The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือ คู่มือการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ เป็นการสรุปองค์ความรู้จากการวิจัยเรื่อง การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ในกลุ่มจังหวัดล้านนา ภายใต้แผนบูรณาการการพัฒนาเมืองศิลปะเชิงสร้างสรรค์ในล้านนา โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สหัทยา วิเศษ และคณะวิจัย จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา เป็นผู้ดำเนินงานวิจัยในพื้นที่ชุมชน 8 จังหวัดล้านนาหรือในบริเวณภาคเหนือตอนบน
โดยทีมคณะวิจัย
ผศ.ดร.สหัทยา วิเศษ ,พระครูโสภณปริยัติสุธี, รศ.ดร.,
พระครูพิศาลสรกิจ, ผศ.ดร., ผศ.พิศมัย วงศ์จำปา และผศ.ดร.ชูชาติ สุทธะ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Amornpura, 2022-12-12 23:49:52

คู่มือการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ โดยการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชน

หนังสือ คู่มือการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ เป็นการสรุปองค์ความรู้จากการวิจัยเรื่อง การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ในกลุ่มจังหวัดล้านนา ภายใต้แผนบูรณาการการพัฒนาเมืองศิลปะเชิงสร้างสรรค์ในล้านนา โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สหัทยา วิเศษ และคณะวิจัย จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา เป็นผู้ดำเนินงานวิจัยในพื้นที่ชุมชน 8 จังหวัดล้านนาหรือในบริเวณภาคเหนือตอนบน
โดยทีมคณะวิจัย
ผศ.ดร.สหัทยา วิเศษ ,พระครูโสภณปริยัติสุธี, รศ.ดร.,
พระครูพิศาลสรกิจ, ผศ.ดร., ผศ.พิศมัย วงศ์จำปา และผศ.ดร.ชูชาติ สุทธะ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา

Keywords: จัดการทรัพยากรวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์

คู่มือการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม
เชิงสร้างสรรค์

โดยการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชน





สหัทยา วิเศษ และคณะ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

วิทยาเขตพะเยา


คู่มือการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์
โดยการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชน

ผู้เขียน ผศ.ดร.สหัทยา วิเศษ ,พระครูโสภณปริยัติสุธี, รศ.ดร.,
พระครูพิศาลสรกิจ, ผศ.ดร., ผศ.พิศมัย วงศ์จำปา และผศ.ดร.ชูชาติ สุทธะ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา
ที่ปรึกษา พระราชปริยัติ, รศ.ดร. รองอธิการบดี
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา
พระสุธีรัตนบัณฑิต, รศ.ดร. ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พิมพ์ครั้งแรก เมษายน 2564
จำนวนพิมพ์ 100 เล่ม
จัดพิมพ์โดย โครงการวิจัยการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ในกลุ่มจังหวัดล้านนา
ภายใต้แผนบูรณาการการพัฒนาเมืองศิลปะเชิงสร้างสรรค์ในล้านนา (Lanna : The City of Arts)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
สนับสนุนโดย กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (กสว.)
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ปก/รูปเล่ม อมลณัฐ กันทะสัก
พิมพ์ที่ บริษัทดีใจ สตูดิโอ จำกัด 53/43 หมู่ 13 ถนนดอยพระบาท
ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย 57000


คำนิยม

หนังสือ คู่มือการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ เป็นการสรุป
องค์ความรู้จากการวิจัยเรื่อง การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ใน
กลุ่มจังหวัดล้านนา ภายใต้แผนบูรณาการการพัฒนาเมืองศิลปะเชิงสร้างสรรค์
ในล้านนา โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สหัทยา วิเศษ และคณะวิจัยจาก
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา เป็นผู้ดำเนินงาน
วิจัยในพื้นที่ชุมชน 8 จังหวัดล้านนาหรือในบริเวณภาคเหนือตอนบน

ในการดำเนินงานวิจัยครั้งนี้ ได้ใช้กรอบการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม
ตามหลัก 3E 7 ขั้นตอนของ ศ.ดร.สายันต์ ไพรชาญจิตต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการ
จัดการทรัพยากรโบราณคดี ทั้งนี้จากกา
รศึกษาทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ด้าน
กระบวนการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์โดยการมีส่วนร่วมของวัด


และชุมชน ที่เรียกว่า PAR 3Es Model ผ่านปฏิบัติการสร้างสรรค์งานศิลปะพื้น

บ้านผสมผสานกับศิลปะร่วมสมัยที่เกิดขึ้นจากอัตลักษณ์หรือจุดเด่นของแต่ละ
ชุมชนในล้านนา

ในนามของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย การดำเนินงาน
วิจัยภายใต้แผนบูรณาการการพัฒนาเมืองศิลปะเชิงสร้างสรรค์ในล้านนา ถือว่า
เป็นพันธกิจหนึ่งที่จะช่วยทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม มีการส่งเสริมเปิดพื้นที่
สาธารณะโดยการนำศิลปะมาเป็นฐาน และหลังจากนั้นนำไปสู่การเสวนาทาง
วิชาการ ทั้งนี้การเรียนรู้จะเกิดขึ้น ถ้าสังคมยินดีเปิดการเรียนรู้ ยิ่งเปิดพื้นที่การ
เรียนรู้มากเท่าไหร่ สังคมอุดมปัญญาที่หลายคนปรารถนาจะเกิดขึ้นมากเท่านั้น

พระสุธีรัตนบัณฑิต, รศ.ดร.
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย





คำนำ

ทรัพยากรวัฒนธรรม ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ และ
มีคุณค่าในฐานะที่เป็นเครื่องแสดงออกถึงรากฐาน และความเป็นมาของชาติ
บ้านเมืองซึ่งสมควรที่จะช่วยกันดูแลรักษาไว้ให้เป็นมรดกของคนในชาติเพื่ อ
นำมาใช้ประโยชน์และให้คนในโลกได้ชื่นชม ดังนั้นคุณค่าของมรดกทางวัฒน-
ธรรมจึงไม่ได้อยู่ที่ลักษณะทางกายภาพเท่านั้น แต่อยู่ที่ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับ


มรดกทางวัฒนธรรมนั้นด้วย โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับชุมชนในแง่ของจิตใจ

และจิตวิญญาณ


หนังสือ คู่มือการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ โดยการมี

ส่วนร่วมของวัดและชุมชน เป็นการสรุปองค์ความรู้จากผลงานวิจัยเรื่องการ
จัดการทรัพยากรวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ในกลุ่มจังหวัดล้านนา ภายใต้แผน
บูรณาการการพัฒนาเมืองศิลปะเชิงสร้างสรรค์ในล้านนา ได้รับการสนับสนุน
ทุนการวิจัยจากสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย ปีงบประมาณ 2563

หนังสือนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวปฏิบัติด้านกระบวนการ วิธีการ และ
เครื่องมือในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมของชุมชนเชิงสร้างสรรค์ โดยการ
มีส่วนร่วมของวัดและชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวเชิง
วัฒนธรรม การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การเสริมสร้างพลังชุมชน และกำหนด
ทิศทางการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมชุมชนเชิงสร้างสรรค์

คณะผู้จัดทำหวังว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นแหล่งความรู้ให้กับผู้ที่สนใจ
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมได้นำไปเป็นแนว
ทางในการดำเนินงานจัดการและพัฒนาทรัพยากรวัฒนธรรมให้เป็นมรดกของ
ชาติที่มีศักยภาพ และเพื่อความยั่งยืนและความเข้มแข็งของชุมชนต่อไป

สหัทยา วิเศษ และคณะ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา


สารบัญ หน้า

คำนิยม ข
คำนำ ค
สารบัญ ง
สารบัญตาราง 1
บทที่ 1 บทนำ ทรัพยากรวัฒนธรรม : ความหมาย
15
ความสำคัญ และคุณค่า
บทที่ 2 PAR 3Es Model - แบบแผนการจัดการ 26

ทรัพยากรวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์โดย 40
การมีส่วนร่วมของวัดและชุมชน
บทที่ 3 ตัวอย่างจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม 54
เชิงสร้างสรรค์โดยการมีส่วนร่วมของวัด 56
และชุมชน 58
บทที่ 4 รูปแบบการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม
เชิงสร้างสรรค์โดยการมีส่วนร่วมของวัด
และชุมชน
บทที่ 5 บทสรุป
เอกสารอ้างอิง
รายนามคณะวิจัย


สารบัญตาราง หน้า
4
ตารางที่ 1 คุณค่าของทรัพยากรวัฒนธรรม 9
ตารางที่ 2 รูปแบบการจัดการทรัพยากร
18
วัฒนธรรมในกลุ่มจังหวัดล้านนา
ตารางที่ 3 แบบแผนการจัดการทรัพยากร

วัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์
โดยการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชน


บทที่ 1

ความหมายของทรัพยากรวัฒนธรรม


“ทรัพยากรวัฒนธรรม” (Cultural Resource) หมายถึง ทรัพยากร

ประเภทต่างๆ ทั้งที่เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุในรูปของวัตถุสิ่งก่อสร้าง สถาน
ที่/แหล่ง และภูมิทัศน์ และวัฒนธรรมที่ยังดำรงอยู่ หรือวัฒนธรรมที่
แสดงออก เช่น ดนตรี งานฝีมือ ศิลปะ วรรณคดี ประเพณีบอกเล่า และ
ภาษา เป็นต้น เป็นวัฒนธรรมที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมาตั้งแต่ในอดีต และ
สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ โดยสามารถนำมาจัดการให้เกิดประโยชน์ต่อการดำรง
ชีวิตของผู้คนสมัยปัจจุบัน ประกอบด้วย ทรัพยากรทางโบราณคดี วัตถุ
ทางชาติพันธุ์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น

ความสำคัญของทรัพยากรวัฒนธรรม
วัฒนธรรมถือเป็
นวิถีชีวิตหรือการดำเนินชีวิตของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่


มนุษย์สร้างขึ้นมา ซึ่งได้ถ่ายทอดให้กับคนรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่งต่อกันมา เป็นเรื่อง

ของการเรียนรู้จากกลุ่มหนึ่งไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่งหรือการดำเนินชีวิตของคน
กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่แสดงออกถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย
ความกลมเกลียว ความก้าวหน้า และศีลธรรมของประชาชน คุณค่าและ
และความสำคัญของวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีจึงเป็นตัวเชื่ อม
ความรู้สึกของชุมชน ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแสดงถึงความเป็นมาอันเกิด
จากความเจริญของสังคมมาช้านาน เป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา ทำให้
คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเป็นสิ่งควบคุมการประพฤติปฏิบัติของ
คนในสังคมเป็นเครื่องมือผสมผสานความเชื่อต่างๆ เข้าด้วยกัน เป็นเครื่องยึด
เหนี่ยว เมื่อวัฒนธรรมคือสิ่งสะท้อนความนึกคิด และให้ชีวิตของคนในแต่ละ
สังคม ที่มนุษย์ในอดีตได้พยายามสร้างสรรค์ และได้ตกทอดเป็นมรดกสืบมา
จนคนรุ่นปัจจุบัน และมีคุณค่าแก่การอนุรักษ์ไว้

1


จากความสำคัญของวัฒนธรรมที่ถือเป็นมรดกที่สำคัญของชาติ จึง
ต้องมีการจัดการที่เป็นระบบเพื่ อให้วัฒนธรรมนั้นมีศักยภาพและมีคุณค่า
เพื่ อประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม โดยธนิก ฤกษ์ชาญฤทธ์ (2554) ได้
กล่าวว่า การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมหรือการจัดการมรดกวัฒนธรรม
เกิดขึ้นเนื่ องจากนักโบราณคดีเห็นว่าทรัพยากรวัฒนธรรมถูกทำลายมาก
ขึ้นจากสาเหตุต่างๆ ทั้งจากธรรมชาติและจากการกระทำของมนุษย์ ใน
อนาคตทรัพยากรวัฒนธรรมอาจจะลดน้อยลง หรือสูญหายไป

ดังนั้นจึงควรมีการจัดการที่ดี ทรัพยากรวัฒนธรรมเป็นผลผลิต
ของหรือลักษณะต่างๆ ของระบบวัฒนธรรมทั้งในอดีตและปัจจุบันที่มี
ค่า หรือเป็นตัวแทนหรือสามารถสื่ อถึงวัฒนธรรมต่างๆ ได้ รวมถึงสิ่งที่
มนุษย์สร้างขึ้น และสิ่งที่มนุษย์ไม่ได้สร้างขึ้น ในขณะที่สายันต์ ไพร
ชาญจิตร์ (2548) ได้กล่าวว่าโบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ
เป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมประเภทจับต้องได้ มีฐานะเป็นทรัพย์สิน
ของแผ่นดิน ในทางวิชาการเรียกว่า ทรัพยากรทางโบราณคดี ซึ่ง
หมายถึง สถานที่ สิ่งก่อสร้าง รวมทั้งวัตถุสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์
และวัฒนธรรมในอดีตทุกยุคทุกสมัย และเป็นสิ่งที่มีคุณค่าความสำคัญ
ส า ม า ร ถ นำ ม า จั ด ก า ร ใ ห้ เ ป็ น คุ ณ ป ร ะ โ ย ช น์ ต่ อ ก า ร ดำ ร ง ชี วิ ต ข อ ง ค น ส มั ย
ปัจจุบัน และส่งผ่านไปให้คนรุ่นต่อไปได้ใช้ประโยชน์ในอนาคต

คุณค่าของทรัพยากรวัฒนธรรม


ในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม จำเป็นต้องคำนึงถึงคุณค่า (Value)

และความหมาย (Meaning) ของทรัพยากรวัฒนธรรม ซึ่งคุณค่าและความ
หมายเป็นสิ่งที่มนุษย์ให้ค่าแก่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น จึงมีความแตกต่างกันไปใน
ตามพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ทรัพยากรวัฒนธรรม
ทุกประเภทมีคุณค่า มีความหมาย และมีประโยชน์สำหรับสังคมมนุษย์ทั้งใน
ปัจจุบันและอนาคต (ธนิก ฤกษ์ชาญฤทธ์, 2554)

2


คุณค่าเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Value) ทรัพยากรวัฒนธรรม
เป็นเสมือนเครื่ องแห่งความทรงจำ หรือสัญลักษณ์แห่งอดีตและปัจจุบัน
ซึ่งแต่ละคนอาจมองต่างกัน คุณค่าเชิงสัญลักษณ์หรือคุณค่าที่ติดมากับ
ทรัพยากรวัฒนธรรมนั้น ยากที่จะเลือนหายตามกาลเวลา แม้จะมีการ
ลอกเลียนแบบ ทำปลอม หรือใช้วัสดุใหม่

