้ ยอด เขา้ ทีหนกั หนา แต่วา่ ยอด ไม่สดงุ้ ๑ ถึงกระนน้ั กง็ ามขา้ งถกู มาก
๒. “ฉลองพระองค์พระสงั เวยี นยก” วนิ จิ ฉัยมาแล้ว
๓. “พระภูษาจีบโจง” วินิจฉยั มาแลว้
๔. “รัดพระองคเ์ จยี รบาศ” ผา้ คาดอย่างแขก เช่นท่พี ระยาจุฬาราชมนตรคี าดเขา้ เฝา้
๕. “สนับเพลงเชงิ งอนสองช้นั ” วนิ ิจฉยั แล้ว
๖. “เหนบ็ พระแสงกน้ั หยน่ั ” ไมม่ ปี ญั หา
๗. “ถวายพระฉายดว้ ย” เหลว ไมใ่ ชเ่ คร่อื งทรง

* สมเด็จกรมพระนริศฯ ประทานลายพระหัตถ์มาขอแก้ไข วินิจฉัยตรงน้ีภายหลังว่า “ขอถอนค�ำท่ีคิดว่า
เปน็ ตาโถงนน้ั เพราะเหน็ มากสหี นกั นา่ จะเปน็ รวิ้ ยนื กบั รวิ้ ขวางขดั กนั ภายหลงั มาคดิ เหน็ วา่ ถา้ เชน่ นน้ั เขาคงใชค้ �ำวา่ พระภษู าตา
นี่เขาวา่ ร้ิวคงเปน็ ริ้วยนื ไปทางเดียวอยา่ งสมปกั รว้ิ สมี ากเหลอื เกนิ แตเ่ ขาคงจดั สสี ลับกันให้งามได้”

** คอื พระมาลาตาด ส�ำหรบั เจา้ นายทย่ี งั ทรงพระเยาวท์ รงแตโ่ บราณ มอี ยใู่ นพพิ ธิ ภณั ฑสถาน (แหง่ ชาติ พระนคร)
๑ ปัจจุบนั เขียนว่า สะดุ้ง

เครือ่ ง ๓ ส่งิ ประมวลบทความ
๑. “พระมาลาเส้าสูงสีกุหร่าขนนกต้ัง” พระมาลาเส้าสเทิน๑ จ�ำหน่ายว่าเป็นพระมาลาฝร่ัง
พระมาลาเส้าสูงเห็นจะมมี าก่อน เปน็ พระมาลาเกาหลีกระมัง เน่อื งในพระราชพิธบี รมราชาภเิ ษก
๒. “ฉลองพระองค์ญ่ีปุ่น หรือฉลองพระองค์กรอง” ฉลองพระองค์ญี่ปุ่นคงมาจากนอก เป็น
ผ้าลายต่าง ๆ ฉลองพระองค์กรองกเ็ ป็นฉลองพระองคต์ าชุน เช่น มีอยู่ทุกวันนี้ ชนุ ด้วยไหมทองบ้างไหมสีบา้ ง 99
แลว้ ปกั ลายทองตามตาชนุ
๓. “พระภษู าลายพื้นขาว” ไมม่ ปี ัญหา
พระเฉล่ียงหลังคานั้น คือวอฐานทอง ดาษหลังคาทองระบายทองม่านทองท่ีเจ้านายเล็ก ๆ
เคยทรงตามเสด็จพระราชด�ำเนินน้ันเอง เมื่อทรงพระเฉลี่ยงเปล่า พระเฉลี่ยงหลังคาก็เป็นพระท่ีนั่งรองตามท่ี
เคยเหน็ มา พระราชยานกับพระวอต้องน�ำมาเปน็ คกู่ ันอยเู่ ปน็ อาจิณ

เครอ่ื งพิชัยสงคราม ๗ ส่ิง
ของจริงมีอยคู่ รบตามต�ำรา ไม่ตอ้ งวินิจฉยั

เครือ่ งอย่างเทศ ๖ ส่งิ
มีที่จริงควรจะวินิจฉัยอยู่บ้าง ก็คือท่ีว่าทรงพระชฎาตามสีฉลองพระองค์ พระชฎาเกี้ยวเพ็ชร๒
คงทรงกับฉลองพระองค์ตาดสีทอง เก้ียวทับทิมกับสีนาก เก้ียวมรกตกับสีเขียว สนับเพลาเชิงเล้ือยนั้นเป็น
ปลอกเชน่ เดยี วกบั สนบั เพลาขุนนาง

เครื่องอย่างเทศ ๖ สงิ่
เหมอื นกบั อยา่ งกอ่ น ตา่ งกนั แตช่ นิดผ้าฉลองพระองค์

เครือ่ ง ๔ สิ่ง
๑. “พระมาลาฝรั่งเสา้ สเทิน ขนนกนอน” แปลกท่ีขนนอกนอน*
๒. “ฉลองพระองค์ทรงประพาส” ของจริงมีดูไดอ้ ยู่
๓. “สนบั เพลาเชิงงอน” วินจิ ฉยั แล้ว
๔. “รดั พระองค์เจยี รบาศ” วินิจฉยั แลว้

เคร่อื ง ๔ ส่งิ
เปน็ เครอื่ งทรงประพาสเหมือนท่กี ล่าวมาแลว้ ผดิ กนั ท่ีไม่ไดก้ ลา่ ววา่ พระมาลาปกั ขนนก

เครื่องทรงเจา้ นาย
อะไร ๆ ก็มีเหมอื นทก่ี ล่าวมาแล้วและชดั เจนอย่แู ล้ว มที ีน่ า่ วินิจฉยั อยู่ ๒ แหง่ คือ
๑. เครื่องพระมหาอุปราช “ลดสุวรรณมาลัย” อะไรเป็นสุวรรณมาลัยไม่ทราบ คิดเห็นว่า
ลางทจี ะเป็นดอกไม้ท่ีเสียบข้างพระชฎา ซึ่งทุกวนั นเี้ รียกกนั วา่ ใบสน วา่ พระย่ีกา่
๒. เคร่ืองทรงเจ้าฟ้าเทียบกับพระมหาอุปราช “ชฎากาบต�่ำกว่าของพระมหาอุปราช” ชฎาพอก
มีกาบเป็นลายรกั รอ้ ยเรียวแหลมประกับยอดข้นึ ไป ๔ ทศิ อนั นี้บงั คบั ใหข้ องเจา้ ฟา้ ส้นั กว่าของพระมหาอปุ ราช

๑ ปัจจุบันเขียนว่า เส้าสะเทิน
๒ ปจั จุบนั เขียนวา่ เพชร
* หมวกฝร่ังตามแบบสมยั หลุยสท์ ี่ ๑๔

ประมวลบทความ

เนอ่ื งในพระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษก

ที่ ๑๗๕/๔๗๑๒ กรมราชเลขาธิการ
วนั ท่ี ๑๘ ธนั วาคม พุทธศกั ราช ๒๔๗๑

ขอประทานกราบทูล พระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระด�ำรงราชานภุ าพ
ลายพระหตั ถล์ งวนั ท่ี ๔ เดอื นน้ี ทลู เกล้าฯ ถวายบันทึกเร่อื งเคร่อื งตน้ เครื่องทรงตามต�ำราโบราณ

พร้อมด้วยค�ำอธิบายน้ัน ขา้ พระพทุ ธเจ้าไดน้ �ำขน้ึ ทลู เกลา้ ฯ ถวายแลว้ ทรงขอบพระหฤทัย และโปรดเกลา้ ฯ ว่า
บางทีจะควรพิมพแ์ จก จะทรงหาโอกาสก่อน

ขา้ พระพุทธเจา้ เจา้ พระยามหิธร

100

พระราชพธิ ีบรมราชาภเิ ษก ในรชั กาลท่ี ๒

พระราชพิธบี รมราชาภเิ ษก ในรัชกาลท่ี ๕

พระนพิ นธ์
สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาด�ำรงราชานภุ าพ

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาด�ำรงราชานภุ าพ

ประมวลบทความ

เน่อื งในพระราชพธิ บี รมราชาภิเษก

อธบิ ายเรอ่ื งการตรวจสอบชำ� ระ

เรอื่ ง “พระราชพธิ ีบรมราชาภิเษก ในรัชกาลท่ี ๒” และ “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในรัชกาลท่ี ๕”

“พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในรัชกาลท่ี ๒” เป็นเน้ือความตอนหน่ึงใน พระราชพงศาวดาร
กรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลท่ี ๒ พระนิพนธ์ของสมเด็จ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ นับเป็นหลักฐานส�ำคัญในการค้นคว้าเรื่องเกี่ยวกับ
พระราชพธิ ีบรมราชาภิเษกในสมัยรัตนโกสินทร์ ซง่ึ มกี ารจดั พมิ พ์มาแล้ว ๙ ครง้ั คอื
พมิ พ์ครั้งท่ี ๑ พ.ศ. ๒๔๕๙ ในงานศพ ม.ร.ว. หญงิ แปว้ มาลากลุ ณ กรงุ เทพฯ
พิมพค์ ร้ังที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๘๒ นายเซ้ยี ง ศโิ วทัย จัดพมิ พ์
พมิ พค์ รั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๔๙๘ ในงานศพหมอ่ มแก้ว ทนิ กร และนายฤทธิส�ำแดง (เปล่ียน ฐิตะรัต)
พิมพ์ครงั้ ที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๐๕ องคก์ ารคา้ ของคุรสุ ภาพิมพจ์ �ำหนา่ ย
พมิ พ์ครงั้ ที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๐๕ ส�ำนักพิมพ์คลังวทิ ยา จ�ำหน่าย
พิมพ์ครัง้ ท่ี ๖ พ.ศ. ๒๕๑๑ ในงานศพ พลเรือเอก หลวงอาจณรงค์ (องิ ช่วงสุวนชิ )
พิมพค์ ร้ังท่ี ๗ พ.ศ. ๒๕๒๖ องคก์ ารคา้ ของคุรสุ ภา จัดพิมพ์
พมิ พ์ครง้ั ท่ี ๘ พ.ศ. ๒๕๓๓ ในงานบ�ำเพ็ญพระราชกุศพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลศิ หลา้ นภาลัย
พมิ พค์ ร้งั ที่ ๙ พ.ศ. ๒๕๔๖ กรมศิลปากร จดั พิมพ์ จ�ำนวน ๒,๐๐๐ เลม่
อยา่ งไรกต็ าม การตัดเฉพาะเน้อื ความตอน “พระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษก” และพิมพร์ วมในหนังสือ
ประมวลบทความเน่ืองในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก คราวนี้ นับเป็นการจัดพิมพ์ครั้งแรกของกรมศิลปากร
ทงั้ นี้ บรรณาธกิ ารได้ตรวจสอบช�ำระเน้ือความ “พระราชพิธีบรมราชาภเิ ษก” ฉบับพิมพค์ รง้ั ที่ ๙ กับฉบบั พมิ พ์
คร้ังที่ ๑ และฉบับพิมพ์ครั้งท่ี ๘ เป็นหลัก พร้อมกับปริวรรตภาษาให้ถูกต้องตามกาลสมัยในส่วนที่เป็น
ค�ำสามัญหรือค�ำท่ัวไป ส่วนค�ำเฉพาะ ชื่อบุคคล ช่ือสถานท่ี ยังคงไว้ตามฉบับพิมพ์คร้ังท่ี ๑ พร้อมท้ังจัดท�ำ
เชงิ อรรถอธบิ ายความเพม่ิ เตมิ
อนึ่ง จากการตรวจสอบเชิงอรรถในการพิมพ์คร้ังท่ี ๑ คร้ังท่ี ๗ คร้ังท่ี ๘ และครั้งท่ี ๙ พบว่า
มีการใช้ท้ังเลขไทยและเครื่องหมายดอกจัน (*) โดยเชิงอรรถที่เป็นเลขไทยเป็นการอธิบายความเพ่ิมเติม
เชิงอรรถที่เปน็ เครอื่ งหมายดอกจัน (*) เป็นการเสนอข้อมูลทแ่ี ตกต่างซง่ึ สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยา
ด�ำรงราชานุภาพ ทรงประทานข้อคิดเห็นไว้ในตอนท้าย นอกจากนี้ยังพบว่ามีการท�ำเชิงอรรถเพ่ิมเติม
ในการจัดพิมพ์คร้ังท่ี ๘ ซ่ึงเป็นการอธิบายถึงชื่อบุคคล รวมถึงการเทียบวันเดือนปีทางจันทรคติเป็นวันเดือนปี
ตามปฏิทนิ สากลทางสุริยคติ โดยใชเ้ ลขไทยและเครอ่ื งหมายดอกจัน (*) ก�ำกบั ซึ่งท�ำให้เกดิ ความสบั สนแกผ่ อู้ า่ น
ดังน้ัน ในการจัดพิมพ์คร้ังนี้ บรรณาธิการได้ก�ำหนดการจัดท�ำเชิงอรรถท่ีมีการเพ่ิมเติมในการจัด
พิมพ์ครั้งที่ ๘ ซึ่งเป็นการอธิบายชื่อ ประวัตบิ ุคคล และการเทยี บวนั เดือนปีตามปฏิทนิ สากลทางสรุ ิยคติ โดยใช้
ตัวเลขก�ำกับ ส่วนเชิงอรรถที่เป็นการเสนอข้อมูลที่แตกต่างหรือหาข้อสรุปไม่ได้ จะใช้เครื่องหมายดอกจัน (*)
ก�ำกบั พรอ้ มทง้ั ระบวุ า่ จดั ท�ำเพม่ิ เตมิ ในการจดั พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๘ สว่ นเชงิ อรรถทท่ี �ำเพม่ิ เตมิ ในครงั้ นจี้ ะใชต้ วั เลขก�ำกบั
และจบขอ้ ความดว้ ยค�ำวา่ - สวป.

103

ประมวลบทความ

เน่อื งในพระราชพธิ ีบรมราชาภิเษก

สว่ น “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในรชั กาลที่ ๕” นั้น เปน็ เนือ้ ความตอน “บรมราชาภเิ ษก” และ
“เลียบพระนคร” ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสนิ ทร์ ในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อย่หู วั
รัชกาลที่ ๕ พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ ซ่ึงมีการจัดพิมพ์มาแล้ว
๕ คร้ัง คือ

พิมพ์คร้ังที่ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ ในงานบ�ำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชันษาครบ ๕ รอบ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิศัยสุริยาภา โดยค�ำน�ำได้อธิบายว่าเป็นการพิมพ์แบบเร่งรีบจึงมิทัน
ได้ตรวจสอบต้นฉบับ จากนั้นได้มีการพิมพ์เผยแพร่อีก ๔ คร้ัง ซ่ึงตรวจสอบแล้วเป็นการยึดตามการพิมพ์
ครั้งที่ ๑ คือ พ.ศ. ๒๕๐๕, ๒๕๐๗, ๒๕๒๒ และ ๒๕๕๖ จึงได้ท�ำการตรวจสอบกับเอกสารต้นฉบับ
จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และหอสมุดด�ำรงราชานุภาพ กระทั่งพบต้นฉบับที่ตรงกับการพิมพ์ครั้งท่ี ๑
จากหอสมุดด�ำรงราชานุภาพ และพบว่ามีข้อความหลายข้อความตกหล่นจากต้นฉบับจึงได้แก้ไขไว้ในฉบับนี้
พร้อมกับปริวรรตภาษาให้ถูกต้องตามปัจจุบันในส่วนท่ีเป็นค�ำสามัญหรือค�ำทั่วไป ส่วนค�ำเฉพาะ ช่ือบุคคล
ชื่อสถานท่ี ยังคงไว้ตามต้นฉบับจากหอสมุดด�ำรงราชานุภาพ ท้ังน้ี สร้อยพระนามของพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวน้ันไม่พบในประกาศราชกิจจานุเบกษา พบเพียงประกาศสถาปนาสมเด็จพระบรม
โอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งใช้สร้อยพระนามเดียวกัน แต่อักขรวิธีการสะกด
แตกต่าง ไม่ตรงกับต้นฉบับ จึงคงตัวสะกดไว้ตามต้นฉบับ ส่วนเชิงอรรถท่ีท�ำเพ่ิมเติมในการจัดพิมพ์คร้ังนี้
จะใช้ตัวเลขก�ำกับและจบด้วยค�ำว่า - สวป.

104

ประมวลบทความ

เนื่องในพระราชพธิ ีบรมราชาภเิ ษก

พระราชพธิ ีบรมราชาภเิ ษก ในรชั กาลที่ ๒

ตามราชประเพณีท่ีถือกันในประเทศน้ีแต่โบราณมา เม่ือสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินได้เสด็จ
ผา่ นพภิ พแลว้ ยงั ไมถ่ อื วา่ เปน็ พระราชามหากษตั รยิ บ์ รบิ รู ณ์ จนกวา่ จะไดท้ �ำพระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษก ในระหวา่ ง
เวลาก่อนท�ำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกน้ัน บัตรหมายในราชการยังขานพระยศอย่างเดิม แลยังไม่ใช้
พระราชโองการ อกี ประการ ๑ การพระราชพธิ เี ฉลมิ พระราชมนเทยี ร๑ คอื ทส่ี มเดจ็ พระเจา้ แผน่ ดนิ พระองคใ์ หม่
เสดจ็ ขน้ึ อย่พู ระราชมนเทยี รในพระราชวงั ย่อมท�ำเนื่องในงานพระราชพธิ บี รมราชาภิเษก เวลาก่อนพระราชพิธี
บรมราชาภิเษก เสดจ็ ประทับอยเู่ พียงทีป่ ระทับซ่ึงจัดถวายชัว่ คราว ด้วยเหตุเหล่าน้ี เมอื่ สมเดจ็ พระเจ้าแผน่ ดนิ
เสด็จผ่านพิภพแล้ว จึงหาพระฤกษ์ท�ำการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แลเฉลิมพระราชมนเทียรก่อนการอื่น
สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั กรมพระราชวงั บวรสถานมงคล เสดจ็ ผา่ นพภิ พได้ ๗ วนั กถ็ งึ ก�ำหนดฤกษเ์ รมิ่ งานพระราชพธิ ี
บรมราชาภิเษก ลักษณะการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ท�ำในรัชกาลท่ี ๒ น้ัน ท�ำตามต�ำราพระราชพิธี
บรมราชาภเิ ษกซ่ึงต้ังเปน็ แบบแผนไวเ้ มอื่ ในรัชกาลที่ ๑

เร่ืองต�ำนานการต้ังต�ำราอันนี้ มีปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารแลจดหมายเหตุแยกยา้ ยกัน
อยู่หลายแห่ง แลค�ำผู้หลักผู้ใหญ่เล่าสืบกันมา ที่ยังไม่ได้จดไว้ก็มี สมควรจะรวมเร่ืองต�ำนานมากล่าวไว้ใน
ที่นี้ก่อน คือ มีค�ำผู้ใหญ่กล่าวสืบกันมาว่าพระเจ้ากรุงธนบุรี๒ ไม่ได้ท�ำพิธีบรมราชาภิเษก ด้วยในสมัยเมื่อครั้ง
ตั้งกรุงธนบุรีมีการทัพศึกไม่ว่าง แลนัยว่า เพราะเหตุนี้ หนังสือรับสั่งคร้ังกรุงธนบุรีจึงไม่ได้ใช้พระราชโองการ
ความทกี่ ลา่ วขอ้ นี้ เมอ่ื มาตรวจพบหนงั สอื ครงั้ กรงุ ธนบรุ ใี นชน้ั หลงั เชน่ หนงั สอื เรอ่ื งตง้ั เจา้ นครศรธี รรมราช เปน็ ตน้
เห็นใช้พระราชโองการเต็มตามแบบอย่างคร้ังกรุงเก่า เพราะฉะน้ัน ในข้อที่ว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีไม่ได้ท�ำพิธี
บรมราชาภเิ ษกนน้ั นา่ เช่ือวา่ ทจ่ี ริงเห็นจะไดท้ �ำ แตใ่ นเวลาท่ีท�ำน้นั ก�ำลงั บา้ นเมอื งระส�่ำระสาย ต�ำราราชาภิเษก
คร้ังกรุงเก่า ก็สูญเสียเมื่อกรุงเสียแก่พม่า ถ้าจะมีต�ำราอะไรที่เหลืออยู่ ซึ่งหาได้ในคร้ังกรุงธนบุรีน้ัน ก็มีอยู่
ฉบับเดียวแต่โคลงจมื่นไวยวรนารถแต่งไว้ แต่ด้วยจดหมายเหตุเร่ืองบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐ๓
ลักษณะการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกท่ีท�ำคร้ังสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐ ว่ามีสวดมนต์เลี้ยงพระ ๓ วัน
ในวนั ท่คี �ำรบ ๓ เวลาเชา้ สรงมรุ ธาภิเษก ทรงเคร่ืองแลว้ เสดจ็ ประทบั พระท่ีนงั่ อฐั ทศิ แต่ทิศเดียว พระมหาราชครู
พราหมณ์กราบบังคมทูลถวายสิริราชสมบัติแล้วสวดเวทถวายชัยมงคล เป็นเสร็จการเพียงเท่านั้น ไม่ได้ตั้ง
พระท่ีนั่งภัทรบิฐ และไม่ได้ถวายเคร่ืองเบญจราชกกุธภัณฑ์ พิธีที่ท�ำเต็มตามต�ำรา มาท�ำคร้ังสมเด็จพระเจ้า
อทุ มุ พรราชา รบั ราชสมบตั ติ อ่ รชั กาลสมเดจ็ พระเจา้ บรมโกษฐ แตก่ ไ็ มไ่ ดม้ ตี �ำราจดไว้ หรอื จดไวแ้ ตห่ ายสญู ไปเสยี
เม่ือเสียกรุงเก่า ลักษณะการพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้ากรุงธนบุรีเห็นจะท�ำอย่างสังเขป อนุโลมตามแบบอย่าง

๑ พมิ พ์ครง้ั ท่ี ๑ ใช้ เฉลิมพระราชมณเฑยี ร - สวป.
๒ ปจั จบุ ัน เขียนว่า สมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบุรี หรอื สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช - สวป.
๓ ความท่ีอ้างถึงโคลงจมื่นไวยวรนารถเร่ืองนี้ มีอยู่ในเร่ืองปัญจราชาภิเษก ซ่ึงพิมพ์ไว้ในท้ายหนังสือกุลสตรี
ฉบบั พมิ พ์ ณ โรงพมิ พห์ ลวง เมือ่ ปีมะแมตรศี ก จุลศักราช ๑๒๓๓ พ.ศ. ๒๔๑๔ ถา้ พิเคราะห์โดยเหตุการณ์เม่ือสมเดจ็ พระเจา้
บรมโกษฐ (ปัจจุบนั เขยี นวา่ สมเดจ็ พระเจา้ อยูห่ ัวบรมโกศ - สวป.) จะได้ราชสมบัติ ถงึ เป็นพระมหาอุปราชอยู่กจ็ ริง แตเ่ จ้าฟา้ อภยั
เจ้าฟ้าปรเมศวร์ ไม่ยอมถวายราชสมบัติ ต้องรบพุ่งกันถึงเป็นศึกกลางเมือง เม่ือพระมหาอุปราชมีชัยชนะได้ราชสมบัติ นัยว่า
ไมไ่ ดเ้ ครือ่ งราชปู โภคมาครบ ด้วยเจา้ ฟ้าท้งั ๒ รวบรวมพาหนีไป เรอื ไปลม่ ของจมนำ้� หายเสยี มาก อีกประการ ๑ ในเวลานนั้
ก�ำลังผู้คนส�ำส่อนระส่�ำระสาย สมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐไม่วางพระทัย จึงท�ำการพิธีบรมราชาภิเษกที่วังจันทรเกษม ซึ่งเป็น
พระราชวังบวรฯ แลยงั ประทับอย่ทู วี่ งั จนั ทรต์ ่อมาอีกนาน จึงเสดจ็ มาเฉลมิ พระราชมนเทยี รอยูพ่ ระราชวังหลวง

105

ประมวลบทความ

เน่อื งในพระราชพธิ ีบรมราชาภิเษก

ครัง้ สมเดจ็ พระเจ้าบรมโกษฐ แลบางทีจะบกพรอ่ งไปกว่านัน้ ความเขา้ ใจจึงเกดิ มขี ึ้นว่า ลักษณะการพระราชพิธี
บรมราชาภิเษกท่ีได้ท�ำครั้งพระเจ้ากรุงธนบุรีท�ำไม่ถูกต้องตามต�ำรา ครั้นมาเกิดเหตุวิปริตข้ึนในปลายแผ่นดิน
จึงเลยโทษกันว่า เพราะไม่ได้ท�ำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้ถูกต้องตามต�ำรา จึงเลยมีค�ำกล่าวสืบมาว่า
พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ไี ม่ได้ราชาภิเษก

เมอ่ื พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลก๑ เสดจ็ ผา่ นพภิ พ ณ ปขี าลจตั วาศก จลุ ศกั ราช ๑๑๔๔
พ.ศ. ๒๓๒๕ นั้น ก�ำลังคาดว่าพม่าจะยกเข้ามาตีพระนครในไม่ช้า ด้วยเหตุในเมืองไทยเกิดเหตุจลาจลนั้น
ประการ ๑ แลอแซวุ่นกี้๒ตีตัดก�ำลังหัวเมืองฝ่ายเหนือได้แล้ว อย่างเม่ือคร้ังพระเจ้าหงษาวดีบุเรงนอง๓
ประการ ๑ พอพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลกเสดจ็ ผ่านพิภพ ในเดือนนน้ั เองก็มีรบั สง่ั ใหย้ ้ายพระนคร
ขา้ มมาตง้ั ขา้ งฝา่ ยตะวนั ออก ดว้ ยทรงพระราชด�ำรวิ า่ เมอื งธนบรุ ที ต่ี ง้ั เปน็ ราชธานอี ยแู่ ตก่ อ่ น ไมม่ น่ั คงในการทจ่ี ะ
ต่อสู้ขา้ ศึก

เหตุที่ย้ายพระนครมาต้ังข้างฝั่งตะวันออกตามกล่าวไว้ในหนังสือพระราชพงศาวดารอันแต่ง
เมอ่ื ในรชั กาลที่ ๓ วา่ เพราะพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลก ทรงพระราชด�ำรเิ หน็ วา่ “พระราชคฤหสถาน
ใกล้อุปจารวัดแจ้ง วัดท้ายตลาด ติดอยู่ทั้ง ๒ ข้าง” จึงโปรดให้สร้างพระนครแลพระราชวังใหม่ ย้ายมาต้ัง
ข้างฝั่งตะวันออกนั้น ความที่กล่าวไม่สมเหตุสมผลแลมีหลักฐานท่ีจะลงเนื้อเห็นได้เป็นแน่ว่าเหตุท่ีย้ายพระนคร
มาสร้างข้างฝั่งตะวันออก เหตุท่ีจริงเป็นด้วยเตรียมจะต่อสู้ข้าศึกดังกล่าวมาแล้ว เพราะเมืองธนบุรีเม่ือสร้าง
เป็นป้อมปราการในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราช๔ ความมุ่งหมายจะให้เป็นแต่เมืองด่านรักษาทางน้�ำ
เหมือนเมืองนครเขื่อนขันธ์ท่ีสร้างข้ึนในชั้นหลัง แผนที่เมืองธนบุรีคร้ังเป็นราชธานีเหมือนอย่างเมืองพิศณุโลก๕
คอื ต้ังป้อมก�ำแพงสองฟากเอาล�ำแม่น้ำ� ไว้กลางเมอื ง เมอื งท่เี อาล�ำน้ำ� ไว้กลาง ถา้ ล�ำนำ้� นัน้ แคบก็เป็นประโยชน์
ในการท่ีจะใช้เรือล�ำเลียงเข้าได้ถึงในเมือง แลเวลามีศึกสงคราม ก็อาจจะท�ำเคร่ืองกีดกันข้าศึกได้ในทางน�้ำ
แลท�ำสะพานใหพ้ ลทหารขา้ มถา่ ยเทชว่ ยกนั รกั ษาหนา้ ทไี่ ดง้ า่ ย แตถ่ า้ ล�ำนำ้� กวา้ งออกจนกลายเปน็ แมน่ ำ้� ประโยชน์
ท่ีจะได้ในการป้องกันเมืองก็หมดไปกลายเป็นเมืองอกแตก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้เคยทรง
รักษาเมืองพิศณุโลกสู้ศึกอแซวุ่นก้ี คงจะได้ทรงพระราชด�ำริเห็นการเสียเปรียบข้าศึกดังกล่าวมาน้ี จึงให้ย้าย
พระนครมาตง้ั ขา้ งฝง่ั ตะวนั ออกแตฝ่ ง่ั เดยี ว เอาล�ำแมน่ ำ�้ เปน็ ขอื่ หนา้ รกั ษาพระนครแลขอ้ ทท่ี รงคาดวา่ จะมศี กึ พมา่
คร้ังนั้น การก็เป็นจริงดังพระราชด�ำริ ไม่ช้านานเท่าใด พระเจ้าอังวะปะดุง๖ก็ยกกองทัพใหญ่เข้ามาตีเมืองไทย

๑ ปจั จบุ ัน เขียนวา่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช - สวป.
๒ อะแซหวนุ่ กี้ (เพ่ิมเตมิ เม่อื การพมิ พค์ รั้งท่ี ๘, ๒๕๓๓)
๓ ปัจจุบัน เขียนว่า พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง กษัตริย์ล�ำดับท่ี ๔ แห่งราชวงศ์ตองอู พระนามที่ปรากฏใน
พระราชพงศาวดารพม่า พระนิพนธ์ในกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ว่า บุเรงนองกะยอดินนรธา หรือ กฤษฎานรุธมหาราช
โบราณนามเรียก พระงนี าโค หรอื พระเจ้าชา้ งเผอื กหงสาวดี ครองราชยร์ ะหวา่ ง พ.ศ. ๒๐๙๔ - ๒๑๒๔ - สวป.
๔ ปัจุบนั เขยี นวา่ สมเด็จพระนารายณม์ หาราช - สวป.
๕ ปัจบุ ัน เขยี นวา่ พษิ ณโุ ลก - สวป.
๖ ปัจจุบัน เขียนว่า พระเจ้าปดุง กษัตริย์ล�ำดับที่ ๖ แห่งราชวงศ์อลองพญา พระนามท่ีปรากฏในพระราช
พงศาวดารพมา่ พระนพิ นธก์ รมพระนราธปิ ประพนั ธพ์ งศ์ วา่ ปดงมนิ ทร์ หรอื โพเทาพระ หรอื สริ สิ ธุ รรมราชา ครองราชยร์ ะหวา่ ง
พ.ศ. ๒๓๒๔ - ๒๓๖๒ ในประวัติศาสตรพ์ มา่ ท่ีเขียนโดยหม่อง ทนิ อ่อง แปลโดยเพช็ รี สุมิตร ใช้ โพธิพญา (ปดงุ ) ครองราชย์
ระหวา่ ง ค.ศ. ๑๗๘๒ - ๑๘๑๙ - สวป.
106

ประมวลบทความ

เนื่องในพระราชพธิ บี รมราชาภิเษก

ทกุ ทศิ ทกุ ทาง หากตกี องทพั หลวงพระเจา้ องั วะแตกพา่ ยไปเสยี แตท่ ล่ี าดหญา้ แขวงเมอื งกาญจนบรุ ี แลว้ ตกี องทพั
พม่าที่ยกลงมาทางเหนอื แตกไปแต่เมอื งพิศณโุ ลก พม่าจึงมไิ ดย้ กเขา้ มาถงึ ชานพระนคร

