โดย
กองบรหิ ารการสาธารณสุข สำนักงานปลดั กระทรวงสาธารณสขุ
สำนกั บริหารยุทธศาสตรสขุ ภาพดีวถิ ีชวี ิตไทย สำนกั งานปลดั กระทรวงสาธารณสขุ
กองการแพทยทางเลอื ก กรมการแพทยแ ผนไทยและการแพทยท างเลือก
กองโรคไมตดิ ตอ กรมควบคุมโรค
มูลนธิ อิ ทุ ัย สดุ สุข
ประมวลผลประสทิ ธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏิบตั สิ มาธิและเคร่อื งมอื 3ส.3อ.1น.
ค�ำน�ำ
หนงั สอื ประมวลประสทิ ธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏบิ ตั สิ มาธแิ ละเครอ่ื งมอื
3ส.3อ.1น. ตอ่ การดแู ลสขุ ภาพองคร์ วม การปอ้ งกนั และควบคมุ โรคไมต่ ดิ ตอ่ เรอ้ื รงั
ฉบบั นี้ จดั ทำ� ขน้ึ เพอื่ คน้ หา รวบรวมผลงาน ศกึ ษาวจิ ยั ประสทิ ธผิ ลของการสวดมนต์
การปฏิบัติสมาธิและการสวดมนต์ควบคู่กับการปฏิบัติสมาธิ ต่อการดูแลสุขภาพ
องค์รวม การป้องกัน การบ�ำบัดรักษาและการฟื้นฟูสมรรถภาพของการเจ็บป่วย
โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งด�ำเนินการศึกษาวิจัยโดยสถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา
และนกั วชิ าการทงั้ ในประเทศและตา่ งประเทศ รวมทง้ั นำ� เสนอกระบวนการนอ้ มนำ�
การสวดมนต์ การเจริญสมาธิและการสนทนาธรรม ตามหลักธรรมค�ำสอนของ
พระพุทธศาสนามาปฏิบัติผสมผสานกับหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์
แผนไทยและการแพทยท์ างเลือก ในการสร้างเสริมสขุ ภาพป้องกนั ควบคมุ บำ� บัด
รักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเร้ือรัง ด้วยการรังสรรค์นวัตกรรม
เครื่องมือ 3ส. (สวดมนต์ สมาธิ สนทนาธรรม) 3อ. (อาหาร ออกก�ำลังกาย
อารมณ-์ วถิ พี ทุ ธ) 1น. (นาฬกิ าชวี ติ -วถิ พี ทุ ธ) มาสกู่ ารปฏบิ ตั ใิ นรปู แบบการวจิ ยั และ
พัฒนา (Research and Development) และการวจิ ัยเชิงประเมินผล (Evaluative
Research) ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา ซึ่งคณะผู้จัดท�ำหนังสือฉบับน้ีได้รวบรวม
ประสทิ ธิผลของการปฏิบตั ิ 3ส.3อ.1น. มาลงพมิ พเ์ ผยแพรด่ ้วย พร้อมกบั น�ำเสนอ
คณุ ลักษณะของ 3ส.3อ.1น. ในภาคผนวกท้ายเล่มอีกดว้ ย
สำ� หรบั ผลการวจิ ยั ทค่ี น้ ควา้ มาไดแ้ ละนำ� มาลงในหนงั สอื เลม่ น้ี ประกอบดว้ ย
3 กลมุ่ ไดแ้ ก่ (1) ผลงานวจิ ยั กลมุ่ สนบั สนนุ การสวดมนตแ์ ละเจรญิ สมาธเิ พอ่ื สขุ ภาพ
ในประเทศจ�ำนวน 28 เรื่อง (2) ผลงานวิจัยและพัฒนากลุ่มสนับสนุนการปฏิบัติ
3ส.3อ.1น. ในประเทศไทยจ�ำนวน 5 เรื่องและ (3) ผลงานวิจัยกลุ่มสนับสนุนการ
สวดมนต์และการปฏิบัติสมาธิเพ่ือสุขภาพในต่างประเทศ จ�ำนวน 23 เร่อื ง
คณะผจู้ ดั ทำ� หนงั สอื เลม่ น้ี ขอขอบพระคณุ คณะทปี่ รกึ ษาทกี่ รณุ าใหค้ ำ� ปรกึ ษา
แนะนำ� เปน็ อย่างดี ขอขอบคุณผอู้ า่ น พร้อมทัง้ ยนิ ดีรับข้อคิดเหน็ และขอ้ เสนอแนะ
เพื่อน�ำมาปรับปรุงแก้ไขให้มีความถูกต้องสมบูรณ์ เกิดประโยชน์มากย่ิงข้ึน ทั้งใน
การจรรโลงพระธรรมค�ำสอนของพระพุทธศาสนา และศาสนาอ่ืนๆ ที่ท่านเคารพ
นับถือ อีกทั้งการน�ำไปประยุกต์ใช้สร้างเสริมพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของ
ประชาชน โดยถว้ นหน้ากันในทส่ี ดุ
คณะผู้จดั ท�ำ
สงิ หาคม 2563
ก
ประมวลผลประสิทธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏบิ ัติสมาธิและเครอ่ื งมือ 3ส.3อ.1น.
สารบัญ
หนา้
คำ� น�ำ ก
สารบญั ข
บทท่ี 1 บทสรปุ 1
บทท่ี 2 การการสวดมนตแ์ ละการปฏิบตั ิสมาธิเพอ่ื สุขภาพองคร์ วม 6
1. ความเปน็ มาของการน้อมนำ� การสวดมนตแ์ ละการปฏบิ ัตสิ มาธิ 6
มาบรู ณาการดแู ลสุขภาพองค์รวม
2. เหตผุ ลและความจ�ำเปน็ ในการนอ้ มน�ำหลักธรรมมาปฏบิ ตั ิ 9
ผสมผสานกับหลักการแพทย์และการสาธารณสุข
บทท่ี 3 ผลการศกึ ษาวจิ ัยประสิทธิผลและประสทิ ธิภาพของการสวดมนต ์ 14
และการเจริญสมาธติ อ่ สุขภาพองค์รวม
1. ผลการศกึ ษาวิจยั การสวดมนต์ในตา่ งประเทศ 14
2. ผลการศึกษาวิจัยการสวดมนต์ในประเทศไทย 18
บทที่ 4 ผลการศกึ ษาวจิ ยั ประสทิ ธผิ ลของการปฏบิ ตั สิ มาธติ อ่ สขุ ภาพองคร์ วม 21
1. ผลการศกึ ษาวจิ ัยการปฏิบตั สิ มาธิในตา่ งประเทศ 21
2. ผลการศกึ ษาวจิ ัยการปฏิบตั ิสมาธิในประเทศไทย 25
บทที่ 5 ผลการศกึ ษาวจิ ยั เชงิ ประเมินผลการสวดมนต์ 32
และการปฏบิ ัตสิ มาธิโดยเคร่อื งมอื 3ส.3อ.1น. ในประเทศไทย
บทท่ี 6 ผนวก : คุณลักษณะของเครอื่ งมอื 3ส.3อ.1น. เพ่อื สขุ ภาพวิถพี ทุ ธ 37
ส : สวดมนต ์ 37
ส : สมาธิ 40
ส : สนทนาธรรม 42
อ : อาหารวถิ พี ทุ ธ 43
อ : ออกก�ำลงั กายวถิ ีพทุ ธ 44
อ : อารมณว์ ถิ พี ุทธ 46
น : นาฬกิ าชวี ิตวิถพี ุทธ 48
บรรณานุกรม 56
คณะผ้จู ดั ท�ำ 61
ข
ประมวลผลประสทิ ธิผลของการสวดมนต์ การปฏบิ ัตสิ มาธแิ ละเครอื่ งมอื 3ส.3อ.1น.
บท1ที่
บทสรปุ
หนังสือประมวลประสิทธิผลของการสวดมนต์ การปฏิบัติสมาธิและเครื่องมือ 3ส.3อ.1น.
ต่อการดูแลสุขภาพองค์รวม การป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรังฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์
เพอ่ื เรยี นรผู้ ลงานศกึ ษาวจิ ยั ประสทิ ธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏบิ ตั สิ มาธแิ ละเครอื่ งมอื 3ส.3อ.1น.
(3ส. สวดมนต์ สมาธิ สนทนาธรรม 3อ. อาหาร ออกก�ำลงั กาย อารมณ-์ วถิ ีพุทธ 1น. นาฬกิ าชวี ิต-
วิถีพุทธ) ต่อการดูแลสุขภาพองค์รวม การป้องกัน การบ�ำบัดรักษาและการฟื้นฟูสมรรถภาพของ
การเจ็บป่วยโรคไม่ติดต่อเร้ือรัง ซ่ึงด�ำเนินการศึกษาวิจัยโดยสถาบันวิจัย สถาบันการศึกษาและ
นกั วชิ าการทงั้ ในประเทศและตา่ งประเทศ มเี นอ้ื หาสาระประกอบดว้ ย 1) ความเปน็ มาของการนอ้ มนำ�
การสวดมนต์และการปฏิบัติสมาธิ มาบูรณาการดูแลสุขภาพองค์รวม 2) เหตุผลและความจ�ำเป็น
ในการนอ้ มนำ� หลกั ธรรมมาปฏบิ ตั คิ วบคกู่ บั หลกั การแพทยแ์ ละการสาธารณสขุ 3) ผลการศกึ ษาวจิ ยั
ประสทิ ธผิ ลของการสวดมนตต์ อ่ สขุ ภาพ 4) ผลการศกึ ษาวจิ ยั ประสทิ ธผิ ลของการปฏบิ ตั สิ มาธติ อ่ สขุ ภาพ
5) การสวดมนต์และการปฏบิ ตั สิ มาธใิ นชุดเครือ่ งมือ 3ส.3อ.1น. ในประเทศไทย 6) คุณลกั ษณะของ
เครื่องมอื 3ส.3อ.1น. โดยมีสาระสำ� คัญดังน้ี
1. ความเปน็ มาของการนอ้ มนำ� การสวดมนตแ์ ละการปฏบิ ตั สิ มาธิ มาบรู ณาการดแู ลสขุ ภาพ
องค์รวม
จากอิทธิพลของโลกาภิวัตน์และวิวัฒนาการของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุกด้าน
รวมทงั้ ดา้ นการแพทย์ การสาธารณสขุ และการสอื่ สารและสารสนเทศ มผี ลใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลง
พฤติกรรม การด�ำเนินวิถีชวี ติ ของประชาชนท่ัวโลกรวมทั้งประเทศไทยดว้ ย โดยเฉพาะอย่างย่งิ การ
รับประทานอาหารสะดวกซื้อ รสหวาน มันเค็ม การเคลื่อนไหวและการออกก�ำลังกายไม่เพียงพอ
และมีภาวะความเครียด ความโกรธ หรือความซึมเศร้า เป็นต้น มีผลท�ำให้เกิดการเจ็บป่วยด้วย
โรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด
โรคหลอดเลอื ดสมอง โรคมะเรง็ ซง่ึ มอี ตั ราความชกุ ความรนุ แรง ความพกิ ารและการตายเพม่ิ มากขน้ึ
เปน็ ล�ำดับๆ มา ในชว่ งเวลากวา่ 20 ปี ท่ีผา่ นมา ในขณะที่โรคติดตอ่ เดิมก็ยงั มอี ย่แู ละโรคอุบตั ใิ หมก่ ็
ยังลกุ ลามมาเป็นระลอกๆ เช่น โรคไขห้ วดั ใหญ่ 2009 โรค COVID-2019 ท�ำให้มผี ปู้ ว่ ยไปใชบ้ รกิ าร
จ�ำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างย่ิงโรงพยาบาลทั่วไประดับจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาล
มหาวทิ ยาลยั และโรงพยาบาลเอกชน อตั รากำ� ลงั ทางการแพทย์ การพยาบาลและวชิ าชพี การแพทย์
และการสาธารณสุขอ่ืนๆ รวมทั้งงบประมาณไม่เพียงพอ มีผลกระทบต่อระบบบริการสุขภาพและ
สาธารณสุขอยา่ งมาก
ดังน้ัน กระทรวงสาธารณสุข รวมท้ังส่วนราชการในเครือข่ายและหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง
ท้ังภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน จึงกำ� ลงั ใช้ความพยายามด�ำเนนิ การตามบทบญั ญตั ิของ
รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทยปี 2560 พรบ.เกยี่ วกบั การแพทย์ การสาธารณสุข
1
ประมวลผลประสทิ ธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏบิ ัติสมาธแิ ละเคร่อื งมือ 3ส.3อ.1น.
การคมุ้ ครองผบู้ รโิ ภคดา้ นสาธารณสขุ การสรา้ งหลกั ประกนั สขุ ภาพแหง่ ชาติ การสนบั สนนุ การสรา้ งเสรมิ
สขุ ภาพ แผนยทุ ธศาสตรช์ าตริ ะยะ 20 ปี ด้านสาธารณสุข (พ.ศ. 2560-2579) รวมทง้ั แผนพฒั นาการ
สาธารณสุขแหง่ ชาติ นโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงสาธารณสขุ อยา่ งตอ่ เนื่องมา แตย่ ังไม่
สามารถลดอัตราป่วย อัตราความพิการและอัตราตายของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังดังกล่าวได้ ท้ังนี้ จะ
เห็นไดว้ ่าในชว่ งเวลาทผ่ี า่ นมานโยบายยทุ ธศาสตร์ มาตรการและแผนดำ� เนินงานสร้างเสริมสุขภาพ
ปอ้ งกนั รกั ษาพยาบาลและฟน้ื ฟสู มรรถภาพผปู้ ว่ ยโรคไมต่ ดิ ตอ่ เรอื้ รงั ดงั กลา่ วลว้ นแตใ่ ชว้ ทิ ยาศาสตร์
และเทคโนโลยีดา้ นชวี ะการแพทย์และการสาธารสุขแผนปจั จุบันเปน็ ส่วนใหญ่ เพ่งิ จะเร่มิ ใช้เทคนิค
วธิ กี ารทางสงั คมศาสตร์ เชน่ จติ วทิ ยา พฤตกิ รรมศาสตร์ มนษุ ยว์ ทิ ยา ศาสนศาสตรแ์ ละเศรษฐศาสตร์
สาธารณสขุ มาปฏบิ ตั ผิ สมผสานกบั ดา้ นการแพทยแ์ ละสาธารณสขุ เมอ่ื ไมน่ านมาน้ี ซงึ่ ในประเทศไทย
ถอื วา่ มกี ารนำ� มาใชไ้ มก่ วา้ งขวาง เพยี งพอและขาดการบรู ณาการอยา่ งจรงิ จงั ทจี่ ะสง่ ผลกระทบตอ่
การป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อเร้ือรังและพัฒนาสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิผลและ
ประสิทธิภาพเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการน้อมน�ำหลักศาสนธรรมมาปฏิบัติเพ่ือปรับเปล่ียน
พฤตกิ รรมการด�ำเนนิ วิถชี วี ิต ที่กอ่ ใหเ้ กิดโรคไม่ติดตอ่ เร้ือรงั เชน่ การสวดมนต์ การปฏิสมาธิ เพอ่ื
สขุ ภาพ เปน็ ตน้ ซ่ึงได้มีผลวิจัยทางวิทยาศาสตรจ์ ากหลายสถาบนั วิจัย สถาบนั วชิ าการ นกั วิชาการ
หลายแห่งทั้งในต่างประเทศและในประเทศหลายแห่ง สรุปว่าการสวดมนต์ การปฏิบัติสมาธิ มี
ประสิทธิผล และประสิทธิภาพในการป้องกันและบ�ำบัดรักษาโรคได้หลายชนิด แต่การน�ำผลวิจัย
เหลา่ น้นั มาปฏิบตั ยิ ังมไี ม่มากนกั และขาดความตอ่ เนื่องเชือ่ มโยงกับระบบบริการสุขภาพปจั จุบนั
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น มูลนิธิอุทัย สุดสุข จึงเห็นความจ�ำเป็นที่จะต้องส่งเสริมการ
สร้างนวัตกรรมเสริมสร้างสุขภาพ การป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อเร้ือรังท่ีคุกคามต่อสุขภาพให้มี
ประสิทธิผลและประสิทธิภาพมากย่ิงข้ึนในทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับบุคคล ครอบครัว
และชุมชน มูลนิธิอุทัย สุดสุข จึงได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณ ปี 2553 จากส�ำนักงาน
หลกั ประกนั สขุ ภาพแหง่ ชาติ และกรมสนบั สนนุ บรกิ ารสขุ ภาพ กระทรวงสาธารสขุ ในการดำ� เนนิ งาน
โครงการชมุ ชนตน้ แบบรวมพลงั สรา้ งสขุ ภาพดว้ ยการบรู ณาการหลกั พทุ ธธรรม (ชสพ.) และโครงการ
พฒั นาระบบบรกิ ารสุขภาพองค์รวมดว้ ยการบูรณาการหลักพุทธธรรม (พสพ.) ตามลำ� ดบั ในพืน้ ที่ 1
ชมุ ชนของแตล่ ะภาคและกรงุ เทพมหานคร รวม 5 ชมุ ชน ในจงั หวดั สระบรุ ี อบุ ลราชธานี นครสวรรค์
สุราษฎร์ธานี และกรงุ เทพมหานคร โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื 1) พฒั นาศกั ยภาพของภาคีเครือขา่ ย
ประชาคมสขุ ภาพชมุ ชน ได้แก่ หมู่บา้ น/ชมุ ชน (บ.) วดั (ว.) โรงเรียน (ร.) สถานบริการสาธารณสขุ
(ส.) และองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิน่ (อ.) รวมเรียกชอ่ื ย่อว่า บวรสอ. ใหส้ ามารถนำ� หลกั พทุ ธธรรม
มาผสมผสานกบั หลกั การสาธารณสขุ มลู ฐาน เพอ่ื สรา้ งสขุ ภาวะทางกาย จติ ปญั ญาและสงั คม ของ
บุคคลและชุมชน 2) เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคีเครือข่าย บวร.สอ. มีพลังเข้มแข็ง สามารถจัด
บริการสร้างสุขภาพชุมชนที่ผสมผสานหลักการแพทย์และการสาธารณสุขกับหลักพุทธธรรม
ในการสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพ ปอ้ งกนั และควบคมุ โรคไมต่ ดิ ตอ่ เรอ้ื รงั ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธผิ ลและประสทิ ธภิ าพ
ต่อเนือ่ งและยั่งยืน
จากการด�ำเนินงานตามโครงการทั้ง 2 ในพ้ืนท่ี 1 หมู่บ้าน/ชุมชน ใน 5 จังหวัด ใน
เวลา 4 เดือน ผลการประเมินพบวา่ บรรลวุ ัตถุประสงคท์ ั้ง 2 ประการและมีผลลัพธ์
หลายประการ เชน่ 1) ไดร้ ปู แบบการพฒั นาสขุ ภาพชมุ ชนองคร์ วมทน่ี ำ� หลกั พทุ ธธรรม
2
ประมวลผลประสทิ ธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏบิ ัติสมาธแิ ละเครื่องมือ 3ส.3อ.1น.
มาบรู ณาการ ซง่ึ เปน็ ทยี่ อมรบั และสามารถปฏิบัติได้ 2) ได้วิทยากรส่วนกลางรุ่นแรก 24 คนและ
วิทยากรระดับจังหวัด อ�ำเภอและองค์กรภาคีเครือข่าย บวรสอ. จ�ำนวน 24 คน 3) ได้เอกสารที่
จ�ำเป็นในการจัดการอบรมและการดำ� เนนิ งานโครงการขยายผลหลายประการ 4) ได้ขอ้ เสนอให้
เรียกชอ่ื โครงการที่ 2 ช่อื เปน็ ช่อื เดียวกัน คือ โครงการหมู่บ้านสุขภาพดี วิถีพุทธปี 2553
ตง้ั แตบ่ ดั นนั้ เปน็ ตน้ มา เนอื่ งจากมวี ตั ถปุ ระสงคแ์ ละวธิ ดี ำ� เนนิ งานเดยี วกนั ตา่ งกนั เฉพาะชอ่ื โครงการ
และแหลง่ งบประมาณสนบั สนนุ เท่าน้ัน 5) ได้เครือ่ งมอื 3ส. (สวดมนต์ สมาธิ สนทนาธรรม) 3อ.
(อาหาร ออกก�ำลังกาย อารมณ์-วิถีพุทธ) 1น. (นาฬิกาชีวิต-วิถีพุทธ) ในการสร้างเสริมสุขภาพ
ป้องกันควบคุมและบ�ำบัดรักษาโรคไมต่ ดิ ต่อเรือ้ รงั
จากประสบการณข์ องการรเิ รม่ิ ดำ� เนนิ การโครงการหมบู่ า้ นสขุ ภาพดี วถิ พี ทุ ธ ในพนื้ ทจ่ี งั หวดั
ละ 1 หมบู่ า้ น/ชมุ ชนุ ใน 5 จงั หวดั (รวมกรงุ เทพฯ) มลู นธิ อิ ทุ ยั สดุ สขุ จงึ ไดม้ กี ารบนั ทกึ ความรว่ มมอื
กบั สำ� นกั บรกิ ารการสาธารณสขุ กรมสนบั สนนุ บรกิ ารสขุ ภาพ (กองบรหิ ารการสาธารณสขุ สำ� นกั งาน
ปลดั กระทรวงสาธารณสุข ปจั จบุ นั ) รว่ มเปน็ ฝ่ายเลขานุการ ขยายการดำ� เนนิ งานโครงการฯ ไปใน
จงั หวดั อนื่ ๆ เพม่ิ ขน้ึ ถงึ ปี 2558 จงึ ไดม้ กี องการแพทยท์ างเลอื ก กรมการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์
ทางเลอื กมารว่ มเปน็ ฝา่ ยเลขานกุ าร และวชิ าการ โดยขยายผลจากโครงการหมบู่ า้ นสขุ ภาพี วถิ พี ทุ ธ
เปน็ โครงการสขุ ภาพดี วถิ ธี รรม วถิ ไี ทย โดยเชญิ อกี 4 ศาสนามารว่ มโครงการ ไดแ้ ก่ ศาสนาอสิ ลาม
ครสิ ต์ พราหมณ์-ฮินดู และซกิ ข์ และบูรณาการกับการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลอื กด้วย
และได้ขยายการด�ำเนินงานต่อเน่ืองจนถึงปัจจุบันปี 2563 ในพื้นที่ 31 จังหวัด ครอบคลุมอ�ำเภอ
ต�ำบล หมู่บ้าน/ชุมชน จ�ำนวนมาก โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณด�ำเนินงานจากส�ำนักงาน
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ส�ำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
(สปช.) ส�ำนักงานสนบั สนุนการสร้างเสริมสขุ ภาพ (สสส.) กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์
ทางเลอื ก และกรมควบคมุ โรค
2. เหตผุ ลและความจำ� เปน็ ในการนอ้ มนำ� หลกั ธรรมมาปฏบิ ตั ผิ สมผสานกบั หลกั การแพทย์
และการสาธารณสขุ
เหตุผลและความจ�ำเป็นในการน้อมน�ำหลักธรรมมาปฏิบัติผสมผสานกับหลักการแพทย์
และการสาธารณสขุ ในการสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพ ปอ้ งกนั ควบคมุ และรกั ษาพยาบาลโรคไมต่ ดิ ตอ่ เรอ้ื รงั
ประกอบด้วย
1) มีความสอดคล้องและเกื้อกูลกนั ระหวา่ งหลักการทางการแพทย์ การสาธารณสขุ กบั
หลักพุทธศาสนา หลายประการ เช่น 1) ท่ีมาขององค์ความรู้ด้านการแพทย์และการสาธารณสุข
มาจากกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ทเี่ ปน็ ความจรงิ สามารถพสิ จู นไ์ ด้ สว่ นพทุ ธธรรม
น้นั เกดิ จากการตรสั รโู้ ดยพระพทุ ธเจา้ เอง ซงึ่ เป็นสัจธรรม ผ้ปู ฏิบัตจิ ะรู้ความจริงไดด้ ้วยการปฏิบัติ
ดว้ ยตนเอง 2) เป้าหมายสูงสุดตรงกนั คือ ผปู้ ฏิบตั ิเกดิ มคี วามสุขและความพ้นทกุ ข์ 3) กระบวนการ
ปฏิบัติสู่เป้าหมายตรงกันคอื การค้นหาปัญหา สาเหตุของปญั หา เป้าหมาย การแก้ปัญหาและวิธี
การแกป้ ัญหา เทียบเคียงไดก้ ับหลกั ธรรมอริยสจั 4 คือ ทุกข์ สมทุ ยั เหตุแห่งทกุ ข์ นิโรธ เปา้ หมาย
การดบั ทุกข์ มรรค หนทางแห่งการดบั ทุกข์ 4) การพ่งึ ตนเองและการเออ้ื ประโยชนต์ อ่ ผู้อื่น คอื เป็น
หลักปฏบิ ตั ิท่ีเป็นหนทางส่คู วามสำ� เร็จ เปน็ ตน้
3
ประมวลผลประสิทธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏิบตั สิ มาธิและเครอ่ื งมือ 3ส.3อ.1น.
2) อานภุ าพของพุทธธรรมในการสร้างสุขภาพ ปอ้ งกนั และรกั ษาโรค โดยพระพทุ ธองค์
ทรงสอนหลกั ธรรมทงั้ 3 ดา้ น คอื ดา้ นพระปรยิ ตั ธิ รรม คอื สอนใหร้ อู้ งคค์ วามรหู้ ลกั ธรรมคำ� สง่ั สอน
ดา้ นปฏบิ ตั ธิ รรม สอนใหป้ ฏบิ ตั ไิ ดแ้ ละดา้ นปฏเิ วชธรรม คอื ผลของการเรยี นรแู้ ละปฏบิ ตั ิ ซง่ึ ผปู้ ฏบิ ตั ิ
จะประจกั ษแ์ จง้ ดว้ ยตนเองในพระไตรปฎิ ก ซงึ่ เปน็ คมั ภรี พ์ ระพทุ ธศาสนาไดอ้ ธบิ ายพระธรรมคำ� สอน
และวิธีปฏิบัติกทางการแพทย์และการสาธารณสุข ทั้งด้านการรักษาพยาบาลด้วยยาสมุนไพรและ
ดว้ ยธรรมโอสถ ด้านการปอ้ งกนั ควบคุมโรค เชน่ โรคระบาด 5 ชนดิ ดา้ นการส่งเสริมสขุ ภาพ เช่น
การรบั ประทานอาหารและการฟน้ื ฟสู มรรถภาพโดยทรงอนญุ าตการนวด การรมยา เปน็ ตน้ นอกจากนน้ั
อานุภาพหรือประสิทธิผลของการปฏิบัติพุทธธรรมต่อสุขภาพ จากผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์มี
จำ� นวนมาก ซึ่งจะไดก้ ลา่ วในขอ้ 3 ตอ่ ไป
3) การเปล่ียนแปลงปัญหาสุขภาพและสาธารณสุขที่มีผลต่อการพัฒนาระบบบริการ
สขุ ภาพดงั ไดก้ ลา่ วแลว้ ในขอ้ 1 วา่ ในชว่ งเวลากวา่ 20 ปี ทผี่ า่ นมาไดม้ กี ารเปลย่ี นแปลงปญั หาสขุ ภาพ
และสาธารณสขุ ของประชาชนพลโลกรวมทงั้ ประเทศไทย จากเดมิ เปน็ โรคตดิ ตอ่ ตา่ งๆ เปน็ สว่ นใหญ่
มาเปน็ ปญั หาโรคทเ่ี กดิ จากพฤตกิ รรมการดำ� เนนิ ชวี ติ ประจำ� วนั โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ การรบั ประทานอาหาร
รสหวาน มนั เคม็ ผักและผลไม้ ไม่หวานไมเ่ พียงพอ การเคลือ่ นไหวร่างกายและการออกกำ� ลังกาย
นอ้ ย และภาวะความเครยี ดทางอารมณ์ ทำ� ใหเ้ ปน็ โรคไมต่ ดิ ตอ่ เรอื้ รงั เปน็ สว่ นใหญ่ เชน่ โรคเบาหวาน
ความดนั โลหติ สงู หวั ใจและหลอดเลอื ดสมอง มะเรง็ เปน็ ตน้ ซง่ึ มคี วามชกุ และความรนุ แรงเพมิ่ มากขนึ้
ทำ� ใหใ้ ปใชบ้ รกิ ารรกั ษาพยาบาลทโี่ รงพยาบาลจำ� นวนมาก จนจำ� นวนเตยี ง บคุ ลากร และงบประมาณ
ไมเ่ พยี งพอ แสดงวา่ ระบบบรกิ ารรกั ษาพยาบาลแผนปจั จบุ นั โดยลำ� พงั ไมส่ ามารถแกป้ ญั หาดงั กลา่ วได้
จึงจ�ำเป็นต้องมีระบบบริการการแพทย์แผนไทย แพทย์ทางเลือกรวมทั้งการปฏิบัติพุทธธรรมและ
ศาสนธรรม มาบูรณาการการรกั ษาทางการแพทย์แผนปัจจบุ ันดว้ ย
3. ผลการศึกษาวจิ ัยประสทิ ธผิ ลของการสวดมนตแ์ ละการปฏิบัตสิ มาธติ ่อสขุ ภาพ
ไดม้ ีการศึกษาวิจยั การสวดมนต์บ�ำบัดสุขภาพในยุโรปและสหรัฐอเมริกามาช้านานแล้ว เชน่
Benson และคณะทำ� การศกึ ษาการสวดมนต์ เพอื่ บำ� บดั สขุ ภาพตง้ั แตป่ ี คศ.1970 (พ.ศ.2513) พบวา่
การสวดมนต์ติดต่อกัน 30 นาที เป็นประจ�ำจนจิตเป็นสมาธิ ท�ำให้การเผาผลาญพลังงานน้อย
การใช้ออกซิเจนน้อยลง การเต้นของหัวใจลดลง ความดันโลหิตลดลง คลื่นสมองมีคล่ืนแอลฟ่า
มากข้นึ ระดับสาร Lactate ในเลอื ดลดลง Benson เรียกภาวะนี้วา่ Relaxation Response (ภาวะ
ผ่อนคลาย) ซึ่งตรงข้ามกับภาวะที่เกิดความเครียดที่เรียกว่า The Fight and Flight Response
ซ่ึง Cannon ไดศ้ กึ ษาก่อนหนา้ นน้ั เมอ่ื คศ.1914 (พ.ศ.2457) สำ� หรบั ในประเทศไทย ได้ทำ� การศกึ ษา
วจิ ยั เรอื่ งการสวดมนตแ์ ละสมาธิ เชน่ อาจอง ชมุ สาย ณ อยธุ ยา เมอื่ ปี 2553 (คศ.1990) ศกึ ษา
คลน่ื สมองนสิ ติ ชมรมจติ วทิ ยาจฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั โดยวดั คลน่ื สมองในขณะปฏบิ ตั สิ มาธิ พบวา่
นิสติ มคี ลืน่ สมองแบบแอลฟา่ เพ่ิมข้นึ รอ้ ยละ 20 หมายถงึ การมสี มาธิเพมิ่ ขน้ึ มีความสขุ เพ่มิ มากข้ึน
มีความเครียดนอ้ ยลง
นอกจากนั้นคณะผู้จัดท�ำหนังสือน้ีได้ท�ำการทบทวนวรรณกรรม ผลการวิจัย การสวดมนต์
และการปฏบิ ตั สิ มาธเิ พอื่ สขุ ภาพในประเทศไทยจำ� นวนรวม 26 เรอ่ื ง การสวดมนตแ์ ละการปฏบิ ตั สิ มาธิ
เพอ่ื สขุ ภาพในตา่ งประเทศ จ�ำนวน 21 เรอ่ื ง และผลงานศกึ ษาวจิ ยั และพัฒนาการปฏิบัติ
3ส.3อ.1น. ในประเทศไทย จำ� นวน 5 เรอ่ื ง โดยในภาพรวมของผลการวจิ ยั การสวดมนต์
4
ประมวลผลประสทิ ธิผลของการสวดมนต์ การปฏบิ ัตสิ มาธแิ ละเคร่อื งมือ 3ส.3อ.1น.
