The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เป็นแผนจัดการเรียนรู้ของวิชาชีววิทยาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 62040111106, 2022-10-19 12:20:21

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา 1

เป็นแผนจัดการเรียนรู้ของวิชาชีววิทยาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

Keywords: แผนการจัดการเรียนรู้ชีววิทยา

แผนการจัดการเรยี นรู้

รายวชิ าชวี วทิ ยาเพมิ่ เตมิ 1 ว30241
ระดบั ช้นั มธั ยมศกี ษาปที ่ี 4 ภาคเรยี นที่ 1/2565

โรงเรยี นเพญ็ พทิ ยาคม

หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 1
เรอื่ ง การศกึ ษาชวี วทิ ยา

จัดทาโดย
นางสาวศริ ริ ตั น์ มารศรี
รหัสประจาตวั นกั ศกึ ษา 62040111106
สาขาวชิ าวทิ ยาศาสตรท์ ว่ั ไปและชวี วทิ ยา

คณะครศุ าสตร์
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี ปกี ารศกึ ษา 2565

แผนการจดั การเรยี นรู้
วชิ าชีววิทยาเพม่ิ เติม 1 (ว30241)
กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 1 เร่อื งการศึกษาชวี วิทยา
ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรยี นเพ็ญพิทยาคม อาเภอเพ็ญ จังหวดั อุดรธานี

นางสาวศริ ิรัตน์ มารศรี
รหสั ประจาตัวนักศึกษา 62040111106
สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ท่วั ไปและชีววิทยา

การฝกึ ปฏิบตั กิ ารสอนในสถานศกึ ษา 1
รหัสวชิ า ED16401 (INTERNSHIP IN SCHOOL 1)

คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุดรธานี
ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2565



คานา

แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาชีววิทยาเพม่ิ เติม 4 เล่มท่ี 1 ข้ันมัยยมศึกษาปีที่ 4 ภาดเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565
จัดทาขน้ึ นเพื่อกาหนดหรือวางแผนเร่อื งทจ่ี ะสอนอย่างเป็นระบบให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิหยาศาสตร์และ ออกแบบ
กิจกรรมการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญให้ผู้เรียนได้เป็นผู้คิดและปฏิบัติด้วยตนเอง ตามสภาพแวดล้อม
และบริบทของโรงเรียน คิดออกแบบ ขัดหา จัดซ้ือ ส่ืออุปกรณ์ที่เหมาะกับสาระการเรียบรู้ วัดและประเมินผล
ดว้ ยวธิ ีการทห่ี ลากหลาย เหมาะสมกับจุดประสงค์ในการเรียนรู้และตามวัยของผู้เรียน ซึ่งประกอบด้วยบทที่ 1
เรื่อง การศึกษาชีววิทยา, บทท่ี 2 เรื่อง เคมีพ้ืนฐานของส่ิงมีวิต และบทที่ 3 เร่ือง เซลล์และการทางานของ
เซลล์

แผนการจัดการเรียนรู้ให้ประโยชน์หลายประการ นอกจากจะช่วยทาให้ผู้สอนเกิดความมั่นใจในการ
สอนและ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ยังมีส่วนช่วยในการวางแผนการจัดการเรียนการ
สอนให้มี ประสิทธิภาพ ซึ่งการสอนท่ีมีประสิทธิภาพ จะสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของผู้เรียนเมื่อพบ
ข้อบกพร่องและปัญหาใน การจัดการเรียนการสอนจากการเขียนบันทึกหลังการสอน ผู้สอนได้นาประเด็น
ปญั หาท่ีพบเจอมาปรับปรงุ แก้ไข ให้ถูกต้องเหมาะสมกับผู้เรียนและสภาพห้องเรียนที่ จัดการเรียนรู้ ซ่ึงช่วยให้
การจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ มากขึ้น อันจะส่งผลไปถึงศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีคุณภาพตาม
เปา้ หมายทางการเรียนรู้

แผนการจัดการเรียนรู้ฉบับนี้ ประกอบไปด้วยบันทึกข้อความขออนุญาตใช้แผนการจัดการเรียนรู้ ผล
การเรยี นรู้และสาระการเรียนรู้เพิ่มเดิม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ คาอธิบายรายวิชา กาหนดการสอนวิซาชีววิทยา
เพ่ิมเติม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ภาคเรียนที่ 1 รวมทั้งแผนการจัดการเรียนรู้ จานวน 14 แผน สื่อ ใบงาน
วธิ ีการและเกณฑ์ การประเมินการเรียนร้ขู องผเู้ รียน

ผู้สอนขอขอบคุณผู้มีส่วนเก่ียวข้องทุกท่านทีให้คาแนะนา และเป็นท่ีปรึกษาในการจัดทาแผนการ
จัดการ เรียนร้ทู ม่ี ีประโยชน์และมีคุณค่าต่อการจัดการเรียนการสอน อันจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้เรียนไว้
ณ โอกาสนี้

ศริ ริ ัตน์ มารศรี
10 ตุลาคม 2565



สารบญั

เรอื่ ง หน้า
คานา.............................................................................................................................................................. ก
สารบัญ........................................................................................................................................................... ข
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน พ.ศ.2551 (ฉบบั ปรับปรุง 2560)
กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี .......................................................................................... ค

เปา้ หมายของวทิ ยาศาสตร์.......................................................................................................................... ค
เรียนรูอ้ ะไรในวทิ ยาศาสตร์ ......................................................................................................................... ค
สาระวิทยาศาสตรเ์ พมิ่ เติม............................................................................................................................ง
คุณภาพผู้เรียนท่ีเรียนครบทุกผลการเรยี นรู้................................................................................................. ฉ
สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น........................................................................................................................ ญ
คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ ..........................................................................................................................ฎ
ผลการเรยี นร้แู ละสาระการเรียนรู้เพ่มิ เตมิ สาระชวี ทิ ยา ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 4.............................................ฎ
คาอธบิ ายรายวิชาเพิ่มเติม............................................................................................................................ ณ
โครงสร้างรายวชิ า.......................................................................................................................................... ถ
การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ ............................................................................................................พ
บนั ทกึ ข้อความ ขออนมุ ัตใิ ช้แผนการจัดการเรยี นรู้.......................................................................................ฟ
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 1 เร่ืองการศกึ ษาชวี วิทยา ............................................................................................... 1
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 8 เรอ่ื ง ธรรมชาตขิ องส่งิ มีชีวติ .............................................................................. 1
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 9 เรอื่ ง การศกึ ษาชวี วิทยาและวธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์ ....................................... 11
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 10 เรื่อง กิจกรรมสะเต็มศึกษาและกระวนการเรยี นร้กู ระบวนการออกแบบเชิง
วิศวกรรม.................................................................................................................................................. 22



หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน พ.ศ.2551 (ฉบับปรับปรงุ 2560)

กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

เป้าหมายของวทิ ยาศาสตร์
ในการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตรม์ งุ่ เน้นใหผ้ ู้เรยี นได้คน้ พบความรู้ ดว้ ยตนเองมากที่สดุ เพ่ือให้ได้ทั้ง

กระบวนการและความรจู้ ากวิธกี ารสงั เกต การสารวจตรวจสอบ การทดลอง แลว้ นาผลท่ีได้มาจัดระบบเป็น
หลักการ แนวคิด

การจัดการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตรจ์ ึงมีเป้าหมายท่ีสาคัญดังนี้
1. เพอ่ื ให้เข้าใจแนวคิด หลกั การ ทฤษฎี กฎและความรู้พนื้ ฐานใน วทิ ยาศาสตร์
2. เพ่ือให้เขา้ ใจขอบเขตของธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตร์ และข้อจากดั ของวทิ ยาศาสตร์
3. เพ่อื ให้มีทกั ษะทส่ี าคัญในการสบื เสาะหาความรแู้ ละพฒั นาเทคโนโลยี
4. เพื่อใหต้ ระหนกั การมีผลกระทบซง่ึ กันและกนั ระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนษุ ย์ และ
สภาพแวดลอ้ ม
5. เพอื่ นาความรู้ในแนวคดิ และทกั ษะตา่ ง ๆ ทางวทิ ยาศาสตร์ และเทโนโลยไี ปใช้ใหเ้ กิดประโยชน์ต่อ
สงั คมและการดารงชีวิต
6. เพอ่ื พัฒนากระบวนการคิดและจนิ ตนาการ ความสามารถในการ แก้ปญั หาและการจัดการ ทักษะ
ในการสอ่ื สาร และความสามารถใน การประเมนิ และตดั สินใจ
7. เพื่อใหเ้ ปน็ ผู้ที่มีจติ วิทยาศาสตร์ มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นยิ ม ในการใชว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละ
เทคโนโลยีอยา่ งสร้างสรรค์

เรียนรอู้ ะไรในวิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตรเ์ พิ่มเตมิ ผ้เู รียนจะได้เรยี นรู้ทัง้ ด้านเนื้อหาและปฏิบตั กิ าร โดยใช้กระบวนการในการสบื

เสาะหาความรู้ และแกป้ ัญหาที่หลากหลาย เน้นทักษะ ปฏบิ ัติการทางวทิ ยาศาสตรซ์ ่งึ เป็นส่วนสาคญั ท่ที าให้
ผเู้ รียนไดล้ งมือทากจิ กรรมตา่ ง ๆ เพอ่ื ช่วยใหเ้ ข้าใจในเนื้อหานั้น ๆ ดียิ่งข้ึน ใหผ้ เู้ รียนมีสว่ นรว่ มในการเรยี นรทู้ ุก
ขัน้ ตอน โดยกาหนดสาระสาคัญดังนี้

ㆍ ชีววิทยา เรียนรเู้ ก่ยี วกบั การศกึ ษาชีววทิ ยา สารท่เี ป็นองค์ประกอบของสิง่ มชี วี ติ เซลลข์ อง
สง่ิ มีชวี ิต พนั ธกุ รรมและการถ่ายทอด วิวฒั นาการ ความหลากหลายทางชวี ภาพ โครงสรา้ งและการทางานของ
ส่วนตา่ ง ๆ ในพชื ดอก ระบบและการทางานในอวยั วะ ตา่ ง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ และส่ิงมชี วี ติ และ
ส่งิ แวดล้อม

ㆍ เคมี เรียนรู้เก่ียวกับ ปริมาณสาร องค์ประกอบและสมบตั ขิ องสาร การเปลี่ยนแปลงของสาร
ทกั ษะและการแก้ปัญหาทางเคมี



ㆍ ฟิสกิ ส์ เรียนรู้เก่ยี วกับ ธรรมชาตแิ ละการคน้ พบทางฟิสิกส์ แรงและการเคล่ือนท่ี และ พลังงาน
ㆍ โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ เรียนรูเ้ กีย่ วกับ โลกและกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา
ขอ้ มูลทาง ธรณวี ิทยาและการนาไปใช้ประโยชน์ การถ่ายโอนพลงั งานความร้อนของโลกการ เปล่ียนแปลง
ลักษณะลมฟ้าอากาศกับการดารงชวี ติ ของมนุษย์ โลกในเอกภพ และ ดาราศาสตรก์ บั มนุษย์

สาระวทิ ยาศาสตร์เพิ่มเติม
สาระชวี วิทยา
1. เข้าใจธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต การศึกษาชีววิทยาและวิธีการทางวิทยาศาสตร์สาร ที่เป็น

องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของส่ิงมีชีวิต กล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและ หน้าที่ของเซลล์
การลาเลียงสารเข้าและออกจากเซลลก์ ารแบง่ เซลลแ์ ละการหายใจระดบั เซลล์

2. เข้าใจการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบัติ และ
หน้าที่ของสารพันธุกรรม การเกิดมิวเทชัน เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ หลักฐานข้อมูลและแนวคิด เกี่ยวกับ
วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก การเกิดสปีชีส์ใหม่ ความหลากหลาย ทางชีวภาพ
กาเนดิ ของสงิ่ มชี วี ิต ความหลากหลายของส่ิงมีชวี ิต และอนุกรมวิธาน รวมทงั้ นาความรู้ ไปใช้ประโยชน์

3. เข้าใจส่วนประกอบของพืช การแลกเปล่ียนแก๊สและคายน้าของพืช การลาเลียง ของพืช
การสังเคราะห์ด้วยแสง การสืบพันธุ์ของพืชดอกและการเจริญเติบโต และการตอบสนอง ของพืช รวมทั้งนา
ความรไู้ ปใช้ประโยชน์

4. เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์การหายใจและการแลกเปล่ียนแก๊ส การลาเลียง
สารและการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้และการตอบสนอง การเคล่ือนที่ การ
สืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรม ของสัตว์รวมทั้งนาความรู้ไปใช้
ประโยชน์

