1
2
คำนำ
เอกสารแผนการจดั การเรยี นรูเ้ ลม่ น้ี จดั ทาขน้ึ เพ่ือเป็นแนวทางในการจดั กจิ กรรมการเรียน
การสอน รายวิชา I32202 การสื่อสารและการนาเสนอ (Communication and Presentation) : IS2
ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 5 ซง่ึ รายละเอียดในเลม่ ประกอบดว้ ยหลกั การของหลกั สูตร จดุ หมายหลักสูตร วิสยั ทศั น์
สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ คาอธบิ ายรายวชิ า โครงสรา้ งรายวิชา ผลการเรยี นรู้
อัตราสว่ นคะแนน การวดั ผลประเมินผล กาหนดการจัดการเรยี นรู้และแผนการจัดการเรยี นรู้
หวังเปน็ อยา่ งยง่ิ วา่ เอกสารเลม่ น้คี งจะเป็นประโยชนแ์ ก่ผ้สู นใจตามสมควร
พรพริ ณุ แจง้ ใจ
3
สำรบญั
หน้า
ส่วนท่ี 1 ส่วนนา 1
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้.............................................................................................. 3
คาอธบิ ายรายวิชา................................................................................................................. 3
โครงสร้างรายวชิ า................................................................................................................. 4
ตัวชีว้ ัด/จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ และอตั ราส่วนคะแนนการวัดและประเมินผล......................
8
ส่วนที่ 2 แผนการจดั การเรียนรู้ 17
แผนการจดั การเรยี นรปู้ ฐมนิเทศ........................................................................................... 25
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ................................................................................................... 32
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 2 ................................................................................................... 41
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 3 ................................................................................................... 49
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 4 ................................................................................................... 59
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 5 ...................................................................................................
ภาคผนวก.................................................................................................................................
1
สว่ นที่ 1
ส่วนนำ
รำยวชิ ำ I32202 กำรสอ่ื สำรและกำรนำเสนอ (Communication and Presentation) : IS2
ควำมนำ
กำรจัดหลกั สตู รของโรงเรียนตำมโครงกำรโรงเรียนมำตรฐำนสำกล
การนาสาระการเรียนรู้ การศึกษาค้นควา้ ด้วยตนเอง (Independent Study : IS) ไปพิจารณาจัดทา
หลักสตู รสถานศึกษาของโรงเรียนมาตรฐานสากล ไดด้ ังนี้
ระดับมัธยมศึกษำ จัดเป็นรายวิชาเพ่มิ เติม 2 รายวิชา และกจิ กรรมพฒั นาผ้เู รียน รายวชิ าเพ่มิ เติม
จดั ภาคเรยี นละ 1 รายวชิ า โดยในระดับชน้ั มธั ยมศึกษาตอนตน้ จัดในชน้ั มัธยมศึกษาที่ 2 และระดบั ชั้น
มัธยมศกึ ษาตอนปลาย จัดในช้ันมธั ยมศกึ ษาท่ี 5
1. รำยวชิ ำเพิ่มเติมที่ 1 ใช้ช่อื รำยวชิ ำ กำรศกึ ษำค้นคว้ำและสรำ้ งองคค์ วำมรู้ ( Research
and Knowledge Formation : IS1) จานวน 1 หนว่ ยกิต ในรายวิชานีซ้ ่ึงผูเ้ รียนจะได้รับการพฒั นาให้เกิด
ความรแู้ ละทักษะตาม IS1 ผู้เรยี นเลือกประเด็นทีส่ นใจในการเรยี นรู้ เพ่อื กาหนดประเด็นปญั หา ตง้ั สมมุตฐิ าน
คน้ คว้า แสวงหาความรู้จากแหล่งข้อมลู ต่างๆและฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรา้ งองค์ความรู้
2. รำยวิชำเพม่ิ เติมท่ี 2 ใช้ช่ือรำยวชิ ำ กำรสื่อสำรและกำรนำเสนอ ( Communication and
Presentation : IS2 ) จานวน 1 หน่วยกติ เปน็ การเรียนรู้ที่ต่อเนื่องจากรายวิชาแรก โดยผเู้ รยี นนาสง่ิ ที่ได้ศึกษา
ค้นควา้ จากรายวิชา การศึกษาคน้ คว้าและสร้างองคค์ วามรู้ มาเขียนรายงานหรือเอกสารทางวชิ าการและนาเสนอ
เพื่อสื่อสารถ่ายทอดข้อมูล ความรู้นน้ั ให้ผู้อืน่ เข้าใจ (ร่องรอยหลกั ฐานในการเรียนรู้ ได้แก่ ผลงานการเขยี นทาง
วชิ าการ 1 ชิ้น ท่ีได้จากการศึกษาคน้ ควา้ ในระดับมัธยมศึกษาตอนตน้ เป็นภาษาไทย 2,500 คา ระดับ
มธั ยมศึกษาตอนปลายเป็นภาษาไทย 4,000 คา หรือภาษาอังกฤษ 2,000 คา)
3. กิจกรรมพฒั นำผ้เู รยี น บรู ณำกำรในกจิ กรรมเพ่ือสงั คมและสำธำรณประโยชน์ เปน็ กำรนำสงิ่
ท่เี รียนร้จู ำกรำยวิชำเพ่มิ เติมทัง้ 2 รำยวชิ ำขำ้ งตน้ ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นกำรทำประโยชน์ต่อสงั คม (Global
Education and Social Service Activity : IS3)
ในการจัดกิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี น (กิจกรรมเพอ่ื สงั คมและสาธารณประโยชน์) เปน็ ส่ิงทกี่ าหนดไว้ใน
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ซ่งึ โรงเรยี นทกุ แห่งซึ่งรวมทั้งโรงเรยี นมาตรฐานสากล
ต้องจัดเพอ่ื พฒั นาผูเ้ รยี น ในส่วนของโรงเรยี นมาตรฐานสากลทผ่ี ู้เรยี นต้องดาเนินกิจกรรม ตาม IS3 นนั้ ควรจัด
กิจกรรมในระดบั ชั้นทผ่ี ้เู รยี นได้เรียนรู้ IS1 - IS2 แล้ว เพราะเปน็ สง่ิ ทตี่ ้องดาเนินการต่อเน่ืองเช่ือมโยงกนั
รายวชิ าเพิ่มเติมการสอ่ื สารและการนาเสนอ (Communication and Presentation : IS2) เปน็ สาระ
การเรยี นรูท้ ่ีจัดการเรียนการสอนเพ่ือให้ผู้เรยี นนาข้อสรุป ข้อค้นพบใหม่ ความคิดใหม่ หรอื องคค์ วามรู้ใหมท่ ี่ได้
จากการศึกษาศกึ ษาค้นควา้ และการสร้างองค์ความรู้ในสง่ิ ทีส่ นใจแลว้ เรียบเรยี งนาเสนอความคดิ ข้อคดิ เห็น และ
ข้อเสนอเชิงวิชาการ โดยใชภ้ าษาอยา่ งถกู ต้อง และนาเสนอองค์ความรดู้ ว้ ยดว้ ยวิธีการทีห่ ลากหลายและ
เหมาะสม
การจัดการเรยี นรรู้ ายวชิ าเพิ่มเตมิ การสื่อสารและการนาเสนอมวี ตั ถปุ ระสงค์ เพอ่ื ให้ผเู้ รยี นสามารถ
สอื่ สารและนาเสนอข้อค้นพบ ขอ้ สรุป หรือองค์ความรู้ ท่ีได้จากการศึกษาคน้ คว้า ด้วยวธิ ีการทหี่ ลากหลาย และ
เหมาะสม
2
แนวกำรจัดกำรเรยี นรู้
ครผู ู้สอนจะต้องให้ความสาคญั กับ “การจดั โครงร่างของผลงาน” เนื่องจากจะชว่ ยใหผ้ ูเ้ รยี นจัดลาดบั
เนอื้ หาของการเขยี นรายงานการคน้ ควา้ และการนาเสนอได้ดี โดยดาเนินการ ดงั นี้
1. การรายงานการค้นคว้าของผเู้ รยี น ใหผ้ เู้ รยี นนาหวั ข้อเรอื่ งจากข้อคน้ พบ ขอ้ สรปุ ความคดิ ใหม่ องค์
ความรูใ้ หม่ท่ีตนเองสนใจเรียนรู้ เป็นข้อมลู ในการนาเสนอ จากนั้นครูจัดกจิ กรรมการเรียนรใู้ หผ้ ู้เรียนมีความรู้
ความเข้าใจเก่ยี วกับ
- การเรียบเรียงหัวขอ้ การศึกษาคน้ คว้า (Research Question)
- แหล่งคน้ คว้า / แหลง่ การเรียนรู้
- การกาหนด / เขยี นโครงรา่ ง (Outline)
2. การกาหนดโครงร่างของผลงาน การเขยี นรายงานการค้นคว้าหาความรูจ้ ากแหลง่ การเรียนรู้เกย่ี วกบั
หัวขอ้ เรอื่ งทผ่ี ู้เรียนได้เลือกอย่างอสิ ระ จะตอ้ งประกอบด้วยองคป์ ระกอบ 3 สว่ น ได้แก่ คานา (Introduction)
เนอ้ื เรอื่ ง (Body /Development) และบทสรุป (Conclusion)
3. การนาเสนอการนาเสนองาน เปน็ ทกั ษะท่ีมีความสาคัญอยา่ งยงิ่ สาหรับการนาเสนอผลการศึกษา
ค้นควา้ ตามองคป์ ระกอบ 3 ประการ ได้แก่
3.1 การกาหนดวัตถุประสงคแ์ ละวเิ คราะหผ์ ฟู้ งั
3.2 การวางโครงสร้างเน้ือหาการนาเสนอ
3.3 วธิ กี ารนาเสนอ
การวิเคราะหผ์ ู้ฟัง เปน็ การวเิ คราะห์ความต้องการ ความสนใจ หรือความกังวลใจของผ้ฟู ังรวมถงึ ความ
เขา้ ใจในสไตล์ ความชอบของผู้ฟงั เพ่ือใหส้ ามารถออกแบบโครงสรา้ งและเน้ือหาการนาเสนอรวมทง้ั การใชส้ ื่อ
ประกอบทมี่ ีความเหมาะสม สอดคล้องและถูกใจผู้ฟัง
บทบำทของผ้สู อน
1. สง่ เสรมิ กระต้นุ สนับสนุน ชแ้ี นะใหผ้ เู้ รยี นรู้จักวธิ ีการคิด ค้นควา้ เกยี่ วกบั หวั ข้อ / เรอื่ งทผี่ เู้ รยี นเลอื ก
คน้ ควา้
2. ชว่ ยเหลอื แนะนาผูเ้ รยี นในการคน้ ควา้ ความรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ
3. ช่วยเหลอื แนะนาผู้เรียนสามารถเขยี นรายงานการค้นคว้าได้อย่างถูกต้องตามเกณฑก์ าหนด
4. การนาเสนอ ครคู วรดาเนนิ การ ดงั น้ี
4.1 นาเสนอดว้ ยสือ่ รูปธรรม เชน่ รปู ภาพ ของจรงิ กราฟ ตาราง แผนภมู ิ ภาพสัญลักษณ์ สือ่ วัสดุ
อุปกรณ์ตา่ ง ๆ แลว้ ใหผ้ เู้ รียนได้พรรณนาถึงส่งิ ท่ีพบ
4.2 ควรใชค้ าถามที่ช่วยกระตนุ้ ใหผ้ เู้ รียนได้คิดอย่างหลากหลายและคิดอย่างสรา้ งสรรค์ สามารถ
อธบิ ายความคิดของตนออกมา ดว้ ยการพูด การเขียน และใหผ้ ูเ้ รียนได้ตั้งคาถามและหาคาตอบดว้ ยตนเองตาม
ความสนใจ
4.3 เปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรยี นได้แสดงแนวคดิ ของตนเอง
4.4 จดั กลมุ่ ให้ผเู้ รียนได้รว่ มมือและชว่ ยเหลือกนั ในการเรยี นรู้ เพอื่ ช่วยสง่ เสริมใหเ้ กดิ การส่อื สารใน
รปู แบบของการอธบิ ายแนวคิดและการอภิปรายในกลุ่ม
4.5 ใช้การชแี้ นะทางตรงและชี้แนะทางอ้อม เพอื่ ชว่ ยให้ผเู้ รยี นเกิดความเข้าใจ และเห็นเป้าหมายที่
ชัดเจนยงิ่ ขึน้
3
บทบำทของผ้เู รียน
1. กาหนดแผนการทางาน วนั ส่งงาน และการศึกษาค้นคว้าจากแหล่งคน้ คว้า รวมทัง้ การวางแผน
การเขยี นเรยี บเรียงผลงาน
2. ศึกษาและฝกึ การเขยี นรายงานเชงิ วิชาการแต่ละองค์ประกอบให้ถกู ต้องสมบูรณ์
3. เรยี บเรยี ง รวบรวมโครงร่าง (Rough draft) ของรายงานใหค้ รบองค์ประกอบ และฝึกการตรวจสอบ
(Edit) รายงานโดยใช้สัญลกั ษณใ์ นการตรวจสอบ
4. จดั ทาสอ่ื ประกอบการนาเสนอ และเลือกวธิ ีการนาเสนอทเี่ หมาะสมกับผู้อ่าน/ผ้ฟู ัง
เปำ้ หมำยคุณภำพผเู้ รยี นในกำรศกึ ษำคน้ คว้ำด้วยตนเอง
คุณภำพผู้เรยี น ระดบั มัธยมศกึ ษำตอนต้น ระดบั มธั ยมศึกษำตอนปลำย
1. การตัง้ ประเด็นคาถาม/
สมมุตฐิ านอย่างมีเหตผุ ล - ตั้งประเด็น/คาถามในเรื่องท่ีตนสนใจ - ตัง้ ประเดน็ /คาถามเกีย่ วกบั
(Hypothesis
Formulation) โดยเร่ิมจากตัวเองเชอื่ มโยงกบั ชมุ ชน สถานการณ์ปจั จบุ นั และสงั คมโลก
2. การสบื คน้ ความรู้จาก
แหลง่ เรยี นร้แู ละสารสนเทศ ท้องถ่ิน ประเทศ - ต้งั สมมตุ ิฐานและใหเ้ หตผุ ลที่สนับสนนุ
หรือจากการปฏบิ ัติ ทดลอง
(Searching for - ต้งั สมมตุ ฐิ านและให้เหตุผลโดยใช้ หรือโต้แย้งประเด็นความรูจ้ าก
Information)
ความรู้จากสาขาวชิ าต่างๆ สาขาวชิ าต่างๆ และมีทฤษฎีรองรบั
3. การสรปุ องค์ความรู้
(Knowledge Formation) - ศกึ ษาค้นคว้า แสวงหาความรู้ - ศกึ ษา คน้ คว้า หาความรู้ ข้อมูลและ
เกีย่ วกับสมมติฐานทีต่ ้ังไว้จากแหลง่ สารสนเทศโดยระบแุ หลง่ เรียนรู้ท้ัง
เรยี นร้ทู ีห่ ลากหลาย(หอ้ งสมุด แหลง่ ปฐมภูมิ และทุติยภูมิ
เรียนรทู้ างออนไลน์ วารสาร - ออกแบบ วางแผน รวบรวมขอ้ มูลโดย
การปฏิบัติ ทดลอง ฯลฯ) ใช้กระบวนการรวบรวมข้อมูลอย่างมี
- ออกแบบ วางแผนรวบรวมขอ้ มูลโดย ประสิทธภิ าพ
ใชก้ ระบวนการรวบรวมขอ้ มูลอยา่ งมี - ใชก้ ระบวนการกลุ่มในการแลกเปลีย่ น
ประสทิ ธภิ าพ ความคิดเห็นโดยใช้ความรู้จากสาขาวชิ า
- ใชก้ ระบวนการกลุม่ ในการแลกเปลี่ยน ตา่ งๆ และพิจารณาความรู้อยา่ งมี
ความคดิ เห็นโดยใช้ความรจู้ ากสาขา วจิ ารณญาณเพื่อใหไ้ ด้ข้อมลู ท่ีครบถว้ น
วชิ าต่างๆ เพื่อให้ไดข้ ้อมูลท่ีครบถว้ น สมบรู ณ์
สมบูรณ์ - ทางานบรรลผุ ลตามเป้าหมายอยา่ งมี
- ทางานบรรลผุ ลตามเปา้ หมายภายใน ประสิทธภิ าพโดยคาแนะนาของครทู ี่ให้
กรอบการดาเนนิ งานที่กาหนด โดย คาปรึกษาอยา่ งต่อเน่ือง
การกากบั ดูแลช่วยเหลือของครูอยา่ ง
ต่อเน่ือง
- วิเคราะห์ข้อมลู โดยใชว้ ธิ ีการท่ี - อธิบายความเปน็ มาของศาสตร์ หลักการ
เหมาะสม และวธิ ีคิดในสงิ่ ที่ศึกษาค้นควา้
- สังเคราะหแ์ ละสรปุ องค์ความรู้ - วิเคราะหข์ ้อมลู โดยใช้วิธีการที่เหมาะสม
อภิปรายผลและเปรียบเทียบเชอื่ มโยง - สงั เคราะหแ์ ละสรุปองค์ความรู้
ความรู้ อภปิ รายผลและเปรยี บเทยี บเชอื่ มโยง
- เสนอแนวคดิ วธิ แี กป้ ัญหาอย่างเป็น ความรู้
ระบบ - เสนอแนวคิด วธิ แี กป้ ญั หาอย่างเป็นระบบ
4
คุณภำพผูเ้ รียน ระดับมัธยมศึกษำตอนตน้ ระดบั มัธยมศกึ ษำตอนปลำย
4. การสอ่ื สารและการ - เรยี บเรยี งและถ่ายทอดความคิดอย่าง - เรียบเรียงและถ่ายทอดความคดิ อย่าง
นาเสนอ
อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ ชัดเจน เป็นระบบ สร้างสรรค์เปน็ ระบบ
(Effective