พเิ คราะหด์ ตู ามวนั ก�ำหนดทปี่ รากฏในหนงั สอื พระราชพงศาวดารวา่ พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลก
เสด็จผ่านพิภพในเดือน ๕ ปีขาลจัตวาศก ตั้งหลักเมืองกรุงรัตนโกสินทร๑ เมื่อเดือน ๖ แลเสด็จข้ามมา
ประทับท่ีพระราชวังใหม่เมื่อเดือน ๘ บุรพาสาธดังน้ี เห็นได้ว่าที่สร้างพระนครใหม่ครั้งน้ันเป็นการเร่ง
แมก้ �ำแพงพระราชวงั กใ็ ชแ้ ตป่ กั เสาระเนยี ด พระราชมนเทยี รทเี่ สดจ็ มาประทบั แตแ่ รกคงจะท�ำขนึ้ ประทบั ชวั่ คราว
เห็นจะสร้างราวตรงหมู่พระที่น่ังจักรพรรดิพิมานมาทุกวันน้ี ความปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า
เม่ือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จมาเฉลิมพระราชมนเทียรในพระราชวังท่ีสร้างข้ึนใหม่ ได้ท�ำ
พระราชพิธีปราบดาภิเษกแต่โดยสังเขป กล่าวรายการไว้ว่า พระสงฆ์สวดมนต์ท่ีพระราชมนเทียรใหม่ ๓ วัน
ครนั้ วนั ที่ ๔ เสดจ็ โดยกระบวนพยหุ ยาตราทางชลมารคขา้ มจากพระราชวงั เดมิ มายงั พระราชวงั ใหม่ สรงมรุ ธาภเิ ษก
แล้วเสด็จประทับพระท่ีนั่งภัทรบิฐ พระมหาราชครูพราหมณ์กราบบังคมทูลถวายสิริราชสมบัติแลเครื่อง
ราชูปโภคตามโบราณราชประเพณี การพระราชพิธีปราบดาภิเษกที่ท�ำโดยสังเขปคร้ังน้ัน มีเหตุควรเข้าใจได้ว่า
แมใ้ นครงั้ นนั้ เองกค็ งถอื วา่ ยงั ท�ำไมถ่ กู ตอ้ งตามต�ำราบรมราชาภเิ ษก ซง่ึ ควรจะท�ำ ดว้ ยมจี ดหมายเหตอุ ยเู่ ปน็ ส�ำคญั วา่
ต่อมาเม่ือเดือนยี่ ปีเถาะเบญจศก จุลศักราช ๑๑๔๕ พ.ศ. ๒๓๒๖ ในเวลาก�ำลังสร้างป้อมก�ำแพงพระนคร
แลสร้างพระที่น่ังอมรินทราภิเษกมหาปราสาทท่ีในพระราชวัง ตรงหมู่พระที่น่ังดุสิตมหาปราสาททุกวันน้ีนั้น
โปรดให้ข้าราชการผู้รู้แบบแผนราชประเพณคี รง้ั กรงุ เกา่ มเี จา้ พระยาเพ็ชรพไิ ชยเปน็ ประธาน ประชมุ กันปรกึ ษา
หารือกับพระราชาคณะผู้ใหญ่ มีสมเด็จพระสังฆราช เป็นต้น ให้ช่วยกันค้นคัมภีร์แลแบบแผนเก่าท�ำต�ำรา
บรมราชาภเิ ษกข้นึ ไวส้ �ำหรบั พระนคร แลไดโ้ ปรดใหส้ ร้างเคร่อื งราชปู โภคต่าง ๆ ส�ำหรับการบรมราชาภิเษกขนึ้
ในคร้ังนั้น การสร้างพระนครท�ำอยู่ ๓ ปี คร้ันสร้างพระนครแลพระมหาปราสาทส�ำเร็จแล้ว จึงท�ำพระราชพิธี
บรมราชาภิเษกเต็มต�ำราโบราณราชประเพณีอีกครั้ง ๑ เมื่อปีมะเส็งสัปตศก จุลศักราช ๑๑๔๗ พ.ศ. ๒๓๒๘
ในคราวเดียวกับงานสมโภชพระนคร๒ ลักษณะการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซ่ึงท�ำเม่ือปีมะเส็งสัปตศกน้ี
ทีเ่ ปน็ แบบอยา่ งท�ำในรชั กาลหลัง ๆ สืบมา

แต่การพระราชพธิ บี รมราชาภิเษกทที่ �ำในรชั กาลท่ี ๒ มีการเปลย่ี นแปลงข้อส�ำคญั อย่าง ๑ ที่ยา้ ย
สถานมาท�ำพิธีที่ราชมนเทียรหมู่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ด้วยพระที่น่ังดุสิตมหาปราสาทซึ่งสร้างขึ้นในรัชกาล
ที่ ๑ แทนพระท่นี ั่งอมรินทราภเิ ษกมหาปราสาทที่ไฟไหม้น้ัน เป็นทป่ี ระดษิ ฐานพระบรมศพอย๓ู่
ศรธี รรมาธิราชลกั(บษุญณระอกดารตพ้นรสะกราุลชบพุณธิ บี ยรรมตั รพาันชธาุ์)ภแเิ ษตก่งทไที่ ด�พ้ำใิมนพรชั์ไวกใ้านลหทน่ี ๒งั สมือรี วาชยิรกญาราใณนรลา่ งงหวนัมทาย่ี ๖รบั ๘ฯสงั่ ๔ซงึ่ คเจำ่� า้ ปพีรระะกยาา
สัปตศก พ.ศ. ๒๔๒๘๔ ฉบบั ๑ แลมโี คลงยอพระเกียรตเิ ปน็ พระราชนพิ นธ์พระบาทสมเด็จพระน่งั เกล้าเจ้าอยูห่ ัว

๑ ปจั จบุ ัน เขียนว่า กรงุ รัตนโกสนิ ทร์ - สวป.
๒ ข้าพเจ้าเข้าใจว่า เมื่อท�ำการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกคราวที่กล่าวน้ีแล้ว เสด็จไปเฉลิมพระราชมนเทียร
ประทับอยู่ในหมู่พระที่นั่งอมรินทราภิเษก แล้วจึงร้ือพระมหามนเทียรที่ได้ท�ำข้ึนช่ัวคราว สร้างพระมหามนเทียรใหม่
หมู่พระทนี่ ่งั จักรพรรดิพมิ าน ทกุ วันน้ี
๓ ในรชั กาลหลงั ตอ่ ๆ มา พระมหาปราสาทกเ็ ปน็ ทต่ี ง้ั พระบรมศพอยา่ งเดยี วกนั จงึ เปน็ ประเพณที มี่ าท�ำพระราช
พิธีบรมราชาภเิ ษกในพระมหามนเทยี รหม่พู ระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ต้ังแต่รัชกาลที่ ๒ สืบมาทุกรชั กาล
๔ วนั ท่ี ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๒๘ (เพมิ่ เติมเม่อื การพมิ พ์ครง้ั ที่ ๘, ๒๕๓๓)

107

ประมวลบทความ

เน่อื งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ทรงไวแ้ ตย่ ังเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทรอ์ ีกฉบบั ๑ ขา้ พเจา้ ได้เอาหนังสือ ๒ ฉบับนส้ี อบกันดูเห็นความข้อส�ำคัญ
คลาดเคลื่อนกันอยู่บ้าง ข้าพเจ้าเข้าใจว่าหมายรับสั่งเป็นหนังสือแต่งก่อนงานอาจจะถูกแก้ไข แต่ส่วนพระราช
นิพนธ์น้ันทรงเม่ือท�ำการพระราชพิธีแล้ว พรรณนาลักษณะการถ้วนถี่ควรฟังย่ิงกว่าร่างหมายรับสั่ง แห่งใดท่ี
ความผิดกัน ข้าพเจ้าจึงถือว่าพระราชนิพนธ์เป็นถูกต้อง แต่พระราชนิพนธ์เป็นหนังสือแต่งโดยมีข้อบังคับด้วย
เปน็ โคลง จ�ำตอ้ งพจิ ารณาถอดเนอ้ื ความออกจากโคลง ตามซงึ่ เหน็ วา่ หมายความอยา่ งไรในโคลงนนั้ การพจิ ารณา
อาจจะผิดได้บ้าง แต่ข้าพเจ้าได้พิจารณาหลายทบหลายทวน แลได้ปรึกษากับท่านผู้อ่ืนซ่ึงข้าพเจ้านับถือว่าเป็น
ผ้รู ู้อีกช้ันหนึ่ง จึงเข้าใจวา่ แม้จะผิดก็จะไมผ่ ิดมากนัก ถา้ ผูอ้ า่ นสงสัยแห่งใด ก็จงสอบดใู นหนงั สือพระราชนิพนธ์
โคลงยอพระเกียรตินั้น ด้วยเป็นหนังสือพิมพ์แล้ว หาฉบับได้ไม่ยาก ข้าพเจ้าได้สอบสวนหนังสือทั้ง ๒ ฉบับ
ท่กี ลา่ วมาแล้วไดค้ วามในเรอ่ื งงานพระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษกรัชกาลท่ี ๒ ดังตอ่ ไปน้ี

โปรดให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรีเป็นผู้อ�ำนวยการพระราชพิธี
เร่ิมด้วยการพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ ข้าราชการผู้ใหญ่ประชุมพร้อมกันที่พระอุโบสถ
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ราวเดือน ๑๐ ขึ้น ๕ ค่�ำ* คร้ันได้ฤกษ์โหรล่ันฆ้อง ชาวประโคมประโคมสังข์แตร
แลพิณพาทยอ์ าลักษณ์จารึกพระสพุ รรณบัฏพระบรมราชนามาภไิ ธยว่า

“พระบาทสมเดจ็ พระบรมราชาธริ าชรามาธบิ ดี ศรสี นิ ทรบรมมหาจกั รพรรดิ
ราชาธบิ ดนิ ทร์ ธรณนิ ทราธริ าช รตั นากาศภาษกรวงษ์ องคป์ รมาธเิ บศร์ตรภี วู เนตวรนายก
ดลิ กรตั นราชชาตอิ าชาวศรยั สมทุ ยั ดโรมนต์ สกลจกั รวาฬาธเิ บนทร์ สรุ เิ ยนทราธบิ ดนิ ทร์
หรหิ รนิ ทรธาดาธบิ ดี ศรสี วุ บิ ลุ ยค์ ณุ อกนฐิ ฤทธริ าเมศวรมหนั ต์ บรมธรรมกิ ราชาธริ าช
เดโชไชย พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร์ ภูมินทรปรมาธิเบศร์ โลกเชฐวิสุทธิ รัตนมกฎุ
ประเทศคตา มหาพทุ ธางกรู บรมบพิตร”๑
เม่ือจารึกพระสุพรรณบัฏแล้ว พระมหาราชครูพราหมณ์เจิมแล้วรัดแผ่นพระสุพรรณบัฏด้วยไหม
เบญจพรรณ วางไว้ในหีบทองมีถุงเยียรบับช้ันนอก ผูกประทับตราประจ�ำครั่ง ต้ังบนพานแว่นฟ้าทองสองช้ัน
คลมุ ปักหักทองขวาง ตงั้ ไวใ้ นพระอโุ บสถ พราหมณเ์ บกิ แว่นเวียนเทยี นสมโภชแลว้ จึงเชญิ พานพระสุพรรณบฏั
ขึน้ พระราชยานก้ันพระกลด ต�ำรวจแหเ่ ข้าไปตัง้ ในพระแทน่ มณฑล
ก่อนท่ีจะกล่าวถึงการจัดท่ีพระราชมนเทียรส�ำหรับท�ำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแลเฉลิม
พระราชมนเทียรคร้ังรัชกาลท่ี ๒ จ�ำจะต้องอธิบายเร่ืองชื่อพระที่นั่งก่อน ท่ีเรียกว่า พระท่ีน่ังจักรพรรดิพิมาน
แต่ก่อนหมายความว่าพระที่น่ังท้ังหมู่นั้น ที่มาเรียกพระมหามนเทียรสามหลังแฝดซ่ึงอยู่ข้างใต้ว่า พระท่ีนั่ง
จกั รพรรดพิ มิ าน เรียกพระทน่ี ่ังหลังขวางสิบเอ็ดหอ้ งซ่งึ อย่กู ลางวา่ พระทีน่ ่ังไพศาลทกั ษิณ เรียกพระทน่ี ง่ั อันเปน็
ทอ้ งพระโรงอยขู่ า้ งเหนือว่า พระท่ีนงั่ อมรนิ ทรวินิจฉยั อย่างทุกวันน้ี เพง่ิ บญั ญัติขนึ้ เมือ่ ในรชั กาลท่ี ๓ แต่ก่อน
มาถ้าเรียกแยกเปน็ หลัง ๆ พระท่ีนงั่ อมรินทรวินิจฉยั เรียกวา่ ทอ้ งพระโรง หรือพระที่นัง่ บุษบกมาลา พระทน่ี ่งั

* วนั จารกึ พระสพุ รรณบัฏ ไมป่ รากฏในหนงั สือจดหมายเหตุ วันทล่ี งนี้ ข้าพเจา้ คาดคะเน
๑ พระนามตามท่ีจารึกในพระสุพรรณบัฏน้ี เหมือนกับพระนามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๑ ไม่ได้แก้ไข พระนามท่ีปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ก็ดี พระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ก็ดี เพิ่งมาถวายเมื่อในรัชกาลท่ี ๓ เรื่องพระนามสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินตั้งแต่คร้ังกรุงเก่ามาจน
กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ข้าพเจา้ ไดอ้ ธิบายไวโ้ ดยพสิ ดารในหนงั สือพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา เลม่ ๑ ซงึ่ พมิ พ์คร้งั ที่ ๒
เมือ่ พ.ศ. ๒๔๕๗ (และกรมศิลปากรไดอ้ นญุ าตใหจ้ ดั พิมพ์ตอ่ มาอีกหลายคร้งั , เพิ่มเตมิ เมอื่ การพิมพ์ครงั้ ที่ ๘, ๒๕๓๓) ในตอน
108 อธบิ ายเรือ่ งในรัชกาลสมเด็จพระรามาธบิ ดที ี่ ๑ หน้า ๓๘๙ จะเอามาลงทนี่ ี่อีกยาวนัก

ประมวลบทความ

เนื่องในพระราชพิธบี รมราชาภเิ ษก

ไพศาลทกั ษณิ เรยี กวา่ หลงั สบิ เอด็ หอ้ ง ในโคลงพระราชนพิ นธเ์ รยี กพระทนี่ ง่ั หนา้ พระโรงใน พระทน่ี ง่ั จกั รพรรดพิ มิ าน
เรียกว่าพระวิมานบ้าง พระมหามนเทียรบ้าง ในโคลงพระราชนิพนธ์เรียกว่า พระท่ีนั่งไพศาลทักษิณ
เห็นจะหมายความว่า พระมหามนเทียรองคใ์ ต้ เรียกพระท่ีนัง่ ทกั ษิณในโคลงถงึ ๓ แหง่ แต่ขา้ พเจา้ เช่อื ว่าไม่ได้
หมายความว่าหลังขวางสิบเอ็ดห้องนั้นเป็นแน่ ช่ือพระท่ีนั่งที่จะเรียกต่อไปในเร่ืองนี้ เพื่อจะให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย
จะเรยี กตามชื่ออย่างท่ีเรยี กแลร้จู ักกัน ในปจั จบุ นั น้ี

การจัดที่ท�ำพระราชพิธี ตั้งราชวัติฉัตรเบญจรงค์รอบบริเวณพระท่ีน่ังทั้งหมู่ที่ท้องพระลาน
ดา้ นตะวนั ออกระหวา่ งพระทน่ี งั่ จกั รพรรดพิ มิ าน กบั พระทนี่ งั่ ไพศาลทกั ษณิ ปลกู มณฑปพระกระยาสนานหมุ้ ผา้ ขาว
แต่งด้วยเครื่องทอง บนเพดานพระมณฑปเป็นท่ีขังน้�ำเบญจสุทธคงคา๑ มีทุ้งท่อฝักบัวเงินที่เพดานส�ำหรับไขน�้ำ
ให้โปรยลงยังท่ีสรงมุรธาภิเษก ท่ีฝักบัวน้ันห้อยพวงดอกจ�ำปาทอง ท่ีพื้นภายในพระมณฑปต้ังเตียงเหลี่ยม
หุ้มผ้าขาว บนเตียงต้ังถาดทอง ในถาดทองต้ังต่ังไม้มะเดื่อเป็นที่เสด็จประทับสรงมุรธาภิเษกตรงท่ีวางพระบาท
ลาดใบไมข้ ม่ นามปูผา้ ขาวทบั รอบพระมณฑปตง้ั ราชวตั ิ ฉัตรทอง ฉตั รนาก ฉตั รเงนิ ทง้ั ๔ ด้าน บนพระท่ีน่ัง
ไพศาลทักษิณจัดเป็นที่ท�ำพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตั้งพระแท่นแว่นฟ้ามีเพดานระบายตาดเป็นพระแท่น
มณฑล ในพระแท่นมณฑลน้ัน ตั้งพระพุทธปฏิมาไชย๒ พระสุพรรณบัฏ ดวงพระชันษา พระอุณาโลมท�ำแท่ง๓
พระมหามงกุฎ พระแสงขรรค์ไชยศรี ธารพระกร พัดวาลวิชนี ฉลองพระบาท พระนพ พระสังวาลพราหมณ์
พระสังวาลสร้อยอ่อน พระภูษารัตกัมพล พระชฎาเพชร พระธ�ำมรงค์ พระมาลาเบี่ยง ฉลองพระองค์เกราะ
ฉลองพระองคน์ วม เครอ่ื งพระพไิ ชยสงคราม เครอื่ งพระมนตพ์ เิ ศษ เครอ่ื งพระมรุ ธาภเิ ษก พระมหาสงั ขท์ กั ขณิ าวฏั
พระมหาสงั ข์ทอง พระมหาสงั ข์เงิน พระเตา้ เบญจครรภ๔ พระเต้าปทุมนิมิตทอง พระเต้าปทุมนมิ ติ นาก พระเตา้
ปทุมนมิ ติ เงนิ พระเต้าปทุมนิมติ สัมฤทธ์ิ พระแสงดาบคาบค่าย พระแสงดาบใจเพชร พระแสงทวน พระแสงงา้ ว
แลพระแสงอษั ฎาวุธ คือ พระแสงดาบเชลย พระแสงจกั ร พระแสงตรีศูล พระแสงธนู พระแสงดาบเขน พระแสง
หอกชัย พระแสงปืนคาบชุดข้ามแม่น้�ำสะโตง พระแสงของ้าวเจ้าพระยาแสนพลพ่าย นอกจากนี้ยังมีพระแสง
ปนื คาบศลิ าเคยทรง พระแสงขอตชี า้ งลม้ พระแสงขอครำ�่ พระชนกั ตน้ พระเศวตฉตั ร พระเสมาธปิ ตั พระฉตั รชยั
พระเกาวพา่ ย๕ ธงชัยกระบธ่ี ุช ธงชัยครุฑพ่าห์ พระกลด พานพระขันหมาก พระเตา้ พระสุธารส พระสุพรรณศรี
บัวแฉก หน้าพระแท่นต้ังเคร่ืองนมัสการ ต่อพระแท่นมณฑลตั้งเทียนชัย ต่อไปต้ังพระแท่นอัฐทิศท�ำด้วยไม้

๑ ที่เรียกว่าน้�ำเบญจสุทธคงคานี้ อนุโลมตามต�ำราพราหมณ์ ซึ่งใช้น้�ำปัญจมหานทีในชมพูทวีป ได้พบส�ำเนา 109
ทอ้ งตราวา่ สง่ั ใหต้ กั นำ้� ๕ แหง่ คอื แมน่ ำ�้ บางปะกง ตกั ทบี่ งึ พระอาจารย์ แขวงเมอื งนครนายกแหง่ ๑ แมน่ ำ�้ สกั ตกั ทตี่ �ำบลทา่ ราบ
แขวงเมืองสระบุรีแห่ง ๑ แม่น�้ำเจ้าพระยา ตักที่บางแก้ว แขวงเมืองอ่างทองแห่ง ๑ แม่น้�ำราชบุรี ตักที่ต�ำบลดาวดึงษ์
แขวงเมืองสมุทรสงครามแห่ง ๑ แม่น�้ำเพชรบุรี ตักที่ต�ำบลท่าไชยแห่ง ๑ รวมเป็น ๕ แห่งด้วยกัน แต่น�้ำสรงมุรธาภิเษก
ยังใช้น้�ำอื่นนอกจากน้�ำเบญจสุทธคงคาที่ว่ามาแล้ว คือน้�ำสระเกศ สระแก้ว สระ (คง) คา สระยมนา ท่ีเรียกว่าน�้ำ ๔ สระ
อย่ใู นแขวงเมอื งสุพรรณบรุ ี ซ่งึ เคยใชเ้ ป็นนำ�้ สรงมรุ ธาภเิ ษกมาแตค่ รง้ั กรงุ เก่าดว้ ย

๒ พระพทุ ธปฏิมาไชย ที่ตงั้ พระแท่นมณฑลคร้งั นัน้ เขา้ ใจว่า ๓ องค์ คอื พระไชยพธิ ีองค์ ๑ พระไชยหลงั ช้างองค์ ๑
พระไชยประจ�ำรชั กาลท่ี ๑ องค์ ๑

๓ ที่เรียกว่าพระอณุ าโลมท�ำแท่งน้ี ไดพ้ บในหนังสอื หลายแหง่ คอื แทง่ ครั่งประทบั พระราชลญั จกรมหาอุณาโลม
หมายความว่าพระราชโองการ เป็นธรรมเนียมท่ีมีมาแต่คร้ังกรุงเก่า จะเห็นได้ในเร่ืองต้ังเจ้าพระยานคร ที่พิมพ์ไว้ในหนังสือ
เทศาภิบาล แต่บางรัชกาลใช้พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์แทนมหาอุณาโลม ตั้งแต่รัชกาลท่ี ๔ มา ตั้งหีบพระราชลัญจกร
ในพระแท่นมณฑล จึงเลกิ ใชพ้ ระมหาอณุ าโลมท�ำแท่ง

๔ บางคร้งั ใช้ พระเต้าเบญจคัพย์ - สวป.
๕ บางคร้ังใช้ พระเกาวพา่ ห์ - สวป.

ประมวลบทความ

เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

อทุ ุมพร ลาดหญ้าคา มผี ้าคลุม แลกนั้ ด้วยพระบวรเศวตฉัตร ๗ ช้ัน มตี ัง่ นอ้ ยท�ำดว้ ยไมไ้ ผ่สสี กุ ตง้ั ตรงท่ปี ระทบั
ท้ัง ๘ ทิศ เป็นที่ต้ังกลดแลเทวรูปประจ�ำทิศท้ัง ๘ ฝ่าย ข้างตะวันตกต้ังพระท่ีน่ังภัทรบิฐท�ำด้วยไม้อุทุมพร
กน้ั ดว้ ยพระบวรเศวตฉตั ร ๗ ชน้ั ลาดผา้ พราหมณโ์ ปรยแปง้ สาลแี ลวางแผน่ ทองค�ำเขยี นรปู ราชสหี ด์ ว้ ยชาดหรคณุ
แล้ววางหญ้าคาแลปูผ้าคลุมข้างบนอกี ชนั้ ๑

บนพระท่ีนั่งจักรพรรดิพิมาน จัดเป็นที่ท�ำพระราชพิธีเฉลิมพระราชมนเทียร พระที่นั่งองค์ฝ่าย
ตะวันตก ต้ังพระแท่นทองมีเพดาน บนพระแท่นนั้นต้ังพระบรมสารีริกธาตุ แลพระพุทธรูปทองค�ำห้ามสมุทร
หน้าพระแท่นต้ังเคร่ืองนมัสการ แลบาตรน้�ำ ๕ บาตรทราย ๕ ต่อมาจัดอาสนะท่ีพระสงฆ์ ๓๙ รูป มีสมเด็จ
พระสังฆราชเป็นประธานสวดพระพุทธมนต์ แลทอดราชอาสน์ที่ประทับทรงศีล ส่วนพระท่ีนั่งหลังตะวันตก
ในห้องท่ีพระบรรทมน้ันจัดที่พระสงฆ์สมถะ ๕ รูป สวดภาณวารบนแท่นพระบรรทม* แลทอดราชอาสน์
ทปี่ ระทบั ทรงสดบั พระปรติ ร ทท่ี �ำพระราชพธิ ที กุ แหง่ มสี ายสญิ จนล์ า่ มวงถงึ กนั ตลอดจนพระทนี่ ง่ั อมรนิ ทรวนิ จิ ฉยั
ซ่งึ เปน็ ท่ีเสด็จประทับอย่ใู นเวลาก่อนเฉลมิ พระราชมนเทียร แลจัดเปน็ แต่ท่ีทอ้ งพระโรงส�ำหรบั เสดจ็ ออก ไม่ท�ำ
การพธิ อี ยา่ งไรในนน้ั ขา้ งหนา้ พระทนี่ งั่ ดสุ ดิ าภริ มย์ ตงั้ พนมบตั รพลสี �ำหรบั โหรบชู าเทวดา แลปลกู โรงพธิ พี ราหมณ์
เชญิ เทวรูป คอื พระปรเมศวร ๑ พระพิศณุ ๑ พระพรหมธาดา ๑ พระพรหมสัทธาสิทธิ ๑ พระพิฆเนศวร ๑
พระอมุ าภควดี ๑ พระลกั ษมี ๑ มาสถติ ในโรงพธิ ี มเี ครอื่ งพลกี รรม พวกพราหมณก์ นิ บวชท�ำพธิ ตี ามลทั ธไิ สยศาสตร์

ภายนอกพระบรมมหาราชวัง ให้ต้ังศาลาฉ้อทานเล้ียงสมณพราหมณาจารย์อาณาประชาราษฎร
แลไถส่ ัตวซ์ ึ่งคนจะฆา่ มาปลอ่ ย กับประกาศห้ามมิให้ขายสุราเมรัยตลอดเวลางานพระราชพธิ ี ๓ วนั

ถึง ณ วนั พฤหสั บดี เดือน ๑๐ ข้นึ ๖ คำ่� ปมี ะเส็ง เอกศก๑ เป็นวนั เรม่ิ งานพระราชพธิ ขี ้าราชการ
แต่งตั้งนุ่งผ้าสมปักลาย คาดเส้ือครุย พระราชวงศานุวงศ์ เสนามาตย์ แลเจ้าพนักงานเข้ามาพร้อมกันอยู่ตาม
ต�ำแหนง่ เขา้ ไปขา้ งในแตเ่ จา้ นาย แลขา้ ราชการผใู้ หญก่ บั เจา้ พนกั งานผมู้ หี นา้ ท่ี นอกนนั้ อยขู่ า้ งหนา้ ครน้ั เวลาบา่ ย
นิมนต์พระสงฆ์เถรานุเถระท้ังฝ่ายคามวาสี อรัญวาสี มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน เข้าไปยังที่สวดมนต์
ท่ีพระที่น่ังจักรพรรดิพิมานหลังตะวันตก ๓๘ รูป พระสงฆ์ฝ่ายสมถะ ๕ รูป สวดท่ีห้องพระบรรทม๒ เวลา
พระเขา้ ชาวประโคมประโคมสงั ขแ์ ตรแลพณิ พาทยม์ โหรขี น้ึ พรอ้ มกนั ขณะนนั้ สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั กรมพระราชวงั
บวรสถานมงคลทรงพระภูษาเขียนทองพ้ืนขาว ทรงสายรัดพระองค์เพชร ฉลองพระองค์กรองทอง เสด็จจาก
พระท่ีน่ังอมรินทรวินิจฉัย ข้ึนสู่พระท่ีนั่งไพศาลทักษิณ ทรงจุดธูปเทียนเคร่ืองนมัสการ สมเด็จพระสังฆราช
จุดเทียนชัยแล้ว เสด็จข้ึนยังพระท่ีน่ังจักรพรรดิพิมาน ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการที่พระที่น่ังหลังตะวันตก
สมเดจ็ พระสงั ฆราชถวายศลี แลว้ เสดจ็ ไปประทบั ทรงสดบั พระจตภุ าณปรติ รในหอ้ งทพ่ี ระบรรทม พระสงฆห์ มใู่ หญ่
สวดพระปริตรเจ็ดต�ำนาน แต่พระสงฆ์ฝ่ายสมถะท่ีสวดในห้องท่ีบรรทมสวดจตุภาณวารแบ่งเป็น ๓ ตอน
สวดตอนละวนั คร้ันสวดพระปรติ รจบ เสด็จมาประทับท่พี ระที่นั่งหลงั ตะวนั ตก สมเดจ็ พระสังฆราชถวายอดิเรก๓
แล้วพระสงฆ์ถวายพระพรลากลับวัด ชาวประโคมประโคมขึ้นพร้อมกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับคืน

* พระสวดภาณวาร ๕ รูปนี้ ในร่างหมายรับสัง่ วา่ สมเด็จพระพนรัตนนัง่ ปรก พระสงฆ์วัดพลับ ๔ รปู สวดมหาชยั
(พิมพ์ครัง้ ที่ ๑ ใช้ มหาไชย - สวป.) แตใ่ นพระราชนพิ นธ์วา่ สวดภาณวาร เห็นได้เปน็ แนว่ า่ ถกู ต้องตามพระราชนพิ นธ์

๑ วันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒ (เพม่ิ เติมเม่ือการพมิ พ์ครง้ั ท่ี ๘, ๒๕๓๓)
๒ ทวี่ า่ จ�ำนวนพระสงฆร์ วม ๔๓ รปู เทา่ พระชนั ษา มปี รากฏในจดหมายเจา้ พระยาศรธี รรมาธริ าชแหง่ เดยี วไมม่ ที ส่ี อบ
ด้วยหนงั สืออ่นื ไมบ่ อกจ�ำนวนพระ แตห่ มายรับส่งั อปุ ราชาภิเษกบอกจ�ำนวนพระสงฆ์ ๕๐ รูป มากกว่าวังหลวง จงึ สงสัยอยู่
๓ พิมพ์คร้ังท่ี ๑ ใช้ อติเรก บางครัง้ ใช้ อดเิ รก - สวป.
110

ประมวลบทความ

เนือ่ งในพระราชพิธีบรมราชาภเิ ษก

ยังท่ีประทับ ณ พระท่ีนั่งอมรินทรวินิจฉัย เมื่อเจ้าพนักงานฝ่ายหน้ากลับออกมาหมดแล้ว เกณฑ์ผู้หญิงซึ่งเป็น
พนักงานฝ่ายในเฝ้ารักษาท่ีพระมณฑลซึ่งอยู่ฝ่ายในทุกแห่ง ครั้นเวลาเช้าในวันรุ่งข้ึน เจ้าพนักงานเตรียมส�ำรับ
เลี้ยงพระ แลของไทยธรรม นิมนต์พระสงฆ์ท่ีได้สวดมนต์ทั้ง ๔๓ รูป ไปพร้อมกันที่พระที่น่ังจักรพรรดิพิมาน
หลังตะวันตก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องขาวอย่างเมื่อเวลาเย็น เสด็จทรงจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย
สมเด็จพระสังฆราชถวายศีล พระสงฆ์ถวายพรพระเสร็จแล้ว ทรงอุทิศสังฆทานแลทรงหล่ังน�้ำทักษิโณทก๑
(พระสงฆ์อนุโมทนา) แล้ว ทรงประเคนภัตตาหารสมเด็จพระสังฆราช ข้าราชการประเคนแลปฏิบัติพระสงฆ์
องค์อื่นต่อมา คร้ันพระสงฆ์ท�ำภัตกิจแล้ว ถวายอดิเรก๒ ถวายพระพรลาแล้ว จึงเสด็จกลับคืนยังพระที่น่ัง
อมรนิ ทรวินิจฉยั ณ วนั ศุกร์ ข้ึน ๗ ค�่ำ ณ วันเสาร์ ข้นึ ๘ ค�่ำ๓ สวดมนต์เลยี้ งพระเหมือนกบั วันแรก๔

