ค ำนำ
ี
็
ี
ี
์
ู
้
ุ
ู
้
ื
่
รายงานเล่มน้เปนสอประกอบการเรยนร กล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตรและ
ี
่
ี
์
ึ
่
ึ
ิ
ู
ิ
ั
ื
ื
์
คมอหนงสออเล็กทรอนกส เทคโนโลยีชั้นประถมศกษาปท 5 ในรายวิชาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ซงตาม
่
้
็
ู
ึ
หลักสตรแกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เพื่อเปนเปาหมายในการ
ี
้
็
พัฒนาคณภาพผู้เรยน และกระบวนการจัดการเรยนร เพื่อเปนกรอบและทศทางในการ
ิ
ู
ี
ุ
จัดการเรยนการสอน ให้ตรงตามมาตรฐาน ตัวช้วัดและสาระการเรยนร ของกล่มสาระ
ู
้
ุ
ี
ี
ี
ู
ู
้
ี
ึ
์
วิทยาศาสตร ป.5 การเรยนรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีโดยพิจารณาตามหลักสตร แกนกลางการศกษา
์
ขั้นพื้นฐาน 2551 (ฉบับปรบปรง พุทธศักราช 2560) หากมข้อผิดพลาดประการใดคณะ
ุ
ั
ี
่
ผู้จัดท า ขออภัย ณ ทน้ด้วย
ี
ี
ู
้
ี
ตัวช้วัดและสาระการเรยนรแกนกลาง 45
ี
้
ิ
ค าอธบายรายวิชาพื้นฐานและโครงสรางรายวิชาพื้นฐาน 56
สำรบัญ
้
ู
์
ี
ู
กระบวนการจัดการเรยนร รปแบบการสอนและทักษะทางวิทยาศาสตร 59
หน้า การวัดและประเมนผลการเรยนร 90
ู
้
ิ
ี
ค าน า สอ/แหล่งเรยนร 92
ี
่
ู
้
ื
สารบัญ ภาคผนวก
บทน า 1 อภธานศัพท์
ิ
วิสัยทัศน์ 3 ตัวอย่างหน่วยการเรยนร ู ้
ี
หลักการ 4 แผนการจัดการเรยนรทเน้นผู้เรยนเปนส าคัญทใช้นวัตกรรม
้
ี
ี่
ี่
ู
ี
็
จดหมาย 5 คณะผู้จัดท า
ุ
ู
ุ
ี่
ุ
คณลักษณะอันพึงประสงค์ของหลักสตรและคณลักษณะตามศตวรรษท 21 7
ี่
ู
สมรรถนะของหลักสตรและสมรรถนะตามศตวรรษท 21 11
คณภาพผู้เรยน 13
ี
ุ
รายวิชาทเปดสอน 24
ี่
ิ
ี
์
ท าไมต้องเรยนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 25
ู
ี
้
์
เรยนรอะไรในวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 26
ู
ิ
ธรรมชาตของความรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 28
้
์
เปาหมายส าคัญของการจัดการเรยนการสอนวิทยาศาสตร 30
์
ี
้
ู
้
แนวการสรางการรวิทยาศาสตรส าหรบหลักสตรนักเรยนระดับประถมศกษา 31
้
์
ึ
ี
ู
ั
สาระและมาตรฐานการเรยนร ้ ู 32
ี
ิ
รายวิชาเพิ่มเตม --35
1 2
้
ู
ึ
ี
ั
ุ
ู
์
1.บทนำ การเรยนรวิทยาศาสตร (ฉบับปรบปรง พ.ศ.2560) ตามหลักสตรแกนกลางการศกษาขั้น
ึ
่
ึ
ู
ี
ู
ี
ู
ี
ตัวช้วัดและสาระการเรยนรแกนกลาง กล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตร (ฉบับ พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ข้น เพือให้สถานศกษา ครผู้สอน ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ
้
์
ุ
้
ู
่
ื
ื
ี
ี
ู
็
ื
ู
ั
ปรบปรง พ.ศ.2560) ตามหลักสตรแกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 น้ ี ได้ใช้เปนแนวทางในการพัฒนา หนังสอเรยน ค่มอครสอประกอบการเรยนการสอน
ึ
ุ
ี
้
ู
ุ
ิ
ี
ี
็
์
ี
้
ู
ี
่
ได้ก าหนดสาระการเรยนรออกเปน ๘ สาระ ได้แก่ ส าระท ๑ วิทยาศาสตรชวภาพ ส าระ ตลอดจนการวัดและประเมนผล โดยตัวช้วัดและสาระการเรยนรแกนกลาง กล่มสาระ
์
ี
ึ
ั
ุ
้
ู
ู
ี
ี่
์
ี่
์
ท ๒ วิทยาศาสตรกายภาพ ส าระท ๓ วิทยาศาสตรโลกและอวกาศ สาระท ๔ ชววิทยา การเรยนรวิทยาศาสตร (ฉบับปรบปรง พ.ศ.2560) ตามหลักสตรแกนกลางการศกษาขั้น
ี่
่
ี
ี
ุ
ั
ึ
ี
ี่
สาระท ๕ เคม สาระท ๖ ฟสกส สาระท ๗ โลก ดาราศาสตร และอวกาศ และสาระท ๘ พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ทจัดท าข้นน้ได้ปรบปรงเพื่อให้มความสอดคล้องและ
ี่
ิ
ี่
์
์
ี
ี่
ิ
้
ี
ี
ู
ี
่
ุ
ู
ื
้
เทคโนโลยี ซงองค์ประกอบของหลักสตร ทั้งในด ้านของเน้อหา การจัดการเรยนการ เชอมโยงกันภายในสาระการเรยนร เดยวกันและระหว่างสาระการเรยนรในกล่มสาระ
ื
ี
ึ
ู
่
์
ู
์
ื
ื
่
้
้
ี
ู
ิ
ู
้
สอนและการวัดและประเมนผล การเรยนรนั้นมความส าคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐาน การเรยนรวิทยาศาสตร ตลอดจนการเชอมโยงเน้อหาความร ทางวิทยาศาสตรกับ
ี
ี
์
ั
ิ
่
ุ
ี
ี
่
ี
่
ื
่
ื
ู
ี
ี
ี
้
์
การเรยนรวิทยาศาสตรของผู้เรยนในแต่ละระดับชั้นให้ม ความต่อเนองเชอมโยงกัน คณตศาสตรด้วย นอกจากน้ ยังได้ปรบปรงเพือให้มความทันสมัยต่อการเปลยนแปลง
ี
ิ
ั
ึ
่
ี
ี
ี
ึ
ึ
่
ี
ุ
ตั้งแต่ชั้นประถมศกษาปท ๑ จนถงชั้นมัธยมศกษาปท ๖ ส าหรบกล่มสาระการเรยนร ู ้ และความเจรญก้าวหน้าของวิทยาการต่าง ๆ และทัดเทยมกับนานาชาต ิ
ี
้
็
์
ี
ู
ี
ี
วิทยาศาสตร ได้ก าหนดตัวช้วัดและสาระการเรยนรแกนกลาง ทผู้เรยนจ าเปนต้องเรยน
ี
่
ี
้
ึ
ี
ู
ี
่
เปนพื้นฐาน เพือให้สามารถ น าความรน้ไปใช้ในการด ารงชวิต หรอศกษาต่อในวิชาชพท ่ ี
ื
ี
็
ต้องใช้วิทยาศาสตรได้ โดยจัดเรยงล าดับความยากง่าย ของเน้อห าทั้ง ๘ สาระในแต่ละ
ี
์
ื
ี
ี
้
ู
ี
ระดับชั้นให้มการเชอมโยงความรกับกระบวนการเรยนร และการจัดกิจกรรมการ เรยนร ้ ู
่
ื
ู
้
ี
ี
ุ
ิ
็
ทส่งเสรมให้ผู้เรยนพัฒนาความคด ทั้งความคดเปนเหตเปนผล คดสรางสรรค์ คด
่
็
ิ
ิ
ิ
ิ
้
ี
์
์
่
์
วิเคราะหวิจารณ มทักษะท ส าคัญทั้งทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรและทักษะใน
ี
ศตวรรษท ๒๑ ในการค้นคว้าและสรางองค์ความรด้วยกระบวนการสบเสาะหาความร ู ้
ี่
้
ู
ื
้
ิ
ั
สามารถแก้ปญหาอย่างเปนระบบ สามารถตัดสนใจโดยใช้ข้อมลหลากหลายและ
ู
็
ประจักษ์พยานทตรวจสอบได้ สถาบันส่งเสรมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ิ
่
ี
์
้
ุ
ึ
(สสวท.) ตระหนักถงความส าคัญของการจัดการเรยนร วิทยาศาสตรทม่งหวังให้เกิดผล
ี
ู
์
ี
่
ี
ู
้
ุ
ี
ี
่
ึ
ุ
สัมฤทธ์ต่อผู้เรยนมากทสด จงได้จัดท าตัวช้วัดและสาระการเรยนรแกนกลาง กล่มสาระ
ี
ิ
3 4
ั
2.วิสยทัศน ์ 3.หลักกำร
์
ี
์
์
ึ
2.1วิสัยทัศนแผนการศกษายุทธศาสตรแห่งชาต ิ 1. พัฒนาความรความสามารถทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีตามศักยภาพของผู้เรยน
้
ู
ุ
ุ
ี
ั
ี
ึ
ั
ู
ี
็
้
ี
ี
็
้
ู
ื
คนไทยทกคนได้รบการศกษาและเรยนรตลอดชวิตอย่างมคณภาพ ด ารงชวิตอย่างเปน และสามารถ น าไปเปนเครองมอในการเรยนรส่งต่าง ๆ และเปนพื้นฐานส าหรบ
ื
่
็
ิ
ี
ั
สข สอดคล้องกับหลักปรชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการเปลยนแปลงของโลก การศกษาต่อ
่
ุ
ึ
ู
่
ื
ี
ี
ี
้
ี่
ศตวรรษท ๒๑” 2. จัดกิจกรรมกระบวนการเรยนรอย่างหลากหลายต่อเนอง ผู้เรยนมส่วนร่วมในการจัด
ู
้
ี
ู
ุ
ี
์
2.2วิสัยทัศนหลักสตรแกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน กระบวนการ เรยนรอย่างมความสข
ึ
ู
็
ิ
ุ
ี
ี
ึ
่
ุ
ู
ี
่
ี
หลักสตรแกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐานม่งพัฒนาผู้เรยนทกคนซงเปนก าลังของชาตให้ 3. จัดแผนการเรยนการสอนให้แก่ผู้เรยน เพือให้ผู้เรยนได้มโอกาสเรยนรวิชา
ึ
้
ี
ี
ี
ี
เปนมนษย์ทมความสมดลทั้งด้านร่างกายความรคณธรรมมจตส านกในความเปนพลเมอง วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ตามความถนัดและความสนใจ
ื
ิ
์
ึ
ุ
่
็
็
ุ
ี
ุ
ู
้
ู
้
ี
ุ
้
ู
์
็
ี
ไทยและเปนพลโลกยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธปไตยอันม ี 4. พัฒนาบคลากรของกล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีให้มความรและ
ุ
ิ
์
ี
่
ี
็
ุ
ี
พระมหากษัตรย์ทรงเปนประมขมความรและทักษะพื้นฐานรวมทั้งเจตคตทจ าเปนต่อ ทักษะตลอดจน น าประสบการณมาใช้ในการเรยนการสอนโดยเน้นผู้เรยนเปนส าคัญ
ี
็
็
้
ิ
ิ
ู
ุ
ี
์
ี
ึ
ิ
ิ
การศกษาต่อการประกอบอาชพและการศกษาตลอดชวิตโดยม่งเน้นผู้เรยนเปนส าคัญบน 5. มการนเทศและตดตามอย่างเปนระบบในด้านการเรยนการสอนวิทยาศาสตรและ
ี
ึ
็
็
ี
ี
ื
้
่
พื้นฐานความเชอว่าทกคนสามารถเรยนรและพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ เทคโนโลยี
ู
ี
ุ
ี
ุ
์
ุ
้
ี
็
2.3วิสัยทัศนกล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตร ์ 6. จัดการเรยนการสอนโดยการสอดแทรกคณธรรม จรยธรรม ในทกรายวิชาอย่างเปน
ุ
ู
ิ
้
์
ู
ี
ิ
ี
ี
กล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีส่งเสรมผู้เรยนให้มการพัฒนาทักษะ รปธรรม จัด กิจกรรมวิชาการด้านวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีให้นักเรยนกล้าแสดงออก
ุ
ู
ี
์
็
ิ
ู
ิ
ิ
ี
่
ี
ิ
่
ู
ิ
กระบวนการ คดขั้นสง เพือน าไปส่ความเปนเลศทางวิชาการ มเจตคตทเหมาะสมต่อ และได้ปฏบัตกิจกรรมต่าง ๆ ตามความถนัดและความสนใจ
ี
ั
ิ
วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีรคณค่าของ ภมปญญาไทย 7. จัดกิจกรรมน าเสนอผลงานนักเรยน ครในงานนทรรศการทางวิชาการภายในโรงเรยน
์
ี
ุ
ู
ู
้
ิ
ู
8. สนับสนน ส่งเสรมให้ครผลตสอและนวัตกรรมประกอบการเรยนการสอนตาม
ี
ู
ื
่
ุ
ิ
ิ
ี
ู
้
ิ
ี
่
ื
เน้อหาการเรยนร 9. จัดกิจกรรมส่งเสรม พัฒนาผู้เรยนทมความสามารถ และช่วยเหลอ
ี
ี
ื
ผู้เรยนทมปญหาด้านการเรยน วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ี
ั
ี่
ี
ี
์
ี
ี
ิ
ิ
่
ุ
10. วัดผลและประเมนผลตามสภาพจรง ด้วยวิธการทหลากหลายให้ครอบคลมทั้ง
5 6
ี
้
ู
ุ
ทางด้านความรทักษะ/ กระบวนการ สมรรถนะส าคัญของผู้เรยน และคณลักษณะอันพึง 4.จุดมุงหมำย
่
ี
ุ
ประสงค์ วิสัยทัศน์ หลักการสมรรถนะส าคัญของผู้เรยน และคณลักษณะอันพึงประสงค์ กล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีม่งพัฒนาผู้เรยนให้เปนคนดมปญญา
์
ี
ี
ุ
็
้
ี
ั
ู
ี
ุ
ี
ุ
ึ
ี
ี
ุ
ี
ี
มความสข มศักยภาพในการศกษาต่อ และประกอบอาชพ และผู้เรยนมคณภาพตาม
ุ
เกณฑ์ของคณภาพผู้เรยนกล่มสาระ การเรยนรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีเมอจบ
ื
่
ุ
ี
์
้
ี
ู
การศกษาขั้นพื้นฐาน ดังน้
ี
ึ
ู
้
์
ี
ุ
ี
ุ
1. มคณภาพตามเกณฑ์ของคณภาพผู้เรยนกล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตรและ
ี
ุ
เทคโนโลยี
2. มคณธรรม จรยธรรม และค่านยมทพึงประสงค์ เหนคณค่าของตนเอง มวินัยและ
ิ
ุ
ุ
็
ี
ี
ิ
่
ี
ิ
ิ
ื
ั
ื
ปฏบัตตนตาม หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรอศาสนาทตนนับถอ ยึดหลักปรชญา
ี่
ของเศรษฐกิจพอเพียง
ิ
ื
ั
้
่
ี
ู
3. มความร ความสามารถในการสอสาร การคด การแก้ปญหา การใช้เทคโนโลยี และม ี
ี
ิ
ั
ทักษะชวิต 4. มสขภาพกายและสขภาพจตทด มสขนสัย และรกการออกก าลังกาย
ี
ุ
ิ
ี
ุ
ุ
ี่
ี
ี
ิ
ี
ิ
5. มความรกชาต มจตสานกในความเปนพลเมองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถชวิต และ
ี
ึ
ั
็
ี
ื
ิ
็
ี
การปกครองตาม ระบอบประชาธปไตยอันมพระมหากษัตรย์ทรงเปนประมข
ิ
ุ
ั
6. มจตสานกในการอนรกษ์วัฒนธรรมและภมปญญาไทย การอนรกษ์และพัฒนา
ั
ุ
ุ
ั
ิ
ี
ู
ิ
ึ
ิ
ี
ิ
ี
่
์
ุ
้
ิ
ส่งแวดล้อม มจต สาธารณะทม่งท าประโยชนและสรางส่งทดงามในสังคม และอยู่
ี
่
ี
ร่วมกันในสังคมอย่างมความสข
ี
ุ
7 8
ิ
์
ื
ี
่
่
ี
็
้
ึ
ู
ู
่
้
5.คุณลักษณะอันพึงประสงคของหลักสูตรและคุณลักษณะตำมศตวรรษที่ 21 4. ใฝเรยนรหมายถง การค้นคว้าหาความรหรอส่งทเปนประโยชนเพือพัฒนาตนเองอยู่
์
เสมอ
ุ
้
ู
ี
์
ุ
ี
ุ
กล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีม่งพัฒนาผู้เรยนให้มคณลักษณะ
ี
ี
ี
5. อยู่อย่างพอเพียง หมายถง การมความพอดในการบรโภค ใช้ทรพยากรและเวลาว่าง
ึ
ั
ิ
ื
่
ี
่
อันพึงประสงค์ เพือให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อนในสังคมได้อย่างมความสข ในฐานะเปน
ุ
็
้
์
ิ
ู
ึ
็
ให้เปนประโยชน ค านงถงฐานะและเศรษฐกิจ คดก่อนใช้จ่ายตามความเหมาะสมรจัก
ึ
พลเมองไทย และพลโลก ตามหลักสตร แกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน ดังน้ ี
ู
ึ
ื
ั
์
ู
การเพิ่มพูนทรพย์ด้วยการเก็บ และน าไปใช้ให้เกิดประโยชนดแลรกษาบรณทรพย์ของ
ั
ู
ั
ี
ึ
ู
ิ
ั
1. รกชาต ศาสน์กษัตรย์หมายถง มความภาคภมใจในความเปนไทย นยมไทย ปฏบัต ิ ตนเอง มการเก็บออมเงนไว้ตามสมควร
ิ
ิ
ิ
ิ
็
ิ
ี
ตามค าสั่งสอน ของศาสนาเคารพเทดทนศาสนา แสดงความจงรกภักดเทดทนพระเกียรต ิ 6. ม่งมั่นในการท างาน หมายถง การศกษาเรยนรเพือหาข้อเท็จจรง ซงอาจพัฒนาไปส่ ู
ู
ั
ี
ิ
ู
ิ
ู
่
้
ิ
่
ี
ึ
ึ
ึ
ุ
และพระราชกรณยากิจของ พระมหากษัตรย์ ความจรงในส่งท ต้องการเรยนรหรอต้องการหาค าตอบเพือน าค าตอบทได้นั้นมาใช้
ิ
ี
ิ
่
ื
่
้
ู
ี
ี
่
ิ
ี
ิ
ิ
ุ
็
2. ซอสัตย์สจรต หมายถง การประพฤตปฏบัตอย่างเหมาะสม และตรงต่อความเปนจรง ประโยชนในด้านต่าง ๆ เช่น การ ยกระดับความรการน าไปประยุกต์ใช้ในชวิตประจ าวัน
่
ื
ิ
ิ
ึ
ิ
้
์
ี
ู
ประพฤตปฏบัต อย่างตรงไปตรงมา ทั้งกาย วาจา ใจ ต่อตนเองและผู้อนรวมตลอดทั้งต่อ หรอน ามาสรปเปนความจรงได้
ิ
ิ
่
ื
ิ
ุ
ื
ิ
็
ิ
ู
ิ
่
ี
ี
่
ี
หน้าทการงานและค ามั่น สัญญา ความประพฤตทตรงไปตรงมาและจรงใจในส่งทถกท ่ ี 7. รกความเปนไทย หมายถง เข้าใจ หวงแหนความเปนไทยซงถอเปนต้นทนทางสังคม
ิ
่
ึ
็
ั
็
ุ
่
ื
ึ
็
ึ
ู
ิ
ควร ถกต้องตามท านองคลองธรรมรวมไป ถงการไม่คดคดทรยศ ไม่คดโกงและไม่ ท าให้ทกศาสนา สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันตโดยต้องมการด าเนนชวิตโดยกายสจรต
ุ
ุ
ิ
ี
ี
ิ
ิ
ี
่
่
ั
หลอกลวงนอกจากน้แล้วความซอสัตย์สจรตยังรวมไปถงการ รกษาค าพูดหรอค ามั่น วจสจรต และมโนสจรตเปน คณลักษณะทเกียวข้องกับการเข้าสังคมและการม ี
ื
ึ
ื
ุ
ิ
ิ
ุ
ุ
็
ี
่
ี
ิ
ุ
ั
สัญญาและการปฏบัตหน้าทการงานของตนเองด้วยความรบผิดชอบและด้วย ความ ปฏสัมพันธกับผู้อน เช่น ความมกิรยามารยาท การ ปรบตัว ความตรงต่อเวลา ความ
ิ
ี่
ิ
ิ
ี
ิ
ั
่
ื
์
ื
ซอสัตย์ไม่แสวงหาผลประโยชนให้แก่ตนเองและพวกพ้องด้วยการใช้อ านาจหน้าทโดย สภาพ การมสัมมาคารวะ การพูดจาไพเราะ และอ่อนน้อมถ่อมตน คณลักษณะอันพึง
์
่
่
ี
ุ
ุ
ี
ิ
ี
มชอบซง ความซอสัตย์สจรตน้จะด าเนนไปด้วยความตั้งใจจรงเพือท าหน้าทของตนเอง ประสงค์
่
่
ื
่
ิ
ุ
่
ิ
ิ
ึ
ี
็
ให้ส าเรจลล่วง ด้วยความ ระมัดระวัง และเกิดผลดต่อตนเองและสังคม 8. มจตสาธารณะ หมายถง คณลักษณะทางจตใจของบคคลเกียวกับการมองเหนคณค่า
ี
ุ
ึ
ิ
ิ
ุ
่
ุ
ุ
็
ี
ิ
ี
ุ
ู
3. มวินัย หมายถง การควบคมความประพฤตให้ถกต้องและเหมาะสมกับจรรยามารยาท หรอการให้ คณค่าแก่การมปฏสัมพันธทางสังคมและส่งต่าง ๆ ทเปนส่งสาธารณะทไม่ม ี
ึ
ื
ิ
็
่
ิ
ี
ิ
์
ุ
ี
่
ี
ข้อบังคับ ข้อตกลง กฎหมายและศลธรรมการรจักควบคมตนเองให้ประพฤตปฏบัตตาม ผู้ใดผู้ผู้หนงเปนเจ้าของ หรอเปนส่งทคนในสังคมเปนเจ้าของร่วมกันเปนส่งทสามารถ
ิ
ิ
ิ
ุ
ู
้
ี
็
็
ิ
ื
ี
็
่
ี
ิ
ึ
่
่
็
ี
ข้อตกลง ข้อบังคับ ระเบยบแบบแผน และขนบธรรมเนยมประเพณอันดงามย่อมน ามา สังเกตได้จากความรสกนกคด หรอการ กระท าทแสดงออกมา ได้แก่ การหลกเลยงการ
ี
ี
ี
ี
่
ี
ิ
ื
ี
ึ
ู
้
ึ
่
็
ี
ี
ซงความสงบสขในชวิตของตน ความเปนระเบยบเรยบรอยของสังคมและประเทศชาต ิ ใช้หรอการกระท าทจะท าให้เกิดความช ารดเสยหายต่อ ส่วนรวมทใช้ประโยชนร่วมกัน
่
ี
้
ึ
ุ
ื
ี
่
ุ
ี
่
ี
์
9 10
็
ี
่
ุ
ิ
ื
ี
ั
ี
่
ู
ี
่
ี
ของกล่มการถอเปนหน้าททจะมส่วนร่วมในการดแลรกษาของส่วนรวม ในวิสัยทตน Critical Thinking and Problem Solving : มทักษะในการคดวิเคราะห การคดอย่าง
์
ิ
สามารถท าได้และการเคารพสทธในการใช้ของส่วนรวมทเปนประโยชนร่วมกันของ มวิจารณญาณ และแก้ไขปญหาได้
ี
็
ิ
ั
ี
์
ิ
่
กล่ม
ุ
้
ิ
ิ
Creativity and Innovation : คดอย่างสรางสรรค์ คดเชงนวัตกรรม
ิ
่
์
5.1คุณลักษณะทีพึงประสงคของผูเรยนในศตวรรษที 21 ควรประกอบดวย
่
้
้
ี
็
Collaboration Teamwork and Leadership : ความร่วมมอ การท างานเปนทม และ
ี
ื
คุณลักษณะ4 ดำน ได้แก่
้
ภาวะผู้น า
ู
้
็
ี
1.คณลักษณะด้านความร คอ เปนผู้ใฝรใฝเรยนและกล้าแสดงออก รกการเรยนรและการ
่
่
้
ั
ู
ุ
ี
้
ื
ู
ื่
Communication Information and Media Literacy : ทักษะในการสอสาร และการ
ี
เรยนรด้วยตนเอง
้
ู
รเท่าทันสอ
้
่
ื
ู
ิ
ื
2.คณลักษณะด้านความคด คอ การคดวิเคราะหการคดสังเคราะหการคดอย่างม ี
ิ
์
ิ
ุ
ิ
์
วิจารณญาณ และการคดสรางสรรค์ Cross-cultural Understanding : ความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม
ิ
้
ิ
ุ
ี
้
ื
ี
ู
3.คณลักษณะด้านทักษะ คอ ทักษะการเรยนรและนวัตกรรมทักษะชวิตและการท างาน กระบวนการคดข้ามวัฒนธรรม
และทักษะด้านสอ เทคโนโลยีและสารสนเทศ
ื่
Computing and ICT Literacy : ทักษะการใช้คอมพิวเตอร และการรเท่า ทัน
้
์
ู
ิ
ี
ึ
ุ
ิ
ิ
ื
ี
ุ
ี
4.คณลักษณะด้านคณธรรมคอ การมจตส านกและค่านยมทดงามทดการมจตสาธารณะ
่
ี
ี
ี
่
่
ึ
ี
์
ั
ุ
เทคโนโลยี ซงเยาวชนในยุคปจจบันมความสามารถด้านคอมพิวเตอรและเทคโนโลยี
ื
ิ
่
ั
ี
ี
ุ
ความซอสัตย์สจรต ความมระเบยบวินัยและความรบผิดชอบต่อตนเองและสังคม อย่างมากหรอเปน Native Digital ส่วนคนร่นเก่าหรอผู้สงอายุเปรยบเสมอนเปน
ุ
ี
ู
ื
ื
็
ื
็
ู
้
ู
ี
่
ี
่
ั
5.2คุณสมบติและทักษะของผูเรยนในศตวรรษที21 Immigrant Digital แต่เราต้องไม่อายทจะเรยนรแม้ว่าจะสงอายุแล้วก็ตาม
้
ี
ี
Career and Learning Skills : ทักษะทางอาชพ และการเรยนร ู ้
ี
3R8C
ื
3Rคอ Compassion : มคณธรรม มเมตตา กรณา มระเบยบวินัย ซงเปนคณลักษณะพื้นฐาน
็
่
ึ
ี
ุ
ี
ุ
ุ
ี
ี
ุ
็
ี่
็
ี
ี
Reading-อ่านออก Writing-เขยนได้ Arithmetic มทักษะในการค านวณ ส าคัญของทักษะขั้นต้นทั้งหมด และเปนคณลักษณะทเด็กไทยจ าเปนต้องม ี
ื
8C คอ
11 12
ุ
ี
์
้
ิ
่
6.สมรรถนะของหลักสูตรและสมรรถนะตำมศตวรรษที 21 ท างาน และการอยู่ร่วมกัน ในสังคมด้วยการสรางเสรมความสัมพันธอันดระหว่างบคคล
ั
ั
ู
้
ี
ุ
ุ
ี
ู
กล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีม่งพัฒนาผู้เรยนตามหลักสตร การจัดการปญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรบตัวให้ทันกับการ
์
ี
่
ั
ี
ุ
ึ
ี
่
แกนกลางการศกษา ขั้นพื้นฐานม่งเน้นพัฒนาผู้เรยนให้มคณภาพตามมาตรฐานทก าหนด เปลยนแปลงของสังคมและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่าง เหมาะสม การปรบตัวให้ทันกับการ
ี
ุ
ี
้
ู
่
ี
ิ
่
ี
ี
ี
ึ
ซงจะช่วยให้ผู้เรยนเกิดสมรรถนะส าคัญ 5 ประการ ดังน้ เปลยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรจักหลกเลยง พฤตกรรมไม่พึง
่
ี
ื
่
่
็
ื
่
ี
ั
1. ความสามารถในการสอสาร เปนความสามารถในการรบและส่งสาร มวัฒนธรรมใน ประสงค์ทส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อน
็
ื
ู
่
้
ิ
้
การใช้ภาษา ถ่ายทอดความคด ความรความเข้าใจ ความรสก และทัศนะของตนเองเพือ 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเปนความสามารถในการเลอกและใช้เทคโนโลยี
ึ
ู
่
ี
็
ี
่
ู
์
์
แลกเปลยนข้อมลข่าวสาร และประสบการณอันจะเปนประโยชนต่อการพัฒนาตนเอง ด้านต่าง ๆ และม ทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยีเพือการพัฒนาตนเองและสังคมใน
้
ู
ี
่
ื
ู
้
ั
และสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพือ ขจัดและลดปญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลอก ด้านการเรยนรการสอสาร การท างาน การแก้ปญหาอย่างสรางสรรค์ถกต้องเหมาะสม
ั
่
ื
ี
ุ
ั
ู
ื
ู
รบหรอไม่รบข้อมลข่าวสารด้วยหลักเหตผลและความ ถกต้อง ตลอดจนการเลอกใช้ และมคณธรรม
ุ
ั
ื
่
ี
ี
ี
่
ื
ึ
วิธการสอสารทมประสทธภาพโดยค านงถงผลกระทบทมต่อตนเองและ สังคม
ี
ึ
ิ
ิ
่
ี
์
ิ
็
์
ิ
2. ความสามารถในการคด เปนความสามารถในการคดวิเคราะหการคดสังเคราะหการ
ิ
ิ
่
คดอย่าง สรางสรรค์การคดอย่างมวิจารณญาณ และการคดเปนระบบ เพือน าไปส่การ