Communication) - นาเสนอในรปู แบบเดย่ี ว (Oral - นาเสนอในรูปแบบเดี่ยว (Oral
Individual Presentation)หรือกล่มุ Individual Presentation)หรอื กลมุ่
(Oral Panel Presentation) (Oral Panel Presentation)เปน็
โดยใช้สื่อประกอบทหี่ ลากหลาย ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษโดยใชส้ อื่
- เขียนรายงานการศึกษาคน้ คว้าเชงิ เทคโนโลยที ่หี ลากหลาย
วิชาการความยาว 2,500 คา - เขยี นรายงานการศึกษาค้นคว้าเชงิ
- อา้ งองิ แหลง่ ความรทู้ เ่ี ชื่อถือได้อย่าง วิชาการเปน็ ภาษาไทยความยาว 4,000
หลากหลาย คาหรือภาษาอังกฤษความยาว 2,000 คา
- เผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะ - อ้างองิ แหล่งความรู้ที่เชื่อถือไดท้ ง้ั ใน
และต่างประเทศ
- ใชใ้ นการสนทนา/วพิ ากษ์ผ่านส่ือ
อีเลคโทรนคิ เช่น e-conference,
Social media online
5. การนาความร้ไู ปใช้ - นาความรไู้ ปประยุกต์สร้างสรรค์ - นาความรู้ไปประยุกตส์ ร้างสรรค์
บรกิ าร
สังคม ( Public Service) ประโยชน์ตอ่ โรงเรยี นและชุมชน ประโยชน์ต่อสงั คมและโลก
- เผยแพร่ความรแู้ ละประสบการณ์ท่ี - เผยแพรค่ วามรู้และประสบการณท์ ่ี
ไดจ้ ากการลงมอื ปฏิบัตเิ พื่อประโยชน์ ไดจ้ ากการลงมอื ปฏิบัตเิ พื่อประโยชน์
ต่อโรงเรียนและชุมขน ต่อสังคมและโลก
5
คำอธบิ ำยรำยวิชำ
รำยวชิ ำ I32202 กำรสอื่ สำรและกำรนำเสนอ (Communication and Presentation) : IS2
ชน้ั มัธยมศกึ ษำปที ี่ 5 ภำคเรียนที่ 2 เวลำ 40 ช่ัวโมง จำนวน 1.0 หนว่ ยกติ
ศึกษา เรียบเรียง และถ่ายทอดความคิดอย่างสร้างสรรค์ จากรายวิชาเพิ่มเติม การศึกษาค้นคว้าและ
สร้างองค์ความรู้ (Research and Knowledge Formation) เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันและสังคมโลก โดย
เขียนโครงร่าง บทนา เน้อื เรอ่ื ง สรุป ในรูปของรายงานงานการศึกษาค้นคว้าเชิงวิชาการเป็นภาษาไทยความยาว
4,000 คา หรือเป็นภาษาองั กฤษ ความยาว 2,000 คา มีการอ้างอิงแหล่งความรู้ท่ีเช่ือถือได้อย่างหลากหลาย ท้ัง
ในประเทศและต่างประเทศ เรียบเรียงและถ่ายทอดส่ือสาร นาเสนอความคิดอย่างชัดเจนเป็นระบบ มีการ
นาเสนอในรูปแบบเด่ียว (Oral Individual Presentation) หรือกลุ่ม (Oral Panel Presentation) โดยใช้ส่ือ
เทคโนโลยที ่ีหลากหลาย และมีการเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะ เพื่อให้เกิดทักษะในการเขียนรายงานเชิงวิชาการ
และทักษะการส่ือสารที่มีประสิทธิภาพ เห็นประโยชน์และคุณค่าในการสร้างสรรค์งาน และถ่ายทอดส่ิงท่ีเรียนรู้
ใหเ้ ป็นประโยชน์ตอ่ สาธารณะ
ผลกำรเรียนรู้
1. วางโครงร่างการเขียนตามหลักเกณฑ์ องค์ประกอบและวิธเี ขียนโครงรา่ ง
2. เขยี นรายงานการศึกษาค้นคว้าเชิงวิชาการ ภาษาไทยความยาว 4,000 คา หรอื ภาษาอังกฤษ
ความยาว 2,000 คา
3. นาเสนอข้อค้นพบ ข้อสรุปจากประเดน็ ทเ่ี ลอื กในรปู แบบเดย่ี ว (Oral Individual Presentation)
หรอื กลุ่ม (Oral Panel Presentation) โดยใช้สื่อเทคโนโลยีทีห่ ลากหลาย
4. เผยแพรผ่ ลงานสสู่ าธารณะ โดยใชก้ ารสนทนา/วิพากษ์ผ่านส่ืออเิ ล็กทรอนิกส์ เชน่
e-conference, social media online
5. เหน็ ประโยชน์และคุณค่าในการสรา้ งสรรคง์ าน และถา่ ยทอดส่งิ ทีเ่ รยี นรู้ให้เป็นประโยชน์
รวมทั้งหมด 5 ผลกำรเรียนรู้
เงอื่ นไขกำรเรยี น
ผ้เู รยี นตอ้ งผ่านการเรียน รายวิชา I32201 การศึกษาค้นควา้ และสร้างองคค์ วามรู้มากอ่ น
6
โครงสรำ้ งรำยวิชำ I32202 รำยวชิ ำ กำรสื่อสำรและกำรนำเสนอ (Communication and Presentation)
ชัน้ มัธยมศึกษำปีที่ 5 ภำคเรยี นท่ี 2
เวลำ 2 คำบ/สัปดำห์ 40 คำบ/ภำคเรียน 1.0 หนว่ ยกิต คะแนนเตม็ 100 คะแนน
หนว่ ย ช่อื หน่วย ผลกำรเรยี นรู้ สำระสำคัญ ช่วั โมง น้ำหนกั
ที่ กำรเรียนรู้ คะแนน
1 ฝึกเขียน 1. วางโครงรา่ งการเขยี น - การฝกึ เขียนโครงร่างรายงานเชิง 5 15
โครงร่าง ตามหลกั เกณฑ์ วิชาการตามองค์ประกอบ ชือ่ เร่อื ง
องค์ประกอบและวิธีการ ความนา วัตถปุ ระสงค์ สมมตุ ิฐาน
เขียนโครงรา่ ง ขอบเขตการศึกษา เนอื้ หา วิธกี ารศกึ ษา
และการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
- การวางแผนการเขียนรายงานเชงิ
วิชาการอย่าง เป็นระบบและการ
ตรวจสอบทง้ั ด้วยตนเอง และผอู้ ่ืนช่วย
ตรวจสอบ
2 สร้างผลงาน 2. เขยี นรายงานการศกึ ษา - การถา่ ยโอนองค์ความรูจ้ ากการศกึ ษา 15 45
เขยี น คน้ ควา้ เชิงวิชาการภาษา ค้นควา้ และขอ้ ค้นพบโดยการรายงานท่ี
ไทย ความยาว 4,000 คา ใช้รปู แบบการเขียนรายงานเชิงวชิ าการ
หรือภาษาอังกฤษ ได้ครบองคป์ ระกอบและถูกต้องตาม
ความยาว 2,000 คา หลักวิชาการ
3 เพียร 3. นาเสนอขอ้ คน้ พบ - การนาเสนอผลงานจากการศกึ ษา 12 20
นาเสนอ ขอ้ สรุปจากประเด็นท่ี ค้นควา้ ข้อคน้ พบโดยมีการเตรยี มความ
เลือกในรปู แบบเด่ียว พรอ้ มของผนู้ าเสนอ
(Oral individual - การเลอื กรูปแบบประเภทสื่อ
presentation) หรือกลุม่ ประกอบการนาเสนอให้เหมาะสมและ
(Oral panel สอดคลอ้ งกบั ตามความต้องการ ความ
presentation) โดยใชส้ ่ือ สนใจ ความชืน่ ชอบ ของผู้ฟงั ชว่ ยให้
เทคโนโลยที ่หี ลากหลาย การเผยแพรผ่ ลงานได้อย่างมีประสิทธผิ ล
4 เผยแพร่ 4. เผยแพร่ผลงานสู่ - การเผยแพรผ่ ลงานสู่สาธารณะ โดยใช้ 5 10
ผลงาน สาธารณะ โดยใช้การ การสนทนา วิพากษ์ การจดั นทิ รรศการ
สนทนา/วิพากษ์ ผ่านสื่อ หรอื เผยแพรด่ ้วยวิธกี ารทีห่ ลากหลาย
อิเล็กทรอนกิ ส์ เช่น e-
conference, social
media online
5 ถา่ ยทอดสู่ 5. เหน็ ประโยชนแ์ ละ - การถ่ายทอดสง่ิ ท่ีเรียนรูส้ ่สู าธารณะ 3 10
สาธารณะ คณุ ค่าในการสร้างสรรค์
งานและถ่ายทอดสิ่งที่
เรยี นรแู้ ก่สาธารณะ
รวม 40 100
7
กำหนดกำรจดั กำรเรียนรู้
รำยวิชำ I32202 กำรสอื่ สำรและกำรนำเสนอ (Communication and Presentation) : IS2
ช้ันมัธยมศกึ ษำปีท่ี 5 ภำคเรยี นที่ 2 เวลำ 40 ช่ัวโมง จำนวน 1.0 หน่วยกติ
สปั ดาห์ ช่ัวโมง จานวน ผลการเรยี นรู้ สาระสาคัญ
ท่ี ท่ี ชว่ั โมง
1-3 1-5 5 วางโครงรา่ งการเขยี นตาม รายงานเชงิ วชิ าการ หมายถงึ งานเขียนทางวิชาการท่ี
หลักเกณฑ์ องค์ประกอบและ เกิดจากการศึกษาค้นควา้ รวบรวมขอ้ มูลจากแหลง่
วธิ เี ขยี นโครงรา่ ง ต่าง ๆ โดยศึกษาค้นควา้ จากเอกสาร จากการสารวจ
3-10 6-20 15 เขยี นรายงานการศึกษา การสังเกต การทดลอง ฯลฯ แล้วนามารวบรวม
ค้นคว้าเชงิ วิชาการ ภาษาไทย วิเคราะห์ เรยี บเรยี งขนึ้ ใหม่ ตามโครงเรอื่ งท่ไี ดว้ างไว้
ความยาว 4,000 คา หรือ โดยมีหลกั ฐานและเอกสารอ้างอิงประกอบ
ภาษาอังกฤษ ความยาว
2,000 คา
11-16 21- 12 นาเสนอข้อค้นพบ ข้อสรปุ วธิ ีการนาเสนอข้อคน้ พบด้วยสอ่ื เปน็ ตวั ชีถ้ ึง
32 จากประเดน็ ที่เลือกใน ประสิทธภิ าพของการเรยี นการสอนในคร้ังนัน้ ๆ วธิ ี
รูปแบบเด่ียว (Oral หนึ่งเพราะสื่อจะเปน็ ตัวการสาคญั ที่จะถา่ ยทอด
Individual Presentation) ความรู้ ความเขา้ ใจ และประสบการณข์ องผ้เู รียน ซึ่ง
หรอื กลุ่ม (Oral Panel ควรมีทางเลอื กหลายชอ่ งทางในการนาเสนอข้อมูลที่
Presentation) โดยใชส้ ่อื เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
เทคโนโลยที ี่หลากหลาย
17-19 33- 5 เผยแพรผ่ ลงานสู่สาธารณะ การถ่ายโอนองคค์ วามรู้จากการศึกษา คน้ ควา้ และข้อ
37 โดยใช้การสนทนา/วิพากษ์ ค้นพบ โดยการเผยแพรผ่ ลงาน เชน่ การจดั
ผ่านส่ืออิเลก็ ทรอนิกส์ เช่น นิทรรศการเป็นการจัดแสดงข้อมูลเนอื้ หา ผลงานต่าง
e-conference, social ๆ ดว้ ยวัสดุ สิง่ ของอุปกรณ์และกิจกรรมทห่ี ลากหลาย
media online แตม่ ีความสมั พนั ธ์กนั ในแต่ละเร่ืองโดยมีจุดมุ่งหมายที่
ชัดเจน
19-20 38- 3 เหน็ ประโยชน์และคณุ ค่าใน มีการวางแผนและออกแบบ
40 การสร้างสรรคง์ าน และ ท่เี ร้าความสนใจให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในการดู การฟงั
ถา่ ยทอดส่ิงทเ่ี รยี นรใู้ หเ้ ป็น การสงั เกต การจับตอ้ งและการทดลองดว้ ยสือ่ ที่
ประโยชน์ หลากหลาย เชน่ สื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์
8
สว่ นที่ 2
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ปฐมนิเทศ
กลมุ่ สาระการเรียนรคู้ ณิตศาสตร์ โรงเรียนโคกโพธ์ไิ ชยศกึ ษา
รายวิชา I32202 การสื่อสารและการนาเสนอ ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 5
แผนการจัดการเรียนรู้ เรอ่ื ง ปฐมนิเทศ เวลา 2 ช่ัวโมง
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1. สำระสำคัญ
การปฐมนเิ ทศ เปน็ การสร้างความเข้าใจอันดตี ่อกันระหว่างครูและนักเรียน เป็นการตกลงเบ้ืองต้น
กอ่ นที่จะเริ่มการเรยี นการสอน ทาใหค้ รูไดร้ จู้ ักนกั เรียนดยี ่ิงขนึ้ ทราบความต้องการ ความรสู้ ึก และทัศนคติทมี่ ี
ต่อวิชาทีเ่ รียน ในขณะเดยี วกันครูตอ้ งแจ้งให้นกั เรยี นรู้ถึงผลการเรียนรู้ ร้แู หลง่ การเรยี นรู้ และรูเ้ กณฑ์การวดั
และประเมินผลเพื่อให้นักเรียนได้เตรยี มพร้อมและเข้าใจถงึ กระบวนการจัดการเรียนรู้ ตระหนักถึงความสาคัญ
เหน็ คุณค่า และความจาเป็นที่จะต้องเรียนรู้รายวชิ า I32202 การส่อื สารและการนาเสนอ
2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้
ดา้ นความรู้ (K)
1) บอกลกั ษณะและความสาคัญของรายวชิ า I32202 การส่ือสารและการนาเสนอ ได้
2) บอกผลการเรยี นร/ู้ จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ รายวิชา I32202 การส่อื สารและการนาเสนอ ได้
3) บอกแนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้ได้
ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (P)
การใชก้ ระบวนการกลุ่มทางานเปน็ ทีม
ด้านคุณลักษณะ (A)
มีวนิ ัย
3. สำระกำรเรยี นรู้
1) ลักษณะและความสาคญั ของรายวชิ า I32202 การสื่อสารและการนาเสนอ
2) ผลการเรยี นร/ู้ จุดประสงคก์ าร รายวิชา I32202 การสื่อสารและการนาเสนอ
3) แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้
4. กระบวนกำรจดั กำรเรียนรู
ข้นั นาเข้าส่บู ทเรยี น
1. ครแู นะนาตวั แลว้ ใหน้ ักเรียนแนะนาตนเอง
2. แจ้งจดุ ประสงค์การเรียนรู้
ขน้ั จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
1. นกั เรยี นศึกษาใบความรู้ เก่ียวกบั ผลการเรียนรู้/จดุ ประสงค์การเรียนรู้ คาอธบิ ายรายวิชา
สาระการเรยี นรู้ อัตราส่วนคะแนนการวดั และประเมนิ ผล รายวิชา I32202 การสอื่ สารและการนาเสนอ
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 และแนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้ แลว้ ครูและนกั เรยี นรว่ มกันปรกึ ษาหารือ
แลกเปลีย่ นเรยี นรู้เพื่อหาข้อสรุป
9
2. ครูแนะนาเพิ่มเตมิ เกีย่ วกับวธิ กี ารเรยี นรวู้ า่ นกั เรียนมวี ิธกี ารเรียนรู้หลายแบบ เช่น
- ครบู รรยายใหฟ้ งั
- การปฏบิ ตั งิ านหรือการทาใบงาน
- การเรียนร้ใู นรูปแบบต่าง ๆ เชน่ กระบวนการกลุ่ม เพ่อื นชว่ ยเพ่ือน แบบร่วมมือกนั เรียนรู้
- เรียนรู้โดยใช้สอ่ื เทคโนโลยี
- เรียนรูจ้ ากภูมิปญั ญาท้องถ่ิน
- การศกึ ษาค้นคว้านอกสถานท่ี
ข้ันสรุปความคดิ รวบยอด
ใหน้ ักเรียนแต่ละกลมุ่ ชว่ ยกันสรุปความคดิ รวบยอด แล้วใหต้ วั แทนกลุ่มนาเสนอ และเปิดโอกาสให้
เพือ่ นๆ ร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถาม โดยครูคอยชี้แนะ/ใหค้ าแนะนา
5. กำรวัดและประเมนิ ผลกำรเรยี นรู้
จุดประสงค์/สงิ่ ที่ต้องการวดั วธิ ีการวัด เครอ่ื งมือท่ีใชว้ ัด เกณฑ์การประเมิน
- สังเกตจาก - แบบบนั ทกึ ต้ังแตร่ ะดบั ดี ขนึ้ ไป
ด้านความรู้ (K) การซกั ถาม
- มีความรูค้ วามเข้าใจ เกยี่ วกับ การแสดงความ - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม ตง้ั แตร่ ะดบั ดี ข้ึนไป
ผลการเรยี นร้/ู จุดประสงคก์ าร คิดเห็น - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม ตง้ั แต่ระดับดี ขน้ึ ไป
เรียนรู้ คาอธบิ ายรายวชิ า
แนวทางการจัดการเรียนรู้ - การสงั เกต
แนวทางการวัดและประเมนิ ผล
การเรียนรู้ รายวชิ า I32202 - การสงั เกต
การสอ่ื สารและการนาเสนอ
ด้านทักษะกระบวนการ (P)
- การใช้กระบวนการกลมุ่ ทางาน
เป็นทมี
ด้านคณุ ลกั ษณะฯ (A)
- มีวินัย
6. ส่ือ/แหลง่ การเรยี นรู้
ใบความรู้
แหล่งการเรียนรูเพ่มิ เติม
เอกสาร เวบ็ ไซต์ ประกอบการศกึ ษาคน้ ควา้
10
ควำมเหน็ ของหัวหน้ำสถำนศกึ ษำ/ผทู้ ไ่ี ด้รบั มอบหมำย
ไดท้ าการตรวจแผนการจดั การเรียนรู้ที่ 1 รายวชิ า I32202 การส่ือสารและการนาเสนอ แล้วมีความ
คดิ เห็นดังน้ี
1. เปน็ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี
มีองค์ประกอบครบ
องค์ประกอบยงั ไม่ครบ ควรเพิม่ เตมิ ...........................................................................
