วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
Journal of Home Economics Technology, RMUTP
คณะกรรมการจัดทาํ วารสาร
ที่ปรกึ ษากองบรรณาธิการ
รองศาสตราจารยสภุ ทั รา โกไศยกานนท อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
พระนคร
ผชู วยศาสตราจารยเ ฟอ งฟา เมฆเกรยี งไกร รองอธิการบดีฝายวิชาการวิจัยและบริการ
วิชาการ
ผูชวยศาสตราจารย ดร.ชญาภทั ร ก่ีอารโิ ย ผูชวยอธิการบดี
นางปยะธิดา สีหะวฒั นกุล คณบดคี ณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
ผูชว ยคณบดคี ณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
บรรณาธกิ าร ธีรมงคล
ภาควิชาอาชวี ศึกษา คณะศกึ ษาศาสตร
นางสาวประพาฬภรณ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร
สาขาวชิ าการพฒั นาผลติ ภัณฑภ ูมิปญ ญาไทย
กองบรรณาธกิ าร จิวเจรญิ สกุล คณะศิลปศาสตร
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลกรงุ เทพ
ผทู รงคณุ วฒุ ภิ ายนอกสถาบัน ภ า ควิชา วิทย า ศา สตรแ ละ เ ทค โ น โ ล ยี
การอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร
รองศาสตราจารย ดร.สุรชัย มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร
ภาควชิ าคหกรรมศาตร คณะเกษตร
ผชู ว ยศาสตราจารย ดร.อมรรัตน อนนั ตวราพงษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
ผูชวยกรรมการผจู ดั การใหญ
ผูชวยศาสตราจารย ดร.อทุ ยั กลิ่นเกษร ฝา ยพฒั นาทรัพยากรบุคคล
บริษัท เซ็นทรลั เรสเตอรองกรปุ จํากัด
ผูชว ยศาสตราจารย ดร.ศริ ิพร เรยี บรอย คิม สาขาวชิ าออกแบบแฟชน่ั และเครือ่ งแตงกาย
ดร.วชิ ยั เจริญธรรมานนท สาขาวชิ าอาหารและโภชนาการ
สาขาวชิ าคหกรรมศาสตร
ผทู รงคุณวฒุ ิภายในสถาบัน คงคาฉยุ ฉาย
ผชู วยศาสตราจารยเสาวลกั ษณ สุทธา
ดร.วไลภรณ สธุ บี ตุ ร
ดร.นอมจิตต
ผทู รงคุณวุฒิผปู ระเมนิ บทความ (Peer Review)
รองศาสตราจารย ดร.เมธนิ ี วงศว านชิ รัมภกาภรณ คณะศกึ ษาศาสตร
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร
ผชู ว ยศาสตราจารย ดร.จริ าพัทธ แกว ศรที อง คณะวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพิบลู สงคราม
ผูชวยศาสตราจารย ดร.รตั นพล มงคลรตั นาสิทธิ์ คณะอตุ สาหกรรมสิ่งทอและออกแบบแฟช่ัน
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ผูชวยศาสตราจารย ดร.ทักษณิ า เครือหงส คณะวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุวรรณภูมิ
ผชู วยศาสตราจารย ดร.พิสุทธิ หนกั แนน คณะเทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตภัณฑ
การเกษตร มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ผูช ว ยศาสตราจารย ดร.เปรมฤทยั แยมบรรจง คณะการจัดการธรุ กจิ อาหาร
สถาบนั การจดั การปญญาภวิ ฒั น
ผชู วยศาสตราจารย ดร.นทัต อัศภาภรณ คณะศกึ ษาศาสตร
มหาวิทยาลัยเชยี งใหม
ผูช วยศาสตราจารย ดร.พรอ มลกั ษณ สรรพอคา คณะสาธารณสขุ ศาสตร
มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล
ดร.สมภพ สุวรรณรฐั คณะศกึ ษาศาสตร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
Associate Professor Zhen Bo Xu School of Food Science and
Engineering
รองศาสตราจารย ดร.จฑุ ามาศ พรี พัชระ South China University of Technology
รองศาสตราจารยบุษรา สรอยระยา คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร
รองศาสตราจารยส นุ ยี สหัสโพธ์ิ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
รองศาสตราจารยจอมขวัญ สุวรรณรกั ษ คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร
ผูชวยศาสตราจารย ดร.ธนพรรณ บุณยรตั กลนิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ผูชวยศาสตราจารยศ รทั ธา แขงเพญ็ แข คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
ดร.วรลักษณ ปญ ญาธิตพิ งษ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ดร.ธนภพ โสตรโยม คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
คณะกรรมการจดั ทําเลม วารสาร ธีรมงคล ออกแบบรูปเลม และตรวจสอบความสมบรู ณ
นางสาวประพาฬภรณ สุฐาปญณกุล พสิ ูจนอกั ษรภาษาองั กฤษ
ผชู ว ยศาสตราจารย ดร.รพพี รรณ กรเี่ งนิ พิสูจนอักษรภาษาไทย
ดร.เกศทิพย ปอ มเยน็ ประสานงาน
นางสาววรธร กลนิ่ มาลยั ประสานงาน
นางสาวลดั ดาวัลย เสวกฉิม ประสานงานและเลขานกุ าร
นางสาวฉวีวรรณ
ติดตอกองบรรณาธกิ าร
“กองบรรณาธกิ ารวารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร”
คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
168 ถนนศรอี ยธุ ยา แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสติ กรงุ เทพ 10300
เวบ็ ไซต: http://www.hec.rmutp.ac.th/
โทรศัพท: 02-655-3777 ตอ 5234, 5236
E-mail: [email protected]
พิมพท ี่โรงพมิ พ
“บรษิ ทั โอ.เอส.พร้นิ ติ้ง เฮา ส จํากดั ”
113/13 ซอยวัดสวุ รรณคีรี ถนนบรมราชชนนี แขวงอรณุ อมรินทร เขตบางกอกนอย กรุงเทพ 10700
โทรศัพท: 02-424-6944, 02-424-7292
คํานิยมจากคณบดี
ดว ยโอกาสท่คี ณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั
เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ไดจัดทําวารสารเทคโนโลยีคหกรรม
ศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และเผยแพร
บทความวิจัยและวิชาการในฉบับปฐมฤกษ ปที่ 1 ฉบับที่ 1 และ 2
โดยวารสารฉบับนี้มีวัตถุประสงคเพ่ือสงเสริมใหนักวิจัย นักวิชาการ
นักศึกษาและผูท่ีสนใจ ทั้งภายในและภายนอกหนวยงาน ไดมี
ชองทางในการนําเสนอผลงานวิชาการ ซ่ึงเปนภารกิจสําคัญอยาง
หนึ่งในการเผยแพรและแลกเปลย่ี นเรียนรดู านวิชาการทางคหกรรม
ศาสตร
โอกาสน้ดี ิฉนั ขอแสดงความยนิ ดี และขอขอบคณุ ผสู งบทความวจิ ัยและวิชาการทกุ ทา น
ท่ีใหความสนใจในการสงบทความทางวิชาการเขารวมตีพิมพ รวมทั้งขอขอบคุณบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ และคณะกรรมการดําเนินงานทุกทาน ท่ีใหเกียรติเขารวมเปนสวนหนึ่งของ
วารสารฉบับปฐมฤกษน้ี ตลอดจนการคัดกรองบทความ การพิจารณาเพ่ือตีพิมพบทความ และ
การตรวจสอบความถูกตองทุกบทความ ดิฉันหวังเปนอยางยิ่งวาบทความวิจัยที่ไดตีพิมพลง
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครจะเปนประโยชน
สูงสุดตอ ผอู าน และนกั วจิ ยั ทุกทา น รวมทงั้ เปนแหลง องคค วามรูในดา นคหกรรมศาสตรส ืบตอไป
นางปยะธิดา สีหะวัฒนกุล
คณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
บทบรรณาธกิ าร
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ฉบับนี้
เปนฉบบั ปฐมฤกษ กาํ หนดการเผยแพรปละ 2 ฉบบั คือ ฉบบั ที่ 1 เดือนมกราคม-มถิ นุ ายน และ
ฉบับท่ี 2 เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม ในการตีพิมพเผยแพรบทความวิจัย และบทความทาง
วิชาการ ที่จะเผยแพรองคความรู กระบวนการทางความคิด และการพัฒนาตอยอดวิจัยตางๆ
อนั ไดจากการศึกษา คน ควาวจิ ยั ตลอดจนแงมมุ ตา งๆ ของคหกรรมศาสตร รวมทง้ั วิทยาการอัน
หลากหลายซ่ึงจะเปนประโยชนสูงสุดตอกระบวนการวิจัย ทางบรรณาธิการหวังเปนอยางย่ิงวา
บทความวิจัย และบทความวิชาการท่ีผานการพิจารณาและการกลั่นกรอง จากผูทรงคุณวุฒิทั้ง
ภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ไดเผยแพรในวารสารฉบับนี้จะกอใหเกิดประโยชนตอวงการ
วิชาการ สังคม และชุมชน ท้ังยังชวยในการตอยอดงานวิจัย และสรางสรรคนวัตกรรมใหมๆ
ทางคหกรรมศาสตรแ กสังคมในอนาคต
บรรณาธิการ
สารบญั หนา
บทความวิจัย 1
1.การพฒั นาผลิตภณั ฑดอกไมประดิษฐจ ากผาขาวมา เชิงสรางสรรค 11
ปยะธิดา สีหะวัฒนกุล, อารยะ ไทยเที่ยง, กิตติ ยอดออน,
อนสุ รณ ใจทน และ อมั พวนั ยันเสน1 22
33
2. ปลาแผน อบกรอบจากปลาซคั เกอร
ธนภพ โสตรโยม, ชญาภัทร กี่อาริโย, นพพร สกุลยืนยงสุข, 43
นอมจิตต สุธีบุตร, ดวงกมล ตั้งสถิตพร, ดวงรัตน แซตั้ง และ 55
สุมภา เทิดขวัญชัย 62
3. การประดษิ ฐโ คมศรลี า นนาดวยเทคนิคการรอยลูกปด
ศกั รินทร หงสรตั นาวรกจิ , พชรพงษ โพธิ์นอย และ ชชั ฎา จมุ กา
4. การพัฒนาผลิตภณั ฑของตกแตง บา นดว ยการยอ มสีธรรมชาติจาก
ใบตนคูน
ประพาฬภรณ ธีรมงคล, อัชชา หัทยานานนท, นวลแข ปาลิวนิช และ
จฑุ าทิพ รัตนะนราพนั ธ
5. ความพึงพอใจของผูบริโภคท่ีมีตอการใหบริการของภัตตาคาร
เชียงการลี า สาขาเยาวราช
จอมขวัญ สุวรรณรกั ษ, กมลลักษณ นาคแสง และ นิศาชล คงเหลก็
6. วุน โภชนาการพลังงานสงู
ลัดดาวัลย กล่ินมาลัย, วรัชพล บริบูรณธนกุล และ สัพปญญา
สุวรรณวงศ
7. การพฒั นาผลติ ภณั ฑเยลล่ีกึง่ สาํ เร็จรูปจากหญาหวาน
ดวงกมล ตั้งสถติ พร, ปญ จพล อะโสต และ ณฐั นรี ประดษิ ฐ 72
บทความวชิ าการ
1. เทคนิคการแตง กายดว ยตนเอง
ธนพรรณ บณุ ยรัตกลิน
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปที่ 1 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2562
ผลติ ภณั ฑเ นยถวั่ ลิสงเสรมิ งามอ นเพอื่ สุขภาพ
Perilla Supplemented with Peanut Butter Product for Health
นภิ าพร กุลณา1* สรุ ีย ทองกร1 ปนัดดา พ่งึ ศลิ ป1 และ พิมพณ ดา นนประสาท1
Nipapond Kunna1* Suree Thongkorn1, Panatda Phugsin1 and Phimnada Nonprasart1
บทคดั ยอ
งานวิจัยน้ีมีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาปริมาณที่เหมาะสมของการใชงามอนเสริมใน
ผลิตภัณฑเนยถ่ัวลิสง และศกึ ษาการยอมรบั ผลิตภัณฑเนยถ่ัวลิสงเสรมิ งามอนจากผูบริโภค โดย
วางแผนการทดลองแบบสุมอยา งสมบรู ณ (Completely Randomized Design : CRD) ศึกษา
ปริมาณงามอน 3 ระดับ ที่รอยละ 10, 20 และ 30 ของนํ้าหนักเนยถ่ัวลิสงสูตรมาตรฐาน
ทดสอบคุณภาพทางประสาทสัมผัสดวยวิธี 5-point hedonic scales ผลการศึกษาพบวา
ปรมิ าณของงามอนทีแ่ ตกตา งกันมีผลตอ ความชอบของผบู รโิ ภค โดยผลติ ภณั ฑเ นยถว่ั ลสิ งทเี่ สรมิ
งามอนปริมาณรอยละ 20 ไดรับการยอมรบั จากผูทดสอบในระดับคะแนนความชอบสูงที่สุด มี
คะแนนเฉลี่ย เทากับ 4.58 อยูในระดับชอบมาก ประกอบดวย ถ่ัวลิสงรอยละ 68.84 งามอน
รอยละ 16.06 น้ํามันมะกอกรอยละ 5.74 นํ้าตาลรอยละ 9.18 และเกลือรอยละ 0.18 ผลการ
ทดสอบการยอมรับของผูบริโภคที่มีตอผลิตภัณฑเนยถั่วลิสงเสริมงามอน พบวา ผูบริโภคสวน
ใหญใหการยอมรับผลิตภัณฑเนยถั่วลิสงเสริมงามอนในระดับชอบมาก ดังน้ันผลิตภัณฑเนย
ถว่ั ลสิ งเสรมิ งามอนท่พี ัฒนาไดน ้ีจงึ เปนทางเลือกทเ่ี หมาะสมสําหรบั ผบู ริโภคท่ใี สใ จในสขุ ภาพ
คําสําคญั : ผลติ ภณั ฑเ นยถัว่ ลสิ ง งามอน เพ่ือสุขภาพ
ABSTRACT
The objectives of this research were to study the appropriate ratios of
perilla and consumer acceptance of perilla supplemented in peanut butter
product. A Completely Randomized Design (CRD) was used to study three ratios
of perilla which were 10 %, 20% and 30 % of standard peanut butter weight.
The sensory evaluation using 5-point hedonic scale was used. The results
showed that the amount of different perilla had an effect on consumer
preferences. The product which consisted of 20% perilla gained the highest
acceptance score at 4.58 whichwas in high level. This product consisted of 68.84
% peanuts, 16.06 % perilla, 5.74 % olive oil, 9.18 % sugar and 0.18 % salt, and
had an average score of 4.58, which is in a high level. According to the study of
consumer acceptance of peanut butter products, it was found that the
1 สาขาเทคโนโลยอี าหารและโภชนาการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย
1 Food and Nutrition Technology Program, Chiangrai Vocational College
1
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 1 ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มิถนุ ายน 2562
*ผปู ระสานงานนพิ นธ E-mail: [email protected]
consumers accepted the peanut butter product with an average score of 4.50.
Therefore, the developed perilla supplemented in peanut butter products was
suitable choice for consumers who are concern about health.
Keywords: Peanut butter products, Perilla, Health
1. บทนํา
เนยถั่ว เปนผลิตภัณฑที่ไดจากการนําถ่ัวลิสงมาทําใหสุกโดยใชความรอนและปนให
ละเอียด เติมสวนประกอบอื่น เชน นํ้าตาล เกลือ และเนยขาว ผสมใหเขากัน ใชรับประทานคู
กับขนมปง หรือใชเปนสวนผสมในอาหารและเครื่องด่ืม ซ่ึงไดรับความนิยมมากในตางประเทศ
เชน สหรัฐอเมริกา เนเธอรแลนด อินโดนีเซีย และจีน เปนตน (American Food, 2019)
สําหรับประเทศไทยผลิตภัณฑเนยถ่ัวลิสงน้ัน ถือวายังไมเปนที่นิยมในการบริโภคมากนัก
เน่ืองจากเปนผลิตภัณฑที่มีปริมาณไขมันสูง เมื่อบริโภคแลวจะทําใหรูสึกเล่ียน และฝดคอ
(เฉลมิ พล และคณะ, 2547) ประกอบกบั ในกระบวนการผลิตเนยถ่ัวลิสงมีสวนประกอบของเนย
ขาว ซ่ึงเปนไขมันทรานส (Trans Fat) หากบรโิ ภคอาหารทม่ี ีไขมนั ทรานสเปนสวนประกอบเกิน
วันละ 2 กรัม จะทําใหระดับ LDL-Cholesterol และไตรกลีเซอไรด (Triglyceride) เพ่ิมข้ึน
และลดระดับของ HDL-Cholesterol ลง ซ่ึงเปนสาเหตุหลักของการเกิดโรคหัวใจและหลอด
เลือด (สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา, 2561) ปจจุบันไดมีประกาศจากกระทรวง
สาธารณสุขเรื่องการนําเขา ผลิต หรือจําหนายอาหารที่มีสวนประกอบของไขมันทรานส
เน่ืองจากคํานงึ ถึงปญ หาดานสุขภาพของผูบ ริโภค ประกอบกับผบู รโิ ภคมแี นวโนมหันมาใหความ
สนใจเก่ยี วกับอาหารและสขุ ภาพมากข้ึน สง ผลใหท ศิ ทางการบริโภคอาหารเกดิ การเปลี่ยนแปลง
ไป โดยเนนการรับประทานอาหารท่ีมาจากธรรมชาติ มีคุณคาทางโภชนาการสูง และปลอดภัย
มากข้ึน (Asia Food Beverage Thailand, 2016) จนนาํ ไปสูก ารเกิดผลติ ภัณฑอาหารแนวใหม
เพอ่ื สุขภาพในอุตสาหกรรมดานอาหารอยา งกวา งขวาง โดยการนาํ เอาวัตถุดิบทมี่ าจากธรรมชาติ
นํามาแปรรูป โดยเฉพาะการนาํ เอาวัตถุดบิ ท่ีมอี ยูใ นประเทศมาใชประโยชน
ถั่วลิสง (Peanut) เปนพืชลมลุกเน้ือออน พุมเตี้ย ลําตนราบไปตามพื้นดิน ถิ่นกําเนิด
ดั้งเดิมของถ่ัวลิสง อยูในทวีปอเมริกาเขตรอน ปจจุบันถูกนําไปปลูกในประเทศเขตรอนท่ัวโลก
ในประเทศไทยมีการเพาะปลูกมากในแถบภาคเหนือ เชน จงั หวัดลําปาง นา น พะเยา เชียงราย
และแพร โดยพ้ืนท่ีที่ปลูกถ่ัวลิสงมากท่ีสุดของไทยอยูท่ีจังหวัดลําปาง ใหผลผลิตเฉล่ีย 350
กิโลกรัมตอไร (Soclaimon, 2010; อดุลยศักดิ์, 2561; ชมช่ืน, 2557) ซ่ึงสายพันธุถ่วั ลิสงที่กรม
วชิ าการเกษตรแนะนาํ ใหเ กษตรกรปลูกมีอยู 3 สายพันธุ ไดแก พันธุไ ทนาน 9, พนั ธุลําปาง และ
พันธุสโุ ขทยั 38 หรือ ส.ข.38 (กรมสง เสริมการเกษตร, 2557) ถว่ั ลิสงถือเปนพืชเศรษฐกิจสําคัญ
ที่ตลาดมีความตองการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการแปรรูปผลิตภัณฑอาหาร เชน
ผลติ ภัณฑเ นยถั่ว ถั่วลิสงอบเกลอื ถ่วั ลสิ งเคลอื บเนยคาราเมล ชอ็ กโกแลต ถัว่ ลิสงกรอบ ถัว่ ลิสง
ชุบแปงทอด หรือแมกระทั่งการนําถั่วลิสงปรุงอาหาร ใสกวยเต๋ียว ยํามะมวง สมตํา น้ําจิ้มหมู
สะเตะ เปนตน (อดุลยศักดิ์, 2561) จากรายงานของสํานักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริม
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ่ี 1 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2562
สขุ ภาพ (2561) แสดงใหเ ห็นวา ถว่ั ลสิ งมีกรดไขมันโอเมกา 3 เปนกรดไขมันไมอ่ิมตัว ซ่ึงชวยลด
คอเลสเตอรอล ลดอตั ราการเกดิ โรคหวั ใจ บํารงุ สมอง ทาํ ใหร ะบบหลอดเลือดดีขึน้
งามอนหรืองาข้ีมอน (Perilla frutescens) เปนพืชสมุนไพรทองถิ่นที่นิยมปลูกกันใน
พื้นท่ีภาคเหนือของไทย การบริโภคงามอนสวนใหญจะนําเมลด็ ไปคั่วแลวตําผสมกับขาวเหนียว
และเกลือ เรียกวา “ขาวหนุกงา” อีกทั้งยังสามารถนําไปแปรรูปเปนผลิตภัณฑไดหลากหลาย
เชน งามอนแผน คกุ กง้ี ามอน ชางามอน รวมไปถึงเคร่ืองสําอางบํารงุ ผิว เปนตน จากผลการวิจัย
