The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผลงานนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565
(กรุงเทพมหานคร)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by วิจัย สพธ, 2023-01-29 20:30:06

เล่มผลงานนวัตกรรม 65

ผลงานนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565
(กรุงเทพมหานคร)

¹Çѵ¡ÃÃÁ·Ò§¡ÒÃᾷ áÅÐÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Êӹѡ͹ÒÁÑ »‚ 2565 ผลงาน


คำนำ การรวบรวมผลงานนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข ภายใต้โครงการนวัตกรรมทาง การแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 ที่จัดทำขึ้นนี้ นับเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในความรู้ที่มีของ แต่ละบุคคลในสายวิชาชีพต่างๆ เป็นความตั้งใจและพยายามของผู้พัฒนาผลงานที่คิดและพัฒนาผลงานจากงาน ประจำ ซึ่งสามารถนำผลงานนั้นไปตอบสนองปัญหาของประชาชนและพัฒนาการให้บริการทางสุขภาพแก่ ประชาชน สำนักงานพัฒนาระบบสาธารณสุข โดยกลุ่มวิจัยและพัฒนาทางสาธารณสุข หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสาระ ความรู้ที่นำมาเผยแพร่ในครั้งนี้จะจุดประกายให้กับผู้สนใจได้นำไปต่อยอด หรือพัฒนาเป็นแนวทางในการ ปฏิบัติงาน ตลอดจนจุดประกายการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุขให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป กลุ่มวิจัยและพัฒนาทางสาธารณสุข สำนักงานพัฒนาระบบสาธารณสุข


สารบัญ หน้า คำนำ สารบัญ ผลงานนวัตกรรม ประเภทกระบวนการ 1 1. การพัฒนาศูนย์รวมวัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข 2 2. สื่อสารไร้สาย รับผลฉับไว 8 3. ต้นแบบโรงเรียนผู้สูงอายุกับการพัฒนาที่ยั่งยืน 12 4. โปรแกรมเพื่อนช่วยเตือน (Material Control For Health Center) โปรแกรมที่พัฒนา โดยศูนย์บริการสาธารณสุข เพื่อศูนย์บริการสาธารณสุข 17 5. รวมผลงานนวัตกรรม ชุดการดูแลเท้าเบาหวาน 23 6. การประยุกต์ใช้หลักการของ LEAN เพื่อพัฒนากระบวนการให้บริการศูนย์สุขภาพชุมชน 29 ผลงานนวัตกรรม ประเภทสิ่งประดิษฐ์ 35 7. การประยุกต์สร้างเครื่องบรรจุยาแชมพู 36 8. แผ่นปิดวัดสายตา disposible 41 9. โปรแกรมลงทะเบียนและตรวจสอบสิทธิ์ผู้มารับบริการด้วยบัตรประชาชน 45 10. กุญแจล็อกตู้เย็นวัคซีนแนบสนิท ศบส. 34 โพธิ์ศรี 48 11. สบายกาย สไตล์กายภาพ 50 12. Kidney Pharma Care : Application “แนวทางการปรับขนาดยาในผู้ป่วยโรค ไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD)” 54 13. ปีศาจแสนกล เปลี่ยนคน เปลี่ยนใจ 59 14. ข้อ (เท้า) ติดจ๋าลาก่อน 63 15. ภูเขาวัดใจ สู้ภัยบุหรี่ 67 16. ขนาดนั้น สำคัญไฉน 73 17. ขวดปรับยาในผู้ป่วยไต 77 18. สปาย (Spine) สบาย 80


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 1 ผลงานนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 ประเภทกระบวนการ (Process)


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 2 ชื่อนวัตกรรม การพัฒนาศูนย์รวมวัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข นวัตกรรมด้าน กระบวนการ (Process) ผู้พัฒนานวัตกรรม 1. นางสาวศุภรัตน์ บูรณสมภพ 2. นายรุ่งโรจน์ โพธิ์คำ 3. นางสาวชนกานต์ ฉ่ำพงษ์ ส่วนราชการ สำนักงานพัฒนาระบบสาธารณสุข โทรศัพท์/โทรสาร 0 2203 2847 E-mail [email protected] ที่มาและแรงบันดาลใจในการจัดทำผลงาน สำนักอนามัย มีภารกิจในการดูแลสุขภาพองค์รวมแก่ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่งเป็นหน่วยให้บริการสุขภาพในระดับปฐมภูมิ ครอบคลุมพื้นที่ 50 เขตของ กรุงเทพมหานคร จากสภาพปัญหาและความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนผ่านการให้บริการของ ศูนย์บริการสาธารณสุขที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนที่ประสบปัญหาสุขภาพ มีความจำเป็นและต้องการใช้ เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเหลือการใช้ชีวิตที่บ้าน เช่น เตียง ที่นอนลม เครื่องผลิตออกซิเจน ถังออกซิเจน หรืออุปกรณ์ที่ช่วยให้สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกมากขึ้นและดำรงชีวิต นอกบ้านได้อย่างเป็นปกติ เช่น เก้าอี้รถเข็น ไม้เท้าชนิดต่างๆ จากการให้บริการ พบว่า ประชาชนที่มีปัญหาสุขภาพดังกล่าว ยังประสบปัญหาเศรษฐกิจ รายได้ไม่เพียงพอ ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากร และไม่สามารถจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ในการดูแลช่วยเหลือตนเองได้ จึงเป็นภารกิจของงานสังคมสงเคราะห์ ศูนย์บริการสาธารณสุข ในการจัดหา อุปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือผู้ใช้บริการตามความต้องการ โดยการบริหารจัดการ ของศูนย์บริการสาธารณสุขเอง รวมถึงการประสานงานระหว่างศูนย์บริการสาธารณสุข และระหว่าง องค์กรเครือข่ายต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา ศูนย์บริการสาธารณสุข ไม่สามารถจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นเร่งด่วน และ ขาดการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกันระหว่างศูนย์บริการสาธารณสุขในสำนักอนามัย จึงไม่สามารถ ตอบสนองความต้องการและจำเป็นของผู้ใช้บริการในพื้นที่ได้ กลุ่มสงเคราะห์ทางสาธารณสุข ซึ่งมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการบริหารจัดการและพัฒนา ระบบงานสังคมสงเคราะห์ของสำนักอนามัย ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว และเห็นว่าควรมี การพัฒนาระบบบริหารจัดการวัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุขในภาพรวมของสำนักอนามัย ประกอบกับเป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบายของผู้บริหารที่ให้มีการจัดการในลักษณะ “ธนาคารอุปกรณ์” โดยร่วมกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น มูลนิธิส่งเสริมและสนับสนุนกิจการของสำนักอนามัย ซึ่งประเด็นดังกล่าว นับว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาระบบงานให้สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 3 ที่มาและแรงบันดาลใจในการจัดทำผลงาน (ต่อ) จากการทำงานร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมและสนับสนุนกิจการของสำนักอนามัย จึงได้มีการพัฒนา ระบบการจัดการ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการจัดหา รวบรวม และบริหารจัดการวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ และสาธารณสุข โดยสร้างโปรแกรมการใช้งาน “ศูนย์รวมวัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข” ผ่านเว็บไซต์ เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง และเป็นช่องทางสำหรับประชาชน ในการขอรับบริการ รวมถึงบุคคล องค์กรทั่วไป ที่ประสงค์บริจาควัสดุอุปกรณ์ให้กับมูลนิธิส่งเสริมและ สนับสนุนกิจการของสำนักอนามัย เพื่อสนับสนุนการให้บริการของศูนย์บริการสาธารณสุขมีความสะดวก รวดเร็ว ตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ต่อไป แนวคิดการพัฒนา (องค์ความรู้ /หลักการ/ ทฤษฎีที่ใช้ประกอบการพัฒนาผลงาน) 1. การพัฒนาศูนย์รวมวัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งเป็นเครื่องมือในการ บริหารจัดการทรัพยากรทางการแพทย์และสาธารณสุขของสำนักอนามัยในครั้งนี้ เป็นการทำงานภายใต้ แนวคิดการพัฒนาคุณภาพ โดยใช้วงจร PDSA ของ Edward Deming ในการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง (Continue Quality Improvement : CQI) มีแนวคิดโดยสรุป ดังนี้ (Ronald D. Moen and Clifford L. Norman, 2010) Plan สำรวจสภาพปัจจุบันเพื่อวางแผน ตั้งเป้าหมาย และกำหนดแนวทางแก้ไข Do ดำเนินการปฏิบัติตามแผน Study ติดตาม ศึกษา ทบทวน เรียนรู้ สังเกตการเปลี่ยนแปลง Act ปรับปรุงและต่อยอดการพัฒนา 2. การดำเนินงานในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบงานสังคมสงเคราะห์ของ สำนักอนามัย ที่ต้องคำนึงถึงการปฏิบัติตามแนวคิดและกระบวนการสังคมสงเคราะห์ ได้แก่ การหาข้อเท็จจริง การประเมินและวินิจฉัย การวางแผน การให้ความช่วยเหลือ และการติดตามผล ซึ่งในการให้บริการผู้ที่ประสบปัญหา นักสังคมสงเคราะห์ต้องมีการประเมินทรัพยากรของผู้ใช้บริการ ทั้งทรัพยากรที่มีอยู่ และทรัพยากรที่จำเป็น รวมถึงการหาแหล่งทรัพยากรและนำทรัพยากรมาใช้ เพื่อให้ความช่วยเหลือได้ตามความเหมาะสม ดังนั้นการพัฒนาศูนย์รวมวัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข จึงเป็นระบบการบริหารจัดการทรัพยากร ของสำนักอนามัย ที่สามารถสนับสนุนให้บริการสังคมสงเคราะห์ของศูนย์บริการสาธารณสุข มีความคล่องตัว และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรของประชาชนในพื้นที่ทั้งทางตรงและผ่านบริการของศูนย์บริการสาธารณสุข 3. ความรู้เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ในการพัฒนาศูนย์รวมวัสดุและอุปกรณ์ ทางการแพทย์และสาธารณสุข จำเป็นต้องมีองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศในเบื้องต้น ทั้งประเภท รูปแบบ ลักษณะ ข้อจำกัด และเงื่อนไขการใช้งาน เพื่อกำหนดความต้องการให้เหมาะสมสำหรับกลุ่มเป้าหมาย และผู้ใช้งาน ตามวัตถุประสงค์


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 4 ตัวชี้วัด/กลุ่มเป้าหมาย/วัตถุประสงค์ ตัวชี้วัด 1) มีเว็บไซต์ “ศูนย์รวมวัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ของสำนักอนามัย” จำนวน 1 เว็บไซต์ 2) หน่วยงานที่มีส่วนร่วมในการดำเนินงาน จำนวน 70 แห่ง กลุ่มเป้าหมาย 1) ศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง ทำหน้าที่คลังอุปกรณ์ในพื้นที่ และให้บริการตามที่ประชาชน ขอความช่วยเหลือ 2) เครือข่ายองค์กรและประชาชนทั่วไป ที่ประสงค์ขอรับวัสดุอุปกรณ์ หรือบริจาควัสดุอุปกรณ์ ให้กับมูลนิธิฯ วัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาช่องทางในการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรสังคมสงเคราะห์ทางสาธารณสุขสำหรับผู้ ให้บริการ ผู้ใช้บริการ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 2) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้ความช่วยเหลือวัสดุหรืออุปกรณ์ที่ช่วยในการดำรงชีวิตและ บรรเทาความเดือดร้อนตามความต้องการจำเป็นแก่ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ผ่านการให้บริการของ ศูนย์บริการสาธารณสุข วิธีดำเนินการ/ขั้นตอนการพัฒนา การพัฒนาศูนย์รวมวัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข มีการใช้วงจร PDSA เป็น กรอบในการดำเนินการ ดังนี้ Plan ศึกษาสภาพปัญหาและวางแผน 1) รวบรวมข้อมูลและศึกษาสภาพปัญหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรของศูนย์บริการ สาธารณสุขที่ดำเนินการ เพื่อวิเคราะห์จะจัดทำแนวทางการบริหารจัดการของสำนักอนามัย จากการศึกษา สภาพการปฏิบัติงาน พบว่า ศูนย์บริการสาธารณสุขบางแห่งได้รับการสนับสนุนทรัพยากรจากเครือข่าย ภาคเอกชนในพื้นที่ และการหมุนเวียนใช้อุปกรณ์ระหว่างประชาชนในพื้นที่เอง ซึ่งยังมีศูนย์บริการสาธารณสุข อีกหลายแห่งที่มีผู้ประสบปัญหาต้องการความช่วยเหลือ แต่ไม่สามารถจัดหาทรัพยากรให้ตามความต้องการ 2) กำหนดความต้องการพัฒนา โดยสำนักงานพัฒนาระบบสาธารณสุขทำหน้าที่บริหารจัดการ ช่องทางการเข้าถึงทรัพยากรสำหรับศูนย์บริการสาธารณสุข ประชาชน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ผ่านเว็บไซต์ “ศูนย์รวมวัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ของสำนักอนามัย” พร้อมออกแบบแนวทางการ ทำงาน และความต้องการใช้งานเว็บไซต์