คุณค่าเชิงวิชาการ (Informational Value) ทรัพยากรวัฒนธรรมเป็น
แหล่งข่าวสาร ข้อมูล และความรู้ที่มนุษย์สามารถเรียนรู้ นำไปใช้ในการดำรงชีวิต
และการศึกษาหาความรู้ด้านต่าง ๆ เช่น โบราณคดี ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์
ศิลปะ สถาปัตยกรรม ฯลฯ ผ่านการวิจัยอย่างเป็นระบบ ผ่านกระบวนการ และวิธี
การศึกษาที่น่าเชื่อถือและมีความเหมาะสม คุณค่าเชิงวิชาการไม่ใช่สิ่งตายตัว แต่
สามารถเปลี่ยนแปลงได้จากผลการศึกษาวิจัยใหม่ที่มีหลักฐานอ้างอิง และมีการ
แปลความหมายที่น่าเชื่อถือ

คุณค่าเชิงสุนทรียะ (aesthetic Value) คุณลักษณะบางอย่างของทรัพยากร
วัฒนธรรม เช่น รูปทรง ลวดลาย เนื้อดิน วัตถุดิบ คุณภาพ ฯลฯ มีคุณค่าเชิงความงาม หรือ
ศิลปะทางจิตใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางวัฒนธรรม ความชอบ มาตรฐาน และ
จินตนาการของแต่ละบุคคลหรือแต่ละวัฒนธรรม คุณค่าเชิงความงาม เป็นแรงบันดาลใจ
หรือแรงกระตุ้นให้มีการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป

คุณค่าเชิงเศรษฐกิจ (Economic Value) ทรัพยากรวัฒนธรรมมีคุณค่าในการ
ใช้สอยโดยตรง เช่น เป็นสถานที่ทำงาน ที่พักอาศัย ภาชนะใส่อาหาร เครื่องมือเครื่องใช้
เป็นสถานที่พักผ่อน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้เข้าประเทศในหลายประเทศ
ทั่วโลก ธุรกิจที่เน้นการโหยหาอดีตได้ความนิยมจนกลายเป็นกระแสการลงทุนธุรกิจใน
ระดับเล็กและระดับกลาง เช่น การปรับปรุงสถานที่เก่าแก่ให้เป็นโรงแรม การดัดแปลง
สถานีรถไฟเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ การฟื้ นฟูตลาดโบราณ อาหารพื้นบ้าน วิถีชีวิตในอดีต
เป็นต้น

คุณค่าเชิงจิตวิญญาณ (Spiritual Value) ทรัพยากรวัฒนธรรมถูกนำมาใช้เป็น
เสมือนเครื่องแสดงอัตลักษณ์ของชุมชน เช่น สัญลักษณ์ประจำจังหวัด ตราประจำ
จังหวัด คำขวัญประจำจังหวัด นอกจากนี้ทรัพยากรวัฒนธรรมยังมีคุณค่าและถูกนำมา
ใช้ในการสร้างความเป็นปึกแผ่นของกลุ่มชนต่างๆ ทั้งระดับท้องถิ่น และระดับชาติ

3


ตารางที่ 1 คุณค่าของทรัพยากรวัฒนธรรม (English heritage, 1997)

คุณ
ค่า คำอธิบ
าย
คุณค่าด้านวัฒนธรรม
ทรัพยากรวัฒนธรรมให้ความรู้สึกเกี่ยว

กับสถานที่ ชีวิตประจำวัน และความ
เป็นอยู่ของคน สะท
้อนให้เห็นรากฐาน
คุณค่าด้านการศึกษา ความเป็นมาของสังคมมนุษย์ และเป็น
หลักฐานยืนยันวัฒนธรรมของมนุษย์


ทรัพยากรวัฒนธรรมเป็นแหล่ง
ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับบรรพบุรุษ
ของมนุษย์ วิวัฒนาการของสังคม
มนุษย์ ลักษณะสภาพแวดล้อม เป็น
เสมือนแหล่งความรู้ให้คนรุ่นใหม่ได้
เข้าใจอดีตและวัฒนธรรม นอกจาก
นี้เราสามารถเรียน
รู้จากทรัพยากร
วัฒนธรรมผ่านการศึกษาด้าน
โบราณคดี ถึงผลกระทบระยะยาว
จากกิจกรรมของมนุษย์ในอดีตที่
อาจเป็นบทเรียนและเป็นประโยชน์
ในการวางแผนต่าง ๆ ในอนาคต

คุณค่าด้านเศรษฐกิจ ทรัพยากรวัฒนธรรมเอื้ อ
ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ-

พานิชย์ ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของ
ชาติได้ เช่น ส่งเส
ริมการท่องเที่ยว
รวมถึงเป็นแรงหนุนให้สังคมมี
ความสุข ผู้คนอยู่ดีกินดีในสภาพ
แวดล้อมที่ดีด้วย

4


คุณ
ค่า คำอธ
ิบาย

คุณค่าด้านความเป็นทรัพยากร ทรัพยากรวัฒนธรรมบางอย่างมี
ประโยชน์ในแง่การใช้สอย เช่น สิ่ง

ก่อสร้างที่มีอายุยืนยาว แสดงว่าใช้
วัสดุอย่างดีมีคุณภ
าพ เป็นการใช้
พลังงานอย่างคุ้มค่าและไม่ควรรื้ อ
ทำลาย

คุณค่าด้านการพักผ่อนหย่อนใจ ทรัพยากรวัฒนธรรม เป็นแหล่งพักผ่อน
หย่อนใจและให้ความสุขแก่มนุษย์ ยิ่งใน


ปัจจุบันแหล่งทรัพย
ากรวัฒนธรรมนับ
วันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต
และประสบการณ์ของผู้คนมากยิ่งขึ้น

คุณค่าด้านความงาม ทรัพยากรวัฒนธรรม เช่น แหล่ง
โบราณคดี และสิ่งก่อสร้างโบราณ

อาทิ ปราสาท ราชวัง เป็นส่วนหนึ่ง
ของภูมิทัศน์ที่สวย
งามของสังคม
บ้านเมือง ช่วยเติมเต็มบรรยากาศ
และภูมิทัศน์ของเมืองให้งดงามยิ่ง
ขึ้น

5


การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในกลุ่มจังหวัดล้านนา
การจัดการทรัพยากรวัฒนธ
รรม เป็นวิธีการบริหารจัดการดูแลรักษา


ทรัพยากรหรือวัตถุทางวัฒนธรรมที่เป็นมรดกตกทอดมายาวนานของมนุษย์

เช่น ศิลปกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม โบราณสถาน รวมถึง
วัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่น คติชน ปัจจุบันยังครอบคลุมถึงวัฒนธรรมร่วม
สมัยที่เป็นผลงานสร้างสรรค์ใหม่ โดยการบริหารจัดการ หมายถึง การ
วางแผนงาน และการส่งเสริมสนับสนุนให้มีการอนุรักษ์ดูแลรักษา หรือการ
จัดการข้อมูล สถานที่ พื้นที่ และการตรวจสอบเรื่องราวในอดีตของชาติพันธุ์
ต่างๆ รูปแบบของการจัดการอาจปรากฏอยู่ในงานพิพิธภัณฑ์ ศูนย์การเรียน
รู้ นิทรรศการ เป็นต้น ปัจจุบันการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในล้านนา
หรือภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด คือ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย
จังหวัดลำพูน จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่
และจังหวัดลำปาง จะมีการจัดการโดยหน่วยงานภาครัฐ การจัดการโดยวัด
และชุมชน และการจัดการโดยภาคเอกชน ดังนี้

1. การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมโดยหน่วยงานภาครัฐ พบว่า
หน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทหลักได้แก่ กระทรวงวัฒนธรรม โดยมีหน่วย
งานระดับกรม และสำนักที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม
ของชุมชนท้องถิ่น ประกอบด้วย กรมศิลปากร สำนักงานศิลปากรที่ 7
จังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กรมการศาสนา สำนักงานศิลป
วัฒนธรรมร่วมสมัย

2. การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมโดยวัดและชุมชน ในภาค
เหนือตอนบนจะมีการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมโดยวัด แต่ละแห่งจะมี
ระบบการจัดการในวัดที่เป็นแบบเฉพาะมีการจัดการหรือการแบ่งแยก
งานเป็นหมวดงานต่างๆ ของวัดและศาสนสถานที่มีวัตถุประสงค์และ
แนวทางการดำเนินงานชัดเจน ทั้งนี้เพื่อให้วัดสามารถบริหารจัดการให้มี
ความเหมาะสมและสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งการจัดการทรัพยากร
วัฒนธรรมภายในวัดในเชิงการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่เรียนรู้
เช่น พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ศูนย์เรียนรู้ของท้องถิ่น เป็นต้น ทั้งนี้พบว่า การ
จัดการทรัพยากรวัฒนธรรมโดยวัดและชุมชนในกลุ่มจังหวัดล้านนา

6


เป็นรูปแบบการจัดการที่มีความหลากหลายโดยมีเป้าหมายเพื่อการ

อนุรักษ์ทรัพยากรวัฒนธรรมของชุมชน สืบสานประเพณีที่มีมายาวนาน การ

ประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ดังนี้

(1) รูปแบบทางการ พบว่า วัดจะมีบทบาทหลักในการจัดการ

ทรัพยากรวัฒนธรรม เพื่อให้วัดสามารถบริหารจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม

ต่างๆ ที่อยู่ภายในวัดให้มีความเหมาะสมและสามารถตรวจสอบได้ โดยมีการ

จัดตั้งคณะกรรมการดูแล เช่น การจัดงานประเพณีในวันสำคัญทางพุทธ

ศาสนาของวัด ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป จะ

มีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การทำบุญฟังเทศน์ฟังธรรม ขบวนแห่ครัวตาน การ

ฟ้อนรำ การแสดงดนตรี การแสดงแสงสีเสียง เป็นต้น ในการจัดกิจกรรมดัง

กล่าวจะมีรายได้ที่เกิดจากการทำบุญของประชาชน จึงต้องมีระบบการตรวจ

สอบเพื่อนำเงินมาทำกิจกรรมต่าง ๆ ของวัดต่อไป

(2) รูปแบบแบบกึ่งทางการ พบว่า พระสงฆ์และคนในชุมชนต่าง

มีบทบาทในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน บทบาทของคนใน

ชุมชนมีความสำคัญอย่างยิ่งในการมีส่วนร่วมในฐานะของการเป็นเจ้าของ

และมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม โดยการร่วมศึกษาทาง

โบราณคดี การสำรวจ การขุดค้น การส่งมอบวัตถุทางวัฒนธรรมที่ตนได้พบ

เจอหรือครอบครองเป็นเจ้าของ เพื่อให้ทางวัดเก็บรักษาและหาแนวทางใน

การอนุรักษ์ฟื้ นฟู โดยส่วนใหญ่การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมร่วมกัน

ของวัดและชุมชน จะพบในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์ชุมชนหรือพิพิธภัณฑ์ท้อง

ถิ่นที่ก่อตั้งภายในบริเวณวัด หรือในพื้นที่สาธารณะของชุมชน มีการแต่งตั้ง

คณะกรรมการเพื่อร่วมกันจัดการและดูแลรักษาทรัพยากรวัฒนธรรมของ

ท้องถิ่น รวมถึงการจัดกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมขึ้น เช่น การแสดงภาพ

การจัดนิทรรศการ เป็นต้น

(3) รูปแบบไม่เป็นทางการ พบว่า เป็นการจัดการทรัพยากร

วัฒนธรรมของวัดและชุมชนตามจารีตประเพณีของชุมชนที่ถือปฏิบัติ

สืบต่อมา เช่น การทำบุญฟังเทศน์ฟังธรรม การปฏิบัติธรรม การแห่

ครัวตาน การรดน้ำดำหัวคนเฒ่าคนแก่ในช่วงวันสงกรานต์ เป็นต้น

7


3. การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมโดยกลุ่ม เครือข่าย และ
องค์กรทางศิลปะเชิงสร้างสรรค์ พบว่าเป็นการจัดการศิลปะร่วมสมัย
มีรูปแบบการจัดการ ดังนี้

(1) การจัดการโดยบุคคล ซึ่งเป็นศิลปินแบบปัจเจกได้มี
ก า ร ทำ ง า น ศิ ล ป ะ แ ล ะ เ ผ ย แ พ ร่ ผ ล ง า น ต่ อ ส า ธ า ร ณ ะ โ ด ย ใ ช้ บ้ า น ข อ ง
ศิลปินจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ หรือแกลเลอรี่ เพื่ อเป็นสถานที่
เรียนรู้ และสถานที่ท่องเที่ยวในเชิงศิลปะร่วมสมัย เช่น พิพิธภัณฑ์
บ้านดำ หอศิลป์ริมน่าน บ้านศิลปินในจังหวัดต่างๆ เป็นต้น

(2) การจัดการในลักษณะที่เป็นกลุ่มศิลปะสร้างสรรค์ ซึ่ง
เป็นการรวมกลุ่มของศิลปินในเชิงพื้ นที่เพื่ อทำงานศิลปะร่วมกัน เช่น
กลุ่มศิลปินสายน้ำกก กลุ่มศิลปินแม่น้ำโขง กลุ่มสล่าเมืองแพร่ กลุ่ม
ศิลปินจิตอาสากลุ่มป้ายสี แต้มฝัน ปันจินตนาการ เป็นต้น

(3) การจัดการในลักษณะที่เป็นองค์กรทางศิลปะสร้างสรรค์
ในจังหวัดภาคเหนือจะพบว่ามีองค์กรที่รวมกลุ่มกันดำเนินงานด้านศิลปะ
พื้นบ้านและศิลปะร่วมสมัยในแขนงต่างๆ และได้พัฒนาเป็นองค์กรที่เป็น
นิติบุคคลในรูปแบบของสมาคมและมูลนิธิ

การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในกลุ่มจังหวัดล้านนา เป็นการ
จัดการทั้งศิลปวัฒนธรรมพื้ นบ้าน (Folk Art) และศิลปวัฒนธรรมร่วม
สมัย (Contemporary Art) แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ โดยมีเป้าหมายใน
การดำเนินงานเพื่ อการดูแล สงวนรักษา อนุรักษ์ทรัพยากรวัฒนธรรม
ของชุมชน การเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ การสืบสานประเพณี
วัฒนธรรมที่มีมายาวนาน การสร้างพื้ นที่สาธารณะทางศิลปะชุมชนใน
แขนงต่าง ๆ รวมทั้งการสื่ อสารต่อสาธารณะในสื่ อสิ่งพิมพ์ สื่ อออนไลน์
และเพื่ อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในกลุ่มจังหวัดล้านนา ดัง
แสดงในตารางที่ 2

8


ตารางที่ 2 รูปแบบการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในกลุ่มจังหวัดล้านนา

ประเภทกา
รจัดการ หน่วยงาน
/องค์กร รูปแบบกา
รจัดการ

การจัดการทรัพยากร กระทรวงวัฒนธรรม การจัดการที่เป็น
วัฒนธรรมโดยหน่วย
งานภาครัฐ เป็นหน่วยงานหลัก ทางการ โดยมีกลไก


โดยมีหน่วยงาน การจัดการของรัฐที่

ระดับกรม และสำนัก ดำเนินงานภายใต้

ที่เกี่ยวข้องกับการ กฎหมายว่าด้วย

จัดการทรัพยากร โบราณสถาน โบราณ

วัฒนธรรมของชุมชน วัตถุ ศิลปวัตถุ และ

ท้องถิ่น ได้แก่ พิพิธภัณฑสถานแห่ง

1 . ก ร ม ศิ ล ป
า ก ร ซึ่ ง ชาติ รวมทั้งกฎหมาย
เ ป็ น ห น่ ว ย ง า น ใ น และระเบียบ
อื่ นที่
เกี่ยวข้องมีแผนงาน
ร ะ ดั บ น โ ย บ า ย และกิจกรรมเป็น
ประจำอย่างต่อเนื่ อง
แ ล ะ กำ กั บ ดู แ ล

ห น่ ว ย ง า น ใ น ร ะ ดั บ

ภู มิ ภ า ค คื อ

สำ นั ก ง า น ศิ ล ป า ก ร

ที่ 7 จั ง ห วั ด

เ ชี ย ง ใ ห ม่ มี เ ข ต

พื้ น ที่ รั บ ผิ ด ช อ บ 8

จั ง ห วั ด ภ า ค เ ห นื อ

9


ประเภทก
ารจัดการ หน่วยงาน
/องค์กร รูปแบบกา
รจัดการ

2.กรมส่งเสริม
วัฒนธรรม มีบทบาท
หน้าที่ตามพระราช
บัญญัติวัฒนธรรมแห่ง
ชาติ พ.ศ. 2553 และ
พระราชบัญญัติส่ง
เสริมและรักษามรดก
ภูมิปัญญาทาง
วัฒนธรรม พ.ศ. 2559

3.กรมการศาสนามี

ภารกิจเกี่ยวกับการ
ดำเนินงานของรัฐ
ด้านศาสนาโดยการ
ทำนุบำรุงส่งเสริม

และให้ควา
มอุปถัมภ์
คุ้มครองกิจการด้าน
พระพุทธศาสนาและ
ศาสนาอื่น ๆ

4.สำนักงานศิลป
วัฒนธรรมร่วมสมัย
มีภารกิจเกี่ยวกับกา
รดําเนินการส่งเสริม
สนับสนุนและเผย
แพร่กิจการ
สร้างสรรค์ศิลป
วัฒนธรรมร่วมสมัย
เพื่ อเพิ่มพูนพัฒนา
ภูมิปัญญา และการ
ประยุกต์ใช้ ในสังคม

10


ประเภทก
ารจัดการ หน่วยงาน
/องค์กร รูปแบบกา
รจัดการ

การจัดการทรัพยากร วัดในสังกัดสำนักงาน พระสงฆ์ที่เป็นเจ้า
อาวาส และพระในวัด
วัฒนธรรมโดยวัดและ พระพุทธศาสนาแห่ง รวมทั้งคณะกรรมการ
วัด จะมีบทบาทหลัก
ชุมชน ชาติ ในการจัดการ
ทรัพยากรวัฒนธรรม


โดยการแบ่งแยก
หมวดงานต่
าง ๆ เพื่อ
พิ พิ ธ ภั ณ ฑ์ ท้ อ ง ถิ่ น ให้วัดสามารถบริหาร
ห รื อ พิ พิ ธ ภั ณ ฑ์ พื้ น จัดการทรัพยากร
บ้ า น ใ น วั ด ห รื อ ใ น วัฒนธรรมภายในวัด
บ ริ เ ว ณ วั ด ให้มีความเหมาะสม
และสามารถตรวจ


สอบได้ตามกฎหมาย
กำหนดไว้
การประกอบ
ป ร ะ เ พ ณี ทางการ พระสงฆ์และ
วั ฒ น ธ ร ร ม ท า ง

พุ ท ธ ศ า ส น
า ใ น คนในชุมชนมีบทบาท
ร อ บ 1 2 เ ดื อ น
ในการจัดการ

ทรัพยากรวั
ฒนธรรม
ที่ร่วมกันในฐานะของ

การเป็นเจ้าของและมี

ส่วนร่วมในการจัดการ

ทรัพยากรวัฒนธรรม

ท า ง ก า ร เ ป็ น ก า ร
จั ด ก า ร ท รั พ ย า ก ร
วั ฒ น ธ ร ร ม ข อ ง วั ด
แ ล ะ ชุ ม ช
น ต า ม
จ า รี ต ป ร ะ เ พ ณี
ข อ ง ชุ ม ช น ที่ ถื อ
ป ฏิ บั ติ สื บ ต่ อ ม า

11


ประเภทก
ารจัดการ หน่วยงาน
/องค์กร รูปแบบกา
รจัดการ

การจัดการทรัพยากร 1.การจัดการ การจัดการแบบไม่เป็น
วัฒนธรรมในลักษณะ ทรัพยากรวัฒนธรรม ทางการดำเนินงาน
บุคคล กลุ่ม หรือเครือ ในลักษณะบุคคล โดยศิลปินผู้เป็น
ข่าย และองค์กรด้าน เช่น พิพิธภัณฑ์บ้าน เจ้าของรายได้มาจาก
ศิลปะ ดำ บ้านดำของถวัลย์ การเก็บค่าเข้าชมและ
ดัชนี จังหวัดเชียงราย การจำหน่ายผลงาน

บ้านศิลปินอินสนธิ์ บางกิจกรรมได้รับการ
วงศ์สาม จังหวัด สนับสนุนจากหน่วย
ลำพูน เฮือนไทลื้อแม่ งานภาครัฐและเอกชน
แสงดา จังห
วัดพะเยา
หอศิลป์ริมน่าน

จังหวัดน่าน เป็นต้น
รวมทั้งแกลเลอรี่ของ
ศิลปินต่าง ๆ ที่เปิด
เป็นศูนย์เรียนรู้ด้าน
ศิลปะพื้ นบ้านและ
ศิลปะร่วมสมัย

2. การจัดการทรัพยากร การจัดการแบบไม่

วัฒนธรรมในลักษณะกลุ่ม เป็นทางการ

เช่น กลุ่มศิลปินสายน้ำกก ดำเนินงานโดยกลุ่ม

กลุ่มศิลปินแม่น้ำโขงกลุ่ม ศิลปินที่มารวมตัวกัน

สล่าเมืองแพร่ กลุ่มศิลปิน สร้างสรรค์รายได้


จิตอาสากลุ่มป
้ายสี แต้มฝัน รายได้มาจา
กการ

ปันจินตนาการ กลุ่มศิลป์ จำหน่ายผลงาน

ธรรม กลุ่มยังบลัดแพร่ ศิลปะ บางกิจกรรม

เป็นต้น ได้รับการสนับสนุน

จากหน่วยงานภาค

รัฐ และเอกชน

12


ประเภทก
ารจัดการ หน่วยงาน
/องค์กร รูปแบบกา
รจัดการ

3.การจัดการใน การจัดการแบบกึ่ง

ลักษณะองค์กรทาง ทางการและ

ศิลปะสร้างสรรค์ ทางการ ดำเนินงาน

เช่น สมาคมขัวศิลปะ โดยมีโครงสร้างที่

จังหวัดเชียงราย เป็นนิติบุคคลตาม

โฮงเฮียนสืบสาน กฎหมายคณะ

ภูมิปัญญาล้านนา กรรมการ


จังหวัดเชีย
งใหม่ การวางแผน
งาน

เป็นต้น การระดมทุนด้วยวิธี

การที่หลากหลาย

บางกิจกรรมได้รับ

การสนับสนุนจาก

หน่วยงานภาครัฐ

และเอกชน

ปัจจุบัน ในกลุ่มจังหวัดล้านนาได้มีการพัฒนาเมืองให้มีเอกลักษณ์
ทางล้านนา ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ นวัตกรรม และเมืองเชิงนิเวศ ได้มีการ
เชื่อมโยงการทำงานร่วมกันของฝ่ายต่างๆ เช่น ภาครัฐได้มีการรวมกลุ่ม
เป็นกลุ่มจังหวัดล้านนา คณะสงฆ์ได้รวมกันอนุรักษ์ศิลปะล้านนาของวัด
และชุมชน กลุ่มศิลปินได้เปิดบ้านศิลปินล้านนา และนิทรรศการศิลปะใน
พื้นที่สาธารณะจนนำไปสู่การพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ จนกลายเป็นสถาน
ที่ท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนการสร้างสรรค์เมืองศิลปะตาม
ยุทธศาสตร์ชาติ และกิจกรรมของตนเองเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเมืองใน
รูปแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ และสอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมของตนเอง

13


กล่าวได้ว่า ศิลปะไม่ใช่แค่การสร้างความสุนทรีทางอารมณ์และ
จิตวิญญาณเท่านั้น แต่ศิลปะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจเชิงบวกต่อ
การดำเนินชีวิตของมนุษย์ หากมนุษย์ไร้ศิลปะ ชีวิตจิตใจจะมัวหมอง
ศิลปะจึงเป็นเครื่ องจรรโลงจิตใจอย่างหนึ่งของมนุษย์ให้ดำรงชีวิตใน
สังคม และนอกจากนั้นศิลปะยังเป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าให้กับเมืองทั้งใน
ด้านความสวยงาม ความน่าอยู่ และที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างมูลค่า
ทางเศรษฐกิจให้กับคนในชุมชนผ่านการท่องเที่ยวในชุมชนเคลื่ อน
การสร้างสรรค์เมืองศิลปะตามยุทธศาสตร์ชาติและกิจกรรมของ
ตนเองเพื่ อนำไปสู่การพัฒนาเมืองในรูปแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ
และสอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมของตนเอง

14


บทที่ 2

PAR 3Es Model- แบบแผนการจัดการ

ทรัพยากรวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์

โดยการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชน


จ า ก ก า ร ที่ ท รั พ ย า ก ร วั ฒ น ธ ร ร ม มี คุ ณ ค่ า แ ล ะ ค ว า ม ห ม า ย

ห ล า ย ป ร ะ ก า ร แ ล ะ มี ค ว า ม สำ คั ญ ใ น ห ล า ย ร ะ ดั บ ทั้ ง ร ะ ดั บ โ ล ก
ร ะ ดั บ ช า ติ ร ะ ดั บ สั ง ค ม ร ะ ดั บ ท้ อ ง ถิ่ น ร ะ ดั บ ก ลุ่ ม ค น แ ล ะ
ร ะ ดั บ ปั จ เ จ ก ขึ้ น อ ยู่ กั บ มุ ม ม อ ง ก า ร นำ ไ ป ใ ช้ แ ล ะ ที่ สำ คั ญ คื อ
ก า ร มี พ ล วั ต ข อ ง ท รั พ ย า ก ร วั ฒ น ธ ร ร ม ที่ มี ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ไ ป
ต า ม บ ริ บ ท ข อ ง สั ง ค ม แ ล ะ วั ฒ น ธ ร ร ม ข อ ง ม นุ ษ ย์ ร ว ม ไ ป ถึ ง ก า ร
มี ส่ ว น ร่ ว ม ข อ ง วั ด ชุ ม ช น แ ล ะ อ ง ค์ ก ร ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง ใ น ท้ อ ง ถิ่ น เ พื่ อ
ใ ห้ เ กิ ด ก า ร จั ด ก า ร ท รั พ ย า ก ร วั ฒ น ธ ร ร ม เ ชิ ง ส ร้ า ง ส ร ร ค์ อั น จ ะ
ส่ ง ผ ล ต่ อ ก า ร อ นุ รั ก ษ์ ม ร ด ก ท า ง วั ฒ น ธ ร ร ม ข อ ง ท้ อ ง ถิ่ น ก า ร ส่ ง
เ ส ริ ม ก า ร ท่ อ ง เ ที่ ย ว แ ล ะ ก า ร พั ฒ น า เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ข อ ง ชุ ม ช น

ก ร ะ บ ว น ก า ร ก า ร จั ด ก า ร ท รั พ ย า ก ร วั ฒ น ธ ร ร ม เ ชิ ง ส ร้ า ง ส ร ร ค์
โดยการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในกลุ่มจังหวัดล้านนา เป็นการ
ส ร้ า ง ง า น ศิ ล ป ะ ชุ ม ช น ที่ เ ป็ น ก า ร นำ ศิ ล ป ะ ร่ ว ม ส มั ย ม า ป ร ะ ส า น เ ข้ า
กับอัตลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่น ก่อให้เกิดเป็นงานศิลปะชุมชนเชิง
สร้างสรรค์ที่ผ่านการปฏิบัติการร่วมกับวัด ชุมชน และหน่วยงานที่
เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ทำให้เกิดแนวทางในการต่อยอดและขยายผลไปสู่
การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน โดย
ผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติการในการสร้างสรรค์ศิลปะชุมชน ซึ่งเป็น
แ บ บ แ ผ น ใ น ก า ร จั ด ก า ร ท รั พ ย า ก ร วั ฒ น ธ ร ร ม เ ชิ ง ส ร้ า ง ส ร ร ค์ โ ด ย ก า ร
มีส่วนร่วมของวัดและชุมชน เรียกว่า PAR 3 Es Model ประกอบ
ไ ป ด้ ว ย ก า ร ป ฏิ บั ติ ก า ร แ บ บ มี ส่ ว น ร่ ว ม

