The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความหมาย ประโยชน์และประวัติความเป็นมาของการพิสูจน์หลักฐาน การตรวจพิสูจน์หลักฐานจากพยานวัตถุ สถานที่เกิดเหตุ ประเภทของวัตถุพยานทางวิทยาศาสตร์ การตรวจเอกลักษณ์บุคคล การรักษาสถานที่เกิดเหตุ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนการปฏิบัติงานสืบสวนสอบสวน งานสืบสวนปราบปราม งานปกครองและป้องกัน และงานจราจร ได้แก่ เครื่องตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะ พยานหลักฐานจากลายพิมพ์นิ้วมือแฝง เส้นผม เส้นขน รอยเท้า อวัยวะต่าง ๆ ของผู้ต้องสงสัยและผู้เสียหาย วัตถุพยานอื่น ๆในสถานที่เกิดเหตุ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

Book27 นิติวิทยาศาสตร์

ความหมาย ประโยชน์และประวัติความเป็นมาของการพิสูจน์หลักฐาน การตรวจพิสูจน์หลักฐานจากพยานวัตถุ สถานที่เกิดเหตุ ประเภทของวัตถุพยานทางวิทยาศาสตร์ การตรวจเอกลักษณ์บุคคล การรักษาสถานที่เกิดเหตุ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนการปฏิบัติงานสืบสวนสอบสวน งานสืบสวนปราบปราม งานปกครองและป้องกัน และงานจราจร ได้แก่ เครื่องตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะ พยานหลักฐานจากลายพิมพ์นิ้วมือแฝง เส้นผม เส้นขน รอยเท้า อวัยวะต่าง ๆ ของผู้ต้องสงสัยและผู้เสียหาย วัตถุพยานอื่น ๆในสถานที่เกิดเหตุ

วิชา สส. (CI) ๒๒๕๐๒

นิตวิ ิทยาศาสตร์

ตําÃÒàÃÕ¹

ËÅ¡Ñ ÊμÙ Ã ¹Ñ¡àÃÂÕ ¹¹ÒÂÊÔºตําÃǨ

ÇªÔ Ò ÊÊ. (CI) òòõðò ¹ÔμÇÔ ·Ô ÂÒÈÒÊμÏ

เอกสารน้ี “໹š ¤ÇÒÁÅѺ¢Í§·Ò§ÃÒª¡ÒÔ หามมใิ หผ หู นึ่งผใู ดเผยแพร คดั ลอก ถอดความ
หรอื แปลสว นหนงึ่ สว นใด หรอื ทง้ั หมดของเอกสารนเ้ี พอื่ การอยา งอน่ื นอกจาก “à¾Í×è ¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒͺÃÁ”
ของขาราชการตํารวจเทานั้น การเปดเผยขอความแกบุคคลอื่นท่ีไมมีอํานาจหนาท่ีจะมีความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา

¡Í§ºÑÞªÒ¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒ สํา¹Ñ¡§Ò¹ตาํ ¾ÃÇ.¨Èá.ò˧‹õªöÒñμÔ

1

คํานาํ

หลักสูตรนักเรียนนายสิบตํารวจ (นสต.) เปนหลักสูตรการศึกษาอบรมท่ีมีเปาหมาย
เพ่ือเสริมสรางใหบุคคลภายนอกผูมีวุฒิประกาศนียบัตรประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๖) หรือ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเทา ท่ีเขารับการฝกอบรมมีความรู ความสามารถ และ
ทักษะวิชาชีพตํารวจ รวมถึงพัฒนาบุคลิกภาพรางกายใหเหมาะสมสําหรับการปฏิบัติงานตํารวจ
ในกลุมสายงานปองกันปราบปราม ตลอดจนเตรียมความพรอมทางดานจิตใจและวุฒิภาวะใหมี
จติ สาํ นึกในการใหบ รกิ ารเพ่อื บาํ บดั ทุกขบาํ รงุ สขุ ของประชาชนเปนสําคัญ

กองบัญชาการศึกษา ไดรวมกับครู อาจารย และครูฝก ในสังกัดกองบังคับการ
ฝก อบรมตาํ รวจกลาง และกลมุ งานอาจารย กองบญั ชาการศกึ ษา ศนู ยฝ ก อบรมตาํ รวจภธู รภาค ๑ - ๙
และกองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดน ตลอดจนผูทรงคุณวุฒิจากภายนอก จัดทําตําราเรียน
หลกั สตู รนกั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจชดุ นี้ ซง่ึ ประกอบดว ยองคค วามรตู า งๆ ทจี่ าํ เปน ตอ การพฒั นาศกั ยภาพ
ของนกั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจใหเ ปน ขา ราชการตาํ รวจทพ่ี งึ ประสงคข องประชาชน เพอ่ื ใชส าํ หรบั ประกอบ
การเรียนการสอนนักเรียนนายสิบตํารวจใหมีความพรอมทั้งดานความรู ความสามารถ กําลังกาย
และจติ ใจ จนสามารถเปน ขา ราชการตาํ รวจทป่ี ฏบิ ตั งิ านใหบ รกิ ารสงั คมและประชาชนไดอ ยา งตรงตาม
ความตอ งการอยา งแทจ รงิ และมีความพรอ มในการเขา สูประชาคมอาเซียน

ขอขอบคุณครู อาจารย ครูฝก และผูทรงคุณวุฒิทุกทาน ท่ีไดรวมกันระดมความคิด
ใหคําปรึกษา คําแนะนํา ประสบการณท่ีเปนประโยชน รวมถึงการถายทอดองคความรู
ที่เปนประโยชน จนทําใหการจัดทําตําราเรียนหลักสูตรนักเรียนนายสิบตํารวจสําเร็จลุลวงไดดวยดี
ซ่ึงกองบัญชาการศึกษาหวังเปนอยางยิ่งวาตําราเรียนชุดนี้คงเปนประโยชนตอการจัดการเรียน
การสอนและการจัดการฝกอบรมของครู อาจารย และครูฝก รวมตลอดถึงใชเ ปนคมู อื การปฏบิ ัตงิ าน
ของขาราชการตํารวจ อันจะสงผลทําใหสํานักงานตํารวจแหงชาติสามารถสรางความเชื่อม่ันศรัทธา
และความผาสุกใหแ กประชาชนไดอยา งแทจรงิ

พลตํารวจโท ( รอย อิงคไพโรจน )
ผูบ ญั ชาการศึกษา

1

ÊÒúÑÞ Ë¹ŒÒ

ÇªÔ Ò ¹μÔ ÔÇÔ·ÂÒÈÒÊμÏáÅСÒþÔÊÙ¨¹Ë ÅÑ¡°Ò¹

º··èÕ ๑ ¹ÔμÔÇÔ·ÂÒÈÒÊμÃᏠÅСÒþÔʨ٠¹Ë Å¡Ñ °Ò¹ ñ
๑. ความหมายของนิติวิทยาศาสตร ๑
๒. ขอบเขตเน้ือหาของวิชานติ ิวทิ ยาศาสตร ๒
๓. ประโยชนข องวชิ านติ ิวิทยาศาสตร ๒
๔. หนวยงานทมี่ ภี ารกิจทางดานงานนติ ิวทิ ยาศาสตร ๓
๕. การพิสูจนห ลักฐาน ๕
๖. ประวัติความเปน มาของการพิสูจนหลกั ฐาน ๗
๗. พยานหลกั ฐานและการวเิ คราะห ๘
๘. วตั ถุพยาน ๑๐

º··Õè ò ÇμÑ ¶Ø¾ÂÒ¹·Ò§ÇÔ·ÂÒÈÒÊμÏ ñù
ประเภทของวัตถุพยานทางวทิ ยาศาสตร ๑๙
๑. วัตถพุ ยานประเภทลายน้วิ มือ ลายฝามอื และฝาเทา ๑๙
๒. วตั ถพุ ยานประเภทเอกสาร ๒๗
๓. วตั ถพุ ยานประเภทอาวธุ ปนและเครื่องกระสุนปน ๓๒
๔. วัตถพุ ยานประเภทชีววิทยา ๔๕
๕. วตั ถพุ ยานประเภทยาเสพตดิ ๔๙
๖. วัตถพุ ยานประเภทอุปกรณค อมพวิ เตอร และอปุ กรณอิเล็กทรอนิกส ๕๖
๗. วัตถพุ ยานประเภท เคมี ฟสิกส ๕๙
๘. วัตถุพยานประเภทอน่ื ๆ ๖๐

º··èÕ ó ¡Òû͇ §¡Ñ¹Ã¡Ñ ÉÒʶҹ·Õèà¡´Ô àËμØ ñó÷
๑. ความหมายของสถานทีเ่ กิดเหตุ ๑๓๗
๒. ความสําคญั ของสถานทีเ่ กิดเหตุ ๑๓๘
๓. ขน้ั ตอนการตรวจสถานทเี่ กดิ เหตุ ๑๓๘
๔. การปอ งกันรกั ษาสถานท่ีเกิดเหตุ ๑๔๐
๕. การถา ยภาพในงานสถานทเ่ี กิดเหตุ ๑๔๒
๖. การเกบ็ รวบรวมและรกั ษาวัตถพุ ยาน ๑๔๒
๗. แบบฟอรม บันทึกรายการ/บัญชวี ตั ถุพยาน หรือหวงโซแ หงการรกั ษาวัตถพุ ยาน ๑๕๐

º··Õè ô ¹ÔμàÔ ÇªÈÒÊμÏ ˹Ҍ
๑. ความหมายของนิติเวชศาสตร ñõñ
๒. การพสิ ูจนบคุ คล ๑๕๑
๓. การตายและเปลี่ยนแปลงหลงั การตาย ๑๕๒
๔. สาเหตกุ ารตาย ๑๕๖
๑๖๑
º··Õè õ à¤ÃÍè× §ÁÍ× ·Ò§ÇÔ·ÂÒÈÒÊμÏ·èÕÊÒÁÒö¹íÒÁÒʹѺʹ¹Ø §Ò¹Êº× ÊǹÊͺÊǹ ñ÷ñ
àÍ¡ÊÒÃ͌ҧÍÔ§ ñ÷ö

ÇÔªÒ ÊÊ. (CI) òòõðò
¹μÔ ÇÔ Ô·ÂÒÈÒÊμÏ

¤³Ð¼ÙŒ¨´Ñ ทาํ

ñ. ¾Å.μ.·.ÃÍ ÍÔ§¤ä¾â蹏 ¼ºª.È. ·èÕ»Ã¡Ö ÉÒ
ò. ¾Å.μ.μ.ÈáÄɳ á¡ÇŒ ¼Å¡Ö Ãͧ ¼ºª.È. ·»èÕ Ã¡Ö ÉÒ
ó. ¾.μ.·.ËÞ§Ô ÈÔÃÔ»ÃÐÀÒ ÃμÑ μÑސ٠¹Ç·.(ʺ ó)
¡ÅÁ‹Ø §Ò¹μÃǨʶҹ·àèÕ ¡´Ô àËμØ
¾°¡.ʾ°.μÃ.
ô. ¾.μ.·.ËÞ§Ô ªÈÙ ÃÕ ·Í§Á¹μ ÍÒ¨ÒÏ(ʺ ó) ¡Í¨.ȽÃ.À.ô

1



º··Õè ñ

¹ÔμÔÇ·Ô ÂÒÈÒÊμÏáÅСÒþÔʨ٠¹Ë ÅÑ¡°Ò¹

ÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤

๑. เพื่อใหทราบถึงความหมาย ประวัติความเปนมาของนิติวิทยาศาสตรและการพิสูจน
หลกั ฐาน รวมไปถึง โครงสรา งของสาํ นกั งานพสิ ูจนห ลกั ฐานตํารวจ

๒. เพือ่ ใหทราบถึงชนิดและประเภทของพยานหลกั ฐาน
๓. เพื่อใหม คี วามรูเก่ยี วกบั การใชว ัตถพุ ยานในการสืบสวนคดีอาชญากรรม

สังคมในปจจุบันมีคดีอาชญากรรมตาง ๆ เกิดข้ึนมากมายทั้งในคดีอาญาและคดีแพง
โดยเม่ือคดีเหลาน้ีไดข้ึนสูศาลยุติธรรม การตอสูทางคดี ทั้งในสวนขอเท็จจริงหรือขอกฎหมาย ต้ังแต
ศาลชน้ั ตน ศาลอทุ ธรณถ งึ ศาลฎกี า จนออกมาเปน คาํ พพิ ากษาซงึ่ ถอื วา คดถี งึ ทสี่ ดุ ระหวา งการพจิ ารณา
คดนี ้นั จะมีการรับฟงพยานหลกั ฐานตา งๆ เชน พยานบคุ คล พยานเอกสาร พยานวัตถุ อันเปนพยาน
หลกั ฐานที่ระบุไวใ นกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญาในคดีตาง ๆ ท่เี กดิ ขึน้ นน้ั มีทงั้ คดีท่รี ตู ัวผกู ระทาํ
ความผดิ และไมร ตู วั ผกู ระทาํ ความผดิ กรณที ร่ี ตู วั ผกู ระทาํ ความผดิ การตรวจพสิ จู นด า นนติ วิ ทิ ยาศาสตร
จะเปนตัวชวยในการลงโทษผูกระทําความผิดอยางเหมาะสม กรณีท่ีไมรูตัวผูกระทําความผิด
การตรวจพิสูจนดานนิติวิทยาศาสตรจะชวยพิสูจนหาตัวผูกระทําความผิด เพื่อนํามาดําเนินคดี
ในกระบวนการยุติธรรมตอไป ปจ จบุ ันไดมีการนาํ นิตวิ ิทยาศาสตรมาใชค วบคูกับกระบวนการยตุ ธิ รรม
ซึ่งมีความสําคัญมากในตางประเทศ เพ่ือลดการโตแยงความหวาดระแวงระหวางผูควบคุมกฎหมาย
กับผูถูกกลา วหา เพราะวทิ ยาศาสตรเ ปน เรอ่ื งหลักการ และเหตุผลที่เปน จริงสามารถพสิ ูจนไ ด

ñ. ¤ÇÒÁËÁÒ¢ͧ¹ÔμÇÔ ·Ô ÂÒÈÒÊμÏ

นิติวิทยาศาสตร (Forensic Science) คือ “การนําความรูทางวิทยาศาสตรทุกสาขา
มาประยุกตใ ช เพอื่ พสิ ูจนข อเทจ็ จรงิ ในคดีความเพ่อื ผลในการบงั คับใชก ฎหมาย และการลงโทษ”

จากความหมายดังกลาว นิติวิทยาศาสตรจึงเปนการนําวิทยาศาสตรทุกสาขามาใช
เพือ่ ประโยชนแหงกฎหมาย ซ่ึงประโยชนแหงกฎหมายในทน่ี ไี้ ดแก

๑) ประโยชนท างนิตบิ ญั ญตั ิ
๒) ประโยชนของการคล่ีคลายปญหา และพิสูจนขอเท็จจริงในคดีความเพื่อผลในการ
บังคบั ใชกฎหมาย และการลงโทษ



ò. ¢Íºà¢μà¹×Íé ËÒ¢Í§ÇªÔ Ò¹μÔ ÇÔ ·Ô ÂÒÈÒÊμÏ

ขอบเขตของนิติวิทยาศาสตรมีหลากหลายวิชา สวนท่ีจะใหมีความรูในสวนของวิชา
นติ ิวทิ ยาศาสตรน ้ี จะประกอบไปดวย

๒.๑ การตรวจสถานทีเ่ กิดเหตุ
๒.๒ การพิสจู นห ลักฐาน
๒.๓ นติ ิเวชศาสตร

ó. »ÃÐ⪹¢ ͧÇÔªÒ¹ÔμÔÇ·Ô ÂÒÈÒÊμÏ

การอํานวยความยุติธรรม (Enhancement of Justice) ถือเปนภารกิจสําคัญพ้ืนฐาน
ของรฐั (A basic function of state) ซงึ่ รฐั จะตอ งดาํ เนนิ การอาํ นวยความยตุ ธิ รรมโดยการจดั การบรหิ าร
องคการในกระบวนการยุติธรรมใหเปนท่ีพึงพอใจของประชาชน และเปนสากลตามหลักนิติธรรม
(The Rule Of Law) จุดมุงหมายหลักในการอํานวยความยุติธรรม คือ การใหประชาชนท่ีเขาสู
กระบวนการยตุ ิธรรมไดร บั ความสะดวก รวดเรว็ ประหยดั และเปน ธรรม

ปจจุบันเม่ือเกิดคดีอาชญากรรมข้ึน การที่จะเอาตัวผูกระทําผิดท่ีแทจริงมาลงโทษ
ตามกระบวนการยุติธรรมนั้นเปนเรื่องท่ีสําคัญอยางยิ่ง โดยเฉพาะจะตองมีการตรวจสถานท่ีเกิดเหตุ
เพอื่ รวบรวมพยานหลักฐานมายืนยนั ใหสามารถพิสจู นค วามผดิ ไดอยา งชดั เจน ดงั นัน้ ในตา งประเทศ
เชน ญ่ปี ุน สหรฐั อเมรกิ า ไดม ีการนาํ เอาความรทู างดานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีตา ง ๆ มาพัฒนา
ใชใ นการตรวจสถานท่เี กดิ เหตุ และการตรวจพสิ ูจนหลกั ฐานตา ง ๆ ใหไ ดผลที่ถกู ตอ งแทจ ริงตามหลัก
วิทยาศาสตร ซงึ่ ไดผ ลอยางดยี ิ่งในการสืบสวนติดตามหาคนรายตาง ๆ

จากขอ ความขางตน พอท่ีจะสรุปประโยชนข องนติ วิ ทิ ยาศาสตรไ ดดงั น้ี
๓.๑ การตรวจพบรองรอยและวัตถุพยานตาง ๆ จากการเขาตรวจสถานที่เกิดเหตุ
ของผูชํานาญหรือผูเช่ียวชาญ ทําใหสามารถวิเคราะหพฤติการณแหงการกระทําความผิด และใชเปน
แนวทางในการสืบสวนหาตวั ผูกระทาํ ความผิดไดอ ยางแมน ยําและรวดเรว็
๓.๒ ผลการตรวจพิสูจน หรือตรวจพิสูจนเปรียบเทียบรองรอยและวัตถุพยาน
ในหอ งปฏบิ ัตกิ ารสามารถสนบั สนนุ งานสอบสวนไดอยา งดี
๓.๓ นติ วิ ทิ ยาศาสตร เปน สว นสาํ คญั ในการสบื สวนสาเหตแุ หง คดี และนาํ ไปสกู ารจบั ตวั
ผกู ระทาํ ความผดิ ดว ยหลกั เกณฑ กฎเกณฑท างวทิ ยาศาสตร และแพทยศาสตรส าขาตา ง ๆ มาประยกุ ตก นั
ซึ่งผลการตรวจพิสูจนทางนิติวิทยาศาสตรเปนที่ยอมรับในสากลทั่วโลก ทําใหการจับกุมตัวคนราย
ถกู ตองแมนยําไมผดิ ตวั เกดิ ความปลอดภัยสงู ตอ เจาหนา ทต่ี าํ รวจ ดงั คํากลา วท่ีวา “การสืบสวนจับกมุ
คนรายท่ีใตโ ตะ”



ô. ˹Nj §ҹ·èÕÁÕÀÒáԨ·Ò§´ŒÒ¹§Ò¹¹μÔ ÇÔ ·Ô ÂÒÈÒÊμÏ

สาํ นกั งานพสิ จู นห ลกั ฐานตาํ รวจ เปน หนว ยงานระดบั กองบญั ชาการของสาํ นกั งานตาํ รวจ
แหง ชาติ ซงึ่ มภี ารกจิ เกยี่ วกบั การพสิ จู นห ลกั ฐาน วทิ ยาการตาํ รวจ การตรวจสถานทเ่ี กดิ เหตุ การถา ยรปู
การทะเบยี นประวตั อิ าชญากร การจดั เกบ็ สารบบลายพมิ พน ว้ิ มอื และการตรวจสอบประวตั กิ ารกระทาํ
ความผิดของผูตองหาและบุคคลทั่วราชอาณาจักร เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานสืบสวนสอบสวนของ
หนวยงานอ่ืน ๆ โครงสรางของสาํ นกั งานพสิ จู นหลักฐานตาํ รวจ มีรายละเอียดดงั น้ี

สํา¹Ñ¡§Ò¹¾Ôʨ٠¹ËÅ¡Ñ °Ò¹ตําÃǨ

ศูนยขอมูลวตั ถรุ ะเบิด กลมุ งานพสิ ูจนเ อกลักษณบุคคล
(ผกก.หน.) (ผกก.หน.)