ู
้
ิ
ี
ิ
็
ิ
สรางองค์ความรหรอ สารสนเทศเพือการตัดสนใจเกียวกับตนเองและสังคมได้อย่าง
่
ื
่
ู
้
้
เหมาะสม
็
ั
ั
3. ความสามารถในการแก้ปญหา เปนความสามารถในการแก้ปญหาและอปสรรคต่าง ๆ
ุ
ุ
ี
ู
่
ทเผชญได้อย่างถกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตผล คณธรรมและข้อมล
ิ
ู
ุ
่
ุ
์
์
สารสนเทศ เข้าใจ ความสัมพันธและการเปลยนแปลงของเหตการณต่าง ๆ ในสังคม
ี
้
้
ู
ี
ู
ิ
แสวงหาความรประยุกต์ความรมา ใช้ในการปองกันและแก้ไขปญหา และมการตัดสนใจ
้
ั
ึ
ิ
ึ
ิ
ึ
ี่
ิ
ทมประสทธภาพโดยค านงถงผลกระทบทเกิดข้น ต่อตนเอง สังคมและส่งแวดล้อม
ี
ี
่
็
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชวิต เปนความสามารถในการน ากระบวนการต่าง ๆ
ี
ไปใช้ในการ ด าเนนชวิตประจ าวัน การเรยนรด้วยตนเอง การเรยนรอย่างต่อเนอง การ
ู
ี
้
่
ื
ี
ิ
ี
้
ู
13 14
้
ี
้
ี
่
6.1สมรรถนะของผูเรยนในศตวรรษที๒๑ 7.คุณภำพผูเรยน
ึ
ี่
ี
• รายวิชาพื้นฐาน จบชั้นประถมศกษาปท3
❖ เข้าใจลักษณะทั่วไปของส่งมชวิตและการด ารงชวิตของส่งมชวิตรอบตัว
ิ
ี
ี
ี
ิ
ี
ี
ี่
ุ
ี่
ุ
ิ
❖ เข้าใจลักษณะทปรากฏ ชนดและสมบัตบางประการของวัสดทใช้ท าวัตถ และการ
ิ
เปลยนแปลง ของวัสดรอบตัว
ี่
ุ
่
ี
ี
ึ
่
ี
❖ เข้าใจการดง การผลัก แรงแม่เหล็ก และผลของแรงทมต่อการเปลยนแปลง การ
เคลอนทของวัตถ พลังงานไฟฟา และการผลตไฟฟา การเกิดเสยง แสงและการมองเหน
้
ี
้
ุ
ี
่
็
ิ
่
ื
ิ
ึ
์
❖ เข้าใจการปรากฏของดวงอาทตย์ ดวงจันทร และดาว ปรากฏการณการข้นและตก
์
ิ
ิ
ื
ของดวง อาทตย์ การเกิดกลางวันกลางคน การก าหนดทศ ลักษณะของหน การจ าแนก
ิ
ชนดดน และการใช้ประโยชน์ ลักษณะและความส าคัญของอากาศ การเกิดลม ประโยชน ์
ิ
ิ
และโทษของลม
❖ ตั้งค าถามหรอก าหนดปญหาเกียวกับส่งทจะเรยนรตามทก าหนดให้หรอตามความ
ี
ิ
่
ี
่
ู
่
ื
ั
้
ื
ี
ื
ู
ึ
ื
่
สนใจ สังเกต ส ารวจตรวจสอบโดยใช้เครองมออย่างง่าย รวบรวมข้อมล บันทก และ
ิ
ี่
ิ
ื
่
ื
ู
ี
อธบายผลการส ารวจ ตรวจสอบด้วยการ เขยนหรอวาดภาพ และสอสารส่งทเรยนรด้วย
้
ี
ื
่
ื
ื
การเล่าเรอง หรอด้วยการแสดง ท่าทางเพือให้ผู้อนเข้าใจ
่
่
ั
ั
ี
❖ แก้ปญหาอย่างง่ายโดยใช้ขั้นตอนการแก้ปญหา มทักษะในการใช้เทคโนโลยี
่
สารสนเทศและการ สอสารเบ้องต้น รกษาข้อมลส่วนตัว
ั
ู
ื
ื
ู
ี
่
❖ แสดงความกระตอรอรน สนใจทจะเรยนรมความคดสรางสรรค์เกียวกับเรองทจะ
ื
่
ี
้
ี่
่
ื
ิ
้
้
ื
ี
ศกษาตามท ก าหนดให้หรอตามความสนใจ มส่วนร่วมในการแสดงความคดเหนและ
ี
ึ
ื
็
่
ิ
ี
็
ื่
ิ
ั
ั
ยอมรบฟง ความคดเหนผู้อน
15 16
ุ
ึ
ั
ุ
ั
❖ แสดงความรบผิดชอบด้วยการท างานทได้รบมอบหมายอย่างม่งมั่น รอบคอบ ซากดกด าบรรพ์การเกิดลมบก ลม ทะเล มรสม ลักษณะและผลกระทบของภัยธรรมชาต ิ
ี
่
์
ี
ื
ิ
ื
ื
่
่
็
ุ
็
ประหยัด ซอสัตย์ จนงานลล่วงเปนผลส าเรจ และท างานร่วมกับผู้อนอย่างมความสข ธรณพิบัตภัย การเกิดและผลกระทบของปรากฏการณ เรอนกระจก
ี
ุ
่
ิ
ิ
ิ
ี
ื
ู
❖ ค้นหาข้อมลอย่างมประสทธภาพและประเมนความน่าเชอถอ ตัดสนใจเลอกข้อมล
ู
ื
ิ
ื
❖ ตระหนักถงประโยชน์ของการใช้ความรและกระบวนการทางวิทยาศาสตรในการ
์
ึ
ู
้
่
ื
ั
ุ
ใช้เหตผลเชง ตรรกะในการแก้ปญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอสารในการ
ิ
้
ด ารงชวิต ศกษา หาความรเพิ่มเตม ท าโครงงานหรอช้นงานตามทก าหนดให้หรอตาม
ื
ิ
ู
ี
่
ี
ึ
ิ
ื
ี
ื
ท างานร่วมกัน เข้าใจสทธและหน้าทของ ตน เคารพสทธของผู้อน
่
่
ิ
ิ
ิ
ิ
ความสนใจ
ั
่
ื
❖ ตั้งค าถามหรอก าหนดปญหาเกียวกับส่งทจะเรยนรตามทก าหนดให้หรอตามความ
่
ี
่
้
ู
ี
ิ
ื
ี
ึ
ี
จบชั้นประถมศกษาปท6
ี
่
่
สนใจ คาดคะเน ค าตอบหลายแนวทาง สรางสมมตฐานทสอดคล้องกับค าถามหรอ
ื
ี
้
ิ
ั
ิ
์
ี
ี
้
❖ เข้าใจโครงสราง ลักษณะเฉพาะการปรบตัวของส่งมชวิต รวมทั้งความสัมพันธของ
ั
ื่
ื
ุ
ปญหา ทจะส ารวจตรวจสอบ วางแผนและ ส ารวจตรวจสอบโดยใช้เครองมอ อปกรณ ์
ี่
ี
ี
ี
่
ี
ส่งมชวิตใน แหล่งทอยู่การท าหน้าทของส่วนต่าง ๆ ของพืช และการท างานของระบบ
่
ิ
ู
ิ
ิ
ี
และเทคโนโลยีสารสนเทศ ทเหมาะสม ในการเก็บรวบรวมข้อมลทั้ง เชงปรมาณและ
่
ุ
ย่อยอาหาร ของมนษย์
ุ
คณภาพ
ุ
่
ุ
ี
❖ เข้าใจสมบัตและการจ าแนกกล่มของวัสดสถานะและการเปลยนสถานะของสสาร
ิ
❖ วิเคราะหข้อมล ลงความเหน และสรปความสัมพันธของข้อมลทมาจากการส ารวจ
ุ
็
์
ู
ี่
ู
์
ี
่
การละลาย การเปลยนแปลงทางเคมการเปลยนแปลงทผันกลับได้และผันกลับไม่ได้และ
่
่
ี
ี
ี
่
ื
้
ู
ู
ตรวจสอบใน รปแบบทเหมาะสม เพือสอสารความรจากผลการส ารวจตรวจสอบได้อย่าง
่
่
ี
์
การแยกสาร อย่างง่าย ❖ เข้าใจลักษณะของแรงโน้มถ่วงของโลก แรงลัพธแรงเสยด
ี
ิ
ุ
มเหตผลและหลักฐานอ้างอง
ี
ทาน แรงไฟฟาและ ผลของแรงต่าง ๆ ผลทเกิดจากแรงกระท าต่อวัตถความดัน หลักการ
่
ี
้
ุ
ี
่
ึ
ี
จบชั้นมัธยมศกษาปท3
่
ี
ี
ุ
้
ี
ทมต่อวัตถวงจรไฟฟาอย่างง่าย ปรากฏการณเบ้องต้นของ เสยง และแสง
์
ื
ิ
ี
1. เข้าใจลักษณะและองค์ประกอบทส าคัญของเซลล์ส่งมชวิต ความสัมพันธของการ
่
ี
์
ี
่
ี
์
ึ
ู
ึ
❖ เข้าใจปรากฏการณการข้นและตก รวมถงการเปลยนแปลงรปร่างปรากฏของดวง
ี
ุ
ท างานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายมนษย์การด ารงชวิตของพืช การถ่ายทอดลักษณะทาง
์
จันทร องค์ประกอบของระบบสรยะ คาบการโคจรของดาวเคราะหความแตกต่างของ
์
ุ
ิ
พันธกรรม การเปลยนแปลงของยีนหรอโครโมโซม และตัวอย่างโรคทเกิดจากการ
ื
ี
่
ุ
่
ี
ุ
ดาวเคราะหและดาวฤกษ์การ ข้นและตกของกล่มดาวฤกษ์การใช้แผนทดาว การเกิดอป
์
ี
่
ึ
ุ
ี
์
ุ
ี
่
ุ
ี
เปลยนแปลงทางพันธกรรม ประโยชนและผลกระทบของส่งมชวิตดัดแปรพันธกรรม
ิ
ราคา พัฒนาการและประโยชน์ของเทคโนโลยีอวกาศ
ิ
ความหลากหลายทางชวภาพ ปฏสัมพันธขององค์ประกอบของระบบนเวศและการ
ิ
ี
์
❖ เข้าใจลักษณะของแหล่งน ้า วัฏจักรน ้า กระบวนการเกิดเมฆ หมอก น ้าค้าง น ้าค้าง
ี
ี
ถ่ายทอดพลังงานในส่งมชวิต
ิ
ิ
ิ
์
แข็ง หยาดน ้า ฟา กระบวนการเกิดหน วัฏจักรหน การใช้ประโยชนหนและแร่ การเกิด
้
ิ
17 18
ุ
ิ
ิ
ี่
ิ
ิ
2. เข้าใจองค์ประกอบและสมบัตของธาต สารละลาย สารบรสทธ์สารผสม หลักการ 7. เข้าใจแนวคดหลักของเทคโนโลยีได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยีการเปลยนแปลง ของ
ุ
่
ื
่
ี
์
่
ู
์
ี
์
ื
แยกสาร การเปลยนแปลงของสารในรปแบบของการเปลยนสถานะ การเกิดสารละลาย เทคโนโลยีความสัมพันธระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตรอน โดยเฉพาะวิทยาศาสตร หรอ
ึ
ื
ึ
ิ
ี
ิ
ิ
์
ิ
์
ี
์
ี
ุ
และการเกิดปฏกิรยาเคมและสมบัตทางกายภาพ และการใช้ประโยชนของวัสดประเภท คณตศาสตรวิเคราะหเปรยบเทยบ และตัดสนใจเพื่อเลอกใช้เทคโนโลยีโดยค านงถง
ิ
ิ
้
่
ุ
ู
ิ
์
พอลเมอรเซรามก และวัสดผสม ผลกระทบ ต่อชวิต สังคม และส่งแวดล้อมประยุกต์ใช้ความรทักษะ และทรพยากรเพือ
ี
ั
ิ
่
์
ื
ุ
ี
้
ั
์
3. เข้าใจการเคลอนท แรงลัพธและผลของแรงลัพธกระท าต่อวัตถ โมเมนต์ของแรง แรง ออกแบบและสราง ผลงานส าหรบการแก้ปญหาในชวิตประจ าวันหรอการประกอบ
ั
่
ื
ี
ี
ิ
ี่
์
ื
ุ
ทปรากฏในชวิตประจ าวัน สนามของแรง ความสัมพันธของงาน พลังงานจลน์พลังงาน อาชพโดยใช้กระบวนการออกแบบ เชงวิศวกรรม รวมทั้งเลอกใช้วัสดอปกรณและ
ี
ุ
์
้
ศักย์โน้มถ่วง กฎการอนรกษ์พลังงาน การถ่ายโอนพลังงาน สมดลความรอน เครองมอได้อย่างถกต้อง เหมาะสม ปลอดภัย รวมทั้ง ค านงถงทรพย์สนทางปญญา
ื
ุ
ึ
ุ
ั
ั
ั
ื
ิ
ู
ึ
่
์
ู
้
ู
์
ู
ิ
์
้
ความสัมพันธของปรมาณทางไฟฟา การต่อวงจรไฟฟาในบ้านพลังงานไฟฟา และ 8.น าข้อมลปฐมภมเข้าส่ระบบคอมพิวเตอรวิเคราะหประเมน น าเสนอข้อมล และ
ิ
ู
้
ิ
ุ
ั
ิ
ื
ี
่
หลักการเบ้องต้นของวงจรอเล็กทรอนกส์ สารสนเทศได้ตามวัตถประสงค์ใช้ทักษะการคดเชงค านวณในการแก้ปญหาทพบในชวิต
ิ
ิ
ิ
ี
ี
ิ
4.เข้าใจสมบัตของคลน และลักษณะของคลนแบบต่าง ๆ แสง การสะท้อน การหักเห จรง และเขยนโปรแกรมอย่างง่ายเพือช่วยในการแก้ปญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและ
ั
ื
ิ
่
ื
่
่
ู
้
ั
ื
์
ของแสงและทัศนอปกรณ การสอสาร อย่างรเท่าทันและรบผิดชอบต่อสังคม
ุ
่
5. เข้าใจการโคจรของดาวเคราะหรอบดวงอาทตย์การเกิดฤดการเคลอนท ปรากฏของ 9. ตั้งค าถามหรอก าหนดปญหาทเชอมโยงกับพยานหลักฐาน หรอหลักการทาง
ั
่
ื
ื
่
ี
ื
์
่
่
ู
ื
ี
ิ
ุ
ึ
ิ
ึ
์
ิ
ึ
ดวงอาทตย์การเกิดข้างข้นข้างแรม การข้นและตกของดวงจันทรการเกิดน ้าข้นน ้าลง วิทยาศาสตรทมการก าหนดและควบคมตัวแปร คดคาดคะเนค าตอบหลายแนวทาง สราง
์
ี
้
ี
่
ู
่
ม
า
ฐ
ิ
น
ท
ต
ี
ประโยชนของเทคโนโลยีอวกาศ และความก้าวหน้าของโครงการส ารวจอวกาศ น าไปส่การส ารวจตรวจสอบ ออกแบบและลงมอส ารวจตรวจสอบ
า
ม
ร
์
ส
า
ส
ม
ื
ถ
6. เข้าใจลักษณะของชั้นบรรยากาศ องค์ประกอบและปจจัยทมผลต่อลมฟาอากาศ การ โดยใช้วัสดและเครองมอ ทเหมาะสม เลอกใช้เครองมอและเทคโนโลยีสารสนเทศท ี่
ื
ื่
ื
ี
ั
ื
ี
ื่
้
ี่
่
ุ
่
ุ
่
้
ี
ุ
้
ิ
ี
์
เกิดและผลกระทบของพายุฟาคะนอง พายุหมนเขตรอน การพยากรณอากาศ เหมาะสมในการเก็บรวบรวมข้อมล ทั้งในเชงปรมาณและคณภาพทได้ผลเทยงตรงและ
ู
ิ
สถานการณการเปลยนแปลงภมอากาศโลก กระบวนการเกิดเช้อเพลงซากดกด าบรรพ์ ปลอดภัย
่
ื
ิ
ู
ึ
์
ิ
ี
์
และการใช้ประโยชน์ พลังงานทดแทนและการใช้ประโยชน์ลักษณะโครงสรางภายใน 10. วิเคราะหและประเมนความสอดคล้องของข้อมลทได้จากการส ารวจตรวจสอบจาก
้
ู
ี่
ิ
ิ
ี
โลก กระบวนการเปลยนแปลง ทางธรณวิทยาบนผิวโลก ลักษณะชั้นหน้าตัดดน พยานหลักฐาน โดยใช้ความรและหลักการทางวิทยาศาสตรในการแปลความหมายและ
้
ู
์
ี่
ิ
กระบวนการเกิดดน แหล่งน ้าผิวดน แหล่งน ้าใต้ดน กระบวนการเกิดและผลกระทบของ ลงข้อสรป และสอสารความคด ความรจากผลการส ารวจตรวจสอบหลากหลายรปแบบ
ู
ื่
ุ
ิ
้
ิ
ิ
ู
ื
ิ
ิ
ี
ภัยธรรมชาตและธรณพิบัตภัย หรอใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพือให้ผู้อนเข้าใจได้อย่างเหมาะสม
ื
่
่
19 20
่
ี
ั
ิ
ั
ื
่
ึ
ิ
ิ
11. แสดงถงความสนใจ ม่งมั่น รบผิดชอบ รอบคอบ และซอสัตย์ในส่งทจะเรยนรม ี แนวทางในการ อนรกษ์ทรพยากรธรรมชาตและการแก้ไขปญหาส่งแวดล้อม
ู
ั
ุ
ุ
ี
ั
้
้
่
ิ
ิ
ื
่
ุ
่
ึ
้
ี
ิ
่
ี
่
็
ื
ื
ความคดสรางสรรค์เกียวกับเรองทจะศกษาตามความสนใจของตนเอง โดยใช้เครองมอ 3. เข้าใจชนดของอนภาคส าคัญทเปนส่วนประกอบในโครงสรางอะตอม สมบัตบาง
้
ื
ื่
ิ
ุ
ี
ู
ุ
ู
ิ
ุ
และวิธการ ทให้ได้ผลถกต้องเชอถอได้ศกษาค้นคว้าเพิ่มเตมจากแหล่งความรต่าง ๆ ประการของธาตการจัดเรยงธาตในตารางธาต ชนดของแรงยึดเหนยวระหว่างอนภาค
ี
ี
ี่
ึ
่
ุ
้
ิ
็
ิ
ื่
ั
ี่
ั
ั
ี
ี
์
็
ี
ี
่
ิ
่
แสดงความคดเหนของ ตนเอง รบฟงความคดเหนผู้อน และยอมรบการเปลยนแปลง และสมบัตต่าง ๆ ของสารทมความสัมพันธกับแรงยึดเหนยว พันธะเคมโครงสรางและ
พ
ิ
ม
ง
ี
อ
ร
ล
่
ี
ิ
ข
ิ
ต
ื
ั
อ
ึ
บ
ิ
ู
้
ู
่
ี
ิ
เ
ม
ี
์
่
ี
ื
ความรทค้นพบ เมอมข้อมล และประจักษ์พยานใหม่เพิ่มข้นหรอโต้แย้งจากเดม การเกิดปฏกิรยาเคมปจจัยทมผลต่ออัตราการเกิดปฏกิรยาเคมและ
ส
ั
ิ
ี
ิ
อ
์
ี
12.ตระหนักในคณค่าของความรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีทใช้ในชวิตประจ าวันใช้ การเขยนสมการเคม
่
ี
ู
ุ
ี
ี
้
ความรและกระบวนการทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีในการด ารงชวิต และการ 4. เข้าใจปรมาณทเกียวกับการเคลอนท ความสัมพันธระหว่างแรง มวลและความเร่งผล
่
ี
ี
่
้
ิ
์
์
ู
ื
่
่
ี
่
ิ
ี
ื
ประกอบอาชพ แสดงความชนชม ยกย่อง และเคารพสทธในผลงานของผู้คดค้น เข้าใจ ของความเร่งทมต่อการเคลอนทแบบต่าง ๆ ของวัตถ แรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็ก
ื
่
ิ
่
ิ
ุ
ี
ี
ี
่
์
ิ
ี
ิ
้
ผลกระทบทั้งด้านบวกและ ด้านลบของการพัฒนาทางวิทยาศาสตรต่อส่งแวดล้อมและ ความสัมพันธระหว่างสนามแม่เหล็กและกระแสไฟฟา และแรงภายในนวเคลยส
์
้
ิ
ื
ิ
ู
ิ
่
ต่อบรบทอน ๆ และศกษาหาความรเพิ่มเตม ท าโครงงานหรอสรางช้นงานตามความ 5. เข้าใจพลังงานนวเคลยร ความสัมพันธระหว่างมวลและพลังงาน การเปลยนพลังงาน
์
ี
ึ
ื
์
ี
ิ
้
่
็
ี
้
สนใจ ทดแทนเปนพลังงานไฟฟา เทคโนโลยีด้านพลังงาน การสะท้อน การหักเห การเล้ยวเบน
์
ิ
ึ
ี
่
ื
ี
ี
่
ื
ั
่
็
่
ุ
ู
13.แสดงถงความซาบซ้ง ห่วงใย มพฤตกรรมเกียวกับการดแลรกษาความสมดลของ และการรวมคลน การได้ยินปรากฏการณทเกียวข้องกับเสยง สกับการมองเหนสคลน
ี
ี
่
ึ
ิ
์
้
ื
ระบบนเวศและความหลากหลายทางชวภาพ แม่เหล็กไฟฟา และประโยชนของคลนแม่เหล็กไฟฟา
้
่
ี
ี
่
ู
ุ
ี
ึ
่
ิ
ื
้
จบชั้นมัธยมศกษาปท6 6. เข้าใจการแบ่งชั้นและสมบัตของโครงสรางโลก สาเหต และรปแบบการเคลอนท ่ ี
ี
1. เข้าใจการล าเลยงสารเข้าและออกจากเซลล์กลไกการรกษาดลยภาพของ มนษย์ ของแผ่นธรณทสัมพันธกับการเกิดลักษณะธรณสัณฐาน สาเหตกระบวนการเกิด
ี
ุ
์
ุ
ี
่
ี
ุ
ั
ู
ิ
ิ
ุ
ิ
ู
ภมค้มกันในร่างกายของมนษย์และความผิดปกตของระบบภมค้มกัน การใช้ประโยชน ์ แผ่นดนไหว ภเขาไฟ ระเบด สนามผลกระทบแนวทางการเฝาระวัง และการปฏบัตตน
ิ
ิ
ู
้
ิ
ุ
ิ
ิ
ึ
ุ
่
่
จากสาร ต่าง ๆ ทพืชสรางข้น การถ่ายทอดลักษณะทางพันธกรรม การเปลยนแปลงทาง ให้ปลอดภัย
ุ
ี
้
ึ
ี
ิ
ิ
ี
ี
ุ
่
่
ี
่
พันธกรรม วิวัฒนาการทท าให้เกิดความหลากหลายของส่งมชวิตความส าคัญและผลของ 7. เข้าใจผลของแรงเนองจากความแตกต่างของความกดอากาศ แรงคอรออลส ทมต่อ
ี
ี
ื
ิ
ี
ี
่
ิ
ู
ร
า
ก
ห
ุ
น
ม
ุ
ี
เทคโนโลยีทางดเอ็นเอต่อมนษย์ส่งมชวิต และส่งแวดล้อม องอากาศ การหมนเวียนของอากาศตามเขตละตจด และผลทมต่อ
ิ
ิ
ี
ี
ุ
น
ข
ย
ว
เ
ี
์
ู
ิ
2. เข้าใจความหลากหลายของไบโอมในเขตภมศาสตรต่าง ๆ ของโลก การเปลยนแปลง ภมอากาศ ความสัมพันธของการหมนเวียนของอากาศ และการหมนเวียนของกระแสน ้า
ุ
์
ู
ี่
ิ
ุ
ิ
ั
ั
แทนทในระบบนเวศ ปญหาและผลกระทบทมต่อทรพยากรธรรมชาตและส่งแวดล้อม ผิวหน้าในมหาสมทร และผลต่อลักษณะลมฟาอากาศ ส่งมชวิตและส่งแวดล้อม ปจจัย
ิ
่
้
ี
ิ
ั
ุ
ิ
ิ
ี
่
ี
ี
ี
21 22
ี
่
่
ิ
่
ี
ี
็
ึ
ู
ิ
ิ
ต่าง ๆ ทมผลต่อการเปลยนแปลง ภมอากาศโลก และแนวปฏบัตเพือลดกิจกรรมของ บันทกผลการส ารวจตรวจสอบอย่างเปนระบบ
ู
ุ
่
์
มนษย์ทส่งผลต่อการเปลยนแปลงภมอากาศโลก รวมทั้งการแปลความหมายสัญลักษณ ์ 11. วิเคราะห แปลความหมายข้อมล และประเมนความสอดคล้องของข้อสรปเพื่อ
ี
ู
ี
ิ
่
ุ
ิ
ี่
ู
กั
บ
ต
ว
ร
จ
อ
ส
ี่
ี
ี
้
่
ั
ุ
่
บ
ลมฟาอากาศทส าคัญจากแผนทอากาศ และข้อมลสารสนเทศ สมมตฐานทตั้งไว้ให้ข้อเสนอแนะเพือปรบปรงวิธการส ารวจตรวจสอบ จัด
ิ
้
ี
ิ
ู
ุ
ู
ี่
ิ
ี
ิ
ิ
8. เข้าใจการก าเนดและการเปลยนแปลงพลังงาน สสาร ขนาด อณหภมของเอกภพ กระท าข้อมล และน าเสนอข้อมลด้วยเทคนควิธทเหมาะสม สอสารแนวคด ความรจาก
ู
่
ู
ื่
หลักฐานทสนับสนนทฤษฎบกแบง ประเภทของกาแล็กซโครงสรางและองค์ประกอบ ผลการส ารวจตรวจสอบ โดยการพูด เขยน จัดแสดงหรอใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้
ี
ี
ิ
ี่
ุ
ี
้
ื
้
ื
ี
ื่
ี
ิ
ี
ั
ี
่
ั
ี
ของ กาแล็กซทางช้างเผือกกระบวนการเกิดและการสรางพลังงาน ปจจัยทส่งผลต่อความ ผู้อนเข้าใจโดยมหลักฐานอ้างอง หรอมทฤษฎรองรบ
ึ
่
ั
ุ
์
ส่องสว่างของ ดาวฤกษ์และความสัมพันธระหว่างความส่องสว่างกับโชตมาตรของดาว 12. แสดงถงความสนใจ ม่งมั่น รบผิดชอบ รอบคอบ และซอสัตย์ในการสบเสาะหา
ื
ื
ิ
ี
ี
ี
ั
์
ู
้
ื
ุ
ื่
ฤกษ์ความสัมพันธระหว่างสอณหภมผิว และสเปกตรมของดาวฤกษ์วิวัฒนาการและการ ความรโดยใช้เครองมอและวิธการทให้ได้ผลถกต้อง เชอถอได้มเหตผลและยอมรบได้ว่า
ั
ู
ื่
ู
ิ
ื
ี่
ุ
ู
ี่
้
ี่
ิ
ี
์
ุ
ิ
เปลยนแปลงสมบัตบางประการของ ดาวฤกษ์กระบวนการเกิดระบบสรยะ การแบ่งเขต ความรทางวิทยาศาสตรอาจมการเปลยนแปลงได้
้
ื
ิ
ุ
ุ
ึ
บรวารของดวงอาทตย์ลักษณะของดาวเคราะหทเอ้อต่อการด ารงชวิต การเกิดลมสรยะ 13. แสดงถงความพอใจและเหนคณค่าในการค้นพบความร พบค าตอบ หรอแก้ปญหาได้
ิ
ู
็
ี
ั
่
ี
ื
์
ิ
ิ
ู
ิ
ื
่
็
พายุสรยะและผลทมต่อโลก รวมทั้งการส ารวจอวกาศและ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ท างานร่วมกับผู้อนอย่างสรางสรรค์แสดงความคดเหนโดยมข้อมลอ้างองและเหตผล
ิ
ุ
้
ี
ุ
ี
ี
่
่
์
อวกาศ ประกอบ เกียวกับผลของการพัฒนาและการใช้วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีอย่างม ี
ิ
9. ระบปญหา ตั้งค าถามทจะส ารวจตรวจสอบ โดยมการก าหนดความสัมพันธระหว่าง คณธรรมต่อสังคม และส่งแวดล้อม และยอมรบฟงความคดเหนของผู้อน
์
ี
ุ
ั
่
ิ
ั
่
ื
ุ
็
ั
ี
์
ู
์
ี
่
ี
ู
้
ตัวแปรต่าง ๆสบค้นข้อมลจากหลายแหล่ง ตั้งสมมตฐานทเปนไปได้หลายแนวทาง 14. เข้าใจความสัมพันธของความรวิทยาศาสตรทมผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยีประเภท
ี่
ิ
็
ื
ี
ี่
ื
ิ
ี
์
ิ
่
ู
ิ
ตัดสนใจเลอก ตรวจสอบสมมตฐานทเปนไปได้ ต่าง ๆ และพัฒนาเทคโนโลยีทส่งผลให้มการคดค้นความรทางวิทยาศาสตรทก้าวหน้า
้
็
ี
่
ิ
่
ี
ั
้
10. ตั้งค าถามหรอก าหนดปญหาทอยู่บนพื้นฐานของความรและความเข้าใจทาง ผลของเทคโนโลยีต่อชวิต สังคมและส่งแวดล้อม
ู
ี
ื
ี
ี่
ุ
วิทยาศาสตรทแสดงให้เหนถงการใช้ความคดระดับสงทสามารถส ารวจตรวจสอบหรอ 15.ตระหนักถงความส าคัญและเหนคณค่าของความรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีทใช้ใน
ึ
ู
์
ื
ึ
ี่
์
็
่
็
ู
้
ิ
ี
์
่
ื
ื
ุ
้
ู
ึ
ั
ิ
่
ี
ื
ี
้
ี
ศกษาค้นคว้า ได้อย่างครอบคลมและเชอถอได้สรางสมมตฐานทมทฤษฎรองรบหรอ ชวิตประจ าวัน ใช้ความรและกระบวนการทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีในการ
ื
ี
์
ิ
ู
่
่
ี
ิ
ู
ิ
ี
ี
่
ิ
คาดการณส่งทจะพบ เพือน า ไปส่การส ารวจตรวจสอบออกแบบวิธการส ารวจตรวจสอบ ด ารงชวิต และการประกอบอาชพ แสดงความชนชม ภมใจ ยกย่อง อ้างองผลงาน ช้นงาน
ึ
ี
่
ื
ิ
ุ
ี
ุ
ิ
ตามสมมตฐานทก าหนดไว้ได้อย่างเหมาะสม มหลักฐานเชงประจักษ์ เลอกวัสด อปกรณ ์ ทเปนผลมาจาก ภมปญญาท้องถ่น และการพัฒนาเทคโนโลยีททันสมัย ศกษาหาความร ู ้
่
ี
ี
ิ
ู
ิ
ั
่
็
้
ิ
รวมทั้งวิธการในการส ารวจตรวจสอบอย่างถกต้อง ทั้งในเชงปรมาณและคณภาพ และ เพิ่มเตม ท าโครงงานหรอ สรางช้นงานตามความสนใจ
ี
ื
ิ
ุ
ิ
ู
ิ
23 24
ั
ั
่
16. แสดงความซาบซ้ง ห่วงใย มพฤตกรรมเกียวกับการใช้และรกษาทรพยากรธรรมชาต ิ 8.รำยวิชำที่เปดสอน
ี
ึ
ิ
ิ
ิ
ื
ิ
ิ
ุ
้
ุ
ู
้
และส่งแวดล้อมอย่างรคณค่า เสนอตัวเองร่วมมอปฏบัตกับชมชนในการปองกัน ดแล รำยวิชำพ้นฐำน ระดับชนประถมศกษำ ป. 1 -ป. 6
ู
้
ึ
ั
ื
ว 11101 วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี จ านวน 120 ชั่วโมง
ิ
ิ
ิ
ั
ทรพยากรธรรมชาตและส่งแวดล้อมของท้องถ่น ์
์
ิ
17.วิเคราะหแนวคดหลักของเทคโนโลยีได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยีทซับซ้อน การ ว 12101 วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี จ านวน 120 ชั่วโมง
ี
่
์
์
ว 13101 วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี จ านวน 120 ชั่วโมง
์
์
่
ื
เปลยนแปลงของเทคโนโลยีความสัมพันธระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตรอน โดยเฉพาะ
ี่
์
ว 14101 วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี จ านวน 120 ชั่วโมง
์
ื
ื
วิทยาศาสตรหรอคณตศาสตรวิเคราะหเปรยบเทยบ และตัดสนใจเพื่อเลอกใช้เทคโนโลยี
์
ี
ี
์
ิ
ิ
ว 15101 วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี จ านวน 120 ชั่วโมง
