โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 48 ชื่อนวัตกรรม กุญแจล็อคตู้เย็นวัคซีนปิดสนิท ศบส. 34 โพธิ์ศรี นวัตกรรมด้าน สิ่งประดิษฐ์(Product) ผู้พัฒนานวัตกรรม นายไพศาล ศักดิ์ศรีสกุลชัย ศูนย์บริการสารธารณสุข 34 โพธิ์ศรี สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 02-331-9438 โทรสาร 02-331-9438 E-mail: [email protected] ที่มาและแรงบันดาลใจในการจัดทำผลงาน เนื่องจากเกิดปัญหาประตูตู้เย็นวัคซีนปิดไม่สนิท เปิดออกไม่มีใครเห็น อาจเกิดจากการเปิดตู้เย็น แล้วหยิบวัคซีนออกไปไม่ได้บอกกล่าวและอาจลืมปิดตู้เย็นให้สนิททำให้อุณหภูมิของตู้เย็นรั่วไหล เป็นปัญหา ใหญ่อาจทำให้วัคซีนทั้งหมดเสียหายรวมทั้งตู้เย็นด้วย ซึ่งมูลค่าความเสียหายนับแสนบาท เพื่อแก้ปัญหาจึงได้ คิดวิธีล็อคตู้เย็นโดยใช้กุญแจล็อคตู้เย็นให้ปิดสนิท ซึ่งพัฒนามาจากกุญแจที่ใช้ป้องกันเด็กเล็กเปิดตู้เอง ติดตั้งง่าย ราคาถูก ย่อมเยา แนวคิดการพัฒนา ได้แนวคิดมาจากกุญแจล็อคตู้เย็นสำหรับป้องกันเด็กเล็กๆ มาเปิดตู้เย็นหยิบเองจึงได้ทดลอง นำมาพัฒนาใช้กับตู้เย็นวัคซีนเพราะราคาถูก ติดตั้งง่ายและทนทาน ตัวชี้วัด/กลุ่มเป้าหมาย/วัตถุประสงค์ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเปิดตู้เย็นโดยมิได้รับอนุญาตและควบคุมอุณหภูมิตู้เย็นวัคซีนไม่ให้รั่วไหล ทำให้การเก็บรักษาวัคซีนมีคุณภาพมาตรฐาน ครบถ้วน และตู้เย็นมีอายุการใช้งานยืนยาว สร้างความมั่นใจใน คุณภาพของวัคซีนให้แก่ประชาชนผู้รับบริการได้ วิธีดำเนินการ/ขั้นตอนการพัฒนา ค้นหากุญแจล็อคตู้เย็นที่ติดตั้งง่าย ราคาถูกและทนทาน ซึ่งเป็นรุ่นป้องกันเด็กเล็กมาเปิดตู้เย็นเอง ในราคาอันละ 100-150 บาท ทางออนไลน์ ที่มีลูกกุญแจแยกเก็บได้ ทดลองติดตั้ง และเปรียบเทียบอุณหภูมิภายในตู้เย็นว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ในช่วง 3 เดือนหรือไม่ งบประมาณ/แหล่งงบประมาณดำเนินงาน สั่งซื้อออนไลน์ ได้กุญแจล็อคตู้เย็นป้องกันเด็ก ราคา 127 บาท/อัน สั่ง 2 อันเพราะเป็นตู้เย็น 2 ประตู ระยะเวลาดำเนินการ ระยะเวลา 3 เดือน
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 49 ผลที่เกิดขึ้น/ที่ปรากฏจาการนำผลงานไปใช้ ช่วง 3 เดือน พบว่า ก่อนติดตั้งกุญแจล็อคตู้เย็น อุณหภูมิในตู้เย็นมักจะมีอุณหภูมิไม่สม่ำเสมอ และบางครั้งประตูตู้เย็นปิดไม่สนิท อาจเกิดความเสี่ยงทำให้วัคซีนทั้งตู้เสียหายได้ ขณะที่ภายหลังติดตั้งกุญแจ ล็อคตู้เย็น พบว่าอุณหภูมิอยู่ในช่วงมาตรฐาน มีความเย็นสม่ำเสมอและตู้เย็นปิดสนิท ประโยชน์/คุณค่าของนวัตกรรม ทั้งระดับบุคล หน่วยงาน/ชุมชน และประชาชน กุญแจล็อคตู้เย็นช่วยทำให้ตู้เย็นปิดสนิท และไม่มีคนมาเปิดตู้เย็นโดยพลการทำให้วัคซีนอยู่ ครบถ้วนและอุณหภูมิในตู้เย็นไม่รั่วไหลได้มาตรฐาน กุญแจล็อคตู้เย็นวัคซีนช่วยให้การเก็บรักษาวัคซีนมี คุณภาพมาตรฐาน ครบถ้วน สามารถควบคุมอุณหภูมิตู้เย็นได้ตามมาตรฐาน ทั้งในช่องแช่แข็งที่เก็บวัคซีน OPV รักษาอุณหภูมิอยู่ในช่วง -15 ถึง -25 องศาเซลเซียส และในส่วนช่องเย็นธรรมดาที่เก็บวัคซีน เช่น MMR , JE , ROTA , DTP, DTP-HB-Hib , HPV, dT , IPV , FLU และ Rabies vaccine เป็นต้น รักษาอุณหภูมิอยู่ในช่วง 2-8 องศาเซลเซียสได้สม่ำเสมอ สร้างความมั่นใจในคุณภาพวัคซีนสู่ประชาชนผู้รับบริการได้
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 50 ชื่อนวัตกรรม สบายกาย สไตล์กายภาพ นวัตกรรมด้าน สิ่งประดิษฐ์(Product) ผู้พัฒนานวัตกรรม 1. แพทย์หญิงหนึ่งฤทัย สุรัตนพรชัย 2. นางสาวสุภาพร ศรีบุญรอด 3. นายฐิติวัจน์ อรุณธณะชัยกุล 4. นางสาวพิมพา คงทัต กลุ่มงานบริการสุขภาพ ศูนย์บริการสาธารณสุข 48 นาควัชระอุทิศ โทรศัพท์0-2421-2147-9 โทรสาร0-2421-7823 E-mail: [email protected]. ที่มาและแรงบันดาลใจในการจัดทำผลงาน เนื่องด้วยในการบำบัดรักษาผู้ป่วยทางด้านกายภาพบำบัด ผู้มารับบริการ โดยเฉพาะผู้สูงอายุไม่ สามารถจำท่าการออกกำลังกายได้อย่างครบถ้วนและถูกต้องเหมาะสมประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคโควิด-19 มีข้อจำกัดในการเข้าถึงผู้ป่วยและผู้ป่วยไม่สะดวกเข้ามารับบริการแผนกกายภาพบำบัด ศูนย์บริการสาธารณสุข 48 นาควัชระอุทิศ ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวคณะทำงานจึงได้จัดทำสื่อสารสนเทศ ออนไลน์ เพื่อลดการสัมผัสและการติดต่อนอกจากนี้ ผู้ป่วยและผู้ที่สนใจ สามารถศึกษาทบทวนความรู้เกี่ยวกับ โรคต่าง ๆ ทางกายภาพบำบัดท่าออกกำลังกายเฉพาะโรค เพื่อที่จะปฏิบัติต่อเนื่องได้เองที่บ้าน แนวคิดการพัฒนา (องค์ความรู้ /หลักการ/ ทฤษฎีที่ใช้ประกอบการพัฒนาผลงาน) การรักษาทางกายภาพบำบัด เป็นการบำบัดรักษาและฟื้นฟู โดยมุ่งหวังให้ผู้ที่มีอาการต่างๆ สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามสมรรถนะของตนเองอย่างมีคุณภาพที่สุด หลังจากให้การรักษาตามการ บำบัด และฟื้นฟู ที่เหมาะสมกับโรคแล้ว การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง ในการใช้กล้ามเนื้อการ เคลื่อนไหว และการออกกำลังกาย จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม ดังนั้นการมีสื่อความรู้ที่สามารถ ทำให้ผู้ป่วย ศึกษา ทบทวน ได้เองจึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการบำบัดรักษาและฟื้นฟู โรคทางกายภาพ ได้ ตัวชี้วัด 1) ร้อยละ 80 ของผู้รับบริการ มีความพึงพอใจระดับมาก - มากที่สุด ในการใช้สื่อสารสนเทศ ออนไลน์ ประเมินจากความพึงพอใจจากผู้รับบริการ ที่มารับบริการ มีความพึงพอใจระดับมาก - มากที่สุด โดย มีสูตรคำนวณ คือ ผู้รับบริการมีความพึงพอใจระดับมาก – มากที่สุด x 100 จำนวนผู้รับบริการที่ใช้สื่อสารสนเทศออนไลน์ทั้งหมด
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 51 2) ร้อยละ 80 ของผู้รับบริการ สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำได้อย่างถูกต้อง โดยมีสูตรคำนวณ คือ กลุ่มเป้าหมาย ผู้รับบริการ ที่แผนกกายภาพบำบัดศูนย์บริการสาธารณสุข 48 นาควัชระอุทิศ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเป็นสื่อความรู้เกี่ยวกับโรคทางกายภาพบำบัดและท่าออกกำลังกายเฉพาะโรค ระหว่างรอ เข้ารับการรักษา ระหว่างทำการรักษา และหลังการรักษา ที่แผนกกายภาพบำบัด 2. เพื่อเป็นสื่อออนไลน์สำหรับผู้ป่วย ผู้ที่สนใจ หรือผู้ที่ไม่สะดวกเข้ามารับการรักษาที่ แผนก กายภาพบำบัด สามารถศึกษา ทบทวน ความรู้เกี่ยวกับโรคต่าง ๆ ทางกายภาพบำบัดและท่าออกกำลังกาย เฉพาะโรคทำให้สามารถปฏิบัติต่อเนื่องด้วยตนเองได้ที่บ้าน วิธีดำเนินการ 1. ประชุมและกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานกำหนดกลุ่มโรคเกี่ยวกับการรักษาโรคทาง กายภาพ แบ่งเป็น โรคระบบกล้ามเนื้อ โรคระบบกระดูกและข้อ และโรคเกี่ยวเนื่องจากการทำงาน 2. ค้นคว้า ศึกษาข้อมูล รวบรวมองค์ความรู้ เพื่อเตรียมข้อมูลในการสร้างสื่อออนไลน์ 3. บันทึกภาพ จัดทำสื่อออนไลน์ โดยใช้ โปรแกรม การมีส่วนร่วม/บทบาทของทีม แพทย์หญิงหนึ่งฤทัย สุรัตนพรชัย กำหนดเป้าหมาย รูปแบบของสื่อออนไลน์ ขอบเขตของงาน กายภาพบำบัด นางสาวสุภาพร ศรีบุญรอด ค้นคว้า ศึกษาข้อมูล รวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับงาน กายภาพบำบัดบันทึกภาพ จัดทำสื่อออนไลน์ นายฐิติวัจน์ อรุณธณะชัยกุล ค้นคว้า ศึกษาข้อมูล รวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับงาน กายภาพบำบัดบันทึกภาพ จัดทำสื่อออนไลน์ นางสาวพิมพา คงทัต รวบรวมข้อมูล บันทึกภาพ จัดทำสื่อออนไลน์ งบประมาณ/แหล่งงบประมาณดำเนินการ งบประมาณ แหล่งทรัพยากร คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ในศูนย์บริการสาธารณสุข 48 นาค วัชระอุทิศ จำนวนผู้รับบริการที่สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำได้อย่างถูกต้องx 100 จำนวนผู้รับบริการที่ใช้สื่อสารสนเทศออนไลน์ทั้งหมด
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 52 ระยะเวลาดำเนินงาน ผลที่เกิดขึ้น/ที่ปรากฏจากการนำผลงานไปใช้ 1. ได้สื่อออนไลน์ ที่สามารถใช้สำหรับผู้ป่วยโรคทางด้านกายภาพบำบัด 2. ผู้ใช้งานสื่อออนไลน์ เกิดความพึงพอใจในการใช้งานคิดเป็นร้อยละ 80 3. ผู้รับบริการสามารถใช้สื่อออนไลน์ ได้อย่างถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 80 ประโยชน์/คุณค่าของนวัตกรรม 1. ลดการหลงลืมท่าบริหาร ออกกำลังกาย และ ช่วยทบทวนท่าออกกำลังกายให้แก่ผู้ป่วย 2. ลดการสัมผัส และติดต่อซึ่งหน้า เนื่องด้วยสถานการณ์โรคโควิด-19 3. มีระบบสารสนเทศที่ทำให้ผู้ป่วยได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคทางกายภาพบำบัดและท่าออกกำลัง กาย และสามารถนำไปใช้ทบทวน ได้อย่างสะดวกและเห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น การดำเนินงาน ระยะเวลาการดำเนินงาน กุมภาพันธ์พ.ศ. 2564 มีนาคม พ.ศ. 2564 สัปดาห์ที่ 1 สัปดาห์ที่ 2 สัปดาห์ที่ 3 สัปดาห์ที่ 4 สัปดาห์ที่ 1-2 สัปดาห์ที่ 3-4 1. ประชุมและกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงาน 2. กำหนดกลุ่มโรคทางกายภาพบำบัดที่ใช้ในการทำ ฐานข้อมูล 3. กำหนดรูปแบบของสื่อออนไลน์ที่จะทำขึ้น 4. รวบรวมรายละเอียดการรักษา ฟื้นฟู เฉพาะโรค 5. ค้นคว้าข้อมูล ท่าทาง รูปแบบ การบริหาร/ออกกำลัง ในกลุ่มโรคต่างๆ 6. บันทึกภาพในแต่ละกิจกรรม 7. จัดทำในรูปแบบสื่อออนไลน์ 8. เปิดให้ใช้งานสื่อออนไลน์ 9. ประเมินผลการใช้สื่อออนไลน์ จากความพึงพอใจ และ ความสามารถในการปฏิบัติตาม ได้อย่างถูกต้อง 10. สรุปผลการดำเนินงาน เพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนา งาน ให้มีคุณภาพและผู้รับบริการพึงพอใจ