กองบังคบั การ กองพสิ จู น ศนู ยพ ิสูจน สถาบันฝกอบรม กองทะเบียน
อาํ นวยการ หลกั ฐานกลาง หลกั ฐาน ๑ - ๑๐ และวจิ ัยการพสิ ูจน ประวตั อิ าชญากร

หลักฐานตาํ รวจ

สํา¹¡Ñ §Ò¹¾ÔÊÙ¨¹ËÅÑ¡°Ò¹ตําÃǨ ๔

Èٹ¢ ÍŒ ÁÅÙ ÇÑμ¶ÃØ Ðàº´Ô ¡Å‹ØÁ§Ò¹¾Ôʨ٠¹àÍ¡Åѡɳº¤Ø ¤Å
(¼¡¡.˹.) (¼¡¡.˹.)

¡Í§º§Ñ ¤Ñº¡ÒÃอาํ ¹Ç¡Òà ¡Í§¾ÊÔ Ù¨¹ËÅÑ¡°Ò¹¡ÅÒ§ Èٹ¾Ôʨ٠¹ËÅ¡Ñ °Ò¹ ñ-ñð ʶҺ¹Ñ ½ƒ¡ÍºÃÁáÅÐÇ¨Ô ÂÑ ¡Í§·ÐàºÂÕ ¹»ÃÐÇμÑ ÍÔ ÒªÞÒ¡Ã
¡ÒþÊÔ ¨Ù ¹Ë Å¡Ñ °Ò¹ตาํ ÃǨ - ฝา ยอาํ นวยการ
- ฝา ยทะเบยี นประวตั อิ าชญากร ๑
- ฝา ยธุรการและกําลงั พล - ฝา ยอาํ นวยการ - ฝา ยอํานวยการ - ฝายอาํ นวยการ (ประกาศ สบื จบั แผนประทษุ รา ย)
- ฝายยุทธศาสตร (รวมงานเทคโน) - กลมุ งานตรวจสถานทเี่ กดิ เหตุ (รวมงานเทคโน) - ฝา ยทะเบยี นประวตั อิ าชญากร ๒
- ฝา ยสง กาํ ลงั บํารุง - กลุมงานตรวจเอกสาร
- ฝา ยงบประมาณและการเงนิ - กลมุ งานตรวจสถานทเ่ี กดิ เหตุ - กลมุ งานตรวจอาวธุ ปน - ฝา ยฝกอบรม (สมดุ ภาพคนรา ย)
- ฝายกฎหมายและวินยั - กลุมงานตรวจเอกสาร - ฝา ยปกครอง - ฝา ยทะเบยี นประวตั อิ าชญากร ๓
- ฝายเทคโนโลยีและ - กลมุ งานตรวจอาวธุ ปน และเครือ่ งกระสุน - กลมุ งานมาตรฐาน
- กลมุ งานตรวจทางเคมฟี ส กิ ส - กลมุ งานผูเชี่ยวชาญ (ตรวจประวตั )ิ
สารสนเทศ และเคร่ืองกระสุน - กลุม งานตรวจยาเสพติด - ฝา ยทะเบยี นประวตั อิ าชญากร ๔
- กลมุ งานตรวจทางเคมฟี ส กิ ส - กลมุ งานตรวจลายนว้ิ มอื แฝง
- กลมุ งานตรวจยาเสพติด - กลุมงานตรวจชีววิทยา (ลายพมิ พน้ิวมอื ผูต อ งหา)
- กลมุ งานตรวจลายนว้ิ มอื แฝง - ฝา ยทะเบยี นประวตั อิ าชญากร ๕
- กลุมงานตรวจชวี วทิ ยา และดเี อน็ เอ
- กลุม งานตรวจพิสจู น (ลายพมิ พน วิ้ มอื ผขู ออนญุ าต)
และดีเอน็ เอ อาชญากรรมคอมพวิ เตอร - ฝา ยทะเบยี นประวตั อิ าชญากร ๖
- กลมุ งานตรวจพสิ จู น - กลุมงานผเู ช่ยี วชาญ (จัดทําและรับรองประวัติการ
อาชญากรรมคอมพวิ เตอร - พิสจู นหลกั ฐานจงั หวดั
- กลุมงานผเู ช่ียวชาญ กระทําความผดิ )
- ฝา ยทะเบยี นประวตั อิ าชญากร ๗
(ตรวจสอบคณุ ภาพลายพมิ พน ว้ิ มอื )
- กลุมงานผเู ชี่ยวชาญ



õ. ¡ÒþÊÔ ¨Ù ¹Ë Å¡Ñ °Ò¹ (Criminalities)

คําวา Criminalities เปนศัพทที่ไมแพรหลายมากนักในประเทศไทย จะมีผูคุนเคยและ
ใชอยูกใ็ นเฉพาะแวดวงจํากดั ตรงขามกันกบั Forensic Science (นติ วิ ทิ ยาศาสตร) ซึ่งดจู ะแพรห ลาย
และเปน ทค่ี นุ เคยมากในหลายวงการ เชน ตาํ รวจ ทนายความ อยั การ และศาล เปน ตน ตามคาํ อธบิ าย
ของสมาคมนักพิสูจนหลักฐานแหงรัฐแคลิฟอรเนีย (California Association of Criminalizes)
ซ่ึงไดใหไวเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ มีวา “Criminalities is that profession and
scientific discipline to the recognition, identification and evaluation of physical evidence
by application of the natural sciences to law-science matter” หากถอดความหมายของคาํ วา
Criminalisties น้ีออกมาอยางคราว ๆ จะไดวาการพิสูจนหลักฐานเปนกฎเกณฑท้ังทางวิชาชีพ
และทางวทิ ยาศาสตร ซง่ึ มงุ ในการใหก ารรบั รอง การชเี้ ฉพาะ การจาํ แนกและการตคี วามหมายของพยานวตั ถุ
โดยนาํ วิทยาศาสตรธรรมชาติมาประยุกตใ ชใ นกรณีทเี่ กย่ี วขอ ง ระหวางกฎหมายกบั วิทยาศาสตร

คําจํากัดความนี้หากจะขยายใหชัดเจนอาจกลาวไดวาเปนศาสตรแขนงหน่ึงซึ่งอาศัย
กฎเกณฑ ทฤษฎีตาง ๆ ของวิทยาศาสตรหลายสาขา เชน เคมี ฟสิกส ชีววิทยา มารวมกันภายใต
กําหนดกฎเกณฑแหงกฎหมาย เพื่อบรรลุจุดประสงคสําคัญคือ การพิสูจนการกระทําผิด หรือ
ความบรสิ ุทธ์ิ ของผถู กู กลาวหา

คุณสมบัติที่ทําใหวิชา Criminalities เปนท่ียอมรับวาเปนวิชาการอิสระสาขาหนึ่ง
เชนเดียวกับสาขาวิชาอื่น ๆ ก็คือ มีสายใยซ่ึงเช่ือมโยงกับหลักเกณฑทฤษฎีตาง ๆ เขาดวยกัน
เปน กลมุ กอ น หลกั ทฤษฎีทีว่ านม้ี ีหวั ใจสาํ คญั อยทู ่ี

๑. การจําแนก (INDIVIDUALIZATION) เปนการแสดงเห็นความแตกตาง
การจัดวัตถุ จัดประเภท เชน กรณีรถหายแจงความกับตํารวจ เมื่อตํารวจพบรถ ผูเสียหายตอง
สอบถามกอ นวา เปนรถชนิดอะไร สไี หน ย่หี ออะไร นน้ั คือการจาํ แนกกอ นที่จะมาถึงขัน้ ตอนชี้เฉพาะ
(Identification)

๒. การชเ้ี ฉพาะ (IDENTIFICATION) ทางดา นวชิ าปรชั ญาไดใ หค าํ อธบิ ายของ Identity
ไววา คือ ความหายาก หรือสิ่งที่มีเพียงหน่ึงเทาน้ัน ไมสามารถนําสิ่งอ่ืนมาทดแทนได ฉะนั้น
ของสองสง่ิ กจ็ ะไมเ ปน Identical กนั ไดน อกจากตวั ของมนั เอง และ Criminalities ไดเ ขา มามบี ทบาท
ก็เพราะความหมายน้ี Identification ก็เปนกรรมวิธีท่ีจะจัดใหส่ิงของที่มีตัวตนส่ิงหนึ่ง ใหไปรวมอยู
ในประเภทหรือจําพวกที่ไดกําหนดขอบเขต หรือคุณลักษณะตายตัวเอาไว เชน Fingerprint
Identification ไดแ ก การตรวจสอบลายนว้ิ มอื ตอ งสงสยั วา จะเกดิ จากลายนวิ้ มอื ของบคุ คลทตี่ อ งสงสยั
หรอื ไม โดยอาศยั หลกั กําหนดตายตวั ไวแ ลว ในเร่อื งจาํ นวน และชนดิ ของลักษณะสําคญั พเิ ศษตาง ๆ
ของลายเสน นว้ิ มอื เปน ตน Identification ตองอาศัยคุณลกั ษณะ ๒ ประการ

๒.๑ คุณลักษณะโดยท่ัวไป (Class Characteristics) คือ ลักษณะท่ีปรากฏ
เหมอื นกนั โดยทวั่ ไปตามปกติ เชน เมอ่ื คนรา ยลงมอื กอ อาชญากรรมในสถานทใ่ี ด ยอ มมกี ารทงิ้ รอ งรอย



และพยานหลกั ฐานไวใ นสถานทน่ี น้ั เสมอเปน กฎตายตวั ไมม กี ารกอ อาชญากรรมใดทค่ี นรา ยจะทาํ ลาย
หลักฐานไดอยางหมดจดแนบเนียน เพราะคนเราแตละคนมีลักษณะรูปแบบความเคยชินแตละคน
แตกตา งกนั สงิ่ ทค่ี นรา ยอาจจะทงิ้ ไว ไดแ ก รอยรองเทา เปอ นเลอื ดทป่ี รากฏเปน รอยพนื้ ของรองเทา ยห่ี อ ใด
รุนใด ผลติ ป พ.ศ. ใด ก็จะมลี กั ษณะรอยพืน้ เปนลวดลายเหมอื นกันท้งั หมด (ขอแบบลายพ้ืนไดจาก
บรษิ ทั ผูผลติ : ควรนาํ มาเก็บรวบรวมไวเ ปนระบบเพ่ือใชในการเปรียบเทยี บ)

๒.๒ คณุ ลกั ษณะเฉพาะ (Individual Characteristics) คอื ลกั ษณะทปี่ รากฏแตกตา ง
ออกไปจากปกติ เชน รอยพ้ืนรองเทาเปอนเลือดที่ปรากฏ มีรอยสึกจากการใสใชงานท่ีสนรองเทา
จะมลี กั ษณะแตกตา งกนั ไปแตล ะคจู ะไมเ หมอื นกนั นกั พสิ จู นห ลกั ฐานคอื Criminality นน้ั มภี าระหนา ท่ี
ที่จะศึกษาพยานหลักฐานไมวาจะเปนลายพิมพน้ิวมือ ลายพิมพนิ้วมือแฝงหรือลูกกระสุนปนก็ตาม
เพอื่ ทจ่ี ะหา Class และ Individual Characteristics ออกมา เพอื่ เปน เครอ่ื งพสิ จู นก าร Identity ระหวา ง
พยานวัตถุที่ไดจากสถานที่เกิดเหตุกับวัตถุตัวอยางที่ทราบแหลงท่ีมาแลว Class Characteristics
เปนรากฐานของการ Identification สวน Individual Characteristics เปนส่ิงที่ใชบอก Identity
ตัวอยา งแสดงท่มี าของ Class และ Individual Characteristics

ประเภทของพยานหลักฐาน Characteristics
Class Individual

ของเหลวไมมีสี แอลกอฮอล เอทิลแอลกอฮอล

วัตถุผงสขี าว แอลคาลอยด เฮโรอีน
ส่ิงท่สี งสยั วาเปนคราบอสจุ ิ
เม่ือลูบดูแลวแข็งกระดางทดสอบ ตวั สเปอรม ทย่ี งั มีชีวิต
แลวใหผลบวกกับเอซดิ ฟอสฟาเตส และสมบรู ณ

ลกู กระสุนปน ขนาด, จาํ นวนรอ งเกลยี ว สนั เกลยี ว รองรอยลายเสนภายในรอง

และเวียนซาย ขวา เกลยี ว

รอยรองเทา ลักษณะของพ้ืนและสนรองเทา ลักษณะการสึกหรอ หรือ
ตลอดจนรุนหรือแบบ หรือบริษัท รอ งรอยเสยี หายจากการใชง าน
ผูผลิต

Individual Characteristics นนั้ อาจจะมกี ารกาํ เนิดมาจากเหตใุ ด ๆ ดงั ตอ ไปนี้
ปรากฏการณท างธรรมชาติ เชน ลกั ษณะของลายเสน ของนว้ิ มือ นว้ิ เทา รอ งรอยความ
ไมเรียบรอยบนพ้ืนรองเทาซึ่งผลิตมาจากโรงงาน หรือรอยอันเกิดจากเหล็กสวานท่ีใชเจาะภายใน
ลํากลองปน การเสียหายเล็กนอยจากการใชงานไมเหมาะสม เชน กรณีท่ีใชเครื่องมือที่ไมเหมาะสม



กบั ชนดิ ของงาน การใชม ดี ทาํ ครวั ในการผา ฟน , การเสยี หายมากๆ จากการใชง านผดิ ๆ, การใชเ ครอ่ื งมอื
อยางไมระมัดระวัง (ใชเลื่อยไมไปตัดโคนเหล็ก หรือการใชขวานผาตูเซฟซ่ึงเปนโลหะท่ีหนามาก ๆ)
การสึกหรอไมสม่ําเสมอ หรือโดยอุบัติเหตุ เชน ยางรถยนตซึ่งสึกหรอไมเทากันทั้งหนายาง
เน่ืองมาจากต้ังศูนยไมดี หรือรอยถลอกบริเวณสนรองเทา รอยลึกที่ปรากฏเพียงบางสวนของ
รอยรองเทา อนั เกิดจากลักษณะการเดนิ เปนตน

ö. »ÃÐÇμÑ Ô¤ÇÒÁ໚¹ÁҢͧ¡ÒþÊÔ ¨Ù ¹Ë Å¡Ñ °Ò¹ (Criminalities)

ค.ศ. ๑๘๖๐ Alphonse Bertillon นกั วทิ ยาศาสตรด านสถติ ิ ไดเปน ผวู างรากฐานของ
วิชา “Identification” หรือหลักการช้ีตัวบุคคลซ่ึงมีช่ือเรียกวา “Anthropometry” โดยอาศัยหลัก
ทีว่ า บุคคลสองคนไมมโี อกาสทจ่ี ะมขี นาดของรา งกายตรงกนั ทกุ ประการได เขาจัดระบบการวดั ขนาด
ของอวยั วะสว นตา งๆ ของรา งกายไวเ พอ่ื เปน หลกั ฐานการชต้ี วั บคุ คลจนเปน ทยี่ อมรบั และนาํ มาใชเ ปน
ครง้ั แรกในป ค.ศ. ๑๘๘๒ โดย Bureau of Identification ณ กรงุ ปารีส ประเทศฝร่ังเศส

ค.ศ. ๑๘๙๐ วิธี “Anthropometry” ไดเกิดปญหาข้ึน เม่ือมีนักโทษใหมถูกวัดขนาด
ของรางกายไดสถิติตรงกับคนท่ีเคยถูกจําคุกมาแลว ขอสรุปท่ีวา แตละบุคคลมีรางกายที่ไมเทากัน
จงึ ถกู ลบลา งไป ตอ มา Sir Edward Henry ชาวองั กฤษซง่ึ ปฏบิ ตั ริ าชการในประเทศอนิ เดยี ไดท ดสอบ
พฤติกรรมชาวอินเดีย ท่ียืมเงินกันแลวมีการประทับลายมือ ผลการทดสอบสรุปไดวา แตละคนจะมี
ลายนว้ิ มอื ทแี่ ตกตา งกนั จงึ ไดเ ขยี นบทความลงในนติ ยสาร Nature และเรยี กวธิ นี วี้ า “Dactylograph”
ในเวลาเดียวกัน Juan Vucetichy ในอารเจนตินาไดสรางระบบการจําแนก ตัวบุคคลโดยพิสูจน
ลายน้ิวมอื ข้ึน อนงึ่ Sir Edward Henry และ Juan Vucetich ไมไ ดรว มมือกนั แตไดคน พบในเวลา
ใกลเ คยี งกนั โดย Sir Edward Henry ไดน าํ มาเผยแพรใ นยโุ รป แต Juan Vucetich นาํ มาเผยแพรใ นอเมรกิ า
ตอ มาอเมรกิ า ไดน าํ ๒ ระบบนซี้ งึ่ มคี วามคลา ยคลงึ กนั มารวมกนั แลว ใชม าจนถงึ ปจ จบุ นั เชน ท่ี F.B.I.