์
โดยค านงถงผลกระทบ ต่อชวิต สังคม เศรษฐกิจ และส่งแวดล้อม ประยุกต์ใช้ความร ู ้ ว 16101 วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี จ านวน 120 ชั่วโมง
ี
ึ
ิ
ึ
์
ั
่
ั
ื
ี
ั
้
ทักษะ ทรพยากรเพื่อออกแบบ สรางหรอพัฒนาผลงาน ส าหรบแก้ปญหาทมผลกระทบ
ี
์
ต่อสังคม โดยใช้กระบวนการออกแบบ เชงวิศวกรรม ใช้ซอฟต์แวรช่วยในการออกแบบ
ิ
ื
ุ
ู
ื
ุ
่
และน าเสนอผลงาน เลอกใช้วัสดอปกรณและ เครองมอได้อย่างถกต้อง เหมาะสม
ื
์
ึ
ปลอดภัย รวมทั้งค านงถงทรพย์สนทางปญญา
ั
ิ
ั
ึ
์
ู
18. ใช้ความรทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร สอดจทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและการ
้
ิ
ิ
ื่
สอสาร เพือรวบรวมข้อมลในชวิตจรงจากแหล่งต่าง ๆ และความรจากศาสตรอน มา
์
ื
่
ื
่
ู
ิ
ี
้
่
ู
้
ู
้
ิ
ี
่
ี
ประยุกต์ใช้สรางความรใหม่ เข้าใจการเปลยนแปลงของเทคโนโลยีทมผลต่อการด าเนน
่
ี
ี
ี
ี
ิ
ชวิต อาชพ สังคม วัฒนธรรม และใช้อย่างปลอดภัย มจรยธรรม
25 26
ี
้
์
์
ี
้
9.ท ำไมตองเรยนวิทยำศำสตรและเทคโนโลยี 10.เรยนรูอะไรในวิทยำศำสตรและเทคโนโลยี
ุ
ี
ู
ุ
การเรยนการสอนวิทยาศาสตรม่งเน้นให้ผู้เรยนได้ค้นพบความรด้วยตนเองมากทสด กล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตรม่งหวังให้ผู้เรยนได้เรยนรวิทยาศาสตร ทเน้นการ
ี
้
ู
ี
ี
่
้
้
ู
ี
์
์
์
ุ
ี
่
ี
ุ
ู
้
ู
ู
้
ี
้
้
ี
่
ื
เพือให้ได้ทั้ง กระบวนการและความร จากวิธการสังเกต การส ารวจตรวจสอบ การ เชอมโยงความร กับกระบวนการ มทักษะส าคัญในการค้นคว้าและสรางองค์ความร โดย
่
้
ู
ั
ี่
้
ู
ี
ี
็
ื
ทดลอง แล้วน าผลทได้มาจัดระบบเปน หลักการ แนวคด และองค์ความร การจัดการ ใช้กระบวนการในการสบเสาะหาความร และแก้ปญหาทหลากหลาย ให้ผู้เรยนมส่วน
ี
ิ
่
ี
ี
ี
่
ิ
้
ู
ุ
์
ึ
เรยนการสอนวิทยาศาสตรจงมเปาหมายทส าคัญ ดังน้ ร่วมในการเรยนรทกขั้นตอน มการท ากิจกรรมด้วยการลงมอปฏบัต จรงอย่างหลากหลาย
ิ
ื
ี
ี
ี
ิ
้
่
ี
่
1. เพือให้เข้าใจหลักการ ทฤษฎ และกฎทเปนพื้นฐานในวิชาวิทยาศาสตร ์ เหมาะสมกับระดับชั้น โดยก าหนดสาระส าคัญ ดังน้
ี
็
ี
2. เพือให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาตของวิชาวิทยาศาสตรและข้อจ ากัดในการศกษา ✧ วิทยาศาสตรชวภาพ เรยนรเกียวกับ ชวิตในส่งแวดล้อม องค์ประกอบของส่งมชวิต
์
ึ
่
ิ
์
ิ
ี
ี
ี
ู
่
ี
้
ี
ิ
์
วิชาวิทยาศาสตร การด ารงชวิต ของมนษย์และสัตว์ การด ารงชวิตของพืช พันธกรรม ความหลากหลาย
ี
ุ
ี
ุ
ิ
ึ
3. เพื่อให้มทักษะทส าคัญในการศกษาค้นคว้าและคดค้นทางเทคโนโลยี ทางชวภาพและวิวัฒนาการของ ส่งมชวิต
ี่
ี
ิ
ี
ี
ี
์
์
4. เพือให้ตระหนักถงความสัมพันธระหว่างวิชาวิทยาศาสตร เทคโนโลยี มวลมนษย์และ ✧ วิทยาศาสตรกายภาพ เรยนรเกียวกับ ธรรมชาตของสาร การเปลยนแปลงของสาร
่
ึ
ุ
่
์
ิ
ี
ู
่
ี
้
ิ
ิ
ี
สภาพแวดล้อม ในเชงทมอทธพลและผลกระทบซงกันและกัน การเคลอนท พลังงาน และคลน
ึ
่
่
ี
ิ
ื่
ื่
ี่
5. เพือน าความร ความเข้าใจ ในวิชาวิทยาศาสตร และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ✧ วิทยาศาสตรโลก และอวกาศ เรยนรเกียวกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏสัมพันธ ์
้
ู
์
่
ู
่
์
ี
้
ิ
ต่อสังคมและ การด ารงชวิต ภายในระบบสรยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลยนแปลงทางธรณวิทยา
ี
ี
ี่
ิ
ุ
6. เพือพัฒนากระบวนการคดและจนตนาการ ความสามารถในการแก้ปญหา และการ กระบวนการ เปลยนแปลงลมฟาอากาศ และผลต่อส่งมชวิตและส่งแวดล้อม
ิ
ั
่
ิ
่
ิ
ี
ี
ิ
ี
้
ิ
จัดการ ทักษะ ในการสอสาร และความสามารถในการตัดสนใจ ✧ เทคโนโลยี
ื่
์
ิ
ี
ิ
ุ
่
็
่
7. เพือให้เปนผู้ทมจตวิทยาศาสตร มคณธรรม จรยธรรม และค่านยมในการใช้ ● การออกแบบและเทคโนโลยี เรยนรเกียวกับ เทคโนโลยีเพือการด ารงชวิตในสังคมท ่ ี
ิ
ี
ี
ี
้
่
่
ี
ู
วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีอย่างสรางสรรค์ มการ เปลยนแปลงอย่างรวดเรว ใช้ความรและทักษะทางด้านวิทยาศาสตร คณตศาสตร ์
์
้
ี
่
็
ู
์
ิ
ี
้
้
่
ั
่
์
ื
ื
ี
ิ
และศาสตรอน ๆ เพือ แก้ปญหาหรอพัฒนางานอย่างมความคดสรางสรรค์ด้วยกระบวน
การออกแบบเชงวิศวกรรม เลอกใช้เทคโนโลยี อย่างเหมาะสมโดยค านงถงผลกระทบต่อ
ิ
ึ
ื
ึ
ชวิต สังคม และส่งแวดล้อม
ี
ิ
่
้
● วิทยาการค านวณ เรยนรเกียวกับ การคดเชงค านวณ การคดวิเคราะห แก้ปญหาเปน
็
์
ู
ั
ิ
ี
ิ
ิ
27 28
้
ู
็
์
ขั้นตอนและ เปนระบบ ประยุกต์ใช้ความรด้านวิทยาการคอมพิวเตอรและเทคโนโลยี 11.ธรรมชำติของควำมรูวิทยำศำสตรและเทคโนโลยี
์
้
ิ
ื
่
่
ี
ี
ี
ั
ิ
สารสนเทศและการสอสาร ในการ แก้ปญหาทพบในชวิตจรงได้อย่างมประสทธภาพ ธรรมชาตและลักษณะเฉพาะของวิทยาศาสตร ์
ิ
ิ
้
ู
ุ
์
ี่
ู
ิ
ี
ี
์
วิทยาศาสตรเพิ่มเตม ผู้เรยนจะได้เรยนรสาระส าคัญ ดังน้ ี ความรทางวิทยาศาสตรได้มาด้วยความพยายามของมนษย์ทใช้กระบวนการทาง
้
้
์
ื
ู
ี
ี
่
็
ี
่
ี
ึ
ิ
ู
้
✧ ชววิทยา เรยนรเกียวกับ การศกษาชววิทยา สารทเปนองค์ประกอบของส่งมชวิต วิทยาศาสตร(scientific process) ในการสบเสาะหาความร (scientific inquiry) การ
ี
ี
ึ
ั
ิ
ี
เซลล์ ของส่งมชวิต พันธกรรมและการถ่ายทอด วิวัฒนาการ ความหลากหลายทาง แก้ปญหาโดยผ่านการสังเกตการส ารวจตรวจสอบ (investigation) การศกษาค้นคว้าอย่าง
ี
ุ
ู
ื
็
ู
้
เปนระบบและการสบค้นข้อมล ท าให้เกิดองค์ความรใหม่เพิ่มพูนตลอดเวลาความรและ
้
ู
ี
้
ชวภาพ โครงสรางและการท างาน ของส่วนต่าง ๆ ในพืชดอก ระบบและการท างานใน
ื
่
็
ี
ุ
ี
ี
ิ
อวัยวะต่าง ๆ ของสัตว์ และมนษย์ และส่งมชวิตและ ส่งแวดล้อม กระบวนการดังกล่าวมการถ่ายทอดต่อเนองกันเปนเวลายาวนาน
ิ
ิ
์
่
้
ความรวิทยาศาสตรต้องสามารถอธบายและตรวจสอบได้เพือน ามาใช้อ้างองทั้งในการ
ิ
ู
ิ
ี
้
ี
ี
ู
ิ
✧เคม เรยนรเกียวกับ ปรมาณสาร องค์ประกอบและสมบัตของสาร การเปลยนแปลง
่
่
ื
ิ
สนับสนนหรอโต้แย้งเมอมการค้นพบข้อมลหรอหลักฐานใหม่หรอแม้แต่ข้อมลเดม
ู
ื
ู
ื
ุ
่
ี
ื
ั
ี
ของสาร ทักษะและการแก้ปญหาทางเคม
เดยวกันก็อาจเกิดความขัดแย้งข้นได้ถ้านักวิทยาศาสตรแปลความหมายด้วยวิธการหรอ
ื
ึ
ี
ี
์
้
่
่
ื
ิ
ิ
ิ
์
ิ
✧ฟสกส เรยนรเกียวกับ ธรรมชาตและการค้นพบทางฟสกส แรงและการเคลอนทและ
ู
ี
์
ิ
ี
่
ี
่
ู
ี
ึ
้
์
แนวคดทแตกต่างกัน ความรวิทยาศาสตรจงอาจเปลยนแปลงได้
ิ
่
พลังงาน
ื
่
ี
ุ
ี
่
วิทยาศาสตรเปนเรองททกคนสามารถมส่วนร่วมได้ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนใดของโลก
็
์
ี
✧ โลก ดาราศาสตรและอวกาศ เรยนรเกียวกับ โลกและกระบวนการเปลยนแปลงทาง
์
ี
่
่
้
ู
้
ู
ื
่
ึ
้
็
วิทยาศาสตรจงเปนผลจากการสรางเสรมความรของบคคล การสอสารและการเผยแพร่
์
ิ
ุ
ู
ี
ธรณวิทยา ข้อมลทางธรณวิทยาและการน าไปใช้ประโยชนการถ่ายโอนพลังงานความ
์
ี
ี
์
์
์
ิ
ู
ู
่
้
ข้อมลเพือให้เกิดความคดในเชงวิเคราะหวิจารณ มผลให้ความรวิทยาศาสตรเพิ่มข้นอย่าง
ึ
ิ
้
ี
รอนของโลก การเปลยนแปลง ลักษณะลมฟาอากาศกับการด ารงชวิตของมนษย์โลกใน
้
ี
่
ุ
ไม่หยุดยั้งและส่งผลต่อคนในสังคมและส่งแวดล้อม การศกษาค้นคว้าและการใช้ความร ู ้
ึ
ิ
ุ
์
เอกภพ และดาราศาสตรกับมนษย์
่
ิ
็
ั
ี
์
ึ
ทางวิทยาศาสตรจงต้องอยู่ภายในขอบเขตคณธรรมจรยธรรม เปนทยอมรบของสังคม
ุ
และเปนการรกษาส่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ั
็
ิ
็
์
้
ู
ี
่
็
ความรวิทยาศาสตรเปนพื้นฐานทส าคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี เทคโนโลยีเปน
กระบวนการในงานต่างๆหรอกระบวนการพัฒนาปรบปรงผลตภัณฑ์ โดยอาศัยความร ้ ู
ั
ื
ิ
ุ
ิ
วิทยาศาสตรร่วมกับศาสตรอนๆ ทักษะ ประสบการณ จนตนาการและความคดรเร่ม
ิ
่
์
ิ
ื
์
ิ
์
ุ
ุ
ี
้
ุ
่
ี
ิ
ี
่
สรางสรรค์ของมนษย์ โดยมจดม่งหมายทจะให้ได้ผลตภัณฑ์ทตอบสนองความต้องการ
29 30
่
ั
และแก้ปญหาของมวลมนษย์ เทคโนโลยีเกียวข้องกับทรพยากร กระบวนการและระบบ 12.เปำหมำยสำคัญของกำรจัดกำรเรยนกำรสอนวิทยำศำสตร
ุ
ั
ี
์
้
้
ิ
ึ
การจัดการ จงต้องใช้เทคโนโลยีในทางสรางสรรค์ต่อสังคมและส่งแวดล้อม ในการเรยนการสอนวิทยาศาสตรม่งเน้นให้ผู้เรยนได้ค้นพบความรด้วยตนเองมากทสด
ี
ู
์
้
ุ
ี่
ุ
ี
เพือให้ได้ทั้งกระบวนการและความรจากวิธการสังเกต การส ารวจตรวจสอบ การทดลอง
ี
่
ู
้
แล้วน าผลทได้มาจัดระบบเปนหลักการ แนวคด และองค์ความร
ู
็
ิ
ี่
้
ี
ึ
ี่
้
์
การจัดการเรยนการสอนวิทยาศาสตรจงมเปาหมายทส าคัญ ดังน้
ี
ี
็
่
ี
1. เพือให้เข้าใจหลักการ ทฤษฎและกฎทเปนพื้นฐานในวิชาวิทยาศาสตร ์
่
ี
ิ
์
ึ
2. เพื่อให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาตของวิชาวิทยาศาสตรและข้อจ ากัดในการศกษาวิชา
วิทยาศาสตร ์
3. เพื่อให้มทักษะทส าคัญในการศกษาค้นคว้าและคดค้นทางเทคโนโลยี
ึ
ี
ี่
ิ
์
4. เพือให้ตระหนักถงความสัมพันธระหว่างวิชาวิทยาศาสตร เทคโนโลยีมวลมนษย์และ
์
ึ
ุ
่
่
ึ
ี
ิ
ี
ิ
่
ิ
สภาพแวดล้อมในเชงทมอทธพลและผลกระทบซงกันและกัน
5. เพื่อน าความรความเข้าใจ ในวิชาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน ์
้
์
ู
ต่อสังคมและการด ารงชวิต
ี
่
6. เพือพัฒนากระบวนการคดและจนตนาการ ความสามารถในการแก้ปญหา และการ
ั
ิ
ิ
ื่
จัดการ ทักษะในการสอสาร และความสามารถในการตัดสนใจ
ิ
7. เพื่อให้เปนผู้ทมจตวิทยาศาสตร มคณธรรม จรยธรรม และค่านยมในการใช้
ิ
็
์
ิ
ี
ุ
ิ
ี่
ี
้
์
วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีอย่างสรางสรรค์
31 32
ั
ี
ั
้
้
์
13.แนวกำรสรำงกำรรูวิทยำศำสตรสำหรบหลักสูตรนกเรยนระดับ 14.สำระและมำตรฐำนกำรเรยนรู
ี
้
ประถมศกษำ สำระที่ 1 วิทยำศำสตรชวภำพ
ึ
์
ี
ิ
ิ
์
้
่
ู
ี
ื
่
ิ
ิ
ี
์
ื
ในการเรยนรวิทยาศาสตรการได้ลงมอปฏบัตกิจกรรม และการทดลองทเชอมโยงกับ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนเวศ ความสัมพันธระหว่างส่งไม่ม ี
ิ
ี
ี
ี
ิ
์
ี
ิ
ี
ี
ิ
ี
ี
ี
่
ี
็
ู
ี
่
ื
ี
เน้อหาทเรยนเปนปจจัยส าคัญทจะน าผู้เรยนไปส่การพัฒนาตนเองให้เปนผู้เรยน ชวิตกับ ส่งมชวิต และความสัมพันธระหว่างส่งมชวิตกับส่งมชวิตต่าง ๆ ในระบบนเวศ
็
ั
่
ี
่
ิ
ี
ี
์
ุ
่
ี
์
้
วิทยาศาสตรทประสบความส าเรจ โดยกล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตร ได้จัดกิจกรรม การถ่ายทอดพลังงาน การเปลยนแปลงแทนทในระบบนเวศ ความหมายของประชากร
ู
็
ั
ี
ุ
ี
ิ
ั
ิ
ั
่
ี
้
การเรยนรอย่างหลายหลาก เพือให้นักเรยนได้มการสบเสาะหาความร ใช้ทักษะ ปญหาและผลกระทบทมต่อ ทรพยากรธรรมชาตและส่งแวดล้อมแนวทางในการอนรกษ์
ู
ื
่
ี
ี
ู
้
ิ
ั
ู
ั
ิ
้
์
กระบวนการทางวิทยาศาสตร และวิธทางวิทยาศาสตร ได้ฝกทักษะการคดและการท า ทรพยากรธรรมชาตและการแก้ไขปญหาส่งแวดล้อม รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน ์
ึ
์
ิ
ี
ี
ี
ิ
ี
ี
ี
ิ
ิ
ุ
์
ื
กิจกรรมกล่ม รวมทั้งได้ฝกใช้เครองมอทางวิทยาศาสตรพื้นฐานได้อย่างคล่องแคล่ว มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัตของส่งมชวิต หน่วยพื้นฐานของส่งมชวิต การล าเลยงสาร
ึ
่
ื
เข้าและออก จากเซลล์ ความสัมพันธของโครงสรางและหน้าทของระบบต่าง ๆของสัตว์
ี
่
์
้
ผู้เรยนวิทยาศาสตรในทกระดับชั้นได้เรยนเน้อหาวิทยาศาสตรในเรองเดยวกัน แต่มการ
ื
ี
ุ
์
ี
ี
ื
์
ี
่
์
ี
ี
่
ุ
่
์
้
และมนษย์ทท างานสัมพันธกัน ความสัมพันธของโครงสรางและหน้าทของอวัยวะต่าง ๆ
ุ
้
ี
ู
ี
ู
ี
ี
้
จัดการเรยนรจากง่ายไปหายากในแต่ละบทเรยนทกชั้นป โดยการจัดการเรยนรใน
ของพืชทท างานสัมพันธกัน รวมทั้งน าความรไปใช้ ประโยชน์
์
ี
่
ู
้
์
ู
้
็
ี
ลักษณะน้มส่วนในการส่งเสรมประสทธภาพการเรยนรวิทยาศาสตรให้กับผู้เรยนเปน
ิ
ี
ี
ี
ิ
ิ
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความส าคัญของการถ่ายทอดลักษณะทาง
่
้
ี
ื
อย่างมาก เนองจากผู้เรยนได้มโอกาสทบทวนความรและความเข้าใจในบทเรยน รวมถง
ึ
ี
ี
ู
ี
ุ
ุ
ี
ี
ุ
พันธกรรม สารพันธกรรม การเปลยนแปลงทางพันธกรรมทมผลต่อส่งมชวิต ความ
่
ี
ี
ิ
่
ี
ู
้
่
ึ
ี
ึ
่
ู
ต่อยอด และยกระดับความรในระดับทสงข้น ซงท าให้นักเรยนได้ใช้ความคดและทักษะ
ิ
ู
หลากหลายทางชวภาพและวิวัฒนาการ ของส่งมชวิต รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน
ี
ี
์
้
ิ
ี
ี
่
ึ
ในระดับทสงข้นเช่นกัน
ู
สำระที่ 2 วิทยำศำสตรกำยภำพ
์
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัตของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธระหว่าง
ิ
์
ุ
้
ิ
่
สมบัตของสสาร กับโครงสรางและแรงยึดเหนยวระหว่างอนภาค หลักและธรรมชาต ิ
ี
่
ของการเปลยนแปลงสถานะของสสาร การ เกิดสารละลาย และการเกิดปฏกิรยาเคม ี
ิ
ิ
ี
ี
ิ
มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาตของแรงในชวิตประจ าวัน ผลของแรงทกระท าต่อวัตถ ุ
ี
่
้
ู
ุ
ื
่
ี
่
ลักษณะการ เคลอนทแบบต่าง ๆ ของวัตถ รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน ์
33 34
ิ
ิ
่
ี
่
ี
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลยนแปลงและการถ่ายโอน มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคดเชงค านวณในการแก้ปญหาทพบในชวิตจรงอย่าง
ี
ั
ิ
ิ
็
ี
ื่
็
พลังงาน ปฏสัมพันธระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชวิตประจ าวัน ธรรมชาต ิ เปน ขั้นตอนและเปนระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอสารในการเรยนรการ
์
ี
ู
้
ื
้
ั
ิ
้
ี
ิ
่
่
ื
ี
ของคลน ปรากฏการณทเกียวข้อง กับเสยง แสง และคลนแม่เหล็กไฟฟา รวมทั้งน า ท างาน และการแก้ปญหาได้ อย่างมประสทธภาพ รเท่าทัน และมจรยธรรม
่
ิ
์
ู
่
ี
ี
ความรไปใช้ประโยชน์
้
ู
สำระที่ 3 วิทยำศำสตรโลก และอวกำศ
์
มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอก
ิ
ิ
ุ
์
ิ
ภพกาแล็กซ ดาวฤกษ์ และระบบสรยะ รวมทั้งปฏสัมพันธภายในระบบสรยะทส่งผลต่อ
ี
ี
ุ
่
ี
ิ
ส่งมชวิต และการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีอวกาศ
ี
์
มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธของระบบโลก กระบวนการ
ี
ี่
้
ิ
ี่
เปลยนแปลง ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณพิบัตภัย กระบวนการเปลยนแปลงลมฟา
ี
ิ
ี
อากาศและภมอากาศโลก รวมทั้งผล ต่อส่งมชวิตและส่งแวดล้อม
ู
ิ
ิ
สำระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการด ารงชวิตในสังคมทมการ
ี
ิ
ี
ี่
์
ี
เปลยนแปลง อย่างรวดเรว ใช้ความรและทักษะทางด้านวิทยาศาสตร คณตศาสตร และ
็
่
ู
ิ
้
์
่
ิ
ศาสตรอน ๆ เพือแก้ปญหาหรอ พัฒนางานอย่างมความคดสรางสรรค์ด้วยกระบวนการ
์
ื
ั
้
ื
ี
่
ึ
ออกแบบเชงวิศวกรรม เลอกใช้เทคโนโลยีอย่าง เหมาะสมโดยค านงถงผลกระทบต่อ
ิ
ึ
ื
ี
ิ
ชวิต สังคม และส่งแวดล้อม
35 36
15.รำยวิชำเพิ่มเติม 5. เข้าใจแนวคดเกียวกับระบบนเวศ กระบวนการถ่ายทอดพลังงานและการหมนเวียน
่
ุ
ิ
ิ
ี
ี
่
ี
ิ
ี
ิ
่
ิ
• รายวิชาเพิ่มเตม สารในระบบนเวศ ความหลากหลายของไบโอม การเปลยนแปลงแทนทของส่งมชวิตใน
ิ
ั
ู
ิ
ี
สาระชววิทยา ระบบนเวศ ประชากรและรปแบบการเพิ่มของประชากร ทรพยากรธรรมชาตและ
ิ
ี
่
ั
์
ิ
1. เข้าใจธรรมชาตของส่งมชวิต การศกษาชววิทยาและวิธการทางวิทยาศาสตร สาร ท ี ่ ส่งแวดล้อม ปญหาและ ผลกระทบทเกิดจากการใช้ประโยชนและแนวทางการแก้ไข
ี
ี
ี
ึ
ี
ิ
์
ั
ี
ี
ุ
ิ
ิ
ิ
ี
ี
็
ิ
ี
เปนองค์ประกอบของส่งมชวิต ปฏกิรยาเคมในเซลล์ของส่งมชวิต กล้องจลทรรศน ์ ปญหา
่
้
โครงสรางและ หน้าทของเซลล์การล าเลยงสารเข้าและออกจากเซลล์การแบ่งเซลล์และ สาระเคม ี
ี
ี
ิ
ี
ี
ุ
้
ุ
ุ
การหายใจระดับเซลล์ 1. เข้าใจโครงสรางอะตอม การจัดเรยงธาตในตารางธาต สมบัตของธาต พันธะเคมและ
ิ
ิ
ิ
ิ
ี
2. เข้าใจการถ่ายทอดลักษณะทางพันธกรรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบัตและ สมบัตของสาร แก๊สและสมบัตของแก๊ส ประเภทและสมบัตของสารประกอบอนทรย์
ิ
ุ
ิ
์
์
้
ู
ู
ี
ิ
ี
ุ
่
หน้าทของสารพันธกรรม การเกิดมวเทชัน เทคโนโลยีทางดเอ็นเอ หลักฐานข้อมลและ และพอลเมอรรวมทั้งการน าความรไปใช้ประโยชน
ี
ี
ี
ิ
ิ
ิ
์
ุ
ี
์
ิ
ี
่
ี
ิ
ี
ี
์
แนวคด เกียวกับวิวัฒนาการของส่งมชวิต ภาวะสมดลของฮารด-ไวนเบรก การเกิดสปชส ์ 2. เข้าใจการเขยนและการดลสมการเคมปรมาณสัมพันธในปฏกิรยาเคมอัตราการเกิด
ุ
์
ิ
์
ิ
ี
ิ
ิ
ิ
ี
ี
ิ
ิ
ิ
ิ
ิ
ุ
ี
ี
ี
ี
ิ
ใหม่ความหลากหลาย ทางชวภาพ ก าเนดของส่งมชวิตความหลากหลายของส่งมชวิต ปฏกิรยาเคมสมดลในปฏกิรยาเคมสมบัตและปฏกิรยาของกรด-เบส ปฏกิรยารดอกซและ
ิ
ิ
ี
เซลล์เคมไฟฟา รวมทั้งการน าความรไปใช้ประโยชน
ู
้
และอนกรมวิธาน รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน์ ี ้ ู ้ ์
ุ
ิ
ิ
ิ
ี
ี
่
ี
3. เข้าใจส่วนประกอบของพืช การแลกเปลยนแก๊สและคายน ้าของพืช การล าเลยงของ 3. เข้าใจหลักการท าปฏบัตการเคมการวัดปรมาณสาร หน่วยวัดและการเปลยนหน่วย
ี
่
ิ
ู
ื
์
พืช การสังเคราะหด้วยแสง การสบพันธของพืชดอกและการเจรญเตบโต และการ การค านวณปรมาณของสาร ความเข้มข้นของสารละลาย รวมทั้งการบรณาการความร ้ ู
์
ิ
ุ
ิ
และทักษะ ในการอธบายปรากฏการณในชวิตประจ าวันและการแก้ปญหาทางเคม
ู
้
ตอบสนอง ของพืช รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน ิ ์ ี ั ี
์
ิ
ิ
ุ
4. เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนษย์การหายใจและการแลกเปลยนแก๊ส การ สาระฟสกส ์
ี
่
ิ
ี่
ื่
ิ
์
ิ
ิ
ู
ั
ื
้
ล าเลยงสารและการหมนเวียนเลอด ภมค้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรบรและการ 1. เข้าใจธรรมชาตทางฟสกส ปรมาณและกระบวนการวัด การเคลอนทแนวตรงแรงและ
ู
ี
ุ
ิ
ุ
ี
ุ
ี
ุ
ิ
ื
่
่
์
ุ
่
ตอบสนอง การเคลอนทการสบพันธและการเจรญเตบโต ฮอรโมนกับการรกษาดลยภาพ กฎการเคลอนทของนวตัน กฎความโน้มถ่วงสากล แรงเสยดทานสมดลกลของวัตถงาน
์
ั
ุ
ี
ิ
ิ
ื
ื
่
และกฎการอนรกษ์พลังงานกลโมเมนตัมและกฎการอนรกษ์โมเมนตัม การเคลอนทแนว
และพฤตกรรม ของสัตว์รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน ุ ั ุ ั ื่ ี่
้
ู
ิ
์
ู
้
โค้ง รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน
์
ี
่
์
2. เข้าใจการเคลอนทแบบฮารมอนกสอย่างง่าย ธรรมชาตของคลน เสยงและ การได้ยิน
ื
่
่
ื
ี
ิ
์
ิ
37 38
์
็
่
่
ี
ี
่
่
์
ี
ปรากฏการณทเกียวข้องกับเสยง แสงและการเหน ปรากฏการณทเกียวข้องกับแสง 3. เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซ ี
ุ
์
ิ
ึ
ู
รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน ดาวฤกษ์และระบบสรยะ ความสัมพันธของดาราศาสตรกับมนษย์จากการศกษาต าแหน่ง
์
้
ุ
์
้
ุ
ิ
ิ
ุ
์
้
้
้
้
้
ู
3. เข้าใจแรงไฟฟาและกฎของคลอมบ์สนามไฟฟา ศักย์ไฟฟา ความจไฟฟา กระแสไฟฟา ดาวบนทรงกลมฟาและปฏสัมพันธภายในระบบสรยะ รวมทั้งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
่
้
และกฎของโอหม วงจรไฟฟากระแสตรง พลังงานไฟฟาและก าลังไฟฟา การเปลยน อวกาศ ในการด ารงชวิต
ี
์
ี
้
้
ี่
้
ุ
ี
ี
่
ี
ี
้
ุ
ุ
็
้
ี
พลังงานทดแทน เปนพลังงานไฟฟาสนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กทกระท ากับประจไฟฟา ผู้เรยนทเรยนครบทกผลการเรยนร มคณภาพดังน้
ี
ู
้
่
และกระแสไฟฟา การเหนยวน า แม่เหล็กไฟฟาและกฎของฟาราเดย์ไฟฟากระแสสลับ ❖ เข้าใจวิธการทางวิทยาศาสตรในการค้นหาค าตอบเกียวกับส่งมชวิต สารทเปน