พบวาในเมล็ดงามอน นอกจากจะมีสารเซซามอลที่สามารถชวยปองกันโรคมะเร็งและชะลอ
ความแกไ ดแลว ยงั พบวาในนํ้ามนั งามอ นมกี รดไขมนั ชนิดโอเมกา 3 และโอเมกา 6 สงู ถึง รอยละ
50.90 - 53.40 และ 21.20 - 24.10 (เจษฎา และอดิเรก, 2560) ในขณะที่การศึกษาของไมตรี
และคณะ (2558) รายงานวาจากการวิเคราะหหาปริมาณกรดไขมันในเมล็ดงามอน 14 แหลง
เพาะปลกู ในพืน้ ท่ีภาคเหนือของไทย พบวางามอนมกี รดไขมัน โอเมกา 3 รอ ยละ 76.33 และโอ
เมกา 6 รอยละ 12.90 ซ่ึงเปนกรดไขมันชนิดไมอิ่มตัวที่จําเปนตอรางกาย โดยโอเมกา 3 ทํา
หนาที่เปนโครงสรางไขมันทสี่ าํ คัญในสมอง ปองกันโรคความจาํ เสื่อม และจอประสาทตา สว นโอ
เมกา 6 ทําหนาที่ปองกันการอุดตันของหลอดเลือด ชวยลดอาการปวดและอาการอักเสบตางๆ
นอกจากนี้ยังพบวาในงามอ นมวี ติ ามนิ อี รอยละ 6.70 - 7.60 มิลลิกรมั โดยวิตามนิ อจี ะทําหนาท่ี
เปนสารตานอนุมูลอิสระซ่ึงปองกันระบบประสาท ปอด กลามเนื้อ และตาจากการทําลายของ
สารอนุมูลอิสระ ชะลอการเส่ือมของเซลลตาง ๆ ปองกันหลอดเลือดแดงหัวใจแข็งตัวและเสริม
ภมู ิคมุ กัน (เจษฎา และอดิเรก, 2560)
ดวยเหตุนี้ผูวิจัยจึงไดนํางามอนมาเสริมในผลิตภัณฑเนยถ่ัวลิสง เพ่ือเพ่ิมคุณคาทาง
โภชนาการใหกับผลิตภัณฑเนยถ่ัวลสิ ง เปนทางเลือกใหกับผูบ ริโภคท่ีใสใจเรื่องสขุ ภาพ และเปน
การเพ่ิมชองทางการจําหนายถ่ัวลิสงและงามอนท่ีมีอยูในชุมชนเพื่อสรางรายไดใหกับเกษตรกร
โดยมีวัตถปุ ระสงคเ พ่ือศึกษาปริมาณที่เหมาะสมของการใชงามอนเสริมในผลติ ภัณฑเนยถ่ัวลิสง
และศกึ ษาการยอมรับผลติ ภณั ฑเนยถ่ัวลิสงเสริมงามอ นจากผบู ริโภค
วัตถปุ ระสงค
1. ศกึ ษาปรมิ าณทเ่ี หมาะสมของการใชง ามอนเสรมิ ในผลติ ภณั ฑเ นยถวั่ ลสิ ง
2. ศกึ ษาการยอมรบั ผลติ ภณั ฑเนยถวั่ ลิสงเสริมงามอ นจากผบู ริโภค
2. ระเบียบวธิ ีวจิ ยั
2.1 ศกึ ษาปรมิ าณทเี่ หมาะสมของการใชงามอนเสรมิ ในผลติ ภัณฑเนยถั่วลสิ ง
นําถั่วลิสงจากตลาดสดเทศบาล 1 จังหวัดเชียงราย นําไปลางใหสะอาด สงใหสะเด็ด
นา้ํ นําไปอบใหสุก ดวยเตาอบไฟฟา ยี่หอ Sveba Dahlen รุน Fristad Sweden อุณหภูมิ 180
องศาเซลเซียส นาน 15 นาที พักใหเย็น แลว นาํ มาขยําแยกเปลือกชั้นนอกออก รอ นใหเ หลอื แต
เนื้อดานใน และนํางามอน จากตลาดสดเทศบาล 1 จังหวดั เชียงราย ไปลางนํ้าใหสะอาด สงให
สะเด็ดน้ําจากนั้นค่วั ดว ยไฟออนใหสุก
ผลิตภัณฑเนยถั่วลิสง โดยนําสูตรเนยถั่วลิสงของ Lovefitt (2019) มาใชเปนสูตร
มาตรฐานประกอบดวยถั่วลิสงรอยละ 82.01 น้ํามันมะกอกรอยละ 6.84 นํ้าตาลทรายรอยละ
10.93 และเกลือ 0.22 กระบวนการผลิตเนยถั่วลิสงเริ่มจากการนําสวนผสมทั้งหมดไปแปรรูป
3
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ี่ 1 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถนุ ายน 2562
เปนผลิตภัณฑเ นยถั่วลสิ งดวยเคร่ืองปน ผสม ยี่หอ Moulinette mouiinete รุน SE763 โดยนํา
ถั่วลิสงใสลงในเคร่ืองปนผสม ปนนาน 5 นาที เติมน้ํามันมะกอกลงไปทีละนอยจนครบตาม
สวนผสม จากนั้นเตมิ น้ําตาลทราย และเกลือ ปนผสมใหเนอื้ ละเอียดเนียน แลวจึงนําผลติ ภัณฑ
เนยถ่วั ลิสงท่ีไดไ ปบรรจุในกระปกุ แกว และเก็บไวทีอ่ ณุ หภูมิหอ ง (27±2 องศาเซลเซียส) จากน้ัน
นาํ ไปทาํ การทดสอบชิมโดยใชผ เู ช่ียวชาญในการชิมจํานวน 5 คน ดว ยวิธีการ 5-Point Hedonic
Scales
นําผลิตภัณฑเนยถว่ั ลิสงสูตรพื้นฐานทําการเสริมงามอนในปรมิ าณตางกัน 3 ระดับ ที่
รอยละ 10, 20 และ 30 ของน้ําหนกั เนยถั่วลสิ งสูตรมาตรฐาน จากน้นั นําผลิตภัณฑเนยถว่ั เสริม
งามอนท้ัง 3 สูตร มาประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัส ดวยวิธี 5-Point Hedonic Scales
กับผูทดสอบท่ีไมผานการฝกฝนจํานวน 50 คน ในคุณลักษณะดานสี กล่ิน เน้ือสัมผัส รสชาติ
และความชอบโดยรวม นําขอมูลที่ไดจากการทดลองมาวิเคราะหดวยโปรแกรมสําเร็จรูปทาง
สถิต หาคาเฉล่ีย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะหหาความแปรปรวน (Analysis of
variance : ANOVA) โดยหาความแตกตางของคาเฉลี่ยของขอมูลดวยวิธี Duncan’s New
Multiple Range Test (DMRT) ท่ีระดบั ความเชอื่ ม่นั รอ ยละ 95 (p≤0.05)
2.2 ศกึ ษาการยอมรบั ผลิตภณั ฑเนยถ่ัวลิสงเสริมงามอ นจากผบู รโิ ภค
นาํ ผลิตภัณฑเนยถัว่ ลิสงเสริมงามอนท่ีไดรบั คะแนนความชอบโดยรวมสูงท่ีสุดในขอท่ี
2.1 มาประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัส เปรียบเทียบกับผลิตภัณฑเนยถ่ัวลิสงสูตรมาตรฐาน
ดวยวิธี 5-point hedonic scales กับผูทดสอบที่ไมผานการฝกฝนจํานวน 400 คน ใน
คณุ ลักษณะดานสี กลน่ิ เนื้อสัมผสั รสชาติ และความชอบโดยรวม โดยการนาํ เนยถ่ัวลิสงเสริม
งามอนปริมาณ 15 กรัม ทาลงบนขนมปงไรขอบขนาด 2x2 นิ้ว พรอมแบบทดสอบการยอมรับ
ผลติ ภัณฑ และนาํ้ ดมื่ สถานท่ีทําการทดสอบคอื วทิ ยาลัยอาชวี ศึกษาเชียงราย นาํ ขอ มูลที่ไดจ าก
การทดลองมาวิเคราะหดวยโปรแกรมสําเร็จรูปทางสถิติ หาคาเฉล่ีย สวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
และนําขอมูลคุณภาพทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑเนยถั่วลิสงเสริมงามอนเปรียบเทียบกับ
ผลติ ภณั ฑเนยถ่วั ลิสงสตู รมาตรฐาน มาวิเคราะหด วยวธิ ี Paired Samples T-test
3. ผลการวิจัย
3.1 ศึกษาปรมิ าณเหมาะสมของการใชงามอ นเสรมิ ในผลติ ภณั ฑเ นยถ่ัวลิสง
จากการทดสอบชิมผลิตภัณฑเนยถ่ัวลิสงสูตรท่ีไดจาก Lovefitt (2019) เมื่อทําการ
ทดสอบกับผูเชี่ยวชาญจํานวน 5 คน แสดงดงั ตารางท่ี 1 ผลการทดลองพบวา ผูเ ช่ยี วชาญใหก าร
ยอมรับในทุกคุณลักษณะ ไดแก คุณลักษณะดานสี กล่ิน เนื้อสัมผัส รสชาติ และความชอบ
โดยรวม อยใู นระดบั ชอบมาก โดยไดคะแนนเฉลยี่ ตามลาํ ดบั ดงั น้ันผวู ิจยั จึงไดน าํ เอาสูตรเนยถ่ัว
ของ Lovefitt (2019) มาเปน สตู รมาตรฐานเพอ่ื ใชในการทดลองในขนั้ ตอนตอไป
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ี่ 1 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2562
ตารางท่ี 1 ผลคะแนนเฉลยี่ ของการประเมินทางประสาทสมั ผสั โดยผูเชี่ยวชาญ 5 คน
คุณลกั ษณะ คะแนนการยอมรับทางประสาทสมั ผสั
สี 4.31±0.03
กลิ่น 4.81±0.03
เน้อื สมั ผัส 4.96±0.06
รสชาติ 4.65±0.00
ความชอบโดยรวม 4.73±0.01
ผลจากการศึกษาปริมาณงามอ นทเ่ี สริมในผลิตภัณฑเนยถ่ัวลิสงสูตรพ้ืนฐาน โดยเสริม
ปริมาณงามอนที่ระดับแตกตางกัน 3 ระดับ ไดแก รอยละ 10, 20 และ 30 ของน้ําหนักเนย
ถว่ั ลสิ งสูตรมาตรฐาน ตามลําดับ ทดสอบคุณภาพทางประสาทสัมผสั แสดงดังตารางท่ี 2 พบวา
ผลิตภัณฑเนยถ่ัวลิสงเสริมงามอนสูตรที่ 2 ท่ีมีปริมาณงามอน รอยละ 20 ไดรับคะแนน
ความชอบสูงท่ีสุดในทุกคุณลักษณะ อยูในระดับชอบมาก ซ่ึงเปนผลมาจากสูตรของวัตถุดิบที่ใช
ในการผลิตเนยถ่ัวลิสงเสริมงามอน โดยเม่ือพิจารณาวัตถุดิบท่ีใช พบวาปริมาณของงามอน ที่
เสริมในผลิตภัณฑเนยถ่ัวลิสงที่ระดับแตกตางกัน สงผลใหรสชาติ และเน้ือสัมผัสของผลิตภัณฑ
ทั้ง 3 สูตร มีความแตกตางกัน เน่ืองจากงามอน เปนวัตถุดิบท่ีมีปริมาณของไขมันสูง เพราะ
ไขมนั มสี ว นชวยทาํ ใหส ามารถรับรสชาตใิ นปากไดด ขี ึน้ (อภิญญา, 2553) ในขณะทก่ี ารศึกษาของ
ผาณิต และวิชชุดา (2554) รายงานวาการเพ่ิมปริมาณงามอนในผลิตภัณฑขนมปงแทงกรอบท่ี
รอยละ 20 สง ผลใหค ะแนนความชอบในคุณลักษณะดานลักษณะท่ีปรากฏ สี รสชาติ เนื้อสมั ผัส
และความชอบโดยรวมลดลง สวนคุณลักษณะดา นกลิ่นผูบริโภคไดรับคะแนนความชอบสูงที่สุด
เนื่องจากงามอนเม่ือนําไปคั่วสุกจะมีกล่ินหอม อยางไรก็ตามเมื่อเสริมงามอนในผลิตภัณฑเนย
ถั่วลิสงในปริมาณท่ีมากข้ึน คือ รอยละ 30 เม่ือบริโภคจะทําใหรูสึกเลี่ยน และมีความสากของ
เปลือกงา จึงทําใหคะแนนความชอบของผูบริโภคลดลง โดยผลิตภัณฑเนยถ่ัวลิสงที่มีปริมาณ
งามอน รอยละ 20 (70 กรัม) มีคะแนนเฉล่ียในดานสี 4.52 กล่ิน 4.58 เนื้อสัมผัส 4.57
รสชาติ 4.61 และความชอบโดยรวม 4.64 ดังนั้นการเสริมงามอนในผลิตภัณฑเนยถ่ัวลิสง
รอยละ 20 (70 กรัม) จึงเปนปริมาณที่เหมาะสม และเปนท่ียอมรับของผูบริโภคมากท่ีสุด ดวย
เหตุนจี้ ึงเลือกสูตรที่ 2 มาศึกษาการยอมรับของผบู รโิ ภคท่ีมตี อผลิตภณั ฑเ นยถวั่ ลสิ งตอ ไป
ตารางท่ี 2 การยอมรบั ทางประสาทสมั ผสั ของผลติ ภณั ฑเนยถว่ั ลิสงเสริมงามอ น
ปริมาณงามอ น
คุณลักษณะ สูตรท่ี 1 สตู รท่ี 2 สูตรท่ี 3
10 % 20% 30%
สี 3.20±0.40b 4.52±0.50a 3.28±0.45b
กลิ่น 3.10±0.30bc 4.58±0.50a 3.20±0.40b
เนื้อสัมผสั 3.16±0.37c 4.57±0.49a 3.40±0.49b
รสชาติ 3.13±0.34c 4.61±0.59a 3.29±0.45b
ความชอบโดยรวม 3.18±0.38c 4.64±0.47a 3.30±0.45b
หมายเหตุ a-c หมายถงึ คาเฉลีย่ ของขอ มลู ทอ่ี ยูใ นแนวนอนเดยี วกันท่มี ีอักษรตางกนั มีความแตกตางกนั อยางมี
นัยสาํ คญั ทางสถติ ิ (p≤0.05)
5
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 1 ฉบับท่ี 1 มกราคม-มิถนุ ายน 2562
3.2 ผลการศึกษาการยอมรับของผูบรโิ ภคตอ ผลติ ภณั ฑเ นยถ่ัวลิสงเสรมิ งามอ น
เม่ือไดผลิตภัณฑเนยถ่ัวลิสงเสริมงามอนจากขอ 3.1 แลว นําไปทําการทดสอบการ
ยอมรับของผูบริโภคที่มีตอผลิตภัณฑเนยถั่วลิสงเสริมงามอนที่พัฒนาได เปรียบเทียบกับ
ผลิตภัณฑเนยถั่วลิสงสูตรมาตรฐาน กับผูทดสอบท่ีไมผานการฝกฝน จํานวน 400 คน ดวยวิธี
5-Point Hedonic Scales ในคุณลักษณะดานสี กล่ิน รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบ
โดยรวม ผลการทดลองพบวาผลของการเสริมงามอนในผลิตภัณฑเนยถ่ัวลิสง รอยละ 20 (70
กรัม) ผูบริโภคใหคะแนนความชอบในทุกคุณลักษณะ อยูในระดับชอบมาก โดยมีคะแนนเฉล่ีย
เทา กบั 4.47, 4.55, 4.53, 4.53 และ 4.54 ตามลําดับ (ตารางท่ี 3) เนื่องจากปริมาณงามอนที่ใช
มคี วามเหมาะสม อีกท้ังปรมิ าณไขมันท่ีเปนองคประกอบของงามอนยังมีสว นชวยใหสามารถรับ
รสชาติของผลิตภณั ฑไ ดดีข้นึ (อภิญญา, 2553) นอกจากนก้ี ารนาํ งามอนไปคว่ั ใหสุกกอนนํามาใช
ยังชวยใหผลิตภัณฑมีกลิ่นหอม สงผลทําใหผลิตภัณฑเนยถั่วเสริมงามอนไดรับการยอมรับจาก
ผบู ริโภค
ตารางที่ 3 การยอมรบั ทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑเนยถ่ัวลิสงสูตรมาตรฐานเปรียบเทียบ
กับผลติ ภณั ฑเ นยถ่ัวลิสงเสริมงามอ น ผลิตภณั ฑเนยถั่ว
คุณลักษณะ สูตรมาตรฐาน สตู รเสรมิ งามอน
สี 3.60±0.48 4.47±0.50*
กลิน่ 3.49±0.50 4.55±0.51*
เน้ือสัมผัส 3.53±0.49 4.53±0.49*
รสชาติ 3.58±0.49 4.41±0.43*
ความชอบโดยรวม 3.62±0.48 4.54±0.48*
เมอ่ื นําผลิตภณั ฑเนยถว่ั ลสิ งเสรมิ งามอ นทพ่ี ฒั นาไดน ้ันมาคาํ นวนคณุ คา ทางโภชนาการ
ของผลิตภัณฑเนยถ่ัวลิสงเสริมงามอน ตามปริมาณสวนผสมในการทําผลิตภัณฑเนยถ่ัวเสริม
งามอน ท่ีผูบริโภคใหคะแนนการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสสูงสุด (ตารางที่ 4) โดย
ผลิตภัณฑเนยถ่ัวลิสงเสริมงามอน ปริมาณ 100 กรัมมีคุณคาทางโภชนาการดังน้ี พลังงาน
589.71 กิโลแคลอร่ี คารโบไฮเดรต 30.97 กรัม โปรตีน 27.65 กรัม ไขมัน 52.69 กรัม
ใยอาหาร 1.80 กรัม แคลเซียม 119.15 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 343.71 มิลลิกรัม และธาตุเหล็ก
1.58 มิลลิกรัม ผลิตภัณฑเนยถั่วลิสงเสริมงามอนหนึ่งหนวยบริโภค ปริมาณ 30 กรัม มีคุณคา
ทางโภชนาการดังน้ี พลังงาน 176.91 กิโลแคลอร่ี คารโบไฮเดรต 9.29 กรัม โปรตีน 8.30 กรัม
ไขมัน 15.81 กรัม ใยอาหาร 0.54 กรัม แคลเซียม 35.75 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 103.11
มิลลิกรมั และธาตุเหล็ก 0.48 มลิ ลกิ รมั
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปที่ 1 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2562
ตารางที่ 4 เปรียบเทียบคณุ คาทางโภชนาการของผลิตภัณฑเ นยถวั่ กับสูตรหนึ่งขวดและขนาดที่
ใหบรกิ าร ปรมิ าณบรรจภุ ณั ฑ
คณุ สมบัตทิ างโภชนาการ 1 กระปกุ หน่งึ หนวยบริโภค
(100 g.) (30 g.)
พลงั งาน (กิโลแคลอร)ี่ 589.71 176.91
คารโ บไฮเดรต (กรัม) 30.97 9.29
โปรตีน (กรมั ) 27.65 8.30
ไขมัน (กรมั ) 52.69 15.81
เสนใยอาหาร (กรมั ) 1.80 0.54
แคลเซยี ม (มิลลิกรมั ) 119.15 35.75
ฟอสฟอรสั (มลิ ลิกรัม) 343.71 103.11
ธาตเุ หล็ก (มิลลกิ รมั ) 1.58 0.48
ที่มา: คํานวณจากตารางแสดงคา อาหารไทยในสวนทีก่ ินได 100 กรัม
4. สรปุ และอภิปรายผล
ปริมาณงามอนมีผลตอประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑเนยถั่วลิสง โดยเม่ือเติมปริมาณ
ของงามอน รอยละ 10 และ 30 สงผลใหคะแนนความชอบทุกคุณลักษณะของผลิตภัณฑมีคา
ลดลง ในขณะท่ีเติมปรมิ าณงามอ น รอ ยละ 20 ไดรับคะแนนความชอบสงู ท่ีสุด เนือ่ งจากสดั สวน
ผสมของปริมาณงามอนมีความพอดี ดังน้ันงานวิจัยน้ีแสดงใหเห็นวาสามารถนํางามอน ซึ่งเปน
วตั ถุดบิ ที่มีอยูในประเทศมาใชป ระโยชนในการผลิตเนยถัว่ เสริมงามอนทีม่ ีคณุ คาทางโภชนาการ
เพ่ิมความหลากหลายใหกับผลิตภัณฑสงเสริมการเพาะปลูกงามอนใหมีมากขึ้น เปนทางเลือก
สําหรับผูบริโภคที่ใสใจสุขภาพ และเพื่อเปนประโยชนตอการนําไปใชในการผลิตผลิตภัณฑ
อาหารชนิดอืน่ ตอ ไป
5. เอกสารอา งอิง
เจษฎา จงใจดี และอดิเรก ปญญาลือ. 2560. งาข้ีมอน มหศั จรรยโ อเมกา จากยอดดอย. แหลง ท่ีมา:
https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/304, 01 มีนาคม 2562.
เฉลิมพล ถนอมวงศ, เพ็ญขวัญ ชมปรีดา, วิชัย หฤทัยธนาสันติ์ และสุมนรัตน ช่ืนพุฒิ. 2547. การพัฒนา
ไสขนมจากเนยถั่วลิสงผสมงาขาว, น.656. ใน การประชุมทางวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
ครง้ั ที่ 42 : สาขาประมง สาขาอุตสาหกรรมเกษตร, กรุงเทพฯ.
ชมชื่น ชูชอ. 2557. อยามองขามถ่ัวลิสง. แหลงที่มา: https://www.thairath.co.th/content/462264, 27
มถิ นุ ายน 2562.
ผาณติ รุจริ พิสฐิ และวชิ ชุดา สงั ขแ กว. 2554. ผลของการใชง ามนเสริมในผลิตภัณฑขนมปง แทง อบกรอบ.
วารสารวิทยาศาสตรเ กษตร 42(2)(พิเศษ) : 405-408.
ไมตรี สทุ ธจิตต , จักรกฤษณ คณารีย, พยงุ ศกั ด ตนั ตไิ พบูลยวงศ , คมศักดิ์ พินธะ. 2558. กรดไขมัน
7
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปที่ 1 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถนุ ายน 2562
โอเมกา-3, โอเมกา-6 และสารอาหารของเมล็ดงามอนในภาคเหนือของประเทศไทย. วารสาร
นเรศวรพะเยา 8 (2) : 80-86.
ศรีสุดา เตชะสาน. 2557. การปลูกถ่ัวลิสง. พิมพครั้งที่ 1. โรงพิมพชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย
จํากัด, กรงุ เทพฯ.
สาํ นักงานกองทุนสนับสนนุ การสรา งเสรมิ สุขภาพ. 2561. โอเมกา 9 กรดไขมันดี ทเ่ี หมือนไมสําคัญ แตก็สาํ คัญ
นะ. แหลง ท่มี า: https://www.thaihealth.or.th/blog/myblog/topic/757/liqueur%
20nick/1447, 01 กรกฎาคม 2562.
สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา. 2561. ความจรงิ ไขมันทรานส. แหลงที่มา: https://www.
thaihealth.or.th/Content/43648-.html, 01 มนี าคม 2562.
อดลุ ยศกั ดิ์ ไชยราช. 2561. ถ่วั ลิสงพชื ท่ตี ลาดตองการมาก. แหลง ทม่ี า: https://www.technology
chaoban.com/marketing/article_50325, 27 มิถุนายน 2562.
อภิญญา เจริญกุล. 2553. การแปรรูปอาหารเบื้องตน (บทที่ 1-5). สาขาวิชาวิทยาศาสตร และเทคโนโลยี
อาหาร คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลยั หอการคาไทย. พมิ พค รงั้ ที่ 1, กรงุ เทพฯ.
Asia Food Beverage Thailand. 2016. World Current Trend of Snackification. Available
Source:http://asiafoodbeverage.com/old/fbm-blog/world-current-trend-of-
snackification/2/, March 27, 2019.
American Food. 2019. Food. Available Source: https://americanfoodweb.wordpress.com/
food/, February 20, 2019.
Lovefitt, 2019. Homemade peanut butter. Available Source: http://www. lovefitt.com/
diet-menu/A3//, March 10, 2018.
Soclaimon, 2010. Peanut. https://soclaimon.wordpress.com/2010/06/14/, March 10, 2019.