15


E 1 - E d u c a t i o n ศึ ก ษ า ข้ อ มู ล ท รั พ ย า ก ร วั ฒ น ธ ร ร ม ข อ ง
ชุ ม ช น จ า ก เ อ ก ส า ร แ ล ะ ง า น วิ จั ย ก า ร สำ ร ว จ บ ริ บ ท พื้ น ที่ แ ล ะ
ป ร ะ เ มิ น คุ ณ ค่ า แ ล ะ ศั ก ย ภ า พ ข อ ง ท รั พ ย า ก ร วั ฒ น ธ ร ร ม

สื บ ค้ น ข้ อ มู ล จ า ก เ อ ก ส า ร แ ล ะ ง า น วิ จั ย ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง เ พื่ อ
ใ ห้ ไ ด้ ข้ อ มู ล อ ง ค์ ค ว า ม รู้ ที่ มี ก า ร ศึ ก ษ า ม า ก่ อ น ใ น เ ชิ ง ก า ย ภ า พ
แ ล ะ คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ท า ง น า ม ธ ร ร ม ข อ ง พื้ น ที่

สำรวจบริบท สภาพแวดล้ อมและทรัพยากรวั ฒนธรรมใน
ชุ มชน ด้ วยการเดิ นสำรวจร่วมกั บผู้นำชุ มชน วาดแผนที่ เดิ นดิ น
และถ่ ายภาพทรัพยากรวั ฒนธรรมในชุ มชนเพื่ อให้เห็นบริบท
สภาพแวดล้ อมและทรัพยากรวั ฒนธรรม

ประเมินคุณค่าและศักยภาพของทรัพยากรวัฒนธรรม โดย
การมีส่วนร่วมของคนในชุมชน เพื่ อให้ทราบว่าทรัพยากรวัฒนธรรม
นั้น มีคุณค่าที่เป็นจุดเด่นทางอัตลักษณ์ชุมชน มีศักยภาพในการ
สร้างสรรค์เป็นศิลปะชุมชน มีคุณสมบัติในการพัฒนา และสามารถ
ที่ จ ะ ย ก ร ะ ดั บ เ ป็ น ศู น ย์ ก า ร เ รี ย น รู้

E2 -Engineering การสร้างสรรค์ และพัฒนาศิลปะชุมชน
ต า ม อั ต ลั ก ษ ณ์ ท า ง วั ฒ น ธ ร ร ม ชุ ม ช น

สงวน รักษาและอนุรักษ์ทรัพยากรวัฒนธรรม เพื่ อคงไว้ซึ่ง
ลั ก ษ ณ ะ ท า ง ก า ย ภ า พ แ ล ะ ด้ า น คุ ณ ค่ า ข อ ง ท รั พ ย า ก ร วั ฒ น ธ ร ร ม อั น จ ะ
เ ป็ น ป ร ะ โ ย ช น์ ใ น ก า ร ส ร้ า ง ค ว า ม เ ข้ ม แ ข็ ง ใ ห้ กั บ ชุ ม ช น ใ น ด้ า น ต่ า ง ๆ

พัฒนาพื้นที่สาธารณะศิลปะชุมชนสร้างสรรค์ ทำให้เป็นแลนด์
มาร์ก ในวัดหรือพื้นที่สาธารณะในชุมชน เพื่อให้เป็นสถานที่ในการทำ
กิจกรรมร่วมกัน เป็นพื้นที่ในการท่องเที่ยวที่แสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์
ความเป็นชุมชนท้องถิ่นผ่านงานศิลปะที่จัดแสดง

1ุ6


การเผยแพร่และสื่ อสารสาธารณะเพื่ อประชาสัมพันธ์ให้คน
ทั้ งในชุมชน นอกชุมชน และสาธารณะ ได้รับรู้ และมีความเข้าใจ
ใ น อั ต ลั ก ษ ณ์ ค ว า ม เ ป็ น ชุ ม ช น ท้ อ ง ถิ่ น ผ่ า น ง า น ศิ ล ป ะ ชุ ม ช น ที่ มี ค ว า ม
สร้างสรรค์ โดยการจัดทำสื่ อประชาสัมพันธ์และสื่ อออนไลน์

การฟื้ นฟู ผลิ ตซ้ำและสร้างใหม่เป็นการสร้างความหมาย
คุณค่ า และกำหนดบทบาทหน้าที่ ใหม่ให้กั บทรัพยากรวั ฒนธรรม
เพื่ อใช้ในการพัฒนาชุ มชน หรือแก้ ไขปัญหาในชุ มชน หรือการ
ระดมพลั งในการพัฒนาชุ มชน รวมทั้ งการฟื้ นฟูพลั ง และศรัทธา
ในการพัฒนาชุ มชน

การถ่ายทอดความรู้เชิงปฏิบัติการสู่เด็กเยาวชน เป็นการ
ถ่ า ย ท อ ด ค ว า ม รู้ ด้ ว ย ก า ร ล ง มื อ ป ฏิ บั ติ ใ น ก า ร ส ร้ า ง ส ร ร ค์ ศิ ล ป ะ ใ ห้ กั บ
เด็กและเยาวชนและชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้ นที่ เพื่ อให้เด็กเยาวชน
เกิดจิตสำนึกในการดูแลรักษาพื้ นที่สาธารณะศิลปะสร้างสรรค์ และ
พั ฒ น า เ ป็ น ศิ ล ปิ น จิ ต อ า ส า ค น รุ่ น ใ ห ม่ ต่ อ ไ ป ใ น อ น า ค ต

E 3 -Engagement การสร้างสำนึกร่วมในการจัดการทรัพยากร
วัฒนธรรม

การวางแนวปฏิบัติ เพื่อให้เป็นข้อตกลงหรือกฎระเบียบของชุมชน
ในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมของชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของคนใน
ชุมชน

พัฒนากลไกคณะกรรมการในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม โดย
กลไกและข้อตกลงนั้นจะต้องเอื้ออำนวยต่อการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม

ร่วมกันกำหนดแนวทางในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมของชุมชน
ซึ่งจะมีคุณค่าต่อทรัพยากรวัฒนธรรม เกิดประโยชน์ต่อชุมชน และสังคมใน
ระยะยาว

17


ตารางที่ 3 แบบแผนการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์โดย
การมีส่วนร่วมของวัดและชุมชน

กระบว
นการ ขั้นต
อน เนื้ อ
หา

E1 -Education 1.สืบค้นข้อมูล ข้อมูลทั่วไป
แลกเปลี่ยน เรียนรู้ ทรัพยากรวัฒนธรรม ทรัพยากรทาง
และปลูกจิตสำนึก ของชุมชนจาก วัฒนธรรมทั้งในเชิง
เอกสาร และงานวิจัย กายภาพและ
คุณลักษณะทาง

นามธรรม
ประวัติศาส
ตร์
ประโยชน์ใช้สอยใน
อดีต ศักยภาพคุณค่า
และข้อจำกัดของ
ทรัพยากรทาง
วัฒนธรรม




2.สำรวจบริบท และ ก า ร ล ง พื้ น ที่ สำ ร ว จ

สภาพแวดล้อมของ ใ น ชุ ม ช น ด้ ว ย ก า ร

พื้ นที่ เ ดิ น สำ ร ว จ ร่ ว ม กั บ

ผู้ นำ ชุ ม ช น

ว า ด แ ผ น ที่ เ ดิ น ดิ น

แ ล ะ ถ่ า ย ภ า พ


ท รั พ ย า ก ร

วั ฒ น ธ ร ร ม ใ น ชุ ม ช น

เ พื่ อ ใ ห้ เ ห็ น บ ริ บ ท

ส ภ า พ แ ว ด ล้ อ ม แ ล ะ

ท รั พ ย า ก ร

วั ฒ น ธ ร ร ม ด้ า น

ต่ า ง ๆ ข อ ง ชุ ม ช น

18


กระบวน
การ ขั้นต
อน เนื้ อ
หา



โดยเฉพาะทุนทาง
วัฒนธรรมที่เป็นอัต
ลักษณ์ที่สำคัญของ
ชุมชนที่ยังคงดำรงอยู่
ในชุมชน และสภาพ
ของการเปลี่ยนแปลง
ที่เกิดขึ้น เ
พื่ อเป็นฐาน
ข้อมูลในการประเมิน
คุณค่าและศักยภาพ
ของทรัพยากร
วัฒนธรรมที่จะนำมาสู่
การสร้างสรรค์งาน
ศิลปะชุมชน

3.ประเมินคุณค่าและ การประเมินคุณค่าของ
ศักยภาพของ ทรัพยากรทาง
ทรัพยากรวัฒนธรรม วัฒนธรรม การประเมิน
ศักยภาพของทรัพยากร

ทางวัฒนธรรม เพื่อการ
ตัดสินใจและวางแผน
การดำเนินง
านจัดการ
ทรัพยากรวัฒนธรรม
เชิงสร้างสรรค์

19


กระบวน
การ ขั้นต
อน เนื้ อ
หา

E2 -Engineering 4. สงวนและ การสงวนและการ
สร้างสรรค์ ก า ร อ นุ รั ก ษ์ อนุรักษ์ทรัพยากร
และพัฒนานวัตกรรม ท รั พ ย า ก ร วัฒนธรรม เพื่อคงไว้
ตามอัตลักษณ์ทาง วั ฒ น ธ ร ร ม ซึ่งลักษณะทาง
วัฒนธรรมชุมชน กายภาพและด้าน
คุณค่าของทรัพยากร


วัฒนธรรม อันจะเป็น
ประโยชน์ในการสร้าง
ความเข้มแข็งให้กับ
ชุมชนในด้านการ
พัฒนาชุมชน ด้านการ
พัฒนาการท่องเที่ยว
ด้านการพัฒนา
เศรษฐกิจชุมชน โดย
ใช้เทคนิควิธีการในรูป
แบบศิลปะช
ุมชนเชิง
สร้างสรรค์ที่มีความ
เหมาะสมกับสภาพ
แวดล้อมของ
ทรัพยากรวัฒนธรรม
ในชุมชน ทั้งนี้ได้มีการ
คัดเลือกรู ปแบบเพื่ อ
ออกแบบศิลปะชุมชน
เชิงสร้างสรรค์
วิธีการนำเสนอ
การสรรหาและเตรียม
พื้ นที่ในการ
สร้างสรรค์ศิลปะ
ชุมชนที่มีความ

20


กระบวน
การ ขั้นต
อน เนื้ อ
หา


5. พัฒนาพื้นที่ การพัฒนาให้เกิด

สาธารณะการจัดการ เป็นพื้ นที่สาธารณะ
ทรัพยากรวัฒนธรรม ศิลปะชุมชนเชิง
เชิงสร้างสรรค์ สร้างสรรค์ หรือศูนย์
ศิลปะชุมชนเชิง

สร้างสรรค์ หรือจัด
ทำเป็นแลนด์มาร์ก
(Landmark) ที่มี
ความเป็นรูปธรรม
ภายในวัด หรือพื้นที่
สาธารณะใน
ชุมชน
เพื่ อให้เป็นสถานที่ใน
การทำกิจกรรมร่วม
กันของคนในชุมชน
และพื้ นที่ในการท่อง
เที่ยวของชุมชน ที่
แสดงให้เห็นถึงอัต
ลักษณ์ความเป็น
ชุมชนท้องถิ่นผ่าน
งานศิลปะที่จัดแสดง
ในพื้ นที่สาธารณะ

6. เผยแพร่และ การเผยแพร่ข้อมูล
สื่ อสารการจัดการ ความรู้สู่สาธารณะ
ทรัพยากรวัฒนธรรม โดยการสื่อสารสู่
เชิงสร้างสร
รค์สู่ มวลชนเพื่ อ

สาธารณะ ประชาสัมพันธ์ให้คน
ทั้งในชุมชน นอก
21 ชุมชน และสาธารณะ
ได้รับรู้ และมี


กระบวน
การ ขั้นต
อน เนื้ อ
หา



ความเข้าใจในอัต
ลักษณ์ความเป็นชุมชน
ท้องถิ่นผ่านงานศิลปะ
ชุมชนที่มีความ
สร้างสรรค์ โดยการจัด
ทำสื่อประชาสัมพันธ์
เช่น ป้ายเส้นทาง แอพ
พลิเคชั่นเส้นทางและ
แหล่งท่องเที่ยว การ
พิมพ์หนังสื
อ การทำ
ข่าวทั้งภาพนิ่ง ภาพ
เคลื่ อนไหวเผยแพร่ใน
สื่อทางอินเตอร์เน็ต
และการสื่อสารผ่านสื่อ
สังคมออนไลน์

7. ฟื้ นฟู ผลิตซ้ำและ การฟื้ นฟู ผลิตซ้ำและ

สร้างใหม่เป็นการ สร้างใหม่เป็นการสร้าง

สร้างความหมาย ความหมาย คุณค่า

คุณค่า และกำหนด และกำหนดบทบาท

บทบาทหน้าที่ใหม่ให้ หน้าที่ใหม่ให้กับ


กับทรัพยาก
ร ทรัพยากรวั
ฒนธรรม

วัฒนธรรม เพื่ อใช้ในการพัฒนา

ชุมชน หรือแก้ไข

ปัญหาในชุมชน หรือ

การระดมพลังในการ

พัฒนาชุมชน

22


กระบวน
การ ขั้นต
อน เนื้ อ
หา



หรือแก้ไขปัญหาใน
ชุมชน หรือการระดม

8. ถ่ายทอดความรู้ พลังในการพัฒนา
เชิงปฏิบัติการสู่เด็ก ชุมชน รวม
ทั้งการ
เยาวชน ฟื้ นฟูพลัง และ
ศรัทธาในการพัฒนา

ชุมชน

การถ่ายทอดความรู้
เชิงปฏิบัติการสู่เด็ก
เยาวชน เป็นการ
ถ่ายทอดความรู้ด้วย
การลงมือปฏิบัติใน
การสร้างสรรค์ศิลปะ
ให้กับเด็กและ
เยาวชนและชาวบ้าน
ที่อาศัยอยู่ใ
นพื้นที่
เมื่ อถึงวันสุดท้ายทาง
ทีมงานต้องการเพื่ อ
ให้เด็กเยาวชนเกิด
จิตสำนึก ในการดูแล
รักษา และพัฒนา
เป็นศิลปินจิตอาสา
คนรุ่นใหม่ต่อไปใน
อนาคต

23


กระบวน
การ ขั้นต
อน เนื้ อ
หา

E 3 -Engagement 9. พัฒนากลไกคณะ การพัฒนากลไกหรือ
สร้างสำนึกความเป็น กรรมการในการ โครงสร้างในการ
เจ้าของร่วมในการ จัดการทรัพยากร จัดการทรัพยากร
จัดการทรัพยากร วัฒนธรรม วัฒนธรรมชุมชน ใน
วัฒนธรรมชุมชน รูปแบบคณะ