และการปฏบิ ตั สิ มาธิ ทงั้ ในประเทศไทยและตา่ งประเทศ สว่ นใหญเ่ กอื บทกุ ผลงานวจิ ยั มปี ระสทิ ธผิ ลตอ่
การสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกัน การควบคุมและการรักษาพยาบาลโรคไม่ติดต่อเร้ือรัง ทั้งนี้
หมายถงึ การรกั ษาใหห้ ายขาดหรอื ทเุ ลาหรอื ลดความพกิ าร ลดการใชย้ าแผนปจั จบุ นั ลดการไปพบแพทย์
ลดคา่ ใชจ้ า่ ยในการดแู ลรกั ษาพยาบาล มสี ขุ ภาพและคณุ ภาพชวี ติ ดขี นึ้ ทง้ั รายบคุ คล ครอบครวั ชมุ ชน
สงั คมและประเทศชาติ หากมีการปฏบิ ตั อิ ย่างทัว่ ถึงในท่สี ุด เชน่ ภาวะความเครยี ด โรคซึมเศร้า
นอนไม่หลบั โรคทอ้ งผูก โรควติ กกงั วล โรคเบาหวาน โรคความดนั โลหิตสูง ภาวะไขมนั ในเลือดสงู
โรคไมเกรน โรคมะเรง็ โรคพากนิ สนั โรคอลั ไซเมอร์ โรคหวั ใจและหลอดเลอื ด โรคหลอดเลอื ดสมอง
เป็นตน้
4. คณุ ลกั ษณะของเครื่องมือ 3ส.3อ.1น.
เคร่ืองมือ 3ส.3อ.1น. เป็นนวัตกรรมในการปรับเปล่ียนพฤติกรรมเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ
ปอ้ งกนั ควบคมุ และบำ� บดั รกั ษาโรคไมต่ ดิ ตอ่ เรอื้ รงั โดยมคี ณุ ลกั ษณะและผลของการปฏบิ ตั โิ ดยสงั เขป
ดงั แผนภาพท่ี 1
เครอื่ งมอื 3ส.3อ.1น.
เพ่ือสุขภาพดี วิถีธรรม วถิ ีไทย
3ส. 3อ. 1น.
❁ สวดมนต์ ❁ อาหารวิถีธรรม วถิ ไี ทย ❁ นาฬกิ าชวี ติ วิถีธรรม สรปุ ผลการปฏิบัติ
เกิดสารสขุ ซิโรโทนิน - บริโภคพอประมาณ วถิ ีไทย ตามแนวทาง 3ส.3อ.1น.
มีความสขุ ผ่อนคลาย - มีสติ ลดหวาน มัน เค็ม ใชช้ ่วงเวลาตามนาฬกิ า - น�้ำหนักลดลงร้อยละ 70
ลดซมึ เศรา้ นอนหลับง่าย - สัดสว่ น 2:1: 1 ก�ำกับการปฏบิ ตั ิกจิ วัตร - รอบเอวลดลงร้อยละ 50
ลดน�้ำตาลในเลอื ด (ผัก : โปรตีน : ขา้ ว) ประจำ� วนั ใหม้ ี 3ส. 3อ. - ดชั นมี วลกายลดลง
❁ สมาธิ ❁ ออกกำ� ลงั กาย สอดคลอ้ งกับการท�ำงาน รอ้ ยละ 75
- เกดิ สารสุขเมลาโทนนิ วถิ ีธรรม ของอวัยวะสำ� คัญ และ - ระดับน�้ำตาลในเลือด
จติ ต้งั มนั่ สงบ ลด - เดนิ จงกรม ภาระงานตาม ลดลงร้อยละ70
ความเครียด นอนหลบั ดี - กราบเบญจางคประดิษฐ์ ความรับผิดชอบ - ความดนั โลหติ สูงลดลง
- เพม่ิ ภูมติ ้านทานปอ้ งกนั - สมาธิเคลือ่ นไหว SKT ดว้ ยการมีสติ สมาธิ ร้อยละ 80
ควบคุมและรกั ษาโรค - มณีเวช กำ� กับตลอดเวลา - มคี วามพงึ พอใจ
เร้อื รงั เชน่ เบาหวาน ❁ อารมณ์ วิถธี รรม ร้อยละ 85
ความดนั โลหิต - ปล่อยวาง สงบ
❁ สนทนาธรรม ระงับกาย ใจ
- ฉลาดรู้เท่าทันโรคและ - สังสรรค์ สามัคคี
ความเป็นจรงิ - ยดึ หลัก
- คดิ ดี พูดดี ทำ� ดี พรหมวิหารธรรม
- ปรับเปลีย่ นพฤติกรรม
ด้วย 3ส.3อ.1น.
แผนภาพที่ 1 เครื่องมอื 3ส.3อ.1น. เพ่ือสุขภาพดี วถิ ธี รรม วถิ ไี ทย
5
ประมวลผลประสิทธิผลของการสวดมนต์ การปฏิบตั สิ มาธแิ ละเครอ่ื งมอื 3ส.3อ.1น.
บท2ท่ี
การสวดมนต์และการปฏิบัตสิ มาธิ เพอื่ สขุ ภาพองค์รวม
1. ความเปน็ มาของการนอ้ มนำ� การสวดมนต์ และการปฏบิ ตั สิ มาธมิ าบรู ณาการดแู ลสขุ ภาพองคร์ วม
ในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อมอย่าง
รวดเร็วและตอ่ เนื่อง จากอิทธพิ ลของโลกาภิวัตน์ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยสี าขาต่างๆ รวมถงึ การ
แพทยแ์ ละการสาธารณสขุ ทำ� ใหเ้ กดิ ผลกระทบทงั้ ในทางบวกและทางลบตอ่ สขุ ภาพและคณุ ภาพชวี ติ
ของประชาชน โดยเฉพาะในทางลบนั้นประชาชนได้เกิดมีพฤติกรรมเส่ียง หรือพฤติกรรมท่ีเป็น
อันตรายต่อสุขภาพ เช่น บริโภคอาหารไม่ถูกต้อง ด่ืมสุรา สูบบุหรี่ ติดสารเสพติด ติดอบายมุข
ขาดการออกกำ� ลงั กายทถ่ี กู ตอ้ ง มภี าวะความเครยี ด ขบั ขร่ี ถดว้ ยความประมาท เปน็ ตน้ ปจั จยั เสยี่ ง
หรอื ปัจจัยท่เี ปน็ อนั ตรายต่อสขุ ภาพเหล่านี้ ก่อให้เกดิ โรคไร้เช้อื และเรอ้ื รงั ตามมาในขนาดและความ
รนุ แรงทเี่ พมิ่ ทวมี ากขน้ึ เปน็ ลำ� ดบั เชน่ โรคเบาหวาน โรคความดนั โลหติ สงู โรคหวั ใจและหลอดเลอื ด
โรคมะเรง็ โรคปอดอุดกัน้ เรอื้ รัง อบุ ตั เิ หตุ เปน็ ต้น นอกจากน้ี โรคติดตอ่ ท่เี คยมอี ยูเ่ ดิมในแตล่ ะ
ทอ้ งถ่ิน ยงั คงเปน็ ปัญหาอย่างต่อเนอ่ื ง เชน่ โรคอจุ จาระร่วง โรคปอดอักเสบ โรคปอดบวม โรค
ไขเ้ ลอื ดออก เปน็ ตน้ และปจั จบุ นั ยงั มโี รคทอี่ บุ ตั ใิ หม่ เชน่ โรคไขห้ วดั ใหญ่ 2009 โรคไขห้ วดั นก โรคซาส์
โรควัวบ้า โรคโควิด-19 (COVID-2019) นับว่าเป็นปัญหาที่คุกคามต่อสุขภาพ และคุณภาพชีวิต
ซงึ่ จะต้องมีการเฝา้ ระวัง และควบคุมป้องกนั ใหเ้ ข้มแข็งและมปี ระสิทธภิ าพมากยิ่งขึน้
การปอ้ งกนั และแกไ้ ขปญั หาตา่ งๆ ดงั กลา่ วขา้ งตน้ รฐั บาลโดยกระทรวงสาธารณสขุ รวมทงั้
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนก�ำลังใช้ความพยายามด�ำเนินการ
ตามบทบัญญตั แิ หง่ รัฐธรรมนญู พ.ร.บ. เกีย่ วกบั การแพทย์ การสาธารณสุข การคมุ้ ครองผบู้ ริโภค
ด้านสาธารณสุข การสร้างหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ การ
สาธารณสุขแห่งชาติ แผนพัฒนาการสาธารณสุขแห่งชาติ นโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวง
สาธารณสขุ ทงั้ น้ี โดยใชเ้ ทคโนโลยี มาตรการและยทุ ธศาสตรด์ า้ นชวี ะการแพทยแ์ ละการสาธารณสขุ
เป็นส่วนใหญ่ เพิ่งจะเร่ิมใช้เทคนิควิธีการทางสังคมศาสตร์ ได้แก่ จิตวิทยา พฤติกรรมศาสตร์
มนษุ ยวทิ ยา ศาสนศาสตร์ และเศรษฐศาสตรส์ าธารณสขุ ผสมผสานกบั ดา้ น การแพทยแ์ ละการสาธารณสขุ
เมอ่ื ไมน่ านมานี้ ซงึ่ ในประเทศไทยยงั ถอื วา่ มกี ารใชไ้ มก่ วา้ งขวางเพยี งพอและขาดการบรู ณาการทจ่ี ะ
ส่งผลกระทบต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคและปัญหาสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพและ
ประสทิ ธผิ ลเทา่ ทค่ี วร ดงั จะเหน็ ไดว้ า่ ปจั จบุ นั นปี้ ระชาชนมแี นวโนม้ ใชบ้ รกิ ารรกั ษาพยาบาลทโ่ี รงพยาบาล
ศนู ย์ โรงพยาบาลทวั่ ไป โรงพยาบาลมหาวทิ ยาลยั โรงพยาบาลขนาดใหญท่ ง้ั ภาครฐั และภาคเอกชน
สงู มากยงิ่ ขึ้นเป็นล�ำดบั จนเกิดความแออดั มาก ซึ่งไมเ่ ปน็ ผลดที ้งั ต่อบุคลากรทางการแพทย์ ซึง่ มี
จำ� นวนไมเ่ พียงพออย่แู ลว้ และผู้รบั บรกิ าร ซงึ่ มีความต้องการและความคาดหวังมากยิ่งข้ึน ดังนั้น
จึงมีความจ�ำเป็นที่จะต้องส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมเสริมสร้างสุขภาพ การป้องกันควบคุมโรค
และปัญหาที่คุกคามต่อสุขภาพ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากย่ิงขึ้นในทุกระดับ
6
ประมวลผลประสทิ ธิผลของการสวดมนต์ การปฏบิ ตั ิสมาธแิ ละเครอื่ งมอื 3ส.3อ.1น.
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับบุคคล ครอบครัวและชุมชน ด้วยเหตุผลนี้ มูลนิธิอุทัย สุดสุข จึงได้
ขอรับการสนับสนุนงบประมาณปี 2553 จากส�ำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกรม
สนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ในการด�ำเนินงานโครงการชุมชนต้นแบบรวมพลัง
สร้างสุขภาพด้วยการบูรณาการหลักพุทธธรรม (ชสพ.) และโครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ
องค์รวมดว้ ยการบูรณาการหลักพทุ ธธรรม (พสพ.) ตามล�ำดบั ในพืน้ ที่ 1 ชมุ ชน ของแต่ละภาค และ
กรงุ เทพมหานคร รวม 5 ชุมชน ในจังหวัดสระบุรี อุบลราชธานี นครสวรรค์ สุราษฎร์ธานี และ
กรุงเทพมหานคร โดยมวี ตั ถุประสงค์ดงั น้ี
1) เพอื่ พฒั นาศกั ยภาพของภาคเี ครอื ขา่ ยประชาคมสขุ ภาพชมุ ชน ไดแ้ ก่ หมบู่ า้ น/ชมุ ชน (บ.)
วดั (ว.) โรงเรียน (ร.) สถานบริการสุขภาพ (ส.) และองค์กรปกครองสว่ นท้องถน่ิ (อ.) รวมเรียกชือ่
ย่อว่า บวรสอ. ให้สามารถน�ำหลักพุทธมาผสมผสานกับหลักการสาธารณสุขมูลฐาน เพ่ือสร้าง
สุขภาวะทางกาย จติ ปญั ญาและสังคมของบุคคล ครอบครัวและชมุ ชน
2) เพื่อสง่ เสริมสนบั สนุนให้ภาคีเครอื ข่าย บวร สอ. มีพลงั เขม้ แขง็ ในการจัดบรกิ ารสรา้ ง
สุขภาพชุมชนที่ผสมผสานหลักการแพทย์และการสาธารณสุขกับหลักพุทธธรรม ในการสร้างเสริม
สุขภาพ ปอ้ งกนั และควบคมุ โรคเร้ือรังไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพและประสทิ ธผิ ลต่อเน่ืองและย่ังยนื
จากการดำ� เนนิ งานตามโครงการ พฒั นาระบบบรกิ ารสขุ ภาพชมุ ชนองคร์ วมดว้ ยการบรู ณาการ
หลักพุทธธรรม (พสพ.) และโครงการชุมชนต้นแบบรวมพลังสร้างสุขภาพด้วยการบูรณาการหลกั
พุทธธรรม (ชสพ.) ในช่วงเวลา 4 เดอื น ได้ด�ำเนนิ การประเมินผล ซึ่งสรุปบทเรยี นได้ดงั น้ี
1) ได้รูปแบบของการพฒั นาสุขภาพชมุ ชนองค์รวมท่ีมกี ารใชห้ ลักพุทธธรรมมาบูรณาการ
ซ่งึ เป็นท่ียอมรบั และสามารถปฏิบัตไิ ด้
2) ได้รูปแบบของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และท�ำงานเป็นทีมสร้างสุขภาพและคุณภาพชีวิต
ในชุมชน ซ่ึงประกอบด้วยองค์กรภาคีเครือข่าย บวร สอ. ท่ีสามารถส่งเสริมสนับสนุนให้มีความ
เขม้ แข็งเป็นพลงั สำ� คัญในการพฒั นาชมุ ชนใหส้ มั ฤทธิผลมากย่ิงขึน้ ต่อไป
3) เกดิ มวี ิทยากร (ครู ก.) ในส่วนกลางร่นุ แรกจ�ำนวน 24 รปู /คน ประกอบดว้ ยพระภิกษุ
5 รปู และนกั วชิ าการสาธารณสขุ 19 คน ซงึ่ สามารถสร้างวทิ ยากร (ครู ก.) ร่นุ ตอ่ ๆ ไป ในระดับ
ส่วนกลางและระดบั จังหวัด
4) เกิดมวี ิทยากร (ครู ข.) ในระดับพื้นท่ีโครงการภาคเี ครอื ขา่ ยละ 24 คน จากผแู้ ทนของ
องคก์ ร บวร สอ. ซ่ึงสามารถสร้างแกนนำ� สุขภาพดวี ิถพี ทุ ธขยายวงกวา้ งออกไปใหค้ รอบคลมุ พนื้ ที่
ทุกหมู่บ้าน/ชุมชน ในต�ำบลต้นแบบและต�ำบลอ่ืนๆ รวมท้ังมีภาคีเครือข่าย บวร สอ. 5 แห่ง ท่ี
สามารถพัฒนาให้เป็นศูนย์เรียนรู้ประจ�ำภาค และ กทม. เพื่อให้ภาคีเครือข่ายอ่ืนๆ มาเรียนรู้และ
น�ำไปขยายผลต่อไปได้
5) ได้เอกสารที่จ�ำเป็นต้องใช้ในการขยายการด�ำเนินงานโครงการพัฒนาสุขภาพดีวิถีพุทธ
ส�ำหรับพื้นท่อี ่ืนๆ ตอ่ ไป ได้แก่
(1) โครงการพฒั นาระบบบรกิ ารสขุ ภาพชมุ ชนองคร์ วมดว้ ยการบรู ณาการหลกั พทุ ธธรรม
(พสพ.) และโครงการชมุ ชนตน้ แบบรวมพลงั สร้างสขุ ภาพดว้ ยการบรู ณาการหลักพุทธธรรม (ชสพ.)
พร้อมดว้ ยแนวทางการดำ� เนินงานโครงการ พสพ./ชสพ.
(2) แนวทางการบูรณาการสรา้ งสขุ ภาพองคร์ วมแนวพทุ ธ
7
ประมวลผลประสิทธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏิบัติสมาธแิ ละเครอื่ งมอื 3ส.3อ.1น.
(3) การปฏบิ ัติสมาธิเพอ่ื สขุ ภาพยง่ั ยืน
(4) หลกั สตู รฝึกอบรมอาสาสมัครสรา้ งสขุ ภาพองคร์ วมแนวพุทธ
(5) แนวทางการฝกึ อบรมวทิ ยากร (ครู ข.)
6) ภาคเี ครอื ขา่ ย บวร สอ. ไดท้ ราบปญั หาสขุ ภาพของชมุ ชนหรอื หมบู่ า้ นทเ่ี ปน็ ปจั จบุ นั ทกุ แหง่
จากการสำ� รวจตามโครงการน้ี และมโี ครงการสรา้ งสขุ ภาพ ปอ้ งกนั ควบคมุ โรคและเยยี วยารกั ษาโรค
โดยบูรณาการการใชศ้ าสตร์และศิลป์ทางการแพทย์ การสาธารณสขุ และพทุ ธธรรมแลว้ พ้นื ท่ลี ะ
3-4 โครงการ ซ่งึ จะสามารถน�ำประสบการณ์ทัง้ สองด้านสู่การปฏิบัติเพือ่ แกป้ ญั หาสุขภาพทีย่ ังไม่
ไดน้ ำ� เข้าโครงการในปี 2553 ในโอกาสต่อไป
7) องคก์ รภาคีเครือข่าย บวร สอ. มีความร้แู ละประสบการณ์ในการสรา้ งสขุ ภาพองคร์ วม
ด้วยศาสตร์และศิลป์ทางการแพทย์และการสาธารณสุขเพิ่มขึ้นและสามารถน�ำพุทธธรรมมาเสริม
ใหบ้ ริการสขุ ภาพ ชุมชนเข้มแข็งขึ้น พระภกิ ษุไดร้ บั ขอ้ มูลเก่ียวกบั การแพทย์และสาธารณสุขในการ
ดูแลสขุ ภาพและสามารถ ผลติ สอ่ื การเรียนการสอนธรรมเรือ่ งสขุ ภาพดีวิถพี ทุ ธให้เปน็ ที่เชือ่ ถือและ
ศรทั ธาตอ่ ประชาชน ในทางกลบั กนั นกั วชิ าการสาธารณสขุ กจ็ ะไดเ้ รยี นรธู้ รรมทสี่ ามารถนำ� ไปใชก้ บั
ตนเองและครอบครวั อกี ทง้ั สามารถใชห้ ลกั พทุ ธธรรมในการใหบ้ รกิ ารสขุ ภาพสมั ฤทธผิ ลมากยงิ่ ขนึ้
8) จากประเมินผลการด�ำเนนิ งานโครงการชุมชนต้นแบบฯ ทงั้ 5 ภาคีเครอื ข่าย บวร สอ.
คณะกรรมการสนบั สนนุ และประสานงานโครงการไดพ้ จิ ารณาเหน็ สมควรรวมโครงการ ชสพ./พสพ.
โครงการเดียว โดยใชช้ อ่ื วา่ โครงการหมบู่ า้ นสขุ ภาพดี วิถีพทุ ธ ซ่งึ มีความกะทดั รัด ครอบคลมุ
วตั ถปุ ระสงค์ งา่ ยตอ่ การส่ือสารอ้างองิ และมคี วามเปน็ เอกภาพในการนำ� ประสบการณไ์ ปประยุกต์
ใช้ขยายโครงการในพ้ืนทีอ่ ืน่ ๆ ตอ่ ไป
จากประสบการณ์ของการน�ำองค์ความรู้มาสู่การปฏิบัติในสถานการณ์จริงแสดงให้เห็นว่า
การนำ� หลกั พทุ ธธรรมมาปฏบิ ตั คิ วบคกู่ บั การปฏบิ ตั ทิ างการแพทยแ์ ละการสาธารณสขุ มปี ระสทิ ธผิ ล
และประสทิ ธิภาพตอ่ การสรา้ งเสริมสุขภาพปอ้ งกนั และควบคุมโรค โดยเฉพาะโรคเร้ือรัง ซึ่งมีการ
พัฒนาเครือ่ งมอื ประกอบการด�ำเนนิ งาน ไดแ้ ก่ 3ส. (สวดมนต์ สมาธิ สนทนาธรรม) 3อ. (อาหาร
ถูกหลักโภชนาการ ออกกำ� ลังกาย อารมณด์ ี-วถิ พี ุทธ) 1น. (นาฬิกาชวี ติ -วถิ ีพทุ ธ) ดงั น้ัน มูลนิธิอุทยั
สดุ สขุ รว่ มกบั สำ� นกั งานปลดั กระทรวงสาธารณสขุ และภาคเี ครอื ขา่ ยในสว่ นภมู ภิ าคจงึ ไดน้ ำ� รปู แบบ
การดำ� เนนิ งานโครงการสขุ ภาพดี วถิ พี ทุ ธ ไปขยายผลในกลมุ่ เปา้ หมายและพน้ื ทตี่ า่ งๆ ใหก้ วา้ งขวาง
ยงิ่ ขน้ึ เปน็ ลำ� ดบั ๆ มา รายละเอยี ดของเครอื่ งมอื ปรบั เปลยี่ นพฤตกิ รรมสขุ ภาพดี วถิ พี ทุ ธ 3ส.3อ.1น.
จะไดน้ ำ� เสนอในหัวขอ้ ที่ 4 ตอ่ ไป
8
ประมวลผลประสิทธิผลของการสวดมนต์ การปฏบิ ัตสิ มาธแิ ละเคร่ืองมือ 3ส.3อ.1น.
2. เหตุผลและความจ�ำเป็นในการน้อมน�ำหลักธรรมมาปฏิบัติผสมผสานกับหลักการแพทย์
และการสาธารณสุข
มีเหตุผลและความจ�ำเป็นหลายประการทั้งด้านความสอดคล้อง ด้านประสิทธิผลและ
ประสิทธิภาพ ด้านการแก้ไขปัญหาสาธารณสุข รวมท้ังด้านค่าใช้จ่ายในการจัดบริการสุขภาพและ
สาธารณสขุ ดังนี้
2.1 ความสอดคล้องและเกื้อกูลกันระหว่างหลักการทางการแพทย์ การสาธารณสุขและ
การสาธารณสขุ มลู ฐานกับหลกั พุทธธรรม ซงึ่ มหี ลายมมุ มอง ดงั นี้
1) มมุ มองดา้ นทม่ี าขององคค์ วามรแู้ ละพระอจั ฉรยิ ภาพของพระพทุ ธเจา้ ดา้ นการแพทย์
และการสาธารณสุข
องค์ความรู้ดา้ นการแพทย์และการสาธารณสขุ ไดก้ อ่ กำ� เนดิ ขนึ้ มาในโลกจากการสงั เกต
การศึกษา การวิจยั การทดลอง การปฏบิ ตั ิ และการพิสจู น์ ตามกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีของนักปราชญ์ และนักวิชาการในสาขาตา่ งๆ ทุกยุคทกุ สมัย มีการสัง่ สมประสบการณ์
และถ่ายทอดมาสู่อนุชนรุ่นหลังเป็นล�ำดับ รวมทั้งได้มีการศึกษา วิจัย พัฒนาวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยที างการแพทยแ์ ละการสาธารณสุข จนมีวิวฒั นาการเจรญิ รงุ่ เรือง และแบ่งแยกออกเปน็
หลากหลายสาขาหลกั และสาขาย่อยใน วชิ าชพี แพทย์ พยาบาล เภสัชกร ทันตแพทย์และอ่นื ๆ ดังที่
ปรากฏชัดเจนแล้วในปจั จบุ นั
ส�ำหรับองค์ความรู้ด้านพระพุทธศาสนาน้ัน สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้
ด้วยพระองค์เองเมื่อ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช หมายถึง พระพุทธองค์ได้ทรงรู้แจ้งด้วยอรยิ สัจ 4
ได้แก่ ทุกข์ คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ สมุทัย คือเหตุให้เกิดทุกข์ นิโรธ คือความ
ดบั ทกุ ข์ มรรค คอื ขอ้ ปฏบิ ตั ใิ หถ้ งึ ความดบั ทกุ ข์ นอกจากนนั้ พระพทุ ธองคไ์ ดท้ รงบญั ญตั อิ งคค์ วามรู้
คือพระธรรมวินยั ไวร้ วม 84,000 พระธรรมขนั ธ์ ซึ่งในสมัยตอ่ มา ไดม้ กี ารรวบรวมไวเ้ ปน็ ลายลักษณ์
อกั ษรในคัมภรี ์พระพทุ ธศาสนา คอื พระไตรปฎิ ก ในจ�ำนวนพระธรรมวินยั ท้งั 84,000 พระธรรมขันธ์
นน้ั ไดม้ ีพระธรรมวนิ ัยจำ� นวนมากท่ีเป็นพระธรรมคำ� สอนเกยี่ วกับการแพทยแ์ ละการสาธารณสุข
จากการศึกษาพุทธประวัติและพระธรรมวินัย โดยเฉพาะอย่างย่ิงพระวินัยปิฎกและ
พระสุตตนั ตปิฎก พบวา่ พระพทุ ธองคท์ รงมีพระอัจฉรยิ ภาพอยา่ งลำ�้ เลศิ ในดา้ นการแพทยแ์ ละการ
สาธารณสุข พระพุทธองค์ทรงจัดการให้บริการรักษาพยาบาล บริการป้องกันและควบคุมโรค
รวมท้งั การฟน้ื ฟสู ภาพหลงั การปว่ ยไข้ พระพุทธองคท์ รงอนุญาตการรกั ษาพยาบาล (สงั่ การรักษา
พยาบาล) ดว้ ยพระองค์เอง กบั ทัง้ สอนใหภ้ ิกษพุ ยาบาลท�ำการรักษาพยาบาล และช่วยเหลอื ภิกษุ
อาพาธต่างๆ ด้วย โดยเฉพาะอย่างย่งิ พระพุทธองคท์ รงรกั ษาโรคทั้งทางกาย ทางจติ ทางปญั ญา
และทางสงั คม ด้วยยาและธรรมานภุ าพ ตลอดจนการผ่าตัดดว้ ยพระองคเ์ องและได้รบั การถวาย
พระนามว่าเป็นหมอหรือแพทย์ ใชค้ ำ� วา่ “ภิสกโฺ ก” แปลวา่ หมอยา คำ� วา่ “สลฺลกตโฺ ต” แปลว่าหมอ
ผา่ ตดั คำ� ว่า “เวชฺช” แปลว่า แพทย์ และค�ำวา่ “สพพฺ โรคติกจิ ฉฺ โก” แปลว่า ผูร้ ักษาเยยี วยาโรค
ทกุ ชนิด หมายถึง เป็นผ้รู กั ษาชาวโลกท้ังปวง คือ รกั ษาทั้งโลกและโรค ผู้เขียนเหน็ วา่ พระพุทธองค์
ทรงรกั ษาพยาบาลผปู้ ว่ ยไขแ้ บบองคร์ วม กลา่ วคอื ดแู ลคนไขท้ ง้ั ความเจบ็ ไขท้ างกายและขณะเดยี วกนั
กเ็ ยยี วยาดา้ นจติ ใจ ดา้ นสตปิ ญั ญา และดา้ นความเปน็ อยทู่ างสงั คม ผสมผสานเชอ่ื มโยง
9
ประมวลผลประสิทธิผลของการสวดมนต์ การปฏบิ ัติสมาธแิ ละเครอ่ื งมอื 3ส.3อ.1น.
