The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by armynco2665, 2022-07-11 09:02:24

วิชาจิตอาสา

วิชาจิตอาสา

-46-

รชั กาลที่ 2 พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หล้านภาลยั
(24 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2311 – 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367)

ดา้ นกวนี ิพนธ์
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้รับการยกย่องว่า เป็นยุคทองของวรรณคดี

สมัยหนึ่งเลยทีเดียว ด้านกาพย์กลอนเจริญสูงสุด จนมีคำกล่าวว่า "ในรัชกาลที่ 2 นั้น ใครเป็นกวีก็เป็นคนโปรด" กวีที่มี
ชื่อเสียงนอกจากพระองค์เองแล้ว ยังมีกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ 3) สมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานุชิต
ชิโนรส สุนทรภู่ พระยาตรัง และนายนรินทรธิเบศร์ (อิน) เป็นต้น พระองค์มีพระราชนิพนธ์ที่เป็นบทกลอนมากมาย ทรง
เป็นยอดกวีด้านการแต่งบทละครท้ังละครในและละครนอก มีหลายเรื่องที่มีอยู่เดมิ และทรงนำมาแต่งใหมเ่ พือ่ ใหใ้ ช้ในการ
แสดงได้ เช่น รามเกียรติ์ อุณรุท และอิเหนา โดยเรื่องอิเหนานี้ เรื่องเดิมมีความยาวมาก ได้ทรงพระราชนิพนธ์ใหม่ตั้งแต่
ต้นจนจบ เปน็ เร่ืองยาวทสี่ ดุ ของพระองค์ วรรณคดีสโมสรในรชั กาลที่ 6 ไดย้ กย่องใหเ้ ป็นยอดบทละครรำทีแ่ ต่งดี ยอดเย่ยี ม
ท้ังเนือ้ ความ ทำนองกลอนและกระบวนการเล่นท้ังร้องและรำ นอกจากน้ียังมลี ะครนอกอืน่ ๆ เชน่ ไกรทอง สงั ข์ทอง ไชย
เชษฐ์ หลวิชัยคาวี มณพี ชิ ัย สังข์ศิลป์ชยั ได้ทรงเลือกเอาของเก่ามาทรงพระราชนิพนธ์ข้นึ ใหม่บางตอน และยังทรงพระราช
นพิ นธบ์ ทพากย์โขนอีกหลายชดุ เชน่ ชุดนางลอย ชดุ นาคบาศ และชดุ พรหมาสตร์ ซ่ึงล้วนมคี วามไพเราะซาบซึ้งเป็นอมตะ
ใชแ้ สดงมาจนทกุ วันน้ี

-47-

ด้านประติมากรรม
นอกจากจะทรงส่งเสรมิ งานชา่ งดา้ นหล่อพระพุทธรูปแลว้ พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยยังได้

ทรงพระราชอุตสาหะปนั้ หนุ่ พระพักตร์ของพระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตดุ ิลก พระประธานในพระอุโบสถวดั อรุณราชวรา
รามราชวรมหาวิหาร อันเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญยิ่งองค์หนึ่งของไทยด้วยพระองค์เอง ซึ่งลักษณะและทรวดทรงของ
พระพุทธรูปองค์นี้เป็นแบบอย่างที่ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ 2 นี้เอง ส่วนด้านการช่างฝีมือและการแกะสลัก
ลวดลายในรัชกาลของพระองค์ได้มีความเจริญก้าวหน้าไปอย่างมาก และพระองค์เองก็ทรงเป็นช่างทั้งการปั้นและการ
แกะสลักทเ่ี ช่ียวชาญยิง่ พระองค์หนึง่ อย่างยากทีจ่ ะหาผใู้ ดทดั เทยี มได้ นอกจากฝีพระหตั ถใ์ นการปน้ั พระพักตร์พระพุทธธรร
มิศรราชโลกธาตุดิลกแล้ว ยังทรงแกะสลักบานประตูพระวิหารพระศรีศากยมุนี วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหา วิหาร คู่
หน้าด้วยพระองค์เองร่วมกับกรมหมื่นจิตรภักดี และทรงแกะหน้าหุ่นหน้าพระใหญ่และพระน้อยที่ทำจากไม้รักคู่หนึ่งท่ี
เรยี กวา่ พระยารกั ใหญ่ และพระยารักนอ้ ยไว้ด้วย

-
งานแกะสลกั ฝีประหตั ถ์ ประตูพระวิหารพระศรีศากยมนุ ี วดั สุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร

-48-

ดา้ นดนตรี
กล่าวได้ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีพระปรีชาสามารถในด้านนี้ไม่น้อยไปกว่าด้าน

ละครและฟ้อนรำ เครื่องดนตรีที่ทรงถนัดและโปรดปรานคือ ซอสามสาย ซึ่งซอคู่พระหัตถ์ที่สำคัญได้พระราชทานนามว่า
"ซอสายฟ้าฟาด" และเพลงพระราชนิพนธ์ทีม่ ีช่ือเสยี งเปน็ ท่ีรจู้ ักกนั ดคี ือ "เพลงบหุ ลันลอยเล่ือน" หรือ "บหุ ลัน (เล่ือน) ลอย
ฟ้า" แต่ต่อมามักจะเรียกว่า "เพลงทรงพระสุบิน" เพราะเพลงมีนี้มีกำเนิดมาจากพระสุบิน (ฝัน) ของพระองค์เอง โดยเล่า
กนั วา่ คืนหน่ึงหลังจากได้ทรงซอสามสายจนดึก ก็เสด็จเข้าทบ่ี รรทมแลว้ ทรงพระสบุ นิ ว่า ไดเ้ สด็จไปยังดนิ แดนที่สวยงามดุจ
สวรรค์ ณ ที่นั่น มีพระจันทร์อันกระจ่างได้ลอยมาใกล้พระองค์ พร้อมกับมีเสียงทิพยดนตรีอันไพเราะยิ่ง ประทับแน่นใน
พระราชหฤทัย ครั้นทรงต่ืนบรรทมกย็ ังทรงจดจำเพลงนัน้ ได้ จงึ ได้เรยี กพนักงานดนตรีมาตอ่ เพลงน้นั ไว้ และทรงอนุญาตให้
นำออกเผยแพร่ได้ เพลงนจ้ี งึ เปน็ ทแี่ พร่หลายและรู้จักกนั กว้างขวางมาจนทุกวนั นี้

-
ซอสายฟ้าฟาด

-
พระองค์ได้การยกย่องเป็น บุคคลสำคัญของโดย ยูเนสโก วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2510 วันพระราช

สมภพครบ 200 ปี

-49-

รัชกาลท่ี 3 พระบาทสมเด็จน่งั เกลา้ เจา้ อยูห่ ัว
(21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 - 2 เมษายน พ.ศ. 2394)

ยคุ ของความเจริญทางด้านค้าขายกับตา่ งประเทศ พระองค์ได้สมญานามว่า “เจา้ สัว” และไดเ้ ก็บ เงินถุง
แดง ไวใ้ ชใ้ นการกอบกแู้ ผน่ ดนิ
ด้านความมั่นคง

พระองค์ได้ทรงป้องกันราชอาณาจักรด้วยการสง่ กองทัพไปสกัดทัพของเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ไม่ให้
ยกทัพเขา้ มาถงึ ชานพระนครและขดั ขวางไม่ใหเ้ วียงจนั ทน์เข้าครอบครองหัวเมืองอีสานของสยาม นอกจากนี้ พระองค์ทรง
ประสบความสำเร็จในการทำให้สยามกับญวนยตุ ิการสูร้ บระหว่างกันเก่ียวกับเรื่องเขมรโดยที่สยามไม่ได้เสยี เปรียบญวนแต่
อยา่ งใด

-50-

ดา้ นการคมนาคม
ในรชั สมยั ของพระองค์ใชท้ างนำ้ เป็นสำคัญ ท้งั ในการสงครามและการค้าขาย คลองจึงมคี วามสำคัญ มาก

ในการย่นระยะทางจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง จึงโปรดฯให้มีการขุดคลองขึ้น เช่น คลองบางขุนเทียน คลองบางขนาก
และ คลองหมาหอน

-
ด้านการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

พระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก และได้ทรงสร้างพระพุทธรูปมากมายเช่น พระประธานใน
อุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร วัดเฉลิมพระเกียรติ วัดปรินายก และวัดนางนอง ทรงสร้างวัดใหม่ข้ึน 3 วดั
คือ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร วัดเทพธิดารามวรวิหารและวัดราชนัดดารามวรวหิ าร ทรงบูรณปฏิสงั ขรณ์ วัดเก่าอีก 35 วดั
เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งสร้างมาแต่รัชกาลที่ 1 วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดราชโอรสารามราช
วรวหิ าร เป็นตน้
ดา้ นการศกึ ษา

ทรงทำนุบำรุงและสนับสนุนการศึกษา โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท
แต่งตำราเรียนภาษาไทยขึ้นเล่มหนึ่งคือ หนังสือจินดามณี โปรดเกล้าฯ ให้ผู้รู้นำตำราต่าง ๆ มาจารึกลงในศิลาตามศาลา
รอบพทุ ธาวาสวดั พระเชตพุ นวิมลมังคลารามราชวรมหาวหิ าร ป้ันตัง้ ไวต้ ามเขามอและเขียนไว้ตามฝาผนงั ตา่ ง ๆ มีทัง้ อักษร
ศาสตร์ แพทยศาสตร์ พุทธศาสนศึกษา โบราณคดี ฯลฯ เพื่อเป็นการเผยแพร่วิชาการสาขาต่าง ๆ จึงอาจกล่าวได้ว่า วัด
พระเชตุพนวมิ ลมังคลารามเป็นมหาวทิ ยาลยั แหง่ แรกของกรงุ สยาม