2. การจดั กิจกรรมได้นาเอากระบวนการเรียนรู้
เนน้ ผเู้ รยี นเป็นสาคัญมาใชใ้ นการสอนไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
ยงั ไมเ่ นน้ ผู้เรียนเปน็ สาคัญ ควรปรบั ปรงุ พฒั นาตอ่ ไป
3. เปน็ แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี
นาไปใช้ได้จริง
ควรปรบั ปรงุ กอ่ นนาไปใช้
4. ข้อเสนอแนะอนื่ ๆ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
(ลงช่อื )
(................................................)
ผอู้ านวยการโรงเรียนโคกโพธไิ์ ชยศกึ ษา
11
บันทกึ ผลหลงั กำรสอน
1. สรุปผลกำรเรยี นรู้
1.1 นกั เรียนจานวน................................คน
ผา่ นจดุ ประสงคก์ ารเรียนร้.ู ...............คน คิดเป็นร้อยละ.................................
ไมผ่ า่ นจุดประสงค.์ ...........................คน คดิ เป็นรอ้ ยละ.................................
1.2 ด้านความรูค้ วามเขา้ ใจ (K)
.................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................... ..
1.3 ดา้ นทกั ษะกระบวนการ (P)
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
1.4 ดา้ นคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ (A)
............................................................................................................................. ....................................................
......................................................................................................................................................................... ........
2. ข้อคน้ พบ (จุดเด่น/ขอ้ จำกดั )
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
3. แนวทำงพัฒนำ
.................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................... ........
4. ปญั หำ/อุปสรรค /แนวทำงแกไ้ ข
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
5. ข้อเสนอแนะ
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
(ลงช่ือ) ครูผสู้ อน
(นางพรพริ ุณ แจง้ ใจ)
ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครชู านาญการพิเศษ
12
ใบควำมรู้ รำยวิชำ I32202 กำรสื่อสำรและกำรนำเสนอ เร่อื ง กำรปฐมนเิ ทศ
คำชี้แจง ใหน้ กั เรียนศึกษารายละเอยี ดตา่ งๆ ใหเ้ ข้าใจ แล้วช่วยกนั สรปุ เนือ้ หาและนาเสนอ
รำยวชิ ำ I32202 กำรสอ่ื สำรและกำรนำเสนอ
(Communication and Presentation: IS2)
ควำมสำคญั
รายวิชาเพ่มิ เตมิ การสื่อสารและการนาเสนอ (Communication and Presentation : IS2) เป็นสาระ
การเรยี นรทู้ จ่ี ดั การเรียนการสอนเพ่ือใหผ้ ูเ้ รียนนาข้อสรปุ ข้อคน้ พบใหม่ ความคดิ ใหม่ หรือองคค์ วามรู้ใหมท่ ี่ได้
จากการศึกษาศกึ ษาคน้ คว้าและการสร้างองค์ความรใู้ นสง่ิ ท่สี นใจแล้วเรยี บเรียงนาเสนอความคดิ ข้อคิดเหน็ และ
ขอ้ เสนอเชงิ วชิ าการ โดยใช้ภาษาอย่างถกู ต้อง และนาเสนอองค์ความรู้ดว้ ยดว้ ยวิธกี ารทีห่ ลากหลายและ
เหมาะสม
การจัดการเรียนรรู้ ายวิชาเพิ่มเติมการสอ่ื สารและการนาเสนอมวี ตั ถุประสงค์ เพ่อื ใหผ้ ู้เรียนสามารถ
สอ่ื สารและนาเสนอข้อคน้ พบ ขอ้ สรุป หรือองค์ความรู้ ที่ได้จากการศึกษาคน้ ควา้ ด้วยวธิ ีการท่ีหลากหลาย และ
เหมาะสม
แนวกำรจัดกำรเรยี นรู้
“การจัดโครงร่างของผลงาน” จะช่วยให้ผเู้ รยี นจัดลาดับเนื้อหาของการเขียนรายงานการค้นควา้ และ
การนาเสนอได้ดี โดยดาเนนิ การ ดงั น้ี
1. การรายงานการค้นควา้ ของผเู้ รียน ใหผ้ ู้เรยี นนาหวั ขอ้ เรอ่ื งจากขอ้ ค้นพบ ข้อสรปุ ความคิดใหม่
องค์ความรใู้ หม่ท่ีตนเองสนใจเรียนรู้ เป็นข้อมลู ในการนาเสนอ จากนนั้ ครจู ดั กจิ กรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรยี นมคี วามรู้
ความเข้าใจเกีย่ วกบั
- การเรียบเรยี งหวั ขอ้ การศึกษาคน้ คว้า (Research Question)
- แหล่งคน้ คว้า / แหล่งการเรียนรู้
- การกาหนด / เขียนโครงรา่ ง (Outline)
2. การกาหนดโครงร่างของผลงาน การเขียนรายงานการค้นควา้ หาความร้จู ากแหลง่ การเรียนรู้เกีย่ วกับ
หวั ขอ้ เรื่องทผ่ี เู้ รียนได้เลือกอย่างอสิ ระ จะตอ้ งประกอบดว้ ยองค์ประกอบ 3 สว่ น ไดแ้ ก่ คานา (Introduction)
เนอื้ เรือ่ ง (Body /Development) และบทสรปุ (Conclusion)
3. การนาเสนอการนาเสนองาน เป็นทักษะท่ีมีความสาคัญอย่างย่ิงสาหรับการนาเสนอผลการศึกษา
ค้นคว้า ตามองคป์ ระกอบ 3 ประการ ไดแ้ ก่
3.1 การกาหนดวัตถุประสงค์และวเิ คราะหผ์ ฟู้ ัง
3.2 การวางโครงสร้างเน้ือหาการนาเสนอ
3.3 วิธีการนาเสนอ
การวเิ คราะห์ผู้ฟัง เป็นการวิเคราะห์ความต้องการ ความสนใจ หรอื ความกังวลใจของผู้ฟังรวมถึง ความ
เขา้ ใจในสไตล์ ความชอบของผูฟ้ ัง เพ่ือใหส้ ามารถออกแบบโครงสร้างและเน้ือหาการนาเสนอรวมทั้งการใช้ส่อื
ประกอบที่มีความเหมาะสม สอดคล้องและถูกใจผฟู้ ัง
13
บทบำทของผู้เรียน
1. กาหนดแผนการทางาน วันสง่ งาน และการศึกษาคน้ คว้าจากแหล่งค้นควา้ รวมทัง้
การวางแผนการเขียนเรยี บเรียงผลงาน
2. ศึกษาและฝกึ การเขยี นรายงานเชงิ วิชาการแต่ละองค์ประกอบให้ถกู ต้องสมบูรณ์
3. เรยี บเรียง รวบรวมโครงร่าง (Rough draft) ของรายงานให้ครบองคป์ ระกอบ และฝึกการตรวจสอบ
(Edit) รายงานโดยใช้สัญลกั ษณ์ในการตรวจสอบ
4. จัดทาสอื่ ประกอบการนาเสนอ และเลือกวิธกี ารนาเสนอท่ีเหมาะสมกบั ผู้อ่าน/ผู้ฟัง
คำอธบิ ำยรำยวิชำ
รำยวิชำ I32202 กำรสอ่ื สำรและกำรนำเสนอ (Communication and Presentation) : IS2
ช้ันมัธยมศึกษำปที ี่ 5 ภำคเรียนที่ 2 เวลำ 40 ชวั่ โมง จำนวน 1.0 หน่วยกติ
ศึกษา เรียบเรียง และถ่ายทอดความคิดอย่างสร้างสรรค์ จากรายวิชาเพิ่มเติม การศึกษาค้นคว้าและ
สร้างองค์ความรู้ (Research and Knowledge Formation) เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันและสังคมโลก โดย
เขยี นโครงร่าง บทนา เนื้อเรื่อง สรุป ในรูปของรายงานงานการศึกษาค้นคว้าเชิงวิชาการเป็นภาษาไทยความยาว
4,000 คา หรอื เป็นภาษาองั กฤษ ความยาว 2,000 คา มีการอ้างอิงแหล่งความรู้ที่เชื่อถือได้อย่างหลากหลาย ท้ัง
ในประเทศและต่างประเทศ เรียบเรียงและถ่ายทอดส่ือสาร นาเสนอความคิดอย่างชัดเจนเป็นระบบ มีการ
นาเสนอในรูปแบบเดี่ยว (Oral Individual Presentation) หรือกลุ่ม (Oral Panel Presentation) โดยใช้ส่ือ
เทคโนโลยที ห่ี ลากหลาย และมีการเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะ เพ่ือให้เกิดทักษะในการเขียนรายงานเชิงวิชาการ
และทักษะการส่ือสารท่ีมีประสิทธิภาพ เห็นประโยชน์และคุณค่าในการสร้างสรรค์งาน และถ่ายทอดส่ิงท่ีเรียนรู้
ใหเ้ ปน็ ประโยชน์ตอ่ สาธารณะ
ผลกำรเรียนรู้
1. วางโครงร่างการเขยี นตามหลักเกณฑ์ องค์ประกอบและวิธเี ขียนโครงร่าง
2. เขียนรายงานการศึกษาค้นควา้ เชงิ วชิ าการ ภาษาไทยความยาว 4,000 คา หรอื ภาษาอังกฤษ
ความยาว 2,000 คา
3. นาเสนอข้อค้นพบ ข้อสรปุ จากประเด็นท่ีเลือกในรูปแบบเด่ยี ว (Oral Individual Presentation)
หรือกลุ่ม (Oral Panel Presentation) โดยใชส้ ือ่ เทคโนโลยีที่หลากหลาย
4. เผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะ โดยใชก้ ารสนทนา/วิพากษ์ ผา่ นสอื่ อเิ ลก็ ทรอนิกส์ เชน่
e-conference, social media online
5. เหน็ ประโยชน์และคณุ คา่ ในการสรา้ งสรรค์งานและถ่ายทอดสงิ่ ท่ีเรียนรู้ให้เป็นประโยชน์
รวมท้ังหมด 5 ผลกำรเรยี นรู้
เง่อื นไขกำรเรยี น
ผูเ้ รยี นตอ้ งผา่ นการเรียน รายวชิ า I32201 การศกึ ษาค้นควา้ และสร้างองค์ความรูม้ าก่อน
14
ผลกำรเรยี นรู้และอตั รำสว่ นคะแนน ชั้นมธั ยมศึกษำปีท่ี 5
รำยวิชำ I32202 กำรสอ่ื สำรและกำรนำเสนอ (Communication and Presentation) : IS2
คะแนนการวัดผล
ที่ ผลการเรยี นรู้ จานวน ก่อน กลาง หลัง ปลาย
ชั่วโมง กลางภาค ภาค กลางภาค ภาค
40 40 20 20 20
บอกลักษณะรายวชิ า แจ้งผลการเรยี นรู้ วิธวี ัดผลประเมนิ ผล 1 ----
บอกแนวทางการเรียนใหไ้ ด้ผลการเรียนดแี ละทดสอบกอ่ นเรยี น
1 วางโครงร่างการเขยี นตามหลักเกณฑ์ องคป์ ระกอบและวธิ ีเขียน 4 15 - - -
โครงรา่ ง
2 เขียนรายงานการศกึ ษาค้นควา้ เชงิ วิชาการ ภาษาไทยความยาว 15 25 20 - -
4,000 คา หรือภาษาอังกฤษ ความยาว 2,000 คา
3 นาเสนอข้อค้นพบ ข้อสรุปจากประเด็นท่ีเลอื กในรปู แบบเด่ยี ว 12 - - 20 -
(Oral Individual Presentation) หรือกลมุ่ (Oral Panel
Presentation) โดยใชส้ อื่ เทคโนโลยที ี่หลากหลาย
4 เผยแพรผ่ ลงานสสู่ าธารณะ โดยใช้การสนทนา/วพิ ากษผ์ า่ นสือ่ 5 - - - 10
อิเลก็ ทรอนิกส์ เชน่ e-conference, social media online
5 เหน็ ประโยชน์และคณุ คา่ ในการสรา้ งสรรคง์ าน และถา่ ยทอดสิ่งที่ 3 - - - 10
เรยี นรใู้ ห้เป็นประโยชน์
กำรวัดและประเมินผล
อตั รำส่วนคะแนน ระหว่างภาค : ปลายภาค = 80 : 20
จดุ ประสงค์การเรียนรทู้ ่ีใช้วดั และประเมนิ ผลกอ่ นกลางภาค คือ ข้อท่ี 1, 2
จดุ ประสงค์การเรยี นรทู้ ใ่ี ช้วัดและประเมนิ ผลกลางภาค คือ ขอ้ ที่ 2
จุดประสงคก์ ารเรียนรทู้ ่ีใช้วดั และประเมนิ ผลหลังกลางภาค คือ ขอ้ ท่ี 3
จุดประสงค์การเรยี นร้ทู ่ใี ช้วดั และประเมินผลปลายภาค คอื ขอ้ ที่ 4, 5
คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต
3. มีวนิ ัย 4. ใฝเ่ รยี นรู้
5. อยูอ่ ย่างพอเพียง 6. ม่งุ มั่นในการทางาน
7. รกั ความเปน็ ไทย 8. มจี ติ สาธารณะ
กำรอ่ำน คดิ วิเครำะห์และเขียนสอ่ื ควำม
1. สามารถสื่อความและจับใจความจากเรื่องทีอ่ า่ นได้
2. สามารถแสดงความคิดเห็น วเิ คราะห์ วจิ ารณ์เน้อื เร่ืองท่ีอ่านได้อยา่ งมีเหตุผล
3. สามารถเขียนสื่อความตามจุดประสงคท์ ต่ี ้องการ
4. มีมารยาทในการอา่ น การเขียน การฟังและการพูด
5. มีนสิ ยั รักการอ่านและการเขียน
ควำมสอดคลอ้ งกับหลกั ปรัชญำของเศรษฐกจิ พอเพียง
ทำงสำยกลำง ประกอบดว้ ย 1. มเี หตุผล 2. พอประมาณ 3. มีภมู คิ ุ้มกันในตัวท่ดี ี
เงือ่ นไขควำมรู้ ประกอบด้วย รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง
เง่ือนไขคุณธรรม ประกอบดว้ ย ซื่อสตั ย์สจุ ริต ขยนั อดทน สติปัญญา แบง่ ปัน
15
เกณฑ์กำรวัดและประเมนิ ผล
ประเด็นกำรประเมนิ ดีเยยี่ ม (4) ระดับคุณภำพ ปรบั ปรงุ (1)
ดี (3) พอใช้ (2)
1. วางโครงรา่ ง เขยี นโครงรา่ ง เขยี นโครงร่าง เขียนโครงร่าง เขยี นโครงร่าง
การเขียนตามหลักเกณฑ์ ข้อมลู องค์ความรู้ ข้อมูลองค์ความรู้ ขอ้ มูลองค์ความรู้ ข้อมลู องค์ความรู้
องค์ประกอบและวธิ เี ขียน จากการศึกษา จากการศึกษา จากการศึกษา จากการศึกษา
โครงร่าง คน้ คว้าอยา่ งเป็น ค้นควา้ ได้ครบทกุ ค้นคว้าอย่างไม่ คน้ ควา้ อย่างไม่
ระบบได้ครบทุก องค์ประกอบ เป็นระบบแต่ครบ เปน็ ระบบและไม่
องค์ประกอบและ ทกุ องคป์ ระกอบ ครบทกุ
ถูกต้อง องค์ประกอบ
2. เขียนรายงานการศึกษา เขยี นรายงาน เขียนรายงาน เขียนรายงาน เขยี นรายงาน
ค้นคว้าเชิงวิชาการ การศกึ ษาค้นคว้า การศึกษาค้นควา้ การศกึ ษาคน้ ควา้ การศึกษาคน้ ควา้
ภาษาไทยความยาว 4,000 ทางวิชาการ ทางวิชาการ ทางวชิ าการ ได้โดยอ้างองิ
คา หรือ ภาษาองั กฤษ ภาษาไทย มีความ ภาษาไทย มีความ ภาษาไทย มีความ แหล่งความรู้
ความยาว 2,000 คา ยาวประมาณ ยาวประมาณ ยาวประมาณ
4,000 คา หรือ 4,000 คา หรอื 4,000 คา หรือ
ภาษาองั กฤษ ภาษาองั กฤษ ภาษาอังกฤษ
ความยาว 2,000 ความยาว 2,000 ความยาว 2,000
คา เนือ้ หาสาระ คา เนอ้ื หาสาระ คา เน้อื หาสาระ
ถกู ต้องสมบูรณ์ ถูกต้องสมบูรณ์ ถูกต้อง โดย
เขา้ ใจงา่ ย โดย โดยอา้ งองิ แหล่ง อา้ งอิงแหลง่
อ้างองิ แหลง่ ความร้ทู ี่ ความร้ทู ี่
ความร้ทู ่ี น่าเชอื่ ถือได้อยา่ ง น่าเชอ่ื ถือได้
นา่ เชอ่ื ถือได้อย่าง หลากหลาย
หลากหลาย
3. นาเสนอขอ้ ค้นพบ มกี ารนาเสนอข้อ มกี ารนาเสนอข้อ มีการนาเสนอข้อ มกี ารนาเสนอข้อ
ข้อสรุปจากประเดน็ ทเี่ ลอื ก ค้นพบ ข้อสรปุ คน้ พบ ข้อสรุป ค้นพบ ข้อสรปุ คน้ พบ ข้อสรุป
ในรปู แบบเดีย่ ว (Oral เปน็ ขัน้ ตอน โดย เปน็ ข้ันตอน โดย เป็นข้ันตอน โดย เป็นข้ันตอน โดย
Individual Presentation) ใชส้ ่อื เทคโนโลยี ใชส้ ่ือเทคโนโลยี ใช้ส่ือเทคโนโลยี ใชส้ ่ือเทคโนโลยี
หรอื กลมุ่ (Oral Panel ที่หลากหลาย ท่หี ลากหลาย ท่หี ลากหลาย มีการจัดทาข้อมูล
Presentation) โดยใชส้ ่อื มีการจัดทาขอ้ มูล มีการจัดทาข้อมลู มกี ารจัดทาข้อมลู แปลความหมาย
เทคโนโลยที ห่ี ลากหลาย แปลความหมาย แปลความหมาย แปลความหมาย ถูกต้องเปน็
ถกู ต้องสมบูรณ์ ถูกต้องสมบรู ณ์ ถกู ต้องสมบรู ณ์ สว่ นใหญ่
มีความละเอยี ด มคี วามละเอยี ด
ชดั เจนเป็น ชัดเจน
ตวั อย่างแก่
ผอู้ นื่ ได้
16
ประเดน็ กำรประเมนิ ระดับคณุ ภำพ
4. เผยแพร่ผลงานสู่ ดีเยย่ี ม (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรบั ปรุง (1)
สาธารณะ โดยใชก้ าร
สนทนา/วิพากษผ์ า่ นส่อื เผยแพร่ผลงานสู่ เผยแพรผ่ ลงานสู่ เผยแพร่ผลงานสู่ ไมม่ ีการเผยแพร่
อิเล็กทรอนิกส์ เชน่ สาธารณะผ่านส่อื ผลงานสสู่ าธารณะ
e-conference, social อิเล็กทรอนกิ ส์ สาธารณะ สาธารณะผ่านสื่อ
media online มากกว่า 2
ชอ่ งทาง ผ่านสื่อ อิเลก็ ทรอนิกส์
อิเลก็ ทรอนิกส์ 1ช่องทาง
2 ช่องทาง
5. เหน็ ประโยชนแ์ ละคุณค่า ระบุ/อธบิ าย ระบุ/อธิบาย ระบ/ุ อธบิ าย ระบุ/อธิบาย
ประโยชนแ์ ละ ประโยชนแ์ ละ ประโยชน์และ
