The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อีบุ๊คกฎหมาย13เรื่อง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by moon stardust, 2024-02-01 07:49:44

อีบุ๊คกฎหมาย

อีบุ๊คกฎหมาย13เรื่อง

คำ นำ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) นี้ จัดทำ ขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับ กฎหมายเบื้องต้นสำ หรับการเรียนวิชาสังคมศึกษา โดยทั้งนี้จะได้ทราบถึงกฎหมายในเล่มนี้ ทั้งหมด13เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของมาตราข้อกฎหมาย บทลงโทษ และอื่นๆ ทางคณะผู้จัดทำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เล่มนี้จะเป็น ประโยชน์สำ หรับคนที่สนใจในเรื่องของกฎหมาย และหวังว่าจะได้ประโยชน์จากหนังสือ E-Book เล่มนี้ไม่มากก็น้อย ผิดพลาดประการใดทางคณะผู้จัดทำ ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย คณะผู้จัดทำ สาริศา อ่อนเกตุพล ดวงพร กุลบุตร


1.กฎหมายผู้เยาว์ 2.กฎหมายการหมั้นการสมรส 3.กฎหมายบัตรประจำ ตัวประชาชน 4.กฎหมายมรดกและการทำ พินัยกรรม 5.กฎหมายนิติกรรมสัญญา 6.กฎหมายความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ 7.กฎหมายความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย 8.กฎหมายภาษีอากร 9.กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค 10.กฎหมายจราจร 11.กฎหมายพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ 12.กฎหมายสินค้าออนไลน์ 13.กฎหมายเกี่ยวกับบุตรบุญธรรม - บรรณานุกรม สารบัญ หน้า 1 2-3 4-6 7-10 11-16 17-20 21-25 26-34 34-48 49-51 51-54 55-59 59-63 64


กฎหมายเกี่ยวกับผู้เยาว์ ผู้เยาว์ คือ ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เป็นผู้ที่ยังอ่อนในด้านสติปัญญา ความคิด และร่างกาย ผู้เยาว์ ไม่สามารถทำ นิติกรรมได้ตามลำ พังตนเอง เพราะขาดความรู้ ความชำ นาญ ถ้าปล่อยให้ผู้เยาว์ทำ นิติกรรมได้ตามลำ พังตนเองแล้ว อาจจะทำ ให้ผู้อื่นซึ่งมีความรู้ ความสามารถดีกว่าทำ การเอา เปรียบได้ ทำ ให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เยาว์ การบรรลุนิติภาวะของผู้เยาว์ 1. บรรลุนิติภาวะโดยอายุ บุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุ 20 บริบูรณ์ (มาตรา 19) 2. บรรลุนิติภาวะโดยการสมรส ผู้เยาว์ย่อมบรรลุนิติภาวะเมื่อทำ การสมรส หากการสมรสนั้นได้ทำ เมื่อชายและหญิงมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์แล้ว (มาตรา 20 และ 1448) ผู้เยาว์ทำ นิติกรรม มาตรา 21 บัญญัติว่า “ผู้เยาว์จะทำ นิติกรรมใด ๆ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม ก่อน การใด ๆ ที่ผู้เยาว์ได้ทำ ลงปราศจากความยินยอมเช่นว่านั้นเป็นโมฆียะ เว้นแต่จะบัญญัติไว้ เป็นอย่างอื่น” จะเห็นได้ว่าผู้เยาว์จะทำ นิติกรรม จะต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบ ธรรมก่อน เช่น ผู้เยาว์ต้องการเช่าบ้าน 1 หลัง ต้องการกู้เงินจากบุคคลอื่น หรือต้องการซื้อรถยนต์ 1 คัน ผู้เยาว์จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน 1


กฎหมายเกี่ยวกับ การหมั้นสมรส การหมั้น เป็นสัญญาอย่างหนึ่งที่ทั้ง 2 ฝ่าย ตกลงกันว่า ชายและหญิงคู่หมั้น จะทำ การสมรสกันในอนาคต แต่ไม่สามารถเอาสัญญาหมั้นมาฟ้องร้องบังคับคดีให้อีกฝ่ายหนึ่งทำ การสมรสได้ เงื่อนไขสำ คัญ 1.การหมั้นจะทำ ได้ต่อเมื่อฝ่ายชายและฝ่ายหญิงมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ (มาตรา 1435) หากฝ่าฝืน การหมั้นนั้นตกเป็นโมฆะ(มาตรา 1435 วรรค 2) 2.ถ้าฝ่ายชายและฝ่ายหญิง เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ สามารถทำ การหมั้นได้ด้วย ตนเอง ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือทั้งสองฝ่าย ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จะต้องได้รับคำ ยินยอมจากบิดาและ มารดาหรือผู้ปกครองของทั้งสองฝ่ายด้วย 3.ไม่สามารถหมั้นกับคนวิกลจริต หรือคนที่ถูกศาลสั่งสั่ให้เป็นคนไร้ความสามารถได้ 4.ไม่สามารถหมั้นกับบุคคลผู้เป็นบุพการีได้ 5.ไม่สามารถหมั้นกับบุคคลที่มีคู่สมรสอยู่แล้ว 6.บุคคลที่เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน หรือร่วมแต่มารดา หรือบิดาเพียงอย่างเดียว ไม่ สามารถหมั้นกันได้ 7.บุคคลที่จะให้ความยินยอมแก่ผู้เยาว์ในการทำ การหมั้นได้แก่ บิดา และมารดา 2 ของหมั้น (มาตรา 1437) ทรัพย์สินที่ฝ่ายชายได้ให้ไว้แก่ฝ่ายหญิงในขณะทำ การหมั้นเพื่อเป็นหลัก ฐานการหมั้นและประกันว่าจะสมรสกับฝ่ายหญิง สินสอด (มาตรา 1437) เป็นทรัพย์สินที่ฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา หรือผู้ปกครองของฝ่ายหญิง เพื่อตอบแทนการที่ยินยอมให้ฝ่ายหญิงสมรสด้วย การผิดสัญญาหมั้น ถ้าฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงคู่หมั้น ไม่ยอมทำ การสมรสกับคู่หมั้นของตน โดยไม่มีมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ถือว่าคู่หมั้นฝ่ายนั้นผิดสัญญาหมั้น


การสมรส 1.การสมรสจะทำ ได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์(มาตรา 1448) 2.การสมรสจะต้องเป็นการกระทำ โดยสมัครใจของทั้ง 2 ฝ่ายหากไม่สมัครใจในการสมรส การสมรสนั้น จะเป็นโมฆะ 3.การสมรสจะกระทำ ไม่ได้ ถ้าฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงเป็นบุคคลวิกลจริตหรือคนที่ถูกศาลสั่งสั่ให้เป็นคน ไร้ความสามารถ(มาตรา 1449) หากฝ่าฝืนการสมรสนั้นตกเป็นโมฆะ (มาตรา 1495) 4.ชายและหญิงซึ่งเป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรง เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดา หรือร่วมแต่บิดาหรือ มารดา จะทำ การสมรสกันไม่ได้ (มาตรา 1450) หากฝ่าฝืน การสมรสนั้นตกเป็นโมฆะ (มาตรา 1495) 5.ชายหรือหญิงจะทำ การสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้(มาตรา 1452)หากฝ่าฝืนการสมรสนั้นตก เป็นโมฆะ(มาตรา 1495) 6.หญิงที่สามีเสียชีวิตจะทำ การสมรสใหม่ได้ต่อเมื่อ สิ้นสุดการสมรสไปแล้วไม่น้อยกว่า 310 วัน(มาตรา 1453) 7.ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมจะสมรสกันไม่ได้ (มาตรา 1451) 8.การสมรสจะทำ ได้ต่อเมื่อ ชายหญิงยินยอมเป็นสามีภรรยากันและต้องแสดงการยินยอมนั้นให้เปิด เผยต่อหน้านายทะเบียน(มาตรา 1458) 9.ผู้เยาว์จะทำ การสมรสได้ ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง(มาตรา 1454)หาก ฝ่าฝืนการสมรสนั้นตกเป็นโมฆียะ (มาตรา 1509) กฎหมายเกี่ยวกับการ หมั้นสมรส (ต่อ) 3 ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส 1.หากสามีข่มขืนกระทำ ชำ เราภรรยา ภรรยาจะฟ้องคดี ความผิดฐานข่มขืนไม่ได้ 2.การที่ภรรยาปฏิเสธไม่ยอมให้สามีร่วมประเวณีด้วย อาจเป็นการกระทำ อันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา เป็นเหตุให้สามีฟ้องหย่าได้ (มาตรา 1516 (6)) 3.ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอมอยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยา จงใจละทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งไป เกิน 1 ปี เป็นเหตุหย่าได้ (มาตรา 1516 (4))


๒. การขอมีบัตรประจำ ตัวประชาชน ผู้ที่จะขอมีบัตรประจำ ตัวประชาชน ให้ยื่นคำ ขอ ต่อพนักงานเจ้า หน้าที่กภายใน ๖๐ วันนับตั้งแต่ (๑) วันที่อายุครบ ๑๕ ปีบริบูรณ์ (๒) วันที่ได้สัญชาติไทย หรือได้กลับคืนสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ หรือวันที่ศาลมีคำ พิพากษาถึงที่สุดให้ได้สัญชาติไทย (๓) วันที่นายทะเบียนเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (๔) วันที่พ้นสภาพจากการได้รับยกเว้น กฎหมายเกี่ยวกับ บัตรประชาชน ๑. ผู้ต้องมีบัตรประจำ ตัวประชาชน ต้องเป็นผู้ที่ประกอบด้วย (๑) มีสัญชาติไทย (๒) มีอายุตั้งแต่ ๑๕ ปีบริบูรณ์แต่ไม่เกิน ๒๐ ปีบริบูรณ์ และ (๓) มีชื่อในทะเบียนบ้าน ข้อยกเว้น ผู้ที่ไม่ต้องมีบัตรประจำ ตัวประชาชน คือผู้ที่ได้รับการยกเว้นตามที่กำ หนดในกฎกระทรวง หรือผู้ได้รับการยกเว้นตามที่กำ หนดในกฎกระทรวงไม่ต้องมีบัตรประจำ ตัวประชาชน แต่มีบัตรประจำ ตัวตามกฎหมายอื่น ให้ใช้บัตรประจำ ตัวนั้นแทนสามารถมีได้ ๓. อายุบัตร บัตรมีอายุใช้ได้ 5 ปีนับตั้งแต่วันที่ออกบัตร ไปจนครบ ๖ ปีบริบูรณ์ ถ้า วันที่บัตรมีอายุ ครบ ๖ ปีบริบูรณ์ไม่ตรงกับวันครบรอบวันเกิดของผู้ถือบัตร ให้นับระยะเวลาต่อไปจนถึง วันครบรอบ วันเกิดของผู้ถือบัตรในปีนั้นหรือปีถัดไป ข้อยกเว้น สำ หรับผู้ถือบัตรที่มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์แต่ บัตรยังไม่หมดอายุ ก็ให้ใช้ ต่อไปได้ตลอดชีวิต ๔. การขอมีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตร ให้ผู้ถือบัตรอื่นคำ ขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ภายในกำ หนด ๖๐ วันนับตั้งแต่ (ก) วันที่บัตรเติมหมดอายุ (ข) วันที่บัตรหายหรือถูกทำ ลาย (ค) วันที่บัตรชำ รุดในสาระสำ คัญ (ง) วันที่มีการแก้ไขชื่อตัวหรือชื่อสกุล หรือแก้ไขชื่อตัวและชื่อสกุลในทะเบียนบ้าน เมื่อพนักงานเจ้า หน้าที่ได้รับคำ ขอและเห็นว่าคำ ขอมีรายการถูกต้องครบถ้วน ให้ ถ่ายรูปผู้ขอและออกใบรับให้แก่ผู้ขอ 4


ปัจจุบัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ออกกฎกระทรวงขึ้นใหม่ คือ กฎกระทรวงกำ หนด บุคคลซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตรประจำ ตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๗ (ได้ ประกาศในราชกิจจานุ เบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม ๑๒๓ ตอนที่ ๒๓ ก วันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๕) มีผล บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๕ เป็นต้นไป กฎกระทรวงฉบับนี้ได้ยกเลิกกฎกระทรวง ๓ ฉบับ ดังกล่าวข้างต้น และกำ หนดบุคคลที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตรประจำ ตัวประชาชนไว้ดังนี้คือ ๑) สมเด็จพระบรมราชินี ๒) พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไป ๓) ภิกษุ สามเณร นักพรตและนักบวช ๔) ผู้มีกายพิการเดินไม่ได้ หรือเป็นใบ้ หรือตาบอดทั้งสองข้าง หรือจิตฟันเฟือนไม่สมประกอบ ๕) ผู้อยู่ในที่คุมขังโดยชอบด้วยกฎหมาย ๖) บุคคลซึ่งกำ ลังศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศและไม่สามารถยื่นคำ ขอมีบัตรประจำ ตัวประชาชนได้ ดังนั้น บุคคลที่เคยได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตรประจำ ตัวประชาชนตาม กฎกระทรวงฉบับเดิม จึง ต้องพ้นจากสภาพการได้รับการยกเว้น โดยจะต้องไปยื่นคำ ขอมีบัตรภายใน กำ หนด ๖๐ วันนับ ตั้งแต่วันที่พ้นสภาพการได้รับการยกเว้น (ตั้งแต่วันที่กฎกระทรวงฉบับ พ.ศ.๒๕๔๘ มีผลบังคับใช้ คือวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๕ เป็นต้นไป) หากพ้นกำ หนดระยะเวลาดังกล่าว จะถูกลงโทษ ปรับไม่ เกิน ๕๐๐ บาท (ตามมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำ ตัวประชาชน พ.ศ.๒๕๒๖ แก้ไขโดย (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๒) กฎหมายเกี่ยวกับ บัตรประชาชน (ต่อ) ๕. การหมดสิทธิใช้บัตร กรณีผู้ถือบัตรเสียสัญชาติไทยไม่ว่าด้วยเหตุใด ผู้นั้นหมด สิทธิที่จะใช้บัตร นั้นทันที และต้องส่งมอบบัตรให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่แห่งท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ใน ทะเบียนบ้าน ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่เสียสัญชาติไทย ๖. ผู้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตรประจำ ตัวประชาชน มาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำ ตัว ประชาชน พ.ศ.๒๕๒๖ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๒ กำ หนดว่า ผู้ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องมีบัตรประจำ ตัวประชาชนให้เป็นไปตามที่กำ หนดในกฎกระทรวงเดิม มีกฎกระทรวง ๓ ฉบับ คือ ฉบับที่ ๒ (พ.ศ.๒๕๒๗) ฉบับที่ ๖ (พ.ศ.๒๕๓๑) และ ฉบับที่ ๑๕ (พ.ศ. ๒๕๔๐) กำ หนดผู้ได้ รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตร มี ๒๘ รายการ ได้แก่ สมเด็จพระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ ชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไป องคมนตรี ข้าราชการการเมืองข้าราชการพลเรือน ข้าราชการครู ข้าราชการ ฝ่ายรัฐสภา ข้าราชการฝ่ายตุลาการ ข้าราชการฝ่ายอัยการ ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำ รวจ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ เป็นต้น 5


กฎหมายเกี่ยวกับ บัตรประชาชน (ต่อ) ๗. บทกำ หนดโทษ ๑. ผู้ต้องมีบัตรประจำ ตัวประชาชนแต่ไม่ยื่นขอมีบัตรภายในเวลาที่กำ หนดปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท ๒. ไม่ยื่นขอมีบัตรใหม่เนื่องจากบัตรเดิมหมดอายุ หรือมีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตร เนื่องจากบัตรหาย/ถูก ทำ ลาย/ชำ รุดหรือแก้ไขในสาระสำ คัญภายในเวลาทีี่กำ หนด ปรับไม่เกิน ๒๐๐ บาท ๓. ผู้มีชื่อเป็นเจ้าของบัตร แต่ไม่อาจแสดงบัตรเมื่อเจ้าพนักงานตรวจบัตรขอตรวจปรับไม่เกิน ๒๐๐ บาท ๔. ผู้ถือบัตรซึ่งเสียสัญชาติไทยโดย - ไม่ส่งมอบบัตรคนแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ จำ คุก๑-๕ ปี ปรับ 20,000 - 100,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ - ใช้หรือแสดงบัตรซึ่งหมดสิทธิใช้ จำ คุก๑-๑๐ ปี และปรับ ๒๐,๐๐๐- ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๕. แจ้งข้อความเท็จหรือแสดงหลักฐาน อันเป็นเท็จในการขอมีบัตรหรือมีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตร จำ คุก๖ เดือน - ๕ ปี ปรับ20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ๖. ปลอมบัตร จำ คุก๑-๑๐ ปี ปรับ๒๐,๐๐๐ - ๒๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ๗. เป็นเจ้าพนักงานกระทำ ผิด โดยแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือปลอมบัตรหรือใช้บัตร จากการกระทำ ผิดดังกล่าว จำ คุก๑-๑๕ ปี ปรับ ๒๐,๐๐๐ - ๓๐๐,๐๐๐ บาท ๘. เป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยกระทำ ผิดโดยแจ้ง ข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือปลอมบัตรหรือ ใช้บัตรจากการ กระทำ ผิดดังกล่าว จำ คุก๒ - ๑๕ ปี ปรับ 40,000 - 300,000 บาท ๙. ใช้บัตรของผู้อื่นไปใช้แสดงว่าตนเป็น เจ้าของบัตร จำ คุก 6เดือน - 5ปี ปรับ10,000-100,000บาท ๑๐. เอาไปหรือยึดไว้ซึ่งบัตรของผู้อื่นเพื่อประโยชน์สำ หรับตนหรือผู้อื่นโดยมิชอบ จำ คุกไม่เกิน6เดือน ปรับไม่เกิน10,000บาท ๑๑. ยินยอมให้ผู้อื่นนำ บัตรไปใช้ในการทุจริต จำ คุก3เดือน-3ปี ปรับ5,000-60,000บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ 6