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 5 3) ประสานการทำงานร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมและสนับสนุนกิจการของสำนักอนามัย โดยมูลนิธิฯ สนับสนุนในส่วนของการพัฒนา ดูแลเว็บไซต์ ให้เป็นไปตามความต้องการที่กำหนด และทำหน้าที่คลังออนไลน์ ซึ่งเว็บไซต์ “ศูนย์รวมวัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ของสำนักอนามัย” มีองค์ประกอบ ดังนี้ 3.1 ผู้ใช้งานเว็บไซต์ แบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1) มูลนิธิฯ ทำหน้าที่ดูแลเว็บไซต์ 2) ศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง ทำหน้าที่คลังอุปกรณ์ในพื้นที่ และให้บริการตามที่ ประชาชนขอความช่วยเหลือ 3) สำนักงานพัฒนาระบบสาธารณสุข ทำหน้าที่คลังอุปกรณ์กลาง ตรวจสอบความเคลื่อนไหว ของคลังอุปกรณ์ในระบบ และประสานงานระหว่างศูนย์บริการสาธารณสุข เครือข่าย และประชาชน รวมถึงให้ คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้อง 4) เครือข่ายองค์กรและประชาชนทั่วไป สามารถแจ้งบริจาควัสดุอุปกรณ์ หรือขอรับวัสดุ อุปกรณ์ตามความต้องการ 3.2 ระบบการใช้งานในเว็บไซต์ มี 3 ระบบ ประกอบด้วย 1) การบริจาค 2) การขอรับวัสดุ 3) การขอยืมอุปกรณ์ Do ดำเนินการ 1) การทดลองใช้งานระบบ โดยประสานศูนย์บริการสาธารณสุข 6 แห่ง จาก 6 กลุ่มเขต ทดลอง เข้าใช้งานเว็บไซต์ พร้อมให้ความเห็นเพื่อให้ผู้พัฒนาเว็บไซต์ดำเนินการปรับปรุงระบบให้สอดคล้องกับความ ต้องการใช้งาน 2) จัดทำคู่มือการใช้งานเว็บไซต์ “ศูนย์รวมวัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ของ สำนักอนามัย” 3) ประชุมชี้แจงนักสังคมสงเคราะห์ ศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง เพื่อรับทราบและเริ่ม ดำเนินการใช้งานระบบ พร้อมจัดทำหนังสือประชาสัมพันธ์ไปยังศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่งเพื่อส่งคู่มือ การใช้งานเว็บไซต์ให้ทราบ Study การติดตามและเรียนรู้ จัดทำแบบสำรวจเพื่อติดตามผลการใช้งานเว็บไซต์ “ศูนย์รวมวัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์ และสาธารณสุข ของสำนักอนามัย” เพื่อสำรวจความคิดเห็นจากศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง ผ่าน Google Form เพื่อประมวลผล วิเคราะห์ข้อมูล และหาแนวทางการปรับปรุงพัฒนาต่อไป


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 6 Act ปรับปรุงและพัฒนา จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบ พบว่า มีประเด็นการพัฒนา 2 ส่วน ที่ ควรดำเนินการ ได้แก่ การประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงบริการผ่านการใช้งานโปรแกรมให้มากขึ้น และการปรับปรุงโปรแกรม (Interface) ให้มีความน่าสนใจและสะดวกต่อการใช้งาน การมีส่วนร่วม/บทบาทของทีม มีผู้ร่วมดำเนินการ 3 คน มีการบริหารจัดการตามหน้าที่ความรับผิดชอบ ดังนี้ 1. นางสาวศุภรัตน์ บูรณสมภพ ทำหน้าที่วางแผน กำกับ ติดตาม และดำเนินการในภาพรวม ของการพัฒนา 2. นายรุ่งโรจน์ โพธิ์คำ ทำหน้าที่ประสานงานกับศูนย์บริการสาธารณสุขและติดตามการใช้งาน โปรแกรมผ่านเว็บไซต์ 3. นางสาวชนกานต์ ฉ่ำพงษ์ ทำหน้าที่ทางวิชาการ ประสานข้อมูล และสรุปประเด็นที่เกี่ยวข้อง งบประมาณ/แหล่งงบประมาณดำเนินการ ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิส่งเสริมและสนับสนุนกิจการของสำนักอนามัย ในการออกแบบ โปรแกรมและค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่เว็บไซต์ ระยะเวลาดำเนินงาน Plan ศึกษาสภาพปัญหาและวางแผน (มกราคม - ธันวาคม 2563) Do ดำเนินการ (มกราคม - ตุลาคม 2564) Study การติดตามและเรียนรู้ (พฤศจิกายน - ธันวาคม 2564) Act ปรับปรุงและพัฒนา (มกราคม - พฤษภาคม 2565) ผลที่เกิดขึ้น / ที่ปรากฏจากการนำผลงานไปใช้ จากการเปิดใช้งานโปรแกรมตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2564 มีการใช้งานทั้ง 3 ระบบงาน ทั้งจาก บุคคลทั่วไป และศูนย์บริการสาธารณสุข มีความเคลื่อนไหวของการให้บริการอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านเว็บไซต์ ดังนี้ 1) ประชาชนบริจาคอุปกรณ์ให้กับมูลนิธิฯ จำนวน 150 รายการ 2) ศูนย์บริการสาธารณสุขให้วัสดุเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหา จำนวน 74 รายการ 3) ศูนย์บริการสาธารณสุขให้ยืมอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหา จำนวน 13 รายการ จากการดำเนินงานได้เรียนรู้ประโยชน์ของการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการดำเนินงาน ได้แก่ การมีส่วนร่วมและความร่วมมือระหว่างบุคคล องค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนและเครือข่ายองค์กรที่ให้การสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักสังคมสงเคราะห์ ศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง ที่ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมดำเนินการ ร่วมสะท้อนและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น รวมถึงข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาต่อไป


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 7 ประโยชน์ / คุณค่าของนวัตกรรม ทั้งระดับบุคคล หน่วยงาน/ชุมชน และประชาชน 1. สำนักอนามัยมีเครื่องมือและช่องทางในการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรทางการแพทย์และ สาธารณสุข สำหรับประชาชน ผู้ใช้บริการ ผู้ปฏิบัติงาน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 2. สำนักอนามัยมีเครือข่ายที่ร่วมสนับสนุนทรัพยากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ในการ ให้บริการประชาชนในพื้นที่ 3. ศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง มีแหล่งทรัพยากรที่สนับสนุนการให้บริการที่หลากหลาย สามารถให้บริการได้ทันเวลา และตอบสนองความต้องการและปัญหาของกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น 4. ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทรัพยากร และได้รับความช่วยเหลือ วัสดุหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในการดำรงชีวิต สอดคล้องกับ สภาพปัญหาและความต้องการ เพื่อสุขภาพที่ดี 5. กรุงเทพมหานคร มีบริการสุขภาพและสังคมที่ตอบสนองปัญหาและความต้องการของ ประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส ซึ่งเป็นไปตาม แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2556 – 2580) ข้อเสนอในการพัฒนาต่อยอด 1. ควรมีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนทั่วไป รวมถึงองค์กรเครือข่ายต่างๆ เข้าถึงช่องทาง บริการผ่านเว็บไซต์ให้มากขึ้น 2. ควรมีการปรับปรุงเว็บไซต์ให้มีความน่าสนใจ ทันสมัย และสอดคล้องกับความต้องการของ ผู้ใช้งาน อยู่เสมอ 3. ควรมีการประสานงานกับเครือข่ายต่างๆ เพิ่มมากขึ้น รวมถึงค้นหาแหล่งทรัพยากรที่สามารถ สนับสนุนวัสดุและอุปกรณ์ที่ตอบสนองปัญหาของประชาชนได้


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 8 ชื่อนวัตกรรม สื่อสารไร้สาย รับผลฉับไว นวัตกรรมด้าน กระบวนการ (Process) ผู้พัฒนานวัตกรรม นางสาวธิดา มงคลแสงจันทร์ ส่วนราชการ กลุ่มจุลชีววิทยา สำนักงานชันสูตรสาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์02-2942907 ต่อ 18 โทรสาร 02-2942907 ต่อ 18 E-mail: [email protected] ที่มาและแรงบันดาลใจในการจัดทำผลงาน ในปัจจุบันสำนักงานชันสูตรสาธารณสุขส่งรายงานผลการตรวจวิเคราะห์บางรายการ ให้หน่วยงานภายนอกสำนักอนามัย (ซึ่งในที่นี้หมายถึง โรงพยาบาลในสำนักการแพทย์) โดยอาศัยช่องทาง การส่งแฟกซ์ มักจะพบปัญหาขัดข้องของการส่งแฟกซ์ได้แก่ เครื่องแฟกซ์เสีย, สัญญาณแฟกซ์ไม่เชื่อมต่อ, ได้รับข้อมูลจากการส่งแฟกซ์ไม่ครบถ้วน เป็นต้น ซึ่งทำให้หน่วยงานภายนอกสำนักอนามัยต้องติดต่อขอให้ส่ง รายงานผลการตรวจวิเคราะห์ซ้ำอีกครั้ง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 5 ต่อการรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ต่อปีและ จากปัญหาดังกล่าวทำให้การส่งรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ภายในระยะเวลาที่กำหนด คือส่งรายงานผลหลัง การตรวจวิเคราะห์เสร็จสิ้นแล้ว ภายใน 24 ชั่วโมง คิดเป็นร้อยละ 78ต่อการส่งรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ต่อปี สำนักงานชันสูตรสาธารณสุขจึงได้คิดแนวทางการพัฒนางานในด้านการบริการ เพื่อให้เกิดความ สะดวกต่อการรับรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ของหน่วยงานภายนอกสำนักอนามัย โดยมีแนวคิดที่จะเพิ่มช่อง ทางการส่งรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ โดยการรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ผ่าน Google Drive โดยอนุญาตให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่สามารถเข้าดูรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ได้ แนวคิดการพัฒนา (องค์ความรู้/หลักการ/ ทฤษฎีที่ใช้ประกอบการพัฒนาผลงาน) การนำเทคโนโลยีไร้สาย และสื่อสังคมออนไลน์ที่มีอยู่ในยุคปัจจุบันมาใช้ในการติดต่อสื่อสารกับ หน่วยงานภายนอกสำนักอนามัย เพื่อให้เกิดความสะดวกในการรับส่งรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ ตัวชี้วัดโครงการ 1. อัตราการร้องขอให้ส่งรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ซ้ำของหน่วยงานภายนอกสำนักอนามัย น้อยกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 1 2. อัตราการส่งรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ในระยะเวลาที่กำหนด มากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 90 กลุ่มเป้าหมาย เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในการส่งตรวจคุณภาพอาหาร (อาหาร, น้ำ, น้ำแข็ง, นม, เครื่องดื่ม และ ตัวอย่างสุ่มเช็ด (swab) ภาชนะ) ทางจุลชีววิทยา ของโรงพยาบาลในสำนักการแพทย์


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 9 วัตถุประสงค์ตัวชี้วัดโครงการ 1. เพื่อลดการร้องขอให้ส่งรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ซ้ำของหน่วยงานภายนอกสำนักอนามัย 2. เพื่อลดระยะเวลาในการส่งรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ให้หน่วยงานภายนอกสำนักอนามัย วิธีดำเนินการ/ขั้นตอนการพัฒนา 1. ดาวน์โหลดและติดตั้ง Google Drive 2. ตั้งกลุ่มไลน์เพื่อใช้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบของหน่วยงานภายนอกสำนักอนามัยที่มาส่ง ตัวอย่างตรวจวิเคราะห์แต่ละหน่วยงาน เพื่อขอ E-mail ที่ใช้ในการรับรายงานผลการตรวจวิเคราะห์และแจ้งการอัพ โหลดรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ของหน่วยงานนั้นๆ 3. ส่งรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ผ่าน Google Drive 4. ติดตามและประเมินผลโครงการ


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 10 การมีส่วนร่วม / บทบาทของทีม เจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในกลุ่มจุลชีววิทยา ประชาสัมพันธ์ให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในการส่ง ตรวจคุณภาพอาหาร (อาหาร, น้ำ, น้ำแข็ง, นม, เครื่องดื่ม และตัวอย่างสุ่มเช็ด (swab) ภาชนะ) ทางจุล ชีววิทยา ของโรงพยาบาลในสำนักการแพทย์เข้าร่วมกลุ่มไลน์ OpenChat “งานตรวจคุณภาพอาหารทางจุล ชีววิทยา (รพ.สำนักการแพทย์)” เพื่อใช้ในการติดต่อประสานงานและแจ้งการส่งรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ ทาง Google Drive งบประมาณ/แหล่งงบประมาณดำเนินการ ไม่ใช้งบประมาณ เนื่องจากใช้โปรแกรมและทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในหน่วยงาน ระยะเวลาดำเนินงาน ระยะเวลาดำเนินการ 3 เดือน ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 – เดือนกุมภาพันธ์ 2564 การดำเนินงาน ธ.ค. 2563 ม.ค. 2564 ก.พ. 2564 1. ประชาสัมพันธ์การเข้าร่วมกลุ่มไลน์ x x x 2. ติดต่อประสานงาน แจ้งการ Upload รายงานผลการ ตรวจวิเคราะห์ผ่าน Google Drive x x x 3. ติดตามการร้องขอให้ส่งรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ซ้ำ x x x 4. ติดตามการส่งรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ผ่าน Google Drive ภายในเวลาที่กำหนด x x x


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 11 ผลที่เกิดขึ้น/ที่ปรากฏจากการนำผลงานไปใช้ 1. อัตราการร้องขอให้ส่งรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ซ้ำของหน่วยงานภายนอกสำนักอนามัย เท่ากับร้อยละ 0 2. อัตราการส่งรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ในระยะเวลาที่กำหนด (ภายใน 24 ชั่วโมง) เท่ากับ ร้อยละ 93.5 ประโยชน์/คุณค่าของนวัตกรรม ทั้งระดับบุคคล หน่วยงาน/ชุมชน และประชาชน 1. สามารถลดการร้องขอให้ส่งรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ซ้ำของหน่วยงานภายนอก สำนักอนามัย 2. หน่วยงานภายนอกสำนักอนามัยสามารถรับรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ได้สะดวกและ รวดเร็วขึ้น ข้อเสนอในการพัฒนาต่อยอด นำแนวทางการพัฒนานี้ ไปใช้ในการส่งรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ให้กับหน่วยงานอื่นๆ นอกจากโรงพยาบาลในสำนักการแพทย์ที่มีการส่งตรวจคุณภาพอาหารทางจุลชีวิทยากับกลุ่มจุลชีววิทยา สำนักงานชันสูตรสาธารณสุข ได้แก่ สำนักงานเขต และกองสุขาภิบาลอาหาร เป็นต้น