ในการสรา้ งสรรคง์ าน และ ประโยชนแ์ ละ คณุ คา่ ในการ คณุ ค่าในการ คุณค่าในการ
สร้างสรรคง์ าน สรา้ งสรรคง์ าน สร้างสรรค์งานและ
ถ่ายทอดส่ิงทีเ่ รียนรใู้ หเ้ ป็น คณุ ค่าในการ และถา่ ยทอดสงิ่ ที่ และถา่ ยทอดสิง่ ที่ ถ่ายทอดสิ่งที่
เรียนรูไ้ ดช้ ัดเจน เรยี นรไู้ ด้โดย เรียนรตู้ ามคา
ประโยชน์ สร้างสรรค์งาน
อาศยั คาช้แี นะ ชแี้ นะของครูหรือ
และถา่ ยทอดส่งิ ของครู ผอู้ น่ื
ทเ่ี รียนรไู้ ด้อยา่ ง
ชัดเจน เปน็
ตวั อยา่ งแก่ผู้อ่ืน
ได้
17
แผนกำรจัดกำรเรยี นร้ทู ่ี 1
กลุ่มสาระการเรยี นร้คู ณิตศาสตร์ โรงเรียนโคกโพธ์ิไชยศึกษา
รายวิชา I32202 การสื่อสารและการนาเสนอ ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 5
หน่วยการเรยี นรู้ เรื่อง การเขียนโครงรา่ งรายงานเชิงวชิ าการ เวลา 4 ชว่ั โมง
1. สำระสำคัญ
การเขียนโครงรา่ งรายงานเชิงวิชาการ มอี งค์ประกอบ คือ ชือ่ เรื่อง ความนา วัตถุประสงค์ สมมุติฐาน
ขอบเขตการศึกษา เนอื้ หา วธิ ีการศึกษาและการเกบ็ รวบรวมข้อมูล เป็นการวางแผนการเขยี นรายงานเชงิ
วชิ าการอยา่ งเป็นระบบ และการตรวจสอบท้งั ด้วยตนเอง และเพื่อนช่วยตรวจสอบโดยใชส้ ญั ลกั ษณใ์ นการ
ตรวจสอบช่วยให้รายงานเชงิ วิชาการนัน้ ถูกต้องแม่นยาและสมบรู ณ์ยิ่งข้นึ
2. ผลกำรเรียนรู้
วางโครงร่างการเขียนตามหลักเกณฑ์ องค์ประกอบและวิธีการเขยี นโครงรา่ ง
3. จุดประสงคก์ ำรเรยี นรู้
ด้านความรู้ (K)
1) บอกองคป์ ระกอบและบอกลักษณะของการเขยี นโครงรา่ งรายงานเชงิ วิชาการได้
2) เขยี นโครงร่างรายงานเชงิ วชิ าการได้
3) ตรวจสอบและวพิ ากษ์งานเขียนโครงร่างเชงิ วิชาการ
ดา้ นทักษะ/กระบวนการ (P)
ทางานร่วมกับผอู้ ่ืนตามกระบวนการกลุม่ ได้
ด้านคุณลักษณะ (A)
1. ใฝเ่ รยี นรู้
2. มุ่งมั่นในการทางาน
4. สำระกำรเรียนรู้
การวางโครงรา่ งการเขยี นรายงานเชงิ วชิ าการ ตามองค์ประกอบ ดงั นี้
- ชอื่ เรอ่ื ง
- ความนา
- วัตถปุ ระสงค์
- สมมตุ ฐิ าน
- ขอบเขตการศกึ ษาคน้ ควา้
- เน้อื เรื่อง
- วธิ ีการศกึ ษาและรวบรวมขอ้ มูล
5. กระบวนกำรจัดกำรเรียนรู้
ขนั้ ที่ 1 นาเข้าสู่บทเรียน
1) แจง้ จุดประสงค์การเรียนรู้
2) ทบทวนความรู้เดิม
18
ข้นั ที่ 2 การกจิ กรรมการเรยี นรู้
1) ครูสนทนากับนกั เรียนและใหน้ ักเรยี นทบทวนเกย่ี วกับการเรียนรู้ เร่ือง การศึกษาค้นคว้าและ
สร้างองค์ความรู้ (IS1)
2) ครูอธิบายวธิ เี ขียนโครงรา่ งการศึกษาค้นควา้
3) นักเรียนแต่ละกลมุ่ (กล่มุ เดมิ ) ศึกษาเกยี่ วกับโครงร่างการศึกษาคน้ ควา้
4) นักเรียนแต่ละกลุม่ ฝึกเขียนโครงรา่ งการศึกษาคน้ ควา้ ตามเน้ือหาของ IS1 ทีไ่ ดศ้ ึกษามาก่อนแลว้
5) นักเรียนแต่ละกล่มุ นาเสนอโครงรา่ งการศกึ ษาคน้ คว้าทสี่ มบรู ณแ์ ละรว่ มตรวจสอบและวพิ ากษ์
6) ครูและนักเรียนรว่ มกันอภิปรายสรุปลกั ษณะโครงร่างการศึกษาคน้ ควา้ ท่ีสมบรู ณ์
7) นกั เรียนแต่ละกล่มุ ปรับปรงุ โครงรา่ งการศึกษาค้นควา้ ใหส้ มบูรณ์
ขนั้ ที่ 3 สรุปความคิดรวบยอด
นักเรียนช่วยกันสรปุ บทเรยี น เรอื่ ง การเขียนโครงร่างรายงานเชิงวิชาการ
6. ส่ือและอปุ กรณ์กำรเรยี นรู้/แหล่งเรยี นรู้
1) ใบงานแบบฟอร์มการเขยี นโครงร่างการศึกษาค้นคว้า
2) แบบประเมนิ การเขยี นโครงรา่ งการศึกษาคน้ คว้า
7. กำรวดั และประเมนิ ผล วิธกี ารวัด เครือ่ งมอื ที่ใชว้ ดั เกณฑ์การประเมนิ
- การตรวจ - เกณฑ์การประเมนิ ถกู ต้องไมน่ อ้ ยกวา่ รอ้ ยละ
จุดประสงค์การเรยี นรู้ โครงรา่ ง 60 ขึ้นไป
ด้านความรู้ (K) รายงาน - แบบสงั เกตพฤติกรรม
1) บอกองค์ประกอบและบอก - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม ตั้งแต่ระดับดี ขึ้นไป
ลักษณะของการเขียนโครงร่าง - การสังเกต ต้ังแตร่ ะดบั ดี ขึ้นไป
รายงานเชงิ วิชาการได้ - การสงั เกต
2) เขียนโครงรา่ งรายงานเชงิ
วิชาการได้
3) ตรวจสอบและวิพากษ์งานเขียน
โครงรา่ งเชงิ วชิ าการ
ด้านทกั ษะกระบวนการ (P)
- กระบวนการกลุ่ม
ด้านคณุ ลกั ษณะฯ (A)
1) ใฝเ่ รยี นรู้
2) มนั่ ในการทางาน
19
ควำมเหน็ ของหัวหน้ำสถำนศกึ ษำ/ผทู้ ไ่ี ดร้ ับมอบหมำย
ไดท้ าการตรวจแผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ 1 รายวชิ า I32202 การส่ือสารและการนาเสนอ แลว้ มีความ
คดิ เห็นดังนี้
1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ท่ี
มีองค์ประกอบครบ
องค์ประกอบยงั ไม่ครบ ควรเพ่มิ เติม...........................................................................
2. การจัดกิจกรรมได้นาเอากระบวนการเรียนรู้
เนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั มาใชใ้ นการสอนไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
ยงั ไม่เนน้ ผู้เรียนเป็นสาคัญ ควรปรบั ปรงุ พฒั นาตอ่ ไป
3. เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ท่ี
นาไปใช้ได้จริง
ควรปรบั ปรงุ กอ่ นนาไปใช้
4. ขอ้ เสนอแนะอนื่ ๆ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
(ลงชื่อ)
(................................................)
ผูอ้ านวยการโรงเรยี นโคกโพธไิ์ ชยศกึ ษา
20
บันทึกผลหลงั กำรสอน
1. สรุปผลกำรเรยี นรู้
1.1 นกั เรียนจานวน................................คน
ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้................คน คดิ เปน็ ร้อยละ.................................
ไมผ่ ่านจุดประสงค์............................คน คดิ เป็นร้อยละ.................................
1.2 ด้านความรู้ความเขา้ ใจ (K)
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
1.3 ด้านทักษะกระบวนการ (P)
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
1.4 ด้านคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ (A)
............................................................................................................................. ....................................................
.................................................................................................................................................................................
2. ข้อคน้ พบ (จดุ เดน่ /ขอ้ จำกัด)
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................... .............................
3. แนวทำงพัฒนำ
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
4. ปญั หำ/อุปสรรค /แนวทำงแก้ไข
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
5. ขอ้ เสนอแนะ
........................................................................................................................................... ......................................
.................................................................................................................................................................................
(ลงช่อื ) ครูผสู้ อน
(นางพรพิรณุ แจ้งใจ)
ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ
21
ใบงำน รำยวิชำ I32202 กำรสอ่ื สำรและกำรนำเสนอ
แบบฟอรม์ กำรเขยี นโครงรำ่ งกำรศกึ ษำค้นคว้ำ
คำช้แี จง ให้นกั เรียนแต่ละกล่มุ เขียนโครงรา่ งการศึกษาค้นคว้าในรูปแบบรายงาน 5 บทตามแบบฟอร์มที่กาหนด
โดยทุกคนในกลุ่มต้องชว่ ยกันระดมสมองและสามารถนารายงานผลการศกึ ษาฯของIS1 มาเป็นแนวทางใน
การตอบได้
โครงร่ำงกำรศกึ ษำค้นคว้ำ
1. ชอ่ื เรื่อง
(ภาษาไทย).................................................................................................................... .............................
(ภาษาองั กฤษ)...........................................................................................................................................
2. ควำมเปน็ มำและควำมสำคญั ของกำรศกึ ษำค้นคว้ำ
............................................................................................................................. ...........................................
........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
............................................................................................................................. ...........................................
........................................................................................................................................................................
3. วัตถุประสงค์
3.1 เพ่ือ....................................................................................................................................................
3.2 เพือ่ ....................................................................................................................................................
4. สมมติฐำน
........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
5. ขอบเขตกำรศกึ ษำคน้ คว้ำ
5.1 ขอบเขตของเน้อื หำ
............................................................................................................................. ...........................................
.................................................................................................................................. ......................................
5.2 สถำนท.ี่ ............................................................................................................................ .................
5.3 ระยะเวลำ.........................................................................................................................................
5.4 ประชำกรและกลุ่มตวั อย่ำง
ประชากร...................................................................................................................... ..................
กลมุ่ ตวั อย่าง...................................................................................................................................
6. ประโยชนท์ จ่ี ะไดร้ บั
......................................................................................................................... ...............................................
............................................................................................................................. ...........................................
22
7. วิธีกำรดำเนินกำรศกึ ษำคน้ คว้ำ
7.1 ประชำกรและกลุ่มตัวอยำ่ ง
............................................................................................................................. ..............................
...........................................................................................................................................................
7.2 เครือ่ งมือทีใ่ ช้ในกำรศึกษำคน้ คว้ำ
............................................................................................................. ..............................................
............................................................................................................................. ..............................
7.3 กำรสร้ำงเครอ่ื งมือทีใ่ ช้ในกำรศึกษำค้นคว้ำ
............................................................................................................................. ..............................
.................................................................................... .......................................................................
7.4 กำรเก็บรวบรวมข้อมลู
............................................................................................................................. ..............................
............................................................................................................................. ..............................
7.5 กำรวเิ ครำะห์ข้อมลู
...........................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..............................
23
แบบประเมนิ กำรเขียนโครงรำ่ งกำรศึกษำคน้ คว้ำ
คำชแี้ จง: ใหค้ รูผู้สอนหรือผทู้ ี่เกยี่ วข้องเป็นผู้ประเมินการเขยี นโครงร่างการศึกษาคน้ คว้า(10 คะแนน)
สมำชกิ กลุ่ม
1............................................................. 2.............................................................
3............................................................. 4.............................................................
