The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Thanaphong1980, 2022-01-06 02:11:54

วิทยาศาสตร์ อาจารย์สมหวัง 3

ค ำนำ















รายงานเล่มน้เปนสอประกอบการเรยนร กล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตรและ














คมอหนงสออเล็กทรอนกส เทคโนโลยีชั้นประถมศกษาปท 5 ในรายวิชาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ซงตาม





หลักสตรแกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เพื่อเปนเปาหมายในการ



พัฒนาคณภาพผู้เรยน และกระบวนการจัดการเรยนร เพื่อเปนกรอบและทศทางในการ




จัดการเรยนการสอน ให้ตรงตามมาตรฐาน ตัวช้วัดและสาระการเรยนร ของกล่มสาระ












วิทยาศาสตร ป.5 การเรยนรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีโดยพิจารณาตามหลักสตร แกนกลางการศกษา

ขั้นพื้นฐาน 2551 (ฉบับปรบปรง พุทธศักราช 2560) หากมข้อผิดพลาดประการใดคณะ




ผู้จัดท า ขออภัย ณ ทน้ด้วย






ตัวช้วัดและสาระการเรยนรแกนกลาง 45



ค าอธบายรายวิชาพื้นฐานและโครงสรางรายวิชาพื้นฐาน 56
สำรบัญ





กระบวนการจัดการเรยนร รปแบบการสอนและทักษะทางวิทยาศาสตร 59
หน้า การวัดและประเมนผลการเรยนร 90




ค าน า สอ/แหล่งเรยนร 92





สารบัญ ภาคผนวก
บทน า 1 อภธานศัพท์

วิสัยทัศน์ 3 ตัวอย่างหน่วยการเรยนร ู ้

หลักการ 4 แผนการจัดการเรยนรทเน้นผู้เรยนเปนส าคัญทใช้นวัตกรรม


ี่
ี่



จดหมาย 5 คณะผู้จัดท า



ี่

คณลักษณะอันพึงประสงค์ของหลักสตรและคณลักษณะตามศตวรรษท 21 7

ี่

สมรรถนะของหลักสตรและสมรรถนะตามศตวรรษท 21 11
คณภาพผู้เรยน 13


รายวิชาทเปดสอน 24
ี่



ท าไมต้องเรยนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 25




เรยนรอะไรในวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 26


ธรรมชาตของความรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 28


เปาหมายส าคัญของการจัดการเรยนการสอนวิทยาศาสตร 30





แนวการสรางการรวิทยาศาสตรส าหรบหลักสตรนักเรยนระดับประถมศกษา 31






สาระและมาตรฐานการเรยนร ้ ู 32


รายวิชาเพิ่มเตม --35

1 2









1.บทนำ การเรยนรวิทยาศาสตร (ฉบับปรบปรง พ.ศ.2560) ตามหลักสตรแกนกลางการศกษาขั้น










ตัวช้วัดและสาระการเรยนรแกนกลาง กล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตร (ฉบับ พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ข้น เพือให้สถานศกษา ครผู้สอน ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ















ปรบปรง พ.ศ.2560) ตามหลักสตรแกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 น้ ี ได้ใช้เปนแนวทางในการพัฒนา หนังสอเรยน ค่มอครสอประกอบการเรยนการสอน
















ได้ก าหนดสาระการเรยนรออกเปน ๘ สาระ ได้แก่ ส าระท ๑ วิทยาศาสตรชวภาพ ส าระ ตลอดจนการวัดและประเมนผล โดยตัวช้วัดและสาระการเรยนรแกนกลาง กล่มสาระ









ี่

ี่

ท ๒ วิทยาศาสตรกายภาพ ส าระท ๓ วิทยาศาสตรโลกและอวกาศ สาระท ๔ ชววิทยา การเรยนรวิทยาศาสตร (ฉบับปรบปรง พ.ศ.2560) ตามหลักสตรแกนกลางการศกษาขั้น
ี่







ี่
สาระท ๕ เคม สาระท ๖ ฟสกส สาระท ๗ โลก ดาราศาสตร และอวกาศ และสาระท ๘ พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ทจัดท าข้นน้ได้ปรบปรงเพื่อให้มความสอดคล้องและ
ี่

ี่



ี่











เทคโนโลยี ซงองค์ประกอบของหลักสตร ทั้งในด ้านของเน้อหา การจัดการเรยนการ เชอมโยงกันภายในสาระการเรยนร เดยวกันและระหว่างสาระการเรยนรในกล่มสาระ


















สอนและการวัดและประเมนผล การเรยนรนั้นมความส าคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐาน การเรยนรวิทยาศาสตร ตลอดจนการเชอมโยงเน้อหาความร ทางวิทยาศาสตรกับ





















การเรยนรวิทยาศาสตรของผู้เรยนในแต่ละระดับชั้นให้ม ความต่อเนองเชอมโยงกัน คณตศาสตรด้วย นอกจากน้ ยังได้ปรบปรงเพือให้มความทันสมัยต่อการเปลยนแปลง













ตั้งแต่ชั้นประถมศกษาปท ๑ จนถงชั้นมัธยมศกษาปท ๖ ส าหรบกล่มสาระการเรยนร ู ้ และความเจรญก้าวหน้าของวิทยาการต่าง ๆ และทัดเทยมกับนานาชาต ิ








วิทยาศาสตร ได้ก าหนดตัวช้วัดและสาระการเรยนรแกนกลาง ทผู้เรยนจ าเปนต้องเรยน










เปนพื้นฐาน เพือให้สามารถ น าความรน้ไปใช้ในการด ารงชวิต หรอศกษาต่อในวิชาชพท ่ ี



ต้องใช้วิทยาศาสตรได้ โดยจัดเรยงล าดับความยากง่าย ของเน้อห าทั้ง ๘ สาระในแต่ละ








ระดับชั้นให้มการเชอมโยงความรกับกระบวนการเรยนร และการจัดกิจกรรมการ เรยนร ้ ู









ทส่งเสรมให้ผู้เรยนพัฒนาความคด ทั้งความคดเปนเหตเปนผล คดสรางสรรค์ คด












วิเคราะหวิจารณ มทักษะท ส าคัญทั้งทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรและทักษะใน

ศตวรรษท ๒๑ ในการค้นคว้าและสรางองค์ความรด้วยกระบวนการสบเสาะหาความร ู ้
ี่






สามารถแก้ปญหาอย่างเปนระบบ สามารถตัดสนใจโดยใช้ข้อมลหลากหลายและ


ประจักษ์พยานทตรวจสอบได้ สถาบันส่งเสรมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี







(สสวท.) ตระหนักถงความส าคัญของการจัดการเรยนร วิทยาศาสตรทม่งหวังให้เกิดผล














สัมฤทธ์ต่อผู้เรยนมากทสด จงได้จัดท าตัวช้วัดและสาระการเรยนรแกนกลาง กล่มสาระ



3 4


2.วิสยทัศน ์ 3.หลักกำร






2.1วิสัยทัศนแผนการศกษายุทธศาสตรแห่งชาต ิ 1. พัฒนาความรความสามารถทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีตามศักยภาพของผู้เรยน



















คนไทยทกคนได้รบการศกษาและเรยนรตลอดชวิตอย่างมคณภาพ ด ารงชวิตอย่างเปน และสามารถ น าไปเปนเครองมอในการเรยนรส่งต่าง ๆ และเปนพื้นฐานส าหรบ






สข สอดคล้องกับหลักปรชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการเปลยนแปลงของโลก การศกษาต่อ










ี่
ศตวรรษท ๒๑” 2. จัดกิจกรรมกระบวนการเรยนรอย่างหลากหลายต่อเนอง ผู้เรยนมส่วนร่วมในการจัด







2.2วิสัยทัศนหลักสตรแกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน กระบวนการ เรยนรอย่างมความสข














หลักสตรแกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐานม่งพัฒนาผู้เรยนทกคนซงเปนก าลังของชาตให้ 3. จัดแผนการเรยนการสอนให้แก่ผู้เรยน เพือให้ผู้เรยนได้มโอกาสเรยนรวิชา






เปนมนษย์ทมความสมดลทั้งด้านร่างกายความรคณธรรมมจตส านกในความเปนพลเมอง วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ตามความถนัดและความสนใจ






















ไทยและเปนพลโลกยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธปไตยอันม ี 4. พัฒนาบคลากรของกล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีให้มความรและ









พระมหากษัตรย์ทรงเปนประมขมความรและทักษะพื้นฐานรวมทั้งเจตคตทจ าเปนต่อ ทักษะตลอดจน น าประสบการณมาใช้ในการเรยนการสอนโดยเน้นผู้เรยนเปนส าคัญ














การศกษาต่อการประกอบอาชพและการศกษาตลอดชวิตโดยม่งเน้นผู้เรยนเปนส าคัญบน 5. มการนเทศและตดตามอย่างเปนระบบในด้านการเรยนการสอนวิทยาศาสตรและ









พื้นฐานความเชอว่าทกคนสามารถเรยนรและพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ เทคโนโลยี










2.3วิสัยทัศนกล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตร ์ 6. จัดการเรยนการสอนโดยการสอดแทรกคณธรรม จรยธรรม ในทกรายวิชาอย่างเปน










กล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีส่งเสรมผู้เรยนให้มการพัฒนาทักษะ รปธรรม จัด กิจกรรมวิชาการด้านวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีให้นักเรยนกล้าแสดงออก
















กระบวนการ คดขั้นสง เพือน าไปส่ความเปนเลศทางวิชาการ มเจตคตทเหมาะสมต่อ และได้ปฏบัตกิจกรรมต่าง ๆ ตามความถนัดและความสนใจ



วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีรคณค่าของ ภมปญญาไทย 7. จัดกิจกรรมน าเสนอผลงานนักเรยน ครในงานนทรรศการทางวิชาการภายในโรงเรยน








8. สนับสนน ส่งเสรมให้ครผลตสอและนวัตกรรมประกอบการเรยนการสอนตาม















เน้อหาการเรยนร 9. จัดกิจกรรมส่งเสรม พัฒนาผู้เรยนทมความสามารถ และช่วยเหลอ



ผู้เรยนทมปญหาด้านการเรยน วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี


ี่









10. วัดผลและประเมนผลตามสภาพจรง ด้วยวิธการทหลากหลายให้ครอบคลมทั้ง

5 6





ทางด้านความรทักษะ/ กระบวนการ สมรรถนะส าคัญของผู้เรยน และคณลักษณะอันพึง 4.จุดมุงหมำย



ประสงค์ วิสัยทัศน์ หลักการสมรรถนะส าคัญของผู้เรยน และคณลักษณะอันพึงประสงค์ กล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีม่งพัฒนาผู้เรยนให้เปนคนดมปญญา



















มความสข มศักยภาพในการศกษาต่อ และประกอบอาชพ และผู้เรยนมคณภาพตาม

เกณฑ์ของคณภาพผู้เรยนกล่มสาระ การเรยนรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีเมอจบ








การศกษาขั้นพื้นฐาน ดังน้









1. มคณภาพตามเกณฑ์ของคณภาพผู้เรยนกล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตรและ



เทคโนโลยี
2. มคณธรรม จรยธรรม และค่านยมทพึงประสงค์ เหนคณค่าของตนเอง มวินัยและ














ปฏบัตตนตาม หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรอศาสนาทตนนับถอ ยึดหลักปรชญา
ี่

ของเศรษฐกิจพอเพียง







3. มความร ความสามารถในการสอสาร การคด การแก้ปญหา การใช้เทคโนโลยี และม ี



ทักษะชวิต 4. มสขภาพกายและสขภาพจตทด มสขนสัย และรกการออกก าลังกาย






ี่





5. มความรกชาต มจตสานกในความเปนพลเมองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถชวิต และ









การปกครองตาม ระบอบประชาธปไตยอันมพระมหากษัตรย์ทรงเปนประมข



6. มจตสานกในการอนรกษ์วัฒนธรรมและภมปญญาไทย การอนรกษ์และพัฒนา


















ส่งแวดล้อม มจต สาธารณะทม่งท าประโยชนและสรางส่งทดงามในสังคม และอยู่



ร่วมกันในสังคมอย่างมความสข



7 8















5.คุณลักษณะอันพึงประสงคของหลักสูตรและคุณลักษณะตำมศตวรรษที่ 21 4. ใฝเรยนรหมายถง การค้นคว้าหาความรหรอส่งทเปนประโยชนเพือพัฒนาตนเองอยู่

เสมอ








กล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีม่งพัฒนาผู้เรยนให้มคณลักษณะ



5. อยู่อย่างพอเพียง หมายถง การมความพอดในการบรโภค ใช้ทรพยากรและเวลาว่าง







อันพึงประสงค์ เพือให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อนในสังคมได้อย่างมความสข ในฐานะเปน








ให้เปนประโยชน ค านงถงฐานะและเศรษฐกิจ คดก่อนใช้จ่ายตามความเหมาะสมรจัก

พลเมองไทย และพลโลก ตามหลักสตร แกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน ดังน้ ี






การเพิ่มพูนทรพย์ด้วยการเก็บ และน าไปใช้ให้เกิดประโยชนดแลรกษาบรณทรพย์ของ








1. รกชาต ศาสน์กษัตรย์หมายถง มความภาคภมใจในความเปนไทย นยมไทย ปฏบัต ิ ตนเอง มการเก็บออมเงนไว้ตามสมควร







ตามค าสั่งสอน ของศาสนาเคารพเทดทนศาสนา แสดงความจงรกภักดเทดทนพระเกียรต ิ 6. ม่งมั่นในการท างาน หมายถง การศกษาเรยนรเพือหาข้อเท็จจรง ซงอาจพัฒนาไปส่ ู
















และพระราชกรณยากิจของ พระมหากษัตรย์ ความจรงในส่งท ต้องการเรยนรหรอต้องการหาค าตอบเพือน าค าตอบทได้นั้นมาใช้

















2. ซอสัตย์สจรต หมายถง การประพฤตปฏบัตอย่างเหมาะสม และตรงต่อความเปนจรง ประโยชนในด้านต่าง ๆ เช่น การ ยกระดับความรการน าไปประยุกต์ใช้ในชวิตประจ าวัน










ประพฤตปฏบัต อย่างตรงไปตรงมา ทั้งกาย วาจา ใจ ต่อตนเองและผู้อนรวมตลอดทั้งต่อ หรอน ามาสรปเปนความจรงได้

















หน้าทการงานและค ามั่น สัญญา ความประพฤตทตรงไปตรงมาและจรงใจในส่งทถกท ่ ี 7. รกความเปนไทย หมายถง เข้าใจ หวงแหนความเปนไทยซงถอเปนต้นทนทางสังคม














ควร ถกต้องตามท านองคลองธรรมรวมไป ถงการไม่คดคดทรยศ ไม่คดโกงและไม่ ท าให้ทกศาสนา สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันตโดยต้องมการด าเนนชวิตโดยกายสจรต











หลอกลวงนอกจากน้แล้วความซอสัตย์สจรตยังรวมไปถงการ รกษาค าพูดหรอค ามั่น วจสจรต และมโนสจรตเปน คณลักษณะทเกียวข้องกับการเข้าสังคมและการม ี















สัญญาและการปฏบัตหน้าทการงานของตนเองด้วยความรบผิดชอบและด้วย ความ ปฏสัมพันธกับผู้อน เช่น ความมกิรยามารยาท การ ปรบตัว ความตรงต่อเวลา ความ

ี่









ซอสัตย์ไม่แสวงหาผลประโยชนให้แก่ตนเองและพวกพ้องด้วยการใช้อ านาจหน้าทโดย สภาพ การมสัมมาคารวะ การพูดจาไพเราะ และอ่อนน้อมถ่อมตน คณลักษณะอันพึง









มชอบซง ความซอสัตย์สจรตน้จะด าเนนไปด้วยความตั้งใจจรงเพือท าหน้าทของตนเอง ประสงค์












ให้ส าเรจลล่วง ด้วยความ ระมัดระวัง และเกิดผลดต่อตนเองและสังคม 8. มจตสาธารณะ หมายถง คณลักษณะทางจตใจของบคคลเกียวกับการมองเหนคณค่า















3. มวินัย หมายถง การควบคมความประพฤตให้ถกต้องและเหมาะสมกับจรรยามารยาท หรอการให้ คณค่าแก่การมปฏสัมพันธทางสังคมและส่งต่าง ๆ ทเปนส่งสาธารณะทไม่ม ี













ข้อบังคับ ข้อตกลง กฎหมายและศลธรรมการรจักควบคมตนเองให้ประพฤตปฏบัตตาม ผู้ใดผู้ผู้หนงเปนเจ้าของ หรอเปนส่งทคนในสังคมเปนเจ้าของร่วมกันเปนส่งทสามารถ





















ข้อตกลง ข้อบังคับ ระเบยบแบบแผน และขนบธรรมเนยมประเพณอันดงามย่อมน ามา สังเกตได้จากความรสกนกคด หรอการ กระท าทแสดงออกมา ได้แก่ การหลกเลยงการ

















ซงความสงบสขในชวิตของตน ความเปนระเบยบเรยบรอยของสังคมและประเทศชาต ิ ใช้หรอการกระท าทจะท าให้เกิดความช ารดเสยหายต่อ ส่วนรวมทใช้ประโยชนร่วมกัน














9 10















ของกล่มการถอเปนหน้าททจะมส่วนร่วมในการดแลรกษาของส่วนรวม ในวิสัยทตน Critical Thinking and Problem Solving : มทักษะในการคดวิเคราะห การคดอย่าง


สามารถท าได้และการเคารพสทธในการใช้ของส่วนรวมทเปนประโยชนร่วมกันของ มวิจารณญาณ และแก้ไขปญหาได้








กล่ม




Creativity and Innovation : คดอย่างสรางสรรค์ คดเชงนวัตกรรม



5.1คุณลักษณะทีพึงประสงคของผูเรยนในศตวรรษที 21 ควรประกอบดวย





Collaboration Teamwork and Leadership : ความร่วมมอ การท างานเปนทม และ


คุณลักษณะ4 ดำน ได้แก่

ภาวะผู้น า




1.คณลักษณะด้านความร คอ เปนผู้ใฝรใฝเรยนและกล้าแสดงออก รกการเรยนรและการ










ื่
Communication Information and Media Literacy : ทักษะในการสอสาร และการ

เรยนรด้วยตนเอง


รเท่าทันสอ






2.คณลักษณะด้านความคด คอ การคดวิเคราะหการคดสังเคราะหการคดอย่างม ี






วิจารณญาณ และการคดสรางสรรค์ Cross-cultural Understanding : ความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม









3.คณลักษณะด้านทักษะ คอ ทักษะการเรยนรและนวัตกรรมทักษะชวิตและการท างาน กระบวนการคดข้ามวัฒนธรรม
และทักษะด้านสอ เทคโนโลยีและสารสนเทศ
ื่
Computing and ICT Literacy : ทักษะการใช้คอมพิวเตอร และการรเท่า ทัน













4.คณลักษณะด้านคณธรรมคอ การมจตส านกและค่านยมทดงามทดการมจตสาธารณะ











เทคโนโลยี ซงเยาวชนในยุคปจจบันมความสามารถด้านคอมพิวเตอรและเทคโนโลยี







ความซอสัตย์สจรต ความมระเบยบวินัยและความรบผิดชอบต่อตนเองและสังคม อย่างมากหรอเปน Native Digital ส่วนคนร่นเก่าหรอผู้สงอายุเปรยบเสมอนเปน
















5.2คุณสมบติและทักษะของผูเรยนในศตวรรษที21 Immigrant Digital แต่เราต้องไม่อายทจะเรยนรแม้ว่าจะสงอายุแล้วก็ตาม



Career and Learning Skills : ทักษะทางอาชพ และการเรยนร ู ้

3R8C

3Rคอ Compassion : มคณธรรม มเมตตา กรณา มระเบยบวินัย ซงเปนคณลักษณะพื้นฐาน












ี่



Reading-อ่านออก Writing-เขยนได้ Arithmetic มทักษะในการค านวณ ส าคัญของทักษะขั้นต้นทั้งหมด และเปนคณลักษณะทเด็กไทยจ าเปนต้องม ี


8C คอ

11 12







6.สมรรถนะของหลักสูตรและสมรรถนะตำมศตวรรษที 21 ท างาน และการอยู่ร่วมกัน ในสังคมด้วยการสรางเสรมความสัมพันธอันดระหว่างบคคล









กล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีม่งพัฒนาผู้เรยนตามหลักสตร การจัดการปญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรบตัวให้ทันกับการ









แกนกลางการศกษา ขั้นพื้นฐานม่งเน้นพัฒนาผู้เรยนให้มคณภาพตามมาตรฐานทก าหนด เปลยนแปลงของสังคมและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่าง เหมาะสม การปรบตัวให้ทันกับการ













ซงจะช่วยให้ผู้เรยนเกิดสมรรถนะส าคัญ 5 ประการ ดังน้ เปลยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรจักหลกเลยง พฤตกรรมไม่พึง










1. ความสามารถในการสอสาร เปนความสามารถในการรบและส่งสาร มวัฒนธรรมใน ประสงค์ทส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อน







การใช้ภาษา ถ่ายทอดความคด ความรความเข้าใจ ความรสก และทัศนะของตนเองเพือ 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเปนความสามารถในการเลอกและใช้เทคโนโลยี










แลกเปลยนข้อมลข่าวสาร และประสบการณอันจะเปนประโยชนต่อการพัฒนาตนเอง ด้านต่าง ๆ และม ทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยีเพือการพัฒนาตนเองและสังคมใน








และสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพือ ขจัดและลดปญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลอก ด้านการเรยนรการสอสาร การท างาน การแก้ปญหาอย่างสรางสรรค์ถกต้องเหมาะสม









รบหรอไม่รบข้อมลข่าวสารด้วยหลักเหตผลและความ ถกต้อง ตลอดจนการเลอกใช้ และมคณธรรม










วิธการสอสารทมประสทธภาพโดยค านงถงผลกระทบทมต่อตนเองและ สังคม











2. ความสามารถในการคด เปนความสามารถในการคดวิเคราะหการคดสังเคราะหการ




คดอย่าง สรางสรรค์การคดอย่างมวิจารณญาณ และการคดเปนระบบ เพือน าไปส่การ







สรางองค์ความรหรอ สารสนเทศเพือการตัดสนใจเกียวกับตนเองและสังคมได้อย่าง






เหมาะสม




3. ความสามารถในการแก้ปญหา เปนความสามารถในการแก้ปญหาและอปสรรคต่าง ๆ





ทเผชญได้อย่างถกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตผล คณธรรมและข้อมล







สารสนเทศ เข้าใจ ความสัมพันธและการเปลยนแปลงของเหตการณต่าง ๆ ในสังคม








แสวงหาความรประยุกต์ความรมา ใช้ในการปองกันและแก้ไขปญหา และมการตัดสนใจ







ี่

ทมประสทธภาพโดยค านงถงผลกระทบทเกิดข้น ต่อตนเอง สังคมและส่งแวดล้อม




4. ความสามารถในการใช้ทักษะชวิต เปนความสามารถในการน ากระบวนการต่าง ๆ

ไปใช้ในการ ด าเนนชวิตประจ าวัน การเรยนรด้วยตนเอง การเรยนรอย่างต่อเนอง การ











13 14






6.1สมรรถนะของผูเรยนในศตวรรษที๒๑ 7.คุณภำพผูเรยน

ี่

• รายวิชาพื้นฐาน จบชั้นประถมศกษาปท3
❖ เข้าใจลักษณะทั่วไปของส่งมชวิตและการด ารงชวิตของส่งมชวิตรอบตัว








ี่

ี่


❖ เข้าใจลักษณะทปรากฏ ชนดและสมบัตบางประการของวัสดทใช้ท าวัตถ และการ

เปลยนแปลง ของวัสดรอบตัว
ี่







❖ เข้าใจการดง การผลัก แรงแม่เหล็ก และผลของแรงทมต่อการเปลยนแปลง การ
เคลอนทของวัตถ พลังงานไฟฟา และการผลตไฟฟา การเกิดเสยง แสงและการมองเหน














