โครงการศูนย์ศึกษาและพฒั นาชุมชนตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
กจิ กรรมท่ี3ฝึ กอบรมเชิงปฏิบัตกิ ารหลกั สูตรการพฒั นากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ประจำปี งบประมาณ 2563
ระหว่างวนั ที่ 27 – 31 มกราคม 2563
ก
คำนำ
กรมการพัฒนาชุมชน ได้มอบหมายให้ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครศรีธรรมราช ดาเนินการ
ฝึกอบรมโครงการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมท่ี 3 ฝึกอบรม
เชิงปฏิบัติการหลักสูตรการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง ประจาปีงบประมาณ 2563 โดยมี
วัตถุประสงค์เพื่อจัดตั้งศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่ดาเนินงาน
ของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรในสังกัดกรมการพัฒนาชุมชนและ
บุคลากรทั้ง 7 ภาคี ได้แก่ ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคศาสนา ภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม
ภาคส่ือมวลชน ในพ้ืนที่ดาเนินงาน ให้มีความรู้ ความเข้าใจในการประยุกต์ใช้ศาสตร์พระราชาในการแก้ไข
ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อมแก่ชุมชนในพ้ืนที่ และเช่ือมโยงเครือข่ายในพื้นท่ีทั้ง 7 ภาคี
ดว้ ยการบูรณาการการทางานแบบมีสว่ นรว่ ม
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครศรีธรรมราช ได้ดาเนินงานตามโครงการดังกล่าวข้างต้น ระหว่างวันท่ี
27 – 31 มกราคม 2563 ครบถ้วนตามเป้าหมายที่กรมการพัฒนาชุมชนกาหนด คือ มีผู้เข้ารับการอบรม
จานวน 105 คน จาก 7 จังหวัด ในเขตพื้นที่บริการของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครศรีธรรมราช ได้แก่
จ.กระบ่ี จ.ชมุ พร จ.นครศรีธรรมราช จ.ระนอง จ.พังงา จ.ภูเก็ต และจ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งได้รบั การสนับสนนุ การ
ดาเนนิ งานอย่างดจี ากวิทยากรผ้ทู รงคุณวฒุ ิ และสานักงานพัฒนาชมุ ชนจังหวัด/อาเภอ
เอกสารฉบับน้ีได้รวบรวมผลการดาเนินงานตามโครงการท้ังเน้ือหาการบรรยาย การจัดกิจกรรมตาม
กระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนผลการประเมินโครงการตามประเด็นที่กาหนด เพื่อให้ผู้เก่ียวข้องได้ทราบผลการ
ดาเนินงาน คณะผู้จัดทาหวังเป็นอย่างย่ิงว่า เอกสารรายงานผลการดาเนินงานเล่มน้ีจะเป็นประโยชน์ต่อการ
ปฏิบตั ิงานของหนว่ ยงานท่ีเกย่ี วขอ้ ง และผสู้ นใจได้เปน็ อยา่ งดี
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครศรีธรรมราช ขอขอบคุณทุกท่าน ทุกหน่วยงานท่ีมีส่วนร่วมในการ
ขบั เคลื่อนโครงการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมที่ 3 ฝึกอบรม
เชิงปฏิบัติการหลักสูตรการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง ประจาปีงบประมาณ 2563 ท้ังสถาบัน
การพัฒนาชุมชน ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอ้ือง ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติทุ่งสง สานักงานพัฒนาชุมชน
จงั หวัด/อาเภอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวทิ ยากรผทู้ รงคุณวุฒิ และกลุ่มเป้าหมาย ที่เข้าร่วมกิจกรรมตามโครงการให้
สาเร็จลุล่วงไปด้วยดี หวงั เป็นอยา่ งย่ิงว่าผลการดาเนนิ งานตามโครงการ และการขบั เคล่ือนกิจกรรมของผู้ที่ผ่าน
การฝึกอบรม จะส่งผลที่ดีต่อการพัฒนาชุมชนและส่งผลดีต่อการดาเนินงานตามยุทธศาสตร์กรมการพัฒนา
ชมุ ชนตอ่ ไป
ศูนย์ศกึ ษาและพัฒนาชมุ ชนนครศรีธรรมราช
พฤษภาคม 2563
สำรบญั ข
เรือ่ ง หนำ้
คำนำ ก
สำรบญั ข
สำรบญั ตำรำง ค
บทสรุปสำหรบั ผบู้ ริหำร ง
ส่วนท่ี 1 บทนำ 1
1
1.1 ความเป็นมา 1
1.2 วัตถปุ ระสงค์ 1
1.3 กลมุ่ เปา้ หมาย 2
1.4 ขนั้ ตอนและวิธีการดาเนินงาน 2
1.5 งบประมาณดาเนินการ 2
1.6 ระยะเวลาดาเนินการ 2
1.7 ขอบเขตเนื้อหาหลักสตู ร และกจิ กรรมเสริมคุณคา่ 3
1.8 ผลทค่ี าดว่าจะไดร้ ับ 3
1.9 ตวั ชวี้ ดั ความสาเรจ็ 3
ส่วนท่ี 2 สรุปเน้อื หำวชิ ำกำร กจิ กรรมและผลกำรดำเนินกจิ กรรม 60
สว่ นท่ี 3 กำรประเมนิ โครงกำร 60
3.1 รูปแบบและวธิ ีการประเมนิ 60
3.2 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล 60
3.3 การวเิ คราะห์ขอ้ มูล 61
3.4 เกณฑก์ ารประเมนิ 61
3.5 ผลการประเมนิ 69
ส่วนที่ 4 ขอ้ คิดเหน็ เสนอแนะของศูนย์ศกึ ษำและพัฒนำชมุ ชน 69
4.1 ปัญหา/อุปสรรคในการดาเนนิ งาน 69
4.2 ขอ้ เสนอแนะในการแก้ไขปญั หา 69
4.3 ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย (การพฒั นาหลักสูตร และการบรหิ ารโครงการ)
ภำคผนวก
ภาพกิจกรรม
ทะเบียนรายชอื่ ผู้เขา้ อบรม
ตารางฝกึ อบรม
แบบบนั ทกึ การทบทวนหลังการปฏบิ ัตงิ านประจาวัน
แบบประเมนิ โครงการ
คาสั่งศูนย์ฯ
สำรบญั ตำรำง ค
ตำรำงที่ หน้ำ
62
ตารางที่ 1 แสดงข้อมูลท่วั ไปของผู้เข้ารับการอบรม 63
ตารางที่ 2 แสดงความพงึ พอใจตอ่ การฝึกอบรม 64
ตารางที่ 3 แสดงความพึงพอใจต่อภาพรวมของโครงการ
ง
บทสรปุ สำหรับผบู้ ริหำร
รายงานผลการดาเนินงานโครงการฝึกอบรมโครงการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชมุ ชนตามหลกั ปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงกิจกรรมท่ี 3 ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง
กรมการพัฒนาชุมชน ได้มอบหมายให้ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครศรีธรรมราช เป็นหน่วยดาเนินการ
ฝึกอบรมโครงการดังกล่าว ประจาปีงบประมาณ 2563 กลุ่มเป้าหมายคือ บุคลากร ประชาชน และภาคีส่วน
ต่าง ๆ ในพื้นที่รับผิดชอบ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครศรีธรรมราช จานวน
105 คน ดาเนินการฝึกอบรม ระหว่างวันที่ 27 – 31 มกราคม 2563 โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือจัดตั้งศูนย์
ศึกษาและพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่ดาเนินงานข องกรมการพัฒนาชุมชน
กระทรวงมหาดไทย ฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรในสังกัดกรมการพัฒนาชุมชนและบุคลากรทั้ง 7 ภาคี ได้แก่
ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคศาสนา ภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคส่ือมวลชน ในพ้ืนท่ี
ดาเนินงาน ให้มีความรู้ ความเข้าใจในการประยุกต์ใช้ศาสตร์พระราชาในการแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ
สังคม และส่ิงแวดล้อมแก่ชุมชนในพื้นท่ี และเชื่อมโยงเครือข่ายในพ้ืนท่ีทั้ง 7 ภาคี ด้วยการบูรณาการการ
ทางานแบบมีส่วนร่วม รูปแบบการฝึกอบรมใช้กระบวนการมีส่วนร่วม ยึดผู้เรียนศูนย์กลาง การบรรยาย
ประกอบส่ือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการฝึกปฏิบัติ กลุ่มเป้าหมายสาหรับการประเมินผล คือ ผู้เข้ารับการ
ฝึกอบรม จานวน 105 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้แบบสอบถามประเมินผลภาพรวมจาก
แบบสอบถาม แล้วนาผลท่ีได้มาวิเคราะห์ขอ้ มูล เรียบเรียงแบบรอ้ ยแก้วเชิงพรรณนา ใช้ค่าสถติ ิร้อยละ คา่ เฉล่ีย
สรุปผลการประเมินโครงการ ดังน้ี
ผลกำรประเมิน
ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มเป้ำหมำย พบว่า มีผู้ตอบแบบสอบถามท้ังหมด 92 คน เป็นชาย 63 คน
คดิ เป็นรอ้ ยละ 68.48 เป็นหญงิ 29คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 31.53 ส่วนใหญ่มีอายอุ ยู่ในช่วง 51 – 55 ปี จานวน
24 คน เป็นร้อยละ 26.1 ส่วนใหญ่มีตาแหน่งอ่ืน ๆ จานวน 36 คน คิดเป็นร้อยละ 39.1 และส่วนใหญ่
มกี ารศกึ ษาในระดบั ตา่ กวา่ ปรญิ ญาตรี จานวน 64 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 69.50
ควำมพึงพอใจต่อกำรฝึกอบรม พบว่า ความพึงพอใจต่อการฝึกอบรมโดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์มาก
โดยมีค่าเฉลี่ยรวม เท่ากับ 4.02 และเม่ือพิจารณาเป็นประเด็น พบว่า ผู้เข้าอบรมมีความพึงพอใจต่อการ
ฝึกอบรมในหัวข้อ “เน้ือหาในการฝึกอบรมตรงกับวัตถุประสงค์” มากท่ีสุด มีค่าเฉล่ีย 4.23 อยู่ในระดับมาก
ที่สุด รองลงมา คือ หัวข้อ “ระยะเวลาในการฝึกอบรมเหมาะสม” มีค่าเฉลี่ย 4.01 อยู่ในระดับมาก รองลงมา
คือ หัวข้อ “รูปแบบและวิธกี ารฝกึ อบรมเหมาะสม” มคี ่าเฉลย่ี 4.00 อยูใ่ นระดบั มาก และหัวขอ้ “คุณภาพของ
เอกสารประกอบการฝกึ อบรม” มคี ่าเฉลี่ย 3.84 อยใู่ นระดับมาก
ควำมพึงพอใจต่อภำพรวมของโครงกำร
จากผลการประเมนิ พบว่าผเู้ ข้าอบรมมคี วามพึงพอใจต่อภาพรวมของโครงการ ดงั นี้
1) ด้านวิทยากร จากการประเมิน พบว่า ประเด็น “ความรู้ ความสามารถในการถ่ายทอด/บรรยาย”
มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.23 อยู่ในระดับมากท่ีสุด รองลงมาตามลาดับ คือ “เทคนิคและวิธีการและวิธีการที่ใช้ใน
การถา่ ยถอดความรู้” มีคา่ เฉล่ียเท่ากับ 4.04 อยู่ในระดับมาก “การเปิดโอกาสให้ชักถามแสดงความคิดเห็น” มี
ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.03 อยู่ในระดับมาก และ “การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้” มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.92 อยู่ใน
ระดบั มาก
2) ด้านเจ้าหน้าที่ท่ีให้บริการ จากการประเมิน พบว่า ประเด็น “กิริยามารยาท การแต่งกาย
เหมาะสม” มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.04 อยู่ในระดับมาก รองลงมาตามลาดับ คือ “เจ้าหน้าท่ีกระตือรือร้นเต็มใจ
ให้บริการ” มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.98 อยู่ในระดับมาก “ห้องฝึกอบรม ห้องพัก ห้องน้า โรงอาหาร และบริเวณ
จ
โดยรอบมีความสะอาด” มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.86 อยู่ในระดับมาก “โสตทัศนูปกรณ์ทันสมัย/เหมาะสม”
มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.79 อยู่ในระดับมาก “อาหาร/อาหารว่าง/เคร่ืองด่ืม มีคุณภาพเหมาะสม” ค่าเฉล่ียเท่ากับ
3.66 อยู่ในระดับมาก “สัญญาณ wifi ห้องพกั ” มคี ่าเฉล่ียเท่ากับ 3.17 อยู่ในระดบั มาก และ “สัญญาณ wifi
ห้องอบรม” มีคา่ เฉลีย่ เทา่ กับ 3.10 อยใู่ นระดับมาก
3) ด้านสถานท่ีและสิ่งอานวยความสะดวก จากการประเมิน พบว่า ประเด็น “ขนาดห้องประชุม/
ห้องบรรยายเหมาะสมกับจานวนผู้เข้าร่วมโครงการ” มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.88 อยู่ในระดับมาก รองลงมา
ตามลาดับ คอื “หอ้ งอาหารมีความเหมาะสม ถกู สขุ อนามยั ” มคี า่ เฉลยี่ เท่ากับ 3.86 อยู่ในระดับมาก “ห้องพัก
มีความเหมาะสม” ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.77 อยู่ในระดับมาก และ “ห้องน้าอาคารฝึกอบรมมีความสะอาด”
มีค่าเฉลย่ี เท่ากบั 3.72 อยู่ในระดับมาก
4) ด้านคุณภาพ จากการประเมิน พบว่า ประเด็น “ความคุ้มค่าของการฝึกอบรม” มีค่าเฉล่ียเท่ากับ
4.22 อยู่ในระดับมากท่ีสุด รองลงมาตามลาดับ คือ “ความรู้ท่ีได้รับสามารถนาไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานได้”
มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.16 อยู่ในระดับมาก “เน้ือหาหลักสูตรเป็นปัจจุบันทันต่อการเปล่ียนแปลง” มีค่าเฉลี่ย
เท่ากับ 4.10 อยู่ในระดับมาก และ “ความสอดคล้องของเนื้อหาหลักสูตรกับความต้องการ” มีค่าเฉล่ียเท่ากับ
4.01 อย่ใู นระดบั มาก
กรมกำรพัฒนำชุมชนควรเพ่ิมเติมควำมรู้เร่ืองใด หรือฝึกทักษะด้ำนใดให้แก่ท่ำน เพ่ือประโยชน์ใน
กำรปฏบิ ัตงิ ำน นอกเหนอื จำกที่ทำ่ นได้รบั จำกกำรฝึกอบรมหลกั สูตรน้ี
- ฝึกเร่ืองการพูด
- การบรหิ ารและการแก้ปญั หาภายในแปลงสาธิต
- ฝึกปฏิบัติให้มากข้นึ
- ตอ้ งสารวจความต้องการของผู้เข้ารับการอบรมใหช้ ัดเจนก่อนสร้างหลักสตู รต่าง
- ภาคปฏบิ ัติ ควรใหไ้ ด้ทาทกุ คนและใหเ้ วลามากกว่าน้ี
- ในเร่ืองกฎหมาย และกฎระเบยี บของการทาการเกษตร
- เทคนิคการนาเสนอ/การใช้เครือ่ งมือสารสนเทศประกอบการนาเสนอ
- ใหล้ งมือปฏิบัติมากกว่าฟงั คาบรรยาย
- การคานวณปรมิ าณน้า และความตอ้ งการน้าของพืชแตล่ ะชนิด
- ธรรมะ
- หลักการใช้ชวี ติ ในแตล่ ะวนั
- เลือกคนที่สนใจ ไมค่ วรบงั คบั ให้เขามาเขา้ อบรม
- เจ้าหน้าท่ีศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครศรีธรรมราชควรจะลงไปติดตามผู้เข้าอบรมทุกจังหวัด
จะไดล้ งไปดผู ลงานจริง ๆ ดีกวา่ ประเมนิ ผลตามใจอยบู่ นโครงการ
- อยากให้ฝกึ หลักสูตรเจาะจงให้ลกึ ในแต่ละเรอื่ ง
- ทาให้เกดิ การจุดประกายแล้ว ทฤษฎีให้มากในสถานการณจ์ รงิ ตามสภาวะปัจจบุ ัน ให้เอาวิถดี ง้ั เดิมมา
ใช้ให้มากกวา่ วชิ าการ
- การออกแบบเชิงพืน้ ที่
- เปน็ ผูน้ า ความรัก ความสามัคคี การช่วยเหลือซึง่ กนั และกัน
- เน้นเนือ้ หาท่เี กี่ยวขอ้ งใหม้ ากกว่านี้ อยากให้เนน้ เนอ้ื หา โคก หนอง นา ให้มากกวา่ น้ี
ฉ
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบำย
1) ควรมกี ารสรา้ งทมี วิทยากรศูนยเ์ รยี นรศู้ าสตร์พระราชาประจาแตล่ ะศูนย์ฯ
2) ควรเพ่ิมศกั ยภาพของทมี วทิ ยากรศนู ยเ์ รยี นรู้ศาสตร์พระราชาประจาแต่ละศูนย์
1
ส่วนที่ 1
บทนำ
1.1 ควำมเป็นมำ
แผนปฏิบัติราชการระยะ 3 ปี (พ.ศ.2563 – 2565) ของกรมการพัฒนาชุมชน ภายใต้วิสัยทัศน์
“เศรษฐกิจฐานรากม่ันคงและชุมชนพึ่งตนเองได้ ภายในปี 2564” ที่มุ่งเน้นการเป็นกลไกสาคัญในการ
เสริมสร้างชุมชน ให้เข้มแข็งอย่างย่ังยืนและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง ด้วยนวัตกรรม และการบูรณา
การ ภายใตห้ ลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ซึง่ มคี วามสอดคล้องกับแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ
ฉบับท่ี 12 (พ.ศ.2560 – 2564) ยุทธศาสตร์ของประเทศไทย นโยบายของรัฐบาล โดยมีเป้าหมายพัฒนา
ประเทศไทยไปสูค่ วามมั่นคง มงั่ ค่ัง ย่ังยืน เป็นประเทศพฒั นาแล้วดว้ ยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง มุ่งเน้น การสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาความม่ันคง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการมี
สว่ นร่วมของทกุ ภาคส่วน
ในการน้ี ศูนยศ์ ึกษาและพัฒนาชุมชนจึงได้จัดทาโครงการศูนย์ศกึ ษาและพัฒนาชุมชนตามหลักปรชั ญา
ของเศรษฐกิจพอเพยี ง เพ่ือนาร่องการขับเคล่ือนหลักการของเกษตรทฤษฎีใหม่ ยกระดบั เศรษฐกิจฐานรากและ
สุขภาวะชุมชน และสนับสนุนใหช้ ุมชนท้องถิ่นโดยรอบพ้ืนที่ดาเนินงานของศูนยศ์ ึกษาและพัฒนาชุมชนมีความ
เขม้ แขง็ บุคลากรในสังกัดของกรมการพฒั นาชุมชนมศี ักยภาพ และได้รับการพัฒนารว่ มกับคนในชมุ ชนเกดิ การ
พัฒนาระบบ เพ่ือรองรับสังคมผู้สูงวัย อีกท้ังเป็นการสืบสานพระราชปณิธานอันจะส่งผลให้เป็นการสร้างความ
เข้มแข็งและศักยภาพ ในการแข่งขันของประเทศผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ชุมชนสามารถพ่ึงตนเองได้
อย่างย่ังยืน ด้วยการน้อมนาศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการ
ปฏิบัติและการขยายผลศนู ยศ์ ึกษาและพัฒนาชมุ ชนตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การสร้างบริษัท
วสิ าหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ร่วมกันกับชุมชนในพ้ืนท่ีดาเนินงาน พรอ้ มพัฒนาไปสู่ค่ายพักพิงแบบ
บูรณาการและฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านน้า อาหาร และพลังงาน ด้วยศาสตร์พระราชา (Water Energy
Food Emergency Aid Shelter Training : WEF EAST) ในทีส่ ดุ
2. วตั ถุประสงค์
2.1 เพ่ือจัดตั้งศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่ดาเนินงาน
ของกรมการพฒั นาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
2.2 เพื่อฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรในสังกัดกรมการพัฒนาชุมชนและบุคลากรทั้ง 7 ภาคี ได้แก่
ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคศาสนา ภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคส่ือมวลชน ในพื้นที่
ดาเนินงาน ให้มีความรู้ ความเข้าใจในการประยุกต์ใช้ศาสตร์พระราชาในการแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ
สงั คม และสิ่งแวดลอ้ มแก่ชุมชนในพ้นื ท่ี
2.3 เพ่อื เชอ่ื มโยงเครอื ขา่ ยในพืน้ ทท่ี ั้ง 7 ภาคี ด้วยการบรู ณาการการทางานแบบมสี ว่ นรว่ ม
3. กลุ่มเป้ำหมำย
ประกอบด้วย บุคลากร ประชาชน และภาคีส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่รับผิดชอบ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน
(ชุมพร ระนอง สรุ าษฎร์ธานี นครศรธี รรมราช กระบี่ พังงา และภเู กต็ ) จานวน 105 คน
4. ขน้ั ตอนและวธิ ีกำรดำเนนิ งำน
๑. จัดทาโครงการเพื่อขออนุมัตดิ าเนนิ งานตามโครงการฯ
๒. กาหนดรายละเอยี ด ข้นั ตอน แนวทางและวธิ กี ารดาเนนิ งานในแตล่ ะกจิ กรรม
2
๓. ประสานจังหวัดในพื้นท่ีให้บริการทั้ง ๗ จงั หวัดเพ่ือทราบแนวทางการดาเนินการที่เก่ียวขอ้ ง
๔. ดาเนินการตามแผนการฝึกอบรมตามโครงการฯ
๕. สรปุ รายงานผลการดาเนินงานรายงานตามลาดับข้ัน
๖. รายงานผลการดาเนินงานในระบบ BPM
5. งบประมำณดำเนินกำร
จานวน 588,400 บาท (หา้ แสนแปดหม่ืนแปดพนั สร่ี ้อยบาทถว้ น)
6. ระยะเวลำดำเนินกำร
ดาเนนิ การไตรมาสท่ี 2 ระหว่างวันท่ี 27 – 31 มกราคม 2563 ณ ศนู ยศ์ ึกษาและพัฒนาชุมชน
นครศรีธรรมราช และศนู ย์กสิกรรมธรรมชาติทุง่ สง อาเภอทุ่งสง จังหวดั นครศรีธรรมราช
7. ขอบเขตเน้ือหำหลักสตู ร และกจิ กรรมเสรมิ คุณคำ่
วชิ ำหลกั
1. กิจกรรมกลุม่ สัมพันธ์
2. หลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง/คนื ชวี ติ ให้แผ่นดนิ
3. นา้ มนั มะพร้าวสกดั เย็น
4. เปดิ สมอง บ่งหนองความคดิ
5. 3 ขมุ พลัง/สื่อ/ลงแปลง
6. จุลนิ ทรีย/์ ปา่ 3 อยา่ ง ประโยชน์ 4 อย่าง
7. ฐานคนรักษแ์ ม่ธรณี/คนรักษน์ ้า
8. ฐานคนมนี ้ายา
9. สรปุ บทเรยี น/หลกั กสกิ รรมธรรมชาติ
10. 3 ขุมพลัง/สือ่ /ลงแปลงห่มดนิ
11. ฐานคนเอาถา่ น
12. ฐานคนรกั ษ์สุขภาพ
13. การออกแบบพืน้ ท่ี โคกหนองนาโมเดล
14. แลกเปล่ียนประสบการณก์ ับปราชญช์ าวบา้ น
15. สรปุ บทเรยี น/บัญชคี รวั เรอื น
16. ลงแปลงโคกหนองนา
17. ลงแปลงปฏิบตั ิโคกหนองนาโมเดล
18. ดูงาน/ศึกษาจุดเรยี นรู้
19. ภูมปิ ัญญาไทยกับการพึ่งพาตนเอง
20. ยุทธศาสตรก์ ารบริหารจัดการในภาวะวกิ ฤต
21. หลักการทรงงาน/กตัญญูตอ่ สถานที่
22. ยทุ ธศาสตรก์ ารขับเคลือ่ นหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบตั จิ ริง
กจิ กรรมเสรมิ หลกั สตู ร
1. การออกกาลังกายยามเช้า
2. เทิดทูนสถาบัน
3. ภารกิจดแู ลบ้าน
4. การทบทวนหลังปฏบิ ัตงิ าน (After Action Review : AAR)
3
5. ตกั บาตร
8. ผลที่คำดว่ำจะได้รบั
8.1 เป็นการเตรียมความพร้อมรองรับแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาสู่เป้า
หมายความยั่งยืนโลก (SEP to SDGs) ซง่ึ เป็นแผนระยะยาว
8.2 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนได้รับการออกแบบ ปรับปรุงและยกระดับเป็นศูนย์ศึกษาและพัฒนา
ชุมชนตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
8.3 เป็นการพัฒนาบุคลากรและสร้างองค์ความรู้ ผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมให้กับกลุ่มเป้าหมาย
ภายในกรมการพัฒนาชุมชน และบุคคลภายนอกท่ีมีสว่ นเก่ียวขอ้ ง ตลอดจนได้การทางานแบบบูรณาการความ
รว่ มมอื ในพน้ื ทีเ่ ปา้ หมายอนั เปน็ การเชอื่ มโยงเครอื ข่าย 7 ภาคี
9. ตวั ชี้วดั ควำมสำเร็จ
9.1 เชงิ ปริมำณ
9.1.1 ร้อยละ 100 ของผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ในการดาเนินงานตามหลักปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียง
9.1.2 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนเกิดการพัฒนา/ปรับปรุงพ้ืนท่ีและสภาพแวดล้อมตาม
ภูมสิ ังคมให้เปน็ ศูนย์ศกึ ษาและพัฒนาชมุ ชน ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
9.1.3 ศูนย์ศึกษาและพฒั นาชมุ ชน เกิดการเช่อื มโยงเครอื ขา่ ยในระดับพ้นื ที่ท้ัง 7 ภาคี
9.2 เชงิ คุณภำพ
9.2.1 ผู้ผ่านการฝึกอบรมสามารถดาเนินงานขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา ตามหลักปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพยี งในพืน้ ที่ของตนเองได้
9.2.2 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ศาสตร์พระราชา ตามหลัก
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
4
ส่วนที่ 2
สรุปเนือ้ หำวิชำกำร กิจกรรมและผลกำรดำเนินกิจกรรม
กรมการพัฒนาชุมชน ได้มอบหมายให้ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครศรีธรรมราช เป็นหน่วย
ดาเนินการฝึกอบรมโครงการดังกล่าว ประจาปงี บประมาณ 2563 โดยมีวตั ถุประสงค์เพ่ือจัดตัง้ ศนู ย์ศกึ ษาและ
พั ฒ น า ชุ ม ช น ต า ม ห ลั ก ป รั ช ญ า ข อ ง เศ ร ษ ฐ กิ จ พ อ เพี ย งใน พ้ื น ท่ี ด า เนิ น งา น ข อ งก ร ม ก า ร พั ฒ น า ชุ ม ช น
กระทรวงมหาดไทย ฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรในสังกัดกรมการพัฒนาชุมชนและบุคลากรท้ัง 7 ภาคี ได้แก่
ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคศาสนา ภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคสื่อมวลชน ในพ้ืนที่
ดาเนินงาน ให้มีความรู้ ความเข้าใจในการประยุกต์ใช้ศาสตร์พระราชาในการแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ
สังคม และสิ่งแวดล้อมแก่ชุมชนในพื้นที่ และเชื่อมโยงเครือข่ายในพ้ืนท่ีทั้ง 7 ภาคี ด้วยการบูรณาการ
การทางานแบบมีส่วนร่วม กลุ่มเป้าหมายคือ บุคลากร ประชาชน และภาคีส่วนต่าง ๆ ในพื้นท่ีรับผิดชอบ 7
จงั หวัดภาคใต้ตอนบนของศนู ย์ศกึ ษาและพฒั นาชมุ ชนนครศรีธรรมราช จานวน 105 คน ดาเนนิ การฝึกอบรม
ระหว่างวันที่ 27 – 31 มกราคม 2563 ณ ศนู ย์ศกึ ษาและพัฒนาชมุ ชนนครศรีธรรมราช การดาเนินโครงการ
ดงั กลา่ ว ไดก้ าหนดประเด็นเนื้อหาวชิ าหลักตามหลกั สตู รจานวน22 หัวข้อวิชาหลัก5 กจิ กรรมเสรมิ หลักสตู รดงั นี้
ขอบเขตเนือ้ หำหลักสตู ร
1. กิจกรรมกล่มุ สัมพันธ์
2. หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง/คืนชีวิตให้แผน่ ดนิ
3. นา้ มนั มะพรา้ วสกัดเยน็
4. เปิดสมอง บ่งหนองความคดิ
5. 3 ขุมพลัง/ส่อื /ลงแปลง
6. จุลินทรยี /์ ปา่ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อยา่ ง
7. ฐานคนรกั ษแ์ มธ่ รณี/คนรกั ษน์ ้า
8. ฐานคนมนี า้ ยา
9. สรปุ บทเรยี น/หลกั กสิกรรมธรรมชาติ
10. 3 ขมุ พลงั /สอ่ื /ลงแปลงห่มดิน
11. ฐานคนเอาถา่ น
12. ฐานคนรกั ษส์ ุขภาพ
13. การออกแบบพนื้ ที่ โคกหนองนาโมเดล
14. แลกเปล่ียนประสบการณก์ ับปราชญ์ชาวบ้าน
15. สรุปบทเรียน/บัญชีครัวเรอื น
16. ลงแปลงโคกหนองนา
17. ลงแปลงปฏบิ ัตโิ คกหนองนาโมเดล
18. ดงู าน/ศึกษาจดุ เรียนรู้
19. ภมู ปิ ัญญาไทยกับการพงึ่ พาตนเอง
20. ยุทธศาสตร์การบรหิ ารจัดการในภาวะวกิ ฤต
21. หลักการทรงงาน/กตญั ญตู ่อสถานที่
22. ยุทธศาสตรก์ ารขับเคลอื่ นหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งสกู่ ารปฏิบตั ิจรงิ
5
กิจกรรมเสรมิ หลกั สูตร
1. การออกกาลังกายยามเชา้
2. เทดิ ทูนสถาบนั
3. ภารกิจดูแลบ้าน
4. การทบทวนหลงั ปฏบิ ตั งิ าน (After Action Review : AAR)
5. ตักบาตร
สรุปสำระสำคญั ของเนือ้ หำวิชำได้ ดงั น้ี
2.1 หัวข้อวิชำ กิจกรรมกลมุ่ สัมพนั ธ์
วทิ ยำกร
วทิ ยากรหลกั นายนรากร พิมล
วิทยากรผู้ช่วย นายนริ ญั สุขอนนั ต์ และนางสาวพรพรรณ พิมล
วัตถปุ ระสงค์
เพอ่ื สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผเู้ ข้ารับการฝกึ อบรม และแบ่งกลมุ่ สี
ขอบเขตเนอ้ื หำ
1. สรา้ งความคนุ้ เคยโดยใชก้ ิจกรรม เพลง/นนั ทนาการ
2. แบ่งกลุ่มออกเป็น 5 กลุ่ม ๆ ละ 20 คน และคัดเลือกผู้รับตาแหน่ง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เลขาฯ
ผูใ้ หญ่บา้ น จากนัน้ ใหผ้ ู้ใหญบ่ า้ น ของแตล่ ะสีเลือกกานนั และเลือกสารวตั รกานนั 1 คน (เลือกโดยกานัน)
3. จัดพิธีมอบผ้าสีแต่ละกลุ่ม (ใส่พาน) ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ โดยผู้ใหญ่เป็นผู้รับมอบ (เมื่อได้
ผ้าสี ให้แจกให้แถวตวั เอง ให้ถือในมือขวา วางไว้บนตักและหลับตาระลึกถึงในหลวง ร.๙ และพระราชกรณียกิจ
ของพระองค์เป็นเวลา ๑ นาท)ี การผกู ผ้าสีต้องเป็นผา้ พนั คอเท่านัน้
วนั ทีด่ ำเนนิ กำร
วนั ท่ี 27 มกราคม 2563
ระยะเวลำดำเนินกำร
ระยะเวลา 1 ชั่วโมง
วธิ ีกำร/เทคนิค:
พูดคุย เพลง/นนั ทนาการ แบง่ กลุ่ม
วัสดุ/อุปกรณ์
1. ไมโครโฟน
2. กระดาษ A4
3. ปากกา
6
กำรประเมนิ ผล
ประเมนิ โดยการสงั เกต ประเมนิ จากพฤตกิ รรม/ทักษะท่แี สดงออก
สรุปเน้อื หำท่ไี ด้จำกกำรฝกึ อบรม
วทิ ยากรสร้างความคุ้นเคยโดยใช้กิจกรรมกลุ่มสัมพนั ธ์ กิจกรรมกลุ่มสัมพนั ธ์เปน็ กิจกรรมหน่ึงท่นี ามาใช้
ในการฝึกอบรมสัมมนาเพ่ือเป็นการละลายพฤติกรรมของบุคคลในกลุ่มท่มี ีท่ีมาแตกต่างกันให้มีความสัมพันธ์ มี
ความเป็นมิตรที่ดีต่อกันในกลุ่มเพ่ือจะสามารถทางานร่วมกันได้อย่างมีความสุขและประสบความสาเร็จตาม
เปา้ หมายที่วางไว้ การจัดกิจกรรมกลุ่มสัมพนั ธ์ เปน็ กจิ กรรมละลายพฤตกิ รรม โดยใช้กิจกรรมหรือเกมเปน็ ส่ือ มี
วัตถุประสงค์สาคัญ คือ เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้การเปล่ียนแปลงทัศนคติ การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
และทักษะการทางานร่วมกันโดยเน้นที่บรรยากาศและความสัมพันธ์ท่ีดี มีความเป็นมิตร และสนุกสนานเป็น
สาคัญ โดยได้นาเกม เพลง และนันทนาการเข้ามา เพื่อทาให้ผู้เข้าอบรมเกิดความสนุก ผ่อนคลาย และมีส่วน
ร่วมมากย่ิงขึ้น จากนั้นแบ่งกลุ่มออกเป็น 5 กลุ่ม ๆ ละ 20 คน และคัดเลือกผู้รับตาแหน่ง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน
เลขาฯ ผู้ใหญ่บ้าน จากน้ันให้ผู้ใหญ่บ้าน ของแต่ละสีเลือกกานัน และเลือกสารวัตรกานัน 1 คน (เลือกโดย
กานนั ) เม่ือการเลือกกานนั เสร็จสิ้นแล้วก็จดั พิธีมอบผ้าสีแต่ละกลมุ่ (ใส่พาน) ตอ่ หนา้ พระบรมฉายาลักษณ์ โดย
ผูใ้ หญ่เป็นผูร้ ับมอบ (เมือ่ ไดผ้ ้าสี ให้แจกให้แถวตัวเอง ให้ถือในมือขวา วางไวบ้ นตักและหลับตาระลึกถึงในหลวง
ร.๙ และพระราชกรณียกจิ ของพระองค์เป็นเวลา ๑ นาที) การผกู ผ้าสีตอ้ งเปน็ ผา้ พันคอเท่านั้น
2.2 หวั ข้อวชิ ำ หลกั ปรชั ญำของเศรษฐกจิ พอเพียง/คนื ชวี ติ ให้แผน่ ดนิ
วิทยำกร
ดาบตารวจนิรันดร์ พมิ ล ผอู้ านวยการศนู ย์กสิกรรมธรรมชาตทิ ุ่งสง
วัตถุประสงค์
เพอ่ื ให้ผเู้ ขา้ รบั การฝกึ อบรมเขา้ ใจศาสตรพ์ ระราชาและการพัฒนาท่ียัง่ ยืน ๙
ขอบเขตเนอื้ หำ
1. หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
2. หลักการทรงงาน “เขา้ ใจ เขา้ ถงึ พัฒนา” พระราชดารสั ของ ร.9
3. บนั ได 9 ขัน้ สคู่ วามพอเพยี ง
4. เรียนร้จู ากกรณีตวั อย่าง “โคกหนองนา โมเดล”
7
วนั ทด่ี ำเนินกำร
วนั ท่ี 27 มกราคม 2563
ระยะเวลำดำเนินกำร
ระยะเวลา 3 ชัว่ โมง
วธิ ีกำร/เทคนิค:
บรรยาย
วสั ดุ/อปุ กรณ์
1. ส่อื : PowerPoint ประกอบการบรรยาย
2. ไมโครโฟน
3. บอรด์
4. ปากกา
กำรประเมนิ ผล
ประเมินโดยการสังเกต ประเมนิ จากพฤติกรรม/ทักษะทแี่ สดงออก
สรปุ เนื้อหำทไี่ ด้จำกกำรฝึกอบรม
เศรษฐกิจพอเพียง (อังกฤษ: sufficiency economy) เป็นปรัชญาท่ีช้ีแนวทางการดารงอยู่และปฏิบัติ
ตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหาร
ประเทศ ให้ดาเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพ่ือให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์
ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดารัส แก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด
ตัง้ แตป่ ี พ.ศ. 2517 และภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ได้ทรงเนน้ ยา้ เป็นแนวทางการแก้ไขเพ่ือให้รอด
พน้ และสามารถดารงอยไู่ ดอ้ ย่างม่นั คงและยง่ั ยืนภายใต้กระแสโลกาภิวฒั น์ และความเปลย่ี นแปลงต่าง ๆ
สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจ
และสาขาอื่น ๆ มาร่วมกันประมวลและกล่ันกรองพระราชดารัส เร่ืองเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อบรรจุ ใน
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 9 (พ.ศ. 2545-2549) และได้จัดทาเป็นบทความเร่ือง
"ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" และได้นาความกราบบังคลทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย
เม่อื วันท่ี 22 ตลุ าคม 2542
โดยทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทาน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรม
ราชานุญาต ให้นาบทความท่ีทรงแก้ไขแล้วไปเผยแพร่ เพ่ือเป็นแนวทางปฏิบัติของสานักงานฯ และทุกฝ่ายที่
เก่ียวขอ้ ง ตลอดจนประชาชนโดยทว่ั ไป เมอื่ วนั ท่ี 21 พฤศจกิ ายน 2542 มใี จความดงั น้ี
8
หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
“เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้แนวทางการดารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่
ระดับครอบครัว ระดับชุมชน ถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศ ให้ดาเนินไป ในทางสายกลาง
โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อยุคโลกาภิวัฒน์ ความพอเพียง หมายถึงความพอประมาณ
ความมีเหตุผล รวมถึงความจาเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัว ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใด ๆ
อนั เกิดจากการเปลี่ยนแปลงท้ังภายนอกและภายใน
ทัง้ น้จี ะต้องอาศยั ความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมดั ระวังอย่างยงิ่ ในการนาวชิ าต่าง ๆ มาใช้
ในการวางแผนและดาเนินการทุกข้ันตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพ้ืนฐานจิตใจ ของคนในชาติ
โดยเฉพาะเจ้าหน้าท่ีของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสานึก ในคุณธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริต
และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดาเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และความรอบคอบ
เพ่ือให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปล่ียนแปลง อย่างรวดเร็วกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคมส่ิงแวดล้อม
และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกไดเ้ ปน็ อยา่ งดี”
แผนภาพแสดงแนวคดิ ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง ท่ีใช้ความรู้และจริยธรรมในการดาเนนิ ชีวิตแบบทางสายกลาง
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ท่ีทรงพระกรณุ าปรับปรุงแก้ไขพระราชทานข้างต้น เป็นทม่ี าของ นิยาม
"3 ห่วง 2 เงื่อนไข" ท่ีคณะอนุกรรมการขับเคล่ือนเศรษฐกิจพอเพียง สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการ
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นามาใช้ในการรณรงค์เผยแพร่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านช่องทางต่าง ๆ
อยใู่ นปัจจุบัน ซึง่ ประกอบด้วยความ "พอประมาณ มีเหตุผล มภี มู ิคมุ้ กัน" บนเงือ่ นไข "ความรู้ และ คุณธรรม"
ในวันท่ี 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราช
ดารัสวา่
"การจะเป็นเสอื นน้ั มันไม่สาคัญ สาคัญอยูท่ ี่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกจิ การเปน็ อยแู่ บบพอมีพอกนิ
แบบพอมีพอกนิ หมายความว่า อมุ้ ชตู ัวเองได้ ใหม้ ีพอเพียงกบั ตัวเอง"
พระรำชดำรสั "เศรษฐกิจแบบพอเพียง" พระบำทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหำภมู ิพลอดุลยเดช พระรำชทำน
เม่ือวันที่ 4 ธันวำคม พ.ศ. 2540
9
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่ยึดหลักทางสายกลาง (พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี) คาว่า
ความพอเพียง น้ันหมายถึงความพร้อมที่จะจัดการกับผลกระทบที่เกิดข้ึนจากทั้งภายนอกและภายใน ระบบ
เศรษฐกิจแบบพอเพียง ยังสามารถมองได้ว่าเป็นปรัชญาในการดารงชีวิตให้มีความสุข ท่ีจาเป็นต้องใช้ทั้ง
ความรู้ ความเข้าใจ (รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง) ผนวกกับ คุณธรรม (ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน แบ่งปัน)
ในการดาเนินชีวิต เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เพียงการประหยัด แต่เป็นการดาเนินชีวิตอย่างชาญฉลาด และ
สามารถอยไู่ ด้ แมน้ ในสภาพท่ีมีการแข่งขนั และการไหลบ่าของโลกาภวิ ัฒน์ นาสู่ ความสมดุล มั่นคง และยั่งยืน
ของ ชีวิต เศรษฐกิจ และสังคม ดังที่แผนภาพและการจัดแสดงในงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หู ัวฯ ว่าทกุ ๆ ระดับจากประชาชนทกุ ฐานะไปจนถึงรฐั บาลสามารถนาไปปฏิบตั ิได้
อภิชัย พันธเสน ผู้อานวยการสถาบันการจัดการเพ่ือชนบทและสังคม ได้จัดแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
วา่ เป็น "ข้อเสนอในการดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกจิ ตามแนวทางของพุทธธรรมอย่างแท้จรงิ " ทั้งนี้เนื่องจากใน
พระราชดารัสหนึ่ง ได้ให้คาอธิบายถึงเศรษฐกิจพอเพียงว่า "คือความพอประมาณ ซ่ือตรง ไม่โลภมาก และต้อง
ไมเ่ บยี ดเบียนผู้อื่น" การดารงชีวิตอยไู่ ด้ จาเปน็ ที่จะต้องประกอบไปดว้ ยปัจจัยสาคัญสี่ประการ ซึ่งได้แก่ อาหาร
เครอื่ งน่งุ ห่ม ยารักษาโรค และท่ีอยู่อาศัย ซ่ึงในโลกยุคทุนนิยมอย่างเช่นปัจจุบันน้ี ปัจจัยทั้งสไี่ ม่อาจจะหามาได้
ถ้าปราศจาก เงิน ซึ่งถือว่าเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการมาแต่นมนาน การได้มาซ่ึงเงินนั้น
จาเป็นท่ีบุคคลจะต้องประกอบสัมมาอาชีพ แล้วนาเงินท่ีได้มาน้ัน ไปแลกเปล่ียนให้ได้มาซ่ึงปัจจัยในการ
ดารงชวี ิต
ระบบเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเนน้ ใหบ้ ุคคล สามารถประกอบสัมมาอาชีพไดอ้ ยา่ งย่ังยนื และใช้จ่ายเงินให้
ได้มาน้ันซ่ึงปัจจัยในการดารงชีวิตอย่างพอเพียงและประหยัด ตามกาลังของเงินของบุคคลน้ันท่ีได้มาจากการ
ประกอบสมั มาอาชพี โดยปราศจากการกหู้ น้ยี ืมสนิ และถ้ามีเงินเหลือ ก็แบ่งเก็บออมไว้บางส่วน ชว่ ยเหลอื ผูอ้ ่ืน
บางส่วน และอาจจะใช้จ่ายมาเพื่อปัจจัยเสริมอีกบางส่วน (ปัจจัยเสริมในที่น้ีเช่น ท่องเที่ยว ความบันเทิง
เป็นต้น) สาเหตุท่ีแนวทางการดารงชีวิตอย่างพอเพียงได้ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้ เพราะสภาพการ
ดารงชีวิตของสังคมในปัจจุบัน ได้ถูกปลูกฝัง หรือสร้าง หรอื กระตุ้น ให้เกิดการใช้จ่ายอย่างเกินตัว ในเรื่องท่ีไม่
เก่ียวข้องหรือเกินกว่าปัจจัยในการดารงชีวิต เช่น การบริโภคเกินตัว ความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ
ความสวย ความงาม การแต่งตัวตามแฟชั่น การพนันหรือเส่ียงโชค เป็นต้น จนทาให้ไม่มีเงินเพียงพอเพ่ือ
ตอบสนองความต้องการเหล่านั้น ส่งผลให้เกิดการกู้หนี้ยืมสิน เกิดเป็นวัฏจักรท่ีบุคคลหน่ึงไม่สามารถหลุด
ออกมาได้ ถา้ ไมเ่ ปล่ียนแนวทางในการดารงชีวติ
ในแง่เศรษฐกิจมหภาค ดูเหมือนว่าระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง จะทาให้ระดับการบริโภคโดยรวม
ลดลง ซึ่งถา้ ดูจากหลักการแล้ว ก็มีส่วนถูกเน่ืองจากประชาชนจะไม่กู้หน้ียืมสินเพื่อมาใช้จ่าย แตใ่ นทางกลับกัน
การใช้จ่ายท่ีเกิดข้ึนในระบบน้ัน เป็นกาลังการใช้จ่ายท่ีสะท้อนภาพจริงของเศรษฐกิจ อีกท้ังการเจริญเติบโต
ทางเศรษฐกจิ ทีเ่ กิดข้นึ ก็จะเป็นไปอย่างเขม้ แขง็ ถาวร
การนาไปใช้
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ เป็นกรอบแนวความคิดและทิศทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจมหภาค
ของไทย ซงึ่ บรรจอุ ยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบบั ที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) เพ่ือมุ่งส่กู าร
พัฒนาท่ีสมดุล ยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกัน เพื่อความอยู่ดีมีสุข มุ่งสู่สังคมที่มีความสุขอย่างย่ังยืน หรือที่เรียกว่า
10
สังคมสีเขียว (Green Society) ด้วยหลักการดังกล่าว แผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี 10 นี้จะไม่เน้นเรื่องตัวเลข
การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังคงให้ความสาคัญต่อระบบเศรษฐกิจแบบทวิลักษณ์ หรือระบบเศรษฐกิจ
ท่ีมีความแตกต่างกนั ระหว่างเศรษฐกิจชุมชนเมอื งและชนบท
ปัญหาหนึ่งของการนาปรญั ชาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ก็คือ ผู้นาไปใช้อาจยังไม่ได้ศึกษาหรอื ไม่มีความรู้
เพียงพอ ทง้ั ยังไม่วิเคราะห์หรือต้ังคาถาม เนื่องจากประเพณี สมเกียรติ อ่อนวิมล เรยี กสง่ิ น้ีว่า "วิกฤตเศรษฐกิจ
พอเพียง" คือ ความไม่รู้ว่าจะนาปรัชญานี้ไปใช้ทาอะไร กลายเป็นว่าผู้นาสังคมทุกคน ทั้งนักการเมืองและ
รัฐบาลใชค้ าว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นขอ้ อา้ งในการทากิจกรรมใด ๆ เพ่ือใหร้ สู้ ึกวา่ ได้สนองพระราชดารสั และ
ให้เกิดภาพลักษณ์ท่ีดี หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ "เศรษฐกิจพอเพียง" ถูกใช้เพื่อเป็นเคร่ืองมือเพ่ือตัวเอง สมเกียรติได้
ให้สัมภาษณ์วิจารณ์โครงการในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ว่า "รัฐบาลยังไม่ได้ใช้อะไรเลยเก่ียวกับเศรษฐกิจ
พอเพียง ใช้แต่พูดเหมือนคุณทักษิณ แต่คุณทักษิณพูดควบคู่กับการเอาทุนนิยม 100 เปอร์เซ็นต์ ลงไป ซ่ึง
รัฐบาลน้ีต้องปรับทิศทางใหม่ เพราะรัฐบาลไม่ได้เอาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาและเป็นนโยบายทาง
วัฒนธรรมและสังคม" สมเกียรติยังมีความเห็นด้วยว่า ความไม่เข้าใจ นี้ อาจเกิดจากการสับสนว่าเศรษฐกิจ
พอเพียงกับทฤษฎีใหม่นั้นเป็นเร่ืองเดียวกัน ทาให้มีความเข้าใจว่า เศรษฐกิจพอเพียงหมายถึงการปฏิเสธ
อตุ สาหกรรมแล้วกลับไปสเู่ กษตรกรรม ซึ่งเป็นความเข้าใจทผี่ ิด.
