41
3.2 การวางตัวและกริยาท่าทางของท่านจะต้องเป็นไปอย่างมีอานาจและทะนงตน ซึ่งในบางคร้ัง
อาจจะเป็นการกระทาที่ฝืนต่อความรู้สึกอันแท้จริงของท่านอยู่บ้างก็ได้ การควบคุมเสียงพูดและการควบคุม
ทา่ ทางตา่ ง ๆ ประกอบคาพดู จะทาให้ท่านสามารถใช้อิทธิพลท่ีหนักแน่น และแน่วแน่เหนือบุคคลต่าง ๆ ท่ีอยู่
โดยรอบตัวท่านโดนเฉพาะอย่างยิ่งในการรบ ได้ผู้นาท่ีดีทุกคนย่อมจะทราบว่าความมั่นใจที่ตนมีต่อตัวเอง,
หน่วยของตน, ยุทโธปกรณ์ และต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น จะต้องมีผลสะท้อนไปถึงผู้ใต้บังคับบัญชาของตน
ด้วยทุกคน มีสิ่งอื่น ๆ น้อยเหลือเกินที่จะสามารถรักษาขวัญของหน่วยทหารได้ดีกว่า การที่ทหารได้ตระหนักดี
ว่าผู้บังคับบัญชาของตนน้ัน ทราบถึงสถานการณ์อันยุ่งยากโดยตลอดแต่ไม่แสดงความวิตกกังวลใด ๆ ให้เห็น
เลยท้ัง ๆ ท่ีมีสิทธิท่ีจะทาได้ การท่ีผู้นาประพฤติตนเคร่งครัดและเข้มงวดกวดขันมากจนเกินไป ก็จะทาให้
ผู้ใต้บังคับบัญชาลดความเห็นอกเห็นใจและมีความเชื่อม่ันในตัวผู้นาน้อยลงไปได้เหมือนกัน นอกจากนี้ การที่
ผู้นาชอบเอาแตอ่ ารมณฉ์ นุ เฉียวและมีโมโหโทโสอยเู่ ปน็ เนืองนติ ยน์ ้นั ยอ่ จะเป็นเครือ่ งแสดงใหเ้ หน็ ถึงความเป็นผู้
หยอ่ นวนิ ยั ของตนด้วย ผนู้ าทีไ่ ม่สามารถควบคุมตนเองไดก้ เ็ ช่อื วา่ จะไม่สามารถควบคมุ ผู้อน่ื ได้เหมือนกัน
3.3 ภาษาพูดย่อมเป็นลักษณะภายนอกที่สาคัญอีกประการหน่ึง ซ่ึงมีอิทธิพลเหนือผู้ใต้บังคับบัญชา
ของท่าน และท่านจะต้องพิจารณาใช้ให้เหมาะสม จงพูดโดยใช้ภาษาพูดท่ีง่าย ๆ ซึ่งสามารถจะเข้าใจได้อย่าง
แจ่มแจ้ง ถ้าท่านตอ้ งใช้คาพูดทอ่ี าจจะไม่เขา้ ใจได้อยา่ งแจ่มแจ้ง ก็ควรจะได้อธิบายความหมายของคาพูดนั้น ๆ
ไวด้ ว้ ย และจงหลีกเลียงการพดู ด้วยถอ้ ยคาเหยียดหยามตอ่ ผู้ใตบ้ ังคับบัญชาของท่าน
3.4 เป็นความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาที่จะต้องใช้คาพูด เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
ตามความจาเปน็ คาพดู ในการตักเตือนแก้ไขนี้ควรจะเปน็ คาพูดท่ีตรงไปตรงมา, ฉะฉาน, และเป็นภาษาท่ีสุภาพ
นุ่มนวล การที่ผู้บังคับบัญชาใช้ภาษาพูดที่ไม่สุภาพนุ่มนวลมักจะทาให้ทหารแต่ละคน และทหารทั้งหมดใน
หนว่ ยเกิดความไม่นิยมในตัวผู้บังคับบัญชาของตน การท่ีผู้บังคับบัญชาใช้ภาษาพูดที่หยาบคายหรือลามก หรือ
ยอมให้ผู้นาในระดับ รอง ๆ ของตนใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้ในการออกคาสั่งการต่าง ๆ น้ัน อาจทาให้
ผใู้ ต้บังคบั บญั ชาสะเทอื นใจ, ไมพ่ อใจ, โต้เถียง, หรอื แมก้ ระท่ังไม่ยอมทาตามคาส่ังได้ ทั้งยังจะเกิดความรู้สึกไม่
พอใจวา่ ผูบ้ ังคบั บัญชาดดุ า่ ว่ากลา่ วตน นอกจากน้ีทหารจะมีความรู้สึกปักใจ เชื่อว่าผู้บังคับบัญชาของตนน้ันได้
ใช้อานาจหน้าทก่ี บั ตนอยา่ งไม่เป็นธรรมด้วย การใชค้ าพดู ท่ีไม่สภุ าพนุ่มนวลอื่น ๆ ในทานองเดียวกันนี้ก็ไม่ควร
นามาใช้ด้วยเหมือนกัน เช่น การใช้ถ่อยคาดุด่าว่ากล่าวที่กระโชกโฮกฮาก ซ่ึงความจริงแล้วการใช้ถอยคาเช่นนี้
เป็นการใช้ถ้อยคาตามโทสจรติ มากกว่าเปน็ การใช้ถ้อยคา เพื่อที่จะแก้ไขให้ถูกต้องดีขึ้น ความมุ่งหมายในขณะที่
พูดย่อมจะคลุมเครือ ซ่ึงจะก่อให้เกิดการขัดแย้งระหว่างบุคคลต่าง ๆ ขึ้นได้ เพราะฉะน้ันผู้บังคับบัญชาจะต้อง
ไม่ใชห้ รอื ยอมอนุญาตให้ผ้ใู ดใชภ้ าษาพดู ที่ หยาบคาย, ลามก, หรือไม่สุภาพนนุ่ นวลเปน็ อนั ขาด
3.5 ผบู้ งั คบั บญั ชาควรหลีกเลี่ยงการตาหนติ ิเตยี น หรอื การลงโทษแบบเหมาหมดท้ังกลุ่มโดยเด็ดขาด
เพราะไมน่ ่าจะเปน็ ไปไดเ้ ลยที่หน่วย ๆ หนึ่งจะมีผู้กระทาความช่ัวจนต้องได้รับการตาหนิติเตียนหรือว่ากล่าวไป
เสยี ทง้ั หนว่ ย ไม่มอี ะไรท่ีจะทาใหผ้ ู้ใตบ้ งั คบั บัญชาเกดิ ความไมพ่ อใจข้นึ ยงิ่ กว่าการถูกเหมาว่า ได้กระทาการที่ผิด
วนิ ัยร่วมกับบุคคลอ่ืน ๆ อย่างไม่เป็นธรรม การเช่นนี้ย่อมจะเป็นจริงเสมอไม่เพียงแต่เฉพาะการใช้ถ้อยคากล่าว
ตาหนิตเิ ตยี นเทา่ นั้น แต่จะรวมถึงการถูกลงทัณฑ์เป็นส่วนรวมด้วย ถ้าจะใช้ถ้อยคาพูดท่ีรุ่นแรงเผ็ดร้อนแล้ว ก็
42
ควรจะนาไปใชใ้ นสนามรบในขณะที่มเี หตอุ นั ตรายอย่างสุดขีด คาพูดท่ีเร้าใจในขณะน้ันอาจบังเกิดผลให้มีความ
ฮกึ เหิมและมจี ิตใจม่ันคงได้ แต่ในทางตรงกันข้ามถา้ ผบู้ ังคับบัญชาได้ใช้คาพูดท่ีรุ่นแรงนี้ จนเคยติดเป็นนิสัยแล้ว
ย่อมจะก่อให้เกิดความเสยี หายได้
3.6 การใช้ถ่อยคาประชดแดกดันมักจะไม่ทาให้เกิดผลดีแต่อย่างใด เพราะทหารส่วนมากจะไม่มี
ความเข้าใจในถ้อยคาประชดแดกดัน และจะรู้สึกไม่ม่ันใจคาพูดที่ผู้นาของตนพูดนั้นหมายความถึงอะไร แม้แต่
การใชน้ ้าเสียงทแ่ี สดงถงึ การหยอกลอ้ กไ็ ม่ควรนามาใช้ให้บ่อยหนัก แต่ก็มิได้หมายความว่าจะใช้คาพูดแบบตลก
ขบขันไม่ได้ แต่ถ้าผู้นาใช้คาพูดที่เป็นคาคมมากเกินไป ก็จะเป็นผลทาให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของตนใช้คาตอบด้วย
คาพดู ท่ีมลี ักษณะเชน่ เดียวกันนั้น เพื่อปูองกันการโต้ตอบจากทหารในทานองนี้ ผู้นาควรหลีกเล่ียงการใช้คาพูด
ที่เป็นคาคมนี้เสีย แต่ในขณะเดียวกันผู้นาที่ฉลาดจะต้องทราบว่าการพูดแบบตลกขบขันในบางคร้ังน้ัน จะช่วย
ทาให้สถานการณ์บางอย่างดีขึ้นได้เหมือนกัน เม่ือเกิดความท้อแท้ใจขึ้นในขณะที่อยู่บนอากาศยาน หรือเมื่อ
จะต้องใช้หน่วยทหารที่มีความอ่อนเปลี้ยให้ทางานอย่างใดอย่างหน่ึงต่อไป การทาให้ทหารในหน่วยน้ันเกิด
อารมณ์ขันน้ันได้จะช่วยแก้สถานการณ์ในขณะนั้นได้เป็นอย่างมาก อารมณ์ขันย่อมจะทาให้คนเราคลายความ
ตึงเครียดลงไป และทาให้เกิดความม่ันใจขึ้นในเวลาท่ีมีความเหน่ือยยาก แม้แต่ในท่ามกลางการรบท่ีมีความ
สบั สนอลหมา่ น และมีความรนุ่ แรงอย่างมากท่สี ดุ กต็ าม
3.7 ผู้นาควรจะเป็นผู้ท่ีมีความสง่าผ่าเผย ความสง่าผ่าเผยหมายความถึงสภาพของการทรงไว้ซึ่ง
คุณค่าหรือเกียรติยศ บุคคลที่มีความสง่าผ่าเผยจาเป็นจะต้องมีการควบคุมตนเองท้ังในด้านการปฏิบัติตนและ
อารมณ์ ผู้นาที่ชอบแสดงออกให้เห็นด้วยการทาเสียงดังอึกทึกครึกโครม, ชอบดื่ม, หรือขาดการควบคุมทาง
อารมณ์ ย่อมทาใหผ้ ูใ้ ตบ้ ังคับบญั ชาของตนขาดความเคารพนบั ถอื ได้อยา่ งรวดเร็ว
3.8 จะพฒั นาการวางท่าทางของผู้นาไดโ้ ดย
1) บงั คบั การแสดงตวั และความประพฤติของตนเอง ให้อยใู่ นระดบั มาตรฐานอันสูงสดุ
2) ไมป่ ระพฤติและใช้คาพดู ทหี่ ยาบคาย
3) ถ้าดืม่ ของมนึ เมาก็จงดม่ื แตพ่ อสมควร
4) กระทาการตา่ ง ๆ ดว้ ยความสภุ าพนุม่ นวล
5) รกั ษาใหม้ กี ริ ิยาท่าทางอันสงา่ ผา่ เผยอยู่จนตดิ เปน็ นิสัย
4. ความกล้าหาญ (ทางกายและทางใจ)
4.1 ความกล้าหาญเป็นคุณสมบัติทางใจอย่างหนึ่ง ที่มีความรู้สึกต่อความกลัวภยันตรายหรือ
วกิ ฤตกาล แต่สามารถทาใหบ้ คุ คลกล้าเผชญิ กับภยันตรายหรือวิกฤตกาลน้ันได้ด้วยความสงบและมั่นคง หากจะ
กลา่ วง่าย ๆ ความกลา้ หา ก็คอื การควบคมุ ความกลวั นั่นเอง ความกล้าหาญเป็นคุณสมบัติของจิตใจซึ่งจะทาให้
คนมกี ารควบคุมตนเองได้ และปฏิบตั ิไดถ้ ูกต้องในสถานการณ์ท่ีคุกคามได้ด้วย ความกล้าหาญมีความสาคัญยิ่ง
ต่อความเปน็ ผ้นู า
4.2 ผู้นาจะต้องมีความกล้าหาญท้ังในทางกายและทางใจ ความกล้าหาญทางใจหมายความถึงการ
รู้จักและยึดมั่นในสิ่งที่ถูกท่ีควร แม้ว่าสิ่งน้ันจะไม่เป็นที่สบอารมณ์ของผู้ใดก็ตาม ผู้นาท่ีมีความกล้าหาญทางใจ
43
จะกล้ายอมรับข้อผิดพลาดต่าง ๆ ท่ีตนกระทาข้ึน และต้องกล้ากระทาการตามความตกลงใจของตนในเมื่อตน
ม่นั ใจวา่ ตนถกู
4.3 การจะช่วยให้ท่านมคี วามกลา้ หาญน้ัน ทา่ นจะตอ้ ง
1) ศึกษาและทาความเขา้ ใจปฏิกริ ยิ า ทเ่ี กิดจากอารมณ์แห่งความกลวั ของตนเอง
2) ควบคมุ ความกลวั ไวด้ ้วยการบงั คบั จิตใจตวั เองใหอ้ ยใู่ นความสงบ
3) จะจดั ระบบความคดิ ของทา่ นใหเ้ ปน็ ระเบียบ อย่าคิดว่าท่านจะต้องได้รับอันตรายทางร่างกาย
หรอื ความยากลาบากจนเกนิ กวา่ ความเป็นจรงิ
4) ถา้ ทา่ นมีความกลัวในบางส่ิงบางอย่างในชีวติ ประจาวันของทา่ น กจ็ งพยายามกระทา
ในสงิ่ น้ัน ๆ จนกว่าท่านจะสามารถควบคุมความกลัวได้
5) จงยึดมน่ั ในสิ่งทถี่ กู ที่ควร แมว้ ่าสิ่งนน้ั จะไม่เปน็ ที่สบอารมณข์ องผ้ใู ดก็ตาม
6) จงกลา้ ยอมรับคาตาหนิตเิ ตียนเม่ือท่านไดก้ ระทาการใด ๆ ท่ผี ิดพลาดไป
5. ความเด็ดขาด
5.1 ผู้นาควรจะมีความสามารถทาการตัดสินใจได้อย่างฉับพลัน และสามารถแจ้งผลของการ
ตดั สนิ ใจนั้นได้อย่างชดั เจนและหนักแน่น
5.2 เหตุการณ์ต่าง ๆ แต่ละอย่างท่ีเกิดข้ึนนั้น ย่อมจะมีหนทางปฏิบัติในการแก้ปัญหาได้หลายทาง
ผ้นู าทฉี่ ลาดจะต้องพิจาณาถงึ ขอ้ เทจ็ จรงิ ต่าง ๆ ทาการเปรียบเทียบหนทางปฏิบัติต่าง ๆ แล้วจึงทาการ ตกลงใจ
อย่างม่ันคงในลักษณะทใี่ จเย็นและรวดเรว็ สว่ นใหญแ่ ลว้ ความเดด็ ขาดน้ีมักจะเปน็ เร่ืองราวท่ีเกี่ยวข้องกับการได้
เคยมกี ารปฏบิ ัติ และมปี ระสบการณ์มาก่อน
5.3 การพฒั นาความเด็ดขาด
1) จงศกึ ษาเพือ่ ให้การปฏิบัติต่าง ๆ ของท่านเป็นไปในลักษณะขยันขันแข็ง อย่าหัดเป็นคนเฉ่ือย
ชาและพดู จาอ้อมค้อม
2) จงพิจารณาถึงขอ้ เทจ็ จรงิ ต่าง ๆ พนิ จิ พจิ ารณาอย่างมเี หตผุ ล แล้วจึงออกคาส่ัง
ด้วยความมั่นใจ
3) ตรวจสอบการตกลงใจท่ีท่านได้กระทาลงไปแล้ว เพ่ือพิจารณาดูว่าการตกลงใจน้ันถูกต้องและ
ทันเวลาหรือไม่
4) ทาแง่คิดของท่านให้กว้างขวางข้ึน โดยศึกษาการปฏิบัติของบุคคลอ่ืนแล้วแสวงประโยชน์เอา
จากความสาเร็จ หรอื ความผิดพลาดของบคุ คลเหลา่ นั้น
6. ความเป็นผู้เช่ือถอื ได้
6.1 ความเป็นผู้เช่ือถือได้ หมายถึง การได้รับความไว้วางใจ ในการปฏิบัติงานตามหน้าท่ีได้อย่าง
ถูกตอ้ ง ความเป็นผ้เู ชอื่ ถอื ได้นเี้ ปน็ คุณสมบัตอิ ย่างหนง่ึ ทผ่ี ูน้ าจะต้องพฒั นาให้มขี ้ึนในตัวเอง
44
6.2 ผู้นาท่ีเช่ือถือได้สามารถจะได้รับความไว้วางใจในการปฏิบัติงาน ได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว,
เฉลียวฉลาด, เปน็ ผ้ทู ่ีปฏิบตั งิ านได้ด้วยความตั้งใจจริงตามเจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชาของตน ความตั้งใจจริง
และความสมัครใจในอันที่จะทางานดังกล่าวน้ี ตามแผนและตามเจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชาช้ันเหนือน้ัน ไม่
หมายความว่าต้องเป็นผู้ที่ต้องเช่ือฟังผู้บังคับบัญชาอย่างปราศจากการพินิจพิเคราะห์ ผู้บังคับบัญชาส่วนมาก
มักจะยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเสมอ แต่เม่ือผู้บังคับบัญชาได้ทาการตกลงใจแล้ว
ผู้ใต้บงั คับบัญชาจะต้องให้ความสนบั สนนุ อย่างขะมักเขม้น และอยา่ งเตม็ ทเ่ี สมอ
6.3 ผู้นาท่ีมีความสานึกในการปฏิบัติหน้าที่สูง มักจะใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดอย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้การทางานได้มาตรฐานอย่างสูงสุด นอกจากนี้เขายังจะเป็นเจ้าหน้าท่ีผู้หน่ึงท่ีนับได้ว่ามีความสนใจต่อ
ความตอ้ งการของทหาร
6.4 การพฒั นาความเปน็ ผ้เู ชอ่ื ถือได้
1) อยา่ กล่าวคาแกต้ ัว
2) จงทางานทกุ อยา่ งทีไ่ ดร้ ับมอบอยา่ งเต็มความสามารถ โดยไม่ต้องคานงึ ถงึ วา่ จะมีใครเชื่อถือ
หรือไม่
3) จงพิถีพิถนั ในรายละเอียดปลีกย่อยตา่ ง ๆ
4) จงทาตนใหเ้ ปน็ คนมนี สิ ัยตรงตอ่ เวลา
5) จงปฏิบตั ิงานใหเ้ ป็นไปตามเจตนารมณ์ แห่งคาสั่งของผู้บังคบั บัญชาอยา่ งเคร่งครดั เมื่อมีขด้
ขดั แยง้ เกดิ ขนึ้ ระหวา่ งปรากฏการณ์สองอย่าง จงให้เจ้าหนา้ ทีท่ ี่เกี่ยวข้องเปน็ ผ้แู ถลงข้อเท็จจรงิ ให้ทราบจนเปน็
ที่เข้าใจ
7. ความอดทน
7.1 ความอดทนมีลักษณะคล้ายคลึงกับความกล้าหาญ หมายถึง อานาจความคงทนทั้งในร่างกาย
และจติ ใจ ที่วัดไดจ้ ากขีดความสามารถในการทนต่อความเจบ็ ปวด, ความเหน็ดเหน่อื ย, ความยากลาบาก, และ
งานหนัก ความอดทนเป็นคุณสมบัติท่ีสาคัญประการหน่ึงของความเป็นผู้นา ซึ่งท่านจาเป็นจะต้องมี ถ้าท่าน
ตอ้ งการให้ผูใ้ ตบ้ งั คบั บญั ชาเคารพนับถอื ทา่ นอย่างแท้จริง ผนู้ าทีข่ าดความอดทนนน้ั อาจทาให้เขาต้องขาดความ
กล้าหาญไปด้วย และสาเหตุอันเน่ืองจากการมีสภาพของร่างกายไม่สมบูรณ์น้ี อาจจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนข้ี
ขลาดตาขาวกไ็ ด้ ความอดทนในท่นี ้ีหมายความถงึ ขีดความสามารถทีจ่ ะคงทนต่อการงานและการดูแลงานน้ันไป
ได้จนตลอด
7.2 การพัฒนาความอดทน
1) จงหลกี เล่ียงการประกอบกิจกรรมทีไ่ รส้ าระต่าง ๆ อนั จะเปน็ เหตุทาใหค้ วามอดทนตกตา่ ลงไป
2) จงปลูกฝังตวั เองใหเ้ ป็นคนมนี สิ ัยชอบเลน่ พลศึกษา เพราะจะทาให้รา่ งกายของท่านแขง็ แรง
ข้ึน จะเพ่ิมพูนความอดทนของท่านโดยทางานต่าง ๆ ท่ีต้องใช้กาลังทางรา่ งกายมาก ๆ
3) จงทดสอบความอดทนของท่านบ่อย ๆ โดยพยายามเขา้ ทางานตา่ ง ๆ ท่ีต้องใชท้ ั้งกาลงั กาย
และกาลังใจอย่างหนักหนว่ งท่ีสดุ
45
4) จงพยายามบงั คบั ตัวเองให้กระทางานตา่ ง ๆ ไปอย่างไม่หยดุ ยง้ั เมอ่ื ทา่ นรสู้ ึกเหน่ือยและรสู้ ึก
เกียจคร้าน
5) จงทางานทุกช้ินอยา่ งสดุ ความสามารถจนประสบผลสาเรจ็
8. ความกระตอื รือรน้
8.1 ความกระตือรอื ร้น คือ การแสดงออกถึงความสนใจ และความมีใจจดจ่อต่อการปฏิบัติงานตาม
หน้าที่อย่างจริงใจ ความกระตือรือร้นในที่นี้หมายความถึงว่าท่านจะต้องทางานด้วยความร่าเริงและคิดในแง่ดี
เสมอ และมีความตง้ั ใจทจี่ ะทางานนั้นให้บังเกิดผลดีด้วย ทัศนคติของท่านจะเป็นตัวอย่าง ให้บุคคลท่ีอยู่ภายใต้
การบังคับบญั ชาของทา่ นเลยี นแบบ
8.2 ความกระตือรือร้นมีความสาคัญเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในการสอนและการฝึกไม่ว่าในขณะใดก็
ตามการปฏิบัติทั้งมวลของท่าน ย่อมจะเป็นตัวอย่างแก่คนอ่ืน ๆ ด้วย ดังนั้นการสนใจและความกระตือรือร้น
ของทา่ นจะมีผลสะทอ้ นไปถึงผู้ใตบ้ ังคบั บัญชาของทา่ นด้วย
8.3 การพฒั นาความกระตือรอื ร้น
1) จงมคี วามจรงิ ใจและเช่ือถือในภารกจิ ของทา่ น
2) จงมคี วามรา่ เรงิ และคดิ แต่ในแงด่ ีเสมอ
3) จงอธบิ ายให้ผใู้ ตบ้ ังคบั บัญชาทราบ เหตุใดจึงต้องทางานทีเ่ ขาไมส่ นใจและไม่ชอบ
4) จงพยายามมุ่งม่ันทางานให้บรรลุถึงผลสาเรจ็ ความกระตือรือร้นเป็นส่ิงทชี่ วนให้ผ้อู ืน่ ชอบเอา
แบบอย่าง และไมม่ ีอะไรท่ีจะกอ่ ใหเ้ กิดความกระตอื รือรน้ ไดด้ ีไปกว่าการที่หน่วยหรือบุคคลได้ทางานแล้วบังเกดิ
ผลสาเรจ็
5) จงอย่าหมกม่นุ กบั งานจนมากเกนิ ไป ในวันหนงึ่ ๆ ควรจะไดแ้ บ่งเวลาไว้สักหว้ งหนึ่ง เพือ่ ทา
ใจให้เว้นว่างจากข้อราชการต่าง ๆ และพักผอ่ นหย่อนใจใหเ้ ต็มท่ี
9. ความรเิ ร่มิ
9.1 ความริเร่ิม คือ การเห็นว่าอะไรควรจะทาแล้วเริ่มต้นตามหนทางปฏิบัติในทันที ถึงแม้ว่าตนจะ
ไมไ่ ดร้ ับคาสัง่ ใด ๆ กต็ าม เปน็ สิง่ จาเป็นสาหรบั ทหารทุกคนไมว่ า่ จะมียศช้ันไหน ทหารทุกคนย่อมจะรวมกันข้าง
หลังผู้บังคับบัญชาของตนได้อย่างรวดเร็ว และพร้อมท่ีจะปฏิบัติได้ในทันทีในเมื่อผู้บังคับบัญชาของตนต้อง
เผชิญกบั สถานการณ์ใหมท่ ม่ี ิได้คาดคิดไวก้ อ่ น ผูบ้ งั คับบัญชาควรจะสนับสนุนให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของตนมีความ
ริเร่ิมในการทางาน โดยมอบหมายงานให้แต่ละคนทาตามขีดความสามารถของแต่ละบุคคล แล้วปล่อยให้เขา
ทางานไปตามวิธีการของเขาเองไปจนกว่าจะเสร็จ ที่กล่าวไว้เช่นนี้ มิได้หมายความว่า ท่านมอบหมายงานแล้ว
ท่านจะไม่ต้องทาอะไรอื่นอีกเลย แต่ท่านจะต้องรู้งานต่าง ๆ เป็นอย่างดีพอท่ีจะทาการกากับดูแล
ผู้ใตบ้ งั คับบัญชาของท่านได้อย่างถกู ต้องดว้ ย
9.2 สิ่งที่มีความสัมพันธ์อยู่กับความริเริ่มอย่างใกล้ชิดที่สุด คือ คุณสมบัติแห่งความเป็นผู้รู้จักใช้
ความคิด ซึ่งหมายถึง ขีดความสามารถในการปฏิบัติงานในสถานการณ์ท่ีไม่มีเครื่องมือหรือวิธีการที่เคยใช้อยู่
ตามปกติ การส่งกาลัง, การจัดกาลัง, และการฝึกของทหารน้ัน เป็นส่ิงท่ีกาหนดข้ึนมาเพื่อใช้เฉพาะกับ
46
สถานการณ์ธรรมดาตามปกติเท่านั้น แต่ในบางคร้ังก็ใช้ไม่ได้โดยเฉพาะอย่างย่ิงภายใต้สภาพการรบ ซ่ึงมักจะมี
เหตุการณ์ท่ีคาดไม่ถึงเกิดข้ึนอยู่เสมอ ๆ การที่ผู้นายอมจานนต่อสถานการณ์อันไม่พึงปรารถนา โดยท่ีมิได้
ขวนขวายหรือเฉื่อยชาต่อการจะแก้ไขสถานการณ์ เพราะเหตุว่าไม่มีวิธีการแก้ปัญหาที่เคยใช้อยู่ตามปกติเพ่ือ
แก้ปญั หานัน้ ๆ เป็นสิ่งที่ผู้นาไม่ควรจะกระทา
9.3 การพฒั นาความริเริ่ม
1) จงเตรยี มรา่ งกายและจติ ใจให้พรอ้ มที่จะทางานไดอ้ ยูเ่ สมอ
2) จงฝึกตนเองให้เป็นผู้รู้จักว่างานอะไรเป็นงานท่ีจาเป็นจะต้องกระทา และจงทางานนั้นโดย
ไม่ตอ้ งรอให้มีใครสั่งและกระทาโดยไมช่ ักช้า
3) เรยี นรกู้ ารคาดการณล์ ว่ งหน้าดว้ ยการคดิ ล่วงหน้า
4) จงแสวงหาและสานกั ในความรับผดิ ชอบของตนดว้ ยความเตม็ ใจ
5) จงใชท้ รัพยากรท่ีมีอยู่ใหเ้ กิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพอยา่ งสงู สุด
10. ความซอื่ สัตย์ INTEGRITY
10.1 ความซื่อสัตย์เป็นคุณสมบัติท่ีผู้นาจะขาดเสียไม่ได้ ความซื่อสัตย์ คือ การเป็นผู้นามีอุปนิสัย
ซอ่ื ตรงและต้ังมั่นอยู่ในหลักธรรมต่าง ๆ ตลอดจนเป็นผู้มีคุณสมบัติในทางรักษาสัจจะและมีความซ่ือสัตย์สุจริต
อยา่ งแทจ้ ริง
10.2 กองทัพย่อมจะตกอยู่ในภาวะท่ีเสี่ยงอันตรายมากเกินไป ถ้าได้มีการมอบหมายชีวิตของ
