75
6. ปอ้ มมดี (Tool Post) ยึดอยสู่ ว่ นบนของแทน่ เล่ือนบน ใชส้ าหรบั จบั ยดึ มดี กลงึ ด้ามมีดกลึง
หรอื เคร่ืองมอื ตัดอื่นๆ เช่นล้อพิมพ์ลาย เป็นตน้ สามารถหมนุ เพ่ือปรบั ตั้งมุมของมีดกลงึ ได้
ปอ้ มมีด
รูปท่ี 4.16 แสดงลักษณะของปอ้ มมีดในชุดแท่นเล่ือน
(ท่ีมา : สรุ ชัย บญุ โสภณ, 2559)
4.2.3 ชุดท้ายแทน่ (Tail Stock)
เป็นส่วนประกอบที่ติดตั้งอยู่บนสะพานแท่นเคร่ือง สามารถเคล่ือนท่ีไป-มา ตามความยาวของ
สะพานแท่นเครอ่ื งได้ตลอดแนว และยึดติดแน่นกับสะพานได้ทุกตาแหน่ง ชุดท้ายแท่นใช้ประกอบกับยันศูนย์
เพอ่ื ประคองช้ินงานในขณะกลึงงาน นอกจากนยี้ งั สามารถใชป้ ระกอบกบั เคร่อื งมือตดั เพอื่ ใช้ตัดเฉือนอ่ืนได้ เช่น
ดอกสวา่ น รมี เมอร์ เปน็ ตน้ ชดุ ทา้ ยแทน่ ประกอบด้วยสองส่วน เพื่อใช้สาหรับปรับเย้ืองศูนย์เพื่อกลึงเรียวยาวๆ
ทีม่ ีองศานอ้ ยๆ ได้
1. ท้ายแท่นส่วนบน จะประกอบด้วยแกนเพลาท่ีมีขีดบอกระยะภายในเป็นรูเรียวมาตรฐาน
มอส สาหรับประกอบอปุ กรณอ์ ืน่ ๆ เชน่ ยันศูนย์ สามารถเคลอื่ นที่เขา้ -ออก ด้วยแขนหมุน
2. ท้ายแท่นส่วนล่าง วางอยู่บนสะพานแท่นเครื่อง มีตัวจับยึดให้ติดแน่นอยู่กับที่ขณะใช้งาน
เพื่อปอ้ งกนั ไมใ่ ห้ชดุ ท้ายแทน่ เคล่อื นท่ี ด้านหลงั มีขีดสเกลเพอ่ื ดเู มอ่ื ปรบั เย้ืองศูนย์แต่ไมล่ ะเอยี ดนกั
แขนหมนุ เลื่อน
แกนเพลา
แกนเพลา ท้ายแทน่ ส่วนบน
(รูในเรียวมอส)
(ก) ด้านข้าง
76
ทา้ ยแทน่ ส่วนลา่ ง แขนลอ็ คแกนเพลา
แขนล็อคชุดท้านแทน่
ขีดสเกลปรับเย้อื งศูนย์
ชุดลอ็ คทา้ ยแท่น
(ข) ด้านหลัง
รูปท่ี 4.17 แสดงลกั ษณะของชดุ ท้ายแทน่ เครื่องกลึงยนั ศนู ย์
(ทีม่ า : สรุ ชยั บญุ โสภณ, 2559)
4.3 เครอ่ื งมือและอปุ กรณท์ ่ใี ช้กบั เครือ่ งกลงึ ยนั ศูนย์
4.3.1 หัวจับ (Chuck)
1. หัวจับแบบสามฟนั พร้อม (Three Jaw Chuck) ใช้สาหรับจบั งานกลมหรือหกเหล่ียม ฟัน
ของหวั จับเล่อื นเข้า-ออกพร้อมๆ กนั แตล่ ะฟนั ทามุม 120 องศา ฟนั จบั มีอยู่ 2 ชดุ คือ ชุดฟนั จบั นอกและชุด
ฟนั จับใน การถอดและใสฟ่ ันแตล่ ะชดุ ตอ้ งใสเ่ รียงตามลาดับ คือ 1, 2 และ 3 มฉิ ะน้นั ชดุ ฟันจับจะเข้าไมเ่ สมอ
กัน
รปู ที่ 4.18 แสดงลักษณะของหวั จบั แบบสามฟนั พร้อม
(ที่มา : https://sites.google.com, วนั เข้าถงึ 9 มิถนุ ายน 2559)
2. หัวจับแบบส่ีฟันจับอิสระ (Four Jaw Independent Chuck) ใช้สาหรับจับชิ้นงาน
รูปทรงตา่ งๆ ฟนั จับจะเปน็ อสิ ระมีเกลียวบังคบั แยกจากกนั มีฟันชุดเดยี วสามารถกลบั เพื่อจับนอกจับในได้ และ
ยังสามารถถอดฟันออกแลว้ ใชอ้ ุปกรณ์ช่วยจับยดึ เข้ากบั รอ่ งทีห่ วั จบั ได้
77
รปู ท่ี 4.19 แสดงลักษณะของหวั จบั แบบสี่ฟนั อิสระ
(ท่มี า : http://jannarongkhambunlue.blogspot.com, วนั เขา้ ถงึ 9 มิถนุ ายน 2559)
4.3.2 ประแจขนั หวั จบั (T- Chuck)
เป็นเครอ่ื งมอื สาหรับการขนั หัวจับให้ฟนั จับเคล่ือนทเ่ี ข้าจบั ชิ้นงานหรอื คลายเพื่อถอดชน้ิ งาน
รปู ท่ี 4.20 แสดงลกั ษณะของประแจขนั หัวจับ
(ที่มา : สรุ ชัย บญุ โสภณ, 2559)
4.3.3 ประแจขนั สลกั เกลยี วปอ้ มมดี (Tool Post Key)
เปน็ เคร่ืองมอื สาหรับขันสลักเกลียวที่ปอ้ มมดี เพ่ือยดึ หรอื คลายมดี กลึงหรอื เครือ่ งมอื ตดั อืน่ ๆ
รปู ท่ี 4.21 แสดงลกั ษณะของประแจขนั สลักเกลียวป้อมมีด
(ท่ีมา : สรุ ชยั บุญโสภณ, 2559)
78
4.3.4 จานพา (Face Plate)
เปน็ อุปกรณท์ ี่ใช้จบั ชนิ้ งานทไี่ มส่ ามารถใชห้ ัวจับแบบฟันจับยึดได้ ผิวหน้าจะเรียบและเจาะเป็น
รอ่ ง ใช้สาหรบั รอ้ ยเกลยี วเพอ่ื จบั ยดึ ชิน้ งาน หรอื มีสลักย่ืนออกมาจากหน้าจานเพอื่ ใชร้ ว่ มกับห่วงพาและยันศูนย์
ตาย
(ก) จานพาแบบรอ่ ง (ข) จานพาแบบสลกั
รปู ท่ี 4.22 แสดงลักษณะของจานพา
(ทมี่ า : สุรชยั บุญโสภณ, 2559)
4.3.5 ห่วงพา (Lathe Dog)
เปน็ อปุ กรณท์ ่ใี ช้ในการกลึงยนั ศูนยร์ ่วมกบั จานพาแบบสลักโดยการจับยึดชิ้นงานและใช้ขาพาด
กบั แกนสลกั ของจานพาเพื่อใหช้ ิ้นงานหมนุ ไปกบั จานพา ห่วงพามี 2 แบบ คอื แบบขาตรงและแบบขางอ
(ก) หว่ งพาแบบขางอ (ข) ห่วงพาแบบขาตรง
รปู ที่ 4.23 แสดงลักษณะของหว่ งพา
(ที่มา : สรุ ชัย บญุ โสภณ, 2559)
4.3.6 ยันศนู ย์ (Center)
เป็นอุปกรณ์ท่ใี ช้กับรูเรียวที่แกนเพลาหัวเครื่องและแกนเพลาชุดท้ายแท่นเพื่อยันให้ชิ้นงานอยู่
ระหว่างศูนย์หวั เครอ่ื งและศูนยท์ ้ายของเครอ่ื ง แบง่ ออกเปน็ 2 ชนดิ ดงั น้ี
1. ยนั ศนู ยต์ าย (Dead Center) ใชป้ ระกอบกับแกนเพลาหัวเครื่องเพือ่ ยันศูนย์ชิน้ งานสาหรับ
งานกลึงยันศูนย์หวั เครือ่ งและท้ายเครื่อง หรอื งานกลงึ เรยี วยาวๆ เปน็ ต้น
รปู ท่ี 4.24 แสดงลักษณะของยนั ศูนยต์ าย
(ทม่ี า : สรุ ชยั บญุ โสภณ, 2559)
79
2. ยนั ศูนย์เปน็ หรือยนั ศนู ยห์ มนุ (Live Center) ใช้ประกอบกับแกนเพลาชุดท้ายแท่นเพ่ือยัน
ศูนย์ชน้ิ งานและใช้ประคองด้านทา้ ยของช้ินงานปอ้ งกนั การแกว่งของช้นิ งาน ยันศูนย์ชนิดน้ีที่ปลายของศูนย์จะ
หมุนไปพร้อมกับช้ินงานด้วย
รปู ที่ 4.25 แสดงลักษณะของยันศูนย์เปน็ หรอื ยันศูนย์หมนุ
(ท่ีมา : สรุ ชัย บุญโสภณ, 2559)
4.3.6 กันสทา้ น (Steady Rest)
เป็นอุปกรณ์ท่ีใช้เพื่อประคองช้ินงานท่ีมีความยาวมากๆ ป้องกันไม่ให้ชิ้นงานโก่งงอขณะกลึง
สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1. กันสะท้านนิ่ง (Steady Rest) ประกอบด้วยแกนสาหรับประคองชิ้นงาน 3 แกน ขณะใช้
งานจะยึดติดแน่นอยู่กับสะพานแทน่ เคร่ืองกลงึ ไมเ่ คลอื่ นทีต่ ามมีดกลงึ
รปู ที่ 4.26 แสดงลกั ษณะของกันสะทา้ นนงิ่
(ทม่ี า : สรุ ชยั บุญโสภณ, 2559)
2. กนั สะท้านตาม (Follow Rest) ประกอบดว้ ยแกนสาหรบั ประคองชิ้นงาน 2 แกน ในการใช้
งานจะติดตงั้ กับชดุ แทน่ เลื่อน ใช้ประคองชน้ิ งานตรงข้ามกบั มีดกลงึ จะเคลื่นท่ีไปพร้อมกับชุดแท่นเล่ือนในแนว
กลึงปอก
รปู ท่ี 4.27 แสดงลักษณะของกนั สะทา้ นตาม
(ที่มา : สุรชัย บุญโสภณ, 2559)
80
4.4 เครอ่ื งมือตดั ทใ่ี ชก้ บั เคร่ืองกลงึ ยนั ศนู ย์
การกลึงงานให้ได้รูปร่างตามที่กาหนดจะต้องอาศัยเครื่องมือตัด ทาหน้าที่ตัดเฉือนวัสดุขณะที่หมุน ซ่ึง
แบง่ ได้หลายชนดิ ดังต่อไปนี้
4.4.1 มีดกลงึ (Cutting Tool)
เป็นเคร่ืองมือตัดที่ใช้ตัดเฉือนเนื้อวัสดุของชิ้นงานให้เป็นรูปร่างต่างๆ ตามลักษณะของการตัด
เฉือน เช่น การกลึงปาดหน้า การกลึงปอก การกลึงตกบ่า การคว้านรู การกลึงเกลียวนอก-เกลียวใน เป็นต้น
มดี กลงึ แบ่งเป็น 2 ลกั ษณะใหญ่ๆ ดงั นี้
1. ลักษณะแบบเป็นแท่ง มีดกลึงแบบแท่งนี้ส่วนใหญ่ทาจากวัสดุเหล็กกล้ารอบสูง (High
Speed Steel) มีหลายเกรดความแข็ง หลายขนาด และหลายแบบตามพื้นท่ีหน้าตัด เช่น หน้าตัดส่ีเหล่ียม
จตุรัส หนา้ ต้ดสเ่ี หล่ียมผืนผ้า และหน้าตัดกลม เป็นต้น การนาไปกลึงงานต้องเลือกหน้าตัดมีดกลึงและต้องลับ
คมให้มีรูปร่างและมุมตัดต่างๆ ให้เหมาะสมกับลักษณะงานกลึงเช่น งานกลึงปอก งานกลึงตกบ่า เป็นต้น มีด
กลึงแบบแท่งน้ีถ้ามีขนาดเล็กกว่า 3/8 นิ้ว หรือแบบแท่งแบน มักจะใช้ด้ามจับช่วยในการจับยึดเพ่ือความ
แขง็ แรงมากขึ้น
รปู ท่ี 4.28 แสดงลักษณะของมีดกลงึ ลกั ษระแบบเป็นแท่ง
(ท่ีมา : สุรชัย บญุ โสภณ, 2559)
รูปที่ 4.29 แสดงลักษณะของดา้ มมีดกลึงแบบแท่ง
(ท่มี า : http://lewtool.com, วนั เข้าถงึ 11 มิถนุ ายน 2559)
2. ลักษณะแบบเป็นเม็ดมีด มีดกลงึ แบบเม็ดมีดนีส้ ่วนใหญท่ าจากวสั ดคุ ารไ์ บด์ มีความแข็งและ
สมารถทนความรอ้ นจากงานกลึงไดส้ งู กวา่ มดี กลงึ แบบแท่งทที่ าจากวัสดุเหลก็ ล้ารอบสูง แต่ก็มีความเปราะและ
แตกหกั ได้ง่ายกว่า สว่ นใหญจ่ ะมีรูปรา่ งเป็นทรงเรขาคณิตแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์การใช้งาน การนาไปใช้
งานต้องจบั ยึดเมด็ มดี ต้วยด้ามจบั เสยี กอ่ น มดี กลงึ แบบเมด็ มีดนีย้ ังแบ่งการจบั ยดึ เป็น 2 แบบได้ดังน้ี
81
1) เมด็ มดี แบบบัดกรีตดิ ดา้ มมดี จะเป็นคาร์ไบด์ชิ้นแลก็ ๆ บางๆ รปู รา่ งตามลักษณะงานที่จะ
ใช้ในงานกลงึ เชน่ กลึงปอก กลงึ เซาะรอ่ ง กลงึ เกลยี ว จะยึดติดกับดา้ มเหล็กด้วยการบัดกรีทองเหลือง สามารถ
ลับคมตัดไดเ้ ม่อื คมตัดสกึ หรอ แตต่ อ้ งลับกับหนิ เจยี ระไนประเภทซิลิคอนคารไ์ บด์ (สีเขียว) ไม่สามารถลับคมตัด
กบั หินเจยี ระไนประเภทอลูมิเนยี มออกไซด์ (สฟี า้ ) ที่ใช้ในงานทัว่ ไปได้
รูปที่ 4.30 แสดงลักษณะของเมด็ มดี แบบบดั กรีติดดา้ มมีด
(ที่มา : http://www.suppaisarn.com, วนั เข้าถึง 12 มถิ ุนายน 2559)
รูปที่ 4.31 แสดงลักษณะของเม็ดมดี กลึงคาร์ไบด์ท่เี ชื่อมติดกบั ดา้ มแลว้
(ที่มา : https://machinemechanics.wordpress.com, วนั เขา้ ถึง 10 พฤษภาคม 2559)
2) เม็ดมีดแบบถอดเปล่ียนกับด้ามได้ (Carbide Insert) จะเป็นคาร์ไบด์ที่มีรูปร่างเป็นทรง