คร้ัน ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๙ ค�่ำ๕ เป็นวันพระฤกษ์บรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง
เครือ่ งขาวอย่างวนั กอ่ น เสด็จท่ปี ระชุมสงฆ์ ทรงศีลแลว้ (เสดจ็ ประทบั คอยฤกษท์ ีท่ อ้ งพระโรงหน้า) ครน้ั ไดฤ้ กษ์
หลวงโลกทปี ล่ันฆ้องชัย ชาวประโคมประโคมขน้ึ พรอ้ มกนั เจา้ พนักงานภูษามาลาเชญิ เครื่องถอดถวายทรงแล้ว
พราหมณ์เชิญพระพุทธปฏิมาไชย พระมหาราชครูโปรยข้าวตอกน�ำเสด็จตามทางลาดพระบาท สู่ท่ีพระมณฑป
พระกระยาสนาน เสด็จขึ้นประทับเหนือตั่งไม้มะเด่ือ* ผันพระพักตร์สู่ทิศบูรพา เจ้าพนักงานไขท่อสหัสธารา
ถวายมุรธาภเิ ษก สมเดจ็ พระสังฆราช (สกุ ) วดั มหาธาตุ ถวายน�ำ้ มนตใ์ นพระเต้าเบญจครรภ สมเดจ็ พระพนรัตน
วัดพระเชตุพน พระธรรมราชา วัดศาลาปูนกรุงเก่า พระญาณสังวร (สุก) วัดพลับ ถวายน�้ำมนต์ในพระเต้า
ปทุมนิมิต พราหมณ์ถวายน้�ำสังข์ น้�ำกรด** แลใบมะตูมประสิทธิด้วยมนต์ไสยเวท คร้ังสรงมุรธาภิเษกแล้ว
ทรงเคร่ืองต้น๖ เสด็จข้ึนพระท่ีน่ังไพศาลทักษิณ ประทับพระที่น่ังอัฐทิศ พราหมณ์ประจ�ำทิศท้ัง ๘ ถวายชัย
แลถวายนำ�้ สงั ขท์ ลี ะทศิ ตงั้ แตท่ ศิ บรู พา เปน็ ตน้ เวยี นประทกั ษณิ ไปจนครบทง้ั ๘ ทศิ แลว้ เสดจ็ ไปประทบั พระทน่ี ง่ั

๑ พมิ พค์ ร้งั ท่ี ๑ ใช้ ทักขิโณทก บางคร้ังใช้ ทกั ษโิ ณทก - สวป.
๒ ประเพณีถวายอดิเรก ครั้งรัชกาลท่ี ๒ ถ้าก�ำหนดตามความในโคลงพระราชนิพนธ์ ถวายอดิเรกมาแต่แรก
แตต่ ามแบบแผนชนั้ หลงั มา ตอ่ เมอื่ บรมราชาภเิ ษกแลว้ เสดจ็ จากพระทน่ี งั่ ภทั รบฐิ ขน้ึ ไปยงั ทช่ี มุ นมุ สงฆ์ สมเดจ็ พระมหาสงั ฆปรนิ ายก
จึงถวายอดิเรกเปน็ หนแรก วิธอี นั นจ้ี ะเพิง่ มีขึน้ เมือ่ งานบรมราชาภเิ ษกรัชกาลท่ี ๔ กเ็ ปน็ ได้
๓ วนั ท่ี ๑๕ - ๑๖ กนั ยายน พ.ศ. ๒๓๕๒ (เพมิ่ เตมิ เมอ่ื การพมิ พ์ครัง้ ท่ี ๘, ๒๕๓๓)
๔ พิธีสงฆ์ที่ปรากฏในพระราชนิพนธ์โคลงยอพระเกียรติดังกล่าวมานี้ ผิดกับงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
รชั กาลท่ี ๔ ซึง่ มีจดหมายเหตโุ ดยพสิ ดาร แลรัชกาลที่ ๕ ซง่ึ ยงั มีผ้รู ผู้ ู้เหน็ อย่หู ลายอยา่ ง
๕ วนั ที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒ (เพ่มิ เตมิ เม่ือการพิมพค์ ร้ังท่ี ๘, ๒๕๓๓)
* ในโคลงวา่ ประทบั ตัง่ ไม้ชยั พฤกษ์ แตต่ �ำราบรมราชาภิเษกแลตามการที่เป็นจริงในพระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษก
ชั้นหลังมา ตั่งท่ปี ระทับใชไ้ ม้มะเดอื่ ขา้ พเจา้ จงึ แกเ้ ปน็ ไม้มะเดื่อ
** คือนำ�้ กลศ ได้แก่ น�้ำเทพมนตรข์ องพราหมณ์ (เพ่มิ เตมิ เม่ือการพมิ พค์ รั้งท่ี ๘, ๒๕๓๓)
๖ ทว่ี า่ ทรงเครอื่ งตน้ ตรงนี้ วา่ ตามโคลงพระราชนพิ นธ์ แตเ่ ครอื่ งตน้ ทท่ี รงนนั้ จะอยา่ งไร สงสยั อยู่ ในรา่ งหมายรบั สงั่
ที่เจ้าพระยาศรีธรรมาธิราชแต่ง กล่าวตรงนี้ว่า ทรงพระภูษา (เขียนทอง) พื้นแดง ฉลองพระองค์กรองทอง ว่าทรงเคร่ืองต้น
ตอ่ เมอ่ื เสดจ็ ออกทอ้ งพระโรง แลเครอื่ งตน้ นน้ั พรรณนาเหมอื นกบั ทกี่ ลา่ วไวใ้ นต�ำราเจา้ พระยาเพช็ รพไิ ชย วา่ สมเดจ็ พระเจา้ อทุ มุ พร
ทรงเม่อื ราชาภเิ ษกครง้ั กรุงเก่า มรี ายช่อื ๑๑ สง่ิ คือ สนบั เพลาเชิงงอน ๒ ชน้ั ๑ พระภษู ารวิ้ วะระวะหยจี่ บี โจงโยคี (บางคร้ังใช้
วรวะยี หรือ วรวะหย่ี, - สวป.) ๑ รัดพระองค์หนามขนุน ๑ ฉลองพระองค์พระกรน้อย ๑ ฉลองพระองค์สีย่นนอก ๑
รดั พระองคแ์ ครง ๑ พระแสงกนั้ หยนั่ พนู่ ลิ ๑ พระธ�ำมรงคพ์ ลอยตา่ งกนั ส�ำรบั ๑ พระชฎาพระเกยี้ วแหวนแดง ๑ ฉลองพระบาท ๑
พระแสงดาบใจเพชร ๑
เครื่องต้นท่ีพรรณนาน้ี ผิดกับท่ีเคยเห็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงในช้ันหลัง จึงสงสัยว่า เครื่องต้นท่ีทรงเม่ือ
บรมราชาภิเษกครัง้ รชั กาลท่ี ๒ จะอยา่ งไรไมแ่ น่

111

ประมวลบทความ

เน่อื งในพระราชพธิ ีบรมราชาภิเษก

ภทั รบฐิ พระมหาราชครพู ราหมณก์ ราบบงั คมทลู ฯ ถวายสริ ริ าชสมบตั ิ แลถวายพระสงั วาลพราหมณ์ ซง่ึ สมมตวิ า่
เป็นของพระอิศวรทรง แลว้ ถวายพระสพุ รรณบัฏแลเครื่องเบญจราชกกธุ ภณั ฑ์ มหาดเลก็ แทนก�ำนลั ทง้ั ๘ ถวาย
พระแสงอัษฎาวุธ ทรงรับด้วยพระหัตถ์แต่พระมหามงกุฎ๑ พระแสงขรรค์ ๑ พระแสงดาบ ๑ พัดวาลวิชนี ๑
ธารพระกร ๑ พระเศวตฉัตร ๑ ฉลองพระบาทพระมหาราชครูพราหมณ์วางถวาย ส่วนพระแสงอัษฎาวุธ
โปรดใหเ้ จา้ พนกั งานรบั เมอื่ ถวายเครอ่ื งราชปู โภคแลว้ พระมหาราชครพู ราหมณจ์ งึ อา่ นเวทถวายพระพร ครนั้ จบ
จึงมีพระราชโองการแก่พระมหาราชครูว่า พรรณพฤกษชลธีแลส่ิงของในแผ่นดินท่ัวท้ังพระราชอาณาจักรนั้น
ถา้ ไมม่ เี จา้ ของหวงแหนแลว้ ตามแตส่ มณพราหมณาจารย์ อาณาประชาราษฎรจะปรารถนาเถดิ พระมหาราชครู
รับพระราชโองการเป็นฤกษ์ แต่นั้นบัตรหมายจึงใช้พระราชโองการต่อมา แล้วทรงโปรยดอกพิกุลทองพิกุลเงิน
สง่ิ ละพาน พระราชทานแกพ่ ราหมณ์ มพี ระมหาราชครเู ปน็ ประธาน ทรงพระเตา้ ทองหลง่ั นำ้� ทกั ษโิ ณทก พราหมณ์
ถวายบังคมแลว้ เปา่ สังข์ เจา้ พนักงานประโคมขึ้นพรอ้ มกนั จงึ เสดจ็ จากพระท่นี ัง่ ภัทรบฐิ ขึ้นสู่พระมหามนเทียร
ซึ่งพระสงฆ์ได้ท�ำภัตกิจแล้ว แลคอยถวายพระพรอยู่นั้น ทรงนมัสการพระรัตนตรัยแล้ว ทรงประเคนไตรจีวร
แลเครือ่ งบรขิ ารแก่พระสงฆ์ พระสงฆถ์ วายพระพร ถวายอดเิ รก ถวายพระพรลากลบั ไป

คร้ันพระสงฆ์กลับแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระแสงเวียด ทรงฉลองพระบาท
เสดจ็ ออกทอ้ งพระโรงพระท่ีนั่งอมรินทรวนิ ิจฉัย ประทบั พระแท่นภายใตพ้ ระมหาเศวตฉัตร พระราชวงศานุวงศ์
ข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งฝ่ายทหารและพลเรือนพร้อมกันอยู่ในท่ีเฝ้า กราบถวายบังคมแล้ว เจ้าพระยา
มหาเสนา (ปิ่น) ท่ีสมุหพระกลาโหม๒ กราบบังคมทูลถวายพระมหาพิชัยราชรถ เรือพระที่นั่งเรือกระบวน
ทง้ั ปวง แลเครอื่ งสรรพศาสตราวธุ พลทหาร แลหวั เมอื งเอก โท ตรี จตั วา ซง่ึ อยใู่ นบงั คบั กลาโหม เวลานนั้ ต�ำแหนง่
สมุหนายกวา่ ง พระยามหาอ�ำมาตย์กราบบงั คมทลู แทนที่สมหุ นายก ถวายพระยาชา้ งต้น พระยาม้าต้น พลเรือน
แลหวั เมอื งเอก โท ตรี จตั วา ซงึ่ อยใู่ นบงั คบั มหาดไทย พระยาโกษาธบิ ดี (กนุ )๓ กราบบงั คมทลู ถวายราชพทั ธยากร
แลราชสมบตั ทิ ัง้ ๑๒ ทอ้ งพระคลัง (แลหัวเมอื งซง่ึ อยู่ในบงั คบั กรมท่า) พระยายมราช (บญุ มา)๔ กราบบงั คมทลู
ถวายกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทราโยทธยา อันเป็นราชธานี เจ้าพระยาธรรมาฯ (สด)๕ กราบ
บังคมทูลถวายพระมหาปราสาทราชมนเทียรสถาน แลเศวตฉัตรเคร่ืองสูง เคร่ืองประดับพระเกียรติยศทั้งปวง

๑ พิเคราะห์ความตามโคลงพระราชนิพนธ์ มีข้อควรสังเกตอย่าง ๑ ที่ไม่ได้กล่าวว่า พระครูพราหมณ์ถวาย
พระมหามงกุฎหรือทรงพระมหามงกุฎ ในต�ำราเจ้าพระยาเพ็ชรพิไชย อ้างถึงแบบแผนครั้งกรุงเก่า ก็อย่างเดียวกัน แล
ยงั ประหลาดทมี่ คี �ำเลา่ สบื กนั มา วา่ พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ไมไ่ ดท้ รงพระมหามงกฎุ เลยจนตลอดรชั กาล แตใ่ นชนั้ หลงั
ตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ มา ถือว่าพระมหามงกุฎเป็นสิ่งส�ำคัญในเบญจราชกกุธภัณฑ์ พระมหาราชครูพราหมณ์ถวาย ทรงเมื่อเสด็จ
ประทบั พระที่นง่ั ภทั รบิฐ แลทรงเมอื่ เสด็จออกรบั ราชสมบตั ทิ ท่ี ้องพระโรง เมือ่ คร้งั รชั กาลท่ี ๒ ที่ ๓ จะอยา่ งไรสงสัยอยู่ แตเ่ ห็น
ในร่างหมายเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช มพี ระมหามงกฎุ อยใู่ นส่งิ ซ่งึ พระมหาราชครูพราหมณ์ถวายด้วย ขา้ พเจ้าจงึ ลงไว้

๒ เจ้าพระยามหาเสนา (ปิ่น) บรรพบุรุษตระกูลสิงหเสนี ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
โปรดเกลา้ ฯ ให้เปน็ เจ้าพระยาอภยั ราชา ท่สี มเด็จเจ้าพระยาวังหนา้ รับราชการในพระราชวงั บวร (พระบวรราชาวงั ) (เพม่ิ เติม
เมือ่ การพิมพ์ครั้งที่ ๘, ๒๕๓๓)

๓ พระยาโกษาธบิ ดี (กนุ ) ตน้ สกลุ รตั นกลุ ต่อมาพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหล้านภาลยั โปรดเกล้าฯ ให้เปน็
เจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ ที่สมหุ นายก (เพ่ิมเตมิ เมอ่ื การพมิ พ์ครั้งท่ี ๘, ๒๕๓๓)

๔ พระยายมราช (บญุ มา) เปน็ พีน่ อ้ งร่วมบิดากับเจา้ พระยามหาเสนา (บุนนาค บนุ นาค) ต่อมาพระบาทสมเด็จ
พระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลัย โปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ ปน็ เจา้ พระยามหาเสนา ท่สี มุหพระกลาโหม (เพ่ิมเติมเมือ่ การพิมพค์ รั้งท่ี ๘, ๒๕๓๓)

๕ เจ้าพระยาธรรมาฯ (สด) เสนาบดีกระทรวงวัง บรรพบรุ ษุ ตระกลู สนุ ทรศารทลู (เพ่ิมเตมิ เมื่อการพมิ พ์คร้งั ท่ี ๘,
๒๕๓๓)
112

ประมวลบทความ

เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภเิ ษก

ต�ำแหนง่ เจา้ พระยาพลเทพวา่ ง พระยาประชาชพี กราบบงั คมทลู ถวายธญั ญาหารแดนสถานลานนาเขตทง้ั ปวง จงึ มี
พระราชโองการด�ำรสั สงั่ ใหม้ ขุ มนตรผี เู้ ปน็ เจา้ หนา้ ทจี่ งรกั ษาสรรพสง่ิ ทงั้ ปวงนน้ั ไวต้ ามพนกั งาน เพอ่ื จะไดป้ อ้ งกนั
พระราชอาณาเขต ทะนบุ �ำรงุ พระบวรพทุ ธศาสนาใหส้ ถาพรสบื ไป อคั รมหาเสนาบดรี บั พระราชโองการ ขา้ ราชการ
ถวายบงั คมพร้อมกันอีกครัง้ หนึ่ง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นพระท่ีนั่งไพศาลทักษิณ ประทับเหนือพระท่ีนั่งภัทรบิฐ
ข้าราชการฝ่ายในเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพร้อมกัน ท้าววรจันทร์กราบบังคมทูลฯ ถวายสิบสองพระก�ำนัล
แลมีพระราชปฏิสันถารแล้ว พอได้เวลาพระฤกษ์เฉลิมพระราชมนเทียร ชาวประโคมประโคมข้ึนพร้อมกัน
จึงเสด็จข้ึนสู่พระท่ีน่ังจักรพรรดิพิมาน มีนางในตระกูลสูงอุ้มวิฬาร์ ๑ เชิญพานทองรองข้าวเปลือก ๑ ถ่ัว ๑
งา ๑ ผลฟกั เขียว ๑ หนิ บด ๑ ตามเสด็จ แลมนี างช�ำระพระบาทเม่อื จะเสดจ็ ข้นึ พระราชมนเทียร เสดจ็ ส่หู อ้ ง
พระบรรทม ทรงนมัสการพระศรีรัตนตรัย ต้ังอธิษฐานตามพระราชอัธยาศัย แล้วผลัดเคร่ืองทรง เสด็จข้ึน
พระแท่นบรรทม พระราชวงศ์ฝ่ายในถวายดอกหมากทองค�ำ ท้าววรจันทร์ถวายลูกกุญแจ ทรงรับวางข้างที่
พระบรรทมแล้ว เอนพระองค์ลงบรรทมโดยทักษิณปรศั ว์เป็นฤกษ์ พระราชวงศฝ์ า่ ยในซึ่งเจริญพระชนั ษาถวาย
พระพรก่อนแล้ว พระราชวงศฝ์ า่ ยในท้ังปวงจงึ ถวายพระพรพรอ้ มกนั

เมื่อเฉลิมพระราชมนเทียรเป็นฤกษ์ (แลเสวยพระกระยาหาร) แล้ว จึงเสด็จพระราชด�ำเนิน
โดยทางฝา่ ยใน ทรงโปรยเงนิ พระราชทานผทู้ ม่ี าคอยเฝา้ ถวายพระพรตลอดทางจนถงึ พระทน่ี งั่ ดสุ ติ มหาปราสาท
เสด็จไปถวายบังคมพระบรมศพ ทรงอธิษฐานขอพระราชทานพระพร แล้วเสด็จกลับคืนยังพระราชมนเทียร
เวลาบา่ ยเจา้ พนกั งานตง้ั บายศรเี วยี นเทยี น สมโภชพระราชมนเทยี ร ตอ่ มาพระราชวงศานวุ งศ์ แลขา้ ทลู ละอองธลุ ี
พระบาทท้งั ฝ่ายหนา้ ฝ่ายใน ถวายดอกไมธ้ ูปเทยี นทั่วกัน*

เม่ือเสร็จพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว เสด็จเลียบพระนครโดยกระบวนพยุหยาตราตามโบราณ
ราชประเพณี ทางเดนิ กระบวนแหเ่ สดจ็ เลยี บพระนครครง้ั นนั้ ออกประตวู เิ ศษไชยศรี ประทกั ษณิ พระบรมมหาราชวงั
ไปเลี้ยวป้อมเผด็จดัษกร แล้วตรงไปจนถึงสะพานข้ามคลองตลาด แล้วจึงเลี้ยวกลับข้ึนทางริมก�ำแพงพระนคร
มาทางท้ายสนมเข้าถนนหนา้ วังทีท่ า่ พระ เลี้ยวกลบั เข้าพระบรมมหาราชวงั ทางประตูวเิ ศษไชยศรี ไม่ได้หยดุ พัก
ท่ีวัดพระเชตุพนอย่างเม่ือรัชกาลท่ี ๔ แลต่อมา ตลอดถนนท่ีจะเดินกระบวนแห่น้ัน เจ้าพนักงานจัดต้ัง
ราชวตั ฉิ ัตรเบญจรงค์ ๗ ชน้ั แลรา้ นน�้ำเปน็ ระยะ ปราบถนนโรยทรายเกล่ียใหร้ าบร่นื แลให้รอ้ื รา้ นโรงอันกีดขวาง
อยรู่ มิ ทางใหเ้ ปน็ ทเี่ รยี บรอ้ ย ครน้ั ถงึ วนั ก�ำหนด๑ พวกทหารอาสา ๖ เหลา่ ซา้ ยขวาตง้ั กองจกุ ชอ่ งรายทางทจ่ี ะเสดจ็
ตง้ั ปนื คขู่ านกยางทกุ แพรกถนน เจา้ พนกั งานจดั ตง้ั กระบวนแหเ่ สดจ็ พรอ้ มกนั รว้ิ กระบวนแหเ่ สดจ็ เลยี บพระนคร

* เร่ืองลักษณะการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทาน
พระบรมราชาธิบายไว้ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (ปัจจุบัน เขียนว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า
กรมพระยานริศรานวุ ดั ติวงศ์ - สวป.) ได้จดประทานมาดงั น้ี

“การพธิ นี น้ั มรี ดนำ�้ เปนเบอ้ื งตน้ ขนึ้ ราชอาศนเ์ ปนเบอื้ งปลาย วธิ ที เ่ี ราท�ำอยนู่ ซี้ ำ�้ กนั สรงมรุ ธาธกิ เษกกบั ขนึ้ อฐั ทศิ นน้ั
เปนรดน้�ำอย่างเดียวกัน ข้ึนภัทรบิฐกับออกพระโรงนั้น เปนเถลิงราชาอาศน์อย่างเดียวกัน ชรอยเราจะได้ต�ำรามา ๒ แบบ
แบบ ๑ ขึน้ บุษบกพระกายสนานเปนการใหญ่ แลว้ ออกพระโรงจริง ๆ อีกแบบ ๑ รับน้ำ� บนอัฐทิศแลว้ ขึ้นภัทรบิฐ เปนการท�ำ
พอเปนสังเขป ตดั สนิ ไมล่ งวา่ จะเอาแบบไหน จึงเลยเอาเสียท้ังหมด”

๑ วนั เสดจ็ เลยี บพระนครทางสถลมารค จะเปน็ วนั ใด ไมพ่ บจดหมายเหตุ แตค่ งอยใู่ นระหวา่ งเดอื น ๑๐ ขน้ึ ๑๐ คำ�่
จนแรม ๒ ค�่ำ เพราะแรม ๓ ค�่ำ กเ็ ร่มิ พิธอี ุปราชาภเิ ษก (ระหวา่ งวนั ท่ี ๑๘ กันยายน - ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒ - กวป.
(การเทยี บวันเดือนปี ใสเ่ พ่มิ เติมเม่ือการพมิ พ์ครงั้ ที่ ๘, ๒๕๓๓))

113

ประมวลบทความ

เน่อื งในพระราชพธิ บี รมราชาภิเษก

คร้ังนั้น กระบวนหน้าปลายริ้วฝรั่งแม่นปืน แต่งตัวเส้ือขลิบก�ำมะหย่ีแดง ลากปืนจ่ารงรางเกวียน ๒ กระบอก
แลว้ ถึงกระบวนนายม้าตน้ ใสเ่ สอื้ สสี อดสนับเพลา โพกผ้าแดงขลิบทอง ขดั ดาบ ขมี้ ้าถือธง ๘ มา้ แลว้ ถงึ พลอาสา
ลว้ นแตง่ เครื่องเสนากฎุ กองละ ๕๐ คน ตัวนายใสเ่ สื้อโพกผ้า มีประค�ำคล้องคอและสะพายดาบเดนิ เป็นกอง ๆ
คืออาสาเกณฑ์หัดถือปืนคาบศิลาปลายหอกกอง ๑ ถือธนูกอง ๑ ถือทวนกอง ๑ อาสายี่ปุ่น๑ ถือง้าวกอง ๑
พลอาสาถอื ดาบสองมอื กอง ๑ พลลอ้ มวงถือดาบโลก่ อง ๑ ถือดง้ั ทองกอง ๑ พลอาสาถือดาบเขนกอง ๑ อาสาจาม
ใสเ่ สือ้ ผา้ วลิ าศ โพกผ้าตะบิด ถือหอกซดั คู่ เหนบ็ กรชิ พวก ๑ แลว้ ถึงขุนหมื่นหกเหล่าคชู่ กั ใสเ่ สอื้ แดง ผา้ โพก
ศีรษะ ถือหอกเดินเรียงเป็นส่ีสาย ต่อนั้นถึงกระบวนขุนหมื่นต�ำรวจ ๘ กรม สะพายดาบเดินสี่สาย แล้วถึง
เจา้ กรมปลดั กรมพระต�ำรวจ เดนิ รว้ิ นอกสองสาย หมุ้ แพรมหาดเลก็ เดนิ รว้ิ ในสองสาย ลว้ นแตง่ ตวั สอดสนบั เพลา
นุ่งผ้าเก้ียว คาดเจียระบาด ใส่เสื้อเทศ สวมประค�ำ โพกผ้าขลิบครุยสะพายกระบี่ ในระหว่างกระบวนส่ีสาย
ตอนนี้ พวกกลองชนะล้วนแต่งเสื้อกางเกงแลหมวกแดง ๑๐๐ คู่ เดินเป็นสองแถวข้างใน มีจ่าปี่ จ่ากลอง
แลว้ แตรฝร่งั แตรงอน สงั ข์ ต่อมาถงึ ชาวเครอ่ื งนงุ่ รว้ิ คาดลายเสื้อปลอ้ ง ศีรษะใสล่ �ำพอก เชิญเครื่องสูง ๕ ช้นั
๗ ช้ัน ชุมสาย บังแทรก แถวกลางมีมหาดเล็กเชิญพระแสงดาบเขน พระแสงหอกชัย พระแสงดาบคาบค่าย
พระแสงดาบใจเพชร พระแสงหอกชวา เดินหว่างเคร่ือง แล้วถึงพระท่ีน่ังพุดตาล๒ ซึ่งเป็นพระราชยาน
มเี จา้ พนกั งานเชญิ พระกลดตาด บังสูรย์ พดั โบก พระทวย ขุนนางต�ำแหนง่ ปลัดทลู ฉลองเป็นคู่เคยี ง เดนิ สองข้าง
พระราชยาน ๖ คู่ ล้วนแต่งตัว (สอดสนับเพลา นุ่งผ้าเก้ียว คาดเจียระบาด) ใส่เสื้อร้ิวโพกขลิบกรองทอง
สะพายดาบ นอกแถวคเู่ คยี งมอี นิ ทรพรหมนุ่งสนบั เพลา สวมเสือ้ เขียวข้าง ๑ แดงข้าง ๑ ศรี ษะใสเ่ ทรดิ ถอื จามร
กระบวนหลังต่อพระราชยานถงึ เจา้ กรม ปลัดกรม กรมทหารในพลพนั ทนายเลอื ก แลรักษาพระองค์ เดินเป็น
สส่ี าย แลว้ ถงึ กระบวนเครอ่ื งสงู หลงั มมี หาดเลก็ เชญิ พระแสงงา้ ว (พระแสงตร)ี พระแสงหอกงา่ ม เดนิ หวา่ งเครอื่ ง
ต่อนั้นถึงมหาดเล็กเชิญเคร่ือง คือ พานพระขันหมาก พระเต้า พระสุพรรณศรี เป็นต้น แลเชิญพระแสงปืน
พระแสงทวน พระแสงง้าว พระแสงหอก ตามเสด็จ ต่อมาถงึ พระยาม้าตน้ มา้ เทศผูกเครอ่ื งกดุ ั่น ๒ มา้ แล้วจึงถงึ
กระบวนอาสา มีจ�ำนวนกึ่งจ�ำนวนกระบวนข้างหน้าทุกหมู่ ฝร่ังแม่นปืน ลากปืนจ่ารงรางเกวียน ๒ กระบอก
เป็นที่สุด ต่อน้ันถึงกระบวนพระราชวงศ์ทรง (สนับเพลาแล) ผ้าเขียนทอง คาดเจียระบาด (ฉลองพระองค์
อย่างเทศทรงพระมาลา) ทรงม้ากัน้ พระกลดหักทองขวาง เดินเป็นคู่ ๆ มีมหาดเลก็ ตามแล้วถงึ กระบวนเสนาบดี
น่งั แคร่ มที นายตาม เป็นที่สุดกระบวน รวมกระบวนพยหุ ยาตราเป็นจ�ำนวน ๘,๐๐๐

ในวนั ก�ำหนดนน้ั ถงึ เวลา ๒ โมงเชา้ พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั เสดจ็ ออกทอ้ งพระโรง ทรงเครอ่ื ง
สนบั เพลาเชงิ งอน พระภูษาเขยี นทอง ฉลองพระองคต์ าดจีบคาดเจยี ระบาดสายรดั พระองคเ์ พชร เหน็บพระแสง
กน้ั หย่นั ทรงพระสงั วาล พระธ�ำมรงค์ แลพระมาลาเพชร* ทรงพระแสงเวยี ด เสด็จขน้ึ เกยพระท่ีนงั่ ดสุ ิดาภิรมย์
ทรงพระราชยานเดนิ กระบวนแหอ่ อกจากพระบรมมหาราชวงั ทรงโปรยเงนิ พระราชทานราษฎรซง่ึ มาคอยถวาย
พระพรอยู่ทั้ง ๒ ข้างทาง จนตลอดระยะทางแล้วเสดจ็ กลับคนื เข้าสพู่ ระบรมมหาราชวงั ๓

๑ ปจั จบุ ัน เขียนว่า ญป่ี ุน่ - สวป.
๒ ปจั จบุ นั เขยี นวา่ พระทนี่ งั่ พดุ ตาน สนั นษิ ฐานวา่ สรา้ งขนึ้ ในสมยั รชั กาลท่ี ๑ ตอ่ มาในสมยั รชั กาลท่ี ๔ โปรดเกลา้ ฯ
ใหห้ ุ้มทอง เรยี กว่า พระทน่ี ั่งพดุ ตานทอง หรอื พระทนี่ งั่ พุดตานกาญจนสงิ หาสน์ แปลวา่ พระท่ีนงั่ พดุ ตานทองฐานสิงห์ (เด่นดาว
ศลิ ปานนท์, “ของช้ินเอกในพพิ ิธภณั ฑสถานแหง่ ชาติ พระท่ีน่ังพุดตานวงั หนา้ ”, นิตยสารศลิ ปากร ๕๔ (๕), กนั ยายน - ตุลาคม
๒๕๕๔ : ๑๒๑ - ๑๒๒). - สวป.
* เครอื่ งแต่งพระองค์ที่พรรณนาไวใ้ นโคลงพระราชนิพนธ์ ตรงกบั ท่เี รียกว่าเครือ่ งอย่างเทศ ไม่ได้ทรงเครอ่ื งตน้
๓ ตั้งแตร่ ชั กาลท่ี ๑ จนรชั กาลท่ี ๓ เสดจ็ เลยี บพระนครแต่ทางบก เลียบพระนครทางเรอื เพ่งิ มามีในรัชกาลท่ี ๔
114

ประมวลบทความ

เน่อื งในพระราชพิธบี รมราชาภิเษก

พระราชพธิ บี รมราชาภิเษก ในรัชกาลท่ี ๕

บรมราชาภเิ ษก

เม่ือแต่งหนังสือนี้ได้พบหมายก�ำหนดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลท่ี ๕ คร้ังปีมะโรง
พ.ศ. ๒๔๑๑ กบั ทง้ั อธบิ ายรายการตา่ ง ๆ ปรากฏอยใู่ นจดหมายเหตบุ า้ ง ไตถ่ ามไดค้ วามจากผซู้ ง่ึ มหี นา้ ทเี่ กย่ี วขอ้ ง
ในการพระราชพิธคี รั้งนั้นบ้าง ปรากฏวา่ สมเด็จเจ้าฟา้ ฯ กรมขุนบ�ำราบปรปกั ษท์ รงก�ำหนดรายการตามระเบยี บ
แบบอย่าง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งไว้ แต่รายการน้ัน บางอย่างทรงต้ังเม่ือครั้ง
บรมราชาภิเษกในรัชกาลท่ี ๔ บางอย่างทรงตั้งข้ึนต่อภายหลัง เพ่ิงจะได้เข้าในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
รชั กาลที่ ๕ เป็นครงั้ แรก จงึ เหน็ สมควรจะกลา่ วถงึ ระเบียบการที่แก้ไขเมอ่ื รัชกาลที่ ๔ ไว้ในหนังสอื น้ดี ้วย