❖ เข้าใจการปรากฏของดวงอาทตย์ ดวงจันทร และดาว ปรากฏการณการข้นและตก




ของดวง อาทตย์ การเกิดกลางวันกลางคน การก าหนดทศ ลักษณะของหน การจ าแนก

ชนดดน และการใช้ประโยชน์ ลักษณะและความส าคัญของอากาศ การเกิดลม ประโยชน ์



และโทษของลม
❖ ตั้งค าถามหรอก าหนดปญหาเกียวกับส่งทจะเรยนรตามทก าหนดให้หรอตามความ

















สนใจ สังเกต ส ารวจตรวจสอบโดยใช้เครองมออย่างง่าย รวบรวมข้อมล บันทก และ

ี่






อธบายผลการส ารวจ ตรวจสอบด้วยการ เขยนหรอวาดภาพ และสอสารส่งทเรยนรด้วย







การเล่าเรอง หรอด้วยการแสดง ท่าทางเพือให้ผู้อนเข้าใจ





❖ แก้ปญหาอย่างง่ายโดยใช้ขั้นตอนการแก้ปญหา มทักษะในการใช้เทคโนโลยี

สารสนเทศและการ สอสารเบ้องต้น รกษาข้อมลส่วนตัว








❖ แสดงความกระตอรอรน สนใจทจะเรยนรมความคดสรางสรรค์เกียวกับเรองทจะ




ี่







ศกษาตามท ก าหนดให้หรอตามความสนใจ มส่วนร่วมในการแสดงความคดเหนและ








ื่



ยอมรบฟง ความคดเหนผู้อน

15 16






❖ แสดงความรบผิดชอบด้วยการท างานทได้รบมอบหมายอย่างม่งมั่น รอบคอบ ซากดกด าบรรพ์การเกิดลมบก ลม ทะเล มรสม ลักษณะและผลกระทบของภัยธรรมชาต ิ













ประหยัด ซอสัตย์ จนงานลล่วงเปนผลส าเรจ และท างานร่วมกับผู้อนอย่างมความสข ธรณพิบัตภัย การเกิดและผลกระทบของปรากฏการณ เรอนกระจก









❖ ค้นหาข้อมลอย่างมประสทธภาพและประเมนความน่าเชอถอ ตัดสนใจเลอกข้อมล




❖ ตระหนักถงประโยชน์ของการใช้ความรและกระบวนการทางวิทยาศาสตรในการ








ใช้เหตผลเชง ตรรกะในการแก้ปญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอสารในการ


ด ารงชวิต ศกษา หาความรเพิ่มเตม ท าโครงงานหรอช้นงานตามทก าหนดให้หรอตาม











ท างานร่วมกัน เข้าใจสทธและหน้าทของ ตน เคารพสทธของผู้อน






ความสนใจ



❖ ตั้งค าถามหรอก าหนดปญหาเกียวกับส่งทจะเรยนรตามทก าหนดให้หรอตามความ











จบชั้นประถมศกษาปท6



สนใจ คาดคะเน ค าตอบหลายแนวทาง สรางสมมตฐานทสอดคล้องกับค าถามหรอ










❖ เข้าใจโครงสราง ลักษณะเฉพาะการปรบตัวของส่งมชวิต รวมทั้งความสัมพันธของ

ื่


ปญหา ทจะส ารวจตรวจสอบ วางแผนและ ส ารวจตรวจสอบโดยใช้เครองมอ อปกรณ ์
ี่





ส่งมชวิตใน แหล่งทอยู่การท าหน้าทของส่วนต่าง ๆ ของพืช และการท างานของระบบ






และเทคโนโลยีสารสนเทศ ทเหมาะสม ในการเก็บรวบรวมข้อมลทั้ง เชงปรมาณและ


ย่อยอาหาร ของมนษย์

คณภาพ




❖ เข้าใจสมบัตและการจ าแนกกล่มของวัสดสถานะและการเปลยนสถานะของสสาร

❖ วิเคราะหข้อมล ลงความเหน และสรปความสัมพันธของข้อมลทมาจากการส ารวจ




ี่




การละลาย การเปลยนแปลงทางเคมการเปลยนแปลงทผันกลับได้และผันกลับไม่ได้และ










ตรวจสอบใน รปแบบทเหมาะสม เพือสอสารความรจากผลการส ารวจตรวจสอบได้อย่าง




การแยกสาร อย่างง่าย ❖ เข้าใจลักษณะของแรงโน้มถ่วงของโลก แรงลัพธแรงเสยด



มเหตผลและหลักฐานอ้างอง

ทาน แรงไฟฟาและ ผลของแรงต่าง ๆ ผลทเกิดจากแรงกระท าต่อวัตถความดัน หลักการ








จบชั้นมัธยมศกษาปท3






ทมต่อวัตถวงจรไฟฟาอย่างง่าย ปรากฏการณเบ้องต้นของ เสยง และแสง




1. เข้าใจลักษณะและองค์ประกอบทส าคัญของเซลล์ส่งมชวิต ความสัมพันธของการ










❖ เข้าใจปรากฏการณการข้นและตก รวมถงการเปลยนแปลงรปร่างปรากฏของดวง


ท างานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายมนษย์การด ารงชวิตของพืช การถ่ายทอดลักษณะทาง

จันทร องค์ประกอบของระบบสรยะ คาบการโคจรของดาวเคราะหความแตกต่างของ



พันธกรรม การเปลยนแปลงของยีนหรอโครโมโซม และตัวอย่างโรคทเกิดจากการ







ดาวเคราะหและดาวฤกษ์การ ข้นและตกของกล่มดาวฤกษ์การใช้แผนทดาว การเกิดอป












เปลยนแปลงทางพันธกรรม ประโยชนและผลกระทบของส่งมชวิตดัดแปรพันธกรรม

ราคา พัฒนาการและประโยชน์ของเทคโนโลยีอวกาศ

ความหลากหลายทางชวภาพ ปฏสัมพันธขององค์ประกอบของระบบนเวศและการ



❖ เข้าใจลักษณะของแหล่งน ้า วัฏจักรน ้า กระบวนการเกิดเมฆ หมอก น ้าค้าง น ้าค้าง


ถ่ายทอดพลังงานในส่งมชวิต




แข็ง หยาดน ้า ฟา กระบวนการเกิดหน วัฏจักรหน การใช้ประโยชนหนและแร่ การเกิด



17 18




ี่


2. เข้าใจองค์ประกอบและสมบัตของธาต สารละลาย สารบรสทธ์สารผสม หลักการ 7. เข้าใจแนวคดหลักของเทคโนโลยีได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยีการเปลยนแปลง ของ












แยกสาร การเปลยนแปลงของสารในรปแบบของการเปลยนสถานะ การเกิดสารละลาย เทคโนโลยีความสัมพันธระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตรอน โดยเฉพาะวิทยาศาสตร หรอ














และการเกิดปฏกิรยาเคมและสมบัตทางกายภาพ และการใช้ประโยชนของวัสดประเภท คณตศาสตรวิเคราะหเปรยบเทยบ และตัดสนใจเพื่อเลอกใช้เทคโนโลยีโดยค านงถง








พอลเมอรเซรามก และวัสดผสม ผลกระทบ ต่อชวิต สังคม และส่งแวดล้อมประยุกต์ใช้ความรทักษะ และทรพยากรเพือ











3. เข้าใจการเคลอนท แรงลัพธและผลของแรงลัพธกระท าต่อวัตถ โมเมนต์ของแรง แรง ออกแบบและสราง ผลงานส าหรบการแก้ปญหาในชวิตประจ าวันหรอการประกอบ






ี่



ทปรากฏในชวิตประจ าวัน สนามของแรง ความสัมพันธของงาน พลังงานจลน์พลังงาน อาชพโดยใช้กระบวนการออกแบบ เชงวิศวกรรม รวมทั้งเลอกใช้วัสดอปกรณและ




ศักย์โน้มถ่วง กฎการอนรกษ์พลังงาน การถ่ายโอนพลังงาน สมดลความรอน เครองมอได้อย่างถกต้อง เหมาะสม ปลอดภัย รวมทั้ง ค านงถงทรพย์สนทางปญญา





















ความสัมพันธของปรมาณทางไฟฟา การต่อวงจรไฟฟาในบ้านพลังงานไฟฟา และ 8.น าข้อมลปฐมภมเข้าส่ระบบคอมพิวเตอรวิเคราะหประเมน น าเสนอข้อมล และ










หลักการเบ้องต้นของวงจรอเล็กทรอนกส์ สารสนเทศได้ตามวัตถประสงค์ใช้ทักษะการคดเชงค านวณในการแก้ปญหาทพบในชวิต






4.เข้าใจสมบัตของคลน และลักษณะของคลนแบบต่าง ๆ แสง การสะท้อน การหักเห จรง และเขยนโปรแกรมอย่างง่ายเพือช่วยในการแก้ปญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและ












ของแสงและทัศนอปกรณ การสอสาร อย่างรเท่าทันและรบผิดชอบต่อสังคม


5. เข้าใจการโคจรของดาวเคราะหรอบดวงอาทตย์การเกิดฤดการเคลอนท ปรากฏของ 9. ตั้งค าถามหรอก าหนดปญหาทเชอมโยงกับพยานหลักฐาน หรอหลักการทาง





















ดวงอาทตย์การเกิดข้างข้นข้างแรม การข้นและตกของดวงจันทรการเกิดน ้าข้นน ้าลง วิทยาศาสตรทมการก าหนดและควบคมตัวแปร คดคาดคะเนค าตอบหลายแนวทาง สราง
















ประโยชนของเทคโนโลยีอวกาศ และความก้าวหน้าของโครงการส ารวจอวกาศ น าไปส่การส ารวจตรวจสอบ ออกแบบและลงมอส ารวจตรวจสอบ










6. เข้าใจลักษณะของชั้นบรรยากาศ องค์ประกอบและปจจัยทมผลต่อลมฟาอากาศ การ โดยใช้วัสดและเครองมอ ทเหมาะสม เลอกใช้เครองมอและเทคโนโลยีสารสนเทศท ี่

ื่





ื่

ี่












เกิดและผลกระทบของพายุฟาคะนอง พายุหมนเขตรอน การพยากรณอากาศ เหมาะสมในการเก็บรวบรวมข้อมล ทั้งในเชงปรมาณและคณภาพทได้ผลเทยงตรงและ


สถานการณการเปลยนแปลงภมอากาศโลก กระบวนการเกิดเช้อเพลงซากดกด าบรรพ์ ปลอดภัย









และการใช้ประโยชน์ พลังงานทดแทนและการใช้ประโยชน์ลักษณะโครงสรางภายใน 10. วิเคราะหและประเมนความสอดคล้องของข้อมลทได้จากการส ารวจตรวจสอบจาก


ี่



โลก กระบวนการเปลยนแปลง ทางธรณวิทยาบนผิวโลก ลักษณะชั้นหน้าตัดดน พยานหลักฐาน โดยใช้ความรและหลักการทางวิทยาศาสตรในการแปลความหมายและ



ี่

กระบวนการเกิดดน แหล่งน ้าผิวดน แหล่งน ้าใต้ดน กระบวนการเกิดและผลกระทบของ ลงข้อสรป และสอสารความคด ความรจากผลการส ารวจตรวจสอบหลากหลายรปแบบ

ื่










ภัยธรรมชาตและธรณพิบัตภัย หรอใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพือให้ผู้อนเข้าใจได้อย่างเหมาะสม




19 20











11. แสดงถงความสนใจ ม่งมั่น รบผิดชอบ รอบคอบ และซอสัตย์ในส่งทจะเรยนรม ี แนวทางในการ อนรกษ์ทรพยากรธรรมชาตและการแก้ไขปญหาส่งแวดล้อม

























ความคดสรางสรรค์เกียวกับเรองทจะศกษาตามความสนใจของตนเอง โดยใช้เครองมอ 3. เข้าใจชนดของอนภาคส าคัญทเปนส่วนประกอบในโครงสรางอะตอม สมบัตบาง


ื่








และวิธการ ทให้ได้ผลถกต้องเชอถอได้ศกษาค้นคว้าเพิ่มเตมจากแหล่งความรต่าง ๆ ประการของธาตการจัดเรยงธาตในตารางธาต ชนดของแรงยึดเหนยวระหว่างอนภาค


ี่







ื่

ี่











แสดงความคดเหนของ ตนเอง รบฟงความคดเหนผู้อน และยอมรบการเปลยนแปลง และสมบัตต่าง ๆ ของสารทมความสัมพันธกับแรงยึดเหนยว พันธะเคมโครงสรางและ

































ความรทค้นพบ เมอมข้อมล และประจักษ์พยานใหม่เพิ่มข้นหรอโต้แย้งจากเดม การเกิดปฏกิรยาเคมปจจัยทมผลต่ออัตราการเกิดปฏกิรยาเคมและ








12.ตระหนักในคณค่าของความรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีทใช้ในชวิตประจ าวันใช้ การเขยนสมการเคม







ความรและกระบวนการทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีในการด ารงชวิต และการ 4. เข้าใจปรมาณทเกียวกับการเคลอนท ความสัมพันธระหว่างแรง มวลและความเร่งผล

















ประกอบอาชพ แสดงความชนชม ยกย่อง และเคารพสทธในผลงานของผู้คดค้น เข้าใจ ของความเร่งทมต่อการเคลอนทแบบต่าง ๆ ของวัตถ แรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็ก















ผลกระทบทั้งด้านบวกและ ด้านลบของการพัฒนาทางวิทยาศาสตรต่อส่งแวดล้อมและ ความสัมพันธระหว่างสนามแม่เหล็กและกระแสไฟฟา และแรงภายในนวเคลยส








ต่อบรบทอน ๆ และศกษาหาความรเพิ่มเตม ท าโครงงานหรอสรางช้นงานตามความ 5. เข้าใจพลังงานนวเคลยร ความสัมพันธระหว่างมวลและพลังงาน การเปลยนพลังงาน












สนใจ ทดแทนเปนพลังงานไฟฟา เทคโนโลยีด้านพลังงาน การสะท้อน การหักเห การเล้ยวเบน
















13.แสดงถงความซาบซ้ง ห่วงใย มพฤตกรรมเกียวกับการดแลรกษาความสมดลของ และการรวมคลน การได้ยินปรากฏการณทเกียวข้องกับเสยง สกับการมองเหนสคลน








ระบบนเวศและความหลากหลายทางชวภาพ แม่เหล็กไฟฟา และประโยชนของคลนแม่เหล็กไฟฟา













จบชั้นมัธยมศกษาปท6 6. เข้าใจการแบ่งชั้นและสมบัตของโครงสรางโลก สาเหต และรปแบบการเคลอนท ่ ี

1. เข้าใจการล าเลยงสารเข้าและออกจากเซลล์กลไกการรกษาดลยภาพของ มนษย์ ของแผ่นธรณทสัมพันธกับการเกิดลักษณะธรณสัณฐาน สาเหตกระบวนการเกิด















ภมค้มกันในร่างกายของมนษย์และความผิดปกตของระบบภมค้มกัน การใช้ประโยชน ์ แผ่นดนไหว ภเขาไฟ ระเบด สนามผลกระทบแนวทางการเฝาระวัง และการปฏบัตตน












จากสาร ต่าง ๆ ทพืชสรางข้น การถ่ายทอดลักษณะทางพันธกรรม การเปลยนแปลงทาง ให้ปลอดภัย














พันธกรรม วิวัฒนาการทท าให้เกิดความหลากหลายของส่งมชวิตความส าคัญและผลของ 7. เข้าใจผลของแรงเนองจากความแตกต่างของความกดอากาศ แรงคอรออลส ทมต่อ


















เทคโนโลยีทางดเอ็นเอต่อมนษย์ส่งมชวิต และส่งแวดล้อม องอากาศ การหมนเวียนของอากาศตามเขตละตจด และผลทมต่อ














2. เข้าใจความหลากหลายของไบโอมในเขตภมศาสตรต่าง ๆ ของโลก การเปลยนแปลง ภมอากาศ ความสัมพันธของการหมนเวียนของอากาศ และการหมนเวียนของกระแสน ้า



ี่





แทนทในระบบนเวศ ปญหาและผลกระทบทมต่อทรพยากรธรรมชาตและส่งแวดล้อม ผิวหน้าในมหาสมทร และผลต่อลักษณะลมฟาอากาศ ส่งมชวิตและส่งแวดล้อม ปจจัย















21 22













ต่าง ๆ ทมผลต่อการเปลยนแปลง ภมอากาศโลก และแนวปฏบัตเพือลดกิจกรรมของ บันทกผลการส ารวจตรวจสอบอย่างเปนระบบ




มนษย์ทส่งผลต่อการเปลยนแปลงภมอากาศโลก รวมทั้งการแปลความหมายสัญลักษณ ์ 11. วิเคราะห แปลความหมายข้อมล และประเมนความสอดคล้องของข้อสรปเพื่อ







ี่

กั







ี่








ลมฟาอากาศทส าคัญจากแผนทอากาศ และข้อมลสารสนเทศ สมมตฐานทตั้งไว้ให้ข้อเสนอแนะเพือปรบปรงวิธการส ารวจตรวจสอบ จัด







ี่




8. เข้าใจการก าเนดและการเปลยนแปลงพลังงาน สสาร ขนาด อณหภมของเอกภพ กระท าข้อมล และน าเสนอข้อมลด้วยเทคนควิธทเหมาะสม สอสารแนวคด ความรจาก



ื่
หลักฐานทสนับสนนทฤษฎบกแบง ประเภทของกาแล็กซโครงสรางและองค์ประกอบ ผลการส ารวจตรวจสอบ โดยการพูด เขยน จัดแสดงหรอใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้



ี่







ื่








ของ กาแล็กซทางช้างเผือกกระบวนการเกิดและการสรางพลังงาน ปจจัยทส่งผลต่อความ ผู้อนเข้าใจโดยมหลักฐานอ้างอง หรอมทฤษฎรองรบ





ส่องสว่างของ ดาวฤกษ์และความสัมพันธระหว่างความส่องสว่างกับโชตมาตรของดาว 12. แสดงถงความสนใจ ม่งมั่น รบผิดชอบ รอบคอบ และซอสัตย์ในการสบเสาะหา












ื่
ฤกษ์ความสัมพันธระหว่างสอณหภมผิว และสเปกตรมของดาวฤกษ์วิวัฒนาการและการ ความรโดยใช้เครองมอและวิธการทให้ได้ผลถกต้อง เชอถอได้มเหตผลและยอมรบได้ว่า


ื่



ี่


ี่

ี่





เปลยนแปลงสมบัตบางประการของ ดาวฤกษ์กระบวนการเกิดระบบสรยะ การแบ่งเขต ความรทางวิทยาศาสตรอาจมการเปลยนแปลงได้






บรวารของดวงอาทตย์ลักษณะของดาวเคราะหทเอ้อต่อการด ารงชวิต การเกิดลมสรยะ 13. แสดงถงความพอใจและเหนคณค่าในการค้นพบความร พบค าตอบ หรอแก้ปญหาได้
















พายุสรยะและผลทมต่อโลก รวมทั้งการส ารวจอวกาศและ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ท างานร่วมกับผู้อนอย่างสรางสรรค์แสดงความคดเหนโดยมข้อมลอ้างองและเหตผล










อวกาศ ประกอบ เกียวกับผลของการพัฒนาและการใช้วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีอย่างม ี

9. ระบปญหา ตั้งค าถามทจะส ารวจตรวจสอบ โดยมการก าหนดความสัมพันธระหว่าง คณธรรมต่อสังคม และส่งแวดล้อม และยอมรบฟงความคดเหนของผู้อน





















ตัวแปรต่าง ๆสบค้นข้อมลจากหลายแหล่ง ตั้งสมมตฐานทเปนไปได้หลายแนวทาง 14. เข้าใจความสัมพันธของความรวิทยาศาสตรทมผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยีประเภท
ี่




ี่








ตัดสนใจเลอก ตรวจสอบสมมตฐานทเปนไปได้ ต่าง ๆ และพัฒนาเทคโนโลยีทส่งผลให้มการคดค้นความรทางวิทยาศาสตรทก้าวหน้า









10. ตั้งค าถามหรอก าหนดปญหาทอยู่บนพื้นฐานของความรและความเข้าใจทาง ผลของเทคโนโลยีต่อชวิต สังคมและส่งแวดล้อม




ี่

วิทยาศาสตรทแสดงให้เหนถงการใช้ความคดระดับสงทสามารถส ารวจตรวจสอบหรอ 15.ตระหนักถงความส าคัญและเหนคณค่าของความรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีทใช้ใน





ี่
























ศกษาค้นคว้า ได้อย่างครอบคลมและเชอถอได้สรางสมมตฐานทมทฤษฎรองรบหรอ ชวิตประจ าวัน ใช้ความรและกระบวนการทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีในการ















คาดการณส่งทจะพบ เพือน า ไปส่การส ารวจตรวจสอบออกแบบวิธการส ารวจตรวจสอบ ด ารงชวิต และการประกอบอาชพ แสดงความชนชม ภมใจ ยกย่อง อ้างองผลงาน ช้นงาน









ตามสมมตฐานทก าหนดไว้ได้อย่างเหมาะสม มหลักฐานเชงประจักษ์ เลอกวัสด อปกรณ ์ ทเปนผลมาจาก ภมปญญาท้องถ่น และการพัฒนาเทคโนโลยีททันสมัย ศกษาหาความร ู ้











รวมทั้งวิธการในการส ารวจตรวจสอบอย่างถกต้อง ทั้งในเชงปรมาณและคณภาพ และ เพิ่มเตม ท าโครงงานหรอ สรางช้นงานตามความสนใจ








23 24




16. แสดงความซาบซ้ง ห่วงใย มพฤตกรรมเกียวกับการใช้และรกษาทรพยากรธรรมชาต ิ 8.รำยวิชำที่เปดสอน













และส่งแวดล้อมอย่างรคณค่า เสนอตัวเองร่วมมอปฏบัตกับชมชนในการปองกัน ดแล รำยวิชำพ้นฐำน ระดับชนประถมศกษำ ป. 1 -ป. 6





ว 11101 วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี จ านวน 120 ชั่วโมง




ทรพยากรธรรมชาตและส่งแวดล้อมของท้องถ่น ์


17.วิเคราะหแนวคดหลักของเทคโนโลยีได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยีทซับซ้อน การ ว 12101 วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี จ านวน 120 ชั่วโมง




ว 13101 วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี จ านวน 120 ชั่วโมง




เปลยนแปลงของเทคโนโลยีความสัมพันธระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตรอน โดยเฉพาะ
ี่

ว 14101 วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี จ านวน 120 ชั่วโมง



วิทยาศาสตรหรอคณตศาสตรวิเคราะหเปรยบเทยบ และตัดสนใจเพื่อเลอกใช้เทคโนโลยี






ว 15101 วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี จ านวน 120 ชั่วโมง

โดยค านงถงผลกระทบ ต่อชวิต สังคม เศรษฐกิจ และส่งแวดล้อม ประยุกต์ใช้ความร ู ้ ว 16101 วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี จ านวน 120 ชั่วโมง












ทักษะ ทรพยากรเพื่อออกแบบ สรางหรอพัฒนาผลงาน ส าหรบแก้ปญหาทมผลกระทบ



ต่อสังคม โดยใช้กระบวนการออกแบบ เชงวิศวกรรม ใช้ซอฟต์แวรช่วยในการออกแบบ







และน าเสนอผลงาน เลอกใช้วัสดอปกรณและ เครองมอได้อย่างถกต้อง เหมาะสม



ปลอดภัย รวมทั้งค านงถงทรพย์สนทางปญญา






18. ใช้ความรทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร สอดจทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและการ



ื่
สอสาร เพือรวบรวมข้อมลในชวิตจรงจากแหล่งต่าง ๆ และความรจากศาสตรอน มา


















ประยุกต์ใช้สรางความรใหม่ เข้าใจการเปลยนแปลงของเทคโนโลยีทมผลต่อการด าเนน






ชวิต อาชพ สังคม วัฒนธรรม และใช้อย่างปลอดภัย มจรยธรรม

25 26







9.ท ำไมตองเรยนวิทยำศำสตรและเทคโนโลยี 10.เรยนรูอะไรในวิทยำศำสตรและเทคโนโลยี




การเรยนการสอนวิทยาศาสตรม่งเน้นให้ผู้เรยนได้ค้นพบความรด้วยตนเองมากทสด กล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตรม่งหวังให้ผู้เรยนได้เรยนรวิทยาศาสตร ทเน้นการ





























เพือให้ได้ทั้ง กระบวนการและความร จากวิธการสังเกต การส ารวจตรวจสอบ การ เชอมโยงความร กับกระบวนการ มทักษะส าคัญในการค้นคว้าและสรางองค์ความร โดย




ี่






ทดลอง แล้วน าผลทได้มาจัดระบบเปน หลักการ แนวคด และองค์ความร การจัดการ ใช้กระบวนการในการสบเสาะหาความร และแก้ปญหาทหลากหลาย ให้ผู้เรยนมส่วน













