The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยภาคีเครือข่ายฉบับสมบูรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สัทธา สืบดา, 2020-12-24 23:32:08

วิจัยภาคีเครือข่ายฉบับสมบูรณ์

วิจัยภาคีเครือข่ายฉบับสมบูรณ์

(ภายใตก้ ารขยายผลนวตั กรรมการนิเทศเชงิ สรา้ งสรรค์สาหรบั ครูเพ่อื สง่ เสริม
ดา้ นบรหิ ารจดั การคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรยี นกองทุนการศึกษา จังหวดั กาญจนบรุ )ี

ดร.สาลนิ ี อดุ มผล และคณะศกึ ษานิเทศก์ กลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมนิ ผล
สานักงานศกึ ษาธกิ ารจังหวัดกาญจนบรุ ี
โทร. ๐ ๓๔๕๖ ๔๐๐1-7
โทรสาร ๐ ๓๔๕๖ ๔๐๐๖-7

สารบญั

หนา้

อนุมัตหิ ัวข้อ 1

บทที่ 1 บทนา..................................................................................................................... 1

วตั ถปุ ระสงค์ 3

ตวั ชี้วัดความสาเรจ็ .3

ขอบเขตการดาเนินงาน 4

ระยะเวลาในการดาเนินงาน 4

นิยามศพั ท์เฉพาะ 4

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 5

บทท่ี 2 วรรณกรรมทีเ่ กี่ยวข้อง............................................................................................. 6

สว่ นที่ 1 การพฒั นาหลกั สูตรภาคเี ครือข่ายร่วมพัฒนาศกึ ษานิเทศกค์ ุณธรรม

เพ่ือขบั เคลื่อนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จงั หวดั กาญจนบุรี 6

สว่ นที่ 2 บริบทโรงเรียนทขี่ ยายผลภายใตน้ วตั กรรมการนเิ ทศเชงิ สร้างสรรค์สาหรบั ครู

เพ่ือสง่ เสริมดา้ นบริหารจดั การคณุ ธรรม จรยิ ธรรมของโรงเรียน

ในโครงการกองทนุ การศึกษา จังหวัดกาญจนบรุ ี 6

บทท่ี 3 การดาเนินงานวิจัย............................................................................................. 46

ขน้ั ตอนท่ี 1 46

ขน้ั ตอนท่ี 2 47

ขั้นตอนที่ 3 48

ข้ันตอนท่ี 4 48

บทที่ 4 สรปุ ผลการวจิ ยั อภิปรายผล ข้อเสนอแนะ................................................................. 46

ผลการดาเนนิ การวิจัย 50

อภิปราย 61

ขอ้ เสนอแนะ 64

บรรณานุกรม 65

ภาคผนวก 66

แผนการดาเนินการวิจัย 4 ขน้ั ตอน 67



บทท่ี 2
วรรณกรรมท่ีเกย่ี วขอ้ ง

………………………………………………………………………………………………………………………………..
งานวิจัยและพัฒนา เรื่อง หลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพื่อขับเคล่ือน
โรงเรียนในโครงการกอทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศเชิงสร้างสรรค์
สาหรับครูเพ่ือส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียนกองทุนการศึกษา จังหวัด
กาญจนบุร)ี มีบรบิ ทท่เี กยี่ วข้อง 2 สว่ น ดังน้ี
สว่ นท่ี 1 การพฒั นาหลกั สตู รภาคีเครือข่ายรว่ มพัฒนาศกึ ษานิเทศก์คุณธรรมเพ่ือขบั เคลอื่ นโรงเรียน
ในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศเชิงสร้างสรรค์
สาหรับครูเพื่อส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียนกองทุนการศึกษา
จังหวัดกาญจนบุรี) รายละเอียดดงั น้ี

1.แนวคดิ เกีย่ วกับหลักสตู ร
1.1 แนวคดิ เกี่ยวกบั การพฒั นาหลกั สูตร

การพฒั นาหลักสตู ร โดยทว่ั ไปจะใช้คาว่า Curriculum Development ซึ่งหมายถงึ การ
ปรับปรงุ เปล่ยี นแปลงเก่ยี วกับจดุ มุ่งหมาย (Goals) เน้อื หาวชิ า (Contents) วิธีการสอน (Method of
Teaching) หรือการปรบั ปรุงเพียงสว่ นใดส่วนหนึ่ง และหลักสูตรจะไม่มีความหมายใด ๆ หากผ้มู หี นา้ ที่จดั
การศึกษาปล่อยไว้ใหเ้ ปน็ เพียงข้อความอยู่ในคมู่ ือหลักสูตร

Tyler (1950) ได้เสนอแนวคิดในการพัฒนาหลกั สูตร ดงั ขั้นตอนต่อไปนี้คือ

1. ทางโรงเรยี นหรอื หนว่ ยงานต้องมีเปา้ ประสงค์ในการทีจ่ ะศึกษาอยา่ งไร (Educational
Purposes)

2. ประสบการณ์ทางการศึกษาหรือสิ่งท่ีได้จากหลกั สูตร (Educational Experiences)
ท่ตี ้องการให้เกดิ นนั้ ได้แก่อะไร

3. จะจดั กิจกรรมเพือ่ ใหเ้ กดิ ประสบการณ์ทางการศึกษาอยา่ งไร ใหม้ ีประสทิ ธิภาพ
4. เราจะตัดสินว่าการจัดกิจกรรมหรือประสบการณ์ทางศึกษาได้บรรลุตามจุดมุ่งหมายทางการ
ศกึ ษาได้อยา่ งไร
จากแนวคิดการพัฒนาหลักสูตรของ Tyler (1950) ให้ความสาคัญกับจุดม่งหมายทางการศึกษา
เป็นหลัก ซึ่งเป็นแนวคิดท่ีสามารถไปพัฒนาหลักสูตรที่สามารถปรับใช้ได้ทุกระดับ ในขณะที่ Saylor and
Alexander(1981) มีความเหน็ วา่ การพัฒนาหลักสตู รมคี วามหมายท่ีเด่นชดั ทสี่ ุดอยู่ 2 ลักษณะ คือลักษณะแรก
หมายถึง การทาให้ดีข้ึนหรือทาให้สมบูรณ์ขึ้น และอีกลักษณะท่ีสอง หมายถึง ทาให้เกิดมีขึ้นหรือกรณีท่ีต้อง
สร้างหลักสูตรขนึ้ ใหม่โดยไม่มีหลักสตู รเดิม ดังน้ัน Saylor, Alexander and Lewis (1981: 30-39) ได้เสนอ
แนวคดิ เก่ียวกบั กระบวนการวางแผนหรอื พัฒนาหลกั สตู ร ซ่ึงประกอบด้วย 4 ข้นั ตอน ดงั น้ี
ขั้นตอนท่ี 1 การกาหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และขอบเขต (Goals 1 Objectives and
Domains) โดยได้กาหนดขอบเขตของเป้าหมายเพ่ือพัฒนาใหผ้ ู้เรียนมีประสบการณ์การเรียนที่ หลากหลายไว้ 4
ป ระการ คือ พั ฒ น าการส่วน บุ คคล (Personal Development) ความสามารถท างสังคม (Social



Competence) ทั ก ษ ะ ก า ร เรี ย น รู้ (Continued Learning Skills) แ ล ะ ค ว า ม ช า น า ญ เฉ พ า ะ ด้ า น
(Specialization)

ข้ันตอนที่ 2 การออกแบบหลักสูตร (Curriculum Designs) เป้าหมาย วัตถุประสงค์ และ
ขอบเขตจะเป็นข้อมูลให้คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรตัดสินใจในกระบวนการออกแบบหลักสูตร โดยพิจารณา
จากข้อมูลด้านอื่น ๆ ได้แก่ ธรรมชาติของวิชา รูปแบบของสถาบันทางสังคมที่สัมพันธ์กับความต้องการ และ
ความสนใจของผู้เรยี น

ขน้ั ตอนท่ี 3 การนาหลักสูตรไปใช้ (Curriculum Implementation) เมื่อการออกแบบหลักสูตร
เรียบร้อยสมบูรณ์แล้ว ผู้สอนจะมีบทบาทเกี่ยวกับการวางแผนหลักสูตรในส่วนของการเรียนการสอน จะ
พิจารณาเลือกวธิ ีการสอนที่มีสว่ นสัมพนั ธก์ บั ผเู้ รยี นและหลกั สตู ร

ขัน้ ตอนท่ี 4 การประเมินผลหลักสูตร (Curriculum Evaluation) เป็นข้ันสุดท้ายของการ
วางแผนหลักสูตร ซึ่งคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรและครู รวมท้ังผู้บริหารจะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันใน
การประเมินผลหลักสูตร รวมท้ังเน้นถึงกระบวนการวางแผนเกี่ยวกับหลักสูตรท่ีรวมถึงการตัดสินใจเร่ืองรูปแบบ
การสอนโดยการวางแผนเก่ียวกับหลักสูตรว่าควรมีลักษณะยืดหยุ่น พร้อมให้ข้อเสนอแนะหลายๆ อย่างในเร่ือง
รปู แบบการสอน เอกสาร วัสดุอุปกรณ์ ซ่งึ สามารถจะแสดงรปู แบบกระบวนการการพัฒนาหลักสูตรของ เซเลอร์,
อเล็กซานเดอร์ และเลวิส ได้ดังภาพประกอบ

เป้าหมายและวตั ถุประสงค์

การออกแบบหลกั สตู ร การนาหลกั สูตรไปใช้ การประเมินผลหลกั สตู ร

 การตัดสินใจเก่ียวกับการ ครมู สี ่วนรบั ผิดชอบการตัดสนิ ใจ ความรบั ผิดชอบของครู
ออกแบบหลกั สตู รโดย
คณะกรรมการพฒั นาหลกั สตู ร เกีย่ วกับวิธีการจัดการเรยี น เกี่ยวกบั วิธีการประเมิน
วางแผนหลักสูตรสาหรบั
ศนู ย์การศกึ ษา การสอนการวางแผนหลกั สูตร ความก้าวหนา้ ของผเู้ รียน
การใช้ขอ้ มลู เกี่ยวกบั
การเมืองและสังคมเปน็ รวมทง้ั ทางเลือกตา่ ง ๆ เกี่ยวกับ  การตัดสินใจเกี่ยวกบั วธิ ีการ
สิ่งพิจารณาขนั้ สดุ ทา้ ยสาหรับ
การออกแบบหลักสูตร การจดั แหลง่ ทรัพยากร สื่อ ประเมนิ หลกั สตู รซ่งึ เปน็

ท่ีจะส่งเสรมิ ความยืดหย่นุ และ ความรบั ผิดชอบของ

อิสระสาหรับครแู ละนกั เรียน คณะกรรมการพัฒนาหลักสตู

ขอ้ มลู การประเมนิ หลกั สตู ร

จะใชส้ าหรบั การตดั สนิ ใจ

วางแผนหลกั สตู รตอ่ ไป

ภาพท่ี 3 รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของ Saylor, Alexander and Lewis (1981: 30)
การพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดของทาบา (Taba)
รูปแบบการพฒั นาหลักสตู รของ Taba (1962) มีทั้งหมด ดังน้ี
1. ตรวจสอบวินจิ ฉัยความจาเปน็ ท่ีตอ้ งการพฒั นาหลักสูตร
2. กาหนดจุดมุ่งหมาย
3. คัดเลอื กเนอื้ เพอ่ื ให้บรรลุจดุ มุ่งหมาย
4. จดั ลาดับเนอ้ื หา



5. คดั เลอื กประสบการณ์เรยี น
6. เรยี งลาดับขน้ั ตอนของประสบการณ์ที่ควรจะให้ผู้เรยี น
7. กาหนดวิธกี ารประเมินและแนวทางในการปฏบิ ัติ
ในลาดับ 7 ข้ันตอน ของ Taba(1962) เป็นแนวทางในการร่างหลักสูตรเท่านั้น ในการพัฒนา
หลกั สูตรทาบา Taba(1962) ไดเ้ สนอข้นั ตอนการพัฒนาหลักสตู รเพิม่ เติมอีก 4 ขัน้ ตอน คือ
1. การทดลองหลักสตู รท่สี รา้ งขึ้น
2. นาขอ้ มลู ในการทดลองไปพัฒนาต่อ
3. พัฒนาแนวทางในการดาเนินงานตามหลักสูตรที่สร้างและตรวจสอบเนื้อหาใน แต่ละหน่วย
การทดลอง เพื่อจดั เรยี งลาดบั
4. นาไปใช้และเผยแพรห่ ลักสตู รท่สี รา้ งข้ึนใหม่ เพื่อนามาปฏบิ ตั ใิ นห้องเรียนจริงได้
แนวคดิ การพฒั นาหลกั สตู รของวิชัย วงษ์ใหญ่
วชิ ัย วงษ์ใหญ่ (2538: 77) ไดเ้ สนอแนวคดิ ในกระบวนการพัฒนาหลกั สตู รไว้ 5 ขน้ั ตอน ดงั น้ี
1. คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรกาหนดจุดมุ่งหมาย หลักการและโครงสร้างและ การออกแบบ
หลกั สตู รข้ึนมา โดยศึกษาจากสภาพปัญหาและความตอ้ งการของสงั คมปจั จุบนั
2. การยกร่างเน้ือหาสาระ แต่ละกลุ่มประสบการณ์ แต่ละหน่วยการเรียน และแต่ละรายวิชา โดย
ปรึกษาหารือจากผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาวิชา คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาวิชา
เปน็ ผู้กาหนดจดุ มงุ่ หมาย จุดประสงคท์ วั่ ไป จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม หรือจุดประสงค์การเรียน การวางแผนการ
สอน ทาบันทึกการสอน ผลิตสือ่ การเรียน จดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนเปน็ กลุม่ หรือรายบุคคล
3. การนาหลักสูตรที่พัฒนาแล้วไปทดลองใช้ในโรงเรียนนาร่อง โดยคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร
ไดก้ าหนดไว้ ถา้ มขี อ้ บกพร่องก็ทาการแก้ไขปรบั ปรงุ โดยปรึกษาหารือผูเ้ ช่ียวชาญ เฉพาะสาขาตลอดเวลา
4. การอบรมครู ผู้บริหารทุกระดับ และบุคลากรทางการศึกษาให้เข้าใจหลักสูตรใหม่ เพ่ือจะได้ใช้
หลักสูตรใหม่ให้ถูกต้องเหมาะสม ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร รวมทั้ง การประชาสัมพันธ์หลักสูตรให้ผู้ที่
เก่ยี วข้องทราบ
5. การนาหลักสูตรไปใช้ปฏิบัติการสอนในโรงเรยี น ประกาศใช้หลักสูตร สนับสนุน ให้ผบู้ รหิ ารและ
ครนู าหลักสูตรไปปฏิบัติให้เกดิ ประโยชน์ในโรงเรียนต่อไป



รูปแบบกระบวนการพัฒนาหลักสูตรและการสอนของวิชัย วงษ์ใหญ่ (2538: 79) สรุปได้เป็น
แผนภาพ ดังภาพ

กำหนดจดุ มงุ่ หมำยหลกั กำรและ สภำพปัญหำ

โครงสรำ้ งของหลกั สตู ร และควำมตอ้ งกำรของ

ยกรำ่ งเนอื้ หำสำระ วำงแผนกำรสอน กลมุ่ รำยวชิ ำ หนว่ ย
สรำ้ งสอ่ื กำรเรยี นและคมู่ ือครู

ทดลองใชแ้ ละแกไ้ ขปรบั ปรุง จดุ ประสงคท์ ่วั ไป
จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม
ผเู้ ชย่ี วชำญเฉพำะสำขำ เสนอแนะขอ้ คดิ เห็น

อบรมครูเพอื่ ใชห้ ลกั สตู รและวธิ ีกำรสอน

กำรปฏิบตั กิ ำรสอน แผนกำรสอนและสอื่
กำรเรยี น
กำรบรหิ ำรและบรหิ ำรหลกั สตู ร
กิจกรรมกำรเรยี น
กำรประเมินผล

กลมุ่ รำยบคุ คล

กิจกรรมกำรเรยี น

ภาพท่ี 4 รูปแบบกระบวนการพฒั นาหลกั สูตรการสอนของวิชัย วงษใ์ หญ่
1.2 องค์ประกอบเกยี่ วกบั การพัฒนาหลักสูตร

หลักสูตรมีองค์ประกอบแตกต่างกันตามแนวคิดของนักการศึกษาหลายท่านที่มีมุมมองอย่าง
หลากหลายดงั นี้

Tyler (1969) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของหลักสูตรตามโครงสร้าง 4 ประการ คือ
1) จุดมงุ่ หมาย (Education Purpose) 2) ประสบการณ์ (Education Experience) 3) วธิ ีการจดั ประสบการณ์
(Organizational of Education Experience) และ 4) การป ระเมิน (Determination of What to
Evaluate) ในขณะที่ Taba (1962) Ornstein และ HunKins (1993) ระบุองค์ประกอบของหลักสูตรอย่าง
คล้ายคลึงกัน คือ 1) จุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายของหลักสูตร 2) เนื้อหาสาระวิชา 3) วิธีการสอนหรือการจัด

๑๐

ประสบการณก์ ารเรียนรู้ และ 4) การประเมินผล ซึ่ง Beauchamp (1981) เสนอแนวคิดเกยี่ วกับองค์ประกอบ
หลักสูตรท่ีแตกต่างจากนักการศึกษาท่านอ่ืน ๆ โดยระบุองค์ประกอบของหลักสูตรไว้ 3 ส่วน คือ 1) ส่วนท่ีเป็น
ตวั ป้อน (input) 2) ส่วนที่เป็นกระบวนการ และ 3) ผลลัพธ์ท่ีได้ (Output) นอกจากน้ี ธารง บัวศรี ( 2542 :
8 ) กล่าวว่า หลักสูตรมีองค์ประกอบ ท่ีสาคัญอย่างน้อย 6 อย่าง คือ 1) จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 2)
จุดประสงค์ของการเรียนการสอน3) เน้ือหาสาระและประสบการณ์ 4) ยุทธศาสตร์การเรียนการสอน 5) วัสดุ
อุปกรณแ์ ละสอ่ื การเรยี นการสอน และ 6) การประเมนิ ผล

1.3 แนวคดิ เกยี่ วกับการประเมนิ หลกั สูตร
การประเมินหลักสูตร เป็นกระบวนการละเอียดซับซ้อน และมีขอบเขตกว้างขวาง อาจต้องอาศัยบุคคลหรือ
หน่วยงานหลายฝ่ายร่วมมือแบ่งงานและแบ่งแรงกันทา แต่ก็ต้องมีการวางแผนร่วมกัน หรือมีหน่วยงานกลาง
ประสานแผนท้ังหมด เพ่ือให้ผลการประเมินครอบคลุม ทุกส่วนที่ต้องการ ซ่ึงจะทาให้ได้ข้อมูลที่เช่ือถือได้
ในการประเมินผลหลักสตู รนนั้ มขี อบเขตทจ่ี ะประเมนิ 4 ด้าน คอื

