The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความหมายของอาชญากรรม สาเหตุของการเกิดอาชญากรรม ประเภทของอาชญากรรม ทฤษฎีอาชญาวิทยาที่เกี่ยวข้องกับงานตำรวจ ประเภทของเหยื่อ อาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังและการถูกเลือกปฏิบัติ ศึกษาตีความพฤติกรรมของกลุ่มเสี่ยงและผู้ที่มีแนวโน้มในการกระทำผิด การประยุกต์ใช้ทฤษฎีและการบูรณาการทฤษฎีกับการแก้ปัญหาอาชญากรรมในหน้าที่ตำรวจ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

Book21 อาชญาวิทยาและงานยุติธรรม

ความหมายของอาชญากรรม สาเหตุของการเกิดอาชญากรรม ประเภทของอาชญากรรม ทฤษฎีอาชญาวิทยาที่เกี่ยวข้องกับงานตำรวจ ประเภทของเหยื่อ อาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังและการถูกเลือกปฏิบัติ ศึกษาตีความพฤติกรรมของกลุ่มเสี่ยงและผู้ที่มีแนวโน้มในการกระทำผิด การประยุกต์ใช้ทฤษฎีและการบูรณาการทฤษฎีกับการแก้ปัญหาอาชญากรรมในหน้าที่ตำรวจ

วิชา ปป. (CP) ๒๑๔๐๑

อาชญาวิทยาและงานยตุ ิธรรม

ตําÃÒàÃÕ¹

ËÅÑ¡ÊμÙ Ã ¹Ñ¡àÃÕ¹¹ÒÂÊÔºตาํ ÃǨ

ÇªÔ Ò »». (CP) òñôðñ ÍÒªÞÒÇÔ·ÂÒáÅÐ§Ò¹ÂØμ¸Ô ÃÃÁ

เอกสารนี้ “໚¹¤ÇÒÁÅѺ¢Í§·Ò§ÃÒª¡ÒÔ หามมิใหผูหนึ่งผูใดเผยแพร คัดลอก ถอดความ
หรอื แปลสว นหนง่ึ สว นใด หรอื ทงั้ หมดของเอกสารนเ้ี พอ่ื การอยา งอนื่ นอกจาก “à¾Í×è ¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒͺÃÁ”
ของขาราชการตํารวจเทาน้ัน การเปดเผยขอความแกบุคคลอ่ืนที่ไมมีอํานาจหนาท่ีจะมีความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา

กองบญั ชาการศึกษา สาํ นักงานตาํ รวจแหง ชาติ

พ.ศ.๒๕๖๑

1

คํานาํ

หลักสูตรนักเรียนนายสิบตํารวจ (นสต.) เปนหลักสูตรการศึกษาอบรมท่ีมีเปาหมาย
เพ่ือเสริมสรางใหบุคคลภายนอกผูมีวุฒิประกาศนียบัตรประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๖) หรือ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเทา ท่ีเขารับการฝกอบรมมีความรู ความสามารถ และ
ทักษะวิชาชีพตํารวจ รวมถึงพัฒนาบุคลิกภาพรางกายใหเหมาะสมสําหรับการปฏิบัติงานตํารวจ
ในกลุมสายงานปองกันปราบปราม ตลอดจนเตรียมความพรอมทางดานจิตใจและวุฒิภาวะใหมี
จติ สาํ นึกในการใหบ รกิ ารเพ่อื บาํ บดั ทุกขบาํ รงุ สขุ ของประชาชนเปนสําคัญ

กองบัญชาการศึกษา ไดรวมกับครู อาจารย และครูฝก ในสังกัดกองบังคับการ
ฝก อบรมตาํ รวจกลาง และกลมุ งานอาจารย กองบญั ชาการศกึ ษา ศนู ยฝ ก อบรมตาํ รวจภธู รภาค ๑ - ๙
และกองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดน ตลอดจนผูทรงคุณวุฒิจากภายนอก จัดทําตําราเรียน
หลกั สตู รนกั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจชดุ นี้ ซง่ึ ประกอบดว ยองคค วามรตู า งๆ ทจี่ าํ เปน ตอ การพฒั นาศกั ยภาพ
ของนกั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจใหเ ปน ขา ราชการตาํ รวจทพ่ี งึ ประสงคข องประชาชน เพอ่ื ใชส าํ หรบั ประกอบ
การเรียนการสอนนักเรียนนายสิบตํารวจใหมีความพรอมทั้งดานความรู ความสามารถ กําลังกาย
และจติ ใจ จนสามารถเปน ขา ราชการตาํ รวจทป่ี ฏบิ ตั งิ านใหบ รกิ ารสงั คมและประชาชนไดอ ยา งตรงตาม
ความตอ งการอยา งแทจ รงิ และมีความพรอ มในการเขา สูประชาคมอาเซียน

ขอขอบคุณครู อาจารย ครูฝก และผูทรงคุณวุฒิทุกทาน ท่ีไดรวมกันระดมความคิด
ใหคําปรึกษา คําแนะนํา ประสบการณท่ีเปนประโยชน รวมถึงการถายทอดองคความรู
ที่เปนประโยชน จนทําใหการจัดทําตําราเรียนหลักสูตรนักเรียนนายสิบตํารวจสําเร็จลุลวงไดดวยดี
ซ่ึงกองบัญชาการศึกษาหวังเปนอยางยิ่งวาตําราเรียนชุดนี้คงเปนประโยชนตอการจัดการเรียน
การสอนและการจัดการฝกอบรมของครู อาจารย และครูฝก รวมตลอดถึงใชเ ปนคมู อื การปฏบิ ัตงิ าน
ของขาราชการตํารวจ อันจะสงผลทําใหสํานักงานตํารวจแหงชาติสามารถสรางความเชื่อม่ันศรัทธา
และความผาสุกใหแ กประชาชนไดอยา งแทจรงิ

พลตํารวจโท ( รอย อิงคไพโรจน )
ผูบ ญั ชาการศึกษา

1

ÊÒúÑÞ Ë¹ÒŒ

ÇªÔ Ò ÍÒªÞÒÇÔ·ÂÒáÅÐ§Ò¹ÂØμÔ¸ÃÃÁ

º··èÕ ñ º··ÇÑè ä» ñ
- บทนํา ๑
- ความหมายของอาชญากรรม ๒
- สาเหตุการเกดิ อาชญากรรม ๕
- ปจ จยั ทีท่ าํ ใหเกิดอาชญากรรม ๗
- ประเภทของอาชญากรรม ๗
- ประเภทของอาชญากร ๑๐
- ปญ หาสงั คมที่นาํ ไปสอู าชญากรรม ๑๒
- การจัดระเบยี บสงั คม ๑๓
- เหยือ่ ของอาชญากรรม ๒๐

º··èÕ ò ·ÄÉ®ÍÕ ÒªÞÒÇ·Ô ÂÒáÅСÒû‡Í§¡¹Ñ ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ òó
- ววิ ัฒนาการของทฤษฎีอาชญาวิทยา ๒๓
- การแบงทฤษฎีอาชญาวิทยา ๒๔
- ทฤษฎีการบงั คบั ใชกฎหมาย ๒๖
- ทฤษฎกี ารควบคุมทางสังคม ๒๖
- ทฤษฎีชมุ ชนสมั พนั ธ ๒๗
- ทฤษฎกี ารควบคมุ อาชญากรรมโดยสภาพแวดลอ ม ๓๐
- ทฤษฎีการตาํ รวจชมุ ชน ๓๓
- ทฤษฎีหนา ตา งแตก ๔๑
- การประยกุ ตใ ชแ นวคดิ ทฤษฎที เี่ กีย่ วขอ งกบั การปองกันปราบปรามอาชญากรรม ๔๕

º··Õè ó ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ¾ÔàÈÉ ๔๙
- บทนํา ๔๙
- ประเภทของอาชญากรรมพเิ ศษ ๕๐
- อาชญากรรมเศรษฐกิจ ๕๐
- อาชญากรรมขา มชาติ ๕๑
- อาชญากรรมคอมพวิ เตอร ๕๒
- อาชญากรรมการคามนษุ ย ๕๓

º··èÕ ô ÊÀÒ¾¡Òó͏ ÒªÞÒ¡ÃÃÁÂØ¤ãËÁ‹ ˹Ҍ
- บทนํา
- ความแตกตางของอาชญากรรมในอดตี ปจ จบุ ัน ๕๗
๕๗
และแนวโนม ของอาชญากรรมในอนาคต
- อาชญากรรมยุคใหมท างคอมพวิ เตอร ๕๘
- คุณสมบตั ิตํารวจในสถานการณอ าชญากรรมยคุ ใหม ๕๙
๗๓

ÇÔªÒ »». (CP) òñôðñ
ÍÒªÞÒÇÔ·ÂÒáÅЧҹÂμØ Ô¸ÃÃÁ

¤³Ð¼ŒÙ¨´Ñ ·Òí

ñ. ¾Å.μ.·.ÃÍ ÍÔ§¤ä¾â蹏 ¼ºª.È. ·èÕ»ÃÖ¡ÉÒ
ò. ¾Å.μ.μ.ÈáÄɳ á¡ÇŒ ¼ÅÖ¡ Ãͧ ¼ºª.È. ·»Õè Ã¡Ö ÉÒ
ó. ¾.μ.·.ÍÃó¾ ¡ÒÇ¡Ô ØÅ ÍÒ¨ÒÏ (ʺ ó) ¡Í¨.ºª.È.

1



º··Õè ñ

º··ÑèÇä»

ÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤

๑. ผูเรียนเขาใจความหมายของอาชญากรรม สาเหตุและปจจัยการเกิดอาชญากรรม
ประเภทของอาชญากรรม ประเภทของอาชญากร ปญหาสังคมที่นําไปสูอาชญากรรม
การจัดระเบยี บสังคม และเหย่อื ของอาชญากรรม

๒. ผูเรียนสามารถอธิบายความหมายของอาชญากรรม สาเหตุและปจจัยการเกิด
อาชญากรรม ประเภทของอาชญากรรม ประเภทของอาชญากร ปญหาสังคมที่นําไปสูอาชญากรรม
การจดั ระเบยี บสงั คม และเหยือ่ ของอาชญากรรม

º·นาํ

อาชญาวทิ ยา หมายถงึ วทิ ยาการทวี่ า ดว ยปญ หาอาชญากรรม สาเหตอุ าชญากรรม และ
การปองกันอาชญากรรม โดยมีสถานภาพเปนสหวิทยาการ เนื่องจากเปนการศึกษาถึงสาเหตุในการ
กระทาํ ผดิ ของคน โดยใชความรูจากศาสตรสาขาตางๆ มาใชอธิบายการกระทาํ ของคน

การปฏิบัติหนาที่ของตํารวจในปจจุบันตองเผชิญกับสภาพการทํางานที่เปลี่ยนแปลง
อยางรวดเร็ว ตามความกาวหนาและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดลอม
และเทคโนโลยีที่สลับซับซอน ส่ิงเหลานี้เปนปจจัยที่ทําใหคนในสังคมตองตอสูดิ้นรน มีการเรียกรอง
การเอาตวั รอด การเอารดั เอาเปรยี บ กา วรา ว ขาดความยงั้ คดิ มกี ารกระทาํ ผดิ กฎหมาย กอ อาชญากรรม
โดยมีแนวโนมของความรุนแรงเพ่ิมมากยิ่งขึ้น ปญหาหนึ่งท่ีประชาชนและประเทศไทยตองเผชิญ
รวมกันคือปญหาอาชญากรรม ซ่ึงถือเปนตัวบั่นทอนความสงบ ปลอดภัย ในการดํารงชีวิตของ
ประชาชนและกระทบตอ ความเชอื่ มน่ั ของนกั ลงทนุ จากตา งประเทศอยา งมนี ยั สาํ คญั ทาํ ใหก ารปฏบิ ตั งิ าน
ของตํารวจตอ งเผชญิ กับความทา ทาย ความยากลาํ บาก ตรากตราํ คาดคะเนไดย ากและเส่ียงภยั ย่ิงข้ึน
ดังน้ันตํารวจจึงควรแสวงหาหนทางและมาตรการเพ่ือปรับเปล่ียนบทบาท พฤติกรรมใหเหมาะสม
กับการตอบสนองตอสิ่งเราตางๆ ที่มาพรอมกับความเปล่ียนแปลงดังกลาว จึงเปนทางออกท่ีดีที่สุด
ซง่ึ แนวทางการแกไ ขปญ หาอาชญากรรมทถ่ี กู ตอ งและไดร บั การยอมรบั วา มปี ระสทิ ธผิ ลดี คอื การมงุ เนน
การปองกันมากกวาการปราบปรามอาชญากรรม การปองกันมิใหมีเหตุเกิดข้ึนจะมีผลดีมากกวา
การมุงสืบสวนจับกมุ คนรา ยมาลงโทษหลังจากท่ีเหตเุ กิดขึ้นแลว

แนวความคิดและการปฏิบัติงานในการปองกันอาชญากรรมแบบดั้งเดิมน้ัน มุงเนนท่ี
การบังคบั ใชกฎหมาย ไดแ ก การตรวจทอ งที่ การจัดสายตรวจ การจดั เขตตรวจ เนนการปรากฏตัวของ
เจาหนาที่ตํารวจสายตรวจ เพ่ือลดชองโอกาสการกระทําผิดของคนราย มุงการเพิ่มประสิทธิภาพ



เคร่ืองมือเครื่องใช พัฒนาเทคโนโลยีใหมๆ ในการตรวจทองท่ี ซึ่งถือเปนการดําเนินการปองกัน
อาชญากรรมโดยเจาหนาท่ีตํารวจแตเพียงฝายเดียว ไมมีความรวมมือจากหนวยงานอ่ืน ทั้งภาครัฐ
ภาคเอกชน หรือแมกระทงั่ คนในชุมชนเอง ทาํ ใหการปองกนั อาชญากรรมไมม ปี ระสทิ ธิภาพเทาทคี่ วร
เมื่อมีแรงกดดันจากสังคมตอการแกไขปญหาอาชญากรรม ทําใหแนวทางการปองกันอาชญากรรม
มุงเนนความรวมมือจากทุกภาคสวนในสังคม มิใชดําเนินการโดยเจาหนาที่ตํารวจแตเพียงฝายเดียว
อยา งแตก อ น

ดงั นนั้ การปฏบิ ตั งิ านของตาํ รวจจงึ ตอ งมคี วามพรอ มในทกุ ๆ ดา น เพอ่ื ใหส ามารถปฏบิ ตั ิ
หนาท่ีไดอยางมปี ระสทิ ธิภาพ อนั ไดแ ก ความรู (Knowledge) ความสามารถ (Competency) ทักษะ
ความชํานาญในการทํางาน (Skills) เพ่ือใหสามารถปฏิบัติงานไดอยางมืออาชีพ (Professional)
มกี ารปฏิบัติงานตรงตามข้ันตอนของการปฏบิ ัตงิ าน (Standard of Procedure)

¤ÇÒÁËÁÒ¢ͧÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ

อาชญากรรมเปน ภยั รา ยแรงของทกุ สงั คม ซงึ่ กอ ใหเ กดิ ความเสยี หายทง้ั ในดา นสวสั ดภิ าพ
และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสินของประชาชน และในดานความสงบเรียบรอยของสังคม
โดยสวนรวม ความเสียหายและความสูญเสียอันเกิดจากอาชญากรรมในดานเศรษฐกิจและสังคมน้ัน
มีมูลคามากมายมหาศาล ในแตละปมีผูบาดเจ็บลมตายเนื่องจากอาชญากรรมเปนจํานวนมาก
ท้ังผูเคราะหรายที่ตกเปนเหย่ือถูกทํารายบาดเจ็บ ถูกฆาตาย เจาหนาท่ีตํารวจผูปราบปรามและ
ตัวอาชญากรผูกระทําผิดเอง นอกจากน้ีทรัพยสินที่สูญหายเสียหายไปก็มีจํานวนมากและมีมูลคา
เหลอื คณานบั รฐั บาลของทกุ ประเทศไดท มุ เทงบประมาณจาํ นวนมากมายมหาศาลในการทจี่ ะปอ งกนั
ปราบปราม หรือระงบั ยบั ยง้ั การกออาชญากรรมทุกรูปแบบ เพือ่ ความสงบสุขของประชาชนพลเมอื ง
ในชาติ

นักวิชาการถือวาอาชญากรรมคือปรากฏการณทางสังคมอยางหนึ่ง ซ่ึงเกิดขึ้นและ
มีวิวัฒนาการควบคูมากับสังคม โดยธรรมชาติแลวทุกสังคมจะตองมีกฎเกณฑหรือธรรมเนียมปฏิบัติ
วาการกระทาํ ใดเหมาะสม การกระทาํ ใดไมเหมาะสม กฎเกณฑดังกลาวนีอ้ าจเรียกไดวา บรรทัดฐาน
ของสังคม (Social Norms) ซึ่งทุกคนในสังคมจะตองปฏิบัติตาม ท้ังน้ีเพื่อประโยชนในการควบคุม
และปกครองสมาชิกในสังคมใหประพฤติปฏิบัติตนอยูในกรอบ ไมลวงละเมิดหรือฝาฝน อันจะเปน
การสรางความเดอื ดรอนใหกับผูอื่น

อาชญากรรมมีหลายระดับตั้งแตระดับเบาไปจนถึงระดับรุนแรง แตละสังคมก็มี
คําจํากัดความของอาชญากรรมแตกตางกันออกไป พฤติกรรมท่ีถือวาเปนอาชญากรรมในสังคมหนึ่ง
อาจไมถือวาเปนอาชญากรรมในอีกสังคมหนึ่งก็ได พล.ต.ต.ชัยสิทธิ กาญจนกิจ (อดีตผูบัญชาการ
ตํารวจนครบาล ผูเขียนและรวบรวมความรูดานปองกันปราบปรามของกรมตํารวจ) ไดให
คําจํากัดความของอาชญากรรมโดยแบงออกเปนสามนัยคือ อาชญากรรมในความหมายของ
นักกฎหมาย อาชญากรรมในความหมายของนักอาชญาวิทยา และอาชญากรรมในความหมายของ
นักสังคมวทิ ยา



ñ. ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ㹤ÇÒÁËÁÒ¢ͧ¹¡Ñ ¡®ËÁÒÂ
นักกฎหมายเห็นวาอาชญากรรมเปนความประพฤติท่ีกฎหมายอาญาหามและมีบท

กําหนดโทษไว ดังน้ันอาชญากรรมในความหมายของนักกฎหมายก็คือ “การกระทําหรือการงดเวน
การกระทําใดๆ ท่ีกฎหมายบัญญัติไววาเปนความผิดและกําหนดโทษไวชัดแจง เชน ความผิดฐาน
ฆาผูอ่ืน, ฐานลกั ทรพั ย, วงิ่ ราวทรพั ย, ชงิ ทรัพย เปนตน” อาชญากรรมตามความหมายนีย้ งั จาํ แนกได
๒ อยาง คือ

๑.๑ อาชญากรรมท่ีมีความช่ัวรายในตัวเอง เปนอาชญากรรมที่สะเทือนขวัญ
และเปนภัยตอสังคมน้ันๆ เปนอยางมาก เชน ความผิดฐานฆาผูอื่น, ความผิดฐานปลนทรัพย,
ความผิดฐานชิงทรัพย เปนตน อาชญากรรมประเภทน้ีมีลักษณะเปนอาชญากรรมโดยแท
และเปน ความผดิ ในตัวของมนั เอง ซงึ่ ผอู ยูในกรอบของศีลธรรมและบรรทัดฐานของสังคมจะไมทาํ

๑.๒ อาชญากรรมประเภทฝา ฝน ขอ หา มตามกฎหมายเลก็ ๆ นอ ยๆ หรอื ทาํ ความผดิ
ขั้นลหุโทษท่ีไมรุนแรง เชน ความผิดเกี่ยวกับฝาฝนกฎจราจร ความผิดเกี่ยวกับการพนัน เปนตน
การกระทาํ ดงั กลา วน้ี แมผ มู ศี ลี ธรรมหรอื วฒั นธรรมอนั ดกี ส็ ามารถจะกระทาํ ความผดิ ได โดยทวั่ ไปแลว
ไมถ ือวาเปน อาชญากรรม ถอื วาเปนการฝา ฝน กฎหมายและบรรทัดฐานของสังคมเทานนั้

สาํ หรบั บทบญั ญตั ใิ นประมวลกฎหมายอาญา หมวด ๒ วา ดว ยการใชก ฎหมายอาญา
มาตรา ๒ บัญญัตวิ า “บุคคลจกั ตองรบั โทษทางอาญาตอ เมื่อไดก ระทาํ การอันกฎหมายที่ใชในขณะ
กระทาํ นน้ั บญั ญตั เิ ปน ความผดิ และกาํ หนดโทษไวแ ละโทษทจี่ ะลงแกผ กู ระทาํ ความผดิ นนั้ ตอ งเปน โทษ
ที่บัญญตั ไิ วใ นกฎหมาย”

กฎหมายมาตราน้ี ไดว างหลักสาํ คัญไว ๓ ประการ คอื
๑. จะไมม ีความผิดโดยไมมกี ฎหมาย
๒. จะไมมีโทษโดยไมมีกฎหมาย
๓. ศาลจะลงโทษอืน่ นอกจากโทษในกฎหมายสําหรับความผดิ นนั้ มไิ ด
ò. ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ㹤ÇÒÁËÁÒ¢ͧ¹Ñ¡ÍÒªÞÒÇ·Ô ÂÒ
นักอาชญาวิทยาเห็นวาการจะมองผูกระทําผิดกฎหมายเปนอาชญากรไปหมด
ดูจะไมเปนการยุติธรรม คําวาอาชญากรรมในทัศนะของนักอาชญาวิทยานั้นจะมองกันในแงของ
ความรายแรงของการกระทําและความชั่วท่ีมีอยูในตัวของผูกระทํามากกวา กลาวคือ จะมอง
ความหมายของอาชญากรรมตามความหมายอยา งแคบ ซง่ึ หมายถงึ “การกระทาํ ผดิ ทม่ี ลี กั ษณะชวั่ รา ย
และเปน อนั ตรายตอ สงั คมอยางมากเทา นั้น”
แทพแพน (Tappan) เสนอวา อาชญากรรม คือ การกระทําใดๆ ทก่ี ฎหมายบัญญตั ิ
วาเปนความผิดและสง ผลในการฟอ งรอ ง รวมท้งั พิพากษาลงโทษผกู ระทาํ ความผิด
เซลลิน (Sellin) ใหความเห็นวา อาชญากรรม หมายความถึง การกระทําหรือ
พฤติกรรมใดๆ ซึ่งเปนการละเมิดปทัสถานพฤติกรรม หรือกลาวอีกนัยหนึ่งอาชญากรรมก็คือ
พฤติกรรมทบี่ อนทาํ ลายสังคม



อาชญากรรมอาจแยกไดเปน ๓ องคประกอบ ซง่ึ ไดแก ประการแรก ปรากฏการณ
ละเมดิ บทบัญญัตขิ องกฎหมายอาญา ประการที่สอง มบี ทกําหนดโทษทางอาญา และประการทส่ี าม
กอ ใหเกดิ ภยนั ตรายตอสังคมโดยสวนรวม

ปุระชัย เปยมสมบูรณ กลาววา อาชญากรรม คือ มโนทัศนทางนิติสังคมศาสตร
ซ่ึงหมายความรวมถึง การละเมิดบทบัญญัติของกฎหมายอาญา โดยมีบทกําหนดโทษทางอาญา
ในระดบั ทแี่ ตกตางกันไปตามความรนุ แรงของภยนั ตรายตอสงั คมสวนรวม (พ.ต.ท.สุพฒั น หอมจนั ทร
และคณะ, ๒๕๕๔)

ó. ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ㹤ÇÒÁËÁÒ¢ͧ¹Ñ¡Ê§Ñ ¤ÁÇÔ·ÂÒ
นักสังคมวิทยาเห็นวาความประพฤติท่ีขัดแยงหรือละเมิดตอระเบียบของสังคมนั้น

มิไดห มายความวา การขดั แยง นน้ั จะเปน อาชญากรรมเสมอไป แตม ีความหมายเพียงวาผนู ้นั ประพฤติ
และปฏบิ ตั ไิ มถ กู ตอ งตามระเบยี บทส่ี งั คมกาํ หนดไวเ ทา นนั้ “การขดั แยง หรอื ละเมดิ ตอ ระเบยี บของสงั คม
ที่ตราไวเปนกฎหมายเทานั้น จึงจะเรียกวาเปนการกระทําผิดกฎหมาย หรือเปนการกออาชญากรรม
ยกเวน การกระทาํ ผิดลหโุ ทษไมถือวา เปน การกออาชญากรรม”

สาํ นกั ปฏฐิ านนยิ ม รฟั ฟาเอล กาโรฟาโอ (Raffaele Garofalo) กลา ววา อาชญากรรม
เปน ปรากฏการณทางธรรมชาตทิ ข่ี ัดตอ ความรูสึกของชมุ ชน