กรรมการที่จัดตั้งขึ้น

หรือกลไกที่มีอยู่แล้ว
ในองค์กรในลักษณะ
กึ่งทางการ
รวมทั้ง
การสร้างความร่วม
มือกับเครือข่ายทั้ง
ภาครัฐ ภาคธุรกิจ
และภาคประชา
สังคม เพื่อสร้างความ
ร่วมมือในการจัดการ
ทรัพยากรวัฒนธรรม
เชิงสร้างสรรค์

10. วางแนวปฏิบัติ การวางแนวปฏิบัติใน
เพื่ อให้เป็นข้อตกลง รูปแบบของข้อตกลง
หรือกฎระเบียบของ ของชุมชนในการ
ชุมชนในการจัดการ จัดการทรัพยากร
ทรัพยากรวัฒนธรรม วัฒนธรรมของชุมชน
โดยการมีส่ว
นร่วม

ของคนในชุมชน
กลุ่ม องค์กร โดย
กลไกและข้อตกลง
นั้นจะต้องเอื้ ออำนวย
ต่อการจัดการ

24


กระบวน
การ ขั้นต
อน เนื้ อ
หา


ทรัพยากรวัฒนธรรม
ซึ่งจะมีคุณค่าต่อ
ทรัพยากรวัฒนธรรม

และเกิดประ
โยชน์ต่อ
ชุมชน และสังคมใน
อนาคต

11. กำหนดแนวทาง การวางแผนในการ
ในการจัดการ จัดการทรัพยากร
ทรัพยากรวัฒนธรรม วัฒนธรรมเชิง
ของชุมชน สร้างสรรค์ เพื่อให้
สอดคล้องกับอัต

ลักษณ์ของวัฒนธรรม
ชุมชน และตอบสนอง
ต่อการพัฒนาการท่อง
เที่ยว การพั
ฒนา
เศรษฐกิจชุมชน และ
การเรียนรู้ร่วมกันของ
คนในชุมชนที่จะมี
ส่วนร่วมในการจัดการ
ทรัพยากรวัฒนธรรม

25


บทที่ 3

พื้นที่ตัวอย่างการจัดการทรัพยากร
วัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์

โดยการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชน

1. “ประติมากรรมข้าวเป็นเจ้า” บ้านเหล่าพัฒนา ตำบลป่าแดด
อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

ชุมชนบ้านเหล่าพัฒนา ตั้งอยู่ในเขตการปกครองของตำบลป่าแดด อำเภอ
แม่สรวย จังหวัดเชียงราย มีเนื้อที่ประมาณ 1,800 ไร่ ประชากรส่วนใหญ่ประกอบ
อาชีพทำนา ทำสวนเลี้ยงสัตว์ ค้าขาย รับจ้าง ภูมิประเทศพื้นที่ของชุมชนเป็นพื้นที่
ราบและภูเขา วิถีของชุมชนยังอยู่แบบยึดจารีต ประเพณีดั้งเดิม ยังมีระบบคิด แนว
ความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหนือธรรมชาติ มีการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและหลักพุทธ
ธรรมในการดำรงชีวิตเป็นชุมชนที่มีทรัพยากรที่สำคัญทั้งทรัพยากรวัฒนธรรม และ
ทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ ทรัพยากรวัฒนธรรม คือ แหล่งโบราณคดีดอยเวียงดอย
วง พิพิธภัณฑ์ดอยเวียงดอยวง วัดบ้านโป่ง และมีทรัพยากรธรรมชาติที่โดดเด่น
สำคัญ ได้แก่ แหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ (hot spring) หรือที่ภาษาพื้นถิ่นเรียกว่า
โป่งน้ำร้อน โดยโป่งน้ำร้อนแห่งนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ลักษณะพื้นที่เป็น
แอ่งขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่เป็นแนวยาวบริเวณทุ่งนา ซึ่งถ้าสังเกตจะพบว่า
กระแสน้ำร้อนนั้นจะมีทิศทางการไหลผ่านที่ตัดขนานกับหมู่บ้าน จึงเป็นที่มาของชื่อ
หมู่บ้านโป่งหนองขวาง

การสร้างสรรค์ ออกแบบ และพัฒนาให้เกิดรูปแบบของพื้นที่ศิลปะ
สร้างสรรค์และประติมากรรม “ข้าวเป็นเจ้า”

จากทรัพยากรธรรมชาติ และทรัพยากรวัฒนธรรมของบ้านเหล่าพัฒนาที่
มีความโดดเด่น และเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ได้นำมาสู่การสร้างสรรค์ประติมากรรม
เมล็ดข้าวทุ่งโป่งในบริเวณโป่งน้ำร้อนสามสีที่พัฒนามาจากจุดเด่นของทรัพยากร

2ุ6


วัฒนธรรมและมีความสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ โดยได้แรงบันดาลใจจากบริบท
ของชุมชนที่เป็นเมืองอู่อารยธรรม เป็นเมืองยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ประกอบด้วย
แหล่งโบราณคดีดอยเวียง ดอยวง และตำนานเมล็ดข้าวจากเกาะแม่ม่ายที่ตั้งอยู่
กลางทุ่งนาของหมู่บ้าน จากตำนานแม่ม่ายทุบข้าว จึงนำมาสู่การออกแบบศิลปะ
งานประติมากรรมสู่ชุมชน จำนวน 3 ชิ้นงาน เรียกว่า “ข้าวเป็นเจ้า” ประกอบด้วย
เมล็ดข้าวงอก ต้นกล้า และ รวงข้าว

ส่วนฐานของประติมากรรม เป็นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ขนาด 120 ซม. ที่มีรู
วงกลมสองวงจรทะลุให้เห็นอีกฝั่ ง มีนัยยะที่สื่อความหมายสำคัญคือวงกลม เป็น
วัฏจักรของชีวิตของธรรมชาติของจักรวาล และเป็นสากล จักรวาลนี้อันประกอบ
ด้วยวงกลมเล็ก ๆ อนุภาคเล็ก ๆ จนไปถึงอานุภาพใหญ่ ๆ เรียกว่าวัฏจักร เสมือน
การทำนาที่มีวัฏจักรตามเวลาฤดูกาลในการเพาะปลูกข้าว เป็นต้น

มานิตย์ กันทะสัก อาจารย์สาขาพุทธศิลปกรรม วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย
ผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ “ข้าวเป็นเจ้า” กล่าวถึงแนวคิดในการสร้างว่า ได้แรง
บันดาลใจจากบริบทของชุมชนบ้านเหล่าพัฒนาที่เป็นเมืองอู่อารยธรรม เป็น
เมืองยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดีดอยเวียง ดอยวง และ
ตำนานเมล็ดข้าวจากเกาะแม่ม่ายที่ตั้งอยู่กลางทุ่งนาของหมู่บ้าน จากตำนานแม่
ม่ายทุบข้าวจึงนำมาสู่การออกแบบศิลปะงานประติมากรรมสู่ชุมชน ใช้ตำนาน
และใช้ปัจจุบันในการออกแบบเมล็ดข้าวงอก มีส่วนที่เป็นใบและรากงอกออกมา
จากเมล็ดข้าว ทั้งสองส่วนเท่ากัน หมายถึง รากเหง้าหยั่งลึกแค่ไหน ก็จะสูงงดงาม
เมล็ดข้าวงอก ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มการเจริญเติบโต ขยับมาด้านขวาหรือตรง
กลางเป็น ต้นกล้าข้าวที่กำลังเติบโต จากนั้นเป็นรวงข้าวที่โดนลม ทางทิศตะวัน
ออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นลมหนาว ลมหนาวเป็นสัญญาณของการเก็บเกี่ยวข้าว
นาปีตลอดมา ศิลปินจึงจัดวางไปตามแนวยาวของภูเขาจากซ้ายไปขวา ให้วิว
ทิวทัศน์เป็นส่วนหนึ่ง และเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเชื่อมโยงประติมากรรมกับท้องทุ่ง
รวมไปถึงอากาศเมฆฝน แม้กระทั่งเงาน้ำที่กระทบจากบ่อน้ำพุร้อนสามสี ให้เป็น
อันหนึ่งอันเดียวกัน

27


โป่งน้ำร้อนสามสี ซึ่งถือเป็นทรัพยากรวัฒนธรรมเป็นจุดแข็งของชุมชนที่
เห็นเป็นรูปธรรม และมองเห็นภาพที่จะสามารถพัฒนาให้เกิดเป็นแหล่ง
ท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน เพราะในปัจจุบันเทรนด์การ
เที่ยวแนวธรรมชาติบำบัดเป็นที่นิยม หรือการบริโภคอาหารที่เน้นเชิง
เกษตรอินทรีย์ จึงทำให้ชุมชนบ้านเหล่าพัฒนาได้มีการตั้งกลุ่ม ร่วมกัน
คิดค้น และรื้อฟื้ นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนมาแต่ตั้งเดิม และเพื่อนำ
มาบูรณาการกับยุคปัจจุบัน โดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนที่มีอยู่
คือ ทรัพยากรที่เกิดจากโป่งน้ำร้อนสามสี ได้แก่ น้ำแร่ และ ดินโป่ง ซึ่งมี
คุณสมบัติที่เป็นประโยชน์มากมายตามความเชื่อของชุมชน โดยการปรับ
ภูมิทัศน์ของโป่งน้ำร้อนสามสี เพื่อให้ผู้คนได้มาบำบัดร่างกาย ใช้
ประโยชน์จากน้ำแร่และดินโป่ง เรียกว่า สปาบ้านทุ่ง ทางชุมชนจึงมีการ
พัฒนาในบริเวณโป่งน้ำร้อนสามสี เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่ง
ในอำเภอแม่สรวย โดยองค์การบริหารส่วนตำบลป่าแดด และสถาบันวิจัย
พุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้สนับสนุนงบ
ประมาณในการปรับถนนทางเข้า ปรับภูมิทัศน์ และสร้างห้องอาบน้ำแร่
ในบริเวณโป่งน้ำร้อนสามสี

2. “ไม้ค้ำสะหลี” วัดท่าข้าม (วัดชัยชนะ) ตำบลท่าข้าม
อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่

บ้านท่าข้าม เดิมนั้นชื่อว่า บ้านใหม่ มีชาวบ้านอาศัยอยู่ 30 หลังคา
เรือน ในอดีตชาวบ้านเป็นกลุ่มคนไทลื้อที่อพยพมาตั้งแต่สมัยใดยังไม่
ปรากฏหลักฐาน ตั้งขึ้นปี พ.ศ. ใด ไม่มีใครในปัจจุบันสามารถให้ข้อมูลได้ มี
ประวัติจากการบอกเล่าของบุคคลที่มีอายุยืนยาวที่สุดของหมู่บ้านของพ่อ
หม่อนวงค์ วงศ์ปัน ให้ข้อมูลว่า พ่อหลวงของบ้านใหม่คนแรกชื่อ พ่อหน้อย
อินถา แม่เย็นหลวง ไม่ทราบนามสกุล บ้านใหม่มีท่าน้ำซึ่งข้ามระหว่างบ้าน
ท่าข้ามเหนือ ปัจจุบันเป็นเขตของอำเภอจอมทองอยู่ทางทิศเหนือบ้านใหม่
จนผู้คนเรียกว่า บ้านท่าข้ามใต้ ซึ่งอยู่ทางทิศใต้

28


บ้านท่าข้ามมีวัดอยู่จำนวน 2 แห่ง คือ วัดท่าข้าม (ชัยชนะ) ตั้งอยู่
ทางทิศใต้ของฝั่ งลำน้ำแม่แจ่ม และวัดสันกู่ ตั้งอยู่ทางฝั่ งน้ำด้านทิศเหนือ
ของลำน้ำแม่แจ่ม มีแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร คือ ลำน้ำแจ่ม ลำน้ำปิง และ
หนองน้ำประจำหมู่บ้านด้านวัฒนธรรมประเพณี คนในหมู่บ้านท่าข้าม
ร้อยละ 99 เป็นคนล้านนาพื้นเมือง และการนับถือศาสนาพุทธมีวัดเป็นที่
ยึดเหนี่ยวจิตใจ ได้แก่ วัดชัยชนะและวัดสันกู่ นอกจากนี้คนบ้านท่าข้ามมี
ความเชื่อและความเคารพศรัทธาในผีบรรพบุรุษ ได้แก่ ผีปู่ย่า ผีพ่อบ้าน
ผีเจ้าที่ ตามพิธีกรรมตามประเพณีพื้นบ้านในช่วงเดือน 9 หรือประมาณ
เดือนมิถุนายนของทุกปี และมีประเพณีในรอบปีอีกได้แก่ ประเพณีปีใหม่
เมือง ประเพณีแห่ไม้ค้ำโพธิ์ ประเพณีเลี้ยงผีเสื้อบ้าน ประเพณีสลากภัตร
ประเพณีตานข้าวใหม่ ประเพณีฟังธรรมหลวง ประเพณียี่เป็ง ประเพณี
แห่ลูกแก้ว ประเพณีสรงน้ำพระธาตุ ประเพณีปอยหลวง นอกจากนี้บ้าน
ท่าข้ามมีภูมิปัญญาหลากหลายที่สืบทอดจากบรรพบุรุษได้แก่ ภูมิปัญญา
ด้านการจักสาน เครื่องมือหาปลาเช่น แห แชะ ไซ สุ่มไก่ ข้องหรือจักสาน
ที่ใช้ในวิถีชีวิตเช่น ก๋วย ส้า กระบุง

บ้านท่าข้าม มีทรัพยากรวัฒนธรรมที่สำคัญในชุมชนได้แก่ วัดท่า
ข้าม (วัดชัยชนะ) มีโบราณสถานที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งเช่น
โบสถ์เก่าที่มีการประดับด้วยศิลปะกระจกรอบ ๆ ภายนอก วิหารที่มีภาพ
วาดพุทธประวัติ รวมถึงภาพวิถีชีวิตคนเมืองฮอด พระธาตุเจดีย์ หอพระ
ตรัย และโบราณวัตถุ เช่น องค์พระธาตุ พระพุทธรูปอายุ 1,000 ปี บท
สวดใบลานภาษาบาลี มีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปี ศิลปกรรมกระจกบน
ผนังวิหารวัดท่าข้าม เป็นการสร้างสรรค์งานศิลปะโดยการมีส่วนร่วม
ของคนในชุมชนกับนักวิจัยจากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้
ร่วมกันสร้างสรรค์ศิลปะ โดยใช้วัสดุกระจก สร้างเป็นตัวภาพแบบ 2 มิติ
เหมือนจิตรกรรมไทยตกแต่งไว้บนผนังวิหารวัดท่าข้าม มีเนื้อหาเรื่องราว
เกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรม เช่น ประเพณีสรงน้ำพระธาตุ เวียนเทียน
สลากภัต ตานก๋วยสลาก แห่ครัวทาน แห่ไม้ค้ำ ยี่เป็ง ปอยหลวง