กฎหมายเกี่ยวกับ 7 มรดกและพินัยกรรม พินัยกรรม คือ คำ สั่งสั่ครั้งสุดท้าย ซึ่งแสดงเจตนากำ หนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินหรือ กิจการ ต่าง ๆของผู้ทำ พินัยกรรม เพื่อที่จะเกิดผลบังคับตามกฎหมายในเมื่อผู้ทำ พินัยกรรมถึงแก่ความ ตาย โดยทำ แบบใดแบบหนึ่งที่กฎหมายกำ หนดไว้ (ป.พ.พ. มาตรา 1646 – 1648) แบบของพินัยกรรม มี 5 แบบ คือ 1.พินัยกรรมแบบธรรมดา (ป.พ.พ. มาตรา 1656) 2.พินัยกรรมเขียนเองทั้งฉบับ (ป.พ.พ. มาตรา 1657) 3.พินัยกรรมทำ เป็นเอกสารฝ่ายเมือง (ป.พ.พ. มาตรา 1658) 4.พินัยกรรมทำ เป็นเอกสารลับ (ป.พ.พ. มาตรา 1660) 5.พินัยกรรมทำ ด้วยวาจา (ป.พ.พ. มาตรา 1663) พินัยกรรมทั้ง 5 แบบนี้ ทางอำ เภอมีหน้าที่เกี่ยวข้องเพียง 3 แบบ คือ แบบที่ 3 , 4 และ 5 ส่วนแบบที่ 1 และแบบที่ 2 ทางอำ เภอไม่ต้องเกี่ยวข้อง [1] พินัยกรรมแบบธรรมดา หลักเกณฑ์การทำ 1. ต้องทำ เป็นหนังสือ โดยจะเขียนหรือพิมพ์ก็ได้ (จะเขียนหรือพิมพ์เป็นภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศ ก็ได้) 2. ต้องลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำ เพื่อพิสูจน์ความสามารถของผู้ทำ 3. ผู้ทำ พินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน จะลงลายมือชื่อหรือพิมพ์นิ้ว มือก็ได้ แต่จะใช้ตราประทับแทนการลงชื่อหรือเครื่องหมายแกงไดไม่ได้ และพยานที่จะลงลายมือชื่อ ใน พินัยกรรมจะพิมพ์ลายนิ้วมือหรือใช้ตราประทับ หรือลงแกงได หรือลงเครื่องหมายอย่างอื่นแทนการ ลงชื่อไม่ได้ จะต้องลงลายมือชื่ออย่างเดียว 4. การขูด ลบ ตกเติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่น ซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ในขณะ ที่ขูด ลบ ตกเติม หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้น ได้ลงวัน เดือน ปี และผู้ทำ พินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อ หรือพิมพ์ นิ้วมือต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน และพยานอย่างน้อยสองคนนั้นต้องลง ลายมือชื่อรับรองลายมือ ชื่อของผู้ทำ พินัยกรรมในขณะนั้น (ต้องเป็นพินัยกรรมแล้ว)ลายพิมพ์นิ้วมือของผู้เป็นโรคเรื้อน (ไม่มีลายนิ้วมือ) หากมีพยานลงลายมือชื่อรับรองถูกต้องย่อมใช้ไม่ได้ [2] พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ หลักเกณฑ์การทำ 1. ต้องทำ เป็นเอกสาร คือ ทำ เป็นหนังสือ โดยจะใช้ภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศก็ได้ 2. ผู้ทำ พินัยกรรมต้องเขียนด้วยลายมือของตนเองทั้งฉบับจะพิมพ์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้เขียนหนังสือไม่ได้ ไม่สามารถจะทำ พินัยกรรมแบบนี้ได้ พินัยกรรมแบบนี้จะมีพยานหรือไม่มีก็ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ ห้ามไว้ 3. ต้องลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำ ลงเพื่อพิสูจน์ความสามารถ และการทำ ก่อนหลังฉบับอื่น 4. ต้องลงลายมือชื่อผู้ทำ พินัยกรรม จะใช้ลายพิมพ์นิ้วมือ หรือแกงได หรือเครื่องหมายอย่างอื่นไม่ได้ 5. การขูด ลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำ พินัยกรรมจะได้ทำ ด้วยมือตนเอง และลงลายมือชื่อกำ กับไว้ - การขูด ลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ที่มิได้ทำ ด้วยตนเอง หรือลงลายมือชื่อ กำ กับไว้เท่านั้นที่ไม่สมบูรณ์ ส่วนข้อความเดิมหรือพินัยกรรมยังคงใช้บังคับได้ตามเดิม ไม่ทำ ให้โมฆะทั้งฉบับ


กฎหมายเกี่ยวกับ 8 มรดกและพินัยกรรม(ต่อ) [3] พินัยกรรมทำ เป็นเอกสารฝ่ายเมือง การขอทำ พินัยกรรมเป็นเอกสารฝ่ายเมือง ผู้ร้องสามารถยื่นคำ ร้องขอให้กรมการอำ เภอ (นายอำ เภอ) อำ เภอใดก็ได้ ดำ เนินการให้ตามความประสงค์ ดังนี้ คำ อธิบายขั้นตอนการทำ พินัยกรรมเป็นเอกสารฝ่ายเมือง 1. ผู้ทำ พินัยกรรม แจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนแก่นายอำ เภอต่อหน้า พยาน อีกอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน 2. นายอำ เภอจดข้อความที่ผู้ทำ พินัยกรรมแจ้งให้ทราบแล้วนั้นลงไว้ และอ่านข้อความนั้น ให้ผู้ทำ พินัยกรรมและพยานฟัง 3. เมื่อผู้ทำ พินัยกรรมและพยานทราบแน่ชัดว่า ข้อความที่นายอำ เภอจดนั้นเป็นการถูกต้องตรงกัน กับที่ผู้ ทำ พินัยกรรมแจ้งไว้แล้ว ให้ผู้ทำ พินัยกรรมและพยานลงลายมือชื่อไว้เป็นสำ คัญ 4. ข้อความที่นายอำ เภอจดไว้นั้น ให้นายอำ เภอลงลายมือชื่อ และลงวัน เดือน ปี จดลงไว้ด้วยตนเอง เป็นสำ คัญว่า พินัยกรรมนั้นได้ทำ ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่ระบุไว้ข้างต้น แล้วประทับตราตำ แหน่ง ไว้เป็น สำ คัญ - การทำ พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ไม่จำ เป็นต้องทำ ในที่ว่าการอำ เภอหรือกิ่งอำ เภอ เสมอไป ถ้าผู้ทำ ร้องขอจะทำ นอกที่ว่าการอำ เภอหรือกิ่งอำ เภอก็ได้ เมื่อทำ พินัยกรรมเสร็จแล้ว ถ้าผู้ทำ พินัยกรรม ไม่มีความประสงค์จะขอรับเอาไปเก็บรักษาเองโดยทันทีแล้ว ให้เป็นหน้าที่ของนายอำ เภอจัดเก็บ รักษา พินัยกรรมนั้นไว้ ณ ที่ว่าการอำ เภอ หรือกิ่งอำ เภอก็ได้ - เมื่อความปรากฏว่า ผู้ทำ พินัยกรรมถึงแก่ความตายแล้ว ผู้จัดการมรดก หรือผู้ได้รับทรัพย์ มรดก โดยพินัยกรรม หรือโดยสิทธิโดยธรรมเป็นจำ นวนมากที่สุด หรือผู้ซึ่งทำ พินัยกรรมให้ จะขอรับ พินัยกรรม ไปไว้ โดยแสดงหลักฐานการตายของผู้ทำ พินัยกรรม เมื่อสอบสวนเป็นที่พอใจแล้ว ให้นายอำ เภอ มอบ พินัยกรรมนั้นให้ไป [4] พินัยกรรมทำ แบบเอกสารลับ คำ อธิบายขั้นตอนการทำ พินัยกรรมแบบเอกสารลับเมื่อมีผู้ประสงค์จะทำ พินัยกรรมเป็นเอกสารลับ ให้ผู้นั้น แสดงความจำ นงตามแบบของเจ้าพนักงาน ยื่นต่อกรมการอำ เภอ (นายอำ เภอ) ณ ที่ว่าการอำ เภอ หรือกิ่ง อำ เภอแล้วปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ต่อไปนี้ 1. ต้องมีข้อความเป็นพินัยกรรมและลงลายมือชื่อผู้ทำ พินัยกรรม 2. ผู้ทำ พินัยกรรมต้องผนึกพินัยกรรม แล้วลงลายมือชื่อคาบรอยผนึก 3. ผู้ทำ พินัยกรรมต้องนำ พินัยกรรมที่ผนึกนั้น ไปแสดงต่อนายอำ เภอและพยานอย่างน้อย 2 คนและ ให้ถ้อยคำ ต่อบุคคลทั้งหมดนั้นว่าเป็นพินัยกรรมของตน ถ้าพินัยกรรมนั้นผู้ทำ พินัยกรรมเขียนเอง โดยตลอด ผู้ทำ พินัยกรรมจะต้องแจ้งนามและภูมิลำ เนาของผู้เขียนให้ทราบด้วย 4. เมื่อนายอำ เภอจดถ้อยคำ ของผู้ทำ พินัยกรรม และวัน เดือน ปี ที่ทำ พินัยกรรมมาแสดงไว้ใน ซองพับ และประทับตราประจำ ตำ แหน่ง แล้วนายอำ เภอผู้ทำ พินัยกรรม และพยานลงลายมือชื่อบนซองนั้น - บุคคลผู้เป็นทั้งใบ้ และหูหนวก หรือผู้ที่พูดไม่ได้ มีความประสงค์จะทำ พินัยกรรม เป็นเอกสารลับ ก็ได้ โดยให้ผู้นั้นเขียนด้วยตนเองบนซองพินัยกรรมต่อหน้านายอำ เภอ และพยานอย่างน้อย 2 คน ว่า พินัยกรรมที่ผนึกนั้นเป็นของตน แทนการให้ถ้อยคำ - ถ้าผู้ทำ พินัยกรรมแบบเอกสารลับประสงค์ขอรับไปทันที ก็ให้นายอำ เภอมอบให้ไป ได้ โดยให้ผู้ทำ พินัยกรรมแบบเอกสารลับ ประสงค์ขอรับไปทันที ก็ให้นายอำ เภอมอบให้ไปได้ โดยให้ผู้ทำ พินัยกรรม ลงลายมือชื่อรับในสมุดทะเบียน


[5] พินัยกรรมทำ ด้วยวาจา คำ อธิบายขั้นตอนการทำ พินัยกรรมด้วยวาจา เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ ซึ่งบุคคลใดไม่สามารถจะทำ พินัยกรรมตามแบบอื่นที่กฎหมายกำ หนด ไว้ได้ เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย หรือเวลามีโรคระบาด หรือสงคราม ซึ่งในพฤติการณ์เช่นนี้ ผู้ทำ พินัยกรรมไม่อาจหาเครื่องมือเครื่องเขียนได้ทันท่วงที หรือกว่าจะหาได้ก็ถึงตายเสียก่อน ผู้ทำ พินัยกรรมสามารถทำ พินัยกรรมด้วยวาจาได้ ดังนี้ 1. ผู้ทำ พินัยกรรมแสดงเจตนากำ หนดข้อพินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน ซึ่งอยู่ พร้อมกัน ณ ที่นั้น 2. พยานทั้งหมดต้องไปแสดงตนต่อนายอำ เภอโดยมิชักช้า และแจ้งให้นายอำ เภอทราบถึง ข้อความเหล่านี้ - ข้อความที่ผู้ทำ พินัยกรรมได้สั่งสั่ไว้ด้วยวาจา - วัน เดือน ปี สถานที่ที่ทำ พินัยกรรม - พฤติการณ์พิเศษที่ขัดขวางมิให้สามารถทำ พินัยกรรมตามแบบอื่นที่กฎหมาย กำ หนดไว้นั้นด้วย 3. ให้นายอำ เภอจดข้อความที่พยานแจ้งไว้ และพยานทั้งหมดนั้นต้องลงลายมือชื่อ ถ้าลง ลายมือชื่อไม่ได้ จะลงลายพิมพ์นิ้วมือโดยมีพยานลงลายมือชื่อรับรอง 2 คนก็ได้ และความสมบูรณ์ แห่งพินัยกรรมนี้ ย่อมสิ้นไป เมื่อพ้นกำ หนดหนึ่งเดือนนับแต่เวลาผู้ทำ พินัยกรรมกลับมาสู่ฐานะที่จะทำ พินัยกรรมตาม แบบอื่นที่กฎหมายกำ หนดไว้ กฎหมายเกี่ยวกับ 9 มรดกและพินัยกรรม(ต่อ) การตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดก คำ อธิบายขั้นตอนการตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดกให้ผู้ประสงค์จะตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดก ให้ผู้นั้นยื่น คำ ร้องแสดงความจำ นงตามแบบ ของเจ้าพนักงานต่อนายอำ เภอ ที่ว่าการอำ เภอ กิ่งอำ เภอ การตัดทายาทโดยธรรมมิ ให้รับมรดกนั้น อาจทำ ได้ 2 วิธี 1 โดยพินัยกรรม 2 โดยทำ เป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ การตัดทายาทโดยธรรมตามข้อ 1 จะทำ ตามแบบพินัยกรรมแบบใด ๆ ก็ได้ โดยระบุตัดทายาท ที่ถูกตัดไว้ให้ชัด แจ้ง การตัดทายาทโดยธรรมตามข้อ 2 นั้น ผู้ทำ พินัยกรรมจะทำ เป็นหนังสือด้วยตนเอง แล้วนำ ไป มอบแก่นาย อำ เภอ หรือจะให้นายอำ เภอจัดทำ ไว้ให้ก็ได้ การถอนการตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดก คำ อธิบายขั้นตอนการถอนการตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดก ผู้ประสงค์จะถอนการตัดทายาทโดยธรรมของตนมิให้ รับมรดก ซึ่งได้แสดงเจตนาไว้แล้ว สามารถกระทำ ได้ดังนี้ 1. ถ้าการตัดมิให้รับมรดกนั้นได้ทำ โดยพินัยกรรม จะถอนเสียได้ก็แต่โดยพินัยกรรมเท่านั้น 2. ถ้าการตัดมิให้รับมรดกได้ทำ เป็นหนังสือมอบให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ การถอนจะทำ โดย พินัยกรรม หรือทำ เป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ก็ได้


การสละมรดก คำ อธิบายขั้นตอนการสละมรดก เมื่อมีผู้ประสงค์จะทำ การสละมรดก ให้ทำ คำ ร้องแสดงความจำ นงตามแบบของเจ้าพนักงานต่อ นาย อำ เภอ ณ ที่ว่าการอำ เภอ หรือกิ่งอำ เภอ การแสดงเจตนาสละมรดกทำ ได้ 2 วิธี คือ 1. ทำ เป็นหนังสือมอบ ไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจทำ เอง หรือให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำ ให้ก็ได้ 2. ทำ เป็นสัญญา ประนีประนอมยอมความ การสละมรดกนั้นจะทำ แต่เพียงบางส่วน หรือทำ โดยมีเงื่อนไข หรือมีเงื่อนเวลาไม่ ได้ และเมื่อสละแล้ว จะถอนไม่ได้ อัตราค่าธรรมเนียม 1. ทำ พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองในที่ว่าการอำ เภอ กิ่งอำ เภอ หรือเขต ฉบับละ 50 บาท ถ้าทำ เป็นคู่ฉบับ ฉบับละ 10 บาท 2. ทำ พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองนอกที่ว่าการอำ เภอ กิ่งอำ เภอ หรือเขต ฉบับละ 100 บาท ถ้าทำ เป็นคู่ฉบับ ฉบับละ 20 บาท 3. ทำ พินัยกรรมแบบเอกสารลับ ฉบับละ 20 บาท 4. ทำ หนังสือตัดทายาทหรือถอนการตัดทายาทโดยธรรม มิให้ได้รับมรดก ฉบับละ 20 บาท หรือสละ มรดก 5. ค่ารับมอบเก็บรักษาเอกสารที่ระบุไว้ใน (4) ฉบับละ 20 บาท 6. ค่าคัดและรับรองสำ เนาพินัยกรรมหรือเอกสารที่ระบุไว้ใน (4) ฉบับละ 10 บาท 7. ค่าป่วยการพยานและล่าม ให้ได้แก่พยานและล่ามเฉพาะที่ทางอำ เภอจัดหาให้ โดยพิจารณาจ่ายตาม รายได้และฐานะของพยานและล่าม ซึ่งสมควรได้รับ ค่าป่วยการในการมาอำ เภอ ไม่เกินวันละ 50 บาท กฎหมายเกี่ยวกับ 10 มรดกและพินัยกรรม(ต่อ)