กันอย่างต่อเนื่อง และพระพุทธองค์ได้ทรงให้บริการรักษาพยาบาลด้วยความเมตตาธรรมและ
กรณุ าธรรมในพระหฤทยั เปรยี บเสมอื นเปน็ การใหบ้ รกิ ารดว้ ยหวั ใจของความเปน็ มนษุ ย์ ซง่ึ ทงั้ บรกิ าร
แบบองค์รวมและบริการด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ดังกล่าวนี้ ผู้เขียนเห็นว่าพระพุทธองค์
ทรงเป็นองค์ค้นพบและบุกเบิกหรือเป็นพระบิดาของแพทย์ ทั้งสองด้านน้ี ซึ่งเป็นเร่ืองท่ีวงการ
แพทยแ์ ละการสาธารณสขุ ของประเทศไทย และทวั่ โลกพยายามคน้ หาอยใู่ นขณะน้ี ทงั้ ๆ ทค่ี วามรจู้ รงิ
ของพระพทุ ธองคไ์ ดต้ รสั รหู้ ลกั ธรรมทงั้ สองนกี้ อ่ นแลว้ และปฏบิ ตั ดิ ว้ ยพระองคเ์ อง สอนใหภ้ กิ ษแุ ละ
พทุ ธบรษิ ทั ทำ� ตาม ดงั นนั้ วงการแพทยแ์ ละการสาธารณสขุ ในปจั จบุ นั ควรจะเจรญิ รอยตามพระพทุ ธองค์
อย่างจริงจังให้บรรลุผลส�ำเร็จได้โดยแท้แน่นอน คือการมีสุขภาพสมบูรณ์และคุณภาพชีวิตดีของ
ภกิ ษุ-สามเณรและประชาชน
กลา่ วโดยสรปุ วา่ พระพทุ ธองคท์ รงมพี ระอจั ฉรยิ ภาพดา้ นการแพทยแ์ ละการสาธารณสขุ
อันล้�ำเลิศ และทรงมีพระเมตตากรุณาและเอ้ืออาทรในการดูแลสุขภาพของสงฆ์สาวกและ
ประชาชนทว่ั ไป ทรงจดั บรกิ ารรักษาพยาบาล การปอ้ งกัน ควบคมุ โรค และการฟื้นฟูสภาพหลงั การ
ปว่ ยไข้ ทรงส่งั การรกั ษาพยาบาลด้วยพระองค์เอง แมก้ ระทัง่ ทรงอาบน้ำ� ใหภ้ ิกษุทป่ี ว่ ยไข้ ทรงสอน
ใหภ้ กิ ษเุ ปน็ ภกิ ษุพยาบาลท�ำการรกั ษา พยาบาล ชว่ ยเหลือภกิ ษุอาพาธและประชาชน 25 จ�ำพวก
ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสาธารณสุขมูลฐานในปัจจุบันที่มีอาสาสมัครสาธารณสุขประจ�ำหมู่บ้าน
(อสม.) ทรงอนุญาตยาสมนุ ไพรนานาชนิดและอาหารเปน็ ยา ทรงสั่งใช้วธิ กี ารรกั ษาพยาบาลและ
ฟน้ื ฟสู ภาพหลายวธิ แี บบอายรุ เวท ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั วธิ กี ารรกั ษาแบบเวชกรรม หรอื แพทยแ์ ผนโบราณ
ของไทย ทรงอนุญาตการผา่ ฝีและการผา่ ตัดเนอื้ งอกดว้ ยกอ้ นเกลือ และทรงส่ังการรักษาพยาบาล
ดว้ ยวธิ อี นื่ ๆ อกี มาก จนทำ� ใหพ้ ระพทุ ธองคท์ รงไดร้ บั การถวายพระนามวา่ เปน็ หมอหรอื แพทย์ ดงั นนั้
พระกรณียกิจของพระพุทธองค์จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งในการศึกษาค้นคว้าและเจริญรอยตามเบื้อง
พระยุคลบาท
2) มุมมองด้านเป้าหมายสูงสุด เป้าหมายสูงสุดของบริการทางการแพทย์และการ
สาธารณสุข ได้แก่ ประชาชนทุกคนมีภาวะท่ีสมบูรณ์พร้อมมูล ท้ังทางกาย ทางจิต ทางปัญญา
และทางสงั คม เชอื่ มโยงกนั เปน็ องคร์ วมอยา่ งสมดลุ ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั เปา้ หมายสงู สดุ ของพทุ ธธรรม
ได้แก่ ความพน้ ทุกข์ คอื ถงึ พร้อมดว้ ยความสขุ ท้งั ในชาตินีแ้ ละชาติหนา้ คอื สคุ ติ หรือจุดหมาย
สูงสดุ ตลอดไป คอื นพิ พาน
3) มุมมองดา้ นกระบวนการค้นหาความจริงและสัจธรรม พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและ
ตรสั รดู้ ้วยอรยิ สจั 4 คอื ทุกข์ สมุทัย นโิ รธและมรรค ซ่งึ สอดคลอ้ งกบั หลกั การบรกิ ารทางการ
แพทยแ์ ละการสาธารณสขุ ทจี่ ะตอ้ งวเิ คราะห์คน้ หาโรคหรือปัญหาสุขภาพ คน้ หาสาเหตุ ก�ำหนด
เป้าหมายการรักษา หรือแก้ไขปัญหา และด�ำเนินการรักษาหรือแก้ไขปัญหาตามหลักวิชาการ
แพทย์และการสาธารณสุข ที่ต้ังอยู่บนพื้นฐานของความจริงและเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์และ
หลกั ธรรมชาติ
4) มุมมองด้านความส�ำคัญของสุขภาพ ในด้านการแพทย์และการสาธารณสุขถือว่า
สุขภาพมีความส�ำคัญมากต่อการด�ำรงชีวิต หากบุคคลมีสุขภาพดีก็จะสามารถศึกษาหาความรู้ มี
ความเฉลยี วฉลาด มงี านทำ� มีอาชีพดี มีรายไดด้ ี มฐี านะ การเงินพอเพียง ตรงกันข้าม
10
ประมวลผลประสทิ ธิผลของการสวดมนต์ การปฏบิ ัตสิ มาธแิ ละเคร่อื งมอื 3ส.3อ.1น.
หากสขุ ภาพไมด่ กี จ็ ะเปน็ อุปสรรคตอ่ การศึกษาเล่าเรียน ด้อยโอกาสการมีอาชีพดีและฐานะยากจน
ในทางการแพทย์และการสาธารณสุขได้ให้ความส�ำคัญของสุขภาพทั้ง 4 มิติ คือ สุขภาพ
ทางกาย ทางจติ ทางปญั ญาและทางสงั คม ในทางพุทธศาสนานน้ั ได้มีพทุ ธพจนถ์ ึงความสำ� คญั
ของสุขภาพ ความวา่ “อาโรคยฺ า ปรมา ลาภา” ความไม่มโี รค เป็นลาภอย่างย่งิ ในพระไตรปฎิ กได้
บรรจุค�ำสอนของพระพุทธเจ้าเกีย่ วกบั โรคโดยตรงไวใ้ น “โรคสตู ร วา่ ด้วยโรค ความวา่ มีโรค 2
อย่างคอื 1) โรคทางกาย และ 2) โรคทางใจ คนทไี่ ม่มีโรคทางกายในแตล่ ะปี หรือหลายปี แม้ยงิ่
กวา่ 100 ปี ยงั พอมีอยู่ แต่ผจู้ ะกลา่ วอา้ งวา่ ตนเองไม่มีโรคทางใจ ตลอดระยะเวลาแมแ้ ตค่ ร่เู ดียว
หาได้โดยยาก ยกเวน้ ผู้หมดกเิ ลสแล้ว” อย่างไรกต็ าม พระพทุ ธองค์ทรงสอนใหม้ แี ละใชป้ ญั ญาใน
การสร้างความสขุ และด�ำรงชวี ิตอย่างมีคุณค่าและคณุ ธรรมดว้ ยในขณะเดยี วกนั
5) มุมมองด้านการพึ่งตนเองและการเอ้ือประโยชน์ต่อผู้อ่ืน ในด้านการดูแลสุขภาพ
ทางการแพทยแ์ ละการสาธารณสุขนนั้ ไดเ้ นน้ ใหเ้ หน็ ความส�ำคญั ของการพง่ึ พาตนเอง ในการดูแล
สขุ ภาพเปน็ เบอื้ งตน้ หากเหลอื ความสามารถของตนเอง จงึ พงึ่ พาคนอน่ื เชน่ บคุ ลากร สถานอี นามยั
และโรงพยาบาล เป็นต้น ในด้านพระพุทธศาสนาก็ได้มีพุทธพจน์ส่งเสริมการพึ่งพา ตนเองว่า
“อตตฺ าหิ อตตฺ โน นาโถ ตนแลเปน็ ทพ่ี ง่ึ แหง่ ตน” สว่ นการใหบ้ รกิ ารแกผ่ อู้ นื่ นน้ั สมเดจ็ พระบรมราชชนก
ได้ทรงสอนให้นึกถงึ ประโยชนผ์ ู้อื่นเป็นที่หนึ่ง ประโยชน์สว่ นตนเป็นที่สอง ซงึ่ สอดคล้องกบั คำ� สอน
ของพระพุทธองค์ในสังคหวตั ถุ 4 คอื ทาน หมายถึง การให้ การเสียสละ หรือการเอื้อเฟือ้ แบ่งปัน
ของๆ ตน เพือ่ ประโยชนแ์ ก่บุคคลอ่นื ปยิ วาจา หมายถึง การพดู จาดว้ ยถอ้ ยคำ� ที่ไพเราะอ่อนหวาน
พดู ดว้ ยความจรงิ ใจ อตั ถจรยิ า หมายถงึ การสงเคราะหท์ กุ ชนดิ หรอื การประพฤตใิ นสงิ่ ทเี่ ปน็ ประโยชน์
แกผ่ อู้ นื่ และสมานตั ตตา หมายถงึ การเปน็ ผมู้ คี วามสมำ�่ เสมอหรอื มคี วามประพฤตเิ สมอตน้ เสมอปลาย
6) มมุ มองดา้ นวงจรชวี ิตของมนุษย์ ในทางพระพทุ ธศาสนาไดก้ ลา่ วถงึ วงจรชีวติ ของ
มนษุ ย์ว่า มกี ารเกดิ การแก่ การเจบ็ และการตาย ยกเวน้ ผดู้ บั กเิ ลสและกองทุกข์แลว้ ในทางการ
แพทยก์ ็ไดเ้ นน้ ถึงบรกิ ารอยา่ งครบวงจร คือ ในการเกดิ การแก่ การเจ็บ การเจ็บปว่ ยและการตาย
เช่นเดยี วกัน โดยมบี รกิ ารสาธารณสขุ 4 มติ ริ องรับ ไดแ้ ก่ การสรา้ งเสริมสขุ ภาพ การปอ้ งกัน
ควบคุมโรค การรักษาพยาบาลและการฟื้นฟสู มรรถภาพ
7) มุมมองด้านคุณธรรมและจริยธรรม ในด้านการให้บริการทางการแพทย์และ
การสาธารณสุขน้ัน ผู้ให้บริการหรือผู้ประกอบวิชาชีพทุกวิชาชีพ จะต้องปฏิบัติตามข้อก�ำหนด
สภาวชิ าชพี วา่ ดว้ ยคุณธรรมและจรยิ ธรรมของผ้ปู ระกอบวชิ าชีพน้นั ๆ ที่กำ� หนดข้ึน เช่น แพทยสภา
กม็ ีข้อกำ� หนดของแพทย์สภาวา่ ด้วยจรยิ ธรรมของแพทย์ใหป้ ฏบิ ตั ิ เปน็ ต้น ส�ำหรบั พระพทุ ธศาสนา
นน้ั ถอื วา่ พระวนิ ยั และพระธรรมทท่ี รงบญั ญตั ทิ ง้ั หมด ถอื เปน็ หลกั ประพฤตปิ ฏบิ ตั ทิ น่ี ำ� ไปสคู่ ณุ ธรรม
และจรยิ ธรรมของมนุษยโ์ ลกทัง้ สิน้
2.2 อานภุ าพของพทุ ธธรรมในการสร้างสุขภาพ ปอ้ งกันและรกั ษาโรค
พระธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้ามีอานุภาพและคุณประโยชน์มากต่อผู้ประพฤติปฏิบัติ
เนอื่ งจากพระพทุ ธองคไ์ ดท้ รงสอนทงั้ ดา้ นองคค์ วามรู้ หลกั พทุ ธธรรม เรยี กวา่ ทรงสอนพระปรยิ ตั ธิ รรม
ดา้ นปฏบิ ตั ิ เรยี กวา่ ปฏบิ ตั ธิ รรม และดา้ นผลของการเรยี นรแู้ ละปฏบิ ตั ดิ ว้ ยตนเอง เรยี กวา่ ปฏเิ วธธรรม
และถอื เป็นหลกั การสำ� คัญของคุณประโยชน์ของพุทธธรรมวา่ ผ้ปู ระพฤตปิ ฏิบตั ธิ รรม
11
ประมวลผลประสทิ ธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏิบัติสมาธแิ ละเครื่องมือ 3ส.3อ.1น.
ยอ่ มไมต่ กไปหรอื ไมเ่ ปน็ ไปในทางชวั่ มแี ตค่ วามเจรญิ รงุ่ เรอื งในชวี ติ สำ� หรบั อานภุ าพของพทุ ธธรรม
ตอ่ การแพทยแ์ ละการสาธารณสขุ โดยตรงนนั้ เกดิ จากพระอจั ฉรยิ ภาพของพระพทุ ธเจา้ ดา้ นการแพทย์
และการสาธารณสุข ซง่ึ ได้ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ นานาประการ ได้แก่
1) ด้านการรกั ษาพยาบาล พระพุทธเจา้ ทรงบัญญัตใิ ชย้ า อาหาร สมนุ ไพรหลายชนดิ
สำ� หรบั รักษาโรคในภิกษุป่วยไข้ ทรงอนุญาตใหภ้ กิ ษเุ ป็นภกิ ษุพยาบาล ทำ� การพยาบาลภกิ ษุไข้ ซง่ึ
ในระยะหลังทรงอนญุ าตให้ภิกษพุ ยาบาลท�ำการรกั ษาพยาบาลบคุ คลอนื่ ๆ 25 จำ� พวกได้ เชน่ บิดา
มารดา ญาติ ฯลฯ ทรงผ่าตัดเน้ืองอกด้วยก้อนเกลือด้วยพระองค์เอง รวมทั้งได้ทรงบัญญัติ
คณุ สมบตั ิของผู้พยาบาลทีด่ ีและท่ไี ม่สมควร ซึ่งอาจถอื ได้วา่ ทรงบัญญตั จิ รยิ ธรรมของแพทย์หรอื
พยาบาลเป็นครง้ั แรก
2) ด้านการป้องกัน ควบคุมโรค มีหลายประการ เช่น ทรงอนุญาตให้ภิกษุพยาบาล
ทำ� การรักษาผปู้ ว่ ยด้วยโรคระบาด การวางหลักเกณฑด์ า้ นการสขุ าภิบาลสง่ิ แวดล้อม รวมท้ังการ
รักษาความสะอาดของ สง่ิ ของ เครื่องใช้ เป็นต้น
3) ด้านการส่งเสริมสุขภาพ ทรงบัญญัติพระธรรมท่ีเก้ือกูลการส่งเสริมสุขภาพไว้
หลายประการ เชน่ ทรงอนุญาตอาหารที่ควรกนิ และไมค่ วรกิน เชน่ เนื้อชา้ ง เป็นต้น ทรงสอนให้กิน
อาหารพอประมาณ เพอื่ ใหพ้ อเพยี งในการบำ� รงุ รกั ษาใหร้ า่ งกายอยไู่ ดเ้ ปน็ ปกติ ไมใ่ ชก่ นิ อาหารอยา่ ง
มวั เมาตามกเิ ลส ตณั หา เชน่ คำ� สอนในขอ้ ธรรม “โภชเนมตั ตญั ญตุ า” ใหร้ จู้ กั พอประมาณในการบรโิ ภค
เป็นต้น นอกจากน้ัน ยังทรงสอนให้เคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งอนุโลมได้กับการออกก�ำลังกาย เช่น
การเดินจงกรม ปฏบิ ัตกิ จิ วัตร 10 ประการของสงฆ์ การประพฤติปฏบิ ตั ิศลี สมาธิ ปัญญา (ภาวนา)
ซ่ึงเป็นการรักษากายและวาจาให้เรียบร้อย และฝึกจิตใจให้สงบผ่องแผ้ว เพ่ือส่งเสริมท้ังสุขภาพ
ทางกายและจิตใจ เปน็ ต้น
4) การฟน้ื ฟสู มรรถภาพหรอื การฟน้ื ฟสู ขุ ภาพ ไดท้ รงอนญุ าตการนวด การอบ การรมควนั
สำ� หรับการฟน้ื ฟสู ุขภาพดว้ ย
5) ส่วนอานุภาพของการประพฤติปฏิบัติพุทธธรรมแต่ละข้อธรรมหรือหมวดธรรม
มมี ากมาย ข้ึนอยกู่ บั ขอ้ ธรรมใดหรอื หมวดธรรมใด เช่น หมวดธรรมไตรสกิ ขาคือ ศีล สมาธิ ปัญญา
ซ่งึ เปน็ หวั ใจของพระพุทธศาสนา อีกหมวดธรรมหน่งึ ทข่ี อกลา่ ว ณ ทน่ี ้ี ได้แก่ โพชฌงค์ 7 คอื ธรรม
เปน็ องคแ์ หง่ การตรสั รู้ หรอื องคข์ องผตู้ รสั รู้ และถอื เปน็ ธรรมโอสถประการหนง่ึ คอื ในสมยั พทุ ธกาล
พระพุทธเจ้าไดท้ รงแสดงโพชฌงค์ 7 น้โี ปรดใหก้ บั พระอัครสาวก 2 รูป คอื พระมหากสั สปะและ
พระโมคคญั ลานะ ทป่ี ว่ ยเปน็ ไขห้ นกั ในเวลาแตกตา่ งกนั ปรากฏวา่ พระอคั รสาวกทง้ั 2 องคห์ ายจาก
การเจบ็ ป่วยน้ัน ต่อมาพระพทุ ธเจ้าทรงประชวรด้วยไข้หนกั พระพุทธองค์ตรสั ใหพ้ ระจนุ ทะ สวด
โพชฌงค์ 7 ถวาย ทำ� ใหพ้ ระพุทธองค์ทรงหายประชวร เชน่ เดยี วกนั อานุภาพหรอื คุณประโยชน์
ของพุทธธรรมต่างๆ ในสมยั ปจั จบุ ัน ไดม้ ีวงการแพทย์และวิทยาศาสตรก์ ารแพทย์ทำ� การศกึ ษาวจิ ยั
ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วปรากฏว่า มีประสิทธิผลในการป้องกันและรักษาโรคได้หลายประการ
เช่น การปฏบิ ตั ิสมาธเิ ปน็ เวลา 4 สัปดาห์ วันละ 2 ครงั้ มีผลให้ผู้ป่วยความดนั โลหิตสูง ความดัน
โลหติ ลดลง เปน็ ตน้ สำ� หรบั รายละเอยี ดของคณุ ประโยชนข์ องพทุ ธธรรมทเ่ี กอื้ กลู ตอ่ การสรา้ งสขุ ภาพ
ท้งั 4 มติ แิ ละเฉพาะโรคจากพฤตกิ รรมเสยี่ ง จะได้แสดงไวใ้ นบทต่อไป
12
ประมวลผลประสทิ ธิผลของการสวดมนต์ การปฏบิ ัติสมาธแิ ละเคร่ืองมอื 3ส.3อ.1น.
2.3 การเปล่ียนแปลงปัญหาสุขภาพและสาธารณสุขท่ีมีผลต่อการพัฒนาระบบบริการ
สขุ ภาพ
1) ในชว่ งเวลาประมาณ 20 ปีท่ีผ่านมา ประชาชนมกี ารเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมการ
ด�ำเนินชีวิต เช่น การรับประทานอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ การออกก�ำลังกายไม่เพียงพอ
มภี าวะเครยี ด ผลกระทบจากภาวะสงั คม เศรษฐกจิ และสิ่งแวดลอ้ มที่เปล่ยี นแปลง ทำ� ให้เกดิ โรค
เรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน ความดนั โลหิตสูง โรคหลอดเลอื ด หัวใจและสมอง มะเรง็ เป็นต้น โรค
เหล่าน้ีมีอัตราป่วย อัตราโรคแทรกซ้อน และอัตราตายเพิ่มข้ึนทุกปี ในการแก้ปัญหาดังกล่าวน้ี
โดยใช้บริการการแพทย์แผนปัจจบุ ัน ยังไมส่ ามารถยับย้งั และลดปญั หาลงได้ กระทรวงสาธารณสขุ
และหนว่ ยงานตา่ งๆ จงึ ไดส้ รรหาและพฒั นาการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยท์ างเลอื กมาบรู ณาการ
กับการแพทยแ์ ผนปัจจุบันในรปู แบบของการแพทย์ผสมผสาน (Integrative Medicine) หรอื ในบาง
กรณสี ามารถใชบ้ รกิ ารทางการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยท์ างเลอื ก ทดแทนการแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั
2) ในการจัดระบบบริการสุขภาพและสาธารณสุขด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ทางการแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั มคี า่ ใชจ้ า่ ยเพม่ิ สงู ขน้ึ ทง้ั คา่ ตรวจรกั ษาพยาบาลรายบคุ คล คา่ ยา คา่ จา้ ง
บุคลากร ค่าอุปกรณ์การแพทย์ รวมท้งั คา่ กอ่ สรา้ งขยายโรงพยาบาล หากสถานการณ์คงเป็นเช่นน้ี
ตอ่ ไป จะสง่ ผลให้ประเทศชาติไม่สามารถจัดสรรงบประมาณดา้ นสาธารณสขุ ใหเ้ พยี งพอได้
13
ประมวลผลประสิทธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏิบัตสิ มาธิและเครือ่ งมือ 3ส.3อ.1น.
บท3ที่
ของกผาลรสกวาดรศมึกนษตาแ์ วลิจะัยกปารรเะจสรทิ ญิ ธผิสมลาแธลิตะป่อรสะุขสภทิ าธพภิ าอพงคร์ วม
มผี ลการศึกษาวจิ ยั จำ� นวนมากท้ังการสวดมนต์และการเจริญสมาธิ และทัง้ โดยแพทย์และ
ผ้เู ชี่ยวชาญของสถาบันการศึกษา หรอื โรงพยาบาลในต่างประเทศและในประเทศไทย ในบทนีข้ อ
เสนอผลการศึกษาวจิ ยั การสวดมนต์ทส่ี �ำคญั และมคี ณุ ประโยชน์ดงั ต่อไปน้ี
1. ผลการศึกษาวจิ ยั การสวดมนต์ในตา่ งประเทศ
1) นพ.แพทย์พงษ์ วรพงศ์พิเชษฐ ได้เขียนเรื่องผลของการสวดมนต์บ�ำบัดในหนังสือ
“สวดมนต์และสมาธิบ�ำบดั เพอื่ การรกั ษาโรค” จัดพิมพโ์ ดยกองการแพทยท์ างเลอื ก กรมการแพทย์
แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เมื่อปี พ.ศ.2558 สรปุ สาระสำ� คัญไดด้ งั น้ี
(1) ศูนย์การแพทย์ผสมผสานและการแพทย์ทางเลือกแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา
ไดท้ ำ� การสำ� รวจในประชากร 31,000 คน พบว่า รอ้ ยละ 36 มกี ารใช้วิธกี ารทางการแพทยผ์ สมผสาน
และการแพทย์ทางเลือกในการดแู ลสุขภาพของตนเอง และรอ้ ยละ 62 ใชก้ ารสวดมนตบ์ ำ� บัด และ
ในจำ� นวนนี้ รอ้ ยละ 43 สวดมนตเ์ พอื่ สขุ ภาพของตนเอง รอ้ ยละ 24 สวดมนตใ์ หผ้ อู้ น่ื รอ้ ยละ 10 สวดมนต์
เปน็ กลมุ่ เพอื่ ใหบ้ คุ คลทต่ี นมงุ่ หวงั ใหห้ ายจากโรคทปี่ ระสบอยู่ เชน่ เดยี วกบั การศกึ ษาของมหาวทิ ยาลยั
ฮาร์วาด พบว่า หนึ่งในสามของผู้ป่วยใช้การสวดมนต์ร่วมกับการรักษาความเจ็บป่วยของแพทย์
ในจำ� นวนน้ี ร้อยละ 35 สวดมนต์เพ่อื ให้หายจากโรค ร้อยละ 75 ใชก้ ารสวดมนต์เพ่ือให้มสี ขุ ภาพดี
ร้อยละ 22 สวดมนต์เพื่อให้เกิดผลเฉพาะเจาะจงในโรคกลุ่มน้ันๆ และในจ�ำนวนผูใ้ ชก้ ารสวดมนต์นี้
รอ้ ยละ 70 กลา่ ววา่ การสวดมนต์มีประโยชน์ในการบ�ำบดั ได้มาก
(2) การสวดมนต์เป็นกิจกรรมท่ีผู้ท่ีนับถือศาสนาทุกศาสนาปฏิบัติกันเป็นประจ�ำ
เปน็ การแสดงความเลอื่ มใสศรทั ธาในศาสดาและคำ� สอนในศาสนาของตนเอง นอกจากนนั้ การสวดมนต์
ยงั เปน็ วธิ ฝี กึ จติ ใหเ้ กดิ สมาธทิ ใี่ ชก้ นั โดยทว่ั ไป นกั วทิ ยาศาสตรด์ า้ นสขุ ภาพมคี วามสนใจในผลของการ
สวดมนตต์ ่อสุขภาพกันมาก เรม่ิ มกี ารศึกษาวจิ ัยกนั ต้งั แต่ ปี ค.ศ.1970 Benson และคณะ พบว่า
ในผู้ท่ีฝกึ สมาธแิ บบ ที.เอม็ . (Transcendental Meditation, T M) โดยการภาวนาคำ� บรกิ รรมในใจ
ตลอดเวลาแบบสวดมนต์ (Mantra Meditation) ติดต่อกนั เป็นเวลา 30 นาที เป็นประจ�ำจนจติ
เปน็ สมาธิ พบวา่ รา่ งกายในขณะนนั้ จะมกี ารเผาผลาญพลงั งานนอ้ ย (Hypometabolic state) การใช้
ออกซเิ จนลดลง การเตน้ ของหวั ใจชา้ ลง อตั ราการหายใจลดลง ความดนั ลดลง ความตงึ ตวั ของกลา้ มเนอื้
ลดลง คล่ืนสมองมีคล่ืนแอลฟ่ามากข้ึน ระดับ Lactate ในเลือดลดลง เบนสัน เรียกสภาวะนี้ว่า
Relaxation Response ภาวะนี้จะตรงกันขา้ มกบั ภาวะท่เี กดิ จากความเครียดท่ีเรยี กว่า The Fight
and Flight Response ซงึ่ Cannon ไดศ้ กึ ษาไวใ้ นปี ค.ศ. 1914 ซง่ึ ในภาวะเชน่ นก้ี จ็ ะมกี ารเปลยี่ นแปลง
ทางสรีรวิทยา เช่น ความดนั สูงขนึ้ การหายใจเร็ว ม่านตาขยายออก กล้ามเนือ้ ตงึ ตัวมากขึ้น ซ่ึงเปน็
ผลจากการกระตุ้นระบบประสาท sympathetic
14
ประมวลผลประสิทธิผลของการสวดมนต์ การปฏิบัติสมาธแิ ละเครือ่ งมือ 3ส.3อ.1น.
นอกจากนนั้ เราพบวา่ โรคหรอื กลมุ่ อาการตา่ งๆ เชน่ ความดนั โลหติ สงู โรคหลอดเลอื ด
หวั ใจตีบ การเสียชีวติ แบบเฉียบพลนั จากโรคหวั ใจ กลุ่มอาการปวดบางชนิด โรคผวิ หนังเร้อื รัง เช่น
ผน่ื ลมพษิ เซลลส์ มองตาย ภาวะมบี ตุ รยาก อาการกอ่ นมปี ระจำ� เดอื น มสี าเหตสุ ว่ นหนงึ่ มาจากความเครยี ด
หรอื ความเครียดท�ำใหอ้ าการเหล่านี้มีอาการรุนแรงมากข้นึ
ดงั นนั้ จงึ มกี ารนำ� วธิ กี ารสวดมนตใ์ หจ้ ติ เปน็ สมาธิ (Mantra Meditaton) มาใชใ้ นการ
รักษาโรค พบว่า ได้ผลดีในโรควิตกกังวล โรคความดันโลหิตสูง อาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจ
อาการหัวใจเต้นผิดปกติ แบบ preventicular contraction และช่วยลด cholesterol ในเลือด
ท�ำให้อาการโรคหอบหดื โรคสเก็ดเงนิ โรคล�ำไส้แปรปรวน ดขี ึน้
(3) นอกจากการสวดมนต์เพ่ือให้ผู้สวดมีจิตเป็นสมาธิจะท�ำให้เกิดผลในการบ�ำบัด
โรคต่อผู้สวดเองดังท่ีได้กล่าวมาแล้ว บ่อยครั้งเรายังสวดมนต์เพ่ือให้ผู้อ่ืนหายจากอาการเจ็บป่วย
เป็นการสวดมนต์จากท่ีไกล เช่น ที่บ้าน ที่วัด หรือในสถานปฏิบัติธรรม โดยปรารถนาให้ผู้ป่วยที่
เข้ารบั การรกั ษาในโรงพยาบาลให้หายปว่ ยโดยเร็ว (Distance Intercessory Prayer) ซ่ึงในเรื่องนี้
มกี ารศกึ ษาไว้ โดยในปี ค.ศ.1988 Randolph C. Byrd อายรุ แพทยด์ า้ นหวั ใจไดท้ ำ� การศกึ ษาผปู้ ว่ ยหนกั
393 ราย ในหอ้ งบำ� บดั ฉกุ เฉนิ ทางหวั ใจ (Coronary Care Unit) ของโรงพยาบาลทว่ั ไปแหง่ ซานฟรานซสิ โก
(San Francisco General Hospital) เป็นเวลา 10 เดอื น ในปี 1982-1983 เขาแบง่ คนไขอ้ อกเปน็
2 กลุ่ม กลุ่มหนง่ึ 201 ราย ให้การรกั ษาทางการแพทยต์ ามปกติ อีกกล่มุ หน่งึ 192 ราย ใหก้ ารรกั ษา
เหมอื นกลุ่มแรก แต่เขาจะจัดใหม้ กี ารสวดมนต์ โดยกลมุ่ นกั บวชครสิ ต์ทีโ่ บสถ์ท่ีสวดเปน็ ประจ�ำอยู่
แลว้ กลมุ่ ละ 3-7 คน เขาจะแจง้ ชอื่ คนไขโ้ รคทเ่ี ปน็ อาการหนกั ขนั้ ไหนเพอื่ ใหก้ ลมุ่ คนเหลา่ นสี้ วดมนต์
ใหห้ ายจากอาการเจบ็ ปว่ ยโดยเรว็ ไมใ่ หม้ อี าการแทรกซอ้ น ไมใ่ หเ้ สยี ชวี ติ โดยทตี่ วั ผปู้ ว่ ยเอง แพทย์
พยาบาลทร่ี กั ษาจะไมม่ ใี ครรเู้ ลย และกลมุ่ ผสู้ วดมนตจ์ ะสวดอยทู่ โ่ี บสถห์ รอื ทหี่ า่ งไกลจากโรงพยาบาล
ผลปรากฏวา่ กลมุ่ คนไขท้ มี่ ผี สู้ วดมนตใ์ หม้ อี าการหวั ใจวายนอ้ ยกวา่ อกี กลมุ่ (8 ตอ่ 20) ใชย้ าปฏชิ วี นะ
นอ้ ยกวา่ 5 เทา่ (3 ตอ่ 16) ใสท่ อ่ ชว่ ยหายใจนอ้ ยกวา่ (0 ตอ่ 12) ตดิ เชอ้ื ปอดบวมนอ้ ยกวา่ (3 ตอ่ 13)
มกี ารปม๊ั ชว่ ยชวี ติ เนอ่ื งจากหวั ใจหยดุ เตน้ นอ้ ยกวา่ (3 ตอ่ 14) ในกลมุ่ ทมี่ กี ารสวดมนตไ์ มม่ เี สยี ชวี ติ เลย
ตลอดเวลาทีท่ ดลอง ในขณะทอ่ี กี กลุ่มเสยี ชีวิต 3 ราย เราจะเหน็ ว่าการสวดมนตม์ ีผลดมี ากอย่าง
ชดั เจน Harris และคณะ ได้ศึกษาผปู้ ว่ ยในหอ้ งบ�ำบดั ผู้ปว่ ยโรคหัวใจ (Coronary care unit) เชน่
เดียวกบั Byrd โดยศึกษาแบบ randomized controlled trial ก็พบว่า การสวดมนตจ์ ากทไี่ กลโดย
ผ้ปู ่วยไมร่ ูต้ วั (intercessory prayer) ชว่ ยใหผ้ ลการรักษาผูป้ ่วยภาวะฉุกเฉนิ ในหน่วยดูแลผู้ป่วย
โรคหวั ใจไดผ้ ลดขี นึ้ งานวจิ ยั ทง้ั สองชนิ้ นไี้ ดร้ บั โตแ้ ยง้ และวจิ ารณก์ นั มากในหมนู่ กั วจิ ยั วา่ ผลการรกั ษา
ทีด่ ขี น้ึ อาจจะเกิดขึน้ โดยบังเอญิ เน่ืองจากมตี วั แปรมากที่มีผลตอ่ การหายดขี ้ึนของผ้ปู ว่ ย เชน่ ความ
รนุ แรงของโรคแตล่ ะคนไมเ่ ทา่ กนั ความจ�ำเปน็ ตอ้ งใช้ยาปฏิชวี นะ หรอื ยาขับปัสสาวะตา่ งกัน และ
ผปู้ ่วยในกลมุ่ ท่ีไม่มีการสวดมนตใ์ ห้นน้ั ญาตทิ ่ีบา้ นอาจจะสวดมนต์ให้หายเรว็ ๆ ก็ได้ เพราะโดยปกติ
แลว้ คนไข้ทปี่ ว่ ยอยู่ในข้นั วกิ ฤติ ญาตมิ ักจะหาวิธกี ารตา่ งๆ ทางจิตวญิ ญาณทตี่ นเองเช่ือถอื มาช่วย
ไม่มากก็น้อยและการสวดมนต์เป็นวิธีท่ีง่ายที่ผู้ป่วยนิยมใช้ในเวลาเข้ารับการรักษาเวลาเจ็บป่วย
Suadia และคณะพบวา่ คนไขท้ เ่ี ขา้ รบั การผา่ ตดั หวั ใจรอ้ ยละ 96 ใชก้ ารสวดมนตช์ ว่ ยประคบั ประคอง
จติ ใจของตนเอง และรอ้ ยละ 70 ของคนไขค้ ิดวา่ การสวดมนตจ์ ะช่วยเขาได้ โดยได้จาก
15
ประมวลผลประสิทธิผลของการสวดมนต์ การปฏิบตั สิ มาธิและเครื่องมือ 3ส.3อ.1น.