ด้านสงั คมสงเคราะห์
พระองคท์ รงเอาพระทัยใสด่ ูแลทุกขส์ ขุ ของราษฎร ด้วยมพี ระบรมราชวินิจฉยั ว่า ไมท่ รงสามารถจะบำบัด

ทุกข์ให้ราษฎรได้ หากไม่เสด็จออกนอกพระราชวัง เพราะราษฎรจะร้องถวายฏีกาได้ต่อเมื่อพระคลังเวลาเสด็จออกนอก
พระราชวังเท่านั้น จึงโปรดให้นำกลองวนิ ิจฉยั เภรีออกต้ัง ณ ทิมดาบกรมวัง ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อราษฎรผู้มที กุ ข์จะ
ได้ตีกลองร้องถวายฎีกาไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เพื่อให้มีการชำระความกันต่อไป โดยพระองค์จะคอยซักถามอยู่
เนอื่ ง ๆ ทำใหต้ ลุ าการ ผทู้ ำการพิพากษาไมอ่ าจพลกิ แพลงคดเี ปน็ อื่นได้

ในรัชสมัยของพระองค์ได้มีมิชชันนารีชาวอเมริกันและชาวอังกฤษเดินทางเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์
เพิ่มมากขึ้น หนึ่งในจำนวนนี้คือศาสนาจารย์ นายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนาม "หมอบรัดเลย์"
ได้เป็นผ้รู เิ รมิ่ ให้มีการปลกู ฝปี ้องกนั ไข้ทรพษิ และการฉดี วคั ซนี ป้องกนั อหวิ าตกโรคและการทำผ่าตัดข้ึนเป็นครั้งแรกในกรุง
รตั นโกสนิ ทร์ นอกจากน้ีหมอบรดั เลย์ยังได้คดิ ตัวพิมพ์อกั ษรไทยขน้ึ (ปี พ.ศ. 2379) ทำให้มีการพิมพห์ นังสือภาษาไทยเป็น

-51-

ครั้งแรกโดยพิมพ์คำสอนศาสนาคริสต์เป็นภาษาไทย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2379 ต่อมาปี พ.ศ. 2385 หมอบรัดเลย์
พมิ พ์ปฏทิ ินภาษาไทยขึน้ เป็นครัง้ แรก

ในด้านการหนังสือพิมพ์ฉบับแรกในสมัยรัชกาลที่ 3 หมอบรัดเลย์ได้ออกหนงั สือพิมพ์แถลงข่าวรายปักษ์
เป็นภาษาไทย ชื่อ บางกอกรีคอร์เดอร์ (Bangkok Recorder) มีเรื่องสารคดี ข่าวราชการ ข่าวการค้า ข่าวเบ็ดเตล็ด ฉบับ
แรกออกเมื่อวนั ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2387

หนังสือบทกลอนเล่มแรกที่พิมพ์ขายและผู้เขียนได้รับค่าลิขสิทธิ์คือ นิราศลอนดอน ของหม่อมราโชทัย
(หม่อมราชวงศ์กระต่าย อิศรางกูร) โดย หมอบรัดเลย์ ซ้ือกรรมสิทธไิ์ ปพมิ พใ์ นราคา 400 บาท เม่ือวนั ที่ 15 มถิ ุนายน พ.ศ.
2404 และตพี ิมพจ์ ำหน่ายครง้ั แรกเมือ่ วนั ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2404

ด้านการคา้ กับตา่ งประเทศ
พระองคท์ รงสนบั สนนุ สง่ เสริมการค้าขายกับต่างประเทศ ทงั้ กับชาวเอเชยี และชาวยโุ รป โดยเฉพาะอย่าง

ยิ่งการค้ากับจีนมาตั้งแต่เมื่อครั้งพระองค์ทรงดำรงพระอิสสริยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินท ร์ ส่งผลให้พระคลังสินค้ามี
รายได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ มีการแต่งสำเภาทั้งของราชการ เจ้านาย ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ และพ่อค้าชาวจีนไปค้าขายยัง
เมืองจีนและประเทศใกล้เคียง รวมถึงการเปิดค้าขายกับมหาอำนาจตะวันตกจนมีการลงนามในสนธิสัญญาระหว่างกันคือ
สนธสิ ญั ญาเบอร์นี พ.ศ. 2369 และ 6 ปตี ่อมากไ็ ดเ้ ปิดสมั พันธไมตรกี ับสหรฐั อเมริกาและมีการทำสนธิสญั ญาต่อกันใน พ.ศ.
2375 นับเปน็ สนธสิ ญั ญาฉบับแรกทส่ี หรัฐอเมริกาทำกับประเทศทางตะวันออก ส่งผลให้ไทยได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
อย่างมากการทำสงครามชนะในสงครามกบฏเจ้าอนุวงศ์ (พ.ศ. 2369-2371) และอานัมสยามยุทธ (พ.ศ. 2374 – 2388)

-52-

ทำสนธิสัญญาเบอร์นี พ.ศ. 2368 สนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์ฉบับแรกที่กรุงรัตนโกสินทร์ (ต่อมาคือ
ประเทศไทย) ทำกับประเทศตะวนั ตกในสมัยกรงุ รัตนโกสนิ ทร์

-53-

รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั
(18 ตุลาคม พ.ศ. 2347 - 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411)

ความสัมพนั ธก์ บั ตา่ งประเทศ
ดว้ ยเหตทุ ีท่ รงสนพระทยั ในวทิ ยาการตะวนั ตกมาตั้งแต่ก่อนขน้ึ ครองราชย์ จงึ ทรงคุ้นเคยกับชาวตะวันตก

โดยเฉพาะองั กฤษเปน็ อยา่ งมาก ท้งั ยังเกี่ยวขอ้ งกับเสนาบดสี กลุ บุนนาคเช่นพระยาศรีสรุ ิยวงศ์ (ชว่ ง บุนนาค) ผูก้ ราบบงั คม
ทูลเชิญเสด็จขึ้นครองราชย์นั้นก็เป็นผู้สนิทสนมและนิยมอังกฤษ เช่นนี้ในรัชสมัยของพระองค์จึงเปิดความสัมพันธ์กับ
ประเทศตะวันตกอย่างกว้างขวาง มีการทำสัญญากับต่างประเทศถึง 10 ประเทศ ทรงยึดนโยบาย "ผ่อนสั้น ผ่อนยาว" มา
ใช้กับประเทศมหาอำนาจเป็นพระองค์แรกในสมัยรัตนโกสินทร์ อันทำให้ไทยสามารถดำรงเอกราชอยู่ได้จนทุกวันนี้
พระองค์ได้ส่งคณะทูตไทยโดยมีพระยามนตรีสุริยวงศ์เป็นราชทูต เจ้าหมื่นสรรเพ็ชภักดีเป็นอุปทูต หมื่นมณเฑียรพิทักษ์
เป็นตรีทตู นำพระราชสาส์นไปถวายสมเดจ็ พระราชินีนาถวิกตอเรียแหง่ อังกฤษนบั เป็นความคดิ รเิ ริ่มให้มีการเดนิ ทางออก
นอกประเทศได้ เนื่องจากแต่เดิมกฎหมายห้ามมิให้ เจ้านาย พระราชวงศ์ ข้าราชการผู้ใหญ่เดินทางออกจากพระนคร
เวน้ เสยี แต่ไปในการสงครามกบั กองทัพ

พระองคโ์ ปรดเกล้าให้ชาวต่างประเทศรับราชการเป็นกงสลุ ไทย เชน่ เซอร์ จอห์น เบาริง อัครราชทูตของ
สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งประเทศอังกฤษ เข้ามาทำ
สนธิสัญญากับประเทศไทยเป็นชาติแรก เมื่อ พ.ศ. 2398 ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระยาสยามานุกูลกิจ สยาม
มิตรมหายศ" เปน็ กงสลุ ไทยประจำกรงุ ลอนดอน

-54-

เซอร์ จอหน์ เบารงิ

ดา้ นวิทยาศาสตร์

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นนักดาราศาสตรไ์ ทย ทรงการคำนวณการเกิดสุริยุปราคา
เต็มดวงได้อย่างแม่นยำในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 ล่วงหน้า 2 ปี และได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมเชิญทูตฝรั่งเศส
และสงิ คโปร์ทอดพระเนตรสุริยุปราคาครงั้ นั้น นอกจากนี้ พระปรชี าสามารถของพระองค์ในด้านวิทยาศาสตร์น้ัน ยังทำให้
พระองค์ได้รับการยกย่องเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสัตววิทยาสมาคมแห่งสหราชาอาณาจักรอีกด้วย วันที่ 14 เมษายน
พ.ศ. 2525 รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประกาศยกย่องพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็น "พระบิดาแห่ง
วทิ ยาศาสตร์ไทย" และอนุมตั ิใหว้ นั ท่ี 18 สิงหาคมของทกุ ปีเปน็ วนั วทิ ยาศาสตรแ์ หง่ ชาติ