นิติกรรม คือ การกระทำ ของบุคคลโดยชอบด้วยกฎหมายและมุ่งต่อผลในกฎหมาย ที่จะเกิดขึ้นเพื่อ การก่อสิทธิ เปลี่ยนแปลงสิทธิ โอนสิทธิ สงวนสิทธิ สงวนสิทธิ และระงับซึ่งสิทธิ เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญากู้เงิน สัญญาจ้างแรงงาน สัญญาให้และพินัยกรรม เป็นต้น นิติกรรมฝ่ายเดียว ได้แก่ นิติกรรมซึ่งเกิดขึ้นโดยการแสดงเจตนาของบุคคลฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียวและมี ผลตามกฎหมาย ซึ่งบางกรณีก็ทำ ให้ผู้ทำ นิติกรรมเสียสิทธิได้ เช่น การก่อตั้งมูลนิธิ คำ มั่นมั่โฆษณาจะ ให้รางวัล การรับสภาพหนี้ การผ่อนเวลาชำ ระหนี้ให้ลูกหนี้ คำ มั่นมั่จะซื้อหรือจะขาย การทำ พินัยกรรม การบอกกล่าวบังคับจำ นอง การทำ คำ เสนอ การบอกเลิกสัญญา เป็นต้น นิติกรรมสองฝ่าย (นิติกรรมหลายฝ่าย) ได้แก่ นิติกรรมซึ่งเกิดขึ้นโดยการแสดงเจตนาของบุคคล ตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไปและทุกฝ่ายต่างต้องตกลงยินยอมระหว่างกัน กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาทำ เป็นคำ เสนอ แล้วอีกฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาเป็นคำ สนอง เมื่อคำ เสนอและคำ สนองถูกต้องตรงกันจึง เกิดมีนิติกรรมสองฝ่ายขึ้น หรือเรียกกันว่า สัญญา เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญากู้ยืม สัญญาแลกเปลี่ยน สัญญาขายฝาก จำ นอง จำ นำ เป็นต้น นิติบุคคล คือ บุคคลที่กฎหมายสมมติขึ้นให้มีสภาพเป็นบุคคล เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา เพื่อให้ นิติบุคคลสามารถใช้สิทธิหน้าที่ ภายในขอบเขตวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลได้ จึงต้องแสดงออกถึงสิทธิ และหน้าที่ผ่าน ผู้แทนนิติบุคคล กฎหมายเกี่ยวกับ 11 การทำ นิติกรรมสัญญา นิติบุคคลตามกฎหมายเอกชน ได้แก่ 1. บริษัทจำ กัด (ผู้ก่อการอย่างน้อย 3 คน) 2. ห้างหุ้นส่วนจำ กัด (ผู้ก่อการอย่าง 3 คน) 3. ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน 4. สมาคม 5. มูลนิธิได้แก่ นิติ นิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน ได้แก่ วัด จังหวัด กระทรวง/ทบวง กรม จังหวัด องค์การบริหารส่วน ท้องถิ่น (อบต./อบจ./กทม/เทศบาล/พัทยา) องค์การของรัฐบาล องค์การมหาชน ฯลฯ ความสามารถ ของบุคคลในการทำ นิติกรรมสัญญา โดยหลักทั่วทั่ไป บุคคลย่อมมีความสามารถในการทำ นิติกรรม สัญญา แต่มีข้อยกเว้น คือ บุคคล บางประเภทกฎหมายถือว่าหย่อนความสามารถในการทำ นิติกรรม สัญญา เช่น ผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ และบุคคลล้มละลาย สำ หรับผู้ เยาว์จะทำ นิติกรรมได้ต้องรับความยินยอมจาก ผู้แทนโดยชอบธรรมต้องแสดงออกมปกติแล้ว บุคคล ทุกคนต่างมีสิทธิในการทำ นิติกรรมสัญญา แต่ยังมีบุคคลบางประเภทที่เป็นผู้หย่อนความสามารถ กฎหมายจึงต้องเข้าดูแลคุ้มครองบุคคลเหล่านี้ ไม่ให้ได้รับความเสียหายในการกำ หนดเงื่อนไขในการ เข้าทำ นิติกรรมของผู้นั้น


กฎหมายเกี่ยวกับ 12 การทำ นิติกรรมสัญญา (ต่อ) ผู้หย่อนความสามารถในการทำ นิติกรรมสัญญา (1) ผู้เยาว์ (Minor) (2) บุคคลวิกลจริต (Unsound Mind) (3) คนไร้ความสามารถ (Incompetent) (4) คนเสมือนไร้ความสามารถ (Quasi-Incompetent) (5) ลูกหนี้ที่ถูกฟ้องเป็นบุคคลล้มละลาย (6) สามีและภริยาเป็นผู้จัดการสินสมรสร่วมกัน ผู้ทำ นิติกรรมแทน ผู้อนุบาล (guardian) เป็นบุคคลที่ศาลแต่งตั้งให้ปกครองดูแลคนไร้ความสามารถ ผู้พิทักษ์ (custodian) หมายถึง บุคคลซึ่งศาลมีคำ สั่งสั่ตั้งให้เป็นผู้ปกครองดูแลคน เสมือนไร้ความสามารถ การควบคุมการทำ นิติกรรม 1. วัตถุประสงค์ของการทำ นิติกรรม : หากกระทำ นิติกรรมที่ฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าวถือเป็น โมฆะ ได้แก – นิติกรรมต้องห้ามชัดแจ้งด้วยกฎหมาย – นิติกรรมที่พ้นวิสัย – นิติกรรมที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี 2. แบบของนิติกรรม : ในนิติกรรมบางประเภทกฎหมายกำ หนดแบบของการทำ นิติกรรมเอาไว้ เช่น สัญญาซื้อขาย อสังหาริมทรัพย์ กฎหมายกำ หนดให้ทำ เป็นหนังสือจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ถ้าไม่ทำ ตามกฎหมายกำ หนด สัญญาถือเป็นโมฆะ สัญญา คือ นิติกรรมชนิดหนึ่ง แต่เป็นนิติกรรมที่มีบุคคล 2 ฝ่าย หรือมากกว่านั้นมาตกลงกัน โดยแสดงเจตนาเสนอและสนองตรง กัน ก่อให้เกิดสัญญาขึ้น สัญญาย่อมก่อให้เกิดหนี้ เกิดความผูกพันระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ โดยเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำ ระ หนี้ได้ตามกฎหมาย สัญญาซื้อขาย คือ สัญญาที่ผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ใธิ์นทรัพย์ สินให้แก่ผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย การโอนกรรมสิทธิ์ หมายถึง การโอนความเป็นเจ้าของในทรัพย์สิน ที่ซื้อขายนั้นไปให้แก่ผู้ซื้อ ผู้ซื้อเมื่อได้เป็นเจ้าของก็สามารถที่จะ ใช้ ได้รับ ประโยชน์ หรือจะขายต่อไปอย่างไรก็ได้ ราคาทรัพย์สิน จะชำ ระเมื่อไรนั้นเป็นเรื่องที่ผู้ซื้อผู้ขาย จะต้องตกลงกัน ถ้าตกลงกันให้ชำ ระราคาทันทีก็เป็นการซื้อขายเงินสด ถ้า ตกลงกันชำ ระราคาในภายหลังในเวลาใดเวลาหนึ่งเพียงครั้งเดียวตามที่ตกลงกันก็เป็นการซื้อขายเงินเชื่อ แต่ถ้าตกลงผ่อนชำ ระให้กัน เป็นครั้งคราวก็เป็นการซื้อขายเงินผ่อน การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ ต้องตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษร หรือมีการวางมัดจำ หรือมีการชำ ระหนี้ บางส่วนไว้ล่วงหน้า หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญา ย่อมฟ้องร้องให้ปฏิบัติตามสัญญารวมทั้งเรียกค่าเสียหายจากฝ่ายที่ ผิดสัญญาได้


สัญญาขายฝาก เป็นสัญญาซื้อขายซึ่งสิทธิแห่งความเป็นเจ้าของ ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยผู้ซื้อ ตกลงในขณะทำ สัญญาว่า ผู้ขายมีสิทธิไถ่ทรัพย์สินนั้นคืนได้ภายในกำ หนดเวลาเท่าใด แต่ต้องไม่เกิน เวลาที่กฎหมายกำ หนดไว้ เช่น ขายที่ดินโดยมีข้อตกลงว่า ถ้าผู้ขายต้องการซื้อคืน ผู้ซื้อจะยอมขายคืน เช่นนี้ถือว่าเป็นข้อตกลงให้ไถ่คืนได้ การเช่าทรัพย์ คือ สัญญาที่มีบุคคลอยู่สองฝ่าย ฝ่ายแรกคือผู้ให้เช่า ฝ่ายที่สองคือผู้เช่า ทั้งสองฝ่าย ต่างก็มีหนี้ที่จะต้องชำ ระให้แก่กันและกัน โดยฝ่ายผู้ให้เช่ามีหนี้ที่จะต้องให้ผู้เช่าได้ใช้หรือได้รับ ประโยชน์ในทรัพย์ที่เช่า ส่วนฝ่ายผู้เช่าก็มีหนี้ที่จะต้องชำ ระค่าเช่าเป็นการตอบแทน – การารเช่าอสังหาริมทรัพย์ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อของฝ่ายที่จะต้องรับผิดตาม สัญญา – สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์นานเกินกว่า 3 ปี หรือมีกำ หนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าต้องนำ ไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ – ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่า ให้แก่ผู้เช่าในสภาพที่ซ่อมแซมดีแล้ว – ผู้เช่าต้องสงวนทรัพย์สินที่เช่า เหมือนทรัพย์สินของตนเอง และยอมให้ผู้ให้เช่าตรวจตราทรัพย์สิน เป็นครั้งคราว และไม่ดัดแปลงหรือต่อเติมทรัพย์สิน ยกเว้นได้รับอนุญาตจากผู้ให้เช่า – ผู้เช่าต้องส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า ให้แห่ผู้ให้เช่าในสภาพที่ซ่อมแซมดีแล้วเมื่อสัญญาเช่านั้นสิ้นสุดลง สัญญาเช่าซื้อ คือ สัญญาที่เจ้าของทรัพย์สินเอาทรัพย์สินของตนออกให้ผู้อื่นเช่า เพื่อใช้สอยหรือเพื่อ ให้ได้รับประโยชน์ และให้คำ มั่นมั่ว่าจะขายทรัพย์นั้น หรือจะให้ทรัพย์สินที่เช่าตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่าซื้อ เมื่อได้ใช้เงินจนครบตามที่ตกลงไว้โดยการชำ ระเป็นงวดๆ จนครบตามข้อตกลง สัญญาเช่าซื้อมิใช่ สัญญาซื้อขายผ่อนส่ง แม้ว่าจะมีลักษณะคล้ายคลึงกันเรื่องชำ ระราคาเป็นงวด ๆ ก็ตาม เพราะการซื้อ ขายผ่อนส่งนั้นกรรมสิทธิ์ใธิ์นทรัพย์สินเป็นของผู้ซื้อทันทีขณะทำ สัญญา ไม่ต้องรอให้ชำ ระราคาครบแต่ ประการใด ส่วนเรื่องสัญญาเช่าซื้อ เมื่อผู้เช่าบอกเลิกสัญญาบรรดาเงินที่ได้ชำ ระแล้ว ให้ริบเป็นของ เจ้าของทรัพย์สิน และเจ้าของทรัพย์สินชอบที่จะกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าได้ กฎหมายเกี่ยวกับ 13 การทำ นิติกรรมสัญญา (ต่อ)


14 การกู้ยืมเงิน เป็นสัญญาอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งซึ่งเรียกว่า “ผู้กู้” มีความต้องการจะ ใช้เงิน แต่ตนเองมีเงินไม่พอ หรือไม่มี เงินไปขอกู้ยืมจากบุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า “ผู้ให้กู้” และผู้กู้ ตกลงจะใช้คืน ภายในกำ หนดเวลาใดเวลาหนึ่ง การกู้ยืมจะมีผลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อ มีการส่ง มอบเงินที่ ยืมให้แก่ผู้ที่ให้ยืม ในการกู้ยืมนี้ผู้ให้กู้จะคิดดอกเบี้ยหรือไม่ก็ได้ ตามกฎหมายก็วางหลักเอาไว้ว่า “การ กู้ยืมเงินกันกว่า 2,000 บาท ขึ้นไปนั้น จะต้องมีหลักฐานในการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลง ลายมือชื่อของคนยืมเป็นสำ คัญ จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้” ดอกเบี้ยในการกู้ยืมเงินกันนี้ เพื่อป้องกันมิให้นายทุนบีบบังคับคนจน กฎหมายจึงได้กำ หนดอัตรา ดอกเบี้ยขั้นสูงสุดที่ผู้ให้กู้สามารถเรียกได้ ว่าต้อง ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี คือร้อยละ 1.25 ต่อเดือน (เว้นแต่เป็นการกู้ยืม เงินจากบริษัทเงินทุนหรือธนาคาร ซึ่งสามารถเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราดังกล่าว ได้ตาม พ.ร.บ. ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน) ดอกเบี้ยในการกู้ยืมเงินกันนี้ เพื่อป้องกันมิ ให้นายทุนบีบบังคับคนจน กฎหมายจึงได้กำ หนดอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงสุดที่ผู้ให้กู้สามารถเรียกได้ ว่า ต้อง ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี คือร้อยละ 1.25 ต่อเดือน (เว้นแต่เป็นการกู้ยืม เงินจากบริษัทเงินทุน หรือธนาคาร ซึ่งสามารถเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราดังกล่าว ได้ตาม พ.ร.บ. ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของ สถาบันการเงิน) ค้ำ ประกัน หมายถึง สัญญาที่บุคคลหนึ่ง เรียกว่า “ผู้คํ้าประกัน” สัญญาว่าจะชำ ระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ถ้า หากลูกหนี้ไม่ยอมชำ ระหนี้ สัญญาค้ำ ประกัน ต้องทำ ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวต่อไปนี้ คือ ต้องทำ หลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่าง หนึ่ง และ ต้องลงลายมือชื่อของผู้คํ้าประกัน ชนิดของสัญญาค้ำ ประกัน ได้แก่ สัญญาคํ้าประกันอย่าง ไม่จำ กัดจำ นวน และสัญญาคํ้าประกันจำ กัดความรับผิด จำ นำ คือ สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า ผู้จำ นำ ส่งมอบ สังหาริมทรัพย์ให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเป็นผู้ ครอบครองเรียกว่า ผู้รับจำ นำ เพื่อประกันการชำ ระหนี้ ทรัพย์สินที่จำ นำ ได้คือ ทรัพย์สินที่สามารถ เคลื่อนที่ ได้ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ช้าง ม้า โค กระบือ และเครื่องทองรูปพรรณ สร้อย แหวน เพชร เป็นต้น เมื่อผู้จำ นำ ไม่ชำ ระหนี้ ผู้รับจำ นำ มีสิทธิบังคับจำ นำ โดยต้องบอกกล่าวแก่ผู้จำ นำ หากผู้จำ นำ ยังไม่ชำ ระหนี้อีก ผู้รับจำ นำ มีสิทธินำ ทรัพย์สินนั้นขายออกทอดตลาด โดยต้องแจ้งเวลาและสถานที่แก่ ผู้จำ นำ เมื่อขายทอดตลาดแล้ว ได้เงินสุทธิเท่าใด ผู้รับจำ นำ มีสิทธิหักมาใช้หนี้ได้จนครบ หากยังมีเงิน เหลือต้องคืนให้แก่ผู้จำ นำ กฎหมายเกี่ยวกับ การทำ นิติกรรมสัญญา (ต่อ)


15 จำ นอง คือ การที่ใครคนหนึ่งเรียกว่า ผู้จำ นองเอาอสังหาริมทรัพย์ อันได้แก่ ที่ดิน บ้านเรือน เป็นต้น ไปตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้รับจำ นอง หรือนัยหนึ่ง ผู้จำ นองเอาทรัพย์สินไปทำ หนังสือจด ทะเบียนต่อเจ้าพนักงาน เพื่อเป็นประกัน การชำ ระหนี้ของลูกหนี้ โดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์ที่จำ นอง ให้เจ้าหนี้ ผู้จำ นองอาจเป็นตัวลูกหนี้เองหรือจะเป็นบุคคลภายนอกก็ได้ สาระสำ คัญของสัญญา 1. ต้องมีบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป 2. ต้องมีการแสดงเจตนาเป็นคำ เสนอคำ สนองตกลงกัน ยินยอมกัน 3. ต้องมีวัตถุประสงค์ คำ เสนอ คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาตอบ ถ้าข้อความที่แสดงเจตนาออกมานั้นตรงกันกับคำ เสนอ เรียกนิติกรรมฝ่ายหลังว่า คำ สนอง เกิดเป็นสัญญาขึ้น 1. ลักษณะของคำ เสนอ - คำ เสนอเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวเกิดจากการแสดงเจตนาของผู้ทำ คำ เสนอต่อบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็น ผู้รับคำ เสนอ - คำ เสนอจะต้องมีข้อความแน่นอนชัดเจนพอที่จะให้ถือเป็นข้อผูกพันก่อให้เกิดเป็นสัญญา - คำ ทาบทาม ที่มีขึ้นเพื่อให้มีการเจรจาที่จะทำ สัญญากันต่อไป และแตกต่างกับคำ เชื้อเชิญ คำ เชื้อเชิญ จะมีลักษณะเป็นคำ ขอที่ให้อีกฝ่ายหนึ่งทำ คำ เสนอเข้ามาการแสดงเจตนาทำ คำ เสนอจะทำ ด้วยวาจาก็ได้ เป็นลายลักษณ์อักษร หรือด้วยกริยาอาการอย่างใด ๆ ก็ได้ 2. การถอนคำ เสนอ 2.1 ในระยะเวลาที่บ่งไว้ให้ทำ คำ สนองผู้เสนอจะถอนคำ เสนอของตนไม่ได้ (มาตรา 354) 2.2 ผู้เสนอจะถอนคำ เสนอซึ่งกระทำ ต่อผู้อยู่ห่างโดยระยะทางก่อนเวลาที่ควรมีคำ สนองไม่ได้ (มาตรา 355) 2.3 คำ เสนอต่อบุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้าจะมีคำ สนองได้ก็แต่ ณ ที่นั้นเวลานั้น (มาตรา 356) 3. การเสนอสิ้นความผูกพัน 3.1 ผู้รับคำ เสนอบอกปัดไปยังผู้เสนอ (มาตรา 357) 3.2 ผู้รับคำ เสนอไม่สนองรับภายในกำ หนดเวลาที่บ่งไว้ในคำ เสนอ ภายในเวลาอันควรคาดหมายว่า ผู้เสนอจะได้รับคำ บอกกล่าว 3.3 กรณีที่ผู้เสนอตายหรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ(มาตรา 360) มาตรา 360 ซึ่งเป็นข้อยกเว้น ของหลักหรือก่อนสนองรับผู้สนองได้ทราบว่าผู้เสนอตายแล้วหรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ กฎหมายเกี่ยวกับ การทำ นิติกรรมสัญญา (ต่อ)