้
ี
้
ิ
์
่
ี
็
่
ี
ี
ี
ื
ู
่
่
้
้
ื
คลนแม่เหล็กไฟฟาและการสอสาร รวมทั้ง น าความรไปใช้ประโยชน์ องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต และปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์ การใช้กล้องจุลทรรศน์
ุ
่
ี
์
ิ
้
ู
4. เข้าใจความสัมพันธของความรอนกับการเปลยนอณหภมและสถานะของสสาร สภาพ โครงสราง และหน้าทของเซลล์การล าเลยงสารเข้าและออกจากเซลล์การแบ่งเซลล์และ
ี
้
ี
่
ิ
์
ุ
ยืดหยุ่นของวัสดและมอดลัสของยัง ความดันในของไหล แรงพยุง และหลักของอารคม ี การหายใจระดับเซลล์
ุ
ื
ู
ี
ิ
ุ
ดส ความตงผิวและแรงหนดของของเหลว ของไหลอดมคตและสมการแบรนลลกฎของ ❖ เข้าใจหลักการถ่ายทอดลักษณะทางพันธกรรมของส่งมชวิต การถ่ายทอดยีน บนออ
ี
ึ
์
ุ
ิ
ี
ี
แก๊ส ทฤษฎจลนของแก๊สอดมคตและพลังงานในระบบ ทฤษฎอะตอมของโบร ์ โตโซมและโครโมโซมเพศ โครงสรางและองค์ประกอบทางเคมของดเอ็นเอ การจ าลอง
์
ี
ุ
ิ
ี
ี
ี
้
ิ
ี
ปรากฏการณโฟโตอเล็กทรก ทวิภาวะ ของคลนและอนภาคกัมมันตภาพรงสแรง ดเอ็นเอ กระบวนการสังเคราะหโปรตน การเกิดมวเทชันในส่งมชวิต หลักการและการ
่
ื
์
ิ
ุ
ั
์
ี
ี
ี
ิ
ิ
ี
ิ
ิ
ี
์
ี
ิ
ุ
์
ิ
์
นวเคลยรปฏกิรยานวเคลยรพลังงานนวเคลยรฟสกสอนภาค รวมทั้งน าความรไปใช้ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ทางดเอ็นเอ หลักฐานและข้อมลทใช้ในการศกษาวิวัฒนาการของ
ู
ิ
์
ี
ิ
้
ิ
ี
ู
ี่
ึ
ประโยชน์ ส่งมชวิต แนวคดเกียวกับ วิวัฒนาการของส่งมชวิต เงอนไขของภาวะสมดลของฮารด- ี
่
ี
ุ
ี
ิ
่
ื
์
ี
ิ
ี
ิ
์
สาระโลก ดาราศาสตรและอวกาศ ไวนเบรก กระบวนการเกิดสปชสใหม่ ของส่งมชวิต ความหลากหลายทางชวภาพ ก าเนด
ิ
ี
ิ
์
์
์
ิ
ี
ี
ี
ี
ี
่
ี
ิ
ิ
ี
ี
1. เข้าใจกระบวนการเปลยนแปลงภายในโลก ธรณพิบัตภัยและผลต่อส่งมชวิต และ ของส่งมชวิต ลักษณะส าคัญของส่งมชวิต กล่มแบคทเรย โพรทสต์ พืช ฟงไจ และสัตว์
ุ
ี
ี
ี
ิ
ิ
ี
ิ
ั
ี
ี
ส่งแวดล้อมรวมทั้งการศกษาล าดับชั้นหน ทรพยากรธรณแผนท และการน าไปใช้ การจ าแนกส่งมชวิตออกเปนหมวดหม่และวิธการเขยน ชอวิทยาศาสตร
ึ
่
ี
ี
ิ
ิ
ั
ี
ี
ิ
ื่
็
์
ู
ี
ี
ประโยชน์ ❖ เข้าใจโครงสรางและส่วนประกอบของพืชทั้งราก ล าต้น และใบ การแลกเปลยน
้
ี
่
ุ
ุ
2. เข้าใจสมดลพลังงานของโลก การหมนเวียนของอากาศบนโลก การหมนเวียนของน ้า แก๊ส การคายน ้า การล าเลยงน ้าและธาตอาหาร การล าเลยงอาหาร การสังเคราะหด้วยแสง
ุ
ี
ุ
ี
์
ี
ี
ุ
ิ
ิ
ู
ในมหาสมทรการเกิดเมฆ การเปลยนแปลงภมอากาศโลกและผลต่อส่งมชวิตและ ของพืช กระบวนการสรางเซลล์สบพันธและการปฏสนธของพืชดอก การเกิดผลและ
ี
่
ื
ิ
ุ
ิ
์
้
ิ
ส่งแวดล้อม รวมทั้ง การพยากรณอากาศ เมล็ด บทบาทของสาร ควบคมการเจรญเตบโตของพืชและการประยุกต์ใช้และการ
์
ุ
ิ
ิ
39 40
ี
่
ิ
์
ุ
ตอบสนองของพืช ความสัมพันธ ของโมล จ านวนอนภาค มวล และปรมาตรของแก๊สท STP การค านวณ
ู
ี
ู
❖ เข้าใจกลไกการรกษาดลยภาพของส่งมชวิต โครงสราง หน้าท และกระบวนการ ต่าง สตรอย่างง่ายและสตร โมเลกุลของสาร ความเข้มข้นของสารละลาย การเตรยม
ั
ี
ิ
ุ
ี
้
ี
่
ู
้
ู
ิ
์
่
ุ
ี
่
ี
่
ๆ ของสัตว์และมนษย์ได้แก่ การย่อยอาหาร การแลกเปลยนแก๊ส การเคลอนท การก าจัด สารละลาย และการบรณาการความรและ ทักษะในการอธบายปรากฏการณใน
ื
ี
ั
ื
ี
ี
ี
ุ
ิ
ิ
ุ
ู
ของเสย ออกจากร่างกายของส่งมชวิต ระบบหมนเวียนเลอด ระบบภมค้มกันในร่างกาย ชวิตประจ าวันและการแก้ปญหาทางเคม ี
์
ุ
ุ
์
ิ
้
ื
ึ
ู
ิ
ิ
ั
ิ
์
ของมนษย์การท างาน ของระบบประสาทและอวัยวะรบความรสก ระบบสบพันธการ ❖ เข้าใจธรรมชาตของฟสกสกระบวนการวัด ความสัมพันธระหว่างปรมาณท ่ ี
ิ
์
ิ
ื
่
ิ
่
ื
ิ
ี
ื
่
่
ี
ี
่
่
ิ
่
์
ี
ปฏสนธการเจรญเตบโต ฮอรโมน และพฤตกรรมของสัตว์ เกียวข้อง กับการเคลอนท การเคลอนทในแนวตรง แรงลัพธกฎการเคลอนท แรงเสยด
ุ
ั
ุ
ุ
ิ
❖ เข้าใจกระบวนการถ่ายทอดพลังงานและการหมนเวียนสารในระบบนเวศ ความ ทาน กฎความโน้มถ่วง สากล สนามโน้มถ่วง งาน กฎการอนรกษ์พลังงานกล สมดลกล
ุ
ุ
ั
่
ื
ิ
ี
่
ี
่
หลากหลายของไบโอม การเปลยนแปลงแทนทแบบต่าง ๆ ในระบบนเวศ การ ของวัตถ เครองกลอย่างง่าย โมเมนตัมและการดล กฎการอนรกษ์โมเมนตัม การชน และ
ี่
ื่
ิ
ี่
เปลยนแปลง จ านวนประชากรมนษย์ในระดับท้องถ่น ระดับประเทศ และระดับโลก การเคลอนทในแนวโค้ง
ุ
ื่
้
ิ
ื่
ิ
ี
ั
์
ั
ื่
ี่
แนวทางการปองกันและแก้ไข ปญหาทรพยากรธรรมชาตและส่งแวดล้อม ❖ เข้าใจการเคลอนทแบบคลน ปรากฏการณคลน การสะท้อน การหักเห การเล้ยวเบน
ื่
ื่
์
ี่
ี
์
ิ
ี
❖ เข้าใจการศกษาโครงสรางอะตอมของนักวิทยาศาสตรการจัดเรยงอเล็กตรอน ใน และการแทรกสอด หลักการของฮอยเกนสการเคลอนทของคลนเสยง ปรากฏการณ ท ี่
ึ
้
์
่
ี
ี
ี
่
ี
ี
ุ
ุ
ิ
อะตอม สมบัตบางประการของธาตและการจัดเรยงธาตในตารางธาต พันธะเคมสมบัต ิ เกียวข้องกับเสยง ความเข้มเสยงและระดับเสยง การได้ยิน ภาพทเกิดจากกระจกเงาและ
ี
ุ
่
็
์
่
ี
์
ี
ี
ิ
ี่
ี
์
ของสารทม ความสัมพันธกับพันธะเคมกฎต่าง ๆ ของแก๊ส และสมบัตของแก๊ส ประเภท เลนส ปรากฏการณทเกียวข้องกับแสงและการมองเหนแสงส
้
ุ
ู
้
้
ิ
์
ิ
ิ
ิ
ี
และสมบัตของ สารประกอบอนทรย์และประเภทและสมบัตของพอลเมอร ❖ เข้าใจสนามไฟฟา แรงไฟฟา กฎของคลอมบ์ศักย์ไฟฟา ตัวเก็บประจตัวต้านทาน
์
็
้
้
ี่
่
ุ
ิ
❖ เข้าใจการเขยนและการดลสมการเคมการค านวณปรมาณสารต่าง ๆ ทเกียวข้อง กับ และกฎของโอหม พลังงานไฟฟา การเปลยนพลังงานทดแทนเปนพลังงานไฟฟา
ี
ี
ี
่
์
ั
ิ
ิ
ิ
ี
่
ี
ี
ิ
ิ
ิ
ี
ปฏกิรยาเคมอัตราการเกิดปฏกิรยาเคมและปจจัยทมผลต่ออัตราการเกิดปฏกิรยาเคม ี เทคโนโลยีด้าน พลังงาน สนามแม่เหล็ก ความสัมพันธระหว่างสนามแม่เหล็กกับ
่
ื
้
ี
้
้
่
้
ี
่
ั
ี
ิ
ิ
สมดล ในปฏกิรยาเคมและปจจัยทมผลต่อสมดลเคมทฤษฎกรด-เบส สมบัตและปฏกิรยา กระแสไฟฟา การเหนยวน าแม่เหล็ก ไฟฟา ไฟฟากระแสสลับ คลนแม่เหล็กไฟฟา และ
ิ
ิ
ิ
ี
ุ
ุ
ี
ี
์
้
ื
่
ี
ิ
ของกรด-เบส สารละลายบัฟเฟอรปฏกิรยารดอกซและเซลล์เคมไฟฟา ประโยชนของคลนแม่เหล็กไฟฟา
้
ี
์
์
ิ
้
ิ
่
ี
ื
ิ
ิ
ื
❖ เข้าใจข้อปฏบัตเบ้องต้นเกียวกับความปลอดภัยในการท าปฏบัตการเคม การเลอกใช้ ❖ เข้าใจผลของความรอนต่อสสาร สภาพยืดหยุ่น ความดันในของไหล แรงพยุง ของ
ิ
ิ
ุ
ี
ิ
ี
ุ
อปกรณหรอเครองมอในการท าปฏบัตการ หน่วยวัดและการเปลยนหน่วยวัดด้วยการ ใช้ ไหลอดมคตทฤษฎจลน์ของแก๊ส แนวคดควอนตัมของพลังงาน ทฤษฎอะตอมของโบร ์
์
ื
่
ิ
ี
ิ
ื
่
ื
ี
ิ
ิ
ุ
์
ิ
ื่
ู
์
่
ี
่
แฟกเตอรเปลยนหน่วย การค านวณเกียวกับมวลอะตอม มวลโมเลกุล และมวลสตร ปรากฏการณโฟโตอเล็กทรก ทวิภาวะของคลนและอนภาค การสลายของนวเคลยส
41 42
ิ
ี
ิ
ั
ี
ิ
์
ี
์
์
ิ
กัมมันตรงส กัมมันตภาพ ปฏกิรยานวเคลยร พลังงานนวเคลยรความสัมพันธระหว่าง ❖ เข้าใจการก าเนดและการเปลยนแปลงพลังงาน สสาร ขนาดอณหภมของเอกภพ
ุ
ิ
ี
่
ู
ิ
ี
ิ
ิ
ุ
์
ิ
ี
ี่
มวลและพลังงาน แรงภายในนวเคลยส และการค้นคว้าวิจัยด้านฟสกสอนภาค หลักฐานทสนับสนนทฤษฎบกแบง ประเภทของกาแล็กซโครงสรางและองค์ประกอบ
ุ
ิ
ี
้
❖ เข้าใจการแบ่งชั้นและสมบัตของโครงสรางโลก สาเหต และรปแบบการเคลอนท ี ่ ของกาแล็กซ ทางช้างเผือก กระบวนการเกิดดาวฤกษ์และการสรางพลังงานของดาวฤกษ์
ิ
ื
่
ู
้
ี
ุ
้
ี
์
ี
ี
ของแผ่นธรณทสัมพันธกับการเกิดลักษณะธรณสัณฐานและธรณโครงสรางแบบต่าง ๆ ปจจัยทส่งผลต่อ ความส่องสว่างของดาวฤกษ์และความสัมพันธระหว่างความส่องสว่าง
่
์
่
้
ี
ี
ั
ั
ุ
ั
ี
ู
ี
ุ
ุ
หลักฐาน ทางธรณวิทยาทพบในปจจบันและการล าดับเหตการณทางธรณวิทยาในอดต กับโชตมาตรของดาวฤกษ์ ความสัมพันธระหว่างสอณหภมผิว และสเปกตรมของดาว
ี
ิ
ี
ี่
์
์
ิ
สาเหต กระบวนการ เกิดแผ่นดนไหว ภเขาไฟระเบด สนามผลกระทบ แนวทางการเฝา ฤกษ์วิธการหาระยะทางของดาวฤกษ์ ด้วยหลักการแพรลแลกซ วิวัฒนาการและการ
ู
ึ
ิ
ี
ิ
้
ิ
์
ุ
ั
ุ
ิ
ิ
ี่
ิ
ิ
ิ
ิ
ระวัง และการปฏบัตตนให้ปลอดภัย สมบัตและการจ าแนกชนดของแร่ กระบวนการเกิด เปลยนแปลงสมบัตบางประการของดาวฤกษ์ กระบวนการเกิดระบบสรยะ การแบ่งเขต
ิ
ิ
่
ื
ิ
ิ
ี
์
ิ
และการจ าแนกชนดหน กระบวนการเกิดและ การส ารวจแหล่งปโตรเลยมและถ่านหน บรวารของดวงอาทตย์ลักษณะของดาวเคราะหทเอ้อต่อการ ด ารงชวิต การโคจรของดาว
ิ
ี
ี
์
ิ
ิ
ี่
ี่
ู
ิ
การแปลความหมายจากแผนทภมประเทศและแผนท ธรณวิทยา และการน าข้อมลทาง เคราะหรอบดวงอาทตย์ด้วยกฎเคพเลอรและกฎความโน้มถ่วงของนวตัน โครงสรางของ
ี
้
ู
์
ี
ุ
ธรณวิทยาไปใช้ประโยชน์ ดวงอาทตย์การเกิดลมสรยะ พายุสรยะและผลทมต่อโลก การระบพิกัดของดาว ในระบบ
ิ
ิ
ุ
ี
ุ
ี
่
ิ
้
ู
ู
้
ึ
ุ
ิ
ิ
ี
ี
่
ั
❖ เข้าใจปจจัยส าคัญทมผลต่อการรบและปลดปล่อยพลังงานจากดวงอาทตย์ ขอบฟาและระบบศนย์สตร เสนทางการข้นการตกของดวงอาทตย์และดาวฤกษ์ เวลา สร ิ
ั
ิ
ี
ี
ี
กระบวนการทท าให้เกิดสมดลพลังงานของโลก ผลของแรงเนองจากความแตกต่างของ ยคตและการเปรยบเทยบเวลาของแต่ละเขตเวลาบนโลก การส ารวจอวกาศและการ
ุ
่
ื
่
ความกดอากาศ แรงคอรออลส แรงส่ศนย์กลางและแรงเสยดทานทมต่อการหมนเวียน ประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีอวกาศ
ิ
ิ
ุ
ู
ู
ี
่
ี
ี
ั
ิ
ี
ุ
ิ
ี
ู
่
ของอากาศ การหมนเวียน ของอากาศตามเขตละตจด และผลทมต่อภมอากาศ ปจจัยทท า ❖ ระบปญหา ตั้งค าถามทจะส ารวจตรวจสอบ โดยมการก าหนดความสัมพันธระหว่าง
่
ี
่
ี
ุ
ู
ี
์
ั
่
็
ให้เกิดการแบ่งชั้นน ้าและการหมนเวียน ของน ้าในมหาสมทร รปแบบการหมนเวียนของ ตัวแปรต่าง ๆ สบค้นข้อมลจากหลายแหล่ง ตั้งสมมตฐานทเปนไปได้หลายแนวทาง
ุ
ู
ู
ี
ิ
ุ
ุ
ื
็
ุ
ี่
ุ
ิ
น ้าในมหาสมทร และผลของการหมนเวียนของน ้า ในมหาสมทรทมต่อลักษณะลมฟา ตัดสนใจเลอก ตรวจสอบสมมตฐานทเปนไปได้
ิ
ี
ื
ุ
้
ี
่
ิ
ี
ี
ิ
ี
์
อากาศ ส่งมชวิตและส่งแวดล้อม ความสัมพันธระหว่างเสถยรภาพ อากาศและการเกิด ❖ ตั้งค าถามหรอก าหนดปญหาทอยู่บนพื้นฐานของความรและความเข้าใจทาง
้
ื
ู
ั
ี
่
ั
้
่
เมฆ การเกิดแนวปะทะอากาศแบบต่าง ๆ และลักษณะลมฟาอากาศทเกียวข้อง ปจจัยต่าง วิทยาศาสตร ทแสดงให้เหนถงการใช้ความคดระดับสงทสามารถส ารวจตรวจสอบหรอ
่
ี
ู
ึ
็
ี่
ี่
ิ
ื
์
ๆ ทมผลต่อการเปลยนแปลงภมอากาศของโลก รวมทั้งการแปลความหมายสัญลักษณ ์ ศกษาค้นคว้าได้ อย่างครอบคลมและเชอถอได้สรางสมมตฐานทมทฤษฎรองรบหรอ
ู
่
่
ิ
ี
ี
ี
ี่
ี
ี
ื
ั
ื
่
ุ
ึ
้
ิ
ื
ลมฟาอากาศและการพยากรณลักษณะลมฟาอากาศเบ้องต้น จากแผนทอากาศและข้อมล คาดการณส่งทจะพบ เพือน าไปส่ การส ารวจตรวจสอบ ออกแบบวิธการส ารวจ
้
ื
่
้
์
ู
ี
ี
์
ิ
่
ู
ี
่
ื
สารสนเทศ ตรวจสอบตามสมมตฐานทก าหนดไว้ได้อย่างเหมาะสม มหลักฐานเชงประจักษ์ เลอก
ี
ิ
ิ
ี
่
43 44
ิ
ิ
์
ิ
ุ
ุ
ี
้
ิ
วัสด อปกรณ รวมทั้งวิธการในการส ารวจตรวจสอบอย่างถกต้อง ทั้งในเชงปรมาณและ เพิ่มเตม ท าโครงงาน หรอสรางช้นงานตามความสนใจ
ื
ู
ึ
ุ
็
ั
่
คณภาพ และบันทกผลการส ารวจตรวจสอบอย่างเปนระบบ ❖ แสดงความซาบซ้ง ห่วงใย มพฤตกรรมเกียวกับการใช้และรกษาทรพยากรธรรมชาต ิ
ึ
ี
ิ
ั
ิ
ู
ุ
์
ื
้
❖ วิเคราะหแปลความหมายข้อมล และประเมนความสอดคล้องของข้อสรป เพื่อ และส่งแวดล้อมอย่างรคณค่า เสนอตัวเองร่วมมอปฏบัตกับชมชนในการปองกัน ดแล
้
ู
ิ
ู
ุ
ิ
ุ
ิ
ี
ิ
ิ
ั
ตรวจสอบกับสมมตฐานทตั้งไว้ให้ข้อเสนอแนะเพือปรบปรงวิธการส ารวจตรวจสอบ จัด ทรพยากร ธรรมชาตและส่งแวดล้อมของท้องถ่น
่
่
ุ
ิ
ั
ิ
ี
ู
ิ
ู
กระท า ข้อมลและน าเสนอข้อมลด้วยเทคนควิธทเหมาะสม สอสารแนวคด ความรจาก
ิ
้
ื่
ี่
ี
ู
ผลการส ารวจ ตรวจสอบ โดยการพูด เขยน จัดแสดงหรอใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
ี
ื
ั
ื่
ี
ื
ี
ี
ิ
เพื่อให้ผู้อนเข้าใจ โดยมหลักฐาน อ้างองหรอมทฤษฎรองรบ
ื
ื
ึ
่
❖ แสดงถงความสนใจ ม่งมั่น รบผิดชอบ รอบคอบ และซอสัตย์ ในการสบเสาะ หา
ุ
ั
ี
ั
ื่
ความรโดยใช้เครองมอ และวิธการทให้ได้ผลถกต้อง เชอถอได้มเหตผลและยอมรบได้
ื
ู
ื่
ี
ี่
้
ุ
ู
ื
ี่
์
ู
ี
้
ว่าความร ทางวิทยาศาสตรอาจมการเปลยนแปลงได้
็
❖ แสดงถงความพอใจและเหนคณค่าในการค้นพบความรพบค าตอบ หรอแก้ปญหาได้
ุ
ึ
ู
ั
้
ื
้
่
ี
ื
ู
ุ
็
ิ
ท างานร่วมกับผู้อนอย่างสรางสรรค์แสดงความคดเหนโดยมข้อมลอ้างองและเหตผล
ิ
ประกอบ เกียวกับผลของการพัฒนาและการใช้วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีอย่างม ี
์
่
่
ื
ิ
ุ
็
ิ
ั
ั
คณธรรมต่อสังคม และส่งแวดล้อม และยอมรบฟงความคดเหนของผู้อน
❖ เข้าใจความสัมพันธของความรวิทยาศาสตรทมผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยี ประเภท
ู
่
ี
้
ี
์
์
ต่าง ๆ และการพัฒนาเทคโนโลยีทส่งผลให้มการคดค้นความรทางวิทยาศาสตรท ่ ี
ี
ิ
ี
์
่
้
ู
ิ
ี
ก้าวหน้า ผลของเทคโนโลยีต่อชวิต สังคม และส่งแวดล้อม
ี่
❖ ตระหนักถงความส าคัญและเหนคณค่าของความรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ทใช้
็
้
์
ึ
ุ
ู
้
์
ู
ี
ในชวิตประจ าวัน ใช้ความรและกระบวนการทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีในการ
ื
ู
่
ี
ี
ิ
ิ
ด ารงชวิต และการประกอบอาชพ แสดงความชนชม ภมใจ ยกย่อง อ้างองผลงาน ช้นงาน
ิ
ู
ี่
ทเปนผลมาจาก ภมปญญาท้องถ่นและการพัฒนาเทคโนโลยีททันสมัย ศกษาหาความร ู ้
็
ี
่
ึ
ิ
ั
ิ
45 46
16.ตัวชวัดและสำระกำรเรยนรูแกนกลำง ด ารงชวิตของส่งมชวิต โดยมส่วนร่วม บทบาทหน้าทของส่งมชวิตเปนผู้ผลตและ
ี
ี
ิ
ิ
ี
้
็
ิ
ี
ี
ี
่
ี
้
ี
ี
ั
ิ
ู
ในการดแล รกษาส่งแวดล้อม ผู้บรโภค
ิ
ี่
สาระท ๑ วิทยาศาสตรชวภาพ
์
ี
ี
มำตรฐำน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัตของส่งมชวิต หน่วยพ้นฐานของส่งมชวิต การล าเลยงสารเข้า และออก
ิ
ี
ี
ี
ี
ิ
ื
ิ
ี
ิ
ิ
์
มำตรฐำน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนเวศ ความสัมพันธระหว่างส่งไม่มชวิต กับ
ี
จากเซลล์ ความสัมพันธของโครงสรางและหน้าทของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนษย์ทท างาน
ี
ุ
์
้
่
ี่
ิ
ิ
ส่งมชวิต และความสัมพันธระหว่างส่งมชวิตกับส่งมชวิตต่าง ๆ ในระบบนเวศ การถ่ายทอดพลังงาน
์
ี
ิ
ิ
ี
ี
ี
ี
ี
สัมพันธกัน ความสัมพันธของโครงสรางและหน้าท ของอวัยวะต่าง ๆ ของพชทท างานสัมพันธกัน
่
ี
้
์
์
ี
์
ื
่
ี
่
ั
ี
การเปลยนแปลงแทนทในระบบนเวศ ความหมาย ของประชากร ปญหาและผลกระทบทมต่อ รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน
ี่
ี่
ิ
้
ู
ั
ั
ิ
ุ
ั
ิ
ั
ทรพยากรธรรมชาตและส่งแวดล้อม แนวทางในการอนรกษ์ทรพยากรธรรมชาตและการแก้ไขปญหา
ิ
ส่งแวดล้อม รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน์ ชั้น ตัวช้วัด สาระการเรยนรแกนกลาง
้
ู
ี
ี
ู
ิ
้
้
ี
ี
้
ู
ี
ชั้น ตัวช้วัด สาระการเรยนรแกนกลาง ป.5 ๑. ส ารวจ เปรยบเทียบและระบุ ั •หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตโครงสรางและ
ลักษณะของตนเองกับคนในครอบครว หน้าที่ของระบบต่างๆของสิ่งมีชีวิตและ
้
ื
ี
ี
ี
ป.5 1. บรรยายโครงสร้างและลักษณะของ • ส่งมชวิตทั้งพชและสัตว์มโครงสรางและ ๒. อธบายการถ่ายทอดลักษณะทาง กระบวนการด ารงชีวิตความหลากหลายทาง
ิ
ิ
ี
ิ
ส่งมชวิต ทเหมาะสมกับการด ารงชวิต ลักษณะ ทเหมาะสมในแต่ละแหล่งทอยู่ซงเปน ชวภาพ
่
ี
ึ
็
่
ี
ี่
ี
ี
่
ี
ุ่
ั
่
็
่
ึ
ื
ซงเปนผลมาจาก การปรบตัวของ ผลมาจาก การปรบตัวของส่งมชวิต เพอให้ พันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตในแต่ละรน •การถ่ายทอดทางพันธุกรรมการท างานของ
ี
ิ
ั
ี
็
่
ี
่
ี
ิ
ส่งมชวิตในแต่ละแหล่งทอยู่ ด ารงชวิตและ อยู่รอดได้ในแต่ละแหล่งทอยู่ ๓. จาแนกพืชออกเปน พืชดอก และ ระบบต่างๆของสิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการและ
ี
ี
ี
เช่น ผักตบชวาม ช่องอากาศในก้านใบ ช่วยให้ พืชไม่มีดอก ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตแล
ี
็
่
ี
ลอยน ้าได้ต้นโกงกาง ทข้นอยู่ในปาชายเลนม ี ๔. ระบุลักษณะของพืชดอกที่เปนพืช เทคโนโลยีชวภาพ
่
ึ
ี
ุ
รากค ้าจนท าให้ล าต้น ไม่ล้ม ปลามครบช่วยใน ใบเลี้ยงเดี่ยว และพืชใบเลี้ยงคู โดยใช ้ •สิ่งมีชวิตที่หลากหลายรอบตัว
ี
ี
่
ี
่
ื
การเคลอนทในน ้า ลักษณะภายนอกเปนเกณฑ ์ ความสัมพันธระหว่างสิ่งมีชีวิตกับ
ี
่
็
์
ี
่
์
ิ
ี
ึ
่
ิ
ี
2. อธบายความสัมพันธระหว่าง • ในแหล่งทอยู่หนง ๆ ส่งมชวิตจะม ี ๕. จาแนกสัตวออกเปนกลุมโดยใช ้ สิ่งแวดลอมความสัมพันธของสิ่งมีชวิตต่างๆ
่
์
็
ี
้
์
ี
ี
ิ
ึ
่
ิ
์
ส่งมชวิตกับ ส่งมชวิต และ ความสัมพันธ์ ซงกันและกันและสัมพันธกับ ลักษณะภายในบางลักษณะและ
ี
ี
ี
ิ
ี
ี
ิ
ี
์
ื
ี
่
ความสัมพันธระหว่างส่งมชวิต กับ ส่งไม่มชวิต เพอ ประโยชน์ต่อการด ารงชวิต ในระบบนิเวศความส าคัญของ
้
ั
็
ื
ี
ี
็
่
์
ิ
ส่งไม่มชวิต เพอประโยชน์ต่อการ เช่น ความสัมพันธกัน ด้านการกินกันเปน ลักษณะภายนอกเปนเกณฑ ์ ทรพยากรธรรมชาติการใชและจัดการ
ั
้
ิ่
่
ด ารงชวิต 3. เขยนโซ่อาหาร และระบ ุ อาหาร เปนแหล่งทอยู่อาศัย หลบภัยและเล้ยงด ู ทรพยากรธรรมชาติในระดับทองถนประเทศ
ี
ี
ี
ี
็
่
ั
ี่
บทบาทหน้าทของ ส่งมชวิตทเปนผู้ผลต ลกอ่อน ใช้อากาศในการหายใจ • ส่งมชวิตม ี และโลกปจจัยที่มีผลต่อการอยูรอดของ
็
ิ
่
ี
ี
ี
ู
ิ
ี
ิ
ี
้
และผู้บรโภคในโซ่อาหาร4. ตระหนัก การกินกันเปนอาหาร โดยกินต่อกัน เปนทอดๆ สิ่งมีชีวิตในสภาพแวดลอมต่าง ๆ
็
็
ิ
ุ
ี
ิ
่
ในคณค่าของส่งแวดล้อมทมต่อการ ในรปแบบของโซ่อาหาร ท าให้สามารถ ระบ ุ
ู
ี
47 48
์
มำตรฐำน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความส าคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธกรรม สาร สาระท ๒ วิทยาศาสตรกายภาพ
ี่
ุ
ี
่
่
ุ
ี
ิ
ี
ิ
ี
ี
พันธกรรม การเปลยนแปลงทางพันธกรรมทมผลต่อส่งมชวิต ความหลากหลาย ทางชวภาพและ มำตรฐำน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัตของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธระหว่างสมบัต ของ
์
ุ
ิ
ี
วิวัฒนาการของส่งมชวิต รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน์ สสารกับโครงสรางและแรงยึดเหนยวระหว่างอนภาค หลักและธรรมชาต ของการเปลยนแปลง
ี่
ู
้
้
่
ี
ุ
ี
ี
ิ
ิ
ิ
ิ
้
ี
ชั้น ตัวช้วัด สาระการเรยนรแกนกลาง สถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏกิรยาเคม ี
ี
ู
ป.5 1. อธบายลักษณะทางพันธกรรมทมการ • ส่งมชวิตทั้งพช สัตว์และมนษย์เมอโตเต็มท ่ ี ชั้น ตัวช้วัด สาระการเรยนรแกนกลาง
ี
้
ู
ี
ื
ิ
ื
ี
ี
ุ
ิ
ุ
ี่
ี
่
ี
์
ื
ถ่ายทอด จากพ่อแม่ส่ลกของพช สัตว์ จะม การสบพันธเพอเพ่มจ านวนและด ารง ป.5 1. อธบายการเปลยนสถานะของ • การเปลยนสถานะของสสารเปนการ
ู
ู
่
ื
ิ
ุ
ื
ี่
ิ
ี่
็
ี
่
ุ
ุ
ั
และมนษย์ พันธ์โดยลูก ทเกิดมาจะได้รบการถ่ายทอด สสาร เมอท าให้ สสารรอนข้นหรอ เปลยนแปลง ทางกายภาพ เมอเพ่มความรอน
่
ึ
ิ
ื
ี่
ื่
ื
้
้
็
2. แสดงความอยากรอยากเหน โดยการ ลักษณะทางพันธกรรม จากพ่อแม่ท าให้ม ี เย็นลง โดยใช้หลักฐาน เชงประจักษ์ ให้กับสสารถง ระดับหนงจะท าให้สสารทเปน
้
ุ
ู
ึ
่
ิ
็
ึ
ี่
่
ี
ถามค าถาม เกียวกับลักษณะทคล้ายคลง ลักษณะทางพันธกรรมทเฉพาะ แตกต่างจาก ของแข็งเปลยน สถานะเปนของเหลว เรยกว่า
่
ุ
ึ
ี่
ี
ี่
็
ิ
ี
ิ
กันของตนเองกับ พ่อแม่ ส่งมชวิตชนดอน การหลอมเหลว และเมอเพ่มความรอนต่อไป
ี
่
ื
่
ิ
ื
้
• พชมการถ่ายทอดลักษณะทางพันธกรรม จนถงอกระดับหนง ของเหลวจะเปลยนเปนแก๊ส
ุ
ี
ื
่
ี
ึ