ค.ศ. ๑๘๘๖ Landsteiner นักชีววิทยาชาวสวีเดนพบวิธีการถายเลือดเพื่อชวยชีวิต
และแบงกลมุ เลอื ดเปน ๔ กลมุ คือ | ,|| ,|| |,|||| ในเวลาตอมาเปล่ียนเปน A,B,AB,O

ค.ศ.๑๙๑๐ พบวิชาการถายภาพ “Photography” ถายภาพเก็บประวัติคนราย
ประกอบลายนิ้วมือ ใชบันทึกภาพผูที่เกี่ยวของกับคดี ถายภาพสถานท่ีเกิดเหตุ ซ่ึงไมมีการลบเลือน
หรอื สญู หาย และใชถายภาพทางวิทยาศาสตร เชน ภาพถายดาวเทียม

ค.ศ.๑๙๖๓ คนพบพลังงานนิวเคลียร เพื่อประโยชนในดานการรบ นอกจากนั้นยังมี
ประโยชนในดานอุตสาหกรรม ในปจจุบันไดมีการปรับปรุงเคร่ืองมือเครื่องใชตางๆ ในการสืบสวน
หาตวั คนรา ยและพสิ จู นค วามผดิ ใหก า วหนา ทนั สมยั ขน้ึ กวา เดมิ เปน อยา งมาก ทางดา น Criminalistics
ก็เชนเดียวกัน ไดมีการนําเทคนิคทางวิทยาศาสตรใหมๆ ตลอดจนเคร่ืองมีการตรวจวิเคราะห
ตาง ๆ มาใชเชนกัน เทคนิคดังกลาวน้ีไดแก การใชเครื่องมือ เชน Infrared Spectrophotometer,
Electron Microscope ทั้ง Scanning และ Transmission, Atomic Absorption Gas และ Liquid
Chromatography, Polygraph (เครื่องจับเท็จ), Sound Spectrograph (เคร่ืองพิสูจนเสียง),
Polylight (เปน อปุ กรณทต่ี รวจหาโดยอาศัยการเรอื งแสงของพยานวตั ถุ) เปน ตน



ศ.นพ.วิฑูรย อ้งึ ประพนั ธ ไดแ บงขอบเขตวิชาพสิ ูจนหลักฐานไวดังนี้
(๑) การตรวจลายนิว้ มือ รวมทงั้ ระบบลายพิมพน ิ้วมืออตั โนมตั ิ (AFIS)
(๒) การตรวจเอกสาร ไดแก การตรวจหมึกพิมพ ตรวจลายเซน็ ลายมอื เขียน ตรวจอายุ
เอกสาร เปนตน
(๓) การตรวจอาวุธปนและกระสุนปน ของกลาง (Forensic Ballistics)
(๔) การตรวจสถานที่เกิดเหตุและการถายรูป (Crime Scene Investigation and
Forensic Photography)
(๕) การตรวจทางเคมี (Forensic Chemistry) ในการวเิ คราะหส ารตา ง ๆ เพอื่ นาํ ไปเปน
พยานในศาล
(๖) การตรวจทางฟส ิกส (Forensic Physics) เชน การตรวจลักษณะของเศษแกวซึง่ เปน
ของกลางในคดี
(๗) การตรวจพยานวัตถุทางชีววิทยา (Biological Trace Evidence) เชน การตรวจ
เสนผม เสนขน การตรวจหาหมูเลอื ด
กลา วโดยสรปุ แลว ไมว า จะเปน สาขาใดกต็ ามของนติ วิ ทิ ยาศาสตรต า งมจี ดุ มงุ หมายเดยี วกนั
คอื การนาํ ความรทู างวชิ าการผนวกเขา กบั ประสบการณแ ละความชาํ นาญมาประยกุ ตใ ชเ พอ่ื ประโยชน
ของกระบวนการยุติธรรมในกรณีที่เก่ยี วของระหวา งกฎหมายและวทิ ยาศาสตร

÷. ¾ÂÒ¹ËÅ¡Ñ °Ò¹áÅСÒÃÇÔà¤ÃÒÐˏ

เม่ือมีการกระทําท่ีกฎหมายบัญญัติวาเปนความผิดเกิดขึ้น สถานที่เกิดเหตุ จึงเปน
จดุ เรมิ่ ตน ของการดาํ เนนิ การตา ง ๆ เพอื่ ใหไ ดม าซงึ่ พยานหลกั ฐานทส่ี ามารถนาํ มาพสิ จู นถ งึ การกระทาํ
และตัวผูกระทําความผิด และนําผลท่ีไดมาประมวลเหตุการณใหไดขอสรุปที่แทจริงแหงรายละเอียด
ของคดี เพ่ือสนับสนุนงานสืบสวนสอบสวน และใชเปนพยานหลักฐานที่นําเสนอตอศาลในการ
ปฏบิ ตั งิ านของเจา หนา ทที่ เ่ี กย่ี วขอ งภายหลงั การเกดิ เหตุ จะเหน็ ไดว า พยานหลกั ฐานทางนติ วิ ทิ ยาศาสตร
เปน สิง่ สําคัญในการชวยคลี่คลายคดอี าชญากรรมตาง ๆ

÷.ñ ¤ÇÒÁËÁÒ¢ͧ¾ÂÒ¹ËÅ¡Ñ °Ò¹
¾ÂÒ¹ËÅÑ¡°Ò¹ หมายถึง ส่ิงใดท่ีสามารถจับตองไดตามกฎหมาย และเปนสิ่ง

ที่สามารถนําเสนอในชั้นศาล เพื่อพิสูจนถึงขอเท็จจริงในคดีได ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา ๒๒๖ “พยานหลักฐาน” หมายถึง พยานหลักฐาน เอกสารหรือพยานบุคคล
ตลอดจนหลกั ฐานอืน่ ๆ ซึ่งอาจเปน เครอื่ งพิสูจนการกระทําผิดได ตัวอยางเชน

- บุคคลผใู ดไดร ูเห็นพฤติกรรมในการกระทําผดิ ของคนรา ย ถอื เปน พยานบุคคล
- เอกสารตา ง ๆ ทไ่ี ดก ระทาํ ขน้ึ โดยชอบหรอื มชิ อบดว ยกฎหมายกด็ ี และกระทาํ ขนึ้
โดยผูร ายหรอื บุคคลหนง่ึ บคุ คลใดก็ตาม ถอื เปน พยานเอกสาร



- วตั ถุตาง ๆ ท่ีคนรายใชเ ปนเครือ่ งมือในการกระทําผดิ ซ่งึ ตรวจพบในสถานที่
เกดิ เหตุ ถือเปน พยานวัตถุ

โอกาสที่คนจะประกอบความผิดโดยไมท้ิงรองรอยพยานหลักฐานไวน้ัน เปนไป
ไดยากมาก ในกรณีปกติพยานหลักฐานที่จะชวยในการนําคนผิดไปฟองลงโทษไดน้ัน จะเปนพยาน
บุคคลเสียเปนสวนใหญ นั่นก็คือ อาชญากรถูกชี้ตัวโดยผูเสียหาย พยานผูรูเห็นเหตุการณหรือจาก
คาํ รบั สารภาพของตวั ผกู ระทาํ ผดิ เอง ดงั นน้ั จะเหน็ วา แนวทางการสบื สวนของเจา หนา ทตี่ าํ รวจ จะมงุ หา
พยานบุคคลกอนเปนอันดับแรก เพราะเปนส่ิงท่ีหาไดโดยงายและความรูความสามารถของพนักงาน
สอบสวนในอันที่จะเคนเอาความจริง หรือเจรจาหวานลอมใหพยานทบทวนเหตุการณท่ีพบเห็นมา
เปนสิ่งที่พนักงานสอบสวนไดรับการถายทอด ฝกฝนและปลูกฝงติดตอกันมาหลายยุคหลายสมัยแลว
แตม หี ลายครง้ั ทไี่ มส ามารถหาพยานบคุ คลมาใชไ ด อยา งเชน กรณคี นรา ยฆา เจา ทกุ ขจ นถงึ แกค วามตาย
และในคดีกระทําความผิดตอทรัพยท่ีเกิดขึ้นตอนคํ่าคืนปราศจากผูรูเห็น เปนตน พยานท่ีพนักงาน
สอบสวนจะหาไดก รณีนี้ กม็ เี พียงแตพ ยานวตั ถุเทานั้น

นอกจากนี้การใชพยานบุคคลยังมีปญหาตอรูปคดี เชน พยานไมมาใหการท่ีศาล
พยานกลับคําใหการในช้ันศาล พยานลืมรายละเอียดในเหตุการณที่พยานรูเห็น พยานถูกจางใหหนี
หรอื กลบั คาํ ใหก าร พยานถกู ฝา ยตรงขา มลอบทาํ รา ย เปน ตน ซง่ึ ในปจ จบุ นั นสี้ าํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ
ไดใหความสําคัญกับพยานวัตถุมากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตรที่เจริญกาวหนาขึ้น
อุปกรณเคร่ืองมือวิทยาศาสตรตาง ๆ มีขีดความสามารถในการตรวจพิสูจนสูง ไมวาจะเปนเคร่ือง
Scanning Electron Microscope (SEM) ทสี่ ามารถตรวจวเิ คราะหพ ยานวตั ถุในเชงิ กายภาพไดถ งึ
ระดบั โมเลกลุ หรือเทคนิค Polymerase Chain Reaction (PCR) ทีส่ ามารถวเิ คราะห DNA ไดจาก
พยานวตั ถปุ ระเภททม่ี าจากรา งกายมนษุ ย (Body Material) ถงึ แมพ ยานวตั ถนุ นั้ จะมปี รมิ าณเลก็ นอ ย
เทาหัวเข็มหมุดก็ตาม นอกจากน้ันพยานวัตถุยังเปนสิ่งที่มีความเปนรูปธรรมสามารถพิสูจนใหเห็น
จงึ ถอื เปน พยานหลกั ฐานที่รับการยอมรับในชนั้ ศาลมากท่ีสุด

ในกรณีของอาวุธปนถาถูกพบในความครอบครองของผูตองหาสามารถใชผูกมัด
ตัวเจาของปนกับคดีฆาตกรรมที่เขากระทําลงไปแลวได ถาหากวารองรอยท่ีปรากฏบนลูกกระสุนปน
ทผ่ี ชู าํ นาญยงิ ทดลองจากปน ของเขา มลี กั ษณะเหมอื นกบั รอ งรอยทล่ี กู กระสนุ ปน ทผี่ า มาจากศพผตู าย
วตั ถสุ งิ่ ของบางอยา งทผ่ี กู ระทาํ ผดิ อาจนกึ ไมถ งึ ไดเ กดิ การแลกเปลยี่ นกนั ขน้ึ ระหวา งทเี่ กดิ เหตกุ บั ตวั ของ
ผูกระทาํ ผดิ ตัวอยา งเชน เศษช้ินสว นของแกว หรอื กระจกที่แตกเปนชน้ิ เลก็ ชน้ิ นอ ย ขณะคนรายทุบ
ประตหู นา ตา งเขา ไปกระทาํ การโจรกรรม หากพบเศษกระจกฝง อยใู นบรเิ วณเสอ้ื ผา เครอื่ งแตง กายของ
คนราย สามารถนํามาเปรียบเทยี บกบั ชนิ้ สว นที่ยังเหลอื อยใู นสถานที่เกิดเหตไุ ด เศษชิ้นสี หรือเสน ผม
หรือคราบเลือด นาํ้ ลาย อสจุ ิ ฯลฯ สามารถนํามาใชไ ดโดยกรรมวธิ เี ดียวกันน้ี

การใชพยานวัตถุในการสืบสวนสอบสวนจะตองระลึกอยูเสมอวาพยานวัตถุ
ไมสามารถพิสูจนเอกลักษณในตัวของมันเองไดอยางเด็ดขาดแนนอน แตสวนใหญจะใหความมั่นใจ

๑๐

ภายในขอบเขตของความเปน ไปไดพ อสมควรเทา นนั้ แมแ ตล ายนว้ิ มอื ซง่ึ เชอื่ กนั วา จะใชพ สิ จู นเ อกลกั ษณ
ของบคุ คลไดน นั้ แทท จ่ี รงิ แลว ยงั ตอ งอาศยั หลกั ทว่ี า โอกาสทค่ี นสองคนจะมลี กั ษณะของลายเสน นวิ้ มอื
ตรงกนั ทง้ั หมดนน้ั จะมเี ปอรเ ซน็ ตน อ ยมาก เชน ถา ตรงกนั ๑ จดุ บนลายนว้ิ มอื จะเปน ไปไดใ นอตั ราสว น
๑ : ๒๐ หากจะใหพ บตรงกัน ๒ จดุ ก็จะกลายเปน ๑ : ๒๐ x ๒๐ หรือ ๑ : ๔๐๐ และถา ตรวจพบ
วา ลายนิว้ มอื ๒ ลายมือมจี ดุ ลกั ษณะสาํ คัญตรงกันตัง้ แต ๘-๑๒ จุดแลว โอกาสท่ีจะพบคนสองคนมี
ลายนวิ้ มอื ตรงกนั เชน นน้ั จะกลายเปน ๑ : ๒๕,๖๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ซง่ึ มากกวา จาํ นวนประชากรโลกหลายเทา
และจากรายงานขององคการตํารวจท่ัวโลก ยังไมเคยปรากฏวา พบบุคคลคูใดที่มีลายน้ิวมือตรงกัน
ขนาดน้ันเลย หลาย ๆ ประเทศจงึ ใช ๘-๑๒ จุด เปน เกณฑในการพสิ ูจนลายนิ้วมือ เชน เยอรมนี ไทย
ไตห วัน สวติ เซอรแลนด โปแลนด เปน ตน

÷.ò »ÃÐàÀ·¢Í§¾ÂÒ¹ËÅÑ¡°Ò¹ : พยานหลกั ฐาน แบงเปน ๓ ประเภท ไดแก
÷.ò.ñ ¾ÂÒ¹ËÅ¡Ñ °Ò¹â´Âμç (Direct Evidence) หรอื อาจเรยี กอกี ช่ือหนง่ึ

วา “พยานบุคคล” คือ หลักฐานคําใหการท่ีไดจากปากคําของผูท่ีรูเห็นเหตุการณ (ประจักษพยาน)
ซ่ึงไดสัมผัสกับเหตุการณดวยตนเอง โดยประสาทสัมผัสทั้งหา â´ÂคําãËŒ¡ÒùÑé¹μŒÍ§äÁ‹ä´ŒÁÒ¨Ò¡
การเสริมแตงสมมติฐานเอาเอง หรือไดยินไดฟงมาจากคําบอกเลาของผูอ่ืนอีกทอดหนึ่ง (Hearsay
Evidence) ตวั อยา งเชน นายแดงเหน็ นายขาวใชป น ยงิ นายดาํ

÷.ò.ò ¾ÂÒ¹áÇ´ÅÍŒ Á¡Ã³Õ (Circumstantial Evidence) หรอื พยานหลกั ฐาน
ทางออม เปนพยานหลักฐานท่ีไมสามารถพิสูจนขอเท็จจริงไดโดยตรง แตสามารถนํามาปะติดปะตอ
ใหเกิดความคิด ลําดับหรือเชื่อมโยงเหตุการณได บางครั้งเรียกพยานหลักฐานประเภทน้ีวา
พยานหลักฐานทางออม (Indirect Evidence) เพื่อบอกถึงขอเท็จจริงบางอยางหรือหลายอยาง
ซ่ึงนํามาใชคล่ีคลายปญหาในคดีได เชน นายเขียวเห็นชายผูหนึ่งเดินเขาไปในซอย ตอมาไดยิน
เสียงปนดังข้ึน นายเขียวจึงวิ่งไปดูพบศพนายเหลืองนอนอยูบนพื้น แตไมพบชายคนดังกลาว
จงึ เพยี งแคสันนิษฐานวาชายคนดงั กลาวเปน คนยิงนายเหลอื ง

÷.ò.ó ¾ÂÒ¹ËÅÑ¡°Ò¹·Õèá·Œ¨ÃÔ§ (Real Evidence) เปนพยานวัตถุ หรือนิยม
เรียกวา ÇÑμ¶Ø¾ÂÒ¹ (Physical Evidence) เปนสิ่งที่มีความชัดแจงในตัวเอง เปนพยานหลักฐาน
ที่มีความสําคัญท่ีสุดและสามารถนําไปใชเพื่อยืนยันการกระทําผิดในคดีน้ัน ๆ ไดโดยตรงหรือนําไป
เชื่อมโยงเก่ียวพันกับคดีได เชน คราบเลือด คราบอสุจิ เสนผม เสนขน รอยลายนิ้วมือ เสนใยผา
และอาวุธอน่ื ๆ ฯลฯ

ø. ÇÑμ¶Ø¾ÂÒ¹ (Physical Evidence)

ø.ñ ¤ÇÒÁËÁÒ¢ͧÇÑμ¶Ø¾ÂÒ¹
เม่ือกลา วถงึ วัตถพุ ยานเราไมส ามารถใหคาํ จํากดั ความงา ยๆ ส้นั ๆ แตไ ดใจความ

ถูกตองท่ีสุดได เพราะเกือบทุกสิ่งทุกอยางหากอยูในสภาวะที่เหมาะสมก็สามารถกลายสภาพเปน
วตั ถพุ ยานไดท้งั นั้น ไมวาจะอยใู นสถานะของแข็ง ของเหลว หรอื กาซกต็ าม ส่งิ ใดทสี่ ามารถใชพิสูจน
ไดว ามกี ารกระทําผิดเกิดขึ้น ใชบอกไดวา ใครเปน ผูกระทําผิด และสามารถเชอ่ื มโยงผกู ระทาํ ผดิ เขา กับ
อาชญากรรมได ก็ถือไดวาส่ิงนั้นเปน¾ÂÒ¹ÇÑμ¶Ø บุคคลใดก็ตามท่ีกระทําความผิดจะหนีไมพน

๑๑

ทตี่ อ งมกี ริ ยิ าอยา งใดอยา งหนงึ่ ไมว า จะเปน กริ ยิ าชนดิ รนุ แรงหรอื แบบนมุ นวลกต็ าม เมอ่ื มกี ริ ยิ าเกดิ ขน้ึ
ก็เปนไปไดที่เขาผูน้ันจะตองท้ิงบางส่ิงบางอยางไวในสถานท่ีที่กระทําผิดหรือนําบางสิ่งบางอยาง
จากสถานที่เกิดเหตุติดตัวไปดวย และส่ิงท่ีจะยกเปนตัวอยางไดดีท่ีสุดในกรณีนี้คือรอยลายนิ้วมือ
เพียงแตคนรายสัมผัสเขากับวัตถุสักชิ้นหนึ่งเทาน้ัน ก็อาจเกิดเปนพยานวัตถุ ท่ีสําคัญบนวัตถุน้ันแลว
รอยของเคร่ืองมือ จะสามารถใชมัดตัวผูกระทําผิด หากพบอุปกรณส่ิงท่ีใชทําใหเกิดรองรอยนั้นท่ีตัว
หรอื ในความครอบครองของผตู อ งหาหรือผตู องสงสัย

ø.ò ª¹Ô´¢Í§ÇÑμ¶Ø¾ÂÒ¹ : แบง ตามลกั ษณะของการเก็บได ๒ ชนดิ
๘.๒.๑ วตั ถพุ ยานท่ีเคล่ือนยายไมไ ด (Fixed of Immovable Evidence) เปน

วตั ถพุ ยานที่มขี นาดใหญ นํา้ หนักมาก หรอื ถา เคลอื่ นยายอาจทาํ ใหค ณุ สมบตั บิ างอยา งเปลย่ี นไป เชน
ผนัง เตาผิง รอยประทับยางรถยนต เปนตน พยานวัตถุชนิดน้ีจะใชการตรวจเก็บโดยการถายภาพ
วาดภาพเหมือนตามมาตราสวนของจรงิ หลอ ปูนพลาสเตอร เปน ตน

๘.๒.๒ วัตถุพยานที่เคล่ือนยายได (Movable Evidence) เปนวัตถุพยานที่มี
ขนาดเลก็ มีนาํ้ หนักเบา สามารถเคล่อื นยา ยไดโ ดยไมท ําใหคณุ สมบตั ิเปลีย่ นไป เชน กระปอง เกา อ้ี
ของเหลว ชน้ิ สวนพรม อาวุธปน เปนตน

ø.ó ¤Ø³¤‹Ò¢Í§ÇÑμ¶¾Ø ÂÒ¹
๘.๓.๑ วตั ถพุ ยาน เปน สง่ิ ทพ่ี สิ จู นถ งึ การเกดิ ขน้ึ จรงิ ของคดี หรอื เปน การพสิ จู นว า

มกี ารกระทําความผิดเกดิ ขึ้น
ตัวอยาง : การพิสูจนถึงกรณีคดีการขมขืน สามารถพิสูจนไดจากวัตถุพยาน

ซึ่งแสดงถึงการไมยินยอมพรอมใจของฝายหญิง เชน เส้ือผาถูกดึงขาด รองรอยการตอสูด้ินรนของ
ฝายหญงิ เปนตน

ตวั อยาง : การพสิ ูจนถ ึงกรณีวางเพลิง คือ การตรวจพบอปุ กรณในการวางเพลิง
รอ งรอยการลกุ ไหมท่ีผิดปกติในสถานที่เกดิ เหตุ เปน ตน

๘.๓.๒ วัตถุพยานสามารถเช่ือมโยงผูตองสงสัยใหเขามาเกี่ยวของกับผูเสียหาย
หรอื กบั สถานท่ีเกดิ เหตุ

ตวั อยา ง : ผตู อ งสงสยั ถกู จบั กมุ ในทนั ทที นั ใด หลงั จากถกู ขม ขนื ผเู สยี หายภายในบา น
ซงึ่ ภายในบานดังกลา วเลย้ี งแมวไว ขนแมวถกู พบที่เส้ือผา ของผตู องสงสยั โดยผูตองสงสยั ไมสามารถ
หาคาํ อธบิ ายท่ีเหมาะสมได

