การจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีผู้พิพากษาสมทบในศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 ประจำปี 2566 ซึ่งศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานีร่วมกับคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบ ภาค 3 ได้ร่วมกันจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 2-3 กันยายน 2566 ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์แอนด์คอนเวนชั่น เซ็น เตอร์ อำเภอเมืองอุบลราชธานีจังหวัดอุบลราชธานีได้เสร็จสิ้นและบรรลุผลสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นับว่า ได้ก่อให้เกิดประโยชน์และผลดีต่อผู้เข้าประชุมที่จะได้นำความรู้แนวคิดและวิธีการใหม่ๆ ไปประยุกต์ใช้ให้ เหมาะสมกับงานที่ปฏิบัติและรับผิดชอบให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลดียิ่งขึ้นสมดังความมุ่งหมายของศาล เยาวชนและครอบครัวที่กำหนดไว้ในนโยบาย หลักการและวัตถุประสงค์ทุกประการ ทั้งนี้ความสำเร็จในการจัด ประชุมในครั้งนี้เป็นผลมาจากความสามัคคีที่ทุกท่านได้ร่วมแรงและร่วมใจกันเสียสละ ทั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ให้การสนับสนุนและให้ความร่วมมือด้วยดีมาโดยตลอด นอกจากนี้ประโยชน์อย่างยิ่งที่ได้จากการจัดประชุมดังกล่าวคือความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจาก ผู้พิพากษาสมทบทุกศาลในภาค 3 ทุกคนที่กรุณาตอบแบบสอบถามและการให้ความเห็นต่อการจัดเสวนาและ อภิปรายกลุ่มซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาไปสู่เป้าหมายและทิศทางที่ถูกต้องชัดเจน ความสามัคคีอันเกิด จากการมีโอกาสมาพบปะสังสรรค์กันแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและพลังของผู้พิพากษาสมทบทุกคนที่ได้มีส่วน ร่วมในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อนำไปปรับปรุงงานในบทบาทหน้าที่ของตนเองให้ดียิ่งขึ้น ขอขอบคุณท่านอธิบดีผู้พิพากษาภาค 3 คณะกรรมการที่ปรึกษา ท่านผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชน และครอบครัวในภาค 3 ทุกจังหวัด ท่านคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบภาค 3 ทุกท่านและ ท่านผู้พิพากษาสมทบในศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 ทุกจังหวัด ที่กรุณาให้เกียรติเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ตลอดจนผู้มีส่วนร่วมในการจัดประชุมทุกฝ่าย ทำให้การดำเนินงานการจัดประชุมสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีและ สมเกียรติยิ่ง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารสรุปการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 ฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการ ดำเนินงานของคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบภาค 3 และต่องานทางด้านวิชาการในการพัฒนา กระบวนการยุติธรรมของเด็กและเยาวชน รวมทั้งจะเป็นอนุสรณ์แห่งการจัดประชุมในครั้งนี้ให้ปรากฎสืบไป คณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบภาค 3 ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี 15 ธันวาคม 2566 คำนำ
เรื่อง หน้า กำหนดการการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 ประจำปี 2566 1 พิธีเปิดประชุมใหญ่สามัญประจำปี ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 4 คำกล่าวต้อนรับพิธีเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 6 คำกล่าวรายงานพิธีเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 7 คำกล่าวเปิดพิธีเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 9 พิธีเชิญธงประจำสำนักศาลยุติธรรมประจำภาค 3 และธงประจำศาลเยาวชนและครอบครัวประจำจังหวัด 10 การประชุมใหญ่สามัญประจำปี ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 ปี 2566 12 สรุปรายงานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 14 การบรรยายเรื่อง”ประยุกต์ใช้ SatirModel ในการให้คำปรึกษา” 18 สรุปสาระสำคัญการบรรยายเรื่อง”ประยุกต์ใช้ SatirModel ในการให้คำปรึกษา” 20 การบรรยายเรื่อง”บทบาทสำนักงานพัฒนาสังคมความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดกับการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและสงเคราะห์เด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม” 28 สรุปสาระสำคัญการบรรยายเรื่อง”บทบาทสำนักงานพัฒนาสังคมความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด กับการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและสงเคราะห์เด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม” 30 การเสวนาอภิปรายกลุ่มเพื่อระดมสมองและร่วมแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ประสบการณ์ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะ การปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาสมทบ ในปัจจุบันและอนาคต 39 สรุปผลการเสวนาอภิปรายกลุ่มเพื่อระดมสมองและร่วมแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาสมทบ ในปัจจุบันและอนาคต 41 พิธีมอบธงเจ้าภาพการประชุมใหญ่ฯผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 ปี 2567 45 พิธีปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 ปี 2566 47 คำกล่าวรายงานพิธีปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 50 คำกล่าวปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 51 ภาคกลางคืน งานเลี้ยงรับรอง “ สานสัมพันธ์ คณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 ครั้งที่ 2 : ออนซอนวัฒนธรรม นำไทยยั่งยืน” 52 สรุปผลการประชุมวิชาการและการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 58 . สารบัญ
ภาคผนวก เบื้องหน้า...และเบื้องหลัง 64 ทีมงาน...ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ 68 สรุปจำนวนผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 ประจำปี 2566 69 สรุปค่าใช้จ่ายการจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๒๕๖๖ 70 คณะผู้จัดทำ 72
วันเสาร์ที่ 2 กันยายน 2566 เวลา 09.00 - 12.00 น. : ลงทะเบียนรับเอกสารและเข้าที่พักโดยการสแกนคิวอาร์โค้ดที่ป้ายชื่อ เวลา 13.00 - 13.10 น. : พิธีเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี โดย นายกีรติ วรพุทธพงศ์ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 3 นางสุดารัตน์ อัศวจิตต์ภักดี ประธานคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 กล่าวรายงาน เวลา 13.10 - 13.20 น. : พิธีเชิญธงประจำศาลเยาวชนและครอบครัวแต่ละจังหวัด - เปิดเพลงมาร์ชผู้พิพากษาสมทบ เวลา 13.20 - 14.00 น. : การประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 โดย นายกีรติ วรพุทธพงศ์ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 3 ประธานในที่ประชุม ระเบียบวาระที่ 1 เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ ระเบียบวาระที่ 2 รายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการ คณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 ประจำปี 2566 ระเบียบวาระที่ 3 การส่งมอบตำแหน่งประธานคณะกรรมการ คณะผู้พิพากษาสมทบภาค 3 ใน ปี พ.ศ. 2567 เวลา 14.00 - 16.00 น. : การบรรยายเรื่อง “การประยุกต์ใช้ Satir Model ในการให้คำปรึกษา” โดย นางกานดา ผาวงศ์ นักจิตวิทยาชำนาญการพิเศษโรงพยาบาล พระศรีมหาโพธิ์ ภาคกลางคืน : ร่วมงานเลี้ยงรับรอง “สานสัมพันธ์ คณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชน และครอบครัวภาค 3 ครั้งที่ 2 : ออนซอนวัฒนธรรม นำไทยยั่งยืน” เวลา 18.00 น. : - คณะกรรมการดำเนินงานฯพร้อมกันที่หน้าห้องทับทิมสยาม 3 - คณะผู้พิพากษาสมทบฯภาค 3 และแขกผู้มีเกียรติพร้อมกันที่ห้องทับทิม สยาม 3 เข้านั่ง ณ ที่กำหนด - ดนตรีบรรเลง กำหนดการ 1 การประชุมใหญ่สามัญประจำปี ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค ๓ ระหว่างวันที่ ๒-๓ กันยายน ๒๕๖๖ ณ ห้องทับทิมสยาม ๒-๓ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี
เวลา 18.15 น. : - นางสุดารัตน์ อัศวจิตต์ภักดี ประธานคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบ ภาค 3 พร้อมคณะกรรมการฯ ให้การต้อนรับผู้บริหารระดับสูงจากสำนักงานอธิบดี ภาค 3 และผู้พิพากษาหัวหน้าศาล พร้อมเชิญเข้านั่ง ณ ที่จัดรับรองไว้ เวลา 18.30 น. : - นายกีรติ วรพุทธพงศ์ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 3 ประธานในพิธีเดินทางมาถึง - นางสุดารัตน์ อัศวจิตต์ภักดี ประธานคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบภาค 3 พร้อมคณะกรรมการฯ ให้การต้อนรับ พร้อมเชิญเข้านั่ง ณ ที่จัดรับรองไว้ - พิธีกร เชิญนายกีรติ วรพุทธพงศ์ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 3 ประธานในพิธี กล่าวเปิดงาน - ลีลาศ รำวง เวลา 20.00 น. : - รายการแสดงของคณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดอุบลราชธานี - ลีลาศ รำวง เวลา 20.55 น. : - รายการแสดงของคณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดอำนาจเจริญ - ลีลาศ รำวง เวลา 21.15 น. : - รายการ “ออนซอนวัฒนธรรม นำไทยยั่งยืน” ของแต่ละจังหวัด - มอบรางวัลแก่ผู้ร่วมแสดง - ลีลาศ รำวง เวลา 22.00 น. : - ปิดงาน วันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน 2566 เวลา 08.00 - 08.30 น. : ลงทะเบียนเข้าห้องประชุมโดยการสแกนคิวอาร์โค้ดที่ป้ายชื่อ เวลา 08.30 - 09.30 น. : การบรรยายพิเศษเรื่อง “บทบาทของสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์จังหวัดกับการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และสงเคราะห์ เด็ก เยาวชนและ ครอบครัวในกระบวนการยุติธรรม”โดย นายวิศิษฐ์ ผลดก พัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุบลราชธานี เวลา 09.30 - 10.30 น. : การเสวนา อภิปรายกลุ่มเพื่อระดมสมองและร่วมแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะการ ปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาสมทบในปัจจุบันและอนาคต โดย คณะผู้แทน ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 ประกอบด้วย 1. นางอัจฉรา ประดิษฐาน ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดนครราชสีมา 2