5............................................................. 6.............................................................
ลาดบั ประเด็นการประเมนิ ระดบั คะแนน
ที่ 432 1
1. ช่ือเร่ืองมีความหมายสน้ั กะทัดรดั และชดั เจน ระบุถงึ เรือ่ งที่จะ
ทาการศึกษา วา่ ทาอะไร กับใคร ท่ไี หน อย่างไร เม่ือใด
ความเปน็ มาและความสาคัญของการศึกษา ระบปุ ญั หำและประเดน็
2. ครอบคลมุ เรื่องทีศ่ ึกษำจำกสภำพท่ัวๆไปของปญั หำก่อนและภำยใน
สภำพดังกล่ำว มปี ญั หำอะไรเกดิ ขึน้ ทเ่ี ป็นสำเหตุทำให้สนใจศึกษา
3. วตั ถปุ ระสงค์ของกำรศึกษำชดั เจน สอดคล้องกับชอื่ เร่ือง/หวั ข้อศกึ ษา
4. สมมติฐำนของกำรศกึ ษำเป็นกำรคำดคะเนคำตอบที่มีหลกั กำรและ
สอดคลอ้ งกบั วัตถปุ ระสงค์ของกำรศึกษำคน้ ควำ้
5. ขอบเขตกำรศึกษาค้นควา้ ระบุประชากร กลุ่มตัวอย่าง ระยะเวลา
ท่ีศึกษา ได้อยา่ งถกู ต้องและชัดเจน
6. ระบุประเภทและจานวนของประชำกร
7. ระบขุ นาดตัวอยา่ งและวิธีการสุม่ ตวั อยำ่ ง
8. เครอ่ื งมอื ทีใ่ ช้ในกำรศึกษำ ระบปุ ระเภท และการสร้าง
9. อธบิ ายวธิ กี าร ชว่ งเวลา และสถานที่ในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล
10. เลอื กกำรวเิ ครำะห์ข้อมูล ที่ตอบวตั ถุประสงค์ของการศึกษา และ
วิเคราะหไ์ ด้ถูกต้อง
รวมคะแนน
คะแนนท่ไี ด้
ลงชือ่ ................................................ผู้ประเมิน
………/……………./……….
24
ใบงำน รำยวิชำ I32202 กำรสอ่ื สำรและกำรนำเสนอ
กำรเขียนโครงร่ำงรำยงำนเชิงวชิ ำกำร
ชอ่ื กลมุ่ ........................................................................
คำชี้แจง ให้นกั เรียนแต่ละกลมุ่ ช่วยกนั ระดมความคดิ แลว้ ตอบคาถามต่อไปน้ี
1. การเขยี นโครงรา่ งรายงานเชงิ วิชาการมีองค์ประกอบอย่างไร
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
.................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
.................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
.................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
.................................................................................................................................................................................
2. การเขยี นโครงร่างรายงานเชงิ วชิ าการทีส่ มบูรณม์ ีลกั ษณะอย่างไร
............................................................................................................................. ....................................................
.................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
.................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
................................................................................................................................................................... ..............
.................................................................................................................... .............................................................
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................................. ....................................
............................................................................................... ..................................................................................
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
25
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้ที่ 2
กลุ่มสาระการเรียนร้คู ณิตศาสตร์ โรงเรยี นโคกโพธ์ไิ ชยศกึ ษา
รายวิชา I32202 การส่ือสารและการนาเสนอ ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 5
หน่วยการเรียนรู้ เร่ือง เขยี นรายงานการศึกษาค้นควา้ เชิงวิชาการ เวลา 15 ชั่วโมง
1. สำระสำคัญ
การถ่ายโอนองค์ความรจู้ ากการศกึ ษา ค้นคว้า และขอ้ คน้ พบโดยการรายงานท่ใี ช้รูปแบบการเขียน
รายงานเชงิ วชิ าการได้ครบองคป์ ระกอบและถูกตอ้ งตามหลักวชิ าการเป็นการส่ือสารที่มีประสิทธภิ าพ
2. ผลกำรเรียนรู้
เขียนรายงานการศึกษาค้นควา้ เชิงวิชาการฉบบั สมบูรณไ์ ด้
3. จดุ ประสงค์กำรเรยี นรู้
ด้านความรู้ (K)
1) เขียนรายงานเชิงวิชาการฉบบั สมบูรณ์ได้
2) ตรวจสอบงานเขียนเชิงวิชาการโดยใช้สัญลักษณ์ได้
3) วิพากษ์งานเขยี นของผ้อู นื่
ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
ทางานรว่ มกับผูอ้ น่ื ตามกระบวนการกลุ่ม
ด้านคณุ ลกั ษณะ (A)
1. มีวินัย
2. ใฝเ่ รียนรู้
3. มุง่ มั่นในการทางาน
4. สำระกำรเรยี นรู้
การเขยี นรายงานเชงิ วิชาการ โดยมีองค์ประกอบ 3 ส่วน
1. องค์ประกอบส่วนหนา้
- ปกนอก ปกใน
- บทคัดย่อ กติ ติกรรมประกาศ
- สารบญั สารบญั ตาราง สารบญั ภาพ
2. องค์ประกอบส่วนเนื้อเรอื่ ง
- ความนา วตั ถุประสงค์ สมมุติฐาน ขอบเขต
- เนอ้ื เรื่อง
- วิธกี ารรวบรวมและวเิ คราะหข์ ้อมลู
- ผลการศึกษา
- บทสรปุ และอภปิ รายผล
3. องคป์ ระกอบส่วนทา้ ย
- บรรณานุกรม ภาคผนวก
- ประวัตผิ ู้จดั ทา
26
5. กระบวนกำรจัดกำรเรียนรู้
ขน้ั ที่ 1 นาเขา้ สบู่ ทเรียน
1) แจ้งจดุ ประสงค์การเรยี นรู้
2) ทบทวนความรู้เดิม
ขั้นท่ี 2 การกิจกรรมการเรียนรู้
1) ครสู นทนากับนกั เรยี น เร่อื ง การเขยี นรายงานการศึกษาค้นคว้า
2) นักเรยี นศกึ ษาการเขียนรายงานเชงิ วิชาการท่ีสมบูรณ์ จากใบความรู้ โดยครคู อยให้คาแนะนา
3) นักเรียนดูตวั อยา่ งรายงานฉบบั สมบูรณแ์ ล้วระดมสมองวิเคราะห์องคป์ ระกอบของรายงานนน้ั แล้ว
รว่ มกนั วเิ คราะห์อภิปรายองค์ประกอบของรายงาน
4) ร่วมกันวเิ คราะห์ความสัมพันธ์เชงิ เหตผุ ลขององคป์ ระกอบของตวั อยา่ งรายงานฉบบั สมบูรณ์
5) รว่ มกนั ประเมินตวั อยา่ งรายงานฉบบั สมบูรณ์ แลว้ นาเสนอจดุ เด่นจุดด้อย
6) ศกึ ษาวิธีการเขียนแตล่ ะองค์ประกอบ
7) ฝึกปฏบิ ัตกิ ารเขียนแตล่ ะองค์ประกอบของรายงาน
8) นาองค์ประกอบของรายงานมาเรยี บเรยี งตามลาดบั
9) ทบทวนการแก้ไขรายงานฉบับรา่ ง (Edit rough draft) และสัญลักษณ์การแกท้ ่ีเรียนมาจาก
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 1
10) ศึกษามารยาทในการวพิ ากษ์งานของผู้อืน่
11) ปฏบิ ัตกิ ารแก้ไข และวิพากษร์ ายงาน
12) เขียนรายงานฉบับสมบรู ณ์ที่ครบองคป์ ระกอบของรายงาน โดยเขียนเป็นภาษาไทยความยาว
4,000 คา หรอื ภาษาองั กฤษ 2,000 คา
13) ครแู ละนกั เรียนชว่ ยกันตรวจสอบรายงานและปรับปรุงแก้ไขใหส้ มบรู ณ์และจดั ทาเปน็ รปู เล่ม
รายงานที่สมบูรณ์สง่ ครู
ขัน้ ท่ี 3 สรุปความคิดรวบยอด
นกั เรยี นช่วยกนั สรุปบทเรยี น เร่อื ง การเขียนรายงานเชิงวชิ าการฉบบั สมบูรณ์
6. สำระกำรเรยี นรู้สูก่ ำรบรู ณำกำรหลกั เศรษฐกิจพอเพียง
มเี หตผุ ล
7. ส่อื และอปุ กรณก์ ำรเรียนรู้/แหลง่ เรยี นรู้
1) ตวั อยา่ งรายงานฉบบั สมบูรณ์
2) ใบความรู้สญั ลกั ษณ์การตรวจสอบงานเขียน
3) แบบฟอร์มรายงานฉบบั สมบูรณ์
8. กำรวัดและประเมินผล
จุดประสงค์การเรยี นรู้ วธิ ีการวัด เครื่องมือที่ใช้วดั เกณฑ์การประเมนิ
ด้านความรู้ (K)
1) เขียนรายงานเชงิ วิชาการฉบับ - การตรวจ - เกณฑ์การประเมนิ ถูกต้องไมน่ อ้ ยกว่าร้อยละ
สมบูรณ์ได้ รายงาน ชนิ้ งาน 60 ขนึ้ ไป
2) ตรวจสอบงานเขียนเชิงวิชาการ
โดยใชส้ ญั ลกั ษณไ์ ด้
3) วพิ ากษ์งานเขยี นของผอู้ ่นื
27
จดุ ประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือที่ใชว้ ัด เกณฑ์การประเมิน
ด้านทักษะกระบวนการ (P) - การสังเกต - แบบสงั เกตพฤติกรรม ตงั้ แต่ระดับดี ขึน้ ไป
- กระบวนการกลุ่ม
- การสังเกต - แบบสังเกตพฤติกรรม ต้ังแตร่ ะดับดี ขึ้นไป
ด้านคุณลักษณะฯ (A)
1) ใฝเ่ รียนรู้
2) มงุ่ มั่นในการทางาน
เกณฑ์กำรประเมินภำระงำน / ชิ้นงำน รายงานเชงิ วชิ าการฉบบั สมบูรณ์
1) ความครบถ้วนขององค์ประกอบรายงาน
2) ความสมั พนั ธ์เชงิ เหตุผลขององคป์ ระกอบ
3) ความถูกต้องตามหลักวิชาการและความสมบูรณ์ของรายงานเชิงวิชาการ
ควำมเหน็ ของหัวหน้ำสถำนศกึ ษำ/ผทู้ ่ไี ด้รบั มอบหมำย
ไดท้ าการตรวจแผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 2 รายวิชา I32202 การสอ่ื สารและการนาเสนอ แล้วมคี วาม
คิดเหน็ ดงั น้ี
1. เปน็ แผนการจัดการเรยี นรู้ที่
มอี งค์ประกอบครบ
องค์ประกอบยงั ไม่ครบ ควรเพม่ิ เติม...........................................................................
2. การจัดกิจกรรมได้นาเอากระบวนการเรียนรู้
เน้นผเู้ รียนเป็นสาคญั มาใช้ในการสอนได้อยา่ งเหมาะสม
ยังไมเ่ นน้ ผ้เู รยี นเปน็ สาคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป
3. เป็นแผนการจดั การเรยี นรู้ที่
นาไปใชไ้ ดจ้ รงิ
ควรปรบั ปรุงกอ่ นนาไปใช้
4. ขอ้ เสนอแนะอ่นื ๆ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
(ลงชอ่ื )
(................................................)
ผ้อู านวยการโรงเรยี นโคกโพธิไ์ ชยศกึ ษา
28
บันทกึ ผลหลงั กำรสอน
1. สรปุ ผลกำรเรยี นรู้
1.1 นักเรียนจานวน................................คน
ผ่านจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้................คน คดิ เป็นรอ้ ยละ.................................
ไมผ่ า่ นจุดประสงค์............................คน คิดเปน็ ร้อยละ.................................
1.2 ดา้ นความรู้ความเขา้ ใจ (K)
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
1.3 ด้านทักษะกระบวนการ (P)
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
1.4 ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (A)
............................................................................................................................. ....................................................
.................................................................................................................................................................................
2. ขอ้ คน้ พบ (จดุ เดน่ /ขอ้ จำกัด)
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................... .............................
3. แนวทำงพัฒนำ
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
4. ปญั หำ/อุปสรรค /แนวทำงแก้ไข
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
5. ขอ้ เสนอแนะ
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
(ลงชื่อ) ครผู ู้สอน
(นางพรพิรณุ แจ้งใจ)
ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครูชานาญการพิเศษ
29
ใบควำมรู้ รำยวิชำ I32202 กำรสื่อสำรและกำรนำเสนอ
กำรเขียนรำยงำนเชงิ วชิ ำกำร
เม่อื ผูเ้ รียนไดจ้ ัดทาการวิเคราะห์และสรุปองค์ความรูม้ าแล้วจาก IS1 ส่วนสาคัญที่จะตอ้ งจดั ทาต่อไป
คือ การเขียนรายงานเชงิ วชิ าการท่มี ีองคป์ ระกอบครบถว้ น
การเขียนรายงานเปน็ การบันทกึ สงิ่ ที่ไดเ้ รียนรูแ้ ละสิ่งท่คี ้นพบไว้ในเอกสารหลกั ฐานสาหรับการอา้ งองิ
ถงึ องคค์ วามรู้ในดา้ นตา่ ง ๆ และเพื่อการเผยแพร่องค์ความรู้สาหรบั การศกึ ษาคน้ ควา้ เพิม่ เติมต่อไป
การเขยี นรายงานโดยทัว่ ไปจะมสี ่วนประกอบของรูปแบบใน 3 สว่ น ดังน้ี
องคป์ ระกอบของการเขียนรายงานการศึกษาคน้ คว้าดว้ ยตนเอง มดี งั นี้
สว่ นท่ี 1 ส่วนประกอบตอนต้น ไดแ้ ก่
1.1 ปกนอก
1.2 ใบรองปก
1.3 ปกใน
1.4 บทคัดย่อ
1.5 กติ ติกรรมประกาศ
1.6 สารบญั
ส่วนที่ 2 ส่วนเน้ือหำ ประกอบดว้ ย 3 สว่ นย่อย ได้แก่
2.1 ส่วนย่อยท่ี 1 ได้แก่
1) ส่วนนา (Introduction) เขียนความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหาทน่ี ักเรยี น
สนใจศึกษา
2) วตั ถุประสงค์
3) สมมตฐิ านการศึกษา
4) ขอบเขตการศึกษา
5) หลกั การ แนวคดิ ทฤษฎีท่เี ก่ยี วข้องกบั เร่ืองท่ีศึกษา
2.2 สว่ นยอ่ ยที่ 2 ได้แก่
1) เขยี นกระบวนการหรือวธิ กี ารดาเนินการคน้ ควา้
2) ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล
3) ผลลัพธจ์ ากการดาเนินการศึกษาค้นควา้ เชื่อมโยง IS1, IS2 และ IS3
2.3 ส่วนย่อยที่ 3 ได้แก่
1) บทสรปุ (conclusion) สรุปและอภปิ รายผลการศึกษาคน้ คว้า
2) การนาองค์ความรไู้ ปเผยแพร่
ส่วนท่ี 3 สว่ นประกอบตอนทำ้ ย ได้แก่
3.1 บรรณานุกรม หรอื เอกสารอ้างอิง
3.2 ภาคผนวก
3.3 ใบรองปกหลัง
3.4 ปกหลัง
30
รำยละเอียดวิธีกำรพมิ พ์
การพิมพใ์ ห้ใช้ตวั อกั ษร TH SarabunPSK เทา่ นนั้ โดยมีข้อกาหนดดังนี้
1. บทท่ี และช่ือเร่ืองบท ใช้ขนาด 18 แบบ หา่ งจากขอบบน 2 น้ิว
2. หนา้ อนื่ ที่ไมใ่ ชห้ น้าบท ให้ห่างจากขอบบน 1.5 น้ิว
3. ถา้ เป็นการพิมพ์ข้อความปรกตใิ ชข้ นาด 16 และ หัวขอ้ เนื้อหาให้ใช้ ขนาด 16 แบบหนา
4. การใชภ้ าษาอังกฤษให้ใช้รูปแบบเดียวกนั รปู แบบที่เปน็ ภาษาไทย
การตง้ั คา่ หน้ากระดาษ
1. ขอบบน 1.5 น้ิว
2. ขอบซา้ ย 1.5 นิว้
3. ขอบขวา 1 นิ้ว
4. ขอบลา่ ง 1 นิว้
ข้ึนต้นบทใหม่ให้ใชค้ าว่า “บทท.่ี ..” ห่างจากขอบบน 2 นวิ้ และไม่พมิ พ์ตวั เองบอกหนา้
ตวั เลขบอกหน้าให้พิมพ์บนตาแหน่งของขอบบนขวา ห่างจากขอบกระดาษด้านบน 0.5 นิ้ว และห่างจาก
ขอบขวา 0.5 นว้ิ และตัวอักษร TH SarabunPSK ขนาดปกติ 16
ตง้ั แต่บทคัดยอ่ จนถึงบทที่ 1 ใหพ้ ิมพ์เลขหนา้ ขอบลา่ ง ตรงกลาง เป็นภาษาไทยและมีวงเล็บ โดยเรมิ่
หนา้ บทคดั ย่อเป็น (ค) ไปจนถึงหนา้ กอ่ นบทท่ี 1
31
ใบงำน รำยวิชำ I32202 กำรสอื่ สำรและกำรนำเสนอ
กำรเขยี นรำยงำนกำรศกึ ษำคน้ คว้ำเชงิ วชิ ำกำร
ชือ่ กล่มุ ........................................................................