บุคคลในกองทพั ไว้ในกามือของบุคคลท่ียังไม่แน่ใจว่าจะมีความซ่ือสัตย์จริงหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ข่าวสารการรบ
ย่อมเป็นของจาเป็นสาหรับบุคคลท่ีมีความรับผิดชอบต่อการตกลงใจในการรบในการส่งรายงานต่าง ๆ จาก
หน่วยท่ีเล็กที่สุดไปยังกองบัญชาการท่ีสูงที่สุด ถ้ามีบุคคลใดบุคคลหน่ึงไม่ยึดถือความจริงอย่างเคร่งครัด แล้วก็
จะทาให้การปฏิบัติการของส่วนรวมตกอยู่ในอันตรายได้เป็นต้น บุคคลใดถ้าไม่มีความซื่อสัตย์แล้ว บุคคลน้ัน
ย่อมไว้วางใจไม่ได้เลย ในทางทหารนั้นจะไม่มีการยอมให้มีผู้ใดมีความซ่ือสัตย์น้อยไปกว่าเกณฑ์สูงสุดที่ต้ังไว้
แมแ้ ต่น้อย และจะไมม่ กี ารผอ่ นปรนใด ๆ ท้ังสนิ้
10.3 การพัฒนาความซื่อสตั ยข์ องบคุ คล
1) จงฝกึ ตนเองให้เปน็ ผู้ต้งั อยู่ในความซ่ือสตั ยส์ ุจรติ และมีสจั จะอย่างแท้จริงตลอดเวลา
2) จงพูดแตถ่ ้อยคาท่เี ทยี่ งตรงและเปน็ ความจรงิ เสมอ ทัง้ ในเรอ่ื งราชการ และสว่ นตัว
3) จงยึดมนั่ ในสง่ิ ทต่ี นเชอื่ ว่าถกู
11. วจิ ารณญาณ JUDGEMENT
11.1 วิจารณญาณ คือ คุณสมบัติของการเปรียบเทียบความจริงกับหนทางแก้ปัญหาต่าง ๆ ท่ี
น่าจะเป็นไปได้ เพอ่ื ทาให้ได้ข้อตกลงใจทีด่ ที ่สี ุด วจิ ารณญาณย่อมจะเสรมิ สรา้ งให้ดขี ึ้น โดยพยายามปรับปรุงตน
ให้มคี วามร้ทู างเทคนิคให้มากทสี่ ุดเทา่ ท่ีจะสามารถกระทาได้
11.2 การปรับปรงุ วิจารณญาณ
47
1) จงฝกึ หดั ทาการประมาณสถานการณ์
2) จงคาดสถานการณ์ต่าง ๆ ท่ีต้องทาการตกลงใจไวล้ ่วงหนา้ เพ่อื ให้ท่านสามารถตกลงใจได้
อยา่ งถูกต้องเม่ือถึงเวลา
3) จงอยา่ ทาการตกลงใจแบบหนุ หนั พลนั แล่น
4) จงศกึ ษาพจิ ารณาปญั หาตา่ ง ๆ ดว้ ยสามัญสานึก
12. ความยุติธรรม JUSTICE
12.1 ความยุติธรรม คือ คุณสมบัติของความเป็นผู้ไม่มีอคติ และมีความเที่ยงตรงในการปกครอง
บังคบั บัญชา ความยตุ ธิ รรมเปน็ เร่ืองท่ีเก่ียวข้องกับการให้รางวัลและการลงโทษไปตามข้อผิดถูกที่เกิดขึ้นโดยไม่
ยอมให้มีอารมณ์ของความโกรธ หรืออารมณ์อื่นใดเข้ามาแทรกแซง ผู้นาจะต้องไม่มีอุปาทานของการเลือกชั้น
วรรณะ และการเชื่อถือใด ๆ ท้ังส้ิน จะมีส่ิงอ่ืน ๆ อยู่ก็เพียงไม่กี่ส่ิงเท่าน้ันจะทาลายขวัญของหน่วยได้รวดเร็ว
กว่าความไม่ยุตธิ รรม หรือการทาตัวเข้ากบั ข้างใดขา้ งหนง่ึ ของผูน้ าต่อทหารบางคนหรือบางกลุ่ม
12.2 ในฐานะที่ท่านเป็นผู้นาท่านจะต้องปฏิบัติเก่ียวข้องกับความยุติธรรม ทั้งในเรื่องการเล่ือน
ตาแหน่งและการลงโทษ การตกลงใจของท่านย่อมเป็นเคร่ืองทดสอบความยุติธรรมของตัวของท่านเอง การจะ
เสรมิ สรา้ งตนเองให้มีชื่อว่าเป็นผู้ทรงไว้ซ่ึงความยุติธรรมนั้น ต้องใช้เวลานานมาก แต่ถ้าผู้นาได้ทาการผิดพลาด
โดยปราศจากการไตร่ตรองหรือไม่มีความยุติธรรมแม้เพียงครั้งเดียว ก็อาจทาลายชื่อเสียงอันดีงาม ท่ีอุตส่าห์
สรา้ งสมมานับเปน็ เวลาหลาย ๆ เดือนได้
12.3 ในการให้ความยุติธรรมน้ัน ท่านจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องพฤติกรรมของมนุษย์โดยจะต้อง
พยายามศกึ ษา ถึงเร่ืองของคนสว่ นมากใหม้ คี วามเขา้ ใจอย่างถ่องแทว้ ่าทาไมแต่ละบุคคลเหล่านั้นจึงประพฤติตน
ต่อสภาวการณ์อย่างหนึ่งเช่นน้ัน แต่ในขณะเดียวกันภายใต้สภาวการณ์อย่างเดียวกันน้ัน ก็มีบุคคลอ่ืน ๆ
ประพฤติตนแตกต่างกันออกไป ท่านควรจะได้ทาการวิเคราะห์ถึงเร่ืองต่าง ๆ ท่ีได้เคยมีผู้ตกลงใจไว้แล้ว เพื่อ
พิจารณาดูว่าถ้าท่านเป็นบคุ คลที่จะต้องตกลงใจในเรื่องอย่างน้ันบ้างแล้วท่านจะตกลงใจอย่างไร ความจริงแล้ว
การตกลงใจนเ้ี ปน็ เรื่องเกีย่ วกับความคดิ เป็นสว่ นตัวของแตล่ ะคน ซึง่ ไมค่ วรนาไปทาการวิพากษ์วจิ ารณ์ตอ่ ไปอกี
12.4 การพฒั นาคณุ ลกั ษณะของความยตุ ธิ รรม
1) เมือ่ จะทาการลงโทษผูใ้ ด จะต้องมีความยุตธิ รรม, ความเท่ยี งตรง, ชีแ้ จงความผดิ ใหท้ ราบ
และไมเ่ ลอื กทร่ี ักมักทชี่ งั
2) จงพจิ ารณาเร่ืองแต่ละเรื่องไปตามเน้ือหาของมัน
3) การลงโทษควรจะกระทาในทีล่ บั ตาคน อย่างสมเกยี รติ และมีความเห็นอกเหน็ ใจกนั
4) จงสารวจทศั นคตใิ นใจของท่านดูว่าจะมีอคติในใจเกดิ ขนึ้ หรอื ไม่ ถ้ามีก็จง
พยายามต้ังสติตนเองอย่ายอมใหอ้ คติเข้ามามอี ิทธิพลครอบงาการตกลงใจของทา่ น
5) จงวเิ คราะหถ์ ึงเรื่องตา่ ง ๆ ท่ีผนู้ าคนอ่นื ๆ ซึง่ ได้ชื่อว่าเปน็ ผู้ทรงไวซ้ ง่ึ ความยุติธรรมได้เคย
ปฏบิ ตั ิมา
6) จงอยา่ ส่งั ลงโทษบุคคลเปน็ กล่มุ เม่ือมบี ุคคลกระทาความผิดเพยี งคนเดยี ว
48
7) จงมคี วามซ่ือตรงต่อตวั เอง
8) จงสานึกวา่ ผูใ้ ต้บังคับบญั ชาน้ันมเี ปน็ จานวนมากทสี่ มควรชมเชย หรอื บาเหน็จรางวัลให้ จง
อยา่ ถือว้าผใู้ ต้บงั คับบญั ชาเป็นผคู้ อยรบั การลงโทษเพยี งอย่างเดยี วเทา่ น้นั
9) จงพยายามกระทาให้ผใู้ ต้บงั คบั บญั ชามีความร้สู กึ อยเู่ สมอว่า การลงโทษเปน็ การกระทา
เพียงช่วั คราวและเป็นสงิ่ ท่จี ะปรบั ปรุงตัวเขาใหด้ ีขน้ึ
10) จงอย่ามีความลาเอียง
13. ความรู้ KNOWLEDGE
13.1 ความรู้ หมายถงึ ขา่ วตา่ ง ๆ ท่ีได้รับรู้มาซึ่งรวมท้ังความรู้ในวิชาชีพ และความเข้าใจเกี่ยวกับ
ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน ไม่มีอะไรท่ีจะก่อให้เกิดความเชื่อมั่นและความเคารพนับถือได้อย่างรวดเร็วไป
มากกวา่ การแสดงใหผ้ ู้ใต้บงั คบั บญั ชาเห็นว่าตนมีความรู้ บุคคลที่มีความล่วงรู้งานในหน้าที่ของตนย่อมจะทาให้
เกดิ ความเช่ือม่ันในตนเอง และเกิดความเชื่อมนั่ แกบ่ คุ คลอนื่ ๆ ด้วย การขาดความรู้ย่อมสามารถจะปิดบังไม่ให้
ผู้อนื่ ทราบได้ แต่ท่านไม่สามารถจะหลอกลวงผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน ว่าท่านเป็นผู้มีความรู้ได้เลย ถ้าท่านไม่
สามารถจะตอบปัญหาในเร่ืองหน่ึงเรือ่ งใดโดยเฉพาะได้ ก็ควรจะยอมรับแล้วศึกษาหาคาตอบเรื่องนั้นให้ได้ แล้ว
จึงส่งคาตอบทีถ่ ูกต้องนนั้ ไปยงั ผู้ทเ่ี กย่ี วข้องทราบต่อไป
13.2 ความรู้ของท่านนั้น ไม่ควรจะมีจากัดเฉพาะแต่เร่ืองในวงการทหารเท่านั้น ถ้าท่านมีความรู้
เรือ่ งระดบั ชาติและระหว่างชาติอย่างกว้างขวางแลว้ จะทาให้ท่านเปน็ บคุ คลที่มคี วามร้กู ว้างขวางมาก
13.3 การเพิ่มพนู ความรู้
1) จดั ให้มีแฟูมเอกสารของทางราชการทหารและหอ้ งสมุดส่วนตวั ไว้
2) จงพยายามศึกษาทาความเข้าใจคู่มือราชการสนามตา่ ง ๆ และสรรพหนงั สือทเี่ กย่ี วข้อง
กบั ทางราชการทหาร เชน่ ระเบียบขอ้ บงั คับตา่ ง ๆ คาส่ังการฝกึ และประวัติศาสตรก์ ารรบต่าง ๆ ของทาง
ราชการทหารท่ีผ่านมาแล้วเปน็ ตน้
3) จงอา่ นวารสารของเหล่า และหนังสือตาราต่าง ๆ ของกองทัพบก
4) จงอ่านทั้งหนังสอื พิมพ์รายวนั และนิตยสารรายสัปดาห์ พยายามประเมนิ คา่ ข่าวทที่ ันสมัย
อย่างยตุ ิธรรมและถูกตอ้ ง
5) จงพยายามหดั ตนให้เป็นคนมีนิสยั ชอบสนทนาในเรอ่ื งที่สาคัญ ๆ
6) ทาการประเมนิ ค่าความรู้ความชานาญของตนเอง และความรู้ความชานาญของบุคคลอ่นื ๆ
7) จงคอยสอดส่อง, ฟงั , และสงั เกตเร่ืองราวต่าง ๆ แลว้ ทาการค้นควา้ หาความรเู้ พ่ิมเติมใน
เร่อื งต่าง ๆ ที่ทา่ นยังไมเ่ ข้าใจ
14. ความจงรกั ภักดี ROYALTY
14.1 ความจงรักภักดี คือ คุณสมบัติของความซ่ือสัตย์ที่มีต่อประเทศชาติ, กองทัพบก, หน่วยของ
ตน, ผู้อาวุโสกว่าตน, ผู้ใต้บังคับบัญชา, และมิตรสหาย ถ้าหากท่านมีคุณสมบัติอันน้ีเพียงอย่างเดียวก็จะทาให้
49
ผู้บังคับบัญชา, ผใู้ ตบ้ งั คับบัญชา และมิตรสหายของท่านมีความเชื่อม่ันและนับถือในตัวท่านได้ การปฏิบัติการ
ทุกส่งิ ทกุ อยา่ งของท่านย่อมจะมีผลสะท้อนให้ผู้ใต้บังคับบญั ชาของทา่ นมคี วามจงรักภกั ดีตอ่ ท่านดว้ ยเสมอ
14.2 การพฒั นาความจงรักภกั ดี
1) จงพยายามปูองกันไมใ่ ห้ผใู้ ตบ้ ังคับบญั ชาของท่านถูกกล่าวร้าย
2) เม่ือสั่งการต่อไปยังผู้ใตบ้ ังคบั บญั ชา อยา่ ได้พดู จาไปทานองท่ีไม่เหน็ พ้องดว้ ยกับคาสัง่ การ
ตา่ ง ๆ ทไี่ ดร้ ับมาจากผบู้ ังคบั บญั ชาเหนือตน
3) จงทางานทุกชนิ้ อย่างสดุ ความสามารถ และจงปฏบิ ตั งิ านไปตามข้อตกลงใจของ
ผู้บังคบั บัญชาของตนด้วยความเตม็ ใจเสมอ
4) อยา่ นาปัญหาส่วนตัวของผู้ใต้บังคบั บัญชาของตนไปนนิ ทาให้ผู้อน่ื ฟัง
5) จะต้องเปน็ ผ้คู อยปกปูองค้มุ ครอง เมื่อมผี ู้พูดจาใสค่ วามต่อประเทศชาต,ิ กองทพั บก,
หนว่ ย, ผู้บังคับบญั ชา, ผใู้ ต้บงั คบั บญั ชา, และมติ รสหายของทา่ นอยา่ งไมย่ ุติธรรม
6) อยา่ วิพากษว์ ิจารณ์ผู้บงั คบั บญั ชาของตนตอ่ หน้าผ้ใู ต้บังคบั บัญชา
7) จงพึงระมดั ระวงั ปากคาของท่านในการทจ่ี ะนาปญั หาต่าง ๆ ของหนว่ ยไปพดู ข้างนอกหน่วย
15. กาลเทศะ TACT
15.1 กาลเทศะ คอื ความสามารถในการปฏิบตั ิตนกบั บุคคลอน่ื โดยไม่ให้เกดิ ความขุ่นข้องหมองใจ
แต่ในทัศนะของบุคคลโดยท่ัวไปแล้วจะว่ากาลเทศะน้ัน หมายถึง ความสามารถในการพูดหรือทาในสิ่งท่ี
เหมาะสมแก่กาลเวลา กาลเทศะเป็นเร่ืองท่ีเก่ียวข้องกับการมีความเข้าใจในนิสัยของคนและการพิจารณาถึง
ความร้สู กึ ของบคุ คลอ่ืน
15.2 ในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทุกช้ันวรรณะนั้น ย่อมถือว่ากาลเทศะเป็นเร่ืองท่ีสาคัญมาก
การจะติกนั กต็ ้องกระทาด้วยความบริสุทธิ์ใจและเป็นการติเพ่ือก่อ การติทาให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความท้อแท้
ใจ หมดกาลงั ใจทีจ่ ะทางานตอ่ ไป ผู้บังคบั บญั ชาทุกคนจะตอ้ งรูจ้ กั ผ่อนหนกั ผ่อนเบา เมือ่ จะให้คาแนะนาปรึกษา
แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาท่ีมาปรึกษาตนด้วยเรื่องเดือดร้อนส่วนตัวอย่าได้พิจารณาเรื่องเดือดร้อนส่วนตัวของ
ผูใ้ ตบ้ งั คบั บัญชาแบบขอไปที เพราะทา่ นยอ่ มมีบทบาทเป็นท่ีปรึกษาคนสาคัญของผู้ใต้บังคับบัญชา ในบางคร้ัง
ในเรอ่ื งกาลเทศะน้ีอย่างดีทีส่ ุดทีท่ า่ นจะปฏิบตั ไิ ดก้ ็คือ เพียงแต่รับฟังเร่ืองเดือดร้อนส่วนตัวของผู้ใต้บังคับบัญชา
ไว้ด้วยความสนใจ แล้วปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหาหนทางแก้ปัญหาด้วยตัวของเขาเอง ท่านอาจจะสนับสนุน
หนทางปฏบิ ัตขิ องเขาหรือแนะนาหนทางปฏบิ ัตอิ กี อย่างหนงึ่ ให้ใหม่กไ็ ด้
15.3 ความสุภาพอ่อนโยนถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องกาลเทศะ เพราะฉะน้ันในความสัมพันธ์
ระหว่างตัวทา่ นกับผ้บู ังคับบัญชาและผ้ใู ตบ้ ังคับบัญชาของทา่ น ทา่ นไมค่ วรจะละเลยเร่ืองความสุภาพอ่อนโยนนี้
เสีย ในขณะที่ผู้ใต้บังคับบัญชามีความสุภาพอ่อนโยนต่อท่าน ท่านกลับไม่แสดงความสุภาพอ่อนโยนตอบอย่าง
เหมาะสม ย่อมจะทาใหผ้ ้ใู ตบ้ งั คบั บัญชาเข้าใจว่าท่านเป็นคนหยิ่งยะโส หรือเป็นคนขาดความสนใจได้ อาจจะมี
นายทหารชั้นสญั ญาบัตร หรือนายทหารชั้นประทวนบางคน ที่ไม่เข้าใจความหมายของความสุภาพอ่อนโยน มี
ความรู้สึกว่าความสุภาพอ่อนโยนในหน่วยทหารนั้นหมายถึงความอ่อนแอ หรือยิ่งร้ายไปกว่าน้ัน กลับมี
50
ความรู้สึกว่าการท่ีผู้ใต้บังคับบัญชาแสดงความสุภาพอ่อนโยนต่อตนนั้นเป็นการประจบสอพอก็มี ความรู้สึก
เช่นนี้ถือว่าเป็นความรู้สึกท่ีไม่ถูกต้อง ความสุภาพอ่อนโยนนั้นย่อมจะมีกาเนิดมาจากความนึกคิดของบุคคล
และย่อมจะแสดงออกให้เห็นได้ท้ังในทางคาพูดและการกระทา ผู้นาบางคนอาจส่ังการโดยใช้วิธีตะโกนปาว ๆ
อย่างกระโชกโฮกฮากและไม่เจาะจงว่าส่ังการแก่ผู้ใด แต่บางคนอาจจะสั่งการด้วยน้าเสียงที่เต็มไปด้วยความ
สุภาพอ่อนโยน ซึ่งคิดว่าผู้ใต้บังคับบัญชาจะให้ความเช่ือฟังดีกว่าวิธีการส่ังการทั้งสองแบบน้ีผู้ใต้บังคับบัญชา
อาจมีความเชื่อฟังท้ังสองแบบ แต่วิธีสั่งการในแบบหลังจะทาให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีท้ังความเช่ือฟังและให้ความ
ร่วมมืออย่างจริงใจมากกว่า แต่สาหรับในเวลาฉุกเฉินแล้วควรให้คาสั่งแบบรวดเร็วทันควัน เพราะเป็นคาส่ังที่
ประหยัดเวลาและไม่มีความจาเป็นจะต้องคานึงถึงการเช่ือฟังว่าจะมีมากหรือน้อยเพียงไร นอกจากนี้ใน
บางครัง้ กจ็ าเป็นจะตอ้ งใช้การส่งั การดว้ ยนา้ เสียงเชงิ บังคับแทนน้าเสียงสุภาพอ่อนโยนในบางโอกาส แต่ทั้งนี้หา
ไดห้ มายความวา่ จะละเลยการใชค้ วามสภุ าพอ่อนโยนอย่างสิน้ เชิงไม่ ตามปกตแิ ลว้ การสั่งการด้วยเสียงพูดเรียบ
ๆ สุภาพออ่ นโยน โดยใชค้ าพูดที่หนักแน่นแล้วยอ่ มจะทาใหผ้ ู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความสนใจอย่างรวดเร็ว ดังน้ัน
จึงอาจกล่าวได้ว่าทั้งกาลเทศะ และความสุภาพอ่อนโยนต่างก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันทั้งในด้านความนึกคิด
กริ ิยาอาการและภาษาพูด
15.4 การพัฒนาใหร้ ู้จกั กาลเทศะ
1) จงเป็นบคุ คลทมี่ คี วามสภุ าพอ่อนโยนและความช่ืนบาน
2) จงมีความเห็นอกเห็นใจผู้อ่ืน
3) จงพยายามศกึ ษาการปฏบิ ตั ติ า่ ง ๆ ของนายทหารผูม้ ชี ื่อเสียงท่ีได้ช่ือว่าเป็นผูเ้ ชี่ยวชาญใน
ด้านการประชาสมั พันธ์
4) จงพยายามศึกษาบุคลิกลักษณะของบุคคลแบบต่าง ๆ เพือ่ ให้ตนมคี วามร้เู กยี่ วกบั ลกั ษณะ
และพฤตกิ รรมของมนษุ ย์มากขนึ้
5) จงพยายามฝกึ ตนให้เปน็ คนมีนิสยั ชอบให้ความร่วมมือกับผู้อื่นดว้ ยนา้ ใสใจจรงิ
6) จงเป็นคนมีความอดทน
7) ถา้ ตอ้ งการให้ผู้อ่ืนปฏบิ ตั ิตนอยา่ งไร ก็จงปฏิบัติอยา่ งน้ันกบั เขาก่อน
8) จะตอ้ งทราบว่าเมื่อไรควรจะไปปรากฏตัวในงานที่เปน็ ทางการ และงานสงั คม จง
คาดการณก์ ่อนว่า เม่อื ท่านไปหรือไม่ไปงานนัน้ แล้วอาจจะทาให้ตัวท่านเอง หรือบุคคลอื่นบังเกิดความสะดวก
ใจหรือไม่
16. ความไมเ่ หน็ แกต่ ัว TNSELFISHNESS
16.1 ผู้นาท่ไี ม่เห็นแกต่ ัว คือ ผู้นาที่ไม่หาความสะดวกสบาย และความเจริญก้าวหน้าให้กับตนเอง
จากความเดือดร้อนของผู้อื่น แต่จะต้องเป็นผู้นาที่พยายามทาให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้รับความสะดวกสบาย,
ความสนุกสนาน, เพลิดเพลิน และการบันเทิงใจก่อนตน ถ้าหน่วยได้รับความชมเชยจากการทางานดีเด่น ก็จง
ชมเชยต่อไปยังผใู้ ตบ้ งั คับบญั ชาทม่ี ีความสามารถชว่ ยให้หน่วยประสบผลสาเร็จ ไม่มีผู้ใต้บังคับบัญชาคนใดที่จะ
มีความเคารพนับถอื ผู้บังคับบัญชาที่ชอบแสวงเอาแต่ช่ือเสียงในความสาเร็จของการปฏิบัติงานของหน่วยไปแต่
51
เพียงคนเดียว แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ยอมรับผิดชอบในงานท่ีไม่ประสบผลสาเร็จ ผู้นาท่ีแท้จริงนั้นจะต้อง
ยอมรบั ภยันตราย, งานหนัก, และความไมส่ ะดวกสบายต่าง ๆ เช่นเดียวกบั ผู้ใต้บังคบั บญั ชาของตน
16.2 การพฒั นาให้เกิดความไม่เห็นแกต่ วั
1) ตอ้ งไมใ่ ชต้ าแหนง่ หน้าทห่ี รอื ยศสร้างความกา้ วหน้า, ความปลอดภยั , หรอื ความสนกุ สนาน
เพลิดเพลินให้กบั ตัวเองทา่ มกลางความเดือดร้อนของผู้อื่น
2) ตอ้ งเอาใจใส่ในปัญหาต่าง ๆ ของผใู้ ตบ้ ังคบั บัญชาท้ังทางราชการและทางส่วนตวั และ
พยายามให้ความชว่ ยเหลอื แก่เขาตามสมควร
3) ต้องให้การยกย่องแก่ผใู้ ต้บงั คับบญั ชาของตนเมื่อปฏิบตั งิ านดเี ด่น
52
คาถามทา้ ย
1. คณุ ลักษณะผู้นาของผูบ้ ังคับบญั ชาจะมผี ลกระทบกระเทือนตอ่ พฤติกรรมผ้ใู ต้บังคบั บัญชาได้อย่างไร
2. จะพัฒนาคุณลักษณะผู้นาใหเ้ ปน็ ที่ยอมรับนบั ถือได้อย่างไร
3. จะเกดิ อะไรขน้ึ ถ้าผู้นาประพฤตติ นเคร่งครดั เข้มงวดจนเกินไปในหน่วยของตน
4. ผู้บงั คบั บญั ชาควรหลีกเลยี่ งการลงโทษแบบเหมาทั้งหมด เพราะเหตุใด
5. การพูดโดยใชห้ ลักการเหตุผลจะเกดิ ผลดีกบั ผนู้ าอยา่ งไร
6. ผู้นาจะพัฒนาการวางท่าทางของตนได้อยา่ งไร
7. ผ้นู าจะพฒั นาเรอ่ื งความรู้ได้อยา่ งไร
8. ขอ้ ดขี องการหลกี เลย่ี งการลงโทษแบบเหมารวม
9. ข้อเสยี ของการหลีกเลี่ยงการลงโทษแบบเหมารวม
10. การพูดแบบขาดสตยิ งั้ คดิ จะทาให้เกดิ ผลอยา่ งไรในองค์กร
53
บทที่ 5
หลักการของผนู้ า
1. กล่าวนา
ปรากฏว่า ได้เคยมีผู้นาที่มีช่ือสียงในอดีตได้เคยใช้กฎโดยทั่วไป บางอย่างเป็นแนวทางในการ
อานวยการ และปฏิบัติงานของตนมาแล้วเป็นเวลาช้านานแล้ ตามประวัติศาสตร์ทางทหารนั้นกฎต่าง ๆ ท่ี
ผู้นาในอดตี เคยใชเ้ รยี กวา่ เป็นหลักการของผนู้ า หลกั การของผูน้ าได้มีผลกระทบกระเทือนการปฏิบัติของผู้นาผู้
มชี ่อื เสียงแต่ละคน มากบา้ ง นอ้ ยบ้างต่าง ๆ กันออกไป ข้อเท็จจริงแล้วผู้นาท่ีมิได้นาหลักการแต่ละอย่างต่าง ๆ
เหล่าน้ีไปใช้อย่างเต็มที่เสมอไปน้ัน ก็มิได้ทาให้เขาเสื่อมคุณค่าลงไปได้ ถึงแม้ว่าผู้บังคับบัญชาแต่ละคนจะนา
หลักการตา่ ง ๆ เหลา่ นี้ไปใช้ในสถานการณ์ที่แตกตา่ งกนั บ้างก็ตาม แต่ถ้าผู้บังคับบัญชาเหล่าน้ันเป็นผู้ที่ไม่นาพา
ต่อกฎต่าง ๆ เหล่านี้เอาเสียเลย ก็อาจจะทาให้ผลงานของเขาประสบความล้มเหลวได้ หลักการของผู้นาต่าง ๆ
ดังกล่าวนี้ได้แสดงรายการไว้ในแผนภูมิท่ีสอง และได้อธิบายถึงความเกี่ยวข้องหลักการเหล่านี้ที่มีต่อการบังคับ
บญั ชาหนว่ ยไว้ โดยละเอียดในขอ้ 53 ถึง 63
2. หลกั การขอ้ ท่ี 1 เปน็ ผ้มู สี มรรถภาพท้งั ในทางเทคนิคและทางยุทธวิธี
2.1 การที่ท่านจะล่วงรู้งานของท่านโดยตลอดนั้น ไม่เพียงแต่จะต้องมีความรู้ในรายละเอียดของ
เรือ่ งนนั้ โดยเฉพาะเทา่ น้ัน แต่ท่านจะตอ้ งมคี วามรู้ท่ัวไปเก่ยี วกับส่ิงที่เก่ียวข้องกับเร่ืองนั้น ๆ อย่างกว้างขวางอีก
ด้วย ท่านควรจะมีความรู้ความสามารถทั้งในด้านการฝึกและการปฏิบัติการรบและเร่ืองต่าง ๆ เก่ียวกับงานใน