เรขาคณิต ให้เหมาะกับลักษณะงานท่ีจะใช้ในงานกลึง เช่น กลึงปอก กลึงเซาะร่อง กลึงเกลียว การใช้งาน
สามารถนาไปจบั ยึดกับดา้ มทม่ี รี ูปร่างเฉพาะสาหรับเม็ดมีดรูปร่างน้ันๆ เม่ือเม็ดมีดสึกหรอสามารถถอดเปลี่ยน
ใหมไ่ ด้อยา่ งสะดวกด้วยชดุ ขันล็อกจับยดึ ไม่นิยมนามาลับคมตัดใหม่
รูปท่ี 4.32 แสดงลกั ษณะของเม็ดมีดแบบถอดเปล่ียนกบั ด้ามได้
(ที่มา : http://www.micronsupply.com, วนั เขา้ ถึง 12 มิถุนายน 2559)
82
รูปท่ี 4.33 แสดงลกั ษณะของด้ามจับเม็ดมดี แบบถอดเปลี่ยนได้
(ท่มี า : http://www.pcamcnc.com, วนั เขา้ ถึง 11 มิถุนายน 2559)
4.4.2 ดอกสว่าน (Drill)
เปน็ เครื่องมือตัดที่ใช้สาหรับเจาะรูชิ้นงาน โดยจะจับยึดไว้ท่ีชุดศูนย์ท้ายแท่น แล้วเลื่อนเข้าหา
ชิน้ งานในขณะทีช่ ้นิ งานหมุน ส่วนมากเป็นดอกสว่านคมตัดคู่ แบ่งเปน็ 2 ชนิด ดังน้ี
1. ดอกสว่านก้านตรง (Straight Shank Drill) โดยท่ัวไปใช้กับดอกสว่านที่มีขนาดเล็ก มี
ขนาดเส้นผา่ นศนู ย์กลางไมเ่ กิน 1/2 นิ้ว หรือประมาณ 13 มิลลิเมตร ต้องใช้ร่วมจับใช้กับหัวจับดอกสว่านท่ียึด
อยกู่ ับชุดศนู ยท์ า้ ยแทน่ โดยหัวจบั ดอกสว่านสวมเขา้ กับรูของแกนเพลาท่ีมีเรยี วมาตรฐานมอสอยู่
รูปที่ 4.34 แสดงลกั ษณะของดอกสวา่ นกา้ นตรง
(ท่ีมา : http://www.vpowertools.com, วันเข้าถงึ 9 มถิ นุ ายน 2559)
รูปท่ี 4.35 แสดงลักษณะของหวั จับดอกสวา่ น
(ท่มี า : สรุ ชยั บุญโสภณ, 2559)
2. ดอกสว่านก้านเรียว (Taper Shank Drill) โดยทั่วไปใช้กับดอกสว่านท่ีมีขนาดใหญ่
โดยท่ัวไปจะมีขนาดมากกว่า 1/2 นิ้ว หรือประมาณ 13 มิลลิเมตร ขึ้นไป ก้านเรียวของดอกสว่านเป็นเรียว
มาตรฐานมอส เวลาใช้งานจะสวมเข้ากับรูเรียวมาตรฐานมอสของแกนเพลาชุดศูนย์ท้ายแท่น แต่ต้องเป็นเรียว
มอสเบอรเ์ ดยี วกัน ถ้าไม่ใช่เบอร์เดียวกันต้องใช้ปลอกเรียว (Taper Sleeve) เพื่อสวมให้เป็นเบอร์เดียวกันกับ
แกนเพลา
83
รปู ที่ 4.36 แสดงลกั ษณะของดอกสว่านกา้ นเรยี ว
(ท่มี า : http://www.vpowertools.com, วันเข้าถงึ 9 มถิ นุ ายน 2559)
รปู ที่ 4.37 แสดงลักษณะของปลอกเรียว
(ท่มี า : http://www.bernardo.at/shop/en/reduzierhuelse-mk-3-2.html, วนั เขา้ ถึง 9 มถิ ุนายน 2559)
4.4.3 ดอกเจาะนาศนู ย์ (Center Drill)
เป็นเครือ่ งมอื ตดั ทใ่ี ช้เจาะรูนา ทาให้การเจาะรูในช่วงเรม่ิ ตน้ ได้ตรงตาแหน่งแม่นยามากข้ึน และ
ใช้สาหรับเจาะรูเพ่ือใช้ยันศูนย์ชิ้นงาน ดอกเจาะนาศูนย์ท่ีนิยมใช้ท่ัวไปเป็นแบบ A มีช่วงเรียวสาหรับนาศูนย์
เป็นมมุ 60 องศา
รปู ท่ี 4.38 แสดงลกั ษณะของดอกเจาะนาศนู ย์
(ที่มา : http://www.maford.com, วนั เข้าถึงวนั เขา้ ถึง 20 มิถุนายน 2559)
4.4.4 ล้อพมิ พล์ าย (Knurl Tool)
เปน็ เคร่ืองมือตัดท่ใี ช้ขึ้นรูปให้เป็นลวดลายบนชิ้นงาน สว่ นใหญใ่ ช้พมิ พ์ลายทีด่ ้ามเคร่ืองมือต่างๆ
เพอื่ ป้องกนั การการลืน่ ขณะใช้งานและเพอื่ ความสวยงาม มที ง้ั ลายตรงและลายเฉียง ใช้ตัวเลขเป็นตัวระบุความ
หยาบ-ละเอยี ดของลาย ย่ิงตัวเลขมากลายจะละเอียดมาก
รปู ท่ี 4.39 แสดงลักษณะของลอ้ พมิ พล์ าย
(ทม่ี า : https://th.aliexpress.com, วนั เข้าถึง 15 มิถุนายน 2559)
84
4.4.5 รีมเมอร์ หรอื ดอกคว้านรเู รียบ (Reamer)
เป็นเคร่ืองมอื ตัดที่ใชท้ าผิวเรียบหรือปรับขนาดของรูเจาะให้เท่ียงตรงสูงกว่าการเจาะรูธรรมดา
โดยต้องเจาะรูนาด้วยดอกสว่านตามขนาดที่กาหนดเป็นมาตรฐานก่อน ดอกรีมเมอร์มีหลากหลายรูปแบบให้
เลอื กใช้งานตามความเหมะสม เชน่ แบบท่ีผลิตมามขี นาดตายตวั แบบทีส่ ามารถปรับขนาดได้ แบบที่คมตัดเป็น
ทรงกระบอก แบบทเ่ี คมตัดเป็นเรียว แบบคมตรง แบบคมเอียง แบบท่ีสามารถใช้ทางานด้วยมือและใช้เครื่อง
ในการทางาน เป็นต้น
(ก) คมตัดทรงกระบอกแบบคมตรง
(ข) คมตดั ทรงกระบอกแบบคมเอยี ง
(ค) คมตัดเรยี วแบบคมเอยี ง
รูปที่ 4.40 แสดงลักษณะของรมี เมอร์แบบตายตวั
(ทม่ี า : https://www.kittstools.com, วันเข้าถงึ 9 มีนาคม 2561)
รูปท่ี 4.41 แสดงลกั ษณะของของรมี เมอรแ์ บบปรบั ได้
(ท่มี า : http://www.minhchauco.vn, วนั เข้าถึง 9 มีนาคม 2561)
4.4.6 ตา๊ ปและดาย (Tap & Die)
เป็นเคร่ืองมือตดั ที่ใช้ทาเกลียว ดอกตา๊ ปใชท้ าเกลยี วในของรู 1 ชดุ มี 3 ดอก ใช้ตามลาดับ ส่วน
ดาย ใช้ทาเกลยี วนอก 1 ชุดมีเพยี ง ช้นิ เดยี ว นอกจากน้ีสาหรับเครื่องกลึงอัตโนมัติ จะใช้ต๊าปร่องบิดสาหรับทา
เกลยี วโดยใช้เพียงดอกเดยี ว
85
รปู ท่ี 4.42 แสดงลักษณะของดอกตา๊ ปเกลยี ว
(ทม่ี า : สรุ ชัย บุญโสภณ, 2559)
รูปที่ 4.43 แสดงลกั ษณะของดาย
(ท่มี า : https://www.hardwareonline.com.sg, 20 มถิ ุนายน 2559)
รูปท่ี 4.44 แสดงลักษณะของดอกต๊าปเกลยี วร่องบดิ
(ทม่ี า : http://www.thaiphatanasin.com, 20 มถิ ุนายน 2559)
4.5 ความเร็วรอบ ความเรว็ ตดั อตั ราป้อน ความลึกการป้อนตัดในงานกลึง
ในการใช้งานเครื่องมือตัดแปรรูปช้ินงานด้วยเคร่ืองกลึงน้ัน เพื่อให้ช้ินงานออกมามีคุณภาพ และ
เครื่องมือตัดมีอายุการใช้งานท่ีเหมาะสม จาเป็นต้องกาหนดค่าความเร็วรอบ ความเร็วตัดและอัตราป้อนให้
เหมาะสมกับวัสดชุ ้ินงานและวัสดุเครื่องมอื ตัด โดยมีสูตรสาหรับคานวณหาค่าตา่ งๆ ดังนี้
4.5.1 ความเร็วรอบ (Speed or Revolution per Minute: RPM, N)
ความเร็วรอบคือ ความเร็วที่หัวจับช้ินงานของเครื่องกลึงหมุนไปในเวลา 1 นาที โดยมีสูตร
คานวณดงั น้ี V x 1,000
πxD
N =
โดยท่ี
N = ความเรว็ รอบ (รอบต่อนาที)
π = 3.1416
V = ความเร็วตดั (เมตรต่อนาที)
D = ขนาดเสน้ ผ่านศนู ย์กลางของชน้ิ งาน (มิลลเิ มตร)
1,000 = คา่ คงท่ี (ใช้สาหรบั เปลี่ยนหนว่ ยของมิลลิเมตรให้เปน็ เมตร)
86
ตัวอย่างที่ 4.1 ตอ้ งการกลึงชิน้ งานเหลก็ กล้าคารบ์ อนต่า ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 มิลลิเมตร โดยใช้มีดกลึง
เหล็กกลา้ รอบสูง (High Speed Steel : H.S.S.) เลือกใช้ความความเร็วตัดเท่ากับ 25 เมตรต่อนาที จงคานวน
หาความเร็วรอบทใ่ี ช้ในการกลึงงานชิน้ น้ี
วธิ ที า N = V x 1,000
πxD
N = 25 x 1,000
3.1416 x 40
N = 198.94 รอบต่อนาที ตอบ
4.5.2 ความเรว็ ตัด (Cutting Speed: V)
ความเร็วตัดคือ ความเร็วที่มีดกลึงตัดเฉือนเน้ือชิ้นงานออกไปในแนวเส้นรอบวงเป็นระยะทาง
ในหน่ึงหนว่ ยเวลา ซึ่งในงานกลงึ จะใช้หน่วยเวลาเป็นนาที โดยมสี ตู รคานวณดังน้ี
V = πxDxN
โดยที่ 1,000
V = ความเรว็ ตดั (เมตรต่อนาที)
π = 3.1416
N = ความเรว็ รอบ (รอบตอ่ นาท)ี
D = ขนาดเส้นผา่ นศูนย์กลางของชิ้นงาน (มลิ ลิเมตร)
1,000 = คา่ คงท่ี (ใช้สาหรับเปลยี่ นหน่วยของมลิ ลเิ มตรให้เป็นเมตร)
ตัวอย่างที่ 4.2 ในการกลึงช้นิ งานเหล็กกลา้ คารบ์ อนต่า ขนาดเสน้ ผา่ นศูนย์กลาง 40 มิลลิเมตร โดยใช้ความเร็ว
รอบ 380 รอบตอ่ นาที จงคานวณหาความเร็วตัดทใี่ ชใ้ นการกลงึ ช้นิ งานน้ี
วธิ ีทา V= πxDxN
1,000
V = 3.1416 x 40 x 380
1,000
V = 47.75 เมตรตอ่ นาที ตอบ
หมายเหตุ: ในการปฏิบตั งิ านกลงึ โดยทั่วไป ผู้ปฏบิ ัติงานสามารถเลือกใช้คา่ ความเร็วตัดได้จากตารางตาม
ลักษณะของงานกลึงทใ่ี ช้กับวสั ดงุ านชนดิ ตา่ งๆ ให้เหมาะสมกับวัสดุของมีดกลึงท่ีนามาใช้ตัดเฉือนช้ินงาน เพื่อ
นาไปคานวณหาความเรว็ รอบที่จะเลือกใช้กบั เคร่ืองกลงึ ในลกั ษณะงานตา่ งๆ โดยหลกั แลว้ มีดกลงึ ทีท่ าจากวัสดุ
ท่ีมีคณุ สมบตั สิ ูงกว่าจะสามารถใช้คา่ ความเร็วตัดได้สูงกว่าในลกั ษณะงานกลงึ เดียวกัน
87
ตารางที่ 4.1 แสดงค่าความเร็วตดั สาหรับวัสดชุ นดิ ต่างๆ (เมตรต่อนาท)ี
วสั ดุช้ินงาน มดี กลึงเหลก็ ลา้ รอบสูง (H.S.S.) มีดกลงึ คารไ์ บด์ (Carbide)
กลึงหยาบ กลงึ ละเอยี ด กลึงหยาบ กลึงละเอียด
เหลก็ กลา้ คาร์บอนต่า 25 35 140 160
100 125
เหลก็ กลา้ คาร์บอนปานกลาง 17 22 80 105
90 125
เหลก็ กล้าคารบ์ อนสงู 12 17 275 380
800 1,200
เหลก็ หล่อ 23 30 - 1,600
ทองเหลือง 65 90
อะลมู เิ นียม 300 600
พลาสติก - 1,200
(ทมี่ า: ชะลอ การทวี, 2549, หนา้ 146)
4.5.3 อัตราป้อน (Feed Rate: F)
อัตตราป้อนในงานกลึง คอื ระยะทางที่มดี กลงึ เคลื่อนตัดเฉอื นเมอื่ ชิน้ งานหมนุ ไป 1 รอบ มีหน่วย
เป็นระยะทางต่อรอบ เช่น อัตราป้อน 0.5 มิลลิเมตรต่อรอบ หมายถึง มีดกลึงเคล่ือนท่ีตัดเฉือนชิ้นงานเป็น
ระยะทาง 0.5 มลิ ลเิ มตร เมอ่ื ชน้ิ งานหมุนครบ 1 รอบ เป็นตน้
ระยะอตั ราป้อน (มลิ ลิเมตรต่อรอบ)
ทิศทางการกลงึ
รูปท่ี 4.45 แสดงลักษณะของระยะอตั ราปอ้ น
(ที่มา : สุรชยั บญุ โสภณ, 2560)
สาหรับงานกลงึ ละเอยี ดการเลือกใช้มีดกลงึ ปลายมนหรอื ลบั มดี กลึงโดยการมนปลายมีด จะชว่ ย
ให้ผวิ งานกลึงของชน้ิ งานดียงิ่ ขึ้น ในงานทีต่ อ้ งการผิวเรียบมากๆ ควรใช้ระยะของอัตราป้อนน้อยกว่ารศั มีของ
ปลายมีด
88
4.5.4 ความลึกการป้อนตัด (Depth of Cut: D)