คำชีแ้ จง ให้นกั เรยี นแต่ละกลุม่ ช่วยกนั ระดมความคดิ แล้วตอบคาถามต่อไปนี้
1. องคป์ ระกอบของรายงานเชงิ วชิ าการมีอะไรบ้าง และแต่ละองค์ประกอบมีวธิ ีการเขยี นอยา่ งไร
............................................................................................................................... ..................................................
.................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
.................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ....................................................
.................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
.................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ....................................................
2. การตรวจสอบงานเขียนมีวิธีการตรวจสอบอยา่ งไรและใชส้ ญั ลกั ษณ์อย่างไร
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
................................................................................................................................................................ .................
................................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................. ....................................................
........................................................................................................................................... ......................................
............................................................................................ .....................................................................................
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
3. มารยาทในการวิพากษ์งานผอู้ ื่นมีอยา่ งไร
............................................................................................................................................ .....................................
.............................................................................................. ...................................................................................
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
.............................................................................................................................................................................. ...
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
32
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 3
กลุ่มสาระการเรียนรคู้ ณิตศาสตร์ โรงเรยี นโคกโพธไิ์ ชยศึกษา
รายวิชา I32202 การสอ่ื สารและการนาเสนอ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5
หนว่ ยการเรียนรู้ เรอ่ื ง การนาเสนอผลงานศกึ ษาคน้ คว้า เวลา 12 ช่ัวโมง
1. สำระสำคัญ
การนาเสนอผลงานจากการศึกษาค้นคว้า ข้อค้นพบโดยมีการเตรยี มความพร้อมของผนู้ าเสนอ การ
เลือกรปู แบบประเภทสอื่ ประกอบ การนาเสนอให้เหมาะสม และสอดคล้องกับตามความต้องการ ความสนใจ
ความชืน่ ชอบของผู้ฟัง ช่วยให้การเผยแพร่ผลงานได้อย่างมีประสทิ ธิผล
2. ผลกำรเรยี นรู้
นาเสนอขอ้ ค้นพบ ข้อสรุปจากประเดน็ ที่เลือกในรปู แบบเดย่ี ว (Oral individual presentation) หรอื
กลมุ่ (Oral panel presentation) โดยใช้สือ่ อปุ กรณใ์ นการนาเสนอไดเ้ หมาะสม
3. จุดประสงค์กำรเรยี นรู้
ด้านความรู้ (K)
1) นาเสนอผลงานจากการศกึ ษาคน้ คว้า โดยใช้สอ่ื อุปกรณใ์ นการนาเสนอไดเ้ หมาะสม
ด้านทักษะ/กระบวนการ (P)
1) ทางานร่วมกับผอู้ ่นื ตามกระบวนการกลุ่ม
2) จดั ทาส่อื / สอื่ เทคโนโลยปี ระกอบการนาเสนอ
3) นาเสนอผลงานทางวชิ าการแบบปากเปล่า
ดา้ นคุณลกั ษณะ (A)
1. มีวินยั
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มงุ่ ม่นั ในการทางาน
4. สำระกำรเรยี นรู้
1) วิธวี เิ คราะหผ์ ู้ฟัง/ผู้อ่าน
2) ประเภทของการนาเสนอแบบปากเปล่า
3) วิธกี ารจดั ทาสอ่ื ประกอบการนาเสนอ
4) ขั้นตอนและเทคนิคการนาเสนอแบบปากเปลา่
5. กระบวนกำรจัดกำรเรยี นรู้
ขั้นท่ี 1 นาเขา้ ส่บู ทเรยี น
1) แจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้
2) ทบทวนความร้เู ดิม
ข้นั ที่ 2 การกิจกรรมการเรยี นรู้
1) ครสู นทนากบั นกั เรยี น เร่ือง นาเสนอผลงานจากการศึกษาค้นควา้
2) ดูภาพตัวอยา่ งนทิ รรศการและสอ่ื อเิ ล็กทรอนิกส์ แลว้ วิพากษจ์ ดุ เด่นจุดด้อยของแต่ละภาพ
3) วิเคราะห์ภาพความสาเร็จจากการทางานรว่ มกนั
33
4) วิเคราะห์ความเสย่ี งทอี่ าจเกดิ ไดใ้ นการทางาน
5) วางแผนการดาเนนิ งานจัดนทิ รรศการ
6) นาเสนอแผนการดาเนนิ งาน แล้ววิพากษ์เพอื่ พัฒนาและปรับปรุงแผนงาน
7) ดาเนินงานตามแผนท่ีวางไว้
8) สะท้อนผลการปฏิบตั ิงานเพอื่ การพัฒนาและปรบั ปรุง
ขน้ั ท่ี 3 สรุปความคดิ รวบยอด
นักเรียนช่วยกนั สรุปบทเรยี น เรือ่ ง นาเสนอผลงานจากการศึกษาค้นคว้า
6. สื่อและอปุ กรณก์ ำรเรียนรู้/แหลง่ เรยี นรู้
1) วีดิทศั นต์ ัวอย่างการนาเสนอผลงาน
2) รูปแบบและขั้นตอนวธิ กี ารนาเสนอ
3) ตัวอย่างคาพูดท่ีจะนาเสนอในแตล่ ะข้ันตอน
4) ผังองค์ประกอบของรายงานเชงิ วชิ าการ
7. กำรวัดและประเมนิ ผล
จุดประสงค์การเรยี นรู้ วิธกี ารวดั เครอ่ื งมอื ท่ีใชว้ ดั เกณฑ์การประเมิน
ดา้ นความรู้ (K)
- นาเสนอผลงานจากการศกึ ษา - การนาเสนอ - เกณฑก์ ารประเมนิ ถูกต้องไม่นอ้ ยกวา่ รอ้ ยละ
คน้ คว้า โดยใชส้ ือ่ อุปกรณ์ในการ -ตรวจรอ่ งรอย 60 ข้นึ ไป
นาเสนอไดเ้ หมาะสม การเรียนรู้
เช่น แผนการ
ดา้ นทักษะกระบวนการ (P) นาเสนอและ
- กระบวนการกลุ่ม ร่างการ
ด้านคุณลกั ษณะฯ (A) นาเสนอ
1) มวี ินยั ผลงาน
2) ใฝ่เรียนรู้
3) มงุ่ ม่นั ในการทางาน - การสงั เกต - แบบสังเกตพฤตกิ รรม ตง้ั แต่ระดบั ดี ขน้ึ ไป
- การสงั เกต - แบบสังเกตพฤติกรรม ตัง้ แตร่ ะดบั ดี ข้ึนไป
เกณฑ์กำรประเมินภำระงำน / ชน้ิ งำน
- ข้ันตอนของการนาเสนอแบบปากเปล่า
- ความชดั เจนของการนาเสนอ
- เทคนคิ วิธกี ารนาเสนอ
- การมปี ฏสิ ัมพนั ธ์กับผูฟ้ งั
34
ควำมเหน็ ของหัวหน้ำสถำนศกึ ษำ/ผทู้ ไ่ี ด้รบั มอบหมำย
ไดท้ าการตรวจแผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 3 รายวชิ า I32202 การส่ือสารและการนาเสนอ แล้วมีความ
คดิ เห็นดงั นี้
1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ท่ี
มีองค์ประกอบครบ
องค์ประกอบยงั ไม่ครบ ควรเพิ่มเติม...........................................................................
2. การจดั กิจกรรมได้นาเอากระบวนการเรยี นรู้
เนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคัญมาใช้ในการสอนไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
ยงั ไม่เนน้ ผู้เรียนเป็นสาคัญ ควรปรบั ปรงุ พฒั นาตอ่ ไป
3. เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ท่ี
นาไปใช้ได้จริง
ควรปรบั ปรงุ กอ่ นนาไปใช้
4. ขอ้ เสนอแนะอนื่ ๆ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
(ลงชือ่ )
(................................................)
ผอู้ านวยการโรงเรยี นโคกโพธไิ์ ชยศกึ ษา
35
บันทึกผลหลงั กำรสอน
1. สรุปผลกำรเรียนรู้
1.1 นกั เรียนจานวน................................คน
ผ่านจดุ ประสงคก์ ารเรยี นร.ู้ ...............คน คดิ เป็นร้อยละ.................................
ไมผ่ ่านจุดประสงค์............................คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ.................................
1.2 ดา้ นความรคู้ วามเขา้ ใจ (K)
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
1.3 ด้านทกั ษะกระบวนการ (P)
.............................................................................................................................................................................. ...
.................................................................................................................................................................................
1.4 ดา้ นคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
2. ขอ้ คน้ พบ (จุดเดน่ /ขอ้ จำกัด)
...................................................................................................................................................................... ...........
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
3. แนวทำงพัฒนำ
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
4. ปญั หำ/อปุ สรรค /แนวทำงแกไ้ ข
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
5. ข้อเสนอแนะ
........................................................................................................................................... ......................................
.................................................................................................................................................................................
(ลงชือ่ ) ครผู สู้ อน
(นางพรพิรณุ แจง้ ใจ)
ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ครชู านาญการพเิ ศษ
36
ใบควำมรู้ รำยวชิ ำ I32202 กำรสอ่ื สำรและกำรนำเสนอ
กำรนำเสนอผลงำน
ควำมหมำยของกำรนำเสนอผลงำน
“การนา” หมายความวา่ พาไป,ไปข้างหนา้ ,พาไปขา้ งหนา้
“เสนอ” หมายความวา่ การยื่นเร่อื งราว, ความเห็น, ญัตติ เป็นต้น เพอื่ ใหท้ ราบ
ใหพ้ ิจารณา หรือสั่งการ
ดงั นนั้ “กำรนำเสนอ”(Presentation) หมายความถึง วิธีการนาเสนองาน หรือผลงานหรือข้อมูล
เพื่อใหผ้ ่านการพจิ ารณาแกผ่ รู้ ับฟัง ผ้รู ับขา่ วสารข้อมูล เพอื่ ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ ที่ผนู้ าเสนอกาหนดไว้
การนาเสนอผลงาน เป็นรูปแบบของการแสดงข้อมูล แนวความคิด กระบวนการกรรมวิธี ที่ผู้คิด
สร้างสรรค์ผลงานต้องการจะถ่ายทอดให้กับผู้รับข่าวสารข้อมูล ผู้ตรวจสอบ หรือผู้เช่ียวชาญ ได้รับทราบและ
เข้าใจผลงานน้ันๆ โดยการนาเสนอด้วยปากเปล่า หรือการเลือกใช้เครื่องมือโสตทัศนูปกรณ์ประเภทต่างๆ ที่มี
ความเหมาะสมกับกลมุ่ ผู้รับขา่ วสาร เพอ่ื ทาใหเ้ กิดความสนใจ และเข้าใจได้โดยง่าย
รปู แบบกำรนำเสนอ
การนาเสนอผลงาน เป็นกระบวนการถา่ ยทอดความรู้ ความคดิ กระบวนการกรรมวิธี การคิด
การประดิษฐ์ การสร้างสรรค์ จากผู้ประดิษฐ์ไปยังผู้รับข่าวสารข้อมูล การนาเสนอมีหลายแบบพอสรุปได้
ดงั นคี้ ือ
1. กำรนำเสนอด้วยตนเอง ได้แก่ การนาเสนอด้วยการพูด การสาธิต การทดลอง การแสดงออกด้วย
กิริยาท่าทาง สีหน้า น้าเสียง รวมทั้งการเชิญผู้รับฟังเข้าร่วมปฏิบัติการทดลองด้วยตนเอง ซ่ึงเป็นวิวัฒนาการ
ของการนาเสนอที่สามารถสรา้ งความเขา้ ใจได้เร็ว และลกึ ซงึ้ กวา่ การถ่ายทอดดว้ ยคาพดู อย่างเดยี ว
2. กำรนำเสนอโดยผู้เชี่ยวชำญเฉพำะเรื่อง สาหรับการนาเสนอสิ่งประดิษฐ์คิดค้นท่ีใช้ความเช่ียวชาญ
เฉพาะด้าน จึงควรให้ผู้เช่ียวชาญด้านน้ันๆ เป็นผู้ถ่ายทอดให้กับกลุ่มผู้รับฟัง โดยเฉพาะในกรณีท่ีผู้ฟังเป็นผู้มี
ความรู้ความสามารถในดา้ นต่างๆ เชน่ เดยี วกัน เพอ่ื ที่จะสามารถ นาเสนอและตอบข้อโตแ้ ยง้ ไดอ้ ยา่ งลึกซึ้งกว่า
3. กำรนำเสนอโดยใช้เทคโนโลยสี มัยใหม่เข้ำมำชว่ ย เปน็ การใช้เคร่ืองมือโสตทัศนูปกรณ์ อุปกรณ์ต่างๆ
เขา้ ช่วยในการนาเสนอ ไดแ้ ก่ การใชเ้ ครื่องวชิ วลไลเซอร์ วีดิทัศน์ และคอมพิวเตอร์ ฯลฯ เพ่ือเสริมสร้างความรู้
ความเข้าใจในเนอ้ื หาท่นี าเสนอมากข้นึ
4. กำรนำเสนอด้วยวิธีกำรผสม คือ การใช้เทคนิควิธีต่างๆ หลายวิธีมาผสมกัน ตามความเหมาะสมของ
กลมุ่ เปา้ หมาย วัตถปุ ระสงค์ เนือ้ หา และชว่ งเวลาในการนาเสนอ เช่น การนาเสนอให้เพ่ือนนักเรียนในห้อง ที่อาจใช้