หนา้ ที่ของทา่ นทัง้ ในทางเทคนคิ และธุรการ ถ้าทา่ นไดแ้ สดงให้ผู้อ่ืนเห็นถึงความบกพร่องในหน้าท่ีต่าง ๆ เหล่านี้
แล้ว จะทาใหผ้ ใู้ ตบ้ ังคับบัญชาของทา่ นสิ้นความไวว้ างใจในตัวท่านในฐานะท่ีเปน็ ผูน้ าของเขา
2.2 วธิ กี ารนาไปใช้
1) แสวงหาความรู้ในทางทหารให้กว้างขวางขนึ้ โดยการศึกษาในโรงเรยี นของเหลา่ และโดยการ
อา่ น คน้ คว้า และศึกษาดว้ ยตนเอง
2) พยายามเสาะแสวงหา และคบหาสมาคมกับผู้นาที่มีความสามารถ แล้วพยายามสังเกตและ
ศึกษาวธิ ีการปฏิบตั ิการตา่ ง ๆ ของเขา
3) เพ่ิมพูนความร้ขู องทา่ นให้กวา้ งยิง่ ข้ึน โดยการคบหาสมาคมกบั เจ้าหนา้ ท่ตี ่าง ๆ ของเหล่า
และกองทัพอ่นื
4) พยายามหาโอกาสใช้ความรใู้ นการปกครองบังคับบัญชา ความเป็นผูน้ าที่แทจ้ ริงนัน้ จะ
เกดิ ขน้ึ ไดจ้ ากปฏบิ ตั ิได้เทา่ น้ัน
5) พยายามตดิ ตามวิวัฒนาการทางทหารให้ทนั สมัยอยเู่ สมอ
6) พยายามศึกษาทาความเขา้ ใจและหม่ันไปเยีย่ มผใู้ ตบ้ งั คับบัญชาอยู่เสมอ และทาตวั ให้มี
ความค้นุ เคยกับขีดความสามารถ และขีดจากดั ของหนว่ ยรองต่าง ๆ ที่อยภู่ ายใตก้ ารบงั คับบัญชาของตนทกุ
หน่วย
54
7) จงพร้อมอย่เู สมอ ท่จี ะสามารถปฏิบตั ิหน้าที่บังคับบญั ชาในหน่วยที่มรี ะดับเหนือกวา่ ที่ตน
บังคบั บัญชาอยู่ ขึ้นไปอกี ระดับหนงึ่ ได้
8) จะต้องมีความเข้าใจและรูจ้ ักใช้หลกั ของการจัดการอย่างถูกต้อง
แผนที่ 2
หลกั การของผนู้ า
- เป็นผมู้ ีสมรรถภาพทัง้ ในทางเทคนิคและยุทธวิธี
- รู้จกั ตนและพยายามปรับปรุงตน
- ร้จู กั ผ้ใู ตบ้ ังคับบญั ชาและคอยเอาใจใส่ดูแลสวสั ดภิ าพของเขา
- แจง้ เร่ืองใหผ้ ูใ้ ตบ้ ังคบั บญั ชาทราบ
- แสดงตนเป็นตัวอยา่ ง
- มีความมน่ั ใจวา่ ผ้ใู ตบ้ งั คบั บัญชาเขา้ ใจงาน, มีการกากับดแู ล, และมีความพยายามให้งานบรรลุผล
สาเรจ็
- ฝึกผ้ใู ต้บงั คับบญั ชาใหท้ างานเป็นชุด
- การตกลงใจอย่างถูกต้องและทันเวลา
- สร้างสรรค์ให้ผู้ใต้บงั คับบญั ชารจู้ กั สานึกในความรับผดิ ชอบ
- ใชห้ น่วยทา่ นใหเ้ หมาะสมกับขีดความสามารถ
- แสวงหาความรบั ผดิ ชอบ และกล้ารับผดิ ชอบต่อการปฏิบัติการตา่ ง ๆ ของตน
รปู ที่ 5 – 1 แผนที่ 2 หลักการของผ้นู า
3. หลักการขอ้ ที่ 2 ร้จู กั ตนและพยายามปรบั ปรุงตน
3.1 ทา่ นจะตอ้ งรู้จักประเมินค่าตัวของท่านเอง และรู้จักจุดเด่นและจุดอ่อนของตนเองไม่มีบุคคลใด
ท่ีจะเป็นผู้นาที่มีชื่อเสียงได้ โดยที่ไม่รู้จักขีดความสามารถและขีดจากัดของตนเอง ซึ่งอันท่ีจริงแล้วก็หมายถึง
การรู้จักควบคุมตนเองนน่ั เอง จงพฒั นาตนเองใหม้ ีคุณลักษณะของผนู้ าทพ่ี งึ ประสงค์ต่าง ๆ ตามที่กล่าวไว้ในบท
ท่ี 4
3.2 วธิ กี ารนาไปใช้
1) ใหว้ เิ คราะห์ตนเองอย่างตรงไปตรงมา เพื่อพิจารณาหาคุณสมบัติอันเป็นจุดเด่นและจุดอ่อน
ของตน แลว้ พยายามปรบั ปรุงสง่ิ ต่าง ๆ ทเ่ี ปน็ จุดอ่อนใหเ้ ปน็ จดุ เด่นให้ได้
2) ถ้ามีโอกาสควรจะขอร้องให้บุคคลอื่น ช่วยออกความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่าท่านควรจะ
ปรับปรุงคณุ ลกั ษณะของผนู้ าของท่านให้ดีขึ้นได้อย่างไร
55
3) พยายามถือเอาประโยชนด์ ้วยการศึกษา ถึงสาเหตุท่ีทาให้ผู้นาต่าง ๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
ทง้ั ทป่ี ระสบความสาเรจ็ และประสบความลม้ เหลว
4) พยายามแสดงความสนใจตอ่ บุคคลทวั่ ๆ ไปอย่างแท้จริง ซ่ึงจะเป็นผลทาให้ท่านได้รับความ
สนใจจากผู้อืน่ ดว้ ย
5) รอบรศู้ ิลป์ในการเขยี นและการพดู ให้มีประสทิ ธิภาพ
6) พยายามปลกู ฝงั ความสัมพันธฉ์ นั ท์มิตรกับบคุ คลของเหล่า และกองทัพอื่น และกับประชาชนพล
เรือนทั่วไป
7) พยายามดาเนนิ ชวี ิตและทางานอย่างมีหลักการ โดยมีจุดประสงค์ท่ีแน่นอนไว้และมีแผนท่ีจะทา
ใหบ้ รรลถุ งึ จดุ ประสงค์นนั้ ๆ
4. หลักการขอ้ ที่ 3 รจู้ ักผใู้ ตบ้ ังคบั บัญชาและคอยเอาใจใส่ดแู ลสวสั ดภิ าพของเขา
4.1 เม่ือท่านพยายามสังเกตผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านอย่างยุติธรรม จนเกิดความคุ้นเคยเป็นทาง
ส่วนตัวของเขา และล่วงรู้ถึงความแตกต่างของผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละบุคคล ท่านจะมีความเข้าใจดีขึ้นว่า
ผู้ใต้บังคบั บญั ชาของท่าน จะมีปฏิกิรยิ าและหน้าท่ีภายใต้สภาวการณ์ต่าง ๆ อย่างไร การคาดการณ์ล่วงหน้าถึง
ความต้องการ แล้วจัดการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านบรรลุถึงซ่ึงความต้องการของเขาได้น้ัน จะช่วยทาให้
ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน เช่ือฟัง, เชื่อมั่น, เคารพนับถือในตัวท่านอย่างจริงใจ และให้ความร่วมมือกับท่าน
อยา่ งจงรกั ภักดี
4.2 ความปรารถนาที่จะบรรลุถึง ซึ่งความต้องการอย่างใดอย่างหน่ึงของผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน
ย่อมเป็นพื้นฐานถึงการแสดงความประพฤติของผู้ใต้บังคับบัญชา การที่ผู้ใต้บังคับบัญชาจะมีทีท่าว่า จะมีความ
พยายามปฏิบัติงานตามหน้าท่ีอยา่ งดีท่ีสุดหรือไม่เพยี งไรน้ัน ย่อมขึ้นอยู่กับการท่ีเขาได้บรรลุถึงซึ่งความต้องการ
นั้น ๆ ของเขาอย่างสมความปรารถนาหรือไม่ จากการท่ีผู้บังคับบัญชาได้รู้จักผู้ใต้บังคับบัญชาของตน และจัด
ให้เขาได้บรรลุถึงซึ่งความต้องการทางร่างกายต่าง ๆ ของเขา และในขณะเดียวกันก็คอยให้ความช่วยเหลือเขา
เพือ่ ให้เขาไดบ้ รรลถุ ึงซ่งึ ความต้องการอันเกิดจากการเรียนรู้ และความต้องการทางใจของเขาได้นั้น จะเป็นการ
เพ่ิมผลการทางานของผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละคนภายในหน่วย และจะทาให้หน่วยมีสมรรถภาพดีย่ิงขึ้น เม่ือ
ผู้ใต้บังคบั บญั ชาของท่านทราบวา่ ท่านเป็นผทู้ มี่ ีความหว่ งใยในสวสั ดิภาพของเขา จะทาให้เขามีทัศนคติต่อการมี
ชวี ิตอยู่ในวงการทหารและกองทัพบกดขี น้ึ
4.3 วิธีการนาไปใช้
1) หม่นั ไปเย่ยี มบุคคลต่าง ๆ ทีอ่ ย่ภู ายใต้การบังคับบญั ชาของท่าน และยอมใหผ้ ใู้ ต้บงั คับบัญชาเข้า
พบทา่ นอย่างเปน็ กนั เองเสมอ
2) จะต้องรจู้ ักและมีความเขา้ ใจในผใู้ ต้บังคับบัญชาของทา่ นอยา่ งลึกซง้ึ โดยการพบปะเป็น
สว่ นตวั และอาศยั การศึกษาจากบนั ทึกประวตั ิตา่ ง ๆ สาหรับผูน้ าในหนว่ ยทหารขนาดเล็กนน้ั นอกจากจะตอ้ ง
รจู้ กั และสามารถเรียกชื่อผูใ้ ต้บงั คับบัญชาของตนไดอ้ ย่างถูกตอ้ งทกุ คนแล้วยงั จะต้องรูจ้ ักบคุ ลกิ ลักษณะของแต่
ละคนด้วย
56
3) ทา่ นจะต้องมีความห่วงใยในภาวะความเป็นอยู่ ซ่งึ ไดแ้ ก่ สิง่ แวดลอ้ ม, อาหาร, เครื่องแต่ง
กาย และที่อยอู่ าศยั ของบุคคลทีอ่ ยู่ภายใต้บังคับบญั ชาของทา่ นอยูเ่ สมอ
4) ทา่ นจะตอ้ งมีเจตนารมณ์ และให้ความสนใจอยา่ งพอเพยี งในอนั ท่จี ะจัดใหผ้ ใู้ ต้บงั คบั บญั ชา
ไดร้ บั การบริการดา้ นกาลงั พลทม่ี ีอยู่ต่าง ๆ อย่างเพยี งพอ โดยเฉพาะอย่างย่ิงการบริการในเรอื่ งทเ่ี กย่ี วกับปญั หา
ส่วนตัวต่าง ๆ
5) จงจดั ให้ผู้ใต้บังคบั บัญชาของทา่ นมีความผาสกุ ทางใจ โดยการสนบั สนนุ ให้มกี ารประกอบ
กจิ กรรมทางศาสนา
6) ปูองกนั สขุ ภาพของผู้ใตบ้ งั คับบญั ชา โดยทาการกากับดูแลอย่างแข็งขันในเร่ืองเก่ยี วกบั สุข
วิทยาอนามัยและการสขุ าภบิ าล
7) สนบั สนุนแผนการประหยัดอยา่ งแข็งขัน
8) พิจารณาความรสู้ ึกของบุคคลท่ีอย่ภู ายใต้การบงั คบั บัญชาของตน โดยการหม่ันไปเยียมอ
ย่างไม่เปน็ ทางการอยูเ่ สมอ ๆ และโดยการใช้บรรดาแหลง่ ข่าวสารตา่ ง ๆ ทม่ี ีอยู่ท้งั หมด
9) ทาการปกครองผูใ้ ต้บงั คบั บญั ชา ดว้ ยความยุติธรรม โดยปราศจากภยคตหิ รือความลาเอียง
10) จะตอ้ งมัน่ ใจวา่ ได้จดั ให้ผู้ใตบ้ งั คบั บัญชาไดร้ บั การลา, การลาพัก, การหมุนเวียนกาลงั พล,
และสทิ ธิพเิ ศษอื่น ๆ อยา่ งยตุ ิธรรม
11) สงเสรมิ ให้บคุ คลที่อย่ภู ายใต้การบงั คับบัญชาของตน ทุกคนไดม้ โี อกาสพฒั นาตนเอง โดย
จัดให้มโี อกาสท่จี ะรบั การศึกษาเพ่ิมเติมไดต้ ามสมควร
12) จดั ให้มีสงิ่ อานวยความสะดวกในการเลน่ กีฬา และการพักผ่อนหยอ่ นใจภายในหนว่ ยอย่าง
พอเพยี ง และจะต้องมีความมั่นใจดว้ ยวา่ หน่วยของตนจะต้องไดร้ ับสว่ นแบ่งโควตาใหไ้ ปพักผอ่ นหย่อนใจ ใน
พน้ื ท่ีพักผอ่ น ตลอดทงั้ ไดร้ บั สิทธิในเร่อื งการร่ืนเริงบันเทิงใจอยา่ งเปน็ ธรรม
13) จงพยายามมสี ว่ นรวมในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของผู้ใตบ้ งั คบั บัญชา ซ่งึ จะทาใหท้ า่ นมคี วาม
เขา้ ใจในตวั ผู้ใต้บงั คบั บัญชาของท่านไดด้ ีขึน้
5. หลักการข้อที่ 4 แจ้งเรื่องให้ผู้ใต้บงั คบั บัญชาทราบ
5.1 บุคคลทกุ ๆ คนย่อมจะต้องการทราบว่าส่ิงท่ีตนเองไดก้ ระทาไปแลว้ นั้น เกดิ ผลดีอยา่ งไร และ
ตนเองจะต้องมีหน้าท่ีทาอะไรบา้ ง ผนู้ าจะต้องแจง้ เรื่องตา่ ง ๆ ใหผ้ ู้ใตบ้ ังคบั บญั ชาของตนทราบภายในขอบเขต
ของขอ้ กาหนด ในเรือ่ งการักษาความปลอดภัยต่าง ๆ เพราะวา่ การแจ้งเรือ่ งให้ผ้ใู ต้บงั คับบญั ชาทราบน้นั จะ
เป็นการสง่ เสริมใหผ้ ู้บังคบั บัญชามคี วามริเริ่ม, มีการทางานร่วมกันเป็นชุดดขี ้ึน และเป็นการทาให้
ผู้ใตบ้ ังคบั บัญชามีขวัญดีขนึ้ ด้วย บุคคลทีท่ ราบสถานการณ์และภารกิจของตนย่อมจะมปี ระสทิ ธิภาพดกี ว่า
บคุ คลที่ไมท่ ราบอะไรเลย
5.2 ตามปกติแล้วทหารที่ได้รับแจง้ ใหท้ ราบเรื่องราวต่าง ๆ โดยละเอยี ด ยอ่ มจะมีทัศนคติตอ่ ผู้นา
และต่อหน่วยของตนเปน็ ส่วนรวมดีขน้ึ เมื่อทหารเหล่าน้ีเขา้ ใจภารกิจของหน่วย เขากย็ ่อมจะคาดได้ว่าเขามี
หน้าท่จี ะต้องทาอะไร เมื่อทหารมคี วามเข้าใจดังกล่าวน้ี ทหารก็สามารถจะตั้งเปูาหมายในการปฏิบัติงานของ
57
ตนข้ึน และปรับความประพฤติของตนใหบ้ รรลถุ ึงซึง่ เปูาหมายน้ัน ๆ ได้และนอกจากนท้ี หารเปน็ รายบคุ คล และ
ทหารทงั้ หนว่ ย ย่อมจะมีความพงึ พอใจในการยอมรับนับถือว่ากิจการงานทท่ี าได้บังเกิดผลดีหรือภารกิจท่ีปฏิบตั ิ
ได้สาเรจ็ ลลุ ่วงไปด้วยดี ถ้าผู้นาได้รบั การใช้แผนการให้รางวัลอยา่ งเหมาะสม และใช้แผนการกระจายข่าวสาร
อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพแลว้ ย่อมจะทาใหผ้ ูน้ าสามารถสร้างขวญั , ความรกั หมคู่ ณะ, วนิ ัย, และสมรรถภาพในการ
ปฏิบตั งิ านใหก้ บั หนว่ ยของตนไดเ้ ปน็ อย่างดี ตามปกตแิ ลว้ สิ่งทมี่ นุษย์กลัวมากท่สี ุดกค็ ือความไมร่ เู้ รื่องอะไรเลย
ถา้ ท่านไดแ้ จ้งเร่ืองราวต่าง ๆ ให้ผู้ใต้บงั คับบัญชาของทา่ นทราบแลว้ จะทาให้ชว่ ยลดความกลัวและข่าวลือต่าง ๆ
ใหน้ ้อยลงได้ ซ่ึงจะเปน็ เครอื่ งช่วยจดั สภาพการต่าง ๆ ทีจ่ ะเปน็ เหตใุ ห้เกดิ ความตน่ื กลวั ในระหว่างการรบดว้ ย
5.3 วธิ กี ารนาไปใช้
1) อธิบายให้ผ้ใู ตบ้ ังคับบญั ชา ในระดบั ชน้ั หัวหน้าหน่วยทราบถึงเหตผุ ลท่ีจะตอ้ งปฏบิ ตั กิ าร
อย่างหนึ่งอยา่ งใดโดยเฉพาะใหส้ าเร็จลุลว่ งไป และทา่ นประสงค์ทจี่ ะให้กระทากจิ การงานนั้นอย่างไร
2) ทา่ นจะตอ้ งหม่ันไปตรวจและเยี่ยมหน่วยบอ่ ย ๆ เพอ่ื ให้เกดิ ความมน่ั ใจว่าผูใ้ ต้บังคบั บญั ชา
ในระดับชั้นหัวหน้าหนว่ ย ได้แจ้งเรอื่ งที่จาเป็นใหก้ ับผใู้ ต้บงั คับบญั ชาของตนทราบหรือไม่
3) แจ้งแผนการปฏิบัติงานในอนาคต ท่ีไมก่ ระทบกระเทือนตอ่ การรักษาความปลอดภัยให้
ผู้ใตบ้ งั คับบญั ชาในระดบั ช้ันหัวหน้าหนว่ ยทราบ
4) กระจายขา่ วสารท่ีเก่ียวข้องกับขีดความสามารถของอาวธุ ชนิดตา่ ง ๆ ของฝุายเราโดย
เปรียบเทยี บกบั ขีดความสามารถของขา้ ศึกท่ีมใี ชอ้ ยู่หรือที่มีอยู่
5) จะต้องมั่นได้ว่าหน่วยทหารตา่ ง ๆ ไดร้ ับทราบขีดความสามารถและขดี จากดั ของหนว่ ยเหลา่
และวทิ ยาการที่มาสนับสนนุ
6) จะต้องพร้อมที่จะสืบหาการแพรก่ ระจายข่าวลือท่ไี ม่มมี ลู ความจรงิ อยเู่ สมอ และพยายาม
ระงับข่าวลอื ต่าง ๆ นัน้ โดยการแถลงความจริงเก่ยี วกบั เรื่องนัน้ ให้ผูใ้ ตบ้ งั คับบัญชาได้ทราบ
7) จงเสริมสรา้ งขวญั และความรักหม่คู ณะให้กบั หนว่ ย โดยแจง้ เรื่องทง้ั มวลท่เี กีย่ วข้องกบั
ความสาเรจ็ ของหน่วยใหผ้ ใู้ ต้บงั คับบัญชาทราบ
8) จะต้องแจง้ ให้บุคคลในหนว่ ยของทา่ นทราบในเร่ืองเกี่ยวกับกฎ และระเบยี บข้อบังคบั ต่าง ๆ
ทจ่ี ะมผี ลกระทบกระเทือนต่อการจา่ ยเงนิ , การเลื่อนตาแหน่ง, สิทธพิ เิ ศษ และผลประโยชน์อื่น ๆ ของเขา
6. หลักการขอ้ ที่ 5 แสดงตนเป็นตัวอยา่ ง
6.1 ผู้ใต้บงั คบั บัญชาของท่านจะดูท่านเป็นตัวอย่าง แล้วอาจจะนาไปปฏิบัติตามหรือสาหรับบุคคล
ท่ีมีนิสัยตรงกันข้ามอาจนาไปใช้สาหรับแก้ไขข้อบกพร่องของตนเองก็ได้ การปฏิบัติตนและการปฏิบัติการของ
ท่าน จะต้องเป็นไปในทางที่จะก่อให้เกิดความเคารพนับถือ และความภาคภูมิใจของผู้ใต้บังคับบัญชา และให้
ผู้ใต้บังคับบัญชาปรารถนาที่จะปฏิบัติตนให้ถึงมาตรฐานที่ท่านแสดงให้เห็นด้วย เพราะฉะนั้นท่านจะต้องวาง
มาตรฐานของหน่วยท่าน ด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของท่านอย่างดีเด่นท่ีสุดเพ่ือเป็นตัวอย่าง ผู้บังคับบัญชาท่ี
กระทาตนให้ไม่เป็นท่ีนิยมชมชอบแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาของตนนั้น ย่อมจะทาให้ผู้บังคับบัญชาขาดความเช่ือมั่น
และความเคารพนบั ถือซง่ึ เป็นสง่ิ ท่จี าเปน็ จะต้องมีอยู่ในระหว่างผู้บงั คบั บญั ชาของตนลงไป
58
6.2 วธิ กี ารนาไปใช้
1) จะต้องคอยระวงั รักษาตนเองให้มีร่างกายสมบรู ณแ์ ขง็ แรง, มีจิตใจกระปรีก้ ระเปรา่ และมี
การแต่งกายอย่างถูกต้อง ประณีต หรอื เรยี บร้อยอย่เู สมอ
2) จะต้องคอยควบคุมอารมณ์ของทา่ นเอาไว้ ผู้บงั คับบัญชาทไ่ี มส่ ามารถควบคุมอารมณข์ องตน
ได้เมื่อมคี วามโกรธ หรอื ในหว่ งเวลาทอี่ ารมณข์ ุ่นมวั ย่อมยากทจี่ ะทาใหผ้ ู้ใตบ้ ังคบั บญั ชาของตนมีความเคารพนบั
ถือ และมีความจงรกั ภักดีได้
3) จะมองทกุ สง่ิ ทุกอย่างในแงด่ เี สมอ ความปรารถนาในชยั ชนะนน้ั ย่อมจะเป็นโรคติดตอ่ จง
พฒั นาความปรารถนานโ้ี ดยการใช้ขดี ความสามารถและความสาเร็จตา่ ง ๆ ของหน่วยของทา่ นให้เกิดประโยชน์
ทา่ นต้องแสดงทัศนคตทิ ่ีเยอื กเย็นและเช่อื มัน่ ให้เห็นความสาคัญของการแสดงทัศนคติน้ี ยิ่งสถานการณ์
ยากลาบากมากขึ้นเพยี งใด ก็ยิง่ มีความสาคัญมากขึน้ เพยี งน้ัน
4) จะต้องปฏิบัติตนไปในทางที่ มิให้ผู้ใตบ้ ังคับบัญชาตาหนิติเตียนอุปนสิ ัยประจาตัวของทา่ นได้
การเปน็ คนที่มคี วามประพฤติหยาบชา้ และชั่วช้าสามานย์ ย่อมเปน็ เครือ่ งส่อแสดงให้เหน็ ถึงความเป็นคน
ออ่ นแอ และมบี คุ ลิกลกั ษณะที่โลเลไมม่ ่นั คง โดยท่วั ไปแลว้ ผ้ใู ต้บงั คบั บัญชาของทา่ นทุกคนไม่ว่าจะมยี ศชัน้ ใดก็
ตาม ย่อมจะไม่พึงพอใจผบู้ ังคับบญั ชาทเ่ี ป็นคนไม่ตรงต่อเวลาและมีนิสยั ชอบเหน็ แกต่ วั และชอบแสวงหาแต่สง่ิ
บารงุ ความสุขท่ีไม่อยูใ่ นหนว่ ยใหก้ บั ตนเอง
5) ตอ้ งให้ความรว่ มมือทงั้ ในดา้ นจิตใจ และการปฏิบัตคิ วามร่วมมือนจ้ี ะต้องมีทั้งสองทาง และ
เกดิ ข้ึนจากความเต็มใจของเจ้าหน้าที่ทุก ๆ คน ภายในชดุ เพอ่ื มงุ่ ปฏิบตั ิงานตา่ ง ๆ ของชดุ ใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ
6) จงใชค้ วามริเริ่ม และส่งเสริมใหผ้ ู้ใตบ้ ังคับบญั ชาของท่านมีจิตใจในการใชค้ วามคดิ ริเรมิ่
7) จะมีความซ่ือสัตย์สุจริตอยา่ งแท้จรงิ ต่อผู้บังคบั บัญชา และผู้ใตบ้ งั คับบญั ชาของท่าน จงให้
ความสนบั สนุนแกผ่ ู้ใตบ้ งั คบั บัญชาของท่านจนกว่าเขาจะปฏบิ ตั หิ น้าทต่ี า่ ง ๆ ของเขาให้ลลุ ่วงไปอย่างถูกต้อง
ตามคลองธรรม ผบู้ งั คบั บัญชาที่พยายามปกปูอง ผู้ใตบ้ ังคบั บญั ชาที่ไม่มคี วามสามารถเพื่อไม่ให้ผู้บังคับบัญชา
ช้ันเหนือได้ปรับปรงุ แก้ไขนน้ั จะไดช้ ือ่ ว่าตนเองน้ันแหละเป็นผไู้ ม่มคี วามซอ่ื สตั ย์สจุ ริต ความซื่อสตั ยส์ จุ รติ เป็น
คณุ ลักษณะทีส่ าคัญประการหนึ่งของผนู้ าและความซอื่ สัตย์สจุ รติ น้ีเองทาใหต้ ้องสนับสนุนนโยบายต่าง ๆ ของ
ผบู้ งั คบั บญั ชาช้ันเหนืองอย่างเครง่ ครัดโดยไมม่ ีเง่ือนไขใด ๆ ทั้งสิน้ ไมว่ า่ นโยบายของผู้บงั คบั บญั ชาชั้นเหนอื น้ัน
ๆ ท่านจะมีความเหน็ ด้วยในทางสว่ นตัวหรือไม่ก็ตาม
8) อย่าแบง่ ผู้ใต้บงั คบั บัญชาออกเปน็ พวก ๆ โดยถอื ตามความโปรดปรานของทา่ นเปน็ หลกั
การจะหลีกเลย่ี งมิใหม้ ีอคติในใจกบั ผู้ใต้บงั คบั บัญชาทที่ ่านมีความสมั พันธ์เป็นสว่ นตัวมาก่อน และ
ผใู้ ต้บังคบั บญั ชาท่เี คยให้การปรนนบิ ตั ริ ับใชด้ ้วยความซื่อสัตย์มาเป็นเวลาช้านานนั้นรู้สึกว่าเป็นส่งิ ท่จี ะกระทาได้
ยาก แต่อย่างไรกต็ ามท่านก็ควรพยายามระงับไม่แสดงความมีอคตอิ อกมาให้เหน็
59
9) จงเป็นคนกลา้ หาญที่เป่ยี มดว้ ยคณุ ธรรม ผูบ้ ังคบั บัญชาทล่ี ะเลยในหลักการตา่ ง ๆ ที่มสี ว่ น
เก่ยี วข้องกบั สวัสดภิ าพของผู้ใตบ้ ังคบั บญั ชาของตน หรือผบู้ งั คับบัญชาพยายามจะไมร่ บั ผิดชอบในข้อผิดพลาด
ตา่ ง ๆ ที่หน่วยตนเป็นผกู้ ระทาขน้ึ จะไมไ่ ด้รับหรือดารงไวซ้ ่ึงความเคารพนบั ถือจากบุคคลในวงการหรือ
ผู้ใต้บงั คบั บัญชาของตนเลย
10) จะต้องมีส่วนท่ีจะไดร้ บั อนั ตรายและความยากลาบากตา่ ง ๆ รว่ มกับผูใ้ ต้บังคับบัญชาของ
ตนเสมอ ผนู้ าทม่ี ีกาลังสว่ นใดสว่ นหน่ึงท่อี ย่ภู ายใตก้ ารบงั คับบัญชาของตนตกอยภู่ าวะทีจ่ ะได้รบั อันตรายหรือ
ไดร้ ับความยากลาบากอย่างใดอย่างหนึง่ ควรจะหมัน่ ไปเย่ียมผ้ใู ต้บงั คับบัญชาของตนให้บอ่ ยท่ีสดุ เทา่ ท่ตี น