อันการทที่ �ำพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วา่ ท่ีแท้เปน็ ๒ พธิ ี คือ พธิ ีราชาภเิ ษก (เฉลิมพระยศ) พิธี ๑
เฉลิมพระราชมนเทียร (เสด็จขึ้นประทับพระราชมนเทียรสถาน) พิธี ๑ ท้ัง ๒ พิธีน้ีไม่จ�ำต้องท�ำด้วยกัน และ
ปรากฏมาในเรื่องพงศาวดารว่าเคยท�ำห่างกันเป็น ๒ คราวก็มี ดังเช่นเมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จ
ผา่ นพิภพก็ดี เมอื่ สมเด็จพระนารายณม์ หาราชเสดจ็ ผา่ นพภิ พกด็ ี หรือเม่อื พระเจา้ บรมโกษฐ๑ เสดจ็ ผา่ นพิภพก็ดี
กท็ �ำแต่พธิ ีราชาภเิ ษกอย่างเดยี ว เพราะคงเสดจ็ ไปประทับอยู่ที่วังจันทนเ์ กษม๒ตอ่ มาอกี หลายปีทั้ง ๓ พระองค์
จนเมื่อเสด็จไปประทับพระราชวังหลวง จึงได้ท�ำพิธีเฉลิมพระราชมนเทียร แต่พระเจ้าแผ่นดินพระองค์อื่น
โดยมาก เสด็จขึ้นประทับพระราชมนเทียรในคราวเดียวกับราชาภิเษก การพิธีท้ัง ๒ จึงท�ำเหมือนเช่นเป็น
พระราชพธิ อี นั เดยี วกนั ลกั ษณะการพระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษกในกรงุ รตั นโกสนิ ทรน์ ๓้ี ต�ำรานตี้ ง้ั ขนึ้ ในรชั กาลที่ ๑
เมอื่ ท�ำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกคร้งั ที่ ๒ พรอ้ มกับสมโภชพระนคร ซง่ึ ทรงสรา้ งส�ำเร็จในปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๒๘
สันนิษฐานว่าในคร้ังน้ันพธิ ีส่วนราชาภิเษกเห็นจะท�ำที่พระมหาปราสาท๔ และท�ำเป็นพิธีพราหมณ์ ส่วนพิธีเฉลมิ
พระราชมนเทยี รท�ำทพี่ ระทน่ี ง่ั จกั รพรรดพิ มิ านอนั เปน็ ทเี่ สดจ็ ประทบั ท�ำเปน็ พธิ สี งฆ์ ครนั้ ถงึ รชั กาลท่ี ๒ พระราชพธิ ี
บรมราชาภิเษกจะท�ำที่พระมหาปราสาทอย่างแต่ก่อนไม่ได้ ด้วยพระบรมศพประดิษฐานอยู่ที่น่ัน จึงย้ายที่
มาท�ำการพิธีราชาภิเษก ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ แต่ส่วนพิธีเฉลิมพระราชมนเทียรคงท�ำในพระที่น่ัง
จักรพรรดิพิมานอย่างเดิม๕ คือมีสวดมนต์เล้ียงพระ ๓ วัน จัดที่สวดมนต์เป็น ๒ แห่ง พระราชาคณะหมู่ใหญ่
มีสมเด็จพระสังฆราชเปน็ ประธาน สวดมนตใ์ นพระทีน่ ่ังจักรพรรดพิ มิ านองค์ตะวนั ตก ทางองค์ตะวันออกซงึ่ เปน็
ที่บรรทมน้ัน พระสงฆ์วัดราชสิทธ์ิ ๔ รูป สมเด็จพระวันรัตนนั่งปรก สวดภาณวารบนพระแท่นที่บรรทม
แต่เล้ียงพระรวมกันทางตะวันตก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับทรงสดับสวดภาณวารท่ีในที่ทั้ง ๓ วัน

๑ ปัจจุบนั เขียนวา่ สมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ ัวบรมโกศ - สวป.
๒ ปัจจุบนั เขียนวา่ พระราชวงั จันทรเกษม - สวป.
๓ เรอื่ งต�ำนานพธิ รี าชาภเิ ษกไดพ้ รรณนาไวโ้ ดยพสิ ดารอยใู่ นหนงั สอื พระราชพงศาวดารรชั กาลที่ ๒ ทขี่ า้ พเจา้ แตง่
๔ หมายถงึ พระท่ีนง่ั ดสุ ติ มหาปราสาท - สวป.
๕ พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัวเม่ือยังเป็นกรม ได้ทรงแต่งโคลงลิลิต พรรณนารายการพระราชพิธี
บรมราชาภเิ ษกทท่ี �ำครง้ั รชั กาลที่ ๒ ถ่ีถว้ นทกุ อยา่ ง หนงั สอื พิมพแ์ ล้วเรียกว่า โคลงลิลิตยอพระเกยี รติ

115

ประมวลบทความ

เน่อื งในพระราชพธิ ีบรมราชาภิเษก

ส่วนพิธีราชาภิเษกนั้น ปลูกมณฑปพระกระยาสนานที่ชาลาหลังพระที่นั่งไพศาลทักษิณทางข้างตะวันออก
ในพระที่น่ังไพศาลทักษิณต้ังพระแท่นมณฑล พระที่นั่งอัฐทิศ พระที่นั่งภัทรบิฐ และตู้เทียนชัย มีการพิธีแต่
สมเดจ็ พระสงั ฆราชจดุ เทยี นชยั เมอื่ วนั แรก๑ และพราหมณถ์ วายนำ�้ สงั ขใ์ บสมทิ ธส�ำหรบั พระเคราะหใ์ นวนั ตอ่ ๆ มา
แล้วท�ำพิธีราชาภิเษกเมื่อวันท่ี ๓ ส่วนพระท่ีน่ังอมรินทรวินิจฉัยน้ันไม่มีการพิธีอันใด จัดไว้แต่เป็นที่เสด็จออก
รับราชสมบัติเม่ือราชาภิเษกแล้วอย่างเดียว ถึงรัชกาลที่ ๓ การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและเฉลิม
พระราชมนเทียรไม่ปรากฏว่ามกี ารแกไ้ ขเปลี่ยนแปลงอยา่ งใด๒ แต่มาถึงรชั กาลที่ ๔ ปรากฏวา่ พระบาทสมเดจ็
พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ได้ทรงพระราชด�ำริแก้ไขและตงั้ แบบแผนเพิ่มเติมหลายอย่าง ดงั จะกล่าวตอ่ ไปนี้ คือ

๑. แกร้ ะเบยี บพระปรมาภิไธยทจ่ี ารกึ พระสุพรรณบฏั
ในรัชกาลท่ี ๑ รัชกาลที่ ๒ แลรัชกาลท่ี ๓ ใช้จารกึ พระนามขน้ึ ตน้ วา่ “สมเดจ็ พระบรมราชาธิราช

รามาธิบดี” และมีสร้อยพระนามเหมือนกันทั้ง ๓ รัชกาล เมื่อรัชกาลที่ ๓ เกิดมีคนเรียกรัชกาลท่ี ๑ ว่า
“แผน่ ดนิ ตน้ ” รชั กาลท่ี ๒ วา่ “แผน่ ดนิ กลาง” พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั รชั กาลท่ี ๓ ไดท้ รงทราบทรงรงั เกยี จ
วา่ ถ้าเช่นนัน้ รัชกาลของพระองคก์ ็จะอยใู่ นฐานเป็น “แผน่ ดนิ ปลาย” หรือ “แผ่นดนิ สดุ ท้าย” อนั เป็นอปั มงคล
ก็ครั้งนั้นประจวบกับเวลาได้ทรงสร้างพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ เป็นพระทรงเคร่ืองข้ึนไว้ในพระอุโบสถ
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ๒ องค์ และถวายพระนามว่า “พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก” ทรงพระราชอุทิศถวาย
สมเดจ็ พระบรมอัยกาธิราชองค์ ๑ ถวายพระนามว่า “พระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลัย” ทรงพระราชอทุ ศิ ถวายสมเด็จ
พระบรมชนกนาถองค์ ๑ จงึ โปรดใหป้ ระกาศสงั่ ใหเ้ รยี กนามอดตี รชั กาลตามนามพระพทุ ธรปู ซงึ่ ทรงพระราชอทุ ศิ
รัชกาลที่ ๑ ให้เรียกว่า “แผ่นดินพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก” รัชกาลที่ ๒ ให้เรียกว่า “แผ่นดินพระพุทธ
เลศิ หล้านภาลัย” ดงั น๓ี้ พอถงึ รัชกาลท่ี ๔ ก็เกดิ ปัญหาวา่ จะเรียกนามรัชกาลท่ี ๓ ว่าอยา่ งไร พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชด�ำริว่าควรจะมีนามแผ่นดินตั้งไว้ส�ำหรับคนทั้งหลายเรียกกันเป็นสามัญ
ทกุ รชั กาล จงึ ทรงบญั ญตั อิ นโุ ลมตอ่ พระราชนยิ มในรชั กาลที่ ๓ ใหเ้ รยี กรชั กาลสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั รชั กาลท่ี ๑ วา่
“แผน่ ดนิ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลก” เรยี กรัชกาลสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั รชั กาลท่ี ๒ วา่ “แผน่ ดนิ
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั ” ใหเ้ รยี กรชั กาลท่ี ๓ วา่ “แผน่ ดนิ พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ”
และให้เรียกรัชกาลของพระองค์เองว่า “แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”๔ นามแผ่นดิน

๑ ลกั ษณะการพิธมี ีเทียนชยั เช่นพธิ ีตรุษเปน็ ต้น ตามแบบโบราณพระเจา้ แผ่นดินทรงจดุ เอง สมเดจ็ พระสังฆราช
เป็นแต่ผู้ก�ำกับ (ท�ำนองจะมีหน้าท่ีบอกคาถาให้ทรงบริกรรม) แต่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์น้ี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นแต่ทรง
จดุ เทียนชนวนและทรงอธิษฐาน แลว้ ให้สมเดจ็ พระสงั ฆราชจุดเทียนชยั จะบัญญตั ิแตร่ ชั กาลไหนหาทราบไม่

๒ มคี �ำกลา่ วกนั มาวา่ พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ไมท่ รงพระมหามงกฎุ เลยจนตลอดรชั กาล แตใ่ นโคลงลลิ ติ
ปรากฏว่าเคร่ืองราชกกุธภัณฑ์และราชูปโภคซึ่งพระครูพราหมณ์ถวายน้ัน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงรับ
ด้วยพระหัตถ์แต่พระมหามงกุฎแล้วเอาวางไว้ข้างพระองค์ สิ่งอ่ืนพระครูพราหมณ์จัดต้ังถวาย เพราะฉะนั้นที่พระบาทสมเด็จ
พระนงั่ เกล้าเจา้ อยู่หัวไมท่ รงพระมหามงกุฎเป็นแต่ตามอยา่ ง

๓ ค�ำทเ่ี รยี กกนั วา่ รัชกาล เปน็ ของเกิดข้นึ ใหมต่ ั้งแต่รัชกาลท่ี ๕ แตก่ อ่ นนั้นเรยี กว่าแผ่นดิน (เอกสารต้นฉบับ ใช้
รชั ชกาล - สวป.)

๔ ค�ำวา่ พระนัง่ เกล้าฯ มาแต่พระนามเดิมวา่ “ทบั ” พระจอมเกลา้ ฯ มาแต่พระนามเดิมว่า “มงกฎุ ”
116

ประมวลบทความ

เน่ืองในพระราชพิธบี รมราชาภิเษก

ซึ่งทรงบัญญัติก็เลยใช้เรียกเป็นพระนามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ัง ๔ พระองค์นั้นด้วย เนื่องด้วย
การที่ทรงบัญญัตินามแผ่นดินให้เป็นระเบียบดังกล่าวมาจึงทรงแก้ไขพระปรมาภิไธยที่จารึกในพระสุพรรณบัฏ
ให้ต่างกันทุกพระองค์ เป็นต้นว่าพระปรมาภิไธยของพระองค์เอง แต่งขึ้นต้นด้วยพระนามเดิมว่า สมเด็จ
พระปรเมนทรมหามงกุฎฯ สร้อยพระนามใช้ตามแบบโบราณเพื่อรักษาสวัสดิมงคลไว้บ้าง แต่งใหม่ตามสร้อย
พระนามเดิมบ้าง ตามพระบารมีและคุณวิเศษในพระองค์บ้าง ลงนามแผ่นดินไว้ข้างท้ายว่า “พระจอมเกล้า
เจา้ อยูห่ วั ” ดงั นี้ ถงึ รชั กาลที่ ๕ เม่อื จะท�ำพระราชพิธพี ระบรมราชาภิเษก พระบรมวงศ์และเสนาบด๑ี ปรกึ ษากัน
คิดพระปรมาภิไธยท่ีจารึกในพระสุพรรณบัฏ ถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเลือก ๔ พระนาม เม่ือแต่ง
หนงั สอื นี้ได้พบสมดุ ซงึ่ เขยี นข้ึนทูลเกล้าฯ ถวาย

พระนามท่ี ๑
สมเดจ็ พระปรมนิ ทร๒ มหาบรุ ุษย์ สทุ ธสมมติเทพยพงศ วงศาดิศรกระษตั รยิ ์ วรขัตตยิ ราชนิกโรดม
จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณีจักรบรมนาถ อดิศวรราชรามวรังกูร
สุจริตมูลสุสาธิต อรรคอุกฤษฐไพบูลย์ บุรพาดูลย์กฤษดาภินิหาร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญญลักษณวิจิตร
โสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประนตบาทบงกชยคุ ล ประสทิ ธสิ รรพศภุ ผลอดุ ม บรมสขุ มุ าลย์ มหาบรุ ษุ รตั น
ศึกษาพิพัฒนศิลปโกศล สุวิสุทธิวิมลศีลสมาจาร คัมภีรญาณประภาไพโรจ อเนกโกฏิสาธุคุณวิบุลยสันดาน
ทิพยเทพาวตาร ไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ วรรุตมศักดิสมญา พินิตประชานาถ
เปรมกระมลขตั ตริ าชประยรู มลุ สขุ มาตยาภริ มย์ บรมกฤษดาภนิ หิ าร บรบิ รู ณค์ ณุ สารสยามาทนิ ครวรตุ เมกราชดลิ ก
มหาปริวารนายกอนันตมหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษสิรินทร อเนกชนนิกร สโมสรสมมติ ประสิทธิวรยศ
มโหดมบรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉตั ราดิฉัตร สริ ิรตั โนปลกั ษณมหาบรมราชาภิเศกาภสิ ติ สรรพทศทิศวิชิตชัย
สกลมไหสวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศัย พุทธาทิไตรรัตน
สรณารักษ์ อุกฤษฐศักดิอรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการ สกลไพศาล มหารัษฎา
ธบิ ดนิ ทร์ ปรมนิ ทรธรรมกิ มหาราชาธริ าชบพติ ร อดศิ รมหาจุฬาลงกรณเ์ กศเกลา้ เจ้าอยู่หวั ฯ

พระนามท่ี ๒
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลักษณ์ อลังกรณศักดิสุทธิสมมติเทพยพงศ์ ฯลฯ (เหมือน
สรอ้ ยพระนามท่ี ๑)

พระนามย่อท่ี ๓
สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลักษณ์ อลังกรณศักดิสุทธิสมมตเทพยพงศ์ วงศาดิศวรกระษัตริย์
วรขตั ตยิ ราชนกิ โรดม จาตรุ นั ตบรมมหาจกั รพรรดริ าชสงั กาศ ปรมนิ ทรธรรมกิ มหาราชาธริ าชบพติ ร พระผา่ นเกลา้
เจ้าอยูห่ วั ฯ

๑ ได้ยินมาว่าในเรื่องคิดพระนามครั้งนั้น กรมหลวงวงศาธิราชสนิทเป็นหัวหน้า นอกจากน้ันจะมีใครอีกบ้าง
ไม่ทราบแน่

๒ ค�ำว่า “ปรมินทร์” น้ี ทราบว่าเป็นกระแสพระราชด�ำริในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงไว้
วา่ ควรใชส้ ลับรชั กาลกบั ค�ำ “ปรเมนทร” จงึ ใช้เป็นแบบตอ่ มา

117

ประมวลบทความ

เน่อื งในพระราชพธิ บี รมราชาภิเษก

พระนามท่ี ๔๑

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์
วรุตมพงศบริพัตร วรขัตติยราชนิกโรดมจาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณี
จกั รบี รมนารถ อดิศวรราชรามวรังกูร สุจริตมลู สุสาธติ อรรคอุกฤษฐไพบลู ย์ บุรพาดลู ยก์ ฤฎาภินหิ าร สุภาธิการ
รังสฤษดิ์ ธัญญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประนตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผล
อดุ มบรมสขุ มุ าลย์ ทพิ ยเทพาวตารไพศาลเกยี รตคิ ณุ อดลุ ยวเิ ศษ สรรพเทเวศรานรุ กั ษ์ วสิ ษิ ฐศกั ดสิ มญาพนิ ติ ประชานารถ
เปรมกระมลขัตติยราชประยูร มูลมุขมาตยาภิรมย์ บรมกฤษฎาภินิหาร บริบูรณ์คุณสารสยามาทินครวรุต
เมกราชดิลก มหาปริวารนายกอนันตมหันตวรฤทธเิ ดช สรรพวิเศษสริ ินทร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ
วรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉตั ราดิฉตั ร สิรริ ตั โนปลักษณมหาบรมราชาภเิ ศกาภสิ ิต สรรพทศทศิ
วชิ ติ ชยั สกลมไหสวรยิ มหาสวามนิ ทร์ มเหศวรมหนิ ทรมหารามาธริ าชวโรดม บรมนารถชาตอิ าชาวศยั พทุ ธาทไิ ตร
รตั นสรณารกั ษ์ อดลุ ยศักดิอรรคนเรศราธบิ ดี เมตตากรุณาสตี ลหฤทัย อโนปมยั บุญการสกลไพศาล มหารัษฎา
ธบิ ดินทร์ ปรมนิ ทรธรรมิกมหาราชาธริ าช บรมนารถบพติ ร พระจฬุ าลงกรณ์เกล้าเจ้าอย่หู วั

พระนามท่ี ๔ นี้ ในสมดุ ทพ่ี บมีบานแผนกจดไว้วา่ “ฉบับนี้ได้ถวายในพระบาทสมเดจ็ ฯ ๆ โปรดวา่
พระราชหฤทัยของท่านรักอย่างน้ีดีแล้ว เพราะไม่เสียของเดิม๒ ท่ีฉบับก่อนน้ันท่านผู้หลักผู้ใหญ่จัดมา มิรู้จะติ
ทา่ นได”้ ก็เปน็ อนั ตกลงใชพ้ ระนามท่ี ๔ ที่จารกึ ในพระสพุ รรณบัฏ๓

ผู้อ่านโดยสังเกตจะพึงเห็นได้ว่า พระนามท้ัง ๔ พระนามน้ันถ้อยค�ำเหมือนกันโดยมาก ผิดกัน
แต่บางแห่ง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเอาสร้อยพระนามในพระสุพรรณบัฏพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
มาต้ังเป็นหลัก แก้แต่เฉพาะบางแห่งซ่ึงมีเหตุเห็นสมควรจะต้องแก้ท่ีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่โปรดพระนามท่ี ๑
ที่ ๒ แลท่ี ๓ นั้น คงเป็นด้วยแต่งพลาดไป ๒ อย่าง คือที่ไม่ใช้พระนามเดิมข้ึนต้นว่า สมเด็จพระปรมินทร
มหาจุฬาลงกรณ์ เหมือนอย่างพระนามพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซ่ึงใช้พระนามเดิมข้ึนต้นว่า
สมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎอย่าง ๑ อีกอย่าง ๑ นั้น สร้อยพระนามเอาพระคุณของพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอย่หู ัว ซึ่งผดิ กบั พระคุณของพระองคม์ าใช้หลายแหง่ ไดย้ นิ มาว่าโปรดฯ ให้ส่งไปถวายสมเดจ็
พระสังฆราช (ปุสฺสเทว สา) วัดราชประดิษฐ เวลาน้ันยังเป็นท่ีพระสาสนโสภณ ขอให้ตรวจแก้ไข ด้วยท่าน
เป็นผู้รู้ภาษามคธแตกฉาน แลเป็นศิษย์ทราบพระราชนิยมของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวม่ันคง
จงึ แกถ้ วายมาเปน็ อย่างที่ ๔ ท่ตี กลงนั้น

๑ อกั ขรวธิ กี ารสะกดค�ำในสรอ้ ยพระนามไมต่ รงกบั สรอ้ ยพระนามเดมิ ขณะด�ำรงพระราชอสิ รยิ ยศพระเจา้ ลกู ยาเธอฯ
ในประกาศราชกิจจานเุ บกษา และสะกดต่างจากพระนามในหน้า ๑๓๐ - ๑๓๑ และ ๑๓๕ จงึ คงอักขรวธิ ีไว้ตามต้นฉบบั - สวป.

๒ ของเดมิ นนั้ หมายความวา่ สรอ้ ยพระนามในพระสพุ รรณบฏั เดมิ ตง้ั แต่ บดนิ ทรเทพยมหามงกฎุ บรุ ษุ ยรตั นราชรววิ งศ
วรตุ ตมพงศบรพิ ตั ร ตามแบบพระนามพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยูห่ ัว กเ็ อาสร้อยพระนามเดิมมาลงเหมือนกนั

๓ ต่อมาเมื่อท�ำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งปีระกา พ.ศ. ๒๔๑๖ แก้สร้อยพระนามบางแห่ง แลลงท้าย
พระนามวา่ พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั แตน่ นั้ มา
118

ประมวลบทความ

เน่อื งในพระราชพิธีบรมราชาภเิ ษก

๒. แก้ระเบียบพธิ ีการ
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ไมโ่ ปรดกระบวนทที่ �ำพระราชพธิ สี �ำหรบั พระนครใหต้ า่ งกนั

เป็นพิธีสงฆ์บ้าง เป็นพิธีพราหมณ์บ้าง พระราชพิธีที่เคยท�ำเป็นพิธีพราหมณ์ล้วนมาแต่ก่อน ทรงเพ่ิมพิธีสงฆ์
เข้าด้วยเกือบจะทุกพิธี๑ ระเบียบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก็ทรงแก้ไขด้วยเหตุอันเดียวกัน คือโปรดฯให้
ย้ายท่ีพระสงฆ์ราชาคณะหมู่ใหญ่สวดมนต์จากพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานองค์ตะวันตกลงมาสวดมนต์ที่พระท่ีนั่ง
ไพศาลทักษิณ ด้วยเป็นที่ต้ังพระแท่นมณฑล แลเป็นท่ีท�ำพระราชพิธีราชาภิเษก และเม่ือก่อนจะสวดมนต์
ใหพ้ ระราชาคณะผจู้ ะขดั ต�ำนานประกาศเทวดาโดยพสิ ดารดว้ ย แตค่ งสวดสตปรติ รและมเี ลยี้ งพระทกุ วนั เหมอื น
แตก่ ่อน การท่พี ระสงฆว์ ัดราชสทิ ธ์ิเคยสวดภาณวารในทพ่ี ระบรรทมนัน้ เปลยี่ นเป็นพระสงฆ์ธรรมยุติกา ๕ รูป
สวดสตปริตรในท่ีพระบรรทม แต่คงเสด็จประทับสดับพระปริตรในห้องที่พระบรรทมอย่างเดิม ส่วนการสวด
ภาณวารน้นั โปรดใหต้ ั้งระเบยี บข้ึนใหมค่ ล้ายกับพิธีตรุษ คอื จัดทีพ่ ระสงฆ์สวดมนต์ ต้ังเตยี งสวดและตู้เทยี นชัย
ในพระท่ีน่ังอมรินทรวินิจฉัยอีกแห่งหนึ่ง นิมนต์พระราชาคณะสามัญเพ่ิมอีกจ�ำนวนหนึ่งมาสวดมนต์ ๓ วัน
แลว้ ผลดั กันสวดภาณวารคราวละ ๔ รปู มพี ระราชาคณะผู้ใหญ่นัง่ ปรกสวดตลอด ๓ วัน ๓ คนื

ต่อมาในรัชกาลท่ี ๔ เม่ือปีมะแม พ.ศ. ๒๔๐๒ เสด็จเฉลิมพระอภิเนาวนิเวศซ่ึงสรงสร้างใหม่
โปรดให้ท�ำการพิธีคล้ายกับพระราชพิธีเฉลิมพระราชมนเทียรในการบรมราชาภิเษก ทรงพระราชด�ำริว่า
การสวดภาณวารอย่างแต่ก่อนไม่ครบ ๓ วันบริบูรณ์ เพราะจุดเทียนชัยและต้ังต้นสวดภาณวารต่อในวันที่ ๒
จึงทรงแก้ไขให้เพิ่มพิธีต้ังน้�ำวงด้าย มีสวดมนต์เล้ียงพระก่อนวันงานอีกวัน ๑ เพ่ือให้ได้จุดเทียนชัย และ
เริ่มสวดภาณวารในเวลาเช้าวันท่ี ๑ แห่งการพระราชพิธี พิธีตั้งน�้ำวงด้ายในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
จงึ เพิ่งมีเปน็ ครงั้ แรกเมือ่ รชั กาลท่ี ๕

อนงึ่ แตก่ อ่ นมาเมอ่ื ราชาภเิ ษกแลว้ สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั เสดจ็ ไปยงั พระมหาปราสาท๒ ถวายบงั คม
พระบรมศพสมเด็จพระบรมชนกนาถขอพระราชทานพร แต่เมื่อรัชกาลที่ ๔ พระบรมศพเป็นสมเด็จพระบรม
เชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้เชิญพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมชนกนาถ
และพระบรมราชบุรพการี เสดจ็ ออกประดิษฐานทใี่ นพระอุโบสถวัดพระศรรี ตั นศาสดาราม เมอื่ ราชาภเิ ษกแลว้
เสด็จไปถวายบังคมพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมชนกนาถ และพระบรมราชบุรพการีก่อน แล้วจึงเสด็จไป
ถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชท่ีพระมหาปราสาท ถึงรัชกาลท่ี ๕ พระบรมศพเป็น
สมเด็จพระบรมชนกนาถ จึงไม่เสด็จออกวัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่คงเชิญพระบรมอัฐิและพระอัฐิ
สมเด็จพระบุรพการีเสด็จออกประดิษฐาน ณ พระมหาปราสาท อนุโลมตามแบบอย่างซึ่งพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจา้ อยู่หัวไดท้ รงตง้ั ไว้

๑ เรื่องนี้มีพระบรมราชาธิบายพิสดารอยู่ในหนังสือเร่ืองพระราชพิธีสิบสองเดือน ซ่ึงพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั ทรงพระราชนพิ นธ์

๒ หมายถึง พระที่น่ังดุสิตมหาปราสาท ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๒ ได้ย้ายมาท�ำพิธีท่ีราชมนเทียรหมู่พระที่น่ัง
จกั รพรรดพิ มิ าน เนอื่ งจากพระทน่ี ง่ั ดสุ ติ มหาปราสาทเปน็ ทป่ี ระดษิ ฐานพระบรมศพอยู่ ในรชั กาลหลงั ตอ่ ๆ มา พระมหาปราสาท
ก็เป็นท่ีตั้งพระบรมศพอย่างเดียวกัน จึงเป็นประเพณีที่มาท�ำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในพระมหามนเทียรหมู่พระท่ีน่ัง
จักรพรรดพิ ิมาน ตงั้ แตร่ ชั กาลท่ี ๒ สืบมาทุกรัชกาล (ดูเพิ่มในเรอ่ื ง บรมราชาภเิ ษก รชั กาลท่ี ๒ หน้า ๑๐๗) - สวป.

119

ประมวลบทความ

เน่อื งในพระราชพธิ บี รมราชาภิเษก

๓. แก้เศวตฉัตร
มีคติถือมาแต่โบราณ ว่าพระเศวตฉัตรนั้นจะลดลงจากท่ีได้ต่อเม่ือเปล่ียนรัชกาล โดยปกติถ้าจะ

ซอ่ มแซม เชน่ เปลย่ี นผา้ หมุ้ ใหม่ ตอ้ งตงั้ รา่ งรา้ นขน้ึ ไปท�ำบนนน้ั ถา้ หากมคี วามจ�ำเปน็ ตอ้ งลด เชน่ เวลาปฏสิ งั ขรณ์
พระราชมนเทียน เป็นต้น เมื่อกลับยกเศวตฉัตรข้ึนท่ีเดิม ก็ต้องท�ำเป็นการพิธีมีฤกษ์และสมโภช เพราะฉะน้ัน
จึงมีแต่งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเดียว ซ่ึงระเบียบการพิธีมีลดพระเศวตฉัตรลงซ่อมแซมและเปล่ียน
ผ้าหุ้มใหม่ แล้วยกกลับข้ึนตั้งที่ในวันแรกตั้งการพิธีบรมราชาภิเษก แต่การท่ียกพระเศวตฉัตรจะท�ำเป็นการพิธี
แทรกอีกส่วนหนึ่ง ดังเช่นประโคมดุริยดนตรีและยิงปืนมหาฤกษ์มหาชัยเมื่อเวลายกมาแต่เดิม หรือเป็นของ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชด�ำริเพิ่มข้ึน ข้อนี้ยังไม่ทราบแน่ ได้ยินมาแต่ว่าแต่ก่อนใช้
ตาดหุม้ พระเศวตฉัตร ถงึ รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยูห่ ัวทรงพระราชด�ำรวิ ่าพระเศวตฉตั ร
ต้องหุ้มผา้ ขาวจึงจะตรงกับต�ำรา ท่ใี ชต้ าดหุม้ กลับท�ำใหเ้ ลวลง โปรดให้กลับใชผ้ ้าขาวหุม้ อย่างเดิม สันนษิ ฐานว่า
คงทรงพระราชด�ำรเิ มอ่ื ท�ำพระราชพิธบี รมราชาภิเษกในรัชกาลที่ ๔

๔. เปลย่ี นพระที่นงั่ อฐั ทศิ และพระท่ีน่ังภทั รบฐิ ๑
พระที่น่ังอัฐทิศอันท�ำด้วยไม้มะเดื่อนั้น แต่ก่อนมาต่อเม่ือจะมีงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

จึงสร้างขึ้นส�ำหรับใช้ชั่วคราว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างจ�ำหลักปิดทองเป็นของ
ถาวร (สนั นษิ ฐานวา่ เมอ่ื งานเฉลมิ พระราชมนเทยี รพระอภเิ นาวนเิ วศ) แลว้ ตงั้ ประจ�ำทไี่ วใ้ นพระทน่ี งั่ อนนั ตสมาคม
พระท่นี ั่งอฐั ทิศองคน์ ี้ จึงเพงิ่ ใช้งานพระราชพิธีบรมราชาภเิ ษกตั้งแตร่ ัชกาลท่ี ๕ เปน็ ต้นมา

สันนิฐานต่อเนื่องไปอีกข้อหน่ึงถึงเร่ืองพระท่ีนั่งภัทรบิฐ เดิมก็เห็นจะสร้างขึ้นใช้งานเฉพาะงาน
เหมือนอย่างพระท่ีน่ังอัฐทิศ พระท่ีนั่งภัทรบิฐองค์ท่ีใช้ในปัจจุบันน้ี ท�ำด้วยถมเป็นรูปพระเก้าอี้ และมีค�ำกล่าว
กนั มา วา่ เจา้ พระยานครศรธี รรมราชท�ำถวาย กก็ ารทจ่ี ะท�ำพระทน่ี งั่ ภทั รบฐิ ส�ำหรบั ราชาภเิ ษกถวายพระเจา้ แผน่ ดนิ
ซ่ึงทรงราชาภิเษกเสร็จแล้วย่อมใช่วิสัยที่จะเป็นได้ พระราชอาสน์ท�ำด้วยถม ซึ่งเจ้าพระยานครได้ท�ำถวาย
มีปรากฏอีก ๒ องค์ คือ พระแท่นเสด็จออกขุนนาง องค์ ๑ พระราชยาน องค์ ๑ จึงสันนิษฐานว่าพระท่ีน่ัง
ภัทรบิฐถมนี้ เดิมเจ้าพระยานครฯ เห็นจะสร้างเป็นพระเก้าอี้ส�ำหรับเสด็จประทับรับแขกเมืองถวายพระบาท
สมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เนอ่ื งกบั พระราชอาสน์ ๒ องค์ ซงึ่ กลา่ วมากอ่ น โปรดใหบ้ รู ณะเปน็ พระทน่ี ง่ั ภทั รบฐิ
ในคราวเดยี วกับทรงสร้างพระท่นี งั่ อัฐทศิ จงึ ได้เปน็ คกู่ ันมาจนทกุ วนั นี้

๕. เพม่ิ เครอื่ งแต่งพระแท่นมณฑล
เคร่ืองตั้งพระแท่นมณฑล เมื่องานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๒ ตั้งสิ่งใดบ้าง

มปี รากฏอย่ใู นจดหมายเหต๒ุ และมาปรากฏวา่ มสี งิ่ ซึ่งเพิ่มข้ึนเมอื่ ในรชั กาลท่ี ๔ อีกมาก๓ บางส่ิงเพมิ่ ข้ึนเมือ่ งาน
บรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๔ บางสิ่งซึ่งเพ่ิมขึ้นต่อภายหลัง เพิ่งจะได้ตั้งพระแท่นมณฑลงานพระราชพิธี