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 53 ข้อเสนอในการพัฒนาต่อยอด ในอนาคตอาจมีการปรับเพิ่มเนื้อหาของเรื่องการดูแลรักษาโรคทางด้านกายภาพบำบัด ใน รูปแบบสื่อออนไลน์ ต่อไป QR Code สบายกาย สไตล์กายภาพ
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 54 ชื่อนวัตกรรม Kidney Pharma Care : Application “แนวทางการปรับขนาดยาในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD)” นวัตกรรมด้าน สิ่งประดิษฐ์ (Product) ผู้พัฒนานวัตกรรม 1. แพทย์หญิงหนึ่งฤทัย สุรัตนพรชัย นายแพทย์ชำนาญการ 2. เภสัชกรหญิงภัทรวดี ภูธนรุ่งเพชร เภสัชกรชำนาญการพิเศษ 3. นายพลาธร เลิกดี เจ้าพนักงานเภสัชกรรมปฏิบัติงาน กลุ่มงานบริการสุขภาพ ศูนย์บริการสาธารณสุข 48 นาควัชระอุทิศ โทรศัพท์ 02-421-2147-9 โทรสาร 02-421-7823 E-mail: [email protected] . ที่มาและแรงบันดาลใจในการจัดทำผลงาน การให้บริการด่านหน้าของศูนย์บริการสาธารณสุข ซึ่งมีผู้รับมาบริการส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยโรคไม่ ติดต่อเรื้อรังที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ และ โรคไต เป็นต้น ในปีงบประมาณ 2563 ผู้ป่วยที่มีภาวะการทำงานของไตบกพร่องเรื้อรังมารับบริการที่ศูนย์บริการ สาธารณสุข 48 นาควัชระอุทิศ เพิ่มมากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 17.27 ของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังทั้งหมด อีกทั้ง ผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังมีผลกระทบต่อการขจัดยาออกจากร่างกายทางไต ซึ่งส่งผลให้การขจัดยาบางชนิดออกจาก ร่างกายเปลี่ยนแปลงไป จึงนำไปสู่การไม่ได้รับผลการรักษาตามต้องการ และการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จาก การใช้ยาได้ ดังนั้นจึงควรใช้ยาด้วยความระมัดระวัง เพื่อชะลอภาวะไตเสื่อม ช่วยลดอุบัติการณ์ และป้องกัน การเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ทีมงานได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้จึงได้จัดทำแนว ทางการปรับขนาดยา ในผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่องที่แตกต่างกันไป เพื่อสามารถค้นหาข้อมูลได้ง่าย และถูกต้อง เดิมแพทย์หญิงหนึ่งฤทัย สุรัตนพรชัย ได้รวบรวมข้อมูล จัดทำเป็นตาราง Excel แต่เพื่อให้สามารถ ใช้งานได้สะดวก รวดเร็ว และทันสมัยมากยิ่งขึ้น และสามารถใช้งานได้ทุกสถานที่ ทีมงานจึงได้สร้างเป็น แอพพลิเคชั่นขึ้นมา ให้สามารถเปิดใช้งานได้ทั้งในคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน เพื่อค้นข้อมูลเกี่ยวกับขนาด ยาที่ใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) และโรคไขมัน ในหลอดเลือด (Dyslipidemia) ซึ่งมีคำแนะนำในการปรับขนาดยาตามค่า eGFR แนวคิดการพัฒนา โรคไตเรื้อรัง ( Chronic kidney disease : CKD ) เป็นปัญหาสาธารณสุขของโลก มีค่าใช้จ่ายใน การดูแลที่มีมูลค่าสูง การเปลี่ยนแปลงของโรคจะเร็วหรือช้านั้น ขึ้นกับปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละรายและ ปัจจัยที่มีผลต่ออัตรากรองของเสียของไต (GFR) อาทิเช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ปริมาณโปรตีนที่ รั่วในปัสสาวะ หากแพทย์สามารถวินิจฉัยโรคไตเรื้อรังได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ให้การดูแลรักษาที่เหมาะสมกับ ระดับ ความรุนแรงของโรค จะสามารถชะลอความเสื่อมของไตออกไปได้ และเป็นการลดอัตราเสียชีวิตของผู้ป่วย ดังนั้น การที่ผู้ป่วยได้รับยาในขนาดที่ถูกต้อง เหมาะสมกับระดับความรุนแรงของโรคไต จึงจะสามารถช่วย ชะลอความเสื่อมของไต
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 55 ตัวชี้วัด 1. ร้อยละ 80 ของแพทย์ เภสัชกร และบุคลากรทางการแพทย์ที่ให้บริการผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ เรื้อรังที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตมีความพึงพอใจระดับมาก - มากที่สุด ในการใช้แอพพลิเคชั่น “Kidney Pharma Care” ประเมินจากความพึงพอใจจากแพทย์ เภสัชกร และบุคลากรทางการแพทย์ที่ให้บริการผู้ป่วย โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตมีความพึงพอใจระดับมาก - มากที่สุด ในการใช้แอพพลิเคชั่น “Kidney Pharma Care” โดยมีสูตรคำนวณ คือ 2. ร้อยละ 100 ของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตมีความปลอดภัยจากการ ใช้ยาประเมินจากอัตราการเกิด Serious ADR จากรายการยาที่ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่มีภาวะแทรกซ้อน ทางไต เท่ากับ 0 และอัตราความคลาดเคลื่อนทางยาที่มีความรุนแรง ระดับ D ขึ้นไป เท่ากับ 0 โดยมีสูตร คำนวณ คือ หมายเหตุ : ความคลาดเคลื่อน ระดับ D หมายถึง ความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นและทำให้จำเป็นต้อง เริ่มการเฝ้าติดตามดูแลผู้ป่วยแต่ไม่เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย กลุ่มเป้าหมาย แพทย์ เภสัชกร และบุคลากรทางการแพทย์ที่ให้บริการผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไต วัตถุประสงค์ 1. เพื่อสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการปรับขนาดยาในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีภาวะแทรกซ้อนทาง ไตของแพทย์ เภสัชกร และบุคลากรทางการแพทย์ได้รับความสะดวก รวดเร็ว 2. เพื่อปรับขนาดยาให้ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตได้รับยาในขนาดที่ ถูกต้อง และปลอดภัยจากการใช้ยา จำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตที่มีความปลอดภัยจากการใช้ยา x 100 จำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตทั้งหมด จำนวนแพทย์ เภสัชกร และบุคลากรทางการแพทย์มีความพึงพอใจระดับมาก – มากที่สุด x 100 จำนวนแพทย์ เภสัชกร และบุคลากรทางการแพทย์ที่ใช้แอพพลิเคชั่นทั้งหมด
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 56 วิธีดำเนินการ 1. ประชุมและกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงาน - กำหนดกลุ่มยาที่ใช้ในการทำฐานข้อมูล โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มโรค คือ กลุ่มยาที่ใช้ในการ รักษาโรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) กลุ่มยาที่ใช้รักษาโรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) และกลุ่ม ยาที่ใช้รักษาโรคไขมันในหลอดเลือด (Dyslipidemia) โดยอ้างอิงตามบัญชียาของสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร - กำหนดรูปแบบหน้าต่างของแอพพลิเคชั่นที่จะทำขึ้น 2. รวบรวมรายการยาที่ใช้รักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ตามรายการในบัญชียาของสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร แบ่งเป็น - กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) 21 รายการ - กลุ่มยาที่ใช้รักษาโรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) 10 รายการ - กลุ่มยาที่ใช้รักษาโรคไขมันในหลอดเลือด (Dyslipidemia) 7 รายการ 3. ค้นคว้าข้อมูลขนาดยา การปรับขนาดยาตามค่า eGFR ข้อควรระวังจากการใช้ยา แล้วบันทึก ข้อมูลลงใน Google Sheet เพื่อเตรียมข้อมูลในการสร้างแอพพลิเคชั่น 4. จัดทำแอพพลิเคชั่น “Kidney Pharma Care” ด้วยข้อมูลที่บันทึกไว้ใน Google Sheet ผ่านเว็บไซด์ www:glideapps.com การมีส่วนร่วม/ บทบาทของทีม แพทย์หญิงหนึ่งฤทัย สุรัตนพรชัย กำหนดกลุ่มยาที่ใช้ในการทำฐานข้อมูล รวบรวมรายการยา ค้นคว้าข้อมูลขนาดยา การปรับขนาดยาตามค่า eGFR โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มโรค คือ กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษา โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) กลุ่มยาที่ใช้รักษาโรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) และกลุ่มยาที่ใช้ รักษาโรคไขมันในหลอดเลือด (Dyslipidemia) เภสัชกรภัทรวดี ภูธนรุ่งเพชร ตรวจสอบข้อมูลขนาดยา การปรับขนาดยาตามค่า eGFR ข้อควร ระวังจากการใช้ยา ตามรายการในบัญชียาของสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร นายพลาธร เลิกดีบันทึกข้อมูลขนาดยา การปรับขนาดยาตามค่า eGFR ข้อควรระวังจากการใช้ ยาลงใน Google Sheetจัดทำแอพพลิเคชั่น “Kidney Pharma Care” ผ่าน เว็บไซด์ www:glideapps.com งบประมาณ/ แหล่งงบประมาณดำเนินการ งบประมาณ แหล่งทรัพยากร คอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ต ในศูนย์บริการสาธารณสุข 48 นาควัชระอุทิศ
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 57 ระยะเวลาดำเนินงาน ผลที่เกิดขึ้น / ที่ปรากฏจากการนำผลงานไปใช้ 1. ได้แอพพลิเคชั่นที่ใช้สำหรับค้นหาข้อมูลในการปรับขนาดยาตามค่า eGFR ในผู้ป่วยโรคไม่ ติดต่อเรื้อรัง (NCD) ซึ่งทำให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ทันสมัย ดังรูปตัวอย่าง การดำเนินงาน ระยะเวลาการดำเนินงาน กุมภาพันธ์พ.ศ. 2564 มีนาคม พ.ศ. 2564 สัปดาห์ที่ 1 สัปดาห์ที่ 2 สัปดาห์ที่ 3 สัปดาห์ที่ 4 สัปดาห์ที่ 1 สัปดาห์ที่ 2 1. ประชุมและกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงาน 2. กำหนดกลุ่มยาที่ใช้ในการทำฐานข้อมูล 3. กำหนดรูปแบบหน้าต่างของแอพพลิเคชั่นที่จะทำขึ้น 4. รวบรวมรายการยาที่ใช้รักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 5. ค้นคว้าข้อมูลขนาดยา การปรับขนาดยาตามค่า eGFR ข้อควรระวังจากการใช้ยา 6. บันทึกข้อมูลขนาดยา การปรับขนาดยาตามค่า eGFR ข้อควรระวังจากการใช้ยา ลงใน Google Sheet 7. จัดทำแอพพลิเคชั่น “Kidney Pharma Care” 8. เปิดให้ใช้งานแอพพลิเคชั่น 9. ประเมินผลจากอัตราการเกิด Serious ADR จาก รายการยาที่ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้รับ 10. ประเมินความพึงพอใจในการใช้แอพพลิเคชั่น จาก แพทย์ เภสัชกร และบุคลากรทางการแพทย์ “KidneyPharma Care” Download Application :