คำ สนอง คือ คำ ตอบของผู้รับคำ เสนอต่อผู้เสนอโดยแสดงเจตนาว่าผู้รับคำ เสนอนั้นตกลง คำ มั่นมั่เป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวเช่นเดียวกับคำ เสนอ มีผลเช่นเดียวกับคำ เสนอ คือ ผูกพันผู้ให้คำ มั่นมั่ ว่าตนจะรักษาคำ มั่นมั่นั้นจนกว่าเหตุการณ์เกี่ยวกับคำ มั่นมั่จะสิ้นสุดลง คำ มั่นมั่ การตีความสัญญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 ให้ตีความไปตามความประสงค์ ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย หมายความว่า ในเบื้องต้นการตีความการแสดง เจตนาของสัญญายังอยู่ในบังคับของมาตรา 171 ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการตีความการแสดง เจตนาหรือการตีความนิติกรรม แต่เนื่องจากสัญญาเป็นนิติกรรมหลายฝ่าย ซึ่งเกิดจากการแสดง เจตนาของบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป มาตรา 368 จึงบัญญัติหลักในการตีความสัญญาเพิ่มเติมจาก การแสดงเจตนาทั่วทั่ไป โดยให้ตีความตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณี ประกอบด้วยการตีความตามความประสงค์คือการตีความตามเจตนาอันแท้จริง และต้องถือตาม เจตนาของคู่สัญญาทุกฝ่ายอันจะพึงคาดหมายได้ว่าหากได้ตกลงกันโดยสุจริตจะตกลงกันอย่างไร มิใช่ถือแต่เพียงเจตนาอันแท้จริงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นอกจากนั้น ในกรณีที่มีประเพณีปฏิบัติกัน อยู่อย่างไร เมื่อคู่สัญญามิได้แสดงเจตนาไว้เป็นอย่างอื่น ก็ย่อมคาดหมายได้ว่าตกลงทำ สัญญาโดย ถือตามประเพณีที่ปฏิบัติกันนั้นด้วย เช่น นายมะขามตกลงจ้างนายมะนาวเป็นทนายความว่าความ ให้โดยมิได้ตกลงกำ หนดสินจ้าง ก็มีสัญญาผูกพันนายมะขามที่จะต้องจ่ายสินจ้างเพื่อผลสำ เร็จแห่ง การงานที่ทำ นั้น และการคิดคำ นวณสินจ้างต้องตีความให้เป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดย พิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย โดยจะเพ่งเล็งถึงเฉพาะเจตนาอันแท้จริงของนายมะขามหรือนาย มะนาวเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ กฎหมายเกี่ยวกับ 16 การทำ นิติกรรมสัญญา (ต่อ)


17 กฎหมายความผิด เกี่ยวกับทรัพย์ การลักทรัพย์ คือ การเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไป โดยต้องการจะครอบครอง ทรัพย์นั้นไว้ เพื่อตนเองเอาไปขายหรือให้กับบุคคลอื่นก็ตามแต่ ผู้ที่กระทำ ความผิดฐานลักทรัพย์จะต้อง ถูกระวางโทษ : จำ คุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 60,000 บาท การลักทรัพย์นั้นถ้าผู้กระทำ ได้กระทำ ในเวลากลางคืนหรือในบริเวณที่มีเหตุเพลิงไหม้ การระเบิด หรือใน บริเวณที่มีอุบัติเหตุผู้ที่เข้าไปลักทรัพย์ในบริเวณดังกล่าวจะต้องถูกระวางโทษหนักขึ้นกว่าการลักทรัพย์ใน เวลา สถานที่หรือเหตุการณ์ปกติ เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะเหตุการณ์ หรือช่วงเวลาดังกล่าวเจ้าของทรัพย์ กำ ลังได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถที่จะดูแลทรัพย์ของตนเองได้และการกระทำ ในเหตุการณ์หรือช่วง เวลาดังกล่าวเป็นการกระทำ ที่ซ้ำ เติมเจ้าของทรัพย์ที่กำ ลังได้รับความเดือดร้อน การวิ่งราวทรัพย์เป็นการลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า หมายถึง เป็นการขโมยเจ้าของรู้ตัวและทรัพย์จะ ต้องอยู่ใกล้ชิดตัวเจ้าทรัพย์ ผู้กระทำ การวิ่งราวทรัพย์จะต้องถูกระวางโทษ : จำ คุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่ เกิน 100,000 บาทอย่างไรก็ตามถ้าการวิ่งราวทรัพย์ทำ ให้ผู้อื่นได้รับอันตรายหรือเสียชีวิต เช่น กระชาก สร้อยจากเจ้าของแล้วสร้อยบาดคอเจ้าของสร้อย ผู้ที่กระทำ จะต้องถูกระวางโทษหนักขึ้นด้วย ชิงทรัพย์ คือ การลักทรัพย์ที่ประกอบด้วยการใช้กำ ลังเข้าทำ ร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำ ลังเข้าทำ ร้ายในทันที ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ที่ครอบครองทรัพย์นั้นอยู่ยินยอมให้ทรัพย์ไป หรือกระทำ ไปเพื่อให้เกิดความสะดวกใน การนำ ทรัพย์นั้นไป เช่น ขณะที่นายเอกกำ ลังเดินเล่นอยู่ นาย โท ก็เข้ามาบอกให้สร้อยทองให้ถ้าไม่ให้จะ ทำ ร้ายหรือจะเอาปืนยิงให้ตายจนนายเอกต้องยอมถอดสร้อยของตนให้ เป็นต้น มาตรา 339 ผู้ใดลักทรัพย์โดยใช้กำ ลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญในทันใดนั้นว่าจะใช้กำ ลังประทุษร้าย เพื่อ (1) ให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือพาทรัพย์ไป (2) ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์ (3) ยึดทรัพย์ไว้ (4) ปกปิดการกระทำ ความผิดนั้น (5) ให้พ้นจากการจับกุม มีความผิดฐานชิงทรัพย์ : จำ คุก 5 – 10 ปี และปรับ 100,000 – 200,000 บาท การปล้นทรัพย์ มี ลักษณะเช่นเดียวกับการชิงทรัพย์ต่างกันเพียงว่ามีผู้ร่วมชิงทรัพย์ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ผู้ที่กระทำ ความผิด ฐานปล้นทรัพย์จะต้องถูกระวางโทษ : จำ คุก 10 – 15 ปี และปรับ 200,000 – 300,000 บาท หากการ ปล้นทรัพย์ผู้ปล้นคนใดคนหนึ่งมีอาวุธติดตัวไปด้วย หรือในการปล้นเป็นเหตุให้เจ้าทรัพย์หรือบุคคลอื่นได้ รับถูกทำ ร้ายหรือเสียชีวิต ผู้กระทำ ความผิดทุกคนแม้จะไม่ได้พกอาวุธหรือร่วมทำ ร้ายเจ้าทรัพย์หรือบุคคล อื่น กฎหมายก็ถือว่าทุกคนมีส่วนร่วมในการกระทำ ความผิดด้วย ซึ่งมีผลให้จะต้องรับโทษหนักขึ้นกว่าการ ปล้นทรัพย์โดยไม่มีอาวุธหรือไม่ได้มีการทำ ร้ายผู้ใด


การกรรโชกทรัพย์ หากจะยกตัวอย่างให้เห็นได้อย่างชัดเจนคงต้องยกตัวอย่าง กรณีที่พบเห็นได้บ่อย คือ การที่รุ่นที่บังคับเอาเงินจากรุ่นน้องหรือที่เรียกกันว่า “แก็งค์ดาวไถ่” พวกแก็งดาวไถ่มักจะบังคับ ขู่เข็ญให้รุ่นน้องเอาเงินหรือสิ่งของที่มีค่ามาให้ ถ้าไม่เอามาให้ก็มักจะถูกขู่หรือถูกทำ ร้าย ทำ ให้ต้องยอม ตามที่แก็งค์ดาวไถ่บังคับ ผู้ที่กระทำ ความผิดในเรื่องนี้นั้นกฎหมายได้กำ หนดโทษให้ต้อง : จำ คุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 1 แสนบาท การยักยอกทรัพย์ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 “ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่ง ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำ ความผิดฐานยักยอก มีโทษจำ คุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ถ้า ทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำ ความผิด เพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำ คัญผิดไป ด้วยประการใด หรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำ ความผิดเก็บได้ ผู้กระทำ ต้องระวางโทษ : จำ คุกไม่ เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ องค์ประกอบภายนอก 1.ครอบครอง 2.ทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย 3.เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สาม องค์ประกอบภายใน 1.เจตนาธรรมดา 2.เจตนาพิเศษ โดยทุจริต ถ้าการกระทำ นั้นครบทั้งองค์ประกอบภายนอกและองค์ประกอบภายในแล้ว ผู้กระทำ มีความผิดฐาน ยักยอกทรัพย์ 18 กฎหมายความผิด เกี่ยวกับทรัพย์ (ต่อ) การรับของโจร มาตรา 357 “ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำ หน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำ นำ หรือรับ ไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำ ความผิด ถ้าความผิดนั้นเข้าลักษณะลักทรัพย์ วิ่ง ราวทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก หรือเจ้าพนักงานยักยอก ทรัพย์ ผู้นั้น กระทำ ความผิดฐานรับของโจร : จำ คุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ถ้าการกระทำ ความผิดฐานรับของโจรนั้น ได้กระทำ เพื่อค้ากำ ไรหรือได้กระทำ ต่อ ทรัพย์อันได้มาโดยการลักทรัพย์ตามมาตรา 335 (10) ชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ ผู้กระทำ ต้องระวาง โทษ : จำ คุก 6 เดือน – 10 ปี และปรับ 10,000 – 200,000 บาท ถ้าการกระทำ ความผิดฐานรับ ของโจรนั้น ได้กระทำ ต่อทรัพย์อันได้มาโดยการลักทรัพย์ตามมาตรา 335 ทวิ การชิงทรัพย์ตาม มาตรา 339 ทวิ หรือการปล้นทรัพย์ตามมาตรา 340 ทวิ ผู้กระทำ ต้องระวางโทษ : จำ คุก 5 – 15 ปี และปรับ 100,000 – 300,000 บาท


องค์ประกอบความผิดฐานรับของโจร 1. ผู้ใด 2. ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำ หน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำ นำ หรือรับไว้โดยประการใด 3. ทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำ ความผิด ถ้าความผิดนั้นเข้าลักษณะลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีดเอา ทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก หรือเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ 4. เจตนา (องค์ประกอบภายใน) ความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ ม.338 เป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับและเมื่อเปิดเผยแล้วก็ไม่คำ นึงว่าจะ เสียหายต่ออะไร ความผิดฐานรีดเอาทรัพย์มีองค์ประกอบความผิดเหมือนกับความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ทุกประการ แตกต่าง กันแต่เพียงในความผิดฐานรีดเอาทรัพย์เป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับ (Disclose the secret) ไม่ได้ เป็นการขู่เข็ญในเรื่องทั่วทั่ๆ ไป ความลับ (Secret) หมายถึง ข้อเท็จจริงที่ไม่ประจักษ์แก่คนทั่วทั่ไปและเจ้าของความลับนั้นประสงค์จะปกปิด หรือให้รู้ในวงจำ กัด เพราะฉะนั้นสิ่งไหนจะเป็นความลับหรือไม่ต้องพิจารณาตัวบุคคลเป็นสำ คัญ เช่น การมี ภริยาน้อย การเป็นหญิงขายบริการ การหลบเลี่ยงภาษี โดยการเปิดเผยความลับนั้นจะทำ ให้ผู้ถูกขู่เข็ญหรือ บุคคลที่สามเสียหาย และผู้กระทำ ได้กระทำ ไปโดยประสงค์จะได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน มาตรา 338 ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่น ให้ยอมให้ หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดย ขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำ ให้ผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่สามเสียหาย จนผู้ถูกข่มขืนใจ ยอมเช่นว่านั้น มีความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ : จำ คุก 1 – 10 ปี และปรับ 20,000 – 200,000 บาท กฎหมายความผิด 19 เกี่ยวกับทรัพย์ (ต่อ) ทำ ให้เสียทรัพย์ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 “ผู้ใดทำ ให้เสียหาย ทำ ลาย ทำ ให้เสื่อมค่าหรือทำ ให้ไร้ ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำ ความผิดฐานทำ ให้เสียทรัพย์ ต้อง ระวางโทษ : จำ คุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ มาตรา 359 “ถ้าการกระ ทำ ความผิดตามมาตรา 358 ได้กระทำ ต่อ (1) เครื่องกลหรือเครื่องจักรที่ใช้ในการประกอบกสิกรรมหรืออุตสาหกรรม (2) ปศุสัตว์ (3) ยวดยานหรือสัตว์พาหนะ ที่ใช้ในการขนส่งสาธารณ หรือในการประกอบกสิกรรม หรืออุตสาหกรรม หรือ (4) พืชหรือพืชผลของกสิกร ผู้กระทำ ต้องระวางโทษ : จำ คุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ มาตรา 360 “ผู้ใด ทำ ให้เสียหาย ทำ ลาย ทำ ให้เสื่อมค่าหรือทำ ให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ต้อง ระวางโทษ : จำ คุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ มาตรา 360 ทวิ “ผู้ใดทำ ให้ เสียหาย ทำ ลาย ทำ ให้เสื่อมค่า หรือทำ ให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ตามมาตรา 335 ทวิ วรรคหนึ่ง ที่ประดิษฐานอยู่ ในสถานที่ตามมาตรา 335 ทวิ วรรคสอง ต้องระวางโทษ : จำ คุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ มาตรา 361 “ความผิดตามมาตรา 358 และมาตรา 359 เป็นความผิดอันยอมความได้”


องค์ประกอบความผิดฐานทำ ให้เสียทรัพย์ มาตรา 358 1.ผู้ใด 2.ทำ ให้เสียหาย ทำ ลาย ทำ ให้เสื่อมค่า หรือทำ ให้ไร้ประโยชน์ 3.ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย 4.เจตนา (องค์ประกอบภายใน) ส่วนของการกระทำ คือ 1.ทำ ให้เสียหาย หมายถึง ทำ ให้ทรัพย์ชำ รุด บุบสลาย หรือทำ ให้ทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวลง 2.ทำ ลาย คือ การทำ ให้ทรัพย์สิ้นสภาพไปเลย 3.ทำ ให้เสื่อมค่า คือ การทำ ให้ทรัพย์ราคาลดลง 4.ทำ ให้ไร้ประโยชน์ คือ ทำ ให้ทรัพย์นั้นหมดประโยชน์ไป แม้เพียงชั่วชั่คราวก็ตาม ความผิดฐานบุกรุก มาตรา 362 ผู้ใดเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเพื่อถือการ ครอบครอง อสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเข้าไป กระทำ การใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบ ครองอสังหาริมทรัพย์ ของเขาโดยปกติสุข ต้องระวางโทษ : จำ คุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ มาตรา 363 ผู้ใดเพื่อถือเอาอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเป็นของตน หรือของ บุคคลที่สาม ยักย้ายหรือทำ ลายเครื่องหมายเขตแห่ง อสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ต้อง ระวางโทษ : จำ คุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ มาตรา 364 ผู้ใดโดย ไม่มีเหตุอันสมควรเข้าไป หรือซ่อนตัวอยู่ใน เคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์หรือสำ นักงานในความ ครอบครอง ของผู้อื่น หรือไม่ยอมออกไปจากสถานที่เช่นว่านั้น เมื่อผู้มีสิทธิที่จะ ห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ ให้ออก ต้องระวางโทษ : จำ คุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ มาตรา 365 ถ้าการกระทำ ความผิดตาม มาตรา 362 มาตรา 363 หรือ มาตรา 364 ได้กระทำ (1) โดยใช้กำ ลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำ ลังประทุษร้าย (2) โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทำ ความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคน ขึ้นไป หรือ (3) ในเวลากลางคืน ผู้กระทำ ต้องระวางโทษ : จำ คุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ มาตรา 366 ความผิดในหมวดนี้ นอกจากความผิดตาม มาตรา 365 เป็นความผิดอันยอมความได้ 20 กฎหมายความผิด เกี่ยวกับทรัพย์ (ต่อ)


หมวด ๑ ความผิดต่อชีวิต ------------------------- มาตรา ๒๘๘ ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำ คุกตลอดชีวิต หรือจำ คุกตั้งแต่สิบห้าปี ถึงยี่สิบปี มาตรา ๒๘๙ ผู้ใด (๑) ฆ่าบุพการี (๒) ฆ่าเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำ การตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำ หรือได้กระทำ การตามหน้าที่ (๓) ฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน ในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำ ตามหน้าที่ หรือเพราะ เหตุที่บุคคลนั้นจะช่วยหรือได้ช่วยเจ้าพนักงานดังกล่าวแล้ว (๔) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน (๕) ฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำ ทารุณโหดร้าย (๖) ฆ่าผู้อื่นเพื่อตระเตรียมการ หรือเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำ ความผิดอย่าง อื่น หรือ (๗) ฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอา หรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำ ความ ผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้ กระทำ ไว้ต้องระวางโทษประหารชีวิต มาตรา ๒๙๐ ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำ ร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำ คุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี ถ้าความผิดนั้นมีลักษณะประการหนึ่งประการใด ดังที่ บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๙ ผู้กระทำ ต้องระวางโทษจำ คุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี มาตรา ๒๙๑ ผู้ใดกระทำ โดยประมาท และการกระทำ นั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความ ตาย ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท [อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐] กฎหมายความผิด 21 เกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย มาตรา ๒๙๒ ผู้ใดกระทำ ด้วยการปฏิบัติอันทารุณ หรือด้วยปัจจัยคล้ายคลึงกันแก่ บุคคลซึ่งต้องพึ่งตน ในการดำ รงชีพหรือในการอื่นใด เพื่อให้บุคคลนั้นฆ่าตนเอง ถ้าการฆ่าตนเอง นั้นได้เกิดขึ้นหรือได้มีการพยายามฆ่าตนเอง ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกิน หนึ่งแสนสี่หมื่นบาท [อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐]


