The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชาผู้นำทางทหาร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by armynco2665, 2022-07-14 08:21:20

วิชาผู้นำทางทหาร

วิชาผู้นำทางทหาร

91

2.1) ปัญหาทีก่ ระทบกระเทือนสงั คมในวงกวา้ ง ได้แก่ การปฏบิ ตั ิ การจลาจล การชุมนมุ
เรียกรอ้ ง การขัดแย้งระหว่างกลมุ่ ตา่ ง ๆ ในสงั คม ความเชื่อแตกต่างกัน การคา้ การเอารัดเอาเปรียบ การเหน็
แกต่ ัว เหน็ แกพ่ วกพ้อง เปน็ ต้น

2.2) ปัญหาทก่ี ระทบกระเทือนสงั คมในวงจากัด เชน่ ปญั หาครอบครัว ชมุ ชน ปญั หาด้าน
อาชญากรรม ปัญหาดา้ นสขุ ภาพทงั้ กายและจิต ปัญหาการประกอบอาชีพ ปัญหาการทางาน เป็นต้น

3) สังคมวิทยาจะใหป้ ระโยชนแ์ กผ่ ้สู นใจศกึ ษา ดังน้ี
3.1) ช่วยให้ผูศ้ กึ ษาใจกวา้ ง พ้นจากสภาพการเข้าขา้ งต่อถอ้ งถนิ่ ชนชั้น ศาสนา และพวกพอ้ ง

สง่ เสริมใหเ้ กิดความเข้าใจว่า สังคมเป็นเพยี งปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ เหมือนปรากฏการณ์ธรรมชาตอิ ื่น ๆ ใน
จักรวาล สงั คมท่ีแตล่ ะบุคคลอาศัยอยู่ เป็นเพยี งสังคมหนึ่งในหลายสงั คม มีความสัมพนั ธข์ องกลุ่มที่บคุ คลเป็น
สมาชิกกับกลุ่มสังคมอื่น ๆ

3.2) ชว่ ยให้ผู้ศึกษาได้เขา้ ใจและเหน็ คณุ คา่ ปจั จยั ทางสงั คม เช่น ส่งิ แวดลอ้ มรอบตัว
ความสมั พันธก์ ับบุคคลอ่นื ชีวิตในชุมชน และลกั ษณะของชุมชนที่ใหญก่ ว่า เชน่ ประเทศ เปน็ ต้น สงั คมวิทยา
ไมใ่ ช่ปรากฏการณ์ของทอ้ งถ่ิน แต่เป็นสากลและถาวรเหมือนกับชีวติ มนุษย์ในสังคม

3.3) ช่วยให้เขา้ ใจลกั ษณะแท้จริงของสังคมมนุษย์ เข้าใจสาเหตทุ ี่กาหนดพฤติกรรม สามารถ
วิเคราะห์ปญั หา ความยุ่งยากต่าง ๆ ในสังคม และสามารถวางแผนควบคมุ แกไ้ ข สงั คมมีคนจานวนมากขึ้น และมี
การแบ่งงานกนั ทาเฉพาะอย่าง ปัญหาของกลมุ่ ต่าง ๆ ในสังคมกจ็ ะมีมากข้ึนจึงจาเปน็ ต้องเขา้ ใจปญั หาเฉพาะของ
กลุ่มต่าง ๆ เพ่ือความสงบเรยี บร้อย

เหตุที่ถือว่าสังคมวิทยาเก่ียวข้องกับพฤติกรรมศาสตร์ เพราะว่า สังคมวิทยามีส่วน
เกี่ยวข้องกับสภาวการณ์ ที่เปล่ียนแปลงชีวิตและสังคมของบุคคล ซึ่งต้องพยายามเข้าใจถึงความสัมพันธ์เชิง
สงั คมมนุษย์