๘.๓.๓ วตั ถพุ ยาน สามารถชถ้ี งึ ตัวผูกระทาํ ผิด
ตัวอยาง : ตรวจพบรอยลายนิ้วมือแฝงติดอยูที่ทรัพยสินที่ถูกคนรายร้ือคน
หรอื เคลอ่ื นยา ยในคดลี กั ทรพั ย ตอ มาไดต วั ผตู อ งสงสยั จากการตรวจพสิ จู นเ ปรยี บเทยี บลายพมิ พน วิ้ มอื
ของผูตองสงสัยตรงกับรายลายนิ้วมือแฝงที่ตรวจพบในสถานท่ีเกิดเหตุ ผูตองสงสัยไมสามารถปฏิเสธ
การกระทําความผดิ ได

๑๒

๘.๓.๔ วตั ถุพยาน สามารถปองกนั ผบู รสิ ุทธจิ์ ากการถูกกลา วหาได
ตัวอยาง : เด็กกลาวหาชายผูหน่ึงวาไดบังคับใหกินยา จึงทําใหเด็กรูสึกงวงซึม
และชายผูนั้นไดทํารายรางกายเด็ก จากผลการตรวจปสสาวะ และเลือดของเด็กใหผล Negative
ซ่ึงแสดงวาคําใหก ารของเดก็ นัน้ ไมถกู ตอ ง จึงเปนการยืนยันความบริสทุ ธิข์ องชายผูน นั้
๘.๓.๕ วตั ถพุ ยาน สามารถยืนยนั คําใหการของผูเสยี หาย
ตวั อยา ง : นกั ทอ งเทย่ี วสาวไดเ ขา แจง ตาํ รวจวา ตนถกู คนขบั รถจกั รยานยนตร บั จา ง
ทโี่ ดยสารไป ใชม ดี จบี้ งั คบั และพยายามขม ขนื ระหวา งทต่ี อ สขู ดั ขนื มดี บาดมอื ของตน ตาํ รวจจงึ ไดต าม
จบั ตวั คนขบั รถจกั รยานยนตร บั จา ง และตรวจพบคราบโลหติ ตดิ อยทู คี่ อเสอ้ื ของชายดงั กลา ว ซงึ่ เจา ตวั
ปฏิเสธวาโลหิตดังกลาวเกิดจากการโกนหนวด จากการตรวจโลหิตพบวา โลหิตดังกลาวมีดีเอ็นเอ
ตรงกบั ผูเสยี หาย จึงสามารถยนื ยนั วา คาํ ใหการของผูเสียหายเปน ความจรงิ
๘.๓.๖ วตั ถพุ ยาน สามารถทาํ ใหเ กดิ การสารภาพ หรอื ยอมรบั การกระทาํ ความผดิ
ตัวอยาง : ตํารวจจับผูตองหาขโมยควาย และพบคราบโลหิตติดอยูท่ีเส้ือของ
ผตู อ งหา โดยผตู องหาใหการวา โลหติ ดงั กลา วเปนของตน ผลจากการตรวจโลหติ พบวา โลหิตดังกลา ว
เปนโลหิตของสัตว จงึ ทําใหผตู อ งหายอมจาํ นน และยอมรบั สารภาพ
๘.๓.๗ วัตถุพยาน สามารถเช่อื ถอื ไดมากกวาประจกั ษพยาน
ตัวอยาง : จากการทดลองพบวา พยานที่เห็นเหตุการณจะมีชองวางของการ
สังเกตการณของคดี ถาบางสวนบางตอนของเหตุการณที่เกิดขึ้นซึ่งพยานไมไดสังเกตเห็น หรือเปน
เหตุการณที่ในความรูสึกของตน เห็นวาไมมีความสําคัญ หรือเห็นวาเปนเหตุการณปกติเขาจะนํา
ความรสู ึก และเหตผุ ลของตนเองมาเชื่อมตอเหตกุ ารณท ่ีขาดหายไป ใหเปน รปู แบบท่สี มบรู ณ ดังนั้น
ขอเท็จจริงของคดีจึงถูกเปลี่ยนแปลงไป คําใหการของประจักษพยานจึงเปนไปในลักษณะที่เขาเช่ือ
ในสิ่งทีเ่ ห็น โดยใชความรูสกึ ของตนเปน หลกั
๘.๓.๘ ในกรณีท่ีพนักงานสอบสวนมีปญหาในเรื่องการทําสํานวน วัตถุพยาน
ย่งิ มีความสาํ คญั มากขึ้น ศาลจะใชว ัตถพุ ยานเปน หลักเพือ่ ชวยตัดสินคดใี หเ รว็ ขึ้น
๘.๓.๙ วัตถุพยานซ่ึงผานการวิเคราะห โดยวิธีการทางวิทยาศาสตรท่ีทันสมัย
จะเพ่มิ ความเชอ่ื ถือในช้ันศาล
๘.๓.๑๐ การไมมีวัตถุพยานท่ีจะนําช้ีขอเท็จจริงในสถานที่เกิดเหตุ จะเปนขอมูล
ที่เปน ประโยชนใ นการยุตขิ อโตแยง
ตัวอยาง : ผูเสียหายในกรณีเพลิงไหมซ่ึงถูกบริษัทประกันกลาวหาวาวางเพลิง
เพอ่ื บรษิ ทั ประกนั จะไดไ มต อ งจา ยคา สนิ ไหมทดแทน แตจ ากการตรวจสถานทเ่ี กดิ เหตุ ไมพ บวตั ถพุ ยาน
ที่แสดงถึงการวางเพลงิ จึงทาํ ใหขอกลาวหาดงั กลา วยตุ ิลงได

๑๓

ø.ô áËŧ‹ ·Õè¨Ð¾ºÇμÑ ¶¾Ø ÂÒ¹
เมื่อตองการใหไดมาซึ่งวัตถุพยาน (รวมถึงพยานเอกสาร) เรามักจะนึกถึงสถานท่ี

เกิดเหตุเปนอันดับแรก ซึ่งตามขอเท็จจริงแลว วัตถุพยานนั้นจะมิไดมีอยูแตเฉพาะในสถานที่เกิดเหตุ
แหงเดียวเทา นั้น แตย ังมีแหลงอื่น ๆ ท่ีจะพบวตั ถพุ ยานไดอ กี ดว ย ถาใหสมบรู ณครบถว นจริง ๆ แลว
จะตอ งตรวจหาวตั ถพุ ยานตามแหลง ตาง ๆ ถึง ๔ แหลง ดว ยกนั ไดแก

๙.๔.๑ สถานทเ่ี กดิ เหตุ ซง่ึ เปน สถานทท่ี เี่ กดิ เหตขุ นึ้ และเปน แหลง รวมของบรรดา
วตั ถุพยานสว นใหญ เชน รอยลายนวิ้ มือแฝง ปลอกกระสนุ ศพ รอ งรอยของคนราย เราถือวาสถานท่ี
เกิดเหตุคือหัวใจของการสืบสวน หรือขุมทรัพยของพยานหลักฐาน คนรายจะท้ิงรองรอยไวเสมอ
ไมม ากกน็ อย ขึ้นอยูกับพนักงานสบื สวนสอบสวนจะมคี วามรูความสามารถ มไี หวพริบปฏภิ าณในการ
ท่ีจะคน หา และเก็บวัตถุพยานไดมากนอ ยเพยี งไร

๙.๔.๒ ทต่ี วั ของผเู สยี หาย เปน อกี แหลง หนง่ึ ซง่ึ จะมองขา มไปไมไ ด เนอ่ื งจากมวี ตั ถุ
พยานปรากฏอยเู ชน กนั เชน กรณผี ถู กู อาวธุ ปน และมกี ระสนุ ปน ฝง อยใู นรา งกาย เปน ตน ถา ผเู สยี หาย
ถูกนาํ ตัวสงโรงพยาบาล วตั ถุพยานทีส่ ําคัญจะติดตัวผเู สยี หายไปที่โรงพยาบาลดวย ฉะนน้ั หากคนหา
วตั ถพุ ยานในสถานทเี่ กดิ เหตแุ ตเ พยี งแหง เดยี ว จะขาดวตั ถพุ ยานทส่ี าํ คญั ไปหลายอยา ง ตวั อยา งทเ่ี หน็
ไดช ดั อกี อยา งหนงึ่ กค็ อื คดขี ม ขนื กระทาํ ชาํ เรา ซงึ่ วตั ถพุ ยานสาํ คญั ทจี่ ะพสิ จู นว า มกี ารกระทาํ ผดิ เกดิ ขน้ึ
หรือไมน ั้น อยทู ี่ตัวผเู สียหาย ดงั น้นั การท่ีเจาหนา ท่สี งตวั ผูเสยี หายไปใหแ พทยต รวจสอบหารอ งรอย
ขม ขนื เชน คราบอสจุ ิ เสนผม เสน ขน รอ งรอยบาดแผล กอนจะสรุปไดวา เกดิ ข้นึ จริงหรือไม แสดงให
เหน็ ความสาํ คัญของแหลงวตั ถุพยานแหลง น้ไี ดเ ปน อยางดี

๙.๔.๓ ท่ีตัวของคนราย ที่ตัวของผูกระทําผิดก็มีวัตถุพยานท่ีจะใชประโยชนได
เชนเดยี วกนั กบั ทต่ี วั ของผเู สยี หาย เพราะหากคนรา ยไดเขา ไปในสถานทเี่ กิดเหตแุ ลว เขานา จะตองนํา
สง่ิ ของบางอยา งตดิ ตวั ไปจากทเ่ี กดิ เหตดุ ว ยเชน เดยี วกนั สงิ่ นน้ั อาจมขี นาดใหญ เชน ทรพั ยส นิ จากการ
โจรกรรม หรอื อาจมขี นาดเล็กมาก ๆ เชน เศษดนิ หนิ ทราย เศษแกว กระจก ท่ีติดไปกับพ้นื รองเทา
โลหติ ที่กระเดน็ มาจากผูตาย โดยที่คนรายเองกไ็ มรตู ัวหรอื มองไมเหน็

แตอยางไรก็ตาม เนื่องจากสถานท่ีเกิดเหตุเปนสถานที่ท่ีเราจะพบวัตถุพยาน
ไดม ากกวาแหลง อน่ื และบางครง้ั ท้ังผูเสียหายและคนรายกย็ งั อยใู นสถานทีเ่ กดิ เหตุกันครบดวย เราจงึ
ถือวาการปฏิบัติตอวัตถุพยานในสถานท่ีเกิดเหตุอยางสมบูรณ และถูกตองตามหลักวิชาการจะมีผล
เปน อยา งมากในความสาํ เร็จของการสบื สวนสอบสวน

๘.๔.๔ ท่อี ื่น ๆ เชน สถานที่ที่พบอาวุธทีค่ นรายนาํ ไปท้ิงไวหลงั กอ เหตุ สถานที่
ทีค่ นรา ยไปหลบซอนตัว หรอื แมกระทงั่ สถานที่ท่คี นรายรอเวลาทจี่ ะกระทําความผิด

๑๔

ø.õ ¡ÒÃ㪌ÇμÑ ¶Ø¾Âҹ㹡ÒÃÊº× Êǹ¤´ÍÕ ÒªÞÒ¡ÃÃÁ
ถา ไมม ีสถานทเี่ กดิ เหตุ ไมมวี ตั ถุพยาน กจ็ ะไมมีอะไรเกิดข้นึ ในหองปฏบิ ตั กิ ารทาง

นติ วิ ทิ ยาศาสตร สถานทเี่ กดิ เหตเุ ปน ศนู ยก ลางของโลกนติ วิ ทิ ยาศาสตร เปน จดุ เรมิ่ ตน ของกระบวนการ
ยุติธรรม และเปนพ้ืนฐานในการวิเคราะหลําดับขั้นตอนทั้งหมด ส่ิงของเครื่องใชธรรมดาท่ีมนุษยเรา
ใชก นั ตามปกติ กอ็ าจจะเปน สงิ่ ของทพ่ี เิ ศษสาํ คญั ขนึ้ เมอ่ื อยใู นสถานทเี่ กดิ เหตุ ซงึ่ เราเรยี กวา วตั ถพุ ยาน
(Max M. Houck and Jay A. Siegel. ๒๐๐๘ : ๒๘) ตามกฎหมายของประเทศไทย วัตถพุ ยาน
เปนพยานหลักฐานประเภทหนึ่งท่ีปจจุบันมีความสําคัญท่ีสุด ที่ชวยในการคลี่คลายคดีต้ังแตช้ันตรวจ
สถานที่เกิดเหตุ จนถึงชั้นศาล เปนสิ่งที่ใชพิสูจนการกระทําความผิดของคนราย เมื่อกลาวถึงสถานที่
เกิดเหตุและวตั ถพุ ยานแลว สง่ิ ท่ีนักนติ ิวทิ ยาศาสตรท ่ัวโลกใชเ ปนหลักการในการตรวจสถานทีเ่ กดิ เหตุ
และพสิ จู นห ลักฐาน คอื กฎของโลคารด (Locard’s Principle)

ศาสตราจารย ดร.เอ็ดมันด โลคารด (Prof. Dr.Edmond
Locard) เปนท่ีรูจักกันดีในนามของ Sherlock Holmes
ของฝรั่งเศส เปนที่ภูมิใจเล็ก ๆ ของทาน ซึ่งไดมาจากการ
ฝกฝนทักษะมาเปนเวลานาน ทานเกิดในป ค.ศ.๑๘๗๗
จบการศึกษาดานการแพทยและกฎหมายจากมหาวิทยาลัย
ลียง ตอมาไดเปนผูชวยของ อเลกซองเดร ลาคาซาน
(Alexandre Lacassagne) นักอาชญาวิทยารุนบุกเบิก และ
ศาสตราจารยด า นนติ เิ วชศาสตรท ม่ี หาวทิ ยาลยั ลยี ง จนกระทงั่ ป
ค.ศ.๑๙๔๑ ทานไดเร่ิมกอต้ังหองปฏิบัติการอาชญาวิทยา
ข้ึนมา ทานดําเนินการศึกษาวิจัยดานนิติวิทยาศาสตรมาตลอด
จนถงึ แกก รรมเม่อื ป ค.ศ.๑๙๖๖ รวมอายปุ ระมาณ ๙๐ ป

ÀÒ¾·Õè ñ.ñ เอด็ มันต โลคารด ผเู ชยี่ วชาญอาชญากรรมของฝรัง่ เศส
·ÕèÁÒ : https://i.pinimg.com/236x45/85/bd/4585bd06b389c062b056e53c5903d660.jpg

เขาถึงเมอ่ื ๓๐ สงิ หาคม ๒๕๖๐

ศาสตราจารย ดร.เอด็ มนั ด โลคารด ไดเ สนอแนวความคดิ ตอ นกั วทิ ยาศาสตร ๔ ทา น คอื
ลาคาซาน (Lacassagne) แบรตยิ อง (Bertillon) กรอส (Gross) และ โคนนั ดอยล (Conan Doyle)
ซึ่งเห็นดวยในแนวคิดนี้ และใชเปนพื้นฐานทางนิติวิทยาศาสตร กฎนี้งายและชัดเจน คือ การสัมผัส
ทกุ ครง้ั ยอ มทงิ้ รอ งรอย (Every Contact Leaves Trace) ซง่ึ ตอ มาเปน กฎพน้ื ฐานทางนติ วิ ทิ ยาศาสตร
ทีส่ าํ คัญที่สุดและเปนพืน้ ฐานทน่ี ักนิติวทิ ยาศาสตรท่วั โลกนาํ ไปใชในการปฏิบตั งิ าน ตัวอยางเชน ถามี

๑๕

ขโมยปน หนา ตา งดว ยมอื เปลา เขาจะทงิ้ รอยลายนว้ิ มอื ไวท ห่ี นา ตา ง พวกยอ งเบาเดนิ ผา นแปลงดอกไม
เขาจะท้ิงรอยย่ําไว ขณะเดียวกันรองเทาของเขาจะติดดินไปดวย คนรายท่ีทุบกระจกหนาตางก็จะมี
เศษกระจกติดเส้ือผาของเขาไป ฆาตกรที่แทงผูเสียชีวิตก็จะมีคราบโลหิตของผูเสียชีวิตติดตัวไปดวย
แมแตตัวผูเสียชีวิตเองในมือของเขาอาจจะพบเสนใยเสื้อผาของคนรายท่ีติดอยูในระหวางที่เขาตอสู
กบั คนรา ย เปน ตน (Zakaria Erzinqlioglu, ๒๐๐๐ : ๙-๑๐)

จุดมุงหมายในการตรวจสถานท่ีเกิดเหตุก็คือ การจําแนก การปองกันรักษา การเก็บ
วัตถุพยาน การแปลผล และการประมวลเหตุการณท่ีเกิดข้ึนจากวัตถุพยานที่ไดจากสถานที่เกิดเหตุ
หอ งปฏบิ ตั กิ ารทางนติ วิ ทิ ยาศาสตรช ว ยตรวจพสิ จู นว ตั ถพุ ยานเพอื่ ใหข อ มลู แกเ จา หนา ทส่ี บื สวนสอบสวน
ในการคลค่ี ลายคดี ซึง่ ใชข อ มูลจากวัตถพุ ยานในการสืบสวนสอบสวนมีหลักดงั นี้

การเชื่อมโยงบุคคล สถานท่ีเกิดเหตุ และส่ิงของกับวัตถุพยาน รูปแบบนี้เปนหลัก
การตรวจสถานที่เกิดเหตุท้ังหมด ตามกฎของโลคารด ซ่ึงบอกวาเม่ือวัตถุ ๒ ส่ิงมาสัมผัสกัน
จะมกี ารแลกเปลย่ี นวตั ถุซึง่ กนั และกัน ความเชื่อมโยงระหวา งผตู องสงสัยกับผเู สียหายเปนสง่ิ ทสี่ ําคัญ
ทส่ี ดุ และจะเชอื่ มโยงกนั ไดจ ากวตั ถพุ ยานและการเชอื่ มโยงของผตู อ งสงสยั กบั ผเู สยี หายไปยงั วตั ถสุ งิ่ ของ
และสถานท่ีเกดิ เหตุกถ็ ูกเชื่อมโยงกนั ดว ยวัตถุพยานเชนกนั หากผเู สยี หายยังคงมีชวี ติ อยูจะชว ยใหเรา
ทราบถงึ สถานท่ีเกิดเหตแุ ละอาจจะทราบตัวผูทําความผดิ ไดโดยงา ย ดังภาพ

¼àÙŒ ÊÂÕ ËÒ ÇμÑ ¶¾Ø ÂÒ¹ ¼ŒμÙ ŒÍ§Ê§ÊÂÑ
(Victim) (Evidence) (Suspect)
·ÍèÕ è×¹ æ ʶҹ·èàÕ ¡Ô´àËμØ
(Crime Scene)

ÀÒ¾·èÕ ñ.ò การเชอ่ื มโยงการแลกเปลย่ี นวตั ถพุ ยานระหวา งผเู สยี หาย ผตู อ งสงสยั ทอ่ี นื่ ๆ และสถานทเี่ กดิ เหตุ
ทั้งหมดถกู เชอ่ื มโยงกนั ดว ยวัตถุพยาน (ทฤษฎกี ารเชื่อมโยง Linkage Theory.)