เฟรดเดอริค โฮเวิรด ไวน (Frederick Howard Wine) ใหความหมายเนนไปที่
อาชญากรรมสงผลกระทบตอสงั คมและตอ ผูต กเปน เหยื่อ ซง่ึ เปน ผูเ สียหายโดยตรง

องคป ระกอบทถ่ี อื วา เปน สาระสาํ คญั ในการกระทาํ ความผดิ หรอื อาชญากรรมจะตอ ง
ทาํ ใหค นอน่ื ไดร บั ความเสยี หายตอ รา งกาย องคป ระกอบสาํ คญั จะตอ งไดร บั โทษตอบแทนการกระทาํ ผดิ
ของตน

อลั เบิรต มอริส (Albert Moris) ใหความเหน็ วา “การท่ีจะถอื วา อะไรถูก อะไรผดิ
ดวยเหตุนัยเดียวกัน สิ่งท่ีถูกพิจารณาวาเปนอาชญากรรมในสังคมหน่ึง อาจจะไมถูกพิจารณาวา
เปนอาชญากรรมในอีกสังคมหน่ึงก็เปนได กลาวไดวา อาชญากรรมคือ พฤติกรรมที่สังคมตัดสินวา
เปน อนั ตรายตอ องคก รสว นรวมและวฒั นธรรมของชมุ ชนหรอื ไม ดงั นนั้ การเปน อาชญากรรมจงึ ขน้ึ กบั
สังคมและชมุ ชนดว ย” (พ.ต.ท.สุพฒั น หอมจันทร และคณะ, ๒๕๕๔)

จากความหมายของอาชญากรรมในแงต างๆ ดังกลาวนี้ ตา งกม็ ีลักษณะแตกตา งกัน
โดยเนื้อหาเทานั้น แตแทจริงแลวอาจกลาวไดวาอาชญากรรมท้ังในความหมายของนักกฎหมาย,
นกั อาชญาวทิ ยา และนกั สงั คมวทิ ยา ตา งกม็ คี วามสมั พนั ธก นั อยา งใกลช ดิ ทงั้ นเ้ี นอื่ งจากการทก่ี ฎหมาย
กําหนดบทลงโทษไวน้ันตางก็มีวัตถุประสงค เพื่อควบคุมพฤติกรรมของผูท่ีกระทําตนเปนปฏิปกษ
ตอสังคม เพ่ือใหสมาชิกของสังคมไดอยูรวมกันอยางเปนปกติสุข ใหผูนั้นกลับตัวกลับใจเปนคนดี
เขา มาอยรู ว มกนั ในสงั คมเดมิ ตอ ไปไดด ว ยดี ซง่ึ การกาํ หนดบทลงโทษดงั กลา วนยี้ อ มขน้ึ อยกู บั อทิ ธพิ ลของ
ความเชอื่ ถอื ของคนในสงั คมนน้ั ๆ เปน หลกั เกณฑส าํ คญั นโยบายอาชญากรรมจะผนั แปรไปในรปู ใดนนั้
ยอมถูกจํากัดโดยอิทธิพลทางวัฒนธรรม คานิยม ปจจัยแวดลอมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
เปน พนื้ ฐาน



ÊÒàËμØ¡ÒÃà¡Ô´ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ

อาชญากรรมถือวาเปนปญหาท่อี ยูใ นทกุ ประเทศ ทกุ มุมของโลก ซ่ึงปจจยั ตางๆ ท่กี อให
เกิดอาชญากรรมนั้นมีหลายปจจัย โดยสามารถแบงสาเหตุการเกิดอาชญากรรมไดเปน ๑๐ สาเหตุ
ดงั นี้

ñ. ¡ÒÃàÁÍ× §
การเมอื งถอื วา เปน พน้ื ฐานทท่ี าํ ใหเ กดิ อาชญากรรมตา งๆ ขนึ้ มา เพราะวา การทาํ งาน

ของฝายการเมืองก็ดี นโยบายกด็ ี และการบงั คับใชก ฎหมายกด็ ี แมแ ตค วามคดิ เหน็ ทางการเมอื งเอง
ก็เปนสาเหตุทที่ ําใหเ กิดอาชญากรรมข้นึ มาได โดยการกําหนดวาการกระทาํ ใดเปน ความผิด

ò. ¤ÇÒÁäÁà‹ »š¹¸ÃÃÁ
อาชญากรรมจะอยทู คี่ วามไมเ ปน ธรรมทไี่ ดร บั ทาํ ใหผ คู นตา งกร็ สู กึ วา พวกเขาจะตอ ง

ทําอะไรสักอยางเพื่อทวงคืนความยุติธรรมสําหรับพวกเขา จะเห็นไดจากการท่ีมีการฆาตกรรมเกิดข้ึน
อยบู อยครง้ั ท่ีบางครงั้ กจ็ ะมสี าเหตเุ ร่ืองนี้เขา มาเกี่ยวขอ งดวย

ó. ÊÀÒ¾áÇ´ÅŒÍÁ
สภาพแวดลอมถือเปนตัวกระตุนท่ีทําใหเกิดเหตุอาชญากรรมตางๆ ข้ึนมา ไมวา

จะเปนเรื่องความเปนอยูรอบๆ ตัวเรา ที่มีแรงจูงใจที่ทําใหผูคนกอเหตุอาชญากรรมตางๆ เชน
สภาพแวดลอมท่ีเปนชมุ ชนแออัด เสอื่ มโทรมมาก เปน ตน

ô. ¤Ãͺ¤ÃÇÑ
ปญ หาทางครอบครวั ถอื เปน แรงจงู ใจทส่ี าํ คญั ในการกอ อาชญากรรมได ตวั อยา งเชน

ครอบครัวมีปญหาความแตกแยกกันหรือมีการทํารายทุบตี จนทําใหครอบครัวสะสมปญหามากข้ึน
ทําใหเ กดิ แรงจงู ใจในการกอ อาชญากรรมขนึ้ มา

õ. Å·Ñ ¸¤Ô ÇÒÁàªÍè×
เรอ่ื งนถ้ี อื วา เปน เรอ่ื งทลี่ ะเอยี ดออ นพอสมควร แตก ป็ ฏเิ สธไมไ ดเ ลยวา ลทั ธคิ วามเชอื่

ก็เปนสวนหนึ่งท่ีทําใหเกิดอาชญากรรมเหมือนกัน เชน การท่ีเราคิดวาเลือดก็ตองลางดวยเลือด
แบบน้ี ถอื เปนความเชอ่ื แบบหนง่ึ ท่ีนําไปสูป ญ หาอาชญากรรมข้ึนมา ทง้ั ยังมลี ทั ธบิ างสว นทชี่ ักจงู ผคู น
กออาชญากรรมตา งๆ อีกดวย

ö. à·¤â¹âÅÂÊÕ Íè× ÊÒÃ
เทคโนโลยีสมัยน้ีทําใหมีอาชญากรรมตางๆ เกิดข้ึนมากมายหลายประเภท

ทง้ั การชกั จงู โนม นา วใจไปในทางใดทางหนง่ึ การใชอ ปุ กรณต า งๆ ไปกอ อาชญากรรม ซง่ึ ถอื เปน เรอื่ งท่ี
ซับซอ นและเขาใจยากมากทส่ี ดุ อยา งหนึง่ จนยากที่จะรบั มอื เรอื่ งนี้ได

÷. ÂÒàʾμÔ´
ยาเสพติดเปนสาเหตุที่สําคัญอยางหนึ่งท่ีกอใหเกิดอาชญากรรมตางๆ ขึ้นมา

เพราะยาเสพตดิ จะมสี ารตา งๆ หลายอยา งทเี่ ขา ไปควบคมุ การทาํ งานระบบรา งกายของเราใหเ ราเปลยี่ น
กลายเปน คนละคนไดท นั ที ซง่ึ ตามแหลง ขอ มลู ขา วสารกม็ กั จะเหน็ ยาเสพตดิ เขา มาเกยี่ วขอ งดว ยเสมอ



ø. ¤ÇÒÁÂÒ¡¨¹
ปญ หาความยากจนเปน แรงจงู ใจอยา งหนง่ึ ทกี่ อ ใหเ กดิ อาชญากรรมขนึ้ มาได จะเหน็ ได

จากการท่ีรฐั บาลจะมกี ารปราบปรามขจัดความยากจนข้นึ มา ซงึ่ ทกุ ๆ รัฐบาลทัว่ โลกจะใหความสําคญั
กับเร่ืองนี้เปนอนั ดบั หนงึ่ เพราะเหน็ วาความยากจนเปนสาเหตุหลกั ๆ ของการกอ อาชญากรรมขึน้ มา

ù. ¤ÇÒÁ¡´´¹Ñ μ‹Ò§æ ·àèÕ ¢ŒÒÁÒ㹪ÇÕ μÔ
ปญหาของอาชญากรรมโดยสวนใหญนั้น ผูคนมักจะมีสาเหตุจากความกดดัน

ที่รุมลอมเขามาหาพวกเขา ไมวาจะเปนเรื่องภาวะหนี้สิน ความเปนอยูในชีวิตประจําวัน พบกับ
ความลมเหลวในชีวิต ซ่ึงเรื่องน้ีเปนเร่ืองท่ีผูคนสวนใหญจะประสบพบเจอบาง แตวาจะมีแรงจูงใจ
ในการกอ เหตอุ าชญากรรมหรือเปลา น้นั ก็อยูท ีจ่ ติ สํานึกของพวกเขา

ñð. »ÃЪҡÃÁจÕ ํา¹Ç¹ÁÒ¡
อันดับหนึ่งถือเปนส่ิงที่โลกใหความวิตกกังวลมากที่สุดก็คือ ปญหาประชากร

มจี าํ นวนมากเกนิ กวา ทโี่ ลกตอ งการ ซงึ่ แนน อนการทมี่ ปี ระชากรจาํ นวนมาก กจ็ ะตอ งเจอกบั ปญ หาตา งๆ
มากมาย และหลกั ๆ แนน อนก็คอื อาชญากรรม ซึ่งยากมากที่จะแกไขไดใ หหมดไป

ËÅѡ㹷ҧÍÒªÞÒÇ·Ô ÂÒ ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁÁÕͧ¤»ÃСͺ ´§Ñ ¹.éÕ -

สรางความหวาดกลวั ใหกับคนรา ย ทฤษฎีสามเหลย่ี มอาชญากรรม สรา งความอบอนุ ใจใหกบั คนดี
(Crime Triangle Theory
เฝา ระวังบุคคลพนโทษที่อยูในพนื้ ที่ การปรบั สภาพแวดลอมเพือ่ ปองกนั อาชญากรรม

ควบคุมแหลง มว่ั สุม/อบายมุข คน ราย โอกาส = เวลา + สถานท่ี ทฤษฎหี นา ตา งแตก (Broken Windows Theory)
ไประงบั เหตุดวยความรวดเรว็ ตํารวจผูร ับใชชมุ ชน (Community Policing)
ระดมกวาดลางอยา งสม่าํ เสมอ อาชญากรรม
สมาชิกแจง ขา วอาชญากรรม พ้ืนทป่ี ลอดภัย (Safety Zone)
จับกมุ ผูตองหาตามหมายจับ เหย่อื /เปาหมาย เพอ่ื นบา นเตอื นภยั (Neighborhood Watch)
ยึดรถตอ งสงสยั

ตวี งสุรา รณรงคใ หป ระชาชนรจู กั การปองกนั ตนเอง ตาํ รวจเตือนภัย มาตรการในการปอ งกนั อาชญากรรม
❍ โดยตํารวจ
❍ โดยเจาของพน้ื ที่
ตาํ รวจเยย่ี มเยยี นประชาชน (Knock Door) การใหความคมุ ครองเหยอื่ /เปาหมาย ❍ โดยผูใชพ้ืนท่ี

จดั ทําโดย พล.ต.ต.วสิ ตู ร ฉตั รชยั เดช รอง ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี ❍ โดยหนว ยงานอ่นื ๆ ทเ่ี ก่ยี วของ
❍ โดยใชเทคโนโลยี

ñ. ÍÒªÞÒ¡Ã/¤¹ÃŒÒ (Offender) คือ ผูท่ีกระทําผิดทางอาญา ซ่ึงมีความตองการ
และมีจุดประสงคหรอื ความอยาก ความคาดหวงั หรอื ปฏกิ ิรยิ า ซ่ึงตอ งการตอบสนองในความรูส ึกนัน้
อยากไดสรอยคอทองคํา เพ่ือนําไปเปลี่ยนเปนเงินเพ่ือที่จะนําเงินไปแตงงาน ตองการเงินไปเที่ยว



ดิสโกเธค จึงงัดแงะรถยนตเพื่อนําเอาวิทยุไปขาย ความตองการน้ีมีระดับในตัวมนุษยไมเทาเทียมกัน
ขึ้นอยูกับภาวะแหงความตองการ เมื่อเกิดภาวะข้ึนแลว การแสวงหาเพ่ือตอบสนองอารมณดังกลาว
จะเกิดขึ้น พฤติกรรมในขั้นตอนนี้คือการแสวงหาลูทาง เพ่ือใหความตองการน้ันสําเร็จวัตถุประสงค
จะเปน วิธกี ารประทุษรา ยขึ้นในใจ หากชอ งทางกระทาํ ในขน้ั ตอนน้ีเกดิ ข้นึ ภายใน ตํารวจจะยังไมทราบ
ความคิดในใจของผูท่ีกําลังคิดจะกระทําผิด แตหากผูคิดเกิดอาการตื่นตระหนกประหมา เนื้อตัวส่ัน
เมื่อพบตํารวจ ซ่ึงเรียกวาอาการพิรุธ ก็อาจถูกตํารวจจับกุมนําตัวไปสูการสอบสวนและปรากฏพบ
ความคิดท่ีจะกระทําความผิด ผูตระเตรียมแมจะยังไมไดกระทําก็จะมีความผิด ท้ังนี้ยอมขึ้นอยูกับ
ไหวพรบิ และประสบการณของฝา ยตํารวจเอง

ò. âÍ¡ÒÊ (Opportunity) ผูทีค่ ดิ จะกระทาํ ความผดิ หากไมมีโอกาสทจ่ี ะกระทาํ ได
เพราะสภาพแวดลอมก็ดี หรือมีปจจัยท่ีเขามาขัดขวางโอกาสแลว ผูกระทําก็จะยังไมกระทําดวย
เปน เพราะมีคนพลกุ พลา น มีตาํ รวจอยใู กลเ คยี ง ฯลฯ แตเ ม่ือใดปจ จยั ดงั กลาวหมดไป โอกาสในการ
กระทําความผดิ ก็ยอมจะเกิดขน้ึ

ดังนั้น หลักในทางอาชญาวิทยา ไดกําหนดองคประกอบ ๒ ประการ ในการเกิด
อาชญากรรมขึ้น เม่ือปจจัยดังกลาวอยูในลักษณะที่สมดุลหรือเกิดข้ึนพรอมกันท้ัง ๒ ประการ
อาชญากรรมก็เกิดขึ้นแนนอน ในแนวทางของตํารวจจึงจําเปนอยางย่ิงท่ีจะตองตัดปจจัยท่ีกระทําให
บังเกิดความผิดไดมีชองทางกระทํา ซึ่งตํารวจสามารถจะกระทําได โดยการจัดระบบปองกันพ้ืนฐาน
น่นั คอื การจัดสายตรวจลาดตระเวน เพ่อื ตดั โอกาสนั่นเอง

ó. ໇ÒËÁÒÂ/àËÂè×Í (Victim) คือ ผูถูกกระทําเพื่อผลประโยชนของอาชญากร
ไมวา ในเร่อื งของทรพั ยสนิ ชวี ิต รา งกาย เพศ เหยอื่ จะตอ งปอ งกนั ตนใหปลอดภัยจากการกระทําของ
อาชญากรดว ย

»¨˜ ¨ÂÑ ·èทÕ าํ ãËàŒ ¡Ô´ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ

หมายถึง การละเมิดกฎหมายหรือเหตุท่ีอาจกอใหเกิดการละเมิดตอกฎหมายไดงาย
แบง ออกไดเปน ๔ ประเภท คือ

๑. ตวั บคุ คล เชน คนจติ ทราม คนวกิ ลจรติ ผคู า ยาเสพตดิ ใหโ ทษ คนเรร อ นจรจดั เปน ตน
๒. วตั ถุหรือทรพั ยส นิ เชน เงนิ ทองคาํ รถยนตห รือยานพาหนะอยางอนื่ เปน ตน
๓. สถานท่ี เชน รา นจําหนา ยสรุ า ซอ งโสเภณี โรงแรม ทชี่ ุมชน ธนาคาร เปนตน
๔. สถานการณ เชน การแขง ขนั กฬี า การเดินขบวนหรอื จลาจล สาธารณภัย เปนตน

»ÃÐàÀ·¢Í§ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ

การจําแนกประเภทของอาชญากรรมน้ัน เปนการจําแนกโดยพิจารณาบุคลิกภาพของ
อาชญากรอยางหนึ่ง อาศัยหลักฐานซ่ึงมักเปนการพิจารณาในเร่ืองศีลธรรม บุคคลและทรัพยสิน
อยา งหนง่ึ และอาศยั หลกั สงั คม ซง่ึ พจิ ารณาปจ จยั ดา นกฎหมายทสี่ งั คมกาํ หนดขน้ึ ปจ จยั ดา นปฏกิ ริ ยิ า



ของสังคมตอตัวผูกระทําผิด ปจจัยดานเหยื่ออาชญากรรม ปจจัยดานเปาหมายของการกระทําผิด
โดยพิจารณาวาผูกระทําความผิดกระทําตามลําพังหรือกระทําเปนคณะ หรือมีการจัดต้ังเปนองคการ
และในประการสุดทายพจิ ารณาถึงปจจยั ทางเศรษฐกิจเกิดแกบุคคล ชุมชน หรือประเทศชาติ ซงึ่ อาจ
จําแนกรปู แบบหรอื ประเภทของอาชญากรรมได ๑๐ ประเภท ดังน้ี

ñ. ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁÍÒª¾Õ (Professional Crime)
ผูท่ีดํารงชีพอยูไดดวยการประกอบอาชญากรรม โดยไมมีการประกอบอาชีพอื่น

ท่ีสุจริต เนื่องจากเห็นวาลําบากหรือมีรายไดนอยหรือบางครั้งอาจมีการประกอบอาชีพอ่ืนท่ีสุจริต
แตเ ปน การบงั หนา เทา นนั้ รวมทงั้ อาจใชอ าชพี สจุ รติ ทบี่ งั หนา เปน เครอ่ื งมอื ในการประกอบอาชญากรรม

ÅѡɳÐสาํ ¤ÑޢͧÍÒªÞÒ¡ÃÃÁÍÒªÕ¾
๑. มีทกั ษะหรอื ความชาํ นาญในการประกอบอาชญากรรม
๒. เปน อาชญากรรมทอี่ าชญากรมกั คดิ วา ตนเองเปน อาชญากรชนั้ สงู กวา อาชญากร
ประเภทอืน่ ๆ เน่ืองจากตองใชทกั ษะความชาํ นาญพเิ ศษ
๓. มีรายไดห ลกั จากการประกอบอาชญากรรม
๔. ในบางคร้ังอาจมีการดําเนินงานในรูปแบบของอาชญากรรมองคกรท่ีมีการ
แบง งาน ภาระหนาที่ในองคกรอยา งชดั เจน
ò. ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁμ´Ô ¹ÔÊÂÑ (Habitual Crime)
อาชญากรไมสามารถปฏิบัติตนใหเขากับมาตรฐานของสังคม โดยท่ัวไปจะไมพบ
ความผิดปกติทางรางกายและจิตใจต้ังแตแรกเกิด มักจะเกิดขึ้นจากภาวะบีบคั้นใหมีพฤติกรรม
ที่ผิดปกติขึ้นทีละนอยและเพ่ิมขึ้นเรื่อยๆ มักจะมีพื้นฐานทางครอบครัวดี มีการศึกษา แตมาคบกับ
กลมุ มจิ ฉาชพี หรือใชจ ายฟมุ เฟอยจนตองกระทําผดิ
ó. ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ»¡àÊé×Í¢ÒÇ (White Collar Crime)
พวกท่ีทํางานมีตําแหนงหนาที่การงาน จัดเปนชนชั้นสูงในสังคม ลักษณะการ
กระทําผิดเปนการกระทําผิดกฎหมายโดยอาศัยอิทธิพลของตนท่ีมีอยูในกิจการตางๆ เชน การทุจริต
ฉอราษฎรบ ังหลวง โกงภาษี
ô. ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ¡ÒÃàÁÍ× § (Political Crime)
Mannheim ใหคําจํากัดความวา เปนการกระทําเพ่ือนํามาซึ่งความสําเร็จ
ตามวัตถุประสงคทางการเมือง ซึ่งตามกฎหมายถือเปนความผิด แตผูกระทําไมถือวาเปนความผิด
แตอ ยางใด เชน การทุจรติ การเลอื กตั้ง การกบฏ
õ. ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁÃÇ‹ Á¡Ñ¹¡ÃÐทาํ (Organized Crime)
การรวมตวั กนั ของอาชญากรเพอ่ื ดาํ เนนิ การอยา งมแี บบแผน ผกู ระทาํ ผดิ ดาํ เนนิ การ
ทุกอยางเพื่อใหไดเงินมา อิทธิพลท่ีสนับสนุนใหอาชญากรกลุมนี้ดําเนินการได คือ อิทธิพล
ทางการเงิน การกระทําผิดในกลุมน้ี เชน คายาเสพติด จัดหาหญิงโสเภณี คุมบอนการพนัน
ขกู รรโชกทรัพย โดยอา งความคุมครอง(มาเฟย)



ö. ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ໹š ¤Ã§Ñé ¤ÃÒÇ (Occasional Crime)
อาชญากรรมท่ีไมเจตนาจะฝาฝนกฎหมาย เชน การกระทําผิดโดยความประมาท

หรอื ปองกนั ตนเอง
÷. ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁÍ¡Ø ©¡Ãè (Violent Crime)
ผูกระทําผิดไมเคยมีประวัติประกอบอาชญากรรมแตอาจตกอยูภายใตวัฒนธรรม

ยอ ยของกลมุ ซึ่งเปน ผลใหกระทําผดิ เชน ฆาคนตายโดยเจตนา ขม ขืน
ø. ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ¢ÒŒ ÁªÒμÔ
การกระทําความผิดโดยละเมิดกฎหมายอาญา โดยผูกอกระทําขึ้นในประเทศหน่ึง

มีผลเสยี หายเชอื่ มโยงอกี ประเทศหนึ่ง
ปญ หาอาชญากรรมขา มชาติ
๑. โสเภณี
๒. ยาเสพตดิ
๓. ลกั ทรพั ย
๔. อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร
๕. แรงงานขามชาติ
๖. การฉอโกง

ù. ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ¡ÒÃàÁ×ͧ
การกระทําผิดท่ีละเมิดตอกฎหมายอาญาซึ่งกอใหเกิดผลเสียทางการเมือง

โดยเฉพาะความม่ันคงทางการเมืองหรือเสถียรภาพทางการเมืองโดยมีวัตถุประสงคทางการเมือง
เปนสาํ คญั

รูปแบบอาชญากรรมทางการเมือง
๑. การกอ ความไมส งบ
๒. การลอบสงั หารหรอื ทาํ รา ยนกั การเมอื ง
๓. การปฏวิ ัติเพื่อชว งชิงอํานาจในการปกครอง
๔. สงครามการเมอื งภายในประเทศ
๕. การทําสงครามจติ ใจภายใน
๖. การทาํ ทุจริตเก่ียวกบั การเลอื กต้งั
ñð. ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁàÈÃɰ¡¨Ô
อาชญากรรมที่เกิดผลเสียหายแกเศรษฐกิจของปจเจกชน และประเทศชาติ
สังคมสว นรวม ทําลายความเชือ่ ถอื ความมั่นคงทางเศรษฐกจิ

๑๐

»ÃÐàÀ·ÍÒªÞÒ¡Ã

อาชญากรแบงเปนกี่ประเภทขึ้นอยูกับเกณฑที่นํามาใชในการแบง เชน ถาใชเกณฑ
เกยี่ วกบั

ࡳ±¤ÇÒÁªÇÑè ÃÒŒ ¢ͧ¡ÒáÃÐทํา
๑. Mara inse = มีความชั่วรา ยในตวั เอง เสยี หาย + ผิดศลี ธรรม ตวั อยา ง ฆา คนตาย
๒. Mara Prohibita = ละเมิดกฎหมาย ไมผดิ ศีลธรรม ตัวอยา ง ขับรถผิดกฎจราจร
ࡳ±¼ŒÙàÊÕÂËÒÂ
๑. มีผเู สยี หาย = มีผไู ดร ับผลกระทบ
๒. ไมมีผูเสียหาย = ผูกระทําไดรับผลรายเอง ตัวอยาง ยาเสพติด การพนัน โสเภณี
ทาํ แทง
ࡳ±μ ÒÁÃкº¾Äμ¡Ô ÃÃÁ Clinard จาํ ṡÅѡɳТͧÍÒªÞÒ¡Ã ´§Ñ ¹Õé
๑. อาชญากรรมอาชีพ (Professional Crime)