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 12 ชื่อนวัตกรรม ต้นแบบโรงเรียนผู้สูงอายุกับการพัฒนาที่ยั่งยืน นวัตกรรมด้าน กระบวนการ (Process) ผู้พัฒนานวัตกรรม นางพิมลนรี สูตรสุวรรณ ศูนย์บริการสาธารณสุข 4 ดินแดง สำนักอนามัย ที่มาและแรงบันดาลใจในการจัดทำผลงาน โรงเรียนผู้สูงอายุชุมชนเขตดินแดง กรุงเทพฯ เป็นโรงเรียนผู้สูงอายุแห่งแรกของกรุงเทพมหานคร ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากศูนย์บริการสาธารณสุข 4 ดินแดง ภายใต้โครงการสร้างหลักประกันสุขภาพ ถ้วนหน้า ในปีงบประมาณ 2559 - 2560 ต่อมาปีงบประมาณ 2561-ปัจจุบัน ไม่ได้รับการสนับสนุน งบประมาณดังกล่าวซึ่งมีผลกระทบต่อการบริหารจัดการ จึงเกิดแนวคิดในการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง และการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นได้เห็นเป็นแบบอย่างผ่านพระราชจริยวัตร และพระราชกรณียกิจของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในการดำเนินงานโรงเรียนผู้สูงอายุให้เกิดความพอเพียง โดยยึดแนวพระราชดำริ ในการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง ด้านความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือยในการ ใช้ชีวิต ทำให้เกิดพลังแห่งความสำเร็จ นำมาซึ่งการประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและภาคีเครือข่ายที่มี จิตสาธารณะ ร่วมกันเป็นเจ้าของโรงเรียนผู้สูงอายุ และรับผิดชอบการบริหารจัดการร่วมกัน จึงเป็นแรงบันดาล ใจและจุดเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นต้นแบบโรงเรียนผู้สูงอายุที่มีผู้คนสนใจมาศึกษาดูงานทั้ง ในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น แนวคิดการพัฒนา แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้นำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในการดำเนินงาน “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระราชทาน มานานกว่า 30 ปี เป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการพัฒนาบนพื้นฐานของ ทางสายกลาง และความไม่ประมาท โดยคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ตลอดจนใช้ความรู้และคุณธรรม เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต ที่สำคัญต้องมีสติ ปัญญา และความเพียร ซึ่งนำไปสู่ความสุขในการดำเนินชีวิตอย่างจริงจัง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนใน ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน จนถึงภาครัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทาง สายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการ กระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก นอกจากนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการ ทุกขั้นตอน และ ขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 13 และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิต ด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้ เป็นอย่างดี ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง จึงประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังนี้ 1. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียน ตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ 2. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ 3. ภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะ เกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมี เงื่อนไข ของการ ตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียง 2 ประการ ดังนี้ 1) เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้านความ รอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในการปฏิบัติ 2) เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความ ซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต แนวคิดการมีส่วนร่วม ได้นำแนวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมมาปรับใช้ในการทำนวัตกรรม Cohen and Uphoff (1981 อ้างถึงใน จรัญญา บรรเทิง, 2548) ดังนี้ 1. การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (Participation in Decision-making) คือ การตัดสินใจเป็น ศูนย์กลางของการเกิดความคิดที่หลากหลาย มีการกำหนดและประเมินทางเลือกตัดสินใจเพื่อนำทางเลือกมาสู่ การปฏิบัติ เช่น การทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อการศึกษา การปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนที่นำไปสู่การ พัฒนาเป็นต้นแบบโรงเรียนผู้สูงอายุ 2. การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติ(Participation in Implementation) คือ การมีส่วนร่วมในการ เสียสละทรัพยากร ได้แก่ แรงงาน วัสดุ อุปกรณ์ ข้อมูลข่าวสาร เป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ ที่มีอยู่ในชุมชน แสดงให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนของการมีส่วนร่วม รวมทั้งจิตอาสา และภาคีเครือข่ายที่มีส่วนร่วมในการ ปฏิบัติงาน 3. การมีส่วนร่วมในการบริหารและการประสานงาน (Participation in Benefits) คือ ทีมงาน สังคมสงเคราะห์ ผู้สูงอายุจิตอาสา และภาคีเครือข่าย มีความคิดที่สอดคล้องกัน มีส่วนร่วมในการบริหารและ ประสานงานในกิจกรรมต่างๆ ทำให้เกิดการสื่อสารข้อมูลภายในและได้รับการสนับสนุนให้เกิดการรวมพลัง การกำหนดทิศทางที่ชัดเจน เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 14 4. การมีส่วนร่วมในการประเมินผล (Participation in Evaluation) โดยการสังเกต การสัมภาษณ์ การใช้แบบประเมินความพึงพอใจ และการนำข้อเสนอแนะต่างๆ มาปรับปรุงเพื่อให้เกิดการพัฒนา อย่างต่อเนื่อง ตัวชี้วัด ร้อยละ 100 ของนักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุมีความพึงพอใจในทุกกิจกรรมการเรียนการสอน กลุ่มเป้าหมาย ผู้สูงอายุในเขตพื้นที่ดินแดง วัตถุประสงค์ 1. เพื่อแก้ไขปัญหาด้านงบประมาณในการบริหารจัดการโรงเรียนผู้สูงอายุให้อยู่คู่ชุมชนต่อไป 2. เพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงอายุ 3. เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้สร้างสรรค์ประโยชน์แก่ชุมชน สังคม และเป็นต้นแบบผู้สูงอายุ คุณภาพ 4. เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพอย่างเป็นองค์รวมของผู้สูงอายุทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และ จิตวิญญาณ วิธีการดำเนินงาน/ขั้นตอนการพัฒนา เป็นนวัตกรรมด้านกระบวนการ (ความคิดสร้างสรรค์ ระดับ 1 เป็นผลงาน วิธีการ หรือกระบวน ที่มีอยู่แล้ว แต่นำมาปรับปรุง หรือพัฒนาบางส่วนและได้ผลดี) เนื่องจากโรงเรียนผู้สูงอายุไม่มีงบประมาณสนับสนุน จึงต้องมีการบริหารจัดการในรูปแบบการมี ส่วนร่วม โดยทุกภาคส่วนร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันสร้าง ร่วมกันดำเนินงาน ในการจัดการเรียนรู้ให้ ผู้สูงอายุมีความสุข เกิดทักษะในการดูแลตนเองลดระยะเวลาในการพึ่งพิง และมีคุณภาพชีวิตที่ดี วิธีการดำเนินงาน ๑) ประชุมทีมงาน เพื่อกำหนดแนวทางในการดำเนินงาน และการแก้ไขปัญหาด้านงบประมาณ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ของโรงเรียนผู้สูงอายุ พร้อมปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้อง กับความต้องการของผู้สูงอายุ ๒) ติดต่อประสานงานกับภาคีเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกเพื่อหาแนวร่วมในการพัฒนา โรงเรียนผู้สูงอายุให้ก้าวกระโดดผ่านวิกฤติเรื่องงบประมาณและการสรรหาวิทยากรจิตอาสา มาให้ความรู้ร่วมสร้างสรรค์สวัสดิการทางสังคมและประสบการณ์ใหม่ๆร่วมสมัย ๓) ประชาสัมพันธ์และจัดทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อการศึกษา โดยนำปัจจัยมาเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ อุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทางสำหรับวิทยากร อาหารว่าง/เครื่องดื่ม และอาหารกลางวัน สำหรับนักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุ


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 15 ๔) ประกาศรับสมัครนักเรียนผู้สูงอายุทั้งชาย และหญิง ที่มีอายุ60 ปีขึ้นไปและอาศัยอยู่ในเขต พื้นที่ดินแดง ๕) ขับเคลื่อนโรงเรียนผู้สูงอายุให้เป็นโรงเรียนต้นแบบควบคู่กับการพัฒนาที่ยั่งยืน ๖) ติดตามและประเมินผล โดยการสังเกต การสัมภาษณ์ และการใช้แบบประเมินความพึงพอใจ การมีส่วนร่วม/บทบาทของทีม โดยนักสังคมสงเคราะห์ประจำศูนย์บริการสาธารณสุข 4 ดินแดง เป็นผู้ประสานงาน และมี คณะทำงานในรูปแบบภาคีเครือข่ายและจิตอาสา ถือเป็นตัวแทนที่จะทำหน้าที่ในการบริหารจัดการช่วยกัน ขับเคลื่อนการทำงานให้ประสบความสำเร็จ เป็นการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมให้การบริหารจัดการโรงเรียน ผู้สูงอายุให้มีประสิทธิภาพ โดยมีกติกา หรือข้อตกลงร่วมกัน เหมือนเป็นสัญญาใจที่มีต่อกันว่าจะร่วมกันยึดถือ และปฏิบัติตาม ซึ่งจะเป็นแนวทางที่ทำให้การดำเนินงานของโรงเรียนผู้สูงอายุมีทิศทางการทำงานที่ชัดเจน แม้ว่าจะเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการชุดใหม่จะยังคงมีแนวทางการทำงานเดิมให้เห็นและพัฒนาต่อยอดได้ต่อไป งบประมาณ ไม่ใช้งบประมาณ ระยะเวลาในการดำเนินงาน ระยะเวลา5 เดือน (เมษายน - สิงหาคม) ผลที่เกิดขึ้นจากการนำผลงานไปใช้ 1. มีรายได้จากการทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อการศึกษาฯ 2. การนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้สามารถช่วยลดค่าใช้จ่าย และสร้างเครือข่ายในการ พัฒนาต่อยอดเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 3. ทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ลดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยและลดระยะเวลาใน การพึ่งพาผู้อื่น 4. ช่วยให้ผู้สูงอายุคลายเหงา สดชื่น กระชุ่มกระชวย และมีความภาคภูมิใจในความสามารถของ ตนเอง 5. เรียนรู้ทักษะด้านอาชีพ ให้สามารถไปถ่ายทอดให้ลูกหลานและคนในชุมชน นำไปประกอบ อาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ ช่วยเหลือตนเองและครอบครัวต่อไป ประโยชน์และคุณค่านวัตกรรม 1. เป็นต้นแบบโรงเรียนผู้สูงอายุเป็นแหล่งเรียนรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ ภูมิปัญญา และ วัฒนธรรม เป็นที่ศึกษาดูงานของนิสิต นักศึกษา และผู้ที่สนใจทั้งในประเทศ และต่างประเทศ 2. ต้นแบบโรงเรียนผู้สูงอายุเป็นสถานที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างสรรค์ คุณประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 16 ข้อเสนอแนะและพัฒนาต่อยอด 1. ปรับปรุงรูปแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น รูปแบบการเรียน การสอนออนไลน์ 2. ให้การสนับสนุนการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่สำคัญเพื่อให้รู้เท่า ทันต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคมปัจจุบัน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 17 ชื่อนวัตกรรม โปรแกรมเพื่อนช่วยเตือน (Material Control For Health Center) นวัตกรรมด้าน กระบวนการ (Process) ผู้พัฒนานวัตกรรม นางสาวขวัญตา เอื้ออุฬาร, นางกฤตติกา วิรชา, นางจำรัส ตั้งอดุลย์รัตน์, นางสาวนิรดา กิติยา และนายอนุพงศ์ ปิยะประชากร ศูนย์บริการสาธารณสุข 11 ประดิพัทธ์โทรศัพท์0 2271 1122 โทรสาร 0 2271 1122 ต่อ 26 E-mail: [email protected] ที่มาและแรงบันดาลใจในการจัดทำผลงาน ปัจจุบันการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน (Home Health Care) อย่างองค์รวม (Holistic Care) โดยครอบคลุมทั้ง 4 มิติ ด้วยการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษา และการฟื้นฟูสภาพ พยาบาล อนามัยชุมชน มีบทบาทสำคัญ ในการดูแล ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ป่วยโรคซ้ำซ้อน และผู้ป่วยที่มีกายอุปกรณ์ติดตัว เช่น การใส่สายให้อาหารทางจมูก (NG Tube) การใส่สายสวนปัสสาวะ (Foley Catheter) ซึ่งมีระยะเวลาการเปลี่ยนอุปกรณ์ ทุก 1 เดือน หรือกรณีที่อุปกรณ์ เกิดชำรุด รั่ว ซึม แตก มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนทันที อีกทั้งจำนวนผู้ป่วยที่ต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ ดังกล่าว มีจำนวนไม่คงที่ การจัดทำ ทะเบียนระบบเบิกจ่ายวัสดุ แบบเดิม (Manual)ทำให้เสียเวลา ยุ่งยาก ในการตรวจสอบ เกิดข้อผิดพลาด ความคลาดเคลื่อน ของจำนวนวัสดุอุปกรณ์ ที่เหลือ หรือวันหมดอายุ ทำให้สูญเสียงบประมาณในการจัดซื้อ ทดแทนแต่ละครั้ง แนวคิดการพัฒนางาน ศูนย์บริการสาธารณสุข 11 ประดิพัทธ์ จึงได้มีแนวคิดพัฒนาระบบการช่วยเตือน (Material Control For Health Center) เพื่อให้งานบริการพยาบาลให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดกับ ผู้ใช้บริการ และเพื่อให้ทราบจำนวนอุปกรณ์ที่เหลือ จำนวนวันที่หมดอายุ โดยการนำเทคโนโลยีทางด้าน คอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดเก็บข้อมูล ควบคุมจำนวนวัสดุอุปกรณ์ที่เหลือ เพิ่มระบบการแจ้งเตือน ประกอบ กับให้ผู้ปฏิบัติได้รับความสะดวกสามารถจัดสรรของที่มีให้ผู้ป่วย ได้อย่างมีคุณภาพ ลดความสูญเสีย เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด โดยสร้างระบบตรวจสอบ จำนวนวัสดุอุปกรณ์ที่เหลือ วันหมดอายุ ที่มีประสิทธิภาพ สะดวกต่อการใช้งานของเจ้าหน้าที่ เพื่อลดมูลค่าการสูญเสียวัสดุสิ้นเปลืองของหน่วยงาน และเชื่อมโยงระบบ กับการเบิกจ่ายวัสดุ การสรุปยอดคงเหลือ สรุปค่าใช้จ่าย ของงานพัสดุของศูนย์บริการสาธารณสุข รวมทั้งต้อง เป็นระบบที่ถูกต้องตามระเบียบของกรุงเทพมหานคร เพื่อให้การบริหารวัสดุของกรุงเทพมหานคร เป็นไปด้วย ความเรียบร้อยมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อกรุงเทพมหานคร