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 58 ผลที่เกิดขึ้น / ที่ปรากฏจากการนำผลงานไปใช้(ต่อ) 2. ผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่นเกิดความพึงพอใจในการใช้งานคิดเป็นร้อยละ 100 3. จากการเก็บข้อมูลอัตราการเกิด Serious ADR จากรายการยาที่ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่มี ภาวะแทรก ซ้อนทางไต เท่ากับ 0 และอัตราความคลาดเคลื่อนทางยาที่มีความรุนแรง ระดับ D ขึ้นไป เท่ากับ 0 ประโยชน์/คุณค่าของนวัตกรรม 1. แพทย์ เภสัชกร และบุคลากรทางการแพทย์ได้รับความสะดวก รวดเร็ว ถูกต้องในการสืบค้นข้อมูล 2. มีระบบสารสนเทศ ที่ใช้สำหรับสืบค้นข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรค ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 3. เพื่อให้ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตได้รับยาในขนาดที่ถูกต้องเหมาะสมกับ ระดับการทำงานของไต เพื่อช่วยชะลอความเสื่อมของไต และเพิ่มความปลอดภัยจากการใช้ยา ข้อเสนอในการพัฒนาต่อยอด ในอนาคตอาจมีการปรับเพิ่มเนื้อหาของเรื่องการรับประทานยาสมุนไพร และโภชนบำบัดใน ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไต ลงในแอพพลิเคชั่นต่อไป
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 59 ชื่อนวัตกรรม ปีศาจแสนกล เปลี่ยนคน เปลี่ยนใจ นวัตกรรมด้าน สิ่งประดิษฐ์(Product) ผู้พัฒนานวัตกรรม นางสาวตฤณภัทร เหลือชั่ง นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ กลุ่มงานบริการสุขภาพ ศูนย์บริการสาธารณสุข 65 รักษาศุข บางบอน โทรศัพท์ 02 453 0526 ต่อ 304 โทรสาร 02 453 0632 E-mail: [email protected] ที่มาและแรงบันดาลใจในการจัดทำผลงาน สภาพสังคมไทยในปัจจุบัน ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่มีความรุนแรงระดับต้นๆของประเทศ ส่งผลกระทบต่อความเดือดร้อนของประชาชนในการใช้ชีวิตในสังคม และชุมชนเป็นอย่างมาก จากสถิติอายุ ของผู้ที่ใช้ยาและสารเสพติดครั้งแรก พบว่า เริ่มมีแนวโน้มอายุลดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะชุมชนและสถานศึกษา ในเขตกรุงเทพมหานครเป็นแหล่งแพร่ระบาดที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน กรุงเทพมหานครได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับปัญหายาเสพติดที่จะเกิดขึ้นกับเด็กและ เยาวชนในสถานศึกษาโดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้เห็นชอบให้โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ดำเนินการตามมาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักเรียนดำเนินชีวิตอย่าง ปลอดภัย และห่างไกลจากปัญหายาเสพติด สำนักอนามัย โดยสำนักงานป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติดได้ดำเนินการตามมาตรการของ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยจัดกิจกรรมเสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันการติดยาและสารเสพติด เป็นกิจกรรมที่ เน้นให้นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม รู้คุณค่าร่างกายของตนเอง ให้ความสำคัญของอวัยวะภายในของตนเอง โดย เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้โต้ตอบ แสดงความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ส่งเสริมให้ ผู้เรียนกล้าคิด กล้าแสดงออก ตามคำขวัญ “รู้คุณค่าร่างกาย รู้ความหมายชีวิต” เมื่อนักเรียนรู้จักรักและหวง แหนร่างกายของตนเอง รู้ถึงความสำคัญและคุณค่าร่างกาย นักเรียนจะไม่นำสิ่งที่ไม่ดี ไม่มีประโยชน์เข้าสู่ ร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาและสารเสพติด ศูนย์บริการสาธารณสุข 65 รักษาศุข บางบอน ได้รับมอบหมายจากสำนักงานป้องกันและบำบัด การติดยาเสพติด ในการจัดกิจกรรมเสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันการติดยาเสพติดในสถานศึกษาให้แก่นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยมีนักสังคมสงเคราะห์เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนิน กิจกรรม ได้มีการพัฒนารูปแบบกิจกรรมและสื่อการเรียนรู้เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรและเหมาะสมกับวัย ของเด็กซึ่งใช้ชื่อว่า ปีศาจแสนกล เปลี่ยนคน เปลี่ยนใจ
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 60 แนวคิดการพัฒนา การเรียนรู้ หมายถึงกระบวนการที่ทำให้คนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความคิด ทัศนคติต่างๆ ซึ่งทำ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมอย่างถาวร Learning by Doing (เลิร์นนิ่ง บาย ดูอิ้ง) เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สมัยใหม่ ที่เน้นให้ ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง จากการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง ฝึกแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ซึ่งสามารถสร้างความ กระตือรือร้นในการเรียนรู้และสร้างความเข้าใจในเนื้อหาวิชาแก่ผู้เรียนได้เป็นอย่างดี ทฤษฎี Constructionism ผู้สอน ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงออกและทำกิจกรรมต่างๆที่ ผู้เรียนสนใจด้วย เพราะความสนใจเริ่มจากจินตนาการ ทำให้อยากจะสร้างงานใหม่ๆของตนเองให้เกิดขึ้นมาที่ นักวิชาการไทยมักใช้คำพูดเก๋ไก๋ว่า “การสร้างองค์ความรู้” แนวคิดเรียนปนเล่น เล่นปนเรียน: กระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย Playbased Learning หรือ กระบวนการเรียนรู้ผ่านการเล่น เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่มุ่งเป้าไปที่การสอน (teaching) และการเรียนรู้ (learning) ซึ่งความหมายของคำว่า ‘เล่น’ ในที่นี้หมายถึง การเล่นอย่างอิสระ (free play) โดยเด็กๆ เป็นผู้ริเริ่มกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง (child-initiated) ตามธรรมชาติของพวกเขา หรือ การเล่นที่ได้รับการชี้นำ (guide play) และมีครูเป็นผู้ร่วมเล่น (co-player) ในแต่ละกิจกรรมนั้นๆ ซึ่งการเล่น ทั้งสองรูปแบบของกระบวนการเรียนรู้ Play-based Learning จะสอดแทรกความรู้วิชาการผ่านการสนับสนุน จากครู กล่าวคือ ครูกระตุ้นการเรียนของเด็กๆ ตั้งคำถามผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยมีเป้าประสงค์ เพื่อขยายขอบเขตความคิดของพวกเขาให้กว้างไกลมากขึ้น ลักษณะหนึ่งของความเป็นเด็กคือการเล่น (playfulness) โดยเฉพาะช่วงปฐมวัยแล้ว การจับเด็กเล็กให้นั่งเฉยๆ เป็นชั่วโมงเพื่อท่องตัวหนังสือหรือบวกลบ เลขจึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมกับวัยพวกเขาสักเท่าไร เนื่องจากช่วงวัยดังกล่าว ‘การเล่น’ ส่งผลดีต่อพัฒนาการ ของพวกเขาแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสติปัญญาหรืออารมณ์ ทั้งส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ และ เป็นการส่งเสริมให้พวกเขาเปิดโลกจินตนาการให้กว้างไกลไปในตัว วัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างสิ่งเร้า กระตุ้นให้เกิดความสนใจ ไม่น่าเบื่อ และมีส่วนร่วมในกิจกรรม แสดงออกทาง ความคิดอย่างอิสระ 2. เพื่อให้ได้ประสบการณ์ การเรียนรู้ใหม่ๆ ผ่านการเล่น และการแสดงออกด้วยตนเอง 3. เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับวัย เข้าใจง่าย ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจ เป้าหมายการพัฒนา กลุ่มนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครที่เข้าร่วมโครงการ
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 61 ตัวชี้วัด 1. นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ มีส่วนร่วมในกิจกรรม ร้อยละ100 2. หลังจบกิจกรรม นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ สามารถแสดงความคิดเห็นและแสดงออกด้วย ตนเอง ร้อยละ 80 3. นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ มีความพึงพอใจในสื่อการเรียนรู้ ร้อยละ 90 วิธีดำเนินการ/ขั้นตอนการพัฒนา 1. ขั้นเตรียมการ เตรียมวัสดุ อุปกรณ์สำหรับทำหุ่นจำลองร่างกายมนุษย์ และตัวปีศาจที่ เปรียบเสมือนสารเสพติด ได้แก่ แผ่นโฟม ฟิวเจอร์บอร์ด แผ่นแม่เหล็กขนาด A4 ชิ้นแม่เหล็กขนาดเล็ก คัตเตอร์ กาว2หน้าบาง เทปกาวใส รูปภาพกราฟฟิกของอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย เช่น สมอง ปอด หัวใจ รูปกราฟฟิกการ์ตูนที่เป็นตัวเชื้อโรคหรือตัวปีศาจ แผ่นพลาสติกเคลือบ และเครื่องเคลือบพลาสติกใส 2. ขั้นพัฒนาผลงานประดิษฐ์ นวัตกรรม ปีศาจแสนกล เปลี่ยนคน เปลี่ยนใจ ดำเนินการจัดทำ หุ่นจำลองร่างกายและอวัยวะที่สำคัญของมนุษย์ รวมทั้งจัดทำตัวปีศาจที่เปรียบเสมือนยาเสพติด ที่จะทำลาย อวัยวะของร่างกาย 3. นำผลงานที่จัดทำ ไปใช้จริงในกลุ่มนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ตามโครงการและแผนงานที่ กำหนดไว้ 4. ประเมินผลหลังจบกิจกรรม การมีส่วนร่วม/บทบาทของทีม พนักงานช่วยงานสังคมสงเคราะห์ และพนักงานช่วยงานด้านสาธารณสุข มีส่วนร่วมในการ จัดเตรียมวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆในการพัฒนาผลงาน รวมถึงมีส่วนร่วมในการนำไปใช้สอนและดำเนินกิจกรรม กับเด็กนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ งบประมาณ/แหล่งงบประมาณดำเนินการ งบประมาณ ไม่เกิน 500 บาท และใช้วัสดุ อุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วของศูนย์บริการสาธารณสุข 65 รักษาศุข บางบอน ระยะเวลาดำเนินงาน ปีการศึกษา 2560 – ปีการศึกษา 2563 ผลที่เกิดขึ้น/ที่ปรากฏจากการนำผลงานไปใช้ 1. นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการมีส่วนร่วมในกิจกรรม ร้อยละ 100 2. หลังจบกิจกรรมนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการสามารถแสดงความคิดเห็นและแสดงออกด้วย ตนเอง ร้อยละ 100 3. นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ มีความพึงพอใจในสื่อการเรียนรู้ ร้อยละ 100