เรยนการสอนวิทยาศาสตรจงมเปาหมายทส าคัญ ดังน้ ร่วมในการเรยนรทกขั้นตอน มการท ากิจกรรมด้วยการลงมอปฏบัต จรงอย่างหลากหลาย










1. เพือให้เข้าใจหลักการ ทฤษฎ และกฎทเปนพื้นฐานในวิชาวิทยาศาสตร ์ เหมาะสมกับระดับชั้น โดยก าหนดสาระส าคัญ ดังน้



2. เพือให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาตของวิชาวิทยาศาสตรและข้อจ ากัดในการศกษา ✧ วิทยาศาสตรชวภาพ เรยนรเกียวกับ ชวิตในส่งแวดล้อม องค์ประกอบของส่งมชวิต
















วิชาวิทยาศาสตร การด ารงชวิต ของมนษย์และสัตว์ การด ารงชวิตของพืช พันธกรรม ความหลากหลาย






3. เพื่อให้มทักษะทส าคัญในการศกษาค้นคว้าและคดค้นทางเทคโนโลยี ทางชวภาพและวิวัฒนาการของ ส่งมชวิต
ี่







4. เพือให้ตระหนักถงความสัมพันธระหว่างวิชาวิทยาศาสตร เทคโนโลยี มวลมนษย์และ ✧ วิทยาศาสตรกายภาพ เรยนรเกียวกับ ธรรมชาตของสาร การเปลยนแปลงของสาร














สภาพแวดล้อม ในเชงทมอทธพลและผลกระทบซงกันและกัน การเคลอนท พลังงาน และคลน





ื่
ื่
ี่
5. เพือน าความร ความเข้าใจ ในวิชาวิทยาศาสตร และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ✧ วิทยาศาสตรโลก และอวกาศ เรยนรเกียวกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏสัมพันธ ์










ต่อสังคมและ การด ารงชวิต ภายในระบบสรยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลยนแปลงทางธรณวิทยา


ี่


6. เพือพัฒนากระบวนการคดและจนตนาการ ความสามารถในการแก้ปญหา และการ กระบวนการ เปลยนแปลงลมฟาอากาศ และผลต่อส่งมชวิตและส่งแวดล้อม












จัดการ ทักษะ ในการสอสาร และความสามารถในการตัดสนใจ ✧ เทคโนโลยี
ื่








7. เพือให้เปนผู้ทมจตวิทยาศาสตร มคณธรรม จรยธรรม และค่านยมในการใช้ ● การออกแบบและเทคโนโลยี เรยนรเกียวกับ เทคโนโลยีเพือการด ารงชวิตในสังคมท ่ ี









วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีอย่างสรางสรรค์ มการ เปลยนแปลงอย่างรวดเรว ใช้ความรและทักษะทางด้านวิทยาศาสตร คณตศาสตร ์



















และศาสตรอน ๆ เพือ แก้ปญหาหรอพัฒนางานอย่างมความคดสรางสรรค์ด้วยกระบวน
การออกแบบเชงวิศวกรรม เลอกใช้เทคโนโลยี อย่างเหมาะสมโดยค านงถงผลกระทบต่อ




ชวิต สังคม และส่งแวดล้อม




● วิทยาการค านวณ เรยนรเกียวกับ การคดเชงค านวณ การคดวิเคราะห แก้ปญหาเปน









27 28





ขั้นตอนและ เปนระบบ ประยุกต์ใช้ความรด้านวิทยาการคอมพิวเตอรและเทคโนโลยี 11.ธรรมชำติของควำมรูวิทยำศำสตรและเทคโนโลยี











สารสนเทศและการสอสาร ในการ แก้ปญหาทพบในชวิตจรงได้อย่างมประสทธภาพ ธรรมชาตและลักษณะเฉพาะของวิทยาศาสตร ์






ี่





วิทยาศาสตรเพิ่มเตม ผู้เรยนจะได้เรยนรสาระส าคัญ ดังน้ ี ความรทางวิทยาศาสตรได้มาด้วยความพยายามของมนษย์ทใช้กระบวนการทาง
















✧ ชววิทยา เรยนรเกียวกับ การศกษาชววิทยา สารทเปนองค์ประกอบของส่งมชวิต วิทยาศาสตร(scientific process) ในการสบเสาะหาความร (scientific inquiry) การ






เซลล์ ของส่งมชวิต พันธกรรมและการถ่ายทอด วิวัฒนาการ ความหลากหลายทาง แก้ปญหาโดยผ่านการสังเกตการส ารวจตรวจสอบ (investigation) การศกษาค้นคว้าอย่าง







เปนระบบและการสบค้นข้อมล ท าให้เกิดองค์ความรใหม่เพิ่มพูนตลอดเวลาความรและ




ชวภาพ โครงสรางและการท างาน ของส่วนต่าง ๆ ในพืชดอก ระบบและการท างานใน








อวัยวะต่าง ๆ ของสัตว์ และมนษย์ และส่งมชวิตและ ส่งแวดล้อม กระบวนการดังกล่าวมการถ่ายทอดต่อเนองกันเปนเวลายาวนาน





ความรวิทยาศาสตรต้องสามารถอธบายและตรวจสอบได้เพือน ามาใช้อ้างองทั้งในการ









✧เคม เรยนรเกียวกับ ปรมาณสาร องค์ประกอบและสมบัตของสาร การเปลยนแปลง




สนับสนนหรอโต้แย้งเมอมการค้นพบข้อมลหรอหลักฐานใหม่หรอแม้แต่ข้อมลเดม










ของสาร ทักษะและการแก้ปญหาทางเคม
เดยวกันก็อาจเกิดความขัดแย้งข้นได้ถ้านักวิทยาศาสตรแปลความหมายด้วยวิธการหรอ














✧ฟสกส เรยนรเกียวกับ ธรรมชาตและการค้นพบทางฟสกส แรงและการเคลอนทและ













แนวคดทแตกต่างกัน ความรวิทยาศาสตรจงอาจเปลยนแปลงได้


พลังงาน






วิทยาศาสตรเปนเรองททกคนสามารถมส่วนร่วมได้ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนใดของโลก



✧ โลก ดาราศาสตรและอวกาศ เรยนรเกียวกับ โลกและกระบวนการเปลยนแปลงทาง













วิทยาศาสตรจงเปนผลจากการสรางเสรมความรของบคคล การสอสารและการเผยแพร่





ธรณวิทยา ข้อมลทางธรณวิทยาและการน าไปใช้ประโยชนการถ่ายโอนพลังงานความ











ข้อมลเพือให้เกิดความคดในเชงวิเคราะหวิจารณ มผลให้ความรวิทยาศาสตรเพิ่มข้นอย่าง




รอนของโลก การเปลยนแปลง ลักษณะลมฟาอากาศกับการด ารงชวิตของมนษย์โลกใน




ไม่หยุดยั้งและส่งผลต่อคนในสังคมและส่งแวดล้อม การศกษาค้นคว้าและการใช้ความร ู ้




เอกภพ และดาราศาสตรกับมนษย์







ทางวิทยาศาสตรจงต้องอยู่ภายในขอบเขตคณธรรมจรยธรรม เปนทยอมรบของสังคม

และเปนการรกษาส่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน










ความรวิทยาศาสตรเปนพื้นฐานทส าคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี เทคโนโลยีเปน
กระบวนการในงานต่างๆหรอกระบวนการพัฒนาปรบปรงผลตภัณฑ์ โดยอาศัยความร ้ ู






วิทยาศาสตรร่วมกับศาสตรอนๆ ทักษะ ประสบการณ จนตนาการและความคดรเร่ม


















สรางสรรค์ของมนษย์ โดยมจดม่งหมายทจะให้ได้ผลตภัณฑ์ทตอบสนองความต้องการ

29 30



และแก้ปญหาของมวลมนษย์ เทคโนโลยีเกียวข้องกับทรพยากร กระบวนการและระบบ 12.เปำหมำยสำคัญของกำรจัดกำรเรยนกำรสอนวิทยำศำสตร









การจัดการ จงต้องใช้เทคโนโลยีในทางสรางสรรค์ต่อสังคมและส่งแวดล้อม ในการเรยนการสอนวิทยาศาสตรม่งเน้นให้ผู้เรยนได้ค้นพบความรด้วยตนเองมากทสด





ี่


เพือให้ได้ทั้งกระบวนการและความรจากวิธการสังเกต การส ารวจตรวจสอบ การทดลอง




แล้วน าผลทได้มาจัดระบบเปนหลักการ แนวคด และองค์ความร



ี่




ี่


การจัดการเรยนการสอนวิทยาศาสตรจงมเปาหมายทส าคัญ ดังน้





1. เพือให้เข้าใจหลักการ ทฤษฎและกฎทเปนพื้นฐานในวิชาวิทยาศาสตร ์





2. เพื่อให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาตของวิชาวิทยาศาสตรและข้อจ ากัดในการศกษาวิชา

วิทยาศาสตร ์
3. เพื่อให้มทักษะทส าคัญในการศกษาค้นคว้าและคดค้นทางเทคโนโลยี


ี่


4. เพือให้ตระหนักถงความสัมพันธระหว่างวิชาวิทยาศาสตร เทคโนโลยีมวลมนษย์และ












สภาพแวดล้อมในเชงทมอทธพลและผลกระทบซงกันและกัน
5. เพื่อน าความรความเข้าใจ ในวิชาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน ์



ต่อสังคมและการด ารงชวิต


6. เพือพัฒนากระบวนการคดและจนตนาการ ความสามารถในการแก้ปญหา และการ



ื่
จัดการ ทักษะในการสอสาร และความสามารถในการตัดสนใจ

7. เพื่อให้เปนผู้ทมจตวิทยาศาสตร มคณธรรม จรยธรรม และค่านยมในการใช้







ี่



วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีอย่างสรางสรรค์

31 32








13.แนวกำรสรำงกำรรูวิทยำศำสตรสำหรบหลักสูตรนกเรยนระดับ 14.สำระและมำตรฐำนกำรเรยนรู


ประถมศกษำ สำระที่ 1 วิทยำศำสตรชวภำพ

















ในการเรยนรวิทยาศาสตรการได้ลงมอปฏบัตกิจกรรม และการทดลองทเชอมโยงกับ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนเวศ ความสัมพันธระหว่างส่งไม่ม ี






















เน้อหาทเรยนเปนปจจัยส าคัญทจะน าผู้เรยนไปส่การพัฒนาตนเองให้เปนผู้เรยน ชวิตกับ ส่งมชวิต และความสัมพันธระหว่างส่งมชวิตกับส่งมชวิตต่าง ๆ ในระบบนเวศ














วิทยาศาสตรทประสบความส าเรจ โดยกล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตร ได้จัดกิจกรรม การถ่ายทอดพลังงาน การเปลยนแปลงแทนทในระบบนเวศ ความหมายของประชากร













การเรยนรอย่างหลายหลาก เพือให้นักเรยนได้มการสบเสาะหาความร ใช้ทักษะ ปญหาและผลกระทบทมต่อ ทรพยากรธรรมชาตและส่งแวดล้อมแนวทางในการอนรกษ์














กระบวนการทางวิทยาศาสตร และวิธทางวิทยาศาสตร ได้ฝกทักษะการคดและการท า ทรพยากรธรรมชาตและการแก้ไขปญหาส่งแวดล้อม รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน ์















กิจกรรมกล่ม รวมทั้งได้ฝกใช้เครองมอทางวิทยาศาสตรพื้นฐานได้อย่างคล่องแคล่ว มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัตของส่งมชวิต หน่วยพื้นฐานของส่งมชวิต การล าเลยงสาร



เข้าและออก จากเซลล์ ความสัมพันธของโครงสรางและหน้าทของระบบต่าง ๆของสัตว์




ผู้เรยนวิทยาศาสตรในทกระดับชั้นได้เรยนเน้อหาวิทยาศาสตรในเรองเดยวกัน แต่มการ


















และมนษย์ทท างานสัมพันธกัน ความสัมพันธของโครงสรางและหน้าทของอวัยวะต่าง ๆ









จัดการเรยนรจากง่ายไปหายากในแต่ละบทเรยนทกชั้นป โดยการจัดการเรยนรใน
ของพืชทท างานสัมพันธกัน รวมทั้งน าความรไปใช้ ประโยชน์










ลักษณะน้มส่วนในการส่งเสรมประสทธภาพการเรยนรวิทยาศาสตรให้กับผู้เรยนเปน






มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความส าคัญของการถ่ายทอดลักษณะทาง




อย่างมาก เนองจากผู้เรยนได้มโอกาสทบทวนความรและความเข้าใจในบทเรยน รวมถง










พันธกรรม สารพันธกรรม การเปลยนแปลงทางพันธกรรมทมผลต่อส่งมชวิต ความ














ต่อยอด และยกระดับความรในระดับทสงข้น ซงท าให้นักเรยนได้ใช้ความคดและทักษะ


หลากหลายทางชวภาพและวิวัฒนาการ ของส่งมชวิต รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน









ในระดับทสงข้นเช่นกัน

สำระที่ 2 วิทยำศำสตรกำยภำพ

มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัตของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธระหว่าง






สมบัตของสสาร กับโครงสรางและแรงยึดเหนยวระหว่างอนภาค หลักและธรรมชาต ิ



ของการเปลยนแปลงสถานะของสสาร การ เกิดสารละลาย และการเกิดปฏกิรยาเคม ี






มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาตของแรงในชวิตประจ าวัน ผลของแรงทกระท าต่อวัตถ ุ









ลักษณะการ เคลอนทแบบต่าง ๆ ของวัตถ รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน ์

33 34







มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลยนแปลงและการถ่ายโอน มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคดเชงค านวณในการแก้ปญหาทพบในชวิตจรงอย่าง






ื่

พลังงาน ปฏสัมพันธระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชวิตประจ าวัน ธรรมชาต ิ เปน ขั้นตอนและเปนระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอสารในการเรยนรการ















ของคลน ปรากฏการณทเกียวข้อง กับเสยง แสง และคลนแม่เหล็กไฟฟา รวมทั้งน า ท างาน และการแก้ปญหาได้ อย่างมประสทธภาพ รเท่าทัน และมจรยธรรม







ความรไปใช้ประโยชน์


สำระที่ 3 วิทยำศำสตรโลก และอวกำศ

มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอก





ภพกาแล็กซ ดาวฤกษ์ และระบบสรยะ รวมทั้งปฏสัมพันธภายในระบบสรยะทส่งผลต่อ






ส่งมชวิต และการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีอวกาศ


มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธของระบบโลก กระบวนการ

ี่


ี่
เปลยนแปลง ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณพิบัตภัย กระบวนการเปลยนแปลงลมฟา



อากาศและภมอากาศโลก รวมทั้งผล ต่อส่งมชวิตและส่งแวดล้อม



สำระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการด ารงชวิตในสังคมทมการ



ี่


เปลยนแปลง อย่างรวดเรว ใช้ความรและทักษะทางด้านวิทยาศาสตร คณตศาสตร และ








ศาสตรอน ๆ เพือแก้ปญหาหรอ พัฒนางานอย่างมความคดสรางสรรค์ด้วยกระบวนการ








ออกแบบเชงวิศวกรรม เลอกใช้เทคโนโลยีอย่าง เหมาะสมโดยค านงถงผลกระทบต่อ





ชวิต สังคม และส่งแวดล้อม

35 36

15.รำยวิชำเพิ่มเติม 5. เข้าใจแนวคดเกียวกับระบบนเวศ กระบวนการถ่ายทอดพลังงานและการหมนเวียน













• รายวิชาเพิ่มเตม สารในระบบนเวศ ความหลากหลายของไบโอม การเปลยนแปลงแทนทของส่งมชวิตใน





สาระชววิทยา ระบบนเวศ ประชากรและรปแบบการเพิ่มของประชากร ทรพยากรธรรมชาตและ






1. เข้าใจธรรมชาตของส่งมชวิต การศกษาชววิทยาและวิธการทางวิทยาศาสตร สาร ท ี ่ ส่งแวดล้อม ปญหาและ ผลกระทบทเกิดจากการใช้ประโยชนและแนวทางการแก้ไข



















เปนองค์ประกอบของส่งมชวิต ปฏกิรยาเคมในเซลล์ของส่งมชวิต กล้องจลทรรศน ์ ปญหา


โครงสรางและ หน้าทของเซลล์การล าเลยงสารเข้าและออกจากเซลล์การแบ่งเซลล์และ สาระเคม ี









การหายใจระดับเซลล์ 1. เข้าใจโครงสรางอะตอม การจัดเรยงธาตในตารางธาต สมบัตของธาต พันธะเคมและ





2. เข้าใจการถ่ายทอดลักษณะทางพันธกรรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบัตและ สมบัตของสาร แก๊สและสมบัตของแก๊ส ประเภทและสมบัตของสารประกอบอนทรย์













หน้าทของสารพันธกรรม การเกิดมวเทชัน เทคโนโลยีทางดเอ็นเอ หลักฐานข้อมลและ และพอลเมอรรวมทั้งการน าความรไปใช้ประโยชน


















แนวคด เกียวกับวิวัฒนาการของส่งมชวิต ภาวะสมดลของฮารด-ไวนเบรก การเกิดสปชส ์ 2. เข้าใจการเขยนและการดลสมการเคมปรมาณสัมพันธในปฏกิรยาเคมอัตราการเกิด






















ใหม่ความหลากหลาย ทางชวภาพ ก าเนดของส่งมชวิตความหลากหลายของส่งมชวิต ปฏกิรยาเคมสมดลในปฏกิรยาเคมสมบัตและปฏกิรยาของกรด-เบส ปฏกิรยารดอกซและ



เซลล์เคมไฟฟา รวมทั้งการน าความรไปใช้ประโยชน


และอนกรมวิธาน รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน์ ี ้ ู ้ ์








3. เข้าใจส่วนประกอบของพืช การแลกเปลยนแก๊สและคายน ้าของพืช การล าเลยงของ 3. เข้าใจหลักการท าปฏบัตการเคมการวัดปรมาณสาร หน่วยวัดและการเปลยนหน่วย






พืช การสังเคราะหด้วยแสง การสบพันธของพืชดอกและการเจรญเตบโต และการ การค านวณปรมาณของสาร ความเข้มข้นของสารละลาย รวมทั้งการบรณาการความร ้ ู




และทักษะ ในการอธบายปรากฏการณในชวิตประจ าวันและการแก้ปญหาทางเคม


ตอบสนอง ของพืช รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน ิ ์ ี ั ี




4. เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนษย์การหายใจและการแลกเปลยนแก๊ส การ สาระฟสกส ์



ี่
ื่








ล าเลยงสารและการหมนเวียนเลอด ภมค้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรบรและการ 1. เข้าใจธรรมชาตทางฟสกส ปรมาณและกระบวนการวัด การเคลอนทแนวตรงแรงและ
















ตอบสนอง การเคลอนทการสบพันธและการเจรญเตบโต ฮอรโมนกับการรกษาดลยภาพ กฎการเคลอนทของนวตัน กฎความโน้มถ่วงสากล แรงเสยดทานสมดลกลของวัตถงาน









และกฎการอนรกษ์พลังงานกลโมเมนตัมและกฎการอนรกษ์โมเมนตัม การเคลอนทแนว
และพฤตกรรม ของสัตว์รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน ุ ั ุ ั ื่ ี่






โค้ง รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน




2. เข้าใจการเคลอนทแบบฮารมอนกสอย่างง่าย ธรรมชาตของคลน เสยงและ การได้ยิน









37 38











ปรากฏการณทเกียวข้องกับเสยง แสงและการเหน ปรากฏการณทเกียวข้องกับแสง 3. เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซ ี





รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน ดาวฤกษ์และระบบสรยะ ความสัมพันธของดาราศาสตรกับมนษย์จากการศกษาต าแหน่ง
















3. เข้าใจแรงไฟฟาและกฎของคลอมบ์สนามไฟฟา ศักย์ไฟฟา ความจไฟฟา กระแสไฟฟา ดาวบนทรงกลมฟาและปฏสัมพันธภายในระบบสรยะ รวมทั้งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี


และกฎของโอหม วงจรไฟฟากระแสตรง พลังงานไฟฟาและก าลังไฟฟา การเปลยน อวกาศ ในการด ารงชวิต





ี่













พลังงานทดแทน เปนพลังงานไฟฟาสนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กทกระท ากับประจไฟฟา ผู้เรยนทเรยนครบทกผลการเรยนร มคณภาพดังน้




และกระแสไฟฟา การเหนยวน า แม่เหล็กไฟฟาและกฎของฟาราเดย์ไฟฟากระแสสลับ ❖ เข้าใจวิธการทางวิทยาศาสตรในการค้นหาค าตอบเกียวกับส่งมชวิต สารทเปน



















คลนแม่เหล็กไฟฟาและการสอสาร รวมทั้ง น าความรไปใช้ประโยชน์ องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต และปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์ การใช้กล้องจุลทรรศน์







4. เข้าใจความสัมพันธของความรอนกับการเปลยนอณหภมและสถานะของสสาร สภาพ โครงสราง และหน้าทของเซลล์การล าเลยงสารเข้าและออกจากเซลล์การแบ่งเซลล์และ







ยืดหยุ่นของวัสดและมอดลัสของยัง ความดันในของไหล แรงพยุง และหลักของอารคม ี การหายใจระดับเซลล์






ดส ความตงผิวและแรงหนดของของเหลว ของไหลอดมคตและสมการแบรนลลกฎของ ❖ เข้าใจหลักการถ่ายทอดลักษณะทางพันธกรรมของส่งมชวิต การถ่ายทอดยีน บนออ







แก๊ส ทฤษฎจลนของแก๊สอดมคตและพลังงานในระบบ ทฤษฎอะตอมของโบร ์ โตโซมและโครโมโซมเพศ โครงสรางและองค์ประกอบทางเคมของดเอ็นเอ การจ าลอง










ปรากฏการณโฟโตอเล็กทรก ทวิภาวะ ของคลนและอนภาคกัมมันตภาพรงสแรง ดเอ็นเอ กระบวนการสังเคราะหโปรตน การเกิดมวเทชันในส่งมชวิต หลักการและการ























นวเคลยรปฏกิรยานวเคลยรพลังงานนวเคลยรฟสกสอนภาค รวมทั้งน าความรไปใช้ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ทางดเอ็นเอ หลักฐานและข้อมลทใช้ในการศกษาวิวัฒนาการของ









ี่

ประโยชน์ ส่งมชวิต แนวคดเกียวกับ วิวัฒนาการของส่งมชวิต เงอนไขของภาวะสมดลของฮารด- ี













สาระโลก ดาราศาสตรและอวกาศ ไวนเบรก กระบวนการเกิดสปชสใหม่ ของส่งมชวิต ความหลากหลายทางชวภาพ ก าเนด


















1. เข้าใจกระบวนการเปลยนแปลงภายในโลก ธรณพิบัตภัยและผลต่อส่งมชวิต และ ของส่งมชวิต ลักษณะส าคัญของส่งมชวิต กล่มแบคทเรย โพรทสต์ พืช ฟงไจ และสัตว์











ส่งแวดล้อมรวมทั้งการศกษาล าดับชั้นหน ทรพยากรธรณแผนท และการน าไปใช้ การจ าแนกส่งมชวิตออกเปนหมวดหม่และวิธการเขยน ชอวิทยาศาสตร










ื่





ประโยชน์ ❖ เข้าใจโครงสรางและส่วนประกอบของพืชทั้งราก ล าต้น และใบ การแลกเปลยน





2. เข้าใจสมดลพลังงานของโลก การหมนเวียนของอากาศบนโลก การหมนเวียนของน ้า แก๊ส การคายน ้า การล าเลยงน ้าและธาตอาหาร การล าเลยงอาหาร การสังเคราะหด้วยแสง











ในมหาสมทรการเกิดเมฆ การเปลยนแปลงภมอากาศโลกและผลต่อส่งมชวิตและ ของพืช กระบวนการสรางเซลล์สบพันธและการปฏสนธของพืชดอก การเกิดผลและ









ส่งแวดล้อม รวมทั้ง การพยากรณอากาศ เมล็ด บทบาทของสาร ควบคมการเจรญเตบโตของพืชและการประยุกต์ใช้และการ





39 40






ตอบสนองของพืช ความสัมพันธ ของโมล จ านวนอนภาค มวล และปรมาตรของแก๊สท STP การค านวณ



❖ เข้าใจกลไกการรกษาดลยภาพของส่งมชวิต โครงสราง หน้าท และกระบวนการ ต่าง สตรอย่างง่ายและสตร โมเลกุลของสาร ความเข้มข้นของสารละลาย การเตรยม



