สามารถจะกระทาได้ ทั้งน้เี พื่อเปน็ การแสดงใหผ้ ู้ใตบ้ ังคับบัญชาของตนเหน็ ถงึ ความตัง้ ใจจริง ท่ตี นจะเข้าไปมี
ส่วนรว่ มไดร้ บั ความลาบากยุง่ ยากรว่ มกบั พวกเขาดว้ ย
7. หลักการข้อที่ 6 มีความม่ันใจว่าผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าใจงาน, มีการกากับดูแล และมีความ
พยายามให้บรรลผุ ลสาเรจ็
7.1 ผู้บังคับบัญชาจะต้องให้คาส่ังการต่าง ๆ อย่างกะทัดรัดและชัดเจนและมั่นใจได้ว่า
ผู้ใต้บังคับบัญชามีความเข้าใจในคาส่ังการต่าง ๆ น้ันแล้ว ต่อจากนั้น จึงทาการกากับดูแลเพื่อให้ม่ันใจว่า
ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติไปตามคาสั่งของตนทันที ผู้นาที่มีความสามารถดีย่อมมีความรอบคอบที่จะใช้
ผู้ใต้บงั คับบัญชาของตนให้ปฏิบัติตามคาสั่งของตน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้บังคับบัญชาคนใดก็ตามท่ีไม่รู้จัก
ใช้ฝาุ ยอานวยการ และผู้ใตบ้ ังคับบญั ชาของตนให้เหมาะสม กบั ขีดความสามารถของเขา ยอ่ มจะแสดงให้เห็นว่า
มีจดุ ออ่ นในความสามารถแห่งความเป็นผู้นา
7.2 ทหารจะปฏิบัติตามคาสั่งได้รวดเร็วขึ้น เม่ือคาสั่งน้ันกะทัดรัดชัดเจน และเข้าใจได้โดยง่าย แต่
ในทางตรงกันข้ามถ้าท่านให้คาสั่งอย่างยืดยาว หรืออธิบายในรายละเอียดมากจนเกินไปก็อาจจะทาให้เขาเกิด
การสับสนได้ ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านย่อมอยากจะทราบว่าท่านจะสามารถให้คาแนะนาและปรึกษาแก่พวก
เขาได้หรือไมถ่ า้ เขาตอ้ งการ แต่อยา่ งไรก็ตามพวกเขาก็ย่อมจะไม่พอใจถ้าท่านทาการกากับดูแล และกวนใจเขา
มากเกินไปความริเริ่มของแต่ละบุคคลของผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน จะพัฒนาขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเขาเหล่านั้น
สามารถให้จนิ ตนาการของตนในการพฒั นาวิธีการปฏิบัตงิ านหรือภารกิจต่าง ๆ ให้สาเรจ็ ไดด้ ว้ ยตนเอง
7.3 วธิ ีการนาไปใช้
1) จงมคี วามม่นั ใจว่าความต้องการในคาสั่งน้นั ยงั มีอยู่
2) ตอ้ งใช้สายการบังคับบญั ชาทก่ี าหนดไว้
3) พยายามศึกษาและฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ เพื่อใหเ้ กิดความสามารถท่ีจะคดิ ได้อย่างแจม่ ใส
และเพ่ือให้สามารถออกคาสัง่ ได้อย่างชัดเจน, กะทดั รัด, และหนักแน่นท่ีสดุ
4) ส่งเสริมให้ผใู้ ต้บงั คับบัญชาทกุ คนรจู้ ักหาวธิ ีทาความเข้าใจในทันที ต่อข้อความตอนใดตอน
หน่งึ ของคาสงั่ หรือคาแนะนาของท่านที่เขายงั ไมเ่ ขา้ ใจจนเป็นทเี่ ขา้ ใจ
5) ตอ้ งไต่ถามผใู้ ตบ้ ังคับบัญชาของทา่ น เพ่ือให้ทราบวา่ พวกเขาจะมีขอ้ สงสัยหรือความไม่
เขา้ ใจในงานท่จี ะต้องกระทาใหส้ าเรจ็ บ้างหรือไม่
60
6) ต้องมกี ารกากบั ดแู ล การปฏิบัติงานให้เปน็ ไปตามคาสัง่ ของท่าน การกากบั ดูแลของท่าน
จะต้องกระทาอย่างแนว่ แน่ และทา่ นจะตอ้ งยนื ยันความประสงค์ของท่านตามท่ไี ด้สง่ั การไปแลว้ อย่เู สมอ หาก
เหน็ เปน็ การสมควร ท่านก็ควรจะใชน้ ายทหารฝุายอานวยการของท่านใหเ้ ป็นผ้ไู ปดูการปฏิบตั งิ านของ
ผูใ้ ตบ้ ังคบั บัญชา และคอยให้ความชว่ ยเหลือแก่เขาเทา่ ทสี่ ามารถจะกระทาได้
7) พยายามจัดเคร่ืองมอื ตา่ ง ๆ ท่ีมีอยู่ซงึ่ สามารถจะนามาใช้ไดท้ ุกอย่างใหก้ บั ผ้ใู ต้บังคับบัญชา
ของทา่ น เพื่อช่วยใหพ้ วกเขาปฏบิ ตั ิภารกจิ ของเขาให้สาเร็จลลุ ว่ งไป
8) จงพยายามเปล่ียนวธิ ีการกากับดูแลที่ต้องทาเปน็ ประจาอยา่ ให้ซา้ ๆ กนั และประเด็นต่าง ๆ
ที่ต้องเพ่งเล็งเป็นพิเศษในระหวา่ งการตรวจก็อย่าให้เหมือน ๆ กันทกุ คร้ังไป
9) ในการกากับดูแลน้ันจะต้องใชค้ วามคิด และความระมดั ระวังอยูเ่ สมอ การกากับดูแลมาก
จนเกินไป ยอ่ มจะทาใหผ้ ูใ้ ต้บังคับบัญชาไมก่ ล้าจะใช้ความริเร่มิ ของตน และอาจก่อให้เกิดความไม่พึงพอใจได้
แตก่ ารกากับดูแลท่ีน้อยไปก็ย่อมทาใหง้ านไมเ่ ดินได้
8. หลกั การขอ้ ท่ี 7 ฝกึ ผ้ใู ต้บังคับบัญชาให้ทางานเป็นชุด
8.1 เป็นหน้าที่ของท่านท่ีจะต้องพัฒนาการทางานเป็นชุด โดยฝึกบุคคลในบังคับบัญชาของท่าน
การทางานเป็นชุดเป็นกุญแจสาคัญท่ีจะนาไปสู่ความสาเร็จในการปฏิบัติการต่าง ๆ ซ่ึงจะต้องเร่ิมต้นกระทากัน
ตง้ั แต่ในระดับหนว่ ยขนาดเลก็ ทีส่ ดุ และกระทาตามลาดับไปจนถึงหน่วยระดับใหญ่ท่ีสุด การจัดกาลังทางทหาร
น้ันย่อมประกอบด้วยเหล่าทหารและสายยุทธบริการต่าง ๆ เป็นจานวนมาก ทุกหน่วยต่างต้องมีการทางาน
รว่ มกนั เปน็ ชดุ เพ่ือประสงค์อยา่ งเดียวกัน ทหารแต่ละคนจะต้องทราบว่าตนมีความเหมาะสมที่จะปฏิบัติงานใน
ชุดในตาแหน่งใด ถ้าผู้บังคับบัญชาท่ีเพ่งเล็งถึงเรื่องการพัฒนาการทางานเป็นชุดในขณะท่ีทาการฝึกหน่วยของ
ตนน้ัน ตามปกติแล้วมักจะทาให้หน่วยของตนมีสมรรถภาพถึงระดับท่ีต้องการ การทางานเป็นชุดจะมี
ประสิทธภิ าพไดก้ ต็ ่อเมื่อหนว่ ยมขี วัญ, ความรกั หม่คู ณะ, วินยั , และสมรรถภาพในการทางานอยู่ในเกณฑส์ ูง
8.2 เน่ืองจากความเป็นผ้นู าเป็นเร่ืองของการปฏิบัติต่อกัน ระหว่างบุคคลต่าง ๆ ของหน่วยกับผู้นา
หน่วย และระหว่างเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ภายในหน่วยเอง ความต้องการและวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ของหน่วยจะ
บรรลุผลสาเรจ็ ได้งา่ ยมากขนึ้ โดยการพัฒนาใหม้ ีการทางานร่วมกนั เป็นชุด ถ้าเจ้าหน้าที่แต่ละคนของหน่วยมีใจ
รักท่ีจะทางานร่วมกันเป็นชุดแล้ว แต่ละคนก็จะปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากข้ึน หน่วยจะต้องให้
เจ้าหน้าที่แต่ละคนภายในหน่วยมีความสาคัญเสมอเหมือนกันด้วยวิธีการเช่นนี้จะช่วยให้แต่ละบุคคล พึงพอใจ
ตามความปรารถนาท่ตี อ้ งการ ซ่งึ เปน็ ที่ยอมรับนับถอื ของบคุ คลทวั่ ๆ ไป หนว่ ยทมี่ ีการทางานร่วมกันเป็นชุดจน
บังเกดิ สมรรถภาพในการทางานสูงย่อมจะทาให้บุคคลในหน่วยทุกคนมีความรู้สึกภาคภูมิใจในความสาเร็จ และ
อุน่ ใจไปด้วย
8.3 วธิ กี ารนาไปใช้
1) จงตรวจ และตรวจสอบให้ม่ันใจวา่ หน่วยของท่านได้ทาการฝกึ ตามหลักสตู รการฝึกและ
หลกั นิยมทหี่ น่วยเหนือกาหนดไว้
2) จะต้องมนั่ ใจไดว้ ่าได้จัดให้มสี งิ่ อานวยความสะดวกตา่ ง ๆ ที่ดีทส่ี ุดใช้ในการฝกึ
61
เปน็ ชุด และมีการใชเ้ ครอ่ื งมือต่าง ๆ อยา่ งมากทส่ี ุด เชน่ การฝึกการติดต่อส่อื สารและการฝึกตามปัญหาทาง
ยุทธวธิ อี ยา่ งสมจริง เปน็ ต้น
3) จะต้องมีความมัน่ ใจไดว้ า่ การฝึกทกุ ชนิดมีความสาคญั ท้ังนั้น และจะต้องอธบิ าย
ความม่งุ หมายของการฝึกใหบ้ ุคคลในหน่วยทราบอย่างท่ัวถึงกัน
4) ตอ้ งเป็นทีม่ นั่ ใจได้วา่ กาลงั ทีอ่ ยู่ภายใตก้ ารบงั คับบญั ชาแตล่ ะสว่ น มคี วามคุ้นเคยกับขีด
ความสามารถและขีดจากดั ของกาลังส่วนอนื่ ๆ ท่ีอยู่ในหนว่ ยเดยี วกันท้งั หมด ซ่ึงการนจ้ี ะช่วยทาให้แต่ละหนว่ ย
มคี วามเขา้ ใจและไว้วางใจซ่ึงกันและกัน
5) จะต้องม่นั ใจได้วา่ ผ้นู าในระดบั รอง ๆ ลงไปแต่ละคน เขา้ ใจกลวิธีในการควบคุมหนว่ ยของ
ตนทางยทุ ธวิธเี ปน็ อยา่ งดี
6) อานวยการให้การฝกึ เป็นชุด ดาเนนิ ตามสภาพการทสี่ มจรงิ ที่เปน็ อยู่ในขณะนน้ั
7) ตอ้ งสามารถยนื ยนั ได้ว้าทัง้ นายทหาร (สัญญาบัตร และประทวน) และพลทหารเกณฑ์แต่
ละคนตา่ งทราบพันธกจิ ของผู้ทีต่ น มกั จะต้องรว่ มปฏบิ ัตงิ านดว้ ยเป็นอยา่ งดี
8) ตอ้ งสามารถยนื ยันไดว้ ่าผูน้ าในระดบั รอง ๆ แตล่ ะคนทราบและเข้าใจคุณลกั ษณะ ลักษณะ
พิเศษ, จุดเด่น, และจดุ ออ่ นของเจ้าหน้าที่แตล่ ะคนภายในชดุ ของตนเป็นอย่างดี
9) พยายามหาโอกาสทาการฝึกร่วมกับหน่วยอ่นื ๆ ทั้งทเี่ ปน็ หน่วยกาลังรบและหน่วยรบ
10) อธบิ ายใหเ้ จา้ หน้าทีท่ ุกคนในหนว่ ย ได้ทราบถงึ ความรับผิดชอบของตน และทราบถึง
ความสาคัญในบทบาทของตนต่อประสทิ ธิภาพเป็นส่วนรวมของหนว่ ย
9. หลักการข้อท่ี 8 การตกลงใจอย่างถกู ต้องและทันเวลา
9.1 ท่านจะต้องมีความสามารถที่จะทาการประมาณสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว และตกลงใจได้
อย่างถูกต้อง เม่ือท่านตกอยู่ภายใต้เหตุการณ์ท่ีสุดแสนจะลาเค็ญ ท่านจะต้องสามารถใช้ความนึกคิดในใจของ
ท่านได้อย่างมีเหตุผล และตกลงใจได้อย่างรวดเร็วว่าควรจะต้องปฏิบัติการอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์ตาม
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้บังคับบัญชาที่มีความลังเลน้ันไม่เพียงแต่จะไม่สามารถใช้หน่วยของตนได้อย่างมี
ประสิทธิภาพเท่านัน้ แตจ่ ะทาใหผ้ ูใ้ ตบ้ ังคบั บัญชาภายในหน่วยของตนเกิดความลังเลใจ, ขาดความเช่ือม่ัน และ
เกิดการสบั สนว่นุ วายภายในหน่วยด้วย เมื่อสถานการณ์บบี บังคับให้ต้องเปลี่ยนแปลงแผนการปฏิบัติต่าง ๆ ไป
ผู้นาท่ีตกลงใจปฏิบัติการได้ในทันใดทันทีน้ัน จะช่วยเสริมสร้างความเช่ือม่ันในตัวให้สูงข้ึน สิ่งที่ถือว่าเป็น
พ้ืนฐานที่สาคัญท่ีจะทาให้สามารถทาการตกลงใจได้อย่างถูกต้องและทันเวลา ก็คือ การศึกษาอย่างสม่าเสมอ,
การฝึก และการวางแผนอย่างถูกต้อง
9.2 วธิ กี ารนาไปใช้
1) พฒั นาวิธีคิดอยา่ งมเี หตผุ ลและเปน็ ระเบีย โดยฝกึ หดั ทาการประมาณสถานการณ์ตอ่
เปูาหมายอยเู่ สมอ ๆ การประมาณสถานการณน์ นั้ ไม่ได้จากดั เฉพาะในเรอื่ งทางทหารเท่านั้น แต่สามารถจะใช้
กบั เรอื่ งต่าง ๆ ในชวี ติ ประจาวนั ของบคุ คลต่าง ๆ ไดท้ ุกคน
62
2) จะต้องมีการวางแผนปฏิบัติไว้สาหรบั เหตุการณ์ ท่นี า่ จะเกิดขึ้นไดใ้ นอนาคตทุก ๆ เรือ่ ง
เทา่ ที่จะมีเวลาและโอกาสอานวยให้
3) จงพจิ าณาข้อเสนอแนะและความคิดเห็นของผู้ใตบ้ งั คับบัญชาของท่านเสยี ก่อนไดต้ าม
ความจาเปน็
4) จงประกาศผลการตกลงใจให้ทันเวลา เพอื่ ใหผ้ ูใ้ ตบ้ ังคบั บัญชามเี วลาวางแผนได้ตามความ
จาเปน็
5) ในการสนับสนุนใหบ้ ุคคลในบงั คบั บญั ชาของทา่ น ทาการประมาณสถานการณ์และทาการ
วางแผนไปพร้อม ๆ กันกับทา่ น
6) จะต้องมีความมน่ั ใจอยเู่ สมอวา่ ทัง้ ฝุายอานวยการและผ้ใู ต้บงั คบั บญั ชาอ่ืน ๆ ของทา่ นมี
ความคุ้นเคยกบั นโยบายและแผนในปัจจุบันของทา่ น
7) ตอ้ งมีการพจิ ารณาถึงผลกระทบกระเทือน จากการตกลงใจของทา่ นท่จี ะมีต่อ
ผใู้ ตบ้ ังคับบัญชาและกาลังส่วนที่มาสนบั สนนุ
10. หลักการขอ้ ที่ 9 สร้างสรรค์ใหผ้ ูบ้ ังคับบัญชารจู้ กั สานกึ ในความรับผิดชอบ
10.1 การมอบอานาจให้ผใู้ ตบ้ งั คับบญั ชารับผิดชอบตามสมควร ย่อมจะก่อให้เกิดความเช่ือมั่นและ
ความนับถือซ่ึงกันและกันและกันระหว่างผู้บังคับบัญชาได้ นอกจากนี้การมอบอานาจให้ผู้ใต้บังคับบัญชา
รับผิดชอบ ยงั เปน็ การส่งเสริมให้ผู้ใต้บงั คับบญั ชาไดม้ ีโอกาสใช้ความริเริ่ม และให้ความร่วมมือแก่ผู้บังคับบัญชา
ของตนอยา่ งเต็มใจดว้ ย ผนู้ าท่แี สดงใหเ้ หน็ ถงึ ความไว้วางใจในตัวผู้ใต้บังคับบัญชาของตน ด้วยการมอบอานาจ
ให้อย่างเหมาะสมนั้น จะทาให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปรารถนาท่ีจะยอมรับผิดชอบมากยิ่งข้ึน ผู้นาก็ไม่ยอมมอบ
อานาจให้แกผ่ ูใ้ ตบ้ ังคับบัญชาถือวา่ เปน็ ผู้นาทย่ี งั ใช้ไม่ได้
10.2 วิธกี ารนาไปใช้
1) จงใชว้ ิธีปฏิบัติงานผ่านไปสายการบงั คบั บัญชา
2) จงบอกให้ผู้ใตบ้ ังคบั บญั ชาของทา่ นทราบวา่ เขาจะต้องทาอะไร แต่มิใช่บอกวธิ ีทาใหแ้ ก่
เขา ให้เขารจู้ ักรบั ผิดชอบในผลงานทเ่ี ขาทา จงมอบหมายงานให้ผ้ใู ตบ้ ังคบั บัญชาทาแล้วคอยกากับดูแล แต่อยา่
เขา้ ไปยุ่งเกีย่ วนอกจากในกรณีจาเปน็ จรงิ ๆ เทา่ นน้ั
3) พยายามใหบ้ คุ คลตา่ ง ๆ มโี อกาสท่จี ะปฏบิ ัติหน้าทีใ่ นตาแหน่งสูงถดั ขนึ้ ไปบ่อย ๆ ให้มาก
ทส่ี ุดเทา่ ที่จะสามารถกระทาได้
4) ใหร้ บั รองในผลสาเร็จของผู้ใต้บังคบั บัญชาของทา่ นโดยเร็ว เมื่อเขาได้แสดงใหท้ ่านเห็นถงึ
ความริเรม่ิ และการใช้ความร้คู วามสามารถ
5) เมอ่ื ผู้ใตบ้ งั คับบัญชาใช้วิจารณญาณและความรเิ รม่ิ ผดิ พลาด ควรจัดการแก้ไขไปใน
ทานองทจี่ ะสนับสนุนส่งเสริม อย่ากลา่ วตเิ ตียนหรือดดุ ่าว่ากลา่ วกนั ต่อหนา้ ธารกานัล แต่ถ้าทาดกี ็ควรจะกล่าว
คายกย่องสรรเสริญอย่างเปิดเผยได้
63
6) เมื่อบุคคลที่อยู่ภายใตก้ ารบงั คบั บัญชาของท่าน ขอร้องใหท้ ่านชว่ ยแนะนาและชว่ ยเหลอื
ก็จงใหค้ าแนะนาและชว่ ยเหลือแก่เขาได้ตามความเหมาะสม
7) ต้องมน่ั ใจได้ว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของทา่ น ได้รบั การบรรจใุ นตาแหนง่ ท่ีตรงกับขดี
ความสามารถที่เขาได้แสดงให้ท่านเห็ หรอื ท่เี ขามีความรู้ความสามารถจะกระทาได้
8) สนบั สนุนผู้ใตบ้ ังคับบัญชาดว้ ยความเสมอภาคในทันทีทันใด จนสุดความสามารถจงให้
ความไว้วางใจต่อผูใ้ ตบ้ ังคับบัญชาเสมอ นอกจากทา่ นจะมั่นใจไดว้ ่าผนู้ ั้นไวว้ างใจไม่ได้
9) จงแสดงความปรารถนา ในการที่จะยอมรับความรับผิดชอบให้ผ้ใู ตบ้ ังคับบญั ชาของทา่ น
เห็น และตอ้ งพยายามทาให้ผ้บู ังคบั หนว่ ยรองของทา่ นมีความปรารถนาในความรับผิดชอบเชน่ เดียวกบั ตวั ทา่ นดว้ ย
11. หลักการข้อที่ 10 ใชห้ นว่ ยของท่านให้เหมาะสมกบั ขดี ความสามารถ
11.1 ทา่ นจะช่วยให้หน่วยของท่านได้อย่างถูกต้องก็ต่อเม่ือท่านมีความสามารถ และขีดจากัดของ
หน่วยของท่านโดยตลอด ท่านจะต้องใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบในการใช้หน่วยของท่านการที่หน่วยปฏิบัติ
ภารกจิ ไมส่ าเร็จสมประสงคย์ ่อมจะเป็นสาเหตุให้ขาดความเช่ือมั่น ซ่ึงจะมีผลทาให้หน่วยของท่านมีขวัญ, ความ
รกั หม่คู ณะ, วินัยและสมรรถภาพในการทางานตกตา่ ไปด้วย
11.2 วธิ กี ารนาไปใช้
1) ตอ้ งทราบ, เขา้ ใจ และสามารถใช้หลกั การสงครามได้อย่างถกู ต้อง
2) ท่านจะต้องไดร้ ับทราบเกี่ยวกบั ประสิทธภิ าพในการปฏิบัตงิ าน ของหน่วยของทา่ นมาโดยตลอด
3) จะตอ้ งม่ันใจไดว้ า่ กจิ การงานทม่ี อบหมายให้แกผ่ ู้ใต้บงั คับบัญชานัน้ มีความเหมาะสม
แลว้ ในภาวการณ์ฉุกเฉนิ ต้องไม่ลงั เลใจ ทีจ่ ะมอบงานใหผ้ ใู้ ต้บังคับบญั ชาปฏบิ ตั ิอยา่ งสดุ กาลงั
4) จะตอ้ งวเิ คราะห์กิจการงานทไี่ ดร้ ับมอบทุกชนิ ถา้ เครื่องมือตา่ ง ๆ ที่อยู่ในอานาจสง่ั การ
ของทา่ นมีไม่พอเพียง ใหร้ ายงานใหผ้ ู้บงั คับบญั ชาชั้นเหนอื ถัดไปทราบ และร้องขอการสนบั สนนุ ตามความจาเป็น
5) จงพยายามทกุ วิถที างทจ่ี ะจดั กจิ การงานต่าง ๆ ใหก้ ับกาลังสว่ นต่าง ๆ ท่ีอยู่ภายใต้การ
บังคบั บัญชาของท่านอย่างเท่าเทียมกนั
6) ต้องพยายามใช้ขีดความสามารถของหนว่ ยของทา่ นอย่างเต็มทเ่ี สยี ก่อน แลว้ จงึ ร้องขอ
การช่วยเหลือ
7) จงทาการตกลงไจไปตามหลกั การ จัดการอย่างรอบคอบ
12. หลกั การข้อท่ี 11 แสวงหาความรบั ผิดชอบ และกล้ารับผดิ ชอบต่อการปฏิบัติการตา่ ง ๆ ของตน
12.1 ในกรณีท่ีไม่ได้รับคาส่ังใด ๆ ท่านจะต้องพยายามใช้ความริเร่ิมของท่านเอง ท่านสามารถจะ
พัฒนางานในหน้าท่ีของท่าน และเพิ่มพูนความสามารถในการเป็นผู้นาของท่านได้โดยการแสวงหาความ
รับผิดชอบ ท่านจะต้องยอมรับผิดชอบต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่หน่วยของท่านได้กระทาลงไปหรืองดเว้นไม่กระทา
ผูน้ าท่ไี มย่ อมรบั ผดิ ชอบจะขาดความเชอื่ มัน่ จากผ้ใู ต้บังคับบัญชาของตน
64
12.2 วธิ ีการนาไปใช้
1) เรียนรู้ถงึ หนา้ ทตี่ ่าง ๆ ของผบู้ ังคับบัญชาโดยตรงของท่าน แลว้ เตรียมตัวให้พร้อมที่จะยอม
รับผดิ ชอบในหนา้ ทข่ี องผูบ้ งั คับบัญชาโดยตรงอยเู่ สมอ
2) พยายามรบั มอบหมายภารกจิ ของหน่วยทแี่ ตกต่างกนั ออกไป ซ่ึงจะทาใหท้ ่านมี
ประสบการณ์ในการรบั ผิดชอบมากข้ึน
3) พยายามหาโอกาสทางานตา่ ง ๆ ท่ีมคี วามรบั ผิดชอบมากขึน้
4) จงปฏิบัตงิ านทุกอย่างไมว่ ่าจะเปน็ งานเล็กหรอื งานใหญก่ ็ตาม อยา่ งสุดความสามารถของ
ท่านเสมอ ส่งิ ตอบแทนท่ีทา่ นส่ิงตอบแทนที่ทา่ นจะได้รบั กค็ ือ ท่านจะมีโอกาสได้ปฏบิ ตั งิ านต่าง ๆ ท่ียงิ่ ใหญ่กวา่
และมคี วามสาคัญมากกว่าขึน้ ไปอีก
5) ต้องยอมรับฟังคาตาหนิตเิ ตยี นต่าง ๆ ทส่ี มเหตุผล และยอมสารภาพผิดเสมอ
6) จงยดึ ม่นั ในสงิ่ ท่ีเห็นว่าถูก และกลา้ ยอมรับผิดเม่ือทาผิด
7) ก่อนทีจ่ ะปฏบิ ตั ิการในส่ิงหน่งึ สง่ิ ใดลงไป ทา่ นจะต้องประเมินคา่ ความบกพร่องของ
ผู้ใตบ้ งั คับบัญชาอยา่ งรอบคอบเสียก่อน ท่านจะต้องม่นั ใจได้วา่ ขอ้ บกพร่องตา่ ง ๆ ทผี่ ู้ใต้บังคบั บญั ชาทาขนึ้ น้ัน
ไมไ่ ด้เกิดขึน้ อันเนื่องจากความผิดพลาดในการปฏบิ ตั ิหน้าท่ีของท่าน ท่านควรจะพิจารณาถงึ กาลงั คนทีม่ ีอย,ู่
ถ้าสามารถทาได้ก็ควรจัดให้มีการเพ่ิมพูนความสามารถใหเ้ ป็นรายบุคคล และถ้าจาเป็นจรงิ ๆ ก็ควรโยกยา้ ย
สับเปลี่ยนตาแหน่งหนา้ ทใ่ี หเ้ ขาเสยี ใหม่
8) ในกรณีที่ไมไ่ ด้รับคาสง่ั ใด ๆ ก็ควรจะใช้ความรเิ ร่มิ ของตนเอง และปฏิบัตกิ ารในสิ่งทีท่ า่ น
เชื่อวา่ ถา้ ผู้บังคับบญั ชาอยจู่ ะตอ้ งส่ังการเช่นนัน้
65
คาถามท้ายบท
1. บอกถึงความเปน็ มาของหลกั การผ้นู าโดยสงั เขป
2. การแสวงหาความรู้ในทางทหารให้กวา้ งข้นึ มีวิธีการอย่างไรบ้าง
3. การเพิ่มพูนความรู้ให้กวา้ งขวางขึน้ มวี ธิ กี ารอย่างไรบา้ ง
4. การแสดงตนเป็นตวั อยา่ งโดยยึดหลกั การผ้นู า มวี ิธีปฏิบตั ไิ ดอ้ ย่างไร
5. การรูจ้ ักตนและพยายามปรบั ปรุงตน จะเกดิ ประโยชน์ไดอ้ ยา่ งไรบา้ ง
6. การตกลงใจอย่างถูกต้องและทนั เวลาเกิดผลดีกบั หนว่ ยอยา่ งไรบ้าง