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 18 วิธีการดำเนินการ/ขั้นตอนการพัฒนางาน 1. ขั้นตอนการวางแผน และเตรียมการ (1 ตุลาคม – 10 ตุลาคม 2563) 1.1 ศึกษาขั้นตอนการเบิกจ่ายวัสดุ จากระบบคลังวัสดุ (MIS2) ค้นหาจุดอ่อนจุดแข็งของระบบ เพื่อหาวิธีการแก้ไข จุดแข็ง - มีระบบเป็นรูปธรรม ขั้นตอนการดำเนินการชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ - ไม่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลได้ จุดอ่อน - ไม่มีระบบแจ้งเตือนวัสดุใกล้หมดอายุ - ไม่สามารถเพิ่มรหัสวัสดุได้ - ไม่สามารถบันทึกรับวัสดุที่จัดซื้อโดยเงินนอกงบประมาณได้ - ระบบสร้างมาเพื่อรองรับวัสดุที่จัดซื้อจากเงินงบประมาณเท่านั้น - รหัสวัสดุมีหลากหลาย บางรหัสมีชื่อที่คล้ายกัน ทำให้เกิดความสับสนได้ง่าย - ในรายงานวัสดุคงคลัง ไม่สามารถแยกราคาวัสดุต่อหน่วยที่ต่างกันในชื่อวัสดุเดียวกันได้ - ไม่สามารถใช้งานได้หากไม่ได้เชื่อมต่อ Internet 1.2 ศึกษาปัญหาจากระบบ บันทึกข้อมูลแบบ manual ด้วยโปรแกรม Microsoft excel จุดแข็ง - ง่ายต่อการออกแบบ และกำหนดสูตรเพื่อให้แสดงผลตามที่ต้องการ จุดอ่อน - เข้าถึงฐานข้อมูลได้ง่าย การแก้ไขข้อมูลก็ง่ายเช่นกัน - ปัญหาข้อมูลผิดพลาด เกิดจาก Human error เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เมื่อวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งในแต่ละรูปแบบได้แล้ว จึงนำมาหาวิธีการแก้ไขจุดอ่อน ซึ่งสามารถสรุป ได้ดังนี้ จุดอ่อน การแก้ไข 1. ไม่สามารถบันทึกรับวัสดุที่จัดซื้อจากนอก งบประมาณ 1. พัฒนาระบบให้สามารถกำหนดประเภทเงินที่ใช้จัดซื้อวัสดุ 2. รหัสวัสดุมีหลายหลาย บางรหัสมีชื่อที่ คล้ายกัน ทำให้เกิดความสับสนได้ง่าย 2. พัฒนาระบบให้สามารถเพิ่มรายละเอียดของตัววัสดุเช่น ยี่ห้อ รุ่น และพัฒนาระบบให้รองรับการเพิ่มรูปวัสดุ 3. ในรายงานวัสดุคงคลัง ไม่สามารถแยกราคา วัสดุต่อหน่วยที่ต่างกันในชื่อวัสดุเดียวกัน 3. พัฒนาระบบรายงานให้สามารถแยกข้อมูลทุกชนิดออกจากกัน เช่น ยี่ห้อ รุ่น รายละเอียดย่อย หน่วยนับ รวมถึงราคาวัสดุต่อหน่วย 4. ไม่สามารถใช้งานได้หากไม่ได้เชื่อมต่อ Internet 4. พัฒนาระบบให้สามารถใช้งานได้ทุกรูปแบบ เช่น การใช้งานด้วย เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว หรือใช้งานผ่านระบบ Extranet ที่มี ผู้ใช้งานมากกว่า 1 เครื่อง หรือใช้งานผ่าน Internet ในระบบ Cloud 5. เข้าถึงฐานข้อมูลได้ง่าย 5. พัฒนาระบบป้องกันการเข้าถึงฐานข้อมูล 6. ปัญหาข้อมูลผิดพลาด เกิดจาก Human error เกิดขึ้นบ่อยครั้ง 6. จัดอบรมผู้ใช้งานโปรแกรมให้ทราบถึงวิธีการใช้งาน กระบวนการ ทำงานของโปรแกรม และข้อจำกัดโปรแกรม


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 19 1.3 กำหนดภาษาที่ใช้เขียน โปรแกรมที่ใช้พัฒนา ขีดจำกัดของโปรแกรมที่ใช้พัฒนา แนวทางการ ใช้งาน และกำหนดผู้ใช้งานในขั้นตอนต่างๆ โดยมีตัวเลือก ดังนี้ 1) โปรแกรมที่ใช้งานผ่าน Web Browser โดยใช้ SQL Server เป็นตัวเก็บฐานข้อมูล ข้อดี - ทันสมัย มีการจัดเก็บข้อมูลแยกออกจากตัวโปรแกรม - สามารถเขียน BAD ไฟล์ เพื่อให้ระบบสำรองข้อมูลอัตโนมัติได้ ข้อเสีย -ต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์ server และมี OSเป็น windows nt serverซึ่งมีราคาแพง และ ต้องมีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง - ต้องมีผู้บริการคอยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น 2) Applications ที่ทำงานบน OS Windows ข้อดี - สามารถกำหนดได้ว่าจะให้เก็บข้อมูลแยก หรือเก็บข้อมูลรวมไว้ในตัวโปรแกรม ข้อเสีย - ต้องมีผู้พัฒนาโปรแกรมสม่ำเสมอ ในกรณี OS มีการอัพเดท - การใช้งานโปรแกรม จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ระบบสามารถ ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ 3) Mobile Applications ที่ทำงานบน OS IOS หรือ Android ข้อดี - ทันสมัย ใช้งานสะดวก ข้อเสีย - Applications บน OSIOSต้องชำระค่าธรรมเนียมการลงทะเบียนเป็นผู้พัฒนาของ Apple ปีละ 99 ดอลลาร์ 4) Visual Basic for Applications (VBA) โดยใช้งานผ่าน โปรแกรม Microsoft Office 365 ข้อดี - โปรแกรมที่ใช้พัฒนา มีลิขสิทธิ์ถูกต้อง โดยล็อคอินผ่าน Username: [email protected] ซ ึ ่ ง เ ป ็ น Username ที่ กรุงเทพมหานคร จัดสรรให้ศูนย์บริการสาธารณสุข 11 ประดิพัทธ์ - เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ OS ตั้งแต่ windows 7 ขึ้นไปสามารถใช้งานได้ - เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มี Microsoft Office ทุกเวอร์ชั่น สามารถใช้งานได้ - ไม่จำเป็นต้องพัฒนาโปรแกรม ในกรณี OS มีการอัพเดท ข้อเสีย - ตัวโปรแกรมและฐานข้อมูลจะรวมกันอยู่เป็นไฟล์เดียว ถ้าข้อมูลมีปริมาณมากจะทำให้การ ประมวลผลช้า - สามารถติดไวรัสคอมพิวเตอร์ได้ เช่นเดียวกับไฟล์งานทั่วไป


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 20 1.4 สรุปผลจากการวิเคราะห์ จากข้อดีข้อเสียต่างๆ ในข้อ 1.3 สรุปว่า หากต้องการใช้งานโปรแกรมระยะยาว รวมถึง ไม่จำเป็นต้องมีทีมพัฒนาคอยแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากการพัฒนาการด้าน IT ดังนั้น โปรแกรม Visual Basic for Applications (VBA) โดยใช้งานผ่าน โปรแกรม Microsoft Excel จึงเป็นโปรแกรมที่เหมาะสมที่สุด อีกทั้งผู้พัฒนายังกำหนดให้โปรแกรมเป็น Open Source หากมีผู้ที่สามารถเขียนโปรแกรมในภาษา VBA ได้ก็จะสามารถพัฒนาต่อยอดได้ง่าย เพื่อให้ทันสมัย สอดคล้องกับระเบียบข้อกำหนดต่างๆ ของ กรุงเทพมหานครที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต 2.ขั้นตอนการดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงการผลงาน (11 ตุลาคม – 10 พฤศจิกายน 2563) 2.1 กำหนด Flowchart ของโปรแกรม 2.2 เขียนโปรแกรม Visual Basic For Applications (VBA) บน Microsoft Excel 2.3 ทดลองระบบ ค้นหา error ของโปรแกรม และทำการแก้ไข เพื่อเป็นการป้องกันการเข้าถึง ฐานข้อมูล 2.4 ทดสอบการใช้งาน ภายในศูนย์บริการสาธารณสุข 11 ประดิพัทธ์ 2.5 ขยายขอบเขตการทดสอบการใช้งานโปรแกรม ไปยังศูนย์บริการสาธารณสุข ภายในกลุ่มกรุงเทพ กลาง โดยมีศูนย์บริการสาธารณสุข ที่เข้าร่วมทดสอบการใช้งานโปรแกรม จำนวน 11 ศูนย์ (เดือนธันวาคม 2563 - มกราคม 2564) 2.6 ประชาสัมพันธ์ผลงานสู่หน่วยงานอื่นๆ ทั้งภายใน และภายนอก สำนักอนามัย (มีนาคม 2564) ขั้นตอนการประเมินความพึงพอใจ (มีนาคม 2564) ผลการประเมินความพึงพอใจภายในหน่วยงาน ด้านกระบวนการ ชั้นตอนการใช้งานระบบ (มากที่สุด = 63.35%, มาก = 33.35%, ปานกลาง = 3.3%) ด้านประสิทธิภาพของระบบ (มากที่สุด = 71.67%, มาก = 28.33%) ด้านความสะดวก สวยงาม (มากที่สุด = 76.65%, มาก = 23.35%) ด้านคุณภาพของระบบ (มากที่สุด = 76.65%, มาก = 23.35%) ผลการประเมินความพึงพอใจภายนอกหน่วยงาน ด้านกระบวนการ ชั้นตอนการใช้งานระบบ ( มากที่สุด = 50%, มาก = 29%, ปานกลาง = 21% ) ด้านประสิทธิภาพของระบบ ( มากที่สุด = 52%, มาก = 37.5%, ปานกลาง = 10.5% ) ด้านความสะดวก สวยงาม ( มากที่สุด = 50%, มาก = 41.7%, ปานกลาง = 8.3% ) ด้านคุณภาพของระบบ ( มากที่สุด = 54.2%, มาก = 37.5%, ปานกลาง = 8.3% )


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 21 กลุ่มเป้าหมาย แพทย์, เภสัช, พยาบาล และเจ้าหน้าที่สายสนับสนุน ของศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร การมีส่วนร่วม/บทบาทของทีม กระบวนการ - นางสาวขวัญตา เอื้ออุฬาร นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ - นางกฤติกา วิรชา พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ รูปแบบโปรแกรม - นางจำรัส ตั้งอดุลย์รัตน์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง - นางสาวนิรดา กิติยา พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ออกแบบระบบ/เขียนโปรแกรม - นายอนุพงศ์ ปิยะประชากร เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน งบประมาณ ไม่ได้ใช้งบประมาณ ระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือน (ระหว่างเดือนตุลาคม 2563 – เดือนมีนาคม 2564) ผลที่เกิดจากการนำผลงานไปใช้ 1. แก้ปัญหาวัสดุหมดอายุก่อนการใช้งาน 100% 2. การควบคุมวัสดุมีความสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน 3. ลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ 4. โปรแกรมมีการป้องกันการเข้าถึงฐานข้อมูล สร้างความมั่นใจให้ผู้ตรวจสอบ เหมาะสำหรับ รองรับการตรวจสอบทั้งจากหน่วยงานภายใน หรือหน่วยงานภายนอก ประโยชน์ของนวัตกรรม ทั้งระดับบุคคลและหน่วยงาน การบริหารวัสดุของกรุงเทพมหานคร เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพและเป็น ประโยชน์ต่อกรุงเทพมหานคร ข้อเสนอในการการพัฒนาต่อยอด พัฒนาต่อยอด ช่วยเตือนทุกอย่างที่จำเป็น ทั้งวัสดุสำนักงาน วัสดุงานบ้าน ที่มี ที่ขาด และที่จะ หมดอายุ


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 22


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 23 ชื่อนวัตกรรม รวมผลงานนวัตกรรม ชุดการดูแลเท้าเบาหวาน นวัตกรรมด้าน กระบวนการ (Process) ผู้พัฒนานวัตกรรม นางฐิติพร เดชศิริศูนย์บริการสาธารณสุข 38 จี๊ด – ทองคำ บำเพ็ญ โทรศัพท์02-2418378 โทรสาร 02-2418378 E-mail: [email protected] ที่มาและแรงบันดาลใจในการจัดทำผลงาน โรคเบาหวานเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมน อินซูลิน ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพียงพอหรืออินซูลินมีฤทธิ์น้อยกว่าที่ควร ส่งผลทำให้ ระดับน้ำตาลในเลือดสูง สถานการณ์โรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2558 ผู้ป่วยเบาหวาน ทั่วโลกมีจำนวน 415 ล้านคนและจะเพิ่มขึ้นเป็น 642 ล้านคนในปี 2583 (วรรณี นิธิยานันท์, 2559) การศึกษา ของสุมาลี เชื้อพันธ์ (2559) ซึ่งพบว่า ผู้ป่วยเบาหวานที่มีการไหลเวียนเลือดส่วนปลายเท้าลดลง มีความเสื่อม ของระบบประสาทส่วนปลายเท้าและควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อการเกิด แผลที่เท้า และเป็นสาเหตุของการเกิดแผลที่เท้าได้ร้อยละ 19-25 และเพิ่มเป็นร้อยละ 50 ในผู้สูงอายุสำหรับ เรื่องการดูแลเท้าผู้ป่วยเบาหวานของศูนย์บริการสาธารณสุข 38 จี๊ด ทองคำ บำเพ็ญในปี 2560 ผู้ป่วยเบาหวานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้าระดับปานกลางขึ้นไปถึงระดับสูงมีจำนวน 86 คน คิดเป็น ร้อยละ 30.71 ในปี2561 ผู้ป่วยเบาหวานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้าระดับปานกลางขึ้นไปถึงระดับสูง มีจำนวน 90 คน คิดเป็นร้อยละ 27 .60 ในปี 2562 ผู้ป่วยเบาหวานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้าระดับ ปานกลางขึ้นไปถึงระดับสูง มีจำนวน 72 คน คิดเป็นร้อยละ 20.57 ซึ่งเป็นสถิติที่ยังสูงอยู่ ภาวะแทรกซ้อน ที่เท้า สามารถพบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน หากผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถดูแลเท้าตนเองได้อย่างถูกต้อง โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้าก็จะเพิ่มมากขึ้น แผลอาจเกิดการลุกลาม ส่งผลต่อการถูกตัดเท้าหรือขาได้ บุคคลสำคัญที่จะช่วยในการควบคุมและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ดีนั้นก็คือตัวผู้ป่วยเอง (นฤมล เหง้าคำ และ พรรณพิไล ไพรแดน, 2559) แนวคิดการพัฒนา โอเร็ม (Orem, 2001) นักทฤษฎีทางการพยาบาล กล่าวว่าการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วย เป็นการปฏิบัติกิจกรรมที่บุคคลริเริ่มกระทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิตสุขภาพและ สวัสดิภาพของตนเอง เพนเดอร์ (Pender et al, 2006) กล่าวว่าพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพประกอบด้วยกิจกรรม ต่างๆ ที่บุคคลกระทำโดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีและการบรรลุเป้าหมายในการมี สุขภาพ ที่ดี เมื่อนำมาใช้ในการพัฒนาความสามารถและส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ต่างๆ จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วย มีการเรียนรู้ ตัดสินใจ ลงมือปฏิบัติ ผ่านระยะพัฒนาการของตนเองอย่างมี ศักยภาพ โดยมีพยาบาลเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือและดูแลผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยมีความรู้และพฤติกรรมการดูแล ตนเองดีขึ้นและมีสุขภาพดี