2.3 หวั ขอ้ วิชำ น้ำมันมะพรำ้ วสกดั เยน็
วิทยำกร
ดาบตารวจโชคชยั สมคั รแก้ว
วตั ถปุ ระสงค์
เพ่ือให้เกิดทักษะในด้านการแปรรูปผลผลิต
ขอบเขตเนื้อหำ
การแปรรปู ผลผลติ ทางการเกษตร เพือ่ ใช้ในครัวเรือน ลดรายจ่ายเพม่ิ รายได้ในครวั เรือน
วันทดี่ ำเนนิ กำร
วนั ที่ 27 มกราคม 2563
ระยะเวลำดำเนนิ กำร
ระยะเวลา 1 ชว่ั โมง
11
วธิ ีกำร/เทคนิค:
1. บรรยาย
2. Work shop ฝกึ ปฏิบัติ
วัสดุ/อปุ กรณ์
1. มะพรา้ ว
2. กระตา่ ยขดู มะพรา้ ว
3. ผา้ ขาวบาง
4. กาละมัง
5. กระชอน
6. ถุงพลาสติก – ยางวง
7. นา้ อุ่นต้มสกุ อุณหภูมิ 60 องศา
กำรประเมนิ ผล
ประเมินโดยการสังเกต ประเมินจากพฤตกิ รรม/ทักษะที่แสดงออก
สรปุ เน้ือหำที่ได้จำกกำรฝึกอบรม
หลายคนนิยมใช้น้ามันมะพร้าวเป็นตัวช่วยด้านสุขภาพ เนื่องจากน้ามันมะพร้าวสามารถบริโภคได้
มีประโยชน์ต่อระบบหล่อลื่นในลาไส้ให้ทางานได้ดีมาก ในช่วงเช้าและก่อนนอนหากรับประทานน้ามันมะพร้าว
ได้สัก 1 ช้อนชา จะช่วยให้ระบบขับถ่ายทางานได้ดีข้ึน โมเลกุลของน้ามันมะพร้าวค่อนข้างส้ัน เม่ือเคล่ือนย้าย
เข้าไปในร่างกาย จะเดินทางเร็ว ส่งผลให้เกิดการย่อยสลายได้เร็ว ไม่เหมือนไขมันที่ไม่อิ่มตัวซ่ึงมีโมเลกุล
ยาวมาก เม่อื โมเลกลุ ยาวโอกาสท่คี ารบ์ อนจบั ตัวจึงงา่ ยมาก
อปุ กรณท์ ใี่ ช้
1. ตาช่ัง
2. เหยือกน้าพลาสติก มขี ีดบอกระดบั นา้ ใชต้ วงนา้
3. โถพลาสติก หรือโถแกว้ ใส
4. ผ้าขาวบาง 2 ผนื ใช้กรองกะทิ และน้ามัน
5. กระบวย หรือทพั พี สาหรบั ตกั นา้ มนั
6. กะละมงั สาหรบั คน้ั กะทิ
7. หม้อเคลอื บสาหรบั ระเหยนา้ ออกจากนา้ มัน
8. เตาแก๊สปกิ นิก
9. ต้เู ย็น หรอื ถงั นา้ แขง็
10. ขวดบรรจุน้ามันเพ่อื จาหนา่ ย
12
วธิ ที ำนำ้ มนั มะพร้ำวบรสิ ทุ ธ์ิ
1. คนั้ กะทิ โดยผสมนา้ ตอ่ มะพรา้ วขดู ในอัตรา 1 : 1
2. นานา้ กะทิท่ีไดใ้ สใ่ นตู้เยน็ หรือชอ่ งทานา้ แข็ง หรือแชใ่ นถงั น้าแขง็ เพอื่ ให้กะทิแยกชนั้ ชัดเจน
3. แยกเอาชนั้ ครีมช้ันบนของกะทมิ าใส่โถหมกั
4. ปิดโถด้วยผ้าขาวสะอาด ต้ังไว้ 36-48 ชั่วโมง ในท่ีสะอาด อากาศโปร่ง จะสังเกตเห็นช้ันน้ามัน
เม่อื ครบ 24 ชว่ั โมง ต้ังไว้จนนา้ มันแยกชัน้ สมบูรณ์
5. ตักน้ามันออกมากรองด้วยผา้ ขาวบางท่ีพับไว้หลายชัน้
6. ไลน่ ้าออกไปจากน้ามันที่กรองได้ ด้วยหมอ้ ต้ม 2 ช้นั สงั เกตว่าไม่มีฟองปดุ ขนึ้ มาแล้ว จึงใช้ได้
7. ตั้งท้ิงไว้อีก 1 สปั ดาห์ เพือ่ ใหน้ ้ามนั ใสและตะกอนต่าง ๆ จะตกไปท่ีก้นภาชนะ
8. นานา้ มนั มาบรรจขุ วด
คำแนะนำในกำรผลิต
1. ผา่ มะพรา้ ว แล้วลา้ งน้าใหส้ ะอาด ก่อนนามาขูด
2. ไมใ่ ช้มะพรา้ วงอกและมะพรา้ วทมี่ ีตาช้ืนแฉะ เพราะหากมีจุลินทรีย์ปะปนจะไดน้ า้ มนั ทมี่ ีกลน่ิ แรง
3. มะพร้าวขูดต้องนามาคั้นกะทิทันที ไม่ทิ้งไว้หรือแช่ตู้เย็น เพราะหากมีการปนเป้ือนของจุลินทรีย์
ทาให้ไมเ่ กิดการแยกช้นั น้ามัน
4. หากคัน้ กะทดิ ว้ ยมือ ควรคน้ั นาน ๆ เพอ่ื ใหไ้ ด้กะททิ ี่มีความมนั มาก
5. ควรใช้ภาชนะพลาสตกิ ใสเปน็ โถหมัก เพ่ือสงั เกตการแยกชนั้ น้ามันไดง้ า่ ย
6. ไม่ตงั้ โถหมักในหอ้ งครัว เพราะจะมีเชื้อราขึน้ ที่ผวิ กะทิ
ประโยชน์และวิธใี ชน้ ำ้ มันมะพรำ้ วบรสิ ุทธิ์
1. ถนอมรักษาให้เส้นผมดกดา เป็นเงางาม ช่วยขจัดรังแคและเชื้อรา รักษาอากา รผมร่วง
วธิ ีการใช้ ชโลมผมด้วยนา้ มนั นวดคลึงศีรษะ แลว้ ใชผ้ า้ ชุบน้าอุ่นโพกศรี ษะไว้ 30 นาที ก่อนสระผม
2. ปกป้องผิวจากแสงแดดให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง ลดร้ิวรอยฝ้า กระ จุดด่างดาบนใบหน้า
วิธีการใช้ ทาน้ามันและนวดกอ่ นออกไปกลางแจง้ หรอื กอ่ นลงว่ายนา้ หรืออาบแดด
3. บารงุ ผิวหน้า ปรบั สภาพผิวให้นุ่มนวล เต่งตึง มีสุขภาพดี ลดการเกิดสิว และการสะสมของสารเคมี
บนใบหนา้
วธิ กี ารใช้ ใช้สาลชี ุบน้ามนั แลว้ เชด็ ทาความสะอาด และใช้ทา นวดผิวหนา้ หลังอาบน้าเชา้ และกอ่ นนอน
4. ลดอาการผื่นแพ้ แสบคันตามผิวหนัง และรักษาเท้าเปื่อยเน่ืองจากเช้ื อราและแบคทีเรีย
วธิ กี ารใช้ ทาบริเวณผวิ หนังทีบ่ าดเจบ็ อกั เสบและแสบคันจากการตดิ เชอื้
5. ปรบั สภาพผิวหนงั ดา้ น และส้นเท้าแตก
วิธกี ารใช้ ทาน้ามนั มะพร้าวและนวดคลึงบรเิ วณส้นเท้า กอ่ นนอน จะทาให้ฝ่าเทา้ นุ่มนวล
6. กระตนุ้ การทางานของระบบประสาท รกั ษากระดูกกลา้ มเนอ้ื และเน้ือเยอ่ื ที่บาดเจ็บ
วธิ กี ารใช้ ใชน้ วดตวั เพอื่ ผอ่ นคลาย และบารุงผิวพรรณ
13
2.4 หวั ขอ้ วิชำ เปดิ สมอง บง่ หนองควำมคดิ
วทิ ยำกร
วทิ ยากรหลัก นายนรากร พิมล
วิทยากรผู้ช่วย วา่ ที่ ร.ต.สมโชค จกั รห์ รดั และนางสาวพรพรรณ พิมล
วัตถปุ ระสงค์
เพื่อใหเ้ กดิ ทักษะในด้านการแปรรปู ผลผลิต
ขอบเขตเนอื้ หำ
1. ชวี ิตในดิน
2. กระบวนการสร้างดนิ
3. ปจั จยั ทีม่ ีผลตอ่ การกาเนิดดนิ
วนั ท่ดี ำเนนิ กำร
วนั ที่ 27 มกราคม 2563
ระยะเวลำดำเนินกำร
ระยะเวลา 2 ชัว่ โมง
วธิ กี ำร/เทคนิค
บรรยาย แลกเปลี่ยนเรยี นรู้
วสั ด/ุ อปุ กรณ์
1. PowerPoint ประกอบการบรรยาย
2. อุปกรณ์ : สอื่ โสตทัศนปู กรณ์สาหรบั นาเสนอ
3. สื่อ VDO
กำรประเมนิ ผล
ประเมนิ โดยการสังเกต ประเมินจากพฤติกรรม/ทักษะทแี่ สดงออก
14
สรปุ เน้อื หำที่ได้จำกกำรฝึกอบรม
ชวี ติ ในดนิ
ดินเกิดจากกระบวนการสลายตัวของหินและแร่ธาตุเป็นช้ินเล็ก ๆ เรียกว่า วัตถุต้นกาเนิดดินแล้ว
คลุกเคล้ารวมกับอินทรียสาร เช่น ซากพืช ซากสัตว์ มูลสัตว์ต่าง ๆ เป็นตนอินทรียสารเหล่าน้ี จะถูกย่อยสลาย
โดยผ้ยู ่อยสลายตามธรรมชาติ (จลุ ินทรีย์) และจะกลายเปน็ ฮิวมสั เมื่อวัตถุต้นกาเนิดดิน ผสมคลุกเคล้ากับฮิวมัส
โดยมพี ืชและสตั วต์ า่ ง ๆ ชว่ ยจนกลายเป็น ดนิ ในท่ีสุด
ดินเป็นวัตถุที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยการสลายตัวของหิน แร่ และอินทรีย-วัตถุ จึงทาให้มี
ลักษณะเป็นช้นั ๆ ห่อหุ้มโลกอยู่
กระบวนการสร้างดิน การเกิดดินนั้นต้องใช้ระยะเวลานานในการเปล่ียนและสลายตัวของสสารต้น
กาเนิดดิน สาหรบั ลาดับขั้นของการสร้างดนิ เปน็ ดังน้ี
1. การสลายตัวของหินและแร่ตามธรรมชาติ จากท่ีมีขนาดใหญ่จนมีขนาดเล็กลง กลายเป็นวัตถุต้น
กาเนิดดนิ ซึ่งวตั ถุต้นกาเนิดดนิ นี้มธี าตุอาหารเพียงพอ ที่จะใชใ้ นการเจรญิ เตบิ โตของพืชได้ จากวัตถตุ ้นกาเนิดดิน
ที่เกิดอยู่ตรงบริเวณหินและแร่สลายตัว ส่วนมาก จะถกู ธรรมชาติพดั พาเอาอนุภาคไปทับถมในที่แหล่งใหม่ และ
กลายเป็นวัตถุต้นกาเนดิ ดินในท่ีนน้ั ๆ ตอ่ ไป
2. กระบวนการเพ่ิมเติมสาร อินทรีย์ให้กับวัตถุต้นกาเนิดดินจากซากของสสาร เช่น ซากพืชซากสัตว์
มูลสัตว์ เมื่อเกิดการสลายตัวตามธรรมชาติจนกลายเป็น ฮิวมัส (Humus) ซึ่งมี สีน้าตาลดา จัดว่าเป็นดินที่มี
ประโยชนต์ อ่ พืชมาก เนอื่ งจากเปน็ แหล่งอาหารท่สี าคัญของพืช
3. การผสมคลุกเคล้าของวัตถุต้นกาเนิดดินและฮิวมัส พวกจุลินทรีย์และสัตว์อาศัยอยู่ในดินจะมีส่วน
ในการสร้างดินจากสิ่งมีชีวิตท้ังหลาย หิน และแร่ธาตุต่าง ๆ ให้ผกุ ร่อนมีขนาดเล็กลงจนกลายเป็นดิน ทาให้เกิด
ชน้ั ดนิ ทม่ี ีสนี า้ ตาลดาแยกต่างจากชัน้ ดินอืน่ ๆ อกี ทัง้ มแี ร่ธาตุอาหารทเ่ี หมาะกับการเจริญเตบิ โตของพชื
ปัจจยั ที่มผี ลตอ่ กำรกำเนิดดนิ
ดนิ จะเกิดขนึ้ ได้เรว็ หรอื ชา้ จะขึน้ อยกู่ ับปัจจยั ต่าง ๆ ดงั น้ี
1. ภูมอิ ากาศ ภูมิอากาศจะเป็นตัวควบคุมอุณหภูมิ น้า และความชื้น ซ่ึงมีอิทธิพล ต่อการสลายตัวของ
หินและแรธ่ าตทุ งั้ ทางตรงและทางอ้อม
2. วัตถุต้นกาเนิดดิน คือ หินและแร่ท่ีสลายตัว ซ่ึงจะมีผลต่อความรวดเร็วในการแปรสภาพของหิน
ตลอดจนชนดิ และลักษณะของดิน
3. สิ่งมีชีวิตในดิน ส่ิงมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์จะมีอิทธิพลในแง่การเพิ่มสารอินทรีย์ให้แก่ดินได้แก่
จุลินทรีย์จาพวก เหด็ รา แบคทเี รีย
4. สภาพภูมิประเทศ บริเวณที่มีลักษณะภูมิประเทศที่มีความลาดชันจะเกิดการพังทลายและถูกกัด
เซาะได้ง่ายทาให้เกดิ ดนิ ได้รวดเร็ว
15
2.5 หวั ข้อวชิ ำ 3 ขมุ พลัง/สอื่ /ลงแปลง
วทิ ยำกร
1. ทีมวิทยากรศูนยก์ สิกรรมธรรมชาตทิ ่งุ สง
2. ทมี วทิ ยากรศูนยศ์ ึกษาและพฒั นาชุมชนนครศรีธรรมราช
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพอื่ ใหผ้ ู้เข้าอบรมได้ยืดเส้นยดื สาย ออกกาลงั กาย ก่อนการฝึกออบรม
2. เพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีความรู้ความเขา้ ใจเรื่องรปู แบบการขุดคลองไสไ้ ก่ และการปลกู หญ้าแฝก
3. เพอ่ื ให้ผ้เู ขา้ อบรมมีความรู้ความเขา้ ใจถึงประโยชน์ของการขดุ คลองไสไ้ ก่ และการปลูกหญ้าแฝก
ขอบเขตเนอ้ื หำ
1. รูปแบบและประโยชนข์ องการขุดคลองไสไ้ ก่
2. รูปแบบและประโยชน์ของการปลูกหญา้ แฝก
วนั ที่ดำเนินกำร
วนั ที่ 28 มกราคม 2563
ระยะเวลำดำเนนิ กำร
ระยะเวลา 2 ชัว่ โมง
วธิ กี ำร/เทคนิค
1. บรรยาย
2. Work shop ฝึกปฏิบตั ิ
วัสด/ุ อุปกรณ์
๑. เครอื่ งฉาย จอโปรเจคเตอร์
๒. โปรแกรมนาเสนอ Power point
3. จอบ เสียม พร้า
4. หญา้ แฝก
16
กำรประเมินผล
1. ประเมินโดยการสงั เกต
2. ประเมินจากพฤตกิ รรม/ทักษะท่แี สดงออก
สรุปเน้ือหำทไี่ ดจ้ ำกกำรฝกึ อบรม
3 ขมุ พลัง
การออกกาลังกาย ยืดเส้นยืดสาย ก่อนการฝึกอบรมประจาวัน ระยะเวลา 30 นาที โดยมีวิทยากรนา
ออกกาลงั กาย ประกอบท่าทางตน้ ไม้ 5 ระดับ ไม้สงู ไมก้ ลาง ไมเ้ ต้ีย ไม้เรี่ยดนิ ไมไ้ ต้ดิน
สอ่ื
การขุดคลองไส้ไก่ คือ การขุดร่องน้าในที่ดิน โดยเลียนแบบความคดเคี้ยวของหนองน้าตามธรรมชาติ
ซ่ึงเป็นรูปแบบหน่งึ ของหลมุ ขนมครกเพ่ือกกั เก็บนา้ และกระจายความชุ่มชืน้ ไปทั่วบริเวณพืน้ ท่เี พาะปลูก เริ่ม
จากการขุดเป็นร่องท่ีมีความกว้างและความลึก 50 เซนติเมตร แล้วนาดินที่ขุดนั้นมาถมในฝ่ังตรงข้าม ของ
แหลง่ น้าท่ไี หลมา เป็นคันดนิ ให้กว้าง 1 เมตร และให้ขุดหลมุ เลก็ ๆ เพ่อื ใหน้ า้ ท่ีไหลมาตกในหลุม วธิ ีน้ี จะเป็น
การชะลอน้าท่ีไหลผ่านไมใ่ หไ้ หลแรงเกนิ ไป รวมถึงการทาฝายเลก็ ๆ เป็นระยะ ๆ เพ่ือชะลอนา้ เพื่อให้น้าซึมลง
ใต้ดินได้มากที่สุด ท่ีสาคัญยังเป็นการล็อคตะกอนดินที่เกิดจากการทับถมกันของใบไม้และอินทรีย์วัตถุต่าง ๆ
อันอุดมไปด้วยธาตุอาหารที่จาเป็นแก่พืช นอกจากน้ีบนคันดินก็ปลูกแฝกเพ่ือลดการพังทลาย ตลอดจนปลูกไม้
ผล ผักสวนครวั ไวเ้ ป็นแหลง่ อาหารได้
ลงแปลง
แบ่งพื้นท่ีให้แต่ละกลุ่มสีฯได้ลงแปลงกัน ทั้งขุดคลองไส้ไก่ ปลูกหญ้าแฝก และการห่มดิน โดยมีวัสดุ/
อุปกรณต์ า่ ง ๆ เตรยี มไว้ เชน่ จอบ เสยี ม พรา้ หญ้าแฝก ฯลฯ
วทิ ยำกรสรุป
ประโยชน์ที่ได้จากคลองไส้ไก่ คือ ช่วยกักเก็บน้าให้ซึมลงใต้ดิน เปล่ียนทางน้าให้กระจายสู่พื้นที่
เพาะปลกู ลอ็ กตะกอนดินหรือธาตุอาหาร และป้องกันการพงั ทลายของหน้าดิน
ประโยชน์ของการปลูกหญ้าแฝก คือ ลดการชะล้างพังทลายของหน้าดนิ ชว่ ยเก็บกกั ตะกอนดินในพื้นที่
ลาดชัน ช่วยฟื้นฟูทรัพยากรดิน เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุ เพ่ิมปริมาณความชื้นในดิน เพ่ิมอัตราการระบายน้า
และอากาศ เพม่ิ ปรมิ าณจลุ ินทรยี ์ในดนิ มผี ลดตี ่อการเปลย่ี นแปลงธาตุอาหารพืชในดิน
17
2.6 หัวขอ้ วิชำ จุลินทรีย์/ปำ่ 3 อยำ่ ง ประโยชน์ 4 อยำ่ ง
วิทยำกร
ดาบตารวจนิรันดร์ พมิ ล ผอู้ านวยการศูนยก์ สิกรรมธรรมชาตทิ ุง่ สง
วตั ถปุ ระสงค์
เพือ่ ใหผ้ ้เู ขา้ รบั การฝึกอบรมเข้าใจศาสตรพ์ ระราชาและการพัฒนาทย่ี ่งั ยนื ๙
ขอบเขตเน้ือหำ
1. หลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
2. หลกั การทรงงาน “เข้าใจ เข้าถงึ พฒั นา” พระราชดารัสของ ร.9
3. บันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง
4. จุลนิ ทรยี /์ ปา่ 3 อยา่ ง ประโยชน์ 4 อย่าง
วันทีด่ ำเนินกำร
วันท่ี 28 มกราคม 2563
ระยะเวลำดำเนินกำร
ระยะเวลา 3 ชวั่ โมง
วธิ ีกำร/เทคนิค
บรรยายเพ่ือใหม้ ีความรู้ ความเขา้ ใจ
วสั ด/ุ อุปกรณ์
๑. PPT
๒. บอรด์
๓. กระดาษฟลปิ ชารต์ ปากกาฯลฯ
กำรประเมินผล
ประเมินโดยการสังเกต ประเมนิ จากพฤติกรรม/ทกั ษะท่แี สดงออก
สรุปเนือ้ หำท่ไี ด้จำกกำรฝึกอบรม
ป่ำ 3 อยำ่ ง ประโยชน์ 4 อยำ่ ง
คือแนวคิดท่ีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้
เพ่ือให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ พร้อมกับอยู่บนพื้นฐานของความต้องการด้านเศรษฐกิจและสังคม
ของประชาชน
ผลที่เกิดข้ึนคือ เกิดการอนุรักษ์และเพิ่มพื้นท่ีป่าของประเทศไทย เนื่องจากประชาชนได้ตระหนักและ
เห็นคณุ คา่ จากการใชป้ ระโยชน์ของปา่ ไมท้ ป่ี ลกู โดยขอย่อประโยชนท์ ้ัง 4 อย่าง ดงั น้ี
18
1. พออยู่ คือ การปลูกต้นไม้ท่ีใช้เนื้อไม้และไม้เชิงเศรษฐกิจให้เป็นป่า ไม้กลุ่มนี้เป็นไม้อายุยาวนาน
ซ่ึงจะเน้นประโยชน์โดยใช้เนื้อไม้เพ่ือสร้างบ้าน ทาเคร่ืองเรือน และถือได้ว่า เป็นการออมทรัพย์เพ่ือสร้างความ