ความลึกการปอ้ นตดั คือ ระยะของความลึกท่ปี ้อนคมตัดของมดี กลึงกินลกึ เขา้ ไปในเนื้อวัสดุของ
ชนิ้ งานในการกลึงแต่ละครงั้ การปอ้ นลึกของงานกลึงปอกจะมีผลให้ขนาดความโตของช้ินงานลดลงเป็น 2 เท่า
จากระยะที่ปอ้ นลกึ เนือ่ งจากช้นิ งานหมุนรอบตัวเองทาใหข้ นาดลดลง ทงั้ 2 ดา้ น
ระยะการป้อนลึก 2 2
O 36 ขนาดชน้ิ งานลดลง
O 40
2 เทา่ ของระยะ
การป้อนลกึ
รูปที่ 4.46 แสดงลกั ษณะความลกึ การปอ้ นตัดในงานกลงึ
(ท่มี า : สุรชัย บุญโสภณ, 2559)
4.6 การลบั คมตดั มดี กลงึ
มีดกลึงเป็นเคร่ืองมือตัดชนิดคมตัดเด่ียว (Single Point) ท่ีใช้ในงานกลึงตัดเฉือนชิ้นงาน มีรูปร่างหรือ
รปู ทรงทีแ่ ตกตา่ งไปตามลกั ษณะการใช้งาน เช่น งานกลึงปาดหน้า งานกลึงปอก งานกลึงเกลียว และงานกลึง
ข้ึนรปู ต่างๆ มดี กลึงจงึ จาเปน็ ต้องมีรปู ทรงทแี่ ตกต่างเพือ่ ให้เหมาะสมกบั ลกั ษณะงานประเภทนั้นๆ วิธีการลับจึง
ตอ้ งลบั ตามรูปแบบที่ตอ้ งการด้วย ซ่งึ ในสถานศึกษาส่วนใหญ่จะนิยมใช้วัสดุประเภท เหล็กกล้ารอบสูง (High-
Speed Steel) เน่อื งจากมีราคาถูก หาง่าย และสามารถลับคมได้ง่ายดว้ ย
ชนดิ ของมดี กลงึ ทนี่ ามาใช้งานน้นั มหี ลายลกั ษณะ มรี ปู ร่างแตกต่างกนั ไปตามการปฏบิ ัตงิ าน มักเรยี กกัน
ตามลักษณะงานทที่ า เชน่ มีดกลึงที่ใช้กับงานกลึงปาดหน้าก็เรียกว่า มีดกลึงปาดหน้า มีดกลึงท่ีใช้กับงานกลึง
ปอกกเ็ รียกวา่ มดี กลึงปอก เป็นต้น นอกจากน้ี ยังแบง่ ตามทศิ ทางการป้อนกินงานอีกด้วย โดยเราจะเรียกชื่อมีด
กลึงตามทศิ ทางของป้อนเขา้ กินเนอื้ งาน คือ
- มีดกลงึ ซา้ ย จะมีทิศทางการเดนิ กินเนอ้ื งานจากทางซ้ายไปทางขวา
- มดี กลึงขวา จะมที ิศทางการเดนิ กนิ เน้อื งานจากทางขวาไปทางซา้ ย
ทิศทางการเดินกนิ งานซา้ ยไปขวา ทศิ ทางการเดนิ กนิ งานขวาไปซ้าย
มีดปาดหน้าซ้าย มดี ปอกซา้ ย มดี ปอกขวา มดี ปาดหน้าขวา
รูปท่ี 4.47 แสดงลักษณะของมดี กลึงซ้ายและมดี กลงึ ขวา
(ทมี่ า : สุรชยั บญุ โสภณ, 2559)
14 o 89
4.6.1 การลบั คมตัดมดี กลงึ ปาดหนา้
การกลึงปาดหนา้ เปน็ กระบวนการปรับผวิ หน้าของชน้ิ งานให้เรียบเสมอกันและเป็นการลดขนาด
ความยาวของช้ินงาน ลักษณะการป้อนกนิ งานของมีดกลึงเพื่อให้ผิวหน้างานเรียบจะใช้แท่นเลื่อนขวางป้อนมีด
กลึงจะเล่อื นไปข้างหนา้ -หลัง และการป้อนเพื่อลดขนาดความยาวจะใช้แท่นเล่ือนบนหรือชุดแท่นเลื่อนป้อนไป
ทางซา้ ย
รูปท่ี 4.48 แสดงลกั ษณะการกลึงปาดหน้า
(ท่มี า : สุรชยั บุญโสภณ, 2559)
รูปท่ี 4.49 แสดงลักษณะของมดี กลงึ ปาดหนา้
(ที่มา : สรุ ชัย บญุ โสภณ, 2559)
จากลกั ษณะของมดี กลงึ ปาดหนา้ มมี ุมท่ีสาคัญทจ่ี ะต้องลบั คมตัด ดงั นี้
1) มุมหลบหน้ามดี ขนาด 27 องศา
2) มุมเอยี งคมตดั ขนาด 12 องศา
3) มมุ รวมปลายมีด ขนาด 55 องศา
4) มมุ คายขา้ ง ขนาด 14 องศา
5) มุมหลบดา้ นขา้ ง ขนาด 8 องศา
27 o 8 o
รูปท่ี 4.50 แสดงมมุ ของมดี ปาดหน้า
(ทม่ี า : สรุ ชัย บญุ โสภณ, 2559)
90
ข้นั ตอนการปฏิบัติงานลบั คมตัดมดี กลงึ ปาดหน้า
1. เตรียมเครือ่ งมอื และอุปกรณ์ในการลับคมตัดและการวดั มุม
2. ตรวจสอบสภาพความพร้อมของเคร่ืองเจียระไนลับคมตัดก่อนปฏิบัติงาน ถ้าหน้าหิน
เจยี ระไน ไมเ่ รียบหรือหมดคม ตอ้ งแตง่ หน้าหนิ ใหม่ และปรบั ระยะแท่นรองรับช้นิ งานใหห้ ่างประมาณ 2-3 มม.
รูปที่ 4.51 แสดงลกั ษณะการแตง่ หน้าล้อหินเจียระไน
(ที่มา : สรุ ชัย บุญโสภณ, 2559)
3. ขีดแนวเส้นเอียง 12 องศา บนที่รองรับช้ินงาน เพ่ือเป็นแนวเล็งองศาในขณะลับมุมเอียงคม
ตดั โดยสมมตุ ิให้แนวขนานกับหน้าหนิ เปน็ มุม 0 องศา
0o เส้นสมมตุ ิ
ขนานกบั หนา้ หิน
ขีดเสน้ เลง็ แนว 12 องศา เป็น 0 องศา
รูปที่ 4.52 แสดงเสน้ สาหรับเล็งแนวมุมเอียงคมตัด
(ทีม่ า : สรุ ชยั บญุ โสภณ, 2559)
3. ลับคมตดั ด้านท่ี 1 ให้ลบั 2 มมุ พร้อมๆ กนั ในการเจียระไน คือ
1) ลับมุมเอียงคมตัด 12 องศา เข้าหินโดยวางมีดที่หน้าหินประมาณ 3 ใน 4 ของหน้าหิน
เอยี งดา้ มมีดจากหนา้ หินประมาณ 12 องศา
91
วางมดี ระยะ 3 ใน 4
ของหนา้ หิน
รูปท่ี 4.53 แสดงการลับมุมเอยี งคมตัด
(ทมี่ า : สรุ ชัย บุญโสภณ, 2559)
2) ลับมุมหลบดา้ นขา้ ง 8 องศาโดยพลกิ ด้านลา่ งของมดี เขา้ หินเพมิ่ เล็กน้อย
รูปท่ี 4.54 แสดงการลับมุมหลบด้านขา้ ง
(ท่มี า : สุรชัย บุญโสภณ, 2559)
4. วัดตรวจสอบมุมด้วยใบวดั มุมครงึ่ วงกลม ท้ัง 2 มมุ ดงั นี้
1) วัดตรวจสอบมุมเอียงคมตัด 12 องศา โดยใช้มือขวาจับให้ด้ามมีดแนบขนานไปกับก้าน
บรรทัดและใช้มือซา้ ยทาบให้ใบคร่งึ วงกลมแนบขนานไปกบั ดา้ นทลี่ ับมุม จงึ อา่ นค่าองศาทีใ่ บวดั
รูปที่ 4.55 แสดงการวัดตรวจสอบมมุ เอียงคมตัด
(ทม่ี า : สุรชัย บญุ โสภณ, 2559)
92
2) วัดตรวจสอบมุมหลบด้านข้าง 8 องศา โดยกาหนดให้มุมท่ีใบวัดมุม 90 องศาเป็นมุม
เร่ิมตน้ ที่ 0 องศา จากนั้นใชม้ อื ซ้ายจับมดี หนั ปลายมีดเขา้ หาตัวแล้ววางด้านล่างของมีดกับใบครึ่งวงกลม ใช้มือ
ขวาจบั ใบวัดมมุ นิ้วหวั แมม่ ือกดกา้ นวัดเบาๆ แล้วใช้นวิ้ ชี้ดันกา้ นบรรทดั แนบกับด้านที่ลับมุมเม่ือเห็นว่าแนบแล้ว
ให้กดนว้ิ หวั แมม่ ือเพือ่ ไม่ใหก้ ้านวดั มุมขยับ จึงอา่ นคา่ องศาทีใ่ บวดั
รปู ที่ 4.56 แสดงการวดั ตรวจสอบมมุ หลบด้านขา้ ง
(ท่มี า : สุรชัย บญุ โสภณ, 2559)
เม่ือตรวจสอบมุมของมุมเอียงคมตัดและมุมหลบด้านข้างแล้ว หากพบว่ามุมท่ีลับคมน้ันไม่ได้ตามท่ี
ต้องการ เช่น มีมมุ มากเกนิ ไป หรอื มีมุมน้อยเกินไป ใหแ้ กไ้ ขดังน้ี
1) การแกไ้ ขมมุ เอยี งคมตดั
- ให้สมมตุ ิวา่ แนวขนานกับหน้าหินปน็ แนว 0 องศา และแนวต้ังฉากกับหน้าหินให้เป็น
แนว 90 องศา
- มุมเอียงคมตัดมากกว่า 12 องศา ให้ปรับลดมุมมีดโดยการขยับมือซ้ายให้ปลายด้าม
ของมีดกลึงเอียงเข้าหาแนว 0 องศา มากขน้ึ ตามองศาที่เกนิ ไปจากการวดั ตรวจสอบมมุ
- มมุ เอียงคมตดั นอ้ ยกวา่ 12 องศา ให้ปรบั เพ่มิ มุมมดี โดยการขยบั มอื ซ้ายให้ปลายด้าม
ของมดี กลงึ เอยี ง เขา้ หาแนว 90 องศา มากขน้ึ ตามองศาที่เกินไปจากการวดั ตรวจสอบมมุ
0o
ลดมมุ เอียงคมตัด
90 o
เพิ่มมมุ เอียงคมตัด
รูปท่ี 4.57 แสดงแนวสมมุติ 0 องศาและ 90 องศา เพอื่ แกไ้ ขมุมเอียงคมตดั
(ทีม่ า : สรุ ชยั บุญโสภณ, 2559)
2) การแก้ไขมมุ หลบดา้ นขา้ ง
- มุมหลบดา้ นขา้ งมากกว่า 8 องศา ให้ปรับลดมุมโดยการ ปรับมือให้เอียงด้านบนของ
มีดเขา้ หาล้อหินเจียระไนเพ่มิ ข้นึ เลก็ น้อย
93
- มุมหลบด้านข้างน้อยกว่า 8 องศา ให้ปรับเพ่ิมมุมโดยการ ปรับมือให้เอียงด้านล่าง
ของมดี เขา้ หาล้อหนิ เจยี ระไนเพมิ่ ข้นึ เลก็ นอ้ ย
ลดมุมหลบ
เพิ่มมมุ หลบ
รูปท่ี 4.58 แสดงแนวในการแกไ้ ขมุมหลบดา้ นข้าง
(ทม่ี า : สรุ ชัย บญุ โสภณ, 2559)
5. ลบั คมตัด ด้านท่ี 2 ให้ลับ 2 มุม พรอ้ มๆ กนั ในการเจยี ระไน คอื
1) ลับมุมรวมปลายมีด 55 องศา เข้าหินโดยให้สลับด้านปลายมีดและสลับมือท่ีจับด้ามมีด
ให้มือซา้ ยนาและมือขวาจบั ดา้ มมดี วางน้ิวบนแท่นรองรบั ชิ้นงาน เลอื่ นมดี เขา้ หินโดยเอยี งจากหนา้ หนิ ประมาณ
55 องศา โดยสามารถขดี เส้นเล็งแนว 55 องศา ท่ีแท่นรองรบั ชิ้นงาน
0o เสน้ สมมุติ
ขดี เส้นเลง็ แนว 55 องศา ขนานกับหน้าหิน
รูปท่ี 4.59 แสดงเสน้ สาหรับเล็งแนวมุมรวมปลายมีด เปน็ 0 องศา
(ทม่ี า : สรุ ชยั บญุ โสภณ, 2559)
รปู ท่ี 4.60 แสดงการลับมมุ รวมปลายมีด
(ทีม่ า : สุรชัย บญุ โสภณ, 2559)
94
2) ลับมุมหลบหน้ามดี 27 องศาโดยยกปลายมดี เชิดขึน้ เล็กนอ้ ย เพือ่ ให้เกิดมมุ หลบหนา้ มีด
รูปที่ 4.61 แสดงการลบั มมุ หลบหน้ามดี
(ทีม่ า : สรุ ชัย บญุ โสภณ, 2559)
6. วัดตรวจสอบมุมด้วยใบวัดมมุ คร่งึ วงกลม ทงั้ 2 มมุ ดังน้ี
1) วดั ตรวจสอบมมุ รวมปลายมีด 55 องศา โดยใชม้ ือขวาจับประคองให้ด้านที่ลับคมด้านท่ี 1
แนบกบั ก้านบรรทดั มือซา้ ยจับใบวัดมุม ประคองใบคร่ึงวงกลม นิ้วหัวแม่มือกดก้านบรรทัดเบาๆ ให้ด้านที่ลับ
ใหมด่ ้านท่ี 2 แนบกบั ใบคร่งึ วงกลม จงึ อา่ นค่าองศาท่ีใบวัด
รปู ที่ 4.62 แสดงการวัดตรวจสอบมมุ รวมปลายมีด
(ที่มา : สรุ ชัย บุญโสภณ, 2559)
2) วัดตรวจสอบมุมท่ี 2 มุมหลบหน้ามีด 27 องศา โดยกาหนดให้มุมท่ีใบวัดมุม 90 องศา
เปน็ มุมเริ่มตน้ ที่ 0 องศา จากนั้นวางด้านล่างของมีดแนบกับก้านบรรทัดตามแนวยาวและให้สันปลายมีดแนบ
กับใบครง่ึ วงกลม จงึ อ่านคา่ องศาทใี่ บวัด
รูปท่ี 4.63 แสดงการวัดตรวจสอบมมุ หลบหนา้ มีด
(ท่ีมา : สุรชัย บุญโสภณ, 2559)
95
เม่ือตรวจสอบมุมของมุมรวมปลายมีดและมุมหลบหน้ามีดแล้ว หากพบว่ามุมที่ลับคมน้ันไม่ได้ตามท่ี
ตอ้ งการ เช่น มีมมุ มากเกินไป หรอื มีมุมน้อยเกนิ ไป ให้แกไ้ ขดังนี้
1) การแกไ้ ขมุมรวมปลายมีด
- ใหส้ มมุติวา่ แนวขนานกบั หน้าหนิ ปน็ แนว 0 องศา และแนวตั้งฉากกับหน้าหินให้เป็น
แนว 90 องศา
- มุมรวมปลายมดี มากกว่า 55 องศา ให้ปรับลดมมุ มดี โดยการขยับมือขวาให้ปลายด้าม