มาตรา ๒๙๓ ผู้ใดช่วยหรือยุยงเด็กอายุยังไม่เกินสิบหกปี หรือผู้ซึ่งไม่สามารถเข้าใจว่าการกระทำ ของตนมีสภาพหรือสาระสำ คัญอย่างไร หรือไม่สามารถบังคับการกระทำ ของตนได้ ให้ฆ่าตนเอง ถ้า การฆ่าตนเองนั้นได้เกิดขึ้นหรือได้มีการพยายามฆ่าตนเอง ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินห้าปี หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ [อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐] มาตรา ๒๙๔ ผู้ใดเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และบุคคล หนึ่งบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่ ถึงแก่ความตายโดยการกระทำ ในการชุลมุน ต่อสู้นั้น ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ถ้าผู้ที่เข้า ร่วมในการชุลมุนต่อสู้นั้นแสดงได้ว่า ได้กระทำ ไปเพื่อห้ามการชุลมุนต่อสู้นั้น หรือเพื่อป้องกันโดย ชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ [อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐] หมวด ๒ ความผิดต่อร่างกาย ------------------------- มาตรา ๒๙๕ ผู้ใดทำ ร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้น กระทำ ความผิดฐานทำ ร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้ง จำ ทั้งปรับ [อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย อาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐] มาตรา ๒๙๖ ผู้ใดกระทำ ความผิดฐานทำ ร้ายร่างกาย ถ้าความผิดนั้น มีลักษณะประการหนึ่ง ประการใดดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๙ ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ [อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย อาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐] 22 กฎหมายความผิด เกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย (ต่อ)


มาตรา ๒๙๗ ผู้ใดกระทำ ความผิดฐานทำ ร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำ ร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำ คุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสองแสนบาท อันตรายสาหัสนั้น คือ (๑) ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด หรือเสียฆานประสาท (๒) เสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถสืบพันธุ์ (๓) เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้วหรืออวัยวะอื่นใด (๔) หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว (๕) แท้งลูก (๖) จิตพิการอย่างติดตัว (๗) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต (๘) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบ กรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน [อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐] มาตรา ๒๙๘ ผู้ใดกระทำ ความผิดตามมาตรา ๒๙๗ ถ้าความผิดนั้นมีลักษณะประการหนึ่ง ประการใดดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๙ ต้องระวางโทษจำ คุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่น บาทถึงสองแสนบาท [อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐] 23 กฎหมายความผิด เกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย (ต่อ) มาตรา ๒๙๙ ผู้ใดเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลแต่สามคนขึ้นไป และบุคคล หนึ่งบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่รับอันตรายสาหัส โดยการกระทำ ในการชุลมุนต่อสู้ นั้น ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ถ้าผู้ที่เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้นั้นแสดงได้ว่า ได้กระทำ ไปเพื่อห้ามการชุลมุนต่อสู้นั้น หรือเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ [อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐] มาตรา ๓๐๐ ผู้ใดกระทำ โดยประมาท และการกระทำ นั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตราย สาหัส ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ [อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐]


กฎหมายความผิด 24 เกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย (ต่อ) หมวด ๓ ความผิดฐานทำ ให้แท้งลูก ------------------------- มาตรา ๓๐๑๑ หญิงใดทำ ให้ตนเองแท้งลูกหรือยอมให้ผู้อื่นทำ ให้ตนแท้งลูกขณะมีอายุครรภ์เกินสิบ สองสัปดาห์ ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ มาตรา ๓๐๒ ผู้ใดทำ ให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินห้าปี หรือปรับ ไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ถ้าการกระทำ นั้นเป็นเหตุให้หญิงรับอันตรายสาหัสอย่างอื่นด้วย ผู้กระทำ ต้องระวางโทษจำ คุกไม่ เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ถ้าการกระทำ นั้นเป็นเหตุให้หญิงถึงแก่ความตาย ผู้กระทำ ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินสิบปี และ ปรับไม่เกินสองแสนบาท [อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐] มาตรา ๓๐๓ ผู้ใดทำ ให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นไม่ยินยอม ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินเจ็ดปี หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ถ้าการกระทำ นั้นเป็นเหตุให้หญิงรับอันตรายสาหัสอย่างอื่นด้วย ผู้กระทำ ต้องระวางโทษจำ คุกตั้งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท ถ้าการกระทำ นั้นเป็นเหตุให้หญิงถึงแก่ความตาย ผู้กระทำ ต้องระวางโทษจำ คุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท [อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐] มาตรา ๓๐๔ ผู้ใดเพียงแต่พยายามกระทำ ความผิดตามมาตรา ๓๐๑ หรือมาตรา ๓๐๒ วรรคแรก ผู้ นั้นไม่ต้องรับโทษ มาตรา ๓๐๕๒ ถ้าการกระทำ ความผิดตามมาตรา ๓๐๑ หรือมาตรา ๓๐๒ เป็นการกระทำ ของผู้ ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและตามหลักเกณฑ์ของแพทยสภาในกรณีดังต่อไปนี้ ผู้กระทำ ไม่มีความผิด (๑) จำ เป็นต้องกระทำ เนื่องจากหากหญิงตั้งครรภ์ต่อไปจะเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายต่อสุขภาพทาง กายหรือจิตใจของหญิงนั้น (๒) จำ เป็นต้องกระทำ เนื่องจากมีความเสี่ยงอย่างมากหรือมีเหตุผลทางการแพทย์อันควรเชื่อได้ว่า หากทารกคลอดออกมาจะมีความผิดปกติถึงขนาดทุพพลภาพอย่างร้ายแรง (๓) หญิงยืนยันต่อผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมว่าตนมีครรภ์เนื่องจากมีการกระทำ ความผิดเกี่ยวกับ เพศ (๔) หญิงซึ่งมีอายุครรภ์ไม่เกินสิบสองสัปดาห์ยืนยันที่จะยุติการตั้งครรภ์ (๕) หญิงซึ่งมีอายุครรภ์เกินสิบสองสัปดาห์ แต่ไม่เกินยี่สิบสัปดาห์ ยืนยันที่จะยุติการตั้งครรภ์ภาย หลังการตรวจและรับคำ ปรึกษาทางเลือกจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและผู้ประกอบวิชาชีพอื่นตามหลัก เกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำ หนดโดยคำ แนะนำ ของแพทยสภาและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น


หมวด ๔ ความผิดฐานทอดทิ้งเด็ก คนป่วยเจ็บหรือคนชรา ------------------------- มาตรา ๓๐๖ ผู้ใดทอดทิ้งเด็กอายุยังไม่เกินเก้าปีไว้ ณ ที่ใด เพื่อให้เด็กนั้นพ้นไปเสียจาก ตน โดยประการที่ทำ ให้เด็กนั้นปราศจากผู้ดูแล ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน หกหมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ [อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐] มาตรา ๓๐๗ ผู้ใดมีหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามสัญญาต้องดูแลผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้ เพราะ อายุ ความป่วยเจ็บ กายพิการหรือจิตพิการ ทอดทิ้งผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้นั้นเสียโดยประการที่น่าจะ เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือ ทั้งจำ ทั้งปรับ [อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐] มาตรา ๓๐๘ ถ้าการกระทำ ความผิดตามมาตรา ๓๐๖ หรือมาตรา ๓๐๗ เป็นเหตุให้ผู้ถูก ทอดทิ้งถึงแก่ความตาย หรือรับอันตรายสาหัส ผู้กระทำ ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๐ มาตรา ๒๙๗ หรือมาตรา ๒๙๘ นั้น กฎหมายความผิด 25 เกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย (ต่อ) ๑) มาตรา ๓๐๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับ ที่ ๒๘) พ.ศ. ๒๕๖๔ ๒) มาตรา ๓๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับ ที่ ๒๘) พ.ศ. ๒๕๖๔


พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรพุทธศักราช ๒๔๘๑ ------------------------- ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล คณะผู้สำ เร็จราชการแทนพระองค์(ตาม ประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎรลงวันที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐) อาทิตย์ทิพอาภา พล.อ.เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน ตราไว้ ณ วันที่ ๓๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๘๑ เป็นปีที่ ๕ ในรัชกาลปัจจุบัน โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรตราประมวลรัษฎากรเพื่อปรับปรุงการ รัษฎากรตามหลักความเป็นธรรมแก่สังคม จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำ แนะนำ และยินยอม ของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้ มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่ง ประมวลรัษฎากร พุทธศักราช ๒๔๘๑” มาตรา ๒๑ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๘๒ เป็นต้นไป มาตรา ๓ ให้ใช้ประมวลรัษฎากรตามที่ตราไว้ต่อท้ายพระราชบัญญัตินี้เป็น กฎหมายตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๘๒ เป็นต้นไป เว้นแต่บทบัญญัติใน ลักษณะ ๒ หมวด ๖ ว่าด้วยอากรแสตมป์นั้น ให้ใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๒ เป็นต้นไป 26 กฎหมายภาษีอากร


มาตรา ๔ นับแต่วันใช้พระราชบัญญัตินี้ ให้ยกเลิก (๑) พระราชบัญญัติเงินรัชชูปการ พุทธศักราช ๒๔๖๘ (๒) พระราชบัญญัติลักษณะเก็บเงินค่านา ร.ศ. ๑๑๙ (๓) พระราชบัญญัติลักษณะการเก็บภาษีค่าที่ไร่อ้อย พุทธศักราช ๒๔๖๔ (๔) พระราชบัญญัติเปลี่ยนวิธีเก็บภาษียา ร.ศ. ๑๑๙ (๕) ประกาศพระราชทานยกเงินอากรสวนใหญ่ค้างเก่าและเดินสำ รวจต้นผลไม้ใหม่ สำ หรับเก็บเงินอากรสวนใหญ่ รัตนโกสินทรศก ๑๓๐ (๖) พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช ๒๔๗๕ (๗) พระราชบัญญัติภาษีการค้า พุทธศักราช ๒๔๗๕ (๘) พระราชบัญญัติภาษีการธนาคารและการประกันภัย พุทธศักราช ๒๔๗๖ (๙) บรรดาพิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎ ประกาศและบทกฎหมายอื่น ซึ่งออกเพื่อแก้ไข เพิ่มเติมหรือดำ เนินการตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้น และนับตั้งแต่วันใช้บทบัญญัติในลักษณะ ๒ หมวด ๖ แห่งประมวลรัษฎากรว่าด้วย อากรแสตมป์ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติอากรแสตมป์ พุทธศักราช ๒๔๗๕ กับบรรดาพิกัดอัตรา ข้อ บังคับ กฎและบทกฎหมายอื่น ซึ่งออกเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมหรือดำ เนินการตามพระราชบัญญัตินั้น 27 กฎหมายภาษีอากร (ต่อ) มาตรา ๕ บรรดาพระราชบัญญัติ ประกาศ พิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎและบทกฎหมายที่ให้ยกเลิกตาม ความในมาตรา ๔ วรรคแรกนั้น ยังคงให้ใช้บังคับได้ในการเก็บภาษีอากรจำ นวนพุทธศักราชต่าง ๆ ก่อนใช้ประมวลรัษฎากร ส่วนพระราชบัญญัติ พิกัดอัตรา ข้อบังคับ กฎและบทกฎหมายที่ให้ยกเลิก ตามความในมาตรา ๔ วรรคสุดท้าย ก็ยังคงให้ใช้บังคับได้ในการเก็บอากรที่จะพึงเรียกเก็บได้ก่อนใช้ บทบัญญัติในลักษณะ ๒ หมวด ๖ แห่งประมวลรัษฎากรว่าด้วยอากรแสตมป์ มาตรา ๖ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้


28 กฎหมายภาษีอากร (ต่อ) ลักษณะ ๑ ข้อความเบื้องต้น ------------------------- มาตรา ๑ กฎหมายนี้ให้เรียกว่า “ประมวลรัษฎากร” มาตรา ๒๑ ในประมวลรัษฎากรนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามประมวลรัษฎากรนี้ “อธิบดี”๒ หมายความว่า อธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมาย “ผู้ว่าราชการจังหวัด” หมายความรวมถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครด้วย “อำ เภอ” หมายความว่า นายอำ เภอ สมุห์บัญชีอำ เภอ หรือสมุห์บัญชีเขต “นายอำ เภอ” หมายความรวมถึงหัวหน้าเขต และปลัดอำ เภอผู้เป็นหัวหน้าประจำ กิ่งอำ เภอด้วย “ที่ว่าการอำ เภอ” หมายความรวมถึงที่ว่าการเขต และที่ว่าการกิ่งอำ เภอด้วย “องค์การของรัฐบาล” หมายความว่า องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของ รัฐบาลและกิจการของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้งกิจการนั้น และหมายความรวมถึงหน่วยงานธุรกิจที่ รัฐบาลเป็นเจ้าของซึ่งไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลด้วย “ประเทศไทย” หรือ “ราชอาณาจักร” หมายความรวมถึงเขตไหล่ทวีปที่เป็นสิทธิของประเทศไทยตาม หลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ยอมรับนับถือกันโดยทั่วทั่ไป และตามความตกลงกับต่างประเทศด้วย มาตรา ๓๓ บรรดารัษฎากรประเภทต่าง ๆ ซึ่งเรียกเก็บตามประมวลรัษฎากรนี้จะตราพระราช กฤษฎีกาเพื่อการต่อไปนี้ก็ได้ คือ (๑) ลดอัตรา หรือยกเว้นเพื่อให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ กิจการ หรือสภาพของท้องที่ บางแห่งหรือทั่วทั่ไป (๒) ยกเว้นแก่บุคคลหรือองค์การระหว่างประเทศตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมีอยู่ต่อ องค์การสหประชาชาติ หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือตามสัญญา หรือตามหลักถ้อยทีถ้อย ปฏิบัติต่อกันกับนานาประเทศ (๓) ยกเว้นแก่รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล องค์การศาสนา หรือ องค์การกุศลสาธารณะ การลดหรือยกเว้นตาม (๑) (๒) และ (๓) นั้น จะตราพระราชกฤษฎีกายกเลิกหรือ เปลี่ยนแปลงก็ได้


29 กฎหมายภาษีอากร (ต่อ) มาตรา ๓ ทวิ๔ ถ้าเจ้าพนักงานดังต่อไปนี้เห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรต้องได้รับโทษจำ คุกหรือไม่ควรถูก ฟ้องร้อง ให้มีอำ นาจเปรียบเทียบโดยกำ หนดค่าปรับแต่สถานเดียวในความผิดต่อไปนี้ เว้นแต่ความ ผิดตามมาตรา ๑๓ คือ (๑) ความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว หรือมีโทษปรับ หรือจำ คุกไม่เกินหกเดือน หรือ ทั้งปรับทั้งจำ ซึ่งโทษจำ คุกไม่เกินหกเดือนที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครให้เป็นอำ นาจของอธิบดี ถ้า เกิดขึ้นในจังหวัดอื่นให้เป็นอำ นาจของผู้ว่าราชการจังหวัด (๒) ความผิดที่มีโทษปรับหรือโทษจำ คุกเกินหกเดือนแต่ไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้ง จำ ซึ่งโทษจำ คุกเกินหกเดือนแต่ไม่เกินหนึ่งปีให้เป็นอำ นาจของคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยอธิบดี อธิบดีกรมการปกครอง และอธิบดีกรมตำ รวจหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ถ้าผู้ต้องหาใช้ค่าปรับตามที่เปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่ผู้มีอำ นาจเปรียบเทียบ กำ หนดแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันคุ้มผู้ต้องหามิให้ถูกฟ้องร้องต่อไปในกรณีแห่งความผิดนั้น ถ้าผู้มีอำ นาจเปรียบเทียบตามวรรคหนึ่งเห็นว่าไม่ควรใช้อำ นาจเปรียบเทียบ หรือเมื่อ เปรียบเทียบแล้วผู้ต้องหาไม่ยอมตามที่เปรียบเทียบ หรือยอมแล้วแต่ไม่ชำ ระค่าปรับภายในระยะ เวลาที่ผู้มีอำ นาจเปรียบเทียบกำ หนดให้ดำ เนินการฟ้องร้องต่อไป และในกรณีนี้ห้ามมิให้ดำ เนินการ เปรียบเทียบตามกฎหมายอื่นอีก มาตรา ๓ ตรี๕ บุคคลใดจะต้องเสียเงินเพิ่มภาษีอากรตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรนี้ และ บุคคลนั้นยินยอมและชำ ระเงินเพิ่มภาษีอากรตามหลักเกณฑ์ที่กำ หนดในกฎกระทรวงแล้ว ให้ถือว่า เป็นอันคุ้มบุคคลนั้นมิให้ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มภาษีอากร มาตรา ๓ จัตวา๖ ในกรณีที่บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรกำ หนดให้บุคคลไปเสียภาษีอากร ณ ที่ ว่าการอำ เภอ รัฐมนตรีจะประกาศในราชกิจจานุเบกษากำ หนดให้ไปเสีย ณ สำ นักงานแห่งอื่นก็ได้ ใน กรณีเช่นว่านี้การเสียภาษีอากรนั้น ให้ถือว่าเป็นการสมบูรณ์เมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินซึ่งหัวหน้าสำ นักงาน แห่งนั้นได้ลงลายมือชื่อรับเงินแล้ว มาตรา ๓ เบญจ๗ เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ให้อธิบดีมีอำ นาจเข้าไปหรือ ออกคำ สั่งสั่เป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรเข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดเพื่อทำ การตรวจค้น ยึด หรืออายัดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีอากรที่จะต้องเสีย ได้ทั่วทั่ราชอาณาจักร ในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือสรรพากรเขตมี อำ นาจเช่นเดียวกับอธิบดีตามวรรคหนึ่ง สำ หรับในเขตท้องที่จังหวัดหรือเขตนั้น การทำ การตามวรรค หนึ่งหรือวรรคสองต้องทำ ในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือในระหว่างเวลาทำ การ ของผู้ประกอบกิจการนั้น มาตรา ๓ ฉ๘ บรรดาบัญชี เอกสาร และหลักฐานต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษี อากรที่จะต้องเสีย ถ้าทำ เป็นภาษาต่างประเทศเจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งสั่ให้ บุคคลใดที่มีหน้าที่รับผิดชอบจัดการแปลเป็นภาษาไทยให้เสร็จภายในเวลาที่สมควรก็ได้