5.3 มานุษยวทิ ยา (ANTHROPOLOGY) เปน็ วิชาทศี่ ึกษาทาความเขา้ ใจในมนษุ ย์ และผลงานของมนุษย์
ในอดีต ส่งิ ทศี่ ึกษาสว่ นใหญเ่ ปน็ เร่อื ง ทีเ่ กดิ ขึ้นในสงั คมท่ปี ราศจากประวตั ิศาสตร(์ “HISTORY LESS” PEOPLE) ซง่ึ
เปน็ ยคุ ของสงั คมที่ไม่มีองค์การด้านการตลาดที่ทาหนา้ ท่ีกาหนดราคา และประเมินค่าผลผลิตเปน็ การเมืองท่ียงั
ปราศจากรัฐ พรมแดนยังไม่มี ความสัมพนั ธ์ของมนษุ ย์เน้นหนกั ในเรอ่ื งของเครือญาติมากกวา่ การเน้นในเร่อื ง
อาชีพ เป็นสงั คมท่ียงั ไมม่ ีองค์การใด ๆ เกิดขน้ึ เพื่อเขา้ มารบั ผิดชอบสงั คม ดงั เชน่ ปจั จุบนั การศกึ ษามนุษย์วิทยา
ดา้ นกายภาพ (PHYSICAL ANTHROPOLOGY) จะศึกษาเกีย่ วกับววิ ัฒนาการทางชีววทิ ยาของมนษุ ย์ ความ
เปลย่ี นแปลงทางสรีระ สว่ นการศึกษามานษุ ยวิทยาดา้ นวฒั นธรรม (CULTURAL ANTHROPOLOGY) จะใหค้ วาม
สนใจพฤติกรรมของมนุษย์ เพ่ือทจี่ ะแสวงหาทิศทางการพฒั นาของวถิ ีชวี ิต หลักเกณฑข์ องพฤติกรรมที่
แสดงออก รวมทั้งให้ความสนใจความแตกต่างในวิถชี วี ติ ของแตล่ ะบุคคล การศึกษาทาความเขา้ ใจด้าน
มานุษยวิทยา ชว่ ยใหผ้ ูบ้ รกิ ารเข้าใจวิวัฒนาการของมนุษยท์ ้ังทางด้านกายภาพและวัฒนธรรม เพราะวา่ มนุษย์
สมั พันธเ์ ป็นเร่อื งของมนุษยย์ ุคใหม่ การศึกษาทาความเขา้ ใจความเปน็ มาของมนุษยใ์ นอดตี เกีย่ วกับ ลักษณะ
นสิ ยั ภาษา อุดมการณ์ เทคโนโลยี ศิลปะ บุคลิกภาพ โครงสร้างของสังคม การอย่รู ่วมกนั การแลกเปลย่ี นหรือ

92

แกง่ แย่งชงิ ดี ความสัมพันธท์ างสังคมฯลฯจะชว่ ยให้ศึกษาทาความเข้าใจมนุษย์ปัจจุบนั ในแง่ความสมั พันธ์ได้รอบคอบและ
ลกึ ซง้ึ ขึ้นนักมานุษยวทิ ยาท่ศี ึกษาเรอื่ งความต้องการของมนุษย์ ซึ่งมีชอ่ื เสยี งผู้หนงึ่ คือเจ.เอช.ลมั กินส์ (J.H.LUMPKINS)

6. นานาความคิดเก่ยี วกบั “พฤติกรรมศาสตร์”
พฤติกรรม (BEHAVIOR) หมายถงึ กริ ิยา อาการ บทบาท ทา่ ที การประพฤตปิ ฏบิ ตั ิรับสมั ผัสได้ดว้ ย

ประสาทสมั ผัสท้ังห้า
สิ่งท่ีเรียกวา่ “พฤติกรรม” คอื การกระทาของส่ิงมชี วี ิต (ทั้งพืชและสัตว)์ เช่น ตกใจ ม่านตาเปิดโพลง

ดใี จ เสียใจจนสดุ กล้ัน ร้องกรี๊ดเม่อื ตกใจหรือหวาดกลวั
พฤตกิ รรม เปน็ กิจกรรมหรืออาการตา่ ง ๆ ของสงิ่ มชี ีวติ ซ่ึงบคุ คลอื่นสามารถสังเกตได้ เช่น การเดิน

การพูด การยม้ิ การหวั เราะพฤติกรรมเกดิ ข้ึนจากความตอ้ งการภายในของมนุษย์ มนุษย์มิไดต้ กอยู่ภายใต้
อิทธพิ ลของสิ่งแวดล้อมใด ๆ เลย พฤติกรรมถูกควบคุมได้ด้วยเงือ่ นไขของการเสริมแรง และเงอ่ื นไขแห่งการ
ลงโทษ

