The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Saranrat Suwan, 2020-05-04 05:58:23

สรุปการพยาบาล

สรุปการพยาบาล

รายงาน
เรื่อง สรปุ การพยาบาลผปู้ ว่ ยที่มคี วามผดิ ปกติของระบบผวิ หนงั การพยาบาลผ้ปู ่วย

ทม่ี ปี ญั หาการติดเช้อื และการพยาบาลผ้ปู ว่ ยตอ่ มไร้ทอ่

จดั ทำโดย
นางสาวศรณั ย์รชั ต์ สุวรรณ์
รหัสนกั ศึกษา 613230053-4

เสนอ
อาจารย์ชจั คเณค์ แพรขาว

รายวชิ าการพยาบาลผู้ใหญ่2 NU112 204
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562

คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สารบญั หนา้

เรื่อง 1
การพยาบาลผ้ปู ว่ ยท่มี ีความผิดปกติของระบบผิวหนงั 2
1.โครงสร้งและหน้าทขี่ องผิวหนัง 4
2.การประเมนิ ผู้ป่วยท่ีมคี วามผิดปกตขิ องผิวหนัง 4
3.ความผิดปกติของผิวหนงั ที่พบบ่อยและการรักษา 6
8
3.1 การตดิ เชอ้ื 8
3.2 การแพ้ 10
33 การถา่ ยทอดพันธุกรรมและกรรมพันธ์ุ 13
3.4 ระบบอมิ มูน 16
35 ผวิ หนังถูกทำลายไฟไหมน้ ้ำรอ้ นลวก 16
3.6 ผวิ หนังถูกทำลายจากกดทับ 16
การพยาบาลผู้ปวยที่มีปญั หาการตดิ เชอ้ื 18
2.การพยาบาลผู้ยท่มี ีปญั หาการติดเชื้อที่พบบอ่ ย 20
2. 1 การพยาบาลผ้ปู ่วยทีม่ ีปัญพาการติคเชื้อเลปโตสไปโรสสิ 21
2.2การพยาบาลผู้ป่วยท่ีมีปญั หาการติดเชอื้ มาลาเรีย 24
2. 3 การพยาบาลผู้ป่วยทมี่ ีการติดเชอ้ื เมลอิ อยโดสิส 28
2.4การพยาบาลผู้ป่วยที่มปี ัญหาการติคเชือ้ ไขห้ วดั นก 28
2.5 การพยาบาลผปู้ ว่ ยทม่ี ีปญั หาการตดิ เชอ้ื ในโรงพยาบาล 37
การพยาบาลระบบตอ่ มไรท้ อ่ 43
1. การพยาบาลผูป้ ว่ ยเบาหวาน 48
2. การพยาบาลผทู้ มี่ ีความผิดปกตขิ องตอ่ มไต้สมอง 53
3. การพยาบาลผู้ท่ีมคี วามผดิ ปกตขิ องตอ่ มหมวกไต
4. การพขาบาลทม่ี ีความผิดปกตขิ องต่อมไทรอยด์
5. การพขาบาลทมี่ ีตวามผดิ ปกติของตอ่ มพาราไทรอยด์
เอกสารอา้ งองิ

-1-

การพยาบาลผปู้ ว่ ยท่ีมีความผิดปกตขิ องระบบผิวหนัง

1.โครงสร้างและหนา้ ทข่ี องผิวหนัง ผิวหนงั ของรา่ งกายมี 3 ชั้นดังนี้
(1) ช้ันหนงั กำพร้า (epidermis) เป็นท่อี ยูข่ องเซลลเ์ มด็ สี (melanocyte) จะมีมากน้อยขึน้ กบั เชอ้ื ชาติ

พนั ธุกรรม เสน้ ประสาทและต่อมตา่ งๆเปน็ เพียงทางผา่ นของเหงอื่ เส้นขนและไขมันผวิ หนังชั้นน้บี อกถึงความยืดหยุ่น
และความช่มุ ชนื้ ของผิวผิวหนังช้ันหนงั กำพร้านมี้ หี นา้ ท่ีควบคุมการสูญเสียน้ำออกจากร่างกายและชว่ ยป้องกันมใิ หน้ ำ้
และเชื้อโรคเข้าสรู่ ่างกาย

(2) หนงั ชัน้ แท้ (dermis) ประกอบด้วยเนอ้ื เยื่อเกี่ยวพนั ตา่ ง ๆ เช่น collagen, elastic fiber,
recticular fiber และConnective tissue หนา้ ทขี่ อง collagen คอื ชว่ ยใหค้ วามแขง็ แรงและซ่อมแซมผิวหนงั ท่ี
บาดเจ็บซงึ่ ถา้ สรา้ งในปรมิ าณมากเกินไปกจ็ ะกลายเปน็ แผลเป็นส่วน elastin จะมเี ลือดมาเลีย้ งมากมายมีปลาย
ประสาทรับความรูส้ ึกเจ็บปวดสมั ผัสและอณุ หภูมิเป็นที่อยู่ของขมุ ขนรากขนต่อมเหงอ่ื ต่อมไขมนั กระจายเป็นจำนวน
มาก

(3) ช้ันไขมนั ใต้ผวิ หนงั (Subcutneous fat layer) หรอื ชั้นใตผ้ ิวหนงั เป็นชนั้ ท่ีรองรับแรงกระแทกป้องกนั
การบาดเจบ็ ควบคมุ การเผาผลาญของไขมันชว่ ยลดแรงกระทบกระแทกจากภายนอกหน้าทข่ี องผิวหนงั มดี งั น้ี

1. ช่วยป้องกันอวัยวะที่อย่ลู กึ ทว่ั ไปจากอันตรายและการแทรกซมึ ของเชื้อจุลนิ ทรียต์ ่างๆ
2. ป้องกนั ไมใ่ หน้ ำ้ ภายนอกซมึ เข้าไปในร่างกายและป้องกันมิให้นำ้ ในรา่ งกายระเหยออกไป
3. รับความรสู้ ึกตา่ งๆอย่างกว้างขวางโดยที่มีปลายประสาทรบั ความรู้สึกหลายชนิดและจำนวนมาก
4. ควบคุมอุณหภมู ิของร่างกายโดยระบายความร้อนออกจากร่างกายผ่านทางผวิ หนัง
5. ขบั ถา่ ยของเสยี ออกจากร่างกายโดยตอ่ มเหงือ่ ขบั เหงอื่ จึงทำหนา้ ท่ชี ว่ ยไตขับถ่ายของเสยี จากรา่ งกาย
6. เป็นแหล่งสร้างวิตามนิ ดซี ง่ึ เกิดจากปฏิกริ ิยาของแสงอัลตราไวโอเลตของแสงอาทิตย์ตอ่ สเตอรอล

-2-

2.การประเมนิ ผ้ปู ่วยทมี่ ีความผิดปกตขิ องผวิ หนัง

2. 1 การซักประวตั ิ
-ประวตั ิการเจบ็ ป่วย
-ประวัตกิ ารสมั ผสั กบั ส่ิงตา่ ง ๆ ใน 1 เดือนที่ผา่ นมา
-ปจั จัยเส่ียงทกี่ อ่ ใหเ้ กิดโรคหรอื ทำให้เกิดโรคนเ้ี ป็นมากขนึ้
-แบบแผนดา้ นจติ ใจและอารมณ์
-ที่อยูอ่ าศยั และสิ่งแวดลอ้ ม
-ประวตั สิ ุขภาพอนามยั ในอดีต
-สภาพเศรษฐกจิ ของผู้ป่วยและครอบครวั

2. 2 การตรวจสภาพรา่ งกาย จิตใจ สงั คม จิตวิญญาณของผ้ปู ่วยและครอบครัว
ลกั ษณะความผดิ ปกติของผวิ หนงั ประเมนิ จากรอยโรคและการกระจายของผวิ หนงั ดังน้ี
1) รอยโรค (skin lesion) แบ่งออกเปน็ 2 ชนดิ คือ

1. 1) รอยโรคปฐมภูมิ (primary lesion) หมายถงึ รอยโรคบนผิวหนงั ที่ปรากฏเร่มิ แรกยงั ไม่ถกู
เปลย่ี นแปลงโดยการเกาการติดเชอ้ื หรือจากผลของการรกั ษา
macule คือควงแบนราบสีต่างกับผวิ หนงั บริเวณใกลเ้ คียงขนาดไมเ่ กนิ 1 ซม. เช่นผ่ืนจากหัดและจดุ เลอื ดออก
(petechiae)
patch คอื รอยแผลทีม่ คี วามกว้างคลา้ ยรอยโรคมขี นาดกว้างกวา่ 1 ซม. และอาจมีขอบแผลแตกต่างกนั เช่น
vesicular patch
papule คือตมุ่ นูนเส้นผ่าศูนย์กลางไมเ่ กิน 0. 5 ซม. เชน่ ไผม่ ยี อดแบนราบ tichen planus ผิวขรุขระเช่นหดู
(verruca valgaris)
plague คือรอยโรคทีเ่ ป็นปืนนูนหนาเกิดจากการรวมตัวหรือการขยายตัวของ papules หรอื nodules เช่น
psoriasis
nodule คอื ก้อนเน้อื นนู ทขี่ นาดใหญ่กว่า papule รอยโรคลกึ ถงึ ชนั deep dermis มีขอบเขตชดั เจนขนาด 0. 5-
2 ซม. ส่วน tumor มีขอบไมเ่ รียบและมีขนาดใหญ่กว่า 2 ซม.
vesicle และ bulla คือตุม่ พองนำ้ เส้นผ่าศนู ยก์ ลางไม่เกนิ 5 มม. พบในผิวหนงั ทถ่ี กู ไฟไหมน้ ้ำร้อนลวก ezema,
herpes simplex, herpes zoster
whea คือเปน็ ลักษณะรอยโรคทเ่ี ปน็ Papule หรือ Plague รูปร่างและขนาดเปล่ยี นแปลงได้เรว็ พบในผู้ทเ่ี ป็น
ลมพิษ (urticaria) หรือถูกแมลงตอ่ ย

-3-

pustule คือเมด็ หนองคลา้ ยกับ vesicle ผนงั จะบางมากดูหยอ่ นและแตกง่ายมหี นองเฉพาะยอดเรียกวา่
abscess หรือ furuncle เชน่ สิว impetigo

scale คอื ขยุ หรือแผน่ บาง ๆ แหง้ ๆ ลอดหลดุ ออกจากความผดิ ปกติในกระบวนการสรา้ ง Keratin
verrucous เป็นลักษณะผวิ ของรอยโรคทีแ่ หง้ และขรุขระคลา้ ยดอกหงอนไกห่ รือดอกกระหล่ำเชน่ หูด (Veruca
vulgaris)
burrow คือเปน็ ทางเดินของพยาธิใตผ้ ิวหนังตนื้ ๆ เช่นตัวหิด
comedo คือหัวสวิ มีรเู ปิดชัดเจนท่สี ่วนยอดสีดำ

1. 2 รอยโรคทตุ ิยภูมิ (secondary lesion) หมายถึงรอยโรคทีเ่ กดิ จากการเกาการตดิ เชื้อผลของการ
รกั ษา ได้แก่ 2
Crust คือสะเก็ดที่เกดิ ข้นึ เมอื่ นำ้ เหลืองหรอื เลือดหรือหนองปนกับ issue debris แหง้ ติดอยบู่ นผิวหนงั อาจจะ
บางแกะออกงา่ ย
lichenification เป็นลักษณะผิวหนังค่อนขา้ งแห้งดา้ นหนาสีคลำ้ เนื่องจากการถกู หรอื เกาซำ้ ซากเปน็ เวลานาน
เช่น Eczema ทเ่ี ป็นเรื้อรงั
fissure เปน็ รอยแตกตามผิวหนังบริเวณมือเท้าพบในหนา้ หนาวอาจลึกถึงชั้นหนังแท้
excoration เปน็ รอยเกาเหน็ เป็นทางยาวมีเลอื ดออกถา้ เกาบอ่ ยๆผิวหนังจะด้านและคล้ำ
erosion เปน็ แผลถลอกต้นื ๆ ไม่เกนิ ชั้นหนงั แท้
ulcer เป็นแผลเน่ืองจากหนังกำพรา้ หลดุ ออกไปและลึกถงึ ชั้นหนังแท้
pigmentation เปน็ ความผิดปกตขิ องสผี ิวท้งั สีจางลง (hypopigmentation) และสีคลำ้ ขึ้นเวลาถูกแดดจัด
(hyperpigmentation)
atrophy scar คือแผลเปน็ ทีย่ บุ ทุ่มเนอื่ งจากการฝอ่ ของผิวหนงั เกิดจากสาเหตุมีสง่ิ แปลกปลอมตกคา้ งอยู่เชน่ แผล
เยบ็ ท่มี ี cat gut ละลายไมห่ มด stitches abscess
keloid คอื แผลเป็นขนาดใหญ่และลามออกนอกแผลเดิมมีอาการคนั และเจบ็
sinus tract เป็นทางไหลออกจากโพรงหนองเปิดสผู่ ิวหนังหรอื จากโพรงหนองแห่งหนง่ึ สู่อีกโพรงหน่ึง

-4-

2) การกระจายของรอยโรค (Distribution pattern of skin tesion) มลี ักษณะการยงตัวของรอยโรคหลาย
รปู แบบ ไดแ้ ก่
• Linear คอื เรียงเป็นทางยาวที่พบใน Lichen striatus
• Zosteriform คอื การเรยี งตวั ของผ่ืนเป็นแนวยาวตามเส้นประสาทเช่นงูสวัด
• Koebner phenumenon คอื การเรียงตวั ของผืน่ เปน็ ทางยาวตามรอยเกาหรอื บาดเจบ็ พบใน Psoriasis
• Annular (circinate) คอื การเรียงตวั เป็นวงแหวนขอบขยายออกตรงกลางเปน็ ผวิ หนงั ปกติเชน่ กลาก
• Arciform คอื การเรียงตวั เปน็ รปู โค้งเช่นลมพษิ
• Polycyctic คือการเรยี งตวั ของผืนเปน็ วงซ้อนกันหลาย ๆ วงตดิ กนั เช่นกลากหนุมาน (tinea imbricata)
• Group (Cluster) คือการเรยี งตวั อย่เู ป็นกล่มุ เชน่ เริ่ม (Herpes simplex)
• Reticular คือการเรยี งตัวเป็นตาข่ายหรอื รา่ งแห

3. ความผดิ ปกตขิ องผิวหนังทพ่ี บบ่อยและการรกั ษา

3.1 การตดิ เชือ้
การติดเชื้อแบคทีเรยี
1. โรคไฟลามทงุ่ (erysipelas) และโรคเซลล์อักเสบ Cellulitis น้นั เกิดจากการตดิ เชอ้ื แบคทเี รยี เฉพาะทขี่ องชนั้
ผวิ หนงั ทำใหเ้ กิดการอักเสบแบบ nonnecrotizing โดยโรคไฟลามท่งุ จะเกิดในชัน้ dermis และ upper subcutaneous
tissue ส่วน Cellulitis จะเกดิ ในชิน้ subcutaneo tissue, loose connective tissue ซง่ึ โดยท่วั ๆไปมักจะเกิดจากเชื่อ
group A streptococcus และ staphylococcus aureus แต่กส็ ามารถท่จี ะเกิดข้นึ จากแบคทีเรยี ชนิดอืน่ ซงึ่ พบน้อยกว่า
ได้ท้ังโรคไฟลามทุ่งและโรค cellulitis เป็นการติดเช้ือแบคทเี รยี อยา่ งเฉียบพลนั มลี กั ษณะอาการแสดงทคี่ ลา้ ยคลึงกนั คอื มี
อาการบวมแดงร้อนและมกั จะมีไขห้ รืออาการของการอกั เสบแต่ความลึกของพยาธสิ ภาพจะตา่ งกนั กลา่ วคอื โรคไฟลามทุ่ง
จะเกดิ ในระดบั ซ่ึงต่ืนกว่าโรค cellulitis จึงทำให้ลกั ษณะทแ่ี สดงออกของโรคไฟลามทุ่งจะเหน็ มีขอบเขตท่ีชัดเจนกวา่ โรค
cellulitis แต่ในบางคร้ังการแยกลกั ษณะทางภายนอกของทัง้ สองโรคนี้ออกจากกนั กท็ ำได้ยากดงั นัน้ ในเอกสารหรือตำรา
บางเลม่ กจ็ ัดให้ทง้ั สองโรคนีเ้ ป็นภาวะเดียวกันและใช้ช่ือเดยี วกันใน (สุมนสั บุณยะรตั เวช, มปป.)
การรกั ษา ทำความสะอาดผวิ หนงั ดว้ ยสบูย่ าฆ่าเชือ้ โรคและยาปฏชิ วี นะกรณลี ุกลามจะขจัดเนอ้ื ตาย
(debridement) นอกจากนี้ควรหลีกเลย่ี งการเกาหรอื สัมผัสบริเวณแผล

-5-

2. Necrotizing Fascitis คือภาวะทีเ่ กิดการตดิ เชอ้ื แบบรุนแรงและรวดเรว็ ของชน้ั ใตผ้ ิวหนังและสามารถ
แพร่กระจายเช้ือลึกลงไปถงึ บริเวณ deep fascia และบริเวณรอบ ๆ ได้ถา้ หากไมไ่ ด้รับการวินิจฉัยและรักษาให้ทันทว่ งท่ี
อาจทำให้เกิดการทำลายเนือ้ เยอ่ื บรเิ วณดงั กล่าวเกิดพิษตอ่ ระบบต่าง ๆ ของรา่ งกายและทำให้เสียชีวติ ได้ตำแหนง่ ที่มีการ
ติดเช้อื บ่อยคือบริเวณแขนขาและผนังหนา้ ทอ้ งและปัจจยั ท่เี พม่ิ ความเสย่ี งต่อภาวะนี้คือโรคเบาหวานผู้ดื่มสุราเรื้อรังผู้ป่วย
ที่ฉีดสารเสพตดิ เข้าหลอดเลือดพบไดท้ ้ังคนปกตแิ ละผูท้ ่เี ป็นโรคเร้อื รังเชอ้ื ที่ทำให้เกิดคือ Streptococcus pyogenes
(streptococcal gangrene) หรอื เชื้ออ่นื ๆเชื้อเข้าทางผิวหนงั ทมี่ บี าดแผลทำให้มีไขส้ ูงปวดบวมแดงร้อนบริเวณรอยโรค
อาการจะลกุ ลามอยา่ งรวดเรว็ ในเวลา 1-3 วันผิวหนงั จะเปล่ยี นเปน็ สมี ่วงคล้ำมี bulla / vesicle ตอ่ มากลายเป็นเน้ือตาย
และไม่มคี วามรสู้ กึ เนื่องจากเส้นประสาทถกู ทำลายมักพบรอยโรคทีข่ าทอ้ ง perineum และรอบแผลผ่าตัด

การรกั ษา ผา่ ตัดเอาเน้อื เย่ือทตี่ ายแลว้ ออกให้หมดและให้ยาปฏิชีวนะท่ีเหมาะสมกับเชอื้ ทพี่ บ
3. ฝีและฝีฝักบัว (furuncle and carpuncle) เปน็ การอักเสบของรูขมุ ขนท่ีมีอาการรุนแรงพบได้ทงั้ ในเด็ก
ผใู้ หญท่ ไี่ มค่ อ่ ยรกั ษาความสะอาดและมภี ูมิตา้ นทานตัวเชน่ ไดร้ บั ยา steroid ยาเบาหวาน Furuncle เรม่ิ จะเป็น nodule
สแี ดงแข็งและเจบ็ ต่อมามีขนาดใหญน่ ิ่มและแตกออกมามีหนองเหลอื งขน้ั สว่ นฝฝี ักบัว (Cerbungle) มีขนาดใหญ่และลกึ
ปวดมากมตี ุ่มหนองตามรขู มุ ขนเม่อื แตกออกจะมหี นองผวิ หนังเป่อื ยยุ่ยหลดุ ออกเป็นแผลลึกบริเวณต้นคอหลังและตน้ ขามี
ใช้และออ่ นเพลีย
การรกั ษา รักษาความสะอาดของรา่ งกายประคบดว้ ยน้ำอุน่ และใหย้ าปฏชิ วี นะชนดิ รับประทานถ้าฝีนุ่มจะกรดี
เอาหนองออกและใช้ gauze drain ไว้ทำแผลทกุ วนั จนกว่าแผลจะหาย

การตดิ เชือ้ ไวรสั

1. อสี ุกอีใส (Chicken pox, Varicella)
2. หัด (Measles) พบบอ่ ยในเด็กส่วนผูใ้ หญอ่ าจพบได้
3. หดั เยอรมัน (Rubella, German Meastes) พบไดบ้ อ่ ยในเดก็ และผใู้ หญต่ อนต้นมอี าการไข้ต่อมน้ำเหลืองโตท่ี
บริเวณคอหลงั ใบหแู ละต้นคอผนื ขนึ้ 2-3 วันผู้ท่เี ป็นระหว่างตงั้ ครรภ์จะทำให้ทารกพิการอาการอนื่ ทพ่ี บรว่ มไดแ้ ก่
มา้ มโตปวดข้อข้ออักเสบเกดิ พรอ้ มยนื่ นาน 1 14 วันหลังอาการอื่นๆหายไปแล้วอาจกลับเป็นใหม่ไดอ้ กี โรคแทรก
ซอ้ นทอ่ี าจเกิดข้ึนได้เชน่ encephalitis, Purpura, เลอื ดกำเดาออกเลือดออกในลำไส้

การรกั ษา ไม่มีวิธรี กั ษาแต่สามารถป้องกันไดโ้ ดยการฉีด vaccine ในหญงิ ทต่ี ้องการมบี ตุ รควรคุมกำเนิต
หลงั จากฉีด vaccine แล้ว 3 เดอื นห้ามฉีดในผทู้ ่ีมรี ะบบอมิ มนู ผิดปกตหิ รือได้รบั ยากดอมิ มูน
4. หูด (verruca Vulgaris) เน้อื งอกหงอนไก่ (condyloma acuminata) พบไดท้ ง้ั ในเดก็ และผู้ใหญ่

-6-

5. เรมิ (herpes simplex) พบทั้งเด็กและผู้ใหญ่ลักษณะเปน็ vesicle อยู่รวมกันเป็นกลุม่ พบท่รี มิ ฝปี ากและ
อวยั วะเพศระยะฟกั ตัว 3-10 วันเมื่อ Vesicles แตกเป็นแผลมอาการเจ็บตอ่ มนำ้ เหลอื งไข้แผลจะหายเองใน 2-6
สปั ดาหก์ ารติดเชอื้ ในวยั รุ่นมกั มสี าเหตจุ ากการจบู และการมีเพศสัมพันธ์

การรกั ษา ยาทใ่ี ช้ในการรกั ษาคือ ZOvirax หลีกเลี่ยงการสมั ผัสรอยโรคโดยตรงไมค่ วรมีเพศสมั พนั ธก์ ับ
ผทู้ มี่ ีรอยโรคอย่หู รอื ควรใช้ถงุ ยางอนามัยผู้ที่ตั้งครรภ์และเปน็ เร่ิมเทอวัยวะเพศควรผา่ ตัดใหเ้ ด็กออกทางหน้าท้อง
ดูแลรกั ษาความสะอาดของผิวหนงั
6. งสู วัด (herpes Zoster) เร่ิมจากการไปสัมผัสผทู้ เ่ี ป็นโรคจากการใชส้ งิ่ ของร่วมกันหรอื รอยโรคท่ีมอี ยูเ่ ดมิ ทำ
ใหป้ วดและคันท่ีผิวหนังทีเ่ สน้ ประสาทมาเลย้ี งมีไขอ้ ่อนเพลยี ปวดศรี ษะตอ่ มน้ำเหลอื งบริเวณใกล้เคยี งโต 2-3 วัน
ตอ่ มาจะมี macule และ papule กลายเป็น vesicle และ Bulla ภายใน 12-24 ชวั่ โมงและเรียงตัวเป็นทางยาว
ตามแนวเส้นประสาทท่มี าเลีย้ งผวิ หนงั ถา้ มกี ารอักเสบของเส้นประสาทท่ี 7 และ 8 (facial and auditory
nerves) จะมีภาวะ Facial palsy ได้อาจมีอาการดังออ้ื ในหู (tionitus) อาการรู้สึกบา้ นหมุน (vertigo) หรอื หู
หนวกได้

การรกั ษา รกั ษาตามอาการเช่นยาแก้ปวดยาแกค้ ันเช่น Calamine lotion และยาปฏิชวี นะหลีกเลยี่ ง
การคลกุ คลีกับผู้ทมี่ ีภูมติ ้านทานต่ำเพราะสามารถแพร่เชื้อได้ง่ายรกั ษาความสะอาดของรา่ งกายหลีกเลี่ยงการ
สัมผสั กบั รอยโรค

การติดเชือ้ รา
1.โรคกลาก (dermatophytosis, ring worm) และเกลอ้ื น (tinea vesicolor, pityriasis vesicolor)
2. Candidiasis