การตอบตามแบบทดสอบของผู้รายงาน ทา้ ยทส่ี ุด Byrd กล่าวติดตลกวา่ “ปจั จยั ท่ีเขาไม่สามารถ
ควบคุมได้ในการท�ำวิจัยคือ เขาไม่สามารถควบคุมความประสงค์ของพระเจ้า พระเจ้าอาจจะชอบ
กลุ่มท่ีมีคนสวดมนต์ให้ก็ได้” อย่างไรก็ตามความจริงในเร่ืองนี้คงต้องท�ำการศึกษาค้นคว้ากันต่อไป
ให้มากกวา่ น้กี อ่ นจะสรปุ ลงไป
(4) ในปี ค.ศ.1998 Sicher และคณะ ได้ท�ำการศกึ ษาในผูป้ ่วยโรคเอดสท์ ่ีเปน็ มากแล้ว
แบบ double-blind randomized ในผปู้ ่วย 40 ราย ผู้ป่วยเหลา่ น้มี ี CD4 ต�ำ่ กวา่ 200 ตวั ผูป้ ว่ ย
เหล่านไ้ี ดร้ บั การสวดมนต์ให้ โดยทีเ่ จ้าตวั และแพทยผ์ ูร้ ักษาไม่รู้ หกเดอื นตอ่ มาพบว่าผูป้ ว่ ยกลุม่ ทมี่ ี
การสวดมนต์ให้ มโี รคแทรกซ้อน การมาพบแพทย์หรอื การเขา้ รับการรกั ษาในโรงพยาบาลน้อยกว่า
กลุ่มทีไ่ มม่ ีการสวดมนตใ์ ห้ แตร่ ะดบั CD4 ในทั้งสองกลุ่มไมต่ า่ งกนั
(5) ในการศึกษาโดยการทบทวนรายงานการวจิ ยั ทีผ่ ่านมาท่ตี ีพมิ พล์ งใน Annals of
Internal medicine ในปี ค.ศ.2000 ผู้ทบทวนรายงาน 23 ช้ิน ผู้ปว่ ยในการศกึ ษา 2,774 ราย ใน
จำ� นวนนี้ 5 รายงาน เปน็ การสวดมนตร์ ะยะไกล 11 รายงานเปน็ สมั ผสั บำ� บดั 7 รายงาน เปน็ รปู แบบ
อื่นๆ ผลการวิเคราะห์พบว่า 13 รายงานพบวา่ การสวดมนตใ์ หผ้ ลดีในการรกั ษา 9 รายงาน ไม่พบ
วา่ เกิดผลดีและ 1 รายงานพบวา่ ผลเลวลง ผู้ศึกษาเชิงวิเคราะห์กล่าววา่ ข้อมลู ยังนอ้ ยเกนิ ไป จงึ
เป็นการยากท่จี ะสรปุ ลงไปทีเดยี ว อาจจะต้องมีการศึกษามากกวา่ น้ี
2) Engström และ Söderfeldt และคณะ (2010) ได้ศึกษาเกีย่ วกับ Brain Activation
During Compassion Meditation: A Case Study กลมุ่ ทีศ่ กึ ษาเป็นนกั ศกึ ษาปริญญาตรีทน่ี ับถอื
พทุ ธศาสนาในทเิ บตทม่ี กี ารฝกึ สมาธิ โดยใชเ้ ทคนคิ ในการสรา้ งความรสู้ กึ ของความรกั และความเมตตา
ในขณะทที่ อ่ งบทสวดมนต์ การวจิ ยั ครงั้ นม้ี วี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ศกึ ษาความสมั พนั ธข์ องการสง่ สญั ญาณ
ประสาทกบั การท�ำสมาธิด้วยความเหน็ อกเหน็ ใจในผู้ปฏิบัติธรรมท่ีมปี ระสบการณ์ 1 คน เปน็ หญิง
อายุ 59 ปี : กลมุ่ ตวั อยา่ งในการวจิ ยั ถกู ตรวจสอบโดยการถา่ ยภาพดว้ ยคลน่ื สนามแมเ่ หลก็ ในระหวา่ ง
การท�ำสมาธิด้วยความเห็นอกเห็นใจ เป็นการประยุกต์ใช้การท�ำสมาธิด้วยวิธีการจัดการพูดค�ำซ�้ำๆ
ลงตีพิมพใ์ น The Journal of Alternative and Complementary Medicine, 16(12), 1253-1258
ผลการศกึ ษาพบวา่ ไดค้ น้ พบสง่ิ สำ� คญั ทส่ี ดุ คอื การกระตนุ้ ทบี่ รเิ วณสมองสว่ น prefrontal
ส่วนหน้าขา้ งซา้ ยไปถึงบริเวณสมองสว่ นหนา้ ที่ anterior cingulate gyrus ทม่ี รี ูปคลา้ ยคอเสอ้ื และ
กระตนุ้ ถงึ insula ทางดา้ นขวาและบรเิ วณสมองซกี ซา้ ยทต่ี ดิ กบั สมองสว่ น hypothalamus การศกึ ษา
คร้ังน้ีสอดคล้องกับสมมติฐานที่ว่าการท�ำสมาธิแบบเมตตาน้ัน มาพร้อมกับการกระตุ้นในบริเวณ
สมองท่ีเก่ียวข้องกับการเอาใจใส่เช่นเดียวกับความรู้สึกท่ีมีความสุขและมีความสุข (เช่น บริเวณ
สมองสว่ น prefrontal ขา้ งซา้ ย)
ดงั นั้นการวจิ ยั ครัง้ นี้ไดข้ ้อสรุปว่า การฝึกสมาธขิ องหญิงวัย 59 ปี ทท่ี ่องบทสวดมนต์
ด้วยความร้สู กึ ของความรกั และความเมตตา เป็นเวลาหลายปี โดยงานวจิ ยั น้ีไม่ระบุ แต่งานวิจัยอนื่
ระบวุ ่าอย่างนอ้ ย 2 ปี ท�ำให้สมองทางด้านซา้ ยท�ำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีงานวจิ ัยของหลาย
ประเทศที่นำ� บทสวดมนตม์ าใช้ เชน่ Mantra versus Sanskrit, Mantra versus Swedish พบวา่
สมองข้างซา้ ยและขา้ งขวามีการท�ำงาน เกดิ การกระตนุ้ อยา่ งมรี ะสิทธภิ าพท่ีบริเวณสมองสว่ นหนา้
นอกจากน้ี Swedish versus Sanskrit ยังมีความเห็นตรงกันว่าการสวดมนต์ใน
16
ประมวลผลประสทิ ธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏิบตั สิ มาธแิ ละเครือ่ งมือ 3ส.3อ.1น.
พุทธศาสนาทำ� ให้สมองข้างซ้ายท�ำงานได้ดีและกระตุน้ สมองสว่ นหนา้ ดังนนั้ งานวจิ ยั นีจ้ งึ สรปุ ได้ว่า
การสวดมนต์ด้วยความรู้สึกของความรักและความเมตตา ส่งผลให้มีสมาธิ ควบคุมอารมณ์ ลด
ความเครียด ความดนั โลหติ ลดลงและลดความเจ็บปวดที่สูง (higher pain threshold) โดยพบวา่
สมองข้างซ้ายมีท�ำงานเพ่ิมข้ึนและกระตุ้นการท�ำงานของสมองส่วนหน้าให้ท�ำหน้าที่ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ ในการส่งสัญญาณในระดับเซลล์ การสร้างสารส่ือประสาทที่เป็นสารแห่งความสุข
(Maria Engström and Birgitta Söderfeldt, 2010)
3) Barger และคณะ (2015) ได้ศึกษาเกี่ยวกับ Mantram Repetition Program
Decreases Insomnia Among Homeless Women: A Pilot Study โดยศึกษากบั หญงิ ทไ่ี ร้บ้าน
ตอ้ งอาศัยอยทู่ ีล่ านจอดรถ เรียกว่า ทปี่ ลอดภยั (safe) จะอาศัยเฉพาะบางเวลา ทจ่ี ะเปลย่ี นท่พี กั
อาศยั โดยวดั การสวดมนตก์ บั การนอนไมห่ ลบั วดั ดว้ ยแบบประเมนิ cognitive function depression
และ Insomnia Severity index (ISI) โดยมกี จิ กรรมในการฝกึ ทกั ษะในโปรแกรม 40 นาที สอนทกั ษะ
3 อย่างให้ท�ำซำ�้ ๆ ในส่งิ แวดล้อมท่ีเป็นธรรมชาติ คือ (1) ทำ� ซ�้ำแบบสวดมนต์เงยี บในใจไมอ่ อกเสยี ง
เปน็ เวลานานหลายคร้งั ตอ่ วนั (2) สวดมนตอ์ ยา่ งชา้ ๆ ทุกคืนก่อนนอนซ�้ำๆ และ (3) การเพง่ ความ
สนใจในบทสวดมนตท์ �ำซ�้ำๆ โดยมกี ารตดิ ตามผลหลัง 1 สปั ดาห์ ในผหู้ ญิงท่ีเปน็ อาสาสมัคร 29 คน
พบว่า ร้อยละ 88 ใช้การสวดมนต์ทุกวันและอีกคร่ึงหนึ่งใช้การสวดมนต์ก่อนนอน ลงตีพิมพ์ใน
Journal of psychosocial Nursing and Mental Health Services, 53 (6), 44-49.
ผลการศกึ ษาพบวา่ ความรนุ แรงของการนอนไม่หลบั ลดลงอยา่ งมีนยั สำ� คัญทางสถติ ทิ ่ี
แตกตา่ งกนั การฝกึ Mantram Repetition Program เปน็ กจิ กรรมทงี่ า่ ยและแสดงใหเ้ หน็ วา่ สามารถ
ลดภาวะนอนไมห่ ลับได้
4) Beck และคณะ (2017) ไดศ้ ึกษา Efficacy of the Mantram Repetition Program
for Insomnia in Veterans With Posttraumatic Stress Disorder โดยศกึ ษากับทหารผ่านศกึ
โดยฝกึ กิจกรรมทง้ั หมด 7 สัปดาห์ จากสถิติแสดงใหเ้ ห็นว่ามากกว่าร้อยละ 80% ของทหารผ่านศกึ
เกิดโรคเครยี ดหลังจากเกิดเหตกุ ารณส์ ะเทือนใจ (PTSD)-อาการทเ่ี กยี่ วข้องเม่ือเข้ามารับการรักษา
มีปัญหาการนอนหลบั และฝันรา้ ยเปน็ 1 ใน 3 ปัญหาที่พบ การศกึ ษานีเ้ ป็นการบ�ำบดั โดยเน้นการ
ไดร้ บั บาดเจบ็ ทจี่ ติ ใจทเ่ี กดิ จาก PTSD ในปจั จบุ นั โดยทวั่ ไปจะชว่ ยลดการนอนหลบั ไมส่ นทิ ดว้ ยโปรแกรม
สวด mantram (MRP) ซ�้ำๆ เป็นการส่งผ่านท้ังร่างกายและจิตใจด้วยการสอนทักษะความรู้ทาง
จิตวิญญาณ ส�ำหรับการจัดการอาการนอนไม่หลับ จุดมุ่งหมายของการศึกษานี้คือการประเมิน
ประสทิ ธภิ าพของ MRP ในการนอนไมห่ ลบั ในทหารผา่ นศกึ ทมี่ ภี าวะ PTSD ทเ่ี กดิ จากสภาพแวดลอ้ ม
ลงตีพมิ พ์ในวารสาร Advances in Nursing Science, 40(2), E1 = E12
ผลการศกึ ษาแสดงใหเ้ หน็ วา่ การทำ� MRP สามารถลดอาการนอนไมห่ ลบั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั
เชน่ เดยี วกบั การลดลงของอาการ PTSD จากการประเมนิ ตนเองและการประเมนิ อาการของแพทย ์
17
ประมวลผลประสทิ ธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏบิ ตั ิสมาธิและเคร่อื งมือ 3ส.3อ.1น.
2. ผลการศึกษาวจิ ยั สวดมนต์ในประเทศไทย
มีผู้สนใจท�ำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิผลและประสิทธิภาพของการสวดมนต์ใน
ประเทศไทยจำ� นวนมาก ในท่ีนี้ขอน�ำมากลา่ วถึงเพ่อื เปน็ กรณตี ัวอยา่ งดังนี้
(1) พัสมนฑ์ คุ้มทวพี ร และคณะ (2557) ศกึ ษาการเปรียบเทยี บผลของการสวดมนต์
และฟงั เสยี งสวดมนตต์ อ่ ความเครยี ดและคณุ ภาพการนอนหลบั ของผปู้ ว่ ยมะเรง็ เตา้ นม กลมุ่ ตวั อยา่ ง
คอื ผปู้ ว่ ยมะเรง็ เตา้ นมทพี่ กั ณ บา้ นพกั ฉกุ เฉนิ แบง่ กลมุ่ สวดมนตแ์ ละกลมุ่ ฟงั เสยี งสวดมนต์ กลมุ่ ละ
22 คน ใช้เวลาการวิจัย 4 สปั ดาห์ ลงตีพมิ พใ์ นวารสารพยาบาลทหารบก, 15 (2), 386-394
ผลการศกึ ษาวา่ 1. คา่ เฉล่ยี ความเครยี ดของผปู้ ่วยมะเรง็ เตา้ นมกลมุ่ สวดมนตล์ ดลง
หลงั การสวดมนต์ (t = 13.73, p < .05) 2. คา่ เฉลยี่ ความเครยี ดของผปู้ ว่ ยมะเรง็ เตา้ นมกลมุ่ ฟงั เสยี ง
สวดมนตล์ ดลงอย่างมนี ยั สำ� คญั ทางสถิติ (t = 5.59, p < .05) 3. ค่าเฉลี่ยความเครยี ดของผ้ปู ่วย
มะเรง็ เต้านมกลุ่มสวดมนตต์ ่�ำกว่ากลมุ่ ฟังเสยี งสวดมนต์ (t = 3.13, p < .05) 4. ค่าเฉลย่ี คณุ ภาพ
การนอนหลบั ของผปู้ ว่ ยมะเรง็ เตา้ นมกลมุ่ สวดมนตส์ งู อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ (t = 22.54, p < .05)
5. คา่ เฉลยี่ คณุ ภาพการนอนหลบั ของผปู้ ว่ ยมะเรง็ เตา้ นม กลมุ่ ฟงั เสยี งสวดมนตส์ งู ขน้ึ อยา่ งมนี ยั สำ� คญั
ทางสถติ ิ (t = 11.82, p < .05) 6. คา่ เฉลยี่ คณุ ภาพการนอนหลบั ของผปู้ ว่ ยมะเรง็ เตา้ นมกลมุ่ สวดมนต์
และกล่มุ ฟังเสยี งสวดมนตไ์ ม่แตกตา่ งกนั (t = .28, p = .780) ผลการศกึ ษาเปน็ หลักฐานวา่ ทั้งการ
สวดมนต์และการฟังเสียงสวดมนตล์ ดความเครียดและเพมิ่ คุณภาพการนอนหลับ
(2) จันทรจ์ ริ า วสุนทราวัฒน์ และคณะ (2557) ศึกษาผลท่เี กดิ ข้นึ กบั รา่ งกาย จิตใจ
และสังคมของผ้สู ูงอายุ จากการสวดมนต์และแผ่เมตตาเป็นประจำ� และตอ่ เนอื่ ง อาสาสมคั รอายุ
71+1 ปี แบง่ เป็น 2 กล่มุ กล่มุ ทส่ี วดมนตแ์ ละแผ่เมตตา 1.30 ชว่ั โมง ทกุ วนั ระยะเวลา 12 สัปดาห์
จำ� นวน 29 คน กล่มุ ควบคมุ จ�ำนวน 30 คน
ผลการศกึ ษาพบวา่ หลงั จาก 12 สปั ดาห์ กลมุ่ สวดมนตม์ คี วามจำ� และการรคู้ ดิ มากกวา่
กลุม่ ควบคุม เวลาท่ีใช้ในการตอบสนองต่อสิง่ เร้าเสยี งและแสงนอ้ ยลง ค่าความดันเลือด Systolic
blood pressure, pulse pressure และคา่ ความดนั เลือดแดงเฉลย่ี ไม่เปลย่ี นแปลงในขณะท่กี ล่มุ
ควบคุมมีค่าเพ่มิ ขึน้ อย่างมนี ยั สำ� คญั และกลุ่มสวดมนตม์ ีการเพ่ิมระดับ serotonin ในเลอื ดมากกวา่
กลมุ่ ควบคมุ ถึง 7 เทา่ ผลการศึกษาในคร้ังน้แี สดงให้เหน็ วา่ การสวดมนตแ์ ละแผ่เมตตาเปน็ ประจำ�
และเป็นเวลานานมผี ลดีตอ่ รา่ งกาย จิตใจ และสงั คม สามารถน�ำมาใช้เปน็ แนวทางการดูแลสุขภาพ
แบบองค์รวมของผสู้ ูงอายไุ ด้
(3) พรทพิ ย์ ปกุ หุต ทติ ยา พุฒิคามนิ (2555) ศกึ ษาผลของการสวดมนตบ์ ำ� บดั ต่อ
ความวิตกกังวลและความผาสุกทางจิตวิญญาณในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะรับการรักษาเป็นการ
วิจัยกึง่ ทดลอง ณ หน่วยรกั ษ์ปทมุ โรงพยาบาลศรนี ครนิ ทร์ จำ� นวน 10 ราย สมุ่ ตัวอย่างแบบเฉพาะ
เจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินความวิตกกังวล แบบประเมินความผาสุกทาง
จติ วิญญาณและค่มู อื การสวดมนต์ วเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใช้ Paired t-test
ผลการวิจัย พบว่าคะแนนเฉล่ียความวิตกกังวลหลังทดลองลดลงอย่างมีนัยส�ำคัญ
ทางสถติ ิ (p = .00, 95% CI = 5.14 – 11.46) คะแนนเฉล่ียความผาสกุ ทางจติ วญิ ญาณหลงั ทดลอง
เพิม่ ข้นึ อย่างมีนัยส�ำคญั ทางสถติ ิ [p = .04, 95% CI = (-4.02) - (0.18)] แสดงว่าการ
18
ประมวลผลประสทิ ธิผลของการสวดมนต์ การปฏบิ ัติสมาธิและเครอื่ งมอื 3ส.3อ.1น.
สวดมนตช์ ว่ ยลดความวติ กกงั วลและเพมิ่ ความผาสกุ ทางจติ วญิ ญาณในผปู้ ว่ ยมะเรง็ เตา้ นม ลงตพี มิ พ์
ในวารสารสมาคมพยาบาลแหง่ ประเทศไทย Volume 30 No.2 : April - June 2012
(4) สุภาพ อ่ิมอ้วน และคณะ (2558) ศึกษาผลการสวดมนต์ต่อการควบคุม
ความดนั โลหติ ในผปู้ ว่ ยความดนั โลหติ สงู ทำ� การวจิ ยั กง่ึ ทดลองมวี ตั ถปุ ระสงค์ เพอื่ ศกึ ษาเปรยี บเทยี บ
ระดับความดันโลหิตก่อนและหลังการสวดมนต์ และแนวโน้มความดันโลหิตที่ลดลง ท�ำการศึกษา
ในผู้ป่วยโรคความดนั โลหิตสงู วิกฤต ท่มี ารับการรกั ษาในคลนิ กิ ความดนั โลหติ สูงวิกฤต โรงพยาบาล
ศรีนครนิ ทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ กลมุ่ ตัวอย่างเลือกแบบเจาะจงกลุม่ ตัวอย่าง
2 กลุ่ม ไม่อิสระต่อกัน 30 คน เคร่ืองมือ คือ หนังสือสวดมนต์ ซีดีเสียงสวดมนต์เป็นท�ำนอง
สมดุ บนั ทกึ ความดนั โลหติ เครอ่ื งวดั ความดนั โลหติ ใหส้ วดมนตก์ อ่ นนอนพรอ้ มเปดิ ซดี เี สยี งสวดมนต์
นาน 1 เดอื น บนั ทึกการสวดมนต์และความดันโลหิตในสมุดบนั ทกึ วเิ คราะหค์ วามดนั โลหติ กอ่ นและ
หลงั การสวดมนตใ์ ชก้ ารทดสอบที และแนวโนม้ ความดนั โลหติ ทลี่ ดลงหาคา่ เฉลย่ี ลงตพี มิ พใ์ นวารสาร
Journal of Nursing and Health Care. เล่มท่ี 33 เลขท่ี 2 : เมษายน - มถิ นุ ายน 2558
ผลการศกึ ษา พบว่า หลงั การสวดมนตร์ ะดับความดนั โลหติ ลดลงอย่างมนี ยั สำ� คญั
ทางสถิติ (p < 0.001) ความดนั โลหติ ซสิ โทลิกลดลงเฉลี่ย 15.97 มิลลเิ มตรปรอท ความดนั โลหิต
ไดแอสโทลกิ ลดลงเฉลี่ย 8.93 มลิ ลเิ มตรปรอท
สรุปผลและข้อเสนอแนะ การสวดมนต์มีผลต่อการควบคุมความดันโลหิตในผู้ป่วย
โรคความดันโลหติ สูง พยาบาลควรส่งเสรมิ ใหผ้ ปู้ ว่ ยใช้ในการดูแลสุขภาพรว่ มกบั การรักษาดว้ ยยา
(5) เบญจมาศ ตระกูลงามเด่น และสุรีพร ธนศิลป์ (2555) ศึกษาผลของโปรแกรม
การจัดการทเ่ี น้นการสวดมนตต์ อ่ อาการปวดของผ้ปู ่วยมะเรง็ ระยะสดุ ท้าย เปน็ การวจิ ยั ก่ึงทดลอง
ในผปู้ ่วยมะเร็งท่ีเขา้ รับการบรกิ ารท่ศี ูนย์ดูแลผปู้ ว่ ยระยะสดุ ทา้ ย อโรคยศาล วัดคำ� ประมง จังหวัด
สกลนคร จำ� นวน 60 ราย โดยกลมุ่ ควบคมุ ไดร้ บั การพยาบาลตามปกติ กลมุ่ ทดลองไดร้ บั การพยาบาล
ปกติร่วมกับโปรแกรมการจัดการอาคารทีเ่ น้นการสวดมนต์ เครอื่ งมือทใี่ ชใ้ นการวิจยั คอื โปรแกรม
การจดั การอาการท่ีเนน้ การสวดมนตท์ ่ผี ูว้ จิ ัยพัฒนาข้ึนจากรูปแบบการจดั การอาการ (ของ Dodd
และคณะ, 2001) และแนวคดิ เกย่ี วกบั การสวดมนต์ ซง่ึ เปน็ สว่ นหนงึ่ ของการพยาบาลแบบผสมผสาน
โดยโปรแกรมประกอบดว้ ย 1) การประเมนิ ความตอ้ งการและประสบการการรบั รเู้ กย่ี วกบั อาการปวด
ของผปู้ ว่ ย 2) การใหค้ วามรู้ในการจัดการอาการปวด 3) การฝึกทักษะการจัดการอาการปวดและ
การสวดมนต์ 4) การประเมนิ ผลสือ่ ทใ่ี ชใ้ นโปรแกรมประกอบดว้ ย แผนการสอน คูม่ ือการจัดการ
อาการปวดด้วยตนเองและเคร่อื งเลน่ บันทึกเสียงและเทปบนั ทึกการสวดมนต์ เคร่ืองมือทใ่ี ชใ้ นการ
เก็บข้อมูล ได้แก่ แบบประเมนิ อาการปวดของ Wong-Baker face pain rating scale สถติ ทิ ใี่ ช้ใน
การวิเคราะหข์ ้อมูล ได้แก่ คา่ เฉลีย่ สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน สถิตทิ ดสอบความแปรปรวนและสถิติ
ทดสอบท่ีลงตพี มิ พผ์ ลการวิจัยในวารสารส�ำนักการแพทยท์ างเลอื ก. 5(2) : 30-42.
ผลการวิจัยพบว่า 1) อาการปวดภายหลังการทดลอง 4 วัน และ 7 วัน ของกลุ่ม
ทดลองนอ้ ยกวา่ กลมุ่ ควบคมุ อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .052) อาการปวดภายหลงั การทดลอง
4 วัน และ 7 วัน ของกลุม่ ทดลองนอ้ ยกวา่ กอ่ นการทดลองอยา่ งมนี ยั สำ� คัญทางสถิติทร่ี ะดับ .05
19
ประมวลผลประสทิ ธิผลของการสวดมนต์ การปฏิบตั ิสมาธแิ ละเครอ่ื งมือ 3ส.3อ.1น.
(6) กจิ จ์ศรณั ย์ จันทร์โป๊ (2556) ไดศ้ กึ ษาผลของการสวดมนตต์ ามแนวพุทธศาสนา
และการท�ำสมาธิแบบอานาปานสติที่มีต่อความเครียดของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กลุ่มตวั อย่างคอื นสิ ติ ระดบั ปรญิ ญาตรี ของจฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย ท้งั เพศชายและหญิงทีม่ ีอายุ
ระหว่าง 18-21 ปี ทั้งหมดจำ� นวน 60 คน ทำ� การคัดเลอื กโดยใชแ้ บบวดั ความเครยี ดสวนปรุง ทีม่ ี
คะแนนความเครียดตัง้ แต่ 24 ถงึ 61 คะแนน ซ่ึงมคี วามเครียดในระดบั ปานกลางถึงเครยี ดสงู
และคดั เลือกแบบจบั คู่ (Matched group) ในการจดั เขา้ กลมุ่ สวดมนต์และกลุ่มท�ำสมาธแิ บบอานา
ปานสติ กลมุ่ ละ 30 คน ท�ำการวัดคล่ืนสมองดว้ ยเคร่ือง NeXus-10 โดยวัดเปน็ รายบคุ คลกอ่ น
ท�ำการสวดมนตแ์ ละท�ำสมาธแิ บบอานาปานสติ ใหผ้ ทู้ ำ� การทดลองนั่งพัก 5 นาที แล้ววดั คลืน่ สมอง
ขณะพกั จากนนั้ เรมิ่ ทำ� การสวดมนตใ์ นกลมุ่ สวดมนต์ และทำ� สมาธใิ นกลมุ่ ทำ� สมาธแิ บบอานาปานสติ
วัดคล่ืนสมองทุก 5 นาทีเป็นเวลา 30 นาที จากนั้นท�ำการทดสอบความเครียดหลังการทดลอง
ลงตพี มิ พผ์ ลการวิจยั ในวารสาร ดุษฎีนิพนธ์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย, กรุงเทพ.