พฤติกรรมศาสตร์ หมายถึง การศกึ ษาพฤติกรรมมนุษย์อย่างวทิ ยาศาสตร์ น่ันคือ มี
วิธกี ารศกึ ษาดว้ ยการวจิ ยั อยา่ งเป็นระบบที่แนน่ อน

คาว่า “พฤติกรรมศาสตร์” เร่มิ พูดกนั ในปี ค.ศ. 1925 โดย จอหน์ บี. วัตสนั (JOHN B. WATSON) ซง่ึ
เปน็ นกั จิตวทิ ยาท่ีเลื่อมใสแนวคดิ ของ ซกิ มนั ต์ ฟรอยด์ (SIGMUND)

“พฤติกรรมศาสตร์” เปน็ คา่ ท่ีมีความหมายในแนวสหวทิ ยาการ (INTERDISCIPLINARY) ไดร้ บั ความ
สนใจอย่างกวา้ งขวางในศตวรรษที่ 20 โดยมูลนธิ ิฟอร์ด (FORD FOUNDATION) แห่งสหรัฐอเมริกา ไดจ้ ดั ทา
โครงการศึกษาพฤติกรรมของบุคคลและมนุษยสัมพันธ์ (INDIVIDUAL BEHAVIOR AND HUMAN RELATIONS) ซ่ึง
เปน็ ท่ีรจู้ กั กนั อยา่ งกวา้ งขวางในชื่อ “โครงการพฤตกิ รรมศาสตร์”

- นักพฤติกรรมศาสตรม์ ององคก์ ารในฐานะระบบหนึ่งในสงั คม กลา่ วคือ ให้ความสนใจท้ังโครงสร้าง
องคก์ ารรปู นัย และองค์การอรูปนยั และปฏกิ ิริยาระหว่างกนั ขององคก์ ารทงั้ สอง

- นกั พฤตกิ รรมศาสตร์ให้ความสนใจต่อองคก์ ารตา่ ง ๆ เสมือนส่ิงมีชีวิตเป็นท่ีรวมของมนุษย์บางคร้ัง
มีความขดั แย้ง บางครั้งรว่ มมือกัน บางคร้ังประนปี ระนอมกนั

- พฤติกรรมศาสตร์ เป็นการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ มีวิธีการศึกษา
ดว้ ยการวจิ ยั อย่างเป็นระบบที่ชัดเจน แต่การวิจัยเป็นเพียงวิธีการแสวงหาความรู้ทางพฤติกรรมของมนุษย์ เพ่ือ
การนาไปประยุกต์ใช้

- นักพฤตกิ รรมศาสตร์ไม่นยิ มศึกษามนษุ ยใ์ นเชงิ สถติ ิ เพราะสถิติไม่สามารถบ่งบอกอะไรได้เกี่ยวกับ
พฤติกรรมของมนุษย์ โดยจะไม่รับข้อสรุปผลของพฤติกรรมมนุษย์แบบนักปรัชญา แต่จะเฝูาติดตามพฤติกรรม
มนษุ ย์อย่างใกล้ชดิ เพื่อความแน่ใจในการสรปุ ของตน

- การวจิ ยั พฤติกรรมศาสตร์มีตวั แปรซบั ซ้อนท่คี วบคมุ ได้ไมม่ ากนกั ดงั เช่นการควบคุมตัวแปรในทาง
วิทยาศาสตร์ แต่การวิจัยก็เป็นวิธีการแสวงหาความรู้ใหม่อย่างมีเหตุผลและเป็นระบบ ช่วยขจัดพฤติกรรม
องคก์ าร

93

พฤตกิ รรมปจั เจกบคุ คล พฤติกรรมของกลมุ่ บคุ คล พฤติกรรมองค์การ
7. พฤติกรรมปจั เจกบคุ คลแยกเปน็
7.1 ชาติกาเนิด
7.2 พนั ธกุ รรม
7.3 สภาพแวดลอ้ ม
7.4 การศึกษา แบ่งเป็น ทักษะ, ประสบการณ์ และการเรียนรู้ต่าง ๆพฤติกรรมของกลุ่มบุคคล คือ

