The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by armynco2665, 2022-07-11 09:02:24

วิชาจิตอาสา

วิชาจิตอาสา

วิชา จติ อาสา

สำหรับนกั เรยี นนายสบิ ทหารบก
หลกั สูตรศกึ ษา ณ รร.นส.ทบ. 1 ปี

หมายเลข ชกท.111

กองการศึกษา โรงเรยี นนายสิบทหารบก
คา่ ยโยธนิ ศึกษามหามงกุฎ
พ.ศ.2562

-2-

คำนำ

คู่มอื การสอนเล่มน้จี ัดทำขึ้น เพ่ือประกอบการจัดการเรยี นการสอนใหก้ ับนักเรยี นนายสิบทหารบก รายวชิ า จติ อาสา ซึ่ง
ในเนื้อหาจะประกอบด้วยความเป็นมาของจิตอาสาในประวัติศาสตร์ชาติไทย เพื่อให้นักเรียนนายสิบทหารบกมีความรู้
เรื่องภูมิหลังและวิวัฒนาการของจิตอาสา เพื่อให้นักเรียนสิบทหารบก สามารถวิเคราะห์ เข้าใจหลักการ บทบาทและ
หน้าที่ของจิตอาสา โดยนำบทเรียนมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติติราชการในอนาคต และสร้างเสริมให้เกิดความรักชาติ
ศาสนา พระมหากษตั ริย์ ใหอ้ นชุ นคนรนุ่ หลังนำมาเป็นแนวทางในการปฏบิ ตั ติ นเป็นจิตอาสาในหนว่ ยของกองทัพบก อัน
จะเป็นการสร้างจิตสำนึกให้นักเรียนนายสิบทหารบกเกิดความภาคภูมิใจ เกิดความรักความหวงแหนในความเป็นชาติ
ไทย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสร้างความพร้อม ด้านกำลังพลด้วยการปลูกฝังและสร้างเสริมอุดมการณ์ความรักชาติให้กับ
นักเรยี นนายสบิ ทหารบกไดอ้ ีกทางหนง่ึ

กองการศกึ ษา โรงเรียนนายสิบทหารบก หวังเปน็ อยา่ งย่งิ ว่า คมู่ ือการสอนวชิ าจิตอาสา ท่ีจัดพิมพ์ข้ึนน้ี
จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าต่อไป หากเห็นว่าเรื่องใดที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้สมควรมีการปรับปรุงแก้ไขด้วย
ประการใดๆ กรณุ าแจง้ ใหท้ ราบตอ่ ไป

กองการศึกษา
โรงเรยี นนายสิบทหารบก

-3-

สารบัญ หนา้

บทที่ 1

เพลงจติ อาสา 2
3
บทที่ 1 ความเปน็ มา ของจติ อาสา 4
5
- ตัวอย่าง จิตอาสาในประวตั ิศาสตร์ชาติไทย
- คำถามท้ายบทท่ี 1 5
8
บทท่ี 2 กระบวนการสร้างจิตอาสา 9
- การพัฒนาตนเองเพ่ือความเป็นผมู้ ีจติ อาสา 9
9
- คำถามท้ายบทที่ 2 10
15
บทที่ 3อุดมการณ์และสถาบันพระมหากษัตรยิ ์ 19
19
- สมัยสโุ ขทยั 22
พอ่ ขนุ ศรีอนิ ทราทิตย์ 33
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช 37
พระมหาธรรมราชาที่ 1 37
43
- สมัยอยธุ ยา 43
พระเจ้าอูท่ อง
สมเด็จพระนเรศมหาราช 47
สมเดจ็ พระนารายณม์ หาราช 50
54
- สมัยธนบรุ ี 57
สมเดจ็ พระเจ้าตากสินมหาราช

- สมยั รัตนโกสนิ ทร์
รชั กาลที่ 1 พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
รัชกาลท่ี 2 พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหล้านภาลัย
รชั กาลที่ 3 พระบาทสมเดจ็ น่ังเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว
รัชกาลท่ี 4 พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั
รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั

-4-

บทที่ สารบญั หน้า

เอกสารอ้างองิ รชั กาลท่ี 6 พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยู่หวั 61

รชั กาลท่ี 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจ้าอยู่หัว 64

รชั กาลท่ี 8 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล 69
รัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช 71
คำถามท้ายบทท่ี 3 75
76

-5-

เพลงจติ อาสา

คำร้อง/ทำนอง ชวลั วิทย์ ยิ่งยศเสนี
เรียบเรียง ทฤษฎี ศรีม่วง

* / ** พรอ้ มเสียสละ จติ อาสาเราภาคภมู ใิ จ
พร้อมทจ่ี ะให้ โดยไมห่ วงั สง่ิ ใดตอบแทน
ทำดว้ ยสองมือ และจิตใจยง่ิ ใหญส่ ดุ แสน

น้ำใจไมเ่ คยขาดแคลน เรา จิตอาสา
(**จบ)

มงุ่ มน่ั ทำดว้ ยจติ ที่คิดจะให้
ด้วยแรงกาย บวกแรงใจ และจิตศรทั ธา
เหง่ือทีร่ นิ เหง่ือที่ไหล คุม้ กับสิง่ ท่ีได้กลับมา

เปน็ พลงั นำพาส่คู วามสุขใจ
ม่งุ ม่นั ทำด้วยจติ ท่ีคดิ ทำดี
ปรารถนา ให้โลกน้ี น่าอยู่สดใส
ชว่ ยกนั ทำ เพอ่ื ส่วนรวม

เท่าทม่ี ี เท่าท่ที ำไหว
นำสายธารนำ้ ใจ ไหลไปท่วั แดน

(*ซำ้ ) (**ซ้ำ)

-1-

บทท่ี 1
ความเป็นมา ของจติ อาสา

พระราชปณธิ าน ในพระบาทสมเดจ็ พระวชิรเกลา้ เจา้ อยู่หวั ในการบำเพ็ญประโยชน์ พ้นื ท่ีชมุ ชนโดยรอบ
พระราชวังดุสิต เป็นการทำความดีด้วยหัวใจ โดย หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์, หน่วยทหารรักษา
พระองค,์ ข้าราชบริพารในพระองค์ฯ ร่วมกับ ประชาชนจติ อาสา “ เราทำความ ดี ดว้ ยหัวใจ ”

ประชาชนจติ อาสา
ประชาชนจิตอาสา มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับ คำว่า “สาธารณะ” คือ สิ่งที่มิได้เป็นของผู้หนึ่งผู้ใดจิต

สาธารณะจึงเป็นความรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของในสิ่งที่เป็นสาธารณะ ในสิทธิ และหน้าที่ที่จะดูแล และบำรุงรักษาร่วมกัน
ทั้งนี้ ยังหมายรวมถึง จิตของคนที่รู้จักความเสียสละ ความร่วมมือ ร่วมใจ ในการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม การช่วยกัน
รักษาช่วยแก้ปัญหาและสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์สุขแก่สังคม เช่น การรักษาสิ่งแวดล้อม แม้แต่การประหยัดน้ำประปา
หรอื ไฟฟ้า ท่ีเปน็ ของสว่ นรวมกถ็ ือว่าเป็นจิตอาสาเชน่ กัน

ความหมาย ของ ทหาร
ทหาร แปลว่า คนหนมุ่

ท คือ ทรหด
ห คอื หาญกล้า
า คือ อาสา พรอ้ มที่จะใหโ้ ดยไม่หวังสิง่ ใดตอบแทน ดว้ ยแรงกาย แรงใจ และจิตศรัทธา
ร คอื รกั ษา

จติ อาสา คอื จิตแหง่ การให้ความดีงามทั้งปวงแก่เพ่อื นมนุษย์ โดยเต็มใจสมัครใจ อ่ิมใจ ซาบซ้ึงใจ ปีติสุข
พร้อมจะเสียสละเวลา แรงกาย และสติปัญญา เพื่อสาธารณประโยชน์ ในการทำกิจกรรม หรือสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
โดยไม่หวังผลตอบแทน และมีความสุขทไี่ ดช้ ่วยเหลือผูอ้ ื่น เปน็ จติ ท่ไี มน่ ิ่งดดู าย เมอ่ื พบเหน็ ปญั หา หรอื ความทุกขย์ ากที่เกิด
ขึ้นกับผู้คน เป็นจิตท่ีมีความสุขเมื่อได้ทำความดี และเห็นนำ้ ตาเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม เป็นจิตทีเ่ ปี่ยมด้วย "บุญ" คือความสงบ
เย็น และพลังแห่งความดี อกี ทง้ั ยงั ชว่ ยลด "อัตตา" หรอื ความเปน็ ตวั เปน็ ตนของตนเองลงได้บา้ ง

-2-

ตัวอยา่ ง จิตอาสาในประวตั ิศาสตร์ชาติไทย

1. กองทหารอาสาโปรตุเกส มีความสามารถในการใช้อาวุธปืนได้อย่างแม่นยำ และเป็นกลุ่มคนที่นำ
อาวธุ ปืนเข้ามาขายในกรุงศรีอยธุ ยา ทสี่ ำคญั ทหารอาสาโปรตเุ กสชดุ น้ีได้มีสว่ นร่วมในชัยชนะในศึกเชียงกราน สมัยสมเด็จ
พระไชยราชาธิราช ซ่ึงเป็นศึกครง้ั แรกระหว่างไทยกบั พม่า

2. ทหารอาสาญี่ปุ่น หรือที่รู้จักกันดีในนามของ นักรบซามูไร ได้เข้ามารับใช้ร่วมรบกับกองทัพไทยย
ในช่วงสมัยกรงุ ศรีอยุธยา

3. ขุนรองปลัดชู เป็นคนไทยที่อาสาไปรบกับพม่าพร้อมกับชาวบ้านที่มีจิตอาสาไปร่วมรบเช่นกัน
ประมาณ 400 คน ในศึกพระเจ้า อะลองพญา พ.ศ. 2302 ( 8 ปีก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา ) แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับพม่า
และเสียชวี ติ ท้งั 400 คน นบั วา่ เป็นวีรกรรมของขนุ รองปลดั ชูทเี่ ราคนไทยจะไมล่ ืมนักรบจิตอาสาผ้กู ลา้ ท่านนี้เลย

4. ชาวบ้านบางระจัน เกิดขน้ึ สมยั พ.ศ. 2308 บรรพชนคนบางระจัน สมยั พระบาทสมเด็จพระเจ้าเอก
ทศั น์ กษตั รยิ ร์ ัชกาลที่ 33 แห่งกรงุ ศรีอยธุ ยา พระเจ้ามงั ระกษัตรยิ ์พม่าไดย้ กทพั มารกุ รานกรงุ ศรีอยุธยา ชาวบา้ นบางระจัน
จึงรวมตัวกันเพื่อตั้งรับกับการเข้ามาของพม่าที่มาปล้นสะดมเอาทรัพย์สินของชาวบ้าน ชาวเมืองวิเศษชัยชาญ เมืองสิงห์
เมืองสรรค์ และเมืองใกล้เคียงได้รวมตัวกันคบคิดกลอุบายและซ่องสุมกำลังผู้คนเพื่อตั้งรับและต่อต้านพม่าที่จะเข้ามา
รุกราน กอ่ นอพยพครอบครัวไปพึง่ อาศัยพระอาจารยธ์ รรมโชติท่ีบ้านบางระจัน เพราะไดร้ ถู้ งึ ความเก่งกาจของพระอาจารย์
ในเรื่องสรรพวิชาอาคมของท่าน โดยมีหัวหน้าคนสำคัญคือ นายแท่น นายโชติ นายอิน นายเมือง นายดอก และนายทอง
แก้ว ผู้คนเหล่านี้ได้รวบรวมชาวบ้านอาสาสมัครได้รวมกว่า 400 คน พากันมาตั้งค่ายที่บ้านบางระจันเพื่อตั้งรับทัพพม่า
ต่อมามีผู้มีฝีมือฉกาจมาร่วมด้วยอีก 5 คน คือ ขุนสัน พันเรือง นายทองเหม็น นายจันหนวดเขี้ยว และ นายทองแสนใหญ่
ทำให้มีผู้กล้าที่ชำนาญการศึกรวมทั้งสิ้น 11 ท่าน สามารถตีทัพพม่าแตกพ่ายไปถึง 7 ครั้ง จนกระทั่งการรบครั้งที่ 8 พระ
นายกองสุก้ี ชาวพมา่ ทีเ่ คยอาศยั อยู่ในเมืองไทยมานาน เปน็ ทหารพมา่ ทมี่ ีความฉลาดและวางแผนการรบไดเ้ ปน็ อย่างดีเป็น
แม่ทัพคุมกองทัพพม่ามาถึง 2,000 คน ชาวบ้านบางระจันสุดที่จะต้านทานไหว จนถึงเวลายาม 2 ค่ำ เดือน 8 ปี พ.ศ.
2309 ค่ายบางระจันแตก ปิดตำนานชาวบ้านบางระจันผู้กลา้ หาญที่เสียสละชีพเพื่อปกปอ้ งผืนแผ่นดินไทย และประชาชน
ชาวไทยจะจดจำตลอดไป

5. พระยาพิชัยดาบหัก ชื่อเดิม นายทองดี ฟันขาว ทหารเอกของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก่อนที่
ท่านจะได้เป็นพระยาพชิ ัยดาบหัก ท่านมีชือ่ ว่าหลวงพิชัยอาสา ด้วยความที่ท่านเป็นคนท่ีอาสาพร้อมออกศึกอยู่ตลอดเวลา
จึงไดร้ ับพระราชทานฐานนั ดรศักด์ิให้เป็นหลวงพชิ ัยอาสาและได้เป็นพระยาพชิ ยั ดาบหักในเวลาต่อมานบั ว่าเป็นวีรบุรุษคน
ไทยอีกคนทเี่ ปน็ ผทู้ อ่ี าสาและเสยี สละเพ่ือออกไปสู้รบกับขา้ ศึกท่ีเขา้ มารกุ รานประเทศไทยเรา

6. ทา้ วสุรนารี ทเ่ี รารจู้ ักกันดใี นนามของย่าโม โดยเฉพาะชาวโคราช และคนไทยทกุ คน วรี กรรมของท่าน
คอื เปน็ สตรีทอ่ี าสาออกไปสรู้ บเยี่ยงชายกับกองทัพลาวในยุทธการทุ่งสัมฤทธ์ิ สมยั รชั กาลท่ี 3

-3-

คำถามท้ายบทที่ 1

1. ทหารหน่วยใดที่เป็นชาวตะวันตกชาตแิ รกทเ่ี ขา้ รับราชการในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา
2. ขุนศึกทา่ นใด ท่ีนำนักรบ 400 นายออกรบพลีชพี ในศึกอลองพญา
3. ในคำว่า ทหาร “ า “ หมายถึงอะไร
4. ชาวบา้ นบางระจัน สามารถทัพพม่าแตกพา่ ยไดก้ ่ีคร้งั
5. พระยาพชิ ยั ดาบหกั เป็นทหารเอกของกษตั ริย์พระองค์ใด
6. วีรกรรมของท้าวสนุ ารี เกดิ ขน้ึ ในรชั กาลใด ของกรงุ รตั นโกสินทร์
7. ทหารโปรตุเกส เร่มิ ตน้ รบั ราชการในราชสำนักกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลกษตั ริย์พระองค์
8. แมท่ ัพพม่าท่ตี คี ่ายบางระจนั แตก มีช่ือว่าอะไร
9. หน่วยงานใดทเี่ ป็นตัวอย่างของ ของ จิตอาสา
10. จติ อาสาสำคญั ต่อประเทศไทยอย่างไร

-4-

บทท่ี 2

กระบวนการสร้างจติ อาสา

1. การปลูกฝังให้ตระหนกั ถึงความสำคญั ของจติ อาสา
2. การเตรยี มความพรอ้ มทงั้ ทางรา่ งกายและจติ ใจ, ความรู้, การตดิ ตอ่ สอ่ื สาร
3. การสรา้ งความเชอื่ มนั่ ในตนเอง
4. การเขา้ ร่วมกจิ กรรมจิตอาสาอยา่ งตอ่ เนื่อง
5. รู้จกั สรา้ งแนวร่วมหรอื เครือขา่ ยมาชว่ ยใหง้ านจิตอาสานั้นสำเรจ็
ต้องคำนึงถงึ ประโยชนข์ องสว่ นรวมเปน็ ทต่ี ้ัง การสร้างจิตอาสาน้ันจำเป็นต้องขับเคลื่อนทั้งระบบโดยเฉพาะอย่าง
ยง่ิ คอื การเสรมิ สรา้ งจิตอาสาให้กับเดก็ ในวยั เรียนเพราะจติ อาสาและจิตสาธารณะเป็นคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์อย่างหนึ่ง
ที่จะต้องปลูกฝงั อยา่ งต่อเนอ่ื ง ดังสภุ าษติ ทวี่ ่า “ไม้อ่อนดดั งา่ ย ไม้แก่ดัดยาก””

การพฒั นาตนเองเพือ่ ความเปน็ ผ้มู ีจิตอาสา
ความหมายของการพัฒนาตนเอง (self-development) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เหมาะสม

เพอื่ ตอบสนองความต้องการและเปา้ หมายของตนเอง หรอื เพ่ือสอดคล้องกับสงิ่ ทส่ี ังคมคาดหวงั การพัฒนาตนเอง
เพ่ือความเป็นผ้มู จี ิตอาสา มงุ่ เน้น 2 แนวทางหลักคอื