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ่ี 1 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2562
ผลติ ภัณฑน าํ้ เชอ่ื มตะไครใ บหญา หวานพลังงานต่ํา
Low Energy Sugar Syrup with Lemon Grass and Stevia Product
บญุ ญาพร เช่ือมสมพงษ1 *
Boonyaporn Chuamsompong1*
บทคัดยอ
งานวิจัยครั้งน้ี มีวัตถปุ ระสงคเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑนํ้าเชื่อมตะไครใบหญาหวานทดแทน
ความหวานของน้ําตาลดว ยหญา หวานพลังงานตํ่า การคัดเลือกสูตรนํ้าเชอื่ มพื้นฐาน 3 สูตร โดย
ผชู มิ ที่ผานการฝก ฝน จํานวน 40 คน ดว ยวิธี 9- Points Hedonic Test พบวา สูตรนํา้ เช่ือมที่มี
คะแนนความชอบรวมสูงสุดเทากับ 7.60±0.89 คะแนน อยูในระดับชอบมาก ซึ่งประกอบดวย
น้ํา รอยละ 45.46 และ น้ําตาล รอยละ 54.54 จากน้ันศึกษาปริมาณทดแทนความหวานดวย
หญาหวาน ในปริมาณท่ีแตกตางกัน 5 ระดับ คือ รอยละ 0, 10, 15, 20 และ 25 คัดเลือกสูตร
พบวา ปรมิ าณการทดแทนความหวานดว ยหญาหวานที่เหมาะสม คือ สูตรรอยละ 20 มีคะแนน
ความชอบรวม เทากบั 8.00±1.13 อยูในระดับความชอบมาก จากน้ันนํานํ้าเชื่อมใบหญาหวาน
เสริมตะไครในปริมาณท่ีแตกตางกัน 4 ระดับ รอยละ 5, 10, 15 และ 20 พบวา ตํารับเสริม
ตะไคร รอยละ 10 ไดรับการยอมรับจากผูทดสอบชิม จํานวน 40 คน โดยมีคาคะแนนเฉลี่ย
สงู สุดเทากับ 7.58±1.05 คะแนน ผลติ ภัณฑมคี าความสวาง (L*) เทากับ 28.35±0.80 คาสแี ดง
(a*) เทา กับ 4.26±0.25 และ คาสีเหลือง (b*) เทา กับ 2.19±0.39 ตามลําดับ ปรมิ าณของแข็งที่
ละลายน้ําไดทั้งหมดเทากับ 1.0±0.01 Brix และคา pH เทากับ 6.36±0.01 มีปริมาณโปรตีน
6.4 กรัม ไขมัน 1.0 กรัม คารโบไฮเดรต 9.3 กรัม แคลเซียม 331.6 มิลลิกรัม และคะแนนการ
ยอมรับของผูบริโภคทั่วไปจํานวน 100 คน ในดานความชอบโดยรวม มีคะแนนเฉล่ีย เทากับ
7.87±0.89 คะแนน อยใู นระดบั ชอบมาก
คําสาํ คญั : นํ้าเชื่อมตะไคร, หญา หวาน, พลังงานตาํ่
ABSTRACT
The objectives of this research was to study of low energy sugar syrup
with lemon grass and stevia product. Selection of sugart syrup recipe for using as
a standards recipe from 3 formulas by 40 trained tasters by 9 point hedonic test.
The sugar syrup formulas were 7.60±0.89 score to very like level was composed
of water 45.46 % and sugar 54.54 %. Then substitute stevia at 0, 10, 15, 20, 25%.
Select by 40 trained panelist sensory test 9 point hedonic test. It was found that
9
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ี่ 1 ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2562
20 % the highest acceptable 8.00±1.13 score at the very like level. Then to add
lemon grass at 5, 10, 15, 20%. It was found that 10 % the highest acceptable by
1 โรงเรียนการเรอื น มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ิต
1 School of Culinary Art, Suan Dusit University
*ผูป ระสานงานนพิ นธ E-mail: [email protected]
40 trained panelist were 7.58±1.05 score. The color of products L*, a*, b*
28.35±0.80, 4.26±0.25, 2.19±0.39 respectively, The quantity of total solid soluble
was 1.01±0.01 brix and pH 6.36±0.01 protein 6.4 g fat 1.0 g carbohydrates 9.3 g
calcium 331.6 ml. The acceptance score of 100 consumes overall all were
7.87±0.89 score to very liked.
Keywords: Lemon Grass Light Syrup, Stevia, Low Energy
1. บทนาํ
ในปจ จุบนั ผูบริโภคสว นใหญหนั มาใสใ จในเรื่องสุขภาพมากข้ึน โรคเฉพาะอยางยิ่งโรค
อวนหรือโรคเรื้อรังหลายโรค อาทิ โรคเบาหวาน โรคความดัน โรคหัวใจ ลวนแลวแตเกี่ยวของ
กับอาหารท่ีบริโภคแทบทั้งสิ้น โดยการรับประทานผลิตภัณฑประเภทน้ําตาลหรือสารใหความ
หวานในปริมาณมากเกินความจําเปน ซ่ึงผลิตภัณฑประเภทนํ้าตาลหรือสารใหความหวาน จะ
แฝงมากับอาหารที่ไมใหประโยชนแกรางกาย อาทิ น้ําอัดลม น้ําหวาน ชา กาแฟ เยลลี่ ฯ จาก
สถิติสํานักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.) ในป พ.ศ.2554 พบวาคนไทย
บริโภคผลิตภัณฑประเภทนํ้าตาลหรือสารใหความหวานมากข้ึนขยับไปอยูท่ี 25 ชอนชาตอวัน
(ปยวรรณ, 2555) ถือไดวาเปนสถานการณที่นาเปนหวง และมีแนวโนมเพิ่มข้ึน ซึ่งมีผลมาจาก
พฤติกรรมการรับประทาน ผูบริโภคมีทางเลือกในการบรโิ ภคผลิตภัณฑประเภทนา้ํ ตาลหรือสาร
ใหความหวานมากมายตามความตองการและความเหมาะสมของรางกาย ในสวนของใบหญา
หวานน้ันมีความหวานมากกวาน้ําตาลถึง 10-15 เทา แตเปนความหวานที่ไมกอใหเกิดพลังงาน
และที่สําคัญกค็ ือสารสกัดท่ีไดจากหญา หวานทมี่ ีชอื่ วาสตีวิโอไซด (Stevioside) นั้นเปนสารท่ีให
ความหวานมากกวาน้ําตาลถึง 150-300 เทา (สาโรจน, 2541 และ Koyama et al., 2003)
และดวยความท่ีมีสมบัตพิ ิเศษ หญาหวานจึงเปน พชื ทกี่ าํ ลังไดร ับความสนใจจากผรู ักสขุ ภาพเปน
อยางมาก โดยไดมีการนําไปใชในดานอุตสาหกรรมตางๆ อยางเครื่องดื่ม ยาสมุนไพร และดาน
การแพทย ไมมีพิษตอคนและสัตว (Yamada et al., 1985) และสวนตะไคร เปนพืชสมุนไพร
ทองถิ่นในประเทศแถบเอเชีย นํามาใชประกอบอาหาร ปรุงแตงกลิ่นรสในอาหาร และทํา
เคร่ืองด่ืมแลว ตะไคร มีกลิ่นหอมสดชื่น สามารถดับกล่ินได ในตะไครมีสารตานอนุมูลอิสระ
นํ้ามันหอมระเหยของตะไคร มีสารสําคัญที่ออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของลําไส คือ menthol,
cineole, (Haginiwa et al. 1963) Camphor (Cabo J et al. 1986) linalool (Evans et
al. 1978) จึงลดอาการแนนจุกเสียด (Ross MSF and Brain KK. 1977) และชวยขับลม
น อกจากน้ี มี citral (Onawunmi GO. 1989) and (Honda et al. 1984) citronellol,
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ี่ 1 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2562
geraneol (Megalla et al. 1980) และ cineole (Prakash et al. 1972) มีฤทธ์ิยับยั้งการ
เจริญเตบิ โตของแบคทเี รียไดแก E. coli (Inouye et al. 1983) นํ้ามันหอมระเหยชวยลดอาการ
ปวดเมื่อยกลามเน้ือ บรรเทาอาการปวดและลดไข ชวยกระตุนการไหลเวียนของเลือด เปนตน
จากเหตุผลที่กลาวขางตนผูวิจัยจึงเกิดแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑน้ําเชื่อมตะไครใบหญา
หวาน โดยการใชความหวานในใบหญาหวานแทนน้ําตาลเปนนํ้าเช่ือม และใหพลังงานตํ่า เพ่ือ
เพิ่มสรรพคุณใหกับนํ้าเชื่อม เปนทางเลือกใหมของผลิตภัณฑประเภทนํ้าเชื่อม สําหรับเติมใน
เคร่ืองดื่ม ประเภท ชา กาแฟ หรือผูท่ีตองการรสหวานจากธรรมชาติ เพ่ือความปลอดภัยใหกับ
ผูบริโภค และผูบริโภคก็สามารถบริโภคสารใหความหวานเหลาน้ีไดอยางปลอดภัย โดยการ
บรโิ ภคในปริมาณที่เหมาะสมตามคา ปรมิ าณสูงสดุ ท่รี างกายสามารถบรโิ ภคไดอยา งปลอดภยั โดย
ไมเ กดิ อนั ตรายใดๆ
วัตถุประสงค
1. พัฒนาตํารับผลติ ภัณฑนํ้าเชือ่ มตะไครใ บหญาหวานพลงั งานตาํ่
2. ศึกษาคุณภาพทางกายภาพของผลติ ภณั ฑนา้ํ เช่ือมตะไครใ บหญาหวานพลงั งานต่ํา
2. ระเบยี บวิธีวิจยั
อปุ กรณและวธิ ีการทดลอง
1. วัตถุดบิ ทใี่ ชในการวจิ ยั
ตะไครส ด (ไรกติ ติกุล ตลาดสด) ใบหญาหวาน (ตลาดสด) น้ําตาลทราย (ตรามิตรผล,
บรษิ ัทน้าํ ตาลมติ รผล จาํ กดั ) และนาํ้ เปลา (ตราสิงห, โรบนิ สัน)
2. เคร่ืองมอื และอปุ กรณ
อางผสม เครื่องช่ังดิจิตอล ถวยตวง (jigger) ชอนตวง กระทะทองเหลือง พายไม มีด
ผา ขาวบาง และสาก เคร่อื งวดั คา สี เครื่องวัดคา ปริมาณของแขง็ ท่ีละลาย (° Brix) และเครื่องที่ใช
วัดความเปน กรด-เบส (pH-meter)
วธิ กี ารดําเนินการทดลอง
2.1 คัดเลอื กสตู รพืน้ ฐานผลติ ภณั ฑน า้ํ เชื่อม
คัดเลือกสูตรน้ําเช่ือม จํานวน 3 สูตร เพ่ือใชเปนสูตรพื้นฐานและนําไปทดสอบ
คณุ ภาพทางประสาทสัมผสั ในดานความชอบโดยรวม สี กล่ิน รสชาติ เนอ้ื สมั ผัส และความชอบ
โดยรวม ดวยวิธีการทดสอบแบบใหคะแนนความชอบ 9 ระดับ (9 Point Hedonic Test) โดย
ใชผูทดสอบทางประสาทสัมผัสท่ีผานการฝกฝน จํานวน 40 คน ซึ่งเปนอาจารย จํานวน 5 คน
และนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีการประกอบอาหารและการบริการ จํานวน 35 คน
คณะโรงเรียนการเรือน มหาวทิ ยาลยั สวนดุสติ วิทยาเขตสุพรรณบรุ ี
ตารางที่ 1 สตู รพน้ื ฐานนํา้ เช่อื มท้งั 3 สตู ร ตํารับท่ี 2 ตํารบั ที่ 3
%g %g
ตํารบั ที่ 1 50 500 45.46 500
Ingredient % g 50 500 54.54 600
น้ํา 55.56 500
นาํ้ ตาล 44.44 400
11
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 1 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มิถุนายน 2562
หมายเหตุ: สูตรท่ี 1 ดดั แปลงจากวธิ ีการของ ทรัพยอนันต, 2559 สตู รที่ 2 ดัดแปลงจากนันทวัฒน, 2559 สูตร
ท่ี 3 สมพงศ, 2559
การเตรียมนํ้าเชื่อม นํานํ้าเปลากับน้ําตาลเทลงในหมอนําข้ึนต้ังไฟออน อุณหภูมิ 80-
90 องศาเซลเซียส ตมจนนํ้าเชื่อมมีสีใส ใชเวลาประมาณ 5-10 นาที พักท้ิงไวใหอุณหภูมิลดลง
จนเย็น กอนบรรจุภาชนะ (ดดั แปลงตามวธิ ขี องสมพงศ, 2559)
2.2 พฒั นาตํารับนํ้าเช่อื มทดแทนความหวานดวยใบหญาหวาน
นําสูตรพื้นฐานที่ผานการคัดเลือก คือ ตํารับท่ี 3 มาศึกษาปริมาณการทดแทนความ
หวานดว ยใบหญาหวานท่ีเหมาะสมในสูตรนํ้าเช่ือม โดยเสริมปริมาณใบหญาหวานในอัตราสวน
รอยละ 0, 10, 15 20 และ 25 ของสวนผสมทั้งหมดเตรียมนํ้าเชื่อม ตามขอ 1 เตรียมใบหญา
หวานแหงลงตมในน้ําเดือด ประมาณ 5 นาที แลวกรองใสภาชนะบรรจุขวดแกวท่ีปดสนิท โดย
ผทู ดสอบทผี่ า นการฝกฝน จํานวน 40 คน
2.3 ปริมาณการเสริมตะไครทเี่ หมาะสมกบั ผลติ ภัณฑนํ้าเชอื่ มทดแทนความหวานดวย
ใบหญาหวาน
นําตํารับทดแทนความหวานดวยใบหญาหวานท่ีเหมาะสมจากขอ 2 มาเสริมปริมาณ
ตะไครสด ท่ีแตกตางกัน 4 ระดับ คือ รอยละ 5, 10, 15 และ 20 และนํามาทดสอบคุณภาพ
ดานประสาทสัมผัสและการยอมรับของคุณลักษณะดานลักษณะท่ีปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ เน้ือ
สัมผัส และดานความชอบโดยรวม เพื่อใหไดน้ําเช่ือมตะไครทดแทนความหวานดวยใบหญา
หวานพลังงานต่าํ ที่เหมาะสมท่สี ุด
2.4 การวิเคราะหคุณภาพผลิตภัณฑนํ้าเชื่อมตะไครทดแทนความหวานดวยใบหญา
หวาน ดังน้ี
1. วเิ คราะหคณุ ภาพทางประสาทสมั ผสั โดยผทู ดสอบที่ผา นการฝกฝน จาํ นวน 40
คน ดวยแบบชิม ประเมินทางดานประสาทสัมผัส โดยวิธีการ 9- Points Hedonic Test
(ไพโรจน, 2545) วางแผนการทดลองโดยแบบบล็อกสมบูรณ (Randomized Complete
Block Design, RCBD) เปรยี บเทียบความแตกตา งทางสถิติ โดยวิธี Duncan’s new multiple
range test, DMRT วิเคราะห คาความแปรปรวนทางสถิติ (ANOVA) ที่ระดับความเช่ือม่ัน
รอ ยละ 95 (ไพโรจน, 2545) วิเคราะหข อ มูลดว ยโปรแกรมสําเรจ็ รปู เวอรช ่นั 19
2. วิเคราะหค ณุ ภาพทางกายภาพ
2.1) คาสี ระบบ CIE (L* a* b*) รนุ AR-F701
2.2) คาปริมาณของแข็งที่ละลาย (°Brix) ดวยเคร่ือง Hand Refractometer
ยี่หอ ATAGO N-1 (คา °Brix 0-32,-30-60), Japan
2.3) คา pH ดวยเครอ่ื ง pH-meter รนุ Cyberscan 501
2.4) คณุ คา ทางโภชนาการ ตามวธิ ขี อง Thai Nutrisurvey
3. ผลการวิจัย
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปที่ 1 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม-ธนั วาคม 2562
3.1 สูตรพื้นฐานของผลิตภัณฑน้ําเชื่อมจากการประเมินทางประสาทสัมผัสของผู
ทดสอบ จากอาจารยและนักศึกษาทางดานอาหาร จํานวน 40 คน พบวา ผลิตภัณฑน้ําเชื่อม
ตํารับพ้ืนฐานท่ี 3 ซ่ึงมีสวนผสม ไดแก น้ําตาล และนํ้า โดยมีคาคะแนนเฉลี่ยทางดานลักษณะ
ปรากฏ สี กล่ิน รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวม เทากับ 7.60±0.54, 7.40±0.54,
7.40±1.51, 7.60±0.54, 7.40±0.54, 7.60±0.89 คะแนน ซ่ึงอยูในระดับชอบปานกลางถึงชอบ
มาก ตามลําดับ แสดงในตารางท่ี 2
ตารางที่ 2 คะแนนเฉล่ยี การทดสอบทางประสาทสัมผสั ของน้าํ เช่อื มตาํ รับพื้นฐาน
คณุ ลักษณะ คาคะแนนเฉลี่ยคุณลักษณะทางดา นประสาทสัมผัส
ตาํ รับพื้นฐานท่ี 1 ตาํ รบั พนื้ ฐานท่ี 2 ตํารับพน้ื ฐานท่ี 3
ลกั ษณะที่ปรากฏns 5.00 ±0.00 7.20 ±0.83 7.60 ±0.54
สี 5.00b±0.00 7.20a±0.44 7.40a±0.54
กลิน่ 6.20a± 0.83 7.20a±0.44 7.40a±1.51
รสชาติ 5.00b±0.00 6.80b±0.83 7.60a±0.54
เน้ือสัมผสั 6.60b±0.54 7.00ab±0.00 7.40a±0.54
ความชอบโดยรวมns 6.80 ±0.83 6.80 ±0.54 7.60 ±0.89
หมายเหตุ : คาเฉลีย่ ± คา เบยี่ งเบนมาตรฐาน
อกั ษร a, b และ c ทีแ่ ตกตา งกนั ในแนวนอนเดยี วกัน แสดงวามีความแตกตางกันอยางมนี ยั สาํ คัญ
ทางสถติ ิ (p≤0.05)
ns ไมม ีความแตกตา งกนั ทางสถิติ (p≤0.05)
3.2 การศึกษาปริมาณการทดแทนความหวานดวยใบหญาหวาน ท่ีเหมาะสมกับ
ผลิตภัณฑนํ้าเช่ือม พบวา จากการประเมินทางประสาทสัมผัสของผูทดสอบชิมจากผูเชี่ยวชาญ
และนักศึกษาทางดานอาหาร จํานวน 40 คน ไดการยอมรับผลิตภัณฑน้ําเชื่อมทดแทนความ
หวานดวยใบหญาหวาน รอยละ 20 โดยมีคาคะแนนเฉลี่ยทางดานลักษณะปรากฏ สี กลิ่น
รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวม เทากับ 7.80±1.03, 7.60±0.99, 7.40±1.06,
8.00±1.18, 8.00±1.07 และ 8.00±1.13 คะแนน ตามลาํ ดับ แสดงในตารางท่ี 3
ตารางที่ 3 คาเฉลย่ี คะแนนทางดานประสาทสัมผัสของนา้ํ เช่ือมทดแทนความหวานดวยใบหญา
หวาน คา คะแนนเฉล่ียคณุ ลักษณะทางดานประสาทสัมผสั
รอยละ 0 รอ ยละ 10 รอยละ 15 รอ ยละ 20 รอ ยละ 25
คุณลักษณะ
13
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ี่ 1 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มิถนุ ายน 2562
ลกั ษณะท่ีปรากฏ 6.60b±0.98 6.60b ±1.17 7.40a±1.09 7.80a ±1.03 7.60b ±1.10
สี 6.40a ±1.04 6.60ab±1.15 6.60ab±1.10 7.60a±0.99 7.60b±1.15
กล่ินns 7.40 ± 0.97 7.00 ±1.00 6.40±1.27 7.40 ±1.06 6.60 ±0.98
รสชาติ 6.60b±1.13 6.40b±1.16 7.00b±1.32 8.00a±1.18 6.30b±0.77
เนอ้ื สมั ผสั 6.60b ±1.02 7.00b±1.01 6.80b±1.14 8.00a ±1.07 7.00b±1.01
ความชอบโดยรวม 7.20b±1.05 7.00b±1.05 6.80b±1.1 8.00a±1.13 6.60b±1.02
หมายเหตุ : คาเฉลี่ย ± คา เบ่ยี งเบนมาตรฐาน
อักษร a, b และ c ที่แตกตางกนั ในแนวนอนเดยี วกนั แสดงวามีความแตกตา งกันอยางมนี ยั สําคัญ
ทางสถติ ิ (p≤0.05)
ns ไมม ีความแตกตางกันทางสถติ ิ (p≤0.05)
3.3 การศึกษาปริมาณการเสริมตะไครท ่ีเหมาะสมกบั ผลิตภัณฑน ํ้าเช่ือมทดแทนความ
หวานดวยใบหญาหวาน พบวา จากการประเมินทางประสาทสัมผัสของผูทดสอบชิมจาก
ผูเช่ียวชาญและนักศึกษาทางดานอาหาร จํานวน 40 คน ไดรับการยอมรับผลิตภัณฑนํ้าเช่ือม
ทดแทนความหวานดวยใบหญาหวานเสริมตะไคร รอยละ 10 โดยมีคาคะแนนเฉลี่ยทางดาน
ลักษณะปรากฏ สี กล่ิน รสชาติ เน้ือสัมผัส และความชอบโดยรวม มีคาคะแนนเฉล่ียเทากับ