2. นางสาวพัชนี ทองประเสริฐ ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดอำนาจเจริญ 3. นางกรรณิกา ภัทรวุฒิพร ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดบุรีรัมย์ 4. นายบัณฑิต เพิ่มบุญ ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดศรีสะเกษ 5. นางลาวัณย์ งามชื่น ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดสุรินทร์ 6. นายวิมล วีระโจง ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดชัยภูมิ 7. นายวิศิษฐ์ เดชเสน ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดยโสธร 8. นายสุมิตร เสนสม ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดอุบลราชธานี ผู้ดำเนินการอภิปราย เวลา 11.00 - 12.00 น. : พิธีส่งมอบธงเจ้าภาพการจัดงานในปีต่อไป - นายกีรติ วรพุทธพงศ์ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 3 กล่าวปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 - ถ่ายภาพหมู่รายจังหวัด เวลา 12.00 - 13.00 น. : รับประทานอาหารกลางวัน เวลา 13.00 น. : เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ ************************************** ** หมายเหตุ ** 1. กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความจำเป็นและความเหมาะสม 2. การแต่งกายระหว่างการประชุม : ชุดปฏิบัติการ 3. การแต่งกายงานเลี้ยงรับรอง : แต่ละศาลเน้นการแต่งกายที่เป็นการแสดงความเป็น เอกลักษณ์ และศิลปวัฒนธรรมของแต่ละจังหวัด 3
พิธีเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีผู้พิพากษาสมทบภาค 3 วันที่ 2 กันยายน 2566 นายกีรติ วรพุทธพงศ์ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 3 ประธานเปิดการประชุม นางเนตินาฏ คงทอง ธรรม์ญาณเนตร์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวต้อนรับ นางสุดารัตน์ อัศวจิตต์ภักดี ประธานคณะกรรมการผู้พิพากษาสมทบภาค 3 กล่าวรายงาน พิธีเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค ๓ วันที่ ๒-3 กันยายน ๒๕๖๖ ณ ห้องทับทิมสยาม 2-3 โรงแรมสุนีย์แกรนด์ แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ 4
5
ท่านอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๓ ท่านรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๓ ท่านผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดอุบลราชธานี/ศาลแขวงจังหวัดอุบลราชธานี/ ท่านผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด 7 จังหวัด ท่านผู้อำนวยการประจำสำนักงานศาล และท่านผู้พิพากษาสมทบ ทุกท่าน ดิฉัน นางเนตินาฏ คงทอง ธัญญาณเนตร์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดอุบลราชธานี ในนามข้าราชการตุลาการและผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด อุบลราชธานี มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ต้อนรับ ท่านอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๓ , ท่านรองอธิบดีผู้พิพากษา ภาค ๓ , ท่านผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด 7 จังหวัด , ท่านผู้อำนวยการประจำ สำนักงานศาลและท่านผู้พิพากษาสมทบ จากศาลเยาวชนและครอบครัวในภาค ๓ ทุกท่านในวันนี้ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นจังหวัดที่มีจำนวนประชากร เป็นลำดับที่ ๓ ของประเทศรองจาก กรุงเทพมหานครและนครราชสีมา มีความเจริญทางการค้ากับประเทศในภูมิภาคอินโดจีน เป็นเมืองที่ได้ขึ้น ชื่อว่า เห็นพระอาทิตย์ก่อนใครในสยาม มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานหลายพันปี มีเอกลักษณ์ทาง ศิลปวัฒนธรรมที่งดงาม มีผ้าไหมที่สวยงามและทรงคุณค่าอย่างยิ่ง จังหวัดอุบลราชธานี ได้ชื่อว่า “เป็นเมือง ดอกบัวงาม แม่น้ำสองสีมีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน ถิ่นไทยนักปราชญ์ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งาม ล้ำเทียนพรรษา ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์” ดังนั้น จึงขอเชิญชวนทุกท่าน ได้สัมผัสบรรยากาศของเมืองอุบลราชธานี ในช่วงที่ทุกท่านมา ประชุมในครั้งนี้คณะผู้พิพากษาสมทบ,ข้าราชการตุลาการ และเจ้าหน้าที่ในศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดอุบลราชธานี ยินดีต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่ทุกท่าน ดิฉัน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านจะได้รับความสุข ในช่วงที่พำนักในจังหวัดอุบลราชธานี ขอต้อนรับทุกท่าน ด้วยความยินดียิ่งอีกครั้ง ขอขอบพระคุณค่ะ. ............................... คำกล่าวต้อนรับ การประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๒๕๖๖ ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค ๓ วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๖ ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ 6
กราบเรียน ท่านกีรติ วรพุทธพงศ์ อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๓ ประธานในพิธีที่เคารพอย่างสูง ดิฉันนางสุดารัตน์ อัศวจิตต์ภักดี ประธานคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและ ครอบครัวภาค ๓ ขอกราบขอบพระคุณ ท่านอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๓ ที่กรุณาให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี เปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๒๕๖๖ ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค ๓ ในวันนี้ อ้างถึง ข้อบังคับคณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค ๓ พ.ศ.๒๕๖๔ ข้อ ๑๖.๖ กำหนดให้คณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบภาค ๓ เรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปีอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง โดยความเห็นชอบจากท่านอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๓ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑. เพื่อรายงานผลการดำเนินงานต่อสมาชิกคณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค ๓ ๒. เพื่อให้ผู้พิพากษาสมทบมีโอกาสจัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์ อันเป็นประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน ๓. เพื่อให้ผู้พิพากษาสมทบมีโอกาสพบปะ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับแนว ทางแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดซึ่งกันและกัน ๔. เพื่อสร้างความสามัคคีในหมู่คณะของผู้พิพากษาสมทบให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยจัดให้มีการ ประชุมในวันที่ ๒ - ๓ กันยายน ๒๕๖๖ ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ การประชุมในครั้งนี้ มีกิจกรรมประกอบด้วย - การรายงานผลการดำเนินงานต่อสมาชิกคณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค ๓ - การบรรยายทางวิชาการ เรื่อง“การประยุกต์ใช้ Satir Model ในการให้คำปรึกษา” โดยวิทยากร จากโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จังหวัดอุบลราชธานี - การบรรยายพิเศษ เรื่อง บทบาทของสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด กับการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและสงเคราะห์เด็ก เยาวชนและครอบครัวในกระบวนการยุติธรรม” โดย พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุบลราชธานี - การเสวนา เรื่อง ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาสมทบ ในปัจจุบันและอนาคต” โดยตัวแทนผู้พิพากษาสมทบจาก ๘ จังหวัดในภาค ๓ - กิจกรรมการส่งมอบธงภาค แก่ประธานผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด อำนาจเจริญ ซึ่งจะดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบภาค ๓ ในปี ๒๕๖๗ - กิจกรรมรับประทานอาหารร่วมกัน ภายใต้เอกลักษณ์“ออนซอนวัฒนธรรม นำไทยยั่งยืน”เพื่อ ความภาคภูมิใจและรักษาไว้ ซึ่งวัฒนธรรมอันดีของไทย ทั้งนี้ ได้รับความกรุณาจากท่านอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๓,ท่านผู้พิพากษาหัวหน้าศาลฯ,ท่าน ผู้อำนวยการประจำสำนักงานศาลฯ,ท่านผู้พิพากษาสมทบในศาลเยาวชนและครอบครัวภาค ๓ กรุณาให้ คำปรึกษาและแนะนำในการจัดประชุมครั้งนี้ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี้ คำกล่าวรายงาน พิธีเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๒๕๖๖ ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค ๓ วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๖ ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ 7
ขอขอบคุณคณะวิทยากรทุกท่าน /ขอขอบคุณ คุณแม่สุนีย์ ตริยางกูรศรี อดีตผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานีที่อนุเคราะห์และอำนวยความสะดวกในเรื่องสถานที่ บัดนี้ ผู้เข้าร่วมการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๒๕๖๖ มาพร้อมแล้ว ดิฉันขอกราบเรียนเชิญท่าน อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๓ ประธานในพิธีกรุณากล่าวเปิดการประชุม ขอกราบเรียนเชิญค่ะ. 8
ท่านรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๓ ท่านผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดอุบลราชธานี/ศาลแขวงจังหวัดอุบลราชธานี/ ท่านผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด ๘ จังหวัด ท่านผู้อำนวยการประจำสำนักงานศาลและท่านผู้พิพากษาสมทบ ทุกท่าน ผมรู้สึกเป็นเกียรติ และมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี ๒๕๖๖ ของผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค ๓ ในวันนี้ ตามคำกล่าวรายงานของท่านประธานคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบภาค ๓ จะเห็นได้ว่า การประชุมใหญ่สามัญประจำปี ของคณะผู้พิพากษาสมทบภาค ๓ มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ นอกจากเป็นการประชุมตามข้อบังคับคณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค ๓ พ.ศ.๒๕๖๔ แล้วยังเป็นการพัฒนาศักยภาพของผู้พิพากษาสมทบ ให้มีความรู้และทักษะในด้านต่างๆ เพื่อ นำไปฝึกอบรม แก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และให้การสงเคราะห์แก่เด็กและเยาวชนที่กระทำความผิด ให้เกิด ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ขอขอบคุณคณะวิทยากร และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ช่วยให้การจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี ในครั้งนี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขอให้การประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๒๕๖๖ ของคณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัว ภาค ๓ ในวันนี้ จงบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ทุกประการและขอให้ทุกท่านที่มาร่วมในการประชุม จงประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพที่แข็งแรง มีสติปัญญาเป็นเลิศ เพื่อร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติหน้าที่ ยังประโยชน์สุขแก่เด็ก เยาวชน ครอบครัวและสังคมประเทศชาติตลอดไป ผมขอเปิดการประชุม ณ บัดนี้ .................................. คำกล่าวเปิด การประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๒๕๖๖ ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค ๓ วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๖ ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ 9