ทรงใส่พระทัยกวดขันคนไทยให้ใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง ทรงสนับสนุนโรงเรียนของหมอสอนศาสนาที่เข้า
มาเปิดกิจการในประเทศไทยเพื่อให้คนไทยได้เรียนรู้ภาษา อรรถคดี และวิทยาการของชาติตะวันตก ทรงพระกรุณาส่ง
ข้าราชการระดับบริหารไปศึกษางานที่จำเป็น สำหรับราชการไทย ณ ต่างประเทศ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ จัดตั้งโรง
อักษรพิมพการขึ้นในพระบรมมหาราชวัง ผลิตข่าวสารของทางราชการเผยแพร่ให้ราษฎรได้ทราบทั่วถึงกัน ใช้ชื่อว่า ราช
กจิ จานเุ บกษา ซงึ่ ยงั คงพิมพม์ าจนถึงปัจจบุ ัน

แสดงผลการคำนวณสุริยุปราคา วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411 พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย ได้รับสมญานามว่า King of
Siam’s Eclipse

-55-

พระองคไ์ ดก้ ารยกย่องเป็น บคุ คลสำคญั ของโดย ยูเนสโก วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2547 วันพระราชสมภพ
ครบ 200 ปี

-56-

รชั กาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยูห่ ัว

(20 กันยายน พ.ศ. 2396 – 23 ตลุ าคม พ.ศ. 2453)

การปฏิรูปการปกครอง
พระบรมสาทิสลักษณ์ ขณะทรงปฏิรูปการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล พระบาทสมเด็จพระ

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงการคุกคามจากจักรวรรดินิยมตะวันตกที่มีต่อประเทศในแถบเอเชีย โดยมักอ้าง
ความชอบธรรมในการเข้ายึดครองดินแดนแถบนี้ว่าเป็นการทำให้บา้ นเมืองเจริญก้าวหนา้ อันเปน็ "ภาระของคนขาว"ทำให้
ต้องทรงปฏิรูปบา้ นเมืองใหท้ นั สมยั โดยพระราชกรณยี กิจดงั กล่าวเร่ิมขึ้นต้ังแต่ พ.ศ. 2416

ประการแรก ทรงตั้งสภาที่ปรึกษาขึ้นมาสองสภา ได้แก่ สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (เคาน์ซิ
ลออฟสเตต) และสภาที่ปรึกษาในพระองค์ (ปรีวีเคาน์ซิล) ในปี พ.ศ. 2417 และทรงตั้งขุนนางระดับพระยา 12 นายเป็น
"เคาน์ซลิ ลอร"์ ให้มีอำนาจขดั ขวางหรือคดั คา้ นพระราชดำริได้ และทรงตงั้ พระราชวงศานวุ งศ์ 13 พระองค์ และขุนนางอีก
36 นาย ช่วยถวายความคิดเห็นหรือเป็นกรรมการดำเนินการต่าง ๆ แต่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง
บุนนาค) ขุนนางสกลุ บุนนาค และกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เห็นวา่ สภาที่ปรึกษาเปน็ ความพยายามดงึ พระราชอำนาจ
ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้เกิดความขัดแย้งที่เรียกว่า วิกฤตการณ์วังหน้า วิกฤตการณ์ดังกล่าว
ทำให้การปฏิรูปการปกครองชะงักลงกระทั่ง พ.ศ. 2428

พ.ศ. 2427 ทรงปรึกษากับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ อัครราชทูตไทยประจำอังกฤษ ซ่ึง
พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ พร้อมเจ้านายและข้าราชการ 11 นาย ได้กราบทูลเสนอให้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบ
ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่พระองค์ทรงเห็นว่ายังไม่พร้อม แต่ก็โปรดให้ทรงศึกษารูปแบบการปกครองแบบ
ประเทศตะวนั ตก และ พ.ศ. 2431 ทรงเรมิ่ ทดลองแบ่งงานการปกครองออกเป็น 12 กรม (เทยี บเทา่ กระทรวง)

-57-

พ.ศ. 2431 ทรงตั้ง "เสนาบดสี ภา" หรอื "ลกู ขนุ ณ ศาลา" ข้ึนเปน็ ฝ่ายบรหิ าร ต่อมา ใน พ.ศ. 2435 ไดต้ ง้ั
องคมนตรีสภา เดิมเรยี กสภาทปี่ รึกษาในพระองค์ เพอื่ วนิ จิ ฉยั และทำงานใหส้ ำเร็จ และรัฐมนตรีสภา หรอื "ลกู ขุน ณ ศาลา
หลวง" ขึ้นเพื้อปรึกษาราชการแผ่นดินที่เกี่ยวกับกฎหมาย นอกจากนี้ยังทรงจัดให้มี "การชุมนุมเสนาบดี" อันเป็นการ
ประชุมปรึกษาราชการที่มุขกระสัน พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทด้วยความพอพระทัยในผลการดำเนินงานของกรมทั้งสิบ
สองทไ่ี ดท้ รงตง้ั ไว้เม่อื พ.ศ. 2431 แลว้ พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูห่ ัวจงึ ทรงประกาศตงั้ กระทรวงขึ้นอย่างเป็น
ทางการจำนวน 12 กระทรวง เม่ือวันท่ี 1 เมษายน พ.ศ. 2435 อนั ประกอบดว้ ย

กระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบงานที่เดิมเป็นของสมุหนายก ดูแลกิจการพลเรือนทั้งหมดและบังคับ
บญั ชาหัวเมอื งฝ่ายเหนอื และชายทะเลตะวนั ออก

1. กระทรวงนครบาล รบั ผดิ ชอบกจิ การในพระนคร
2. กระทรวงโยธาธิการ รบั ผิดชอบการก่อสร้าง
3. กระทรวงธรรมการ ดูแลการศาสนาและการศกึ ษา
4. กระทรวงเกษตรพานิชการ รับผดิ ชอบงานทีใ่ นปัจจบุ นั เปน็ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์
5. กระทรวงยตุ ธิ รรม ดูแลเร่ืองตลุ าการ
6. กระทรวงมรุธาธร ดแู ลเครอ่ื งราชูปโภคของพระมหากษัตรยิ ์
7. กระทรวงยุทธนาธิการ รบั ผิดชอบปฏบิ ัตกิ ารการทหารสมัยใหม่ตามแบบยโุ รป
8. กระทรวงพระคลงั สมบตั ิ รบั ผิดชอบงานทีใ่ นปจั จุบนั เป็นของกระทรวงการคลัง
9. กระทรวงการต่างประเทศ (กรมท่า) รับผดิ ชอบการตา่ งประเทศ
10. กระทรวงกลาโหม รับผดิ ชอบกิจการทหาร และบงั คับบญั ชาหวั เมืองฝ่ายใต้
11. กระทรวงวัง รบั ผดิ ชอบกจิ การพระมหากษตั ริย์

หลังจากวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ทรงให้กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบกิจการพลเรือนเพียง
อย่างเดียว และให้กระทรวงกลาโหมรับผิดชอบกิจการทหารเพียงอย่างเดียว ยุบกรม 2 กรม ได้แก่ กรมยุ ทธนาธิการ
โดยรวมเข้ากับกระทรวงกลาโหม และกรมมรุธาธร โดยรวมเข้ากับกระทรวงวัง และเปลี่ยนชื่อกระทรวงเกษตรพานิชการ
เป็น กระทรวงเกษตราธิการ ดา้ นการปกครองส่วนภูมภิ าค มีการรวมอำนาจเข้าสศู่ ูนย์กลาง ทำใหไ้ ทยกลายมาเป็นรัฐชาติ
สมัยใหม่ โดยการลดอำนาจเจ้าเมือง และนำข้าราชการส่วนกลางไปประจำแทน ทรงทำให้นครเชียงใหม่ (พ.ศ. 2317–
2442) รวมเข้าเป็นสว่ นหนึง่ ของสยาม ตลอดจนทรงแต่งตั้งใหพ้ ระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจกั ษ์ศลิ ปาคม ไปประจำท่ี
อุดรธานี เปน็ จดุ เรม่ิ ต้นของการปกครองแบบเทศาภบิ าล

พ.ศ. 2437 ทรงกำหนดใหเ้ ทศาภบิ าลขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย ยกเลกิ ระบบกนิ เมือง และระบบหัวเมือง
แบบเก่า (ได้แก่ หัวเมืองชั้นใน ชั้นนอก และเมืองประเทศราช) จัดเป็นมณฑล เมือง อำเภอ หมู่บ้าน ระบบเทศาภิบาล

-58-

ดังกล่าวทำให้สยามกลายเป็นรฐั ชาติที่มัน่ คง มีเขตแดนที่ชัดเจนแนน่ อน นับเป็นการรกั ษาเอกราชของประเทศ และทำให้
ราษฎรมีคุณภาพชีวิตดขี ้นึ

พระองค์ยังได้ส่งเจ้านายหลายพระองค์ไปศึกษาในทวีปยุโรป เพื่อมาดำรงตำแหน่งสำคญั ในการปกครอง
ที่ได้รับการปฏิรูปใหม่นี้ และทรงจ้างชาวต่างประเทศมารับราชการในตำแหน่งที่คนไทยยงั ไม่เชี่ยวชาญ ทรงตั้งสุขาภิบาล
แหง่ แรกของประเทศท่ที า่ ฉลอม พ.ศ. 2448

ยคุ ของการเผชิญหนา้ กับการล่าอาณานคิ มของประเทศมหาอำนาจชาตติ ะวันตก

การเสียดินแดนใหฝ้ รั่งเศส

ครั้งที่ 1 เสียแคว้นเขมร (เขมรส่วนนอก) เนื้อที่ประมาณ 123,050 ตารางกิโลเมตร และเกาะอีก 6 เกาะ
วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2410