7.12±1.17, 7.18±1.15, 7.30±1.01, 7.58±1.16, 7.32±1.01 แ ล ะ 7.58±1.05 ค ะ แ น น
ตามลําดบั แสดงในตารางท่ี 4
ตารางท่ี 4 คะแนนทดสอบทางประสาทสัมผัสปรมิ าณการเสริมตะไครท ่ีเหมาะสมกบั ผลิตภัณฑ
นํา้ เชื่อมทดแทนความหวานดวยใบหญาหวาน
คาคะแนนเฉลี่ยคุณลักษณะทางดานประสาทสมั ผัส
คุณลักษณะ รอ ยละ 5 รอยละ 10 รอ ยละ 15 รอยละ 20
ลักษณะปรากฏns 6.96 ± 0.98 7.12 ± 1.17 7.06 ± 1.09 6.86 ± 1.03
สี 6.82ab ± 1.04 7.18a ± 1.15 6.58b ± 1.10 6.72b ± 0.99
กลิ่น 7.10ab ± 0.97 7.30a ± 1.01 6.86ab ± 1.27 6.82b ± 1.06
รสชาติ 6.88b ± 1.13 7.58a ± 1.16 6.86b ± 1.32 7.10b ± 1.18
เน้ือสัมผัส (ความขนหนดื ) 6.76b ± 1.02 7.32a ± 1.01 6.96ab ± 1.14 6.98ab ± 1.07
ความชอบโดยรวม 7.00b ± 1.05 7.58a ± 1.05 7.00b ± 1.16 7.24ab ± 1.13
หมายเหตุ : คาเฉลยี่ ± คา เบ่ยี งเบนมาตรฐาน
อักษร a, b และ c ทีแ่ ตกตา งกนั ในแนวนอนเดยี วกนั แสดงวามคี วามแตกตางกนั อยา งมีนัยสําคญั
ทางสถติ ิ (p≤0.05)
ns ไมม ีความแตกตา งกันทางสถิติ (p≤0.05)
3.4 คณุ ภาพของน้าํ เช่ือมตะไครท ดแทนความหวานดวยใบหญาหวาน
1. คุณภาพทางประสาทสัมผัส พบวา จากการประเมินทางประสาทสัมผัสของผู
ทดสอบชิมจากนักศึกษาและบุคลากร จํานวน 100 คน ไดยอมรับผลิตภัณฑนํ้าเช่ือมตะไคร
ทดแทนความหวานดวยใบหญาหวาน โดยมีคาคะแนนเฉล่ียทางดานลักษณะท่ีปรากฏ สี กลิ่น
รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวม เทากับ 7.70±0.84, 7.50±1.05, 7.66±0.65,
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ่ี 1 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม-ธนั วาคม 2562
7.65±0.65, 7.75±0.78 และ7.87±0.89 ผูทดสอบชิมใหการยอมรับสูงสุดจากผลประเมิน
ทางดา นประสาทสัมผสั มคี า คะแนนเฉลยี่ สงู ทางสถิติอยูท ร่ี ะดบั ความชอบปานกลางถงึ ชอบมาก
2. คุณภาพทางกายภาพ พบวา คาสี การศึกษาวัดคาสีของนํ้าเช่ือมสูตรพ้ืนฐาน
และน้ําเช่ือมตะไครทดแทนความหวานดว ยใบหญาหวาน พบวา แตกตางกันกนั อยางมีนัยสําคัญ
ทางสถิติ (p≤0.05) แสดงถึงคาสีของตัวอยางท้ัง 2 ตัวอยาง ซ่ึงน้ําเช่ือมตะไครทดแทนความ
หวานดวยใบหญาหวาน รอยละ 10 ผลิตภัณฑมีคาปรมิ าณของแข็งที่ละลาย (Brix) เทากับ 1.0
คา pH เทากับ 6.36 และคาความสวาง L* เทากับ 28.35±0.80 a* เทากับ 4.26±0.25 และ
b* เทา กบั 2.19±0.39 แสดงดังตารางท่ี 5
ตารางท่ี 5 คา สี ( L* a* และ b*) ของผลิตภัณฑน้าํ เชอื่ มตะไครทดแทนความหวานดว ยใบหญา
หวาน L* a*
ปรมิ าณ ปริมาณของแขง็ (ความสวา ง) (สแี ดง) b*
(รอยละ) ทล่ี ะลายน้าํ pH (สีเหลือง)
0 52.9±0.12 7.88±0.01 41.38±0.39 4.96±0.23 13.15±0.74
5 0.6±0.00 6.90±0.02 27.31±0.65 2.93±0.12 1.70±0.22
10 1.0±0.00 6.36±0.01 28.35±0.80 4.26±0.25 2.19±0.39
15 0.6±0.00 5.85±0.01 30.37±0.51 5.74±0.27 4.80±0.70
20 0.4±0.69 5.58±0.01 30.70±0.21 5.01±0.13 3.78±0.24
หมายเหตุ : คา L* หมายถงึ คาความสวา งของสีจาก 0 – 100 (สีดาํ – สขี าว)
คา a* หมายถึง คา สีเขียวไปจนถงึ สแี ดง
(คา a* เปนบวก) หมายถึง สีแดง คา a* เปนลบ หมายถึง สีเขยี ว)
คา b* หมายถงึ คา สนี ้ําเงนิ ไปจนถึงสีเหลือง
(คา b* เปนลบ หมายถงึ สีนํา้ เงิน คา b* เปนบวก หมายถงึ สเี หลอื ง)
3. คุณคาทางโภชนาการ พบวา ตํารับนํ้าเชื่อมตะไครทดแทนความหวานดวยใบ
หญาหวาน มีพลังงานลดลงจากเดิม 2433.6 กิโลแคลอร่ี เปน 74.5 กิโลแคลอรี่ คารโบไฮเดรต
ลดลงจาก 598.8 กรัม เปน 9.3 กรัม และมีแคลเซียมเพิ่มขึ้นจาก 31 มิลลิกรัม เปน 331.6
มลิ ลิกรัม โพแทสเซียมเพ่ิมข้ึนจาก 12 มิลลิกรัม เปน 1,145.1 มิลลิกรัม เหล็ก เพ่ิมข้ึนจาก 1.8
มิลลิกรัม เปน 7.1 สังกะสี 0.6 มิลลิกรัม เปน 1.7 มิลลิกรัม แมกนีเซียม 5.0 มิลลิกรัม เปน
62.7 มิลลิกรัม และนอกจากน้ันยังมี ไขมัน 1.0 กรัม แตไ มมีคอเลสเตอรอล มีโปรตีน 6.4 กรัม
วิตามินเอ 1,082.4 เรตินอล เบตาแคโรทีน 6.5 ไมโครกรัม ใยอาหาร 8.6 กรัม ฟอสฟอรัส
158.4 มิลลิกรัม กรดไขมันไมอิ่มตัว 0.6 กรัม วิตามินบี1 (0.3 มิลลิกรัม) วิตามินบี2 (0.5
มิลลิกรัม) วิตามินบี6 (0.5 มิลลิกรัม) วิตามินอี 3.9 มิลลิกรัม และวิตามินซี 155.6 มิลลิกรัม
เพ่มิ มากขนึ้ เมื่อเทยี บกบั ตาํ รบั พ้ืนฐาน แสดงดงั ตารางท่ี 6
15
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ี่ 1 ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มิถนุ ายน 2562
ตารางที่ 6 การคาํ นวณคุณคา ทางโภชนาการและพลงั งาน ตามวิธีของ Thai Nutrisurvey
คุณคา ทางโภชนาการ ตาํ รบั พน้ื ฐานนา้ํ เชอื่ ม นา้ํ เช่ือมตะไครท ดแทนความหวาน
พลงั งาน (กโิ ลแคลอร่)ี 2433.6 ดวยใบหญา หวานพลังงานต่ํา
คารโบไฮเดรต (กรัม) 598.8
ไขมัน (กรมั ) 0.0 74.5
โปรตีน (กรัม) 0.0 9.3
แคลเซียม (มลิ ลกิ รมั ) 31.0 1.0
วติ ามนิ เอ (เรตินอล) 0.0 6.4
เบตา แคโรทีน (ไมโครกรมั ) 0.0 331.6
คอเลสเตอรอล (มลิ ลกิ รมั ) 0.0 1,082.4
ใยอาหาร (กรมั ) 0.0 6.5
โพแทสเซยี ม (มิลลกิ รัม) 12.0 0.0
ฟอสฟอรัส (มลิ ลิกรมั ) 0.0 8.6
กรดไขมนั ไมอ่ิมตัว (กรมั ) 0.0 1,145.1
158.4
0.6
ตารางที่ 6 (ตอ ) ตาํ รบั พ้ืนฐานนํา้ เชือ่ ม นํา้ เชอ่ื มตะไครทดแทนความหวาน
1.8 ดว ยใบหญา หวานพลงั งานต่ํา
คณุ คาทางโภชนาการ 0.0
เหล็ก (มลิ ลิกรมั ) 0.0 7.1
วิตามนิ บี1 (มิลลกิ รัม) 0.0 0.3
วติ ามินบ2ี (มลิ ลกิ รัม) 0.0 0.5
วิตามนิ บี6 (มลิ ลกิ รมั ) 0.0 0.5
วิตามินอี (มิลลิกรมั ) 0.6 3.9
วติ ามนิ ซี (มลิ ลิกรมั ) 5.0 155.6
สงั กะสี (มิลลกิ รัม) 1.7
แมกนีเซียม (มิลลิกรัม) 62.7
4. สรปุ ผลและอภปิ รายผล
จากการพฒั นาผลติ ภณั ฑนาํ้ เชื่อมตะไครท ดแทนความหวานดว ยใบหญาหวานพลังงาน
ตํ่า พบวา สูตรนํ้าเชื่อมพื้นฐานที่มีคะแนนความชอบรวมสูงสุด ซ่ึงอยูในระดับชอบมาก คือ นํ้า
รอ ยละ 45.46 และ นํ้าตาล รอยละ 54.54 ปริมาณการทดแทนความหวานดวยใบหญาหวานท่ี
เหมาะสมและมีคะแนนความชอบสูงสุดคอื หญาหวาน รอ ยละ 20 และนา้ํ เชือ่ มหญา หวานเสริม
ตะไคร รอยละ 10 มีคาสี L* เทากับ 28.35±0.80 a* เทากับ 4.26±0.25 และ b* เทากับ
2.19±0.39 ตามลําดับ ปริมาณของแข็งท่ีละลายน้ําไดทั้งหมดเทากับ 1.0±0.01 และคา pH
เทากับ 6.36±0.01 มีคุณคาทางโภชนาการ คือ มีพลังงานลดลง มีโปรตีน 6.4 กรัม ไขมัน 1.0
กรัม คารโบไฮเดรต 9.3 กรัม แคลเซียม 331.6 มิลลิกรัม และคะแนนการยอมรับของผูบริโภค
ทั่วไปจํานวน 100 คน เทากับ 7.87±0.89 คะแนน อยูในระดับชอบมาก ผลิตภัณฑนํ้าเชื่อม
ตะไครทดแทนความหวานดวยใบหญาหวานพลังงานตํ่าปริมาณรอยละ 10 ท่ีไดรับการยอมรับ
จากผูบริโภคในดานคุณลักษณะ ดานลักษณะปรากฏ ดานสี ดานกล่ิน ดานรสชาติ ดานเน้ือ
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ี่ 1 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม-ธนั วาคม 2562
สัมผัส และดานความชอบโดยรวม เปนน้ําเชื่อมเสริมตะไครมีสีออกเหลืองใส มีกลิ่นตะไคร มี
รสชาติของตะไครออกเผ็ดออนๆ ชุมคอ และมีฤทธิ์ตานอนุมูลอิสระ (Haginiwa et al., 1963)
ดานสี คือ น้ําเชื่อมเสริมตะไครพลังงานตํ่ามีสีเหลืองใสท่ีโดดเดนเนื่องจากเสริมตะไครใน
อัตราสวนที่พอดี จึงทําใหโดดเดน ดานกลิ่น นํ้าเช่ือมเสริมตะไครมีกลิ่นหอมที่ไดจากตะไคร
(Innouye et al., 1983) ซึ่งนํ้ามนั หอมระเหยจะชว ยผอนคลาย และมกี ลิ่นออนๆ ของออ ยจาก
น้ําตาลทีใ่ ชทาํ นา้ํ เช่ือม ดานรสชาติ คอื มรี สชาติของตะไคร มรี สเผด็ ออ นๆ ดา นเนอื้ สัมผสั มเี นอ้ื
สัมผัสท่ีขนนอยกวานํ้าเชื่อมปกติ เปนนํ้าเช่ือมตะไครใบหญาหวานพลังงานต่ํา มีสารใหความ
หวานที่ไมกอใหเกิดพลังงาน ซึ่งมสี ารสกดั จากใบหญา หวาน ช่ือวา สตีวโิ อไซด (Koyama et al.
2003)
ขอเสนอแนะ
การตมนํ้าเชื่อมตองตมจนใส ต้ังไฟออนไมควรใชไฟแรง และไมควรใชชอนคนเพื่อ
หลีกเล่ียงการตกผลึก การตมตะไครควรตมทั้งราก ลําตน ใบ จะไดกล่ินที่ดีกวา ควรใส
รากลําตนลงไปพรอมกันแลวคอยตามดวยใบ เม่ือตมเสร็จแลวควรนํามากรองผาขาวบางกอน
เพื่อกรองตะกอนและเศษตะไครออกทําใหน้ําเชื่อมใสขึ้น และควรศึกษาในเรื่องของการเก็บ
รกั ษาผลิตภัณฑเพ่ิมเติม
5. เอกสารอา งองิ
นันทวฒั น วชิ ยั คุม. 2559, 101sangrias & pitcher Drinks 2556, หนา 8 Mixologist salt bar & restaurant
ปย วรรณ ศภุ วิทิตพัฒนา, 2555. ดันมาตรการเกบ็ ภาษกี นิ หวานพบคนไทยบริโภคนํ้าตาล 25 ชอ นชา/วนั .
ไพโรจน วิริยะชารี. 2545. ประเมินทางประสาทสัมผัส. คณะพัฒนาพัฒนาผลิตภัณฑ. หลักสูตรอุตสาหกรรม
เกษตร. มหาวิทยาลัยเชียงใหม. เชยี งใหม.
สาโรจน ศริ ิศนั สนยี กุล, 2541. หญา หวานสตีเวยี . ว.สง เสรมิ เทคโนโลยกี ารเกษตร 25(139):160-163.
สุดารตั น หอมหวล. 2562. ฐานขอมลู เคร่อื งยาสมนุ ไพร. สบื คนเมอ่ื 20 มกราคม, 2562, [ระบบออนไลน].
แหลงท่ีมา : http://www.thaicrudedrug.com
สาํ นักงานกองทุนสนับสนนุ การสรางเสรมิ สุข ภาพ (สสส.). [ระบบออนไลน]. แหลงทม่ี า :
http://www.thaihealth.or.th, คน เมื่อ 20 มกราคม 2562.
Cabo J, Crespo ME, Jimenez J, Zarzvelo A. The activity of the major components of their
essential oils. The spasmolytic activity of various aromatic plants from the province
of granada. I. Plant Med Phytother 1986; 203: 213-218.
Evans BK, James KC, Luscombe DK. Quantitatives structure-activity relationships and
carminative activity. J Pharm Sci 1978;67:277.
Haginiwa J, Hasada M, Morishita I. Properties of essential oil components of aromatics and
their phamacological effect on mouse intestine. Pharmacological studies on crude
grugs. VII. Yakugaku Zasshi. 1963;83:624.
Honda G, Koga K, Koezuka Y, Tabata M. Antidermatophytic compounds of Perilla frutescens
Branton var. crispa decne. Shoyakugaku Zasshi 1984;238(1):127-30.
Inouye S, Goi H, Miyauchi K, Muraki S, Ogihara M, Iwanami Y. Inhibitory effect of volatile
constituents of plants on the proliferation of bacteria-antibacteria activity. J Antibact
Antifungal Agents 1983;11(11):609-15.
17
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปที่ 1 ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2562
Koyama. E., Sakai, N., Ohori, Y., Kitazawa, w., Izawa, O., Kakegawa, K., Fujino, A., and Ui, M.
2003. Absorption and metabolism of glycosidic sweeteners of stevia mixture and
their glycosidic sweeteners of steviol in rats and humans. J. Food and Chemical
Toxicology. 41(6): 875-883.
Megalla SE, El-Kelltawi NEM, Ross SA. A study of antimicrobial action of some essential oil
constituents. Herba Pol 1980;26(3):181-6.
Onawunmi GO. Evaluation of the antimicrobial activity of citral. Dept Pharm Obafemi
Awolowo Univ Nigeria. Lett Appl Microbiol 1989;9(3):105-8.
Prakash S, Sinha GK, Pathak RC. Antibacterial and antifungal properties of some essentials oils
extracted from medicinal plants of the kumaon region. Indian Oil Soap J
1972;379:230-2.
Ross MSF, Brain KK. An introduction to phytopharmacy. London: Pitman Medical Publishing
Co. Ltd., 1977. p.158-76.
Yamada, A., Ohgaki, S., Noda, T. and Shimiza, M. 1985. Chronic toxicity study of dietary stevia
extracts in F344 rats. J. Food Hyg. Soc. Japan. 26(2) : 169-183.
การใชสารแอนโทไซยานนิ ท่ีสกัดจากกลีบรองดอกกระเจ๊ียบแดง
ในน้าํ กระเจยี๊ บแดงอัดแกส
The Usage of Anthocyanin in Extracted from Roselle Calyx
in Carbonated Roselle Juice
ดวงรตั น แซต้งั 1* ธันวา สมปานวัง1 และ เจษฎา เส็งสมุทร1
Duangrat Sae Tang1*, Thunwa Sompanwang1 and Jasada Sangsamut1
บทคดั ยอ
การวิจัยน้ีมวี ัตถปุ ระสงคเ พอ่ื ศึกษากรรมวิธีการสกัดสารแอนโทไซยานนิ จากกลีบรองดอก
กระเจ๊ียบแดงแบบแหงและแบบสด และศึกษาระดับปริมาณของแข็งท้ังหมดที่ละลายได
เหมาะสมในการผลิตนํ้ากระเจี๊ยบแดงอัดแกส พบวากรรมวิธีการสกัดสารแอนโทไซยานินจาก
กลีบรองดอกกระเจี๊ยบแดงท่ีเหมาะสม คือ การสกัดแบบตมกอนสุญญากาศ และกลีบรองดอก
กระเจี๊ยบแดงแบบแหงมีปริมาณสารแอนโทไซยานินสูงท่ีสุด คือ 201.46 มิลลิกรัม/500 มิลลิลิตร
โดยระยะเวลาในการกล่ันสุญญากาศท่ี 45 นาที เปนระยะเวลาการกล่ันสุญญากาศที่เหมาะสม
ในการผลิตหัวเช้ือนํ้ากระเจี๊ยบแดงอัดแกส ซึ่งมีปริมาณสารแอนโทไซยานินสูงท่ีสุด คือ 229.87
มิลลิกรัม/500 มิลลิลิตร เม่ือนําหัวเชื้อนํ้ากระเจ๊ียบแดงอัดแกส พบวาระดับปริมาณของแข็ง
ทั้งหมดท่ีละลายไดเหมาะสมในการผลิตนํ้ากระเจ๊ียบแดงอัดแกสอยูที่ 12 oBrix ผูทดสอบให
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ี่ 1 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธนั วาคม 2562
คะแนนความชอบในทุกดานมากที่สุด โดยมีคาความเปนกรด-ดางเทากับ 3.21 และปริมาณสาร
แอนโทไซยานินคอื 52.70 มลิ ลิกรมั /500 มลิ ลิลิตร
คาํ สาํ คญั : สารแอนโทไซยานนิ กลีบรองดอกกระเจ๊ยี บแดง นา้ํ อดั แกส
ABSTRACT
The aims of research were study about process in Extracted from Roselle
Calyx (Drying Type and Fresh Type) and evaluated the Total Soluble Solids
Content of manufacture Carbonated Roselle Juice. The results showed that
process in Extracted from Roselle Calyx appropriate is the distillations with
boiling before vacuum which Roselle Calyx Drying Type. There are quantity of
Anthocyanin maximum is 201.46 (mg/500 ml). The appropriate period for distilling
vacuum is 45 minutes that the appropriate period for distilling vacuum in
manufactures Concentrated Carbonated Roselle Juice. There are quantity of
Anthocyanin maximum is 229.87 (mg/500 ml) in Concentrated Carbonated Roselle
Juice. The Total Soluble Solid Content in manufacture Carbonated Roselle Juice is
1 สาขาวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีการอาหาร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
1 Food Science and Technology Program, Rajamangala University of Technology Pra Nakhon
*ผูป ระสานงานนพิ นธ E-mail: [email protected]
12 oBrix. Panelists give Score Preferences in all aspects are significantly different.
(p≥0.05). There are pH being 3.21 and quantity of Anthocyanin maximum is 52.70
(mg/500 ml).