พิธีเชิญธงประจำสำนักศาลยุติธรรมประจำภาค 3 และธงประจำศาลเยาวชนและครอบครัวประจำจังหวัด 10
11
การประชุมใหญ่สามัญประจำปีผู้พิพากษาสมทบภาค 3 ปี 2566 ตามระเบียบวาระการประชุม นายกีรติ วรพุทธพงศ์ ประธานการประชุม นางสุดารัตน์ อัศวจิตต์ภักดี ประธานคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 รายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและ ครอบครัวภาค 3 ประจำปี 2566 นายสุรัตน์ มุทุวงศ์ กรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบภาค 3 ชี้แจงการส่งมอบ ตำแหน่งประธานคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 ในปี 2567 12
13
ระเบียบวาระที่ 1 เรื่องประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ ท่านกีรติ วรพุทธพงศ์อธิบดีผู้พิพากษาภาค 3 กล่าวเปิดการประชุม แจ้งถึงวัตถุประสงค์ของ การประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๒๕๖๖ เพื่อดำเนินการเป็นไปตามข้อบังคับผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนและครอบครัวภาค ๓ พ.ศ. 2564 ข้อ 23 หมวด 9 ต้องการให้ผู้พิพากษาสมทบมีโอกาสพบปะ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่จะเป็นประโยชน์ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู เด็กและเยาวชนที่กระทำความผิด รูปแบบของงานจึงเป็นการประชุมสัมมนาวิชาการและได้เชิญท่านสุดารัตน์ อัศวจิตต์ภักดีประธาน คณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบภาค 3 ดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระต่อไป มติประชุม : ที่ประชุมรับทราบ ระเบียบวาระที่ 2 รายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบภาค 3 นางสุดารัตน์ อัศวจิตต์ภักดีประธานคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบภาค ๓ ได้รายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบภาค 3 ประจำปี 2566 ตั้งแต่เดือน มกราคม ๒๕๖๖ จนถึงปัจจุบัน โดยนำเสนอรายงานเป็นวิดิทัศน์ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้ ตามคำสั่งสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 3 ที่12/2566 เรื่องแต่งตั้งคณ ะ ที่ปรึกษาและคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 แต่งตั้งให้ นางสุดารัตน์ อัศวจิตต์ภักดี ประธานผู้พิพากษาสมทบในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี เป็น ประธานคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 ประจำปี 2566 พร้อมทั้ง คณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบภาค 3 อีกจำนวน 30 คน ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด อุบลราชธานี ในฐานะประธานคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 ได้ดำเนินงานภายใต้ข้อบังคับคณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 ดังนี้ 1. วางแผนกำหนดนโยบายและดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในหมวด 2 ของข้อบังคับโดยได้กำหนด วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย ยุทธศาสตร์ และนโยบายปี พ.ศ. 2566 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ตั้งไว้ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี จึงได้จัดทำ แผนการดำเนินงานตามข้อบังคับคณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 ดังนี้ 1.1 ประชุมคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2566 ณ ห้องประชุมรักษ์ยางนา ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานีผ่าน ระบบ zoom meeting โดยมีผู้เข้าประชุมทั้งสิ้น 55 คน สรุปรายงานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวในภาค 3 ระหว่างวันที่ 2-3 กันยายน 2566 ในปัจจุบันและอนาคต 14
1.2 ประชุมคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 ครั้งที่ 2 เมื่อ วันที่ 20 มิถุนายน 2566 ณ ห้องประชุมรักษ์ยางนาศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี โดยมี ผู้เข้าประชุมทั้งสิ้น 56 คน และในช่วงบ่ายได้จัดกิจกรรมเยี่ยมเด็กและเยาวชนและมอบเครื่องปรับอากาศ ให้แก่ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนเขต 5 จังหวัดอุบลราชธานี 1.3 ประชุมใหญ่สามัญประจำปีคณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 ประจำปี 2566 ในวันที่ 2-3 กันยายน 2566 ณ ห้องทับทิมสยาม 2-3 โรงแรมสุนีย์แกรนด์ แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ 2. การควบคุมการเงินและทรัพย์สิน ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานีได้รับมอบทรัพย์สินและเงินจากคณะกรรมการ คณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา (คณะกรรมการชุดเดิม) จำนวน 50,157.98 บาท 3. ออกระเบียบเพิ่มเติมและแก้ไขระเบียบคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและ ครอบครัวภาค 3 ดังนี้ 3.1 เสนอเพิ่มเติมระเบียบให้ผู้พิพากษาสมทบที่เป็นสมาชิกสนับสนุนการจัดสวัสดิการโดย ชำระเงินคนละ 1,000 บาท/ปี ซึ่งเดิมไม่ได้ระบุจำนวนเงินไว้และระหว่างวันที่ 20 เมษายน ถึงเดือน สิงหาคม 2566 ได้รับเงินสนับสนุนสวัสดิการจากสมาชิกรวมจำนวน 652,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายในการ จัดกิจกรรมรวมทั้งให้การสนับสนุนสวัสดิการแก่ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 และ ครอบครัว กรณีเจ็บป่วยและเสียชีวิต จำนวน 11 ราย เป็นเงิน 73,803 บาท จึงมีเงินคงเหลือ ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2566 จำนวน 628,354.98 บาท 3.2 เสนอแก้ไขระเบียบ ยกเลิกการสนับสนุนสวัสดิการ กรณีที่บิดา - มารดาของคู่สมรสของ ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 ที่เสียชีวิต 4. การจัดทำทะเบียนสมาชิกมีการสำรวจจำนวนสมาชิกผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัว ในภาค 3 ปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 215 ท่าน ชาย 84 ท่านและ หญิง 131 ท่าน มติประชุม : ที่ประชุมรับทราบ ระเบียบวาระที่ 3 เรื่องการส่งมอบตำแหน่งประธานคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบภาค 3 ประจำปี 2567 นางสุดารัตน์ อัศวจิตต์ภักดี ประธานคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบภาค 3 ได้เชิญ นายสุรัตน์ มุทุวงศ์กรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์เป็นผู้ชี้แจงให้ที่ประชุมทราบ ดังนี้ 15
ตามข้อบังคับคณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 ท่านสุดารัตน์ อัศวจิตต์ภักดี ประธานคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบภาค 3 จะครบวาระ 1 ปี ตามปีปฏิทินคือวันที่ 31 ธันวาคม 2566 และในข้อ 12 ตามข้อบังคับฯ กำหนดไว้ว่า คณะกรรมการชุดปัจจุบันนี้เมื่อครบวาระให้รักษาการไป และนัดประชุมภายใน 15 วัน เพื่อเสนอคณะกรรมการชุดใหม่ ให้ท่านอธิบดีผู้พิพากษาภาค 3 ประกาศ แต่งตั้งเป็นคำสั่ง เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามข้อบังคับคณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัว ภาค 3 ทางศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานีจะดำเนินการ ดังนี้ 1. แจ้งไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวทั้ง 7 จังหวัดในภาค 3 ให้ส่งรายชื่อท่านประธาน ผู้พิพากษาสมทบเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบภาค 3 และรายชื่อคณะกรรมการผู้พิพากษาสมทบอีก 2 ท่าน โดยศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด อุบลราชธานีจะจัดทำหนังสือถึงศาลเยาวชนและครอบครัวทั้ง 7 จังหวัด ประมาณเดือนธันวาคม 2566 เพื่อให้ทันเดือนมกราคมตามปีปฏิทินและหลายๆจังหวัดจะมีการโปรดเกล้าฯ ผู้พิพากษาสมทบชุดใหม่เข้ามา ซึ่งอาจมีการประชุมหรือการเปลี่ยนแปลงจำนวนผู้พิพากษาสมทบ ในแต่ละศาลจึงควรจัดส่งหนังสือในช่วงเดือนธันวาคม 2. ประสานงานกับศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอำนาจเจริญที่จะดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าภาพใน ปีถัดไปให้ส่งรายชื่อประธานผู้พิพากษาสมทบ รองประธานผู้พิพากษาสมทบและคณะกรรมการ โดยทางศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอำนาจเจริญได้ส่งรายชื่อ ดังนี้ ๑. นายเฉลิมชาติ จันทรเสนา ประธานคณะกรรมการ ประธานผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอำนาจเจริญ 2. นางสุจิตรา นิยมพานิชย์พัฒนา รองประธานคณะกรรมการ รองประธานผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอำนาจเจริญ 3. นางยุวรินทร์ เสงี่ยมศักดิ์ กรรมการ ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอำนาจเจริญ 4. นางสาวพัชนี ทองประเสริฐ กรรมการ ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอำนาจเจริญ 5. นางสาวปิยวรรณ โสมอินทร์ กรรมการและเหรัญญิก ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอำนาจเจริญ 6. นายโกวิทย์ อุดมสันต์ กรรมการและนายทะเบียน ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอำนาจเจริญ 7. นางทิพย์ประภา ช่วงไชย กรรมการและประชาสัมพันธ์ ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอำนาจเจริญ 16