ของมีดกลึงเอียงเข้าหาแนว 0 องศา มากขนึ้ ตามองศาท่ีเกนิ ไปจากการวดั ตรวจสอบมมุ
- มุมรวมปลายมีดน้อยกว่า 55 องศา ให้ปรับเพ่ิมมุมมีดโดยการขยับมือขวาให้ปลาย
ดา้ มของมดี กลงึ เอียงเข้าหาแนว 90 องศา มากข้นึ ตามองศาท่ขี าดไปจากการวัดตรวจสอบมมุ
0o
ลดมมุ รวมปลายมีด
90 o
เพม่ิ มุมรวมปลายมดี
รปู ท่ี 4.64 แสดงแนวในการแก้ไขมุมรวมปลายมดี
(ทีม่ า : สุรชัย บญุ โสภณ, 2559)
2) การแกไ้ ขมุมหลบหนา้ มีด
- มุมหลบหนา้ มีดมากกวา่ 27 องศา ใหป้ รับลดมุมโดยการ ปรับมือให้ปลายมีดที่เชิดอยู่
ลดระดบั องศาตามที่วัดได้ใหเ้ ชิดนอ้ ยลงในขณะเจียระไน
- มุมหลบหน้ามีดน้อยกว่า 27 องศา ให้ปรับเพิ่มมุมโดยการ ปรับมือให้ปลายมีดเชิด
มากขนึ้ ตามระดบั องศาท่วี ัดได้ในขณะเจยี ระไน
เพิม่ มมุ หลบหน้ามีด
ลดมุมหลบหนา้ มดี
รปู ที่ 4.65 แสดงแนวในการแกไ้ ขมุมหลบหน้ามดี
(ที่มา : สรุ ชยั บุญโสภณ, 2559)
96
7. ลับคมตดั ดา้ นท่ี 3 ให้ลับ 1 มุม คอื ลับมมุ คายขา้ ง 14 องศา เข้าหินโดยพลิกมีดให้ด้านท่ีลับ
ด้านท่ี ที่ 1 อยดู่ ้านบนและใหแ้ นวขนานกับพื้น ปลายด้ามจะชี้ลงเล็กน้อย (รูปที่ 4.66 (ก)) แนวของด้ามมีดให้
ขนานไปกับแนวหน้าหินเจียร (รูปที่ 4.66 (ข)) และพลิกด้านล่างเข้าหินเจียระไนเล็กน้อยประมาณไม่ถึง 14
องศา เนอ่ื งจาก ลอ้ หินเจยี ระไนจะกลมทาใหจ้ ะกินเนอื้ มดี ด้านล่างกอ่ นอย่แู ล้ว (รูปที่ 4.66 (ค))
ใหด้ ้านที่ 1 อยดู่ ้านบน
และมแี นวขนาดกับพื้น
ปลายด้ามมดี เอยี งลง แนวด้ามมดี ให้ขนานกบั หนา้ หนิ
(ก) (ข)
เอยี งด้านลา่ งของมีดเขา้ หาหนิ เลก็ น้อย
(ค)
รปู ท่ี 4.66 แสดงการแนวในการลบั มุมคายข้าง
(ท่ีมา : สรุ ชัย บุญโสภณ, 2559)
รูปท่ี 4.67 แสดงการลับคมมีดปาดหนา้ ดา้ นที่ 3
(ท่มี า : สุรชัย บญุ โสภณ, 2559)
8. วดั ตรวจสอบมุมดว้ ยใบวัดมมุ ครงึ่ วงกลม มุมคายขา้ ง 14 องศา
1) วดั ตรวจสอบมุมคายขา้ ง 14 องศา โดยกาหนดให้มมุ ท่ใี บวัดมุม 90 องศาเป็นมุมเร่ิมต้นที่
0 องศา จากนน้ั จับมีดด้วยมือซ้ายหนั ปลายมีดเข้าหาตัว มือขวาจับใบวัดมุม ให้ก้านบรรทัดแนบกับด้านข้างท่ี
ไมไ่ ดล้ ับและใบครงึ่ วงกลมแนบเอียงไปกับด้านท่ี 3 ท่เี ป็นมุมคายขา้ ง จึงอา่ นค่าองศาที่ใบวดั
97
รูปท่ี 4.68 แสดงการวดั ตรวจสอบมุมคายข้าง
(ทมี่ า : สุรชัย บญุ โสภณ, 2559)
เมอื่ ตรวจสอบขนาดมุมของมุมคายข้างแล้ว หากพบว่ามุมท่ีลับคมน้ันไม่ได้ตามที่ต้องการ เช่น มีมุมมาก
เกนิ ไป หรือมมี ุมน้อยเกินไป ใหแ้ ก้ไขดงั น้ี
1) การแก้ไขมมุ คายขา้ ง
- มมุ คายข้างมากกว่า 14 องศา ให้ปรับลดมุมมีดโดยการปรับมือให้เอียงด้านล่างของ
มดี เขา้ หาล้อหินเจียระไนลดลงเลก็ น้อย แล้วเลือ่ นเขา้ ล้อหนิ เจยี ระไน
- มุมคายข้างนอ้ ยกวา่ 14 องศา ใหป้ รบั เพมิ่ มุมมดี โดยการปรับมือให้เอียงด้านล่างของ
มดี เข้าหาลอ้ หนิ เจียระไนเพิม่ ขนึ้ เล็กนอ้ ย แลว้ เล่ือนเขา้ ล้อหินเจียระไน
เพ่ิมมมุ คายขา้ ง ลดมุมคายข้าง
รปู ท่ี 4.69 แสดงแนวในการแกไ้ ขมมุ คายขา้ ง
(ท่มี า : สรุ ชัย บญุ โสภณ, 2559)
189
หน่วยที่ 5
เครื่องเจาะและงานลบั คมตดั
สาระสาคญั ดอกสวา่ น
เคร่ืองเจาะ (Drilling Machine) เป็นเคร่ืองมือกลท่ีใช้ในการเจาะรูช้ินงาน โดยมีหลังการทางาน คือ
การจับยึงเครื่องมือตดั เขา้ กบั แกนเพลาของเคร่อื งเจาะ เมือ่ เพลาของเคร่ืองเจาะหมุนก็จะทาการป้อนเครื่องมือ
ตดั ลงปตดั เฉอื นชนิ้ งาน เพ่ือให้เกิดรูบนช้ินงาน เพื่อใช้งานในลักษณะต่างๆ เช่น ต้องการให้เกิดรูในช้ินงาน รู
สาหรบั ร้อยสลักเกลียว รูสาหรับการต๊าปเกลียว การผายปากรูเจาะ การเจาะรูคว้านผิวเรียบ เป็นต้น สาหรับ
เคร่ืองมือตัดที่ใช้กับเคร่ืองเจาะ มีหลายประเภทตามลักษณะงานที่ต้องการทาการเจาะ เช่น ดอกสว่าน ดอก
เจาะนาศูนย์ ดอกตา๊ ป ดอกผายปากรู และดอกควา้ นเรียบ เป็นตน้ ซ่งึ ในงานเจาะพื้นฐานทั่วไปจะใช้ดอกสว่าน
เจาะเพือ่ ใหเ้ กดิ รู มกี ารใชง้ านกบั เคร่อื งจกั รไดห้ ลายชนดิ
เนอื้ หาการเรยี นรู้
5.1 ชนดิ ของเครอื่ งเจาะ
5.2 ส่วนประกอบและหนา้ ที่การทางานของเคร่อื งเจาะ
5.3 เครื่องมือตัดที่ใช้กบั เคร่อื งเจาะ
5.4 ความเรว็ รอบ ความเรว็ ตัด อตั ราป้อนในงานเจาะ
5.5 ความปลอดภยั ในงานเจาะ
5.6 การบารุงรกั ษาเครอ่ื งเจาะ
5.7 การลบั คมตัดดอกสว่าน
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. จาแนกชนดิ ของเคร่อื งเจาะได้
2. บอกชอ่ื และหน้าทก่ี ารทางานของส่วนประกอบเครอ่ื งเจาะได้
3. บอกชอื่ และหนา้ ท่ีของเครอื่ งมอื ตัดท่ใี ช้กับเครอ่ื งเจาะได้
4. คานวณความเร็วรอบ ความเรว็ ตัด อัตราป้อนในงานเจาะได้
5. บอกความปลอดภัยในการใช้เครอื่ งเจาะได้
6. อธิบายวิธกี ารบารุงรักษาเครื่องเจาะได้
7. ปฏบิ ัติงานลับคมตัดดอกสว่านได้
190
แบบทดสอบกอ่ นเรยี นหน่วยที่ 5
เครอื่ งเจาะและงานลบั คมตดั ดอกสวา่ น
จงทาเครอ่ื งหมาย กากบาท (X) ขอ้ ท่ีถูกตอ้ งท่ีสุดเพยี งคาตอบเดยี ว (10 คะแนน)
1. ข้อใดเปน็ ลกั ษณะของเครือ่ งเจาะรศั มี
ก. เปน็ เครือ่ งเจาะขนาดเล็กทีใ่ ช้ในงานเจาะรทู ี่มีขนาดของรเู จาะไม่เกิน 12.7 มิลลิเมตร หรอื ไมเ่ กนิ 1/2
นิ้ว
ข. เคร่ืองเจาะติดตั้งอยบู่ นโต๊ะงานเพื่อให้เครอื่ งเจาะมคี วามสูงเหมาะสมสาหรับการใช้งาน และใช้สายพาน
ในการเปลย่ี นความเรว็ รอบ
ค. เคร่ืองเจาะจะถกู ติดตงั้ อย่บู นพ้นื โรงงาน ส่งกาลังด้วยชดุ เฟอื งทดหรอื ใช้สายพานในการเปล่ียน
ความเรว็ รอบ
ง. เคร่ืองเจาะที่มชี ุดหวั เครอื่ งทป่ี ระกอบด้วยมอเตอร์ ชดุ เฟืองทด และชุดปอ้ นเจาะอัตโนมัตสิ ามารถเล่อื น
ไป-มาบนแขน (Arm) เพอ่ื เลอื่ นหาตาแหน่งในการเจาะรขู องชนิ้ งานทถี่ ูกจบั ยดึ บนโต๊ะงาน
จ. ถูกทกุ ขอ้
2. สว่ นประกอบใดของเคร่ืองเจาะท่มี ีหน้าที่รองรับน้าหนกั ของเครอื่ งทง้ั หมด
ก. โต๊ะงาน ข. เสาเครอื่ ง ค. หวั เคร่ือง
ง. แกนเพลาเคร่ือง จ. ฐานเครอ่ื ง
3. สว่ นประกอบใดของเคร่ืองเจาะทีท่ าหนา้ ทจ่ี บั ยึดก้านเรียวของหัวจับดอกสวา่ น
ก. เสาเคร่อื ง ข. แกนเพลาเคร่อื ง ค. หัวเครอ่ื ง
ง. แกนปรบั ต้ังระยะป้อนเจาะ จ. แขนรัศมี
4. กา้ นเรยี วดอกสวา่ นเปน็ เปน็ เรียว0มาตรฐานใด
ก. เรยี วมอส (Morse Taper) ข. เรียวจาคอบ (Jacob Taper)
ค. เรยี วจาโน (Jano Taper) ง. เรียวบราวแอนชาร์ป (Brown & Sharpe Taper)
จ. เรยี วมาตรฐานสลักเพลา (Standard Taper Pins)
5. การเจาะดว้ ยดอกเจาะฝังหัว (Counter Bore) ใช้สาหรับการเจาะแบบใด
ก. ใช้สาหรบั เจาะใหเ้ กิดรูบนชน้ิ งาน
ข. ใชเ้ จาะรนู าเพ่อื ใหก้ ารเจาะรูในช่วงเรมิ่ ตน้ ไดต้ รงตาแหน่งแม่นยามากขึ้น
ค. ใชท้ าผวิ เรยี บหรอื ปรบั ขนาดของรเู จาะให้เท่ียงตรงสูงกว่าการเจาะรูธรรมดา
ง. ใช้สาหรับผายปากรูเจาะภายหลังจากเจาะรูด้วยดอกสว่าน
จ. ใชส้ าหรับเจาะและควา้ นรูทรงกระบอกอีกช้นั ทีป่ ากรเู จาะให้มขี นาดโตกว่ารูเจาะ
6. การเจาะดว้ ยดอกผายปาก (Counter Sink) รูเจาะจะมีลกั ษณะอย่างไร
ก. รเู จาะเป็นชนั้ มีบ่าฉาก ข. ทาให้เกิดเกลยี วภายในรูเจาะ
ค. รูเจาะเอียงเปน็ รูปกรวย ง. รูเจาะมีผวิ เรียบและไดข้ นาดทเี่ ที่ยงตรง
จ. รเู จาะมขี นาดของรูหลายช้ัน
191
7. ในการเจาะช้ินงานด้วยดอกสว่านขนาดเสน้ ผ่านศูนญก์ ลาง 12 มิลลิเมตร ด้วยความเรว็ ตดั 24 เมตรตอ่ นาที
จะคานวณหาความเรว็ รอบไดเ้ ท่าไร
ก. 330.62 รอบต่อนาที ข. 370.62 รอบตอ่ นาที
ค. 456.62 รอบตอ่ นาที ง. 636.62 รอบต่อนาที
จ. 665.62 รอบต่อนาที
8. ในการเจาะรูด้วยดอกสว่านท่มี ีขนาดเส้นผ่านศูนยก์ ลาง 10 มิลลเิ มตร หากเลอื กใช้ความเรว็ รอบ 780 รอบ
ตอ่ นาที จะคานวณหาความเรว็ ตัดไดเ้ ทา่ ไร
ก. 18.5 เมตรตอ่ นาที ข. 24.5 เมตรตอ่ นาที
ค. 27.6 เมตรต่อนาที ง. 30.6 เมตรต่อนาที
จ. 32.6 เมตรต่อนาที
9. การปฏิบัติงานในข้อใด ไมม่ ีความปลอดภัย ในขณะใชเ้ ครื่องเจาะ
ก. เมอ่ื ทาการเจาะรใู กลท้ ะลุควรออกแรงกดแขนหมนุ เจาะเพิ่มขนึ้
ข. สวมแวน่ ตานริ ภยั เมอ่ื ปฏิบตั งิ าน
ค. ไมท่ าความสะอดเคร่อื งเจาะขณะทหี่ วั จบั ดอกสว่านหมุน
ง. ใชแ้ ปรงปัดเศษโลหะ
จ. ผดิ ทกุ ขอ้
10. ขอ้ ใดกล่าวถึงวธิ ีการบารุงรักษาเครือ่ งเจาะท่ี ไม่ถูกต้อง
ก. ตรวจสอบระบบไฟฟ้าของเคร่ืองให้อย่ใู นสภาพที่พร้อมใช้งาน
ข. ตรวจสอบความตึงของสายพานส่งกาลังก่อนใช้งาน
ค. หลอ่ ล่ืนสว่ นที่มีการเคลือ่ นท่ขี องเคร่อื งเจาะในขณะปฏบิ ัตงิ าน
ง. แตง่ กายให้รัดกมุ ขณะเข้าปฏบิ ตั งิ าน หากผมยาวจะตอ้ งรดั ผมและหา้ มผกู เนค็ ไทขณะใช้เคร่อื งเจาะ
จ. ทาความสะอาดเคร่อื งเจาะหลงั เลกิ ใชง้ าน
192
5.1 ชนดิ ของเครอ่ื งเจาะ
เครือ่ งเจาะทีใ่ ชใ้ นโรงงานอตุ สาหกรรมทัว่ ไป และในโรงฝกึ ของสถานศกึ ษาจะจาแนกออกเป็นหลายชนิด
ดังน้ี
5.1.1 เครื่องเจาะตั้งโต๊ะ (Bench Drilling Machine)