อาชญากรมีวิถีการดําเนินชีวิตดวยการกระทําผิดเพ่ือหารายได โดยมีการศึกษา
เทคนคิ วธิ กี ารในการประกอบอาชญากรรม และมคี วามชาํ นาญในวธิ กี ารเหลา นน้ั เหตจุ งู ใจของอาชญากร
คือ เงินและการผจญภัย ไมน ยิ มความรุนแรง

๒. อาชญากรรมตดิ นสิ ยั (Habitual Crime)
อาชญากรไมสามารถปฏิบัติตนใหเขากับมาตรฐานของสังคม โดยท่ัวไปจะไมพบ

ความผดิ ปกตทิ างรา งกายและจติ ใจตงั้ แตแ รกเกดิ มกั จะเกดิ ขน้ึ จากภาวะบบี คน้ั ใหม พี ฤตกิ รรมทผี่ ดิ ปกตขิ น้ึ
ทีละนอยและเพ่ิมข้ึนเร่ือยๆ มักจะมีพื้นฐานทางครอบครัวดี มีการศึกษา แตมาคบกับกลุมมิจฉาชีพ
หรือใชจ ายฟมุ เฟอ ยจนตองกระทําผดิ

๓. อาชญากรรมปกเสอ้ื ขาว (White Collar Crime)
พวกทท่ี าํ งานมตี าํ แหนง หนา ทก่ี ารงาน จดั เปน ชนชนั้ สงู ในสงั คม ลกั ษณะการกระทาํ ผดิ

เปนการกระทําผดิ กฎหมายโดยอาศยั อิทธิพลของตนทม่ี ีอยใู นกิจการตา งๆ เชน การทจุ รติ ฉอ ราษฎร
บังหลวง โกงภาษี

๔. อาชญากรรมการเมอื ง (Political Crime)
Mannheim ใหค าํ จาํ กดั ความวา การกระทาํ เพอื่ นาํ มาซงึ่ ความสาํ เรจ็ ตามวตั ถปุ ระสงค

ทางการเมือง ซ่ึงตามกฎหมายถือเปนความผิด แตผูกระทําไมถือวาเปนความผิดแตอยางใด เชน
การทุจริตการเลอื กตงั้ การกบฏ

๑๑

๕. อาชญากรรมรวมกนั กระทาํ (Organized Crime)
การรวมตวั กนั ของอาชญากรเพอื่ ดาํ เนนิ การอยา งมแี บบแผน ผกู ระทาํ ผดิ ดาํ เนนิ การ

ทกุ อยา งเพอ่ื ใหไ ดเ งนิ มา อทิ ธพิ ลทสี่ นบั สนนุ ใหอ าชญากรกลมุ นด้ี าํ เนนิ การได คอื อทิ ธพิ ลทางการเงนิ
การกระทาํ ผดิ ในกลมุ นี้ เชน คา ยาเสพตดิ จดั หาหญงิ โสเภณี คมุ บอ นการพนนั ขกู รรโชกทรพั ย โดยอา ง
ความคมุ ครอง (มาเฟย )

๖. อาชญากรรมเปน คร้ังคราว (Occasional Crime)
อาชญากรรมที่ไมเจตนาจะฝาฝนกฎหมาย เชน การกระทําผิดโดยความประมาท

หรือปองกนั ตนเอง
๗. อาชญากรรมอุกฉกรรจ (Violent Crime)
ผกู ระทาํ ผดิ ไมเ คยมปี ระวตั ปิ ระกอบอาชญากรรม แตอ าจตกอยภู ายใตว ฒั นธรรมยอ ย

ของกลมุ ซึ่งเปนผลใหก ระทําผดิ เชน ฆาคนตายโดยเจตนา ขมขนื
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

»Þ˜ ËÒÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ
๑. www.polsci.chula.ac.th/sumonthip/devian-cri5.htm
๒. ปญหาอาชญากรรม. ๑.ประเภทอาชญากรรม. อาชญากรรมแบงเปนกี่ประเภท
ขนึ้ อยกู บั เกณฑท ีน่ าํ มาใชในการแบง เชน ถาใชเกณฑเ กีย่ วกับ. ก. เกณฑความชัว่ รา ยของการกระทํา.
ประเภทของอาชญากรรม
ประเภทของอาชญากรรม การจําแนกอาชญากร...-Criminology and Criminal...
https://www.facebook.com/criminologyandcriminal/posts/604731456326782
ประเภทของอาชญากรรม การจําแนกอาชญากร สามารถจําแนกไดหลายระบบ เชน
Reckless เสนอแบบของการดาํ เนนิ อาชพี อาชญากร ๓ ประเภท คอื ธรรมดา รว มกระทาํ และอาชพี ...

๑๒

»˜ÞËÒ椄 ¤Á·èÕนาํ ä»ÊÍÙ‹ ÒªÞÒ¡ÃÃÁ

เราเคยเชื่อกันวา อาชญากรรมเกิดจากการดอยการศึกษาของประชาชน ปจจุบันน้ี
เราพบวา อาชญากรรมจาํ นวนไมน อ ยทมี่ าจากครอบครวั ทดี่ ี มกี ารศกึ ษาและกาํ ลงั ทวจี าํ นวนขนึ้ ลาํ พงั
การศึกษาที่ไดรับมานั้นไมสามารถจะหามใจใหงดเวนจากการกระทําผิดได เพราะไดรับแรงผลักดัน
ใหก ระทําผดิ ทางดา นอ่ืน

สาเหตุท่ีเปนเหตุผลักดันใหบุคคลกระทําผิด ในทางสิ่งแวดลอมและสังคมเปนสาเหตุ
สาํ คญั ทสี่ ดุ ทมี่ อี ทิ ธพิ ลผลกั ดนั ใหบ คุ คลกระทาํ ผดิ อทิ ธพิ ลของสง่ิ แวดลอ มมอี าํ นาจเหนอื มนษุ ย โดยจะ
คอยๆ ซมึ ซับเขา ไปในตัวบคุ คลทีละนอ ยๆ ใชเ วลาท่ีนานพอสมควรเพ่ือเปล่ียนลกั ษณะจติ ใจ อารมณ
และทศั นคติ ซง่ึ รวมเรียกวา “บุคลิกภาพ” ของผนู ั้นใหม ีแนวโนม ไปสูการประกอบอาชญากรรมไดงา ย
ซ่ึงหากโอกาสและสถานการณอํานวยบุคคลนั้นก็จะประกอบอาชญากรรมทันที สาเหตุในทาง
สงิ่ แวดลอ มและสงั คมจงึ เปน สาเหตทุ สี่ าํ คญั ยงิ่ ในการเปลยี่ นบคุ ลกิ ภาพของบคุ คลใหก ลายเปน อาชญากร
ปญหาสงั คมดานทน่ี าํ ไปสอู าชญากรรมทีจ่ ะนาํ มากลาวดงั น้คี ือ

ñ. ¡ÒáÃÐทาํ ¼Ô´¢Í§à´ç¡ เนื่องจากสถานการณข องประเทศตางๆ ท่วั โลกในปจจบุ นั น้ี
ตางวิตกถึงเรื่องความเส่ือมโทรมทางศีลธรรมของประชาชนมากขึ้น จะเห็นไดวาการกระทําความผิด
ของเด็กและเยาวชนมีสถิติสูงขึ้นอยางนากลัว การแกไขปญหาเก่ียวกับเด็กกระทําผิดน้ีเปนหนาท่ี
ของรฐั ถา เดก็ และเยาวชนเหลา น้ีมไิ ดรบั การแกไขในทางที่ถกู ท่คี วรแลว ก็แนเ หลือเกินวา ตอไปเขาจะ
เปน อาชญากรผใู หญ ซึ่งเปน มารสงั คมตัวฉกาจในอนาคต

ò. ¡ÒäҌ »ÃÐàÇ³Õ แหลง ทที่ าํ การคา ประเวณี หรอื ทเ่ี รยี กวา ซอ งโสเภณนี นั้ มกั จะพบวา
นอกจากจะเปนแหลงท่ีแพรเชื้อโรคแลว ยังเปนที่รวมของการกระทําผิดอื่นๆ ดวย เชน เปนซองโจร
เปน ทหี่ ลบซอ นของอาชญากรและทรพั ยท ลี่ กั มาได เปน ทเ่ี ลน การพนนั เปน สถานทจี่ าํ หนา ยยาเสพตดิ
และของหลบหนีภาษี รวมถึงแหลงที่สงเสริมการคอรรัปชันของขาราชการ นักการเมืองดวย การคา
ประเวณีโดยวิธีอื่นนอกจากซองโสเภณีก็คือ ทําเปนสํานักงานนางทางโทรศัพท นางบังเงาตามถนน
หรืออาศัยผูอ่ืนเปนส่ือกลางการติดตอ สถิติจากการสํารวจแสดงใหเห็นวา หญิงโสเภณีสวนมากมักมี
ภาวะทางจิตบกพรอ ง

ó. ¡ÒÃμÔ´ÊØÃÒ การติดสุราถือเปนอาการของโรคชนิดหนึ่ง เน่ืองจากมีแอลกอฮอล
ในรางกายมากเกินไป ทําใหสขุ ภาพและสมองเสือ่ มโทรม หมดประสิทธภิ าพในการทาํ งาน เปนปญ หา
สังคมอยางหน่ึงและผูเสพสุราอาจกอปญหาอาชญากรรมดวย สุราทําใหผูเสพขาดสติสัมปชัญญะ
ขาดความรูสึกนึกคิดที่ถูกท่ีควร สุราเปนเคร่ืองยอมใจใหผูเสพเกิดความกลาท่ีจะกระทําผิด จึงพบวา
ผูท่ีกระทําความผิดโดยฤทธิ์ของสุรานั้นมีอยูไมนอย โดยเฉพาะภัยบนทองถนน ซึ่งเกิดจากการขับรถ
ขณะมึนเมาและการกระทาํ ผดิ ฐานประทุษรา ยตอ รา งกาย

ô. ¡ÒÃμ´Ô ÂÒàʾμ´Ô ãËŒâ·É ปญหาที่เกีย่ วขอ งกับอาชญากรรมนอกเหนือจากการเสพ
ก็คือ การคายาเสพติดและการประทุษรายตอทรัพย ผูติดยาเสพติดนั้นอาจเกิดจากเทคนิคการขยาย

๑๓

ตลาดของผูคายาเสพติด โดยยอมใหเสพโดยไมคิดเงินจนติด หรือใชวิธีบังคับใหเสพจนตกเปนทาส
ยาเสพตดิ หรอื ผทู ใ่ี ชย าเสพตดิ เปน ทางออกเพอื่ หนคี วามทกุ ขย าก อกี อยา งหนง่ึ กค็ อื ไปเขา พวกเขา หมู
กับพวกติดยาเสพติดเลยถูกพวกมากลากไป พวกติดยาเสพติดนี้จะตองหาเงินมาซื้อยาเสพติดใหได
แมเปนการหาเงินโดยทุจริตผิดกฎหมายก็ตาม

õ. ¡ÒÃμ´Ô ¡Òþ¹Ñ¹ การตดิ การพนันเปนบอ เกิดแหง อาชญากรรมอน่ื ๆ อีกหลายชนดิ
การพนันเปนตนเหตุแหงความแตกแยกและการทะเลาะวิวาทและการประทุษรายตอรางกาย ผูหญิง
บางคนอาจกลายเปนโสเภณีแบบสมัครเลนเพราะเสียการพนัน การพนันนําผลรายมาสูครอบครัว
ทงั้ ทางตรงและทางออ ม ทางตรงกค็ อื ในกรณเี สยี การพนนั กค็ ดิ แกต วั อยากไดเ งนิ คนื มา ครอบครวั ตอ ง
เดือดรอนในดานความเปนอยู ทางออมก็คือในกรณีบิดามารดาติดการพนัน บุตรยอมไมไดรับการ
เอาใจใสห รอื ความรกั ใครจ ากบดิ ามารดาเพยี งพอ ขาดการอบรมบม นสิ ยั ทดี่ แี กบ ตุ รธดิ า เปน เหตใุ หเ ดก็
หนั เหไปสกู ารประกอบอาชญากรรมได ขาราชการบางคนติดการพนนั ขนาดถงึ กับเอาเงินหลวงไปเลน
หรือคอรรัปชันเพือ่ นําเงนิ ไปเลนการพนนั

ö. ¡Òèè´Ñ áÅТͷҹ การจรจดั หมายถงึ การไมม ที อี่ ยอู าศยั หรอื มที อี่ ยอู าศยั ไมเ ปน
หลกั แหลง ผถู กู จบั ฐานจรจดั นน้ั มบี คุ คลหลายจาํ พวก เชน โสเภณี นางบงั เงา ผทู ที่ อ งเทยี่ วไปขออาหาร
ขอทาน วณิพกเรรอน หมอยาเถ่อื น คนตางดาว ฯลฯ

การขอทานทผี่ ดิ กฎหมายนนั้ หมายความเฉพาะการขอทานทส่ี งั คมรงั เกยี จเทา นน้ั ปญ หา
ทเี่ กยี่ วขอ งกบั อาชญากรรมกค็ อื คนจรจดั และคนขอทานมกั จะกระทาํ ผดิ อยา งอน่ื อกี ดว ย เชน เมาสรุ า
เสพยาเสพติด เปน โสเภณี และประทุษรายตอทรพั ย เปน ตน

¡Òè´Ñ ÃÐàºÂÕ ºÊѧ¤Á

¤ÇÒÁËÁÒ¡Òè´Ñ ÃÐàºÕÂºÊ§Ñ ¤Á
การจดั ระเบยี บทางสงั คม เปน การจดั หนว ยหรอื กลมุ ของสงั คมเปน สว นยอ ยอยา งมรี ะบบ
โดยคาํ นงึ ถงึ เรอื่ ง เพศ อายุ เครอื ญาติ อาชพี ทรพั ยส นิ เอกสทิ ธ์ิ อาํ นาจ สถานภาพ ฯลฯ แตล ะสว นยอ ย
มีหนาท่ีเก่ียวของสัมพันธกัน โดยมีแบบอยาง กฎหมาย ระเบียบ รวมทั้งประเพณีเปนแนวดําเนิน
หรือปฏบิ ตั ิ (พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน, ๒๕๔๒ : ๓๕๔)
การจัดระเบียบทางสังคม เปนการจัดใหสังคมมีระเบียบอยางมีระบบเปนรูปแบบ
ของพฤติกรรมและกระบวนความสัมพันธระหวา งกลุม คนและระหวา งบุคคล
กลาวเฉพาะสําหรับงานในหนาท่ีของตํารวจ สรุปไดวา การจัดระเบียบสังคม หมายถึง
การที่เจาหนาท่ีตํารวจ หรือเจาหนาท่ีของรัฐ ที่มีอํานาจหนาที่บังคับใชกฎหมาย นําเอากฎหมาย
ระเบียบและกฎเกณฑที่เก่ียวของไปใชบังคับกับบุคคลหรือกลุมบุคคล หรือสถานที่สุมเสี่ยงตอการ
กระทําผิด ทั้งนี้เพื่อมิใหบุคคลหรือกลุมบุคคลกลายเปนผูกระทําผิดหรือถูกกระทําผิดหรือเพื่อมิให
สถานที่ดังกลาวเปน แหลง เพาะเพ่มิ อาชญากรรม เพื่อใหเกิดความเปน ระเบียบเรยี บรอ ยในสงั คม

๑๔

á¹Ç·Ò§¡ÒèѴÃÐàºÕºÊѧ¤ÁμÒÁá¹Ç¤Ô´¢Í§ ¾Å.μ.Í.Í´ØÅ áʧÊÔ§á¡ŒÇ Í´Õμ
¼ÙºŒ ÑÞªÒ¡ÒÃตาํ ÃǨá˧‹ ªÒμÔ

๑. การควบคุมแหลงอบายมุขหรือสถานบริการ แหลงอบายมุขการพนัน เชน บอน
การพนนั ตูม า การพนันทายผลฟุตบอล หรือสถานบริการที่ผิดกฎหมาย เปด เกนิ เวลา ปลอยใหเดก็
และเยาวชนเขา ไปใชบ รกิ าร มกี ารลกั ลอบจาํ หนา ยยาเสพตดิ เหลา นม้ี กั จะเปน แหลง เพาะอาชญากรรม
คดอี าชญากรรมทเี่ กดิ ขนึ้ จาํ นวนไมน อ ย มสี าเหตมุ าจากแหลง อบายมขุ หรอื สถานบรกิ าร ดงั นนั้ ตาํ รวจ
และหนว ยงานทเ่ี กยี่ วขอ งจะตอ งกาํ หนดมาตรการในการควบคมุ กาํ กบั ดแู ล แหลง อบายมขุ และสถาน
บริการดงั กลา วอยา งเขม งวด

๒. มาตรการตีวงสุรา เปนยุทธวิธีหนึ่งของตํารวจที่ใชในการปองกันไมใหมีเหตุรายเกิด
กลาวคือตํารวจจะตองเขาไปประชาสัมพันธตักเตือนประชาชนท่ีด่ืมสุราในท่ีสาธารณะใหเลิกด่ืม
และกลบั ทพี่ กั เมอื่ ถงึ เวลาทเี่ หมาะสม หากปลอ ยใหด มื่ สรุ าตอ ไปจนขาดสติ อาจจะไปกอ เหตทุ ะเลาะววิ าท
หรือไปกระทาํ ความผิดอน่ื ๆ เชน การประทษุ รายตอ ทรพั ย ชวี ติ รางกาย หรอื ทางเพศ เปน ตน

๓. การจัดระเบยี บพ้นื ทีท่ ่ีมีแนวโนม จะเกดิ อาชญากรรม (พ้ืนที่เส่ียงตามหลักการทฤษฎี
หนา ตางแตก) ตามหลักการของทฤษฎหี นาตางแตก (Broken Windows Theory) หากพ้ืนท่ใี ดเกดิ
สิ่งท่ีไมดี มีจุดดางหรือความไรระเบียบแมเพียงเล็กนอย หากไมมีคนเขามาดูแลแกไข ปลอยท้ิงไว
ก็จะเกิดหายนะที่ใหญโตมากข้ึนเรื่อย ๆ ตัวอยางเชน อาคารหลังหน่ึงมีหนาตางกระจกแตกอยูแค
บานสองบาน แตถ าหากปลอยทง้ิ ไวไ มม ีการซอมแซม แนวโนมกค็ อื จะมีคนทาํ ใหก ระจกบานอนื่ แตก
เพม่ิ ขน้ึ แลว เมอื่ กระจกบานอน่ื แตกเพม่ิ มากขน้ึ จนอาจจะหมดทกุ บานกจ็ ะมคี นเรร อ นจรจดั ขย้ี า บกุ รกุ
เขามาในอาคารเพ่ิมมากขึ้นจนกลายเปนท่ีซองสุมและกออาชญากรรม ดังนั้นตํารวจหรือผูมีหนาท่ี
เก่ียวของจะตองรีบเขาไปดําเนินการแกไขปญหากอนที่จะเกิดอาชญากรรมขึ้น สําหรับพ้ืนท่ีดังกลาว
เชน บา นราง ปายรถโดยสารประจาํ ทาง ทเ่ี ปลี่ยว เปน ตน

๔. โครงการพื้นท่ีปลอดภัย (Safety Zone) เปนโครงการท่ีมีประโยชนอยางมาก
ในเรื่องของการปองกันและแกไขปญหาอาชญากรรมและยาเสพติด ทั้งนี้ข้ึนอยูกับความพรอมและ
ความตองการของชุมชน ตํารวจควรเขาไปเปนที่ปรึกษาใหกับชุมชนที่มีความพรอมจะดําเนินการ
ตามโครงการดังกลาว โดยเฉพาะเรื่องของกําลังคน งบประมาณ อุปกรณเครื่องมือเครื่องใช
และการบริหารจดั การ

ÊÒàËμØ·μèÕ ÍŒ §¨´Ñ ÃÐàºÂÕ º·Ò§Êѧ¤Á
๑. เพอื่ ใหก ารตดิ ตอ สมั พนั ธกันทางสงั คมเปนไปอยา งเรยี บรอ ย
๒. เพ่อื ปองกันความขดั แยงระหวางสมาชิกในสงั คม
๓. ชวยใหสังคมดาํ รงอยอู ยา งสงบสุขและมนั่ คงในสงั คม

๑๕

ͧ¤» ÃСͺ¢Í§¡Òè´Ñ ÃÐàºÂÕ º·Ò§Ê§Ñ ¤Á
๑. บรรทัดฐานของสังคม
๒. สถานภาพ
๓. บทบาท
๔. การควบคมุ ทางสังคม
¡Ãкǹ¡Òè´Ñ ÃÐàºÂÕ º·Ò§Êѧ¤Á »ÃСͺ´ÇŒ  ô »ÃÐàÀ· ¤Í×
ñ. ºÃ÷´Ñ °Ò¹·Ò§Êѧ¤Á

บรรทัดฐานทางสงั คม คอื แบบแผน กฎเกณฑขอบงั คบั หรอื มาตรฐานในการปฏบิ ัติ
ของคนในสังคมซ่งึ สังคมยอมรับวาสมควรจะปฏบิ ตั ิ เชน บิดามารดาตอ งเล้ียงดบู ตุ ร บุตรตอ งมคี วาม
กตัญูตอบิดามารดา ขาราชการตองบริการประชาชน พระสงฆตองรักษาศีลและเปนที่พ่ึงทางใจ
ของประชาชน ฯลฯ

ºÃ÷´Ñ °Ò¹·Ò§Ê§Ñ ¤Á ầ‹ ໹š ó »ÃÐàÀ· ¤Í×
๑. วถิ ปี ระชา เปน แบบแผนในการปฏบิ ตั หิ นา ทท่ี ท่ี กุ คนในสงั คมปฏบิ ตั กิ นั โดยทวั่ ไป
จนเกดิ เปน ความเคยชนิ ไมต อ งมศี ลี ธรรมและกฎหมายบงั คบั ผไู มป ฏบิ ตั ติ ามกไ็ มไ ดร บั โทษ เพยี งแคถ กู
นินทา เชน ในการรับประทานอาหารควรใชชอนกลางตักอาหาร หากไมใชชอนกลางก็ไมมีความผิด
เปนแคถูกตําหนิวาไมมีมารยาทในการรับประทาน วิถีประชาแตละสังคมมีความแตกตางกันไป
แตล ะสงั คม จึงทาํ ใหมวี ัฒนธรรมแตกตา งกันไป
๒. จารตี มคี วามหมายเหมอื นคาํ วา “ศลี ธรรม” จารตี เปน บรรทดั ฐานทที่ กุ คนในสงั คม
จะตองกระทาํ เปนกระบวนการ พฤตกิ รรมท่จี ําเปน ตอ ความเปนระเบียบเรียบรอ ย และสวสั ดิภาพของ
สังคม จารตี มีความสําคัญกวาวิถีประชา เปน เร่อื งของความรูสกึ วา สิ่งใดผดิ สิง่ ใดถกู ผใู ดฝา ฝน จะถกู
สังคมลงโทษ หรือไดรับการตําหนิอยางรุนแรง ในสังคมไทยมีจารีตบางอยางที่สําคัญมาก แมมิได
นําไปบัญญัติเปนกฎหมาย เชน ความกตัญู ระบบอาวุโส ความซื่อสัตยระหวางสามี ภรรยา
การแสดงความเคารพผใู หญ ฯลฯ
๓. กฎหมาย หมายถึง บรรทัดฐานท่ีกําหนดไวในระเบียบแบบแผน ซ่ึงผูมีอํานาจ
ทางการปกครองบา นเมอื งไดก าํ หนดขนึ้ เพอ่ื บงั คบั ใหบ คุ คลปฏบิ ตั ติ ามหรอื หา มมใิ หก ระทาํ หากฝา ฝน
จะถูกลงโทษตามบทบัญญตั ิ
ò. ʶҹÀÒ¾
สถานภาพ คอื ตาํ แหนง ทไ่ี ดร บั จากการเปน สมาชกิ ของสงั คม เปน ปจ จยั ทชี่ ว ยในการ
จัดระเบียบของสังคมเพราะทุกคนมีสถานภาพติดตัวมาต้ังแตเกิด เชน เปนลูกชาวบาน เปนหญิง
เปน ชาย ฯลฯ หลงั จากเกดิ มสี ถานภาพเพม่ิ เตมิ อกี มากมาย เชน หลานชายกาํ นนั รบั ราชการเปน ตาํ รวจ
สถานภาพเปน สงิ่ ทชี่ ว ยใหม นษุ ยต ดิ ตอ สมั พนั ธก นั โดยอาศยั สถานภาพของบคุ คลเปน หลกั ในการตดิ ตอ