1. การพฒั นาตนเองเชงิ พทุ ธศาสตร์ ไดแ้ ก่ ทมะ สิกขา และภาวนา

2. การพัฒนาตนเองแนวจติ ตปญั ญาศึกษา ไดแ้ ก่ ความเชือ่ ม่ันในความเป็นมนุษย์ (humanistic value)
ที่สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง และกระบวนทัศน์องค์รวม (holistic paradigm) คือการปฏิบัติต่อ
สรรพสิ่งอย่างไม่แยกส่วนจากชีวิต ด้วยทัศนที่ว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่ง และสรรพสิ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์
มนุษย์กบั สรรพสงิ่ ตา่ งเปน็ องค์รวมของกันและกนั

ทมะ คือการฝึกนิสัยดั้งเดิมที่ยังไม่ได้ขัดเกลาให้เหมาะสม รู้จักการข่มใจตนเองที่จะไม่ทำในสิ่งที่ไม่ดี ไม่
ยอมให้กิเลสมารบเร้า หลอกล่อ และนำพาเราไปสสู่ ง่ิ ท่ีไม่ดี

สิกขา คือ การศึกษาเพื่อปรับปรุงและพัฒนาตัวเองเป็นการฝึกฝนตนเอง ในการดำเนินชีวิต ได้แก่ ศีล
สิกขา จติ สิกขา และปัญญาสิกขา

ภาวนา คำนตี้ รงกับความหมายว่า พฒั นา ประกอบดว้ ย กายภาวนา ศีลภาวนา จติ ภาวนา และปัญญา
ภาวนา

-5-

การพัฒนาตนเองตามหลักพระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับการพัฒนาทั้งทางร่างกาย จิตใจ และ
สติปัญญา ซึ่งหากสามารถปฏิบัติตนให้ครบบริบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ และปัญญาแล้ว ย่อมนำไปสู่การดำรงอยู่ในสังคม
อย่างมคี ณุ ภาพ มปี ระโยชน์ และยอ่ มสะทอ้ นหรอื มอี ทิ ธพิ ลต่อความเปน็ ผู้มีจิตอาสาน่นั เอง

จิตอาสาตามพระราโชบาย แบ่งเปน็ 3 ประเภท ดงั นี้

1. จิตอาสาพัฒนา: ได้แก่กิจกรรมจิตอาสาพระราชทานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาท้องถิ่นของแต่ละ
ชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีข้ึนไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมบำเพ็ญ สาธารณประโยชน์ การอนุรักษ์ธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการดำรงชีวิตประจำวันการประกอบอาชีพ รวมทั้งการ
สาธารณสุข ฯลฯ แบง่ ตามภารกิจงานเป็น 8 กลมุ่ งาน ดงั นี้

จิตอาสาพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง ประชามีสุข หมายถึง กลุ่มงานจิตอาสาที่เข้าร่วมกิจกรรม
สาธารณประโยชน์ อาทิ การขุดลอกคูคลอง การดูแลรักษา ความสะอาดเรียบร้อยของศาสนสถานหรือสถานที่สาธารณะ
การจัดเก็บผักตบชวา การปลูกต้นไม้ รวมทั้งการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ที่สร้างความเป็นอยู่ของ ชุมชนให้เข้มแข็ง
ประชาชนมคี วามสุขอยา่ งย่ังยืน

จิตอาสางานประดิษฐ์และเผยแพร่งานศิลปาชีพ หมายถึง กลุ่มงานจิตอาสาที่นำความรู้ทางด้าน
ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน/ภูมิ ปัญญาท้องถิ่น มาเผย แพร่ และถ่ายทอดเพื่อให้ประชาชนนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาให้เป็น
ประโยชนต์ อ่ ไป

จิตอาสาฝ่ายกิจกรรมการแสดงและนิทรรศการ หมายถึง กลุ่มงานจิตอาสาที่ปฏิบัติงานสนับสนุนในการ
จัดงานหรือกิจกรรมการแสดงและมีนิทรรศการ เฉลิมพระเกียรติ เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจและเผยแพร่กิจกรรมจิต
อาสาฯ เช่น กิจกรรมการแสดงดนตรีบริเวณพระลานพระราชวังดสุ ติ การจัดงานอุ่นไอ รัก คลายความหนาว งานเถลิงศก
สขุ สันต์มหาสงกรานตต์ ำนานไทย เป็นตน้

จิตอาสาฝ่ายแพทย์และสาธารณสุข หมายถึง กลุ่มงานจิตอาสาที่ปฏิบัติงานสนับสนุนและช่วยอำนวย
ความสะดวกแก่แพทย์ พยาบาล รวมถึงช่วยอำนวย ความสะดวกด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ตลอดจนส่งเสริมให้
ประชาชนมีความรู้ความเขา้ ใจในการดแู ลสขุ ภาพ

จิตอาสาฝ่ายทะเบียนและข้อมูล หมายถึง กลุ่มงานจิตอาสาที่ให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวก
ประชาชนท่ีมาลงทะเบยี นจติ อาสาฯ

-6-

จิตอาสาฝ่ายส่งกำลังบำรุงและสนับสนุน หมายถึง กลุ่มงานจิตอาสาที่สนับสนุน อำนวยความสะดวก
ดูแลความเรยี บรอ้ ย จดั หาหรือบรกิ ารอาหาร นำ้ ด่มื ให้กบั ประชาชนทีเ่ ขา้ ร่วมกจิ กรรม/จติ อาสาท่ีเขา้ ร่วมปฏบิ ตั งิ าน

จิตอาสาฝา่ ยประชาสัมพันธ์ หมายถงึ กลุม่ งานจิตอาสาท่ชี ว่ ยงานประชาสัมพันธแ์ ละใหบ้ รกิ ารข้อมูลการ
จัดกิจกรรมจติ อาสาฯรวมถึงชว่ ยดแู ลตอ้ นรบั ประชาชนทม่ี าเขา้ รว่ มกิจกรรม

จิตอาสาฝ่ายรักษาความปลอดภัยและจราจร หมายถึง กลุ่มงานจิตอาสาที่สนับสนุนและช่วยอำนวย
ความสะดวกในการสญั จรของประชาชนการแนะนำ เส้นทางการแจง้ อุบตั ิเหตกุ ารจราจรให้เจา้ พนักงานทราบ

2. จิตอาสาภัยพิบัติ: ได้แก่กิจกรรมจิตอาสาพระราชทานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเฝ้า ตรวจ เตือน และ
เตรยี มการรองรบั ภัยพบิ ัติท้งั ทเ่ี กิดจากธรรมชาติ และเกิดจากสาเหตอุ ื่นๆ ที่ส่งผลกระทบตอ่ ประชาชนในพืน้ ทโี่ ดยรวมและ
การเขา้ ช่วยเหลอื บรรเทาความเดือดรอ้ นของประชาชนจากภยั พบิ ัติ ดงั กล่าว เช่น อทุ กภยั วาตภัย อคั คภี ยั เปน็ ต้น

3. จิตอาสาเฉพาะกิจ : ได้แก่กิจกรรมจิตอาสาพระราชทานที่มีวตั ถุประสงค์ให้ปฏิบัติในงานพระราชพิธี
หรือการรับเสด็จ ในโอกาสต่างๆ เป็นการใช้กำลังพลจิตอาสารว่ มปฏิบัติกับ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือหรือ
อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนท่ีมาร่วมงานรวมทั้งการเตรยี มการ การเตรียมสถานทแ่ี ละการฟ้ืนฟสู ถานที่ภายหลัง การ
ปฏบิ ัติในพระราชพิธี และการเสดจ็ ฯ นน้ั ๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

-7-

คำถามทา้ ยบทที่ 2

1. การฝึกนสิ ยั ดัง้ เดิมที่ยังไม่ได้ขัดเกลาใหเ้ หมาะสม ร้จู ักการข่มใจตนเองท่จี ะไม่ทำในสิง่ ทไี่ มด่ ี ไม่ยอมให้กิเลสมา
รบเร้า หลอกล่อ และนำพาเราไปสู่สิง่ ทไี่ ม่ดี คือ ธรรมะใด
2. การศกึ ษาเพ่ือปรับปรงุ และพฒั นาตวั เองเป็นการฝกึ ฝนตนเอง ในการดำเนินชีวิต ได้แก่ ศลี สิกขา จติ สกิ ขา
และปญั ญาสิกขา คือ ธรรมะข้อใด
3. ทหารมหาดเลก็ ทำความสะอาดคลองโอ่งอา่ ง คือ จิตอาสาประเภทใด
4. ชาวบ้านในชุมชนช่วยกนั ดูแลความสะอาดในชมุ ชน คือ จิตอาสาประเภทใด
5. หน่วยทหารบรรเทาสาธารณภยั ในพ้นื ที่น้ำทว่ ม คอื จติ อาสาประเภทใด
6. แพทยแ์ ละพยาบาล ช่วยกันจดั งานการกุศลของโรงพยาบาล ดว้ ยการใชง้ านฝมี ือในการจัดงาน
7. ทหารหน่วยตา่ ง ๆ ช่วยกันสร้างโรงพยาบาลสนามเพ่ือรองรับผปู้ ว่ ยโรคโควิด – 19 คอื จิตอาสาประเภทใด
8. นกั เรยี นนายสบิ ชว่ ยกนั ดูแลความสะอาดกองรอ้ ย คือ จติ อาสาประเภทใด
9. เหลา่ ศิลปินดารา ชว่ ยกันบรจิ าดเงินและสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผปู้ ระสบภยั นำ้ ทว่ ม คือ จติ อาสาประเภทใด
10. กลุ่มแม่บา้ นท่านชว่ ยกันสรา้ งผลติ ภณั ฑแ์ ลว้ จำหน่ายเพื่อ หารายไดช้ ่วยเหลือเหลา่ ทหารผ่านศกึ คือ จติ อาสา

ประเภทใด

-8-

บทที่ 3
อุดมการณ์และสถาบันพระมหากษตั ริย์

“สถาบันพระมหากษัตริย์” หน่ึงในสามเสาหลกั สำคญั ของประเทศไทยที่ยนื หยดั มานบั พันปีจนถึงปัจจุบัน
โดยมบี ทบาทมีคณุ ปู การนำพาคนไทยสรา้ งชาติ รกั ษาเอกราช วัฒนธรรม ความเปน็ ไทยใหค้ งอยูร่ อด ท่ามกลางการรุกคืบ
ขยายอิทธิพลทางความคิดของชาติตะวันตก ทั้งด้านการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ได้นำพาประเทศให้
พัฒนาเติบโตก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกแทรกซึมไปทั่วซึ่งไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่
ประเทศทยี่ ังปกครองดว้ ยระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั ริย์ทรงเป็นประมุข และรักษาเอกลักษณ์ความเปน็ ชาติไว้
ได้อยา่ งน่าภาคภมู ใิ จ

สมยั สโุ ขทัย
(พ.ศ. 1792 – 1981)

พ่อขนุ ศรอี ินทราทิตย์ เม่อื ครงั้ ยงั เป็นพ่อขนุ บางกลางหาวได้รว่ มมือกับพ่อขุนผาเมอื ง เจา้ เมอื งราดแห่ง
ราชวงศ์ศรนี าวนำถุม รวมกำลังพลกัน กระทำรัฐประหารขอมสบาดโขลญลำพง โดยพ่อขุนบางกลางหาวตีเมืองศรีสัชนา
ลยั และเมืองบางขลงได้ และยกท้งั สองเมืองให้พ่อขนุ ผาเมือง ส่วนพอ่ ขุนผาเมืองตีเมืองสุโขทัยได้ กไ็ ดม้ อบเมืองสุโขทัยให้
พ่อขนุ บางกลางหาว พรอ้ มพระขรรคช์ ยั ศรีและพระนาม "ศรอี ินทรบดินทราทติ ย"์ ซึ่งได้นำมาใช้เป็นพระนาม ภายหลังได้
คลายเป็น ศรีอินทราทิตย์ การเข้ามาครองสุโขทัยของพระองค์ ส่งผลให้ราชวงศ์พระร่วงเข้ามามีอิทธิพลในเขตนคร
สุโขทัยเพิ่มมากขึ้น และได้แผ่ขยายดินแดนกว้างขวางมากออกไปแต่เขตแดนเมืองสรลวงสองแควก็ยังคงเป็นฐานกำลัง
ของราชวงศศ์ รนี าวนำถุมอยู่ 7

ในกลางรัชสมัย ทรงมีสงครามกับขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด ทรงชนช้างกับขุนสามชน แต่ไพร่พลของ
พระองค์ ได้เตลิดหนีดังคำในศิลาจารึกว่า "ไพร่ฟ้าหน้าใสพ่อกู หนีญญ่ายพ่ายจแจ๋น"(หนี-ยอ-ย่าย-พ่าย-จอ-แจ้น)

-9-

ขณะนั้นพระโอรสองค์เล็ก (รามราช) มีพระปรีชาสามารถ ได้ขับช้างแซงขึ้นไปชนช้างชนะขุนสามชน ภายหลังจึงทรง
เฉลมิ พระนามพระโอรสวา่ รามคำแหง

พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

การเมอื งการปกครอง
เมื่อพ่อขุนศรีอินทราทิตยท์ รงขจัดอิทธิพลของเขมรออกไปจากกรุงสุโขทัยได้ในปลายพุทธศตวรรษที่ 18

การปกครองของกษตั ริย์สุโขทยั ได้ใช้ระบบปิตุราชาธปิ ไตยหรือ "พอ่ ปกครองลูก" ดังข้อความในศลิ าจารึกพ่อขุนรามคำแหง
ว่า คำพูด"....เม่อื ชวั่ พ่อกู กบู ำเรอแกพ่ ่อกู กไู ด้ตวั เนอื้ ตวั ปลา กเู อามาแก่พ่อกู กไู ดห้ มากส้มหมากหวาน อันใดกินอร่อยดี กู
เอามาแก่พ่อกู กไู ปตีหนังวงั ช้างได้ กูเอามาแก่พอ่ กู กูไปทอ่ บ้านท่อเมือง ไดช้ ้างได้งวง ได้ปั่วได้นาง ได้เงือนได้ทอง กูเอามา
เวนแก่พอ่ ก.ู ."
ปรากฏข้อความในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงว่าพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงใช้พระราชอำนาจในการยุติธรรมและนิติ
บัญญัตไิ ว้ดงั ต่อไปน้ี

1) ราษฎรสามารถคา้ ขายได้โดยเสรี เจา้ เมืองไม่เรียกเกบ็ จงั กอบหรือภาษผี ่านทาง
2) ผใู้ ดล้มตายลง ทรพั ยม์ รดกก็ตกแก่บตุ ร
3) หากผใู้ ดไม่ไดร้ ับความเปน็ ธรรมในกรณีพิพาท กม็ ีสิทธิไปสน่ั กระด่ิงท่ีแขวนไวห้ น้าประตูวังเพื่อถวายฎีกาต่อ
พระมหากษัตริย์ได้ พระองค์ก็จะทรงตดั สินดว้ ยพระองคเ์ อง

นอกจากนี้ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชยังทรงใช้พุทธศาสนาเป็นเครื่องช่วยในการปกครอง โดยได้ทรง
สร้าง "พระแท่นมนังคศิลาบาตร" ขึ้นไว้กลางดงตาล เพื่อให้พระเถรานุเถระแสดงพระธรรมเทศนาแก่ประชาชนในวันพระ
ส่วนวันธรรมดาพระองค์จะเสดจ็ ประทบั เป็นประธานให้เจ้านายและขา้ ราชการปรึกษาราชการร่วมกัน

-10-

วรรณกรรม ประดษิ ฐ์อกั ษรไทย บนหลักศลิ าจารึก พ.ศ. 1826

หลักศิลาจารึกของ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

เศรษฐกจิ และการค้า
โปรดให้สร้างทำนบกักน้ำที่เรียกว่า “สรีดภงส์” เพื่อนำน้ำไปใช้ในตัวเมืองสุโขทัยและบริเวณใกล้เคียง

โดยอาศยั แนวคนั ดินท่เี รียกวา่ “เขอื่ นพระรว่ ง” ทำใหม้ นี ำ้ สำหรับใช้ในการเพาะปลกู และอุปโภคบริโภคในยาม ที่บา้ นเมือง
ขาดแคลนน้ำ

สรดี ภงส์ ในปัจจุบนั

ทรงส่งเสริมการค้าขายอย่างเสรีภายในราชอาณาจักรด้วยการไม่เก็บภาษีผ่านด่านหรือ “จกอบ”
(จังกอบ) จากบรรดาพ่อค้าที่เข้ามาค้าขายในกรุงสุโขทัย ดังคำจารึกบนศิลาจารึกว่า "เจ้าเมือง บ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทาง"
นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่ปรากฏว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงส่งเสริมให้ชาวสุโขทัยนิยมการค้าขายนั้น ปรากฏตาม
ศิลาจารกึ ตอนหนึ่งว่า "เพอ่ื นจงู วัวไปคา้ ขมี่ า้ ไปขาย ใครจะใครค่ า้ ชา้ งคา้ ใครจกั ใคร่คา้ ม้าค้า ใครจกั ใคร่คา้ เงือนค้าทองค้า"

-11-

อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า ทรงเปิดเสรีทุกประการในการค้าขายทำให้การค้าขายขยายออกไปอย่างกว้างขวางจ นปรากฏ
แหลง่ การค้าสำคัญในสุโขทยั ได้แก่ "ตลาดปสาน" จากศลิ าจารึกกลา่ วว่า "เบ้อื งตีนนอนเมืองสุโขทยั มีตลาดปสาน"

ในด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงเจริญสัมพันธไมตรกี ับมหาอำนาจอย่าง
"จีน" โดยนอกจากการเพิ่มพูนสัมพันธไมตรีตามปกติแล้ว ยังโปรดให้นำช่างจากชาวจีนมาเพื่อก่อตั้งโรงงานตั้งเตาทำถ้วย
ชามทง้ั เพื่อใช้ในประเทศ และสามารถสง่ ออกไปยงั ประเทศใกล้เคียงได้ดว้ ย ถว้ ยชามท่ผี ลิตในยคุ นี้เรยี กวา่ "ชามสังคโลก"