๑ เร่ืองเปลี่ยนพระท่ีนงั่ อัฐทิศ เป็นพระบรมราชาธิบายของพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั
๒ พรรณนาไวใ้ นโคลงลิลติ พระราชนิพนธพ์ ระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกล้าเจ้าอยหู่ ัวถว้ นถ่ี
๓ ในรชั กาลภายหลัง ตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ มากเ็ พ่ิมขนึ้ อกี ทกุ รัชกาล
120

ประมวลบทความ

เนือ่ งในพระราชพธิ ีบรมราชาภเิ ษก

บรมราชาภิเษกเม่ือรัชกาลท่ี ๕ เป็นคร้ังแรก๑ จึงควรจะกล่าวถึงเคร่ืองต้ังพระแท่นมณฑลด้วย แต่เพ่ือความ
สะดวกแก่ผู้อ่าน จะพรรณนาเป็นหมวด ๆ และส่ิงซึ่งไม่มีอธิบายบอกเป็นอย่างอื่นน้ัน เข้าใจว่าเป็นของเคยต้ัง
พระแทน่ มณฑลมาแตร่ ชั กาลที่ ๑ คือ

หมวดพระเจา้
๑. พระบรมสารรี กิ ธาตุ (เมอ่ื รชั กาลท่ี ๒ ท�ำทตี่ ง้ั รบั กรณั ฑเ์ ปน็ ระยา้ กนิ นร จงึ เรยี กกนั วา่ “พระธาตุ
ระย้ากินนร” เดิมต้ังที่พระสงฆ์สวดมนต์ ณ พระที่น่ังจักรพรรดิพิมานองค์ตะวันตก มาตั้งพระแท่นมณฑล
เม่ือรชั กาลที่ ๔ และต่อมาทรงสร้างพระสถูปถมครอบนอกอีกชน้ั หนง่ึ )
๒. พระพุทธบษุ ยรัตนฯ์ (ได้มาจากเมอื งจ�ำปาศกั ดเ์ิ มือ่ รชั กาลที่ ๒ แต่เพ่งิ ต้งั พระแท่นมณฑลพธิ ี
เมื่อรชั กาลที่ ๔)
๓. พระแกว้ เรอื นทอง (ในหนงั สอื อน่ื เรยี กวา่ พระเรอื นแกว้ กม็ ี เปน็ พระหยก ไดม้ าเมอ่ื รชั กาลที่ ๓
เหน็ จะตงั้ พระแท่นมณฑลมาแตใ่ นรัชกาลนนั้ )
๔. พระแกว้ เชยี งแสน (ไดม้ าเมอ่ื รชั กาลที่ ๔ เพง่ิ ตงั้ งานบรมราชาภเิ ษกครง้ั รชั กาลที่ ๕ เปน็ ทแี รก)
๕. พระชยั ประจ�ำรชั กาลท่ี ๑
๖. พระชยั ประจ�ำรัชกาลท่ี ๒
๗. พระชยั ประจ�ำรชั กาลท่ี ๓
๘. พระชัยประจ�ำรชั กาลท่ี ๔ (เพงิ่ ต้ังงานบรมราชาภเิ ษกครงั้ รชั กาลท่ี ๕ เป็นทแี รก)๒
๙. พระชัยพิธี (พระทรงเคร่อื งยืน หลอ่ ดว้ ยเงนิ หุม้ ทองแต่ในรชั กาลที่ ๑)
๑๐. พระชัยหลงั ช้าง (ครั้งรัชกาลท่ี ๑)
๑๑. พระนิรันตราย (ทรงสร้างสวมพระทองค�ำของโบราณเม่ือในรัชกาลที่ ๔ เพิ่งตั้งงาน
บรมราชาภิเษกครัง้ รชั กาลที่ ๕ เปน็ ทแี รก)
๑๒. คัมภีร์พระธรรม (คือพระไตรปิฎกย่อ สันนิษฐานว่าจะเพ่ิงต้ังพระแท่นมณฑลเมื่อใน
รชั กาลที่ ๔)

หมวดพระราชสริ ิ
๑. พระสพุ รรณบัฏ
๒. ดวงพระชนั ษา (จารึกพรอ้ มกบั พระสุพรรณบฏั )

๑ ในพระราชพงศาวดารรชั กาลที่ ๔ ซง่ึ เจา้ พระยาทพิ ากรวงศแตง่ (ปจั จบุ นั เขยี นวา่ เจา้ พระยาทพิ ากรวงศ์ - สวป.)
ตรงว่าดว้ ยงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก็พรรณนาส่ิงซง่ึ ต้ังพระแทน่ มณฑลไว้โดยพสิ ดาร แตส่ งั เกตวา่ สงิ่ ซ่ึงเกิดในรัชกาลที่ ๔
ตอนหลังกม็ ี เช่น พระเต้าเทวบิฐเป็นตน้ จึงนึกสงสยั ว่า หรือทา่ นจะได้หมายรับสัง่ ครงั้ รชั กาลที่ ๕ ไปใชเ้ ปน็ หลัก โดยทราบจาก
สมเด็จเจ้าฟา้ ฯ กรมพระยาบ�ำราบปรปกั ษว์ า่ ท�ำอยา่ งเดียวกบั ครัง้ รชั กาลที่ ๕ กม็ ิได้สงั เกตไปถึงสงิ่ ที่เพิม่ เตมิ ข้ึนต่อภายหลงั

๒ พระชัยประจ�ำรัชกาลอ่ืนนอกจากรัชกาลที่ ๑ สร้างภายหลังงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพราะฉะนั้น
ย่อมตงั้ แต่พระชัยประจ�ำรชั กาลกอ่ น

121

ประมวลบทความ

เน่อื งในพระราชพธิ ีบรมราชาภิเษก

๓. พระราชลญั จกร (แตเ่ ดมิ เรยี กวา่ “พระอณุ าโลมท�ำแทง่ ” คอื ท�ำแทง่ ครง่ั ประทบั พระราชลญั จกร
มหาอณุ าโลม หมายความวา่ พระราชโองการ ตัง้ แตร่ ัชกาลที่ ๔ โปรดให้ตง้ั พระราชลัญจกรแทน)

หมวดเคร่อื งพระมรุ ธาภิเษก
๑. ครอบพระกรงิ่ (บางทีจะได้เคยตัง้ แตค่ รงั้ ราชาภเิ ษกรัชกาลที่ ๔)
๒. พระมหาสงั ขท์ ักษิณาวฏั ๑
๓. พระมหาสงั ข์ทอง
๔. พระมหาสงั ขน์ าก (สรา้ งในรัชกาลไหนไม่แน่ แต่ไม่ปรากฏในหมายรบั สั่งตลอดรัชกาลที่ ๓)
๕. พระมหาสังข์เงนิ
๖. พระมหาสังข์ ๕ (รัชกาลที่ ๓)
๗. พระเต้าเบญจครรภ๒ใหญ่
๘. พระเตา้ เบญจครรภรอง๓ (รชั กาลท่ี ๔)
๙. พระเต้าเบญจครรภหา้ ห้อง (รัชกาลที่ ๔)
๑๐. พระเตา้ ปทมุ นมิ ติ ทอง
๑๑. พระเต้าปทมุ นิมติ นาก
๑๒. พระเตา้ ปทมุ นิมติ เงนิ
๑๓. พระเต้าปทมุ นมิ ิตสัมฤทธิ์
๑๔. พระเตา้ หา้ กษัตรยิ ์ (รชั กาลท่ี ๔)
๑๕. พระเต้าบัวหยกเขยี ว (รัชกาลท่ี ๔)
๑๖. พระเต้าบัวแดง (รัชกาลที่ ๔)
๑๗. พระเต้าจารึกอักษร (รชั กาลท่ี ๔)
๑๘. พระเตา้ ศลิ ายอดเก้ยี ว๔ (รัชกาลที่ ๔)
๑๙. พระเตา้ บงั กลี
๒๐. พระเตา้ เทวบิฐ (รชั กาลท่ี ๔)
๒๑. พระเตา้ ไกรลาส (รชั กาลที่ ๔)
๒๒. พระเต้านพเคราะห์ (รชั กาลที่ ๔)
๒๓. ครอบพระมุรธาภิเษก

๑ ค�ำว่า ทกั ษณิ าวัฏ ปัจจุบัน เขยี นวา่ ทักษิณาวรรต หรือ ทกั ขณิ าวัฏ - สวป.
๒ บางครงั้ ใช้ พระเตา้ เบญจคัพย์ - สวป.
๓ บรรดาพระเต้าซ่ึงสร้างในรัชกาลท่ี ๔ ดูเหมือนจะใช้ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นทีแรกเมื่อคร้ัง
รัชกาลท่ี ๕ ทง้ั นั้น
๔ ยอดแกะเปน็ พระเกยี้ วยอด นา่ สันนิษฐานว่าสร้างในรชั กาลท่ี ๕ แต่เจา้ พระยาทิพากรวงศทา่ นว่าตัง้ พระแท่น
มณฑลมาแล้วแตใ่ นรชั กาลที่ ๔
122

ประมวลบทความ

เนื่องในพระราชพธิ ีบรมราชาภิเษก

หมวดเครื่องต้น
๑. พระมหามงกุฎ๑
๒. พระแสงขรรคช์ ัยศรี
๓. ธารพระกร
๔. วาลวิชนี (พดั ฝักมะขามกเ็ รยี ก)
๕. ฉลองพระบาท
๖. พระภษู ารัตกัมพล
๗. พระมหาสังวาล
๘. พระนพ
๙. พระสังวาลพราหมณ์
๑๐. พระธ�ำมรงค์
๑๑. พระมาลาเพชร (หนงั สือบางฉบับเรยี กว่าพระชฎาเพชร)
๑๒. พระแสห้ างชา้ งเผือก (เหน็ จะแรกตั้งในรัชกาลที่ ๔)
๑๓. พระแส้จามรี

หมวดเครื่องพชิ ยั สงคราม
๑. หีบเครอื่ งพระพชิ ยั สงคราม
๒. หบี เคร่ืองพระมนตพ์ เิ ศษ
๓. พระมาลาเบย่ี ง
๔. ฉลองพระองค์เกราะเหล็ก
๕. ฉลองพระองคเ์ กราะนวม
๖. เครื่องทรงลงยนั ตร์ าชะ ๗ สี

หมวดพระแสง
๑. พระแสงดาบเชลย
๒. พระแสงจกั ร
๓. พระแสงตรีศูล
๔. พระแสงธนู
๕. พระแสงดาบเขน
๖. พระแสงหอกชยั

๑ เครอ่ื งตน้ แต่ ๑ ถงึ ๕ ก�ำหนดวา่ เปน็ เบญจราชกกธุ ภณั ฑ์ แตใ่ นต�ำราราชาภเิ ษกไมต่ รงกนั ทกุ ต�ำรา ในปทมุ ชาดก
ท่ีธารพระกร ว่า ผ้ารัตกัมพล ท่ี วาลวิชนี ว่า พระเศวตฉัตร ในหนังสือมหาวงศ์ ท่ี ธารพระกร ว่า เศวตฉัตร ในหนังสือ
อภธิ านทปี กิ า ที่ วาลวิชนี ว่า จามร

123

ประมวลบทความ

เน่อื งในพระราชพธิ บี รมราชาภิเษก

๗. พระแสงปืนคาบชดุ ขา้ มแม่น�ำ้ สะโตง
๘. พระแสงของ้าวเจา้ พระยาแสนพลพ่าย๑
๙. พระแสงดาบคาบคา่ ย
๑๐. พระแสงดาบใจเพชร
๑๑. พระแสงเวยี ด๒ (เมือ่ งานบรมราชาภเิ ษกรัชกาลที่ ๒ ทรงในงานไมไ่ ดเ้ ข้าพธิ ี)
๑๒. พระแสงทวน
๑๓. พระแสงง้าว
๑๔. พระแสงปืนคาบศิลาเคยทรง (คือพระแสงปืนพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ทรงส�ำหรับพระหัตถ์ในการศึกสงครามมาแตเ่ ดิม)
๑๕. พระแสงขอตขี า้ งล้ม
๑๖. พระแสงขอคร�ำ่ ด้ามไมเ้ ทา้
๑๗. พระแสงชนักต้น
๑๘. พระแสงศร ๓ เล่ม (สร้างในรัชกาลที่ ๔ เพ่ิงต้ังงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นทีแรก
เมอื่ คร้งั รชั กาลที่ ๕)

หมวดเคร่อื งสูง
๑. พระเศวตฉัตร (คือพระเศวตฉัตรพระคชาธาร)
๒. พระเสมาธปิ ัตย
๓. พระฉัตรชยั
๔. พระเกาวพ่าห๓์
๕. ธงชยั กระบ่ีธุช
๖. ธงชยั ครฑุ พา่ ห์
หมวดเคร่อื งราชูปโภค
๑. พานพระขันหมาก
๒. พระสพุ รรณศรบี วั แฉก

๑ แต่ ๑ ถงึ ๘ เรียกพระแสงอษั ฎาวุธ
๒ ท่ีเรยี กพระแสงเวียด เพราะพระเจ้าเวียดนัม (องคเ์ ชียงสือ) ถวายในรัชกาลที่ ๑ (เวยี ดนัม ปัจจบุ นั เขียนว่า
เวียดนาม - สวป.)
๓ พระเสมาปตั ย พระฉตั รชัย พระเกาวพา่ ห์ (บางครง้ั ใช้ พระเกาวพา่ ย - สวป.) เรยี กรวมกันวา่ พระกรรม์ภริ มย์
เปน็ ฉตั รแพรขาวลงยนั ตเ์ สน้ ทองสมเดจ็ ฯ เจา้ ฟา้ กรมพระยานรศิ รานวุ ดั ตวิ งศท์ รงสนั นษิ ฐานวา่ “เดมิ คงเปน็ เครอื่ งหมายตวั แมท่ พั
คอื ทพั หนา้ (วงั หนา้ ) คนั ๑ ทพั หลวง (วงั หลวง) คนั ๑ ทพั หลงั (วงั หลงั ) คนั ๑ ทเี่ อาขน้ึ หลงั ชา้ งพระคชาธาร กค็ อื ฉตั รเครอื่ งหมายนเ้ี อง
ฉตั รพระคชาธารวงั หนา้ ๕ ช้ัน วังหลวง ๗ ชัน้ วังหลงั ไม่เคยเห็น อาจเปน็ ๓ ช้นั กไ็ ด้ เวลาใดเวลาหนึง่ ไมม่ ีวงั หน้าวงั หลังจงึ รวม
เอาฉัตร ๓ คันมาไว้วังหลวงหมด เลยหลงท�ำเปน็ ๗ ชนั้ เหมอื นกนั หมดทั้ง ๓ คัน”
124

ประมวลบทความ

เน่อื งในพระราชพิธีบรมราชาภเิ ษก

๓. พระเตา้ พระสุธารส
๔. พระสพุ รรณราช

เครือ่ งตง้ั เคียงพระแท่นมณฑล
ตูเ้ ทียนเทา่ พระองค์คู่ ๑ เทยี นพระมหามงคลคู่ ๑ (เข้าใจวา่ มีขึ้นเม่อื ครงั้ รัชกาลท่ี ๔)
ปืนทองรางเกวียนขนาดยอ่ ม ช่ือมหาฤกษ์ ๑ มหาชัย ๑ มหาจักร ๑ มหาปราบ ๑ ปนื ๔ กระบอกน้ี
หล่อเม่ือในรัชกาลที่ ๔ ส�ำหรับยิงเป็นฤกษ์ในการพระราชพิธีบางอย่าง เช่น ยกเศวตฉัตรและเริ่มยิงอาฏานาฯ
พิธตี รุษ๑ เปน็ ต้น
อนึ่ง ทใ่ี นพระทนี่ ่งั ไพศาลทกั ษิณ ตรงกลางแขวนยนั ต์พระสัมมาสมั พทุ ธเจ้า ต่อออกมาแขวนยันต์
พระอรหนั ต์ประจ�ำทิศท้งั ๘ ยันตน์ ี้กเ็ ป็นของพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั ทรงพระราชด�ำรขิ ึน้
พรรณนาว่าด้วยแก้ไขระเบียบการพิธีแล้ว ทีนี้จะกล่าวถึงงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ท�ำใน
รัชกาลท่ี ๕ เม่ือปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ ตอ่ ไป การจารึกพระสุพรรณบัฏ ได้พบส�ำเนาหมายรับสัง่ อนั เปน็ แบบทใี่ ช้
ในเวลากอ่ นบรมราชาภเิ ษก จึงคัดส�ำเนามาลงไว้ใหเ้ ห็นแบบด้วย ดงั น้ี

“พระยาบ�ำเรอภกั ดิ์ รบั ส่ังสมเด็จพระเจา้ ลกู ยาเธอ เจ้าฟา้ จุฬาลงกรณ์
กรมขุนพินิตประชานาถ (ซึ่งทรงส�ำเร็จราชการแผ่นดิน)๒ โปรดเกล้าฯ ส่ังว่า
พระโหราธิบดี หลวงโลกทีป ขุนโชติพรหมมา ขุนเทพพยากรณ์ โหรค�ำนวณ
พระฤกษพ์ ระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษกทลู เกลา้ ฯถวาย”ตอ่ นจี้ ะคดั ส�ำเนาฎกี าค�ำนวณของโหร
ซึ่งมฉี บบั ปรากฏอย่ลู งไว้ดว้ ย เพื่อรกั ษามิให้สูญไปเสยี ๓”

“ขา้ พระพทุ ธเจา้ พระโหราธบิ ดี เจา้ กรม ๑ ขนุ ชาตพิ รหมมา ปลดั กรม ๑
โหรหน้า หลวงโลกทปี ๔ เจา้ กรม ๑ ขนุ เทพพยากรณ์ ปลดั กรม ๑ โหรหลงั โหรมชี ่ือ
ค�ำนวณพระฤกษ์มงคลมหาราชาภเิ ษกทลู เกลา้ ฯ ถวาย”

“ศริ ศิ ยภุ ามศั ดุ พระพทุ ธศกั ราชอดตี กาล ชมยั สหสั สสงั วจั ฉร จตสุ ตาธฤก
เอกาทศสงั วจั ฉร ปตั ยปุ นั กาล มงั กรสงั วจั ฉร กตกิ มาศ ศกุ รปกั ษเตรสั มยี ดฤษถพี ทุ ธวาร
บริเฉทกาลอกุ ฤษฐ เวลาบา่ ยแล้ว ๓๐ นาที พระลกั ขณาสถติ ราศมี งั กร เสวยพระฤกษ์
บรุ พสาฬห ๒๐ เกาะนะวาง ๕ เกาะตรยี างค์ ๗ พระจนั ทรสถิตราศีมิน๕ เสวยฤกษ์
บพุ พภทั ร ๒๕ พระอาทติ ยส์ ถติ ราศดี ลุ ย๖ พระองั คารสถติ ราศกี รกฎ พระพธุ สถติ ราศดี ลุ ย

๑ นับแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ได้มีการลดทอนข้ันตอนในพิธีตรุษหลวง 125
จนกระทง่ั ยกเลกิ ไปเม่ือ พ.ศ. ๒๔๘๐ ดูเพ่มิ ใน ฉตั ราภรน์ จินดาเดช, “ตรุษ, พระราชพิธ”ี ใน นามานุกรมขนบประเพณไี ทย
หมวด พระราชพิธแี ละรฐั พธิ ี (กรงุ เทพฯ : กรมศลิ ปากร, ๒๕๔๖) หน้า ๙๐. - สวป.

๒ ความในวงมใี นหมายรบั สง่ั รชั กาลกอ่ น แตใ่ นส�ำเนาหมายรบั สง่ั ครงั้ รชั กาลที่ ๕ หามไี ม่ จะเปน็ ดว้ ยเสมยี นคดั ตก
หรอื ยกออกเสีย ดว้ ยเจา้ พระยาศรสี รุ ิยวงศ (ปจั จบุ นั เขยี นวา่ เจ้าพระยามหาศรีสรุ ิยวงศ์ - สวป.) เปน็ ผู้ส�ำเร็จราชการแผ่นดิน
ขอ้ นี้สงสัยอยู่

๓ ฎกี าค�ำนวณนไี้ ด้มาแตก่ รมราชเลขาธิการ
๔ พระโหราธบิ ดี ช่ือชมุ่ หลวงโลกทีป ช่อื เถ่ือน ต่อมาไดเ้ ปน็ พระยาโหราธิบดี
๕ ปจั จุบัน เขยี นวา่ ราศมี ีน - สวป.
๖ บางครั้งใชว้ ่า ดลุ ย์ ปจั จบุ นั เขยี นวา่ ราศตี ลุ ย์ - สวป.

ประมวลบทความ

เน่อื งในพระราชพธิ บี รมราชาภิเษก

พระพฤหัสบดีสถิตราศีมิน พระศุกรสถิตราศีสิงห์ พระเสาร์สถิตราศีพิจิก พระราหู
สถติ ราศกี รกฎ เปน็ พระมหาพชิ ยั มงคลอดุ มฤกษ์ ขนุ โชตพิ รหมมาไดจ้ ารกึ ดวงพระชนั ษา
นายราชสารได้จารึกพระนามลงในแผ่นพระสุพรรณบัฏทองค�ำเนื้อแปดเศษสอง
ดวงพระชันษากว้าง ๑๐ นิ้ว ยาว ๑๐ น้ิว หนัก ๒ ต�ำลึง ดวงพระนามกวา้ ง ๗ น้ิว
ยาว ๑๔ นว้ิ หนกั ๒ ตำ� ลงึ พระมหาราชครจู ณุ เจมิ แลว้ พนั ดว้ ยไหมเบญจพรรณ บรรจุ
ไว้ในพระกลอ่ งทองค�ำ จำ� หลกั ลายกดุ น่ั แลว้ เชญิ ลงไวใ้ นหีบถมยาดำ� ตะทอง มถี ุงเขม้
ขาบนอกตตี ราประจ�ำเล็บ เชิญข้นึ ไวบ้ นพานทองสองชัน้ ส�ำรบั ใหญ่ ปิดคลุมปกั เลือ่ ม
ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยพร้อมกันสมโภช เวียนเทียน มีบายศรีแก้ว ๑
บายศรที อง ๑ บายศรเี งนิ ๑ บายศรตี อง ๒ สำ� รบั ศรี ษะสกุ ร ๒ ศรี ษะ เครอ่ื งกระยาบวช
พร้อมสรรพด้วยแตรสังข์มโหรีปี่พาทย์ กลองแขก ฆ้องชัย มหาราชครูเป่า
พระมหาสงั ขท์ กั ษณิ าวฏั พระมหาสงั ขอ์ ตุ ราวฏั สมโภชเสรจ็ แลว้ เชญิ ประดษิ ฐานไวใ้ น
พระอุโบสถวดั พระศรีรัตนศาสดาราม”

ส่วนการจัดพระราชมนเทียรสถานส�ำหรับพระราชพิธีน้ัน ที่บนพระท่ีน่ังไพศาลทักษิณ
ตงั้ พระแทน่ มณฑล พระทน่ี งั่ อฐั ทศิ พระทน่ี ง่ั ภทั รบฐิ แขวนยนั ตพ์ ระเจา้ และทอดอาสนะส�ำหรบั พระสงฆ์ ๓๐ รปู
สวดมนต์ ที่ชาลาระหว่างพระท่ีนั่งไพศาลทักษิณกับพระท่ีนั่งจักรพรรดิพิมานทางตะวันออกปลูกมณฑป
พระกระยาสนาน หุ้มผ้าขาวแต่งเครื่องทอง มีที่ขังน้�ำสรงมุรธาภิเษกอยู่ข้างบน๑ ในพระมณฑปตั้งถาดทอง
รองตั่งไม้มะเดื่อท่ีเสด็จประทับสรงพระยาสนาน และรอบพระมณฑปปักเครื่องสูงหุ้มผ้าขาวเครื่องทอง
ต่อออกมาตั้งราชวัติฉัตรทอง ฉัตรนาก ฉัตรเงินรายเป็นระยะอีกช้ัน ๑ ท่ีในพระท่ีนั่งอมรินทรวินิจฉัยจัดเป็น
ท่ีพระสงฆ์สวดภาณวาร ตั้งตู้เทียนชัยและเตียงพระสวดทางด้านเหนือทอดอาสนะส�ำหรับพระสงฆ์ ๕๐ รูป
ทางดา้ นตะวนั ออก๒ และตง้ั เครอ่ื งสงู รายรอบในทอ้ งพระโรง บนพระทน่ี งั่ ดสุ ดิ าภริ มยจ์ ดั เปน็ ทพี่ ระสงฆไ์ ทยกบั มอญ
พระราชาคณะ ๒ พระครูปริตร ๘ รวม ๑๐ รูป สวดท�ำน้�ำพระพุทธมนต์ ส่วนพระท่ีนั่งจักรพรรดิพิมานน้ัน
จัดส�ำหรับพิธีเฉลิมพระราชมนเทียร ที่ในพระท่ีนั่งองค์ตะวันตกต้ังเครื่องนมัสการพระชัยเนาวโลหะ๓
และตงั้ เครอื่ งพิธี คอื บาตรน้�ำ บาตรทราย พระมหามงคล และพานทองรองถงุ ขา้ วเปลือก ถั่ว งา ศลิ าบด และ

๑ น�้ำสรงราชาภิเษกตามประเพณแี ต่ก่อน ใชน้ ำ้� แมน่ ้�ำทัง้ ๕ ในประเทศน้ี คือ น�้ำแมน่ ำ้� เพชรบุรี ตกั ทต่ี �ำบลทา่ ชัย
(บางครง้ั ใชว้ า่ ทา่ ไชย - สวป.) แหง่ ๑ นำ�้ แมน่ ำ้� ราชบรุ ี ตกั ทตี่ �ำบลดาวดงึ ส์ (บางครงั้ ใชว้ า่ ดาวดงึ ษ์ - สวป.) แขวงจงั หวดั สมทุ รสงคราม
แห่ง ๑ น้ำ� แมน่ ้ำ� เจา้ พระยา ตักท่ีบางแก้ว แขวงจงั หวดั อ่างทองแหง่ ๑ น้�ำแม่น้�ำศักด์ิ (บางคร้งั ใช้วา่ แมน่ �ำ้ สัก - สวป.) ตักที่ท่าราบ
แขวงจงั หวดั สระบรุ ีแหง่ ๑ น้�ำแมน่ �ำ้ บางปะกง ตักทต่ี �ำบลบึงพระอาจารย์ แขวงจงั หวัดนครนายกแหง่ ๑ นอกจากแมน่ ้�ำทง้ั ๕
ยงั นำ�้ สระเกศ สระแกว้ สระคงคา สระยมนา ทง้ั ๔ ในแขวงจงั หวดั สพุ รรณบรุ ี ซง่ึ เคยใชม้ าแตค่ รง้ั กรงุ ศรอี ยธุ ยาดว้ ย ถงึ รชั กาลที่ ๔
ทรงตั้งพระสงฆ์เป็นพระครูพระปริตรไทย ๔ รูปมอญ ๔ รูป ส�ำหรับสวดท�ำน�้ำพระพุทธมนต์ในพิธีซึ่งมีสรงมุรธาภิเษก
จึงมีน้ำ� พระพุทธมนต์เพ่ิมขึน้ อีกอยา่ ง ๑ ครั้นถงึ รชั กาล ๕เม่ือเสดจ็ ไปอินเดียในปีวอก พ.ศ. ๒๔๑๕ ทรงแสวงหาน้ำ� ปัญจมหานที
ตามต�ำราพราหมณ์ คือน้�ำแม่น�้ำคงคา แม่น�้ำยมนา แม่น้�ำมทิ แม่น�้ำอจิรวดี และแม่น้�ำสรภูได้มา น�้ำสรงมุรธาภิเษกจึงเพ่ิมน�้ำ
ปัญจมหานทอี ีกอย่าง ๑ ตงั้ แต่บรมราชาภเิ ษกเมือ่ ปีระกา พ.ศ. ๒๔๑๖ เปน็ ตน้ มา

๒ ในส�ำเนาหมายกะการพระราชพิธี ว่าพระสงฆ์สวดมนต์ในพระที่น่ังไพศาลทักษิณ ๕๐ รูป ในพระที่นั่ง
อมรินทรวนิ ิจฉัย ๓๐ รูป เหน็ วา่ จะเขยี นผดิ ท่ถี ูกกลับกัน คร้งั หลัง ๆ มาก็เปน็ เช่นนัน้
126 ๓ พระชัยเนาวโลหะ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างเมือ่ ปีฉลู พ.ศ. ๒๓๙๖

ประมวลบทความ

เนอ่ื งในพระราชพิธบี รมราชาภเิ ษก

ผลฟักเขียว สิ่งของเครื่องพิธีเฉลิมพระราชมนเทียร ทอดอาสนะส�ำหรับพระสงฆ์ ๕ รูป เจริญพระพุทธมนต์
บนพระแท่นท่ีบรรทม๑ และราชอาสน์ส�ำหรับเสด็จประทับทรงสดับพระพุทธมนต์ ที่ภายนอกพระราชมนเทียร
สถานปลกู โรงพธิ พี ราหมณแ์ ละตง้ั พนมบตั รพลที โี่ หรบชู าเทวดาทห่ี นา้ พระทน่ี งั่ ดสุ ดิ าภริ มย์ และตงั้ ราชวตั ปิ กั ฉตั ร
เบญจรงคร์ ายรอบพระราชมนเทยี รและรายทางออกไปจดถงึ ประตวู เิ ศษชยั ศร๒ี แลว้ ลา่ มสายสญิ จนต์ ลอดทกุ สถาน
พระราชมนเทียรท่ที �ำการพิธไี ปจนองคพ์ ระแกว้ มรกตในพระอุโบสถวัดพระศรีรตั นศาสดาราม๓

ถงึ วันเสาร์ เดือน ๑๒ แรม ๘ ค่ำ� ตรงกับวนั ท่ี ๗ พฤศจิกายน เปน็ วันเริม่ งาน พราหมณเ์ ข้าพิธี
พระสงฆ์สวดมนต์ ตั้งน้�ำวงด้าย เวลาบ่ายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระภูษาเขียนทองสีขาว ฉลองพระองค์
เยยี รบบั ขาว คาดสายรดั พระองคเ์ พชร เสดจ็ ออกทรงจดุ ธปู เทยี นเครอื่ งนมสั การพระทพี่ ระทนี่ ง่ั อมรนิ ทรวนิ จิ ฉยั ๔
แล้วเสด็จยังพระท่ีนั่งไพศาลทักษิณ พระบรมวงศานุวงศ์ทรงผ้าเขียนทอง ฉลองพระองค์เยียรบับ คาดสมรส
ข้าราชการที่มีต�ำแหน่งเฝ้าข้างในแต่งตัวนุ่งสมปักลายใส่เสื้อเยียรบับเข้มขาบและอัตลัดตามบรรดาศักด์ิ
คาดเสอื้ ครยุ เขา้ เฝา้ ทรงจดุ ธปู เทยี นเครอ่ื งนมสั การทรงศลี แลว้ พระสงฆร์ าชาคณะผใู้ หญ่ ๓๐ รปู มกี รมหมน่ื บวรรงั สี
สุริยพันธ์๕ เป็นประธาน เจริญพระพุทธมนต์ในพระท่ีนั่งไพศาลทักษิณ๖ ในเวลาพระสงฆ์สวดมนต์นั้น
ทรงจดุ ธูปเทียนเครื่องสกั การะท่พี ระสยามเทวธิราชท่ีพระทน่ี ั่งอฐั ทศิ และพระท่ีน่ังภัทรบฐิ ทั้ง ๓ แห่ง