มน่ั คงในอนาคต ตน้ ไมก้ ลมุ่ นี้ เชน่ ตะเคียนทอง ยางนา แดง สัก พะยงู พะยอม
2. พอกิน คือ การปลูกต้นไม้ที่กินได้รวมทั้งใช้เป็นยาสมุนไพร ไม้ในกลุ่มนี้ เช่น แค มะรุม ทุเรียน
สะตอ ผักหวาน ฝาง แฮ่ม กลว้ ย ฟักขา้ ว
3. พอใช้ คือ การปลูกต้นไม้ให้เป็นป่าไม้สาหรับใช้สอยในครัวเรือน อาทิ ทาฟืน เผาถ่าน ทางาน
หัตถกรรม หรอื ทาน้ายาซกั ลา้ ง ไมใ้ นกลุม่ นี้ เช่น มะคาดีควาย หวาย ไผ่ หมีเหมน็ เปน็ ตน้
4. พอร่มเย็น คือ ประโยชน์อย่างท่ี 4 ทีเ่ กิดจากการปลูกป่า 3 อย่าง ท่ีทาใหเ้ กิดความร่มเย็น และป่า
ทั้ง 3 อย่างน้ี จะชว่ ยฟ้นื ฟรู ะบบนเิ วศดนิ และนา้ ให้กลับอดุ มสมบรู ณ์ ร่มรน่ื และฉา่ เย็นขนึ้ มา
กำรปลกู ป่ำ 5 ระดบั
ประกอบด้วยต้นไม้หลากหลายท้ังชนิดพันธ์ุ ช่วงอายุ ลักษณะนิสัยและขนาดความสูง โดยสามารถ
จัดแบ่งตามระดับความสูงและระบบนิเวศได้ 5 ระดับได้แก่
1. ไม้สูง เปน็ กลุม่ ตน้ ไมเ้ รือนยอดสูงสดุ และอายยุ นื ไมร้ ะดบั นี้ เช่น ตะเคยี น ยางนา เต็ง รงั
2. ไม้กลาง เป็นกลุ่มต้นไม้ที่ไม่สูงนัก ไม้ในระดับน้ีได้แก่บรรดาไม้ผลที่เก็บกินได้ เช่น มะม่วง ขนุน
มงั คดุ กระทอ้ น ไผ่ สะตอ
3. ไม้เตีย้ เปน็ กลุ่มต้นไม้พ่มุ เต้ยี ไม้ในระดับน้ี เช่น พรกิ มะเขอื กะเพรา ผักหวานบา้ น ตวิ้ เหรยี ง
4. ไม้เรี่ยดิน ไมใ้ นระดับน้เี ป็นตระกูลไมเ้ ลื้อย เชน่ พรกิ ไทย รางจดื
5. ไมห้ ัวใต้ดิน ไมใ้ นระดบั นีเ้ ช่น ขิง ขา่ มันมอื เสือ บุก กวาวเครอื
2.7 หวั ขอ้ วชิ ำ ฐำนคนรกั ษ์แม่ธรณ/ี คนรกั ษ์นำ้
วทิ ยำกร
วทิ ยากรหลัก ดาบตารวจโชคชยั สมคั รแกว้
วทิ ยากรผชู้ ่วย นายสทุ นิ สงั ข์ศรอี ินทร์, นายทนงศักด์ิ ชว่ ยทุกข์ และนายประสิทธ์ิ ยอ้ ยคา
วตั ถุประสงค์
๑. เพือ่ ใหเ้ กิดทกั ษะในการบารุง ดูแล รกั ษาดนิ น้า ป่า
๒. เพ่อื ใหม้ ที ักษะในการใชป้ ระโยชน์จากดนิ น้า ปา่
ขอบเขตเนื้อหำ
การดแู ลรกั ษาดิน นา้ ป่า/บารงุ ดนิ นา้ ป่า
19
วนั ทดี่ ำเนินกำร
วนั ท่ี 28 มกราคม 2563
ระยะเวลำดำเนินกำร
ระยะเวลา 2 ช่ัวโมง
วิธีกำร/เทคนคิ :
1. บรรยาย
2. Work shop ฝกึ ปฏิบตั ิ
วัสด/ุ อปุ กรณ์
๑. จอบ เสียม พลัว่ ฯลฯ
๒. มูลสัตว์ ถังหมกั จุลนิ ทรยี ์ กากน้าตาล ฯลฯ
๓. คลิป VDO (ความแห้งแลง้ จากภยั ธรรมชาติ)
กำรประเมินผล
ประเมินโดยการสงั เกต ประเมนิ จากพฤตกิ รรม/ทักษะที่แสดงออก
สรุปเนอ้ื หำทไี่ ดจ้ ำกกำรฝกึ อบรม
ความคิดของฅนทาการเกษตรมักคิดว่าการใส่ปุ๋ยนั้นเป็นการให้อาหารแก่พืชโดยการใส่ ปุ๋ยเคมีที่มีธาตุ
อาหารเพียง 3 ชนิดได้แก่ NPK ที่มาจากขยะการกลั่นน้ามันซ่ึงเป็นสารพิษใส่ลงไปในดิน เม่ือใส่ลงไปเรื่อย ๆ
นานวันเข้าก็จะทาให้ดินแข็งเป็นดาน จุลินทรีย์ในดินก็จะเริ่มตายลงไป ทาให้ต้นพืชอ่อนแอ เช้ือโรคและแมลง
เข้าทาลาย ต้นทุนในการผลติ เพมิ่ ขึ้น สุขภาพจติ และรา่ งกายเรม่ิ แย่ลง
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานแนวทาง ทฤษฎีเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง” ในการทา
เกษตรทฤษฎีใหม่ โดยมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติได้มีการจัดฝึกอบรมเรื่องการทาเกษตรอินทรีย์และสอนการทา
ป๋ยุ หมักแห้ง,ปุ๋ยน้าชีวภาพโดยเนน้ เร่อื งกสกิ รรมธรรมชาติคือ การห่มดินและการปรงุ อาหารเลี้ยงดนิ โดยการใส่
ปุ๋ยชีวภาพลงไปเพื่อให้เป็นอาหารของดิน แล้วดินจะปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาให้พืช โดยกระบวนการย่อย
สลายของจลุ ินทรีย์ จงึ เรยี กหลักการน้ีวา่ “เลี้ยงดิน ใหด้ ิน เลย้ี งพืช” เมือ่ ทาแบบน้ีจะทาให้ดินกลับมามีชีวิต พืช
ท่ีปลกู กจ็ ะเจริญเติบโตแข็งแรงใหผ้ ลผลติ ดี ต้นทุนในการผลติ ลดลง รวมถึงการมีสขุ ภาพจิตท่ีดี รา่ งกายแขง็ แรง
จงึ ไดม้ ีการให้นยิ ามวา่ “คนื ชวี ิตใหแ้ ผน่ ดิน”
การคืนชีวิตให้กับแผ่นดินในวันนี้ จึงไม่เพียงหมายถึงการคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับพระแม่ธรณี
เทา่ น้ันแต่ยงั หมายรวมถงึ การทาใหป้ ระชาชนชาวไทยไดอ้ ยู่อย่างมีความสุขบนพ้ืนฐานของความพอเพยี งอีกคร้งั
ข้ันตอนกำรทำปยุ๋ นำ้ หมกั ชวี ภำพ 3 กิโลกรมั
วัสดแุ ละอุปกรณ์ 1 ลติ ร
1 กิโลกรมั
1. วัตถุดบิ (พืช สมุนไพร)
2. หวั เชอ้ื จุลนิ ทรีย์
3. น้าตาลออ้ ย
20
4. นา้ สะอาด 10 ลติ ร
5. ถงั ขนาด 20 ลิตร แบบฝาปิดลอ็ ค 1 ถัง
ข้นั ตอนและวิธที ำ
1. นาวตั ถดุ บิ ท่ีเตรียมไว้มาสับหรือตา
2. นานา้ ตาลออ้ ยมาละลายกับน้าสะอาดที่เตรียมไว้
3. นาหวั เชื้อจุลนิ ทรีย์ผสมกับน้าตาลออ้ ยท่ลี ะลายแล้ว
4. นาวตั ถดุ บิ ที่สับหรือตาเรยี บรอ้ ยมาใสใ่ นภาชนะทีจ่ ดั ไวห้ าไม้ไผท่ ส่ี านเปน็ ตาหมากรกุ มาขดั ทับเอาไว้
5. นาส่วนผสมในขอ้ ที่ 3 มาเทใส่แล้วปิดฝาใหส้ นิทและเขยี น วนั /เดอื น/ปี พร้อมทงั้ ชื่อวัตถดุ ิบที่นามา
หมกั
6. นาไปตัง้ ไว้ในทร่ี ่ม หมักทง้ิ ไว้ 90 วนั (อัตราส่วนที่ใชค้ อื 1 ลิตร/400 ลติ ร)
ข้นั ตอนกำรทำปุ๋ยหมักแห้ง
วัสดแุ ละอุปกรณ์
1. เศษวัสดทุ เ่ี หลอื ใชจ้ ากการทาเกษตรเช่นเศษใบไม้, เศษหญ้าแห้ง
2. มูลสตั ว์
3. แกลบดบิ
4. แกลบเผา
5. ราหยาบหรือละอองข้าว
6. ปยุ๋ น้าจลุ ินทรีย์
ขนั้ ตอนและวธิ ีทำ
1. นาวัตถดุ บิ ท่เี ตรียมมาในขอ้ 1-5 ผสมคลกุ เคล้าให้เขา้ กนั (อัตราส่วนทใ่ี ชค้ อื 1 ต่อ 1)
2. นาปยุ๋ นา้ จุลนิ ทรียม์ าผสมกบั นาสะอาดในอตั ราสว่ น 1 ลติ ร/100 ลิตร
3. นาส่วนผสมในขอ้ ท่ี 1 และ 2 ผสมใหเ้ ข้ากนั
4. ตรวจเช็คความช้ืนด้วยการหยิบข้ึนมากาบีบให้แน่น เม่ือแบมือแล้วไม่แตกและไม่มีน้าไหลออกมา
จากงา่ มนิว้ มือถอื วา่ ใชไ้ ด้
5. ตกั ใส่กระสอบโดยไมต่ ้องกระแทกใหแ้ น่นหมักทิ้งไว้ 7 – 15 วันจงึ นาไปใส่ในแปลง (อัตราส่วนท่ีใช้
คือ 500 กโิ ลกรัม/1 ไร่)
คนรกั ษ์น้ำ
ข่าวคราวที่เก่ียวกับภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติ ดูจะกลายเป็นวิถีชีวิตของคนไทยไปเสียแล้ว คงจากันได้ว่า
อาจารย์ยักษ์ได้เคยกล่าวเตือนต้ังแต่ตอนเปิดคอลัมน์ “พอ แล้ว รวย” ถึงมหันตภัย 4 อย่างที่เราต้องเผชิญ
อย่างหลีกเลยี่ งไม่ได้ ภัยธรรมชาติ โรคระบาด ข้าวยากหมากแพง ภัยขัดแย้งจนเป็นสงคราม ทุกวันน้ีย่ิงชดั เจน
ข้ึนว่าวิถีชีวิตของคนไทยทุกระดับ วนเวียนอยู่กับมหันตภัยท้ัง 4 อย่างนี้ และดูเหมือนย่ิงนานวัน ความรุนแรง
ของภัยชนดิ ตา่ ง ๆ ก็เพ่มิ ทวคี ูณมากขน้ึ นับตง้ั แต่ สึนามิ โศกนาฏกรรมธรรมชาตทิ ่ีคนไทยไม่มีทางลืมเลือน ตาม
21
ด้วยน้าท่วมใหญ่ครอบคลุมพ้ืนที่มากกว่า 40 จังหวัด ตามด้วยไฟป่าทางภาคเหนือท่ีก่อเป็นมลพิษทางอากาศ
เปน็ หมอกควันพิษกินพ้ืนท่ีหลายจังหวัดนานนบั เดือน ซ่ึงก็นบั เป็นเหตุการณ์ที่หลายคนบอกว่า “เกิดมาก็ไม่เคย
เจอ” น้าตาของพี่น้องชาวไทยท่ีต้องประสบกับภัยน้าท่วมยังไม่ทันเหือดแห้ง รัฐบาลก็ออกมาประกาศให้ผู้คน
เตรียมรับมือกับ “ภัยแล้ง” ท่ีดูเหมือนจะรุนแรงท่ีสุด และครอบคลุมพื้นท่ีมากกว่า 60 จังหวัด บาง
จังหวัดจะรุนแรงถึงขั้นต้องประกาศให้เป็น “เขตภัยพิบัติ” ดูเหมือนเคราะห์กรรมทางธรรมชาติท่ีเล่นงานคน
ไทยยังคงไม่หยุดง่ายๆ แม้กระท่ังผู้คนท่ีกาลังเล่นน้าอย่างมีความสุขในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ก็ต้องมา
สังเวยชวี ิตไปหลายศพจากน้าป่าหลาก ดินถลม่ เมอ่ื ไมก่ ี่วนั มาน้ี
สาหรับโรคระบาด ที่สุดอินเทรนด์ในทศวรรษน้ีคงไม่มีอะไรเกิน ไข้หวัดนก ที่ขณะน้ีระบาดไปท่ัวทุก
ทวีปในโลก หากภาวะโลกร้อนยังคงดาเนินต่อไป คาดการณ์ได้ว่า จะมีเชื้อโรค โรคระบาดชนิดใหม่ ๆ
ให้ชาวโลกและคนไทยได้รู้จัก โดยเฉพาะประเทศในแถบร้อนอย่างประเทศไทย ก็จะต้องเผชิญกับเชื้อโรคสาย
พันธุ์ใหม่ ๆ ท่ีมีอานาจในการทาลายล้างสูง สาหรับภาวะข้าวยากหมากแพงดูจะไม่ต้องสาธยายมากเพราะเห็น
เป็นข่าวอยู่ทุกวัน อาชญากรรมท่ีเพ่ิมสูงขึ้น บ่งบอกถึงภาวะท่ีคนอดอยาก ไม่มีอะไรกินจนต้องกลายเป็นโจร
ท่ีเพ่ิมมากข้ึน ภัยพิบัติชนิดสุดท้าย ภัยความขัดแย้งจนกลายเป็นสงครามน้ัน คร้ังหน่ึงคนไทยเคยรสู้ ึกเป็นเรื่อง
ไกลตัวจะได้ยนิ ข่าวก็เฉพาะในตะวันออกกลาง แต่ขณะนี้การรบราฆ่าฟันกันประจาวันในตะวันออกกลางไดเ้ พ่ิม
สาขา ณ ดินแดนขวานทองนี้เรียบรอ้ ยแล้ว และดูเหมือนจะขยายตัวรุนแรงจนมิอาจทาให้สถานการณ์กลับมาดี
ดังเดิมได้
มหันตภัยท้ัง 4 อย่างนี้เกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก และถ้าวิเคราะห์ให้ดี “ราก” ของภัยท่ีกล่าวมา
ท้ังหมด ก็มาจากการที่มนุษย์ไม่รู้จัก “พอ” ซึ่งก็จะเป็นสาเหตุให้มนุษย์ต้อง “จน” ลงอย่างช่วยไม่ได้
เม่ือ “ภูมคิ มุ้ กัน” ของระบบนเิ วศนแ์ ตกสลายลง ความ “มั่งมี” ของมนษุ ยก์ ็เป็นส่งิ ท่ีไม่ตอ้ งพูดถึงอีกต่อไป
รูปธรรมง่าย ๆ ที่เห็นชัด ๆ เพียงแค่เราขาด “น้า” ความมั่งมี ร่ารวยของมนุษย์ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร
สหประชาชาติได้ออกมาเตือนเร็ว ๆ นี้ว่า ถ้าหากมนุษย์ยังคงพฤติกรรมบริโภคนิยมอย่างไร้เหตุผลเช่นน้ีต่อไป
ไม่เกินปี 2050 มนุษย์บนโลกกว่า 130 ล้านคน จะต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาวะที่โลกเข้าสู่
วิกฤติเรื่อง “น้า” และ “การแย่งชิงน้า” กาลังจะกลายเป็นความขัดแย้งถึงขั้นสงคราม เราเห็นสงครามแย่งชิง
น้ามันมาแล้ว เราเคยสงสัยไหมว่า ระหว่าง น้า กับน้ามัน อะไร สาคัญกับชีวิต มากกว่ากัน เม่ือถึงคราวท่ีโลก
เข้าข้ันวิกฤตเิ พราะไม่มี “นา้ ” สงคราม “แยง่ ชงิ นา้ ” จะนาภัยพบิ ตั ิ หายนะอยา่ งไรมาสมู่ นุษยชาติ
ประเทศไทยเคยเป็น “อู่ข้าว อู่น้า” บรรพบุรุษของเราเป็นหน่ึงในการเกษตร เป็นหน่ึงในวิทยาการ
ความรู้ การเก็บกักรักษาน้า ก่อนความรู้เร่ืองชลประทานจากตะวันตกจะแพร่เข้ามา บรรพบุรุษของเราก็มี
ศักยภาพในการพ่ึงตนเอง มีองค์ความรู้อย่างดีเย่ียมในการดูแลต้นน้า รจู้ ักสร้างฝายท่ีจะเป็นตัวเกบ็ กักนา้ รู้จัก
สร้างฝายต่างระดับเพ่ือแยกน้าระบายน้าไปยังแหล่งเพาะปลูกต่าง ๆ การสร้างฝายสะท้อนถึงวัฒนธรรมชุมชน
พ่ึงตนเอง อาศัยพลังของชุมชนในการขับเคลื่อนสร้างส่ิงที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของชุมชน เมื่อเกิดการ
ชลประทาน วัฒนธรรมพึ่งตนเองในการรักษาน้า ระบายน้าก็ค่อย ๆ หายไป หันมาพ่ึงการชลประทานแทน
ปัจจุบันจะหาต้นแบบของฝายท่ีเรียกว่า “ฝายชาวบ้าน” คงหายากเต็มที แม้กระน้ันเราก็ยังพอมีตัวอย่างของ
ฝายชาวบ้านที่สมบูรณ์แบบมาให้เห็น ขอยกตัวอย่าง ฝายชาวบ้าน และลารางส่งน้า เขาสระบาป จังหวัด
จันทบุรี ซ่ึงเป็นฝายทม่ี อี ายุร่วมรอ้ ยปขี องชาวจนั ทร์บูร ปัจจุบนั ยงั คงสภาพสมบูรณ์ ชาวบ้านยงั ร่วมกันซ่อมแซม
22
ทานุบารุงฝายและลารางซึ่งเป็นลารางต่างระดับอยู่เป็นประจาทุกปี ฝายสระบาปยังทาหน้าท่ีในการส่งลาเลียง
น้าธรรมชาติที่ใสสะอาดไปยังเทือกสวนไร่นาชาวจันทบุรีอย่างไม่เคยแห้งขอดมาตลอดระยะเวลาร่วม 100 ปี
จนสร้างความมั่งคั่งให้กับชาวจนั ทรบ์ ูรมาถึงทุกวันน้ี น่ีคอื ภูมปิ ัญญาชาวบ้าน มรดกไทยทสี่ มควรได้รับการเชิดชู
ทานบุ ารุง เปน็ ภูมิปัญญาการดูแล “นา้ ” อย่างง่ายๆ แตท่ รงประสทิ ธภิ าพ
ถึงเวลาแล้วหรือยังท่ีรัฐจะทาการทบทวน เอาจริงเอาจังในนโยบายการจัดการปัญหา น้า อย่างเป็น
ระบบ และเปน็ องค์รวม พลิกฟื้นเอาคาวา่ “อูข่ า้ ว อนู่ ้า” กลบั มาเปน็ คาขวัญของประเทศไทยให้จงได้ ก่อนท่ีทุก
อยา่ งจะสายเกินไป และก่อนที่คนไทยจะตอ้ งทาสงครามเพื่อแย่ง “นา้ ”
2.8 หัวขอ้ วชิ ำ ฐำนคนมนี ำ้ ยำ
วิทยำกร
วทิ ยากรหลกั นางสาวพรพรรณ พิมล
วทิ ยากรผชู้ ว่ ย นางรตั นาภรณ์ ศรีสวัสด์ิ และนางสาวมญั ลกิ า ชว่ ยทุกข์
วัตถุประสงค์
เพือ่ ใหเ้ กิดทักษะในด้านการแปรรปู ผลผลติ
ขอบเขตเนอื้ หำ
ศกึ ษาเรยี นรู้ และฝกึ ปฏบิ ัตจิ ริงการทานา้ ยาเอนกประสงคต์ ่าง ๆ
วนั ที่ดำเนนิ กำร
วนั ท่ี 28 มกราคม 2563
ระยะเวลำดำเนนิ กำร
ระยะเวลา 2 ชัว่ โมง
วธิ กี ำร/เทคนคิ : บรรยำย
Work shop ฝึกปฏิบตั ิ
วสั ดุ/อปุ กรณ์
1. วสั ดุ เคร่ืองปนั น้าผลไม้ เช่น ตะแกรง กะชอน หรือ วสั ด/ุ อุปกรณ์ต่าง ๆ
๒. เครื่องมอื ทจ่ี าเป็นต่อท่ีต้องการใช้
23
กำรประเมนิ ผล
ประเมินโดยการสังเกต ประเมินจากพฤติกรรม/ทักษะที่แสดงออก
สรุปเนือ้ หำทีไ่ ด้จำกกำรฝึกอบรม
“…การจะเป็นเสือนน้ั ไมส่ าคัญ
สาคญั อย่ทู ี่เรามีเศรษฐกจิ แบบพอมพี อกิน
แบบพอมีพอกนิ นัน้ หมายความวา่ อุ้มชูตัวเองได้
ใหม้ ีพอเพยี งกบั ตัวเอง อันนี้ก็เคยบอกว่า
ความพอเพียงน้ีไม่ได้หมายความวา่
ทุกครอบครัวจะต้องผลติ อาหารของตัว
จะต้องทอผา้ ใสเ่ อง อยา่ งนนั้ มันเกนิ ไป
แตว่ า่ ในหมู่บ้านหรอื ในอาเภอ
จะต้องมีความพอเพยี งพอสมควร
บางสง่ิ บางอย่างทีผ่ ลิตไดม้ ากกวา่ ความต้องการ
กข็ ายได้ แตข่ ายในท่ีไมห่ า่ งไกลเทา่ ไหร่
ไมต่ ้องเสยี ค่าขนสง่ มากนกั ...”