3.2 การแพ้
1. ลมพิษ (urticaria) ซึง่ ลกั ษณะทางคลินิกสามารถแบ่งเปน็ 3 ชนิดตามสาเหตุและการปรากฏของรอยโรคดังน้ี

• Demographism เกดิ จากการขดั ผิวหนังเบา ๆ เกิดผื่นแดงตามรอยท่ถี กู ขดี คันเมื่อเกาหรอื เมอ่ื เสยี ดสกี ับเส้ือผา้ จะ
หายไปในเวลาประมาณ 30 นาที
• Physical articaria จากการหลั่ง Acetylcholine เม่อื ถกู ความร้อนเหง่อื ออกวิตกกังวลผิวหนังถกู กดอยู่นานเช่นเข็มขดั
ทรี่ ัดรองเท้าบีบถกู แสงแดดความเยน็ หรือกรรมพนั ธุ์
•ลมพษิ ยกั ษ์ (angioedema) เป็นลมพษิ ขนาดใหญร่ อยโรคปรากฏชา้ แต่คงอยู่นานเกดิ ได้ทุกส่วนของรา่ งกายเชน่ ทางเดนิ
อาหารทางเดนิ หายใจอวัยวะเพศสาเหตจุ ากสารทที่ ำให้เกดิ varotikatation เชน่ แอลกอฮอล์การออกกำลงั กายและ
อารมณผ์ ดิ ปกตกิ รณีท่ีมีความผิดปกตทิ เ่ี กิดกบั ทางเดินหายใจจะทาท aryngeal ecterลซงึ่ ต้องชว่ ยเหลอื โดยการใส่ท่อ
หายใจหรือเจาะคอ
การรักษา คน้ หาสาเหตุของการเกิดหลีกเลีย่ งสาเหตทุ ท่ี ำใหเ้ กดิ อาการใหก้ ารรกั ษาตามอาการ

-7-

2. Eczema เป็นกลุม่ ของโรคผิวหนังเนื่องจากมกี ารอักเสบของช้นั Epidermis และ Dermis
•Contact dermatitis เกิดจากการสมั ผสั สารระคายเคอื งเช่นสารเคมผี งซักฟอกแพโ์ ลหะยา (กลมุ่ penicillin,
normycin, SulfonarกเcleFะ antihistamine) เครอ่ื งสำอางแสงแดดทำแผล wet dressing ด้วย Burrows solution
หรือ 2 6 Boric acid ทาด้วย topical steroid Non contact dermatitis พบบอ่ ยในกลุม่ atopic dermatitis เกีย่ วกบั
กรรมพันธุ์มผี น่ื แดงคันกลายเป็นเมด็ พองใสเล็กๆแตกออกและตกสะเก็ด vesicle จะหายไปกลายเป็นตุ่มด้านหนามีขยุ
แผลจะเปน็ ๆหายๆเรือ้ รังบรเิ วณหน้าด้านนอกแขนขาสว่ น
•non Atopic dermatitis พบบ่อยในกลุม่ Lichen simplex Chronicus จะมลี กั ษณะ [ichenification ผิวหนงั เป็นแผน่
ดา้ นดำหนาเหน็ รอ่ งของผวิ หนังชดั ขนึ้ คนั มากมักเปน็ กรรมพันธุ์จะมีอาการกำเรบิ เมื่อมภี าวะเครียดและการเกาบรเิ วณท่ี
คันมากขึน้
การรักษา คน้ หาสาเหตขุ องการเกดิ การแพห้ ลกี เลีย่ งปัจจัยทีท่ ำใหเ้ กดิ รักษาความสะอาดของผิวหนงั โดยการทำแผลและ
หลกี เลี่ยงการเกาเพราะจะเกิดการตดิ เชื้อลกุ ลามไปบริเวณอนื่ ได้

3. Erythema Multiforms & Steven Johnson Syndrome เป็นการอักเสบของผวิ หนังในลกั ษณะ
hypersensitivity reaction เกีย่ วกบั immune การแพ้ยาเช่น Sulfonamide, penicitin, barbiturate, การตดิ เชื้อ
bacteria, virus, TB, diphtheria
•Erythema multiform เร่มิ จากมไี ขเ้ จ็บคอมีผน่ื กระจายตามตวั ผนื่ แดงกลมขนาด 1 ซม. ตรงกลางสีดำมีตุ่มนำ้ ใส ๆ
ขนาด 0. 3 ซม. ลักษณะคลา้ ย Iris พบที่บรเิ วณฝ่ามือฝา่ เทา้ แขนขา Mucous membrane
•Steven Johnson Syndrome เป็นผ่ืนแดงตมุ่ แขง็ หรอื น้ำใสพองตามผวิ หนงั ลกั ษณะเหมอื น erythema multiforms
พบในเย่อื บชุ อ่ งปากทำให้อา้ ปากไมข่ น้ึ ทำให้เค้ียวและกลืนอาหารลำบากเย่อื บุตาอักเสบตาแดงกลัวแสงมีการอักเสบของ
เย่ือทางเดินปสั สาวะอวัยวะเพศทวารหนัก
การรกั ษา กรณีทเ่ี ปน็ มากควรแยกผู้ป่วยจากผปู้ ่วยรายอน่ื ระวงั เร่อื งการตดิ เชื้อใหย้ าปฏชิ ีวะยา Steroid, ยาแกแ้ พ้ทำแผล
ดว้ ย Burrow 's Solution 1: 40 ทายาฆา่ เชือ้ เชน่ gentamycin ช่องปากอกั เสบใหบ้ ว้ นปากดว้ ย hydrogen peroxide
หรอื mouthwash หยอดตาด้วย steroid ดูแลเร่อื งอาหารใหไ้ ด้รบั เพียงพอกบั ความต้องการของร่างกาย

4. Toxic Epiderma Necrolysis (TEN) เป็น iromune mechanism พบในชาย: หญิง (3: 2) ทกุ วัยสาเหตจุ าก
การแพ้ยากลุ่ม sulfonamide, penicillin, barbiturate, salicylate, ติดเชือ้ E. coli, หลงั ได้รับ vaccine meastes,
tetanus, และ small p0X อาการเร่ิมจากไขเ้ จ็บคอปวดข้อมีผ่นื แดงรอบ ๆ ปากหน้าอวัยวะเพศแขนขากลายเปน็
vesicle และ bulla อย่างรวดเรว็ คล้ายแผลไหม้
การรกั ษา หลกี เลย่ี งยาทแ่ี พ้ใหไ้ ด้รบั ยาปฏิชวี นะยา Steroid และดแู ลแผลตามแผนการรกั ษา

-8-

5. Exfoliative dermatitis สาเหตจุ าก hypersensitivity ต่ออาหารยาอาการท่ีพบคอื มสี ะเกด็ หลดุ ลอกท่ัวตวั ยา
ทแ่ี พ้ ได้แก่ dilantin, phenobarbital, sulfonamide, penicillin, streptomycin, tetracycline จะพบว่ามผี ิวหนงั
แดงบรเิ วณลำตัวศรี ษะอวยั วะเพศและทัว่ ตวั ผิวหนังหลุดลอกเป็นแผ่นลกั ษณะเป็นขยุ หนา (Scale) มอี าการคนั เยอ่ื บุ
ทางเดนิ หายใจบวมต่อมนำ้ เหลืองโตตบั มา้ มโตมอี าการไข้อ่อนเพลยี เปน็ ๆหายๆเปน็ เรือรงั เกดิ ภาวะ septicemia ได้
การรักษา หยดุ ยาท่แี พ้รกั ษาตามอาการหลีกเลีย่ งสารระคายผิวหนังใช้ยา steroid antihistamine, และ tranquilizer
ตามแผนการรกั ษา

3.3 การถ่ายทอดพนั ธกุ รรมและกรรมพนั ธุ์
1. เรื้อนกวาง (Psoriasis) เป็นโรคเรือ้ รังเกิดกับผิวหนังทุกแหง่ เช่นศรี ษะข้อศอกขอ้ เขา่ สะโพกเล็บใบหูอวัยวะ
สบื พันธุ์รอบทวารหนกั หลังมือและฝา่ เทา้ สาเหตุยังไมช่ ัดเจนคาคว่าเกดิ จากการถา่ ยทอดความผดิ ปกติทางกรรมพนั ธทุ์ ำให้
การควบคุมการแบ่งตัวของหนงั กำพรา้ เสียไปเริม่ จากมผี ืน่ macule สแี ดงกลายเป็น papules มีสะเกด็ สีขาวเงินหลุดลอก
ออกมาเป็นแผ่นกลายเปน็ Plaques ทม่ี ี Scale มีจดุ เลอื ดออกเปน็ หยอ่ ม ๆ (auspitz 's sign) เปน็ ลกั ษณะสำคญั ของโรค
น้เี ลบ็ จะหนานุ่มเป็นหลุมเล็ก ๆ
การรกั ษา โดยใชย้ า Steroid และ Phototherapy ดว้ ย Ultraviolet ยา Methrotrexate จะชว่ ยยับย้ังการแบ่งเซลล์
รักษาความสะอาดของผิวหนงั ดูแลด้านจติ ใจ

3.4 ระบบอิมมูน
1. Systemic Lupus Erythematosus (SLE) เกดิ ผลกระทบต่อระบบตา่ งๆทำให้เกิดการทำลายของ
Connective tissue หลอดเลอื ด mucous membrane เชื่อวา่ มคี วามผดิ ปกติท่ถี า่ ยทอดทางพันธุกรรมดว้ ยการแพ้ยาก
ลุ่ม penicillin, Streptomycin, chlorpronmazine และสารเคมซี ึง่ อาการทางผวิ หนงั จะพบ 80% ของผู้ป่วย SLE คือ
• Molar or Butterfly rash ท่ใี บหนา้ สันจมกู
• Discoid rash ต่นื มขี อบชัดเจนท่ศี รี ษะหนา้ อกหลงั แขนขา
• Raynaud 's phenomenon ปลายน้วิ มอื นวิ้ เท้าเขียวซีดเป็นระยะๆหรอื เปลย่ี นจากสีชมพหู รือขาวเป็นมว่ งคลำ้
• Palmar erythema รอยแดงท่ปี ลายองุ้ มอื อ้งุ เทา้ ซึง่ กดแลว้ จะจางหายไป
• Vasculitic lesion ลักษณะรา่ งแหของเส้นเลือดคั่งตามขาเกดิ แผลขึน้
• Alopecia ผมหกั หยาบแห้งไม่มนั เงาสจี างลงรว่ งเป็นหย่อมๆจนลา้ น
• Mucous membrane lesion เป็นแผลตื่นไม่เจ็บเกดิ ในปากเพดานปากและช่วงจมกู
• Photosensitivity ผนื แดงตามผิวหนังบริเวณทถี่ ูกแสงแดด

-9-

2. Scleroderma การเปล่ียนแปลงทางผิวหนงั ใน Systemic sclerosis (SS) มีหลายชนิดทพ่ี บบอ่ ยได้แก่

• Cutaneous sclerosis อาการหนงั แขง็ ซง่ึ แบ่งได้เปน็ 3 ระยะคือ early edematous phase, sclerotic
phase, late atrophic stage ในระยะแรกผิวหนงั บรเิ วณน้ิวมือมีอาการบวมแดงเรอื่ ๆแข็งไม่สามารถงอหรือเหยียดนว้ิ มือ
ตรงๆได้สะดวกต่อมานว้ิ เรมิ่ แขง็ ข้นึ เรอื่ ยๆผิวหนงั รดั ตึงเหยียดน้ิวไม่ได้นว้ิ อยู่ในท่างอตลอดเรียกวา่ sclerodactyly ตอ่ มา
ผวิ หนงั บริเวณมอื เท้าแขนและขาจะแข็งรัดตงึ ข้ึนเคล่ือนไหวขอ้ ไม่ไดผ้ ิวหนงั เห็นเป็นเงามันและแหง้ เน่ืองจากตอ่ มเหงื่อ
บรเิ วณทเ่ี ปน็ ถูกทำลายขนหลุดรว่ งผวิ หนังบรเิ วณหนา้ ตึงไม่มรี อยยน่ จมูกรัดตึงอ้าปากได้น้อยมรี อยย่นคล้ายหรู ดู รอบๆ
ปากมกั กระดกลน้ิ ไม่ค่อยไดเ้ นอื่ งจากมี sclerosis ของ frenulum อาการหนังแข็งมกั เร่ิมจากปลายมือปลายเท้าและหน้า
จากน้นั ค่อยๆลามเข้าหาลำตวั

• Raynaud 's phenomenon จะพบในผ้ปู ่วยเกือบทุกรายทีเ่ ป็น SS และมกั เป็นอาการน้ำมากอ่ นอาการอ่นื
หรอื อาจเกิดพร้อมกับนวิ้ แข็งได้ Raynaud' s phenomenon เกิดจากการทีห่ ลอดเลอื ดส่วนปลายปีบรดั ตวั มากกว่าปกติ
จากการถกู กระตุ้นดว้ ยความเยน็ หรอื เมอื่ มภี าวะเครียดอาการเร่ิมแรกคือปลายนิ้วมือซีดและกลายเป็นม่วงคลำ้ จากนน้ั จะ
กลบั เป็นสีแดงใหม่จะมอี าการปวดน้ิวมือมากพอนานๆไปปลายนว้ิ มือจะแตกเป็นแผลเวลาแผลหายจะเหลือเป็นแผลบุ๋ มลง
ไป (pitted Scar) ท่ีปลายนิ้วมือถ้าเปน็ มากๆน้วิ อาจเปน็ gangrene ทัง้ นิ้วได้

• Telangiectasia ลกั ษณะทพ่ี บคือผืนสเี่ หล่ียมแดงไมน่ นู เกดิ จากหลอดเลือดฝอยขยายตวั เวลากดผ่นื จะจาง
หายไปพบบอ่ ยบรเิ วณใบหนา้ รมิ ฝปี ากน้ิวมอื ฝา่ มือรอบๆเล็บหน้าอกและหลัง

• Calcinosis Cutis อาการนจ้ี ะพบในระยะหลงั ของโรคมลี กั ษณะเป็นก้อนแขง็ ในช้ันไขมนั ใต้ผวิ หนงั
(subcutaneous tissue) ก้อนนอ้ี าจแตกออกเป็นแผลได้

• Pigmentation changes สผี ิวของผูป้ ว่ ยมกี ารเปลยี่ นแปลงอยู่ 3 ชนดิ คือพื้นดำในฝันกันปากเหงือกและฝ่ามอื
ฝ่าเท้าพบในโรค Addison 's disease นอกจากนี้จะพบผ่นื ขาวรว่ มกบั มีจุดดำตามรขู นเรยี กว่า salt and pepper
pattern ในบรเิ วณทเ่ี ปน็ หนังแข็งจะพบสดี ำและสีขาวเกดิ ขน้ึ โดยไม่ไดอ้ ยู่ซอ้ นกันเอ็นโดปกติ

• Nail changes เล็บจะนนู เป็นสนั ตามยาวตัวเล็บไมต่ ดิ กับเน้ือข้างลา่ ง (onycholysis) เล็บหนาข้นึ และยาวมาก
ขนึ้ (onychogryphosis)
การรกั ษา ดแู ลรกั ษาตามอาการท่พี บในระบบต่าง ๆ ส่วนการรกั ษาเฉพาะขึน้ อยู่กับความรุนแรงของโรคเชน่ ยา
prednisolone และ immunosuppressive agent รกั ษาอาการแทรกซ้อนเช่นภาวะการติดเชือ้ สังเกตอาการ
เปล่ียนแปลงที่เกิดข้ึนและให้การพยาบาลดา้ นจิตใจใหค้ วามเหน็ อกเหน็ ใจ

- 10 -

3.5 ผิวหนังถูกทำลายไฟไหม้-นำ้ ร้อนลวก
ปจั จยั ท่มี ผี ลตอ่ ความรนุ แรงของแผลไหม้ (severity of burn)
1) ขนาดของบาดแผล (extent) แผลไหม้> 15% BSA (body surface area) ในผู้ใหญห่ รอื > 10 9% BSA ในเด็กเลก็
2) ความลึกของแผล (depth)
3) วัยของผปู้ ่วย (age) โดยเฉพาะเด็กอายุตำ่ กวา่ 5 ปแี ละผ้สู ูงอายุมีอัตราการเสียชวี ติ สงู
4) บรเิ วณทมี่ ีแผลไหมข้ องร่างกาย (part of body burn)
5) มกี ารบาดเจ็บอนื่ ร่วมดว้ ย (concurrent injuries)
6) ประวตั ิการเจ็บปว่ ย (past medical history)

การเปลี่ยนแปลงพยาธสิ รรี วทิ ยาของแผลไหมจ้ ากสาเหตคุ วามร้อน
1. ผลตอ่ ผิวหนงั มกี ารสูญเสียนำ้ และความรอ้ นออกทางผิวหนังโดยเฉพาะในกลุ่มแผลไหม้รุนแรงผวิ หนังที่ถกู
ทำลายมกี ารสูญเสยี นำ้ เพิ่มข้ึน 350 มล. ตอ่ ช่วั โมงหรอื เสียพลังงานความรอ้ น 360 กิโลแคลอรีตอ่ ลิตร (Dyer and
Robert, 1990) และในกรณีทผ่ี ิวหนงั ถกู ทำลายไหมเ้ กรยี มเหมือนถา่ นหรอื Eschar อาจเสียนำ้ 2, 500-7, 500 มล. ตอ่
ตารางเมตรต่อวันซึ่งมากกวา่ ปกติ 4-15 เท่านอกจากนน้ั ยังทำใหเ้ กดิ การสูญเสยี หรอื การรับความรสู้ ึกลดลงรวมทง้ั
ความสามารถในการสร้างวติ ามินดกี ารเจริญเตบิ โตของตอ่ มเหง่อื และการเปลย่ี นแปลงของภาพลักษณ์ตลอดจนการ
ตา้ นทานเชอื้ โรคโดยเฉพาะในวนั ที่ 2 หลงั บาดเจ็บพบการติดเช้ือท่แี ผลไหม้จากเชือ้ แบคทเี รยี ทอี่ ยู่ตามรากขนและตอ่ ม
เหงอ่ื
2. ผลต่อหลอดเลือดและสว่ นประกอบของเลือด ชว่ ง 30 นาทีแรกเซลล์ผิวหนังบริเวณน้นั ถูกทำลายและถูก
กระตุ้นให้หล่งั สารท่มี ีปฏิกริ ิยาต่อหลอดเลอื ด (vasoactive substances) ทำให้หลอดเลือดบรเิ วณนน้ั มกี ารหดตวั เพ่อื
ปอ้ งกนั การสูญเสียเลอื ดตอ่ มาจะมกี ารกระตนุ้ การหล่ังสาร bradykinin และhistamineรวมท้ัง prostaglandin และสาร
ต่าง ๆ เพอ่ื ออกฤทธิ์ให้เซลลช์ น้ั นอกของผนงั หลอดเลือดดำฝอยหดตัวเพิ่มคุณสมบัตกิ ารซมึ ผา่ นผนงั หลอดเลอื ดฝอย
(vascular permeability) ทำให้เลือดซงึ่ ประกอบไปดว้ ยนำ้ โปรตีนและอิเลคโทลยั ท์ซมึ ผา่ นหลอดเลือดฝอยเข้าส่ชู อ่ งว่าง
ระหว่างเซลล์เกิดน้ำค่งั และบวมทำให้เกิดตุ่มน้ำพองโส (blister) ในช่วง 24-48 ช่ัวโมงขณะเดยี วกันภายในหลอดเลอื ดแดง
เพ่มิ สูงข้นึ ความหนดื ของเลือดเพิ่มข้ึนเปน็ ผลให้ปริมาณเลือดท่ีไหลเวยี นภายในหลอดเลือดลดลงรวมทงั้ โครงสรา้ งของเมด็
เลือดแดงเกร็ดเลอื ด (platelet) ถูกทำลายดว้ ยความร้อนทำใหอ้ ายคุ รงึ่ ชวี ติ ของเม็ดเลอื ดแดงสนั้ ลงกวา่ ปกติเกิดการแตก
ของเมด็ เลือดแดงไดง้ ่ายการจับออกซเิ จนของฮโี มโกลบินลดลงผลทีต่ ามมาคือภาวะซีด (anemia) มีภาวะตดิ เชอื้ เกิดขึ้น
รวมท้งั ระยะเวลาในการแขง็ ตัวของเลอื ดนานกว่าปกติ

- 11 -

3. ผลต่อภาวะสมดุลของสารน้ำและอเิ ลคโทลยั ท์ ใน 24-48 ช่ัวโมงแรกเม่อื เมด็ เลือดแดงและเซลล์เน้ือเย่ือถกู

ทำลายจากความรอ้ นจะทำให้มีการปล่อยโปตสั เซยี มออกจากเซลล์เพิ่มขึน้ ขณะที่เลือดไปเล้ยี งที่ไตลดลงส่งผลให้มรี ะดบั
โปตสั เซียมในเลือดสงู ตามมาผปู้ ่วยจะมีอาการกลา้ มเนื้ออ่อนแรงหวั ใจเต้นผิดจังหวะเม่อื ตรวจคลื่นไฟฟา้ ของหัวใจพบ T
wave สูงเพิ่มขน้ึ ประมาณ 4-5 วันหลังจากบาดเจ็บโปตสั เซียมจะเริม่ กลับเขา้ ส่เู ซลลข์ ณะเดียวกันจะมีการหลัง่
aldosterone เพม่ิ ขึน้ เปน็ ผลใหม้ ีการขับโปตัสเซยี มออกมากบั ปัสสาวะมากขึน้ ถึง 4-15 เท่าของภาวะปกติหรอื ประมาณ
15-3. 5 มิลลิลติ รตอ่ กโิ ลกรมั ตอ่ พ้ืนที่ผวิ ไหม้ร่างกายทัง้ หมดทำใหเ้ กิดระดบั โปตัสเซียมในเลือดตำ่ ตามมา นอกจากน้นั
โซเดยี มจะถูกดงึ เข้าเซลล์มากข้ึนทำให้ดึงนำ้ จำนวนมากเข้าไปในเซลล์สง่ ผลให้ปริมาณการไหลเวียนเลอื ดในร่างกายและ
ระดับโซเดียมในเลอื ดลดลงผู้ปว่ ยจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนลืมสับสนตะครวิ บริเวณกลา้ มเนอื้ หนา้ ทอ้ งมอี าการกระตุก

4. ผลต่อระบบหัวใจ กรณแี ผลไหมม้ ากกว่า 65% ของ BSA และผลจากการซมึ ผ่านผนงั หลอดเลอื ดฝอยที่

เพิ่มข้นึ ทำให้เกดิ ปรมิ าณเลือดทไี่ หลเวยี นลดลงร่างกายจะมีการหลั่งสารทีไ่ ปกดการทำงานของหัวใจ (myocardial
depressant factor) เป็นผลใหป้ รมิ าณเลอื ดท่ีออกจากหวั ใจการกำราบเลอื ดของเนื้อเยือ่ และความดนั เลอื ดลดลง

5. ผลตอ่ ระบบตอ่ มไรท้ ่อภายหลังบาดเจบ็ ต่อมหมวกไตส่วน mecluta ได้รบั การกระตุ้นใหห้ ลั่ง

catecholanine ไปกระตุน้ เซลล์ท่ตี บั อ่อนใหห้ ล่งั glucagon ออกฤทธสิ์ ลายคาร์โบไฮเดรตในตับ (glycogenolysis)
ขณะเดียวกนั จะกดการหล่งั ของอินซูลนิ จนทำใหเ้ กิดภาวะนำ้ ตาลในเลอื ดสูงซึ่งเรยี กภาวะท่เี กิดขึน้ นว้ี า่ เบาหวานเทียม
(pseudodiabetis) นอกจากนยี้ งั ทำให้เกิดการสลายไขมนั (Linolysis) สง่ ผลใหม้ กี รดคีโตน (ketone acid) สะสมภายใน
ร่างกายทำให้เกิดกรดจากเมตาบอลิซมึ 4 (metabolic acidosis) นอกจากน้ีผลจาก catecholamine ยงั ทำใหเ้ กดิ การ
หดตวั ของหลอดเลือดเป็นผลให้เลือดไปเล้ียงที่ตับลำไส้กระเพาอาหารและไตลดลงผลสุดทา้ ยทต่ี ามมาคอื ภาวะตับล้มเหลว
การอมั พาตของลำไส้หรือลำไส้เน่าจากภาวะขาดเลอื ดและไตวายเมื่อต่อมหมวกไตไดร้ บั การกระตุ้นเร่ิมจากสว่ น medulla
และตอ่ มาทส่ี ่วน Cortex ทำหนา้ ท่ีใหม้ ีการหล่ัง aldosterone ไตดดู ซึมโซเดียมกลับมากขึ้นขณะเดยี วกนั รา่ งกายจะมีการ
เผาผลาญอาหารเพ่อื ใช้เป็นพลังงานเพ่ิมขนึ้ โดยพบว่าถา้ มแี ผลไหม้ขนาดร้อยละ 30 ของร่างกายจะมเี มตาบอลิซึมสงู เป็น
2 เทา่ ของคนปกตนิ อกจากนีย้ งั พบภาวะดลุ ของไนโตรเจนเปน็ ลบ (negative nitrogen balance) ตามมาจากการสูญเสยี
ในโตรเจนทงั้ จากแผลและทางปสั สาวะ