ชามสังคโลก

ศาสนาและวฒั นธรรม
ทรงคิดประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้แทนตัวอักษรขอมที่เคยใช้กันมาแต่เดิม เมื่อ พ.ศ. 1826 เรียกว่า

“ลายสือไทย” และได้มีการพัฒนาการมาเป็นลำดับจนถึงอักษรไทยในยุคปัจจุบัน ทำให้คนไทยมีอักษรไทยใช้มาจนถึงทุก
วันนี้

โปรดให้จารึกเร่ืองราวบางส่วนท่ีเกิดในสมัยของพระองค์ โดยปรากฏอยู่ในศิลาจารึกสโุ ขทัยหลักที่ 1 ทำ
ให้คนไทยยุคหลังได้ทราบ และนักประวัติศาสตร์ได้ใช้ศิลาจารึกดังกล่าวเป็นข้อมูลหลักฐานในการศึกษาค้นคว้าเรื่องราว
ประวตั ศิ าสตรส์ ุโขทยั

-12-

อักษรไทย ท่พี ่อขนุ รามคำแหงประดิษฐ์ขึ้น

ทรงรับเอาพระพุทธศาสนา นิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์ จากลังกา ผ่านเมืองนครศรีธรรมราช มา
ประดิษฐานที่เมืองสุโขทัย ทำให้พระพทุ ธศาสนาวางรากฐานมั่นคงในอาณาจกั รสโุ ขทัย และเผยแผ่ไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ใน
ราชอาณาจกั รสุโขทยั จนกระท่ังไดก้ ลายเปน็ ศาสนาประจำชาติไทยมาจนถึงทุกวันนี้

เมื่อพระพุทธศาสนาได้มาตั้งมั่นที่นครศรีธรรมราช พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงเลื่อมใสศรัทธาใน
พระพุทธศาสนาจึงให้นิมนต์พระเถระชั้นผู้ใหญ่จากเมืองนครศรีธรรมราชไปตั้งเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่กรุงสุโขทัยด้วย
และนับเป็นการเร่มิ การเจริญสัมพันธไมตรีกับลังกา อีกทัง้ ทรงได้สดับกิตติศัพท์ของ "พระพุทธสิหิงค์" ซึ่งเป็นพระพุทธรูปท่ี
เจ้าราชวงศ์ลังกาสร้างขึ้นด้วยพระพุทธลักษณะที่งดงาม และมีความศักดิ์สิทธิ์ จึงทรงให้พระยานครศรีธรรมราช เจ้า
ประเทศราชแต่งสาส์นให้ทูตถือไปยังลังกา เพื่อขอเป็นไมตรีและขอพระราชทานพระพุทธสิหิงค์มาเพื่อเป็นพระ
คูบ่ ้านคเู่ มอื งไทยสืบไป

อาณาเขต
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ทรงขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวางไพศาล คอื

ทศิ เหนอื ทรงปราบได้เมืองแพร่, เมอื งนา่ น, เมืองพลัว (อำเภอปวั น่าน), ขา้ มฝัง่ โขงไปถงึ เมืองชวา (หลวงพระ
บาง) เปน็ เขตแดนไทย

ทิศตะวันออก ทรงปราบได้เมืองสรหลวงสองแคว (พิษณุโลก), ลุมบาจาย, สะค้า (สองเมืองหลังนี้อาจอยู่แถว
ลมุ่ แมน่ ้ำนา่ นหรือแควป่าสักก็ได)้ , ข้ามฝัง่ แม่นำ้ โขงไปถึงเวยี งจนั ทนแ์ ละเวียงคำในประเทศลาว

ทิศใต้ ทรงปราบไดค้ นที (บ้านโคน จงั หวดั กำแพงเพชร), พระบาง (นครสวรรค์), แพรก (ชยั นาท), สพุ รรณภูมิ,
ราชบรุ ี, เพชรบรุ ี, และนครศรีธรรมราช โดยมฝี ่ังทะเลสมุทร (มหาสมทุ ร) เป็นเขตแดนไทย

-13-

ทิศตะวนั ตก ทรงปราบไดเ้ มืองฉอด,มสี มุทรเป็นเขตแดนไทย

แผนที่อาณาจักรสโุ ขทัย

ความสัมพนั ธ์ระหว่างประเทศ
การใช้ความสัมพันธ์ทางด้านการทูตและความสัมพันธ์ทางด้านวัฒนธรรม โดยเฉพาะทางด้าน

พระพุทธศาสนาแทนการทำสงคราม ทำให้สุโขทัยมีแต่ความสงบร่มเย็น ไม่เกิดสงครามกับแคว้นต่าง ๆ ในสมัยของ
พระองค์ และไดห้ วั เมืองประเทศราชเพ่ิมข้นึ อีกดว้ ย

ทรงทำพระราชไมตรีกับพญามังรายมหาราชแห่งล้านนา และพญางำเมืองแห่งพะเยา โดยทรงยินยอมให้
พญามังรายมหาราชขยายอาณาเขตล้านนาทางน้ำแม่กก แม่น้ำปิง และแม่น้ำวังได้อย่างสะดวก เพื่อให้เป็นกันชนระหวา่ ง
จนี กบั สโุ ขทัย กับท้งั ยงั ไดเ้ สดจ็ ไปทรงชว่ ยเหลอื พญามังรายมหาราชหาชยั ภูมิสร้างเมอื งเชียงใหมเ่ มอ่ื พ.ศ. 1839 ด้วย

ทางอาณาจักรมอญ มีพ่อค้าชื่อ "มะกะโท" เข้ารับราชการอยู่ในราชสำนักของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
มะกะโทได้ผูกสมัครรักใคร่กับ "เจ้าเทพธิดาสร้อยดาว" พระธิดาของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช แล้วพากันหนีไปอยู่เมือง
เมาะตะมะ แล้วจึงขออภยั โทษต่อพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ขอพระราชทานนาม และขอยินยอมเปน็ ประเทศราชของกรุง
สโุ ขทยั ซงึ่ พอ่ ขนุ รามคำแหงได้พระราชทานนามวา่ "พระเจ้าฟ้ารั่ว"

-14-

ทางทิศใต้ ได้ทรงอาราธนาพระมหาเถรสังฆราชผู้เรียนจบพระไตรปิฎกมาจากนครศรีธรรมราช ให้มา
เผยแพ่พทุ ธศาสนาในกรุงสุโขทยั

ส่วนด้านเมืองละโว้นั้นทรงปล่อยให้เป็นเอกราชอยู่ เพราะปรากฏว่ายังส่งเครื่องบรรณาการไปจีนอยู่
ระหว่าง พ.ศ. 1834 ถึง พ.ศ. 1840 ท้งั น้ี พอ่ ขุนรามคำแหงมหาราชก็คงจะได้ทรงผูกไมตรีกับเมืองละโว้ไว้ นอกจากน้ี พ่อ
ขนุ รามคำแหงมหาราชเองกท็ รงสง่ ราชทตู ไปจนี สามครง้ั เพ่ือเจริญสัมพนั ธไมตรี

พระมหาธรรมราชาที่ 1

พระราชประวัติ
เป็นหลานปู่ของพ่อขนุ รามคำแหงมหาราชพระยาลิไทยเป็นกษัตริย์องคท์ ี่ 6 แหง่ อาณาจักรสุโขทัย มีพระ

นามเดมิ ว่าฦๅไทย (ลอื ไทย) ซงึ่ ภาษาบาลีสะกดว่า ลิเทยฺย (ลไิ ทย)10 ขึ้นครองราชยต์ ่อจากพระยางว่ั นำถุม เดิมทรงปกครอง
เมืองศรีสชั นาลยั ในฐานะอปุ ราชหรือรัชทายาทเมืองสโุ ขทัย เมอ่ื ปี พ.ศ. 1882

เมื่อพระยาเลอไทยเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 1884 พระยางั่วนำถุมได้ขึ้นครองราชย์จนเสด็จสวรรคตใน
พ.ศ. 1890 พระยาลิไทยโดยต้องใช้กำลังทหารเข้ามายึดอำนาจเพราะที่สุโขทัยเกิดการกบฏการสืบราชบัลลังก์ ไม่เป็นไป
ตามครรลองครองธรรม พระยาลไิ ทยยกทัพมาแย่งชิงราชสมบัติได้ และขน้ึ ครองราชย์ใน พ.ศ. 1890 ทรงพระนามว่า พระ
บาทกมรเตงอัญศรีสุริยพงษร์ ามมหาธรรมราชาธิราช

-15-

ศาสนา

พระยาลิไทยทรงเลื่อมใสในศาสนาพุทธเป็นอย่างมากนโยบายการปกครองที่ใช้ศาสนา เป็นหลักรวม
ความเปน็ ปึกแผน่ จึงเปน็ นโยบายหลักในรัชสมัยน้ี ดว้ ยทรงดำรวิ ่าการจะขยายอาณาเขตต่อไปเช่นเดียวกบั ในรัชกาลพ่อขุน
รามคำแหง พระอัยกา ก็จักต้องนำไพร่พลไปล้มตายอีกเป็นอันมาก พระองค์จึงทรงมีพระราชประสงค์ที่จะปกครอง
บา้ นเมอื งเชน่ เดียวกับพระเจ้าอโศกมหาราชท่ีทรงปกครองอนิ เดียให้เจริญได้ด้วยการส่งเสริมพระพุทธศาสนา และส่ังสอน
ชาวเมืองใหต้ ัง้ อยู่ในศีลธรรมอนั จะเปน็ วธิ รี ักษาเมืองให้ยั่งยนื อยู่ได้

ทรงสร้างเจดีย์ทเ่ี มืองนครชุม (กำแพงเพชร) ผนวชในพระพทุ ธศาสนาเมื่อ พ.ศ. 1905 ทวี่ ดั ป่ามะม่วงการ
ที่ทรงออกผนวช นับว่าทำความมั่นคงให้พุทธศาสนามากขึ้น ดังกล่าวแล้วว่า หลังรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว
บ้านเมืองแตกแยก วงการสงฆ์เองก็แตกแยก แต่ละสำนักแต่ละเมืองกป็ ฏิบัติแตกต่างกันออกไป เมื่อผู้นำทรงมศี รทั ธาแรง
กล้าถึงขั้นออกบวช พสกนิกรทั้งหลายกค็ ล้อยตามหันมาเลื่อมใสตามแบบอย่างพระองค์ กิตติศัพท์ของพระพุทธศาสนาใน
สุโขทัยจึงเลื่องลือไปไกล พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่หลายรูปได้ออกไปเผยแพร่ธรรมในแคว้นต่าง ๆ เช่น อโยธยา หลวงพระบาง
เมืองน่าน แม้แต่พญากือนาแห่งอาณาจักรล้านนาก็นิมนต์พระสุมณเถระจากสุโขทัยไปเพื่อเผยแพร่ธรรมที่อาณาจัก ร
ล้านนา

นอกเมืองสุโขทัยทางทิศตะวันตก ทรงอาราธนาพระสามิสังฆราชจากลังกาเข้ามาเป็นสังฆราชในกรุง
สุโขทัย เผยแพร่เพิ่มความเจริญให้แก่พระศาสนามากยิ่งขึ้น ทรงสร้างและบูรณะวัดมากมายหลายแห่ง รวมทั้งการสร้าง
พระพทุ ธรปู เปน็ จำนวนมาก เชน่ พระพทุ ธชนิ สีห์ พระศรีศาสดา และพระพุทธรปู องค์สำคัญองค์หนึ่งของประเทศคือ พระ
พุทธชินราช ปจั จบุ นั ประดษิ ฐานอยทู่ ี่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวหิ าร

พระยาลิไทย ทรงปราดเปรื่องในความรู้ในพระพุทธศาสนา ทรงมีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎกภาษา
บาลี พระองค์ได้ทรงแบง่ พระสงฆ์ออกเปน็ 2 ฝา่ ยคือฝ่าย "คามวาสี" และฝ่าย "อรัญวาส"ี โดยให้ฝา่ ยคามวาสีเน้นหนักการ
สั่งสอนราษฎรในเมืองและเน้นการศึกษาพระไตรปิฎก ส่วนฝ่ายอรัญวาสีเน้นให้หนักด้านการวิปัสสนาและประจำอยู่ตาม
ป่าหรอื ชนบท ดว้ ยทรงเป็นองค์อุปถัมภพ์ ระศาสนาตลอดพระชนม์ชีพ ราษฎรจึงถวายพระนามว่า "พระมหาธรรมราชา"

พระยาลิไท ได้สร้างและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระธาตุช่อแฮ (วัดพระธาตุช่อแฮปัจจุบัน) เมื่อปี
พ.ศ. 1902

นอกจากศาสนาพุทธแล้ว พญาลิไทยยังทรงอุปถัมภ์ศาสนาฮินดูด้วยโดยทรงสร้างเทวรูปขนาดใหญ่หลาย
องค์ซึ่งยังเหลือปรากฏให้ศึกษาในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในกรุงเทพมหานครและที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัด
พิษณโุ ลก

-16-

ภาษาและวรรณคดี
ด้านอักษรศาสตร์ทรงพระปรีชาสามารถนิพนธ์หนังสือ “ไตรภูมิพระร่วง” ท่ีนับเป็นงานนิพนธ์ที่เก่าแก่

ที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ด้วยทรงเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกจึงทรงนิพนธ์ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
ประเพณใี นพระพุทธศาสนา โลกมนุษย์ สวรรค์ และนรก

นอกจากพระเจ้าลไิ ทยจะทรงนิพนธว์ รรณคดเี ลม่ แรกของไทยแลว้ ยงั ทรงดดั แปลงการเขยี นหนงั สือไทยที่
พ่อขุนรามคำแหงทรงสร้างไว้ โดยกำหนดให้มีสระข้างบน ข้างล่าง ข้างหน้า ข้างหลัง รวมทั้งแก้ไขรูปพยัญชนะให้อ่าน
เขยี นสะดวกขึ้น
การสร้างเมอื ง

ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญหลายประการ เช่น สร้างถนนพระร่วงตั้งแต่เมืองศรีสัชนาลัยผ่านกรุง
สุโขทัยไปถึงเมืองนครชุม (กำแพงเพชร) บูรณะเมอื งนครชมุ

ทรงสร้างเมอื งสองแคว (พิษณุโลก) เป็นเมอื งลกู หลวงโดยการย้ายเมืองซ่งึ เคยอยู่ทีส่ องแควซึ่งเดิมอยู่ทาง
ใต้ (วดั จุฬามณีในปัจจบุ นั ) แต่ยงั คงเรียกว่าเมอื งสองแควตามเดมิ

-17-

ความสมั พนั ธร์ ะหว่างประเทศ

นับแต่พระยาลิไทยได้ครองราชย์มา 2 ปี สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ผู้ครองกรุงศรีอยุธยา ได้ให้สมเด็จ
พระบรมราชาธิราชที่ 1 ยกทัพมาตีเมืองชัยนาท หัวเมืองชั้นในของกรุงสุโขทัยด้วยขณะนั้นกรุงสุโขทัยอ่อนแอจาก
ทุพภกิ ขภัย ขา้ วกลา้ ในนาเสยี หาย ชาวเมืองอดอยาก

ต่อมาพระยาลิไทยได้ส่งทูตไปเจรจาให้กรุงศรีอยุธยาคืนเมืองชัยนาทแต่โดยดี และจะยินยอมให้เป็น
ประเทศอิสระและมีไมตรีกันเช่นเดียวกับขอมที่ครองเมืองลพบุรี กรุงศรีอยุธยาเห็นควรด้วยเกรงวา่ ขอมจะร่วมมือกับกรุง
สุโขทยั จดั ทัพกระหนาบมาตี กรงุ ศรีอยุธยาจึงคนื เมอื งชยั นาทใหพ้ ระยาลไิ ทย

หลังจากสมั พันธไมตรีระหว่าง 2 กรุงดำเนนิ มาได้ราว 10 ปี เมื่อพระเจ้าอู่ทองสวรรคต ไมตรรี ะหว่างกรุง
สุโขทัยกบั กรงุ ศรีอยุธยาก็เร่ิมตึงเครียดขึ้น และเม่อื ขนุ หลวงพระงั่ว (พระบรมราชาธิราช) ไดร้ าชสมบตั ิครองกรุงศรีอยุธยา
ก็ได้กรีธาทัพไปตีกรุงสุโขทัย สงครามระหว่าง 2 กรุงดำเนินไปถึง 6 ปีเศษ ขุนหลวงพระง่ัวก็ไม่อาจเอาชยั ทพั พระยาลไิ ทย
กรุงสโุ ขทยั ได้

-18-

กรงุ ศรอี ยธุ ยา
(พ.ศ. 1893 - พ.ศ. 2310)
พระเจา้ อูท่ อง (พ.ศ. 1857 - พ.ศ. 1912)
การสถาปนากรุงศรอี ยธุ ยา

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเมื่อวันศุกร์ ขึ้น 6 ค่ำ
เดือน 5 ปีขาล จุลศักราช 712 ตรงกับวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 1893 ชีพ่อพราหมณ์ถวายพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิบดี
แล้วโปรดให้ขุนหลวงพะงั่ว ซึ่งเป็นพระเชษฐาของพระมเหสีเป็น สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า ไปครองเมืองสุพรรณบุรี
สว่ นพระราเมศวร รชั ทายาทให้ไปครองเมืองลพบุรี

ภาพวาดแผนทก่ี รุงศรอี ยุธยา

การสงครามกบั เขมร
ในสมยั สมเด็จพระรามาธิบดที ่ี 1 พระองคท์ รงเจรญิ สมั พันธไมตรีกบั แวน่ แคว้นตา่ ง ๆ มากมาย แมก้ ระทั่ง