ครัง้ ที่ 2 เสยี แควน้ สิบสองจุไท หวั พันหา้ ทงั้ หก เมอื งพวน แคว้นหลวงพระบาง แคว้นเวยี งจันทน์ คำม่วน
และแคว้นจำปาศักดิ์ฝั่งตะวันออก (หัวเมืองลาวทั้งหมด) โดยยึดเอาดินแดนสิบสองจุไทย และได้อ้างว่าดินแดนหลวงพระ
บาง เวียงจนั ทน์ และนครจำปาศักดิ์ เคยเป็นประเทศราชของญวนและเขมรมาก่อน จึงบบี บงั คบั เอาดินแดนเพิ่มอีก เน้ือท่ี
ประมาณ 321, 000 ตารางกิโลเมตร วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2431 ประเทศฝรั่งเศสข่มเหงไทยอย่างรุนแรงโดยส่งเรือรบ
ล่วงเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อถึงป้อมพระจุลจอมเกล้า ฝ่ายไทยยิงปืนไม่บรรจุกระสุน 3 นัดเพื่อเตือนให้ออกไป แต่
ทางฝรั่งเศสกลับระดมยิงปืนใหญ่เข้ามาเป็นอันมาก เกิดการรบกันพักหนึ่ง ในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสนำ
เรือรบมาทอดสมอ หน้าสถานทูตของตนในกรุงเทพฯ ได้สำเร็จ (ทั้งนี้ ประเทศอังกฤษ ได้ส่งเรือรบเข้ามาลอยลำอยู่ 2 ลำ
ท่อี ่าวไทยเช่นกัน แต่มิไดช้ ว่ ยปกป้องไทยแต่อยา่ งใด) ฝรงั่ เศสยนื่ คำขาดให้ไทย 3 ขอ้ ให้ตอบใน 48 ชั่วโมง เนื้อหา คือ ให้
ไทยใช้ค่าเสยี หายสามลา้ นแฟรงค์ โดยจา่ ยเป็นเหรียญนกจากเงินถุงแดง พร้อมสง่ เช็คให้สถานทตู ฝร่ังเศสแถวบางรัก

ให้ยกดินแดนบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและเกาะต่าง ๆ ในแม่น้ำด้วยให้ถอนทัพไทยจากฝั่งแม่น้ำโขงออกให้
หมดและไม่สร้างสถานที่สำหรับการทหาร ในระยะ 25 กิโลเมตร ทางฝ่ายไทยไม่ยอมรับในข้อ 2 ฝรั่งเศสจึงส่งกองทัพมา
ปิดอ่าวไทย เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม พ.ศ. 2436 และยึดเอาจังหวัดจันทบุรีกับจังหวัดตราดไว้ เพื่อบังคับให้
ไทยทำตาม

ไทยเสียเน้ือที่ประมาณ 50, 000 ตารางกิโลเมตร ให้แก่ฝรั่งเศส ในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 และ
ฝร่งั เศสไดย้ ดึ เอาจันทบุรกี ับตราด ไวต้ อ่ อกี นานถึง 11 ปี (พ.ศ. 2436–2447)

-59-

ปี พ.ศ. 2446 ไทยต้องทำสญั ญายกดนิ แดนให้ฝรง่ั เศสอีก คือ ยกจงั หวัดตราดและเกาะใต้แหลมสิงห์ลงไป
(มีเกาะชา้ งเป็นตน้ ) ไปถงึ ประจันตครี เี ขตร์ (เกาะกง) ดงั น้ันฝร่ังเศสจึงถอนกำลงั จากจนั ทบรุ ไี ปต้ังทีต่ ราด ในปี พ.ศ. 2447

วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 ไทยต้องยกดินแดนมณฑลบูรพา คือเขมรส่วนใน ได้แก่เสียมราฐ พระ
ตะบอง และศรีโสภณ ใหฝ้ ร่งั เศสอีก ฝรั่งเศสจึงคนื จังหวัดตราดให้ไทย รวมถึงเกาะทง้ั หลายจนถึงเกาะกดู รวมแล้วในคราว
นี้ ไทยเสียเนื้อที่ประมาณ 66, 555 ตารางกิโลเมตรและไทยเสียดินแดนอีกครั้งทางด้านขวาของแม่น้ำโขง คืออาณาเขต
ไชยบุรี และ จำปาศักดิ์ตะวนั ตก ในวนั ท่ี 23 กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2450

การเสยี ดินแดนใหอ้ ังกฤษ

เสยี ดนิ แดนฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน (5 เมืองเง้ียว และ 13 เมอื งกะเหร่ยี ง) ใหอ้ ังกฤษ เมือ่ 27 ตุลาคม พ.ศ.
2435

เสียดินแดน รัฐไทรบรุ ี รฐั กลันตนั รฐั ตรงั กานู และรัฐปะลิส ให้อังกฤษ เมือ่ 10 มนี าคม พ.ศ. 2451 (นับ
อย่างใหม่ พ.ศ. 2452) เพ่ือขอกเู้ งิน 4 ล้านปอนดท์ องคำอตั ราดอกเบี้ย 4% ต่อปี มีเวลาชำระหน้ี 40 ปี

การเสยี ดนิ แดนใหก้ บั ชาตมิ หาอำนาจเพ่อื รกั ษาเอกราชของชาติ

การชนะสงครามกับชาติมหาอำนาจด้วยการทูต การเจรจา การปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยทัดเทียมนาน
อารยประเทศ เช่น รถราง รถไฟ ไฟฟา้ ประปา โทรเลข โทรศัพท์ ไปรษณีย์ ฯลฯ

พระองคไ์ ดก้ ารยกย่องเปน็ บุคคลสำคัญของโดย ยเู นสโก วนั ท่ี 20 กันยายน พ.ศ. 2546 ว ั น พ ร ะ ร า ช
สมภพครบ 150 ปี

-60-

รัชกาลท่ี 6 พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยู่หัว
(1 มกราคม พ.ศ. 2424 – 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468)

ต้งั กองเสือป่า
การจัดตั้งกองเสือป่านั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูห่ ัวทรงมีพระราชดำริตั้งแต่ครั้งดำรงพระ

อิสริยยศเป็นพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อทรงมีพระราชอำนาจสมบูรณ์หลังจากเสด็จขึ้นครองราช
สมบัติ จึงทรงริเริ่มการจัดตัง้ กองเสือปา่ ขึ้นทันที โดยปรากฏหลักฐานในกระแสพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ประชาชน
ในพระราชพธิ บี รมราชาภิเษกเฉลมิ พระราชมณเฑียรเมื่อวนั ที่ 11 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2453 ความว่า

การตั้งกองเสือป่าขึ้นด้วยความมุ่งหมายจะให้คนไทยทั่วกันรู้สึกว่าความจงรักภักดีต่อผู้ดำรงรัฐสีมา
อาณาจักร โดยต้องตามมติธรรมประเพณีประการ 1 ความรักชาติบ้านเมืองและนับถือศาสนาประการ 1 ความสามัคคีใน
คณะและไมท่ ำลายซง่ึ กนั และกนั

— พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยู่หัว

-61-

"ธงมหาศารทูลธวัช" ธงชัยเฉลมิ พลใหญ่ประจำกองเสือปา่

โดยก่อนที่จะทรงจดั ตง้ั กองเสือป่าอย่างเป็นทางการ พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยูห่ ัวทรงทดลอง
ฝึกหดั ทหารมหาดเล็กจำนวนหนงึ่ ทีว่ ังสราญรมย์ตามแบบอย่างท่ีมีพระราชประสงค์ ซึ่งการฝกึ ลักษณะน้ีได้รับอิทธิพลจาก
ลูกเสือ ที่ถูกก่อตั้งขึ้นในประเทศอังกฤษ โดยการรบแบบที่พระองค์ทรงสนพระทัยอย่างยิ่ง คือ สงครามกองโจรและการ
ซ้อมรบในเวลากลางคนื ซง่ึ ถือเป็นการรบแบบใหม่ในสมยั นัน้

นอกจากชื่อกองเสือป่าแล้ว ยังมีการตั้งชื่ออื่นๆ ตามกิจกรรมและความเหมาะสมขึ้น เช่น "กองเสือป่า
รักษาพระองค์" หรือ "กองเสือป่าหลวง", "กองเสือป่ารกั ษาแผ่นดิน" หรือ "กองเสือป่ารักษาดินแดน" ซึ่งอย่างหลังเป็นเสือ
ป่าสำหรับขา้ ราชการ สามัญชน และพลเรอื นทั่วพระนครและตามมณฑล โดยแบง่ เป็น 4 ภาคดแู ลตามกลมุ่ จังหวดั ถอื เป็น
ตน้ แบบของตำรวจตระเวนชายแดนในเวลาต่อมา

หลังจากทรงจดั ตั้งกองเสือป่าแล้ว ยังทรงมพี ระราชดำรวิ ่า ควรมสี ถานทใี่ ช้รวมตวั เพอ่ื ประโยชนต์ า่ ง ๆ จงึ
โปรดเกล้าฯ ให้มีสโมสรเสือป่าในแต่ละกองสำหรับเป็นที่ชุมนุม ประชุม สังสรรค์ เป็นที่เล่นกีฬาหลากหลายชนิด อีกท้ัง
เป็นที่อบรมสั่งสอนและปรึกษากิจการเสือป่าด้วย สโมสรเสือป่าจัดตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2454
บรเิ วณสนามเสอื ปา่ เพื่อรบั มอื การคุกคามของประเทศมหาอำนาจชาตติ ะวนั ตก