Keywords: Anthocyanin, Roselle Calyx, Carbonated Soft Drink
1. บทนํา
นํ้าอัดแกสหรือเครื่องด่ืมท่ีอัดแกสคารบอนไดออกไซด มีสวนประกอบหลัก คือ นํ้า
โซดา มีรสหวานที่ไดจากสารใหความหวาน เติมสี สารปรุงแตงกล่ินรส โดยสีที่ไดอาจมาจาก
สวนผสมของผลไม พืชผัก สมุนไพร หรืออาจมีแตสารสังเคราะหเพียงอยางเดียว แลวนํามาเขา
กระบวนการอัดแกสคารบ อนไดออกไซด เพื่อทําใหเครื่องดื่มมีความซา รูสกึ สดชื่นเม่ือไดบ ริโภค
(พิมพเพ็ญ, ม.ป.ป.) ซ่ึงน้ําอัดแกสมีสวนประกอบเพียง 2 อยาง คือสารใหความหวานและสาร
สังเคราะห ทมี่ ีผลทําใหนอนไมห ลบั ใจสั่น มือส่ัน เนื่องจากฤทธ์ิของคาเฟอีนท่ีเปนองคประกอบ
ในน้ําอัดลมไปกระตุนระบบประสาทนน่ั เอง จงึ ไมมีประโยชนกบั รา งกาย มีเพียงความหวานทใ่ี ห
พลังงานเพียงเทา น้ัน
การใชสีหรือวัตถุดิบจากธรรมชาติมาเปนสวนประกอบหลักในการทําน้ําอัดแกส จะ
ชวยเพ่ิมคุณคาและประโยชนของน้ําอัดแกสมากขึ้น มีการศึกษาปริมาณสารแอนโทไซยานินใน
19
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 1 ฉบับท่ี 1 มกราคม-มิถุนายน 2562
ผลิตภัณฑจ ากกระเจีย๊ บแดง พบวาในเครื่องดื่มนํ้ากระเจ๊ียบแดงอดั แกสมสี ารแอนโทไซยานินใน
ปริมาณนอย จึงมีการศึกษาคนหาวิธกี ารตางๆ ท่ีจะสามารถทําในเคร่ืองด่ืมน้ํากระเจีย๊ บแดงอัด
แกสมีปริมาณสารแอนโทไซยานินท่ีสูงและเหมาะสมท่สี ุดที่จะทาํ ใหผ บู ริโภคไดร ับประโยชนจ าก
การรบั ประทานนํ้ากระเจยี๊ บแดงอัดแกส
จากการศึกษากอนหนานี้ท่ีนําสารแอนโทไซยานินจากกลีบรองดอกกระเจ๊ียบแดงมา
เพ่ิมประโยชนในผลิตภัณฑอาหาร เชน ญาณี และปยะวิทย (2555) ศึกษาความคงตัวของสาร
แอนโทไซยานินจากกลีบรองดอกกระเจี๊ยบแดงในขาวเหนียวมูน พบวา ที่อุณหภูมิและเวลาท่ี
เหมาะสม คือ 100 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที มีปริมาณสารแอนโทไซยานินท้ังหมด 0.41
มลิ ลิลิตร และสุภาพ (2543) ศึกษาการประยุกตใชสารตา นอนุมูลอิสระจากสารสกัดกระเจี๊ยบ
แดงในผลิตภัณฑโยเกิรต พบวาการเพิ่มสารสกัดกระเจี๊ยบแดงในโยเกิรตมีผลทําใหสาร
แอนโทไซยานินในโยเกิรตเพิ่มข้ึน ดังน้ันผูทดลองจึงสนใจที่จะศึกษากรรมวิธีการสกัดสาร
แอนโทไซยานินจากกลีบรองดอกกระเจี๊ยบแดงในผลิตภัณฑนํ้าอัดแกส เพื่อเพิ่มคุณประโยชน
และคุณคา ทางโภชนาการแกผ ลิตภณั ฑ
2. ระเบียบวิธวี จิ ัย
2.1 สว นหัวเช้อื นํา้ กระเจ๊ียบแดงอัดแกส
2.1.1 ศึกษากรรมวิธีการสกัดสารแอนโทไซยานินจากกลีบรองดอกกระเจ๊ียบแดง
แบบแหงและแบบสด ปริมาณกลีบรองดอกกระเจ๊ียบแดง (แบบแหงและแบบสด) ตอปริมาณ
สารสกัด คือ 25 กรัม ตอ 100 มิลลิลิตร โดยศึกษาคนควากรรมวิธีการสกัดสารแอนโทไซยา
นินจากแหลง ตางๆ ซึ่งไดก รรมวิธีการสกัดทแ่ี ตกตา งกนั จํานวน 4 วธิ ี คอื
วธิ ีท่ี 1 การสกัดแบบตม (ญาณี และปยะวทิ ย, 2555)
วธิ ีที่ 2 การสกดั แบบแชดว ยน้ํา
วิธีท่ี 3 การสกดั แบบกลนั่ สญุ ญากาศ (อรุษา, 2554)
วธิ ที ี่ 4 การสกดั แบบตม กอ นกลั่นสุญญากาศ (ดดั แปลงจากวิธที ่ี 1 และ 3)
นําสารสกัดแอนโทไซยานินท้ัง 4 วิธี มาทําหัวเช้ือนํ้ากระเจี๊ยบแดงอัดแกส และ
นํามาทดสอบคณุ ภาพของผลติ ภณั ฑในดานตา งๆ ดงั ตอ ไปน้ี
1. วิเคราะหค ณุ ภาพทางกายภาพ (คา สี โดยใชเคร่อื ง Spectrophotometer)
2. วิเคราะหคุณภาพทางเคมี (ปริมาณของแข็งท้ังหมดท่ีละลายน้ํา คาความ
เปน กรดดา ง และปรมิ าณสารแอนโทไซยานิน)
2.1.2 ศึกษาระยะเวลาในการกลั่นสุญญากาศที่เหมาะสมในการผลิตหัวเช้ือนํ้า
กระเจีย๊ บแดงอดั แกส นํากรรมวธิ ีการสกดั สารแอนโทไซยานินจากกลบี รองดอกกระเจ๊ยี บแดงท่ี
ไดรับการคัดเลือก มาศึกษาระยะเวลาในการกล่ันสุญญากาศท่ีเหมาะสมในการผลิตหัวเชื้อน้ํา
กระเจี๊ยบแดงอัดแกส ท่ีระยะเวลา 30, 45 และ 60 นาที และนําไปเปรียบเทียบกับระยะเวลา
กล่ันสุญญากาศท่ี 15 วินาที ซ่ึงเปนสูตรตั้งตนเน่ืองจากระยะเวลากล่ันสุญญากาศที่ 15 วินาที
เปนวีธีสกัดท่ีดีท่ีสุดจากขอ 2.1.1 แลวนํามาวิเคราะหคุณภาพของผลิตภัณฑในดานตางๆ
ดงั ตอ ไปนี้
1. วเิ คราะหคณุ ภาพทางกายภาพ (คา ส)ี
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ่ี 1 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม-ธนั วาคม 2562
2. วิเคราะหคุณภาพทางเคมี (ปริมาณของแข็งท้ังหมดที่ละลายนํ้า คาความ
เปนกรดดา ง และปริมาณสารแอนโทไซยานนิ )
2.2 สว นนํา้ กระเจย๊ี บแดงอัดแกส
2.2.1 ศึกษาวเิ คราะหคุณภาพทางกายภาพและเคมขี องน้าํ กระเจยี๊ บแดงอดั แกสที่
ไดจากการผลิตหัวเชื้อนํ้ากระเจ๊ียบแดงอัดแกส โดยใชระยะเวลาในการกล่ันสุญญากาศท่ี
เหมาะสม นําหัวเชื้อน้ํากระเจ๊ียบแดงอัดแกสที่ไดจากการศึกษาระยะเวลาในการกล่ัน
สุญญากาศทั้ง 3 ระดับ คือ 30, 45 และ 60 นาที มาผลิตเปนนํ้ากระเจ๊ียบแดงอัดแกส โดยนํา
หัวเช้ือนํ้ากระเจ๊ียบผสมกับนํ้าโซดา จากนั้นนําน้ํากระเจี๊ยบแดงอัดแกสที่ไดนํามาวิเคราะห
คุณภาพทางกายภาพและเคมดี ังตอ ไปน้ี
1. วเิ คราะหค ณุ ภาพทางกายภาพ (คา ส)ี
2. วิเคราะหคุณภาพทางเคมี (ปริมาณของแข็งท้ังหมดท่ีละลายน้ํา คาความ
เปนกรดดาง และปริมาณสารแอนโทไซยานนิ )
2.2.2 ศึกษาระดับปริมาณของแข็งท้ังหมดท่ีละลายไดที่เหมาะสมในการผลิตนํ้า
กระเจ๊ียบแดงอัดแกส ศึกษาระดับปริมาณของแข็งท้ังหมดท่ีละลายไดที่เหมาะสมในการผลิต
น้ํากระเจ๊ียบแดงอัดแกสซ่ึงระดับปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายไดในผลิตภัณฑ โดยศึกษา
ปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายไดในผลิตภัณฑจํานวน 3 ระดับ คือ 8, 10 และ 12 ºBrix
จากนัน้ นํานํา้ กระเจย๊ี บแดงอดั แกสท่ีไดน ํามาวเิ คราะหคณุ ภาพทางกายภาพและเคมดี งั ตอไปนี้
1. วเิ คราะหคุณภาพทางกายภาพ (คาส)ี
2. วิเคราะหคุณภาพทางเคมี (ปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ํา คาความ
เปนกรดดาง ปริมาณสารแอนโทไซยานนิ และปรมิ าณแกส CO2)
3. วเิ คราะหคณุ ภาพทางประสาทสมั ผัส โดยวางแผนการทดสอบทางประสาท
สัมผัสโดยวางแผนการทดลองแบบสุมสมบูรณในบล็อก (Randomized Complete Block
Design, RCBD) ใชผูทดสอบที่ไมผานการฝกฝนจํานวน 30 คน โดยประเมินคุณภาพทาง
ประสาทสัมผัสในดานลักษณะปรากฏ สี กล่ินรส รสชาติ ลักษณะเนื้อสัมผัส (ความซา) และ
ความชอบโดยรวม โดยใหคะแนนความชอบ 9 ระดับ (9 – Point Hedonic Scale) นําไป
วิเคราะหหาความแปรปรวน (Analysis of Variance -ANOVA) และวิเคราะหหาคาความ
แตกตางของคาเฉลย่ี โดยวิธี Duncan’s New Multipe’s Range test (DMRT)
3. ผลการวิจัย
3.1 สวนหวั เชื้อนา้ํ กระเจ๊ยี บแดงอดั แกส
3.1.1 ผลการศึกษากรรมวิธีการสกัดสารแอนโทไซยานินจากกลีบรองดอก
กระเจยี๊ บแดงแบบแหง และแบบสด
ตารางท่ี 1 ผลการวิเคราะหคุณภาพทางกายภาพและเคมีของกรรมวิธีการสกัดสาร
แอนโทไซยานินจากกลีบรองดอกกระเจี๊ยบแดงแบบแหงและแบบสดท่ีเหมาะสมในการผลิตหัว
เช้ือน้ํากระเจ๊ยี บแดงอดั แกส
คา สี คุณภาพทางเคมี
วิเคราะหค ณุ ภาพ L* a* b* pH ปรมิ าณสาร
21
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ่ี 1 ฉบับท่ี 1 มกราคม-มิถนุ ายน 2562
แอนโทไซยานนิ
(มิลลิกรมั /500
มลิ ลิลิตร)
วิธีท่ี 1 แบบสด 36.32±0.00c 66.44±0.08c 60.93±0.03a 2.35±0.01c 46.24±0.08f
แบบแหง 1.27±0.02g 8.50±0.03g 2.09±0.02g 2.39±0.00c 135.38±0.07c
วิธที ่ี 2 แบบสด 53.04±0.01a 39.58±0.02e 29.14±0.02d 2.39±0.01bc 11.78±0.08h
แบบแหง 15.21±0.04e 45.54±0.05d 25.85±0.05e 2.40±0.00ab 98.68±1.13d
วิธที ่ี 3 แบบสด 38.32±0.05b 67.81±0.04a 54.16±0.04c 2.40±0.04c 29.97±0.07g
แบบแหง 0.58±0.01h 3.98±0.02h 0.97±0.01h 2.40±0.00ab 159.41±0.15b
วธิ ที ี่ 4 แบบสด 36.18±0.03d 66.67±0.02b 60.81±0.07b 2.39±0.01c 50.63±0.08e
แบบแหง 3.56±0.03f 22.75±0.02f 7.80±0.03f 2.37±0.00d 201.46±0.15a
หมายเหตุ : ตัวอกั ษรในแนวนอนทต่ี า งกัน หมายถงึ คาท่ีมีความแตกตา งกันอยา งมีนยั สําคญั ทางสถติ ิ (p≤0.05)
กรรมวิธกี ารสกดั สารแอนโทไซยานนิ จากกลีบรองดอกกระเจย๊ี บแดงแบบแหงและแบบสด
วธิ ที ี่ 1 การสกัดแบบตม
วิธที ่ี 2 การสกดั แบบแชส กดั ดวยนํ้า
วิธีท่ี 3 การสกัดแบบกลน่ั สญุ ญากาศ
วิธีท่ี 4 การสกดั แบบตม กอ นกลั่นสญุ ญากาศ
จากตารางท่ี 1 แสดงการวิเคราะหคุณภาพทางกายภาพและทางเคมีของกรรมวิธี
การสกัดสารแอนโทไซยานินจากกลีบรองดอกกระเจยี๊ บแดงแบบแหงและแบบสด จํานวน 4 วิธี
พบวา คุณภาพทางกายภาพดานสี คาความสวาง (L*) คาสีแดง (a*) และคาสีเหลือง (b*) ท้ัง
4 วิธี มีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p≤0.05) โดยกลีบรองดอกกระเจี๊ยบแดง
แบบแหง มีคา สที ไี่ ดเ ปนสีคอนขางดํามดื ออกแดง สว นกลีบรองดอกกระเจี๊ยบแดงแบบสด มคี าสี
ที่ไดเปนสีแดงเขมออกเหลืองสวางกวาแบบแหง คุณภาพทางเคมีดานคาความเปนกรด-ดาง
(pH) ไดทําการควบคุมหัวเชื้อนํ้ากระเจี๊ยบแดงอัดแกส ใหอยูในชวง pH 2.35 - 2.40 เน่ืองจาก
คา pH มีผลตอ ปริมาณสารแอนโทไซยานิน โดยสารแอนโทไซยานินจะมีความคงตัวสูงท่ี pH ต่ํา
และสีของสารแอนโทไซยานินจะเขมขน มากทสี่ ุดท่ี pH 1 - 3.5 (อรุษา, 2554) สว นดา นปริมาณ
สารแอนโทไซยานิน จากการสกัดท้ัง 4 วิธี พบวากลีบรองดอกกระเจี๊ยบแดงแบบแหงจะมีสาร
แอนโทไซยานินมากกวา กลีบรองดอกกระเจ๊ียบแดงแบบสด โดยเฉพาะวิธีท่ี 4 ที่ดัดแปลงมาจาก
วิธีที่ 1 และวิธีท่ี 3 ซ่ึงการสกัดแบบตมกอนกล่ันสุญ ญ ากาศ จะสามารถสกัดสาร
แอนโทไซยานนิ ออกมาไดมากทสี่ ุด ทําใหไ ดสารสกัดท่ีมีความเขม ขน และมีสารแอนโทไซยานิน
สูง แสดงใหเห็นไดวาอณุ หภูมิและระยะเวลาท่ีใชในการสกดั มผี ลตอปริมาณสารแอนโทไซยานิน
จงึ เลือกวิธีการที่ 4 มาศกึ ษาระยะเวลาในการกลน่ั สุญญากาศทเ่ี หมาะสมในการผลติ นํา้ กระเจย๊ี บ
แดงอัดแกส ในข้นั ตอนตอไป
3.1.2 ผลการศึกษาระยะเวลาในการกล่ันสญุ ญากาศทเี่ หมาะสมในการผลิตหวั เช้ือ
น้ํากระเจยี๊ บแดงอดั แกส
ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะหคุณภาพทางกายภาพและเคมีของระยะเวลาในการกลั่นสุญญากาศ
ท่เี หมาะสมในการผลติ หวั เช้ือนาํ้ กระเจ๊ยี บแดงอดั แกส จํานวน 3 ระดบั
วเิ คราะหค ณุ ภาพ ระยะเวลาในการกลั่นสญุ ญากาศ (นาท)ี
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ี่ 1 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม-ธนั วาคม 2562
(สตู รตงั้ ตน) 30 45 60
15
คุณภาพทางกายภาพ
- คาสี 3.56±0.03d 3.35±0.04a 3.21±0.03b 3.17±0.02c
L* 22.75±0.02d 23.89±0.03c 24.33±0.09b 26.93±0.05a
a* 7.80±0.03d 6.11±0.02a 5.55±0.06a 4.57±0.04c
b*
คณุ ภาพทางเคมี
- คา ความเปน กรด-ดา ง (pH) 2.37±0.00d 2.62±0.01a 2.60±0.01b 2.58±0.00c
- ปรมิ าณสารแอนโทไซยานนิ
(มลิ ลกิ รมั /500 มลิ ลิลิตร) 201.46±0.15d 214.04±0.13c 229.87±0.08b 237.05±0.08a
หมายเหตุ : ตัวอกั ษรในแนวนอนที่ตา งกัน หมายถึง คาท่มี คี วามแตกตางกนั อยางมีนัยสําคญั ทางสถิติ (p≤0.05)
สูตรตงั้ ตน หมายถงึ ระยะเวลาการกลัน่ สุญญากาศ 15 นาที
จากตารางท่ี 2 แสดงผลการวเิ คราะหระยะเวลาในการกลนั่ สญุ ญากาศท่ีเหมาะสม
ในการผลิตหัวเชื้อน้ํากระเจี๊ยบแดงอัดแกส จํานวน 3 ระดับ คือ 30 45 และ 60 นาที พบวา
การนําสารสกัดแอนโทไซยานินมากลั่นสุญญากาศเปนการระเหยน้ําออกจากสารสกัด สงผล
ทาํ ใหส ารสกัดแอนโทไซยานินเขมขนมากขึ้น เมือ่ เพ่ิมระยะเวลาในการกลน่ั สญุ ญากาศใหม ากขน้ึ
นํ้าจะระเหยออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลาในการกลั่นสุญญากาศ ผลการวิเคราะห
คณุ ภาพทางกายภาพ พบวา ระยะเวลาในการกลั่นสุญญากาศท่ีเพ่ิมมากข้ึนสงผลใหคา a* เพ่ิม
มากข้ึน แตคา L* และคา b* ลดลง เน่ืองจากสารแอนโทไซยานินมีเพ่ิมมากข้ึนตามระยะเวลา
การกล่ันสุญญากาศท่เี พิ่มขึน้ สวนคุณภาพทางเคมี คา pH การใชระยะเวลาการกลั่นสญุ ญากาศ
ท่มี ากขน้ึ ทําใหคา pH ลดตํา่ ลง ทําใหความเปร้ยี วเพ่มิ มากขึ้นตามระยะเวลาการกล่นั สุญญากาศ
เพราะสารสกัดจากกลีบรองดอกกระเจี๊ยบแดง มี pH ตํ่า การใชระยะเวลาในการกล่ัน
สุญญากาศท่ีนานข้ึน จะทําใหนํ้าระเหยออกจากสารสกัดไดมากกวาสารสกัดท่ีใชระยะเวลาใน
การกล่ันสุญญากาศท่ีนอยกวา ทําใหสารสกัดมีความเขมขนสูง สงผลทําใหคา pH ต่ําลงเรื่อยๆ
ซ่ึงมคี วามเปนกรดมากขึ้น เน่ืองจากระยะเวลาท่ีใชกลั่นสญุ ญากาศทําใหออิ อนจากกลีบรองดอก
กระเจย๊ี บแดงแบบแหงแตกตวั มากขึ้น ทําใหมคี าเปน กรดสูงขึน้ ดานปริมาณสารแอนโทไซยานิน
พบวา เมื่อใชระยะเวลาในการกล่ันสุญญากาศที่เพ่ิมมากข้ึนสงผลใหปริมาณของสาร
แอนโทไซยานินเพ่ิมมากขึ้นตามลําดับ ท่ีระยะเวลาการกลั่นสุญญากาศ 60 นาที มีปริมาณสาร
แอนโทไซยานินมากที่สุด รองลงมา คือ 45 และ 30 นาที จากการศึกษาทั้ง 3 ระยะเวลาในการ
กล่ันสุญญากาศ เพ่ือใหไดระยะเวลาที่เหมาะสมในการผลิตหัวเช้ือน้ํากระเจ๊ียบแดงอัดแกสนั้น
ยังไมสามารถเลือกไดวาระยะเวลาการกลัน่ สุญญากาศระดับไหนทีจ่ ะเหมาะสมในการนําไปผลิต
เปนน้ําอัดแกส จึงยังไมสามารถเลือกสูตรท่ีดีท่ีสุด เพราะระยะการกล่ันสุญญากาศเวลาทั้ง 3
ระดับ น้ันสงผลตอปริมานสารแอนโทไซยานินและลักษณะของผลิตภัณฑนํ้ากระเจี๊ยบแดงอัด
แกส จงึ ตองนําหัวเช้ือน้ํากระเจ๊ียบแดงอัดแกสทั้ง 3 ระดับ ไปผลิตเปนน้ํากระเจี๊ยบแดงอัดแกส
เพ่อื ดคู วามเหมาะสมกอนทจ่ี ะนําไปศึกษาตอ ไป
3.2 สวนน้าํ กระเจี๊ยบแดงอัดแกส
23
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 1 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มิถุนายน 2562
3.2.1 ผลการศึกษาวิเคราะหคุณภาพทางกายภาพและเคมีของน้ํากระเจ๊ียบแดง
อัดแกสท่ีไดจากการผลติ หัวเช้ือน้ํากระเจ๊ียบแดงอดั แกสโดยใชระยะเวลาในการกล่นั สุญญากาศ
ทีเ่ หมาะสม
ตารางท่ี 3 ผลการวิเคราะหคุณภาพทางกายภาพและเคมีของนํ้ากระเจี๊ยบแดงอัดแกสท่ีไดจาก
การผลติ หวั เช้ือน้ํากระเจี๊ยบแดงอัดแกส ที่ใชร ะยะในการกลั่นสญุ ญากาศ เวลา 3 ระดบั
ระยะเวลาในการกล่ันสญุ ญากาศ (นาท)ี
วิเคราะหค ุณภาพ 30 45 60
คณุ ภาพทางกายภาพ 33.89±0.02c 32.30±0.04b 29.01±0.02a
- คาสี 59.87±0.03c 61.30±0.03b 62.67±0.04a
51.57±0.04a 50.59±0.02b 48.69±0.04c
L* (ความสวา ง) 3.28±0.00a 3.24±0.00b 3.20±0.00c
a* (สแี ดง) 44.05±0.08c 49.70±0.07b 51.94±0.08a
b* (สีเหลือง)
คณุ ภาพทางเคมี
- คาความเปนกรด-ดาง (pH)
- ปรมิ าณสารแอนโทไซยานนิ
(มิลลิกรัม/500 มิลลิลติ ร)
หมายเหตุ : ตัวอกั ษรในแนวนอนทต่ี างกัน หมายถึง คาที่มคี วามแตกตา งกนั อยา งมนี ยั สาํ คัญทางสถติ ิ (p≤0.05)
จากตารางท่ี 3 แสดงผลการวิเคราะหคุณภาพทางกายภาพและเคมีของนํ้า
กระเจ๊ยี บแดงอัดแกสที่ไดจ ากการผลิตหวั เชื้อนา้ํ กระเจี๊ยบแดงอัดแกสทีใ่ ชระยะเวลาในการกลั่น
สุญญากาศ จํานวน 3 ระดับ คือ 30 45 และ 60 นาที พบวาคา L* และ b* มีคาลดลง
ในขณะท่ีคา a* เพิ่มขึ้น สวนคุณภาพทางเคมี ดานคา pH จะลดลงตามระยะเวลาในการกล่ัน
สุญญากาศท่ีเพ่ิมข้ึนตามลําดับ เพราะหัวเชอื้ ท่ีใชระยะเวลาในการกล่ันสุญญากาศท่ีนานข้ึน ทํา
ใหเมื่อนํามาผลิตเปนนํ้ากระเจี๊ยบแดงอัดแกส สงผลทําใหคาความเปนกรดมากขึ้น เน่ือง
ระยะเวลาท่ีใชกล่ันสุญญากาศท่ีนานขึ้นทําใหอิออนจากกลีบรองดอกกระเจี๊ยบแดงแบบแหง
แตกตัวไดมาก ดานปริมาณสารแอนโทไซยานนิ ของน้ํากระเจ๊ียบแดงอัดแกสทีผ่ ลติ จากหัวเชือ้ น้ํา
กระเจ๊ียบแดงท่ีใชระยะเวลาในการกลั่นสุญญากาศเพิ่มมากข้ึน จะสงผลใหปริมาณสาร