29


การเลี้ยงดงหอ ฯลฯ รวมถึง วิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่น และภาพ
ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไว้บนผนังวิหาร เพื่อต้องการให้ภาพศิลปกรรม
กระจกบนผนังวิหารนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน ประเพณีแห่ไม้ค้ำ
โพธิ์ (ไม้ค้ำสะหลี) ประเพณีแห่ไม้ค้ำโพธิ์ถือเป็นประเพณีตามความเชื่อ
ของชาวล้านนา ในจังหวัดเชียงใหม่ ประเพณีแห่ไม้ค้ำโพธิ์ของวัดพระ
ธาตุศรีจอมทอง ของอำเภอจอมทอง ถือได้ว่าเป็นงานประเพณีที่ดึงดูด
นักท่องเที่ยวและผู้สนใจมาร่วมงานเป็นจำนวนมากและทุก ๆ ปี จะมี
การจัดประเพณีแห่ไม้ค้ำโพธิ์อย่างยิ่งใหญ่ ชาวบ้านมีความเชื่อว่า ไม้ค้ำ
เป็นส่วนหนึ่งในพิธีสืบชะตาราศีเป็นการค้ำชีวิตของตนเองให้ยั่งยืนนาน
ให้มีความร่มเย็นเป็นสุขและยังเป็นการค้ำจุลพระบวรพุทธศาสนา
สำหรับประเพณีแห่ไม้ค้ำโพธิ์นั้นเป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณ ชาวบ้าน
มีความเชื่อว่าในเทศกาลสงกรานต์หรือประเพณีปี๋ ใหม่เมือง ทุกคนจะ
ต้องทำบุญสืบชะตาราศีของตน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองที่ตนเองได้มี
ชีวิตอย่างสงบสุข ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งปี นอกจากชาวบ้านในอำเภอ
จอมทอง ยังมีชาวบ้านจากอำเภอใกล้เคียงคือ อำเภอฮอด อำเภอ
ดอยเต่า อำเภอหางดง อำเภอสันป่าตอง มาร่วมขบวนแห่ไม้ค้ำโพธิ์ด้วย

ก่อนที่ประเพณีแห่ไม้ค้ำโพธิ์จะกลายมาเป็นประเพณีสำคัญและ
มีชื่อเสียงของอำเภอจอมทองนั้น เริ่มต้นจากที่ชาวบ้านแต่ละบ้านได้นำ
เอาไม้ค้ำมาทำพิธีสืบชะตาของตนแล้วจึงนำไปค้ำต้นโพธิ์ที่วัด ต่อมา
เมื่อได้กระทำเป็นประจำทุกปี นาน ๆ เข้าพอถึงช่วงเดือนเมษายน ชาว
บ้านก็ได้ร่วมกันเป็นหมวด ๆ หาไม้ที่มีลักษณะดังกล่าวมาเลื่ อยแกะสลัก
เป็นลวดลายขนาดใหญ่ และเมื่อถึงวันที่ 15 เมษายนก็จะตกแต่งให้
สวยงามแล้วนำไม้ค้ำขึ้นสู่ล้อเกวียนแล้วแห่ไปถวายและค้ำที่ต้นโพธิ์วัด
พระธาตุศรีจอมทอง ในขบวนแห่จะมีผู้เฒ่า ผู้แก่ หนุ่มสาว แต่งตัวตาม
ประเพณีพื้นเมือง ร่วมขบวนแห่ร้องรำทำเพลงเป็นที่สนุกสนาน และ
เนื่องจากประเพณีดังกล่าวอยู่ในช่วงปี๋ ใหม่เมือง ตลอดสองข้างทางที่
ขบวนแห่ผ่านไปจะมีการรดน้ำดำหัวอวยชัยให้พรไปด้วย

30


การสร้างสรรค์และประดิษฐ์นวัตกรรมไม้ค้ำโพธิ์จากเหล็กในรูป
แบบศิลปะแบบจัดวาง ในการสร้างสรรค์ และประดิษฐ์นวัตกรรมใน
การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมของชุมชนท่าข้ามได้สร้างสรรค์ศิลปะ
ชุมชนในรูปแบบศิลปะจัดวาง หรือศิลปะติดตั้ง (Installation Art) การ
ทำไม้ค้ำต้นโพธิ์โดยใช้เหล็กมาแทนไม้ มีแนวคิดมาจากการที่ได้เห็นการ
ตัดไม้จากป่าชุมชน เพื่อมาทำไม้ค้ำต้นโพธิ์ในงานประเพณีแห่ไม้ค้ำโพธิ์
เป็นจำนวนมากในทุกๆ ปี ทำให้ภายในวัดมีไม้ค้ำโพธิ์ทั้งขนาดเล็กใหญ่
สะสมเป็นประจำทุกปี แต่ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่ น อีกทั้งยัง
ทำให้ไม้จากป่าชุมชนลดลงทุก ๆ ปี ดังนั้นทีมศิลปินจึงได้มีการวางแผน
จัดทำไม้ค้ำโพธิ์รูปแบบใหม่ที่ทำมาจากเหล็ก และวาดภาพลวดลายต่าง
ๆ ลงบนไม้ค้ำโพธิ์

มานิตย์ โกวฤทธิ์ ศิลปินซึ่งเป็นคนในชุมชนท่าข้าม ซึ่งเป็นผู้จุด
ประกายแนวคิด ได้ทำไม้ค้ำโพธิ์จากเหล็ก รวมทั้งการวาดภาพลวดลาย
ลงบนเหล็กเป็นศิลปะร่วมสมัย และนำไปถวายวัด ทำให้คนในชุมชน
ที่มาทำบุญที่วัดท่าข้ามได้เห็นว่าไม้ค้ำโพธิ์จากเหล็กมีความคงทน
สวยงาม และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ แนวคิดการสร้างสรรค์ไม้
ค้ำโพธิ์จากเหล็กจึงได้รับการสนับสนุนจากทางวัด และชุมชน เมื่อคนใน
ชุมชนเกิดความตระหนักถึงการลดลงของไม้ และเห็นประโยชน์จากการ
เปลี่ยนแปลงจากการนำเหล็กมาทดแทนการตัดไม้จากป่า ทางวัดจึงได้มี
การประชาสัมพันธ์ให้คนในชุมชนได้มาร่วมกันทำกิจกรรมโดยให้ร่วม
กันบริจาคเหล็กที่จะมาทำไม้ค้ำโพธิ์ ในการดำเนินงานคนในชุมชนได้มี
ส่วนร่วมในการตัดเชื่อมเหล็กให้เป็นไม้ค้ำ เพื่อให้ศิลปินได้วาดภาพ ให้มี
สีสัน และลวดลายสวยงามต่าง ๆ ลงบนไม้ค้ำ ซึ่งชุมชนได้กำหนดให้มี
การจัดงานถวายไม้ค้ำโพธิ์ และสืบชะตาหลวง เพื่อความเป็นสิริมงคลให้
แก่ตนเองและสงบสุขร่มเย็นในชุมชน

31


3. “ภาพวาดสามมิติประเพณีสลากย้อม” มหาวิทยาลัยมหา
จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน จังหวัดลำพูน

สลากย้อมเป็นประเพณีของคนยองในจังหวัดลำพูน ที่จัดขึ้นหลัง
ออกพรรษา รูปแบบคล้ายกับสลากภัตของภาคกลาง คือ เป็นการทำบุญ
โดยไม่ได้ระบุผู้รับ แต่สิ่งที่แตกต่างคือคติความเชื่อของชุมชนยองต่อ
ประเพณีสลากย้อม ในอดีตคนยองมีคติความเชื่อในการตาน(ทาน)สลาก
ย้อมว่า เป็นหน้าที่ของหญิงสาวที่จะพึงทาน โดยเฉพาะผู้หญิงสาวที่
มีอายุครบ 20 ปี ที่ยังไม่ได้แต่งงาน ควรจะตานสลากย้อม โดยเชื่อว่าการ
ตานสลากเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ และเป็นพิธีเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็น
ผู้ใหญ่ ที่หมายถึงพร้อมที่จะออกเรือน สลากย้อมเป็นกุศโลบายอันชาญ
ฉลาดของคนยอง ที่ใช้ฝึกหัดลูกสาวให้รู้จักเก็บหอมรอมริบ รู้จักมัธยัสถ์
เพื่อจัดทำต้นสลาก เนื่องจากการทำต้นสลากย้อม ไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย
ต้องใช้เงินทองจำนวนมาก กว่าจะทำสลากได้อาจต้องใช้เวลาถึง 4-5 ปี
ในการเก็บออม

ในการทำต้นสลากยังต้องอาศัยแรงงานจำนวนมาก ทั้งญาติ
พี่น้อง เพื่ อนฝูงทั้งหญิงและชาย โดยมากฝ่ายชายจะมาช่วยทำโครง
ต้นสลาก ส่วนฝ่ายหญิงจะช่วยทำงานหัตถกรรมเพื่ อตระเตรียมไว้
ตกแต่งต้นสลาก ช่วงเวลาการทำต้นสลากในอดีตจึงเป็นช่องทางใน
ก า ร เ กี้ ย ว พ า ร า สี แ ล ะ ดู ตั ว ร ะ ห ว่ า ง ห ญิ ง ส า ว แ ล ะ ช า ย ห นุ่ ม ใ น ห มู่ บ้ า น
ด้วย เมื่ อมีต้นสลากแล้ว หญิงสาวเจ้าของต้นสลากต้องไปว่าจ้างผู้ที่
มีความชำนาญในการแต่งกลอนพื้ นเมือง มาแต่งและฮ่ำ “กะโลง”
หรือกลอนที่เล่าถึงชีวประวัติของเจ้าของสลากย้อม นับตั้งแต่เกิด
จนถึงปัจจุบัน ในบทกลอน ผู้แต่งจะสอดแทรกคติธรรม เพื่ อสั่งสอน
ก า ร ดำ เ นิ น ชี วิ ต ที่ ถู ก ค ร ร ล อ ง ค ร อ ง ธ ร ร ม แ ก่ ผู้ ฟั ง แ ล ะ เ จ้ า ข อ ง ส ล า ก
ย้ อ ม

32


ปัจจุบัน ประเพณีสลากย้อมถือเป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว
ของจังหวัดลำพูน โดยการมีส่วนร่วมของวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร
ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน
สภาวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน และ
เทศบาลเมืองลำพูน ได้ร่วมกันจัดประเพณีสลากย้อมเมืองลำพูน หนึ่งเดียว
ในโลก เป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนกันยายน

การสร้างสรรค์ศิลปะชุมชนในรูปแบบภาพวาดสามมิติ “สลาก
ย้อมลำพูน แห่งเดียวในโลก” ประเพณีสลากย้อมที่เป็นการนำเอาอัต
ลักษณ์ของจังหวัดลำพูนที่ถือเป็นประเพณีที่มีความโดดเด่นมีความเป็น
เอกลักษณ์และเป็นหนึ่งเดียวของโลก สภาพบริบทและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ
นั้นจึงถือได้ว่าวิทยาลัยสงฆ์ลำพูนเหมาะแก่การพัฒนาเป็นพื้ นที่ศิลปะเชิง
สร้างสรรค์และการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ของ
ผู้ที่สนใจศึกษาด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว แนวคิดการสร้างสรรค์
ศิลปะชุมชนภาพวาดสามมิติสลากย้อมเป็นสิ่งที่นำไปสู่การสร้างอัตลักษณ์
ของจังหวัดลำพูน เนื่องจากตั้งแต่อดีตประเพณีสลากย้อมถือได้ว่าเป็น
ประเพณีที่มีการพัฒนาหรือมีกลไกการพัฒนาในเชิงของวัฒนธรรมที่นำ
มาจากพื้นที่ต่างๆ เพราะพื้นที่ในจังหวัดลำพูนถือได้ว่าเป็นพื้นที่ตักศิลาที่
มีความเก่าแก่และมีการนำเอาความเป็นพหุวัฒนธรรมของชาวจังหวัด
ลำพูน เช่น ยอง ลื้อ ไต คนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่จังหวัดลำพูน เป็นต้น
เพราะฉะนั้นสลากย้อมมีหลากหลายแนวคิด เช่น แนวคิดที่ว่าอาจจะมา
จากชนเมืองยองที่ได้นำเอาศิลปะประเพณีและวัฒนธรรมเหล่านี้เข้ามา
หรืออาจจะมาจากความคิดที่ว่ามีการพัฒนามาจากสลากภัตติ์ในทาง
พระพุทธศาสนาสู่การรังสรรค์ เป็นต้น

ในอนาคตหากมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ต้นสลากย้อมอาจมี
ขนาดเล็กลงหรืออาจจะเหลือเฉพาะสลากภัต จึงได้นำมาสู่การรังสรรค์ผล
งานทางศิลปะเชิงสร้างสรรค์เพื่ อให้เห็นถึงวิวัฒนาการและนำมาซึ่งการ
ศึกษาเรียนรู้ของผู้ที่สนใจและเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่ อดึงดูดใจ
นักท่องเที่ยวโดยผ่านภาพวาดสลากย้อมแบบสามมิติ ซึ่งถือเป็นอัตลักษณ์