1. ดา้ นตัวหลกั สูตร
2. ดา้ นกระบวนการนาหลักสตู รไปใช้
3. ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของเด็ก
ด้านตัวหลักสูตร เป็นการวิเคราะห์หลักสูตรเพื่อประเมินผลหลังจากที่ได้พัฒนาหลักสูตรออกเป็น
เอกสารท่ีกาหนดองค์ประกอบของหลักสูตรท่ีครบถ้วน แต่ยังมิได้นาไป ทดลองใช้ หรือจะเป็นการวิเคราะห์
หลักสูตรท่ีกาลังใช้อยู่ก็ได้ แต่การวิเคราะห์พิจารณาในด้านของตัวหลักสูตรท่ีเป็นเอกสารโดยยังไม่เก่ียวข้องไป
ถึงการศกึ ษาปัญหาเมือ่ นาไปใชจ้ ริง
ด้านกระบวนการนาหลักสูตรไปใช้ เป็นการวิเคราะห์ดูผลการนาหลักสูตรไปใช้ในโรงเรียน การ
ประเมินผลขั้นน้ี เป็นการประเมินการปฏิบัติการท้ังหมดในโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้อาจจะออกมาในรูปเกณฑ์
การประเมินผลโรงเรียน ซ่ึงประกอบด้วยการประเมินผลหลายด้าน เช่น ด้านการสอน การจัดกิจกรรม
ประสบการณ์ การบริหาร สภาพแวดลอ้ ม สอ่ื การเรียน และงบประมาณ เปน็ ตน้
ดา้ นผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของเด็ก เป็นการวัดพฤติกรรมท่ีเปล่ียนแปลงไปของนักเรียนไม่ใช่
เพียงผลการสอบที่โรงเรียนจัดข้ึนเท่านั้น แต่หมายถึงพฤติกรรมทั้งมวลตามจุดประสงค์ของหลักสูตร ทั้งน้ีเพ่ือ
ประเมินว่านักเรียนบรรลุตามจุดประสงค์ที่หลักสูตรกาหนดไว้หรือไม่เพียงใด ซ่ึงผลน้ีไปแก้ไขข้อบกพร่องท่ีมีผล
ต่อการเรียนของเด็กซ่ึงประกอบด้วยปัจจัย หลายประการ เช่น ความบกพร่องทางกายของนักเรียน ทาง
สตปิ ญั ญา ความยากงา่ ยของหนงั สอื เรียน ส่ือการเรยี น สภาพสงั คม และเศรษฐกจิ ของนักเรยี น เปน็ ต้น
การประเมินหลักสูตรมีหลายรูปแบบ ซึ่งผู้ประเมินสามารถพิจารณาเลือกรูปแบบ การประเมินท่ี
สอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงค์ทีม่ งุ่ ประเมิน ซึง่ รายละเอียดของรูปแบบการประเมิน การนาไปใช้อย่างแพร่หลายมี
ดงั ตอ่ ไปน้ี
รูปแบบการประเมินแบบ CIPP (Stufflebeam and others, 1971)
เป็นการประเมินภาพรวมของโครงการ ตั้งแต่บริบท ปัจจัยป้อน กระบวนการ และ ผลผลิต
(Context, Input, Process and Product) โดยใช้วิธีการสร้างเกณฑ์และประสิทธิภาพ ของโครงการ ท้ัง
ภาพรวม ดังรายละเอียดคือ 1) การประเมินด้านบริบท (Context Evaluation) มุ่งเน้นการศึกษาปัจจัยพ้ืนฐาน
ที่นาไปสู่การพัฒนาเป้าหมายของโครงการ 2) การประเมินปัจจัยป้อน (Input Evaluation) เพ่ือค้นหา
ประสิทธิภาพขององค์ประกอบทนี่ ามาเป็นปัจจัยป้อน 3) การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation) เป็น
การนาผลประเมินบริบทและปัจจัยป้อนนามาวิเคราะห์ผลกระทบที่ส่งผลต่อกระบวนการตามแผนท่ีกาหนดไว้
นน่ั คือการศึกษา จุดออ่ น หรือจดุ แข็งของกระบวนการบริหารจดั การโครงการที่จะนาโครงการบรรลุวตั ถุประสงค์

๑๑

เพื่อหาประสิทธิภาพท่ีเกิดข้ึน และ 4) การประเมินผลิตผล (Product Evaluation) เป็นการตรวจสอบ
ประสิทธิผลของโครงการ โดยการตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์กับผลลัพธ์ที่ได้นาไปตัดสิน
บนพื้นฐานการกาหนดเกณฑ์ทีต่ ง้ั ไว้

รูปแบบการประเมินหลกั สูตรของ Tyler (The Tyler Model)
Tyler (1969) ให้หลกั ในการประเมินผลสัมฤทธิข์ องหลกั สูตรโดยพจิ ารณาตดั สินจาก การบรรลผุ ล
สาเร็จของจดุ มุ่งหมายทางการศึกษาที่ต้ังไว้ การประเมินหลักสูตรตามรปู แบบนี้ จึงควรตอบคาถาม 4 ข้อ ให้ได้
ชัดเจนคือ 1) มีจุดมุ่งหมายทางการศึกษาใดบ้างท่ีโรงเรียนต้องการ 2) มีประสบการณ์ทางการศึกษาใดบ้างท่ี
จะทาให้บรรลุจุดมุ่งหมาย 3) ควรจัดประสบการณ์ทาง การศึกษาเหล่าน้ันอย่างไร จึงจะเกิดประสิทธิภาพ
และ 4) จะตัดสนิ ใจไดโ้ ดยวธิ ใี ดวา่ จุดม่งุ หมายเหล่านั้นบรรลผุ ลตามตอ้ งการ ซ่ึงรปู แบบการประเมนิ หลักสูตรของ
Tyler เป็นการพิจารณาความสมั พันธ์ท่ีเป็นเหตุเป็นผลต่อกันขององค์ประกอบหลักสตู ร 3 สว่ น คือ จุดมุ่งหมาย
ทาง การศึกษา ประสบการณ์การเรยี นรู้ และสมั ฤทธิ์ผลของการเรียน
การประเมินตามแนวความคิดของ Stake
Stake (1967) เน้นว่า การประเมินหลักสูตรมี 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การบรรยาย
(Descriptive) และข้ันตอนท่ี 2 การตดั สนิ คุณค่า (Judgement) โดยเฉพาะขนั้ ตอนการบรรยายนั้น ผู้เชี่ยวชาญ
หรือผู้ประเมินจะต้องหาข้อมูลที่เก่ียวข้องกับหลักสูตร 2 ส่วน คือ 1) เป้าหมายหรือ ความคาดหวัง (Goals or
Intents) เป็นเป้าหมายท่ีครอบคลมุ นโยบายทงั้ หมด และความคาดหวัง ประกอบดว้ ย 3 ส่วน คือ ส่วนท่ี 1 ส่ิง
นา (Antecedence) เป็นสภาพท่ีมอี ย่กู ่อน ซ่ึงอาจจะเก่ียวขอ้ งกับผลของการเรียนการสอน ส่วนท่ี 2 ปฏิบัตกิ าร
(Transactions) เป็นผลสาเร็จของการจัดกระทางานเป็นองคป์ ระกอบของกระบวนการเรยี นการสอน และส่วนที่
3 ผลลัพธ์ (Outcomes) เป็นผล ของการศึกษา และ 2) ส่ิงที่เป็นจริงหรือสังเกตได้ (Observations) เป็นส่ิงที่
เกิดขึ้นจริงในสภาพความเป็นจริง มีส่วนประกอบ 3 ส่วน เช่นกัน คือ สิ่งนา ปฏิบัติการ และผลลัพธ์ในส่วน
ข้ันตอนที่ 2 การตัดสินคุณค่า (Judgement) ประกอบด้วยข้อมูล 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ข้อมูลท่ีเป็นเกณฑ์
มาตรฐาน และสว่ นท่ี 2 ข้อมลู ทเ่ี ป็นการตดั สินของผอู้ น่ื
รปู แบบการประเมนิ ของ Kirkpatrick
รูป แบบ การป ระเมินของ Kirkpatrick (1 9 7 8 ) เป็น รูป แบ บ การประเมิน โครงการ
การฝึกอบรม ภายหลังการฝึกอบรม โดยเสนอให้มีการประเมิน 4 รายการ ดังน้ี 1) การประเมินปฏิกิริยา
(Reaction) เป็นการประเมินปฏิกิริยาตอบสนองของผู้เข้ารับการฝึกอบรมว่ามีความรู้สึกเช่นไรต่อโครงการ
อย่างไร เช่น หลักสูตรและเน้ือหาสาระตรงกับความต้องการหรือไม่ เอกสารประกอบการฝึกอบรม สถานท่ี ส่ือ
ระยะเวลาการฝึกอบรมเหมาะสมเพียงไร วิทยากรเหมาะสม หรือไม่ ได้รับความรู้/ทักษะในระดับใด มีความ
คาดหวังต่อการนาความรู้หรือทักษะไปใช้ในการ ปฏิบัติงานเพียงใด 2) การประเมินการเรียนรู้ (Learning) เป็น
การประเมินผลการเรียนรู้ท่ีเกิดข้ึนกับผู้เข้ารับการฝึกอบรม เช่นการเปล่ียนแปลงความรู้ ทักษะและทัศนคติ
ระหว่างหลังการฝึกอบรมกับก่อนการฝกึ อบรม ดังนั้น จึงต้องมกี ารวัดความรู้ ทักษะและทศั นคติของผู้เข้ารับการ
ฝึกอบรมทั้งก่อนและหลังการฝึกอบรม ผลการวัดต้องเป็นเชิงปริมาณและมาจากเครื่องมือท่ีเช่ือถือ เช่น
แบบทดสอบ (Test) แบบสอบภาคปฏิบัติ (Performance Test) แบบวัดทัศนคติ (Attitude Test) และแบบ
สงั เกตพฤติกรรม 3) การประเมนิ พฤติกรรม (Behavior) เป็นการประเมนิ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเมื่อกลับไป
ปฏิบัติงาน การประเมินในระดับน้ีเป็นการตัดสินการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมในขณะปฏิบัติงานซ่ึงเป็นสิ่งท่ียาก
และเก่ียวข้องกับระยะเวลา คือ ต้องท้ิง ระยะประมาณ 3-6 เดือน และจาเป็นต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่น ๆ
มากมาย และ 4) การประเมนิ ผลลพั ธ์ทเ่ี กิดกับองค์กร (Result) เป็นการประเมินผลลัพธห์ รือผลกระทบท่ีเกดิ กับ
องค์กร อัน เน่ืองมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เข้ารับการฝึกอบรม ซ่ึงเป็นผลปลายทางท่ีสาคัญท่ีได้

๑๒

จากการฝึกอบรม เช่น ต้นทุนลดลง ประสิทธิภาพในการทางานของหน่วยงานหรือองค์กร เพิ่มขึ้น ความเสี่ยง
ลดลง เป็นประโยชน์ต่อเพ่ือนร่วมงาน แนวทางการประเมินโดยการเปรียบเทียบ สถานการณ์ก่อนและหลังการ
ฝึกอบรม จากการประเมินรูปแบบต่าง ๆ เห็นได้ว่าการประเมินหลักสูตรเป็นข้ันตอนสาคัญท่ีต้องมีการวางแผน
เลอื กวธิ ีท่ีเหมาะสมและสอดคล้องกบั จดุ มุง่ หมายของหลกั สูตร เป็นขัน้ ตอนที่ควรมกี ารวางแผนการประเมนิ อย่าง
เป็นระบบ เพื่อให้ครอบคลมุ สะท้อนคณุ ภาพของหลักสตู ร อย่างแท้จริง

1.4 แนวคดิ เกย่ี วกับการบริหารจดั การหลักสตู ร
แนวคิดเก่ียวกับการบริหารจัดการหลักสูตรมีความสาคัญต่อการจัดการศึกษา ดังท่ี ชวลิต
ชูกาแพง, 2551; รุจิร์ ภู่สาระ, 2551; วิชัย วงษ์ใหญ่, 2551; 2537; Oliva, 2013; Armstrong, 2003;
Wiles and Joseph, 2011; Wiles, 2009 and Finch and Siegel, 1999) ไ ด้ ร ะ บุ ค ว า ม ห ม า ย
การบริหารจัดการหลักสูตรคือ กระบวนการและกิจกรรมการดาเนินการเพื่อให้การใช้หลักสูตร
มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลซึ่งมีขอบข่ายหลายด้าน ได้แก่ การวางแผนเพ่ือใช้หลักสูตรการจัดการฝึกอบรม
ครู การจัดการครูเข้าสอน การจัดตารางสอน การจัดบริการวัสดุประกอบหลักสูตรและสื่อการเรียน การ
ประชาสัมพันธ์การใช้หลักสตู ร การจัดสภาพแวดลอ้ ม อาคารสถานท่ี การจดั โครงการประเมนิ ผลการใชห้ ลักสูตร
และการปรับปรุงหลักสูตรเพ่ือให้คุณภาพของผู้เรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์ และสังเคราะห์องค์ประกอบของ
การบรหิ ารจดั การหลักสตู ร พบวา่ การบรหิ ารจัดการหลักสูตรมีองค์ประกอบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1. การเตรียมวางแผนเพ่ือใช้หลักสูตร โดยผู้ใช้หลักสูตรต้องศึกษาวิเคราะห์หลักสูตรในด้านต่าง ๆ
ได้แก่ จุดมุ่งหมายของการพัฒนาหลักสูตรท่ีมีความสอดคล้องกับความต้องการและความสนใจของผู้เรียนและ
ชุมชน ความพร้อมต่อการนาหลักสูตรมาปรับใช้ องค์ประกอบหลักสูตร แหล่งข้อมูลต่าง ๆ และปัจจัย
สนับสนุน ในการพัฒนาหลักสูตร งบประมาณ การเตรียมบุคลากรเก่ียวกับการใช้หลักสูตร การวางแผนงาน
เพอ่ื ใช้หลกั สูตรใหม่อยา่ งละเอยี ดรอบคอบและมีขน้ั ตอน
2. การจัดการฝึกอบรมครูเพื่อให้ครูได้ศึกษากระบวนการนาหลักสูตรไปปรับใช้ในห้องเรียน โดยมี
การวางแผนการสร้างกาหนดการจัดการเรียนรู้ ประมวลการจัดการเรียนรู้ การเลือกและจัดประสบการณ์เรียน
และระบบการวดั ประเมินผล
3. การจัดครูเข้าสอน เปน็ สิ่งท่จี ะตอ้ งพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะครูเป็นผู้ท่มี ีบทบาทสาคัญใน
การจัดกระบวนการเรียนรู้เพ่ือให้บรรลุตามวัตุประสงค์ ดังนั้น การจัดครูเข้าสอนจึงต้องคัดเลือกครูที่ผ่านการ
ฝึกอบรมการใช้หลักสูตรมาแล้ว
4. การจัดตารางสอน ควรคานึงถึงการเรียนรู้วิชาต่างๆที่ใช้เวลาไม่เท่ากัน พิจารณาจากระดับ
ลักษณะธรรมชาติของวิชา ความสามารถในการเรยี นรขู้ องผู้เรียนทแี่ ตกต่างกนั ในแต่ละ ปีการศึกษา
5. การจัดบริการวัสดุประกอบหลักสูตร สื่อการเรียน และแผนการจัดการเรียนรู้ จะชว่ ยใหค้ รู
มแี นวทางการดาเนินกจิ กรรมการเรยี นการสอนอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
6. การประชาสัมพันธ์การใช้หลักสูตรให้บุคลากรและบุคคลท่ีเกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการ
ประชาสัมพันธ์ เช่น ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานของโรงเรียนได้ร่วมมือกัน เป็นการช่วย
ให้เกิดความเข้าใจการใช้หลักสูตรใหม่ที่ส่งผลต่อการเปล่ียนแปลงของลูกหลานของเขาเก่ียวกับพัฒนาการ
ความสามารถหลาย ๆ ด้าน
7. การจัดสภาพแวดล้อมเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ คือการรวมกลุ่มกันของผู้ประกอบ
วิชาชีพครูโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาสมรรถนะเชิงวิชาชีพและคุณภาพของผู้เรียนร่วมกัน ผ่านกระบวนการ
เรียนรรู้ ว่ มมอื รว่ มใจ การเรียนรู้จากการปฏิบัตงิ านในพื้นที่และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อยา่ งตอ่ เน่อื ง การเลือกสรร
โครงการกิจกรรมเสริมหลักสูตร การจัดสภาพแวดล้อมท่ีเอ้ืออานวยต่อการเรียนเป็นส่ิงสาคัญเพราะการเรียนรู้

๑๓

ของผู้เรียนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียนเท่าน้ัน สภาพแวดล้อมภายนอกห้องเรียนก็จะเป็นส่วนช่วยให้เกิดการ
เรยี นรู้ได้ ซึ่งสง่ิ เหล่านผ้ี ้เู รียนจะเกิดการเรียนรู้จากการฝึกปฏิบตั ิและส่งผลตอ่ ระดับพฒั นาการเรียนร้ตู ่อไป

8. การทางานประจาให้เป็นงานวิจัย (Routine to Research) เพ่ือพัฒนาการเรียนรู้ การ
ค้นคว้าหาความรู้ โดยกระบวนการที่เช่ือถือได้ (กระบวนการวิจัย) เพื่อการแก้ปัญหาหรือยกระดับคุณภาพงาน
ประจาให้ดีย่ิงข้ึนบนฐานความรู้ที่ได้รับจากการวิจัย องค์ประกอบของการทางานประจา ให้เป็นงานวิจัย 4
ประการ ได้แก่ 1) ปัญหาวิจัยมาจากงานการจัดการเรียนรู้ 2) ผู้ทาวิจัย คือ ผู้สอนมีบทบาททาวิจัยด้วยตนเอง
3) ผลการวิจัยถูกต้องเช่ือถือได้ และ 4) ใช้ประโยชน์กับงานของผู้สอนเอง การวิจัยในงานประจาสาหรับผู้สอน
เรม่ิ ท่กี ารจัดการเรียนรู้ปัญหาท่ีเก่ียวข้องกับการจัดการเรียนรู้ โดยเฉพาะคุณภาพของผู้เรียนคือจดุ เรม่ิ ต้นท่ีดีของ
การวิจยั

9. การนิเทศ กากับ ติดตาม และประเมินผล ในการใช้หลักสูตร ควรจัดให้มีการนิเทศ กากับ
ติดตามและประเมินผล เพื่อศึกษาปัญหาและร่วมกันแก้ไขและพัฒนาภารกิจในส่วนท่ีต้องการให้มีประสิทธิภาพ
และคุณภาพของการใชห้ ลกั สตู รสถานศกึ ษาสงู ข้นึ

10. การจัดโครงการประเมินผลการใช้หลักสูตรและการปรับปรุงหลักสูตร การจัดโครงการ
ประเมินผลการใช้หลักสูตรและการปรับปรุงหลักสูตรเป็นส่ิงที่สาคญั และจะต้องกระทาเป็นขั้นตอน ขอบข่ายการ
บริหารจัดการหลกั สตู ร (ชวลิต ชกู าแพง, 2551; รุจิร์ ภู่สาระ, 2551; วชิ ัย วงษ์ใหญ่, 2551; ฆนัท ธาตุทอง,
2550; วิชัย วงษ์ใหญ่ , 2537; Oliva, 2013; Armstrong, 2003; Wiles and Joseph, 2011; Wiles,
2009 and Posner, 2004)

จากแนวคิดและผลการสังเคราะห์ด้านการบริหารจัดการหลักสูตรของนักการศึกษาหลายท่าน
ผู้วิจัยได้นาแนวทางในการนามาใช้บริหารจัดการหลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพื่อ
ขับเคล่ือนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศ
เชิงสร้างสรรค์สาหรับครูเพ่ือส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียน กอง
ทุนการศึกษา จังหวดั กาญจนบุรี) ประกอบด้วย 6 ข้อดงั น้ี คือ

1.การเตรียมวางแผนพัฒนาหลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพ่ือ
ขับเคล่ือนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวตั กรรมการนิเทศเชิง
สร้างสรรค์สาหรับครูเพื่อส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียน กอง
ทนุ การศึกษา จังหวดั กาญจนบรุ )ี

2.การเตรียมวางแผนการใช้หลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพื่อ
ขับเคลื่อนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวตั กรรมการนิเทศเชิง
สร้างสรรค์สาหรับครูเพื่อส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียน กอง
ทุนการศกึ ษา จงั หวดั กาญจนบุรี)

3.การจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการสาหรับศึกษานิเทศก์คุณธรรม จังหวัดกาญจนบุรี เพ่ือให้ใช้
หลักสูตรใหมแ่ ละมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจแนวทางการนาไปใช้ในทิศทางเดียวกนั

4.การวางแผนและกาหนดปฏิทินการนิเทศภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศเชิงสร้างสรรค์
สาหรับครูเพื่อส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียนกองทุนการศึกษา จังหวัด
กาญจนบุรี

5. การนิเทศตามปฏิทินท่ีกาหนดไว้ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศเชิงสร้างสรรค์สาหรับ
ครูเพ่ือส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียนกองทุนการศึกษา จังหวัด
กาญจนบุรี

๑๔

6. การจัดโครงการประเมินผลการใช้หลักสูตรและการปรับปรุงหลักสูตร การจัดโครงการ
ประเมินผลการใช้หลักสูตรและการปรับปรงุ หลักสูตรเป็นสิ่งที่สาคัญและจะต้องกระทาเป็นขนั้ ตอน ขอบข่ายการ
บริหารจัดการหลกั สตู ร

จากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีการสร้างและพัฒนาหลักสูตร องค์ประกอบเก่ียวกับการพัฒนา
หลักสูตร แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินหลักสูตร แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการหลักสูตร จะเห็นว่ามี
รปู แบบของการสร้างและการพัฒนาหลักสูตรคล้ายคลึงกันและมีความแตกต่างกัน เพราะการพัฒนาหลักสูตรนั้น
ต้องตอบวัตถุประสงค์การพัฒนาขึ้นเพ่ือสนองความจาเป็นหรือความต้องการของสังคมนั้น ๆ ซ่ึงสอดคล้อง
กับผลการวิจยั ด้านการพัฒนาหลกั สูตรดังน้ี

กิตติธัช คงชะวัน (2554) ได้ทาการวิจัยเรื่อง รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับ
กระบวนการเรียนรู้ของชุมชนตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ คือ 1) เพ่ือศึกษาข้อมูล
พ้นื ฐานและความต้องการรูปแบบ 2) เพือ่ พฒั นารูปแบบ 3) เพ่ือทดลองใชร้ ูปแบบ และ 4) เพื่อประเมนิ รูปแบบ
เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบทดสอบความรู้ด้านการสร้างหลักสูตรท้องถ่ินของครู แบบประเมิน
หลักสูตรของครู แบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจของครูท่ีมีต่อรูปแบบ แบบทดสอบความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง
ของนักเรยี น แบบสอบถาม ความพึงพอใจนักเรียนท่ีมีต่อการเรียนในหลักสูตรและรปู แบบสัมภาษณ์ความพึง
พอใจและเจตคติต่อท้องถ่ินของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉล่ีย ( ) ค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
(S.D.) และค่าร้อยละสาหรับข้อมูลเชิงปริมาณ และวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) สาหรับข้อมูลเชิง
คณุ ภาพ ผลการวิจัยพบวา่

1. แนวคิดกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของชุมชนตาบลท่าข้าม ท่ี
เป็นจุดเด่น คือ การเรียนรู้ท่ีเน้นการพัฒนาชีวิตคนในชุมชนจากรูปแบบการพัฒนาชุมชนที่เรียกว่า “ท่าข้าม
โมเดล”

2. รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน ตามแนวคิด
เศรษฐกิจพอเพียงที่พัฒนาข้ึนเรียกว่า LADIE Model ประกอบด้วย การทาความเข้าใจร่วมกัน (Learning)
วิเคราะห์ข้อมูลพ้ืนฐาน (Analysis) ร่วมกันจัดทาหลักสูตรและตรวจสอบ (Design) การนาลักสูตรไปใช้
(Implementation) และการประเมนิ หลักสูตร (Evaluation)

3. หลังจากนารูปแบบไปใช้กับครูโรงเรียนวัดท่าข้าม พบว่ามีความรู้ความเข้าใจและ มี
ความสามารถในการพัฒนาหลักสูตรสาระการเรียนรู้ท้องถ่ินเป็นอย่างดี จากผลทดสอบความรู้ด้านการพัฒนา
หลกั สูตรและผลการประเมินหลักสตู รทัง้ 3 หลักสูตรของครใู นภาพรวม อยใู่ นระดับมากทัง้ หมด สาหรับความพึง
พอใจของครูที่มีต่อการใช้รูปแบบพบว่า ครูมีความพึงพอใจ เพราะเป็นประโยชน์ต่อครูทั้งในด้านการสิ่งเสริมให้
ครูได้พัฒนาตนเองในการจัดกิจกรรมให้กับผเู้ รยี นและกระตุ้นให้ครูไดม้ ีความสมั พนั ธ์กับชุมชนมากขน้ึ

4. นักเรียนมีความรู้เร่ืองเศรษฐกิจพอเพียงและมีความพึงพอใจท่ีจะได้รับประสบการณ์ตรงจากผู้รู้
หรือครูภูมปิ ัญญาท้องถน่ิ ซง่ึ เป็นความรู้ที่สอดคลอ้ กับชีวิตจริงของผ้เู รียน และนกั เรยี นมีความรู้สกึ ภูมิใจท่ีมีผู้นาท่ี
เก่งในชมุ ชน และมเี จตคติทดี่ ีต่อท้องถิ่นของตนเอง

ธันยพร บุษปฤกษ์ (2554) ได้วิจัยเร่ือง การพัฒนาหลักสูตรเสริมสร้างความสามารถในการสร้าง
สัมพันธภาพระหว่างบุคคลสาหรับนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคล โดยมี
วตั ถุประสงค์เพ่ือพฒั นาหลักสูตรเสรมิ สร้างความสามารถในการสรา้ งสัมพันธภาพระหว่างบุคคลสาหรบั นักศกึ ษา
วศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ใช้วิธดี าเนินการวิจัยลักษณะการวิจยั และพัฒนา (Research
and Development) มีขั้นตอนการวจิ ัย 4 ข้ันตอน คือ ข้ันตอนท่ี 1 การวิเคราะห์ความต้องการจาเป็นในการ
พัฒนาหลักสูตร ขั้นตอนท่ี 2 การออกแบบและพัฒนาหลักสูตร ข้ันตอนที่ 3 การทดลองใช้หลักสูตร และ

๑๕

ขั้นตอนท่ี 4 การประเมินคุณภาพหลักสูตร กลุ่มตัวอย่างในการทดลอง คือ นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ช้ันปีท่ี 3 ที่ลงทะเบียนในภาคการศึกษา
ท่ี 2 ปีการศึกษา 2554 จานวน 30 คน ใช้แบบการวิจัยแบบหนึ่งกลุ่ม สอบก่อนสอบหลัง (The One-Group
Pretest- Posttest Design) การประเมินคุณภาพหลักสูตร ทาโดยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยคา่ ร้อยละ
ค่าเฉล่ีย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที แบบ dependent การหาประสิทธิภาพ E1/E2 และการ
วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา เครื่องมือประเมินคุณภาพหลักสูตร คือ 1)
แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล 2) แบบประเมินความสามารถในการสร้าง
สัมพันธภาพระหว่างบุคคล 3) แบบสอบถามความคิดเห็นท่ีมีต่อการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล และ 4)
แบบสอบถามความคดิ เห็นท่ีมีต่อหลกั สตู ร

ผลการวจิ ยั พบวา่
1.นกั ศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ควรได้รับการถา่ ยทอดความรู้และประสบการณ์ ให้มี
ความสามารถทางด้านอารมณ์ ความสามารถทางด้านสังคม ร่วมกับความสามารถทางด้านปัญญาพร้อมกันไป
โดยจัดเป็นหลักสูตรเสริมเพ่ิมเติมในส่วนของกระบวนการจัดการเรียนรู้ ให้นักศึกษาได้รับการฝึกในสถานการณ์
จริง หรือเสมือนสถานการณ์จริง ด้วยการฝึกเป็นกลุ่มร่วมกับเพื่อนเพ่ือให้เกิดความสามารถ 3 ส่วน ซึ่งมี
องค์ประกอบดังต่อไปน้ี คือ 1) ความสามารถในการเข้าใจตนเอง 2) ความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น และ 3)
ความสามารถในการอยรู่ ่วมกบั สังคม โดยใช้กจิ กรรมกลมุ่ สมั พันธ์
2. องค์ประกอบหลักสูตร ประกอบด้วยสภาพปัญหาและความจาเป็นของหลักสูตร หลักการของ
หลักสตู ร จดุ ม่งุ หมายของหลักสตู ร สาระการเรียนร้ขู องหลักสตู ร กจิ กรรมการเรียนรู้ สอื่ ประกอบการเรยี นรู้ การ
วดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้
3. ความรู้เกย่ี วกับการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบคุ คล พบว่า ก่อนและหลงั ใช้หลกั สตู รแตกต่างกัน
อย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติที่ระดับ .01
4. ความสามารถในการสร้างสัมพนั ธภาพระหว่างบุคคล ค่าเฉลยี่ 4.00 อยู่ในระดับสงู
5. ความคิดเห็นที่มีต่อการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล พบว่า ก่อนและหลังใช้หลักสูตร
แตกตา่ งกนั อย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดบั .01
6. ความคดิ เห็นของนักศึกษาท่มี ตี ่อหลกั สตู ร ค่าเฉลย่ี 4.54 อย่ใู นระดบั สงู
7. ประสิทธิภาพของหลักสูตรระหว่างและหลังการทดลองใช้หลักสูตรมีประสิทธิภาพ E1 เท่ากับ
84.40 ประสทิ ธภิ าพ E2 เท่ากับ 85.00 สงู กวา่ เกณฑ์ทกี่ าหนด
เทพนาวินทร์ ประพันธ์พัฒน์ (2554) ได้วิจัยเร่ือง การพัฒนาหลักสูตรการฝึกประสบการณ์งาน
อตุ สาหกรรมของนกั ศึกษาสาขาเทคโนโลยีอุตสาหการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล โดยมีวัตถุประสงคเ์ พ่ือ
พัฒนาหลักสูตรฝึกประสบการณ์งานอุตสาหกรรมของนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีอุตสาหการ มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคล วิธีการดาเนินการเป็นการวิจัยและพัฒนา โดยมีข้ันตอนการดาเนินการ 4 ขั้นตอน คือ 1)
วิเคราะห์ความต้องการจาเป็น 2) การออกแบบและพัฒนาหลักสูตร 3) การทดลองใช้หลักสูตร และ 4) การ
ประเมินผลหลักสูตร ประชากร คือ นักศึกษาสาขาเทคโนโลยีอุตสาหการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ปี
การศึกษา 2553 กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) ได้นักศึกษามหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิเป็นกลุ่มตัวอย่างในการเก็บรวบรวมข้อมูล จานวน 14 คน เคร่ืองมือท่ีใช้ในการ
วิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถาม 2) แบบสัมภาษณ์ และ 3) หลักสูตรฝึกอบรม วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยโดยใช้ ค่า
ร้อยละ(%) คา่ เฉล่ีย ( X ) สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) และการวิเคราะห์เนือ้ หา (Content Analysis)
ผลการวิจยั พบว่า

๑๖

1. ผลการวิเคราะห์ความต้องการจาเป็น พบว่า การฝึกประสบการณ์ควรมุ่งเน้นงานอุตสาหกรรม
1) ด้านทบทวนทฤษฎีและปฏิบัติ 2) ด้านบคุ ลกิ ภาพ และมนษุ ยสัมพนั ธ์ และ 3) ดา้ นคณุ ธรรมจริยธรรม

2. ผลการออกแบบและพัฒนาหลักสูตร ได้นาจุดประสงค์ท้ัง 3 ด้าน มาออกแบบหลักสูตรการ
ฝึกงานของนักศึกษา โดยประยุกต์ใช้หลักทฤษฎีของรูปแบบการพัฒนาหลักสูตร แบบการออกแบบย้อนกลับ
(Backward Design) และประยุกต์ใช้หลักแนวคิดของการประเมินหลักสูตรอาชีวศึกษา (TECA) โดยการร่าง
หลักสูตรออกมาเป็น 11 หนว่ ย ใช้เวลา 270 ชม. และจากการนาไปทดลองใช้กับนักศึกษา จานวน 25 คน หา
ค่าประสิทธิภาพของหลักสูตร ได้ผลดังนี้ คือ 1) ด้านทบทวนทฤษฎีและปฏิบัติ ได้ค่าประสิทธิภาพ 87.20 2)
ด้านบุคลิกภาพและมนุษยสัมพันธ์ ได้ค่าประสิทธิภาพ 87.00 และ 3) ด้านคุณธรรม จริยธรรม ได้ค่า
ประสิทธิภาพ 87.20 และข้อมูลจากการสัมภาษณ์เก่ียวกับปัญหา อุปสรรค และความเป็นไปได้ในการนา
หลกั สตู รไปใช้ สรปุ ไดว้ า่ มีความเป็นไปได้ทีจ่ ะนาไปใช้ในสถานประกอบการ

3. ผลการทดลองใช้หลักสูตร จากการนาหลักสูตรไปทดลองใช้กับนักศึกษาจานวน 14 คน ได้
ระดับคะแนนเฉลี่ย 2.67 จากคะแนนเต็ม 3 คะแนน สรุปว่า ผลการประเมินตามจุดประสงค์ท้ัง 3 ด้าน จาก
คะแนนการประเมิน 5 ระดับ ส่วนใหญ่ได้ระดับความสาคัญในระดับมาก ซ่ึงได้แก่ ด้านบุคลิกภาพและมนุษย
สัมพันธ์ ค่าเฉลี่ย ( X =4.34, S.D.=0.35) รองลงมาคือ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ค่าเฉล่ีย ( X =4.30,
S.D.=0.23) และด้านทบทวนทฤษฎีและปฏิบตั ิ คา่ เฉลีย่ ( X =4.26, S.D.=0.25) ตามลาดับ

4. ผลการประเมินและปรับปรุงหลักสูตร จากการคานวณหาค่าประสิทธิภาพของหลักสูตร ได้ผล
ดังนี้ คือ 1) ด้านทบทวนทฤษฎีและปฏิบัติ 85.20 2) ด้านบุคลิกภาพและมนุษยสัมพันธ์ 86.80 และ 3)
ด้านทบทวนทฤษฎีและปฏิบัติ 86.00 สรุปคือ หลักสตู รมีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80 และหลักสูตรการฝึก
ประสบการณง์ านอตุ สาหกรรม มีเกณฑก์ ารใหค้ ะแนนทีช่ ดั เจน สถานประกอบการสามารถปฏิบัตไิ ด้

พลวัต วุฒิประจักษ์ (2553) ได้วิจัยเรื่อง การพัฒนาหลักสูตรรายวิชาจิตตปัญญาศึกษา สาหรับ
นักศึกษาครูเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะบัณฑิตครูที่พึงประสงค์ โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูล
พ้ืนฐานการพัฒนาหลักสูตรรายวิชาจิตตปัญญาศึกษา สาหรับนักศึกษาครู 2) การออกแบบและพัฒนา
หลักสูตรรายวิชาจิตตปัญญาศึกษา สาหรับนักศึกษาครู 3) การทดลองใช้หลักสูตร รายวิชาจิตตปัญญาศึกษา
สาหรบั นักศกึ ษาครู และ 4) ประเมินประสิทธผิ ลของหลกั สตู รรายวชิ าจิตตปญั ญาศึกษา สาหรบั นักศกึ ษาครู โดย
ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา(Research and Development) ด้วยการวิจัยแบบผสมผสานวิธี (Mixed
Methods Research) แบบแผนการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experiment Design) โดยวัดผลก่อนและหลังตาม
กระบวนการนาหลักสูตรไปใช้ในช้ันเรียน มีการดาเนินการวิจัย 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูล
พื้นฐาน ขั้นตอนท่ี 2 การพัฒนาหลักสูตร ขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้หลักสูตร และขั้นตอนที่ 4 ประเมินผล
หลักสูตร โดยทดลองใช้กับนักศึกษาครุ สาขาวิชาสังคมศึกษา ช้ันปีที่ 4 มหาวิทยาลัยราชภัฎกาญจนบุรี
จานวน 19 คน สุ่มโดยวิธีอาสาสมัคร เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ คู่มือสอนตามหลักสูตรรายวิชาจิตต
ปัญญาศึกษา แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจ แบบประเมินคุณลักษณะบัณฑิตท่ีพึง
ประสงค์ ประเมินความพึงพอใจของนักศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน
ค่าสถติ ิ t- test Dependent และการวิเคราะห์เน้อื หา

ผลการวิจัยพบวา่
1. ผลการศึกษาข้อมูลพ้ืนฐาน การพัฒนาหลักสูตรรายวิชาจิตตปัญญาศึกษามีความสาคัญอย่างยิ่ง
เป็นพ้ืนฐานในการพัฒนาจิตของนักศึกษาครู โดยคุณลักษณะความตระหนักในตนเอง ความเมตตากรุณา จิต
สาธารณะ และการคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณ โดยทุกฝ่ายเห็นความสาคัญในการพัฒนาหลักสูตรรายวชิ า โดยเฉพาะ
หน่วยผลติ และหน่วยงานผใู้ ช้บณั ฑิตครู

๑๗

2. ผลการพัฒนาได้รูปแบบการพัฒนาหลกั สูตรรายวิชาจติ ตปญั ญาศกึ ษา AFDDCER Model โดยมี
หลักการจิตตปัญญาศึกษา เป็นกระบวนการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ มุ่งพัฒนาความเป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์
เนน้ การใช้สติปญั ญาเขา้ ถงึ ความจริง เช่ือมโยงสรรพศาสตร์อย่างสมดุล ตามหลกั การเรียนรู้เพ่ือการเปล่ียนแปลง
และพ้ืนฐานการเรียนรู้ตามแนวคดิ จติ ตปัญญา จุดประสงค์เพ่ือเสริมสรา้ งคุณลักษณะบัณฑติ ครูทพ่ี ึงประสงค์ตาม
แนวคิดจิตตปัญญาศึกษา สาระการเรียนรู้เก่ียวกับ การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง การสงบน่ิง โยคะ สุนทรีย
สนทนา สุนทรียศิลป์ การศึกษาชุมชน กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ การพัฒนาหลักสูตร มี 4 ข้ันตอน คือ 1) ขั้น
การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน (Analysis of Foundation: AF) 2) ข้ันออกแบบและพัฒนาหลักสูตร
(Design and Development: DD) 3) ขั้นการสร้างสรรค์ประสบการณ์ (Construction of Experiences: CE)
และ 4) ข้ันการสะท้อนข้อมูลจากการพัฒนาหลักสูตร (Reflection; R) และข้ันตอนการนาหลักสตู รรายวิชาไป
ใช้ในช้ันเรียน 4 ขั้นตอน ตามรูปแบบ MILER Model ดังนี้ 1) ข้ันสงบนิ่งอยู่กับตัวเอง (Mindfulness: M) 2)
ข้ันการให้ความรู้(Information: I) 3) ข้ันเรียนรู้ประสบการณ์จากกิจกรรม (Learning Experience: LE) และ
4) ขั้นการสะท้อนความคิดจากการจัดกิจกรรม (Reflection: R) โดยมีการขับเคลื่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ในแต่ละขั้นมีดังน้ี (AEC) 1) การสร้างความตระหนักในตน (Awareness: A) 2) การเสริมสร้างประสบการณ์
(Enhancement: E) และ 3) ใครค่ รวญตรวจสอบการเปล่ยี นแปลง (Checking: C)

3. ประสิทธภิ าพของหลกั สตู รรายวิชาจิตตปญั ญาศกึ ษา หลังการใช้ พบว่า 1) นักศกึ ษาครูมีความรู้
ความเข้าใจเก่ยี วกับหลักสูตรรายวชิ าจติ ตปัญญาศึกษา สามารถประยุกต์นาความรู้ไปใชใ้ นการปฏิบตั ิตนและการ
สอนสูงข้ึนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) นักศึกษาครูมีคุณลักษณะบัณฑิตครูที่พึงประสงค์ มีความ
ตระหนักในตนเอง เมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ทางานเพื่อส่วนรวม และคิดอย่างมีวิจารณญาณสูงข้ึนอย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถติ ิท่รี ะดับ .01 และ 3) นักศึกษาครมู คี วามพึงพอใจต่อหลักสูตรรายวิชาจิตตปญั ญาศกึ ษา อยู่ในระดับมาก
ที่สุด และต้องการเปิดสอนในหลักสูตรวิชาชีพครู เพราะเป็นวิชาที่มีประโยชน์ต่อผู้เรียน สามารถนาหลักการ
แนวคิดจติ ตปญั ญาศกึ ษาไปขยายผลสผู่ เู้ รยี นในชนั้ เรียน

จากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและผลการวิจัยต่างๆข้างต้น ผู้วิจัยและคณะ ได้สังเคราะห์
หลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพ่ือขับเคลื่อนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา

จังหวัดกาญจนบุรี ทใี่ ช้อบรมศกึ ษานิเทศกค์ ุณธรรม สานักงานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษากาญจนบรุ ี เขต 1
,3 ,4 จานวน 5 คน สานักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษา เขต 8 จานวน 2 คน และศึกษานิเทศก์สานักงาน
ศึกษาธิการจังหวัดกาญจนบุรี จานวน 5 คน รวมท้ังส้ิน 12 คน มีองค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์
กระบวนการ แนวทางการวัดผลประเมินผล ปัจจัยสนับสนุน และเงื่อนไขความสาเร็จ ซ่ึงกระบวนการพัฒนา

หลกั สตู รประกอบด้วย 4 ขนั้ ตอน ดังน้ี

ขั้นตอนท่ี 1 การศกึ ษาขอ้ มูลพื้นฐานโดยวิเคราะห์สภาพปัญหาและวินิจฉัยเพ่อื ตอบสนองความต้องการ (D:
DIAGNOSTIC)

1.1 การศึกษาสภาพและความต้องการด้านการนิเทศของศึกษานิเทศก์คุณธรรมเชิง
พื้นท่ี

1.2 การศึกษาองค์ความรพู้ ้นื ฐานดา้ นการพัฒนาตามแนวทางโรงเรยี นในโครงการกอง
ทนุ การศึกษา จังหวัดกาญจนบรุ ี ของครู

๑๘

1.2 การวิเคราะห์/สังเคราะห์ประเด็นองค์ความรู้ให้ศึกษานิเทศก์คุณธรรมสู่การ
พฒั นาโรงเรียนและครตู ามกล่มุ เป้าหมาย

1.3 การกาหนดประเด็นในการพั ฒ นาแนวท างสร้างองค์ความรู้สาห รับ
ผู้นิเทศและผรู้ บั การนเิ ทศ

ขน้ั ตอนที่ 2 การพัฒนารปู แบบหลกั สตู รภาคีเครอื ข่ายร่วมพฒั นาศกึ ษานเิ ทศกค์ ุณธรรม
(D:DEVELOPMENT)

2.1 วางแผนการยกร่างหลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพื่อ
ขบั เคลื่อนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวตั กรรมการนิเทศเชิง
สร้างสรรค์สาหรับครูเพื่อส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียนกอง
ทนุ การศึกษา จงั หวดั กาญจนบรุ )ี

2.2 ดาเนินการยกร่างหลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพื่อ
ขับเคล่ือนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศเชิง
สร้างสรรค์สาหรับครูเพื่อส่งเสริมด้านบริหารจดั การคุณธรรม จริยธรรมของโครงการในโรงเรียนกองทนุ การศกึ ษา
จังหวดั กาญจนบรุ ี)