ๆ ของสัตว์และมนษย์ได้แก่ การย่อยอาหาร การแลกเปลยนแก๊ส การเคลอนท การก าจัด สารละลาย และการบรณาการความรและ ทักษะในการอธบายปรากฏการณใน












ของเสย ออกจากร่างกายของส่งมชวิต ระบบหมนเวียนเลอด ระบบภมค้มกันในร่างกาย ชวิตประจ าวันและการแก้ปญหาทางเคม ี














ของมนษย์การท างาน ของระบบประสาทและอวัยวะรบความรสก ระบบสบพันธการ ❖ เข้าใจธรรมชาตของฟสกสกระบวนการวัด ความสัมพันธระหว่างปรมาณท ่ ี





















ปฏสนธการเจรญเตบโต ฮอรโมน และพฤตกรรมของสัตว์ เกียวข้อง กับการเคลอนท การเคลอนทในแนวตรง แรงลัพธกฎการเคลอนท แรงเสยด





❖ เข้าใจกระบวนการถ่ายทอดพลังงานและการหมนเวียนสารในระบบนเวศ ความ ทาน กฎความโน้มถ่วง สากล สนามโน้มถ่วง งาน กฎการอนรกษ์พลังงานกล สมดลกล










หลากหลายของไบโอม การเปลยนแปลงแทนทแบบต่าง ๆ ในระบบนเวศ การ ของวัตถ เครองกลอย่างง่าย โมเมนตัมและการดล กฎการอนรกษ์โมเมนตัม การชน และ
ี่
ื่

ี่
เปลยนแปลง จ านวนประชากรมนษย์ในระดับท้องถ่น ระดับประเทศ และระดับโลก การเคลอนทในแนวโค้ง

ื่


ื่





ื่
ี่
แนวทางการปองกันและแก้ไข ปญหาทรพยากรธรรมชาตและส่งแวดล้อม ❖ เข้าใจการเคลอนทแบบคลน ปรากฏการณคลน การสะท้อน การหักเห การเล้ยวเบน
ื่
ื่

ี่




❖ เข้าใจการศกษาโครงสรางอะตอมของนักวิทยาศาสตรการจัดเรยงอเล็กตรอน ใน และการแทรกสอด หลักการของฮอยเกนสการเคลอนทของคลนเสยง ปรากฏการณ ท ี่













อะตอม สมบัตบางประการของธาตและการจัดเรยงธาตในตารางธาต พันธะเคมสมบัต ิ เกียวข้องกับเสยง ความเข้มเสยงและระดับเสยง การได้ยิน ภาพทเกิดจากกระจกเงาและ











ี่


ของสารทม ความสัมพันธกับพันธะเคมกฎต่าง ๆ ของแก๊ส และสมบัตของแก๊ส ประเภท เลนส ปรากฏการณทเกียวข้องกับแสงและการมองเหนแสงส











และสมบัตของ สารประกอบอนทรย์และประเภทและสมบัตของพอลเมอร ❖ เข้าใจสนามไฟฟา แรงไฟฟา กฎของคลอมบ์ศักย์ไฟฟา ตัวเก็บประจตัวต้านทาน




ี่



❖ เข้าใจการเขยนและการดลสมการเคมการค านวณปรมาณสารต่าง ๆ ทเกียวข้อง กับ และกฎของโอหม พลังงานไฟฟา การเปลยนพลังงานทดแทนเปนพลังงานไฟฟา

















ปฏกิรยาเคมอัตราการเกิดปฏกิรยาเคมและปจจัยทมผลต่ออัตราการเกิดปฏกิรยาเคม ี เทคโนโลยีด้าน พลังงาน สนามแม่เหล็ก ความสัมพันธระหว่างสนามแม่เหล็กกับ














สมดล ในปฏกิรยาเคมและปจจัยทมผลต่อสมดลเคมทฤษฎกรด-เบส สมบัตและปฏกิรยา กระแสไฟฟา การเหนยวน าแม่เหล็ก ไฟฟา ไฟฟากระแสสลับ คลนแม่เหล็กไฟฟา และ














ของกรด-เบส สารละลายบัฟเฟอรปฏกิรยารดอกซและเซลล์เคมไฟฟา ประโยชนของคลนแม่เหล็กไฟฟา













❖ เข้าใจข้อปฏบัตเบ้องต้นเกียวกับความปลอดภัยในการท าปฏบัตการเคม การเลอกใช้ ❖ เข้าใจผลของความรอนต่อสสาร สภาพยืดหยุ่น ความดันในของไหล แรงพยุง ของ







อปกรณหรอเครองมอในการท าปฏบัตการ หน่วยวัดและการเปลยนหน่วยวัดด้วยการ ใช้ ไหลอดมคตทฤษฎจลน์ของแก๊ส แนวคดควอนตัมของพลังงาน ทฤษฎอะตอมของโบร ์















ื่





แฟกเตอรเปลยนหน่วย การค านวณเกียวกับมวลอะตอม มวลโมเลกุล และมวลสตร ปรากฏการณโฟโตอเล็กทรก ทวิภาวะของคลนและอนภาค การสลายของนวเคลยส

41 42












กัมมันตรงส กัมมันตภาพ ปฏกิรยานวเคลยร พลังงานนวเคลยรความสัมพันธระหว่าง ❖ เข้าใจการก าเนดและการเปลยนแปลงพลังงาน สสาร ขนาดอณหภมของเอกภพ













ี่
มวลและพลังงาน แรงภายในนวเคลยส และการค้นคว้าวิจัยด้านฟสกสอนภาค หลักฐานทสนับสนนทฤษฎบกแบง ประเภทของกาแล็กซโครงสรางและองค์ประกอบ




❖ เข้าใจการแบ่งชั้นและสมบัตของโครงสรางโลก สาเหต และรปแบบการเคลอนท ี ่ ของกาแล็กซ ทางช้างเผือก กระบวนการเกิดดาวฤกษ์และการสรางพลังงานของดาวฤกษ์












ของแผ่นธรณทสัมพันธกับการเกิดลักษณะธรณสัณฐานและธรณโครงสรางแบบต่าง ๆ ปจจัยทส่งผลต่อ ความส่องสว่างของดาวฤกษ์และความสัมพันธระหว่างความส่องสว่าง















หลักฐาน ทางธรณวิทยาทพบในปจจบันและการล าดับเหตการณทางธรณวิทยาในอดต กับโชตมาตรของดาวฤกษ์ ความสัมพันธระหว่างสอณหภมผิว และสเปกตรมของดาว



ี่



สาเหต กระบวนการ เกิดแผ่นดนไหว ภเขาไฟระเบด สนามผลกระทบ แนวทางการเฝา ฤกษ์วิธการหาระยะทางของดาวฤกษ์ ด้วยหลักการแพรลแลกซ วิวัฒนาการและการ













ี่




ระวัง และการปฏบัตตนให้ปลอดภัย สมบัตและการจ าแนกชนดของแร่ กระบวนการเกิด เปลยนแปลงสมบัตบางประการของดาวฤกษ์ กระบวนการเกิดระบบสรยะ การแบ่งเขต









และการจ าแนกชนดหน กระบวนการเกิดและ การส ารวจแหล่งปโตรเลยมและถ่านหน บรวารของดวงอาทตย์ลักษณะของดาวเคราะหทเอ้อต่อการ ด ารงชวิต การโคจรของดาว






ี่
ี่


การแปลความหมายจากแผนทภมประเทศและแผนท ธรณวิทยา และการน าข้อมลทาง เคราะหรอบดวงอาทตย์ด้วยกฎเคพเลอรและกฎความโน้มถ่วงของนวตัน โครงสรางของ






ธรณวิทยาไปใช้ประโยชน์ ดวงอาทตย์การเกิดลมสรยะ พายุสรยะและผลทมต่อโลก การระบพิกัดของดาว ในระบบ




















❖ เข้าใจปจจัยส าคัญทมผลต่อการรบและปลดปล่อยพลังงานจากดวงอาทตย์ ขอบฟาและระบบศนย์สตร เสนทางการข้นการตกของดวงอาทตย์และดาวฤกษ์ เวลา สร ิ





กระบวนการทท าให้เกิดสมดลพลังงานของโลก ผลของแรงเนองจากความแตกต่างของ ยคตและการเปรยบเทยบเวลาของแต่ละเขตเวลาบนโลก การส ารวจอวกาศและการ




ความกดอากาศ แรงคอรออลส แรงส่ศนย์กลางและแรงเสยดทานทมต่อการหมนเวียน ประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีอวกาศ

















ของอากาศ การหมนเวียน ของอากาศตามเขตละตจด และผลทมต่อภมอากาศ ปจจัยทท า ❖ ระบปญหา ตั้งค าถามทจะส ารวจตรวจสอบ โดยมการก าหนดความสัมพันธระหว่าง











ให้เกิดการแบ่งชั้นน ้าและการหมนเวียน ของน ้าในมหาสมทร รปแบบการหมนเวียนของ ตัวแปรต่าง ๆ สบค้นข้อมลจากหลายแหล่ง ตั้งสมมตฐานทเปนไปได้หลายแนวทาง










ี่


น ้าในมหาสมทร และผลของการหมนเวียนของน ้า ในมหาสมทรทมต่อลักษณะลมฟา ตัดสนใจเลอก ตรวจสอบสมมตฐานทเปนไปได้













อากาศ ส่งมชวิตและส่งแวดล้อม ความสัมพันธระหว่างเสถยรภาพ อากาศและการเกิด ❖ ตั้งค าถามหรอก าหนดปญหาทอยู่บนพื้นฐานของความรและความเข้าใจทาง









เมฆ การเกิดแนวปะทะอากาศแบบต่าง ๆ และลักษณะลมฟาอากาศทเกียวข้อง ปจจัยต่าง วิทยาศาสตร ทแสดงให้เหนถงการใช้ความคดระดับสงทสามารถส ารวจตรวจสอบหรอ





ี่
ี่



ๆ ทมผลต่อการเปลยนแปลงภมอากาศของโลก รวมทั้งการแปลความหมายสัญลักษณ ์ ศกษาค้นคว้าได้ อย่างครอบคลมและเชอถอได้สรางสมมตฐานทมทฤษฎรองรบหรอ







ี่











ลมฟาอากาศและการพยากรณลักษณะลมฟาอากาศเบ้องต้น จากแผนทอากาศและข้อมล คาดการณส่งทจะพบ เพือน าไปส่ การส ารวจตรวจสอบ ออกแบบวิธการส ารวจ















สารสนเทศ ตรวจสอบตามสมมตฐานทก าหนดไว้ได้อย่างเหมาะสม มหลักฐานเชงประจักษ์ เลอก






43 44










วัสด อปกรณ รวมทั้งวิธการในการส ารวจตรวจสอบอย่างถกต้อง ทั้งในเชงปรมาณและ เพิ่มเตม ท าโครงงาน หรอสรางช้นงานตามความสนใจ







คณภาพ และบันทกผลการส ารวจตรวจสอบอย่างเปนระบบ ❖ แสดงความซาบซ้ง ห่วงใย มพฤตกรรมเกียวกับการใช้และรกษาทรพยากรธรรมชาต ิ










❖ วิเคราะหแปลความหมายข้อมล และประเมนความสอดคล้องของข้อสรป เพื่อ และส่งแวดล้อมอย่างรคณค่า เสนอตัวเองร่วมมอปฏบัตกับชมชนในการปองกัน ดแล












ตรวจสอบกับสมมตฐานทตั้งไว้ให้ข้อเสนอแนะเพือปรบปรงวิธการส ารวจตรวจสอบ จัด ทรพยากร ธรรมชาตและส่งแวดล้อมของท้องถ่น










กระท า ข้อมลและน าเสนอข้อมลด้วยเทคนควิธทเหมาะสม สอสารแนวคด ความรจาก


ื่
ี่


ผลการส ารวจ ตรวจสอบ โดยการพูด เขยน จัดแสดงหรอใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ



ื่





เพื่อให้ผู้อนเข้าใจ โดยมหลักฐาน อ้างองหรอมทฤษฎรองรบ




❖ แสดงถงความสนใจ ม่งมั่น รบผิดชอบ รอบคอบ และซอสัตย์ ในการสบเสาะ หา




ื่
ความรโดยใช้เครองมอ และวิธการทให้ได้ผลถกต้อง เชอถอได้มเหตผลและยอมรบได้


ื่

ี่




ี่




ว่าความร ทางวิทยาศาสตรอาจมการเปลยนแปลงได้

❖ แสดงถงความพอใจและเหนคณค่าในการค้นพบความรพบค าตอบ หรอแก้ปญหาได้














ท างานร่วมกับผู้อนอย่างสรางสรรค์แสดงความคดเหนโดยมข้อมลอ้างองและเหตผล

ประกอบ เกียวกับผลของการพัฒนาและการใช้วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีอย่างม ี










คณธรรมต่อสังคม และส่งแวดล้อม และยอมรบฟงความคดเหนของผู้อน
❖ เข้าใจความสัมพันธของความรวิทยาศาสตรทมผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยี ประเภท







ต่าง ๆ และการพัฒนาเทคโนโลยีทส่งผลให้มการคดค้นความรทางวิทยาศาสตรท ่ ี










ก้าวหน้า ผลของเทคโนโลยีต่อชวิต สังคม และส่งแวดล้อม
ี่
❖ ตระหนักถงความส าคัญและเหนคณค่าของความรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ทใช้










ในชวิตประจ าวัน ใช้ความรและกระบวนการทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีในการ








ด ารงชวิต และการประกอบอาชพ แสดงความชนชม ภมใจ ยกย่อง อ้างองผลงาน ช้นงาน


ี่
ทเปนผลมาจาก ภมปญญาท้องถ่นและการพัฒนาเทคโนโลยีททันสมัย ศกษาหาความร ู ้








45 46

16.ตัวชวัดและสำระกำรเรยนรูแกนกลำง ด ารงชวิตของส่งมชวิต โดยมส่วนร่วม บทบาทหน้าทของส่งมชวิตเปนผู้ผลตและ



















ในการดแล รกษาส่งแวดล้อม ผู้บรโภค

ี่
สาระท ๑ วิทยาศาสตรชวภาพ



มำตรฐำน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัตของส่งมชวิต หน่วยพ้นฐานของส่งมชวิต การล าเลยงสารเข้า และออก












มำตรฐำน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนเวศ ความสัมพันธระหว่างส่งไม่มชวิต กับ

จากเซลล์ ความสัมพันธของโครงสรางและหน้าทของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนษย์ทท างาน





ี่


ส่งมชวิต และความสัมพันธระหว่างส่งมชวิตกับส่งมชวิตต่าง ๆ ในระบบนเวศ การถ่ายทอดพลังงาน









สัมพันธกัน ความสัมพันธของโครงสรางและหน้าท ของอวัยวะต่าง ๆ ของพชทท างานสัมพันธกัน













การเปลยนแปลงแทนทในระบบนเวศ ความหมาย ของประชากร ปญหาและผลกระทบทมต่อ รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน
ี่
ี่










ทรพยากรธรรมชาตและส่งแวดล้อม แนวทางในการอนรกษ์ทรพยากรธรรมชาตและการแก้ไขปญหา

ส่งแวดล้อม รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน์ ชั้น ตัวช้วัด สาระการเรยนรแกนกลาง













ชั้น ตัวช้วัด สาระการเรยนรแกนกลาง ป.5 ๑. ส ารวจ เปรยบเทียบและระบุ ั •หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตโครงสรางและ
ลักษณะของตนเองกับคนในครอบครว หน้าที่ของระบบต่างๆของสิ่งมีชีวิตและ





ป.5 1. บรรยายโครงสร้างและลักษณะของ • ส่งมชวิตทั้งพชและสัตว์มโครงสรางและ ๒. อธบายการถ่ายทอดลักษณะทาง กระบวนการด ารงชีวิตความหลากหลายทาง




ส่งมชวิต ทเหมาะสมกับการด ารงชวิต ลักษณะ ทเหมาะสมในแต่ละแหล่งทอยู่ซงเปน ชวภาพ






ี่




ุ่






ซงเปนผลมาจาก การปรบตัวของ ผลมาจาก การปรบตัวของส่งมชวิต เพอให้ พันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตในแต่ละรน •การถ่ายทอดทางพันธุกรรมการท างานของ











ส่งมชวิตในแต่ละแหล่งทอยู่ ด ารงชวิตและ อยู่รอดได้ในแต่ละแหล่งทอยู่ ๓. จาแนกพืชออกเปน พืชดอก และ ระบบต่างๆของสิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการและ



เช่น ผักตบชวาม ช่องอากาศในก้านใบ ช่วยให้ พืชไม่มีดอก ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตแล




ลอยน ้าได้ต้นโกงกาง ทข้นอยู่ในปาชายเลนม ี ๔. ระบุลักษณะของพืชดอกที่เปนพืช เทคโนโลยีชวภาพ




รากค ้าจนท าให้ล าต้น ไม่ล้ม ปลามครบช่วยใน ใบเลี้ยงเดี่ยว และพืชใบเลี้ยงคู โดยใช ้ •สิ่งมีชวิตที่หลากหลายรอบตัว






การเคลอนทในน ้า ลักษณะภายนอกเปนเกณฑ ์ ความสัมพันธระหว่างสิ่งมีชีวิตกับ













2. อธบายความสัมพันธระหว่าง • ในแหล่งทอยู่หนง ๆ ส่งมชวิตจะม ี ๕. จาแนกสัตวออกเปนกลุมโดยใช ้ สิ่งแวดลอมความสัมพันธของสิ่งมีชวิตต่างๆ














ส่งมชวิตกับ ส่งมชวิต และ ความสัมพันธ์ ซงกันและกันและสัมพันธกับ ลักษณะภายในบางลักษณะและ












ความสัมพันธระหว่างส่งมชวิต กับ ส่งไม่มชวิต เพอ ประโยชน์ต่อการด ารงชวิต ในระบบนิเวศความส าคัญของ










ส่งไม่มชวิต เพอประโยชน์ต่อการ เช่น ความสัมพันธกัน ด้านการกินกันเปน ลักษณะภายนอกเปนเกณฑ ์ ทรพยากรธรรมชาติการใชและจัดการ


ิ่

ด ารงชวิต 3. เขยนโซ่อาหาร และระบ ุ อาหาร เปนแหล่งทอยู่อาศัย หลบภัยและเล้ยงด ู ทรพยากรธรรมชาติในระดับทองถนประเทศ







ี่
บทบาทหน้าทของ ส่งมชวิตทเปนผู้ผลต ลกอ่อน ใช้อากาศในการหายใจ • ส่งมชวิตม ี และโลกปจจัยที่มีผลต่อการอยูรอดของ












และผู้บรโภคในโซ่อาหาร4. ตระหนัก การกินกันเปนอาหาร โดยกินต่อกัน เปนทอดๆ สิ่งมีชีวิตในสภาพแวดลอมต่าง ๆ







ในคณค่าของส่งแวดล้อมทมต่อการ ในรปแบบของโซ่อาหาร ท าให้สามารถ ระบ ุ



47 48


มำตรฐำน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความส าคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธกรรม สาร สาระท ๒ วิทยาศาสตรกายภาพ
ี่











พันธกรรม การเปลยนแปลงทางพันธกรรมทมผลต่อส่งมชวิต ความหลากหลาย ทางชวภาพและ มำตรฐำน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัตของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธระหว่างสมบัต ของ




วิวัฒนาการของส่งมชวิต รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน์ สสารกับโครงสรางและแรงยึดเหนยวระหว่างอนภาค หลักและธรรมชาต ของการเปลยนแปลง
ี่














ชั้น ตัวช้วัด สาระการเรยนรแกนกลาง สถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏกิรยาเคม ี


ป.5 1. อธบายลักษณะทางพันธกรรมทมการ • ส่งมชวิตทั้งพช สัตว์และมนษย์เมอโตเต็มท ่ ี ชั้น ตัวช้วัด สาระการเรยนรแกนกลาง












ี่





ถ่ายทอด จากพ่อแม่ส่ลกของพช สัตว์ จะม การสบพันธเพอเพ่มจ านวนและด ารง ป.5 1. อธบายการเปลยนสถานะของ • การเปลยนสถานะของสสารเปนการ







ี่

ี่






และมนษย์ พันธ์โดยลูก ทเกิดมาจะได้รบการถ่ายทอด สสาร เมอท าให้ สสารรอนข้นหรอ เปลยนแปลง ทางกายภาพ เมอเพ่มความรอน




ี่
ื่




2. แสดงความอยากรอยากเหน โดยการ ลักษณะทางพันธกรรม จากพ่อแม่ท าให้ม ี เย็นลง โดยใช้หลักฐาน เชงประจักษ์ ให้กับสสารถง ระดับหนงจะท าให้สสารทเปน








ี่


ถามค าถาม เกียวกับลักษณะทคล้ายคลง ลักษณะทางพันธกรรมทเฉพาะ แตกต่างจาก ของแข็งเปลยน สถานะเปนของเหลว เรยกว่า



ี่

ี่




กันของตนเองกับ พ่อแม่ ส่งมชวิตชนดอน การหลอมเหลว และเมอเพ่มความรอนต่อไป







• พชมการถ่ายทอดลักษณะทางพันธกรรม จนถงอกระดับหนง ของเหลวจะเปลยนเปนแก๊ส










เช่น ลักษณะของใบ สดอก เรยกว่า การกลายเปนไอแต่เมอลดความรอนลง






• สัตว์มการถ่ายทอดลักษณะทางพันธกรรม ถงระดับหนง แก๊สจะเปลยนสถานะเปน









เช่น สขน ลักษณะของขน ลักษณะของห ู ของเหลว เรยกว่า การควบแน่น และถ้าลดความ

• มนษย์มการถ่ายทอดลักษณะทาง รอนต่อไปอกจนถง ระดับหนงของเหลวจะ







พันธกรรม เช่น เชงผมทหน้าผากลักยิ้ม เปลยนสถานะเปนของแข็ง เรยกว่า การแข็งตัว




ี่




ลักษณะหนังตาการห่อล้น ลักษณะของต่งห ู สสารบางชนดสามารถ เปลยนสถานะจาก

ี่
ของแข็งเปนแก๊สโดยไม่ผ่าน การเปนของเหลว


เรยกว่า การระเหด ส่วนแก๊ส บางชนดสามารถ



เปลยนสถานะเปนของแข็ง โดยไม่ผ่านการเปน
ี่


ของเหลวเรยกว่าการระเหดกลับ


2. อธบายการละลายของสารในน ้า • เมอใส่สารลงในน ้าแล้วสารนั้นรวมเปน เน้อ





โดยใช้หลักฐาน เชงประจักษ์ เดยวกันกับน ้าทั่วทกส่วน แสดงว่าสารเกิด การ



3. วิเคราะหการเปลยนแปลงของสาร ละลาย เรยกสารผสมทได้ว่าสารละลาย


ี่


เมอเกิดการ เปลยนแปลงทางเคม ี • เมอผสมสาร 2 ชนดข้นไปแล้วมสารใหม่
ื่
ี่





โดยใช้หลักฐาน เชงประจักษ์ เกิดข้น ซงมสมบัตต่างจากสารเดมหรอเมอสาร











49 50







ชนดเดยว เกิดการเปลยนแปลงแล้วมสารใหม่ วัตถุ สามารถเขยนได้โดยใช้ลูกศร โดยหัว






เกิดข้น การเปลยนแปลงน้เรยกว่า การ ลูกศรแสดง ทศทางของแรง และความยาว


ี่

เปลยนแปลง ทางเคมซงสังเกตได้จากมสหรอ ของลูกศรแสดง ขนาดของแรงทกระท าต่อ






กล่นต่างจาก สารเดม หรอมฟองแก๊ส หรอม ี วัตถุ









ตะกอนเกิดข้น หรอมการเพ่มข้นหรอลดลงของ 4. ระบผลของแรงเสยดทานทมต่อการ • แรงเสยดทานเปนแรงทเกิดข้นระหว่าง











อุณหภูม ิ เปลยนแปลง การเคลอนทของวัตถุจาก ผิวสัมผัส ของวัตถุ เพื่อต้านการเคลอนท ี่
ื่
ื่
ี่
ี่








4. วิเคราะหและระบการ • เมอสารเกิดการเปลยนแปลงแล้ว สารสามารถ หลักฐานเชงประจักษ์ ของวัตถนั้น โดย ถ้าออกแรงกระท าต่อวัตถ ุ