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 24 เบนจามิน บลูม และคณะ 2559 กล่าวว่า พฤติกรรมด้านสมองเป็นพฤติกรรมเกี่ยวกับสติปัญญา ความรู้ ความคิด โดยความรู้หรือการที่ได้รับรู้ จะก่อให้เกิดความเข้าใจได้มากขึ้น หากผู้รับบริการได้รับฟัง ความรู้ คำแนะนำจากพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่เป็นประจำ ในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคเบาหวาน , ภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นและการดูแลเท้าอย่างต่อเนื่อง จะก่อให้เกิดการจดจำ ทำความเข้าใจ การประยุกต์ใช้เพิ่มมากขึ้น แนวคิดการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง (The Deming Institute, 2559) การพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง หมายถึงการหาโอกาสพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการต่างๆ อย่างต่อเนื่องมี องค์ประกอบที่สำคัญคือ 1. ศึกษาความต้องการของผู้รับบริการ การตอบสนองต่อความต้องการ และการรับฟังเสียง สะท้อนต่อผลงาน 2. การปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง เน้นการออกแบบระบบ เพื่อเป็นการป้องกัน ปัญหาและขจัดความซ้ำซ้อนในแต่ละขั้นตอน 3. ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมในการดำเนินการ 4. การบริหารจัดการที่ดี ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ทุกคนในองค์กรเข้าใจตรงกัน การ พัฒนาคุณภาพใช้กระบวนการวงจรเดมมิ่ง มี 4 ขั้นตอน (The Deming Institute, 2559) ได้แก่ 4.1 ขั้นตอนการวางแผน (Plan) เป็นขั้นตอนที่ต้องกำหนดกรอบหัวข้อที่ต้องการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงซึ่งรวมถึงการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน 4.2 ขั้นตอนการปฏิบัติ(Do) เป็นการลงมือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตามทางเลือกที่ได้กำหนดไว้ใน ขั้นตอนการวางแผน 4.3 ขั้นตอนการตรวจสอบ (Check) เป็นการประเมินผลที่ได้รับจากการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง การตรวจสอบทำให้เราทราบว่าการปฏิบัติในขั้นตอนที่สองสามารถบรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ได้ กำหนดไว้หรือไม่ 4.4 ขั้นตอนการดำเนินงานให้เหมาะสม (Act) เป็นการพิจารณาผลที่ได้จากการตรวจสอบ มี 2 กรณี คือผลที่เกิดขึ้นเป็นไปตามแผนที่วางไว้ หรือไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ หากเป็นกรณีแรกก็ให้นำแนวทาง หรือกระบวนการปฏิบัตินั้นมาจัดทำให้เป็นมาตรฐาน พร้อมทั้งหาวิธีการที่จะปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ศูนย์บริการสาธารณสุข 38 จี๊ด ทองคำ บำเพ็ญ โดยผู้เสนอผลงานได้ตระหนักถึงความสำคัญใน เรื่องนี้ จึงมีความสนใจที่จะจัดทำนวัตกรรม ชุดการดูแลเท้าเบาหวานขึ้นตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งหมด 4 เรื่องดังนี้ ปี 2560 นวัตกรรมด้านกระบวนการเรื่องการให้ความรู้ดูแลเท้าผ่านจอคอมพิวเตอร์ ปี 2561 นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์เรื่องกระจกส่องเท้าไม้เซลฟี่ ปี 2562 นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์อุปกรณ์นวดเท้าด้วยไม้ ปี 2563 นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์รองเท้านวดเท้า


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 25 ปี2560 ปี 2561 ปี 2562 ปี 2563 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อลดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้าของผู้ป่วยเบาหวาน 2. เพื่อให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการดูแลเท้าตนเองได้จริง 3. เพื่อให้ผู้ป่วยเบาหวานเกิดความพึงพอใจต่อนวัตกรรมและบริการที่ได้รับ 4. เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้สามารถเลือกใช้นวัตกรรมที่เหมาะสมกับผู้ป่วยได้ เป้าหมาย ผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับการตรวจเท้าในคลินิกเบาหวาน ศูนย์บริการสาธารณสุข 38 จี๊ด ทองคำ บำเพ็ญ ในแต่ละปี ตัวชี้วัด เชิงปริมาณ ร้อยละ 80 ของผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับการตรวจเท้าในคลินิก ได้รับคำแนะนำการใช้ งานนวัตกรรม ชุดการดูแลเท้าเบาหวานจากเจ้าหน้าที่ตรวจเท้า เชิงผลลัพธ์ - ร้อยละ 80 ของผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้าระดับปานกลางขึ้นไปถึง ระดับสูง มีจำนวนลดลงหรือเท่าเดิม - ร้อยละ 80 ของผู้ป่วยเบาหวานสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการดูแลเท้าตนเองได้จริง - ร้อยละ 80 ของผู้ป่วยเบาหวานมีความพึงพอใจต่อนวัตกรรมและบริการที่ได้รับ


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 26 วิธีดำเนินการ/ขั้นตอนการพัฒนา ขั้นเตรียมการ 1. ศึกษาข้อมูล ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง 2. จัดตั้งคณะทำงาน ประชุมคณะทำงานและผู้เกี่ยวข้อง 3. เตรียมอุปกรณ์ของชิ้นงานนวัตกรรมแต่ละประเภท ขั้นดำเนินงาน ดำเนินการตามแนวทางที่กำหนด 1. พยาบาล เป็นผู้สอน/ให้คำแนะนำการใช้งานนวัตกรรมในการดูแลเท้าเป็นกลุ่มใหญ่แก่ผู้ป่วย เบาหวานที่มารับบริการในคลินิกเบาหวาน 2. พยาบาลหรือนักกายภาพ ทำการตรวจเท้าผู้ป่วยตามแผนการให้บริการ ฝึกทักษะการใช้งาน นวัตกรรมเพื่อให้ผู้ป่วยนำไปใช้ในการดูแลเท้าตนเองที่บ้านได้ 3. ให้ผู้ป่วยทำแบบสอบถามความพึงพอใจต่อนวัตกรรม ขั้นประเมินผล 1. ประเมินผลการดำเนินงานโดยการสัมภาษณ์ 2. ติดตามประเมินผลการดำเนินงานเป็นระยะๆ ตลอดการดำเนินงาน รวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อ นำมาวิเคราะห์ สรุปผลการดำเนินงานและรายงาน 3. จากแบบสอบถามความพึงพอใจต่อนวัตกรรม การมีส่วนร่วม/บทบาทของทีม 1. พยาบาลทีม OPD สามารถปฏิบัติหน้าที่ทดแทนเรื่องการตรวจเท้าและให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยได้ 2. นักกายภาพและพยาบาล มีส่วนร่วมในการตรวจประเมินเท้า ฝึกทักษะการใช้นวัตกรรมแต่ละ ประเภทแก่ผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยนำไปใช้ประโยชน์สำหรับตนเองที่บ้าน งบประมาณ/แหล่งงบประมาณดำเนินการ งบประมาณจากผู้จัดทำนวัตกรรมเป็นผู้ดำเนินการ ได้แก่ ปี 2560 นวัตกรรมเรื่องการให้ความรู้ดูแลเท้าผ่านจอคอมพิวเตอร์ไม่ได้ใช้งบประมาณ ปี 2561 นวัตกรรมเรื่องกระจกส่องเท้าไม้เซลฟี่ ไม่ได้ใช้งบประมาณ อุปกรณ์ที่ใช้มาจากเศษวัสดุ ที่เหลือใช้เช่น ไม้เซลฟี่เก่า กระจกจากตลับแป้งเก่า ปี 2562 นวัตกรรมอุปกรณ์นวดเท้าด้วยไม้ ใช้งบประมาณเป็นค่าวัสดุ อุปกรณ์ที่ทำจำนวน 850 บาท ปี 2563 นวัตกรรมรองเท้านวดเท้า ใช้งบประมาณเป็นค่าวัสดุ อุปกรณ์ที่ทำจำนวน 380 บาท ใช้สถานที่ วัสดุ อุปกรณ์และบุคลากรของศูนย์บริการสาธารณสุข 38 จี๊ด ทองคำ บำเพ็ญ


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 27 ระยะเวลาดำเนินงาน นวัตกรรมเรื่องการให้ความรู้ดูแลเท้าผ่านจอคอมพิวเตอร์ใช้เวลาตั้งแต่ 1 ต.ค. 2559 – 28 ก.พ. 2560 รวมระยะเวลา 5 เดือน นวัตกรรมเรื่องกระจกส่องเท้าไม้เซลฟี่ ใช้เวลาตั้งแต่ 1 ต.ค. 2560 – 31 มี.ค. 2561 รวม ระยะเวลา 6 เดือน นวัตกรรมอุปกรณ์นวดเท้าด้วยไม้ใช้เวลาตั้งแต่ 1 ต.ค. 2561 – 31 มี.ค. 2562 รวมระยะเวลา 6 เดือน นวัตกรรมรองเท้านวดเท้า ใช้เวลาตั้งแต่ 1 ต.ค. 2562 – 29 ก.พ. 2563 รวมระยะเวลา 5 เดือน ผลที่เกิดขึ้น / ที่ปรากฏจากการนำผลงานไปใช้ นวัตกรรมเรื่องการให้ความรู้ดูแลเท้าผ่านจอคอมพิวเตอร์ ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ ผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจเท้ามีจำนวน 118 ราย พบว่า เมื่อสัมภาษณ์ผู้ป่วย ด้วยคำถาม วิธีการสอนแบบให้ความรู้ดูแลเท้าผ่านจอคอมพิวเตอร์นี้ ทำให้ท่านเกิดการเรียนรู้ มีความเข้าใจ และสามารถนำไปใช้ดูแลเท้าของตนได้จริง ใช่หรือไม่ ที่ตอบคำถามว่าใช่ มีจำนวน 103 รายคิดเป็นร้อยละ 95 .37 ตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์พบว่าผู้ป่วยจำนวน 107 ราย ไม่มีการเปลี่ยนแปลงภาวะเสี่ยงเพิ่มขึ้น คิด เป็นร้อยละ 90 .67 สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงสูงพบมีจำนวน 11 ราย แบ่งเป็นผู้ที่มีภาวะเสี่ยงปานกลาง ร่วมกับเท้าผิดรูปจำนวน 9 รายและเคยตัดนิ้ว เท้า/หรือมีประวัติเป็นแผลที่เท้าจำนวน 2 ราย ในจำนวนนี้ได้รับ การส่งต่อจำนวน 10 ราย คิดเป็นร้อยละ 90.90 นวัตกรรมเรื่องกระจกส่องเท้าไม้เซลฟี่ ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ ผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจเท้ามีจำนวน 179 คน ได้รับคำแนะนำการใช้กระจก ส่องเท้าไม้เซลฟี่ คิดเป็น ร้อยละ 100 ตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์ -ผู้ป่วยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการดูแลเท้าตนเองได้จริง มีจำนวน 149คน คิดเป็นร้อยละ 83.24 - ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้าระดับปานกลางขึ้นไปถึงระดับสูง มีจำนวนลดลง มีจำนวน 90 คน คิดเป็นร้อยละ 27.60 -ผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อนวัตกรรมกระจกส่องเท้าไม้เซลฟี่ มีจำนวน 162คน คิดเป็นร้อยละ 90.50


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 28 นวัตกรรมอุปกรณ์นวดเท้าด้วยไม้ ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ - ผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจเท้าในคลินิก มีจำนวน 255 คน ได้รับคำแนะนำการใช้อุปกรณ์นวดเท้า ด้วยไม้ คิดเป็นร้อยละ 100 ตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์ -ผู้ป่วยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการดูแลเท้าตนเองได้จริง จำนวน 216คน คิดเป็นร้อยละ 84.70 - ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้าระดับปานกลางขึ้นไปถึงระดับสูง มีจำนวนลดลง เป็น 62 คน คิดเป็นร้อยละ 24.31 นวัตกรรมรองเท้านวดเท้า ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ - ผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจเท้าในคลินิก มีจำนวน 216 คน ได้รับคำแนะนำการใช้รองเท้านวดเท้า จำนวน 200 คน คิดเป็นร้อยละ 92.59 ตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์ -ผู้ป่วยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการบริหารเท้าตนเองได้จริง จำนวน 188คน คิดเป็น ร้อยละ 87.03 - ผู้ป่วยเบาหวาน มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้าระดับปานกลางขึ้นไปถึงระดับสูงลดลงหรือ เท่าเดิม มีจำนวน 31 คน คิดเป็นร้อยละ 14.35 - ผู้ป่วยเบาหวานมีความพึงพอใจต่อนวัตกรรมและบริการที่ได้รับในระดับมาก จำนวน 199 คน คิดเป็นร้อยละ 92.12 ประโยชน์/คุณค่าของนวัตกรรม ทั้งระดับบุคคล หน่วยงาน/ชุมชน และประชาชน ระดับบุคคล บุคลากรมีความรู้ มีทักษะมีความมั่นใจในการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเรื่องการดูเท้า เบาหวานได้ ระดับหน่วยงาน หน่วยงานมีการจัดบริการที่ดี สร้างความประทับใจและพึงพอใจแก่ผู้มาใช้บริการ ระดับประชาชน ผู้ป่วยเบาหวานมีความปลอดภัย ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น สามารถนำ นวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในการดูแลเท้าตนเองได้จริง และถ่ายทอดความรู้เรื่องการดูแลเท้าให้กับบุคคลอื่นได้ ระดับชุมขน ผู้ป่วยในชุมชนมีความตระหนักในการดูแลตนเองเพิ่มขึ้น สร้างแกนนำเครือข่ายเฝ้า ระวังภาวะแทรกซ้อนเรื่องเท้าเบาหวานได้เพิ่มขึ้น ข้อเสนอในการพัฒนาต่อยอด 1. นำนวัตกรรมเรื่องต่าง ๆ ไปเผยแพร่ใช้กับกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานของหน่วยงานอื่น 2. หน่วยงานควรมีการจัดส่งบุคลากรไปศึกษา อบรมเรื่องการดูแลเท้าในผู้ป่วยเบาหวานอย่าง ต่อเนื่อง