-62-

สยามเขา้ รว่ มรบในสงครามโลกครั้งที่ 1
พ.ศ. 2457 สงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้นในทวีปยุโรป ทรงให้ความสนใจและติดตามข่าวการสงคราม

อยา่ งใกลช้ ดิ ในตอนแรกพระองค์มีนโยบายวางตัวเป็นกลาง แต่กเ็ ร่ิมเอนเอียงไปเข้าข้างฝา่ ยไตรภาคี (บรเิ ตนใหญ่, ฝรัง่ เศส
และรัสเซีย) ในท่สี ุด ประเทศสยามประกาศตัวเข้าร่วมกบั ฝา่ ยสัมพนั ธมิตร และประกาศสงครามต่อจักรวรรดิเยอรมันและ
จักรวรรดอิ อสเตรยี -ฮังการี ในวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 การตดั สนิ พระทัยในครง้ั น้ันได้รับการคัดคา้ นจากประชาชน
ท่วั ไป เน่อื งจากในสมัยน้ันมีคนสยามไปศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนีเป็นจำนวนมาก จึงนยิ มและเคารพเยอรมนีเป็นเสมือน
ครูบาอาจารย์ และเยอรมนีไมเ่ คยสร้างความเจ็บช้ำนำ้ ใจให้สยามมาก่อน

ทหารอาสาสยามเดินขบวนสวนสนามผา่ นประตชู ัยฝรั่งเศส วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2462

ชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรเปลี่ยนสถานะของสยามจากบ้านป่าเมืองเถื่อนห่างไกลเป็นประเทศที่เชิด
หน้าชูตา และได้เป็นสมาชิกแรกก่อตั้งของสันนิบาตชาติที่ตั้งขึ้นใหม่หลังสงคราม และยังได้แก้ไขสนธิสัญญาที่สยาม
เสยี เปรยี บต่อประเทศอนื่ ๆด้วยกนั ถึง 13 ประเทศ การตัดสินพระทยั ครั้งน้ีของพระองคน์ ับว่าถูกต้อง และช่วยกอบกู้ความ
นยิ มของพระองค์ในหม่รู าษฎรได้ไมน่ ้อย
พระองคไ์ ด้การยกยอ่ งเป็น บุคคลสำคัญของโดย ยเู นสโก วนั ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2524 วันพระราชสมภพครบ 100 ปี

-63-

รชั กาลที่ 7 พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจา้ อยู่หัว
(8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436 – 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484)

ด้านการทำนบุ ำรงุ บ้านเมอื ง
เศรษฐกิจ สืบเนื่องจากผลของสงครามโลกครง้ั ที่หนึง่ ประเทศทวั่ โลกประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจ ตกต่ำ

ซึ่งมีผลกระทบกระเทือนมาสู่ประเทศไทย พระองค์ได้ทรงพยายามแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การควบคุม
งบประมาณ ตัดทอนรายจ่าย ลดอัตราเงินเดือนข้าราชการ รวมถึงการลดจำนวนข้าราชการ ปรับปรุงระบบภาษี การเก็บ
ภาษีเพ่มิ เติม ยบุ รวมจังหวดั เลิกมาตรฐานทองคำเปล่ียนไปผูกกบั คา่ เงินของอังกฤษ เปน็ ต้น รวมท้งั ส่งเสรมิ กิจการสหกรณ์
ให้ประชาชนได้มีโอกาสร่วมกันประกอบกิจการทางเศรษฐกิจ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติ
สหกรณ์ พ.ศ. 2471 ข้ึน

-64-

ด้านการศาสนา การศึกษา ประเพณีและวัฒนธรรม

ทรงส่งเสริมการศึกษาของชาติทั้งส่วนรวมและส่วนพระองค์ โปรดให้สร้างหอพระสมุดสำหรับพระนคร
เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าศึกษาได้อย่างเสรี ทรงตั้งราชบัณฑิตยสภา เพื่อมีหน้าที่บริหารและเผยแพร่วิชาการด้าน
วรรณคดี โบราณคดี และศิลปกรรม ในด้านวรรณกรรม โปรด ตราพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรมใน
พ.ศ. 2475 พระราชทานเงินส่วนพระองค์ เป็นรางวัลแก่ผู้แต่งหนังสือยอดเยี่ยม และให้ทุนนักเรียนไปศึกษาวิชา
วิทยาศาสตร์จากต่างประเทศ การศาสนา ทรงปลูกฝังเยาวชนให้มีคุณธรรมดีงาม โดยยึดหลักคำสอนของศาสนาพุทธ
โปรดให้ราชบัณฑิตยสร้างหนังสือสอนพระพุทธศาสนาสำหรับเด็ก ซึ่งนับว่าพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่
ทรงสร้างหนังสือสำหรับเด็ก ส่วนการศึกษาในพระพุทธศาสนานั้น โปรดให้สร้างหนังสือพระไตรปิฎกภาษาบาลี เรียกว่า
ฉบับสยามรัฐ โดยหนึ่งชุดมีจำนวน 45 เล่ม เพื่อเป็นอนุสาวรีย์เชิดชูพระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
เจา้ อยหู่ วั

ในด้านศิลปวัฒนธรรมของชาตินั้น พระองค์ทรงสถาปนาราชบัณฑิตย์สภาขึ้น (เดิมคือ กรรมการหอพระ
สมุดสำหรับพระนคร) เพื่อจัดการหอพระสมุดสำหรับพระนครและสอบสวนพิจารณาวิชาอักษรศาสตร์ เพื่อจัดการ
พิพิธภัณฑสถานตรวจรักษาโบราณสถานและโบราณวัตถุ และเพื่อจัดการบำรุงรักษาวิชาช่าง ผลงานของราชบัณฑิตสภา
เป็นผลดีต่อการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของชาติเป็นอย่างมาก เช่น การตรวจสอบต้นฉบับเอกสารโบราณออก
ตีพิมพ์เผยแพร่ มีการส่งเสริมสร้างสรรค์วรรณกรรมรุ่นใหม่ด้วยการประกวดเรียบเรียงบทประพันธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อย
กรอง

ทรงอนุรักษ์ดนตรีไทยไว้ด้วยพระองค์เอง ทั้งนี้เพราะได้ทรงสนพระราชหฤทัยในวิชาดนตรีไทย ทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เข้าถวายการฝึกสอนจนสามารถ พระราชนิพนธ์ทำนอง
เพลงไทยได้ ถงึ 3 เพลง คอื เพลงราตรีประดับดาวเถา เพลงเขมรลออองคเ์ ถา และเพลงโหมโรงคลน่ื กระทบฝ่งั

ทางด้านวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรม ทรงสละทรัพย์ส่วนพระองค์ปฏิสังขรณ์วัดสุวรรณดารารามราช
วรวหิ าร จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา โปรดฯใหเ้ ขยี นภาพพงศาวดาร สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชไว้ทีผ่ นงั พระวิหาร

ทรงพยายามสร้างค่านิยมให้มีสามีภรรยาเพียงคนเดียว โปรดให้ตราพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม
กฎหมายลักษณะผัวเมยี พ.ศ. 2473 ริเร่มิ ใหม้ กี ารจดทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า ทะเบยี นรบั รองบตุ ร อนั เปน็ การปลูกฝัง
ค่านิยมแบบใหม่ทีละน้อยตามความสมัครใจ นอกจากนี้ยังทรงปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างโดยทรงมีแต่พระบรมราชินีเพียง
พระองคเ์ ดียว

-65-

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอย่หู วั สมเดจ็ พระนางเจา้ รำไพพรรณี พระบรมราชนิ ี และ นายค็อนสตัน
ทนี ฟ็อน นอ็ ยราท ขณะเสดจ็ เยือนประเทศเยอรมนี ในปี ค.ศ. 1934

นอกจากนีแ้ ล้ว เม่ือทรงวา่ งจากพระราชภารกจิ พระองค์โปรดในการถ่ายภาพน่ิงและถ่ายภาพยนตร์ ทรง
มีกล้องถ่ายภาพและภาพยนตร์จำนวนมากที่ทรงสะสมไว้ สะท้อนให้เห็นพระอุปนิสัยโปรดการถ่ายภาพและภาพยนตร์
ภาพยนตรท์ รงถา่ ยมเี นือ้ หาทั้งทีเ่ ป็นสารคดีและที่ให้ความบันเทงิ ในจำนวนภาพยนตรเ์ หล่านี้ เรื่องทเ่ี ป็นเกยี รติประวัติของ
วงการภาพยนตร์ไทยและแสดงพระราชอัจฉริยภาพดีเยี่ยมในการสร้างโครงเรื่อง กำกับภาพ ลำดับฉาก และอำนวยการ
แสดง คือ เรื่องแหวนวิเศษ นับได้ว่าพระองค์เป็นหนึ่งในบุคคลที่บุกเบิกวงการภาพยนตร์ไทยอีกพระองค์หนึ่ง นอกจากนี้
ทรงสละพระราชทรัพยส์ ่วนพระองคส์ รา้ งโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรงุ ซึ่งนบั เปน็ โรงภาพยนตร์ทันสมัยในสมัยน้ัน นับเป็น
โรงมหรสพแหง่ แรกในเอเชียท่ีมเี ครื่องปรบั อากาศระบบไอน้ำ