ขอม ซึ่งก็เป็นมาดว้ ยดีจนกระทั่งกษัตริยข์ อมสวรรคต พระราชโอรสนาม พระบรมลำพงศ์ ทรงขึ้นครองราชย์ ซึ่งพระบรม
ลำพงศ์ก็แปรพักตร์ไม่เป็นไมตรีดังแต่ก่อน สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 จึงให้สมเด็จพระราเมศวรยกทัพไปตีกัมพูชา และให้
สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) ทรงยกทัพไปช่วย จึงสามารถตีเมืองนครธมแตกได้ พระบรมลำพงศ์
สวรรคตในศึกครง้ั นี้ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 จึงแตง่ ต้งั ปาสตั พระราชโอรสของพระบรมลำพงศ์เป็นกษัตรยิ ์ขอม

-19-

ตรากฎหมาย

สมเด็จพระรามาธบิ ดที ่ี 1 ทรงประกาศใชก้ ฎหมายถงึ 10 ฉบบั ในรชั สมยั ของพระองค์ ได้แก่

- พระราชบัญญตั ิลกั ษณะพยาน
- พระราชบัญญตั ลิ ักษณะอาญาหลวง
- พระราชบัญญตั ิลกั ษณะรับฟอ้ ง
- พระราชบัญญตั ิลักษณะลักพา
- พระราชบญั ญตั ิลกั ษณะอาญาราษฎร์
- พระราชบญั ญัตลิ ักษณ์โจร
- พระราชบัญญตั เิ บ็ดเสรจ็ ว่าด้วยท่ดี ิน
- พระราชบญั ญตั ิลกั ษณะผวั เมยี
- พระราชบญั ญตั ลิ ักษณะโจรว่าดว้ ยโจร
ในประวตั ศิ าสตรบ์ างแหลง่ บอกวา่ มมี ากกวา่ น้ี แต่เท่าท่ีหาหลักฐานได้ มเี พยี งเทา่ น้เี ท่าน้นั

การศาสนา

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าใหส้ ร้างวัดต่าง ๆ เช่น วัดพุทไธศวรรย์ (สรา้ งปี พ.ศ. 1876) วดั ป่าแก้ว (สร้างปี
พ.ศ. 1900) และวัดพระราม (สร้างปี พ.ศ. 1912)

การสงครามกบั สุโขทัย

รัชกาลของสมเด็จพระรามาธิบดที ี่ 1 (พระเจ้าอ่ทู อง) แหง่ กรุงศรอี ยธุ ยานน้ั คาบเก่ีบวกบั รัชสมยั ของ พระ
มหาธรรมราชาท่ี 1 (ลิไท) แหง่ กรงุ สุโขทัย ช่วงน้นั เป็นช่วงทีส่ โุ ขทัยมิอาจตา้ นทานความแข็งแกรง่ ของอยุธยาได้ แม้ว่าพระ
มหาธรรมราชาลิไท จะเสด็จไปประทับที่สองแคว (พิษณุโลก) เพื่อเตรียมรับศึกอยุธยาแล้วกต็ ามแต่สุดท้ายพระมหาธรรม
ราชาลิไทกไ็ ด้เจรจาประนีประนอมยอมให้กรุงศรีอยธุ ยาเป็นราชธานีคู่กับสุโขทัย และท้ังสองนครนก้ี ็เป็นไมตรีต่อกันมาจน
ตลอดรชั กาลของพระองค์

การค้าขาย และสมั พันธไมตรรี ะหวา่ งประเทศ

ในด้านไมตรีกบั ต่างประเทศในสมยั เม่ือสร้างกรงุ ศรอี ยธุ ยานั้น ฝรงั่ กบั ญ่ปี ุน่ ยังไมม่ มี าค้าขาย แต่การไปมา
ค้าขายกบั เมอื งจนี , แขก, จาม, ชวา, มลายู ตลอดจนอนิ เดยี , เปอร์เซีย และ ลังกาน้ันไปถึงกนั มานานแลว้

-20-

สำหรับการค้าขายกับจีนนั้น ราชวงศ์อู่ทองของไทย ตรงกับราชวงศ์หมิงของจีน พระเจ้าหงอู่ แห่ง
ราชวงศ์หมิงเมื่อทราบว่ากรุงศรีอยุธยาตั้งเปน็ อสิ รภาพก็แต่งให้ หลุย จงจนุ่ เป็นราชทตู เขา้ มาเจริญพระราชไมตรีถึงกรุงศรี
อยธุ ยา พระองคจ์ ึงแต่งให้ราชทูตออกไปเมืองจนี พรอ้ มกับราชทูตจนี เพ่อื เจริญสมั พันธไมตรกี บั จีนในคราวน้นั ดว้ ย

-21-

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ.2133 – 2148)

การตีกรงุ ศรีอยธุ ยาของเขมร
เมื่อปี พ.ศ. 2113 พระยาละแวกหรือสมเด็จพระบรมราชา กษัตริย์เขมร ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรี

อยุธยามาก่อนตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 เห็นกรุงศรีอยุธยาบอบซ้ำจากการทำสงครามกับพม่าจึงถือโอกาสยก
กองทัพเข้ามาซ้ำเติมโดยมีกำลังพล 20,000 นาย เข้ามาทางเมืองนครนายก เมื่อมาถึงกรุงศรีอยุธยาได้ตั้งทัพอยู่ที่ตำบล
บ้านกระทุ่มแล้วเคลื่อนพลเข้าประชิดพระนครและได้เข้ามายืนช้างบัญชาการรบอยู่ในวัดสามพิหาร รวมทั้งวางกำลังพล
รายเรียงเข้ามาถงึ วัดโรงฆ้องต่อไปถึงวดั กุฎีทอง และนำกำลงั พล 5,000 นาย ช้าง 30 เชือก เขา้ ยดึ แนวหน้าวดั พระเมรุราชิ
การามพร้อมกับให้ทหารลงเรือ 50 ลำแล่นเข้ามาปล้นพระนครตรงมุมเจ้าสนุกในครั้งนั้นสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
เสด็จออกบัญชาการการรบป้องกันพระนครเป็นสามารถ กองทัพเขมรพยายามยกพลเข้าปล้นพระนครอยู่ 3 วัน แต่ไม่
สำเรจ็ จงึ ยกกองทัพกลับไปและไดก้ วาดต้อนผคู้ นชาวบา้ นนาและนครนายกไปยังประเทศเขมรเป็นจำนวนมาก 12

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2117 ในขณะที่กองทัพกรุงศรีอยุธยาภายใต้การบังคับบัญชาของสมเด็จพระธรรม
ราชาธิราชและพระนเรศวรไดย้ กกองทัพไปช่วยหงสาวดีเพ่ือตเี มืองศรีสตั นาคนหตุ พระยาละแวกไดถ้ อื โอกาสยกกองทัพมา
ทางเรือเข้าตีกรุงศรีอยุธยาอีกครั้งหนึ่ง แต่การศึกครั้งนี้โชคดีเป็นของกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือขณะที่กองทัพกรุงศรีอยุธยา
ยกไปถึงหนองบัวลำภู เมืองอุดรธานี พระนเรศวรประชวรเป็นไข้ทรพิษ ดังนั้นพระเจ้าบุเรงนองจึงโปรดให้กองทัพกรุงศรี
อยุธยายกทัพกลบั ไป โดยกองทัพกรุงศรีอยุธยากลับมาไดท้ นั เวลาท่ีกรุงศรีอยธุ ยาถูกโจมตีจากกองทัพเรือเขมร ซึ่งข้ึนมาถึง

-22-

กรุงศรีอยุธยาเมื่อเดอื นอ้าย พ.ศ. 2118 โดยได้ตั้งทัพชุมนมุ พลอยู่ที่ตำบลขนอนบางตะนาวและลอบแฝงเข้ามาอยู่ในวัดพ
นัญเชงิ รวมท้งั ใชเ้ รือ 3 ลำเขา้ ปล้นชาวเมืองที่ตำบลนายกา่ ย ฝา่ ยกรุงศรีอยุธยาได้ใชป้ ืนใหญ่ยิงไปยังป้อมค่ายนายก่ายถูก
ข้าศึกล้มตายเปน็ อนั มาก แล้วให้ทหารเรอื เอาเรือไปท้าทายใหข้ ้าศกึ ออกมารบพ่งุ จากนน้ั กห็ ลอกลอ่ ใหข้ า้ ศึกรกุ ไล่เขา้ มาใน
พื้นท่ีการยิงหวังผลของปนื ใหญ่ เมอ่ื พรอ้ มแลว้ ก็ระดมยงิ ปนื ใหญถ่ ูกทหารเขมรแตกพา่ ยกลบั ไป

รบกับเขมรท่ีไชยบาดาล
ในปี พ.ศ. 2121 พระยาจีนจันตุ ขุนนางจีนของกัมพูชา รับอาสาพระสัฎฐามาปล้นเมืองเพชรบุรี แต่ต้อง

พ่ายแพ้ตีเข้าเมืองไม่ได้จะกลับกัมพูชาก็เกรงว่าจะต้องถูกลงโทษ จึงพาสมัครพรรค พวกมาสวามิภักดิ์อยู่กับคนไทย โดย
สมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงชุบเลี้ยงไว้ ต่อมาไม่นานก็ลงเรือสำเภาหนีออกไป เวลานั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชมี
พระชนมายุได้ 24 พรรษา ตระหนักในพระทัยดีว่า พระยาจีนจันตุเป็นผู้สืบข่าวไปให้เขมร พระองค์จึงเสด็จลงเรือกราบ
กนั ยารับตามไป เสด็จไปดว้ ยอีกลำหนึง่ ตามไปทันกนั เมื่อใกล้จะออกปากน้ำ พระยาจีนจันตยุ ิงปนี ต่อสู้ สมเด็จพระนเรศวร
จึงเร่งเรือพระที่นัง่ ขึ้นหนา้ เรือลำอ่ืนประทับยืนทรงยิงพระแสงปืนนกสับที่หน้ากนั ยาไล่กระช้ันชดิ เข้าไปจนข้าศึกยิงมา ถูก
รางพระแสงปืนแตกอยู่กับพระหัตถ์ก็ไม่ยอมหลบ พระเอกาทศรถเกรงจะเป็นอันตราย จึงตรัสสั่งให้เรือที่ทรงเข้าไปบงั เรือ
สมเดจ็ พระเชษฐาก็พอดีกบั เรือท่ีทรงเข้าไป บังเรอื สมเด็จพระเชษฐาก็พอดีกบั เรือสำเภาของพระยาจนี จนั ตุได้ลมแล่นออก
ทะเลไป เนื่องจากเรือรบไทยเป็นเรือเล็กสคู้ ลื่นลมไม่ไหวจำต้องถอยขบวนกลบั ข้ึนมาตามลำน้ำพบกับสมเดจ็ พระมหาธรรม
ราชาที่คุมกำลังทหารลงเรือหนุนตามมาที่เมืองพระประแดง ทรงกราบทูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ทรงทราบ แล้วเคลื่อน
ขบวนกลับสู่พระนคร

พระปรีชาสามารถในการรบเป็นท่ีประจักษ์หลายครัง้ หลายคราว ครั้นยิ่งนานวันความกลา้ แกรง่ ของพระ
นเรศวรยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ความสามารถในการเป็นผู้นำปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน จนกระทั่งได้รับความนับถือยก
ยอ่ งโดยทั่วไป

แต่การทำสงครามกบั เขมรกย็ งั ไม่จบสิน้ ทัง้ น้เี พราะเขมรยังคงเช่ือวา่ สยามยังอ่อนแอสามารถที่จะเขา้ มาปล้นชิง
ได้อยู่ พ.ศ. 2123 กษตั รยิ ์กมั พูชาไดใ้ หพ้ ระทศราชาและพระสรุ นิ ทรร์ าชาคมุ กำลงั ประมาณ 5,000 ประกอบไปด้วยชา้ ง ม้า
ลาดตระเวนเข้ามาในหัวเมืองด้านตะวันออก แล้วเคลื่อนต่อเข้ามายังเมืองสระบุรีและเมืองอ่ืน ๆ หมายจะปล้นทรัพย์จับ
ผคู้ นไปเป็นเชลย

-23-

ประจวบเหมาะกับพระนเรศวรเสด็จลงมาประทับอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาพอดี เมื่อทรงทราบข่าวศึกก็ทรงทูลขอกำลังทหาร
ประจำพระนคร 3,000 คน ทั้งที่มีกำลังพลน้อยกว่าเขมรแต่สมเด็จพระนเรศวรก็สามารถวางกลศึกหลอกล่อ กระท่ัง
สามารถโจมตีทัพของเขมรใหแ้ ตกหนีกลับไปไดใ้ นที่สุด

ฝา่ ยพระทศโยธา และพระสุรนิ ทราชาเห็นทัพหน้าแตกยับเยนิ ไม่ทราบแน่วา่ กองทัพไทยมีกำลังมากน้อย
เพียงใด ก็รีบถอยหนีกลับไปทางนครราชสีมา ก็ได้ถูกทัพไทยที่ดักทางคอยอยู่ก่อนแล้ว เข้าโจมตีซ้ำเติมอีก กองทัพเขมร
ทั้งหมดจึงรีบถอยหนีกลับไป การรบครั้งนี้ทำให้สมเด็จพระนเรศวรเป็นที่เคารพยำเกรงแก่บรรดาแม่ทัพนายกอง และ
บรรดาทหารทั้งปวงเป็นทยี่ ง่ิ กติ ตศิ พั ทอ์ นั นเี้ ป็นท่เี ล่อื งลือไปถึงกรงุ หงสาวดี และผลจากการรบครัง้ นีท้ ำใหเ้ ขมรไม่กล้าลอบ
มาโจมตีไทยถึงพระนครอีกเลย

การรบทเ่ี มอื งรุมเมอื งคัง
เมื่อพระเจ้าบุเรงนองแห่งหงสาวดีสวรรคต ทางหงสวดีจึงมีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินใหม่ โดยนันทบเุ รงได้

ขน้ึ ครองราชสมบัติสืบตอ่ จากพระเจา้ บุเรงนอง พระนเรศวรในขณะน้นั ก็ได้คุมทัพและเคร่ืองราชบรรณาการไปถวายแก่หง
สาวดตี ามราชประเพณที ี่มมี า คอื เม่ือหงสาวดีมกี ารผลัดเปลยี่ นกษัตริย์ ประเทศราชจะตอ้ งปฏิบัติเช่นน้ี

ทางด้านเจ้าฟ้าเมืองคัง ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของหงสาวดีแข็งเมือง ไม่ยอมส่งราชบรรณาการไปถวายพระเจ้า
นันทบุเรง ดังนั้นทางหงสาวดีจึงจัดกองทพั ขึ้น 3 กอง มีพระมหาอุปราชราชโอรสของพระเจ้านันทบุเรง พระสังขฑัตโอรส
เจ้าเมืองตองอู ส่วนทัพที่ 3 คือกองทัพของพระนเรศวร แห่งกรุงศรีอยุธยาให้ยกไปปราบปรามเมืองคัง กองทัพของพระ
มหาอุปราชบุกเข้าโจมตีเมืองคังก่อน แต่ปรากฏว่าตีไม่สำเร็จ ต่อมาจึงเป็นหน้าที่ของกองทัพพระสังขฑัต แต่การโจมตีก็
ตอ้ งผดิ หวงั ล่าถอยกลับมาอกี เช่นกนั ดังนัน้ จึงเปน็ คราวที่พระนเรศวรจะเข้าโจมตเี มอื งคังบ้าง

พระนเรศวรทรงพิจารณาเหน็ วา่ เมืองคังตั้งอยู่บนท่ีสูง พระองค์จึงวางแผนการยทุ ธจดั ทพั ใหม่ แบ่งกำลัง
ส่วนหนึ่งเข้าโจมตีด้านหน้า กำลังส่วนนี้มีไม่มากนัก แต่กำลังส่วนใหญ่ของพระองค์เปลี่ยนทิศทางโอบเข้าตีด้านหลัง
ประกอบกบั พระองค์ทรงรู้ทางลบั ท่ีจะบุกเข้าสู่เมืองคังอีกด้วย จงึ สามารถโจมตเี มืองคังแตกโดยไม่ยาก พระนเรศวรจับเจ้า
ฟ้าเมืองคังไปถวายพระเจา้ นนั ทบุเรงทหี่ งสาวดเี ป็นผลสำเร็จ

-24-

สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชนำกองทัพอยธุ ยาเข้าโจมตเี มอื งคังจากทางลับ

ชัยชนะในการตีเมืองคังคร้ังนนั้ ทำให้ฝ่ายพม่าเร่ิมรู้วา่ ฝมี ือทัพอยุธยา มคี วามเก่งกลา้ สามารถน่าเกรงขาม
ยิ่งกว่าแต่ก่อน โดยเฉพาะพระสังขฑัต และพระมหาอุปราชารู้สึกมีความละอายมากในการทำศึกครั้งนี้ นอ กจากนี้แล้ว
ต่อมาพวกเขมรยกทัพมากวาดต้อนผู้คนในเมืองนครราชสีมาและหัวเมืองชั้นใน ก็ถูกกองทัพของพระนเรศวรโจมตีแตก
กระเจงิ และเลกิ ทพั ถอยกลับไป

ความเก่งกล้าสามารถของพระนเรศวรมีมากขึ้นเพียงไร ความหวาดระแวงของพระเจ้านันทบุเรงก็เพ่ิม
มากขึ้น พระเจา้ นันทบเุ รงเริ่มไม่ไว้วางพระทัยพระนเรศวร คอยจับจ้องดูความเปล่ยี นแปลงและความสามารถของพระองค์
อยู่ตลอดเวลา คดิ วา่ หากมีโอกาสเมื่อใดกจ็ ะกำจัดตดั ไฟแต่ต้นลม
ประกาศอสิ รภาพ