ี่


ี่
ี่



ี่

เปลยนแปลงทผันกลับได้ และการ เปลยนกลับเปนสารเดมได้เปนการเปลยนแปลง 5. เขียนแผนภาพแสดงแรงเสยดทานและ ทอยู่น่งบนพ้นผิวหนง ให้เคลอนทแรงเสยด


ื่
ี่

เปลยนแปลงทผันกลับไม่ได้ ทผันกลับได้เช่น การหลอมเหลว การกลายเปน แรง ทอยู่ในแนวเดยวกันทกระท าต่อวัตถ ุ ทานจากพ้นผิวนั้นก็จะต้าน การเคลอนท ี่











ื่




ไอ การละลาย แต่สารบางอย่างเกิดการ ของวัตถแต่ถ้าวัตถก าลังเคลอนท แรงเสยด









ี่




เปลยนแปลง แล้วไม่สามารถเปลยนกลับเปน ทานก็จะท าให้วัตถนั้นเคลอนทช้าลง หรอ




สารเดมได้ เปนการเปลยนแปลงทผันกลับไม่ได้ หยุดน่ง




เช่น การเผาไหม้การเกิดสนม มำตรฐำน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน

ี่


มำตรฐำน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาตของแรงในชวิตประจ าวัน ผลของแรงทกระท าต่อวัตถ ลักษณะการ ปฏสัมพันธระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชวิตประจ าวัน ธรรมชาต ของคลน ปรากฏการณ์ท ี่







ื่
เคลอนทแบบต่าง ๆ ของวัตถ รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน เกียวข้องกับเสยง แสง และคลนแม่เหล็กไฟฟา รวมทั้งน าความรไปใช้ประโยชน์















ชั้น ตัวช้วัด สาระการเรยนรแกนกลาง ชั้น ตัววัด สาระการเรยนรแกนกลาง








ป.5 1. อธิบายวิธีการหาแรงลัพธ์ของแรงหลาย • แรงลัพธเปนผลรวมของแรงทกระท าต่อ ป.5 1. อธิบายการได้ยินเสียงผ่านตัวกลาง • การได้ยินเสยงต้องอาศัยตัวกลาง โดยอาจเปน





แรงในแนว เดยวกันทกระท าต่อวัตถใน วัตถุโดย แรงลัพธ์ของแรง 2 แรงทกระท า จากหลักฐาน เชงประจักษ์ ของแข็ง ของเหลว หรออากาศ เสยงจะส่งผ่าน


ี่








กรณทวัตถอยู่น่ง จากหลักฐานเชงประจักษ์ ต่อวัตถเดยวกัน จะมขนาดเท่ากับผลรวม ตัวกลางมายังห ู









2. เขยนแผนภาพแสดงแรงทกระท าต่อวัตถ ของแรงทั้งสองเมอแรง ทั้งสองอยู่ในแนว 2. ระบตัวแปร ทดลอง และอธบาย เสยงทได้ยินมระดับสงต าของเสยงต่างกัน



















ทอยู่ใน แนวเดยวกันและแรงลัพธทกระท า เดยวกันและมทศทางเดยวกัน แต่จะมขนาด ลักษณะและ การเกิดเสยงสง เสยงต า ข้นกับ ความถของการสั่นของแหล่งก าเนดเสยง












ื่
ต่อวัตถ ุ เท่ากับผลต่างของแรงทั้งสอง เมอแรงทั้ง 3. ออกแบบการทดลองและอธบาย โดยเมอ แหล่งก าเนดเสยงสั่นด้วยความถต าจะ





ื่


ี่




3. ใช้เครองชั่งสปรงในการวัดแรงทกระท า สองอยู่ในแนวเดยวกันแต่มทศทาง ตรงข้าม ลักษณะและ การเกิดเสยงดัง เสยงค่อย เกิดเสยงต า แต่ถ้าสั่นด้วยความถสงจะเกิดเสยง









ต่อวัตถ ุ กัน ส าหรบวัตถทอยู่น่งแรงลัพธท กระท า 4. วัดระดับเสยงโดยใช้เครองมอวัด สง ส่วน เสยงดังค่อยทได้ยินข้นกับพลังงานการ









ื่









ต่อวัตถมค่าเปนศนย์ ระดับเสยง สั่นของ แหล่งก าเนดเสยง โดยเมอแหล่งก าเนด








• การเขยนแผนภาพของแรงทกระท าต่อ 5. ตระหนักในคณค่าของความรเรอง เสยงสั่นด้วย พลังงานมากจะเกิดเสยงดังแต่ถ้า










49 50



ระดับเสยง โดยเสนอแนะแนวทางใน แหล่งก าเนดเสยง สั่นด้วยพลังงานน้อยจะเกิด สามารถ ท าได้โดยใช้แผนทดาว ซงระบ ุ



ี่
การหลกเลยงและลด มลพิษทางเสยง เสยงค่อย • เสยงดังมาก ๆ เปนอันตรายต่อการ มุมทศและมุมเงย ทกล่มดาวนั้นปรากฏ ผู้


ี่











ได้ยินและ เสยงทก่อให้เกิดความราคาญเปน สังเกตสามารถใช้มอ ในการประมาณค่า



มลพิษทางเสยง เดซเบลเปนหน่วยทบอกถง ึ ของมุมเงยเมอสังเกตดาว ในท้องฟา




ื่

ความดังของเสยง มำตรฐำน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลยนแปลง

ี่
สาระท ๓ วิทยาศาสตรโลก และอวกาศ ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณพิบัตภัย กระบวนการเปลยนแปลง ลมฟาอากาศและภูมอากาศโลก

ี่



ี่

มำตรฐำน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซ ี รวมทั้งผลต่อส่งมชวิตและส่งแวดล้อม












ดาวฤกษ์ และระบบสรยะ รวมทั้งปฏสัมพันธภายในระบบสรยะ ทส่งผลต่อส่งมชวิต และการ







ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ ชั้น ตัวช้วัด สาระการเรยนรแกนกลาง
ป.5 1. เปรียบเทียบปริมาณน ้าในแต่ละ • โลกมทั้งน ้าจดและน ้าเค็มซงอยู่ในแหล่งน ้าต่าง ๆ










ชั้น ตัวช้วัด สาระการเรยนรแกนกลาง แหล่ง และระบ ปรมาณน ้าทมนษย์ ทมทั้งแหล่งน ้าผิวดน เช่น ทะเล มหาสมทร บง















ป.5 1. เปรยบเทยบความแตกต่างของดาวเคราะห ์ ดาวที่มองเห็นบนทองฟ้าอยูในอวกาศซึ่ง สามารถน ามาใช้ประโยชน์ได้ จาก แม่น ้า และแหล่งน ้าใต้ดน เช่น น ้าในดน และ น ้า
และดาวฤกษ์จากแบบจ าลอง เปน บรเวณที่อยูนอกบรรยากาศของโลก ข้อมูลทรวบรวมได้ บาดาล น ้าทั้งหมดของโลกแบ่งเปนน ้าเค็ม
ี่









มีทั้งดาวฤกษ และดาวเคราะห์ดาวฤกษ ์ ประมาณรอยละ ๙๗.๕ ซงอยู่ในมหาสมทร และ








เปนแหล่งก าเนิดแสง จึงสามารถมองเห็น แหล่งน ้าอน ๆ และทเหลออกประมาณ รอยละ






ไดส่วนดาวเคราะหไม่ใช่ แหล่งก าเนิด ๒.๕ เปนน ้าจด ถ้าเรยงล าดับปรมาณ น ้าจดจาก





แสง แต่สามารถมองเห็นไดเนื่องจาก แสง มากไปน้อยจะอยู่ท ธารน ้าแข็ง และ พดน ้าแข็ง น ้า




จากดวงอาทิตยตกกระทบดาวเคราะห ์ ใต้ดน ชั้นดนเยือกแข็งคงตัวและน ้าแข็ง ใต้ดน
แลว สะทอนเขาสูตา ทะเลสาบ ความช้นในดน ความช้นใน บรรยากาศ











บง แม่น ้า และน ้าในส่งมชวิต







2. ใช้แผนทดาวระบต าแหน่งและเส้นทางการ • การมองเหนกล่มดาวฤกษ์มรปร่างต่าง ๆ 2. ตระหนักถงคณค่าของน ้าโดย • น ้าจดทมนษย์น ามาใช้ได้มปรมาณน้อยมาก จง












ข้น และตกของกล่มดาวฤกษ์บนท้องฟา และ เกิดจาก จนตนาการของผู้สังเกต กล่มดาว










อธบาย แบบรปเส้นทางการข้นและตกของ ฤกษ์ต่าง ๆ ท ปรากฏในท้องฟาแต่ละกล่ม น าเสนอแนวทาง การใช้น ้าอย่าง ควรใช้น ้าอย่างประหยัดและร่วมกันอนรกษ์น ้า



กล่มดาวฤกษ์ บนท้องฟาในรอบป ี มดาวฤกษ์แต่ละดวง เรยงกันทต าแหน่ง ประหยัดและการอนรกษ์น ้า






ี่












คงทและมเส้นทางการข้น และตกตาม 3. สรางแบบจ าลองทอธบายการ • วัฏจักรน ้า เปนการหมนเวียนของน ้าทมแบบรป








เส้นทางเดมทกคน ซงจะปรากฏ ต าแหน่ง หมนเวียนของน ้า ในวัฏจักรน ้า ซ ้าเดม และต่อเนองระหว่างน ้าในบรรยากาศ น ้าผิว





เดม การสังเกตต าแหน่งและการข้น และ ดน และน ้าใต้ดน โดยพฤตกรรมการด ารงชวิต ของ




ตกของดาวฤกษ์และกล่มดาวฤกษ์ พชและสัตว์ส่งผลต่อวัฏจักรน ้า

51 52
51 52
ี่



4. เปรยบเทยบกระบวนการเกิดเมฆ ไอน ้าในอากาศจะควบแน่นเปนละอองน ้าเล็ก ๆ สาระท ๔ เทคโนโลยี


หมอก น ้าค้าง และน ้าค้างแข็ง จาก โดยมละอองลอย เช่น เกลอ ฝุนละออง ละออง เรณ ู มำตรฐำน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการด ารงชวิตในสังคมทมการเปลยนแปลง

ี่


ี่

แบบจ าลอง ของดอกไม้เปนอนภาคแกนกลาง เมอ ละอองน ้า อย่างรวดเรว ใช้ความรและทักษะทางด้านวิทยาศาสตร คณตศาสตร และ ศาสตรอน ๆ เพอแก้ปญหา
ื่

















จ านวนมากเกาะกล่มรวมกันลอยอยู่สง จากพ้นดน หรอพัฒนางานอย่างมความคดสรางสรรค์ ด้วยกระบวนการออกแบบเชงวิศวกรรม เลอกใช้








มาก เรยกว่า เมฆ แต่ละอองน ้า ทเกาะกล่มรวมกัน




อยู่ใกล้พ้นดน เรยกว่า หมอก ส่วนไอน ้าท ี ่ ชั้น ตัวช้วัด สาระการเรยนรแกนกลาง







ควบแน่นเปนละอองน ้าเกาะอยู่ บนพ้นผิววัตถใกล้








พ้นดน เรยกว่า น ้าค้าง ถ้าอณหภมใกล้พ้นดนต า ่ ป.5 1. ตั้งค าถาม เกียวกับประเด็น หรอ • ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร ์




กว่าจดเยือกแข็ง น ้าค้างก็จะกลายเปนน ้าค้างแข็ง เรองหรอสถานการณ ทจะศกษา • การสบเสาะหาความรทางเทคโนโลยีเพื่อ





ื่
ี่














5. เปรยบเทยบกระบวนการเกิดฝน • ฝน หมะ ลกเหบ เปนหยาดน ้าฟาซงเปนน ้าทม ี ตามทก าหนดให้และตามความสนใจ การการแก้ปญหาและจตวิทยาศาสตร ์











หมะ และ ลูกเหบ จากข้อมูลท ี่ สถานะต่าง ๆ ทตกจากฟาถงพ้นดน ฝนเกิดจาก •การใช้อุปกรณทถูกต้องเหมาะสมใน


ี่


รวบรวมได้ ละอองน ้าในเมฆทรวมตัวกันจนอากาศไม่สามารถ 2.วางแผน การสังเกต เสนอการ การส ารวจ




พยุงไว้ได้จงตกลงมา หมะเกิดจากไอน ้าในอากาศ ส ารวจตรวจสอบ หรอศกษาค้นคว้า




ระเหดกลับเปนผลกน ้าแข็ง รวมตัวกันจนมน ้าหนัก และคาดการณส่งทจะพบจากการ






มากข้นจนเกินกว่าอากาศจะพยุงไว้จงตกลงมา ส ารวจตรวจสอบ

ี่





ลกเหบเกิดจากหยดน ้าทเปลยนสถานะเปนน ้าแข็ง 3.เลอกอุปกรณทถูกต้องเหมาะสมใน



แล้วถกพายุพัดวนซ ้าไปซ ้ามาในเมฆฝนฟาคะนอง การส ารวจ ตรวจสอบให้ได้ข้อมูลท ี่




ทมขนาดใหญ่และอยู่ในระดับสงจนเปนก้อน เชอถอได้




ื่

น ้าแข็ง ขนาดใหญ่ข้นแล้วตกลงมา 4.บันทกข้อมูลในเชงปรมาณ



และ คณภาพ และ ตรวจสอบผลกับ

ส่งทคาดการณไว้ น าเสนอผลแล




ข้อสรป

5.สรางค าถามใหม่เพอการ



ส ารวจ ตรวจสอบต่อไป




6.แสดงความคดเหนอย่างอสระ


อธบาย และสรปส่งทได้ เรยนร ู ้





53 54


7. บันทกและอธบายผลการส ารวจ 2. ออกแบบ และเขยนโปรแกรมทมการ การออกแบบโปรแกรมสามารถท าได้โดย



ี่






ตรวจสอบตามความเปนจรง มการ ใช้เหตุผล เชงตรรกะอย่างง่าย ตรวจหา เขียน เปนข้อความหรอผังงาน


ี่
อ้างอง ข้อผิดพลาด และแก้ไข • การออกแบบและเขยนโปรแกรมทมการ

ื่
ี่
8.น าเสนอ จัดแสดง ผลงานโดย ตรวจสอบ เงอนไขทครอบคลุมทุกกรณ ี
ี่


อธบายด้วยวาจา หรอเขียนอธบาย เพื่อให้ได้ผลลัพธ ทถูกต้องตรงตามความ


ต้องการ
แสดงกระบวนการและผล ของง ให้

ื่
ผู้อนเข้าใจ • หากมข้อผิดพลาดให้ตรวจสอบการท างาน




ทละค าสั่ง เมอพบจดทท าให้ผลลัพธไม่



ถูกต้อง ให้ท าการแก้ไขจนกว่าจะได้ผลลัพธท ี ่

ถูกต้อง
• การฝกตรวจหาข้อผิดพลาดจากโปรแกรม

เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม โดยค านงถงผลกระทบต่อชวิต สังคม และส่งแวดล้อม





ของ ผู้อน จะช่วยพัฒนาทักษะการหาสาเหตุ







มำตรฐำน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคดเชงค านวณในการแก้ปญหาทพบในชวิตจรงอย่างเปน ขั้นตอน ของ ปญหาได้ดยิ่งข้น





• ตัวอย่างโปรแกรม เช่น โปรแกรม

และเปนระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอสารในการเรยนร การท างาน และการแก้ปญหา ตรวจสอบเลขค่ เลขค โปรแกรมรบข้อมูล

ื่




ี่

ได้อย่างมประสทธภาพ รเท่าทัน และมจรยธรรม น ้าหนักหรอส่วนสง แล้วแสดงผลความสม









ส่วนของร่างกาย โปรแกรม สั่งให้ตัวละครท า
ชั้น ตัวช้วัด สาระการเรยนรแกนกลาง












ป.5 1. ใช้เหตุผลเชงตรรกะในการแก้ปญหา • การใช้เหตุผลเชงตรรกะเปนการน า ตามเงอนไขทก าหนด





ี่
ื่
การอธบาย การท างาน การคาดการณ ์ กฎเกณฑ์หรอ เงอนไขทครอบคลุมทกกรณ ี • ซอฟต์แวรทใช้ในการเขยนโปรแกรม เช่น



ผลลัพธ์จากปญหา อย่างง่าย มาใช้พิจารณาในการ แก้ปญหาการอธบาย Scratch, logo











การท างาน หรอการคาดการณ ผลลัพธ 3. ใช้อนเทอรเนตค้นหาข้อมูล • การค้นหาข้อมูลในอนเทอรเนต และการ





• สถานะเร่มต้นของการท างานทแตกต่างกัน ตดต่อสอสาร และท างานร่วมกัน ประเมน พิจารณา ผลการค้นหา














จะให้ ผลลัพธทแตกต่างกัน ความน่าเชอถอ ของข้อมูล • การตดต่อสอสารผ่านอนเทอรเนต เช่น

• ตัวอย่างปญหา เช่น เกม Sudoku โปรแกรม อเมล บล็อก โปรแกรมสนทนา





ท านายตัวเลข โปรแกรมสรางรปเรขาคณต • การเขยนจดหมาย (บรณาการกับวิชา


ตามค่าข้อมลเข้า การจัดล าดับการท างานบ้าน ภาษาไทย)






ในช่วงวันหยุด จัดวางของในครว • การใช้อนเทอรเนตในการตดต่อสอสารและ


55 56

ท างาน ร่วมกัน เช่น ใช้นัดหมายในการ 17.ค ำอธิบำยรำยวิชำพื้นฐำนและโครงสร้ำงรำยวิชำพื้นฐำน


ประชมกล่ม ประชาสัมพันธกิจกรรมใน ิ ื





ห้องเรยน การแลกเปลยน ความรความ ค ำอธบำยรำยวิชำพ้นฐำน
ี่





คดเหนในการเรยน ภายใต้การดแล ของคร ู วิทยาศาสตร๕ กล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตร ์












• การประเมนความน่าเชอถอของข้อมล เช่น ชั้นประถมศกษาปท๕ เวลา๘๐(หรอ๑๒๐)ชั่วโมง





เปรยบเทยบความสอดคล้อง สมบรณของ ศกษาวิเคราะหการจ าแนกพชออกเปนพชดอกและพชไม่มดอก ลักษณะภายนอกของพชดอกท ่ ี










ข้อมูล จากหลายแหล่ง แหล่งต้นตอของ เปนพชใบเล้ยงเดยวและพชใบเล้ยงกู่ การจ าแนกสัตว์เปนสัตว์มกระดกสันหลังและสัตว์ไม่มกระดก












ข้อมูล ผู้เขยน วันทเผยแพร่ข้อมูล สันหลัง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธกรรมของส่งมชวิต สมบัตของวัสดเกียวกับ ความแข็ง ความ













ี่
• ข้อมูลทดต้องมรายละเอยดครบทกด้าน






เช่น ข้อด และข้อเสย ประโยชน์และโทษ เหนยว สภาพยืดหยุ่น การน าความรอน การน าไฟฟา และความหนาแน่น การน าวัสดไปใช้ใน



4. รวบรวม ประเมน น าเสนอข้อมูลและ การรวบรวมข้อมูล ประมวลผล สรางทางเลอก ชวิตประจ าวัน ความคันอากาศ ความดันของของเหลว แรงพยุงของของเหลว แรงเสยดทานและการ












สารสนเทศ ตามวัตถประสงค์โดยใช้ซอฟต์แวร ์ ประเมนผล จะท าให้ได้สารสนเทศเพื่อใช้ในการ น าความรไปใช้ประโยชน์ การเกิดเสยง การเคลอนทของเสยง ระดับเสยง ความดังของเสยง มลภาวะ




หรอบรการ บนอนเทอรเนตทหลากหลาย เพื่อ แก้ปญหาหรอการตัดสนใจได้อย่างมประสทธภาพ ทางเสยง การเกิดเมฆ หมอก น ้าค้าง ฝนและลกเหบ วัฏจักรน ้า การสรางเครองมออย่างง่ายวัดอณหภม ิ
ี่


















แก้ปญหา ในชวิตประจ าวัน • การใช้ซอฟต์แวรหรอบรการบนอนเทอรเนต ท ี่












หลากหลายในการรวบรวม ประมวลผล สราง ความช้น ความกดอากาศ การเกิดลม ประโยชน์ของลม การเกิดทศ และปรากฏ การณการข้น-ตกของ







ทางเลอก ประเมนผล น าเสนอ จะช่วยให้ การ ดวงดาว ทั้งน้โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร การสบเสาะหาความร การส ารวจตรวจสอบ การ



แก้ปญหาท าได้อย่างรวดเรว ถกต้อง และ แม่นย า • สบกั้นข้อมลและการอภปราย เพอให้เกิดความร ความคดความเข้าใจ สามารถสอสารส่งทเรยนร ม ี


















ตัวอย่างปญหา เช่น ถ่ายภาพ และส ารวจแผนท ใน












ท้องถ่นเพอน าเสนอแนวทางในการจัดการ พ้นทว่าง ความสามารถในการตัดสนใจ น าความรไปใช้ในชวิตประจ าวัน มีจตวิทยาศาสตร จรยธรรม









ให้เกิดประโยชนท าแบบส ารวจความ คดเหน คณธรรมและค่านยมทเหมาะสม

ออนไลน์และวิเคราะหข้อมูล น าเสนอข้อมูล โดยการ รหัสตัวช้วัด



ใช้blog หรอ web page
5. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย • อันตรายจากการใช้งานและอาชญากรรม ว ๑.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔, ป.๕/๕ ว ๑.๒ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔, ป.๕/๕




มมารยาท เข้าใจสทธและหน้าทของตน ทางอนเทอรเนต ว ๓.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒
ี่










เคารพในสทธของ ผู้อน แจ้งผู้เกียวข้อง • มารยาทในการตดต่อสอสารผ่าน ว ๔.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔ ว ๔.๒ ป.๕/๑



เมอพบข้อมูลหรอบุคคล ทไม่เหมาะสม อนเทอรเนต (บรณาการกับวิชาทเกียวข้อง) ว ๕.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔
ื่







ว ๖.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔
ว ๗.๑ ป.๕/๑

ว ๘.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔, ป.๕/๕, ป.๕/๖ ป.๕/๗ ป.๕/๘ น ้าและการ ว ๗.๑ ป.๕/๑

ี่

รวมทั้งหมด ๓๔ ตัวช้วัด เปลยนแปลง

โครงสรางรายวิชาพื้นฐาน
วิทยาการค านวณ ว ๘.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔, ป.๕/
โครงสรำงรำยวิชำ ๕, ป.๕/๖ ป.๕/๗ ป.๕/๘





รายวิชา วิทยาศาสตร๕ ชั้นประถมศกษาปท ๕ รวม ๓๔ ๑๒๐ ๑๐๐



รหัสวิชา ว๑๕๑๐๑ เวลา ๘๐(หรอ๑๒๐) ชั่วโมง / ป ี




ชอหน่วยการเรยนร ู ้ ตัวช้วัด จ านวน น ้าหนัก


(ชั่วโมง) คะแนน



ส่งมชวิตและ ว ๑.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔, ป.๕/

ส่งไม่มชวิต ๕


พันธกรรมของพืช ว ๑.๒ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔, ป.๕/

และสัตว์ ๕


สถานะของสาร ว ๓.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒


แรง ว ๔.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔ ว
๔.๒ ป.๕/๑



เสยง ว ๕.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔


ดาว ว ๖.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔









18.กระบวนกำรจดกำรเรยนรู รูปแบบกำรสอนและทักษะทำงวิทยำศำสตร ์ กระบวนการพัฒนาลักษณะนสัยกระบวนการเหล่าน้เปนแนวทางในการจัดการเรยนรท ี่









การจัดการเรยนรเปนกระบวนการส าคัญในการน าหลักสตรส่การปฏบัต หลักสตร ผู้เรยนควรได้รบการฝกฝนพัฒนา เพราะจะสามารถช่วยให้ผู้เรยนเกิดการเรยนรได้ด ี






















แกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน เปนหลักสตรทมมาตรฐานการเรยนร สมรรถนะส าคัญ บรรลเปาหมายของหลักสตร ดังนั้นผู้สอนจงจ าเปนต้องศกษาท าความเข้าไจใน











ของผู้เรยนและคณลักษณะอันพึงประสงค์เปนเปาหมายส าคัญส าหรบพัฒนาเด็กและ กระบวนการเรยนรต่าง ๆ เพือให้สามารถเลอกใช้ในการจัดกระบวนการเรยนรได้อย่างม ี











เยาวชนผู้สอนต้องพยายามตัดสรรกระบวนการเรยนร จัดการเรยนร เพื่อพัฒนาผู้เรยนให้ ประสทธภาพ
