ี
็
ึ
่
เช่น ลักษณะของใบ สดอก เรยกว่า การกลายเปนไอแต่เมอลดความรอนลง
ี
ื
้
่
ี
็
• สัตว์มการถ่ายทอดลักษณะทางพันธกรรม ถงระดับหนง แก๊สจะเปลยนสถานะเปน
ี
ุ
ี
ึ
็
่
่
ึ
ี
เช่น สขน ลักษณะของขน ลักษณะของห ู ของเหลว เรยกว่า การควบแน่น และถ้าลดความ
ี
• มนษย์มการถ่ายทอดลักษณะทาง รอนต่อไปอกจนถง ระดับหนงของเหลวจะ
ี
ุ
่
ึ
ี
้
ึ
พันธกรรม เช่น เชงผมทหน้าผากลักยิ้ม เปลยนสถานะเปนของแข็ง เรยกว่า การแข็งตัว
่
ี
ิ
ุ
ี่
ี
็
ิ
ิ
ลักษณะหนังตาการห่อล้น ลักษณะของต่งห ู สสารบางชนดสามารถ เปลยนสถานะจาก
ิ
ี่
ของแข็งเปนแก๊สโดยไม่ผ่าน การเปนของเหลว
็
็
เรยกว่า การระเหด ส่วนแก๊ส บางชนดสามารถ
ิ
ิ
ี
เปลยนสถานะเปนของแข็ง โดยไม่ผ่านการเปน
ี่
็
็
ของเหลวเรยกว่าการระเหดกลับ
ิ
ี
2. อธบายการละลายของสารในน ้า • เมอใส่สารลงในน ้าแล้วสารนั้นรวมเปน เน้อ
ิ
่
ื
็
ื
โดยใช้หลักฐาน เชงประจักษ์ เดยวกันกับน ้าทั่วทกส่วน แสดงว่าสารเกิด การ
ี
ิ
ุ
3. วิเคราะหการเปลยนแปลงของสาร ละลาย เรยกสารผสมทได้ว่าสารละลาย
่
ี
ี่
์
ี
เมอเกิดการ เปลยนแปลงทางเคม ี • เมอผสมสาร 2 ชนดข้นไปแล้วมสารใหม่
ื่
ี่
ื
ิ
ี
่
ึ
โดยใช้หลักฐาน เชงประจักษ์ เกิดข้น ซงมสมบัตต่างจากสารเดมหรอเมอสาร
ึ
่
ิ
ึ
ิ
ื
ิ
ื
่
ี
49 50
ี
่
ี
ิ
ี
ี
ชนดเดยว เกิดการเปลยนแปลงแล้วมสารใหม่ วัตถุ สามารถเขยนได้โดยใช้ลูกศร โดยหัว
ึ
ี
ิ
ี
่
ี
เกิดข้น การเปลยนแปลงน้เรยกว่า การ ลูกศรแสดง ทศทางของแรง และความยาว
่
ี
ี่
ี
เปลยนแปลง ทางเคมซงสังเกตได้จากมสหรอ ของลูกศรแสดง ขนาดของแรงทกระท าต่อ
ื
ี
่
ี
ึ
ื
กล่นต่างจาก สารเดม หรอมฟองแก๊ส หรอม ี วัตถุ
ิ
ี
ิ
ื
ี
ึ
ื
ื
ึ
ตะกอนเกิดข้น หรอมการเพ่มข้นหรอลดลงของ 4. ระบผลของแรงเสยดทานทมต่อการ • แรงเสยดทานเปนแรงทเกิดข้นระหว่าง
ิ
่
ี
ุ
ึ
็
ี
ี
่
ี
ี
อุณหภูม ิ เปลยนแปลง การเคลอนทของวัตถุจาก ผิวสัมผัส ของวัตถุ เพื่อต้านการเคลอนท ี่
ื่
ื่
ี่
ี่
่
่
ี
์
ุ
ื
ุ
ิ
4. วิเคราะหและระบการ • เมอสารเกิดการเปลยนแปลงแล้ว สารสามารถ หลักฐานเชงประจักษ์ ของวัตถนั้น โดย ถ้าออกแรงกระท าต่อวัตถ ุ
ี
่
ี่
่
ึ
ี่
ี่
็
ื
ี
ี่
็
เปลยนแปลงทผันกลับได้ และการ เปลยนกลับเปนสารเดมได้เปนการเปลยนแปลง 5. เขียนแผนภาพแสดงแรงเสยดทานและ ทอยู่น่งบนพ้นผิวหนง ให้เคลอนทแรงเสยด
ิ
ี
ื่
ี่
ิ
เปลยนแปลงทผันกลับไม่ได้ ทผันกลับได้เช่น การหลอมเหลว การกลายเปน แรง ทอยู่ในแนวเดยวกันทกระท าต่อวัตถ ุ ทานจากพ้นผิวนั้นก็จะต้าน การเคลอนท ี่
่
่
็
ี
ี
ี
ี
่
่
ี
ี
ื่
่
ื
ี
ุ
ไอ การละลาย แต่สารบางอย่างเกิดการ ของวัตถแต่ถ้าวัตถก าลังเคลอนท แรงเสยด
ี
ุ
ื
่
่
่
ี
่
ี
ี่
ุ
่
ื
็
เปลยนแปลง แล้วไม่สามารถเปลยนกลับเปน ทานก็จะท าให้วัตถนั้นเคลอนทช้าลง หรอ
ื
ี
่
ิ
สารเดมได้ เปนการเปลยนแปลงทผันกลับไม่ได้ หยุดน่ง
ิ
็
ี
่
เช่น การเผาไหม้การเกิดสนม มำตรฐำน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ิ
ี่
ุ
่
มำตรฐำน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาตของแรงในชวิตประจ าวัน ผลของแรงทกระท าต่อวัตถ ลักษณะการ ปฏสัมพันธระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชวิตประจ าวัน ธรรมชาต ของคลน ปรากฏการณ์ท ี่
ี
ิ
ี
ิ
ี
์
ิ
ื่
เคลอนทแบบต่าง ๆ ของวัตถ รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน เกียวข้องกับเสยง แสง และคลนแม่เหล็กไฟฟา รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน์
ื
ี
่
้
ู
่
ุ
ู
ี
่
้
ื
่
้
้
ชั้น ตัวช้วัด สาระการเรยนรแกนกลาง ชั้น ตัววัด สาระการเรยนรแกนกลาง
ี
ี
ู
ี
ู
้
็
์
ป.5 1. อธิบายวิธีการหาแรงลัพธ์ของแรงหลาย • แรงลัพธเปนผลรวมของแรงทกระท าต่อ ป.5 1. อธิบายการได้ยินเสียงผ่านตัวกลาง • การได้ยินเสยงต้องอาศัยตัวกลาง โดยอาจเปน
่
ี
็
ี
ี
แรงในแนว เดยวกันทกระท าต่อวัตถใน วัตถุโดย แรงลัพธ์ของแรง 2 แรงทกระท า จากหลักฐาน เชงประจักษ์ ของแข็ง ของเหลว หรออากาศ เสยงจะส่งผ่าน
ี
ุ
ี่
่
ี
ื
ิ
ี
ี
ี
่
กรณทวัตถอยู่น่ง จากหลักฐานเชงประจักษ์ ต่อวัตถเดยวกัน จะมขนาดเท่ากับผลรวม ตัวกลางมายังห ู
ุ
ิ
ิ
ุ
ี
ี
ุ
ี
่
2. เขยนแผนภาพแสดงแรงทกระท าต่อวัตถ ของแรงทั้งสองเมอแรง ทั้งสองอยู่ในแนว 2. ระบตัวแปร ทดลอง และอธบาย เสยงทได้ยินมระดับสงต าของเสยงต่างกัน
ื
่
ุ
ี
ิ
ี
ี
ี
ู
่
่
ี
ี
่
ี
ี
์
ี
ี
ทอยู่ใน แนวเดยวกันและแรงลัพธทกระท า เดยวกันและมทศทางเดยวกัน แต่จะมขนาด ลักษณะและ การเกิดเสยงสง เสยงต า ข้นกับ ความถของการสั่นของแหล่งก าเนดเสยง
ิ
ี
่
ิ
่
ึ
่
ี
ี
ี
ี
ู
ื่
ต่อวัตถ ุ เท่ากับผลต่างของแรงทั้งสอง เมอแรงทั้ง 3. ออกแบบการทดลองและอธบาย โดยเมอ แหล่งก าเนดเสยงสั่นด้วยความถต าจะ
ิ
ี
ี
่
่
ื่
ิ
ี
ี่
ื
่
ี
ิ
3. ใช้เครองชั่งสปรงในการวัดแรงทกระท า สองอยู่ในแนวเดยวกันแต่มทศทาง ตรงข้าม ลักษณะและ การเกิดเสยงดัง เสยงค่อย เกิดเสยงต า แต่ถ้าสั่นด้วยความถสงจะเกิดเสยง
ิ
ี
ี
่
ู
ี
ี
ี
่
ต่อวัตถ ุ กัน ส าหรบวัตถทอยู่น่งแรงลัพธท กระท า 4. วัดระดับเสยงโดยใช้เครองมอวัด สง ส่วน เสยงดังค่อยทได้ยินข้นกับพลังงานการ
ี
่
ุ
ั
่
ี
์
ิ
่
ื่
ี
ี
ี
ื
ึ
ู
ุ
็
ู
ต่อวัตถมค่าเปนศนย์ ระดับเสยง สั่นของ แหล่งก าเนดเสยง โดยเมอแหล่งก าเนด
ี
ี
ิ
่
ี
ื
ิ
่
• การเขยนแผนภาพของแรงทกระท าต่อ 5. ตระหนักในคณค่าของความรเรอง เสยงสั่นด้วย พลังงานมากจะเกิดเสยงดังแต่ถ้า
ี
ี
ื
่
ี
ู
ุ
ี
้
49 50
ิ
ี
ระดับเสยง โดยเสนอแนะแนวทางใน แหล่งก าเนดเสยง สั่นด้วยพลังงานน้อยจะเกิด สามารถ ท าได้โดยใช้แผนทดาว ซงระบ ุ
ี
่
ึ
ี่
การหลกเลยงและลด มลพิษทางเสยง เสยงค่อย • เสยงดังมาก ๆ เปนอันตรายต่อการ มุมทศและมุมเงย ทกล่มดาวนั้นปรากฏ ผู้
็
ี
ี่
ี
ี
ี
ิ
ี
่
ุ
่
ื
ี
ได้ยินและ เสยงทก่อให้เกิดความราคาญเปน สังเกตสามารถใช้มอ ในการประมาณค่า
็
ี
้
มลพิษทางเสยง เดซเบลเปนหน่วยทบอกถง ึ ของมุมเงยเมอสังเกตดาว ในท้องฟา
ี
็
่
ี
ื่
ิ
ความดังของเสยง มำตรฐำน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลยนแปลง
ี
ี่
สาระท ๓ วิทยาศาสตรโลก และอวกาศ ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณพิบัตภัย กระบวนการเปลยนแปลง ลมฟาอากาศและภูมอากาศโลก
์
ี่
ิ
้
ี
ี่
ิ
มำตรฐำน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซ ี รวมทั้งผลต่อส่งมชวิตและส่งแวดล้อม
ิ
ี
ิ
ี
ิ
่
ุ
ิ
ี
ิ
ุ
ี
ดาวฤกษ์ และระบบสรยะ รวมทั้งปฏสัมพันธภายในระบบสรยะ ทส่งผลต่อส่งมชวิต และการ
ี
ิ
์
ู
้
ี
ี
ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ ชั้น ตัวช้วัด สาระการเรยนรแกนกลาง
ป.5 1. เปรียบเทียบปริมาณน ้าในแต่ละ • โลกมทั้งน ้าจดและน ้าเค็มซงอยู่ในแหล่งน ้าต่าง ๆ
ื
ี
ึ
่
ุ
ี
้
ู
ิ
ี
ชั้น ตัวช้วัด สาระการเรยนรแกนกลาง แหล่ง และระบ ปรมาณน ้าทมนษย์ ทมทั้งแหล่งน ้าผิวดน เช่น ทะเล มหาสมทร บง
ึ
ุ
ี
ี
ิ
่
่
ุ
ี
ิ
ิ
่
ี
ี
้
ป.5 1. เปรยบเทยบความแตกต่างของดาวเคราะห ์ ดาวที่มองเห็นบนทองฟ้าอยูในอวกาศซึ่ง สามารถน ามาใช้ประโยชน์ได้ จาก แม่น ้า และแหล่งน ้าใต้ดน เช่น น ้าในดน และ น ้า
และดาวฤกษ์จากแบบจ าลอง เปน บรเวณที่อยูนอกบรรยากาศของโลก ข้อมูลทรวบรวมได้ บาดาล น ้าทั้งหมดของโลกแบ่งเปนน ้าเค็ม
ี่
็
่
็
ิ
่
้
ึ
ุ
์
มีทั้งดาวฤกษ และดาวเคราะห์ดาวฤกษ ์ ประมาณรอยละ ๙๗.๕ ซงอยู่ในมหาสมทร และ
ี
่
ื
ี
่
้
ื
็
เปนแหล่งก าเนิดแสง จึงสามารถมองเห็น แหล่งน ้าอน ๆ และทเหลออกประมาณ รอยละ
ี
ื
็
ิ
ื
้
ไดส่วนดาวเคราะหไม่ใช่ แหล่งก าเนิด ๒.๕ เปนน ้าจด ถ้าเรยงล าดับปรมาณ น ้าจดจาก
์
ี
ื
่
้
แสง แต่สามารถมองเห็นไดเนื่องจาก แสง มากไปน้อยจะอยู่ท ธารน ้าแข็ง และ พดน ้าแข็ง น ้า
ิ
ิ
ิ
์
จากดวงอาทิตยตกกระทบดาวเคราะห ์ ใต้ดน ชั้นดนเยือกแข็งคงตัวและน ้าแข็ง ใต้ดน
แลว สะทอนเขาสูตา ทะเลสาบ ความช้นในดน ความช้นใน บรรยากาศ
ื
ื
ิ
้
้
่
้
ึ
ี
ี
ิ
บง แม่น ้า และน ้าในส่งมชวิต
ุ
ี
ู
็
ุ
่
ี
2. ใช้แผนทดาวระบต าแหน่งและเส้นทางการ • การมองเหนกล่มดาวฤกษ์มรปร่างต่าง ๆ 2. ตระหนักถงคณค่าของน ้าโดย • น ้าจดทมนษย์น ามาใช้ได้มปรมาณน้อยมาก จง
ี
ึ
ุ
ิ
ึ
ื
ุ
ี
่
ุ
ึ
ิ
ข้น และตกของกล่มดาวฤกษ์บนท้องฟา และ เกิดจาก จนตนาการของผู้สังเกต กล่มดาว
ุ
้
ั
ุ
ี
่
ิ
ึ
้
ุ
อธบาย แบบรปเส้นทางการข้นและตกของ ฤกษ์ต่าง ๆ ท ปรากฏในท้องฟาแต่ละกล่ม น าเสนอแนวทาง การใช้น ้าอย่าง ควรใช้น ้าอย่างประหยัดและร่วมกันอนรกษ์น ้า
ู
ุ
ั
กล่มดาวฤกษ์ บนท้องฟาในรอบป ี มดาวฤกษ์แต่ละดวง เรยงกันทต าแหน่ง ประหยัดและการอนรกษ์น ้า
่
ี
้
ุ
ี
ี
ี่
็
ุ
ี
่
ี
ู
้
ิ
ี
ี
ึ
่
คงทและมเส้นทางการข้น และตกตาม 3. สรางแบบจ าลองทอธบายการ • วัฏจักรน ้า เปนการหมนเวียนของน ้าทมแบบรป
ื
ิ
่
ุ
่
ื
ึ
ิ
เส้นทางเดมทกคน ซงจะปรากฏ ต าแหน่ง หมนเวียนของน ้า ในวัฏจักรน ้า ซ ้าเดม และต่อเนองระหว่างน ้าในบรรยากาศ น ้าผิว
ุ
ี
ิ
ิ
ิ
เดม การสังเกตต าแหน่งและการข้น และ ดน และน ้าใต้ดน โดยพฤตกรรมการด ารงชวิต ของ
ิ
ึ
ื
ุ
ตกของดาวฤกษ์และกล่มดาวฤกษ์ พชและสัตว์ส่งผลต่อวัฏจักรน ้า
51 52
51 52
ี่
ี
ี
็
4. เปรยบเทยบกระบวนการเกิดเมฆ ไอน ้าในอากาศจะควบแน่นเปนละอองน ้าเล็ก ๆ สาระท ๔ เทคโนโลยี
่
ื
หมอก น ้าค้าง และน ้าค้างแข็ง จาก โดยมละอองลอย เช่น เกลอ ฝุนละออง ละออง เรณ ู มำตรฐำน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการด ารงชวิตในสังคมทมการเปลยนแปลง
ี
ี่
ี
ี
ี่
ุ
แบบจ าลอง ของดอกไม้เปนอนภาคแกนกลาง เมอ ละอองน ้า อย่างรวดเรว ใช้ความรและทักษะทางด้านวิทยาศาสตร คณตศาสตร และ ศาสตรอน ๆ เพอแก้ปญหา
ื่
็
้
็
ื
่
์
ั
ื
่
์
ิ
์
ู
ุ
ู
ื
ิ
จ านวนมากเกาะกล่มรวมกันลอยอยู่สง จากพ้นดน หรอพัฒนางานอย่างมความคดสรางสรรค์ ด้วยกระบวนการออกแบบเชงวิศวกรรม เลอกใช้
ื
ิ
ี
้
ิ
ื
ี
่
มาก เรยกว่า เมฆ แต่ละอองน ้า ทเกาะกล่มรวมกัน
ุ
ี
ิ
ี
อยู่ใกล้พ้นดน เรยกว่า หมอก ส่วนไอน ้าท ี ่ ชั้น ตัวช้วัด สาระการเรยนรแกนกลาง
ื
ี
้
ี
ู
็
ื
ควบแน่นเปนละอองน ้าเกาะอยู่ บนพ้นผิววัตถใกล้
ุ
ุ
ื
ิ
ื
ี
ู
ิ
พ้นดน เรยกว่า น ้าค้าง ถ้าอณหภมใกล้พ้นดนต า ่ ป.5 1. ตั้งค าถาม เกียวกับประเด็น หรอ • ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร ์
ิ
่
ื
็
กว่าจดเยือกแข็ง น ้าค้างก็จะกลายเปนน ้าค้างแข็ง เรองหรอสถานการณ ทจะศกษา • การสบเสาะหาความรทางเทคโนโลยีเพื่อ
ุ
ื
้
ู
ึ
ื่
ี่
์
ื
ี
ี
่
็
็
็
ึ
้
ี
ิ
ู
่
5. เปรยบเทยบกระบวนการเกิดฝน • ฝน หมะ ลกเหบ เปนหยาดน ้าฟาซงเปนน ้าทม ี ตามทก าหนดให้และตามความสนใจ การการแก้ปญหาและจตวิทยาศาสตร ์
ิ
ั
่
ี
่
ี
ิ
ิ
ื
ึ
็
หมะ และ ลูกเหบ จากข้อมูลท ี่ สถานะต่าง ๆ ทตกจากฟาถงพ้นดน ฝนเกิดจาก •การใช้อุปกรณทถูกต้องเหมาะสมใน
้
์
ี่
่
ี
รวบรวมได้ ละอองน ้าในเมฆทรวมตัวกันจนอากาศไม่สามารถ 2.วางแผน การสังเกต เสนอการ การส ารวจ
ึ
ื
ิ
ึ
พยุงไว้ได้จงตกลงมา หมะเกิดจากไอน ้าในอากาศ ส ารวจตรวจสอบ หรอศกษาค้นคว้า
่
์
ิ
ี
ระเหดกลับเปนผลกน ้าแข็ง รวมตัวกันจนมน ้าหนัก และคาดการณส่งทจะพบจากการ
ิ
็
ี
ึ
ึ
ึ
มากข้นจนเกินกว่าอากาศจะพยุงไว้จงตกลงมา ส ารวจตรวจสอบ
์
ี่
ี
ี
่
่
็
ลกเหบเกิดจากหยดน ้าทเปลยนสถานะเปนน ้าแข็ง 3.เลอกอุปกรณทถูกต้องเหมาะสมใน
ื
็
ู
แล้วถกพายุพัดวนซ ้าไปซ ้ามาในเมฆฝนฟาคะนอง การส ารวจ ตรวจสอบให้ได้ข้อมูลท ี่
้
ู
ู
็
ทมขนาดใหญ่และอยู่ในระดับสงจนเปนก้อน เชอถอได้
ี
่
ี
ื
ื่
ึ
น ้าแข็ง ขนาดใหญ่ข้นแล้วตกลงมา 4.บันทกข้อมูลในเชงปรมาณ
ิ
ึ
ิ
และ คณภาพ และ ตรวจสอบผลกับ
ุ
ส่งทคาดการณไว้ น าเสนอผลแล
์
่
ี
ิ
ข้อสรป
ุ
5.สรางค าถามใหม่เพอการ
่
้
ื
ส ารวจ ตรวจสอบต่อไป
ิ
ิ
็
6.แสดงความคดเหนอย่างอสระ
ุ
ิ
อธบาย และสรปส่งทได้ เรยนร ู ้
ิ
ี
่
ี
53 54
ึ
7. บันทกและอธบายผลการส ารวจ 2. ออกแบบ และเขยนโปรแกรมทมการ การออกแบบโปรแกรมสามารถท าได้โดย
ี
ิ
ี
ี่
ิ
็
ื
ี
ิ
็
ตรวจสอบตามความเปนจรง มการ ใช้เหตุผล เชงตรรกะอย่างง่าย ตรวจหา เขียน เปนข้อความหรอผังงาน
ี
ี
ี่
อ้างอง ข้อผิดพลาด และแก้ไข • การออกแบบและเขยนโปรแกรมทมการ
ิ
ื่
ี่
8.น าเสนอ จัดแสดง ผลงานโดย ตรวจสอบ เงอนไขทครอบคลุมทุกกรณ ี
ี่
์
ื
อธบายด้วยวาจา หรอเขียนอธบาย เพื่อให้ได้ผลลัพธ ทถูกต้องตรงตามความ
ิ
ิ
ต้องการ
แสดงกระบวนการและผล ของง ให้
ี
ื่
ผู้อนเข้าใจ • หากมข้อผิดพลาดให้ตรวจสอบการท างาน
ี
์
ุ
ี
ทละค าสั่ง เมอพบจดทท าให้ผลลัพธไม่
่
ื
่
ถูกต้อง ให้ท าการแก้ไขจนกว่าจะได้ผลลัพธท ี ่
์
ถูกต้อง
• การฝกตรวจหาข้อผิดพลาดจากโปรแกรม
ึ
เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม โดยค านงถงผลกระทบต่อชวิต สังคม และส่งแวดล้อม
ึ
ี
ึ
ิ
่
ของ ผู้อน จะช่วยพัฒนาทักษะการหาสาเหตุ
ื
ั
ึ
ี
่
ี
ี
มำตรฐำน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคดเชงค านวณในการแก้ปญหาทพบในชวิตจรงอย่างเปน ขั้นตอน ของ ปญหาได้ดยิ่งข้น
็
ิ
ิ
ั
ิ
• ตัวอย่างโปรแกรม เช่น โปรแกรม
ั
และเปนระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอสารในการเรยนร การท างาน และการแก้ปญหา ตรวจสอบเลขค่ เลขค โปรแกรมรบข้อมูล
ี
ื่
็
้
ู
ู
ี่
ั
ได้อย่างมประสทธภาพ รเท่าทัน และมจรยธรรม น ้าหนักหรอส่วนสง แล้วแสดงผลความสม
ี
ิ
้
ู
ี
ิ
ิ
ื
ู
ส่วนของร่างกาย โปรแกรม สั่งให้ตัวละครท า
ชั้น ตัวช้วัด สาระการเรยนรแกนกลาง
้
ู
ี
ี
่
ื
่
ี
็
ิ
ั
ิ
ป.5 1. ใช้เหตุผลเชงตรรกะในการแก้ปญหา • การใช้เหตุผลเชงตรรกะเปนการน า ตามเงอนไขทก าหนด
่
ี
์
ี
ุ
ี่
ื่
การอธบาย การท างาน การคาดการณ ์ กฎเกณฑ์หรอ เงอนไขทครอบคลุมทกกรณ ี • ซอฟต์แวรทใช้ในการเขยนโปรแกรม เช่น
ิ
ื
ั
ผลลัพธ์จากปญหา อย่างง่าย มาใช้พิจารณาในการ แก้ปญหาการอธบาย Scratch, logo
ิ
ั
์
์
็
ิ
็
ิ
์
์
ื
การท างาน หรอการคาดการณ ผลลัพธ 3. ใช้อนเทอรเนตค้นหาข้อมูล • การค้นหาข้อมูลในอนเทอรเนต และการ
ิ
ิ
่
ื
ี
• สถานะเร่มต้นของการท างานทแตกต่างกัน ตดต่อสอสาร และท างานร่วมกัน ประเมน พิจารณา ผลการค้นหา
่
ิ
ิ
ื
่
ิ
ื
่
ื
์
็
์
ี
่
จะให้ ผลลัพธทแตกต่างกัน ความน่าเชอถอ ของข้อมูล • การตดต่อสอสารผ่านอนเทอรเนต เช่น
ี
• ตัวอย่างปญหา เช่น เกม Sudoku โปรแกรม อเมล บล็อก โปรแกรมสนทนา
ั
ู
ี
ู
ิ
ท านายตัวเลข โปรแกรมสรางรปเรขาคณต • การเขยนจดหมาย (บรณาการกับวิชา
้
ู
ตามค่าข้อมลเข้า การจัดล าดับการท างานบ้าน ภาษาไทย)
ื
ิ
็
์
ิ
่
ในช่วงวันหยุด จัดวางของในครว • การใช้อนเทอรเนตในการตดต่อสอสารและ
ั
55 56
ท างาน ร่วมกัน เช่น ใช้นัดหมายในการ 17.ค ำอธิบำยรำยวิชำพื้นฐำนและโครงสร้ำงรำยวิชำพื้นฐำน
ุ
ประชมกล่ม ประชาสัมพันธกิจกรรมใน ิ ื
์
ุ
้
ี
ู
ห้องเรยน การแลกเปลยน ความรความ ค ำอธบำยรำยวิชำพ้นฐำน
ี่
ี
์
ุ
ู
้
คดเหนในการเรยน ภายใต้การดแล ของคร ู วิทยาศาสตร๕ กล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตร ์
็
ี
ิ
ู
่
ี
่
ึ
ี
ื
ู
ิ
• การประเมนความน่าเชอถอของข้อมล เช่น ชั้นประถมศกษาปท๕ เวลา๘๐(หรอ๑๒๐)ชั่วโมง
ื
ื
่
ี
ู
เปรยบเทยบความสอดคล้อง สมบรณของ ศกษาวิเคราะหการจ าแนกพชออกเปนพชดอกและพชไม่มดอก ลักษณะภายนอกของพชดอกท ่ ี
์
ี
ื
ึ
ื
ี
ื
ื
์
็
ข้อมูล จากหลายแหล่ง แหล่งต้นตอของ เปนพชใบเล้ยงเดยวและพชใบเล้ยงกู่ การจ าแนกสัตว์เปนสัตว์มกระดกสันหลังและสัตว์ไม่มกระดก
ี
ู
ี
ู
ื
ี
ื
็
ี
็
ี
ี
ข้อมูล ผู้เขยน วันทเผยแพร่ข้อมูล สันหลัง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธกรรมของส่งมชวิต สมบัตของวัสดเกียวกับ ความแข็ง ความ
่
ี
ี
ุ
ิ
ี
ุ
ิ
่
ุ
ี
ี
ี
ี่
• ข้อมูลทดต้องมรายละเอยดครบทกด้าน
ี
้
้
ุ
ี
ี
เช่น ข้อด และข้อเสย ประโยชน์และโทษ เหนยว สภาพยืดหยุ่น การน าความรอน การน าไฟฟา และความหนาแน่น การน าวัสดไปใช้ใน
ี
ี
ิ
4. รวบรวม ประเมน น าเสนอข้อมูลและ การรวบรวมข้อมูล ประมวลผล สรางทางเลอก ชวิตประจ าวัน ความคันอากาศ ความดันของของเหลว แรงพยุงของของเหลว แรงเสยดทานและการ
้
ื
ี
ี
่
่
ื
ู
ี
ี
ี
้
สารสนเทศ ตามวัตถประสงค์โดยใช้ซอฟต์แวร ์ ประเมนผล จะท าให้ได้สารสนเทศเพื่อใช้ในการ น าความรไปใช้ประโยชน์ การเกิดเสยง การเคลอนทของเสยง ระดับเสยง ความดังของเสยง มลภาวะ
ุ
ิ
ิ
์
หรอบรการ บนอนเทอรเนตทหลากหลาย เพื่อ แก้ปญหาหรอการตัดสนใจได้อย่างมประสทธภาพ ทางเสยง การเกิดเมฆ หมอก น ้าค้าง ฝนและลกเหบ วัฏจักรน ้า การสรางเครองมออย่างง่ายวัดอณหภม ิ
ี่
ิ
็
ิ
ื
ี
ั
ิ
ิ
ื
ื
็
ู
้
ู
ื
ุ
ี
่
แก้ปญหา ในชวิตประจ าวัน • การใช้ซอฟต์แวรหรอบรการบนอนเทอรเนต ท ี่
ิ
ื
ิ
ั
์
ี
์
็
ื
์
ึ
ิ
หลากหลายในการรวบรวม ประมวลผล สราง ความช้น ความกดอากาศ การเกิดลม ประโยชน์ของลม การเกิดทศ และปรากฏ การณการข้น-ตกของ
้
ี
ื
้
์
ู
ื
ทางเลอก ประเมนผล น าเสนอ จะช่วยให้ การ ดวงดาว ทั้งน้โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร การสบเสาะหาความร การส ารวจตรวจสอบ การ
ิ
ู
ั
แก้ปญหาท าได้อย่างรวดเรว ถกต้อง และ แม่นย า • สบกั้นข้อมลและการอภปราย เพอให้เกิดความร ความคดความเข้าใจ สามารถสอสารส่งทเรยนร ม ี
็
้
ู
้
ู
ี
่
ิ
ื
ื
ู
่
ิ
ื
ิ
ี
่
่
ตัวอย่างปญหา เช่น ถ่ายภาพ และส ารวจแผนท ใน
ี
ั
ิ
์
ิ
ิ
ู
ี
้
ิ
ื
่
ท้องถ่นเพอน าเสนอแนวทางในการจัดการ พ้นทว่าง ความสามารถในการตัดสนใจ น าความรไปใช้ในชวิตประจ าวัน มีจตวิทยาศาสตร จรยธรรม
่
ี
ื
ุ
ิ
ี
็
์
ิ
ให้เกิดประโยชนท าแบบส ารวจความ คดเหน คณธรรมและค่านยมทเหมาะสม
่
ออนไลน์และวิเคราะหข้อมูล น าเสนอข้อมูล โดยการ รหัสตัวช้วัด
์
ี
ื
ใช้blog หรอ web page
5. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย • อันตรายจากการใช้งานและอาชญากรรม ว ๑.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔, ป.๕/๕ ว ๑.๒ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔, ป.๕/๕
ิ
ิ
ิ
็
มมารยาท เข้าใจสทธและหน้าทของตน ทางอนเทอรเนต ว ๓.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒
ี่
์
ี
ื
ิ
่
่
ื
ิ
่
ิ
เคารพในสทธของ ผู้อน แจ้งผู้เกียวข้อง • มารยาทในการตดต่อสอสารผ่าน ว ๔.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔ ว ๔.๒ ป.๕/๑
์
ู
็
เมอพบข้อมูลหรอบุคคล ทไม่เหมาะสม อนเทอรเนต (บรณาการกับวิชาทเกียวข้อง) ว ๕.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔
ื่
่
ี
่
ี
ิ
ื
่
ว ๖.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔
ว ๗.๑ ป.๕/๑
ว ๘.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔, ป.๕/๕, ป.๕/๖ ป.๕/๗ ป.๕/๘ น ้าและการ ว ๗.๑ ป.๕/๑
ี่
ี
รวมทั้งหมด ๓๔ ตัวช้วัด เปลยนแปลง
้
โครงสรางรายวิชาพื้นฐาน
วิทยาการค านวณ ว ๘.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔, ป.๕/
โครงสรำงรำยวิชำ ๕, ป.๕/๖ ป.๕/๗ ป.๕/๘
้
์
่
รายวิชา วิทยาศาสตร๕ ชั้นประถมศกษาปท ๕ รวม ๓๔ ๑๒๐ ๑๐๐
ี
ี
ึ
รหัสวิชา ว๑๕๑๐๑ เวลา ๘๐(หรอ๑๒๐) ชั่วโมง / ป ี
ื
ี
ี
ชอหน่วยการเรยนร ู ้ ตัวช้วัด จ านวน น ้าหนัก
่
ื
(ชั่วโมง) คะแนน
ี
ี
ิ
ส่งมชวิตและ ว ๑.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔, ป.๕/
ี
ส่งไม่มชวิต ๕
ี
ิ
พันธกรรมของพืช ว ๑.๒ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔, ป.๕/
ุ
และสัตว์ ๕