ผลการวจิ ยั พบวา่ (1) หลงั การทดลองของกลมุ่ สวดมนตแ์ ละกลมุ่ ทำ� สมาธแิ บบอานา
ปานสติ มีค่าเฉล่ียคะแนนความเครียด ก่อนการทดลองและหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมี
นยั สำ� คัญทางสถติ ิทีร่ ะดบั .05 (2) คา่ เฉลี่ยของคล่ืนสมองอัลฟา่ และเบต้า ภายในทัง้ สองกลุม่ กอ่ น
การทดลอง ระหว่างการทดลองในนาทีที่ 5, 10, 15, 20, 25, 30 และหลังการทดลอง แตกตา่ งกนั
โดยคล่นื สมองอัลฟา่ ในกล่มุ สวดมนตเ์ รม่ิ แตกตา่ งสูงขน้ึ ในนาทีที่ 5-10 เป็นตน้ ไป และคลน่ื อัลฟ่าใน
กลมุ่ ท�ำสมาธเิ รมิ่ แตกต่างสงู ข้นึ ในนาทที ี่ 0-5 เปน็ ตน้ ไป สรปุ ผลการวจิ ยั จากผลการวิจยั สรุปไดว้ ่า
การสวดมนต์ และการท�ำสมาธิแบบอานาปานสติมีผลท�ำให้ลดระดับความเครียดลงได้ โดยการ
สวดมนตส์ ามารถผอ่ นคลายความเครยี ด (คลน่ื อลั ฟา่ ) ไดต้ งั้ แตน่ าทที ี่ 5 เปน็ ตน้ ไป สว่ นการทำ� สมาธิ
แบบอานาปานสตสิ ามารถผอ่ นคลายความเครียด (คลื่นอัลฟ่า) ไดต้ งั้ แตน่ าทแี รกจนถงึ นาทที ่ี 5
20
ประมวลผลประสทิ ธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏิบตั สิ มาธิและเครอื่ งมอื 3ส.3อ.1น.
บท4ท่ี
ผลการศกึ ษาวจิ ยั ประสทิ ธผิ ลของการปฏบิ ตั สิ มาธติ อ่ สขุ ภาพองคร์ วม
1. ผลการศกึ ษาวิจัยการปฏบิ ตั ิสมาธใิ นต่างประเทศ
มีการศึกษาวิจัยผลการปฏิบัติสมาธิต่อสุขภาพในต่างประเทศจ�ำนวนมากโดยสถาบันวิจัย
หรอื สถาบันทางวชิ าการต่างๆ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
(1) Delui และคณะ (2013) ไดศ้ กึ ษาการทำ� สมาธใิ นผปู้ ว่ ยโรคหวั ใจและหลอดเลอื ด
และภาวะซมึ เศร้า พบวา่ ผู้ปว่ ย 45 คนไดร้ บั การสมุ่ เลือก 3 กลมุ่ ประกอบด้วยกลมุ่ ท่ีมีการพกั ผ่อน
กล่มุ ท่ที �ำสมาธิ และกลมุ่ ควบคุม (Relaxation, Meditation and Control) หลังจากนัน้ ผู้ปว่ ยทกุ ราย
จะไดร้ ับการประเมินภาวะซึมเศร้าของ Back และประเมนิ ความวิตกกงั วล และใหผ้ ูป้ ่วยไดร้ ับการ
ผอ่ นคลายกล้ามเนอื้ (PMR) จ�ำนวน 10 ครั้ง ลงตพี ิมพใ์ น Med.J. 2013 Oct. 18: 99-103
ผลการวิจัยพบว่า จากการท�ำสมาธิแบบมีสติหรือไม่ได้รับการบ�ำบัดด้วยกิจกรรมอื่นน้ัน
มรี ะดบั คะแนนภาวะซมึ เศรา้ ลดลง ความดนั โลหติ ซสิ โตลกิ (SBP) และอตั ราการเตน้ ของหวั ใจ (HR)
ลดลงกว่าเมือ่ เทียบกับกลมุ่ ทีไ่ ม่ไดท้ �ำสมาธิ
(2) Tang Y-Y, Ma Y, Wang J, และคณะ (2007) ได้ศกึ ษาการฝกึ อบรมระยะสัน้
เพิม่ ความสนใจและการควบคุมตนเอง (Short-term meditation training improves attention
and self-regulation) โดยศกึ ษากบั นกั ศกึ ษาปรญิ ญาตรี 40 คน ทมี่ หาวทิ ยาลยั แหง่ หนง่ึ ในประเทศจนี
เป็นการศึกษาวัยเชิงทดลองโดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยทั้ง
2 กลุ่ม ได้รับการฝึกอบรมบูรณาการการร่างกาย-จิตใจ ประกอบด้วยการอบรมวธิ ีการผอ่ นคลาย
การฝกึ สติ เปน็ เวลา 5 วนั และใช้ระยะเวลา 20 นาที และมกี ารวดั ระดบั ความเครยี ด วดั ระดับ
อรมณ์ ดว้ ย Profile of mood states และวดั mental arithmetic เพอื่ ดู executive attention และ
วัดระดับ cortisol ส่วนกลุ่มปกติไม่ได้รับกิจกรรมดังกล่าว ลงตีพิมพ์ใน Proceedings of the
National Academy of Sciences, 104 (43), 17152-17156
ผลการศึกษาวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองที่ได้รับการฝึกบูรณาการทางร่างกาย-จิตใจ
มคี วามตงั้ ใจและสามารถควบคมุ ความเครยี ดไดด้ กี วา่ กลมุ่ ทดลอง และกลมุ่ ปกตทิ ไี่ ดร้ บั ฝกึ วธิ ผี อ่ นคลาย
โดยได้รับการรักษาและวิธีการบ�ำบัดจากแพทย์แผนไทยและวิธีฝึกสติและการบ�ำบัดอื่นๆ ซ่ึงเม่ือ
เปรยี บเทียบระหว่างกลุม่ ทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า ระดบั คะแนนความขดั แย้งในตนเองมกี าร
เปลย่ี นแปลงภาวะวติ กกงั วล ซมึ เศรา้ อารมณโ์ กรธ และความเหนอื่ ยลา้ ลดลง และมคี วามเขม้ แขง็
ทางด้านอารมณเ์ พิ่มขึ้น ระดับความเครียดมีความสัมพันธก์ ับการลดลงของระดับ cortisol และมี
ภูมิคุ้มกันโรคเพ่ิมขึ้น ดังน้ันสรุปได้ว่าการศึกษาผลของการฝึกสมาธิ โดยใช้วิธีการฝึกอบรมแบบ
บรู ณาการแบบกาย-จติ ใจ มีความแตกต่างกนั ในกลุม่ ทดลองและกลุ่มควบคมุ ทง้ั การฝกึ บำ� บดั แบบ
อ่ืนๆ และการท�ำกจิ กรรมอ่นื ๆ ท่ีใช้เปน็ วิธกี ารเหมือนกับการใช้ยา
21
ประมวลผลประสิทธิผลของการสวดมนต์ การปฏบิ ตั ิสมาธแิ ละเครอื่ งมอื 3ส.3อ.1น.
(3) Luders, E., Toga, A. W., Lepore, N., & Gaser, C. (2009). ได้ศึกษา
The underlying anatomical correlates of long-term meditation: Larger hippocampal and
frontal volumes of gray matter บริเวณพนื้ สมองท่ี 11, 12 และ 47 (Brodmann areas (BA))
โดยพบวา่ การฝกึ สมาธนิ นั้ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ประโยชนข์ องการรบั รทู้ ส่ี งู ขน้ึ รวมถงึ การปรบั การทำ� งาน
ของสมองด้วย ท่ีผ่านมายังไม่ค่อยมีใครรู้เกี่ยวกับสมาธิกับการเชื่อมโยงกับโครงสร้างของสมอง
ในการศึกษานี้จึงต้องการศึกษาความสัมพันธ์ของการท�ำสมาธิท่ียาวนานกับขนาดของสมองส่วน
hippocampus และขนาดของสมองสีเทาบริเวณสมองส่วนหน้า โดยการใช้เครื่องมือ MRI ท่ีมี
ความละเอียดสูงเป็นเคร่ืองวัดอาสาสมัคร 44 คน อายุระหว่าง 30-71 ปี ที่เข้าร่วมโครงการ
ได้ท�ำการตรวจสอบความสัมพันธ์ทางกายวิภาคพื้นฐานของการท�ำสมาธิระยะยาวที่มีความจ�ำเพาะ
ตอ่ ภมู ภิ าคทแ่ี ตกตา่ งกนั (เชน่ ทว่ั ประเทศ ระดบั ภมู ภิ าค และระดบั ทอ้ งถนิ่ ) ลงตพี มิ พใ์ น Neuroimage,
45(3), 672-678.
ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณสารสีเทาท่ีมีขนาดใหญ่กว่าอย่างมากในผู้ท�ำสมาธิใน
บริเวณสมองสว่ นคอร์เทกซ์ด้านขวาของ orbito-frontal cortex (เชน่ เดยี วกับบริเวณดา้ นขวาและ
ด้านซ้ายของบริเวณสมองส่วน gyrus ท่ี Thalamus ร่วมกับอายุและ/หรือการลดลงของระดับ
thresholds) นอกจากน้ีการท�ำสมาธิยังแสดงให้เห็นว่า สมองส่วนฮิปโปแคมปัสมีขนาดใหญ่ข้ึน
ทั้งบรเิ วณ orbito-frontal และ hippocampal โดยเกย่ี วข้องในการควบคุมอารมณแ์ ละการควบคมุ
การตอบสนอง ดังนั้น ขนาดท่ีเพิ่มข้ึน อาจเกิดจากความสามารถในการฝึกอารมณ์เชิงบวกและ
ความมน่ั คงทางอารมณแ์ ละการเกดิ สตนิ น้ั อาจทำ� ใหเ้ กดิ จากนสิ ยั ของผทู้ ำ� สมาธิ ผวู้ จิ ยั ไดน้ ำ� เสนอภาพ
ของการเปล่ียนแปลงของขนาดของบริเวณสมองทมี่ ขี นาดเพ่ิมขนึ้ ดังรูปที่ 1 และ รูปท่ี 2
22
ประมวลผลประสทิ ธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏบิ ตั ิสมาธแิ ละเครื่องมือ 3ส.3อ.1น.
โดยการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างสมองเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ทางระบบ
ประสาทของการท�ำสมาธิในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ข้ึนอยู่กับรูปแบบและการปฏิบัติเฉพาะในอนาคต
ระยะยาวนนั้ มคี วามจำ� เปน็ ในการปฏบิ ตั ิ และควรมกี ารเชอ่ื มโยงถงึ สาเหตขุ องการทำ� สมาธแิ ละการ
ทำ� งานของสมอง
(4) Vestergaard-Poulsen และคณะ (2009) ได้ศึกษาเก่ียวกับ Long-term
meditation is associated with increased gray matter density in the brain stem โดยพบว่า
เกิดความสนใจเพ่ิมขึ้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของการท�ำหน้าท่ีของสมองในการฝึกสมาธิ
ซึ่งในการศกึ ษามหี ลักฐานพบวา่ บรเิ วณสมองสว่ น lower brain stem ในผ้ทู ่ฝี กึ สมาธใิ นระยะยาว
เกดิ การเปลย่ี นแปลง จากการเปรยี บเทยี บการถา่ ยภาพดว้ ยคลนื่ สนามแมเ่ หลก็ (MRI) กลมุ่ ทศ่ี กึ ษา
อายุ 14-31 ปี โดยต้องผา่ นการฝกึ สมาธทิ กุ คนผ่านการท�ำสมาธิแบบเดยี วกัน ปฏบิ ัตติ ามค�ำแนะน�ำ
จากครูคนเดียวกันของพุทธศาสนาในทิเบต และมีการปฏิบัติ 8,000-35,000 ช่ัวโมง และท�ำสมาธิ
เฉลี่ย 2.2 ชม./วัน (SD = 0.48) การปฏิบตั ปิ ระกอบดว้ ย มีความตัง้ ใจในการปฎบิ ตั ิ (Concentrative
practices (CPs)) และมีการตระหนกั รใู้ นจติ ใจ (Open awareness OA) รวมถงึ การออกกำ� ลังกาย
ท่ีเก่ียวข้องกับการหายใจ และมีความรักความเมตตาและความเห็นอกเห็นใจผู้อ่ืน ลงตีพิมพ์ใน
Neuroreport 20(2), 170-174
ผลการวิจัยพบว่า ความหนาแน่นเพิ่มข้ึนในบริเวณสมอง gray matter ท่ีบริเวณ
สว่ นลา่ งของกา้ นสมอง (lower brain stem) ของผทู้ มี่ ปี ระสบการณต์ ามอายใุ นการทำ� สมาธเิ ทยี บกบั
ผไู้ มไ่ ดท้ �ำสมาธิ ดงั นัน้ สรุปไดว้ ่า ผ้ปู ฏบิ ัติสมาธิในระยะยาวมีความแตกต่างกันจากการทำ� หนา้ ท่ใี น
บริเวณก้านสมองทีเ่ กย่ี วขอ้ งกบั การควบคุมระบบทางเดนิ หายใจ โดยการท�ำสมาธมิ ีผลแตกตา่ งกัน
ต่อการทำ� งานของระบทางเดนิ หายใจบางสว่ น เชน่ เดียวกับมผี ลดา้ นความรู้ความเขา้ ใจเก่ยี วกับ
อารมณแ์ ละภูมคิ มุ้ กนั
(5) Jang และคณะ (2011) ได้ศึกษา Increased default mode network
connectivity associated with meditation ผูเ้ ขา้ รว่ มโครงการ มสี ุขภาพแขง็ แรง แบ่งออกเป็น 2
กลุ่ม คือกลุ่มทดลองและกลุม่ ควบคมุ ทง้ั 2 กลุม่ ต้องไมเ่ คยมปี ระสบการในฝึกสมาธิ ประกอบดว้ ย
กลุม่ ทดลองจ�ำนวน 35 คน กลุม่ ควบคมุ 33 คน ซงึ่ ในการศกึ ษามีผู้ทำ� สมาธเิ ฉล่ยี 39.88 เดอื น และ
ใช้เวลา 44.29 นาท/ี วนั อาสาสมัครทกุ คนได้รับการตรวจ Brain wave ในระยะพกั ในสมองสว่ น
posterior cingulate cortex and medial prefrontal cortex บรเิ วณทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั สมองสว่ นเครอื ขา่ ย
อัตโนมตั ทิ ี่ท�ำงานเมือ่ มีการพกั ผ่อน (Default Mode Network-DMN) ลงตีพิมพ์ใน Neuroscience
Letters, 487(3), 358-362
ผลการวจิ ยั พบวา่ บรเิ วณ DMN นนั้ มคี วามสำ� คญั ในการฝกึ สมาธิ โดยแสดงใหเ้ หน็ วา่
การท�ำสมาธมิ กี ารเช่อื มต่อการท�ำงานที่ดีขนึ้ ภายใน DMN ใน medial prefrontal cortex (x y z =
3 39-21) มากกวา่ กลมุ่ ควบคมุ ดงั นนั้ จงึ ชใ้ี หเ้ หน็ ชดั เจนวา่ การทำ� สมาธใิ นระยะยาวอาจเกยี่ วขอ้ งกบั
การเปลยี่ นแปลงการทำ� งานของบรเิ วณสมองทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั ความสนใจแมว้ า่ จะไมไ่ ดฝ้ กึ สมาธกิ ต็ าม
(6) Steinhubl และคณะ (2015) ศึกษาเก่ียวกับ Cardiovascular and nervous
system changes during meditation พบวา่ มีขอ้ ดีหลายประการส�ำหรับการฝกึ สมาธิ
23
ประมวลผลประสิทธิผลของการสวดมนต์ การปฏิบตั สิ มาธแิ ละเคร่อื งมือ 3ส.3อ.1น.
ในระยะยาว แตไ่ มค่ อ่ ยมใี ครรจู้ กั เกยี่ วกบั การตอบสนองทางระบบประสาทและหวั ใจและหลอดเลอื ด
ตอ่ การทำ� สมาธิ เทคโนโลยเี ซน็ เซอรไ์ รส้ ายชว่ ยใหม้ หี ลายพารามเิ ตอรแ์ ละการตรวจสอบเชงิ ปรมิ าณ
ของการตอบสนองของแต่ละบุคคลในระหว่างการท�ำสมาธิ การศึกษาปัจจุบันตรวจสอบรูปแบบ
ระหว่างบุคคลเพ่อื การทำ� สมาธิผ่านการตรวจสอบอยา่ งต่อเนือ่ งของ EEG, ความดนั โลหิต อัตรา
การเตน้ ของหวั ใจและความแปรปรวน (HRV) ในสามเณรและผฝู้ กึ หดั ทม่ี ปี ระสบการณ์ ไดอ้ อกแบบ
วธิ กี ารวดั คือ ผู้เขา้ ร่วมมีประสบการณ์ 20 คนและผฝู้ ึกหดั สามเณร 20 คนเขา้ ร่วมตลอดสัปดาห์ใช้
การทดสอบระหวา่ งการทำ� สมาธิในวันแรกและวันสดุ ท้าย ผู้เข้ารว่ มทุกคนวัด ECG อยา่ งต่อเนอื่ ง
และอีกครงึ่ หนง่ึ วดั ด้วยเครอ่ื ง EEG headset plus ไร้สาย และวดั ความดนั โลหิต ลงตพี ิมพใ์ น
Frontier in Human Neuroscience, 9, 145.
ผลการวิจัยพบว่า การท�ำสมาธิท�ำให้เกิดการเปล่ียนแปลงของคล่ืนสมอง gramma
wave ดว้ ยการวดั EEG โดยมลี ักษณะแตกต่างจาก baseline ก่อนและหลงั ฝกึ ท�ำสมาธิ และมกี าร
เปลี่ยนแปลงในวันแรกที่สามเณรฝึกหัดท�ำสมาธิ นอกจากน้ีผู้เข้าร่วมวิจัยจะได้รับ normotensive
และพบว่าความดันโลหิตมีการเปลี่ยนแปลง (arterial blood pressure) ค่าเฉลี่ยลดลงเล็กน้อย
(2-3 mmHg) ในระหวา่ งการท�ำสมาธิ
(7) ผลการศกึ ษาวจิ ยั การปฏบิ ตั สิ มาธใิ นตา่ งประเทศจากแหลง่ อน่ื ๆ สรปุ สาระสำ� คญั
ดังตวั อย่างต่อไปนี้
(1) สมาธิมีผลต่อการท�ำงานของ Baroreceptor และระบบประสาทอัตโนมัติ
ทคี่ วบคมุ ความดนั โลหติ การทำ� งานของระบบหวั ใจและหลอดเลอื ด เชน่ ทำ� ใหก้ ารทำ� งานของระบบ
ประสาทอตั โนมตั ซิ มิ พาเทตกิ ลดลง มีผลทำ� ใหค้ วามดันโลหติ ลดลงในผูป้ ว่ ยความดันโลหติ สงู การ
ปฏิบัติสมาธิแบบทีเอ็ม ช่วยป้องกันการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงในคนปกติ ท�ำให้ความดัน
ไดแอสโตลคิ ลดลงในระยะการฝึก 4 เดอื น การฝกึ สมาธิวันละ 2 คร้งั ที่บา้ น เปน็ เวลา 4 สปั ดาห์ ใน
ผปู้ ว่ ยความดนั โลหติ สงู ไมท่ ราบสาเหตรุ ะดบั กำ�้ กงึ่ ทำ� ใหค้ วามดนั โลหติ ทงั้ ไดแอสโตลคิ และซสิ โตลคิ
ลดลงในช่วงทที่ �ำการฝึก หลงั จากการทดลอง 4 สปั ดาห์ ความดันไดแอสโตลคิ ยงั คงลดลงเรอ่ื ยๆ
(2) การปฏิบัติสมาธิอย่างสม่�ำเสมอในระยะเวลา 8 เดือนใช้ในการรักษาผู้ป่วย
โรคหลอดเลือดหัวใจได้โดยลดการกระตุ้นการท�ำงานของรา่ งกาย ไดแ้ ก่ ลดอัตราการเต้นของหวั ใจ
ลดแรงต้านไฟฟ้าที่ผิวหนัง อัตราการหายใจ ความดันโลหิตซิสโตลิค ความดันโลหิตไดแอสโตลิค
รา่ งกาย จติ ใจมีการผ่อนคลาย
(3) การปฏบิ ัติสมาธิในระยะเวลา 2 สปั ดาห์ ชว่ ยลดความเสย่ี งโรคหลอดเลือด
หวั ใจ ทำ� ใหค้ วามดนั โลหติ ทง้ั ซสิ โตลคิ และไดแอสโตลคิ ลดลง ระดบั คอเลสเตอรอล และการสบู บหุ ร่ี
ลดลง ภายในระยะเวลา 2-8 เดือน
(4) ผลของการปฏิบัติสมาธิต่อสภาพการท�ำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด
ในคนปกตแิ ละผมู้ ีปญั หา ได้รับการยอมรบั ในการควบคุมความดันโลหิตโดยไมต่ ้องใช้ยา การปฏิบตั ิ
สมาธสิ ามารถนำ� มาใชใ้ นการปอ้ งกนั รกั ษา ฟน้ื ฟสู ขุ ภาพไดใ้ นเวลาเดยี วกนั เพอ่ื ใหเ้ กดิ ผลดตี อ่ ระบบ
หัวใจและหลอดเลือด ตอ้ งปฏิบัตอิ ยา่ งตอ่ เนอื่ งเพราะการปฏิบัติสมาธใิ นระยะเวลาสัน้ ๆ ไมม่ ผี ลตอ่
การทำ� งานของระบบประสาทอตั โนมัตซิ ิมพาเธติก
24
ประมวลผลประสิทธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏิบัติสมาธิและเครอื่ งมือ 3ส.3อ.1น.
(5) แกลลิสและคณะ ศึกษาวจิ ยั พบว่า คนปกติที่ปฏิบตั สิ มาธิ 40 นาทีท�ำให้ระดบั
ฮอร์โมนเครียดท่ีหลั่งจากต่อมหมวกไต ช่ือ คอร์ติซอล และแลคตินในพลาสมาลดลง ถ้าปฏิบัติ
สมาธิ 20-30 นาที ทำ� ใหเ้ รนนินสงู ข้ึนเล็กน้อย แตก่ ็มีการศกึ ษาหลายเรอ่ื งทย่ี งั ขดั แยง้ กัน เชน่ การ
ศึกษาของคเู ปอรแ์ ละคณะ พบว่า การปฏิบัตสิ มาธิ 40 นาที สารเคมีตา่ งๆในรา่ งกาย เช่น นำ้� ตาล
ในเลอื ด อนิ ซลู นิ กลคู ากอนจากตบั ออ่ น ฮอรโ์ มนจากตอ่ มใตส้ มอง เชน่ ฮอรโ์ มนเรง่ การเจรญิ เตบิ โต
โปรแลคติน ฮอรโ์ มนเครียด ไม่เปล่ยี นแปลง แต่กรดไขมนั อสิ ระในเลอื ด HDL เพิ่มขึ้นหลงั จาก
การฝึก
(6) สมาธทิ �ำให้ภมู ติ ้านทานในรา่ งกาย CD8 T-Cell ลดลง แต่ CD2 T-cell
เพิ่มขน้ึ เป็นสองเท่า ในชว่ งที่มกี ารใช้ออกซเิ จนสงู สดุ ท�ำให้แอนติบอดี้เพ่ิมขนึ้ ผูท้ ่เี ชย่ี วชาญในการ
ปฏิบตั สิ มาธแิ ละปฏิบัติมานาน การออกกำ� ลังกายหรอื ได้รบั การกระตนุ้ ไมม่ ีผลต่อการเปลย่ี นแปลง
ของการหลง่ั สารสื่อประสาทอดรนี าลนี ซึ่งเปน็ สารกระตุ้นการทำ� งานของหัวใจ
(7) ผลของการปฏิบัติสมาธิต่อการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจ พบว่าความเครียด
มีหลายรูปแบบและกลไกของความเครียด มีผลต่อสมดุลของไฮโปทาลามัส ต่อมใต้สมอง และ
ต่อมหมวกไต มีการศึกษาในสัตว์ทดลองท่ีมีความเครียดเร้ือรังจะมีระดับคอร์ติซอลในเลือดสูง
การปฏิบัติสมาธิ ชี่กง ท�ำให้ความเครียดลดลง การท�ำงานของระบบประสาทและสมองส่วน
ธาลามัสและการท�ำงานของร่างกาย จิตใจ ดีข้ึน ท�ำให้มีการสร้างภูมิคุ้มกัน ระดับฮอร์โมน
ในรา่ งกาย เช่น เบต้าเอนดอรฟ์ ินเพ่ิมขน้ึ ดงั นนั้ สมาธิจงึ เปน็ วิธีหนงึ่ ในการรักษาความวิตกกงั วล
2. ผลการศกึ ษาวจิ ัยการปฏิบตั ิสมาธใิ นประเทศไทย
มีผู้สนใจท�ำการศึกษาวิจัยเก่ียวกับประสิทธิผลและประสิทธิภาพของการปฏิบัติสมาธิใน
ประเทศไทยจำ� นวนมาก เชน่ เดยี วกบั การศกึ ษาวิจัยเกย่ี วกับการสวดมนต์ดงั กรณีตัวอย่างต่อไปน้ี
(1) ชัยวัฒน์ งามปยิ ะสกลุ และคณะศึกษาการใชเ้ ทคนคิ SKT3 “น่งั ยดื เหยยี ด ผ่อน
คลาย ประสานกาย ประสานจิต” ต่อเม็ดเลือดขาวชนิดซีดีสี่ ฮีโมโกลบนิ เมด็ เลอื ดขาวทง้ั หมดและ
นวิ โทรฟลิ ของผตู้ ดิ เชอื้ เอชไอวเี ดก็ และวยั รนุ่ ลงตพี มิ พใ์ นวารสารศนู ยก์ ารศกึ ษาแพทยศาสตรค์ ลนิ กิ
โรงพยาบาลพระปกเกล้า, 33 (4) 276-287
ผลการศึกษา โดยวัดผลก่อนปฏิบัติสมาธิเทคนิค SKT3 หลังปฏิบัติสมาธินาน 10
สปั ดาห์ และภายหลงั การดำ� เนนิ ชวี ติ ตามปกติ 10 สปั ดาห์ ของผตู้ ดิ เชอ้ื เอชไอวจี ากแมส่ ลู่ กู เพศชาย
อายุ 10-16 ปี ทพ่ี กั อาศยั อยู่ในสถานสงเคราะหเ์ ดก็ บ้านเด็กพระคณุ จงั หวัดจนั ทบรุ ี ทีไ่ ดร้ บั ยาตา้ น
ไวรสั และมจี ำ� นวนเช้ือไวรัสน้อยกวา่ 20 ก๊อปปีต้ ่อลูกบาสก์เซนตลิ ิตรจ�ำนวน 17 คน พบวา่ หลังการ
ปฏิบัติสมาธิเทคนิค SKT3 ผู้ป่วยมีจ�ำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดซีดีส่ีเฉล่ียสูงกว่าก่อนการใช้เทคนิคฯ
อย่างมนี ัยสำ� คัญทางสถิติ (z = 2.201, p < 0.05) แต่ค่าเฉลย่ี ของฮโี มโกลบนิ จำ� นวนเม็ดเลอื ดขาว
ท้ังหมดและจ�ำนวนนิวโทรฟลิ ไม่แตกต่างจากก่อนการท�ำสมาธเิ ทคนิค SKT3 อย่างมีนัยสำ� คัญทาง
สถติ ิ และพบวา่ ภายหลงั การดำ� เนนิ ชวี ติ ตามปกตผิ ปู้ ว่ ยมคี า่ เฉลย่ี ของจำ� นวนเมด็ เลอื ดขาวชนดิ ซดี สี ่ี
ฮีโมโกลบนิ จำ� นวนเมด็ เลือดขาวท้ังหมด และจำ� นวนนิวโทฟิล ไมแ่ ตกตา่ งจากก่อนการปฏบิ ตั ิสมาธิ
อยา่ งมีนัยสำ� คัญทางสถติ ทิ รี่ ะดบั p < 0.05
25
ประมวลผลประสิทธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏบิ ัติสมาธิและเครอื่ งมอื 3ส.3อ.1น.
(2) ประชมุ พร กวกี รณ์ และคณะ (2559) ศกึ ษาการพฒั นารปู แบบการใชส้ มาธบิ ำ� บดั
แบบ SKT ลงตพี มิ พใ์ นวารสารสมาคมเวชศาสตร์ปอ้ งกันแห่งประเทศไทย, 6 (3), 231-239
ผลการศกึ ษาโดย ครู ก. ควบคุมความดนั โลหิตในผ้ปู ว่ ยโรคความดนั โลหิตสูง จังหวัด
ยโสธร แกผ่ ปู้ ว่ ยความดันโลหติ สูงทไ่ี มส่ ามารถควบคุมระดบั ความดันโลหิตไดจ้ �ำนวน 36 คน ไดจ้ ัด
อบรมครู ก หลักสตู ร 3 วนั และครู ก น�ำไปสอนให้กบั กลุ่มตัวอยา่ งและใหไ้ ปปฏิบตั ิตอ่ ที่บา้ น 8
สัปดาหแ์ ละไดร้ ับการเย่ยี มตดิ ตามจากครู ก ค่าเฉลยี่ ระดับความดันโลหิต คา่ BMI, Cholesterol,
LDL, Triglyceride และ Creatinine มีคา่ เฉล่ียลดลงจากกอ่ นด�ำเนินการฝึกสมาธอิ ยา่ งมนี ยั ส�ำคญั
ทางสถิติ
(3) อาร ี นยุ้ บ้านดา่ น และคณะ (2559) ศกึ ษาผลของการฝึกปฏบิ ัตสิ มาธแิ บบสมถะ
โดยภาวนาพุทโธต่อคุณภาพการนอนหลับของนักศึกษาพยาบาลช้ันปีที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ จ�ำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลมุ่ ทดลอง 20 คน และกลมุ่ ควบคุม 20 คน
ลงตีพมิ พใ์ นวารสารพยาบาลสงขลานครินทร์, 36 (ฉบบั พิเศษ) 29-39
ผลการศึกษา กล่มุ ทดลองไดร้ ับฝกึ ปฏบิ ัติสมาธิแบบสมถะโดยภาวนาพทุ โธ เป็นเวลา
ติดต่อกัน 3 สปั ดาห์ สปั ดาห์ละ 4 รอบ รอบละ 40 นาที กลุ่มควบคุมด�ำเนินชวี ิตตามปกติพบว่า
คา่ คะแนนเฉลยี่ คณุ ภาพการนอนหลับของกลมุ่ ทดลองในสัปดาห์แรกและสัปดาห์ที่ 3 หลังการฝึก
ปฏบิ ัตสิ มาธแิ บบสมถะโดยภาวนาพุทโธสูงกว่ากลุม่ ควบคมุ อย่างมีนยั สำ� คัญทางสถติ ิ (p = 0.03)
คะแนนเฉลยี่ คุณภาพการนอนหลบั ภายในกลมุ่ ทดลองในสปั ดาหท์ ่ี 3 สูงกว่าสปั ดาห์แรก หลงั การ
ฝกึ ปฏบิ ตั สิ มาธแิ บบสมถะโดยภาวนาพทุ โธอยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ิ (p = 0.03) คะแนนเฉลย่ี ระดบั
สมาธใิ นสปั ดาหท์ ่ี 3 สูงกว่าสัปดาหแ์ รก หลงั การฝึกปฏิบตั สิ มาธิแบบสมถะโดยภาวนาพทุ โธทันที
อย่างมนี ยั ส�ำคัญทางสถติ ิ (p = 0.03)
(4) จุฑามาศ วารแี สงทิพย์ และคณะ (2558) ศกึ ษาการปฏบิ ตั วิ ิปสั สนากัมมัฏฐาน
ตามแบบสติปฏั ฐาน 4 ในพระไตรปิฎก โดยใชว้ ิธีการของยุบหนอ-พองหนอ ต่อระดบั ของความดัน
โลหิตจากผู้ปฏบิ ัตธิ รรม ณ ศูนยป์ ฏบิ ตั ธิ รรม มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัยวงั น้อยและศนู ย์ปฏิบัติ
วปิ สั สนากมั มฏั ฐานนานาชาติ วดั มหาธาตยุ วุ ราชรงั สฤษฎก์ิ รงุ เทพมหานคร โดยทำ� การศกึ ษาในกลมุ่
ตวั อยา่ งพุทธศาสนกิ ชนทมี่ ีอายุ 17-77 ปี ทีส่ ามารถเดนิ จงกรมและนงั่ ปฏบิ ัตวิ ิปสั สนากัมมฏั ฐานใน
เวลาทีเ่ ท่าๆ กัน อยา่ งตอ่ เนื่องได้นาน 30 นาที 45 นาที และ 60 นาที ตามล�ำดบั ไดก้ ลมุ่ ตวั อย่าง
รวมทงั้ สิ้น 65 คน วิธีการคอื วดั ความดนั โลหิตและชพี จรก่อนและหลงั จากเดินจงกรมและหลังนัง่
เป็นระยะเวลาติดตอ่ กันอยา่ งละ 30, 45 และ 60 นาที ตามลำ� ดับ ลงตีพิมพ์ในรายงานการวจิ ยั
ผลการศึกษาพบว่า มีชีพจร (P) เฉลี่ยลดลงอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ (P value
เท่ากบั 0.001, นอ้ ยกว่า 0.01 และน้อยกวา่ 0.01 ตามลำ� ดบั ) ต่อมาเม่อื กลมุ่ ตวั อยา่ งก่อนเดนิ จงกรม
และหลงั น่งั เปน็ ระยะเวลาติดต่อกนั อย่างละ 45 นาที พบว่า มคี ่า Pulse pressure (ผลต่างระหว่าง
SBP และ DBP) เฉลย่ี ลดลงอย่างมีนยั ส�ำคัญทางสถิตจิ าก 42.10 เปน็ 33.60 มม. ปรอท (P value
เทา่ กบั 0.012) ในทส่ี ดุ เมอ่ื กลมุ่ ตวั อยา่ งกอ่ นเดนิ จงกรมและหลงั นง่ั เปน็ ระยะเวลาตดิ ตอ่ กนั อยา่ งละ
60 นาที พบวา่ มีค่า SBP เฉล่ยี ลดลงอยา่ งมนี ัยสำ� คญั ทางสถติ ิจาก 131.55 เปน็ 125.40 มม. ปรอท
(P value เท่ากับ 0.039)
26
ประมวลผลประสทิ ธิผลของการสวดมนต์ การปฏบิ ตั ิสมาธแิ ละเครื่องมือ 3ส.3อ.1น.