6. ผลต่อระบบทางเดนิ หายใจ ผู้ทไ่ี ด้รบั บาดเจ็บบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้นและส่วนล่างอาทิใบหน้าคอและ

ทรวงอกพลังงานความร้อนทำให้นำ้ และโปรตนี สามารถซมึ ผา่ นผนังหลอดเลือดฝอยเพิ่มขน้ึ เปน็ สาเหตทุ ำให้มีการบวมของ
หลอดลมและเยื่อบุผวิ ของทางเดินหายใจทำใหค้ วามดนั ภายในหลอดลมเพ่ิมขนึ้ ขณะเดียวกับเย่อื บผุ ิวของหลอดลม
พยายามป้องกนั ตวั เองด้วยการขบั ส่งิ ขับหล่ังออกมาทำใหเ้ กิดสิง่ ค่ังค้างในทางเดนิ หายใจจนทำให้มีปญั หาทางเดินหายใน
อุดตันตามมาภายใน 30 นาทีถงึ 48 ชัว่ โมงหลังบาดเจบ็ ผูป้ ว่ ยจะมีอาการหายใจลำบากเสยี งแหบซง่ึ อาจพบเสียงวด
(wheezing) และความยืดหยนุ่ ของปอดลดลงหากไม่ได้รับการแก้ไขจะทำให้เกดิ ภาวะเน้อื เย่ือขาดออกซิเจนในทสี่ ุดกรณที ่ี
สูดดมควันหรือได้รับสารคารบ์ อนมอนอกไซด์ (คณุ สมบัติไมม่ ีสไี ม่มีกล่นิ และวิส) สารดงั กลา่ วจะจบั กบั ฮีโมโกลบินโดยการ

- 12 -

แทนทีอ่ อกซเิ จน (carboxy hermoglobin) ทำใหม้ อี าการระคายเคืองและอาการแสดงทางระบบประสาทสว่ นกลางเชน่
ระดับความรู้สกึ ลดลงทง้ั น้ีความเปน็ พษิ ข้นึ อยู่กับความเข้มข้นของสารและระยะเวลาสูดดม

7. ผลตอ่ ระบบภมู ิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ระบบภูมคิ มุ้ กนั ของรา่ งกายสูญเสียหน้าทห่ี รือทำ "นาท่ีลดลง
เนื่องจากมกี ารสูญเสยี โปรตีนภาวะดลุ ของไนโตรเจนลบการสูญเสียผิวหนงั ซ่ึงเป็นด่นป้องกันเช้ือโรคและการเพิ่มของระดับ
prostaglandins E2 ทำให้กระตนุ้ การทำงานของท่ีเซลล์ (T cell suppressor) ทีย่ บั ยังปฏิกิริยาตอบสนองทางอิมมนู
ส่งผลให้การทำงานของเมด็ เลอื ดขาวโดยเฉพาะนวิ โตรฟวิ ลดลงภาวะเปล่ยี นแปลงทีต่ ามมาคือการตดิ เชอ้ื แบคทเี รียแกรม
ลบ

การประเมนิ ผูป้ ่วยแผลไฟไหมน้ ำ้ ร้อนลวก
1. วธิ ีการประเมนิ ขนาดของแผลไหม้ท่นี ิยมใชไ้ ดแ้ ก่
1. 1 กฎเลขเกา้ (rules of nine) นยิ มใช้ในผูใ้ หญ่โดยแบง่ ร่างกายออกเป็นส่วน ๆ สว่ นละร้อยละ 9 ของพ้ืนท่ผี ิวหนงั โดย
ใช้ฝ่ามอื นวิ้ ชดิ กนั ของผู้ปว่ ยเท่ากบั รอ้ ยละ 1 ของพ้ืนทผ่ี ิวหนงั ทไ่ี หม้และคิดเฉพาะแผลที่ถูกทำลายช้ันหนังกำพรา้ ลงไป
1. 2 การประเมินจากความลึกของบาดแผลและขนาดของบาดแผล ความลกึ ของบาดแผลไฟไหม้แบ่งได้เปน็ 3 ระดบั
คือ ผวิ หนังมสี ีแดง, ไม่มถี งุ น้ำพองใส, มีอาการปวดแสบและกดเจบ็ 901uit ดดู , F30546 Epidermis นำ้ แลจn 8 ระดบั
ท่สี อง (Second degree burn) ผวิ หนังมีถงุ น้ำพองใสเกดิ สขึ้นถา้ ผนังของถุงนำ้ แตกจะเหน็ ผิวหนังสีชมพหู รือแดงและมี
นำ้ เหลืองซมึ , ขนจะตดิ กับผิวหนงั และมีอาการปวดแสบแผลความยดื หยุ่นของผวิ หนังยงั ปกติอยู่ (3) ระดบั ท่ีสาม (Third
degree burn) ผิวหนงั จะถกู ทำลายตลอดชนั้ ความหนาของผิวหนังซ่ึงจะแหง้ , แข็ง, ไมม่ ีความยดื หยนุ่ , เสน้ เลือดบริเวณ
ผิวหนังอุดตนั , ขนหลดุ จากผวิ หนงั , ไมม่ ีความรู้สึกเจ็บปวด
การรักษา แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ไดแ้ ก่
(1) ระยะฉุกเฉนิ (emergent period) อย่ใู นชว่ ง 48-72 ช่ัวโมงภายหลงั บาดเจบ็ จนกระท่ังมาถงึ โรงพยาบาล
ผ้ปู ่วยไดร้ ับการทำแผลเพ่อื ป้องกนั การตดิ เชือ้ ภาวะชอ็ คและลดความรนุ แรงของแผลไหม้
(2) ระยะเฉยี บพลนั (acute period) เป็นระยะต่อจากระยะฉุกเฉนิ จนกระทั่งไดร้ บั การปลูกผิวหนังปัญหาทพ่ี บ
ไดแ้ กก่ ารติดเชอ้ื การขาดสารนำ้ และอาหารความเจบ็ ปวดเป็นต้นการรกั ษาจะเน้นการทำแผลอาทกิ ารขจัดเน้อื
ตาย (debridement) การกรีดผวิ หนงั บรเิ วณแผลไหมถ้ งึ ผิวหนังชัน้ ลึก (escharotomies) การทำแผลแบบเปดิ -
ปิดการทำแผลโดยใช้ส่งิ ท่มี ชี ีวิต (biological dressing) การบำบัดโดยอาศยั นำ้ (hydrotherapy) การปลกู
ผิวหนงั (grafting) เปน็ ตน้
(3) ระยะฟนื้ ฟสู ภาพ (rehabilitation period) เป็นช่วงต่อจากระยะทีส่ องจนกระทัง่ กลับบ้าน

- 13 -

3.6 ผิวหนงั ถกู ทำลายจากกดทบั
สาเหตกุ ารเกดิ แผลกดทบั พบวา่ สาเหตสุ ำคัญอันดบั แรกเกิดจากปัจจัยหลัก 2 ประการคือแรงกดทบั และความ
ทนของผิวหนงั ซึ่งมรี ายละเอยี ดดงั น้ี

1. แรงกดทับโดยตรง (direct pressure) เป็นสาเหตจุ ากการมีแรงกดตอ่ เนอ้ื เย่ือสงิ่ ทตี่ อ้ งพิจารณาคือ
ความแรงของแรงกดทบั (Intensity) และระยะเวลาของการกดทับทีท่ ำใหเ้ นอื้ เยอ่ื ขาดเลือดมาเลยี้ งโดยเฉพาะ
ตรงป่มุ กระดกู ปัจจยั ส่วนใหญ่ท่ที ำให้เกดิ แรงกดทับ ได้แก่ ความสามารถในการเคล่อื นไหวเพ่อื เปลีย่ นท่าหรอื การ
ทรงตัวลดลงจากพยาธสิ ภาพของโรคเองหรือแนวทางการรักษาหรือประสาทรบั ความรู้สึกผดิ ปกติหรอื บกพร่อง
ทำใหไ้ มส่ ามารถรับรู้ความเจบ็ ปวดหรือความไมส่ ขุ สบายทเ่ี กิดขึ้นได้

2. ความทนของผิวหนัง (tissue tolerance) เกดิ รว่ มกับปจั จยั อ่ืน ได้แก่ ปัจจัยภายนอกและปัจจัย
ภายในปัจจยั ภายนอกไดแ้ ก่ความเปียกชน่ื แรงเสียดสแี ละแรงเฉือนส่วนปจั จัยภายใน ได้แก่ ภาวะโภชนาการไมด่ ี
อายเุ พม่ิ มากขึน้ ความดนั โลหิตต่ำนอกจากน้ียงั มีปจั จัยอื่น ๆ เชน่ อารมณ์เครยี ดการสูบบุหรี่อุณหภูมผิ ิวกายและ
การไหลเวียนนำ้ ระหว่างเซลล์ (interstitial fluid flow) เป็นต้น

ปัจจัยทีเ่ ก่ียวขอ้ งกับการเกิดแผลกดทับ
1. ความรนุ แรงจากแรงกดทับ (intensity of pressure)
2. ระยะเวลาของแรงกดทับ (duration of pressure)
3. ความทนของเน้ือเยื่อ (tissue tolerance)
4. แรงเฉือน (shear)
5. แรงเสียดสี (friction)
6. ภาวะโภชนาการไม่ดี (nutritional debilitate)
นอกจากนยี้ ังมปี ัจจยั อ่ืนๆ คอื อายุ ภาวะสุขภาพจติ การสบู บุหรี่ การมอี ุณหภูมริ ่างกายเพิม่ การลดการ

เคลือ่ นไหว นำ้ หนัก ปญั หาการควบคุมปัสสาวะ การไหลเวียนเลอื ดไม่ดี

ตำแหน่งแผลกดทับ

ตำแหน่งท่มี กั พบการเกดิ แผลกดทบั คือตามปุม่ กระดูกตา่ งๆซึ่งมียตำแหนง่ ดว้ ยกนั เช่นกระดูกกน้ กบ
หัวไหลส่ ะบักสน้ เท้าปุ่มกระดกู สะโพกหรอื บรเิ วณกกหเู ป็นตน้ อตั ราการเกิดแตล่ ะตำแหน่งมีความแตกต่างกนั

- 14 -

ประเภทของผปู้ ่วยที่เสย่ี งต่อการเกิดแผลกดทบั
เช่นผู้ป่วยเรอื้ รงั ท่ตี อ้ งนอนบนเตยี งตลอดภาวะขาดนำ้ เบาหวานความร้สู ึกเจ็บปวดลดลงกระดูกหกั มี

ประวัตไิ ดร้ ับยา corticosteroid ยากดภูมิต้านทาน (immunosuppression) กล้นั ปัสสาวะหรอื อจุ จาระไมไ่ ด้
ภาวะทุโภชนาการสมองผิดปกตสิ ัมพันธก์ ับระดับรสู้ ตเิ ปล่ยี นไดร้ บั ยานอนหลบั หรอื มอี าการสบั สนอัมพาตการ
ไหลเวียนเลอื ดไม่ดีมแี ผลกดทบั อย่เู ดมิ อว้ นหรอื ผอมมากเปน็ ตน้

การประเมนิ ความเส่ียงต่อการเกดิ แผลกดทบั
1. แบบประเมินของนอรต์ ัน (The Norton risk assessment Scale)
2. แบบประเมนิ ของบราเดน (The Braden Scale for predicting pressure Sore risk)

การแบง่ ระดับความรุนแรงของแผลกดทบั มดี งั นี้
ระยะที่ 1: มีการทำลายเฉพาะในส่วนของชั้น epidermis และชัน้ dermis ผิวหนังยังไม่มกี ารอกี ขาดแต่บรเิ วณที่
ถูกกดทับจะเปล่ียนเป็นรอยแดงและเมอ่ื ทดสอบโดยใชน้ ้ิวกดตรงบริเวณดังกลา่ วแล้วปล่อยนิว้ อาการรอยแดงนนั้
จะไม่จางหายไป (non blanching erythema) ผวิ หนังบรเิ วณทถ่ี ูกกดทบั จะอุ่นหรอื เย็นกวา่ ผิวหนังบริเวณอืน่
อาจเรม่ิ มีอาการคนั (itching) ปวดหรอื กดเจบ็ รว่ มดว้ ย
ระยะท่ี 2: มกี ารทำลายมากข้ึนเร่ิมเป็นรอยถลอกในชนั้ epidermis และบางคร้งั ทำลายลกึ ถึงชัน้ dermisได้
(partial thickness skin loss) มแี ผลตืน้ ๆมรี อยถลอกมีตุ่มพองใสหรอื มีแอ่งแผลตื้นๆอาจมีส่ิงขับหล่ัง
(exudates) ได้แต่ไมม่ ากผิวอุ่นจดั และมอี าการปวด
ระยะที่ 3: ผิวหนังช้นั นอกถูกทำลายทั้งหมด (full thickness skin loss) มีเน้ือตายและทำลายลุกลามถึงข้นั
เนือ้ เยอ่ื ใต้ผิวหนงั (Subcutaneous) แตย่ งั ไมถ่ ึงช้นั ผงั ผดื (fascia) แผลเป็นแอง่ อาจมีการซอนไชเป็นโพรงรอบ
แผล (undermining) แผลมกี ลิ่นและสิ่งขบั หลง่ั มปี รมิ าณน้อยถึงมากระยะท่ี 4: ทำลายผิวหนังทกุ ชนั้ อาจลกุ ลาม
ถงึ ชนั้ กล้ามเนอ้ื กระดูกเอน็ หรอื ขอ้ ต่อได้มเี น้อื ตายมากแผลเป็นโพรงซอนไชใต้ผิวหนงั รอบแผลกลนิ่ เหม็นและมี
สารคดั หล่งั ปานกลางถงึ มาก

- 15 -

การพยาบาลผ้ปู ่วยท่ีมีแผลกดทบั
1. การลดแรงกดทับ (pressure relief) มี 3 วธิ กี ารคือ
1. 1 การใชอ้ ุปกรณร์ องรับ (support surfaces) ได้แก่
1. 2 จดั ใหร้ า่ งกายอยใู่ นทา่ ท่ถี ูกตอ้ ง (Good body positions)
•ท่านอน หา้ มนอนทบั บริเวณทม่ี ปี มุ่ กระดกู หรือมีแผลกดทับอาจใชแ้ ผ่นโฟมหรอื หมอนรองรับและเปล่ียนทา่
อยา่ งนอ้ ยทุก 2 ชว่ั โมง
•นอนตะแคง ถงึ หงายทำมุม 30 องศาและอาจยกศีรษะสงู 30 องศา

•ทา่ นอนหงาย ควรยกสน้ เทา้ ใหส้ ูงพ้นพ้ืนเตยี งอาจใช้แผน่ โฟมแบบบางรองหรือใชห้ มอนรองไมค่ วรใชโ้ ฟมหรือห
มอนรองเขา่ โดยตรงเพราะทำใหเ้ ลอื ดไหลเวียนไมส่ ะดวกไม่ควรใชเ้ บาะแบบโดนัทหรือวงแหวนเพราะทำให้เลือด
ไหลเวียนไม่ดี
•ทา่ น่งั บนเกา้ อ้หี รือนั่งบนรถเข็น ดูแลให้ผู้ปว่ ยนั่งตัวตรงใหต้ ้นซาอยู่ในแนวราบและวางเท้าบนที่รองเทา้ ในท่าที่
สบายวางข้อศอกต้นแขนและข้อมือไว้บนท่เี ท้าแขนโดยใช้เบาะรองนั่งแบบพิเศษมีการเปล่ียนท่าทกุ 1 ชว่ั โมงเพือ่
ลดแรงกดทบั หรอื การกดทบั บรเิ วณทมี่ ีแผลโดยตรง
1. 3 การเปล่ียนท่า (changing position) ควรเปลยี่ นท่าทุก 2 ช่ัวโมงเมื่อน่งั บนเก้าอ้ี และอยา่ งน้อยทุก 1 ชว่ั โมงในท่า
นอนบนเตียง
2.การดูแลแผลกดทับ(pressure sore care)
2.1 การทำความสะอาดแผลแผล
•แผลท่สี ะอาด การทำแผลทีถ่ ูกวิธแี ละการใช้อปุ กรณท์ เ่ี หมาะสมเป็นเรอื่ งจำเป็นทจ่ี ะชว่ ยปกป้องเน้ือเยือ่ ใหม่
ไมใ่ ห้บอบช้ำจากการทำความสะอาดแผลโดยใชว้ ธิ ีชะลา้ งหน้าแผลดว้ ยกระบอกฉดี ยาท่ีไม่สวมหัวเข็มบรรจุ
normal saline ฉดี ล้างรดหน้าแผลเบาๆแทนการเชด็ ด้วยสำลีชุบ NSS ซ่ึงจะทำลาย granulation tissue และ
ไมค่ วรใชน้ ้ำยาฆา่ เชือ้ ในระยะการงอกขยายเพราะทำให้แผลหายชา้
•แผลตดิ เชอ้ื เพ่ือกำจัดเนื้อตายและแบคทีเรียในแผลใช้กระบอกฉดี ยาขนาด 35 มล. และเข็มเบอร์ 19 เพื่อใหไ้ ด้
แรงดันน้ำขนาด 10-15 ปอนด์ / ต่อตารางนว้ิ แตใ่ นไทยใช้กระบอกฉีดยาขนาด 20 มล. และเขม็ เบอร์ 18 แทน
ซึง่ แรงดันขนาดนีจ้ ะไม่เป็นอนั ตรายตอ่ แผลและช่วยชะล้างแผลไดด้ ี
2. 2 การกำจัดเนื้อตายเน้อื ตาย
ควรใหย้ าลดปวดกอ่ นทำแผล 30-60 นาทแี ละหลังทำแผลควรใชว้ ัสดปุ ดิ แผลที่มลี ักษณะชุมใสใ่ นแผล (wet-to-
dry dressing) เพือ่ ชว่ ยให้เน้อื ตายลอกหลดุ ไดง้ า่ ยวิธนี ีเ้ หมาะถบแผลที่มเี นื้อตายแต่ไม่ควรทำในแผลทสี่ ะอาด
บางครัง้ อาจต้องใสย่ าหรือวสั ดปุ ิดแผลทม่ี ฤี ทธิ์ในการสลาย (enzyrne rmedications) เพือ่ ช่วยยอ่ ยสลายเน้อื
ตายโดยท้ิงไว้ 2-3 วันใหย้ าชว่ ยย่อยสลาย

- 16 -

การพยาบาลผู้ปว่ ยทมี่ ปี ญั หาการตดิ เชือ้

1. การพยาบาลผู้ปว่ ยทีม่ ีปญั หาการตดิ เช้อื ท่ีพบบ่อย
1. 1 การพยาบาลผูป้ ว่ ยท่มี ปี ัญหาการติดเชอ้ื เลปโตสไปโรสิส
อาการและอาการทางคลนิ ิก

โรคน้มี รี ะยะฟักตัวเฉลี่ย 2-26วนั เฉลย่ี 10 วันผปู้ ่วยจำนวนหนง่ึ อาจไมแ่ สดงอาการหรือมีอาการไม่
รนุ แรงหรอื อาการรนุ แรงแตกต่างกนั ได้ เม่ือเชอ้ื เข้าสกู่ ระแสเลือด เช่น มีไข้เฉียบพลนั ออ่ นเพลีย ตาแดง
ปวดศีรษะรุนแรง คอแขง็ ปวดกลา้ มเน้ือรนุ แรงโดยเฉพาะกลา้ มเน้ือนอ่ งและหลงั ไดร้ ้อยละ 75-100 ตาและ
ตัวเหลอื ง ตบั ม้ามโต ตอ่ มน้ำเหลอื งโต คออกั เสบ คล่นื ไส้ อาเจยี น ท้องเดนิ เย่อื หมุ้ สมองอักเสบและเกิด
ภาวะแทรกซอ้ น กรณที ผี่ ้ปู ่วยไม่มอี าการรนุ แรงจะหายจากโรคได้เองภายใน 1 สัปดาห์ (Colledge, Walker &
Ralston, 2010, Everett, 2013)
การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพอ่ื วนิ จิ ฉัยโรค
1) การทดสอบ Genus specific
2) การทดสอบ Serogroup specific
3) การทดสอบอ่ืน ๆ ในรายทม่ี ีอาการรุนแรงจะพบเกร็ดเลอื ดต่ำระดบั โซเดียมในเลอื ดตำ่ ระดบั Creatine
kinase สงู ขนึ้

- 17 -

การรกั ษา
1. การรกั ษาเฉพาะในผปู้ ว่ ย Leptospirosis มีดงั น้ี (ยุพินศุพทุ ธมงคล, 2548; Vinetz, 2012)

1. 1 กรณีทม่ี อี าการไมร่ นุ แรงจะให้การรกั ษาแบบผู้ป่วยนอกให้ยาปฏิชวี นะรักษาเป็นเวลา 7 วันได้แก่
1. 1. 1 Doxycycline ขนาด 100 มิลลิกรมั วนั ละ 2 คร้ังหลงั อาหารพ้ืนทีน่ าน 7 วันหรือ 1. 1. 2

Amoxicillin หรอื Ampicillin ขนาด 500 มิลลิกรมั วันละ 3 ครง้ั กอ่ นอาหารในผูป้ ่วยทม่ี อี าการคล่นื ไสอ้ าเจียน
หรือมขี ้อหา้ มในการใชย้ า Doxycycline
1. 2 กรณีท่ีมีอาการรุนแรงหรือาจมภี าวะแทรกซ้อนและรบั ไว้รักษาในโรงพยาบาลให้ใช้ยาฉดี ทางหลอดเลือดดำ
เม่ือผ้ปู ่วยอาการดีขึน้ เปลี่ยนเปน็ ยารับประทานใหค้ รบ 7 วันแล้วนดั มาเจาะเลอื ดซ้ำเมอ่ื มาติดตามการรักษาการปอ้ งกัน

โรคนีไ้ ม่มวี ัคซนี ฉีดแตส่ ามารถปอ้ งกันการสัมผสั โรคโดยให้คำแนะนำเพ่ือให้เกิดความตระหนักโดยเฉพาะบุคคลที่
มีกจิ กรรมท่ีตอ้ งเสย่ี งต่อการสัมผสั โรคต้องมีการชแ้ี จงรายละเอยี ดในการปอ้ งกันรา่ งกายเม่อื ตอ้ งเสีย่ งต่อการสมั ผสั โรคเช่น
ใสร่ องเทา้ ไม่เดินเท้าเปล่าใส่ถงุ มือเมื่อต้องประกอบอาชพี ท่ีมีโอกาสสมั ผสั โรคเมอ่ื เกิดบาดแผลสำหรบั ยาท่ใี ห้ป้องกนั คนท่ี
สมั ผสั โรค (Chemoprophylaxis) จะให้ Doxycycline 200 มิลลิกรมั สัปดาห์ละครั้งหรือAzithromycin 250 มลิ ลกิ รัม
สปั ดาห์ละคร้ังหรือสองคร้งั ในบุคคลทต่ี ้องสมั ผสั โรคในระยะเวลาสน้ั ๆ

การพยาบาลผปู้ ่วยโรค Leptospirosis

จะเหน็ ไดว้ ่าผปู้ ่วย Leptospirosis มปี ัญหาทางดา้ นรา่ งกายอยา่ งมากโดยเฉพาะในผู้ปว่ ยท่มี อี าการรนุ แรงเช่อื
คุกคามไปตามระบบตา่ งๆของร่างกายนอกจากการประเมินทางด้านร่างกายทง้ั หมดแลว้ พยาบาลจะต้องประเมนิ ดา้ นจิตใจ
และจติ สงั คมของผู้ปว่ ยให้ครอบคลุมด้วยแบบประเมินภาวะสขุ ภาพ 11 แบบแผนทไ่ี ดเ้ รียนรมู้ าแล้วเพื่อนำไปสกู่ ารตงั้ ข้อ
วนิ ิจฉัยการพยาบาลและการวางแผนการพยาบาลทเ่ี หมาะสมกับผปู้ ่วยแบบองค์รวมต่อไป

- 18 -

1. 2 การพยาบาลผู้ป่วยทีม่ ปี ญั หาการตดิ เช้อื มาลาเรีย

เชอื้ ก่อโรค
เป็นเชอ้ื ที่พบไดบ้ อ่ ยซ่งึ ก่อใหเ้ กิดความรนุ แรงของโรคและภาวะแทรกซ้อนมรี ะยะฟักตวั

(The incubation period) ประมาณ12 to 14 วนั
เป็นเชื้อที่ทำใหเ้ กิดอาการรนุ แรงนอ้ ยและภาวะแทรกซอ้ นตลอดจนอัตราการตายตำกว่าเช่ือ

Plasmodium falciparum โดยมรี ะยะฟกั ตวั ประมาณ 14 วนั
สามารถกอ่ ใหเ้ กิดอาการรุนแรงได้นอ้ ยที่สดุ เมือ่ เปรียบเทยี บกบั เชอื้ ชนดิ อนื่ ๆโดยมีระยะฟกั