การสุขาภิบาลและสาธารณูปโภค โปรดให้ปรับปรุงงานสุขาภิบาลทั่วราชอาณาจักรให้ทัดเทียม
อารยประเทศ ด้านการสื่อสารและการคมนาคมนั้น ได้มีการอัญเชิญกระแสพระราชดำรัสของพระองค์จากพระที่นั่งอมริ
นทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง ถ่ายทอดเสียงทางวิทยุเป็นครั้งแรกของประเทศไทยในพิธีเปิดสถานีวิทยุกรุงเทพฯ ท่ี
พระราชวังพญาไทในส่วนกิจการรถไฟ ขยายเส้นทางรถทางทิศตะวันออกจากทางจังหวัดปราจีนบุรี จนกระทั่งถึงต่อเขต
แดนประเทศกมั พูชา

ในปี พ.ศ. 2475 เป็นวาระที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 150 ปี ทรงจัดงานเฉลิมฉลองโดยทำนุบำรุง
บูรณปฏิสังขรณ์สิ่งสำคัญอันเป็นหลักของกรุงเทพมหานครหลายประการ คือ บูรณะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
พระบรมมหาราชวงั , สรา้ งปฐมบรมราชานสุ รณแ์ ละสะพานพระพุทธยอดฟ้าเชอื่ มฝงั่ กรุงเทพมหานครและฝง่ั ธนบรุ ีเพ่ือเป็น
การขยายเขตเมืองให้กว้างขวาง เป็นต้น สำหรับในเขตหัวเมือง ทรงได้จัดตั้งสภาจัดบำรุงสถานที่ชายทะเลทิศตะวันตกขึน้
เพือ่ ทำนุบำรุงหัวหนิ และใกลเ้ คียงให้เป็นสถานทตี่ ากอากาศชายทะเล

ศาสนา การศกึ ษาและประเพณี

ทรงส่งเสริมการศึกษาของชาติทั้งส่วนรวมและส่วนพระองค์ โปรดให้สร้างหอพระสมุดสำหรับพระนคร
เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าศึกษาได้อย่างเสรี ทรงตั้งราชบัณฑิตยสภา เพื่อมีหน้าที่บริหารและเผยแพร่วิชาการด้าน
วรรณคดี โบราณคดี และศิลปกรรม ในด้านวรรณกรรม โปรด ตราพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรมใน
พ.ศ. 2475 พระราชทานเงินส่วนพระองค์ เป็นรางวัลแก่ผู้แต่งหนังสือยอดเยี่ยม และให้ทุนนักเรียนไปศึกษาวิชา
วิทยาศาสตร์จากต่างประเทศ การศาสนา ทรงปลูกฝังเยาวชนให้มีคุณธรรมดีงาม โดยยึดหลักคำสอนของศาสนาพุทธ
โปรดให้ราชบัณฑิตยสร้างหนังสือสอนพระพุทธศาสนาสำหรับเด็ก ซึ่งนับว่าพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกท่ี
ทรงสร้างหนังสือสำหรับเด็ก ส่วนการศึกษาในพระพุทธศาสนานั้น โปรดให้สร้างหนังสือพระไตรปิฎกภาษาบาลี

-66-

เรียกว่า ฉบับสยามรัฐ โดยหนึ่งชุดมีจำนวน 45 เล่ม เพื่อเป็นอนุสาวรีย์เชดิ ชพู ระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ
เกล้าเจา้ อยหู่ วั

ในด้านศิลปวัฒนธรรมของชาตนิ ั้น พระองค์ทรงสถาปนาราชบัณฑิตย์สภาขึ้น (เดิมคือ กรรมการหอพระ
สมุดสำหรับพระนคร) เพื่อจัดการหอพระสมุดสำหรับพระนครและสอบสวนพิจารณาวิชาอักษรศาสตร์ เพื่อจัดการ
พิพิธภัณฑสถานตรวจรักษาโบราณสถานและโบราณวัตถุ และเพื่อจัดการบำรุงรักษาวิชาช่าง ผลงานของราชบัณฑิตสภา
เป็นผลดีต่อการอนุรักษ์และสง่ เสริมศิลปวัฒนธรรมของชาติเป็นอย่างมาก เช่น การตรวจสอบต้นฉบับเอกสารโบราณออก
ตีพิมพ์เผยแพร่ มีการส่งเสริมสร้างสรรค์วรรณกรรมรุ่นใหม่ด้วยการประกวดเรียบเรียงบทประพันธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อย
กรอง

ทรงอนุรักษ์ดนตรีไทยไว้ด้วยพระองค์เอง ทั้งนี้เพราะได้ทรงสนพระราชหฤทัยในวิชาดนตรีไทย ทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เข้าถวายการฝึกสอนจนสามารถ พระราชนิพนธ์ทำนอง
เพลงไทยได้ ถงึ 3 เพลง คือ เพลงราตรีประดับดาวเถา เพลงเขมรลออองคเ์ ถา และเพลงโหมโรงคลน่ื กระทบฝั่ง

ทางด้านวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรม ทรงสละทรัพย์ส่วนพระองค์ปฏิสังขรณ์วัดสุวรรณดารารามราช
วรวหิ าร จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา โปรดฯให้เขยี นภาพพงศาวดาร สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชไวท้ ่ผี นังพระวหิ าร

ทรงพยายามสร้างค่านิยมให้มีสามีภรรยาเพียงคนเดียว โปรดให้ตราพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม
กฎหมายลักษณะผัวเมีย พ.ศ. 2473 ริเริ่มให้มีการจดทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า ทะเบยี นรบั รองบุตร อันเปน็ การปลูกฝัง
ค่านิยมแบบใหม่ทีละน้อยตามความสมัครใจ นอกจากนี้ยังทรงปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างโดยทรงมีแต่พระบรมราชินีเพียง
พระองคเ์ ดียว

พระราชทานรัฐธรรมนญู

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้พระราชทาน
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามฉบับถาวร เพ่อื เป็นหลักในการปกครองของประเทศให้แกป่ ระชาชนชาวไทย พระองค์
ได้เสด็จออกประทับพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งโปรด
กล้าฯ ให้จัดเป็นที่ประชุมรัฐสภา ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชทานเป็นกฎหมาย
สงู สุดเพื่อเป็นหลักในการปกครองประเทศ นบั เปน็ รฐั ธรรมนญู "ฉบับแรก" ทถี่ ูกประกาศใชอ้ ย่างเปน็ ทางการ

แต่ก่อนหน้านั้น หากนับรฐั ธรรมนญู ฉบบั แรกจริงๆ ของประเทศไทยน้ัน ในวันที่ วนั ท่ี 27 มถิ ุนายน 2475
ถือเป็นวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนญู เปน็ ฉบบั แรกในประวัติศาสตร์ไทย คือ “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน

-67-

สยามชว่ั คราว พ.ศ. 2475” ซง่ึ เป็นกฎหมายสงู สดุ ในการปกครองรัฐ หลังจากทคี่ ณะราษฎรทำการอภวิ ัตนิ ก์ ารปกครองเมื่อ
วนั ท่ี 24 มถิ นุ ายน 2475

แม้จะใช้ชื่อว่า “พระราชบัญญัติ ‘ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน’ สยามชั่วคราว พ.ศ. 2475” แต่ก็มี
สถานะเป็นรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุด ซึ่งต่อมาภายหลังได้มีการบัญญัติคำว่า ‘รัฐธรรมนูญ’ เพื่อใช้แทนคำว่า
‘ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน’ โดยพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหม่ืนนราธิปพงศ์ประพันธ์พระองค์ได้การยกย่องเป็น
บคุ คลสำคัญของโดย ยูเนสโก 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556วันพระราชสมภพครบ 120 ปี

-68-

รชั กาลที่ 8 พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาอานนั ทมหิดล
(2 มีนาคม พ.ศ. 2478 - 9 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2489)

การปกครอง
พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนนิ ไปในพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันที่ 9 พฤษภาคม

พ.ศ. 2489 และเปิดประชมุ สภาผู้แทนราษฎรในวันท่ี 1 มิถนุ ายน พ.ศ. 2489 นอกจากน้ี ยงั เสดจ็ พระราชดำเนินทรงเย่ียม
ราษฎรในจังหวัดต่าง ๆ และทรงเยี่ยมชาวไทยเชื้อสายจีนเป็นครั้งแรก ณ สำเพ็ง พระนคร พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าน้อง
ยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เมอื่ วันที่ 3 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2489 ซ่งึ เปน็ ช่วงที่เกดิ ความขัดแย้งกันระหว่างชาวไทยและชาว
ไทยเชื้อสายจีนจนเกือบเกิดสงครามกลางเมือง เมื่อพระองค์ทรงทราบเรื่อง มีพระราชดำริว่า หากปล่อยควา มขุ่นข้อง
บาดหมางไว้เช่นนี้ จะเป็นผลร้ายตลอดไป จึงทรงตัดสินพระทัยเสด็จพระราชดำเนินสำเพ็ง ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ
4 ชั่วโมง และพระองค์ทรงพระราชดำเนินดว้ ยพระบาทเป็นระยะประมาณ 3 กิโลเมตร การเสด็จพระราชดำเนินสำเพ็งใน
ครั้งนีจ้ งึ เปน็ การประสานรอยรา้ วทเ่ี กิดข้ึนให้หมดไป