5. เขา้ ใจแนวคดิ เก่ยี วกบั ระบบนิเวศ กระบวนการถ่ายทอดพลงั งานและการหมุนเวียน สารใน
ระบบนิเวศ ความหลากหลายของไบโอม การเปลี่ยนแปลงแทนท่ีของส่ิงมีชีวิตในระบบนิเวศ ประชากรและ
รูปแบบการเพิ่มของประชากร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัญหาและ ผลกระทบที่เกิดจากการใช้
ประโยชน์และแนวทางการแก้ไขปญั หา

สาระเคมี
1. เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมี และ

สมบัตขิ องสาร แกส๊ และสมบัตขิ องแกส๊ ประเภทและสมบตั ิของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์ รวมท้ังการ
นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์



2. เข้าใจการเขียนและการดุลสมการเคมีปริมาณสัมพันธ์ในปฏิกิริยาเคมีอัตราการเกิด
ปฏิกิริยาเคมีสมดุลในปฏิกิริยาเคมีสมบัติและปฏิกิริยาของกรด-เบส ปฏิกิริยารีดอกซ์และเซลล์เคมี ไฟฟ้า
รวมทั้งการนาความรู้ไปใช้ประโยชน์

3. เข้าใจหลักการทาปฏิบัติการเคมีการวัดปริมาณสาร หน่วยวัดและการเปลี่ยนหน่วย การ
คานวณปริมาณของสาร ความเข้มข้นของสารละลาย รวมทั้งการบูรณาการความรู้และทักษะ ในการอธิบาย
ปรากฏการณ์ในชีวิตประจาวนั และการแก้ปญั หาทางเคมี

สาระฟิสิกส์
1. เขา้ ใจธรรมชาติทางฟิสกิ ส์ ปริมาณและกระบวนการวัด การเคล่ือนที่แนวตรง แรงและกฎ

การเคล่ือนที่ของนิวตัน กฎความโน้มถ่วงสากล แรงเสียดทานสมดุลกลของวัตถุ งานและกฎการอนุรักษ์
พลังงานกล โมเมนตัมและกฎการอนรุ ักษโ์ มเมนตัม การเคลื่อนท่แี นวโค้ง รวมทง้ั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์

2. เข้าใจการเคลื่อนท่ีแบบฮาร์มอนิกส์อย่างง่าย ธรรมชาติของคล่ืน เสียงและ การได้ยิน
ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสงและการเห็น ปรากฏการณ์ท่ีเก่ียวข้องกับแสง รวมทั้งนาความรู้ไปใช้
ประโยชน์

3. เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า
และกฎของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้าและกาลังไฟฟ้า การเปล่ียนพลังงานทดแทน เป็น
พลังงานไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กที่กระทากับประจุไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า การ เหน่ียวนา
แม่เหลก็ ไฟฟา้ และกฎของฟาราเดย์ ไฟฟา้ กระแสสลบั คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าและการสื่อสาร รวมท้ัง นาความรู้ไป
ใชป้ ระโยชน์

4. เข้าใจความสัมพันธ์ของความร้อนกับการเปล่ียนอุณหภูมิและสถานะของสสาร สภาพ
ยืดหยุ่นของวสั ดแุ ละมอดุลัสของยัง ความดันในของไหล แรงพยุง และหลักของอาร์คิมีดีส ความตึงผิวและแรง
หนดื ของของเหลว ของไหลอดุ มคติและสมการแบร์นูลลีกฎของแก๊ส ทฤษฎีจลน์ ของแก๊สอุดมคติและพลังงาน
ในระบบ ทฤษฎีอะตอมของโบร์ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ทวิภาวะ ของคลื่นและอนุภาค กัมมันตภาพรังสี
แรงนิวเคลยี ร์ ปฏิกิริยานิวเคลียร์ พลงั งานนิวเคลียร์ ฟสิ กิ ส์ อนภุ าค รวมทง้ั นาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์

สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
1. เข้าใจกระบวนการเปล่ียนแปลงภายในโลก ธรณีพิบัติภัยและผลต่อส่ิงมีชีวิต และ

สิ่งแวดล้อม รวมท้ังการศึกษาลาดับชัน้ หิน ทรัพยากรธรณแี ผนที่และการนาไปใชป้ ระโยชน์
2. เข้าใจสมดุลพลังงานของโลก การหมุนเวียนของอากาศบนโลก การหมุนเวียนของน้า ใน

มหาสมุทร การเกิดเมฆ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกและผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม รวมท้ัง การ
พยากรณ์อากาศ



3. เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซีดาว
ฤกษ์และระบบสุริยะ ความสัมพันธ์ของดาราศาสตร์กับมนุษย์จากการศึกษาตาแหน่ง ดาวบนทรงกลมฟ้าและ
ปฏิสมั พนั ธภ์ ายในระบบสุรยิ ะ รวมทั้งการประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยีอวกาศ ในการดารงชวี ติ

คุณภาพผ้เู รียน
ผู้เรียนท่เี รยี นครบทุกผลการเรยี นรู้ มคี ณุ ภาพดังน้ี
❖ เข้าใจวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการค้นหาคาตอบเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต สารที่เป็น องค์ประกอบของ

สิง่ มชี วี ติ และปฏกิ ิรยิ าเคมีภายในเซลล์ การใชก้ ลอ้ งจุลทรรศน์ โครงสร้าง และหน้าท่ีของเซลล์การลาเลียงสาร
เข้าและออกจากเซลล์การแบง่ เซลล์และการหายใจระดับเซลล์

❖ เข้าใจหลักการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของส่ิงมีชีวิต การถ่ายทอดยีน บนออโตโซมและ
โครโมโซมเพศ โครงสร้างและองค์ประกอบทางเคมีของดีเอ็นเอ การจาลองดีเอ็นเอ กระบวนการสังเคราะห์
โปรตีน การเกดิ มวิ เทชนั ในส่ิงมีชวี ิต หลกั การและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ทางดีเอ็นเอ หลักฐานและข้อมูลที่
ใชใ้ นการศึกษาววิ ฒั นาการของสิ่งมีชวี ิต แนวคดิ เกี่ยวกับ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต เงื่อนไขของภาวะสมดุลของ
ฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก กระบวนการเกิดสปีชีส์ใหม่ ของส่ิงมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ กาเนิดของส่ิงมีชีวิต
ลกั ษณะสาคญั ของสงิ่ มชี ีวิต กล่มุ แบคทเี รีย โพรทิสต์ พืช ฟังไจ และสัตว์การจาแนกส่ิงมีชีวิตออกเป็นหมวดหมู่
และวิธีการเขียน ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์

❖ เข้าใจโครงสร้างและส่วนประกอบของพืชทั้งราก ลาต้น และใบ การแลกเปล่ียนแก๊ส การคายน้า
การลาเลียงน้าและธาตุอาหาร การลาเลียงอาหาร การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช กระบวนการสร้างเซลล์
สืบพันธุ์และการปฏิสนธิของพืชดอก การเกิดผลและเมล็ด บทบาทของสาร ควบคุมการเจริญเติบโตของพืช
และการประยกุ ต์ใชแ้ ละการตอบสนองของพชื

❖ เข้าใจกลไกการรักษาดุลยภาพของส่ิงมีชีวิต โครงสร้าง หน้าที่ และกระบวนการ ต่าง ๆ ของสัตว์
และมนุษย์ได้แก่ การย่อยอาหาร การแลกเปล่ียนแก๊ส การเคลื่อนที่ การกาจัดของเสีย ออกจากร่างกายของ
สงิ่ มีชวี ิต ระบบหมนุ เวียนเลอื ด ระบบภูมิคุ้มกนั ในร่างกายของมนษุ ยก์ ารทางาน ของระบบประสาทและอวัยวะ
รบั ความรสู้ กึ ระบบสบื พนั ธ์ุการปฏิสนธกิ ารเจรญิ เตบิ โต ฮอรโ์ มน และพฤตกิ รรมของสัตว์

❖ เข้าใจกระบวนการถ่ายทอดพลังงานและการหมุนเวียนสารในระบบนิเวศ ความหลากหลาย
ของไบโอม การเปล่ียนแปลงแทนท่ีแบบต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การเปลี่ยนแปลง จานวนประชากรมนุษย์ใน
ระดับท้องถ่ิน ระดับประเทศ และระดับโลก แนวทางการป้องกันและแก้ไข ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและ
สงิ่ แวดลอ้ ม



❖ เข้าใจการศึกษาโครงสร้างอะตอมของนักวิทยาศาสตร์การจัดเรียงอิเล็กตรอน ในอะตอม สมบัติ
บางประการของธาตุและการจดั เรียงธาตใุ นตารางธาตุ พนั ธะเคมีสมบัติของสารที่มี ความสัมพันธ์กับพันธะเคมี
กฎต่าง ๆ ของแก๊ส และสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของ สารประกอบอินทรีย์และประเภทและสมบัติ
ของพอลิเมอร์

❖ เขา้ ใจการเขียนและการดลุ สมการเคมีการคานวณปริมาณสารต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้อง กับปฏิกิริยาเคมี
อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีและปัจจัยท่ีมีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีสมดุล ในปฏิกิริยาเคมีและปัจจัยท่ีมี
ผลต่อสมดุลเคมีทฤษฎีกรด-เบส สมบัติและปฏิกิริยาของกรด-เบส สารละลายบัฟเฟอร์ปฏิกิริยารีดอกซ์และ
เซลล์เคมไี ฟฟ้า

❖ เขา้ ใจขอ้ ปฏิบัติเบือ้ งตน้ เก่ียวกับความปลอดภัยในการทาปฏิบัติการเคมี การเลือกใช้อุปกรณ์หรือ
เครื่องมือในการทาปฏิบัติการ หน่วยวัดและการเปล่ียนหน่วยวัดด้วยการ ใช้แฟกเตอร์เปลี่ยนหน่วย การ
คานวณเก่ียวกับมวลอะตอม มวลโมเลกุล และมวลสูตร ความสัมพันธ์ ของโมล จานวนอนุภาค มวล และ
ปริมาตรของแกส๊ ที่ STP การคานวณสตู รอย่างง่ายและสูตร โมเลกุลของสาร ความเข้มข้นของสารละลาย การ
เตรียมสารละลาย และการบูรณาการความรู้และ ทักษะในการอธิบายปรากฏการณ์ในชีวิตประจาวันและการ
แก้ปัญหาทางเคมี

❖ เข้าใจธรรมชาติของฟิสิกส์กระบวนการวัด ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณที่เกี่ยวข้อง กับการ
เคล่ือนที่ การเคล่ือนท่ีในแนวตรง แรงลัพธ์กฎการเคลื่อนที่ แรงเสียดทาน กฎความโน้มถ่วง สากล สนามโน้ม
ถ่วง งาน กฎการอนุรักษ์พลังงานกล สมดุลกลของวัตถุ เครื่องกลอย่างง่าย โมเมนตัมและการดล กฎการ
อนรุ กั ษ์โมเมนตมั การชน และการเคลือ่ นทใ่ี นแนวโคง้

❖ เข้าใจการเคลื่อนท่ีแบบคลื่น ปรากฏการณ์คล่ืน การสะท้อน การหักเห การเลี้ยวเบนและการ
แทรกสอด หลกั การของฮอยเกนสก์ ารเคลอื่ นท่ีของคลื่นเสียง ปรากฏการณ์ ที่เกี่ยวข้องกับเสียง ความเข้มเสียง
และระดบั เสียง การได้ยนิ ภาพทเี่ กิดจากกระจกเงาและเลนส์ ปรากฏการณท์ เี่ กี่ยวข้องกับแสงและการมองเห็น
แสงสี

❖ เข้าใจสนามไฟฟ้า แรงไฟฟ้า กฎของคูลอมบ์ศักย์ไฟฟ้า ตัวเก็บประจุตัวต้านทาน และกฎของ
โอห์ม พลังงานไฟฟ้า การเปล่ียนพลังงานทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีด้าน พลังงาน สนามแม่เหล็ก
ความสัมพันธ์ระหว่างสนามแม่เหล็กกับกระแสไฟฟ้า การเหน่ียวนาแม่เหล็ก ไฟฟ้า ไฟฟ้ากระแสสลับ คลื่น
แมเ่ หล็กไฟฟ้า และประโยชน์ของคลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า

❖ เข้าใจผลของความร้อนต่อสสาร สภาพยืดหยุ่น ความดันในของไหล แรงพยุง ของไหลอุดมคติ
ทฤษฎีจลน์ของแก๊ส แนวคิดควอนตัมของพลังงาน ทฤษฎีอะตอมของโบร์ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ทวิ