ตัวประมาณ 14 วัน
เปน็ เชอ้ื ท่ีพบไดน้ ้อยเม่ือเปรยี บเทยี บกบั เชือ้ ชนดิ อน่ื ๆและกอ่ ให้เกิดความรุนแรงน้อยกวา่

เชื้อ Plasmodium falciparum โดยมีระยะฟักตวั ประมาณ 18 วัน

การตดิ ตอ่ การตดิ ตอ่ ของโรคคอื ทางกระแสเลือดส่วนใหญเ่ กิดจากการที่ยงุ กันป่องเพศเมยี (Female
Anopheles) ทมี่ ีเช้ือมาลาเรียกัดนอกจากน้พี บวา่ อาจตดิ ต่อกนั โดยการถา่ ยเลือด (Blood transfusion) การใชเ้ ขม็ ฉีดยา
ที่มีเชอื้ มาลาเรยี อยูด่ ว้ ย (Infected needle) และการติดตอ่ ท่ีพบไดน้ อ้ ยคือการติดต่อทางมารดาสู่ทารก (Congenital
transmission)

วงจรการเจริญเตบิ โตของเช้ือพลาสโมเดียมในคนและในยงุ กน้ ปล่อง

- 19 -

อาการและอาการแสดง
ผปู้ ่วยจะมไี ขข้ ้นึ ๆลงๆอาจสงู มากกวา่ 40°C ซึ่งเปน็ ผลมาจากการทีเ่ มด็ เลอื ดแดงที่แตกการมีไขจ้ ะเกิดเป็นพักๆ
ตามวงจรทีไ่ มอ่ าศัยเพศในคนเชน่ Plasmodium vivax และ Ovate จะจับไข้ทุก 48 ช่วั โมงหรอื วนั เว้นวนั ส่วน
Plasmodium malariae จะจบั ไข้ทุก 72 ช่ัวโมงหรอื ไขข้ ึ้นวนั เวน้ สองวันส่วน Plasmodium falcipatum จะจับทุก 36-
48 ช่วั โมงแต่ส่วนมากจะจับทุกวันเพราะเม็ดเลอื ดแดงจะแตกไม่พรอ้ มกนั การวินจิ ฉัยโรค
การรกั ษา

เปน็ การรักษาตามอาการมกั จะให้ความสำคญั
ควบคู่กับการรักษาแบบเฉพาะเจาะจงเพราะการดำเนนิ โรคในผู้ปว่ ยมาลาเรียที่รนุ แรงมกั จะมกี ารดำเนนิ โรคอย่างรวดเร็ว
จากการเกิดภาวะแทรกซ้อนทม่ี กั พบได้บอ่ ยในผู้ปว่ ยท่ีตดิ เชื้อ Plasmodium falciparum หลกั การมีดังน้ี

1) แกไ้ ขภาวะน้ำและเกลือแรท่ ีผ่ ิดปกตแิ ละเพ่ิม Renal blood flow
2) ตดิ ตามผลของระดบั นำ้ ตาลกลูโคสในเลือดเป็นระยะๆ
3) การให้การรกั ษาอ่นื ๆเช่นการลดไข้การใหย้ ากันชกั การป้องกนั การเกิด Bed sore เปน็ ตน้
4) การเฝ้าระวงั Secondary bacterial infection
5) การจัดการลดจำนวนเชือ้ ในกระแสเลอื ด

)
1. การรักษาให้หายขาดจากเชื้อ Plasmodium falcipatum

ยาขนานที่ 1 (First time drug) ให้ยา 3 วัน
ยาขนานที่ 2 (Second tine drug) เม่อื ให้ยาขนานท่ี1ไปแลว้ และยังตรวจพบเชอื่ Plasmodium falcipatum
ระยะไม่มเี พศซ้ำในวันที่ 7-28 ใหถ้ ือวา่ เชอื้ ด้ือยาจะใช้ยาขนานท่ี 2
2. การรักษาให้หายขาดจากเชื้อPlasmodium vivax และ Plasmodium ovale
ยาขนานที่ 1 วันท่ี 1 ให้ยา Chloroquine วนั ท2ี่ ให้ยา Chloroquirya วันที่3ให้ยายา Chloroquine วนั ท่ี 4-14
ให้ยา Primaquine (15มิลลกิ รมั ) วนั ละ 1 ม้อื
ยาขนานท่ี 2 เมื่อให้ยาขนานท่ี1ไปแลว้ และยังตรวจพบเชื้อPlasmodilum viwax และ Plasmodium ovale
ภายใน3เดอื นโดยพสิ ูจน์แน่ชดั แล้วว่าไมไ่ ด้รับเช้อื มาใหมใ่ ห้รกั ษายาขนานท่ี 2 โดยเพ่มิ ขนาดยา Primaquine
จากวนั ละ 15 มิลลิกรัมเปน็ วนั ละ 20 มลิ ลกิ รมั
ยาขนานท่ี 2 วนั ท่ี 1-3 ให้ยา Chloroquine วนั ท่ี 4-14 ให้ยา Primaquine (20มิลลกิ รัม) วนั ละ 1 มื้อ
3. การรักษาใหห้ ายขาดจากเชือ้ Plasmodium malariae ยาท่ใี หค้ ือ Chloroquine โดยให้ยารกั ษาใหห้ ายขาด
เหมือนกบั รกั ษาเชื้อ Plasmodium vivax และ Plasmodium Ovale แต่ไมต่ ้องให้ Primaquine เน่ืองจากเช้ือ
Plasmodium malariae ไม่มรี ะยะแฝงตัวในตับและยาPrimaquineใชร้ กั ษาเช้ือที่มรี ะยะแฝงตวั ในตับเทา่ นน้ั

- 20 -

1. 3 การพยาบาลผู้ปว่ ยผ้ใู หญท่ ม่ี กี ารตดิ เชื้อเมลอิ อยโดสิส

“โรคไขด้ นิ ” “โรคฝดี นิ ” “โรคมงคลอ่ เทียม”
สาเหตุ
สาเหตเุ กดิ จากการติดเชอื้ แบคทเี รียเบอโคโดเลยี สโู ดมาลอาย (Burkholderia pseudomallei) ซง่ึ เป็นเชื้อ
แบคทเี รียท่อี าศัยอย่ใู นดนิ และน้ำพบได้ทุกภาคของประเทศไทยเช้อื เข้าสรู่ ่างกายทำให้เกดิ ฝีหนองหากเข้าส่ปู อดทำใหเ้ กดิ
ปอดอักเสบตดิ เชอ้ื หรอื เขา้ สู่กระแสเลอื ดทำให้เกดิ ภาวะตดิ เชือ้ ในกระแสเลือดการติดเชอ้ื มักรนุ แรงนำไปสภู่ าวะหัวใจ
ล้มเหลวช็อกระบบหายใจลม้ เหลวและเสยี ชีวติ
กลุ่มเส่ยี งทส่ี ดุ คือ
- ผ้ปู ่วยโรคเบาหวาน โรคพษิ สุราเรอ้ื รงั โรคไตเร้อื รงั
- ผทู้ ่สี มั ผัสเช้ือจากดนิ หรือนำ้ เช่น เกษตรกร เด็กๆ ทเ่ี ลน่ นำ้ ในนา
-ผูม้ โี รคประจำตัวทเี่ ป็นสาเหตใุ ห้มีภมู คิ ้มุ กนั ต่ำอื่นๆ เช่น โรคมะเร็ง ผไู้ ดร้ ับยากดภูมิค้มุ กัน ผู้ป่วยท่ี
-ไดร้ บั ยาสเตยี รอยดเ์ ปน็ เวลานาน หรือผูท้ ่ที านยาต้ม ยาหม้อ ยาชดุ ยาลกู กลอนทม่ี สี เตียรอยด์ปนเปอ้ื น
ระบาดวิทยา –Port of entry
ผิวหนัง - บาดแผล - ไมม่ แี ผลแต่สัมผัสดินน้ำนานๆ

ทางเดินหายใจ - สดู ดมฝุน่ ดนิ - อยู่ภายใตล้ มฝน
ทางปาก - ด่ืม/สำลกั น้ำทปี่ นเปอ้ื น/น้ำที่ ไมไ่ ดฆ้ า่ เช้อื ดว้ ยคลอรนี - อาหารท่ปี นเปื้อนดิน ผา่ นออกมาทางน้ำนมได้ ,การ
แพร่กระจายของเชื้อจากคน หน่งึ ไปสอู่ ีกคนหนง่ึ พบได้นอ้ ย

อาการและอาการแสดง
เปน็ โรคทไี่ ม่มอี าการแสดงจำเพาะผ้ปู ่วยส่วนใหญม่ ักมีไข้สูง โดยพบว่าผปู้ ว่ ยครงึ่ หนึง่ มอี าการคลา้ ยปอดอักเสบ
ตดิ เชือ้ บางรายอาจมไี ม้สงู ชอ็ กจากการตดิ เช้ือในกระแสเลอื ดเพยี งอยา่ งเดียว แตบ่ างรายอาจตดิ เช้ือในหลาย ๆ อวยั วะ
รว่ มดว้ ย เช่น มแี ผลตดิ เชื้อมฝี หี นองที่ปอดตบั หรอื ม้าม ส่วนใหญม่ ีอาการรุนแรงรวดเร็ว แต่ผปู้ ว่ ยบางรายอาจมีอาการ
เรื้อรงั หรือไอเรอื้ รังคลา้ ยวณั โรคได้
Diagnosis
Health History ,Laboratory, CBC , Leukopenia,Gram stain / culture พบ เช้ือ Burkholderia
pseudomallei , Antibody เพม่ิ ขนึ้ , IHA, Chest x-ray , Lobar pneumonia, pulmonary edema, โพรงฝี,
Ultrasound พบฝใี นตบั ขนาดเล็กกระจายอยทู่ ั่วไปดูคลา้ ยกับรังผง้ึ (Honeycomb) หรือ เนยของชาวสวิส
Prevention

-No vaccine - Avoid contacts
-Standard precaution: body fluid, airborne

- 21 -

1. 4 การพยาบาลผู้ปว่ ยทมี่ ีปญั หาการตดิ เช้ือไขห้ วัด
นก

ไข้หวดั นก (Avian Influenza / Bird Flu)
คอื การตดิ เชอื้ ไวรสั ของสตั วป์ ีกท่ีมีอยู่โดยปกติในนกตา่ งๆตามธรรมชาตินกปา่ ท่วั โลกเปน็ พาหะของไวรัส

โดยไวรัสจะแฝงตวั อยู่ในลำไส้ของนกแตม่ ักจะไม่ทำใหน้ กเกิดการเจ็บป่วยแต่เมือ่ มกี ารทำใหเ้ กิดโรคไข้หวดั นกก็
เป็นโรคติดตอ่ ทีม่ ีความรุนแรงและสามารถทำให้สัตว์เลี้ยงท่ีเปน็ สตั วป์ ีกเช่นไกเ่ ปด็ และไก่งวงเจ็บป่วยและตายได้
เชือ้ กอ่ โรค

ไข้หวดั นกเกดิ จากเชื้อไวรัส Avian Influenza Type A ในตระกูล Orthomyxoviridase ซง่ึ เปน็ BNA
virus ชนิดท่มี ีเปลอื กหุ้ม (capsule) ไวรสั ชนิดน้มี ีแอนตเิ จนท่พี ื้นผวิ ภายนอกที่สำคัญคือ 1) Hemagglutinoin
(H) ซ่งึ มี 15 ชนิดและ 2) Neuraminidase ซง่ึ มี 9 ชนิดโดยปกติเชอื้ ไวรัสนจ้ี ะติดต่อเฉพาะนกและสัตว์ปกี สัตว์
ปีกทุกชนดิ มีความไวต่อเช้ือไวรัสไขห้ วดั นกโดยเช้ือไวรัสจะอาศัยอยู่ในทางเดนิ อาหารของนกปจั จุบนั สามารถทีจ่ ะ
แยกเชอื้ ไดจ้ ากนกน้ำรวมทั้งนกชายทะเลนกนางนวลนกอพยพหา่ นนกป่าและเปด็ ปา่ ซึ่งสามารถทีจ่ ะนำเชื้อไวรัส
ชนดิ นโี้ ดยทจ่ี ะไม่แสดงอาการป่วยซึ่งถือได้วา่ เปน็ แหลง่ รังโรคทีส่ ำคญั ในสตั ว์ปีกส่วนเป็ดไก่ไก่งวงในฟารม์ และใน
บา้ นสามารถติดเชอื้ และจะแสดงอาการอยา่ งไรก็ตามเชือ้ ไวรสั น้กี ็อาจตดิ ต่อสัตว์เล้ยี งลูกด้วยนมเช่นสุกรแมวและ
มนุษยไ์ ดเ้ ช้อื ไวรัสไขห้ วัดนกที่มกี ารติดตอ่ แพร่หลายอย่างรนุ แรงในปจั จุบนั คอื สายพนั ธุ์ H5N1

การติดตอ่ ของโรค

เนอื่ งจากเชือ้ ไวรัสอาศยั อยู่ในทางเดินอาหารของนกเม่อื นกขับถ่ายเชอ้ื ไวรสั จะปนออกมาทางอจุ จาระของนกและ
ติดตอ่ สู่สัตวป์ ีกตัวอ่ืนทางระบบทางเดนิ หายใจและทางเดินอาหาร (Mechanical Transmission) นกท่ีตดิ เช้ือสามารถ
ปล่อยเชอื้ ไวรัสทางน้ำลายสง่ิ คดั หลัง่ ทางจมูกและอุจจาระสสู่ ตั ว์ตวั อื่นท่ีมาสมั ผสั กับส่งิ คดั หล่ังตดิ เชื้อเหล่านม้ี ูลของนกเปน็
แหลง่ ของเช้ือไวรัสท่สี ำคญั นกสามารถขับเชอ้ื ไวรสั ทางมลู เปน็ เวลา 7-14 วนั หลงั การติดเช้อื ไวรัสสามารถจะอยูใ่ น
สงิ่ แวดลอ้ มได้นานถึง 105 วนั โดยเฉพาะอย่างยิง่ ในพน้ื ทีซ่ ึง่ มอี ณุ หภมู ิต่ำและความชืน้ สงู

อาการและอาการแสดงในสัตว์
ไมก่ ชี่ ัว่ โมงจนถึง 3 วันหลังรบั เชื้อสัตว์ท่ตี ดิ เชื้อจะมีอาการ ซมึ ซบู ผอม ไม่กินอาหาร ขนยงุ่ ไอจาม ไข้
หายใจลำบาก หน้าบวม นำ้ ตาไหลมาก มีอาการทางประสาท ทอ้ งเสยี อาจตายกะทันหันโดยไมแ่ สดงอาการ

- 22 -

2. การตดิ ต่อจากสตั วส์ ูค่ น
คนสามารถตดิ เช้อื ได้จากสัตวโ์ ดยจากการสมั ผัสสตั วป์ ว่ ยโดยตรง และโดยทางอ้อมจากการสมั ผสั กับพน้ื ผิว
บรเิ วณท่ีมีการปนเปอื้ นสงิ่ คดั หลั่งจากสัตวท์ ีเ่ ป็นโรค เช่น อจุ จาระ น้ำมกู น้ำตา นำ้ ลายของสตั ว์ป่วยจากการเฝ้าระวังโรค
การตดิ ต่อระหว่างคนและคนเกดิ น้อยมาก ยงั ไมพ่ บวา่ มีการถ่ายทอดจากคนสูค่ นผ้ทู ี่มคี วามเสยี่ งในการเกดิ โรค ไดแ้ ก่ ผู้ท่ี
มีอาชีพและใกลช้ ิดสตั ว์ปีก เช่น ผเู้ ลยี้ งฆา่ ขนส่งขนย้าย ผขู้ ายสัตวป์ ีกและซากสตั วป์ กี สัตวบาลและสัตวแพทย์
รวมถงึ เด็กๆทเ่ี ลน่ และคลกุ คลกี บั สตั ว์อยา่ งไรกต็ ามการติดตอ่ ของเช้ือไวรัสจากสตั วส์ ู่คนนัน้ เป็นสิ่งทีเ่ ป็นไปได้ยากและ
เกดิ ข้ึนน้อยมากปจั จุบันยงั ไมเ่ ปน็ ทเ่ี ขา้ ใจชัดเจนวา่ เพราะเหตใุ ดบางคนทส่ี ัมผัสกบั เชือ้ จึงเกิดอาการในขณะที่บางคนที่
สมั ผสั กบั เช้ือเชน่ กันถึงไมเ่ กิดการตดิ เชื้อ

อาการและอาการแสดง
ในคนระยะพักตวั ในคนจะสนั้ ประมาณ 1 ถงึ 3 วนั หลังได้รบั เชอ้ื ไวรัสแต่อาจยาวถงึ 10 วนั ในผปู้ ว่ ยบางคนผู้ตดิ
เชื้อจะมอี าการของการตดิ เช้ือหวัดและจะแสดงอาการของระบบทางเดินหายใจติดเชอ้ื เป็นหลักและมโี อกาสทีจ่ ะมีความ
รนุ แรงของอาการมากกว่าการติดเช้อื หวดั ธรรมดาโดยมอี าการทางระบบทางเดนิ หายใจแบบเฉยี บพลัน เชน่ มไี ข้สงหนาว
ส่ัน ปวดศรี ษะ หอบ หายใจลำบาก ปวดเมื่อยกลา้ มเน้ือ อ่อนเพลยี มนี ำ้ มกู ไอและเจบ็ คอ บางครงั้ อาจมอี าการตา
แดงซงึ่ จะหายเองได้ภายใน 2 ถงึ 7 วนั หากมีอาการแทรกซอ้ นจะมีอาการรนุ แรงถึงปอดบวมหรือปอดอักเสบและเกิดกลุ่ม
อาการหายใจล้มเหลวเฉยี บพลัน (Acute Respiratory Distress Syndrome: ARDS) ทำให้เสียชวี ติ ได้
การวินิจฉัยโรค
1. จากการซกั ประวตั เิ กี่ยวกบั อาการและการสมั ผัสเชอ้ื ผทู้ ่ตี อ้ งสงสัยว่าติดเชอ้ื ไขห้ วัดนกจะมารับการรักษาด้วยอาการไข้
และอาการโรคติดเช้ือเฉียบพลนั ระบบหายใจเชน่ ไอหายใจเร็วเหนอ่ื ยหอบและมปี ระวตั อิ ยา่ งนอ้ ยข้อใดข้อหนึง่ ต่อไปน้ี
1. 1. สัมผสั สัตว์ปีกทปี่ ว่ ยหรือตายในชว่ ง 7 วนั ท่ีผ่านมาหรือ
1. 2. สมั ผัสผู้ปว่ ยปอดบวมในช่วง 10 วนั ท่ีผ่านมาหรอื
1. 3. อาศัยในหม่บู ้านท่ีมีสัตว์ปกี ปว่ ยตายหรืออยใู่ นพน้ื ทท่ี ่มี ีการระบาดของเชื้อ 4 H5N1 หรอื A H7N9 ในสัตว์
ปกี ตามประกาศของกรมปศุสตั ว์ในช่วง 14 วนั ที่ผ่านมา
2. จากการตรวจร่างกายพบสัญญาณชีพผดิ ปกตเิ ช่นมใี ช้หายใจเรว็ ชีพจรเรว็ ในรายท่ีมีอาการปอตอกั เสบรุนแรงจะพบ
อาการแสดงของโรค advantitious sounds เช่นอาจมีcrecitatiowาหรอื rhonchi อาจมี decreased breath Sound
เคาะปอดอาจได้เสยี งที่บนอกจากนั้นผปู้ ว่ ยจะแสดงอาการอ่ืนๆของไข้หวดั เชน่ ปวดศีรษะอ่อนเพลียปวดเมื่อยกลา้ มเนอ้ื
3. การตรวจทางห้องปฏบิ ัตกิ าร
3. 1. Rapid antigen detection (Rapid Test)
3. 2. Virus Culture พบ Influenza A virus

- 23 -

การรกั ษา
1.การใหย้ าตา้ นไวรัส

ยาท่ีใหค้ ือยาท่ีออกฤทธิใ์ นการลดความรุนแรงของอาการของไข้หวดั ท้ังทเี่ กิดจาก A H5N1 และ A H7N9 เชน่
oseltamivir (Tamifใน), zanamivir (Retenza), anantadine (Symmetrel) และ rinnantadine (Flunadine) Tamif
ในคอื ยาทนี่ ยิ มให้มากทส่ี ุดในปจั จุบนั เพราะออกฤทธิ์เปน็ neuraminidase สาhibitoในการยับยงั้ การทำงานของเอนไซม์
neuraminidase ของเช้ือไวรสั ซึ่งเอนไซม์น้ที ำหน้าท่ใี นการแพรข่ องเช้ือไวรัสจากเซลทม่ี ีการติดเชือ้ ไปสเู่ ขลปกติที่อนื่ การ
ยับย้ังการทำงานของ neuraminidase จึงเปน็ การลดความรนุ แรงของการติดเชอื้ ซงึ่ ควรให้Tamifในภายใน 48 ชวั่ โมง
แรกนับจากเร่ิมมีอาการของไขห้ วัดขนาดยาท่ีใช้คือครง้ั ละ 1 เมด็ (ขนาดบรรจเุ มด็ ละ 75 mg) วนั ละ 2 คร้งั เป็นเวลา 5
วนั การใหย้ าควรเริม่ โดยเร็วทีส่ ดุ เทา่ ทจี่ ะทำได้เพ่อื ให้ได้ประสทิ ธิภาพสูงสดุ นอกจากใช้รกั ษาแลว้ ยังเชอื่ ว่าสามารถใช้
Tamiftu ในการป้องกันการตดิ เชอื้ ไขห้ วดั นกหรอื เชอื้ ใชห้ วัดสายพันธุใ์ หมอ่ นื่ ๆในกรณีที่มีการระบาดและยงั ไม่มีเวลาเพยี ง
พอทจ่ี ะพฒั นาและวคั ซีนปอ้ งกันได้อยา่ งไรกต็ ามมรี ายงานว่าผปู้ ่วยจำนวน 3 รายทีต่ ดิ เชื้อ A H7N9 มอี าการดอื้ ยา
Oseltantivir ทำให้มกี ารอาการปว่ ยหนกั และเสียชวี ติ ในท่ีสุด

2.การรกั ษาตามอาการ
เช่นภาวะไข้อาการไอภาวะขาดออกซิเจนการหายใจล้มเหลวความเจ็บปวดหรือไมส่ ุขสบาย เป็นตน้

การพยาบาลผู้ป่วยติดเช้ือไข้หวดั นก
1. การประเมนิ ปญั หา เมอื่ ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกเขา้ สู่ร่างกายและเกดิ กระบวนการอกั เสบของเน้อื เย่ือและเซล

ในระบบทางเดินหายใจเช้ือไวรัสจะทำให้เกิดอนั ตรายและการทำลายของ alveolar membrane และ / หรอื capillary
endothelial wall จนทำให้ alveolar-capillary mernbrane permeability เพิม่ มากขึน้ จนเสยี สมดุลเกดิ ภาวะบวมน้ำ
(edema) ของ interstitial cells มกี ารทำลายของ alveoli โดยทัว่ ปอดในขณะท่มี ีภาวะถงุ ลมแฟบในบางแห่งและเกิด
การเสียสมดลุ ของ ventilation-perfusion ในถงุ ลมปอดผลทเ่ี กดิ ข้ึนกับผู้ป่วยคอื การบกพร่องในแลกเปล่ยี นก๊าซและ
เลือดขาดออกซิเจน (hypoxemia) และการขยายตวั ของปอดลดลง (Door Lung Compliance) และกลไกต่างๆของ
รา่ งกายเช่นความสามารถในการไอและขบั เสมหะทำงานลดลงการขาดออกซเิ จนเวลานานทำให้ร่างกายออ่ นเพลียผู้ป่วย
รสู้ ึกออ่ นแรงประกอบกับการมไี ข้และความรู้สกึ ไม่สบายทำให้มคี วามทนต่อกจิ กรรมลดลงจนมีความบกพร่องในการดแู ล
ตนเองในระดับทแ่ี ตกตา่ งกนั ข้นึ อยูก่ ับความรนุ แรงของการเจบ็ ปว่ ยผปู้ ่วยจะรสู้ กึ ไม่อยากอาหารจนทำใหร้ ่างกายขาด
พลังงานไดน้ อกจากนัน้ การเจ็บปว่ ยท่เี ฉียบพลันและรุนแรงจะทำใหผ้ ู้ปว่ ยรสู้ ึกวติ กกังวลกลวั และไม่สามารถหลบั พกั ผอ่ น
ไดผ้ ปู้ ่วยอาจเกิดภาวะเครียดทง้ั ดา้ นรา่ งกายและจติ ใจและการท่ไี ม่สามารถดแู ลตนเองต้องพึ่งพายาเครื่องมืออุปกรณแ์ ละ
บุคคลอื่นในการชว่ ยใหต้ นเองดำรงชวี ติ อยไู่ ด้ผปู้ ่วยเกดิ ความรู้สกึ สญู เสียพลังอำนาจในท่ีสุด