-69-

พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาอานนั ทมหิดล พระอฐั มรามาธบิ ดนิ ทร พรอ้ มดว้ ยสมเดจ็ พระเจา้ นอ้ งยาเธอ เจ้าฟ้าภูมพิ ลอดุลยเดช เสดจ็
เย่ียมชาวไทยเช้ือสายจนี เปน็ ครง้ั แรก ณ สำเพง็ พระนคร เม่อื พ.ศ. 2489

การศาสนา
ในการเสดจ็ นวิ ัตพระนครครั้งแรกนนั้ พระองค์ไดป้ ระกอบพธิ ีทรงปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ ท่ามกลาง

มณฑลสงฆ์ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 นอกจากนี้ ยังเสด็จพระราช
ดำเนินไปทรงนมัสการพระพุทธรูปในพระอารามที่สำคัญ เช่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร วัดเบญจม
บพติ รดุสติ วนารามราชวรวหิ าร วดั สระเกศราชวรมหาวหิ าร วดั อรุณราชวรารามราชวรมหาวหิ าร วดั บวรนเิ วศราชวรวิหาร
และวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร โดยเฉพาะที่วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหารนั้น พระองค์เคยมีพระราชดำรัส
กล่าวว่า "ที่นี่สงบเงียบน่าอยู่จริง" ดังนั้น เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต จึงได้นำพระบรมราชสรีรางคารของพระองค์มา
ประดิษฐาน ณ วัดแห่งน้ี

พระองค์ยังทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าจะผนวชในพระพุทธศาสนา โดยได้มีพระราชหัตเลขาถึงสมเด็จ
พระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2489 ทรงขอสังฆราชานุเคราะห์ในการศึกษาตำรา
ทางพระพทุ ธศาสนาเพ่อื ใชใ้ นการเตรยี มพระองคใ์ นการทจี่ ะอุปสมบท แต่ก็มไิ ดผ้ นวชตามทีต่ ง้ั พระราชหฤทัยไว้ นอกจากน้ี
ยังไดพ้ ระราชทานพระราชทรัพย์บำรงุ วัดวาอาราม กบั พระราชทานพระบรมราชปู ถมั ภ์แกศ่ าสนาอนื่ ตามสมควร

-70-

รัชกาลท่ี 9 พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช
(5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 – 13 ตลุ าคม พ.ศ. 2559)

การเอาชนะคอมมวิ นิสตใ์ นประเทศไทย
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไม่ได้ต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ แต่พระองค์ต่อสู้กับความ

อดอยากหวิ โหยของประชาชน
ราษฎรเขาเส่ียงภัยยิ่งกว่าเราหลายเท่า เพราะเขาต้องกนิ อยู่ที่น่นั เขายงั อยู่ได้แล้วเราจะขลาดแม้แต่เย่ียม

เยยี นทกุ ขส์ ุขของเขาเชยี วหรอื ”
นี่คือพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ

บพิตร ครั้งถูกทัดทานจากกระทรวงมหาดไทย เมื่อพระองค์มีพระราชประสงค์จะเสด็จ ฯ เยี่ยมราษฎรในเขตพื้นท่ี
ปฏบิ ตั กิ ารของผู้ก่อการร้ายคอมมวิ นิสต์ ที่แสดงใหเ้ ห็นถึงจิตใจที่ตง้ั ม่ัน แน่วแน่ มเิ กรงกลัวภยันตรายใดๆ เมื่อต้องลงพื้นที่
เพอ่ื บำบัดทุกขบ์ ำรุงสขุ แก่พสกนกิ รของพระองค์

ภายหลงั สงครามโลกครั้งท่ี 2 สังคมโลกเข้าสู่ภาวะสงครามเย็นระหวา่ งประเทศที่นิยมระบอบคอมมิวนิสต์
และประเทศที่นิยมระบอบประชาธิปไตยทุนนิยมเสรีภาพลักษณ์ของ “คอมมิวนิสต์” ในขณะนั้นคือระบอบที่ต้องการล้ม

-71-

ล้างระบอบกษัตริย์และใช้การต่อสู้ด้วยความรุนแรง ขณะที่แถบอินโดจีนซึ่งเป็นอาณานิคมของประเทศในยุโรปต่าง
เรยี กร้องเอกราชโดยใชแ้ นวคิดคอมมิวนิสต์

รัฐบาลไทยจึงได้ประกาศกฎหมายเอาผิดผู้มแี นวคิดและการกระทำอันเป็นคอมมิวนสิ ต์ขึ้น ซึ่งภายหลังก็
ได้เกิดพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มีการต่อสู้กันด้วยอาวุธในพื้นที่หลายจังหวัด รัฐบาลซึ่งมาจากการรัฐประหาร
เปน็ รฐั บาลเผดจ็ การ จึงอาศัยโอกาสนีป้ ราบปรามประชาชนโดยขาดความชอบธรรม ทำให้ประชาชนในหลายพื้นท่ีต่อต้าน
รัฐบาลโดยเข้าเปน็ แนวรว่ มกบั พรรคคอมมิวนิสต์

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช มีพระราชดำรใิ นแนวทางแก้ปัญหาคอมมิวนิสต์ที่ตา่ ง
ไปจากรฐั บาล ทรงเหน็ ว่าการใช้กำลังจะเปน็ การทำลายตัวเองในระยะยาว ดงั พระราชดำรสั ในคร้ังหน่ึงวา่

“มีชาวแม้วไม่กี่คนเท่านั้นที่เป็นพวกแดง หากเราทำผิดพลาดไป ชาวเขาทั้งเผ่าอาจกลายเป็นพวกแดงและก่อปัญหาไม่
ส้นิ สุดให้เราต่อไป”

การมุ่งเสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎรในท้องถิ่นทุรกันดาร และพระราชทานความช่วยเหลอื ในรูปแบบตา่ ง ๆ
เพื่อแก้ไขความทุกข์ยากของราษฎรจึงมีส่วนชว่ ยหยุดย้ังการเผยแพร่ของลัทธคิ อมมิวนสิ ตใ์ นหลายพ้นื ท่ีเปน็ อยา่ งมาก

ครั้งหนึ่งผูส้ ่ือข่าวต่างประเทศกราบบงั คมทูลถามวา่ พระองค์เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรเพื่อหวังให้คอมมิวนิสต์
น้อยลงใช้หรือไม่พระองค์รับสั่งตอบว่ามิได้สนพระราชหฤทัยว่าคอมมิวนิสต์จะน้อยลงหรือไม่ แต่สนพระราชหฤทัยว่า
ประชาชนของพระองคจ์ ะหิวนอ้ ยลงหรือไม่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นห่วงอาณาประชาราษฎร์ของพระองค์เหนือสิ่งอื่นใด
สะท้อนจากเมื่อปี พ.ศ.2513 ที่พระองค์มีพระราชประสงค์จะเสด็จ ฯ เยี่ยมราษฎรในตำบลหนึ่งใน อ.เมืองพัทลุง ซึ่งเป็น
พื้นที่ปฏิบัติการร้ายแรงที่สุดของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ กระทรวงมหาดไทยจึงกราบบังคมทูลขอให้รอสถานการณ์ให้ดี
ขนึ้ เสยี ก่อน พระองคม์ ีรับส่งั ตอบว่า

“ราษฎรเขาเสี่ยงภัยยิ่งกว่าเราหลายเท่า เพราะเขาต้องกินอยู่ที่นั่นเขายังอยู่ได้แล้วเราจะขลาดแม้แต่
เย่ียมเยียนทุกข์สุขของเขาเชยี วหรือ...คนเราจะอยสู่ ุขสบายแต่คนเดยี วไม่ได้ ถ้าคนทอ่ี ยูล่ ้อมรอบมคี วามทุกข์ยาก ควรต้อง
แบ่งเบาทกุ ข์ยากของเขาบ้างตามกำลงั และความสามารถเท่าท่ีจะทำได้”

-72-

เศรษฐกจิ พอเพียง
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริชี้แนะ

แนวทาง การดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และ
เมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแส
โลกาภิวตั น์และความ เปลยี่ นแปลงตา่ งๆ

ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชีถ้ ึงแนวการดำรงอยูแ่ ละปฏบิ ตั ิตนของประชาชนในทุกระดับ ต้ังแต่ระดับ

ครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการ
พัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึง
ความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายใน
ภายนอก ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวงั อย่างย่ิงในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการ
วางแผนและการดำเนินการ ทุกขั้นตอน และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะ
เจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่
เหมาะสม ดำเนินชีวิตดว้ ยความอดทน ความเพียร มสี ติ ปญั ญา และความรอบคอบ เพอ่ื ใหส้ มดลุ และพร้อมต่อการรองรับ
การเปลีย่ นแปลงอย่างรวดเรว็ และกวา้ งขวาง ทัง้ ดา้ นวตั ถุ สังคม สง่ิ แวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่าง
ดี 29

ความหมายของเศรษฐกจิ พอเพียง จึงประกอบดว้ ยคุณสมบตั ิ ดงั นี้
1. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีท่ีไม่นอ้ ยเกินไปและไม่มากเกนิ ไป โดยไมเ่ บยี ดเบยี นตนเองและ
ผู้อืน่ เชน่ การผลติ และการบริโภคท่อี ยู่ในระดบั พอประมาณ
2. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเก่ียวกับระดับความพอเพยี งน้นั จะต้องเป็นไปอยา่ งมีเหตุผล โดย
พจิ ารณาจากเหตปุ ัจจยั ทเี่ ก่ยี วขอ้ ง ตลอดจนคำนึงถึงผลท่ีคาดวา่ จะเกิดขน้ึ จากการกระทำน้นั ๆ อยา่ งรอบคอบ
3. ภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดข้ึน
โดยคำนงึ ถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ตา่ งๆ ท่คี าดว่าจะเกดิ ขนึ้ ในอนาคต