เมื่อปี พ.ศ. 2126 พระเจ้าอังวะเป็นกบฏ เนื่องจากไม่พอใจทางกรุงหงสาวดีอยู่หลายประการ จึงแข็ง
เมืองพรอ้ มกับเกลยี้ กล่อมเจา้ ไทยใหญ่อีกหลายเมืองให้แข็งเมืองดว้ ย พระเจ้านันทบุเรงจึงยกทัพหลวงไปปราบ ในการณ์น้ี
ได้สั่งให้เจ้าเมืองแปรเจ้าเมืองตองอูและเจ้าเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งทางกรุงศรีอยุธยาด้วย ให้ยกทัพไปช่วยทางไทย สมเด็จ
พระมหาธรรมราชาโปรดให้สมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปแทน

-25-

สมเด็จพระนเรศวรยกทัพออกจากเมืองพิษณุโลก เม่อื วนั แรม 6 คำ่ เดอื น 3 ปีมะแม พ.ศ. 2126 พระองค์
ยกทัพไทยไปช้า ๆ เพื่อให้การปราบปรามเจ้าอังวะเสร็จสิ้นไปก่อน ทำให้พระเจ้านันทบุเรงแคลงใจว่า ทางไทยคงจะ ถูก
พระเจ้าอังวะชักชวนให้เข้าด้วย จึงสั่งให้พระมหาอุปราชาคุมทัพรักษากรุงหงสาวดีไว้ถ้าทัพไทยยกมาถึงก็ให้ต้อนรับและ
หาทางกำจัดเสีย และพระองค์ได้สั่งให้พระยามอญสองคน คือ พระยาเกียรติและพระยาราม ซึ่งมีสมัครพรรคพวกอยู่ท่ี
เมืองแครงมากและทำนองจะเป็นผู้คุ้นเคยกับสมเด็จพระนเรศวรมาแต่ก่อน ลงมาคอยต้อนรับทัพไทยที่เมืองแครง อันเป็น
ชายแดนติดต่อกับไทย พระมหาอุปราชาไดต้ รัสสัง่ เปน็ ความลับวา่ เมอ่ื สมเดจ็ พระนเรศวรยกกองทัพขน้ึ ไป ถ้าพระมหาอุป
ราชายกเข้าตีด้านหน้าเมื่อใด ให้พระยาเกียรติและพระยารามคุมกำลังเข้าตีกระหนาบทางด้านหลัง ช่ วยกันกำจัดสมเด็จ
พระนเรศวรเสียให้จงได้ พระยาเกียรติกับพระยารามเมื่อไปถึงเมืองแครงแล้วได้ขยายความลับนี้แก่พระมหาเถรคันฉองผู้
เปน็ อาจารย์ของตน ทกุ คนไม่มีใครเห็นดดี ้วยกับแผนการของพระเจ้านนั ทบุเรง

กองทัพไทยยกมาถึงเมืองแครง เม่ือวันข้นึ 1 คำ่ เดือน 6 ปวี อก พ.ศ. 2127 โดยใชเ้ วลาเดนิ ทัพเกือบสอง
เดือน กองทัพไทยตั้งทัพอยู่นอกเมือง เจ้าเมืองแครงพร้อมทั้งพระยาเกียรติกับพระยารามได้มาเฝ้าฯ สมเด็จพระนเรศวร
จากนั้นสมเด็จพระนเรศวรได้เสด็จไปเยีย่ มพระมหาเถรคันฉองซึ่งคุ้นเคยกันดีมาก่อน พระมหาเถรคันฉองมีใจจึงกราบทูล
ถึงเรื่องการคิดร้ายของทางพระเจ้านนั ทบุเรง แล้วให้พระยาเกียรติกับพระยารามกราบทูลให้ทราบตามความเปน็ จริง เมื่อ
พระองค์ได้ทราบความโดยตลอดแล้ว ก็มีพระราชดำริเห็นว่าการเป็นอริราชศัตรูกับกรุงหงสาวดีนั้น ถึงกาลเวลาที่จะต้อง
เปิดเผยต่อไปแล้ว จงึ ได้มรี บั สง่ั ให้เรียกประชุมแม่ทัพนายกอง กรมการเมือง เจา้ เมอื งแครงรวมทั้งพระยาเกียรติพระยาราม
และทหารมอญมาประชุมพร้อมกัน แล้วนิมนต์พระมหาเถรคันฉองและพระสงฆ์มาเป็นสักขีพยาน ทรงแจ้งเรื่องให้คนท้ัง
ปวงทม่ี าชุมนุม ณ ทีน่ ้นั ทราบวา่ พระเจ้านนั ทบุเรงดีคิดประทุษรา้ ยต่อพระองค์ จากน้นั พระองค์ได้ทรงหลั่งน้ำลงสู่แผ่นดิน
ด้วยสุวรรณภิงคาร (พระน้ำเต้าทองคำ) ประกาศแก่เทพยดาฟ้าดินว่า "ด้วยพระเจ้าหงสาวดี มิได้อยู่ในครองสุจริต
มิตรภาพขัตติยราชประเพณี เสียสามัคคีรสธรรม ประพฤติพาลทุจริต คิดจะทำอันตรายแก่เรา ตั้งแต่นี้ไป กรุงศรีอยุธยา
ขาดไมตรกี ับกรงุ หงสาวดมี ิไดเ้ ปน็ มิตรร่วมสวุ รรณปฐพีเดียวกันดจุ ดงั แต่ก่อนสืบไป"

-26-

จากนั้นพระองค์ได้ตรัสถามชาวเมืองแครงว่าจะเข้าข้างฝ่ายใด พวกมอญทั้งปวงต่างเข้ากับฝ่ายไทย
สมเด็จพระนเรศวรจึงให้จับเจ้าเมืองกรมการพม่าแล้วเอาเมืองแครงเป็นที่ตั้งประชุมทัพ เมื่อจัดกองทัพเสร็จก็ทรงยกทัพ
จากเมอื งแครงไปยงั เมืองหงสาวดเี มือ่ วนั แรม 3 คำ่ เดอื น 6

ฝ่ายพระมหาอปุ ราชาท่ีอยู่รักษาเมืองหงสาวดี เมื่อทราบว่าพระยาเกียรติพระยารามไปเข้ากับสมเด็จพระ
นเรศวร จึงได้แต่รักษาพระนครมั่นอยู่ สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกทัพข้ามแม่น้ำสะโตงไปใกล้ถึงเมืองหงสาวดี ได้ทราบ
ความวา่ พระเจ้านนั ทบเุ รงมีชัยชนะได้เมืองอังวะแล้ว กำลังจะยกทัพกลับคืนพระนคร พระองคเ์ หน็ ว่าสถานการณ์ครั้งนี้ไม่
สมคะเน เห็นวา่ จะตีเอาเมืองหงสาวดีในครั้งนีย้ ังไม่ได้ จึงใหก้ องทัพแยกย้ายกันเท่ียวบอกพวกครวั ไทยท่ีพม่ากวาดต้อนไป
แต่ก่อนให้อพยพกลับบ้านเมือง ได้ผู้คนมาประมาณหมื่นเศษให้ยกล่วงหน้าไปก่อน พระองค์ทรงคุมกองทัพยกตามมาข้าง
หลัง 13

พระแสงปืนต้นขา้ มแม่นำ้ สะโตง
ฝ่ายพระมหาอุปราชาทราบข่าวว่า สมเด็จพระนเรศวรกวาดต้อนคนไทยกลับจึงได้ให้สุรกรรมาเป็นกอง

หน้า พระมหาอุปราชาเป็นกองหลวงยกติดตามกองทัพไทยมา กองหน้าของพม่าตามมาทันที่ริมฝั่งแม่น้ำสะโตง ในขณะท่ี
ฝ่ายไทยได้ข้ามแม่น้ำไปแล้ว และคอยป้องกันมิให้ข้าศึกข้ามตามมาได้ ได้มีการต่อสู้กันที่ริมฝั่งแม่น้ำ สมเด็จพระนเรศวร
ทรงใช้พระแสงปืนคาบชุดยาวเก้าคืบ ยิงถูกสุรกรรมาแม่ทัพหน้าพม่าตายบนคอช้าง กองทัพของพม่าเห็นแม่ทัพตาย ก็พา
กนั เลิกทัพกลับไป เมื่อพระมหาอุปราชาแมท่ ัพหลวงทรงทราบ จงึ ใหเ้ ลกิ ทัพกลับไปกรุงหงสาวดี พระแสงปืนท่ีใช้ยิงสุรกรร
มาตายบนคอช้างนี้ได้นามปรากฏต่อมาว่า "พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง" นับเป็นพระแสงอัษฎาวุธ อันเป็นเครื่อง
ราชปู โภค

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงพระแสงปนื ต้นขา้ มแม่นำ้ สะโตง ถูกสุรกรรมา แมท่ พั เสยี ชีวติ

-27-

เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จกลับถึงเมืองแครง ทรงพระราชดำริว่าพระมหาเถรคันฉองกับพระยาเกียรติ
พระยารามได้มีอุปการะมาก สมควรได้รับการตอบแทนให้สมแก่ความชอบ จึงทรงชักชวนให้มาอยู่ในกรุงศรีอยุธยา พระ
มหาเถรคันฉองกับพระยามอญทั้งสองก็มีความยินดีพาพรรคพวกเสด็จเข้ามาด้วยเป็นอันมาก ในการยกกำลังกลับครั้งน้ี
สมเด็จพระนเรศวรทรงเกรงว่า ข้าศึกอาจยกทัพตามมาอีกถ้าเสด็จกลับทางด่านแม่ละเมา มีกองทัพของนันทสูราชสังครำ
ตั้งอยู่ที่เมืองกำแพงเพชรจะเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง พระองค์จึงรีบสัง่ ให้พระยาเกียรติ พระยาราม นำทัพเดินผ่านหวั
เมืองมอญลงมาทางใต้ มาเข้าทางด่านเจดีย์สามองค์ เมื่อกลับมาถึงกรุงศรีอยุธยาแล้ว สมเด็จพระมหาธรรมราชาก็
พระราชทานบำเหนจ็ รางวลั แก่พวกมอญทส่ี วามิภักด์ิ ทรงตงั้ พระมาหาเถรคันฉองเป็นพระสงั ฆราชาทีส่ มเด็จอริยวงศ์ และ
ให้พระยาเกียรติ พระยารามมีตำแหน่งยศได้พระราชทานพานทองควบคุมมอญที่เข้ามาด้วย ให้ตั้งบ้านเรือนที่ริมวัดขม้ิน
และวัดขุนแสนใกล้วังจันทร์ของสมเด็จพระนเรศวร แล้วทรงมอบการทั้งปวงที่จะตระเตรียมต่อสู้ข้าศึกให้สมเด็จพระ
นเรศวรทรงบงั คับบัญชาสทิ ธิขาดแตน่ ั้นมา

รบกบั พระยาพะสมิ
ปี พ.ศ. 2127 หลงั จากท่ีสมเดจ็ พระนเรศวรทรงประกาศอสิ รภาพได้ 7 เดือน พระเจ้านันทบเุ รงจึงจัดทัพ

สองทัพใหย้ กมาตีไทย ทัพแรกมีพระยาพะสิม (เป็นพระเจ้าอาของพระเจ้านนั ทบุเรง) คมุ กำลงั 30,000 โดยยกมาทางด่าน
เจดีย์สามองค์ ทัพที่สองมีเจ้าเมืองเชียงใหม่ชื่อมังนรธาช่อราชอนุชา ยกทัพบกและเรือมา จากเชียงใหม่มีกำลังพล
100,000 กองทัพพระยาพสิมยกเข้ามาถึงเมอื งกาญจนบุรี (ถงึ กอ่ นทัพเจ้าเมืองเชยี งใหม)่ สมเดจ็ พระนเรศวรทรงให้พระยา
จักรียกทัพเรือไปยิงปืนใหญ่ดักข้าศึกแถว ๆ เมืองสุพรรณบุรี ทัพพม่าถูกปืนใหญ่แตกพ่ายหนีไปอยู่บนเขาพระยาแมน
เจ้าพระยาสุโขทัยยกทัพไปเขาพระยาแมน เข้าตีทัพพระยาพสิมแตกพ่ายหนีกระเจิง เจ้าพระยาสุโขทัยจึงสั่งให้ตามบดขยี้
ข้าศึกจนถึงชายแดนเมืองกาญจนบรุ ี หลงั จากทพั พระยาพสมิ แตกพ่ายหนีกลับไปไดส้ องอาทิตย์ กองทพั พระยาเชยี งใหม่ได้
เดินทัพมาถึงชัยนาท โดยที่ไม่ทราบข่าวการพ่ายแพ้ของพระยาพสิมจึงส่ง แม่ทัพและทหารจำนวนหนึ่งมาตัง้ ค่ายท่ีปากนำ้
บางพุทรา ทางสมเด็จพระนเศวรมีรับสั่งให้พระราชมนูยกทัพไปตีข้าศึกที่ปากน้ำบางพุทรา เมื่อไปถึงพระราชมนูเห็นว่า
กำลังน้อยกว่ามาก (พม่ามีอยู่ 15,000 ไทยมี 3,200 คน) จึงแต่งกองโจรคอยดักฆ่าพม่าจนเสียขวัญถอยกลับไปชัยนาท
สุดทา้ ยทพั พม่าจึงถอยกลับไป

รบกับพระเจ้าเชียงใหม่ทบี่ า้ นสระเกศ
พ.ศ. 2128 พระเจา้ เชียงใหมย่ กกองทัพมาแก้แค้นตั้งอยู่ท่บี ้านสระเกษในแขวงเมอื งวเิ ศษชัยชาญ สมเด็จ

พระนเรศวรกับพระเอกาทศรถยกทัพไปถึงตำบลป่าโมก ก็พบกับกองทัพพม่าซึ่งลงมาเที่ยวรังแกราษฎรทางเมืองวิเศษชัย
ชาญ จึงได้เข้าโจมตีจนทัพพม่าล่าถอยไป พระเจา้ เชียงใหม่จึงจัดกองทัพยกลงมาอีก สมเดจ็ พระนเรศวรจึงดำรัสส่ังให้พระ

-28-

ราชมนูคุมกองทัพขึน้ ไปลาดตระเวนดูกอ่ น กองทพั พระราชมนูไปปะทะกบั พม่าท่ีบ้านบางแก้ว สมเด็จพระนเรศวรเสด็จข้ึน
ไปถึงบ้านแห จึงมีดำรัสใหข้ ้าหลวงขึ้นไปสัง่ พระราชมนูให้ทำเป็นล่าทัพกลบั ถอยลงมา แล้วพระองค์กับพระอนชุ าก็รกุ ไลต่ ี
ทัพพม่าแตกพ่ายทั้งทัพหน้าและทัพหลวงจนถึงค่ายที่ตัง้ ทัพของพระเจ้าเชยี งใหม่ทีบ่ ้านสระเกษ ทัพของพระเจ้าเชียงใหม่
จงึ แตกกระจัดกระจายไป

การรบทบี่ า้ นสระเกศ

เมื่อได้ค่ายที่บ้านสระเกศแล้วสมเด็จพระนเรศวรทรงติดตามพระเจ้าเชียงใหม่ขึ้นไปถึงนครสวรรค์ ทรง
ทราบข่าวว่าพระเจ้าเชียงใหม่นี้หนีไปอาศัยอยู่กับพระมหาอุปราชาที่เมืองกำแพงเพชรแล้ว หากติดตามไปอาจเสียทีพระ
มหาอปุ ราชาได้ จงึ ไดว้ างกำลังส่วนหนึ่งเปน็ หน่วยลาดตระเวนเอาไว้ที่เมืองนครสวรรค์ แลว้ ยกทัพลงไปสมทบท่ปี ากน้ำบาง
พุทธา และถวายรายงานพร้อมคาดการณ์ว่าข้าศึกไม่น่าจะยกพลมาถึงกรุงศรีอยุธยาก่อนฤดูแล้ง ต่อมาสมเด็จพระมหา
ธรรมราชามีรับส่ังให้เลกิ กองทัพเสด็จกลบั พระนคร
พระแสงดาบคาบค่าย

ปี พ.ศ. 2129 พระเจา้ นันทบุเรงประชุมกองทัพจำนวน 250,000 คนยกทพั มาตีกรุงศรีอยธุ ยา ในช่วงต้น
เดือนยี่ขา้ วในนายังเก่ียวไม่เสร็จ สมเด็จพระนเรศวรจงึ รับสั่งใหเ้ จ้าพระยากำแพงเพชรยกทพั ออกไปปอ้ งกันชาวนาที่กำลัง
เกี่ยวข้าว พอทัพพม่าของพระมหาอุปราชยกทัพมาถึงก็ให้ทัพม่าเข้าตีจนทัพเจ้าพระยากำแพงเพชรแตกพ่ายหนีเข้าเมือง
สมเดจ็ พระนเรศวรทรงพิโรธอย่างมาก เพราะไทยไมเ่ คยแตกพ่ายแพ้ต่อข้าศกึ อาจทำให้ทหารขวญั เสีย พระองคแ์ ละสมเด็จ
เอกาทศรถเสด็จลงเรือพระที่นั่งออกไปรบทันที (สมเด็จพระเอกาทศรถทรงถูกกระสุนปืนแต่ไม่เป็นอะไร เพียงแค่ฉลอง