มคณภาพตามมาตรฐานการเรยนรทั้ง ๘ กล่มสาระเรยนร รวมทั้งปลกฝงเสรมสราง ๓. การออกแบบการจัดการเรยนรผู้สอนต้องศกษาหลักสตรสถานศกษาให้เข้าใจถง















คณลักษณะอันพึงประสงค์ พัฒนาทักษะต่างๆ อันเปนสมรรถนะส าคัญทต้องการให้เกิด มาตรฐานการเรยนร ช้วัดสมรรถนะส าคัญของผู้เรยนคณลักษณะอันพึงประสงค์ แล้วจง










แก่ผู้เรยน พิจารณาออกแบบการจัดการเรยนรโดยเลอกใช้วิธสอนและเทคนคการสอน สอ/แหล่ง










๑. หลักการจัดการเรยนรการจัดการเรยนรเพื่อให้ผู้เรยนมความรความสามารถตามมาดร เรยนร การวัดและประเมนผล เพื่อให้ผู้เรยนพัฒนาเต็มตามศักยภาพและบรรลตาม




















ฐานการเรยนรสมรรถนะส าคัญและคณลักษณะอันพึงประสงค์ตามทก าหนดไว้ใน มาตรฐานการเรยนรซงเปนเปาหมายทก าหนด















หลักสตรแกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน โดยยึดหลักว่า ผู้เรยนมความส าคัญทสด เชอว่า ๔. บทบาทของผู้สอนและผู้เรยนการจัดการเรยนรเพื่อให้ผู้เรยนมคณภาพตามเปาหมาย







ทกคนมความสามารถเรยนรและพัฒนาตนเองได้ ยึดประโยชนทเกิดกับผู้เรยน ของหลักสตร ทั้งผู้สอนและผู้เรยนควรมบทบาท ดังน้ ี













กระบวนการจัดการเรยนรต้องส่งเสรมให้ผู้เรยน สามารถพัฒนาตามธรรมชาตและเต็ม ๔.๑ บทบำทของผูสอน









ตามศักยภาพ ค านงถงความแตกต่างระหว่าง ๑) ศกษาวิเคราะหผู้เรยนเปนรายบคคล แล้วน าข้อมลมาใช้ในการวางแผนการจัดการ



ี่






๒. กระบวนการเรยนรบคคลและพัฒนาการทางสมอง เน้นให้ความส าคัญทั้งความร และ เรยนรทท้าทายความสามารถของผู้เรยน












คณธรรมการจัดการเรยนรทเน้นผู้เรยนเปนส าคัญ ผู้เรยนจะต้องอาศัยกระบวนการเรยนร ู ้ ๒) ก าหนดเปาหมายทต้องการให้เกิดข้นกับผู้เรยน ด้านความรและทักษะกระบวนการ ท ่ ี





ี่














ทหลากหลาย เปนเครองมอทจะน าพาตนเองไปส่เปาหมายของหลักสตร กระบวนการ เปนความตดรวบยอดหลักการและความสัมพันธ รวมทั้งคณลักษณะอันพึงประสงค์
















เรยนรทจ าเปนส าหรบผู้เรยน อาท กระบวนการเรยนรแบบ บรณาการกระบวนการสราง ๓) ออกแบบการเรยนรและจัดการเรยนรทตอบสนองความแตกต่างระหว่างสมอง เพือ





ี่





ความรกระบวนการคด กระบนการทางสังคม กระบวนการเผชญสถานการณและ น าผู้เรยนไปส่เปาหมาย บคคลและพัฒนาทางการสมอง
























แก้ปญหา กระบวนการเรยนรจากประสบการณจรง กระบวนการปฏบัต ลงมอท าจรง ๔) จัดบรรยากาศทเอ้อต่อการเรยนรและตแลช่วยเหลอผู้เรยนให้เกิดการเรยนร จัดเตรยม

















กระบวนการจัดการ กระบวนการวิจัยกระบวนการเรยนรการเรยนรของตนเอง และเลอกใช้สอให้เหมาะสมกับกิจกรรม น าภมปญญาท้องถ่นเทคโนโลยีทเหมาะสมมา






ประยุกต์ใช้ในการจัดการเรยนการสอนประเมนความก้าวหน้าของผู้เรยนด้วยวิธการท ี ่



หลากหลาย เหมาะสมกับธรรมชาตของวิชาและระดับพัฒนาการของผู้เรยนวิเคราะหผล

วิธีกำรสอนแบบโครงงำน(Project Method)



การประเมนมาใช้ในการซ่อมเสรมและพัฒนาผู้เรยน รวมทั้งปรบปรงการจัดการเรยน








ี่



เปนวิธการจัดการเรยนรทให้ผู้เรยนได้ศกษาค้นคว้า หรอปฏบัตงานตามหัวข้อทผู้เรยน

ี่


การสอนของตนเอง




สนใจ ซงผู้เรยนจะต้องฝกกระบวนการท างานอย่างมขั้นตอน มการวางแผนในการ


๔.๒ ครูทีสอนวิชำวิทยำศำสตรทีดีเปนอยำงไร











ท างานหรอการแก้ปญหาอย่างเปนระบบ จนการด าเนนงานส าเรจลล่วงตามวัตถประสงค์












จะต้องมความรในวิชาวิทยาศาสตร มความรในส่วนทเปนเน้อหาความรทสอน ในด้าน








ส่งผลให้ผู้เรยนมทักษะการเรยนรอย่างหลากหลาย อันเปนประสบการณตรงทมคณค่า








เคม ชววิทยาฟสกส วิทยาศาสตรทั่วไป และความรในส่วนทเปนศาสตรการสอนม ี












สามารถน าไปประยุกต์ใช้ในการด าเนนงานต่าง ๆ ได้วีการสอนโครงงานสามารถสอน

ความสามารถน าไปใช้ในการปฏบัตการสอนถ่ายทอดความรให้กับผู้เรยนได้ด เปนผู้ทม ี













ต่อเนองกับวีสอนแบบบรณาการได้ ทั้งในรปแบบบรณาการภายในกล่มสาระการเรยนร ู ้




คณธรรมจรยธรรม ความเปนครสามารถท างานร่วมกบผู้อนได้ และเปนผู้ทพัฒนาความร ้ ู
















และบรณาการระหว่างกล่มสาระการเรยนร เพือให้ผู้เรยนได้น าองค์ความรและ


ตนเองอย่าง ต่อเนองอยู่เสมอ

ี่
ประสบการณทได้มาบรณาการเพื่อท าโครงงาน


๔.๓ บทบำทของผูเรยน

กำรจดกิจกรรมกำรเรยนรู ้






๑) ก าหนดเปาหมาย วางแผ่น และรบผิดชอบการเรยนรของตนเอง







1. ขั้นก าหนดปญหา หรอส ารวจความสนใจ ผู้สอนเสนอสถานการณหรอตัวอย่างทเปน



๒) เสาะแสวงหาดวามร เข้าถงแหล่งการเรยนร วิเคราะห สังเคราะหข้อความรตั้งค าถาม














ปญหาและกระต้นให้ผู้เรยนหาวีการแก้ปญหาหรอยั่วยุให้ผู้เรยนมความต้องการใคร่เรยน






ตดหาค าตอบหรอหาแนวทางแก้ปญหาด้วยวิธการต่างๆ


ใคร่ร ในเรองใดเรองหนง

















๓) ลงมอปฏบัตจรง สรปส่งทได้เรยนรด้วยตนเอง และน าความรไปประยุกต์ใช้ใน







2. ขั้นก าหนดจดม่งหมายในการเรยน ผู้สอนแนะน าให้ผู้เรยนก าหนดจดม่งหมายให้



สถานการณต่างๆ๔)มปฏสัมพันธ ท างาน ท ากิจกรรมร่วมกับกล่มและคร ู





ชัดเจนว่าเรยนเพืออะไร จะท าโครงงานนั้นเพือแก้ปญหาอะไร ซงท าให้ผู้เรยนก าหนด











๕) ประเมนและพัฒนากระบวนการเรยนรของตนเองอย่างต่อเนอง

โครงงานแนวทางในการด าเนนงานได้ตรงตามจดม่งหมาย







3. ขั้นวางแผนและวิเคราะหโครงงาน ให้ผู้เรยนวางแผนแก้ปญหา ซงเปนโครงงานเดยว






หรอกล่มก็ได้ แล้วเสนอแผนการด าเนนงานให้ผู้สอนพิจารณา ให้ค าแนะน าช่วยเหลอ








และข้อเสนอแนะการวางแผนโครงงานของผู้เรยน ผู้เรยนเขยนโครงงานตามหัวข้อซงม ี






หัวข้อส าคัญ (ชอโครงงาน หลักการและเหตผลวัตถประสงค์หรอจดม่งหมาย เจ้าของ ประโยชน์



















โครงการ ทปรกษาโครงการ แหล่งความร สถานทด าเนนการ ระยะเวลาด าเนนการ 1. เปนการสอนทม่งให้ผู้เรยนมบทบาท มส่วนร่วมในการจัดกระบวนการเรยนรได้








ื่
งบประมาณ วิธด าเนนการ เครองมอทใช้ ผลทคาดว่าจะได้รบ) ปฏบัตจรงคดเอง ท าเอง อย่างละเอยดรอบคอบ อย่างเปนระบบ

ี่












4. ขั้นลงมอปฏบัตหรอแก้ปญหา ให้ผู้เรยนลงมอปฏบัตหรอแก้ปญหาตามแผนการท ี ่ 2. ผู้เรยนรจักวีแสวงหาข้อมล สรางองค์ความรและสรปความรได้ด้วยตนเอง






















ก าหนดไว้โดยมผู้สอนเปนทปรกษา คอยสังเกต ตดตาม แนะน าให้ผู้เรยนรจักสังเกต เก็บ 3. ผู้เรยนมทักษะในการแก้ปญหา มทักษะกระบวนการในการท างาน มทักษะการ









รวบรวมข้อมล บันทกผลด าเนนการด้วยความมานะอดทน มการประชมอภปราย เคลอนไหวทางการ

ื่
















ปรกษาหารอกันเปนระยะ ๆ ผู้สอนจะเข้าไปเกียวข้องเท่าทจ าเปน ผู้เรยนเปนผู้ใช้ 4. ผู้เรยนได้ฝกกระบวนการกล่มสัมพันธ ท างานร่วมกันกับผู้อนได้















ความคด ความร ในการวางแผนและตัดสนใจท าด้วยตนเอง 5. ฝกความเปนประชาธปไตย คอการรบฟงความคดเหนซงกันและกัน มเหตผล มการ









5. ขั้นประเมนผลระหว่าปฏบัตงาน ผู้สอนแนะน าให้ผู้เรยนรจักประเมนผลก่อน ยอมรบในความร ความสามารถซงกันและกัน













ด าเนนการระหว่างด าเนนการและหลังด าเนนการ คอรจักพิจารณาว่าก่อนทจะด าเนนการ 6. ผู้เรยนได้ฝกลักษณะนสัยทดในการท างาน เช่น การจดบันทกข้อมล การเก็บข้อมล



















มสภาพเปนอย่างไร มปญหาอย่างไรระหว่างทด าเนนงานตามโครงงานนั้น ยังมส่งใดท ี ่ อย่างเปนระบบ ความรบผิดชอบ ความซอตรง ความเอาใจใส่ ความขยันหมั่นเพียรใน












ผิดพลาดหรอเปนข้อบกพร่องอยู่ ต้อแก้ไขอะไรอกบ้าง มวิธแก้ไขอย่างไร เมอด าเนนการ การท างาน รจักท างานอย่างเปนระบบ ท างานอย่างมแผน ใช้เวลาว่างให้เปนประโยชน ์













ไปแล้วผู้เรยนมแนวคดอย่างไร มความพึงพอใจหรอไม่ ผลของการด าเนนการตาม 7. ผู้เรยนเกิดความคดรเร่มสรางสรรค์ และสามารถน าความร ความคด หรอแนวทางทได้





















โครงงาน ผู้เรยนได้ความรอะไร ได้ประโยชนอย่างไร และสามารถน าความรนั้นไป ไปใช้ในการแก้ปญหาในชวิต หรอในสถานการณอน ๆ ได้






พัฒนาปรบปรงงานได้อย่างดยิ่งข้น หรอเอาความรนั้นไปใช้ในชวิตได้อย่างไร โดย กำรจดกำรเรยนรูแบบใชโครงงำนเปนฐำน (PROJECT-BASED








ผู้เรยนประเมนโครงงานของตนเองหรอเพือนร่วมประเมน จากนั้นผู้สอนจงประเมนผล LEARNING)









โครงงานตามแบบประเมน ซงผู้ปกครองอาจจะมส่วนร่วมในการประเมนด้วยก็ได้ การจัดการเรยนรแบบใช้โครงงานเปนฐาน หมายถง การจัดการเรยนรทมครเปนผู้







ี่











6. ขั้นสรป รายงานผล และเสนอผลงาน เมอผู้เรยนท างานตามแผนและเก็บข้อมลแล้ว กระต้นเพือน าความสนใจทเกิดจากตัวนักเรยนมาใช้ในการท ากิจกรรมค้นคว้าหาความร ู ้













ต้องท าการวิเคราะหข้อมล สรปและเขยนรายงานเพื่อน าเสนอผลงาน ซงนอกเหนอจาก ด้วยตัวนักเรยนเอง น าไปส่การเพิ่มความรทได้จากการลงมอปฏบัต การฟงและการ














รายงานเอกสารแล้ว อาจมแผนภม แผนภาพ กราฟ แบบจ าลอง หรอของจรง







สังเกตจากผู้เชยวชาญ โดยนักเรยนมการเรยนรผ่านกระบวนการท างานเปนกล่ม ทจะ
ี่




ประกอบการน าเสนอ อาจจัดได้หลายรปแบบ เช่น จัดนทรรศการ การแสดงละคร ฯลฯ














น ามาส่การสรปความรใหม่ มการเขยนกระบวนการจัดท าโครงงานและได้ผลการจัด พาณช(2555) และ 3. การจัดการเรยนรแบบใช้โครงงานเปนฐาน ทได้จากโครงการสราง
ี่







กิจกรรมเปนผลงานแบบรปธรรม (ดษฎ โยเหลาและคณะ, 2557: 19-20) ชดความรเพือสรางเสรมทักษะแห่งศตวรรษท 21 ของเด็กและเยาวชน: จาก



ี่

ประสบการณความส าเรจของโรงเรยนไทย ของ ดษฎ โยเหลาและคณะ (2557) ดังน้ ี





แนวคดส าคัญ



การเรยนรแบบโครงงานนั้น มแนวคดสอดคล้องกับ John Dewey เรอง “learning by •แนวคดท 1 ขั้นตอนการจัดการเรยนรแบบโครงงาน ของ ส านักงานเลขาธการสภา


ื่





ี่






doing” ซงได้กล่าวว่า “Education is a process of living and not a preparation for future การศกษาและกระทรวงศกษาธการ ซงได้น าเสนอขั้นตอนการจัดการเรยนรแบบ







living.” (Dewey John, 1897: 79 cite in Douladeli Efstratia, 2014) ซงเปนการเน้นการ

ี่


จัดการเรยนรทให้นักเรยนได้รบประสบการณชวิตขณะทเรยน เพื่อให้นักเรยนได้พัฒนา





ี่





ทักษะต่างๆ ซงสอดคล้องกับหลักพัฒนาการคดของ Bloom ทั้ง 6 ขั้น คอ ความรความจ า


(Remembering) ความเข้าใจ (understanding) การประยุกต์ใช้ (Applying) การวิเคราะห ์

(Analyzing) การประเมนค่า (Evaluating) และ การคดสรางสรรค์ (Creating) ซงการ




โครงงาน ไว้ 4 ขั้นตอน ดังน้ ี










จัดการเรยนรแบบใช้โครงงานเปนฐาน นั้นจงเปนเปนอกรปแบบหนง ทถอได้ว่าเปน













1. ขั้นน าเสนอ หมายถง ขั้นทผู้สอนให้ผู้เรยนศกษาใบความร ก าหนดสถานการณ ศกษา





การจัดการเรยนรทเน้นผู้เรยนเปนส าคัญ เนองจากผู้เรยนได้ลงมอปฏบัตเพื่อฝกทักษะ




ื่

ี่






สถานการณ เล่นเกม ดรปภาพ หรอผู้สอนใช้เทคนคการตั้งค าถามเกียวกับสาระการ



ต่างๆด้วยตนเองทกขั้นตอน โดยมครเปนผู้จัดประสบการณการเรยนร ู ้












เรยนรทก าหนดในแผนการจัดการเรยนรแต่ละแผน เช่น สาระการเรยนรตามหลักสตร







ขั้นตอนการจัดการเรยนรแบบใช้โครงงานเปนฐาน







และสาระการเรยนรทเปนขั้นตอนของโครงงานเพือใช้เปนแนวทางในการวางแผนการ





การจัดการเรยนรแบบใช้โครงงานเปนฐานนั้น มกระบวนการและขั้นตอนแตกต่างกัน


เรยนร ู ้










ไปตามแต่ละทฤษฎ ซงในค่มอการจัดการเรยนรแบบใช้โครงงานเปนฐานฉบับน้ ขอ






2. ขั้นวางแผน หมายถง ขั้นทผู้เรยนร่วมกันวางแผน โดยการระดมความคด อภปราย

น าเสนอ 3 แนวคดทถกพิจารณาแล้วเหมาะสมกับบรบทของเมองไทย คอ









หารอข้อสรปของกล่ม เพือใช้เปนแนวทางในการปฏบัต ิ









1. การจัดการเรยรแบบใช้โครงงาน ของ ส านักงานเลขาธการสภาการศกษาและ

3. ขั้นปฏบัต หมายถง ขั้นทผู้เรยนปฏบัตกิจกรรม เขยนสรปรายงานผลทเกิดข้นจากการ














กระทรวงศกษาธการ (2550)
วางแผนร่วมกัน



2. ขั้นการจัดการเรยนร ตาม โมเดล จักรยานแห่งการเรยนรแบบ PBL ของ วิจารณ ์



4. ขั้นประเมนผล หมายถง ขั้นการวัดและประเมนผลตามสภาพจรง โดยให้บรรล ุ

















ี่




จดประสงค์การเรยนรทก าหนดไว้ในแผนการจัดการเรยนร โดยมผู้สอน ผู้เรยนและ นักเรยน และทส าคัญ เตรยมค าถามไว้ถามทมงานเพื่อกระต้นให้คดถงประเด็นส าคัญบาง






เพือนร่วมกันประเมน ประเดนทนักเรยนมองข้าม โดยถอหลักว่า ครต้องไม่เข้าไปช่วยเหลอจนทมงานขาด






ี่

•แนวคดท 2 ขั้นการจัดการเรยนร ตาม โมเดล จักรยานแห่งการเรยนรแบบ PBL ของ โอกาสคดเองแก้ปญหาเอง นักเรยนทเปนทมงานก็ต้องวางแผนงานของตน แบ่งหน้าทก็


































วิจารณ พาณช (2555:71-75) ซงแนวคดน้ มความเชอว่า หากต้องการให้การเรยนรมพลัง รบผิดชอบ การประชมพบปะระหว่างทมงาน การแลกเปลยนข้อค้นพบแลกเปลยน

และฝงในตัวผู้เรยนได้ ต้องเปนการเรยนรทเรยนโดยการลงมอท าเปนโครงการ (Project) ค าถาม แลกเปลยนวิธการ ยิ่งท าความเข้าใจร่วมกันไว้ชัดเจนเพียงใด งานในขั้น Do ก็จะ

ี่




ี่

















ร่วมมอกันท าเปนทม และท ากับปญหาทมอยู่ในชวิตจรง ซง ส่วนของ วงล้อ แต่ละช้น ได้แก่ สะดวกเลอนไหลดเพียงนั้น


Define, Plan, Do, Review และ Presentation









3. Do คอ การลงมอท า มักจะพบปญหาทไม่คาดคดเสมอ นักเรยนจงจะได้เรยนรทักษะ






ในการแก้ปญหา การประสานงาน การท างานร่วมกันเปนทม การจัดการความขัดแย้ง
ทักษะในการท างานภายใต้ทรพยากรจ ากัด ทักษะในการค้นหาความรเพิ่มเตมทักษะใน








การท างานในสภาพททมงานมความแตกต่างหลากหลาย ทักษะการท างานในสภาพ
กดดัน ทักษะในการบันทกผลงาน ทักษะในการวิเคราะหผล และแลกเปลยนข้อวิเคราะห ์

ี่

กับเพือนร่วมทม เปนต้น












ในขั้นตอน Do น้ ครเพือศษย์จะได้มโอกาสสังเกตท าความรจักและเข้าใจศษย์เปนรายคน
ี่




และเรยนรหรอฝกท าหน้าทเปน “วิทยากร” และโค้ชด้วย







4. Review คอ การททมนักเรยนจะทบทวนการเรยนร ทไม่ใช่แค่ทบทวนว่า โครงการ









ภาพ 2 โมเดล จักรยานแห่งการเรยนรแบบ PBL ได้ผลตามความม่งหมายหรอไม่ แต่จะต้องเน้นทบทวนว่างานหรอกิจกรรม หรอ






1. Define คอ ขั้นตอนการท าให้สมาชกของทมงาน ร่วมทั้งครด้วยมความชัดเจน พฤตกรรมแต่ละขั้นตอนได้ให้บทเรยนอะไรบ้าง เอาทั้งขั้นตอนทเปนความส าเรจและ










ร่วมกันว่า ค าถาม ปญหา ประเดน ความท้าทายของโครงการคออะไร และเพือให้เกิดการ ความล้มเหลวมาท าความเข้าใจ และก าหนดวิธท างานใหม่ทถกต้องเหมาะสมรวมทั้งเอา










เรยนรอะไร เหตการณระทกใจ หรอเหตการณทภาคภมใจ ประทับใจ มาแลกเปลยนเรยนรกัน


















2. Plan คอ การวางแผนการท างานในโครงการ ครก็ต้องวางแผน ก าหนดทางหนทไล่ ขั้นตอนน้เปนการเรยนรแบบทบทวนไตร่ตรอง (reflection) หรอในภาษา KM เรยกว่า










ในการท าหน้าทโค้ช รวมทั้งเตรยมเครองอ านวยความสะดวกในการท าโครงการของ












AAR (After Action Review) ภาพ 3 ขั้นตอนการจัดการเรยนรแบบใช้โครงงานเปนฐาน(ปรบปรงจาก ดษฎ โยเหลาและคณะ,


5. Presentation คอ การน าเสนอโครงการต่อชั้นเรยน เปนขั้นตอนทให้การเรยนรทักษะ 2557: 20-23)























อกชดหนง ต่อเนองกับขั้นตอน Review เปนขั้นตอนทท าให้เกิดการทบทวนขั้นตอนของ ในการจัดการเรยนรแบบใช้โครงงานเปนฐานคร้งน้ ได้น าแนวคดทปรบปรงจาก ดษฎ ี















งานและการเรยนรทเกิดข้นอย่างเข้มข้น แล้วเอามาน าเสนอในรปแบบทเราใจ ให้อารมณ ์ โยเหลาและคณะ (2557: 20-23) ซงเปนแนวทางการจัดการเรยนรทสรางข้นมาจาก
ี่















และให้ความร (ปญญา) ทมงานของนักเรยนอาจสรางนวัตกรรมในการน าเสนอก็ได้ โดย การศกษาโรงเรยนในประเทศไทย โดยมขั้นตอนดังน้ ี



อาจเขยนเปนรายงาน และน าเสนอเปนการรายงานหน้าชั้น ม เพาเวอรพอยท์ 1. ขั้นให้ความรพื้นฐาน ครให้ความรพื้นฐานเกียวกับการท าโครงงานก่อนการ เรยนร ู ้










(PowerPoint) ประกอบ หรอจัดท าวีดทัศน์น าเสนอ หรอน าเสนอเปนละคร เปนต้น เนองจากการท าโครงงานมรปแบบและขั้นตอนทชัดเจนและรดกุม ดังนั้นนักเรยนจงม ี























“Project-Based Learning increases long-term retention, improves problem-solving and ความจ าเปนอย่างยิ่งทจะต้องมความรเกียวกับโครงงานไว้เปนพื้นฐาน เพือใช้ในการ



collaboration skills, and improves students’ attitudes towards learning.”(Strobel , ปฏบัตขณะท างานโครงงานจรง ในขั้นแสวงหาความร ู ้