ภาวะของคลื่นและอนุภาค การสลายของนิวเคลียสกัมมันตรังสี กัมมันตภาพ ปฏิกิริยานิวเคลียร์ พลังงาน
นิวเคลียร์ความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงาน แรงภายในนิวเคลียส และการค้นคว้าวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาค

❖ เข้าใจการแบ่งชั้นและสมบัติของโครงสร้างโลก สาเหตุ และรูปแบบการเคลื่อนที่ ของแผ่นธรณีที่
สัมพันธ์กับการเกิดลักษณะธรณีสัณฐานและธรณีโครงสร้างแบบต่าง ๆ หลักฐาน ทางธรณีวิทยาท่ีพบใน
ปจั จบุ ันและการลาดบั เหตกุ ารณท์ างธรณวี ิทยาในอดีต สาเหตุ กระบวนการ เกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึ
นามิผลกระทบ แนวทางการเฝ้าระวัง และการปฏิบัติตนให้ปลอดภัย สมบัติและการจาแนกชนิดของแร่
กระบวนการเกิดและการจาแนกชนิดหิน กระบวนการเกิดและ การสารวจแหล่งปิโตรเลียมและถ่านหิน การ
แปลความหมายจากแผนท่ีภูมิประเทศและแผนที่ ธรณีวิทยา และการนาข้อมูลทางธรณีวิทยาไปใช้ประโยชน์

❖ เข้าใจปัจจัยสาคัญท่ีมีผลต่อการรับและปลดปล่อยพลังงานจากดวงอาทิตย์ กระบวนการที่ทาให้
เกิดสมดุลพลังงานของโลก ผลของแรงเนื่องจากความแตกต่างของความกดอากาศ แรงคอริออลิส แรงสู่
ศูนย์กลางและแรงเสียดทานท่ีมีต่อการหมุนเวียนของอากาศ การหมุนเวียน ของอากาศตามเขตละติจูด และ
ผลที่มีต่อภูมิอากาศ ปัจจัยท่ีทาให้เกิดการแบ่งชั้นน้าและการหมุนเวียน ของน้าในมหาสมุทร รูปแบบการ
หมุนเวียนของน้าในมหาสมุทร และผลของการหมุนเวียนของน้า ในมหาสมุทรที่มีต่อลักษณะลมฟ้าอากาศ
สิ่งมีชีวิตและส่ิงแวดล้อม ความสัมพันธ์ระหว่างเสถียรภาพ อากาศและการเกิดเมฆ การเกิดแนวปะทะอากาศ
แบบต่าง ๆ และลักษณะลมฟ้าอากาศที่เกี่ยวข้อง ปัจจัยต่าง ๆ ท่ีมีผลต่อการเปล่ียนแปลงภูมิอากาศของโลก
รวมทง้ั การแปลความหมายสญั ลักษณ์ ลมฟา้ อากาศและการพยากรณ์ลักษณะลมฟ้าอากาศเบ้ืองต้น จากแผนที่
อากาศและข้อมลู สารสนเทศ

❖ เข้าใจการกาเนิดและการเปลี่ยนแปลงพลังงาน สสาร ขนาดอุณหภูมิของเอกภพ หลักฐานที่
สนับสนุนทฤษฎีบิกแบง ประเภทของกาแล็กซีโครงสร้างและองค์ประกอบของกาแล็กซี ทางช้างเผือก
กระบวนการเกิดดาวฤกษ์และการสร้างพลังงานของดาวฤกษ์ ปัจจัยที่ส่งผลต่อ ความส่องสว่างของดาวฤกษ์
และความสัมพันธ์ระหว่างความส่องสว่างกับโชติมาตรของดาวฤกษ์ ความสัมพันธ์ระหว่างสีอุณหภูมิผิว และ
สเปกตรัมของดาวฤกษ์วิธีการหาระยะทางของดาวฤกษ์ ด้วยหลักการแพรัลแลกซ์ วิวัฒนาการและการ
เปลีย่ นแปลงสมบัตบิ างประการของดาวฤกษ์ กระบวนการเกิดระบบสุริยะ การแบ่งเขตบริวารของดวงอาทิตย์
ลกั ษณะของดาวเคราะห์ทเี่ อื้อตอ่ การ ดารงชวี ติ การโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทติ ย์ด้วยกฎเคพเลอร์และ
กฎความโน้มถ่วงของนิวตัน โครงสร้างของดวงอาทิตย์การเกิดลมสุริยะ พายุสุริยะและผลที่มีต่อโลก การระบุ
พกิ ัดของดาว ในระบบขอบฟา้ และระบบศูนย์สูตร เส้นทางการข้ึนการตกของดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ เวลา สุ
ริยคติและการเปรียบเทียบเวลาของแต่ละเขตเวลาบนโลก การสารวจอวกาศและการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยี
อวกาศ



❖ ระบปุ ญั หา ตัง้ คาถามที่จะสารวจตรวจสอบ โดยมกี ารกาหนดความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรต่าง ๆ
สืบค้นข้อมูลจากหลายแหล่ง ต้ังสมมติฐานท่ีเป็นไปได้หลายแนวทาง ตัดสินใจเลือก ตรวจสอบสมมติฐานที่
เป็นไปได้

❖ ตั้งคาถามหรอื กาหนดปัญหาท่อี ยู่บนพนื้ ฐานของความรู้และความเข้าใจทาง วิทยาศาสตร์ ท่ีแสดง
ให้เห็นถึงการใช้ความคิดระดับสูงท่ีสามารถสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้ อย่างครอบคลุมและเชื่อถือ
ได้สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์ส่ิงท่ีจะพบ เพ่ือนาไปสู่ การสารวจตรวจสอบ ออกแบบ
วิธีการสารวจตรวจสอบตามสมมติฐานที่กาหนดไว้ได้อย่างเหมาะสม มีหลักฐานเชิงประจักษ์ เลือกวัสดุ
อุปกรณ์ รวมทั้งวิธีการในการสารวจตรวจสอบอย่างถูกต้อง ท้ังในเชิงปริมาณและคุณภาพ และบันทึกผลการ
สารวจตรวจสอบอย่างเปน็ ระบบ

❖ วิเคราะห์แปลความหมายข้อมูล และประเมินความสอดคล้องของข้อสรุป เพื่อตรวจสอบกับ
สมมติฐานท่ีต้ังไวใ้ ห้ข้อเสนอแนะเพ่ือปรบั ปรุงวธิ กี ารสารวจตรวจสอบ จัดกระทา ข้อมูลและนาเสนอข้อมูลด้วย
เทคนิควิธีท่ีเหมาะสม ส่ือสารแนวคิด ความรู้จากผลการสารวจ ตรวจสอบ โดยการพูด เขียน จัดแสดงหรือใช้
เทคโนโลยสี ารสนเทศ เพือ่ ใหผ้ อู้ ืน่ เขา้ ใจ โดยมีหลักฐาน อ้างอิงหรอื มีทฤษฎีรองรบั

❖ แสดงถึงความสนใจ มุ่งม่ัน รับผิดชอบ รอบคอบ และซื่อสัตย์ ในการสืบเสาะ หาความรู้โดยใช้
เครื่องมือ และวิธีการท่ีให้ได้ผลถูกต้อง เช่ือถือได้มีเหตุผลและยอมรับได้ว่าความรู้ ทางวิทยาศาสตร์อาจมีการ
เปล่ยี นแปลงได้

❖ แสดงถึงความพอใจและเห็นคุณค่าในการค้นพบความรู้พบคาตอบ หรือแก้ปัญหาได้ ทางาน
ร่วมกับผู้อ่ืนอย่างสร้างสรรค์แสดงความคิดเห็นโดยมีข้อมูลอ้างอิงและเหตุผลประกอบ เกี่ยวกับผลของการ
พัฒนาและการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมีคุณธรรมต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม และยอมรับฟังความ
คิดเหน็ ของผอู้ ืน่

❖ เข้าใจความสัมพันธ์ของความรู้วิทยาศาสตร์ท่ีมีผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยี ประเภทต่าง ๆ และ
การพัฒนาเทคโนโลยีทสี่ ง่ ผลให้มีการคดิ คน้ ความรูท้ างวิทยาศาสตร์ท่ีก้าวหน้า ผลของเทคโนโลยีต่อชีวิต สังคม
และสง่ิ แวดลอ้ ม

❖ ตระหนักถึงความสาคัญและเห็นคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ใช้ใน
ชีวิตประจาวัน ใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดารงชีวิต และการประกอบ
อาชีพ แสดงความช่ืนชม ภูมิใจ ยกย่อง อ้างอิงผลงาน ช้ินงานท่ีเป็นผลมาจาก ภูมิปัญญาท้องถ่ินและการ
พฒั นาเทคโนโลยีทีท่ นั สมยั ศึกษาหาความร้เู พม่ิ เติม ทาโครงงาน หรอื สรา้ งชน้ิ งานตามความสนใจ



❖ แสดงความซาบซึ้ง ห่วงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้และรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และ
สิ่งแวดล้อมอย่างรู้คุณค่า เสนอตัวเองร่วมมือปฏิบัติกับชุมชนในการป้องกัน ดูแลทรัพยากร ธรรมชาติและ
สง่ิ แวดลอ้ มของทอ้ งถ่ิน

สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน มงุ่ ให้ผู้เรยี นเกดิ สมรรถนะสาคญั ๕ ประการ ดงั น้ี
1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษา

ถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพ่ือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและ
ประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมท้ังการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลด
ปัญหาความขดั แย้งต่าง ๆ การเลือกรบั หรือไม่รบั ข้อมลู ขา่ วสารดว้ ยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการ
เลอื กใชว้ ิธีการสอ่ื สาร ท่มี ีประสิทธิภาพโดยคานงึ ถึงผลกระทบทมี่ ตี ่อตนเองและสงั คม

2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่าง
สรา้ งสรรค์ การคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนาไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศ
เพื่อการตดั สนิ ใจเกี่ยวกบั ตนเองและสงั คมไดอ้ ย่างเหมาะสม

3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ท่ีเผชิญได้
อยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการ
เปล่ียนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไข
ปญั หา และมีการตัดสินใจท่มี ีประสทิ ธภิ าพโดยคานงึ ถึงผลกระทบท่เี กิดขึน้ ตอ่ ตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม

4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนากระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ใน
การดาเนินชีวิตประจาวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง การทางาน และการอยู่ร่วมกันใน
สังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่าง
เหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเล่ียง
พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ทีส่ ง่ ผลกระทบต่อตนเองและผู้อ่ืน

5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ
และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพ่ือการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การส่ือสาร
การทางาน การแกป้ ญั หาอยา่ งสร้างสรรค์ ถูกตอ้ ง เหมาะสม และมคี ณุ ธรรม



คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พืน้ ฐานมุ่งพัฒนาผู้เรยี นให้มีคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงคเ์ พื่อใหส้ ามารถ
อยูร่ ่วมกับผูอ้ ่ืนในสังคมได้อยา่ งมีความสขุ ในฐานะเป็นพลเมอื งไทยและพลโลก ดังน้ี

1. รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
2. ซอื่ สัตยส์ จุ ริต
3. มีวนิ ยั
4. ใฝ่เรียนรู้
5. อยอู่ ย่างพอเพยี ง
6. มุ่งม่ันในการทางาน
7. รักความเป็นไทย
8. มจี ติ สาธารณะ
นอกจากน้ี สถานศึกษาสามารถกาหนดคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเตมิ ใหส้ อดคล้องตามบริบทและ
จุดเนน้ ของตนเอง

ผลการเรียนรูแ้ ละสาระการเรียนรเู้ พิ่มเตมิ สาระชีวิทยา ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 4

ㆍ สาระชีววิทยา

1. เขา้ ใจธรรมชาติของสิ่งมชี วี ติ การศึกษาชวี วิทยาและวธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์ สารทเ่ี ป็น

องค์ประกอบของสิ่งมีชีวติ ปฏกิ ิรยิ าเคมีในเซลล์ของสงิ่ มชี ีวิต กล้องจลุ ทรรศน์ โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์

การลาเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ การแบง่ เซลล์ และการหายใจระดับเซลล์

ชั้น ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรเู้ พมิ่ เตมิ

ม.4 1. อธบิ ายและสรปุ สมบัติท่สี าคญั ของสง่ิ มีชีวิต - สง่ิ มชี ีวิตทกุ ชนดิ ตอ้ งการสารอาหารและ

และความสัมพนั ธ์ของการจัดระบบในสิ่งมชี ีวติ พลงั งาน มีการเจริญเตบิ โต มีการตอบสนอง

ท่ที าให้สงิ่ มชี วี ติ ดารงชวี ติ อยู่ได้ ตอ่ สงิ่ เร้า มีการรกั ษาดุลยภาพของรา่ งกาย