แอนโทไซยานินเพิ่มมากข้ึน โดยระยะเวลาการกล่ันสุญญากาศที่ 60 นาที จะมีปริมาณสาร
แอนโทไซยานินสูงท่ีสุด รองลงมาคือ 45 และ 30 นาที แตหัวเชื้อนํ้ากระเจี๊ยบแดงท่ีระยะเวลา
การกลั่นสุญญากาศที่ 60 นาที เม่ือผลิตเปนน้ํากระเจ๊ียบแดงอัดแกส จะเกิดฟองเปนสีน้ําตาล
และเกิดการตกตะกอนภายในขวด ซ่ึงมาจากการสลายตัวของสารแอนโทไซยานิน ที่เกิดจาก
ระยะเวลาทีใ่ ชกลนั่ สุญญากาศในการผลิตหัวเช้ือน้ํากระเจี๊ยบแดงอัดแกสที่นานเกินไป จะสงผล
ทําใหโ มเลกุลของโปรตีนซึง่ อยูในกลบี รองดอกกระเจี๊ยบแดงจะเขา ไปจับกับสารแอนโทไซยานิน
ซ่งึ เปนสารประกอบเชิงซอน แลวเกดิ การตกตะกอน จงึ ไดเลือกระยะเวลาการกลน่ั สุญญากาศท่ี
45 นาที ในการผลิตหัวเช้ือน้ํากระเจี๊ยบแดงอัดแกส เปนเวลาท่ีความเหมาะสมท่ีสุดท่ีจะนํามา
ผลิตเปนน้ํากระเจ๊ียบแดงอัดแกส นอกจากจะมีปริมาณสารแอนโทไซยานินที่ใกลเคียงกับ
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ี่ 1 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม-ธนั วาคม 2562
ระยะเวลาการกล่ันสุญญากาศท่ี 60 นาทีแลว ยังมีลักษณะที่ดีกวา ไมเกิดฟอง และการ
ตกตะกอนภายในขวด
3.2.2 ผลการศึกษาระดับปริมาณของแข็งทั้งหมดท่ีละลายไดที่เหมาะสมในการ
ผลติ นาํ้ กระเจีย๊ บแดงอดั แกส
ตารางที่ 4 ผลการวิเคราะหคุณภาพทางกายภาพและเคมีของระดับปริมาณของแข็งทั้งหมดที่
ละลายไดเหมาะสมในการผลิตนาํ้ กระเจี๊ยบแดงอัดแกส จาํ นวน 3 ระดบั
ปรมิ าณของแข็งทงั้ หมดท่ลี ะลายในนา้ํ (OBrix)
วิเคราะหคณุ ภาพ 8 10 12
คุณภาพทางกายภาพ
- คา สี 33.15±0.02a 32.30±0.03b 29.90±0.01c
L* (ความสวาง) 59.15±0.01c 61.30±0.01b 63.04±0.02a
a* (สีแดง) 55.87±0.03a 53.59±0.04b 49.62±0.04c
b* (สเี หลอื ง)
คุณภาพทางเคมี
- คาความเปน กรด-ดาง (pH) 3.28±0.00a 3.24±0.00b 3.21±0.00c
- ปรมิ าณสารแอนโทไซยานิน 45.96±0.00c 49.70±0.07b 52.70±0.08a
(มิลลกิ รัม/500 มลิ ลลิ ติ ร)
หมายเหตุ : ตวั อกั ษรในแนวนอนที่ตางกนั หมายถงึ คา ท่ีมคี วามแตกตา งกนั อยา งมีนยั สาํ คัญทางสถิติ (p≤0.05)
จากตารางท่ี 4 แสดงผลการวิเคราะหของระดับปริมาณของแข็งท้ังหมดที่ละลาย
ไดท่ีเหมาะสมในการผลิตนํ้ากระเจี๊ยบแดงอัดแกส พบวา น้ํากระเจี๊ยบแดงอัดแกสท่ีมีปริมาณ
ของแข็งท้ังหมดที่ละลายในนํ้า จํานวน 3 ระดับ คือ 8, 10 และ 12 OBrix โดยระดับปริมาณ
ของแข็งท้ังหมดท่ีละลายไดในน้ํา 12 OBrix มีคาสีแดง a* มากที่สุด แตมีคา L* และ b* นอย
ท่ีสุด เนื่องจากในการทํานํ้ากระเจ๊ียบแดงอัดแกสที่ระดับปริมาณของแข็งท้ังหมดท่ีละลายไดใน
น้ํา 12 OBrix มปี รมิ าณหัวเชื้อนาํ้ กระเจีย๊ บแดงอดั แกส ทม่ี ากท่ีสุด สวนคุณภาพทางเคมี คา ความ
เปนกรด-ดาง (pH) ของน้าํ กระเจ๊ียบแดงอัดแกสท่ีมีระดับปรมิ าณของแข็งท้งั หมดที่ละลายในน้ํา
12 OBrix มคี วามเปน กรดมากที่สุด และสง ผลทาํ ใหมปี รมิ าณสารแอนโทไซยานินมากทส่ี ดุ
ตารางที่ 5 แสดงคะแนนความชอบของระดับปริมาณของแข็งท้ังหมดท่ีละลายไดที่เหมาะสมใน
การผลิตนา้ํ กระเจยี๊ บแดงอดั แกส จาํ นวน 3 ระดับ
วิเคราะหคณุ ภาพ ปริมาณของแขง็ ทงั้ หมดทล่ี ะลายในนาํ้ (OBrix)
คณุ ภาพทางประสาทสัมผัส 8 10 12
ลักษณะปรากฏ 7.00±1.74b 7.57±0.94a 7.79±0.76a
สี 6.93±0.83c 7.00±1.74b 8.07±0.58a
กลน่ิ รส 6.20±1.37c 6.67±1.40b 7.17±1.29a
รสชาติ 6.37±1.47b 7.27±1.08a 7.43±1.37a
ความหวาน 6.10±1.03c 7.10±0.96b 7.97±1.07a
เน้อื สมั ผสั (ความซา) 6.07±1.26c 7.17±0.83b 7.90±1.55a
ความชอบโดยรวม 6.30±0.99c 7.20±0.81b 8.10±0.80a
25
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ี่ 1 ฉบับท่ี 1 มกราคม-มิถนุ ายน 2562
หมายเหตุ : ตัวอกั ษรในแนวนอนท่ตี า งกนั หมายถึง คา ท่ีมีความแตกตา งกันอยา งมีนัยสาํ คญั ทางสถิติ (p≤0.05)
จากตารางที่ 5 การประเมนิ คุณภาพทางประสาทสมั ผัสของระดบั ปริมาณของแข็ง
ท้ังหมด ที่ละลายไดที่เหมาะสมในการผลิตนํ้ากระเจี๊ยบแดงอัดแกส จํานวน 3 ระดับ พบวา
ผูทดสอบชิมใหคะแนนความชอบทางดานลักษณะปรากฏ สี กลิ่นรส รสชาติ ความหวาน เน้ือ
สัมผัส (ความซา) และความชอบโดยรวม ที่ระดับปริมาณของแข็งท้ังหมดท่ีละลายในน้ํา 12
OBrix มากท่ีสุด เนื่องจากผลิตภัณฑมีความใกลเคียงกับระดับความหวานของน้ําอัดแกสทั่วไป
อีกท้ังยังมีสารแอนโทไซยานินสูงมากกวาระดับความหวานอ่ืนๆ ฉะน้ันจึงทําการเลือกระดับ
ปรมิ าณของแขง็ ทงั้ หมดที่ละลายไดที่ 12 oBrix เปนระดับปริมาณของแข็งท้ังหมดท่ีละลายไดใน
น้ํากระเจี๊ยบแดงท่เี หมาะสมท่ีสุดในการผลติ นํา้ กระเจยี๊ บแดงอดั แกส
4. สรปุ ผลและอภปิ รายผล
4.1 สวนของหวั เชือ้ น้ํากระเจย๊ี บแดงอัดแกส
จากการศึกษากรรมวิธีการสกัดสารแอนโทไซยานินจากกลีบรองดอกกระเจ๊ียบแดง
แบบแหงและแบบสด พบวาการสกัดแบบตมกอนกล่ันสุญญากาศ และชนิดของกลีบรองดอก
กระเจ๊ียบแดงแบบแหง มีปริมาณสารแอนโทไซยานินสูงที่สุด คือ 201.46 ± 0.15 (มิลลิกรัม/
500 มลิ ลิลิตร) อีกทั้งยงั เปน วธิ ที ี่สามารถรักษาสี และกลิ่นของกลีบรองดอกกระเจ๊ยี บแดงไดมาก
ทสี่ ดุ โดยระยะเวลาการกล่ันสุญญากาศท่ี 60 นาที จะมปี ริมาณสารแอนโทไซยานนิ สูงทีส่ ุด คือ
237.05 ± 0.08 (มิลลิกรัม/500 มลิ ลลิ ิตร) แตยังไมส ามารถเลือกระยะเวลาการกลัน่ สุญญากาศ
ระดับไหนทจ่ี ะเหมาะสมในการนาํ ไปผลติ เปนนํา้ อัดแกส เนือ่ งจากระยะเวลาการกลนั่ สญุ ญากาศ
จะมผี ลตอลักษณะของผลติ ภณั ฑน าํ้ กระเจย๊ี บแดงอัดแกส จงึ ทาํ ใหไมส ามารถเลอื กสูตรท่ีดที ่ีสุด
4.2 สวนของน้ํากระเจ๊ียบแดงอดั แกส
หัวเชื้อน้ํากระเจี๊ยบแดงอัดแกสที่ใชระยะเวลาการกลั่นสุญญากาศ 45 นาที เปน
ระยะเวลาการกล่ันสุญญากาศท่ีเหมาะสมที่สุดในการผลิตหัวเช้ือน้ํากระเจี๊ยบแดงอัดแกส
เน่ืองจากสามารถสกัดสารแอนโทไซยานินท่สี กัดไดใกลเคยี งกับระยะเวลาการกลั่นสุญญากาศที่
60 นาที แตไมเกิดฟองสีน้ําตาล และยังไมเกิดการตกตะกอนภายในขวด และเม่ือศึกษาระดับ
ปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายไดที่เหมาะสมในการผลิตน้ํากระเจ๊ียบแดงอัดแกส พบวา
ผูทดสอบชิมใหคะแนนความชอบของระดับความหวานท่ีมีปริมาณของแข็งท่ีละลายในนํ้าได
ท้ังหมดท่ี 12 oBrix มากที่สุด เนื่องจากนํ้ามีความหวานใกลเคียงกับความหวานของนํ้าอัดแกส
ทั่วไป ทั้งยังมปี รมิ าณสารแอนโทไซยานินสูงที่สดุ
5. กิตตกิ รรมประกาศ
ขอขอบพระคุณ “โครงการสงเสริมส่ิงประดิษฐและนวัตกรรมเพื่อคนรุนใหม”
ประจําปงบประมาณพุทธศักราช 2559 สถาบันวิจัยและพัฒนา “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคลพระนคร” ที่ใหการสนับสนุนดา นทุนวจิ ัยครัง้ น้ี
6. เอกสารอางองิ
ญาณี จินดามัง และปยะวิทย ทิพรส. 2555. “ความคงตัวของสารแอนโทไซยานินจากกากกลีบดอกกระเจี๊ยบ
แดงในผลติ ภัณฑข าวเหนยี วมนู .” วารสารสทุ ธิปรทิ ัศน. 26, 80 (กนั ยายน-ธันวาคม) : 129-146.
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท่ี 1 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธนั วาคม 2562
พิ มพ เพ็ญ พรเฉลิมพงศ. ม.ป.ป. น้ําอัดลม. [ออนไลน]. เขาถึงไดจาก : http://www.foodnetwork
solution.com/ carbonated-softdrink, 5 มกราคม 2559.
สุภาพ นนทะสันต. 2543. “การประยุกตใชสารตานอนุมูลอิสระจากสารสกัดกระเจี๊ยบแดงในผลิตภัณฑ
โยเกริ ต .” วิทยานพิ นธปริญญาโท.ภาควชิ าวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยบี ณั ฑติ วทิ ยาลยั ,มหาวิทยาลยั ราชภัฏ
มหาสารคาม.
อรุษา เชาวนลิขิต. 2554. “การสกัดและวิธีการวิเคราะหแอนโทไซยานิน”. วารสารมหาวิทยาลัย
ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ (สาขาวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลย)ี . 3, 6 (กรกฎาคม-ธนั วาคม) : 26-36.
ผลติ ภัณฑขนมขาไกเ สรมิ ราํ ขาวไรซเ บอรร่ี
Breadsticks Enriched with Riceberry Rice Bran
สุพัตรา ศรจี ันทร1 และ นอ มจิตต สุธีบุตร1*
Supattra Srichan1 and Nomjit Suteebut1*
บทคดั ยอ
การศึกษาน้ีมีวัตถุประสงคเพ่ือคัดเลือกสูตรพื้นฐานการผลิตขนมปงขาไก โดยการวาง
แผนการทดลองแบบสุมในบล็อกสมบรู ณ (Randomized Completely Block Design, RCBD)
นาํ ไปประเมนิ คุณภาพทางประสาทสมั ผสั ในแตล ะดา นที่ปรากฏ ไดแก สี กลน่ิ เน้อื สมั ผัส รสชาติ
27
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ่ี 1 ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มิถนุ ายน 2562
และความชอบโดยรวม ใชผูทดสอบจํานวน 50 คน ดวยวิธีการชิมแบบใหคะแนนความชอบ 5
ระดับ (5 - Point hedonic scale) พบวา ขนมปงขาไก สูตรที่ 2 ซ่ึงประกอบดวยแปงสาลี
1,000 กรัม ยีสตสําเร็จรูป 10 กรัม เกลือปน 7 กรัม นมผง 30 กรัม น้ําสะอาด 600 กรัม
น้ําตาลทราย 100 กรัม และเนยขาว 50 กรัม สวนประกอบสําหรับทาขนมปงขาไกหลังอบ
ประกอบดวย เนยสด 110 กรัม และเกลือปน 7 กรัม ไดคะแนนเฉล่ียสูงที่สุด จากนั้นศึกษา
สดั สวนเหมาะสมของรําขาวไรซเบอรร่ี 6 ระดับ คือ รอยละ 5, 10, 15, 20, 25 และ 30 พบวา
สัดสว นรอยละ 5 ไดคะแนนคาเฉลีย่ สูงสุด คณุ ภาพทางกายภาพ พบวา มคี าเฉลย่ี คาสี (L*) มีคา
54.11 คาสี (a*) มีคา 8.58 คาสี (b*) มีคา 20.54 คาความกรอบ 4.80 นิวตัน คาความแข็ง
37.20 นวิ ตนั
คําสาํ คัญ: ขนมปง ขาไก รําขา ว ไรซเ บอรร่ี
ABSTRACT
This study aimed to select the basic recipe for the Breadsticks. The
Randomized Completely Block Design (RCBD) was used to evaluate the sensory
property appearance, color, flavor, taste and overall liking. 50-tester and 5–Point
Hedonic Scale were used. It was found that the second basic recipe which consisted
of wheat flour 1,000 grams, yeast 10 grams, salt 7 grams, milk powder 30 grams, water
600 grams, sugar 100 grams, shortening 50 grams for brushing breadsticks after baking
butter 110 grams and salt 7 grams had the highest average scores had the highest
average score. Then, the optimum ratio of 6 level of Riceberry rice bran was 5, 10, 15,
20, 25 and 30 percent. It was found that the 5 percent had the highest average score.
It is found that the average score. Brightness value (L*) is 54.11. Red value (a*) is 8.58.
Yellow value (b*) is 20.54.Crispness value is 4.80 Newton. Hardness is 37.20 Newton.
Keywords: Breadsticks, Rice Bran, Riceberry
1 สาขาคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
1 Master of Home Economics Program, Rajamangala University of Technology Phra Nakhon
*ผปู ระสานงานนิพนธ E-mail: [email protected]
1. บทนํา
วิถีการดําเนินชีวิตของคนในสังคมเมือง ที่ผูคนทํางานนอกบานมากขึ้น ใชชีวิตดวย
ความเรงรีบ จึงมองหาส่ิงท่ีใหความรวดเร็วและสะดวกสบาย ไมเวนแมกระท่ังเร่ืองอาหาร ท่ี
ปจจุบันอาหารพรอมรับประทานไดรับความนิยมมากข้ึน และเบเกอรี่เปนหนึ่งผลิตภัณฑท่ี
ผูบริโภคเลือกรับประทานเปนอาหารทดแทนอาหารมื้อหลัก รวมไปถึงการรับประทานเปน
อาหารวาง (สถาบนั อาหาร, 2558; ถาวร และสพุ ร 2554) ทรี่ ับประทานระหวา งการทํางาน การ
ประชุมตางๆ หรือ ระหวางมื้อ เชน คุกก้ี ขนมปง เคก ขนมหวาน เปนตน (สํานักงานกองทุน
สนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ, 2559) ซึ่งในอาหารเหลานี้มีองคประกอบของแปง ไขมัน และ
นํา้ ตาลมาก เม่ือรับประทานเขา ไปมากจะทําใหเ กดิ ภาวะโภชนาการเกิน และเกิดโรคอวนขึน้ ทํา
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ี่ 1 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม-ธนั วาคม 2562
ใหมีอัตราเส่ียงตอโรคอื่นๆ ตามมา เชน โรคเบาหวาน ภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันสูง
โรคหวั ใจขาดเลือด โรคหลอดเลอื ดตีบหรอื ตนั เปนตน
ขนมปง ขาไก (Breadsticks) เปนผลิตภณั ฑข นมเบเกอรชี่ นิดหนึ่งทีน่ ิยมบรโิ ภคกันมาก
เปนขนมที่มีถิ่นตนกําเนิดจากทางภาคเหนือของอิตาลีเปนขนมท่ีนิยมรับประทานเปนอาหาร
เรียกนํ้ายอย (Gourmet and Cuisine, 2558) แตเน่ืองจากขนมปงเปนอาหารที่ใหประโยชน
นอย เพราะโปรตนี วติ ามิน แรธาตุ และใยอาหารนอยมาก แตก ลับใหพลังงานสงู คารโบไฮเดรต
สูง โซเดียมสูง ซึ่งเปนสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง โรคอวน โรคหัวใจ การเพิ่มคุณคาทาง
โภชนาการหรอื เสริมดวยสารทมี่ ีคุณสมบัตเิ ชิงหนา ที่เพ่ือสุขภาพของผูบริโภคใหกบั ขนมปงขาไก
จึงเปนแนวทางหนึง่ ท่จี ะชวยใหขนมปง ขาไกมีคณุ ประโยชนมากข้นึ ได (ระภีพร, 2556; เฉลมิ พล
และคณะ, 2559) และอาจมกี ารเสริมดวยรําขาว ซงึ่ รําขาวเปนผลพลอยไดจ ากกระบวนการขัด
สีขาวใหเปนขาวสาร ในรําขาวจะมีโปรตีน ไขมัน เสนใย แรธาตุและวิตามินบางชนิด และ
สารอาหารอื่นๆ ซึ่งแตเดิมนั้นใชเปนอาหารสัตวเทาน้ัน (อรอนงค, 2540) ขาวไรซเบอรรี่เปน
ขาวที่มีคุณสมบัติเดนทางดานโภชนาการและมีสารตานอนุมูลอิสระสูง ไดแก เบตาแคโรทีน
แกมมาโอไรซานอล วิตามินอี แทนนิน สังกะสี โฟเลทสูง นอกจากนี้รําขาวและน้ํามันขาว
ไรซเบอรร่ี ยังมีคุณสมบัติตานอนุมูลอิสระท่ีดี เหมาะสําหรับใชทําผลิตภัณฑอาหารเชิงบําบัด
(กองบรรณาธิการการเกษตร, 2557)
ดงั นั้น ผศู กึ ษามคี วามคดิ เห็นวา ขนมปงขาไกเปนผลติ ภัณฑท่ีเปนทน่ี ยิ มรบั ประทานกัน
อยางแพรหลายจึงคัดเลอื กสูตรพ้ืนฐานของขนมปงขาไก และศกึ ษาปริมาณรําขาวไรซเบอรรี่ที่
เหมาะสมที่ใชเสริมในผลิตภัณฑขนมปงขาไกใหมีคุณคาทางโภชนาการ เปนการเพิ่มมูลคาของ
ผลิตภัณฑขนมปงขาไก และเพื่อเปนทางเลือกใหมสําหรับผูบริโภคท่ีรักการรับประทานอาหาร
วางเพอ่ื สุขภาพ
2. ระเบียบวธิ ีวจิ ยั
2.1 การคัดเลือกขนมปง ขาไกสูตรพ้นื ฐาน
คัดเลือกขนมปงขาไกสูตรพ้ืนฐาน 3 สูตร ไดแก สูตรท่ี 1 จาก อัมรินทร Cuisine
(2560) สูตรที่ 2 จาก ทิพาวรรณ (2533) และสูตรที่ 3 จาก อัมรินทร Cuisine (2557) ดัง
ตารางที่ 1 นําขนมปงขาไกท่ีผลิตข้ึนมาประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัส ทางดานสี กลิ่น
รสชาติ เน้ือสัมผัส และความชอบโดยรวม ดวยวิธีการใหคะแนน 5 ระดับ (5- Point hedonic
scale) (1 หมายถึง ไมชอบมาก, 2 หมายถึง ไมชอบ, 3 หมายถึง เฉยๆ, 4 หมายถึง ชอบ,
5 หมายถึง ชอบมาก) โดยใชผูทดสอบเปนนิสิตสาขาวิชาคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏ
บานสมเด็จเจาพระยา จํานวน 50 คน นําผลมาวิเคราะหหาความแปรปรวน (Analysis of
Variance – ANOVA) เพ่ือคัดเลือกสตู รพ้ืนฐานทีเ่ หมาะสมมาศกึ ษาในขั้นตอนตอ ไป
ตารางที่ 1 สตู รพืน้ ฐานของขนมปงขาไก
สว นผสม ปริมาณสวนผสมในแตล ะสตู ร (กรมั )
สตู รท่ี 1 สูตรที่ 2 สูตรที่ 3
29
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 1 ฉบับท่ี 1 มกราคม-มิถนุ ายน 2562
ตวั ขนมปง ขาไก
แปงสาลี 1,000 1,000 1,000
ยีสตสาํ เร็จรูปชนดิ จดื 2 10 2
เนยสดชนดิ เค็ม 20 - -
เกลือปน - 7-
นมผง - 30 -
นาํ้ สะอาด 440 600 500
น้าํ ตาลทราย 22.5 100 35
เนยขาว 50 20
สวนสาํ หรบั ทาขนมปงขาไกกอ นอบ -
นมสด 50 --
สําหรับทาขนมปง ขาไกห ลังอบ
เนยสดชนดิ เคม็ 100 110 100
เกลอื ปน - 7 15
ทมี่ า: สตู รที่ 1 อัมรินทร Cuisine (2560), สตู รที่ 2 ทพิ าวรรณ (2533), สตู รที่ 3 อัมรินทร Cuisine (2557)
วธิ ีการทําขนมปงขาไก
1) รอนแปงสาลี นมผง รวมกัน ใสยีสตเคลาใหเขา กัน