7. การปฏบิ ัติงานผา่ นสายการบงั คับบัญชาเป็นการส่งเสรมิ หน่วยได้อย่างไร
8. การยอมรบั คาตาหนติ เิ ตียนตา่ ง ๆ ทีส่ มเหตุสมผล ยอมสารภาพผดิ ของผ้บู ังคับบญั ชา ควรกระทา
หรือไม่ เพราะเหตุใด
9. การจะรจู้ ักผู้ใต้บังคบั บัญชาไดอ้ ย่างลึกซึง้ มวี ธิ กี ารกระทาได้อย่างไรบ้าง
10. การฝึกใหผ้ ใู้ ตบ้ ังคบั บัญชาทางานเปน็ ชดุ กระทาเพื่อวัตถปุ ระสงค์ใด
66
บทท่ี 6
เครอ่ื งชี้ความเป็นผนู้ า
1. กลา่ วนา
1.1 มีคุณลักษณะของหน่วยทหารอยู่ส่ีประการ ท่ีจะเป็นเคร่ืองช้ีให้เห็นถึงความสาเร็จหรือความ
ล้มเหลวในการเป็นผู้นาทางทหาร ได้แก่ ขวัญ, วินัย, ความรักหมู่คณะและสมรรถภาพทั้งสี่ประการนี้ คือ
เครื่องชี้ความเป็นผู้นา ซ่ึงสามารถจะนาไปใช้เป็นเคร่ืองวัดในการประเมินค่าหน่วยของท่านได้ การประเมินค่า
ของท่านน้ันควรจะได้กระทาอย่างต่อเน่ืองกันไป และการประเมินค่านี้จะช่วยให้ท่านสามารถพิจารณาหน่วย
ของท่านได้ว่า มีประสิทธิภาพและมีความสามารถท่ีจะปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ที่ได้รับมอบให้สาเร็จลุล่วงไปได้
หรือไม่
1.2 ในขณะที่ท่านทาการประเมินค่าหน่วยของท่านน้ัน ท่านอาจจะพบปัญหาต่าง ๆ ที่กาลังมีผล
ทาให้เครื่องชี้ความเป็นผู้นาต่าง ๆ เหล่าน้ีเลวลงได้ ตั้งแต่หน่ึงอย่างหรือมากกว่า พร้อมกับประสิทธิภาพของ
หน่วยได้ลดลงไปตามลาดบั ในฐานะทท่ี ่านเปน็ ผู้บงั คับบญั ชาหน่วยทา่ นจะต้องขจัดปัญหาต่าง ๆ เหล่าน้ีให้หมด
สนิ้ ไปเพือ่ ใหก้ ารดาเนินงานในหน่วยของทา่ นบรรลเุ ปูาหมาย คือ การพัฒนาและดารงไว้ซ่ึงประสิทธิภาพในการ
รบของหน่วยให้ได้
1.3 ข้อตา่ ง ๆ ตามที่จะกลา่ วต่อไปในบทน้ี จะได้อธิบายถึงเครื่องชี้ความเป็นผู้นาต่าง ๆ เพื่อให้ท่านได้
เขา้ ใจถึงความหมายและวิธีการทจ่ี ะนาไปใช้ เพ่อื เสรมิ สรา้ งและประเมนิ คา่ เครือ่ งชค้ี วามเปน็ ผู้นา
2. ความสมั พนั ธซ์ ่งึ กันและกนั ระหวา่ งเครอื่ งชคี้ วามเปน็ ผู้นา
เคร่ืองช้ีความเป็นผู้นาท้ังส่ีข้อน้ี ต่างก็มีส่วนท่ีจะทาให้หน่วยมีประสิทธิภาพได้และในบางครั้งก็มี
ส่วนต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าหน่วยมีอัตราของคนมีความประพฤติเหลวไหลน้อย ไม่
เพียงแต่จะเปน็ เคร่ืองชี้ให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่าหน่วยมีวินัยดีอย่างเดียวเท่าน้ันแต่ยังจะช้ีให้เห็นว่า หน่วยมีขวัญ
สูงและมีความรักหมู่คณะดีด้วย เป็นต้น เพราะฉะน้ัน ในการพิจารณาต่อไปนี้จะต้องยอมรับว่าปัจจัยต่าง ๆ
บางอยา่ งน้ันอาจจะมีผลกระทบกระเทือนต่อเครื่องช้ีความเป็นผู้นาได้มากกว่าหน่ึงข้อก็ได้ ถึงแม้ว่าวินัย, ความ
รักหมู่คณะ และสมรรถภาพจะต้องอาศัยระดับของขวัญที่มีอยู่ก็ตาม แต่ก็ถือว่าเครื่องชี้ความเป็นผู้นาท้ังส่ีข้อ
ตา่ งก็มีความสาคญั อยา่ งเท่าเทียมกนั การท่ีเครื่องชี้ความเป็นผู้นาทั้งสามข้อต้องอาศัยขวัญก็เพราะว่า ขวัญจะ
เปน็ ผลสรุปของทศั นคติต่าง ๆ ท้ังมวลของแต่ละบุคคล จึงสามารถกล่าวได้ว่า ขวัญก็เปรียบเสมือนหน่ึงเป็นดิน
อันอุดมสมบูรณ์ท่ีจะเพาะวินัย, ความรักหมู่คณะ และสมรรถภาพ ให้เจริญเติบโตในต่อไปดังนั้นท่านจึงควร
พยายามเสริมสร้างขวัญเป็นเบื้องแรก เพราะความพยายามทั้งมวลในการนี้จะอานวยให้เป็นการเสริมสร้าง
เคร่ืองช้ีความเป็นผู้นาท้ังหมดให้มีระดับสูงพร้อมกันไปด้วย การขาดหรือหย่อนยานเครื่องชี้ความเป็นผู้นาไป
แมแ้ ตเ่ พียงขอ้ เดียว จะมผี ลทาให้เครือ่ งชี้ความเปน็ ผูน้ าข้ออืน่ ๆ เสยี หายหรอื ถกู ทาลายลงไปด้วยได้
67
3. ขวญั
3.1 อาจจะให้ความหมายของคาได้ว่า ขวัญ คือ สภาพทางจิตของแต่ละบุคคล ซ่ึงย่อมข้ึนอยู่กับ
ทัศนคติของบุคคลที่มีต่อทุกส่ิงทุกอย่างที่มีผลกระทบกระเทือนต่อตัวเขาเอง, ต่อเพื่อนทหารของเขา, ต่อผู้นา
ของเขา, ต่อการดาเนินชีวิตโดยท่ัว ๆ ไปในกองทัพบกและต่อสิ่งอื่น ๆ ท่ีมีความสาคัญต่อเขา ขวัญย่อมมี
ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความพึงพอใจในการบรรลุถึงซึ่งความต้องการพ้ืนฐานของมนุษย์ ถ้าการฝึก, การ
บริหารงาน และการสู้รบของหน่วย ได้ดาเนินการไปในลักษณะท่ีจะช่วยให้ทหารบรรลุถึงซึ่งความพึงพอใจใน
ความตอ้ งการพ้ืนฐานต่าง ๆ ได้ก็ย่อมจะพัฒนาให้ทหารเกิดทัศนคติในทางนิยมชมชอบขึ้นได้ การมีขวัญสูงก็คือ
การมีสภาพทางจิตใจอันมั่นคงซ่ึงจะทาให้ทหารมีความรู้สึก เชื่อมั่น และอยู่อย่างผาสุก พร้อมที่จะเผชิญกับ
ภาวการณ์ท่ยี ากลาบากต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งกล้าหาญ, อดทน และบึกบนึ
3.2 การประเมินค่าขวัญ
1) สภาพของขวัญจะไม่อยู่คงที่เสมอกันไป แต่มักจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ ๆ สภาพ
ขวญั ของบคุ คลต่าง ๆ ในหน่วยของทา่ น ย่อมเป็นเคร่ืองช้ีท่ีสาคัญอันหนึ่งท่ีช้ีให้เห็นถึงความสามารถในการเป็น
ผู้นาของท่าน ท่านสามารถจะวัดสภาพขวัญได้โดยการสังเกตดูการปฏิบัติการประจาวันต่าง ๆ ของ
ผใู้ ต้บังคับบัญชาของทา่ นอย่างใกลช้ ิด โดยการประเมนิ ค่าจากรายงานต่าง ๆ ส่ิงที่จะต้องคอยสังเกตดูเป็นพิเศษ
ไดแ้ ก่
1.1) ท่าทางท่ีแสดงออก
1.2) ความประพฤติส่วนตัว
1.3) มาตรฐานของมรรยาททางทหาร
1.4) สขุ วทิ ยาอนามัยสว่ นบคุ คล
1.5) การใชส้ ่งิ อานวยความสะดวกในการพักผ่อนหยอ่ นใจตา่ ง ๆ
1.6) การก่อเหตุทะเลาะวิวาทกันบอ่ ย ๆ
1.7) ขา่ วลือทจ่ี ะเปน็ ภยั หรือขา่ วลอื ท่ไี มม่ ีความรบั ผิดชอบใด ๆ
1.8) สภาพของทีร่ บั ประทานอาหารและโรงที่อยู่
1.9) การระวงั รักษาเครื่องมือเครือ่ งใช้
1.10) การปฏิบัตติ ามคาส่ังและคาแนะนา
1.11) สมรรถภาพในการทางาน
1.12) ความกระตอื รือรน้ ในระหว่างการฝึก
2) ถ้าได้ทาการประมาณค่ารายงานต่าง ๆ ทางธุรการที่เก่ียวข้องกับข้อมูลการกาลังพลอย่าง
ถูกต้องแล้ว ย่อมจะเป็นทางช่วยให้วัดค่าของขวัญได้ รายงานท่ีจะมีประโยชน์ต่อการวัดค่าขวัญโดยเฉพาะ
ไดแ้ ก่รายงานตา่ ง ๆ ในเรอื่ งเกีย่ วกบั
2.1) การถูกจบั กุมในทางทหารและพลเรือน
68
2.2) การทาให้เคร่ืองมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ชารุดเสียหาย หรือสูญหาย เพราะขาดความ
ระมดั ระวัง
2.3) ปัญหาต่าง ๆ เก่ียวกับครอบครัว
2.4) การมีหนี้สิน
2.5) ผู้บิดพล้ิวหลีกเล่ียงการงาน
2.6) ทหารขาดและหนีราชการ
2.7) การขอยา้ ย
2.8) การทารา้ ยตวั เองใหบ้ าดเจ็บ
2.9) อตั ราการขอลาปุวย
2.10) ทหารพลัดหนว่ ย
2.11) อัตราการสมัครรับราชการต่อ
4. ความรักหมู่คณะ
4.1 ความรักหมคู่ ณะ คือ ความจงรกั ภกั ดี, ความภาคภูมิใจ, ความศรัทธาต่อหน่วยใดหน่วยหนึ่ง ท่ี
สมาชิกแต่ละบุคคลของหน่วยน้ัน ๆ ได้แสดงออกให้เห็น ดังน้ันจึงกล่าวได้ว่าขวัญเป็นเร่ืองท่ีเกี่ยวพันอยู่กับ
ทัศนคติของบุคคล ส่วนความรักหมู่คณะ ก็คือ ความมีน้าใจรักหน่วยนั่นเอง ความมีใจรักหน่วยนี้เป็นการ
แสดงออกของคนทุก ๆ คน ภายในหน่วยซึ่งจะทาให้หน่วยของตนมีความเป็นปึกแผ่นความมีใจรักหน่วย
ย่อมจะแสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้ยอมเสียสละ และมีความจงรักภักดีต่อหน่วยของตน, การยอมร่วมทุกข์ร่วม
สุขกับหน่วยของตน และการมีความยอมรับนับถือในประวัติ ระเบียบแบบแผน และเกียรติยศช่ือเสียงของ
หน่วยของตนอย่างลกึ ซ้ึง ความรกั หมูค่ ณะเป็นบคุ ลิกของหน่วย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาในการทาการ
ส้รู บใหไ้ ด้ชัยชนะ ถึงแม้ว่าหน่วยน้ันอาจไม่มีทีท่าว่าจะทาการรบชนะได้ ความรักหมู่คณะนี้ย่อมข้ึนอยู่กับความ
พึงพอใจที่ได้รับของเจ้าหน้าท่ีต่าง ๆ ท่ีได้บรรจุอยู่ในหน่วยน้ัน, ทัศนคติของเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ท่ีมีต่อบุคคลอื่น
ภายในหน่วยเดยี วกนั และความเชือ่ ม่นั ในตัวผนู้ าของตน
4.2 ในการประเมินค่าความรักหมู่คณะภายในหน่วยน้ัน จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ บาง
ประการ ดงั ตอ่ ไปน้ี คือ
1) การแสดงออกของทหารวา่ มีความกระตอื รอื ร้น และมคี วามภาคภูมใิ จในหน่วยของตน
2) การมชี ื่อเสียงดีเม่ือเปรยี บเทียบกับหน่วยอื่น ๆ
3) ความมนี ้าใจอันเข้มแข็งท่จี ะทาการแข่งขัน
4) ความตง้ั ใจจริงของบุคคลต่าง ๆ ภายในหน่วยที่จะมีสว่ นร่วมในการปฏิบตั ิงานของหน่วย
5) ความภาคภมู ิใจในระเบยี บแบบแผนตา่ ง ๆ และประวตั ิของหนว่ ย
6) ความเต็มใจของทหารทจ่ี ะช่วยบุคคลอนื่ ทางาน
7) การมีความเช่อื มัน่ วา่ หน่วยของตนเป็นหนว่ ยท่ดี กี ว่าหนว่ ยอืน่ ๆ ในกองทัพบก
8) ภายในหน่วยมีอัตราการสมคั รรับราชการตอ่ สงู
69
5. วินัย
5.1 วนิ ยั คือ ทัศนคตขิ องบุคคลหรอื กลุ่มบุคคล ท่ีพร้อมท่ีจะเช่ือฟังคาส่ังในทันทีและมีความริเริ่มที่
จะปฏบิ ตั ิการไดอ้ ย่างเหมาะสมในกรณีท่ีไม่ได้รับคาสั่ง วินัยเป็นความรู้สึกนึกคิดของคนเราอย่างหนึ่งท่ีแสดงถึง
การพร้อมที่จะเชื่อฟังคาสั่งอย่างเต็มใจและมีไหวพริบ และพร้อมท่ีจะปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม วินัยภายใน
หน่วยน้ัน ยอ่ มเปน็ เครือ่ งประกนั ถึงความม่นั คงของหน่วยในเวลาท่ีหน่วยตกอยู่ในภาวการณ์ฉุกเฉิน เพราะวินัย
เป็นพื้นฐานทีส่ ามารถจะใช้คาดหมายการปฏิบัติล่วงหน้าได้ เมื่อหน่วยใดมีวินัยดีก็แสดงว่าบุคคลต่าง ๆ ภายใน
หน่วยนั้น พร้อมท่ีกระทาในสิ่งที่ตนจะต้องกระทา และเมื่อบุคคลต่าง ๆ จะต้องกระทาในสิ่งใด บุคคลน้ันก็
ย่อมจะมีความสานึกในความรับผิดชอบต่อสิ่งนั้นแฝงอยู่ภายในตลอดเวลา การมีวินัยดีน้ันเป็นสิ่งที่ยั่งยืนและ
งานต่าง ๆ ตามหน้าที่จะดาเนินไปโดยต้องไม่มีใครคอยบังคับหรือคอยกากับดูแล การมีวินัยดีนี้เป็นผลสืบ
เนื่องมาจากการฝึกท่ีมีประสิทธิภาพและความเป็นผู้นาที่เฉลียวฉลาด ซึ่งการมีวินัยดีน้ีจะช่วยให้ทหารมีความ
ทนทานต่อความตื่นกลัวในสนามรบ และสามารถเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลาบากต่าง ๆ ได้โดยไม่สะทกสะ
ท้า เน่ืองจากความสาเร็จผลในการรบย่อมข้ึนอยู่กับการมีปฏิกิริยาโต้ตอบในเชิงรุกโดยฉับพลันของหน่วยหรือ
บุคคล เพราะฉะน้ันวินัยที่ต้องการให้มีอยู่ในหน่วยทหารจึงจาเป็นอย่างย่ิง มากกว่าวินัยในการดาเนินชีวิตใน
แบบอ่ืน ก่อนท่ีทหารจะสามารถกระทาในสิ่งที่ไม่ได้รับคาสั่งให้ทาได้อย่างเหมาะสมน้ัน ทหารผู้นั้นจะต้องมี
ความเข้าใจในส่ิงท่ีตนจะต้องกระทา และจะต้องรู้ด้วยว่าตนมีบทบาทท่ีจะต้องทาอย่างไร การที่ทหารจะเป็น
เช่นนไ้ี ดจ้ าเปน็ ตอ้ งได้รบั การฝกึ ก่อนท่ีผู้ใต้บังคับบัญชาจะสามารถปฏิบัติตามคาส่ังต่าง ๆ ได้อย่างเต็มใจและมี
ไหวพริบน้ัน เขาจาเป็นจะต้องมีทั้งความเข้าใจ และความสามารถ ตลอดจนมีความเช่ือม่ันในตัวผู้บังคับบัญชา
ของเขาดว้ ย การกระทาใหผ้ ใู้ ตบ้ ังคบั บญั ชาเป็นเช่นน้ีได้น้นั จาต้องอาศัยความเปน็ ผนู้ า
5.2 ในการประเมินค่าสถานภาพของวินัยภายในหน่วยน้ัน จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ บาง
ประการ ดงั ต่อไปนี้คอื
1) ความเอาใจใสใ่ นข้อปลกี ย่อยต่าง ๆ
2) ความสนิทสนมกลมเกลียวกนั ในระหว่างหน่วย และในระหว่างบุคคลต่าง ๆ
3) ความซื่อสตั ยต์ ่อหนา้ ที่
4) สัมพันธภ์ าพระหวา่ งผู้บังคบั บัญชากับผูบ้ งั คบั หนว่ ยรองตา่ ง
5) ความประพฤตขิ องบุคคลทงั้ ในและนอกเวลาราชการ
6) มาตรฐานในเรอ่ื งการรกั ษาความสะอาด, การแต่งกาย และมรรยาททางทหาร
7) ความรวดเรว็ ในการปฏิบัติตามคาสัง่ และคาแนะนาต่าง ๆ
8) ยึดถือการปฏิบตั งิ านตามสายการบังคบั บัญชา
9) ความสามารถและความต้ังใจจริงที่จะปฏิบัติงานให้เกิดผลดี โดยมีการกากับดูแลแต่เพียง
เล็กน้อยหรอื ไม่มกี ารกากบั ดแู ลเลย
70
6. สมรรถภาพ
สมรรถภาพ คือ ขีดความสามารถในการปฏิบัติงานหรือภารกิจของบุคคลและของหน่วยท้ังในทาง
เทคนิค, ทางยุทธวิธี และทางร่างกาย สมรรถภาพของหน่วยเป็นจุดรวมความชานาญต่าง ๆ ของทหาร แต่ละ
คนภายในหนว่ ยที่ผนู้ าหนว่ ยเปน็ ผู้ผนกึ เข้ามาให้เกิดเปน็ ชุดปฏิบตั ิงานท่ีมีความกลมเกลยี วกัน หน่วยของท่านจะ
เป็นหน่วยที่มีประสิทธิภาพได้ ก็ต่อเม่ือหน่วยของท่านมีมาตรฐานในการปฏิบัติงานเป็นบุคคลและเป็นชุดสูง
ส่วนใหญ่แล้วสมรรถภาพมักจะเป็นผลสืบเน่ืองมาจากการฝึก เพราะฉะน้ันในฐานะท่ีท่านเป็นผู้บังคับบัญชา
ท่านจะต้องใช้เวลาของท่านให้หนักไปในทางกากับดูแลการฝึกของหน่วยให้มากที่สุด การกากับดูแลนี้เป็น
วิธีการท่ีเชื่อถือได้มากท่ีสุดวิธีหนึ่งในการพิจารณาสมรรถภาพของเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ เป็นรายบุคคลและของ
หนว่ ย
6.1 ในการประเมินค่าสมรรถภาพของหน่วยน้ัน จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ บางประการ
ดงั ตอ่ ไปน้คี ือ
1) ลกั ษณะท่าทางและสภาพความแขง็ แรงทางรา่ งกายของทหาร
2) ลกั ษณะและสภาพของอาวธุ , ยทุ โธปกรณ์ และบริเวณทตี่ ัง้ หน่วย
3) ระยะเวลาท่ีหน่วยใช้เพ่อื ปฏบิ ตั ิการตอบโตส้ ถานการณ์ และสภาวการณต์ ่าง ๆ ที่เกิดขน้ึ
4) ขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน ตามหน้าท่ีที่ได้แสดงให้เห็นของหน่วยและเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ
ของหน่วยเปน็ รายบุคคล
5) ความสามารถในการนาหน่วยของผูบ้ งั คบั หนว่ ยรอง ๆ
6) ความรวดเร็วและถูกต้องในการกระจายคาส่ัง คาแนะนาและขา่ วสาร
7) ระดับของคณุ ภาพของงานทีป่ รากฏใหเ้ ห็นเมือ่ หน่วยปฏิบัตสิ าเร็จลุล่วงไปแลว้
8) สมรรถภาพทางเทคนคิ และยทุ ธวิธี
7. การพฒั นาเครือ่ งชี้ความเป็นผนู้ า
7.1 การพัฒนาเคร่อื งชี้ความเป็นผู้นา เป็นกรรมวิธีจะต้องกระทาอย่างต่อเนื่องกันไปอยู่ตลอดเวลา
โดยเฉพาะอย่างย่ิงในระหว่างท่ีหน่วยของท่านทาการฝึก หรือทาการรบถ้าท่านมีความเข้าใจในปัจจัยต่าง ๆ
เหล่านั้น ให้บรรลุตามที่ต้องการแล้ว ท่านจะสามารถใช้ความเป็นผู้นาของท่าน มุ่งไปตามวิถีทางที่จะก่อ
ประโยชน์ได้ดขี ึ้น
7.2 การปฏิบตั กิ ารตา่ ง ๆ บางอย่างทไี่ ด้ทราบแล้วจะเป็นเคร่ืองช่วยในการพัฒนาเครื่องชี้ความเป็น
ผู้นาโดยเฉพาะเจาะจงต่าง ๆ ได้ การปฏิบัติอย่างหน่ึงท่ีกระทาเพ่ือความมุ่งหมายที่จะปรับปรุงเครื่องชี้ความ
เป็นผู้นาอย่างหนึ่งให้ดีขึ้น อาจจะมีผลกระทบกระเทือนต่อเคร่ืองช้ีความเป็นผู้นาและขั้นตอนต่าง ๆ โดย
เฉพาะทีช่ ว่ ยพัฒนาในแต่ละหวั ข้อนนั้ ๆ
1) ขวัญ
1.1) สอนให้ผู้ใตบ้ งั คบั บัญชาของทา่ นมีความเชื่อถือในสาเหตุ และภารกิจ
71
1.2) ปลกู ฝงั ใหผ้ ูใ้ ต้บังคับบัญชาของท่านมีความเชอ่ื มั่นในตัวเอง, ในตัวผู้นาของตนในการ
ฝกึ ของตน และในยุทโธปกรณ์ของตน
1.3) ชว่ ยใหผ้ ใู้ ตบ้ ังคับบัญชาของทา่ นมีความพึงพอใจในการงานโดยการพจิ ารณา
มอบหมายงานใหแ้ กเ่ ขาดว้ ยความระมัดระวัง
1.4) แจง้ ให้ผูใ้ ตบ้ งั คบั บัญชาของทา่ นทราบ ทั้งตัวทา่ นและกองทัพบก ตา่ งก็มีความหว่ งใย
ในความเปน็ อยแู่ ละทุกข์ของเรา ตลอดจนผ้ทู อี่ ยู่ในอปุ การะของเขา
1.5) จัดให้มีโครงการให้รางวลั แก่ผูป้ ฏิบตั งิ านดเี ดน่
1.6) ทาใหผ้ ้ใู ตบ้ งั คบั บัญชาของทา่ นมคี วามรูส้ กึ ว่าตัวเขาน้ัน เป็นกาลงั ส่วนหน่งึ ท่ีสาคัญของ
หนว่ ย
1.7) รบั รู้ในความปรารถนาของทหาร ในการทจี่ ะดารงความเป็นอยู่อย่างเอกเทศของตนไว้
และปฏบิ ตั ติ ่อเขาเฉพาะบคุ คล
1.8) สง่ เสรมิ ใหผ้ ู้ใต้บงั คับบัญชาไดม้ กี ารตดิ ต่อกับทางบ้าน, ครอบครัว และประกอบกิจการ
ทางศาสนาของเขาไดด้ ว้ ยความสะดวกสบาย
2) ความรักหมู่คณะ
2.1) ให้เริม่ ตน้ ปฏบิ ตั ติ อ่ บุคลทไี่ ดร้ บั การบรรจุแต่งตั้ง ใหเ้ ข้ามาประจาในหนว่ ยใหมด่ ้วยดี
โดยพธิ ตี ้อนรบั ตลอดจนอธบิ ายให้ทราบถึงประวตั ิของหนว่ ยประเพณขี องหน่วย และบทบาทของหนว่ ยใน
ปจั จุบัน
2.2) พัฒนาให้ทหารมีความรสู้ กึ วา่ หนว่ ยของตนต้องเป็นหนว่ ยท่เี ก่งมาก
2.3) รับร้ใู นความสาเรจ็ ของหน่วยและบคุ คลในหน่วย และประกนั ได้วา่ ได้เผยแพร่ให้ทราบ
อยา่ งเหมาะสม
2.4) ต้องมีการใช้พิธีการต่าง ๆ, เครอ่ื งหมายสญั ลักษณ,์ ขอ้ ความปลกุ ใจ และดนตรีทหาร
2.5) ใชร้ ะบบแข่งขันเพื่อพัฒนาการทางานร่วมกันเป็นชุด
2.6) จัดใหม้ ีการปนู บาเหน็จความดคี วามชอบ และใหร้ างวลั อยา่ งเหมาะสม
3) วนิ ยั
3.1) ทา่ นต้องแสดงใหผ้ ู้ใต้บังคบั บัญชาเหน็ ถงึ ความเป็นผู้มีวินยั โดยการปฏิบัตติ นเอง และแสดง
ตัวอยา่ ง
3.2) จดั ใหม้ รี ะบบการลงโทษอยา่ งยตุ ธิ รรม และไม่เลือกที่รักมักทชี่ ังตลอดจนใหม้ กี ารให้
สิทธพิ ิเศษและรางวัลอย่างยตุ ิธรรม
3.3) พยายามทาให้เกดิ ความเช่อื มัน่ และเคารพนับถือซึ่งกนั และกันโดยการฝึก
3.4) สง่ เสรมิ และสนับสนนุ ให้ผใู้ ตบ้ ังคับบัญชาของท่านทาตวั ใหเ้ ปน็ คนมวี ินยั
3.5) จะต้องระวังในสิง่ ที่กอ่ ใหเ้ กิดการเสยี วินัย และพยายามขจดั เสยี เท่าที่จะสามารถ
กระทาได้
72
4) สมรรถภาพ
4.1) ฝกึ ผ้ใู ตบ้ ังคับบญั ชาของทา่ นให้รูง้ านในหน้าท่ขี องเขาโดยตลอด
4.2) เน้นหนกั ให้มีการทางานรว่ มกนั เปน็ ชดุ ตามสายการบังคบั บญั ชา
4.3) จดั ให้มกี ารฝึกความสมบูรณแ์ ข็งแรงทางร่างกายอย่างถกู ต้อง
4.4) พยายามจดั ให้ผู้ใตบ้ ังคบั บัญชาได้รบั การฝึกสลบั หนา้ ที่
4.5) เข้ารว่ มในการฝกึ ในสถานการณ์ทสี่ มจริง
4.6) พยายามจัดใหบ้ ุคคลต่าง ๆ ภายในหน่วยมีโอกาสปฏิบตั ิหน้าท่ีในตาแหนง่ หนา้ ท่ีสูงถดั