พระรำชดำรสั พระรำชทำนแกบ่ คุ คลตำ่ ง ๆ
ทเ่ี ขำ้ เฝ้ำฯ ถวำยชัยมงคล เน่อื งในโอกำสวันเฉลิมพระชนมพรรษำ
ณ ศำลำดุสดิ ำลยั สวนจิตรลดำฯ พระรำชวงั ดุสิต
วันพฤหัสบดที ี่ ๔ ธันวำคม ๒๕๕๐
นา้ ยาเอนกประสงค์ลดรายจ่ายในครัวเรือน
พระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยในความ
เป็นอยู่ของพสกนิกรในพระองค์เป็นอย่างย่ิงทรงมุ่งหวังให้พสกนิกรของพระองค์มีความเป็นอยู่ท่ีพอเพียง
สามารถพึ่งตนเองได้ ไม่ต้องดิ้นรนมากจนเกินกาลัง พสกนิกรจึงควรมาร่วมกันสนองพระราชประสงค์ข้างต้น
ด้วยการหันมาพ่ึงตัวเองให้มากขึ้น โดยการพยายามผลิตผลิตภัณฑ์ท่ีใช้ในครัวเรือนเป็นประจา เพ่ือเป็นการ
เสริมรายได้และลดรายจ่ายของครอบครัว ผลิตภัณฑ์ท่ีใช้ในครัวเรือนที่สามารถผลิตได้ด้วยตนเองโดยใช้วัสดุ
อุปกรณ์ทีห่ าได้ง่ายในทอ้ งถ่ิน
เนื่องจากในการดาเนินชีวติ บนวถิ ีแห่งเศรษฐกิจพอเพียงน้ันการลดรายจ่ายของครอบครัวเปน็ หน่ึงสิ่งที่
สาคัญ โดยเฉพาะรายจ่ายสาหรับซื้อน้ายาหรือสารทาความสะอาด เช่น สบู่ น้ายาล้างจานน้ายาซักผัก หรือทา
ความสะอาดต่าง ๆ นั้น เป็นรูร่ัวทางการเงินท่ีสาคัญ ซ่ึงทาให้แต่ละบ้านต้องจ่ายเงินไปเป็นจานวนไม่น้อย
การทาน้ายาเอนกประสงค์ด้วยวิธีการที่ง่ายดายเพ่ือใช้เองและอุดรูร่ัวทางการเงินของครอบครัว ด้วยผลผลิต
เหลือกินเหลือใช้และหาได้ง่ายในท้องถิ่นจึงถือเป็นทางเลือกแห่งวิถีการพึ่งตนเองที่ชาญฉลาดของครอบครัวยุค
ใหม่
นา้ หมักชีวภาพ คอื ของเหลวสนี ้าตาล ที่มีท้ังจุลินทรีย์และสารอินทรียท์ ี่เป็นประโยชน์ต่อการเพาะปลูก
เป็นส่วนประกอบหน่ึงของน้ายาเอนกประสงค์ สูตรชีวภาพ สามารถทาใช้ได้ทุกครัวเรือน โดยนาผลไม้หรือ
24
พืชผกั และเศษอาหาร มาหมักกบั นา้ ตาลทรายแดงนา้ ตาลอ้อย หรือกากน้าตาล หมัก ๑๕ วัน ๓ เดอื น (ยิง่ นาน
ยิ่งดี) ก็จะได้น้าหมักท่ีมีจุลินทรีย์ ซึ่งสามารถนามาใช้ในชีวิตประจาวันได้ เช่น ใช้ซักผ้า ล้างห้องน้าล้างรถ
เช็ดกระจก ดับกลิ่น ใช้ใส่แผลฟกช้า ใช้เป็นปุ๋ยบารุงต้นไม้รักษาสภาพดิน ใช้แทนสบู่ได้เพราะมีกรดอ่อนๆ
ใชแ้ ทนยาสระผม หรือใช้แทนผงซกั ผ้ากไ็ ด้และยังชว่ ยรักษาส่ิงแวดล้อม ไม่เกิดเปน็ มลพิษตอ่ โลก เพราะสามารถ
ยอ่ ยสลายได้เองตามธรรมชาติ
สตู รสารพัดนา้ ยาจากน้าหมักผลไม้/สมนุ ไพรรสเปรีย้ ว (เช่น มะกรูด มะนาว สัปปะรด เป็นต้น) สาหรับ
ล้างจาน ซักผ้า ทาความสะอาดพ้ืน (กรณีถูพ้ืนให้เจือจางด้วยน้าก่อนใช้เยอะหน่อย เด๋ียวล่ืน!) ล้าง
ห้องน้า ล้างรถ (สูตรเขม้ ข้นปรมิ าตรรวม 12 ลิตร จากสารฟองชนดิ N70)
ส่วนผสม
1. N70 (สารสร้างฟอง ชะล้าง) 1 กก.
2. เกลือ (ชาวบ้านเรียก ผงข้น เพราะเป็นตัวสร้างความข้นหนืด) 1 กก. (ใช้เกลืออะไรก็ได้ แต่ควรจะ
สะอาด ถ้าเป็นเกลือธรรมชาติควรนาน้าส่วนหนึ่งจากที่เราจะใส่น้ายามาละลายและกรองสิ่งปนเป้ือนตาม
ธรรมชาติ เช่น เศษทราย ออกก่อน)
3. น้าผลไม้/สมุนไพรรสเปร้ียว 3 ลิตร (สาหรบั นา้ หมกั อัตราส่วน ผลไม้/สมุนไพรรสเปร้ยี ว 3: นา้ ตาล
1: น้า 10) หรือ 300 มิลลิลิตร (สาหรับน้าหมักเข้มข้นอัตราส่วน ผลไม้/สมุนไพรรสเปร้ียว 3: น้าตาล 1
ไม่ใสน่ ้า) น้ายาล้างจาน เวลาในการหมกั ไมค่ วรต่ากว่า 1 เดือน ลักษณะน้าหมกั ทไ่ี ด้อาจจะยงั ขุ่น แต่เม่ือเอามา
ทาน้ายาจะไม่เสีย น้ายาเอนกประสงค์ เวลาในการหมักไม่ควรต่ากว่า 3 เดือน ลักษณะน้าหมักที่ได้อาจจะยัง
ขุ่นอยู่เลก็ น้อย (แล้วแต่ประสทิ ธิภาพการหมัก) แต่เม่ือเอามาทาน้ายาจะไม่เสยี น้ายา (เน้น) ซักผ้า เวลาในการ
หมักไม่ควรต่ากว่า 6 เดือน ลักษณะน้าหมักที่ได้ควรจะใสเน่ืองจากเริ่มมีปริมาณแอลกอฮอล์ท่ีได้จากการหมัก
เยอะแลว้ พอควร นาไปซักผ้าจะสะอาดและไม่หมองคล้า แตเ่ มื่อเอามาทานา้ ยาจะไมเ่ สีย
4. น้าสะอาด 8 ลิตร (ในกรณีใช้น้าหมักที่หมักใส่น้า) หรือ 11 ลิตร (ในกรณีใช้น้าหมักท่ีหมักไมใ่ ส่น้า
มีแต่น้าผลไม/้ สมนุ ไพรรสเปรย้ี วเขม้ ข้น) (ปรมิ าณน้าปรับไดอ้ กี ตามความเขม้ ขน้ ทต่ี ้องการ)
วิธีทำ
1. เท N70 ลงไปในภาชนะก้นเรียบ คนให้แตกตวั เปน็ สีขาวนวล (ใช้แรงเยอะหน่อย)
2. เกลือไปนิดนึง (ประมาณสัก 1-2 ขีด) แล้วกวนให้เข้ากัน ค่อยๆ เติมน้าเปล่าและน้าหมักทีละน้อย
(แนะนาเตมิ น้าจนหมดค่อยเปลีย่ นมาเตมิ นา้ หมัก) สลับไปกบั เกลอื (ประมาณสกั 1 ลิตร) กวนให้เขา้ กัน
3. เตมิ เกลือกบั นา้ และนา้ หมักจนกว่าส่วนผสมทุกอยา่ งที่เตรียมไว้จะหมด กวนให้เข้ากนั
4. รอใหฟ้ องยบุ ตัวแล้วบรรจขุ วด หรือนาไปใชไ้ ด้ทันที
25
2.9 หวั ขอ้ วชิ ำ สรุปบทเรยี น/หลกั กสกิ รรมธรรมชำติ
วิทยำกร นายนรากร พิมล
วิทยากรหลัก ว่าทีร่ ้อยตรีสัมพนั ธ์ หมวดเมือง, นางสาวรัศมณ์ ศิ ชาช์ ศรสี ุขใส
และนางสาวพรพรรณ พิมล
วทิ ยากรผ้ชู ่วย
วตั ถปุ ระสงค์
เพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจหลักกสกิ รรมธรรมชาติเชน่ เล้ยี งดิน ให้ดนิ เลีย้ งพืช การหม่ ดิน จลุ ินทรียใ์ นดิน
ขอบเขตเนอื้ หำ
1. หลักกสกิ รรมธรรมชาติ
2. การห่มดนิ
3. จุลินทรยี ์ในดิน
วันทด่ี ำเนนิ กำร
วนั ที่ 28 มกราคม 2563
ระยะเวลำดำเนินกำร
ระยะเวลา 2 ชัว่ โมง
วธิ กี ำร/เทคนคิ
บรรยาย แบง่ กลุม่ แลกเปล่ยี นเรยี นรู้
วสั ด/ุ อุปกรณ์
1. PowerPoint ประกอบการบรรยาย
2. อุปกรณ์ : สือ่ โสตทศั นปู กรณ์สาหรับนาเสนอ
3. ส่อื VDO
กำรประเมินผล
ประเมินโดยการสังเกต ประเมินจากพฤตกิ รรม/ทกั ษะท่แี สดงออก
26
สรุปเนอื้ หำทไี่ ดจ้ ำกกำรฝึกอบรม
หัวใจของหลักกสิกรรมธรรมชาติ คือ “เลี้ยงดิน ให้ดินเล้ียงพืช” เราไม่เผา ไม่ทาลายหน้าดิน
ไม่ปอกเปลือกเปลือยดิน แต่นาเศษไม้ ใบหญ้า เศษฟาง มาห่มดินไว้และรดด้วยปุ๋ยน้าหมัก แห้งชาม น้าชาม
แล้วปล่อยให้จุลินทรีย์ทาหน้าที่ของมัน น่ันคือหลักการคืนชีวิตให้แผ่นดิน เพราะดินมันตายแล้ว ดินตาย
หมายถึงในดินไมม่ ีสิ่งมีชีวิตหลงเหลือ ไม่มจี ุลินทรยี ์ ไม่มไี ส้เดือน ไมม่ ีแมลงเล็ก ๆ เพราะการใช้สารเคมี ใช้ยาฆ่า
แมลง ยาฆ่าหญา้ จนดนิ ตายหมดสน้ิ เราจงึ ต้อง “คนื ชวี ติ ใหแ้ ผ่นดนิ ”
เมื่อเราห่มดินด้วยฟางไอน้าท่ีระเหยจากดินในเวลากลางคืนจะขึ้นมาติดอยู่กับเศษซากใบไม้และฟาง
ท่ีห่มไว้กลายเป็นน้าเป็นความช้ืนท่ีเพียงพอสาหรับพืชได้อยู่รอด แต่ต้องเป็นพืชที่เล้ียงแบบธรรมชาติ
ปลูกแบบธรรมชาติ ไม่ปรนเปรอด้วยน้า ด้วยปุ๋ยจนอ่อนแอ หากินเองไม่เป็น รากพืชที่เพาะปลูกแบบธรรมชาติ
จะยาวและแข็งแรง เพราะต้องหาอาหารกนิ เอง อย่าลืมวา่ ต้นไมน้ ั้นมี “ชวี ติ ”
เม่ือมีชีวิตก็เข้าตามกฎพื้นฐาน คือ ต้องการเอาชีวิตตัวเองให้รอด พืชจึงแกร่งพอท่ีจะรอดจากอากาศ
ท่แี ห้งแลง้ แปรปรวน แตเ่ ราตอ้ งชว่ ย คือ ชว่ ยปรับสภาพแวดล้อมทีเ่ ราทาลายลงไป ให้หมดความสมดลุ น่ีแหละ
ให้กลับสู่ความสมดุล โดยคืน จุลินทรีย์ดีให้กลับสู่พื้นดิน ซึ่งจุลินทรีย์น้ันก็อยู่ในน้าหมัก ปุ๋ยหมักท่ีเราหมักจาก
เศษใบไม้ และเตมิ หัวเชื้อจุลินทรีย์ลงไป หรอื เกบ็ จลุ นิ ทรียต์ ามธรรมชาตมิ าเล้ยี งให้เพม่ิ จานวนแล้วจุลินทรยี ์กจ็ ะ
ไปทาหน้าท่ีย่อยฟาง ย่อยใบไม้ ซึ่งเป็นปุ๋ยช้ันดีของพืช ปุ๋ยจึงมาจากเศษซากพืช ซากสัตว์ ขี้วัว ขี้ควาย ต่าง
ๆ ท่เี ราใส่เขา้ ไป
จากนน้ั จุลินทรยี ์ปลายรากของต้นไมแ้ ตล่ ะชนิดจะได้มาย่อยเอาไปเป็นอาหารตามความชอบของพืชแต่
ละตน้ ในแต่ละชว่ งเวลา จะเตมิ ฮอรโ์ มนใหเ้ ขาในเวลาทีพ่ ชื ต้ังทอ้ งกไ็ ด้ ก็เหมือนเราบารงุ ครรภ์ก็ต้องเพิม่ อาหารดี
ๆ นัน้ คือ หลักการทากสิกรรมธรรมชาติ ง่ายๆ แต่ต้องรู้จักธรรมชาติ และให้อาหารพืชที่เป็นธรรมชาติ จึง
ปฏิเสธปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลงทุกชนิด เพราะจะไปฆ่าแมลงดี ๆ ท่ีมากินแมลงตัวร้ายตายไปด้วย และปฏิเสธ
เคมีท่ีมาในรูปของกากขยะน้ามัน N P K ทุกชนิด เพราะเราไม่จาเป็นต้องซ้ือ เราสร้างอาหารพืชได้ด้วยตัวเอง
ประหยดั พึ่งตนเองได้
ถ้าเราเร่มิ ปลูกจากการเผา ทาลาย เรากจ็ ะสลายอาหารพชื ท่ดี ีที่สดุ ไปด้วยไฟ
ถ้าเราเรม่ิ ปลกู จากการฆ่า เรากเ็ รมิ่ ต้นวงจร “ระบบนิเวศอาหาร” ดว้ ยการทาลาย
ถา้ เราเริ่มปลกู จากการ “ให้” ใหจ้ ากใจเราเอง ใหก้ ับธรรมชาติ ให้กบั โลก เรากจ็ ะอยใู่ นโลกนี้ได้
ถ้าทุกคนเร่ิมจากตนเอง เราก็จะมีกัลยาณมิตร เป็นเครือข่ายที่มีคุณธรรม เป็นเพ่ือน เป็นมิตรกัน ดูแล
กันไปตลอดชีวติ
จากหลักกสิกรรมธรรมชาติเล็ก ๆ “เลี้ยงดิน ให้ดินเลี้ยงพืช” จึงสามารถสร้างแหล่งอาหารเล้ียงดูผู้คน
และสรา้ งแหลง่ พักพงิ ด้วยใจของคนท่เี ต็มไปด้วยเมตตาและการให้อนั เป็นแก่นของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ท่ี
เช่ือว่า Our Loss is Our Gain ย่ิงให้ไปย่ิงได้มา เป็นแหล่งพักใจท่ามกลางความแล้ง ร้อน โลภ ของสังคมท่ีมุ่ง
แข่งขนั อย่างทุกวันน้ี
27
2.10 หัวขอ้ วิชำ 3 ขมุ พลงั /สื่อ/ลงแปลงหม่ ดิน
วทิ ยำกร
1. ทีมวิทยากรศูนย์กสิกรรมธรรมชาติทงุ่ สง
2. ทีมวิทยากรศนู ยศ์ ึกษาและพฒั นาชมุ ชนนครศรีธรรมราช
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพ่อื ให้ผเู้ ขา้ อบรมไดย้ ดื เส้นยดื สาย ออกกาลังกาย ก่อนการฝึกออบรม
2. เพ่อื ให้ผเู้ ข้าอบรมมีความรู้ความเข้าใจในหลักการห่มดิน
3. เพือ่ ให้ผเู้ ขา้ อบรมมีความรู้ความเข้าใจถึงประโยชนข์ องการหม่ ดิน
ขอบเขตเนือ้ หำ
1. หลกั การหม่ ดนิ
2. ประโยชน์ของการห่มดนิ
วันทดี่ ำเนนิ กำร
วนั ที่ 29 มกราคม 2563
ระยะเวลำดำเนนิ กำร
ระยะเวลา 2 ชัว่ โมง
วิธกี ำร/เทคนคิ
1. บรรยาย
2. Work shop ฝึกปฏิบตั ิ
วสั ดุ/อุปกรณ์
๑. เครื่องฉาย จอโปรเจคเตอร์
๒. โปรแกรมนาเสนอ Power point
3. จอบ เสียม พร้า
4. หญ้าแฝก
5. ตน้ ถ่ัวบราซิล
28
กำรประเมินผล
ประเมนิ โดยการสงั เกต ประเมินจากพฤตกิ รรม/ทักษะทแ่ี สดงออก
สรุปเนื้อหำทีไ่ ด้จำกกำรฝึกอบรม
3 ขุมพลัง
การออกกาลังกาย ยืดเส้นยืดสาย ก่อนการฝึกอบรมประจาวนั ระยะเวลา 30 นาที โดยมีวิทยากรนา
ออกกาลังกาย ประกอบทา่ ทางตน้ ไม้ 5 ระดบั ไม้สูง ไมก้ ลาง ไม้เตยี้ ไม้เรย่ี ดนิ ไมไ้ ตด้ นิ
สอ่ื
การห่มดิน คือ การคลุมดิน โดยใช้ฟาง เศษหญ้า หรือใบไม้ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ
และใส่อาหารให้แก่ดิน ด้วยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพลงไป เพ่ือให้อาหารแก่ดิน แล้วดินจะปล่อยธาตุอาหารให้
พืช โดยกระบวนการยอ่ ยสลายของจลุ ินทรยี ์เรยี กหลกั การน้วี ่า “เลีย้ งดิน ใหด้ ินเลย้ี งพชื ”
การปลูกถ่ัวบราซิล ถ่ัวบราซิล เป็นพืชคลุมดิน ทนแลง้ ทนร่มเงา ทนต่อการเหยียบย่า มีดอกสีเหลือง
สวยงาม เหมาะสาหรับ คลุมสวน คลุมหน้าดิน จัดสวนประดับและปลูกแทนสนามหญ้าได้ ปลูกโดยขุดหลุมลึก
พอกลบต้นถั่วบราซิลได้ 1 คืบ ปลูกห่างกนั ประมาณ 1 คืบ ปลูกสลับฟันปลา หลังจากปลูกแล้วให้รดน้าทันที
รดน้าเชา้ เยน็ หลังปลูกประมาณ 15 วัน กต็ ิดดีแลว้ หลังจากนัน้ รดน้าวนั เว้นวันก็ได้
ลงแปลง
แบ่งพ้ืนทใ่ี ห้แตล่ ะกลุ่มสีได้ลงแปลงกัน ร่วมการห่มดิน โดยใช้ฟางขา้ ว และปลูกถั่วบราซิล บริเวณบ้าน
พอเพยี ง
วทิ ยำกรสรุป
ประโยชน์ของการห่มดิน คือ เป็นท่ีอยู่อาศัยของจุลินทรีย์ เป็นอาหารให้สัตว์หน้าดิน เก็บรักษา
ความช้นื เม่อื ย่อยสลายจะกลายเป็นฮวิ มัส ซง่ึ เป็นปุ๋ยให้กบั พชื
2.11 หัวข้อวิชำ ฐำนคนเอำถ่ำน
วทิ ยำกร
วิทยากรหลกั ดาบตารวจโชคชยั สมัครแกว้
วิทยากรผู้ช่วย วา่ ท่ี ร.ต.สมโชค จักรห์ รดั
วัตถปุ ระสงค์
เพื่อใหม้ ีทักษะในการใช้ประโยชนจ์ ากดิน นา้ ป่า
29
ขอบเขตเน้อื หำ
การเผาถ่าน/การใชป้ ระโยชน์จากน้าสม้ ควนั ไม้
วนั ทด่ี ำเนินกำร
วนั ที่ 29 มกราคม 2563
ระยะเวลำดำเนนิ กำร
ระยะเวลา 2 ชว่ั โมง
วิธีกำร/เทคนคิ :
1. บรรยาย
2. Work shop ฝึกปฏิบตั ิ
วัสด/ุ อุปกรณ์
๑. เตาเผาถา่ น
๒. ไม้
๓. วสั ดุอุปกรณท์ ่ีจาเปน็
กำรประเมนิ ผล
ประเมินโดยการสังเกต ประเมนิ จากพฤตกิ รรม/ทักษะทแ่ี สดงออก
สรปุ เนือ้ หำที่ได้จำกกำรฝกึ อบรม
เมื่อพูดถึงถ่านก็ต้องนึกถึงไม้ท่ีจะนามาเผา ตรงกับแนวพระราชดารัสของพระองค์ท่านในเรื่องของ
ปา่ ๓ อย่างประโยชน์ ๔ อย่าง บ้านเราเจริญเตบิ โตมาด้วยภาคเกษตร การทาการเกษตรกต็ ้องใชน้ ้า ถ้าหมดป่า