2009) 2. ขั้นกระต้นความสนใจ ครเตรยมกิจกรรมทจะกระต้นความสนใจของนักเรยน โดย

















ี่
แนวคดท 3 การจัดการเรยนรแบบใช้โครงงานเปนฐาน ทปรบจากการศกษาการจัดการ ต้องคดหรอเตรยมกิจกรรมทดงดดให้นักเรยนสนใจ ใคร่ร ถงความสนกสนานในการท า


ี่








เรยนรแบบ PBL ทได้จากโครงการสรางชดความรเพือสรางเสรมทักษะแห่งศตวรรษท ี ่ โครงงานหรอกิจกรรมร่วมกัน โดยกิจกรรมนั้นอาจเปนกิจกรรมทครก าหนดข้น หรอ




















21 ของเด็กและเยาวชน: จากประสบการณความส าเรจของโรงเรยนไทย ของ ดษฎ โย อาจเปนกิจกรรมทนักเรยนมความสนใจต้องการจะท าอยู่แล้วทั้งน้ในการกระต้นของคร ู














เหลาและคณะ (2557) โดยมทั้งหมด 6 ขั้นตอน ดังน้ ี จะต้องเปดโอกาสให้นักเรยนเสนอจากกิจกรรมทได้เรยนรผ่านการจัดการเรยนรของคร ู
















ทเกียวข้องกับชมชนทนักเรยนอาศัยอยู่หรอเปนเรองใกล้ตัวทสามารถเรยนรได้ด้วย
ตนเอง








3. ขั้นจัดกล่มร่วมมอ ครให้นักเรยนแบ่งกล่มกันแสวงหาความร ใช้กระบวนการกล่มใน



การวางแผนด าเนนกิจกรรม โดยนักเรยนเปนผู้ร่วมกันวางแผนกิจกรรมการเรยนของ










ตนเอง โดยระดมความคดและหารอ แบ่งหน้าทเพือเปนแนวทางปฏบัตร่วมกัน หลังจาก


ทได้ทราบหัวข้อส่งทตนเองต้องเรยนรในภาคเรยนนั้นๆเรยบรอยแล้ว






ี่

4. ขั้นแสวงหาความร ในขั้นแสวงหาความรมแนวทางปฏบัตส าหรบนักเรยนในการท า





















กิจกรรม ดังน้นักเรยนลงมอปฏบัตกิจกรรมโครงงาน ตามหัวข้อทกล่มสนใจนักเรยน ขอบเขตและแจกแจงรายละเอยดของเรองทจะศกษาให้มความชัดเจนมากข้น อาจรวมทั้ง
























ปฏบัตหน้าทของตนตามข้อตกลงของกล่ม พรอมทั้งร่วมมอกันปฏบัตกิจกรรม โดยขอ การรบรประสบการณเดม หรอความรจากแหล่งต่างๆทจะช่วยให้น าไปส่ความเข้าใจ





















ค าปรกษาจากครเปนระยะเมอมข้อสงสัยหรอปญหาเกิดข้นนักเรยนร่วมกันเขยนรปเล่ม เรองหรอประเดนทจะศกษามากข้น และมแนวทางทใช้ในการส ารวจตรวจสอบอย่าง






ี่
สรปรายงานจากโครงงานทตนปฏบัต ิ หลากหลาย
ื่
ี่












5. ขั้นสรปส่งทเรยนร ครให้นักเรยนสรปส่งทเรยนรจากการท ากิจกรรม โดยครใช้ 2)ขั้นส ารวจและค้นหา (Exploration) เมอท าความเข้าใจในประเด็นหรอค าถามทสนใจ










ค าถาม ถามนักเรยนน าไปส่การสรปส่งทเรยนร ู ้ จะศกษาอย่างถ่องแท้แล้วก็มการวางแผนก าหนดแนวทางส าหรบการตรวจสอบ
















6. ขั้นน าเสนอผลงาน ครให้นักเรยนน าเสนอผลการเรยนร โดยครออกแบบกิจกรรม ฐาน ก าหนดทางเลอกทเปนไปได้ ลงมอปฏบัตเพือเก็บรวบรวมข้อมล ข้อสนเทศ หรอ
















หรอจัดเวลาให้นักเรยนได้เสนอส่งทตนเองได้เรยนร เพือให้เพือนร่วมชั้น และนักเรยน ปรากฏการณต่าง ๆ วิธการตรวจสอบอาจท าได้หลายวิธ เช่นท าการทดลอง ท ากิจกรรม











อนๆในโรงเรยนได้ชมผลงานและเรยนรกิจกรรมทนักเรยนปฏบัตในการท าโครงงาน ภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอรเพือช่วยสรางสถานการณจ าลอง (Simulation) การศกษา















หาข้อมลจากเอกสารอ้างองหรอจากแหล่งข้อมลต่างๆ เพือให้ได้มาซงข้อมลอย่างเพียง




รูปแบบกำรสอนแบบสบเสำะหำควำมรู 5E




พอทจะใช้ในขั้นต่อไป3) ขั้นอธบายและลงข้อสรป (Explanation) เมอได้ข้อมลอย่าง







รปแบบการสอนแบบสบเสาะหาความรของสถาบันส่งเสรมการสอนวิทยาศาสตรและ





เพียงพอจากการส ารวจตรวจสอบแล้ว จงน าข้อมลข้อสนเทศทได้มเคราะห แปลผล
ี่



เทคโนโลยี (สสวท., 2546) ประกอบด้วยขั้นตอนทส าคัญดังน้ ี




สรปผลและน าเสนอผลทได้ในรปต่าง ๆ เช่น บรรยายสรป สรางแบบจ าลองทาง











1) ขั้นสรางความสนใจ (Engagement) เปนการน าเข้าส่บทเรยนหรอเรองทสนใจซง





คณตศาสตร หรอรปวาด สรางตาราง ฯลฯ การค้นพบในขั้นน้อาจเปนไปได้หลายทาง





เกิดข้นจากความสงสัยหรออาจเร่มจากความสนใจของตัวนักเรยนเองหรอเกิดจากการ












เช่น สนับสนนสมตฐานทตั้งไว้ โต้แย้งกับสมมตฐานทตั้งไว้ หรอไม่เกียวข้องกับ




อภปรายภายในกล่มเรองทน่าสนใจอาจมาจากเหตการณทเกิดข้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรอ

















ประเดนทได้ก าหนดไว้ แต่ผลทได้จะอยู่ในรปใดก็สามารถสรางความรและช่วยให้เกิด







เปนเรองทเชอมโยงกับความรเดมทเพิ่งเรยนรมาแล้ว เปนตัวกระต้นให้นักเรยนสราง
















การเรยนรได้








ค าถาม ก าหนดประเดนทศกษา ในกรณทไม่มประเดนใดทน่าสนใจ ครอาจให้ศกษาจาก













4) ขั้นขยายความร (Elaboration) เปนการน าความรทสรางข้นไปเชอมโยงกับความรเดม









สอต่างๆหรอเปนผู้กระต้นด้วยการเสนอด้วยประเดนข้นมาก่อน แต่ไม่ควรบังคับให้




หรอความคดทได้ค้นคว้าเพิ่มเตมหรอน าแบบจ าลองหรอข้อสรปทได้ไปใช้อธบาย














นักเรยนยอมรบประเดนหรอค าถามทครก าลังสนใจเปนเรองทจะใช้ศกษา เมอมค าถามท ี ่



















สถานการณหรอเหตการณอน ๆ ถ้าใช้อธบายเรองต่าง ๆ ได้มากก็แสดงว่าข้อจ ากัดน้อย






น่าสนใจและนักเรยนส่วนใหญ่ยอมรบให้เปนประเดนทต้องการศกษา จงร่วมกันก าหนด









ซงจะช่วยให้เชอมโยงกับเรองต่าง ๆ และท าให้เกิดความรกว้างขวางข้น















5)ขั้นประเมน (Evaluation) เปนการประเมนการเรยนรด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่า ความสงสัย หรออาจเร่มจากความสนใจของตัวนักเรยนเองหรอเกิดจากการอภปราย






นักเรยนมความรอะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด จากขั้นน้จะน าไปส่การน า ภายในกล่ม เรองทน่าสนใจอาจมาจากเหตการณทก าลังเกิดข้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรอ



















ื่




ื่












ความรไปประยุกต์ใช้ในเรองอนๆการน าความรหรอแบบจ าลองไปใช้อธบายหรอ เปนเรองทเชอมโยงกับความรเดมทเดกเพิ่งเรยนรมาแล้ว ครเปนคนกระต้นให้นักเรยน























ประยุกต์ใช้กับเหตการณหรอเรองอนๆจะน าไปส่ข้อโต้แย้งหรอข้อจ ากัดซงจะก่อให้เกิด สรางค าถามก าหนดประเดนททจะกระต้นโดยการเสนอประเดนข้นก่อน แต่ไม่ควร



ประเดนหรอค าถาม หรอปญหาทจะต้องส ารวจตรวจสอบต่อไป ท าให้เกิดเปน บังคับให้นักเรยนยอมรบประเดนหรอค าถามทครก าลังสนใจเปนเรองทจะใช้ศกษา

































กระบวนการทต่อเนองกันไปเรอยๆ จงเรยกว่า Inquiry cycle กระบวนการสบเสาะหา 3. ขั้นส ารวจและค้นหา(Exploration Phase) ในขั้นน้จะต่อเนองจากขั้นเราความสนใจ ซง







ความรจงช่วยให้นักเรยนเกิดการเรยนรทั้งเน้อหาหลักและหลักการทฤษฎ ตลอดจนลง เมอนักเรยนท าความเข้าใจในประเดนหรอค าถามทสนใจจะศกษาอย่างถ่องแท้แล้วก็ม ี












มอปฏบัต เพือให้ได้ความรซงจะเปนพื้นฐานในการเรยนต่อไป การวางแผนก าหนดแนวทางควรส ารวจตรวจสอบ ตั้งสมมตฐาน ก าหนดทางเลอกท ่ ี















เปนไปได้ ลงมอปฏบัตเพือเก็บรวบรวมข้อมล ข้อสนเทศ หรอปรากฏการณต่าง ๆ









กำรสอนตำมแบบวัฎจกรกำรเรยนรู 7 ขัน (7E)

วิธการตรวจสอบอาจท าได้หลายวิธ เช่น ท าการทดลอง ท ากิจกรรมภาคสนาม การใช้

การสอนตามแบบวัฎจักรการเรยนร 7 ขั้น เปนการสอนทเน้นการถ่ายโอนการเรยนร ู ้







คอมพิวเตอรเพือช่วยสรางสถานการณจ าลอง (Simulation) การศกษาหาข้อมลจาก


















และ ให้ความส าคัญเกียวกับ การตรวจสอบความรเดมของเดก ซงเปนส่งทครละเลย






เอกสารอ้างองจากแหล่งข้อมลต่าง ๆ เพือให้ได้มาซงข้อมลอย่างเพียงพอทจะใช้ในขั้น




ไม่ได้และการตรวจ สอบความรพื้นฐานเดมของเดกจะท าให้ครค้นพบว่านักเรยนต้อง




ต่อไป





เรยนรอะไรก่อนก่อนทจะเรยนรใน เน้อหาบทเรยนนั้นๆ ซงจะช่วยให้เดกเกิดการเรยนร ้ ู









4. ขั้นอธบาย(Explanation Phase) ในขั้นน้เมอนักเรยนได้ข้อมลมาอย่างเพียงพอจากการ








อย่างมประสทธภาพ

ส ารวจตรวจสอบแล้ว จงน าข้อมล ข้อสนเทศทได้มาวิเคราะห แปลผล สรปผล และ


ี่


ขั้นของการเรยนรตามแนว คดของ Eisenkraft (2003 : 58) มเน้อหาสาระ ดังน้ ี













น าเสนอผลทได้ในรปต่าง ๆ เช่น บรรยายสรป สรางแบบจ าลองทางคณตศาสตร หรอรป








1. ขั้นตรวจสอบความรเดม(Elicitation Phase) ในขั้นน้จะเปนขั้นทครจะตั้งค าถามเพือ





วาด สรางตารางฯลฯการค้นพบในด้านน้อาจเปนไปได้หลายทาง เช่น สนับสนน





กระต้นให้ผู้เรยนได้แสดงความรเดมออกมา เพือครจะได้รว่า เดกแต่ละคนมพื้นความร ู ้












สมมตฐานทตั้งไว้ โต้แย้งกับสมมตฐานทตั้งไว้ หรอไม่เกียวข้องกับประเดนทได้ก าหนด











เดมเท่าไร จะได้วางแผนการสอนได้ถกต้อง และครได้รว่านักเรยนควรจะเรยนเน้อหาใด









ไว้ แต้ผลทได้จะอยู่ในรปใดก็สามารถสรางความรและช่วยให้เกิดการเรยนรได้









ก่อนทจะเรยนในเน้อหานั้น ๆ







2. ขั้นเราความสนใจ(Engagement Phase) เปนการน าเข้าส่บทเรยนหรอเรองทสนใจจาก















5. ขั้นขยายความคด(Expansion Phase/Elaboration Phase) เปนการน าความรทสรางข้น หรอรปแบบการเรยนการสอน แบบสบเสาะหาความรอย่างต่อเนองซงมขั้นตอนการ




















ไปเชอมโยงกับความรเดมหรอแนวคดทได้ค้นคว้าเพิ่มเตม หรอน าแบบจ าลองหรอ สอน ดังน้ ี










ข้อสรปทไปใช้อธบายสถานการณหรอเหตการณอนๆ ถ้าใช้อธบายเรองต่างๆ ได้มากก็ 1.1ขั้นตรวจสอบความรเดม (Elictation Phase) เปนขั้นทครตั้งค าถามเพือกระต้นให้

























แสดงว่าข้อก ากัดน้อย ซงก็จะช่วยให้เชอมโยงกับเรองราวต่างๆ และท าให้เกิดความรสก ผู้เรยนได้แสดงความรเดมออกมา เพือครจะได้รว่าเดกแต่ละคนมพื้นฐานความรเดม
















กว้างขวางข้น เท่าไร จะได้วางแผนการสอนได้ถกต้อง และครได้รว่านักเรยนควรจะเรยนเน้อหาใด









6. ขั้นประเมนผล(Evaluation Phase) ในขั้นน้เปนการประเมนการเรยนรด้วย ก่อนทจะเรยนเน้อหานั้น ๆ













กระบวนการต่าง ๆ ว่านักเรยนมความรอะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด จากขั้นน้ ี 1.2 ขั้นสรางความสนใจ(Engagement Phase) เปนการน าเข้าส่บทเรยนทสนใจ







จะน าไปส่การน าความรไปประยุกต์ใช้ในด้านอนๆ ซงอาจเกิดข้นเองจากความสงสัย หรออาจเร่มจากความสนใจของตัวนักเรยนเองหรอเกิด





























7. ขั้นน าความรไปใช้(Extension Phase) ในขั้นน้เปนทครจะต้องมการจัดเตรยมโอกาส จากการอภปราย ซักถาม หรอเรองทเชอมโยงกับความรเดมทเพิ่งเรยนรมาแล้ว เปน












ให้นักเรยนได้น าส่งทได้เรยนมาไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชนในชวิตประจ าวัน ครจะ ตัวกระต้นให้นักเรยนสรางค าถาม ก าหนดประเดนทจะศกษา


















เปนผู้กระต้นให้นักเรยนสามารถน าความรทได้รบไปสรางเปนความรทเรยกว่า “การถ่าย 1.3 ขั้นส ารวจและค้นหา(Exploration Phase) การวางแผนก าหนดแนวทาง













โอนการเรยนร”จากขั้นตอนต่าง ๆ ในรปแบบการสอนโดยวัฏจักรการเรยนร 7 ขั้น จะ การส ารวจ ตรวจสอบ ตั้งสมมตฐาน ก าหนดทางเลอกทเปนไปได้ ลงมอปฏบัตเพือเก็บ








เหนได้ว่ารปแบบการสอนโดยใช้วัฏจักรการเรยนร7 ขั้น จะเน้นการถ่ายโอนการเรยนร ู ้ รวบรวมข้อมล ข้อสนเทศ ศกษาข้อมลจากแหล่งต่าง ๆ เพือให้ได้ข้อมลอย่างเพียง









และให้ความส าคัญกับกาตรวจสอบความรเดมของเดกซงเปนส่งทครไม่ควรละเลย หรอ พอทจะใช้ในขั้นต่อไป


















ละท้ง เนองจาก การตรวจสอบพื้นความรเดมของเดกจะท าให้ครได้ค้นพบว่านักเรยน 1.4 ขั้นอธบายและลงข้อสรป(Explanation Phase) น าข้อมลทได้มาวิเคราะหอภปราย



ี่







จะต้องเรยนรอะไรก่อนทจะเรยนในเน้อหานั้น ๆ นักเรยนจะสรางความรจากพื้นความร ้ ู แปลผล สรปผล และน าเสนอผล





























เดมทเดกม ท าให้เดกเกิดการเรยนรอย่างมความหมายและไม่คดแนวความคดทผิดพลาด 1.5 ขั้นขยายความร(Expansion Phase) เปนการน าความรทสรางข้นไปเชอมโยงกับ
















การละเลยหรอเพิกเฉยในขั้นน้จะท าให้ยากแก่การพัฒนาแนวความคดของเดกซงจะไม่ ความรเดม หรอแนวคดทค้นคว้าเพิ่มเตม น าข้อสรปทได้ไปใช้อธบายสถานการณอน ๆ



















เปนไปตามจดม่งหมายทครวางไว้ นอกจากน้ยังเน้นให้นักเรยนสามารถน าความรท ่ ี และท าให้เกิดความรกว้างขวางข้น









ได้รบไประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชนในชวิตประจ าวันได้ 1.6 ขั้นประเมนผล(Evaluation Phase) เปนการประเมนการเรยนรด้วยกระบวนการต่าง ๆ







แผนการจัดการเรยนรแบบวัฎจักรการเรยนร 7 ขั้น หมายถง การก าหนดแนวทาง ว่านักเรยนมความรอะไรบ้าง และมากน้อยเพียงใด จากขั้นน้จะน าไปส่การน าความรไป


















ื่
ื่
ประยุกต์ใช้ในเรองอน ๆ วิทยาศาสตรใหม่ ๆ ข้น
1.7 ขั้นน าความรไปใช้(Extension Phase) เปนขั้นทนักเรยนได้น าส่งทได้จากการเรยนร ู ้ 3. การตั้งสมมตฐาน




























ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชนในชวิตประจ าวัน เพือสรางความรใหม่ทเรยกว่า “การ สมมตฐาน หมายถงส่งทคาดคดหรอคาดเดาไว้ล่วงหน้าว่าจะเปนค าตอบของปญหา ซง







ถ่ายโอนการเรยนร ู ้ ค าตอบหรอสมมตฐานนั้นอาจผิดหรอถกก็ได้ การตั้งสมมตฐานจงเปนแนวทางในการ













วิธีกำรทำงวิทยำศำสตร ( Scientific Method ) ทดสอบหรอหาข้อมลต่อไป ดังนั้นจงควรฝกคาดคดหรอฝกตั้งสมมตฐานหลาย ๆ









ในชวิตประจ าวันของทกคน จะต้องมความเกียวข้องกับวิทยาศาสตรเสมอ ไม่ว่าจะเปน สมมตฐาน และไม่ด่วนสรปเอาเองว่าสมมตฐานทตั้งไว้ถกต้อง จนกว่าจะได้ทดสอบ








เหตการณทางธรรมชาต หรอการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ก็ตาม ซงเปนผลลัพธมาจากวิธการ สมมตฐานด้วยการทดลองหรอการเก็บข้อมล







ทางวิทยาศาสตรทั้งส้น นักวิทยาศาสตรได้หาค าตอบของปญหาต่าง ๆ โดยตั้งสมมตฐาน 4. การทดลอง















ก าหนดตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคม แล้วท าการทดลองซ ้าแล้วซ ้าเล่า เปนการทดสอบหรอพิสจนสมมตฐานว่าเปนจรงหรอไม่ ในการทดลองต้องมการ










จนกว่าจะได้ข้อสรปสดท้าย ควบคมตัวแปรบางชนดให้คงท ตัวแปรพวกน้เรยกว่า ตัวแปรควบคม ตัวแปรบางชนด










วิธการทางวิทยาศาสตร คอ วิธการและขั้นตอนในการค้นหาความรทางวิทยาศาสตร ซง ต้องเปลยนแปลงไป ตัวแปรพวกน้เรยกว่า ตัวแปรต้น ผลทเกิดข้นและเปลยนแปลงไป















เปนกระบวนการทท าให้นักวิทยาศาสตรสามารถค้นหาความรจากธรรมชาตโดยมการ ตามตัวแปรต้นเรยกว่า ตัวแปรตาม นอกจากน้ในการทดลองต้องมการบันทกข้อมลใน

ี่













วางแผนการท างานอย่างเปนระบบ มขั้นตอน และมประสทธภาพ วิธการทาง รปของตารางบันทกข้อมลเพราะท าให้บันทกได้สะดวกเปนระเบยบ แปลความได้ง่าย



ื่



ื่


วิทยาศาสตรประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังน้ ี เมอได้ข้อมลแล้วต้องมการน าเสนอข้อมล ท าให้แปลความหมายข้อมลและสอสารข้อมล









1. การสังเกต ให้ผู้อนเข้าใจง่าย กรณทมข้อมลมากและซับซ้อน ควรเสนอข้อมลโดยใช้ตารางข้อมล










การสังเกตเปนจดเร่มต้นและเปนส่งส าคัญทสดอย่างหนงของกระบวนการทาง ภาพ กราฟ หรอแผนภม ิ









วิทยาศาสตร การสังเกตเปนจดเร่มต้นของปญหาหรอข้อสงสัย ซงจะน าไปส่การหา 5. การสรปข้อมล















ค าตอบหรอความรต่าง ๆ การฝกการสังเกตบ่อย ๆ จะท าให้สังเกตได้เรว สังเกตได้ จากการทดลองเพือตรวจสอบสมมตฐานทตั้งไว้นั้นต้องมการทดลองซ ้าหลาย ๆ คร้ง







ถกต้อง มความช านาญในการสังเกตท าให้ได้ข้อมลทใช้หาค าตอบได้ หากได้ผลการทดลองออกมาเหมอนกันทกคร้ง แสดงว่าสมมตฐานนั้นถกต้องหรอเปน

ี่













2. การระบปญหา จรง และสามารถสรปเปนความรใหม่ได้ ส่วนสมมตฐานทตรวจสอบแล้วพบว่า ไม่เปน









การระบปญหาหลังการสังเกต และพยายามหาค าตอบของปญหานั้น ท าให้ได้ความร ู ้ ความจรงก็จะถกปฏเสธ ซงจะต้องมการตั้งสมมตฐานใหม่และท าการทดลองใหม่เพือ










ตรวจสอบสมมตฐานอก จนกว่าจะได้ผลการทดลองทเปนจรงและถกต้อง ทักษะทำงวิทยำศำสตร ์
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร (science process skill) หมายถง ความสามารถ







และความช านาญในการคด เพือค้นหาความรและการแก้ไขปญหา โดยใช้กระบวนการ

ทางวิทยาศาสตรอาทการสังเกต การวัด การค านวณ การจ าแนก การหาความสัมพันธ ์




ระหว่างสเปสกับเวลา การจัดกระท า และสอความหมาย ข้อมล การลงความคดเหน การ




พยากรณการตั้งสมมตฐาน การก าหนดนยาม การก าหนดตัวแปร การทดลอง การ




วิเคราะหและแปรผลข้อมล การสรปผลข้อมลได้อย่างรวดเรว ถกต้อง และแม่นย า ทักษะ






กระบวนการทางวิทยาศาสตร13 ทักษะ แบ่งเปน 2 ระดับ คอ
1. ระดับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ เปนทักษะเพื่อการ


แสวงหาความรทั่วไป ประกอบด้วย


ี่
ทักษะท1 การสังเกต (Observing) หมายถง การใช้ประสาทสัมผัสของร่างกายอย่างใด







อย่างหนงหรอหลายอย่าง ได้แก่ หตา จมก ล้น กายสัมผัส เข้าสัมผัสกับวัตถหรอ









เหตการณเพือให้ทราบ และรบรข้อมลรายละเอยดของส่งเหล่านั้น โดยปราศจากความ


คดเหนส่วนตน ข้อมลเหล่าน้จะประกอบด้วย ข้อมลเชงคณภาพ เชงปรมาณ และ














รายละเอยดการเปลยนแปลงทเกิดข้นจากการสังเกต

ทักษะท 2 การวัด (Measuring) หมายถง การใช้เครองมอส าหรบการวัดข้อมลในเชง
ื่





ี่
ปรมาณของส่งต่าง ๆ เพือให้ได้ข้อมลเปนตัวเลขในหน่วยการวัดทถกต้อง แม่นย าได้


















ทั้งน้ การใช้เครองมอจ าเปนต้องเลอกใช้ให้เหมาะสมกับส่งทต้องการวัด รวมถงเข้าใจ
วิธการวัด และแสดงขั้นตอนการวัดได้อย่างถกต้อง