-29-

พระองคข์ าดเทา่ น้ัน) ผลปรากฏวา่ ทรงยึดคา่ ยคืนมาได้ สมเด็จพระนเรศวรมีรับส่งั ประหารชีวิตเจ้าพระยากำแพงเพชร แต่
โชคดีที่พระบิดาสมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงขอชีวิตเอาไว้การศึกครั้งนี้พม่าหมายมั่นจะตีกรุงศรีอยุธยาให้ได้ แต่ด้วย
ความแข็งแกร่งของทหารไทยจึงรักษาที่มั่นเอาไว้ได้เสมอ เสด็จออกปล้นค่ายพม่าซึ่งเป็นทัพหน้าของหงสาวดี ข้าศึกแตก
พ่ายถอยหนี พระองค์จึงไล่ตีมาจนถึงค่ายหลวงของพระเจ้านันทบุเรง เสด็จลงจากม้าคาบพระแสงดาบแล้วนำทหารปีน
บนั ไดขน้ึ กำแพงข้าศึก แต่ถกู พมา่ ใช้หอกแทงตกลงมาข้างลา่ งหลายคร้ังจงึ เสดจ็ กลับพระนคร พระแสงดาบน้ีมีนามว่า พระ
แสงดาบคาบค่าย

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงคาบพระแสงดาบคาบคา่ ย ปีนคา่ ยหลวงพระเจา้ นันทบุเรงดว้ ยพระองค์เอง

ในพงศาวดารกลา่ วว่า พระเจ้านันทบุเรงทรงทราบการกระทำอันห้าวหาญของสมเด็จพระนเรศวรจึงตรัส
วา่ ถ้าพระนเรศวรออกมาอีกจะต้องจบั พระองค์ ให้ได้ถงึ แม้ว่าจะใช้ทหารมากมายเพยี งใด จงึ วางแผนใหล้ กั ไวทำมนู ำทหาร
จำนวน 10,000 ไปดักจับ สมเด็จพระนเรศวรทรงออกไปปล้นค่ายหลวงพม่าอีก พม่าจึงใช้ทหารจำนวนน้อยเข้าล่อให้
พระองค์ไล่ตี เข้ามาจนถึงบริเวณที่ลักไวทำมูซุ่มรออยู่ ลักไวทำมูจะเข้ามาจับพระองค์ สมเด็จพระนเรศวรจึงใช้พระแสง
ทวนแทงลักไวทำมูตายทันที แต่พระองค์ยังถูกล้อมอยู่และสู้กับทหารพม่า จำนวนมากนานร่วมชั่วโมง จนทัพไทยตามมา
ทนั จึงเสด็จกลบั พระนครได้ สุดท้ายกองทัพหงสาวดบี อบช้ำจากการสู้รบกับไทยอย่างมากจึงถอยทัพกลับไปเช่นเดิม
พระมหาอปุ ราชายกทัพมาครงั้ แรก

สมเด็จพระนเรศวรเสวยราชย์ได้ 8 เดือนก็เกิดข้าศึกพม่าอีก เหตุที่จะเกิดศึกครั้งนี้คือเจ้าฟ้าไทยใหญ่
เมืองคังตั้งแข็งเมืองขึ้นอีก พระเจ้านันทบุเรงตรัสปรึกษาเสนาบดี เห็นกันว่าเป็นเพราะเหตุท่ีเจ้าเมืองคังได้ทราบว่าปราบ

-30-

กรุงศรีอยุธยาไมส่ ำเร็จ จงึ ตั้งแขง็ เมอื งเอาอย่างบ้างตราบใดท่ียงั ไมป่ ราบกรุงศรีอยธุ ยาลงได้ ถงึ แม้จะปราบเมอื งคงั ได้ เมือง
อ่ืนกค็ งแข้งข้อเอาอย่าง แต่ในเวลานั้นพระเจา้ นันทบเุ รงทรงอย่ใู นวัยชราทุพพลภาพ ไมท่ รงสามารถจะไปทำสงครามเอาได้
ดงั แตก่ อ่ น จงึ จดั กองทพั ข้นึ สองทัพ ใหร้ าชบุตรองคห์ น่ึงซ่ึงไดเ้ ป็นพระเจา้ แปรขนึ้ ใหม่ยกไปตีเมืองคัง ทัพหน่ึงให้พระยาพะ
สิม พระยาพุกามเป็นกองหน้า พระมหาอุปราชาเป็นกองหลวงยกลงมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกทัพหนึ่ง พระมหาอุปราชายก
ออกจากกรุงหงสาวดเี ม่ือเดอื น 12 พ.ศ. 2133 มาเข้าทางดา่ นพระเจดีย์สามองค์ เพอ่ื ตรงมาตีพระนครศรีอยธุ ยาทเี ดียว

ฝา่ ยทางกรุงศรอี ยุธยาคร้ังน้ี รู้ตัวช้าจงึ เกดิ ความลำบาก ไมม่ เี วลาจะตอ้ นผู้คนเข้าพระนครดงั คราวก่อน ๆ
สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นว่าจะคอยต่อสู้อยู่ในกรุงอาจไม่เป็นผลดีเหมือนหนหลงั จึงรีบเสด็จยกกองทัพหลวงออกไปกับ
สมเด็จพระเอกาทศรถ ในเดอื นยี่ เมอื เสดจ็ ไปถงึ เมืองสุพรรณบรุ ีได้ทรงทราบวา่ ข้าศกึ ยกล่วงเมืองกาญจนบุรเี ข้ามาแล้ว จึง
ใหต้ ั้งทพั หลวงรบั ข้าศกึ อยูท่ ่ีลำน้ำท่าคอย พอกองทพั พม่ายกมาถึงกร็ บกนั อย่างตะลมุ บอน พระยาพกุ ามแม่ทพั พมา่ คนหนึ่ง
ตายในที่รบ กองทัพพม่าถูกไทยฆ่าฟันล้มตายเป็นอันมาก ที่เหลือก็พากันพ่ายหนี ไทยไล่ติดตามไปจับพระยาพะสิมได้ที่
บ้านจระเข้สามพันอีกคนหนึ่ง พระมหาอุปราชาเองก็หนไี ปได้อย่างหวุดหวิด เมื่อกลับไปถึงหงสาวดีพวก แม่ทัพนายกองก็
ถูกลงอาญาไปตาม ๆ กนั พระมหาอุปราชาก็ถูกภาคทัณฑใ์ หแ้ ก้ตัวในภายหนา้

สงครามยทุ ธหตั ถี
ในปี พ.ศ. 2135 พระเจ้านันทบุเรง โปรดให้พระมหาอุปราชา นำกองทัพทหารสองแสนสี่หมื่นคน มาตี

กรุงศรีอยุธยาหมายจะชนะศึกในครั้งนี้ สมเด็จพระนเรศวรทรงทราบว่าพม่าจะยกทัพใหญ่มาตี จึงทรงเตรียมไพร่พล มี
กำลังหนึ่งแสนคนเดินทางออกจากบ้านป่าโมกไปสุพรรณบุรี ข้ามน้ำตรงท่าท้าวอู่ทองและตั้งค่ายหลวงบริเวณหนอง
สาหรา่ ย

สมเด็จพระนเรศวรมหารกระทำยทุ ธหตั ถชี นะพระมหาอปุ ราชา

-31-

เช้าของวันจนั ทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง พ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ
ทรงเครื่องพิชัยยุทธ สมเดจ็ พระนเรศวรทรงชา้ ง นามวา่ เจา้ พระยาไชยานุภาพ สว่ นสมเดจ็ พระเอกาทศรถ ทรงชา้ งนามว่า
เจ้าพระยาปราบไตรจักร ช้างทรงของทั้งสองพระองค์นั้นเป็นช้างชนะงา คือช้างมีงาที่ได้รับการฝึกให้รู้จกั การต่อสู้มาแล้ว
หรือเคยผ่านสงครามชนช้าง ชนะช้างตัวอื่นมาแล้ว ซึ่งเป็นช้างทีก่ ำลังตกมัน ในระหว่างการรบจงึ วิ่งไล่ตามพม่าหลงเข้าไป
ในแดนพมา่ มเี พยี งทหารรกั ษาพระองค์และจาตุรงคบ์ าทเทา่ น้ันที่ติดตามไปทนั

สมเดจ็ พระนเรศวรทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชาทรงพระคชสารอยู่ในร่มไม้กับเหล่าเท้าพระยา จึง
ทราบไดว้ า่ ช้างทรงของสองพระองค์หลงถลำเข้ามาถงึ กลางกองทพั และตกอยใู่ นวงลอ้ มขา้ ศึกแล้ว แตด่ ้วยพระปฏิภาณไหว
พริบของสมเด็จพระนเรศวร ทรงเหน็ ว่าเป็นการเสยี เปรียบข้าศึกจงึ ไสช้างเข้าไปใกล้ แล้วตรสั ถามด้วยคุน้ เคยมาก่อนแต่วัย
เยาว์วา่ "พระเจ้าพี่เราจะยืนอยู่ใยในร่มไมเ้ ล่า เชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็นเกียรตยิ ศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหนา้
ไปไมม่ ีพระเจ้าแผน่ ดินทจี่ ะได้ยทุ ธหัตถีแล้ว"

พระมหาอุปราชาได้ยินดังน้ัน จึงไสช้างนามว่า พลายพัทธกอเข้าชนเจ้าพระยาไชยานุภาพเสียหลัก พระ
มหาอุปราชาทรงฟันสมเด็จพระนเรศวรด้วยพระแสงของ้าว แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงเบี่ยงหลบทัน จึงฟันถูกพระมาลา
หนังขาด จากนั้นเจ้าพระยาไชยานุภาพชนพลายพัทธกอเสียหลัก สมเด็จพระนเรศวรทรงฟันด้วยพระแสงของ้าวถูกพระ
มหาอปุ ราชาเข้าทอ่ี งั สะขวา ส้ินพระชนม์อยูบ่ นคอช้าง

ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถทรงฟันเจ้ามังจาปะโรเสียชีวิตเช่นกัน ทหารพม่าเห็นว่าแพ้แน่แล้ว จึงใช้ปืน
ระดมยิงใส่สมเด็จพระนเรศวรได้รับบาดเจ็บ ทันใดนั้นทัพหลวงไทยตามมาช่วยทัน จึงรับทั้งสองพระองค์กลับพระนคร
พม่าจึงยกทัพกลับกรุงหงสาวดีไป นับแต่นั้นมาก็ไม่มีกองทัพใดกล้ายกมากล้ำกรายกรุงศรีอยุธยาอีกเป็นระยะเวลาอีก
ยาวนาน

แต่ในมหายาชะเวงหรือพงศาวดารของพม่า ระบุว่า การยุทธหัตถีครั้งนี้ ช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวร
บุกเข้าไปในวงล้อมของฝ่ายพม่า ฝ่ายพม่าก็มีการยนื ช้างเรียงเปน็ หน้ากระดาน มีทั้งช้างของพระมหาอุปราชา ช้างของเจ้า
เมอื งชามะโรง ทหารฝ่ายสมเดจ็ พระนเรศวรก็ระดมยงิ ปืนใส่ฝ่ายพม่า เจ้าเมืองชามะโรงสั่งเปดิ ผ้าหน้าราหูช้างของตน เพ่ือ
ไสชา้ งเขา้ กระทำยทุ ธหตั ถีกับสมเด็จพระนเรศวรเพื่อป้องกันพระมหาอุปราชา แต่ปรากฏวา่ ช้างของเจ้าของชามะโรงเกิดว่ิง
เข้าใส่ช้างของพระมหาอุปราชาเกิดชุลมุนวุน่ วาย กระสุนปืนลูกหนึ่งของทหารฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรก็ยิงถูกพระมหาอปุ
ราชาสน้ิ พระชนม์

-32-

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
(26 ตลุ าคม พ.ศ. 2199 - 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231)

การต่างประเทศ
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทอดพระเนตรจันทรุปราคาร่วมกับคณะทูต นักบวชคณะเยสุอิต และนัก

ดาราศาสตร์ชาวฝร่งั เศส เม่อื วนั ท่ี 11 ธนั วาคม พ.ศ. 2228 ณ พระทีน่ ่งั เยน็ ทะเลชบุ ศร เมอื งลพบรุ ี ความสัมพนั ธร์ ะหว่าง
ประเทศในสมยั สมเด็จพระนารายณ์รุ่งเรืองขึน้ มาอีกครัง้ โดยมีการติดต่อทั้งด้านการค้าและการทตู กับประเทศต่าง ๆ เชน่
จีน ญี่ปุ่น อิหร่าน อังกฤษ และฮอลันดา มีชาวต่างชาติเข้ามาในพระราชอาณาจักรเป็นจำนวนมาก ในจำนวนนี้รวมถึง
เจา้ พระยาวชิ เยนทร์ (คอนสแตนตนิ ฟอลคอน) ชาวกรกี ทรี่ บั ราชการตำแหนง่ สูงถงึ ทส่ี มหุ นายก ขณะเดียวกันยังโปรดเกล้า
ฯ ให้แต่งคณะทตู นำโดย เจ้าพระยาโกษาธบิ ดี (ปาน) ไปเจริญสมั พันธไมตรีกับราชสำนักฝรง่ั เศส ในรชั สมยั พระเจ้าหลุยส์ที่
14 ถึง 4 ครั้งดว้ ยกัน ผทู้ เี่ ขยี นเก่ยี วกบั กรุงศรีอยธุ ยา และสยามมากทส่ี ุดในสมยั นกี้ ็คือ ซีมง เดอ ลา ลูแบร์

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่เลื่องลือพระเกียรติยศในพระราโชบายทางคบ
คา้ สมาคมกับชาวตา่ งประเทศ รักษาเอกราชของชาติให้พ้นจากการเบียดเบียนของชาวต่างชาตแิ ละรับผลประโยชน์ท้ังทาง
วิทยาการและเศรษฐกิจทีช่ นต่างชาตนิ ำเข้ามา นอกจากนี้ ยังได้ทรงอุปถัมภ์บำรงุ กวีและงานด้านวรรณคดีอันเป็นศิลปะที่
รุ่งเรืองที่สุดในยุคนั้น เมื่อสมเด็จพระนารายณ์เสด็จเถลิงถวัยราชสมบัติ ณ ราชอาณาจักรศรีอยูธยาแล้ว ปัญหากิจการ

-33-

บ้านเมืองในรัชสมัยของพระองค์เป็นไปในทางเกี่ยวข้องกับชาวต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ด้วยในขณะนั้น มีชาว
ต่างประเทศเข้ามาค้าขาย และอยู่ในราชอาณาจักรไทยมากว่าที่เคยเป็นมาในกาลก่อน ที่สำคัญมาก คือ ชาวยุโรปซึ่งเป็น
ชาติใหญ่มีกำลังทรัพย์ กำลังอาวุธ และผู้คน ตลอดจน มีความเจริญรุ่งเรืองทางวิทยาการต่าง ๆ เหนือกว่าชาวเอเซียมาก
และชาวยุโรปเหล่านี้กำลังอยู่ในสมัยขยายการค้า ศาสนาคริสต์ และอำนาจทางการเมืองของพวกตนมาสู่ดินแดน
ตะวนั ออก

ในรัชสมัยของพระองค์นั้น ชาวฮอลันดาได้กีดกันการเดินเรือค้าขายของไทย ครั้งหนึ่งถึงกับส่งเรือรบมา
ปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยา ขู่จะระดมยิงไทย จนไทยต้องผ่อนผนั ยอมทำสัญญายกประโยชนก์ ารค้าใหต้ ามทีต่ ้องการ แต่เพื่อ
ปอ้ งกันมิใหฮ้ อลนั ดาขม่ เหงไทยอีก สมเดจ็ พระนารายณจ์ งึ ทรงสรา้ งเมืองลพบุรีไว้เป็นเมืองหลวงสำรอง อยเู่ หนือข้ึนไปจาก
กรุงศรีอยุธยา และเตรียมสร้างป้อมปราการไว้คอยต่อต้านข้าศึก เป็นเหตุให้บาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่มีความรู้ทางการช่าง
และตอ้ งการเผยแผ่ศาสนาครสิ ต์ นิกายโรมันคาทอลกิ ไดเ้ ข้ามาอาสาสมคั รรับใช้ราชการจัดกิจการเหลา่ นี้ ข้าราชการฝรั่งท่ี
ทำราชการมีความดีความชอบในการปรับปรุงขยายการค้าของไทยขณะนั้นคือ เจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอล
คอน) ซึ่งกำลังมีข้อขุ่นเคืองใจกับบริษัทการค้าของอังกฤษที่เคยคบหาสมาคมกันมาก่อน เจ้าพร ะยาวิชเยนทร์
จงึ ดำเนินการเปน็ คนกลาง สนับสนุนทางไมตรีระหว่างสมเด็จพระนารายณ์กับทางราชการฝร่ังเศส ซ่ึงเป็นรัชสมัยของพระ
เจา้ หลยุ ส์ท่ี 14 แหง่ ฝรงั่ เศส

ราชทูตสยามนำโดยโกษาปานเขา้ เฝ้าพระเจา้ หลยุ สท์ ี่ 14 ที่ หอ้ งกระจก
พระราชวังแวร์ซาย ณ วันท่ี 1 กนั ยายน พ.ศ. 2229
(ค.ศ. 1686)