- 24 -

1. 5 การพยาบาลผ้ปู ว่ ยท่มี ีปญั หาการติดเชื้อในโรงพยาบาล

ประเภทของการตดิ เช้ือในโรงพยาบาลและเชอ้ื ก่อโรค
1. การตดิ เชอื้ ระบบทางเดินหายใจสว่ นล่าง หมายถึงการติดเช้อื ท่ีทำให้เกดิ ปอดอักเสบที่เกดิ ขึ้นในโรงพยาบาล

(hospital acquired pneumonia: HAP) การตดิ เช้ือระบบทางเดนิ หายใจสว่ นลา่ งหรอื ปอดอักเสบท่ีเกดิ ขึน้ ใน
โรงพยาบาลสามารถแยกประเภทได้ดงั นี้

1. 1 ปอดอกั เสบในโรงพยาบาล (hospital-acquired pneumonia, HAP) หมายถงึ ปอดอักเสบที่
เกิดข้ึนหลงั จากรับไว้รกั ษาตัวในโรงพยาบาลตง้ั แต่ 48 ช่วั โมงขึ้นไปโดยทผี่ ู้ปว่ ยไม่ได้รับการสอดใสท่ ่อช่วยหายใจ
ในขณะท่ที ำการวินิจฉัยโรค

1. 2 ปอดอักเสบที่เกีย่ วขอ้ งกับเครอื่ งชว่ ยหายใจ (ventitator-associated pneumonia, VAP)
หมายถงึ ปอตอักเสบท่ีเกิดขน้ึ หลังจากการใส่ท่อช่วยหายใจตง้ั แต่ 48 ชั่วโมงข้ึนไปจนถงึ 48 ช่วั โมงหลงั ถอดทอ่
ชว่ ยหายใจไม่วา่ จะต่อกบั เครอ่ื งชว่ ยหายใจหรอื ไม่ก็ตาม

1. 3 ปอดอักเสบทเี่ กี่ยวขอ้ งกับการบรกิ ารสขุ ภาพ (healthcare-associated pneumonia,
HCAP) หมายถึงปอดอักเสบทีเ่ กดิ ขึ้นในผู้ป่วยทีเ่ คยรบั ไวร้ กั ษาตัวในโรงพยาบาลนานตงั้ แต่ 48 ช่ัวโมงขน้ึ ไป
จนถงึ หลังจำหน่ายภายใน 90 วันก่อนเกดิ ปอดอกั เสบ, หรอื เกิดขน้ึ ในผู้ปว่ ยทอี่ าศยั ในสถานบริการสขุ ภาพระยะ
ยาวเชน่ nursing home หรือ long tem are facility: หรอื เกดิ ขึ้นในผู้ป่วยทไี่ ดร้ บั ยาปฏชิ ีวนะทางหลอดเลือด
ดำยาเคมบี ำบัดหรือไดร้ ับการดูแลรกั ษาเรือ่ งราดแผลภายใน 30 วนั กอ่ นเกิดปอดอักเสบหรอื เกิดขึน้ ในผู้ป่วยที่
ไดร้ ับการดแู ลในคลนิ ิกการฟอกเลือด (hemodialysis unit)
2. การติดเช้ือระบบทางเดินปสั สาวะ หมายถึงการอกั เสบของทางเดินปสั สาวะเนือ่ งจากภาวะติดเชือ้ หลังจากท่ี
ผปู้ ว่ ยเข้ารับการรกั ษาในโรงพยาบาลอาจบง่ บอกการติดเช้ือทางเดนิ ปสั สาวะตามตำแหนง่ ที่เกิดโดยแบ่งได้ 2 ประเภทคือ

2. 1 การติดเชอ้ื ในทางเดนิ ปัสสาวะส่วนลา่ งหมายถึงการตดิ เชื้อบริเวณกระเพาะปัสสาวะและ
2. 2 การตดิ เช้อื ในทางเดนิ ปสั สาวะส่วนบนหมายถึงการตดิ เช้ือของท่อไตกรวยไตและเนือ้ ไต
3. การตดิ เช้ือแผลผ่าตัดการติดเชอ้ื ในโรงพยาบาลทีต่ ำแหน่งผา่ ตดั (Surgical site infection: SS1)
หมายถึงการติดเชือ้ ท่แี ผลผ่าตัดหรอื ที่บริเวณทีท่ ำหตั ถการอันก่อใหเ้ กดิ การตดั ผา่ นผิวหนังโดยการตดิ เช้ืออาจเกิดตั้งแต่ชัน้
ผิวหนังเนื้อเยือ่ ใต้ผวิ หนงั เน้ือเย่อื พงั ผืดลึกลงไปถงึ กลา้ มเนือ้ และอวยั วะหรือช่องว่างภายในอวยั วะภายในการติดเชือ้ ใน
โรงพยาบาลทีต่ ำแหนง่ ผา่ ตดั เกดิ ขึ้นจากการได้รบั เชอ้ื จลุ ชีพขณะท่ีอยู่ในโรงพยาบาลโดยอาจจะเป็นเช่อื ที่อย่ใู นตัวผปู้ ่วย
เอง (endogenous microorganism) หรอื เปน็ เชือ้ จากภายนอกรา่ งกายผปู้ ว่ ย (exogenous microorganism) ท้ังนี้
ขณะท่เี ข้ารับการรกั ษาผูป้ ว่ ยต้องไม่มอี าการและอาการแสดงของการติดเชอ้ื และไม่ได้อยู่ในระยะฟกั ตัวของเช้ืออาการของ
การติดเชื้ออาจปรากฏขณะอยใู่ นโรงพยาบาลหรอื หลงั ออกจากโรงพยาบาล

- 25 -

4. การตดิ เชื้อในกระแสเลอื ดการติดเชือ้ ในกระแสเลอื ดในโรงพยาบาล (nosOComial 2000-infection:
BSI) หมายถึง การตดิ เชื้อแบคทีเรีย (bacteremia) หรอื เช้อื รา (fungemia) ในกระแสเลอื ดหลงั จากทอี่ ยู่ในโรงพยาบาล
แล้วไมต่ ่ำกว่า 48 ชวั่ โมงโดยท่ีไมม่ กี ารตดิ เชือ้ ทอี่ วัยวะอ่นื ๆและไม่มีการตดิ เชื้อทบ่ี รเิ วณให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำและ
การตดิ เชือ้ ที่สายสวนเขา้ หลอดเลอื ดแดง artery ด้วยการติดเชอ้ื ในกระแสเลอื ดในโรงพยาบาลสามารถวินิจฉัยได้เม่ือ
ผ้ปู ว่ ยมอี าการและอาการแสดงเขา้ ได้กบั เกณฑอ์ ยา่ งนอ้ ย 1 ขอ้

ปจั จัยทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั โรคตดิ เช้อื ในโรงพยาบาล
1.เช้อื กอ่ โรค
2.บุคคล
3.สงิ่ แวดล้อม

วิธีการแพร่เชอ้ื
1. การสมั ผัส (contact)
2.การแพร่ทางอากาศ (air-borne)
3. การแพรโ์ ดยสตั วพ์ าหะ (vector-borne)

หลกั การป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเช้ือโรคจากการดแู ลผู้ป่วย
1. ปฏบิ ัติต่อผู้ป่วยทุกรายเหมือนกนั โดยยดึ หลักการ Standard Precautions
2. สวมเครอื่ งป้องกนั รา่ งกายเมือ่ มีขอ้ บ่งชีต้ ามหลกั การของ Standard Precautions เพอื่ การป้องกันการได้รบั เชอื่ และ
แพรก่ ระจายเช้อื
3. Transmission-based precautions จะใชเ้ พิ่มจาก Standard Precautions เมอื่ ผูป้ ่วยมีโรคตดิ เชื้อที่แพรเ่ ชอ้ื
โดยวิธีการต่าง ๆ เชน่

3. 1. ใช้ Standard Precautions ร่วมกบั Airborne Precautions หากผูป้ ว่ ยไดร้ ับการวนิ ิจฉัยโรคหรอื
สงสัยวา่ เปน็ โรคท่ีจะสามารถแพรก่ ระจายเช้ือทางอากาศ
3. 2. ใช้ Standard Precautions รว่ มกับ Droplet Precautions หากผู้ปว่ ยไดร้ ับการวินจิ ฉยั โรคหรือสงสยั
วา่ จะเป็นโรคทส่ี ามารถแพรก่ ระจายเชื้อทางละอองนำ้ มูกน้ำลาย
33. ใช้ Standard Precautions รว่ มกบั Contact Precautions หากผู้ป่วยไดร้ บั การวนิ จิ ฉยั โรคหรอื สงสยั
วา่ จะเป็นโรคทส่ี ามารถแพรก่ ระจายเชือ้ ทางการสัมผัสรายละเอียดกิจกรรมท่ปี ฏบิ ัตสิ ำหรบั การป้องกันและ
ควบคุมการแพร่กระจายเช่ือแบบตา่ งๆ

- 26 -

การป้องกนั และควบคมุ การแพร่กระจายเชื้อ
Standard Precautions

1. ใสถ่ งุ มือทกุ คร้ังที่คาดว่าจะมีการสัมผสั เลอื ดสารน้ำหรอื สารคัดหล่ังของผู้ปว่ ย
2. ลา้ งมือทกุ คร้งั หลังสัมผัสเลอื ดสารนำ้ หรอื สารคดั หล่งั ของผู้ปว่ ยและทุกครั้งหลังถอดถงุ มือจมูกและแว่นป้องกันตาทุก
ครงั้ ที่คาดว่าจะมกี ารกระเดน็ ของเลอื ดสารนำ้ หรอื สารคัดหลั่งของผู้ป่วยถูกบรเิ วณใบหนา้ และใส่ผ้ากันเปอื้ น (ยาง
พลาสตกิ ) หรือรองเทา้ บูทเพอ่ื ป้องกนั บริเวณลำตัวเทา้

1.Airborne Precautions

1. แยกผปู้ ่วยไว้ในหอ้ งแยกพิเศษและปดิ ประตูทุกคร้ังหลังเขา้ หรือออกจากห้องผู้ป่วย
2. ผู้ที่จะเข้าไปในห้องผ้ปู ่วยหรือดูแลผปู้ ่วยต้องใส่ผา้ ปิดปาก-จมูกชนิด N 95
3. สวมถุงมือชนดิ ใชค้ ร้ังเดียวทงิ้ ทุกคร้ังท่ีสัมผสั ผ้ปู ่วย
4. ลา้ งมอื แบบ hygienic hand washing หลังถอดถงุ มือและกอ่ นออกจากห้องแยก
5. ให้ผู้ป่วยใชผ้ า้ หรอื กระดาษปดิ ปาก-จมกู เวลาไอจามและใสผ่ ้าปดิ ปาก-จมกู ชนิดธรรมดาตลอดเวลา
ยกเว้นเวลารบั ประทานอาหารและแปรงฟนั
6. ถา้ ต้องมีความจำเปน็ ในการเคลือ่ นยา้ ยผู้ปว่ ยออกนอกหอ้ งให้ผปู้ ว่ ยใสผ่ า้ ปิดปาก-จมูกชนดิ ธรรมดา
2. Droplet Precautions

1. แยกผ้ปู ว่ ยไว้ในห้องแยกและปตี ประตทู กุ คร้งั หลังเขา้ หรือออกจากห้องผ้ปู ว่ ย
2. ผทู้ ี่จะเข้าไปในห้องผู้ปว่ ยหรอื ดูแลผู้ป่วยต้องใสผ่ า้ ปิดปาก-จมูกชนิด N 95
3. สวมถงุ มอื ชนิดใชค้ รงั้ เดียวทงิ้ ทุกคร้งั ท่สี ัมผัสผู้ป่วย
4. ลา้ งมือแบบ hygienic hand washing หลงั ถอดถงุ มือและกอ่ นออกจากหอ้ งแยก
5. ให้ผปู้ ว่ ยใชผ้ า้ หรือกระดาษปิดปากจมกู เวลาไอจามและใสผ่ า้ ปิดปาก-จมกู ขนิดธรรมดาตลอดเวลา
ยกเว้นเวลารับประทานอาหารและแปรงฟัน
6. ถ้าตอ้ งมคี วามจำเป็นในการเคล่ือนย้ายผู้ป่วยออกนอกหอ้ งให้ผูป้ ว่ ยใส่ผา้ ปดิ ปาก-จมกู ชนิดธรรมดา
3. Contact Precautions

1. แยกผ้ปู ่วยไว้ในหอ้ งแยกและปดิ ประตทู กุ ครั้งหลงั เข้าหรอื ออกจากหอ้ งผปู้ ่วย
2. สวมถงุ มือทกุ คร้ังเมื่อสัมผัสผู้ปว่ ยทง้ั บคุ ลากรและญาติ
3. ล้างมือแบบ hygienic hand washing ทกุ ครั้งหลังถอดถงุ มือและกอ่ นออกจากหอ้ งแยก

- 27 -

การป้องกันการเกดิ ภาวะปอดอักเสบที่สมั พนั ธ์กับการใช้เคร่ืองชว่ ยหายใจ (VAP: Ventilator-associated
pneumonia)

1. ลา้ งมือก่อน-หลงั สมั ผสั ผู้ป่วยทุกครั้ง
2. จดั ทำให้หวั เตยี งสูง 230 ตลอดเวลา
3. การดดู เสมหะดว้ ย Aseptic technique / subglottic suction
4.วัดระดับ cuff pressure อยู่ในช่วง 25-30 cmH, O เวรละ1คร้งั หรือเม่ือมีลมรว่ั
5. Mouth Care ด้วย 0. 12%% Chlorhexidine (โดยการใช้ไมพ้ ันสำลี) ปริมาณทีใ่ ช1้ 5-20 ml
อยา่ งนอ้ ยวนั ละ 24 ครง้ั , แปรงฟนั เช้า-เย็น
6. หลกี เล่ียงการใหอ้ าหารแบบ bolus feeding
7. Daily sedation vacation
8. ประเมินความพรอ้ มในการหยา่ เครื่องชว่ ยหายใจ

- 28 -

การพยาบาลผูป้ ว่ ยทีม่ ีความผิดปกติของระบบต่อมไรท้ ่อ

การพยาบาลผปู้ ่วยเบาหวาน

เบาหวาน เปน็ โรคทางเมตะบอลสิ มทมี่ ีความบกพรอ่ งของการหลงั่ อนิ ซูลนิ หรือกรออกฤทธ์ขิ องอนิ ซูลิน มีผลทำ
ใหก้ ารเผาผลาญออกมาทางไตทำให้พบนำ้ ตาลในปัสสาวะ นอกจากนี้ยังมคี วามผิดปกตใิ นการเผาผลาญอาหารไขมนั และ
โปรตีนด้วย
สาเหตุโรคเบาหวาน มหี ลายประการ ดังน้ี
1. กรรมพันธ์ุ ผ้ทู ่ญี าติพ่นี ้องเปน็ โรคเบาหวานมีโอกาสเปน็ โรคเบาหวานได้มากกวา่ ผู้ท่ีไม่มปี ระวัตขิ องโรคเบาหวานใน
ญาตพิ ่ีนอ้ ง
2. การเปลย่ี นแปลงวิถชี ีวติ ผทู้ ่ีเป็นโรคเบาหวานชนดิ ท่ี 2 จะเพมิ่ มากขนึ้ ถา้ มกี ารเปลยี่ นแปลงยา้ ยทีอ่ ยใู่ หม่ รวมท้ัง
อาหารท่ีเปลีย่ นแปลงไปจากเดิม
3.โรคอว้ นกบั การรับประทานอาหารมากเกินไป แต่มีการออกแรงทำงานน้อย เพราะความอ้วนทำใหเ้ กดิ ความตา้ นทาน
ต่อฤทธข์ิ องอนิ ซูลนิ
4.ความเครยี ดทร่ี ุนแรงและยาวนาน ทำให้มผี ลตอ่ ฮอรโ์ มนทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับการใช้คาร์โบไฮเดรตและอินชูลนิ ท่ีสร้างขนึ้
5. ยาและฮอรโ์ มนทร่ี ่างกายไดร้ ับ เช่น ยาขบั ปัสสาวะ ยาคุมกำเนิด
6.โรคทเ่ี กดิ กบั ตับออ่ น เชน่ การอกั เสบของตบั ออ่ นมะเร็งทีด่ บั อ่อนหรือความผิดปกติท่ีเกิดข้ึนกบั ตับอ่อนทำให้มีอินซูลนิ
ไมเ่ พยี งพอ

- 29 -

โรคเบาหวานแบง่ เป็น 4 ชนดิ ตามสาเหตขุ องการเกดิ โรค

1.เบาหวานชนดิ ท่ี 1 (type 1 diabetes mellitus, T1DM)
เปน็ ผลจากการทำลายเบต้าเซลลท์ ่ีตบั อ่อนจากภมู ิค้มุ กันของร่างกาย สว่ นใหญ่พบในคนอายุนอ้ ยกว่า 30 ปี

รูปร่างไมอ่ ว้ น มีอาการปสั สาวะมาก กระหายน้ำ ดืม่ น้ำมาก อ่อนเพลีย นำ้ หนกั ลด บางกรณีพบภาวะเลือดเป็นกรด
จากสารคีโตน (ketoacidosis) เปน็ อาการแสดงแรกของโรค เน่อื งจากตบั อ่อนไม่สามารถสร้างอนิ ซลู ินได้ทำใหต้ อ้ งรับการ
รกั ษาโดยการฉดี อนิ ซูลิน ผู้ปว่ ยเบาหวานชนิดท่ี 1ยิง่ มโี อกาสเกดิ อนั ตรายจากการมนี ้ำตาลในเลือดสงู และมีโอกาสเกดิ
ภาวะกรดคโี ตนคั่งในเลือดได้
2.เบาหวานชนิดที่ 2 (type 2 diabetes mellitus, T2DM)

เป็นเบาหวานทเ่ี กดิ จากการขาดอนิ ซลู ิน แตไ่ ม่มากเทา่ เบาหวานชนิดที่ 1 รว่ มกับมีภาวะดอื้ ต่อการออกฤทธิข์ อง
อินซูลนิ (Insulin Resistance) และมีการเพิม่ การผลติ น้ำตาลจากตบั เพิ่มมากขึ้น (Hapatic Gluconeogenesis) มักพบ
ผู้ป่วยชนดิ ท่ี 2 ในบุคคลทม่ี อี ายุ 30 ปขี ึ้นไป มรี ปู ร่างอว้ นหรอื ปกตกิ ็ได้ อาการทเ่ี กิดมักเปน็ แบบค่อยเป็นคอ่ ยไป มกั มี
ประวตั โิ รคเบาหวานในครอบครัว อาการทีเ่ กิดขน้ึ มไี ด้ตง้ั แต่ไมแ่ สดงอาการเลยแต่ตรวจพบโดยบงั เอิญหรอื มีอาการแบบ
ค่อยเป็นค่อยไปจนถงึ ขน้ั แสดงอาการรุนแรงเบาหวานชนดิ น้ผี ูป้ ว่ ยไมถ่ ึงกบั ขาดอินซลู ินจึงไม่ทำใหเ้ กดิ ภาวะกรดคั่งในเลือด
จากสารคโี ตน
3. โรคเบาหวานทมี่ สี าเหตุจำเพาะ (other specific types).
4.โรคเบาหวานขณะตงั้ ครรภ์ (gestational diabetes mellitus, GDM)

อาการและอาการแสดงของโรคเบาหวาน
อาการและอาการแสดงของโรคเกดิ ขึ้นเน่ืองจากระดบั นำ้ ตาลในเลือดสงู กวา่ ปกติอาการแสดงท่ีสำคัญมีอยู่ 4 อยา่ งคอื
1. ถา่ ยปัสสาวะจำนวนมาก (polyuria)
2. ดื่มน้ำมาก ๆ (polydipsia)
3. นำ้ หนกั ลด (weight loss)
4. รบั ประทานอาหารจุ (polyphagia)

การวินิจฉัยโรคเบาหวาน
การวินจิ ฉยั โรคเบาหวานการวินิจฉยั ทำไดโ้ ดยวธิ ใี ดวธิ ีหน่ึงใน 4 วิธีดังตอ่ ไปน้ี (สมาคมเบาหวานแห่งประเทศไทย, 2560)

1. ผู้ท่มี ีอาการของโรคเบาหวานชดั เจนคอื หิวนำ้ มากปสั สาวะบอ่ ยและมากน้ำหนกั ตัวลดลงโดยท่ไี มม่ สี าเหตุ
สามารถตรวจระดับพลาสมากลูโคสเวลาใดก็ได้ไม่จำเปน็ ต้องอดอาหารถา้ มีคา่ มากกวา่ หรอื เท่ากับ 200 มก. / ดล. ให้การ
วินิจฉยั วา่ เปน็ โรคเบาหวาน

2. การตรวจระดบั พลาสมากลูโคสตอนเช้าหลังอดอาหารขา้ มคืนมากกว่า 8 ชวั่ โมง (FPG) มีค่า> 126 มก. / ดล.

- 30 -

3. การตรวจความทนต่อกลโู คส (75 g Oral Glucose Tolerance Test, OGTT) ถ้าระดบั พลาสมากลูโคส 2
ชวั่ โมงหลงั ดื่มนำ้ ตาล> 200 มก. / ดล. ใหก้ ารวนิ ิจฉยั วา่ เป็นโรคเบาหวาน

4. การตรวจวัดระดับ hemoglobin A1c (HbA1c) ถา้ ค่าเทา่ กบั หรอื มากกวา่ 6. 5% ให้การวินิจฉยั วา่ เป็น
โรคเบาหวานวธิ ีน้นี ิยมใช้ในต่างประเทศเพราะไมจ่ ำเปน็ ตอ้ งอดอาหารแต่จะต้องตรวจวัดในห้องปฏิบัตกิ ารท่มี ีมาตรฐาน
เทา่ น้ัน (NGSP certified and standardized to DCCT assay)

ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน
ภาวะแทรกซ้อนทเ่ี กดิ ข้นึ กบั ผู้ปว่ ยเบาหวานแบง่ ออกเป็น 2 ประเภทคอื ประเภทเฉียบพลนั และประเภทเรื้อรงั 1.
ภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลัน (Acute complications)

ภาวะแทรกซอ้ นเฉียบพลันท่พี บได้ในผู้ปว่ ยเบาหวานมีดงั ตอ่ ไปน้ี Diabetic ketoacidosis (DKA)
Hyperglycemic hyperosmotic nonketotic coma (HHNS), ภาวะติดเช้อื ง่ายและภาวะน้ำตาลในเลือดตำ่

1. 1 Diabetic ketoacidosis (DKA) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่รนุ แรงที่พบในโรคเบาหวานชนดิ ที่1แต่พบนอ้ ย
มากในโรคเบาหวานชนิดท่ี 2 ภาวะแทรกซ้อนนีจ้ ะมีการเปล่ยี นแปลงเนือ่ งจากการขาดอนิ ซูลนิ และมีระดบั กลคู ากอนสงู
กวา่ ปกติมักเกดิ จาก การขาดอินชลินเพราะผปู้ ่วยละเลยไม่ฉีดตามแนวการรกั ษาทำให้เกดิ ภาวะ Insulin withdrawal ท่ี
กระตุ้นให้มกี ารหล่งั กลกากอนเพิม่ ข้ึนหรือ การกระตุ้นของ Epinephrine, Norepinephrine ทม่ี ีจำนวนเพ่มิ ข้ึนเนอ่ื งจาก
ผู้ปว่ ยมีภาวะเครยี ดทางดา้ นรา่ งกายเช่นการตดิ เชื้อการผ่าตดั หรือภาวะเครยี ดทางด้านจติ ใจ และในขณะเดียวกนั ก็ออกฤ
ทธยิ บั ยงั การทำงานของอนิ ซลู นิ ทีร่ ะดบั เนื้อเย่ือ

อาการของ DKA เรมิ่ ด้วยอาการเบอ่ื อาหารคล่นื ไส้อาเจยี นปัสสาวะบอ่ ยอาจพบอาการปวดทอ้ งร่วมดว้ ยถ้าไมไ่ ด้
รับการรักษาในระยะน้ีผู้ป่วยจะซึมลงจนไมร่ ูส้ ึกตวั จากการตรวจจะพบอาการหายใจหอบลึกแบบ Kussmual respiration
และอาการขาดนำ้ อุณหภูมิของร่างกายอาจปกตหิ รอื ตำ่ กวา่ ปกติแตจ่ ะมไี ข้ถ้ามีการตดิ เช้ือมักพบจำนวนเมด็ เลือดขาว
เพมิ่ ข้ึน (แมจ้ ะไม่มกี ารตดิ เช้ือ) แมว้ ่าผู้ปว่ ยจะขาดโปตสั เซ่ยี มแตก่ ารตรวจเลอื ดจะพบระดับโปตัสเซีย่ มปกตหิ รอื สูงกว่า
ปกติ