(5) สมพงษ์ ชัยโอภานนท์ (2551) ศึกษาผลการวัดระดับน�้ำตาลในเลือดของการ
ปฏบิ ตั สิ มาธอิ อกกำ� ลงั กายประสาทสมั ผสั ดว้ ยวธิ ี SKT ในผปู้ ว่ ยเบาหวานชนดิ ที่ 2 จำ� นวน 50 คน
ทศี่ นู ยส์ ขุ ภาพชมุ ชนวดั แคนอก จงั หวดั นนทบรุ ี ลงตพี มิ พใ์ นวารสารสมาคมการแพทยแ์ หง่ ประเทศไทย
J Med Assoc Thai. 91(1), 93-98
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองหนึ่งกลุ่มเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการทดลอง
ด�ำเนนิ การศกึ ษาทุกวันอังคารสัปดาหล์ ะครัง้ เปน็ ระยะเวลา 2 สปั ดาห์ รวมทงั้ หมด 3 คร้งั พบว่า
คา่ ระดับน้ำ� ตาลในเลอื ดหลงั อาหารเชา้ ลดลงอย่างมนี ยั สำ� คัญทางสถติ ิ และยังพบวา่ ค่าความดัน
โลหิตลดลงอย่างมนี ัยส�ำคัญทางสถิติ
(6) อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา (1990) ศึกษาคล่ืนสมองของนิสิตชมรมจิตวิทยา
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย ปกี ารศึกษา 2515 จ�ำนวน 30 คน ท่ีเขา้ ค่ายฝกึ ปฏิบตั ิสมาธทิ จ่ี ติ ตภาวัณ
วิทยาลัย อำ� เภอบางละมุง จงั หวัดชลบุรี ทำ� การศกึ ษาต่อเนือ่ ง 2 สปั ดาห์ ทำ� การวัดคล่ืนสมองใน
ขณะปฏิบัติสมาธิ ลงตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์การฝึกจิต. พิมพ์คร้ังที่ 2 กรุงเทพมหานคร :
อมรินพริ้นติง้ กรุ๊ฟจำ� กัด.
ผลการศึกษาพบว่า นสิ ิตมีคลน่ื สมองแบบแอลฟ่าเพ่มิ ข้ึนร้อยละ 20 หมายถงึ การมี
สมาธดิ ีขนึ้ มีความสขุ เพิม่ ขน้ึ มคี วามเครยี ดลดลง
(7) สนุ ันทา กระจา่ งแดน, ไพลิน นกุ ลู กจิ , สมพร เตรยี มชยั ศรี (2550) ศึกษาผล
ของการฝึกอานาปานสติแบบผ่อนคลายในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงไม่ทราบสาเหตุ ด้วยการวิจัย
กึ่งทดลองเปน็ เวลา 8 สปั ดาห์ โดยฝกึ วนั ละ 2 ครงั้ ๆ ละ 10 นาที ขนึ้ ไป ในกลมุ่ ตวั อยา่ งทม่ี คี วามดนั
โลหิตสูง จ�ำนวน 20 คน อายุ 40-70 ปี จากโรงพยาบาลราชวิถี 10 คน และจากโรงพยาบาลจงั หวัด
พระนครศรอี ยุธยา 10 คน ใชแ้ บบสมั ภาษณ์ความเครยี ด Health Opinion Survey (HOS) แบบ
บันทึกอาการแสดงความรู้สึกประเมินผลก่อนและหลังการทดลอง ลงตีพิมพ์ในวารสารพยาบาล
สาธารณสุข. 11(2), 88-101
ผลการศกึ ษาพบวา่ หลงั การทดลองผ้ปู ว่ ยมคี วามเครยี ด ความดนั โลหิตตวั บนและ
ตัวล่างลดลง มคี ะแนนเฉลย่ี ของอาการและอาการแสดงความรู้สึกและกิจวตั รประจ�ำวนั ดีขึ้นอย่าง
มนี ยั สำ� คญั การศกึ ษานค้ี วรนำ� ไปประยกุ ตใ์ ชร้ ว่ มกบั การศกึ ษาของแพทยก์ บั ผปู้ ว่ ยโรคความดนั โลหติ สงู
และโรคไม่ตดิ เช้ืออน่ื ๆ
(8) จุฑามาศ วารีแสงทิพย์ และคณะ (2559) ศึกษาผลของการปฏิบตั อิ านาปานสติ
กมั มัฏฐานต่อคุณภาพชีวติ ของผู้ปว่ ยทีไ่ ด้รบั การล้างไตทางช่องทอ้ ง และศึกษาผลการปฏิบัตอิ านา
ปานสตกิ มั มฏั ฐานตอ่ สญั ญาณชพี ในผปู้ ว่ ยไดร้ บั การลา้ งไตทางชอ่ งทอ้ ง เปน็ การวจิ ยั ทดลองโดยเกบ็
ขอ้ มลู จากผูป้ ่วยทีห่ น่วยโรคไต โรงพยาบาลศิรริ าช แบง่ เป็นกล่มุ ควบคุม 20 คน และกล่มุ ทดลอง
20 คน ผปู้ ว่ ยท่เี ป็นกลุ่มทดลองใหก้ ลับไปปฏิบัตอิ านาปานสตกิ ัมมฏั ฐานเองทบ่ี ้านวันละครัง้ โดยมี
แผ่นดวี ีดแี ละเอกสารแนะน�ำ ประเมนิ คณุ ภาพชีวิตก่อนและหลังการทดลอง 3 เดอื น ด้วย SF-36
และบันทึกสัญญาณชีพ ลงตีพมิ พ์ในวารสารบัณฑิตศกึ ษาปริทรรศน,์ 12(3), 2559, 128-143.
ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพชีวิตและอัตราการหายใจของกลุ่มควบคุมก่อนและหลัง
การวิจัยไมม่ คี วามแตกตา่ งกัน แต่กลุ่มทดลองมคี ุณภาพชวี ติ และอัตราการหายใจกอ่ น
27
ประมวลผลประสทิ ธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏบิ ตั สิ มาธแิ ละเคร่อื งมอื 3ส.3อ.1น.
และหลังการวิจัยดีข้ึนอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ จึงสรุปได้ว่า การปฏิบัติอานาปานสติกัมมัฏฐาน
เป็นการปฏิบัติที่เหมาะสมและมีผลดีต่อคุณภาพชีวิตและสัญญาณชีพของผู้ป่วยไตวายเร้ือรังระยะ
สดุ ทา้ ยทไี่ ดร้ บั การบำ� บดั ทดแทนไตแบบการลา้ งไตผา่ นทางชอ่ งทอ้ ง องคค์ วามรใู้ หมน่ เ้ี ปน็ การยนื ยนั
ผลการปฏบิ ตั อิ านาปานสตกิ มั มฏั ฐานนี้ นอกจากเปน็ ผลดตี อ่ ผปู้ ว่ ยไตวายเรอ้ื รงั ระยะสดุ ทา้ ยทไ่ี ดร้ บั
การรักษาด้วยวิธีการฟอกเลือดด้วยเคร่ืองไตเทียมดังในงานวิจัยในอดีต แต่ก็ยังมีผลดีต่อผู้ป่วยที่
รกั ษาด้วยวธิ ีการลา้ งไตทางช่องท้องท่ีบา้ นดว้ ย
(9) ศิรวิทย์ บัณฑรวรรณ และคณะ (2557) ศึกษาบทบาทของธรรมปฏิบัติต่อ
การท�ำงานของระบบประสาทซิมพาเทติกและคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคไตอักเสบลูปัส (Lupus
Nephritis) ทพี่ บไดบ้ อ่ ยในประชากรไทยชว่ งวยั รนุ่ และวยั ผใู้ หญจ่ ากภาวะระบบประสาทซมิ พาเทตกิ
ทำ� งานมากเกนิ ไป (Sympathetic Hyperactivity) พบไดบ้ ่อยในผปู้ ว่ ยเอสแอลอี เป็นการศกึ ษาแบบ
เกบ็ ขอ้ มลู ตดิ ตาม (Prospective Study) ในผปู้ ว่ ยโรคไตอกั เสบลปู สั จำ� นวน 30 ราย เปน็ เวลา 6 เดอื น
โดยแบง่ เป็น 2 กลุม่ คอื กลุม่ ธรรมปฏบิ ตั ิ (การปฏบิ ัตสิ มาธ)ิ และกลุ่มควบคมุ โดยกล่มุ ธรรมปฏิบัติ
จะได้รับการสอนวิธีการและรายละเอียดในการปฏิบัติธรรม โดยผู้เชี่ยวชาญทางพระพุทธศาสนา
ครั้งละ 60 นาที เป็นประจ�ำทุกเดอื นและแนะน�ำใหไ้ ปปฏิบตั ติ อ่ เองทบี่ ้านทกุ วนั ติดต่อกันเปน็ เวลา
24 สัปดาห์ ประเมินการท�ำงานของระบบประสาทซิมพาเทติก โดยการตรวจเลือดวัดระดับ
Normetanephrine และการตรวจความผนั แปรของชีพจร (Heat Rate Variability) ทั้งยงั ประเมิน
คณุ ภาพชีวิตดว้ ย SF-36 กอ่ นและหลงั เขา้ รวมการศึกษา ลงตีพิมพ์ผลการวจิ ัยใน Journal of the
Medical Association of Thailand, Vol.97 Suppl. 3, S101-107.
ผลการศกึ ษาพบวา่ มผี ้เู ขา้ ร่วมการศกึ ษากล่มุ ละ 15 ราย หลงั จากปฏบิ ตั ธิ รรมเป็น
ระยะเวลา 6 เดือน พบว่าระดบั Normetanephrine ลดลง แตไ่ ม่มนี ัยสำ� คัญทางสถิติ (p=0.28)
เชน่ เดียวกับในกลุ่มควบคุม (p=0.11) การตรวจความผันแปรของชพี จร (Heart Rate Variability)
ซึ่งท�ำการตรวจเฉพาะกรณีธรรมปฏิบัติ พบว่า ดีขึ้นทั้งค่าตัวแปรด้านระยะเวลา (time domain)
และค่าตวั แปรด้านความถี่ (Frequency Domain) ส่วนผลการประเมนิ คณุ ภาพชวี ิตพบว่า ดขี ึ้นทง้ั
องคป์ ระกอบทางดา้ นกายภาพและจติ ใจ (Physical and Mental Components) อยา่ งมีนยั สำ� คญั
ทางสถิติ โดยในกลุ่มธรรมปฏิบัติมีคะแนนด้านกายภาพเพิ่มขึ้นจาก 21.4 (5.0-50.2) เป็น 62.2
(51.8-88.4) คะแนน (p<0.01) และคะแนนด้านจิตใจเพ่ิมข้ึนจาก 16.9 (4.4-46.0) เป็น 72.4
(45.1-81.6) คะแนน (p<0.01) อย่างไรก็ตามพบว่า คะแนนทั้งด้านกายภาพและจิตใจก็เพ่ิมขึ้นใน
กลมุ่ ควบคุมเช่นกนั โดยด้านกายภาพเพิ่มจาก 19.4 (10.4-49.2) เปน็ 55.4 (36.4-83.4) คะแนน
(p<0.01) และด้านจติ ใจเพมิ่ จาก 13.9 (7.7-44.2) เป็น 45.0 (29.8-77.6) คะแนน (p<0.01) ตาม
ล�ำดบั โดยคะแนนคุณภาพชีวิตในกลุ่มธรรมปฏบิ ตั เิ พ่ิมขน้ึ มากกว่ากล่มุ ควบคมุ อยา่ งมีนัยส�ำคญั ทาง
สถติ ิ สรปุ ไดว้ า่ ในผปู้ ว่ ยโรคไตอกั เสบลปู สั ทม่ี ภี าวะไตวายเรอื้ รงั พบวา่ ธรรมปฏบิ ตั ทิ ำ� ใหค้ ณุ ภาพชวี ติ
ดีขึน้ กว่ากลมุ่ ควบคุมอย่างมีนัยสำ� คัญ ความผนั แปรของชพี จร (Heart Rate Variability) ดีขึ้นใน
กล่มุ ธรรมปฏบิ ัติ สว่ นระดบั Normetanephrine ในเลอื ดมแี นวโนม้ ลดลงทง้ั สองกลุม่ การศกึ ษาน้ี
สนบั สนนุ บทบาทของธรรมปฏบิ ตั เิ พอื่ เปน็ การรกั ษารว่ มสำ� หรบั ผปู้ ว่ ยโรคไตอกั เสบลปู สั ทม่ี ภี าวะไตวาย
เรื้อรัง
28
ประมวลผลประสิทธิผลของการสวดมนต์ การปฏบิ ัติสมาธแิ ละเครือ่ งมือ 3ส.3อ.1น.
(10) รพีพร ฤาเดช, นงพิมล นิมิตร อานันท์, & ศศิธร รุจนเวช. (2561) ไดศ้ ึกษาผล
ของโปรแกรมสมาธิบ�ำบัดตามวิถีพุทธต่อความสุขในชีวิตผู้สูงอายุท่ีป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง
ในชุมชนแห่งหนงึ่ ของจังหวดั เพชรบรุ ี กลุ่มตวั อย่างจำ� นวน 52 คน โดยแบง่ เป็นกล่มุ ทดลอง และ
กลมุ่ เปรยี บเทียบ กลมุ่ ละ 26 คน กลมุ่ ทดลองไดร้ ับโปรแกรมสมาธิบ�ำบัดตามวถิ พี ทุ ธ 8 สัปดาห์
ทีป่ ระยกุ ตแ์ นวคดิ การดูแลมนุษย์ ของวัตสัน และการดูแลโรคเรอื้ รงั “เชิงพุทธบูรณาการ” ประกอบ
ดว้ ย 1) การช่วยเหลอื อย่างไวว้ างใจ 2) การสง่ เสริมสมั พนั ธภาพระหวา่ งบคุ คล 3) การสนบั สนนุ
สภาพแวดล้อมที่บ้าน และ 4) การแลกเปล่ียนเรยี นรู้ เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ด้วยแบบสอบถามข้อมูล
ส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองและแบบสอบถามการรับรู้ความสุขในชีวิต
ลงตพี มิ พใ์ น Journal of The Royal Thai Army Nurses, 19,289-298
ผลการวจิ ยั พบวา่ กลมุ่ ทดลองมคี า่ คะแนนเฉลยี่ พฤตกิ รรมการดแู ลตนเอง และการรบั รู้
ความสขุ ในชวี ติ สงู กวา่ กอ่ นการทดลอง และสงู กวา่ กลมุ่ เปรยี บเทยี บ ในขณะทก่ี ลมุ่ ทดลองมคี า่ เฉลย่ี
ระดบั ความดนั โลหติ ต�่ำกว่ากอ่ นการทดลองและตำ่� กว่ากลมุ่ เปรยี บเทียบ ดังนน้ั สรุปได้ว่า โปรแกรม
สมาธบิ ำ� บดั ตามวถิ พี ทุ ธมปี ระสทิ ธผิ ลทำ� ใหผ้ สู้ งู อายทุ ป่ี ว่ ยดว้ ยโรคความดนั โลหติ สงู มคี วามสขุ ในชวี ติ
มากข้ึน ดังนั้น พยาบาลเวชปฏิบัติชุมชนและบุคลากรทางสุขภาพควรน�ำโปรแกรมฯ น้ีไปใช้ในการ
จัดบริการปฐมภูมิให้กับผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง เพ่ือส่งเสริมความสุขในชีวิตและ
ภาวะสขุ ภาพทีด่ ี
(11) วรี กร พงษว์ นั , & ศรสี ภุ า ดว้ งลา (2559) ไดศ้ กึ ษาผลการฟงั บทสวดมนทำ� สมาธิ
ตอ่ การผอ่ นคลายผา่ นการศกึ ษา การเปลย่ี นแปลงกจิ กรรมทางประสาทดว้ ยการตรวจคลนื่ ไฟฟา้ สมอง
EEG ในกลมุ่ ตวั อยา่ งนสิ ติ ระดบั ปรญิ ญาตรที มี่ สี ขุ ภาพดี จากจฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั จำ� นวน 10 คน
ทไ่ี ดต้ รวจคลน่ื ไฟฟา้ สมองในการวดั กจิ กรรมทางประสาท ลงตพี มิ พใ์ นวาระสาร โครงงานทางจติ วทิ ยา
หลักสตู รวทิ ยาศาสตร์บัณฑิต จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั , กรุงเทพ.
ผลการวจิ ยั พบวา่ ขณะทฟ่ี งั การฟงั บทสวดมนตท์ ำ� สมาธแิ ละมคี วามเปลยี่ นแปลงของ
คลืน่ อัลฟา่ เพิม่ ขึ้น
(12) Imoun, Mitsungnern, & Techaatik, (2015). ได้ท�ำการ ศึกษาในผู้ป่วยโรค
ความดันโลหติ สงู วกิ ฤต ท่มี ารับการรกั ษาในคลินกิ ความดนั โลหติ สงู วิกฤต โรงพยาบาลศรีนครินทร์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ ทเี่ ปน็ ผปู้ ว่ ยทเี่ คยมภี าวะความดนั โลหติ สงู วกิ ฤต รบั ประทาน
ยาสมาํ่ เสมอ 3 เดอื น ไมม่ ีการปรับยา อายุ 40-80 ปี โดยศึกษากับกลมุ่ ตวั อยา่ ง 2 กลุ่ม ไมอ่ ิสระ
ตอ่ กนั 30 คน เครอื่ งมอื คอื หนงั สอื สวดมนต์ ซดี เี สยี งสวดมนตเ์ ปน็ ทำ� นอง สมดุ บนั ทกึ ความดนั โลหติ
เคร่ืองวดั ความดนั โลหิต ใหส้ วดมนต์กอ่ นนอนพรอ้ มเปดิ ซดี ีเสียงสวดมนตน์ าน 1 เดอื น บันทึกการ
สวดมนต์และความดันโลหิตในสมดุ บันทึก ลงตพี มิ พใ์ นวาระสาร Journal of nursing and Health
Care, 33(2), 45-53.
ผลการวจิ ยั พบวา่ ความดนั โลหติ กอ่ นและหลงั การสวดมนตแ์ ละแนวโนม้ ความดนั โลหติ
ลดลง
(13) สมพร กนั ทรดษุ ฎ-ี เตรยี มชยั ศรี ไดเ้ ขยี นในหนงั สอื การปฏบิ ตั สิ มาธเิ พอื่ การเยยี วยา
สขุ ภาพ. กรุงเทพฯ: 2556 กลา่ ววา่ การปฏิบัตสิ มาธใิ นทางวทิ ยาศาสตร์ เป็นการประยุกต์
29
ประมวลผลประสทิ ธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏิบตั ิสมาธแิ ละเครอื่ งมือ 3ส.3อ.1น.
รปู แบบการปฏบิ ตั สิ มาธจิ ากทกุ ศาสนา มาใชเ้ ปน็ แนวทางใหบ้ คุ คลสามารถปฏบิ ตั สิ มาธเิ พอ่ื การสรา้ งเสรมิ
สุขภาพไดร้ ่วมกัน จากการวจิ ัยในอดตี จนถงึ ปัจจบุ ันพบวา่ การปฏบิ ตั ิสมาธิหลากหลายรูปแบบมผี ล
ตอ่ การทำ� งานของรา่ งกายทกุ ระบบ ดังต่อไปน้ี
(1) ผลการปฏิบตั ิสมาธติ ่อการทำ� งานของระบบหัวใจและหลอดเลือด
1.1 การปฏบิ ตั สิ มาธทิ ำ� ใหก้ ารทำ� งานของระบบประสาทอนั โนมตั ิ (parasympathetic
system) ลดลง มีผลท�ำให้ความดันโลหิตลดลงในผปู้ ว่ ยความดนั โลหติ สูงในเวลาทปี่ ฏบิ ัติ 4 สัปดาห์
วันละ 2 ครงั้
1.2 ลดการกระตนุ้ การทำ� งานของรา่ งกาย ไดแ้ ก่ ลดอตั ราการเตน้ ของหวั ใจ ทำ� ให้
ความดนั โลหิตลดลง
1.3 การปฏิบัตสิ มาธิในระยะเวลา 2 สัปดาห์ ช่วยลดความเส่ยี งโรคหลอดเลือด
หัวใจ ทำ� ให้ความดนั ลดลงและในระยะเวลา 2-8 เดือน ช่วยให้ระดับโคเลสเตอรอลและการอยาก
สูบบุหรีล่ ดลง
(2) ผลของการปฏบิ ตั สิ มาธติ อ่ การเปลยี่ นแปลงของฮอรโ์ มนและสารเคมี การปฏบิ ตั ิ
ทำ� ให้เกิดการเปล่ยี นแปลงของระดบั ฮอร์โมนและสารเคมใี นรา่ งกายของคนปกติได้ เช่น
2.1 การปฏบิ ตั ิสมาธิ 40 นาที ระดับฮอรโ์ มนเครยี ด (คอร์ติซอล) หล่งั จากตอ่ ม
หมวกไต ลดลง ท�ำให้คลายเครยี ดและสารเคมตี ่างๆ ในร่างกาย เช่น นำ้� ตาลในเลอื ดและอินซูลนิ
มกี ารเปลย่ี นแปลง (ชว่ ยในการควบคุมในผู้ปว่ ยเบาหวาน)
2.2 การปฏบิ ตั สิ มาธทิ ำ� ใหภ้ มู ติ า้ นทานในรา่ งกายเพมิ่ ขน้ึ และฮอรโ์ มนเมลาโทนนิ
ทผ่ี ลติ จากต่อมไพเนยี ลในสมอง ที่ควบคมุ การหลับ การต่ืน ท�ำใหม้ ผี ลตอ่ การป้องกันและรกั ษาโรค
(3) ผลของการปฏิบัติสมาธติ ่อการเปลีย่ นแปลงดา้ นจติ ใจ
การปฏิบัติสมาธิท�ำให้ความเครียดลดลงและการท�ำงานของหัวใจและจิตใจดีข้ึน
ท�ำใหก้ ารสร้างภมู คิ ุ้มกันดขี ้ึน การปฏิบัติสมาธิ เปน็ วิธหี นึ่งในการรกั ษาความวติ กกังวลเพอื่ ใหก้ ำ� กับ
ควบคุมตนเองไดแ้ ละเพอื่ ส่งเสรมิ สุขภาพกาย สขุ ภาพจติ และช่วยในการฟืน้ ฟสู ุขภาพของผู้ปว่ ยโรค
หวั ใจ ลดความเครยี ด ทำ� ใหพ้ ฤตกิ รรมดขี นึ้ โดยเฉพาะการปฏบิ ตั สิ มาธทิ มี่ กี ารออกกำ� ลงั กายรว่ ม ดว้ ย
เช่น โยคะ
(4) ผลการปฏบิ ัตสิ มาธติ อ่ สภาพร่างกายและสขุ ภาพของคนปกติ
การปฏิบัติสมาธิและวิธีการผ่อนคลายหลายรูปแบบได้มีการน�ำมาใช้อย่างแพร่หลาย
ในการลดความเครยี ดและโรคทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั ความเครยี ด เนอ่ื งจากเปน็ วธิ ที ง่ี า่ ยในการนำ� มาประยกุ ต์
ใช้และวิธีการถ่ายทอดไม่ยุ่งยากซับซ้อน การปฏิบัติสมาธิโดยการสวดมนต์และการคิดในทางบวก
เป็นวิธีท่ีไดร้ บั การยอมรับเพอื่ ดแู ลสขุ ภาพจติ วิญญาณของผู้ปว่ ยและครอบครวั
การปฏิบัติสมาธิท�ำใหบ้ ุคคลทป่ี ฏิบัติเปน็ ผ้มู สี ตติ ื่นอยเู่ สมอ รูต้ ัวตลอดเวลา ร้สู ึกใน
ภาวะจิตว่าง สามารถเผชญิ ปญั หาในชีวิตประจำ� วนั ได้ รจู้ กั ควบคมุ อารมณไ์ ด้ดี
ส�ำหรับผู้สูงอายุที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและการสูญเสียหลายอย่าง เช่น
รา่ งกายเคลอื่ นไหวไดช้ า้ ลง โดดเดย่ี ว สน้ิ หวงั ไรท้ พี่ ง่ึ ซมึ เศรา้ ปญั หาเหลา่ นพ้ี บไดใ้ นผสู้ งู อายทุ ว่ั โลก
การจะช่วยผู้สูงอายุสามารถเผชิญกับการเปล่ียนแปลงเหล่านี้ได้โดยต้องให้มีการ
30
ประมวลผลประสทิ ธิผลของการสวดมนต์ การปฏบิ ตั สิ มาธิและเครอ่ื งมอื 3ส.3อ.1น.
เปลี่ยนภาพพจน์ เผชญิ กับการเจ็บปว่ ยได้ การปฏิบัตสิ มาธจิ ะชว่ ยใหผ้ สู้ ูงอายุมพี ลงั ในตนเอง รูจ้ กั
ตนเอง มีความมนั่ ใจ เขา้ ใจผสู้ ูงอายดุ ว้ ยกนั มคี วามผาสุกตามอัตภาพของผู้สงู อายุ
ประโยชนข์ องการการปฏบิ ตั สิ มาธิ มมี ากมาย การปฏบิ ตั สิ มาธจิ งึ มสี ว่ นในการพฒั นา
บุคคลท่ีอยใู่ นสงั คมท้ังกายและจิต จติ วิญญาณ ท�ำใหบ้ ุคคลมคี วามผาสกุ ไม่วา่ จะอยูใ่ นสภาวะใด
สามารถกำ� กับจติ ใจของตนเองได้ จงึ นับได้ว่าบคุ คลทปี่ ฏบิ ตั สิ มาธเิ ปน็ ผ้มู กี ารเตรียมพรอ้ มเฝา้ ระวัง
ปรับปรุงและสามารถปรับเปลี่ยนวิถีของตนเองได้ดีขึ้น สมาธิจึงเป็นกลยุทธ์ที่มีคุณค่า ราคาต่�ำ
ใชไ้ ด้หลาย ๆ สถานการณใ์ นภาวะปัจจบุ ัน เพื่อการส่งเสรมิ สุขภาพจติ วญิ ญาณและสงั คมของบคุ คล
โดยแทจ้ ริง
(14) สาโรจน์ ประพรมมา (2561) ผลของโปรแกรมวถิ ธี รรม วถิ ไี ทย ในการปรบั เปลย่ี น
พฤตกิ รรมสขุ ภาพของประชาชนกลมุ่ เสยี่ งโรคเรอ้ื รงั ในพนื้ ทบี่ รกิ ารของโรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพ
ตำ� บลแห่งหนึง่ อ�ำเภอภกั ดชี มุ พล จงั หวดั ชยั ภมู ิ เปน็ การวจิ ัยแบบผสมผสานเชงิ ปรมิ าณและเชิง
คณุ ภาพ โดยใชโ้ ปรแกรมวถิ ไี ทย วถิ พี ทุ ธ ในการปรบั เปลยี่ นพฤตกิ รรมสขุ ภาพของประชาชนกลมุ่ เสยี่ ง
โรคเรอ้ื รงั คอื โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหติ สงู ทีม่ อี ายุ 35 ปขี ึ้นไป จำ� นวน 50 ราย ในพื้นที่
โรงพยาบาลสง่ เสริมสุขภาพตำ� บลลาดชุมพล อ�ำเภอภกั ดชี มุ พล จังหวัดชยั ภูมิ โดยฝึกอบรมกล่มุ
ตัวอย่างเพ่ือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 3 วัน มอบให้กลุ่มตัวอย่างบันทึกการปฏิบัติตามแบบ
บนั ทกึ สขุ ภาพของกระทรวงสาธารณสุข เปน็ เวลา 15 สัปดาห์ ต่อเนือ่ งกนั กิจกรรมประกอบด้วย
การปรบั เปลยี่ นพฤตกิ รรมการกิน การออกก�ำลงั กาย การฝึกจิต โดยการสวดมนต์และนัง่ สมาธกิ าร
ปรบั เปลยี่ นพฤตกิ รรมประจำ� วนั โดยใชน้ าฬกิ าชวี ติ และการลดปจั จยั เสยี่ งทางสขุ ภาพและเศรษฐกจิ
พมิ พ์ในวรสารสมาคมวิชาชีพสขุ ศกึ ษา ปีท่ี 35 ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มถิ ุนายน 2563
ผลการวจิ ยั พบว่า กลุ่มตัวอย่างทต่ี ดิ ตามได้หลังส้นิ สุดการวจิ ยั จ�ำนวน 15 คน ใน
ภาพรวม มนี ้�ำหนักตัวเฉล่ียลดลงเลก็ นอ้ ย (Weigh first = 67.15 kg; 95% CI: 66.79, 67.50, weight
last = 66.35 kg; 95% CI: 65.97, 66.72) เสน้ รอบเอว และระดับน้ำ� ตาลในเลอื ดไม่เปล่ยี นแปลง
(p-value > 0.05) ส่วนพฤตกิ รรมสุขภาพไม่อาจประเมนิ ได้ เนอ่ื งจากกลุ่มตัวอย่างขาดการบันทึก
ประจำ� วนั จากการประเมนิ ผลรายบคุ คล พบวา่ กลุ่มเสยี่ ง 5 ราย มีนำ้� หนกั เส้นรอบเอว และระดับ
นำ�้ ตาลในเลือด ลดลงอย่างมีนยั ส�ำคัญทางสถติ ิ (p-value<0.001) และจากการสนทนากลุ่ม พบว่า
การปฏบิ ตั ติ วั ตามแนวทางพุทธศาสนา ความใสใ่ จในเร่ืองสขุ ภาพอาหารประจ�ำทอ้ งถ่ิน และภารกจิ
ประจำ� วัน ส่งผลตอ่ การปรบั เปล่ยี นพฤตกิ รรม
31
ประมวลผลประสิทธิผลของการสวดมนต์ การปฏบิ ตั สิ มาธิและเคร่ืองมอื 3ส.3อ.1น.