ณ วนั อาทติ ย์ เดอื น ๑๒ แรม ๙ คำ่� เวลาเชา้ พระสงฆร์ าชาคณะผใู้ หญผ่ นู้ อ้ ย พระครฐู านานกุ รมเปรยี ญ
รวม ๘๕ รูป กรมหม่ืนบวรรังสีสุริยพันธ์เป็นประธาน พร้อมกัน ณ พระที่น่ังอมรินทรวินิจฉัย สมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวออกทรงศีลแล้ว คร้ันได้เวลาพระฤกษ์ทรงถวายเทียนชนวนแก่กรมหมื่นบวรรังสีสุริยพันธ์
ทรงจุดธูปเทียนชัย ขณะนั้นพระสงฆ์สวดคาถาส�ำหรับการจุดเทียนชัย เจ้าพนักงานประโคมดุริยดนตรีและ
ยงิ ปืนฤกษ์ ยกพระเศวตฉตั ร ๙ ชนั้ ในพระท่ีนง่ั อมรินทรวินิจฉยั และทีใ่ นห้องพระมหามนเทยี ร ทพ่ี ระบรรทม
และพระเศวตฉัตร ๗ ชั้น ที่พระท่ีน่ังอัฐทิศ พระท่ีน่ังภัทรบิฐ ข้ึนท่ีท้ัง ๔ องค์ แล้วทรงพระราชอุทิศ
เครอ่ื งพลกี รรมให้เจ้าพนักงานเชญิ ไปบวงสรวงเทวดา ณ เทวสถานท่ตี ่าง ๆ ๑๕ แห่ง คอื

๑ พระแท่นที่บรรทมต้ังในห้องอันเดียวกันทุกรัชกาล เป็นแต่เปลี่ยนท่ี ต้ังข้างเหนือรัชกาลหนึ่ง ตั้งข้างใต้
รชั กาลหนง่ึ สลับกัน

๒ ปัจจุบัน เขยี นวา่ วเิ ศษไชยศรี - สวป.
๓ เมื่อรัชกาลก่อน ๆ ท�ำพระราชพิธีใหญ่เคยเชิญพระแก้วมรกตมาต้ังเป็นประธานบนพระแท่นมณฑล
ถงึ รชั กาลท่ี ๔ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงพระราชปรารภวา่ พระแกว้ มรกตเปน็ ของหนกั เชญิ ไปมาเปน็ การเสย่ี งภยั
จึงโปรดฯให้โยงสายสิญจน์จากพระแท่นมณฑลไปถึงองค์พระแก้วมรกต และโปรดฯ ให้ต้ังพระพุทธบุษยรัตน์เป็นประธาน
พระแท่นมณฑลแทนพระแก้วมรกต
๔ ได้ยินมาว่าเม่ืองานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลท่ี ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ
ใหเ้ ชญิ พระพทุ ธรปู สมั พทุ ธพรรณี ซง่ึ ทรงสรา้ งขน้ึ แตย่ งั ทรงผนวช มาตงั้ บนพระทน่ี ง่ั บษุ บกมาลา และพระชยั พธิ ี เปน็ พระพทุ ธรปู ยนื
ทรงเครื่องทองซ่ึงเคยต้ังที่ในพระท่ีน่ังจักรพรรดิพิมานองค์ตะวันตก กับพระบรมธาตุระย้ากินนรนั้นก็ดูเหมือนจะย้ายมาต้ังท่ี
พระท่ีนั่งดุสิดาภิรมย์ เพราะไม่ปรากฏว่าตั้งในพระแท่นมณฑล เมื่องานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลท่ี ๕ ก็คงตั้ง
อย่างเดยี วกันทงั้ ๒ องค์
๕ ในราชสกุลวงศ์ ใช้ กรมหม่ืนบวรรงั สสี รุ ยิ พันธุ์ - สวป.
๖ ในสมยั นนั้ ยงั ใชธ้ รรมเนยี มหมอบคลานในท่เี ฝา้ และมิได้สวมถงุ นอ่ งรองเท้า อกี อย่าง ๑ ยงั โกนศรี ษะอยู่ทวั่ กนั
ด้วยพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั สวรรคต

127

ประมวลบทความ

เน่อื งในพระราชพิธบี รมราชาภิเษก

๑. พระนเรศวร๑ ณ หอโรงแสงใน เจา้ พนกั งานพระภูมาลาเชิญเคร่ืองพลีกรรมไปบวงสรวง
๒. เทวดารักษาพระมหาเศวตฉัตรท่พี ระท่นี ่งั ดสุ ติ มหาประสาท
๓. เทวดารักษาพระมหาเศวตฉตั รทพ่ี ระทีน่ ง่ั อมรินทรวนิ ิจฉยั
๔. เทวดารกั ษาพระมหาเศวตฉตั รที่พระทน่ี ่ังอนนั ตสมาคม
๕. เทพารกั ษ์ ณ หอแก้ว (พระภูม)ิ ในพระบรมมหาราชวงั
๖. เทพารกั ษห์ ลักเมือง
๗. เทพารกั ษ์ทีต่ ึกดิน

๖ แห่งนี้ โหรเชญิ เครอื่ งพลีกรรมไปบวงสรวง

๘. พระเสื้อเมือง๒
๙. พระทรงเมอื ง
๑๐. พระกาฬชยั ศรี
๑๑. เจา้ เจตคกุ ๓

๔ แห่งนี้ กรมเมืองเชญิ เครอื่ งพลกี รรมไปบวงสรวง

๑๒. เทพารักษ์ทหี่ อเชอื กกรมชา้ ง กรมชา้ งเชญิ เครื่องพลีกรรมไปบวงสรวง
๑๓. พระอศิ วร ณ เทวสถาน
๑๔. พระนารายณ์ ณ เทวสถาน
๑๕. พระพฆิ เณศวร ณ เทวสถาน

๑ รูปพระนเรศวรที่โรงแสงเคยมีมาแต่คร้ังกรุงศรีอยุธยา แต่เมื่อแต่งหนังสือน้ี หอพระนเรศวรและโรงแสงใน
ร้ือเสียนานแล้ว รปู พระนเรศวรซึ่งกล่าวถึงกไ็ ม่รูว้ า่ อยูท่ ีไ่ หน มักช้เี อารปู หนุ่ ท่มี ีอยู่ในหอ้ งภูษามาลาส�ำหรบั ปรบั เคร่ืองตน้ วา่ เป็น
พระรูปพระนเรศวร ข้าพเจ้าเคยคิดสงสัยว่ารูปพระนเรศวรก็ดี พระรูปพระรามาธิบดีอู่ทอง ซ่ึงเรียกกันว่าพระเทพบิดรก็ดี
จะท�ำอย่างพระรูปสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปราสาทพระเทพบิดรทุกวันนี้หรือว่าอย่างไร ครั้นไปพิเคราะห์ดูท่ีนครวัด นครธม
เหน็ รปู พระมหากษตั รยิ โ์ บราณทที่ �ำไวบ้ ชู าหาท�ำเปน็ รปู มนษุ ยไ์ ม่ ท�ำแตเ่ ปน็ รปู พระอศิ วรหรอื มฉิ ะนนั้ กพ็ ระนารายณ์ จงึ สนั นษิ ฐานวา่
พระรูปสมเด็จพระรามาธิบดีอู่ทองเห็นจะเป็นรูปพระนารายณ์ (เม่ือรัชกาลที่ ๑ จึงให้หล่อแปลงเป็นพระพุทธรูป) และ
พระรูปสมเดจ็ พระนเรศวร เหน็ จะเปน็ รปู พระอศิ วร

๒ พระเสอ้ื เมอื ง ชาวมณฑลทางตะวนั ออก เช่น มณฑลอบุ ล เปน็ ต้น เขาเรยี กว่า “เซื้อเมือง” คอื “เชื้อเมือง”
หมายความวา่ ตน้ วงศ์ของผูป้ กครองเมือง

๓ สมเด็จเจ้าฟา้ กรมพระยานรศิ รานุวดั ตวิ งศ (ในราชสกลุ วงศใ์ ช้ สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศ์เธอ เจา้ ฟา้ กรมพระยา
นริศรานุวัดติวงศ์) ทรงสันนิษฐานว่า พระกาฬชัยศรีน้ัน จะมาแต่อุมาปางหน่ึง ซึ่งพวกฮินดูมักท�ำรูปไว้บูชา เรียกว่า “กาลี”
และเจา้ เจตคกุ นน้ั เหน็ จะหมายความวา่ เจตรคปุ ต์ อนั เปน็ เสนาของยมราชตนหนงึ่ ซง่ึ เปน็ พนกั งานอยใู่ นยมโลก ส�ำหรบั จดบญั ชี
คนท�ำดแี ละคนท�ำชวั่
128

ประมวลบทความ

เนือ่ งในพระราชพิธีบรมราชาภเิ ษก

๓ แห่งน้ี พระมหาราชครูพธิ ีเชิญเคร่ืองพลกี รรมไปบวงสรวง
คร้ันจุดเทียนชัยและยกพระเศวตฉัตรแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประเคนผ้าไตรและย่าม
แก่พระสงฆ์ท้ัง ๘๕ รูป แลว้ พระสงฆ์ราชาคณะซึ่งจะสวดมนต์ท่ีพระท่ีน่ังไพศาลทักษิณ ๓๐ รูป กับพระสงฆ์
ราชาคณะธรรมยุติกาท่ีจะสวดมนต์ในท่ีพระบรรทม ๕ รูป รวมพระสงฆ์ ๓๕ รูป เข้าไปฉันในพระที่น่ัง
ไพศาลทักษิณ พระสงฆ์อีก ๕๐ รูป อยู่ฉันท่ีพระท่ีนั่งอมรินทรวินิจฉัย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเข้ามา
ณ พระที่น่ังไพศาลทักษิณ พระสงฆ์ถวายพรพระแล้ว ทรงประเคนภัตตาหาร เลี้ยงพระทั้งที่พระท่ีนั่ง
ไพศาลทักษิณ ข้าราชการเลี้ยงพระที่พระท่ีน่ังอมรินทรวินิจฉัย เล้ียงพระแล้ว เสด็จออกทรงจุดธูปเทียน
เคร่ืองบูชาพระธรรมที่เตียงสวด พระราชาคณะเร่ิมสวดภาณวารที่พระท่ีน่ังอมรินทรวินิจฉัยท้ังกลางวัน
กลางคนื ตอ่ ไปตลอด ๓ วนั
เวลาบ่ายพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยแต่งเต็มยศอย่างกล่าวมาแล้ว เข้าไป
พรอ้ มกันอยตู่ ามต�ำแหน่ง พระสงฆ์รวม ๕๐ รปู น่ังท่ีสวดมนต์ในพระทน่ี ั่งอมรนิ ทรวนิ จิ ฉยั สมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัว
ทรงเครื่องอย่างวันก่อน เสด็จออกทรงจุดธูปเทียนเคร่ืองนมัสการพระแล้ว เสด็จยังพระที่น่ังไพศาลทักษิณ
พระสงฆ์ราชาคณะ ๓๐ รูป มีกรมหมื่นบวรรังสีสุริยพันธ์เป็นประธาน เข้าไปยังที่สวดมนต์ในพระท่ีนั่งไพศาล
ทกั ษณิ และทรงจดุ ธปู เทยี นเครอื่ งบชู าพระทพี่ ระแทน่ มณฑล และทรงสมาทานศลี แลว้ ทรงจดุ ธปู เทยี นบชู าเทวดา
ขณะนนั้ พระราชาคณะขัดต�ำนาน จงึ ประกาศเทวดาดังน้ี

“สรชฺชํ สเสนํ สพนธฺ ุ นรนิ ฺทํ ปรติ ตฺ านุภาโว สทารกฺขตตู ิ ผริตฺวาน เมตฺตํ
สเมตตฺ า ภทนตฺ าอวกิ ฺขิตฺตจติ ตฺ า ปรติ ฺตํ ภณนฺตุ ฯ
ภทนฺตา ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าท้ังหลาย นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าจงส�ำรวมจิต
อย่าให้ฟุ้งซ่าน จงกอปรด้วยเมตตาจิต แผ่เมตตาพรหมวิหารไปในราชสกุล แล้วจึง
สำ� แดงซงึ่ ปรติ รดว้ ยอธษิ ฐานจติ วา่ ปรติ ตฺ านภุ าโว อนั วา่ อานภุ าพปรติ รน้ี จงคมุ้ ครอง
ป้องกันรักษาสมเด็จบรมกษัตริย์ กับท้ังไอสุริยราชสมบัติ และพระบรมวงศานุวงศ์
และเสนาพฤฒามาตย์ ให้ปราศจากสรรพภยันตราย เจริญสุขสิริสวัสด์ิ เป็น
นิพทั ธกาลนริ นั ดร เทอญ ฯ
สมนฺตา จกฺกาวาเฬส ุ อตฺราคจฉฺ นฺตุ เทวตา
สทธฺ มมฺ ํ มนุ ริ าชสฺส สณุ นฺตุ สคคฺ โมกขฺ ทฯํ
สคเฺ ค กาเม จ รูเป สิรสิ ขิ รตเฎ จนตฺ ลิกฺเข วิมาเน
ทเี ป รฎเฺ ฐ จ คาเม ตรุวนคหเณ เคหวตฺถมุ หฺ ิ เขตเฺ ต
ภมุ ฺมา จายนตฺ ุ เทวา ชลถลวิสเม ยกขฺ คนธฺ พฺพนาคา
ติฎฐฺ นตฺ า สนฺติเก ยํ มุนิวรวจนํ สาธโว เม สณุ นฺตุ ฯ
ธมมฺ สวนกาโล อยมฺภทนตฺ า
ธมมฺ สวนกาโล อยมฺภทนตฺ า
ธมมฺ สวนกาโล อยมฺภทนฺตา ฯ

129

ประมวลบทความ โภนโฺ ต เทวสงั ฆา ดกู รหมอู่ มร เทพนกิ รและยกั ขภมุ ภณั ฑ์ คนั ธพั พทานพนาค
มีอาทิ คือท้าวธตรฐราช และท้าววิรุฬหก และท้าววิรูปักษ์ และท้าวกุเวรุราช
เนื่องในพระราชพิธบี รมราชาภิเษก กับทั้งสมเด็จท้าววัชรินทรเทพโกสีย์ ผู้มีมหิทธิอ�ำนาจ อันมีทิพยโสตทิพยจักษุ
อันประเสริฐ ซ่ึงบังเกิดประดิษฐานอยู่ในทิพยพิมานมาศ และเทพยภูมิ
130 พฤกษอากาศฉกามาวจร โสฬสพรหมพิภพ อีกองค์มหิศรวิษณุนพเคราะห์
เทพยดาเทวาทศราศีสถิต กับท้ังเทพยสัปดาพิสนักษัตรดารา และเทพยท้าว
อนั อภบิ าลบำ� รงุ รกั ษาพระมหานครบวรราชวงั พระทน่ี ง่ั เศวตฉตั รมณฑริ รตั นปราสาท
จงมาสโมสรสันนบิ าตในพระราชนเิ วศมหาสถาน สมาทานปัจจางคกิ ศลี สดบั รบั รส
พระสัทธรรมพุทโธวาทสัมโมทนิยกถา แล้วจงปรีดารับราชพลีทั้งสองประการ คือ
อามิสพลีกับธรรมพลีท่ีทรงตกแต่งเคร่ืองมโหฬารสักการพิธี มีต้นว่าธูปเทียน
สุคนธบุปผาอันทรงบูชาพระรัตนตรัย ในการพระบรมราชาภิเษก ทรงพระราชูทิศ
แผ่ผลพระราชกศุ ลไปน้นั อกี อเนกสง่ิ สรรพบูชาสกั การอฬุ าร อันมใี นพระมหาวิหาร
นานาพุทธสังวาส มีพระศรีรัตนศาสดารามเป็นต้น กับท้ังพระราชอานิสงส์ผลที่
ทรงถวายจตุปัจจัยมหาทานบริขารวิธี มีไตรจีวรเป็นอาทิแก่พระสงฆ์ และทรง
พระราชทานประณตี โภชาหารเลย้ี งราชบรรษทั ทง้ั หลายในมหาราชาภเิ ษกสมาคมนี้
เทพยเจ้าทั้งปวงจงสโมสรเปรมปรีดิ์ปราโมทย์รับอนุโมทนา ในทานมัยบุญกิริยา
กุศลสุจริต แล้วจงมีกมลจิตพิจารณาในพระอนิจจตาทิไตรลักษณญาณ ด้วย
สมเด็จพระบรมนราธิบาลอันเป็นปฐมกษัตริย์ ทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร
อมรรัตนโกสินทร์มหินทรายุธยานี้ ได้เสวยสวรรยาธิปัติถวัลยราชสืบศรีสุริย
สันตติวงศ์ถึงสี่พระองค์แล้วล่วงมา ก็มิได้พานพ้องต้องปัจจุบันพยาธิทุกขภัยพยาธิ
เป็นต้นว่าปักขัณฑิกโรคาพาธอันมีแก่หมู่มนุษย์ทั้งหลาย และนานาเนกพิบัติ
อุปัทวภยันตรายทั้งปวง ล่วงพระชนม์ชีพโดยอายุขัยทิวงคต ควรแก่ก�ำหนดโดย
ปกติธรรมดา จะได้ถงึ แกก่ ารมรณภาพด้วยเหตอุ นั ใดอันหน่ึงนน้ั หามิได้ ก็เห็นแทว้ ่า
ด้วยอานุภาพแห่งเทพไททั้งปวงช่วยอภิบาลบริรักษ์ ท้ังหมู่อริราชปรปักษ์ก็มิได้มา
ย่ำ� ยกี ระทง่ั ถึงพระราชธานีอนั เปน็ อุดมสถาน
กาลบัดนี้ สมณพราหมณาจารย์และพระราชวงศาคณาภิมุขมาตย์มนตรี
มีสัมโมทนียจิต มิได้คิดเภทนาการอันร้าวรานจากกัน กอปรด้วยสโมสรสมานฉันท์
ช่ืนชมประชุมเชิญเสด็จ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิต
ประชานาถ เป็นเอกอรรคอดุลยขัตติยสุขุมาลยบดินทร์ อสัมภินอุภโตสุชาติ
ข้ึนเสวยมไหสุริยราชสมบัติ ด�ำรงเศวตบรมราชาฉัตรผลัดแผ่นดินใหม่ จะได้ถวาย
พระนามกรประกาศว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทร
เทพยมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ วรุตมพงศบริพัตร์ วรขัตติยราชนิกโรดม
จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณี จักรี
บรมนาถ อดิศวรราชรามวรังกูร สุจริตมูลสุสาธิต อรรคอุกฤษฐวิบูลย์ บุรพา

ดูลยกฤฎาภินิหาร สุภาธิการรังสฤษด์ิ ธัญญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ ประมวลบทความ
มหาชโนตมางคประนตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผล อุดมบรมสุขุมาลย์
ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยวิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักด์ิ เน่ืองในพระราชพิธบี รมราชาภิเษก
สมญาพินิตประชานาถ เปรมกมลขัตติยราชประยูร มูลมุขมาตยาภิรมย์
บรมกฤษฎาภินิหาร บริบูรณ์คุณสารสยามาทินครวรุตเมกราชดิลก มหาปริวาร 131
นายกอนันตมหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษสิรินทร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ
ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนป
ลักษณมหาบรมราชาภิเศกาภิสิต สรรพทศทิศวิชิตชัย สกลมไหสวริยมหา
สวามินทร์ มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย
พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักด์ิอรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณา
สตี ลหฤทยั อโนปมยั บญุ การ สกลไพศาลมหารษั ฎาธบิ ดนิ ทร์ ปรมนิ ทรมหาราชาธริ าช
บรมนาถบพิตร พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว๑ เสด็จถวัลยราชพระราชวัง
กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตน์ราชธานี
บุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถานฯ เทพยเจ้าท้ังหลายจงพร้อมกันบริบาล
ถวายพระพรอ�ำนวยชัย ให้เจริญพระราชสิริสวัสดิวัฒนา จงไพบูลย์พระราช
กฤษฎาดิเรกยศ ปรากฏแผ่ไพศาลไปในนานาประเทศ ทุกขอบเขตขัณฑสีมา
ระอาพระเดช ปราศจากสรรพภยาเภทพยาธิทุกข์ จงเสวยไอสุริยสุขฑีฆายุสม
สมบูรณ์ พูนพิพัฒน์ยืนโยคนฤโศกนิรันตราย กับทั้งพระบรมราชวงศาเสนา
พฤฒามาตย์ราชบรรษัททั้งหลายและสมณพราหมณาประชากร ในกรุงเทพ
มหานครอมรรัตนโกสินทร์มหินทรายุธยา ทั่วทุกคามนิคมชนบทสีมาประเทศ
ราชธานี บรุ รี อบขอบขณั ฑ์ปัจจันตนครา บรรดาเป็นเมอื งข้ึนออกแก่พระมหานครนี้
ทั้งเมืองเอก โท ตรี จัตวา ปักษ์ใต้ ฝ่ายเหนือท้ังปวงทั่วขอบเขตประเทศรัฐสีมา
ขออานภุ าพเทพยาดามเหศวรศักดทิ์ ้ังหลาย และเทพอันบรบิ าลรักษาพระมหานคร
ราชธานี มีต้นว่าพระกาฬชัยศรีและพระเสื้อเมืองพระทรงเมืองเทพารักษ์หลัก
พระนคร จงบันดาลให้บรรดานรราชดัสกรท้ังหลาย ฝ่ายสัมมาทิฐิและมิจฉาทิฐิ
ในนานาประเทศท่ีมีเดชอ�ำนาจ เร่งคร่ันคร้ามขามขยาดย�ำเยง เกรงพระราช
กฤษฎาธิการ ให้สยดสยอนหย่อนก�ำลังหาญระทดท้อต่อบุญญานุภาพบารมี
อย่าได้ก่อกิจอมิตรไพรีมารันท�ำประทุษร้าย จงบันดาลให้พระบรมวงศาเสนามิตย์
พิริยโยธาท้ังหลายที่มีจิตย่อท้อต่อณรงค์ ให้มีมนัสทระนงองอาจสุรภาพเห้ียมหาญ
ในการยุทธสงคราม มิได้เข็ดขามคิดย่อท้อต่อปัจจามิตรภัย อาจสามารถจะปราบ
ปรปักษ์ประลัยลาญชีพิตพินาศ ให้ปราชัยปลาศคืนนครตน ยังหมู่นิกรประชาชน
ให้พ้นปัจนึกอ�ำนาจ อีกมนุษย์ภยันตรายจงบ�ำราศสรรพอุปัทวโรคทุกขาดูร
ให้ระงับดับสูญเสื่อมสิ้นทุกประการ มีกมลเบิกบานปรีด์ิเปรมเกษมสุขทั่วทุกอเนก

๑ พระนามในข้อความนี้ สะกดตา่ งจากพระนามท่ี ๔ ในหนา้ ๑๑๘ และ ๑๓๕ จึงคงไว้ตามต้นฉบบั - สวป.

ประมวลบทความ

เน่อื งในพระราชพธิ ีบรมราชาภิเษก

มนุษย์นิกร ประชาคณาสัตว์จตุบททวิบาท จงสมบูรณ์พูลสวัสด์ิบ�ำราศพิบัติวัฒนา
ทั้งวัสโสธกธาราให้ตกต้องตามฤดูกาล เป็นอุปการะแก่สรรพธัญญาหารพืชผล
พฤกษาลดาชาติ ให้บริบูรณ์ท่ัวประเทศราชพาราคามนิคมชนบท ก�ำหนดใน
บริเวณจังหวัด พระราชอาณาจักรประวัติมณฑล สกลเขตขัณฑ์ปัจจันตพิสัยสีมา
โดยในประกาศอันอาตมพรรณนามาฉะนี้๑”
ประกาศเทวดาจบแล้ว พระมหาราชครูพราหมณ์ถวายน�้ำสังข์ ใบมะตูมทรงทัดแล้ว ถวาย
ใบสมทิ ธทรงปดั พระเคราะห์ คอื ใบมะมว่ ง (เปน็ เครอ่ื งหมายวา่ ปดั ภยนั ตราย) ๒๕ ใบ ใบทอง (เปน็ เครอ่ื งหมายวา่
ปัดอุปัทวันอันตราย) ๓๒ ใบ ใบตะขบ (เป็นเคร่ืองหมายว่าปัดโรคันตราย) ๙๖ ใบ ทรงรับมากวาดพระองค์
แล้วส่งแก่พระมหาราชครูเอาไปบูชาชุบโหมเพลิงป้องกันอันตรายท้ังปวงตามพิธีพราหมณ์ แล้วสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จพระราชด�ำเนินขึ้นสู่พระมหามนเทียรประทับทรงพระมหามงคลสดับพระปริตร
ในห้องท่ีพระบรรทม พระสงฆเ์ จรญิ สตปริตรทัง้ ๓ แหง่ พธิ ีเวลาเยน็ มีเหมอื นกันดังกล่าวมาน้ี ท้ังวันแรม ๙ ค่�ำ
แรม ๑๐ ค�ำ่ แรม ๑๑ ค่ำ� เวลาเชา้ แรม ๑๐ ค่ำ� แรม ๑๑ ค่ำ� กเ็ สดจ็ ทรงประเคนเลยี้ งพระเหมอื นกบั ท่กี ลา่ ว
มาแล้วในวันแรม ๙ ค�ำ่ นน้ั
ถงึ วันพุธ เดือน ๑๒ แรม ๑๒ ค่�ำ ตรงกบั วันที่ ๑๑ พฤศจกิ ายน เปน็ วนั พระราชพธิ ีบรมราชาภเิ ษก๒
เวลาใกล้รุ่ง๓ ทรงพระภูษาขาวเขียนทอง ฉลองพระองค์ครุยกรองทอง รัดพระองค์ประดับเพชร เหมือนอย่าง
วันทรงฟงั สวด เสด็จเขา้ ไปยังพระทีน่ ่งั ไพศาลทกั ษณิ ทรงจดุ เทียนนมสั การแล้ว ครน้ั เวลารุง่ แลว้ กับ ๕๔ นาที
พระลคั นาสถติ ราศีพจิ ิก เกาะนวางค์ ๔ เกาะตรียางค์ ๓ เสวยอนรุ าช ๑๗ พระอาทติ ย์สถิตราศดี ุลย พระจนั ทร์
สถติราศกี ันต์ เสวยฤกษ์หตั ถ ๑๓ พระองั คารสถติ ราศีกรกฎ พระพุทธสถติ ราศีดุลย พระพฤหัสบดีสถิตราศมี ิน
พระศุกร์สถิตราศีกันต์ พระเสาร์สถิตราศีพิจิก พระราหูสถิตราศีกรกฎ บริบูรณ์ด้วยนักษัตรฤกษ์เป็นมหาชัย
มงคลบรมราชาภิเษก ต้องอย่างขัตติยราชประเพณีมาแต่ก่อน พระโหราธิบดี พระมหาราชครูทูลอัญเชิญเสด็จ
สู่ที่สรง จึงเสด็จไปยังมุขกระสันหอพระสุราลัยพิมาน เจ้าพนักงานชาวพระภูษามาลาถวายพระภูษาถอดแล้ว
พระเมธาธิบดีเชิญพระชัย หลวงอัฎยาเชิญพระพิฆเณศวร์ พระมหาราชครู พระครูอัษฎาจารย์โปรยข้าวตอก

๑ พระราชาคณะผู้ประกาศเทวดาโดยปกติเป็นหน้าที่พระพิมลธรรม แต่เมื่องานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
คราวปีมะโรงสัมฤทธิศกน้ี พระพิมลธรรม (ยิ้ม) วัดพระเชตุพนแก่ชราไม่สามารถประกาศได้ จึงสันนิษฐานว่าสมเด็จ
พระพฒุ าจารย์ (ศร)ี วดั ปทมุ คงคา แตย่ ังเป็นพระอโนมสริ มิ ุนีเปน็ ผู้ประกาศ ด้วยเป็นผู้ประกาศพิธีตรษุ มาแตร่ ัชกาลที่ ๔
๒ ความแตน่ เ้ี ขยี นตามจดหมายเหตทุ ไ่ี ดม้ าจากกรมราชเลขาธกิ าร
๓ จดหมายเหตุบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๑๑ ได้บรรยาย
เหตกุ ารณว์ นั บรมราชาภเิ ษกไวว้ า่ “...ครน้ั กตกิ มาศ กาฬปกั พารสั มยิ คฤถพี ธุ วาร เวลาใกลร้ งุ่ ...เสดจ็ เขา้ ไปประทบั อยู่ ณ พระทนี่ งั่
ไพศาลทกั ษณิ ...ครนั้ เวลารงุ่ แลว้ กบั ๕๔ นาที พระลคั นาสถติ ราศพี จิ กิ ...บรบิ รู ณด์ ว้ ยนกั ษตั รฤกษเ์ ปน็ มหาชยั มงคลบรมราชาภเิ ษก...”
คำ� วา่ “ครน้ั กตกิ มาศ กาฬปกั พารสั มยิ คฤถีพธุ วาร ใกลร้ งุ่ ” นนั้ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เสดจ็ เขา้ ไปประทบั
ณ พระทน่ี ง่ั ไพศาลทกั ษณิ ตรงกบั วนั พธุ ท่ี ๑๑ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๔๑๑ เปน็ การนบั เวลาแบบเกา่ ทถี่ อื วา่ เวลา ๐๖.๐๐ น. จงึ จะ
เปลย่ี นวนั ใหมห่ รอื เรมิ่ ตน้ เวลากลางวนั สว่ นเวลากลางคนื จะเรม่ิ ตน้ ทเ่ี วลา ๑๘.๐๐ น. จนกระทงั่ ถงึ เวลา ๐๕.๕๙ น. นบั เปน็ ๑ วนั
ฉะนนั้ “เวลาใกลร้ งุ่ ” การนบั เวลาแบบเกา่ จงึ ยงั คงเปน็ วนั พธุ ที่ ๑๑ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๔๑๑ สว่ นการนบั เวลาตามแบบสากล
วนั ใหมจ่ ะเรมิ่ ตน้ หลงั จาก ๒๔.๐๐ น. ฉะนนั้ “เวลาใกลร้ งุ่ ” จงึ เปน็ วนั พฤหสั บดที ี่ ๑๒ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๔๑๑ สว่ นขอ้ ความ
ตอ่ มาทวี่ า่ “ครน้ั เวลารงุ่ แลว้ กบั ๕๔ นาท”ี ซงึ่ เปน็ ฤกษบ์ รมราชาภเิ ษกในจดหมายเหตนุ น้ั ทงั้ การนบั เวลาแบบเกา่ และการนบั
เวลาแบบปจั จบุ นั ตรงกบั วนั พฤหสั บดที ่ี ๑๒ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๔๑๑ แตอ่ าลกั ษณไ์ มไ่ ดร้ ะบวุ นั ไวเ้ ทา่ นนั้ ซง่ึ เปน็ ทรี่ บั รกู้ นั วา่ เปน็
วนั พฤหสั บดี ดว้ ยเหตนุ ้ี จงึ ท�ำใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจคลาดเคลอื่ นในสมยั หลงั วา่ “ครนั้ เวลารงุ่ แลว้ กบั ๕๔ นาท”ี เปน็ วนั พธุ เชน่ เดยี วกบั
132 ความกอ่ นหนา้ ในขา้ งตน้ - สวป.