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 29 ชื่อนวัตกรรม การประยุกต์ใช้หลักการของ LEAN เพื่อพัฒนากระบวนการให้บริการศูนย์สุขภาพชุมชน นวัตกรรมด้าน กระบวนการ (Process) ผู้พัฒนานวัตกรรม นางศิริพร งามขำ กลุ่มงานการพยาบาลและการบริหารงานทั่วไป ศูนย์บริการสาธารณสุข 67 ที่มาและแรงบันดาลใจในการจัดทำผลงาน ศูนย์สุขภาพชุมชน เป็นรูปแบบการจัดการบริการด้านสาธารณสุขมูลฐานของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้อาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) ได้มีสถานที่ที่ทำการของอาสาสมัคร สาธารณสุข เป็นศูนย์รวมในการให้บริการด้านสุขภาพอนามัย การประสานงานแลกเปลี่ยนความรู้และและ ข้อมูลข่าวสารของชุมชน ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดบริการด้านสุขภาพอนามัย การปฐมพยาบาลเบื้องต้น แก้ไขปัญหาสาธารณสุข เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างชุมชนกับระบบบริการสาธารณสุข ของรัฐ โดยทำหน้าที่ให้บริการในระดับต้น และส่งต่อให้สถานบริการของรัฐ และเพื่อเพิ่มความรู้และศักยภาพ ให้กับอาสาสมัครที่ปฏิบัติการในศูนย์สุขภาพชุมชน ให้เกิดความมั่นใจและมีประสบการณ์ สามารถปฏิบัติงาน ได้อย่างผสมผสาน ครอบคลุม ครบถ้วนและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมของแต่ละชุมชน และมีประสิทธิภาพ โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐคอยให้การสนับสนุน ติดตามและเป็นที่ปรึกษา นอกจากนี้ยังมี มาตรฐานในการทำงานสำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขที่ปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์สุขภาพชุมชน เช่น กำหนดเวลาใน การทำงาน การทำทะเบียนวัสดุ-ครุภัณฑ์ การทำทะเบียนผู้มารับบริการ ทะเบียนผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง การส่งต่อ ติดตามผลการรักษาผู้ป่วย การเบิก-จ่ายยา รวมถึงการรายงานผลการ ปฏิบัติงานประจำเดือน ส่งผลให้บทบาทหน้าที่ของอาสาสมัครสาธารณสุขที่ปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์สุขภาพชุมชน มากขึ้นกว่าอาสาสมัครสาธารณสุขทั่วไป การพัฒนางานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแต่ลดกระบวนการจึงเป็นสิ่งที่ควรพัฒนาในยุค 4.0 การทำ รายงานประจำวันด้วยการใช้แบบฟอร์ม google form จะช่วยเพิ่มคุณค่าในตัวอาสาสมัครสาธารณสุข เพราะ สามารถตอบคำถามประชาชนที่มารับบริการได้อย่างทันท่วงทีและสามารถทำได้ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และ รายเดือน หากมีข้อมูลที่จำเป็นต้องส่งต่อก็สามารถส่งข้อมูลปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ตลอดเวลา ลดเวลา และความซ้ำซ้อนในการเขียนเอกสารในการส่งต่อผู้รับบริการ ลดกระดาษ ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ไม่ต้อง เก็บงานไว้ให้เพื่อนที่ต้องอยู่เวรคนสุดท้ายที่จะต้องเป็นผู้ทำรายงาน ลดข้อผิดพลาดในการรวบรวมรายงาน นอกจากนี้ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้วิถีการทำงานแบบเดิมๆหายไป เนื่องจากต้อง รับผิดชอบต่อสังคมและปฏิบัติตามกฎของส่วนรวมแต่ ทั้งนี้ประสิทธิภาพของงานต้องเท่าเดิมและปรับให้ทันต่อ สถานการณ์การระบาดของโรค ศูนย์บริการสาธารณสุข 67 ทวีวัฒนา จึงให้อาสาสมัครสาธารณสุขที่ปฏิบัติ หน้าที่ในศูนย์สุขภาพชุมชนรายงานผู้ที่มีอาการทางระบบหายใจทาง application line ทุกวัน เพื่อเฝ้าระวัง ผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ เมื่อมีการพัฒนาระบบ google form เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เป็นพี่ เลี้ยงศูนย์สุขภาพชุมชน สามารถเข้าไปดูรายงานได้ทุกวัน มีความสะดวกมากขึ้นในการรับทราบและวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงระบาดวิทยา


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 30 แนวคิดการพัฒนา (องค์ความรู้ /หลักการ/ ทฤษฎีที่ใช้ประกอบการพัฒนาผลงาน) นอกจากคุณภาพบริการตามความต้องการและความคาดหวังของผู้รับบริการแล้ว การเพิ่ม ประสิทธิภาพการทำงานในปัจจุบันเป็นสิ่งที่องค์กรทางด้านบริการสุขภาพต้องให้ความสำคัญ เพื่อที่จะสามารถ ดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายขององค์กรโดยใช้ทรัพยากรในกระบวนการให้บริการอย่าง ประหยัด คุ้มค่า และ เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการมองภาพรวมและปรับปรุงทั้งกระบวนการให้บริการให้มีประสิทธิภาพ Womack & Jones อธิบายแนวคิดของลีน (LEAN) ว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการบริหารจัดการ กระบวนการทำงานเพื่อลดความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นในทุกกระบวนการ มีหลักการสำคัญ 5 ประการคือ 1) การ ระบุส่วนที่มีคุณค่าของกระบวนการ (Value) 2) การกำหนดสายธารแห่งคุณค่าทุกขั้นตอน (Value stream) 3) การสร้าง ทิศทางให้กิจกรรมดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง (Flow) 4) การใช้ระบบการดึงคุณค่า (Pull system) และ 5) การสร้างความสมบูรณ์แบบ (Pursue perfection) ซึ่งการนำกระบวนการของลีนมาใช้ในการปรับระบบ บริการสาธารณสุขก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในการลดภาระการทำงานของเจ้าหน้าที่ ลดระยะเวลาการรอคอย ลด ค่าใช้จ่าย เพิ่มความพึงพอใจของผู้ใช้บริการรวมทั้งผู้ให้บริการ ไม่เกิดความเครียดในการทำงานเนื่องจากการมี ส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงระบบบริการ โดยประยุกต์การวิเคราะห์ทั้งในส่วนที่เป็นคุณค่าและในความสูญ เปล่า 7 ประการ คือ จากการรอคอย การเคลื่อนย้ายงานที่ไม่จำเป็น การทำงานซ้ำซ้อน การแก้ไขข้อผิดพลาด การเก็บงานไว้ทำ การเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น และการทำงานที่มากเกินไป เพื่อนำไปสู่การจัดการความสูญเปล่า ให้มีประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด/กลุ่มเป้าหมาย/วัตถุประสงค์ อาสาสมัครสาธารณสุขที่ปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์สุขภาพชุมชน วิธีดำเนินการ/ขั้นตอนการพัฒนา


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 31 ช่วงการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ผลการรายงาน การมีส่วนร่วม/บทบาทของทีม เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เป็นพี่เลี้ยงและอาสาสมัครสาธารณสุขที่ปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์สุขภาพชุมชน งบประมาณ/แหล่งงบประมาณดาเนินการ ไม่ใช้ ระยะเวลาดำเนินงาน 1.คิดและจัดทำ google form ตามข้อคำถามของมาตรฐานกองสร้างเสริมสุขภาพ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ระยะเวลา 1 วัน 2. ประชุมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เป็นพี่เลี้ยงศูนย์สุขภาพชุมชน เพื่อชี้แจ้งและแนะนำขั้นตอน วิธีการใช้ ระยะเวลา 1 วัน


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 32 ระยะเวลาดำเนินงาน (ต่อ) 3. ประชุมอาสาสมัครสาธารณสุขที่ปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์สุขภาพชุมชน เพื่อชี้แจ้งและแนะนำ ขั้นตอนวิธีการใช้ ระยะเวลา 1 วัน 4. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เป็นพี่เลี้ยงศูนย์สุขภาพชุมชนให้คำปรึกษาแนะนำในการใช้งาน 1 เดือน ผลที่เกิดขึ้น / ที่ปรากฏจากการนำผลงานไปใช้


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 33


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 34 ประโยชน์ / คุณค่าของนวัตกรรม ทั้งระดับบุคคล หน่วยงาน/ชุมชน และประชาชน ระดับบุคคล -ลดภาระงาน ลดกระดาษ ลดเวลา ของอาสาสมัครสาธารณสุขที่ปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์สุขภาพชุมชน - อาสาสมัครสาธารณสุขที่ปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์สุขภาพชุมชนแจ้งผลสุขภาพของผู้มารับบริการ ได้ทันที ทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจและศรัทธา และขอคำปรึกษาพี่เลี้ยงได้ทันเวลา ระดับหน่วยงาน - ลดการใช้กระดาษของสำนักอนามัย - เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เป็นพี่เลี้ยงศูนย์สุขภาพชุมชนทราบยอดผู้ป่วยที่มารับบริการเป็นรายวันได้ - เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เป็นพี่เลี้ยงศูนย์สุขภาพชุมชนให้คำปรึกษาได้ทันที - เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เป็นพี่เลี้ยงศูนย์สุขภาพชุมชนรวบรวมรายงานได้อย่างถูกต้อง ระดับประชาชน - ประชาชนผู้มารับบริการทราบผลสุขภาพในทันที และได้รับการส่งต่อได้ทันเวลา - ลดเวลารอคอยของผู้มารับบริการ มีความพึงพอใจในการให้บริการของ อสส ข้อเสนอในการพัฒนาต่อยอด การคำนวณ BMI ได้ในโปรแกรม และระบบ ALARM BP


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 35 ผลงานนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 ประเภทสิ่งประดิษฐ์ (Product)


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 36 ชื่อนวัตกรรม การประยุกต์สร้างเครื่องบรรจุยาแชมพู นวัตกรรมด้าน สิ่งประดิษฐ์(Product) ผู้พัฒนานวัตกรรม 1. นางสาวปฐมา ดอนจันทร์ทอง 2. นายสุชาครีย์ สุขสวาสดิ์ 3. นายปทาน สมัครกสิจ กองเภสัชกรรม โทรศัพท์ 02-5808782 ต่อ 252, 244 โทรสาร 02-5806842 E-mail [email protected] . ที่มาและแรงบันดาลใจในการจัดทำผลงาน กองเภสัชกรรม โดยกลุ่มงานผลิตยา มีหน้าที่ผลิตยาน้ำรับประทาน ยาน้ำใช้ภายนอก ยาแชมพู ยาครีมและยาขี้ผึ้ง โดยส่วนใหญ่เป็นยาที่ไม่มีจำหน่ายในท้องตลาดแต่ผู้ป่วยที่มารับบริการในศูนย์บริการ สาธารณสุขมีความจำเป็นต้องใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการหรือรักษาโรค ในกระบวนการผลิตยาทุกขั้นตอน มีความสำคัญเพื่อให้ได้ยาที่มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานตามเภสัชตำรับ หนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญ คือ การบรรจุยา ในอดีตยาน้ำใช้ภายนอกและยาแชมพูบางรายการ กลุ่มงานผลิตยา จะผลิตในปริมาณ 30,000- 60,000 มิลลิลิตร (มล.)/ครั้ง และจะบรรจุยาลงในขวดแก้วสีชาขนาด 450 มล. โดยเภสัชกรในศูนย์บริการ สาธารณสุขจะทำการแบ่งบรรจุยาลงในขวดพลาสติกขนาด 50 มล. หรือ 60 มล. เพื่อจ่ายให้แก่ผู้ป่วย แต่ในปัจจุบันเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตยาที่ดี (GMP) กลุ่มงานผลิตยา จะบรรจุยาลงในขวดพลาสติก ขนาด 60 มล. เพื่อให้ศูนย์บริการสาธารณสุข สามารถนำไปจ่ายแก่ผู้ป่วยได้ทันที การบรรจุยา สามารถดำเนินการได้ 2 วิธี คือ วิธีที่ใช้เครื่องจักรและวิธีที่ใช้เจ้าหน้าที่บรรจุยาด้วย มือ สำหรับเครื่องจักรบรรจุยาที่กลุ่มงานผลิตยามี จะสามารถบรรจุยาได้ในปริมาณการบรรจุขั้นต่ำ 100,000 มล.ขี้นไป ดังนั้นในกรณีการบรรจุยาแชมพู จึงเลือกใช้วิธีบรรจุยาด้วยมือ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยาแชมพูนั้นมี ลักษณะเป็นของเหลว มีความหนืดและมีกลิ่นเฉพาะตัว อีกทั้งการบรรจุยาลงขวดพลาสติกขนาด 60 มล. ที่ปากขวดพลาสติกแคบนั้น จะบรรจุได้ยากกว่าการบรรจุลงขวดแก้วสีชาปริมาณ 450 มล.จึงทำให้ยาแชมพูหก ในระหว่างการบรรจุ มียาแชมพูติดค้างในกระบอกตวง ทำให้ต้องเพิ่มปริมาณการบรรจุในระหว่างการตวง เพื่อให้ได้ปริมาตรที่ต้องการ นอกจากนี้การบรรจุยาด้วยเจ้าหน้าที่บรรจุมือ จะใช้ระยะเวลาเฉลี่ยในการบรรจุ ประมาณ 3.5 ชั่วโมง (ชม.)/การผลิต 1 ครั้ง จากปัญหาที่กล่าวข้างต้น การบรรจุยาด้วยวิธีการใช้เครื่องจักร จึงเป็นวิธีที่น่าสนใจ แต่อย่างไรก็ตามการจัดซื้อเครื่องจักรสำหรับบรรจุยาในปริมาณการบรรจุที่น้อยกว่า 100,000 มล. ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid 19) อาจต้องใช้ งบประมาณหลายหมื่นถึงแสนบาท ซึ่งต้องพิจารณาความเหมาะสมและความคุ้มค่าของการจัดซื้อ