บท5ท่ี
ผลการศกึ ษาโวดจิ ยยั เคเชรงิ อ่ื ปงรมะอืเม3นิ สผ.ล3กอา.1รนสว. ดในมปนรตะเแ์ ทลศะไกทายรปฏบิ ตั สิ มาธิ
ผลการศกึ ษาในหวั ข้อน้ี เป็นการศกึ ษาวจิ ัยเชงิ ประเมินผล (Evaluative Research) ที่ใช้
เคร่อื งมือผสมผสานระหวา่ งการสวดมนตแ์ ละการปฏิบตั สิ มาธิ รวมทัง้ เครอื่ งมืออนื่ ๆ ด้วย แลว้ แต่
กรณี ไดแ้ ก่ เครอื่ งมอื ชดุ 4ส.4อ.1น. สำ� หรบั กลมุ่ ผสู้ งู อายบุ างกลมุ่ โดย 4ส. คอื ศลี สวดมนต์ สมาธิ
สนทนาธรรม 4อ. คอื อาหาร ออกกำ� ลงั กาย อารมณ์ อดเิ รก-วถิ พี ทุ ธ และ 1น. คอื นาฬกิ าชวี ติ -วถิ พี ทุ ธ
สว่ นเครอื่ งมอื อกี ชดุ หนงึ่ ซง่ึ เปน็ เครอ่ื งมอื ใชท้ วั่ ไปสำ� หรบั กลมุ่ อายอุ น่ื ๆ ตามโครงการสขุ ภาพดี วถิ พี ทุ ธ
ไดแ้ ก่ 3ส.3อ.1น. โดยไม่มี ศ. ศลี เน่อื งจากรวมอยใู่ นสนทนาธรรมแลว้ และไม่มี อ. อดเิ รก เนื่องจาก
แฝงอยใู่ นกจิ วตั รประจำ� วนั อยแู่ ลว้ คงเปน็ 3ส.3อ.1น. ตามกรณปี กตทิ ว่ั ไป ดงั ตวั อยา่ งการใชเ้ ครอ่ื งมอื
และผลการศึกษาดงั นี้
1) ดาราพร คงจา, อุทัย สุดสุข, ชัยรัตน์ เวชพาณิช (2559) ศึกษาเชิงปฏิบัติการ
โดยมวี ตั ถปุ ระสงค์ คอื 1. เพอื่ พฒั นาศกั ยภาพของวทิ ยากรจงั หวดั และวทิ ยากรอำ� เภอใหเ้ ปน็ ผจู้ ดั การ
ดแู ลผสู้ งู อายุ สามารถถา่ ยทอดความรกู้ ารสรา้ งสขุ ภาพและปอ้ งกนั โรค ควบคมุ โรคเรอ้ื รงั ในผสู้ งู
อายใุ หก้ บั ทมี ผดู้ แู ลผสู้ งู อายุ วถิ พี ทุ ธ 2. เพอ่ื พฒั นาแนวทางการปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมการพฒั นา
ศกั ยภาพพึ่งตนเองของผู้สงู อายุ เพอ่ื สรา้ งสุขภาพและปอ้ งกันโรคเรือ้ รงั วิถีพทุ ธ โดยใช้เทคนิค 4ส.
4อ.1น. กลุ่มเปา้ หมายในการดำ� เนินงาน ได้แก่ ประชาชนกลุม่ เปา้ หมายจงั หวดั นครปฐม จำ� นวน
135 คน จังหวัดนครนายก จ�ำนวน 135 คน รวมทั้งหมด 270 คน ระยะเวลาในการศึกษาระหว่าง
เดือนตุลาคม 2558 ถงึ กันยายน 2559 ลงตพี มิ พ์ในวารสารยุพรตั น์. 6(4), 19.33.
ผลการศึกษาพบว่า 1. จังหวัดนครปฐม มีจ�ำนวนผู้ได้รับการอบรมเพ่ิมพูนศักยภาพตาม
เปา้ หมาย ไดแ้ ก่ ผดู้ ูแล ผสู้ งู อายุ 10 คน แกนนำ� เครอื ขา่ ย บวรสอ. 10 คน อาสาสมัครวถิ ีพุทธ 10
คน แกนนำ� ชมรมผ้สู งู อายุ 5 คน ซงึ่ ผ้ผู ่านการอบรมทุกคนมคี วามสามารถในการจดั กจิ กรรมตามที่
ไดร้ บั มอบหมาย ส่วนผู้สงู อายเุ ป้าหมาย จำ� นวน 100 คน มผี ลสรปุ การประเมนิ เริม่ โครงการและ
เมอื่ สนิ้ สดุ โครงการ การพฒั นาแนวทางการปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมการพฒั นาศกั ยภาพพง่ึ ตนเองของ
ผสู้ งู อายเุ พื่อสร้างสุขภาพและป้องกนั โรคเรื้อรัง วถิ ีพุทธ โดยใช้เทคนคิ 4ส.4อ.1น. พบวา่ ผูส้ งู อายุ
มกี ารปรับเปล่ยี นพฤตกิ รรมปฏบิ ตั กิ ิจวัตรประจ�ำวนั 4ส.4อ.1น. เพ่อื สุขภาพดี วิถีพุทธ มพี ฤตกิ รรม
การปฏิบัติ 4ส.4อ.1น. เพิ่มมากข้ึนทุกกิจกรรม โดยเฉพาะพฤติกรรมปฏิบัติประจ�ำมากท่ีสุด คือ
สวดมนต์ สมาธิ แผ่เมตตา เวลา 05.00-07.00 น. เพิ่มจากร้อยละ 21 เป็นร้อยละ 32 การ
ออกก�ำลังกายเวลา 16.00-17.00 น. เพ่ิมจากร้อยละ 23 เป็นร้อยละ 43 การพักผ่อน อาบน�้ำ
สงั สรรคใ์ นครอบครวั สังคม เวลา 17.00-18.00 น. เพม่ิ จากรอ้ ยละ 43 เป็นร้อยละ 50
32
ประมวลผลประสทิ ธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏบิ ัติสมาธแิ ละเครื่องมอื 3ส.3อ.1น.
2) อทุ ยั สุดสุข (2560) ศกึ ษาการใชเ้ ครื่องมอื 3ส.3อ.1น. เพือ่ ปรบั เปลีย่ นพฤตกิ รรมสร้าง
สุขภาพ ป้องกันและควบคุมโรคเรอ้ื รังในผู้มีภาวะเส่ียงและผู้ปว่ ยโรคเร้ือรงั อายุ 35 ปี ข้ึนไป ใน
หมู่บา้ น/ชุมชนและโรงพยาบาลในจังหวดั 34 จงั หวัด ลงตพี ิมพ์ในวารสารยุพรตั น์. 7 (1), 157-164.
ผลการศึกษาพบว่า 1) การบูรณาการปฏิบัติพุทธธรรมกับปฏิบัติตามหลักการแพทย์และ
การสาธารณสุขด้วยเครอ่ื งมอื 3ส.3อ.1น. มคี วามเปน็ ไปได้ องคก์ รภาคีเครือข่าย บวร.สอ. สามารถ
ขับเคล่ือน 3ส.3อ.1น. สู่ประชากรกลุ่มเป้าหมายได้ทุกภาคส่วนท่ีเกี่ยวข้องมีความพึงพอใจและ
มีข้อเสนอให้ดำ� เนนิ งานโครงการสุขภาพดี วถิ ีพทุ ธ ใหก้ วา้ งขวางมากข้ึนตอ่ ไป 2) 3ส.3อ.1น. ท�ำให้
ผปู้ ฏบิ ตั มิ กี ารปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมดำ� เนนิ ชวี ติ ของผมู้ ภี าวะเสย่ี งและผปู้ ว่ ยโรคเรอื้ รงั ได้ 3) ผปู้ ฏบิ ตั ิ
3ส.3อ.1น. มดี ชั นมี วลกาย ระดบั นำ้� ตาลในเลอื ด ระดบั คอเลสเตอรอลในเลอื ด ระดบั ความดนั โลหติ สงู
ลดลงในผมู้ ภี าวะเสยี่ งและผปู้ ว่ ยโรคดงั กลา่ ว 4) ผปู้ ฏบิ ตั ิ 3ส.3อ.1น. มสี ขุ ภาพและคณุ ภาพชวี ติ ดขี น้ึ
5) ผลของการปฏบิ ตั ิ 3ส.3อ.1น. เพ่ือปอ้ งกนั และแก้ไขปัญหาโรคเร้อื รงั ในประชากรกลุ่มผู้สงู อายุ
มกี ารประเมินผลเมอ่ื สน้ิ ปงี บประมาณ 2556, 2557, 2558 และ 2559) สรปุ ได้ว่า ในปี 2556 มูลนิธิ
อุทยั สดุ สุข รว่ มกับสมาคมคลังปัญญาอาวุโสแห่งประเทศไทย ได้ดำ� เนนิ โครงการพัฒนาศักยภาพ
พง่ึ ตนเองของผสู้ งู อายุ เพอื่ สรา้ งสขุ ภาพและปอ้ งกนั ควบคมุ โรคเรอื้ รงั วถิ พี ทุ ธ ในจงั หวดั สมทุ รสาคร
และปทุมธานี จังหวัดละ 1 ต�ำบลๆ ละ 100 คน ในปลายปีงบประมาณ ได้ท�ำการประเมินผล
(เปรยี บเทยี บกอ่ นและหลงั การปฏิบตั ิ 3ส.3อ.1น. 4 เดอื น) เฉพาะตวั อยา่ งในจงั หวดั สมทุ รสาคร มี
ผลประเมนิ ดงั นี้ (1) มกี ารปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมสขุ ภาพ โดยเฉพาะกจิ กรรมสวดมนต์ สมาธิ แผเ่ มตตา
เพมิ่ ข้นึ ร้อยละ 55.58 การออกกำ� ลังกายเพ่มิ ข้ึนรอ้ ยละ 100 การพกั ผอ่ นสงั สรรคใ์ นครอบครวั และ
สงั คมเพมิ่ ขนึ้ รอ้ ยละ 76.66 (2) มผี ลกระทบความดนั โลหติ ลดลงรอ้ ยละ 56.25 ภาวะนำ�้ ตาลในเลอื ด
ลดลงร้อยละ 33.30 ภาวะไขมนั ในเลอื ดลดลงร้อยละ 50.00 ภาวะอ้วนลดลงรอ้ ยละ 11.76 (3) จาก
การสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ ผสู้ งู อายปุ ว่ ยดว้ ยความดนั โลหติ สงู ลดลง โรคเบาหวานลดลง แพทยล์ ดยารกั ษา
ผปู้ ่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย สวดมนต์แลว้ อาการปวดลดลง ทําสมาธิ ก่อนนอนชว่ ยให้หลับสบาย
(4) ผลการปฏิบัติ 3ส.3อ.1น. เพอ่ื ป้องกันและแก้ไขปญั หา 5 ประการ ในนกั เรยี นและเยาวชนมกี าร
ประเมินผลเมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2554 สรุปได้ว่า ในปี 2554 ได้จัดอบรมนักเรียนชั้น ป.4-ม.3
ณ คา่ ยสขุ ภาพดี วิถีพุทธ สาํ นกั ศึกษาและปฏิบัตธิ รรมพระพุทธิวงศมนุ ี อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี 5
รนุ่ ๆ ละ 100 คน รวม 497 คน อบรมรนุ่ ละ 3 วนั 2 คนื ประเมนิ ผลหลงั จากอบรมประมาณ 3 เดอื น
ปรากฏวา่ นกั เรียนมีความร้คู วามเข้าใจปญั หา 5 ประการ เคร่อื งมอื 3ส.3อ.1น. และคณุ ธรรม 4
ประการ รวมทง้ั ตงั้ ใจนาํ เครอ่ื งมอื ไปปฏบิ ตั ิ ผทู้ ม่ี ภี าวะอว้ นมนี ำ้� หนกั ลดลง แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามเนอื่ งจาก
โครงการสขุ ภาพดี วิถพี ทุ ธ ในกลมุ่ นักเรยี นและเยาวชนไม่มีงบประมาณดําเนินการพัฒนาตอ่ ยอด
ในปตี ่อๆ มา จงึ ยังไมเ่ หน็ ผลกระทบ
3) ลัดดา ปิยเศรษฐ์ (2016) การศึกษาการพัฒนารูปแบบการสร้างสุขภาพดี วิถีพุทธ ใน
การปอ้ งกันและแกป้ ญั หาโรคเรือ้ รังในชมุ ชน : กรณศี ึกษาหมู่บา้ นคยุ ปา่ รัง ต�ำบลวงั ควง อำ� เภอ
พรานกระตา่ ย จงั หวดั กำ� แพงเพชร การศกึ ษานม้ี วี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ศกึ ษาการดำ� เนนิ งานสรา้ งสขุ ภาพดี
วิถีพุทธ ด้วยเคร่ืองมอื 3ส. (สวดมนต์ สมาธิ สนทนาธรรม) 3อ. (อาหาร ออกกำ� ลังกาย อารมณ)์
1น. (นาฬิกาชีวิต) และการน�ำไปปฏิบตั ใิ นชวี ติ ประจ�ำวันของประชาชนในชุมชนคยุ ป่ารัง
33
ประมวลผลประสิทธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏิบตั สิ มาธแิ ละเครือ่ งมือ 3ส.3อ.1น.
ตำ� บลวงั ควง อำ� เภอพรานกระตา่ ย จงั หวดั กำ� แพงเพชร และเพอื่ พฒั นารปู แบบการสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพดี
วิถพี ทุ ธ ในการป้องกันและแกไ้ ขปญั หาโรคเร้ือรงั ในชมุ ชน
วิธีการศกึ ษาใช้ 2 แบบ คือ การวิจยั เชิงปรมิ าณและการวจิ ัยเชงิ คณุ ภาพ สำ� หรบั การวิจัย
เชิงปริมาณใช้วิธีการส�ำรวจแบบสอบถามประชาชนที่เข้าร่วมปฏิบัติหลังผ่านการอบรมโครงการ
บ้านคุยปา่ รัง สรา้ งสังคมสขุ ภาพดี วถิ ีธรรม วถิ ีไทย จำ� นวน 65 คน คอื เปน็ กลุ่มตัวอยา่ งในการ
ตอบแบบสอบถาม ขอ้ มลู ทไ่ี ดน้ ำ� มาวิเคราะหเ์ ป็นความถี่ ร้อยละ สว่ นการศึกษาเชิงคณุ ภาพใช้การ
ทบทวนเอกสารและงานวิจยั ทเ่ี ก่ียวข้อง อกี ส่วนไดจ้ ากการสมั ภาษณ์เชงิ ลกึ คณะกรรมการสรา้ ง
สขุ ภาพดี วิถพี ุทธ ทเี่ ป็นเครอื ข่าย บวร.สอ. จำ� นวน 6 คน และสนทนากลุม่ คณะกรรมการ จ�ำนวน 7
คน ตามเคร่อื งมอื ทผ่ี ้วู จิ ัยสร้างขน้ึ ลงตพี มิ พใ์ นวารสารสุขศกึ ษา มกราคม-มิถนุ ายน 2559 ปที ี่ 39
เล่มที่ 132
ผลการศกึ ษา พบวา่ ประชาชน จ�ำนวน 65 คน ท่รี ่วมปฏิบัตใิ นโครงการฯ มโี รคประจำ� ตัว
24 คน หรือประมาณ 1 ใน 3 ส่วนใหญป่ ว่ ยเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคอว้ น ได้
น�ำเทคนิค 5ส.3อ.1น. มาปฏิบัติในการด�ำเนนิ ชีวติ ประจ�ำวนั และผลทเ่ี กดิ กบั สขุ ภาพประชาชน คือ
ประชาชนมสี ขุ ภาพดีขนึ้ ร้อยละ 76.9 คงเดิมร้อยละ 18.5 ส่งผลให้จำ� นวนผปู้ ่วยนอกใน รพ.สต.
ลดลงรอ้ ยละ 75 ผปู้ ว่ ยโรคเบาหวาน ความดนั โลหติ สงู สามารถคมุ อาการของโรคไดด้ ี จำ� นวนเพม่ิ ขนึ้
2.5 เทา่ ตวั ไมพ่ บกลมุ่ เสย่ี งเปน็ ผปู้ ว่ ยรายใหม่ ในชมุ ชนไมม่ กี ารดม่ื สรุ าในงานศพ ประชาชนเลกิ ดมื่ สรุ า
เพมิ่ ข้ึน 1.78 เทา่ ตัว ไม่มีการทะเลาะววิ าทจากปัญหาการเมาสรุ า มคี รอบครวั ปลอดบหุ รเ่ี พิ่มขึน้ 1.9
เทา่ ตัว ประชาชนเลกิ บหุ รีอ่ ย่างถาวรเพม่ิ ขน้ึ 4.6 เทา่ ตัว ร้านค้าในชุมชนไมจ่ ำ� หนา่ ยบหุ ร่ีและสรุ าให้
กับเยาวชนอายตุ ำ�่ กว่า 18 ปี สรุปได้วา่ โครงการสขุ ภาพดี วิถีพุทธ ตอ้ งอาศยั การลงมือปฏบิ ตั อิ ย่าง
ตอ่ เนอ่ื งตงั้ แตแ่ กนนำ� ลงไปถงึ ประชาชนในรปู แบบทย่ี ดื หยนุ่ ตามบรบิ ทชมุ ชน และวถิ ชี วี ติ ของประชาชน
ซึง่ ส่งผลลัพธ์ทางสุขภาพทัง้ ในระดับบุคคล ครอบครวั และชมุ ชน
4) อทุ ยั สดุ สุข และคณะ (2558) ศึกษาการพัฒนาศักยภาพพึง่ ตนเองของผู้สูงอายุ เพ่ือ
สรา้ งสขุ ภาพและปอ้ งกนั ควบคมุ โรคเรอ้ื รงั วถิ พี ทุ ธ จงั หวดั สมทุ รสาคร และจงั หวดั ปทมุ ธานี ลงพมิ พ์
ในรายงานผลการด�ำเนินงานฉบับสมบูรณ์ของโครงการพัฒนาศักยภาพพ่ึงตนเองของผู้สูงอายุของ
สมาคมคลังปญั ญาอาวุโสแหง่ ประเทศไทยปี 2558
ผลการศึกษาพบว่า 1) วิทยากรระดับจังหวัด อ�ำเภอและต�ำบล แกนน�ำองค์กร บวรสอ.
อสม. และกรรมการชมรมผู้สูงอายุสามารถด�ำเนินงานร่วมกันตามบริบทของแต่ละคณะ แต่ละคน
และบริบทส่วนรวม 2) ผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรม 3ส.3อ.1น. มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเมื่อ
เปรยี บเทยี บก่อนและหลังรว่ มกจิ กรรม 4 เดือน 3) กิจกรรม 3ส.3อ.1น. ทปี่ ฏิบัตเิ ปน็ ประจ�ำอยา่ ง
น้อยสปั ดาหล์ ะ 5 วัน ข้นึ ไป ในจังหวดั สมุทรสาคร ได้แก่ (1) ออกก�ำลงั กายเพิ่มขน้ึ รอ้ ยละ 103.34
เวลา 17.00-17.30 น. (2) พักผ่อน สวดมนต์ สมาธิ ฟงั หรอื อา่ นธรรมะเพม่ิ ข้นึ รอ้ ยละ 76.66 เวลา
19.00-22.00 น. (3) สวดมนต์ ออกกำ� ลงั กายเพม่ิ ขนึ้ รอ้ ยละ 66.68 เวลา 05.00-07.00 น.
5) มูลนธิ อิ ทุ ัย สดุ สุข และกองการแพทย์ทางเลือก กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์
ทางเลือก (2560) รายงานผลการด�ำเนินงานฉบับสมบูรณ์โครงการสุขภาพดี วิถีธรรม วิถีไทย
ในการป้องกันและรักษาโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง จังหวัดกาญจนบุรี
34
ประมวลผลประสทิ ธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏิบตั สิ มาธแิ ละเคร่อื งมือ 3ส.3อ.1น.
มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื อบรมวทิ ยากรจงั หวดั อำ� เภอ และตำ� บล (ภาคเี ครอื ขา่ ย บวรสอ.) จำ� นวน 40 คน
ใหส้ ามารถถา่ ยทอดความรแู้ ละความดนั โลหติ สงู จำ� นวน 40 คน จากอำ� เภอไทรโยคและอำ� เภอทา่ มะกา
จงั หวัดกาญจนบุรี โดยจัดอบรมกลมุ่ ละ 1 รุ่น เปน็ เวลาร่นุ ละ 3 วนั 2 คืน ณ ค่ายสุขภาพดี วิถพี ุทธ
ส�ำนักศึกษาและปฏิบัติธรรมพระพุทธิวงศมุนี (สาขาวัดจักรวรรดิราชาวาส) ต�ำบลวังกระแจะ
อ�ำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ท�ำการประเมินผลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพด้วยวิธีการตาม
รปู แบบซพิ พ์ (CIPP Model) กอ่ นและหลงั รว่ มกจิ กรรมคา่ ยเปน็ เวลา 3 เดอื น ลงพมิ พผ์ ลการประเมนิ
ในรายงานผลการดำ� เนินงานฉบับสมบรู ณ์โครงการสุขภาพดี วิถีธรรม วิถีไทยฯ ในการป้องกันและ
รกั ษาโรคเบาหวานและความดนั โลหติ สงู จงั หวดั กาญจนบรุ ี โดยมลู นธิ อิ ทุ ยั สดุ สขุ และกองการแพทย์
ทางเลือก กรมการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยท์ างเลอื ก ตลุ าคม 2560
ผลการประเมินภาวะสุขภาพของผู้มีภาวะเสี่ยงผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง
ที่รว่ มกจิ กรรมคา่ ยฯ กอ่ นและหลงั เขา้ ร่วมโครงการ 3 เดอื น จำ� นวน 34 คน พบวา่ น�ำ้ หนักและ
ดชั นมี วลกายลดลงรอ้ ยละ 74.07 รอบเอวลดลงรอ้ ยละ 48.14 ระดบั นำ�้ ตาลในเลอื ดลดลงรอ้ ยละ
66.66 และความดันโลหติ ลดลงรอ้ ยละ 77.77
6) มูลนิธิอุทัย สุดสขุ และกองการแพทยท์ างเลอื ก กรมการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์
ทางเลือก (2561) ด�ำเนินงานโครงการต�ำบลต้นแบบสขุ ภาพดี วิถีธรรม วถิ ีไทย ในการสร้างเสรมิ
สขุ ภาพ ปอ้ งกนั และควบคมุ โรคเบาหวานและความดนั โลหติ สงู จงั หวดั ปทมุ ธานปี ี 2561 มวี ตั ถปุ ระสงค์
และเป้าหมายเพอื่ อบรมวิทยากรแกนนำ� สุขภาพดี วถิ ธี รรม วถิ ีไทย ระดับจังหวัด อ�ำเภอ และต�ำบล
(ภาคีเครือข่าย บวรสอ.) และ อสม. จ�ำนวน 40 คน ให้สามารถถ่ายทอดความรู้และฝึกปฏิบัติ
3ส.3อ.1น. ให้กับผู้มีภาวะเส่ียงและผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงจ�ำนวน 10 คน
จากต�ำบลคูบางหลวง อ�ำเภอลาดหลุมแก้ว และต�ำบลบ้านกลาง อ�ำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี
อ�ำเภอละ 20 คน และสนบั สนุนให้ขยายผลการด�ำเนินงานสุขภาพดี วิถธี รรม วิถไี ทย เป็นตำ� บล
ต้นแบบและศูนย์การเรียนรู้ รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีสุขภาพดีสามารถพึ่งตนเองได้
โดยดำ� เนินการอบรมเป็น 2 รุน่ ๆ ละ 40 คน เปน็ เวลารนุ่ ละ 3 วนั 2 คืน ณ คา่ ยสขุ ภาพดี วถิ ีพุทธ
ส�ำนักศึกษาและปฏิบัติธรรมพระพุทธิวงศมุนี (สาขา วัดจักรวรรดิราชาวาส) ต�ำบลวังกระแจะ
อ�ำเภอไทรโยค จังหวดั กาญจนบรุ ี ทำ� การประเมินผลเชิงปรมิ าณและเชิงคุณภาพด้วย วธิ กี ารตาม
รูปแบบซิพพ์ก่อนและหลังการร่วมกิจกรรมค่ายฯ เป็นเวลา 3 เดือน ลงพิมพ์ผลการประเมินใน
รายงานผลการดำ� เนินงานฉบบั สมบูรณโ์ ครงการต�ำบลตน้ แบบสขุ ภาพดี วถิ ธี รรม วถิ ีไทย ในการ
สร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงจังหวัดปทุมธานี โดย
มูลนิธิอุทัย สุดสุขและกองการแพทย์ทางเลือก กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
ตุลาคม 2561
ผลการประเมินภาวะสุขภาพของกลุ่มเป้าหมายต�ำบลคูบางหลวง อ�ำเภอลาดหลุมแก้ว
กอ่ นและหลงั การปฏิบตั ิ 3ส.3อ.1น. 3 เดอื น เพม่ิ รอ้ ยละ 48.33 เปน็ ผ้ปู ว่ ย และรอ้ ยละ 41.67 ยงั ไม่
เป็นโรค และมรี ายละเอยี ดดังน้ี
1) ภาวะนำ้� หนกั กอ่ นการอบรม กลมุ่ เปา้ หมายสว่ นใหญอ่ ยใู่ นสภาวะอว้ นระดบั 1 รอ้ ยละ
50 รองลงมาคือ ต่�ำกว่าเกณฑ์ รอ้ ยละ 29.17 อ้วนระดับ 2 รอ้ ยละ 16.66
35
ประมวลผลประสทิ ธิผลของการสวดมนต์ การปฏบิ ตั ิสมาธิและเครื่องมอื 3ส.3อ.1น.
โดยกลุม่ เป้าหมายมนี ำ�้ หนักปกติเพยี งรอ้ ยละ 4.17 เท่าน้ัน ภายหลงั การรว่ มโครงการ พบวา่ สว่ น
ใหญ่ยังมีภาวะอ้วนระดบั 1 ถงึ ร้อยละ 50 รองลงมา คือ ต�ำ่ กว่าเกณฑ์ ร้อยละ 29.17 อว้ นระดับ 2
รอ้ ยละ 16.66 และน้อยที่สดุ คือ ปกติ ร้อยละ 50 รองลงมาคอื ตำ�่ กว่าเกณฑร์ ้อยละ 29.17 อ้วน
ระดบั 2 ร้อยละ 16.66 และนอ้ ยท่สี ดุ คอื ปกตริ ้อยละ 4.17 ตามลำ� ดับ ซึ่งเมอื่ เปรียบเทยี บภาวะ
น�้ำหนกั ก่อนและหลงั การรว่ มโครงการ ปรากฏว่าภาวะนำ�้ หนกั ไม่มีการเปล่ียนแปลง
2) ภาวะนำ�้ ตาลในเลอื ด กอ่ นการอบรม กล่มุ เปา้ หมายสว่ นใหญ่มภี าวะน�ำ้ ตาลในเลอื ด
ระดบั ปกติ รอ้ ยละ 54.17 รองลงมาคือ มภี าวะน้ำ� ตาลในเลอื ดอยู่ในระดับปว่ ย รอ้ ยละ 37.50 และ
นอ้ ยทส่ี ุดคอื มภี าวะเส่ยี ง ร้อยละ 8.33 ภายหลังการรว่ มโครงการ พบว่า สว่ นใหญ่มีภาวะน้�ำตาล
ในเลอื ดอยใู่ นระดับปกตถิ ึง รอ้ ยละ 58.33 รองลงมาคือ มีภาวะน�้ำตาลในเลือดอยูใ่ นระดับปว่ ย
ร้อยละ 37.50 และน้อยทส่ี ุดคือ มภี าวะเสยี่ ง ร้อยละ 4.17 ซงึ่ เมอื่ เปรียบเทียบภาวะนำ�้ ตาลในเลือด
ก่อนและหลังการร่วมโครงการปรากฏว่า กลุ่มเป้าหมายมีภาวะน้�ำตาลในเลือดอยู่ในระดับปกติ
ในอตั ราทเี่ พม่ิ ขน้ึ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 4.17 สว่ นกลมุ่ เปา้ หมายทม่ี ภี าวะเสย่ี งในอตั ราทลี่ ดลงคดิ เปน็ รอ้ ยละ
4.17 เชน่ กัน
3) ภาวะความดันโลหิต ก่อนการอบรม กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่มีความดันโลหิตสูงใน
ระดับป่วยถึง ร้อยละ 54.17 รองลงมาคือ อยู่ในระดับปกติ ร้อยละ 33.33 และน้อยท่ีสุดคือ
มีภาวะเสีย่ ง ร้อยละ 12.50 ภายหลงั การร่วมโครงการ พบว่า สว่ นใหญย่ ังมีความดนั โลหติ สูงอยใู่ น
ระดบั ปว่ ย รอ้ ยละ 54.17 รองลงมาคอื อยใู่ นระดบั ปกติ รอ้ ยละ 29.17 และนอ้ ยทสี่ ดุ คอื มภี าวะเสย่ี ง
รอ้ ยละ 16.66 เมื่อเปรยี บเทยี บระดบั ความดนั โลหติ สูงก่อนและหลงั การรว่ มโครงการ ปรากฏว่า
กลุ่มเป้าหมายมีโรคความดันโลหิตสูงอยู่ในภาวะเส่ียง ในอัตราเพ่ิมข้ึนคิดเป็นร้อยละ 4.17 และมี
ภาวะปกตใิ นอัตราลดลง คดิ เป็นร้อยละ 4.17
36
ประมวลผลประสิทธิผลของการสวดมนต์ การปฏิบตั สิ มาธิและเครื่องมือ 3ส.3อ.1น.