ลักษณะการรวมตวั ของกลมุ่ ท่ีมกั ชอบอะไรใกลเ้ คียงกัน
8. พฤติกรรมส่งผลตอ่ องคก์ ารในแง่ความสาเรจ็ /ไม่สาเรจ็ โดยใช้
8.1 แรงจงู ใจ
8.2 การบารงุ ขวญั และกาลังใจ
8.3 สวัสดิการ
8.4 แนวทางในการบรหิ ารงาน
8.5 การตดิ ต่อส่อื สาร
8.6 การส่งั การ
9. องคก์ าร
คือ กลุ่มคนตัง้ แต่ 2 คนข้ึนไปมาอยรู่ วมกนั มีเปาู หมาย และวตั ถุประสงค์ในการ

ทางานอย่างใดอย่างหน่ึงร่วมกัน ช่วยกันปฏิบัติและหวังผลสาเร็จร่วมกันในองค์การใหญ่ ๆ จะประกอบไปด้วย
องคก์ ารย่อย ๆ หลายองค์การ ถ้าองค์การย่อยองค์การใดองค์การหน่ึงมีอิทธิพลกลืนกินองค์การย่อยอ่ืน ๆ แล้ว
จะทาให้องคก์ ารนั้นมีอทิ ธิพลกว่าองค์การใหญ่ ถา้ เกดิ เหตุการณ์เช่นนี้ ผู้บรหิ ารไม่สามารถควบคุมองค์การนั้นได้
จะเกิดเป็นพฤติกรรมขน้ึ

ผบู้ ริหาร (AUTHORITY) คือ อานาจหน้าท่ีท่ไี ด้รับมาจากการแตง่ ตัง้ มหี น้าท่ีในการส่งั การ
10. การศึกษาพฤตกิ รรมมนษุ ย์ตั้งอยบู่ นพื้นฐาน 3 ข้อด้วยกัน คอื

10.1 การทานายพฤตกิ รรมของคน
10.2 ธรรมชาติของมนุษย์และสิ่งแวดลอ้ มยอ่ มเปลย่ี นแปลงได้
10.3 ปฏิกริ ิยาของมนษุ ยจ์ ะสัมพนั ธก์ ับสิ่งแวดล้อม
มนุษย์ คือ คนมปี ญั หา เพราะคนมชี วี ิตจติ ใจทแ่ี ตกตา่ งกัน
พฤตกิ รรม คอื ปฏกิ ิริยาของมนุษย์ท่แี สดงออกเม่ือเผชญิ กับสง่ิ ใดสงิ่ หน่ึงทง้ั ภายนอกและ
ภายในกต็ าม
11. การศึกษาพฤตกิ รรมมนุษย์ แบ่งออกเปน็ 3 ระดับดว้ ยกนั คอื
11.1 การศกึ ษาพฤติกรรมปจั เจกบุคคล