·ÁÕè Ò : Stuart H. James and Jon J. Nordby (๒๐๐๙ : ๑๖๘)

พนักงานสอบสวนที่มีความรูความสามารถและประสบผลสําเร็จในการดําเนินคดีแก
ผูตองหา (หมายถึงสงคดีถึงศาล แลวศาลพิจารณาลงโทษจําเลย) นั้นจะเปนผูท่ีมีความรูความเขาใจ
และคํานึงถึงคุณประโยชนของวัตถุพยานอยูดวย โดยจะตองพิจารณาถึงส่ิงของใดจะใชเปนประโยชน

๑๖

ตอรูปคดีได ซึ่งสิง่ ของนัน้ ไดแก สงิ่ ของที่มีไวเ ปน ความผิด หรอื ส่งิ ของท่ีไดใชห รอื สงสยั วาไดใชในการ
กระทําความผดิ ตลอดจนสงิ่ ของซ่งึ อาจใหเปนพยานหลักฐานได

ø.ö ÇÑμ¶Ø¾ÂÒ¹¡ºÑ ¡Òþ¨Ô ÒóҤ´Õ
วตั ถพุ ยานจะเปน ทยี่ อมรบั และมคี ณุ คา มากในการพจิ ารณาคดี ผมู หี นา ทเี่ กยี่ วขอ ง

กับวตั ถุพยานจะตอ งปฏิบัติเกี่ยวกบั วตั ถุพยาน ดังน้ี
๘.๖.๑ มีการปองกันและรักษาสถานท่ีเกิดเหตุไมใหวัตถุพยานเสียหาย

หรือถูกทําลาย หรือมีเพิ่มข้ึน การปองกันรักษาสถานท่ีเกิดเหตุเริ่มตนต้ังแตเมื่อเจาหนาท่ีตํารวจ
คนแรก (เจาหนาท่ีดับเพลิง หรือเจาหนาที่ตํารวจทองท่ี) ไปถึงสถานท่ีเกิดเหตุจนกระทั่งเจาหนาท่ี
ผูช ํานาญ (แพทย เจาหนา ที่กองพสิ ูจนห ลกั ฐาน) ทาํ การตรวจสถานทเ่ี กิดเหตเุ สรจ็ สิน้

๘.๖.๒ ผูตรวจเก็บตองเปนผูที่มีอํานาจหนาที่ตามกฎหมายและมีความรอบรู
หมายถงึ บุคคลที่ทําหนาทเ่ี กบ็ พยานหลักฐานนัน้ จะตองเปนบุคคลทีก่ ฎหมายใหอํานาจไวใ นการเขา
และเก็บวัตถุพยานตาง ๆ ในสถานท่ีเกิดเหตุได ตัวอยางเชน เปนพนักงานสอบสวน เปนเจาหนาที่
กองพสิ ูจนห ลักฐาน หรือเจาหนา ทีว่ ิทยาการตาํ รวจ

๘.๖.๓ มีการคน หาวตั ถุพยานอยา งถกู ตอ ง มวี ธิ กี ารเกบ็ วัตถพุ ยานอยา งถูกตอ ง
และเหมาะสม ผตู รวจสถานทีเ่ กิดเหตจุ ะตอ งไมมองขามหรอื ละเลยวตั ถุพยานทุก ๆ ชนิ้ ถา สงสัยวา
สงิ่ นน้ั จะเปน วตั ถพุ ยานหรอื ไม ใหท าํ การเกบ็ ไวก อ น พรอ มทง้ั ระบรุ ายละเอยี ดของวตั ถพุ ยาน ตาํ แหนง
ท่พี บ และบรรจุหบี หอ รกั ษาไวอยา งเหมาะสม

๘.๖.๔ มีการครอบครองวัตถุพยาน หรือมีลูกโซของการครอบครองวัตถุพยาน
การเกบ็ รกั ษาวตั ถพุ ยานอยา งตอ เนอื่ งไมข าดตอน หมายถงึ วา พยานหลกั ฐานนน้ั จะตอ งอยภู ายใตก ารคมุ ครอง
ดแู ลของบคุ คล หรอื หนว ยงานตงั้ แตเ รม่ิ เกบ็ จนกระทงั่ แสดงในชนั้ ศาล โดยไมข าดชว งของการครอบครองเลย
ถา มกี ารเปลย่ี นแปลงการครอบครอง เชน สง ของกลางไปตรวจพสิ จู นย งั หอ งปฏบิ ตั กิ าร จะตอ งมหี ลกั ฐาน
แสดงการรับสงของกลางนั้นโดยตลอด

àÁ×Íè ã´·ÁÕè Õ¡ÒÃนาํ ¾ÂÒ¹ËÅÑ¡°Ò¹ä»áÊ´§ã¹ªé¹Ñ ÈÒŨÐμÍŒ §Á¡Õ ÒÃμÃǨÊͺ ´Ñ§¹éÕ
๑. พยานหลักฐานนน้ั เปนอนั เดยี วกนั กับท่พี บในสถานทเ่ี กิดเหตหุ รอื ไม
๒. ส่ิงที่เปนสาระสําคัญของพยานหลักฐานนั้นจะตองไมเปล่ียนแปลง และมีสภาพ
เหมือนกับตอนท่ีเก็บจากสถานท่ีเกดิ เหตุ
โดยทั่วไปแลวข้ันตอนการตรวจสอบพยานหลักฐานในชั้นศาลสามารถกระทําไดงาย
โดยบุคคลที่เปนผูพบพยานหลักฐานนั้นในสถานท่ีเกิดเหตุ แตในบางกรณีท่ีมีบุคคลหรือหนวยงาน
ครอบครองพยานหลักฐานนั้นมากกวาหนึ่ง เชน เม่ือนําวัตถุพยานสงตรวจพิสูจนยังหองปฏิบัติการ
ศาลจะตองใหแสดงลกู โซของการครอบครองพยานวตั ถุ ซ่ึงประกอบไปดวย
๑. การจัดการ (Taking) กระทําโดยบุคคลผูเก็บวัตถุพยาน เพื่อจําแนกวัตถุ
พยานในสถานท่เี กดิ เหตุ โดยการทาํ ตาํ หนิ ระบวุ ัน เดอื น ป เวลาที่เก็บ พรอมทัง้ รายละเอียดตา งๆ
ของพยานวตั ถนุ ั้นจากสถานท่เี กิดเหตจุ รงิ

๑๗

๒. การเก็บ (Keeping) พิสูจนใหเห็นวา การเก็บและครอบครองวัตถุพยานไดกระทํา
อยา งเหมาะสม เพอ่ื ไมใ หเ กดิ การปนเปอ นและผดิ พลาดขนึ้ วธิ กี ารทดี่ ที สี่ ดุ แสดงใหเ หน็ วตั ถพุ ยานนน้ั
ไดถูกเก็บอยางถูกตองตามหลักวิชา มีการแยกเก็บและจํากัดใหเกี่ยวของไดเฉพาะผูท่ีจําเปนเทาน้ัน
(ยง่ิ มจี ํานวนนอยเทา ไร ยงิ่ เปนการด)ี

๓. การขนสง (Transporting) การขนสงวัตถุพยานทุกคร้ัง จะตองมีความรัดกุม
และแสดงใหเ หน็ วา ไมเ กดิ การสบั สนกบั ของกลางหรอื วตั ถพุ ยานอนื่ ๆ รวมถงึ แสดงใหเ หน็ วา วตั ถพุ ยานนนั้
ไดถ กู บรรจหุ บี หอ ปด ผนกึ และตดิ ฉลากไดอ ยา งเหมาะสม ถา ของกลางนนั้ สง ไปทางไปรษณยี  จะตอ ง
เปน ไปรษณียล งทะเบียน และมีหลักฐานการรับอยา งถูกตอ ง

๔. การสงมอบ (Delivering) เปนการพิสูจนวาของกลางไดสงมอบใหแกผูรับ
(เจา หนาท่ี ผชู ํานาญในหอ งปฏิบัติการ แพทย หรอื หนวยงานอ่นื ) อยา งถูกตอ งและเหมาะสม โดยมี
หลกั ฐานแสดง วนั เดือน ป เวลา ทร่ี บั ของกลาง รายละเอียดของของกลาง และใหผรู บั ลงลายมอื ชือ่
พรอ มทงั้ วนั เวลา ไวใ นสาํ เนาหนงั สือนาํ สง

โดยสรุปแลว ถือไดวานิติวิทยาศาสตรนี้เปนการประยุกตใชความรูทางวิชาการทางดาน
ตาง ๆ ผนวกเขากับการบงั คับใชท างกฎหมาย เพอื่ เปน ประโยชนตอกระบวนการยุติธรรม ใหส ามารถ
อํานวยความยุติธรรมใหกับผูเสียหาย และผูตองหาไดเปนอยางดี ซ่ึงจําเปนอยางย่ิงที่ประเทศไทย
จะตองสงเสริมใหมีการพัฒนาทางดานการตรวจวิเคราะหตาง ๆ ดังกลาวขางตน รวมถึงการนําเอา
นติ ิวทิ ยาศาสตรนีม้ าสงเสรมิ กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยใหทดั เทยี มกบั อารยประเทศ ซึ่งจะ
สงผลอยางดยี ่งิ ตอประชาชนคนไทยในทายท่สี ุด

๑๘

๑๙

º··èÕ ò

ÇÑμ¶Ø¾ÂÒ¹·Ò§ÇÔ·ÂÒÈÒÊμÏ

ÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤

๑. เพื่อใหทราบถึงรายละเอียดของคุณสมบัติของวัตถุพยานทางวิทยาศาสตร
แตล ะประเภท

๒. เพื่อใหทราบถึง การสงวัตถุพยานไปตรวจพิสูจน การต้ังประเด็นคําถามเกี่ยวกับ
วตั ถุพยานทางวทิ ยาศาสตร

๓. เพ่ือใหมีความรูความเขาใจถึงการตรวจพิสูจนหลักฐานทางวิทยาศาสตร ท่ีจะนําไป
ใชป ระโยชนใ นการคลค่ี ลายคดอี าชญากรรม

วัตถุพยานทางวิทยาศาสตรม อี ยูมากมายหลายประเภท ในบทน้เี ปนสวนของวตั ถุพยาน
ที่นํามาใชใ นงานพิสจู นห ลกั ฐาน เปน วตั ถพุ ยานท่ีผานการตรวจพสิ ูจน วเิ คราะห หรือวจิ ัย ซึ่งในทาง
กฎหมายถือวา วัตถุพยานเหลานี้เปนพยานหลักฐานอยางหนึ่งท่ีจะนําเขาสูกระบวนการพิจารณา
คดีของศาล เพ่ือใหศาลวินิจิฉัยวาจําเลยมีความผิดหรือไม หากคูความประสงคจะอางหลักฐานทาง
วิทยาศาสตรเขาสูสํานวนเพื่อนําสบื ขอเท็จจริง ใหน ําสบื โดยผูเช่ยี วชาญซ่ึงไดทําการตรวจหรือไดตรวจ
วิเคราะห หรือวิจัย สังเกตเหตุการณ หรือสิ่งของตาง ๆ ท่ีเก่ียวของเปรียบเทียบกับคดีที่เคยเกิดข้ึน
มาแลว จงึ กลา วไดว า พยานหลกั ฐานทางวทิ ยาศาสตรน กี้ ค็ อื ความเหน็ ของพยานผชู าํ นาญทางกฎหมาย
น่ันเอง

»ÃÐàÀ·¢Í§ÇμÑ ¶¾Ø ÂÒ¹·Ò§Ç·Ô ÂÒÈÒÊμÏ
ñ. ÇμÑ ¶Ø¾ÂÒ¹»ÃÐàÀ·ÅÒ¹ÇéÔ ÁÍ× ÅÒ½҆ ÁÍ× áÅн҆ à·ŒÒ

วตั ถพุ ยานประเภทลายนว้ิ มอื ลายฝา มอื และฝา เทา ของมนษุ ยถ กู นาํ มาใชป ระโยชน
ในการตรวจพิสูจนเอกลักษณบุคคล (Personal Identification) ไดดีที่สุดแขนงหนึ่งในบรรดาวิชา
การพิสูจนเอกลักษณบุคคล ท้ังนี้เน่ืองจากลักษณะลายเสนที่ปรากฏบนลายนิ้วมือ ฝามือ ฝาเทา
ของมนุษยแตละบุคคลไมเหมือนกัน (Uniqueness) และไมเปล่ียนแปลง (Performance) ดังนั้น
ลายน้ิวมือ ฝามือ ฝาเทาแฝง ท่ีพบในสถานที่เกิดเหตุจึงเปนพยานหลักฐานท่ีสําคัญชนิดหน่ึง
ทมี่ ีคุณคา อยา งมากในการสบื สวนสอบสวน สามารถนําไปตรวจพิสจู นเพ่อื ยืนยันตัวผูกระทาํ ความผดิ
และผเู กยี่ วขอ งกบั การกระทาํ ความผดิ ในคดตี า งๆ ไดเ ปน อยา งดี นอกจากนย้ี งั สามารถนาํ ไปตรวจสอบ
กับลายพิมพน้ิวมือในสารบบลายพิมพน้ิวมืออัตโนมัติ (AFIS) เพ่ือตรวจสอบประวัติการกระทํา
ความผิดของคนรา ย และยนื ยันตัวบุคคล

ดงั นนั้ ปจ จบุ นั การใชล ายนว้ิ มอื ฝา มอื และฝา เทา ในการตรวจพสิ จู นเ พอ่ื ยนื ยนั ตวั บคุ คล
จงึ เปนท่ยี อมรับและนยิ มใชอ ยใู นประเทศตางๆ ทั่วโลก

๒๐ ๑.๒ โคง กระโจม

»ÃÐàÀ·¢Í§ÅÒ¹éÇÔ Á×Í แบง ออกเปน ๓ ประเภท คือ
๑. ประเภทโคง แบงออกเปน ๒ ชนิด คอื

๑.๑ โคง ราบ

๒. ประเภทมัดหวาย แบง ออกเปน ๒ ชนดิ คอื ๒.๒ มดั หวายปด ซาย
๒.๑ มัดหวายปด ขวา

๓. ประเภทกนหอย แบงออกเปน ๕ ชนดิ คอื ๓.๒ กนหอยกระเปากลาง
๓.๑ กนหอยธรรมดา

๓.๓ กนหอยกระเปาขาง ๓.๔ มัดหวายแฝด/มัดหวายคู

๓.๕ แบบซบั ซอน

๒๑

ÅÒ¹ÇéÔ Á×ͪ¹Ô´«Ñº«ÍŒ ¹
ñ.ò ÅѡɳТͧÇÑμ¶¾Ø ÂÒ¹»ÃÐàÀ·ÅÒ¹ÔÇé Á×Í ½†ÒÁÍ× ½†Òà·ŒÒ แบงออกไดดงั นี้

ñ.ò.ñ ÅÒ¾ÁÔ ¾¹ ÇéÔ ÁÍ× ½Ò† ÁÍ× ½Ò† à·ÒŒ ·¾èÕ ÁÔ ¾´ ÇŒ ÂËÁ¡Ö Ê´Õ Òí (Ink Print) เปน ลายพมิ พ
นว้ิ มอื ฝา มอื ฝา เทา ทพ่ี มิ พด ว ยหมกึ พมิ พ เชน ลายพมิ พน ว้ิ มอื ๑๐ นวิ้ ทพี่ มิ พด ว ยหมกึ ดาํ บนกระดาษ
แบบพิมพลายนิ้วมือ ๑๐ นิ้ว (พลม.๒๕-ต.๕๓๙) ลายพิมพนิ้วมือท่ีพิมพลงบนเอกสารตางๆ เชน
ตั๋วรับจํานาํ , ใบ สด.๙, แผนพมิ พล ายนิว้ มอื ๑๐ นว้ิ เปนตน

๒๒

ñ.ò.ò ÅÒ¹ÇéÔ ÁÍ× ½Ò† ÁÍ× ½Ò† à·ÒŒ ã¹Ê¶Ò¹·àèÕ ¡´Ô àËμØ แบง ออกไดเ ปน ๒ ประเภท
ñ.ò.ò.ñ ÅÒ¹ÇéÔ ÁÍ× ½Ò† ÁÍ× ½Ò† à·ÒŒ ทมี่ องเหน็ ดว ยตาเปลา (Patent Print)

ซง่ึ มี ๒ ชนดิ คอื
- ª¹´Ô ò ÁμÔ Ô เปน ลายนวิ้ มอื ฝา มอื ฝา เทา ทเ่ี กดิ จากการเปอ น

สารตา งๆ เชน ลายนวิ้ มอื เปอ นเลอื ด เปอ นนา้ํ หมกึ เปอ นฝนุ ทต่ี ดิ บนพนื้ ผวิ ตา งๆ ซง่ึ สามารถมองเหน็ ได
อยา งชัดเจน

ÀÒ¾·èÕ ò.ñ ลายน้ิวมือเปอ นโลหติ
·èÁÕ Ò https://t4.ftedn.net/jpg/00/98/01/65/240_F_98016581_t7Lg5hVsJtMAuE-
IJXVRgMJ4xT6wPCSDw.jpg

ÀÒ¾·èÕ ò.ò ลายนิ้วมือเปอนหมึก
·ÁèÕ Ò http://www.redtomatoes.org/sitebuilder/images/fingerprint_one-135x150.jpg

- ª¹Ô´ ó ÁÔμÔ เปนลายน้ิวมือ ฝามือ ฝาเทา ท่ีไปสัมผัส
หรือกดลงบนวัตถุผิวนุม เชน ดินเหนียว ดินน้ํามัน เปนผลทําใหเกิดรองรอยบนวัตถุนั้น
เปน ๓ มติ ิ เชน รอยเทาบนดนิ เหนยี ว ลายนิ้วมอื บนดินนํ้ามนั เปนตน

ñ.ò.ò.ò ÃÍÂÅÒ¹ÇéÔ ÁÍ× ½Ò† ÁÍ× ½Ò† à·ÒŒ á½§ (Latent Fingerprint) เปน รอย
ลายนิ้วมือ ฝา มือ ฝาเทา ทม่ี องเห็นไมช ดั หรอื มองไมเ ห็นดวยตาเปลา เชน รอยลายนิ้วมือบนกระจก
อาวธุ ปน กระดาษ ไม เปนตน

๒๓

ÀÒ¾·èÕ ò.ó ลายนิ้วมอื แฝงบนขวด
·èÕÁÒ http://forensicunit.weebly.com/uploads/1/4/2/3/14232604/5396312_orig.jpg

ñ.ò.ó ÅÒ¾ÁÔ ¾¹ÔÇé Á×Í ñð ¹éÇÔ ½Ò† ÁÍ× ½Ò† à·ŒÒ ·èãÕ ªãŒ ¹¡ÒÃμÃǨà»ÃÕºà·ÂÕ º
ñ.ò.ó.ñ ¡ÒþÁÔ ¾ÅÒ¹ÔéÇÁÍ× ñð ¹éÇÔ
เปนการพมิ พล ายนิ้วมอื ๑๐ นว้ิ ของผตู องสงสยั ตามแบบพมิ พ

ลายน้ิวมอื ๑๐ นิ้ว (พลม.๒๕-ต.๕๓๙) ใหป รากฏลายเสนชดั เจนสมบรู ณ โดยใหเหน็ ลายเสนของขอ
ปลายแตล ะนว้ิ จากขอบเลบ็ ดา นหนงึ่ ถึงขอบเลบ็ อกี ดานหนึ่ง (พิมพกลิ้งนวิ้ ) ความยาวใหต ิดตง้ั แตขอ
นิว้ ถึงปลายน้ิว (พมิ พลงในแบบฟอรมใหข อ น้วิ ทั้งหาอยใู นระดับเดยี วกนั ) ไมพ มิ พน ิ้วทับตวั อักษรหรอื
พิมพน้ิวทับกันเอง พิมพลายนิ้วมือที่ดีจะตองเห็นลายเสนสีดําสลับขาวอยางชัดเจน พรอมท้ังบันทึก
รายละเอียดตา งๆ ใหสมบูรณ

๒๔

ÀÒ¾·Õè ò.ô วิธกี ารพิมพล ายน้วิ มือโดยวิธกี ลิ้งน้วิ

๒๕

ñ.ò.ó.ò ¡ÒþÁÔ ¾ÅÒ½†ÒÁ×Í
ใหพ มิ พล ายฝา มอื ทง้ั ขวาและซา ยของผตู อ งสงสยั ลงบนกระดาษขาว

ผวิ มนั เรยี บ เชน กระดาษถา ยเอกสาร โดยใหเ หน็ ลายเสน สดี าํ สลบั ขาวชดั เจน และสมบรู ณเ ตม็ ทง้ั ฝา มอื
โดยเฉพาะบริเวณอุงฝามือ การพิมพใชน้ิวชี้กดหลังมือเล็กนอยเพ่ือใหลายเสนติดสมบูรณ ท้ังฝามือ
และน้ิว พรอมท้ังเขียนช่ือสกุล ผูพิมพ และผูถูกพิมพใหชัดเจน และใหผูถูกพิมพลงลายมือช่ือไว
ไมเ ขยี นขอ ความใด ๆ ทบั บนลายเสนดังตวั อยา งในภาพ

ลายพิมพน วิ้ มอื ฝามือซา ย - ขวา
ของ ชอื่ ...............................สกลุ .............................