๑๖

สถานภาพเปนเคร่ืองกําหนดวา ใครเปนใคร มีหนาที่รับผิดชอบอยางไร ทําใหรูจักสิทธิหนาท่ีของ
กันและกัน สถานภาพเสริมใหบุคคลกระตือรือรนที่จะยกฐานะของตนเองใหทัดเทียมกับบุคคลอื่นๆ
หรอื สงู กวา คนอนื่ ๆ ทาํ ใหเ ปน ผใู ฝใ นการศกึ ษาหาความรู ขยนั ขนั แขง็ ในการประกอบอาชพี ทาํ ใหต นเอง
เจริญกา วหนา และชว ยทําใหส งั คมเจรญิ ข้นึ

ÅѡɳТͧʶҹÀÒ¾
๑. เปนสิ่งเฉพาะบคุ คลทีท่ ําใหแตกตางไปจากผอู ื่น เชน อารียเปน นักเรียน สมชาติ
เปนตาํ รวจ เปน ตน
๒. บุคคลหน่ึงอาจมีหลายสถานภาพ เชน สมชาติเปนตํารวจ เปนพอ และเปน
ขาราชการ
๓. เปน สทิ ธแิ ละหนา ทที่ ง้ั หมดทบี่ คุ คลมอี ยใู นการตดิ ตอ กบั ผอู น่ื และสงั คมสว นรวม
๔. เปน ตวั กาํ หนดวา บุคคลนนั้ มีหนา ท่ีและความรบั ผิดชอบอยางไรในสงั คม
ʶҹÀÒ¾ ẋ§Í͡໚¹ ò »ÃÐàÀ· ¤Í×
๑. สถานภาพทต่ี ิดตวั มาโดยสงั คมเปนผูกาํ หนด เชน เพศ อายุ เช้อื ชาติ เครือญาติ
๒. สถานภาพที่ไดมาโดยความสามารถ ไดแก การประกอบอาชีพ การศึกษา
การสมรส เชน บิดา มารดา ปู ยา ตา ยาย
ó. º·ºÒ·
บทบาท หมายถึง การปฏิบัติตามหนาท่ีและสิทธิของตนตามสถานภาพของตน
สถานภาพคือตําแหนง สวนบทบาทคือการกระทําตามสิทธิและหนาท่ีของสถานภาพ สถานภาพ
และบทบาท มกั จะเปน ของคกู นั ซ่ึงเมอื่ มสี ถานภาพจะตอ งมบี ทบาทดว ย เชน นายดาํ กับนางสาวขาว
แตงงานกนั นายดาํ เปนสามี นางสาวขาวเปน ภรรยา ความเปนสามขี องนายดําและความเปนภรรยา
ของนางขาว ถือวาเปน สถานภาพ คือ ตําแหนงทางสังคม นายดําจะตองปฏบิ ตั หิ นาที่สามี เปนตน วา
ประกอบอาชพี การงานหาเงนิ มาเล้ยี งดคู รอบครวั จะตอ งรัก ซ่อื สัตยตอนางขาวผูเปนภรรยา จะตอง
ใหความคุมครองดูแลนางขาวผูเปนภรรยา ใหมีความสุขกาย สบายใจ นางขาวผูเปนภรรยาก็จะตอง
ปฏิบัติหนาที่ความเปนภรรยาดวยการซ่ือสัตยตอนายดําผูสามี ดูแลทุกขสุขของนายดําผูสามีใหมี
ความสขุ กายสบายใจ ฯลฯ การปฏบิ ตั ิตามสิทธหิ นาท่ตี างๆ ดังน้ี เรยี กวา บทบาท
การที่บุคคลมีบทบาทตอสังคมและปฏิบัติตามหนาที่ท่ีสังคมยอมรับมีความสําคัญ
เปน อนั มาก เพราะทาํ ใหก ารจดั ระเบยี บสงั คมดขี น้ึ เปน การควบคมุ สงั คมใหเ ปน ระเบยี บ ถา คนไมป ฏบิ ตั ิ
ตามหนาที่ ตามบทบาทของตนในสงั คมใหส มกับสถานภาพทไ่ี ดรบั ก็จะทําใหสงั คมเสยี ระเบียบ ทําให
เกิดปญหาและความยงุ ยากใหแ กส ังคม
¡ÒäǺ¤ÁØ ·Ò§Ê§Ñ ¤Á ẋ§à»š¹
๑. การจงู ใจใหส มาชกิ ปฏบิ ตั ติ ามบรรทดั ฐานของสงั คม เชน การยกยอ ง การชมเชย
หรอื การใหร างวลั

๑๗

๒. ลงโทษสมาชิกที่ละเมิดหรือฝาฝนบรรทัดฐานทางสังคม เชน ผิดวิถีชาวบาน
การลงโทษคือตําหนิ ซุบซิบนินทา หัวเราะเยาะ ผิดกฎศีลธรรม ไมคบหาสมาคม ผิดกฎหมาย
ซึง่ การลงโทษจะมากหรือนอ ยแลว แตก ารกระทาํ ผิด

¡Ãкǹ¡Òâ´Ñ à¡ÅÒ·Ò§Êѧ¤Á
การขัดเกลาทางสังคม หมายถึง กระบวนการอบรมสงั่ สอนสมาชกิ ใหเรียนรูระเบียบ
ของสงั คมเพอ่ื ใหเ หน็ คณุ คา และนาํ เอากฎเกณฑ ระเบยี บปฏบิ ตั เิ หลา นน้ั ไปเปน แนวทางในการประพฤติ
ปฏิบัติ การขัดเกลาสังคมเปนส่ิงท่ีมนุษยตองไดรับตลอดชีวิต เพื่อที่จะทําใหมนุษยสามารถปรับตัว
เขากบั สงั คมท่ตี นเปนสมาชกิ อยไู ดเ ปน อยางดี
¡ÒâѴà¡ÅÒ·Ò§Êѧ¤ÁÍÒ¨จาํ ṡ䴌 ò »ÃÐàÀ·
๑. การขัดเกลาทางสังคมโดยทางตรง เชน การอบรมสั่งสอน ขัดเกลาท่ีพอแม
ใหกับลูก ไมวาจะเปนการสอนพูด สอนมารยาทในการรับประทานอาหาร หรือสอนใหเรียกพี่ นอง
ปู ยา เปน ตน ในกรณนี ีผ้ ูสอนและผูรับจะรูสึกตวั ในกระบวนการอบรมสงั่ สอนโดยตรง
๒. การขัดเกลาทางสังคมโดยทางออม เชน การอานหนังสือพิมพ การฟงวิทยุ
หรอื ดโู ทรทศั น ตลอดจนการดภู าพยนตร ผรู บั จะเรยี นรโู ดยไมร ตู วั โดยสงิ่ ทเี่ รยี นรจู ะคอ ยๆ ซมึ ซบั เขา ไป
จติ ใตส าํ นกึ วา สง่ิ นน้ั สง่ิ นท้ี สี่ งั คมยอมรบั และหากเปน สง่ิ ทสี่ งั คมไมย อมรบั กระทาํ ในสงิ่ ทแ่ี ปลกแยกออกไป
การขดั เกลาทางสงั คมโดยทางออ มจะครอบคลมุ ไปถงึ การเขา รว มกบั กลมุ เพอ่ื นดว ยและเพอื่ นรว มงาน
ซึง่ จะชว ยใหเกดิ การปรับตัวและการพฒั นาบคุ ลิก
¤ÇÒÁÁ‹Ø§ËÁÒ¢ͧ¡Ãкǹ¡Òâ´Ñ à¡ÅÒ·Ò§Êѧ¤Á
๑. เพ่อื ปลูกฝง ระเบียบวนิ ยั แกส มาชิกในสงั คม
๒. เพ่ือปลกู ฝงความมุงหวังท่ีสังคมยกยอ ง
๓. เพอ่ื ใหส มาชกิ ในสงั คมไดร จู กั บทบาทและหนา ทข่ี องตนตามกาลเทศะและความ
เหมาะสม
๔. เพอ่ื ใหส มาชกิ ในสงั คมเกดิ ความชาํ นาญและเพม่ิ ทกั ษะในการทาํ กจิ กรรมรว มกบั
ผอู ่ืนในสงั คม
à¤ÃÍ×è §ÁÍ× ·ãèÕ ªãŒ ¹¡Òâ´Ñ à¡ÅÒ·Ò§Êѧ¤Á
บรรทัดฐาน คือ แบบแผน กฎเกณฑ ท่ีสังคมกําหนดแนวทางสําหรับบุคคลยึดถือ
และปฏิบตั ิ
คา นยิ ม คอื แนวความคดิ ความเชอื่ ทบี่ คุ คลในสงั คมเหน็ วา มคี ณุ คา ควรแกก ารปฏบิ ตั ิ
ความเชอ่ื คอื แบบของความคดิ เกยี่ วกบั ตวั เราทเี่ กดิ ขนึ้ มคี วามสมั พนั ธก บั สงิ่ แวดลอ ม
อาจเปนเรื่องที่มีเหตุผลหรือไมมีเหตุผล ความเช่ือท่ีถูกตองเหมาะสม ไมเบ่ียงเบนไปในทางเสียหาย
ทาํ ใหก ารแสดงพฤติกรรมเปนไปในทางทดี่ ี จงึ สําคญั ตอ การจดั ระเบยี บทางสังคม

๑๘

¡ÒâѴà¡ÅÒ·Ò§Êѧ¤Á໚¹¡Ãкǹ¡Òö‹Ò·ʹÇѲ¹¸ÃÃÁ ¤‹Ò¹ÔÂÁÊѧ¤Á «Öè§ÁÕ
μÇÑ á·¹·Õทè ํา˹ŒÒ·Õè㹡Òâ´Ñ à¡ÅÒ·Ò§Êѧ¤Á ´§Ñ ¹Õé

๑. ครอบครวั เปน ตัวแทนสาํ คัญท่ีสดุ ในการทาํ หนา ทีข่ ัดเกลาทางสังคม เพราะเปน
สถาบนั แรกทเี่ ดก็ จะไดร ะบบการอบรมสง่ั สอนและจะมคี วามผกู พนั ทางสายโลหติ อยา งลกึ ซง้ึ ซงึ่ จะมผี ล
ทางอารมณ ความประพฤติ เจตคติ ตลอดจนบคุ ลิกภาพของบุคคลมากที่สุด เชน พอแมสั่งสอนใหล ูก
เปนคนกตัญู เปนตน

๒. กลุมเพื่อน เปนตัวแทนท่ีทําหนาที่ขัดเกลาทางสังคมอีกหนวยหน่ึง เนื่องจาก
กลุมแตละกลุมยอมมีระเบียบ ความเช่ือและคานิยมเฉพาะกลุมตนเอง ซึ่งอาจแตกตางกันออกไป
ตามลักษณะกลมุ เชน การแตง กาย กลมุ เดียวกนั ก็จะแตง กายคลายๆ กัน

๓. โรงเรียน เปนตัวแทนสังคมท่ีทําหนาที่โดยตรงในการขัดเกลาสมาชิกตั้งแต
ในวัยเดก็ จนถึงผใู หญ โดยอบรมดา นคุณธรรม จริยธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีตางๆ ของสังคม
ตลอดจนคานิยมและทักษะอนั จําเปน ใหแกสมาชกิ ในสงั คม

๔. ศาสนา เปนตัวแทนในการขัดเกลาจิตใจของคนในสังคมยึดมั่นในสิ่งท่ีดีงาม
มีศีลธรรม จริยธรรม และความประพฤติในทางท่ีถูกที่ควร โดยศาสนาจะมีอิทธิพลทางจิตวิทยา
ตอ บคุ คล ในการสรางบุคลกิ ภาพเปน อยา งมาก

๕. กลุมอาชีพ อาชีพแตละประเภทจะมีการจัดระเบียบปฏิบัติเฉพาะกลุม เชน
กลุมท่ีมีอาชีพคาขายจะตองมีความซื่อสัตยไมเอาเปรียบลูกคา ผูที่เปนสมาชิกใหมของกลุมตางๆ
ก็ตอ งเรียนรปู ระเพณีของกลุมอาชีพที่ตนเปน สมาชิกอยู

๖. ส่ือมวลชน มีอิทธิพลตอการเรียนรูขอมูลขาวสารของสมาชิกในสังคม มีสวน
ในการขดั เกลาทางสงั คมแกม นษุ ยใ นดา นตา งๆ ทง้ั ดา นความคดิ ความเชอ่ื แบบแผนการประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ

¤ÇÒÁสํา¤Ñޢͧ¡Ãкǹ¡Òâ´Ñ à¡ÅÒ·Ò§Êѧ¤Á
๑. เปน หลกั ในการปฏบิ ัติท่ีทุกคนตองเรยี นรคู ณุ คาของกฎเกณฑ
๒. เปน วธิ ีการถายทอดลักษณะวฒั นธรรม
๓. เปน กระบวนการทม่ี ีอยูตลอดชีวิตของความเปนมา
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
กฎหมายกบั สังคม - IAD
www.iadopa.org/KM2557/laws/กฎหมายกับระเบียบสังคม.doc
สงั คมมนษุ ยไมว า จะเปลยี่ นแปลงไปตลอดเวลาเพยี งใด แตต ราบใดทส่ี งั คมยงั คงดาํ รงอย.ู ..
จึงจําเปนตองมีระเบียบกฎเกณฑและวิธีการบังคับท่ีเปนทางการคือ กฎหมาย ... กฎหมายกับสังคม
จึงมีความเกี่ยวขอ งกันจนไมส ามารถแบงแยกออกจากกันได ... สังคม จดั เปนกฎหมายมหาชน ซึง่ เปน
เรือ่ งท่ีรฐั ในฐานะผูป กครองบญั ญัติกฎหมายขน้ึ เพื่อกําหนดหลักเกณฑความประพฤติ.

๑๙

º·ºÒ·¢Í§¡®ËÁÒÂã¹Êѧ¤Á

กฎหมายมบี ทบาทสาํ คญั ในสงั คม กลา วคอื กฎหมายเปน เครอื่ งมอื ในการบรหิ ารประเทศ
โดยตรง เปนเครื่องมือในการรักษาความสงบเรียบรอยในสังคม เปนตัวกําหนดความสัมพันธระหวาง
ประชาชนดว ยกนั และเปน เครอ่ื งมอื ในการพฒั นาสงั คม ใหท นั กบั ความเปลยี่ นแปลงในสงั คมโลกาภวิ ตั น
ดงั น๑้ี

๑. บทบาทของกฎหมายในฐานะเปนเครื่องมือในการบริหารประเทศ นับแตกฎหมาย
รฐั ธรรมนญู กฎหมายปกครอง ไปจนถงึ กฎหมายทอ่ี อกโดยองคก รบรหิ ารราชการสว นทอ งถน่ิ ลว นแต
มีการใชกฎหมายเปนหลักในการบริหารจัดการภายใตทรัพยากรอันจํากัด และการตรวจสอบควบคุม
การทาํ งานใหเปนไปตามจดุ มงุ หมายหรือแนวทางทกี่ าํ หนดไวอ ยา งมีประสทิ ธภิ าพทง้ั ส้ิน

๒. บทบาทของกฎหมายในฐานะเปน เครอื่ งมอื ในการรกั ษาความสงบเรยี บรอ ยในสงั คม
จดั เปน กฎหมายมหาชนซง่ึ เปน เรอ่ื งทรี่ ฐั ในฐานะผปู กครองบญั ญตั กิ ฎหมายขน้ึ เพอ่ื กาํ หนดหลกั เกณฑ
ความประพฤตขิ องสงั คมทมี่ ที รพั ยากรอนั จาํ กดั เพอื่ ใหม นษุ ยห รอื เอกชนในสงั คมสามารถอยรู ว มกนั ได
โดยไมเ บียดเบยี นขม เหงรังแกกันหรือละเมดิ สทิ ธขิ องผอู ื่น อันจะเปน เหตใุ หส งั คมเกิดความเดือดรอน
วุนวายและไมสงบเรียบรอย หากมีผูฝาฝนกอใหเกิดผลกระทบถึงความสงบเรียบรอยของสังคม
รฐั กจ็ ะดาํ เนนิ การเอาตวั ผนู นั้ มาลงโทษหรอื กาํ หนดสภาพบงั คบั อน่ื เพอื่ ไมป ลอ ยใหค นผดิ ลอยนวลไป
และปองกันไมใ หเ กิดการแกแคนกันเองโดยไมร จู บ ไดแก ประมวลกฎหมายอาญา พระราชบญั ญตั อิ ่ืน
ท่ีมีโทษทางอาญา๒ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายแรงงาน กฎหมายคุมครอง
ผบู ริโภค เปน ตน

๓. บทบาทของกฎหมายในฐานะเปน ตวั กาํ หนดความสมั พนั ธร ะหวา งประชาชนดว ยกนั
จัดเปนกฎหมายเอกชนที่รัฐใหประชาชนกําหนดความสัมพันธกันเอง ประชาชนหรือมนุษยในสังคม
จงึ มีเสรีภาพในการแสดงเจตนาทาํ นิตกิ รรมสญั ญาตา งๆ ระหวางกนั เองได หากวา นิตกิ รรมสญั ญานน้ั
ไมขัดตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะมีผลกระทบตอสังคมสวนรวม
กฎหมายที่มีบทบาทเชนน้ี ไดแก กฎหมายทรัพยสินทางปญญา ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย
เชน การทําสญั ญาซอื้ ขาย ใหเชา ทรัพย เชาซือ้ จา งทาํ ของ รบั ขน ยืม ฝากทรพั ย คํา้ ประกัน จํานอง
จาํ นํา ตัวแทน นายหนา บัญชีเดินสะพัด ประกนั ภัย ตว๋ั เงิน หุนสว นบรษิ ทั กรรมสทิ ธ์ิ สทิ ธคิ รอบครอง
ครอบครัว มรดก เปนตน แตหากมีขอ โตแ ยงสทิ ธหิ นา ที่หรือทะเลาะขดั แยง กัน รัฐกจ็ ะเขามามีบทบาท
ชวยไกลเกลี่ยประนีประนอมใหได ตกลงกันตามหลักเกณฑกลางท่ีเปนธรรม หากมีการฟองรอง

๑ ศรรี าชา เจรญิ พานชิ และคณะ. เอกสารการสอนชดุ วชิ า มนษุ ยก บั สงั คม. (นนทบรุ ี : โรงพมิ พม หาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช,
๒๕๔๔). หนา ๓๓๑ - ๓๕๐.

๒ ตวั อยา งเชน พระราชบญั ญตั กิ ารพนนั พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๘, พระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒, พระราชบญั ญตั ปิ า ไม
พทุ ธศักราช ๒๔๘๔, พระราชบญั ญัติยาเสพติดใหโ ทษ พ.ศ.๒๕๒๒, พระราชบญั ญตั ปิ อ งกันและปราบปรามการคา ประเวณี
พ.ศ.๒๕๓๙, พระราชบัญญตั อิ าวธุ ปน เครื่องกระสนุ ปน วตั ถุระเบิด ดอกไมเพลงิ และส่งิ เทยี มอาวุธปน พ.ศ.๒๔๙๐.

๒๐

หรือตกลงกันไมได รัฐก็จะเขามาทําหนาท่ีวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินประเด็นปญหาท่ีโตแยงกันน้ัน
เพ่อื บงั คับใหเ ปนไปตามขอ ตกลงและสิทธิหนา ที่ตามกฎหมาย

๔. บทบาทของกฎหมายในฐานะเปนเคร่ืองมือในการพัฒนาสังคม กฎหมายสามารถ
ใชเปนเคร่ืองพัฒนาสังคมในดานตางๆ คือ การพัฒนาระบบการเมืองการปกครอง ระบบเศรษฐกิจ
และระบบสังคม

àËÂè×ͧ͢ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ

การแบงประเภทของเหย่ืออาชญากรรมนี้จัดแบงตามลักษณะตาง ๆ ของอาชญากรรม
ตามแตล ะมมุ มองของแตล ะบคุ คล โดยมลี กั ษณะและประเภททต่ี างกัน ดังนี้

Han Von Henting (อรรณณพ ชบู าํ รงุ ,๒๕๓๓, น. ๑๗ – ๒๐) ไดอ าศัยปจ จยั ทางจิต
สงั คมและลกั ษณะทางกายภาพของเหยอ่ื เปน หลกั ในการกาํ หนดประเภทของเหยอ่ื อาชญากรรม เขาได
ชี้ใหเห็นถึงเหย่ือท่ีเปนมาโดยกําเนิดกับเหยื่อท่ีเกิดข้ึนเพราะสังคมเปนเหตุ โดยไดแยกเหย่ือออกเปน
๑๓ ประเภท คอื

ñ. ¼ÙàŒ ÂÒǏ (The young) ผเู ยาวเปนผูท่อี อนแอและขาดประสบการณ งา ยตอการถกู
ทําราย รางกายยังไมไดรับการพัฒนาเทาที่ควร ความรูสึกทางศีลธรรมยังมีไมมากพอ เด็กอาจจะถูก
ฆาเพื่อทรัพยสินก็ได หากมีการประกันชีวิตไวการจับตัวเด็กไปเรียกคาไถก็เปนความผิดอีกอยางหนึ่ง
ยง่ิ กวา นนั้ พวกอาชญากรมกั จะใชเ ดก็ ชว ยในการประกอบอาชญากรรม หากผเู ยาวเ ปน ผหู ญงิ ดว ยแลว
ก็จะตกเปน เหยื่อในทางเพศอยา งทไี่ ดพบเหน็ กันอยใู นปจ จบุ นั

ò. ¼ËŒÙ ÞÔ§ (The Female) ผหู ญิงเปนประเภทของเหยอื่ อาชญากรรมท่มี ีความออนแอ
อกี พวกหนง่ึ หญงิ วยั รนุ มากมายตอ งตกเปน เหยอ่ื ของการฆาตกรรมในบางคราว หลงั จากถกู กระทาํ รา ย
ไดร บั ทกุ ขท รมานเพราะตณั หาราคะของอาชญากร สว นผหู ญงิ แกๆ ตกเปน เหยอ่ื อาชญากรรมเกย่ี วกบั
ทรัพยสินเพราะอาจจะเปนคนม่ังค่ังร่ํารวย ผูเปนอาชญากรนั้นสวนมากเปนผูชาย จึงยอมมีกําลัง
เหนือกวาผูหญิง ยกเวนความผิดดานการรักรวมเพศซ่ึงมีอยูเปนสวนนอย ในกรณีเชนน้ีภาวะทาง
กายภาพของหญิงเปน ส่งิ กาํ หนดใหม ีการกระทําความผิดทางเพศ

ó. ¤¹á¡‹ (The old) คนแกม ักจะตกเปนเหย่อื เก่ียวกับทรพั ยส ินเงินทอง คนแกอ ยูใน
ชว งอายทุ ถี่ อื ครองตาํ แหนง ตา ง ๆ ไวม ากทส่ี ดุ ในการสะสมความมงั่ คงั่ รา่ํ รวยและการใชอ าํ นาจเพอื่ กอ
ใหเกิดความมั่งคั่ง แตคนแกก็มีความออนแอในทางราชการ บางทีจิตใจก็ออนแอไปดวย คนออนแอ
ทม่ี คี วามมงั่ คงั่ ยอ มลอ แหลมตอ อนั ตราย เปน เหยอ่ื ทเ่ี หมาะทส่ี ดุ สาํ หรบั การเบยี ดเบยี น ความออ นแอ
ของคนแกทําใหเ กิดความยากลาํ บากในการหามาตรการพิเศษมาปกปองคุม ครอง ส่งิ หนึง่ ทจ่ี ะปอ งกนั
ไดก ็คือ การลงโทษอยา งหนกั แกผ ทู ่ที าํ ใหคนแกต องตกเปนเหย่ืออาชญากรรม

ô. ¤¹·Õ躡¾Ã‹Í§·Ò§¨ÔμÇԡŨÃÔμ (The mentally defective and other mentally
deranged) คนพวกน้ีเปนกลุมใหญโตอีกกลุมหน่ึงที่นาจะตกเปนเหยื่ออาชญากรรมอยางแทจริง

๒๑

พวกวกิ ลจรติ พวกเปน โรคพษิ สรุ าเรอ้ื รงั พวกตดิ ยาเสพตดิ พวกเปน โรคประสาทหรอื พวกทม่ี จี ติ บกพรอ ง
ในลักษณะอนื่ ๆ เปน พวกที่อยใู นฐานะเปนเบยี้ ลางของพวกอาชญากร

õ. ¾Ç¡·èÕ;¾ÁÒ¨Ò¡·èÕÍè×¹æ (The immigrants) พวกน้ีเปนพวกที่งายแกการ
ถกู ทํารา ย เพราะขาดประสบการณ มีความยากจน ปรับตัวในวฒั นธรรมใหมไดโดยยาก มปี ญ หาเรือ่ ง
ความสมั พนั ธก ับผอู ่ืน อาจจะถกู คดโกงจากอาชญากรในรปู แบบตา ง ๆ ได

ö. ¾Ç¡ª¹¡ÅÁ‹Ø ¹ÍŒ  (The minorities) ชนกลมุ นอ ยกม็ ฐี านะแบบเดยี วกนั กบั ผทู อี่ พยพ
เขามาใหม ไดรบั ความไมเ ทา เทยี มกันกบั ประชาชนสวนใหญท งั้ ในแงก ฎหมายและในแงความเปนจรงิ
โอกาสท่จี ะตกเปนเหยอื่ อาชญากรรมกม็ มี ากขึ้น