1.2 Hyperglycemic hyperosmotic State (HHS) เปน็ ภาวะแทรกซอ้ นทพ่ี บบอ่ ยในโรคเบาหวานชนดิ ที่2
โดยผู้ป่วยไมร่ ู้ตวั มาก่อนวา่ เปน็ โรคเบาหวานหรืออาจเกิดจากปัจจยั ส่งเสริมตา่ งๆในภาวะแทรกซ้อนนีจ้ ะมีระดบั นำ้ ตาลใน
เลือดสงู มากและทำให้เกิด Osmotic diuresis ทำให้รา่ งกายเสียนำ้ ทางปัสสาวะแตผ่ ปู้ ว่ ยไดร้ บั นำ้ เข้าไปชดเชยไม่เพียงพอ
อาจเน่อื งจากมกี ารเจบ็ ปว่ ยอื่นร่วมดว้ ยเชน่ ติดเช้ือท้องเสียคลน่ื ไส้อาเจยี นอมั พาตจากโรคหลอดเลือดสมองสงู อายุและไม่มี
คนดแู ลเปน็ ต้นประกอบกับภาวะนีไ้ ม่มี Ketoacidosis ร่วมดว้ ยเหมอื นใน DKA ซงึ่ มอี าการเหน่อื ยหอบนำมาก่อนดงั นน้ั
กว่าจะรู้ถึงความผิดปกตินีผ้ ้ปู ว่ ยทีม่ ีการขาดนำ้ และเกลือแร่

อาการของ HHNS ผู้ป่วยมกั มาพบแพทย์ดว้ ยการมีระดบั กลโู คสในเลือดสูงมากมคี วามเข้มขน้ ของเลอื ดสงู
(Hyperosmolality) และมกี ารขาดน้ำรนุ แรงเช่นความตงึ ตัวของผิวหนังลดลงตาโปปลายมอื ปลายเท้าเยน็ ชีพจรเบาเร็ว
ร่วมกบั อาการทางระบบประสาทส่วนกลาง (CNS) เชน่ ชกั ไม่รสู้ กึ ตวั อาการชักท่พี บบ่อยนี้จะเป็นแบบ Jacksonian คือมี
อาการชกั ที่ส่วนใดสว่ นหนึ่งของรา่ งกายหรือท่วั ร่างกายในขณะทม่ี ี HHS อาจพบภาวะแทรกซอ้ นอื่นร่วมดว้ ย เช่น
Transient hemiplegia

- 31 -

1.3 ภาวะนำ้ ตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) หมายถงึ การวดั ระดับน้ำตาลในเลอื ดได้ตำ่ กวา่ 70 mg% ไม่
วา่ จะมหี รอื ไม่มีอาการน้ำตาลต่ำเน่ืองจากผูป้ ่วยบางคนไม่สามารถระบแุ ละตัดสนิ ได้ว่ามอี าการของนำ้ ตาลในเลือดต่ำใน
บางครัง้ ผูป้ ว่ ยมอี าการรู้สกึ นำ้ ตาลดำชัดเจนแต่เมอ่ื ตรวจระดับนำ้ ตาลพบว่าสูงกว่า 100 mg% เปน็ ไปได้วา่ เนื่องจากผ้ปู ว่ ย
กอ่ นหนา้ นีม้ ีระดับนำ้ ตาลสงู มานานเม่อื มีระดับนำ้ ตาลลดลง adrenergic Symptom จงึ เกิดขึน้ ได้ (สมาคมโรคเบาหวาน
แห่งประเทศไทย, 2557)
ปจั จยั ท่ีทำใหเ้ กดิ ภาวะนำ้ ตาลในเลือดต่ำในผปู้ ่วยโรคเบาหวาน ได้แก่

1) ไดร้ บั อินซูลนิ ในจำนวนมากเกนิ ความตอ้ งการของร่างกาย
2) รับประทานอาหารน้อยมเี หตุการณ์ท่ีจำเปน็ ตอ้ งงดอาหารหรือเปลย่ี นเวลารบั ประทานอาหาร
3) ออกกำลงั กายมากเกนิ ไปเมอ่ื เปรียบเทยี บกับอาหารและยาลดนำ้ ตาลในเลอื ดหรืออินซลู นิ ท่ีไดร้ ับ 4) มี
ความเครียดทางอารมณ์
5) อาเจียนทอ้ งเสียการดูดซมึ อาหารลดลงการมอี าการแสดงของภาวะน้ำตาลในเลือดตำ่ ในผู้ป่วยแต่ละรายนัน้ มี
ความแตกต่างกัน
อาการของภาวะน้ำตาลในเลือดตำ่ แบง่ ออกได้เป็น 4 ระยะดังนี้
ระยะที่ 1 เปน็ ระยะทม่ี กี ารตอบสนองของประสาทพาราซิมพาเทตกิ ต่อการท่ีรา่ งกายมรี ะดบั นำ้ ตาลในเลือดดำ
ผ้ปู ่วยจะมอี าการกระสับกระส่ายกระวนกระวายใจอ่อนเพลยี หิวคล่นื ไสช้ ีพจรเต้นช้าลงและความดนั โลหิตดำ
ระยะที่ 2 เปน็ ระยะที่มีการทำงานของสมองลดลงมีอาการเซือ่ งซมึ เพิกเฉยตอ่ สิ่งแวดล้อมมีความยากลำบากใน
การพดู และการรวบรวมสมาธิ
ระยะที่ 3 เปน็ ระยะทม่ี ีการตอบสนองของประสาทพาราซมิ พาเทติกเกดิ อาการเหงอื่ ออกมือส่ันกระสบั กระส่าย
หงดุ หงดิ ขนลุกหวั ใจเตน้ เร็วและความดนั โลหิตสงู
ระยะที่ 4 เปน็ ระยะที่มกี ารทำงานของสมองผดิ ปกติมากมีอาการสบั สนโคม่าและชัก

อาการแทรกซอ้ น
หากปลอ่ ยให้หมดสตอิ ยนู่ านหรือเปน็ อยซู่ ำ้ ๆ จะทำให้สมองพิการความจำเสอื่ มบุคลกิ ภาพเปล่ยี นไปจากเดิม

วกิ ลจรดิ บางคนอาจมีสติการรับรู้เปล่ียนแปลงไปเน่อื งจากสมองพกิ ารอยา่ งถาวร
การรกั ษา

1. การจัดการเมอ่ื มภี าวะนำ้ ตาลในเลอื ดตำ่ ระดบั เล็กนอ้ ยถงึ ปานกลาง คอื กลมุ่ ทม่ี ีระดับนำ้ ตาลในเลือดนอ้ ยกว่า
70 มลิ ลิกรัม / เดซลิ ิตร (อยู่ในช่วง 50 – 69 มลิ ลกิ รมั / เดซลิ ิตร)

2. การจดั การทางการพยาบาลเมอื่ ผปู้ ่วยมภี าวะน้ำตาลในเลอื ดต่ำในระดับรนุ แรง คือ ระดับนำ้ ตาลในเลือดนอ้ ย
กวา่ 50 มลิ ลิกรมั / เดซิลติ ร

- 32 -

1.4 ภาวะติดเชอื้ ง่าย ผปู้ ่วยเบาหวานมโี รคติดเชอ้ื เกดิ ข้นึ ได้ง่ายแม้วา่ จะเปน็ เพยี งเช้ือโรคทีต่ ิดอย่ตู ามผิวหนงั
ของตัวเองกต็ ามเพยี งไดร้ ับการขีดขว่ นกจ็ ะเกิดการอกั เสบข้นึ ได้ท้ังนเ้ี พราะระดบั นำ้ ตาลในเลอื ดสงู ทำให้เม็ดเลือดขาวทำ
หนา้ ที่ไมไ่ ด้เต็มท่อี ยา่ งปกตนิ อกจากผวิ หนงั มีการอกั เสบเปน็ ฝีหรือเปน็ ฝีฝกั บัวซ่ึงจะพบเป็นกลางหลงั หรอื บริเวณตน้ คอ
การอกั เสบที่เท้าอาจเปน็ ท่นี ิว้ เท้าส้นเทา้ หรือเปน็ ทฝ่ี า่ เท้าหนองลุกลามเข้าไปในบริเวณใต้ฝ่าเทา้ หลอดเลือดอาจถกู ทำลาย
หรอื ถกู บีบรดั จากอาการท่ีบวมของเนอื้ เยื่อบรเิ วณทอ่ี ักเสบทำใหส้ ่วนนั้นขาดเลือดทำให้เกิดเป็นแผลเน่าเนอื้ ตายซ่งึ เป็น
สภาพทรี่ นุ แรงถา้ หากเปน็ บริเวณเล็ก ๆ หรือเป็นเฉพาะตื้น ๆ กจ็ ะไมร่ นุ แรงอวัยวะอื่นที่มักมีการติดเช้อื ได้แกก่ ระเพาะ
ปสั สาวะกรวยไตปอด (วัณโรคปอด)

2 ภาวะแทรกซ้อนระยะยาว (Late complications)
เปน็ ภาวะแทรกซอ้ นทเ่ี กิดข้ึนทีละน้อยใชเ้ วลาเป็นปสี ่วนมากเกิดจากมกี ารเปลีย่ นแปลงของหลอดเลอื ดแดง

ขนาดใหญ่และขนาดเล็กทำให้การทำหน้าที่ของระบบต่างๆเสียไปเกิดความพิการเชน่ ตาบอดอัมพาตถูกตดั ขาหรอื เสยี ชวี ติ
เชน่ จากกล้ามเน้ือหัวใจตายเป็นตน้

ความผดิ ปกติของหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ ได้แก่ หลอดเลือดหวั ใจหลอดเลอื ดสมองและหลอดเลอื ดแดงทขี่ า
ตบี (peripheral arterial disease) ภาวะหลอดเลอื ดแดงทข่ี าตบี เกิดจากการสะสมของแผน่ ไขมนั บนผนงั ชั้นในของ
หลอดเลือดแดงทำให้ผนงั ช้นั แดงตีบแคบลงอย่างช้าๆการตบี แคบที่เพิ่มขน้ึ เรือ่ ยๆจะทำให้ระบบการไหลเวียนเลอื ดไปเล้ียง
บริเวณอวยั วะสว่ นปลายลดลง ส่งผลใหผ้ ู้ปว่ ยเรม่ิ มีอาการของโรคในระยะเริม่ ตน้

ความผดิ ปกติของหลอดเลอื ดแดงขนาดเล็ก มีการเปลยี่ นแปลงของผนังหลอดเลอื ดขนาดเล็ก (Basement
membrane) ทำให้หลอดเลอื ดหนาข้นึ อาจหนากวา่ ปกติ 2 เทา่ ทำใหห้ ลอดเลือดตบี แคบและเลอื ดไหลผ่านไม่สะดวกเปน็
เหตให้ความดนั โลหิตบริเวณน้ันสงู ขน้ึ เกดิ การฉีกขาดของหลอดเลือดและเกิดอันตรายต่ออวยั วะนั้นๆการเกดิ การ
เปลยี่ นแปลงของหลอดเลือดแดงขนาดเล็กน้สี ัมพนั ธ์กับระยะเวลาของการเป็นโรคเบาหวานและการควบคุมระดบั กลูโคส
ในเลือดผปู้ ว่ ยทคี่ วบคุมระดับกลูโคสไดด้ ีจะมปี ญั หาน้นี ้อยกวา่ ผ้ทู ี่ควบคุมระดบั กลูโคสไม่ดี

2.1 ระบบหัวใจและหลอดเลือด ภาวะท่ีมีระดบั นำ้ ตาลในเลือดสูงทำให้ความสามารถในการปลดปลอ่ ยออกซเิ จนจาก
เม็ดเลือดแดงตำ่ ลงเนือ่ งจากฮโี มโกลบิน (heamoglobin) ทีม่ ีน้ำตาลเกาะในเลอื ดสงู มากฮโี มโกลบิน (heamoglobin) จะ
จบั ออกซเิ จนเหนียวแน่นมากกวา่ คนปกตเิ น้ือเยื่อต่างๆของร่างกายจึงขาดออกซิเจนและเกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอด
เลือดตามมา นอกจากน้ยี งั พบว่าหลอดเลอื ดแดงมีผนังหลอดเลือดหนาและแข็งมากขึน้ ซ่ึงเปน็ ผลจากการท่ีมีระดับไขมนั
ในเลือดสูงสง่ ผลทำใหผ้ ู้ป่วยเกิดปญั หาความดนั โลหิตสงู กล้ามเนอื้ หัวใจขาดเลือดไปเลยี้ งอัมพาตจากหลอดเลือดในสมอง
ตบี ตนั เนื้อเนา่ ตาย (gangrene)

2.2 โรคไต เกิดข้ึนจากการเปลีย่ นแปลงของหลอดเลือดเล็กๆของไตโดยมีการเปลยี่ นแปลงเกดิ ขึน้ ท่หี นว่ ย“ กรอง
ปัสสาวะของได้ระยะแรกจะมีไขข่ าวรวั่ ออกมาทำหลอดเลือดออกมาในปัสสาวะเมื่อเป็นรุนแรงขึน้ กจ็ ะมีการคงั่ ของของเสีย
ไนโตเจนอยใู่ นเลอื ดเมอ่ื เกิดไตวายในระยะท้ายจะมีของเสยี ค่ังมากทำให้หมดสตจิ ะเกดิ ไดว้ ายข้ึน

- 33 -

2. 3 โรคของจอตา (retina) การเกดิ ภาวะแทรกซอ้ นขึ้นท่จี อตาทำให้ตาบอดปรากฏว่ามปี ระมาณ 20 เท่าของคนทไ่ี ม่ได้
เปน็ โรคเบาหวาน พยาธิสภาพเกดิ ขน้ึ ท่ีจอตามีเลอื ดออกขาดเลือดไปเลีย้ งเกดิ การเปลยี่ นแปลงขึน้ ทำให้ตามองไมเ่ ห็นอาจ
ตาบอดเกิดข้ึนเฉียบพลนั ถ้าหากมเี ลอื ดออกในลูกตาหรอื มีการหลดุ ลอกของจอตาในส่วนของการมองเห็นบางรายเป็นต้อ
หิน ก็มองไม่เหน็ เช่นกนั
2.4 โรคของประสาทสว่ นปลายประสาทสมองหรือประสาทในช่องท้อง เน่ืองจากภาวะน้ำตาลสูงมากในเลอื ดทำให้
เซลลข์ องประสาทเสื่อมลงทำใหก้ ารนำความรู้สึกลดลงนอกจากนนั้ กเ็ กิดขน้ึ จากการอุดตนั ของหลอดเลือดเล็กๆที่ไปเลยี้ ง
เสน้ ประสาททำใหข้ าดออกซิเจนอาการของปลายประสาทน้จี ะเป็นมากขึ้นเม่อื เป็นโรคเบาหวานมานาน

การรกั ษาและการพยาบาลผู้ป่วยโรคเบาหวาน
การรักษาและการพยาบาลผ้ปู ว่ ยโรคเบาหวานใหม้ ีระดับนำ้ ตาลในเลือดอยใู่ นเกณฑป์ กติมีหลกั การดงั นี้การ

ควบคุมอาหาร, การออกกำลังกาย, การใช้ยาลดนำ้ ตาลในเลือด, การดแู ลเท้าและการกำกับตนเองเพื่อควบคุมเบาหวาน
1. การควบคุมอาหาร

ผู้ป่วยเบาหวานควรรบั ประทานอาหารให้หลากหลาย (Balanced diet) โดยให้ไดพ้ ลงั งานโดยเฉลย่ี 20-45 kcal
น้ำหนักตวั มาตรฐานโดยปรมิ าณอาหารจะข้นึ อยกู่ บั นำ้ หนกั ตัวและกิจวตั รประจำวันของผู้ป่วยสัดส่วนของอาหาร
ประกอบดว้ ยคาร์โบไฮเดรดรอ้ ยละ 45-60 โปรตีนรอ้ ยละ 15-20 และไขมนั ไม่อิ่มตวั ร้อยละ 10 หรือโดยทั่วไปสามารถ
แนะนำใหผ้ ้ปู ว่ ยรบั ประทานอาหารหมวดขา้ วและแป้ง 6-11 สว่ นต่อวัน ควรหลีกเลี่ยงอาหารคาร์โบไฮเดรตเชิงเด่ยี วควร
รบั ประทานเน้ือสตั ว์ 2-3 สว่ นตอ่ วัน หลกี เล่ียงเน้ือสัตว์ท่ีมีไขมนั สงู ควรรบั ประทานผกั 4-6 ส่วนตอ่ วนั ผลไม้ 3-5 ส่วน
ต่อวันนอกจากนีค้ วรรับประทานนม 1-2 สว่ นต่อวันโดยเฉล่ียโดยเนน้ นมหรอื ผลติ ภณั ฑข์ องนมที่ไม่ปรุงแต่งหรอื มีไขมนั ต่ำ
ควรรบั ประทานไขมนั ให้นอ้ ยที่สุดหลีกเลย่ี งไขมันประเภทอ่ิมตวั (saturated fatty acid) ผทู้ ่ีมนี ำ้ หนกั เกินมาตรฐานควร
จำกัดหรือลดอาหารลง 500-1, 000 Kcal / วนั ซง่ึ จะทำใหน้ ้ำหนกั ลดลง 0. 5-1 กิโลกรมั / สปั ดาห์ควรหลกี เลยี่ งการ
ดม่ื อลั กอฮอล์ (เมตตาภรณพ์ รพัฒนก์ ลุ , 2549)
2. การออกกำลงั กาย

ควรแนะนำให้ผู้ปว่ ยเบาหวานออกลงั กายปานกลางแบบ aerobic (moderate intensity aerobic physical
activity) อยา่ งน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์หรือ 30-45 นาที / วัน 3-5 วัน / สัปดาหห์ รอื ออกกำลังกายอยา่ งหนกั 90 นาที
ต่อสปั ดาหห์ รอื ออกกำลงั กายอยา่ งหนกั 30-45 นาที! วัน 3-5 วนั / สัปดาห์นอกจากนี้ กรณีไมม่ ีขอ้ หา้ มในผูป้ ว่ ยเบาหวาน
ชนดิ ท่ี 2 ควรทำ resistance exercise เช่นการยกน้ำหนักโดยทำ 8-10 ครง้ั / ชุด 3 ชุด / วันอยา่ งนอ้ ย 3 วัน / สปั ดาห์
การทำ resistance exercise จะชว่ ยเพิ่มความไวต่ออนิ ซูลนิ (insulin sensitivity) (เมตตาภรณพ์ รพฒั น์กุล, 2549)

ผู้ปว่ ยเบาหวานท่ตี อ้ ง-ใชอ้ ินซลู นิ จงึ ควรหลกี เล่ยี งการฉีดอนิ ซลู นิ ในขณะที่ออกกำลงั กายหรอื ไม่ออกกำลังกาย
ในชว่ งท่ยี าออกฤทธสิ ูงสุดและไมค่ วรออกกำลังกายอย่างหกั โหมเกินไปถ้าจำเปน็ ต้องเลน่ กฬี าทตี่ ้องใช้แรงมากกค็ วร
รับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเสยี กอ่ น

- 34 -

3. การใชย้ า
การใช้ยาเพอ่ื ลดระดับน้ำตาลในเลือดมคี วามจะเปน็ เมอื่ ร่างกายขาดปริมาณอนิ ซูลนิ อยา่ งมากหรอื ไม่สามารถ

ควบคมุ เบาหวานไดด้ ว้ ยการควบคมุ อาหารและการออกกำลงั กายยาทใี่ ชล้ ดระดับนำ้ ตาลในเลอื ดมี 2 ประเภทคอื ยาชนิด
รบั ประทานและยาชนิดฉดี ยา

ชนิดรับประทาน ทใี่ ช้กนั อยูใ่ นปัจจบุ นั มี 2 กลุ่มคอื
1. Biguanides เป็นยาทอี่ อกฤทธิ์ยบั ยงั้ การดูดซมึ กลูโคสและกรดอะมิโนจากลำไส้เล็กขดั ขวางการสรา้ งกลู โกส
โดยดับและเนอื้ เยอ่ื ต่าง ๆ สามารถลดระดบั น้ำตาลในเลือดไดแ้ ม้แตใ่ นภาวะไมม่ เี บตา้ เซลล์ทำหน้าทอ่ี ยู่เลย ดงั น้ันอาจใช้
ยากลมุ่ นีร้ ว่ มกบั อนิ ซูลนิ หรือยากลมุ่ sulfonyl ureas ไดเ้ มอ่ื ใชต้ ามลำพังยากลุม่ นไี้ มท่ ำให้เกดิ นำ้ ตาลในเลอื ดต่ำ
แตผ่ ลเสียจากยาท่สี ำคัญคือสามารถทำใหเ้ กิดการค่ังของกรดแลคติค (lactic acid) ในกระแสเลอื ดไดโ้ ดยเฉพาะ
เมื่อใช้ในผู้ป่วยทีม่ ีการทำงานของหวั ใจตบั และไตล้มเหลวหรือมีโรคปอดเรือ้ รงั
ยาในกล่มุ นีท้ ี่ใชบ้ ่อยคอื Metformin ยาตัวน้สี ามารถใช้ในผู้ป่วยท่ีไมส่ ามารถควบคุมระดับกลโู คสในเลือดได้โดย
วิธคี วบคมุ อาหารโดยเฉพาะผทู้ ม่ี รี ปู ร่างอว้ นหรอื อาจใชร้ ่วมกบั ยา Sulfonylurea และ Metformin ไมก่ ระต้นุ การหล่งั
อินซูลินและไมท่ ำให้เกดิ ภาวะน้ำตาลในเลือดตำ่ เหมือน Sulfonylurea
2. Sulfonylureas มีฤทธช์ิ ่วยลดระดบั น้ำตาลในเลอื ดสูงโดยกระตนุ้ เบต้าเซลลใ์ หห้ ลงั่ อินซลู ินออกฤทธท์ิ ี่
เน้ือเยอื่ ตา่ ง ๆ เชน่ กลา้ มเน้ือไขมนั และตับได้ดีข้ึนดังนนั้ ยากลุม่ นจี้ ึงใช้เซลล์นอ้ ยมากหรือไมม่ ีเลย ยาสว่ นใหญ่จะถูก
ทำลายทตี่ บั และขบั ออกทางไตจึงใชใ้ นผู้ป่วยท่ีเป็นโรคตบั และโรคไตไมไ่ ด้
3. Alpha-glucosidase inhibitor เป็นยาท่ไี มม่ ฤี ทธิต์ อ่ การสร้างอนิ ซลู ินหรือการเผาผลาญสารอาหารกลโู คส
แดใ่ ชไ้ ดด้ ีใน NIDDM ยาในกลุ่มนค้ี อื Acrabose
ขนาดของ Acrabose ทใี่ ช้คอื 50-100 mg วันละ 3 ครั้งรับประทานพรอ้ มอาหารโดยเคีย้ วช้าๆแตเ่ น่ืองจากยานี้
จะทำให้เกดิ อาการขา้ งเคยี งคอื ทอ้ งอดื และแน่นท้องได้ดงั นัน้ แพทยอ์ าจพจิ ารณาให้ในขนาดไม่มากเช่น 50 mg. วนั ละคร้งั
แลว้ ค่อยๆเพม่ิ เปน็ 50 mg. วันละ 3 คร้ังภายใน 1 หรอื 2 สัปดาห์ ยานี้อาจเหมาะสมหรับผปู้ ่วยเบาหวานชนิดท่ี 2 ทีม่ ขี ้อ
หา้ มในการใช้ Metformin
ยาชนิดฉดี
อินซูลนิ เปน็ ฮอรโ์ มนที่สะกัดจากตบั อ่อนของววั และหมแู ละในปจั จุบันสามารถสังเคราะหฮ์ อรโ์ มนอนิ ซลู ินของคน
ไดอ้ อกฤทธ์ิชว่ ยใหร้ ่างกายใชก้ ลูโคสในเลอื ดไดด้ ีข้ึนระดับนำ้ ตาลในเลือดจึงไม่สูงผปู้ ่วยเบาหวานท่จี ำเป็นต้องฉดี อินซลู ิน
ได้แก่ผ้ปู ว่ ยท่มี ีลักษณะดงั ตอ่ ไปนี้คอื
1) เป็นโรคเบาหวานชนดิ ที่1เน่อื งจากรา่ งกายมีอินซูลินอยนู่ อ้ ยมากหรอื ไม่มีอยูเ่ ลย
2) มีโรคตับหรือไตพิการเพราะจะไมส่ ามารถใช้ยาชนดิ รับประทานไดเ้ น่อื งจากการขจดั พษิ ยาออกจากร่างกายจะเปน็ ไป
ไมไ่ ด้ดี
3) ผปู้ ว่ ยที่ไมส่ ามารถควบคมุ โรคได้ด้วยการควบคุมอาหารการออกกำลงั กายและได้รับยาชนิดรับประทานในขนาดเต็มที่
แล้ว
4) มภี าวะเครียดอย่างรุนแรงเช่นปว่ ยหนักมปี ัญหาการตดิ เชื้อรนุ แรงได้รบั การผา่ ตัด เป็นตน้