มาตรา ๓ สัตต๙ เพื่อประโยชน์แห่งการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร การตรวจสอบและ รับรองบัญชีจะกระทำ ได้ก็แต่โดยบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี บุคคลที่จะขอใบอนุญาตจากอธิบดีตามความในวรรคก่อน ต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติ และปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำ หนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี บุคคลใดได้รับใบอนุญาตดังกล่าวแล้ว ถ้าฝ่าฝืนระเบียบที่อธิบดีกำ หนด อธิบดีอาจ พิจารณาสั่งสั่ถอนใบอนุญาตเสียก็ได้ บทบัญญัติแห่งมาตรานี้จะใช้บังคับในเขตจังหวัดใด ให้อธิบดีประกาศโดยอนุมัติ รัฐมนตรี การประกาศ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาตรา ๓ อัฏฐ๑๐ กำ หนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการหรือแจ้งรายการต่าง ๆ ก็ดี กำ หนดเวลา การอุทธรณ์ก็ดี หรือกำ หนดเวลาการเสียภาษีอากรตามที่กำ หนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้ก็ดี ถ้าผู้ มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกำ หนดเวลาดังกล่าวมิได้อยู่ในประเทศไทย หรือมีเหตุจำ เป็นจนไม่สามารถ จะปฏิบัติตามกำ หนดเวลาได้ เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นเป็นการสมควรจะให้ขยายหรือให้เลื่อนกำ หนด เวลาออกไปอีกตามความจำ เป็นแก่กรณีก็ได้ กำ หนดเวลาต่าง ๆ ที่กำ หนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้ เมื่อรัฐมนตรีเห็นเป็นการ สมควร จะขยายหรือเลื่อนกำ หนดเวลานั้นออกไปอีกตามความจำ เป็นแก่กรณีก็ได้ มาตรา ๓ นว๑๑ ผู้ใดรู้อยู่แล้วไม่อำ นวยความสะดวกหรือขัดขวางเจ้าพนักงานผู้ กระทำ การตามหน้าที่ตามความในมาตรา ๓ เบญจ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำ คุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ 30 กฎหมายภาษีอากร (ต่อ) มาตรา ๓ ทศ๑๒ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำ สั่งสั่เจ้าพนักงานประเมิน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามความใน มาตรา ๓ ฉ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท มาตรา ๓ เอกาทศ๑๓ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร อธิบดีมีอำ นาจ กำ หนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากร และผู้มีหน้าที่จ่ายเงินได้มีและใช้เลขประจำ ตัวในการปฏิบัติการ ตามประมวลรัษฎากรได้ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่อธิบดีกำ หนด ทั้งนี้ โดยอนุมัติรัฐมนตรี การกำ หนดตามวรรคหนึ่ง ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาตรา ๓ ทวาทศ๑๔ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศที่ออกตามความในมาตรา ๓ เอกาทศ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท


มาตรา ๓ เตรส๑๕ ในกรณีจำ เป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี ให้อธิบดีมีอำ นาจออกคำ สั่งสั่ให้ผู้จ่าย เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ ซึ่งไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามลักษณะ ๒ หักภาษี ณ ที่จ่ายตาม หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราที่กำ หนดโดยกฎกระทรวง ในการนี้ให้นำ มาตรา ๕๒ มาตรา ๕๓ มาตรา ๕๔ มาตรา ๕๕ มาตรา ๕๘ มาตรา ๕๙ มาตรา ๖๐ และมาตรา ๖๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๓ จตุทศ๑๖ ในกรณีที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ให้ผู้มีหน้าที่ หักภาษี ณ ที่จ่าย หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำ ส่งก่อนไม่ว่าการจ่ายเงินนั้นจะเกิดขึ้นจากคำ สั่งสั่หรือคำ บังคับ ของศาลหรือตามกฎหมายหรือเหตุอื่นใดก็ตาม มาตรา ๓ ปัณรส๑๗ เพื่อประโยชน์ในการนำ ส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา ๕๒ การนำ ส่งภาษี เงินได้ตามมาตรา ๗๐ และมาตรา ๗๐ ทวิ และการนำ ส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๓/๕ และมาตรา ๘๓/๖ ผู้มีหน้าที่นำ ส่งภาษีอาจเลือกวิธีนำ ส่งเงินภาษีให้แก่กรมสรรพากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาที่กำ หนดในกฎกระทรวงแทนวิธีนำ ส่งตามที่บัญญัติในมาตราที่เกี่ยวข้องก็ได้ กฎกระทรวงตามวรรคหนึ่งจะกำ หนดระยะเวลานำ ส่งเงินภาษีเกินกว่าที่บัญญัติในมาตราที่เกี่ยวข้องแต่ละ กรณีไม่ได้ มาตรา ๓ โสฬส๑๘ บรรดาหมายเรียก หนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากร แบบใบกำ กับภาษีรายงาน เอกสาร หลักฐานหรือหนังสืออื่นใด ที่ต้องมี จัดทำ หรือใช้ ตามที่บัญญัติในประมวลรัษฎากร และบรรดาเอกสาร หลักฐานหรือหนังสือที่กรมสรรพากรต้องใช้ในการติดต่อกับผู้เสียภาษีอากรหรือบุคคลใดหรือที่ผู้เสียภาษี อากรหรือบุคคลใดต้องใช้ในการติดต่อกับกรมสรรพากร อาจกระทำ ด้วยกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็ได้ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำ หนดในกฎกระทรวง กฎกระทรวงตามวรรคหนึ่งให้ กำ หนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการจัดทำ การส่ง การรับ ตลอดจนการเก็บรักษาที่เกี่ยวข้องไว้ ด้วย ซึ่งต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 31 กฎหมายภาษีอากร (ต่อ) มาตรา ๓ สัตตรส๑๙ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ให้บุคคลดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีหน้าที่รายงานข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะในปีที่ล่วงมาเฉพาะที่อยู่ในความ ครอบครองต่อกรมสรรพากรภายในเดือนมีนาคมของทุกปี (๑) สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน (๒) สถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น (๓) ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชำ ระเงิน ธุรกรรมลักษณะเฉพาะตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า ธุรกรรมที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ในปีที่ล่วงมา ดังต่อไปนี้


(๑) ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่สามพันครั้งขึ้นไป (๒) ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่สี่ร้อยครั้งและมียอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรับโอน เงินรวมกันตั้งแต่สองล้านบาทขึ้นไป รายการข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะที่ต้องรายงานตามวรรคหนึ่ง และวิธีการรายงาน ให้เป็นไปตามที่กำ หนดในกฎกระทรวง จำ นวนครั้งหรือยอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงินตามวรรคสอง ให้กำ หนดเพิ่ม ขึ้นได้ตามที่กำ หนดในกฎกระทรวง ให้อธิบดีมีหน้าที่ในการเก็บรักษาข้อมูลที่ได้รับตามมาตรานี้และให้เก็บข้อมูลดังกล่าว ไว้ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่กรมสรรพากรได้รับข้อมูล มาตรา ๓ อัฏฐารส๒๐ ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้มีหน้าที่รายงานผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓ สัต ตรส ให้อธิบดีมีอำ นาจสั่งสั่ให้ผู้มีหน้าที่รายงานปฏิบัติให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำ หนด ผู้มีหน้าที่รายงานผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำ สั่งสั่ของอธิบดีตามวรรคหนึ่ง ให้อธิบดีมีอำ นาจ พิจารณามีคำ สั่งสั่ลงโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง มาตรา ๔๒๑ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามประมวลรัษฎากรนี้ และให้มีอำ นาจ แต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินและเจ้าพนักงานอื่นโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษากับออกกฎ กระทรวง (๑) ให้ใช้หรือให้ยกเลิกแสตมป์โดยกำ หนดให้นำ มาแลกเปลี่ยนกับแสตมป์ที่ใช้ได้ภายในเวลาและ เงื่อนไขที่กำ หนด แต่ต้องให้เวลาไม่น้อยกว่าหกสิบวัน (๒) กำ หนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามประมวลรัษฎากรนี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ 32 กฎหมายภาษีอากร (ต่อ) มาตรา ๔ ทวิ๒๒ คนต่างด้าวผู้ใดจะเดินทางออกจากประเทศไทยต้องเสียภาษีอากรที่ค้างชำ ระ และ หรือที่จะต้องชำ ระแม้จะยังไม่ถึงกำ หนดชำ ระ หรือจัดหาประกันเงินภาษีอากรให้เสร็จสิ้นตาม บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรนี้ก่อนออกเดินทาง มาตรา ๔ ตรี๒๓ ให้คนต่างด้าวซึ่งจะเดินทางออกจากประเทศไทยยื่นคำ ร้องตามแบบที่อธิบดีกำ หนด เพื่อขอรับใบผ่านภาษีอากรภายในกำ หนดเวลาไม่เกินสิบห้าวันก่อนออกเดินทางไม่ว่ามีเงินภาษีอากร ที่ต้องชำ ระหรือไม่


การยื่นคำ ร้องตามความในวรรคก่อน ถ้าผู้ยื่นคำ ร้องมีภูมิลำ เนาหรือพักอยู่ในเขตจังหวัดพระนครหรือ จังหวัดธนบุรี ให้ยื่นต่ออธิบดีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ถ้ามีภูมิลำ เนาหรือพักอยู่ในเขตจังหวัดอื่นให้ ยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย คนต่างด้าวผู้ใดไม่ยื่นคำ ร้องขอรับใบผ่านภาษีอากรตามความในวรรคก่อนหรือยื่น คำ ร้องแล้วแต่ยังไม่ได้รับใบผ่านภาษีอากร เดินทางออกจากประเทศไทยหรือพยายามเดินทางออก จากประเทศไทย นอกจากจะมีความผิดตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรนี้ ให้คนต่างด้าวผู้นั้น เสียเงินเพิ่มร้อยละ ๒๐ ของเงินภาษีอากรที่จะต้องเสียทั้งสิ้นอีกด้วย เงินเพิ่มตามมาตรานี้ให้ถือเป็น ค่าภาษีอากร มาตรา ๔ จัตวา๒๔ บทบัญญัติมาตรา ๔ ทวิ และมาตรา ๔ ตรี ไม่ใช้บังคับแก่คน ต่างด้าวผู้เดินทางผ่านประเทศไทย หรือเข้ามา และอยู่ในประเทศไทยชั่วชั่ระยะเวลาหนึ่งหรือหลาย ระยะรวมกันไม่เกินเก้าสิบวันในปีภาษีใด โดยไม่มีเงินได้พึงประเมิน หรือคนต่างด้าวที่อธิบดีประกาศ กำ หนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี มาตรา ๔ เบญจ๒๕ ให้ผู้รับคำ ร้องตามมาตรา ๔ ตรี ตรวจสอบว่า ผู้ยื่นคำ ร้องมีภาษี อากรที่จะต้องเสียตามมาตรา ๔ ทวิ หรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ออกใบผ่านภาษีอากรตามแบบที่อธิบดี กำ หนดให้แก่ผู้ยื่นคำ ร้อง ถ้าในการตรวจสอบตามความในวรรคก่อนปรากฏว่า ผู้ยื่นคำ ร้องมีเงินภาษีอากรที่ต้อง เสียตามมาตรา ๔ ทวิ และผู้ยื่นคำ ร้องได้นำ เงินภาษีอากรมาชำ ระครบถ้วนแล้วก็ดี หรือไม่อาจชำ ระ ได้ทั้งหมดหรือได้ชำ ระแต่บางส่วน และผู้ยื่นคำ ร้องได้จัดหาผู้ค้ำ ประกันหรือหลักประกันที่อธิบดีหรือ ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเห็นสมควรมาเป็นประกันเงินค่าภาษีอากรนั้นแล้วก็ดี ให้ อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายออกใบผ่านภาษีอากรให้ มาตรา ๔ ฉ๒๖ ในกรณีที่ผู้รับคำ ร้องตามมาตรา ๔ ตรี พิจารณาเห็นว่า ผู้ยื่นคำ ร้องมี เหตุผลสมควรจะต้องเดินทางออกจากประเทศไทยเป็นการรีบด่วนและชั่วชั่คราว และผู้ยื่นคำ ร้องมี หลักประกันหรือหลักทรัพย์อยู่ในประเทศไทยพอคุ้มค่าภาษีอากรที่ค้างหรือที่จะต้องชำ ระ ให้อธิบดี หรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายออกใบผ่านภาษีอากรให้ 33 กฎหมายภาษีอากร (ต่อ) มาตรา ๔ สัตต๒๗ ภายใต้บังคับมาตรา ๔ อัฏฐ ใบผ่านภาษีอากรให้มีอายุใช้ได้สิบห้า วันนับแต่วันออก ถ้ามีการขอต่ออายุใบผ่านภาษีอากรก่อนสิ้นอายุ อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ ที่ได้รับมอบหมายจะต่ออายุให้อีกสิบห้าวันก็ได้ มาตรา ๔ อัฏฐ๒๘ คนต่างด้าวซึ่งมีความจำ เป็นต้องเดินทางเข้าออกประเทศไทยเป็น ปกติธุระเกี่ยวกับการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ จะยื่นคำ ร้องต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ ได้รับมอบหมาย แล้วแต่กรณี ขอให้ออกใบผ่านภาษีอากรให้ใช้เป็นประจำ ก็ได้ ถ้าผู้รับคำ ร้องพิจารณา เห็นว่าคนต่างด้าวผู้นั้นมีความจำ เป็นดังที่ร้องขอ และมีหลักประกันหรือหลักทรัพย์อยู่ในประเทศไทย พอคุ้มค่าภาษีอากรที่ค้างหรือที่จะต้องชำ ระแล้ว จะออกใบผ่านภาษีอากรให้ตามแบบที่อธิบดีกำ หนด ก็ได้ ใบผ่านภาษีอากรเช่นว่านี้ให้มีกำ หนดเวลาใช้ได้ตามที่ระบุในใบผ่านภาษีอากรนั้น แต่ต้องไม่เกิน กว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันออก


34 กฎหมายภาษีอากร (ต่อ) มาตรา ๔ นว๒๙ คนต่างด้าวผู้ใดเดินทางออกจากประเทศไทยโดยไม่มีใบผ่านภาษี อากร ซึ่งต้องมีตามความในประมวลรัษฎากรนี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือจำ คุก ไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ คนต่างด้าวผู้ใดพยายามกระทำ การเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษ เช่นเดียวกัน มาตรา ๔ ทศ๓๐ ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายสั่งสั่ให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงิน ภาษีอากรในอัตราร้อยละ ๑ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบ ต้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำ หนดโดยกฎกระทรวง ดอกเบี้ยที่ให้ตามวรรคหนึ่งมิให้ เกินกว่าจำ นวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน และให้จ่ายจากเงินภาษีอากรที่จัดเก็บได้ตามประมวล รัษฎากรนี้ กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒” มาตรา ๒๑ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ “ซื้อ” หมายความรวมถึง เช่า เช่าซื้อ หรือได้มาไม่ว่าด้วยประการใด ๆ โดยให้ค่าตอบแทนเป็นเงิน หรือผลประโยชน์อย่างอื่น “ขาย” หมายความรวมถึง ให้เช่า ให้เช่าซื้อ หรือจัดหาให้ไม่ว่าด้วยประการใด ๆ โดยเรียกค่าตอบแทน เป็นเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่น ตลอดจนการเสนอหรือการชักชวนเพื่อการดังกล่าวด้วย “บริการ” หมายความว่า การรับจัดทำ การงาน การให้สิทธิใด ๆ หรือการให้ใช้หรือให้ประโยชน์ใน ทรัพย์สินหรือกิจการใด ๆ โดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงินหรือผลประโยชน์อื่นแต่ไม่รวมถึงการจ้าง แรงงานตามกฎหมายแรงงาน “ผลิต” หมายความว่า ทำ ผสม ปรุง ประกอบ ประดิษฐ์ หรือแปรสภาพและหมายความรวมถึงการ เปลี่ยนรูป การดัดแปลง การคัดเลือก หรือการแบ่งบรรจุ “ผู้บริโภค”๒ หมายความว่า ผู้ซื้อหรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ซึ่งได้รับการเสนอหรือ การชักชวนจากผู้ประกอบธุรกิจเพื่อให้ซื้อสินค้าหรือรับบริการและหมายความรวมถึงผู้ใช้สินค้าหรือผู้ ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจโดยชอบ แม้มิได้เป็นผู้เสียค่าตอบแทนก็ตาม “ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้ขาย ผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้สั่งสั่หรือนำ เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย หรือผู้ซื้อเพื่อขายต่อซึ่งสินค้า หรือผู้ให้บริการ และหมายความรวมถึงผู้ประกอบกิจการโฆษณาด้วย “ข้อความ” หมายความรวมถึงการกระทำ ให้ปรากฏด้วยตัวอักษร ภาพ ภาพยนตร์ แสง เสียง เครื่องหมายหรือการกระทำ อย่างใด ๆ ที่ทำ ให้บุคคลทั่วทั่ไปสามารถเข้าใจความหมายได้