8. นางดอกไม้ ศรีมันตะ กรรมการและเลขานุการ ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอำนาจเจริญ 9. นางสาวธิตินันท์ ภาวนากร กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอำนาจเจริญ 3. เมื่อได้รายชื่อคณะกรรมการครบทุกศาลตามข้อบังคับฯ ทางศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด อุบลราชธานีจะดำเนินการจัดประชุมคณะกรรมการชุดรักษาการ(คณะกรรมการชุดปัจจุบัน) เพื่อ หารือและตรวจสอบรายชื่อว่าครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ 4. เมื่อตรวจสอบรายชื่อแล้วเสร็จครบถ้วนทางศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานีจะ ดำเนินการจัดทำหนังสือเรียนท่านอธิบดีผู้พิพากษาภาค 3 เพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการชุด ใหม่ซึ่งคาดว่าน่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนมกราคม 2567 ซึ่งหมายความว่าทาง ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานีสามารถส่งมอบตำแหน่งให้ศาลเยาวชนและ ครอบครัวจังหวัดอำนาจเจริญได้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2567 เมื่อท่านอธิบดีผู้พิพากษาภาค 3 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดอุบลราชธานีจะจัดส่งหนังสือแจ้งศาลเยาวชนและครอบครัวในภาค 3 นางสุดารัตน์ อัศวจิตต์ภักดี แจ้งว่า การประชุมใหญ่สามัญประจำปีใน 2 วันนี้ นอกจาก จะมีการรายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการให้มวลสมาชิกผู้พิพากษาสมทบได้รับทราบยังมีกิจกรรม ที่ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้พิพากษาสมทบให้ได้รับความรู้ความเข้าใจ มีทักษะและประสบการณ์เพื่อ ประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาสมทบให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด โดยมีกิจกรรม ทั้งในด้านวิชาการ การสัมมนาและพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ซึ่งจะนำเสนอในลำดับต่อจากนี้ ขอกราบขอบพระคุณท่านอธิบดีผู้พิพากษาภาค 3 ประธานที่ปรึกษาพร้อมคณะที่ปรึกษาที่กรุณาให้คำปรึกษา และแนะนำการจัดประชุมในครั้งนี้ และขอขอบพระคุณผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวในภาค ๓ ทุกท่านที่มาร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน ขอบคุณค่ะ มติประชุม : ที่ประชุมรับทราบ 17
การบรรยายเรื่อง... การประยุกต์ใช้ SATIR MODEL ในการให้คำปรึกษา การบรรยายเรื่อง... การประยุกต์ใช้ SATIR MODEL ในการให้คำปรึกษา โดย นางกานดา ผาวงศ์ นักจิตวิทยาชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ 18
19
หลักการและความเชื่อพื้นฐาน แนวคิด Satir Model มุ่งเน้นการเติบโตงอกงามของบุคคล การเปลี่ยนแปลงจากด้านลบสู่ด้านบวก การเชื่อมความสัมพันธ์กับพลังชีวิตของตนเองและการเห็นคุณค่าในตนเอง โดยมีความเชื่อและหลักการ พื้นฐาน ดังนี้(Banmen & Banmen, 2002) ความเชื่อเกี่ยวกับคน 1. พวกเราทุกคนคือผลพวงของพลังชีวิตมวลเดียวกัน 2. สภาวะการต่างๆของมนุษย์มีลักษณะที่เป็นสากล ดังนั้นจึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ ต่างๆในวัฒนธรรมต่างๆในสภาพแวดล้อมต่างๆได้ 3. มนุษย์จะเชื่อมความสัมพันธ์กันโดยใช้ความเหมือนกันเป็นเป็นพื้นฐานในการเชื่อมความสัมพันธ์ และ มนุษย์พัฒนาขึ้นโดยใช้ความแตกต่างกัน เป็นพื้นฐานในการเจริญงอกงามและพัฒนานั้น 4. บิดามารดามักทำอุปนิสัยที่เขาเคยทำซ้ำๆซากๆ ตามที่เขาเคยเรียนรู้มาตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ถึงแม้ว่า สิ่งที่เขาทำจะเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม 5. คนส่วนใหญ่มักจะทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ณ เวลานั้น 6. คนเราล้วนมีพื้นฐานที่เป็นคนดีด้วยกันทั้งนั้น เราจำเป็นต้องค้นหาขุมทรัพย์นี้ในตัวเรา เพื่อจะ ได้ยืนยันให้มั่นใจในความมีคุณค่าของตัวเรา และสื่อสัมพันธ์กับความมีคุณค่านั้นได้ 7. ความสัมพันธ์ที่ดีนั้นตั้งอยู่บนฐานของคุณค่าแห่งความเท่าเทียม 8. อารมณ์ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเรา ทุกคนล้วนมีสิ่งนี้ ความเชื่อเกี่ยวกับการปรับตัว 1. เราทุกคนล้วนมีทรัพยากรพร้อมอยู่ภายในตัวเราแล้ว ที่จะจัดการให้เราได้พัฒนาและประสบ ความสำเร็จ 2. การปรับตัวของคนมักเป็นวิธีที่เขาใช้รักษาตัวเองให้รอดได้จากประสบการณ์ที่เจ็บปวด จึงควรรับรู้ว่า มันเป็นอย่างนั้น 3. ตัวของปัญหานั้นมิใช่ปัญหา การจัดการกับปัญหาต่างหากที่เป็นปัญหา 4. วิธีการจัดการกับชีวิตก็คือการแสดงออกถึงระดับความมีคุณค่าของตนเอง ผู้ใดมีความรู้สึกว่าตนเอง มีคุณค่าสูง ผู้นั้นก็จะมีวิธีการปรับตัวบริหารจัดการชีวิตได้อย่างกลมกลืนเป็นมวลเดียวกัน ความเชื่อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง 1. การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ถึงแม้ว่าเมื่อดูจากภายนอกจะมองไม่เห็น แต่จะมีการ เปลี่ยนแปลงภายในเกิดขึ้นแล้ว 2. เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่เราอาจเปลี่ยนแปลงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเราได้ สรุปสาระสำคัญการบรรยายเรื่อง... การประยุกต์ใช้ SATIR MODEL ในการให้คำปรึกษา บรรยายโดย นางกานดา ผาวงศ์ 20
3. การมีความหวัง เป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำให้คนเปลี่ยนแปลงตัวเอง 4. สภาวะการที่เป็นไปต่างๆ คือวิถีทางของการเปลี่ยนแปลง เรื่องราวแก่นสารของชีวิต คือตัวที่ ก่อให้เกิดบริบท ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา 5. คนส่วนมากมักเลือกทางที่ตนคุ้นเคยมากกว่าทางที่เหมาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยามที่ภาวะกดดัน บีบคั้นมากๆ 6. การชื่นชมและการยอมรับสิ่งต่างๆในอดีต จะเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการกับอนาคต 7. เป้าหมายหนึ่งในการยกระดับความเป็นตัวเราเต็มตัว ก็คือการยอมรับบิดามารดาในฐานะเป็นมนุษย์ที่ มีชีวิตจิตใจ แล้วให้ทำตามความต้องการท่าน ในฐานะที่ท่านเป็นบุพการีมากกว่าจะยอมท่านเพราะ ท่านมีบทบาทหน้าที่เป็นพ่อแม่เรา 8. การให้คำปรึกษา รักษาจำเป็นต้องเน้นที่สุขภาพและความเป็นไปได้มากกว่าที่จะเน้นที่พยาธิสภาพ 9. เป้าหมายหลักของการให้คำปรึกษา คือการทำให้บุคคลสามารถเป็นผู้กำหนดทางเลือกของตนได้ 10. อาการนั้นเป็นผลจากการแก้ปัญหาในระดับจิตใต้สำนึก ให้ดูว่าอาการสำคัญนั้นเป็นปัญหาสำหรับ ผู้รับการให้คำปรึกษาอย่างไร ให้สนใจอย่างจริงจัง แต่ไม่จำเป็นต้องบำบัดที่ตัวปัญหาโดยตรง 11. การใช้ตัวตนของผู้ให้คำปรึกษานั้น เป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดที่ผู้ให้คำปรึกษามี เป้าหมายหลัก 4 ข้อของการให้คำปรึกษาตามแนว Satir model การให้คำปรึกษา เป็นงานของผู้ให้คำปรึกษาที่ต้องทำให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงขึ้นภายใน ชั่วโมงการให้คำปรึกษา ผู้รับบริการสามารถสัมผัส รับรู้มีประสบการณ์ภายในจิตใจในแต่ละชั่วโมงการให้ คำปรึกษาและทำการบ้านระหว่างช่วงการให้คำปรึกษาเพื่อประมวลการเปลี่ยนแปลงต่างๆ โดยมีเป้าหมาย หลัก 4 ข้อของการให้คำปรึกษาเพื่อให้ผู้รับบริการสามารถ 1. กลายเป็นผู้มีความสอดคล้องกลมกลืนมากขึ้นช่วยให้เขาสัมผัสอารมณ์ความรู้สึกของตน และยอมรับ ว่ามีอะไรที่นั่น แต่ไม่ใช่ถูกควบคุมด้วยอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมด สามารถสัมผัสกับตัวตนและจักรวาล ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและสดชื่น 2. กลายเป็นผู้ที่ตัดสินใจเลือกได้ดีขึ้น สนับสนุนให้คนมีทางเลือกอย่างน้อย 3 ทาง และช่วยให้เขามี อำนาจที่จะเลือกตัดสินใจเอง 3. กลายเป็นผู้รับผิดชอบต่อตนเองมากขึ้นทั้งโลกภายใน (ได้แก่อารมณ์ความรู้สึก ความต้องการ) และ โลกภายนอก (การมีปฏิสัมพันธ์) ช่วยให้เขาตระหนักรู้ว่าเขาเป็นเจ้าของ 4. มีคุณค่าในตนเองสูงขึ้น (increase self-esteem) มีความเชื่อมั่น หรือรู้สึกต่อคุณค่าตนเองด้วยตัวเอง การตั้งเป้าหมายการให้คำปรึกษา มี 3 แบบ คือ 1. เป้าหมายขั้นสุดท้ายของการให้คำปรึกษา (final goals) เป็นสิ่งที่ผู้ให้คำปรึกษาต้องการเห็นผลของ กระบวนการให้คำปรึกษาทั้งหมด ซึ่งกำหนดขึ้นในการพบกันครั้งแรก โดยประมวลผลประสบการณ์ ภายในภูเขาน้ำแข็งทั้งหมดและเชื่อมโยงกับความปรารถนา ช่วยให้ผู้รับบริการเกิดประสบการณ์แก้ “ปัญหา” เปลี่ยนไปสู่เป้าหมายที่มีทิศทางบวกและให้ผูกพันตนที่จะเปลี่ยนแปลง 21
2. เป้าหมายแต่ละครั้งของการให้คำปรึกษา (sessional goals) เป็นเป้าหมายที่ผู้รับบริการมาพบ ผู้ให้คำปรึกษาแต่ละครั้ง กำหนดเป้าหมายร่วมกันเป็นในทิศทางบวกในแง่ของประสบการณ์ เป้าหมายแต่ละครั้งของการให้คำปรึกษานำไปสู่เป้าหมายขั้นสุดท้ายของการให้คำปรึกษา ตามปกติ เป้าหมายแต่ละครั้งของการให้คำปรึกษาเป็นเป้าหมายที่มุ่งเรื่องภายในเพื่อการเปลี่ยนผลกระทบของ เหตุการณ์หรือสถานการณ์อันก่อให้เกิดแบบแผนของปฏิกิริยา การหลีกเลี่ยงปัญหา ความเจ็บปวด หรือการยอมแพ้ชีวิตเมื่อตั้งเป้าหมายแล้ว ผู้ให้คำปรึกษาช่วยผู้รับบริการให้ผูกพันตนที่จะ เปลี่ยนแปลง 3. เป้าหมายย่อยๆ (incremental goals) เป็นเป้าหมายเล็กๆ ในการให้คำปรึกษาแต่ละครั้ง ผู้รับบริการให้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่จำเป็น เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของการให้คำปรึกษาครั้งนั้นๆ องค์ประกอบที่สำคัญของการให้คำปรึกษาประกอบด้วย 1. Experiential คือ ผู้รับการให้คำปรึกษาต้องสามารถสัมผัสผลกระทบจากอดีตได้ในปัจจุบัน เช่น เคยกลัวมากในวัยเด็ก พอพูดถึงแล้วสามารถสัมผัสความรู้สึกกลัวได้ในขณะที่พูด ผู้รับการให้ คำปรึกษายังต้องสามารถสัมผัสพลังทางบวก หรือพลังชีวิตของตนเองได้ด้วย จึงจะเกิดการ เปลี่ยนแปลงภายในเกิดขึ้นได้ การเปลี่ยนแปลงนี้บางทีเรียกว่ามี energy shift เกิดขึ้น 2. Systemic การให้คำปรึกษาต้องทำอย่างมีระบบ ทั้งภายในจิตใจของเขาและทั้งการปฏิสัมพันธ์ ของเขา (interactive system) ใน intrapsychic system ช่วยให้ผู้ให้คำปรึกษาสัมผัส ความรู้สึก ความคิดความเชื่อ ความต้องการความปรารถนาและพลังชีวิต ซึ่งแต่ละส่วนก็มี ปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันด้วยใน interactives system รวมถึงความสัมพันธ์ตั้งแต่ในอดีตและ ปัจจุบัน การเกิดการเปลี่ยนแปลงใน system ใด system หนึ่ง ก็ส่งผลถึงอีก system หนึ่งด้วย transformational change เกิดการเปลี่ยนแปลงของพลังงานในใจ ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ของปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และสิ่งอื่นไปด้วย พลังงานที่เปลี่ยนจะเปลี่ยนจากพลังงานเชิงลบเป็น พลังงานเชิงบวก เช่น ความเศร้า ความโกรธ เป็นพลังงานเชิงลบ ส่วนความสุข ความภูมิใจเป็น พลังงานเชิงบวก 3. Positive directional นักบำบัดแนว Satir จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางบวก เสมอ เช่น มีมุมมองใหม่ที่เป็นบวก สร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในทางบวก ค้นหาความต้องการที่ แท้จริง (yearning) ซึ่งเป็นพลังงานทางบวกตลอดจนช่วยเชื่อมตัวเองให้เขาเข้าถึง life energy ดังนั้น Satir model จึงมุ่งความสนใจตรงส่วนที่ healthy ที่ความเป็นไปได้ ที่เป็นขุมทรัพย์ ของเขา ไม่ไปเน้นหรือค้นหาพยาธิสภาพ และไม่เน้นการแก้ปัญหา 4. Change focused ทุกคำถามในการให้คำปรึกษาแนว Satir จะมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลงตัวเขาเอง เสมอ เช่น “คุณจะต้องเปลี่ยนตัวเองอย่างไรจึงจะหายรู้สึกผิดหวัง?” “อะไรยังเป็นอุปสรรคที่ทำ ให้คุณให้อภัยตัวเองไม่ได้” 22