33


ของชาวจังหวัดลำพูน การมีส่วนร่วมของบุคลากรวิทยาลัยสงฆ์ลำพูน
และการมีส่วนร่วมของแกนนำฝ่ายต่างๆ เช่น นักปราชญ์ เครือข่าย
วัดพระธาตุหริภุญชัย เครือข่ายวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน เครือข่าย
สถาบันวิจัยหริภุญชัย และหน่วยงานต่างๆ ของจังหวัดลำพูนที่มีส่วน
ร่วมในการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่ อดึงเอาอัตลักษณ์ของ
ช า ว จั ง ห วั ด ลำ พู น อ อ ก ม า นำ เ ส น อ ใ น รู ป แ บ บ ข อ ง ศิ ล ป ะ เ ชิ ง ส ร้ า ง ส ร ร ค์
และร่วมกันคัดเลือกประเพณีสลากย้อมซึ่งถือเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่
และเป็นหนึ่งเดียวในโลกเพื่ อนำมาจัดสร้างเป็นภาพวาดสามมิติใน
พื้ นที่วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน มีอาคารพระสัจธรรมที่ทางวิทยาลัยสงฆ์
ลำพูนได้มอบให้เพื่ อใช้เป็นพื้ นที่ทางศิลปะและวัฒนธรรมของจังหวัด
ลำพูน โดยได้รับการสนับสนุนจากวัดพระธาตุหริภุญชัย คณะสงฆ์
จังหวัดลำพูน เทศบาลตำบลต้นธง องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน
หอศิลป์อินสนธิ์ วงศ์สาม กลุ่มศิลปินจังหวัดลำพูน

4. ภาพวาดสามมิติบนกำแพงสาธารณะ บ้านบุญยืน ตำบล
กลางเวียง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

บ้านบุญยืน ตั้งอยู่ในเขตตำบลกลางเวียง อำเภอเวียงสา จังหวัด
น่าน เป็นตำบลที่อยู่บริเวณกึ่งกลางของพื้นที่อำเภอเป็นศูนย์กลางความ
เจริญ และที่ตั้งของสถานที่ราชการ ทรัพยากรวัฒนธรรมที่สำคัญ ได้แก่
วัดบุญยืน พระอารามหลวง ถือว่าเป็นวัดที่มีความเก่าแก่ ประจำอำเภอ
เวียงสามีความสำคัญต่อความมั่นคงของจังหวัดน่าน ตั้งแต่สมัยเจ้าฟ้า
อัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 56 เป็นต้นมา เมื่อบ้านเมือง
เกิดความไม่สงบหรือเกิดภัยธรรมชาติ ในเมืองน่านคราใด เจ้าผู้ครอง
นครน่านและประชาชน จะประกอบพิธีบวงสรวงสักการะบูชาพระธาตุ
เจดีย์วัดบุญยืน ซึ่งก่อให้เกิดขวัญกำลังใจต่อประชาชนได้เป็นอย่างดี
พระยืน เป็นพระประธานในพระวิหาร สร้างเป็นพระพุทธรูป ปาง
ประทับยืน เมื่อ พ.ศ.2340 ประเพณีแข่งเรือ แม่น้ำน่าน ในสมัยก่อนวัด

34


ที่ติดกับแม่น้ำน่านจะต้องสร้างเรือ วัตถุประสงค์ของการสร้างเรือเพื่อ
สัญจรไปมาและช่วยเหลือชาวบ้านในหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วม วัดทุกวัดที่
สร้างเรือขึ้นมาเพื่ อช่วยเหลือชุมชนและสังคมเป็นการพึ่งพาอาศัยซึ่งกัน
และกัน เมื่อมีเวลาว่างจึงมีการแข่งขันกันโดยจัดขึ้นเป็นกีฬาแข่งเรือใน
ช่วงวันออกพรรษา วัดบุญยืนพระอารามหลวง มีการจัดการตานก๋วย
สลากและประเพณีแข่งเรือเป็นประจำทุกปี ประเพณีใส่บาตรเทียน ใน
วันแรม 2 ค่ำก่อนเข้าพรรษา การใส่บาตรเทียนมีวัตถุประสงค์เพื่อขอ
ขมาคารวะพระสงฆ์อาวุโส เป็นการสืบทอดอายุของพระพุทธศาสนา
และสร้างความสามัคคีในหมู่สงฆ์ โดยการให้ญาติโยมมาร่วมกันทำบุญ
เมื่อได้เทียนมาจึงนำไปขอขมาคารวะพระอาวุโส ประเพณีสู่ขวัญเรือ
เป็นพิธีกรรมที่ชาวน่านได้สืบทอดจากบรรพบุรุษมาหลายชั่วอายุคน
ก่อนที่จะนำเรือแข่งลงสนามทุกปี ชาวบ้านจะทำพิธีสู่ขวัญเรือก่อนเสมอ
เพื่ อเป็นการปลุกเร้าจิตใจฝีพายและเป็นการรวมพลังความสามัคคีของ
ชุมชน

การสร้างสรรค์ศิลปะในรูปแบบภาพวาดสามมิติบนกำแพง
สาธารณะ

จากการวิเคราะห์ทุนทางวัฒนธรรมที่มีในชุมชน เช่น วัดบุญยืน
พระยืน พิพิธภัณฑ์เวียงสา แม่น้ำน่าน ประเพณีแข่งเรือ ประเพณีสู่ขวัญ
เรือ เรือแข่งเจ้าแม่ตะเคียน เรือแข่งเจ้าแม่สายฟ้า เฮือนรถถีบ บ้านกะ
หลกริมน้ำน่าน อาคารเทศบาลตำบลเวียงสา และรถบดทำถนนโบราณ

ทั้งนี้ชุมชนได้มีมติสร้างสรรค์ศิลปะในรูปแบบของการวาดภาพสามมิติ
และStreet Art บนกำแพงอาคารของโรงเรียนศรีเวียงสา บริเวณข่วง
เมืองหน้าวัดบุญยืน ตรงข้ามสำนักงานเทศบาลตำบลเวียงสา โดยใช้
ภาพที่มีแนวคิดมาจากการมีทรัพยากรวัฒนธรรมและธรรมชาติของ
ชุมชนที่มีความโดดเด่น คือ เรือแข่งแม่น้ำน่าน และประเพณีใส่บาตร
เทียน วัดบุญยืนพระอารามหลวง

35


ชาวบ้านในชุมชนรวมไปถึงเด็กและเยาวชนเกิดความตื่ นตัวในเรื่ องของ
การเรียนรู้ การรักษาและการหวงแหน และเป็นการกระตุ้นให้เกิดการ
เรียนรู้ในเรื่องของศิลปะซึ่งเป็นผลดีต่อเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุหันมา
สนใจในเรื่องของงานศิลปะ โดยงานศิลปะที่ได้จัดทำขึ้นมีความสอดคล้อง
กับวิถีชีวิตของชาวพุทธศาสนาและวัฒนธรรมโดยตรง จะเห็นได้ว่าพุทธ
ศาสนาและศิลปะแทบแยกกันไม่ออก มีความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน
เช่น ภาพเรือแข่งซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของเมืองน่าน ภาพการใส่บาตร
เทียนเป็นวัฒนธรรมของคณะสงฆ์ซึ่งเก่าแก่ที่สุด และมีมาช้านานของวัด
บุญยืนพระอารามหลวงที่ไม่สามารถระบุพ.ศ. ได้เมื่อมีการสร้างสรรค์ผล
งานศิลปะเชิงสร้างสรรค์ที่บ้านบุญยืน ทำให้เด็กและเยาวชนมีโอกาสได้
เห็นของจริงและสามารถสัมผัสได้ร่วมถ่ายรูปได้ ยิ่งเป็นการผสมผสาน
ระหว่างประเพณีและวัฒนธรรมของบ้านบุญยืนไม่ว่าจะเป็นการตักบาตร
เทียน การแข่งเรือเป็นการสร้างความตระหนักและความตื่นตัวให้แก่เด็ก
และเยาวชนมากยิ่งขึ้น

5. การพัฒนาพื้นที่ภูมิสถาปัตยกรรม และประติมากรรมปูนปั้ นรูป
ปลา “ภูมิจักรวาล” มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต
พะเยา จังหวัดพะเยา

การคัดเลือกพื้ นที่ปฏิบัติการภายในสถานที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่ในการจัดการ
ทรัพยากรวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ในรู ปแบบของพื้ นที่ศิลปะสร้างสรรค์
โดยเชื่อมโยงกับเวียงบัว ซึ่งเป็นเมืองโบราณแห่งหนึ่งในอาณาจักรภูกาม
ยาว ตั้งอยู่ที่บ้านบัว ตำบลแม่กา อำเภอเมืองพะเยา ทั้งนี้ ทีมวิจัยร่วมกับ
ชุมชนได้สร้างสรรค์ศิลปะในรู ปแบบของการพัฒนาพื้ นที่ภูมิสถาปัตยกรรม
และประติมากรรมปูนปั้ นรูปปลา (Buddhist Art and Space) ที่มีชื่อว่า
“ภูมิจักรวาล” ได้นำแนวคิดมาจากลายปลาคู่ที่ปรากฏในเครื่องถ้วยในเตา
เผาของเมืองโบราณเวียงบัว จากอัตลักษณ์ของเครื่องถ้วยแหล่งเวียงบัวที่
มีความโดดเด่น ได้มีการพัฒนารูปแบบและวิธีการในการจัดการทรัพยากร
วัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน

36


เวียงบัว ตั้งอยู่ที่บ้านบัว หมู่ที่ 7 ตำบลแม่กา อำเภอเมืองพะเยา
จังหวัดพะเยา เวียงบัวเป็นเมืองโบราณในยุคประวัติศาสตร์สมัยล้านนา
มีอายุทางโบราณคดีอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 20-21 ในช่วง พ.ศ. 1803-
11943 ลักษณะผังเมืองวางตัวในแนวทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศ
ตะวันตกเฉียงใต้ มีรูปแบบคล้ายกับรูปหนึ่งใบโพธิ์ โดยส่วนปลายใบโพธิ์
จะอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ขนาดของเมืองยาวที่สุดประมาณ
800 เมตร กว้างที่สุดประมาณ 400 เมตร คูเมืองด้านทิศเหนือ-ตะวันตก
และตะวันออก มีเพียงชั้นเดียว และเฉพาะด้านทิศตะวันออกจะเป็น
ลักษณะของลำห้วยที่ไหลชิดผ่านคันดินกำแพงเมืองด้วย โดยคูเมืองจะ
กว้างประมาณ 6.50 เมตร คันดินกำแพงเมืองชั้นใน กว้างประมาณ
6.50เมตร ปัจจุบันภายในเวียงบัวเป็นที่ตั้งของชุมชนบ้านบัว มีทั้งบ้าน
เรือนอยู่อาศัย และโรงเรียน มีการทำไร่ทำนา และทำสวนของชาวบ้านอยู่
กระจัดกระจายเป็นแห่งๆ มีแนวถนนติดต่อกันเอง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่
ทำให้แนวกำแพงเมืองแต่ละด้านถูกรุกทำลายลงไปเป็นอันมาก

ทรัพยากรวัฒนธรรมที่สำคัญ ได้แก่ แหล่งเตาโบราณเวียงบัว
บริเวณเมืองโบราณเวียงบัว ได้พบแหล่งเตาถ้วยม่อนออม ลักษณะทั่วไป
ของเครื่องถ้วย เป็นจำพวกจานและชามเปรียบเทียบได้กับชามสันกำแพง
คือ มีน้ำเคลือบสีเขียว ด้านในจะออกสีเขียวเข้ม น้ำเคลือบค่อนข้างหนา
ด้านนอกเป็นสีน้ำตาลดำ บางใบมีการปาดน้ำเคลือบบริเวณก้นชาม และ
บางใบพบว่ามีการทำลายประทับใต้เคลือบบริเวณก้นจานเป็นลายปลาคู่
ในปีพ.ศ. 2548 ได้มีการขุดค้นพบเตาเผาโบราณแบบล้านนา จำนวน ๒
แห่ง และเศษเครื่องถ้วยชามอยู่ตามที่ลาดเนินในพื้นที่เมืองโบราณ และ
ตามริมห้วยแม่ต๋ำ ตามไร่นาสวนของชาวบ้าน ปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้
พิพิธภัณฑ์เตาเผาโบราณเวียงบัว โดยมีเอกลักษณ์ที่สำคัญของเตาเวียง
บัวคือ เครื่องถ้วยชามเนื้อแกร่งชนิดเคลือบซึ่งอยู่ในสมัยพญางำเมือง
ประมาณปีพ.ศ.1823-1843 และพบลวดลายภูมิจักรวาลที่เป็นอัตลักษณ์

37


ของเครื่องถ้วยแหล่งเตาพะเยาหลายรูปแบบ เช่น ลายรูปสิงห์ ลายอนั
ตตวัฏฏะ ลายปลา เป็นต้น ลวดลายดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์
เฉพาะตัว เฉพาะถิ่นที่มีความพิเศษ มีความหมายลึกซึ้งแสดงถึงความ
เชี่ยวชาญ ชำนาญการและภูมิปัญญาเชิงช่าง รวมถึงความเจริญรุ่งเรืองทั้ง
ทางจิตวิญญาณ ศิลปะ และเศรษฐกิจ

จากข้อมูลและหลักฐานจากการขุดค้นศึกษาทางโบราณคดีใน
แหล่งเตาพะเยาที่เวียงบัว โดยศาสตราจารย์สายันต์ ไพรชาญจิตร์
โครงการโบราณคดีชุมชน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์ ทำให้ทราบว่ามีการผลิตเครื่ องถ้วยชามเนื้ อแกร่งชนิด
เคลือบคุณภาพดี ลวดลายสวยงาม มีความหมายทางคติธรรมความเชื่ อ
ในแคว้นพะเยามาตั้งแต่ห้วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ต่อต้นพุทธ
ศตวรรษที่ 19 ผลการศึกษารูปลักษณะลวดลายตกแต่งบนภาชนะ
ประเภทชาม/จานของแหล่งเตาเผาพะเยาที่เวียงบัว ประเภทลายรูป
สัตว์วิเศษหรือสัตว์มงคลประเภทสิงห์/ราชสีห์ ม้า ช้าง นก ปลา ตรง
กลางชาม/จานในรัศมีของดวงอาทิตย์ สุริยมณฑล จักรวาลมณฑล ลาย
ขวัญ หรือ ลายอนันตวัฏฏะ และลายดวงอาทิตย์ เป็นหลักฐานที่เชื่ อม
โยงกับคติธรรมความเชื่ อ โลกทัศน์ ชีวิตทัศน์ของกลุ่มชนชาติต่างๆ
รวมทั้งกลุ่มชนชาติไท-ลาวที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