2.3 สังเคราะห์ผลการยกร่างหลักสูตรภาคีเครอื ข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศกค์ ุณธรรม
เพื่อขับเคล่อื นโรงเรยี นในโครงการกองทนุ การศึกษา จังหวัดกาญจนบรุ ี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนเิ ทศ
เชิงสร้างสรรค์สาหรับครูเพื่อส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรมของโครงก ารในโรงเรียนกอง
ทุนการศึกษา จงั หวดั กาญจนบรุ ี)

2.4 หาค่าคุณภาพร่างหลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพื่อ
ขบั เคลื่อนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวตั กรรมการนิเทศเชิง
สร้างสรรค์สาหรับครูเพื่อส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียนกอง
ทนุ การศกึ ษา จังหวดั กาญจนบุรี) โดยการใหผ้ ู้เช่ียวชาญ

2.5 ปรับปรุงแก้ไขร่างหลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพ่ือ
ขับเคลื่อนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศเชิง
สร้างสรรค์สาหรับครูเพื่อส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียน กอง
ทนุ การศกึ ษา จังหวดั กาญจนบรุ ี) ก่อนนาไปใช้

๑๙

ข้ันตอนที่ 3 การทดลองใช้หลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพ่ือ
ขบั เคลื่อนโรงเรียนในโครงการกองทนุ การศึกษา จงั หวัดกาญจนบรุ ี (ภายใตก้ ารขยายผลนวตั กรรมการนิเทศ
เชิงสร้างสรรค์สาหรับครูเพื่อส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียนกอง
ทนุ การศึกษา จงั หวัดกาญจนบุร)ี

3.1 ก ารวางเต รียม การป ระชุม เชิ งป ฏิ บั ติ การเพ่ื อ ร่วม คิ ด ร่วม ว างแผ น

การอบรมศึกษานิเทศก์โดยใช้หลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพื่อขับเคล่ือนโรงเรียนใน

โครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศ เชิง

สร้างสรรค์สาหรับครูเพ่ือส่งเสริมด้านบริหารจั ดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียน

กองทนุ การศกึ ษา จังหวดั กาญจนบรุ ี)

3.2 สร้างองค์ความรู้สาหรับศึกษานิเทศก์คุณธรรม โดยปฏิบัติการประชุมเชิง

ปฏิบตั กิ ารและเตรียมความพรอ้ มโดยการสร้างคมู่ ือการนเิ ทศและดาเนนิ การปฏิบตั กิ ารนิเทศ

3.3 ปฏิบตั ิการนเิ ทศในโรงเรยี นกลมุ่ เป้าหมายโดยใช้รปู แบบ PARE MODEL ดงั นี้

3.3.1 ก า ร ให้ ค ว า ม รู้ /แ ล ก เป ล่ี ย น เรี ย น รู้ ก่ อ น ก า ร นิ เท ศ ห รื อ

หลงั การนเิ ทศ

3.3.2 ปฏิบัติการนิเทศตามวิธีการ/กระบวนการ ท่ีระบุในข้อ 1.2 ซึ่งครูแต่

ละคนจะไดร้ บั การนิเทศในวธิ ที ี่แตกต่างกนั โดยดาเนินการตามปฏทิ ินการนเิ ทศ

3.3.3 การสะท้อนผลการนิเทศ (REFLETION) หลังการนิเทศทุกคร้ัง

ผนู้ ิเทศสะท้อนผลการนิเทศใหค้ รูได้ทราบผลการสอนตามประเด็นที่ระบุในเคร่ืองมือการนเิ ทศ

3.3.4 การประเมินผลการนิเทศ (EVALUATION) การสะท้อนผลการนิเทศ

โดยภาพรวมทั้งโรงเรียน โดยคณะศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารและครูท่ีมีบทบาทเป็นผู้นิเทศ ร่วมกันสะท้อนผลและ

สรปุ แลกเปลยี่ นจุดเด่น จดุ ด้อย การจดั การเรียนรู้ของครเู ปน็ รายบคุ คล

เอกสารเพ่ือใช้เป็นแนวทางการเลือกวธิ กี าร/กระบวนการนเิ ทศ

เนือ่ งจากการนเิ ทศในปัจจุบัน คือ การพัฒนาในวิชาชีพที่เป็นการพัฒนาบุคลากร ทุกฝ่าย ทุก

ระดับ อย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากการเปล่ียนแปลงทางด้านความรู้ เทคโนโลยีต่าง ๆ ท่ีเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ความรู้ ความเช่ียวชาญ ที่มีอยู่เดิมไม่อาจจะนาพาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้ ดังน้ัน บุคลากรทางการศึกษาจึง

ต้องมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต เช่นเดียวกับบุคลากรในวิชาชีพอ่ืน วิธีการนิเทศ ท่ีอยู่ในวงจากัด ไม่ต่อเนื่อง ไม่ได้

เน้นการพัฒนาความก้าวหน้าให้กับท้ังผู้รับการนิเทศและผู้ทาหน้าที่นิเทศ ดังนั้น จึงเกิดการเปล่ียนแปลงท้ัง

หลักการ แนวคิด แนวปฏิบัติ คาใด ข้อความใด การปฏิบัติ ใด ๆ ท่ีไม่สร้างความร่วมมือ และการยอมรับกัน

และกัน ทาให้เข้าใจไม่ตรงกนั จะต้องมี การเปลี่ยนแปลงแก้ไขสาหรับการเปล่ียนแปลงใหเ้ หมาะสมกบั ทุกด้านท่ี

๒๐

เป็นไปอย่างรวดเร็ว เชน่ การนิเทศแบบคลินิก (Clinical Super Vision) โดยผู้เช่ียวชาญเพ่ือช่วยครูให้แก้ปัญหา
การสอน ปัจจุบันเป็นการร่วมมือกันพัฒนามากกว่า หรือการนิเทศเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาจะต้องมีการ
เปลย่ี นความเช่ือ แนวคิด และวิธีปฏิบัติ ให้เหมาะสมกับครูแต่ละคน ในปัจจุบันจึงมีการศึกษาให้ชอ่ื เรียก ใหม่ ๆ
เพ่ือการพัฒนาคุณภาพการศึกษา สาหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา เช่น Mentoring, Peer Coaching,
Collaborative Peer Coaching, Cognitive Coaching และ Professional Development Program ฯลฯ
ซึ่งมกี ารจัดกิจกรรมทั้งแบบเป็นทางการ (Formal) และไมเ่ ป็นทางการ (Non-formal) โดยเนน้ ความรว่ มมือกัน
ของทุกฝาย ดาเนินการอย่างเป็นระบบเร่ิมตั้งแต่ การสร้างความตระหนัก การยอมรับการเปลี่ยนแปลง และ
พัฒนาการเตรียมความพร้อม วธิ ีการพัฒนา การติดตามดูแลช่วยเหลือกันและก้น และการประเมินผลการพัฒนา
ทั้งการจัดและประเมินทั้งก่อนระหว่างและหลังการดาเนินการ จนถึงการติดตามการดาเนินการอย่างต่อเนื่อง
ต่อไป

วิธีการนิเทศหรอื แบบของการนิเทศแบบพฒั นาการ
(Supervisory Approach in Developmental Supervision)

ก า ร นิ เท ศ แ บ บ พั ฒ น า ก าร นั้ น ก ล๊ิ ก แ ม น แ ล ะ ค ณ ะ ( Glickman and others 1 9 9 5 :
135-171) ได้กาหนดวิธีการนิเทศหรือพฤติกรรมการนิเทศ 4 แบบ ซ่ึงแต่ละแบบจะใช้ได้อย่างมีประสิทธภิ าพ
และประสทิ ธิผล ถ้าคานงึ ถงึ ระดบั ความสามารถในการพัฒนาของครู ความผกู พนั ตอ่ ภาระหนา้ ทีแ่ ละระดับความ
เช่ยี วชาญของครู ซง่ึ ครแู ตล่ ะคน แต่ละกลมุ่ จะมีความแตกตา่ งกันดังกล่าว

1. วธิ ีใหก้ ารนิเทศแบบชี้นาควบคมุ (Directive Control Approach)
2. วิธีให้การนเิ ทศแบบชน้ี าให้ข้อมูล (Directive Informational Approach)
3. วิธีใหก้ ารนเิ ทศแบบร่วมมอื (Collaborative Approach)
4. วธิ ีใหก้ ารนเิ ทศแบบไม่ชีน้ า (Non-directive Approach)

1.พฤติกรรมการนเิ ทศแบบชน้ี าควบคมุ (Directive Control Behaviors)

พฤติกรรมการนิเทศซึ่งก็หมายถึงการประพฤติปฏิบัติด้วยการพูดการใช้ภาษา ท่าทางต่าง ๆ ในการให้
คาแนะนาช่วยเหลือครูในการปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ซึ่งสามารถกระทาได้กับครูเป็น
รายบุคคลและเปน็ กล่มุ ซึ่งพฤติกรรมการนเิ ทศแบบ ช้ีนาควบคมุ มีลักษณะและการปฏบิ ัติดงั นี้

1. การนาเสนอ (Presenting) เพ่ือใหเ้ ข้าใจปัญหาโดยผู้นิเทศเปน็ ผู้เร่ิมพูดถงึ ความจาเปน็ และปัญหาท่ี
เกิดข้ึนจากการสังเกตการสอนหรือได้ข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เพ่ือ พยายามท่ีจะบอกครูว่ามีปัญหาในการจัดการ
เรยี นการสอนของครูที่จาเป็นต้องปรับปรงุ แก้ไข

2. การสร้างความเข้าใจตรงก้น (Clarifying) เพ่ือให้ครูได้แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับปัญหา มองเห็น
และยอมรบั ปัญหาดังกลา่ ววา่ ครคู ิดอยา่ งไรกับปญั หาน้นั

๒๑

3. การฟัง (Listening) เพื่อทาความเข้าใจกับความคิดเห็นของครู ผู้นิเทศต้องพยายาม
ฟังและรวบรวมข้อมูลให้ได้มากท่ีสุดในเวลาน้อยท่ีสุด ผู้นิเทศจะต้องตั้งใจฟัง เพื่อให้เข้าใจมุมมองและความ
คิดเห็นของครู และแน่ใจว่าครยู อมรับวา่ มีความจาเป็นต้องแก้ปญั หาน้นั

4. การแก้ปั ญ ห า (Problem solving) ผู้นิ เท ศพ ยายามคิดพิ จารณ าแน วท างท่ี เป็ น ไป ได้
ในการช่วยครูแก้ปญั หานัน้ โดยคิดหาแนวทางการแกไ้ ขท่ีเหมาะสมทส่ี ุดก่อนท่จี ะเสนอแนะใหแ้ ก่ครู

5. การช้นี าแนะนาวธิ ีปฏบิ ัติ (Directing) ผู้นิเทศชน้ี าแนะนาวธิ ีปฏิบตั ใิ ห้แกค่ รูวา่
ควรจะต้องทาอย่างไรบ้าง อธิบายวธิ ีการให้ครูได้เข้าใจ ต้ังความคาดหวงั ว่าครูควรทาอะไร อยา่ งไรบ้าง ให้ได้ผล
อยา่ งไร

6. การสรา้ งความเข้าใจตรงกัน (Clarifying) ผนู้ เิ ทศซกั ถามครูเกยี่ วกับวธิ ีการปฏบิ ัตทิ ี่ไดร้ ับการ
แนะนาและความคาดหวงั จากการปฏบิ ัติเพ่ีอสร้างความเขา้ ใจให้ชดั เจนตรงกันก่อนการปฏิบตั ิ

7. การกาหนดมาตรฐาน (Standardizing) เพ่ีอกาหนดตัวบ่งชี้ตามความคาดหวัง หลังจากท่ีทาความ
เข้าใจตรงกันเกี่ยวกับความคาดหวังและแนวทางการปฏิบัติ ผู้นิเทศย้าเก่ียวกับแผนการปฏิบัติให้การช่วยเหลือ
แนะนา จัดส่ือท่ีจาเป็นให้กาหนดเกณฑ์พิจารณาความสาเร็จ ระบุเวลาที่จะให้บริการด้านต่าง ๆ กาหนดวันและ
เวลาการติดตามชว่ ยเทลอื

8. การกระตุ้นเสริมแรง (Reinforcing) ผู้นิเทศพยายามทบทวนและพูดย้าถึงความคาดหวัง ส่ิงน้ีต้อง
ปฏบิ ตั ิ ทบทวนแผนปฏบิ ัตงิ าน และวนั เวลาการติดตามผล ปิดประชุม เม่ือแน่ใจวา่ ทกุ เรื่องเปน็ ท่เี ขา้ ใจตรงกนั

ขอ้ แนะนาสาหรับผนู้ ิเทศในการเสอื กใชก้ ารนิเทศแบบช้นี า

ผ้นู ิเทศควรเลอื กใช้วิธีการนิเทศหรอื พฤตกิ รรมการนิเทศแบบชน้ี าควบคุมในกรณตี ่อไปนี้
1. ครมู ีระดับความสามารถในการปฏิบตั ิงานและระดับพฒั นาการต่ามาก
2. ครมู ีความรู้น้อย มีประสบการณ์ในการสอนน้อย มีแนวโน้มท่ีจะปฏิบัติตามท่ี

ผู้นเิ ทศแนะนา และคิดว่าเปน็ สงิ่ ที่ควรปฏบิ ัติตาม
3. ในกรณีทผ่ี นู้ ิเทศมีหนา้ ที่รับผดิ ชอบโดยตรงในการแกป้ ญั หาเรือ่ งนัน้ หรอื กรณี

ทค่ี รูตอ้ งการให้ผู้นิเทศเป็นผู้ตดั สนิ ใจวิธีดาเนนิ การ
4. ในกรณีท่ีเป็นเรื่องเร่งด่วน ผู้นิเทศไม่มีเวลาพอท่ีจะมาให้การนิเทศแก่ครู

โดยตรงและตอ่ เน่อื ง

2.พฤตกิ รรมการนเิ ทศแบบชีน้ าใหข้ อ้ มูล (Directive Informational Behaviors)

พฤติกรรมการนิเทศแบบช้ีนาให้ข้อมูลดาเนินการใช้พฤติกรรมตามลาดับ เช่นเดียวกัน
กับการนิเทศแบบชี้นาควบคุม เพียงแต่ไม่ช้ีนาหรือไม่แนะนาวิธีการปฏิบัติให้ครูโดยตรง แต่ให้ข้อมูลและวิธีการ
หลายวิธีให้ครูได้เลือกปฏิบัติ ซ่ึงผู้นิเทศควรจะต้องพยายามลดพฤติกรรมการนิเทศแบบช้ีนาควบคุมให้น้อยลง
และพยายามส่งเสริมครูในการตัดสินใจมากข้ึนเร่ือย ๆ จนครูสามารถที่จะร่วมคิดร่วมปฏิบัติงานได้กับบุคคลอ่ืน
โดยไม่ต้องอาศัยผู้นิเทศช่วยแนะนาตลอดเวลาต่อไปซึ่งพฤติกรรมการนิเทศแบบช้ีนาให้ข้อมูลมีลักษณะและการ
ปฏบิ ตั ิ ดังนี้

๒๒

1.การนาเสนอ (Presenting) : เปน็ การนาเสนอข้อมูลจากการสงั เกตการสอนของผู้นิเทศเพ่ือให้ครู
เขา้ ใจและยอมรับเป้าหมายท่ีจะต้องเปลี่ยนแปลงจากปญั หาในการจดั การเรียนการสอน ของครู

2.การสร้างความเข้าใจตรงกัน (Clarifying) : ผู้นิเทศจะถามความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับเป้าหมาย
ที่จะเปล่ียนแปลง ความจาเป็นท่ีต้องเปลี่ยนแปลง และวิธีการที่จะเปลี่ยนแปลง จากการนาเสนอข้อมูล
รายละเอยี ดที่ไดส้ งั เกตและบันทึก

3.การฟงั (Listening) : ผู้นเิ ทศตัง้ ใจฟังความคดิ เห็นมุมมองของครู เพื่อให้เขา้ ใจว่าครูมองเห็นและ
ยอมรับเป้าหมายทีจ่ ะตอ้ งเปลี่ยนแปลงและปรบั ปรุง และร้วู ธิ ีการปรับปรงุ แก้ไขหรือไม่มากน้อยแค่ไหน

4.การแก้ปัญหา (Problem solving) : ผู้นิเทศพิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาท่ีเป็นไปได้หลาย
แนวทางเพ่อื ให้ครเู ลอื กและให้ครอู ธบิ ายสาเหตุของปญั หาให้ชัดเจน

5.การชี้นาแนะนาวิธีปฏิบัติ (Directing) : ผู้นิเทศเสนอแนวทางการแก้ปัญหาท่ี เป็นไปได้ให้ครู
เลอื กวิธีทเี่ หมาะสมทสี่ ุด พรอ้ มกบั ใหบ้ อกเหตุผลท่เี ลอื กวิธีน้นั

6การฟัง (Listening) : ผู้นิเทศถามครูเก่ียวกับแนวทางและวิธีการท่ีครูเลือกใช้ พร้อมกับบอก
เหตผุ ล ผู้นเิ ทศให้ขอ้ มูลเพม่ิ เตมิ เกี่ยวกับแนวทางทคี่ รูเลอื กไว้

7.การแนะนา(Directing): ผู้นเิ ทศกาหนดขอบข่ายหรือกรอบทคี่ รูจะต้องปฏบิ ัตแิ ละดาเนนิ การโดย
พูดแนะนาครเู กยี่ วกับวธิ กี ารทค่ี รเู ลอื กใช้

8.การสร้างความเข้าใจตรงกัน (Clarifying) : เพื่อใหเ้ ขา้ ใจตรงกันกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่ครูจะปฏิบัติ
ผนู้ ิเทศให้ครูอธบิ ายซา้ และอธบิ ายเพิม่ เติมเกย่ี วกบั วธิ กี ารและกิจกรรมท่จี ะปฏิบตั ิ

9 .การกาห น ดมาตรฐาน (Standardizing) : ผู้นิ เท ศช่วยครูกาห น ดเกณ ฑ์ การป ฏิ บั ติ
ท่ีเหมาะสมสาหรับพฤติกรรมท่ีจะแก้ไขและเกณฑ์การตัดสินผลสาเร็จตามเป้าหมาย และ กาหนดวันเวลาท่ีจะ
แล้วเสรจ็

1 0 .ก ารเส ริม แ รง (Reinforcing) : ผู้ นิ เท ศ ส รุป ก ารป ระชุ ม ท บ ท ว น เป้ าห ม าย ข อ ง
การเปล่ียนแปลงกิจกรรม เกณฑ์ประเมินความสาเร็จตามเป้าหมาย วัน-เวลาการติดตามผล และสังเกตการสอน
ครู

11.สาหรับการใช้พฤติกรรมการนิเทศแบบช้ีนาให้ข้อมูล ผู้นิเทศต้องระลึกเสมอว่า
ครูจะต้องมีส่วนรับผิดชอบในการเลือกวิธีการหรือการปฏิบัติที่เหมาะสมด้วยตัวเอง เพราะการนิเทศแบบ
พัฒนาการน้ันมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ครูสามารถพัฒนาตนเองได้ด้วยตัวเอง ซึ่งหมายถึง การพัฒนาขึ้นใน
ทุกด้าน ทั้งทางด้านความคิด ความสามารถในการตัดสินใจและความชานาญในการปฏิบัติในการจัดการเรียน
การสอน

ขอ้ แนะนาสาหรบั ผูน้ เิ ทศในการเลือกใช้การนิเทศแบบช้นี าให้ข้อมลู

เนื่ อ งจ าก พ ฤ ติ ก รรม ก ารนิ เท ศ แ บ บ ชี้ น าให้ ข้ อ มู ล จ ะ เป็ น ก ารพั ฒ น าค ว าม เช่ี ย ว ช าญ
ความเชื่อมั่นในตัวเองให้แก่ครู แต่ยังจากัดทางเลือกให้แก่ครู ดังน้ันการนาพฤติกรรมการนิเทศ
แบบช้ีนาให้ข้อมูลไปใช้ จึงควรพจิ ารณาในเร่ืองตา่ ง ๆ ดังน้ี

๒๓

1. ครูมรี ะดับพัฒนาการและความสามารถในการปฏบิ ตั ิงานอยู่ในระดับคอ่ นขา้ งตา่
2. ครูไม่มคี วามรูเ้ ก่ียวกบั เรื่องท่เี ป็นปญั หาในการสอนของตนเองเทา่ กบั ผู้นิเทศ
3. ครูมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีแต่ขาดประสบการณ์หลายด้าน ในขณะที่ผู้นิเทศรู้และเข้าใจดี
ทกุ เรอื่ ง
4. ผู้นิเทศมีความเตม็ ใจทจี่ ะร่วมรับผิดชอบในวธิ กี ารแกป้ ัญหาทีค่ รเู ลือกใช้
5. ครมู คี วามเช่อื มัน่ ในตวั ผนู้ เิ ทศ
6. มีเวลาจากดั และการปฏิบัตจิ ริงจาเปน็ ต้องดาเนินการอย่างเรง่ ดว่ น
ข้อแนะนาบางประการสาหรบั การใช้พฤตกิ รรมการนิเทศแบบชี้นาควบคมุ และชี้นาใหข้ ้อมูล ผู้นเิ ทศตอ้ ง
พยายามส่งเสริมและพัฒนาครูให้สามารถเพิ่มระดับความสามารถในการพัฒนาตนเองให้สูงข้ึนเรื่อย ๆ จนถึง
จดุ สูงสุดทนี่ เิ ทศตวั เองได้