5. Use of self ขณะบำบัดผู้ให้คำปรึกษาต้องอยู่ในสภาวะ congruence คือ มีความสอดคล้อง กลมกลืนในตัวเอง (ดูรูป 3 ตารางที่ 3 ประกอบ) ผู้รับบริการจึงจะรู้สึกว่า ผู้ให้คำปรึกษา ห่วงใยเขา ยอมรับเขา สนใจเขาจริงๆ และรู้สึกว่าผู้ให้คำปรึกษามีความหวัง คือ Therapist จะต้องอยู่ที่ ระดับ Self ของ iceberg แล้วตัว Therapist จึงจะเชื่อมโยงกับพลังชีวิตของตนเอง ก็จะมี ความคิดสร้างสรรค์ คิดออกว่าจะช่วยคนที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างไรบ้าง เช่น คิดออกว่าจะต้องใช้ คำพูดแบบไหน จะใช้อุปมาอุปไมยอะไร จะใช้อารมณ์ขันไหม เป็นต้น ความเข้าใจกระบวนการของจิตใจภายในของคน Satir model เป็นรูปแบบของการให้คำปรึกษาที่มีการผสมผสานทั้งปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกัน และ การมองถึงจิตใจภายในของแต่ละคนเข้าด้วยกัน ในส่วนของแต่ละบุคคลนั้น Satir model เลือกใช้วิธีในการ อุปมาอุปไมยเปรียบกับ “ภูเขาน้ำแข็ง” หรือ “iceberg” ภูเขาน้ำแข็งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ เกิดขึ้นกับบุคคล หรือสิ่งที่บุคคลเก็บไว้ภายในเป็นประสบการณ์นั้น ส่วนมากถูกเก็บอยู่ใต้ผิวน้ำ และยากที่จะ มองเห็นจากภายนอก ในการเรียนรู้การใช้อุปมาอุปไมยเรื่องภูเขาน้ำแข็ง หรือกระบวนการของจิตใจภายใน ของคน ช่วยให้ผู้ให้คำปรึกษาสามารถประเมินประสบการณ์ภายในของผู้รับบริการ และช่วยให้ผู้รับบริการ เกิดการตระหนักรู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ภายในตนเองบ้าง ในระยะเริ่มแรกที่ผู้ให้คำปรึกษาเริ่มฝึกทำใหม่ๆ อาจ เริ่มต้นสำรวจโลกภายในของตนเองและผู้รับบริการไปทีละขั้นโดยเรียงกันเป็นลำดับจากบนลงล่าง และจาก ล่างขึ้นบน จึงมักเป็นการยากที่จะสำรวจภูเขาน้ำแข็งอย่างเป็นระบบ(กล่าวคือเชื่อมโยงกันตามแบบที่ใช้ใน การให้คำปรึกษา) ในการเรียนเบื้องต้นเกี่ยวกับ Satir model นั้น จะเป็นการเรียนรู้ว่าจะใช้คำถามอะไรเพื่อ สำรวจและประเมินสภาวะภายในของบุคคล แทนที่จะเน้นการเล่าเรื่องของอดีตและปัจจุบันนั้นซึ่งเป็นเรื่องที่ ยาก ดังนั้น บทเรียนบทนี้จะช่วยให้ผู้ให้คำปรึกษาคุ้นเคยกับคำถามง่ายๆ ที่เหมาะกับการสำรวจภูเขาน้ำแข็ง โดยจัดให้สอดคล้องไปตามองค์ประกอบแต่ละส่วนของภูเขาน้ำแข็ง รายละเอียด “ภูเขาน้ำแข็ง” แต่ละชั้น (ดูรูป 1 ประกอบ) Behavior พฤติกรรม สีหน้า ที่แสดงออก Coping Stances ท่ารับมือเพื่อการอยู่รอด Feeling อารมณ์ความรู้สึก ทั้งเชิงบวก เชิงลบ, สไตล์การตอบโต้ ตอบสนอง เมื่อเราเกิดความเครียด, ความรู้สึก นอกจากนี้ยังมี Feeling about Feeling คือความรู้สึกที่เรามีต่อความรู้สึก เช่น “โกรธ” แล้วก็เลย “รู้สึกผิด” ที่โกรธอีก... Feeling about Feeling ทำให้เกิดปัญหารุนแรงมากได้ด้วย (ความรู้สึกผิด ไม่ชอบ ตัวเองที่รู้สึกอย่างนี้ ไม่พอใจตัวเองที่ไร้ประสิทธิภาพ จัดการอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ไม่อยากเป็นอย่างที่กำลัง เป็นอยู่) 23
Perception การรับรู้ การตีความ แปลความ ความเห็น ความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม -มาจาก ประสบการณ์ การเรียนรู้ การอบรมเลี้ยงดู ค่านิยมที่ถูกปลูกฝัง การถูกระทำในอดีต ถ้ารุนแรงมากก็อาจมีการ รับรู้ที่บิดเบือนไป เช่น ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ก็ไม่สามารถมองเรื่องเพศหรือเพศตรงข้ามได้อย่างปกติ ธรรมดา Perception นี้มีทั้งต่อตัวเอง (เราแย่จัง), ต่อคนอื่น (คนอื่นแย่จัง) และมีต่อสถานการณ์และโลก (โลกนี้มันเศร้าจัง) Expectation ความคาดหวัง ความต้องการ ความอยาก-คาดหวังว่าคนอื่นควรจะเป็นอย่างนั้น ควร จะตอบสนองเราอย่างนี้ เมื่อไม่เป็นไปตามนั้น เราก็อาจจะโกรธ ผิดหวัง กล่าวโทษตำหนิคนอื่นที่ไม่เป็น เหมือนที่เราคิด ความคาดหวังแบ่งเป็น 1. ความคาดหวังต่อตนเอง (เราน่าจะทำได้ดีกว่านี้ เราน่าจะ...ฯลฯ) 2. ความคาดหวังต่อคนอื่น (ลูกน่าจะทำอย่างนั้น คุณสามีน่าจะทำอย่างนี้) 3. ความคาดหวังที่คิดว่าคนอื่นมีต่อตัวเรา (เราคิดว่าพ่อแม่คาดหวังให้เราเรียนเก่ง ฯลฯ) Yearning ความปรารถนา ความต้องการพื้นฐานที่ทุกคนต้องการเหมือนกันหมด เช่น ต้องการความรัก ต้องการการยอมรับ การรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง ความเป็นอิสระ ความปลอดภัยมั่นคง ความสงบ ความเชื่อมโยง การมีความหมายของชีวิต Self อยู่ลึกที่สุด คือ ตัวตนของเรา เป็นที่อยู่ของพลังชีวิต ตอนที่เรามีความสุขรู้สึกว่าทุกอย่างกำลังดี เราจะมีพลังมาก พลังนี้มีในตัวเราทุกคน แต่หลายครั้งเราสัมผัสไม่ถึงพลังของตัวเองเพราะลำดับชั้นบนๆ ของ ภูเขาน้ำแข็งมันขุ่นมัว เช่น คาดหวังกับตัวเราเองมากเกินไป มองโลกแง่ร้าย จับผิดคนอื่น มันทำให้เราไปไม่ถึง พลังชีวิตที่มีอยู่แล้วของเรา เพียงแค่ “เคลียร์” ชั้นบนๆ ให้ใสสะอาด เราก็จะเข้าถึงพลังชีวิตของตนเองได้ พฤติกรรมปรับตัวเพื่อความอยู่รอด (survival coping stances) VirginirSatir พบว่า เวลาคนเราต้องเผชิญกับความเครียด ความกดดัน คนจะปรับตัวเพื่อรับมือกับ ปัญหาเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดต่อไป พฤติกรรมปรับตัวเพื่อรับมือกับปัญหาเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด เรียกว่าsurvival coping stancesซึ่งเป็นพลวัตรภายในจิตใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอง คนอื่น บริบท และระดับของ การตระหนักในคุณค่าแห่งตน ใน Satir model กล่าวว่า คนใช้ท่ารับมือเพื่อความอยู่รอดอยู่หลักๆ 4 ท่า ได้แก่ 1) ท่าสมยอม (placate) เป็นความสัมพันธ์ที่ระดับของการตระหนักในคุณค่าแห่งตนถูกละเลย ให้ความสำคัญกับคนอื่นและบริบทมากกว่า 2) ท่ากล่าวโทษ (blaming) เป็นความสัมพันธ์ที่ระดับของการตระหนักในคุณค่าคนอื่นถูกละเลย ให้ความสำคัญกับตนเองและบริบทมากกว่า 24
3) ท่าเหตุผลล้ำ (super-reasonable) เป็นความสัมพันธ์ที่ระดับของการตระหนักในคุณค่าแห่งตน และคนอื่นถูกละเลย ให้ความสำคัญกับบริบทมากกว่า 4) ท่าเฉไฉ (irrelevant) เป็นความสัมพันธ์ที่ระดับของการตระหนักในคุณค่าแห่งตน คนอื่นและ บริบทถูกละเลย การเข้าใจท่ารับมือทำให้รู้ถึงวิธีการปรับตัวที่ผู้ป่วยใช้ ซึ่งแต่ละท่ารับมือ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ อย่างแท้จริง เป็นเพียงการปกป้องตนเองให้อยู่รอดได้เท่านั้น แต่จะไม่มีความสุขและไม่สามารพัฒนาตนเอง เติบโตต่อไป Stances ไม่ใช่บุคลิกภาพ เป็นเพียงสิ่งที่คนเราได้เรียนรู้มา จึงสามารถเกิดการเรียนรู้ใหม่ได้เสมอ การวิเคราะห์ท่ารับมือของผู้รับบริการ เป็นช่องทางให้ผู้ให้คำปรึกษาเข้าไปโลกภายในจิตของผู้รับบริการได้ ตัวอย่างเช่น 1) ถ้าผู้รับบริการใช้ท่ารับมือแบบสมยอม ก็เข้าถึงเขาที่ระดับความรู้สึก 2) ถ้าผู้รับบริการใช้ท่ารับมือแบบกล่าวโทษ ก็เข้าถึงเขาที่ระดับความคาดหวัง 3) ถ้าผู้รับบริการใช้ท่ารับมือแบบเหตุผลล้ำ ก็เข้าถึงเขาที่ระดับการรับรู้ 4) ถ้าผู้รับบริการใช้ท่ารับมือแบบเฉไฉ ก็ให้เวลาติดต่อสัมพันธ์กับเขานานๆ ยอมรับเขา สร้างเสริม ความไว้วางใจและความปลอดภัย ช่วยให้เขากลับมาอยู่โลกแห่งความเป็นจริง อาจให้ผู้รับบริการ สัมผัสความรู้สึกภายในร่างกาย(body sensation)ใช้การเคลื่อนไหวร่างกาย 25
พฤติกรรม (สีหน้า ท่าที เรื่องราว การแสดงออก) การปรับตัวเพื่อให้มีชีวิตรอด ..................................................................................................... ความรู้สึก (ชื่นชมยินดี, ตื่นเต้น, จับใจหลงไหล,โกรธ, เจ็บ, กลัว, เศร้า) ................................................................................ ความรู้สึกเกี่ยวกับความรู้สึก ................................................................................. การรับรู้ (ความเชื่อ, สมมุติฐาน, ความเป็นจริงตามอัตวิสัย, ความคิด, ความเห็น, ค่านิยม) ......................................................................................................................................... ความคาดหวัง(Expectation of self, of others, that others have of me) (ต่อตนเอง, ต่อคนอื่น, จากคนอื่น) ................................................................................................................................. ความปรารถนา (ความรัก, การยอมรับ, การเป็นส่วนหนึ่ง, ความสร้างสรรค์, การเชื่อมโยง, เสรีภาพ, และอื่นๆ) ………………………………………………………………………………..................................................................... ตัวตน (I AM) (จิตวิญญาณ, วิญญาณ, พลังชีวิต, สาระ, แก่น, การเป็นอยู่) 26
ขั้นตอนการให้คำปรึกษา 1. เตรียมตัวให้พร้อม สร้างสัมพันธภาพและตกลงบริการ 2. สำรวจปัญหาที่นำมา และสำรวจผลกระทบที่มีต่อจิตใจ 3. ทำความเข้าใจปัญหา สาเหตุและความเข้าปัญหา พร้อมกับตั้งเป้าหมายเพื่อช่วยให้เกิดการ เปลี่ยนแปลง 4. วางแผนแก้ไขปัญหา 5. ยุติบริการ นัดหมายและบันทึกผล เอกสารอ้างอิง สุวรรณา อรุณพงษ์ไพศาลและคณะ. หลักสูตรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาผู้ให้คำปรึกษาเพื่อ เยียวยาภาวะสูญเสีย.เอกสารประกอบการอบรม.2559. Kathlyne Maki-Banmen.(2015). SATIR TRANSFORMATIONAL SYSTEMIC THERAPY. 27
การบรรยายเรื่อง... บทบาทของสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดกับการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และสงเคราะห์เด็ก เยาวชน และครอบครัวในกระบวนการยุติธรรม การบรรยายเรื่อง.. บทบาทของสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด กับการแก้ไขบำบัด ฟื้นฟู และสงเคราะห์เด็ก เยาวชน และครอบครัวในกระบวนการยุติธรรม โดย นายวิศิษฐ์ ผลดก พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุบลราชธานี 28
29