เคร่ืองเจาะต้ังโต๊ะเป็นเครื่องเจาะขนาดเล็กที่ใช้ในงานเจาะรูท่ีมีขนาดของรูเจาะไม่เกิน 12.7
มลิ ลิเมตร หรอื ไมเ่ กนิ 1/2 นิ้ว ใช้สายพานในการเปลี่ยนความเร็วรอบ โดยฐานของเคร่ืองเจาะจะติดต้ังอยู่บน
โตะ๊ งานเพือ่ ให้เครือ่ งเจาะมคี วามสงู เหมาะสมสาหรบั การใชง้ าน
รปู ท่ี 5.1 แสดงลักษณะของเครื่องเจาะตง้ั โตะ๊
(ที่มา : https://www. kaidee.com, วันเขา้ ถึง 30 มถิ ุนายน 2559)
5.1.2 เคร่ืองเจาะต้ังพื้น (Floor Drilling Machine)
เครอื่ งเจาะต้ังพ้ืนเป็นเครื่องเจาะท่ีมีรูปร่างเหม่ือนเครื่องเจาะต้ังโต๊ะ เพียงแต่มีขนาดใหญ่กว่า
โดยฐานของเครื่องเจาะจะถกู ตดิ ตัง้ อยบู่ นพื้นโรงงาน เครอื่ งเจาะชนิดน้จี ะใชร้ ะบบส่งกาลังด้วยชุดเฟืองทดหรือ
ใชส้ ายพานในการเปล่ยี นความเร็วรอบ
รูปท่ี 5.2 แสดงลกั ษณะของเคร่ืองเจาะต้ังพ้ืน
(ทีม่ า : http:// fnengineering.com/, วันเข้าถงึ 30 มถิ ุนายน 2559)
193
5.1.3 เครื่องเจาะรัศมี (Radial Drilling Machine)
เคร่ืองกลงึ เจาะรัศมีเป็นเครื่องเจาะที่มีขนาดใหญ่กว่าเครื่องเจาะต้ังพื้น เครื่องเจาะชนิดนี้จะมี
ชุดหัวเครื่องท่ีประกอบด้วยมอเตอร์ ชุดเฟืองทดเพลาเจาะ (Spindle) และชุดเฟืองทดป้อนเจาะอัตโนมัติ
สามารถเล่ือนไป-มาบนแขนรัศมี (Arm) เพ่ือเล่ือนหาตาแหน่งในการเจาะรูของชิ้นงานที่ถูกจับยึดบนโต๊ะงาน
หรือปากกาจับงานได้สะดวกและรวดเร็ว นอกจากน้ีแขนรัศมีของเคร่ืองเจาะยังสามารถหมุนรอบเสาเครื่อง
(Column) ได้ ใชเ้ สาเปน็ จดุ หมนุ และสามารถเลื่อนขึน้ -ลงในแนวดิ่ง โดยใช้มอเตอร์ขับเกลยี วให้เคลื่อนที่ เครื่อง
เจาะรศั มเี หมาะสาหรับการเจาะรจู านวนมากและชนิ้ งานขนาดใหญ่ทีม่ ีน้าหนักมาก เคลื่อนย้ายเพ่ือหาตาแหน่ง
การเจาะลาบาก จึงใช้การเลื่อนหาต่าแหน่งรูเจาะด้วยการเลื่อนชุดหัวเคร่ืองของเครื่องเจาะรัศมี ใช้ระบบส่ง
กาลังดว้ ยชุดเฟืองทด มแี ขนโยกบังคับเฟืองเพ่ือเปลย่ี นความเรว็ รอบได้หลายขน้ั
รปู ท่ี 5.3 แสดงลกั ษณะของเครอ่ื งเจาะรัศมี
(ท่มี า : https://www.surplex.com/, วันเข้าถงึ 30 มิถุนายน 2559)
5.2 ส่วนประกอบของและหนา้ ท่ีการทางานของเครอ่ื งเจาะ
5.2.1 ส่วนประกอบและหน้าที่การทางานของเคร่ืองเจาะตัง้ โตะ๊ และตงั้ พืน้
เนือ่ งจากเครอื่ งเจาะทง้ั 2 ชนืดน้มี ีลกั ษณะทค่ี ลา้ ยกนั จึงมีส่วนประกอบหลักๆ เหมอื นกัน ดังนี้
ชดุ หัวเคร่อื งเจาะ
เสาเครื่องเจาะ
โตะ๊ งาน
ฐานเครอื่ งเจาะ
รูปท่ี 5.4 แสดงลกั ษณะสว่ นประกอบของเคร่ืองเจาะตงั้ โต๊ะ
(ท่ีมา : สรุ ชยั บุญโสภณ, 2559)
194
1. ชดุ หวั เครอื่ งเจาะ (Drilling Head) เป็นส่วนประกอบที่ติดตั้งอยู่บนสุดของเสาเครื่องเจาะ
มสี ว่ นประกอบและหนา้ ทก่ี ารทางานดังนี้ ฝาครอบลอ้ สายพาน
สายพาน
ล้อสายพานตาม ลอ้ สายพานขับ
สวติ ชเ์ ปิด-ปิด มอเตอร์
มอื หมุนปอ้ นเจาะ
แกนเพลาเครอื่ งเจาะ
หวั จบั ดอกสวา่ น
รูปที่ 5.5 แสดงสว่ นประกอบของชดุ หัวเคร่ืองเจาะตั้งโต๊ะ
(ทีม่ า : สุรชยั บญุ โสภณ, 2559)
1) มอเตอร์ (Motor) ทาหน้าท่ีเป็นต้นกาลังขับเพลาของเครื่องเจาะ โดยส่งกาลังผ่านล้อ
สายพานขับไปยังลอ้ สายพานตามดว้ ยสายพาน เพ่อื ใหแ้ กนเพลาเจาะทต่ี ิอยกู ับล้อตามหมุน
2) สายพาน (Belt) ทาหน้าท่ีสง่ กาลังจากลอ้ ขบั ไปยังล้อตามเพอ่ื ขับแกนเพลาเจาะ
3) ล้อสายพาน (Pulley) มี 2 ชดุ คือ ล้อสายพานตัวขับและล้อสายพานตัวตาม ทั้ง 2 ชุดจะ
มรี อ่ งสาหรบั ใสส่ ายพานหลายร่องเพื่อเปลีย่ นความเร็วรอบของเพลาเจาะ
4) แกนเพลาเครื่องเจาะ (Spindle) ภายในของแกนเพลาจะเป็นรูเรียวมอส ใช้สาหรับ
ประกอบเข้ากบั กา้ นเรยี วขอ้งหัวจบั ดอกสว่าน
5) มือหมุนป้อนเจาะ (Hand Feed Level) ใช้หมุนเพื่อป้อนเครื่องมือตัดที่ติดอยู่กับ
แกนเพลาเคร่อื งเจาะเคลอ่ื นที่ลงมาตดั ชนิ้ งาน
6) สวติ ช์เปดิ -ปิด (Switch ON-OFF) ใช้เปิด-ปดิ การทางานของเคร่อื งเจาะ
7) ฝาครอบล้อสายพาน (Pulley Guard) ใช้ปิดครอบป้องกันล้อสายพานและสายพานส่ง
กาลัง ไม่ให้เกดิ อันตรายเมอื่ เคร่อื งเจาะกาลงั ทางาน
2. โต๊ะงาน (Table) ทาจากเหล็กหล่อท่ีใช้จับยึดช้ินงานหรืออุปกรณ์สาหรับจับยึดช้ินงาน
อ่ืนๆ เช่นปากกาจับงาน เป็นต้น โตะ๊ งานสามารถปรับเคล่ือนท่ีข้ึน-ลงได้ ตามความยาวของเสาเครื่องเจาะโดย
หมนุ ที่มอื หมนุ ซ่งึ ภายในจะมีเฟืองตรงขับกบั เฟืองสะพาน
โต๊ะงาน เสาเครอ่ื ง
แขนโยกลอ็ กโตะ๊ งาน
มือหมนุ โต๊ะงาน เฟืองสะพาน
รูปท่ี 5.6 แสดงส่วนประกอบของโต๊ะงานเคร่ืองเจาะตง้ั โต๊ะ
(ทม่ี า : สุรชัย บุญโสภณ, 2559)
195
3. เสาเครื่องเจาะ (Column) ทาจากเหลก็ หล่อท่ีมีลักษณะเป็นทรงกระบอกกลวงและยึดติด
กับฐานเคร่ืองเจาะ ใช้เป็นแกนสาหรับประกอบส่วนอ่ืนๆ จับยึดเข้ากับเสา เช่น ชุดหัวเครื่อง โต๊ะงาน เฟือง
สะพาน และฐานเคร่อื งเจาะ เป็นตน้
4. ฐานเคร่ืองเจาะ (Base) ทาจากเหล็กหล่อ ใช้รองรับน้าหนักของเคร่ืองเจาะท้ังหมด
นอกจากนี้ยงั ใชส้ าหรบั จบั ยึดหรอื ประกอบเขา้ กบั โต๊ะงาน เพ่ือเพมิ่ ความสงู ใหเ้ หมาะสมขณะใช้งาน
5.2.1 ส่วนประกอบและหน้าท่กี ารทางานของเครื่องเจาะรัศมี
เคร่ืองเจาะรัศมีเป้นเคร่ืองเจาะขนาดใหญ่ มีชุดหัวเครื่องที่สามารถเลื่อนไปมาได้บนแขนรัศมีและแขน
รศั มีของเคร่อื งเจาะยงั สามารถหมนุ โดยมีเสาเปน็ จดุ หมุน เลื่อนข้ึน-ลงตามเสาของเคร่ืองเจาะได้อีกด้วย เคร่ือง
เจาะรศั มมี ีส่วนประกอบและหน้าทก่ี ารทางานดังน้ี
ชุดหัวเครอื่ ง
แขนรศั มี
เสาเคร่ือง
โตะ๊ งาน
ฐานเคร่ือง
รปู ท่ี 5.7 แสดงส่วนประกอบของเคร่ืองเจาะรศั มี
(ทม่ี า : สุรชยั บญุ โสภณ, 2559)
1. ชุดหวั เครื่อง เป็นส่วนท่ตี ิดต้งั อย่บู นแขนรัศมี สามารถเลื่อนไปมาตามความยาวของแขน
รศั มี เพือ่ หาตาแหน่งของรทู ่ีจะเจาะบนช้นิ งาน โดยมสี ว่ นประกอบและหนา้ ท่ดี งั นี้
1) มอื หมนุ ชดุ หวั เครอ่ื ง ใช้หมนุ เพ่ือใหช้ ุดหวั เคร่อื งเจาะเคล่ือนท่ีไป-กลบั ตามความยาวของ
แขนรัศมี
2) แกนเพลาเครือ่ ง ภายในเป็นรเู รียวใชจ้ ับยึดก้านเรียวของหวั จบั ดอกสวา่ น หรอื จบั ก้าน
เรยี วของดอกสวา่ น
3) มอเตอรท์ าหนา้ ทเ่ี ปน็ ต้นกาลงั ขับ โดยสง่ กาลังผา่ นชดุ เฟอื นทดทอ่ี ยภู่ ายในชุดหัวเคร่อื งไป
ยงั แกนเพลาเครื่องเจาะ
4) แขนโยกปรับความเรว็ รอบ ใช้โยกเพือ่ ปรับความเรว็ รอบของแกนเพลาเครอื่ ง
5) สวติ ช์เปิด-ปดิ (Switch ON-OFF) ใช้ควบคมุ การหมนุ ของแกนเพลา
6) มือหมุนป้อนเจาะ ใช้หมุนเพื่อป้อนแกนเพลาที่ประกอบกับหัวจับดอกสว่านหรือดอก
สว่านเคลอื่ นท่เี ขา้ หาช้ินงาน
7) แขนล็อคแกนเพลา ใช้ดึงเพอื่ ลอ็ คไม่ให้เคลอ่ื นท่ไี ปด้านบนหรือถอยหลงั กลบั
8) แขนล็อคชุดหัวเคร่อื ง ใชล้ ็อคชดุ หัวเครอื่ งไมใ่ หเ้ ลอ่ื นไปมาตามแขนรศั มี
196
มอเตอร์
แขนโยกปรบั ความเร็วรอบ
สวติ ช์เปิด-ปดิ แขนล็อคชุดหวั เครอื่ ง
แขนลอ็ คแกนเพลา มือหมุนชดุ หวั เคร่อื ง
แกนเพลาเครอื่ ง มือหมุนปอ้ นเจาะ
รูปท่ี 5.8 แสดงสว่ นประกอบของชุดหัวเครื่องเจาะรัศมี
(ทม่ี า : สรุ ชยั บญุ โสภณ, 2559)
2. เสาเคร่ือง ทาจากเหล็กหล่อมีรูปร่างลักษณะเป็นทรงกระบอกกลวง ยึดติดกับฐานเครื่อง
เจาะ เป็นสว่ นประกอบท่ใี ชต้ ดิ ต้ังแขนรัศมี
3. แขนรศั มี ทาหน้าที่รองรับชุดหัวเครื่องเจาะ สามารถเลือ่ นขึน้ -ลงได้ และหมุนรอบเสาเคร่ือง
เพ่ือหาตาแหนง่ เจาะรบู นช้ินงานได้
4. โต๊ะงาน ยึดติดอยู่บนฐานเคร่ืองเจาะ และมีร่องตัวที เพื่อใช้สาหรับจับยึดช้ินงานดดยตรง
หรอื ใช้สาหรับจบั ยดึ ปากกาจับงานหรืออุปกรณ์ช่วยจบั ยึดอย่างอน่ื
5. ฐานเคร่ือง ทาจากเหล็กหล่อ เป็นส่วนประกอบที่ใช้ติดต้ังหรือจับยึดอยู่กับพ้ืนโรงงาน ใช้
รองรบั นา้ หนกั ของเครื่องเจาะท้ังหมด และจับยึดโต๊ะงาน นอกจากนี้ภายในฐานเคร่ืองเจาะยังใช้เป็นท่ีเก็บน้า
หลอ่ เยน็ อกี ดว้ ย
5.3 เคร่อื งมอื ตดั ท่ใี ชก้ ับเคร่อื งเจาะ
เคร่ืองมือตัดพื้นฐานที่ใช้กับเครื่องเจาะ ทาหน้าท่ีตัดเฉือนวัสดุขณะท่ีหมุน ซึ่งแบ่งได้หลายชนิด
ดังตอ่ ไปนี้
5.3.1 ดอกสว่าน (Drill)
เป็นเครื่องมือตัดที่ใช้สาหรับเจาะรูชิ้นงาน ท่ีใช้กับเครื่องเจาะมากท่ีสุด ดอกสว่านท่ีนิยมใช้คือ
ดอกสว่านแบบร่องบิด (Twist Drill) ซ่ึงท่ีลาตัวของดอกสว่านจะมีร่องเกลียว 2 ร่อง รอบแกนของดอกสว่าน
สว่ นมากเป็นดอกสว่านคมตัดคู่ 2 คมตัด ทม่ี ีใช้งานอยา่ งแพร่หลายจะแบง่ เป็น 2 ชนดิ ดังนี้
1. ดอกสว่านก้านตรง (Straight Shank Drill) โดยท่ัวไปใช้กับดอกสว่านท่ีมีขนาดเล็ก มี
ขนาดเสน้ ผา่ นศูนย์กลางไมเ่ กนิ 1/2 น้ิว หรอื ประมาณ 13 มิลลิเมตร ต้องใช้ร่วมกับหัวจับดอกสว่านท่ียึดอยู่กับ
แกนเพลาเจาะ โดยหัวจับดอกสวา่ นสวมเข้ากับรขู องแกนเพลาทีม่ ีเรียวมาตรฐานมอสอยู่
รปู ท่ี 5.9 แสดงลกั ษณะของดอกสวา่ นก้านตรง
(ที่มา : http://www.vpowertools.com, วนั เข้าถึง 9 มิถนุ ายน 2559)
197