3. พฤติกรรมการนิเทศแบบรว่ มมอื (Collaborative Behaviors)

ในการนเิ ทศแบบร่วมมือน้ัน ท้ังผู้นิเทศและครูจะรว่ มกันตัดสินใจในวธิ ีการแก้ปญั หา และการปฏิบตั ิงาน

ตลอดเวลา ท้ังครูและผู้นิเทศจะให้ข้อเสนอแนะแก่กันและกันเพื่อ ร่วมกันพิจารณาหาข้อตกลงร่วมกันในการ

ปฏิบตั ิ ซ่ึงพฤติกรรมการนิเทศแบบร่วมมอื มี ลักษณะและการปฏิบตั ดิ งั น้ี คือ

1. การสร้างความเข้าใจตรงกัน (Clarifying) ผู้นิเทศทาความเข้าใจกับปัญหาท่ีครูเสนอ

เพ่ือให้เกิดความเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับปัญหาที่ครูได้นาเสนอ โดยพยายามกระตุ้นให้ครู ระบุสาเหตุของปัญหา

และประเดน็ ของปัญหาใหช้ ดั เจน

2. การฟัง (Listening) ผู้นิเทศฟังอย่างตั้งใจ เพ่ือให้เกิดความเข้าใจชัดเจนมากขึ้น

เกี่ยวกับปัญหาความคิดเห็นของครูท่ีมีต่อปัญหาการสอนของตนเอง ก่อนท่ีจะคิดพิจารณา แนวทางการแก้ไข

ปญั หานั้น

3. การตอบสนอง (Reflecting) เพื่อความเข้าใจมากข้ึนเกี่ยวกับปัญ หาและ

รายละเอียดของปัญหาที่ครูนาเสนอ ผู้นิเทศต้องตอบสนองด้วยการรับรู้และปัญหาของครู เพ่ือให้แน่ใจว่าเข้าใจ

ตรงกนั วา่ ปญั หาท่แี ท้จรงิ ของครคู อื อะไร

4. การนาเสนอ (Presenting) ผู้นิเทศเสนอมุมมองและความคิดเห็นของตนเองให้ ข้อมูล

เกี่ยวกับปัญหาหรืออุปสรรคท่ีอาจจะเกิดข้ึนจากการแก้ปัญหาตามความคิดเห็นของครู เสนอข้อมูล ท่ีครูอาจจะ

มองข้ามความสาคัญ การเสนอความคิดเห็นของตนเองของผู้นิเทศในขั้นที่ผู้นิเทศจะช่วยให้ครูได้ข้อมูลเกี่ยวกับ

ปญั หาเพิม่ ข้นึ และมองเหน็ สาเหตแุ ละแนวทางการ แก้ปญั หาที่ชัดเจนมากข้นึ

5. การสร้างความเข้าใจตรงกัน (Clarifying) โดยผู้นิเทศพยายามทาให้ครูเข้าใจ

ความคิดเห็น การรับรขู้ องผู้นิเทศให้ชดั เจนมากขน้ึ เพ่ือปรบั ความเข้าใจตรงกนั และมแี นวคดิ ใน

การแก้ปญั หาไปในทศิ ทางเดยี วกนั

6. การแก้ปัญหา (Problem solving) ทั้งผู้นิเทศและครูมีการแลกเปล่ียนข้อ แนะนา

และทางเลือกใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาก่อนท่ีจะร่วมกับสรุปเกี่ยวกับวิธีแก้ปัญหา หรือ เลือกทางเลือกในการ

แก้ปัญหาทเ่ี ป็นไปได้และเหมาะสม

๒๔

7. การกระตุ้นส่งเสริม (Encouraging) เป็นการกระตุ้นส่งเสริมและการยอมรับข้อโต้แย้ง
ทอี่ าจจะเกิดขึ้น เมื่อมีข้อขัดแย้งเกิดขึ้น ผู้นเิ ทศตอ้ งยอมรับข้อขัดแย้งและหาทางประนปี ระนอมเพื่อหาขอ้ ยุติกัน
ตอ่ ไป เพราะความขดั แย้ง ความเห็นไม่ตรงกนั สามารถจะได้มาซึง่ วธิ ีแกป้ ัญหาทดี่ แี ละเหมาะสมที่สดุ

8. ข้ันการเจรจาตกลงร่วมกันเพ่ือหาข้อยุติ (Negotiating) เป็นการเจรจาเพ่ือหา
ข้อตกลงร่วมกันเก่ียวกับแนวทางการแก้ปัญหาท่ีเป็นท่ียอมรับของครูและผู้นิเทศ เพ่ือให้ทั้ง 2 ฝ่าย เห็นด้วยกับ
รายละเอียดของแนวทางการปฏบิ ตั ิ อาจมีการอภิปรายซ่งึ แนวทางทไ่ี ดช้ ่วยกนั เลือก

9.การกาหนดมาตรฐาน (Standardizing) การกาหนดมาตรฐานการปฏิบัติ เป็นการ
ตกลงร่วมกันในรายละเอียดของแนวทางและแผนปฏิบัติ รวมท้ังกาหนด วัน เวลา สถานที่ ที่จะดาเนินการตาม
แผน ใช้สือ่ อะไรบา้ ง มีใครบ้าง เป็นผูร้ ่วมงาน รายละเอียดเหล่านด้ี อ้ ง เจรจาปรกึ ษาหารือกนั ใหช้ ดั เจน

10.การตอบสนอง (Reflecting) เป็นการพิจารณาไตร่ตรองเพื่อสรุปแผนขั้นสุดท้าย
ผู้นิเทศสรปุ แนวทางและแผนปฏิบัติงานโดยครูยอมรับเข้าใจตรงกนั ในทุกเร่อื ง อาจจะให้ครูทบทวนแผนและแนว
ทางการปฏิบัติอกี คร้ัง และมีการจดบันทึกข้อตกลงรว่ มกันในการปฏิบัติงานเพื่อแก้ปัญหาการยอมรับ นัดหมาย
การดาเนนิ การทุกขั้นตอนตามแผนก่อนนัดการประชมุ

ขอ้ แนะนาสาหรับผนู้ เิ ทศในการเสือกใชก้ ารนเิ ทศแบบรว่ มมือ

ผู้นิเทศควรเลือกใช้วธิ ีการนเิ ทศแบบร่วมมอื ในกรณตี ่อไปน้ี
1. ในกรณีท่ีครูหรือคณะครูมีระดับพัฒนาการ ความสามารถในการคิดเชิงนามธรรมและ

ความเชีย่ วชาญอยู่ในระดับปานกลาง แตอ่ าจจะยงั ไม่กล้าตดั สินใจเองโดยเด็ดขาดดว้ ยตัวเอง
2. ในกรณีท่ีครู คณะครู และผู้นิเทศมคี วามรู้ความสามารถ ความสาคัญเท่าเทียมกนั หรือ

ถ้าครูเข้าใจปัญหามากที่สุดในเร่ืองหนึ่ง ผู้นิเทศรู้และเข้าใจมากอีกเรื่องหน่ึง การนิเทศแบบร่วมมือจะช่วยให้ได้
แลกเปลี่ยนความร้คู วามคิดเห็นซง่ึ กนั และกัน

3. ในกรณีที่ผู้นิเทศและครูจะต้องมีการตัดสินใจร่วมกัน และต้องมีความรับผิดชอบ
ร่วมกันในเรอ่ื งที่จะส่งผลถงึ ผู้ปกครอง ชุมชน หรอื ผูบ้ งั คบั บญั ชาระดับสูงขึ้นไป

4. ในกรณีที่ครูและผู้นิเทศยอมรับต่อการมีภาระหน้าที่ร่วมกัน ในการแก้ปัญหา เฉพาะ
เรือ่ ง หรือบางเร่ืองที่ครตู ้องการมีสว่ นร่วมในการแกป้ ัญหาและตัดสินใจ แต่ไม่ให้ครูมีส่วนร่วม อาจเกดิ ปัญหาขึ้น
ได้

4. พฤตกิ รรมการนเิ ทศแบบไม่ช้นี า (Nondirective Behaviors)

วิธีการนิเทศแบบไม่ช้ีนานั้น ผู้นิเทศจะใช้พฤติกรรมในการพูดคุยทางานร่วมกับครู โดยท่ีครูจะเป็นผู้ท่ี
ตัดสินใจดว้ ยตัวเอง ผู้นิเทศเป็นเพียงผู้ช่วยในการสนบั สนุนในเรื่องต่าง ๆ ทคี่ รรู ้องขอเท่านั้น ซ่ึงพฤติกรรมในการ
นเิ ทศแบบไมช่ น้ี ามีลักษณะและการปฏบิ ัตดิ งั นี้

1. การฟัง (Listening) ผู้นิเทศฟังครูพูด ครูเสนอแนวคิดความต้องการอย่างต้ังใจ และ
พยายามทาความเขา้ ใจกบั เร่อื งทค่ี รูพูดใหม้ ากท่สี ดุ

๒๕

2. การตอบสนอง (Reflecting) ผู้นิเทศพูดสรุปความคิดเห็นตามความต้องการของครู
หรือปัญหาของครู แสดงความเห็นใจ สนใจ แต่ไม่ควรแสดงความคิดเห็นส่วนตัวใด ๆ พยายามจับ
ใจความสาคญั ในเรือ่ งทีค่ รพู ดู ใหม้ ากทส่ี ุด

3. การสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน (Clarifying) ผู้นิเทศต้องพยายามทาความเข้าใจกับ
ปญั หาเรื่องราวทค่ี รูพดู ใหล้ ะเอียดและชัดเจนตรงกันให้มากที่สุด อาจจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมท่ีเกี่ยวกับ
ปัญหาหรือเรื่องราวท่ีครูพูดเพ่ือให้สามารถมองปัญหาหลายมุม และเพ่ือให้ครูได้แนวคิดมุมมอง
มากขึ้น

4. การกระตุ้นส่งเสริม (Encouraging) ผู้นิเทศต้องแสดงออกด้วยความสนใจ เต็มใจที่จะ
รับฟังเร่ืองราวปัญหาต่าง ๆ ของครู ในขณะท่ีครูพยายามพูดแสดงความคิดเห็นเลย ความเข้าใจ
เกี่ยวกับปัญหา หรือเรื่องราวน้ัน ๆ ให้การกระตุ้น ด้วยคาพูดใช้ทาทางประกอบ รวมท้ังพูด
เสรมิ กาลงั ใจ สนับสนุน ชมเชย ซ่งึ จะชว่ ยใหค้ รูสามารถตัดสนิ ใจได้ด้วยความมน่ั ใจ

5. การตอบสนอง (Reflecting) ผู้นิเทศต้องมีการตอบสนองต่อการพูด การเสนอ ของครู
ตลอดเวลา พร้อมกับทบทวนความเข้าใจของตนเองเก่ียวกบั เรื่องทีค่ รพู ูด เพื่อตรวจสอบความเข้าใจ
ตรงกัน แต่ไมจ่ าเปน็ ตอ้ งถอดข้อความการพดู ของครูทกุ ครง้ั

6. การแก้ปัญหา (Problem solving) ผู้นิเทศพยายามพูดกระตุ้นให้ครูพิจารณา
แนวทางการปฏิบัติ หรือแนวทางการแก้ปัญหาอื่น ๆ โดยให้ครูคิดหาวิธีการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
สอบถามในรายละเอียดของแนวทางการแก้ปัญหา กระตุ้นให้คิดทางเลือกให้หลากหลาย
เพือ่ เปรยี บเทียบ และใหไ้ ด้ซงึ่ วิธที ่ีเหมาะสมท่ีสดุ โดยให้เวลาในการคิดและพูดอยา่ งพอเพียง

7. การแก้ปญั หา (Problem solving) หลงั จากทค่ี รูได้แนวทางการแก้ปัญหาแล้ว ผนู้ ิเทศ
กระตุ้นให้ครูพูดอธิบายถึงผลท่ีอาจจะเกิดข้ึน จากการนาวิธีนั้นไปแก้ปัญหา รวมท้ังอาจจะให้
อธิบายผลที่จะเกิดขึ้นจากวิธีอื่น ๆ ท่ีไม่ได้เลือก เพื่อให้ครูมีโอกาสคิดเปรียบเทียบ แต่ละแนวทาง
การแก้ปัญหาจากผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในการใชแ้ ตล่ ะวิธี

8. การนาเสนอ (Presenting) ผนู้ ิเทศใหค้ รูนาเสนอปญั หาและแนวทางหรอื วิธี
การแก้ปัญหาอีกครั้ง พยายามพูดให้ครูเต็มใจ ต้ังใจที่จะปฏิบัติและยอมรับว่าเป็นความผูกพันและ

ภาระหน้าท่ีในเร่ืองท่ีครูได้ตัดสินใจไปแล้ว โดยพยายามให้ครูเลือกวิธีที่ปฏิบัติได้จริงด้วยตัวเอง

ภายในระยะเวลาพอควรและรบั ผิดชอบในการดาเนนิ การโครงการโดยตลอด

9. การกาหนดมาตรฐาน (Standardizing) ผู้นิเทศให้ครูกาหนดเกณฑ์ในการปฏิบัติงาน
กาหนดเวลาแล้วเสร็จ ระบุมาตรฐานของผลงานที่ปฏิบัติงานใดควรเริ่มต้นก่อนหลัง และจะเสร็จ
เม่ือใด ต้องการส่ือ อุปกรณ์ใดบ้างที่จาเป็น เม่ือใดที่ครูสามารถอธิบายและตอบ คาถามต่าง ๆ
เหล่านใ้ี ห้ชัดเจน การประชมุ การนิเทศใกล้จะสมบูรณ์

10. การตอบสนอง (Reflecting) เป็นการตอบสนองทบทวนเกี่ยวกับแผนการ
ปฏิบัติงานของครู ก่อนจบการประชุม ผู้นิเทศต้องให้ครูสรุปแผนการปฏิบัติรายละเอียดของวิธี
ดาเนนิ งานอีกครัง้ หลงั จากน้นั ครสู ามารถเร่มิ ดาเนนิ การตามโครงการและแผนปฏบิ ัติงานนัน้ ได้

๒๖

ขอ้ แนะนาสาหรับผู้นเิ ทศในการเสือกใชก้ ารนิเทศแบบไม่ชี้นา

ในการเลือกใช้วิธีนิเทศและพฤติกรรมการนิเทศ แต่ละประเภทต้องอาศัยข้อมูลท่ีเกี่ยวกับตัวครูหลาย
ด้านจนเข้าใจว่าครูแต่ละคน แต่ละกลุ่มน้ัน เหมาะสมกับวิธีนิเทศและพฤติกรรมการนิเทศแบบใดมากที่สุด จึง
คอ่ ยเรมิ่ ดาเนนิ การสาหรบั การเลือกใช้พฤติกรรม การนิเทศแบบไมช่ นี้ าควรคานงึ ถงึ เรอื่ งต่าง ๆ ดังน้ี

1. ในกรณีท่ีครูหรือคณะครูผู้ร่วมโครงการนิเทศ มีความรู้ มีความสามารถในการ
ปฏิบัตงิ าน มคี วามเชย่ี วชาญมีระดับความคิดและระดับพฒั นาการสงู มาก

2. ในกรณที ี่ครหู รือคณะครมู ีความรู้ ความเชีย่ วชาญในเรือ่ งท่ีตดั สินใจจะดาเนินการมาก และ
ผู้นิเทศมคี วามรู้ความเชีย่ วชาญเรอ่ื งนัน้ น้อย

3. ในกรณีที่ครูหรือคณะครูต้องรับผิดชอบโดยตรงในการตัดสินใจในเร่ืองนั้น ๆ และ
ผู้นเิ ทศมสี ่วนร่วมน้อย

4. ในกรณีท่ีครูหรือคณะครูมีความตั้งใจและต้องการจะแก้ปัญหาในเรื่องนั้น ๆ ถึงแม้ว่า
จะไมใ่ ช่ปัญหาสาคัญท่ีผนู้ เิ ทศตอ้ งเขา้ ไปมีส่วนรว่ ม แดช่ ่วยเปิดโอกาสส่งเสรมิ สนบั สนุนให้ครูได้มีโอกาสตดั สินใจ
เอง และจดั ดาเนินการเอง โดยผ้นู เิ ทศคอยสนบั สนนุ และบริการตามทถ่ี กู รอ้ งขอ

สรุปก็คือ ในการนิเทศแบบไม่ช้ีนานั้น ครูจะเป็นผู้ท่ีมีบทบาทสาคัญท่ีสุดในการตัดสินใจด้วย
ตัวเอง มีอิสระในการคิดการปฏิบัติ ผู้นิเทศจะเป็นผู้ที่คอยสนับสนุน คอยให้ข้อมูลเพิ่มเติม และพยายามช่วย
ส่งเสริมสนับสนนุ ให้ครูได้แนวทางวธิ กี ารปฏบิ ัติทเ่ี หมาะสมที่สุด โดยท่ีครูไมใ่ หค้ วามรสู้ กึ วา่ ถูกแนะนา

สรุปลักษณะสาคญั ท่ีแตกต่างกนั ของครูที่เหมาะสมกับการนิเทศแตล่ ะแบบ

1. ครูท่ีมีระดับพัฒนาการระดับต่า มีความรู้ ความเช่ียวชาญ ความผูกพันต่อภาระหน้าท่ีน้อย มี
พัฒนาการด้านการรับรู้แบบรปู ธรรม มีวิธีการคดิ การให้เหตุผลแบบเดิม มีความกลวั และต้องการพัฒนาตัวเอง
น้อย มีความพึงพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ ครูที่มีลักษณะต่าง ๆ ดังกล่าว ผู้นิเทศควรพิจารณาเริ่มต้นใช้วิธีนิเทศและ
พฤติกรรมการนเิ ทศแบบชีน้ าหรือกระตุน้ ชนี้ าให้ข้อมลู ใน การปฏบิ ัติ (Directive Approach)

2. ครูท่ีมรี ะดับพัฒนาการในระดบั ปานกลาง เป็นผู้ทปี่ ฏบิ ัติงานในหนา้ ทีไ่ ด้ดตี ามปกติ มีความสามารถ
ในการเรยี นรู้ระดับปานกลาง มีความสนใจ ต้ังใจสอน มคี วามรู้และความผกู พนั ต่อภาระ หนา้ ที่ระดับปานกลาง
ต้องการพัฒนาตนเอง ซึ่งครูที่มีลักษณะต่าง ๆ ดังกล่าว ผู้นิเทศ ควรพิจารณาใช้วิธีนิเทศและพฤติกรรมการ
นิเทศแบบรว่ มมือ(Collaborative Approach)

3. ครทู ่ีมรี ะดับพฒั นาการในระดบั สูง เป็นผทู้ ่ีมีความรู้ มีความสามารถในการรับรู้ และเรียนรู้ไดด้ ี การ
คิดหาเหตุผลได้รวดเร็วหลากหลาย ต้องการอิสระในการพัฒนาตนเอง ความชานาญสูงในหลายเร่ือง มีความ
ผูกพันต่อภาระหน้าที่สูง มีความพยายามจะปฏิบัติงานด้วยตนเอง นาตัวเองได้ไม่ต้องมีใครมาคอยช่วยเหลือ
แนะนาตลอดเวลา ครูที่มีลักษณะต่าง ๆ ดังกล่าว ผู้นิเทศ ควรพิจารณาใช้วิธีนิเทศและพฤติกรรมการนิเทศ
แบบไมช่ ้นี า (Nondirective Approach) (Glickman and others 2001 : 136-142)

๒๗

องคป์ ระกอบสาคัญเพื่อพจิ ารณาเลอื กใชว้ ิธีการนเิ ทศแบบพฒั นาการที่

เหมาะสมสาหรับการนเิ ทศครู

1. ระดับพัฒนาการของครู (Developmental level) และระดับความสามารถในการคิดเชิง
นามธรรม (Level of Abstraction)