1) มองในแง่ของท่ัว ๆ ไป แบง่ เป็น
1.1) ชาตกิ าเนดิ

94

1.2) พนั ธกุ รรม
1.3) สภาพแวดลอ้ ม
1.4) การศึกษา
2) มองในแงข่ องจติ วิทยา แบ่งเป็น
2.1) การรบั รู้
2.2) บุคลกิ
2.3) แรงจูงใจ
2.4) ทัศนคติ
11.2 การศกึ ษาพฤติกรรมกล่มุ บุคคล
11.3 การศึกษาพฤติกรรมองค์การ
12. การศกึ ษาพฤตกิ รรมปัจเจกบคุ คล
มองในแงจ่ ติ วิทยา แบง่ ออกเป็น
12.1 การรับรู้ (PERCEPTION) คือ การท่ีมอง (ตา/สัมผัส) เห็นส่ิงใดส่ิงหนึ่ง แล้วสามารถทาความ
เข้าใจได้ (คือการเทยี บเคยี งกบั ประสบการณท์ ่ีได้สะสมไว้) และให้เปน็ นิยามได้ (คือ สรุปแล้วบอกได้ว่าคืออะไร,
เปน็ อะไร) การรบั รปู้ ระกอบไปดว้ ยปจั จยั 2 ส่วน คอื
1) คน (จิตสานึก) ทาให้เกดิ การรับรู้ทแ่ี ตกตา่ งกัน เรยี กวา่ จติ วิสัย
2) สง่ิ ท่ีมองเหน็ (วัตถุ) แต่ถา้ บางสิ่งบางอยา่ งที่เหมือนกัน เปน็ การเหลอ่ื มซ้อนกันแลว้ นามา
ปฏบิ ัตติ ามประเพณี สังคม เรียกว่า วตั ถวุ สิ ยั
12.2 บุคลิกภาพ (PERSONALITY) ถ้ามองในแง่ท่ัว ๆ ไป คือ ลักษณะท่าทางความเคลื่อนไหว กิริยา
มารยาท การพูดถ้ามองในแง่จิตวิทยา จะให้ความหมายรวมถึงสภาพจิตด้วย เช่น ซิกมัน ฟอยด์ เป็นชาว
ออสเตรีย เปน็ นักจติ วิทยาวิเคราะห์ เปน็ อาจารยส์ อนอย่ทู ีม่ หาวิทยาลัย กรงุ เวียนนา พบว่า บคุ ลิกภาพนน้ั คือ
1) พฒั นาการของมนุษย์ตงั้ แตเ่ กดิ เชน่ การสัง่ สอน
2) เป็นผลรวมของส่ิง 3 สิ่งดว้ ยกันภายในตัวคน
2.1) ID คือ สัญชาติญาณการแสดงออกทันทที ไ่ี ดร้ บั ส่งิ กระทบ (การ
ปูองกนั ความปลอดภยั , การเอาตัวรอด)
2.2) EGO คอื ความรสู้ กึ ท่สี ัมพนั ธก์ ับสิ่งแวดลอ้ ม
2.3) SUPER EGO คือ คุณธรรมและคา่ นยิ มของสังคม

ID EGO

SUPER EGO

95

13. ภายในองคก์ ารจะมีคนแยกออกเปน็ 2 บคุ ลกิ ดว้ ยกันคอื
13.1 มที กุ อย่างพรอ้ ม สมบรู ณพ์ นู สุข พฤติกรรมที่มองเหน็ ว่างานนน้ั เป็นงานอดิเรก ไม้หวัง

ความก้าวหนา้ , ไม่หวงั ความเจริญ, ไม่ยอมริเรม่ิ สรา้ งสรรค์ (แตจ่ ะมลี กั ษณะดีคือ ควบคุมเหล่านน้ั ไดง้ ่าย)
13.2 มาจากครอบครัวที่ต่อสู้ ดิ้นรน คอยแกป้ ญั หา เลีย้ งปากเลี้ยงท้อง บคุ ลกิ จะมคี วาม

เช่ือมั่นตัวเองสูง การทางานจะทุ่มเทให้กับงาน มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (แต่จะมีข้อเสียท่ีจะควบคุมคน
เหลา่ นน้ั ได้ยาก

13.3 การจงู ใจ (MOTIVATION) คือ การใหส้ ่งิ ลอ่ แต่ต้องให้สอดคลอ้ งกับความต้องการของคน
หรอื หมายถึง การตอบสนองความต้องการของบคุ ลิก

14. ความตอ้ งการแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 2 ประเภท คือ
14.1 เกดิ ข้นึ เองโดยธรรมชาติ (NATURAL NEEDS) เชน่ ความกลัว, ความตอ้ งการทางเพศ
14.2 เกดิ ขึน้ เองโดยการสะสมประสบการณ์ (AUGURED NEEDS) เกดิ การจากการเรยี นรู้

อบั บราฮัม มาสโลว์ คน้ พบวา่ ธรรมชาติของมนษุ ย์น้นั มีความตอ้ งการอยู่บนพ้ืนฐาน และความต้องการน้ันสูงข้ึน
เร่ือย ๆ อย่างไมม่ ที ่ีสน้ิ สดุ แบ่งออกเป็น 5 ขนั้ ด้วยกันคอื

5. ความต้องการเห็นประจักษต์ น (มีความสบายสงู สดุ ) ,ก้าวหน้า
4. ความตอ้ งการยอมรบั , ยกยอ่ ง
3. ความต้องการการรวมกล่มุ , สงั คม
2. ความตอ้ งการความปลอดภัย
1. ความตอ้ งการทางดา้ นร่างกาย

หมายเหตุ ชนั้ ที่ 1, 2 คอื กลุม่ กรรมกร
ชัน้ ท่ี 3, 4 คือ ขา้ ราชการ, รัฐวิสาหกิจ
ถ้าไมเ่ กดิ ชนั้ ท่ี 1 - 4 กจ็ ะไม่เกิดช้ัน 5