มกี ารสบื พนั ธ์ุ มีการปรับตวั ทางวิวฒั นาการ

และ มกี ารทางานร่วมกันขององค์ประกอบ

ต่างๆ อย่างเปน็ ระบบ สงิ่ เหล่านจ้ี ัดเป็น

สมบัตทิ ี่สาคญั ของสิ่งมชี ีวิต

-การจดั ระบบในส่งิ มีชีวติ เร่มิ จากหนว่ ยเล็ก

ไปหน่วยใหญ่ ได้แก่ เซลล์ เน้ือเย่อื อวยั วะ

ระบบ อวัยวะ และสิง่ มชี วี ิต ตามลาดับ

2. อภปิ รายและบอกความสาคัญของการระบุ - วธิ กี ารทางวิทยาศาสตรใ์ นการคน้ หา

ปัญหา ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งปญั หา สมมตฐิ าน คาตอบเกี่ยวกบั สิง่ มีชีวติ เรมิ่ จากการตง้ั

และวธิ ีการตรวจสอบสมมติฐาน รวมทง้ั ออกแบบ ปัญหาหรอื คาถาม ตั้งสมมติฐาน ตรวจสอบ



การทดลองเพื่อตรวจสอบสมมตฐิ าน สมมติฐาน เกบ็ รวบรวมข้อมลู วเิ คราะห์

ขอ้ มูล และสรปุ ผล

-การศกึ ษาส่ิงมีชวี ติ ต้องอาศยั ความร้จู าก

แขนงวิชา ตา่ งๆ ของชวี วิทยาและสาขาวิชา

อน่ื ที่เก่ียวข้องและควรคานึงถึงชีวจรยิ ธรรม

และจรรยาบรรณการใช้สัตวท์ ดลอง

3. สืบคน้ ขอ้ มูล อธบิ ายเก่ยี วกับสมบตั ิของนา้ และ - สิ่งมีชวี ิตประกอบดว้ ยธาตุและ

บอกความสาคัญของน้าที่มตี ่อส่งิ มีชีวิต และ สารประกอบ ในร่างกายของส่ิงมีชีวิตมีน้า

ยกตัวอยา่ งธาตุชนิดตา่ งๆ ท่ีมีความสาคญั ต่อ เปน็ องคป์ ระกอบ มากทสี่ ุด น้าประกอบด้วย

ร่างกายสิ่งมชี ีวติ ธาตุไฮโดรเจนและออกซิเจน มีสมบตั ิในการ

เป็นตัวทาละลายทดี่ ี เก็บความรอ้ นได้ดี และ

มคี วามจคุ วามร้อนสงู ซง่ึ ช่วยรักษาดุลยภาพ

ของเซลล์ได้

- ธาตทุ ส่ี ่ิงมชี ีวติ ต้องการจะอยู่ในรูปของ

ไอออน ในมนษุ ย์และสัตว์ ธาตจุ ะช่วยใหก้ าร

ทางาน ของระบบต่างๆ ในรา่ งกายดาเนนิ ไป

ตามปกติ นอกจากน้ีในกระดูก ฟัน และ

กลา้ มเนือ้ จะมีธาตเุ ป็นองคป์ ระกอบดว้ ย

4. สืบคนั ขอ้ มูล อธบิ ายโครงสรา้ งของ - คาร์โบไฮเดรตประกอบด้วยธาตุคาร์บอน

คารโ์ บไฮเดรต ระบกุ ลุ่มของคาร์โบไฮเดรต ไฮโดรเจน และออกซเิ จน แบ่งตามขนาด

รวมทง้ั ความ สาคัญของคาร์โบไฮเดรตทีม่ ตี ่อ โมเลกลุ ออกไดเ้ ปน็ กล่มุ คือ

สิง่ มีชวี ิต มอโนแชก็ คาไรด์ ไดแซ็กคาไรด์ และพอลิ

แซ็กคาไรด์

5. สืบค้นข้อมลู อธบิ ายโครงสรา้ งของโปรตนี - โปรตีนมกี รดอะมิโนเป็นหน่วยยอ่ ย

และความสาคัญของโปรตีนท่ีมตี ่อสิ่งมีชวี ิต ประกอบดว้ ยธาตุคารบ์ อน ไฮโดรเจน

ออกซเิ จน และ ไนโตรเจน บางชนดิ อาจมี

ธาตฟุ อสฟอรสั เหล็ก และกามะถัน เป็น

องค์ประกอบ

6. สบื ค้นขอ้ มลู อธบิ ายโครงสรา้ งของลิพิด และ - ลิพดิ ประกอบดว้ ยธาตุคารบ์ อน ไฮโดรเจน

ความสาคัญของลิพดิ ที่มีตอ่ สงิ่ มีชีวิต และออกซิเจน เป็นสารประกอบทีล่ ะลายได้

ดใี น ตัวทาละลายทเ่ี ปน็ สารอินทรยี ์ ลพิ ดิ

กลุ่มสาคัญท่ีพบในสิ่งมีชีวติ เชน่ กรดไขมนั

ไตรกลีเซอไรด์ ฟอสโฟลิพดิ สเตอรอยด์



7. อธบิ ายโครงสร้างของกรดนิวคลอิ กิ และระบุ - กรดนวิ คลิอิกประกอบดว้ ยหนว่ ยย่อย

ชนิดของกรดนวิ คลิอิกและความสาคญั ของกรด เรยี กว่า นิวคลโี อไทด์ โมเลกุลของนิวคลีโอ

นวิ คลอิ ิกที่มตี ่อสง่ิ มชี ีวติ ไทด์ ประกอบด้วย หม่ฟู อสเฟต นา้ ตาลทีม่ ี

คารบ์ อน ๕ อะตอม และเบสท่ีมไี นโตรเจน

เป็น องค์ประกอบ - กรดนิวคลิอกิ เปน็

องคป์ ระกอบของสารพนั ธุกรรมทาหนา้ ที่เกบ็

และถา่ ยทอดขอ้ มลู ทาง พันธกุ รรม มี ๒

ชนิด คือ DNA และ RNA

8. สืบคน้ ขอ้ มูลและอธิบายปฏิกิรยิ าเคมที ่ีเกิดข้ึน - เมแทบอลซิ ึมเปน็ ปฏกิ ริ ยิ าเคมที ่เี กดิ ข้ึน

ในสิง่ มีชีวติ ภายในเซลล์ของสงิ่ มีชวี ิต ปฏกิ ิรยิ าเคมี

9. อธิบายการทางานของเอนไซม์ในการเร่ง ประกอบดว้ ย ปฏิกิริยาคาย

ปฏิกริ ิยาเคมีในสงิ่ มชี ีวิตและระบุปัจจยั ที่มีผลต่อ -พลงั งานและปฏิกิริยาดูดพลังงาน ปฏิกิรยิ า

การทางานของเอนไซม์ เคมีเหลา่ น้ีจะดาเนินไปได้อยา่ ง รวดเรว็

จาเป็นตอ้ งอาศยั เอนไซมช์ ่วยเร่งปฏกิ ิรยิ า

- เอนไชม์สว่ นใหญเ่ ปน็ สารอนิ ทรยี ์ประเภท

โปตนี ทาหน้าทีเ่ รง่ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี ในขณะท่ี

เกดิ ปฏกิ ิริยาเคมีในเซลล์ สารตัง้ ต้นจะเข้า

ไปจบั กับเอนไซม์ทีบ่ รเิ วณจาเพาะของ

เอนไซมท์ ี่เรียกว่า บริเวณเร่ง ถา้ สารตง้ั ต้นมี

โครงสร้างเขา้ กบั บริเวณเรง่ ได้ สารต้งั ต้นนนั้

จะถูกเปลีย่ นเป็นสาร ผลติ ภัณฑ์

- อุณหภูมิ สภาพความเป็นกรด-เบส และตวั

ยับยั้งเอนไซม์ เปน็ ปัจจยั ที่มผี ลต่อการ

ทางาน ของเอนไซม์

10. บอกวธิ กี ารและเตรยี มตัวอยา่ งส่งิ มชี วี ิตเพื่อ - กลอ้ งจุลทรรศนเ์ ปน็ เครอื่ งมือทใ่ี ช้ศึกษา

ศกึ ษาภายใต้กล้องจลุ ทรรศน์ใชแ้ สง วดั ขนาดโดย สงิ่ มีชวี ิตขนาดเลก็ ที่ไมส่ ามารถเหน็ ไดด้ ้วยตา

ประมาณและวาดภาพทป่ี รากฏภายใต้กลอ้ ง เปล่า และรายละเอียดโครงสร้างของเซลล์

บอกวิธีการใช้ และการดูแลรักษากล้องจุลทรรศน์ - กลอ้ งจุลทรรศนใ์ ช้แสงแบบเชิงประกอบ

ใช้แสงท่ีถกู ต้อง และกล้องจุลทรรศนใ์ ช้แสงแบบสเตอริโอ

อาศัย เลนสใ์ นการทาใหเ้ กดิ ภาพขยาย

- กลอ้ งจลุ ทรรศน์อเิ ลก็ ตรอนทาใหเ้ กิดภาพ

ขยายโดยอาศัยเลนส์แม่เหลก็ ไฟฟา้ รวม ลา

อิเล็กตรอน ซง่ึ มีอยู่ดว้ ยกัน ๒ ชนิด คือ ชนดิ



ส่องผ่านและชนดิ สอ่ งกราด

- ตัวอย่างส่งิ มชี วี ติ ที่นามาศกึ ษาภายใตก้ ล้อง

จุลทรรศน์ ใช้แสงต้องมีวธิ กี ารเตรยี มที่

ถกู ต้อง และเหมาะสมกบั ชนดิ ของสิง่ มชี วี ติ

เพือ่ ใหเ้ กดิ ประสิทธภิ าพในการศึกษา

- กล้องจลุ ทรรศน์ใชแ้ สงเปน็ เครือ่ งมือที่มี

ความละเอียด ซบั ซ้อน และราคาค่อนขา้ งสูง

จึงควรใช้ อย่างถูกวธิ ี มกี ารเก็บและดแู ล

รกั ษาที่ถูกต้องเพื่อใหส้ ามารถใชง้ านไดน้ าน

11. อธบิ ายโครงสร้างและหน้าที่ของส่วนท่หี อ่ หุ้ม - เซลล์เปน็ หน่วยพื้นฐานที่เลก็ ทีส่ ุดของ

เซลลข์ องเซลล์พชื และเซลลส์ ัตว์ ส่งิ มชี วี ิต โครงสร้างพนื้ ฐานของเซลล์

12. สืบค้นข้อมูล อธบิ าย และระบุชนดิ และ ประกอบดว้ ย ส่วนท่ีห่อห้มุ เซลล์ไซโทพลาซึม

หน้าท่ขี องออร์แกเนลล์ และนิวเคลียส

13. อธิบายโครงสรา้ งและหน้าทีข่ องนิวเคลยี ส - สว่ นท่ีหอ่ หุ้มเซลล์ทพี่ บในเซลล์ทุกชนิดคอื

เยอื่ ห้มุ เซลล์ แต่ในแบคทเี รยี สาหร่าย ฟังไจ

และพืช จะมผี นงั เซลล์เป็นส่วนหอ่ หุ้มเซลล์

เพม่ิ เติมขนึ้ มาอกี ช้นั หน่งึ

- โครงสรา้ งของเยื่อหุม้ เซลลป์ ระกอบด้วย

โมเลกลุ ของฟอสโฟลิพดิ เรียงเป็นสองชัน้

และ มโี ปรตีนแทรกหรืออยู่ที่ผิวท้งั สองด้าน

ของฟอสโฟลิพิด

-ไซโทพลาซึมอย่ภู ายในเยื่อหุ้มเซลล์

ประกอบดว้ ย ไซโทซอลและออรแ์ กเนลล์

- นิวเคลียสเป็นศนู ย์กลางควบคมุ การทางาน

ของเซลลย์ คู ารโิ อต ประกอบดว้ ยเย่อื ห้มุ ซง่ึ

ภายในมี DNA RNA และโปรตีนบางชนดิ

14. อธบิ ายและเปรยี บเทยี บการแพร่ ออสมซสิ - สารตา่ งๆ มีการเคลื่อนท่ีเขา้ และออกจาก