ทักษะท 3 การค านวณ (Using numbers) หมายถง การนับจ านวนของวัตถ และการน า

ี่






ตัวเลขทได้จากนับ และตัวเลขจากการวัดมาค านวณด้วยสตรคณตศาสตร เช่น การบวก






การลบ การคณ การหาร เปนต้นโดยการเกิดทักษะการค านวณจะแสดงออกจากการนับท ี ่ จากสัมพันธภายใต้ความรทางวิทยาศาสตร










ถกต้อง ส่วนการค านวณจะแสดงออกจากการเลอกสตรคณตศาสตรการแสดงวิธค านวณ 2. ระดับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรขั้นบรณาการ 5 ทักษะ เปนทักษะ








และการค านวณทถกต้อง แม่นย า ทักษะท 4 การจ าแนกประเภท (Classifying) หมายถง กระบวนการขั้นสงทมความซับซ้อนมากข้น เพือแสวงหาความร โดยใช้ทักษะ









การเรยงล าดับ และการแบ่งกล่มวัตถหรอรายละเอยดข้อมลด้วยเกณฑ์ความแตกต่างหรอ กระบวนการทางวิทยาศาสตรขั้นพื้นฐาน เปนพื้นฐานในการพัฒนา ประกอบด้วย










ี่
ความสัมพันธใด ๆอย่างใดอย่างหนง ทักษะท 9 การตั้งสมมตฐาน (Formulating hypotheses) หมายถง การตั้งค าถามหรอคด



ทักษะท 5 การหาความสัมพันธระหว่างสเปสกับสเปส และสเปสกับเวลา ค าตอบล่วงหน้าก่อนการทดลองเพืออธบายหาความสัมพันธระหว่างตัวแปรต่าง ๆ ว่าม ี

ี่







(Usingspace/Timerelationships) สเปสของวัตถ หมายถง ทว่างทวัตถนั้นครองอยู่ ซงอาจ ความสัมพันธอย่างไรโดยสมมตฐานสรางข้นจะอาศัยการสังเกต ความร และ












มรปร่างเหมอนกันหรอแตกต่างกับวัตถนั้น โดยทั่วไปแบ่งเปน 3 มต คอ ความกว้าง ประสบการณภายใต้หลักการ กฎ หรอทฤษฎทสามารถอธบายค าตอบได้
ี่












ความยาว และความสง ความสัมพันธระหว่างสเปสกับสเปสของวัตถ ได้แก่ ทักษะท 10 การก าหนดนยามเชงปฏบัตการ (Defining operationally) หมายถง การ








ี่



ความสัมพันธระหว่าง 3 มต กับ 2 มต ความสัมพันธระหว่างต าแหน่งทอยู่ของวัตถหนง ก าหนด และอธบายความหมาย และขอบเขตของค าต่าง ๆ ทเกียวข้องกับการศกษาหรอ



















กับวัตถหนงความสัมพันธระหว่างสเปสของวัตถกับเวลา ได้แก่ ความสัมพันธของการ การทดลองเพือให้เกิดความเข้าใจตรงกันระหว่างบคคล




ี่
เปลยนแปลงต าแหน่งของวัตถกับช่วงเวลา หรอความสัมพันธของสเปสของวัตถท ี่ ทักษะท 11 การก าหนด และควบคมตัวแปร (Identifying and controlling variables)











เปลยนไปกับช่วงเวลา หมายถง การบ่งช้ และก าหนดลักษณะตัวแปรใด ๆให้เปนเปนตัวแปรอสระหรอตัวแปร



ทักษะท 6 การจัดกระท า และสอความหมายข้อมล (Communication) หมายถง การน า ต้น และตัวแปรใดๆให้เปนตัวแปรตาม และตัวแปรใด ๆให้เปนตัวแปรควบคม
ี่
ื่







ี่

ี่
ข้อมลทได้จากการสังเกต และการวัด มาจัดกระท าให้มความหมาย โดยการหาความถ ี่ ทักษะท 12 การทดลอง (Experimenting) หมายถง กระบวนการปฏบัต และท าซ ้าใน







การเรยงล าดับ การจัดกล่ม การค านวณค่า เพือให้ผู้อนเข้าใจความหมายได้ดข้น ผ่านการ ขั้นตอนเพือหาค าตอบจากสมมตฐาน แบ่งเปน 3 ขั้นตอน คอ










เสนอในรปแบบของตาราง แผนภม วงจร เขยนหรอบรรยาย เปนต้น 1. การออกแบบการทดลอง หมายถง การวางแผนการทดลองก่อนการทดลองจรง ๆ เพือ






ทักษะท 7 การลงความเหนจากข้อมล (Inferring) หมายถง การเพิ่มความคดเหนของตน ก าหนดวิธการและขั้นตอนการทดลองทสามารถด าเนนการได้จรง รวมถงวิธการแก้ไข

ี่










ต่อข้อมลทได้จากการสังเกตอย่างมเหตผลจากพื้นฐานความรหรอประสบการณทม ขณะท าการทดลองเพือให้การทดลองสามารถด าเนนการให้






















กิ







ข้










ี่

ทักษะท 8 การพยากรณ(Predicting) หมายถง การท านายหรอการคาดคะเนค าตอบ โดย ส าเรจลล่วงด้วยด


ี่







อาศัยข้อมลทได้จากการสังเกตหรอการท าซ ้า ผ่านกระบวนการแปรความหายของข้อมล 2. การปฏบัตการทดลอง หมายถง การปฏบัตการทดลองจรง



ี่






3. การบันทกผลการทดลอง หมายถง การจดบันทกข้อมลทได้จากการทดลองซงอาจเปน 19.กำรวัดและกำรประเมินผลกำรเรยนรู ้


ผลจากการสังเกต การวัดและอนๆ การวัดและประเมนผลการเรยนรของผู้เรยนต้องอยู่บนหลักการพื้นฐานสองประการคอ
ื่






ทักษะท 13 การตความหมายข้อมล และการลงข้อมล (Interpreting data and conclusion) การประเมนเพื่อพัฒนาผู้เรยนและเพื่อตัดสนผลการเรยน ในการพัฒนาคณภาพการเรยน



ี่










หมายถง การแปรความหมายหรอการบรรยายลักษณะและสมบัตของข้อมลทมอยู่ การ ของผู้เรยนให้ประสบผลส าเรจนั้น ผู้เรยนจะต้องได้รบการพัฒนาและประเมนตาม








ตความหมายข้อมลในบางคร้งอาจต้องใช้ทักษะอน ๆ เช่น ทักษะการสังเกต ทักษะการ ตัวช้วัดเพือให้บรรลตามาตรฐานการเรยนร สะท้อนสมรรถนะส าคัญ และคณลักษณะอัน












ค านวณ พึงประสงค์ของผู้เรยนซงเปนเปาหมายหลักในการวัดและประเมนผลการเรยนรในทก










ระดับไม่ว่าจะเปนระดับชั้นเรยนระดับสถานศกษา ระดับเขตพื้นทการศกษา และ








ระดับชาต การวัดและประเมนผลการเรยนรเปนกระบวนการพัฒนาคณภาพผู้เรยน โดย












ใช้ผลการประเมนเปนข้อมลและสารสนเทศทแสดงพัฒนาการ ความก้าวหน้า และ


ี่



ความส าเรจทางการเรยนของผู้เรยน ตลอดจนข้อมลทเปนประโยชนต่อการส่งเสรมให้



ผู้เรยนเกิดการพัฒนาและเรยนรอย่างเต็มตามศักยภาพการวัดและประเมนผลการเรยนร ้ ู







แบ่งออกเปน ๔ ระดับ ได้แก่ ระดับชั้นเรยน ระดับสถานศกษา ระดับเขตพื้นทการศกษา




และระดับชาต มรายละเอยด ดังน้ ี





๑. การประเมนระดับชั้นเรยน

เปนการวัดและประเมนผลทอยู่ในกระบวนการจัดการเรยนร ผู้สอนด าเนนการเปนปกต ิ










และสม าเสมอในการจัดการเรยนการสอน ใช้เทคนคการประเมนอย่างหลากหลาย เช่น




การซักถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การประเมนโครงงาน การประเมนช้นงาน





ภาระงานแฟมสะสมงาน การใช้แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผู้สอนเปนผู้ประเมนเองหรอเปด






โอกาสให้ผู้เรยนประเมนตนเอง เพือนประเมนเพือน ผู้ปกครองร่วมประเมนการประเมน



ระดับชั้นเรยนเปนการตรวจสอบว่า ผู้เรยนมพัฒนาการความก้าวหน้าในการเรยนร อัน












เปนผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรยนการสอนหรอไม่ และมากน้อยเพียงใดมส่งท ี ่












จะต้องได้รบการพัฒนาปรบปรงและส่งเสรมในด้านใด นอกจากน้ยังเปนข้อมลให้ผู้สอน สถานศกษาในเขตพื้นทการศกษา





ใช้ปรบปรงการเรยนการสอนของตนด้วย ทั้งน้โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการเรยนร ู ้ ๔. การประเมนระดับชาต ิ



และตัวช้วัด เปนการประเมนคณภาพผู้เรยนในระดับชาตตามมาตรฐานการเรยนรตามหลักสตร

















๒. การประเมนระดับสถานศกษา แกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน สถานศกษาต้องจัดให้ผู้เรยนทกคนทเรยนในชั้น


เปนการตรวจสอบผลการเรยนของผู้เรยนเปนรายป/รายภาค ผลการประเมนการอ่าน คด ประถมศกษาปท ๓ชั้นประถมศกษาปท๖ เข้ารบการประเมนผลจากการประเมนใช้เปน









ี่

















วิเคราะหและเขยน คณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรยน และเปนการ ข้อมลในการเทยบเคยงคณภาพการศกษาในระดับต่างๆ เพือน าไปใช้ในการวางแผน














ประเมนเกียวกับการจัดการศกษาของสถานศกษา ว่าส่งผลต่อการเรยนรของผู้เรยนตาม ยกระดับคณภาพการจัดการศกษา ตลอดจนเปนข้อมลสนับสนนการตัดสนใจในระดับ







เปาหมายหรอไม่ ผู้เรยนมส่งทต้องการพัฒนาในด้านใด รวมทั้งสามารถน าผลการเรยน นโยบายของประเทศข้อมลการประเมนในระดับต่าง ๆ ข้างตัน เปนประโยชนต่อ


















ของผู้เรยนในสถานศกษาเปรยบเทยบกับเกณฑ์ระดับชาต และระดับเขตพื้นทการศกษา สถานศกษาในการตรวจสอบทบทวนพัฒนาคณภาพผู้เรยน ถอเปนภาระความรบผิดชอบ
















ผลการประเมนระดับสถานศกษาจะเปนข้อมลและสารสนเทศ เพื่อการปรบปรงนโยบาย ของสถานศกษาทจะต้องจัดระบบดแลช่วยเหลอ ปรบปรงแก้ไข ส่งเสรมสนับสนน





หลักสตรโครงการ หรอวิธการจัดการเรยนการสอน ตลอดจนเพื่อการจัดท าแผนพัฒนา เพื่อให้ผู้เรยนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพบนพื้นฐานความแตกต่างระหว่างบคคลทจ าแนก






คณภาพการศกษาของสถานศกษาตามแนวทางการประกันคณภาพการศกษา และการ ตามสภาพปญหาและความต้องการ ได้แก่ กล่มผู้เรยนทั่วไปกล่มผู้เรยนทมความสามารถ





















รายงานผลการจัดการศกษาต่อคณะกรรมการสถานศกษาขั้นพื้นฐาน ส านักงานเขตพื้นท ี ่ พิเศษ กล่มผู้เรยนทมผลสัมฤทธ์ทางการเรยนต า กล่มผู้เรยนทมปญหาด้านวินัยและ





การศกษา ส านักงานคณะกรรมการการศกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครองและชมชน พฤตกรรม กล่มผู้เรยนทปฏเสธโรงเรยน กล่มผู้เรยนทมปญหาทางเศรษฐกิจและสังคม



























๓. การประเมนระดับเขตพื้นทการศกษา กล่มพิการทางร่างกายและสตปญญา เปนต้น ข้อมลจากการประเมนจงเปนหัวใจของ




เปนการประเมนคณภาพผู้เรยนในระดับเขตพื้นทการศกษาตามมาตรฐานการเรยนรตาม สถานศกษาในการด าเนนการช่วยเหลอผู้เรยนได้ทันท่วงท เปดโอกาสให้ผู้เรยนได้รบ

















หลักสตรแกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน เพือใช้เปนข้อมลพื้นฐานในการพัฒนาคณภาพ การพัฒนาและประสบความส าเรจในการเรยนสถานศกษาในฐานะผู้รบผิดชอบจัด



















การศกษาของเขตพื้นทการศกษา ตามภาระความรบผิดชอบ สามารถด าเนนการโดย การศกษา จะต้องจัดท าระเบยบว่าด้วยการวัดและประเมนผลการเรยนของสถานศกษาให้
ประเมนคณภาพผู้เรยนด้วยวิธการและเครองมอทเปนมาตรฐานทจัดท าและด าเนนการ สอดคล้อง และเปนไปตามหลักเกณฑ์และแนวปฏบัตทเปนข้อก าหนดของหลักสตร






ี่


ื่






ี่










โดยเขตพื้นทการศกษา หรอด้วยความร่วมมอกับหน่วยงานต้นสังกัด และหรอหน่วยงาน แกนกลางการศกษาขั้นพื้นฐาน เพือให้บคลากรทเกียวข้องทกฝายถอปฏบัตร่วมกัน












ทเกียวข้องนอกจากน้ยังได้จากการตรวจสอบทบทวนข้อมลจากการประเมนระดับ





ื่


20.สอ/แหลงเรยนรู บคคลของผู้เรยน













กล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีได้จัดท าสอและจัดให้มแหล่ง 4. ประเมนคณภาพของสอการเรยนรทเรยกใช้อย่างเปนระบบ
















เรยนร ตามหลักการและนโยบายของการจัดการศกษาขั้นพื้นฐาน ดังน้ ี 5. ค้นคว้าวิจัยเพือพัฒนาการเรยนรให้สอดคล้องกับกระบวนการเรยนรของผู้เรยน
















สอการเรยนรเปนเครองมอส่งเสรมสนับสนนการจัดการกระบวนการเรยนรให้ผู้เรยน 6. จัดให้มการก ากับ ตดตาม ประเมนคณภาพและประสทธภาพเกียวกับสอและการใช้สอ



















เข้าถงความรทักษะกระบวนการ และคณลักษณะตามมาตรฐานของหลักสตรได้อย่างม ี การเรยนรเปนระยะๆและสม าเสมอ










ประสทธภาพ สอการเรยนรมหลากหลายประเภท ทั้งสอธรรมชาตสอส่งพิมพ์สอ










เทคโนโลยีและเครอข่ายการเรยนรต่าง ๆ ทมในท้องถ่นการเลอกใช้สอควรเลอกให้ม ี












ี่
ความเหมาะสมกับระดับพัฒนาการ และลลาการเรยนรทหลากหลายของผู้เรยน













การจัดหาสอการเรยนรผู้เรยนและผู้สอนสามารถจัดท าและพัฒนาข้นเอง หรอปรบปรง




เลอกใช้อย่างมคณภาพจากสอต่าง ๆ ทมอยู่รอบตัวเพือน ามาใช้ประกอบในการจัดการ

















เรยนรทสามารถส่งเสรมและสอสารให้ผู้เรยนเกิดการเรยนรโดยสถานศกษาควรจัดให้ม ี





อย่างพอเพียง เพือพัฒนาให้ผู้เรยน เกิดการเรยนรอย่างแท้จรงสถานศกษา เขตพื้นท ่ ี









การศกษา หน่วยงานทเกียวข้องและผู้มหน้าทจัดการศกษาขั้นพื้นฐาน ควรด าเนนการ






ดังน้ ี

1. จัดให้มแหล่งการเรยนรสอการเรยนรระบบสารสนเทศการเรยนรและเครอข่ายการ














เรยนรทมประสทธภาพทั้งในสถานศกษาและในชมชน เพือการศกษาค้นคว้าและการ















แลกเปลยนประสบการณเรยนร ระหว่างสถานศกษา ท้องถ่นชมชนสังคมโลก












2.จัดหาสอการเรยนรส าหรบการศกษาค้นคว้าของผู้เรยน เสรมความรให้ผู้สอน รวมทั้ง









จัดหาส่งทมอยู่ในท้องถ่นมาประยุกต์ใช้เปนสอการเรยนร ู ้





3.เลอกและใช้สอสารการเรยนรทมประสทธภาพ มความเหมาะสม มความหลากหลาย







ื่

ี่



สอดคล้องกับวิธการเรยนรธรรมชาตของภาษาการเรยนรและความแตกต่างระหว่าง











ตัวอยำงกำรวัดและประเมินผล (แหลงอำงอิง:หลักสูตรกำรเรยนกำรสอนวิทยำศำสตร ์


โรงเรยนพิบูลอุปถัมภ)





กล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 1. อัตราส่วนคะแนน (ระดับ



ประถมศกษา) คะแนนระหว่างปการศกษา : สอบปลายปการศกษา = 70 : 30
รายการวัด ี ึ คะแนน

ระหว่างภาค มการวัดและประเมนผล ดังน้ (70)




1. คะแนนระหว่างปการศกษา 60
ภาคผนวก 1.2วัดทักษะ/กระบวนการ/สมรรถนะ (เลอกวัดตามแผนการ
1.1วัดโดยใช้แบบทดสอบ


จัดการเรยนร)



1.2.1 ภาระงานทมอบหมาย
ี่

- การท าใบงาน/แบบฝกหัด/แบบฝกทักษะ

- การแก้ปญหาวิทยาศาสตร ์ ึ


- การศกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร

- การร่วมกิจกรรมการเรยนร



1.2.2 แฟมสะสมงานวิทยาศาสตร ์

1.2.3 โครงงานวิทยาศาสตร
1.2.4 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรและสมรรถนะ


ส าคัญของผู้เรยน
1.3 วัดคณลักษณะอันพึงประสงค์ และเจตคตทดต่อวิชา





วิทยาศาสตร ์


- มวินัย รบผิดชอบ





- ใฝเรยนร 10 ตัวอยำงค ำอธบำยรำยวิชำ(แหลงอำงอิง:หลักสูตรกำรเรยนกำรสอนวิทยำศำสตร ์






- ม่งมั่นในการท างาน โรงเรยนพิบูลอุปถัมภ)



– มจตสาธารณะ






2. คะแนนสอบกลางปการศกษา มการวัดและประเมนผลโดยใช้ ค าอธบายรายวิชาพื้นฐาน

แบบทดสอบ กล่มสาระการเรยนรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี รายวิชาพื้นฐาน ว 15101






คะแนนสอบปลายปการศกษา 30 วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ชั้นประถมศกษาปท5 เวลาเรยน 120 ชั่วโมง








มการวัดและประเมนผลโดยใช้แบบทดสอบ (3 ชั่วโมง/สัปดาห) จ านวน 3.0 หน่วยกิต


รวมทั้งภาคเรยน 100

ศกษา วิเคราะหโครงสรางและลักษณะของส่งมชวิตทเหมาะสมในแต่ละแหล่งทอยู่










ความสัมพันธ ระหว่างส่งมชวิตกับส่งมชวิตและความสัมพันธระหว่างส่งมชวิตกับ


















ส่งไม่มชวิต การถ่ายทอดลักษณะทาง พันธกรรมของพืช สัตว์และมนษย์การเปลยน
สถานะของสสาร การละลายของสาร ในน ้า การเปลยนแปลง ทางเคมการเปลยนแปลงท ี ่







ผันกลับได้และผันกลับไม่ได้แรงลัพธแรงเสยดทาน การได้ยินเสยงผ่านตัวกลาง ลักษณะ


และการเกิดเสยงสง เสยงต า เสยงดัง และเสยงค่อย ระดับเสยงและมลพิษทางเสยง ความ














แตกต่างของ ดาวเคราะหและดาวฤกษ์การใช้แผนทดาว แบบรปเสนทางการข้นและตก


ของดวงอาทตย์กล่มดาวฤกษ์บน ท้องฟาในรอบปปรมาณน ้าในแต่ละแหล่ง ปรมาณน ้าท ่ ี





มนษย์สามารถน ามาใช้ได้การใช้น ้าอย่างประหยัดและ การอนรกษ์น ้า วัฏจักรน ้า




กระบวนการเกิดเมฆ หมอก น ้าค้าง และน ้าค้างแข็ง กระบวนการเกิดฝน หมะ และ

ลกเหบ การใช้เหตผลเชงตรรกะในการแก้ปญหา การเขยนรหัสล าลองเพือแสดง วิธ ี












แก้ปญหา การออกแบบ และการเขยนโปรแกรมแบบมเงอนไขและการท างานแบบวนซ ้า

การใช้ซอฟต์แวรประมวลผลข้อมล การ ตดต่อสอสารผ่านอนเทอรเนต การใช้















อนเทอรเนตค้นหาข้อมลและการประเมน ความน่าเชอถอของข้อมล อันตรายจากการใช้







งานและอาชญากรรมทางอนเทอรเนต โดยใช้การสบเสาะหาความรการส ารวจ อภิธำนศพท ์


ี่




ตรวจสอบ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรและทักษะการ เรยนรในศตวรรษท 21 1.ก าหนดปญหา (Define problem)หมายถง ระบค าถาม ประเด็น หรอสถานการณ ทเปน




ี่








การสบค้นข้อมลและการอภปราย เพือให้เกิดความรความคด ความเข้าใจ สามารถ ข้อสงสัยเพือน าไปส่การแก้ปญหา หรออภปราย ร่วมกัน















สอสารส่งทเรยนรมความสามารถในการตัดสนใจ การแก้ปญหา การน าความรไปใช้ใน 2.แก้ปญหา (Solve problem)หมายถง หาค าตอบของปญหาทยังไม่รวิธการมาก่อน ทั้ง





















ชวิตประจ าวัน มจต วิทยาศาสตรจรยธรรม คณธรรม และค่านยมทเหมาะสม ปญหาทเกียวข้องกับวิทยาศาสตรโดยตรง และปญหาในชวิตประจ าวัน โดยใช้เทคนค









มาตรฐาน/ตัวช้วัด ว 1.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4 ว 1.3 ป.5/1, ป.5/2 และวิธการต่าง ๆ





ว 2.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4 ว 2.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5 ว 2.3 3.เขยนแผนผัง/ วาดภาพ (Construct diagram/ illustrate) หมายถงน าเสนอข้อมล หรอผล

ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5 ว 3.1 ป.5/1, ป.5/2 การส ารวจตรวจสอบด้วย แผนผัง กราฟ หรอภาพวาด






ว 3.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5 ว 4.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/ 4.คาดคะเน (Predict) หมายถงคาดการณผลทจะเกิดข้นในอนาคต โดยอาศัย ข้อมลท ่ ี
ี่

รวม 32 ตัวช้วัดตัวอย่างโครงสรางรายวิชา(แหล่งอ้างอง:หลักสตรการเรยนการสอน สังเกตได้ และประสบการณทม ี












วิทยาศาสตรโรงเรยนพิบลอปถัมภ์) 5.ค านวณ (Calculate) หมายถงหาผลลัพธ์จากข้อมลโดยใช้หลักการ ทฤษฎ หรอ วิธการ



ทางคณตศาสตร ์
6.จ าแนก (Classify)หมายถง จัดกล่มของส่งต่าง ๆ โดยอาศัยลักษณะท เหมอนกันเปน








เกณฑ์







7.ตั้งค าถาม (Ask questionหมายถง)พูดหรอเขยนประโยค หรอวลเพื่อให้ได้มาซง การ
ค้นห าค าตอบทต้องการ
ี่

8.ทดลอง (Conduct/ experiment)หมายถง ปฏบัตการเพื่อห าค าตอบของค าถาม หรอ








ปญหา ในก ารทดลอง โดยตั้งสมมตฐานเพือเปนแนวทาง ในการก าหนดตัวแปรและ


วางแผนด าเนนการ เพื่อตรวจสอบสมมตฐาน
9.น าเสนอ (Present)หมายถง แสดงข้อมล เรองราว หรอ ความคด เพื่อให้ผู้อน รบรหรอ


ื่
ื่






Click to View FlipBook Version