- 35 -

ชนดิ ของอนิ ซลู นิ
อินซูลนิ ทีส่ กดั จากตับออ่ นของวัวจะแตกตา่ งจากคนทีก่ รดอะมิโน 3 ตวั และอินซลู ินที่สะกัดจากตับอ่อนของหมูจะ

แตกตา่ งจากของคนทีก่ รดอะมโิ นเพยี งตัวเดยี วอนิ ซลู ินที่มใี ช้กันอย่ใู นปจั จบุ ันนม้ี ที ้ังเป็นอนิ ซลู ินของหมูและส่วนผสมที่มีท้ัง
อนิ ซลู ินของวัวและหมสู ามารถแบ่งชนดิ ของอินซูลนิ ออกเปน็ 5 กล่มุ ใหญ่ตามความยาวนานของการออกฤทธ์คิ อื

1) อนิ ซูลินชนดิ ออกฤทธเ์ิ ร็วมาก (rapid acting insulin)
อินซูลินกลมุ่ นี้จะเร่ิมออกฤทธห์ิ ลังฉดี ใตผ้ วิ หนังประมาณ 10-15 นาทสี ว่ นใหญจ่ ะออกฤทธิ์อยู่ได้นานประมาณ 3-

5 ชัว่ โมงออกฤทธ์ิสูงสดุ ที่ 1-3 ช่วั โมงอนิ ซลู ินพวกนสี้ ว่ นจะมีลกั ษณะใสใชฉ้ ีดเมอ่ื ต้องการลดระดบั น้ำตาลในเลือดหลัง
รบั ประทานอาหารม้อื น้ันๆ ไดแ้ ก่ Humalog และ Novorapid
2) อินซลู ินชนดิ ออกฤทธส์ิ นั้ (short acting insulin)

อนิ ซลู ินกลุ่มนี้จะเร่มิ ออกฤทธิ์หลงั ฉดี ใตผ้ ิวหนงั ประมาณ 50-60 นาทีส่วนใหญ่จะออกฤทธิ์อยไู่ ดน้ านประมาณ 5-
7 ชวั่ โมงออกฤทธส์ิ ูงสดุ ที่ 2-4 ช่วั โมง ขอ้ บง่ ช้ีในการใช้อนิ ซูลนิ กลุ่มน้ีคอื 1. กรณที ี่จะตอ้ งการให้ระดบั นำ้ ตาลในเลอื ด
ตำ่ ลงอยา่ งรวดเรว็ เชน่ ในการรักษา diabetic ketoacidosis, diabetic sweerosmolar หรือ 2. ในภาวะทีน่ ำ้ ตาลใน
เลือดสงู ขึน้ มากเป็นครง้ั คราวในบางกรณที ่ผี ปู้ ่วยมีระดับน้ำตาลหลังอาหารสูงมากกอ็ าจใช้อินซูลนิ กล่มุ นี้ผสมกับ อนิ ซลู ินท่ี
ออกฤทธ์ินานปานกลางได้
3) อนิ ซูลนิ ชนิดออกฤทธิ์นานปานกลาง (intermediate acting insulin)

ไดแ้ ก่ อนิ ซลู นิ พวก Isophane (NPH). Lentard, Monotard, Protaphane, Humulin N และ Rapitard ยาก
ลุ่มนจี้ ะมีลักษณะข่นุ เพราะมสี ่วนผสมของธาตสุ ังกะสีหรอื โปรตนี พวก protamine จะเร่ิมออกฤทธิ์หลงั ฉีดประมาณ 1
ชว่ั โมงยกเวน้ Rapitard ซงึ่ ออกฤทธเิ์ ปน็ 2 ระยะคอื เร่ิมออกฤทธปิ์ ระมาณ 4 ชว่ั โมงหลงั ฉดี เช่นเดียวกบั อนิ ซลู ินกลมุ่ แรก
เน่อื งจากอินซูลนิ กลุ่มน้ีออกฤทธอิ์ ย่ไู ดน้ านการฉดี เพยี งคร้ังเดยี วกส็ ามารถจะคุมน้ำตาลได้ตลอดทง้ั วันแต่ในผู้ปว่ ยบางคนท่ี
ระดบั น้ำตาลขนึ้ ๆ ลง ๆ มากกอ็ าจจำเป็นต้องแบ่งฉีดเปน็ วนั ละ 2 คร้ัง
4) อินซูลนิ ชนดิ ออกฤทธิ์ยาว (long acting insulin)

อนิ ซลู นิ กลมุ่ นี้แทบจะไมม่ ีที่ใชแ้ ล้วในปัจจุบนั ไดแ้ ก่ พวก protamine zinc insulin (PZI) และ ultralente เรม่ิ
ออกฤทธหิ์ ลงั ฉีดประมาณ 4-6 ช่วั โมงมีฤทธิอ์ ย่ไู ดป้ ระมาณ 24-36 ชว่ั โมงและออกฤทธ์ิสูงสุดที่ 14-24 ชั่วโมง-1 5)
อนิ ซูลนิ ชนิดผสมซงึ่ นำอนิ ซูลนิ ชนิดออกฤทธ์ิเรว็ มาผสมกับชนดิ ออกฤทธ์ิปานกลางในอัตราสว่ น“ ตา่ งๆกนั

การพยาบาลและการฉีด Insulin
1. เก็บอนิ ซูลนิ ไว้ในทเี่ ย็นเสมอ
2. ตอ้ งแน่ใจวา่ ความเข้มขน้ ของอินซลู นิ ตรงกับมาตราของ Syringe ท่ีใช้
3. คลึงขวดอินซูลินในมอื แทนการเขยา่ ขวดยาไม่ควรเขยา่ ขวดเพราะจะทำใหเ้ กิดฟองอากาศซ่ึงมผี ลเกี่ยวกบั ความละเอยี ด
ในการดูดยา
4. การฉีดอินซลู นิ เขา้ ใตผ้ วิ หนงั สามารถทำได้ในตำแหนง่ ตอ่ ไปน้ี ต้นแขนหนา้ ขาหนา้ ท้องและสะโพก แต่ควรมกี าร
วางแผนหมุนเวียนบริเวณท่ฉี ดี ยาและบันทึกบรเิ วณทฉี่ ีดในแต่ละครั้ง

- 36 -

4. การดูแลเท้า
1) ตรวจดตู ุ่มพองบาดแผลและรอยฟกช้ำหรือการเปล่ียนแปลงอืน่ ๆทแี่ ตกตา่ งไปจากเดิมสังเกตซอกน้วิ เพ่อื

ตรวจดคู วามผิดปกตทิ ่ีเกดิ ขนึ้
2) ลา้ งเท้าด้วยสบทู่ ่มี ฤี ทธิ์อ่อนและน้ำในอุณหภมู หิ ้องไม่ควรใชน้ ้ำอุน่ (ยกเว้นมีคนเตรยี มให)้ เพราะอาจทำให้เกดิ

แผลนำ้ ร้อนลวกได้ หลงั จากน้ันใชเ้ ช็ดเทา้ ให้แหง้ ถา้ มีผวิ แห้งมากให้ทาครีมบำรงุ ยกเวน้ บรเิ วณซอกนิว้
3) เมือ่ มแี ผลถลอกหรอื มีการติดเชื้อเกดิ ข้นึ เล็กน้อยให้แจ้งแพทย์หรือพยาบาลเพือ่ ให้ความชว่ ยเหลอื ที่ถูกตอ้ ง

ตอ่ ไป
4) ไม่ควรรกั ษาหดู หรอื ตาปลาเองโดยใช้น้ำยาหรอื พลาสเตอร์ที่มีสว่ นประกอบของกรดควรปรึกษาแพทยผ์ ้ใู ห้การ

รกั ษา
5) ตดั เล็บเทา้ ในลกั ษณะเป็นเส้นตรงไมส่ ้ันหรอื ยาวเกินไปโดยให้อยู่ในระดบั เดยี วกันกับปลายน้วิ เทา้
6) ซือ้ รองเท้าให้เหมาะสมกับขนาดและรปู ร่างของเทา้ ไม่ควรสวมรองเท้าสน้ สงู ในวันแรกท่ีสวมรองเทา้ ใหมไ่ ม่

ควรสวมนานเกนิ 30 นาทีแล้วตรวจดคู วามผิดปกตขิ องเทา้ เช่นรอยแดงบวมโดยเฉพาะบรเิ วณทมี่ ีการรับนำ้ หนกั มากถ้าไม่
มคี วามผิดปกตใิ ดๆให้ค่อยๆสวมนานขึน้ ประมาณวันละครง่ึ ถึงหนึ่งช่ัวโมง

7) ตรวจดูรองเท้าทกุ ครงั้ ก่อนสวมเพือ่ ดวู า่ มีสงิ่ แปลกปลอมทจี่ ะทำอันตรายตอ่ เทา้ หรือไม่
8) ควรบริหารเท้าทกุ วันการเดินกเ็ ป็นการบริหารเท้าอยา่ งหน่ึงหรอื จะใช้วิธีการบริหารเท้าโดยเฉพาะก็ได้

5. การกำกบั ตนเองเพ่อื ควบคมุ เบาหวาน
ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นจะต้องเรยี นรู้การกำกับตนเองเพ่อื ควบคุมเบาหวานท้ังนี้เพ่อื ปอ้ งกนั ภาวะแทรกซ้อนท้ัง

ระยะสนั้ และระยะยาวดังนน้ั ผู้ป่วยจงึ ตอ้ งเรยี นรวู้ า่ การควบคุมเบาหวานท่ดี เี ป็นอย่างไรและใชว้ ิธีใดแต่เดิมนนั้ การติดตาม
การควบคุมนำ้ ตาลในเลอื ดอาจ ทำได้โดยการตรวจหาระดับน้ำตาลในปสั สาวะ (urinary glucose) และการตรวจน้ำตาล
จากหลอดเลือดฝอย (capillary blood glucose) แต่เนอ่ื งดว้ ยทง้ั 2 วธิ ีมคี วามแม่นยำในการตรวจไมเ่ พียงพอจึงได้มกี าร
พัฒนาการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดที่จะสามารถบง่ บอกถงึ ความสามารถในการควบคมุ น้ำตาลใหอ้ ยู่ในระดับทด่ี ีและมี
ความแมน่ ยำมากขนึ้ คือการตรวจ Glycosylated hemoglobin

- 37 -

การพยาบาลผ้ปู ว่ ยท่มี ีความผดิ ปกติของตอ่ มใตส้ มอง

ตอ่ มใตส้ มอง (Pituitary gland) เปน็ ต่อมไรท้ ่อท่สี ำคญั มากเพราะผลิต hormone หลายชนดิ ซง่ึ ทำหนา้ ท่ี
สำคญั ในการควบคมุ การทำงานของร่างกายจึงมีช่อื เรียกอกี ชอื่ ว่า“ Master gland” การสร้างและหลงั hormone ของ
pituitary gland จะอย่ภู ายใต้การควบคมุ ของ hypothalamus และ target orgอกโดย hypothalamus จะหลงั
releasing หรอื inhibiting hormone ผา่ นมาตาม portal vessel ทำใหม้ กี ารกระตนุ้ หรือยับยัง้ การหลงั hormone
ของเซลลใ์ น pituitary gland ส่วน target organ ควบคมุ การหลงั hormone โดยกลไกย้อนกลบั (negative feedback
mechanism) คอื เมอ่ื ระดบั ของ hormone ท่ี target organ สงู เพยี งพอก็จะยับย้งั การหล่ัง hormone ท่ี pituitary
gland

ตอ่ มใต้สมองประกอบด้วย 2 สว่ นคือส่วนหนา้ anterior lobe) และส่วนหลัง (posterior lobe):
1. ต่อมใต้สมองส่วนหนา้ (anterior lobe) หรอื เรียกวา่ adenohypophysis ก็อได้ว่าเปน็ ต่อมไร้ทอ่ ทแ่ี ท้จริงเน่ืองจาก
สามารถสร้างฮอรโ์ มนได้โดยไดร้ ับการกระตนุ้ จาก releasing hormone ทส่ี รา้ งจาก neurosecrestory call ทีม่ ตี วั เซลล์
อยทู่ ี่ hypothalamus
2. ต่อมใต้สมองส่วนหลัง (posterior lobe) หรอื เรียกวา่ neurohypophysis ซ่ึงตอ่ มใตส้ มองสว่ นหลังไม่ได้สรา้ ง
ฮอรโ์ มนแตม่ ีปลาย axon ของ neurosecretory cell จาก hypothalamus มาส้ินสดุ และหลัง hormones ออกมาสู่
กระแสเลอื ด

ความผิดปกตขิ อง Anterior Pituitary Gland
1. Hypopituitarism คือภาวะท่ี anterior pituitary glared สร้างและหลัง hormone ได้น้อยกว่าปกตสิ ่วน

ใหญ่มีสาเหตจุ าก hypothalamus ถูกทำลายความผิดปกติทางพนั ธุกรรมเนอื้ งอกสมองหรือ pituitary gland ไม่สามารถ
ทำงานได้โดยอาการและอาการแสดงจะขนึ้ อยู่กับชนดิ และปริมาณของ hormone ทข่ี าดหรอื พร่องไป

2. Hyperpituitarism คอื ภาวะที่ anterior pituitary gland สร้างและหลง่ั hormone มากกวา่ ปกติส่วนใหญ่
มสี าเหตจุ ากเนอื้ งอกท่ี hypothalamus หรือ pituitary gland โดยอาการและอาการแสดงจะขน้ึ อยกู่ บั ชนดิ และปรมิ าณ
ของ hormone ท่ถี ูกหลง่ั มากเกนิ ไป

- 38 -

โรคทเี่ กดิ จากความผิดปกตขิ อง Anterior pituitary gland
ในทน่ี ี้จะกล่าวถงึ เฉพาะโรค acromegaly เท่านัน้ เน่อื งจากเปน็ โรคท่เี กดิ จากความผิดปกของการพลัง GH ใน

ผ้ใู หญ่
Acromegaly

อุบัติการณ์ acromegaly ปาท่ีมโี อกาสพบได้น้อยอาการคอ่ ยเป็นค่อยไปอย่างช้าช้าโดยจะพบในเพศหญิงใต้
พอๆกบั เพศชายช่วงอายุประมาณ 20 – 40 ปี

สาเหตุ เกดิ จากการหลงั GH มากผดิ ปกตซิ งึ่ เกิดภายหลงั จากท่ี epipflysis ปตี แลว้ เน่ืองอกของ guituitary
talend เป็นสาเหตทุ ่ีสำคญั ของการหลงั่ GH มากเกนิ ไป

อาการและอาการแสดง
1. Turner pressure เนอ่ื งจากตำแหนง่ ของ pituitary gland ต้งั อยู่ในสมองขนาขของ pituitary glary ท่ใี หญข่ นึ้
เน่อื งจากเนื้องอกท่เี บยี ดเบีย้ สมองทำใหแ้ รงดนั ในสมองเพ่ิมขน้ึ ผปู้ ่วยจะมีอาการปวตศีรษะการมองเหน็ ผิดปกตสิ ูญเสยี การ
รับภาพบางส่วนหรือทงั้ หมดเกดิ ความผิดปกตขิ องเสน้ ประสาทสมองท่ี 3, 4 และ 6 ยาจพบอาการสบั สนตรามจำเสื่อมมี
ความผิดปกตขิ องระบบยอ่ ยอาหารการนอนหลบั และการควบคมุ อุณหภูมิ
2. Growth hormone excess

2.1 การหลง่ั GI มา1เกนิ ไปทําใหเ้ กดิ ภาวะนำ้ ตาลในเลือดสงู (hyperglycemia) เน่อื งจาก GH มีผลยบั ย้งั การใช้
กลูโคสและต่อต้านการอยnฤทธิ์ของ insulin

2. 2 ระดับฟอสเฟตในช่วมและแคลเซยี มในปัสสาวะสูงเนื่องจาก GH เพิ่มจากดูดกลับฟอสเฟตและขบั แคลเซยี ม
ซง่ึ ความเขม้ ขน้ ของแคลเซี่ยมในปัสสาวะสูงเปน็ สาเหตทุ ำให้เกดิ นาที่ไมไ่ ด้

2.3 ต่อมเหงือ่ แตะตอ่ มไขมนั ทำงานมากกวา่ ปกต:ิ
2.4 ความดนั โหหติ สูงพบไดป้ ระมาณรอ้ ยละ 25 โดยไม่ทราบสาเหตุ
2.5 การเพ่มิ ของ CH อาจมีผลตอ่ Hormone ดว้ ยนๆเช่น prolactin, ACTH และ gonadotropins าะทำใหเ้ กดิ
การหลงั่ นำ้ นมมากผดิ ปกติและขาดประจำเดอื นในเพศหญิงอวยั วะเพศไม่แขง็ ตวั ในเพศชายความยังการทางเพศอิติถึงและ
มีขนขึ้นผดิ ปกติ
3. Musculoskeletal hypertrophy การหล่ัง GH มากเกนิ ไปทำใหข้ นาดของกระดกู กล้ามเนือ้ และเนื้อเย่ือใหญ่ขึน้ ท่ี
เห็นไดช้ ัดเจนคอื มอื และเทา้ จะโตข้นึ และหนาน้วิ แตส่ ะนว้ิ มีขนาดอว้ นข้นึ หน้าผากและคางยืนโหนกแกม้ สูงจมกู หูถิ่นและ
ริมฝปี ากโตหนากรามขยายและฟนั หา่ งกล่องเสยี งหนาข้นึ ทำใหเ้ กิดพูดเสียงตำ่ ลงกระดูกซีโครงและไหปลารา้ ขยายใหญ่ขา
โกง่ ผิวหนังหนาและมนั

- 39 -

การวนิ จิ ฉยั โรค ได้จาก (gnatsicus & Workman, 2010)
1. อาการและอาการแสดง
2. การตรวจทางรงั สีเช่นพบกระดูกกะโหลกศีรษะหนากวา่ ปกติโพรงอากาศรอบจมูกมีขนานใหญข่ ึ้นกระดกู นิรสว่ นปลายมี
ลักษณะคลายดอกเหน็ หรอื รม่ ช่องขอ้ ต่อนวิ้ กว้างกว่าปกติหรือมลี ักษณะของข้อเสื่อม
3. การตรวจวัดระดบั CH

การรกั ษา
1. ผ่าตดั เอาก้อนเน้อื งอกออก (Transphenoidal hypophysectomy)
2. การฉายแสง
3. การให้ยาลดระดับ GH เช่น Bromocriptine

การพยาบาลผู้ปว่ ย Acromegaly
การพยาบาลผู้ปว่ ย acromegaly ที่สำคญั ๆมดี ังนี้
1. ภาพลักษณ์เปล่ียนแปลงเนื่องจากการร่างกายมขี นาดใหญ่ขึ้นจากมกี ารหลงั Growth hormoneปรมิ าณมากกว่าปกติ
2.ปวดศีรษะไมส่ ขุ สบายเนือ่ งจากการกดเบยี ดของเนื้องอกในสมอง
3. มีโอกาสบาดเจ็บจากการพลดั ตกหกล้มเนือ่ งจากการมองเหน็ เปลีย่ นแปลง
4. มคี วามวติ กกงั วลเนอ่ื งจากสภาวะสขุ ภาพท่ีเปล่ียนแปลง
5.มภี าวะน้ำตาลในเลือดสงู เนอ่ื งจาก GH มีผลยับย้งั การใชก้ ลโู คสและตอ่ ตา้ นการออกฤทธขิ์ อง insulin 6.มคี วามคับขอ้ ง
ใจเนอ่ื งจากการส่ือสารบกพรอ่ งจากพยาธิสภาพของโรค
7. มโี อกาสได้รบั อันตรายเกดิ ภาวะการไหลเวยี นบกพรอ่ งจากปริมาณฮอร์โมน ADH ลดลงหลังผา่ ตดั
8. มีโอกาสได้รับอนั ตรายเกิดภาวะ ICP จากการการมสี มองบวมเลอื ดออกในสมองจากการผา่ ตัด

- 40 -

โรคทเี่ กิดจากความผิดปกติของ Posterior pituitary gland
ในทน่ี ี้จะกลา่ วถึงเพาะโรคเบาจดื (diabetes insipidus) และ Syndrome of inappropriate secretion of

antidiuretic hormone (SIADH) เท่าน้นั

โรคเบาจืด (Diabetes Insipidus หรือ DI)
คอื โรคทีเ่ กดิ จากความล้มเหลวของ posterior pituitary grand ในการหล่ัง ADH ทำให้เกดิ ความเพรยี งหรอื ขาดี

ADH ส่งผลให้ไดไม่สามารถตตู กลบั นำ้ ไดร้ า่ งกายไม่สามารถควบคุมปริมาณน้ำและ plasma osmolality ให้คงทไี่ ดท้ ำให้
มปี สั สาวะออกมาก (polyuria) และกระหายนำ้ มาก (polydipsia) DI แบง่ ออกเปน็ 2 ชนิดคอื

1. Neurogenic หรอื Central DI
เกดิ จากมคี วามผิดปกตขิ อง hypothalamus, infundibular Stem 120 posterior pituitary ทำให้มี
ผลกระทบตอ่ การหลังของ ADH ความผิดปกต็อาจเกิดจาก primary brain tumors hypophysectomy, aneurysms,
thrombosis, infections หรอื immunologic disorders Dl ชนิดนอ้ี าจเป็นภาวะแทรกซอ้ นของ closed-head
trauma ได้
2. Nephrogenic DI
เกดิ จากหลอดไตโดยเฉพาะสว่ นของ collecting tubules ไม่สามารถตอบสนองต่อ ADH โดยทว่ั ไป
nephrogenic D1 มักเกยี่ วข้องกบั การเกดิ ความผดิ ปกตทิ างกรรมพนั ธุ์ความผดิ ปกติของไตเช่น pyelonephritis,
amyloidosis, destructive uropathy, polycystic disease และ intrinsic renal disease หรอื ยาท่มี ีฤทธท์ิ ำลาย
หลอดไตเชน่ lithium carbonate, general anesthetics, methoxyflurance และ demeclocycline ดงั นนั้ DI ทเ่ี กดิ
จากความผดิ ปกตขิ องต่อมใต้สมองจึงเรยี กวา่ Neurogenic DI หรอื Central DI

พยาธสิ ภาพ
DI สว่ นใหญ่มักจะเกดิ ขึน้ อยา่ งเฉยี บพมนั บาะหลังของ ADH ทไ่ี มเ่ พยี งพอทำใหเ้ กิดการถ่ายปัสสาร

ระจำานวนมาทโดยปตาระมีลกั ษณะเจอื จางตามชว่ งเพาะของปัสสาวะ ต่ำ ประมาณ 1.00-1.005 มีการเพม่ิ ของ plasma
osmolality ปสั สาวะทมี่ อาระมากนอ้ ยแตกเงตน้ ขึ้นอยกู่ บั หวามรุนแรงของโรคการหา ADH ขึน้ รนุ แรงจะทำใหม้ ปี ัสสาวะ
ออกมากถงึ ประมาน 12 ดิทรต์อวันหากผู้ปว่ ยไมไ่ ด้นำทาแทนจะตการขาดน) (dehydration) และเกฟิ ความไม่สมดุลของ
โซเดียมขน้ึ ไดอ้ ย่างรวดเร็ว

อาการและอาการแสดงและภาวะแทรกซ้อน
- ปสั าวะออกมากประมาณ 4-20 ลิตรต่อวนั ปสั สาวะบอ่ ยทn 30-60 นาทีรวมทั้งปสั สาวะตอนกลางวนั (nocturia)
ปัสสาวะจางมาก ความถว่ งจำเพาะของปสั สาวะตำ่
-มีภาวะ Dehydration เชน่ hypotension, tachycardia, week pulses, poor skin tugor, ผวิ แห้งปากแหง้ มอี าการ
กระหายนำ้ อย่างตอ่ เนอ่ื ง (Continuous thirst)
- Plasma osmolality จะสงู กว่า urine osmolality หลังจากมีการสญู เสียนำ้ ประมาณ 8 ชว่ั โมง

- 41 -

-ผูป้ ่วยท่เี ปน็ DI นาน ๆ มกั เกดิ การพฒั นาของ bladder ใหม้ คี วามจุมากขึน้ และเกิดภาวะ hydronephrosis ขึ้นได้
การวินจิ ฉยั โรค
-การทดสอบโดยการจำกดั น้ำ (water restriction)
-การวดั หาค่าความถ่วงจาํ เพาะและ osmolarity ของปสั สาวะพบว่ามีค่าต่ำกว่าปกติแตโ่ ซเดียมและ Osmolality ในเลือด
จะสูงขนึ้

การรักษา ให้ ADH ทดแทนนยิ มใช่ยาพ่นหรอื ยาฉีดมากกว่ายารบั ประทาน
- ข้นึ อยู่กับความพรอ่ งของ ADH และปจั จัยส่วนบุคคลเช่นอายุสภาพของตอ่ มไร้ทอ่ และหวั ใจและการดำเนินชวี ิตในผู้ป่วย
ทมี่ ีปสั สาวะมากกว่า 9 ลิตรตอ่ วนั และ urine Osmolality น้อยกวา่ 100 mOsm ต่อกิโลกรมั หลังจากการทดสอบโดย
การจำกดั น้ำผูป้ ่วยควรไดร้ บั ADH พรอ้ มกับด่มื น้ำ
- มักให้ synthetic vasopressin (desmopressin) ทางหลอดเลือต "การรักษาโดยให้ยากระตุ้นการปลอ่ ย ADH จาก
hypothalamus เชน่