การแพร่แบบฟาซลิ เิ ทต และ แอกทฟี ทราน เซลลอ์ ยตู่ ลอดเวลาโดยกระบวนการตา่ งๆ

สปอรต์ ไดแ้ ก่ การแพร่ ออสมซิส การแพรแ่ บบฟาซิ

15. สืบคน้ ขอ้ มลู อธิบาย และเขยี นแผนภาพการ ลทิ ต แอกท่ฟี ทราน สปอรต์ กระบวนการ

ลาเลียงสารโมเลกลุ ใหญ่ออกจากเซลลด์ ว้ ย เอกโซไซโทซสิ กระบวนการ เอนโดไซโทซิส

กระบวนการเอกโซไซโทซิสและการลาเลยี งสาร - แก๊สตา่ งๆ เข้าหรือออกจากเซลลโ์ ดยการ

โมเลกลุ ใหญเ่ ข้าสู่เซลล์ด้วยกระบวนการเอนโด แพร่ สว่ นน้าเข้าหรอื ออกจากเซลลผ์ ่านเยอ่ื



ไซโทซสิ หุ้มเซลล์ โดยออสโมซิส
-ไอออนและสารบางอย่างท่ีไม่สามารถ
16. สงั กตการแบ่งนวิ เคลยี สแบบไมโทซสิ และ ลาเลียงผ่านเยอ่ื หมุ้ เซลล์โดยตรงได้
แบบไมโอซสิ จากตัวอย่างภายใต้กล้องจลุ ทรรศน์ จาเปน็ ต้องอาศัย โปรตีนทีอ่ ยู่บนเย่อื หุ้มเซลล์
พรอ้ มทั้งอธบิ ายและเปรยี บเทียบการแบง่ เปน็ ตวั พาสารนนั้ เขา้ และออกจากเซลล์
นิวเคลยี สแบบไมโทซสิ และแบบไมโอซสิ เรียกวา่ การแพร่แบบ ฟาซลิ ิเทต
- แอกท่ีฟทรานสปอรต์ เปน็ การลาเลยี งสาร
จากบรเิ วณทมี่ ีความเข้มข้นต่าไปยังบริเวณที่
มี ความเข้มขน้ สูง
-สารบางอย่างท่ีไมส่ ามารถแพรผ่ ่านเย่ือหมุ้
เซลล์หรือลาเลยี งผ่านโปรตีนท่เี ปน็ ตวั พาได้
จะถกู ลาเลียงออกจากซลล์ด้วยกระบวนการ
เอกโซไซโทซิส
- สารท่มี ขี นาดใหญ่จะสามารถลาเลยี งเขา้
สู่ซลล์ด้วยกระบวนการเอนโดไซโทซิส ซึ่ง
แบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่ พิโนไซโทซิส ฟาโกไซ
โทซสิ และการนาสารเข้าสูเ่ ซลลโ์ ดยอาศยั
ตัวรบั
- การแบง่ เซลลข์ องสิ่งมีชวี ติ เป็นการเพ่ิม
จานวนเซลล์ ซึ่งเปน็ กระบวนการที่เกิดข้นึ
ตอ่ เนือ่ งกนั เป็นวัฏจกั ร โดยวฏั จกั รของเซลล์
ประกอบด้วยอนิ เตอรเ์ ฟส การแบง่ นิวเคลยี ส
แบบไมโทซิส และการแบง่ ไซโทพลาซมึ
- การแบง่ นวิ เคลียสมี 2 แบบ คอื การแบ่ง
นวิ เคลียสแบบ ไมโทซิสและการแบ่ง
นิวเคลยี สแบบ ไมโอซิส
- การแบ่งนิวเคลยี สแบบไมโทซสิ ประกอบ
ด้วยระยะโพรเฟส เมทาเฟส แอนาเฟส และ
เท โลเฟส
- การแบง่ นิวเคลียสแบบไมโอซสิ ประกอบ
ดว้ ยระยะโพรเฟส I เมทาเฟส I แอนาเฟส I
เทโลเฟส I ระยะโพรเฟส II เมทาเฟส II แอ
นาเฟส II และ เทโลเฟส II



17. อธิบาย เปรยี บเทยี บ และสรุปข้นั ตอนการ - การแบง่ นิวเคลียสแบบไมโทซสิ ทาใหเ้ ซลล์
หายใจระดบั เซลลใ์ นภาวะทม่ี ีออกซเิ จนเพยี งพอ รา่ งกายเพม่ิ จานวนเพ่ือการเจริญเติบโต และ
และภาวะท่ีมีออกซิเจนไม่เพียงพอ ซอ่ มแซมสว่ นทส่ี ึกหรอหรอื ถูกทาลายไปได้
สว่ นการแบง่ นิวเคลียสแบบไมโอซิสมี
ความสาคัญ ต่อส่งิ มีชวี ติ ในกระบวนการสร้าง
เซลล์สบื พันธ์ุ
- การแบง่ ไซโทพลาซมึ ในเซลล์พชื จะมกี าร
สร้างแผน่ ก้นั เซลลแ์ ละเซลล์สัตว์จะมีการ
คอดเวา้ เขา้ หากนั ของเย่ือหุม้ เซลล์
- การหายใจระดับซลล์เปน็ การสลาย
สารอาหารทมี่ ีพลงั งานสูง โดยมอี อกซเิ จน
เปน็ ตวั รบั อิเล็กตรอนตวั สดุ ทา้ ย
ประกอบด้วย ข้ันตอน คอื ไกลโคลิซสิ
วัฏจกั รเครบส์ และกระบวน การถ่ายทอด
อิเลก็ ตรอน
- การหายใจระดับเซลล์ พลังงานสว่ นใหญไ่ ด้
จากข้นั ตอนการถา่ ยทอดอิเล็กตรอน
พลงั งานน้ี จะถกู เกบ็ ไวใ้ นพันธะเคมีใน
โมเลกุลของ ATP
- ในภาวะที่มอี อกซเิ จนไมเ่ พียงพอ ทาให้การ
หายใจของเซลลไ์ มส่ มบูรณ์ จึงเกดิ ได้เฉพาะ
ไกล โคลซิ ิส ผลท่ีไดจ้ ากการหายใจในสภาวะ
นีใ้ นสตั ว์จะได้กรดแลกติก ในจุลินทรยี แ์ ละ
พืชอาจไดก้ รด แลกติก หรอื
เอทลิ แอลกอฮอล์



คาอธบิ ายรายวิชาเพ่ิมเติม สาระการเรยี นร้เู พ่ิมเติม
ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรยี นท่ี 1
กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
รายวชิ าชีววิทยา 1 (ว30241) จานวน 1 หนว่ ยกติ
จานวน 40 ชว่ั โมง/ภาค (2 ชั่วโมง/สัปดาห์)

ศกึ ษาวเิ คราะห์ธรรมชาติของสงิ่ มชี ีวิต การศกึ ษาชีววิทยา เคมีที่เปน็ พ้ืนฐานของส่งิ มชี วี ิตเซลลข์ อง
ส่ิงมีชวี ติ โครงสรา้ งและหน้าที่ของเซลล์ ศกึ ษาวิเคราะห์การรกั ษาดุลยภาพของสิง่ มชี ีวิต การลาเลียงสาร และ
มีความเข้าใจในการแบ่งนิวเคลยี สแบบไมโทซิสและไมโอซิส จากตวั อยา่ งภายใต้กล้องจลุ ทรรศน์ และการสลาย
อาหารระดับเซลล์โดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ นาความรู้ทีไ่ ด้ไปพฒั นาเปน็ โครงงานเกีย่ วกับสิง่ ที่เรยี น
ผา่ นสื่อสารสนเทศตามยุคสมัย

โดยใช้กระบวนการการสบื เสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสบื ค้นขอ้ มลู และการอภิปราย
เพ่ือให้เกิดความรู้ ความคิด ความเขา้ ใจ สามารถส่อื สารส่งิ ที่เรยี นรมู้ คี วามสามารถในการตดั สินใจ

เห็นคณุ คา่ ของการนาความรู้ไปใช้ในชวี ติ ประจาวนั มีจติ วิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรมและค่านิยม
ผลการเรียนรู้

1. อธบิ ายและสรุปสมบตั ิท่สี าคัญของส่งิ มชี ีวติ และความสมั พันธ์ของการจดั ระบบในสงิ่ มชี ีวติ
ที่ทาใหส้ ิ่งมชี วี ิตดารงชีวิตอยู่ได้

2. อภปิ รายและบอกความสาคัญของการระบปุ ญั หา ความสัมพนั ธ์ระหว่างปัญหา สมมติฐาน และ
วิธีการตรวจสอบสมมติฐาน รวมทัง้ ออกแบบการทดลองเพ่ือตรวจสอบสมมติฐาน

3. สืบค้นข้อมลู อธบิ ายเกีย่ วกับสมบตั ิของนา้ และบอกความสาคัญของนา้ ที่มีตอ่ สงิ่ มชี ีวิต และ
ยกตัวอยา่ งธาตุชนิดต่างๆ ทมี่ ีความสาคัญต่อร่างกายสงิ่ มีชวี ิต

4. สบื คันขอ้ มลู อธิบายโครงสรา้ งของคาร์โบไฮเดรต ระบุกลุ่มของคาร์โบไฮเดรต รวมทงั้ ความสาคญั
ของคารโ์ บไฮเดรตท่มี ีต่อสง่ิ มีชีวติ

5. สืบค้นข้อมูล อธิบายโครงสรา้ งของโปรตนี และความสาคัญของโปรตีนท่ีมีต่อสงิ่ มีชีวติ
6. สบื คน้ ขอ้ มลู อธบิ ายโครงสร้างของลิพิด และความสาคัญของลิพิดทมี่ ีตอ่ สงิ่ มชี ีวติ
7. อธิบายโครงสร้างของกรดนิวคลอิ กิ และระบชุ นิดของกรดนิวคลอิ กิ และความสาคัญของกรด
นวิ คลิอิกท่ีมีตอ่ ส่ิงมชี ีวิต
8. สืบค้นขอ้ มลู และอธิบายปฏกิ ริ ิยาเคมที เ่ี กดิ ขึ้นในสิ่งมีชวี ิต
9. อธบิ ายการทางานของเอนไซมใ์ นการเร่งปฏิกริ ิยาเคมใี นสิ่งมีชีวิตและระบุปจั จัยที่มีผลต่อ การ
ทางานของเอนไซม์
10. บอกวธิ ีการและเตรียมตวั อยา่ งส่ิงมชี วี ิตเพื่อศึกษาภายใต้กลอ้ งจลุ ทรรศน์ใช้แสง วดั ขนาดโดย
ประมาณและวาดภาพท่ีปรากฏภายใต้กลอ้ ง บอกวธิ ีการใช้ และการดูแลรักษากลอ้ งจลุ ทรรศน์ ใชแ้ สงท่ีถกู ตอ้ ง
11. อธบิ ายโครงสรา้ งและหนา้ ทีข่ องสว่ นที่หอ่ ห้มุ เซลล์ของเซลลพ์ ืชและเซลล์สัตว์



12. สืบคน้ ข้อมูล อธบิ าย และระบุชนดิ และหนา้ ทข่ี องออร์แกเนลล์
13. อธบิ ายโครงสร้างและหน้าทข่ี องนวิ เคลยี ส
14. อธบิ ายและเปรียบเทยี บการแพร่ ออสมซสิ การแพรแ่ บบฟาซิลเิ ทต และ แอกทีฟ ทรานสปอรต์
15. สืบค้นขอ้ มูล อธิบาย และเขยี นแผนภาพการลาเลยี งสารโมเลกลุ ใหญอ่ อกจากเซลล์ด้วย
กระบวนการเอกโซไซโทซิสและการลาเลยี งสารโมเลกลุ ใหญเ่ ข้าสเู่ ซลล์ดว้ ยกระบวนการเอนโด ไซโทซสิ
16. สังกตการแบง่ นิวเคลียสแบบไมโทซิสและแบบไมโอซิสจากตัวอยา่ งภายใตก้ ลอ้ งจลุ ทรรศน์ พรอ้ ม
ท้ังอธิบายและเปรียบเทียบการแบ่งนวิ เคลยี สแบบไมโทซสิ และแบบไมโอซสิ
17. อธิบาย เปรยี บเทียบ และสรุปขั้นตอนการหายใจระดับเซลลใ์ นภาวะทีม่ ีออกซเิ จนเพียงพอ และ
ภาวะท่มี อี อกซิเจนไมเ่ พียงพอ
รวมทั้งหมด 17 ผลการเรียนรู้



โครงสรา้ งรายวิชา

กล่มุ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาระการเรยี นร้เู พิ่มเติม

รายวชิ าชีววิทยา 1 (ว30241) ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ภาคเรียนท่ี 1

จานวน 40 ช่ัวโมง/ภาค (2 ช่วั โมง/สัปดาห์) จานวน 1 หน่วยกิต

หนว่ ยการ ชื่อหน่วยการ ผลการเรียนรู้/ สาระการเรยี นร/ู้ ความคิดรวบ เวลา น้าหนกั

เรียนรู้ เรียนรู้ ตัวชว้ี ดั ยอด (ชั่วโมง) (คะแนน)