๒๖

ñ.ô.ó.ó ¡ÒþÔÁ¾Å Ò½†Òà·ŒÒ
ใหพ มิ พล ายฝา เทา ทง้ั ขวาและซา ยของผตู อ งสงสยั ในทาํ นองเดยี วกนั กบั การพมิ พ

ลายฝามือ ดังตัวอยางในภาพ สําหรับกรณีขอใหตรวจพิสูจนรอยเทาที่เหยียบลงบนดินเหนียวนั้น
ควรหลอ รอยเทา ขวาและซายของผตู องสงสยั โดยวธิ กี ารหลอ ดวยปนู พลาสเตอรเชนกัน

ของ ช่ือ...............................สกลุ .............................
ñ.ô.ó.ô ¡ÒþÁÔ ¾ÅÒ¹éÔÇÁÍ× ¤¹¾Ô¡ÒÃ

การพมิ พล ายนว้ิ มอื ของคนพกิ ารนี้ ในบางกรณอี าจดาํ เนนิ การไมไ ด เพราะการพกิ ารนนั้
อาจไดเปนมาแตกําเนิด เปนการพิการตลอดชีวิต เชน การเกิดมามือดวน นิ้วดวน หรือหงิกงอ
เปน งอ ย นว้ิ เสยี พกิ ารตดิ กนั นว้ิ งอก หรอื เนอื่ งจากอายมุ ากเกนิ ไป กช็ แ้ี จงไปใหช ดั ถา บนั ทกึ ไวเ พยี งวา
นิ้วดวนหรือน้ิวกุดเทาน้ัน ก็ยังหาเปนการเพียงพอไม ควรบอกดวยวาน้ิวดวนหรือน้ิวกุด เปนมา
แตกําเนิด แลว ก็พมิ พฝามอื ไวส งไป

ในกรณนี ว้ิ ดว นหรอื นวิ้ กดุ เปน บางสว น เชน ดว นหรอื กดุ เพยี งขอ นวิ้ แรก กใ็ หพ มิ พน วิ้
สวนที่เหลืออยูน้ันลงไปทั้งน้ิว แลวบันทึกไวตามขอเท็จจริงท่ีปรากฏลงไปในแบบพิมพตรงชองของนิว้
น้นั ๆ ใหช ดั เจน

สาํ หรบั กรณผี ถู กู พมิ พม นี ว้ิ มากกวา ๑๐ นว้ิ กใ็ หจ ดั การไปตามปกตใิ บแบบพมิ พ
แตนิ้วที่งอกเกินมาใหพิมพไวดานหลังแบบพิมพ แลวหมายเหตุใหชัดวาเปนนิ้วงอกของนิ้วใด
เพราะตอไปบุคคลดังวา น้ีอาจตัดนว้ิ ท่งี อกออกเสยี กไ็ ด

๒๗

บางกรณผี ถู กู พมิ พก อ็ าจมนี วิ้ ๒ นว้ิ หรอื มากกวา ตดิ กนั หรอื รวมกนั ซงึ่ ทาํ ให
พิมพก ล้ิงนิ้วดานในไมได ลักษณะของน้ิวเชน นี้ ก็ขอใหพ มิ พก ลิง้ นิ้วเทา ทส่ี ามารถจะทาํ ได แลวบนั ทกึ
ลงไปใหทราบวา นิ้วตดิ กนั

ในกรณที น่ี ว้ิ หวั แมม อื มนี วิ้ แยกออกไปอกี หรอื แตกแขนงออกไปอกี เปน ๒ นว้ิ
ใหพิมพน้วิ ดานใน หรือน้วิ ท่มี ลี กั ษณะอันเปน น้ิวที่แทจ รงิ เปนหลกั (คอื ไมใชนวิ้ ที่แตกออกไปหรือนิว้ ที่
งอกออกไป)

ò. ÇμÑ ¶¾Ø ÂÒ¹»ÃÐàÀ·àÍ¡ÊÒÃ

ความหมายทแี่ ทจ รงิ ของเอกสารมมี ากกวา ทเี่ ขา ใจกนั ไมใ ชเ ปน แตเ พยี งวา ขอ ความทปี่ รากฏ
อยูบนกระดาษเทานนั้ ซึง่ ความหมายของเอกสารตามสามญั สํานกึ กวาง ๆ คอื วัตถใุ ด ๆ ที่ปรากฏ
เครอ่ื งหมายสญั ลกั ษณ หรอื ตวั อกั ษร ทแ่ี สดงความหมายหรอื ขอ มลู ขา วสารไปสมู นษุ ย แตโ ดยแทท จ่ี รงิ
แลว เอกสารสว นใหญจ ะเขยี นบนกระดาษ โดยใชเ ครอื่ งพมิ พ เครอื่ งพมิ พด ดี หรอื เขยี นดว ยมอื โดยใชด นิ สอ
หรอื ปากกาและหมกึ นอกจากนยี้ งั มใี นลกั ษณะอน่ื ๆ อกี เชน ขอ ความเขยี นแสดงความประสงคไ วบ น
แผน ไมก เ็ คยไดร บั การเสนอวา เปน พนิ ยั กรรม รปู สญั ลกั ษณเ ขยี นดว ยสไี วบ นกาํ แพง ตวั อกั ษรทส่ี ลกั บน
หลักหิน หรือศิลาจารึกตาง ๆ รวมทั้งเอกสารในลักษณะอ่ืน ๆ ที่สรางขึ้นจากวัสดุตาง ๆ กัน
ดวยเครื่องมือและเครื่องเขียนตาง ๆ ซึ่งมนุษยใชบันทึก เพ่ือถายทอดพฤติกรรมและความคิด
อนั หลากหลาย

ตามประมวลกฎหมายอาญาไทย ไดร ะบุความหมายของเอกสาร ไวดงั นี้
“เอกสาร หมายความวา กระดาษหรือวัตถุอื่นใด ซ่ึงไดทําใหปรากฏความหมายดวย
ตัวอกั ษร ตวั เลข ผังหรือแผนแบบอยา งอนื่ จะเปนโดยวิธพี มิ พ ถายภาพ หรอื วธิ อี ื่นอนั เปน หลกั ฐาน
แหงความหมายนนั้ ”
ò.ñ ¡ÒÃμÃǨ¾ÊÔ Ù¨¹Ç Ñμ¶Ø¾ÂÒ¹»ÃÐàÀ·àÍ¡ÊÒÃ

ò.ñ.ñ àÍ¡ÊÒ÷àÕè ¡ÕèÂǢ͌ §¡ºÑ ¡ÒÃμÃǨ¾Ôʨ٠¹
สง่ิ สาํ คญั ของการตรวจพสิ จู นเ อกสาร : การแยกประเภทเอกสาร และการ

ระบุเอกสารใหมีความชัดเจน จะชวยใหผูตรวจพิสูจนเขาใจงาย สามารถตรวจพิสูจนไดอยางรวดเร็ว
สมบูรณแ ละถูกตอ งตามหลกั วชิ า โดยเอกสารทีเ่ ก่ยี วของกับการตรวจพิสจู น ไดแ ก

- เอกสารของกลาง หรอื เอกสารปญ หา หรอื เอกสารพพิ าท คอื เอกสารท่ี
สงสยั หรอื มผี กู ลา วหาวา มกี ารทาํ ปลอม หรอื ใชเ อกสารปลอม หรอื เปน เรอื่ งทพี่ พิ าทกนั ซงึ่ เอกสารปญ หา
บางกรณสี ามารถทําการตรวจพสิ ูจนไ ดทนั ที เชน การตรวจรอ งรอยขูดลบ แกไ ข หรือตรวจรอยกดบน
กระดาษรองรบั การเขยี น แตบ างกรณตี อ งมเี อกสารตวั อยา งทแ่ี ทจ รงิ เพอื่ ใชใ นการตรวจเปรยี บเทยี บดว ย

- เอกสารตัวอยาง คือ เอกสารที่แทจริงซ่ึงรูแหลงท่ีมาอยางถูกตอง
และใชในการตรวจเปรียบเทียบกับเอกสารปญหา เปนกรณีที่ตองการตรวจพิสูจนลายมือช่ือ ลายมือ
เขียน, ขอ ความ, ตวั อกั ษรพมิ พดีด, รอยตราประทับ, เครือ่ งหมายการคา, แผนปายทะเบยี นรถ, โฉนด
ทดี่ นิ , ธนบัตร ฯลฯ

๒๘

ò.ñ.ò ÅѡɳСÒÃμÃǨ¾ÊÔ Ù¨¹à Í¡ÊÒâͧ¡ÅÒ§
- ตรวจลายมือชื่อ ลายมือเขียนขอ ความ
- ตรวจตวั อกั ษรพมิ พดดี ขอ ความตัวพมิ พ
- ตรวจหารองรอยตาง ๆ บนเอกสาร เชน รอยฉีกขาด รองรอย

การเปลย่ี นแปลงแกไ ข รอยกดทบั ท่เี กดิ จากการเขียนหรอื การพมิ พ เอกสารไหมไ ฟ เปนตน
- ตรวจแมพิมพ รอยตราประทับ เงินตราปลอมแปลง เอกสารหนังสือ

สาํ คัญตางๆ
ò.ñ.ó ÅѡɳТͧàÍ¡ÊÒÃสาํ ¤ÑÞ·¶Õè ¡Ù »ÅÍÁá»Å§¢é¹Ö áÅÐ໚¹¤´Õ Á´Õ ѧ¹éÕ
- เอกสารทเี่ กย่ี วกบั การเงนิ การธนาคาร เชน เชค็ เชค็ เดนิ ทาง ใบถอนเงนิ

ใบซอ้ื สนิ คา โดยบัตรเครดิต เปน ตน
- โฉนดท่ีดนิ หนังสือมอบอาํ นาจ
- แผน ปายวงกลมแสดงการเสยี ภาษี และแผนปายทะเบียนรถ
- หนงั สือสัญญากยู มื เงิน หนงั สอื สัญญาตา ง ๆ
- หนงั สือเดนิ ทาง
- จดหมายขูกรรโชก บัตรสนเทห
- หนงั สือพนิ ยั กรรม
- ธนบตั ร
- บตั รประจาํ ตัว ใบสูติบตั ร ใบสทุ ธิ ฯลฯ

ò.ñ.ô ¡ÒÃàμÃÕÂÁàÍ¡ÊÒÃʧ‹ μÃǨ¾Ôʨ٠¹
การจัดเตรียมเอกสารสงตรวจพิสูจนใหสมบูรณตามหลักวิชาการนั้น

พนักงานสอบสวนจะตองดําเนินการ ดังนี้
๒.๑.๔.๑ จดั สง เอกสารของกลาง และเอกสารตวั อยา งทเ่ี ปน ตน ฉบบั จรงิ

ยกเวนกรณีที่ไมสามารถสงตนฉบับจริงได ใหระบุสาเหตุท่ีไมสามารถสงไดในหนังสือนําสง (หนังสือ
นําสงของกลางตรวจพิสจู นใ หทําตาม “แบบ กอส.๐๑”)

๒.๑.๔.๒ ระบุเอกสารใหชัดเจนวา เอกสารใดเปนเอกสารของกลาง
และเอกสารตัวอยา ง และมจี าํ นวนกฉี่ บับ

๒.๑.๔.๓ ระบุตําแหนงของสิ่งที่ตองการตรวจพิสูจนในเอกสารปญหา
และจดุ ประสงคใ นการตรวจพสิ จู นใ หช ดั เจน เชน กรณกี ารตรวจพสิ จู นล ายมอื ชอื่ /ลายมอื เขยี นขอ ความ
ใหระบุวา

“ลายมือช่ือ/ลายมือเขียนขอความ ตรงบริเวณในเอกสารของกลาง
กบั ตวั อยา ง ลายมือช่อื /ลายมือเขียนขอความ ของ...............จะเปนลายมือชือ่ /ลายมอื เขียนขอ ความ
ของบคุ คลเดยี วกนั ใชห รอื ไม” หรอื กรณกี ารตรวจรอ งรอยการเปลย่ี นแปลงแกไ ขใหร ะบวุ า “เอกสารของ

๒๙

กลางตรงบริเวณ........................จะมีรองรอยการเปลี่ยนแปลงแกไขหรือไม ถามีขอความเดิมอานได
วา อยางไร”

๒.๑.๔.๔ จดั สง เอกสารตวั อยา งเพอ่ื ใชใ นการตรวจเปรยี บเทยี บกบั เอกสาร
ของกลาง ดังนี้

¡Ã³ÕμÃǨ¾ÊÔ ¨Ù ¹ÅÒÂÁÍ× ª×Íè ÅÒÂÁ×Íà¢ÂÕ ¹¢ÍŒ ¤ÇÒÁ
๑. จดั หาลายมือช่ือ หรือลายมอื เขยี นขอความทเ่ี ขียนไวเดมิ

๑.๑ จัดหาลายมือช่ือ หรือลายมือเขียนขอความของบุคคลท่ีตองการตรวจพิสูจน
ทม่ี รี ะยะเวลา ของการเขียนใกลเคยี งกบั เอกสารของกลาง

๑.๒ ระบุใหช ดั เจนวา เปน ลายนวิ้ มือของบุคคลใด และอยตู รงบริเวณใดของเอกสาร
๑.๓ จดั ใหเ จา ของลายมอื หรอื บคุ คลทเ่ี ชอ่ื ถอื ได ลงลายมอื ชอื่ รบั รองลงบนพนื้ ทวี่ า ง
ของเอกสารทุกแผน
๒. จดั ใหเ ขยี นลายมอื ชอ่ื หรอื ลายมอื เขียนขอความ ตอหนาพนักงานสอบสวน
๒.๑ จัดเตรียมอุปกรณและลักษณะการเขียนใหใกลเคียงกับเอกสารของกลาง
ใหม ากทส่ี ดุ เชน กระดาษ, ปากกา, ลกั ษณะการเขียนแบบหวดั , แบบบรรจง, ทา ทางการเขียน เปนตน
๒.๒ จัดใหบุคคลท่ีตองการตรวจเปรียบเทียบ กรอกขอมูลสวนบุคคลดวยตนเอง
ลงใน “แบบ กอส.๐๒” โดยใหมรี ายละเอยี ดดงั นี้

- ช่อื - สกุล
- อายุ และ วนั เดือน ปเ กิด
- อาชพี
- ประวัติการศกึ ษา
- ถนัดเขยี นดวยมือขางใด และปจจุบันใชมอื ขางใดเขยี น
- สามารถเขยี นไดท ัง้ มอื ซายหรอื ขวาหรือไม
- มีโรคประจาํ ตวั หรือไม
- เคยไดร ับบาดเจบ็ ตรงบริเวณมอื ขางท่ีถนัดหรอื ไม เม่อื ใด
- ทานใชลายมือช่ือก่ีแบบ (ตั้งแตอดีตถึงปจจุบัน) และใหเขียนตัวอยาง
ลายมอื ชอ่ื แตละแบบ แบบละ ๓ ตัวอยา ง
๒.๓ จดั ใหบ คุ คลทต่ี อ งการตรวจเปรยี บเทยี บ เขยี นตวั อยา งลายมอื ชอ่ื แบบเดยี วกนั
กับลายมือช่ือในเอกสารของกลาง หรือเขียนขอความเดียวกันกับขอความท่ีตองการใหตรวจพิสูจน
(ใหเขียนตามคําบอก อยาใหเห็นเอกสารของกลาง) ลงใน “แบบ กอส.๐๓”, “แบบ กอส.๐๔”,
“แบบ กอส.๐๕”, “แบบ กอส.๐๖” ประมาณ ๕ - ๑๐ หนา กระดาษ
๒.๔ จดั ใหบ คุ คลทเ่ี ขยี นตวั อยา ง และพนกั งานสอบสวนลงลายมอื ชอื่ รบั รองทกุ แผน

๓๐

¡Ã³ÕμÃǨ¾ÊÔ ¨Ù ¹μÇÑ ÍÑ¡ÉþÔÁ¾´Õ´
๑. จัดพมิ พข อ ความใหต รงกนั กบั ขอความในเอกสารของกลาง ประมาณ ๕ - ๑๐ หนา
กระดาษ
๒. ระบุหมายเลขเครื่อง ยห่ี อ เครอื่ งพิมพดดี ใหชัดเจน
๓. ใหพ นกั งานสอบสวน และผูเ กยี่ วขอ ง ลงลายมือชอื่ รบั รองทกุ แผน
๔. กรณีเอกสารของกลางถูกพิมพมานานแลว ใหจัดหาขอความตัวอักษรพิมพดีด
ของเคร่ืองทตี่ อ งการตรวจเปรียบเทียบที่เคยพิมพไ วในระยะเดียวกนั ไปตรวจเปรียบเทยี บดวย
๕. ไมต อ งสงเครื่องพิมพด ดี ไปตรวจพิสจู น
¡Ã³ÕμÃǨ¾ÔÊÙ¨¹Ã ÍÂμÃÒ»ÃзѺ
๑. จัดหารอยตราประทับทแี่ ทจ ริง ท่ีประทับในระยะเวลาเดยี วกันกบั เอกสารของกลาง
๒. ประทับตวั อยา งรอยตราประทับท่ีแทจ รงิ บนกระดาษ ประมาณ ๕ หนา กระดาษ
๓. ใหพนักงานสอบสวนและผูท่ีเกยี่ วขอ งลงลายมอื ชื่อรบั รองทกุ แผน
¡Ã³μÕ ÃǨ¾Ôʨ٠¹à ¤ÃÍ×è §ËÁÒ¡ÒäŒÒ áÁ‹¾ÁÔ ¾ Ẻ¾ÁÔ ¾
๑. จดั หาเครอ่ื งหมายการคา ทแ่ี ทจ รงิ ทผ่ี ลติ ในชนดิ และรนุ เดยี วกนั กบั ของกลาง ไปตรวจ
เปรยี บเทยี บ
๒. ใหพนักงานสอบสวน และผูท ี่เก่ยี วของลงลายมอื ชื่อรบั รองทุกแผน
¡Ã³ÕμÃǨ¾ÔÊÙ¨¹à¤Ãè×ͧËÁÒÂáÊ´§ÀÒÉÕ á¼‹¹»‡Ò·ÐàºÕ¹ö 㺤ًÁ×ͨ´·ÐàºÕ¹ö
ºÑμûÃШÒí μÑÇ»ÃЪҪ¹ ãºÍ¹ÞØ Òμ¢ºÑ Ã¶ áÅÐ˹§Ñ Ê×Íà´¹Ô ·Ò§ ÏÅÏ
จดั หาตวั อยา งเครอื่ งหมายแสดงการเสยี ภาษี แผน ปา ยทะเบยี นรถ ใบคมู อื จดทะเบยี นรถ
บตั รประจําตัวประชาชน ใบอนญุ าตขับรถ และหนังสอื เดินทาง ฯลฯ ท่ผี ลติ รนุ เดยี วกนั กบั ของกลาง
ไปตรวจเปรยี บเทียบ
¡Ã³ÕμÃǨ¾ÊÔ Ù¨¹¸ ¹ºÑμà áÅÐàËÃÂÕ Þ¡ÉÒ»³
๑. กรณธี นบตั ร เหรยี ญกษาปณต า งประเทศ ใหจ ดั เตรยี มตวั อยา งธนบตั ร เหรยี ญกษาปณ
ทแ่ี ทจ ริงของประเทศนัน้ ชนดิ ราคาและรุนเดยี วกันกบั ของกลาง ไปตรวจเปรียบเทียบ
๒. กรณีธนบัตร เหรียญกษาปณไทย ท่ีผลิตในวาระพิเศษ จะตองจัดเตรียมตัวอยาง
ทแ่ี ทจ ริงในรนุ เดียวกันกับของกลาง ไปตรวจเปรยี บเทียบ
๓. กรณีธนบัตร เหรียญกษาปณไทย ท่ีมีใชในปจจุบันไมตองจัดสงตัวอยาง ไปตรวจ
เปรยี บเทยี บ