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 62 ประโยชน์/คุณค่าของนวัตกรรม ทั้งระดับบุคคล หน่วยงาน/ชุมชน และประชาชน 1. มีสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัย เข้าใจง่ายและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง 2. สามารถนำไปพัฒนาใช้กับกลุ่มเป้าหมายอื่นและเครือข่ายในชุมชน ข้อเสนอในการพัฒนาต่อยอด 1. สามารถนำไปใช้กับกลุ่มอื่นๆในชุมชน เช่น กลุ่มทูบีนัมเบอร์วันในชุมชน และมีการเพิ่มเติม เนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้อง โดยนำไปใช้กับผู้ต้องขังในทัณฑสถานหญิงธนบุรี รวมถึงผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติดใน ศูนย์บริการสาธารณสุข 2. ส่งเสริม อบรม ให้ความรู้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขและเครือข่ายด้านการป้องกันยาเสพติด เพื่อให้นำไปใช้กับเด็กและเยาวชนในชุมชนที่รับผิดชอบ 3. พัฒนาสื่อการเรียนรู้อื่นที่เชื่อมโยงกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของกระบวนการ ส่งเสริมการเรียนรู้
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 63 ชื่อนวัตกรรม ข้อ (เท้า) ติดจ๋าลาก่อน นวัตกรรมด้าน สิ่งประดิษฐ์(Product) ผู้พัฒนานวัตกรรม นางสาวปิยะดา ใจอารีย์ นักกายภาพบำบัด ศูนย์บริการสาธารณสุข 67 ทวีวัฒนา โทร 02-441-4680 E-mail: [email protected] ที่มาและแรงบันดาลใจในการจัดทำผลงาน เนื่องจากในการดูแลสุขภาพผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้าน (Home Health Care) มีหน่วยงาน กายภาพบำบัดเข้าร่วมอย่างสม่ำเสมอซึ่งทำงานร่วมกันเป็นสหวิชาชีพ และจากการออกเยี่ยมผู้ป่วยในชุมชน พบปัญหาคือกลุ่มผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่ว่าสาเหตุเกิดจากความชรา ภาวะสมองเสื่อม หรือ ในกลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ส่วนใหญ่มักมีปัญหาข้อเท้าติด เมื่ออยู่ในภาวะไม่รู้สติและกล้ามเนื้ออ่อน แรงทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถขยับร่างกายได้อย่างปกติ ซึ่งมีผลต่อองศาการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่างๆ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในข้อเท้า ขณะเดียวกันผู้ดูแลอาจไม่ได้ฝึกหรือระวังปัญหาในส่วนนี้มากนัก จึงยิ่งทำให้เป็นปัจจัย สนับสนุนให้เกิดปัญหาข้อเท้าติดได้ในระยะยาวจนเกิดเป็นความพิการขึ้น และหากในอนาคตภาวะโรคของ ผู้ป่วยฟื้นตัวดีขึ้น แต่ข้อเท้าไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างปกติจะทำให้ส่งผลต่อการยืนและเดินของผู้ป่วยได้ ด้วยเหตุข้างต้นทางศูนย์บริการสาธารณสุข 67 ทวีวัฒนา จึงได้ประดิษฐ์อุปกรณ์นี้ขึ้น เพื่อรักษา องศาการเคลื่อนไหวของข้อเท้าของผู้ป่วยให้เป็นปกติ เพื่อให้ผู้ป่วยที่ไม่รู้สติหรือในกลุ่มกล้ามเนื้ออ่อนแรง เมื่อ วันหนึ่งที่ภาวะของโรคฟื้นตัวดีขึ้นในระดับที่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้จะสามารถยืนเดินได้ โดยที่ไม่มีการ จำกัดการเคลื่อนไหวของข้อเท้าและลดปัญหาความพิการในผู้ป่วยจากการที่ข้อเท้าติด แนวคิดการพัฒนา จากงานวิจัยของ Clavet et al, 2008, ที่ศึกษาปัญหาข้อต่อติดในกลุ่มผู้ป่วยที่รักษาในห้องผู้ป่วย วิกฤตของโรงพยาบาล พบว่ามีผู้ป่วย 61 คน(39%) จาก 155 คน มีข้อต่อติดอย่างน้อย 1 ข้อ และพบว่าระยะเวลา ในการนอนพักรักษาในห้องผู้ป่วยวิกฤตสัมพันธ์กับปัญหาข้อติด โดยหากนอนนานเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 8 สัปดาห์ จะมีความเสี่ยงต่อการข้อติดมากกว่าการนอน 2-3 สัปดาห์ และพบปัญหาข้อติดจำนวน 212 ข้อจากผู้ป่วย 61 คน ในที่นี้พบปัญหาข้อเท้าติดมากเป็นอันดับสองรองจากข้อศอกคิดเป็น 24% และ 35.8% ตามลำดับ จากนิยามการ เคลื่อนไหวปกติของข้อต่อรยางค์ขา ซึ่งอ้างอิงจากหนังสือ Musculoskeletal assessment (Joint motion and Muscle testing) ของ Hazel M. Clarkson ซึ่งจากตารางจะพบว่าองศาการเคลื่อนไหวปกติของข้อเท้าคือ การกระดกข้อเท้าขึ้นได้ 0-20 องศา ในขณะที่การถีบปลายเท้าลง คือ 0-50 องศา
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 64 ข้อต่อ ลักษณะการเคลื่อนไหว องศา ข้อสะโพก (Hip) งอ (Flexion) 0-120 เหยียด (Extension) 0-30 หมุนเข้าด้านใน (Internal rotation) 0-45 หมุนออกด้านนอก (External rotation) 0-45 หุบ (Adduction) 0-30 กาง (Abduction) 0-45 ข้อเข่า (Knee) งอ (Flexion) 0-135 เหยียด (Extension) 0 ข้อเท้า (Ankle) กระดกข้อเท้าขึ้น (Dorsiflexion) 0-20 ถีบปลายเท้าลง (Plantarflexion) 0-50 วงจรปกติของการเดิน (Normal Gait Cycle) อ้างอิงจากหนังสือ รศ.นพ.เทอดชัย ชีวะเกตุ, ชีวกลศาสตร์คลินิก, หน้า 49-56. Stance Phase เริ่มจากเท้าซ้ายก้าวขาไปข้างหน้า จังหวะที่ส้นเท้ากระทบพื้นเรียก initial contact จากนั้นเมื่อลำตัวเคลื่อนไปข้างหน้า เท้าซ้ายวางแนบกับพื้น เรียก Foot flat และเมื่อลำตัวเคลื่อนไป ข้างหน้าอยู่ระดับเดียวกับข้อเท้าซ้าย เท้าซ้ายรับน้ำหนักตัวเต็มที่ เรียกระยะนี้ว่า Mid stance หลังจากนั้น ลำตัวยังคงเคลื่อนตัวไปข้างหน้าเรื่อยๆดึงให้ส้นเท้าซ้ายพ้นพื้น เรียก Heel off จากนั้นเข้าสู่จังหวะที่ปลายเท้า พ้นพื้น เรียก Toe off ตามลำดับ และสุดท้ายเท้าซ้ายจะลอยพ้นพื้นเข้าสู่ระยะถัดไป Swing Phase คือจังหวะแรกที่ขาซ้ายถูกเหวี่ยงผ่านลำตัวจากข้างหลังมาข้างหน้า โดยที่ยังไม่ ผ่านลำตัว เรียก Acceleration จากนั้นจังหวะที่เท้าซ้ายเคลื่อนไหวอยู่ระดับเดียวกับลำตัวเรียก Mid swing และเมื่อเท้าซ้ายเลยลำตัวไปข้างหน้า ขาจะถูกรั้งไม่ให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าเร็วและสูงเกินไป เพื่อเตรียมเข้าสู่ Stance phase เรียกระยะนี้ว่า Deceleration
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 65 ข้อเท้าจะกระดกขึ้นในช่วง Mid stance ซึ่งเกิดจากลำตัวเคลื่อนที่ไปข้างหน้า และเท้าที่อยู่ใต้ ลำตัวรับน้ำหนักเต็มที่ เมื่อจุดที่รับน้ำหนักเลื่อนมาหน้าต่อข้อเท้า ข้อเท้าเกิดการกระดกขึ้น 5 องศา ข้อเข่างอ 10 องศา และข้อสะโพกงอ 10 องศา และในช่วง Heel off ลำตัวเลื่อนไปข้างหน้ามากขึ้นทำให้ข้อเท้ากระดก ขึ้น 15 องศาข้อเข่างอ 2 องศา และข้อสะโพกเหยียด 13 องศา เป้าหมายของการพัฒนา 1. เพื่อคงสภาพขององศาการเคลื่อนไหวของข้อเท้า 2. เพื่อป้องกันของเท้าติดในผู้ป่วย 3. เพื่อลดความเสี่ยงความพิการในผู้ป่วยจากปัญหาข้อเท้าติด 4. เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถใช้อุปกรณ์นี้ได้อย่างเข้าใจ และใช้งานง่าย 5. เพื่อเป็นอุปกรณ์ที่ไม่จำเพาะขาใดขาหนึ่ง รูปร่าง หรือในบุคคลใดบุคลหนึ่ง 6. เพื่อที่เมื่อผู้ป่วยฟื้นฟูดีแล้วสามารถส่งมอบให้ผู้อื่นได้ 7. เพื่อให้อุปกรณ์นี้สามารถทำได้ง่าย และประหยัด วิธีดำเนินการ 1. เตรียมวัสดุ ได้แก่ ไม้กระดาน 2 แผ่น, บานพับ 2 ชุด, ขอสับหน้าต่าง 2 ชุด, ตะขอห่วงกลม 8 ตัว, และสกรู 4 ตัว 2. ยึดไม้กระดาน 2 แผ่น ด้วยบานพับ 3. วัดองศาของไม้กระดาน 70, 80, 90 และ 100 องศา ตามลำดับ ที่ไม้แผ่นแรก และใช้ดินสอ กำหนดจุดแต่ละจุด เพื่อเจาะ ในขณะที่ไม้แผ่นที่ 2 เจาะ 2 รูด้านข้างเพื่อใส่ขอสับ 4. ใส่ขอสับและตะขอห่วงกลมตามตำแหน่งที่กำหนด 5. เจาะไม้ทั้ง 2 แผ่น และใส่สกรูเพื่อเป็นที่พักเก็บขอสับ 6. นำอุปกรณ์ไปทดสอบการใช้งานกับผู้ป่วย 7. ปรับปรุงอุปกรณ์ครั้งที่ 1 จากปัญหาความหนาของแผ่นไม้บางเกินไป เมื่อยึดขอสับและตะขอ ห่วงกลมที่ด้านข้าง และนำไปใช้พบว่าไม้เกิดการปริแตก จึงเปลี่ยนรูปแบบการเจาะเป็นด้านหน้าของแผ่นไม้ แทน เนื่องจากมีแผ่นไม้ที่มีความหนาขนาด 0.5 นิ้ว เหลืออีก 1 ชุด
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 66 การปรับปรุงครั้งที่ 2 จากปัญหา การเปลี่ยนตำแหน่งการยึดขอสับและตะขอห่วงกลมจาก ด้านข้างของแผ่นไม้เป็นด้านหน้า เมื่อนำไปใช้พบว่าการพับเก็บ เคลื่อนย้ายอุปกรณ์ลำบาก จึงกลับมาใช้ รูปแบบที่ 1 คือการยึดขอสับและตะขอห่วงกลมที่ด้านข้าง แต่เปลี่ยนความหนาของแผ่นไม้จาก 0.5 นิ้วเป็น 1 นิ้ว ซึ่งเป็นรูปแบบปัจจุบัน ประโยชน์ที่ได้รับ 1. องศาการเคลื่อนไหวของข้อเท้าปกติ 2. ไม่พบปัญหาข้อเท้าติดในผู้ป่วย 3. ไม่พบความพิการในผู้ป่วยจากปัญหาข้อเท้าติด 4. ผู้ดูแลใช้อุปกรณ์นี้ได้อย่างเข้าใจ และใช้งานง่าย 5. อุปกรณ์นี้ไม่จำเพาะขาใดขาหนึ่ง รูปร่าง หรือในบุคคลใดบุคลหนึ่ง 6. เมื่อผู้ป่วยฟื้นฟูดีแล้วสามารถส่งมอบให้ผู้อื่นได้ 7. อุปกรณ์ทำได้ง่าย และประหยัด งบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์จากศูนย์บริการสาธารณสุข 67 ทวีวัฒนา และจัดหาเพิ่มเติม เป็นเงิน 60 บาท ข้อเสนอแนะการพัฒนาต่อยอด การติดตั้งมอเตอร์เพื่อให้เกิดการขยับข้อเท้าในองศาที่กำหนด ใช้แทนการกระตุ้นไฟฟ้าที่ กล้ามเนื้อซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัยในการใช้งานและเป็นข้อจำกัดในผู้ป่วยที่ติดเครื่องกระตุ้นหัวใจ อีก ทั้งยังช่วยลดงานให้กับผู้ดูแล ในขณะที่ผู้ป่วยยังคงได้รับการฝึกออกกำลังกาย