“ข้อความ” หมายความรวมถึงการกระทำ ให้ปรากฏด้วยตัวอักษร ภาพ ภาพยนตร์ แสง เสียง เครื่องหมายหรือการกระทำ อย่างใด ๆ ที่ทำ ให้บุคคลทั่วทั่ไปสามารถเข้าใจความหมายได้ “โฆษณา” หมายความถึงกระทำ การไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ให้ประชาชนเห็นหรือทราบข้อความ เพื่อ ประโยชน์ในทางการค้า “สื่อโฆษณา” หมายความว่า สิ่งที่ใช้เป็นสื่อในการโฆษณา เช่น หนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ วิทยุกระจาย เสียง วิทยุโทรทัศน์ ไปรษณีย์โทรเลข โทรศัพท์ หรือป้าย “ฉลาก” หมายความว่า รูป รอยประดิษฐ์ กระดาษหรือสิ่งอื่นใดที่ทำ ให้ปรากฏข้อความเกี่ยวกับสินค้า ซึ่งแสดงไว้ที่สินค้าหรือภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุสินค้า หรือสอดแทรกหรือรวมไว้กับสินค้าหรือ ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุสินค้า และหมายความรวมถึงเอกสารหรือคู่มือสำ หรับใช้ประกอบกับ สินค้า ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่สินค้าหรือภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุสินค้านั้น “สัญญา”๓ หมายความว่า ความตกลงกันระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจเพื่อซื้อและขายสินค้า หรือให้และรับบริการ “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค “กรรมการ” หมายความว่า กรรมการคุ้มครองผู้บริโภค “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๔ ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับความคุ้มครองดังต่อไปนี้ (๑) สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำ พรรณาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ (๒) สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ (๓) สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ (๓ ทวิ)๔ สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำ สัญญา (๔) สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายว่าด้วยการนั้น ๆ หรือพระราชบัญญัตินี้บัญญัติไว้ 35 กฎหมายคุ้มครอง ผู้บริโภค(ต่อ) มาตรา ๕ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำ นาจดังต่อไปนี้ (๑) นับ ชั่งชั่ตวง วัด ตรวจสินค้า และเก็บหรือนำ สินค้าในปริมาณพอสมควรไปเป็นตัวอย่างเพื่อทำ การ ทดสอบโดยไม่ต้องชำ ระราคาสินค้านั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำ หนด (๒) ค้น ยึด หรืออายัดสินค้า ภาชนะหรือหีบห่อบรรจุสินค้า ฉลากหรือเอกสารอื่นที่ไม่เป็นไปตามพระ ราชบัญญัตินี้เพื่อประโยชน์ในการดำ เนินคดีในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำ ผิดตามพระราช บัญญัตินี้ (๓) เข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใด ๆ เพื่อตรวจสอบการผลิตสินค้า การขายสินค้าหรือบริการ รวมทั้งตรวจสอบสมุดบัญชี เอกสาร และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องของผู้ประกอบธุรกิจในกรณีที่มีเหตุอัน ควรสงสัยว่ามีการกระทำ ผิดตามพระราชบัญญัตินี้ (๔) มีหนังสือเรียกให้บุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำ หรือส่งเอกสารและหลักฐานที่จำ เป็นเพื่อประกอบการ พิจารณาของพนักงานเจ้าหน้าที่ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องอำ นวยความสะดวกตามสมควร


กฎหมายคุ้มครอง 36 ผู้บริโภค(ต่อ) มาตรา ๖ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๕ (๓) ถ้าไม่เป็นการเร่งด่วนให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งเป็น หนังสือให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่หรือยานพาหนะนั้นทราบล่วงหน้าตามสมควรก่อน และให้ กระทำ การต่อหน้าผู้ครอบครองสถานที่หรือยานพาหนะ หรือถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่อยู่ในที่นั้น ก็ให้กระทำ ต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ร้องขอมาเป็นพยาน การค้นตามมาตรา ๕ (๒) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่กระทำ ได้เฉพาะเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึง พระอาทิตย์ตก มาตรา ๗ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำ ตัว เมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องร้องขอบัตรประจำ ตัวของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่กำ หนดในกฎ กระทรวง มาตรา ๘๕ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำ นาจแต่งตั้ง พนักงานเจ้าหน้าที่และออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ พนักงานเจ้าหน้าที่อาจม อบหมายเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ได้ กฎกระทรวงนั้นเมื่อประกาศในราช กิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ มาตรา ๙๑ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค” ประกอบ ด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ ปลัดสำ นักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัด กระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกิน แปดคนซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีกำ หนด โดยต้องมีผู้แทนที่มีความรู้ความ เชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองผู้บริโภคจากภาควิชาการ ภาคประชาชน และภาคผู้ประกอบธุรกิจ อย่าง น้อยภาคละสองคน เป็นกรรมการ ให้เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นกรรมการและ เลขานุการ และให้เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคแต่งตั้งข้าราชการในสำ นักงานคณะ กรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจำ นวนไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ หมวด ๑ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ------------------------


กฎหมายคุ้มครอง 37 ผู้บริโภค(ต่อ) มาตรา ๑๐ คณะกรรมการมีอำ นาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๑) พิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำ ของผู้ประกอบธุรกิจ (๑/๑)๒ ไกล่เกลี่ยหรือประนีประนอมข้อพิพาทเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามที่ผู้บริโภคและผู้ ระกอบธุรกิจตกลงกันก่อนมีการฟ้องคดีต่อศาล ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำ หนดโดย ประกาศในราชกิจจานุเบกษา (๑/๒)๓ ส่งเสริม พัฒนา และสนับสนุนงานคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ กำ หนด (๒)๔ (ยกเลิก) (๓)๕ กำ หนดแนวทางการแจ้งหรือโฆษณาข่าวสารตามมาตรา ๒๐ (๒/๒) (๔) ให้คำ ปรึกษาและแนะนำ แก่คณะกรรมการเฉพาะเรื่อง และพิจารณาวินิจฉัยการอุทธรณ์คำ สั่งสั่ของ คณะกรรมการเฉพาะเรื่อง (๕) วางระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการเฉพาะเรื่องและคณะอนุกรรมการ (๖) สอดส่องเร่งรัดพนักงานเจ้าหน้าที่ ส่วนราชการ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐให้ปฏิบัติการตามอำ นาจ และหน้าที่ที่กฎหมายกำ หนด ตลอดจนเร่งรัดพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ดำ เนินคดีในความผิดเกี่ยวกับการ ละเมิดสิทธิของผู้บริโภค (๗) ดำ เนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคที่คณะกรรมการเห็นสมควรหรือมีผู้ร้องขอตามมาตรา ๓๙ (๘)๖ รับรองสมาคมและมูลนิธิตามมาตรา ๔๐ (๘/๑)๗ จัดทำ แผนยุทธศาสตร์การคุ้มครองผู้บริโภคให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายของรัฐบาล มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค หรือมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคสากล (๙) เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายและมาตรการในการคุ้มครองผู้บริโภค และ พิจารณาให้ความเห็นในเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคตามที่คณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีมอบ หมาย (๙/๑)๘ เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีการตรากฎหมาย แก้ไขหรือปรับปรุงกฎหมายหรือกฎ เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคให้สอดคล้องกับหรือเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์การคุ้มครองผู้บริโภค (๙/๒)๙ เสนอความเห็นต่อส่วนราชการ หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือองค์กรอื่น เพื่อให้จัดทำ ทบทวน ประเมิน หรือปรับปรุงมาตรการ และแนวทางการปฏิบัติราชการหรือการดำ เนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ การคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งในการออกกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายและกฎเกี่ยวกับการคุ้มครอง ผู้บริโภค


(๑๐) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่มีกฎหมายกำ หนดไว้ให้เป็นอำ นาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรานี้ คณะกรรมการอาจมอบหมายให้สำ นักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้ปฏิบัติการหรือเตรียมข้อเสนอมายังคณะกรรมการเพื่อพิจารณาดำ เนินการต่อไป ได้ มาตรา ๑๑ ให้กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง อยู่ในตำ แหน่งคราวละสามปี กรรมการที่พ้น จากตำ แหน่งอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ เมื่อครบกำ หนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้ง กรรมการขึ้นใหม่ ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำ แหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำ แหน่งเพื่อดำ เนินงานต่อไป จนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่๑๑ มาตรา ๑๒ นอกจากการพ้นจากตำ แหน่งตามวาระตามมาตรา ๑๑ กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรี แต่งตั้งพ้นจากตำ แหน่ง เมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) คณะรัฐมนตรีให้ออก (๔) เป็นบุคคลล้มละลาย (๕) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (๖) ได้รับโทษจำ คุกโดยคำ พิพากษาถึงที่สุดให้จำ คุก เว้นแต่เป็นโทษสำ หรับความผิดที่ได้ กระทำ โดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำ แหน่งก่อนวาระ คณะรัฐมนตรีอาจแต่งตั้งผู้อื่นเป็นกรรมการ แทนได้และให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำ รงตำ แหน่งแทนอยู่ในตำ แหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการ ซึ่งตนแทน ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมี วาระอยู่ในตำ แหน่ง ให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำ แหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของ กรรมการที่ได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำ แหน่งก่อนวาระ ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการ ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่จนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการตามวรรคสอง๑๒ กฎหมายคุ้มครอง 38 ผู้บริโภค(ต่อ)


มาตรา ๑๓ ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อยู่ในที่ ประชุม ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การประชุมคณะ กรรมการทุกคราวต้องมีกรรมการมาประชุมไม่ต่ำ กว่ากึ่งหนึ่งของจำ นวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลง คะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด มาตรา ๑๔ ให้มีคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง ดังต่อไปนี้ (๑) คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา (๑/๑)๑๓ คณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ (๒) คณะกรรมการว่าด้วยฉลาก (๓)๑๔ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญา คณะกรรมการเฉพาะเรื่อง ประกอบด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในเรื่องที่เกี่ยวข้องตามที่ คณะกรรมการแต่งตั้งขึ้น มีจำ นวนไม่น้อยกว่าเจ็ดคนแต่ไม่เกินสิบสามคน กรรมการเฉพาะเรื่องอยู่ใน ตำ แหน่งคราวละสามปี และให้นำ มาตรา ๑๑ วรรคสองและวรรคสาม และมาตรา ๑๒ มาใช้บังคับโดย อนุโลม๑๕ คณะกรรมการเฉพาะเรื่อง มีอำ นาจและหน้าที่ตามที่กำ หนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้และตามที่ คณะกรรมการมอบหมาย มาตรา ๑๕ คณะกรรมการและคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง จะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อ พิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการหรือคณะกรรมการเฉพาะเรื่องมอบหมาย ก็ได้ มาตรา ๑๖ การประชุมของคณะกรรมการเฉพาะเรื่องและคณะอนุกรรมการให้นำ มาตรา ๑๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๑๗ คณะกรรมการและคณะกรรมการเฉพาะเรื่องมีอำ นาจสั่งสั่ให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดส่ง เอกสารหรือข้อมูลที่เกี่ยวกับเรื่องที่มีผู้ร้องทุกข์หรือเรื่องอื่นใดที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค มาพิจารณาได้ ในการนี้จะเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงด้วยก็ได้ มาตรา ๑๗/๑๑๖ ให้ประธานกรรมการ กรรมการ ประธานกรรมการเฉพาะเรื่อง กรรมการ เฉพาะเรื่อง และประธานอนุกรรมการและอนุกรรมการตามมาตรา ๑๕ ได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ ตอบแทนอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีกำ หนด กฎหมายคุ้มครอง 39 ผู้บริโภค(ต่อ)


มาตรา ๑๘ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ คณะกรรมการหรือคณะกรรมการเฉพาะ เรื่องต้องให้โอกาสแก่ผู้ถูกกล่าวหาหรือสงสัยว่ากระทำ การอันเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค เพื่อชี้แจง ข้อเท็จจริงและแสดงความคิดเห็นตามสมควร เว้นแต่ในกรณีที่จำ เป็นและเร่งด่วน การกำ หนดหรือการ ออกคำ สั่งสั่ในเรื่องใดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คณะกรรมการหรือคณะกรรมการเฉพาะเรื่องคำ นึงถึงความ เสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ และในกรณีที่เห็นสมควรคณะกรรมการหรือ คณะกรรมการเฉพาะเรื่องจะกำ หนดเงื่อนไขหรือวิธีการชั่วชั่คราวในการบังคับให้เป็นไปตามการกำ หนดหรือ การออกคำ สั่งสั่นั้นก็ได้ มาตรา ๑๙๑๗ ให้จัดตั้งสำ นักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคขึ้นในสำ นักนายกรัฐมนตรีให้ มีเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีอำ นาจหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วทั่ไปและรับผิดชอบในการ ปฏิบัติราชการของสำ นักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และจะให้มีรองเลขาธิการและผู้ช่วย เลขาธิการเป็นผู้ช่วยปฏิบัติราชการด้วยก็ได้ มาตรา ๒๐ ให้สำ นักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีอำ นาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๑) รับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำ ของผู้ ประกอบธุรกิจ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ (๒) ติดตามและสอดส่องพฤติการณ์ของผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งกระทำ การใด ๆ อันมีลักษณะเป็นการละเมิด สิทธิของผู้บริโภค และจัดให้มีการทดสอบหรือพิสูจน์สินค้าหรือบริการใด ๆ ตามที่เห็นสมควรและจำ เป็น เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค (๒/๑)๑๘ ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมและการรวมตัวกันของผู้บริโภคในการจัดตั้งองค์กรของผู้ บริโภค และส่งเสริมองค์กรของผู้บริโภคในการรักษาสิทธิของผู้บริโภคตามแผนยุทธศาสตร์การคุ้มครองผู้ บริโภค (๒/๒)๑๙ แจ้งหรือโฆษณาข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่อาจกระทบต่อสิทธิของผู้บริโภคหรืออาจก่อ ให้เกิดความเสียหายหรือเสื่อมเสียแก่สิทธิของผู้บริโภค โดยจะระบุชื่อสินค้าหรือบริการ หรือชื่อของผู้ ประกอบธุรกิจด้วยก็ได้ (๓) สนับสนุนหรือทำ การศึกษาและวิจัยปัญหาเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคร่วมกับสถาบันการศึกษาและ หน่วยงานอื่น (๔) ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการศึกษาแก่ผู้บริโภคในทุกระดับการศึกษาเกี่ยวกับความปลอดภัยและ อันตรายที่อาจได้รับจากสินค้าหรือบริการ ๕) ดำ เนินการเผยแพร่วิชาการ และให้ความรู้และการศึกษาแก่ผู้บริโภค เพื่อสร้างนิสัยในการบริโภคที่ เป็นการส่งเสริมพลานามัย ประหยัด และใช้ทรัพยากรของชาติให้เป็นประโยชน์มากที่สุด (๖) ประสานงานกับส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่มีอำ นาจหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุม ส่งเสริม หรือ กำ หนดมาตรฐานของสินค้าหรือบริการ (๗) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการหรือคณะกรรมการเฉพาะเรื่องมอบหมาย กฎหมายคุ้มครอง 40 ผู้บริโภค(ต่อ)


กฎหมายคุ้มครอง 41 ผู้บริโภค(ต่อ) มาตรา ๒๐/๑๒๐ ในกรณีที่ศาลมีคำ พิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ประกอบธุรกิจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้สำ นักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีอำ นาจโฆษณาคำ พิพากษาทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้ประชาชนทราบ ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจไม่ปฏิบัติตามประกาศ หรือคำ สั่งสั่ของคณะกรรมการ คณะกรรมการเฉพาะเรื่อง หรือเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ และสำ นักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเข้าดำ เนินการแทน ผู้ประกอบธุรกิจ ให้สำ นักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีอำ นาจโฆษณาข่าวสารเกี่ยวกับราย ละเอียดการไม่ปฏิบัติตามประกาศหรือคำ สั่งสั่และการเข้าดำ เนินการแทนผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าวให้ ประชาชนทราบ โดยให้โฆษณาได้ทั้งในระหว่างดำ เนินการและภายหลังดำ เนินการแล้วเสร็จ การ โฆษณาคำ พิพากษาตามวรรคหนึ่งและการโฆษณาข่าวสารตามวรรคสอง ให้กระทำ ทางสื่อโฆษณาและ สื่อรูปแบบอื่นตามที่เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคกำ หนด โดยจะระบุชื่อผู้ประกอบธุรกิจ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วยก็ได้ หมวด ๓ การอุทธรณ์ ------------------------- มาตรา ๔๓ ในกรณีที่ผู้ได้รับคำ สั่งสั่ของคณะกรรมการเฉพาะเรื่องตามมาตรา ๒๗ หรือมาตรา ๒๘ วรรคสอง ไม่พอใจคำ สั่งสั่ดังกล่าว ให้มีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการได้ มาตรา ๔๔ การอุทธรณ์ตามมาตรา ๔๓ ให้ยื่นต่อคณะกรรมการภายในสิบวันนับแต่วันที่ผู้ อุทธรณ์ได้รับทราบคำ สั่งสั่ของคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นอุทธรณ์ และวิธี พิจารณาอุทธรณ์ ให้เป็นไปตามที่กำ หนดในกฎกระทรวง การอุทธรณ์คำ สั่งสั่ตามวรรคหนึ่ง ย่อมไม่ เป็นการทุเลาการบังคับตามคำ สั่งสั่ของคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง เว้นแต่คณะกรรมการจะสั่งสั่เป็นอย่าง อื่นเป็นการชั่วชั่คราวก่อนการวินิจฉัยอุทธรณ์คำ วินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด


มาตรา ๔๕๑ ผู้ใดขัดขวางหรือไม่อำ นวยความสะดวก ไม่ให้ถ้อยคำ หรือไม่ส่งเอกสารหรือหลัก ฐานแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติการตามมาตรา ๕ ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่ เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ มาตรา ๔๖๒ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำ สั่งสั่ของคณะกรรมการหรือคณะกรรมการเฉพาะเรื่องตาม มาตรา ๑๗ ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ มาตรา ๔๗๓ ผู้ใดโดยเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำ เนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำ คัญประการอื่นอันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณาหรือใช้ ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จหรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ถ้าผู้กระทำ ความ ผิดตามวรรคหนึ่งกระทำ ผิดซ้ำ อีก ผู้กระทำ ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสน บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ มาตรา ๔๘๔ ผู้ใดโฆษณาโดยใช้ข้อความตามมาตรา ๒๒ วรรคสอง (๓) หรือ (๔) หรือข้อความ ตามที่กำ หนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา ๒๒ วรรคสอง (๕) หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ หรือมาตรา ๒๖ ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินหก หมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ กฎหมายคุ้มครอง 42 ผู้บริโภค(ต่อ) หมวด ๔ บทกำ หนดโทษ ------------------------- มาตรา ๔๙๕ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำ สั่งสั่ของคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาซึ่งสั่งสั่ตาม มาตรา ๒๗ หรือมาตรา ๒๘ ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้ง จำ ทั้งปรับ มาตรา ๕๐ ถ้าการกระทำ ตามมาตรา ๔๗ มาตรา ๔๘ หรือมาตรา ๔๙ เป็นการกระทำ ของ เจ้าของสื่อโฆษณา หรือผู้ประกอบกิจการโฆษณา ผู้กระทำ ต้องระวางโทษเพียงกึ่งหนึ่งของโทษที่บัญญัติ ไว้สำ หรับความผิดนั้น มาตรา ๕๑๖ ถ้าการกระทำ ความผิดตามมาตรา ๔๗ มาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ หรือมาตรา ๕๐ เป็นความผิดต่อเนื่อง ผู้กระทำ ต้องระวางโทษปรับวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือไม่เกินสองเท่าของค่าใช้ จ่ายที่ใช้สำ หรับการโฆษณานั้น ตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรา ๕๒๗ ผู้ใดขายสินค้าที่ควบคุมฉลากตามมาตรา ๓๐ โดยไม่มีฉลากหรือมีฉลากแต่ฉลาก หรือการแสดงฉลากนั้นไม่ถูกต้อง หรือขายสินค้าที่มีฉลากที่คณะกรรมการว่าด้วยฉลากสั่งสั่เลิกใช้ตาม มาตรา ๓๓ ทั้งนี้ โดยรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าการไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากดังกล่าวนั้นไม่ถูกต้องตาม กฎหมาย ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับถ้าการก ระทำ ตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำ ของผู้ผลิตเพื่อขาย หรือผู้สั่งสั่หรือนำ เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ผู้ กระทำ ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ


มาตรา ๕๓๘ ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำ สั่งสั่ของคณะกรรมการว่าด้วยฉลากซึ่งสั่งสั่ ตามมาตรา ๓๓ ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ มาตรา ๕๔๙ ผู้ใดรับจ้างทำ ฉลากที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือรับจ้างติดตรึงฉลากที่ไม่ถูก ต้องตามกฎหมายกับสินค้า โดยรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าฉลากดังกล่าวนั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ต้อง ระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท มาตรา ๕๕๑๐ ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา ๓๕ ต้อง ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท มาตรา ๕๖๑๑ (ยกเลิก) มาตรา ๕๖/๑๑๒ (ยกเลิก) มาตรา ๕๖/๒๑๓ ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๙/๔ หรือมาตรา ๒๙/๕ วรรค หนึ่ง ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ มาตรา ๕๖/๓๑๔ ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๙/๖ วรรคสอง มาตรา ๒๙/๗ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๙/๑๐ วรรคสี่ มาตรา ๒๙/๑๑ วรรคหนึ่งหรือวรรคหก มาตรา ๒๙/๑๓ วรรคสอง หรือไม่ปฏิบัติตามคำ สั่งสั่ของคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยตามมาตรา ๒๙/๘ วรรคหนึ่ง ต้อง ระวางโทษจำ คุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ มาตรา ๕๖/๔๑๕ ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำ สั่งสั่ของคณะกรรมการว่าด้วยความ ปลอดภัยตามมาตรา ๒๙/๘ วรรคสอง หรือมาตรา ๒๙/๙ วรรคสอง ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกแสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ กฎหมายคุ้มครอง 43 ผู้บริโภค(ต่อ) มาตรา ๕๖/๕๑๖ ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๙/๑๐ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๒๙/๑๓ วรรคหนึ่ง หรือไม่ปฏิบัติตามคำ สั่งสั่ของคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยตามมาตรา ๒๙/๑๐ วรรคสอง ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกแสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ และปรับวัน ละไม่เกินสองหมื่นบาทจนกว่าจะแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าได้ดำ เนินการแล้ว มาตรา ๕๖/๖๑๗ ผู้ใดกระทำ ความผิดตามมาตรา ๕๖/๒ มาตรา ๕๖/๓ มาตรา ๕๖/๔ หรือ มาตรา ๕๖/๕ ถ้าการกระทำ นั้นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย สุขภาพ อนามัย หรือจิตใจของผู้อื่น ผู้ นั้นต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินสี่ปี หรือปรับไม่เกินแปดแสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ถ้าการกระทำ ตาม วรรคหนึ่ง เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ผู้กระทำ ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน หนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ถ้าการกระทำ ตามวรรคหนึ่ง เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำ ต้องระวางโทษจำ คุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ


มาตรา ๕๗๑๘ ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดไม่ส่งมอบสัญญาที่มีข้อสัญญาหรือมีข้อสัญญาและ แบบถูกต้องตามมาตรา ๓๕ ทวิ หรือไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินที่มีรายการและข้อความถูกต้อง ตามมาตรา ๓๕ เบญจ ให้แก่ผู้บริโภคภายในระยะเวลาตามมาตรา ๓๕ อัฏฐ ต้องระวางโทษจำ คุกไม่ เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดส่งมอบหลักฐาน การรับเงิน โดยลงจำ นวนเงินมากกว่าที่ผู้บริโภคจะต้องชำ ระและได้รับเงินจำ นวนนั้นไปจากผู้บริโภค แล้ว ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการประกอบธุรกิจเช่นนั้นแล้ว มาตรา ๕๗ ทวิ๑๙ ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๕ สัตต ต้อง ระวางโทษจำ คุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ มาตรา ๕๘ ผู้ใดกระทำ ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ภายในสถานที่ประกอบธุรกิจของ ผู้ประกอบธุรกิจและการกระทำ นั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ประกอบธุรกิจ ให้สันนิษฐานว่าผู้ ประกอบธุรกิจเป็นผู้กระทำ ผิดร่วมด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนไม่สามารถคาดหมายได้ว่าบุคคลนั้น จะกระทำ ความผิดแม้จะใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว มาตรา ๕๙๒๐ ในกรณีที่ผู้กระทำ ความผิดเป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทำ ความผิดของ นิติบุคคลนั้นเกิดจากการสั่งสั่การหรือการกระทำ ของกรรมการ หรือผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิด ชอบในการดำ เนินงานของนิติบุคคลนั้น หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งสั่การหรือกระทำ การและละเว้นไม่สั่งสั่การหรือไม่กระทำ การจนเป็นเหตุให้นิติบุคคลนั้นกระทำ ความผิด ผู้นั้นต้องรับ โทษตามที่บัญญัติไว้สำ หรับความผิดนั้น ๆ ด้วย มาตรา ๖๐๒๑ ผู้ใดโดยเจตนาทุจริต ใช้ จ้าง วาน ยุยง หรือดำ เนินการให้สมาคมหรือ มูลนิธิที่คณะกรรมการรับรองตามมาตรา ๔๐ ฟ้องร้องผู้ประกอบธุรกิจคนใดเป็นคดีแพ่งหรือคดี อาญาต่อศาล เพื่อกลั่นลั่แกล้งผู้ประกอบธุรกิจนั้นให้ได้รับความเสียหาย ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกิน สามปี หรือปรับไม่เกินหกแสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ กฎหมายคุ้มครอง 44 ผู้บริโภค(ต่อ) มาตรา ๖๑๒๒ ผู้ใดเปิดเผยข้อเท็จจริงใดเกี่ยวกับกิจการของผู้ประกอบธุรกิจอันเป็น ข้อเท็จจริงที่ตามปกติวิสัยของผู้ประกอบธุรกิจจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย ซึ่งตนได้มาหรือล่วงรู้ เนื่องจากการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำ คุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน สองแสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ เว้นแต่เป็นการเปิดเผยในการปฏิบัติราชการหรือเพื่อประโยชน์ใน การสอบสวน หรือการพิจารณาคดี ผู้ใดได้มาหรือล่วงรู้ข้อเท็จจริงใดจากบุคคลตามวรรคหนึ่งเนื่องใน การปฏิบัติราชการ หรือการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี แล้วเปิดเผยข้อเท็จจริงนั้นในประการที่น่า จะเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน


มาตรา ๖๒๒๓ บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษปรับสถานเดียว หรือเป็น ความผิดที่มีโทษปรับหรือมีโทษจำ คุกไม่เกินหนึ่งปี ให้คณะกรรมการมีอำ นาจเปรียบเทียบได้ และใน การนี้ให้คณะกรรมการมีอำ นาจมอบหมายให้คณะกรรมการเฉพาะเรื่องหรือคณะอนุกรรมการ พนักงานสอบสวน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าพนักงานท้องถิ่น ดำ เนินการเปรียบเทียบได้ โดยจะ กำ หนดหลักเกณฑ์ในการเปรียบเทียบหรือเงื่อนไขประการใด ๆ ให้แก่ผู้ได้รับมอบหมายตามที่เห็น สมควรด้วยก็ได้ เพื่อประโยชน์ในการดำ เนินการตามวรรคหนึ่ง ในการสอบสวน ถ้าพนักงาน สอบสวนพบว่าบุคคลใดกระทำ ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และบุคคลนั้นยินยอมให้เปรียบเทียบ ให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องมายังคณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายให้มีอำ นาจเปรียบ เทียบตามวรรคหนึ่งภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ผู้นั้นแสดงความยินยอมให้เปรียบเทียบ เมื่อผู้กระทำ ความผิดได้ชำ ระเงินค่าปรับตามจำ นวนที่เปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่ผู้มีอำ นาจเปรียบเทียบ กำ หนดซึ่งไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่มีการเปรียบเทียบแล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ถ้าผู้กระทำ ความผิดไม่ยินยอมตามที่เปรียบเทียบ หรือเมื่อ ยินยอมแล้วไม่ชำ ระเงินค่าปรับภายในระยะเวลาตามวรรคสาม ให้ดำ เนินคดีต่อไป โดยให้อายุความ เริ่มนับตั้งแต่วันครบกำ หนดชำ ระค่าปรับตามคำ สั่งสั่ของผู้มีอำ นาจเปรียบเทียบ มาตรา ๖๓๒๔ ค่าปรับจากการเปรียบเทียบที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ปฏิบัติการ และดำ เนินการเปรียบเทียบความผิดตามที่ได้รับมอบหมายตามมาตรา ๖๒ วรรคหนึ่ง ให้ตกเป็นราย ได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น กฎหมายคุ้มครอง 45 ผู้บริโภค(ต่อ)


กฎหมายคุ้มครอง 46 ผู้บริโภค(ต่อ) พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒๑ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากปัจจุบันนี้การเสนอสินค้า และบริการต่าง ๆ ต่อประชาชนนับวันแต่จะเพิ่มมากขึ้น ผู้ประกอบธุรกิจการค้าและผู้ที่ประกอบธุรกิจ โฆษณาได้นำ วิชาการในทางการตลาดและทางการโฆษณามาใช้ในการส่งเสริมการขายสินค้าและบริการ ซึ่งการกระทำ ดังกล่าวทำ ให้ผู้บริโภคตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ เพราะผู้บริโภคไม่อยู่ในฐานะที่ทราบ ภาวะตลาด และความจริงที่เกี่ยวกับคุณภาพและราคาของสินค้าและบริการต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องทัน ท่วงที นอกจากนั้นในบางกรณีแม้จะมีกฎหมายให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคโดยการกำ หนด คุณภาพและราคาของสินค้าและบริการอยู่แล้วก็ตาม แต่การที่ผู้บริโภคแต่ละรายจะไปฟ้องร้องดำ เนิน คดีกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือผู้ประกอบธุรกิจโฆษณาเมื่อมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ย่อมจะ เสียเวลาและค่าใช้จ่ายเป็นการไม่คุ้มค่า และผู้บริโภคจำ นวนมากไม่อยู่ในฐานะที่จะสละเวลาและเสียค่า ใช้จ่ายในการดำ เนินคดีได้ และในบางกรณีก็ไม่อาจระงับหรือยับยั้งการกระทำ ที่จะเกิดความเสียหายแก่ ผู้บริโภคได้ทันท่วงที สมควรมีกฎหมายให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคเป็นการทั่วทั่ไป โดยกำ หนด หน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจการค้าและผู้ประกอบธุรกิจโฆษณาต่อผู้บริโภคเพื่อให้ความเป็นธรรมตาม สมควรแก่ผู้บริโภค ตลอดจนจัดให้มีองค์กรของรัฐที่เหมาะสมเพื่อตรวจตราดูแล และประสานงานการ ปฏิบัติงานของส่วนราชการต่าง ๆ ในการให้ความคุ้มครองผู้บริโภค จึงจำ เป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ ขึ้น พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑๒ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากบทบัญญัติแห่งพระราช บัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ในส่วนที่เกี่ยวกับองค์ประกอบของคณะกรรมการคุ้มครองผู้ บริโภคและการบริหารงานคุ้มครองผู้บริโภค อันได้แก่ การตรวจตรา กำ กับดูแล และประสานงานการ ปฏิบัติงานของส่วนราชการต่าง ๆ ในการให้ความคุ้มครองแก่ผู้บริโภค ยังไม่เหมาะสม และโดยที่ใน ปัจจุบันปรากฏว่ามีผู้บริโภคเป็นจำ นวนมากยังไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามที่กฎหมายเฉพาะว่าด้วย การนั้น ๆ บัญญัติไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีผู้บริโภคเป็นจำ นวนมากร้องเรียนว่าไม่ได้รับความ เป็นธรรมในการทำ สัญญากับผู้ประกอบธุรกิจมากขึ้น สมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติดังกล่าวเพื่อ ปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ปรับปรุงองค์กรบริหารงานคุ้มครองผู้บริโภค คือสำ นักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคให้ดำ เนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในส่วนกลางและ ส่วนภูมิภาค และปรับปรุงอำ นาจของคณะกรรมการเฉพาะเรื่องและคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ใน การเสนอเรื่องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาออกคำ สั่งสั่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคตามพระราชบัญญัตินี้ ได้ในกรณีจำ เป็น หรือรีบด่วนให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตลอดจนเพิ่มบทบัญญัติกำ หนด สิทธิและการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำ สัญญาไว้โดยเฉพาะ และทั้ง เป็นการสมควรปรับปรุงอัตราโทษเกี่ยวกับการกระทำ ผิดในเรื่องการโฆษณาและฉลากให้เหมาะสมยิ่ง ขึ้น จึงจำ เป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น


กฎหมายคุ้มครอง 47 ผู้บริโภค(ต่อ) พระราชบัญญัติโอนอำ นาจหน้าที่และกิจการบริหารบางส่วนของสำ นักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำ นักนายกรัฐมนตรี ไปเป็นของสำ นักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำ นักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๔๑๓ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากได้มีการยกฐานะ สำ นักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำ นักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้มีฐานะเทียบเท่ากรม สังกัดสำ นักนายกรัฐมนตรี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ ในการนี้ สมควรโอนบรรดาอำ นาจหน้าที่ กิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ ข้าราชการ ลูกจ้าง และเงินงบประมาณ ของสำ นักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับสำ นักงานคณะกรรมการผู้บริโภค ไป เป็นของสำ นักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำ นักนายกรัฐมนตรี จึงจำ เป็นต้องตราพระราช บัญญัตินี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๖๔ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่กฎหมายว่าด้วยการ คุ้มครองผู้บริโภคในปัจจุบันยังไม่มีบทบัญญัติชัดเจนที่จะให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทำ หน้าที่ไกล่เกลี่ยหรือประนีประนอมข้อพิพาทเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคอันจะเป็นการ ช่วยลดปริมาณคดีที่จะไปสู่ศาลได้ และสำ หรับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคนั้น แม้จะมีบทบัญญัติว่า ด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคจากสินค้าที่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคก็ตาม แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมไป ถึงการคุ้มครองทางด้านบริการที่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคซึ่งสมควรมีมาตรการคุ้มครองเช่นกัน นอกจากนั้น สมควรกำ หนดให้มีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการให้ผู้ประกอบธุรกิจจัดเก็บ หรือเรียกคืนสินค้าที่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค และให้มูลนิธิที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค รับรองมีสิทธิในการดำ เนินคดีเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคเช่นเดียวกับสมาคม ซึ่งจะเป็นการขยายการ คุ้มครองผู้บริโภคโดยภาคเอกชนด้วย สมควรแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคให้มี ประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภคเพิ่มขึ้นจากกฎหมายปัจจุบัน จึงจำ เป็นต้องตรา พระราชบัญญัตินี้


Click to View FlipBook Version