ขน้ึ ไปบ่อย ๆ ใหม้ ากทส่ี ุดเท่าท่จี ะสามารถกระทาได้
4.7) จะต้องมั่นใจไดว้ า่ หนว่ ยของทา่ นได้ทาการฝึกตามตารางกาหนดการฝึก และตามหลกั
นยิ มที่หนว่ ยเหนือกาหนดไว้ โดยการตรวจและตรวจสอบการฝึก
4.8) สร้างมาตรฐานในการปฏิบตั ิงานใหส้ งู และพยายามเรง่ เร้าให้บรรลถุ ึงมาตรฐานนั้นให้จงได้
8. การวเิ คราะห์ การวิพากษ์ การวจิ ารณ์ การสังเคราะห์
8.1 การวิเคราะห์ เป็นการแยกแยะส่งิ ทีจ่ ะพิจารณาออกเป็นส่วนย่อยทีม่ คี วามสัมพนั ธ์กันเพื่อทา
ความเข้าใจแต่ละสว่ นใหแ้ จม่ แจง้ รวมทงั้ การสบื คน้ ความสัมพนั ธ์ของส่วนตา่ ง ๆ เพ่ือดูว่าสว่ นประกอบ
ปลกี ยอ่ ยนัน้ สามารถเขา้ กันได้หรือไม่สมั พนั ธเ์ กีย่ วเนื่องกนั อย่างไร ซ่งึ จะชว่ ยให้เกิดความเขา้ ใจต่อสง่ิ หน่ึงส่ิงใด
อยา่ งแท้จริงโดยพน้ื ฐานแล้ว การวิเคราะห์ถอื เปน็ ทักษะท่มี นษุ ย์ฝกึ ได้ โดยมีผู้กลา่ วไว้ว่าทักษะการวเิ คราะห์
ประกอบดว้ ย 3 สว่ นคอื
1) ความรูค้ วามเข้าใจประสบการณ์ ตลอดจนทัศนะคติในเร่อื งท่ีจะวิเคราะห์น้นั ๆ 40% รวม
เรยี กวา่ ศาสตร์
2) ศลิ ปะการใช้ภาษา การสอื่ สาร การถา่ ยทอดใหผ้ ู้อื่นเขา้ ใจมมุ มอง 40% รวมเรียกว่าศลิ ป์
3) สัญชาตญิ าณและความกลา้ หาญอกี 20% เรียกว่าพรสวรรค์
8.2 การคดิ วพิ ากษ์ หมายถงึ ความสามารถในการพิจารณา ประเมินและตัดสินส่งิ ต่างๆ โดยการ
พยายามแสวงหาคาตอบทีม่ ีความสมเหตุสมผล ประโยชนข์ องการคิดวิพากษ์ ช่วยใหเ้ ชือ่ ในสง่ิ ที่ถูกต้อง เชอ่ื
อยา่ งมีเหตุผล ช่วยใหค้ ดิ อยา่ งรอบคอบครบถ้วน ช่วยแก้นิสยั การด่วนสรุป สิง่ ท่นี ามาฝกึ การคิดวิพากษ์ เช่น
ข่าว คาโฆษณา คา่ นิยม ความคิดเห็นข้อคิด/คาคม สุภาษิต คาประพันธ์ ฯลฯ
8.3 การวจิ ารณ์ หมายถงึ การพจิ ารณาเทคนิคหรือกลวธิ ที แี่ สดงออกมานั้น ให้เหน็ ว่านา่ คิด น่าสนใจ
นา่ ติดตามมีชั้นเชิงยอกย้อนหรอื ตรงไปตรงมา องคป์ ระกอบใดมคี ุณค่าน่าชมเชย องคป์ ระกอบใดนา่ ท้วงตงิ หรือ
บกพร่องอย่างไรการวิจารณ์ สงิ่ ใดกต็ ามจึงต้องใชค้ วามรู้ มีเหตมุ ผี ลมีหลักเกณฑ์และมีความรอบคอบดว้ ย
ตามปกติแล้ว เม่ือจะวจิ ารณ์สิ่งใดจะต้องผ่านขัน้ ตอนและกระบวนการของการวิเคราะห์สาร วินิจสาร และ
ประเมนิ ค่าสารให้ชัดเจนเสียก่อนแล้ว จึงวจิ ารณแ์ สดงความเหน็ ออกมาอยา่ งมีเหตุมีผลให้นา่ คิดนา่ ฟังและเปน็
คาวิจารณท์ ่เี ชอ่ื ถือได้สารท่ีได้รบั จากการฟงั มีมากมายแต่ก็ได้รับเปน็ ประจาในชีวิตประจาวนั ไดแ้ ก่
1) ขา่ วและสารประชาสัมพันธ์
73
2) ละคร
3) การสนทนาคาสัมภาษณ์บุคคล
4) คาปราศรยั การบรรยาย บทอภิปราย โอวาท
5) งานประพนั ธ์รอ้ ยกรองประเภทตา่ ง ๆ
8.4 การสังเคราะห์ หมายถงึ กระบวนการหรอื ผลของการนาเอาปัจจัยสองอย่างหรือมากกวา่ ท่ี
แยกกนั โดยเฉพาะความคดิ นามารวมกนั เข้าเป็นหนง่ึ ก่อให้เกดิ สงิ่ ใหม่ข้นึ เปน็ ความรู้ใหมเ่ ครื่องมือใหมท่ าง
ความคิด เชน่ การรวมกันให้เปน็ ทฤษฎี หรือระบบการสงั เคราะหท์ างวิทยาศาสตร์เชน่ ไฮโดรเจนและออกซเิ จน
รวมกนั เขา้ เปน็ น้า การผสานความคดิ ให้กลายเปน็ องค์รวมที่ซับซอ้ นข้ึนบูรณาการให้เป็นองคร์ วมก่อใหเ้ กิดส่งิ
ใหมข่ น้ึ มาจากกระบวนการดังกลา่ วในแนวคิดวภิ าษวธิ ีของเฮเกล การสังเคราะหเ์ ปน็ ผลลพั ธ์ ของกระบวนการ
ทาง ประวตั ิศาสตรเ์ ม่อื ปรากฎการณห์ น่งึ (thesis) ถูกแยง้ จากอีกปรากฎการณ์หนงึ่ (anti-thesis) กอ่ ให้เกิด
ปรากฎการณใ์ หม่ข้นึ (synthesis) และปรากฎการณน์ ้ี กจ็ ะกลายเป็น ตัวตง้ั (thesis) ท่ีถูกแย้งจากอีก
ปรากฎการณห์ นึง่ และสงั เคราะห์เปน็ ปรากฎการณ์ใหมเ่ ช่นน้ีเรื่อยไป
74
คาถามท้ายบท
1. เครื่องช้ใี หเ้ ห็นถงึ ความสาเร็จ หรอื ความลม้ เหลว ในการเปน็ ผู้นาทางทหาร ไดแ้ ก่อะไรบา้ ง
2. เครอ่ื งชค้ี วามเปน็ ผู้นา เป็นเครอื่ งวดั ในการประเมินค่าหนว่ ยของท่าน อยา่ งไร
3. บอกความหมาย เคร่ืองชีว้ ดั ความเปน็ ผู้นา “ขวัญ” มาโดยสังเขป
4. อธิบาย การประเมนิ ค่า “ขวัญ” พร้อมอธิบายสูก่ ารพฒั นา ขวัญ อย่างไร
5. อธิบาย การประเมินคา่ “ความรักหมูค่ ณะ” พร้อมอธบิ ายสูก่ ารพฒั นา ความรักหม่คู ณะ อย่างไร
6. อธบิ าย การประเมินค่า “วินัย” พร้อมอธิบายสู่การพัฒนา วินัย อยา่ งไร
7. อธิบาย การประเมินค่า “สมรรถภาพ” พร้อมอธบิ ายส่กู ารพฒั นา สมรรถภาพ อยา่ งไร
8. บอกความหมาย การวิพากษ์ คืออะไร
9. เมอื่ รบั ชมภาพยนตร์ ท่านสามารถ วิพากษภ์ าพยนตร์ได้อย่างไรบ้าง
10. ท่านสามารถนาการวพิ ากษ์ ไปใช้กับชวี ติ ประจาวันไดอ้ ยา่ งไร อธบิ ายพอสงั เขป
75
บทที่ 7
เรอ่ื งที่กอ่ ใหเ้ กดิ ปัญหาความเปน็ ผนู้ า
1. กล่าวนา
1.1 ความเป็นผู้นาน้ันจาเป็นจะต้องการมีแก้ปัญหานานาประการอยู่เสมอ ๆ ผู้นาจะทาเป็นไม่เอา
ใจใส่ต่อปัญหาต่าง ๆ ไม่ได้ แต่จะต้องรีบเข้าดาเนินการกับปัญหาต่าง ๆ เหล่าน้ันในทันทีด้วยวิธีการที่มี
ประสิทธิภาพมากท่ีสุดเท่าท่ีจะมากได้ ถ้าท่านแก้ปัญหาต่าง ๆ ไม่ได้ ปัญหาต่าง ๆ เหล่าน้ี ย่อมมีผลร้ายที่
กระทบกระเทอื นต่อสมรรถภาพของหนว่ ยทา่ นไดเ้ ปน็ อย่างมาก
1.2 ปญั หาท่ัว ๆ ไปบางประการที่ท่านมักจะเผชิญน้ัน ได้แก่ปัญหาเก่ียวกับการรับมอบการบังคับ
บัญชาหน่วย, การเลือกหรือการปรับปรุงหน่วยรอง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา
และการใหค้ าแนะนาปรกึ ษา
1.3 ท่านจะยึดถอื เอาประสบการณ์ และความสังเกตของท่านมาเป็นทางในการพิจารณาหาวิธีการ
ตกลงใจท่ีถูกต้องเสมอไปไม่ได้ ปัญหาต่าง ๆ นั้นก็เคยมีความยุ่งยากซับซ้อนมากกว่าท่ีปรากฏให้ผู้สังเกตเห็น
อย่างผิวเผิน และประสบการณ์ต่าง ๆ นั้นก็เคยมีบ่อย ๆ ที่นาไปสู่ความผิดพลาด เพราะฉะน้ันจึงถือว่าความ
จาเป็นอย่างย่ิงที่ท่านจะต้องพัฒนากรรมวิธีในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในลักษณะท่ีเป็นระเบียบและเป็นการ
วิเคราะห์ปัญหาได้ตามห้วงระยะเวลาทก่ี าหนดให้
2. กรรมวิธีในการแกป้ ัญหาความเปน็ ผนู้ า
กรรมวิธใี นการแก้ปัญหาความเป็นผู้นา เป็นแนวทางปฏิบัติท่ีถูกต้อง ซึ่งได้ผ่านการวิเคราะห์มาแล้ว
เพื่อช่วยให้ท่านสามารถตกลงใจใช้ข้อแก้ปัญหาความเป็นผู้นาได้อย่างถูกต้อง ในกรรมวิธีน้ีแบ่งข้ันตอนต่าง ๆ
ออกเปน็ สามข้นั ด้วยกนั คอื การรบั รปู้ ญั หา การประมาณสถานการณ์ และการปฏิบัติการ
2.1 การรู้ปัญหาในหน่วยหนึ่งนั้นจะมีปัญหาเกิดข้ึนก็ต่อเม่ือมีเหตุการณ์หรือสภาวการณ์ต่าง ๆ
เกดิ ข้ึน แลว้ มผี ลกระทบกระเทอื นอยา่ งรุนแรงต่อเครอ่ื งช้คี วามเปน็ ผู้นาตั้งแต่หน่ึงอย่างขึ้นไป แต่อย่างไรก็ตาม
ในการพจิ ารณาปัญหานั้นพิจารณาเก่ียวข้องเฉพาะเจาะจงต่อเคร่ืองช้ีความเป็นผู้นาเพียงอย่างไรอย่างหนึ่ง คือ
ขวัญ, ความรักหมู่คณะ, วินัยและสมรรถภาพน้ัน ย่อมจะไม่สามารถทราบปัญหาอย่างแท้จริงได้ เนื่องจากใน
หน่วยหนึ่ง ๆ นั้นย่อมมีปัจจัยและสภาวการณ์ต่าง ๆ ท่ีมีอิทธิพลต่อเครื่องชี้ความเป็นผู้นาต่าง ๆ เหล่านี้
แตกต่างกัน เพราะฉะน้ันท่านจะต้องประเมินค่าหน่วย โดยใช้เคร่ืองชี้ความเป็นผู้นาทุกข้อมาพิจารณา เพื่อ
ทราบปัญหาอนั แท้จริงของหนว่ ย
2.2 การประมาณสถานการณ์ ก่อนท่ีจะทาการแก้ปัญหา ท่านจะต้องพยายามตีความลักษณะท่ี
แน่นอนของปัญหาน้ัน ๆ ให้กระจ่างแจ้งเสียก่อน คือ มีใครบ้างที่เกี่ยวข้อง, เหตุการณ์น้ันเป็นอะไร, ปัญหา
เกิดข้ึนที่ไหน และเมื่อไร การใช้รายละเอียดในการประมาณสถานการณ์ตามท่ีกล่าวต่อไปนี้ จะช่วยให้ท่าน
พิจารณาปัจจัยตา่ ง ๆ ดงั กล่าวนีอ้ ย่างมีเหตุผลและมีระเบยี บ คือ
76
1) การพิจารณาหาสาเหตุ เม่ือท่านได้พิจารณาถึงลักษณะที่แน่นอนของปัญหาแล้วต่อไปท่าน
จะต้องพิจารณาดูว่าทาไมปัญหาน้ันจึงเกิดขึ้น และเกิดขึ้นได้อย่างไร และสืบดูให้รู้แน่ถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ อัน
เกี่ยวกับปัญหานั้น ถ้าไม่สามารถจะหาข้อเท็จจริงได้จากส่วนหนึ่งส่วนใดของปัญหานั้น ท่านอาจจะต้องต้ัง
สมมุติฐานทส่ี มเหตสุ มผลข้นึ แทนก็ได้
2) การพจิ ารณาขอ้ แกป้ ัญหาที่นา่ จะนาไปใชไ้ ด้ หลังจากที่ท่านได้พิจารณาหาสาเหตุหลัก ๆ หรือ
สาเหตุต่าง ๆ ของปัญหาได้แล้ว ท่านควรจะได้พิจารณาถึงข้อแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่น่าจะนาไปใช้ได้ไว้ด้วย ท่าน
ต้องไม่ยกเลิกข้อแก้ปัญหาแต่ละข้อไปโดยท่ีได้ทาการพิจารณาเพียงเริ่มแรกเท่านั้น ถึงแม้ว่าข้อปัญหานั้นจะ
พิสูจน์ให้เห็นในเวลาต่อมา ว่าจะไม่มีค่าเลยก็ตาม แต่การพิจารณาหาข้อแก้ปัญหาแต่ละข้อไปโดยตลอดนั้น
อาจจะไดแ้ นวคดิ ท่มี คี ่าในต่อไปก็ได้ เมือ่ ท่านไดพ้ ิจารณาหาขอ้ แก้ปญั หาต่าง ๆ ได้มากข้ึนเพียงใด ข้อแก้ปัญหา
ท่ที ่านได้เป็นขอ้ ยตุ ิสดุ ทา้ ยก็ย่อมจะดีมากข้ึนเพยี งนั้น
3) การประเมนิ คา่ ข้อแก้ปัญหาที่นา่ จะนาไปใช้ได้ ในการประเมินคา่ ขอ้ แก้ปญั หา
ต่าง ๆ ท่ีท่านได้เลือกสรรไว้แล้วนั้น ในขั้นแรกท่านจะต้องเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียในระหว่างข้อแก้ปัญหา
ต่าง ๆ เหล่าน้ันด้วยกันเสียก่อน เมื่อท่านได้เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละข้อแล้วก็ให้นาเอาข้อดีของข้อ
แกป้ ญั หาขอ้ หนึ่งไปเปรียบเทียบกบั ของอกี ขอ้ หนง่ึ เพือ่ พิจารณาดูว่าข้อแกป้ ัญหาข้อใดเป็นข้อแก้ปัญหาท่ีดีที่สุด
ในการนีจ้ ะตอ้ งระลึกถึงข้อพิจารณาทีผ่ นู้ าจะต้องใช้ในการเลือกหนทางปฏิบัติ หรือคาส่ังการท่ีเหมาะสม ตามท่ี
ไดก้ ลา่ วไวใ้ นขอ้ 25 ควรจะระมัดระวังอย่าปล่อยให้การพิจารณาของท่านตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความมีอคติ
ในใจ หรือการเลือกท่ีรักมักที่ชังของท่านเป็นอันขาด แต่ข้อท่ีสาคัญท่ีสุดจงพึงระลึกไว้เสมอว่า ถ้าผู้นาด่วนลง
ความเห็นต่อปญั หาใดปัญหาหนึ่งอย่างไมร่ อบคอบแลว้ มักจะทาให้ปัญหานน้ั มสี ภาพเลวร้ายลงไปมากกวา่ เดิมได้
4) การเลือกข้อแกป้ ัญหาทด่ี ีทส่ี ุด ข้อแก้ปัญหาที่ดีที่สุดนี้ อาจจะเป็นข้อแก้ปัญหาเพียงข้อเดียวท่ี
ไดพ้ ิจาณาไว้แล้ว หรืออาจจะเป็นข้อแก้ปัญหา ท่ีได้นาเอาข้อแก้ปัญหาที่น่าจะนาเอาไปใช้ได้ต้ังแต่สองอย่างขึ้น
ไปมาผสมผสานกนั ก็ได้
2.3 การปฏิบัติการ ท่านจะต้องนาเอาข้อแก้ปัญหาท่ีท่านได้เลือกไว้แล้วไปใช้ในการบริหารงานของ
ท่านโดยใช้วิธีการต่าง ๆ ตามความเหมาะสมแห่งบุคลิกลักษณะของท่าน ท่านต้องไม่พึงพอใจอยู่แต่เพียงที่ได้
เริ่มลงมือปฏิบัติงานแล้วเท่านั้น เพราะว่าผลสาเร็จของการปฏิบัติงานนั้นย่อมต้องข้ึนอยู่กับขีดความสามารถ
และความตงั้ ใจจรงิ ของท่าน ในอันทจ่ี ะทาการกากบั ดูแลคอยตรวจสอบผลของงานอยู่เสมอ ๆ จงพึงจดจาไว้ว่า
ปัจจัยที่สาคัญท่ีสุดประการหนึ่ง ท่ีจะผลักดันผู้นาสามัญธรรมดา ๆ คนหน่ึง ให้เป็นผู้นาท่ีมีชื่อเสียงได้น้ันก็คือ
การมีขีดความสามารถในการเลอื กและปฏิบัติตามหนทางปฏบิ ตั ทิ ่ีมปี ระสทิ ธภิ าพอย่างแข็งขัน
3. การรบั มอบการบงั คับบัญชา
ในวงการทหารนั้นย่อมมีสภาวการณ์ต่าง ๆ อยู่หลายอย่างที่ทาให้ต้องมีการหมุนเวียนและ
เปล่ียนตัวผู้นาหน่วยอยู่เสมอ ซ่ึงการหมุนเวียนและเปล่ียนตัวผู้นาหน่วยน้ี ถือว่าเป็นหน้าท่ีของทหารตามปกติ
ในกรณีที่ผู้นาหน่วยต้องเข้ารับมอบการบังคับบัญชาอย่างกะทันหันภายใต้สภาวการณ์ที่ ไม่เป็นปกตินั้นปัญหา
พิเศษต่าง ๆ ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ ถึงแม้ว่าวิธีการต่าง ๆ ตามที่ได้กล่าวไว้ในคู่มือเล่มนี้ จะไม่เป็นวิธีการที่ใช้กับ
77
สภาพการณ์พิเศษตามท่ีกล่าวแล้วก็ตาม แต่ก็สามารถนาไปปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ใด ๆ
โดยเฉพาะได้ และสามารถนาไปประยุกต์ใช้กบั การรบั มอบการบังคับบัญชาทุกชนดิ
3.1 ในการเข้ารับมอบการบังคบั บญั ชาในหน่วยหน่ึงน้นั ท่านจะต้องวางแผนการปฏิบัติการทุกอย่าง
โดยระลกึ อย่เู สมอว่า ถา้ ทา่ นประทับใจไว้ตอนแรกแล้ว ความประทับใจนนั้ ยอ่ มจะเปน็ สงิ่ ท่ียืนยงอยู่ตลอดไป ถ้า
ท่านวางแผนการปฏิบตั ิการตา่ ง ๆ ของทา่ นโดยไม่ดไี มง่ ามต้งั แตเ่ ร่มิ แรกแล้ว ท่านอาจหลีกเล่ียงหรือลดลักษณะ
ความเป็นผูน้ า ซง่ึ อาจเกดิ ขึ้นไดอ้ ย่างมาก
3.2 ท่านจะต้องใช้เวลาสังเกตหน่วยของท่านอยู่ช่ัวระยะเวลาหน่ึงก่อน ที่จะทาการเปล่ียนแปลง
นโยบายท่ีสาคัญ ๆ ต่าง ๆ ของหน่วย ซึ่งการกระทาเช่นน้ีจะช่วยประกันได้ดีว่าการปฏิบัติและการส่ังการต่าง
ๆ ของท่านได้กระทาไปโดยอาศัยข้อเท็จจริงต่าง ๆ หรือมีสมมุติฐานที่มีเหตุผล และได้ใช้วิจารณญาณอย่าง
รอบคอบแล้ว แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่สามารถจะวางเป็นกฎไว้ได้ว่า ห้วงระยะเวลาท่ีท่านต้องใช้ในการ
สังเกตการณ์นั้นควรจะมีความยาวนานเพียงไร ความเป็นผู้นาน้ันเป็นเรื่องราวเฉพาะตัวบุคคลที่มีขอบเขตอัน
กว้างใหญ่ไพศาล ความยาวนานของห้วงเวลาที่ใช้สังเกตการณ์ก็ย่อมจะต้องแตกต่างกันออกไปตาม
บุคลิกลักษณะ, ขีดความสามารถ และประสบการณ์ของท่าน, บุคลิกลักษณะของผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน,
ประเภทของหน่วยและสถานการณ์ที่หน่วยกาลังเผชิญอยู่ ในขณะท่ีท่านเข้ารับมอบการบังคับบัญชาน้ันเมื่อมี
สถานการณ์ท้ังมวลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความจาเป็นผู้นาเกิดข้ึน ท่านจะต้องพิจารณาดูง่ามีความจาเป็นที่
จะตอ้ งมกี ารเปลี่ยนแปลงใด ๆ หรือไม่ และถ้ามีความจาเป็นท่านจะเรม่ิ ทาการเปล่ียนแปลงตัง้ แต่เม่ือไร
3.3 ประเมินค่าหนว่ ยในแง่คดิ ของเครื่องชค้ี วามเปน็ ผนู้ า เพราะวา่ ปญั หาความเป็นผู้นาท่ีสาคัญ ๆ น้ัน
ตั้งแต่หน่ึงอย่างขั้นไป การใช้กรรมวิธีในการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสมจะช่วยให้แก้ปัญหาความเป็นผู้นาได้
รวดเร็วข้ึน ให้ทาการประเมินค่าผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน เพ่ือพิจารณาหาจุดเด่นและจุดอ่อนของเขา แล้ว
พยายามใช้วิธีการต่าง ๆ ท้ังมวลเท่าที่สามารถนาไปใช้ได้เพ่ือพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน ให้ทาการ
ประเมินค่าประสิทธิภาพของหน่วยรองท่ีอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของท่านแต่ละหน่วย โดยมีเจตนาท่ีจะ
ยกระดับประสิทธิภาพของหน่วยให้สูงข้ึน
3.4 ชี้แจงให้บุคคลในหน่วยของท่านทราบถึงนโยบายต่าง ๆ ของท่าน และระดับมาตรฐานท่ีท่าน
พึงประสงค์ ทา่ นจะตอ้ งเปน็ ผวู้ างและคงระดับมาตรฐานอันสูงสุดที่หน่วยสามารถจะบรรลุได้ให้ดารงไว้ จะต้อง
กระตุ้นให้หนว่ ยไดบ้ รรลุได้บรรลถุ งึ ซึ่งจดุ หมายขนั้ สดุ ท้าย คอื เป็นหนว่ ยท่มี ีประสิทธภิ าพในการรบ
4. การเลอื กผบู้ ังคบั หน่วยรอง
4.1 ในการพจิ ารณาวา่ บคุ คลหน่ึงจะเป็นผู้นาท่ีมีประสิทธิภาพได้หรือไม่น้ัน ยังไม่มีวิธีการใดกาหนด
ไว้โดยแน่นอน แต่อย่างไรก็ตามผู้บังคับบัญชาที่มีช่ือเสียงซ่ึงมีหน้าท่ีรับผิดชอบ ในการเลือกตัวผู้ท่ีมี
ความสามารถจะเป็นผู้นาได้ ได้เคยใช้วิธีการต่าง ๆ ดังต่อไปน้ี เพื่อให้ตนเองได้ทราบรายละเอียด โดยเฉพาะ
เก่ียวกบั บุคคลที่กาลังพิจารณา คอื
1) การสมั ภาษณ์ การสัมภาษณ์ตัวบุคคลเป็นวิธีการท่ีจะสังเกตคุณลักษณะของความเป็นผู้นาที่
มแี ฝงอยู่ในตัวผู้น้ันได้เป็นอย่างดียิ่ง การสัมภาษณ์น้ีมักจะทาให้ทราบรายละเอียดที่มีประโยชน์ท่ีไม่สามารถจะ
78
ทราบได้จากแหล่งข่าวสารอ่ืน ๆ ได้ ฉะน้ันจึงให้การวางแผนการสัมภาษณ์ และคอยดูคุณสมบัติต่าง ๆ
ดังตอ่ ไปน้ี ในระหวา่ งที่ทาการสัมภาษณ์ คือ
1.1) ลักษณะท่าทางและการวางตัว
1.2) กริ ิยามรรยาท
1.3) การส่อแสดงถึงความจรงิ ใจและความซอื่ สตั ย์
1.4) ความกระตือรือร้นและทัศนคตใิ นการสรา้ งสรรค์
1.5) ความรู้และความสามารถทจ่ี ะแสดงออกซึ่งความคิดเห็นต่าง ๆ
1.6) ทศั นคติทีผ่ ดิ ปกตหิ รือลกั ษณะส่วนบุคคลทผี่ ดิ ปกติไป
2) การสังเกต การสังเกตนี้ถ้าได้มีการปฏิบัติอยู่ในห้วงระยะเวลาหน่ึงแล้ว จะเป็นวิธีการให้
ทราบรายละเอียดต่าง ๆ ท่เี ชื่อถือได้วธิ หี นง่ึ จงสังเกตในเรื่องต่าง ๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี คอื
2.1) การมีทศั นคตใิ นแงด่ แี ละมุ่งในความสาเร็จของกจิ การงานทั้งปวง
2.2) ความปรารถนาที่จะแสวงหาและยอมรับความรบั ผิดชอบ
2.3) ความสามารถในการพิจารณาความลึกซึ้งอันถูกต้องของปัญหา การจะมีความสามารถ
เช่นนี้ได้จาเป็นจะต้องมีวิจารณญาณ, ประสบการณ์ และความสามารถท่ีจะแยกอารมณ์ส่วนตัวออกจาก
ข้อเท็จจรงิ ต่าง ๆ
2.4) ความซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ ต่อผูใ้ ต้บงั คับบญั ชาของตน
2.5) ความสามารถท่ีจะปฏิบัติงานได้อย่างม่ันคง และมีประสิทธิภาพในลักษณะการท่ีไม่
สะทกสะท้านภายใตส้ ถานการณต์ า่ ง ๆ ท่ีเลวรา้ ย ไม่ว่าจะเปน็ ในทต่ี ง้ั ปกตหิ รือในสนามรบก็ตาม
2.6) การไดร้ บั ความเคารพนบั ถือและความร่วมมือจากเพื่อนรว่ มงาน
2.7) การมีมาตรฐานสงู ทั้งในทางส่วนตวั และหน้าทก่ี ารงาน
3) การเสนอแนะ พยายามแสวงหาข้อเสนอแนะต่าง ๆ เก่ียวกับความสามารถของผู้ท่ีสามารถ
จะเป็นผู้นาได้ ในการประเมินค่าข้อเสนอแนะต่าง ๆ เหล่าน้ีควรจะได้พิจารณาถึงสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปน้ีคือ งาน