1. การศึกษา 1.ธรรมชาติของ 1. อธบิ ายและสรปุ - ส่งิ มีชวี ิตทุกชนดิ ต้องการ 35

ชีววิทยา ส่ิงมชี วี ติ สมบัตทิ สี่ าคญั ของ สารอาหารและพลังงาน มีการ

สิ่งมชี วี ติ และ เจริญเตบิ โต มกี ารตอบสนองต่อ

ความสัมพันธข์ อง สง่ิ เรา้ มกี ารรกั ษาดุลยภาพของ

การจดั ระบบใน ร่างกาย มีการสบื พันธุ์ มีการ

สิ่งมีชีวิต ปรบั ตวั ทางววิ ัฒนาการ และ มี

ท่ที าใหส้ ิ่งมชี ีวิต การทางานรว่ มกนั ของ

ดารงชวี ิตอยไู่ ด้ องค์ประกอบตา่ งๆ อย่างเป็น

ระบบ สิ่งเหลา่ น้ีจัดเป็นสมบัติที่

สาคัญ ของสิ่งมชี วี ติ

-การจดั ระบบในสิง่ มชี ีวติ เร่ิมจาก

หน่วยเล็กไปหนว่ ยใหญ่ ได้แก่

เซลล์ เนอ้ื เยอื่ อวยั วะ ระบบ

อวยั วะ และส่งิ มชี วี ติ ตามลาดับ

1.2 การศกึ ษา 2. อภิปรายและ - วิธกี ารทางวทิ ยาศาสตรใ์ นการ 6 5
ชีววทิ ยาและ บอกความสาคัญ ค้นหาคาตอบเก่ยี วกบั สงิ่ มีชีวติ
กระบวนการ ของการระบปุ ัญหา เร่ิมจากการตง้ั ปญั หาหรือ คาถาม
วิทยาศาสตร์ ความสัมพันธ์ ตง้ั สมมตฐิ าน ตรวจสอบ
1.3 กจิ กรรมสะ ระหว่างปัญหา สมมตฐิ าน เก็บรวบรวมข้อมลู
เต็มศึกษาและ สมมตฐิ าน และ วเิ คราะห์ข้อมูล และสรุปผล
กระบวนการ วิธกี ารตรวจสอบ -การศกึ ษาสงิ่ มชี วี ติ ต้องอาศยั
ออกแบบเชงิ สมมตฐิ าน รวมทัง้ ความรจู้ ากแขนงวชิ า ตา่ งๆ ของ
วศิ วกรรม ออกแบบการ ชีววิทยาและสาขาวชิ าอื่น ท่ี
ทดลองเพือ่ เกย่ี วข้องและควรคานงึ ถงึ ชวี จรยิ
ตรวจสอบ ธรรมและจรรยาบรรณการใช้
สมมตฐิ าน สัตวท์ ดลอง

2. เคมพี ื้นฐาน 2.1 อะตอม 3. สบื ค้นข้อมลู - ส่งิ มีชีวิตประกอบด้วยธาตุและ 6 5



ของสงิ่ มีชีวติ ธาตุและ อธิบายเกี่ยวกับ สารประกอบ ในรา่ งกายของ 3 5
สารประกอบ สมบัตขิ องนา้ และ สิง่ มชี วี ติ มีนา้ เป็นองค์ประกอบ
2.2 น้า บอกความสาคัญ มากที่สดุ นา้ ประกอบด้วยธาตุ
ของนา้ ท่มี ีต่อ ไฮโดรเจนและออกซิเจน มสี มบตั ิ
2.3 ส่งิ มชี วี ิต และ ในการเป็นตัวทาละลายที่ดี เก็บ
สารประกอบ ยกตัวอยา่ งธาตุ ความรอ้ นได้ดี และมีความจุความ
คารบ์ อนใน ชนดิ ตา่ งๆ ที่มี ร้อนสงู ซ่งึ ชว่ ยรักษาดุลยภาพ
สง่ิ มชี วี ติ ความสาคญั ต่อ ของเซลล์ได้
รา่ งกายสิง่ มชี ีวติ - ธาตุทส่ี ิง่ มชี วี ิตต้องการจะอยู่ใน
รูปของไอออน ในมนุษย์และสัตว์
4. สบื คันขอ้ มูล ธาตุจะชว่ ยให้การทางาน ของ
อธบิ ายโครงสรา้ ง ระบบต่างๆ ในร่างกายดาเนินไป
ของคาร์โบไฮเดรต ตามปกติ นอกจากนใี้ นกระดูก
ระบุกลมุ่ ของ ฟนั และ กล้ามเน้อื จะมีธาตุเปน็
คารโ์ บไฮเดรต องค์ประกอบด้วย
รวมท้ังความสาคัญ - คาร์โบไฮเดรตประกอบด้วยธาตุ
ของคาร์โบไฮเดรต คาร์บอน ไฮโดรเจน และ
ที่มตี ่อสง่ิ มีชีวติ ออกซเิ จน แบ่งตามขนาดโมเลกุล
5. สบื ค้นขอ้ มลู ออกไดเ้ ปน็ กลุม่ คือ
อธบิ ายโครงสร้าง มอโนแชก็ คาไรด์ ไดแซ็กคาไรด์
ของโปรตีน และ และพอลิแซ็กคาไรด์
ความสาคัญของ - โปรตีนมกี รดอะมิโนเปน็ หนว่ ย
โปรตนี ที่มตี ่อ ย่อยประกอบด้วยธาตุคารบ์ อน
สง่ิ มีชวี ิต ไฮโดรเจน ออกซิเจน และ
6. สบื คน้ ขอ้ มูล ไนโตรเจน บางชนดิ อาจมี ธาตุ
อธบิ ายโครงสร้าง ฟอสฟอรัส เหลก็ และกามะถัน
ของลิพดิ และ เปน็ องคป์ ระกอบ
ความสาคญั ของ - ลิพิดประกอบด้วยธาตุคาร์บอน
ไฮโดรเจน และออกซิเจน เป็น
สารประกอบท่ลี ะลายได้ดีใน ตวั
ทาละลายทเ่ี ปน็ สารอนิ ทรีย์ ลิพดิ
กลมุ่ สาคัญที่พบในสงิ่ มีชีวติ เช่น
กรดไขมัน ไตรกลเี ซอไรด์ ฟอสโฟ



ลิพดิ ที่มตี ่อสิ่งมีชวี ิต ลิพดิ สเตอรอยด์

7. อธิบาย - กรดนวิ คลิอิกประกอบดว้ ย

โครงสรา้ งของกรด หน่วยยอ่ ย เรียกวา่ นวิ คลโี อไทด์

นิวคลอิ ิก และระบุ โมเลกุลของนวิ คลีโอไทด์

ชนดิ ของกรด ประกอบด้วย หมู่ฟอสเฟต

นวิ คลิอิกและ นา้ ตาลทม่ี ีคารบ์ อน ๕ อะตอม

ความสาคญั ของ และเบสทมี่ ีไนโตรเจนเปน็

กรด นิวคลิอิกท่ีมี องค์ประกอบ - กรดนวิ คลิอิกเปน็

ตอ่ สง่ิ มีชีวติ องคป์ ระกอบของสารพันธกุ รรม

ทาหน้าท่ีเก็บและถา่ ยทอดข้อมูล

ทาง พนั ธกุ รรม มี ๒ ชนดิ คือ

DNA และ RNA

2.4 ปฏกิ ริ ยิ า 8. สบื คน้ ข้อมูลและ - เมแทบอลิซึมเป็นปฏกิ ิรยิ าเคมที ี่ 3 5

เคมใี นเซลลข์ อง อธิบายปฏิกริ ิยา เกดิ ข้ึนภายในเซลลข์ องส่งิ มชี วี ติ

สง่ิ มชี ีวิต เคมีทเี่ กิดข้นึ ใน ปฏิกิริยาเคมีประกอบด้วย

สิ่งมชี วี ติ ปฏิกริ ยิ าคาย

9. อธิบายการ -พลงั งานและปฏิกริ ิยาดดู

ทางานของเอนไซม์ พลังงาน ปฏิกิรยิ าเคมีเหลา่ น้ีจะ

ในการเรง่ ปฏิกิรยิ า ดาเนินไปไดอ้ ย่าง รวดเรว็

เคมใี นสงิ่ มชี วี ิตและ จาเป็นต้องอาศยั เอนไซม์ชว่ ยเรง่

ระบปุ จั จยั ทีม่ ผี ลต่อ ปฏกิ ิริยา

การทางานของ - เอนไชม์ส่วนใหญ่เป็น

เอนไซม์ สารอินทรยี ์ประเภทโปตนี ทา

หน้าทีเ่ รง่ ปฏกิ ิรยิ าเคมี ในขณะที่

เกดิ ปฏิกิรยิ าเคมีในเซลล์ สารต้งั

ตน้ จะเข้าไปจับกับเอนไซม์ท่ี

บรเิ วณจาเพาะของเอนไซมท์ ่ี

เรยี กวา่ บรเิ วณเร่ง ถา้ สารต้ังต้น

มีโครงสร้างเข้ากบั บรเิ วณเร่งได้

สารตง้ั ต้นนัน้ จะถูกเปลยี่ นเป็น

สาร ผลิตภณั ฑ์

- อณุ หภูมิ สภาพความเป็นกรด-

เบส และตัวยับยงั้ เอนไซม์ เป็น



ปจั จยั ทม่ี ผี ลตอ่ การทางาน ของ

เอนไซม์

3. เซลล์และ 3.1 กล้อง 10. บอกวิธกี าร - กล้องจุลทรรศน์เป็นเครื่องมือท่ี 4 5
การทางาน 4 5
ของเซลล์ จลุ ทรรศน์ และเตรยี มตัวอยา่ ง ใชศ้ กึ ษาสิ่งมีชวี ิตขนาดเล็กทีไ่ ม่