-34-

ฝ่ายสมเด็จพระนารายณ์กำลังมีพระทัยระแวงเกรงฮอลันดายกมาย่ำยี และได้ทรงทราบถึงพระเดชานุ
ภาพของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในยุโรปมาแล้ว จึงเต็มพระทัยเจริญทางพระราชไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ไว้ เพื่อให้
ฮอลันดาเกรงขาม ด้วยเหตุนี้ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ จึงได้มีการส่งทูตไปสู่พระราชสำนักฝร่ังเศส และต้อนรับคณะ
ทตู ฝรง่ั เศสอย่างเป็นงานใหญถ่ ึงสองคราว แตก่ ารคบหาสมาคมกับชาติมหาอำนาจคือฝร่งั เศสในยุคนั้นก็มิใช่วา่ จะปลอดภัย
ด้วยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีพระราโชบายที่จะให้สมเด็จพระนารายณ์ และประชาชนชาวไทยรับนับถือคริสต์ศาสนา ซ่ึง
บาทหลวงฝรั่งเศสนำมาเผยแผ่ โดยพระเจ้าหลุยส์ท่ี 14 ทรงส่งพระราชสาสน์มาทูลเชิญสมเด็จพระนารายณ์เข้ารับ นับถือ
ครสิ ตศ์ าสนาพรอ้ มทั้งเตรยี มบาทหลวงมาไวค้ อยถวายศลี ด้วย แตส่ มเดจ็ พระนารายณ์ไดท้ รงใช้พระปรชี าญาณตอบปฏิเสธ
อย่างทะนุถนอมไมตรี ทรงขอบพระทัยพระเจ้าหลุยส์ที่มีพระทัยรักใคร่พระองค์ถึงแสดงพระปรารถนาจะให้ร่วมศาสนา
ด้วย แต่เนื่องด้วยพระองค์ยังไม่เกิดศรัทธาในพระทัย ซึ่งก็อาจเป็นเพราะพระเป็นเจ้าประสงค์ที่จะให้นับถือศาสนาคนละ
แบบคนละวิธี เช่นเดียวกับที่ทรงสร้างมนุษย์ให้ผดิ แผกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ หรือทรงสร้างสัตว์ใหม้ ีหลายชนิดหลายประเภทก็
ได้ หากพระเป็นเจา้ มี พระประสงค์จะใหพ้ ระองคท์ า่ นเข้ารับนับถอื ศาสนาตามแบบตามลัทธทิ พ่ี ระเจ้าหลุยส์ทรงนบั ถือแล้ว
พระองค์กค็ งเกดิ ศรทั ธาขึ้นในพระทัย และเมอ่ื น้นั แหละ พระองคท์ ่านกไ็ มร่ งั เกียจท่จี ะทำพธิ ีรบั ศลี ร่วมศาสนาเดียวกัน

-35-

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่เลื่องลือพระเกียรติยศในพระราโชบายทางคบ
ค้าสมาคมกับชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะฝรั่งเศสในรัชกาลที่ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 รักษาเอกราชของชาติให้พ้นจากการ
เบยี ดเบยี นของชาวตา่ งชาตแิ ละรับผลประโยชน์ทงั้ ทางวิทยาการและเศรษฐกิจท่ีชนต่างชาตินำเข้ามา นอกจากนี้ ยงั ได้ทรง
อุปถัมภ์บำรุงกวีและงานด้านวรรณคดีอันเป็นศิลปะที่รุ่งเรืองที่สุดในยุคนั้น เมื่อสมเด็จพระนารายณ์เสด็จเถลิงถวัยราช
สมบัติ ณ ราชอาณาจักรศรีอยูธยาแล้ว ปัญหากิจการบ้านเมืองในรัชสมัยของพระองค์เป็นไปในทางเกี่ยวข้องกับชาว
ตา่ งประเทศเปน็ ส่วนใหญ่ ด้วยในขณะนน้ั มชี าวต่างประเทศเขา้ มาค้าขาย และอยูใ่ นราชอาณาจกั รไทยมากวา่ ท่ีเคยเป็นมา
ในกาลก่อน ที่สำคัญมาก คือ ชาวยุโรปซึ่งเป็นชาตใิ หญม่ ีกำลังทรัพย์ กำลังอาวุธ และผู้คน ตลอดจน มีความเจริญรุ่งเรือง
ทางวิทยาการตา่ ง ๆ เหนือกว่าชาวเอเซียมาก และชาวยุโรปเหลา่ น้ีกำลังอยู่ในสมัยขยายการค้า ศาสนาคริสต์ และอำนาจ
ทางการเมืองของพวกตนมาสดู่ นิ แดนตะวนั ออก

-36-

กรงุ ธนบุรี
(พ.ศ.2310 – 2325)
สมเดจ็ พระเจ้าตากสนิ มหาราช

เดิมชื่อสนิ เปน็ บตุ รขนุ พัฒน์ นายอากรบอ่ นเบย้ี (นายไหฮอง แซ่แต)้ และนางนกเอย้ี ง เกดิ เมือ่ วันอาทิตย์
เดือน 5 ขึ้น 5 ค่ำ จุลศักราช 1069 ปีขาล ฉอศก ตรงกับวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2227 เวลาประมาณ 10.00 น. ณ กรุงศรี
อยุธยา ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่งกรุงศรีอยุธยา ต่อมาพระยาจักรีตำแหน่งสมุหนายกในรัชกาลสมเด็จ
พระเจ้าอยหู่ วั บรมโกศ รับเลย้ี งเป็นบุตรบุญธรรม ให้ช่อื ว่า “สนิ ”

อายุ 21 ปี รบั ราชการเป็นมหาดเล็ก ตำแหน่งหลวงนายศักด์ิ ได้รับความชอบเป็นหลวงยกกระบัตรเมือง
ตาก แล้วเป็นเจ้าเมืองตาก ต่อมาได้ชื่อว่า พระยาตากสิน ได้รับตำแหน่งเลื่อนขึ้นเป็นเจ้าเมืองกำแพงเพ็ชร และ ดำรง
ตำแหน่งเป็น พระยาวชิรปราการ ในรัชการสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ยังไม่ทันได้ดูแลเมืองกำแพงเพ็ชรต่างพระเนตรพระ
กรรณ พมา่ ก็ยกมาตีกรงุ ศรอี ยธุ ยา จงึ จำเปน็ ต้องช่วยป้องกัน

พระยาวชริ ปราการ (พระยาตากสนิ ) ช่วยป้องกนั กรงุ ศรีอยธุ ยา แต่เน่ืองจากความออ่ นแอในการปกครอง
ภายในกรุงศรีอยธุ ยา จึงเป็นเหตุให้พระยาวชิรปราการหนีออกจากกรุงศรี ฯ เพื่อหาโอกาสกลบั ไปต่อสู้กูช้ าตคิ ืนมาอีกคร้งั
ดีกว่าจะอยู่และตายอย่างอดสู ครั้นถึงวันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้น 4 ค่ำปีจอ พ.ศ. 2309 ครั้นได้เวลาค่ำมืด พระยาวชิรปราการ
รวบรวมไพร่พลประมาณ 500 คน พร้อมดว้ ยหลวงพชิ ัยอาสา (พระยาพิชัยดาบหัก) เปน็ ทหารกล้าตายตีฝ่าวงล้อมพม่ามุ่ง
ทิศตะวันออก ฆ่าพม่าที่ติดตามตายเป็นจำนวนมาก นำไพร่พลต่อสู้พม่าระหว่างทาง เคลื่อนทัพผ่านเมืองต่าง ๆ ได้เกล้ีย

-37-

กล่อมหัวหน้านายกอง บางพวกยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี เพราะกิตติศัพท์เลื่องลือจากการสู้รบ กับพม่า มุ่งตรงปราจีนบุรี,
นครนายก, ฉะเชิงเทรา, ชลบรุ ี, บางละมงุ , ระยอง, แกลง, จันทบุรี และแล้วมาต้งั ชุมพลรวบรวมไพรพ่ ล ศาสตราวุธ เสบยี ง
อาหาร และเรือรบอยู่ที่จันทบุรี พระยาตากสินได้สถาปนาตนเองโดยพระประศาสน์ ไม่ใช่พระบรมราชโองการเมื่อตีเมือง
ระยองไดจ้ งึ จำเป็นตอ้ งต้งั ตัวเป็นใหญ่ตามเลยแหง่ เหตุการณ์ พวกบรวิ ารจึงเรียกวา่ “พระเจ้าตาก” ตงั้ แต่นั้นเป็นตน้ มา

เส้นทางการเดนิ ทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงนำทัพผ่านเมืองแกลง ขุนรามหมื่นซ่องก็นำพรรคพวกปล้น แย่งช้าง ม้า ของ

พระองค์ พระองค์จึงทรงพิจารณาว่าไม่มีทางอื่นเสียแล้ว มีแต่จะต้องใช้กำลังปราบปรามพวกที่เป็นศัตรูจึงจะตั้งตัวอยู่ได้
จึงยกทัพไปรบกับพวกขุนรามหมื่นซ่อง ที่เมืองแกลงก่อน ขุนรามหมื่นซ่องสู้ไม่ได้ก็พาสมัครพรรคพวกไปอยู่กับพระยา
จันทบุรี พระองค์ทรงพิจารณาว่า ไม่มีจังหวัดใดที่เหมาะสำหรับรวบรวมไพร่พลกลับไปกู้ชาติที่กรุงศรีอยุธยาคืนมาได้
เท่ากับจังหวัดจันทบุรี เพราะมีพลเมืองมาก เป็นทำเลที่จะสะสมเสบียงอาหาร ศาสตราวุธ จึงทรงสั่งเคลื่อนทัพเข้าสู่
จันทบุรีครั้งแรกได้มีการใช้ฑูตติดต่อกับเจ้าเมืองจันทบุรี คาดว่าจะตกลงกันได้โดยไม่ต้องใ ช้กำลัง แต่ภายหลังเจ้าเมือง
จันทบุรีเปลี่ยนใจไม่ตกลงด้วย อันเป็นเวลาเดียวกับ เนเมียวสีหบดี ที่ค่ายโพธิ์สามต้นส่งนายบุญเรือง มหาดเล็กผู้รั้งเมือง
บางละมุง ถือหนังสือมาให้เจ้าเมืองจันทบุรี เข้าไปอ่อนน้อมแก่พม่าเสียโดยดี พอดีได้ข่าวว่า นายทองอยู่ นกเล็ก ตั้งแข็ ง
เมืองขึ้นท่ีชลบุรีอีก พระองค์จึงทรงนำทัพกลับไปท่ีชลบุรี ปราบปรามจนชลบุรีสงบแล้วตั้งนายทองอยู่ นกเล็ก เป็นพระยา
อนุราฐบุรีตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี แล้วทรงนำทัพมุ่งตรงไปจันทบุรีต่อไป พระองค์ทรงนำทัพถึงบางกะจะหัว
แหวนห่างจากเมืองจันทบุรี ประมาณ 200 เส้น (8 กิโลเมตร) พระยาจันทบุรีให้หลวงปลัดออกไปรับ และบอกว่าได้จัดท่ี
พกั ไว้ให้แลว้ ท่ีทำเนียบ ทพี่ ักริมนำ้ ข้างฟากทิศใต้ตรงข้ามเมืองจนั ทบรุ ี พระองคท์ รงส่งั ให้นายทัพตามหลวงปลัดไปมีผู้บอก
ว่า พระองค์กำลังถูกกลลวงที่กำลังจะตามหลวงปลัดข้ามฟากไป ทันที่พระองค์จึงทรงสั่งให้เลี้ยวขบวนทัพไปทางเหนือไม่
ข้ามปากน้ำ ผ่านบ้านชะมูลตรงไปประตูท่าช้าง ห่างจากประตูท่าช้าง 5 เส้น (200 เมตร) พระยาจันทบุรี เห็นพระองค์ไม่

-38-

ข้ามฟากตามประสงค์ท่ีลวงไว้ กลบั มาตั้งชมุ พลทร่ี ิมเมอื ง กต็ กใจ รบี ให้ไพร่พลข้ึนรกั ษาหนา้ ที่เชิงเทิน พระองค์ไดท้ รงต่อว่า
พระยาจันทบุรวี า่ ไมบ่ ริสุทธิใ์ จทจ่ี ะชว่ ยกนั คิดอ่านกู้กรุงศรีอยธุ ยาและยังไม่ออกไปต้อนรับ ทงั้ ทขี่ ณะนน้ั กม็ ีศักดินาน้อยกว่า
(เมื่อเทยี บกับพระองค์ซง่ึ เป็นพระยากำแพงเพ็ชร) และไม่ซื่อคบกับขนุ รามหมื่นซ่องทำร้ายพระองค์ถึง 2 ครั้งกับเรียกระดม
คนเข้าประจำรักษาหน้าที่เชิงเทิน แสดงถึงไม่เป็นมิตร ไม่เป็นพี่น้อง จึงทรงรับสั่งคนให้ไปบอกพระยาจันทบุรี เมื่อไม่เห็น
แก่ไมตรีแล้วจงรักษาเมืองไว้ให้ดีเถิด เราจะเข้าตีให้จงได้ ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าตากสิน ตกอยู่ในที่คับขันเพราะเข้ามา
ตั้งอยู่ในชานเมือง ข้าศึกอยู่ในเมืองมีกำลังมาก เป็นแต่ข้าศึกครั่นคร้ามเกรงฝีมือ ไม่กล้าออกมาโจมตีซึ่งหน้า แต่หาก
พระองค์ทรงล่าถอยทัพเมื่อใด ก็อาจจะออกล้อมตีตัดได้หลายทาง เพราะข้าศึกชำนาญภูมิประเทศกว่า จะตั้งชุมพลทัพ
อย่างนั้นกไ็ ม่มีเสบียงอาหารเหมอื นหน่ึงคอยให้ข้าศึกเลือกเวลาทำเอาตามใจชอบ สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเป็นนักรบมา
แต่เยาว์วัยทรงรเู้ ชิงขา้ ศึกดจี งึ ต้องชิงทำข้าศึกก่อนจึงจะไมเ่ สียที จงึ เรยี กแม่ทพั นายกอง มาส่งั ว่า เราจะตเี มืองจนั ทบุรีในค่ำ
วันนี้เมื่อหุงข้าวเย็นกินเสร็จแล้ว ทั้งนายและไพร่ให้เทอาหารที่เหลือทิ้งและต่อยหม้อข้าวเสียให้หมดหมายไปกินข้าวเข้า
ดว้ ยกันในเมืองพรุ่งนี้ ถา้ ตเี อาเมืองจันท์ไม่ได้ ในคำ่ วนั นก้ี ็จะได้ตายเสียดว้ ยกันทั้งหมด นายทพั นายกองเคยเห็นอาญาสิทธ์ิ
มาก่อน ไม่มีใครกล้าขัดขืน ครั้นเพลาค่ำพระองค์ทรงให้ทหารลอบไปซุ่มมิให้ชาวเมืองรู้ตัว ทรงสั่งให้คอยฟังสัญญาณเสยี ง
ปืนให้เข้าตีพร้อมกัน อย่างให้ส่งเสียงอื้ออึงครั้นเตรียมพร้อมเสร็จได้ฤกษ์เวลาตี 3 นาฬิกา สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรง
ชา้ งพงั ครี บี ัญชรทรงส่ังให้ยงิ ปนื เป็นสัญญาณบอกพวกทหารเขา้ ตีพร้อมกัน ทรงช้างเข้าพังประตูเมือง แม้ว่าพระยาจันทบุรี
จะยงิ ปนื ใหญ่และปืนเลก้ ต่อสู้อย่างเต็มกำลังก็ตาม พวกทหารของสมเด็จพระเจา้ ตากสินก็กรูกนั เข้าเมือง ชาวเมืองจันทบุรี
รู้ข่าวว่าข้าศึกเข้าเมืองได้แล้วต่างก็ละหน้าที่พากันแตกหนีสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงนำทัพตีเมืองจันทบุรีได้แล้ว ทรง
เมตตาอารมี ิได้ถือโทษผทู้ ่เี ปน็ ศตั รมู าก่อน ทรงตเี มืองจนั ทบุรไี ดเ้ ม่อื วันอาทติ ยเ์ ดือน 7 แรม 3 คำ่ จลุ ศักราช 1129 ปีกุลนพ
ศก ตรงกับวันที่ 14 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2310 หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว 2 เดือน ครั้นเมืองจันทบุรีเรียบร้อยอย่าง
เดิมแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงทรงนำทัพไปยังเมืองตราด กรมการเมืองและราษฎรพากันเกรงกลัว อ่อนน้อมโดยดีทั่ว
เมอื ง พวกนายเรือและลกู เรือสำเภาจีนทีเ่ มืองตราดไม่ยอมอ่อนน้อมด้วยกลับเอาปนื ใหญน่ ้อยระดมยงิ เรือพระทนี่ ั่ง สมเด็จ
พระเจ้าตากสิน รบกนั คร่ึงวนั กต็ เี รอื สำเภาจนี ได้ ได้ทรพั ย์สนิ เปน็ กำลงั ตอ่ การทัพเป็นจำนวนมาก พระองค์ทรงจัดการเมือง
ตราดเรียบร้อยแล้ว ทรงนำทัพกลบั เมืองจนั ทบุรี พระองคท์ รงรวบรวมไพรพ่ ลไดป้ ระมาณ 5,000 คน ต่อเรือรบไดป้ ระมาณ
100 ลำ รวบรวมศาสตราวุธได้จำนวนมาก ทรงวางแผนกลยุทธที่จันทบุรี เพื่อที่กอบกู้เอกราชของชาติไทยกลับคืนมา
นับวา่ เมืองจนั ทบรุ ี และชาวเมอื งจันทบรุ ีเกื้อกลู ต่อพระองค์เปน็ อย่างมาก ในการที่กู้ชาติไทยครัง้ น้ีกลบั คือมาได้ ครั้นเดือน
11 ปีกุน พทุ ธศกั ราช 2310 พระองคท์ รงนำทพั เรือ ออกจากจันทบรุ ี มงุ่ หนา้ สู่อา่ วไทยเพื่อกอบกู้เอกราชของชาติไทยทรง
นำทัพเรือผ่านชลบุรีพักที่ชลบุรี และรวบรวมไพร่พลเป็นการเพิ่มเติมกำลังแล้วทรงนำทัพเข้าปากน้ำสมุทรปราการเข้าถึง
กรุงศรอี ยธุ ยา เข้าตีค่ายโพธ์ิสามตน้ อันมีนายสกุ ี้ (ชาวมอญ) อาสาพมา่ ต่อสจู้ นนายสุก้ีตายในที่รบ ทหารพม่าล้มตายในท่ี
รบเปน็ จำนวนมาก