÷. ¾Ç¡·Õè໚¹¤¹â§‹â´Âกําà¹Ô´ (The dull normals) คนพวกน้ีเกิดมาเพ่ือเปนเหย่ือ
อาชญากรรมโดยแท เหตุผลมีวาการท่ีคนหลอกลวงผูอื่นจนประสบผลสําเร็จน้ันใชวาเขาจะเปน
คนฉลาดทหี่ าไม แตเ ปน เพราะความโงเ งา ของเหยอ่ื ของเขาตา งหาก พฤตกิ รรมของคนโงโ ดยกาํ เนดิ นน้ั
มีความคลา ยคลึงกับพฤติกรรมของพวกท่อี พยพเขา มาอยูใ หม และพวกชนกลุมนอยน่ันเองเราอาจจะ
จดั คน ๓ พวกนไ้ี วเปน ประเภทเดียวกันกไ็ ด

ø. ¾Ç¡·èÕÁÕã¨Ë´ËÙ‹ (The depressed) คนพวกนี้ตองตกเปนเหย่ืออาชญากรรม
เพราะภาวะทางจิตใจ ทัศนคติของคนหดหูน ัน้ มักจะเฉยเมยและยอมจาํ นน ขาดคณุ สมบัติในการตอสู
ขาดการตอ ตา น จงึ เปด โอกาสใหต กเปน เหยอ่ื อาชญากรรมได คนหดหนู นั้ มกั จะออ นแอทง้ั ในแงร า งกาย
และในแงจติ ใจ และนี่คอื เหตุทีอ่ าจจะทาํ ใหต กเปนเหยอ่ื ได

ù. ¾Ç¡âÅÀ (The acquisitive) คนพวกนจี้ ดั เปน เหยอ่ื อาชญากรรมชนั้ เลศิ อกี พวกหนง่ึ
ความโลภนน้ั อาจจะทาํ ใหเ กดิ อาชญากรรมและอาจจะทาํ ใหเ ปน เหยอ่ื อาชญากรรมไดด ว ย พวกองคก าร
อาชญากรรม พวกขม ขเู อาเงนิ พวกนกั การพนนั พวกตม ตนุ และคนชว่ั ประเภทอน่ื ๆ ฉกฉวยประโยชน
จากความโลภของเหยื่อน่ันเอง เราอาจจะพบคนโลภท่ตี กเปนเหย่ือไดใ นทุกชนชน้ั ของสังคม

ñð. ¾Ç¡àÊà¾Å (The wanton) คนพวกนนี้ บั เปน เหยอ่ื อาชญากรรมอกี พวกหนง่ึ แตก ไ็ ม
อาจจะใหเหตุผลไดช ดั เจนดีนัก ไมวา จะมองในแงกฎหมายหรือในแงป ระเพณีของสังคม

ññ. ¾Ç¡â´´à´ÕèÂÇáÅÐ¾Ç¡Í¡Ë¡Ñ (The lonely and the broken heart) การตกเปน
เหยอ่ื ของคนพวกนม้ี ไิ ดเ ปน เพอื่ เงนิ ทอง แตเ พอ่ื ความสขุ และการเปน เพอ่ื นรว มทาง คนพวกนนี้ อกจาก
จะเปนเหย่ือของฆาตกรรมแลวยังจะตกเปนเหย่ือของการโจรกรรม การฉอโกง และการขมขูเอาเงิน
อกี ดวย

ñò.¾Ç¡·μèÕ ¡ÍÂã‹Ù ¹¤ÇÒÁ·¡Ø ¢· ÃÁÒ¹ (The tormentor) ลกั ษณะของเหยอื่ อาชญากรรม
ประเภทนี้ก็คือ การขาดความมีไหวพริบอยางคนธรรมดาสามัญ เปนพวกท่ีทําใหสถานการณ
ตงึ เครียดได ตองตกเปนเหยอื่ ในบรรยากาศของความตงึ เครียดทเ่ี ขากอ ขน้ึ ดวยตนเอง

ñó.¾Ç¡·Õè¶Ù¡μÑ´âÍ¡ÒÊ ¶Ù¡ÅÐàÅ áÅÐμ‹ÍÊÙŒà¾è×ÍÈÑ¡´ìÔÈÃբͧμ¹àͧ (The blocked
exempted and fighting) เหย่อื ทีถ่ กู ตดั โอกาสก็คอื บุคคลซง่ึ อยใู นสถานการณท่ีประสบความสญู เสีย

๒๒

ไมอาจจะดํารงชีวิตอยูไ ดโดยไมต อ สู เชน นายธนาคารที่เงินขาดมือกห็ าทางโกงเงินเพอ่ื จะชวยตนเอง
ใหป ลอดภยั อาชญากรรมประเภทรุนแรงบางอยางนั้น เหยือ่ อาชญากรรมอาจจะหนั กลบั มาตอ สูบาง
เหย่ือประเภทนี้จึงไมงายที่จะตกเปนเบ้ียลางของผูอื่น ความจริงแลวเหยื่อท่ีตอสูกลับนี้นาจะตัดออก
จากประเภทของเหยื่อได เพราะการตอสูกลับ หมายถึง การตอตานหรือการขัดขืน เหย่ือประเภทน้ี
จึงไมนา จดั เขา ประเภทใดได

¡¨Ô ¡ÃÃÁ·ŒÒº· : Activities

๑. ทาํ แบบทดสอบประเมินผลการเรียนรู
๒. คําถามใหผูเรียนอธิบายความหมายของอาชญากรรม สาเหตุและปจจัยการเกิด
อาชญากรรม ประเภทของอาชญากรรม ประเภทของอาชญากร ปญหาสังคมท่ีนําไปสูอาชญากรรม
การจัดระเบียบสังคมและเหย่ือของอาชญากรรม

๒๓

º··èÕ ò

·ÄÉ®ÍÕ ÒªÞÒÇÔ·ÂÒáÅСÒû͇ §¡¹Ñ ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ

ÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤

๑. ผูเรียนเขาใจแนวคิดทฤษฎีการปองกันปราบปรามอาชญากรรม ซ่ึงไดแก ทฤษฎี
การบงั คบั ใชก ฎหมาย ทฤษฎกี ารควบคมุ ทางสงั คม ทฤษฎชี มุ ชนสมั พนั ธ ทฤษฎกี ารควบคมุ อาชญากรรม
โดยสภาพแวดลอม ทฤษฎีตาํ รวจรับใชชมุ ชน ทฤษฎหี นา ตางแตก

๒. ผูเรียนสามารถอธิบายแนวคิดทฤษฎีการปองกันปราบปรามอาชญากรรม ซ่ึงไดแก
ทฤษฎีการบังคับใชกฎหมาย ทฤษฎีการควบคุมทางสังคม ทฤษฎีชุมชนสัมพันธ ทฤษฎีการควบคุม
อาชญากรรมโดยสภาพแวดลอม ทฤษฎตี าํ รวจรบั ใชชมุ ชน ทฤษฎีหนา ตางแตก

ÇÇÔ ²Ñ ¹Ò¡Òâͧ·ÄÉ®ÍÕ ÒªÞÒÇ·Ô ÂÒ

การศึกษาดานอาชญาวิทยาเริ่มตนจากความไมเปนธรรมของการลงโทษผูท่ีกระทําผิด
ของคนในสงั คม ซึง่ ตามแนวคดิ เดิมมีความเช่ือวา อาชญากรรมเกดิ จากอํานาจช่วั ราย หรอื ภตู ผปี ศ าจ
ดังนั้นแนวความคิดเดิมจะเนนไปที่ความเช่ือทางไสยศาสตรเหนือธรรมชาติเปนหลัก ทําใหลักษณะ
ของการดําเนินการลงโทษเปนแบบรุนแรง นั่นคือการทรมานและการทําลายชีวิตตามอําเภอใจของ
ผูป กครอง เพ่ือเปนการทาํ ลายส่ิงชว่ั รา ยใหหมดไปจากสงั คม จากปญหาความโหดรายและไมเ ปน ธรรม
ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในสงั คม ทาํ ใหเ กดิ ความคดิ ทจ่ี ะปฏริ ปู ระบบกฎหมายซงึ่ อยบู นพน้ื ฐานของความเชอื่ ทวี่ า บคุ คล
กระทําความผิดดวยความสมัครใจและการลงโทษน้ัน ควรจะลงโทษใหเหมาะสมกับความรายแรง
ของอาชญากรรม ทั้งน้ีเพ่ือเปนการยับย้ังการกระทําความผิด โดยแนวคิดน้ีคือ แนวคิดของ
สาํ นกั อาชญาวทิ ยาดง้ั เดมิ (Classical school of criminology) ซง่ึ เปน แนวคดิ อาชญาวทิ ยายคุ แรกเรมิ่

ในยคุ ตอ มามกี ารปรบั ปรงุ แกไ ขทฤษฎยี คุ แรกเรม่ิ โดยใหม กี ารพจิ ารณาถงึ สภาวะของบคุ คล
และความสามารถของบุคคลในการคิดไตรตรอง ซึ่งสงผลทําใหเกิดกระบวนพิเศษสําหรับผูที่ขาด
ความสามารถในการคดิ ไตรต รอง เชน เดก็ และเยาวชน บคุ คลวกิ ลจรติ เปน ตน แนวคดิ ใหมน คี้ อื แนวคดิ
อาชญาวทิ ยาดงั้ เดิมแบบใหม (Neo-classical school of criminology)

หลังจากน้ันระบบความคิดดานอาชญาวิทยาก็ไดมีการเปล่ียนแปลงมาสูแนวคิดที่มีความเปน
วิทยาศาสตรมากย่ิงขึ้น โดยอาชญากรรมนั้นถูกมองวาไมไดเกิดขึ้นจากความสมัครใจของตัวบุคคล
แตเกิดจากปจจัยอื่นๆ ที่อยูนอกเหนือการควบคุมของบุคคล ซึ่งแนวคิดน้ีเปนของสํานักปฏิฐานนิยม
(Positive School of criminology) โดยแนวคดิ นี้เรม่ิ ตนจากการศกึ ษาปจ จยั ทางดานชีววิทยาท่ีเปน
สาเหตุใหคนมพี ฤติกรรมอาชญากรรม น่ันคือ คนบางคนเกดิ มาก็มลี กั ษณะทเ่ี ปนอาชญากรแลว เชน
การมรี ูปรา งหนาตาท่ีผดิ ปกติ ซงึ่ ลักษณะทางกายภาพน้คี นเหลานี้ไมสามารถท่จี ะเลอื กได จากนนั้ จงึ มี
การศึกษาสาเหตุของอาชญากรรมท่ีมาจากปจจัยทางดานความผิดปกติทางดานจิตใจ บุคลิกภาพ

๒๔

และสภาวะอารมณ ซ่ึงเกิดจากการพัฒนาการที่ผิดปกติทางดานจิตใจและอารมณ นอกจากนี้ตอมา
ยงั มกี ารศกึ ษาปจ จยั อนั เปน สาเหตขุ องอาชญากรรมอกี กลมุ หนง่ึ ซงึ่ มกี ารยอมรบั อยา งแพรห ลายจนถงึ
ปจ จบุ นั วา ปจ จยั ทางดา นสงั คมวทิ ยามผี ลตอ การเกดิ อาชญากรรม โดยปจ จยั ทางดา นสงั คมวทิ ยาเหลา นี้
ไดแ ก การอบรมเลย้ี งดู ลกั ษณะของครอบครวั เพอื่ น สถานะทางสงั คมและเศรษฐกจิ การศกึ ษา ลกั ษณะ
ทอี่ ยูอ าศัย เปนตน

ตอมาไดมีแนวคิดแนวใหมเกิดข้ึน โดยมุงเนนการอธิบายอาชญากรรมภายใตกรอบของ
ระบบเศรษฐกิจและการเมือง ซ่ึงประกอบไปดวย อํานาจ ผลประโยชน และความขัดแยงของกลุม
ตางๆ ในสังคม ซ่ึงแนวคิดเหลาน้ีเปนของสํานักอาชญาวิทยาสมัยใหม (Postmodern school of
criminology) นอกจากน้ียังมีแนวคิดในเชิงวิจารณแนวคิดของสํานักอาชญาวิทยาด้ังเดิม ซึ่งนําไปสู
แนวคดิ ทตี่ อ ตา นระบบการลงโทษหรอื การใชค วามรนุ แรงในการแกไ ขปญ หาอาชญากรรม ซงึ่ ถอื วา เปน
แนวคดิ สมยั ใหมแ ละมกั ถกู เรยี กวา Critical criminology โดยแนวคดิ เหลา นสี้ ง ผลตอ การเปลยี่ นแปลง
ในกระบวนการยุตธิ รรมทางอาญาในปจ จบุ นั

สาํ หรบั ในยคุ ปจ จบุ นั การศกึ ษาอาชญากรรมเปน การศกึ ษาดว ยวธิ กี ารผสมผสานการรวมเอา
ทฤษฎีตางๆ มารวมเขาดวยกันเพื่ออธิบายอาชญากรรม (Integrated theories) ซึ่งทําใหเกิด
ความเขา ใจในปรากฏการณอาชญากรรมรอบดา นและลึกซง้ึ มากย่ิงขน้ึ

¡ÒÃẋ§·ÄÉ®ÕÍÒªÞÒÇ·Ô ÂÒ

หากจะแบงทฤษฎีอาชญาวิทยาเปนกลุมใหญๆ โดยใชหลักอางอิงถึงสาเหตุของการเกิด
อาชญากรรมสามารถแบง ออกเปน ๓ กลุม ดังนี้

๑. กลุมทฤษฎีอาชญาวิทยาท่ีเชื่อวาบุคคลเลือกท่ีจะกออาชญากรรม กลุมทฤษฎีนี้
มองวา มนษุ ยม คี วามคดิ มเี หตผุ ลในการทจี่ ะตดั สนิ ใจทจี่ ะลงมอื กระทาํ ผดิ โดยปราศจากสงิ่ บงั คบั ทง้ั จาก
ภายนอกและภายใน โดยคํานึงถึงผลที่จะตามมาภายหลัง ดังนั้นมนุษยจึงมีความอิสระในการเลือก
หรือกาํ หนดพฤตกิ รรมของตนเอง ทฤษฎีกลุมนี้ ไดแ ก สํานกั อาชญาวทิ ยาด้งั เดิม (Classical school
of criminology) ซงึ่ มที ฤษฎที ถี่ กู พฒั นาขน้ึ มาจากแนวคดิ น้ี คอื ทฤษฎกี ารยบั ยงั้ ปอ งกนั (Deterrence
theory) ทฤษฎกี ารเลือกอยา งมีเหตผุ ล (Rational choice theory) และทฤษฎีปกติวิสยั (Routine
activity theory)

๒. กลมุ ทฤษฎอี าชญาวทิ ยาทเ่ี ชอ่ื วา อาชญากรถกู บงั คบั ใหก ระทาํ ผดิ กลมุ ทฤษฎนี เี้ ชอื่ วา
มนุษยมีพฤติกรรมซึ่งถูกกําหนดโดยปจจัยท่ีอยูนอกเหนือการควบคุมของมนุษย แนวคิดน้ีคือ
สํานกั อาชญาวิทยาปฏิฐานนิยม (Positive school of criminology) ซง่ึ สามารถจําแนกตามปจ จยั
เปนกลุมยอยได ๓ กลุม คือ กลุมทฤษฎีที่กลาวถึงปจจัยอาชญากรรมทางดานกายภาพและชีวภาพ
(Biological theories of crime) กลุมทฤษฎีท่ีกลาวถึงปจจัยอาชญากรรมทางดานจิตวิทยา
(Psychological theories of crime) และกลมุ ทฤษฎที กี่ ลา วถงึ ปจ จยั อาชญากรรมดา นสภาพแวดลอ ม

๒๕

ทางสังคม (Sociological theories of crime) ดังนั้นปจจัยตางๆ เหลาน้ีซ่ึงอยูเหนือการควบคุม
ของมนุษยเปนตัวกาํ หนดพฤติกรรมมนุษย

๓. กลมุ ทฤษฎอี าชญาวทิ ยาทเี่ ชอื่ วา กฎหมายกาํ หนดใหพ ฤตกิ รรมอาชญากรรมเปน ความผดิ
กลุมทฤษฎีน้ีเช่ือวาพฤติกรรมของมนุษยไมไดเปนพฤติกรรมอาชญากรรม หากกฎหมายไมไดกําหนด
ใหพฤติกรรมนั้นเปนอาชญากรรม ดังน้ันพฤติกรรมที่ฝาฝนกฎหมายจึงเปนอาชญากรรม
สวนพฤติกรรมใดที่ไมขัดตอกฎหมายก็ไมถือวาเปนอาชญากรรม โดยกฎหมายจะกําหนดใหเฉพาะ
พฤติกรรมท่ีมีภัยตอผลประโยชนของกลุมคนท่ีมีอํานาจในการออกกฎหมาย ซึ่งทฤษฎีกลุมนี้
เปน แนวคดิ อาชญาวทิ ยาแนวใหม (Post-modern/radical/critical/criminology) โดยทฤษฎใี นกลมุ นี้
ประกอบดวย ทฤษฎีขัดแยง (Conflict theory) ทฤษฎีมารคซิสท (Marxist theory) ทฤษฎี
นโี อมารค ซสิ ท (Neo-marxist theory) ทฤษฎภี าพลกั ษณข องสตรี (Feminist theory) ทฤษฎฝี า ยซา ย
(Left realism theory) และทฤษฎีการสรา งสนั ติภาพ (Peace-making theory)

ตํารวจเปนผูมีหนาท่ีโดยตรงในการปองกันอาชญากรรม องคกรตํารวจของทุกประเทศ
มักจะใหความสําคัญในการปองกันอาชญากรรมเปนอันดับแรก โดยยึดหลักที่วา “การปองกันมิให
อาชญากรรมเกิดข้นึ ดีกวาการปราบปรามเมอ่ื เกดิ อาชญากรรมข้นึ แลว” ยอ มกอใหเกิดความเสยี หาย
ตอ ชีวติ หรือทรัพยส นิ ถงึ แมจ ะปราบปรามดว ยการจับกมุ ผกู ระทําผดิ ตามความเสยี หายดังกลา วก็มไิ ด
รบั การทดแทนหรอื ชดใชใ หก ลบั คนื มาดงั เดมิ เซอร โรเบริ ต พลี (Sir Robert Peel) บดิ าของการตาํ รวจ
ยคุ ใหม ผูกอ ต้งั กรมนครบาลแหง ลอนดอนขนึ้ เม่อื ค.ศ.๑๘๒๙ ไดกลา ววา “การปองกันอาชญากรรม
งานหลักของตํารวจ ซงึ่ มีความสําคัญกวา การสืบสวนสอบสวน จบั กมุ หรอื ลงโทษผกู ระทาํ ผดิ ”

สาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ ไดว างหลกั เกณฑใ นเรอื่ งการปอ งกนั และปราบปรามอาชญากรรม
ไวตามประมวลระเบียบการตาํ รวจไมเกี่ยวกบั คดีลกั ษณะ ๒๔ บทท่ี ๑ ขอ ๑ วา

การปองกันมิใหอาชญากรรมเกิดขึ้นไดนั้น ยอมดีกวาการที่จะปลอยใหมีเกิดข้ึนเสียกอน
แลวจึงคอยระงับปราบปราม เพราะเมือ่ เกิดขน้ึ แลวยอ มทําความเสียหายแกป ระชาชนและแกร ัฐ

การปราบปรามเปนเพียงการบรรเทาผลรายหรือลดความเสียหายลงบางเพียงบางสวน
เทานนั้ แมจะไดผลดบี างรายแตความเสียหายก็ไดเกิดขึ้นเสยี กอ นแลว

ในการปองกันอาชญากรรม ไดมีนักคิด นักทฤษฎี นักวิชาการ ตลอดจนผูรูหลายทาน
หลายสํานัก พยายามสรางหรือใหความคิดเห็นในเรื่องวิธีการ มาตรการ หรือแนวทางในการปองกัน
อาชญากรรมมิใหเกิดข้ึนหรือลดปริมาณการเกิดอาชญากรรมในสังคมใหนอยลง เพื่อความสงบสุข
ของประชาชน โดยไดน าํ เอาทฤษฎีการปอ งกันอาชญากรรมตางๆ มาเปนแนวทางในการใหเจา หนา ที่
ผูรักษาความสงบเรียบรอยซึ่งก็คือ ตํารวจนําไปใชในการปองกันอาชญากรรมบังเกิดผลเปนรูปธรรม
ข้นึ มา อนั จะนํามากลาวตอไป ดงั น้ี

๒๖

·ÄÉ®¡Õ Òû͇ §¡Ñ¹»ÃÒº»ÃÒÁÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ

การปองกันอาชญากรรมเปนภารกิจของตํารวจ โดยมีวัตถุประสงคเพ่ือเปนการควบคุม
อาชญากรรมและรกั ษาความสงบเรยี บรอ ย การปอ งกนั เปน ยทุ ธวธิ ใี นเชงิ รกุ ของตาํ รวจตามหลกั ทฤษฎี
การปอ งกนั อาชญากรรม ไดม ีการศึกษาคน ควา ไวหลายทฤษฎี ซงึ่ พอจะสรุปได ๖ ทฤษฎี คือ

ñ. ·ÄÉ®¡Õ Òú§Ñ ¤ºÑ 㪌¡®ËÁÒ (Enforcement Approach) สาระสําคญั ของทฤษฎีน้ี
พอสรุปไดวาการปรากฏตัวของตํารวจยอมมีผลในการยับยั้งผูที่มีแนวโนมจะประกอบอาชญากรรม
เพราะความเกรงกลวั การถกู จบั กมุ ฉะนนั้ ตาํ รวจสายตรวจจงึ ตอ งแตง เครอ่ื งแบบและรถวทิ ยสุ ายตรวจ
จึงควรมีลักษณะเดนชัดเห็นไดงาย เพ่ือเปนการขมขวัญยับยั้งอาชญากรที่คิดจะกออาชญากรรม
นอกจากน้ีการตรวจทองท่ีโดยสม่ําเสมอตอเน่ือง จะทําใหสมาชิกในชุมชนเกิดความรูสึกวามีตํารวจ
อยูท่ัวไปทุกหนทุกแหง ดวยเหตุผลนี้ตามแนวทฤษฎีบังคับใชกฎหมาย การปรากฏตัวของตํารวจและ
การกระจายกําลังตํารวจใหครอบคลุมทั่วทั้งชุมชน จะชวยปองกันอาชญากรรม โดยลดชองโอกาส
สําหรับผูที่ตั้งใจจะละเมิดกฎหมาย อน่ึง งานตรวจทองที่ของตํารวจมีลักษณะเปนไดท้ังงานประจํา
และงานเฉพาะกิจในลักษณะงานประจํา ตํารวจสายตรวจมักไดรับการกําหนดพ้ืนท่ีรับผิดชอบในการ
ปองกนั อาชญากรรมและระงบั เหตรุ ายภายในระยะเวลาแตล ะผลดั ท่ปี ฏบิ ตั ิหนาที่ สว นในลกั ษณะงาน
เฉพาะกิจน้ัน ตํารวจสายตรวจในทุกพ้ืนท่ีคือกําลังหลักท่ีพรอมจะรวมตัวในทันทีท่ีไดรับคําสั่งจาก
ศนู ยบ ัญชาการ เพ่ือปฏบิ ตั ิงานเฉพาะกิจเรง ดวน

ò. ·ÄɮաÒäǺ¤ØÁ·Ò§Êѧ¤Á (Social Bond Theory) ทฤษฎีนี้เปนการกลาวถึง
การควบคุมมิใหเกิดอาชญากรรม โดยไดรับอิทธิพลจากสังคมโดยธรรมชาติคนทุกคนยอมตองการ
การยอมรับจากสังคมท่ีเราคบหาสมาคมดวยและก็เปนความตองการของมนุษยอีกอยางหน่ึงดวย
อีกประการหนงึ่ ทุกสงั คมยอมตองมบี รรทดั ฐานของสงั คมนน้ั ๆ

บรรทดั ฐาน คือ กฎปฏิบตั ทิ ีใ่ ชกันในสังคม ซึ่งกาํ หนดวาส่ิงใดควรทําและสง่ิ ใดไมควรทาํ
บรรทัดฐานเปนตวั กาํ หนดวธิ ีการและแบบการดาํ เนินชีวติ ใหคนปฏิบัตติ าม

บรรทดั ฐาน คา นิยม จารตี ประเพณี ลวนเปน สง่ิ ที่สงั คมสรางขนึ้ จึงเปรยี บเสมือนกรอบ
ที่จะควบคุมพฤติกรรมของบุคคลไมใหมีพฤติกรรมเบ่ียงเบน ดังน้ันคนท่ีมีความผูกพันเก่ียวของยึดติด
กฎเกณฑข องสังคมกจ็ ะสามารถควบคุมการกระทําของตวั เองไดด กี วาคนทไ่ี มส นใจหรือหา งเหินสังคม