รูปท่ี 5.10 แสดงลกั ษณะของหัวจบั ดอกสวา่ น
(ทม่ี า : สรุ ชยั บญุ โสภณ, 2559)
2. ดอกสว่านก้านเรียว (Taper Shank Drill) มักจะใช้กบั ดอกสว่านท่ีมีขนาดใหญ่ โดยทั่วไป
จะมขี นาดมากกว่า 1/2 นิว้ หรือประมาณ 13 มิลลเิ มตร ขึ้นไป กา้ นเรยี วของดอกสวา่ นเป็นเรียวมาตรฐานมอส
เวลาใช้งานจะสวมเขา้ กบั รเู รียวมาตรฐานมอสของแกนเพลาเครื่องเจาะ แต่ต้องเป็นเรียวมอสเบอร์เดียวกัน ถ้า
ไมใ่ ช่เบอร์เดยี วกนั ตอ้ งใชป้ ลอกเรยี ว (Taper Sleeve) เพอ่ื สวมให้เป็นเบอร์เดียวกนั กับแกนเพลา
รปู ท่ี 5.11 แสดงลักษณะของดอกสว่านก้านเรยี ว
(ที่มา : http://www.vpowertools.com, วันเขา้ ถึง 9 มิถนุ ายน 2559)
รูปท่ี 5.12 แสดงลักษณะของปลอกเรยี ว
(ที่มา : http://www.bernardo.at/shop/en/reduzierhuelse-mk-3-2.html, วันเข้าถงึ 9 มถิ ุนายน 2559)
5.3.2 ดอกเจาะนาศูนย์ (Center Drill)
เป็นเครอื่ งมอื ตัดท่ใี ช้เจาะรูนา ทาให้การเจาะรูในชว่ งเริม่ ตน้ ไดต้ รงตาแหน่งแม่นยามากข้ึน และ
ใชเ้ ปน็ ดอกนาก่อนเจาะรดู ว้ ยดอกสวา่ น ดอกเจาะนาศูนย์ที่นิยมใช้ทั่วไปเป็นแบบ A มีช่วงเรียวสาหรับนาศูนย์
เป็นมุม 60 องศา
รปู ที่ 5.13 แสดงลักษณะของดอกเจาะนาศนู ย์
(ที่มา : http://www.maford.com, วนั เขา้ ถงึ วนั เข้าถึง 20 มถิ นุ ายน 2559)
5.3.3 รมี เมอร์ หรือดอกควา้ นรเู รยี บ (Reamer)
เปน็ เครื่องมือตดั ท่ีใช้ทาผวิ เรยี บหรอื ปรับขนาดของรูเจาะให้เที่ยงตรงสูงกว่าการเจาะรูธรรมดา
โดยต้องเจาะรูนาด้วยดอกสว่านตามขนาดท่ีกาหนดเป็นมาตรฐานก่อน ดอกรีมเมอร์มีหลากหลายรูปแบบให้
198
เลอื กใชง้ านตามความเหมะสม เชน่ แบบทีผ่ ลิตมามีขนาดตายตวั แบบท่สี ามารถปรับขนาดได้ แบบที่คมตัดเป็น
ทรงกระบอก แบบทเี่ คมตดั เปน็ เรยี ว แบบคมตรง แบบคมเอียง แบบท่ีสามารถใช้ทางานด้วยมือและใช้เครื่อง
ในการทางาน เปน็ ต้น
รูปที่ 5.14 แสดงลกั ษณะของรมี เมอร์
(ทีม่ า : https://www.kittstools.com, วันเขา้ ถึง 20 มิถนุ ายน 2561)
5.3.4 ดอกผายปากรู (Counter Sink)
เป็นเครือ่ งมอื ตดั ทใี่ ชส้ าหรับผายปากรูเจาะภายหลังจากเจาะรูด้วยดอกสวา่ นซงึ่ จะทาให้ปาก
รเู จาะเป็นรูปทรงกรวย ดอกเจาะทใ่ี ช้สาหรับผายปากรแู ละฝังหวั สกรจู ะมมี มุ จกิ รวม 90 องศา
รปู ท่ี 5.15 แสดงลกั ษณะของดอกผายปากรู
(ทม่ี า : https://www. toolstop.co.uk, วนั เขา้ ถึง 20 มิถุนายน 2561)
5.3.5 ดอกเจาะฝังหัวสกรู (Counter Bore)
เป็นเคร่อื งมือตดั ทใี่ ชส้ าหรบั เจาะและควา้ นรูใหโ้ ตขึ้น เพื่อฝังหวั สกรทู รงกระบอก
รูปที่ 5.16 แสดงลักษณะของดอกฝังหัวสกรู
(ท่ีมา : https://www.kittstools.com, วนั เข้าถึง 20 มถิ ุนายน 2561
5.3.6 ดอกตา๊ ป (Tap)
เปน็ เคร่ืองมือตดั ทใ่ี ช้ทาเกลียว ภายในรูเจาะ จึงต้องทาการเจาะตามขนาดมาตรฐานก่อนจึงใช้
ดอกตา๊ ปเพื่อทาเกลียว ดอกตา๊ ป 1 ชุด มี 3 ดอก ใชต้ ามลาดบั
199
รูปที่ 5.17 แสดงลักษณะของดอกต๊าปเกลียว
(ทีม่ า : สรุ ชยั บญุ โสภณ, 2559)
5.4 ความเร็วรอบ ความเร็วตัด อัตราป้อนในงานเจาะ
ในการใช้งานเจาะรูช้ินงานด้วยเครื่องเจาะน้ัน เพื่อให้ช้ินงานออกมามีคุณภาพ และเคร่ืองมือตัดมีอายุ
การใช้งานที่เหมาะสม จาเป็นต้องกาหนดค่าความเร็วรอบ ความเร็วตัดและอัตราป้อนให้เหมาะสมกับวัสดุ
ชิน้ งานและวัสดเุ ครือ่ งมอื ตัด โดยมีสตู รสาหรบั คานวณหาคา่ ต่างๆ ดังนี้
5.4.1 ความเร็วรอบ (Revolution per Minute: RPM, N)
ความเร็วรอบคือ ความเร็วที่ใช้วัดจานวนรอบของดอกสว่านหรือเคร่ืองมือตัด หมุนไปใน 1
หน่วยเวลา (นาที) โดยมสี ูตรในการคานวณดงั น้ี
N = V x 1,000 รอบ/นาที
โดยท่ี πxD
N = ความเร็วรอบของดอกสว่าน (รอบตอ่ นาท)ี
π = 3.1416
V = ความเรว็ ตดั (เมตรตอ่ นาที)
D = ขนาดเส้นผา่ นศูนยก์ ลางของดอกสว่าน (มลิ ลิเมตร)
1,000 = ค่าคงท่ี (ใช้สาหรบั เปลย่ี นหนว่ ยของมิลลเิ มตรใหเ้ ปน็ เมตร)
ตัวอย่างท่ี 5.1 จงคานวณหาความเร็วรอบในการเจาะชิ้นงานด้วยดอกสว่านขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10
มิลลเิ มตร ถ้าใช้ความเร็วตดั 30 เมตรต่อนาที
วิธที า N = V x 1,000
πxD
N = 30 x 1,000
3.1416 x 10
N = 954.90 รอบตอ่ นาที ตอบ
5.4.2 ความเร็วตดั (Cutting Speed: V)
ความเร็วตัดคอื ความเร็วที่วัดตามแนวเส้นรอบวงของดอกสว่านหรือเคร่ืองมือตัด เม่ือหมุนตัด
เฉือนวสั ดอุ อกไดเ้ ป็นระยะทางภายในหน่งึ หนว่ ยเวลา โดยมีสตู รคานวณดงั นี้
200
V = πxDxN
โดยท่ี 1,000
V = ความเรว็ ตัด (เมตรต่อนาที)
π = 3.1416
N = ความเรว็ รอบ (รอบตอ่ นาที)
D = ขนาดเส้นผ่านศูนยก์ ลางของดอกสวา่ น (มิลลเิ มตร)
1,000 = ค่าคงที่ (ใช้สาหรบั เปลี่ยนหนว่ ยของมิลลเิ มตรให้เป็นเมตร)
ตัวอยา่ งที่ 5.2 ในการจะรูช้ินงานด้วยดอกสวา่ นทีม่ ขี นาดเสน้ ผ่านศนู ย์กลาง 12 มลิ ลเิ มตร หากใช้ความเร็วรอบ
550 รอบต่อนาที จงคานวณหาความเรว็ ตัดทใ่ี ช้ในการเจาะ
วธิ ีทา V= πxDxN
1,000
V = 3.1416 x 12 x 550
1,000
V = 20.73 เมตรต่อนาที ตอบ
หมายเหตุ: ในการปฏิบตั งิ านโดยทั่วไป ผปู้ ฏบิ ัติงานสามารถเลือกใช้ค่าความเร็วรอบและความเร็วตัด ได้
จากตารางตามมาตรฐานตามขนาดของดอกสว่านท่ใี ชก้ ับวัสดุงานชนดิ ต่างๆ ดังตารางท่ี 5.1
ตารางที่ 5.1 แสดงค่าความเรว็ รอบและความเร็วตดั สาหรบั ดอกสว่านที่ทาจากเหลก็ กลา้ ความเร็วสูง (H.S.S.)
ความเร็วตัด (เมตรต่อนาที)
ขนาดดอกสวา่ น เหลก็ กลา้ หลอ่ เหลก็ กล้า เหลก็ หล่อ เหล็กล้าใช้ ทองเหลอื ง
เคร่อื งมือ งานท่ัวไป และอลูมิเนยี ม
มิลลิเมตร น้วิ 12 18 24 30 60
ความเรว็ รอบ (รอบต่อนาที)
6,365
3 1/8 1,275 1,901 2,545 3,185 4,775
3,820
4 3/16 955 1,430 1,910 2,385 3,180
2,730
5¼ 765 1,145 1,530 1,910 2,390
2,120
6 5/16 635 955 1,275 1,590 1,735
1,275
9 3/8 545 820 1,090 1,365 955
765
10 7/16 475 715 955 1,195
12 1/2 425 635 850 1,060
15 5/8 350 520 695 870
18 3/4 255 380 510 635
22 7/8 190 285 380 475
25 1 150 230 305 380
(ทีม่ า: อานาจ ทองแสน, 2559, หนา้ 127)
201
5.4.3 อตั ราป้อน (Feed Rate: F)
อตั ตราปอ้ นในงานเจาะ คือ คา่ ความลกึ ทด่ี อกสว่านเคลื่อนท่ีลงตัดเฉือนเนื้อวัสดุช้ินงานเม่ือดอก
สวา่ นหมุนครบ 1 รอบ โดยท่ีคา่ อตั ราป้อนน้ีข้ึนอยกู่ บั ขนาดของดอกสวา่ น ดงั ตารางที่ 5.2
ตารางที่ 5.2 แสดงค่าอตั ราปอ้ นในการเจาะของดอกสว่านขนาดต่างๆ
ขนาดของดอกสว่าน อตั ตราป้อนต่อรอบ
มลิ ลเิ มตร นว้ิ มิลลิเมตร น้วิ
เลก็ กว่าหรือเท่ากับ 3 เลก็ กว่าหรอื เทา่ กับ 1/8 0.02 - 0.05 0.001 - 0.002
3-6 1/8 - 1/4 0.05 - 0.10 0.002 - 0.004
6 - 13 1/4 - 1/2 0.10 - 0.18 0.004 - 0.007
13 - 25 1/2 - 1 0.18 - 0.38 0.007 - 0.015
25 - 38 1 - 1 1/2 0.35 - 0.63 0.015 - 0.025
(ท่มี า: อานาจ ทองแสน, 2559, หนา้ 128)
5.5 ความปลอดภยั ในงานเจาะ
1. ตรวจสภาพความพรอ้ มของเคร่ืองเจาะทกุ คร้ังก่อนใชง้ าน
2. แตง่ กายให้รัดกุมขณะเขา้ ปฏบิ ตั งิ าน โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ผู้ท่ีสวมใส่เสื้อแขนยาวจะต้องไม่ปล่อยชายเส้ือ
รมุ่ ร่าม หรือหากผมยาวจะตอ้ งรดั ผมใหเ้ รยี บรอ้ ย เพราะอาจทาให้ถกู แกนเพลาเครอ่ื งเจาะหรือหัวจับดอกสว่าน
พันขณะหมุน เปน็ อนั ตรายถึงข้นั เสียชีวิตได้
3. ห้ามผูกเนค็ ไทขณะใช้เครอ่ื งเจาะโดยเด็ดขาด เพราะอาจทาให้ถูกแกนเพลาเคร่ืองเจาะหรือหัวจับดอก
สวา่ นพันขณะหมุน เปน็ อันตรายถงึ ขัน้ เสียชีวิตได้
4. สวมแวน่ นริ ภยั ทุกคร้ังท่ปี ฏบิ ตั งิ านเพอ่ื ปอ้ งกันเศษโลหะกระเด็นเข้าตา
5. จบั ยึดชิน้ งานให้แนน่ และม่ันคง แข็งแรงเพ่ือไมใ่ ห้ชิ้นงานหลุด หรือหมุนตามดอกสว่าน
6. จับยึดดอกสว่านเข้ากับหัวจับดอกสว่านให้แน่น เพ่ือป้องกันไม่ให้ดอกสว่านหลุดหรือหักขณะเจาะ
ชน้ิ งาน
7. หา้ มใชม้ ือปัดเศษโลหะทเ่ี จาะออกจากโต๊ะงาน แตใ่ หใ้ ช้แรงปดั แทนเพ่ือป้องกันเศษโลหะบาดมือ
8. ปดิ สวิตชเ์ คร่อื งเจาะทุกครั้ง ก่อนทาการวัดขนาดหรอื ปัดเศษโลหะ
9. ห้ามหยอกล้อกันขณะปฏบิ ัติงาน
10. พนื้ ท่ีปฏบิ ตั ิงานต้องมีแสงสวา่ งเพียงพอสามารถเหน็ ไดช้ ดั เจนขณะปฏิบตั ิ
5.6 การบารุงรักษาเคร่ืองเจาะ
1. หยอดนา้ มันหล่อล่ืนตามจุดต่างๆ ของชิ้นส่วนทีม่ ีการเคลื่อนที่กอ่ นใช้งาน
2. เลือกใช้ความเร็วรอบ ความเร็วตัด และอัตราป้อนให้เหมาะสมกับชนิดของชิ้นงานและชนิดของดอก
สวา่ น เพ่ือยดื อายกุ ารใชง้ านของเครอ่ื งเจาะ
3. ก่อนปรับเปลย่ี นความเรว็ รอบตอ้ งปิดสวติ ช์เคร่ืองเจาะและรอใหห้ ยุดหมนุ ใหส้ นิทกอ่ น
4. ก่อนสวมปลอกเรียวหรอื หัวจับดอกสว่านเขา้ กับแกนเพลาเครอื่ งเจาะจะต้องทาความสะอาดไม่ให้มีเศษ
โลหะ เพราะจะทาให้การจบั ยึดดว้ ยเรียวไมแ่ น่น และอาจทาให้ปลอกเรียวหรือหัวจับดอกสว่านหลุดได้ในขณะ