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 37 ด้วยเหตุนี้การประยุกต์สร้างเครื่องบรรจุแชมพู จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญที่ทำให้ทีมผู้พัฒนามี แนวคิดที่จะทำให้การบรรจุยาแชมพูนี้ สามารถบรรจุยาแชมพูได้ในปริมาณการบรรจุที่ต้องการและลดการ สูญเสียยาในระหว่างการบรรจุ นอกจากนี้จะต้องลดระยะเวลาในการบรรจุได้ แนวคิดการพัฒนา โดยทั่วไปเครื่องบรรจุยาแชมพูหรือเครื่องบรรจุของเหลวนั้น มีหลักการคือ 1. ใช้ระบบความดันสมดุล (balance-pressure filler) ซึ่งแบ่งได้เป็น 1.1 gravity filler เป็นระบบที่อาศัยแรงโน้มถ่วงในการขับเคลื่อนให้ของเหลวไหลจากถังเก็บลงสู่ ภาชนะบรรจุหรือบรรจุภัณฑ์ 1.2 gravity-vacuum filler เป็นระบบที่ใช้สุญญากาศต่ำที่อยู่ในถังเก็บของเหลวซึ่งปิดสนิทเมื่อ ภาชนะบรรจุสัมผัสกับหัวจ่าย วาล์วจะเปิดออกและความดันในภาชนะบรรจุจะช่วยผลักของเหลวสู่บรรจุภัณฑ์ 2. ใช้ระบบความดันไม่สมดุล (unbalance-pressure filler) เป็นระบบที่ความดันเหนือของเหลว ที่จะบรรจุและความดันในท่อระบายอากาศจากภาชนะบรรจุมีความแตกต่างกัน จึงทำให้สามารถบรรจุ ของเหลวลงภาชนะบรรจุหรือบรรจุภัณฑ์ได้ ด้วยหลักการข้างต้นที่กล่าวมานั้น คณะทีมผู้พัฒนานวัตกรรม จึงใช้หลักการของ gravity filler ในการประยุกต์สร้างเครื่องบรรจุยาแชมพู เนื่องจากเป็นระบบที่ง่าย ไม่ต้องใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ซับซ้อน อาศัยใช้แรงโน้มถ่วงในการขับเคลื่อนให้ของเหลวไหลจากถังเก็บสู่ภาชนะบรรจุหรือบรรจุภัณฑ์ความแตกต่าง ของความดันจะเกิดจากระดับของถังเก็บและภาชนะบรรจุ ตำแหน่งการวางถังเก็บยาแชมพูจะอยู่ในตำแหน่งที่ สูงกว่าภาชนะบรรจุหรือบรรจุภัณฑ์นอกจากนี้การสร้างเครื่องบรรจุยาแชมพู จะสร้างจากวัสดุที่เข้ากันได้และ ไม่ทำปฏิกิริยากับยาแชมพูหรือจะสร้างจากอุปกรณ์ที่มีอยู่ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่คุ้มค่าที่สุด วิธีดำเนินการ/ขั้นตอนการพัฒนา 1. ศึกษาลักษณะเครื่องจักรบรรจุที่มีอยู่ และทดลองออกแบบเครื่องบรรจุด้วยการใช้แกลลอนน้ำดื่ม 2. ทดลองใช้แกลลอนน้ำดื่มในการเป็นเครื่องบรรจุยาแชมพู 2.1 นำแกลลอนน้ำดื่มขนาด 5 ลิตร มาตัดบริเวณก้นแกลลอน เพื่อใช้เป็นถังเก็บยาแชมพู ใน ขณะเดียวกันก็จะสามารถเติมแชมพูยาเพิ่มเติมได้ กรณีที่ต้องการบรรจุเพิ่ม 2.2 บริเวณฝาเปิดแกลลอนน้ำดื่ม จะถูกต่อด้วยพลาสติก PVC ข้องอ และถูกต่อด้วยก๊อกน้ำ แบบคันโยก 3. ทดลองนำเครื่องบรรจุยาแชมพูที่สร้างจากแกลลอนน้ำดื่ม มาลองบรรจุยาแชมพู พร้อมจับ เวลา


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 38 4. ประดิษฐ์เครื่องบรรจุยาแชมพู ด้วยการเปลี่ยนจากแกลลอนน้ำดื่มขนาด 5 ลิตร เป็นถังแส ตนเลส ขนาด 50 ลิตร เพื่อให้เพียงพอต่อการผลิตยาแชมพูใน 1 ครั้งการผลิต 4.1 ตรวจสอบถังสแตนเลสที่ไม่ได้ใช้งาน ชำรุด และเป็นครุภัณฑ์ที่หมดสภาพ 4.2 นำถังสแตนเลสที่ไม่ได้ใช้งานนั้น มาซ่อมรอยรั่ว โดยการเชื่อมบริเวณที่รั่ว 4.3 เปลี่ยนข้องอให้เป็นข้อเกลียวและเป็นวัสดุที่ทำจากสแตนเลส 316L ซึ่งเป็นสแตนเลสที่ สามารถใช้กับยาได้ และทนการกัดกร่อนได้ดี 4.4 เปลี่ยนก๊อกน้ำแบบคันโยกให้เป็นวัสดุที่ทำจากสแตนเลส 316L 5. ทดลองบรรจุยาแชมพูด้วยถังสแตนเลส ขนาด 50 ลิตร โดยบรรจุยาแชมพูปริมาณ 40 ลิตร 6. จับเวลาการบรรจุและคำนวณร้อยละการสูญเสียระหว่างบรรจุ 7. สรุปผลการดำเนินการ รูปประดิษฐ์แกลลอนน้ำดื่มให้เป็นเครื่องบรรจุยาแชมพู สำรวจถังสแตนเลสที่ชำรุด ครุภัณฑ์เสื่อมสภาพ เชื่อมรอยรั่วบริเวณข้อต่อถังและเชื่อมท่อเกลียวเพื่อเป็นตัวสวมก๊อกสแตนเลส เครื่องบรรจุยาแชมพูที่ทำจากถังสแตนเลส วัสดุ 316 L


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 39 การมีส่วนร่วม/บทบาทของทีม - นางสาวปฐมา ดอนจันทร์ทอง ทำหน้าที่จัดหาถังสแตนเลส ข้อเกลียวสแตนเลส และก๊อกสแตนเลส โดยใช้วัสดุสแตนเลสชนิด 316L วางแผนและออกแบบการทดลอง ตลอดจนการนำเสนอเครื่องบรรจุยาแชมพู - นายสุชาครีย์ สุขสวาสดิ์ และ นายปทาน สมัครกสิกิจ ทำหน้าที่ในการประดิษฐ์สร้างเครื่องบรรจุยาแชมพู ตั้งแต่ประดิษฐ์จากถังนำดื่มตลอดจนการ เชื่อมถังสแตนเลสให้กลับมาใช้ได้อีกครั้ง และเชื่อมด้วยข้อเกลียว ก๊อกสแตนเลส เพื่อให้สามารถใช้งานบรรจุได้จริง งบประมาณ/แหล่งงบประมาณดำเนินการ - ระยะเวลาดำเนินการ ดำเนินการตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2564- ปัจจุบัน ผลที่เกิดขึ้น/ที่ปรากฏจากการนำผลงานไปใช้ 1. เครื่องบรรจุยาแชมพูที่ถูกประดิษฐ์จากถังสแตนเลสนี้ สามารถลดการสูญเสีย (เฉลี่ย) ระหว่าง การบรรจุได้ร้อยละ 60.00 (รายละเอียดดังตารางที่ 1) 2. เครื่องบรรจุยาแชมพูที่ถูกประดิษฐ์จากถังสแตนเลสนี้ สามารถลดระยะเวลาการบรรจุได้ร้อย ละ 35.70 (รายละเอียดดังตารางที่ 1) ตารางที่ 1 เปรียบเทียบรายการทดลองต่างๆระหว่างวิธีการบรรจุด้วยมือและด้วยเครื่องบรรจุที่ประดิษฐ์ ประโยชน์/คุณค่าของนวัตกรรม ทั้งระดับบุคคล หน่วยงาน/ชุมชน และประชาชน ระดับหน่วยงาน การสร้างประยุกต์เครื่องบรรจุยาแชมพู ทำให้เกิดประโยชน์ ดังนี้ - เป็นการใช้ทรัพย์สินของราชการให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการนำครุภัณฑ์ที่เสื่อมสภาพให้ กลับมาใช้ใหม่ได้อีกครั้ง -ลดการสูญเสียยาแชมพูในระหว่างการบรรจุ ทำให้ได้ปริมาณการบรรจุใกล้เคียงตามทฤษฎีมากที่สุด - ลดการใช้เจ้าหน้าที่ในขั้นตอนการบรรจุ ทำให้มีเจ้าหน้าที่สามารถไปทำงานในขั้นตอนอื่นได้ - มีระยะเวลามากขึ้น ที่จะเตรียมงานสำหรับผลิตยารายการอื่นได้ รายการทดลอง วิธีการบรรจุ ร้อยละที่ลดลง ด้วยมือ ด้วยเครื่องบรรจุที่ประดิษฐ์ การสูญเสีย(เฉลี่ย)ระหว่างการบรรจุ (ร้อยละ) 5.50 2.20 60.00 ระยะเวลาเฉลี่ยในการบรรจุ(ชม.) 3.50 2.25 35.70


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 40 ระดับหน่วยงาน (ต่อ) - การไหลของงานในขั้นตอนการบรรจุ เช่น การปิดฝาขวด การสวมพลาสติก seal ฝาขวด การ เป่าลมร้อนบริเวณฝาขวด seal ตลอดจนการติดฉลากบรรจุ เป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว - งานเภสัชกรรมในศูนย์บริการสาธารณสุขทั้งหมด 69 แห่ง มีความสะดวกในการเบิกจ่ายยา แชมพู ตลอดจนไม่ต้องแบ่งบรรจุยาในศูนย์บริการสาธารณสุขต่อไป - เจ้าหน้าที่มีความภูมิใจในการสร้างสิ่งประดิษฐ์สำหรับเครื่องบรรจุยาแชมพูและมีความสะดวก ในการทำงาน ระดับประชาชน ประชาชนหรือผู้ป่วยที่มารับบริการที่ศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย จะได้รับยาที่มี ประสิทธิภาพตามมาตรฐานเภสัชตำรับ และมีแนวโน้มที่จะให้ความร่วมมือในการรักษาสูงขึ้น เนื่องจาก ภาพลักษณ์และความเป็นเอกลักษณ์ของยาจะมีความน่าใช้ ดูสวยงาม ข้อเสนอในการพัฒนาต่อยอด ในอนาคต จะทดลองนำเครื่องปั๊มมาช่วยควบคุมการบรรจุให้สามารถกำหนดอัตราเร็วได้ แต่อย่างไรก็ตามอยู่ในระหว่างการศึกษา หาข้อมูลการทำงานของเครื่องจักรบรรจุต่อไป


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 41 ชื่อนวัตกรรม แผ่นปิดวัดสายตา Disposible นวัตกรรมด้าน สิ่งประดิษฐ์(Product) ผู้พัฒนานวัตกรรม 1. นางสาวเรวดีเยาวะ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ 2. นางอรวรรณ ลิขิตพรสวรรค์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ 3. นางสาวสุวนันท์ แก้วศรีบุตร พนักงานช่วยงานด้านสาธารณสุข ศูนย์บริการสาธารณสุข 16 ลุมพินีโทรศัพท์ 02 2527776 ต่อ 205 โทรสาร 022520775 E-mail: [email protected] ที่มา และแรงบันดาลใจในการจัดทำผลงาน งานอนามัยโรงเรียน ศูนย์บริการสาธารณสุข 16 ลุมพินี มีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลสุขภาพ อนามัยของนักเรียนในโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ มีการให้บริการเชิงรุกโดยการตรวจวัดสายตาเพื่อค้นหา ความผิดปกติทางสายตา แต่จากสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID19 การใช้ไม้ปิดวัดสายตา ร่วมกันถือเป็นจุดเสี่ยงต่อการติดเชื้อเนื่องจากเป็นจุดสัมผัสร่วม จำเป็นต้องทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์ ทุกครั้งหลังการใช้งาน และต้องใช้ระยะเวลาในการรอให้แอลกอฮอล์ระเหยให้หมดเพื่อประสิทธิภาพที่ดีต่อการ ทำลายเชื้อโรค ทำให้เกิดความล่าช้าในการตรวจ และไอระเหยของแอลกอฮอล์อาจก่อให้เกิดความระคายเคือง ต่อดวงตาได้หากนำไปใช้ในขณะที่แอลกอฮอล์ยังระเหยไม่หมด จากปัญหาดังกล่าว งานอนามัยโรงเรียน ศูนย์บริการสาธารณสุข 16 ลุมพินี จึงพัฒนานวัตกรรม “แผ่นปิดวัดสายตา disposable” โดยนำมาใช้ในการตรวจวัดสายตาแทนไม้ปิดวัดสายตาแบบเดิม เพื่อการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโดยการลดจุดสัมผัสร่วมกัน เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการตรวจ และ ป้องกันอาการระคายเคืองจากแอลกอฮอล์ระเหยเข้าตา แนวคิดการพัฒนา 1. ทฤษฎีที่ใช้ประกอบการพัฒนาผลงาน 1.1 หลักการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก ในกรณีโรคติด เชื้อไวรัส COVID 19 สามารถติดต่อได้โดยการการหายใจรับเอาฝอยละอองน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ จากการไอ หรือจาม การสัมผัสสารคัดหลั่งดังกล่าวเข้าทางเยื่อบุตา จมูก และปาก ดังนั้น การป้องกันการสัมผัสและฝอย ละอองขนาดใหญ่ (contact and droplet precaution) จึงจำเป็นอย่างยิ่งในการให้บริการวัดสายตาแก่เด็ก นักเรียนทุกคน ได้แก่ การล้างทำความสะอาดมือ การสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าเพื่อป้องกัน การเว้น ระยะห่างของผู้รับบริการต่อคนอย่างน้อย 1 เมตร การทำความสะอาดเครื่องมืออุปกรณ์อย่างปลอดเชื้อ และ การพิจารณาใช้วัสดุอุปกรณ์แบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง เพื่อลดจุดที่ต้องสัมผัสอุปกรณ์ร่วมกัน