แนวความคดิ นเ้ี กดิ จากความคดิ ของนกั สงั คมวทิ ยาชอ่ื ทราวสิ เฮอรส ชิ (Travis Hirschi)
เขาศกึ ษาวจิ ยั ไดแ นวคดิ ในประเดน็ ทวี่ า “ทาํ ไมคนเราถงึ กระทาํ ความผดิ ” และการตอบคาํ ถามวา “ทาํ ไม
พวกเขาจึงไมท ําความผิด” นคี่ ือสาระสําคญั ของทฤษฎนี ี้

ทฤษฎกี ารควบคมุ ทางสงั คมไดเ รม่ิ เปน ทแี่ พรห ลายระหวา งป ค.ศ.๑๙๖๐ – ๑๙๗๐ เฮอรส ชิ
ไดเ สนอวา “พฤตกิ รรมอาชญากรรมเปน ผลมาจากพนั ธะของบคุ คลทม่ี ตี อ สถาบนั ทางสงั คมแบบออ นแอ
เขาไดแบง พนั ธะทางสงั คมหรือส่งิ ยึดเหน่ียวทางสงั คม (Social Bond) ออกเปน ๔ อยาง

๒๗

ÊÔè§ÂÖ´à˹ÕèÂÇ·Ò§Êѧ¤ÁÁÕÅѡɳФŌÒÂà¡ÅÕÂÇàª×Í¡·ÕèÂÖ´à˹èÕÂÇÂѺÂÑé§äÇŒ ÊèÔ§ÂÖ´à˹èÕÂÇ
·ÇèÕ ‹Ò¹éÕ ¤×Í

๑. ความรสู กึ ผกู พนั (Attachment) หมายถงึ การทบ่ี คุ คลมคี วามผกู พนั รกั ใครก บั บคุ คลอน่ื
ความรูสึกผูกพันเปนระดับทางจิตใจของแตละคน แหลงของความรูสึกผูกพันที่มีอิทธิพลในการ
ยับย้ังควบคุมใจมาจากบุคคล ๓ ฝาย คือ บิดามารดา ครูอาจารย และเพ่ือนท่ีคบหาสมาคมดวย
บุคคลเหลานี้ลวนเปนผูใกลชิดจึงผูกพันกัน ผลจากการถายทอดทัศนคติ ความรูสึกผิดชอบช่ัวดี
โดยคาํ นึงถึงศลี ธรรมจะชวยฉุดดึงคนเราไมใ หก ระทําความผิด

๒. ขอผูกมัด (Commitment) หมายถึง การท่ีบุคคลมีความเก่ียวพันท่ีจะตองปฏิบัติ
ตามกฎระเบียบ ขอ บงั คับ วนิ ยั จรรยาบรรณและกติกา แบบแผนของสังคมหรือขององคก ร ตลอดจน
สถาบนั การทบ่ี คุ คลถกู ผกู มดั กบั การดาํ เนนิ ชวี ติ ในการศกึ ษาและการประกอบอาชพี เพอื่ จะไดป ระสบ
ความสาํ เรจ็ ในชวี ติ อยรู ว มกบั บคุ คลอนื่ ในสงั คม พจิ ารณาไดว า ถา เขาปฏบิ ตั ติ ามระเบยี บกฎเกณฑข อง
สงั คมแลว เขาจะไดอ ะไร อธบิ ายไดว า ถาเขาทําเขาจะไดรบั ประโยชน ประโยชนน้เี ทากบั เปนแรงเสรมิ
กระตุนใหเ ขามีพฤติกรรมเชน น้ี อีกประโยชนท ี่ไดรบั ตอ งเหน็ อยา งชัดเจนดว ยตัวของเขาเอง แตถาเขา
ไมไดรับประโยชนเขาก็จะงดเวนไมปฏิบัติสิ่งน้ัน แสดงใหเห็นวาความยึดมั่นผูกพันน้ันขึ้นอยูกับความ
พอใจของคนแตละคน

๓. ความเกยี่ วขอ ง (Involvement) หมายถงึ การมสี ว นเขา รว มกจิ กรรมตา งๆ ของสงั คม
การมกี จิ กรรมเปน การใชเ วลาวา ง ทมุ เท หมกมนุ และรว มคดิ ตอ สง่ิ หนงึ่ สง่ิ ใด ถา คนเรามกี จิ กรรมรว มกบั
คนอืน่ เปน กลุม เปน คณะ เชน ชมรมกฬี าเทนนิส ปงปอง หรอื นนั ทนาการอยางใดอยางหน่งึ กิจกรรม
เหลาน้ีลวนเปนการสรางสรรค การมีกิจกรรมรวมกันยอมตองมีการพบปะสังสรรคระหวางหมูสมาชิก
รว มคดิ รว มกระทาํ เกดิ ประโยชนเ ปน ไปตามบรรทดั ฐานของสงั คม พวกเขากจ็ ะไมม เี วลาทจ่ี ะไปกระทาํ
ความผิดและคดิ ทีจ่ ะไปกระทาํ ความผดิ

๔. ความเชอ่ื (Belief) หมายถึง ภาวะจิตใจระดับของความเชื่อถือท่บี คุ คลมตี อ คานยิ ม
และบรรทดั ฐานของสงั คม กลา วคอื คนแตล ะคนจะมคี วามเชอื่ โดยใหค วามสาํ คญั และระดบั แตกตา งกนั
“ความเชอื่ ” จะเปน สงิ่ ควบคมุ จติ ใจยดึ เหนย่ี วไวไ มใ หก ระทาํ ความผดิ เฮอรส ชิ เสนอขอ คดิ วา การกระทาํ
ความผิดมิไดเปนผลมาจากการมีความเช่ือ แตการกระทําความผิดมีแนวโนมท่ีจะเกิดขึ้นได ถาขาด
ความเช่อื ทหี่ า มกระทําความผิด

ó. ·ÄɮժØÁª¹ÊÑÁ¾Ñ¹¸ (Community Relation Approach) แมแนวทางทฤษฎี
การบงั คบั ใชก ฎหมายจะไดร บั การพัฒนาอยา งมากในชว งตนและกลางศตวรรษท่ี ๒๐ ก็ตาม แตตอ มา
ความนยิ มในมาตรการและทฤษฎกี ารบงั คบั ใชก ฎหมายคอ ยๆ เสอ่ื มคลายลง การปอ งกนั อาชญากรรม
ในอีกลักษณะหนึ่งกลับไดรับความสนใจสูงข้ึนและมีทีทาวาอาจเขามาแทนที่แนวทฤษฎีการบังคับใช
กฎหมาย แนวทฤษฎนี คี้ อื แนวทฤษฎชี มุ ชนสมั พนั ธ (Community Relation Approach) ซง่ึ มรี ากฐาน
มาจากแนวความคิดและผลการวิจัยของนักอาชญาวิทยากลุมชิคาโกหรือบางคร้ังเปนท่ีรูจักกันในนาม

๒๘

ของสํานักนเิ วศวิทยา สํานกั นี้อยภู ายใตก ารนาํ ของ โรเบริ ต อี พารค (Robert E.Park) โดย Park
ไดพยายามจูงใจใหนักอาชญาวิทยาทั้งหลายเห็นความสําคัญของปจจัยตางๆ ในสภาพแวดลอมของ
เมืองที่มีผลกระทบตอพฤติกรรมอาชญากร

ผลการคน ควา วจิ ยั ของนกั อาชญาวทิ ยากลมุ ชคิ าโกสรปุ ไดว า อาชญากรรมเปน ปรากฏการณ
ถาวรตามลักษณะทองท่ี บริเวณใดเกิดอาชญากรรมข้ึนบอยคร้ังก็คงจะเกิดขึ้นซํ้าแลวซํ้าอีกอยูเชนน้ัน
อนึ่ง แหลงเส่ือมโทรมบางแหง แมผูอยูอาศัยจะสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปตามกาลเวลา โดยบุคคล
ตางเช้ือชาติ ตางศาสนากันก็ตาม สถิติอาชญากรรมในพื้นท่ีดังกลาวก็ยังคงสูงเชนเดิม อยางไรก็ดี
นักอาชญาวทิ ยากลมุ ชิคาโกไมไดกลา ววา บรเิ วณพืน้ ทค่ี ือสาเหตขุ องอาชญากรรม แตปจ จยั ท่ีสง เสริม
อาชญากรรมนาจะแอบแฝงอยูสภาพแวดลอมดังกลาว เพราะพื้นที่ท่ีมีอาชญากรรมสูงนั้น มีความ
แตกตางไปจากพนื้ ทที่ ่ีมอี าชญากรรมต่ํา ท้ังในสภาวะทางกายภาพทางเศรษฐกจิ และสงั คม

กลมุ ชคิ าโกจงึ สรปุ วา การขาดระเบยี บของสงั คม (Social Disorganization) อนั สบื เนอื่ ง
มาจากการเปลยี่ นแปลงสภาพของชมุ ชน ในยคุ กอ นความเจรญิ ทางอตุ สาหกรรมเขา สยู คุ อตุ สาหกรรม
นํามาซ่ึงปญหาอาชญากรรมและปญหาสังคมอ่ืนๆ กลาวอีกนัยหนึ่ง การขาดระเบียบของสังคม
ซงึ่ ตามแนวทฤษฎขี องกลมุ ชคิ าโก จดั เปน สาเหตเุ บอื้ งตน ของอาชญากรรม หมายถงึ สภาวะแตกสลาย
ของกลไกทางสังคมทีม่ หี นา ทีค่ ้ําจนุ ความสมั พนั ธระหวางบุคคล ความรว มแรงรวมใจและขวัญกาํ ลงั ใจ
ของสมาชิกในสงั คม

ดงั นน้ั หลกั ของแนวทฤษฎชี มุ ชนสมั พนั ธเ พอื่ ปอ งกนั อาชญากรรมกค็ อื การจดั สภาพทวั่ ไป
ไมว า ในระดบั เมอื ง ชมุ ชน หรอื ละแวกบา น ในลกั ษณะเสรมิ สรา งความสมั พนั ธร ะหวา งบคุ คล งา ยตอ การ
ควบคมุ ตรวจตราโดยไมละเมดิ สทิ ธิเสรีภาพสว นบุคคล รวมทง้ั มงุ สนับสนนุ สง เสริมใหสมาชกิ ในชมุ ชน
มีสวนรวมในการปองกันชีวิตและทรัพยสินท้ังของตนเองและบุคคลอ่ืนใหปลอดภัยจากอาชญากรรม
อยางไรก็ดีแนวทฤษฎีนี้ไมไดมองขามบทบาทของตํารวจในสวนท่ีเก่ียวของกับปญหาอาชญากรรม
แตไ ดเ สนอแนะใหม กี ารปรบั บทบาทใหมข องตาํ รวจทอ งทที่ ง้ั หมดตามแนวทฤษฎชี มุ ชนสมั พนั ธ ตาํ รวจ
จะมบี ทบาทเปน ฝา ยวางแผน สนบั สนนุ และใหค าํ ปรกึ ษาแกช มุ ชนในการปอ งกนั อาชญากรรม ตาํ รวจ
ไมม สี ภาพเปนผรู ับผดิ ชอบหลกั ในการปองกนั อาชญากรรมอกี ตอ ไป

ทฤษฎนี ้ีไดกาํ หนดแนวทางตํารวจชุมชนสัมพันธข้ึน ซง่ึ เปนกระบวนการใหตํารวจทงั้ หมด
หันเหพฤติกรรมไปสูการมีปฏิสัมพันธกับสภาพแวดลอม เพ่ือจะไดรับการสนับสนุนจากประชาชน
และสภาพแวดลอมภายนอกองคกร ในลักษณะที่จะเอื้ออํานวยตอการบรรลุถึงวัตถุประสงค
และเปา ประสงคหลักขององคกรตํารวจ

¹âºÒÂáÅСÒÃÇÒ§á¼¹¾Ñ²¹Òà¨ÒŒ ˹ŒÒ·Õèตาํ ÃǨªÁØ ª¹ÊÁÑ ¾¹Ñ ¸
¹âºÒ (Policy) หมายถงึ แนวทางหรอื กรอบทก่ี าํ หนดไวล ว งหนา เปน ทศิ ทางสาํ หรบั
การตัดสนิ ใจในการดาํ เนินงานใหบ รรลวุ ตั ถุประสงคท่กี าํ หนดไว

๒๙

¡ÒÃÇÒ§á¼¹ (Planning) หมายถงึ กระบวนการพจิ ารณาลว งหนา ในอนาคต จะทาํ อะไร
อยางไร ใหใครทํา ทําไมจึงทํา ทําที่ไหน เม่ือใด ใหสามารถบรรลุเปาหมาย วัตถุประสงคท่ีวางไว
อาศัยการดาํ เนินงานอยางเปน ระบบ มีประสทิ ธิภาพ ผลผลิตไดจ ากการวางแผน

นโยบายและการวางแผนการพฒั นาเจา หนา ทต่ี าํ รวจชมุ ชนสมั พนั ธ หมายถงึ กระบวนการ
ดําเนินกิจกรรมตางๆ อยางมีกลยุทธ โดยใชศาสตรและศิลปในการนําทรัพยากรทางการบริหาร
รวมถึงปจจัยแวดลอมตา งๆ มาประกอบกันตามกระบวนการบริหาร ไดแก การวางแผน (Planning)
การจดั การ (Management) การจดั คนเขา ทาํ งาน (Staffing) การสง่ั การ (Directing) และการควบคมุ
(Controlling) เพื่อแกปญหาและดําเนินการใหบรรลุเปาหมายที่กําหนดไวอยางมีประสิทธิภาพ
และประสิทธิผล ทั้งน้ตี องอาศยั หลักความรวมมือและการทาํ งานเปนทมี

ʋǹ»ÃСͺ¢Í§§Ò¹ªÁØ ª¹ÊÑÁ¾¹Ñ ¸
๑. การประชาสมั พนั ธ
๒. การใหบริการชมุ ชน
๓. การเขาไปมีสว นรวมในกิจกรรมตา งๆ ในชุมชน
¢¹Ñé μ͹¡ÒÃดาํ à¹¹Ô §Ò¹ªÁØ ª¹ÊÑÁ¾Ñ¹¸
๑. การพบปะเยีย่ มเยยี นและรวมกิจกรรม
๒. การศกึ ษาและวิเคราะหส ภาพปญหาชุมชน
๓. การประชุมวางแผนรวมกับผูนาํ ชมุ ชนและประชาชน
๔. การเตรยี มการจัดระบบงานและประเมนิ ความพรอม
๕. การแนะนาํ ใหค วามรเู ก่ียวกับการปองกันตนเองและชุมชน
๖. การจัดระบบประสานความรว มมือระหวางตาํ รวจกบั ประชาชน
๗. การตดิ ตามประเมินผลและปรบั ปรุงแกไข
ทฤษฎีนี้มีการใชวิธีการติดตอสื่อสารระหวางตํารวจกับประชาชน มีลักษณะสองทาง
(Two Way) ซง่ึ แตกตา งจากการประชาสมั พนั ธ ภายใตท ฤษฎกี ารบงั คบั ใชก ฎหมาย ซง่ึ เปน การสอื่ สาร
จากตํารวจสูประชาชน แตในการติดตอส่ือสารในลักษณะสองทางน้ัน อยูท่ีวาตํารวจไมควรเปนผูพูด
ฝายเดียวหรือใหขอมูลฝายเดียว แตควรเปนผูรับฟงขาวสารและขอมูลดวย จุดมุงหมายของตํารวจ
ชุมชนสัมพนั ธ ไดแ ก
- เพอ่ื สง เสรมิ ความรว มแรงรว มใจ ระหวา งตาํ รวจและประชาชนในการปอ งกนั อาชญากรรม
- เพื่ออุปถัมภและปรับปรุงการติดตอส่ือสารและความเขาใจรวมกัน ระหวางตํารวจ
และชุมชนทั้งหมด
- เพอื่ พฒั นาการศกึ ษาในลกั ษณะวชิ าชพี รว มกนั ในการกาํ หนดแนวทางแกไ ขปญ หาชมุ ชน
- เนนหลกั การทีว่ า การบริหารงานยตุ ิธรรม คือ ความรับผดิ ชอบของชุมชนทั้งชุมชน
- เพือ่ ขยายความรว มมือระหวา งตาํ รวจกับอยั การ ศาลและราชทณั ฑ

๓๐

- เพอื่ ชว ยเหลอื ตาํ รวจและผนู าํ ชมุ ชนในการทาํ ความเขา ใจเกย่ี วกบั ธรรมชาตแิ ละสาเหตุ
ของปญหาสลับซับซอ นในความสัมพนั ธระหวางสมาชกิ ในสังคม

- เพื่อเพิ่มการดําเนินงานดานใหความคุมครองแกประชาชนโดยเทาเทียมกันภายใต
กฎหมาย

ô. ·ÄÉ®¡Õ ÒäǺ¤ØÁÍÒªÞÒ¡ÃÃÁâ´ÂÊÀÒ¾áÇ´ÅŒÍÁ (Theory of Crime Control
Through Environmental Design : CED) เมอื่ ประมาณ ๑๘๐๐ ปก อ นครสิ ตกาล ไดป รากฏหลกั ฐาน
ตามประมวลกฎหมายฮัมมูราบี (Hammurabi’s Code) ไดบญั ญตั วิ า “ผูใดกอสรา งเคหสถานสาํ หรับ
บคุ คลอยอู าศยั มลี กั ษณะไมม น่ั คงแขง็ แรงและเคหสถานทส่ี รา งเกดิ พงั ทลายลงเปน สาเหตใุ หเ จา ของบา น
ถึงแกค วามตาย ผกู อสรางนน้ั ตอ งระวางโทษประหารชวี ติ ” ประมวลกฎหมายนี้ถือไดวาเปน ตนกาํ เนดิ
ของการปอ งกนั อาชญากรรมจากสภาพแวดลอม”

นักวิชาการสวนใหญในปจจุบัน ซึ่งมุงความสนใจศึกษาการปองกันอาชญากรรมตางมี
ความเชื่อวา แนวทฤษฎีชุมชนสัมพันธ จะสามารถแทนท่ีแนวทฤษฎีการบังคับใชกฎหมายไดท้ังหมด
หรือเกือบทั้งหมด ดังเชน Bayley ไดกลาววา “การใชสายตรวจ การเรงถึงสถานที่เกิดเหตุโดยเร็ว
และการสอบถามผูตองสงสัยตามถนน ไมอาจใชเปนมาตรการสําหรับปองกันอาชญากรรมไดอยาง
เหมาะสม..ในลักษณะที่เปนข้ันตอนการปฏิบัติสําหรับบุคลากรตํารวจ มาตรการเหลานี้ใหผล
ไมคุมคาตอการลงทุน” คํากลาวของ Bayley ยอมเปนดัชนีบงบอกถึงความพยายามท่ีจะหักลาง
แนวทฤษฎบี งั คบั ใชก ฎหมาย แตย งั เปน ความคดิ ทคี่ ลาดเคลอ่ื นไปจากผลทป่ี รากฏจากการวจิ ยั ในปจ จบุ นั
เพราะในความเปนจริงมาตรการหลายประเภทภายใตแนวทฤษฎีบังคับใชกฎหมายยังคงมีประโยชน
ถา ปรบั ใชใ หเ หมาะสมกบั สถานการณ แทนทจี่ ะยกเลกิ และนาํ มาตรการภายใตแ นวทฤษฎชี มุ ชนสมั พนั ธ
มาประยกุ ตใ ชใ หมท ง้ั หมด ดงั นน้ั แนวทฤษฎที ส่ี ามจงึ เกดิ ขนึ้ โดยใชช อ่ื วา “ทฤษฎกี ารควบคมุ อาชญากรรม
โดยสภาพแวดลอ ม (Theory of Crime Control Through Environmental Design : CED)” หรือ
ใชอ ักษรยอวา “ทฤษฎี ค.อ.ส.”

ทฤษฎี ค.อ.ส. มีลักษณะเปนแนวความคิดรวมระหวางทฤษฎีบังคับใชกฎหมาย ซ่ึงเปน
แนวความคดิ รเิ รม่ิ กบั ทฤษฎชี มุ ชนสมั พนั ธ ซงึ่ เปน แนวความคดิ แยง ทฤษฎี ค.อ.ส. เสนอวา แนวทฤษฎี
ท้ังสองตางมีคุณประโยชนทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ แตในสถานการณและสภาพพื้นที่ที่ตางกัน
จึงสมควรท่ีจะนํากรอบทฤษฎีและมาตรการภายใตแนวทฤษฎีท้ังสองนี้มาประยุกตใชใหเกิดประโยชน
เกื้อกูลกนั แทนท่จี ะหกั ลางหรือโจมตีซึ่งกนั และกัน นอกจากทฤษฎี ค.อ.ส. จะมุงประสานแนวทฤษฎี
ท้งั สองแลว กย็ งั มงุ พฒั นาบททฤษฎีสําหรับอธิบายปรากฏการณเกีย่ วกับพฤติกรรมอาชญากร ซง่ึ เปน
ความพยายามทจ่ี ะเช่ือมโยงอาชญาวทิ ยาเขา กบั สาขาพฤติกรรมศาสตรท ั่วไป

หัวใจสําคัญของ ค.อ.ส. คือ ปรับสภาพแวดลอมและใชประโยชนจากสภาพแวดลอม
ในการลดโอกาสการกออาชญากรรมและชวยทําใหสภาพแวดลอมดูปลอดภัยไมนากลัว หลักการ
หรือกลยทุ ธของ ค.อ.ส. มี ๔ หลกั การ คอื

๓๑

ก. เฝา ระวังโดยธรรมชาติ (Natural surveillance)
ข. ควบคมุ การเขาออกโดยธรรมชาติ (Natural access control)
ค. การแบงพ้ืนท่ใี หชัดเจน (Territorial reinforcement)
ง. บริหารจัดการ (Maintenance & Management)
กลยุทธน้ีเนนการใชสภาพแวดลอมที่มีอยูใหเกิดประโยชนในทางท่ีทําใหคนรายรูสึกวา
เปน เขตหวงหามและถกู เฝา ระวังอยู จึงไมกลา เส่ยี งกระทาํ ผิด
สรุปคือ ค.อ.ส. เพิม่ การพง่ึ พาความปลอดภัยโดยธรรมชาติ (Natural Security) และ
ลดการพง่ึ พาความปลอดภยั โดยอุปกรณอ ิเลก็ ทรอนิกส (Electronic Security)
¡ÒèѴÊÀÒ¾áÇ´ÅŒÍÁà¾×è͢Ѵ¢ÇÒ§¡ÒÃÅÐàÁÔ´¡®ËÁÒ ÊÒÁÒö᡾ԨÒóÒ䴌໚¹
ò ÁμÔ Ô ¤Í× ÊÀÒ¾áÇ´ÅÍŒ Áû٠¸ÃÃÁáÅÐÊÀÒ¾áÇ´ÅÍŒ Á¹ÒÁ¸ÃÃÁ
ÊÀÒ¾áÇ´ÅŒÍÁÃÙ»¸ÃÃÁ หมายถึง สภาพแวดลอมรอบบุคคลท่ีมีรูปรางตัวตนสัมผัสได
และสามารถนํามาใชประโยชนในการลดชองโอกาสของการประกอบอาชญากรรมได
สภาพแวดลอมดังกลาวสามารถแบงตามลักษณะการเขาครอบครองของบุคคลหรือกลุมบุคคลได
๓ ประการ คอื พน้ื ทป่ี ฐมภมู ิ (Primary Space) พน้ื ทท่ี ตุ ยิ ภมู ิ (Secondary Space) และพนื้ ทส่ี าธารณะ
(Public Space)
¾é×¹·èÕ»°ÁÀÙÁÔ (Primary Space) หมายความถึง อาณาบริเวณซึ่งครอบครองและใช
ประโยชนโดยบุคคลหรือกลุมบุคคลจํานวนจํากัด รวมทั้งสามารถควบคุมพื้นที่ดังกลาวไดในลักษณะ
ถาวร ตัวอยางเชน บานพักอาศัย เปนตน พื้นท่ีดังกลาว เอกลักษณความเปนเจาของปรากฏ
โดยเดนชัด การผานเขาออกโดยสาธารณชนไมอาจกระทําได เวนแตจะไดรับอนุญาต
จากผเู ปนเจาของกอ น
¾¹×é ·Õè·μØ ÔÂÀÁÙ Ô (Secondary Space) หมายความถึง อาณาบริเวณซงึ่ บุคคลหรอื กลมุ บุคคล
สามารถแสดงสิทธิการครอบครองพ้ืนที่ รวมทั้งควบคุมการใชประโยชนพ้ืนที่ของบุคคลแปลกหนาได
ในระดับใดระดับหน่ึง แมจะไมเทาเทียมกับพ้ืนที่ปฐมภูมิก็ตาม กลาวอีกนัยหน่ึง พื้นท่ีทุติยภูมิ
จัดเปน เขตพนื้ ทเ่ี ชอ่ื มตอ ระหวางพื้นท่ีปฐมภมู กิ บั พน้ื ที่สาธารณะ ตัวอยา งเชน ถนนในหมูบานจดั สรร
ตรอกซอยยานท่ีอยูอาศัย ทางเดินหนาหองพักตามแฟลต เปนตน พื้นท่ีดังกลาวนี้มีความสําคัญย่ิง
ในการปอ งกนั อาชญากรรมจากการจดั สภาพแวดลอ มรปู ธรรม โดยการจาํ กดั การสญั จรไปมาอยา งเสรี
การใชพ ้ืนที่ทุติยภมู ิของบุคคลแปลกหนา อยา งนอยตองอยูในสายตาของผอู ยอู าศยั ซึ่งเปรียบเสมือน
เจา ของพ้นื ท่รี วมกนั
¾é×¹·ÕèÊÒ¸ÒóР(Public Space) หมายความถึง อาณาบริเวณซ่ึงบุคคลโดยท่ัวไป
สามารถทจ่ี ะเขา ไปไดโ ดยชอบธรรมหรอื สามารถใชใ นการสญั จรไปมาไดโ ดยอสิ ระ ภายใตข อบเขตของ
กฎระเบยี บทก่ี าํ หนดไว ตัวอยา งเชน สวนสาธารณะ สถานีรถไฟ โรงพยาบาล เปน ตน พืน้ ทส่ี าธารณะ
จงึ ไมอยูใ นความควบคุมของบคุ คลใดหรือกลมุ ใดโดยเฉพาะ