15. ความตอ้ งการสัมฤทธผิ์ ล
ไดแ้ กค่ นต่อไปนี้
15.1 คนทต่ี ้องใช้ความลาบากพอสมควร แล้วมองเห็นเปาู หมายแห่งความสาเรจ็ (ทะเยอทะยาน) ใฝหุ า
15.2 คนทีช่ อบทางานท่ีเป็นปญั หา มากกว่างานทเี่ ปน็ ไปตามโอกาส (สงั คม)
15.3 คนทชี่ อบการเปลยี่ นแปลงอยู่เสมอ ชอบปรบั ปรงุ แกไ้ ข โดยอาศัยข้อมลู ที่ผา่ นมา (อานาจ)

16. คนที่มคี วามต้องการแทบไมต่ ้องใหแ้ รงจงู ใจ
16.1 คนทีต่ อ้ งการไมตรี (ตอ้ งการความรักท้ังหลาย)
16.2 ต้องการอานาจ

96

17. แคท และสตอ๊ คแลนด์ ค้นพบวา่ ทศั นคตแิ บ่งไดเ้ ปน็ 3 ระดบั

17.1 มคี วามรสู้ กึ เกดิ ขึ้นว่าชอบ/ไม่ชอบ แก้ไขได้ ไม่มเี หตผุ ล/อธิบายไม่ได้ (AFTEETIOC)

17.2 เกดิ ขน้ึ จากการเรยี นรู้ โดยกระบานการทางปัญหา ค่อนข้างจะแก้ไขได้ เกดิ การ

วพิ ากษ์วจิ ารณ์ หาเหตุผลได/้ อธบิ ายได้ สามารถที่จะไดแ้ ยง้ หรอื คล้อยตามได้ (COGNITION)

17.3 แสดงออกเปน็ กิจกรรม แก้ไดย้ าก (AETION)

18. ประโยชน์ทีไ่ ดจ้ ากการศึกษาพฤติกรรม

18.1 ให้ประโยชนใ์ นด้านการคน้ หา โดยเฉพาะการคน้ หาเหตปุ ัจจัยท่เี กดิ ข้ึนแลว้ ส่งผลตอ่ ไป

18.2 ให้ประโยชนใ์ นด้านแนะแนวทางและการชน้ี าไปส่หู นทางทีพ่ งึ ประสงค์

18.3 ใหป้ ระโยชนใ์ นด้านการทานายอนาคต

19. พฤติกรรมกลมุ่ บคุ คล มีหลายขนาด ได้แก่

19.1 กลมุ่ ขนาดเลก็ (กลมุ่ ย่อย) ต้งั แต่ 2 - 15 คน

19.2 กลมุ่ ขนาดปานกลาง ต้งั แต่ 15 - 50 คน

19.3 กลุ่มขนาดใหญ่ ต้งั แต่ 50 คนข้นึ ไป ซงึ่ เป็นกลมุ่ ทมี่ ีขนาดย่อย ๆ มารวมกันเปน็ กลุ่มใหญ่

20. การรวมกลุ่ม มี 2 แบบ คือ

20.1 อรูปนัย (ไม่เปน็ ทางการ) รวมกนั แบบไม่มีกฎเกณฑ์ เชน่ วงศาคณาญาติ และกล่มุ เพอ่ื น

20.2 รปู นยั (เปน็ ทางการ) กาหนดโครงสร้างหน้าทท่ี ี่แน่นอน

1) กลุ่มรูปนัย จะประกอบไปด้วยกลุ่มอรูปนัยหลาย ๆ กลุ่ม ซ่ึงท้ัง 2 กลุ่ม จะมีความสัมพันธ์

กนั ทกุ คนถกู กาหนดด้วยบทบาทและหน้าท่ี

2) พฤติกรรมของคนในกลมุ่ รปู นยั จะมีพฤตกิ รรมแฝงอยู่ เช่น ความชิงดีชิงเด่น ส่วนกลุ่มอรูป

นัย บทบาทและหน้าที่ จะเป็นไปในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ปรึกษาหารือกัน ซ่ึงมีสาเหตุจากการปรับตัว,

จดุ มงุ่ หมายในการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมท่ีแตกต่างกัน ตามเปาู หมายท่ีตนกาหนดไว้, มีการติดต่อประสานสัมพันธ์ และ