-39-

สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงนำทัพตีพม่า นำชัยชนะกลับคืนมาได้ กู้กรุงศรีอยุธยาเป็นเอกราชได้เมื่อวัน
ศกุ ร์ เดือน 12 ข้นึ 15 ค่ำ จลุ ศกั ราช 1129 ปกี ุน นพศก ตรงกบั วนั ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310

ครั้นทรงกู้กรุงศรีอยุธยาเป็นเอกราชได้แล้วก็ทรงเสวยราชย์ปราบดาภิเศก ตรงกับวันพุธ เดือนอ้าย แรม
4 ค่ำ จลุ ศักราช 1130 สัมฤทธศ์ิ ก ตรงกับวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2311 เปน็ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบรุ ี

พระองค์ทรงมีทะแกล้วทหารหาญคู่พระทัยหลายคน เช่น พระยาพิชัยราชา (พระยาพิชัยดาบหัก)
พระยาสุรสหี ์ หรือนายสดุ จนิ ดา หรือพระยามหาสรุ สิงหนาท พระอนุชาพระยาอภัยรณฤทธิ์ (ทองด้วง) และบรรพบุรษุ ตน้
ตระกูลชาวไทยและต้นตระกูลชาวจันทบุรมี ิใชน่ ้อยไดร้ ่วมชีวติ สนองพระเดชพระคุณ สมเด็จพระเจ้าตากสิน กู้ชาติ ศาสนา
ทีล่ ่มจมเปน็ วิบัติครั้งน้ีกลับคืนมาจากพม่าได้ดว้ ยการสรู้ บกับพม่าอย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ดว้ ยการเสียสละอดทนเอาเลือด
เนื้อและความลำบากยากเข็ญเข้าแลกไว้ ตลอดรัชกาลของ พระเจ้ากรุงธนบุรี ต้องทำศึกสงครามอีกหลายครั้ง จน
ปราบปรามชุมนุมทตี่ ัง้ ตนเปน็ ใหญท่ วั่ ไปที่เหลืออกี 5 ชุมนุม คอื

1. ชุมนุมสุกี้ พระนายกอง เป็นชาวมอญอาสาสมัครพม่าคอยสอดส่องควบคุมและริบทรัพย์สินคนไทยที่แพ้พม่า และคน
ไทยท่ีจะกระดา้ งกระเด่ืองแขง็ ข้อ ต้ังค่ายอยู่ทโ่ี พธิ์สามต้น กรงุ ศรอี ยุธยา

2. ชมุ นุมเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) มีอาณาเขตตงั้ แต่พษิ ณุโลกจรดนครสวรรค์ ต้ังตัวเปน็ ใหญอ่ ยู่ทเ่ี มืองพษิ ณโุ ลก

3. ชมุ นุมพระเจ้าพระฝาง ตง้ั ตัวเปน็ ใหญท่ เ่ี มอื งอตุ รดติ ถ์ มีอาณาเขตตดิ ต่อไปจนถึงเมอื งแพร่ และหลวงพระบาง

4. ชุมนมุ เจ้านครศรธี รรมราช (หนู) ตัง้ ตัวเปน็ ใหญอ่ ยู่ทีเ่ มอื งนครศรธี รรมราช มีอาณาเขตต้งั แตเ่ มืองชมุ พรถึงมลายู

5. ชุมนุมกรมหมื่นเทพพิพิธ ตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ที่เมืองพิมายนครราชสีมา พระองค์ทรงปราบปรามจนราบคาบ ต้อง
ปราบปรามอริราชศัตรู และเสี้ยนหนามชาตไิ ทย ทรงบากบั่นอุตสาหะมิได้เป็นแก่ความเหนื่อยยากแต่ประการใดทรงต่อสู้
ความยากแค้นซ่ึงคกุ คามประชาราษฎร์ ต้องปราบปรามผตู้ ั้งตัวเปน็ ใหญ่ท่ีไม่คิดเป็นน้ำหนึ่งใจเดยี ว ตอ้ งปราบปรามอริราช
ศตั รอู ยู่เนือง ๆ พระชวี ิตของพระองค์ เพ่อื ชาตแิ ละประเทศไทยโดยแทจ้ ริง

-40-

แผนท่ชี มุ นุมต่าง ๆ หลังกรงุ ศรอี ยธุ ยาแตกครั้งที่ 2

พระองค์ทรงปกครองไพร่ฟา้ ไพร่บ่าว พลเรือนและทหารดว้ ยทศพิธราชธรรมดียง่ิ สนทิ ชิดเชอ้ื เหมือนกับ
“พ่อ” มากกว่าทรงเป็นเจ้านาย ดังข้อความพระราชวิจารณ์ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร. 5 ว่าเม่ือ
คราวสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงรับสั่งเมื่อประทับอยู่ที่ค่ายเขาพระ ขณะนั้นกำลังล้อมพม่า บ้านบางนางแก้วทรง
กำหนดพระราชอาญาไว้ว่า ผู้ยิงปืน ไม่พร้อมกันให้ยิงพร้อมกันทีละสามสิบ สี่สิบนัดตามรับสั่งทรงตรัสแก่ข้าราชการนาย
ทัพนายกองว่า ข้าราชการทั้งปวงพ่อใช้ไห้ไปทำศึกบ้านเมืองใดพ่อมิได้สกดหลังไปด้วย ก็มิสำเร็จราชการ ครั้นพ่อไป
ราชการสงครามเชยี งใหม่ ให้ลูกทำราชการข้างหลังและพ่ายแพ้แก่พม่าให้ขายพระบาทพ่อ อันทำศึกครั้งนี้พ่อจะชิงชัยแก่
ลกู ผู้ใดหามไิ ด้ รกั ใครเ่ สมอกัน เปน็ กษตั ราธริ าชเจ้าแผ่นดนิ ถา้ ผ้ใู ดมีความชอบมิได้ปูนบำเหน็จ ผ้ใู ดกระทำผิดมิได้เอาโทษ
ทำเช่นนี้ก็ไม่ควรแก่ราชการแผ่นดินหามิได้ ประเวณีกษัตราธิราช ผู้มีความชอบปูนบำเหน็จรางวัล ให้รั้งเมืองครองเมือง
ตามฐานานุกรมลำดับ โทษผิดควรจะตกี ต็ ี ควรฆ่าก็ฆา่ เสยี จงึ ชอบด้วยราชาแผน่ ดนิ จึงจะทำสงครามกับพมา่ ได้ พ่ออุตส่าห์
ทรมานเที่ยวทำสงครามมา นี้ ใช่จะจงพระทัยปรารถนาหาความสุขแต่พระองค์ เดียวก็หามิได้ อุตส่าห์สู้ลำบากการครั้งนี้
เพื่อทำนุบำรงุ ศาสนาสมณะชีพราหมณ์ประชาราษฎร ให้เป็นสขุ ทั่ว ขอบขัณฑ์เสมอ เพื่อมิให้คนอาสัตย์อาธรรมแ์ ละคร้งั นี้
ลูกทั้งหลายทำการแพ้แก่พม่า ครั้นจะเอาโทษก็เสียดายนกั ด้วยได้เลี้ยงดูมาเป็นใหญ่โตแล้วผิดครั้งนี้จะยกไว้ให้ทำราชการ
แก้ตัวครั้งหนึ่งก่อน ครั้งต่อไปถ้ารบพม่าแล้วชนะจึงจะพ้นโทษทั้งนายและไพร่เร่งคิดจงตีเถิด อันพ่อจะละกำหนดบท
อัยการศึกเสยี มไิ ด้ กใ็ ห้เร่งคิดอา่ นทำการแก้ตวั ไปให้รอดชวี ิตเถิด อกี ครงั้ เมอ่ื พระยาตากสนิ นำไพรพ่ ลตีเมืองชลบรุ ี ผ่านบาง
ละมุงขณะนั้นนายบุญเรืองมหาดเล็กเป็นผู้รั้งเมืองบางละมุง คุมไพร่ 20 คน ถือหนังสือมาจะเอาลงไปให้พระยาจันทบุรี

-41-

เดินผ่านมาในแขวงเมอื งระยองพวกทหารพระยาตากสินจับไดซ้ ักได้ความว่า เนเมยี วสหี บดีแมท่ ัพพม่า ทค่ี ่ายโพธิ์สามต้น มี
หนังสือมาบอกให้ พระยาจันทบุรีเข้าไปอ่อนน้อมเสียโดยดี นายทัพนายกองทูลพระยาตากสิน ว่าผู้รั้งเมืองบางละมุงเป็น
พวกพม่า ขอให้ประหารชวี ิตเสีย พระยาตากสินไม่เห็นชอบด้วยว่าผู้รัง้ เมืองบางละมุงตกอยู่ในอำนาจพม่า ก็ต้องยอมให้ใช้
มาโดยจำเป็น จะว่าเอาใจไปเผื่อแผ่ข้าศึกหาควรไม่ อีกประการหนึ่ง ผู้รั้งเมืองบางละมุงก็ยังมิได้เป็นข้าของเราจะว่าทำ
ความผิดตอ่ เราก็ยังไม่ได้ ที่พมา่ มหี นังสือมาบังคบั พระยาจันทบุรีอยา่ งน้ีก็ดีแลว้ พระยาจนั ทบรุ จี ะได้เลือกเอาอย่างหน่ึงว่า
จะไปเข้ากับพม่าหรือเข้ากับไทย พระองคท์ รงปกครองไพรร่ าษฎร ด้วยทศพธิ ราชธรรม ทรงพระราชดำรพิ จิ ารณาถงึ เหตุถึง
ผลด้วยความเปน็ ธรรมเสมอเป็นพอ่ ปกครองลูก หาพระทยั ลำเอียงมิได้

สมเด็จพระเจ้าธนบุรี ทรงครองราชย์ตั้งแต่ วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2311 ประชาราษฎร์มีความสุขโดย
ถ้วนทั่ว พน้ จากภยั รุกรานพม่ามาจนตราบเท่าทุกวันนี้

เสด็จสวรรคต วันเสาร์ เดือน 5 แรม 9 ค่ำ จุลศักราช 1144 จัตวาศก ตรงกับ วันที่ 6 เมษายน พ.ศ.
2325 พระองค์ทรงได้รับพระเกียรติเป็น “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ต่อมาด้วยพระบารมีอันมากล้นสุดที่ทวย
ราษฎร์ไทยจะกล่าวพรรณนาได้ ชาวไทยได้ดำรงความเป็นไทอิสระเสรี เป็นชาติไทยอยู่ได้ทุกวันนี้ ก็ด้วยพระบารมีของ
พระองค์

-42-

กรงุ รตั นโกสินทร์
(พ.ศ.2325 - ปจั จุบนั )
รชั กาลท่ี 1 พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช
(20 มนี าคม พ.ศ. 2280 — 7 กนั ยายน พ.ศ. 2352)

- สถาปนากรุงรตั นโกสินทร์และราชวงศจ์ ักรี วันท่ี 21 เมษายน พ.ศ. 2325
“ตงั้ ใจจะอุปถัมภก ยอยกพระศาสนา จะป้องกนั ขอบขัณฑสมี า รกั ษาประชาชนแลมนตร”ี
สงครามครัง้ ท่ี 1 พ.ศ. 2328 สงครามเกา้ ทพั
สงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างไทยกับพม่าส่งคือ สงครามเก้าทัพ โดยในครั้งนั้นพระเจ้าปดุงแห่ง
ราชวงศ์อลองพญาของพม่า มีพระประสงค์จะเพิ่มพูนพระเกียรติยศและชื่อเสียงให้ขจรขจายด้วยการกำราบอาณาจักร
สยาม จึงรวบรวมไพร่พลถึง 144,000 คน กรีธาทัพจะเข้าตีกรุงรัตนโกสินทร์ โดยแบ่งเป็น 9 ทัพใหญ่ เข้าตีจากกรอบ
ทิศทาง ส่วนทัพของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีกำลังเพียงครึ่งหนึ่งของทหารพม่าคือมีเพียง
70,000 คนเศษเท่านนั้

-43-

ดว้ ยพระปรชี าสามารถในการทำสงคราม ไดท้ รงให้ทพั ของสมเด็จพระบวรราชเจา้ มหาสรุ สงิ หนาทไปสกัด
ทัพพม่าที่บริเวณทุ่งลาดหญ้า ทำให้พม่าต้องชะงักติดอยู่บริเวณช่องเขา แล้วทรงสั่งให้จัดทัพแบบกองโจรออกปล้นสะดม
จนทัพพม่าขัดสนเสบียงอาหาร เมื่อทัพพม่าบริเวณทุ่งลาดหญ้าแตกพ่ายไปแลว้ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสงิ หนาทจงึ
ยกทัพไปชว่ ยทางอ่นื และได้รบั ชยั ชนะตลอดทุกทัพตง้ั แตเ่ หนือจรดใต้

แผนท่ี การรบใน สงครามเกา้ ทพั

-44-

สงครามครั้งท่ี 2 พ.ศ. 2329 สงครามท่าดนิ แดงและสามสบ

ในสงครามคร้ังนี้ ทัพพม่าเตรียมเสบียงอาหารและเส้นทางเดินทพั อย่างดีทีส่ ดุ โดยแก้ไขข้อผดิ พลาดตา่ ง
ๆ จากศึกครั้งก่อน โดยพม่าได้ยกทัพเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ มาตั้งค่ายอยู่ที่ท่าดินแดงและสามสบ พระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงยกทัพหลวงเข้าตีพมา่ ที่คา่ ยดนิ แดงพรอ้ มกับให้ทัพของสมเดจ็ พระบวรราชเจ้ามหา
สรุ สิงหนาทเขา้ ตคี า่ ยพมา่ ที่สามสบ หลังจากรบกนั ได้ 3 วนั คา่ ยพม่าก็แตกพา่ ยไปทุกคา่ ย และพระองคย์ ังได้ทำสงครามขับ
ไล่อิทธิพลของพม่าได้โดยเด็ดขาด และตีหัวเมืองต่าง ๆ ขยายราชอาณาเขต ทำให้ราชอาณาจักรสยามมีอาณาเขตกว้าง
ใหญท่ ส่ี ดุ ในประวัติศาสตร์ ต้งั แต่ดินแดนล้านนา ไทใหญ่ สบิ สองปันนา หลวงพระบาง เวยี งจนั ทน์ เขมร และด้านทิศใต้ไป
จนถึงเมอื งกลันตัน ตรงั กานู ไทรบรุ ี ปะลิส และเปรกั

สงครามครั้งที่ 3 พ.ศ. 2330 สงครามตเี มืองลำปางและเมืองปา่ ซาง

หลังจากที่พม่าพ่ายแพ้แก่สยาม ก็ส่งผลทำให้เมืองขึ้นทั้งหลายของพม่า เช่น เมืองเชียงรุ้งและเชียงตุง
เกิดกระด้างกระเดื่อง ตั้งตนเป็นอิสระ พระเจ้าปดุงจึงสั่งให้ยกทัพมาปราบปราม รวมถึงเข้าตีลำปางและป่าซาง เม่ือ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทราบเรื่องจึงสั่งให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทคุมไพร่พล
6,000 นาย มาช่วยเหลอื และขบั ไลพ่ ม่าไปเป็นผลสำเร็จ

สงครามครง้ั ที่ 4 พ.ศ. 2330 สงครามตเี มอื งทวาย

ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เกณฑ์ไพร่พล
20,000 นาย ยกทัพไปตีเมืองทวาย แต่สงครามครั้งนี้ไม่มีการรบพุ่ง เพราะต่างฝ่ายต่างก็ขาดแคลนเสบียงอาหาร รี้พลก็
บาดเจ็บจึงโปรดเกลา้ โปรดกระหม่อม ให้ถอยทัพกลบั กรงุ เทพ

สงครามคร้งั ท่ี 5 พ.ศ. 2336 สงครามตีเมืองพมา่

ในครั้งนั้นเมืองทวาย ตะนาวศรี และมะริด ได้เข้ามาขอสวามภิ กั ดิ์ต่อไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอด
ฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ยกทัพไปช่วยป้องกันเมือง แต่เมื่อพระเจ้าปดุงยกทัพมาปราบปราม
เมอื งทง้ั สามกห็ นั กลับเข้ากับทางพม่าอีก พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ ให้ถอยทัพกลับ
กรุงเทพฯ

สงครามครั้งท่ี 6 พ.ศ. 2340 สงครามพม่าทเ่ี มืองเชียงใหม่

เนือ่ งจากสงครามในคร้ังก่อน ๆ พระเจ้าปดุงไม่สามารถตีหัวเมืองล้านนาได้ จึงทรงรบั สงั่ ไพร่พล 55,000
นาย ยกทพั มาอีกคร้ังโดยแบ่งเป็น 7 ทัพ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึง โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระ

-45-

บวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทคุมไพร่พล 20,000 นาย ขึ้นไปรวมไพร่พลกับทางเหนือเป็น 40,000 นาย ระดมตีค่ายพม่า
เพียงวันเดยี วเทา่ น้ันทพั พม่าก็แตกพ่ายยับเยนิ

สงครามครั้งท่ี 7 พ.ศ. 2346 สงครามพม่าทีเ่ มอื งเชยี งใหม่ ครั้งที่ 2
ในครั้งนั้นพระเจ้ากาวิละได้ยกทัพไปตีเมืองสาด หัวเมืองขึ้นของพม่า พระเจ้าปดุงจึงยกทัพลงมาตีเมือง

เชียงใหม่เพื่อแก้แค้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงทราบ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งกองทัพไป
ช่วยเหลอื และสงครามคร้งั นก้ี ็จบลงดว้ ยชัยชนะของฝ่ายไทย


Click to View FlipBook Version