เราจะหมดน้า ต้นกาเนิดของน้า คอื ปา่ ก่อนทีเ่ ราจะเผาถา่ น เราจะต้องปลูกต้นไมใ้ ห้เปน็ ตน้ ทุนกอ่ น เม่ือต้นไม้
โตจะมีแขนงงอกออกมาที่ข้างลาต้น เราก็ทาการตัดแต่งก่ิงนามาเป็นดอกเบยี้ ต้นทุนเราก็ยังอยู่ เราจะใชโ้ ดยไม่
รู้จักหมด เป็นการสะสมไปในตัว เตาเผาถ่านของเราต้นทุนต่าสามารถให้ผลผลิตสูง ทาจากถัง ๒๐๐ ลิตร
ท่เี ป็นถังเหล็ก หรือทาด้วยถัง ๒๐ – 30 ลิตรก็ได้ ทาครง้ั เดียวจะอยู่ได้ถึง ๒ – 3 ปี เป็นการประหยัดเวลาและ
ประหยัดไม้ ในการเผาถ่านแต่ละคร้ังจะได้ของแถมท่ีมากด้วยคุณค่า เป็นการสลายตัวของสารอาหารท่ีอยู่ใน
เน้ือไม้ สีน้าตาลอมแดงหรือเรียกว่า วูดเวนการ์ หรือ น้าส้มควันไม้ สามารถนามาใช้ประโยชน์ทั้งในด้าน
การเกษตร ในครวั เรอื น ปศสุ ตั ว์ อตุ สาหกรรม
วัสดอุ ปุ กรณ์ทใี่ ชใ้ นกำรทำเตำเผำถำ่ น
1. ถงั น้ามัน ๒๐๐ ลติ ร (ถังเหล็ก) 1 – 2 ใบ
2. อฐิ บล็อก 8 – 10 ก้อน
3. ท่อใยหนิ ขนาดเส้นผา่ นศูนยก์ ลาง ๔ นิ้ว ยาว ๑ เมตร
4. ดิน และทราย
5. สงั กะสหี รือกระเบ้ือง แผน่ เรยี บ
6. ไม้ยาวประมาณ ๔๐ – 75 เซนตเิ มตร 12 – 15 ทอ่ น
30
7. ไมห้ มอน ตัดไมย้ าว ๒๐ เซนตเิ มตร หรอื ประมาณ ๒ คบื 3 – 5 ทอ่ น เพือ่ เป็นช่องระบายอากาศ
ขัน้ ตอนกำรตดิ ตั้งเตำเผำถำ่ น
1. นาถัง ๒๐๐ ลิตร ตัดฝาด้านบนออกให้สามารถเปิดปิดและยึดกับตัวถังได้ เจาะรูท่ีฝาถังเป็นรูป
สเี่ หลี่ยม ขนาด ๒๐x๒๐ ซม. ตรงก้นถงั เจาะรวู งกลมเสน้ ผา่ ศนู ย์กลาง ๔ นว้ิ
2. ปพู ้ืนด้วยทรายหรือดนิ ให้มขี นาดความกวา้ ง ความยาวเทา่ ขนาดถงั แล้วนาถังมาวางลงไป ประกอบ
ข้องอ ๙๐ องศา กับใยหินท่ีทาหนา้ ที่เป็นปลอ่ งควนั พร้อมเชื่อมรอยต่อโดยใชด้ ินเหนียวผสมขี้เถา้ แกลบ แลว้ ใช้
กรวด หนิ หรอื อฐิ หักรองรบั นา้ หนักของทอใยหิน
3. หุ้มถังด้วยดินเหนียวหนา ๓๐ ซม. หรือใช้ไม้ตีกรอบล้อมถังและถมดินลงไปให้ท่วมถัง เพ่ือเป็น
ฉนวนปอ้ งกนั ความร้อน จากนนั้ ใสต่ ะแกรงเหล็กในถงั กอ่ นจัดเรียงไมพ้ ้ืนท่ไี มส่ ดหรือแหง้ เกนิ ไป โดยควรใช้ฟนื ที่
ตัดเกบ็ ไว้ในที่รม่ 1 – 2 อาทติ ย์ เรยี งซ้อนกันจนเตม็ เตา โดยเรยี งฟนื ขนาดเล็กไว้ขา้ งลา่ งฟนื ใหญไ่ ว้ข้างบน
4. ทาการปิดฝาถัง พร้อมใช้ดินเหนียวผสมแกลบดาอุดรอยแยกถัง เพ่ือป้องกันไม่ให้อากาศเข้าตาม
รอยแยก จากนนั้ นาอฐิ บล็อกมาวางให้ตรงชอ่ งหนา้ เตาทีเ่ จาะไว้
5. ที่ตัง้ ของเตาถ่าน ควรทาหลังคามุงกันแดดกันฝน เพ่ือความคงทนและสะดวกในการทางานหน้าเตา
ส่วนตาแหน่งที่ใช้จุดไฟหน้าเตา ควรขุดให้ลาดเอียงเข้าหาปากเตาเล็กน้อย และควรให้อยู่ต่ากว่าพ้ืนเตาเพื่อให้
ความร้อนถูกดดู เขา้ ถังได้ง่าย
กำรเผำถ่ำน
การจุดไฟหน้าเตา
ควรจุดใหห้ ่างปากเตาประมาณ ๑ ฟตุ ปล่อยให้อากาศรอ้ นเท่าน้ันท่ีไหลเข้าไปในเตา ขั้นตอน
น้เี ป็นการอบไม้ฟืนให้แห้ง ควรให้ความร้อนจากหน้าเตาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งรัดโหมไฟจนเกนิ ไป เพ่ือให้
ไม้ในเตาถูกอบแห้งอย่างท่ัวถึงสม่าเสมอ ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง โดยสังเกตควันสีขาวของความชื้นจาก
เนือ้ ไม้ทีป่ ากทอ่ ใยหนิ
การควบคมุ ไฟเตา
เมื่อไม้ฟืนภายในเตาเริ่มติดไฟลุกไหม้ซ่ึงเป็นขั้นตอนที่จะกลายเป็นถ่าน ให้หยุดเติมไฟจาก
ภายนอก และลดช่องอากาศท่ีหน้าเตาให้เล็กลงประมาณฝาขวด ปล่อยให้เตาเผาไหม้ต่อไปด้วยความร้อนจาก
ภายในเตาเทา่ นนั้ โดยสงั เกตดคู วันท่ีปากทอ่ ซ่ึงจะเปล่ียนเปน็ สีขาวอมน้าตาลฉุนแสบตา ให้ดักเก็บน้าสม้ ควันไม้
ในช่วงน้ี จะไดน้ ้าส้มควันไม้ที่มคี ุณภาพสูง อุณหภูมิท่ีปลอ่ งควนั จะอยู่ที่ ๘๒ – 120 องศา ขั้นตอนน้ีเป็นช่วงท่ี
จะทาให้ถ่านปลอดภัยจากสารทาร์ หรือน้ามันดิน ซึ่งเป็นพิษต่อพืช ดิน รวมทั้งเป็นสารก่อมะเร็ง จึงเหมาะสม
ในการดกั เก็บนา้ ส้มควนั ไม้
การปดิ เตา
ในช่วงถา่ นสุกซ่ึงเป็นชว่ งทไี่ มก้ ลายเปน็ ถ่านอย่างสมบูรณ์สงั เกตว่าควันจะเปล่ียนเป็นสีขาวอม
น้าเงิน ในช่วงควันสีน้าเงินใส ให้ขยายหน้าเตาครึ่งหน่ึงปล่อยไว้ประมาณ ๓๐ – 45 นาที จึงปิดหน้าเตา ท้ิงไว้
อีกประมาณ ๑๕ – 20นาที จึงปิดหน้าเตาด้วยดินเหนียวรวมทั้งรอยรั่วอื่น ๆ อย่าให้มีควันเล็ดลอดออกมาได้
โดยเดด็ ขาด และใช้ผ้าห่อทรายชบุ น้าปิดลงไปท่ีปากปล่อง จากนัน้ ทงิ้ เตาไว้ ๑ คืน ใหเ้ ย็นลงจนสามารถเปดิ เตา
31
ห้ามใช้น้ารดเตา ถ่านออกมาได้ในเช้าของวันถัดไป ถ่านคุณภาพจะมีลักษณะเป็นมันวาว แก่นไม้มักมีรอยแตก
เป็นรูปดอกไม้ หากใช้น้วิ สัมผสั จะมฝี ุ่นถา่ นสดี าติดมอื มานอ้ ยมาก เม่อื นาไปใชใ้ ห้ความร้อนสงู
กำรเกบ็ นำ้ ส้มควันไม้
การดักเก็บน้าส้มควันไม้ ให้สังเกตสีของควันเป็นสีเหลืองน้าตาลปนเทา โดยการนากระเบื้องเคลือบสี
ขาวมาอังที่ปล่องไฟดูจะเป็นสีน้าตาล จากน้ันนาท่อไม้ไผ่ท่ีเตรียมไว้มาวางต่อกับปล่องควันโดยตั้งท่อไม้ไผ่ให้
เอียงชันข้ึนไปประมาณ ๔๕ องศา ห่างขึ้นไป ๑ ข้อไม้ไผ่ ใช้เลื่อยตัดเปิดท่อไม้ไผ่ให้เป็นรู เพื่อให้น้าส้มควันไม้
หยดลงมาแล้วหาขวดมารองรับน้าท่ีระยะห่างข้ึนไปอีก ๑ ข้อไม้ไผ่หรือราว ๔๐ ซม. ให้ติดต้ังระบบควบแน่น
ด้วยการใช้ผ้าชุบน้ามาพันรอบท่อ และใช้ขวดพลาสติกบรรจุน้าเจาะรูท่ีฝาขวด ให้น้าหยดตรงบริเวณที่พันผ้า
เพื่อให้ท่อเยน็ ตลอดเวลาหม่ันตรวจควันที่ปล่องเป็นระยะ เม่ือสีน้าส้มควันไม้เข้ม และมีความหนืดมาก จึงหยุด
เก็บนา้ สม้ ควนั ไม้
2.12 หัวขอ้ วิชำ คนรกั ษ์สขุ ภำพ
วทิ ยำกร
วิทยากรหลัก นางสาวพรพรรณ พมิ ล
วิทยากรผู้ชว่ ย นางรัตนาภรณ์ ศรีสวัสดิ์ และนางสาวมัญลกิ า ชว่ ยทุกข์
วตั ถปุ ระสงค์
เพ่ือให้เกดิ ทักษะในด้านการแปรรูปผลผลติ
ขอบเขตเนื้อหำ
การแปรรูปผลผลติ ทางการเกษตรเป็นผลิตภณั ฑ์ตา่ ง ๆ เพอื่ ลดรายจ่ายในครวั เรอื น การพึ่งพาตนเอง
วันท่ดี ำเนนิ กำร
วนั ท่ี 29 มกราคม 2563
ระยะเวลำดำเนนิ กำร
ระยะเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที
วธิ ีกำร/เทคนิค:
1. บรรยาย
2. Work shop ฝกึ ปฏิบตั ิ
32
วัสดุ/อุปกรณ์ ยำหมอ่ ง
๑. เตรียมสว่ นผสม เชน่ พิมเสน การบูร เมนทอล น้า มันระกา พาราฟิน วาสลนิ
2. อปุ กรณ์ตา่ ง ๆ เช่น ขวดบรรจุยาหมอ่ ง หม้อหรือกระทะอลูมเิ นียม กระบวยปากเหยย่ี วสาหรับเท
ยาหมอ่ งใส่ขวด
3. เครอ่ื งมอื ที่จาเป็น เช่น เตาไฟฟา้
กำรประเมนิ ผล
ประเมนิ โดยการสังเกต ประเมินจากพฤติกรรม/ทักษะที่แสดงออก
สรปุ เนื้อหำท่ไี ดจ้ ำกกำรฝึกอบรม
“ร่างกายของเรานน้ั ธรรมชาติสรา้ งมาสาหรับใหอ้ อก
แรงใช้งาน มใิ ช่ให้อยู่เฉยๆ ถ้าใช้แรงให้พอเหมาะพอดี
โดยสม่าเสมอ ร่างกายกเ็ จริญแข็งแรง คล่องแคล่ว
และคงทนย่งั ยนื ถา้ ไม่ใช้แรงเลยหรอื ใช้ไม่พียงพอ รา่ งกาย
กจ็ ะเจรญิ แข็งแรงอยู่ไมไ่ ด้แต่จะค่อยๆ เส่อื มไปเป็นลาดับ
และหมดสมรรถภาพไปก่อนเวลาอันสมควร ดงั นั้น ผทู้ ี่
ปกตทิ าการงานโดยไมไ่ ด้ใชก้ าลังหรอื ใช้กาลังแตน่ ้อย
จึงจาเปน็ ตอ้ งหาเวลาออกกาลงั กาย ใหพ้ อเพียง
กบั ความต้องการตามธรรมชาติเสมอทุกวนั มฉิ ะน้ัน
จะเปน็ ท่นี ่าเสียดายอยา่ งย่งิ ที่เขาจะใช้สติปัญญาความ
สามารถของเขาทาประโยชน์ให้แกต่ นเอง
และแกส่ ่วนรวมไดน้ อ้ ยเกินไป เพราะรา่ งกายอนั
กลับกลายอ่อนแอลงน้ัน จะไมอ่ านวยโอกาส
ให้ทาการงานโดยมปี ระสิทธิภาพได้”
พระราชดารสั พระบาทสมเด็จพระเจา้ อย่หู ัวฯ
วิถสี ขุ ภาพแบบพอเพยี งของชาวกสกิ รรมธรรมชาติ
บรรพบุรุษของเราเคยพูดไว้ว่า “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” นั้นสอดคล้องกับผลการวิจัยจานวนมากท่ี
สะทอ้ นว่า ภาวะจติ ใจทีไ่ ม่สบายนั้น ส่งผลสะเทือนจนก่อใหเ้ กิดโรคทางกายอีกมากมายตามมา การทากสิกรรม
ธรรมชาติและประคองตนในวิถีพอเพียงน้ัน ทาให้เกิดส่ิงแวดล้อมที่ดี ได้ดารงสติให้เกิดเป็นสมาธิพร้อมกับการ
ทางาน ส่งผลให้จิตพบกับความสงบเย็น ผลหลังจากนั้นคือการได้มาซ่ึงอาหารคุณภาพดีไร้สารพิษ ครอบครวั ไร้
หน้ีสินและความโลภเบาบางลง ทาให้ราอยู่ดีกินดี ซึ่งถือเป็น “ภูมิคุ้มกันทางส่ิงแวดล้อมกายและใจ" การได้
ชว่ ยเหลือเกอ้ื กูลเพอ่ื นบ้านและชุมชนตามขนั้ ตอนวถิ ีพอเพียงที่ว่าด้วย “ทาน” น้นั ช่วยให้เรามีมิตรและสังคมท่ี
ดี ซึ่งถือได้ว่าเป็น “ภูมิคุ้มกันด้านสังคม” ผลการปฏิบัติตามวิถีพอเพียงและกสิกรรมธรรมชาติ จึงนับได้ว่ามี
33
ความครบถ้วนตามองค์ประกอบของสุขภาพแบบองค์รวมและวิถีสุขภาพแบบพอเพียง โดยมุ่งเน้นการสร้าง
ภมู ิคุ้มกัน หรืองานป้องกนั ท่ีแข็งแกรง่ ก่อนการแกไ้ ขหรอื เยยี วยารกั ษาวถิ ีแหง่ “จติ ” เปน็ นาย
• จิตเป็นนาย ด้วยการยดึ อิทธิบาท ไม่ขาดวินยั ใหท้ าน มงุ่ มน่ั กตัญญู
• ยึดอิทธิบาท คือการมีรากฐานแหง่ ความสาเรจ็ ด้วยการกล่าวคาปฏิญาณตน การใส่รหัส โดยทั้งหมด
จักไม่ย่อหยอ่ นเกนิ ไป ไม่ต้องประคองเกินไปไมใ่ ห้หดหภู่ ายใน และไม่ฟงุ้ ซา่ นไปในภายนอก
• ไมข่ าดวินยั โดยเริ่มจากเท้า คอื วางรองเท้าอยา่ งเปน็ ระเบียบเรียบรอ้ ยเป็นการครองสติอย่างหนง่ึ
• ให้ทาน (Our loss is Our gain) ย่ิงให้ไปยิ่งได้มา ทานเป็นเคร่ืองขัดเกลากิเลสและความโลภให้เบา
บาง ชว่ ยสร้างสงั คมที่เกอื้ กูล
• มุ่งมั่นกตัญญู คือการตอบแทนคุณผู้ให้และค้าจุนชีวิตเรา ด้วยการตอบแทนคุณแม่โพสพ โดยกิน
อาหารให้หมดจานตอบแทนคุณแม่ธรณีด้วยการห่มดินและทาเกษตรอินทรีย์ ตอบแทนคุณแม่คงคาด้วยการ
อนรุ ักษน์ า้ เปน็ ต้น
สมาธิบาบัดหรือเรียกอีกอย่างว่า “ธรรมโอสถ” เป็นสภาวะจติ เหนือกายเบื้องต้น ทาให้ความดันโลหิต
ลดลง แลกเปลี่ยนออกซิเจนได้มากข้ึน ส่งเสริมการสร้าง “สารสุข” ที่เอื้อโอกาสต่อการซ่อมแซมอวัยวะส่วน
ที่สกึ หรอ ทาให้ฟ้นื ตัวจากความเจบ็ ไข้ และสร้างภูมคิ ุ้มกนั ภายในกายได้ดี
การศึกษาพบว่านักกีฬาทาให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลงได้เพียง ๕๐-๖๐ คร้ัง/นาที แต่การทาสมาธิ
ของพระสงฆ์ สามารถลดอัตราการเต้นของหัวใจได้ช้าได้ถึง ๓๐ ครั้ง/นาที ซ่ึงทาให้การสึกหรอของร่างกายลด
น้อยลง ชะลอความแก่ ส่งเสริมให้มีอายุยืนยาวมากกว่าปกติ หลวงปู่ฝั้น เป็นตัวอย่างของการใช้สมาธิบาบัด
หรือธรรมโอสถ โดยในขณะที่ท่านป่วยด้วยไข้มาลาเรียและขาดแคลนยาขณะธุดงค์อยู่ในป่าแถบอีสาน ท่านใช้
การทาสมาธิรักษาโรคที่กาลังคุกคามอยู่ให้หายไปได้ ดังน้ันการมีสติเพื่อสร้างสมาธิจึงเป็นสิ่งที่ชาวกสิกรรม
ธรรมชาติพึงกระทาควบคไู่ ปกับการทางานในชวี ติ ประจาวนั
วถิ ีแหง่ “กาย” เปน็ บา่ ว
๑. กินข้าวเป็นหลัก กินผกั เปน็ ยา กินปลาเปน็ อาหาร
๑.๑ กนิ ข้าวเป็นหลัก
- ข้าว เป็นเมล็ดธัญพืชท่ีมีคุณค่าเอนกคู่สังคมไทยมายาวนาน ผลวิเคราะห์ของสถาบันวิจัย
โภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดลพบวา่ อุดมด้วยสารอาหารดงั น้ี
- วิตามินอี ในข้าวช่วยไขกระดูกในการสร้างเลือด ช่วยขยายเส้นเลือด ต้านการแข็งตัวของ
เลือด ลดความสามารถในการจับตัวเป็นลิ่มเลือด และลดอัตราเส่ียงของโรคท่ีเก่ียวกับหลอดเลือดสมอง หัวใจ
บารุงตับ ช่วยระบบสืบพันธ์ุเซลลป์ ระสาท และกล้ามเน้ือให้ทางานได้ตามปกติ ทาให้ผิวพรรณสดใส ลดร้ิวรอย
และช่วยสมานแผลไฟไหม้ นา้ รอ้ นลวกใหห้ ายเรว็ ขึ้น เปน็ ต้น
- ลูทีน ท่ีมีมากในข้าวก่า (มากกว่าข้าวหอมมะลิ ๒๕ เท่า) ช่วยป้องกันโรคต้อกระจกท่ีมักจะ
เกิดขน้ึ กับผสู้ ูงอาย
- เบต้าแคโรทีน ซ่ึงจะเปล่ียนเป็นวิตามินเอหลังจากถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายช่วยบารุงสายตา
ลดความเส่ียงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยให้กระดูก ผม ฟัน และเหงือกแข็งแรง สร้างความ
34
ต้านทานให้ระบบหายใจ มีมากในข้าวกล้องข้าวเหนียวก่าเปลือกดา ควรบริโภคข้าวก่าร่วมกับผักพ้ืนบ้านเช่น
ยอดแค กระถิน ตาลึง ขเี้ หล็กชะอม ชว่ ยเพิม่ วติ ามนิ เอให้กบั ร่างกาย
- ธาตุเหลก็ พบมากในข้าวหนว่ ยเขอื หอมมะลแิ ดง หอมมะลทิ ว่ั ไป เหนียวก่าเปลอื กดา เหนยี ว
เล้าแตก และช่อขิงมีธาตุเหลก็ สงู ๒.๙-๑.๙ เท่าของขา้ วเจ้ากลอ้ งทวั่ ไป
- ทองแดง มีมากในข้าวหน่วยเขือ หอมมะลิแดง เหนียวหอมทุ่ง ช่วยในการสร้างพลังงาน
ให้แก่ร่างกาย การกาจดั อนมุ ูลอสิ ระ การสรา้ งความยืดหยุ่นของผิวหนัง การขาดทองแดงก่อใหเ้ กิดภาวะซีดจาก