การออกแบบประติมากรรม เลือกลวดลายปลาที่ปรากฏใน
เครื่ องถ้วยสีเหลืองแกมเขียว มีลายขวัญหรือลายอนันตวัฏฏะ (หมาย
ถึง สภาวะเวียนว่ายตาย เกิดเคลื่ อนไหวไหลเลื่ อนเปลี่ยนไปไม่หยุดนิ่ง
เป็นอนิจจัง) อยู่ตรงกลางชามล้อมรอบด้วยรัศมีหรือมณฑลที่ผนังข้าง
ชาม ลวดลายประดิษฐ์จากการใช้ดวงตรากดประทับ รูปลักษณะชุด
ลายประกอบด้วย เส้นขดแบบก้นหอยหลายเส้นหมุนวนคล้ายกับพายุ
หมุนคล้ายกับกระจุกเส้นขนที่ส่วนปลายม้วนขมวดไปในทิศต่างๆ
ค ล้ า ย กั บ ส า ย น้ำ ที่ ไ ห ล ว น มี รู ป ป ล า เ วี ย น ว่ า ย ใ น ก ร ะ แ ส น้ำ ว น ส อ ง ตั ว

38


สันนิษฐานว่าน่าจะดัดแปลงมาจากรู ปศรีวัตสะ สัญลักษณ์มงคลรู ป
ปลาคู่ผสมผสานคติธรรม ความเชื่ อเรื่ องขวัญ พัฒนาเป็นลายลักษณ์
เฉพาะที่มีความหมายถึง จักรวาล โลก และชีวิตที่เวียนว่ายตายเกิด
เคลื่ อนไหวเป็นพลวัตไปไม่สิ้นสุด จากความหมายดังกล่าว ได้นำมา
เป็นต้นแบบแรงบันดาลใจในการออกแบบประติมากรรมรู ปปลาคู่
อันเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์มาเป็นต้นแบบ และให้ผู้
เชี่ยวชาญออกแบบประติมากรรมปูนปั้ นรู ปปลาคู่กระโจนออกจาก
กระแสน้ำ มีลวดลายรอบเป็นจักรวาล มีธรรมจักรอยู่ตรงกลาง มี
ความสอดคล้องกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ลวดลายข้างล่าง
ออกแบบเป็นน้ำเหมือนกระจายพุ่งขึ้นรับกับหางปลา เหมือนปลาก
ระโดดขึ้นจากน้ำ ซึ่งมีความสอดคล้องกับสภาพของพื้ นที่บริเวณริม
สระน้ำภายในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต
พะเยา

ก า ร อ อ ก แ บ บ ภู มิ ส ถ า ปั ต ย ก ร ร ม ใ น พื้ น ที่ส า ธ า ร ณ ะ
การออกแบบพื้ นที่เพื่ อให้เป็นพื้ นที่สาธารณะของชุมชน ภายใน
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา สภาพ
พื้ นที่ที่มีความเหมาะสมคือ มีสระน้ำ และป่าไม้ที่ร่มรื่ น จึงนำมาสู่การ
ออกแบบโมเดลพื้ นที่สาธารณะศิลปะสร้างสรรค์ในรูปแบบลานขั้น
บันได โดยใช้ชื่ อว่า “ลานธรรม ลานศิลป์ ถิ่นเวียงบัว” เพื่ อให้สถานที่
ดังกล่าว เป็นพื้ นที่สาธารณะที่นิสิต และบุคลากรในมหาวิทยาลัยมหา
จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา รวมทั้งคนในชุมชนรอบ
มหาวิทยาลัย และบุคคลภายนอกจะได้เข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้ นที่ดัง
กล่าว เพื่ อการทำกิจกรรมด้านพระพุทธศาสนา ปฏิบัติวิปัสสนา งาน
ด้านวิชาการ การสานเสวนา รวมทั้งเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ

39


บทที่ 4

รูปแบบการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม
เชิงสร้างสรรค์ โดยการมีส่วนร่วม
ของวัดและชุมชน

การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์โดยการมีส่วนร่วม

ของวัดและชุมชนในกลุ่มจังหวัดล้านนานั้น มีลักษณะเป็นศิลปะชุมชนใน
เชิงสร้างสรรค์ (Creative Community Art) ที่ผสมผสานระหว่างศิลปะ
พื้นบ้าน และศิลปะร่วมสมัย ดังนี้

1. การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ในรูปแบบแหล่ง
เรียนรู้หรือศูนย์การเรียนรู้ศิลปะชุมชน (Community Art Learning
Center)

แหล่งเรียนรู้ หมายถึง แหล่งข้อมูลความรู้ ทั้งที่อยู่ในตัวบุคคล สถาน
ที่ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และประสบการณ์ ที่ทำให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียน
รู้ สามารถหาความรู้และเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และสามารถนำไปใช้ให้เกิด
ประโยชน์ได้ องค์ประกอบของแหล่งเรียนรู้ ได้แก่

(1) ข้อมูล/ชุดความรู้ ข้อมูลหรือเรื่องราว หรือสิ่งที่ได้จากแหล่ง
ที่มาของความรู้ มีการนำมาเรียบเรียงให้เป็นระบบเป็นหมวดหมู่ สามารถ
ทำความเข้าใจได้และพร้อมต่อการนำไปใช้ประโยชน์เพื่ อเพิ่มพูนความรู้
ประสบการณ์ ทั้งความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) ซึ่งเป็นความ
รู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาตญาณของแต่ละบุคคล เช่น
ทักษะในการทำงาน ความคิด ทัศนคติ และความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit
Knowledge) ซึ่งเป็นความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล ผ่านการวิเคราะห์
สังเคราะห์จนเป็นหลักทั่วไป สามารถรวบรวมและถ่ายทอดได้ โดยผ่าน
วิธีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี หนังสือ คู่มือ

40


(2) ผู้ให้ข้อมูล/ผู้ถ่ายทอด หมายถึง บุคคลที่สามารถบอกเล่าหรือ
ถ่ายทอดข้อมูล ชุดความรู้แก่ผู้เรียน ให้เกิดการเรียนรู้ เกิดความเข้าใจ และ
สร้างประสบการณ์ได้ ผู้ให้ข้อมูลต้องมีความเชี่ยวชาญ มีความรู้เกี่ยวกับ
เรื่องที่ถ่ายทอดเป็นอย่างดี และสามารถนำเสนอเรื่องราวออกมาได้อย่าง
น่าสนใจ

(3) การออกแบบและการจัดลำดับ หมายถึง ขั้นตอน วิธีการจัด
กระบวนการเรียนรู้ รูปแบบการเผยแพร่ หรือการนำข้อมูล เนื้อหาความรู้
มาถ่ายทอดให้กับผู้ที่สนใจ เช่น การลำดับเรื่องราว เหตุการณ์ที่นำเสนอ
การจัดทำกิจกรรมสาธิต เป็นต้น

(4) กิจกรรมและกระบวนการเรียนรู้ หมายถึง กิจกรรมและ
กระบวนการที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ เช่น การจัดกิจกรรมที่เน้นการ
เรียนรู้จากการลงมือทำ การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง เป็นต้น

(5) สื่ อการเรียนรู้ หมายถึง สื่ อรูปแบบต่าง ๆ ที่ทำให้การเรียนรู้
มีประสิทธิภาพมากกว่าการได้ฟังบรรยายเพียงอย่างเดียว การเลือกใช่
สื่ อการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย สัมพันธ์กับข้อมูล จะช่วย
สร้างความน่าสนใจให้แหล่งเรียนรู้ และช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ได้

(6) สถานที่ ส่วนใหญ่ใช้สถานที่จริงหรือแหล่งที่มาของความรู้
เป็นสถานที่จัดการเรียนรู้ เพราะจะสามารถเรียนรู้ได้จากสถานที่จริง ไม่
ว่าจะเป็นที่บ้านของผู้รู้ แปลงเกษตร ฟาร์ม วัด ป่า ฯลฯ โดยมีการปรับ
สภาพแวดล้อมของแหล่งเรียนรู้ให้เป็นห้องเรียน ไม่จำเป็นต้องเรียนใน
ห้องที่เป็นทางการ

(7) การบริหารจัดการ แหล่งเรียนรู้จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการ
ที่เป็นระบบชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และ
นำไปสู่เป้าหมายของแหล่งเรียนรู้ ดังนั้นจึงต้องมีการบริหารจัดการที่ดี ทั้ง
การวางแผน การปฏิบัติงาน การบริหารจัดการคณะทำงานที่ขับเคลื่อนงาน
ของแหล่งเรียนรู้ การจัดการงบประมาณ

41


ก า ร จั ด ก า ร ท รั พ ย า ก ร วั ฒ น ธ ร ร ม เ ชิ ง ส ร้ า ง ส ร ร ค์ ใ น รู ป แ บ บ แ ห ล่ ง

เ รี ย น รู้ ห รื อ ศู น ย์ ก า ร เ รี ย น รู้ ศิ ล ป ะ ชุ ม ช น นั้ น เ ป็ น ก า ร จั ด ก า ร ใ น เ ชิ ง

สถาบันที่มีองค์กรหลักในการจัดการร่วมกับชุมชน และภาคีเครือข่าย

ที่เกี่ยวข้องในระดับต่างๆ มีโครงสร้างในการจัดการ การกำหนดแผน

งาน กิจกรรมในการจัดการเพื่ อดำเนินงานศิลปะสร้างสรรค์ของชุมชน

ร่วมกัน การเชื่ อมโยงกับการจัดการศึกษาในรายวิชา การทำหลักสูตร

ท้องถิ่น รวมทั้งการเปิดพื้ นที่ดังกล่าวต่อสาธารณะเพื่ อเป็นแหล่งเรียน

รู้ ด้ า น ศิ ล ป ะ ชุ ม ช น

กรณีการสร้างสรรค์งานศิลปะ โดยการวาดภาพสามมิติประเพณี

สลากย้อมที่เป็นการนำเอาอัตลักษณ์ของจังหวัดลำพูนที่ถือเป็นประเพณี

ที่มีความโดดเด่นมีความเป็นเอกลักษณ์และเป็นหนึ่งเดียวของโลก

แนวคิดการสร้างสรรค์ศิลปะชุมชนภาพวาดสามมิติสลากย้อมเป็นสิ่งที่นำ

ไปสู่การสร้างอัตลักษณ์ของจังหวัดลำพูน เนื่องจากตั้งแต่อดีตประเพณี

สลากย้อมถือได้ว่าเป็นประเพณีที่มีการพัฒนาหรือมีกลไกการพัฒนาใน

เชิงของวัฒนธรรมที่นำมาจากพื้นที่ต่าง ๆ เพราะในจังหวัดลำพูนถือได้ว่า

เป็นตักศิลาที่มีความเก่าแก่และมีการนำเอาความเป็นพหุวัฒนธรรมของ

ชาวจังหวัดลำพูน เช่น ยอง ลื้ อ ไต คนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่จังหวัดลำพูน

เป็นต้น เพราะฉะนั้นสลากย้อมมีหลากหลายแนวคิด เช่น เมืองยองที่ได้

นำเอาศิลปะประเพณีและวัฒนธรรมเหล่านี้เข้ามา หรือพัฒนามาจาก

สลากภัตในทางพระพุทธศาสนาสู่การรังสรรค์ เป็นต้น

การจัดการพื้ นที่ที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ มีอาคารพระสัทธรรม

ที่ทางวิทยาลัยสงฆ์ลำพูนได้มอบให้เพื่ อใช้เป็นพื้ นที่ทางศิลปะและ

วัฒนธรรม พื้ นที่สวนสาธารณะที่เป็นแหล่งเรียนรู้ ได้รับการสนับสนุน

จากวัดพระธาตุหริภุญชัย คณะสงฆ์จังหวัดลำพูน เทศบาลตำบลต้น

ธง องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ภาคเอกชนได้แก่ หอศิลป์อิน

สนธิ์ วงศ์สาม กลุ่มศิลปินจังหวัดลำพูน โดยฝ่ายบริการวิชาการแก่

สั ง ค ม ข อ ง วิ ท ย า ลั ย ส ง ฆ์ ลำ พู น นำ โ ค ร ง ก า ร เ กี่ ย ว กั บ ก า ร ทำ นุ บำ รุ ง ศิ ล ป ะ

42


ศิลปะวัฒนธรรม และโครงการบริการวิชาการแก่สังคมมาสนับสนุน
ในพื้ นที่ศิลปะเชิงสร้างสรรค์

2. การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ในรูปแบบ
พื้ นที่สาธารณะ (Public Art Space)

พื้นที่สาธารณะ (public space) เป็นพื้นที่ในโลกทางสังคมซึ่ง
ปัจเจกบุคคลมาพบปะพูดคุยและอภิปรายกันอย่างเสรีในประเด็นปัญหา
ทางสังคม การเมืองและเศรษฐกิจ ประเด็นจากการอภิปรายโต้เถียง
ปัญหา ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ จะถูกตีแผ่แลกเปลี่ยนกันในพื้นที่สาธารณะ
ก่อให้เกิดการรับรู้ร่วมกันและนำไปสู่การตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมทาง
สังคม และกิจกรรมทางการเมืองของสาธารณชนในอันดับต่อไป พื้นที่
สาธารณะจึงเป็นอาณาบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร การสร้างความ
รู้สึกเป็นส่วนรวม (sense of public) และผลประโยชน์ของส่วนรวม
พื้นที่สาธารณะเป็นได้ทั้งรูปธรรมและนามธรรม กล่าวคือ รูปธรรมของ
พื้นที่สาธารณะคือ พื้นที่ทางกายภาพที่กำหนดขอบเขตไว้แน่นอน เช่น
ร้านกาแฟ ลานประชาชน จัตุรัสกลางเมือง สวนสาธารณะ โรงละคร
พิพิธภัณฑ์ เป็นต้น ส่วนพื้นที่นามธรรม เช่น สื่อมวลชน สื่อสังคม
ออนไลน์ กลุ่มทางสังคม หรือพื้นที่ทางวัฒนธรรม เป็นต้น

การจั ดการทรัพยากรวั ฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ ในรู ปแบบ
พื้ นที่ สาธารณะนั้ น เป็นการจั ดการพื้ นที่ สาธารณะในลั กษณะของ
พุทธศิลป์ (Buddhist Art and Space) ที่ มีองค์ ประกอบสำคั ญ
คื อ ศิลปะชุ มชนในรู ปแบบของประติ มากรรม และพื้ นที่ ธรรมชาติ
มีลั กษณะเปิดโล่ ง สภาพแวดล้ อมเป็นต้ นไม้ ทุ่ งนา และแม่น้ำ
บรรยากาศโดยรอบเหมาะแก่ การจั ดกระบวนการเรียนรู้ในเชิง
สร้างสรรค์ เป็นพื้ นที่ สัปปายะสำหรับการปฏิ บัติ วิ ปัสสนากั มมัฏ
ฐาน การสานเสวนา การพักผ่อนหย่อนใจ หรือการออกกำลั งกาย

43


Click to View FlipBook Version