๓๑

¡Ã³μÕ ÃǨ¾Ôʨ٠¹Ã ÍÂμÃÒμСèÇÑ ÁÔàμÍÏ俿҇
๑. จัดหารอยตราตะกั่วที่แทจริง ที่มีหมายเลขเดียวกันกับรอยตราตะกั่วของกลาง
ไปตรวจเปรียบเทียบ
๒. จดั ใหผูเ กย่ี วของรบั รองตัวอยา งรอยตราตะกั่ว
¡Ã³μÕ ÃǨ¾ÊÔ Ù¨¹ÃÍÂμÃÒº¹äÁŒ
๑. กรณีท่พี นักงานสอบสวนสง เขยี งไมไ ปตรวจพสิ จู น

๑.๑ จดั ทาํ บัญชีเขยี งไมข องกลาง
๑.๒ ระบจุ าํ นวนเขยี งไมข องกลางทตี่ อ งการใหต รวจพสิ ูจน
๑.๓ จดั หาคอ นเหลก็ รอยตราทแ่ี ทจ รงิ ของเจา หนา ทท่ี เี่ กย่ี วขอ ง ทตี่ อ งการตรวจพสิ จู น
ไปตรวจเปรียบเทยี บ
๑.๔ จัดหาเขียงไมสําหรับใชในการประทับตัวอยางรอยตราจากคอนเหล็กที่แทจริง
ของเจาหนาท่ที ี่เก่ียวของตอหนา ผตู รวจพิสจู น
๒. กรณีท่ีผูตรวจพิสูจนจะตองเดินทางไปตรวจ ณ สถานที่เก็บไมของกลาง ในกรณี
ท่ไี มส ามารถเคลื่อนยายไมของกลางได
๒.๑ ใหพนักงานสอบสวนทําหนังสือ เพื่อแจงและขอใหผูตรวจพิสูจนเดินทางไป
ตรวจไมข องกลาง ณ สถานท่เี ก็บไมของกลาง
๒.๒ จัดทาํ บญั ชีไมของกลาง พรอ มท้งั จัดเรยี งไมต ามลาํ ดับบญั ชขี องกลาง
๒.๓ ระบุจํานวนไมของกลางท่ตี อ งการใหตรวจพสิ ูจน
๒.๔ จดั หาคอ นเหลก็ รอยตราทแี่ ทจ รงิ ของเจา หนา ทท่ี เี่ กย่ี วขอ งทตี่ อ งการตรวจพสิ จู น
ไปตรวจเปรียบเทียบ
๒.๕ จัดหาเขียงไมสําหรับใชในการประทับตัวอยางรอยตราจากคอนเหล็กท่ีแทจริง
ของเจาหนา ทีท่ ่เี ก่ยี วของตอ หนา ผูต รวจพสิ ูจน
๒.๖ ประสานงานกบั ผตู รวจพิสูจน เพือ่ กําหนดวันและเวลาท่ีใหไปตรวจพิสูจน
ËÁÒÂàËμØ
สามารถสืบคนขอมูลและดาวนโหลดเอกสารเกี่ยวกับคําแนะนําในการจัดเตรียมเอกสาร
สงตรวจพิสจู นและตวั อยางหนังสือนาํ สงตรวจพิสูจน ไดท่ี http://www.science.police.go.th หัวขอ
“คําแนะนําการสง ตรวจกลุม งานเอกสาร”

๓๒

ó. ÇÑμ¶Ø¾ÂÒ¹»ÃÐàÀ·ÍÒÇ¸Ø »¹„ áÅÐà¤ÃÍè× §¡ÃÐÊØ¹»¹„

ó.ñ ¤ÇÒÁËÁÒ¢ͧÍÒÇØ¸»¹„
๓.๑.๑ ตามความในมาตรา ๔ แหงพระราชบัญญัติอาวุธปน เครื่องกระสุนปน

วตั ถุระเบดิ ดอกไมเพลิง และสงิ่ เทียมอาวุธปน พ.ศ. ๒๔๙๐ แกไขเพ่ิมเตมิ โดยมาตรา ๓ แหง พระราช
บญั ญตั ิอาวธุ ปนฯ (ฉบบั ที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๐๑ ไดบ ญั ญัตคิ าํ วา อาวุธปน ไว ดงั น้ี

“อาวธุ ปน หมายความรวมตลอดถงึ อาวธุ ทกุ ชนดิ ซงึ่ ใชส ง เครอื่ งกระสนุ ปน
โดยวิธีระเบิด หรือกําลังดันของแกส หรืออัดลม หรือเครื่องกลไกอยางใดซ่ึงตองอาศัยอํานาจของ
พลังงานและสว นหนง่ึ สว นใดของอาวธุ น้ัน ๆ ซึ่งรฐั มนตรีเห็นวา สําคญั และไดระบุไวในกฎกระทรวง”

๓.๑.๒ ตามกฎกระทรวงฉบบั ที่ ๓ (พ.ศ. ๒๔๙๐) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิ
อาวุธปน เครื่องกระสนุ ปน วัตถุระเบิด ดอกไมเ พลงิ และสง่ิ เทยี มอาวธุ ปน พ.ศ. ๒๔๙๐ ไดก ําหนดไว
ดังน้ี

“ขอ ๑ สวนของอาวุธปนซ่งึ จะกลาวถงึ ตอ ไปน้ี ใหถือวา เปน “อาวธุ ปน”
ตามความในมาตรา ๔(๑) คอื

(๑) ลํากลอง
(๒) เคร่ืองลกู เล่ือน หรือสวนประกอบสาํ คัญของเครอ่ื งลกู เล่ือน
(๓) เครื่องลัน่ ไก หรอื สวนประกอบสําคัญของเครอ่ื งลั่นไก
(๔) เครอื่ งสง กระสนุ ซองกระสนุ หรอื สว นประกอบสาํ คญั ของสง่ิ เหลา น”้ี
ดงั น้นั คาํ วา “อาวธุ ปน” ตามกฎหมายจึงหมายถึง

๑. อาวธุ ปน ทกุ ชนดิ เชน ปน พก ปน ยาว ปน ลกู ซอง ปน กล ปน ใหญ
ฯลฯ และ

๒. สวนของอาวุธปน เชน ลํากลอง เคร่ืองลูกเลื่อน เครื่องลั่นไก
เคร่ืองสง กระสุน ซองกระสุน หรอื สวนประกอบสาํ คญั ของส่ิงเหลาน้ี

ในการซอ้ื มี และใชอ าวธุ ปน นนั้ ตอ งไดร บั อนญุ าตจากนายทะเบยี นซง่ึ จะ
เปน ผอู อกใบอนญุ าตให แตส าํ หรบั เครอื่ งกระสนุ ปน ใหถ อื วา การไดร บั อนญุ าตใหม แี ละใชอ าวธุ ปน นนั้
เปนการอนุญาตใหมี และใชกระสุนปนสําหรับอาวุธนั้น ไมตองมีใบอนุญาตพิเศษ แตการซื้อเคร่ือง
กระสุนปนแตละครั้งตองขออนุญาตตอนายทะเบียน และจํากัดจํานวนกระสุนปนท่ีซ้ือในแตละคร้ัง
แตไ มไ ดจ าํ กดั จาํ นวนเคร่ืองกระสุนปน ทั้งหมดที่จะมีไวในครอบครอง (ฎกี าท่ี ๒๒๗๙/๒๕๑๕)

การออกใบอนุญาตดังกลาวน้ี มีขอจํากัดอยูในกฎกระทรวง ฉบับท่ี ๑๑
(พ.ศ. ๒๕๒๒) ออกตาม พ.ร.บ.อาวุธปน ฯลฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ ดงั น้ี

อาวธุ ปน ทนี่ ายทะเบยี นจะออกใบอนญุ าตใหไ ด ตอ งเปน อาวธุ ปน ชนดิ และขนาด
ดงั ตอ ไปน้ี

๑. อาวธุ ปน ชนดิ ลาํ กลอ งมเี กลยี ว ทม่ี ขี นาดเสน ผา ศนู ยก ลางปากลาํ กลอ ง
ไมเ กิน ๑๑.๔๕ มม.

๓๓

๒. อาวุธปนชนิดลํากลอ งไมมีเกลียว ดงั ตอไปนี้
ก. ขนาดเสน ผา ศนู ยกลางปากลาํ กลอ งไมถ ึง ๒๐ มม.
ข. ปนบรรจุปาก ปนลกู ซอง และปนพลุสัญญาณ

๓. อาวุธปนชนิดท่ีมีเครื่องกลไกสําหรับบรรจุกระสุนเองใหสามารถยิงไดซํ้า
ดังตอไปนี้

ก. ขนาดความยาวของลาํ กลองไมเกิน ๑๖๐ มม.
ข. ปนลกู ซอง
ค. ปนลูกกรดขนาดเสน ผาศูนยก ลางปากลํากลอ งไมเ กิน ๕.๖ มม.
๔. อาวุธปนชนิดไมมเี ครือ่ งบงั คับเสียงใหเ บาผดิ ปกติ
๕. อาวุธปนชนิดท่ีไมไดใชกระสุนเปนท่ีบรรจุวัตถุเคมีท่ีทําใหเกิดอันตราย
หรอื เปนพษิ หรือไมใ ชเครื่องกระสนุ ปน ท่ีบรรจเุ ช้อื โรค เช้ือเพลิง หรอื วตั ถกุ มั มันตภาพรงั สี
เครอ่ื งกระสนุ ปน ทนี่ ายทะเบยี นจะออกใบอนญุ าตใหไ ด ตอ งเปน เครอื่ งกระสนุ ปน
ท่ีใชก ับอาวุธปน ทไี่ ดรบั อนญุ าต แตตอ งไมเปนเครอ่ื งกระสนุ ปนชนิดเจาะเกราะหรอื ชนิดกระสนุ เพลงิ
สําหรับกลไกการทํางานของอาวุธปน โดยท่ัว ๆ ไปในปจจุบันน้ัน สามารถ
แบงไดดงั นี้ คือ
๑. ปน บรรจปุ าก หรอื ปน แกป
๒. ปนบรรจทุ างทา ยลาํ กลอง เทาทีพ่ บเห็นในปจจบุ ันแบงไดเปน
ก. ปน ยงิ ทลี ะนดั เชน ปน พกลกู ซองชนดิ ประกอบขนึ้ เอง ปน ยาวลกู ซองเดยี่ ว
เปน ตน
ข. ปนแบบ Bolt Action เปนปนท่ีตองใชมือในการเคล่ือนไหวกลไก
เครอ่ื งลูกเล่ือน เพอื่ คัดปลอกกระสุนปน และบรรจุกระสนุ ปน เขา ในรงั เพลิง เชน ปน เลก็ ยาวแบบ ๘๘
ค. ปน แบบ Pump Action หรอื Slide Action เชน ปน ยาวลกู ซองเดยี่ ว
แบบ Pump Action หรอื ท่เี รียกโดยทัว่ ไปวา ปน ลกู ซอง ๕ นัด
ง. ปนรีวอลเวอร หรือปนลูกโม เปนปนท่ีมีชองรังเพลิงสําหรับบรรจุ
กระสนุ ปน เรยี งตดิ กนั เปน วงกลมรอบแนวแกนลาํ กลอ งปน และมกี ลไกสาํ หรบั หมนุ เอาชอ งรงั เพลงิ ถดั ไป
มาจออยูก บั ทายลาํ กลองปน เมอื่ มีการเหนย่ี วไกปนหรอื งา งนกปน เชน ปน พกรวี อลเวอรข นาดตาง ๆ
ท่ใี ชก ันในปจจุบัน
จ. ปน กงึ่ อตั โนมตั ิ เปน ปน ทอ่ี าศยั พลงั งานจากการระเบดิ ของกระสนุ ปน
มาเคลอ่ื นไหวเครอ่ื งลกู เลอ่ื นเพอ่ื คายปลอกกระสนุ ปน และบรรจปุ ลอกกระสนุ ปน นดั ใหมเ ขา มาในรงั เพลงิ
แตตองมีการปลอยและเหนี่ยวไกครั้งใหมเพ่ือทําการยิงกระสุนนัดถัดไป เชน ปนพกออโตเมติก
ทเ่ี รยี กกนั โดยท่ัวไป (Automatic Pistol แตม ีการทาํ งานแบบ Semi-automatic)
ฉ. ปนกลแบบตาง ๆ มีการทํางานแบบเดียวกับปนก่ึงอัตโนมัติ
แตจ ะมีกลไกทท่ี ําใหยงิ กระสนุ ปนไดต ิดตอ กันเปนชุดโดยเหน่ียวไกปน คางเอาไว เชน ปนกลมือ UZI
ปน กลเบา M๖๐ ปนเล็กกล M๑๖ เปนตน

๓๔

ó.ò ¤ÇÒÁËÁÒ¢ͧà¤Ã×Íè §¡ÃÐÊ¹Ø »¹„
“เครอ่ื งกระสนุ ปน ” หมายความรวมตลอดถงึ กระสนุ โดด กระสนุ ปราย กระสนุ แตก

ลกู ระเบดิ ตอรปโ ด ทุน ระเบดิ และจรวด ท้งั ชนดิ ทมี่ ีหรือไมม ีกรด แกส เช้อื เพลิง เช้ือโรค ไอพิษ หมอก
หรือควนั หรอื กระสุน ลูกระเบิด ตอรปโ ด ทุนระเบดิ และจรวดทีม่ ีคุณสมบตั คิ ลายคลงึ กัน หรือเคร่อื ง
หรือสง่ิ สําหรับอดั หรือทํา หรอื ใชป ระกอบเครือ่ งกระสนุ ปน ดงั น้ัน เครอื่ งกระสุนปนจงึ หมายถงึ

๓.๒.๑ กระสนุ ปน โดยท่ัว ๆ ไป ซ่ึงประกอบดว ย
๓.๒.๑.๑ ลกู (หัว) กระสุนปน
๓.๒.๑.๒ ปลอกกระสุนปน
๓.๒.๑.๓ ดินสง กระสุนปน หรอื ดนิ ปน
๓.๒.๑.๔ ชนวนทา ยกระสนุ ปน หรอื แกปปน

๓.๒.๒ กระสนุ โดด กระสนุ ปราย กระสนุ แตก ลกู ระเบดิ ตอรป โ ด ทนุ ระเบดิ และจรวด
ท้ังชนดิ ทมี่ หี รือไมม กี รด แกส เชอ้ื เพลิง เช้ือโรค ไอพิษ หมอก หรอื ควัน

๓.๒.๓ กระสนุ ลกู ระเบดิ ตอรป โ ด ทนุ ระเบดิ และจรวดทมี่ คี ณุ สมบตั คิ ลา ยคลงึ กนั
๓.๒.๔ เครือ่ งหรอื สง่ิ สาํ หรบั อดั หรือทาํ หรอื ใชประกอบเครื่องกระสุนปน
ó.ó »ÃÐàÀ·¢Í§¡ÃÐÊ¹Ø »„¹ ẋ§Í͡໚¹ ó »ÃÐàÀ·
๓.๓.๑ Pinfire Cartridge มปี ลอกกระสนุ ปนทาํ ดวยกระดาษแขง็ และทา ยเปน
ทองเหลือง มเี ข็มโลหะโผลออกมาทด่ี า นขางปลอกกระสุนปน โดยมีปลายอกี ขา งหนง่ึ จอ อยกู ับ Caps
ที่บรรจุอยูในถวยโลหะ ภายในตัวกระสุน เวลาบรรจุกระสุนปนน้ีตองหันดานที่มีเข็มเขามากับนกปน
เมือ่ เหน่ยี วไกปน นกปน จะตลี งทีเ่ ข็มโลหะน้แี ละเข็มโลหะนจ้ี ะไปกระแทกกับ Caps เกดิ ประกายไฟจดุ
ระเบดิ ดินปน

ÃÙ»·Õè ò.õ ประเภทของลูกกระสนุ ปน
a. เปนกระสนุ ประเภท Rimfire Cartridge ไดแก กระสุนขนาด .๒๒
ฺ b., c., d., e. เปนกระสุนประเภท Centerfire Cartridge ไดแก กระสนุ .๔๕ ม, .๓๘, M๑๖,
กระสุนปนลกู ซองตามลําดับ

๓๕

๓.๓.๒ Rimfire Cartridge พฒั นาขน้ึ โดยใช Picric Acid แบบผงใสไ วท ข่ี อบของ
จานทา ยกระสนุ ปน โดยรอบ เมอื่ ทาํ การยงิ ตอ งใหน กปน ตลี งทบ่ี รเิ วณขอบของจานทา ยกระสนุ ปน เปน แบบ
เดียวกับกระสุนปนลูกกรดในปจ จบุ ัน

๓.๓.๓ Centerfire Cartridge เปนกระสุนปนแบบท่ีใชกันแพรหลายในปจจุบัน
ประกอบดว ยสว นตา ง ๆ คอื หวั กระสนุ ปน (ลกู กระสนุ ปน ), ปลอกกระสนุ ปน ดนิ ปน (ดนิ สง กระสนุ ปน )
และแกป (ชนวนทา ยกระสนุ ปน ) อยทู กี่ ง่ึ กลางจานทา ยปลอกกระสนุ ปน โดยแกป จะมลี กั ษณะเปน ถว ยโลหะ
ออ นขนาดเลก็ บรรจสุ ว นผสมทไ่ี วตอ แรงกระแทกแบบเดยี วกบั Fluminate of Mercury มี Anvil รบั แรง
กระแทกและรเู ลก็ ๆ เพอ่ื ใหป ระกายไฟแลบออกไปจดุ ระเบดิ ดนิ สง กระสนุ ปน ได เมอื่ นกปน สบั ลงทแี่ กป นี้
จะทาํ ใหเ ปลอื กท่ีเปนโลหะออน (ทองแดงหรอื ทองเหลือง) ยบุ ลงไปกระแทกกับสารท่ีบรรจอุ ยภู ายใน
โดยมี Anvil เปน ตวั รองรบั ทําใหเ กิดการระเบิดใหเปลวไฟออกไปจุดดนิ สง กระสนุ ปน

û٠·èÕ ò.ö ปลอกลูกกระสุนปน

ó.ô ª¹Ô´¢Í§´Ô¹»¹„
ดินปนเปนของแข็งซ่ึงบรรจุอยูในกระสุนปน สามารถลุกไหมไดเม่ือถูกประกายไฟ

หรอื ความรอ น เมอื่ ลกุ ไหมจ ะใหแ กส ปรมิ าณมากในชว งเวลาอนั สนั้ ซง่ึ แกส ทเี่ กดิ ขนึ้ นถี้ กู นาํ ไปใชเ ปน ตวั
ขับดนั กระสุนปน ออกจากลาํ กลอ งปน ดนิ ปนในปจ จุบันมอี ยู ๒ ประเภท คอื

๓.๔.๑ ดินดาํ (Black Powder) ประกอบดว ย ดนิ ประสวิ ๗๕% ถานไม ๑๕%
และกํามะถัน ๑๐% เปนตัวขับดัน ลูกกระสุนปนชนิดแรกที่รูจักกันจากหลักฐานที่ปรากฏทราบ
แตเ พียงวา “จนี ” เปน ชาตแิ รกท่ีผลิต

๓.๔.๒ ดินควันนอย (Smokeless Powder) มีสารประกอบหลัก คือ
ไนโตรเซลลูโลส หรอื เซลลโู ลสไนเตรท (Nitrocellulose or Cellulose nitrate) ซง่ึ ใหแ รงระเบิดสงู กวา
ดนิ ดําในปริมาณท่เี ทา กันแตเ กดิ เขมานอยกวามาก