โลหติ จาง เม็ดเลอื ดขาวมมี ากเมด็ เลอื ดแดงลดลง คลอเลสเตอรอลสงู และการเตน้ ของหัวใจผดิ ปกติ
- แอนติออกซิแดนท์ ท้ังสารทองแดงสังกะสี เบต้าแคโรทีน วิตามินอีเป็นสารที่สามารถขจัด
อนมุ ูลอิสระออกจากร่างกาย ชว่ ยลดอัตราการเกดิ โรคมะเรง็ ลดอัตราเส่ียงต่อการเปน็ โรคหลอดเลือดและหัวใจ
โรคความจาเส่ือม โรคโรคไขขอ้ อักเสบ แก่เรว็ เปน็ ต้น มใี นข้าวพน้ื บา้ นมากกวา่ ข้าวทวั่ ไป
๑.๒ กินผกั เป็นยา
การกินอาหารควรกินให้เหมาะกับธาตุเจ้าเรือนและละเว้นอาหารท่ีไม่สอดคล้องกับธาตุซึ่งมี
รายละเอียดดงั นี้
• ธาตดุ นิ ควรกนิ อาหารรสฝาด หวานมนั เคม็
• ธาตนุ ้า ควรกินอาหารรสเปรยี้ ว เล่ยี งอาหารรสมนั จดั
• ธาตุลม ควรกินอาหารรสเผ็ดร้อนหลกี เลย่ี งอาหารรสหวานจดั
• ธาตุไฟ ควรกินอาหารรสขม ไม่ควรกินอาหารรสร้อน เป็นต้นตัวอย่างผักเป็นยาสามัญ
ประจาบา้ น
• กระเทียม เป็นยาบารุงกาลัง รักษาโรคพยาธิ หัวใจ ปวดหัว หืด หวัดและไอ โรคเกี่ยวกับ
ประจาเดือน กระตุ้นกาหนัด ขับเสมหะ ลดการปวดเกร็งใช้ขับลม ลดไขมันและโคเลสเตอรอลลดน้าตาลใน
เลอื ด ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด
• เพกา (ล้นิ ฟา้ ลิน้ ไม้ มีฤทธิ์ลดโคเลสเตอรอลในเลือด มฤี ทธติ์ า้ นมะเรง็
• บัวบก (ผักหนอก) เป็นยาแก้ช้าในลดการกระหายน้า บารุงกาลัง ช่วยรักษาแผล และรอย
เหี่ยวยน่ ลดการอักเสบ ทาให้จติ ใจสดชื่น แจ่มใสความจาดี บารงุ ประสาท และโลหติ
• มะรุม (อีฮุม) บารุงเลือด บารุงกระดูกมสี ารตา้ นอนุมูลอิสระ ชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์
ร่างกาย ปอ้ งกันมะเร็งลดไขมันและคลอเลสเตอรอล น้าคนั้ ใบมะรมุ ใชห้ ยอดแก้ปวดหู
• มะระขี้นก (ผักไส่) รักษาโรคเบาหวานมีฤทธ์ิต้านมะเร็ง และไวรัส และน้าค้ันจากผลอ่อนใช้
ในการควบคมุ เช้ือไวรัสเอชไอวี (เอดส์)
• ผักคาวตอง (พลูคาว) บรรเทาอาการริดสีดวงทวาร ขับปัสสาวะ แก้อักเสบแก้ลมพิษ แก้บิด
ขับปัสสาวะ แก้อาการบวมน้า ฝีอักเสบ ปอด หลอดลมอักเสบไอ และบิด เป็นยาลดไข้ ขจัดสารพิษรักษาแผล
ในกระเพาะอาหาร พษิ แมลงกัดตอ่ ย ความดนั โลหติ สูง มะเรง็ และไข้มาลาเรีย
• ย่านาง ใช้ในการถอนพิษ แก้ไข้ ปรับสมดุล รักษาโรคหัวใจ ความดันสูง ไซนัสอักเสบ
หลอดลมอักเสบ เบาหวาน มะเร็ง โรคเก๊าต์ โรคไต
๑.๓ กินปลาเปน็ อาหาร
35
ปลานอกจากเป็นอาหารที่หาได้ง่ายและเป็นเนื้อสัตว์ท่ีย่อยง่ายแล้ว ผลการศึกษาจานวนมากพบว่าใน
เน้ือปลามีกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวกลุ่มโอเมก้า ๓ ท่ีเป็นประโยชน์ต่อคนทุกเพศทุกวัย ช่วยเสริมสร้าง
ความสามารถในการเรียนรู้ พัฒนาการทางสมองและการมองเห็นในเด็ก เป็นส่วนประกอบของสารสร้าง
ภูมิคมุ้ กนั โรค ทาให้นอนหลับสนิท สมองทางานได้ดี ไมแ่ กเ่ กินวัย ช่วยควบคุมระดับไขมันอิ่มตัวในเลือดป้องกัน
การอุดตันของหลอดเลือด ลดอัตราการเส่ียงต่อโรคหัวใจ และหลอดเลือดได้มีรายงานการวิจัยเกี่ยวกับน้ามัน
ปลาว่า สามารถลดความเครียดในผู้ป่วยโรคประสาทท่ีมักจะอาละวาด ทาให้อารมณ์เยือกเย็นลงได้ ปลาช่วย
บรรเทาอาการซึมเศรา้
การศึกษาของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด พบว่า การขาดโอเมก้า ๓ ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จาเป็นต่อสมอง
อาจทาให้คนมีอาการซึมเศร้า สมาธิส้ัน น้ามันปลาช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคไขข้ออักเสบจนสามารถลด
การใช้ยาบางส่วนลงได้ บรรเทาอาการของโรคผิวหนังอย่างสะเก็ดเงิน ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ การบริโภค
ปลาอย่างน้อยสัปดาหล์ ะ๑-๒ คร้ัง จะช่วยลดความดันโลหิต ปลาตัวเล็กตัวน้อย เช่น ปลาซิว ปลาข้าวสาร ปลา
ฉ้ิงฉ้ัง ช่วยเพ่ิมธาตุแคลเซียมทาให้กระดูกและฟันแข็งแรง อีกทั้งป้องกันโรคกระดูกพรุนและกระดูกหักง่ายได้
การกินปลาจงึ เปน็ การเริ่มตน้ เพ่ือสุขภาพท่ีดี
๒. การนวด
การนวดหรือหตั ถเวชนับเป็นภูมปิ ัญญาอันล้าค่าของคนไทยในการรักษาโรควิธีหน่งึ โดยเฉพาะโรคทไ่ี ม่
สามารถบาบัดได้ด้วยการใช้ยาฉีดหรือยากิน ในปัจจุบันศาสตร์แห่งการนวดได้รับการพัฒนาจนเป็นที่ยอมรับ
สามารถก่อรายได้เข้าประเทศปีละกว่าพันล้านบาทการนวดน้ัน ป้องกัน กล้ามเน้ือ หย่อนยาน ร่วงโรย รวมถึง
ชะลอการเกดิ รว้ิ รอยต่าง ๆ ช่วยกระตนุ้ การไหลเวยี นของโลหิตใหเ้ ป็นไปตามปกติ การนวดตัวเองอย่างงา่ ย
- ท่าท่ีบรรเทาอาการปวดเม่ือยฝ่าเทา้ และกระตุ้นอวยั วะภายใน ให้ทางานปกติ ใช้วิธีนั่งขัดสมาธิให้ฝ่า
เท้าข้างท่ีจะนวดหงายข้ึน ใช้ศอกด้านตรงข้ามกับฝ่าเท้ากดจุดแนวก่ึงกางฝ่าเท้า ๓ จุดแล้วใช้นิ้วหัวแม่มือกด
คลึงใหท้ ่วั ฝ่าเท้าและนวิ้ เทา้ โดยทาประมาณข้างละ ๕ นาที สลบั กนั ทัง้ ๒ ข้างซา้ ย-ขวา
- ท่าที่บรรเทาอาการปวดเข่า ขา หลังหรือเป็นตะคริวน่องบ่อย ให้น่ังเหยียดขาข้างหนึ่ง ใช้มือข้าง
เดียวกับขาข้างที่เหยียดจับปลายเท้าไว้ มืออีกข้างกดเข่าไว้ไม่ให้งอ หายใจเข้า หายใจออก แล้วก้มตัวให้มาก
ทีส่ ุด หายใจเข้าออกปกติ ๓-๕ คร้ังแล้วผ่อนออก ทาสลบั กันท้ัง ๒ ข้าง ท่านี้ช่วยยืดกลา้ มเน้อื ขาดา้ นหลงั ด้วย
- ท่าท่ีบรรเทาอาการปวดหลัง เอวและสะโพก ให้ทาท่าขัดสมาธิ ใช้ข้อมือขัดไว้เหนือหัวเข่าด้านตรง
ขา้ ม บิดลาตัวหายใจเข้า หายใจออก แลว้ บิดตัวใหม้ ากที่สุดหายใจเขา้ ออกปกติ ๓-๕ ครัง้ แล้วผอ่ นออก ทาสลับ
ข้าง
- ท่าที่บรรเทาอาการปวดคอ ศีรษะและสะบัก ให้ทาท่านั่งขัดสมาธิตัวตรงพนมมือระหว่างอก หายใจ
เข้า หายใจออก ออกแรงดันมือที่พนมไว้และค่อยๆยกมือขึ้นเหนือศีรษะ ออกแรงดันฝ่ามือเข้าหากัน ยืดลาตัว
หายใจเข้าออกปกติ ๓-๕ ครั้งแล้วผ่อนออก ท่านี้ช่วยบริหารกล้ามเนื้อคอและสะบัก ทกุ คร้งั ทท่ี าต้องหายใจเข้า
ลึกๆ และค่อยหายใจออกมา เพ่ือทาให้ออกซิเจนไปฟอกเลือดท่ีอยู่ภายในร่างกายได้ดีข้ึนหากทาได้ตามน้ีบ่อย
ๆ หรอื ทุกวัน ปัญหาต่าง ๆ จะคลายลงไปแถมยงั ทาใหม้ อี ายุยืนยาวอีกด้วย
“...การขาดโอเมกา้ ๓ ซง่ึ เป็นกรดไขมนั ทจี่ าเปน็ ต่อสมองทาให้มีอาการซมึ เศร้า สมาธสิ ้ัน...”
36
๓. การประคบสมนุ ไพร
การประคบสมุนไพร หมายถึง การนาเอาสมุนไพรท้ังสด หรือแห้งหลายๆ ชนิดโขลกพอแหลก และ
คลุกรวมกนั ห่อด้วยผ้า ทาเป็นลูกประคบ นึ่งด้วยไอน้าร้อนและนาไปประคบบริเวณท่ีต้องการ จะช่วยบรรเทา
อาการปวดเมื่อย ลดอาการบวมอักเสบของกล้ามเนื้อ ข้อต่อหลัง ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ และอาการ
ติดขัดของขอ้ ต่อ ช่วยเพ่มิ การไหลเวียนของโลหติ และลดอาการปวดตวั ยาสมนุ ไพรที่ใชท้ าลกู ประคบ
• ใบมะขาม ๑๐๐ กรมั
• ใบส้มป่อย ๕๐ กรมั
• ไพล ๕๐๐ กรมั
• ขมน้ิ ชัน ๑๐๐ กรัม
• ผวิ มะกรูด ๑๐๐ กรมั
• ตะไคร้บา้ น ๒๐๐ กรัม
• เกลอื ๖๐ กรมั
• การบูร ๓๐ กรมั
• พมิ เสน ๓๐ กรัม
๔. การอบสมุนไพร
เป็นวิธีบาบัดรักษาอย่างหนึ่ง ช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดีข้ึน ทาให้ร่างกายสดชื่น ผิวพรรณเปล่ง
ปลั่งมีน้ามีนวลช่วยให้เส้นเลือดฝอยขยายตัว รูขุมขนเปิดเพ่ือขับถ่ายของเสียออกทางผิวหนัง ช่วยบรรเทา
อาการปวดเมื่อย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ จะใช้ควบคู่กับการนวดแผนไทย โดยมากมักใช้หลังการนวดเสร็จแล้ว
ช่วยลดอาการเกร็งตัวของกลา้ มเน้อื ข้อต่อ ช่วยใหเ้ นอ้ื เยอ่ื พงั ผืดหยนุ่ ตัว ร่างกายสดชนื่
สมุนไพรสดทใ่ี ชใ้ นการอบ
• ไพล: แกป้ วดเมอ่ื ย คร่ันเนื้อคร่นั ตัว
• ขม้ินชนั : แกโ้ รคผวิ หนงั สมานแผล
• ตะไคร้: ดับกลิ่นคาว บารงุ ธาตุไฟ
• ใบ - ผวิ มะกรดู : แก้ลมวิงเวียน
• ใบหนาด: แกโ้ รคผิวหนัง พพุ องน้าเหลอื งเสยี
• ว่านนา้ : ชว่ ยขบั เหง่อื แกไ้ ข้
• ใบสม้ ป่อย: แกห้ วัด แก้ปวดเมื่อย
• กระชาย: แก้ปวดเมื่อย ปากแตกเป็นแผล ใจส่ัน
• ใบเปล้าใหญ:่ ถอนพิษ ผิดสาแดงบารุงผวิ
สมุนไพรแหง้ ท่ใี ช้ในการอบ
• เหงอื กปลาหมอ: แกโ้ รคผิวหนังพุพอง
• ชะลดู : แก้ร้อนใน กระสบั กระสา่ ยดพี ิการ
• กระวาน: แกเ้ จ็บตา ตาแฉะ ตามัว
• เกษรทง้ั ห้า: แตง่ กลน่ิ บารุงหวั ใจ
37
• สมุนแว้ง
โรคหรืออาการท่ีสามารถบาบดั รักษาด้วยการอบสมุนไพร
๑. โรคภูมิแพ้
๒. โรคหอบหดื ที่อาการไมร่ ุนแรง
๓. เปน็ หวดั น้ามูกไหล แต่ไมแ่ ห้งคนั
๔. โรคทไ่ี มไ่ ดเ้ ปน็ การเจบ็ ป่วยเฉพาะท่ี
๕. โรคอ่ืน ๆ ที่สามารถใช้การอบร่วมกบั การรักษาแบบต่าง ๆ
๖. ส่งเสริมสุขภาพมารดาหลงั คลอด
หากมอี าการดังนี้ ห้ามทาการอบสมุนไพร
มไี ขส้ งู
เป็นโรคติดต่อรา้ ยแรง
มีโรคประจาตัว เช่น โรคหัวใจ หอบหดื ระยะรนุ แรง ลมชกั
สตรีขณะมีประจาเดอื น
มีการอกั เสบจากบาดแผลเปิดและแผลปดิ
ออ่ นเพลยี อดอาหาร อดนอน หลงั ทานอาหารใหม่ ปวดศีรษะ ชนิดวิงเวยี นศรี ษะและคลืน่ ไส้
๕. การแชน่ ้า (Water Bath)
เป็นการนาร่างกายท้ังหมดหรือบางส่วนแช่หรือจุ่มลงในน้า เพ่ือบาบัดรักษาโรคต่าง ๆ มีอยู่ด้วยกัน ๔
แบบ คือ
๕.๑ การแชน่ ้าเยน็
ผู้ท่ีรับการรักษาจะแช่ตัวลงในน้าเย็นท่ีมีอุณหภูมิราว ๑๐-๑๘ องศาเซลเซียส เป็นเวลา ๒-๓ วินาที
หากตอ้ งการแชเ่ ป็นเวลานาน ๆ จะตอ้ งถูตัวแรง ๆ ไปพร้อม ๆ กันด้วย การจุ่มตวั ในน้าเย็นจะชว่ ยทาให้ร่างกาย
ตื่นตัว เน่ืองจากได้รับการกระตุ้น นอกจากนี้ยังเพ่ิมอัตราการเผาผลาญอาหารให้กลายเปน็ พลังงานและโปรตีน
เพิ่มการไหลเวียนของของเหลวในร่างกายเช่น เลือดและน้าเหลือง หลังการแช่น้าเย็นต้องมีการบาบัดด้วยน้า
รอ้ นทนั ที
๕.๒ การแช่น้าอุณหภูมิปกติ ผู้รับการรักษาจะแชต่ ัวในน้าที่มีอุณหภมู ิ ๓๒-๓๖ องศาเป็นเวลา ๑๕-๒๐
นาที จะชว่ ยใหร้ ้สู กึ ผ่อนคลาย เหมาะสาหรบั ผมู้ ปี ัญหานอนไม่หลับฟุ้งซ่าน และกระวนกระวาย
๕.๓ การแช่น้าร้อน วิธีการนี้จะแช่ตัวในน้าร้อนท่ีมีอุณหภูมิ ๔๐-๔๕ องศาเซลเซียสเป็นเวลาไม่เกิน
๒๐ นาที น้าท่ีมีอุณหภูมิสูงกว่า ๔๕ องศาเซลเซียส จะไม่มีผลในการรักษาโรค และอาจเป็นอันตรายได้การแช่
ตัวในน้าร้อนจะช่วยสร้างความรู้สึกกระชุ่มกระชวย แต่ผลที่ได้จะเกิดขึ้นเพียงช่ัวคราว จึงเหมาะกับการบาบัด
อาการปวดปวดท้อง ปวดกล้ามเน้อื และขอ้ ต่อ
๕.๔ การแช่ตัวในน้าลึก วิธีการนี้จะได้ผลดีถ้าทาร่วมกับการนวดตัว การออกกาลังกาย หรือการฉีดน้า
ผลดีของวธิ ีการน้ีมาจากการออกกาลังกาย การไดล้ อยตัวในน้าเนื่องจากแรงพยงุ ของน้าจะทาให้ร่างกายเบาขึ้น
38
ช่วยลดผลกระทบจากการกดกระแทกน้าหนัก เหมาะสาหรับผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบ โปลิโอ และกล้ามเน้ือเสื่อม
สมรรถภาพ ขนาด และการทางานของกลา้ มเนอ้ื ผดิ ปกติ จากอาการของโรคตา่ ง ๆ
6. การยาดมสมุนไพร
ยาดมสมุนไพร เป็นการนาสมุนไพรแห้งที่มีกล่ินหอมเย็น สดช่ืนต้ังแต่ 2 ชนิดขึ้นไป เช่น ลูกจันทน์
ดอกจันทน์ กานพลูมาผสมกนั แล้วหมักด้วยน้ามันหอมระเหย ซ่ึงนา้ มันหอมระเหยจะเป็นตวั สกัดสารสาคัญและ
กลิน่ ของสมนุ ไพรออกมา
ส่วนประกอบ
1) สมุนไพร
เปลือกสมลุ แวง้ โกฐหวั บวั โกศสอ ดอกจัยทน์ กานพลู พริกไทยดา ว่านประหอม อยา่ งละ 1 ส่วน
2) สารเคมี
พมิ เสน 2 กรมั
การบรู 4 กรัม
เมนทอล 8 กรมั
น้ามันยูคาลิปตสั 16 มลิ ลลิ ิตร
วธิ ีทา
1. นาสมนุ ไพรท้งั หมด มาหน่ั เปน็ ชิน้ เล็ก ๆ และบบุ พริกไทยดาเล็กน้อย
2. นาพมิ เสน การบรู เมนทอล และนา้ มันยูคาลิปตสั มาผสมกนั ในถ้วยแกว้ ให้ละลายเป็นเนอ้ื เดียวกัน
3. จากน้ันนาสมนุ ไพรท่หี ั่นแลว้ ใส่ในขวดแกว้
4. เติมสว่ นผสมในข้อ 2 ลงไปในขวดแกว้ ให้ทว่ มตวั สมนุ ไพร ปดิ ฝาใหส้ นทิ
5. ต้ังขวดแก้วท้ิงไวป้ ระมาณ 7 วัน แล้วจึงนามาใช้โดยทาการแยกบรรจเุ ปน็ ขวดเลก็ ๆ
วธิ ีใชแ้ ละสรรพคุณ
ใช้สูดดม แกว้ ิงเวยี นศรี ษะ หน้ามดื ตาลาย ทาให้สดช่ืน
2.13 หวั ข้อวชิ ำ กำรออกแบบพนื้ ทีโ่ คก หนอง นำ โมเดล
วทิ ยำกร
ผศ.พเิ ชฐ โสวทิ ยสกลุ อาจารย์ประจาคณะสถาปตั ยกรรมศาสตร์
สถาบนั เทคโนโลยพี ระจอมเกลา้ เจา้ คุณทหารลาดกระบัง
วตั ถปุ ระสงค์
เพื่อใหผ้ รู้ ับการฝกึ อบรม มคี วามรู้ ความเข้าใจในการออกแบบพืน้ ท่ี “โคก หนอง นา โมเดล”
39
ขอบเขตเนื้อหำ
1. สถานการณแ์ ละภาวะวิกฤตของโลก ประเทศ ชุมชน (น้า อาหาร พลงั งาน)