2) ผสม นํ้า นํ้าตาล และเกลือ ในสวนผสมแปง เติมเนย นวดจนแปง มีลักษณะ
เนยี นนุม
3) พกั กอนโด ประมาณ 35-45 นาที นาํ มานวดไลอ ากาศ
4) ตัดโดกอนละ 10 กรัม คลึงใหเปนกอนกลมๆ พัก 5-10 นาที นําแปงมารีดคลึง
ใหเปน เสน ยาวประมาณ 6 น้ิว วางบนถาดเนยขาว พกั ใหขน้ึ เทาตัว ประมาณ 1 ช่ัวโมง
5) อบดวยความรอน 180 องศาเซลเซียส เวลา 15-20 นาที จนมีสีเหลือง
ทาดวยเนยผสมเกลือ ขณะทีข่ นมยงั รอน (สําหรับสตู รท่ี 1 ตองทานมสดกอ นเขาเตาอบ)
2.2 ศกึ ษาปริมาณรําขาวไรซเบอรรเี่ หมาะสมในการเสริมในขนมปงขาไก
นํารําขาวไรซเบอรร่ีมารอนดวยกระชอนที่มีความละเอียด 80 เมช เพื่อกรองสิ่ง
แปลกปลอมทีต่ ิดมากับราํ ขาว เชน กรวด หิน ฟาง เปลอื กขาว และอน่ื ๆ โดยรอนทัง้ หมด 3 ครั้ง
(อโนชา, 2545) นํามาเสริมในแปงสาลีในสูตรพื้นฐานขนมปงขาไกที่ไดคะแนนสูงสุดจากการ
ประเมินทางประสาทสัมผสั (จากขอ 2.1) ในปริมาณรอยละ 5 10 15 20 25 และ 30 ของ
ปริมาณแปงสาลีที่ใชในสูตร (ตารางที่ 2) นําตัวอยางขนมปงขาไกที่ผลิตขึ้นมาท้ัง 6 สูตร มาวัด
คุณภาพไดแ ก
1. คุณภาพทางกายภาพ ไดแก คาสี ดวยเคร่ืองวัดสี และวิเคราะหเนื้อสัมผัส
อาหารทางดานความกรอบ ดวยเคร่ืองวิเคราะหเนื้อสัมผัสอาหาร (Texture analysis) และ
ปริมาณวติ ามนิ บี 1
2. ประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัส ทางดานสี กลิ่น รสชาติ เน้ือสัมผัส และ
ความชอบโดยรวม ดวยวิธีการใหคะแนน 5 ระดับ (5- Point hedonic scale) (1 หมายถึง ไม
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 1 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม-ธนั วาคม 2562
ชอบมาก, 2 หมายถงึ ไมชอบ, 3 หมายถงึ เฉยๆ, 4 หมายถงึ ชอบ, 5 หมายถงึ ชอบมาก) โดยใช
ผูท ดสอบเปนนสิ ิตสาขาวชิ าคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏบา นสมเด็จเจาพระยา จํานวน
50 คน นาํ ผลมาวเิ คราะหหาความแปรปรวน (Analysis of Variance – ANOVA) เพ่ือคดั เลอื ก
สตู รทีเ่ หมาะสมมาศกึ ษาในขัน้ ตอนตอ ไป
3. ศึกษาคณุ คาทางโภชนาการของขนมปงขาไกส ูตรพ้ืนฐานและขนมปงขาไกสูตร
เสริมราํ ขาวไรซเ บอรร่ี
3. ผลการวิจยั
3.1 การคดั เลือกขนมปงขาไกส ูตรพืน้ ฐาน
ตารางที่ 2 คะแนนเฉลีย่ คณุ ภาพทางประสาทสมั ผัสของขนมปงขาไกสตู รพน้ื ฐาน
คณุ ลักษณะ คะแนนทางประสาทสมั ผัสขนมปงขาไกส ูตรพน้ื ฐาน
ทางประสาทสมั ผสั
สูตรท่ี 1 สูตรที่ 2 สูตรท่ี 3
สี 3.50b ± 0.79 3.92a ± 0.66 3.70b ± 0.79
กลน่ิ 3.14b ± 0.83 3.88a ± 0.69 3.06b ± 0.71
เนอื้ สมั ผสั (ความกรอบ) 2.22c ± 0.81 4.04a ± 0.75 3.12b ±0.98
รสชาติ 2.48b ± 0.87 4.02a ± 0.62 2.50b ± 0.84
ความชอบโดยรวม 2.74b ± 0.92 4.14a ± 0.64 2.90b ± 0.84
หมายเหตุ : อกั ษรที่แตกตางกนั ในแนวนอน หมายถงึ คะแนนเฉลยี่ แตกตางกันทางสถิติ (p≤ 0.05)
3.2 ผลการศึกษาปรมิ าณราํ ขาวไรซเบอรรี่ทเี่ หมาะสมในการเสริมในขนมปงขาไก
การศึกษาปริมาณของรําขาวไรซเบอรร่ีที่เหมาะสม ในการผลิตขนมปงขาไกเสริม
รําขาวไรซเบอรร่ี โดยนําสูตรพื้นฐานขนมปงขาไกสูตรที่ 2 (ดังตารางท่ี 1) มาเสริมรําขาว
ไรซเบอรร่ีในปริมาณรอยละ 5 10 15 20 25 และ 30 ของปริมาณแปงสาลีที่ใชในสูตร
ไดผลการทดสอบทางกายภาพ ไดแก คาสี คณุ ลกั ษณะดานเน้ือสมั ผสั ดานความกรอบ และความ
แขง็ ดังแสดงในตารางท่ี 3 และผลการประเมนิ ทางดานประสาทสมั ผสั ไดผ ลการทดสอบดังแสดง
ในตารางท่ี 4
ตารางท่ี 3 คาสี (L*) (a*) (b*) คาความกรอบ และคาความแข็ง ของขนมปงขาไกสูตรเสริม
ราํ ขาวไรซเ บอรรรี่ อ ยละ 0-30 ของปริมาณแปงสาลี
ปรมิ าณรําขาว
ไรซเบอรร ี่ คาสี คา สี คาสี ความกรอบ ความแขง็
(รอยละ) (L*) (a*)
(b*) (N) (N)
0 70.97a± 1.08 7.74b ± 0.54 26.35a± 0.64 3.40b ± 0.89 37.09e± 2.13
5 54.11b± 0.22 8.58a ± 0.79 20.54b± 0.14 4.80ab± 0.84 37.20e± 2.50
31
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 1 ฉบบั ที่ 1 มกราคม-มิถนุ ายน 2562
10 47.08c± 0.33 8.45a ± 098 18.27c± 0.33 5.60ab± 1.14 42.12d± 1.29
15 46.28c± 0.47 7.06cd± 0.70 13.53d± 0.13 5.80a ± 1.30 45.06d± 3.24
20 42.24d± 1.02 6.73de± 0.20 10.60e± 0.59 6.00a ±1.58 56.49c± 4.94
25 42.35d± 0.25 6.62e ± 0.07 10.24e± 0.26 6.60a ± 1.94 65.04b± 3.01
30 40.12e± 0.33 7.30cd± 0.10 12.45f± 0.30 7.00a ± 2.82 76.39a± 1.52
หมายเหต:ุ อักษรท่แี ตกตา งกันในแนวต้งั หมายถึง คามีความแตกตางกนั ทางสถติ ิ (p≤ 0.05)
คา L* ความมืด-สวา ง มีคา 0-100 ถา มีคา มากขนึ้ แสดงวามีคา ความสวา งมากขน้ึ
คา a* เปน คา บวก หมายถงึ ออกสแี ดง และ คา a* เปน คา ลบ หมายถึง ออกสเี ขียว
คา b* เปน คาบวก หมายถึง ออกสเี หลือง และ คา b* เปน คา ลบ หมายถึง ออกสนี า้ํ เงนิ
ตารางที่ 4 คะแนนเฉลยี่ คณุ ภาพทางประสาทสมั ผัสของขนมปงขาไกสตู รเสรมิ รําขา วไรซเ บอรร่ี
รอยละ 0-30 ของปรมิ าณแปงสาลี คะแนนทางประสาทสมั ผสั ในแตล ะคุณลักษณะ
ปรมิ าณราํ ขาว
ไรซเ บอรร่ี สี กลิ่น ความกรอบ รสชาติ ความชอบ
(รอยละ) โดยรวม
5 3.74a ± 0.83 3.52a ± 0.76 4.04a ± 0.78 3.84a ± 0.91 3.98a ± 0.77
10 3.36b ± 0.77 3.28ab± 0.88 3.80ab± 0.94 3.32bc± 0.91 3.50b ± 0.73
15 3.18bc± 0.83 3.22ab± 0.74 3.62b ± 1.01 3.44b ± 0.92 3.44b ± 0.81
20 2.96cd± 0.95 2.94bc± 0.91 3.44bc± 0.93 3.00cd± 0.93 3.18bc± 0.90
25 2.68d ± 1.00 2.80c ± 0.83 3.08cd± 1.01 2.78de± 1.09 2.86cd± 0.86
30 2.66d ± 1.21 2.84c ± 0.89 2.92d ± 1.17 2.54e ± 1.15 2.60d ± 1.21
หมายเหต:ุ อกั ษรท่ีแตกตา งกนั ในแนวตง้ั หมายถึง คา ท่มี ีความแตกตางกนั ทางสถิติ (p≤ 0.05)
จากคา เฉล่ยี คะแนนสูงสดุ และคาํ กลา วขางตนทําใหขนมปงขาไกเสริมราํ ขา วไรซเ บอรร่ี
รอยละ 5 ไดรับคะแนนประเมินทางดานประสาทสัมผัสสูงสุดในทุกดาน ทางผูศึกษาจึงนํา
ผลิตภัณฑขนมปงขาไกท่ีเสริมรําขาวไรซเบอรร่ี รอยละ 5 มาศึกษาปริมาณวิตามินบี 1
เปรียบเทียบคุณคาทางโภชนาการ ผลการศึกษาปริมาณวิตามิน บี 1 พบวาขนมปงขาไกสูตร
พ้ืนฐานมีปรมิ าณวติ ามินบี 1 0.13 กรัม ตอ 100 กรมั และขนมปงขาไกเ สรมิ ราํ ขา วไรซเ บอรร่ี มี
ปริมาณวิตามินบี 1 0.15 มิลลิกรัม ตอ 100 กรัม ซ่ึงมีปริมาณวิตามินบี 1 แตกตางกัน 0.02
มิลลิกรัม ตอ 100 กรัม เปนผลใหผลิตภัณฑขนมปงขาไก มีคุณคาทางโภชนาการเพ่ิมขึ้น
เล็กนอย โดยนํารําขาวไรซเบอรร่ีที่ไดจากการสีขาวไรซเบอรร่ีของโรงสีขาว และไดทําการ
เปรียบเทียบคุณคาทางโภชนาการ (คํานวณจากตารางคุณคาทางโภชนาการ) ระหวางขนมปง
ขาไกสตู รพ้นื ฐานและขนมปงขาไกเ สรมิ รําขาวไรซเ บอรร่รี อยละ 5 ดงั ตารางท่ี 5
ตารางท่ี 5 คณุ คาทางโภชนาการของขนมปงขาไกส ูตรพ้ืนฐานและขนมปงขาไกเสรมิ ราํ ขา วไรซ
เบอรร่ี รอยละ 5 (ปรมิ าณ 100 กรัม)
ปริมาณคณุ คาทางโภชนาการ
คุณคาทางโภชนาการ ขนมปงขาไกส ตู รพื้นฐาน ขนมปง ขาไกเ สรมิ ราํ ขา วไรซเ บอรร ่ี
นาํ้ (กรมั ) 6.10 6.75 (+0.65)
พลงั งาน (กิโลแคลอร่)ี 412 429.9 (+17.90)
โปรตนี (กรัม) 12.00 12.97 (+0.97)
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ่ี 1 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2562
ไขมันทงั้ หมด (กรัม) 9.50 9.78 (+0.28)
คารโ บไฮเดรต (กรมั ) 68.40 71.3 (+2.90)
ใยอาหาร (กรัม) 3.00 4.84 (+1.84)
น้าํ ตาล (กรัม) 1.26 1.26
แคลเซยี ม (มิลลิกรมั ) 22.00 24.50 (+2.50)
ธาตุเหล็ก (มลิ ลกิ รมั ) 4.28 4.28
แมกนเี ซยี ม(มิลลิกรมั ) 32.00 62.00 (+30)
ฟอสฟอรสั (มลิ ลิกรมั ) 121.00 171.00 (+50)
โปแตสเซยี ม (มลิ ลกิ รมั ) 124.00 124.00
โซเดยี ม (มลิ ลิกรัม) 713.00 713.00
สังกะสี (มลิ ลกิ รัม) 0.88 0.96 (+0.08)
ไทอะมีน (มิลลิกรมั ) 0.59 0.60 (+0.01)
ไรโบฟลาวนิ (มิลลกิ รัม) 0.55 0.56 (+0.01)
ไนอะซิน (มลิ ลกิ รมั ) 5.28 6.40 (+1.12)
วติ ามนิ บี 6 (มิลลกิ รัม) 0.07 0.07
โฟเลต (ไมโครกรัม) 255.00 255.00
วติ ามนิ อี (มิลลกิ รมั ) 1.01 1.01
วิตามนิ เค (ไมโครกรัม) 2.20 2.20
ซิลิกา (มลิ ลิกรัม) - 10 (+10.00)
หมายเหตุ : ตัวเลขในวงเลบ็ (+) คือ ปริมาณองคป ระกอบทางเคมีของรําขา วทเี่ พิม่ ข้นึ
4. สรุปผลและอภปิ ราย
ผลการคัดเลอื กสูตรพ้ืนฐานขนมปงขาไก จากตารางที่ 2 เมอ่ื นาํ ผลติ ภณั ฑขนมปง ขาไก
สูตรพื้นฐาน สูตรท่ี 1 2 และ 3 นําไปประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสทางดานสี กล่ิน
เน้ือสัมผัส (ความกรอบ) รสชาติ และความชอบโดยรวมดวยวิธีการใหคะแนนความชอบ 5
ระดับ (5 – Point Hedonic Scale) ใชผูทดสอบชิม ผลจากการประเมินคุณภาพทางประสาท
สัมผัสพบวาขนมปงขาไกสูตรพื้นฐาน สูตรที่ 2 ไดรับคะแนนความชอบทางดานสี กลิ่น และ
รสชาติ มากกวาสูตรท่ี 1 และ สูตรที่ 3 เน่ืองจากมีสีที่เขมมากกวา มีกล่ินหอมที่ดีกวา และ
รสชาติท่ีดกี วา โดยสูตรท่ี 1 มีปรมิ าณนา้ํ ตาลทราย 22.5 กรมั ไมม ีนมผง แตม กี ารทานมสดหลัง
การอบ 50 กรัม สูตรที่ 2 มีปริมาณน้ําตาลทราย 100 กรัม ปริมาณนมผง 30 กรัม และสูตรท่ี
3 มปี รมิ าณน้ําตาลทราย 35 กรมั ไมมีสว นผสมของนม ซึ่งปรมิ าณของนํ้าตาลทราย และนม ใน
สว นผสมของขนมปงขาไกมีผลตอ สี กล่ินและรสชาติของขนมปง ขาไก ทําใหม ีบทบาทตอ การให
คะแนนจากผทู ดสอบ สําหรับทางดานเนื้อสมั ผสั (ความกรอบ) ขนมปงขาไก สูตรพ้ืนฐาน สูตรท่ี
2 มีเนื้อสัมผัสทางดานความกรอบท่ีดีกวา โดยสูตรที่ 1 มีปริมาณน้ํา 440 กรัม สูตรท่ี 2 มี
ปรมิ าณน้าํ 600 กรัม และสูตรท่ี 3 มีปรมิ าณน้ํา 500 กรมั ซึง่ ปริมาณของนาํ้ มีผลตอความกรอบ
ของขนมปงขาไก ทําใหมีบทบาทตอการใหคะแนนจากผูทดสอบ จากคาเฉลี่ยคะแนนสูงสุดและ
คํากลา วขา งตนทําใหขนมปงขาไกสูตรพ้ืนฐาน สูตรที่ 2 ไดรับคะแนนประเมินทางดานประสาท
สัมผัสสูงสุดในทุกดาน จึงนําสูตรพื้นฐานขนมปงขาไก สูตรที่ 2 มาศึกษาหาปริมาณรําขาว
ไรซเ บอรร ีท่ ี่เหมาะสมในการเสรมิ ในผลิตภัณฑข นมปง ขาไก
33
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ี่ 1 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2562
ผลการเสริมรําขาวไรซเบอรรี่ในขนมปงขาไก จากตารางท่ี 3 พบวา เมื่อมีการเสริม
ราํ ขาวไรซเบอรรีใ่ นขนมปง ขาไก ทุกๆ รอยละ 5 ทําใหคาคาสี ดานความสวาง (L*) ของขนมปง
ขาไกจะลดลง ตามลําดบั ซง่ึ เปรยี บเทียบกับคา เฉลยี่ คะแนนคณุ ภาพทางประสาทสมั ผัสทางดา น
สี (ตารางที่ 4) มีคาเฉลี่ยลดลงเชน เดียวกนั เนื่องจากขาวไรซเบอรรมี่ ีลกั ษณะสีที่ออกสมี วงเขม
ทําใหรําขาวไรซเบอรร่ีท่ีไดมาจากการสีขาวไรซเบอรรี่ มีสีออกมวงเขมมากปะปนกับสีน้ําตาล
ของเปลือกขา ว ทําใหคาสี (a*) มลี ักษณะออกสแี ดงโดยคา เฉล่ียคา a* อยรู ะหวาง 8.58 – 6.62
สวนคา b* พบวาจากลักษณะของขนมปงขาไก มสี วนผสมของแปง น้ําและนํ้าตาลในปริมาณที่
สูงเม่ือไดรับความรอ น แปง น้ํา และนํ้าตาล ทําใหขนมปงขาไกมีคา b* ท่ีออกสีเหลืองและเมื่อ
เติมรําขาวไรซเบอรร่ีมากขึ้น ทําใหคาเฉล่ีย b* มีคาเฉล่ียลดลง คาเฉลี่ยคาความกรอบ และคา
ความแข็ง ของขนมปงขาไก เม่ือมีการเติมรําขาวไรซเบอรร่ีในขนมปงขาไกเพิ่มขึ้นทําใหขนมปง
ขาไกมีความกรอบและความแข็งมากข้ึน ตามลําดับ ซึ่งเปรียบเทียบกับคาเฉลี่ยคะแนนคณุ ภาพ
ทางประสาทสัมผัสทางดา นเนื้อสัมผสั (ตารางท่ี 4) ผูท ดสอบใหคะแนนนอยลงตามลําดบั เพราะ
การที่ขนมปงขาไกมีเน้ือสัมผัสท่ีแข็งมากขึ้น ทําใหการขบเคี้ยวมีความยากมากขึ้น ผูทดสอบจึง
ใหคะแนนเฉลีย่ ความชอบทางดานเนอื้ สมั ผสั นอ ยลง ตามลําดับ
ผลการทดสอบทางประสาทสัมผสั จากตารางที่ 4 พบวา คาเฉล่ียคะแนนดานคณุ ภาพ
ทางประสาทสัมผัส ทางดานสี กลิ่น รสชาติ เน้ือสัมผัส (ความกรอบ) และความชอบโดยรวม
ของขนมปง ขาไกเสรมิ ราํ ขาวไรซเ บอรร ่ี ทีไ่ ดค ะแนนเฉล่ียสงู สุด คอื รอยละ 5 เน่ืองจากการเสริม
รําขาวไรซเบอรร่ีในผลิตภัณฑขนมปงขาไกในปริมาณที่มากข้ึน มีผลตอความชอบทางดาน
ประสาททั้ง 5 ดานของผูทดสอบ โดยทางดานสี ทําใหผลิตภัณฑขนมปงขาไกเสริมรําขาว
ไรซเบอรร่ีมีสีคลํ้าขึ้น ทางดานกลิ่น ขนมปงขาไกเสริมรําขาวไรซเบอรร่ีมีกลิ่นรําขาวมากขึ้น
ตามลําดับ ทางดานเน้ือสมั ผัส มีความกรอบมากขึ้นจนกลายเปนแขง็ มากขึ้น ทําใหการขบเค้ียว
สามารถทําไดย ากข้นึ ตามลาํ ดับ ทางดา นรสชาติ มรี สชาติเฝอนรําขา วมากขึ้น ตามลาํ ดบั
เมื่อเปรียบเทียบคุณคาทางโภชนาการระหวาง ขนมปงขาไกสูตรพื้นฐาน กับขนมปง
ขาไกเ สรมิ รําขาวไรซเบอรรี่ รอยละ 5 (ตารางท่ี 5) พบวา ขนมปงขาไกเสริมรําขา วไรซเบอรร ี่มี
คุณคาทางโภชนาการเพมิ่ ขนึ้ ไดแก พลังงาน โปรตีน ไขมัน คารโ บไฮเดรต ใยอาหาร แคลเซียม
แมกนเี ซยี ม ฟอสฟอรสั สังกะสี ไทอะมนี ไรโบฟลาวิน ไนอะซนิ และซิลิกา
5. เอกสารอา งองิ
กองบรรณาธิการการเกษตร. 2557. ไรซเบอรรี่ ขาวหอมสายพันธุใหม พลิกชีวิตชาวนาไทย. กรุงเทพฯ.
ปญ ญาชน.
เฉลมิ พล สมสกลุ , พีรยทุ ธ หอมเยน็ , ผกาวดี ภูจันทร และ โสรัจ วรชุม อินเกต.ุ 2559. “การพัฒนาผลิตภัณฑ
ขนมปงขาไกเสริมกากถั่วเหลือง” ใน การประชุมทางวิชาการเกษตรนเรศวร ครั้งที่ 14. “เกษตรและ
สุขภาพ ” (Agriculture and Health) วันท่ี 1 - 2 พฤศจิกายน 2559 ณ คณ ะเกษตรศาสตร
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอม, มหาวิทยาลยั นเรศวร.
ถาวร ฉิมเล้ียง และสุพร สังขสุวรรณ. 2554. การศึกษาการยอมรับของผูบริโภคที่มีตอขนมปงขาไกผสม
สาหรายไสไก. กรุงเทพฯ. สาํ นักงานคณะกรรมการวจิ ยั แหงชาต.ิ
ทิพาวรรณ เฟองเรือง. 2533. ขนมอบ. วิทยาลัยสารพัดชางพระนคร. กรมอาชีวศึกษา. กระทรวงศึกษาธิการ.
กรุงเทพมหานคร
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท ่ี 1 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2562
ระภีพร ใบโคกสูง. 2556. การทําขนมปงขาไกเสริมไขขาวเค็มดิบ. วิทยานิพนธปริญญาโท. (สาขาวิชา
คหกรรมศาสตร). คณะเทคโนโลยี คหกรรมศาสตร, มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร.
สถาบนั อาหาร. 2558. ผลติ ภณั ฑเบเกอรีใ่ นประเทศไทย. [ออนไลน] เขาถงึ ไดจาก:
http://fic.nfi.or.th/MarketOverviewDomesticDetail.php?id=77, 11 กมุ ภาพนั ธ 2560.
สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ. 2559. อาหารวางเพ่ือสุขภาพ. [ออนไลน] เขาถึงไดจาก:
http://www.thaihealth.or.th/Content/32759-อาหารวางเพ่ือสุขภาพ%20.html, 12 ตุลาคม
2559.
อโนชา สุขสมบูรณ. 2545. ผลของโปรตีนไอโซเลตจากถั่วเหลืองและรําขาวตอผลิตภัณฑอาหารขบเค้ียว
เสรมิ โปรตนี และเสน ใยอาหารแบบกรอบพองดวยการเอกซทรูชนั . สาขาวิชาวิทยาศาสตรก ารอาหาร.
ภาควชิ าวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีการอาหาร. มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร. กรุงเทพฯ
อรอน งค นั ยวิกุล. 2540. ข าวสาลี: วิท ยาศาส ตรแ ล ะเท คโนโลยี. พิ มพ ครั้งท่ี 2. กรุงเทพ ฯ.
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร.
อัมรนิ ทร Cuisine. 2557. เบเกอรโ่ี ฮมเมด. พิมพค รงั้ ที่ 1. อมั รินทรพ ร้ินตงิ้ แอนดพ บั ลชิ ช่ิง, กรงุ เทพฯ
อมั รินทร Cuisine .2560. ขนมปง ทําเอง อรอ ยงา ยดวยเตาปง. พิมพครัง้ ท่ี 8. อมั รนิ ทรพรนิ้ ตง้ิ แอนดพ บั ลชิ ชิง่ ,
กรงุ เทพฯ
Gourmet and Cuisine. 2558. 9 ขนมปงอรอ ยจากรอบโลก. [ออนไลน] เขาถึงไดจาก:
http://gourmetandcuisine.com/node/3405, 12 ตุลาคม 2559.