มีการตั้งมาตรฐานในการทางานโดยต้องรกั ษาความเปน็ มาตรฐานเอาไว้

21. ทฤษฎีตามกระบวนการนาเข้าและนาออก

พฤติกรรมแทจ้ รงิ ดงั้ เดมิ (INPUT) (ขบวนการ(PROCESS) พฤติกรรมทไี่ ด้รบั การ

ปรุงแต่งแล้ว (OUT PUT)

22. ขบวนการ (PROCESS) ซึ่งเปน็ ตัวหล่อหลอม คือ

22.1 กจิ กรรม

22.2 กฎ, ระเบยี บ, วินยั

22.3 การเรียน, การสอน

22.4 การอบรมสขุ ภาพจติ

22.5 การวางตัว

97

23. พฤติกรรมของกลมุ่ ดไู ด้จาก
23.1 บทบาท (ROLE)
23.2 ปทสั ถาน (NORMS) คือ ความคิดเห็นสิง่ ที่สอดคล้องกัน, ทา่ ทีเหมาะสม
23.3 คา่ นยิ ม (VOLUE) คือ การตดิ ต่อกับสิ่งใดสิ่งหนึง่ (เปลยี่ นไมไ่ ด้)
23.4 พลวตั รของกลุ่ม (GROUP DYMOMIES) คือ สภาพแวดลอ้ มท่ีส่งอทิ ธพิ ลต่อกลุ่ม, ความรักใคร่

กลมเกลียวและสถานภาพของกลุ่ม บทบาทของแตล่ ะคน จะเปลย่ี นแปลงไปตามสภาพแวดล้อมของกลมุ่
24. ปจั จยั ทกี่ ่อใหเ้ กดิ พฤตกิ รรมจากการกาหนดบทบาท
24.1 หน้าที่ ท่ีถกู กาหนดในกลุม่
1) อรปู นยั ไม่แนน่ อน เบื่อ ๆ อยาก ๆ ทามงั่ ไม่ทามั่ง
2) รปู นัย แน่นอน เบื่อ ๆ อยาก แตย่ งั ไงก็ต้องทา
24.2 ความสมัครใจของแต่ละบคุ คล
1) ปทัสถาน เช่น นายเก่ายา้ ยไป นายใหมย่ ้ายเข้ามา แตล่ ะกลมุ่ ก็จะมีความคดิ ตอ่ นาย ก.

อย่างหน่ึง, นายใหม่อย่างหน่ึง ก็จะเกิดปทัสถานขึ้นคือแต่ละกลุ่มจะเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งปทัสถานจะ
เปลี่ยนแปลงไปตามความรู้สึก ส่วนพฤติกรรมก็เปล่ียนแปลงไปตามสถานการณ์หรือสภาพการณ์, การเรียนรู้
และประสบการณ์

2) ค่านิยม มีผลต่อพฤติกรรมของกลุ่ม คนที่มีค่านิยมเดียวกัน ก็จะอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่พอ
กลับมาเป็นตัวของตวั เอง ก็จะยึดค่านิยม

3) พลวตั รของกลุ่ม เป็นสิ่งแวดล้อมภายในกลมุ่ เช่น เพอื่ นดใี จ เราก็ต้องแสดงความยินดี และ
ดใี จด้วย

25. พฤตกิ รรมของผนู้ าหนว่ ย
25.1 ดจู ากการไดม้ าซึง่ อานาจ ดตู ามทฤษฎขี อง แมกซ์ เวปเบอร์
1) ไดม้ าจากการสบื ทอดโดยประเพณี สว่ นใหญ่เป็นไปในทางธรุ กิจ
2) ได้มาจากการยอมรับ (เกดิ เอง) ไมเ่ คยมีก็อาจจะมไี ด้, ยอมรบั ในบารมี และ

ยอมรับในอิทธพิ ล
3) ไดม้ าโดยกฎหมาย เช่น สอบได,้ คณุ สมบตั ิถึงและเงนิ เดอื นถงึ

25.2 มองผนู้ าจากคุณลักษณะนิสัย คือ
1) แบบประชาธปิ ไตย (ยดึ ถอื เสียงข้างมาก)
2) แบบเผด็จการ (ใช้อานาจ) (ชอบกราดเกรีย้ ว, ฉนุ เฉียว)
3) แบบปล่อยตามสบาย (ไม่มใี ครผดิ ใครถกู ) ปลอ่ ยตามใจชอบ