สถานะของสาร ว ๓.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒
แรง ว ๔.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔ ว
๔.๒ ป.๕/๑
เสยง ว ๕.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔
ี
ดาว ว ๖.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔
ิ
้
ู
็
ี
ี
ี
้
18.กระบวนกำรจดกำรเรยนรู รูปแบบกำรสอนและทักษะทำงวิทยำศำสตร ์ กระบวนการพัฒนาลักษณะนสัยกระบวนการเหล่าน้เปนแนวทางในการจัดการเรยนรท ี่
ั
ี
ี
ึ
ี
ั
ู
้
ู
การจัดการเรยนรเปนกระบวนการส าคัญในการน าหลักสตรส่การปฏบัต หลักสตร ผู้เรยนควรได้รบการฝกฝนพัฒนา เพราะจะสามารถช่วยให้ผู้เรยนเกิดการเรยนรได้ด ี
้
ิ
ี
ิ
ู
ู
ู
็
ึ
้
ู
ึ
ุ
็
้
ู
ี
่
็
ี
ู
ึ
แกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน เปนหลักสตรทมมาตรฐานการเรยนร สมรรถนะส าคัญ บรรลเปาหมายของหลักสตร ดังนั้นผู้สอนจงจ าเปนต้องศกษาท าความเข้าไจใน
ี
ี
ู
้
ื
ู
ี
่
้
็
ุ
ของผู้เรยนและคณลักษณะอันพึงประสงค์เปนเปาหมายส าคัญส าหรบพัฒนาเด็กและ กระบวนการเรยนรต่าง ๆ เพือให้สามารถเลอกใช้ในการจัดกระบวนการเรยนรได้อย่างม ี
ี
้
ั
ิ
ิ
ี
ู
้
ี
ู
้
เยาวชนผู้สอนต้องพยายามตัดสรรกระบวนการเรยนร จัดการเรยนร เพื่อพัฒนาผู้เรยนให้ ประสทธภาพ
ี
ู
ี
ึ
้
ึ
ู
ึ
ี
ี
ี
ุ
ุ
้
ู
้
มคณภาพตามมาตรฐานการเรยนรทั้ง ๘ กล่มสาระเรยนร รวมทั้งปลกฝงเสรมสราง ๓. การออกแบบการจัดการเรยนรผู้สอนต้องศกษาหลักสตรสถานศกษาให้เข้าใจถง
ั
ู
ู
้
ิ
ี
ี
ุ
ู
ี
ึ
้
่
ี
็
คณลักษณะอันพึงประสงค์ พัฒนาทักษะต่างๆ อันเปนสมรรถนะส าคัญทต้องการให้เกิด มาตรฐานการเรยนร ช้วัดสมรรถนะส าคัญของผู้เรยนคณลักษณะอันพึงประสงค์ แล้วจง
ุ
้
ื
ี
ู
่
ิ
ื
ี
ี
แก่ผู้เรยน พิจารณาออกแบบการจัดการเรยนรโดยเลอกใช้วิธสอนและเทคนคการสอน สอ/แหล่ง
ี
ิ
้
ู
ุ
ี
ู
้
ี
ี
๑. หลักการจัดการเรยนรการจัดการเรยนรเพื่อให้ผู้เรยนมความรความสามารถตามมาดร เรยนร การวัดและประเมนผล เพื่อให้ผู้เรยนพัฒนาเต็มตามศักยภาพและบรรลตาม
ี
้
ู
ี
ู
้
้
่
็
้
ู
ี
ี
ึ
่
ู
่
้
ี
ี
ฐานการเรยนรสมรรถนะส าคัญและคณลักษณะอันพึงประสงค์ตามทก าหนดไว้ใน มาตรฐานการเรยนรซงเปนเปาหมายทก าหนด
ุ
้
ี
ี
ี
้
ู
ุ
ี
่
ุ
ี
่
ู
ื
หลักสตรแกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน โดยยึดหลักว่า ผู้เรยนมความส าคัญทสด เชอว่า ๔. บทบาทของผู้สอนและผู้เรยนการจัดการเรยนรเพื่อให้ผู้เรยนมคณภาพตามเปาหมาย
ี
ึ
ี
ี
ี
ู
ุ
ทกคนมความสามารถเรยนรและพัฒนาตนเองได้ ยึดประโยชนทเกิดกับผู้เรยน ของหลักสตร ทั้งผู้สอนและผู้เรยนควรมบทบาท ดังน้ ี
์
ี
ู
ี
่
้
ี
ี
้
ี
ิ
ี
ิ
กระบวนการจัดการเรยนรต้องส่งเสรมให้ผู้เรยน สามารถพัฒนาตามธรรมชาตและเต็ม ๔.๑ บทบำทของผูสอน
้
ู
ู
็
ุ
์
ึ
ี
ึ
ตามศักยภาพ ค านงถงความแตกต่างระหว่าง ๑) ศกษาวิเคราะหผู้เรยนเปนรายบคคล แล้วน าข้อมลมาใช้ในการวางแผนการจัดการ
ึ
้
ี
ี่
ู
ี
ี
ุ
ู
้
๒. กระบวนการเรยนรบคคลและพัฒนาการทางสมอง เน้นให้ความส าคัญทั้งความร และ เรยนรทท้าทายความสามารถของผู้เรยน
้
ู
ู
้
ึ
่
ี
ี
้
ี
ุ
ู
คณธรรมการจัดการเรยนรทเน้นผู้เรยนเปนส าคัญ ผู้เรยนจะต้องอาศัยกระบวนการเรยนร ู ้ ๒) ก าหนดเปาหมายทต้องการให้เกิดข้นกับผู้เรยน ด้านความรและทักษะกระบวนการ ท ่ ี
ี
ี
ี
้
็
ี่
ิ
ุ
์
็
็
ี
่
ี
่
ู
่
ู
้
ื
ทหลากหลาย เปนเครองมอทจะน าพาตนเองไปส่เปาหมายของหลักสตร กระบวนการ เปนความตดรวบยอดหลักการและความสัมพันธ รวมทั้งคณลักษณะอันพึงประสงค์
ื
ี
ี
่
้
่
ู
้
ู
ี
ิ
้
ั
ี
ี
ี
เรยนรทจ าเปนส าหรบผู้เรยน อาท กระบวนการเรยนรแบบ บรณาการกระบวนการสราง ๓) ออกแบบการเรยนรและจัดการเรยนรทตอบสนองความแตกต่างระหว่างสมอง เพือ
ู
ู
้
ู
็
ี่
้
ู
้
ุ
ี
ความรกระบวนการคด กระบนการทางสังคม กระบวนการเผชญสถานการณและ น าผู้เรยนไปส่เปาหมาย บคคลและพัฒนาทางการสมอง
์
ิ
้
ู
ิ
ี
ี
ี
ู
้
ื
่
ู
ู
้
ี
ื
ี
์
้
ู
ิ
ื
ิ
แก้ปญหา กระบวนการเรยนรจากประสบการณจรง กระบวนการปฏบัต ลงมอท าจรง ๔) จัดบรรยากาศทเอ้อต่อการเรยนรและตแลช่วยเหลอผู้เรยนให้เกิดการเรยนร จัดเตรยม
ิ
ั
ี
ิ
่
่
ื
ื
ั
ี
ิ
ู
ิ
ี
ี
ู
้
กระบวนการจัดการ กระบวนการวิจัยกระบวนการเรยนรการเรยนรของตนเอง และเลอกใช้สอให้เหมาะสมกับกิจกรรม น าภมปญญาท้องถ่นเทคโนโลยีทเหมาะสมมา
ู
้
ี
ี
ิ
ประยุกต์ใช้ในการจัดการเรยนการสอนประเมนความก้าวหน้าของผู้เรยนด้วยวิธการท ี ่
ี
ี
์
หลากหลาย เหมาะสมกับธรรมชาตของวิชาและระดับพัฒนาการของผู้เรยนวิเคราะหผล
ิ
วิธีกำรสอนแบบโครงงำน(Project Method)
ี
ิ
ิ
การประเมนมาใช้ในการซ่อมเสรมและพัฒนาผู้เรยน รวมทั้งปรบปรงการจัดการเรยน
ุ
ั
ี
ื
ึ
ี
ิ
ี
ี่
ิ
ี
็
เปนวิธการจัดการเรยนรทให้ผู้เรยนได้ศกษาค้นคว้า หรอปฏบัตงานตามหัวข้อทผู้เรยน
ี
ี่
้
ู
การสอนของตนเอง
ึ
ี
ี
ึ
สนใจ ซงผู้เรยนจะต้องฝกกระบวนการท างานอย่างมขั้นตอน มการวางแผนในการ
ี
่
๔.๒ ครูทีสอนวิชำวิทยำศำสตรทีดีเปนอยำงไร
็
่
่
่
์
ุ
็
็
ั
ิ
ุ
ท างานหรอการแก้ปญหาอย่างเปนระบบ จนการด าเนนงานส าเรจลล่วงตามวัตถประสงค์
ื
ี
่
ี
ี
ู
้
์
ู
ี
้
้
จะต้องมความรในวิชาวิทยาศาสตร มความรในส่วนทเปนเน้อหาความรทสอน ในด้าน
ู
่
็
ื
ี
้
ู
ี
ส่งผลให้ผู้เรยนมทักษะการเรยนรอย่างหลากหลาย อันเปนประสบการณตรงทมคณค่า
ี
ุ
่
์
็
ี
ี
ี
เคม ชววิทยาฟสกส วิทยาศาสตรทั่วไป และความรในส่วนทเปนศาสตรการสอนม ี
์
์
ิ
็
ี
่
ี
้
ู
ิ
์
ิ
สามารถน าไปประยุกต์ใช้ในการด าเนนงานต่าง ๆ ได้วีการสอนโครงงานสามารถสอน
ี
ความสามารถน าไปใช้ในการปฏบัตการสอนถ่ายทอดความรให้กับผู้เรยนได้ด เปนผู้ทม ี
่
ี
็
ี
้
ิ
ิ
ู
ู
่
ู
ุ
ู
ต่อเนองกับวีสอนแบบบรณาการได้ ทั้งในรปแบบบรณาการภายในกล่มสาระการเรยนร ู ้
ี
ื
่
ุ
คณธรรมจรยธรรม ความเปนครสามารถท างานร่วมกบผู้อนได้ และเปนผู้ทพัฒนาความร ้ ู
ี
็
ื
ู
่
ิ
็
้
ี
ู
ี
ู
ุ
่
ู
้
และบรณาการระหว่างกล่มสาระการเรยนร เพือให้ผู้เรยนได้น าองค์ความรและ
ื
่
ตนเองอย่าง ต่อเนองอยู่เสมอ
์
ี่
ประสบการณทได้มาบรณาการเพื่อท าโครงงาน
ู
้
๔.๓ บทบำทของผูเรยน
ี
กำรจดกิจกรรมกำรเรยนรู ้
ั
ี
ู
ั
ี
้
๑) ก าหนดเปาหมาย วางแผ่น และรบผิดชอบการเรยนรของตนเอง
้
่
์
ี
ั
็
ื
1. ขั้นก าหนดปญหา หรอส ารวจความสนใจ ผู้สอนเสนอสถานการณหรอตัวอย่างทเปน
ื
ู
์
๒) เสาะแสวงหาดวามร เข้าถงแหล่งการเรยนร วิเคราะห สังเคราะหข้อความรตั้งค าถาม
้
ึ
้
ี
ู
้
ู
์
ื
ั
ี
ี
ี
ี
ปญหาและกระต้นให้ผู้เรยนหาวีการแก้ปญหาหรอยั่วยุให้ผู้เรยนมความต้องการใคร่เรยน
ั
ุ
ิ
ื
ี
ั
ตดหาค าตอบหรอหาแนวทางแก้ปญหาด้วยวิธการต่างๆ
ื
้
ใคร่ร ในเรองใดเรองหนง
ู
่
ื
่
่
ึ
ี
ี
้
ื
่
ิ
ุ
ิ
ิ
้
ู
๓) ลงมอปฏบัตจรง สรปส่งทได้เรยนรด้วยตนเอง และน าความรไปประยุกต์ใช้ใน
ู
ิ
ุ
ุ
ุ
ุ
ี
2. ขั้นก าหนดจดม่งหมายในการเรยน ผู้สอนแนะน าให้ผู้เรยนก าหนดจดม่งหมายให้
ี
ิ
ี
สถานการณต่างๆ๔)มปฏสัมพันธ ท างาน ท ากิจกรรมร่วมกับกล่มและคร ู
์
ุ
์
ึ
่
ชัดเจนว่าเรยนเพืออะไร จะท าโครงงานนั้นเพือแก้ปญหาอะไร ซงท าให้ผู้เรยนก าหนด
ี
่
ี
่
ั
ิ
่
ื
้
ี
ู
๕) ประเมนและพัฒนากระบวนการเรยนรของตนเองอย่างต่อเนอง
ุ
โครงงานแนวทางในการด าเนนงานได้ตรงตามจดม่งหมาย
ิ
ุ
่
ี
ี
์
3. ขั้นวางแผนและวิเคราะหโครงงาน ให้ผู้เรยนวางแผนแก้ปญหา ซงเปนโครงงานเดยว
ั
ึ
่
็
ื
หรอกล่มก็ได้ แล้วเสนอแผนการด าเนนงานให้ผู้สอนพิจารณา ให้ค าแนะน าช่วยเหลอ
ื
ิ
ุ
ี
ี
ี
่
ึ
และข้อเสนอแนะการวางแผนโครงงานของผู้เรยน ผู้เรยนเขยนโครงงานตามหัวข้อซงม ี
่
ุ
ื
ุ
ุ
หัวข้อส าคัญ (ชอโครงงาน หลักการและเหตผลวัตถประสงค์หรอจดม่งหมาย เจ้าของ ประโยชน์
ื
ุ
ี
ุ
ี
้
ี
ู
่
ิ
็
ิ
ี
่
ึ
่
ู
้
ี
โครงการ ทปรกษาโครงการ แหล่งความร สถานทด าเนนการ ระยะเวลาด าเนนการ 1. เปนการสอนทม่งให้ผู้เรยนมบทบาท มส่วนร่วมในการจัดกระบวนการเรยนรได้
ี
ี
ี
ิ
ี
ิ
ิ
ั
ื่
งบประมาณ วิธด าเนนการ เครองมอทใช้ ผลทคาดว่าจะได้รบ) ปฏบัตจรงคดเอง ท าเอง อย่างละเอยดรอบคอบ อย่างเปนระบบ
่
ี่
ื
ิ
ิ
็
ี
ุ
้
ื
ื
ู
ั
้
4. ขั้นลงมอปฏบัตหรอแก้ปญหา ให้ผู้เรยนลงมอปฏบัตหรอแก้ปญหาตามแผนการท ี ่ 2. ผู้เรยนรจักวีแสวงหาข้อมล สรางองค์ความรและสรปความรได้ด้วยตนเอง
ั
ู
ู
ิ
ู
ี
้
ิ
ื
ิ
้
ี
ิ
ื
่
ิ
ึ
ี
ี
ี
ี
ั
ก าหนดไว้โดยมผู้สอนเปนทปรกษา คอยสังเกต ตดตาม แนะน าให้ผู้เรยนรจักสังเกต เก็บ 3. ผู้เรยนมทักษะในการแก้ปญหา มทักษะกระบวนการในการท างาน มทักษะการ
ี
ี
็
้
ู
ี
ิ
ู
ุ
รวบรวมข้อมล บันทกผลด าเนนการด้วยความมานะอดทน มการประชมอภปราย เคลอนไหวทางการ
ี
ื่
ึ
ิ
่
ื
็
่
ี
์
ี
็
ี
ุ
่
ึ
ื
็
ปรกษาหารอกันเปนระยะ ๆ ผู้สอนจะเข้าไปเกียวข้องเท่าทจ าเปน ผู้เรยนเปนผู้ใช้ 4. ผู้เรยนได้ฝกกระบวนการกล่มสัมพันธ ท างานร่วมกันกับผู้อนได้
ึ
ื
ิ
ั
ิ
ิ
ู
้
ึ
็
ั
ี
ึ
ุ
ี
ความคด ความร ในการวางแผนและตัดสนใจท าด้วยตนเอง 5. ฝกความเปนประชาธปไตย คอการรบฟงความคดเหนซงกันและกัน มเหตผล มการ
็
ิ
่
ิ
ิ
ิ
ั
ึ
่
5. ขั้นประเมนผลระหว่าปฏบัตงาน ผู้สอนแนะน าให้ผู้เรยนรจักประเมนผลก่อน ยอมรบในความร ความสามารถซงกันและกัน
ิ
ู
้
้
ี
ู
ี
ิ
่
่
ี
ึ
ิ
ด าเนนการระหว่างด าเนนการและหลังด าเนนการ คอรจักพิจารณาว่าก่อนทจะด าเนนการ 6. ผู้เรยนได้ฝกลักษณะนสัยทดในการท างาน เช่น การจดบันทกข้อมล การเก็บข้อมล
ี
ิ
ู
ึ
ิ
ี
ื
ู
ู
้
ิ
ี
ิ
่
ิ
็
ื
ี
ี
มสภาพเปนอย่างไร มปญหาอย่างไรระหว่างทด าเนนงานตามโครงงานนั้น ยังมส่งใดท ี ่ อย่างเปนระบบ ความรบผิดชอบ ความซอตรง ความเอาใจใส่ ความขยันหมั่นเพียรใน
ี
่
็
ั
ั
็
ี
็
ี
้
ื
ู
ผิดพลาดหรอเปนข้อบกพร่องอยู่ ต้อแก้ไขอะไรอกบ้าง มวิธแก้ไขอย่างไร เมอด าเนนการ การท างาน รจักท างานอย่างเปนระบบ ท างานอย่างมแผน ใช้เวลาว่างให้เปนประโยชน ์
็
ี
ื
ิ
่
ี
ิ
ิ
ิ
่
ี
ี
ิ
ไปแล้วผู้เรยนมแนวคดอย่างไร มความพึงพอใจหรอไม่ ผลของการด าเนนการตาม 7. ผู้เรยนเกิดความคดรเร่มสรางสรรค์ และสามารถน าความร ความคด หรอแนวทางทได้
้
ิ
ู
ื
้
ื
ิ
ี
ี
ี
ี
้
่
ู
ี
ั
์
ื
์
ู
ื
โครงงาน ผู้เรยนได้ความรอะไร ได้ประโยชนอย่างไร และสามารถน าความรนั้นไป ไปใช้ในการแก้ปญหาในชวิต หรอในสถานการณอน ๆ ได้
้
ู
ื
ี
้
ึ
พัฒนาปรบปรงงานได้อย่างดยิ่งข้น หรอเอาความรนั้นไปใช้ในชวิตได้อย่างไร โดย กำรจดกำรเรยนรูแบบใชโครงงำนเปนฐำน (PROJECT-BASED
ั
ี
ุ
้
ั
้
ี
็
ผู้เรยนประเมนโครงงานของตนเองหรอเพือนร่วมประเมน จากนั้นผู้สอนจงประเมนผล LEARNING)
ิ
่
ิ
ี
ิ
ื
ึ
ิ
ึ
โครงงานตามแบบประเมน ซงผู้ปกครองอาจจะมส่วนร่วมในการประเมนด้วยก็ได้ การจัดการเรยนรแบบใช้โครงงานเปนฐาน หมายถง การจัดการเรยนรทมครเปนผู้
ิ
่
ี
ึ
ี
ู
ี
ี่
้
ู
ู
็
็
้
ี
ื
่
ุ
ู
6. ขั้นสรป รายงานผล และเสนอผลงาน เมอผู้เรยนท างานตามแผนและเก็บข้อมลแล้ว กระต้นเพือน าความสนใจทเกิดจากตัวนักเรยนมาใช้ในการท ากิจกรรมค้นคว้าหาความร ู ้
ี
่
ี
่
ี
ุ
ี
ึ
่
ุ
์
ื
ู
ต้องท าการวิเคราะหข้อมล สรปและเขยนรายงานเพื่อน าเสนอผลงาน ซงนอกเหนอจาก ด้วยตัวนักเรยนเอง น าไปส่การเพิ่มความรทได้จากการลงมอปฏบัต การฟงและการ
ั
ี
ื
่
ี
ู
้
ิ
ู
ิ
ื
ี
ิ
ิ
รายงานเอกสารแล้ว อาจมแผนภม แผนภาพ กราฟ แบบจ าลอง หรอของจรง
ู
ี
ู
้
่
ี
็
สังเกตจากผู้เชยวชาญ โดยนักเรยนมการเรยนรผ่านกระบวนการท างานเปนกล่ม ทจะ
ี่
ี
ุ
ี
ู
ประกอบการน าเสนอ อาจจัดได้หลายรปแบบ เช่น จัดนทรรศการ การแสดงละคร ฯลฯ
ิ
ู
ี
ู
็
้
ุ
้
ู
ี
ิ
ี
้
น ามาส่การสรปความรใหม่ มการเขยนกระบวนการจัดท าโครงงานและได้ผลการจัด พาณช(2555) และ 3. การจัดการเรยนรแบบใช้โครงงานเปนฐาน ทได้จากโครงการสราง
ี่
่
้
็
ิ
้
ุ
ู
กิจกรรมเปนผลงานแบบรปธรรม (ดษฎ โยเหลาและคณะ, 2557: 19-20) ชดความรเพือสรางเสรมทักษะแห่งศตวรรษท 21 ของเด็กและเยาวชน: จาก
ู
ุ
ี
ี่
็
ประสบการณความส าเรจของโรงเรยนไทย ของ ดษฎ โยเหลาและคณะ (2557) ดังน้ ี
์
ุ
ี
ี
ิ
แนวคดส าคัญ
้
ู
ิ
การเรยนรแบบโครงงานนั้น มแนวคดสอดคล้องกับ John Dewey เรอง “learning by •แนวคดท 1 ขั้นตอนการจัดการเรยนรแบบโครงงาน ของ ส านักงานเลขาธการสภา
ี
ิ
ื่
ิ
ี
้
ี
ู
ี่
ี
ิ
่
ึ
้
ึ
doing” ซงได้กล่าวว่า “Education is a process of living and not a preparation for future การศกษาและกระทรวงศกษาธการ ซงได้น าเสนอขั้นตอนการจัดการเรยนรแบบ
ู
ึ
่
ึ
่
ึ
็
living.” (Dewey John, 1897: 79 cite in Douladeli Efstratia, 2014) ซงเปนการเน้นการ
ี
ี่
์
ั
จัดการเรยนรทให้นักเรยนได้รบประสบการณชวิตขณะทเรยน เพื่อให้นักเรยนได้พัฒนา
ี
ี
ู
้
ี
ี่
ี
ู
้
ื
ิ
ทักษะต่างๆ ซงสอดคล้องกับหลักพัฒนาการคดของ Bloom ทั้ง 6 ขั้น คอ ความรความจ า
ึ
่
(Remembering) ความเข้าใจ (understanding) การประยุกต์ใช้ (Applying) การวิเคราะห ์
้
(Analyzing) การประเมนค่า (Evaluating) และ การคดสรางสรรค์ (Creating) ซงการ
ิ
ึ
่
ิ
โครงงาน ไว้ 4 ขั้นตอน ดังน้ ี
ี
ู
ู
ื
่
้
็
ึ
่
ี
จัดการเรยนรแบบใช้โครงงานเปนฐาน นั้นจงเปนเปนอกรปแบบหนง ทถอได้ว่าเปน
็
็
ี
ึ
็
้
่
ึ
ี
ึ
ู
ี
์
1. ขั้นน าเสนอ หมายถง ขั้นทผู้สอนให้ผู้เรยนศกษาใบความร ก าหนดสถานการณ ศกษา
ึ
ี
ึ
ื
ี
การจัดการเรยนรทเน้นผู้เรยนเปนส าคัญ เนองจากผู้เรยนได้ลงมอปฏบัตเพื่อฝกทักษะ
็
ี
้
ู
ื่
ิ
ี่
ิ
์
ู
่
ู
ิ
สถานการณ เล่นเกม ดรปภาพ หรอผู้สอนใช้เทคนคการตั้งค าถามเกียวกับสาระการ
ื
์
ุ
ต่างๆด้วยตนเองทกขั้นตอน โดยมครเปนผู้จัดประสบการณการเรยนร ู ้
ี
ู
็
ี
ู
ู
้
ู
ี
่
้
ี
เรยนรทก าหนดในแผนการจัดการเรยนรแต่ละแผน เช่น สาระการเรยนรตามหลักสตร
ี
ู
้
ี
้
ู
ี
ขั้นตอนการจัดการเรยนรแบบใช้โครงงานเปนฐาน
็
้
ู
ี
่
่
็
และสาระการเรยนรทเปนขั้นตอนของโครงงานเพือใช้เปนแนวทางในการวางแผนการ
ี
็
้
ี
ี
การจัดการเรยนรแบบใช้โครงงานเปนฐานนั้น มกระบวนการและขั้นตอนแตกต่างกัน
็
ู
เรยนร ู ้
ี
ู
ู
้
ี
ึ
ี
ื
่
ี
ไปตามแต่ละทฤษฎ ซงในค่มอการจัดการเรยนรแบบใช้โครงงานเปนฐานฉบับน้ ขอ
็
ี
ี
ิ
่
ิ
2. ขั้นวางแผน หมายถง ขั้นทผู้เรยนร่วมกันวางแผน โดยการระดมความคด อภปราย
ึ
น าเสนอ 3 แนวคดทถกพิจารณาแล้วเหมาะสมกับบรบทของเมองไทย คอ
ื
ื
ิ
ิ
ู
ี
่
ุ
ื
หารอข้อสรปของกล่ม เพือใช้เปนแนวทางในการปฏบัต ิ
ิ
ุ
่
็
้
ู
ึ
ี
ิ
1. การจัดการเรยรแบบใช้โครงงาน ของ ส านักงานเลขาธการสภาการศกษาและ
ุ
3. ขั้นปฏบัต หมายถง ขั้นทผู้เรยนปฏบัตกิจกรรม เขยนสรปรายงานผลทเกิดข้นจากการ
่
่
ี
ี
ิ
ึ
ึ
ิ
ิ
ี
ิ
ี
ึ
ิ
กระทรวงศกษาธการ (2550)
วางแผนร่วมกัน
ี
ี
ู
2. ขั้นการจัดการเรยนร ตาม โมเดล จักรยานแห่งการเรยนรแบบ PBL ของ วิจารณ ์
้
้
ู
4. ขั้นประเมนผล หมายถง ขั้นการวัดและประเมนผลตามสภาพจรง โดยให้บรรล ุ
ิ
ึ
ิ
ิ
ู
้
ี
ี
ี
ุ
ี
่
้
ู
ี
ี
ี่
ี
ี
ิ
ุ
จดประสงค์การเรยนรทก าหนดไว้ในแผนการจัดการเรยนร โดยมผู้สอน ผู้เรยนและ นักเรยน และทส าคัญ เตรยมค าถามไว้ถามทมงานเพื่อกระต้นให้คดถงประเด็นส าคัญบาง
ึ
ิ
ื
ื
ี
็
เพือนร่วมกันประเมน ประเดนทนักเรยนมองข้าม โดยถอหลักว่า ครต้องไม่เข้าไปช่วยเหลอจนทมงานขาด
่
ี
ี
ู
่
้
ี่
ู
•แนวคดท 2 ขั้นการจัดการเรยนร ตาม โมเดล จักรยานแห่งการเรยนรแบบ PBL ของ โอกาสคดเองแก้ปญหาเอง นักเรยนทเปนทมงานก็ต้องวางแผนงานของตน แบ่งหน้าทก็
ี
่
ิ
ี
ี
ู
้
ี
ี
ี
ิ
ั
่
็
ิ
ั
้
่
ี
่
ี
ี
ี
ื
ุ
์
ี
ึ
่
ู
ี
ิ
่
ี
วิจารณ พาณช (2555:71-75) ซงแนวคดน้ มความเชอว่า หากต้องการให้การเรยนรมพลัง รบผิดชอบ การประชมพบปะระหว่างทมงาน การแลกเปลยนข้อค้นพบแลกเปลยน
ื
และฝงในตัวผู้เรยนได้ ต้องเปนการเรยนรทเรยนโดยการลงมอท าเปนโครงการ (Project) ค าถาม แลกเปลยนวิธการ ยิ่งท าความเข้าใจร่วมกันไว้ชัดเจนเพียงใด งานในขั้น Do ก็จะ
็
ี่
ั
ี
ี
ี
ี่
ี
้
็
ู
ี
่
ื
ื
็
ี
ั
ิ
ี
ี
ี
่
ึ
ร่วมมอกันท าเปนทม และท ากับปญหาทมอยู่ในชวิตจรง ซง ส่วนของ วงล้อ แต่ละช้น ได้แก่ สะดวกเลอนไหลดเพียงนั้น
ิ
่
Define, Plan, Do, Review และ Presentation
ื
ี
ึ
ั
ื
่
ิ
ี
ี
3. Do คอ การลงมอท า มักจะพบปญหาทไม่คาดคดเสมอ นักเรยนจงจะได้เรยนรทักษะ
ู
้
ั
ี
็
ในการแก้ปญหา การประสานงาน การท างานร่วมกันเปนทม การจัดการความขัดแย้ง
ทักษะในการท างานภายใต้ทรพยากรจ ากัด ทักษะในการค้นหาความรเพิ่มเตมทักษะใน
ู
ิ
ั
้
ี
่
ี
ี
การท างานในสภาพททมงานมความแตกต่างหลากหลาย ทักษะการท างานในสภาพ
กดดัน ทักษะในการบันทกผลงาน ทักษะในการวิเคราะหผล และแลกเปลยนข้อวิเคราะห ์
ึ
ี่
์
กับเพือนร่วมทม เปนต้น
็
่
ี
ู
่
ิ
ิ
ี
้
ู
็
ี
ในขั้นตอน Do น้ ครเพือศษย์จะได้มโอกาสสังเกตท าความรจักและเข้าใจศษย์เปนรายคน
ี่
็
ู
้
ื
และเรยนรหรอฝกท าหน้าทเปน “วิทยากร” และโค้ชด้วย
ึ
ี
ื
ี
้
ี
4. Review คอ การททมนักเรยนจะทบทวนการเรยนร ทไม่ใช่แค่ทบทวนว่า โครงการ
ู
่
่
ี
ี
ี
ี
้
ู
ภาพ 2 โมเดล จักรยานแห่งการเรยนรแบบ PBL ได้ผลตามความม่งหมายหรอไม่ แต่จะต้องเน้นทบทวนว่างานหรอกิจกรรม หรอ
ุ
ื
ื
ื
ี
ู
1. Define คอ ขั้นตอนการท าให้สมาชกของทมงาน ร่วมทั้งครด้วยมความชัดเจน พฤตกรรมแต่ละขั้นตอนได้ให้บทเรยนอะไรบ้าง เอาทั้งขั้นตอนทเปนความส าเรจและ
ื
ี
ิ
่
็
ี
ิ
็
ี
็
ร่วมกันว่า ค าถาม ปญหา ประเดน ความท้าทายของโครงการคออะไร และเพือให้เกิดการ ความล้มเหลวมาท าความเข้าใจ และก าหนดวิธท างานใหม่ทถกต้องเหมาะสมรวมทั้งเอา
่
ื
ั
ี
่
ู
ี
ี
ู
้
เรยนรอะไร เหตการณระทกใจ หรอเหตการณทภาคภมใจ ประทับใจ มาแลกเปลยนเรยนรกัน
ี
่
ู
ุ
ื
้
ี
่
ี
์
์
ิ
ุ
ู
ึ
ี
ื
ี
2. Plan คอ การวางแผนการท างานในโครงการ ครก็ต้องวางแผน ก าหนดทางหนทไล่ ขั้นตอนน้เปนการเรยนรแบบทบทวนไตร่ตรอง (reflection) หรอในภาษา KM เรยกว่า
ู
ี
้
ื
ี
็
ี
ู
ื
่
ในการท าหน้าทโค้ช รวมทั้งเตรยมเครองอ านวยความสะดวกในการท าโครงการของ
ี
่
ี
ั
ุ
ุ
็
ี
ู
้
ี
AAR (After Action Review) ภาพ 3 ขั้นตอนการจัดการเรยนรแบบใช้โครงงานเปนฐาน(ปรบปรงจาก ดษฎ โยเหลาและคณะ,
ู
ี
5. Presentation คอ การน าเสนอโครงการต่อชั้นเรยน เปนขั้นตอนทให้การเรยนรทักษะ 2557: 20-23)
ื
็
่
ี
้
ี
ู
ี
ี
ิ
่
ุ
ั
็
้
ุ
ี
ั
ี
่
่
็
ึ
อกชดหนง ต่อเนองกับขั้นตอน Review เปนขั้นตอนทท าให้เกิดการทบทวนขั้นตอนของ ในการจัดการเรยนรแบบใช้โครงงานเปนฐานคร้งน้ ได้น าแนวคดทปรบปรงจาก ดษฎ ี
่
ี
ื
ุ
ี
ึ
็
ู
ี
่
้
ึ
่
้
้
งานและการเรยนรทเกิดข้นอย่างเข้มข้น แล้วเอามาน าเสนอในรปแบบทเราใจ ให้อารมณ ์ โยเหลาและคณะ (2557: 20-23) ซงเปนแนวทางการจัดการเรยนรทสรางข้นมาจาก
ี่
ึ
่
ู
ี
ู
ี
้
ี
ี
ึ
ี
้
ั
ี
ู
และให้ความร (ปญญา) ทมงานของนักเรยนอาจสรางนวัตกรรมในการน าเสนอก็ได้ โดย การศกษาโรงเรยนในประเทศไทย โดยมขั้นตอนดังน้ ี
้
์
ี
อาจเขยนเปนรายงาน และน าเสนอเปนการรายงานหน้าชั้น ม เพาเวอรพอยท์ 1. ขั้นให้ความรพื้นฐาน ครให้ความรพื้นฐานเกียวกับการท าโครงงานก่อนการ เรยนร ู ้
ี
็
็
ี
่
้
้
ู
ู
ู
(PowerPoint) ประกอบ หรอจัดท าวีดทัศน์น าเสนอ หรอน าเสนอเปนละคร เปนต้น เนองจากการท าโครงงานมรปแบบและขั้นตอนทชัดเจนและรดกุม ดังนั้นนักเรยนจงม ี
ื
ื
ี
็
็
่
ั
ี
ื
ี
ี
ึ
่
ู
่
่
ี
ู
ี
็
้
่
็
“Project-Based Learning increases long-term retention, improves problem-solving and ความจ าเปนอย่างยิ่งทจะต้องมความรเกียวกับโครงงานไว้เปนพื้นฐาน เพือใช้ในการ
ิ
ิ
ิ
collaboration skills, and improves students’ attitudes towards learning.”(Strobel , ปฏบัตขณะท างานโครงงานจรง ในขั้นแสวงหาความร ู ้