2. แนวทางแก้ไขและรองรบั ภัยพบิ ัตดิ ้วยการบรหิ ารจดั การพน้ื ท่ี “โคก หนอง นา”
3. กรณศี กึ ษาความสาเร็จ “โคก หนอง นา”
วนั ที่ดำเนินกำร
วันท่ี 29 มกราคม 2563
ระยะเวลำดำเนินกำร
ระยะเวลา 2 ชว่ั โมง 30 นาที
วิธกี ำร/เทคนคิ :
บรรยาย ประกอบสอื่
วสั ด/ุ อุปกรณ์
1. PowerPoint ประกอบการบรรยาย
2. อปุ กรณ์ : ส่อื โสตทศั นูปกรณส์ าหรับนาเสนอ
กำรประเมินผล
ประเมนิ โดยการสังเกต ประเมนิ จากพฤตกิ รรม/ทักษะทแี่ สดงออก
สรปุ เน้ือหำทไี่ ด้จำกกำรฝึกอบรม
จากพระราชดารัสพระราชทานแก่บุคคลต่าง ๆ ท่ีเข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระ
ชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต วันอาทิตย์ท่ี 4 ธันวาคม 2537 ใจความตอน
หนง่ึ ว่า
“ทางราชการโดยกรมชลประทาน กรมพัฒนาท่ีดิน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร
ทางนายอาเภอ และผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ได้ช่วยกันทาโครงการนี้. โครงการน้ีใช้เงินของมูลนิธิชัยพัฒนา
ส่วนหนง่ึ ใช้เงนิ ของราชการส่วนหน่งึ โดยวิธีขดุ บ่อนา้ เพอื่ ใช้น้าน้นั มาทาการเพาะปลูก ตาม ทฤษฎีใหม่ ซ่ึง
ทฤษฎีใหม่น้ยี งั ไม่เกิดขึ้น พอดขี ุดบ่อน้าน้นั เราก็เรียกวา่ มือดี ขุดนา้ มนี ้า ข้าง ๆ ทีอ่ น่ื นัน้ ไม่มีน้า แตต่ รงนัน้ มีน้า
ลงท้ายก็สามารถปลูกข้าว แล้วก็ปลูกผัก ปลูกไม้ยืนต้นไม้ผล ต่อมาก็ได้ซ้ือท่ีอีก 30 ไร่ ก็กลายเป็นศูนย์พัฒนา
หลกั มีว่า แบ่งท่ดี ินเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งเปน็ ที่สาหรบั ปลูกข้าว อีกสว่ นหน่งึ สาหรับปลูกพืชไร่ พืชสวน และก็มี
ทส่ี าหรับขดุ สระนา้ ดาเนินการไปแล้ว ทาอย่างธรรมดาอยา่ งชาวบ้าน ในที่สดุ ได้ข้าวและไดผ้ ัก ขายขา้ วกับผกั น่ี
มีกาไร 2 หม่ืนบาท 2 หม่ืนบาทต่อปี หมายความว่า โครงการน้ีใช้งานได้. เมื่อใช้งานได้ก็ขยายโครงการ
ทฤษฎีใหม่ น้ี โดยให้ทาท่ีอ่ืน นอกจากมีสระน้าในท่ีน้ีแล้ว จะต้องมีอ่างเก็บน้าท่ีใหญ่กว่าอีกแห่งเพ่ือเสริมสระ
น้า ในการนี้ก็ได้รับความร่วมมือจากบริษัทเอกชน ซื้อที่ด้วยราคาที่เป็นธรรม ไม่ใช่ไปเวนคืนและสร้างอ่างเก็บ
นา้ ”
40
การปรับประยุกต์ ทฤษฎีใหม่ สู่การปฏิบัติตามภูมิปัญญาท้องถ่ินท่ีเหมาะสมกับภู มิสังคม
สู่ "โคก หนอง นา โมเดล"
แนวคิดการจัดการน้า "โคก หนอง นา โมเดล" เพื่อกักเก็บน้าไว้ทั้งบนดิน (ด้วยหนอง คลองไส้ไก่ และ
คันนา) และใต้ดิน (ด้วยป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่างตามแนวพระราชดาริ) โดย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
สถาบันพระจอมเกล้าเจ้าคณุ ทหารลาดกระบงั
โคกหนองนา โมเดล เป็นการจัดการพ้ืนที่ซ่ึงเหมาะกับพ้ืนที่การเกษตร ซ่ึงมักอยู่ในพื้นที่กลางน้า
ได้ทาการผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้านแปลงสู่คาภาษาไทยท่ีชาวบ้านเข้าใจง่าย ๆ คือ
“โคก หนอง นา” โดยยดึ หลักวา่
ดินที่ขุดทาหนองน้านั้นให้นามาทาโคก บนโคกปลูก “ป่า 3อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ตาม
แนวทางพระราชดาริ
ส่วนหนองน้านั้นเพื่อให้น้ากระจายไปเต็มพ้ืนที่ให้ขุด “คลองไส้ไก่” หรือคลองระบายน้ารอบ
พ้นื ท่ีตามภูมปิ ัญญาชาวบ้าน โดยขุดให้คดเคยี้ วไปตามพื้นท่ีเพอ่ื ให้นา้ กระจายเต็มพน้ื ท่ีเพ่ิมความชุ่มช้ืน
ลดพลังงานในการรดน้าต้นไม้
นอกจากนั้นยังสามารถทา ฝายทดน้า เพ่ือเก็บน้าเข้าไว้ในพื้นท่ีให้มากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อ
พน้ื ทโ่ี ดยรอบไมม่ กี ารกกั เกบ็ น้า นา้ จะหลากลงมายังหนองน้า และคลองไส้ไก่ ให้ทาฝายทดน้าเก็บไว้ใช้
ยามหนา้ แลง้
ส่วนพ้ืนท่ีนาน้ันให้ยหคันนาให้สูงและกว้าง โดยสูง 1 – 1.2 เมตร ความกว้างตามความ
เหมาะสม เพือ่ ใหน้ าสามารถกกั เกบ็ นา้ ไว้ได้ในยามน้าหลาก
ทานาน้าลึก ปลูกข้าวอินทรีย์พื้นบ้าน โดยเริ่มจากการฟื้นฟูดิน ด้วยการทาเกษตรอินทรีย์ คืน
ชีวิตเล็ก ๆ หรือจุลินทรีย์กลบั คืนแผ่นดิน ขา้ วพันธุ์พน้ื เมืองที่เตบิ โตด้วยดินที่อุดมจะมีภมู ิคุ้มกันต่อโรค
และแมลง
ใชก้ ารควบคุมปริมาณน้าในนาเพื่อคุมหญ้า ทาใหป้ ลอดสารเคมีได้ ปลอดภยั ทงั้ คนปลกู คนกิน
บนคนั นา และโดยรอบพื้นทีป่ ลกู พืช ผัก สวนครวั เลยี้ งหมู เล้ยี งไก่ เลี้ยงปลา ทาให้พออยู่ พอ
กนิ พอใช้ พอร่มเย็น เป็นเศรษฐกิจพอเพียงขั้นพ้ืนฐาน กอ่ นเข้าสขู่ ้ันก้าวหน้า คือ ทาบุญ ทาทาน เก็บ
รักษา คา้ ขาย และเช่อื มโยงเปน็ เครอื ข่าย
มีการพัฒนาแหล่งน้าในพ้ืนท่ี ทั้งการขุดลอก หนอง คู คลอง เพ่ือกักเก็บน้าไว้ใช้ยามหน้าแล้ง
และเพิ่มการระบายนา้ ยามน้าหลาก
การจัดการพน้ื ทก่ี ารเกษตรในรูปแบบใหมเ่ พ่ือเปา้ หมายการพึง่ ตนเอง ภายใต้ “โคก หนอง นา โมเดล”
เป็นโมเดลต้นแบบซึ่งดาเนินการแล้วท่ีศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอ้ือง โดยในพ้ืนที่ 40 ไร่ เป็นพื้นท่ีทานา
9 ไร่ และขุดหนองจานวน 3 บ่อไว้สาหรับกักเก็บน้า ร่วมกับการทาฝายชุ่มชื้น และการขุดคลองรอบพื้นท่ี
ทาให้ในพนื้ ที่น้สี ามารถเก็บนา้ ไวไ้ ด้ถึง 85,200 ลกู บาศกเ์ มตร ในขณะทีฝ่ นตกลงมาในพื้นท่ี 40 ไร่น้เี พียงปลี ะ
64,000 ลบ.เมตร แต่การยกประตูน้าและการทาฝายกักเอาไว้ช่วยให้สามารถกักเก็บน้าที่หลากมาไว้ได้เพิ่ม
มากขึ้น เมื่อมีน้าเพียงพอต่อการทาการเกษตร จึงสามารถกาหนดระยะเวลาในการทานา ปลูกพืชได้ตาม
ต้องการ ในกรณีที่ภูมิอากาศแปรปรวนฝนไม่ตกตามฤดูกาลก็สามารถนาน้าที่กักเก็บไว้ในหนองมาใช้ในการทา
41
การเกษตร หรือหากเกิดอุทกภัยขึ้นเป็นประจาในพื้นที่ เกษตรกรก็สามาถนาน้าที่เก็บไว้ มาปลูกข้าวและพืช
ผลไดโ้ ดยไม่ต้องรอเพียงน้าฝน และสามารถเก็บเกยี่ วผลผลิตไดก้ ่อนที่จะถึงฤดนู า้ หลาก
การพัฒนาแบบเป็นข้ันเป็นตอน โดยยึดหลัก "เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคา ทาทีละอย่าง" จะนาไปสู่
"เศรษฐกิจพอเพียงข้ันพื้นฐาน" พออยู่ พอกิน พอใช้ สร้างความร่มเย็นคืนกลับให้ระบบนิเวศ หรือพอร่มเย็น
ในพื้นที่ของตนเอง จากน้ันก้าวสู่ เศรษฐกิจพอเพียงขั้นก้าวหน้า โดยยังไม่เน้นการค้าขาย แต่เน้นการทาบุญ
ทาทาน เก็บรักษา แปรรูปไว้เปน็ ภมู ิคมุ้ กันตน สร้างเครอื ขา่ ยเชือ่ มโยงดว้ ยการ "ให"้ ตามคา "Our Loss is Our
Gain" ย่ิงให้ไป ยิ่งได้มา หรือขาดทุนคือกาไร จากนั้นจงึ ค่อยค้าขายเริม่ จากในชุมชน เพ่ือสร้างฐานรากให้ย่งั ยืน
ท้ายที่สุด บุญและทาน จะนามาซึ่งกัลยาณมิตร เป็น "เครือข่าย" คือหลังคาบ้าน ช่วยป้องกันทุกภัยพิบัติด้วย
การ "พ่ึงตนเอง และพึ่งกันเอง" เปน็ แนวทางปฏิบัติของ สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง และเครือขา่ ยมูลนิธกิ สิกรรม
ธรรมชาติ ซงึ่ ถอดเป็น ทฤษฎบี ันได 9 ข้ัน สู่เศรษฐกิจพอเพียง
การเดินตามบันได 9 ข้ัน จะได้มาท้ัง "ความรู้" ที่รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง และ "คุณธรรม" ซ่ึงเป็น
เง่ือนไขสาคัญของความพอเพียง (ความพอประมาณ ความมีเหตุผล ความมีภูมิคุ้มกัน" เป็นการตีความ
เศรษฐกิจพอเพียงสกู่ ารปฏบิ ัติ อย่างเป็นขั้นเปน็ ตอน
2.14 หัวขอ้ วิชำ แลกเปลย่ี นประสบกำรณก์ บั ปรำชญ์ชำวบำ้ น
วทิ ยำกร
นายเชาวรตั น์ รกั ษาพล ปราชญช์ าวบา้ น
วตั ถุประสงค์
1. เพอ่ื ให้ผเู้ ขา้ รับการฝึกอบรมได้มีโอกาสแลกเปลย่ี นกับปราชญ์ เรอื่ ง การพึง่ ตนเอง
2. เพ่อื สรา้ งแรงบันดาลใจสกู่ ารเปล่ยี นแนวคดิ ตามวิถีภมู ปิ ญั ญาไทยกบั การพงึ่ ตนเอง
3. สามารถใช้ภูมิปัญญาไทยด้านวิถีชีวติ การพึ่งตนเองท่ีแตกต่างกันได้ตามลักษณะภูมิสงั คมของแต่ละ
พ้นื ท่ี
ขอบเขตเน้อื หำ
1. การพ่ึงตนเอง
2. แรงบนั ดาลใจสกู่ ารเปล่ียนแนวคดิ ตามวิถีภมู ปิ ญั ญาไทยกับการพงึ่ ตนเอง
3. ภูมปิ ัญญาไทยด้านวถิ ีชีวติ การพึ่งตนเองท่ีแตกตา่ งกนั ตามลักษณะภูมิสังคมของแต่ละพน้ื ท่ี
วันท่ดี ำเนนิ กำร
วันท่ี 29 มกราคม 2563
42
ระยะเวลำดำเนนิ กำร
ระยะเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที
วธิ ีกำร/เทคนิค: พูดคุย แลกเปลีย่ นเรยี นรู้ เปดิ เวทีใหผ้ ูเ้ ข้ารับการฝึกอบรมซกั ถาม
วิธีการ/ขน้ั ตอน
1.ปราชญ์ชาวบ้านถ่ายทอดประสบการณ์
2.ปราชญ์ชาวบา้ นแลกเปลี่ยนประสบการณก์ ับผู้เขา้ รับการฝึกอบรม
วัสด/ุ อปุ กรณ์
อปุ กรณ์ : ส่ือโสตทศั นูปกรณ์สาหรบั นาเสนอ
กำรประเมนิ ผล
ประเมนิ โดยการสงั เกต
สรปุ เนื้อหำทไี่ ด้จำกกำรฝึกอบรม
วิทยากร กล่าวว่า“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นทางรอดทางเดียวในสังคมปัจจุบัน เพื่อให้พออยู่พอกิน
ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหรา พอใจในความต้องการ มีความโลภน้อย ยืนบนขาตนเองได้ พึ่งพาตนเองได้ ชีวิตย่อมมี
ความสุข โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตด้ังเดิมของสังคมไทย สามารถนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
มาประยุกต์ใช้ได้ และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัย
และวกิ ฤต เพอื่ ความม่นั คง และความย่งั ยนื ของการพฒั นาชุมชนบ้านเกดิ ของตนเอง
จากหลักคิดที่ว่า “เราต้องภูมิใจกับอดีต เราต้องเรียนรู้ปัจจุบัน เราต้องสร้างสรรค์อนาคต” จึงได้คิด
รวมพลัง รวมความคิด สร้างสวนเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยการเรียนเชิญผู้รู้ท่ีประสบความสาเร็จในแต่ละสาขา
อาชีพ มาร่วมกันจัดการเรียนรู้ข้ึน เพ่ือให้เป็นเวทีการแลกเปล่ียนเรียนรู้ทางด้านประสบการณ์ตรง เรียนรู้จาก
การปฏบิ ัติจริง เกิดจากความต้ังใจ มุ่งม่ัน จากผู้ทม่ี ีความรู้ มีประสบการณ์ ผปู้ ระสบความสาเร็จในแต่ละสาขา
อาชีพ ตามรอยพระเจ้าอยู่หัว โดยยึดหลักการ “หัวใจเกษตร” 3 ประการ คือ 1. พอเพียง พอมีกิน 2. อยู่ดีมี
สุข 3. มั่งมีศรีสุข ข้อห้ามเกษตรกร มี 2 ข้อ คือ 1. อย่าเบียดเบียนซ่ึงกันและกัน 2. อย่ารุกราน อย่าทาลาย
ทรัพยากรธรรมชาติ จากแนวความคิดสู่การปฏิบัติ จัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้สวนเกษตรทฤษฎีใหม่ครูเชาว์โชว์
ตั้งอยู่บ้านหนาหย่อม เลขที่ 363 หมู่ท่ี 2 ตาบลหูล่อง อาเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็น “ศูนย์
รวมปราชญ์ ศาสตร์แห่งภมู ิปัญญาไทย” ของ คณุ เชาวรัตน์ รักษาพล หรือครเู ชาว์ เขาทะลุ ที่ให้ความสาคัญกับ
น้ามากท่ีสุด “น้าคือหัวใจของเกษตรกรไทย” ครูเชาว์ มีคติชีวิตว่า “สังคมดีไม่มีขาย อยากได้ต้องช่วยกันทา
อยากให้สังคมดี มีเงินช่วยเงิน มีแรงช่วยแรง ไม่มีเงินไม่มีแรง ช่วยให้กาลังใจ” ปรัชญาชีวติ ที่ยึดม่นั มาตลอดคือ
“สืบสาน เจตนารมณ์ อุดมการณ์ของบรรพบรุ ุษ” จึงได้พฒั นาสวนแห่งนใ้ี หเ้ ปน็ ตวั อย่างสาหรับผู้ท่ีสนใจในเรอื่ ง
การทาสวนเกษตรทฤษฎีใหม่ ให้เป็นต้นแบบและเป็นแหล่งเรียนรู้ดูงานของประชาชน เพื่อเป็นแนวทางการ
ดาเนินชวี ติ ให้สามารถพ่ึงตนเองไดอ้ ยา่ งยง่ั ยนื
43
2.18 หวั ข้อวิชำ สรุปบทเรียน/บญั ชีครวั เรือน
วทิ ยำกร
วทิ ยากรหลกั นายสมชาย ทองสีนวล
วิทยากรผู้ชว่ ย นางสาวสิรมิ าศ รัตนพนั ธุ์ และนายไววิทย์ หนเู อก
วตั ถปุ ระสงค์
เพื่อใหส้ ามารถจัดทาบญั ชคี รัวเรือน ซง่ึ จะชว่ ยจดั การทางการเงนิ ของตนเองและครอบครัว ทาให้
สามารถแก้ไขปัญหาการดาเนินชีวติ และสรา้ งความสขุ อย่างยงั่ ยนื ได้
ขอบเขตเนื้อหำ
การจดั ทาบญั ชีครวั เรอื น
วนั ทดี่ ำเนินกำร
วันที่ 29 มกราคม 2563
ระยะเวลำดำเนนิ กำร
ระยะเวลา 2 ช่วั โมง
วิธกี ำร/เทคนคิ
บรรยาย แลกเปลย่ี นเรยี นรู้
วสั ดุ/อปุ กรณ์
1. PowerPoint ประกอบการบรรยาย
2. อุปกรณ์ : สอ่ื โสตทัศนูปกรณ์สาหรบั นาเสนอ
กำรประเมินผล
ประเมนิ โดยการสังเกต ประเมนิ จากพฤตกิ รรม/ทักษะที่แสดงออก
สรปุ เนอ้ื หำทไ่ี ดจ้ ำกกำรฝกึ อบรม
วิทยากรกล่าวว่า เคร่ืองมือหนึ่งท่ีจะช่วยให้มีวิถีชีวิตท่ีเป็นไปตามหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียงก็คือ การจัดทาบัญชีครัวเรือน ซ่ึงจะช่วยจัดการทางการเงินของตนเองและครอบครัว ทาให้สามารถ
แกไ้ ขปัญหาการดาเนินชวี ิตและสร้างความสขุ อยา่ งยัง่ ยนื ได้