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 42 โดยการวางแผนงาน (P: PLAN) ปฏิบัติงานตามแผน (D: DO) ตรวจสอบการ ทำงานที่ปฏิบัติ (C: CHECK) แก้ไขข้อบกพร่อง พัฒนางานให้ดีขึ้น (A: ACTION) แล้วนำมาวางแผนใหม่ ปฏิบัติ ตรวจสอบ และแก้ไขพัฒนาต่อ เป็นอย่างนี้ ต่อเนื่องกันไป เพื่อให้งานนั้นดีขึ้น บรรลุตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ 1.2 หลักการวงจร PDCA หรือวงจรของเดมมิ่ง (Deming Cycle) ตัวชี้วัด 1. ร้อยละ 90 ของนักเรียนได้รับการตรวจวัดสายตาครบถ้วนตามเวลาที่กำหนด 2. ร้อยละ 90 ของนักเรียนได้รับการตรวจวัดสายตาตามมาตรฐานป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ COVID 19 3. ร้อยละ 90 ของนักเรียนที่ได้รับการตรวจวัดสายตาไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการตรวจ 4. ร้อยละ 80 ของนักเรียนพึงพอใจต่อนวัตกรรมอยู่ในระดับมาก - มากที่สุด กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนที่เข้ารับบริการตรวจวัดสายตาที่อยู่ในโรงเรียนเขตพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์บริการ สาธารณสุข 16 ลุมพินี จำนวน 1,500 คน วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้นักเรียนได้รับการตรวจวัดสายตาอย่างปลอดภัยจากความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส COVID 19 2. เพื่อให้การตรวจวัดสายตาในโรงเรียนมีความสะดวก รวดเร็ว มากขึ้น และลดภาวะแทรกซ้อน ในการตรวจ วิธีการดำเนินงาน/ขั้นตอนการพัฒนา 1. ขั้นวางแผนงาน/เตรียมการ 1.1 ประชุมวางแผนคิดค้นนวัตกรรมเพื่อปรับเปลี่ยนการให้บริการตรวจวัดสายตา ตาม แนวทางป้องกันการแพร่กระจายเชื้อของไวรัส COVID 19 1.2 ออกแบบนวัตกรรม และจัดเตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ในการประดิษฐ์ 1.3 จัดทำนวัตกรรม “แผ่นปิดวัดสายตา disposable” 1.4 นำนวัตกรรมไปทดลองใช้ แก้ไขปรับเปลี่ยนขนาดให้เหมาะกับการใช้งานจริง 2. ขั้นตอนการดำเนินงาน 2.1 ประสานงานกับโรงเรียนเพื่อนัดหมายวันที่ให้บริการตรวจวัดสายตา 2.2 นำนวัตกรรมที่ปรับพร้อมใช้งานมาใช้ในการตรวจวัดสายตากับกลุ่มเป้าหมายจริง 2.3 ประเมินความพึงพอใจของผู้รับบริการในการใช้นวัตกรรม 2.4 สรุปผลการดำเนินงาน


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 43 วัสดุและอุปกรณ์ในการประดิษฐ์นวัตกรรม 1. กระดาษขาวA4 2. กรรไกร 3. ซองสำหรับใส่ของนึ่งฆ่าเชื้อ 4. ทรานสปอร์/ไมโครปอร์ วิธีทำ/ ขั้นตอนการทำนวัตกรรม ออกแบบนวัตกรรม ตัดกระดาษตามแบบ ติดเทป นำไปทดลองใช้ แก้ไขปรับปรุงขนาดให้เหมาะสม นึ่งฆ่าเชื้อ เตรียมอุปกรณ์ตรวจ นำนวัตกรรมไปใช้งานจริง


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 44 การมีส่วนร่วมของทีมงาน/บทบาทของทีม 1. มีการประชุมทีม เพื่อคิดค้นนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์นำมาใช้ โดยยึดหลักการป้องกันการ แพร่กระจายเชื้อ และปลอดเชื้อตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก 2. สร้างนวัตกรรมจากวัสดุที่หาได้ง่าย มีความเหมาะสมต่อการใช้งาน และราคาต้นทุนไม่แพง 3. นำนวัตกรรมมาทดลองใช้ ร่วมกันแก้ไขปรับปรุงผลงานให้เหมาะสมกับการใช้งานตามหลัก PDCA 4. ร่วมกันสรุปผลความพึงพอใจของผู้รับบริการ เพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดนวัตกรรม งบประมาณ/แหล่งงบประมาณดำเนินการ ขอรับการสนับสนุนจากศูนย์บริการสาธารณสุข 16 ลุมพินี เป็นกระดาษ A4 จำนวน 150 แผ่น ระยะเวลาดำเนินการ 1 มิถุนายน 2563 – 31 มีนาคม 2564 ผลที่เกิดจากการนำผลงานไปใช้ 1. นักเรียนได้รับการตรวจวัดสายตาอย่างปลอดภัยต่อการติดเชื้อไวรัส COVID 19 จากการลดจุด สัมผัสร่วมกันของอุปกรณ์ที่ใช้วัดสายตา 2. การตรวจวัดสายตาในโรงเรียนมีความสะดวก รวดเร็ว มากขึ้น ลดระยะเวลาในการทำความ สะอาดแผ่นปิดตา และรอแอลกอฮอล์ระเหยในแต่ละครั้งก่อนนำไปใช้ 3. ลดภาวะแทรกซ้อนจากแอลกอฮอล์ระเหยเข้าตา 4. นักเรียนมีความพึงพอใจในการให้บริการตรวจวัดสายตาเพิ่มมากขึ้น ในเรื่องความรู้สึก ปลอดภัย ความสะดวก รวดเร็ว ในการตรวจ 5. ทีมผู้พัฒนานวัตกรรมได้เรียนรู้ทักษะกระบวนการคิดและทำงานเป็นทีมอย่างเป็นระบบ 6. ประหยัดงบประมาณ สร้างนวัตกรรรมจากวัสดุที่หาได้ง่าย ต้นทุนไม่แพง และสามารถนำ นวัตกรรมไปพัฒนาต่อยอดได้ ประโยชน์ของนวัตกรรม ทั้งระดับบุคคล หน่วยงาน และประชาชน 1. นักเรียนได้รับการตรวจวัดสายตาอย่างปลอดภัยจากความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส COVID 19 2. การตรวจวัดสายตาในโรงเรียนมีความสะดวก รวดเร็ว มากขึ้น ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนจาการตรวจ 3. ลดต้นทุนในการใช้สำลีและแอลกอฮอล์ในการทำความสะอาดแผ่นไม้ปิดวัดสายตา 4. ลดต้นทุนในการทำลายขยะติดเชื้อ เนื่องจากแผ่นกระดาษทำลายง่ายกว่าก้อนสำลี ข้อเสนอในการพัฒนาต่อยอด 1. เพิ่มความหนาและแข็งแรงของกระดาษที่นำมาใช้ทำแผ่นปิดวัดสายตา 2. พัฒนารูปแบบนวัตกรรมให้สามารถใช้งานได้มากขึ้น เช่น ใช้แผ่นกระดาษเจาะรูให้มีขนาดเท่า แผ่น pin hole เพื่อใช้เป็น pin hole disposable ในกรณีที่นักเรียนมีปัญหาเรื่องการมองเห็นและต้องการวัด สายตาโดยการมองผ่าน pin hole


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 45 ชื่อนวัตกรรม โปรแกรมลงทะเบียนและตรวจสอบสิทธิ์ผู้มารับบริการด้วยบัตรประชาชน นวัตกรรมด้าน สิ่งประดิษฐ์(Product) ผู้พัฒนานวัตกรรม ศูนย์บริการสาธารณสุข 29 ช่วง นุชเนตร โทรศัพท์ 02-4766493 โทรสาร 02-4766628 E-mail: [email protected] ที่มาและแรงบันดาลใจในการจัดทำผลงาน ปลายปีงบประมาณ 2562 พนักงานวางแผนครอบครัวเกษียณอายุราชการและไม่ได้รับการคืน ตำแหน่ง ทำให้บุคลากรที่ช่วยปฏิบัติงานห้องเวชระเบียนมีจำนวนลดลง ประกอบกับในห้องเวชระเบียนพบ ปัญหาการให้บริการหลายด้าน ได้แก่ 1. ผู้รับบริการไม่นำบัตรประชาชนมาทำให้ไม่สามารถตรวจสอบยีนยันบุคคลจากรูปถ่ายได้ 2. ผู้รับบริการไม่นำบัตรประจำตัวผู้ป่วยมา ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องคีย์เลขบัตรประชาชนในระบบ เพื่อหาเลขที่เวชระเบียน สำหรับการค้นหาเวชระเบียนจากตู้ ทำให้เพิ่มขั้นตอนและเวลาในการค้นหาบัตร และ หากเจ้าหน้าที่คีย์เลขบัตรประชาชนผิด อาจทำให้ค้นเวชระเบียนผิดคนได้ 3. เจ้าหน้าที่ค้นเวชระเบียนไม่พบเนื่องจากไม่ทราบวันเวลาครั้งสุดท้ายที่ผู้ป่วยมารับบริการ 4. เจ้าหน้าที่ไม่ได้ตรวจสอบสิทธิ์ใหม่ทุกครั้ง ทำให้สิทธิ์ของผู้ป่วยผิดพลาดโดยเฉพาะกรณีสิทธิ์เบิกจ่ายตรง แนวคิดการพัฒนา เนื่องจากข้อจำกัดด้านอัตรากำลังและงบประมาณในการจัดจ้างบุคคลภายนอก ประกอบกับ ศูนย์บริการสาธารณสุข 29 ช่วง นุชเนตร มีผู้มารับบริการเป็นจำนวนมาก ทำให้ระยะเวลาในการให้บริการ ล่าช้าและเกิดข้อผิดพลาดในการให้บริการ จึงมีแนวคิดในการนำโปรแกรมเข้ามาช่วยในการให้บริการ เพื่อลด ระยะเวลาการรอคอยและข้อผิดพลาด วัตถุประสงค์/เป้าหมาย ลดขั้นตอน ลดระยะเวลา ลดข้อผิดพลาดในการให้บริการ ด้วยจำนวนบุคลากรที่ลดลง วิธีดำเนินการ/ขั้นตอนการพัฒนา 1. ศึกษารวบรวมกระบวนการและขั้นตอนการให้บริการห้องเวชระเบียน รวมถึงปัญหาในจุดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบเวชระเบียน 2. จัดเก็บข้อมูลพื้นฐานเพื่อใช้เปรียบเทียบก่อน-หลัง ดำเนินการ 3. จัดทำโปรแกรม 4. ทดสอบระบบการใช้งานของโปรแกรม 5. สอบถามปัญหาการใช้งานจากเจ้าหน้าที่และปรับแก้ให้เหมาะสมกับหน้างาน 6. ใช้งานจริงเต็มรูปแบบ 7. ติดตามและประเมินผลการใช้งาน


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 46 การมีส่วนร่วม/บทบาทของทีม 1. เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายรวบรวมขั้นตอนและปัญหาของระบบห้องเวชระเบียนทีผ่านมา รวมถึง ปัญหาที่เกิดขึ้นในจุดอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องกับระบบเวชระเบียน เช่น งานชันสูตร งานการเงิน 2. เจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถด้านระบบสารสนเทศและพนักงานช่วยงานด้านสารสนเทศ เป็นผู้มี บทบาทสำคัญในการสร้างและพัฒนาโปรแกรม ติดตามแก้ไชปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปรับปรุงระบบ งบประมาณ/แหล่งงบประมาณดำเนินการ 1. เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ศูนย์บริการสาธารณสุข 29 ช่วง นุชเนตร ในการ จัดซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คอมพิวเตอร์ เครื่องอ่านบัตรประชาชน เครื่องพิมพ์ความร้อน 2. โปรแกรมได้รับการพัฒนาโดยบุคลากรของศูนย์บริการสาธารณสุข 29 ช่วง นุชเนตร (ไม่มี ค่าใช้จ่าย) ระยะเวลาดำเนินงาน ลำดับ ขั้นตอน ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. 1 ศึกษารวบรวม กระบวนการและขั้นตอน การให้บริการห้องเวช ระเบียน รวมถึงปัญหาใน จุดอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับ ระบบเวชระเบียน 2 จัดเก็บข้อมูลพื้นฐานเพื่อ ใช้เปรียบเทียบก่อน-หลัง ดำเนินการ 3 จัดทำโปรแกรม 4 ทดสอบระบบการใช้งาน ของโปรแกรม 5 ใช้งานจริงเต็มรูปแบบ ติดตามและประเมินผล การใช้งาน 6 สอบถามปัญหาการใช้ งานจากเจ้าหน้าที่และ ปรับแก้ให้เหมาะสมกับ หน้างาน


โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 47 ผลที่เกิดขึ้น / ที่ปรากฏจากการนำผลงานไปใช้ 1. ลดอุบัติการณ์ผู้รับบริการไม่นำบัตรประชาชนมายื่น 2. ลดขั้นตอนในการให้บริการของห้องเวชระเบียน 3. ลดระยะเวลาในการเริ่มงานของจุดให้บริการต่างๆ ทั้งจุดเตรียมตรวจ ห้องตรวจ ห้องจ่ายยา 4. ลดอุบัติการณ์ผู้ป่วยค้างชำระเงินค่าตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว 5. ลดโอกาสที่บัตรประชาชนผู้รับบริการสูญหาย 6. ผู้ป่วยมีบัตรคิวถือ และทราบสิทธิ์ของตนเอง ประโยชน์/คุณค่าของนวัตกรรมทั้งระดับบุคคลหน่วยงาน/ชุมชนและประชาชน โปรแกรมลงทะเบียนและตรวจสอบสิทธิ์ เป็นจุดเริ่มต้นของการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลด ระยะเวลาในการให้บริการ ลดข้อผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ (human error) ลดจำนวนบุคลากรและ งบประมาณที่ต้องใช้ในการดำเนินการ ข้อเสนอในการพัฒนาต่อยอด โปรแกรมสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเลข 13 หลักจากบัตรประชาชนไปยังฐานข้อมูลอื่นๆ ในระบบ HCIS ได้ หากพัฒนาโปรแกรมไปยังข้อมูลส่วนอื่นๆ เช่น ประวัติการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกครั้งสุดท้ายใน สตรี ประวัติการรับวัคซีนในเด็ก เมือผู้ป่วยมารับบริการ โปรแกรมสามารถแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ สามารถให้คำแนะนำแก่ผู้มารับบริการ เพื่อรับการตรวจภายในหรือรับวัคซีนที่เลยกำหนดนัดได้ โดยไม่ต้อง สืบค้นข้อมูลในระบบ


Click to View FlipBook Version