สง่ิ มีชวี ติ เพื่อศึกษา สามารถเหน็ ได้ดว้ ยตาเปลา่ และ

ภายใต้กล้อง รายละเอียดโครงสร้างของเซลล์

จุลทรรศน์ใชแ้ สง - กล้องจุลทรรศนใ์ ช้แสงแบบเชงิ

วัดขนาดโดย ประกอบ และกล้องจลุ ทรรศนใ์ ช้

ประมาณและวาด แสงแบบสเตอริโออาศัย เลนสใ์ น

ภาพทป่ี รากฏ การทาใหเ้ กดิ ภาพขยาย

ภายใตก้ ลอ้ ง บอก - กล้องจลุ ทรรศน์อเิ ลก็ ตรอนทา

วธิ กี ารใช้ และการ ให้เกดิ ภาพขยายโดยอาศยั เลนส์

ดูแลรกั ษากล้อง แม่เหลก็ ไฟฟ้ารวม ลาอิเล็กตรอน

จุลทรรศน์ ใชแ้ สงท่ี ซึง่ มีอยูด่ ้วยกัน ๒ ชนิด คือ ชนิด

ถูกต้อง ส่องผ่านและชนิดส่องกราด

- ตัวอยา่ งส่งิ มชี วี ติ ที่นามาศกึ ษา

ภายใต้กลอ้ งจุลทรรศน์ ใชแ้ สง

ต้องมวี ิธกี ารเตรียมท่ีถูกต้อง และ

เหมาะสมกบั ชนดิ ของส่ิงมีชวี ิต

เพอ่ื ใหเ้ กดิ ประสิทธภิ าพใน

การศึกษา

- กล้องจลุ ทรรศน์ใช้แสงเปน็

เคร่อื งมอื ที่มีความละเอียด

ซับซ้อน และราคาค่อนขา้ งสูง จงึ

ควรใช้ อย่างถูกวิธี มกี ารเก็บและ

ดูแลรักษาท่ีถกู ต้องเพื่อให้

สามารถใชง้ านไดน้ าน

3.2 โครงสร้าง 11. อธิบาย - เซลล์เปน็ หนว่ ยพืน้ ฐานทเี่ ล็ก

เซลล์และหน้าที่ โครงสร้างและ ที่สดุ ของสงิ่ มชี วี ติ โครงสรา้ ง

ของเซลล์ หนา้ ทีข่ องส่วนท่ี พืน้ ฐานของเซลลป์ ระกอบด้วย

ห่อหุ้มเซลล์ของ สว่ นที่หอ่ ห้มุ เซลลไ์ ซโทพลาซึม

เซลล์พชื และเซลล์ และนิวเคลยี ส

สตั ว์ - ส่วนท่ีห่อหมุ้ เซลลท์ ่พี บในเซลล์



12. สบื คน้ ขอ้ มลู ทุกชนดิ คือ เยอื่ หุ้มเซลล์ แตใ่ น

อธิบาย และระบุ แบคทเี รยี สาหรา่ ย ฟงั ไจ และพชื

ชนดิ และหนา้ ทข่ี อง จะมผี นังเซลล์เป็นสว่ นหอ่ ห้มุ

ออร์แกเนลล์ เซลลเ์ พิ่มเตมิ ข้ึนมาอีกช้ันหนง่ึ

13. อธิบาย - โครงสรา้ งของเย่ือหุม้ เซลล์

โครงสรา้ งและ ประกอบด้วยโมเลกลุ ของฟอสโฟ

หนา้ ทีข่ อง ลิพดิ เรียงเปน็ สองชนั้ และ มี

นิวเคลยี ส โปรตีนแทรกหรอื อย่ทู ผ่ี วิ ท้ังสอง

ดา้ นของฟอสโฟลิพิด

-ไซโทพลาซึมอยู่ภายในเย่ือหุ้ม

เซลลป์ ระกอบดว้ ย ไซโทซอลและ

ออร์แกเนลล์

- นิวเคลียสเปน็ ศนู ยก์ ลางควบคุม

การทางานของเซลลย์ คู ารโิ อต

ประกอบดว้ ยเย่อื หุ้ม ซ่งึ ภายในมี

DNA RNA และโปรตีนบางชนดิ

3.3 การลาเลยี ง 14. อธิบายและ - สารต่างๆ มีการเคล่ือนที่เขา้ 3 5

สารเขา้ และออก เปรียบเทยี บการ และออกจากเซลล์อยู่ตลอดเวลา

จากเซลล์ แพร่ ออสมซสิ การ โดยกระบวนการต่างๆ ได้แก่ การ

แพร่แบบฟาซิลิเทต แพร่ ออสมซิส การแพร่แบบฟาซิ

และ แอกทีฟ ทราน ลทิ ต แอกท่ีฟทราน สปอร์ต

สปอร์ต กระบวนการเอกโซไซโทซสิ

15. สืบค้นขอ้ มูล กระบวนการ เอนโดไซโทซิส -

อธบิ าย และเขียน แกส๊ ต่างๆ เข้าหรอื ออกจากเซลล์

แผนภาพการ โดยการแพร่ ส่วนนา้ เขา้ หรือออก

ลาเลียงสารโมเลกุล จากเซลลผ์ ่านเยื่อหุ้มเซลล์ โดย

ใหญ่ออกจากเซลล์ ออสโมซิส

ด้วย กระบวนการ -ไอออนและสารบางอยา่ งท่ีไม่

เอกโซไซโทซิสและ สามารถลาเลียงผ่านเยือ่ หุ้มเซลล์

การลาเลียงสาร โดยตรงได้ จาเป็นต้องอาศัย

โมเลกลุ ใหญ่เขา้ สู่ โปรตีนทอี่ ยู่บนเย่ือหุ้มเซลลเ์ ป็น

เซลล์ด้วย ตวั พาสารน้นั เขา้ และออกจาก

กระบวนการเอนโด เซลล์เรียกว่า การแพร่แบบ



ไซโทซสิ ฟาซิลิเทต

- แอกท่ีฟทรานสปอรต์ เป็นการ

ลาเลียงสารจากบรเิ วณทมี่ ีความ

เขม้ ขน้ ต่าไปยังบริเวณท่ีมี ความ

เข้มข้นสงู

-สารบางอยา่ งท่ีไมส่ ามารถแพร่

ผา่ นเยื่อหมุ้ เซลลห์ รือลาเลยี งผ่าน

โปรตนี ทเ่ี ปน็ ตวั พาไดจ้ ะถูก

ลาเลียงออกจากซลล์ดว้ ย

กระบวนการเอกโซไซโทซสิ

- สารทมี่ ีขนาดใหญ่จะสามารถ

ลาเลียงเข้าสซู่ ลล์ดว้ ย

กระบวนการเอนโดไซโทซิส ซง่ึ

แบง่ เปน็ 3 แบบ ได้แก่ พิโนไซโท

ซิส ฟาโกไซโทซิส และการนาสาร

เขา้ สเู่ ซลล์โดยอาศยั ตัวรับ

3.4 การแบง่ 16. สังกตการแบ่ง - การแบ่งเซลล์ของสงิ่ มีชวี ติ เป็น 3 5
เซลล์
นวิ เคลยี สแบบไมโท การเพ่ิมจานวนเซลล์ ซึง่ เป็น

ซสิ และแบบไมโอ กระบวนการทเ่ี กดิ ขนึ้ ตอ่ เน่ืองกัน

ซสิ จากตัวอย่าง เปน็ วัฏจักร โดยวัฏจักรของเซลล์

ภายใต้กล้อง ประกอบดว้ ยอนิ เตอร์เฟส การ

จลุ ทรรศน์ พรอ้ ม แบง่ นิวเคลียสแบบไมโทซสิ และ

ท้งั อธบิ ายและ การแบ่งไซโทพลาซึม

เปรียบเทยี บการ - การแบ่งนวิ เคลยี สมี 2 แบบ คอื

แบง่ นิวเคลยี สแบบ การแบง่ นวิ เคลยี สแบบ ไมโทซสิ

ไมโทซสิ และแบบไม และการแบง่ นิวเคลยี สแบบ ไมโอ

โอซิส ซสิ

- การแบง่ นวิ เคลียสแบบไมโท

ซสิ ประกอบดว้ ยระยะโพรเฟส เม

ทาเฟส แอนาเฟส และเท โลเฟส

- การแบ่งนวิ เคลยี สแบบไมโอ

ซิสประกอบด้วยระยะโพรเฟส I

เมทาเฟส I แอนาเฟส I เทโลเฟส



3.5 การหายใจ 17. อธิบาย I ระยะโพรเฟส II เมทาเฟส II แอ 3 5
ระดับเซลล์ เปรยี บเทยี บ และ นาเฟส II และ เทโลเฟส II
สรุปขนั้ ตอนการ - การแบง่ นวิ เคลยี สแบบไมโทซิส
หายใจระดบั เซลล์ ทาให้เซลล์ร่างกายเพ่ิมจานวน
ในภาวะทมี่ ี เพอ่ื การเจรญิ เติบโต และ
ออกซเิ จนเพยี งพอ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอหรือถูก
และภาวะท่มี ี ทาลายไปได้ ส่วนการแบ่ง
ออกซิเจนไม่ นวิ เคลยี สแบบไมโอซสิ มี
เพยี งพอ ความสาคัญ ตอ่ สิ่งมีชีวติ ใน
กระบวนการสร้างเซลลส์ บื พันธุ์
- การแบง่ ไซโทพลาซมึ ในเซลลพ์ ชื
จะมกี ารสร้างแผน่ กัน้ เซลล์และ
เซลล์สัตวจ์ ะมีการคอดเวา้ เขา้ หา
กนั ของเย่ือหุ้มเซลล์
- การหายใจระดบั ซลล์เปน็ การ
สลายสารอาหารที่มีพลงั งานสูง
โดยมอี อกซเิ จนเป็นตัวรับ
อเิ ลก็ ตรอนตวั สุดท้าย
ประกอบด้วย ข้ันตอน คอื ไกลโค
ลิซสิ
วัฏจกั รเครบส์ และกระบวน การ
ถ่ายทอดอิเล็กตรอน
- การหายใจระดับเซลล์ พลงั งาน
สว่ นใหญไ่ ดจ้ ากขั้นตอนการ
ถา่ ยทอดอิเล็กตรอน พลงั งานนี้
จะถกู เก็บไวใ้ นพันธะเคมีใน
โมเลกลุ ของ ATP
- ในภาวะทม่ี อี อกซเิ จนไม่
เพยี งพอ ทาให้การหายใจของ
เซลลไ์ ม่สมบรู ณ์ จงึ เกดิ ไดเ้ ฉพาะ
ไกล โคลซิ สิ ผลทไ่ี ด้จากการ
หายใจในสภาวะนีใ้ นสตั ว์จะได้
กรดแลกติก ในจุลนิ ทรยี ์และพชื

สอบกลางภาค อาจได้กรด แลกตกิ หรอื ฝ
ระหวา่ งภาคเรียน เอทลิ แอลกอฮอล์
สอบปลายภาค 2 20
รวมทัง้ สนิ้ ตลอดปี 36 50
2 30
40 100



การวดั และการประเมนิ ผลการเรยี นรู้

กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ปีการศกึ ษา 2565

รหสั วิชา ว30241 ชีววิทยาเพมิ่ เติม 1 ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 ภาคเรียนท่ี 1

เวลา 2 ชว่ั โมง/สัปดาห์ เวลา 40 ชั่วโมง

อัตราส่วน ระหวา่ งภาคเรียน:ปลายภาคเรียน เทา่ กบั 70-30

คะแนนก่อนสอบกลางภาคเรียน 25 คะแนน

คะแนนสอบกลางภาค 20 คะแนน

คะแนนหลงั สอบภาคเรียน 25 คะแนน

คะแนนสอบปลายภาคเรยี น 30 คะแนน

เกณฑ์การตัดสินผลการเรียน คะแนน 0-49 ได้ผลการเรยี น 0
คะแนน 50-54 ไดผ้ ลการเรยี น 1
คะแนน 55-59 ได้ผลการเรียน 1.5
คะแนน 60-64 ได้ผลการเรียน 2
คะแนน 65-69 ได้ผลการเรียน 2.5
คะแนน 70-74 ไดผ้ ลการเรียน 3
คะแนน 75-79 ไดผ้ ลการเรียน 3.5
คะแนน 80-100 ไดผ้ ลการเรียน 4



บนั ทึกขอ้ ความ ขออนมุ ัตใิ ช้แผนการจดั การเรยี นรู้
รายวชิ าชีววิทยาเพ่ิมเติม 1 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4

1

หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 1 เรื่องการศึกษาชวี วิทยา

แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 8

รายวิชาเพมิ่ เติมวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 4

บทท่ี 1 การศกึ ษาชวี วิทยา เวลาท้ังหมด 9 ชั่วโมง

เรือ่ ง ธรรมชาติของสิ่งมีชีวติ เวลา 3 ช่ัวโมง

ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 ผ้สู อน นางสาวศิริรตั น์ มารศรี

สาระชีววิทยา

เขา้ ใจธรรมชาติของส่ิงมีชวี ติ การศกึ ษาชวี วิทยาและวธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์ สารที่เป็นองค์ประกอบ
ของสิ่งมชี วี ิต ปฏิกริ ิยาเคมใี นเซลล์ของสงิ่ มชี ีวติ กล้องจลุ ทรรศน์ โครงสรา้ งและหนา้ ที่ของเซลล์ การลาเลียง
สารเขา้ และออกจากเซลล์ การแบง่ เซลล์ และการหายใจระดับเซลล์
1.กาหนดเป้าหมายของการจัดการเรียนรู้

1.1สาระการเรยี นรู้
การอธบิ าย และอภิปรายผลการศกึ ษาค้นคว้าของนักวทิ ยาศาสตร์เกีย่ วกับการเกิดส่งิ มีชีวิต