ประมวลบทความ

เนอ่ื งในพระราชพิธบี รมราชาภิเษก

หลวงราชมุนี หลวงศิวาจารย์เป่าสังข์ทักษิณาวัฏน�ำเสด็จไปสู่มณฑปพระกระยาสนาน เสด็จสถิตเหนือ
อุทุมพรราชอาสน์ ผันพระพักตร์สู่ทิศพายัพ จึงพระราชโกษาถวายเคร่ืองพระกระยาสนาน หลวงราชวงศา
ไขสหัสธารา ในขณะน้ันชาวประโคมสังข์แตรและเครื่องดุริยดนตรีประโคมขึ้นพร้อมกัน และกรมกองแก้ว
จินดายิงปืนมหาฤกษ์ มหาชัย มหาจักร มหาปราบด้วย เมืองสรงสหัสธาราแล้ว จึงกรมหมื่นบวรรังสีสุริยพันธ์
ถวายน้�ำมนต์ด้วยครอบพระกริ่ง กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทรถวายพระเต้าปทุมนิมิตทอง ๑ กรมหลวง
วงศาธิราชสนิทถวายพระเต้าปทุมนิมิตนาก ๑ กรมขุนวรจักรธรานุภาพถวายพระเต้าปทุมนิมิตเงิน ๑ สมเด็จ
เจ้าฟา้ ฯ กรมขุนบ�ำราบปรปกั ษถ์ วายพระเต้าปทมุ นมิ ิตสัมฤทธ์ิ ๑ เจา้ พระยาศรีสุริยวงศก็ถวายพระเตา้ องค์ ๑๑
ต่อนั้นพระบรมวงศ์ฝ่ายใน๒ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปุกในรัชกาลท่ี ๒ ซึ่งเจริญพระชันษายิ่งกว่า
เจ้านายพระองค์อ่ืน กับพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลม่อมในรัชกาลท่ี ๓ ซึ่งได้บ�ำรุงเลี้ยงสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวมา ถวายพระเต้าน้�ำมนต์ด้วย ๒ พระองค์ แล้วพระมหาราชครูพิธีถวายพระเต้าเบญจครรภ
พระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ พระครูอัษฎาจารย์ถวายพระมหาสังข์ทอง หลวงอัฎยาถวายพระมหาสังข์เงิน
หลวงราชมุนีถวายพระมหาสังข์นาก หลวงศิวาจารย์ถวายพระมหาสังข์งา หลวงเทพาจารย์ถวายพระครอบ
ทรงรับน�้ำด้วยพระหัตถ์ ขุนรักษนารายณ์ ขุนราชธาดาเป่าสังข์ทักษิณาวัฏ ๒ องค์ ขุนหม่ืนพราหมณ์เป่าสังข์
อุตราวัฏและไกวบณั เฑาะวต์ ลอดเวลาประโคม

คร้ันสรงเสร็จแล้ว พระราชโกษาถวายพระภูษาทรงผลัดเสร็จข้ึนทรงเคร่ือง ณ มุขกระสัน
หอพระสรุ าลัยพมิ าน ทรงพระภูษาเขยี นทองพ้นื สเี ขยี ว ทรงฉลองพระองคเ์ ยียรบบั แล้วทรงสวมฉลองพระองค์
ครุยกรองทอง เสด็จมาสถิตเหนืออัฐิทศอุทุมพรราชอาสน์ ภายใต้พระเศวตฉัตร ๗ ชั้น ผันพระพักตร์ไป
ทิศพายัพเป็นปฐม จึงราชบัณฑิตถวายน้�ำพระพุทธมนต์ พราหมณ์ถวายน�้ำพระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ น�้ำกลศ
ทรงรับมาสรงพระพักตร์แล้วเสวยหน่อยหน่ึง แล้วผันพระองค์ไปตามล�ำดับทิศโดยทักษิณาวรรต ทรงรับ
น�้ำพระพุทธมนต์น้�ำสังข์ ๘ ทิศ แล้วพระมหาราชครูประคองพระองค์เชิญเสด็จโดยทางลาดพระบาทมาข้ึน
พระท่ีน่ังภัทรบิฐ มีพระเศวตฉัตร ๗ ช้ัน เสด็จนั่งเหนือแผ่นทองซ่ึงเขียนรูปราชสีห์ ผันพระพักตร์สู่บูรพา
พระมหาราชครูร่ายเวทสรรเสริญไกลาสแล้ว ถวายพระสังวาลพราหมณ์ ๓ เส้น และพระสุพรรณบัฏ
เบญจราชกกุธภัณฑ์ แล้วถวายพระแสงอัษฎาวุธ และเคร่ืองราชูปโภค ทรงรับพระสังวาลและพระมหา
มงกฎุ มาสอดทรง พระแสงขรรค์วางเบือ้ งขวา ธารพระกรวางเบอ้ื งซา้ ย เคร่ืองนอกนที้ รงรับแล้วสง่ พระราชทาน
พระราชโกษารับต่อพระหัตถ์ส่งให้เจ้าพนักงาน แต่ฉลองพระบาทพระมหาราชครูรับมาสอดทรงถวาย
แลว้ ร่ายเวทถวายพระพรชัย พระมหาราชครพู ิธีกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า

“ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม สิริราชสมบัติ
อันพระมหากษัตริย์จะครอบครองมิได้ ข้าพระพุทธเจ้ากับเสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวง
ขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้า
จุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ เป็นท่ีพึ่งแก่สมณพราหมณาจารย์อาณา
ประชาราษฎรสืบไป ขอเดชะ”

๑ ในจดหมายเหตทุ ไี่ ดม้ า วา่ กรมหมน่ื บวรรงั ษฯี ถวายพระเตา้ ปทมุ นนิ ติ สมั ฤทธิ์ เหน็ วา่ จดผดิ ทา่ นเคยถวายนำ�้ มนต์ 133
ครอบพระกริ่งเป็นนิจมาจนตลอดพระชนมายุและรดถวายที่พระขนอง ส่วนเจ้านายท่ีถวายพระเต้าปทุมนิมิต และเจ้าพระยา
ศรีสรุ ยิ วงศถวายพระเตา้ อีกองค์ ๑ น้นั เป็นแตส่ ง่ พระเต้าถวาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรดเอง

๒ ในจดหมายเหตขุ องฝร่ังทไี่ ด้รบั อนญุ าตเข้าไปดู ว่ามีเจ้านายผู้หญิงถวายนำ�้ ดว้ ย ๒ พระองค์

ประมวลบทความ

เน่อื งในพระราชพธิ บี รมราชาภิเษก

หลวงอัฏยา (หัวหน้าพราหมณ์พฤฒิบาท ว่าท่ีพระหมอเถ้า)๑ กราบบังคมทูลว่า “ขอเดชะ
ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายพระมหา
เศวตฉัตรเป็นท่ีเฉลิมสิริราชสมบัติส�ำหรับบรมกษัตราธิราชเจ้าสืบมาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ
เจา้ ฟา้ จฬุ าลงกรณ์ กรมขนุ พินติ ประชานาถ ขอเดชะ”

จงึ มพี ระบรมราชโองการพระราชทานพระบรมราชานญุ าตแกพ่ ระมหาราชครวู า่ “พรรณพฤกษชลธี
และสิ่งของในแผ่นดินทั่วอาณาเขตพระนครซึ่งหาผู้หวงแหนมิได้น้ัน ตามแต่สมณพราหมณาจารย์ราษฎร
จะปรารถนาเถิด” พระมหาราชครูรับพระราชโองการเป็นปฐมว่า “ข้าพระพุทธเจ้าขอรับพระราชโองการ
มาณพระบัณฑูรสุรสิงหนาทใส่เกล้าใส่กระหม่อม ขอเดชะ” แล้วทรงโปรยดอกพิกุลทองพิกุลเงินพระราชทาน
พวกพราหมณ์ และทรงหล่ังน้�ำทักษิโนทกทรงอธิษฐาน ขณะนั้นพราหมณ์เป่าสังข์ ไกวบัณเฑาะว์ และ
ชาวประโคมก็ประโคมขึ้นพรอ้ มกนั อนง่ึ ในตอนเชา้ วันนี้ พระสงฆ์ท�ำพิธีดบั เทยี นชัยทพ่ี ระทนี่ ั่งอมรินทรวนิ ิจฉยั
แลว้ พระสงฆท์ ั้ง ๘๕ รปู ขนึ้ ไปพรอ้ มกนั อยทู่ พ่ี ระทนี่ ่งั จกั รพรรดพิ มิ านองค์ตะวนั ตก สวดชยั ปริตรถวายเวลาสรง
แล้วเจ้าพนักงานถวายภัตตาหาร ครั้นเมื่อเสร็จพิธีราชาภิเษกแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเปลื้อง
พระมหามงกุฎและฉลองพระองค์ครุยแล้ว เสด็จข้ึนไปยังพระท่ีนั่งจักรพรรดิพิมานทรงถวายไทยธรรมแก่
พระสงฆ์ กรมหม่ืนบวรรังษีสุริยพันธ์ถวายอดิเรกเป็นปฐม๒ พระสงฆ์ราชาคณะสวดสรรพมงคลแล้วถวาย
พระพรลา จึงพระราชครูพิธีกับพระหมอเถ้าข้ึนไปบนพระมหามนเทียรประพรมน�้ำกลศน้�ำสังข์
รอบพระมหามนเทียรทั้งภายในและข้างนอก อวยชัยถวายพระพรในการเฉลิมพระราชมนเทียร

เวลาเช้าวันนั้น เจ้าพนักงานจัดเตรียมการเสด็จออกรับราชสมบัติ และให้พระบรมวงศานุวงศ์
เสนาบดี ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยเฝ้าพร้อมกัน ณ พระที่น่ังอมรินทรวินิจฉัย อันเป็นส่วนหน่ึงในพระราชพิธี
บรมราชาภิเษก ข้างหน้าพระท่ีน่ังอัมรินทรวินิจฉัยตั้งแถวพวกชาวประโคมสังข์แตรกลองชนะและมโหระทึก
ตอ่ ไปทางหน้าทิมดาบต�ำรวจต้ังแถวพวกทหารอย่างยโุ รปเป็นกองเกียรตยิ ศ และท่ีตรงเกยพระทน่ี ัง่ ดสุ ดิ าภริ มย์
ด้านเหนือตั้งพระราเชนทรยาน ด้านตะวันตกผูกช้างต้นเจ้าพระยาปราบไตรจักรราชพาหนะ นอกประตู
พิมานชัยศรี๓ออกไป พวกทหารอาสาสิบหมู่แต่งเคร่ืองเสนากุฎถือศัสตราวุธต่าง ๆ ยืนกลบาทสองข้างถนน
และในทส่ี นามปลกู ปะร�ำยนื ชา้ งตน้ มา้ ตน้ ทที่ า่ ราชวรดษิ ฐแตง่ เรอื พระทนี่ งั่ กง่ิ ศรสี มรรถชยั ล�ำ ๑ กบั เรอื พระทน่ี ง่ั
ก่ิงไกรสรมุขล�ำ ๑ เทียบท่ามีพลพายประจ�ำล�ำพร้อมสรรพ คร้ันถึงเวลาเช้า ๑๑ นาฬิกา พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวทรงเคร่ืองเยียรบับ ฉลองพระองค์ครุยกรองทอง ทรงพระมหามงกุฎและพระแสงขรรค์ชัยศรี
เสด็จออกพระที่น่ังอมรินทรวินิจฉัย ประทับพระแท่นเศวตรฉัตร๔ พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการท้ังปวง

๑ พระมหาราชครูพิธี ชอื่ พ่มุ เปน็ ตน้ สกุล ครุ กุ ลุ หลวงอฏั ยา ชอ่ื อ่อน ตอ่ มาไดเ้ ป็นท่ีพระสิทธชิ ัยบดี
๒ ประเพณีถวายอดิเรก สังเกตในโคลงลิลิตพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เข้าใจว่า
แตก่ อ่ นมา ถวายอดเิ รกตง้ั แตว่ นั แรกตงั้ พธิ ี เพง่ิ มาเปลยี่ นประเพณกี ารถวายอดเิ รกเมอ่ื รชั กาลที่ ๔ ในชน้ั หลงั มานมี้ ไิ ดถ้ วายอดเิ รก
จนบรมราชาภิเษกแล้ว แต่อดิเรกท่ีถวายครั้งแรกน้ันถวายเป็นพิเศษ คือพระมหาสังฆปรินายกผู้ถวายอดิเรก ถวายพระพรด้วย
ภาษามคธน�ำกอ่ น แล้วจึงวา่ อดเิ รกตอ่
๓ ปจั จุบนั เขียนวา่ พมิ านไชยศรี - สวป.
๔ การที่เสด็จออกประทับพระแท่นเศวตฉัตรน้ัน ตามประเพณีโบราณ (และในชั้นหลังมา) เสด็จประทับแล้ว
จงึ ไขพระสูตร แตเ่ ม่ือบรมราชาภิเษกรชั กาลท่ี ๕ ครัง้ ปมี ะโรง ไม่ปรากฏในจดหมายเหตุฉบบั ใด ๆ ว่ากน้ั พระสูตร จดหมายเหตุ
ของฝรั่งยังซ�้ำพรรณนาว่า เมื่อทรงพระราชด�ำเนินผ่านเจ้านายผู้ใหญ่ไป ยกพระหัตถ์ประสานขอประทานอภัยก่อน แล้วจึงได้
134 เสดจ็ ขึ้นพระแท่นเศวตฉตั ร

ถวายบังคม เหล่ากงศุลต่างประเทศกับนายทหารเรือรบอังกฤษ ซ่ึงได้อนุญาตให้เข้ามาเฝ้าด้วยก็ถวายค�ำนับ ประมวลบทความ
พร้อมกัน ขณะน้ันชาวประโคม ๆ สังข์แตร กลองชนะ มโหระทึก กองแก้วจินดายิงปืนมหาฤกษ์ มหาชัย
มหาจักร มหาปราบ ทหารยิงปืนใหญ่สลุตในท้องสนามหลวง ทหารเรือยิงปืนใหญ่ในเรือรบยงยศอโยธยา เนือ่ งในพระราชพธิ ีบรมราชาภิเษก
และเรือสยามมูประสดัมภ์ และเรือรบองั กฤษช่ือ อะวอง ก็ยิงปืนใหญ่สลตุ ดว้ ย แห่งละ ๒๑ นดั
135
คร้ันสุดเสียงประโคม พระมหาราชครูพิธีร่ายเวทถวายพระพร พราหมณ์เป่าสังข์แล้ว
จงึ พระศรีสุนทรโวหารทพ่ี ระอาลักษณ์กราบบังคมทูลเบกิ ขา้ ราชการ ว่า

“สรวมชพี ขา้ พเจา้ ผรู้ บั อธบิ ายแหง่ ทา่ นทงั้ หลาย คอื อคั รมหาเสนาบดแี ละ
อำ� มาตยมขุ มนตรขี า้ ทลู ละอองธลุ พี ระบาท บรรดามาพรอ้ มกนั ในสถานทนี่ ี้ ขอถวายอญั ชลี
บงั คมประนมนอ้ มศรีโรตมางคแ์ ดพ่ ระบาทสมเด็จบรมนาถบพิตร พระจฬุ าลงกรณเ์ กล้า
เจ้าอยู่หัว อันได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษก เป็นองค์เอกอัครมหา
ราชาธริ าช ทรงพระยศวโรภาสสถิตภายใตพ้ ระมหาเศวตฉัตรเหนอื พระวโรดมบรมรัตน
ราชบลั ลงั ก์ มพี ระปรมาภไิ ธยไดป้ ระดษิ ฐานตงั้ ในแผน่ พระสพุ รรณบฏั โดยอกั ษรลกั ษณ์
แสดงอรรถวา่

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฎ
บุรุษยรัตนราชรวิวงศ วรุตมพงศบริพัตร วรขัตติยราชนิกโรดมจาตุรันตบรมมหา
จกั รพรรดริ าชสงั กาศ อภุ โตสชุ าตสิ งั สทุ ธเคราะหณจี กั รบี รมนาถ อดศิ รราชรามวรงั กรู สจุ รติ
มลู สสุ าธติ อรรคอกุ ฤษฐไพบลู ย์ บรุ พาดลู ยก์ ฤฎาภนิ หิ าร สภุ าธกิ ารรงั สฤษดิ์ ธญั ญลกั ษณ
วจิ ติ รโสภาคยสรรพพางค์ มหาชโนตมางคประนตบาทบงกชยคุ ล ประสิทธสิ รรพศภุ ผล
อุดมบรมสุขุมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์
วิสิษฐศักดิสมญาพินิตประชานาถ เปรมกระมลขัตติยราชประยูร มูลมุขมาตยาภิรมย์
บรมกฤษฎาภินิหาร บริบูรณ์คุณสารสยามาทินครวรุตเมกราชดิลก มหาปริวารนายก
อนนั ตมหนั ตวรฤทธเิ ดช สรรพวเิ ศษสริ นิ ทร อเนกชนนกิ รสโมสรสมมติ ประสทิ ธวิ รยศมโหดม
บรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเศกาภิสิต
สรรพทศทศิ วชิ ติ ชยั สกลมไหสวรยิ มหาสวามนิ ทร์ มเหศวรมหนิ ทรมหารามาธริ าชวโรดม
บรมนาถชาตอิ าชาวศยั พทุ ธาทไิ ตยรตั นสรณารกั ษ์ อดลุ ยศกั ดอ์ิ รรคนเรศราธบิ ดี เมตตา
กรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการ สกลไพศาลมหารัษฎาธิบดินทร์ ปรมินทร์ธรรมิก
มหาราชาธิราชบรมนาถบพิตร พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว๑ เสด็จเถลิงถวัลยราช
ในพระบรมมหาราชวัง ณ กรุงเทพมหานครอมรรตั นโกสนิ ทร มหนิ ทรายธุ ยา มหาดลิ กภพ
นพรตั นราชธานบี รุ รี มย์ อดุ มราชนเิ วศนม์ หาสถาน”

“สรวมชพี ขา้ พระพทุ ธเจา้ เจา้ พระยาภธู ราภยั ทส่ี มหุ นายกพระยาเทพประชนุ
เจา้ พนกั งานกรมพระกลาโหม พระยาพพิ ฒั นโกษา เจา้ พนกั งานกรมทา่ สบิ สองพระคลงั ๒

๑ พระนามในข้อความนี้ สะกดต่างจากพระนามในหน้า ๑๑๘ และ ๑๓๐ - ๑๓๑ จงึ คงไวต้ ามต้นฉบับ - สวป.
๒ เวลานั้นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ เป็นผู้ส�ำเร็จราชการแผ่นดิน และพระบรมวงศ์เธอ กรมขุนวรจักรธรานุภาพ
ทรงบญั ชาการกรมทา่ นับว่าไม่มตี ัวเสนาบดี ปลัดทูลฉลองจงึ กราบทูลแทน

ประมวลบทความ

เนอ่ื งในพระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษก

พระยามหาอำ� มาตย์ วา่ ทเี่ จา้ พระยาธรรมาธกิ รณ์ เจา้ พนกั งานกรมวงั เจา้ พระยายมราช
เจา้ พนกั งานกรมพระนครบาลพระยาอาหารบรริ กั ษ์เจา้ พนกั งานกรมนา๑ขอรบั พระราชทาน
พระบรมราชวโรกาส แดพ่ ระบาทสมเดจ็ พระบรมนาถบพติ ร พระจฬุ าลงกรณเ์ กลา้ เจา้ อยหู่ วั
เพอื่ จะกราบทลู พระกรณุ ามอบถวายสรรพสงิ่ ซง่ึ เปน็ เครอ่ื งประดบั พระบรมราชอสิ รยิ ยศ
และราชสมบัติทั้งปวงอันปฏิพัทธ์เฉพาะพนักงานต่าง ๆ ตามธรรมเนียมแต่ก่อนมา
ในใตฝ้ า่ ละอองธลุ พี ระบาทสมเดจ็ พระบรมนาถบรมบพติ ร พระจฬุ าลงกรณเ์ กลา้ เจา้ อยหู่ วั
ควรมคิ วรแลว้ แต่จะทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ขอเดชะ” ฯ

สิ้นค�ำอาลักษณ์กราบทูลเบิกแล้ว จึงมีพระบรมราชโองการพระราชทานพระบรมราชวโรกาส
แก่บรรดาข้าราชการทั้งปวง ว่าต่อไปภายหน้า ถ้ามีเหตุการณ์อันสมควรจะกราบบังคมทูลฯ ให้มีโอกาส
กราบบังคมทูลได้ตรงต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจงทุกคน ตามสมควรแก่เหตุแห่งราชการ
พระศรสี ุนทรโวหารรับพระบรมราชโองการแล้ว ข้าราชการกราบถวายบังคมอีกคร้ัง ๑

ขณะนั้นเจ้าพระยาภูธราภัยท่ีสมุหนายกกราบทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานถวาย
พระยาช้างต้นพระทน่ี งั่ พระยาม้าต้นพระทนี่ ่งั กับเมอื งเอก โท ตรี จตั วา ทง้ั ไพรพ่ ลฝา่ ยพลเรอื น แดพ่ ระบาท
สมเด็จพระบรมนาถบรมบพิตร พระจฬุ าลงกรณเ์ กล้าเจ้าอยูห่ ัว ขอเดชะ”

พระยาเทพประชุนราชปลัดทูลฉลองพระกลาโหม กราบทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทาน
ถวายพระมหาพิชัยราชรถ เรือพระที่นั่งศรีสมรรถชัย เรือพระที่น่ังไกรสรมุข เรือกระบวนใหญ่น้อยและ
เคร่ืองสรรพยุทธท้ังปวง กับเมือง เอก โท ตรี จัตวา ไพร่พลเมืองฝ่ายทหาร แด่พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ
บรมบพติ ร พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยูห่ ัว ขอเดชะ”

พระยาพิพัฒนโกษากราบทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานถวายเครื่องพระพัทธยากร
ราชสมบตั ทิ งั้ ๑๒ พระคลงั แดพ่ ระบาทสมเดจ็ พระบรมนาถบรมบพติ ร พระจฬุ าลงกรณเ์ กลา้ เจา้ อยหู่ วั ขอเดชะ”

พระยามหาอ�ำมาตย์กราบทูลวา่ “ขา้ พระพุทธเจ้าขอพระราชทานถวายพระทนี่ ่งั มนเทียรปราสาท
ราชนิเวศน์มหาสถาน พระราเชนทรยาน ท้ังเครื่องสูงเฉลิมพระเกียรติยศ แด่พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ
บรมบพติ ร พระจุฬาลงกรณเ์ กล้าเจ้าอยู่หัว ขอเดชะ”

เจ้าพระยายมราชกราบทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานถวายกรุงเทพมหานคร
อมรรัตนโกสนิ ทร มหนิ ทรายธุ ยามหาสถาน แดพ่ ระบาทสมเด็จพระบรมนาถบรมบพติ ร พระจุฬาลงกรณ์เกลา้
เจ้าอยู่หวั ขอเดชะ”

พระยาประชาชพี กราบทูลว่า “ขา้ พระพทุ ธเจา้ ขอพระราชทานถวายธัญญาหารแดนสถานลานนา
ทวั่ พระราชอาณาเขตประเทศตำ� บลใหญน่ อ้ ยทงั้ ปวง แดพ่ ระบาทสมเดจ็ พระบรมนาถบรมบพติ ร พระจฬุ าลงกรณเ์ กลา้
เจา้ อย่หู ัว ขอเดชะ”

จึงมีพระราชโองการด�ำรัสส่ังเจ้าพระยาและพระยาทั้งปวงว่า “สิ่งของท้ังน้ีจงจัดแจงท�ำนุบ�ำรุง
ไว้ให้ดี จะได้ป้องกันรักษาแผ่นดิน และจะได้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาสืบไป” เจ้าพระยาภูธราภัยผู้เป็น
อัครมหาเสนาบดีรับพระราชโองการกราบถวายบังคมทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้าขอรับพระราชโองการ

136 ๑ เจ้าพระยาธรรมา (บุญศรี) เจ้าพระยาพลเทพ (หลง) ชราทุพพลภาพทัง้ ๒ คน

ประมวลบทความ

เนือ่ งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

มาณพระบัณฑูรสุรสิงหนาทใส่เกล้าใส่กระหม่อม ขอเดชะ” เมื่อข้าราชการฝ่ายไทยกราบบังคมทูลเสร็จแล้ว
ซินยอวิเอนา กงสุลเยเนราลโปรตุเกส ซึ่งเป็นหัวหน้าน�ำชาวต่างประเทศท้ังปวง จึงกราบทูลถวายชัยมงคล
แทนรัฐบาลต่างประเทศทั้งปวงที่มีทางพระราชไมตรี และมีพระราชด�ำรัสตอบตามสมควร๑ แล้วเสด็จลงจาก
พระแท่นเศวตฉัตรประทับในพระฉาก ทรงเปล้ืองพระมหามกุฎเปลี่ยนทรงพระมหาชฎาแล้ว เสด็จเข้าไปยัง
พระท่ีน่ังไพศาลทักษิณ ประทับพระท่ีน่ังภัทรบิฐ ท้าวรจันทร์ (มาลัย) กราบบังคมทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้า
ขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายพระสนม ๑๒ พระก�ำนัล แด่พระบาทสมเด็จพระบรมนาถบรมบพิตร
พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว ขอเดชะ” มีพระราชปฏิสันถารตามสมควร พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในถวาย
ธูปเทียนแล้วเสด็จลงจากพระที่นั่งภัทรบิฐไปยังมุขกระสันหอพระสุราลัยพิมาน ทรงเปล้ืองพระมหาชฎา
และประทบั รอพระฤกษ์อยู่ ณ ทนี่ ั้น

ครั้นได้เวลาพระฤกษ์เฉลิมพระมหามนเทียร จึงเสด็จมายังพระท่ีน่ังไพศาลทักษิณแล้วเสด็จขึ้น
พระท่ีน่ังจักรพรรดิพิมาน ทรงโปรยดอกพิกุลทองพิกุลเงินไปตามทาง มีนางเชิญเครื่องราชูปโภคตามเสด็จ
แล้วมีนางเชือ้ พระวงศ๒์ อุ้มวิฬา ๑ เชิญศิลาบด ๑ เชิญพานผลฟกั เขยี ว ๑ เชญิ พานข้าวเปลอื ก ๑ เชิญพานถว่ั ๑
เชิญพานงา ๑ ท่ีเชิงบันไดพระท่ีนั่งจักรพรรดิพิมานมีนางช�ำระพระบาท ๒ คน คร้ันเสด็จถึงในท่ีทรงเปล้ือง
ฉลองพระองค์ครุยและทรงจุดเทียนนมัสการ แล้วเสด็จขึ้นพระแท่นที่บรรทม พระองค์เจ้าปุกถวายดอกหมาก
ท�ำดว้ ยทองค�ำหนกั ๕ ต�ำลงึ พระองคเ์ จ้ายสี่ นุ่ ถวายพระแสห้ างช้างเผอื ก๓ ท้าวทรงกนั ดาล (ศรี) ถวายลูกกญุ แจ
ทรงรับวางไว้ข้างที่ แล้วทรงเอนพระองค์ลงบรรทมเหนือพระแท่นท่ีโดยทักษิณปรัศว์เบื้องขวาเป็นพระฤกษ์
และพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลม่อมถวายพระพรก่อน๔ แล้วพระบรมวงศานุวงศ์ท้ังน้ันถวายพระพร
ต่อภายหลงั และชาวประโคมดรุ ิยางคดนตรกี ็ประโคมขนึ้ พรอ้ มกัน

๑ การที่พระราชทานอนุญาตให้ฝรั่งต่างประเทศเข้าเฝ้าในงานบรมราชาภิเษกเริ่มมีมาแต่คร้ังรัชกาลท่ี ๔ คร้ังน้ี
หากล่าวถึงจดหมายเหตุข้างไทยไม่ แต่มีในจดหมายเหตุของฝร่ัง จึงเอามาลงไว้ (ในสมัยรัชกาลท่ี ๖ มีท้ังทูตานุทูต และ
พระราชราชวงศ์ต่างประเทศเข้าเฝ้า ส่วนสมัยรัชกาลที่ ๗ และรัชกาลที่ ๙ มีเพียงทูตานุทูตเข้าเฝ้า ไม่มีพระราชวงศ์
เข้าเฝ้า - สวป.)

๒ เมื่อแต่งหนงั สอื นี้ ผทู้ ี่ได้เชญิ เคร่อื งเฉลมิ พระราชมนเทียรเมอ่ื ปีมะโรงยังมีอย่บู ้าง สืบถามไดค้ วามวา่ คุณปลดั
เสงี่ยมเป็นผู้เชญิ ขนั ดอกพกิ ลุ ทองพกิ ุลเงิน และนางเชญิ เครอ่ื งน้นั เป็นหม่อมเจา้ ในรชั กาลที่ ๓ ท้งั นั้น คอื

หมอ่ มเจา้ ปว๋ิ ในกรมหมนื่ ภมู นิ ทรภกั ดี (ภายหลงั มพี ระเกยี รตยิ ศเปน็ พระอคั รชายาเธอ พระองคเ์ จา้ เสาวภาคย
นารรี ตั น์) ๑

หมอ่ มเจา้ สารภี ในกรมหม่ืนภมู ินทรภักดี ๑
หมอ่ มเจ้ามณฑา ในกรมหมนื่ ภูวนยั นฤเบนทราธบิ าล ๑
หม่อมเจ้าภคนิ ี ในกรมหมน่ื อกั ษรสาสนโสภณ (กรมหลวงบดนิ ทรไพศาลโสภณ) ๑
หม่อมเจา้ วิลยั วร ในพระองค์เจ้าเปยี ก ๑
หมอ่ มเจ้า (ประ) ยง ในพระองคเ์ จา้ ล�ำยอง ๑
๓ พระองคเ์ จ้ายสี่ นุ่ ในรัชกาลที่ ๒ เวลาน้นั พระชนั ษาได้ ๘๐ ปี
๔ ในจดหมายเหตมุ ิได้บอกพระนามว่าพระองค์ใด แต่คงเป็นพระองคเ์ จา้ ลม่อม

137

ประมวลบทความ

เน่อื งในพระราชพธิ บี รมราชาภิเษก

คร้ันเสร็จการพิธีเฉลิมพระราชมนเทียรแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงผลัดเครื่องแต่ง
พระองค์ทรงขาว เสด็จโดยทางข้างใน ทรงโปรยเงินไปตลอดทางจนถึงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เสด็จข้ึนไป
ทรงจดุ เทยี นเครอ่ื งนมสั การถวายบงั คมและสดปั กรณพ์ ระบรมศพ กบั ทง้ั พระบรมอฐั สิ มเดจ็ พระบรมราชบพุ การี
แล้วเสดจ็ กลับคืนไปสูพ่ ระมหามนเทียร

คร้นั เวลาบ่าย เจา้ พนักงานตงั้ บายศรีแกว้ บายศรีทอง บายศรีเงนิ บายศรีตอง เวยี นเทยี นสมโภช
พระมหามณเทียรตามจารตี โบราณขตั ติยราชาธริ าชเจ้าสืบมา๑

ต่อจากวันบรมราชาภิเษกมา เสด็จออกพระที่น่ังอมรินทรวินิจฉัย เวลาเช้าทรงตั้งพระราชาคณะ
กับข้าราชการ ซึ่งจะกล่าวต่อไปข้างหน้า และทรงรับดอกไม้ธูปเทียนซึ่งพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการผู้ใหญ่
ผู้น้อยทูลเกล้าฯ ถวาย๒ ครั้นเวลาค่�ำเสด็จออกทรงสดับพระธรรมเทศนาพิเศษเน่ืองด้วยงานพระราชพิธี
บรมราชาภเิ ษก ๔ กณั ฑ์ คอื วนั แรม ๑๓ คำ่� สมเดจ็ พระพฒุ าจารย์ (โต) วดั ระฆงั ถวายเทศนา วา่ ดว้ ยทศพธิ ราชธรรม
และจักรวรรดิวัตร วันแรม ๑๔ ค�่ำ กรมหม่ืนบวรรังสีสุริยพันธ์ถวายเทศนา ว่าด้วยพระราชพงศาวดาร
วันแรม ๑๕ คำ�่ (พระสาสนโสภณ วัดราชประดิษฐ) ถวายเทศนามงคลสตู ร เดือนอา้ ย ขึ้น ๑ ค่�ำ (สมเดจ็ พระพทุ ธ
โฆษาจารย์ จี่ วัดประยุรวงศาวาส) ถวายเทศนารัตนสตู ร๓ เป็นเสร็จงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก๔ ต่อนกี้ ็ถงึ
แห่เสด็จเลยี บพระนคร ซึ่งจะพรรณนาเปน็ ตอนหนึง่ ต่างหาก

๑ รายการตอนราชาภิเษกเฉลิมพระราชมนเทียรที่คัดมาจากจดหมายเหตุที่ไดม้ าจากกรมราชเลขาธิการเพียงนี้
ไดต้ รวจช�ำระแก้ไขตรงทเี่ หน็ ว่าผดิ บา้ งเล็กน้อย

๒ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ไดพ้ ระราชทานพระบรมราชาธบิ ายวา่ การถวายดอกไมธ้ ปู เทยี นนนั้
ตามประเพณีมีในงาน ๒ อย่าง คือ งานเฉลิมพระราชมนเทียรอย่าง ๑ กับงานทรงบ�ำเพ็ญพระราชกุศลซึ่งเป็นงานใหญ่
เชน่ ฉลองวดั เปน็ ตน้ อยา่ ง ๑ มิใช่ถวายในงานพระราชพิธีบรมราชาภเิ ษก