ลวดลายและรูปแบบผาทอลาวคร่งั
Motifs and Styles of Lao Krang’s Native Textile
ชุตมิ า ชวลติ มณเฑยี ร1* สุธลี ักษณ ไกรสุวรรณ1 และ วัลภา แตม ทอง1
35
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 1 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2562
Chutima Chawalitmontien1* Suteeluk Kraisuwan1 and Walapa Tamthong1
บทคัดยอ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาลักษณะลวดลาย รูปแบบและสีสันของผาทอ
ลาวคร่งั กลุมตวั อยา ง คือชาวลาวคร่ัง อําเภอเนินขาม จงั หวดั ชัยนาท และอําเภอบา นไร จังหวัด
อทุ ัยธานี จํานวน 10 คน เก็บรวบรวมขอมูลดวยการสัมภาษณ การบันทึกเสียงและบันทึกภาพ
วเิ คราะหข อ มลู เชงิ คุณภาพ
ผลการวจิ ัย พบวาลวดลายผาทอลาวครัง่ มีเทคนิคการทอ 3 วธิ ี คือการทอจก การทอ
มัดหม่ีและการทอขิด ลวดลายสวนใหญไดแรงบันดาลใจจากสงิ่ ทพ่ี บเหน็ ในชีวิตประจาํ วัน ความ
เชื่อและจินตนาการ ลวดลายการจกแบงออกเปนลวดลายจากธรรมชาติ ไดแก กลุมลายกาบ
กลุมลายสัตว กลุมลายพืชและดอกไม และลวดลายส่ิงของเคร่ืองใช ลวดลายการมัดหม่ี ไดแก
ลวดลายสัตว และลวดลายส่งิ ของเครอื่ งใช ลวดลายการขิด ไดแก ลายพล่วั หมากหวาย รปู แบบ
ของผาทอลาวครั่งแบงออกเปน 1) เครื่องแตงกาย ไดแก ผาซ่ิน ประกอบดวยหัวซ่ิน ตัวซิ่นและ
ตีนซ่ิน มเี อกลักษณเฉพาะคือตวั ซิ่นเปน ผามัดหม่ีและตีนซนิ่ เปนผา ทอจก นอกจากนย้ี ังมีเสื้อก๊ัก
และเสื้อจุบหมอ เย็บประกอบเส้ือผาเครื่องแตงกายโดยการเย็บมือดวยตะเข็บคูพับริม เย็บ
ตกแตงตะเข็บดวยดายสีแดงท่ียอมจากครง่ั โดยใชการเย็บเดินเสนและการเย็บพันริม 2) เคหะ
ส่ิงทอ ไดแก หมอนขวาน หมอนหนาวัวหรือหมอนทาว หมอนหก ผาหม ผาปูท่ีนอน และผา
หนามงุ ทาํ จากผา ทอขิดและทอจก โดยมกี ารจัดวางตําแหนงลวดลายการทอสําหรับเคหะส่ิงทอ
แตละรูปแบบโดยเฉพาะ สวนใหญใชในงานมงคล เชน งานแตงงาน ลวดลายท่ีใชจะส่ือความ
หมายถึง การใชชวี ิตคูทปี่ ระสบความสาํ เรจ็ สีท่ีใชใ นการทอผา ใหเกิดลวดลายมี 6 สี ไดแก สแี ดง
สีแสดหรือสสี ม หมากสุก สเี ขียว สีเหลือง สดี ําและสีขาว
คาํ สําคัญ: สง่ิ ทอพืน้ เมอื ง ลาวครง่ั ลวดลายและรปู แบบสิง่ ทอ
ABSTRACT
The objective of this research was to study the characteristics of motifs,
styles and colors of Lao Krang textile. The sample consisted of 10 Lao Krang
people who lived in Noen Kham District, Chai Nat Province and Ban Rai District,
Uthai Thani Province. Data were collected by interviewing and audio and video
recording. Data was analyzed using qualitative analysis.
1 ภาควิชาคหกรรมศาสตร คณะเกษตร มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร
1 Department of Home Economics, Faculty of Agriculture, Kasetsart University
*ผปู ระสานงานนพิ นธ E-mail: [email protected]
The research finding revealed that the motifs of Lao Krang textile had
three weaving techniques : Chok, Ikat and Khit. The most of motifs got the
inspiration from everyday life, belief and imagination. Chok motifs were the
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปท่ี 1 ฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2562
natural motifs which were karb motifs, animal motifs, plant and flower motifs,
and the appliance motifs. Ikat motifs were animal motifs and appliance motifs.
Khit motif was Plu Maak Waai. The styles of Lao Krang textile were costumes
and home textiles. The costumes were Pha Sin consisted of Hua Sin, Tua Sin
and Tin Sin. The identity of Tua Sin was ikat and Tin Sin was chok. Others were
vest and Jup Mor shirt. Clothes sewed by hand with flat-felled seam and
decorated seam by outline stitch and blanket stitch with red thread dyed from
Khang. The home textiles were Mon Khwan, Mon Na Wuaor or Mon Thao, Mon
Hok, blankets, bed sheets and Pha Na Mung which made of khit and chok. Each
home textile styles had specially placement of motif. Most of home textiles
were used in auspicious ceremony such as wedding and the motifs had meaning
in successful of family life. Six colors were used for weaving to create motifs
which were red, red-orange, green, yellow, black and white.
Keyword : Natives Textile, Lao Krang, Motif and Style of Native Textiles
1. บทนํา
ลาวคร่ังเปนกลุมชนที่มีวิถีการดํารงชีวิตเกี่ยวของกับการทอผามาอยางชานาน ผาทอ
ของลาวคร่ัง มีเอกลักษณเฉพาะท้ังดานการยอม การใชสีและลวดลายบนผืนผา กลุมคนไทย
เชื้อสายลาวคร่ังมีบรรพบุรุษอพยพมาจากอาณาจักรเวียงจันทนและหลวงพระบาง สาธารณรัฐ
ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว เขามาอยใู นประเทศไทยชว งสงครามไทย-ลาว ต้งั แตส มัยกรงุ ธนบุรี
ถึงสมยั รัชกาลที่ 3 แหงกรงุ รัตนโกสนิ ทร และอาศัยอยูเ ขตหัวเมืองชั้นใน ไดแก จังหวัดนครปฐม
สุพรรณบุรี ชัยนาท อุทัยธานี นครสวรรค พิษณุโลก และสุโขทัย เปนตน โดยยังคงมีวิถีการ
ดํารงชีวิตแบบดั้งเดิม มีการใชองคความรู ภูมิปญญา และขนบธรรมเนียมประเพณีที่ไดรับการ
สบื ทอดตอกันมาจากบรรพบรุ ุษ (รชั ฎา, 2547 อา งถึงใน ทรงพล, 2555)
ลาวครั่งอาศยั อยมู ากในจังหวัดชยั นาทและจงั หวดั อทุ ยั ธานี มีเอกลกั ษณภ มู ิปญ ญาการ
ทอผาที่โดดเดนแตกตางจากกลมุ ชาติพนั ธุอนื่ ๆ คือการใชสีสนั ทใี่ หค วามรสู ึกรอ นแรง เชน สแี ดง
จากคร่ังซ่ึงเปนสีหลักที่ใชในการทอผา สีสมหมากสุกและสีเหลือง นอกจากน้ียังมีสีอ่ืนเปน
องคประกอบ เชน สขี าว สดี าํ และสเี ขยี ว มีลวดลายผา ท่ใี หค วามรสู ึกถึงความเคลือ่ นไหว (ดารณี,
2543) และเก่ียวของกับวัฒนธรรมความเชื่อ เชน การนับถือชางและมา ซ่ึงเปนสัตวท่ีชาวลาว
ครงั่ ใชเปนพาหนะ ลวดลายเกีย่ วกบั ศาสนา ธรรมชาติและสง่ิ ของเครื่องใชใ นชวี ติ ประจําวัน เปน
ตน ผา ของลาวครัง่ ใชเทคนิคการทอที่หลากหลาย ไดแ ก การทอจก การทอมัดหมี่และการทอขิด
นอกจากน้ีลาวคร่ังยังมีการทอผาเพ่ือวัตถุประสงคและประโยชนใชสอยที่แตกตางกัน เชน การ
ทอผาสาํ หรับเสือ้ ผา เคร่ืองแตงกาย เคหะส่ิงทอและผาทใี่ ชในพธิ ีกรรมทางศาสนา ซ่งึ จะมรี ปู แบบ
เฉพาะทนี่ าสนใจเปน อยา งยงิ่
37
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท่ี 1 ฉบับท่ี 1 มกราคม-มิถนุ ายน 2562
ดังนั้นการศึกษาลวดลาย รปู แบบและสีสันของผาทอลาวครั่ง จงึ มีความสําคญั เพื่อให
ทราบถึงลักษณะลวดลายและรูปแบบผาทอที่เปนเอกลักษณเฉพาะและเปนภูมิปญญาของชาว
ลาวครั่ง ผลการศึกษาจะทําใหไดองคความรูดานผาทอของลาวครั่ง เพื่อเปนฐานขอมูลสําหรับ
หนวยงานที่เกี่ยวของ ใชเปนแนวทางในการอนุรักษและเผยแพรภูมิปญญาการทอผาของ
ลาวคร่งั เพอ่ื ใหคนรนุ หลังเกดิ ความภาคภมู ใิ จและหวงแหน ตลอดจนใชเ ปน ขอมลู ในการสง เสริม
และพัฒนาผาทอของลาวคร่ังดานการทองเที่ยวเชิงอนุรักษและเชิงพาณิชย เพ่ือสืบสาน
วัฒนธรรมและภูมิปญญาผาทอของลาวคร่ังใหสืบทอดและคงอยูตอไป การวิจัยคร้ังน้ีมี
วตั ถปุ ระสงคเ ฉพาะ เพ่ือศกึ ษาลักษณะลวดลาย รปู แบบและสีสนั ของผาทอลาวครง่ั
2. ระเบียบวธิ ีวิจัย
2.1 กลมุ ตัวอยาง
การวิจัยนี้เปนการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุมตัวอยาง คือ ชาวลาวคร่ัง อําเภอบานไร
จังหวัดอุทัยธานี และ ชาวลาวคร่ัง อําเภอเนินขาม จังหวัดชัยนาท ท่ียังคงทอผาและตัดเย็บ
สิง่ ทอลาวคร่งั รูปแบบดงั้ เดมิ จํานวน 10 คน
2.2 เครื่องมือทีใ่ ชในการวิจัยและการวิเคราะหข อ มูล
เคร่ืองมือที่ใชในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณกึ่งมีโครงสราง เก็บรวบรวมขอมูลจาก
แหลง ขอ มูลปฐมภูมิ (Primary source) จากการสัมภาษณกลุมตัวอยางแบบเจาะลึกถงึ ลักษณะ
ลวดลาย รูปแบบและสีสันของผาทอลาวคร่ัง และ แหลงขอมูลทุติยภูมิ (Secondary source)
จากเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวของ วิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative analysis) จากการ
สัมภาษณ และการสังเกต
3. ผลการวจิ ยั
จากการสัมภาษณกลุมตัวอยาง จํานวน 10 คน พบวากลุมตัวอยางกลุมใหญท่ีสุด มี
อายุระหวาง 60 – 69 ป รองลงมา คือ มีอายุระหวาง 50 – 59 ป โดยชาวลาวคร่ัง อําเภอ
บานไร จังหวัดอุทัยธานี เรียกตัวเองวา ลาวคร่ัง ในขณะที่ชาวลาวคร่ัง อําเภอเนินขาม จังหวัด
ชัยนาท เรียกตัวเองวา ลาวเวียง เนื่องจากไดรับการบอกเลาตอกันมาวาบรรพบุรุษเปน
ชนเชื้อสายลาวท่ีอพยพมาจากเวียงจันทน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แตก็เปน
ชนชาติเดยี วกบั ชาวลาวท่เี รยี กตวั เองวาลาวครงั่
ลวดลายผาทอลาวคร่งั
ผาทอของลาวคร่ัง มีเทคนิคการทอใหเกิดลวดลาย 3 วิธีคือ การทอจก การทอมัดหม่ี
และการทอขิด แบงออกไดดังน้ี
1. การทอจก คือ การทอโดยการเสริมเสนดายพุงพิ เศษแบบไมตอเนื่อง
(Discontinuous supplementary wefts) ลวดลายการทอจกของลาวครงั่ แบงออกไดดังนี้
1.1 ลวดลายจากธรรมชาติ ไดแ ก
1.1.1 กลุมลายกาบ นางศรีนิน จันทรักษ อายุ 58 ป กลาววา ลายกาบเปน
การเลียนแบบลวดลายของกาบตนไมที่แหงแลวหลุดออกมาจากตน ในขณะท่ีองคการบริหาร
สวนจังหวัดอุทัยธานี (2548) กลาววา ลายกาบเปนลายหิน ไดแก ลายกาบไป หมายถึงหินท่ี
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ่ี 1 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม-ธนั วาคม 2562
ซอ นทับกนั มลี ักษณะเปน ฟน ปลา (ภาพที่ 1 ก) และลายกาบจกั หมายถงึ หินทีเ่ รียงซอนกันและมี
รอยแตก (ภาพท่ี 1 ข)
(ก) (ข)
ภาพที่ 1 ลักษณะลายกาบ (ก) ลายกาบไป และ (ข) ลายกาบจบั
1.1.2 กลุมลายสัตว เปนลวดลายสัตวท่ีพบเห็นในชีวิตประจําวัน และมาจาก
ความเช่ือและจินตนาการ ไดแก ลายพญานาค เชน ลายนาคคู (ภาพที่ 2 ก) ลายนาคสองหัว
(ภาพท่ี 2 ข) ลายมา (ภาพท่ี 2 ค) ลายชาง (ภาพที่ 2 ง) ลายหมานอย (ภาพท่ี 2 จ) และลาย
แมงกะบีน้ อยหรอื ลายผีเสอื้ (ภาพท่ี 2 ฉ) เปน ตน
(ก) (ข) (ค)
(ง) (จ) (ฉ)
ภาพที่ 2 กลมุ ลวดลายสตั ว (ก) ลายนาคคู (ข) ลายนาคสองหัว (ค) ลายมา (ง) ลายชาง
(จ) ลายหมานอย และ (ฉ) ลายผเี สอื้
1.1.3 กลุมลายพืชและดอกไม เปนลวดลายที่เลียนแบบลักษณะของพืชและ
ดอกไมตามธรรมชาติ ไดแก ลายดอกขาเปย (ภาพท่ี 3 ก) ลายสรอยสา (ภาพท่ี 3 ข) ลายดอก
แกวจันทน (ภาพที่ 3 ค) และ ลายแกน ฝา ย (ภาพท่ี 3 ง)
39
วารสารเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ี่ 1 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มิถุนายน 2562
(ก) (ข) (ค) (ง)
ภาพที่ 3 ลักษณะลวดลายพืชและดอกไม (ก) ลายดอกขาเปย (ข) ลายสรอยสา
(ค) ลายดอกแกวจันทน และ (ง) ลายแกน ฝา ย
1.2 ลวดลายสิ่งของเคร่ืองใช เชน ลายขอหรือลายตะขอ ไดแ ก ลายขอกําปน (ภาพ
ที่ 4 ก) ลายขอรม (ภาพท่ี 4 ข) ลายขอกาํ นอ ย (ภาพที่ 4 ค) และ ลายขอหลวง (ภาพท่ี 4 ง)
(ก) (ข) (ค) (ง)
ภาพท่ี 4 ลกั ษณะลายขอ (ก) ลายขอกําปน (ข) ลายขอรม (ค) ลายขอกํานอย
และ (ง) ลายขอหลวง
2. การทอมัดหม่ี คือ การมัดยอมเสนดายพุงกอนแลวจึงนํามาทอผาใหเกิดลวดลาย
ลวดลายการทอมดั หมข่ี องลาวคร่งั แบง ออกไดด ังน้ี
2.1 ลวดลายสัตว ไดแก ลายกระแตยองตอ (ภาพท่ี 5 ก) ลายปกบาง (ภาพที่ 5 ข)
ลายนาคกน เปอ (ภาพท่ี 5 ค) ลายแมงมุม (ภาพที่ 5 ง) และ ลายนก (ภาพท่ี 5 จ)
(ก) (ข) (ค) (ง) (จ)
ภาพท่ี 5 ลักษณะลายมดั หมล่ี วดลายสตั ว (ก) ลายกระแตยองตอ (ข) ลายปก บาง
(ค) ลายนาคกนเปอ (ง) ลายแมงมมุ และ (จ) ลายนก
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ่ี 1 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2562
2.2 ลวดลายสิ่งของเครื่องใช ไดแก ลายสําเภา (ภาพที่ 6 ก) ลายขอเล็ก (ภาพที่ 6
ข) ลายขอ บานกระจก (ภาพท่ี 6 ค) ลายขอตีนกา (ภาพท่ี 6 ง) และ ลายโคมเหลืองเล็ก (ภาพท่ี
6 จ)
(ก) (ข) (ค) (ง) (จ)
ภาพที่ 6 ลักษณะลายมัดหมล่ี วดลายสงิ่ ของเครื่องใช (ก) ลายสาํ เภา (ข) ลายขอเล็ก
(ค) ลายขอบานกระจก (ง) ลายขอตีนกา และ (จ) ลายโคมเหลืองเล็ก
3. ลวดลายการทอขิด คือ การทอโดยการเสริมเสนดายพุงพิเศษแบบตอเนื่อง
(Continuous supplementary wefts) ไดแ ก ลายพลวั่ หมากหวาย (ภาพท่ี 7)
ภาพที่ 7 ลกั ษณะลายพลั่วหมากหวาย
รปู แบบผาทอลาวคร่งั
1. เครอื่ งแตง กาย
1.1 ผาซิ่น มีลักษณะเปนผืนผา 3 สวนเย็บตอกัน ประกอบดวยสวนหัวซ่ิน สวน
ตัวซ่ิน และสวนตีนซิ่น ซ่งึ เปรยี บไดกบั อวัยวะของมนษุ ยท ตี่ อ งมหี ัว ตวั และตนี (แกวกุด่นั , 2557)
นอกจากน้ี กรมสงเสริมวัฒนธรรม (ม.ป.ป.) กลาววา ผา ซ่ินของลาวคร่งั สว น หัวซน่ิ จะเปน ผาพื้น
ลายขัด หรือเปนผาพ้ืนลายขัดสลับกับลายขิด สวนใหญนิยมใชสีแดง ขาวหรือดํา และลายขิด
นิยมใชสีเหลือง เขียว ดําหรือขาว สามารถใชตอกับตัวซ่ินไดทุกประเภท สวนตัวซิ่นมีลวดลาย
และสีสันหลากหลายข้ึนอยกู ับชนิดของซน่ิ ใชเทคนคิ การทอจก มัดหมห่ี รือขดิ ก็ได สวนตนี ซิน่ จะ
เปนลวดลายการจก มีแบบแผนลวดลายคอนขางแนนอน กลาวคือ แบงออกเปนสองสวน คือ
สวนท่ีเปนลายจกซ่ึงอยูติดกับตัวซ่ินและสวนท่ีเปนผาพื้นจะอยูดานลางของผาจก แบงซ่ินของ
41
วารสารเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปท ี่ 1 ฉบับท่ี 1 มกราคม-มิถนุ ายน 2562
ลาวครงั่ ออกไดเ ปน 4 ชนิด ไดแ ก ซิน่ หมีค่ ่ันหรือซิน่ หมนี่ อย (ภาพท่ี 8 ก) ซ่นิ หมต่ี า (ภาพท่ี 8 ข)
ซิน่ หม่ีลวงหรอื ซนิ่ หมี่ลวด (ภาพท่ี 8 ค) ซน่ิ กา น (ภาพที่ 8 ง) และ ซนิ่ หมี่ผา (ภาพที่ 8 จ)
(ก) (ข) (ค) (ง) (จ)
ภาพท่ี 8 ลกั ษณะผาซนิ่ ของลาวครง่ั (ก) ซ่ินหมี่ค่นั (ข) ซ่นิ หม่ตี า (ค) ซิ่นหมล่ี วง
(ง) ซนิ่ กา น และ (จ) ซน่ิ หมี่ผา
1.2 เสื้อกั๊กหรอื เส้อื ตัวในสําหรบั สตรี ตดั เยบ็ จากผาฝายสพี ้นื ทอมือ มีลักษณะเปน
เส้ือตัวสั้น คอกลม แขนกุด ผาหนา ติดกระดุม 5 เม็ด มีแนวตอยาวภายในตัวเส้ือ (Princess
line) ทั้งช้ินหนาและชิ้นหลัง เย็บประกอบตัวเสื้อดวยการเย็บมือโดยใชตะเข็บคูพับริมและ
เดินเสนทับบนตะเข็บ (Topstitch) ดวยดายสีแดงที่ยอมจากครั่ง (ลาวครั่งเรียกวา เย็บไข
แมลงสาบ) ตกแตง ริมคอและวงแขนเสื้อโดยการใชดายสแี ดงเย็บพันริม (Blanket stitch) (ลาว
ครัง่ เรียกวา ขามดแดง) ดงั ภาพท่ี 9
(ก) (ข)
ภาพท่ี 9 ลกั ษณะเสือ้ กกั๊ หรอื เส้อื ตวั ในสตรี (ก) ดานหนา และ (ข) ดานหลงั
1.3 เสื้อจบุ หมอ เปนเสอื้ สาํ หรับผูชายและผูหญิง ตดั เย็บจากผา ฝายสพี น้ื ทอมือ
มลี ักษณะเปน เสื้อคอตั้ง แขนยาว ผาหนา ติดกระดุม เยบ็ ประกอบตัวเส้ือดว ยการเย็บมือโดยใช
ตะเข็บคูพับริมและเดินทับบนตะเข็บดวยดายสีแดงท่ียอมจากครั่ง ตกแตงริมคอเสื้อ สาบเส้ือ
วงแขน ขอบปลายแขน กระเปาและชายเสื้อโดยใชดายสีแดงเย็บแบบพันริม ดังภาพที่ 10 (ก)
สําหรับจาํ นวนกระดุมจะตองเปนเลขค่ีเทานั้น หามใชเลขคู เนื่องจากถือวา “คี่อยู – คูหนี” จึง
ไมนยิ มติดกระดมุ ทเี่ ปน จํานวนเลขคู เสอื้ จบุ หมอแบบด้ังเดิมจะทําจากผา ฝา ยยอมคราม ใชด า ยสี
แดง 2 เสนที่ยอมจากคร่ังตีเกลียวเขาดวยกัน เย็บตกแตงท่ีบริเวณชายเส้ือ (ภาพท่ี 10 ข) และ
ปลายแขนเส้ือ (ภาพที่ 10 ค) โดยเหลือปลายดายใหยาวเลยออกมา ท้ังน้ีนางวาสนา จําป อายุ