ู
ี
่
ี
ุ
ุ
ี
2009) 2. ขั้นกระต้นความสนใจ ครเตรยมกิจกรรมทจะกระต้นความสนใจของนักเรยน โดย
่
ี
ึ
้
ู
ึ
ู
ี
ิ
ื
ี
ุ
้
็
ี
ู
ึ
ี่
แนวคดท 3 การจัดการเรยนรแบบใช้โครงงานเปนฐาน ทปรบจากการศกษาการจัดการ ต้องคดหรอเตรยมกิจกรรมทดงดดให้นักเรยนสนใจ ใคร่ร ถงความสนกสนานในการท า
ิ
ั
ี่
ู
ื
่
ื
็
ี
ึ
่
เรยนรแบบ PBL ทได้จากโครงการสรางชดความรเพือสรางเสรมทักษะแห่งศตวรรษท ี ่ โครงงานหรอกิจกรรมร่วมกัน โดยกิจกรรมนั้นอาจเปนกิจกรรมทครก าหนดข้น หรอ
้
ุ
้
ู
ี
ิ
้
ี
้
ู
่
ี
็
ุ
ี
่
ี
ี
ี
ุ
21 ของเด็กและเยาวชน: จากประสบการณความส าเรจของโรงเรยนไทย ของ ดษฎ โย อาจเปนกิจกรรมทนักเรยนมความสนใจต้องการจะท าอยู่แล้วทั้งน้ในการกระต้นของคร ู
็
์
ี
ี
ี
่
ู
ี
ี
ู
ิ
้
้
ี
เหลาและคณะ (2557) โดยมทั้งหมด 6 ขั้นตอน ดังน้ ี จะต้องเปดโอกาสให้นักเรยนเสนอจากกิจกรรมทได้เรยนรผ่านการจัดการเรยนรของคร ู
่
ี
้
ู
ี
ื
ี
็
่
ี
่
ุ
่
่
ื
ี
ทเกียวข้องกับชมชนทนักเรยนอาศัยอยู่หรอเปนเรองใกล้ตัวทสามารถเรยนรได้ด้วย
ตนเอง
ุ
ื
ู
ุ
ี
้
ู
ุ
3. ขั้นจัดกล่มร่วมมอ ครให้นักเรยนแบ่งกล่มกันแสวงหาความร ใช้กระบวนการกล่มใน
ี
ิ
การวางแผนด าเนนกิจกรรม โดยนักเรยนเปนผู้ร่วมกันวางแผนกิจกรรมการเรยนของ
ี
็
็
ิ
ิ
่
ี
ื
่
ิ
ตนเอง โดยระดมความคดและหารอ แบ่งหน้าทเพือเปนแนวทางปฏบัตร่วมกัน หลังจาก
ู
้
ทได้ทราบหัวข้อส่งทตนเองต้องเรยนรในภาคเรยนนั้นๆเรยบรอยแล้ว
ี
ี
้
่
ี
ิ
ี่
ี
4. ขั้นแสวงหาความร ในขั้นแสวงหาความรมแนวทางปฏบัตส าหรบนักเรยนในการท า
ู
้
้
ู
ี
ั
ี
ิ
ิ
ี
ึ
ื
ิ
ื
ึ
่
ี
ี
ี
ุ
กิจกรรม ดังน้นักเรยนลงมอปฏบัตกิจกรรมโครงงาน ตามหัวข้อทกล่มสนใจนักเรยน ขอบเขตและแจกแจงรายละเอยดของเรองทจะศกษาให้มความชัดเจนมากข้น อาจรวมทั้ง
ี
่
ิ
ี
ี
่
่
ี
ี
่
ื
ู
้
ิ
ิ
ั
์
ุ
ู
้
ิ
้
ื
ิ
ปฏบัตหน้าทของตนตามข้อตกลงของกล่ม พรอมทั้งร่วมมอกันปฏบัตกิจกรรม โดยขอ การรบรประสบการณเดม หรอความรจากแหล่งต่างๆทจะช่วยให้น าไปส่ความเข้าใจ
ิ
ู
ี
็
ี
ึ
่
ื
็
่
ื
่
ึ
ี
ั
ึ
ื
ี
ื
ู
ี
ค าปรกษาจากครเปนระยะเมอมข้อสงสัยหรอปญหาเกิดข้นนักเรยนร่วมกันเขยนรปเล่ม เรองหรอประเดนทจะศกษามากข้น และมแนวทางทใช้ในการส ารวจตรวจสอบอย่าง
ึ
ี
่
ู
ุ
ิ
ี่
สรปรายงานจากโครงงานทตนปฏบัต ิ หลากหลาย
ื่
ี่
่
้
ิ
ื
ี
ุ
ี
ู
ุ
ู
ี
่
5. ขั้นสรปส่งทเรยนร ครให้นักเรยนสรปส่งทเรยนรจากการท ากิจกรรม โดยครใช้ 2)ขั้นส ารวจและค้นหา (Exploration) เมอท าความเข้าใจในประเด็นหรอค าถามทสนใจ
้
ู
ี
ี
ิ
ู
ี
ึ
ิ
่
ค าถาม ถามนักเรยนน าไปส่การสรปส่งทเรยนร ู ้ จะศกษาอย่างถ่องแท้แล้วก็มการวางแผนก าหนดแนวทางส าหรบการตรวจสอบ
ี
ี
ุ
ู
ี
ั
ิ
ู
ี
ื
่
ี
ื
ิ
็
่
6. ขั้นน าเสนอผลงาน ครให้นักเรยนน าเสนอผลการเรยนร โดยครออกแบบกิจกรรม ฐาน ก าหนดทางเลอกทเปนไปได้ ลงมอปฏบัตเพือเก็บรวบรวมข้อมล ข้อสนเทศ หรอ
ี
ู
ื
ู
้
ู
ี
ี
ู
์
ี
ี
่
่
ื
้
หรอจัดเวลาให้นักเรยนได้เสนอส่งทตนเองได้เรยนร เพือให้เพือนร่วมชั้น และนักเรยน ปรากฏการณต่าง ๆ วิธการตรวจสอบอาจท าได้หลายวิธ เช่นท าการทดลอง ท ากิจกรรม
ี
่
ี
ิ
ึ
่
ี
์
ื
์
ิ
อนๆในโรงเรยนได้ชมผลงานและเรยนรกิจกรรมทนักเรยนปฏบัตในการท าโครงงาน ภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอรเพือช่วยสรางสถานการณจ าลอง (Simulation) การศกษา
่
ิ
้
ู
ี
ี
่
ี
้
ึ
ู
ู
่
่
ู
หาข้อมลจากเอกสารอ้างองหรอจากแหล่งข้อมลต่างๆ เพือให้ได้มาซงข้อมลอย่างเพียง
ื
ิ
ื
้
รูปแบบกำรสอนแบบสบเสำะหำควำมรู 5E
่
ื
่
ี
พอทจะใช้ในขั้นต่อไป3) ขั้นอธบายและลงข้อสรป (Explanation) เมอได้ข้อมลอย่าง
ู
ุ
ิ
ู
์
้
ิ
รปแบบการสอนแบบสบเสาะหาความรของสถาบันส่งเสรมการสอนวิทยาศาสตรและ
ื
ู
ู
ิ
ึ
เพียงพอจากการส ารวจตรวจสอบแล้ว จงน าข้อมลข้อสนเทศทได้มเคราะห แปลผล
ี่
์
ี
่
เทคโนโลยี (สสวท., 2546) ประกอบด้วยขั้นตอนทส าคัญดังน้ ี
่
ี
ุ
ุ
สรปผลและน าเสนอผลทได้ในรปต่าง ๆ เช่น บรรยายสรป สรางแบบจ าลองทาง
ู
้
ึ
่
็
้
่
่
ื
ื
ี
1) ขั้นสรางความสนใจ (Engagement) เปนการน าเข้าส่บทเรยนหรอเรองทสนใจซง
ี
ู
ิ
็
์
คณตศาสตร หรอรปวาด สรางตาราง ฯลฯ การค้นพบในขั้นน้อาจเปนไปได้หลายทาง
ี
้
ู
ื
ื
เกิดข้นจากความสงสัยหรออาจเร่มจากความสนใจของตัวนักเรยนเองหรอเกิดจากการ
ี
ื
ิ
ึ
่
่
ิ
ุ
ิ
ี
ี
่
เช่น สนับสนนสมตฐานทตั้งไว้ โต้แย้งกับสมมตฐานทตั้งไว้ หรอไม่เกียวข้องกับ
ื
่
่
ี
อภปรายภายในกล่มเรองทน่าสนใจอาจมาจากเหตการณทเกิดข้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรอ
ุ
์
ิ
ื
ึ
ี
ื
ุ
่
้
้
ู
ี
็
่
่
ี
ประเดนทได้ก าหนดไว้ แต่ผลทได้จะอยู่ในรปใดก็สามารถสรางความรและช่วยให้เกิด
ู
ื
ี
้
่
่
ู
เปนเรองทเชอมโยงกับความรเดมทเพิ่งเรยนรมาแล้ว เปนตัวกระต้นให้นักเรยนสราง
้
ู
่
ื
ิ
ี
็
ี
่
ุ
้
ี
็
ี
้
ู
การเรยนรได้
่
ี
ึ
ี
ึ
ี
่
ู
ค าถาม ก าหนดประเดนทศกษา ในกรณทไม่มประเดนใดทน่าสนใจ ครอาจให้ศกษาจาก
็
ี
็
่
ี
่
้
ี
ู
้
้
ู
ิ
4) ขั้นขยายความร (Elaboration) เปนการน าความรทสรางข้นไปเชอมโยงกับความรเดม
ึ
่
ื
ู
็
้
็
ุ
ึ
สอต่างๆหรอเปนผู้กระต้นด้วยการเสนอด้วยประเดนข้นมาก่อน แต่ไม่ควรบังคับให้
ื
็
ื
่
หรอความคดทได้ค้นคว้าเพิ่มเตมหรอน าแบบจ าลองหรอข้อสรปทได้ไปใช้อธบาย
ุ
ื
ื
ิ
่
ื
ิ
่
ี
ี
ิ
ี
็
ี
นักเรยนยอมรบประเดนหรอค าถามทครก าลังสนใจเปนเรองทจะใช้ศกษา เมอมค าถามท ี ่
ึ
ี
่
ู
ื
็
่
ื
่
่
ี
ั
ื
ื
่
ุ
์
์
ื
สถานการณหรอเหตการณอน ๆ ถ้าใช้อธบายเรองต่าง ๆ ได้มากก็แสดงว่าข้อจ ากัดน้อย
ื
ิ
่
็
่
ึ
น่าสนใจและนักเรยนส่วนใหญ่ยอมรบให้เปนประเดนทต้องการศกษา จงร่วมกันก าหนด
ึ
ี
ั
็
ี
่
ื
่
้
ซงจะช่วยให้เชอมโยงกับเรองต่าง ๆ และท าให้เกิดความรกว้างขวางข้น
ื
ึ
ู
่
ึ
ิ
ู
ี
ิ
้
ี
ิ
็
ื
5)ขั้นประเมน (Evaluation) เปนการประเมนการเรยนรด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่า ความสงสัย หรออาจเร่มจากความสนใจของตัวนักเรยนเองหรอเกิดจากการอภปราย
ิ
ื
์
ู
ึ
ี
นักเรยนมความรอะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด จากขั้นน้จะน าไปส่การน า ภายในกล่ม เรองทน่าสนใจอาจมาจากเหตการณทก าลังเกิดข้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรอ
ู
่
้
ี
่
ี
ุ
่
ื
ี
ี
ุ
ื
ี
่
ี
็
ู
้
ื่
ื
่
ิ
่
ื่
ี
้
็
ู
ู
ิ
ื
ี
ุ
ื
้
่
ความรไปประยุกต์ใช้ในเรองอนๆการน าความรหรอแบบจ าลองไปใช้อธบายหรอ เปนเรองทเชอมโยงกับความรเดมทเดกเพิ่งเรยนรมาแล้ว ครเปนคนกระต้นให้นักเรยน
ู
้
ู
ื
็
ู
ื
ื
่
้
ึ
่
ื
่
ื
ุ
่
ี
ี
็
ึ
ุ
์
ประยุกต์ใช้กับเหตการณหรอเรองอนๆจะน าไปส่ข้อโต้แย้งหรอข้อจ ากัดซงจะก่อให้เกิด สรางค าถามก าหนดประเดนททจะกระต้นโดยการเสนอประเดนข้นก่อน แต่ไม่ควร
็
่
็
ประเดนหรอค าถาม หรอปญหาทจะต้องส ารวจตรวจสอบต่อไป ท าให้เกิดเปน บังคับให้นักเรยนยอมรบประเดนหรอค าถามทครก าลังสนใจเปนเรองทจะใช้ศกษา
็
่
ึ
ี
่
ื
่
ี
็
ื
ื
ั
ั
ี
ื
ี
็
ู
่
ึ
่
ี
ื
่
ื
้
่
ี
ึ
่
ื
่
ื
กระบวนการทต่อเนองกันไปเรอยๆ จงเรยกว่า Inquiry cycle กระบวนการสบเสาะหา 3. ขั้นส ารวจและค้นหา(Exploration Phase) ในขั้นน้จะต่อเนองจากขั้นเราความสนใจ ซง
ี
่
ื
็
้
ู
ึ
ความรจงช่วยให้นักเรยนเกิดการเรยนรทั้งเน้อหาหลักและหลักการทฤษฎ ตลอดจนลง เมอนักเรยนท าความเข้าใจในประเดนหรอค าถามทสนใจจะศกษาอย่างถ่องแท้แล้วก็ม ี
ี
ื
่
ื
ี
ี
ี
ี
ึ
้
ู
ื
มอปฏบัต เพือให้ได้ความรซงจะเปนพื้นฐานในการเรยนต่อไป การวางแผนก าหนดแนวทางควรส ารวจตรวจสอบ ตั้งสมมตฐาน ก าหนดทางเลอกท ่ ี
ื
้
ู
่
ึ
็
ิ
ิ
ุ
่
ี
ิ
ิ
ิ
ื
เปนไปได้ ลงมอปฏบัตเพือเก็บรวบรวมข้อมล ข้อสนเทศ หรอปรากฏการณต่าง ๆ
็
ื
ู
่
์
้
ี
ั
้
กำรสอนตำมแบบวัฎจกรกำรเรยนรู 7 ขัน (7E)
ี
วิธการตรวจสอบอาจท าได้หลายวิธ เช่น ท าการทดลอง ท ากิจกรรมภาคสนาม การใช้
ี
การสอนตามแบบวัฎจักรการเรยนร 7 ขั้น เปนการสอนทเน้นการถ่ายโอนการเรยนร ู ้
ี
ี
่
ู
้
ี
็
คอมพิวเตอรเพือช่วยสรางสถานการณจ าลอง (Simulation) การศกษาหาข้อมลจาก
์
้
่
์
ึ
ู
ู
ิ
ิ
็
ู
่
ี
ึ
็
่
้
่
และ ให้ความส าคัญเกียวกับ การตรวจสอบความรเดมของเดก ซงเปนส่งทครละเลย
่
ึ
่
่
ู
ิ
เอกสารอ้างองจากแหล่งข้อมลต่าง ๆ เพือให้ได้มาซงข้อมลอย่างเพียงพอทจะใช้ในขั้น
ู
ี
ู
ี
ไม่ได้และการตรวจ สอบความรพื้นฐานเดมของเดกจะท าให้ครค้นพบว่านักเรยนต้อง
็
ู
้
ิ
ต่อไป
ู
ี
ื
็
่
เรยนรอะไรก่อนก่อนทจะเรยนรใน เน้อหาบทเรยนนั้นๆ ซงจะช่วยให้เดกเกิดการเรยนร ้ ู
ี
ี
่
ี
ึ
้
้
ี
ู
4. ขั้นอธบาย(Explanation Phase) ในขั้นน้เมอนักเรยนได้ข้อมลมาอย่างเพียงพอจากการ
ี
ิ
ื
่
ู
ี
ิ
ิ
อย่างมประสทธภาพ
ี
ส ารวจตรวจสอบแล้ว จงน าข้อมล ข้อสนเทศทได้มาวิเคราะห แปลผล สรปผล และ
ู
ุ
ี่
์
ึ
ขั้นของการเรยนรตามแนว คดของ Eisenkraft (2003 : 58) มเน้อหาสาระ ดังน้ ี
ี
ื
ี
้
ิ
ู
่
์
ี
้
ู
ุ
ื
น าเสนอผลทได้ในรปต่าง ๆ เช่น บรรยายสรป สรางแบบจ าลองทางคณตศาสตร หรอรป
ู
ิ
่
็
ี
่
ู
ี
1. ขั้นตรวจสอบความรเดม(Elicitation Phase) ในขั้นน้จะเปนขั้นทครจะตั้งค าถามเพือ
ู
ิ
้
ุ
้
วาด สรางตารางฯลฯการค้นพบในด้านน้อาจเปนไปได้หลายทาง เช่น สนับสนน
็
ี
ู
้
่
กระต้นให้ผู้เรยนได้แสดงความรเดมออกมา เพือครจะได้รว่า เดกแต่ละคนมพื้นความร ู ้
ู
ุ
้
ี
ิ
็
ู
ี
่
ี
่
ี
สมมตฐานทตั้งไว้ โต้แย้งกับสมมตฐานทตั้งไว้ หรอไม่เกียวข้องกับประเดนทได้ก าหนด
ี
ิ
ิ
ุ
็
ื
่
ุ
่
ี
ู
เดมเท่าไร จะได้วางแผนการสอนได้ถกต้อง และครได้รว่านักเรยนควรจะเรยนเน้อหาใด
้
ี
ู
ื
ู
ิ
ู
้
้
ไว้ แต้ผลทได้จะอยู่ในรปใดก็สามารถสรางความรและช่วยให้เกิดการเรยนรได้
้
ู
ี
ี
ู
่
ื
ี
ี
ก่อนทจะเรยนในเน้อหานั้น ๆ
่
่
็
ี
่
้
ู
2. ขั้นเราความสนใจ(Engagement Phase) เปนการน าเข้าส่บทเรยนหรอเรองทสนใจจาก
ื
ื
ี
ิ
ี
ึ
ี
้
ื
ู
ื
ึ
่
่
5. ขั้นขยายความคด(Expansion Phase/Elaboration Phase) เปนการน าความรทสรางข้น หรอรปแบบการเรยนการสอน แบบสบเสาะหาความรอย่างต่อเนองซงมขั้นตอนการ
้
ู
็
่
ี
้
ื
ู
้
ู
ิ
ื
ื
ิ
ี
ื
ิ
่
่
ื
ไปเชอมโยงกับความรเดมหรอแนวคดทได้ค้นคว้าเพิ่มเตม หรอน าแบบจ าลองหรอ สอน ดังน้ ี
่
์
ื
่
ุ
ิ
ี
็
ื
่
ข้อสรปทไปใช้อธบายสถานการณหรอเหตการณอนๆ ถ้าใช้อธบายเรองต่างๆ ได้มากก็ 1.1ขั้นตรวจสอบความรเดม (Elictation Phase) เปนขั้นทครตั้งค าถามเพือกระต้นให้
ิ
ื
ู
ุ
่
์
ู
ิ
ุ
่
้
ี
็
ู
ิ
้
ู
ู
ื
่
้
้
ี
ิ
ึ
แสดงว่าข้อก ากัดน้อย ซงก็จะช่วยให้เชอมโยงกับเรองราวต่างๆ และท าให้เกิดความรสก ผู้เรยนได้แสดงความรเดมออกมา เพือครจะได้รว่าเดกแต่ละคนมพื้นฐานความรเดม
ู
ี
้
ู
่
่
ึ
ื
่
ี
ู
ี
ู
้
ู
ื
กว้างขวางข้น เท่าไร จะได้วางแผนการสอนได้ถกต้อง และครได้รว่านักเรยนควรจะเรยนเน้อหาใด
ึ
ี
ื
ู
ิ
ิ
ี
็
ี
6. ขั้นประเมนผล(Evaluation Phase) ในขั้นน้เปนการประเมนการเรยนรด้วย ก่อนทจะเรยนเน้อหานั้น ๆ
ี
่
้
ู
้
้
ี
ี
ู
ี
็
่
ี
กระบวนการต่าง ๆ ว่านักเรยนมความรอะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด จากขั้นน้ ี 1.2 ขั้นสรางความสนใจ(Engagement Phase) เปนการน าเข้าส่บทเรยนทสนใจ
ื
ื
ึ
ี
้
ู
ึ
จะน าไปส่การน าความรไปประยุกต์ใช้ในด้านอนๆ ซงอาจเกิดข้นเองจากความสงสัย หรออาจเร่มจากความสนใจของตัวนักเรยนเองหรอเกิด
ู
ิ
่
ื
่
่
ี
ื
ิ
ู
่
้
ื
่
ิ
่
ี
ี
ี
ื
ู
็
ู
่
ู
็
้
ี
ี
7. ขั้นน าความรไปใช้(Extension Phase) ในขั้นน้เปนทครจะต้องมการจัดเตรยมโอกาส จากการอภปราย ซักถาม หรอเรองทเชอมโยงกับความรเดมทเพิ่งเรยนรมาแล้ว เปน
ี
้
ี
ิ
ู
้
ี
ี
ี
็
่
่
ให้นักเรยนได้น าส่งทได้เรยนมาไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชนในชวิตประจ าวัน ครจะ ตัวกระต้นให้นักเรยนสรางค าถาม ก าหนดประเดนทจะศกษา
ุ
ี
ึ
์
ี
ู
้
่
ุ
ี
่
ี
็
ู
้
ี
้
ี
เปนผู้กระต้นให้นักเรยนสามารถน าความรทได้รบไปสรางเปนความรทเรยกว่า “การถ่าย 1.3 ขั้นส ารวจและค้นหา(Exploration Phase) การวางแผนก าหนดแนวทาง
็
ั
ู
ี
ื
ู
้
่
ิ
ื
้
ุ
่
โอนการเรยนร”จากขั้นตอนต่าง ๆ ในรปแบบการสอนโดยวัฏจักรการเรยนร 7 ขั้น จะ การส ารวจ ตรวจสอบ ตั้งสมมตฐาน ก าหนดทางเลอกทเปนไปได้ ลงมอปฏบัตเพือเก็บ
ี
ิ
ี
ิ
็
ู
ู
้
เหนได้ว่ารปแบบการสอนโดยใช้วัฏจักรการเรยนร7 ขั้น จะเน้นการถ่ายโอนการเรยนร ู ้ รวบรวมข้อมล ข้อสนเทศ ศกษาข้อมลจากแหล่งต่าง ๆ เพือให้ได้ข้อมลอย่างเพียง
ี
ู
็
ี
ู
ึ
ู
่
ู
และให้ความส าคัญกับกาตรวจสอบความรเดมของเดกซงเปนส่งทครไม่ควรละเลย หรอ พอทจะใช้ในขั้นต่อไป
ื
ี
ี
่
ู
้
ู
ิ
่
่
ิ
ึ
็
็
่
ิ
ุ
์
ละท้ง เนองจาก การตรวจสอบพื้นความรเดมของเดกจะท าให้ครได้ค้นพบว่านักเรยน 1.4 ขั้นอธบายและลงข้อสรป(Explanation Phase) น าข้อมลทได้มาวิเคราะหอภปราย
ู
็
ิ
ี่
ิ
ื
้
ี
ิ
ู
ู
จะต้องเรยนรอะไรก่อนทจะเรยนในเน้อหานั้น ๆ นักเรยนจะสรางความรจากพื้นความร ้ ู แปลผล สรปผล และน าเสนอผล
ี
ื
้
ุ
่
ี
ี
ี
ู
้
้
ู
้
ี
่
ึ
่
้
ู
ื
้
ี
็
่
ิ
ี
่
ิ
ู
เดมทเดกม ท าให้เดกเกิดการเรยนรอย่างมความหมายและไม่คดแนวความคดทผิดพลาด 1.5 ขั้นขยายความร(Expansion Phase) เปนการน าความรทสรางข้นไปเชอมโยงกับ
ี
้
ิ
ี
ู
็
็
ี
่
่
็
ี
์
ิ
ื
ิ
การละเลยหรอเพิกเฉยในขั้นน้จะท าให้ยากแก่การพัฒนาแนวความคดของเดกซงจะไม่ ความรเดม หรอแนวคดทค้นคว้าเพิ่มเตม น าข้อสรปทได้ไปใช้อธบายสถานการณอน ๆ
ุ
ี
ื
่
ิ
ี
่
ิ
ู
ึ
้
ิ
ื
่
ี
ึ
ู
็
ี
เปนไปตามจดม่งหมายทครวางไว้ นอกจากน้ยังเน้นให้นักเรยนสามารถน าความรท ่ ี และท าให้เกิดความรกว้างขวางข้น
ุ
ู
้
ู
้
ี
ุ
ั
ี
ได้รบไประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชนในชวิตประจ าวันได้ 1.6 ขั้นประเมนผล(Evaluation Phase) เปนการประเมนการเรยนรด้วยกระบวนการต่าง ๆ
ิ
็
ิ
ี
์
ู
้
แผนการจัดการเรยนรแบบวัฎจักรการเรยนร 7 ขั้น หมายถง การก าหนดแนวทาง ว่านักเรยนมความรอะไรบ้าง และมากน้อยเพียงใด จากขั้นน้จะน าไปส่การน าความรไป
้
ู
ี
ี
ึ
้
ู
ี
้
้
ู
ี
ู
ี
ู
ึ
์
ื่
ื่
ประยุกต์ใช้ในเรองอน ๆ วิทยาศาสตรใหม่ ๆ ข้น
1.7 ขั้นน าความรไปใช้(Extension Phase) เปนขั้นทนักเรยนได้น าส่งทได้จากการเรยนร ู ้ 3. การตั้งสมมตฐาน
ู
ี
่
ี
้
่
ี
ี
ิ
็
ิ
่
้
ึ
้
ี
็
ึ
์
ี
่
ี
ิ
ื
ี
ิ
ู
่
ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชนในชวิตประจ าวัน เพือสรางความรใหม่ทเรยกว่า “การ สมมตฐาน หมายถงส่งทคาดคดหรอคาดเดาไว้ล่วงหน้าว่าจะเปนค าตอบของปญหา ซง
ั
ิ
่
ิ
ิ
ื
ื
ถ่ายโอนการเรยนร ู ้ ค าตอบหรอสมมตฐานนั้นอาจผิดหรอถกก็ได้ การตั้งสมมตฐานจงเปนแนวทางในการ
ึ
็
ู
ี
ื
ิ
ื
ึ
ิ
ึ
ู
ึ
์
วิธีกำรทำงวิทยำศำสตร ( Scientific Method ) ทดสอบหรอหาข้อมลต่อไป ดังนั้นจงควรฝกคาดคดหรอฝกตั้งสมมตฐานหลาย ๆ
ิ
ี
่
ุ
ู
ิ
ี
่
์
ในชวิตประจ าวันของทกคน จะต้องมความเกียวข้องกับวิทยาศาสตรเสมอ ไม่ว่าจะเปน สมมตฐาน และไม่ด่วนสรปเอาเองว่าสมมตฐานทตั้งไว้ถกต้อง จนกว่าจะได้ทดสอบ
็
ี
ุ
ู
ื
ิ
์
์
เหตการณทางธรรมชาต หรอการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ก็ตาม ซงเปนผลลัพธมาจากวิธการ สมมตฐานด้วยการทดลองหรอการเก็บข้อมล
็
ื
ุ
่
ี
ึ
ิ
ทางวิทยาศาสตรทั้งส้น นักวิทยาศาสตรได้หาค าตอบของปญหาต่าง ๆ โดยตั้งสมมตฐาน 4. การทดลอง
ิ
์
์
ิ
ั
ู
์
ื
็
ิ
ิ
็
ี
ื
ุ
ก าหนดตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคม แล้วท าการทดลองซ ้าแล้วซ ้าเล่า เปนการทดสอบหรอพิสจนสมมตฐานว่าเปนจรงหรอไม่ ในการทดลองต้องมการ
ี
ุ
ุ
ี
ิ
ี
่
ิ
ุ
ุ
จนกว่าจะได้ข้อสรปสดท้าย ควบคมตัวแปรบางชนดให้คงท ตัวแปรพวกน้เรยกว่า ตัวแปรควบคม ตัวแปรบางชนด
ี
่
ึ
่
ี
่
ี
ี
ี
ู
วิธการทางวิทยาศาสตร คอ วิธการและขั้นตอนในการค้นหาความรทางวิทยาศาสตร ซง ต้องเปลยนแปลงไป ตัวแปรพวกน้เรยกว่า ตัวแปรต้น ผลทเกิดข้นและเปลยนแปลงไป
ี
ี
ื
ึ
่
์
์
้
ึ
ี
ู
ี
ี
ู
้
เปนกระบวนการทท าให้นักวิทยาศาสตรสามารถค้นหาความรจากธรรมชาตโดยมการ ตามตัวแปรต้นเรยกว่า ตัวแปรตาม นอกจากน้ในการทดลองต้องมการบันทกข้อมลใน
ิ
ี่
็
ี
์
ึ
็
ึ
ู
ี
ู
ี
็
ี
ิ
วางแผนการท างานอย่างเปนระบบ มขั้นตอน และมประสทธภาพ วิธการทาง รปของตารางบันทกข้อมลเพราะท าให้บันทกได้สะดวกเปนระเบยบ แปลความได้ง่าย
ิ
ี
ู
ื่
ู
ี
ู
ื่
ู
์
วิทยาศาสตรประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังน้ ี เมอได้ข้อมลแล้วต้องมการน าเสนอข้อมล ท าให้แปลความหมายข้อมลและสอสารข้อมล
่
ี
ู
ู
ี
ื
ู
่
ี
1. การสังเกต ให้ผู้อนเข้าใจง่าย กรณทมข้อมลมากและซับซ้อน ควรเสนอข้อมลโดยใช้ตารางข้อมล
ื
ู
ุ
ี
่
ิ
ุ
็
ิ
็
การสังเกตเปนจดเร่มต้นและเปนส่งส าคัญทสดอย่างหนงของกระบวนการทาง ภาพ กราฟ หรอแผนภม ิ
่
ึ
ู
ุ
ุ
ึ
ิ
่
์
วิทยาศาสตร การสังเกตเปนจดเร่มต้นของปญหาหรอข้อสงสัย ซงจะน าไปส่การหา 5. การสรปข้อมล
็
ู
ั
ื
ี
ี
่
่
ั
ิ
ื
็
ู
้
ึ
ค าตอบหรอความรต่าง ๆ การฝกการสังเกตบ่อย ๆ จะท าให้สังเกตได้เรว สังเกตได้ จากการทดลองเพือตรวจสอบสมมตฐานทตั้งไว้นั้นต้องมการทดลองซ ้าหลาย ๆ คร้ง
ุ
ิ
ั
ื
็
ื
ู
ถกต้อง มความช านาญในการสังเกตท าให้ได้ข้อมลทใช้หาค าตอบได้ หากได้ผลการทดลองออกมาเหมอนกันทกคร้ง แสดงว่าสมมตฐานนั้นถกต้องหรอเปน
ู
ี่
ี
ู
็
ิ
่
ู
้
็
ิ
ี
ุ
ั
ุ
2. การระบปญหา จรง และสามารถสรปเปนความรใหม่ได้ ส่วนสมมตฐานทตรวจสอบแล้วพบว่า ไม่เปน
ิ
่
ึ
ิ
่
ี
ิ
ู
ั
การระบปญหาหลังการสังเกต และพยายามหาค าตอบของปญหานั้น ท าให้ได้ความร ู ้ ความจรงก็จะถกปฏเสธ ซงจะต้องมการตั้งสมมตฐานใหม่และท าการทดลองใหม่เพือ
ุ
ั
ี
ี
ิ
่
ู
ิ
็
ตรวจสอบสมมตฐานอก จนกว่าจะได้ผลการทดลองทเปนจรงและถกต้อง ทักษะทำงวิทยำศำสตร ์
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร (science process skill) หมายถง ความสามารถ
์
ึ
ั
้
ู
ิ
่
และความช านาญในการคด เพือค้นหาความรและการแก้ไขปญหา โดยใช้กระบวนการ
์
ทางวิทยาศาสตรอาทการสังเกต การวัด การค านวณ การจ าแนก การหาความสัมพันธ ์
ิ
่
ู
ื
ระหว่างสเปสกับเวลา การจัดกระท า และสอความหมาย ข้อมล การลงความคดเหน การ
ิ
็
ิ
ิ
พยากรณการตั้งสมมตฐาน การก าหนดนยาม การก าหนดตัวแปร การทดลอง การ
์
ู
์
ู
วิเคราะหและแปรผลข้อมล การสรปผลข้อมลได้อย่างรวดเรว ถกต้อง และแม่นย า ทักษะ
ุ
็
ู
็
์
ื
กระบวนการทางวิทยาศาสตร13 ทักษะ แบ่งเปน 2 ระดับ คอ
1. ระดับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ เปนทักษะเพื่อการ
็
์
แสวงหาความรทั่วไป ประกอบด้วย
ู
้
ี่
ทักษะท1 การสังเกต (Observing) หมายถง การใช้ประสาทสัมผัสของร่างกายอย่างใด
ึ
ุ
ื
ู
่
ึ
ิ
อย่างหนงหรอหลายอย่าง ได้แก่ หตา จมก ล้น กายสัมผัส เข้าสัมผัสกับวัตถหรอ
ู
ื
ู
ี
ิ
้
ู
์
่
เหตการณเพือให้ทราบ และรบรข้อมลรายละเอยดของส่งเหล่านั้น โดยปราศจากความ
ุ
ั
คดเหนส่วนตน ข้อมลเหล่าน้จะประกอบด้วย ข้อมลเชงคณภาพ เชงปรมาณ และ
ิ
ิ
็
ู
ุ
ิ
ี
ิ
ู
ี
ี
ี
่
่
รายละเอยดการเปลยนแปลงทเกิดข้นจากการสังเกต
ึ
ทักษะท 2 การวัด (Measuring) หมายถง การใช้เครองมอส าหรบการวัดข้อมลในเชง
ื่
ู
ั
ิ
ื
ึ
ี่
ปรมาณของส่งต่าง ๆ เพือให้ได้ข้อมลเปนตัวเลขในหน่วยการวัดทถกต้อง แม่นย าได้
็
ิ
ิ
่
ู
ู
่
ี
ื
่
ื
่
ื
็
ี
ิ
ี
ึ