๓๖

ó.õ ¢¹Ò´¢Í§ÍÒÇ¸Ø »„¹
ขนาดของอาวุธปนโดยท่ัวไป หมายถึง ขนาดของเสนผาศูนยกลางของลํากลอง

ซึ่งจําแนกออกเปน
ó.õ.ñ ÍÒÇ¸Ø »¹„ ·ÁÕè àÕ ¡ÅÂÕ ÇÀÒÂã¹ลาํ ¡ÅÍŒ § ขนาดของอาวธุ ปน ชนดิ นเ้ี รยี กวา Caliber

ดังน้ัน Caliber จึงหมายถึง เสนผาศูนยกลางของลํากลองปน ในอังกฤษ อเมริกา ใชหนวยเปนนิ้ว
ในยุโรปใชห นว ยเปน มิลลเิ มตร ในปจจุบันขนาดของอาวธุ ปน ทีม่ ีเกลยี วภายในลํากลองมีหนวยทใี่ ชก นั
อยู ๒ หนว ยคือ

๓.๕.๑.๑ หนวยเปนน้ิว มีจุดนําหนา ตามดวยตัวเลขขนาด แตเวลา
เขยี นหรอื เรยี กไมต อ งมคี าํ วา นวิ้ กาํ กบั และตอ งเขา ใจดว ยวา ขนาดเปน นว้ิ เชน .๔๕, .๔๔, .๓๘, .๓๕๗,
.๓๒, .๒๕, .๒๒๓, .๒๒ เปน ตน

๓.๕.๑.๒ หนวยเปนมิลลิเมตร หรือ มม. ไมตองมีจุดนําหนาใด ๆ
แตตอ งมคี าํ วา มม. กาํ กบั หลังของขนาดเสมอไป เชน ๑๑ มม., ๙ มม., ๗.๖๕ มม., ๖.๓๕ มม.,
๕.๕๖ มม. เปนตน โดยที่ปนมีเกลียวในลํากลองนี้ใชกับกระสุนปนลูกโดด เสนผาศูนยกลางของ
ลาํ กลอ งปน จงึ เทา กบั หรอื ใกลเ คยี งกบั เสน ผา ศนู ยก ลางของลกู (หวั ) กระสนุ ปน จงึ มผี ใู ชค าํ วา Caliber
ในความหมายทีเ่ ปนขนาดของกระสนุ ปนดวย

ó.õ.ò ÍÒÇØ¸»¹„ ·äÕè ÁÁ‹ Õà¡ÅÕÂÇÀÒÂã¹ลาํ ¡ÅÍŒ § (»„¹Å¡Ù «Í§) ขนาดของอาวธุ ปน
ชนดิ นเ้ี รยี กวา เกจ (Gaugc) หมายถงึ จาํ นวนลกู ตะกว่ั ทรงกลมขนาดเทา กนั ทท่ี าํ จากตะกวั่ หนกั ๑ ปอนด
เชน ขนาด ๑๒ หมายความวาเอาตะก่วั มา ๑ กอ น หนกั ๑ ปอนด แบง เปน ๑๒ สวนเทา ๆ กนั
สว นทแ่ี บงไดเอามาทําเปน กอ นกลม ๆ นัน้ มีเสน ผาศนู ยกลางเทาใดก็จะเปนขนาด ๑๒ ตวั อยา ง เชน
ปนพกลูกซอง ขนาด ๑๒ หมายถึง ปนที่มีลํากลองปนโตพอที่ลูกกระสุนตะก่ัวหนัก ๑/๑๒ ปอนด
ผานไดพ อดี ตะกัว่ ทรงกลมหนัก ๑/๑๒ ปอนด มีเสนผา ศูนยก ลาง .๗๒๙ น้วิ น่ันคือ ปนพกลกู ซอง
ขนาด ๑๒ จะมีเสน ผาศูนยกลางของลาํ กลอง .๗๒๙ นิว้ เปน ตน ขนาดทีใ่ ชกันอยใู นปจ จบุ ัน มีขนาด
๑๒, ๑๖, ๒๐, ๒๔, ๒๘, ๓๒ และขนาด .๔๑๐

นอกจากคําวา เกจ (Gauge) หรือขนาดของอาวุธปนและกระสุนปนลูกซองแลว
ยังมีคาํ หน่ึงของกระสนุ ปน ลูกซอง คือ นมั เบอร หรือ เบอร (Number) หรือขนาดของลูกกระสุนปราย
ที่บรรจุอยูในกระสุนปนลูกซองสวนใหญจะมีเบอรเปนตัวเลขหรือตัวอักษร บอกไวท่ีกระดาษปดปาก
ปลอกกระสนุ ปน ท้งั ดา นบนและดา นลา ง

๓๗

μÒÃÒ§à»ÃÂÕ ºà·ÂÕ º¢¹Ò´¢Í§ÍÒÇØ¸»¹„ š٠ⴴ

ระบบองั กฤษ (น้วิ ) ระบบยุโรป (มม.)

.๒๒ ๕.๕
.๒๒๓ ๕.๕๖
.๒๔๓, .๒๔๔
.๒๕ ๖
.๒๘๕ ๖.๓๕
.๓๐, .๓๐๘
.๓๒ ๗
.๓๒๓ ๗.๖๒
.๓๕๗ (.๓๘) ๗.๖๕
.๔๕
.๕๐ ๘

๑๑
๑๒.๗

ตารางเปรียบเทียบขนาดอาวุธปนชนิดมีเกลียวในลํากลอง กระสุนปนในปจจุบัน
จะมขี นาดตาง ๆ ดังตอ ไปนี้ คือ

กระสนุ ปน รีวอลเวอร ขนาด .๓๒ (๗.๖๕ มม.), .๓๘ Special, .๓๕๗ Magnum,
.๔๔ Magnum

กระสนุ ปน ออโตเมตกิ ขนาด .๓๐ Mauser, ๗.๖๒ มม. Tokarev, .๓๒ (๗.๖๕ มม.),
.๓๘๐ (๙ มม. Kuntz, ๙ มม. ส้นั ), ๙ มม. Makarov, ๙ มม. Luger (๙ มม. Pare bellum),
.๓๘ Super .๑๐ มม., .๔๕ (๑๑ มม.)

ทง้ั น้ี กระสนุ ปน ขนาด .๓๘ Special, .๓๕๗ Magnum, .๓๘๐, ๙ มม., มขี นาดเสน
ผาศูนยกลางเทากันหมด แตมีความยาวของปลอกกระสุนปนตางกัน เชน ปนพกรีวอลเวอรขนาด
.๓๘ Special ใชกระสนุ ปนขนาด .๓๕๗ Magnum ไมไ ด แตป นพกรวี อลเวอรข นาด .๓๕๗ Magnum
ใชกระสนุ ปนขนาด .๓๘ Special ได (กระสนุ ปน ขนาด .๓๘ Special จะมีขนาดของหวั กระสุนปน
ท่ีแทจริงคอื .๓๕๘ น้ิว)

ó.ö ¡ÒÃμÃǨËÒÃÐÂÐÂ§Ô ã¹·Ò§¢»Õ ¹Ç¸Ô Õ
ÃÐÂÐÂ§Ô หมายถงึ ระยะหา งระหวางปากลํากลอ งปน จนถงึ เปา ทีถ่ ูกยงิ
ÃÐÂÐÂ§Ô แบง ออกเปน ๓ ระยะ คอื
๓.๖.๑ ระยะประชิด หมายถึง ระยะที่ปากลํากลองปนอยูชิดติดกับเปาท่ีถูกยิง

หรอื หา งออกมาเล็กนอย เขมาดินปน หรอื ลกู กระสนุ ปราย กระสุนปน ลกู ซองยังไมกระจาย

๓๘

๓.๖.๒ ระยะใกล หมายถงึ ระยะทถ่ี ดั จากระยะประชดิ จนถงึ ระยะทไ่ี กลทส่ี ดุ ทเ่ี ขมา
ดนิ ปน จะปลิวไปถึง

๓.๖.๓ ระยะไกล หมายถงึ ระยะท่ีเขมา ดินปน ปลิวไปไมถึง
¡ÒÃμÃǨËÒÃÐÂÐÂÔ§ มอี ยหู ลายวิธดี ว ยกนั แตจะกลาวเพยี ง ๒ วิธี คือ
ñ. ¡ÒÃμÃǨËÒÃÐÂÐÂ§Ô ¨Ò¡¡ÒáÃШÒ¢ͧà¢Á‹Ò´Ô¹»„¹

เขมาดินปน หมายถึง เขมาที่เกิดจากการเผาไหมของดินสงกระสุนปน ซึ่งสวนใหญ
จะพงุ ออกมาจากปากลาํ กลองปน การตรวจพสิ จู นจ ะตอ งพจิ ารณาจาก ๒ สวน คือ ดนิ ปน ทีเ่ ผาไหม
ไมห มด (Unburnt Particle) และดนิ ปน ทเี่ ผาไหมหมดแลว (Burnt Particle)

ÀÒ¾·Õè ò.÷ ภาพวาดการยงิ ในระยะเผาขนดว ยปนพก
a. จากระยะ ๑-๒ นวิ้ ถงึ เปา มวลสารของดนิ ปน ไดร วบรวมกนั อยตู รงบรเิ วณรกู ระสนุ ในขณะ
ทเ่ี ถา ถา นมลี กั ษณะเปน คลน่ื วงกลมกระจายออกไปในบรเิ วณทก่ี วา งกวา มาก (ภาพดา นลา งไดแ สดงใหเ หน็ จดุ น)ี้
b. ระยะปากกระบอกปนถึงเปาเพิ่มข้ึน การกระจายของมวลสารบนเปาเพิ่มขนาด
เสนผาศูนยกลางของการกระจาย ในขณะที่ความหนาแนนของการกระจายมวลสารน้ันลดนอยลงท่ีระยะ b.
หรือท้ิงรอ งรอยของดนิ ปน ในจํานวนเลก็ นอ ยแทบจะไมมีเขมา ดินปน

๓๙

ÀÒ¾·Õè ò.ø ภาพแสดงใหเ หน็ ถงึ ความเกย่ี วขอ งกนั ระหวา งระยะใกลไ กล จากรอยเจาะของลกู กระสนุ ปน
กบั รอยกระจายออกเปนวงกวางของเขมา ดนิ ปนจะมีสวนสมั พันธก ัน

A. การเปรียบเทียบรอยวงทีก่ ระจายกวา งออกมา
B. ความหนาแนนของรอยเขมา ดนิ ปน
C. รอยคราบดําของเขมา หรอื รอยจุดดินปน
D. การกระจายตัวของเขมา ดินปน

¡ÒáÃШÒ¢ͧà¢ÁÒ‹ ´¹Ô »„¹ ขึน้ อยกู ับปจ จัยตาง ๆ ดงั นี้
๑. ระยะยงิ ย่งิ ไกลเทาใดเขมาดินปนยงิ่ กระจายมากเทานัน้
๒. ความกวางของปากลํากลอ งปน และความยาวของลาํ กลองปน
๓. ความแรงของดินสง กระสนุ ปน
๔. อ่นื ๆ เชน ทศิ ทางและความเร็วของลม
¡ÒÃμÃǨËÒÃÐÂÐÂÔ§¨Ò¡¡ÒáÃШÒ¢ͧà¢Á‹Ò´Ô¹»„¹ จะใชในกรณีที่ยิงดวยปนซึ่งใช
กระสุนลูกโดด สวนการตรวจหาระยะยิงของปนลูกซองนั้น จะใชการกระจายของลูกกระสุนปราย
กระสุนปนลูกซอง ซึ่งจะบอกระยะยิงท่ีแนนอนไดดีกวา และไมมีผลกระทบจากโลหิต ในกรณีที่เปา
ทถี่ ูกยงิ เปน เสอ้ื ผาท่ีสวมใส
¢Í§¡ÅÒ§·»Õè ÃСͺ㹤´Õ ä´áŒ ¡‹
๑. เส้ือผาที่ถูกยิง (เปา ท่ีถูกยงิ ) หรอื เปา ทีเ่ ขมาดนิ ปนสามารถตดิ อยูได
๒. ปนของกลาง เพราะการกระจายของเขมาดินปนข้ึนอยูกับความกวางปากลํากลอง
และความยาวของลํากลองปนดว ย
๓. ปลอกกระสุนปนของกลาง (ถามี) เพื่อประโยชนในการทดลองยิงเปรียบเทียบ
เพราะกระสุนปน แตละยหี่ อ จะมสี ตู รของสวนผสมในดินปนแตกตา งกัน

๔๐

ò. ¡ÒÃμÃǨËÒÃÐÂÐÂÔ§¨Ò¡¡ÒáÃШÒ¢ͧÅÙ¡¡ÃÐÊ¹Ø »ÃÒ ¡ÃÐÊ¹Ø »¹„ š٠«Í§
กระสนุ ปน ลกู ซอง ใชก ระสนุ ปรายเปน ลกู กระสนุ ปน ดงั นน้ั เมอื่ ยงิ ออกไป ลกู กระสนุ ปราย

ที่พงุ ออกจากปากลาํ กลอ งปน จะเปนกลุม และจะกระจายออกตามระยะทางท่ไี กลออกไป
การกระจายของลกู กระสนุ ปรายกระสนุ ปนลกู ซองขึน้ อยกู บั
๑. ระยะยงิ
๒. ความกวา งปากลาํ กลองปน
๓. Choke ของปน (การบบี ของภายในปลายลาํ กลองปน )
๔. ความแรงของดินสงกระสุนปน
๕. อ่นื ๆ
ของกลางทป่ี ระกอบในคดี ไดแก
๑. เปา ท่ถี กู ยิง เชน เสอ้ื ผา รถยนต บา น เปนตน
๒. ปนของกลาง เพราะการกระจายของลูกกระสุนปราย กระสุนปนลูกซอง

ขึน่้ อยกู ับความกวา งปากลํากลอ ง และความยาวของลาํ กลอ งปน ดว ย
๓. ปลอกกระสุนปนลูกซองของกลาง เพ่ือประโยชนในการทดลองยิงเปรียบเทียบ

เพราะกระสุนปนแตละย่หี อ จะมสี ูตรของสวนผสมในดินปน แตกตา งกัน
นอกจากนี้ ระยะยงิ สามารถหาไดด ว ยวธิ อี นื่ เชน พจิ ารณาจากบาดแผลทถ่ี กู ยงิ เปน ตน

ó.÷ ¡ÒÃμÃǨËÒà¢Á‹Ò¨Ò¡¡ÒÃÂÔ§»¹„ ·èÁÕ Í× ¢Í§¼ÙŒÂÔ§
เขมา ปน หรอื เขมา จากการยงิ ปน (Gunshot Residue) หมายถงึ เขมา ทเี่ กดิ จากการ

เผาไหมของชนวนทายกระสุนปน หรือแกปปน (Primer Pesidue) และรวมถึงเขมาดินปนดวย
แตในการตรวจหาเขมาจากการยิงปนท่ีมือนั้นจะเปนการตรวจเฉพาะในสวนของชนวนทายปลอก
กระสนุ ปน หรอื แกปปน

ÀÒ¾·èÕ ò.ù ภาพเขยี นแสดงชนวนทายปลอกกระสุน หรือ Primer หรือ Cap ปน

ÇÔ¸·Õ ÕèãªμŒ ÃǨËÒ¸ÒμØสํา¤ÑÞ
ñ. ¾ÒÃÒ¿¹à·Êμ (Paraffin Test) เปนการตรวจหาอนุมูลไนไตรท หรอื อนมุ ูล
ไนเตรท ซึ่งเปนสว นประกอบในดนิ ปน วิธีนกี้ รมตํารวจไดย กเลกิ ไมมีการตรวจต้ังแตป  พ.ศ. ๒๕๑๗

๔๑

ò. ÍÐμÍÁÁÔ¡áͺ«ÍϾªÑ¹ Ê໡â·Ãâ¿âμàÁ·ÃÕ (Atomic Absorption
Spectrophotometry) เปนวิธีตรวจหาธาตุแอนติโมนี (Sb) และธาตุแบเรี่ยม (Ba) ซ่ึงเปนธาตุ
ท่ีผสมอยูในชนวนทายกระสุนปนหรือแกปปน โดยใชเครื่องมือที่เรียกวา Atomic Absorption
Spectrophotometer (AAS) วิธนี ้เี รม่ิ ใชเ ม่ือป พ.ศ. ๒๕๑๙ จนถงึ ปจ จบุ นั

ó. ÍÔ¹´Ñ¡¸Õ¿ÅՏ¤Ñ¾à¿Å ¾ÅÒÊÁ‹Ò/áÁÊÊ໡â·ÃàÁ·ÃÕ (Inductively
Coupled Plasma/Mass Spectrometry) เปนวธิ ีการหาชนดิ และปรมิ าณของธาตุ เชน เดยี วกบั AAS
แตจะมีความไวในการวิเคราะหสูงกวา เร่ิมมีใชในกลุมงานตรวจอาวุธปนฯ กองพิสูจนหลักฐานกลาง
เมอื่ ป พ.ศ. ๒๕๕๑ จนถงึ ปจ จบุ นั สว นวธิ อี น่ื ๆ ไดแ ก กลอ งจลุ ทรรศนอ เิ ลก็ ตรอน (Scanning Electron
Microscopy / Energy Dispersive X-ray Spectroscopy (SEM/EDS) เปน ตน

ËÅÑ¡¡ÒÃࡺç à¢ÁÒ‹ »„¹·ÕÁè Í× ¢Í§¼ÂÙŒ Ô§
ñ. คําá¹Ðนําâ´Â·èÇÑ ä»

๑.๑ พนักงานสอบสวนหรือเจาหนาท่ีเปนผูเก็บเขมาปนท่ีมือผูตองสงสัย
ผูตองหา หรือสงตัวบุคคลดังกลาวไปยัง กลุมงานตรวจอาวุธปน ของกองพิสูจนหลักฐานกลาง
หรอื ศูนยพิสูจนห ลกั ฐานในพืน้ ทร่ี ับผดิ ชอบเปนผเู ก็บเขมาปนที่มือโดยเรว็ ทีส่ ดุ ภายในเวลา ๖ ชว่ั โมง
นบั แตม กี ารยงิ ปน กรณศี พใหเ กบ็ เขมา ปน ทมี่ อื ศพ โดยเรว็ ทสี่ ดุ ภายในเวลา ๒๔ ชว่ั โมง นบั แตม กี ารยงิ ปน

๑.๒ กอ นทาํ การเก็บเขมาปนทีม่ อื หา มพิมพลายนว้ิ มือ ทําการลางมือ หรอื
ทาํ ความสะอาดมอื ของผทู จี่ ะถกู ทาํ การเกบ็ เขมา กรณศี พใหใ ชถ งุ พลาสตกิ สวมมอื ศพไวจ นกวา จะทาํ การ
เกบ็ เขมาปน

๑.๓ เจาหนาที่ผูทําการเก็บเขมาปนท่ีมือตองทําความสะอาดมือทุกคร้ัง
กอนทาํ การเก็บเขมาปน

ò. ¡ÒÃàμÃÂÕ ÁÍØ»¡Ã³
๒.๑ จดั หาซองพลาสติกแบบมซี ิป จํานวน ๕ ซอง แตล ะซองใหเขยี นดังน้ี
ซองท่ี ๑ เขียนวา กรดตัวอยาง
ซองที่ ๒ เขียนวา หลงั มือขวา
ซองท่ี ๓ เขยี นวา ฝามือขวา
ซองท่ี ๔ เขยี นวา หลังมือซา ย
ซองที่ ๕ เขียนวา ฝามอื ซา ย
๒.๒ จัดหากานสําลี (Cotton Bud) โดยตัดปลายขางหน่ึงทิ้งไป จํานวน

๕ กา น
๒.๓ จัดหากรดดินประสวิ (กรดไนตรกิ ) เขม ขน ๕% จํานวน ๑ ขวด


Click to View FlipBook Version