แกนเพลาเครือ่ งกาลังหมนุ
5. หลังจากเลกิ ใช้งานเคร่อื งเจาะแล้วใหท้ าความสะอาด และชโลมดว้ ยนา้ มันเพอื่ ปอ้ งกันสนมิ
202
5.7 การลับคมตดั ดอกสว่าน
ดอกสวา่ นถือเปน็ เครอ่ื งมือตดั พน้ื ฐานท่ีที่ใช้กับงานเจาะมากท่ีสุด จึงถือว่ามีความจาเป็นอย่างมากในงาน
ช่าง แต่การใช้งานดอกสว่านก็จะทาให้คมตัดของดอกสว่านนั้นทื่อลงไปหรืออาจเกิดการชารุดเสียหายใน
ระหวา่ งการทางานจนทาใหไ้ มส่ ามารถนามาใชง้ านได้อีก การลับดอกสว่านเพ่ือให้สามารถใช้งานได้ต่อไป ก็จะ
ช่วยยืดอายกุ ารใช้งานของดอกสว่านนัน้ ออกไปได้และยังสามารถช่วยให้ประหยดั ต้นทนุ ในการผลิตลงได้อีกด้วย
การลับดอกสว่านเป็นทักษะท่ีนักเรียนนักศึกษาสามารถฝึกให้ลับด้วยมือได้ไม่ยากนัก การลับดอกสว่านมีมุม
สาคัญหลายมุมทตี่ ้องลับอยา่ งถกู ตอ้ งจงึ จะทาใหด้ อกสวา่ นสามารรถใช้งานได้ดี มีอายุการใช้งานท่ียาวนาน แต่
หากทาการลบั มมุ ไมถ่ ูกตอ้ ง โดยเฉพาะมุมหลบทต่ี อ่ เนื่องมาจากคมตัดของดอกสว่าน ก็อาจจะทาให้ดอกสว่าน
นั้นไม่สามารถใชง้ านได้เลยก็เปน็ ได้
5.7.1 สว่ นประกอบของดอกสว่าน มมุ เอียงคมตัดดอกสว่าน มุมจกิ
กน่ั กา้ นจับเรยี ว คอสวา่ น รอ่ งคายเศษ
ความยาวกา้ นเรียว ความยาวร่องดอกสว่าน
ความยาวลาตัวดอกสวา่ น
ความยาวดอกสว่าน
(ก) ดอกสวา่ นกา้ นเรยี ว ขอบคมตดั สันคม
ความยาวลาตวั ดอกสว่าน ผวิ หลบหลังคมตัด
ความยาวร่องดอกสว่าน
ความยาวกา้ นตรง ความยาวดอกสว่าน
(ข) ดอกสวา่ นก้านตรง
รูปที่ 5.18 แสดงส่วนประกอบตา่ งๆ ของดอกสวา่ น
(ที่มา : สุรชยั บญุ โสภณ, 2559)
1. ก่นั (Tang) จะมีเฉพาะสว่านก้านเรียวเท่าน้นั จะอยู่ตรงปลายสุดของก้านเรียว มีไว้สาหรับใช้เหล็ก
ถอดตอกออกจากแกนเพลา (Spindle) ของเคร่ืองเจาะหรือถอดออกจากปลอกเรียว
2. กา้ น (Shank) ก้านของดอกสว่านมีอยู่ 2 แบบ คือ
1) สว่านก้านตรง (Straight shank drill) โดยทั่วไปใช้กับสว่านที่มีขนาดเล็ก ท่ีมีเส้นผ่าน
ศูนย์กลางไมเ่ กิน 1/2 น้วิ หรอื ประมาณ 13 มลิ ลิเมตร ใช้หวั จับดอกสวา่ นเปน็ ตัวจับยดึ
203
2) สว่านก้านเรียว (Taper shank drill) ใช้กับดอกสว่านท่ีมีขนาดใหญ่ โดยทั่วไปจะมีขนาด
มากกวา่ 1/2 น้วิ หรือประมาณ 13 มิลลิเมตร ข้ึนไป ก้านเรียวเป็นเรียวมาตรฐานมอส เวลาใช้งานจะสวมเข้า
กบั รเู รียวของแกนเพลาเคร่ืองเจาะ
3. ขอบคมตดั (Margin) เป็นคมตัดท่ีอยู่ด้านข้างรอบๆ ลาตัว มีลักษณะเป็นสันนูนออกมาจากผิวของ
ดอกสว่าน ทาให้ลดการเสียดสีระหว่างผิวดอกสว่านกับช้ินงาน มีหน้าท่ีในการตัดหรือขูดผิวรูให้เรียบและได้
ขนาด
4. สนั คม (Land) ผวิ สว่ นน้ีจะต่ากว่าขอบคม เพ่ือลดการเสียดสีกบั ช้นิ งาน
5. ร่องคายเศษ (Flutes) รอ่ งคายเศษของดอกสวา่ นท่วั ๆไป จะมี 2 ร่อง การกัดร่องของดอกสว่านทา
ให้เกิดคมตัด และเป็นท่ีสาหรับให้เศษโลหะท่ีดอกสว่านตัดเจาะไหลออกมา ถ้าเศษโลหะไหลออกมาไม่ได้เกิด
การอุดตันของเศษโลหะ อาจทาให้ดอกสวา่ นหกั ได้
6. มุมเอียงของคมตัดดอกสว่าน (Helix or rake angle) คือมุมที่ร่องของสว่านบิดทามุมกับเส้นแนว
แกน (Axis) ของดอกสว่าน
7. มมุ จิก (Point angle) คือสันคมท่ีปลายดอกสวา่ นในส่วนของคมตัดท้ังสองด้านทามุมกัน ขนาดของ
มุมจิกน้ี จะต้องเลือกใช้ใหเ้ หมาะสมกบั ชนดิ ของวสั ดงุ าน ซงึ่ แตกต่างกนั จึงจะให้ผลดีในการเจาะงาน
8. ผิวหลบหลังคมตัด (Flank) เกิดจากมุมหลบ ดดยท่ีผิวหลังขอบคมตัดจะต้องเอียงหลบเข้าในเพื่อ
ไม่ใหถ้ กู หรอื เสยี ดสกี ับผิวงาน
9. คมตัด (Cutting lip) ทาหน้าที่ตัดช้ินงานหลักเพื่อให้เกิดรูกับช้ินงาน คมตัดจะมีเท่ากับจานวนของ
รอ่ งคายเศษ
10. คมแหวกหรือสันคม (Dead center) จะอยู่ท่ีปลายสุดของดอกสว่าน เกิดจากความหนาของ
แกนกลางดอกสว่าน (Web) ในการเจาะแนวของคมแหวกต้องทามุมประมาณ 120-135 กับแนวคมตัด ทา
หน้าทีจ่ กิ ชิ้นงานและตัดชนิ้ งานเปน็ จุดแรก ถ้าสันคมตดั ลบั ไมถ่ ูกทศิ ทางจะทาให้รูเจาะไม่เข้า เน่ืองจากคมขวาง
นจี้ ะไปถูกับเนอ้ื วัสดุทาให้เกดิ แรงตา้ น สามารถลดแรงต้านได้โดยการลับให้ขนาดของคมแหวกเล็กลง หรือการ
เจาะไลล่ าดบั ดอกสว่าน
11. ความกว้างคมแหวก (Wed) เป็นความหนาของแกนดอกสว่าน ซ่ึงจะเรียวจากปลายไปถึงโคน
สวา่ น ถา้ เปน็ ดอกสว่านเลก็ ความกวา้ งคมแหวกจะเลก็ กว่าดอกสว่านขนาดใหญ่
ขอบคมตัด มุมของแนวคมแหวกและแนวคมตัด 135 องศา
ความกว้าง คมแหวกหรือสนั คม
คมแหวก
คมตัด
ความกว้างสันคม
รูปท่ี 5.19 แสดงสว่ นประกอบของปลายดอกสว่าน
(ท่มี า : สรุ ชยั บญุ โสภณ, 2559)
204
5.7.2 มุมของคมตัดดอกสว่าน
ดอกสว่านเป็นเครือ่ งมือตดั แบบหน่ึง จึงตอ้ งมีมุมต่างๆทเี่ กย่ี วข้อง เพอื่ ใหง้ านตัดเจาะเป็นไป
อย่างมีประสิทธิภาพ มมี มุ ที่ปลายดอกสวา่ นดงั น้ี
(3) มมุ คายเศษ
(1) มมุ คมตดั (2) มุมหลบ (1) มมุ คมตดั
(2) มมุ หลบ
(3) มุมคายเศษ (4) มมุ จิก (4) มมุ จกิ
รปู ท่ี 5.20 แสดงมุมตดั ทปี่ ลายดอกสวา่ น
(ทม่ี า : สุรชยั บุญโสภณ, 2559)
1. มุมคมตัด (Cutting angle) หรือมุมลิ่ม จะมีลักษณะเหมือนกับลิ่ม ทาหน้าที่ตัดเฉือนเนื้อโลหะ
ขนาดของมุมจะแสดงถึงความแข็งแรงของคมตัดดอกสว่าน ถ้ามุมมีขนาดเล็กจะทาให้ความแข็งแรงลดลง ใน
การเลือกใช้ข้นึ อยกู่ บั วัสดทุ ่จี ะต้องตดั เฉือน โดยหลกั แลว้ ถ้าวสั ดงุ านแข็งจะใช้มุมคมตัดขนาดใหญ่จะให้ผลดีต่อ
การทางาน ดงั นั้นการลับมุมดอกสวา่ นจึงต้องให้มมุ หลบได้ตามที่กาหนดเพราะถา้ มมุ หลบใหญ่เกินไป มุมคมตัด
จะลดลง
2. มุมหลบ (Lip clearance angle) หรือมุมฟรี ทาหน้าท่ีลดการเสียดสี และลดแรงต้านบริเวณ
ผวิ หน้าของมุมจกิ ของดอกสวา่ น ถา้ ไมม่ ีมุมหลบน้ีดอกสว่านจะไม่สามารถตัดเฉือนผิวงานได้ และขนาดของมุม
ยังส่งผลกับอัตราการป้อนเจาะของดอกสว่านด้วย ถ้ามุมน้อยจะใช้อัตราป้อนเจาะน้อย ถ้าขนาดมุมโตจะใช้
อัตราปอ้ นเจาะมากข้ึนได้ แต่ความแข็งแรงจะลดลงเพราะมุมคมตัดเล็กลง จึงนิยมใช้กับวัสดุอ่อน ในการเจาะ
โลหะท่วั ไปนยิ มใช้มุมหลบ 8-12 องศา
3. มุมคายเศษ (Rake angle) จะอย่ทู ร่ี อ่ งเล้ือย ทาหน้าที่ให้เศษตัดเฉือนเคล่ือนที่คายออกจากผิวงาน
ที่ถูกตัด ปกติแล้วมุมนี้สร้างมาพร้อมกับดอกสว่าน ตามมุมเอียงคมตัดดอกสว่าน (Helix) ท่ีเป็นร่องคายเศษ
ร่องคายเศษที่เอียงนอ้ ย จะคายเศษไดง้ า่ ยกว่าร่องคายเศษที่เอียงมาก มุมคายนี้จะมีผลกับมุมคมตัดด้วยถ้ามุม
คายเล็ก จะทาใหม้ มุ คมตดั โต แตถ่ ้ามุมคายโตจะทาให้มุมคมตัดเล็ก แตเ่ ราสามารถลับคมให้มีมุมคายท่ีคมตัดได้
ทัง้ แบบค่ามุมบวก คา่ มมุ ลบ และ 0 องศา ข้ึนอยกู่ บั ลกั ษณะของงาน
4. มมุ จิก (Point angle) การตดั โลหะท่วั ไปจะใช้มุมจกิ ขนาด 118 องศา ข้างละ 59 องศา สาหรับตัด
เฉอื นชิน้ งาน มมุ จิกจะมผี ลต่อแรงกดเจาะ ถ้ามุมจิกโตมากแรงต้านเจาะก็มากข้ึนตามลาดับ แต่มุมจิกก็ช่วยใน
การนาศูนยใ์ นการเจาะงานในขณะเร่มิ เจาะ ขนาดของมมุ จิกจะขึน้ กับวสั ดงุ านท่ีนามาเจาะ การใช้มุมจิกขนาด
90 องศา จะเหมาะสาหรับเหล็กแผ่นบางและวัสดุเน้ืออ่อน โลหะท่ีไม่ใช่เหล็ก เช่น อลูมิเนียม, ทองแดง,
พลาสติก, ไฟเบอร์, ไม้ และเหล็กหล่อทนี่ ม่ิ เพราะมมุ ท่แี หลมกว่า จึงเจาะไดเ้ ร็วและคายเศษได้ดี ระยะคมตัดจะ
ยาวกวา่ ส่วนการใช้มุมจิก 135 องศา จะเหมาะสาหรบั วสั ดแุ ข็งและเจาะยาก เนอื่ งจากมุมเจาะใหญ่ จึงมีระยะ
205
คมตัดท่ีส้ันลงทาให้ความฝืดและความร้อนท่ีเกิดจากแรงตัดเฉือนน้อยลง ขณะเดียวกันก็มีความม่ันคงกว่า จึง
เหมาะกับงานเหลก็ แขง็ เช่น สเตนเลส
รูปที่ 5.21 แสดงมุมดอกสว่านขนาดต่างๆ ท่เี หมาะกับวัสดงุ านต่างกนั
(ท่มี า : สรุ ชยั บุญโสภณ, 2559)
12 o 206
5.7.3 งานลับคมตัดดอกสวา่ น
งานเจาะ เป็นการทารูในช้ินงาน ด้วยเครื่องมือตัดประเภทดอกสว่าน ทางานโดยการหมุนของดอก
สว่านและการป้อนเจาะ จะทาให้ดอกสว่านตัดเฉือนเนื้อวัสดุด้วยคมตัดที่ปลายดอกสว่านได้เศษเจาะออกมา
เป็นเกลยี วเลอ้ื ย
รูปที่ 5.23 แสดงลกั ษณะการเจาะงานด้วยดอกสว่าน
(ท่มี า : สรุ ชัย บุญโสภณ, 2559)
รปู ที่ 5.24 แสดงลกั ษณะของดอกสว่านก้านตรง
(ที่มา : สุรชัย บุญโสภณ, 2559)
จากลกั ษณะของดอกสวา่ นก้านตรง มีมมุ ที่สาคัญทจ่ี ะต้องลบั คมตัด ดงั นี้
1) มมุ มุมจิกด้านท่ี 1 ขนาด 59 องศา
2) มมุ หลบด้านท่ี 1 ขนาด 12 องศา
3) มมุ มมุ จกิ ด้านท่ี 2 ขนาด 59 องศา
4) มมุ หลบดา้ นท่ี 2 ขนาด 12 องศา
รปู ที่ 5.25 แสดงมมุ ของดอกสวา่ น
(ท่มี า : สุรชยั บญุ โสภณ, 2559)
207
ขนั้ ตอนการปฏิบัติงานลับคมตัดดอกสว่าน
1. เตรยี มเคร่ืองมอื และอุปกรณ์ในการลบั คมตัดและการวดั มมุ
2. ตรวจสอบสภาพความพร้อมของเคร่ืองเจียระไนลับคมตัดก่อนปฏิบัติงาน ถ้าหน้าหิน
เจยี ระไน ไมเ่ รยี บหรอื หมดคม ตอ้ งแตง่ หนา้ หนิ ใหม่ และปรบั ระยะแทน่ รองรับช้ินงานใหห้ ่างประมาณ 2-3 มม.