ทั้งน้ การใช้เครองมอจ าเปนต้องเลอกใช้ให้เหมาะสมกับส่งทต้องการวัด รวมถงเข้าใจ
วิธการวัด และแสดงขั้นตอนการวัดได้อย่างถกต้อง
ู
ี
ทักษะท 3 การค านวณ (Using numbers) หมายถง การนับจ านวนของวัตถ และการน า
ุ
ี่
ึ
ู
่
ี
์
ิ
ตัวเลขทได้จากนับ และตัวเลขจากการวัดมาค านวณด้วยสตรคณตศาสตร เช่น การบวก
ู
้
์
ู
็
การลบ การคณ การหาร เปนต้นโดยการเกิดทักษะการค านวณจะแสดงออกจากการนับท ี ่ จากสัมพันธภายใต้ความรทางวิทยาศาสตร
์
ื
ู
ู
็
ู
์
ี
ิ
์
ถกต้อง ส่วนการค านวณจะแสดงออกจากการเลอกสตรคณตศาสตรการแสดงวิธค านวณ 2. ระดับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรขั้นบรณาการ 5 ทักษะ เปนทักษะ
่
ึ
ู
ี
ี
่
ู
่
และการค านวณทถกต้อง แม่นย า ทักษะท 4 การจ าแนกประเภท (Classifying) หมายถง กระบวนการขั้นสงทมความซับซ้อนมากข้น เพือแสวงหาความร โดยใช้ทักษะ
้
ู
่
ี
ี
ึ
ื
ุ
ู
การเรยงล าดับ และการแบ่งกล่มวัตถหรอรายละเอยดข้อมลด้วยเกณฑ์ความแตกต่างหรอ กระบวนการทางวิทยาศาสตรขั้นพื้นฐาน เปนพื้นฐานในการพัฒนา ประกอบด้วย
็
ี
์
ื
ุ
ี
์
่
ึ
ึ
ี่
ความสัมพันธใด ๆอย่างใดอย่างหนง ทักษะท 9 การตั้งสมมตฐาน (Formulating hypotheses) หมายถง การตั้งค าถามหรอคด
ิ
ิ
ื
ทักษะท 5 การหาความสัมพันธระหว่างสเปสกับสเปส และสเปสกับเวลา ค าตอบล่วงหน้าก่อนการทดลองเพืออธบายหาความสัมพันธระหว่างตัวแปรต่าง ๆ ว่าม ี
์
ี่
ิ
์
่
่
ุ
ิ
ึ
(Usingspace/Timerelationships) สเปสของวัตถ หมายถง ทว่างทวัตถนั้นครองอยู่ ซงอาจ ความสัมพันธอย่างไรโดยสมมตฐานสรางข้นจะอาศัยการสังเกต ความร และ
ึ
่
้
ึ
์
ุ
้
ี
ู
่
ี
์
มรปร่างเหมอนกันหรอแตกต่างกับวัตถนั้น โดยทั่วไปแบ่งเปน 3 มต คอ ความกว้าง ประสบการณภายใต้หลักการ กฎ หรอทฤษฎทสามารถอธบายค าตอบได้
ี่
ื
ี
ิ
ิ
ิ
ื
ื
็
ื
ุ
ู
ี
ความยาว และความสง ความสัมพันธระหว่างสเปสกับสเปสของวัตถ ได้แก่ ทักษะท 10 การก าหนดนยามเชงปฏบัตการ (Defining operationally) หมายถง การ
ู
ึ
ิ
ิ
์
ุ
ิ
ิ
ี่
ื
่
ิ
ความสัมพันธระหว่าง 3 มต กับ 2 มต ความสัมพันธระหว่างต าแหน่งทอยู่ของวัตถหนง ก าหนด และอธบายความหมาย และขอบเขตของค าต่าง ๆ ทเกียวข้องกับการศกษาหรอ
์
ี
่
่
่
ี
ุ
ึ
ิ
ิ
ิ
ิ
์
ึ
ุ
ุ
์
่
ึ
กับวัตถหนงความสัมพันธระหว่างสเปสของวัตถกับเวลา ได้แก่ ความสัมพันธของการ การทดลองเพือให้เกิดความเข้าใจตรงกันระหว่างบคคล
์
ุ
่
ุ
ี่
เปลยนแปลงต าแหน่งของวัตถกับช่วงเวลา หรอความสัมพันธของสเปสของวัตถท ี่ ทักษะท 11 การก าหนด และควบคมตัวแปร (Identifying and controlling variables)
ี
ุ
์
่
ุ
ื
ึ
็
ี
ี
็
เปลยนไปกับช่วงเวลา หมายถง การบ่งช้ และก าหนดลักษณะตัวแปรใด ๆให้เปนเปนตัวแปรอสระหรอตัวแปร
่
ิ
ื
ทักษะท 6 การจัดกระท า และสอความหมายข้อมล (Communication) หมายถง การน า ต้น และตัวแปรใดๆให้เปนตัวแปรตาม และตัวแปรใด ๆให้เปนตัวแปรควบคม
ี่
ื่
ู
ึ
็
ุ
็
ิ
ิ
ี่
ู
ี่
ข้อมลทได้จากการสังเกต และการวัด มาจัดกระท าให้มความหมาย โดยการหาความถ ี่ ทักษะท 12 การทดลอง (Experimenting) หมายถง กระบวนการปฏบัต และท าซ ้าใน
ี
ึ
็
่
ี
ิ
ุ
การเรยงล าดับ การจัดกล่ม การค านวณค่า เพือให้ผู้อนเข้าใจความหมายได้ดข้น ผ่านการ ขั้นตอนเพือหาค าตอบจากสมมตฐาน แบ่งเปน 3 ขั้นตอน คอ
่
ื
ื
ึ
่
ี
ิ
ู
ี
็
เสนอในรปแบบของตาราง แผนภม วงจร เขยนหรอบรรยาย เปนต้น 1. การออกแบบการทดลอง หมายถง การวางแผนการทดลองก่อนการทดลองจรง ๆ เพือ
่
ื
ึ
ู
ิ
ู
ทักษะท 7 การลงความเหนจากข้อมล (Inferring) หมายถง การเพิ่มความคดเหนของตน ก าหนดวิธการและขั้นตอนการทดลองทสามารถด าเนนการได้จรง รวมถงวิธการแก้ไข
ิ
ี่
็
ึ
่
ี
็
ิ
ี
ิ
ึ
ี
ต่อข้อมลทได้จากการสังเกตอย่างมเหตผลจากพื้นฐานความรหรอประสบการณทม ขณะท าการทดลองเพือให้การทดลองสามารถด าเนนการให้
่
ิ
ู
ป
า
อ
ุ
ร
ุ
ส
ร
้
ี
ี
์
่
ื
ญ
ห
ป
ั
เ
กิ
จ
ี
า
น
ู
ึ
ด
ข้
่
ท
ี
ค
ี
อ
่
์
ื
ึ
ี่
ี
ทักษะท 8 การพยากรณ(Predicting) หมายถง การท านายหรอการคาดคะเนค าตอบ โดย ส าเรจลล่วงด้วยด
ุ
็
ี่
ิ
ึ
ิ
ู
ิ
ิ
ู
อาศัยข้อมลทได้จากการสังเกตหรอการท าซ ้า ผ่านกระบวนการแปรความหายของข้อมล 2. การปฏบัตการทดลอง หมายถง การปฏบัตการทดลองจรง
ื
ิ
ี่
ึ
ู
่
ึ
็
ึ
3. การบันทกผลการทดลอง หมายถง การจดบันทกข้อมลทได้จากการทดลองซงอาจเปน 19.กำรวัดและกำรประเมินผลกำรเรยนรู ้
ึ
ี
ผลจากการสังเกต การวัดและอนๆ การวัดและประเมนผลการเรยนรของผู้เรยนต้องอยู่บนหลักการพื้นฐานสองประการคอ
ื่
ู
ี
ื
ิ
ี
้
ทักษะท 13 การตความหมายข้อมล และการลงข้อมล (Interpreting data and conclusion) การประเมนเพื่อพัฒนาผู้เรยนและเพื่อตัดสนผลการเรยน ในการพัฒนาคณภาพการเรยน
ี
ู
ู
ี่
ี
ี
ิ
ุ
ิ
ี
ึ
ี
ี
ิ
หมายถง การแปรความหมายหรอการบรรยายลักษณะและสมบัตของข้อมลทมอยู่ การ ของผู้เรยนให้ประสบผลส าเรจนั้น ผู้เรยนจะต้องได้รบการพัฒนาและประเมนตาม
ื
ู
่
ิ
ี
ี
ั
็
ตความหมายข้อมลในบางคร้งอาจต้องใช้ทักษะอน ๆ เช่น ทักษะการสังเกต ทักษะการ ตัวช้วัดเพือให้บรรลตามาตรฐานการเรยนร สะท้อนสมรรถนะส าคัญ และคณลักษณะอัน
ื
ู
ี
ั
่
่
ุ
ี
ี
ุ
้
ู
ค านวณ พึงประสงค์ของผู้เรยนซงเปนเปาหมายหลักในการวัดและประเมนผลการเรยนรในทก
ึ
้
่
ี
ุ
ี
ิ
้
็
ู
ระดับไม่ว่าจะเปนระดับชั้นเรยนระดับสถานศกษา ระดับเขตพื้นทการศกษา และ
ี
ึ
ึ
ี
่
็
ู
้
ระดับชาต การวัดและประเมนผลการเรยนรเปนกระบวนการพัฒนาคณภาพผู้เรยน โดย
ิ
ิ
ุ
ี
ี
็
ิ
่
ี
็
ู
ใช้ผลการประเมนเปนข้อมลและสารสนเทศทแสดงพัฒนาการ ความก้าวหน้า และ
็
็
ี่
ิ
์
ู
ความส าเรจทางการเรยนของผู้เรยน ตลอดจนข้อมลทเปนประโยชนต่อการส่งเสรมให้
ี
ี
ี
ผู้เรยนเกิดการพัฒนาและเรยนรอย่างเต็มตามศักยภาพการวัดและประเมนผลการเรยนร ้ ู
ี
ี
้
ู
ิ
ี
่
แบ่งออกเปน ๔ ระดับ ได้แก่ ระดับชั้นเรยน ระดับสถานศกษา ระดับเขตพื้นทการศกษา
ึ
็
ึ
ี
และระดับชาต มรายละเอยด ดังน้ ี
ี
ี
ิ
ี
ิ
๑. การประเมนระดับชั้นเรยน
ิ
เปนการวัดและประเมนผลทอยู่ในกระบวนการจัดการเรยนร ผู้สอนด าเนนการเปนปกต ิ
ี
ู
้
็
็
่
ิ
ี
ี
่
และสม าเสมอในการจัดการเรยนการสอน ใช้เทคนคการประเมนอย่างหลากหลาย เช่น
ิ
ิ
ิ
ิ
การซักถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การประเมนโครงงาน การประเมนช้นงาน
ิ
ิ
ิ
ื
็
ภาระงานแฟมสะสมงาน การใช้แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผู้สอนเปนผู้ประเมนเองหรอเปด
้
ิ
ี
ิ
่
โอกาสให้ผู้เรยนประเมนตนเอง เพือนประเมนเพือน ผู้ปกครองร่วมประเมนการประเมน
่
ิ
ิ
ระดับชั้นเรยนเปนการตรวจสอบว่า ผู้เรยนมพัฒนาการความก้าวหน้าในการเรยนร อัน
ี
ู
้
ี
็
ี
ี
ิ
ี
ื
ี
็
เปนผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรยนการสอนหรอไม่ และมากน้อยเพียงใดมส่งท ี ่
ั
ั
ิ
ึ
่
ี
ุ
ึ
ู
ี
็
จะต้องได้รบการพัฒนาปรบปรงและส่งเสรมในด้านใด นอกจากน้ยังเปนข้อมลให้ผู้สอน สถานศกษาในเขตพื้นทการศกษา
ี
ิ
ุ
ี
ี
ใช้ปรบปรงการเรยนการสอนของตนด้วย ทั้งน้โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการเรยนร ู ้ ๔. การประเมนระดับชาต ิ
ั
ี
ุ
และตัวช้วัด เปนการประเมนคณภาพผู้เรยนในระดับชาตตามมาตรฐานการเรยนรตามหลักสตร
ี
ี
็
ู
้
ิ
ิ
ู
ึ
ิ
ี
ี
ี
ึ
ุ
ึ
่
๒. การประเมนระดับสถานศกษา แกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน สถานศกษาต้องจัดให้ผู้เรยนทกคนทเรยนในชั้น
ิ
็
เปนการตรวจสอบผลการเรยนของผู้เรยนเปนรายป/รายภาค ผลการประเมนการอ่าน คด ประถมศกษาปท ๓ชั้นประถมศกษาปท๖ เข้ารบการประเมนผลจากการประเมนใช้เปน
ี
็
ิ
ิ
ี
ี
ี
ึ
็
ี่
ึ
ี
ิ
่
ั
ี
ุ
ี
่
ึ
็
ี
ี
ู
ุ
ี
์
วิเคราะหและเขยน คณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรยน และเปนการ ข้อมลในการเทยบเคยงคณภาพการศกษาในระดับต่างๆ เพือน าไปใช้ในการวางแผน
ี
ี
ู
ิ
ิ
ุ
้
ึ
ึ
ู
่
ึ
ุ
็
ประเมนเกียวกับการจัดการศกษาของสถานศกษา ว่าส่งผลต่อการเรยนรของผู้เรยนตาม ยกระดับคณภาพการจัดการศกษา ตลอดจนเปนข้อมลสนับสนนการตัดสนใจในระดับ
ี
็
ี
ื
ิ
์
ู
เปาหมายหรอไม่ ผู้เรยนมส่งทต้องการพัฒนาในด้านใด รวมทั้งสามารถน าผลการเรยน นโยบายของประเทศข้อมลการประเมนในระดับต่าง ๆ ข้างตัน เปนประโยชนต่อ
ี
ี
ิ
้
่
ึ
ี
ึ
ุ
ึ
่
ื
ี
ี
ิ
็
ี
ี
ของผู้เรยนในสถานศกษาเปรยบเทยบกับเกณฑ์ระดับชาต และระดับเขตพื้นทการศกษา สถานศกษาในการตรวจสอบทบทวนพัฒนาคณภาพผู้เรยน ถอเปนภาระความรบผิดชอบ
ั
ู
ิ
ุ
็
ี
่
ุ
ั
ิ
ึ
ู
ึ
ื
ั
ุ
ผลการประเมนระดับสถานศกษาจะเปนข้อมลและสารสนเทศ เพื่อการปรบปรงนโยบาย ของสถานศกษาทจะต้องจัดระบบดแลช่วยเหลอ ปรบปรงแก้ไข ส่งเสรมสนับสนน
ี
ี
ี
่
ี
หลักสตรโครงการ หรอวิธการจัดการเรยนการสอน ตลอดจนเพื่อการจัดท าแผนพัฒนา เพื่อให้ผู้เรยนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพบนพื้นฐานความแตกต่างระหว่างบคคลทจ าแนก
ื
ู
ุ
ุ
ั
ึ
คณภาพการศกษาของสถานศกษาตามแนวทางการประกันคณภาพการศกษา และการ ตามสภาพปญหาและความต้องการ ได้แก่ กล่มผู้เรยนทั่วไปกล่มผู้เรยนทมความสามารถ
ี
ึ
ุ
ี
ี
่
ึ
ุ
ุ
ี
ี
่
ี
ิ
ี
ั
ี
ึ
่
ี
ี
รายงานผลการจัดการศกษาต่อคณะกรรมการสถานศกษาขั้นพื้นฐาน ส านักงานเขตพื้นท ี ่ พิเศษ กล่มผู้เรยนทมผลสัมฤทธ์ทางการเรยนต า กล่มผู้เรยนทมปญหาด้านวินัยและ
ุ
ึ
ี
่
ุ
การศกษา ส านักงานคณะกรรมการการศกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครองและชมชน พฤตกรรม กล่มผู้เรยนทปฏเสธโรงเรยน กล่มผู้เรยนทมปญหาทางเศรษฐกิจและสังคม
ึ
่
ี
ุ
ี
ี
ั
ี
ิ
ุ
ี
ี
ึ
ุ
่
ิ
็
ี
ิ
ึ
่
ุ
ู
ั
ิ
ิ
ึ
๓. การประเมนระดับเขตพื้นทการศกษา กล่มพิการทางร่างกายและสตปญญา เปนต้น ข้อมลจากการประเมนจงเปนหัวใจของ
็
ี
ิ
ิ
เปนการประเมนคณภาพผู้เรยนในระดับเขตพื้นทการศกษาตามมาตรฐานการเรยนรตาม สถานศกษาในการด าเนนการช่วยเหลอผู้เรยนได้ทันท่วงท เปดโอกาสให้ผู้เรยนได้รบ
ึ
่
ี
ู
้
ุ
ี
ี
ี
ั
ิ
ี
ื
็
ึ
็
ั
หลักสตรแกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน เพือใช้เปนข้อมลพื้นฐานในการพัฒนาคณภาพ การพัฒนาและประสบความส าเรจในการเรยนสถานศกษาในฐานะผู้รบผิดชอบจัด
็
ู
ู
่
ึ
ึ
ุ
ี
่
ิ
ึ
ึ
ึ
ั
ี
ี
ึ
ี
ิ
การศกษาของเขตพื้นทการศกษา ตามภาระความรบผิดชอบ สามารถด าเนนการโดย การศกษา จะต้องจัดท าระเบยบว่าด้วยการวัดและประเมนผลการเรยนของสถานศกษาให้
ประเมนคณภาพผู้เรยนด้วยวิธการและเครองมอทเปนมาตรฐานทจัดท าและด าเนนการ สอดคล้อง และเปนไปตามหลักเกณฑ์และแนวปฏบัตทเปนข้อก าหนดของหลักสตร
็
็
ิ
ื
่
ี
ี่
ุ
็
ื่
ี
ิ
ิ
ี
ู
ิ
ี่
ิ
ิ
ื
ื
่
ี
่
ี
ุ
่
โดยเขตพื้นทการศกษา หรอด้วยความร่วมมอกับหน่วยงานต้นสังกัด และหรอหน่วยงาน แกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน เพือให้บคลากรทเกียวข้องทกฝายถอปฏบัตร่วมกัน
ึ
่
่
ื
ุ
ื
ึ
่
ี
่
ู
ิ
ทเกียวข้องนอกจากน้ยังได้จากการตรวจสอบทบทวนข้อมลจากการประเมนระดับ
ี
ุ
ี
่
ื่
้
ี
20.สอ/แหลงเรยนรู บคคลของผู้เรยน
ี
่
่
็
ิ
ู
ุ
ี
ี
้
ื
ุ
้
กล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีได้จัดท าสอและจัดให้มแหล่ง 4. ประเมนคณภาพของสอการเรยนรทเรยกใช้อย่างเปนระบบ
ี
่
ู
ื
์
ี
่
ี
ี
ู
ี
้
ู
้
ี
ู
เรยนร ตามหลักการและนโยบายของการจัดการศกษาขั้นพื้นฐาน ดังน้ ี 5. ค้นคว้าวิจัยเพือพัฒนาการเรยนรให้สอดคล้องกับกระบวนการเรยนรของผู้เรยน
้
ึ
ุ
่
ิ
ื
ิ
ื
่
ิ
ิ
ี
่
้
ู
ี
สอการเรยนรเปนเครองมอส่งเสรมสนับสนนการจัดการกระบวนการเรยนรให้ผู้เรยน 6. จัดให้มการก ากับ ตดตาม ประเมนคณภาพและประสทธภาพเกียวกับสอและการใช้สอ
่
ิ
็
ื
่
้
ู
ี
ุ
ี
ื
ื
ี
่
ู
็
้
ุ
ู
เข้าถงความรทักษะกระบวนการ และคณลักษณะตามมาตรฐานของหลักสตรได้อย่างม ี การเรยนรเปนระยะๆและสม าเสมอ
ึ
้
ู
ิ
ี
ื
ิ
่
ิ
ู
ประสทธภาพ สอการเรยนรมหลากหลายประเภท ทั้งสอธรรมชาตสอส่งพิมพ์สอ
่
ื
ิ
ื
ื
ี
้
่
่
เทคโนโลยีและเครอข่ายการเรยนรต่าง ๆ ทมในท้องถ่นการเลอกใช้สอควรเลอกให้ม ี
ื
้
ื
ี
ื
ิ
ี
่
ี
่
ู
ื
ี่
ความเหมาะสมกับระดับพัฒนาการ และลลาการเรยนรทหลากหลายของผู้เรยน
ี
้
ี
ี
ู
ื
ึ
ุ
ั
้
่
ี
ู
การจัดหาสอการเรยนรผู้เรยนและผู้สอนสามารถจัดท าและพัฒนาข้นเอง หรอปรบปรง
ี
ื
ี
ื
เลอกใช้อย่างมคณภาพจากสอต่าง ๆ ทมอยู่รอบตัวเพือน ามาใช้ประกอบในการจัดการ
ี
่
ุ
่
ื
่
ี
ื
่
ู
้
ิ
ึ
้
่
ู
เรยนรทสามารถส่งเสรมและสอสารให้ผู้เรยนเกิดการเรยนรโดยสถานศกษาควรจัดให้ม ี
ี
ี
ี
ี
ึ
อย่างพอเพียง เพือพัฒนาให้ผู้เรยน เกิดการเรยนรอย่างแท้จรงสถานศกษา เขตพื้นท ่ ี
ิ
ี
ู
ี
้
่
ึ
ิ
่
การศกษา หน่วยงานทเกียวข้องและผู้มหน้าทจัดการศกษาขั้นพื้นฐาน ควรด าเนนการ
ี
่
ี
ึ
ี
่
ดังน้ ี
ี
1. จัดให้มแหล่งการเรยนรสอการเรยนรระบบสารสนเทศการเรยนรและเครอข่ายการ
ื
ู
้
ี
ู
ี
ี
้
ื
้
ู
่
ึ
้
เรยนรทมประสทธภาพทั้งในสถานศกษาและในชมชน เพือการศกษาค้นคว้าและการ
ี
ุ
ึ
ี
ี
่
่
ู
ิ
ิ
ุ
ิ
ี
้
ู
แลกเปลยนประสบการณเรยนร ระหว่างสถานศกษา ท้องถ่นชมชนสังคมโลก
์
ึ
ี
่
ี
ั
้
่
ึ
ื
ู
2.จัดหาสอการเรยนรส าหรบการศกษาค้นคว้าของผู้เรยน เสรมความรให้ผู้สอน รวมทั้ง
ิ
ี
ู
้
ิ
ี
่
ื
จัดหาส่งทมอยู่ในท้องถ่นมาประยุกต์ใช้เปนสอการเรยนร ู ้
ี
่
ิ
็
ี
3.เลอกและใช้สอสารการเรยนรทมประสทธภาพ มความเหมาะสม มความหลากหลาย
ื
ิ
ี
ิ
ี
ี
ี
ื่
ู
ี่
้
ี
ู
สอดคล้องกับวิธการเรยนรธรรมชาตของภาษาการเรยนรและความแตกต่างระหว่าง
ี
้
ู
้
ิ
ี
่
่
้
ี
ตัวอยำงกำรวัดและประเมินผล (แหลงอำงอิง:หลักสูตรกำรเรยนกำรสอนวิทยำศำสตร ์
์
ี
โรงเรยนพิบูลอุปถัมภ)
์
ุ
ู
้
ี
กล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 1. อัตราส่วนคะแนน (ระดับ
ึ
ี
ึ
ประถมศกษา) คะแนนระหว่างปการศกษา : สอบปลายปการศกษา = 70 : 30
รายการวัด ี ึ คะแนน
ี
ระหว่างภาค มการวัดและประเมนผล ดังน้ (70)
ิ
ี
ี
ึ
1. คะแนนระหว่างปการศกษา 60
ภาคผนวก 1.2วัดทักษะ/กระบวนการ/สมรรถนะ (เลอกวัดตามแผนการ
1.1วัดโดยใช้แบบทดสอบ
ื
จัดการเรยนร)
้
ี
ู
1.2.1 ภาระงานทมอบหมาย
ี่
ึ
- การท าใบงาน/แบบฝกหัด/แบบฝกทักษะ
ั
- การแก้ปญหาวิทยาศาสตร ์ ึ
ึ
์
- การศกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร
ู
- การร่วมกิจกรรมการเรยนร
้
ี
้
1.2.2 แฟมสะสมงานวิทยาศาสตร ์
์
1.2.3 โครงงานวิทยาศาสตร
1.2.4 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรและสมรรถนะ
์
ี
ส าคัญของผู้เรยน
1.3 วัดคณลักษณะอันพึงประสงค์ และเจตคตทดต่อวิชา
ี
ิ
่
ุ
ี
วิทยาศาสตร ์
ั
- มวินัย รบผิดชอบ
ี
ู
้
ี
- ใฝเรยนร 10 ตัวอยำงค ำอธบำยรำยวิชำ(แหลงอำงอิง:หลักสูตรกำรเรยนกำรสอนวิทยำศำสตร ์
่
้
ี
่
่
ิ
- ม่งมั่นในการท างาน โรงเรยนพิบูลอุปถัมภ)
ุ
ี
์
– มจตสาธารณะ
ี
ิ
ิ
ี
ึ
ี
2. คะแนนสอบกลางปการศกษา มการวัดและประเมนผลโดยใช้ ค าอธบายรายวิชาพื้นฐาน
ิ
แบบทดสอบ กล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี รายวิชาพื้นฐาน ว 15101
ุ
ี
้
ู
์
ี
คะแนนสอบปลายปการศกษา 30 วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ชั้นประถมศกษาปท5 เวลาเรยน 120 ชั่วโมง
ึ
ึ
ี
ี
ี
่
์
ิ
มการวัดและประเมนผลโดยใช้แบบทดสอบ (3 ชั่วโมง/สัปดาห) จ านวน 3.0 หน่วยกิต
ี
์
รวมทั้งภาคเรยน 100
ี
ศกษา วิเคราะหโครงสรางและลักษณะของส่งมชวิตทเหมาะสมในแต่ละแหล่งทอยู่
่
ึ
ี
ี
้
์
ิ
ี
ี
่
ความสัมพันธ ระหว่างส่งมชวิตกับส่งมชวิตและความสัมพันธระหว่างส่งมชวิตกับ
์
ี
ิ
ิ
ี
ี
ิ
ี
์
ี
ี
ุ
่
ี
ี
ุ
ิ
ี
ส่งไม่มชวิต การถ่ายทอดลักษณะทาง พันธกรรมของพืช สัตว์และมนษย์การเปลยน
สถานะของสสาร การละลายของสาร ในน ้า การเปลยนแปลง ทางเคมการเปลยนแปลงท ี ่
ี
ี
่
ี
่
ี
ผันกลับได้และผันกลับไม่ได้แรงลัพธแรงเสยดทาน การได้ยินเสยงผ่านตัวกลาง ลักษณะ
ี
์
และการเกิดเสยงสง เสยงต า เสยงดัง และเสยงค่อย ระดับเสยงและมลพิษทางเสยง ความ
ี
ู
ี
ี
ี
่
ี
ี
ี
้
่
ู
ึ
์
แตกต่างของ ดาวเคราะหและดาวฤกษ์การใช้แผนทดาว แบบรปเสนทางการข้นและตก
้
ิ
ของดวงอาทตย์กล่มดาวฤกษ์บน ท้องฟาในรอบปปรมาณน ้าในแต่ละแหล่ง ปรมาณน ้าท ่ ี
ุ
ิ
ิ
ี
มนษย์สามารถน ามาใช้ได้การใช้น ้าอย่างประหยัดและ การอนรกษ์น ้า วัฏจักรน ้า
ุ
ั
ุ
กระบวนการเกิดเมฆ หมอก น ้าค้าง และน ้าค้างแข็ง กระบวนการเกิดฝน หมะ และ
ิ
ลกเหบ การใช้เหตผลเชงตรรกะในการแก้ปญหา การเขยนรหัสล าลองเพือแสดง วิธ ี
ุ
่
็
ั
ู
ิ
ี
่
ั
ื
ี
ี
แก้ปญหา การออกแบบ และการเขยนโปรแกรมแบบมเงอนไขและการท างานแบบวนซ ้า
็
การใช้ซอฟต์แวรประมวลผลข้อมล การ ตดต่อสอสารผ่านอนเทอรเนต การใช้
ู
์
ิ
ิ
์
ื
่
ื
ิ
่
ื
์
ิ
ู
ู
อนเทอรเนตค้นหาข้อมลและการประเมน ความน่าเชอถอของข้อมล อันตรายจากการใช้
็
้
์
ื
็
ิ
งานและอาชญากรรมทางอนเทอรเนต โดยใช้การสบเสาะหาความรการส ารวจ อภิธำนศพท ์
ู
ั
ี่
์
้
ู
ี
ตรวจสอบ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรและทักษะการ เรยนรในศตวรรษท 21 1.ก าหนดปญหา (Define problem)หมายถง ระบค าถาม ประเด็น หรอสถานการณ ทเปน
ึ
ุ
ั
ื
ี่
์
็
ู
ู
ิ
้
่
ิ
การสบค้นข้อมลและการอภปราย เพือให้เกิดความรความคด ความเข้าใจ สามารถ ข้อสงสัยเพือน าไปส่การแก้ปญหา หรออภปราย ร่วมกัน
ื
ู
ิ
่
ั
ื
ู
้
ิ
ื
่
ู
้
ี
ี
สอสารส่งทเรยนรมความสามารถในการตัดสนใจ การแก้ปญหา การน าความรไปใช้ใน 2.แก้ปญหา (Solve problem)หมายถง หาค าตอบของปญหาทยังไม่รวิธการมาก่อน ทั้ง
่
ิ
ี
ั
ึ
ั
ี
้
ั
ี
่
ู
่
ี
ิ
์
ี
ี
ิ
ิ
ุ
ชวิตประจ าวัน มจต วิทยาศาสตรจรยธรรม คณธรรม และค่านยมทเหมาะสม ปญหาทเกียวข้องกับวิทยาศาสตรโดยตรง และปญหาในชวิตประจ าวัน โดยใช้เทคนค
่
ี
์
ี
ิ
่
ั
ั
ี
มาตรฐาน/ตัวช้วัด ว 1.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4 ว 1.3 ป.5/1, ป.5/2 และวิธการต่าง ๆ
ี
ู
ึ
ี
ื
ว 2.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4 ว 2.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5 ว 2.3 3.เขยนแผนผัง/ วาดภาพ (Construct diagram/ illustrate) หมายถงน าเสนอข้อมล หรอผล
ื
ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5 ว 3.1 ป.5/1, ป.5/2 การส ารวจตรวจสอบด้วย แผนผัง กราฟ หรอภาพวาด
่
ึ
ี
ู
์
ึ
ว 3.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5 ว 4.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/ 4.คาดคะเน (Predict) หมายถงคาดการณผลทจะเกิดข้นในอนาคต โดยอาศัย ข้อมลท ่ ี
ี่
์
รวม 32 ตัวช้วัดตัวอย่างโครงสรางรายวิชา(แหล่งอ้างอง:หลักสตรการเรยนการสอน สังเกตได้ และประสบการณทม ี
ิ
ี
้
ี
ู
ี
ื
ึ
ี
ู
ุ
์
วิทยาศาสตรโรงเรยนพิบลอปถัมภ์) 5.ค านวณ (Calculate) หมายถงหาผลลัพธ์จากข้อมลโดยใช้หลักการ ทฤษฎ หรอ วิธการ
ู
ี
ิ
ทางคณตศาสตร ์
6.จ าแนก (Classify)หมายถง จัดกล่มของส่งต่าง ๆ โดยอาศัยลักษณะท เหมอนกันเปน
ุ
็
ึ
ี
่
ื
ิ
เกณฑ์
่
ื
ี
ื
ี
ึ
ึ
7.ตั้งค าถาม (Ask questionหมายถง)พูดหรอเขยนประโยค หรอวลเพื่อให้ได้มาซง การ
ค้นห าค าตอบทต้องการ
ี่
8.ทดลอง (Conduct/ experiment)หมายถง ปฏบัตการเพื่อห าค าตอบของค าถาม หรอ
ิ
ึ
ิ
ื
ิ
็
่
ั
ปญหา ในก ารทดลอง โดยตั้งสมมตฐานเพือเปนแนวทาง ในการก าหนดตัวแปรและ
ิ
ิ
วางแผนด าเนนการ เพื่อตรวจสอบสมมตฐาน
9.น าเสนอ (Present)หมายถง แสดงข้อมล เรองราว หรอ ความคด เพื่อให้ผู้อน รบรหรอ
ู
ื
ื่
ื่
ึ
ิ
ั
้
ู
ื