ต่าง ๆ ที่เขาเคยทามาก่อน, จานวนของความรับผิดชอบ และความสัมพันธ์ท่ีเขามีต่อนายทหารท่ีเป็นผู้ให้
ข้อเสนอแนะน้ัน
4) บนั ทกึ ประวัติต่าง ๆ เม่อื มีบันทึกต่าง ๆ อยู่ กจ็ งใช้บนั ทึกเหล่านั้นเพ่ือให้ทราบถึงรายละเอียด
ท่เี ปน็ ภมู ิหลังของบุคคล
4.2 ในการเลอื กบุคคลเพือ่ ให้เล่ือนตาแหน่ง หรือให้ดารงตาแหน่งที่มีความรับผิดชอบสูงข้ึนไปนั้น มี
ผบู้ งั คับบัญชาหลาย ๆ คนเคยได้รับผลดจี ากการใชก้ ฎเกณฑต์ า่ ง ๆ ต่อไปนเ้ี ปน็ เครื่องพิจารณามาแลว้ คอื
1) ความสามารถในการทางานทเ่ี ขาไดเ้ คยแสดงใหเ้ หน็
2) การเคยได้รับการฝึกและมีประสบการณใ์ นงานนนั้ หรืองานทีม่ ีลักษณะคล้ายคลึงกนั นั้นมาแล้ว
3) ความยาวนานของอายุราชการและความเป็นผอู้ าวุโส
4) ความเป็นผู้มบี คุ ลกิ ลกั ษณะเด่นอยู่ในหมูผ่ ้รู ่วมงาน และผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา
79
5) การศกึ ษาทงั้ ในทางทหารและทางพลเรอื น
4.3 กฎเกณฑ์ข้อเดียวท่ีถือว่ามีความสาคัญมากท่ีสุดในการเลือกบุคคล เพื่อให้เล่ือนตาแหน่งหรือ
ดารงตาแหน่งท่มี คี วามรับผิดชอบสูงขน้ึ ไปนนั้ กค็ อื ความสามารถในการงานทเี่ ขาได้เคยแสดงใหเ้ หน็
5. การพัฒนาผบู้ ังคบั หน่วยรอง
5.1 การพัฒนาความเป็นผู้นาใหก้ บั ผู้บงั คับหน่วยรองน้ัน เป็นภาระท่ีจะต้องกระทาอย่างต่อเนื่องกัน
ไปตลอดเวลาเพราะฉะนน้ั ท่านจะต้องพยายามหาโอกาสทกุ วถิ ีทาง ที่จะทาการสอนผู้บังคับหน่วยรอง ทุกคนให้
ทราบถึงองค์ประกอบของความเป็นผนู้ า และวิธกี ารที่เขาจะนาไปใช้เพ่ือให้เขาเป็นผู้นาที่ดีขึ้นให้จงได้ แต่การท่ี
จะกระทาดังกล่าวน้ีให้บังเกิดผลดีน้ัน ท่านจะต้องรู้จักผู้บังคับหน่วยรองท่านเป็นอย่างดีเสียก่อน ท่านจะต้อง
เรียนรู้ว่าผู้บังคับหน่วยรองของท่านคนใดบ้างต้องให้คอยกากับดูแลอย่างเข้มงวดกวดขันในระหว่างการทางาน
และคนใดบ้างสามารถจะปล่อยให้ปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ได้ตามลาพัง ท่านควรจะส่งเสริมให้ผู้บังคับหน่วยรอง
ของท่านมีใจรักการแข่งขันกันอย่างยุติธรรม แต่อย่างไรก็ตามผู้บังคับหน่วยรองบางคนท่ีเป็นคนใจดาอามหิต,
เห็นแกต่ วั และมนี สิ ยั กา้ วรา้ วระราน จะกอ่ ใหเ้ กิดความแตกร้าวและการแข่งขันในทางท่ีไม่ดีไม่งาม ซ่ึงเป็นการ
ทาลายเขาเองได้ แต่ในทางตรงกันข้ามผู้บังคับหน่วยรองคนอื่น ๆ อาจเกิดความรู้สึกย่อท้อในการทางานใน
หน้าท่ีของตน ทา่ นอาจพบว่ามคี วามจาเป็นจะต้องคอยเหนี่ยวร้ังผู้บังคับหน่วยรองที่มีนิสัยก้าวร้าวระรานเอาไว้
และคอยกระตนุ้ ผบู้ งั คับบัญชาหน่วยรองที่มีความรู้สึกย่อท้อในการทางานให้มีกาลังใจขึ้น ถ้าท่านล่วงรู้ถึงความ
แตกต่างระหว่างผู้บังคับหน่วยรองของท่านแต่ละคนท่านก็สามารถจะใช้วิธีการต่าง ๆ ที่เหมาะสม เพ่ือทาให้ผู้
บงั คบั หน่วยรองของทา่ นมีความเชอื่ ฟัง, ความไวว้ างใจ, ความเคารพนับถอื และความร่วมมืออยา่ งจงรักภกั ดีได้
5.2 วิธีการพัฒนาผบู้ งั คบั หนว่ ยรองท่ีให้ผลดีนนั้ มดี ังตอ่ ไปน้ี คือ
1) สง่ เสริมให้มีการดาเนินการตามแนวทางรบั ราชการ
2) จดั ให้มีการหมนุ เวียนเปลีย่ นหนา้ ที่กันตามห้วงระยะเวลา เพื่อสง่ เสริมให้ผู้ใต้บังคับบญั ชามีพืน้
ความรู้อยา่ งกว้างขวางในงานหลาย ๆ ดา้ น
3) ส่งให้เข้ารบั การศึกษาในโรงเรยี นของหนว่ ยและโรงเรยี นของเหล่า
4) จัดใหม้ กี ารตรวจการฝกึ และการฝึกภาคสนาม
5) สอนวชิ าความเปน็ ผ้นู าและการให้คาแนะนาปรึกษาอยา่ งรอบคอบ
6) มอบอานาจใหแ้ ก่ผ้ใู ตบ้ งั คับบัญชาให้มากทีส่ ดุ ตามความรบั ผิดชอบของเขา
7) ปฏิบัตงิ านให้เป็นไปตามสายการบงั คบั บญั ชา
8) วางมาตรฐานการปฏิบัตงิ านไว้ใหส้ งู
9) ปฏบิ ตั เิ ป็นตัวอย่างแก่ผใู้ ต้บงั คบั บัญชา
5.3 ในระหว่างเวลาท่ีทาการพัฒนาผู้บังคับหน่วยรองน้ี ท่านจะต้องดารงไว้ซ่ึงความสัมพันธ์กับ
ผู้บังคับหน่วยรองของทา่ น ทง้ั ในหนา้ ทกี่ ารงานและในทางสว่ นตวั ท่านจะต้องแจ้งให้ผู้บังคับหน่วยรองของท่าน
ทราบว่าท่านตั้งความมุ่งหวังไว้อย่างไร และเขาจะต้องบรรลุถึงจุดประสงค์ตามท่ีต้ังไว้ถึงระดับไหน, และท่าน
80
จะต้องแนะนาให้เขาทราบถึงวิธีการต่าง ๆ ที่เขาจะสามารถปรับปรุงตัวของเขาเองให้ดีข้ึนได้ ท่านจะต้องให้
เกยี รตแิ ก่ผู้บังคบั หน่วยรองของท่านในเม่ือถงึ เวลาอันสมควร โดยระมดั ระวังไม่ใหม้ กี ารเลอื กที่รักมกั ทชี่ ัง
5.4 ถ้าหากว่าในหน่วยต่าง ๆ จะต้องมีการเปล่ียนตัวผู้บังคับหน่วยพร้อม ๆ กันอย่างรีบด่วนแล้ว
การจัดหาคนทดแทนนับว่าเป็นปัญหาท่ีหนักหน่วงมา เพราะฉะนั้นผู้บังคับบัญชาทุกคนจึงจาเป็นต้องมีการ
วางแผน และฝึกกาลังทดแทนในแต่ละตาแหน่งเอาไว้ให้สามารถมีคนทดแทนกันได้ไม่น้อยกว่าหนึ่งคนเสมอ
การวางแผนให้มีการทดแทนตัวผู้บังคับหน่วยไว้อย่างกว้างขวางนี้ย่อมมีความสาคัญอย่างย่ิงยวดในสถานการณ์
รบ ซง่ึ จาเปน็ จะต้องมกี ารทดแทนกาลังพลอย่างเรง่ ด่วน
5.5 ความสามารถในการเป็นผู้นา ของผู้บังคับหน่วยรองทุกคน จะต้องอยู่ในเกณฑ์สูงสุดเนื่องจาก
แนวความคิดและการใช้กาลังรบของกองทัพ มีการเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงทาให้ผู้บังคับบัญชา
จาเป็นต้องอาศัยความสามารถ และความเฉลียวฉลาด ของผู้บังคับหน่วยรองของตนมากยิ่งข้ึน หน่วย ต่าง ๆ
อาจต้องเข้าปฏิบัติการในลักษณะท่ีต้องกระจายกาลังกันออกไปมาก ๆ และต้องปฏิบัติการเป็นอิสระหรือก่ึง
อสิ ระ การทมี่ อี าวธุ ตา่ ง ๆ ทป่ี รับปรงุ ใหม้ คี ุณภาพดยี งิ่ ขึ้น มียทุ ธวธิ ีใหม่ ๆ และมีเคร่ืองมือติดต่อสื่อสารก้าวหน้า
ขึ้น ย่อมจะทาให้ความเป็นผู้นาในหน่วยทหารต่า ๆ มีความสาคัญมากยิ่งข้ึน ภายใต้สภาพการอานวยให้
ผู้ใต้บังคับบัญชามีโอกาสพบปะกับผู้ใต้บังคับบัญชาน้อยที่สุดน้ัน ความสาเร็จหรือความล้มเหลวในการ
ปฏิบัติการ ย่อมขึ้นอยู่กับการที่ผู้บังคับบัญชาจะได้รับการตอบสนองอย่างดีจากผู้ใต้บังคับบัญชามากน้อย
เพยี งใด เปน็ ประการสาคัญ เพ่อื ขจัดอุปสรรคดงั กล่าวนี้ ผู้บังคับบัญชาทุกระดับจะต้องสานึกถึงคุณค่าในการที่
จะพฒั นาผู้ใตบ้ งั คบั บญั ชาของตน
6. ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งผูบ้ งั คบั บัญชากับผใู้ ต้บังคับบัญชา
6.1 ความสัมพันธ์อย่างเหมาะสม ระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาหมายถึงการมีความ
ไวว้ างใจและความเคารพนบั ถือซึง่ กนั และกันอย่างเต็มที่ โดยปราศจากการสนิทสนมคุ้นเคยกันจนเกินควร การ
สนิทสนมคุ้นเคยกันจนเกินควรนั้น ย่อมจะก่อให้เกิดการปล่อยปละละเลยและมีแนวโน้มท่ีจะทาให้
ผู้ใต้บังคับบัญชาหย่อนยานต่อการปฏิบัติตามคาส่ัง ของผู้บังคับบัญชาในฐานะท่ีท่านเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ถ้า
ท่านแสดงให้เห็นว่าท่านมีความเคารพนับถือและเชื่อฟังในตัวผู้บังคับบัญชาของท่านอย่างเต็มที่แล้ว จะทาให้
ผู้ใต้บงั คับบญั ชาของท่านมีปฏกิ ิรยิ าต่อท่านในลักษณะการเช่นเดยี วกนั น้นั
6.2 ความมีอานาจชักจูงใจประจาตัวของท่าน ย่อมเป็นเคร่ืองมือที่สาคัญย่ิงในการเสริมสร้าง
ความสัมพันธ์อันสนิทสนมกลมเกลียวกันเป็นอย่างดี ในระหว่างผู้นาต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ
ท่าน จงพิจารณาผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละคนตามลักษณะการทางานตามหน้าท่ีรับผิดชอบของเขา โดยไม่แฝงไว้
ด้วยความมีอคติในใจเป็นทางสว่ นตวั เปน็ อันขาด
7. การใหค้ าแนะนาปรึกษาในเร่อื งปญั หาสว่ นตวั
7.1 การให้คาแนะนาปรึกษา คือการพูดถึงปัญหาอย่างใดอย่างหน่ึง กับบุคคลบางคนการให้
คาแนะนาปรึกษาน้เี ปน็ เรอ่ื งราวของการใหค้ วามกระจา่ งแจ้งเก่ียวกับปัญหานั้น ๆ ให้การให้คาแนะนาปรึกษาที่
ดีท่ีสุดน้นั ก็คอื การสนับสนุนใหบ้ ุคคลไดพ้ บข้อแกป้ ัญหาของเขาด้วยตัวของเขาเองท่านจะกระทาตัวดังกล่าวนี้
81
เป็นผลสาเร็จได้ โดยการแสดงตนว่ามีความสนใจในปัญหานั้น และส่งเสริมให้ผู้ใต้บังคับบัญชาพูดได้อย่างเสรี
ต่อจากนั้นท่านจึงชักนาให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ใช้ความคิดของตนมุ่งเข้าไปสู่ข้อแก้ปัญหาของเขาอย่างมีเหตุผล
โดยทา่ นเปน็ ผู้คอยใหแ้ นวความคดิ และขอ้ คดิ เห็นตา่ ง ๆ ตามสมควร การให้คาแนะนาปรึกษาเช่นน้ีจะช่วยทาให้
ผู้ใต้บังคับบัญชารู้จักใช้ความริเร่ิมของตน เพ่ือช่วยตนเองให้ตัวเองสามารถช่วยตัวเองได้ โดยไม่ต้องพ่ึงพา
อาศยั บุคคลอนื่
7.2 ขอบเขตของปญั หาที่ส่วนตัวต่าง ๆ ท่เี กิดขึ้นภายในหนว่ ยหนึง่ นน้ั ยอ่ มจะมีอยู่อย่างมากมายและ
มีความแตกต่างกันออกไป ปัญหาต่าง ๆ ท่ีผู้ใต้บังคับบัญชาอาจมาขอคาแนะนาปรึกษาจากท่าน มักจะเป็น
ปัญหาท่ีเกี่ยวข้องกับข้อข้องใจต่าง ๆ ในเร่ืองการเลื่อนยศและเลือนตาแน่ง, การมอบหมายงาน, การถูกบุคคล
อื่น ๆ จงเกลียดจงชัง, ปญั หาการเงินความยุ่งยากทางครอบครัว และปัญหาอ่ืน ๆ อีกเป็นจานวนมากที่เกี่ยวข้อง
กับความเปน็ อยขู่ องบคุ คล จึงมคี วามจาเปน็ ทท่ี า่ นจะตอ้ งชว่ ยแกป้ ัญหาใหก้ ับผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านแต่ละคน
จนกว่าจิตใจของเขา จะหายจากความวติ กกังวลใด ๆ เพือ่ ให้เขาสามารถปฏบิ ตั ิงานไดอ้ ย่างเตม็ ที่
7.3 ในการจะช่วยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านบรรลุถึงข้อแก้ปัญหาต่าง ๆ ของเขานั้นท่านจะต้องมี
ความเข้าใจ เรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์เป็นอย่างดี โดยพิจารณาถึงพฤติกรรมท้ังปวงท่ีเป็นต้นเหตุ ท่าน
จะต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ มิใช่พิจารณาแก้ไขกันตรงอาการท่ีผู้ใต้บังคับบัญชาแสดงออกมาให้เห็น ท่านจะต้อง
พยายามทาความเข้าใจอยู่เสมอว่า ทาไมผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านคิดและปฏิบัติไปเช่นอย่างน้ันเสียก่อน แล้ว
ท่านจึงแนะนาทางปฏิบตั ใิ ห้
7.4 เมื่อมีความริเร่ิมใช้โครงการ ให้คาแนะนาปรึกษาในโครงการน้ี จะต้องรวมถึงเร่ืองต่าง ๆ
ดงั ตอ่ ไปนี้ คอื
1) ผนู้ าทุกคนภายในหน่วย จะตอ้ งเรยี นร้ถู งึ การทางานตามหน้าท่ีความจาเป็นในการใช้ และ
ประโยชนท์ ี่จะได้รบั จากโครงการใหค้ าแนะนาปรึกษา
2) ผูน้ าทุกคน จะต้องพร้อมอยู่เสมอที่จะเปน็ ผใู้ ห้แนวทาง และความช่วยเหลอื
3) ควรจะสอนให้ทหารขอความชว่ ยเหลอื จากผบู้ งั คับบญั ชาโดยตรงของตน และไม่ขอความ
ชว่ ยเหลอื ข้ามสายการบงั คับบัญชา แต่ถา้ เห็นว่าเป็นเร่ืองพิเศษและเร่งด่วนก็ยกเวน้ ให้ไม่ต้องปฏบิ ตั ติ าม
นโยบายดงั กลา่ วกไ็ ด้ ตามโอกาสอนั สมควร
7.5 ในหัวข้อต่อไปน้เี ปน็ หวั ข้อพจิ ารณาต่าง ๆ ท่ีใช้ได้ผลมาแล้ว ในการให้คาแนะนาปรึกษา คือ
1) จะต้องกระทาด้วยความจรงิ ใจ, มคี วามเขา้ ใจ, และกระทาดว้ ยความรสู้ ึกนกึ คดิ ท่ยี ุติธรรม
2) ในการถกแถลงของทา่ นนั้น ต้องใช้ถ้อยคาและวาจาท่ีสามารถฟงั เข้าใจไดโ้ ดยง่าย
3) อยา่ พดู เชิงดูถูกเหยยี ดหยามผใู้ ตบ้ งั คับบญั ชาของท่าน
4) เร่อื งราวต่าง ๆ ทปี่ รึกษาหารือในระหวา่ ง การใหค้ าแนะนาปรึกษาควรจะถือเป็นความลบั
5) ให้พยายามให้ความช่วยเหลอื เท่าท่ีมีอยู่อยา่ งเตม็ ที่ จากฝาุ ยอานวยการ, หน่วยสวัสดิการ และ
กองบังคับการหน่วยเหนอื ท่านจะตอ้ งทราบวา่ ควรจะกระทาการตดิ ต่อกบั สายงานใดและถา้ สามารถทาได้ท่าน
ควรจะได้ทราบแม้กระท่ังชอ่ื ของบุคคลทที่ ่านจะอ้างถงึ เมื่อทา่ นแนะนาใหท้ หารไปติดต่อกับสายงานหรือ
82
หนว่ ยงานท่ีเกีย่ วข้องโดยตรง ท่านจะต้องทาใหท้ หารเกดิ ความมั่นใจเป็นอยา่ งดวี า่ ท่านสามารถจะช่วยเขาได้
และมีความหว่ งใย ในสวัสดิภาพของทหารอยเู่ สมอ ถึงแม้ว่าท่านจะได้แนะนาใหท้ หารไปหาสายงานท่เี กย่ี วข้อง
แล้วก็ตาม ทา่ นก็ควรจะมคี วามสนในในปัญหาของเขาเหล่านน้ั ตอ่ ไปอกี สายงานหรือหนว่ ยงานตา่ ง ๆ เหลา่ น้ี
อาจได้แก่ อนุศาสนาจารย,์ หน่วยเสนารกั ษ์ของกองทัพบก, สภากาสภากาชาดไทย, นายทหารพระธรรมนูญ
สมาคมบรรเทาทุกขข์ องกองทัพบก, นายทหารในกรมจเรทหารบก, นายทหารกาลังพล, นายทหารการข่าว,
นายทหารบารงุ ความรู้ และนายทหารฝุายการเงนิ
6) เม่ือทา่ นจะให้คาแนะนาปรกึ ษาแก่ทหารท่ีมปี ัญหา ท่จี ะตอ้ งแก้อย่างลกึ ซึง้ ท่านจะต้องใช้
ความระมัดระวงั เป็นพิเศษ ในกรณพี ิเศษเช่นนถ้ี ้าผูน้ าทเ่ี ป็นผใู้ หค้ าแนะนาปรกึ ษานน้ั เปน็ ผูน้ าท่ีขาดความสันทัด
จดั เจนในกรณนี ้นั ๆ แล้ว กอ็ าจจะทาใหท้ หารได้รับผลเสยี หายมากกว่าจะเป็นผลดี ฉะนนั้ เม่อื ท่านเผชิญกบั
กรณีดังกล่าวแล้ว ท่านควรจะได้แนะนาให้ทหารต่าง ๆ เหล่าน้นั ไปหาหนว่ ยให้คาแนะนาปรึกษาเกย่ี วกับ
สขุ ภาพทางจิตโดยเฉพาะ หรือหน่วยรักษาโรคจติ อ่ืน ๆ ท่ีมีอยู่ ท้ังน้ีเพ่ือสวสั ดิภาพของตวั ทหารเองและเพื่อ
ความดีของหนว่ ยทหารด้วย
7) จงหลกี เล่ยี งการตัดสินใจแทนตวั ทหาร แต่ให้พยายามถกแถลงในลักษณะการที่จะชักนาให้
ทหารทม่ี าขอรับคาแนะนาปรึกษานั้น คดิ หาข้อแก้ปญั หาของเขาได้ดว้ ยตนเองเขาเอง
8. การต้อนรบั และการจดั เขา้ ประจาหน่วย
8.1 ทหารใหม่มักจะมีความรู้สึกว่า ตนเองถูกแยกตัวออกมาจากเพ่ือนฝูง และครอบครัวของเขา
เพราะฉะนั้นจึงจาเป็นต้องพัฒนาให้ทหารใหม่มีความรู้สึกว่าตัวเขาเป็นส่วนหน่ึงของหน่วยในชีวิตทหารนั้น
ทหารใหม่จะพบว่าเขามคี วามเปน็ ตวั ของตัวเอง และมีเสรีภาพในการเลือกน้อยกว่าในชีวิต พลเรือนมาก เขาจะ
รูส้ กึ วา่ ตวั เองไมม่ ีความสาคัญ และมักหมดความรู้สึกในเร่ืองความแตกต่างจากคนอ่ืน ๆ ท่านสามารถจะช่วยให้
เขาปรับชีวิตความเป็นอยู่ได้ไม่ยากนัก โดยอธิบายให้เขาทราบถึงเหตุผลท่ีต้องเข้ามารับราชการทหาร ต้ังแต่ใน
ระยะสองสามวันแรกที่เข้ามาประจาอยู่ในกรมกอง ท่านจะต้องอธิบายให้ทหารทราบถึงกรรมวิธีของการฝึก ซ่ึง
การนั้นไม่สามารถที่จะทาให้ทหารมีความเป็นอยู่เหมือนกับในขณะที่มีชีวิตพลเรือนได้ และอธิบายให้เขาทราบ
ว่าทาไมกองทัพบกจึงไม่สามารถจะจัดให้เขาได้รับความสะดวกสบายเหมือนกับเขาอยู่บ้าน และมีชีวิตเป็นพล
เรอื นได้
8.2 แตใ่ นทางตรงกันข้ามทหารใหม่บางคนอาจพบว่า ในชีวิตทหารนั้นตนมีเสรีภาพส่วนตัวมากกว่า
เม่ือชีวิตพลเรือนก็ได้ เพราะเมื่อแต่ก่อนมาเป็นทหารน้ันตนเองเคยถูกบิดามารดา, ครูอาจารย์, พระผู้สอน
ศาสนา และหมู่คณะของตนบังคับให้อยู่ในข้อจากัดต่าง ๆ มากกว่าที่มาเป็นทหารเสียอีก การที่เขาได้เหินห่าง
ขอ้ จากัดตา่ ง ๆ ทเ่ี คยมีมาอย่างทันทีทันใดเช่นน้ีอาจจะทาให้เขาประพฤติปฏิบัติไปโดยไม่มีการไตร่ตรองและไม่
ยับย้ังชั่งใจก่อนได้ การแก้ปัญหาสาหรับทหารประเภทนี้สามารถกระทาได้โดยให้คาแนะนาเป็นส่วนตัว และ
กาหนดขอ้ จากัดตา่ ง ๆ ข้ึนตามความจาเปน็
8.3 ประการท่ีสาคัญท่ีสุดก็คือ ท่านจะต้องมีความต้ังใจเป็นพิเศษจริง ๆ ท่ีจะทาการปรับปรุงทหาร
ใหม่ของท่าน โดยเฉพาะอย่างย่งิ ในระยะเวลาสองสามเดือนแรกท่ีเขามาประจาอยู่ในกรมกอง ทหารใหม่ควรจะ
83
ไดร้ บั การตอ้ นรับเข้าหน่วยอย่างเหมาะสม เพอ่ื ใหเ้ ขาได้มีการปรับปรุงตัวเองเสียแต่ในเร่ิมแรก และมีการพัฒนา
ตัวเองให้เป็นทหารท่ีมีประสิทธิภาพอย่างรวดเร็ว ทหารใหม่จาเป็นจะต้องได้รับการปฐมนิเทศ เพื่อให้เขาเกิด
ความคุ้นเคยกับหน่วยและข้อกาหนดต่าง ๆ เกี่ยวกับรายงานใหม่ของเขาโดยไม่ต้องนึกว่าเขาจะมีภูมิหลัง,
ประสบการณ์, และมีความชานิชานาญในการงานใดมา และในขณะเดียวกันทหารใหม่ก็ย่อมจะได้รับการ
ต้อนรับอย่างอบอุ่น และจริงใจโดยไม่คานึงว่าการจัดการต้อนรับนั้น จะเป็นไปอย่างใหญ่โตหรือหรูหราหรือไม่
ทงั้ นี้เพือ่ ใหท้ หารมีความรูส้ กึ ว่าตนเองเป็นบุคคลในสังกัดของหน่วย และจะมีใจเป็นน้าหน่ึงใจเดียวกันกับหน่วย
นัน้ ในทันที
8.4 จะต้องแยกประเภททหารใหม่และบรรจุให้กับหน่วยต่าง ๆ การบรรจุเข้าประจาหน่วยจะต้อง
ดาเนินการในแนวทางที่สนองความต้องการของกาลังส่วนต่าง ๆ ของหน่วย เป็นประการสาคัญ ท่านจะต้อง
มั่นใจได้ว่าได้บรรจุทหารใหม่แต่ละคนไว้ในตาแหน่ง ซึ่งคาดว่าเขาจะสามารถปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดีท่ีสุด
ปัญหาต่าง ๆ เก่ียวกับขวัญมักจะเกิดขึ้นภายหลังจากการที่ท่านได้บรรจุโดยพิจารณาอย่างรอบคอบ เกี่ยวกับ
ความต้องการของหน่วย, ขีดความสามารถของทหารและความประสงค์ของทหาร ท่านสามารถจะขจัดปัญหา
ตา่ ง ๆ เหล่าน้ีไดโ้ ดย
1) ในการบรรจุกาลังเป็นบุคคลภายในหน่วยน้ัน ท่านจะต้องพยายามนาประสบการณ์และ
ความรขู้ องนายทหารชน้ั ประทวน ทเี่ ก่ียวข้องกบั ทหารเหลา่ น้ันมาใชใ้ ห้เกิดประโยชน์
2) เน้นหนักให้ทหารแต่ละคนทราบว่า งานของตนมีความสาคัญต่อภารกิจของส่วนรวม การท่ี
ทหารแต่ละคนจะมองเห็นถึงความสาคัญของงานของตนน้ัน มักจะข้ึนอยู่กับความเอาใจใส่และความสนใจที่
ผนู้ ามตี ่องานนัน้ โดยตรง
3) ในระหว่างการปฐมนิเทศและตลอดเวลาการฝึก ท่านจะต้องพยายามย้าถึงความสัมพันธ์ของ
แต่ละบคุ คล ที่มีตอ่ ความสาเรจ็ ผลของหน่วยเปน็ ส่วนรวมอยู่เสมอ
8.5 กาหนดการต้อนรับที่ดีน้ัน จะต้องเป็นการแสดงให้เกิดความคิดท่ีเล็งถึงความสะดวกสบายและ
สวัสดภิ าพของทหาร ซึ่งการน้จี ะช่วยเรง่ เร้าใหท้ หารมีการปรับปรุงตัวเองข้ันต้นได้รวดเร็วข้ึน และเสริมสร้างให้
ทหารเกิดความนิยมชมชอบในตัวผู้นาและกองทัพบกของตน การที่จะกระทาให้การต้อนรับเกิดผลได้ดี ท่าน