๓ ในจดหมายเหตทุ ่ีพบไมป่ รากฏชือ่ ทา่ นผูเ้ ทศนามงคลสตู ร รัตนสตู ร แต่สนั นษิ ฐานว่า ๒ องค์นั้นเหน็ จะไมผ่ ดิ
อน่ึงประเพณีท่ีทรงสดับพระธรรมเทศนาเน่ืองในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ไม่พบจดหมายเหตุว่าเคยมีมาแต่ก่อน
สันนษิ ฐานว่าจะมีครง้ั น้ีเป็นคร้งั แรก สบื มาแต่พระราชนยิ มของพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั

อนงึ่ ในพระราชพงศาวดารรชั กาลที่ ๔ กลา่ ววา่ มกี ารถอื นำ�้ พระพพิ ฒั นส์ ตั ยาทวี่ ดั พระศรรี ตั นศาสดาราม เนอื่ งใน
งานพระราชพิธีบรมราชาภเิ ษก แตใ่ นรัชกาลท่ี ๕ หาปรากฏว่ามีไม่

๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชด�ำริว่า พิธีราชาภิเษกซ่ึงท�ำกันมานั้นเป็น ๒ ต�ำรา
แต่หลงท�ำระคนปนกันไปเสีย คือว่าหลักแห่งการราชาภิเษกนั้น มีรดน�้ำแล้วเถลิงราชาอาสน์เป็นเสร็จพิธี ที่ว่าปนกันนั้น
เลง็ เห็นได้ สรงมุรธาภิเษกกบั ขน้ึ อฐั ทศิ รบั นำ�้ นน้ั เป็นรดน้ำ� เหมือนกนั ขนึ้ ภัทรบฐิ กับขน้ึ พระแทน่ เศวตฉตั ร เป็นเถลงิ ราชาอาสน์
เหมอื นกนั อยา่ งขน้ึ พระทนี่ งั่ อฐั ทศิ และภทั รบฐิ นนั้ เปน็ อยา่ งนอ้ ย อยา่ งสรงมรุ ธาภเิ ษกและขน้ึ พระแทน่ เศวตฉตั รนนั้ เปน็ อยา่ งใหญ่
ส�ำหรับเลือกท�ำตามโอกาสจะอ�ำนวย แต่หากเกิดความไม่เข้าใจกันข้ึนคราวใดคราวหน่ึง เลยท�ำเสียท้ัง ๒ อย่าง ให้เป็นท่ี
สิ้นสงสัยจึงเลยเลอะมา โดยพระราชด�ำริเช่นน้ี เมื่อเฉลิมพระราชมนเทียรพระราชวังดุสิต จึงโปรดเกล้าฯ ให้ท�ำพระแท่น
ท่ีสรงเป็น ๘ เหล่ียม ยอดเป็นเศวตไว้ทุ้งสหัสธาราในนั้น เวลาเสด็จขึ้นท่ีสรงไขสหัสธาราแล้ว ราชบัณฑิตและพราหมณ์
เข้าถวายน้�ำ ๘ ทิศ ติดไปทีเดียว เสร็จแล้วเสด็จข้ึนทรงเคร่ืองบนพลับพลา แล้วเสด็จออกพระที่นั่งอภิเศกดุสิต เสด็จข้ึน
เถลิงภัทรบิฐซึ่งโปรดเกล้าฯให้ท�ำใหม่ตั้งเหนือพระแท่นเศวตฉัตร พระบรมวงศานุวงศ์ข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายหน้า
เข้าเฝ้า พราหมณ์ร่ายมนต์สรรเสริญไกรลาสเสร็จแล้วฝ่ายหน้ากราบถวายบังคมลาออก พระบรมวงศานุวงศ์ข้าทูลละอองธุลี
พระบาทฝ่ายในเขา้ เฝา้ แล้วเสดจ็ ข้นึ
138

ประมวลบทความ

เนือ่ งในพระราชพธิ ีบรมราชาภิเษก

เลียบพระนคร

การเลียบพระนครนับเป็นส่วนหนึ่งในพิธีบรมราชาภิเษกเน่ืองมาแต่พิธีท่ีท�ำในพระราชฐาน
มีการเสด็จออกท้องพระโรงให้ข้าราชการท้ังปวงได้มีโอกาสเข้าเฝ้าทั่วหน้า เม่ือเสร็จการพิธีในพระราชฐาน
จึงเสด็จออกเลียบพระนครเพื่อให้ประชาราษฎรได้โอกาสเฝ้าทั่วหน้ากันด้วย แต่ประเพณีการเลียบพระนคร
แห่เสด็จพระเจ้าแผ่นดินเป็นกระบวนพยุหยาตราอย่างใหญ่ คล้ายกับยกกองทัพ ผิดกับกระบวนแห่เสด็จ
ในการพิธีอ่ืนท้ังนั้น ชวนให้สันนิษฐานว่าประเพณีเดิมเห็นจะเสด็จเลียบถึงเมืองรายรอบมณฑลราชธานี
ต้องเสดจ็ โดยทางบกบา้ ง ทางเรอื บ้าง และประทบั รอนแรมเปน็ ระยะไปหลายวันจนกว่าจะรอบมณฑลราชธานี
เพอื่ บ�ำรงุ ความสามภิ ักด์ิและใหป้ ระจกั ษพ์ ระเดชานภุ าพแก่ประชาชนทัง้ หลาย ครั้นนานมา เหน็ เปน็ การล�ำบาก
โดยมิจ�ำเป็น จึงย่นระยะทางลงเป็นเพียงเลียบพระนครราชธานี แล้วยอ่ ลงมาอีกชั้นหน่ึงคงแห่เสด็จเลียบรอบ
ก�ำแพงพระนครแต่ทางเรือ ส่วนทางบกเป็นแต่แห่เสด็จเลียบรอบบริเวณพระราชวัง เห็นจะเป็นอย่างนี้
มาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ถึงกระน้ันกระบวนแห่เสด็จเลียบพระนครยังก�ำหนดจ�ำนวนพลถึง ๑๐,๐๐๐
เป็นอย่างต�่ำ และพึงสังเกตเห็นเค้าเงื่อนกองทัพได้ในร้ิวกระบวนแห่ ที่กรมทหารทุกหมู่เหล่า ตลอดจน
ข้าราชการที่เป็นต�ำแหน่งแม่ทัพนายกองเข้าเป็นตาริ้วในกระบวนทั้งส้ิน ไม่ใช่แต่ข้าราชการในราชส�ำนัก
เท่านนั้

การเลียบพระนครในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์น้ี เลียบพระนครทางเรือเคยมีแต่ ๒ ครั้ง คือใน
รัชกาลที่ ๑ เมื่อสร้างพระนครและเคร่ืองเฉลิมพระราชอิสริยยศต่าง ๆ รวมท้ังเรือกระบวนแห่เสด็จส�ำเร็จแล้ว
ท�ำการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเต็มตามต�ำราเม่ือปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๒๘ จึงเสด็จเลียบพระนครท้ังทางบก
และทางเรือครั้ง ๑ ถึงรัชกาลท่ี ๔ (ได้ยินว่าเพราะประจวบกับเวลาที่ได้ซ่อมแซมเรือกระบวนเม่ือตอนปลาย
รัชกาลท่ี ๓) จึงมีการเลียบพระนครท้ังทางบกและทางเรืออีกคร้ัง ๑ เมื่อบรมราชาภิเษกในรัชกาลที่ ๒ และ
รชั กาลท่ี ๓ มแี ต่เลยี บพระนครทางบก ถงึ รัชกาลท่ี ๕ จงึ มีการเลียบพระนครแตท่ างบกอยา่ งเดยี ว๑

กระบวนแห่เสดจ็ เลียบพระนครทางบก๒ เปน็ ท�ำนองเดียวกนั ทุกรชั กาล จัดกระบวนเป็นตอน คือ
ตอนที่ ๑ พวกเสนากรมต่าง ๆ เดนิ เป็น ๘ สายน�ำหนา้ ตอนท่ี ๒ กระบวนหลวง ตอนท่ี ๓ เสนากรมต่าง ๆ
กระบวนหลังเดิน ๘ สาย ตอนที่ ๔ กระบวนเจ้านายทรงม้า และเสนาบดีน่ังเสล่ียงหรือแคร่ตามบรรดาศักด์ิ
ตามเสด็จด้วยเป็นท่ีสุด กระบวนแห่เปล่ียนแปลงบ้างแต่เมื่อมีทหารอย่างใดจัดขึ้นในรัชกาลก่อน ถึงรัชกาล
หลงั ก็เพิ่มทหารอย่างนัน้ เข้าในกระบวนแหด่ ้วย

ในรัชกาลที่ ๕ เสด็จเลียบพระนครเม่ือวันพุธ เดือนอ้าย ข้ึน ๔ ค่�ำ ปีมะโรงฯ เม่ือก่อนวันแห่
เจ้าพนักงานแต่งทางถนน “เกล่ียทรายราบร่ืน”๓ สองข้างทางปักฉัตรเบญจรงค์ ๗ ชั้น กั้นราชวัติ

๑ แตเ่ มือ่ ท�ำพิธีบรมราชาภเิ ษกคราวปรี ะกา พ.ศ. ๒๔๑๖ มกี ารเลยี บพระนครท้งั ทางบกและทางเรือ
๒ ริ้วกระบวนแห่เสด็จเลียบพระนครคราวปีมะโรง ข้าพเจ้าค้นพบเมื่อแต่งหนังสือนี้ ๒ ฉบับ ฉบับหน่ึงดูเป็น
ร้ิวกระบวนเม่ือก่อนแห่ อีกฉบับหนึ่งเป็นจดหมายเหตุพรรณนากระบวนอย่างย่อ ๆ เมื่อแห่แล้ว ทั้ง ๒ ฉบับมีแตกต่างกัน
อยบู่ า้ ง ต้องใชค้ วามสันนิษฐานตัดสนิ ในบางแหง่
๓ ในสมยั นน้ั ไมไ่ ดท้ �ำถนนถมศลิ าส�ำหรับใชร้ ถ ถนนรอบพระบรมมหาราชวังปดู ้วย “อิฐร”ู แผ่นใหญ่ พ้ืนทขี่ รขุ ระ
เวลามีการแห่จึงต้องโรยทราย

139

ประมวลบทความ

เน่อื งในพระราชพธิ บี รมราชาภิเษก

ผกู ต้นกลว้ ย ออ้ ย และธงกระดาษรายเป็นระยะ และมีปีพ่ าทย์ กลองแขก เครอ่ื งประโคม และต้ังรา้ นนำ้� ส�ำหรบั
บริโภคไว้ด้วยทุกระยะ ท่ีแห่งใดเป็นหัวถนนหนทาง ก็มีพวกทหารกรมอาสาหกเหล่าไปตั้งกระโจมหอกจุกช่อง
ทุกแห่งไป เป็นอย่างทหารรายทางในสมัยนั้น อน่ึง แต่ก่อนมามีประเพณีบังคับเจ้าของบ้านเรือนบรรดาอยู่ริม
ทางแห่เสด็จให้ปิดประตูหน้าต่าง๑ แต่เมื่อเสด็จเลียบพระนครในรัชกาลท่ี ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวโปรดให้เลิกห้ามนั้นเสีย พระราชทานอนุญาตให้ผู้อยู่บ้านเรือนริมทางเสด็จเปิดประตูหน้าต่างได้
ตามชอบใจ จึงเกิดมีการต้ังเคร่ืองสักการบูชาตามบ้านเรือนซึ่งเสด็จผ่านไป ถึงคร้ังน้ีก็เหมือนกัน ส่วนกระบวน
แห่เสดจ็ นั้น

ที่ ๑ กระบวนทหารม้า เสนากองหนา้ ขุนโจมพลลา้ นกับขุนสทา้ นพลแสน แต่งตัวสวมสนบั เพลา
นุ่งผ้าเก้ียว ใส่เสื้อแพร โพกผ้าสีทับทิมขลิบทอง ขัดดาบ ขี่ม้าถือธงห้าชายหักทองขวางน�ำกระบวนคู่ ๑
แล้วถึงทหารม้าเกราะทอง (แต่งเครื่องเกราะทองอย่างฝรั่ง๒) ถือขวาน และกรมม้าแต่งอย่างฮ่อ ถือเกาทัณฑ์
เป็นกระบวนขมี่ า้ ทงั้ สิ้น

ท่ี ๒ กระบวนฝรั่งแม่นปืน (แต่งตัวอย่างฝรง่ั ๓) ลากปืนจารง๔ ๔ กระบอก
ท่ี ๓ กรมม้าขี่ม้าถือธงฉานและธงยันต์แถวหน่ึง แล้วถึงพระยาสีหราชเดโชชัย แต่งตัวสวม
สนับเพลานุ่งยก ใส่เส้อื โหมด โพกผา้ สที บั ทมิ ขลบิ ทอง ขดั ดาบ น่งั แครค่ นหามน�ำกระบวน๕ พระยาราชวรานกุ ลู
ปลัดทูลฉลองมหาดไทย พระยาศรีสรราชภักดี ว่าที่ปลัดทูลฉลองกลาโหม แต่งตัวสวมสนับเพลานุ่งยก ใส่เสื้อ
โพกผ้าสีทับทิมขลิบทอง ขัดดาบ ข่ีม้าน�ำริ้วคู่กันเป็นประตูหน้า ต่อน้ันถึงกระบวนเสนาเดิน ๘ สาย สายนอก
ข้างละ ๒ สายกรมเดียวกัน สายในเดินกลาง ๔ สายกรมเดียวกัน นายแต่งตัวเคร่ืองทรงประพาส ขัดดาบ
ขุนหม่นื ไพร่นุ่งกางเกง ใสเ่ สอ้ื เสนากฏุ หมวกหนัง
ท่ี ๔ สายนอก ธงทหาร แล้วถึงปี่พาทย์ ๔ ส�ำรบั น�ำกระบวนทหารอย่างยุโรปถือปืนคาบศลิ า
สายใน กระบวนกรมอาสาจาม ถือหอกคู่๖
ที่ ๕ สายนอก ทหารเกณฑห์ ัดถอื ปืน (ราง) แดง
สายใน คนถอื ธงยันต์ ๔ คน น�ำกระบวนกรมล้อมวงั ถือดาบโล่
ที่ ๖ สายนอก กรมทหารรักษาพระองค์ ถือปนื ปลายหอก
สายใน คนถือธงยนั ต์ ๔ คน น�ำกระบวนกรมอาสาใหญ่ ถือดาบเชลย

๑ ประเพณนี ้ีไดม้ าแตเ่ มอื งปักก่งิ แตจ่ ะได้มาคร้ังไหน หาทราบไม่
๒ ชื่อกรมม้าเกราะทองมีมาแตโ่ บราณ มาแต่งเครื่องเกราะอย่างฝรงั่ เศสเมื่อรัชกาลท่ี ๔
๓ กรมฝรง่ั แม่นปนื ปรากฏในพงศาวดารว่ามแี ตค่ รงั้ กรุงศรีอยธุ ยา เมอ่ื รัชกาลสมเด็จพระชัยราชาธริ าช
๔ บางครง้ั เขยี นว่า ปนื จ่ารง หรือ ปนื จ่ารงค์ - สวป.
๕ พระยาสีหราชเดโชชัย เปน็ ต�ำแหน่งแมท่ พั บังคับเสนากองตา่ ง ๆ กระบวนหน้า ควรสังเกตเคร่อื งแตง่ ตวั ที่โพก
ผ้าสที ับทมิ ขลบิ ทองนั้น แสดงว่าเคร่ืองแตง่ ศรี ษะขา้ ราชการแตโ่ บราณมี ๒ อย่าง คอื ลอมพอก (กผ็ า้ โพกน้ันเอง แตโ่ พกเป็นทรง
สูงและมีเคร่อื งประดบั ) อย่าง ๑ ผา้ โพกอยา่ ง ๑ สนั นิษฐานว่า ผ้าโพกใชเ้ วลาออกสงคราม ลอมพอกใชใ้ นการพธิ ี
๖ กองที่ ๔ นี้ จะแต่งตวั อยา่ งไรสงสยั อยู่ ทหารอย่างยุโรปบางทีจะแต่งอย่างทหารฝรงั่ และพวกอาสาจามกจ็ ะ
แต่งอยา่ งแขก
140

ประมวลบทความ

เนื่องในพระราชพิธบี รมราชาภิเษก

ที่ ๗ สายนอก เหมอื นก่อน๑
สายใน ก็เหมอื นกอ่ น เป็นกระบวนมอญกรมดง้ั ทอง ถอื ดาบดง้ั
ที่ ๘ สายนอก เหมอื นก่อน
สายใน เป็นกระบวนกรมมอญกรมอาทมาท ถอื ดาบ
ที่ ๙ สายนอก เหมอื นกอ่ น
สายใน เป็นกระบวนกรมเขนทอง ถือเขนแบกดาบ
ท่ี ๑๐ สายนอก เหมอื นกอ่ น
สายใน เป็นกระบวนกรมท�ำลุ ถอื ธนูหางไก่
ท่ี ๑๑ สายนอก เหมอื นกอ่ น
สายใน เปน็ กระบวนกรมอาสาญ่ีปุ่น ถอื ขวานจนี ดา้ มยาว
ที่ ๑๒ สายนอก เหมือนกอ่ น
สายใน เป็นกระบวนกรมทา่ ถอื เสโล่ หมดกระบวนหนา้ เพยี งน้ี

กระบวนหลวง
ที่ ๑๓ ต�ำรวจถือธงฉานแถวหนงึ่ ๘ คน
ท่ี ๑๔ สายนอก ต�ำรวจขดั ดาบ
สายใน มโหระทึก กลองชนะ
ท่ี ๑๕ สายนอก ต�ำรวจถือหอก
สายใน แตรฝรัง่ แตรงอน สงั ข์ เคร่อื งสูง และพระแสงหวา่ งเครอ่ื ง๒
ที่ ๑๖ สายนอก (แถวนอก) นายเวร จ่า ปลดั กรม เจา้ กรมต�ำรวจหนา้
สายนอก (แถวใน) หุ้มแพร จ่า นายเวร หัวหมืน่ มหาดเล็ก
สายใน พระกรรมภ์ ิรมย์ ธงชัยราชกระบธ่ี ุช ครฑุ พา่ ห์ พราหมณ์
ที่ ๑๗ พระทีน่ ัง่ พดุ ตานที่เสดจ็ ประทบั มกี �ำนัลเชญิ พระกลด บังสูรย์ พดั โบก ทวยพระสุพรรณศรี
ทวยเงินทรงโปรย สองขา้ งพระยานมาศมีกรมวังและคูเ่ คยี ง ต่อออกไปถงึ อนิ ทรพรหม
ที่ ๑๘ สายนอก เจ้ากรม ปลัดกรม นายเวรต�ำรวจหลัง๓ คอื กรมพลพนั กรมทหารใน กรมรักษา
พระองค์ กรมทนายเลอื ก ตอ่ นน้ั ถงึ พวกกรมรักษาพระองค์ ถอื ปนื ทองปราย

๑ ในร้ิวกระบวนไมบ่ อกชือ่ กรมไว้ สนั นิษฐานวา่ จะเปน็ กรมรกั ษาพระองคน์ ัน้ เอง
๒ กองที่ ๑๓ ที่ ๑๔ ที่ ๑๕ แต่งตวั อย่างไรสงสัยอยู่ ต�ำรวจเลวเห็นจะนุ่งผา้ พืน้ ใสเ่ ส้อื ขาว คาดรดั ประคด แตพ่ วก
มโหระทกึ และกลองชนะนน้ั นงุ่ กางเกงแดงเสอื้ แดง หมวกกลบี ล�ำดวนแดง พวกแตรสงั ขใ์ สเ่ สอื้ แดงกางเกงแดงหมวกถงุ พวกเชญิ
เครือ่ งสูงก็นุง่ กางเกงร้ิวสวมลอมพอกแดงมาแตก่ อ่ นแล้ว
๓ ต�ำรวจตง้ั แตน่ ายเวรขนึ้ ไป มหาดเลก็ ตง้ั แตห่ มุ้ แพร ทเี่ ขา้ รวิ้ ตลอดจนคเู่ คยี ง แตง่ สวมสนบั เพลา นงุ่ ผา้ สมปกั ลาย
เส้ืออัตลัดเขม้ ขาบแล้วสวมเสือ้ ครยุ สะพายกระบี่ตามยศ โพกผ้าสีทับทมิ ขลิบทอง ไม่ใช้ลอมพอก มหาดเล็กกรมวังท่เี ชิญเครอื่ ง
และตามเสด็จในกระบวนไม่สวมเส้ือครุยหรอื ขดั ดาบ

141

ประมวลบทความ

เน่อื งในพระราชพธิ ีบรมราชาภเิ ษก

สายใน มหาดเลก็ เชิญเคร่อื ง ชาวพระคลังมหาสมบัตเิ ชิญพานเงนิ ตรา ภูษามาลาเชิญพาน
พระภษู า มหาดเลก็ เชญิ พระแสง เครอ่ื งสงู หลงั มโหระทกึ ก�ำนลั เชญิ พระแสงพระราชยาน ทน่ี งั่ รอง
พระวอ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ ๒ พระองค์ทรงด้วยกัน ม้าพระท่ีนั่งผูกเคร่ืองกุด่ัน ๒ ม้า
รถพระทีน่ ั่ง ๔ หลงั หมดกระบวนหลวงเพยี งน้ี

เสนากองหลัง
ท่ี ๑๙ สายนอก รกั ษาพระองคถ์ ือปืน
สายใน ขนุ หม่นื ๔ คน ถือธงยันตน์ �ำกระบวนเกณฑ์หัดอยา่ งฝร่งั ถือปืนหลงั ม้า
ท่ี ๒๐ สายนอก เหมือนก่อน
สายใน ก็เหมอื นกอ่ น เปน็ กระบวนกรมทวนทอง ถอื ทวน
ท่ี ๒๑ สายนอก เหมือนกอ่ น
สายใน เปน็ กระบวนกรมทหารใน ถอื ง้าว
ที่ ๒๒ สายนอก ในรวิ้ ไม่มี (แตเ่ ข้าใจวา่ เหมือนก่อน)
สายใน เป็นกระบวนกรมอาสารอง ถือตรี (สามงา่ ม)
ที่ ๒๓ สายนอก ในรว้ิ ไม่มี
สายใน เปน็ กระบวนกรมเรอื กนั ถือตะบองทอง
ที่ ๒๔ พระยาศรสี งิ หเทพ พระนรนิ ทรราชเสนี ปลดั บญั ชมี หาดไทย กลาโหม เดนิ คกู่ นั เปน็ ประตหู ลงั
ท่ี ๒๕ กรมทหารปนื ใหญ่ (ญวน) ลากปนื ใหญ่ ๔ กระบอก หมดกระบวนเสนาเพียงน้ี
ท่ี ๒๖ เจา้ นายแต่งพระองค์ “อยา่ งเทศ” ทรงม้าตามเสด็จ ๑๐ ค๑ู่
คู่ท่ี ๑ พระเจ้าบวรวงศ์เธอชั้น ๒ กรมหม่ืนสิทธิสุขุมการ กับ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่น
(ภายหลังเปน็ กรมขุน) ภวู นัยนฤเบนทราธิบาล
คู่ที่ ๒ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหม่ืนอักษรสารโสภณ (ภายหลังเป็นกรมหลวงบดินทรไพศาล
โสภณ) กับ พระเจ้าราชวรวงศเ์ ธอ กรมหม่ืน (ภายหลงั เป็นกรมขนุ ) เจรญิ ผลพลู สวสั ด์ิ
คูท่ ี่ ๓ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองคเ์ จา้ กฤษฎาภินิหาร๒ (กรมพระนเรศรว์ รฤทธ)ิ์ กับ พระองคเ์ จ้า
คัคณางคยคุ ล (กรมหลวงพชิ ิตปรชี ากร)

๑ ในร้วิ กระบวนไม่ลงพระนาม แต่สืบถามไดค้ วามดงั กล่าวไว้ในนี้
๒ ในราชสกลุ วงศ์ ใช้ กฤดาภนิ ิหาร - สวป.
142

ประมวลบทความ

เน่ืองในพระราชพิธบี รมราชาภิเษก

คูท่ ่ี ๔ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าสุขสวัสดี๑ (กรมหลวงอดิศรอุดมเดช) กับ พระองค์เจ้า
ทวีถวัลยลาภ (กรมหมน่ื ภธู เรศรธ์ �ำรงศกั ดิ์)

คู่ที่ ๕ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ (กรมหลวงประจักษศิลปาคม) กับ
พระองค์เจ้าเกษมสันตโสภาคย๒์ (กรมหลวงพรหมวรานรุ ักษ)์

คู่ที่ ๖ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้ากมลาสเลอสรรค์ (กรมหมื่นราชศักดิสโมสร) กับ
พระองค์เจา้ อุนากรรณอนันตนรชยั ๓

คู่ท่ี ๗ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าเกษมศรีศุภโยค (กรมหม่ืนทิวากรวงศ์ประวัติ) กับ
พระองคเ์ จ้าศรีสิทธิธงชยั ๔ (กรมขนุ ศริ ธิ ัชสังกาศ)

คทู่ ่ี ๘ พระเจ้าบวรวงศ์เธอชั้น ๔ พระองค์เจ้าสุธารส กับ พระองค์เจ้าวรรัตน๕ (กรมหม่ืน
พิศาลบวรศักด์)ิ

คทู่ ี่ ๙ พระเจ้าบวรวงศ์เธอชั้น ๔ พระองค์เจ้าภาณุมาศ กับ พระองค์เจ้าหัสดินทร์ (กรมหม่ืน
บริรักษน์ รินทรฤ์ ทธ์)ิ ๖

คูท่ ี่ ๑๐ พระเจา้ บวรวงศเ์ ธอชัน้ ๔ พระองคเ์ จ้าเบญจางค์ กับ พระองค์เจ้าเนาวรตั น (กรมหม่นื
สถติ ยธ์ �ำรงสวัสด)ิ์ ๗

กระบวนเสนาบดีมีแต่เจ้าพระยาภธู ราภยั ทส่ี มุหนายกคนเดยี ว๘
ถึงวันพุธ เดือนอ้าย ขึ้น ๔ ค�่ำ เวลาเช้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกพระท่ีน่ัง
ดสุ ดิ าภริ มย์ ทรงเครอ่ื งพระภษู าเขยี นทอง ฉลองพระองคเ์ ยยี รบบั สายรดั พระองคป์ ระดบั เพชร ทรงพระมหาสงั วาล
นพรตั น์ และพระธ�ำมรงคเ์ พชร เหนบ็ พระแสงตรี ฉลองพระองคค์ รยุ กรองทองชนั้ นอก ทรงพระมหาชฎาพระกลบี
เสด็จขึ้นประทับพระที่นั่งพุดตาน เวลาเช้า ๑๐ นาฬิกา ยิงปืนใหญ่ให้สัญญาแล้วเคลื่อนกระบวนพยุหยาตรา
ออกจากพระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษชัยศรี ทรงโปรยเงินพระราชทานชาวพระนครประทักษิณ
พระบรมมหาราชวังไปทางถนนหน้าพระลาน ถนนสนามชัย หยุดกระบวนประทับที่วัดพระเชตุพน๙
ทห่ี นา้ วัดปลกู โรงไวเ้ ป็นทร่ี ับฝรง่ั ชาวตา่ งประเทศ

๑ ในราชสกลุ วงศ์ ใช้ ศุขสวสั ดิ - สวป.
๒ ในราชสกุลวงศ์ ใช้ เกษมสันตโ์ สภาคย์ – สวป.
๓ ในราชสกุลวงศ์ ใช้ อุณากรรณอนนั ตรไชย - สวป.
๔ ในราชสกลุ วงศ์ ใช้ ศรสี ทิ ธิธงไชย - สวป.
๕ ในราชสกลุ วงศ์ ใช้ วรรตั น์ - สวป.
๖ ในราชสกุลวงศ์ ใช้ บริรักษน์ รินทรฤทธิ์ - สวป.
๗ ในราชสกุลวงศ์ ใช้ เนาวรัตน์, สถิตยด์ �ำรงสวสั ดิ์ - สวป.
๘ ด้วยเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ ท่ีสมุหพระกลาโหมเป็นผู้ส�ำเร็จราชการแผ่นดิน และเสนาบดีจตุสมดมภ์ป่วยเจ็บ
แกช่ รา ๓ คน กรมขนุ วรจกั รก์ ็เปน็ เจา้ นาย
๙ การหยดุ ประทบั ท่ีวัดพระเชตพุ น เพง่ิ มีข้ึนเม่อื เลยี บพระนครครัง้ รัชกาลท่ี ๔

143

ประมวลบทความ

เนือ่ งในพระราชพธิ บี รมราชาภิเษก

นายพลเรือเกบเปล แม่ทัพเรืออังกฤษที่เมืองจีน กับนายทหารเรือและกงสุล และพ่อค้าฝรั่ง
ต่างประเทศไปคอยเฝ้าอยู่ด้วยกัน ณ ท่ีน้ัน โปรดให้แม่ทัพนายเรืออังกฤษกับกงสุลต่างประเทศเฝ้าท่ี
พลับพลาวัดพระเชตุพน และพระราชทานดอกพิกุลทองและเงินของส�ำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
ให้เป็นท่ีระลึกด้วยทั่วกัน เมื่อเสด็จนมัสการพระท่ีในพระอุโบสถเสร็จแล้ว เคล่ือนกระบวนแห่ไปทาง
ถนนท้ายวัง เลี้ยวเข้าประตูสุนทรพิศาลทิศา๑สกัดใต้มาทางท้ายสนม (เจ้านายฝ่ายในเสด็จออกทอดพระเนตร
แห่ที่โรงทาน๒) ออกประตูพิทักษบวรสกัดเหนือ เลี้ยวถนนหน้าพระลานมากลับเข้าประตูวิเศษชัยศรี

เสดจ็ กลบั ขึน้ เกยพระทน่ี ่งั ดุสิดาภิรมย์ เปน็ เสรจ็ การเลียบพระนคร๓

๑ สันนิษฐานว่าต้นฉบับพิมพ์ผิด แต่ไม่แน่ว่าหมายถึงประตูใด เน่ืองจากประตูรอบพระบรมมหาราชวังมีชื่อ
ประตูสุนทรทิศา แต่ดูจากแผนที่แล้วจะอยู่ทางด้านเหนือ ไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกับวัดพระเชตุพน ส่วนอีกประตูที่มีชื่อและต�ำแหน่ง
ใกล้เคยี งกับขอ้ ความ คือ ประตูพศิ าลทกั ษณิ ซง่ึ เปน็ ประตชู ั้นในด้านใต้ ออกประตูวิจิตรบรรจงออกวดั พระเชตุพน ปรากฏใน
ทำ� เนยี บนามภาค ๑ (กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พเ์ จรญิ ผล, ๒๔๕๓), หนา้ ๓๓. จงึ อาจเปน็ ไปไดท้ กี่ ระบวนจะผา่ นเขา้ ประตดู า้ นในทางดา้ น
ทิศใต้ เพ่ือไปออกประตูพิทักษบวร มากกว่าย้อนไปทางเหนือท่ีประตูสุนทรทิศาแล้วกลับมาทางใต้เพ่ือย้อนกลับไปทางเหนือ
เข้าประตวู ิเศษไชยศรี - สวป.

๒ โรงทานเดยี๋ วนร้ี อ้ื เสียแล้ว อยตู่ รงที่สร้างตึกหลังข้างเหนอื ประตูศรีสนุ ทร
๓ ปรากฏในจดหมายเหตฝุ รง่ั วา่ เมอ่ื แหแ่ ลว้ กรมขนุ วรจกั รธ์ รานภุ าพ (ในราชสกลุ วงศ์ ใช้ วรจกั รธรานภุ าพ - สวป.)
ซ่ึงเป็นเสนาบดบี ญั ชาการกรมทา่ เชญิ พวกฝร่งั ไปเลี้ยงท่วี งั ด้วย
144

เรื่องบรมราชาภเิ ษก

THE OLD SIAMESE CONCEPTION
OF THE MONARCHY

พระนิพนธ์
พระวรวงศ์เธอ กรมหมืน่ พิทยลาภพฤฒยิ ากร

พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพทิ ยลาภพฤฒยิ ากร


Click to View FlipBook Version