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 67 ชื่อนวัตกรรม ภูเขาวัดใจ สู้ภัยบุหรี่ นวัตกรรมด้าน สิ่งประดิษฐ์ (Product) ผู้พัฒนานวัตกรรม 1. นางสาวปัฐมาภรณ์ ธรรมสรศักดิ์ นักสังคมสงเคราะห์ปฏิบัติการ 2. นางสาวปัทมา ภู่ศรีสลับ พนักงานช่วยงานสังคมสงเคราะห์ด้านยาเสพติด 3. นางสาวปรียนันท์ ทบพวก พนักงานช่วยงานด้านสุขศึกษา งานสังคมสงเคราะห์ ศูนย์บริการสาธารณสุข 67 ทวีวัฒนา สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 02-441-4683-3 โทรสาร 02-441-4683-3 ต่อ 406 ที่มาและแรงบันดาลใจในการจัดทำผลงาน จากรายงานสถานการณ์การดื่มสุราและการสูบบุหรี่ไตรมาส 3 ปี 2563 โดยสภาพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ลดลงเล็กน้อย คือ ลดลงเฉลี่ย 5.5%แบ่งเป็นบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลง 7.5%และการบริโภคบุหรี่ลดลง 2.5% ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ กรรมการคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ และเลขา การมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เผยว่า ยาสูบและสุราเป็นสาเหตุของ "ภาระโรค" หรือความสูญเสียทาง สุขภาพจากการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของคนไทยถึง 15.13% หรือเกือบ 1 ใน 6 ของภาระโรคทั้งหมดในปี 2557 นอกจากนี้ยังส่งผลลบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม ทั้งระดับครัวเรือน และจากการคัดกรองในศูนย์ สาธารณสุข67ทวีวัฒนา พบว่า ผู้สูบบุหรี่ส่วนใหญ่ทราบถึงอันตรายของบุหรี่ที่มีผลต่อสุขภาพของตนเองและ คนใกล้ชิด แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ เนื่องจากการติดบุหรี่ มักมาจากความเคยชินและ มีภาวะพึ่งพาทางจิตใจ โดยมาจากความเชื่อที่ว่าการสูบบุหรี่สามารถช่วยคลายเครียด คลายความกังวลได้ หรือ มาจากการติดสารนิโคตินในบุหรี่ การเลิกสูบบุหรี่จึงเป็นเรื่องยากของผู้สูบบุหรี่ มีคนจำนวนมากที่พยามยาม เลิกสูบบุหรี่แต่สามารถเลิกได้เพียงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น ศูนย์บริการสาธารณสุข 67 ทวีวัฒนา จึงได้ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างแรงจูงใจในการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่ โดยการจัดทำภูเขาวัดใจ สู้ภัยบุหรี่ ขึ้น เพื่อให้ผู้สูบบุหรี่มีแรงจูงใจในการเลิก สูบบุหรี่และเพื่อให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น 6. แนวคิดการพัฒนา (องค์ความรู้/หลักการ/ทฤษฎีที่ใช้ประกอบการพัฒนาผลงาน) 1. โทษของบุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุที่ทำให้สมรรถภาพการทำงานของร่างกายเสื่อมลงและเสียชีวิตก่อนวัยอัน สมควร บุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองตีบ และโรคหลอดเลือดแดง ส่วนปลาย การสูบบุหรี่ยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งปอด พบว่า 90% ของโรคมะเร็งปอดในผู้ชายและ 79% ของโรคมะเร็งในผู้หญิงเป็นผลมาจากการสูบบุหรี่ โทษจากบุหรี่เกิดจากสารประกอบในควันบุหรี่ ควัน บุหรี่จะมีสารประกอบต่างๆ มากกว่า 4,000 ชนิด สารแต่ละชนิดสามารถก่อโรคได้แตกต่างกันไป พบว่ามีสาร มากกว่า 50 ชนิดในควันบุหรี่ที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 68 มีการศึกษาวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่กับการเกิดโรคต่างๆ ผู้สูบบุหรี่แต่ละรายจะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคจากบุหรี่แตกต่างกัน ซึ่งขึ้นกับระยะเวลาที่สูบ ปริมาณที่สูบ ลักษณะพันธุกรรมการมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆร่วมด้วย การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจแข็งตัว การสูบเพียงวันละ 4 มวนเป็นประจำพบว่าสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้ สำหรับผู้สูบบุหรี่โดย ที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆในการเกิดโรคนี้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง, โรคไขมันในเลือดสูง พบว่าจะมีโอกาสเสี่ยงที่จะ ทำให้เกิดโรคมากขึ้น บุหรี่ยังเป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุที่ สำคัญของมะเร็งปอดผู้ที่สูบบุหรี่เพียงวันละ 1 ซองจะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบ บุหรี่10เท่า นอกจากนี้ยังพบอาการไอเรื้อรังเสมหะมากและหายใจไม่สะดวกในผู้สูบบุหรี่เมื่อตรวจการทำงาน ของปอดจะพบความผิดปกติได้มากกว่าแม้ผู้สูบนั้นจะอายุน้อยก็ตาม มะเร็งปอด ในผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำจะ พบว่ามีโอกาสเกิดแผลที่กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น การสูบบุหรี่จะทำให้แผลหายช้าและทำให้ยา ยับยั้งการหลั่งกรดบางชนิดทำงานได้ผลไม่ดี การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งกล่องเสียง มะเร็งช่อง ปากและหลอด หลังจากที่เลิกสูบบุหรี่แล้วโอกาสเสี่ยงต่อมะเร็งกลุ่มนี้จะลดลงและเมื่อเลิกได้นาน 15 ปี พบว่า โอกาสเสี่ยงจะเท่ากับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ 2. ทฤษฎีของการจูงใจ (theories of motivation) คำว่า “แรงจูงใจ” มาจากคำกริยาในภาษาละตินว่า “Movere”(Kidd, 1973:101) ซึ่งมี ความหมายตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า “to move” อันมีความหมายว่า “เป็นสิ่งที่โน้มน้าวหรือมักชักนำ บุคคลเกิดการกระทำหรือปฏิบัติการ (To move a person to a course of action) ดังนั้นแรงจูงใจจึงได้รับ ความสนใจมากในทุกๆวงการ สำหรับโลเวลล์ (Lovell, 1980: 109) ให้ความหมายของแรงจูงใจว่า”เป็น กระบวนการที่ชักนำโน้มน้าวให้บุคคลเกิดความมานะพยายามเพื่อที่จะสนองตอบความต้องการบางประการให้ บรรลุผลสำเร็จ”ไมเคิล คอมแจน (Domjan 1996: 199) อธิบายว่าการจูงใจเป็นภาวะในการเพิ่มพฤติกรรม การกระทำกิจกรรมของบุคคลโดยบุคคลจงใจกระทำพฤติกรรมนั้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ สรุปได้ว่า การจูงใจเป็นกระบวนการที่บุคคลถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าโดยจงใจให้กระทำหรือดิ้นรนเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ บางอย่างซึ่งจะเห็นได้พฤติกรรมที่เกิดจากการจูงใจเป็นพฤติกรรมที่มิใช่เป็นเพียงการตอบสนองสิ่งเร้าปกติ ลักษณะของแรงจูงใจ มี 2 ลักษณะดังนี้1. แรงจูงใจภายใน (intrinsic motives) แรงจูงใจภายในเป็นสิ่ง ผลักดันจากภายในตัวบุคคลซึ่งอาจจะเป็นเจตคติ ความคิด ความสนใจ ความตั้งใจ การมองเห็นคุณค่า ความ พอใจ ความต้องการฯลฯ สิ่งต่างๆดังกล่าวนี้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมค่อนข้างถาวร เช่น บุคคลนี้มีคิดว่าการสูบ บุหรี่ไม่ดีต่อสุขภาพ และไม่จำเป็นต้องสูบบุหรี่ เพื่อให้เข้ากับกลุ่มเพื่อน บุคคลนี้จึงไม่สูบบุหรี่ เป็นต้น 2. แรงจูงใจภายนอก(extrinsic motives) แรงจูงใจภายนอกเป็นสิ่งผลักดันภายนอกตัวบุคคลที่มากระตุ้นให้เกิด พฤติกรรมอาจจะเป็นการได้รับรางวัล เกียรติยศชื่อเสียง คำชม หรือยกย่อง แรงจูงใจนี้ไม่คงทนถาวร บุคคล แสดงพฤติกรรมเพื่อตอบสนองสิ่งจูงใจดังกล่าวเฉพาะกรณีที่ต้องการสิ่งตอบแทนเท่านั้น ที่มาของแรงจูงใจ เช่น เลิกบุหรี่เพราะช่วงนี้ต้องเลี้ยงหลาน เมื่อไม่ได้เลี้ยงหลานแล้วจึงกลับมาสูบบุหรี่อีกครั้ง
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 69 แรงจูงใจมีที่มาจากหลายสาเหตุด้วยกันเช่น อาจจะเนื่องมาจากความต้องการหรือแรงขับหรือสิ่ง เร้า หรืออาจเนื่องมาจากการคาดหวังหรือจากการเก็บกดซึ่งบางทีเจ้าตัวก็ไม่รู้ตัว จะเห็นได้ว่าการจูงใจให้เกิด พฤติกรรมที่ไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอนเนื่องจากพฤตกรรมมนุษย์มีความซับซ้อน แรงจูงใจอย่างเดียวกันอาจทำให้ เกิดพฤติกรรมที่ต่างกัน แรงจูงใจต่างกันอาจเกิดพฤติกรรมที่เหมือนกันก็ได้ ดังนั้นจะกล่าวถึงที่มาของแรงจูงใจ ที่สำคัญพอสังเขปดังนี้ ความต้องการ (Need) เป็นสภาพที่บุคคลขาดสมดุลทำให้เกิดแรงผลักดันให้บุคคลแสดง พฤติกรรมเพื่อสร้างสมดุลให้ตัวเอง เช่น เมื่อรู้สึกว่าเหนื่อยล้าก็จะนอนหรือนั่งพัก ความต้องการมีอิทธิพลมาก ต่อพฤติกรรมเป็นสิ่งกระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรมเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายที่ต้องการ นักจิตวิทยาแต่ละท่าน อธิบายเรื่องความต้องการในรูปแบบต่างๆ กันซึ่งสามารถแบ่งความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้เป็น 2 ประเภททำให้เกิดแรงจูงใจ 1) แรงจูงใจทางด้านร่างกาย (physical motivation) เป็นความต้องการเกี่ยวกับอาหาร น้ำ การพักผ่อน การได้รับความคุ้มครอง ความปลอดภัย การได้รับความเพลิดเพลิน การลดความเคร่งเคียด แรงจูงใจนี้จะมีสูงมากในวัยเด็กตอนต้นและวัยผู้ใหญ่ตอนปลายเนื่องจากเกิดความเสื่อมของร่างกาย 2) แรงจูงใจทางด้านสังคม (social motivation) แรงจูงใจด้านนี้สลับซับซ้อนมากเป็นความ ต้องการที่มีผลมาจากด้านชีววิทยาของมนุษย์ในความต้องการอยู่ร่วมกันกับครอบครัว เพื่อนฝูงในโรงเรียน เพื่อนร่วมงาน เป็นความต้องการส่วนบุคคลที่ได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมซึ่งในบาง วัฒนธรรมหรือบางสังคมจะมีอิทธิพลที่เข้มแข็งและเหนียวแน่นมาก 