-Chlorpropamide ใช้รักษาผู้ป่วย DI ทมี่ ีภาวะพรอ่ ง ADH ไม่มาก
-Clofibrate และ carbamazepine ใชก้ ับผปู้ ว่ ย DI ที่มอี าการระดบั นอ้ ยถงึ ปานกลาง

Syndrome of Inappropriate Antidiuretic Hormone (SIADH) SIADH
เก่ียวขอ้ งกับการหล่ัง ADH มากอย่างต่อเนอ่ื งโดยไมส่ ัมพนั ธก์ ับ plasma osmolarity ซึ่งในภาวะปกตเิ มือ่

plasma osmolarity ตำ่ จะมกี ารยับยั้งการหล่งั ของ ADH ทำใหม้ กี ารขับนำ้ ออกทางไตเพิ่มขน้ึ ระดับ plasma
osmolarity จึงเพม่ิ ขน้ึ เมอ่ื กลไกผดิ ปกตทิ ำให้มีการหลงั่ ADH มากอย่างต่อเนอ่ื งทำให้มกี ารตูดนำกลับท่ีไตมากขน้ึ เกดิ การ
คง่ั ของสารนำ้ นอกเซลล์เพ่มิ ขึ้นและระดับโซเดียมในเลือดตำ่ เกิดภาวะ hyponatremia และ hypoosmolality ซงึ่ ภาวะ
hyponatremia นจี้ ะไปกดการทํางานของ Ferin ส่งผลใหเ้ กดิ การหล่ัง aldesterone ลดลงและการดดู กลับโซเดยี มของ
proximal tubule ลดลงด้วยจึงทำให้มีการสูญเสยี โซเดียมเพิ่มข้ึนซงึ่ ตรงกันขา้ มกบั เบาจติ
สาเหตมุ ดี ังน้ี
1. SIADH เปน็ ผลมาจากความผดิ ปกตขิ องประสาทสว่ นกลางที่มผี ลต่อกระบวนการทำงานของ hypothalamus และ
pituitary gland (hypothalamic-pituitary mecharisการ) เชน่ เย่อื ห้มุ สมองอกั เสบบาดเจ็บที่ศรี ษะเป็นฝีที่สมองเน้ือ
งอกของสมองโรคหลอดเลือตสมองและ SLE
2. ยา pharmacologic agents อาจจะทำให้เกดิ SIADH ไดเ้ ชน่ opicids ยาดมสลบยาทางจิตเวช
3. Transient SIADH อาจเกดิ ขึน้ หลงั การผ่าตดั pituitary gland เนื่องจากระยะ 5-7 วนั หลงั การผา่ ตัดอาจมีการเพ่มิ
ของระดบั ADH ได้
4. SIADH อาจพบไดใ้ นผูป้ ่วยทม่ี ีการตดิ เช้อื ทีป่ อดหรือผ้ปู ่วยโรคจิตทีไ่ ดร้ บั การรักษาด้วยยาหลายชนดิ
5. มะเร็งโดยเฉพาะอยา่ งย่งิ มะเรง็ ปอด thymoma และ lymphoma

- 42 -

อาการและอาการแสดงและภาวะแทรกซ้อน SIADH มีอาการและอาการแสดงดังนี้:
1. มีอาการและอาการแสดงของ serum hypo0smolarity::::
2. มีอาการและอาการแสดงของ Hyponatremia โดยระดับโซเดยี มในเลอื ดต่ำ <120 mEgL เชน่ -ปวดศรี ษะ "สับสน
ระดับความรู้สกึ ตวั ลดลง-ออ่ นเพลยี ไม่มแี รง" ตะครวิ บริเวณทอ้ งคลนื่ ไสอ้ าเจยี นเบอ่ื อาหาร "ชักและหมดสตใิ นเวลาตอ่ มา
3. การสญเสยี โซเดียมในปสั สาวะ (uine Sodium excretion) คา่ โซเดยี มในปสั สาวะ» 20 mEq
4. อาการ hyponatremia ดขี น้ึ เมือ่ มีการจำกัดน้ำ (water restriction)
5. เกดิ urine hyperosmolarity โดย urine Osmolarity> 100 mOsm / Kg จะพบอาการปัสสาวะบอ่ ย 6. การไมม่ ี
สาเหตุอน่ื ทท่ี ำใหค้ วามสามารถในการเจอื จางลดลง (absence of other causes of decreased diluting ability)
การวินจิ ฉัยโรคและการรักษา
-วินจิ ฉัยจากอาการและอาการแสดง
-ระดับ serum electrolyte โดยระดบั ของโซเดียมต่ำกวา่ 120 mEq /L
-serum osmolarily ตำ่ กว่าปกติ
-urine osmolarity> 100 mosm/kg.

การรักษา
1. จำกดั น้ำ <1000 มล. ตอ่ วนั และใหย้ าขบั ปัสสาวะ
2. แกไ้ ขภาวะโซเดียมในเลือดตำ่ โดยให้ hypertonic saline (3%-5%) ทางหลอดเลอื ดต่ำ
3. ถา้ เป็นเนอื้ งอกให้ไดร้ ับการผ่าตดิ ต่อมใต้สมอง 4. ให้ยาไปยบั ยง้ั ADH เพ่อื ช่วยในระดับโซเดียมในกระแสเลือดกลับคืน
ปกตเิ ช่นยา Dermeclocycline Lithium Carbonate

- 43 -

การพยาบาลผปู้ ่วยท่ีมคี วามผดิ ปกตขิ องตอ่ มหมวกไต

ตอ่ มหมวกไต (adrenal glands) ตั้งอยู่ทชี่ ่องว่างดา้ นหลงั เย่อื บชุ อ่ งท้องติดอยทู่ ขี่ ว้ั บนของไตท้งั 2 ข้างมี
โครงสรา้ งเปน็ รปู สามเหล่ยี ม ต่อมหมวกไตข้างซา้ ยมีขนาดโตกวา่ ขา้ งขวานำ้ หนกั ต่อมละ 4-6 กรัม ต่อมหมวกไตหล่ังสาร
ออร์โมน ซึง่ มีความสำคัญสำหรบั รา่ งกายในการคงไวซ้ ึง่ ความสมดลุ ของรา่ งกายโดยอาศยั การทางานดา้ นการเมตาบอลิสม
(metabolisim) ความสมดลุ ของอเิ ลค็ โทรลยั ท์ (electrolyto balanca) และการทํางานของระบบประสาทตอ่ มหมวกไต
แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ

1. สว่ นนอก (adrenal cortex) ประกอบดว้ ยเน้อื เยอ่ื ทที่ ำหน้าที่สงั เคราะห์และหล่ัง steroid hormones
(steroids, corticosteroids) ได้แก่ glucocorticoids Prineral corticoids และ sex hormones

2. ส่วนใน (adrenal modula) สังเคราะหแ์ ละหลงั catachiolarrines

ตอ่ มหมวกไตส่วนนอก (adrenal cortex) ต่อมหมวกไตส่วนนอกประกอบดว้ ย 3 ส่วน (zones) แยกออกอย่างชดั เจน
ซ่ึงมีเซลลเ์ ฉพาะสำหรับสร้าง Trineral corticoid, gluccorticoids และ sex hormones ท้งั นีค้ อื
ก. Zone glomerulosa สร้าง mireral corticoids ซ่งึ aldosterone เป็นฮอร์โมนหลกั
ข. Zona fasciculate สร้าง glucocorticoids ซง่ึ cortisol เป็นฮอรโ์ มนหลัก
ค. Zona reticularis สรา้ ง sex hormones

Mineral corticoids
1. เมื่อปริมาณของโซเดยี มตำ่ และโปแตสเซยี มสูงในกระแสเลือดจะทำให้ตอ่ มใต้สมองหลัง ACTH มากเกระตุ้น Adrenal
Cortex ใหห้ ลงั่ aldosterone เพ่มิ ข้นึ
2. การควบคุมโดย rennin – angiotensin system เมอ่ื ปริมาณของเลือดลดลงหรอื ปริมาณของน้ำในหลอดเลือดแดง
ลดลงเอ็นซัยม์ rennin จะหลั่งออกมาจาก juxtaglomerular cells ของไต

Glucocorticoids
1. การเมตาบอลิสมของคาร์โบไฮเดรทโปรตีนและไขมนั (Carbohydrate, protein, fat metabolism)
2. ต่อตา้ นการอกั เสบ (anti-inflammatory action)
3. การเมตาบอลสิ มของนำ้ (Water metabolism
4. ระบบหัวใจและหลอดเลอื ดคงไวซ้ ึง่ การทำงานของกลา้ มเน้ือหวั ใจที่ปกติ (normal excitability of myocardium)
5. ระบบกระดูกทำให้กระดูกผุ (osteoporosis)
6. ระบบเลือดกระตุน้ การสรา้ งเม็ดเลือดแดงมีการแตกสลายของ lymphocytes และ plasma cells
7. ระบบทางเดนิ อาหารกรดในกระเพาะอาหารและ pepsin เพิ่มข้ึน gastric mucus ลดลงอาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะ
อาหารได้
8. ระบบประสาท-กล้ามเนื้อ Threshold สำหรบั electrical excitation ลดลง

- 44 -

9. อารมณ์และบุคลิกภาพเชอื่ วา่ จำเปน็ สำหรับการรกั ษาให้อารมณค์ งท่แี ละทำให้บคุ ลิกภาพม่นั คงโดยการไปลดปริมาณ
ของ gamma-amino-butyric acid (GABA) ซง่ึ เปน็ inhibitory neurotransmitter ท่ีสมอง
10. ความเครียด (Stress) จำเป็นสำหรับการดำรงชวี ติ ในภาวะเครียด
11. นำ้ และอิเล็คโทรลัยท์ (Fluid and electrolyte)
12. กดภมู ิคุม้ กันในปรมิ าณมากๆจะทำให้เกดิ การทำลาย Lymphocyte ซึ่งสร้าง antibody ได้ทำให้ antibody ลดลง
และยังกดภมู ิคมุ้ กนั ชนดิ ทพ่ี ง่ึ เซลล์ (cell-mediated immunity)

Sex hormones ฮอรโ์ มนเพศ sex hormones) ทส่ี รา้ งจากต่อมหมวกไตคอื androgens และ estrogens ซ่งึ
มีปรมิ าณนอ้ ยมากเม่อื เปรียบเทียบกบั ที่รา่ งกายสรา้ งจากตอ่ มเพศ (gonads) androgens มีหน้าที่ทำให้รา่ งกายเพศหญิง
มลี ักษณะเหมอื นเพศชายคือมีขนที่รกั แร้และอวัยวะสืบพันธ์แุ ละเป็นฮอร์โมนเสริม androgens ทีม่ อี ย่แู ล้วในเพศชาย
ACTH ควบคมุ การหลัง่ ฮอรโ์ มนเพศเช่นเดยี วกบั ควบคุมการหลัง่ glucocorticoids

โรคท่เี กิดจากความผดิ ปกติของ Adrenal cortex

Cushing 's Syndrome คอื ภาวะที่ adrenal cortex ทำงานมากกวา่ ปกติสง่ ผลใหร้ ะดบั cortisol ในกระแส
เลือดสงู ข้ึน (hypercortisolism) อบุ ตั กิ ารณ์ Cushing' s syndrome สามารถพบไดใ้ นทุกวยั แต่ส่วนใหญจ่ ะพบมาก
ในช่วงอายปุ ระมาณ 30 – 50 ปีโดยผหู้ ญิงมโี อกาสเกิด Cushing 's syndrome มากกว่าผู้ชายถึง 4 เท่า

สาเหตุเกิดได้จาก
1. Primary Cushing' s syndrome การหลงั ของ cortisol ทีม่ ากเกินไปเกิดจากเนอื้ งอกของตอ่ มหมวกไต
เองเชน่ adrenoma หรอื carcinoma
2. Secondary Cushing 's syndrome การหล่ังของ cortisol ที่มากเกินไปเกิดจากความผิดปกตินอกตอ่ ม
หมวกไต

2. 1 Pituitary-dependent Cushing' s syndrome หรือท่ีเรียกว่า Cushing 's disease พวกนี้มีการ
สรา้ ง ACTH มากกว่าปกติซ่ึงอาจเปน็ ผลจากเนื้องอกของ anterior pituitary gland หรือมีรอยโรคท่ี hypothalamus

2.2 Ectopic Cushing' s syndrome มกี ารสรา้ ง ACTH หรอื cortisol มากกว่าปกติโดยเกดิ จากเนอื้
งอกทอ่ี ยนู่ อกต่อมใตส้ มองและตอ่ มหมวกไตเช่น oat cell carcinoma ของปอดมะเร็งตบั ออ่ นเป็นตน้

3. Exogenous Cushing 's syndrome เกดิ จากการได้รับการรกั ษาด้วย glucocorticoid หรอื ACTH เปน็
เวลานาน

- 45 -

อาการและอาการแสดง
1. Truncal obesity
2. Muscular weakness
3. Skin changes
4. Impaired glucose tolerance hypercortisolism
5. Peptic ulcer hypercortisolism
6. High blood pressure
7. Osteoporosis
8. Increased risk of infection glucocorticoid
9. Virilization
10. Psychological changes

ลกั ษณะของผ้ปู ว่ ย Cushing 's syndrome

- 46 -

การตรวจทางหอ้ งปฏิบัติการ
การตรวจเลือดจะพบ hematocrit และ hemoglobin ปกตทาง PMN เพิม่ ขน (ymphocyte และ eosinophil

ลดลง FBS สง Plasma tipoprotein (VLDL และ LDL) "29" Electrolyte มักปกติใน Cushing 's disease แตอ่ าจพบ
severe hypokalemic metabolic alkalosis ใน ECOPIC ACTH Syndrome และ adrenal carcinoma
4. Screening test

4. 1 Overnight low-dose dexamethasone suppression test
4. 2 Urine free cortisol
5. 1 Low-dose dexamethasone suppression test
5. 2 High-dose dexamethasone Suppression test
6. การตรวจหาตำแหนง่ ของก้อนเนื้องอกโดยการทำ Computed tomography (CT-scan), magnetic resonance
imaging (MRI) และ plain skull x-ray

การรักษา
Cushing' s Syndrome ทเี่ กดิ จาก exogenous glucocorticoid ใหก้ ารรกั ษาโดยแนะนำให้หยุดยาอาการของ

โรคจะหายไปหลงั 3 เดือน สว่ น endogenous Cushing 's syndrome นั้นหากไม่ไดร้ บั การรกั ษาผู้ปว่ ยจะมีอัตราการ
ตายสูงผปู้ ่วยจึงควรได้รบั การรกั ษาตามสาเหตขุ องโรค

1. Cushing' s disease มีวิธีการรกั ษา 4 วธิ ีคอื transphenoidal pituitary surgery, bilateral
adrenalectomy, pituitary radiation และการรักษาดว้ ยยาท่ีใชล้ ดระดบั cortisol เช่น Bromocriptine (ลดการหลัง่
ACTH), Aminoglutethimide, Metyrapone, และ Ketoconazole (ยับยั้งการทำงานของ enzyme ท่ีจำเป็นตอ่ การ
สร้าง cortisol) 0-p 'DDP (ทำลายเซลลช์ ้ัน Zona fasciculata ที่สรา้ ง cortisol)

2. Adrenal tumor (Adrenal adenoma หรอื Adrenal carcinoma) การรักษาคือการผ่าตัดเอาก้อน
เนื้องอกออกใหห้ มดสว่ นใหญ่เนื้องอกมักเป็นขา้ งเดยี วดงั น้ัน adrenal cortex ด้านตรงข้ามมกั จะมี atrophy จากการ
ขาด ACTH มากระตนุ้ จึงต้องให้ corticosteroid ชดเชยก่อน-หลังผ่าตดั

3. Ectopic ACTH Syndrome ถา้ เปน็ เน้อื งอกทีไ่ มร่ ้ายแรงการผา่ ตัดจะหายขาดแต่ในรายท่เี ปน็ มากและมการ
แพรก่ ระจายของเซลล์มะเร็งนอกจากการรักษาดว้ ยการผา่ ตดั แลว้ มักจะให้ chemotherapy และยาควบคุมระดับ
Cortisol รว่ มด้วย

- 47 -

ต่อมหมวกไตทำงานนอ้ ยกว่าปกติ (Hypo function of the adrenal gland)
หมายถึงภาวะที่มกี ารหล่งั adrenal steroid hormones ในปริมาณต่ำกว่าความต้องการของร่างกายมี 2 ชนดิ

คอื primary adrenocortical insufficiency และ secondary adrenocortical insufficiency. Primary (chronic)
adrenocortical insufficiency (Addison 's disease หรอื glucocorticoid deficiency) เกิดจากตอ่ มหมวกไตผิดปกติ
ทำใหข้ าด adrenocortical hormone มีหลายสาเหตุได้แกต่ อ่ มหมวกไตฝอ่ โดยไมท่ ราบสาเหตุซึ่งอาจจะมคี วามสัมพนั ธ์
กบั ความผดิ ปกติของ autoimmune เพราะในผปู้ ่วยบางคนพบ antibodies สาเหตอุ ่ืนๆเกิดจากการติดเชอ้ื วัณโรค
เลอื ดออกที่ตอ่ มทำใหต้ อ่ มถกู ทำลายพบได้ในเพศชายมากกว่าเพศหญงิ อายุระหว่าง 20 40 ปี
พยาธิสรีรวิทยาของโรค.
1. การขาด aldosterone ทำใหก้ ารขบั นำ้ ออกไปเพิม่ ข้นึ ปริมาตรของของเหลวนอกเซลล์ไมเ่ พียงพอทำให้เกดิ การขาดนำ้
ความดันโลหิตลดลง cardiac output ลดลงหัวใจขนาดเลก็ ลง
2. การขาด glucocorticoid ทำให้ gluconeogenesis ลดลงทำให้ระดบั น้ำตาลในเลือดต่ำและไกลโคเจนในตับลดลง
ผูป้ ่วยมอี าการอ่อนเพลียเหนื่อยง่ายอดิ โรยมีอารมณแ์ ปรปรวนอารมณห์ วน่ั ไหวหรอื ซึมเศร้าเมือ่ ขาด Cortisol จะกระตนุ้
ตอ่ มใต้สมองให้หลัง่ ACTH และ MSH
3. ขาด androgen ในเพศชายจะไม่แสดงอาการเพราะวา่ testes ให้ฮอร์โมนเพศชายอย่างเพยี งพอแต่เพศหญิงยงั คง
ต้องอาศัยฮอร์โมนเพศชายจากต่อมนด้ี งั นัน้ สตรที เ่ี ปน็ Addison 's disease จะมขี นบรเิ วณรักแร้และอวยั วะสบื พนั ธน์ุ อ้ ย
กวา่ สตรปี กติ

การรกั ษา
ผปู้ ว่ ยจะไดร้ บั corticosteroids ทดแทนไปตลอดชีวติ ท่ดี ที ่สี ดุ คอื cortisol 30 มก. ตอ่ วนั แต่มีขอ้ เสยี คอื ใน

prednisolone mineralocorticoid นอ้ ยกวา่ ใน cortisol ผปู้ ว่ ยทไ่ี ด้รับ prednisolone ทดแทนจึงอาจเกดิ อาการความ
ดนั โลหติ ต่ำโปแตสเซยี มในเลือดสงู ในรายท่ีมีอาการของการขาด mineralocorticoid มากอาจต้องทดแทนดว้ ย
nuerocortisone ในระหวา่ งรับยาตอ้ งสังเกตอาการฮอรโ์ มนเกนิ คอื มอี าการบวมความดนั โลหิตสงู กล้ามเน้ือไม่มีแรงต้อง
รายงานแพทยท์ นั ทีเพื่อลดปริมาณยาและรักษาสาเหตุของโรคอื่นทเี่ ป็นสาเหตุของ Addison disease ด้วย

การตรวจทางห้องปฏิบตั กิ าร
1. ระดับ steroid ในเลือด

1. 1 ระดับของ cortisol เปน็ วิธที ดสอบเพื่อใช้ประเมนิ การทำงานของต่อมโดยการวดั ปริมาณของ Cortism 1
ในเลือดท่เี วลาเฉพาะค่าปกตใิ นผใู้ หญเ่ วลา 8. 00 น. มคี ่า 8-18 ug / dl เวลา 16. 00 น. มีคา่ 4-10 ug / dl

1. 2 ระดบั ของ aldosterone เป็นการวดั ปรมิ าณของระดับของ aldosterone ยังข้นึ อยู่กับปรมิ าณของโปแต
สเซยี มทไ่ี ดร้ ับการจำกดั เกลือโซเดียม

1. 3 ระดบั ของ Testosterone เป็นการวดั ปรมิ าณของ testosterone ซึ่งมีระดบั แตกตา่ งกนั ระหวา่ งวันนอ้ ย
มากแม้ว่าค่าในตอนเชา้ อาจสงู ข้นึ เพียงเลก็ น้อย

- 48 -

การพยาบาลผปู้ ว่ ยทม่ี ีความผิดปกติของต่อมไทรอยด์

สรรี วิทยาของตอ่ มไทรอยด์ต่อมไทรอยต์ตง้ั อยู่บรเิ วณคอด้านหนา้ และตำ่ ลงมาจากลูกกระเดอื กมีสีออกนำ้ ตาล
แดงลกั ษณะคล้ายปีกผเี สอ้ื แบง่ ออกเป็น 2 กลบี คือกลีบซ้ายและกลบี ขวาโดยมสี ะพานเชอื่ มแบทั้งสองเรยี กว่า Isthmus
ต่อมไทรอยด์ได้เลอื ดมาเลีย้ งจาก Superior และ Interior thyroid arteries5 และมีเสน้ ประสาทของกลอ่ งเสยี ง (
Laryngeal nerve) ทอดผา่ น

กลไกของการหลง่ั ไทรอยด์ฮอร์โมนต่อมไทรอยด์
ประกอบดว้ ยเซลล์ 2 ชนดิ คือ Follicular cells และ Paralollicular cells โดยสว่ นใหญ่จะเปน็ ชนดิ

Follicular cells ซง่ึ ทำหนา้ ท่หี ลัง่ ฮอร์โมน Triodothyronine (T3) และ Tetralodothyrone หรือ Thyroxine (T4)
ส่วน Paralollicular cells (C Cads) จะหล่ังฮอร์โมนทช่ี ่อื วา่ Calcitonin กลไกของการหลงั T3 และ T4 เรมิ่ ต้นทไี่ ฮโป
ทาลามสั ซึ่งสงั เคราะหแ์ ละเกบ็ ThrotropirHalterating hormone (TRI) เมอื่ ถกู กระตนุ้ จากความเย็นภาวะเตรียตหรอื
การสติ ระดบั ของทอรโ์ มน Thyroxing (T4) ไฮโปทาลามัสจะหลั่ง (TRH เพ่อื ไปกระตุ้นต่อมใตส้ มองส่วนหนา้ (Arterior
pituitary gland) ทสี่ งั เคราะหแ์ ละเกบ็ Thyroid-stimulatity) hormone (TS14) ไว้ให้ปล่อย TSH ออกมา TSH จะไป
จับกบั ตวั รับ (Receptor) ทเ่ี ย่อื หมุ้ เซลลข์ อง Fallicular cals กอ่ นหลังจากน้ันจะออกฤทธก์ิ ระตนุ้ ใหเ้ ซลล์เพ่มิ การ
สงั เคราะหแ์ ละหลั่ง 13 และ 14 ในการสงั เคราะหอ์ อรโ์ มนดังกล่าวจำเป็นตอ้ งอาศยั ไอโอดนี ซ่งึ ไดม้ าจากไอโอไลตท์ ่ีอยใู่ น
เลือดถูกจษั ะข้าสตู่ อ่ มไทรอยตแ์ ลว้ เปลยี่ นให้เปน็ ไอโยตีนโดยเอ็นไซม์ Peroxida58 ตามปกติตอ่ มไทรอยต์ผลิต T4
มากกว่า T3 (ร้อยละ 90 และรอ้ ยละ 10 ตามสตับ) อยา่ งไรก็ตาม T4 จะเปลยี่ นไปเป็น T3

Cetitorin หรือ Thyrocalcitorin เป็นฮอร์โมนทม่ี หี นา้ ท่ีลดระดบั แตสเซียมในเลอื ดเมื่อร่างกายมีระดบั แคลเซียม
สูงกว่าปกติโดยยบั ยง้ั การสลายแคลเซยี มยยกจากกระดูกและเพ่มิ การขับแคลเซียมออกทางไต ซึ่งการทำหน้าที่ของ
Calcitorin จะตรงข้ามกับพาราไทรอยด์ฮอรโ์ มน


Click to View FlipBook Version