2. ความร้คู วามเช่ยี วชาญ (Expertise)
3. ความรบั ผดิ ชอบตอ่ ภาระหน้าท่ี (Responsibility)
4. การยอมรับและผูกพันต่อภาระหนา้ ที่ (Commitment)
สรุปก็คอื การนเิ ทศแบบพัฒนาการ คือ การช่วยเหลือสนับสนุนและส่งเสริมครูให้ สามารถ พัฒนางานใน
วชิ าชีพของตนเองไดอ้ ย่างตอ่ เนื่องด้วยตัวเอง ดังนั้นการเร่มิ ต้นใช้วิธีการนิเทศแบบช้ีนาควบคุมหรือชนี้ าให้ข้อมูล
เป็นการเริ่มต้นที่อาจจะเหมาะสมสาหรับครูแต่ละคน แต่ละกลุ่ม แต่ในท่ีสุด ผู้นิเทศต้องพยายามท่ีจะช่ว ย
สนบั สนุนสง่ เสริมใหค้ รมู ีระดับพัฒนาการท่ีสูงขนึ้ เรือ่ ย ๆ โดยใชว้ ิธีนเิ ทศแบบร่วมมอื หรือผสมผสานกนั จนกว่าจะ
สามารถชว่ ยให้ครูสามารถพฒั นาตนเองได้ นาตนเองได้ ซ่ึงวิธีนิเทศทีใ่ ช้กค็ อื วิธีนิเทศแบบไม่ชี้นาน้ันเอง ซึง่ เป็น
เป้าหมายสาคญั ของการนเิ ทศแบบพัฒนาการ

3.4 การประเมินและการสรุปผลการนิเทศในโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายโดยใช้ PARE MODEL โดย
สรุปประเดน็ ดังนี้
- อ งค์ ค ว าม รู้ ด้ าน ก าร พั ฒ น าแ ผ น พั ฒ น าก ารศึ ก ษ าใน ระ ดั บ โร งเรี ย น

โครงการกองทนุ การศึกษา

- องค์ความรู้ด้านการพัฒนาแผนปฏิบัติการศึกษาในระดับโรงเรียนโครงการกอง

ทนุ การศกึ ษา

- องค์ความรู้ด้านงานประกันคุณภาพการศึกษาในระดับโรงเรียน โครงการกอง

ทนุ การศกึ ษา

- องคค์ วามรดู้ า้ น 3 เสาหลักและกลยุทธ์ 5 กลยทุ ธใ์ นการพฒั นาการศกึ ษา

- หลักการนเิ ทศโรงเรียนในโครงการกองทนุ การศึกษา

- เคร่ืองมือในการนิเทศ ติดตาม การจัดทาแผนพัฒนาการศึกษา และแผนปฏิบัติ
การศกึ ษาในระดับโรงเรยี นในโครงการกองทุนการศึกษา

-การพฒั นานวัตกรรมดา้ นคุณธรรมในระดบั โรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา

-การใชภ้ าคเี ครือขา่ ยในการรว่ มพฒั นาโรงเรยี นในโครงการกองทุนการศึกษา

๒๘

ขั้นตอนท่ี 4 ประเมินผลหลักสตู รภาคีเครอื ข่ายร่วมพัฒนาศึกษานเิ ทศกค์ ณุ ธรรม (E : EVALUATION)

การประเมินผลหลกั สูตรภาคีเครือขา่ ยรว่ มพัฒนาศกึ ษานิเทศก์คุณธรรม (E : EVALUATION)
ประเมนิ 2 ส่วน

ส่วนท่ี 1 ประเมนิ สมรรถนะการนเิ ทศของศึกษานเิ ทศก์คุณธรรมในจงั หวัดกาญจนบุรี
ประเมินศึกษานิเทศก์คุณธรรมในจังหวัดกาญจนบุรีทุกคน ด้านองค์ความรู้ประเด็นท่ีพัฒนา
และมีทักษะความสามารถลงพื้นที่นิเทศ ช่วยเหลือโรงเรียนตามกลุ่มเป้าหมายให้สามารถพัฒนาแผนพัฒนาการ
จัดการศึกษา แผนปฏิบัติการจัดการศึกษา และการจัดทาโครงการสู่การพัฒนา 5 กลยุทธ์ ในระดับดี และ
ผลกระทบเชิงบวกที่ค้นพบเพ่ิมเติม คือ โรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษามีการพัฒนาด้านคุณธรรม
จริยธรรม ทักษะชีวิตและอาชีพ อยู่ในระดับดี แต่ควรปรับปรุงและพัฒนา ด้านการพัฒนาบุคลากร ด้านการ
พัฒนาผลสัมฤทธข์ิ องผู้เรียน และดา้ นระบบการบรหิ ารจัดการโรงเรียนกองทนุ การศึกษา
ส่วนที่ 2 ประเมินเอกสารหลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพื่อ
ขบั เคล่ือนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวตั กรรมการนิเทศเชิง
สร้างสรรค์สาหรับครูเพื่อส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียน กอง
ทนุ การศกึ ษา จังหวัดกาญจนบุร)ี
ประเมินเอกสารหลกั สูตรภาคีเครือข่ายรว่ มพัฒนาศกึ ษานิเทศก์คุณธรรมเพื่อขบั เคลอ่ื นโรงเรียน
ในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศเชิงสร้างสรรค์สาหรับ
ครูเพื่อส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียน กองทุนการศึกษา จังหวัด
กาญจนบุรี) ด้านองค์ประกอบหลกั สูตร ไดแ้ ก่ หลักการ วัตถปุ ระสงค์ กระบวนการพัฒนาหลักสูตร แนวทางการ
วดั ผลประเมินผล ปัจจยั สนับสนุน เง่อื นไขความสาเร็จ
สว่ นที่ 2 บริบทโรงเรียนท่ีขยายผลภายใต้นวัตกรรมการนิเทศเชิงสร้างสรรค์สาหรับครูเพื่อส่งเสริม
ด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียนกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี)
มี 3 ลักษณะดงั นี้
2.1 โรงเรียนที่มีสภาพความพร้อมและความต้องการในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัด
กาญจนบุรี จานวน 7 โรงเรียน คือ โรงเรียนถ้าองจุ โรงเรียนบ้านดงเสลา อาเภอศรีสวัสดิ์โรงเรียนบ้านไร่
โรงเรียนบ้านห้วยเสือ โรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน โรงเรียนสมาคมป่าไม้อุทิศแห่งประเทศไทย โรงเรียนศรีสวัสด์ิ
พิทยาคม ดังรายละเอียดดังน้ี
2.1.1 โรงเรียนถ้าองจุ

โรงเรียนถ้าองจุเป็นโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา ตั้งอยู่ท่ี หมู่ที่ 1 ตาบลนา
สวน อาเภอศรีสวัสด์ิ จังหวัดกาญจนบุรี ก่อตั้งโรงเรียนวันที่ 13 มิ.ย.2521 ระดับที่เปิดสอน อนุบาล-
ประถมศึกษา

ข้อมลู นักเรยี น โรงเรยี นวัดถ้าองจุ ปกี ารศกึ ษา 2563 ๒๙

ชนั้ /เพศ ชาย หญงิ รวม ห้องเรียน
อบ.1 4 1 5 1
อบ.2 0 2 2 1
อบ.3 1 4 5 1
รวม อบ. 5 7 12 3
ป.1 11 8 19 1
ป.2 6 8 14 1
ป.3 5 2 7 1
ป.4 7 7 14 1
ป.5 6 3 9 1
ป.6 4 5 9 1
รวมประถม 39 33 72 6
ม.1 0 0 0 0
ม.2 0 0 0 0
ม.3 0 0 0 0
รวมมัธยมต้น 0 0 0 0
ม.4 0 0 0 0
ม.5 0 0 0 0
ม.6 0 0 0 0
ปวช.1 0 0 0 0
ปวช.2 0 0 0 0
ปวช.3 0 0 0 0
รวมมัธยมปลายและ
เทยี บเทา่ 0 0 0 0
รวมทั้งหมด
44 40 84 9

๓๐

ขอ้ มูลคร/ู บุคลากร โรงเรยี นวัดถา้ องจุ

จานวน ชาย 4 คน หญงิ 4 คน รวมทงั้ หมด 8 คน

จาแนกครจู าแนกตามสายงาน ตาแหนง่ วทิ ยฐานะ วฒุ กิ ารศกึ ษา และเพศ

ตาแหน่ง วิทยฐานะ ระดับ ข้าราชการครแู ละบคุ ลากรทางการ
ศึกษา (คน)

ตาแหนง่ ชาย หญิง รวม

1. ผอู้ านวยการโรงเรยี น - คศ.1 0 0 0

ชานาญการ คศ.2 0 0 0

ชานาญการพิเศษ คศ.3 1 01

เชยี่ วชาญ คศ.4 0 0 0

เชย่ี วชาญพเิ ศษ คศ.5 0 0 0
- 1 01
รวม
คศ.1 0 0 0
2. รองผู้อานวยการโรงเรยี น -

ชานาญการ คศ.2 0 0 0

ชานาญการพเิ ศษ คศ.3 0 00

เช่ยี วชาญ คศ.4 0 0 0

รวม - 0 0 0

3. ครู - คศ.1 0 1 1

ชานาญการ คศ.2 0 0 0

ชานาญการพเิ ศษ คศ.3 1 12

เชี่ยวชาญ คศ.4 0 0 0

เชย่ี วชาญพเิ ศษ คศ.5 0 0 0
รวม - 1 23

4. ครูผู้ชว่ ย - ครูผ้ชู ่วย 2 0 2

5. ลกู จ้างประจา - - 0 00

6. พนักงานราชการ - - 0 1 1

7. ลกู จา้ งช่ัวคราว - - 0 11

รวมท้ังหมด 4 48

๓๑

2.1.2 โรงเรยี นบา้ นดงเสลา
โรงเรียนบ้านดงเสลาเป็นโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา ต้ังอยู่ที่ หมู่ที่ 6

ตาบลบ้านดงเสลา อาเภอศรีสวัสด์ิ จังหวัดกาญจนบุรี ก่อตั้งโรงเรียนวันที่ 24 มิ.ย.2511 ระดับท่ีเปิดสอน

อนุบาล-มธั ยมศึกษาตอนต้น

ขอ้ มูลนักเรยี น โรงเรยี นบ้านดงเสลา ปกี ารศึกษา 2563

ชั้น/เพศ ชาย หญิง รวม ห้องเรียน
อบ.1 0 0 00
อบ.2 1 9 10 1
อบ.3 10 4 14 1
รวม อบ. 11 13 24 2
ป.1 11 10 21 1
ป.2 12 10 22 1
ป.3 9 4 13 1
ป.4 5 6 11 1
ป.5 2 10 12 1
ป.6 11 10 21 1
รวมประถม 50 50 100 6
ม.1 22 14 36 1
ม.2 13 13 26 1
ม.3 10 22 32 1
รวมมธั ยมตน้ 45 49 94 3
ม.4 0 0 00
ม.5 0 0 00
ม.6 0 0 00
ปวช.1 0 0 00
ปวช.2 0 0 00
ปวช.3 0 0 00
รวมมัธยมปลายและ
เทยี บเท่า 0 0 00
รวมทั้งหมด
106 112 218 11

ข้อมลู คร/ู บคุ ลากร โรงเรยี นบ้านดงเสลา

๓๒

จานวน ชาย 7 คน หญิง 12 คน รวมท้ังหมด 19 คน

จาแนกครจู าแนกตามสายงาน ตาแหนง่ วิทยฐานะ วุฒกิ ารศึกษา และเพศ

ตาแหน่ง วทิ ยฐานะ ระดับ ขา้ ราชการครูและบคุ ลากรทางการ
ศกึ ษา (คน)

ตาแหน่ง ชาย หญงิ รวม

1. ผู้อานวยการโรงเรยี น - คศ.1 0 0 0

ชานาญการ คศ.2 0 0 0

ชานาญการพเิ ศษ คศ.3 1 01

เชยี่ วชาญ คศ.4 0 0 0

เช่ียวชาญพิเศษ คศ.5 0 0 0
- 1 01
รวม
คศ.1 0 0 0
2. รองผูอ้ านวยการโรงเรยี น -

ชานาญการ คศ.2 0 0 0

ชานาญการพเิ ศษ คศ.3 0 00

เช่ยี วชาญ คศ.4 0 0 0

รวม - 0 0 0

3. ครู - คศ.1 2 5 7

ชานาญการ คศ.2 1 2 3

ชานาญการพเิ ศษ คศ.3 2 02

เช่ยี วชาญ คศ.4 0 0 0

เชยี่ วชาญพิเศษ คศ.5 0 0 0
รวม - 5 7 12

4. ครูผู้ชว่ ย - ครผู ูช้ ว่ ย 0 3 3

5. ลูกจา้ งประจา - - 1 01

6. พนกั งานราชการ - - 0 0 0

7. ลกู จา้ งชั่วคราว - - 0 22

รวมทั้งหมด 7 12 19

๓๓

2.1.3 โรงเรียนบา้ นไร่

โรงเรียนบ้านไร่ เป็นโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา ต้ังอยู่ท่ี หมู่ท่ี 6 บ้านบ้าน

ไร่ ตาบลห้วยเขย่ง อาเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ก่อต้ังโรงเรียน พ.ศ 2497 ระดับท่ีเปิดสอน อนุบาล-

มธั ยมศกึ ษาตอนตน้

ข้อมลู นักเรยี น โรงเรียนบา้ นไร่ ปีการศกึ ษา 2563

ชน้ั /เพศ ชาย หญงิ รวม หอ้ งเรียน

อบ.1 0 0 0 0

อบ.2 10 12 22 2

อบ.3 18 16 34 2

รวม อบ. 28 28 56 4

ป.1 22 19 41 2

ป.2 31 16 47 2

ป.3 21 17 38 1

ป.4 15 13 28 1

ป.5 24 16 40 1

ป.6 12 18 30 1

รวมประถม 125 99 224 8

ม.1 22 17 39 1

ม.2 14 11 25 1

ม.3 10 18 28 1

รวมมัธยมต้น 46 46 92 3

ม.4 0 0 0 0

ม.5 0 0 0 0

ม.6 0 0 0 0

ปวช.1 0 0 0 0

ปวช.2 0 0 0 0

ปวช.3 0 0 0 0

รวมมธั ยมปลายและ 0 0 0 0
เทยี บเทา่

รวมทั้งหมด 199 173 372 15

๓๔

ข้อมูลคร/ู บุคลากร โรงเรียนบ้านไร่

จานวน ชาย 7 คน หญงิ 19 คน รวมท้ังหมด 26 คน

จาแนกครจู าแนกตามสายงาน ตาแหน่ง วิทยฐานะ วุฒิการศึกษา และเพศ

ตาแหน่ง วิทยฐานะ ระดับ ข้าราชการครแู ละบคุ ลากรทางการ
ศกึ ษา (คน)

ตาแหนง่ ชาย หญิง รวม

1. ผู้อานวยการโรงเรยี น - คศ.1 0 0 0

ชานาญการ คศ.2 1 0 1

ชานาญการพเิ ศษ คศ.3 0 00

เชย่ี วชาญ คศ.4 0 0 0

เชี่ยวชาญพเิ ศษ คศ.5 0 0 0
- 1 01
รวม
คศ.1 0 0 0
2. รองผอู้ านวยการโรงเรียน -

ชานาญการ คศ.2 0 1 1

ชานาญการพิเศษ คศ.3 0 00

เช่ียวชาญ คศ.4 0 0 0

รวม - 0 1 1

3. ครู - คศ.1 1 9 10

ชานาญการ คศ.2 1 2 3

ชานาญการพิเศษ คศ.3 0 00

เช่ียวชาญ คศ.4 0 0 0

เชีย่ วชาญพิเศษ คศ.5 0 0 0
รวม - 2 11 13

4. ครูผู้ช่วย - ครูผชู้ ่วย 3 2 5

5. ลกู จา้ งประจา - - 0 00

6. พนกั งานราชการ - - 0 3 3

7. ลูกจ้างช่วั คราว - - 1 23

รวมท้ังหมด 7 19 26

๓๕

2.1.4 โรงเรียนบา้ นหว้ ยเสือ
โรงเรียนบ้านห้วยเสือ เป็นโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา ต้ังอยู่ที่ หมู่ท่ี 1

บ้านบ้านห้วยเสือ ตาบลชะแล อาเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ก่อต้ังโรงเรียน พ.ศ 2531 ระดับ

ท่เี ปิดสอน อนบุ าล-มธั ยมศึกษาตอนปลาย

ขอ้ มูลนักเรียน โรงเรยี นบา้ นหว้ ยเสือ ปกี ารศึกษา 2563

ชั้น/เพศ ชาย หญิง รวม หอ้ งเรียน

อบ.1 23 18 41 2

อบ.2 32 25 57 2

อบ.3 38 29 67 2

รวม อบ. 93 72 165 6

ป.1 42 37 79 2

ป.2 38 33 71 2

ป.3 31 22 53 2

ป.4 24 28 52 1

ป.5 33 20 53 1

ป.6 20 15 35 1

รวมประถม 188 155 343 9

ม.1 23 26 49 1

ม.2 18 22 40 1

ม.3 20 19 39 1

รวมมธั ยมตน้ 61 67 128 3

ม.4 20 18 38 1

ม.5 12 19 31 1

ม.6 16 11 27 1

ปวช.1 0 0 0 0

ปวช.2 0 0 0 0

ปวช.3 0 0 0 0

รวมมธั ยมปลายและ 48 48 96 3
เทียบเท่า

รวมท้ังหมด 390 342 732 21

๓๖

ข้อมลู ครู/บุคลากร โรงเรยี นบ้านห้วยเสือ

จานวน ชาย 9 คน หญงิ 25 คน รวมทงั้ หมด 34 คน

จาแนกครูจาแนกตามสายงาน ตาแหนง่ วทิ ยฐานะ วฒุ กิ ารศกึ ษา และเพศ

ตาแหนง่ วิทยฐานะ ระดับ ขา้ ราชการครแู ละบุคลากรทางการ
ศึกษา (คน)

ตาแหน่ง ชาย หญิง รวม

1. ผู้อานวยการโรงเรยี น - คศ.1 0 0 0

ชานาญการ คศ.2 0 0 0

ชานาญการพเิ ศษ คศ.3 1 0 1

เชี่ยวชาญ คศ.4 0 0 0

เชย่ี วชาญพเิ ศษ คศ.5 0 0 0
- 1 01
รวม
คศ.1 0 0 0
2. รองผู้อานวยการโรงเรยี น -

ชานาญการ คศ.2 0 0 0

ชานาญการพเิ ศษ คศ.3 0 0 0

เชี่ยวชาญ คศ.4 0 0 0

รวม - 0 0 0

3. ครู - คศ.1 2 8 10

ชานาญการ คศ.2 0 3 3

ชานาญการพเิ ศษ คศ.3 0 0 0

เชี่ยวชาญ คศ.4 0 0 0

เชี่ยวชาญพเิ ศษ คศ.5 0 0 0
รวม - 2 11 13

4. ครูผชู้ ว่ ย - ครผู ู้ช่วย 4 13 17

5. ลกู จ้างประจา - - 0 00

6. พนักงานราชการ - - 0 00

7. ลกู จา้ งชัว่ คราว - - 2 13

รวมทง้ั หมด 9 25 34

๓๗

2.1.5 โรงเรียนบา้ นทุ่งเสือโทน

โรงเรยี นบ้านท่งุ เสือโทนเปน็ โรงเรียนในโครงการกองทนุ การศกึ ษา ตั้งอยู่หมู่ท่ี 4
ตาบลชะแล อาเภอทองผาภมู ิ จังหวดั กาญจนบุรี ผรู้ เิ ริ่มต้งั โรงเรียน คือ นายอาเภอจาลอง บัญจศิริ โดยออก
คาสั่งใหน้ ายกาจัด แซ่เหลา นายเซอะซองเอง็ และนายจารัส ครูใหญ่ กานนั และผใู้ หญ่บ้าน ( ตามลาดับ ) มาทา
การก่อสรา้ งอาคารเรยี นช่วั คราว แล้วเสร็จในวันที่ 25 มิถุนายน 2517 เรม่ิ ทาการสอนวันที่ 10 กนั ยายน
2517 มีนกั เรียนทั้งสน้ิ 35 คน

ขอ้ มูลนักเรียน โรงเรียนบา้ นทุ่งเสอื โทน ปีการศึกษา 2563

ชัน้ /เพศ ชาย หญงิ รวม หอ้ งเรียน
อนบุ าล 1 13 9 22 1
อนบุ าล 2 11 16 27 1
อนุบาล 3 11 16 27 1
รวม อนุบาล 35 41 76 3
ประถมศกึ ษาปที ี่ 1 12 13 25 1
ประถมศกึ ษาปที ี่ 2 8 19 27 1
ประถมศึกษาปีท่ี 3 8 7 15 1
ประถมศึกษาปที ่ี 4 8 16 24 1
ประถมศึกษาปีที่ 5 14 18 32 1
ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 14 20 34 1
รวมประถม 64 93 157 6
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 8 12 20 1
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 5 7 12 1
มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 9 4 13 1
รวมมัธยมตน้ 22 23 45 3
มธั ยมศึกษาปีที่ 4 0 0 0 0
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 5 0 0 0 0
มธั ยมศึกษาปที ่ี 6 0 0 0 0
ปวช.1 0 0 0 0
ปวช.2 0 0 0 0
ปวช.3 0 0 0 0
รวมมธั ยมปลายและเทียบเท่า 0 0 0 0
รวมทั้งหมด 121 157 278 12

๓๘

ขอ้ มลู คร/ู บคุ ลากร โรงเรยี นบ้านทุง่ เสอื โทน
จานวน ชาย 14 คน หญงิ 13 คน รวมท้ังหมด 27 คน
จาแนกครูจาแนกตามสายงาน ตาแหนง่ วทิ ยฐานะ วฒุ ิการศกึ ษา และเพศ