25.3 มองผนู้ าจากคุณลกั ษณะพิเศษ
1) ผ้นู าแบบเฉลียวฉลาด (ระมดั ระวังตัวเองตลอด)
2) ผู้นาแบบความมมี นุษยส์ ัมพันธ์ (เขา้ งา่ ยคบง่าย)

98

3) ผู้นาแบบมอี ุดมการณ์ (มีกฎเกณฑ์) ตรงฉนิ , เอางานเป็นทต่ี ้ัง
26. ผนู้ าที่มีพฤตกิ รรมไมด่ ี 17 ประการ

26.1 ตัวเองฉลาดคนเดียว
26.2 เอาแตใ่ จตนเอง
26.3 ไม่ยอมรับผิดชอบ
26.4 ไม่เป็นท่ีพึง่ ของลูกน้อง
26.5 ลูกน้องถกู เสมอ
26.6 เอาแต่โมโหโทโส
26.7 โยนความผิดให้ลกู น้อง
26.8 เลือกทรี่ ักมักที่ชงั
26.9 อาฆาตจองเวร
26.10 แบง่ งานไม่เป็น
26.11 ไมป่ ูนบาเหน็จรางวลั
26.12 หเู บา
26.13 เหน็ แก่ตัว
26.14 ขเ้ี ล่น
26.15 มนึ ตึง
26.16 ครับ, รับลกู เดยี ว
26.17 รวบงาน
27. ผูน้ าทด่ี ีต้องไม่มีพฤตกิ รรมแห่งความลาเอียง คือ อคติ 4 ประการ
27.1 ฉนั ทาคติ ลาเอยี งเพราะความรักใคร่
27.2 ภยาคติ ลาเอียงเพราะกลวั ภัย
27.3 โทสาคติ ลาเอยี งเพราะโกรธ อาฆาตพยาบาท จองเวร
27.4 โมหาคติ ลาเอยี งเพราะความหลงงมงาย เป็นผิดถูก
ทงั้ 4 ประการ เปน็ อกุศลมลู (โลภ, โกรธ, หลง) อดทนและละอายต่อบาป

99

เอกสารอา้ งองิ

1. สุโขทยั ธรรมาธริ าช, มหาวิทยาลยั . การบรหิ ารทรพั ยากรการศึกษา. พมิ พค์ รง้ั ที่ 1. พระนคร :
มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช, 2536.

2. ธงชัย สันตวิ งษ์ และ ชัยยศ สันติวงษ.์ พฤติกรรมบุคคลในองคก์ าร.พิมพค์ ร้ังท่ี 2. พระนคร :
บรษิ ัทไทยวัฒนาพานิชจากัด, 2533.

100

คณะผู้จัดทา

แผนกวชิ าทั่วไป กองการศกึ ษา โรงเรยี นนายสบิ ทหารบก

--------------------------------

1. พนั ตรี สถติ เทียมเมฆ อาจารย์หัวหน้าแผนกวชิ าทวั่ ไป

2. รอ้ ยเอก จักรกฤช พิบลู อาจารยแ์ ผนกวิชาท่ัวไป

3. รอ้ ยตรี สมโภช พงษ์พรต อาจารยแ์ ผนกวชิ าทั่วไป

4. รอ้ ยตรี ทศพรรณ ตาคา อาจารยแ์ ผนกวชิ าท่ัวไป

5. รอ้ ยตรี วสนั ต์ แกว้ ประเสรฐิ อาจารย์แผนกวิชาทั่วไป

6. รอ้ ยตรี ปรชี า แข็งขัน อาจารยแ์ ผนกวชิ าท่วั ไป

7. จา่ สบิ เอก พรี ะพรรณ วงศ์ชื่น ครูแผนกวชิ าทวั่ ไป

8. สิบโท ภานุพฒั น์ เรืองสวา่ ง ครูแผนกวชิ าทว่ั ไป

9. สิบโท สิทธโิ ชค อุทยั พัฒนะศักดิ์ ครูแผนกวชิ าทั่วไป

--------------------------------


Click to View FlipBook Version