๓๒

การจัดสภาพแวดลอมรูปธรรมเพ่ือปองกันอาชญากรรมมีหลายมาตรการ เชน การวาง
ผงั เมืองและชุมชน การใหแ สงสวางตามทองถนน การออกแบบอาคาร เปนตน

ÊÀÒ¾áÇ´ÅÍŒ Á¹ÒÁ¸ÃÃÁ เปน อกี มติ หิ นง่ึ ของการควบคมุ อาชญากรรมจากสภาพแวดลอ ม
เนื่องจากการมุงความสนใจไปยังสภาพแวดลอมรูปธรรมเพียงอยางเดียว อาจทําใหการปองกัน
อาชญากรรมในชมุ ชนไมส มั ฤทธผ์ิ ลเทา ทคี่ วรและมกั มปี ระสทิ ธภิ าพตา่ํ ในแงท ว่ี า ชมุ ชนหรอื บคุ คลอาจตอ ง
ส้ินเปลืองคาใชจายในดานวัสดุอุปกรณในการรักษาความปลอดภัยเปนมูลคามากมาย แตกลับใหผล
ในการลดสถติ อิ าชญากรรมไดน อ ยกวา ทคี่ วรจะเปน การมงุ เสรมิ อาคารดว ยวสั ดอุ ปุ กรณเ พอ่ื การรกั ษา
ความปลอดภยั มากจนเกนิ ไป กไ็ มไ ดห มายความวา บคุ คลทพ่ี กั อาศยั ในอาคารสถานทดี่ งั กลา วจะปลอดภยั
จากภยั อาชญากรรม ในทางตรงขา มการแยกตวั จากชมุ ชนมากจนเกนิ ไปอาจกอ ใหเ กดิ ผลสะทอ นกลบั
กลา วคอื แทนทบ่ี คุ คลจะรสู กึ มนั่ คงปลอดภยั กลบั เกดิ ความรสู กึ วา เหวห วาดระแวงภยั และขาดการตดิ ตอ
สัมพนั ธกบั สมาชกิ ทวั่ ไปในชุมชนมากยิ่งขึ้น เมอื่ สมาชกิ ในชมุ ชนตา งปลอ ยปละละเลยและตา งหาทาง
ตัดชองนอยแตพ อตวั โดยไมหนั หนา เขารวมมอื ซงึ่ กนั และกนั ในการปอ งกนั อาชญากรรม ในท่สี ุดผลที่
ตามมาจงึ เปน ไปตามปรากฏการณท พี่ บอยทู ว่ั ไปในสงั คมเมอื งยคุ ปจ จบุ นั กลา วคอื ปญ หาอาชญากรรม
ไดกลายเปน ความรบั ผดิ ชอบของตาํ รวจเพยี งฝายเดียวไปโดยปริยาย เมอื่ ใดกต็ ามทสี่ ภาพการณเ ชนนี้
เกดิ ขน้ึ ยอ มหมายความวา สมาชกิ ทกุ คนในชมุ ชนนนั้ ๆ ตา งรอคอยเวลาทจี่ ะตกเปน เหยอื่ อาชญากรรม
โดยตางแตเ พยี งวาชา หรอื เรว็ เทา น้นั

เปนที่ยอมรับกันโดยทั่วไปวา ปญหาอาชญากรรม คือ ปญหาสังคมประเภทหนึ่ง
ถา พจิ ารณาคาํ วา “ปญ หาสงั คม” โดยใชถ อ ยคาํ ภาษาทเ่ี ขา ใจงา ยยอ มหมายถงึ ปญ หาพนื้ ฐานทสี่ มาชกิ
ทกุ คนในสงั คมมีสวนรว มกนั รบั ผดิ ชอบ รวมทง้ั แสวงหามรรควธิ หี รอื มาตรการในการแกไขและควบคมุ
ใหอ ยภู ายในขอบเขตอนั เหมาะสม ในปจ จบุ นั แมก ลา วไดว า งานดา นปอ งกนั และปราบปรามอาชญากรรม
คือ ภาระหนาที่หลักของตํารวจ แตยอมไมไดหมายความวาหนวยงานอ่ืนทั้งภาครัฐบาลและเอกชน
ตลอดจนประชาชนจะสามารถวางเฉยได โดยปลอยใหตํารวจตอสูผจญปญหาดังกลาวตามลําพัง
คาํ วา “หนว ยงานหลกั ในการควบคมุ อาชญากรรม” ยอ มมคี วามหมายแตกตา งไปจาก “หนว ยงานเดยี ว
ในการควบคมุ อาชญากรรม” ตาํ รวจไมส ามารถควบคมุ อาชญากรรมไดโ ดยลาํ พงั จาํ เปน ทจ่ี ะตอ งไดร บั
ความชว ยเหลอื จากชมุ ชนทง้ั หมดเทา ทจ่ี ะสามารถชว ยได ประชาชนมคี วามสาํ คญั และจาํ เปน ทจี่ ะตอ ง
เขามามีสวนรวมในการปองกันอาชญากรรม โดยเฉพาะอยางยิ่งในคดีประเภทประทุษรายตอทรัพย
ในเคหสถาน ความรบั ผดิ ชอบรว มกนั ของประชาชนทกุ คนในการชว ยสอดสอ งดแู ลความปลอดภยั ภายใน
ชุมชนที่อยูอาศัยหรือยานทํามาหากินของตน ตลอดจนแจงเหตุดวนเหตุรายแกเจาหนาท่ีตํารวจ คือ
หวั ใจของการปองกันอาชญากรรม

ความสัมพันธในชุมชนหรือสภาพแวดลอมนามธรรม จัดเปนมิติหน่ึงของการควบคุม
อาชญากรรมจากสภาพแวดลอมและจําเปนตองใหความสําคัญในการพัฒนาควบคูสอดประสาน
ไปกบั สภาพแวดลอ มรปู ธรรม ในลกั ษณะทวี่ า มติ ทิ งั้ สองตา งมแี นวโนม มงุ ไปสเู ปา ประสงคข องการสรา ง

๓๓

ชมุ ชนทมี่ รี ะเบยี บ อบอนุ และปลอดภยั จากอาชญากรรม สาํ หรบั มาตรการในการปอ งกนั อาชญากรรม
ภายใตมิติของสภาพแวดลอมนามธรรมท่ีประสบผลมาแลวในระดับสูง รวมทั้งสามารถประยุกตใชได
ในสงั คมไทย ไดแ ก มาตรการเพอ่ื นบา นเตอื นภยั มาตรการสายตรวจประชาชน และมาตรการตรวจตรา
บา นเรือน

õ. ·ÄɮաÒÃตําÃǨªØÁª¹ (Community Policing) การตํารวจชุมชนพัฒนาขึ้นมา
จากพ้ืนฐานความเชื่อเดิมของทฤษฎีตํารวจชุมชนสัมพันธ ในสวนท่ีมุงเนนใหเกิดสัมพันธภาพและ
ความเขา ใจอนั ดรี ะหวา งตาํ รวจกบั ประชาชน โดยเชอื่ มน่ั วา ความรว มมอื รว มใจของตาํ รวจกบั สจุ รติ ชนคนดี
ในชมุ ชนคอื คณุ สมบตั สิ าํ คญั ทสี่ ามารถเอาชนะปญ หาอาชญากรรมสว นใหญไ ด อยา งไรกต็ ามพฒั นาการ
ท่ีแตกตางอยางโดดเดนของแนวทางทฤษฎีตํารวจแบบใหมก็คือ “การเขาไปฝงตัวทํางานในชุมชน
เปน ระยะเวลาคอ นขา งยาวนาน” แทน “การไปถงึ ทเ่ี กดิ เหตอุ ยา งรวดเรว็ เมอื่ ไดร บั แจง ” เชน งานตาํ รวจ
ชุมชนสัมพันธแบบเดมิ

การตํารวจชุมชน (Community Policing) หมายถึง “หลักการการทํางานของตํารวจ
ซ่งึ สงเสรมิ สนับสนนุ แกต น เหตุ เพอื่ ลดปญ หาอาชญากรรม ปญ หาความไมเปนระเบียบของชุมชน
โดยเทคนคิ การแกต น เหตปุ ญ หาดว ยความรว มมอื ระหวา งตาํ รวจและชมุ ชน” ซงึ่ เปน แนวคดิ เรมิ่ ตน มาจาก
เซอร โรเบิรต พีล ผูก อตั้งตํารวจมหานครลอนดอนหรอื สกอตแลนดยารด ท่ีวา “ตํารวจคอื ประชาชน
ประชาชนคือตาํ รวจ” (The police are the public and the public are the police.) สรุปแนวคิด
การตํารวจชุมชนไดงายๆ คือ ตํารวจชุมชน เปนหลักการทํางานใหมของตํารวจท่ีเพิ่มเติมจากการ
ทาํ งานของตาํ รวจแบบเดมิ ทมี่ งุ เพยี งมสี ายตรวจปอ งกนั แกไ ขเหตรุ า ยและสบื สวนจบั กมุ คนรา ยเทา นน้ั

การจะรวู า หนว ยตาํ รวจใดเปน “ตาํ รวจชมุ ชน” เทา ใด หรอื จะวดั ระดบั ของการนาํ หลกั การ
ตํารวจชุมชนไปใชหรือวัด “¤ÇÒÁ໚¹ตําÃǨªØÁª¹” มีเกณฑในการวัดจากการทํางานของตํารวจ
๕ ระดบั จากนอ ยไปหามาก คอื

๑. ตํารวจสนใจชุมชนเฉพาะเวลาประชาชนแจง ความเทานน้ั
๒. ตาํ รวจแนะนาํ การปองกันอาชญากรรมแกชุมชน
๓. ประชาชนแจงขา วสารแกต ํารวจเสมอ
๔. ตาํ รวจนําชาวบานรวมคดิ รวมทาํ แกป ญหาชุมชน
๕. ชุมชนปองกันอาชญากรรมดวยชุมชนเอง โดยตํารวจเปน แกน/สนับสนนุ
หนวยงานอ่ืนก็เร่ิมท่ีจะเห็นความสําคัญของชุมชนและมุงสงเสริมใหชุมชนเขมแข็ง เชน
กระทรวงยตุ ธิ รรม ไดเ รม่ิ นาํ หลกั การยตุ ธิ รรมสมานฉนั ท (Restorative Justice) และการยตุ ธิ รรมชมุ ชน
(Community Justice) มาใชในชุมชน ซึ่งลวนแลวแตสอดรับหรือเปนแนวทางเดียวกับการตํารวจ
ชุมชนทั้งส้ินและหลักการตํารวจชุมชนนี้ยังสอดรับกับแนวคิดชุมชนเขมแข็งหรือพลังแผนดินตอตาน
ยาเสพตดิ หรอื แมก ระทัง่ แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซง่ึ ทกุ แนวคิดมีวัตถปุ ระสงคใหครอบครวั ชุมชน
มีความสามารถในการพ่ึงพาตนเองได ดังน้ันตํารวจก็สามารถท่ีจะใชเครือขายเหลาน้ีเปนฐานในการ
ทํางานตํารวจชุมชนไดดว ย

๓๔

¡ÒÃตาํ ÃǨªØÁª¹ ประกอบดวยหลักการสําคัญใหญๆ ๒ ขอ คือ
¢ÍŒ áá ตาํ รวจเปน หนุ สวนกบั ประชาชนเกาะตดิ พ้ืนทีอ่ ยางท่วั ถึง
¢ÍŒ ·ÊÕè ͧ คอื การตาํ รวจชมุ ชนและหนว ยงานอนื่ แกต น เหตอุ าชญากรรมหรอื ความไมเ ปน
ระเบียบในชุมชน
ËÅ¡Ñ ¡ÒÃสาํ ¤ÞÑ ¢Í§ตาํ ÃǨªÁØ ª¹ ò ¢ÍŒ ´§Ñ ¡ÅÒ‹ Ç á¡ÂÍ‹ Âä´Œ ñð ËÅ¡Ñ ¡Òô§Ñ ¹éÕ (ºÞÑ ÞμÑ Ô
ñð »ÃСÒâͧตาํ ÃǨªØÁª¹)
ñ. ¡ÒÃนําËÅÑ¡¡ÒÃตําÃǨªØÁª¹ ໚¹á¹Ç¤Ô´ËÃ×Í¡ÅÂØ·¸ËÅѡ㹡ÒÃทํา§Ò¹ (Core
Strategy) ท่ีตํารวจทุกคนในองคกรหรือหนวยตํารวจจะตองนําไปใชเปนหลักในการทํางาน ต้ังแต
หัวหนาหนวยหรือผูบังคับบัญชาทุกระดับช้ันจนถึงตํารวจทุกฝายทุกแผนก (ไมใชมีความคิดวาเฉพาะ
ตํารวจชุมชนมวลชนสัมพันธเทานั้น ท่ีจะตองมีความสัมพันธที่ดีกับชุมชน แตพนักงานสอบสวนที่
เปนรอยเวรสอบสวนหรือตํารวจสายตรวจไมสนใจรับฟงแกไขปญหาความเดือดรอนของประชาชน
โดยเฉพาะอยา งยง่ิ เมอ่ื มาแจง ความ) การจะแสดงออกวา หนว ยตาํ รวจหนว ยใดมแี นวคดิ หลกั ในการนาํ
ตาํ รวจชมุ ชนไปเปน แนวคดิ หลกั ในการทาํ งานหรอื ไม ใหด จู ากการกาํ หนดวสิ ยั ทศั น คา นยิ มของหนว ย
วามีการกําหนดแนวคิดหลักในการทํางานรวมมือกับประชาชน หรือใหประชาชนศรัทธา หรือใชพลัง
มวลชนมารว มแกป ญ หาอาชญากรรมหรอื ไม หรอื มนี โยบายยทุ ธศาสตรใ นการนาํ หลกั การตาํ รวจชมุ ชน
ทั้ง ๑๐ ขอนีไ้ ปกาํ หนดหรอื นําไปใชเ ปนหลกั การทาํ งานหรือไม การตาํ รวจชมุ ชนไมใ ชโ ครงการช่วั คราว
ทหี่ มดเวลา หรอื เงนิ งบประมาณแลว เลกิ ทาํ แตเ ปน หลกั การทาํ งานสาํ คญั ทต่ี อ งทาํ ตลอดไป จงึ จะเปน
“การตํารวจชุมชน”
ò. ¡ÒáÃШÒÂอํา¹Ò¨ãËŒตําÃǨ¼»ŒÙ ¯ºÔ ÑμÔ§Ò¹ (Decentralized) ตาํ รวจสายตรวจหรือ
ตํารวจท่ีทํางานสัมผัสกับประชาชน เชน สายตรวจตําบลหรือตํารวจที่รับผิดชอบพื้นที่ จะตองไดรับ
การกระจายอาํ นาจ หรอื มอี าํ นาจในการนาํ เสนอในการตดั สนิ ใจในการแกไ ขปญ หาตา งๆ รว มกบั ชมุ ชน
ใหไ ดม ากทส่ี ดุ แทนวธิ กี ารทาํ งานแบบเดมิ ทอี่ าํ นาจการตดั สนิ ใจแกไ ขปญ หาตา งๆ อยทู ส่ี ว นกลาง เชน
ปจจุบันหนวยงานตํารวจไทยมอบอํานาจใหหัวหนาสถานีตํารวจมีอํานาจมากขึ้นกวาเดิมมาก เชน
การส่งั คดี การปลอ ยช่วั คราว การอนุมตั ใิ หข าราชการตํารวจเดินทางไปราชการ เปน ตน
ó. ¡ÒÃà¡ÒÐμÔ´¾×é¹·èÕáÅСÃШÒ¤ÇÒÁÃѺ¼Ô´ªÍºãËŒตําÃǨáμ‹Åоé×¹·Õè (Fixed
Geography & Accountability) ในระบบตาํ รวจชมุ ชน ตาํ รวจทกุ คนไมว า สายตรวจรถยนต สายตรวจ
รถจกั รยานยนต สายตรวจตําบล หรือตํารวจประจาํ ตูยาม ฝา ยอํานวยการ หรือผบู งั คับบัญชาระดับ
ตา งๆ จะไดรบั มอบการกระจายอํานาจแบงใหรบั ผดิ ชอบพื้นที่เปนระยะเวลานานๆ เชน จะไมเ ปล่ยี น
สายตรวจแตละผลัดหรือแตละเขตบอย จนทําใหตํารวจสายตรวจไมมีความคุนเคย หรือชาวบาน
“ไมเ ชอ่ื ใจ” หรอื เหน็ ตาํ รวจเปน คนแปลกหนา โดยควรจดั ตาํ รวจแบบ “เกาะตดิ พน้ื ท”ี่ การแบง มอบพนื้ ท่ี
หรอื เขตตรวจยดึ ถือชมุ ชนเปนหลกั มากกวา สถิติคดี

๓๕

ô. 㪌¾Åѧ¤ÇÒÁËÇÁÁ×ͧ͢»ÃЪҪ¹áÅÐÍÒÊÒÊÁѤà (Volunteers) ในระบบตํารวจ
ชุมชน มุงเนนใหมีการใชความรวมมือจากประชาชนในรูปแบบของการเปนอาสาสมัครรูปแบบตางๆ
ตามทชี่ มุ ชน หรอื ในพน้ื ทท่ี มี่ ตี น ทนุ ทางสงั คม หรอื มกี ารจดั ตงั้ หรอื มคี วามเหมาะสม ตาํ รวจมหี นา ทใ่ี ห
ความรแู ละสรา งความรว มมอื กาํ หนดวธิ กี าร จดั ตงั้ เพอ่ื ประชาชนไดม าชว ยเหลอื งานปอ งกนั อาชญากรรม
และแกไขความไมเปนระเบียบของชุมชนตามความเหมาะสม ซ่ึงจะทําใหตํารวจมีเวลาท่ีจะไปทํางาน
ปองกันปราบปรามอาชญากรรมอื่นไดม ากขน้ึ

รูปแบบของอาสาสมัครจะตางไปในแตละพ้ืนท่ีชุมชน ซึ่งบางแหงอาจจะเปนการใช
อาสาสมัครที่มีหนวยงานอ่ืนจัดต้ังไวแลวหรือตํารวจจัดตั้งข้ึนเอง แลวแตความเหมาะสมของพ้ืนที่
และชุมชนและความพรอมของสภาพชุมชน เชน อาสาสมัครตํารวจชุมชน (ตชต.) สมาชิกแจงขาว
อาชญากรรม เหยย่ี วเวหา อาสาจราจร ตาํ รวจบาน สายตรวจประชาชน สมาชกิ กภู ยั สมาชิกชมรม
เพื่อนบา นเตอื นภัย อาสาสมัครปอ งกันภยั ฝา ยพลเรือน (อปพร.) ลกู เสือชาวบา น เปนตน

õ. 㪌¼ÙŒÊ¹ÑºÊ¹Ø¹ (Enhancer) ในระบบตํารวจชุมชน ตํารวจจะตองหาความรวมมือ
ในการสนับสนุนงานตํารวจจากชุมชนและองคกรปกครองในพื้นที่ ไมเฉพาะงานหลักคือการปองกัน
อาชญากรรมหรือการเปนอาสาสมัครในการปองกันอาชญากรรมเทาน้ัน แตในระบบตํารวจชุมชน
หนว ยตาํ รวจตอ งแสวงหาทรพั ยากรจากชมุ ชนมาชว ยเหลอื งานตาํ รวจอน่ื ๆ เชน การจดั อาสาสมคั รชว ย
แจงขาวเว็บไซตลามก การใหประชาชนเปนอาสาสมัครประชาสัมพันธชวยเหลือบริการผูมาแจงความ
ท่ีสถานีตํารวจ การจัดอาสาสมัครชวยรับโทรศัพทที่ศูนยวิทยุ การจัดอาสาสมัครลงขอมูลสถิติคดี
การจัดคณะกรรมการหาทุนชวยเหลือเหย่ืออาชญากรรม หรือการรับการสนับสนุนงบประมาณจาก
ชุมชนหรอื ทอ งถิ่นเพ่อื ชวยเหลือในงานตาํ รวจ

ö. ¡Òúѧ¤Ñºãª¡Œ ®ËÁÒÂ໹š à¤ÃÍè× §ÁÍ× สํา¤ÞÑ á¡Œ»˜ÞËÒªÁØ ª¹ (Law Enforcement)
การตาํ รวจชมุ ชนยงั ถอื วา การสบื สวน จบั กมุ คนรา ยเปน เครอ่ื งมอื สาํ คญั ในการแกไ ขปญ หาอาชญากรรม
และปญ หาความไมเ ปน ระเบยี บในชมุ ชน โดยเนน การจบั กมุ เพอ่ื แกป ญ หาทถี่ อื เปน ความเดอื ดรอ นของ
ชุมชนเปนอันดับแรกสุดและตํารวจมีหนาที่ในการรักษาความสมดุลระหวางการบังคับใชกฎหมาย
หรอื การจบั กมุ กบั ความรว มมอื ของชมุ ชนในการแกไ ขตน เหตขุ องปญ หาอาชญากรรม หรอื ความไมเ ปน
ระเบยี บของชมุ ชน

÷. ์¹»‡Í§¡Ñ¹ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁÁÒ¡¡Ç‹ÒÃÍãËŒàËμØà¡Ô´ (Proactive Crime Prevention)
การตํารวจชุมชนมุงเนนการทํางานเพ่ือปองกันไมใหอาชญากรรมเกิดมากกวาการรอใหอาชญากรรม
เกิดแลวจึงคิดติดตามจับกุมคนรายเพ่ือฟองศาล กิจกรรมสวนใหญของตํารวจที่ทํารวมกับชุมชนคือ
สนับสนุนใหชุมชนมีความเขมแข็งในการปองกันอาชญากรรมดวยชุมชนเอง โดยใชเทคนิคแกตนเหตุ
ปญ หา การควบคมุ อาชญากรรมจากสภาพแวดลอ ม การจดั ระบบเพอื่ นบา นเตอื นภยั หรอื จดั สายตรวจ
ประชาชน เปนตน เพื่อมงุ เปาประสงคในการลดอาชญากรรมและความหวาดกลัวภยั อาชญากรรม

๓๖

ø. ãªàŒ ·¤¹¤Ô á¡»Œ Þ˜ ËÒ (Problem Solving) ตาํ รวจ สมาชกิ ชมุ ชน และหนว ยงานอนื่ ๆ
ทํางานรวมกันเพื่อกําหนดตนเหตุของปญหาอาชญากรรมที่เกิดข้ึนในชุมชนหรือปญหาความไมเปน
ระเบียบในชมุ ชน (Scanning) แลว วิเคราะหสาเหตุของปญหา (Analysis) แสวงหาแนวทางในการ
แกไขปญ หา (Response) ดําเนนิ การแกไขปญหา แลวประเมินผล (Assessment) ซ่ึงเทคนิคในการ
แกปญหาน้ี เปนการระดมความรวมมือระหวางตํารวจกับชุมชนและเปนการคิดแกปญหานอกกรอบ
ความคิดการทํางานแบบเดิมของตํารวจท่ีถือวา การสืบสวนจับกุมคนรายไดก็ถือวาบรรลุภารกิจแลว
แตถ า ตาํ รวจมแี นวคดิ และทาํ งานแบบเดมิ ดงั กลา ว ปญ หาอาชญากรรมหรอื ความเดอื ดรอ นของชมุ ชน
ก็จะกลบั มาอกี ถาการจบั กุมคนรา ยนน้ั ไมไดแ กต น เหตทุ แ่ี ทจรงิ ของปญ หา