โดยมี เงื่อนไข ของการตัดสินใจและดำเนนิ กจิ กรรมต่างๆ ใหอ้ ยใู่ นระดบั พอเพียง 2 ประการ ดงั น้ี
1. เงอื่ นไขความรู้ ประกอบดว้ ย ความรอบรูเ้ กย่ี วกับวชิ าการตา่ งๆ ท่เี กีย่ วข้องรอบดา้ น ความรอบคอบที่

จะนำความรเู้ หล่านน้ั มาพิจารณาใหเ้ ชอื่ มโยงกัน เพ่ือประกอบการวางแผนและความระมัดระวงั ในการปฏิบัติ

-73-

2. เงอื่ นไขคุณธรรม ท่จี ะต้องเสรมิ สร้าง ประกอบดว้ ย มคี วามตระหนกั ใน คณุ ธรรม มีความซอื่ สัตยส์ จุ ริต
และมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต เผยแพร่ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อแก้ปัญหา
ความยากจนในกบั ประชาชนชาวไทย

-74-

คำถามท้ายบทที่ 3

1. ปฐมกษัตริย์แหง่ อาณาจักรสโุ ขทัยมีพระนามวา่ อะไร
2. สรีดภงษ์ คือ อะไร
3. ไตรภูมิพระร่วง ถูกแต่งขึ้นโดย กษัตรยิ พ์ ระองค์ใด
4. พระเจา้ อู่ทองตรากฎหมาขึ้นก่ีฉบับ อะไรบา้ ง
5. สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ทรงประกาศอิสรภาพ ทเี่ มืองใด และ ปี พ.ศ. ใด
6. สมเด็จพระนารายณม์ หาราช ได้เจรญิ สัมพันธไมตรกี บั ฝร่งั เศส กบั กษัตริย์ฝร่งั เศสพระองค์ใด
7. สมเดจ็ พระเจา้ ตากสินมหาราช ได้ยดึ เมอื งใดไวเ้ ปน็ ฐานท่มี ั่นในการกอบกู้กรุงศรีอยธุ ยา
8. ไฟฟ้า ประปา ไปรษณีย์และระบบสาธารณูปโภคของไทย เริม่ ในรชั กาลใด
9. พระบาทเดจ็ พระเจ้าอยูห่ ัว รัชกาลที่ 8 เสด็จสำเพง็ และเยาวราช นานกีช่ วั่ โมง
10. หลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียงประกอยดว้ ย กี่หว่ ง กี่เงื่อนไข อะไรบ้าง

-75-

เอกสารอา้ งอิง

1. เพลิง ภผู า, ขา้ ราชบรพิ ารและหมบู่ ้านชาวต่างประเทศในแผน่ ดนิ อยธุ ยา, สยามความรู้, 2563, น. 1 – 201.

2. ศิลปากร, กรม. พระราชพงศาวดารกรุงสยาม จากต้นฉบับที่เปน็ สมบัติของบริติชมวิ เซยี มกรุงลอนดอน. นายมนตรี
อมาตยกุล หัวหน้ากองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ตรวจสอบและทำเชิงอรรถ. พระนคร: สำนักพิมพ์
กา้ วหน้า, 2507, หนา้ 622.

3. กรมศลิ ปากร, พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหตั ถเลขา, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานภุ าพ ทรง
นพิ นธพ์ ระอธบิ ายประกอบ, สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์ 2505 หนา้ 269-277)

4. ธีระวัฒน์ แสนคำ. (2558). สวางคบุรีศรีคุ้งตะเภา : สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกับสมรภูมิสวางคบุรี-คุ้งตะเภา
อนุสรณ์ 245 ปี แห่งการสถาปนาวัดคุ้งตะเภา. อุตรดิตถ์ : สำนักงานสภาวัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ กระทรวง
วัฒนธรรม. ISBN 978-616-543-334-1.

5. ทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3. กรุงเทพฯ :
ไทยควอลติ ้ีบุ๊คส์ (2006), 2560, หน้า 74

6. หน่วยราชการในพระองค์, ความเป็นมาของจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ, ค้นวันที่ 1 กันยายน
2564. จาก https://www.royaloffice.th.

7. ประเสริฐ ณ นคร. พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. เล่ม 26. หน้า 16861-16864 พ.ศ.
2549

8. ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ 1. (2521). คณะกรรมการพิจารณาและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ : โรง
พมิ พ์สำนักเลขาธกิ ารคณะรฐั มนตรี.

9. ประเสริฐ ณ นคร. (2534). "ประวัติศาสตร์สุโขทัยจากจารึก." งานจารึกและประวัติศาสตร์ของประเสริฐ ณ นคร.
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน.

10. ราชบณั ฑิตยสถาน (2554). พจนานกุ รมศพั ทว์ รรณคดีไทย สมยั สุโขทยั ไตรภูมกิ ถา. กรงุ เทพฯ: ราชบัณฑติ ยสถาน. p.
3.

11. การปรบั แก้เทยี บศกั ราช และ การอธิบายความ พระราชพงศาวดารกรงุ เก่า ฉบบั หลวงประเสรฐิ , หน้า 21

12. ชาดา นนทวัฒน์. การเมอื งไทยสมัยสมเดจ็ พระนเรศวร. --กรุงเทพฯ : แสงดาว, 2549. น.64 – 66.

-76-

13. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. ไทยรบพม่า เลม่ 1. --กรงุ เทพฯ : อักษรเจรญิ ทัศน์, 2546, น.78-80.
14. สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. ไทยรบพม่า เลม่ 1. --กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทศั น์, 2546, น.85-88.
15. อานนท์ จติ รประภาส. พระนเรศวรมหาราชชาตนิ กั รบ. -- กรงุ เทพฯ : ไทยควอลิต้บี ุ๊คส์ (2006), น.50 – 65.
16. พระราชพงศาวดารกรงุ ศรีอยุธยา ฉบับหมอบรดั เล. --กรุงเทพฯ : โฆษติ , 2549. น.145 – 146.
17. ก ร ะ ท ร ว ง ก า ร ต ่ ง ป ร ะ เ ท ศ แ ห ่ ง ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย . ส ื บ ค ้ น เ ม ื ่ อ 2014-01-11. จ า ก
https://web.archive.org/web/20140219042432/http://www.mfa.go.th/main/en/organize/1085
18. ม ห า ว ิ ท ย า ล ั ย ร า ช ภ ั ฏ ร ำ ไ พ พ ร ร ณ ี จ ั น ท บ ุ รี . ส ื บ ค ้ น เ ม ื ่ อ ว ั น ท ี ่ 28 ก ั น ย า ย น พ . ศ . 2564. จ า ก
http://www.arts.rbru.ac.th/art_old/chan/sin.php
19. ทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ,
กองวรรณคดแี ละประวัตศิ าสตร์ กรมศลิ ปากร 2531.
20. สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (2459). "พระราชพงศาวดาร กรงุ รัตนโกสนิ ทร รชั กาลที่ 2
21. วโิ รจน์ ไตรเพียร, 9 รัชกาลแหง่ ราชวงศจ์ กั รี, สำนักพิมพ์ คลังศึกษา, 2543, หน้า 30-36.
22. วิโรจน์ ไตรเพียร, 9 รัชกาลแหง่ ราชวงศจ์ ักรี, สำนกั พิมพ์ คลังศึกษา, 2543, หนา้ 38-50
23. โกวิท วงศส์ รุ วฒั น.์ การเมืองการปกครองไทย: หลายมติ ิ, มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์. พิมพค์ ร้ังท่ี 2, 2548 หน้า 36 -
44.
24. พพิ ธิ ภณั ฑศ์ ิริราชพิมุขสถาน (2 พฤษภาคม 2559). สืบค้นเมอ่ื 9 พฤษภาคม 2562.
25. การเขา้ ร่วมในสงครามโลกครงั้ ท่ี 1, สืบคน้ เมอ่ื 26 พฤษภาคม 2560. จาก
https://www.baanjomyut.com/library_2/extension-2/historical_period/12.html.
26. แผนกกรรมวธิ ขี ้อมลู กองส่อื สาร ทัพเรือภาคท่ี 2, พระราชกรณยี กจิ พระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจา้ อยู่หัว รัชกาล
ที่ 7. สืบคน้ เม่อื 17 พฤษภาคม 2563.
27. พรรณราย เรือนอินทร์, หน้าประชาชื่น มติชนรายวัน, 4 ชั่วโมงประวัติศาสตร์ เสด็จประพาส ‘สำเพ็ง’ 3 มิถุนายน
2489, สืบค้นเมื่อ วันที่ 22 ตุลาคม 2562. จาก https://www.matichon.co.th/prachachuen/prachachuen-
scoop/news_1722724

-77-

28. Thaiquote, ในหลวงรัชกาลที่ 9 หยุดคอมมิวนิสต์ ด้วยพระเมตตา, วันที่ 5 ธันวาคม 2563. จาก
https://www.thaiquote.org/content/242809
29. มลู นธิ ชิ ัยพฒั นา, เศรษฐกิจพอเพียง, วนั ท่ี 3 มิถนุ ายน 2553. จาก
https://www.chaipat.or.th/site_content/item/1309-2010-06-03-09-50-07.html


Click to View FlipBook Version