การขอรับการสนับสนุนโครงการจากกองทุน 1. กองทุนคุ้มครองเด็ก หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ ในการขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุนคุ้มครองเด็ก 1. คุณสมบัติของผู้ขอรับทุน 1.1 หน่วยงานภาครัฐ ที่ดำเนินการตามวัตถุประสงค์และกิจการเกี่ยวกับการสงเคราะห์ คุ้มครองสวัสดิภาพ และส่งเสริมความประพฤติเด็ก รวมทั้งครอบครัวและครอบครัวอุปถัมภ์ 2.2 องค์กรภาคเอกชน - องค์กรภาคเอกชนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือได้รับการรับรองเป็นองค์กร สาธารณประโยชน์ จะต้องดำเนินกิจการเกี่ยวกับการสงเคราะห์ คุ้มครอง สวัสดิภาพ และส่งเสริม ความประพฤติเด็ก รวมทั้งครอบครัวและครอบครัวอุปถัมภ์ - องค์กรภาคเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่ได้รับรองเป็นองค์กร สาธารณประโยชน์จะต้องมีส่วนราชการ หรือหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กร ภาคเอกชน (ที่มีฐานะเป็น นิติบุคคลหรือองค์กรสาธารประโยชน์) รับรองว่า เป็นองค์กรที่มีผลงานเกี่ยวข้องกับการสงเคราะห์ คุ้มครองสวัสดิภาพและส่งเสริมความประพฤติเด็ก รวมทั้งครอบครัวและครอบครัวอุปถัมภ์ 2. กรอบวงเงินโครงการที่กองทุนคุ้มครองเด็กให้การสนับสนุน - โครงการขนาดเล็ก โครงการที่ขอมาในวงเงินต่ำกว่า 300,000 บาท - โครงการขนาดกลาง โครงการที่ขอมาในวงเงินตั้งแต่ 300,000 - 1,000,000 บาท - โครงการขนาดใหญ่ โครงการที่ขอมามากกว่า 1,000,000 บาท 3. ระยะเวลาการเปิดรับโครงการ สามารถจัดส่งโครงการเข้ามาขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุนคุ้มครองเด็กได้ตลอดทั้งปี 4. ประเภทโครงการที่ให้การสนับสนุน 4.1. โครงการที่ดำเนินการเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และพื้นที่ เช่น การป้องกัน แก้ไข และเฝ้าระวังปัญหาเด็กในพื้นที่ การส่งเสริมให้เด็ก มีส่วนร่วมในการแก้ไข ปัญหาเด็ก การส่งเสริมให้สภาเด็กและเยาวชน ชุมชน สถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงาน ภาครัฐและภาคเอกชน เข้าร่วมแก้ใขปัญหาเด็กในพื้นที่ 4.2. โครงการที่ดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาเด็ก เช่น การพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ จริยธรรม และพฤติกรรมของเด็ก การพัฒนาทักษะชีวิต การมีทักษะในการป้องกันตนเองจากปัญหาสังคม สรุปสาระสำคัญการบรรยายเรื่อง... บทบาทของสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดกับการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และ สงเคราะห์เด็ก เยาวชน และครอบครัวในกระบวนการยุติธรรม 30
4.3. โครงการสร้างหรือพัฒนาระบบคุ้มครองเด็ก เช่น การจัดทำแผนข้อมูลเด็กกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชน การจัดทำแผนบูรณาการด้านการคุ้มครองเด็ก การสร้าง/พัฒนาระบบงาน เพื่อให้มีการ ช่วยเหลือ เด็กอย่างเป็นระบบการพัฒนาทีมสหวิชาชีพและบุคลากรผู้ทำงานด้านเด็ก การส่งเสริม พัฒนาเครือข่ายให้มี ส่วนร่วมในการคุ้มครองเด็ก การสร้าง/พัฒนาระบบการเฝ้าระวังปัญหาเด็ก ในชุมชน การติดตามและ ประเมินผลการดำเนินงานคุ้มครองเด็ก 4.4. โครงการที่ดำเนินการส่งเสริมศักยภาพครอบครัว เพื่อการดูแลบุตรอย่างเหมาะสม เช่น การให้ความรู้แก่บิดามารดา ผู้ปกครองให้มีความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กแต่ละช่วงวัย การพัฒนาสัมพันธภาพ ที่ดีในครอบครัว การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่เด็ก การส่งเสริม ให้มีกลไก หรือบริการให้คำปรึกษา แก่ครอบครัวที่ประสบปัญหาในการเลี้ยงดูบุตร 4.5. โครงการที่ดำเนินการเกี่ยวกับการส่งเสริมศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการ คุ้มครองเด็ก เช่น การบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน เครือข่ายในพื้นที่ ในการคุ้มครองเด็ก และแก้ไขปัญหาเด็กในพื้นที่ การจัดตั้งกลไก เพื่อการคุ้มครองเด็ก การ จัดทำฐานข้อมูลและแผนงานคุ้มครองเด็กในระดับชุมชน 4.6. โครงการที่ดำเนินการเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ การคุ้มครอง เด็ก เช่น การสร้างความรู้ความเข้าใจและความตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ และการมีส่วนร่วมเฝ้าระวังปัญหา เด็กในชุมชน การผลักดันให้เกิดกระแสสังคม เพื่อตระหนัก ถึงความสำคัญของการคุ้มครองเด็ก 4.7. โครงการที่ดำเนินการเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือเด็กเป็นค่าความจำเป็นพื้นฐาน เช่น การจัดที่พักอาศัย เครื่องนุ่งห่ม อาหาร และของใช้ที่จำเป็นของเด็กในสถานรับเลี้ยงเด็ก สถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ และสถานพัฒนาและฟื้นฟู 4.8. โครงการอื่นตามที่คณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติกำหนด 5. ลักษณะสำคัญของโครงการ 5.1. หากเป็นโครงการของหน่วยงานภาครัฐ ต้องเป็นโครงการริเริ่มใหม่ หรือเป็นโครงการ ที่ไม่สามารถขอรับการการสนับสนุนจากงบประมาณปกติได้ หรือได้รับแต่ไม่เพียงพอ 5.2 หากเป็นโครงการขององค์กรภาคเอกชน ต้องเป็นโครงการที่ไม่ได้รับการสนับสนุน งบประมาณจากส่วนอื่นๆ 5.3. เป็นโครงการที่ตอบสนองยุทธศาสตร์ทั้งในระดับจังหวัด และระดับประเทศและ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก 2546 5.4. รายละเอียดโครงการครบถ้วน ระบุสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กและพื้นที่/ชุมชน ให้ ชัดเจน มีวัตถุประสงค์ และกระบวนการดำเนินงานที่ชัดเจน งบประมาณสมเหตุสมผล ผลลัพธ์ขัดเจนสามารถ วัดผลได้และสามารถแสดงให้เห็นถึงความยั่งยืน ความต่อเนื่องของโครงการ หรือสามารถขยายผลต่อไปได้ แม้จะไม่ได้การสนับสนุนจากกองทุน 5.5. มีความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในการดำเนินโครงการ 31
5.6. หากเป็นโครงการที่ได้รับทุนจากกองทุนคุ้มครองเด็กมาก่อน ต้องแสดงเหตุหรือข้อมูลที่ ชัดเจนว่าจะเพิ่มคุณค่าหรือต่อยอดจากโครงการเดิมอย่างไร 6. วิธีการยื่นเสนอขอโครงการ 6.1. จัดทำรายละเอียดโครงการตามแบบการเสนอโครงการขอรับเงินกองทุนคุ้มครองเด็ก ประจำปี…….. (แบบ คคด.02 ปรับปรุงครั้งที่ 4) 6.2. ยื่นเสนอขอโครงการ - หน่วยงานภาครัฐ (ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค) - เสนอโครงการต่อต้นสังกัด เพื่อตรวจสอบความซ้ำซ้อนของงบประมาณ และภารกิจปกติ พร้อมทั้งให้ต้นสังกัดทำหนังสือรับรองการตรวจสอบดังกล่าว - ยื่นโครงการฯ พร้อมหนังสือรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด ในส่วนกลาง ส่งสำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร และส่วนภูมิภาคส่งสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด - องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ยื่นผ่านสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัด - องค์กรภาคเอกชน - ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นที่ สำนักพัฒนาสังคมกรุงเทพมหานคร - ในส่วนภูมิภาคให้ยื่นที่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด - กรณีที่หน่วยงาน/องค์กร ดำเนินการโครงการหลายพื้นที่ ให้จัดส่งโครงการ ผ่านสำนักพัฒนา สังคมกรุงเทพมหานคร หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ที่หน่วยงาน/ องค์กรตั้งอยู่ ขั้นตอนและวิธีการดำเนินงาน 1. หน่วยงานภาครัฐและองค์กรภาคเอกชนยื่นเสนอขอรับการสนับสนุนโครงการจากกองทุนฯ 2. สำนักพัฒนาสังคมกรุงเทพฯ หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ดำเนินการพิจารณากลั่นกรองโครงการในเบื้องต้น ตรวจสอบเอกสารหลักฐาน ความถูกต้องตามระเบียบ หลักเกณฑ์ที่กำหนด - โครงการที่มีวงเงินเสนอขอรับการสนับสนุน ไม่เกิน 150,000 บาท สำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพฯ หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด นำเสนอคณะอนุกรรมการบริหาร กองทุนคุ้มครองเด็ก กรุงเทพฯ จังหวัด พิจารณาอนุมัติ - โครงการที่มีวงเงินเสนอขอรับการสนับสนุน เกิน 150,000 บาท สำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพฯ หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ดำเนินการจัดส่งให้กองคุ้มครองเด็ก และเยาวชน กรมกิจการเด็กและเยาวชน เพื่อนำเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการฯ และ คณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพิจารณาอนุมัติ 32
3. แจ้งผลการพิจารณาโครงการ โดยองค์กรที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร แจ้งผลผ่านสำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพฯ สำหรับหน่วยงานในส่วนภูมิภาค แจ้งผ่านสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดที่ รับยื่นโครงการ กรณีโครงการที่ไม่ผ่านการพิจารณาจะแจ้งเหตุผลให้ทราบ(หากเป็นโครงการที่แจ้งขอ รายละเอียดโครงการเพิ่มเติมให้หน่วยงาน/องค์กร จัดทำรายละเอียดดังกล่าวแจ้งกองทุนฯ ภายใน 30 วัน เพื่อนำไปประกอบการพิจารณา ของกรรมการฯ ในการประชุมครั้งต่อไป) 4. จัดทำสัญญารับเงินจากกองทุน หน่วยงานภาครัฐและองค์กรภาคเอกชนที่ได้รับ การพิจารณา อนุมัติโครงการ แจ้งยืนยันการขอรับเงินสนับสนุนโครงการ โดยจัดทำสัญญารับเงิน อุดหนุนจากกองทุนฯ ตามแบบ คคด. 03 จำนวน 3 ฉบับ (พร้อมเอกสารประกอบ) ผ่านหน่วยงานที่รับยื่นโครงการ สำหรับในกรณี องค์กรที่ไม่ขอรับการสนับสนุน ให้แจ้งยืนยันไม่ขอรับการสนับสนุน ตามแบบแสดงความจำนงไม่ขอรับการ สนับสนุนจากกองทุน 5. หน่วยงาน/องค์กร รับเงินไปดำเนินโครงการตามที่กำหนดไว้ในสัญญาฯ โดยหน่วยงาน องค์กรที่ ได้รับเงินออกใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญรับเงินให้แก่สำนักพัฒนาสังคมกรุงเทพมหานคร/ สำนักงานพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด 6. การดำเนินโครงการ องค์กร/หน่วยงาน จะต้องดำเนินงานตามโครงการที่ได้รับเงิน สนับสนุนจาก กองทุนอย่างครบถ้วนทุกกิจกรรม หาก - มีเงินในการดำเนินโครงการเหลือให้องค์กร/หน่วยงาน ส่งคืนเงินที่เหลือ พร้อมดอกเบี้ย (ถ้ามี) ให้สำนักพัฒนาสังคมกรุงเทพมหานคร/สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ภายใน 90 วัน นับตั้งแต่ วันเสร็จสิ้นโครงการ - มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ องค์กร/หน่วยงาน จะส่งเรื่องขออนุมัติ มายัง สำนักพัฒนาสังคมกรุงเทพมหานคร หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด 7. การรายงานผลการดำเนินโครงการ องค์กร/หน่วยงานที่ได้รับเงินสนับสนุน จากกองทุน จะต้อง รายงานผลการปฏิบัติงานและการใช้จ่ายเงินของโครงการที่ได้รับการสนับสนุน ตามแบบ คคต.04 พร้อม ใบสำคัญรับเงิน/ใบเสร็จค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ รูปถ่าย ดำเนินกิจกรรม/โครงการ ภายใน 30 วัน หลังเสร็จสิ้นการดำเนินโครงการ และจัดส่งให้ สำนักพัฒนาสังคมกรุงเทพมหานคร หรือ สำนักงานพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (แล้วแต่กรณี) จำนวน 2 ชุด หากเป็นโครงการระยะยาว องค์กร/หน่วยงาน ต้อง จัดส่งรายงานความก้าวหน้าฯ (คคด.11) พร้อม ใบสำคัญรับเงิน/ใบเสร็จค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ เป็นรายงวดตามที่กำหนด ไว้ในสัญญารับเงินฯ 8. การติดตามประเมินผลโครงการ หน่วยงาน/องค์กร ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนฯ จะต้อง ยินยอมให้เจ้าหน้าที่กองคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรมกิจการเด็กและเยาวชน คณะกรรมการติดตามและ ประเมินผลการดำเนินงานของกองทุนคุ้มครองเด็ก เข้าติดตาม ตรวจสอบประเมินผลการดำเนินงาน รวมทั้ง ให้ความร่วมมือในการชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อประกอบการประเมินด้วย 33
2. กองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการจัดสวัสดิการสังคม ที่มาของกองทุน กองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ ส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ ส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 เพื่อต้องการให้องค์การ สวัสดิการสังคมใช้เป็นเครื่องมือในการจัดสวัสดิการสังคม ในการส่งเสริมการจัด สวัสดิการสังคม ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ในการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม วัตถุประสงค์ของกองทุนฯ เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายในการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม ตามพระราชบัญญัติ ส่งเสริมการจัด สวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 สวัสดิการสังคม หมายความว่า ระบบการจัดบริการทางสังคมซึ่งเกี่ยวกับ การป้องกันการแก้ไขปัญหา การพัฒนาและ การส่งเสริมความมั่นคงทางสังคม เพื่อตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานของประชาชน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และพึ่งตนเองได้ อย่างทั่วถึง เหมาะสม เป็นธรรม และให้เป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งทางด้านการศึกษา สุขภาพ อนามัย ที่อยู่อาศัย การทำงานและการมีรายได้ นันทนาการ กระบวนการ ยุติธรรม และบริการทางสังคม ทั่วไป โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์สิทธิที่ ประชาชนจะต้องได้รับ และการมีส่วนร่วมในการจัด สวัสดิการสังคมทุกระดับ 34
กลุ่ม เป้าหมาย ของ กองทุน คนไทยใน ต่างประเทศ ผู้ที่อยู่ใน กระบวนการ ยุติธรรม คนที่มีปัญหา สถานะ บุคคล และกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเอดส์ และผู้ได้รับผล กระผลกระทบ คนจาก จังหวัด ชายแดน บุคคลที่มีความ หลากหลาย ทางเพศ ผู้สูงอายุ คนพิการ แรงงาน นอกระบบ แรงงานข้าม ชาติและ แรงงานต่างด้าว ผู้หญิง ครอบครัว และ ผู้ถูกละเมิดทาง เพศ เด็กและ เยาวชน ชุมชนเมือง คนจนเมือง คนเร่รอน 35
ใครบ้างที่มีสิทธิ์ได้รับเงินจากกองทุน องค์กรสวัสดิการสังคมประกอบด้วย องค์กรสาธารณประโยชน์ มูลนิธิ สมาคม หรือองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์ในการจัดสวัสดิการสังคม มีผลงานเกี่ยวกับการจัด สวัสดิการสังคมตามมาตรฐานที่กำหนด และได้รับการรับรอง เป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ตามกฎหมายว่าด้วย การส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม องค์กรสวัสดิการชุมชน องค์กรภาคประชาชนที่ตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดสวัสดิการสังคมให้แก่ สมาชิกในชุมชน หรือ ปฏิบัติงานด้านการจัดสวัสดิการสังคมของเครือข่ายองค์กรสวัสดิการ ชุมชนที่ได้รับการรับรอง ตามกฎหมายว่า ด้วยการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม หน่วยงานรัฐที่ดำเนินงานด้านการจัดสวัสดิการสังคม เช่น กระทรวง กรม จังหวัด อำเภอ องค์การบริหาร ส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ หน่วยงานของรัฐ 36
ทำยังไงจะได้เงินกองทุน องค์กรต้องมีโครงการลักษณะดังต่อไปนี้ 1. โครงการด้านการจัดสวัสดิการสังคม ซึ่งเป็นการให้หลักประกันขั้นพื้นฐานในแต่ละด้านต่างๆ ดังนี้ 2.โครงการสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการจัดสวัสดิการสังคม - การจัดทำทะเบียนกลางองค์การสวัสดิการสังคม - การพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการจัดสวัสดิการสังคม - การจัดทำแผน การวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับงานส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม - การดำเนินการและสนับสนุนให้มีการปฏิบัติงานด้านการจัดสวัสดิการสังคม รวมทั้งดำเนินการ เพื่อให้มีการพัฒนาด้านวิชาการ และบุคลากรที่ปฏิบัติงานในองค์การสวัสดิการสังคม การศึกษา >> การช่วยเหลือนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ประสบปัญหาด้านต่างๆ การส่งเสริมจิตอาสา ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน เป็นต้น สุขภาพอนามัย >> การช่วยเหลือนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ประสบปัญหาด้านต่างๆ การส่งเสริมจิต อาสา ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน เป็นต้น ที่อยู่อาศัย >> การปรับปรุงชุมชนเมืองและชนบท โดยเฉพาะชุมชนแออัด การช่วยเหลือผู้ที่ไม่มีที่ อยู่อาศัย เป็นต้น การทำงาน และการมีรายได้>> การพัฒนาฝีมือแรงงาน การคุ้มครองแรงงาน และการ ประกันสังคม รวมถึงการออมในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น กระบวนการ ยุติธรรม >> การช่วยเหลือเรื่องสิทธิ การคุมประพฤติ การช่วยเหลือ ประชาชนทาง กฎหมาย เป็นต้น นันทนาการ >> สถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่เพียงพอ การส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการ ท่องเที่ยวในราคาถูก การท่องเที่ยงเชิงอนุรักษ์ เป็นต้น บริการ ทางสังคม >> การช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่มีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาชน อาสาสมัคร องค์การ สวัสดิการสังคมให้เข้ามามีส่วน ร่วมในการจัดสวัสดิการสังคม เป็นต้น 37
กรณีที่ 1 ยื่น ณ สำนักงานพัฒนา สังคมและความมั่นคงของ มนุษย์จังหวัด กรณีที่ 2 กรณีที่ 3 - การกำกับ ดูแลและตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรสาธารณประโยชน์ และองค์กรสวัสดิการ ชุมชน - การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติตามแผนพัฒนางานสวัสดิการสังคม - การประสานงาน เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการสังคม ทั้งนี้ โครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนต้องแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์และผลกระทบที่เกิดขึ้น ของโครงการอย่างเป็นรูปธรรม การยื่นเสนอโครงการเพื่อขอรับเงินกองทุน สามารถยื่นเสนอโครงการเพื่อขอรับเงินทุนได้ตลอดทั้งปี องค์กรมีที่ตั้งและพื้นที่ ดำเนินงานโครงการใน จังหวัดเดียวกัน องค์กรมีที่ตั้งและพื้นที่ ดำเนินงานโครงการใน กรุงเทพมหานคร ยื่น ณ สำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร โครงการที่องค์กรดำเนินการ นอกพื้นที่จังหวัดที่องค์กร ตั้งอยู่หรือโครงการมี กลุ่มเป้าหมายอยู่นอกเขต จังหวัด ยื่น ณ สำนักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการจัด สวัสดิการสังคมแห่งชาติกรม พัฒนาสังคมและสวัสดิการ กรณีที่ 1 ยื่น ณ สำนักงานพัฒนา สังคมและความมั่นคงของ มนุษย์จังหวัด กรณีที่ 2 กรณีที่ 3 38
การเสวนา... อภิปรายกลุ่มเพื่อระดมสมองและร่วมแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาสมทบในปัจจุบันและอนาคต โดย... นางอัจฉรา ประดิษฐาน พ.สมทบศย.นครราชสีมา นางสาวพัชนี ทองประเสริฐ พ.สมทบศย.อำนาจเจริญ นางกรรณิกา ภัทรวุฒิพร พ.สมทบศย.บุรีรัมย์ นายบัณฑิต เพิ่มบุญ พ.สมทบศย.ศรีสะเกษ นางลาวัณย์ งามชื่น พ.สมทบศย.สุรินทร์ นายวิมล วีระโจง พ.สมทบศย.ชัยภูมิ นายวิศิษฐ์ เดชเสน พ.สมทบศย.ยโสธร นายสุมิตร เสนสม พ.สมทบศย.อุบลราชธานี ผู้ดำเนินการอภิปราย การเสวนา... อภิปรายกลุ่มเพื่อระดมสมองและร่วมแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาสมทบ ในปัจจุบันและอนาคต 39
40
ผู้ร่วมเสวนาและอภิปรายกลุ่ม ประกอบด้วย 1. นางอัจฉรา ประดิษฐาน ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา 2. นางสาวพัชนี ทองประเสริฐ ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอำนาจเจริญ 3. นางกรรณิกา ภัทรวุฒิพร ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดบุรีรัมย์ 4. นายบัณฑิต เพิ่มบุญ ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดศรีสะเกษ 5. นางลาวัณย์ งามชื่น ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุรินทร์ 6. นายวิมล วีระโจง ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชัยภูมิ 7. นายวิศิษฐ์ เดชเสน ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดยโสธร 8. นายสุมิตร เสนสม ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี และผู้ดำเนินการอภิปราย 2. วัตถุประสงค์ของการเสวนาและอภิปราย 2.1 เพื่อให้เกิดกิจกรรมนี้เป็นกระจกเงาสะท้อนการทำงานของผู้พิพากษาสมทบที่ได้ดำเนินการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และสงเคราะห์เด็กและเยาวชนในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีด้านใดที่ทำแล้วประสบความสำเร็จควรต่อ ยอด มีด้านใดบ้างควรปรับปรุงแก้ไขให้พร้อมทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง 2.2 เพื่อสื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบถึงภาระงานของผู้พิพากษาสมทบที่ได้ปฏิบัติมา ควรได้รับรู้ควร จะนำไปแก้ไขและควรนำไปพิจารณาในกระบวนการดำเนินงานของหน่วยงานอย่างไร 2.3 เพื่อให้ผู้พิพากษาสมทบได้มีโอกาสทบทวนการปฏิบัติหน้าที่ควรปรับเปลี่ยนวิธีคิดวิธีทำงานของ ตนอย่างไรให้เหมาะสมกับบทบาทหน้าที่ได้รับมอบหมาย 3. สรุปผลการดำเนินงานข้อคิดข้อเสนอแนะ จากการเสวนาและอภิปราย 3.1 การจัดบริหารองค์กรของคณะผู้พิพากษาสมทบจะประกอบด้วยประธานผู้พิพากษาสมทบรอง ประธาน 4 ฝ่ายคือฝ่ายบริหาร ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายการเงิน ฝ่ายกิจกรรมพิเศษและการประชาสัมพันธ์ส่วน การดำเนินงานจะใช้หลักการ 3 M คือ M : manpower คือ พวกเราทุกคน M : money คือ เงิน งบประมาณ M : management คือ การบริหารจัดการ 3.2 การวางแผนด้านงบประมาณจะมี 3 กองทุนคือกองทุนผู้พิพากษาสมทบ กองทุนสงเคราะห์ เด็กและกองทุนฝึกอาชีพของเยาวชน (ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา) สรุปผลการเสวนาอภิปรายกลุ่มเพื่อระดมสมอง และร่วมแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ปัญหา อุปสรรค และ ข้อเสนอแนะการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาสมทบในปัจจุบันและอนาคต 41