รูปท่ี 5.26 แสดงลักษณะการแตง่ หน้าล้อหนิ เจยี ระไน
(ท่ีมา : สุรชัย บญุ โสภณ, 2559)
รูปที่ 5.27 แสดงการปรบั ระยะของแทน่ รองรบั ชน้ิ งานกับลอ้ หนิ เจยี ระไน
(ทม่ี า : สุรชัย บุญโสภณ, 2559)
3. ใหน้ ักเรียนเจียระไนปลายดอกสว่านเดิมทีม่ ีอยู่ออกก่อนเพอ่ื ใช้สาหรบั การฝึกลับคมตดั ใหม่
รปู ท่ี 5.28 แสดงการลบั ปลายดอกสว่านเดมิ ออก
(ทีม่ า : สุรชัย บญุ โสภณ, 2559)
208
รปู ท่ี 5.29 แสดงลกั ษณะของปลายดอกสวา่ นท่ีลับออกแล้ว
(ทมี่ า : สรุ ชัย บุญโสภณ, 2559)
4. ลบั คมตัดดา้ นท่ี 1 ให้มีมุม 59 องศา โดยเอยี งจากแนวของหนา้ หินเจยี ระไนประมาณ 59
องศา และใหก้ า้ นดอกสวา่ นขนานกับพน้ื จากนน้ั คอ่ ยๆ หมุนตามแนวสันเกลียว ยกปลายดอกสวา่ นเชิดขึ้น
เลก็ น้อย ให้เกดิ มุมหลบขนาดมมุ 12 องศา โดยต้องมรี ะนาบเอยี งไปทางเดยี วกนั ไม่เป็นสนั นนู หรือไม่นนู ตรง
กลาง (นักเรยี นสามารถเร่ิมจากปลายขอบล่างของมมุ หลบกอ่ นได้ โดยเริม่ จากการเชดิ ปลายดอกสวา่ นแลว้ กด
ลงตามแนวสนั เกลยี วจนกา้ นดอกสว่านอยูใ่ นแนวระดบั )
รปู ที่ 5.30 แสดงลักษณะการหมนุ ดอกสว่านตามแนวสนั เกลยี ว
(ท่ีมา : สุรชยั บุญโสภณ, 2559)
รปู ท่ี 5.31 แสดงลักษณะการลับมมุ จกิ 59 องศา ด้านท่ี 1
(ที่มา : สรุ ชยั บุญโสภณ, 2559)
209
5. วดั ตรวจสอบมมุ ดว้ ยใบวัดมมุ ครึง่ วงกลม ทัง้ 2 มมุ ดงั น้ี
1) วดั ตรวจสอบมมุ จิกด้านที่ 1 มุม 59 องศา โดยต้ังท่ีใบวัดมุมคร่ึงวงกลม 59 องศา จบั ดอก
สว่านดว้ ยมอื ขวาแล้วหนั ใหแ้ นวคมตัดตรงกับสายตา ไม่เอียง จบั ให้ตวั ดอกสวา่ นแนบขนานไปกบั กา้ นบรรทดั
และใชม้ ือซ้ายทาบให้ใบคร่ึงวงกลมแนบขนานไปกับแนวคมตัดที่หนั เข้าหาตวั จงึ อ่านคา่ องศาที่ใบวดั
รูปที่ 5.32 แสดงลักษณะการวัดมมุ จกิ 59 องศา ด้านท่ี 1
(ทม่ี า : สรุ ชัย บญุ โสภณ, 2559)
2) วดั ตรวจสอบมุมหลบดา้ นท่ี 1 มุม 12 องศา โดยตั้งท่ีใบวัดมมุ ครงึ่ วงกลม 12 องศา
สมมุตใิ ห้ มมุ 90 องศา เปน็ 0 จากนัน้ ใชม้ อื ขวาจับตวั ดอกสวา่ น ให้หันขอบดา้ นสนั เกลียวเขา้ หาสายตา และ
มือซ้ายจับกา้ นบรรทัดทาบทบั บนขอบของตัวดอกสวา่ นเล็กน้อย แล้ววางใบครึ่งวงกลม ใหใ้ บครึ่งวงกลมทาบท่ี
ชายขอบทัง้ สองด้านของมุมที่ลาดเอียงลงมา จงึ อ่านคา่ องศาท่ีใบวดั
รปู ที่ 5.33 แสดงลักษณะการวดั มมุ หลบ 12 องศา ดา้ นที่ 1
(ทมี่ า : สุรชัย บญุ โสภณ, 2559)
6. ลับคมตดั ด้านท่ี 2 ใหม้ มี ุม 59 องศา และมมุ หลบขนาดมมุ 12 องศา โดยสลับด้านสนั เกลยี ว
ของดอกสวา่ นแลว้ ลบั คมตดั แบบเดมิ เหมอื นกบั ด้านท่ี 1 โดยใหม้ มี มุ จกิ มุมหลบ และความยาวของคมตัด
เท่ากบั ด้านที่ 1
210
7. วดั ตรวจสอบมมุ ดว้ ยใบวัดมมุ ครง่ึ วงกลม ทัง้ 2 มมุ ดงั นี้
1) วัดตรวจสอบมมุ จิกด้านที่ 2 มุม 59 องศา โดยตงั้ ท่ีใบวดั มุมครงึ่ วงกลม 59 องศา จับดอก
สว่านดว้ ยมอื ขวาแลว้ หันให้แนวคมตัดตรงกบั สายตา ไมเ่ อยี ง จับให้ตวั ดอกสวา่ นแนบขนานไปกบั กา้ นบรรทัด
และใช้มือซ้ายทาบให้ใบครึ่งวงกลมแนบขนานไปกบั แนวคมตดั ท่ีหนั เข้าหาตัว จงึ อ่านค่าองศาท่ีใบวัด
รูปที่ 5.34 แสดงลักษณะการวดั มุมจกิ 59 องศา ดา้ นท่ี 2
(ทมี่ า : สรุ ชยั บุญโสภณ, 2559)
2) วดั ตรวจสอบมมุ หลบด้านท่ี 2 มุม 12 องศา โดยทาการวัดเชน่ เดยี วกันกับด้านที่ 1
3) วัดความยาวของคมตัด ทั้ง 2 ด้าน ดว้ ยกา้ นบรรทดั ของใบวดั มุมครงึ่ วงกลม ซง่ึ ความยาว
ของคมตัดท้ัง 2 ดา้ นต้องเทา่ กัน โดยทาบขอบคมตดั ของแตล่ ะดา้ นที่สเกลของบรรทดั วัดมมุ
รูปท่ี 5.35 แสดงลักษณะการความยาวของคมตดั
(ทม่ี า : สรุ ชัย บุญโสภณ, 2559)
ข้อควรระวงั ในการลับคมตดั ดอกสว่าน
1) ถ้าลับมุมจิกของดอกสว่านสองข้างไม่เท่ากัน คมตัดจะตัดงานเพียงด้านเดียวมีผลให้คมตัดน้ัน
รับภาระงานมากกวา่ ปกตทิ ่ีมคี มตดั กินงานสองคมตดั และต้องใช้แรงในการปอ้ นงานมากขนึ้
2) ถ้าลับให้ความกว้างของคมตัดไม่เท่ากัน มุมจิกจะไม่ได้ศูนย์ มีผลให้รูท่ีเจาะมีขนาดใหญ่กว่าขนาด
ของดอกสวา่ น
211
(ก) มุมจิกของดอกสว่าน 2 ขา้ งไมเ่ ท่ากนั (ข) ความกว้างของคมตดั ไมเ่ ทา่ กนั
รปู ที่ 5.36 แสดงการลับปลายคมตดั ดอกสว่านท่ไี มด่ ี
(ที่มา : สุรชยั บุญโสภณ, 2559)
212
แบบทดสอบหลังเรยี นหน่วยที่ 5
เครอ่ื งเจาะและงานลับคมตดั ดอกสวา่ น
จงทาเคร่อื งหมาย กากบาท (X) ขอ้ ทถ่ี ูกต้องทีส่ ุดเพียงคาตอบเดียว (10 คะแนน)
1. ข้อใดเป็นลกั ษณะของเครอ่ื งเจาะรัศมี
ก. เป็นเครือ่ งเจาะขนาดเลก็ ที่ใชใ้ นงานเจาะรทู ่ีมขี นาดของรเู จาะไมเ่ กิน 12.7 มิลลิเมตร หรือไม่เกนิ 1/2
น้ิว
ข. เคร่ืองเจาะตดิ ตั้งอยูบ่ นโตะ๊ งานเพอ่ื ให้เครือ่ งเจาะมีความสงู เหมาะสมสาหรับการใช้งาน และใช้สายพาน
ในการเปลี่ยนความเรว็ รอบ
ค. เครื่องเจาะจะถกู ติดต้ังอยู่บนพ้ืนโรงงาน ส่งกาลังด้วยชุดเฟอื งทดหรอื ใช้สายพานในการเปล่ียน
ความเรว็ รอบ
ง. เครือ่ งเจาะท่ีมีชุดหวั เคร่ืองทปี่ ระกอบด้วยมอเตอร์ ชดุ เฟืองทด และชุดปอ้ นเจาะอัตโนมัตสิ ามารถเล่อื น
ไป-มาบนแขน (Arm) เพอื่ เลือ่ นหาตาแหน่งในการเจาะรขู องชนิ้ งานท่ีถกู จับยึดบนโตะ๊ งาน
จ. ถูกทกุ ขอ้
2. ส่วนประกอบใดของเคร่อื งเจาะทีม่ ีหนา้ ที่รองรบั นา้ หนกั ของเครอ่ื งทัง้ หมด
ก. โตะ๊ งาน ข. เสาเครือ่ ง ค. หวั เครอ่ื ง
ง. แกนเพลาเครื่อง จ. ฐานเครื่อง
3. ส่วนประกอบใดของเครื่องเจาะทท่ี าหน้าทจ่ี บั ยึดก้านเรยี วของหวั จบั ดอกสวา่ น
ก. เสาเคร่อื ง ข. แกนเพลาเครื่อง ค. หัวเคร่อื ง
ง. แกนปรับตั้งระยะปอ้ นเจาะ จ. แขนรศั มี
4. ก้านเรยี วดอกสว่านเปน็ เปน็ เรียวมาตรฐานใด
ก. เรียวมอส (Morse Taper) ข. เรียวจาคอบ (Jacob Taper)
ค. เรยี วจาโน (Jano Taper) ง. เรยี วบราวแอนชารป์ (Brown & Sharpe Taper)
จ. เรียวมาตรฐานสลกั เพลา (Standard Taper Pins)
5. การเจาะดว้ ยดอกเจาะฝงั หวั (Counter Bore) ใช้สาหรบั การเจาะแบบใด
ก. ใช้สาหรบั เจาะให้เกิดรูบนชิ้นงาน
ข. ใช้เจาะรูนาเพื่อให้การเจาะรูในช่วงเริม่ ตน้ ได้ตรงตาแหนง่ แมน่ ยามากขน้ึ
ค. ใช้ทาผิวเรียบหรือปรบั ขนาดของรเู จาะให้เทย่ี งตรงสงู กว่าการเจาะรูธรรมดา
ง. ใชส้ าหรบั ผายปากรูเจาะภายหลังจากเจาะรดู ว้ ยดอกสวา่ น
จ. ใช้สาหรบั เจาะและควา้ นรูทรงกระบอกอีกชน้ั ท่ปี ากรูเจาะให้มีขนาดโตกว่ารูเจาะ
6. การเจาะดว้ ยดอกผายปาก (Counter Sink) รูเจาะจะมีลกั ษณะอย่างไร
ก. รเู จาะเป็นชนั้ มีบา่ ฉาก ข. ทาให้เกิดเกลียวภายในรูเจาะ
ค. รูเจาะเอยี งเป็นรปู กรวย ง. รเู จาะมีผวิ เรียบและไดข้ นาดท่ีเทยี่ งตรง
จ. รูเจาะมีขนาดของรหู ลายชน้ั
213
7. ในการเจาะช้ินงานด้วยดอกสว่านขนาดเสน้ ผ่านศนู ญก์ ลาง 12 มิลลิเมตร ด้วยความเรว็ ตดั 24 เมตรตอ่ นาที
จะคานวณหาความเรว็ รอบไดเ้ ท่าไร
ก. 330.62 รอบต่อนาที ข. 370.62 รอบตอ่ นาที
ค. 456.62 รอบตอ่ นาที ง. 636.62 รอบต่อนาที
จ. 665.62 รอบต่อนาที
8. ในการเจาะรูด้วยดอกสว่านท่มี ีขนาดเส้นผ่านศูนยก์ ลาง 10 มิลลเิ มตร หากเลอื กใช้ความเรว็ รอบ 780 รอบ
ตอ่ นาที จะคานวณหาความเรว็ ตัดไดเ้ ทา่ ไร
ก. 18.5 เมตรตอ่ นาที ข. 24.5 เมตรตอ่ นาที
ค. 27.6 เมตรต่อนาที ง. 30.6 เมตรต่อนาที
จ. 32.6 เมตรต่อนาที
9. การปฏิบัตงิ านในข้อใด ไมม่ ีความปลอดภัย ในขณะใชเ้ ครื่องเจาะ
ก. เมอ่ื ทาการเจาะรใู กลท้ ะลุควรออกแรงกดแขนหมนุ เจาะเพิ่มขนึ้
ข. สวมแวน่ ตานริ ภยั เมอ่ื ปฏิบตั งิ าน
ค. ไมท่ าความสะอดเคร่อื งเจาะขณะทหี่ วั จบั ดอกสว่านหมุน
ง. ใชแ้ ปรงปัดเศษโลหะ
จ. ผดิ ทกุ ขอ้
10. ขอ้ ใดกล่าวถึงวธิ ีการบารุงรักษาเครือ่ งเจาะที่ ไมถ่ ูกต้อง
ก. ตรวจสอบระบบไฟฟ้าของเคร่ืองให้อย่ใู นสภาพท่ีพร้อมใช้งาน
ข. ตรวจสอบความตึงของสายพานส่งกาลังกอ่ นใช้งาน
ค. หลอ่ ล่ืนสว่ นที่มีการเคลือ่ นท่ขี องเคร่อื งเจาะในขณะปฏบิ ัตงิ าน
ง. แตง่ กายให้รัดกมุ ขณะเข้าปฏบิ ตั งิ าน หากผมยาวจะตอ้ งรดั ผมและหา้ มผกู เนค็ ไทขณะใช้เคร่อื งเจาะ
จ. ทาความสะอาดเคร่อื งเจาะหลงั เลกิ ใชง้ าน
214
แบบประเมนิ ด้วยตนเอง
ช่อื ..........................................นามสกุล............................................ระดบั ช้ัน................ปีท่ี...........เลขที่.............
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ดา้ นทกั ษะการเรียนรู้ (ทกั ษะพิสยั ) จากการทาแบบประเมนิ ผลการเรียนรู้ เกณฑผ์ า่ น 60 % ขึน้ ไป
เฉลยแบบฝึกหดั ก่อนและหลงั เรียน
ข้อที่ เฉลย ขอ้ ที่ เฉลย
1ง6ค
2จ7ง
3ข8ข
4ก9ก
5 จ 10 ค
คะแนนแบบทดสอบกอ่ นเรียน ได้..............................คะแนน คดิ เป็น................. % ได้เกณฑ.์ .....................
คะแนนแบบทดสอบหลงั เรียน ได.้ .............................คะแนน คิดเป็น................. % ไดเ้ กณฑ.์ .....................
ด้านคณุ ธรรม จริยธรรมและคณุ ลักษณะที่พึงประสงค์ (จิตพสิ ยั ) เกณฑ์ผ่าน 15 คะแนน
ให้นักเรยี นประเมินตนเอง โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดงั นี้
2 คะแนน หมายถึง ดีมาก
1 คะแนน หมายถงึ ปานกลาง
0 คะแนน หมายถงึ ต้องปรับปรงุ
หัวข้อประเมนิ คะแนน นร. ครู
ความคิดริเร่มิ สรา้ งสรรค์ เช่น ใช้ความคดิ หลากหลายเพือ่ แกป้ ญั หา, คดิ สิ่งใหม่ ๆ
2
ทเี่ ป็นประโยชน์
ความมวี นิ ัย เชน่ แตง่ กายถกู ต้องตามระเบยี บ–ขอ้ ตกลง, ตรงตอ่ เวลา 2
ความรบั ผดิ ชอบ เช่น มกี ารเตรียมความพร้อมในการเรียน และการปฏิบตั ิงาน 2
ความซื่อสัตยส์ จุ ริต เชน่ ตง้ั ใจทาแบบทดสอบดว้ ยตนเอง ไม่ทจุ ริต 2
ความรักสามคั คี เชน่ ร่วมมอื กันทากิจกรรมกลมุ่ , ยอมรบั ความคดิ เพ่อื นดว้ ยเหตุผล 2
ความสนใจใฝ่รู้ เช่น ศกึ ษาค้นควา้ ดว้ ยตนเอง, ซกั ถามปญั หาข้อสงสยั 2
การพง่ึ ตนเอง เช่น แก้ปญั หาเฉพาะหนา้ ได้, ทางานได้ภายใตข้ อ้ กาหนด 2
มนษุ ยสมั พนั ธ์ที่ดี เช่น กิรยิ าทา่ ทาง พูดจาสภุ าพ, ช่วยเหลอื ผอู้ ่ืน 2
ความเช่ือมั่นในตนเอง เชน่ แสดงความคิดเห็นอยา่ งมเี หตผุ ล, เสนอตวั แขง่ ขนั หรอื
2
ทางานท้าทาย
การประหยัด เชน่ ใช้ทรพั ยากร ทัง้ ของตนเองและสว่ นรวมอยา่ งค้มุ ค่า 2
20
รวม
คะแนนดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรมและคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ ได.้ .......................คะแนน คิดเป็น................. %
ได้เกณฑ.์ .....................