จะตอ้ ง
1) จัดให้มีพิธีต้อนรับโดยเร็ว หลีกเล่ียงความล่าช้าโดยไม่จาเป็นและการรอคอยในห้วง
ระยะเวลาอนั ยาวนาน ในระหวา่ งการดาเนนิ กรรมวิธี
2) จะต้องแสดงให้ทหารรับทราบข่าวสารต่าง ๆ โดยจัดเตรียมการแจ้งข่าวสารเอาไว้ก่อน เพื่อ
ช้ีแจงใหท้ หารทกุ คนทราบในทนั ทที บ่ี รรจเุ ข้าประจายงั หน่วยตา่ ง ๆ
3) ยอมให้มีห้วยระยะสั้น ๆ สาหรับทาการปรับปรุงกาลัง เพื่อการโยกย้ายสับเปลี่ยนระหว่าง
หนว่ ยตา่ ง ๆ หลังจากพ้นห้วงระยะเวลานไี้ ปแลว้ ใหม้ กี ารโยกยา้ ยแต่นอ้ ยทสี่ ุด
84
4) ถ้ามีทหารเข้าประจาหน่วย ภายหลังจากท่ีได้เร่ิมต้นทาการฝึกตามตารางกาหนดการฝึกที่
กาหนดไวไ้ ปแลว้ จะต้องจดั ทาตารางกาหนดการฝึกเรง่ รัดขึ้นใหม่ เพื่อใช้ฝึกเฉพาะทหารที่เข้ามาประจาหน่วยที
หลงั เฉพาะเร่อื งทยี่ งั ตามไมท่ นั โดยใชห้ ้วงเวลาส้ัน ๆ จนกว่าจะร่วมรบั การฝกึ กับพวกแรกในตอ่ ไปได้
5) พยายามชว่ ยเหลอื ใหท้ หารแต่ละคน ได้บรรลถุ ึงความตอ้ งการพนื้ ฐานของมนุษย์
85
บทท่ี 8
เอกสารเพิ่มเติมประกอบการบรรยายวิชา ผู้นาทางทหาร
1. การพฒั นาทรพั ยากรมนุษยร์ ะดบั ผู้นา
ผู้นา เป็นทรัพยากรพ้ืนฐานที่สาคัญท่ีสุด แต่จะสร้างขึ้นนั้น ได้ยากเช่นเดียวกัน เพราะมนุษย์ทุกคน
ไม่สามารถที่จะเป็นผู้นาได้ท้ังหมด ผู้นาจะต้องเป็นผู้ท่ีมีคุณสมบัติพิเศษ มีพฤติกรรมเฉพาะตัว และเหมาะสม
กับสถานการณ์ท่ีตนจะไปนาน้ันด้วย แต่อย่างไรก็ตามบุคลิกภาพของความเป็นผู้นา เป็นส่ิงท่ีเกิดข้ึนมาจากการ
เรยี นรู้ และประสบการณเ์ ปน็ สว่ นใหญ่
การท่ีองค์การและหน่วยงานาหลายแหง่ มผี ู้นาท่ีไม่มีประสิทธิภาพแล้ว จะเห็นผลของความล้มเหลว
ในการทางานอย่างชัดเจน ผู้นาท่ีขาดความรู้ความสามารถ จะทาให้หน่วยประสบกับความล้มเหลวในการ
ปฏิบัตงิ าน ฉะนั้น ผู้นาจึงถือไดว้ ่าเป็นสงิ่ สาคัญเบอ้ื งตน้ ขององคก์ ารตา่ ง ๆ
2. แนวความคิดเก่ยี วกับผนู้ า
ผู้นา คือ บุคคลท่ีมีฐานนะตาแหน่งพิเศษเหนือกว่าสมาชิกคนอ่ืนในกลุ่ม ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีอานาจมี
อิทธิพล หรือมีความรู้ความสามารถพิเศษอื่น ๆ ที่ทาให้บุคคลยกย่อง นับถือ ศรัทธา และสามารถจูงใจคนให้
คล้อยตามตนได้ ผู้ที่จะเป็นผู้นาได้ จึงต้องเป็นบุคคลที่มีภาวะผู้นาอยู่ในตน กล่าวคือ มีอิทธิพลเหนือท่าท่ีและ
พฤติกรรมของผู้อื่น หากว่าในองค์กรใดท่ีความต้องการบุคคลในองค์การสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และความ
ต้องการขององค์การ ผนู้ าก็จะสามารถทจ่ี ะแสดงบทบาทเปน็ ไปในแนวทางเดียวกันได้อย่างเต็มท่ี แต่ในองค์การ
ที่สมาชิกมีความต้องการท่ีสวนทางกับจุดมุ่งหมายขององค์การ ผู้นาก็มีความลาบากในการบริหารงาน ผู้นาจึง
จาเป็นที่จะต้องเลอื กแสดงพฤตกิ รรม เพอื่ สนองตอบองค์การหรอื สมาชิกทางใดทางหนึ่ง
3. ประเภทของผ้นู า
ผู้นาในแต่ละกลุ่ม แต่ละองค์การ จะมีความแตกต่างกัน ตามลักษณะธรรมชาติขององค์การผู้นา จึง
แบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ตามความเหมาะสมขององค์การแต่ละชนิด นอกจากนี้ยังมีการแบ่งชนิดของผู้นาไป
ตามพฤติกรรมของผนู้ าแต่ละประเภทดว้ ย
3.1 ผู้นาทม่ี ลี กั ษณะเด่น (THE GREAT MAN THEORY)
1) ทฤษฎี THE GREAT MAN THEORY มคี วามเช่อื ว่า ผ้นู าจะตอ้ งมคี ณุ ลกั ษณะพเิ ศษท่เี หนือ
ผู้อน่ื ในด้านตา่ ง ๆ ดังนี้คือ
1.1) ด้านร่างกาย ควรจะตอ้ งเป็นผู้ที่มีรูปร่างสูงใหญ่ สมส่วน มีความแข็งแรง และทนทาน มี
ชวี ติ ชวี า เปน็ ทด่ี งึ ดูดความสนใจ
1.2) ด้านบุคลิกภาพ มีความคิดริเริ่ม อยากรู้อยากเห็น เช่ือม่ันในตนเอง มีความมั่นคง มี
ความคิดสรา้ งสรรค์ และสามารถปรับตวั ได้ดี
1.3) ด้านสังคม จะต้องมีความเมตตา ไว้วางใจผู้อ่ืน มีมนุษย์สัมพันธ์ และยอมรับฟังความ
คิดเห็นของผูอ้ นื่
86
1.4) ด้านความสามารถส่วนตัว จะต้องเป็นผู้มีสติปัญญาดี มีความเฉลียวฉลาด ตัดสินใจได้ดี
มคี วามรับผิดชอบ มีความสามารถในการทางาน และมที กั ษะในการพูด
2) นอกจากทฤษฎีน้ีแล้ว ได้มีผู้กาหนดลักษณะสาคัญของผู้ท่ีจะเป็นผู้นาได้คือ KEITH DAVIS ได้
เสนอคุณลักษณะของผู้นาทม่ี ีประสิทธิภาพไว้ว่า ผนู้ าจะต้องมลี ักษณะดงั นีค้ อื .-
2.1) มคี วามฉลาด สามารถทีจ่ ะจูงใจผใู้ ต้บงั คบั บัญชา และมีความรูป้ ระสบการณ์เหนือผ้อู น่ื
2.2) มีวุฒิภาวะทางสังคม เป็นผู้ที่มีความม่ันคงในอารมณ์ มีความเช่ือม่ันในตนเองและ
ยอมรบั ฟังความคดิ เหน็ ของผอู้ น่ื โดยตดั สนิ ใจอยา่ งมเี หตผุ ล
2.3) มีแรงจูงใจใฝุสัมฤทธิ์สูง หมายถึง มีความมุ่งมั่น และเพียรพยายามกระทาการใด ๆ ให้
สาเรจ็ ตามความม่งุ หมาย ไม่ยอ่ ทอ้ แมจ้ ะมอี ปุ สรรคนานัปการ
2.4) มีมนุษย์สัมพันธ์ดี มีความเป็นกันเอง มีทักษะในการติดต่อส่ือสารมีสัมพันธภาพกับ
ผใู้ ตบ้ ังคบั บญั ชาทดี่ ี เป็นผทู้ ก่ี ่อให้เกิดบรรยากาศท่ีดีข้นึ ในกลุ่ม
3.2 ประเภทของผนู้ า 5 ประเภท
ผูน้ า แบง่ ออกเป็นประเภทต่าง ๆ ตามเกณฑก์ ารแบง่ โดยสามารถสรุปตามตารางได้ ดังนค้ี อื .-
เกณฑ์ทใ่ี ชแ้ บ่งประเภทผนู้ า ประเภทของผู้นา
1) ประเภทของผ้นู าตามลกั ษณะการใช้อานาจ 1.1) ผู้นาแบบอัตตาธิปไตย
1.2) ผู้นาแบบประชาธิปไตย
1.3) ผนู้ าแบบเสรนี ิยม
2) ประเภทของผู้นาตามการไดม้ าซงึ่ อานาจ 2.1) ผนู้ าแบบใชพ้ ระเดช
2.2) ผนู้ าแบบใชพ้ ระคุณ
2.3) ผนู้ าแบบสญั ลกั ษณ์
3) ประเภทของผู้นาบางตามหน้าท่แี ละความรับผดิ ชอบ 3.1) ผนู้ าระดับสงู
3.2) ผู้นาระดบั กลาง
3.3) ผู้นาระดับต้น
4) ประเภทของผูน้ าแบง่ ตามลักษณะและวธิ ีการทางาน 4.1) ผู้นาแบบเจ้าระเบียบ
4.2) ผนู้ าแบบบงการ
4.3) ผนู้ าแบบจงู ใจ
5) ประเภทของผนู้ าแบ่งตจามจุดมุ่งหมายของผนู้ า 5.1) ผู้นาทีม่ ุง่ งาน
5.2) ผนู้ าทม่ี งุ่ ความสมั พันธ์
รูปที่ 8 – 1 ประเภทของผ้นู า
3.3 ผ้นู าตามสถานการณ์
ผนู้ าในลักษณะนี้ อาจจะเปน็ ผทู้ ี่มหี รอื ไมม่ บี ุคลิกลักษณะของการเป็นผู้นา ตามที่ได้กล่าวมาแล้วก็
ได้ แต่เป็นผู้นาที่เกิดขึ้น เน่ืองจากสถานการณ์เฉพาะ ขณะใดขณะหน่ึง ผู้นาตามสถานการณ์นี้ จะสวมบทบาท
87
ของผู้นา ในขณะทส่ี ถานการณเ์ หล่านั้นกาลังดาเนินอยู่ และแสดงพฤติกรรมของผู้นา เพื่อให้เหมาะสมกับฐานะ
และตาแหน่งในขณะนนั้ และจะส้นิ สุดความเปน็ ผนู้ าเมื่อสถานการณเ์ หลา่ นน้ั ไดย้ ุติลง
เกี่ยวกบั ผู้ตามสถานการณน์ ี้ WILLIAM J.REDDINเห็นว่าผู้นาสว่ นใหญ่จะเกดิ ข้นึ จากสถานการณ์ และ
สภาพการณ์ ขององค์การในช่วงระยะเวลาหน่ึง ซ่ึงใช้ช่วงเวลาเหล่านัน้ จาเป็นที่จะต้องใชผ้ ู้นาในลักษณะเช่นนั้น
เท่าน้นั การบริหารงาน จึงจะมีประสิทธิภาพ ดงั นนั้ ประสทิ ธิภาพของงานจึงข้ึนอยู่กบั ลักษณะและทิศทางของ
งาน และลักษณะและทิศทางแห่งความสมั พนั ธ์ระหว่างบคุ คลในองคก์ าร
4. บทบาทและหนา้ ท่ขี องผนู้ า
ผูน้ า ไม่ใชเ่ ป็นเพียงหัวหน้ากลุ่มธรรมดา ๆ แต่เป็นผู้ที่สามารถชักจูงและโน้มน้าวให้บุคคลอื่นปฏิบัติ
ตามตน เพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายที่ได้วางไว้ให้ได้ แต่หัวหน้าอาจเป็นเพียงผู้ท่ีได้รับการแต่งต้ัง ซึ่งอาจจะสามารถ
แสดงบทบาทของผู้นาได้หรือไม่ได้ก็ได้ บางรายอาจจะเป็นเพียงหุ่นเชิดท่ีไม่ได้แสดงบทบาทของผู้นาเลย โดยมี
ผู้นาแฝงเชิดอยูเ่ บ้ืองหลงั
ผู้นาและบทบาทหน้าที่ของผู้นาในท่ีนี้ จึงจะกล่าวถึงผู้นาท่ีเป็นผู้นาจริง ๆ ซ่ึงอาจจะได้เป็นหรือไม่ได้
เป็นหวั หน้ากลุ่มกไ็ ด้ ผ้นู าจงึ ตอ้ งมีบทบาทและหนา้ ทเี่ ฉพาะท่ีแตกต่างไปจากสมาชกิ คนอ่ืน ๆ ของกลมุ่ ดงั นี้คอื
4.1 บทบาททีเ่ ก่ียวข้องกบั งาน
ในการทางานและการบรหิ ารงาน ผู้นาควรจะมหี นา้ ทแ่ี ละบทบาทต่าง ๆ ดงั ตอ่ ไปนี้
เพื่อท่ีจะไดบ้ ริหารงานได้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ คอื
1) เป็นผู้วางแผนและนโยบาย
2) เป็นผู้ตัดสินใจ
3) เปน็ ผู้วางกฎ
4) เป็นผรู้ เิ ร่ิมงาน
5) เปน็ ผู้ให้ความคดิ เหน็ และใหค้ าแนะนา
6) เปน็ ผู้ประเมนิ ผลและติดตามผลงาน
4.2 บทบาททเ่ี ก่ียวข้องกบั ผูร้ ว่ มงานและผใู้ ตบ้ ังคับบญั ชา
นอกเหนอื จากหนา้ ที่การงานแล้ว ผ้นู าควรจะต้องมบี ทบาทท่เี กยี่ วข้องกับบคุ คล
โดยเฉพาะผ้ใู ต้บังคับบญั ชา คือ
1) เป็นผูใ้ ห้ความช่วยเหลือ
2) เป็นผู้ให้การสง่ เสริม สนบั สนนุ และให้กาลังใจ
3) เป็นผปู้ ระสานสัมพนั ธแ์ ละประนีประนอม
4) เป็นแพะรับบาปแทนลูกน้อง
5) เปน็ ผู้ควบคุมความสมั พนั ธร์ ะหว่างบคุ คลในกลุ่ม
6) เปน็ ผูไ้ กล่เกล่ียข้อพิพาท
7) เป็นผูใ้ ห้รางวัลและลงโทษ
88
4.3 บทบาททีเ่ กีย่ วข้องกับองคก์ าร
1) เปน็ ผู้กล่นั กรองงานและเร่งดว่ น
2) เป็นสญั ลักษณ์และเป็นตวั แทนกลมุ่
3) เป็นบุคคลตัวอย่าง
4) เป็นผเู้ ชยี่ วชาญ
ผู้ที่มีความสามารถท่ีจะแสดงบทบาทในหน้าที่ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ถือว่า มีความสามารถท่ีจะ
เป็นผ้นู าของกลุม่ ได้
สรุป : ผู้นาถอื ว่าเปน็ หัวใจสาคัญของการดาเนนิ งาน แม้วา่ ผู้นาในแตล่ ะกล่มุ แต่ละสถานการณ์
อาจจะใช้อานาจและแสดงพฤติกรรมแตกต่างกนั ไปก็ตาม แต่หน้าที่ และบทบาทของผู้นาในแตล่ ะประเภทจะ
คล้ายคลงึ กนั โดยเฉพาะในพฤตกิ รรมท่ีเก่ยี วข้องกับอานาจ การวนิ ิจฉัย สงั่ การ และการควบคมุ งาน ซ่ึงถือวา่
เป็นพฤติกรรมท่ีควรให้ความสนใจศึกษา เพราะเปน็ หน้าท่ีทผี่ ้นู าทุกคนจะต้องปฏิบัติ นอกเหนอื ไปจากหน้าที่อ่ืน ๆ
เป็นตน้ ว่า การวางแผน การเป็นผู้ประสานงาน หรือการให้รางวัลและการลงโทษพฤติกรรมของผู้นาทเี่ กยี่ วข้อง
กบั หน้าทีส่ าคัญ 3 ประการ ท่ียกมา กล่าวน้ี จะสง่ ผลต่อพฤติกรรมของลูกน้อง และพฤติกรรมขององคก์ ารดว้ ย
5. ขอบเขตของพฤติกรรมศาสตร์
วทิ ยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
วทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ
ศลิ ปะและ มนษุ ยศ์ าสตร์ ปรชั ญา
วิทยาศาสตร์ สงั คมศาสตร์ ภาษาศาสตร์
ศลิ ปะและวรรณคดี
เศรษฐศาสตร์
ประวตั ศิ าสตร์
มนษุ ยว์ ิทยา
สงั คมวทิ ยา พฤตกิ รรมศาสตร์ การพฒั นาองคก์ าร
จติ วทิ ยา
รฐั ศาสตร์
สงั คมศาสตรส์ าขาอ่ืน ๆ
89
จากแผนภมู ิ ศาสตรท์ ีเ่ ปน็ พ้ืนฐานสาคญั ต่อการศึกษาพฤติกรรมศาสตร์ มี 3 สาขาใหญ่ ๆ คอื
5.1 จติ วิทยา (psychologv) เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งโดยตัวของมันเอง ท่ีมุ่งศึกษาเร่ืองพฤติกรรมของ
มนุษยใ์ นสถานการณ์ตา่ ง ๆ อยา่ งเป็นระบบ โดยใช้วิธีการทดลองตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสังเกต
การศึกษาด้วยวิธีอ่ืน ๆ อย่างมีหลักเกณฑ์แน่นอน และรวบรวมความรู้ที่ได้จากการศึกษาเข้าเป็นทฤษฎี มี
กฎเกณฑ์ และหลักการ เพ่ือใช้อธิบายสาเหตุของการเกิดพฤติกรรม พยากรณ์และควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ให้
เป็นไปในทิศทางท่ีพึงปรารถนาได้ พฤติกรรม หมายถึง การกระทาของร่างกายหรืออินทรีย์ ทั้งท่ีกระทาโดย
รสู้ กึ ตัวและไม่รู้สกึ ตวั พฤติกรรมที่เกิดข้ึนนอ้ี าจรดู้ ว้ ยการสังเกต หรืออาจใช้เคร่ืองมือมาช่วยในการสังเกตด้วยก็
ได้ พฤตกิ รรมภายนอก (overt behavior) และพฤติกรรมภายใน (covert behavior) ต่างมีสัมพันธ์กันเพราะ
พฤตกิ รรมภายในมักเป็นตัวกาหนดการกระทาหรือพฤติกรรมภายนอก เช่น มนุษย์มีธรรมชาติท่ีจะแสดงอากัป
กริยาออกมาตามความรู้สึกนึกคิดภายในใจ ดังน้ัน การท่ีจะศึกษาให้เข้าใจถึงจิตใจอันเป็นส่วนหนึ่งของ
พฤติกรรมภายใน จึงจะต้องเริ่มจากการศึกษาพฤติกรรมภายนอก อันเป็นหนทางที่จะช่วยให้เข้าใจ “จิตใจ”
หรือพฤติกรรมภายในบุคคลน้ัน ในขณะเดียวกัน การท่ีจะเข้าใจพฤติกรรมภายนอกของมนุษย์อย่างสมบูรณ์
จะต้องศึกษาใหเ้ ขา้ ใจถงึ สภาพ หรือธรรมชาติของพฤติกรรมภายในอย่าง ถ่องแท้ด้วย อาจกล่าวได้ว่า จิตวิทยา
สามารถชว่ ยใหศ้ ึกษา ทาความเขา้ ใจพฤติกรรมศาสตร์เปน็ อยา่ งมาก ซ่งึ จะเอ้ืออานวยประโยชนใ์ หด้ ังน้ี
1) ชว่ ยให้เข้าใจธรรมชาตไิ ด้อยา่ งถ่องแทข้ ึน้ ในเรอ่ื งอารมณ์ ความสนใจ ความต้องการ เจตคติ
การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม เพราะสงิ่ เหลา่ น้เี ป็นตวั กาหนดบคุ ลกิ ภาพของมนุษย์
2) ชว่ ยให้วิเคราะหบ์ ุคคลต่าง ๆ ในเร่ืองความสามารถ ความถนดั ความสนใจความชานาญพิเศษ
หรือพรสวรรค์ อนั จะเปน็ ประโยชน์ตอ่ การตดิ ต่อสมั พนั ธ์ และการมอบหมายงาน
3) ทาใหเ้ ข้าใจกลไกการปรบั ตวั ของมนุษย์ทีใ่ ช้กนั ท่วั ๆ ไป เพราะบุคคลจะมีกลไกในการปรบั ตวั
แตกต่างกันไป เพื่อลดความขัดแยง้ ในจติ ใจ เพ่ือลดความกลัว ความวติ กกังวลเพอ่ื ท่จี ะอยใู่ นสงั คมไดเ้ ปน็ ปกติ
และเปน็ สขุ
4) ทาใหเ้ ขา้ ใจถึงเบื้องหลังของการเกดิ พฤตกิ รรมท่ีบุคคลแสดงออกมา เพราะวา่ พฤติกรรมย่อม
มีสาเหตุ
5.2 สงั คมวิทยา (SOCIOLOGY)
1) เป็นวชิ าการแขนงหนง่ึ ท่ศี กึ ษาเกยี่ วกับพฤติกรรมมนษุ ยท์ ้งั พฤติกรรมเป็นรายบุคคล และ
พฤติกรรมรว่ ม ตลอดจนความสัมพันธท์ างสังคมของมนุษยโ์ ดยทั่วไปและผลท่ีเกดิ มาจากความสมั พันธน์ ัน้
แนวคิดหลักทส่ี าคัญประการหนงึ่ ของสงั คมวทิ ยา คือ ฐานะตาแหนง่ และบทบาททางสังคมของบุคคล
(STATUS AND ROLE IN SOCIETY) ฐานะตาแหน่งจะเปน็ ตวั กาหนดบทบาทที่ต้องแสดงออกของบุคคล เชน่ ผู้
มฐี านะตาแหนง่ เปน็ หวั หน้าครอบครัวยอ่ มแสดงบทบาทแตกตา่ งไปจากบทบาทท่ีเขาแสดงเม่ือมีฐานะตาแหนง่
เป็นผอู้ านวยการโรงเรียน เป็นต้น นกั สังคมวทิ ยาบางทา่ นจาแนกฐานะตาแหนง่ (STATUS) ออกเป็น 2 ชนิด คือ
ฐานะตาแหนง่ ที่ได้มาโดยกาเนดิ (ASCRIBED STATUS) เช่น เป็นเจ้านาย เจา้ ฟูาในราชวงศ์ การมีเพศทตี่ ่างกัน
กล่าวคือ เพศชายย่อมมีฐานะตาแหนง่ เปน็ “พ่อ” ซึ่งเพศหญงิ มิอาจมฐี านะตาแหน่งเช่นน้ีได้ ฐานะตาแหนง่ ที่
90
ไดม้ าโดยการกระทา (ACHIEVED STATUS) ซง่ึ ได้มาด้วยคุณสมบตั ขิ องบคุ คลน้นั เองโดยเฉพาะ เช่น ได้เปน็
ผู้บริหารเพราะมีความสามารถในการทางาน เป็นผนู้ าอย่างไมเ่ ปน็ ทางการ (INFORMAL LEABER) ในบางเรอื่ ง
เพราะมีความรู้ความสามารถในเรอื่ งนัน้ ๆ เป็นต้น ฐานะตาแหน่งของบคุ คลยังอยใู่ นลักษณะทสี่ งู กวา่ หรอื ต่า
กว่า เรยี กวา่ “การแบ่งชว่ งชน้ั ทางสังคม” (SOCIAL STARATIFICATION) ซง่ึ เปน็ ธรรมชาติของสงั คมมนุษย์ ฑิตยา
สวุ รรณะชฎ ไดส้ รปุ ปัจจยั ที่ทาใหบ้ ุคคลมฐี านะตาแหน่งสงู หรอื ต่า ดังนี้
1.1) สมาชิกภาพของเครือ (MEMBERSHIP IN A KINSHIP UNIT) บุคคลเม่ือถือกาเนิดมาในกลุ่ม
เครือญาติที่มีฐานะทางสังคมสูง ก็ย่อมมีฐานะตาแหน่งสูงไปด้วย และในทานองเดียวกันการสมรสก็เป็นวิถีทาง
หนง่ึ ทีจ่ ะยกระดบั ฐานะตาแหน่ง หรอื ลดฐานะตาแหนง่ ทั้งนขี้ นึ้ อยู่กบั ฐานะตาแหน่งของคู่สมรส
1.2) คุณสมบตั ิสว่ นตัว (PERSONAL QUALITIES) คุณสมบัตแิ ต่ละบคุ คลย่อมแตกตา่ งกัน เช่น
ความงาม ความฉลาดมีไหวพรบิ ความแข็งแรงเหลา่ นส้ี ามารถเป็นรากฐานในการทีจ่ ะสร้างระดับฐานะตาแหนง่
ของแต่ละบุคคลได้
1.3) ความสาเร็จ (ACHIEVEMENTS) ในที่น้ีหมายถึงผลอันเน่ืองมาจากการกระทาของบุคคลอ่ืน
บุคคลใดบุคคลหน่ึง หรือคณะบุคคล ซ่ึงอาจจะไม่เป็นรูปของวัตถุก็ได้ ความสาเร็จจะเก่ียวข้องอย่างมากกับ
คุณสมบัติส่วนตัว เป็นต้นว่า ความเป็นผู้มีเสน่ห์ในการคบหาสมาคม มาจากคุณสมบัติส่วนตัว ความสาเร็จใน
การคบหาสมาคมจะเป็นตัวกาหนดฐานะตาแหนง่ ของบุคคล ส่วนความสาเร็จท่ีได้มาจากความสามารถและการ
กระทาของตน กเ็ ปน็ ตวั กาหนดฐานะตาแหนง่ เชน่ กนั เช่น ความสาเรจ็ ในการทาธุรกิจค้าขายจนเป็นเศรษฐี หรือ
ความสาเร็จจากการค้นพบในทางวทิ ยาศาสตร์ เปน็ ต้น
1.4) การเป็นเจ้าของ (POSSESSIONS) ในท่ีน้ีมิได้มีความหมายเฉพาะการ มีวัตถุสิ่งของทรัพย์
สมบัติไว้ในครอบครองเท่านั้น แตใ่ ครก็ตามมบี คุ คลผ้รู ่วมงาน หรอื ผูใ้ ต้บงั คบั บญั ชาทม่ี ีความสามารถและมีระดับ
ฐานะสูงก็ย่อมมรี ะดบั ฐานะตาแหน่งทางสังคมสงู ไปดว้ ย
1.5) อานาจ (AUTHORITY) หมายถึง บรรดาอานาจซ่ึงเป็นที่ยอมรับกันในสังคมน้ันอาจจะเป็น
อานาจตามกฎหมาย หรอื อานาจทเี่ กิดจากขนบธรรมเนยี มประเพณีท่ียอมรับนับถือของสังคม (INSTITUTIONALLY
RECOGNIZED) ชนิดและขนาดของอานาจแบบน้ีเป็นส่ิงหนึ่งท่ีกาหนดระดับฐานะตาแหน่งของบุคคลในสังคม
ดังเช่น อธิบดีย่อมมีฐานะตาแหน่งสูงกว่าหัวหน้าแผนก ผู้อานวยการโรงเรียนมีฐานะตาแหน่งสูงกว่าอาจารย์
หวั หนา้ หมวดวทิ ยาศาสตร์ เป็นตน้
1.6) พลงั อานาจ (POWER) ในท่นี ี้แตกต่างจากอานาจ (AUTHORITY) ในลักษณะที่ว่าพลังอานาจ
นม้ี ิได้เป็นที่ยอมรับของสังคม แต่เป็นอิทธิพลที่แต่ละบุคคลสามารถใช้กาหนดแนวความประพฤติของบุคคลอื่น
และอาจจะเห็นช่องทางให้บุคคลน้ันได้อานาจ (AUTHORITY) มาครอบครอง เช่น ผู้สมัครรับเลือกต้ังจะต้อง
พยายามทจี่ ะใช้อานาจในอนั ทจี่ ะใหต้ นไดร้ บั เลอื กตั้ง และเมอ่ื ไดร้ ับเลือกตงั้ แล้ว จะมอี าณาไว้ในครอบครอง
2) สังคมวิทยาเกิดข้ึนเนื่องจากสังคมมนุษย์มีการขยายตัว และขยายขอบเขตออกไปอย่าง
กว้างขวาง ทาให้บุคคลต้องประสบกับปัญหาในการดาเนินชีวิตมากขึ้นไปตามกาลเวลา โดยมีปัญหาที่
กระทบกระเทือนต่อสงั คม 2 ลักษณะ คอื