3) แรงขับ (drives) เป็นแรงผลักดันที่เกิดจากความต้องการทางกายและสิ่งเร้าจากภายในตัว บุคคล ความต้องการและแรงขับมักเกิดควบคู่กัน เมื่อเกิดความต้องการแล้วความต้องการนั้นไปผลักดันให้เกิด พฤติกรรมที่เรียกว่าเป็นแรงขับ เช่นนายเอหยุดสูบบุหรี่ได้ 4 วัน แต่มีอาการอยากบุหรี่ แทนที่จะสามารถหยุด สูบบุหรี่ได้อย่างถาวร เมื่อรู้สึกอยากบุหรี่มากๆอาจจะกลับมาสูบบุหรี่อีกครั้งแทน 4) สิ่งล่อใจ (incentives) เป็นสิ่งชักนำบุคคลให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งไปสู่จุดมุ่งหมาย ที่ตั้งไว้ถือเป็นแรงจูงใจภายนอก เช่น ต้องการให้บุคคลดังกล่าวเลิกสูบบุหรี่ โดยได้กำหนดไว้ว่าจะให้เกียรติบัตร สำหรับผู้เลิกสูบบุหรี่ได้มากกว่า3เดือนขึ้นไป บุคคลดังกล่าวเมื่ออยากได้รับคำชื่นชมและเกียรติบัตรจึงจะต้องเลิก สูบบุหรี่ 5) การตื่นตัว (arousal) เป็นภาวะที่บุคคลพร้อมที่จะแสดงพฤติกรรม สมองพร้อมที่จะคิด เช่นบุคคลดังกล่าวตั้งใจที่จะเลิกสูบบุหรี่และลดจำนวนบุหรี่ลงแล้ว 6) การคาดหวัง (expectancy) เป็นการตั้งความปรารถนาที่จะเกิดขึ้นของบุคคลในสิ่งที่จะ เกิดขึ้นในอนาคต เช่น ต้องการเลิกสูบบุหรี่ เพราะต้องการให้สุขภาพแข็งแรงมากขึ้น การคาดหวังก่อให้เกิด แรงผลักดันหรือเป็นแรงจูงใจที่สำคัญต่อพฤติกรรม 7) การตั้งเป้าหมาย (goal setting) เป็นการกำหนดทิศทางและจุดมุ่งหมายปลายทาง เช่น ต้องการเลิกสูบบุหรี่ โดยกำหนดให้ลดจำนวนของบุหรี่ลง สัปดาห์ละ 2 มวน
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 70 ตัวชี้วัด ผู้เข้ารับบำบัดมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสูบบุหรี่ในทิศทางที่ดีขึ้น ร้อยละ 80 กลุ่มเป้าหมาย ผู้เข้ารับการคัดกรอง และผู้เข้ารับบำบัดบุหรี่ที่ศูนย์บริการสาธารณสุข 67 ทวีวัฒนา วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้สูบบุหรี่ตระหนักถึงอันตรายของการสูบบุหรี่ที่ส่งผลต่อสุขภาพ และมีแรงจูงใจในการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่ 2. เพื่อให้ผู้เข้ารับบำบัดและผู้ให้การบำบัดเห็นการเปลี่ยนแปลงของความคิดและพฤติกรรมตั้งแต่เข้า รับบำบัดจนสิ้นสุดการบำบัด วิธีดำเนินการ/ขั้นตอนการพัฒนา 1. ประชุมทีมสหวิชาชีพ เพื่อหาสื่อที่มีความชัดเจน และพัฒนาขั้นตอน กระบวนการใช้สื่อในการ สอน และจัดทำ 2. วิธีประดิษฐ์อุปกรณ์ - เตรียมอุปกรณ์ ได้แก่ ฟิวเจอร์บอร์ดขนาด จำนวน 1 แผ่น สำหรับเป็นฐานในการทำภูเขา ขวดน้ำ 1 ขวด กระดาษแข็งสีขาว ตัดเพื่อประกอบให้เป็นภูเขา กาว กระดาษสีน้ำตาล กรรไกร เทปใส เทปตีนตุ๊กแก และหมุด - วิธีทำ นำฟิวเจอร์บอร์ดสีดำมาเป็นฐานในการทำภูเขา นำขวดน้ำพลาสติกมาตัดด้านปากขวด ออก และนำก้นขวดติดตรงกลางฟิวเจอร์บอร์ด เพื่อเป็นแกนกลางการทำภูเขา - ตัดกระดาษแข็งสีขาว เป็น 5 ส่วน และติดเทปสองหน้า โดยด้านบนของกระดาษแข็งติดที่ปลาย ขวดและด้านล่างของกระดาษติดที่ฟิวเจอร์บอร์ด ทำให้ครบ5ส่วน จนไม่เห็นขวดน้ำพลาสติก ติดเทปใสอีกครั้ง เพื่อให้แน่นหนาขึ้น เมื่อทำถึงขั้นตอนนี้จะเริ่มเห็นเป็นรูปร่างภูเขาแล้ว - นำกระดาษสีน้ำตาลมาขยำให้ยับ ฉีกออกเป็นชิ้นเล็กๆ และนำมาแปะทับภูเขาที่ทำไว้ให้หมด จนไม่เห็นกระดาษสีขาว ในส่วนด้านบนนำกระดาษแข็งมาปิดทับไว้และนำธงมาปัก ทิ้งไว้จนแห้งดี ใช้ดินสอ วาดรางรถไฟไต่ระดับขึ้นไปและลงสีให้เกิดสีสันขึ้น ระบายสีให้เต็มครึ่งภูเขาในแต่ละขั้นของการเลิกบุหรี่ จำนวน 5 ขั้น 5 สี คือ สีแดง สีส้ม สีน้ำเงิน สีเขียว และสีม่วง ใช้ปากกาดำเขียนเลขคะแนนความพึงพอใจที่ กำหนดไว้ในแต่ละขั้น - นำแม่เหล็กสอดเข้าไปข้างใต้ภูเขาและนำแม่เหล็กอีกด้านมาติดไว้ที่ตัวการ์ตูน เพื่อให้เลื่อนขึ้น เลื่อนลงในแต่ละขั้น
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 71 วิธีดำเนินการ/ขั้นตอนการพัฒนา (ต่อ) 2. วิธีประดิษฐ์อุปกรณ์(ต่อ) - นำข้อมูล รูปภาพปอดปกติและปอดคนสูบบุหรี่ มาแปะอีกด้านของภูเขา ในส่วนของรูปภาพ มะเร็งหรือโรคต่างๆใช้หมุดปัก เพื่อที่จะสามารถนำความรู้ด้านอื่นๆ อาทิ บุหรี่มือสอง บุหรี่มือสาม สับเปลี่ยน ให้ความรู้เพิ่มเติมได้ 3. วิธีใช้อุปกรณ์ - นักสังคมสงเคราะห์ สอบถามความคิดเกี่ยวกับการเลิกสูบบุหรี่ โดยข้อมูลที่ได้จะสามารถบอก ได้ว่าอยู่ระดับขั้นไหน โดยมีทั้งหมด 5 ขั้น ขั้นที่ 1 ไม่พร้อมที่จะเลิก ไม่สนใจที่จะเลิก ขั้นที่ 2 ลังเล คิดว่าควรเลิก แต่ยังไม่ลงมือปฏิบัติ ขั้นที่ 3 พร้อมเลิก ตั้งใจที่จะเลิก และลงมือปฏิบัติแล้ว เช่น ลดจำนวนบุหรี่ลงในแต่ละวัน การ หลีกเลี่ยงสถานที่ที่ชอบสูบบุหรี่ เป็นต้น ขั้นที่ 4 ลงมือ ผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่และสามารถหยุดสูบบุหรี่ได้ ขั้นที่ 5 คงสภาพ ผู้ที่สามารถหยุดสูบบุหรี่ได้มากกว่า 3 เดือน นอกจากนี้ให้ผู้เข้ารับบำบัดให้ คะแนนความอยากเลิกบุหรี่ของตนเองควบคู่ไปด้วย - นักสังคมฯจะสร้างแรงจูงใจในการเลิกบุหรี่ โดยใช้ภูเขาวัดใจ สู้ภัยบุหรี่ จะทำให้ผู้เข้ารับบำบัด มองเห็นภาพ และเห็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เสริมด้วยการให้ ความรู้เกี่ยวกับสารอันตรายในบุหรี่ โรคอันตรายที่เกิดจากการสูบบุหรี่ ซึ่งสามารถดูภาพประกอบได้ในอีกด้าน ของภูเขาวัดใจ สู้ภัยบุหรี่ การมีส่วนร่วม/บทบาทของทีม ประชุมทีม ประกอบไปด้วย นักสังคมสงเคราะห์ เพื่อหาแนวทางในการสร้างแรงจูงใจในการเลิก บุหรี่ โดยจัดทำภูเขาวัดใจ สู้ภัยบุหรี่ขึ้น เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมตั้งแต่เริ่มบำบัด และได้ ทราบถึงสารอันตรายจากบุหรี่ โรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ เพื่อให้ผู้เข้ารับบำบัดตระหนักถึงอันตรายของสารที่ ได้รับจากการสูบบุหรี่ โรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ รวมถึงโรคแทรกซ้อนหรือเกิดความผิดปกติในร่างกายในส่วน ต่างๆ กรณีผู้เข้ารับบำบัดมีโรคประจำตัวด้วย งบประมาณ/แหล่งงบประมาณดำเนินการ วัสดุ อุปกรณ์จากศูนย์บริการสาธารณสุข 67 ทวีวัฒนา ระยะเวลาดำเนินงาน 1 มกราคม – 29 มีนาคม 2564
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 72 ผลที่เกิดขึ้น / ที่ปรากฏจากการนำผลงานไปใช้ 1. การใช้อุปกรณ์ในครั้งแรกพบว่ามีปัญหาในด้านการใช้ตัวการ์ตูนในการเลื่อนขั้น เนื่องจาก อุปกรณ์ที่ใช้เป็นแม่เหล็กในระหว่างเลื่อนไปส่วนต่างๆของภูเขา สามารถหลุดออกจากกันได้ 2. ผู้เข้ารับบำบัดได้ทราบถึงอันตรายของบุหรี่ มีแรงจูงใจในการเลิกบุหรี่และมีการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมการสูบบุหรี่ที่ดีขึ้น ประโยชน์ / คุณค่าของนวัตกรรม ทั้งระดับบุคคล หน่วยงาน/ชุมชน และประชาชน 1. ประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ การใช้สื่อที่เป็นรูปแบบภูเขา ทำให้ผู้เข้ารับบำบัดสนใจและ อยากทราบข้อมูลต่างๆเพิ่มขึ้น ซึ่งได้ภาพประกอบโรคต่างๆที่เกิดจากการสูบบุหรี่ 2. ผู้เข้ารับบำบัดและผู้ให้การบำบัดเห็นการเปลี่ยนแปลงของความคิดและพฤติกรรมตั้งแต่เข้ารับบำบัด จนสิ้นสุดการบำบัด ซึ่งทำให้ผู้เข้ารับบำบัดมีแรงจูงใจในการเลื่อนลำดับขั้นและทำให้ผู้เข้ารับบำบัดสำรวจตนเองโดยให้ ผู้เข้ารับบำบัดให้คะแนนการเลิกบุหรี่ของตนเองในทุกสัปดาห์ ข้อเสนอในการพัฒนาต่อยอด 1. การทำตุ๊กตาเลื่อนขั้น ให้มีความแข็งแรงและสามารถเลื่อนไปในจุดต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น 2. มีภาพประกอบโรคต่างๆ มากขึ้น
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 73 ชื่อนวัตกรรม ขนาดนั้น สำคัญไฉน นวัตกรรมด้าน สิ่งประดิษฐ์(Product) ผู้พัฒนานวัตกรรม นางศิริพร งามขำ ศูนย์บริการสาธารณสุข 67 ทวีวัฒนา โทรศัพท์ 02-4414682 โทรสาร 02-4414680 ต่อ 406 E-mail [email protected] ที่มาและแรงบันดาลใจในการจัดทำผลงาน ถุงยางในไทยจะมีขนาดต่าง ๆ แล้วแต่ยี่ห้อที่ขายตามท้องตลาด โดยทั่วไปมีตั้งแต่ไซส์ 49, 52.5, 53 ,54 จะไปถึง 56 มิลลิเมตร ซึ่งผู้ชายจำเป็นต้องเลือกไซส์ให้ถูกต้องและไม่ควรมองข้าม ความสำคัญเรื่องของขนาดของถุงยางอนามัย เพราะแม้บางคนจะใช้ถุงยางเป็นประจำก็อาจจะมีการเลือก ไซส์ถุงยางที่ไม่เหมาะสมกับขนาดของตนเอง ซึ่งอาจต้องลองผิดลองถูกอยู่นานกว่าจะรู้ขนาดที่เหมาะสม กับตนเอง ทำให้เสียเวลา เสียเงิน และอาจเกิดปัญหาตามมา เช่น หากเลือกไซส์เล็กไป รัดน้องชายจน แน่น สวมใส่ยาก รู้สึกเจ็บขณะร่วมเพศ ให้ความรู้สึกที่ไม่สบายตัวโดนบีบรัด อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่หากจะเลือกไซส์ใหญ่เกินตัวก็ไม่สมควร เพราะอาจจะหลุดระหว่างมีเพศสัมพันธ์ หรืออาจทำให้ถุงยาง แตก รั่ว ที่สำคัญคือไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์และการเกิดโรคทางเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย การวัดขนาดให้เหมาะสมที่ผ่านมาใช้วิธีการวัดเส้นรอบวงของอวัยวะเพศขณะแข็งตัวเต็มที่ เป็นหน่วยมิลลิเมตร และนำไปหาร 2 จะได้เป็นขนาดของถุงยางอนามัยที่เหมาะสม โดยอุปกรณ์ที่ใช้ใน การวัด ได้แก่ สายวัด ข้อมูลการรายงาน 506 ของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2562 พบรายงานโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นอายุระหว่าง 15-24 ปี โดยมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ปี 2562 สูงถึง 212.66 ต่อแสนประชากร และจากการสำรวจในปีเดียวกันนี้ พบว่าปัญหาการใช้ถุงยางคือ การเลือกขนาดถุงยางอนามัยผิดขนาดขณะทำกิจกรรมทางเพศ ส่งผลให้เกิดการหลวมหลุด ร้อยละ 6.78 เพราะมีขนาดใหญ่กว่าอวัยวะเพศมาก และเกิดการแตกรั่ว ร้อยละ 10.17 เพราะมีขนาดคับเกินไปไม่ เหลือพื้นที่บริเวณปลายสุดเมื่อหลั่งอสุจิออกมา จากข้อมูลนี้แสดงว่าผู้ชายส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้ขนาดไซส์ของ ตนเอง หรือมีความเชื่อเก่าๆว่าถุงยางอนามัยเป็นชนิดฟรีไซส์ เหมาะสำหรับทุกคน หรือไม่ใช้วิธีการวัด ตามที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ ทั้งนี้อาจไม่สะดวก ไม่มีอุปกรณ์ ไม่กล้า หรือ ไม่ทันเตรียมตัว ฯลฯ จึง เกิดปัญหาตามมาตามที่กล่าวเบื้องต้นนอกจากนี้ผลการประเมินการหยิบถุงยางไปใช้ในศูนย์สุขภาพชุมชน พื้นที่เขตทวีวัฒนายังพบว่า วัยรุ่นที่หยิบถุงยางไปใช้มักหยิบไซส์ใหญ่ๆ (หมดจากกล่องเร็วที่สุด)