ตาแหนง่ วทิ ยฐานะ ระดบั ข้าราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา (คน)
ตาแหน่ง
ชาย หญงิ รวม

1. ผ้อู านวยการโรงเรียน - คศ.1 0 0 0

ชานาญการ คศ.2 0 1 1

ชานาญการพเิ ศษ คศ.3 1 0 1

เชยี่ วชาญ คศ.4 0 0 0

2. รองผอู้ านวยการโรงเรียน เชย่ี วชาญพิเศษ คศ.5 0 0 0
รวม - 1 12

- คศ.1 0 0 0

ชานาญการ คศ.2 0 0 0

ชานาญการพิเศษ คศ.3 0 0 0

เชีย่ วชาญ คศ.4 0 0 0

รวม - 0 0 0

3. ครู - คศ.1 5 2 7

ชานาญการ คศ.2 0 3 3

ชานาญการพเิ ศษ คศ.3 0 0 0

เชี่ยวชาญ คศ.4 0 0 0

เชี่ยวชาญพิเศษ คศ.5 0 0 0
รวม - 5 5 10

4. ครผู ้ชู ่วย - ครูผชู้ ว่ ย 3 7 10

5. ลกู จา้ งประจา - - 4 04

6. พนกั งานราชการ - - 0 00

7. ลกู จา้ งชัว่ คราว - - 1 -1

รวมทั้งหมด 14 13 27

๓๙

2.1.6 โรงเรยี นสมาคมป่าไม้อทุ ิศแห่งประเทศไทย

โรงเรียนสมาคมป่าไมอ้ ุทิศแห่งประเทศไทย เป็นโรงเรยี นในโครงการกองทนุ การศึกษา

ตง้ั อยู่ที่ หมู่ที่ 8 บ้านบ้านรวมใจ ตาบลห้วยเขย่ง อาเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ก่อต้ังโรงเรียน วันท่ี 14

กรกฎาคม พ.ศ 2524 ระดับ ท่ีเปิดสอน อนุบาล-มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

ข้อมลู นักเรียน โรงเรยี นสมาคมป่าไมแ้ หง่ ประเทศไทยอทุ ิศ ปีการศึกษา 2563

ช้ัน/เพศ ชาย หญิง รวม ห้องเรยี น

อบ.1 0 0 0 0

อบ.2 11 5 16 1

อบ.3 13 10 23 1

รวม อบ. 24 15 39 2

ป.1 16 9 25 1

ป.2 15 17 32 1

ป.3 14 15 29 1

ป.4 25 15 40 1

ป.5 24 15 39 1

ป.6 16 13 29 1

รวมประถม 110 84 194 6

ม.1 71 74 145 4

ม.2 63 62 125 4

ม.3 51 66 117 4

รวมมัธยมต้น 185 202 387 12

ม.4 46 41 87 3

ม.5 32 44 76 3

ม.6 28 35 63 2

ปวช.1 0 0 0 0

ปวช.2 0 0 0 0

ปวช.3 0 0 0 0

รวมมธั ยมปลายและ 106 120 226 8
เทียบเทา่

รวมทั้งหมด 425 421 846 28

๔๐

ขอ้ มลู คร/ู บุคลากร โรงเรยี นสมาคมปา่ ไม้แห่งประเทศไทยอุทศิ

จานวน ชาย 13 คน หญงิ 35 คน รวมท้งั หมด 48 คน

จาแนกครูจาแนกตามสายงาน ตาแหนง่ วทิ ยฐานะ วฒุ ิการศกึ ษา และเพศ

ตาแหนง่ วิทยฐานะ ระดับ ข้าราชการครูและบคุ ลากรทางการ
ศึกษา (คน)

ตาแหนง่ ชาย หญงิ รวม

1. ผ้อู านวยการโรงเรียน - คศ.1 0 0 0

ชานาญการ คศ.2 0 0 0

ชานาญการพเิ ศษ คศ.3 1 01

เชี่ยวชาญ คศ.4 0 0 0

เช่ยี วชาญพิเศษ คศ.5 0 0 0
- 1 01
รวม
คศ.1 0 0 0
2. รองผู้อานวยการโรงเรียน -

ชานาญการ คศ.2 0 0 0

ชานาญการพิเศษ คศ.3 0 00

เชีย่ วชาญ คศ.4 0 0 0

รวม - 0 0 0

3. ครู - คศ.1 6 13 19

ชานาญการ คศ.2 1 6 7

ชานาญการพิเศษ คศ.3 0 00

เชย่ี วชาญ คศ.4 0 0 0

เช่ียวชาญพิเศษ คศ.5 0 0 0
รวม - 7 19 26

4. ครูผชู้ ่วย - ครผู ู้ชว่ ย 3 11 14

5. ลูกจา้ งประจา - - 0 00

6. พนกั งานราชการ - - 1 1 2

7. ลูกจา้ งชั่วคราว - - 1 45

รวมทง้ั หมด 13 35 48

๔๑

2.1.7 โรงเรียนศรีสวสั ด์พิ ิทยาคม
โรงเรียนศรีสวัสดิ์พิทยาคมเป็นโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา ตั้งอยู่ท่ี หมู่ที่ 2
บา้ นท่ากระดาน ตาบลท่ากระดาน อาเภอทองผาภูมิ จังหวดั กาญจนบุรี ก่อต้ังโรงเรียน 16 มีนาคม พ.ศ 2521
ระดับทีเ่ ปดิ สอน มธั ยมศึกษาตอนตน้ – มธั ยมศึกษาตอนปลาย
ขอ้ มูลนักเรียน โรงเรยี นศรสี วสั ดิพ์ ิทยาคม ปกี ารศึกษา 2563

ชั้น/เพศ ชาย หญิง รวม หอ้ งเรยี น
อบ.1 0 0 00
อบ.2 0 0 00
อบ.3 0 0 00
รวม อบ. 0 0 00
ป.1 0 0 00
ป.2 0 0 00
ป.3 0 0 00
ป.4 0 0 00
ป.5 0 0 00
ป.6 0 0 00
รวมประถม 0 0 00
ม.1 24 19 43 2
ม.2 23 23 46 2
ม.3 38 23 61 2
รวมมธั ยมตน้ 85 65 150 6
ม.4 53 55 108 4
ม.5 35 33 68 3
ม.6 24 43 67 4
ปวช.1 0 0 00
ปวช.2 0 0 00
ปวช.3 0 0 00
รวมมธั ยมปลายและ
เทียบเท่า 112 131 243 11
รวมทั้งหมด
197 196 393 17

๔๒

ขอ้ มลู คร/ู บุคลากร โรงเรยี นศรีสวสั ดพิ์ ทิ ยาคม

จานวน ชาย 14 คน หญิง 19 คน รวมทง้ั หมด 33 คน

จาแนกครูจาแนกตามสายงาน ตาแหน่ง วิทยฐานะ วุฒกิ ารศกึ ษา และเพศ

ตาแหนง่ วทิ ยฐานะ ระดับ ข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการ
ศึกษา (คน)

ตาแหน่ง ชาย หญงิ รวม

1. ผอู้ านวยการโรงเรียน - คศ.1 0 0 0

ชานาญการ คศ.2 0 0 0

ชานาญการพเิ ศษ คศ.3 0 00

เชี่ยวชาญ คศ.4 0 0 0

เชย่ี วชาญพิเศษ คศ.5 0 0 0
- 0 00
รวม
คศ.1 0 0 0
2. รองผอู้ านวยการโรงเรียน -

ชานาญการ คศ.2 0 0 0

ชานาญการพิเศษ คศ.3 0 00

เช่ียวชาญ คศ.4 0 0 0

รวม - 0 0 0

3. ครู - คศ.1 1 9 10

ชานาญการ คศ.2 7 2 9

ชานาญการพเิ ศษ คศ.3 1 23

เชย่ี วชาญ คศ.4 0 0 0

เชย่ี วชาญพเิ ศษ คศ.5 0 0 0
รวม - 9 13 22

4. ครูผูช้ ว่ ย - ครผู ชู้ ว่ ย 0 3 3

5. ลูกจา้ งประจา - - 1 01

6. พนกั งานราชการ - - 0 0 0

7. ลกู จา้ งช่วั คราว - - 4 37

รวมทง้ั หมด 14 19 33

2.2 โรงเรียนท่ีมีความประสงค์เข้าร่วมขับเคล่ือนพัฒนาโรงเรียนตามแนวทางของโรงเรียน
เครอื ข่ายโครงการกองทุนการศกึ ษา ของสงั กัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบรุ ี จานวน 2 โรงเรยี น ได้แก่
โรงเรยี นบ้านเกา่ วทิ ยา และโรงเรยี นบ้านหนองอาเภอจนี จงั หวัดกาญจนบุรี และ

๔๓

2.2.1 โรงเรยี นบ้านเก่าวทิ ยา
โรงเรียนบ้านเก่าวิทยา(บ้านเก่าวิทยา)สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด

กาญจนบุรีมีความประสงค์เข้าร่วมขับเคล่ือนพัฒนาโรงเรียนตามแนวทางของโรงเรียนเครือข่ายโครงการกอง
ทนุ การศกึ ษา โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจงั หวัดกาญจนบุรี 1 (บา้ นเกา่ วิทยา) ตั้งอยูท่ ่ี 444 หมู่ 1 ตาบลบา้ น
เกา่ อาเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

2.2.2 โรงเรียนบา้ นหนองอาเภอจนี
โรงเรียนบ้านหนองอาเภอจีน (โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัด

กาญจนบุรี 2 ) สงั กัดองคก์ ารบริหารส่วนจังหวดั กาญจนบรุ มี คี วามประสงค์เข้ารว่ มขบั เคล่อื นพัฒนาโรงเรยี นตาม
แนวทางของโรงเรียนเครือข่ายโครงการกองทุนการศึกษา โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัด
กาญจนบุรี 2 ตง้ั อยู่ที่ ตาบลทุ่งกระบ่า อาเภอเลาขวัญ จงั หวดั กาญจนบุรี

2.3 โรงเรียนทตี่ ง้ั ใกลเ้ คยี ง ไดแ้ ก่ โรงเรยี นบ้านไรป่ า้
โรงเรียนบ้านไร่ป้าเป็นโรงเรียนท่ีต้ังใกล้เคียงกับในโครงการกองทุนการศึกษาและมีความ

ประสงค์เข้าร่วมขับเคลื่อนพัฒนาโรงเรียนตามแนวทางของโรงเรียนเครอื ข่ายโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัด
กาญจนบุรี ต้งั อยทู่ ่ี หม่ทู ี่ 5 บา้ นบ้านไร่ป้า ตาบลห้วยเขย่ง อาเภอทองผาภูมิ จังหวดั กาญจนบุรี กอ่ ตง้ั โรงเรียน
16 พฤษภาคม พ.ศ 2517 ระดบั ทเี่ ปิดสอน อนุบาล – ประถมศกึ ษา

ขอ้ มลู นักเรียน โรงเรียนบ้านไร่ป้า ปกี ารศกึ ษา 2563 ๔๔

ช้นั /เพศ ชาย หญิง รวม ห้องเรียน
0
อบ.1 00 0 1
1
อบ.2 57 12 2
1
อบ.3 10 9 19 1
1
รวม อบ. 15 16 31 1
1
ป.1 89 17 1
6
ป.2 12 16 28 0
0
ป.3 11 7 18 0
0
ป.4 6 14 20 0
0
ป.5 9 13 22 0
0
ป.6 96 15 0
0
รวมประถม 55 65 120
0
ม.1 00 0
8
ม.2 00 0

ม.3 00 0

รวมมัธยมต้น 0 0 0

ม.4 00 0

ม.5 00 0

ม.6 00 0

ปวช.1 00 0

ปวช.2 00 0

ปวช.3 00 0

รวมมัธยมปลายและ 0 0 0
เทียบเท่า

รวมทั้งหมด 70 81 151

๔๕

ขอ้ มูลคร/ู บุคลากร โรงเรียนบ้านไรป่ ้า

จานวน ชาย 3 คน หญงิ 11 คน รวมทั้งหมด 14 คน

จาแนกครูจาแนกตามสายงาน ตาแหน่ง วทิ ยฐานะ วฒุ ิการศกึ ษา และเพศ

ตาแหน่ง วิทยฐานะ ระดบั ข้าราชการครูและบคุ ลากรทางการ
ศึกษา (คน)

ตาแหนง่ ชาย หญิง รวม

1. ผูอ้ านวยการโรงเรียน - คศ.1 0 1 1

ชานาญการ คศ.2 0 0 0

ชานาญการพเิ ศษ คศ.3 0 00

เชย่ี วชาญ คศ.4 0 0 0

เชยี่ วชาญพิเศษ คศ.5 0 0 0
- 0 11
รวม
คศ.1 0 0 0
2. รองผู้อานวยการโรงเรียน -

ชานาญการ คศ.2 0 0 0

ชานาญการพเิ ศษ คศ.3 0 00

เชย่ี วชาญ คศ.4 0 0 0

รวม - 0 0 0

3. ครู - คศ.1 1 5 6

ชานาญการ คศ.2 0 1 1

ชานาญการพเิ ศษ คศ.3 0 22

เชี่ยวชาญ คศ.4 0 0 0

เช่ยี วชาญพิเศษ คศ.5 0 0 0
รวม - 1 89

4. ครผู ชู้ ่วย - ครูผูช้ ่วย 0 0 0

5. ลูกจ้างประจา - - 1 01

6. พนักงานราชการ - - 0 1 1

7. ลกู จา้ งชวั่ คราว - - 1 12

รวมท้งั หมด 3 11 14

ผลสรุปการศึกษาข้อมลู พน้ื ฐานเชิงนโยบายและเชิงพนื้ ท่ีสรุปได้ดังน้ี
1.ผลการศึกษาข้อมูลพ้ืนฐานเชิงนโยบาย ระบุให้มีการพัฒนาแผนพัฒนาการศึกษา แผนปฏิบัติการ
โรงเรยี น โครงการ นวัตกรรมการศกึ ษา โดยใช้ผงั มโนทัศนด์ งั น้ใี นการขับเคล่ือน

๔๖

2.ผลการศกึ ษาขอ้ มลู พ้ืนฐานเชงิ พื้นท่ี ระบุใหม้ กี ารพัฒนาแผนพัฒนาการศึกษา แผนปฏบิ ตั ิการโรงเรยี น
โครงการ นวัตกรรมการศึกษา การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยระบุจัดประชุมศึกษานิเทศก์
คณุ ธรรมของจังหวดั กาญจนบรุ ีเพอ่ื สร้างองคค์ วามรปู้ ระเดน็ ดังตอ่ ไปนี้

- องค์ความรู้ด้านการพฒั นาแผนพฒั นาการศกึ ษาในระดบั โรงเรียนกองทนุ การศึกษา
- องคค์ วามรดู้ า้ นการพัฒนาแผนปฏบิ ตั ิการศกึ ษาในระดับโรงเรยี นกองทุนการศกึ ษา
- องค์ความรู้ด้านงานประกนั คุณภาพการศึกษาในระดบั โรงเรยี นกองทนุ การศึกษา
- องคค์ วามรดู้ ้าน 3 เสาหลกั และกลยุทธ์ 5 กลยุทธใ์ นการพฒั นาการศกึ ษา
- หลักการนเิ ทศโรงเรียนในโครงการกองทนุ การศึกษา
- เครื่องมือในการนิเทศ ติดตาม การจัดทาแผนพัฒนาการศึกษา และแผนปฏิบัติ
การศึกษาในระดบั โรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา
-การพัฒนานวตั กรรมดา้ นคณุ ธรรมในระดับโรงเรยี นในโครงการกองทนุ การศกึ ษา
-การใชภ้ าคีเครือขา่ ยในการรว่ มพฒั นาโรงเรยี นในโครงการกองทุนการศกึ ษา
3.ศึกษานเิ ทศก์คุณธรรมวางแผนการนเิ ทศโรงเรียนกลมุ่ เป้าหมาย 3 ลักษณะดงั น้ี
3.1 โรงเรียนที่มีสภาพความพร้อมและความต้องการในโครงการกองทุนการศึกษาจานวน
7 โรงเรียน คือ โรงเรียนถ้าองจุ โรงเรียนบ้านดงเสลา อาเภอศรีสวัสดิ์ (สพป.กจ.1) โรงเรียนบ้านไร่ โรงเรยี น
บ้านหว้ ยเสือ โรงเรียนบ้านทงุ่ เสือโทน โรงเรียนสมาคมป่าไมอ้ ุทศิ แห่งประเทศไทย อาเภอทองผาภมู ิ (สพป.กจ.3)
โรงเรียนศรสี วัสด์ิพทิ ยาคม (สพม.8)
3.2 โรงเรียนที่มีความประสงค์เข้าร่วมเป็นโรงเรียนเครือข่ายในสังกัดองค์การบริหารส่วน
จังหวัดกาญจนบุรี จานวน 2 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนบ้านเก่าวิทยา และโรงเรียนบ้านหนองอาเภอจีน จังหวัด
กาญจนบุรี และ
3.3โรงเรียนท่ีต้ังใกล้เคียง ได้แก่ โรงเรียนบ้านไร่ป้า อาเภอทองผาภูมิ (สพป.กจ.3) ซึ่งผู้วิจัย
จะดาเนินการศึกษาสภาพความพร้อมและความต้องการสอดคล้องกับงบประมาณท่ีได้รับการอนุมัติ รวมทั้งส้ิน
จานวน 10 โรงเรยี น

๔๗

บทท่ี 3
การดาเนนิ งาน

………………………………………………………………………………………………………………………………..
งานวิจัยและพัฒนา เร่ือง หลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพ่ือขับเคล่ือน
โรงเรียนในโครงการกอทนุ การศกึ ษา จังหวัดกาญจนบรุ ี (ภายใตก้ ารขยายผลนวัตกรรมการนิเทศเชิงสร้างสรรค์
สาหรับครเู พ่ือสง่ เสรมิ ด้านบรหิ ารจัดการคุณธรรม จรยิ ธรรม ของโครงการในโรงเรียนกองทนุ การศึกษา จังหวัด
กาญจนบุรี) มีขั้นตอนการดาเนินงาน โดยใช้แบบแผนการวิจัยและพัฒนา (Research & Development)
4 ข้ันตอน ดังนี้
1. ศึกษาและสังเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานด้านความต้องการหลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนา
ศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพ่ือขับเคลื่อนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การ
ขยายผลนวัตกรรมการนิเทศเชิงสร้างสรรค์สาหรับครูเพื่อส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของ
โครงการในโรงเรียนกองทุนการศกึ ษา จังหวัดกาญจนบุรี)
2. พัฒนารูปแบบหลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพ่ือขับเคล่ือนโรงเรียนใน
โครงการกองทุนการศึกษา จงั หวัดกาญจนบรุ ี (ภายใต้การขยายผลนวตั กรรมการนิเทศเชิงสร้างสรรคส์ าหรบั ครู
เพ่ือส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียนกองทุนการศึกษา จังหวัด
กาญจนบุร)ี
3. การทดลองใช้รูปแบบหลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพ่ือขับเคล่ือน
โรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศ
เชิงสร้างสรรค์สาหรับครูเพื่อส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียน
กองทุนการศึกษา จังหวดั กาญจนบุร)ี
4. การประเมินผลการใช้รูปแบบหลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพื่อ
ขับเคลื่อนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศ
เชิงสร้างสรรค์สาหรับครูเพื่อส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียน
กองทนุ การศกึ ษา จงั หวดั กาญจนบรุ ี)

วธิ กี าร/ขน้ั ตอนการดาเนินการวจิ ยั
ขั้นตอนการดาเนนิ งานใชก้ ระบวนการวิจัยและพฒั นา Research and Development
ข้ันตอนท่ี 1 ศึกษาขอ้ มลู ด้านสภาพปญั หาและสภาพความต้องการใช้หลกั สตู รภาคเี ครือข่ายร่วม

พัฒนาศึกษานิเทศก์คณุ ธรรมเพือ่ ขบั เคลื่อนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้
การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศเชิงสร้างสรรคส์ าหรบั ครูเพื่อส่งเสรมิ ดา้ นบริหารจดั การคุณธรรม จริยธรรม
ของโครงการในโรงเรยี นกองทุนการศกึ ษา จังหวัดกาญจนบุรี) โดยดาเนนิ การดังนี้

1. ศึกษาสภาพความตอ้ งการเชิงนโยบาย จานวน 3 คร้ัง ดงั นี้
1.1.1 ศกึ ษาสภาพความต้องการเชิงนโยบาย วันท่ี 17 มีนาคม พ.ศ. 2563 ณ

โรงเรียนโพธสิ ารพิทยากร เขตตล่งิ ชัน กรงุ เทพมหานคร
1.1.2 ศกึ ษาสภาพความต้องการเชิงนโยบาย วันท่ี 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 ณ