3.3 หน้าที่ของผู้พิพากษาสมทบมี 2 ส่วนคือส่วนของการพิจารณาคดีที่จะต้องเตรียมพร้อมเป็น องค์คณะพิจารณาคดีร่วมกับผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ทุกคนมีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็นและให้ คำปรึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่จะทำความผิดและส่วนที่ 2 คือการจัดทำโครงการเชิงลึกและเชิงรับเนื่องจาก เด็กวัยรุ่นเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะกระทำความผิด เช่น เรื่องยาเสพติด เรื่องการละเมิดทางเพศและการตั้งครรภ์ ที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งจะตามมาด้วยการทำแท้งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายโครงการเชิงรุกจะเป็นการป้องปราบ โดยการออกไปพบเด็กและเยาวชนตามโรงเรียนมัธยมจะมีการให้ความรู้ด้านกฎหมาย โครงการที่ทำสำเร็จ แล้วคือโครงการรักอย่างไรให้ไกลศาล ซึ่งเป็นปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็กรักใคร่ชอบพอกัน แต่ผู้ปกครองไม่เห็นชอบ จึงเกิดการฟ้องร้องกันขึ้น ผู้พิพากษาสมทบจะให้ความรู้ในจุดนี้ทั้งการแก้ปัญหาและ การสร้างชีวิตที่ดีในอนาคต(ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอำนาจเจริญ) 3.4 งานของผู้พิพากษาสมทบเป็นการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนแต่ที่ศาลเยาวชนและ ครอบครัวจังหวัดบุรีรัมย์จัดทำในแนวทางสงเคราะห์จะเน้นให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการช่วยดูแลเด็กและเยาวชน และสร้างเป็นเครือข่ายเช่น โครงการเส้นทางสู่ดาว อยากให้เขามีอาชีพจึงทำ การร่วมมือกับสถาบันฝีมือ แรงงานช่วยเหลือ ส่งเด็กไปฝึกอบรมบางหลักสูตรจะเรียน 4 เดือนฝึกงาน 2 เดือนจะมีทีมงานติดตามดูแล ตั้งแต่เริ่มคัดกรองจนถึงขั้นจบการฝึกอาชีพ สิ่งที่อยากฝากให้พิจารณาคือครอบครัวอบอุ่นใจได้ลูกหลานคืนที่ ร่วมกันหลายศาลควรแบ่งงบประมาณให้แต่ละศาลไปทำโครงการเองเพราะผู้ปกครองเดินทางมาไกลมีปัญหา ค่าใช้จ่ายและการร่วมกิจกรรม(ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดบุรีรัมย์) 3.5 หัวใจของศาลเยาวชนและครอบครัวคือ เรามุ่งแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเพื่อให้เด็กและเยาวชนเป็น คนดีไม่ใช่การมุ่งหมายจะลงโทษ บางครั้งเคยได้ยินคำพูดว่าเด็กพวกนี้เกิดมาเพื่อจะเป็นคนเลว เขาไม่เข้าใจ ว่าศาลเยาวชนและครอบครัวมีไว้เพื่ออะไร จะมองว่าเด็กที่กระทำความผิดแล้วทำไมต้องได้รับการช่วยเหลือ ฉะนั้น ทุกองค์กร ทุกหน่วยงานต้องมาคุยกันมาปรึกษาหารือให้เข้าใจและที่สำคัญการทำโครงการต่างๆก็มุ่งที่ จะให้เด็กและเยาวชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้น ต้องให้เด็กรู้คุณค่าของตัวเองเพราะคนเราทุกคน เกิดมาไม่มีใครอยากทำผิด เมื่อกฎหมายให้โอกาสคุณ สังคมให้โอกาสคุณ ครอบครัวให้โอกาสคุณ คุณจะ ให้โอกาสตัวเองหรือไม่ เราเป็นผู้พิพากษาสมทบก็ต้องเข้าไปเติมในส่วนนั้นคือไปปรับและปลอบประโลมให้ เด็กและเยาวชนเข้าใจแม้เป็นเรื่องที่ยากมากแต่ก็ต้องทำเพราะทุกท่านที่มาดำรงตำแหน่งนี้ก็เพื่อมาเสียสละ เพื่อส่วนรวมช่วยเหลือลูกหลานเรากลับคืนเป็นคนดีสู่สังคม(ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดศรีสะเกษ) และวาระของผู้พิพากษาสมทบที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงน่าจะเพิ่มจาก 75 ปีเป็น 80 ปี 3.6 บทบาทของการอยู่บนบัลลังก์เป็นองค์คณะกับผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนการอ่านสำนวนก่อนที่ จะนั่งบัลลังก์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เราจะได้รู้ว่าพื้นฐานของเด็กควรจะให้โอกาสส่งเสริมอย่างไรมาตรการคือ หัวใจสำคัญที่จะคืนเด็กให้กับสังคม ส่วนบทบาทของผู้พิพากษาสมทบในการรับรายงานตัวเด็กที่ศูนย์ให้ คำปรึกษาเราทำหน้าที่ร่วมกับนักจิตวิทยาประจำศาลโดยมาร่วมพูดคุยกันถึงมาตรการที่ได้จากการนั่งบัลลังก์ ซึ่งเด็กและผู้ปกครองต้องเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการที่จะให้เด็กเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้นถ้าเด็กสำนึก ได้และปฏิบัติครบตามที่ศาลกำหนดแสดงว่าเด็กมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน ส่วนการทำงานเชิงรุกเป็นการให้ 42
ความรู้ลงสู่สถาบันการศึกษาจัดการความรู้เรื่องกฎหมายให้ผู้นำชุมชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องจัดอบรมจัดค่าย ครอบครัวสัมพันธ์สำหรับงบประมาณการดำเนินงานได้จากการสนับสนุนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด สุรินทร์เป็นโครงการต่อเนื่อง โดยจัดเข้าเป็นข้อบังคับงบประมาณรายจ่ายประจำปี นอกจากนี้ศาลให้ความรู้ แก่เด็กและเยาวชนจะมีเครือข่ายสภาเด็กและเยาวชนเป็นเด็กน้ำดีเพื่อเป็นพี่เลี้ยงในการดูแลเด็กและเยาวชน ที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมการเปิดศาลความรู้สู่สองมือแม่กับคณะกรรมการพัฒนาสตรีทั้งจังหวัดจำนวน 2128 หมู่บ้านมีการจำลองการพิจารณาคดีได้รับความรู้ ในส่วนของงบประมาณสามารถขอรับการ สนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด(พมจ.) กองทุนจาก สปสช และ กองทุนแรงงานจังหวัดเพื่อสร้างอาชีพ(ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุรินทร์) 3.7 บทบาทหน้าที่ของผู้พิพากษาสมทบโดยสรุปแล้วก็คือเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีถือว่าเป็น บทบาทหลักที่สำคัญที่สุดในการเป็นองค์คณะร่วมกับผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนแต่ละท่านก็ไม่เหมือนกันบาง ท่านตัดสินมาแล้วให้เราลงนามบางท่านก็ให้เราได้แสดงความคิดเห็นได้ ส่วนมากก็ไม่มีปัญหาเพราะเราทำตาม กฎหมายอยู่แล้วสำหรับบทบาทเกี่ยวกับแก้ไขบำบัดฟื้นฟูก็คงเหมือนกัน ศย.จังหวัดชัยภูมิมีโครงการที่ทำ แล้วได้ผลคือ โครงการครอบครัวสัมพันธ์โครงการครอบครัวอุ่นใจได้ลูกหลานคืน โครงการช่างกระจก โครงการตัดผม โครงการด้านการเกษตรกรรม นอกจากนี้ยังมีโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม และการพัฒนาจิตใจ(ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชัยภูมิ) 3.8 การเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของผู้พิพากษาสมทบโดยหลักแล้วเราไม่เน้นในเรื่องของ บทลงโทษแต่เราต้องการที่จะแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและกลับไปเป็นคนดี คืนสู่สังคมในอนาคตซึ่งเป็นภาระงานที่สำคัญและละเอียดอ่อนมาก ในการปฏิบัติหน้าที่ผู้ทำงานต้องมีความ ชำนาญแต่จากประสบการณ์ที่มาทำงานที่ศาล ถ้าเป็นไปได้ในเชิงนโยบายควรมีการปรับเชิงนโยบายให้ กลไกปรับเปลี่ยนให้ตรงกับเจตนารมณ์ของการจัดตั้งศาลให้มากยิ่งขึ้นทั้งนโยบายในส่วนกลางและส่วน ภูมิภาคส่วนภูมิภาคที่จะคอยกำกับงานของผู้พิพากษาสมทบซึ่งมีส่วนที่จะเป็นตัวประสานหรืออำนวยการ ในนโยบายจากส่วนกลางสู่ส่วนภูมิภาคยังไม่ได้ต่อเนื่องเพราะการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารทำให้ผู้ปฏิบัติงาน ในระดับพื้นที่ต้องปรับทั้งการทำงานและกิจกรรมต่างๆ ในอนาคตถ้าเป็นไปได้ควรจะมีตำแหน่งนักสังคมสงเคราะห์ประจำศาลเพื่อช่วยงานส่วนช่วยคดี เพราะงานส่วนนี้นักสังคมสงเคราะห์สามารถนำไปวิเคราะห์กับนักจิตวิทยา ภารกิจอีกส่วนหนึ่งของคณะ ผู้พิพากษาสมทบควรทำก็คือการทบทวนการทำงานของพวกเราเองต้องไปทำ AAR (After Action Review) ว่างานของท่านเองที่ทำกับเด็ก การสนับสนุนของศาลมีความสมดุลกันมากน้อยเพียงใด ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งในการทำหน้าที่ของผู้พิพากษาท่านควรศึกษาคือรายงานข้อเท็จของสถานพินิจ อันนั้นสำคัญมากที่ท่านต้องดูก่อน เพราะหากผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนบอกให้ท่านอบรมเด็กจะจำชื่อเด็ก ไม่ได้ไม่รู้ภูมิหลังของเด็กในประเด็นตามสถานการณ์ของคดีท่านจะอบรมเด็กอย่างไร จึงควรตั้งธงตั้งสติและ หัวข้อที่จะพูดในเวลาอันจำกัดที่หน้าบัลลังก์ที่จะโดนใจเด็ก ทำให้เด็กคิดได้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดยโสธร) 43
บทสรุปจากผู้ดำเนินการอภิปราย ปัจจุบันปัญหาเด็กและเยาวชนได้เดินทางมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่งต่ออนาคตของประเทศซึ่ง ขณะนี้กำลังถูกคลื่นด้วยวัฒนธรรมต่างชาติการเปลี่ยนแปลงของสังคม การเมือง การศึกษา เศรษฐกิจ วัฒนธรรมที่หลากหลายและการสื่อสารไร้พรมแดนเชื่อมโยงเครือข่ายทั่วโลก ทำให้มีผลกระทบต่อเด็กและ เยาวชนผู้อ่อนแอต่อโลกทั้งด้านบวกและด้านลบโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนผู้จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้าง บ้านแปลงเมืองเป็นผู้ด้อยโอกาสหลงกระทำผิดและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมีความสำคัญและจำเป็นจนต้อง ตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวขึ้นมาแก้ปัญหานั้น หมายความว่าปัญหาเด็กและเยาวชนเป็นเรื่องใหญ่ที่สังคม จะต้องรับรู้และร่วมกันแก้ปัญหา ณ วันนี้ทำอย่างไรให้บทบาทของศาลเยาวชนและครอบครัวมุ่งสู่เป้าหมาย สุดท้ายคือเด็กและเยาวชนและครอบครัวเป็นศูนย์กลางโดยยึดประโยชน์เด็ก ประโยชน์องค์กรและ ประโยชน์ของสถาบัน ความสำเร็จอันสำคัญส่วนหนึ่งของการที่จะแก้ไขปัญหานี้และเดินสู่เป้าหมายได้ก็คือ คณะบุคคลที่นั่งอยู่ในห้องนี้ทุกคน ในอนาคตสมควรที่จะมีการปรับบทบาทหน้าที่เพื่อยกระดับผู้พิพากษาสมทบ ให้ขึ้นมาอยู่ในสถานะสถาบันผู้พิพากษาสมทบแล้วหรือยัง 71 ปีของการมีตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบในระบบ ศาลเยาวชนไทยควรจะมองหลังแลหน้ามีอะไรก้าวหน้า คงที่หรือถอยหลัง คำตอบอยู่ที่พวกเราทุกคน บัดนี้บทบาทของผู้พิพากษาสมทบได้เดินทางมาด้วยเส้นทางที่ถูกต้องแล้วเพียงแต่ต้องปรับให้ทัน คนทันเหตุการณ์และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมประเด็นความคิดและข้อเสนอของผู้ร่วมเสวนาและ อภิปรายในวันนี้จะมีค่าและไม่สูญเปล่าหากพวกเราและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ในการ พัฒนาตนเองและพัฒนาองค์กร 44
พิธีมอบธงเจ้าภาพการจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 ปี 2567 นายกีรติ วรพุทธพงศ์ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 3 เป็นประธานในการส่งมอบธงเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ สามัญประจำปีคณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวภาค 3 ซึ่งในปี 2566 ศาลเยาวชนและ ครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี ในฐานะประธานคณะกรรมการคณะผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัว ภาค 3 ได้จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีผู้พิพากษาสมทบภาค 3 ขึ้น ระหว่างวันที่ 2-3 กันยายน 2566 ณ ห้องทับทิมสยาม 2-3 โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ในโอกาสนี้ ได้ส่งมอบธงเจ้าภาพ ฯ ให้แก่ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯ ต่อไปในปี 2567 45
46