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 74 ส่วนด้านความสนใจในการรับฟังการสอนนักเรียนเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์พบว่า การ จัดการสอนแบบใหม่ด้วยการมีอุปกรณ์จำลอง เด็กได้ใช้ตาดู หูฟัง มือสัมผัส จะเกิดการเรียนรู้ได้มากยิ่งขึ้น จึง คิดว่าการประดิษฐ์นวัตกรรม”ขนาดนั้น สำคัญไฉน” ตอบโจทย์ได้ดีในการสอนเด็กยุคนี้ แนวคิดการพัฒนา (องค์ความรู้ /หลักการ/ ทฤษฎีที่ใช้ประกอบการพัฒนาผลงาน) Maslow เห็นว่าลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์แบ่งออกเป็น 5 ลำดับ ต่อไปนี้ 1. ความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs) 2. ความต้องการทางด้านความปลอดภัย (Safety Needs) 3. ความต้องการทางด้านสังคม (Social Needs) 4. ความต้องการที่จะมีฐานะเด่นหรือชื่อเสียง (Esteem Needs) 5. ความต้องการที่จะให้ประสบความสมหวังในชีวิต (Self-Actualization Needs) มนุษย์แต่ละคนมีความต้องการที่จะสนองความต้องการให้กับตนเองเป็นหลัก ความต้องการของ มนุษย์มีมากมายหลายอย่างด้วยกัน ซึ่งต้องได้รับความพึงพอใจจากความต้องการพื้นฐานหรือต่ำสุดเสียก่อน จึง จะผ่านขึ้นไปยังความต้องการขั้นสูงตามลำดับ ความต้องการพื้นฐานของร่างกายซึ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต เมื่อ มนุษย์สามารถตอบสนองความต้องการทางร่างกายได้แล้ว มนุษย์ก็จะเพิ่มความต้องการในระดับที่สูงขึ้นต่อไป คือความต้องการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เป็นต้น ความต้องการทางเพศ เป็นความรู้สึกขณะที่ ร่างกายมีการตอบสนองต่อสัญชาตญาณในการดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ แต่ในขณะเดียวมนุษย์ทุกคนก็ต้องการ ความปลอดภัยเช่นกัน หากสิ่งประดิษฐ์สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ขั้นพื้นฐานได้ โอกาสที่จะ ประสบความสำเร็จในการออกแบบก็เป็นไปได้สูง ตัวชี้วัด/กลุ่มเป้าหมาย/วัตถุประสงค์ กลุ่มวัยรุ่น อายุ 13-18 ปี (นักเรียนมัธยมต้น - มัธยมปลาย) วิธีดำเนินการ/ขั้นตอนการพัฒนา 1) กล่อง “ขนาดนั้น สำคัญไฉน” รายละเอียด ดังภาพ วัสดุ-อุปกรณ์ 1. ถุงน่องที่ไม่ใช้แล้ว/ ผ้าพันแผล 2. สำลี/ใยสังเคราะห์ หรือเศษผ้า 3. เข็ม ด้าย 4. กรรไกร 5. สายวัด 6. เศษฟิวเจอร์บอร์ดที่ไม่ใช้แล้ว 7.กล่องกระดาษที่ไม่ใช้แล้ว
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 75 วิธีทำ 1. เย็บถุงน่องที่ไม่ใช้แล้ว/ ผ้าพันแผลเป็นรูปร่างทรงกระบอก ให้คล้ายของจริง และยัดสำลี/ใย สังเคราะห์ หรือเศษผ้าให้ได้ตามขนาดที่ถูกต้อง (วัดเป็นมิลลิเมตร แล้วหาร 2) 2. นำเศษฟิวเจอร์บอร์ดที่ไม่ใช้แล้วมาเจาะรู แล้วใช้แบบจำลองติดกับกล่อง 3. นำแบบจำลองที่ติดแล้วมาวางใส่ในกล่องกระดาษ และตกแต่งกล่องให้ดูสวยงาม 2) แบบจำลองสาธิตการใส่ถุงยาง เปรียบเทียบการใส่ขณะแข็งตัวและไม่แข็งตัว วัสดุ-อุปกรณ์ 1. ถุงน่องที่ไม่ใช้แล้ว/ ผ้าพันแผล 3. สำลี/ใยสังเคราะห์ หรือเศษผ้า 2. เข็ม ด้าย กรรไกร 4. เศษผ้าที่ไม่ใช้ วิธีทำ 1. เย็บถุงน่องที่ไม่ใช้แล้ว/ ผ้าพันแผลเป็นรูปร่างทรงกระบอก ให้คล้ายของจริง 2 อัน 2. ยัดสำลี/ใยสังเคราะห์ หรือเศษผ้าให้ได้ตามขนาดที่ต้องการ โดยอันหนึ่งยัดจนแข็งตึง ส่วนอีก อันใส่เล็กน้อย 3. เย็บทั้ง 2 อันติดกับผ้ากันเปื้อน
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 76 การนำไปใช้กับกลุ่มเป้าหมาย การมีส่วนร่วม/บทบาทของทีม ทีมนำนวัตกรรมไปใช้จริง งบประมาณ/แหล่งงบประมาณดำเนินการ วัสดุ และอุปกรณ์จาก ศูนย์บริการสาธารณสุข 67 ทวีวัฒนา ระยะเวลาดำเนินงาน ประกอบด้วย ขั้นตอนการประดิษฐ์นวัตกรรม 1 วัน ขั้นตอนการนำไปใช้ 2 ปี ผลที่เกิดขึ้น / ที่ปรากฏจากการนำผลงานไปใช้ 1. การหยิบถุงยางไซส์ใหญ่มีจำนวนน้อยลง ปกติในศูนย์สุขภาพแห่งนี้จะวางถุงยางอาทิตย์ละ 10 ชิ้น ปัจจุบัน เหลืออาทิตย์ละ 5 ชิ้น 2. นักเรียนมีความสนใจและสนุกกับการเรียนการสอนมากขึ้นได้อย่างชัดเจน โดยสังเกตจากสี หน้าและเสียงหัวเราะ ประโยชน์ / คุณค่าของนวัตกรรม ทั้งระดับบุคคล หน่วยงาน/ชุมชน และประชาชน ระดับบุคคล ถูกเรียนรู้ด้วยภาพเหมือนจริงด้วยตาเปล่า เกิดภาพการเปรียบเทียบโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ หรือสายวัด ระดับหน่วยงาน ได้เครื่องมือ สื่อการสอนที่ง่ายและน่าสนใจ ระดับประชาชน ลดปัญหาการใช้ถุงยางอนามัยผิดขนาด เกิดการหลวมหลุด แตกรั่ว หรือ ลดอุบัติการณ์การ เกิดโรคทางเพศสัมพันธ์ ข้อเสนอในการพัฒนาต่อยอด นำวัสดุที่คงทนและเสมือนจริงมาใช้ และนำไปใช้อย่างแพร่หลาย
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 77 ชื่อนวัตกรรม ขวดปรับยาในผู้ป่วยไต นวัตกรรมด้าน สิ่งประดิษฐ์ (Product) ผู้พัฒนานวัตกรรม นางสาวธีร์นุตตรา เนตรโพธิ์แก้ว เภสัชกรปฏิบัติการ นายธวัชชัย เขียวดวงดี เจ้าพนักงานเภสัชกรรมปฏิบัติงาน นางสาวศิริพร สีมาลัย พนักงานช่วยงานด้านสาธารณสุข ศูนย์บริการสาธารณสุข 67 ทวีวัฒนา โทรศัพท์: 02-4414680 ต่อ101,102 โทรสาร : 02-4414680 ต่อ 406 E-mail : [email protected] ,[email protected] ที่มาและแรงบันดาลใจในการจัดทำผลงาน ผู้ป่วยโรคเรื้อรังของศูนย์บริการสาธารณสุข 67 ทวีวัฒนาส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุซึ่งมีแนวโน้มที่ การทำงานของไตจะเกิดความผิดปกติได้ บุคลากรสหสาขาวิชาชีพจึงได้มีการเฝ้าระวังและประเมินภาวะทางไต ของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องทุกปี และได้มีการปรับปรุงข้อมูลทางวิชาการต่างๆที่เป็นประโยชน์มาใช้ในการทำงาน อยู่เสมอ รวมถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปรับระดับยาและตรวจสอบระดับยาให้เหมาะสมในผู้ป่วยที่มีภาวะไต ผิดปกติ ผู้ป่วยได้รับยาในขนาดที่ถูกต้องและเกิดความปลอดภัยในการใช้ยาและลดปัจจัยเสี่ยงของภาวะไตเสื่อม เป็นสำคัญ แต่พบว่ายังมีปัญหาความยุ่งยากในการสืบค้นข้อมูล งานเภสัชกรรมเห็นความสำคัญของการลดเวลา ในการทำงาน จึงได้รวบรวมข้อมูลระดับยาที่ใช้บ่อยในผู้ป่วยโรคเรื้อรังแยกตามค่าการทำงานของไต (eGFR) เพื่อให้สืบค้นข้อมูลได้เร็วขึ้น ช่วยลดเวลาในการทำงานให้กับแพทย์และเภสัชกรได้มากขึ้น แนวคิดการพัฒนา ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ได้แก่ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง หากดูแลรักษาไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดโรค แทรกซ้อนตามมาได้ ซึ่งหนึ่งในโรคแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย คือ โรคไต อ้างอิงจากข้อมูลของสมาคมโรคไตแห่ง ประเทศไทยใน ปี พ.ศ. 2555 พบว่าโรคไตเรื้อรังมีสาเหตุจากโรคเบาหวานมากที่สุด (ร้อยละ 37.5) รองลงมา คือ โรคความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 25.6), โรคที่มีการอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากนิ่ว ทางเดินปัสสาวะ (ร้อยละ 4.3) และโรค chronic glomerulonephritis (ร้อยละ 2.4) รวมถึง ผลการศึกษาของ ศ.นพ. วิชัย เอกพลากร และคณะ ในการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 ปีพ.ศ.2557 ยังพบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตเรื้อรังมากกว่าคนปกติ สูงถึง 1.9 และ 1.6 เท่า ตามลำดับ ซึ่งจากการทบทวนการศึกษาที่ผ่านมาในประเทศไทย พบว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อ การเกิดโรคไตเรื้อรัง ได้แก่ อายุ เพศ กรรมพันธุ์ การมีโรคร่วม พฤติกรรมเสี่ยงและปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมี ความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ดังนั้นหากผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้รับการเฝ้าระวังและประเมินภาวะทางไตตั้งแต่ ระยะเริ่มต้น จะทำให้สามารถดูแลรักษาและควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เพื่อชะลอการดำเนินโรคไต ช่วยลด ค่าใช้จ่ายและการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 78 ซึ่งหนึ่งบทบาทของเภสัชกรก็คือการตรวจสอบระดับยาให้เหมาะสมในผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีภาวะไต ผิดปกติ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาในขนาดที่ถูกต้องและเกิดความปลอดภัยในการใช้ยา ร่วมกับการนำแนวคิดที่จะ ลดเวลาในการทำงาน และนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุดผสมผสานไปด้วยกัน ตัวชี้วัด ระยะเวลารอคอยรับบริการของผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีภาวะไตผิดปกติลดลง และแพทย์และเภสัชกร สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำงานได้จริง และช่วยลดเวลาในการทำงานลงได้ กลุ่มเป้าหมาย ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีภาวะไตผิดปกติ แพทย์และเภสัชกรของศูนย์บริการสาธารณสุข 67 ทวีวัฒนา วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาในขนาดที่ถูกต้องและเกิดความปลอดภัยในการใช้ยา 2. เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับแพทย์และเภสัชกร ช่วยลดเวลาในการทำงานลงได้ 3. ช่วยให้ระยะเวลารอคอยรับบริการของผู้ป่วยลดลง วิธีดำเนินการ/ขั้นตอนการพัฒนา 1. สำรวจรายการยาที่มีการใช้บ่อยในผู้ป่วยโรคเรื้อรังและรวบรวมข้อมูลระดับยาแยกตามค่าการ ทำงานของไต (eGFR) 2. หาเศษวัสดุเหลือใช้ที่สามารถนำมาใช้ในการประดิษฐ์ขวดปรับยาในผู้ป่วยไต ซึ่งเลือกใช้เป็น ขวดนมเมจิ ขนาด 450 มิลลิลิตร และขวดชานมเถ้าแก่น้อย ขนาด 275 มิลลิลิตร ที่หาซื้อได้ตามท้องตลาด และเตรียมอุปกรณ์อื่นๆ ได้แก่ กระดาษ A4 สติ๊กเกอร์ใส กาว กรรไกร คัตเตอร์ ดินสอ ปากกาเมจิก คอมพิวเตอร์ และเครื่องพิมพ์เอกสารสี 3. จัดทำนวัตกรรม “ขวดปรับยาในผู้ป่วยไต” ดังนี้ 1) เริ่มจากการตัดขวดนมด้านนอก (ขวดนมเมจิ) ด้านบนให้มีช่องว่างขนาดใกล้เคียงกับขนาด ขวดนมด้านใน (ขวดชานมเถ้าแก่น้อย) เพื่อให้สามารถนำขวดนมด้านในมาใส่ได้พอดีกัน 2) นำข้อมูลการแบ่งระยะของภาวะไตผิดปกติร่วมกับชื่อยาที่มีการใช้บ่อยในผู้ป่วยโรคเรื้อรังมา พิมพ์ในกระดาษ A4 และตัดให้ได้ขนาดที่เหมาะสมกับขนาดขวดนมด้านนอก พร้อมกับทากาวและติดสติ๊กเกอร์ ใสเคลือบให้สวยงาม 3) นำดินสอมาวัดระยะช่องว่างที่จะตัดขวดนมด้านนอกเพื่อให้มองเห็นข้อความในขวดนม ด้านในและนำคัตเตอร์มาตัดตามขนาดดังกล่าวให้เหมาะสม 4) นำข้อมูลระดับยาแยกตามค่าการทำงานของไต (eGFR) ในแต่ละระยะของภาวะไตผิดปกติ มาจัดพิมพ์ในกระดาษ A4 พร้อมกับตัดให้ได้ขนาดที่เหมาะสมกับขนาดขวดนมด้านใน และนำมาทากาวและติด สติ๊กเกอร์ใสเคลือบให้สวยงามอีกเช่นกัน
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 79 3. จัดทำนวัตกรรม “ขวดปรับยาในผู้ป่วยไต” (ต่อ) 5) ให้นำขวดนมด้านนอกและขวดนมด้านในมาสวมเข้ากันก็จะสามารถนำไปใช้งานได้ทันที 4. นำผลงานไปเสนอแพทย์เพื่อใช้ประโยชน์ในการตรวจรักษาผู้ป่วย และนำมาใช้ในงานเภสัช กรรมเพื่อช่วยตรวจสอบระดับยาให้กับผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีภาวะไตผิดปกติ 5. ติดตามและประเมินผล การมีส่วนร่วม/บทบาทของทีม เป็นการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ให้สามารถนำมาใช้ในการทำงาน เพื่อให้เกิดความสะดวก ช่วยลดเวลา ในการทำงานของแพทย์และเภสัชกร งบประมาณ/แหล่งงบประมาณดำเนินการ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เป็นเพียงการนำวัสดุเหลือใช้ (ขวดนมเมจิ ขนาด 450 มิลลิลิตร และขวดชานมเถ้าแก่น้อย ขนาด 275 มิลลิลิตร) ที่หาซื้อได้ตามท้องตลาด กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ระยะเวลาดำเนินงาน 1 เดือน (ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์- 29 มีนาคม 2564) ผลที่เกิดขึ้น/ที่ปรากฏจากการนำผลงานไปใช้ เวลารอคอยการรับบริการของผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีภาวะไตผิดปกติลดลง ประโยชน์/คุณค่าของนวัตกรรม ทั้งระดับบุคคล หน่วยงาน/ชุมชน และประชาชน 1. ผู้ป่วยได้รับยาในขนาดที่ถูกต้องและเกิดความปลอดภัยในการใช้ยา 2. แพทย์และเภสัชกรทำงานได้สะดวกมากขึ้น และช่วยลดเวลาในการทำงานลง 3. ระยะเวลารอคอยรับบริการของผู้ป่วยลดลง 4. เป็นการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ข้อเสนอในการพัฒนาต่อยอด สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการสรุปข้อมูลด้านอื่นๆ ในวัสดุเหลือใช้ต่างๆ เพิ่มเติมได้ เช่น ขนาด ยาที่ใช้บ่อยในเด็ก หรือข้อมูลสมุนไพร/ยาที่ควรหลีกเลี่ยงในผู้ป่วยไต เป็นต้น
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 80 ชื่อนวัตกรรม สปาย (Spine) สบาย นวัตกรรมด้าน สิ่งประดิษฐ์ (Product) ผู้พัฒนานวัตกรรม นางสาวปิยะดา ใจอารีย์ นักกายภาพบำบัด ศูนย์บริการสาธารณสุข 67 ทวีวัฒนา โทร 02-441-4680 E-mail: [email protected] ที่มาและแรงบันดาลใจในการจัดทำผลงาน เนื่องจากในการดูแลสุขภาพผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้าน (Home Health Care) มีหน่วยงาน กายภาพบำบัดเข้าร่วมอย่างสม่ำเสมอซึ่งทำงานร่วมกันเป็นสหวิชาชีพ และจากการออกเยี่ยมผู้ป่วยในชุมชน กลุ่มผู้ป่วยติดเตียงที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้จำเป็นต้องมีผู้ดูแล การทำกิจวัตรประจำวันส่วนหนึ่งคือการพลิก ตะแคงตัว เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นแผลกดทับ หรือการดึงตัวผู้ป่วยขึ้นในกรณีที่ตัวผู้ป่วยเลื่อนไหลลง หาก ในครอบครัวนั้นมีผู้ดูแลหลายคนย่อมสามารถช่วยเคลื่อนย้ายตัวบนเตียงได้ แต่หลายครั้งที่ออกเยี่ยมผู้ป่วยใน ชุมชนจะพบว่าหลายครอบครัวมีผู้ดูแลแค่หนึ่งคน ซึ่งทำให้การเคลื่อนย้ายตัวบนเตียงของผู้ป่วยเป็นไปด้วย ความยากลำบาก นอกเหนือจากทำได้ด้วยความยากลำบากแล้ว อีกทั้งอาจทำให้ผู้ดูแลมีอาการปวดได้เมื่อทำ บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณหลัง ซึ่งสามารถส่งผลให้เกิดปัญหาทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อตามมา ได้ในระยะยาว เช่น ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน ดังนั้นทางหน่วยงานจึงมีแนวคิดจัดทำอุปกรณ์ช่วย เคลื่อนย้าย/พลิกตะแคงตัวบนเตียง เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยบนเตียงได้ง่ายแม้มีเพียงหนึ่งคน และลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาต่อระบบกระดูกและกล้ามเนื้อของผู้ดูแล แนวคิดการพัฒนา กระดูกสันหลังบริเวณเอวช่วยรับน้ำหนัก 80% ของร่างกายส่วนบน ส่วนบริเวณกระดูกที่ยื่น ออกมาด้านหลังจะสัมผัสกับกระดูกที่ยื่นออกมาในระดับถัดไป เรียกว่า facet joints ซึ่ง facet joints นี้ เป็น ข้อต่อบริเวณกระดูกสันหลัง ทำหน้าที่เคลื่อนไหวและช่วยหมอนรองกระดูกสันหลังรองรับน้ำหนัก 20% แต่จะ รองรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นเมื่อหมอนรองกระดูกสันหลังเริ่มสูญเสียประสิทธิภาพไป
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 81 หมอนรองกระดูกสันหลัง อยู่ระหว่างกระดูกสันหลัง 2 ชิ้น ซึ่งประกอบด้วย Nucleus pulposus บริเวณตรงกลางคล้ายเจลลี่ และ Annulus fibrosus อยู่ล้อมรอบ Nucleus pulposus มีน้ำเป็นองค์ประกอบ 85-90% และมีคุณสมบัติในการรับแรงกด เมื่อมีแรงกระทำต่อหมอนรองกระดูกสันหลัง nucleus pulposus จะกระจายแรงส่งต่อไปที่ Annulus fibrosus แต่เมื่ออายุมากขึ้นความสามารถในการรับแรงกระทำจะลดลง และไม่สามารถกระจายแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป ในปี 1960 – 1970 Nachemson ได้ศึกษาปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อแรงดันภายในหมอนรองกระดูก สันหลังบริเวณเอว เมื่ออยู่ในท่าทางต่างๆ ซึ่งพบว่า ท่าที่มีแรงกระทำต่อหมอนรองกระดูกสันหลังมากที่สุดน้อยที่สุด มีดังนี้ ท่าโน้มตัวไปด้านหน้า ท่านั่งไม่พิงพนัก ท่ายืน และท่านอน ตามลำดับ และพบว่าแรงกระทำ ต่อหมอนรองกระดูกสันหลังเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ขณะที่โน้มตัวไปด้านหน้า ตามตารางดังนี้ ปี 1999 Wike และคณะ, ปี 1999 Katshuhiko และคณะ และ ปี 2006 A.Rohlmann ได้ศึกษาและ พบผลการศึกษาที่สอดคล้องกับการศึกษาข้างต้น ยกเว้นกรณีเดียวที่มีความแตกต่างกันคือการยืนท่า ก้มโน้มไปด้านหน้านั้นมีแรงกระทำต่อหมอนรองกระดูกสันหลังบริเวณเอวมากกว่าท่านั่งก้ม
โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 82 ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน เมื่ออายุ 30 - 50 ปี กระดูกสันหลังเริ่มเข้าสู่กระบวนการ เสื่อมมากขึ้นๆ Nucleus pulposus เริ่มเสียคุณสมบัติในการรองรับแรงกระทำและการกระจายแรง เมื่อมีแรง กระทำในขณะที่ Annulus fibrosus เสื่อมจนเกิดการฉีกขาด และหากมีแรงกระทำมากระทำมากขึ้น ถี่ขึ้นจะ ส่งผลต่อ nucleus pulposus หรือหมอนรองกระดูกสันหลังที่อยู่ตรงกลางให้เคลื่อนออกมาได้เช่นกัน ซึ่งอาจ เคลื่อนออกมาจนรบกวนเส้นประสาทได้ โดยลักษณะท่าทางที่มีความเสี่ยงต่อการเคลื่อนของหมอนรองกระดูก สันหลังมากที่สุดคือ การยืนโน้มตัวไปด้านหน้าเพื่อยกของ ดังนั้นจึงมักมีการให้คำแนะนำ กรณีที่ต้องยกของให้ เปลี่ยนจากท่ายืนก้มโน้มตัวไปยกของเป็นการย่อตัว หลังตรง ให้ของที่จะยกอยู่ใกล้ลำตัวให้มากที่สุดและยก ของขึ้น เป้าหมายของการพัฒนา 1. เพื่อให้ผู้ดูแลเพียงหนึ่งคนสามารถเคลื่อนย้ายตัวผู้ป่วยติดเตียงบนเตียงได้ด้วยตัวเองโดยง่าย 2. เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อจากการก้มตัว เพื่อเคลื่อนย้ายตัว ผู้ป่วยบนเตียงของผู้ดูแล 3. เพื่อเป็นอุปกรณ์ที่ไม่จำเพาะต่อรูปร่าง หรือในบุคคลใดบุคลหนึ่ง 4. เพื่อให้อุปกรณ์นี้สามารถทำได้ง่าย และประหยัด วิธีดำเนินการ 1. เตรียมวัสดุ ผ้าร่ม 1 ผืน, เชือก 6 เส้น 2. เย็บเชือกติดกับผ้าร่ม ตามตำแหน่งที่ระบุ 3. นำอุปกรณ์ไปทดสอบการใช้งานกับผู้ป่วย ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ผู้ดูแลหนึ่งคนสามารถเคลื่อนย้ายตัวผู้ป่วยติดเตียงบนเตียงได้ด้วยตัวเองอย่างง่ายดาย 2. ความเสี่ยงต่อปัญหาทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อจากการก้มตัว เพื่อเคลื่อนย้ายตัวผู้ป่วย บนเตียงของผู้ดูแลลดลง 3. เป็นอุปกรณ์ที่ไม่จำเพาะต่อรูปร่าง หรือในบุคคลใดบุคลหนึ่ง 4. อุปกรณ์นี้สามารถทำได้ง่าย และประหยัด งบประมาณ/แหล่งงบประมาณดำเนินการ ค่าวัสดุอุปกรณ์ในการดำเนินการ 100 บาท
Êӹѡ͹ÒÁÑ ¡Ãا෾ÁËÒ¹¤Ã Êӹѡ§Ò¹¾Ñ²¹ÒÃкºÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢ Êӹѡ͹ÒÁÑ ¡Ãا෾ÁËÒ¹¤Ã â·Ã. 0 2203 2849 www.bangkok.go.th/health