องค์การบริหารส่วนจังหวดั กาญจนบุรี

๔๘

1.1.3 ศกึ ษาสภาพความต้องการเชงิ นโยบาย วันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 ณ
ศูนยก์ สิกรรมธรรมชาติ KSL จังหวัดกาญจนบุรี

2. ศึกษาสภาพความตอ้ งการเชงิ พ้ืนท่ี โรงเรียนทั้ง 10 โรงเรียนตามกลุม่ เปา้ หมาย ดังน้ี
2.1โรงเรียนท่ีมีสภาพความพร้อมและความต้องการในโครงการกองทุนการศึกษา

จานวน 7 โรงเรียน คือ โรงเรียนถ้าองจุ โรงเรียนบ้านดงเสลา โรงเรียนบ้านไร่ โรงเรียนบ้านห้วยเสือ

โรงเรียนบา้ นทงุ่ เสือโทน โรงเรยี นสมาคมปา่ ไม้อทุ ิศแห่งประเทศไทย โรงเรียนศรีสวสั ดพ์ิ ทิ ยาคม

2.2 โรงเรียนท่ีมีความประสงค์เข้าร่วมเป็นโรงเรียนเครือข่ายในสังกัดองค์การ

บริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี จานวน 2 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนบ้านเก่าวิทยา และโรงเรียนบ้านหนอง

อาเภอจีน จังหวดั กาญจนบรุ ี และ

2.3 โรงเรยี นทต่ี ้ังใกล้เคียง ไดแ้ ก่ โรงเรียนบา้ นไร่ปา้

เครอื่ งมอื ท่ีใช้ในการรวบรวมข้อมลู ขัน้ ตอนท่ี 1 แบบสัมภาษณ์ แบบสนทนากลมุ่
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู และสถติ ิทใ่ี ช้ใน ข้ันตอนที่ 1 วเิ คราะห์เนื้อหา ร้อยละ

ขั้นตอนท่ี 2 การยกร่างรูปแบบหลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพื่อ
ขับเคลื่อนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศ
เชิงสร้างสรรค์สาหรับครูเพ่ือส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียนกอง
ทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบรุ )ี โดยดาเนินการดงั นี้

1.ประชุมเชงิ ปฏิบัติสัมมนาผเู้ ชี่ยวชาญ โดยยกร่างรปู แบบหลกั สูตรภาคีเครอื ข่ายร่วมพฒั นา
ศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพ่ือขับเคลื่อนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การ
ขยายผลนวัตกรรมการนิเทศเชิงสร้างสรรค์สาหรับครูเพ่ือส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของ
โครงการในโรงเรียนกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี) วันที่ 2 มิถุนายน 2563 ณ มหาวิทยาลัย
ราชภัฎกาญจนบุรี

2.สังเคราะห์ผลการยกร่างรูปแบบหลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรม
เพ่ือขับเคลื่อนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการ
นิเทศเชิงสร้างสรรค์สาหรับครูเพ่ือส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียนกอง
ทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี) วันที่ 2 มิถุนายน 2563 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฎกาญจนบุรี ตรวจสอบ
คุณภาพโดยผ้เู ช่ียวชาญ คร้ังท่ี 1

3.นาร่างรูปแบบหลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพ่ือขับเคลื่อน
โรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศเชิง
สร้างสรรค์สาหรับครูเพื่อส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียนกอง
ทนุ การศึกษา จังหวัดกาญจนบุร)ี ตรวจสอบคณุ ภาพโดยผู้เชีย่ วชาญคร้งั ที่ 2

4.ป รั บ ป รุ ง แ ก้ ไข รู ป แ บ บ ห ลั ก สู ต ร ภ า คี เค รือ ข่ าย ร่ ว ม พั ฒ น าศึ ก ษ า นิ เท ศ ก์ คุ ณ ธ ร ร ม เพื่ อ
ขบั เคลอื่ นโรงเรียนในโครงการกองทนุ การศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนเิ ทศ
เชิงสร้างสรรค์สาหรับครูเพื่อส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียน
กองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบรุ ี) เพื่อนาไปใชจ้ ริง

๔๙

เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ข้ันตอนท่ี 2 แบบสัมมนาผู้เชี่ยวชาญ แบบสังเคราะห์
ผลสัมมนาผ้เู ชย่ี วชาญ

การวเิ คราะห์ข้อมลู และสถิตทิ ใี่ ช้ใน ขนั้ ตอนท่ี 2 วิเคราะหเ์ น้อื หา รอ้ ยละ

ขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบหลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพ่ือ
ขับเคล่ือนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศ
เชิงสร้างสรรค์สาหรับครูเพื่อส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียนกอง
ทนุ การศกึ ษา จังหวดั กาญจนบุร)ี โดยดาเนินการดังนี้

3.1 การประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างองคค์ วามรู้สาหรับศึกษานิเทศกจ์ ังหวัดกาญจนบุรโี ดยใช้หลักสูตร
ภาคีเครือข่ายสาหรับผู้นิเทศเพ่ือส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ของโรงเรียนในจังหวัดกาญจนบุรี ณ โรงแรม
ราชศุภมิตร จังหวัดกาญจนบรุ ี วนั ที่ 27-28 สิงหาคม 2563

3.2การนเิ ทศ ตดิ ตามโรงเรยี นในโครงการกองทนุ การศกึ ษา จงั หวัดกาญจนบุรี ระหวา่ งเดือน
มถิ นุ ายน – กนั ยายน 2563

เครือ่ งมอื ท่ใี ชใ้ นการวจิ ยั ข้ันตอนที่ 3 ได้แก่
โมเดลการขบั เคลื่อนหลกั สูตรภาคีเครอื ขา่ ยร่วมพัฒนาศึกษานเิ ทศก์คุณธรรมเพอื่ ขบั เคล่อื นโรงเรียน
ในโครงการกองทนุ การศึกษา จังหวดั กาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนเิ ทศเชิงสร้างสรรคส์ าหรบั
ครูเพ่ือสง่ เสรมิ ดา้ นบรหิ ารจดั การคุณธรรม จรยิ ธรรม ของโครงการในโรงเรียนกองทุนการศึกษา จงั หวดั
กาญจนบุรี)
หลกั สูตรภาคีเครอื ขา่ ยรว่ มพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพ่ือขบั เคลื่อนโรงเรยี นในโครงการกอง
ทนุ การศึกษา จังหวดั กาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวตั กรรมการนเิ ทศเชิงสรา้ งสรรคส์ าหรับครูเพ่ือส่งเสรมิ
ด้านบริหารจัดการคุณธรรม จรยิ ธรรม ของโครงการในโรงเรียนกองทนุ การศกึ ษา จังหวดั กาญจนบรุ )ี
คู่มือการใช้หลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพื่อขับเคล่ือนโรงเรียนใน
โครงการกองทุนการศึกษา จงั หวดั กาญจนบุรี (ภายใตก้ ารขยายผลนวตั กรรมการนิเทศเชงิ สรา้ งสรรคส์ าหรบั ครู
เพ่ือส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียนกองทุนการศึกษา จังหวัด
กาญจนบุร)ี
การวิเคราะห์ข้อมลู และสถติ ิท่ใี ชใ้ น ขั้นตอนท่ี 3 วเิ คราะหเ์ นอ้ื หา รอ้ ยละ
ขน้ั ตอนที่ 4 ประเมินผลการใช้หลักสตู รภาคเี ครอื ข่ายรว่ มพฒั นาศึกษานเิ ทศก์คณุ ธรรมเพ่ือขับเคล่ือน
โรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศ
เชิงสร้างสรรค์สาหรับครูเพื่อส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียน
กองทุนการศึกษา จงั หวัดกาญจนบุรี) โดยดาเนินการดงั น้ี
1. ประชุมเชิงปฏิบัติสัมมนาผู้เช่ียวชาญสรุปและประเมินผลการนิเทศของศึกษานิเทศก์คุณธรรมโดย
ใช้หลกั สูตรภาคีเครอื ข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศกค์ ุณธรรมเพ่ือขบั เคลอื่ นโรงเรยี นในโครงการกองทนุ การศึกษา
จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศเชิงสร้างสรรค์สาหรับครูเพ่ือส่งเสริมด้านบริหาร
จัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียนกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี) วันท่ี 11 กันยายน
พ.ศ.2563 ณ โรงแรมมิตรพันธ์ จังหวัดกาญจนบุรี
2. ประชุมเชิงปฏบิ ัติสัมมนาผเู้ ชีย่ วชาญสรุปและประเมินผลการใช้เอกสารหลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วม
พัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพื่อขับเคลื่อนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้
การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศเชิงสร้างสรรค์สาหรับครูเพ่ือส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม

๕๐

ของโครงการในโรงเรียนกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี) วันท่ี 11 กันยายน พ.ศ.2563 ณ โรงแรมมิตร
พนั ธ์ จังหวัดกาญจนบุรี

3.สังเคราะห์ผลการสรุปและประเมินผลคุณภาพหลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์
คุณธรรมเพ่ือขับเคลื่อนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผล
นวัตกรรมการนิเทศเชิงสรา้ งสรรคส์ าหรบั ครเู พื่อส่งเสริมดา้ นบริหารจดั การคุณธรรม จรยิ ธรรม ของโครงการใน
โรงเรียนกองทุนการศกึ ษา จงั หวดั กาญจนบุรี)

4.นารูปแบบหลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพ่ือขับเคลื่อนโรงเรียนใน
โครงการกองทนุ การศกึ ษา จงั หวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศเชิงสร้างสรรค์สาหรบั ครู
เพื่อส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียนกองทุนการศึกษา จังหวัด
กาญจนบุรี) ท่ีสังเคราะห์ผลการสรุปและประเมิน ให้ผู้เช่ียวชาญเสนอแนะและปรับปรุงอีกครั้งเพ่ือใช้ใน
การขยายผลในปีการศกึ ษาต่อไป

เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ข้ันตอนท่ี 4 แบบสัมมนาผู้เช่ียวชาญ แบบสังเคราะห์
ผลสัมมนาผเู้ ชยี่ วชาญ

การวเิ คราะหข์ อ้ มูลและสถติ ิท่ใี ช้ใน ขน้ั ตอนท่ี 4 วิเคราะห์เนื้อหา ร้อยละ

๕๐

บทที่ 4
สรุปผลการวจิ ยั อภปิ รายผล ข้อเสนอแนะ

………………………………………………………………………………………………………………………………..
งานวิจัยและพัฒนา เรื่อง หลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพื่อขับเคลื่อน
โรงเรียนในโครงการกอทุนการศึกษา จังหวดั กาญจนบุรี (ภายใตก้ ารขยายผลนวัตกรรมการนเิ ทศเชิงสรา้ งสรรค์
สาหรับครูเพือ่ ส่งเสริมดา้ นบริหารจัดการคุณธรรม จรยิ ธรรม ของโครงการในโรงเรยี นกองทุนการศกึ ษา จงั หวัด
กาญจนบุร)ี โดยใชแ้ บบแผนการวิจยั และพัฒนา 4 ขน้ั ตอน มีผลการวจิ ัย ดังน้ี
1. ผลการศึกษาและสังเคราะห์ข้อมูลพ้ืนฐานด้านความต้องการหลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนา
ศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพ่ือขับเคล่ือนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การ
ขยายผลนวัตกรรมการนิเทศเชิงสร้างสรรค์สาหรับครูเพื่อส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของ
โครงการในโรงเรียนกองทุนการศึกษา จังหวดั กาญจนบรุ )ี
2. ผลการพัฒนารูปแบบหลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพ่ือขับเคล่ือน
โรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศเชิง
สร้างสรรค์สาหรับครูเพ่ือส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียนกอง
ทนุ การศกึ ษา จงั หวัดกาญจนบุร)ี
3. ผลการทดลองใช้รูปแบบหลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพื่อขับเคลื่อน
โรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศ
เชิงสร้างสรรค์สาหรับครูเพ่ือส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียน
กองทนุ การศึกษา จงั หวดั กาญจนบรุ )ี
4. ผลการประเมินผลการใช้รูปแบบหลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพื่อ
ขับเคลื่อนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศ
เชิงสร้างสรรค์สาหรับครูเพ่ือส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียน
กองทุนการศกึ ษา จงั หวดั กาญจนบรุ ี)

ผลการดาเนินการวิจยั
ขั้นตอนการดาเนนิ งานใชก้ ระบวนการวิจัยและพฒั นา Research and Development
ขนั้ ตอนที่ 1 ผลการศึกษาขอ้ มูลดา้ นสภาพปัญหาและสภาพความต้องการใช้หลักสูตรภาคเี ครอื ข่าย

ร่วมพัฒนาศกึ ษานเิ ทศก์คุณธรรมเพอื่ ขบั เคล่ือนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี
(ภายใตก้ ารขยายผลนวตั กรรมการนิเทศเชงิ สร้างสรรค์สาหรบั ครูเพื่อส่งเสรมิ ด้านบรหิ ารจดั การคุณธรรม
จริยธรรม ของโครงการในโรงเรยี นกองทุนการศึกษา จงั หวดั กาญจนบุร)ี โดยดาเนนิ การดงั น้ี

1. ศกึ ษาสภาพความต้องการเชงิ นโยบาย จานวน 3 ครงั้ ดงั น้ี
1.1.1 ศึกษาสภาพความต้องการเชงิ นโยบาย วันท่ี 17 มนี าคม พ.ศ. 2563 ณ
โรงเรยี นโพธสิ ารพิทยากร เขตตลิ่งชนั กรงุ เทพมหานคร
1.1.2 ศกึ ษาสภาพความต้องการเชงิ นโยบาย วนั ท่ี 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 ณ
องค์การบริหารสว่ นจงั หวดั กาญจนบุรี

๕๑

1.1.3 ศึกษาสภาพความต้องการเชิงนโยบาย วันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 ณ
ศูนยก์ สิกรรมธรรมชาติ KSL จังหวดั กาญจนบุรี

2. ศกึ ษาสภาพความต้องการเชิงพนื้ ท่ี โรงเรียนท้ัง 10 โรงเรียนตามกลุ่มเป้าหมาย ดงั นี้
2.1โรงเรียนท่ีมีสภาพความพร้อมและความต้องการในโครงการกองทุนการศึกษาจานวน

7 โรงเรียน คือ โรงเรยี นถา้ องจุ โรงเรียนบ้านดงเสลา โรงเรยี นบ้านไร่ โรงเรียนบ้านห้วยเสือ โรงเรียนบา้ นทุ่ง

เสือโทน โรงเรียนสมาคมปา่ ไม้อทุ ิศแหง่ ประเทศไทย โรงเรียนศรีสวัสดิ์พิทยาคม

2.2 โรงเรียนที่มีความประสงค์เข้าร่วมเป็นโรงเรียนเครือข่ายในสังกัดองค์การบริหารส่วน

จงั หวดั กาญจนบุรี จานวน 2 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนบ้านเกา่ วิทยา และโรงเรียนบา้ นหนองอาเภอจนี จังหวัด

กาญจนบรุ ี และ

2.3 โรงเรียนทีต่ ง้ั ใกลเ้ คียง ได้แก่ โรงเรยี นบา้ นไรป่ ้า

เครอื่ งมือทใี่ ชใ้ นการรวบรวมขอ้ มลู ขั้นตอนที่ 1 แบบสมั ภาษณ์ แบบสนทนากลุ่ม
การวเิ คราะหข์ ้อมูลและสถิติทใ่ี ช้ใน ขนั้ ตอนที่ 1 วิเคราะหเ์ นื้อหา รอ้ ยละ
ผลการศึกษาสภาพความต้องการเชิงนโยบายและเชิงพื้นที่หลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนา
ศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพอ่ื ขบั เคล่ือนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวดั กาญจนบุรี (ภายใต้การ
ขยายผลนวัตกรรมการนิเทศเชิงสร้างสรรค์สาหรับครูเพ่ือส่งเสริมด้านบริหารจัดการคุณธรรม จริยธรรม
ของโครงการในโรงเรยี นกองทนุ การศกึ ษา จงั หวดั กาญจนบุร)ี ข้ันตอนที่ 1 พบวา่
1.1 ผลการศึกษาสภาพเชิงนโยบายพบว่าควรกาหนดสร้างผังมโนทัศน์เพื่อใชใ้ นการขับเคล่ือนการใช้
หลักสูตรภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพ่ือขับเคลื่อนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา
จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศเชิงสร้างสรรค์สาหรับครูเพื่อส่งเสริมด้านบริหาร
จัดการคุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรยี นกองทุนการศึกษา จังหวดั กาญจนบุรี) ณ โรงเรียนโพธิสาร
พิทยากร เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี และศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ
KSL จังหวัดกาญจนบุรี และดาเนินการ โดยจังหวัดกาญจนบุรีได้สังเคราะห์รูปแบบด้านมโนทัศน์ในการ
ขับเคล่ือนโครงการโรงเรียนกองทุนการศึกษาและโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายคู่ขนานกับหน่วยงานร่วมพัฒนา คือ
บคุ ลากร ในทาเนยี บองคมนตรี และ สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐานได้ดงั นี้

๕๒

1.2 ผลศึกษาสภาพและความต้องการให้พฒั นาและใช้หลกั สูตรภาคีเครือขา่ ยร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์
คุณธรรมเพื่อขับเคลื่อนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผล
นวตั กรรมการนิเทศเชิงสร้างสรรค์สาหรบั ครเู พื่อส่งเสรมิ ดา้ นบริหารจดั การคุณธรรม จรยิ ธรรม ของโครงการใน
โรงเรียนกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี)ของศึกษานิเทศก์คุณธรรมในจังหวัดกาญจนบุรี คิดเป็นร้อยละ
100 ต้องการให้พัฒนาประเด็นตา่ งๆ ประกอบด้วย

- องค์ความรดู้ า้ นการพฒั นาแผนพฒั นาการศกึ ษาในระดบั โรงเรียนกองทนุ การศกึ ษา
- องค์ความร้ดู า้ นการพัฒนาแผนปฏิบตั ิการศึกษาในระดบั โรงเรยี นกองทนุ การศกึ ษา
- องค์ความรูด้ ้านงานประกันคณุ ภาพการศึกษาในระดบั โรงเรยี นกองทุนการศึกษา
- องคค์ วามรู้ด้าน 3 เสาหลักและกลยุทธ์ 5 กลยุทธใ์ นการพฒั นาการศกึ ษา
- หลกั การนเิ ทศโรงเรยี นในโครงการกองทุนการศึกษา
- เคร่ืองมือในการนิเทศ ติดตาม การจัดทาแผนพัฒนาการศึกษา และแผนปฏิบัติ
การศึกษาในระดับโรงเรยี นในโครงการกองทนุ การศึกษา
-การพัฒนานวตั กรรมด้านคณุ ธรรมในระดบั โรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา
-การใชภ้ าคเี ครือขา่ ยในการร่วมพัฒนาโรงเรยี นในโครงการกองทนุ การศึกษา
1.3 ผลการศกึ ษาสภาพความพรอ้ มและความตอ้ งการในการเข้าร่วมการขยายผลการใชห้ ลักสตู รภาคี
เครือข่ายร่วมพัฒนาศึกษานิเทศก์คุณธรรมเพื่อขับเคล่ือนโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา จังหวัด
กาญจนบุรี (ภายใต้การขยายผลนวัตกรรมการนิเทศเชิงสร้างสรรค์สาหรับครูเพ่ือส่งเสริมด้านบริหารจัดการ
คุณธรรม จริยธรรม ของโครงการในโรงเรียนกองทุนการศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี) ประกอบด้วย โรงเรียน
2 ลักษณะ กลุ่มเป้าหมายดังน้ี 1. โรงเรียนท่ีมีสภาพความพร้อมและความต้องการในโครงการ
กองทุนการศึกษา จานวน 7 โรงเรยี น คือโรงเรียนถา้ องจุ โรงเรียนบ้านดงเสลา โรงเรยี นบ้านไร่ โรงเรียนบ้าน
ห้วยเสือ โรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน โรงเรียนสมาคมป่าไม้อุทิศแห่งประเทศไทย โรงเรียนศรีสวัสดิ์พิทยาคม
โรงเรียนในสังกดั องการบริหารสว่ นจังหวัดกาญจนบรุ ีทเี่ ตรียมเข้าสูโ่ ครงการโรงเรยี นเครือข่ายกองทนุ การศึกษา
จานวน 2 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนบ้านเก่าวิทยาและโรงเรียนบ้านหนองอาเภอจีน จังหวัดกาญจนบุรี
3.โรงเรียนท่ีตั้งใกล้เคียง ได้แก่ โรงเรียนบ้านไร่ป้า ซึ่งผู้วิจัยจะดาเนินการศึกษาสภาพความพร้อมและ
ความต้องการสอดคลอ้ งกับงบประมาณที่ไดร้ บั การอนมุ ัติ รวมทั้งสนิ้ จานวน 10 โรงเรียนในการพัฒนารว่ มกัน
โดยระบุองคค์ วามรู้ทีศ่ ึกษานเิ ทศกค์ ุณธรรมควรพัฒนาด้านต่างๆ


Click to View FlipBook Version