บท6ท่ี
ผนวก : คณุ ลกั ษณะของเครอ่ื งมอื 3ส.3อ.1น. เพอ่ื สขุ ภาพวถิ พี ทุ ธ
เคร่ืองมอื ปฏบิ ัตเิ พอื่ ปรับเปล่ียนพฤตกิ รรมเพือ่ การสรา้ งเสริมสุขภาพดี วถิ พี ทุ ธ ไดแ้ ก่
- 3ส. (สวดมนต์ สมาธิ สนทนาธรรม)
- 3อ. (อาหาร ออกกำ� ลงั กาย อารมณ์-วิถีพุทธ)
- 1น. (นาฬิกาชีวิต-วิถีพทุ ธ)
โดยมีรายละเอยี ดแต่ละองคป์ ระกอบดงั นี้
ส : สวดมนต์
การสวดมนต์ มนต์ หมายถงึ คำ� พดู ทศ่ี กั ดส์ิ ิทธิ์ทีต่ ้องอาศยั การสวด การอ่าน หรือบริกรรม
พร�ำ่ บ่น จงึ จะทำ� ให้เกิดอนภุ าพในการปอ้ งกนั เหตุตา่ งๆ สวดมนต์เปน็ การเรยี นรู้พุทธธรรม หลังจาก
สวดมนต์ไปได้ระยะเวลาหน่ึงจิตใจจะเงียบสงบลง ซึ่งเป็นจุดประสงค์ของการเจริญสมาธิน่ันเอง
ช่วยปลดปลอ่ ยความเครยี ดและช่วยพฒั นาการใชช้ วี ติ ใหเ้ ปน็ ปกติส่งผลใหส้ ขุ ภาพดีขน้ึ ด้วย
การสวดมนต์ บ�ำบัด คือ การใช้หลักการและคุณสมบัติของคลื่นมาบ�ำบัดความเจ็บป่วย
เปน็ คลนื่ จากสง่ิ ทมี่ ชี วี ติ เปรยี บเทยี บกบั การใชค้ ลน่ื จากสงิ่ ไมม่ ชี วี ติ หลายวธิ ที ม่ี ใี ชเ้ พอ่ื สขุ ภาพในปจั จบุ นั
เชน่ เกา้ อไี้ ฟฟา้ เคร่ืองนวด เป็นต้น
คล่ืนเสียงจากการสวดมนตม์ ผี ลตอ่ การเปล่ียนแปลงของอวยั วะตา่ งๆ ของรา่ งกายมนษุ ย์
และส่งิ แวดลอ้ ม ดังตวั อยา่ งของผลการศกึ ษาวิจยั ทางวทิ ยาศาสตร์ดงั น้ี
1. การเปล่ยี นแปลงของผลกึ น้ำ� กับการสวดมนต์ ค�ำพูด และเสยี งดนตรี
ในหนงั สอื สดุ ยอดเดอะซเี ครท็ (The Meta Secret) ไดก้ ลา่ วถงึ ผลงานวจิ ยั ของ ดร.มาซารุ
อีโมโตะ (Dr.Masaru Emoto) ท่ีโด่งดังไปทั่วโลก และท�ำให้คนสนใจเรื่องคุณภาพของน�้ำมากข้ึน
เมอื่ พบวา่ รปู ผลกึ นำ้� มคี วามสวยงามและหลากหลายตามสภาวะสง่ิ แวดลอ้ ม ภาพของผลกึ นำ้� แสดงถงึ
“ใบหนา้ ตา่ งๆ ของนำ้� ” และผลกึ นำ�้ พยายามทจี่ ะทำ� ตวั ใหม้ รี ปู รา่ งงดงาม” เพยี งแคพ่ ดู คำ� วา่ “ขอบคณุ
ครบั ” และ “โง”่ ภาพของผลึกน�้ำก็แตกต่างกนั แลว้
ความมหศั จรรยแ์ หง่ นำ้� กบั การสวดมนตน์ ี้ ยงั มอี ะไรบางสง่ิ บางอยา่ งทซ่ี อ่ นไวอ้ กี มาก เกนิ ที่
เราคาดคดิ ไว้ ดร.มาซารุ อโี มโตะ ไดท้ ดลองกบั เสยี งดนตรที ม่ี คี วามรนุ แรง จนไปถงึ ทำ� นองคลาสสกิ
รูปร่างของผลึกก็มีผลกระทบเปลี่ยนแปลงไปตามท�ำนองของเพลง จนมาถึงการทดลองกับเสียง
บทสวดมนต์ ความมหศั จรรยก์ ไ็ ด้เกดิ ข้นึ อีกคร้ัง โดยเกิดผลผลึกน�ำ้ ทีม่ ีความสวยงาม งดงาม กวา่
การทดลองทีผ่ ่านมา
เปน็ ทนี่ ่าสงั เกตวา่ ร่างกายคนเราประกอบดว้ ยนำ้� ถงึ 70% เพราะน�้ำเป็นองคป์ ระกอบของ
เซลลท์ กุ เซลล์ ดงั นนั้ ถงึ เรา คดิ ดี พดู ดี ทำ� ดี “รบั ” และ “ให”้ ในสง่ิ ดๆี สง่ิ เหลา่ นจ้ี ะเปน็ ผลดกี บั ตวั เรา
แนน่ อน
37
ประมวลผลประสิทธิผลของการสวดมนต์ การปฏบิ ัติสมาธแิ ละเครือ่ งมือ 3ส.3อ.1น.
ตัวอยา่ ง การทดลองของผลึกน้�ำ รปู ผลกึ นำ้� กอ่ นและหลังสวดมนต์ การกล่าวถอ้ ยค�ำ และ
เสยี งเพลง
รปู ผลึกน�ำ้ จากเขอื่ นฟจู วิ าร่าก่อนนำ� มาทำ� น้ำ� มนต์ รปู ผลกึ นำ�้ จากเขอื่ นฟจู วิ ารา่ หลงั ผา่ นการสวดมนต์
รปู ผลกึ นำ�้ จากการกลา่ วคำ� วา่ รกั หรอื คำ� ยกยอ่ งชมเชย
ผลกึ น้�ำจากการเปดิ เพลงเนอื้ หารุนแรง ผลกึ นำ้� จากเพลงเพราะๆ
38
ประมวลผลประสทิ ธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏบิ ตั ิสมาธิและเคร่ืองมือ 3ส.3อ.1น.
ผลึกน�้ำทไี่ หลผา่ นค�ำว่า “ฉนั จะฆ่าคุณ” ผลกึ นำ�้ ทไ่ี หลผา่ นคำ� วา่ “ขอบคณุ ”
จะสงั เกตไดว้ า่ ลกั ษณะของนำ้� จะดสู วยงามเมอ่ื ผ่านสิ่งดๆี ลองยอ้ นคิดวา่ ในโลกนีม้ นี �้ำเป็น
ส่วนประกอบถึง 3 ใน 4 ส่วน รวมทั้งภายในร่างกายของเราด้วย หากพูดดี คิดดี อารมณ์ดีอยู่
ในสถานที่ดี ย่อมอาจท�ำให้น�้ำในร่างกายเราและตัวเราเองดีมีความสุขไปด้วย ในขณะเดียวกัน
หากเราจ้องแต่จะแค้นเคือง อาฆาต ด่าทอหรือไปหมกมุ่นกับสิ่งไม่ดี น�้ำในร่างกายและตวั เองก็
พลอยไมด่ ี ไมส่ วยงามไปดว้ ย อาจเปน็ คำ� เฉลยสำ� คญั วา่ ทำ� ไมคนยคุ สมยั นถี้ งึ เปน็ โรครา้ ยอย่างเช่น
มะเรง็ กลบั เพม่ิ มากขึ้นก็ได้
เสียงสวดมนตก์ ระตนุ้ อวัยวะ
อาจารย์เสถียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต อธิบายว่า เวลาเราสวดมนต์ เสียงสวดมนต์
ชว่ ยกระต้นุ ต่อมตา่ งๆ ชว่ ยปราบเชอ้ื โรค บทสวดมนต์ พุทธศาสนา เสียง อักขระ แตล่ ะคำ� หนกั เบา
ไมเ่ ทา่ กัน มีการส่ันสะเทือนมาก-น้อย ท�ำใหต้ อ่ มในร่างกายถกู กระต้นุ ตอ่ มทฝ่ี อ่ ถูกกระตนุ้ บอ่ ยๆ ก็
คงคนื สภาพโดยการเปล่งเสยี งสวดมนตต์ ามอกั ขระของบทสวดมนตจ์ ะกระตุ้นอวยั วะต่าง ดงั นี้
- โอม กระตนุ้ หน้าผาก
- ฮัม กระตนุ้ คอ
- ยมั กระตนุ้ หวั ใจ + ลนิ้ ปี่
- วมั กระตนุ้ สะดือ
- สมั กระตนุ้ กน้ กบ
ประโยชนข์ องการสวดมนต์
1) เสียงสวดมนต์ดว้ ยสมาธิเปน็ ยา
สมองของเรา เม่ือได้รับการกระตุ้นด้วยคลื่นเสียงช้าๆ สม�่ำเสมอ ประมาณ 15 นาที
บริเวณก้านสมองจะหล่ังสารส่ือประสาท ชื่อ ซีโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งมีฤทธ์ิคล้ายยานอนหลับ
ชว่ ยการเรยี นรู้ ลดความเครียด ลดอาการซึมเศร้า ลดระดบั น�้ำตาลในเลือด ทำ� ให้เซลลส์ ดช่ืน
2) โดพามนี มีฤทธิ์ ลดความกา้ วรา้ ว อาการพารก์ นิ สัน ช่วยขยายเส้นเลือด ทำ� ใหค้ วามดัน
โลหิตลดลง ร่างกายรู้สึกผอ่ นคลาย ไม่เครยี ด
39
ประมวลผลประสทิ ธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏิบตั ิสมาธแิ ละเครื่องมือ 3ส.3อ.1น.
3) การสวดมนต์ให้ประโยชน์ทางใจ ที่มีคณุ ค่ากับผู้สวด
รศ.จุฑาทิตย์ อมุ ะวชิ ุนี ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การสวดมนตม์ ปี ระโยชน์ 2 ข้อ
1. ทำ� ใหเ้ กิดสมาธิ ต้องสวดเสียงดงั ให้หูได้ยินเสยี งตัวเอง จิตตอ้ งจดจ่อไมฟ่ ุง้ ซา่ น
2. เขา้ ใจความหมายของบทสวดสน้ั ๆ ท�ำให้เกิดความศรัทธา
4) สวดมนต์บำ� บดั อาการปว่ ยของโรค ตอ่ ไปนี้
มกี ารศกึ ษาวจิ ยั การสวดมนต์ เพือ่ บ�ำบัดอาการป่วยใหท้ ุเลาลงหรอื ไมเ่ กิดโรคแทรกซ้อน
บางอาการ บางรายอาการหายได้
1. โรคหวั ใจ 7. โรคไมเกรน
2. โรคความดนั โลหติ สูง 8. โรคออทสิ ตกิ
3. โรคเบาหวาน 9. โรคยำ�้ คดิ ย�้ำท�ำ
4. โรคมะเรง็ 10. โรคอ้วน
5. โรคอลั ไซเมอร ์ 11. นอนไม่หลับ
6. โรคซึมเศร้า 12. โรคพารก์ ินสัน
ส : สมาธิ
การเจริญสมาธิ ได้แก่ การกระท�ำให้เกิดภาวะที่จิตแน่วแน่ต่อสิ่งที่ก�ำหนด คือ การท่ีจิต
กำ� หนดแน่วแนอ่ ยกู่ บั สง่ิ ใดส่ิงหนงึ่ ไม่ฟุง้ ซา่ น โดยพจิ ารณาส่งิ น้นั อย่างเคร่งครดั เพ่ือใหเ้ กดิ ปญั ญา
รแู้ จง้ ในสง่ิ นนั้ และการปฏบิ ตั สิ มาธจิ ะตอ้ งมสี ตสิ มั ปชญั ญะกำ� กบั ดว้ ยเสมอ ทำ� ใหจ้ ติ ใจสงบ ใจสบาย
คลายทกุ ข์ หนักแน่น มัน่ คง อารมณ์แจ่มใส นอนหลบั สบาย ความจำ� ดี ท�ำงานมีประสทิ ธภิ าพ
ได้มีผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับประสิทธิผลและประสิทธิภาพของการปฏิบัติ
สมาธทิ งั้ ในสถาบนั ตา่ งประเทศและในประเทศไทยดงั กลา่ วแลว้ ในบทที่ 3 กลา่ วโดยสรปุ ในบทนไี้ ดว้ า่
การสวดมนตแ์ ละการปฏบิ ตั สิ มาธทิ ำ� ใหเ้ กดิ การเปลยี่ นแปลงระบบจติ ใจ ประสาทและสมอง
และภมู ิค้มุ กนั (Psychoneuroimmunoly) ในตวั บุคคล ผูป้ ฏบิ ตั ทิ ีส่ �ำคญั ตอ่ การสรา้ งสุขภาพ ปอ้ งกัน
ควบคมุ รกั ษาพยาบาลและฟน้ื ฟสู มรรถภาพ โดย รศ.ดร.สมพร กนั ทรดษุ ฎเี ตรยี มชยั ศรี ไดท้ ำ� การวจิ ยั
และเขยี นไวใ้ นหนงั สอื การปฏบิ ตั สิ มาธเิ พอื่ การเยยี วยาสขุ ภาพ จดั พมิ พโ์ ดยสำ� นกั การแพทยท์ างเลอื ก
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลอื ก, 2559. สรปุ ว่า การปฏิบัติสมาธมิ ีผลต่อ 3 ระบบ
ดงั กลา่ วดงั น้ี
1) การท�ำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด มีผลให้ความดันโลหิตลดลง ลดอัตราการ
เตน้ ของหัวใจ ลดความเสี่ยงโรคหวั ใจ ลดไขมนั ในเลือด ลดการสูบบหุ ร่ี หลงั ปฏิบัติสมาธิ 1-8 เดอื น
2) การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและสารเคมี โดยปฏิบัติสมาธิ 40 นาที ระดับฮอร์โมน
เครยี ด (คอรต์ ซิ อล) ลดลง ทำ� ใหค้ ลายเครยี ดและสารเคมใี นรา่ งกายเปลย่ี นแปลง เชน่ นำ้� ตาลในเลอื ด
และอนิ ซลู นิ ชว่ ยควบคมุ ผปู้ ว่ ยเบาหวาน และพบวา่ การปฏบิ ตั สิ มาธทิ ำ� ใหภ้ มู ติ า้ นทานในรา่ งกายเพม่ิ ขน้ึ
และฮอรโ์ มนเมลาโทนิน (สารสุข) ที่ควบคมุ การหลับ การตืน่ มีผลตอ่ การปอ้ งกนั และ
รักษาโรค
40
ประมวลผลประสทิ ธิผลของการสวดมนต์ การปฏิบตั สิ มาธิและเคร่อื งมอื 3ส.3อ.1น.
3) การเปลยี่ นแปลงดา้ นจติ ใจ โดยการปฏบิ ตั สิ มาธทิ ำ� ใหค้ วามเครยี ดลดลง การทำ� งานของ
หวั ใจและจิตใจดขี ึน้ สรา้ งภมู คิ ุ้มกันดขี ้ึน รักษาความวติ ก กังวลได้
4) ผลการปฏบิ ตั สิ มาธติ อ่ สภาพรา่ งกายและสขุ ภาพของคนปกติ มกี ารนำ� มาปฏบิ ตั เิ พอื่ การ
ผ่อนหลายหลายรูปแบบอย่างแพร่หลาย เช่น ใช้ในการลดความเครียดและโรคท่ีเกี่ยวข้องกับ
ความเครียด เนื่องจากเป็นวิธีท่งี า่ ยในการนำ� มาประยุกตใ์ ช้และมกี ารถ่ายทอดไม่ยุ่งยากซบั ซอ้ น
การปฏบิ ตั สิ มาธโิ ดยการสวดมนตแ์ ละการคดิ ในทางบวก เปน็ วธิ ที ไี่ ดร้ บั การยอมรบั เพอ่ื ดแู ล
สุขภาพ จิตวญิ ญาณของผู้ป่วยและครอบครัว
กลา่ วโดยสรปุ ไดว้ า่ การปฏบิ ตั สิ มาธสิ ามารถสรา้ งสขุ และภมู คิ มุ้ กนั โรค สามารถสรา้ งเสรมิ สขุ
ภาพและบ�ำบัดโรคใหห้ ายหรือทุเลาไดห้ ลายชนิด เช่น
1) โรคเครียด
2) โรคท้องผูก
3) โรคความดนั โลหติ
4) โรคหืด
5) โรคกายจติ (อ่าน กา-ยะ-จติ )
6) โรคการเตน้ ผดิ ปกตขิ องหัวใจ
7) โรคเบาหวาน
8) ไขมันในเลอื ดสงู
9) เสพยาเสพติด
10) อดบุหร่ี
11) ติดเกมส์
12) ตดิ การพนนั เปน็ ตน้
การเดินจงกรม
จงกรม คอื การทำ� สมาธแิ บบเคลอื่ นไหว โดยการเดนิ ไปขา้ งหนา้ ดว้ ยความมสี ตอิ ยา่ งตอ่ เนอื่ ง
ใช้สติระลึกรู้กับการเคล่ือนไหวของร่างกายท่ีใช้เดินจงกรม เป็นการออกก�ำลังกาย อย่างหน่ึงของ
ผู้ปฏิบตั ธิ รรม ผู้ปฏบิ ัตปิ ระจำ� จะมีอานสิ งสเ์ กดิ แก่ตนตามหลกั พระพุทธศาสนา ดังน้ี
1. ทำ� ให้รา่ งกายแขง็ แรง
2. ทำ� ใหอ้ าหารยอ่ ยไดด้ ี
3. ทำ� ใหเ้ ดนิ ทางไกลได้ทน
4. ทำ� ใหเ้ กดิ สมาธติ ัง้ มั่นได้ไว
5. ท�ำใหก้ ารไหลเวยี นโลหติ ทั่วถงึ
41
ประมวลผลประสทิ ธิผลของการสวดมนต์ การปฏิบัตสิ มาธแิ ละเครือ่ งมือ 3ส.3อ.1น.
ส : สนทนาธรรม
การสนทนาธรรม เปน็ วธิ กี ารถา่ ยทอดความรแู้ ละประสบการณ์ การปฏบิ ตั เิ กยี่ วกบั พทุ ธธรรม
เปน็ การส่ือสารสองทางระหว่างผสู้ นทนา ซ่งึ อาจมจี �ำนวนผู้สนทนา ตงั้ แต่ 2 คน ข้นึ ไป
การสนทนาธรรม เปน็ กระบวนการหนง่ึ ของการถา่ ยทอดและแลกเปลยี่ นเรยี นรอู้ งคค์ วามรู้
และประสบการณ์ระหวา่ งผูร้ ู้หรอื ผู้ทรงคุณวฒุ ิดา้ นพทุ ธศาสนาด้วยกนั ซ่งึ อาจเปน็ บรรพชติ ด้วยกัน
หรือบรรพชติ กบั ฆราวาส หรือฆราวาสกบั ฆราวาสด้วยกนั ก็ได้
วิธกี ารสนทนาธรรม
1. แบบไมเ่ ปน็ ทางการ ขนึ้ อยกู่ บั ความสนใจของพระภกิ ษหุ รอื ผทู้ รงคณุ วฒุ วิ า่ ควรจะสนทนา
ธรรมเรื่องอะไร ท่ีตรงกับความสนใจหรือปัญหาของฝ่ายญาติโยม หรือของพระภิกษุ-สามเณรที่
อาวุโสน้อยกว่า อาจสนทนาท่ีวัดหรือบ้าน หรือสถานท่ีท�ำงานของผู้ร่วมสนทนาก็ได้ ส�ำหรับเวลาที่
ใชก้ ข็ น้ึ อยกู่ บั มโี อกาสมากนอ้ ยเพยี งใด เรอื่ งทสี่ นทนาอาจรวมถงึ เรอ่ื งสขุ ภาพ เรอื่ งการดำ� เนนิ วถิ ชี วี ติ
ด้วย
2. แบบเปน็ ทางการควรมกี ารวางแผนและเตรยี มการใหพ้ รอ้ ม โดยคำ� นงึ ถงึ ขนั้ ตอนตา่ งๆ ดงั น้ี
1) คน้ หาและวเิ คราะหข์ อ้ มลู ความตอ้ งการและสว่ นขาด สว่ นเกนิ ของบคุ คลทส่ี นทนาดว้ ย
หรือของกลมุ่ ผรู้ ว่ มฟังการสนทนา
2) วิเคราะห์ วิจยั และคดั เลอื กหัวข้อธรรม (ธรรมวิจยะ) ที่หยิบยกขึ้นมาสนทนา
3) จดั ทำ� หลกั สตู ร (ถา้ จำ� เปน็ ) และแผนการสนทนาธรรม อาจใชร้ ปู แบบของแผนการเรยี น
การสอน ในการฝึกอบรมทั่วไปก็ได้
4) จัดทำ� สื่อประกอบการสนทนาที่เหมาะสม เช่น เอกสารแจก แผ่นพับ Power Point
ในคอมพิวเตอร์ เปน็ ต้น
5) จัดเตรียมสถานที่ และอุปกรณ์ที่จ�ำเปน็
6) นัดหมาย ผ้รู ่วมสัมมนาและผฟู้ งั
7) ด�ำเนินการสนทนา
8) ตดิ ตามประเมนิ ผล
9) เผยแพรส่ าระสำ� คัญของการสนทนาธรรม
คุณประโยชน์ทพี่ งึ ได้รบั จากการสนทนาธรรม มดี ังนี้
1. พระพุทธเจ้าตรัสวา่ ผ้สู อนและผู้เผยแพร่ธรรมและพุทธศาสนาได้บญุ ได้กุศลมาก
2. ผู้ร่วมสนทนามีความรู้และปัญญาเร่ืองพุทธธรรมมากข้ึนและเป็นการกระตุ้นให้น�ำธรรม
นั้นๆ ไปปฏิบัติ
3. เกดิ ความคนุ้ เคยเปน็ กนั เองมากขนึ้ ระหวา่ งผรู้ ว่ มสนทนาธรรม ซง่ึ จะนำ� ไปสกู่ ารรว่ มมอื
รว่ มใจกนั ท�ำงานเพอื่ สว่ นรวมของวัดและชมุ ชนมากขึน้
42
ประมวลผลประสิทธิผลของการสวดมนต์ การปฏิบัติสมาธแิ ละเครอ่ื งมือ 3ส.3อ.1น.
อ : อาหาร วถิ ีพุทธ
อาหาร วถิ พี ทุ ธ หมายถงึ การรบั ประทานอาหารใหค้ รบ 5 หมู่ ตามหลกั โภชนาการในปรมิ าณ
พอประมาณ กล่าวคือ รู้จกั ประมาณในการบริโภคตามหลกั โภชเนมตั ตัญญตุ าและมชั ฌิมาปฏปิ ทา
และรบั ประทานอาหารทีม่ คี ุณภาพ ไมห่ วาน มัน เคม็ มาก โดยพิจารณาอาหารกอ่ นรบั ประทานตาม
หลกั โยนโิ สมนสกิ าร การพจิ ารณาโดยทอ่ งแท้ ถงึ เหตผุ ล ประโยชน์ และมใิ ชป่ ระโยชน์ และตามหลกั
ปจั จยั สันนิสิตศีล คอื การบริโภคปัจจยั 4 ใหเ้ ปน็ ไปเพอื่ ประโยชนท์ แี่ ท้จรงิ เพ่อื หล่อเลีย้ ง ซอ่ มแซม
สว่ นทส่ี กึ หรอใหร้ า่ งกายเปน็ ปกตสิ ขุ พอเพยี ง มใิ ชร่ บั ประทานตามความอยากหรอื ความอรอ่ ยเทา่ นน้ั
รบั ประทานอย่างพอประมาณเพ่อื สุขภาพ
พิจารณาโภชเนมตั ตญั ญตุ า มัชฌมิ าปฏปิ ทา โยนโิ สมนสกิ าร
มอื้ หนักเชา้
เบามอ้ื เทย่ี ง
เล่ียงมื้อเยน็ เวน้ ม้ือดึก
ครบ 5 หมู่
พจิ ารณาสดั สว่ นอาหารด้วยหลกั โภชเนมัตตัญญตุ า
สดั สว่ น 2:1:1
ผัก = 2 สว่ น
เนือ้ สัตว์ = 1 ส่วน
ข้าว = 1 สว่ น
พิจารณากนิ ให้เป็น เนน้ คุณภาพด้วยโยนโิ สมนสิการ
- เพิม่ ผกั
- ลดเกลือ
- เนือ้ น้อย
- ดอ้ ยมนั
- นำ้� ตาลต่�ำ
นิยามโดย : นพ.สมเกียรติ แสงวฒั นาโรจน์, คณะแพทยศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย
43
ประมวลผลประสทิ ธิผลของการสวดมนต์ การปฏบิ ัตสิ มาธิและเครือ่ งมือ 3ส.3อ.1น.
อ : ออกกำ� ลงั กาย วถิ ีพทุ ธ
ออกก�ำลังกายวิถีพุทธ หมายถึง การเคลื่อนไหวร่างกายที่ควบคุมด้วยสติสัมปชัญญะ
ก�ำหนดจิตให้แน่วแน่ อยู่กับอวัยวะที่เคล่ือนไหว โดยพิจารณาสิ่งน้ันอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดที่
สมาธแิ ละปญั ญารู้แจ้งในการเคลอ่ื นไหวร่างกาย
วิธีออกก�ำลังกายวิถีพุทธโดยตรง ได้แก่ วิธีการที่พระพุทธองค์ทรงปฏิบัติและสอนผู้อ่ืน
เช่น การเดินจงกรม การบิณฑบาต การเดนิ ธดุ งค์ การบรหิ าร 14 (เช่น การกวาดลานวดั )
วิธีการออกก�ำลังกายวิถีพุทธประยุกต์ ได้แก่ การที่น�ำพระธรรมค�ำสอนหรือศาสนพิธี
มาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการออกกำ� ลังกาย เช่น
- การกราบเบญจางคประดิษฐ์หลายๆ ครั้ง
- การหายใจแบบอาณาปาณสตหิ ลายๆ คร้งั
- การสวดมนต์
- โยคะ
- การออกก�ำลงั กายแบบอื่นๆ โดยหายใจลึกๆ
ออกก�ำลังกาย
การกราบเบญจางคประดิษฐ์
44
ประมวลผลประสิทธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏิบัตสิ มาธิและเครื่องมอื 3ส.3อ.1น.
การนงั่ สมาธิ = ลมหายใจ
การกำ� หนดลมหายใจ เข้า-ออก
แลกเปลีย่ นออกซิเจน
การเดนิ จงกรม
การเดินจงกรม นอกจากเปน็ การปฏบิ ัตสิ มาธิแบบเคลือ่ นไหวดงั ไดก้ ล่าวแลว้ ในตอนตน้ ใน
หัวข้อเรือ่ งสมาธิ ยงั เปน็ การออกกำ� ลังกายประเภทหนง่ึ การเดนิ จงกรมเหมาะสมกบั ทุกเพศ ทกุ วัย
รวมทั้งผู้ป่วยโรคเร้ือรัง ส�ำหรับผู้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ หลังจากเดินจงกรมตามปกติแล้ว
กส็ ามารถออกก�ำลงั กายแบบอ่ืน เชน่ แบบแอโรบกิ ต่อได้อีก เพือ่ ให้ได้มาตรฐานของการออกกำ� ลงั
กายทีก่ รมอนามยั แนะน�ำ
45
ประมวลผลประสทิ ธผิ ลของการสวดมนต์ การปฏิบัตสิ มาธิและเครอื่ งมอื 3ส.3อ.1น.
การออกกำ� ลงั กายแบบโยคะ
รูปท่าน่ัง-ท่านอน ทา่ กม้
เวลาในการออกก�ำลังกาย วถิ พี ุทธ
- การออกกำ� ลงั กายรูปแบบตา่ งๆ เช่น การเดิน การวิง่ ยดื เหยยี ดกล้ามเนือ้ เดินจงกรม
และอื่นๆ เป็นเวลาครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละอย่างน้อย 3 คร้ัง ตามแนวทางท่ีกรมอนามัย
กระทรวงสาธารณสุขก�ำหนด
อารมณ์ วถิ พี ทุ ธ
อารมณ์ วิถพี ุทธ หมายถึง การควบคมุ และปลอ่ ยวางจิตใจ ไมย่ ึดม่นั โดยไมม่ เี หตุผล การ
ยดึ หลกั ทางสายกลาง การปลอ่ ยวาง ตามหลกั พุทธธรรม การรูจ้ กั คลายเครียด เมอ่ื มีสง่ิ กระทบให้
เกิดอารมณ์ โดยใชส้ ตสิ มั ปชัญญะและเจริญสมาธสิ ม�่ำเสมอ
อารมณ์ คอื สภาวะทางจติ ใจทมี่ ผี ลมาจากการตอบสนองตอ่ ตวั กระตนุ้ ทง้ั ภายใน เชน่ ความ
เจ็บป่วย ความทุกข์ใจ และภายนอก เช่น ความร้อน สี แสง เสียง อารมไม่ดี แสดงออกแง่ร้าย
เครยี ด โกรธ เกลียด
46