การใชเทคนิคการแกปญหานี้เปนหลักการสําคัญ เพราะวาท่ีผานมาในประเทศไทย
ใชช ดุ ชมุ ชนมวลชนสมั พนั ธเ ขา ไปสรา งความสมั พนั ธท ด่ี รี ะหวา งตาํ รวจกบั ประชาชนไดแ ลว แตม กั ไมไ ด
นาํ ชมุ ชนมาระดมความรว มมอื กบั ตาํ รวจในการแกไ ขปญ หาอาชญากรรมหรอื ความเดอื ดรอ นของชมุ ชน

ù. ¡ÒÃ໚¹ËØŒ¹Ê‹Ç¹áÅÐÊÌҧ¤ÇÒÁËÇÁÁ×ÍÃÐËNjҧตําÃǨ¡ÑºªØÁª¹ (Partnerships)
ในระบบตํารวจชุมชน ประชาชนในชุมชนคือหุนสวนของตํารวจในการรวมรับผิดชอบการปองกัน
อาชญากรรม หรอื ปญ หาความไมเ ปน ระเบยี บของชมุ ชน (ไมใ ชเ ปน ปญ หาของตาํ รวจฝา ยเดยี ว) ตาํ รวจ
และประชาชนในชมุ ชนตอ งรว มกนั สาํ รวจปญ หาและความตอ งการของชมุ ชนเกยี่ วกบั ความเดอื ดรอ น
หรอื ความหวาดกลวั ภยั อาชญากรรมและใหช มุ ชนรว มใชเ ทคนคิ แกป ญ หา เพอ่ื รว มแกต น เหตขุ องปญ หา
ความเดอื ดรอ นจากอาชญากรรมดงั กลา วและตาํ รวจตอ งสรา งความรว มมอื หรอื เปน แกนนาํ ในการระดม
ทรพั ยากรความรว มมอื หรอื ใหป ระชาชนรว มเปน อาสาสมคั ร เพอื่ ดาํ เนนิ กจิ กรรมปอ งกนั อาชญากรรม
ไดดว ยตัวชุมชนเองอยางเหมาะสม

ñð. ตาํ ÃǨμÍŒ §ºÃÙ ³Ò¡ÒáºÑ ˹Nj §ҹ·àèÕ ¡ÂèÕ Ç¢ÍŒ § (Integration) ในการบงั คบั ใชก ฎหมาย
หรอื แกไ ขปญ หาทเี่ กยี่ วขอ งกบั การปอ งกนั หลายอยา ง โดยเฉพาะการแกท ตี่ น เหตขุ องปญ หา (ไมใ ชเ พยี ง
แคก ารจบั คนรา ย) ตาํ รวจไมม อี าํ นาจโดยตรงจะเขา ไปจดั การได เชน หอพกั ทเี่ ปน แหลง มว่ั สมุ ของวยั รนุ
ตดิ ยาเสพตดิ เจาหนา ทพ่ี ัฒนาสังคมและทรัพยากรมนษุ ยหรอื ประชาสงเคราะหม หี นา ที่ตามกฎหมาย
โดยตรงในการจัดระเบียบ หรือการติดต้ังไฟฟาสองสวางบริเวณท่ีเกิดเหตุชิงทรัพยหรือขมขืนบอย
เปนอํานาจหนาท่ีขององคกรปกครองสวนทองถ่ิน การถอนใบอนุญาตใหบุคคลที่มีพฤติการณลักเล็ก
ขโมยนอ ย มแี ละใชอ าวธุ ปน เปน อาํ นาจของนายทะเบยี นอาวธุ ปน คอื นายอาํ เภอทอ งท่ี (ตา งจงั หวดั )
การอนุญาตใหรถเรขายสุราตามงานเทศกาลหรืองานรื่นเริงตางๆ ที่เปนตนเหตุใหวัยรุนซื้อสุราได
ทกุ เวลาอนั นาํ ไปสเู หตทุ าํ รา ยรา งกาย เปน อาํ นาจของสรรพสามติ รถทห่ี ายสว นมากเปน รถจกั รยานยนตใ หม
ท่ียังไมไดรับปายทะเบียนจากหนวยงานขนสงทางบกและสถานท่ีที่หายมากที่สุดคือตลาดนัดที่ฝาย
พาณชิ ยจงั หวัดมีอาํ นาจกาํ หนดเง่ือนไขอนุญาตใหเ ปดตลาดนดั ไดด งั นี้ เปน ตน ในระบบตํารวจชุมชน
ตาํ รวจตอ งบรู ณาการกบั หนว ยงานทจี่ ะแกไ ขปญ หาทเ่ี ปน ตน เหตใุ นการทาํ ใหเ กดิ ปญ หาสงั คมอนั นาํ ไป
สูอ าชญากรรม หรือปญ หาความไมเ ปน ระเบยี บของชุมชน โดยการจดั ระเบียบสงั คมใหดีขึน้

๓๗

à·¤¹Ô¤¡ÒÃᡌ»Þ˜ ËÒ (Problem Solving)

เปน หลกั การสาํ คญั ทส่ี ดุ อนั หนงึ่ ในการตาํ รวจชมุ ชนเพราะวา เมอื่ ตาํ รวจไดม คี วามสมั พนั ธ
หรอื ไดร บั ความรว มมอื ในการปอ งกนั อาชญากรรมหรอื ความไมเ ปน ระเบยี บของชมุ ชนแลว การทจ่ี ะให
บรรลุผลในการปองกันอาชญากรรมหรือลดความหวาดกลัวภัยอาชญากรรมของประชาชนในชุมชน
ไดแลว ตํารวจจะตองนําประชาชนในชุมชนรวมแกปญหาความเดือดรอนจากภัยอาชญากรรมตามที่
ประชาชนในชุมชนรอ งขอ

การท่ีตํารวจไปตัดผมใหเด็กนักเรียน การไปแสดงดนตรี การไปรวมทําบุญกับชาวบาน
เปนตน ดังน้ีเปนเรื่องการทํากิจกรรมเพ่ือสรางความสัมพันธที่ดีระหวางตํารวจกับประชาชน หรือ
เปนการแสวงหาความรวมมือจากประชาชนซ่ึงเปนกิจกรรมหนึ่งเทานั้น แตถาจะใหบรรลุภารกิจ
ของตํารวจชุมชนเพ่ือแกปญหาความเดือดรอนจากภัยอาชญากรรมแลว ตํารวจจะตองทํากิจกรรม
ในข้ันตอนตอไป คือ การรวมคิดรวมทํากับชุมชน ในการใชเทคนิคการแกปญหา ซึ่งมีวิธีดําเนินการ
๔ ข้ันตอน ดงั นี้ (SARA Model)

ñ. ¡ÒÃสาํ ÃǨ»˜ÞËÒ (Scanning) ไดแก การดาํ เนินการดงั ตอ ไปนี้
๑.๑ สํารวจปญหาอาชญากรรมท่ีเกิดขึ้นบอย หรือทําความเดือดรอนมากที่สุด

ตามลาํ ดับใหแ กช ุมชน เชน เครอื่ งสบู น้าํ หาย หรอื เดก็ วัยรนุ แขงรถชอบววิ าททาํ รา ยกนั เปน ตน
๑.๒ สํารวจปญหาท่ีเปนผลตามมาจากการเกิดอาชญากรรมดังกลาว ที่เปน

ปญหาทัง้ ของตาํ รวจและชมุ ชน เชน ปญ หามีคนมาขายยาเสพตดิ ทบี่ า นรา ง ปญ หาท่จี ะเกิดตอไป คอื
เรื่องการลักทรพั ย การเกิดเสยี งดังในเวลากลางคืน เปน ตน

๑.๓ กําหนดความจําเปนเรงดวนหรือความเดอื ดรอ นมากนอ ย
๑.๔ ระดมความคิดรว มกันวาปญ หาทจ่ี ัดลาํ ดับ ยังมีอยหู รือไม
๑.๕ ระดมความคิดเห็นกับประชาชนและตํารวจวาปญหาแตละปญหานั้นเกิดข้ึน
บอ ยเทาใด กนิ ระยะเวลาเทาใด
๑.๖ เลอื กปญหาท่ีจะตองตรวจสอบแกไขตามลําดับ
ò. ¡ÒÃÇÔà¤ÃÒÐˏ»˜ÞËÒ (Analysis) เหมือนกับการวิเคราะหคดีในระดับปฏิบัติการ
(Tactical Crime Analysis) คือ ตํารวจตองระดมความคิดกับประชาชนในชุมชนและหนวยงาน
ทีเ่ ก่ยี วของ เพือ่ คนหาตนเหตแุ หงการเกิดปญหาทีไ่ ดเลอื กไวในขน้ั ตอนการสาํ รวจปญหา ดังน้ี
๒.๑ พิสูจนทราบและทําความเขาใจกับเหตุการณและอาชญากรรมหรือความไม
สงบเรยี บรอยที่ไดเลือกไวใ นการสํารวจปญ หา โดยใชห ลกั ปจจยั การเกิดอาชญากรรม คอื สามเหล่ยี ม
อาชญากรรม คือ อาชญากรรมหรือความไมสงบในสังคม จะเกิดไดต องประกอบดว ย ๓ ปจจยั หลกั
ทไี่ มเ หมาะสมคอื เปา หมายหรอื เหยอ่ื โอกาส และคนรา ย เชน เหตกุ ารณร ถจกั รยานยนตห ายสว นมาก
มลี ักษณะของสถานท่เี กิดเหตุ ลักษณะรถท่ีหาย และลกั ษณะคนรา ยควรเปนอยา งไร

๓๘

๒.๒ รวบรวมขอ มลู สถติ แิ ละรายละเอยี ดคดี เหตกุ ารณท เี่ ลอื กวเิ คราะหท เี่ กดิ ภายใน
ชุมชน หรอื มผี ลกระทบ

๒.๓ ทาํ การวเิ คราะหว จิ ยั จากขอ มลู ทมี่ ี เชน จากการตรวจสอบคดรี ถจกั รยานยนตห าย
ทั้งหมดที่เกิดในเขตตรวจในรอบปท่ีผานมา พบวารอยละ ๗๐ เปนรถที่ซ้ือใหม ทางรานขาย
และทางหนวยงานขนสงทางบก ยงั ไมไ ดอ อกทะเบยี นให จึงไมม ีปา ยทะเบยี นตดิ เปนตน

๒.๔ กาํ หนดขอบเขตของสาเหตุหรอื ตน เหตขุ องปญ หาใหแ คบลง เฉพาะทีม่ คี วาม
สัมพันธ หรือมีผลตอการทําใหเกิดอาชญากรรมนั้น เชน จากการวิเคราะหขอมูลของ สภ. ท่ีมีพื้นที่
ติดชายแดนแลว อาจพบวาไมมีการนํารถจักรยานยนตท่ีหายไปขายประเทศเพ่ือนบานแตอยางใด
แตส ว นใหญน าํ ไปแยกชิ้นสว นขายในรา นขายอะไหลเกา

๒.๕ สํารวจดแู หลง ขอ มลู อนื่ ๆ ทอี่ าจชวยเหลอื ใหม คี วามเขา ใจปญหามากข้นึ เชน
จากการศึกษา จากตัวแทนจําหนายในพ้ืนท่ีชุมชนของบริษัทที่ขายรถจักรยานยนตท่ีหายมากที่สุด
ในพื้นท่ีพบวาบริษัทผูผลิตไดสลักรหัสเลขลับเฉพาะไวตามอะไหลรถท่ีสําคัญตางๆ ไวเปนการเฉพาะ
รายคนั ซึ่งทาํ ใหส ามารถพสิ จู นทราบวา อะไหลท่แี ยกชน้ิ สว นดังกลาวน้ี มาจากรถคันใดที่หายไป

๒.๖ ตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับสาเหตุหรือตนเหตุท่ีทําใหเกิดปญหานั้นๆ อยูเสมอ
เชน อาจสมมตุ ฐิ านวา ตน เหตทุ ที่ าํ ใหร ถจกั รยานยนตห ายในพน้ื ทช่ี มุ ชนมากเกดิ จาก ๓ ตน เหตใุ หญ คอื

๑) รถจกั รยานยนตย หี่ อ ทห่ี ายมาก มรี ะบบกญุ แจลอ็ กคอทตี่ าํ่ กวา มาตรฐาน
กวาย่หี อ อ่นื

๒) สถานทห่ี ายมากทีส่ ดุ คือตลาดนัด ท่ไี มไ ดมกี ารกาํ หนดเงอื่ นไขในการเปด
ตลาดนัดทตี่ องจดั ใหม รี ะบบยามเฝา หรอื รับฝากดแู ลรถจกั รยานยนต

๓) รถท่ีหายเกินครึ่งเปนรถท่ีซื้อใหมยังไมไดรับและปดปายทะเบียน ทําให
ยากตอการตรวจสอบตดิ ตามหรือสกดั จับเมอื่ แจงหาย

ó. ¨Ñ´¡ÒÃᡌ䢻ޘ ËÒ (Response) เปนขนั้ ตอนทสี่ ําคัญทส่ี ุด เพราะการคิด การพดู
วจิ ารณ เปน เรอ่ื งทงี่ า ยกวา การทาํ ใหบ รรลผุ ล เพราะในขอ เทจ็ จรงิ ปญ หาอาชญากรรมและความเดอื ดรอ น
ของชมุ ชน จะมคี นพดู คนวจิ ารณม าก แตเ มอื่ จะตอ งหาวธิ ที าํ เพอ่ื แกป ญ หา และจะตอ งหาผทู จ่ี ะมาแก
ปญ หาแลว เปน เรอ่ื งทย่ี ากและมปี จ จยั อน่ื ๆ มาแทรกซอ น ทาํ ใหผ ลไมเ ปน ไปตามทค่ี าดหวงั ไว ตาํ รวจ
จะตองระดมความรวมมือกับชุมชนในการใชทรัพยากรของชุมชนในการแกปญหาของชุมชนกอน
เปน ลาํ ดบั แรกสดุ ดังแนวทาง

๓.๑ ตาํ รวจตอ งระดมความคดิ เหน็ ถงึ วธิ จี ดั การแกป ญ หา ถา เปน เรอื่ งทปี่ ระชาชน
หรอื ชมุ ชน มีความเห็นรวมคิดกบั ตํารวจแลว ยอมเปนปจจัยสําคัญที่จะทาํ ใหชมุ ชนหรอื ประชาชนให
ความรวมมอื ในวธิ ีการแกป ญ หาตามแนวทางนน้ั ๆ เพราะเปนวธิ ที ่เี ขาคิดเอง

๓.๒ คนหาวา ชมุ ชนอ่ืน ทอ่ี น่ื ท่วั โลกมีวธิ ีแกไขปญหาทค่ี ลา ยกนั น้ีอยางไร

๓๙

๓.๓ กําหนดแผนการแกปญหาและผูรับผิดชอบดําเนินงาน ซ่ึงควรจะคํานึงถึง
การใชพ ลงั มวลชน อาสาสมคั รรปู แบบทเ่ี หมาะสม และทรพั ยากรหรอื หนว ยงานทม่ี อี าํ นาจหนา ทแี่ กไ ข
ตน เหตขุ องปญ หาเขา ไปจดั การกบั สาเหตขุ องปญ หากอ น และเปา หมายตอ ไปคอื การดาํ เนนิ การปอ งกนั
ปญหาในระยะยาวตอ ไป

๓.๔ กาํ หนดวัตถุประสงคห รอื ผลสัมฤทธิ์ของการแกไขหรอื ปอ งกนั
๓.๕ ดาํ เนนิ การแกไ ขปญ หาตามแผน
ô. ¡ÒûÃÐàÁ¹Ô ¼Å (Assessment) เมอ่ื ไดด าํ เนนิ การแกไ ขปญ หาหรอื ปอ งกนั ปญ หาแลว
ขน้ั ตอนตอ ไปคือการประเมนิ ผล โดยตํารวจตอ งดาํ เนินการรวมกับชุมชน ดงั นี้
๔.๑ ตัดสินใจวาแผนการแกไขปองกันปญหาภัยอาชญากรรมและความไมสงบ
ดาํ เนินการไดต ามแผนหรอื ไม
๔.๒ รวบรวมขอมูลตางๆ เชน สถิติคดีเปรียบเทียบกอนและหลังดําเนินงาน
ตามแผน
๔.๓ วิเคราะหวาผลการดําเนินการตามแผนในข้ันตอนที่ผานมาท้ังหมด
บรรลผุ ลหรอื ไม เพราะอะไร มแี นวทางในการปรบั แผนหรอื ไมอ ยา งไร ใหก ารแกไ ขหรอื ปอ งกนั ปญ หา
บรรลุผล
๔.๔ รายงานผลใหช มุ ชนและผเู กยี่ วขอ งทราบ เพอ่ื ดาํ เนนิ การตอ ไป หรอื ปรบั แผน
รูปการแกไขปองกนั ปญหาอาชญากรรมและความไมสงบเรยี บรอ ยของชมุ ชน

๔๐

¢ŒÍà»ÃÕºà·Õº¡ÒÃᡌ»˜ÞËÒÀÑÂÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ¨Ò¡áººà´ÔÁ·èÕ˹‹ÇÂ§Ò¹ÂØμÔ¸ÃÃÁ
ทาํ Ẻⴴà´èÂÕ Ç¡ºÑ ¡ÒÃ໹š ˌعÊÇ‹ ¹¡ÑºªÁØ ª¹á¡»Œ Þ˜ ËÒ

แบบประชาชนมสี ว นรวม Ẻ´éѧà´ÔÁ

ชาวบาน/ชมุ ชนรอ งทกุ ขเ กี่ยวกับ คาํ รอ งทกุ ขร ับไปดาํ เนนิ การ
อาชญากรรมและความไมส งบเรียบรอ ย โดยตาํ รวจ

ตํารวจทาํ งานแกป ญ หาอาชญากรรม ระบบดาํ เนินคดตี ามกฎหมาย
/ความไมส งบกบั ชมุ ชน แบบเดมิ

ตาํ รวจรวมมือชมุ ชนแกต นเหตุ แรงกดดันรอบดานตอ ตํารวจ
ของปญหาไมใ ชเ พยี งแคจ ับคนรา ยใหไ ด จับกมุ คนรา ยให

ตาํ รวจและกระบวนการยตุ ธิ รรมอน่ื ชุ ม ช น แ ล ะ ห น  ว ย ง า น ที่ ตาํ รวจจับกุมคนรายไดสง
ดําเนินการตามกฎหมายเปน เกี่ยวของรวมแกปญหาท่ี อยั การฟอ งศาล
สวนหนึ่งของการแกปญหาใน ตนเหตุอาชญากรรม เชน
ภาพรวม ไมค ดิ วา อาชญากรรม โรงเรียน, โรงงาน อปท. ชาวบานและชุมชนไมรูวาตํารวจ
น้ี เ ป  น ก า ร ผิ ด ก ฎ ห ม า ย อัยการ ศาล ราชทณั ฑ ทําอะไรกบั
อยา งเดียวเทา น้ัน คนราย/ตน เหตุปญ หาไมไดแ กไข

ยอนกลับใหช ุมชน ชุมชนมคี วามตระหนักวา ระบบตํารวจแบบดั้งเดิม ท่ีชุมชน
แกไขปญหา เกิดเหตใุ ดข้ึน และชวยกัน สังคม คอยแตรองขอบริการจาก
ตํารวจโดยไมไดมีสวนปองกันแกไข
แกไ ขไปอยา งไร ปญหาอาชญากรรมจากในสวนที่
ตนเองรบั ผิดชอบ
ระบบตาํ รวจชมุ ชน ตาํ รวจรวมมอื กับชมุ ชน
และหนว ยงานเกี่ยวขอ งแกไ ขปญหาท่ี

ตนเหตอุ าชญากรรม/ความไมส งบเรยี บรอย

ªØÁª¹à¢ŒÁᢧç
ªØÁª¹ÍÍ‹ ¹áÍ

๔๑

ÊÃ»Ø â´ÂÂÍ‹ :
“¡ÒÃตาํ ÃǨªÁØ ª¹” เปน การทาํ งานของตาํ รวจในสายงานปกตทิ ปี่ ฏบิ ตั อิ ยแู ลว โดยมหี นา ที่

ติดตอและสรางความคุนเคยกับประชาชนอยางสมํ่าเสมอ เพ่ือไดรับขอมูลขาวสารจากประชาชน
แลวนํามากําหนดเปนนโยบายใหเจาหนาท่ีตํารวจทุกนายปฏิบัติ ขณะเดียวกันตํารวจก็สนับสนุน
ประชาชนใหชวยกันแกปญหาของตนเองพรอมกันไปดวย การวัดผลความสําเร็จสามารถตัดสินได
จากประชาชนมีความหวาดกลัวภัยอาชญากรรมนอยลง (ความไมหวาดกลัวภัยอาชญากรรม เชน
การกลาแตงตัวดวยเคร่ืองประดับราคาแพง กลาพกเงินจํานวนมากๆ ออกจากบาน จอดรถท้ิงไว
โดยไมกลัวขโมยหรือกลาเดินบนถนนโดยไมตองหวาดระแวงวาจะมีใครมาทํารายหรือถาเกิดเหตุ
กไ็ มกลวั วาจะจับคนรา ยไมไ ดทาํ นองน)ี้

ö. ·ÄÉ®ËÕ ¹ÒŒ μÒ‹ §áμ¡ (Broken Windows Theory)
ทฤษฎีหนาตางแตก (Broken Windows Theory) เกิดข้ึนใน ค.ศ.๑๙๘๒
(พ.ศ.๒๕๒๕) โดยวิลสันและเคลลง่ิ (James G. Willson และ George L. Kelling) นกั อาชญาวิทยา
ชาวอเมรกิ นั เคลล่ิง (Kelling)
กลาวถึงทฤษฎีหนาตางแตก “เปนความคิดท่ีเจาะลึกไปถึงส่ิงที่ตํารวจสามารถปฏิบัติได
เพอ่ื ลดความหวาดระแวงของประชาชน ลดอาชญากรรมธรรมดา และรวมทง้ั ลดอาชญากรรมทร่ี นุ แรงดว ย
ซ่ึงอาจดูไมมีเหตุผลในเชิงอาชญาวิทยาท่ีมุงศึกษาโดยการนํามาเทียบเคียงกัน แตมีความหมายมาก
ตอผูปฏิบัติงานตํารวจ ซึ่งแตเดิมขาพเจาเคยเชื่อ และคณะตํารวจที่ทํางานดานการวางแผน
(Planing Staff) เพยี งไมก คี่ นเทา นนั้ ทเ่ี หน็ ดว ยกบั ขา พเจา ในเรอ่ื งทวี่ า เอน็ ไอเจ (NIJ) ตอ งการทดลอง
ความคิดในเรื่อง “หนาตางแตก” ใหมากกวาน้ีและปฏิบัติใหมากขึ้น ขาพเจาขอเรียกวาเกี่ยวกับ
มนษุ ยวทิ ยา (Anthropolgical) บนทอ งถนน ระหวางเจา หนา ทตี่ ํารวจกบั ผูฝาฝน กตกิ าของกฎหมาย
(Offenders) เพอื่ พยายามคน หาวาวิธไี หนจะไดผล”
หลักการของทฤษฎี อาจอธิบายไดจ ากสถานการณต ัวอยางตอ ไปน้ี กลาวคอื เม่อื ตาํ รวจ
ผปู ฏบิ ตั พิ บเหน็ อาคารทก่ี ระจกหนา ตา ง ประตู ฝาบา น รวั้ ตอ งแตกหรอื เสยี หายจากการขวา ง/ปา ทบุ ตี
พน สสี เปรยใ ส อยา งใดอยา งหนงึ่ หากอาคารนน้ั มผี อู าศยั อยู ตาํ รวจควรสอบถามถงึ สาเหตคุ วามเปน มา
ถารูตัวผูกระทําผิด ก็ตองจัดการตามขั้นตอนของกฎหมาย หากไมรูตัวผูกระทําผิด ก็ควรแนะนําให
ทาํ การซอ มแซมใหอ ยูในสภาพปกติ แตถากรณีอาคารทเ่ี สียหายเปนอาคารไรผ อู ยูอาศยั กค็ วรตดิ ตอ
เจา ของหรือผเู กี่ยวขอ งใหมาจัดการแกไข ทัง้ นด้ี วยเจตนาที่ไมต องการปลอยใหสง่ิ เสียหายเบ้อื งตน นั้น
เปนเหตุเชิญชวนใหมีการทําซํ้า (เชน บุกรุกเขาไปกออาชญากรรมในอาคาร) การปฏิบัติลักษณะนี้
อยบู นพนื้ ฐานความเปน จรงิ ทวี่ า ถา ปลอ ยใหม กี ารละเมดิ กฎหมายโดยไมจ ดั การ กต็ อ งละเมดิ เพม่ิ ครงั้ ขน้ึ
เร่ือยๆ (เพราะเห็นวาไมเปนไร) แมคนท่ีไมเคยคิดจะละเมิดมากอน ก็เกิดความรูสึกคลอยตาม
พลอยทาํ การละเมดิ บา ง โดยมกั คดิ ใหเ หตผุ ลผดิ ๆ แกต นเองวา การกระทาํ ผดิ อยา งนนั้ เปน ความทา ทาย


Click to View FlipBook Version