วิธีการบรรยาย กับการนาเสนอให้กับกรรมการตัดสินการประกวดสิ่งประดิษฐ์คิดค้น ที่ควรบรรยายพร้อมกับการ
ฉายภาพสไลด์ หรือการนาเสนอ ดว้ ยโปรแกรมคอมพิวเตอรใ์ ห้เห็นชดั เจนกวา่
ข้ันตอนกำรเตรียมกำรเพื่อนำเสนอ
1. กำรหำข้อมูลของผู้รับฟัง เป็นข้ันตอนการเตรียมการนาเสนออันดับแรก หลังจากท่ีผู้นาเสนอทราบถึง
กลุ่มบุคคลที่จะเป็นผู้รับฟัง ควรศึกษาดูว่าผู้ฟังมีใครบ้าง เป็นผู้ท่ีมีความรู้ ความเช่ียวชาญในเรื่องท่ีจะนาเสนออยู่
แล้วหรือไม่ หากไม่มคี วามรู้ความเช่ียวชาญเฉพาะด้านก็จาเป็นท่ีจะต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อปูพ้ืนความรู้ให้กับผู้ฟัง
บางส่วนก่อนนาเข้าสู่ความคิดสร้างสรรค์ในสิ่งประดิษฐ์ แต่ถ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านน้ีอยู่แล้ว ก็ควรนาเสนอข้อมูล
ในเชงิ ลกึ แตค่ วรกระชบั สน้ั งา่ ย เพอ่ื ไมใ่ ห้การนาเสนอเป็นเรอ่ื งยืดเยอ้ื นา่ เบ่ือ เปน็ ต้น
37
2. กำรเตรียมข้อมูล สถำนท่ี อปุ กรณ์ หลงั จากทีค่ น้ คว้าหาข้อมูลทจ่ี ะนามาใช้ในงานนาเสนอแล้ว ผู้นาเสนอ
จาเป็นต้องคัดเลือกข้อมูลที่เหมาะสมและเพียงพอ ต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูล การเรียนเรียงข้อมูลใหม่ โดยคานึงถึง
ความเข้าใจของผู้รับฟังการนาเสนอเป็นหลัก นอกจากนี้ควรหาข้อมูลนอกสถานที่ อุปกรณ์ และโสตทัศนูปกรณ์ที่
จาเปน็ และเหมาะสมกบั การใช้นาเสนอ เชน่ สถานท่ีนั้นเป็นสถานท่ีใด มีขนาดเท่าไร มีระบบเสียงระบบแสงอย่างไร
หรือไม่ ควรใช้เสยี งที่มคี วามดงั ขนาดใด มีส่งิ รบกวนการนาเสนอหรือไม่ ฯลฯ สิ่งเหล่าน้ีย่อมมีผลต่อความสาเร็จและ
ความลม้ เหลวในการนาเสนอ สว่ นส่ือหรอื โสตทศั นปู กรณ์ ต้องจัดเตรยี มให้เหมาะสมกับเน้ือหาและสภาพแวดล้อมท่ี
จะนาเสนอ
3. กำรลำดับเนื้อหำก่อน – หลัง เป็นเทคนิคท่ีใช้ในการนาเสนอประเภทหนึ่ง เนื่องจากการลาดับเน้ือหา
ก่อนหลังหรือการเรียงลาดับเหตุการณ์ที่ดี จะช่วยให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจ อดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้ง่ายขึ้น
โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงเมอื่ มกี ารอ้างองิ ถึงประวตั ิ หรือเรือ่ งราวในอดตี จะทาให้ผู้รบั ฟังการนาเสนอสามารถมองเห็นภาพ
ไดอ้ ย่างเป็นลาดบั ข้นั ตอน
4. กำรร่ำงข้อควำมสำหรับกำรแนะนำตัวและเปิดกำรนำเสนอ เป็นข้ันตอนแรกในการนาเสนอ ผู้นาเสนอ
จาเปน็ ต้องรา่ งขอ้ ความสาหรบั การแนะนาตัวและเปดิ การนาเสนอไว้ เพราะการเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าจะทาให้ผู้นา
เสนอสามารถปรับเปลี่ยนบทพูดให้มีความเหมาะสมถูกต้อง และมีความพร้อม หากผู้นาเสนอไม่มีการเตรียมพร้อม
เอาไว้กอ่ น เม่ือถึงเวลาในการนาเสนอ อาจทาใหผ้ ู้นาเสนอลาดับเน้ือหาของการเปิดการนาเสนอผิดพลาด ทาให้การ
นาเสนอลม้ เหลวตง้ั แต่เร่มิ ต้น
5. กำรร่ำงข้อมูลย่อท่ีใช้ในกำรนำเสนอ การร่างข้อมูลที่จะนาเสนอมีประโยชน์ต่อผู้นาเสนอในการลาดับ
ข้อมูลที่จะนาเสนอ ด้วยการร่างข้อมูลโดยย่อ ไม่ควรจดบันทึกข้อมูลท้ังหมด เพราะจะทาให้มีจานวนข้อมูลมากเกิน
ความจาเป็น ผู้นาเสนอควรจดบันทึกเฉพาะข้อมูลที่มีความสาคัญหรือจาไม่ได้เท่าน้ัน ส่วนข้อมูลท่ีไม่สาคัญหรือ
ข้อมลู ที่ผ้นู าเสนอมคี วามเข้าใจอยู่แล้ว ก็ควรใช้ความสามารถ ความชานาญของผู้นาเสนอเองในการจาหรือทาความ
เข้าใจ
6. กำรรำ่ งขอ้ ควำมกลำ่ วสรปุ ประเดน็ เปน็ การกล่าวก่อนส้ินสุดการนาเสนอ ซึ่งมีความสาคัญเช่นเดียวกับ
การเปิดการนาเสนอ ผู้นาเสนอจาเป็นต้องร่างข้อความสรุปไว้ เพื่อเตรียมกล่าวสรุป หากผู้กล่าวสรุปไม่สามารถ
สรปุ เน้ือหาทนี่ าเสนอไดอ้ ย่างถูกต้อง จะทาให้ผรู้ บั ฟงั การนาเสนอเกิดความสับสน การกล่าวสรุปประเด็นที่ดีจึงมี
ส่วนช่วยให้ผู้รับฟังการนาเสนอ เกิดความเข้าใจในเนื้อหาท่ีนาเสนอมากยิ่งขึ้น ผู้นาเสนอจึงจาเป็นต้องมีการร่าง
ข้อความกล่าวสรุปประเด็นไว้ล่วงหน้า เพ่ือท่ีจะได้สรุป เรียบเรียง และคัดเลือกข้อความสรุปที่มีเนื้อหาท่ีถูกต้อง
และ เหมาะสมท่สี ุด
7. กำรจัดสรรเวลำ ในการนาเสนอมักจะมีกาหนดเวลาในการนาเสนอท่ีแน่นอนไว้ ปัจจัยด้านเวลาจึงเป็น
ส่ิงสาคัญที่ผู้นาเสนอต้องนามาพิจารณาในการกาหนดเนื้อหาท่ีจะนาเสนอด้วย เพ่ือให้การนาเสนอต้ังแต่เร่ิมต้น
จนถงึ สน้ิ สดุ อยูใ่ นช่วงระยะเวลาทีไ่ ด้กาหนดไว้ ผู้นาเสนอสามารถจัดสรรเวลาให้มีความเหมาะสมได้ 2 วิธี คือ ใช้
วิธกี ารคาดคะเน ว่าเนือ้ หาทีจ่ ะนาเสนอมีมากน้อยเพียงใด ต้องใช้เวลาเท่าใด หรือใช้วิธีการซ้อมการนาเสนอ ซึ่ง
จะให้ประโยชน์อย่างมากในการพัฒนาความสามารถในการนาเสนอของตน และทาให้สามารถใช้เวลาในการ
นาเสนอไดอ้ ยา่ งแมน่ ยากว่า และยงั ช่วยใหผ้ นู้ าเสนอไม่รสู้ ึกตนื่ เต้น ไม่มอี าการพูดผิดๆ ถูกๆ อีกด้วย
8. กำรเลือกสื่อในกำรนำเสนอให้เหมำะสม ซึ่งจะช่วยให้ผู้รับฟังการนาเสนอมีความเข้าใจในเน้ือหาที่
นาเสนอมากย่งิ ข้ึน การเลือกใช้ส่ือท่ีไม่เหมาะสม หรือใช้มากเกินความจาเป็น ก็จะทาให้เกิดความสับสน น่าเบ่ือ
หน่าย และทาให้การนาเสนอในคร้งั นนั้ ลม้ เหลวได้ ปัจจัยท่ตี อ้ งนามาประกอบการเลือกใช้สื่อ คือ เน้ือหา สถานที่
ระยะเวลาท่ีใช้ในการนาเสนอ งบประมาณ ประเภทของผู้รับฟังการนาเสนอ และความสามารถในการใช้ส่ือของผู้
นาเสนอ
38
กำรใชโ้ สตทัศนูปกรณ์ในกำรนำเสนอ
การนาเสนอท่ีมีประสิทธิภาพจาเป็นต้องใช้อุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์เข้าช่วย เพื่อช่วยให้การอธิบาย
กระจ่างชัดยิ่งข้ึน และช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายขึ้นด้วย โสตทัศนูปกรณ์มีประโยชน์ในการช่วยสนับสนุนการ
นาเสนอใหม้ ีประสทิ ธิภาพและประสบความสาเรจ็ ดังนี้
1. ช่วยดึงดูดควำมสนใจ การนาเสนอโดยใช้แต่เสียงพูดของผู้นาเสนอ แม้ว่าใช้เทคนิคใน การพูด การ
เคลื่อนไหวร่างกาย การแสดงท่าทางต่างๆ เข้ามาใช้เพ่ือดึงดูดความสนใจของผู้ฟัง ก็ยังทาให้ผู้ฟังรู้สึกเบ่ือหน่าย
ได้ การเลือกโสตทัศนูปกรณ์ที่มีความเหมาะสม ประกอบกับการจัดเนื้อหาและภาพประกอบลงในสื่อให้น่าสนใจ
สามารถช่วยดึงดูดความสนใจของผฟู้ งั ได้
2. ช่วยให้เข้ำใจเร่ืองที่นำเสนอได้ง่ำยข้ึน การนาเสนอท่ีดีต้องอธิบายให้ผู้ฟังได้เห็นภาพ ขั้นตอน
กระบวนการในการประดิษฐ์ ซึ่งอาจอธิบายด้วยการพูดให้ผู้ฟังเข้าใจได้ยาก การใช้โสตทัศนูปกรณ์มาช่วยในการ
นาเสนอสามารถช่วยใหผ้ ู้ฟังมองเหน็ ภาพชดั เจน และเขา้ ใจในเรอื่ งที่นาเสนองา่ ยมากขึ้น
3. ช่วยรกั ษำระดับควำมสนใจและสร้ำงควำมพึงพอใจให้ผู้ฟัง การใช้เวลาในการนาเสนอนานๆ อาจจะ
ทาใหผ้ ้เู สนอรู้สึกเม่ือยล้าและเบ่ือหน่ายได้ การใช้โสตทัศนูปกรณ์จะช่วยรักษาระดับความสนใจของผู้ฟัง และยัง
สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ฟังได้ด้วย เพราะทาให้ผู้ฟังรู้สึกเพลิดเพลิน น่าติดตาม สนใจการนาเสนออยู่
ตลอด
ประเภทของโสตทัศนปู กรณ์ท่ีใช้ในกำรนำเสนอ
โสตทัศนูปกรณ์ทีใ่ ชใ้ นการนาเสนอมใี หเ้ ลือกหลายประเภท ดังนี้
1. เครือ่ งฉำยภำพโปรเจคเตอร์ (Projector) เป็นโสตทศั นูปกรณ์ที่ทนั สมัยมากที่สุดอีกอย่าง
หนงึ่ สาหรับการนาเสนอ มีความสามารถในการถ่ายทอดส่ือเคลือ่ นไหวตา่ งๆ ออกทางจอภาพ สามารถเชือ่ มตอ่
กับอปุ กรณ์อน่ื ๆ เพ่ือใช้งานได้ เช่น คอมพิวเตอร์ เคร่ืองเล่นดีวดี ี เป็นต้น
2. จอภำพ (Monitor) ใชฉ้ ายภาพจากโปรเจคเตอร์ มีขาต้ังทเ่ี ป็นเหล็กหรอื ไวนิล จอทาจากไฟ
เบอร์กลาสท่ีไม่ฉีกขาด สามารถติดไดบ้ นผนงั หรือเพดานได้ ทนทานตอ่ เปลวไฟและความช้นื มีลูกกล้ิงสาหรับ
ม้วนจอ ซง่ึ สามารถแนบแผนจอตดิ สนิทกับลูกกลิ้ง (Roller Adhesive) ขอบดา้ นลา่ งเป็นเหลก็ มีกรอบสาหรับ
ยดึ จอ สามารถมว้ นเกบ็ ได้ นาเคล่ือนที่ไปใชไ้ ดส้ ะดวก
3. แบบจำลอง (Models) หรอื ชดุ ตน้ แบบ เป็นสื่อ 3 มติ ิ ท่ีย่อหรอื ทาเทา่ ขนาดจรงิ แต่มักเป็น
ชดุ ตน้ แบบทย่ี งั ไมม่ ีความสมบูรณ์ ยงั ตอ้ งมกี ารปรับปรุง พฒั นาท้งั รปู แบบและเทคนิคกระบวนการอีก การใช้
แบบจาลองหรือชุดตน้ แบบประกอบการนาเสนอจะทาให้การนาเสนอสมบูรณ์แบบและเขา้ ใจง่ายยิ่งขน้ึ
4. กระดำษชำร์ท (Flip Charts) หรอื แผ่นพลิก คือแผ่นกระดาษที่ใช้เขยี นข้อความลงไป
แผน่ กระดาษจะยืดตดิ อยู่บนขาตง้ั และสามารถพลิกแผน่ กระดาษไปยงั ข้อมลู ทอ่ี ยแู่ ผน่ ต่อไปได้ ขาตงั้ ของ
กระดาษชารท์ สามารถเคล่อื นยา้ ยได้สะดวก มนี ้าหนกั เบา สามารถหาซ้ือไดเ้ หมาะสมกับการใชง้ านได้ ซึ่งมที ั้ง
ขาตงั้ แบบสามารถวางตง้ั ได้โดยอสิ ระ และแบบท่ีสามารถวางบนโต๊ะก็ได้ นิยมใช้ในการเขียนข้อความ แผนภมู ิ
รปู ภาพ และอื่นๆ เพราะมีความสะดวกในการใช้งาน สามารถฉีกออกและต้งั แสดงพรอ้ มๆกนั ได้อย่างต่อเน่ือง
แตจ่ ะไม่นิยมใชใ้ นการนาเสนอท่เี ป็นทางการ เหมาะกบั การนาเสนอ ซง่ึ มีผู้ฟังเปน็ กลุม่ เลก็ ๆ ประมาณ 20-30
คน
39
5. กระดำน (Boards) มที ้งั กระดานดาและกระดานขาว แตป่ ัจจบุ นั นยิ มใช้กระดานขาวหรือ
ไวทบ์ อรด์ (Whiteboard) มากกวา่ มที ั้งไวท์บอร์ดแบบที่ใช้แม่เหลก็ ดดู ติดได้ ซ่ึงมีนา้ หนักเบา และแบบท่ี
เคลือบดว้ ยกระเบื้องและสีอนี าเมล แผน่ ไวทบ์ อร์ดมีผวิ ที่สามารถลบหมกึ ออกได้เมื่อแหง้ มแี ผน่ โลหะทีแ่ ข็งแรง
หนนุ อยขู่ ้างหลัง และมีรูเจาะเอาไวใ้ ชส้ าหรับแขวนข้างบนฝาหรอื เป็นแผน่ ไวท์บอร์ดที่มีขาตัง้ รวมทงั้ แบบท่ีใช้
หมนุ ยึดกระดาษตดิ ได้
6. คอมพิวเตอร์ (Computer) เปน็ เคร่ืองใชส้ านกั งานที่มีความสามารถในการทางานหลายอย่าง
รวมถงึ ความสามารถในการสร้างสอ่ื เพื่อใช้ในการนาเสนอดว้ ย โปรแกรมทน่ี ิยมใช้ในการนาเสนอมากทสี่ ดุ คือ
Microsoft Power Point ซงึ่ เป็นโปรแกรมที่ใช้สาหรับงานนาเสนอโดยเฉพาะ นอกจากนยี้ งั สามารถนา
คอมพิวเตอร์มาใชใ้ นการนาเสนอเชื่อมต่อกับอุปกรณฉ์ ายภาพต่าง ๆ เชน่ จอโทรทศั น์ เครื่องฉายภาพ
โปรเจคเตอร์ เป็นต้น คอมพิวเตอร์สามารถนามาใช้ในการนาเสนอได้ท้ังภาพนงิ่ ภาพเคลื่อนไหว การ์ตูน 3 มิติ
ฯลฯ
7. วดี ีทัศน์/ภำพยนตร์ (Video/Movies) เปน็ อปุ กรณโ์ สตทศั นูปกรณ์ทใี่ ชแ้ สดงเรื่องราว
ภาพเคล่อื นไหวทแี่ สดงรายละเอยี ดต่าง ๆ เก่ียวกบั เรื่องทีน่ าเสนอไดเ้ ป็นอยา่ งดี พร้อมทัง้ มีเสียงประกอบ เพมิ่
ความเข้าใจให้กับผชู้ มด้วย การผลิตวดี ีทศั นห์ รือภาพยนตรผ์ ู้นาเสนอสามารถทาไดเ้ อง ซึ่งปจั จุบนั มอี ปุ กรณใ์ น
การถ่ายทาภาพยนตรท์ ี่สะดวกและไมย่ งุ่ ยาก ตดั ต่อในคอมพิวเตอรโ์ ดยใชโ้ ปรแกรมสาหรับตัดต่อเองได้
8. เอกสำรประกอบ (Handouts) เปน็ เอกสารที่มีการอธิบายถึงเนือ้ หาของเร่ืองท่นี าเสนอหรอื อาจ
เป็นเรือ่ งทีเ่ พิ่มเติมจากเน้ือหาที่นาเสนอ เพื่อให้ผู้ฟงั เข้าใจเร่ืองท่นี าเสนอมากขน้ึ เอกสารที่ใชป้ ระกอบการ
นาเสนอสามารถแจกให้กบั ผู้ฟงั ได้ทง้ั ก่อนการนาเสนอ ระหวา่ งการนาเสนอ และหลังจากทีน่ าเสนอกไ็ ด้ แต่โดย
ปกติมกั จะแจกหลงั จากทนี่ าเสนอเสร็จแล้ว เพื่อไมใ่ ห้เป็นการเบ่ียงเบนความสนใจของผู้ฟังนาเสนอ
นอกจากโสตทศั นูปกรณ์ท่ีได้กลา่ วมาแล้ว ยังมีอปุ กรณโ์ สตทัศนปู กรณ์อกี หลายประเภทหลายชนดิ ที่
สามารถนามาใช้ช่วยในการนาเสนอได้ ซึ่งในการเลือกโสตทศั นูปกรณม์ าใช้ในการนาเสนอนนั้ ผ้นู าเสนอควรจะ
คานึงถงึ ความเหมาะสม โดยการนาเอาปจั จยั อื่น ๆ มารว่ มพิจารณาและจัดทาข้อมลู ตกแตง่ ใชเ้ ทคนคิ ต่าง ๆ
เพอ่ื ใหผ้ ู้ฟงั ทาความเข้าใจไดง้ ่ายและมีความนา่ สนใจให้มากท่ีสุด
กำรจดั นิทรรศกำรแสดงผลงำนกำรศึกษำคน้ ควำ้ ด้วยตนเองในรูปแบบโปสเตอร์
การนาเสนอผลงานแบบโปสเตอร์ (Poster Presentation) เป็นการนาเสนอผลการศึกษาค้นคว้าด้วย
ตนเองในรูปแบบป้ายสารสนเทศ ขนาด 90 x 110 เซนติเมตร2 บ่งบอกที่มาและความสาคัญของการศึกษา
ค้นคว้า วิธกี ารดาเนินการ ผลและสรุปผลการดาเนินการ ตลอดจนประโยชน์หรือผลกระทบที่เกิดจากการศึกษา
ดังกล่าวอย่างชัดเจน เข้าใจง่าย เพ่ือเผยแพร่องค์ความรู้ให้กับบุคคลอ่ืน ๆ ทั้งในระดับโรงเรียน ชุมชน จังหวัด
ภูมภิ าค ประเทศ หรือโลก
40
ใบงำน รำยวชิ ำ I32202 กำรสื่อสำรและกำรนำเสนอ
กำรนำเสนอผลงำน
ชือ่ กลุ่ม........................................................................
คำชแ้ี จง ใหน้ ักเรียนแตล่ ะกลุ่มช่วยกนั ระดมความคดิ แลว้ ตอบคาถามต่อไปน้ี
1. การนาเสนอผลงานมวี ิธกี ารอยา่ งไร
............................................................................................................................. ....................................................
.................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
.................................................................................................................................................................................
2. การนาเสนอแบบปากเปล่าประเภทเดี่ยวและแบบกลุ่มเหมือน หรอื แตกต่างกันอย่างไร
............................................................................................................................................................................ .....
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
........................................................................................................................................................ .........................
.......................................................................................................... .......................................................................
3. การวเิ คราะห์ผู้ฟงั / ผอู้ ่านมวี ิธกี ารอย่างไร
......................................................................................................................... ........................................................
............................................................................................................................. ....................................................
.................................................................................................................................................... .............................
..................................................................................................... ............................................................................
4. ส่งิ ที่ช่วยให้การนาเสนอแบบปากเปลา่ ประสบผลดี คืออะไร
.................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
.................................................................................................................................................................................
5. การนาเสนอผลงานมขี ้ันตอนอย่างไรบ้าง
.................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
..................................................................................................................................................................... ............
....................................................................................................................... ..........................................................
6. ใช้สอื่ ประกอบการนาเสนออย่างไรบา้ ง
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................. ....................................................
............................................................................................................................................................................ .....
............................................................................................................................. ....................................................
41
แผนกำรจัดกำรเรียนรทู้ ่ี 4
กลมุ่ สาระการเรียนรคู้ ณิตศาสตร์ โรงเรยี นโคกโพธิไ์ ชยศกึ ษา
รายวชิ า I32202 การสอ่ื สารและการนาเสนอ ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 5
หนว่ ยการเรยี นรู้ เรอื่ ง เผยแพร่ผลงาน เวลา 5 ช่วั โมง
1. สำระสำคัญ
การเผยแพร่ผลงานการเขยี นรายงานการคน้ คว้าด้วยการจดั นิทรรศการ / เผยแพรด่ ้วยวิธีการที่
หลากหลาย
2. ผลกำรเรียนรู้
เผยแพรผ่ ลงานสู่สาธารณะ โดยใช้การสนทนา/วิพากษผ์ ่านส่อื อิเล็กทรอนิกส์ เช่น e-conference,
social media online ได้
3. จุดประสงคก์ ำรเรียนรู้
ด้านความรู้ (K)
เผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะ โดยใช้การสนทนา/วพิ ากษผ์ า่ นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เชน่ e-conference,
social media online ได้
ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
ใช้กระบวนการทางานร่วมกันจดั นิทรรศการเผยแพรผ่ ลงาน
ด้านคุณลกั ษณะ (A)
1. มีวินยั
2. ซ่อื สตั ยส์ จุ ริต
3. มงุ่ มัน่ ในการทางาน
4. สำระกำรเรียนรู้
1) หลกั การวางแผนการจดั การ
2) หลักการประชาสัมพนั ธ์
3) วิธีการจัดนทิ รรศการ
4) วธิ เี ผยแพรผ่ ลงานทางสือ่ อิเล็กทรอนิกส์
5. กระบวนกำรจดั กำรเรยี นรู้
ขั้นที่ 1 นาเขา้ สูบ่ ทเรยี น
1) แจ้งจดุ ประสงค์การเรียนรู้
2) ทบทวนความร้เู ดิม
ขั้นที่ 2 การกิจกรรมการเรยี นรู้
1) ครูสนทนากบั นกั เรยี นเกย่ี วกบั การนาเสนอผลงานในรปู แบบตา่ ง ๆ และแจกใบความรู้
2) นักเรียนศึกษาวิธีการนาเสนอและรปู แบบการนาเสนอจากใบความรู้
3) ครแู ละนักเรียนช่วยกันสรุปวิธีการนาเสนอและใชส้ ื่อในการนาเสนอ
4) นักเรียนแต่ละกลุ่มศกึ ษารูปแบบ ขัน้ ตอนการนาเสนอดว้ ยวาจา มีวพิ ากษ์แสดงความคิดเหน็ และ
ชว่ ยกนั อภิปรายสรปุ
42
5) นักเรียนแตล่ ะกลุ่มนาเสนอผลงานด้วย Power Point ครูและนักเรยี นที่เหลอื ทัง้ หมดชว่ ยกัน
วิพากษ์ แสดงความคิดเห็น และร่วมกนั อภปิ ราย
6) ครูและนักเรียนร่วมกันสรปุ การนาเสนอและประเมนิ ผล
ขัน้ ที่ 3 สรุปความคดิ รวบยอด
นกั เรียนช่วยกันสรุปบทเรียน เร่ือง นาเสนอผลงานจากการศึกษาคน้ คว้า
6. สอื่ และอุปกรณก์ ำรเรียนรู้/แหลง่ เรียนรู้
ภาพตัวอย่างการจดั นิทรรศการ
จุดประสงค์การเรยี นรู้ วธิ กี ารวัด เครอ่ื งมอื ที่ใชว้ ดั เกณฑ์การประเมิน
ดา้ นความรู้ (K) - เกณฑก์ ารประเมนิ ถกู ต้องไม่นอ้ ยกวา่ รอ้ ยละ
- เผยแพรผ่ ลงานสสู่ าธารณะ - การเผยแพร่ 70 ข้ึนไป
โดยใชก้ ารสนทนา/วิพากษผ์ า่ นสอ่ื ผลงาน - แบบสังเกตพฤตกิ รรม
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ เช่น e-conference, - ตรวจรอ่ งรอย - แบบสังเกตพฤตกิ รรม ตง้ั แตร่ ะดับดี ขนึ้ ไป
social media online การเรยี นรู้ เชน่ ต้ังแต่ระดบั ดี ขึน้ ไป
แผนการ
ดา้ นทักษะกระบวนการ (P) เผยแพร่ผลงาน
- กระบวนการกลุ่ม
ดา้ นคุณลกั ษณะฯ (A) - การสงั เกต
1) มวี ินัย
2) ใฝเ่ รียนรู้ - การสังเกต
3) ม่งุ มัน่ ในการทางาน
เกณฑ์กำรประเมนิ ภำระงำน / ช้นิ งำน
- การวางแผนการทางาน
- การเผยแพรผ่ ลงานทางสื่ออเิ ล็กทรอนิกส์
43
ควำมเหน็ ของหัวหน้ำสถำนศกึ ษำ/ผทู้ ไ่ี ดร้ ับมอบหมำย
ไดท้ าการตรวจแผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ 4 รายวชิ า I32202 การส่ือสารและการนาเสนอ แล้วมีความ
คดิ เห็นดังนี้
1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ท่ี
มีองค์ประกอบครบ
องค์ประกอบยงั ไม่ครบ ควรเพ่มิ เติม...........................................................................
2. การจัดกิจกรรมได้นาเอากระบวนการเรียนรู้
เนน้ ผเู้ รยี นเป็นสาคญั มาใชใ้ นการสอนไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
ยงั ไมเ่ นน้ ผู้เรียนเป็นสาคัญ ควรปรบั ปรงุ พฒั นาตอ่ ไป
3. เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ท่ี
นาไปใช้ได้จริง
ควรปรบั ปรงุ กอ่ นนาไปใช้
4. ขอ้ เสนอแนะอนื่ ๆ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
(ลงชื่อ)
(................................................)
ผูอ้ านวยการโรงเรยี นโคกโพธไิ์ ชยศกึ ษา
44
บันทกึ ผลหลงั กำรสอน
1. สรปุ ผลกำรเรียนรู้
1.1 นักเรยี นจานวน................................คน
ผ่านจุดประสงค์การเรียนร.ู้ ...............คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ.................................
ไม่ผา่ นจุดประสงค.์ ...........................คน คิดเปน็ ร้อยละ.................................
1.2 ด้านความรู้ความเข้าใจ (K)
.................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................... ..
1.3 ด้านทกั ษะกระบวนการ (P)
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
1.4 ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (A)
............................................................................................................................. ....................................................
......................................................................................................................................................................... ........
2. ข้อค้นพบ (จุดเด่น/ขอ้ จำกัด)
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
3. แนวทำงพัฒนำ
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
4. ปัญหำ/อปุ สรรค /แนวทำงแกไ้ ข
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
5. ขอ้ เสนอแนะ
........................................................................................................................................... ......................................
.................................................................................................................................................................................
(ลงช่ือ) ครผู ูส้ อน
(นางพรพิรณุ แจง้ ใจ)
ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพิเศษ
45
ใบควำมรู้ รำยวชิ ำ I32202 กำรสื่อสำรและกำรนำเสนอ
เผยแพรเ่ พื่อสำธำรณะ
การเผยแพร่ผลงานเปน็ กระบวนการถ่ายทอดผลงานท่เี กดิ จากการดาเนินกจิ กรรมไปสูส่ าธารณชน
โดยผา่ นช่องทางของส่ือ
รูปแบบของส่ือ สอื่ มมี ากมายหลายประเภทแลว้ แตผ่ ู้ท่เี ขา้ ใจจะกาหนดขนึ้ มาเพ่ืองา่ ยต่อการจดจา ในทนี่ ้ขี อ
แบง่ ประเภทของสื่อเป็น 3 ประเภท ตามลักษณะดังนี้
1. ประเภทวัสดุ ไดแ้ ก่
- หนังสอื
- แผ่นพับ
- ซดี ี , ดีวดี ี
- ปา้ ยนิเทศ , ไวนลิ
- ฯลฯ
2. ประเภทอุปกรณ์ ได้แก่
- โทรทัศน์
- วทิ ยุ , เทป
- ทา Facebook
- ทา Web site
- ฯลฯ
3. ประเภทวธิ กี ำร ได้แก่
- จดั นทิ รรศการ
- การสาธติ
- บทบาทสมมติ
- ฯลฯ
สอ่ื เพ่อื สรุปโครงกำร (กจิ กรรม) จะมโี ครงสรา้ ง โดยยอ่ ดังนี้
1. ส่วนนำเร่ือง (Beginning) บอกชื่อเรอื่ ง รวมถงึ ต้องบอกความเปน็ มาของโครงการ
2. สว่ นเนอื้ หำ (Middle) ส่วนน้จี ะสรปุ ขั้นตอนของการดาเนนิ การของโครงการ
3. สว่ นท้ำยเรื่อง (End) สว่ นนเ้ี ป็นส่วนสรุปผล ประเด็นปญั หา อปุ สรรค ข้อจากัดในการ
ดาเนินงาน และข้อเสนอแนะทผี่ ูด้ าเนินการเห็นว่าควรนาเสนอ
สว่ นนำเรือ่ ง สว่ นเนือ้ หำ ส่วนทำ้ ยเรอ่ื ง
- ชื่อเรือ่ ง - ขั้นตอน/กระบวนการ - สรุปผล
- ความเป็นมาของโครงการ - ข้อจากดั
45 - ข้อเสนอแนะ
46
ตวั อย่ำงสอื่ กำรเผยแพร่
แผน่ พบั (Folders) หมายถงึ เอกสารที่เย็บเป็นเล่มบาง ๆ และมีลักษณะคล้ายคลึงกันนิยมเรียกว่า
โบร์ชัวร์ (Brochure)
แผน่ พบั สามารถพบั ไดต้ ้ังแต่ 4 – 8 หน้า (หน้า – หลัง) แต่นิยมใช้กระดาษ A4 พับเป็น 3 ตอน
6 หน้า มากที่สุด เน่ืองจากสะดวกและประหยัด เมื่อพับเสร็จแล้วแผ่นพับจะมีขนาดเล็กพกพาได้สะดวก
รวมทงั้ แบง่ เน้ือหาออกเป็นส่วน ๆ ไดโ้ ดยไมต่ ้องมีเลขหนา้ กากบั แผน่ พบั เปน็ สงิ่ พิมพ์ที่จัดเป็นการเผยแพร่ข้อมูล
ทีเ่ ขา้ ถึงกลมุ่ เปา้ หมายโดยตรงชนดิ หนงึ่
หลักการท่วั ไปในการออกแบบแผ่นพับมี 2 เร่ืองทสี่ าคญั คือ
1. ส่ิงทตี่ ้องกาหนดและวางแผนกอ่ นการออกแบบแผ่นพบั
2. องค์ประกอบและการจดั วางองคป์ ระกอบในการออกแบบแผน่ พับ
1. สิ่งทีต่ ้องกำหนดและวำงแผนกอ่ นกำรออกแบบแผ่นพับ
1. การกาหนดขนาดและรูปแบบของแผ่นพบั
2. การกาหนดลักษณะการสือ่
3. การกาหนดกระดาษ
4. การกาหนดลาดบั ของการอา่ นตามลกั ษณะของแผน่ พับ
กำรกำหนดขนำดและรปู แบบของแผน่ พับ
1. แผน่ พบั มีลักษณะคลา้ ยแผน่ ปลิวแตม่ ีขนาดใหญ่กว่า (เม่อื คลีอ่ อกมา) เน่ืองจาก
ออกแบบใหบ้ รรจรุ ายละเอยี ดได้มากกว่าใบปลิว มีได้ต้ังแต่ 2 – 5 ทบ หรือมากกวา่ นน้ั
2. วิธีการพบั มีหลายแบบ เชน่ พบั ทบกันไปมาเทา่ กนั ทกุ ดา้ น พับไม่เทา่ กนั ทุกดา้ น และ
ในปจั จบุ นั มกี ารออกแบบใหม้ ลี กู เล่นมากมายจะเป็น pop up ดึง ฯลฯ ท้ังนี้ข้ึนอยู่กับผู้ออกแบบและเจ้าของ
สินค้า วธิ ีการจัดแจกเป็นเชน่ เดียวกบั ใบปลวิ
3. การผลติ รปู แบบของแผน่ พับจะเปน็ กระดาษแผน่ เดียวพิมพ์ทงั้ สองหน้าแลว้ พับอยา่ งนอ้ ย
หนึง่ พบั
4. เนื่องจากแผ่นพับมีวิธีการพับหลายแบบและไม่มีเลขหน้ากากับเหมือนกับหนังสือท่ีจะบังคับให้
ผู้อ่านอ่านไปทีละหน้า ดังนั้นผู้ทาแผ่นพับจึงต้องออกแบบจัดเรียงลาดับการเสนอข้อความและรูปภาพในการ
โฆษณาให้เหมาะสมกบั ลักษณะของการพับนั้น ๆ เพราะถ้าออกแบบไม่ดีแล้วจะทาให้ผู้อ่านเกิดความสับสนใน
การอา่ นไดง้ ่าย
กำรกำหนดลำดบั ของกำรอำ่ นตำมลกั ษณะของแผ่นพับ
1. เมอื่ ผ้อู ่านไดร้ ับแผน่ พับนั้นจะเป็นลกั ษณะที่พบั อยู่ทาให้ผู้อ่านได้เห็นดา้ นหนา้ ก่อน
จากนัน้ จึงคลี่แผ่นพับออกจะค่อย ๆ เหน็ หน้าอน่ื ๆ
2. ดงั นนั้ จึงต้องกาหนดลาดบั ของเนอ้ื หาให้อยูใ่ นตาแหน่งหนา้ ท่สี อดคล้องกบั ลาดบั ของการคล่ี
แผ่นพบั เพื่อการอ่าน
3. โดยการกาหนดว่าเนือ้ หาสว่ นใดควรมาก่อนส่วนใดควรมาหลงั แล้วจดั วางไปตามสว่ นตา่ ง ๆ ให้
ถูกต้องตามลาดับของการคลี่ออกอ่าน
47
2. องค์ประกอบและกำรจดั วำงองค์ประกอบของแผน่ พับ
1. พำดหัว มักเปน็ ตัวอกั ษรท่ใี หญอ่ ยใู่ นตาแหน่งทีเ่ ดน่ อยดู่ ้านหน้าของแผน่ พับใช้
ข้อความส้ัน ๆ เข้าใจง่าย
2. ภำพประกอบ มักอยหู่ นา้ เดียวกับพาดหวั ตอ้ งเปน็ ภาพที่ดงึ ความสนใจของผู้อ่านอาจมี
ภาพเลก็ ๆ ประกอบ แต่ต้องสอดคล้องกบั เนื้อหา
3. ขอ้ ควำม ต้องมีขนาดไม่เลก็ กวา่ 12 พอยท์ แลว้ ใช้อักษรสีเข้มบนพน้ื สีออ่ น ควรใช้
แบบอักษรเพยี ง 1 – 2 แบบ และตอ้ งวางข้อมลู ใหเ้ ป็นลาดบั การอ่านทถ่ี ูกต้อง ควรเว้นพนื้ ทว่ี างไว้เพื่อไม่ใหม้ ี
ข้อความมากเกินไปเพราะจะทาใหไ้ มน่ ่าเบอ่ื