บนโลกและ คณุ สมบัตขิ องสง่ิ มีชีวิต โดยใช้พน้ื ฐานของความร้ทู างวิทยาศาสตร์ ซง่ึ สามารถทาการสารวจ
ตรวจสอบไดอ้ ย่าง ครอบคลมุ และนา่ เชือ่ ถอื เม่อื นักวทิ ยาศาสตร์ได้ทาการศึกษาค้นควา้ หาความรู้เกี่ยวกับการ
เกิดส่ิงมีชีวิตจนได้ ข้อเทจ็ จรงิ แล้วทาใหน้ ักวิทยาศาสตร์คิดและตง้ั คาถามตอ่ ไปว่า "สง่ิ มีชีวติ ท่ีพบบนโลกนีม้ ี
มากมายหลายชนิด แตล่ ะ ชนดิ มีคณุ สมบัติเหมือนกนั หรือไม่" ซ่งึ จากการศึกษาพบวา่ สง่ิ มีชวี ิตมีคุณสมบตั ิท่ี
คลา้ ยกันหลายประการ ได้แก่ มี การสืบพนั ธ์ุเพื่อขยายพนั ธุ์หรอื ดารงพนั ธ์ุไว้ มกี ารเจรญิ เตบิ โต มอี ายขุ ัยและ
ขนาดจากดั ต้องการอาหารและ พลังงาน การตอบสนองต่อสิ่งเรา้ มกี ารปรับตัวให้มีชีวติ อยรู่ อดในแหล่งท่ีอยู่
อาศัยหรือสภาพแวดล้อมน้นั หรอื ที่ เรยี กวา่ มีการรกั ษาดลุ ยภาพของร่างกาย มลี กั ษณะจาเพาะและมีการ
จัดระบบ ชีววิทยา หมายถงึ การศกึ ษาแนวความคิดของคนเกีย่ วกับส่ิงมชี ีวติ อย่างมีเหตผุ ล หรือ
การศึกษา สิง่ มชี วี ิตด้วยวทิ ยาศาสตร์ ซ่ึงยงั มีแขนงวชิ าอื่นๆท่ีเกย่ี วข้องกบั ชวี วิทยา เช่น สตั ว์วิทยา
พฤกษศาสตร์ จลุ ชีววิทยา สรรี วทิ ยา มีนวิทยา กีฎวทิ ยา เป็นต้น การนาชีววทิ ยามาใช้ในการดารงชวี ิตในดา้ น
ตา่ งๆ เช่น ดา้ น การเกษตร การแพทย์ อุตสาหกรรม สาธารณสุข และวิทยาศาสตร์ส่งิ แวดล้อม เปน็ ตน้ การ
ศึกษาวจิ ัยทางด้านชีววิทยา เป็นการศึกษาเก่ียวกบั สงิ่ มชี ีวติ ทัง้ ทางตรงและทางอ้อม มีการคนั้ คว้า วิจัย ทดลอง
อยตู่ ลอดเวลา จงึ อาจส่งผลตอ่ การดารงชวี ิตตามธรรมชาตขิ งิ สงิ่ มีชีวิตชนิดต่างๆ ดังนน้ั นักชีววทิ ยา ทุกคนจงึ
จาเป็นตอ้ งมจี ริยธรรมในการใช้สัตว์ทดลองอย่างเหมาะสม ไม่ทาการทดลองท่ีเปน็ การทรมานสตั ว์ รู้จกั เลือกใช้
สตั วท์ ดลองเท่าทีจ่ าเป็น ไม่ขัดตอ่ กฎหมาย ต้ังอยู่บนพืน้ ฐานของจรยิ ธรรม คุณธรรม มนุษยธรรม และหลัก
วชิ าการทีเ่ หมาะสม
1.2 สาระสาคัญ

2

ส่งิ มชี ีวติ มกี ารสบื พนั ธุ์เพือ่ เพิ่มจานวนและดารงเผ่าพันธ์ุ ต้องการสารอาหารและพลังงานเพื่อ
การ ดารงชีวิตและการเจริญเติบโต สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีอายุขัยและขนาดแตกต่างกัน และมีลักษณะจาเพาะ
สามารถตอบสนองต่อสงิ่ เรา้ ได้ มกี ลไกการรักษาดลุ ยภาพภายในของรา่ งกายใหเ้ หมาะสมต่อการดารงชีวิต และ
มีการจัดระบบต้ังแต่ระดับเซลล์ไปจนถึงระดับกลุ่มส่ิงมีชีวิต การศึกษาเก่ียวกับสิ่งมีชีวิตก่อให้เกิดวิชาเฉพาะ
ด้านทางชีววิทยา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา คุณภาพชีวิตมนุษย์และส่ิงแวดล้อม การศึกษาและการใช้
ประโยชน์เกย่ี วกับสง่ิ มีชวี ติ ต้องคานึงถงึ ชวี จริยธรรม

1.3 จุดประสงค์การเรยี นรู้
1.3.1 อธิบายความสัมพันธ์ของการจัดระบบในสง่ิ มีชีวิตทที่ าให้สงิ่ มชี ีวิตดารงชวี ิตอยู่ได้ (K)
1.3.2 อภิปรายและสรุปขอบขา่ ยของศาสตร์ต่าง ๆ ดา้ นชวี วทิ ยา (K)
1.3.3 ออกแบบการนาเสนอความรู้เก่ียวกบั ธรรมชาตขิ องส่ิงมีชีวติ (P)
1.3.4 นกั เรยี นสนใจใฝ่รู้และมีความสุขกับการเรยี นและการร่วมกจิ กรรมในช้ันเรยี น (A)

1.4 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Sc.P : Science Process Skills)
1.4.1 การสังเกต
1.4.2 การลงความเห็นจากข้อมลู
1.4.3 การตีความหมายและลงสรปุ ขอ้ มูล

1.5 สมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รียน
1.5.1 ความสามารถในการสือ่ สาร
1.5.2 ความสามารถในการคดิ
1.5.3 ความสามรถในการแก้ปญั หา
1.5.4 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

1.6 คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1.6.1 มวี นิ ัย
1.6.2 ใฝ่เรียนรู้
1.6.3 ม่งุ ม่ันในการทางาน
1.6.4 มจี ิตสาธารณะ

2. กระบวนการจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)

2.1 ขน้ั สร้างความสนใจ (Engagement)
2.1.1 คุณครใู ชค้ าถามเพื่อกระตุน้ ความสนใจของนักเรยี น โดยถามวา่

- นกั เรยี นคิดว่าลกั ษณะของส่งิ มชี ีวติ มอี ะไรบา้ ง

3

- ส่งิ มชี วี ติ คอื อะไร
- ชวี วทิ ยาคอื อะไร
2.1.2 คุณครฟู งั คาตอบจากนกั เรยี น จากนัน้ คณุ ครูชี้แจงกับนกั เรียนเรอ่ื งเนื้อหาที่จะใชเ้ รยี นในวันนี้
2.2 ขัน้ สารวจและค้นหา (Explore)
2.2.1 แบง่ กลมุ่ นักเรียนออกเป็นกล่มุ โดยแบง่ เป็น 6 กลุม่
2.2.2 คุณครูให้นักเรียนออกไปสารวจสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียนและถ่ายเซลฟี่คู่สิ่งมีชีวิตให้ได้มาก
ท่ีสดุ
2.2.3 คุณครใู หน้ กั เรยี นจบั ฉลากสืบค้นข้อมลู ตามหัวข้อดังนี้
- สิ่งมีชีวิตมกี ารสืบพันธุ์ (Reproduction)
- สิ่งมชี วี ิตต้องการอาหารเเละพลังงาน (Nutrition and metabolism)
- สิ่งมชี วี ติ มกี ารเจรญิ เติบโต มอี ายุขัยเเละขนาดจากดั (Growth)
- ส่งิ มชี ีวิตมีการตอบสนองต่อส่งิ เรา้ (Respond to stimuli)
- สิ่งมีชีวติ มีการรกั ษาดลุ ยภาพของรา่ งกาย (Homeostasis)
- สิ่งมีชีวิตมกี ารปรับตัวทางวิวัฒนาการ (Evolutionary adaptation)
- ส่ิงมชี วี ติ มีการจดั ระบบ (Organization)
- ชวี วทิ ยาและชีวจริยธรรม
โดยแตล่ ะหัวข้อพร้อมยกตัวอย่างประกอบ บนั ทกึ ผลลงในกระดาษชารท์
2.2.4 คณุ ครูคอยให้คาแนะนาช่วยเหลอื นกั เรยี นขณะปฏิบัติกจิ กรรม
2.3 ขัน้ อภปิ รายและลงขอ้ สรปุ (Explain)
3.3.1 นกั เรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มนาเสนอผลกจิ กรรมหนา้ ชน้ั เรยี น
3.3.2 คณุ ครแู ละนักเรียนร่วมกนั อภปิ รายและหาข้อสรุปจากกิจกรรมที่ทา เรอื่ ง ธรรมชาติของส่งิ มชี ีวติ
3.3.3 ครูและนกั เรียนรว่ มกันอภปิ รายเก่ยี วกบั ผลการทากจิ กรรมจากคาถาม ดงั น้ี
- ลกั ษณะของสิ่งมีชวี ติ มีอะไรบ้าง
- ชีววทิ ยามีความสาคัญอย่างไรบา้ ง
3.3.3 คุณครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลกิจกรรม โดยเน้นความเข้าใจของนักเรียน เร่ือง ธรรมชาติของ
ส่ิงมีชวี ิต
2.4 ขั้นขยายความรู้ (Elaborate)
คุณครูให้ความรู้เพิ่มเติมในการนาชีววิทยาไปใช้ประโยชน์ในแต่ละด้าน เช่น ทางการเกษตร การแพทย์
เป็นตน้
2.5 ขนั้ ประเมนิ (Evaluation)
คุณครูใหน้ กั เรยี นรว่ มกันตอบคาถามในช้ันเรียน

4

3. การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ วธิ ีการวดั ผลการเรยี นรู้ เครื่องมือวดั ผลการ เกณฑก์ ารวัด
เรยี นรู้ ประเมินผล

ดา้ นความรู้ (K : Knowledge) -การถามตอบในช้ันเรียน -แบบสงั เกตพฤติกรรม
1. อธิบายความสัมพนั ธ์ของการ -ตรวจสอบชิน้ งาน การเรียนรายบุคคล
จัดระบบในส่ิงมีชีวติ ที่ทาให้ -แบบประเมินชน้ิ งาน
สิ่งมชี วี ิตดารงชีวิตอยู่ได้
2. อภปิ รายและสรุปขอบขา่ ยของ -แบบสงั เกตพฤติกรรม ผ่านเกณฑ์
ศาสตร์ต่าง ๆ ดา้ นชวี วทิ ยา การเรียนรายบุคคล การประเมิน
ด้านทักษะกระบวนการ (P : -การทดสอบรายบุคคล ไมน่ ้อยกวา่
Process) ร้อยละ 70
3. ออกแบบการนาเสนอความรู้
เกยี่ วกับธรรมชาติของส่งิ มชี ีวิต -แบบสงั เกตพฤติกรรม
ด้านคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ -การสงั เกตพฤติกรรม การเรียนรายบคุ คล
(A : Attribute)
4. นกั เรียนสนใจใฝ่ร้แู ละมี
ความสุขกบั การเรยี นและการร่วม
กิจกรรมในชนั้ เรยี น

กิจกรรมเสนอแนะ

ให้นกั เรยี นศึกษาทบทวนมากยิ่งขน้ึ เพื่อใหเ้ กิดความรู้ ความเขา้ ใจ และมีทักษะความชานาญย่งิ ข้นึ

4. สอ่ื /อุปกรณ์ แหล่งการเรยี นรู้
4.1 สอ่ื /อุปกรณ์การเรียนรู้
4.1.1 กระดาษชาร์จ
4.1.2 ส่อื นาเสนอ Canva
4.1.3 กลอ้ งโทรศัพทม์ ือถือ
4.2 แหล่งการเรียนรู้
4.2.1 แหล่งสบื คน้ จากอนิ เตอร์เนต็

5

6

7

ภาคผนวก

8

ใบงานกิจกรรมและสื่อการเรียนรู้

9

แบบบันทกึ การสงั เกตและประเมินผลพฤติกรรมรายบุคคล

คร้งั ที่ ………..…… เรอื่ ง ......................................................................................................

รหสั วชิ า .............................. ภาคเรียนท…่ี …......ปีการศกึ ษา…………..………ช้นั .................................

พฤติกรรม / ระดบั คะแนน

ความ การมสี ่วน การตอบ การ ทางาน

ลาดบั ชื่อ – สกลุ สนใจใน รว่ มใน คาถาม ยอมรับฟัง ตามท่ี รวม
ที่
การทา การแสดง ความ ได้รบั

กจิ กรรม ความ คิดเห็น มอบหมาย 15

คดิ เห็น ผอู้ นื่ คะแนน

321321321321321

เกณฑ์การใหค้ ะแนน เกณฑก์ ารประเมิน คะแนนเต็ม 15 คะแนน

ระดับ 3 หมายถงึ ดี คะแนน 13 - 15 หมายถึง ดี

ระดับ 2 หมายถงึ ปานกลาง คะแนน 9 - 12 หมายถึง ปานกลาง

ระดบั 1 หมายถึง ปรบั ปรุง คะแนน 5 - 8 หมายถึง ปรบั ปรุง

เกณฑก์ ารผา่ น ร้อยละ 60 ( 9 คะแนน )

ลงช่อื ................................................

( ..........................................)

ครผู ูส้ อน / ผู้ประเมนิ

10

แบบประเมนิ ใบงาน
คาช้ีแจง ให้ทาเครอื่ งหมาย  ในช่องท่ีตรงกับความเป็นจริง

ลาดับท่ี ช่อื - สกุล การสรปุ เนือ้ หา การบันทึก ความเปน็ ความคดิ รวม
เปน็ องค์
ความรู้ ถกู ต้อง ข้อมลู ระเบยี บ สร้างสรรค์ 20

ครบถว้ น คะแนน

43214321432143214321

เกณฑ์การประเมิน เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ
ดมี าก =
ดี = 4 คะแนน ช่วงคะแนน ระดบั คะแนน
พอใช้ = 3 คะแนน
ปรบั ปรงุ = 2 คะแนน 16 - 20 ดี
1 คะแนน
11 - 15 พอใช้

0 - 10 ปรบั ปรุง

ลงช่ือ …………………………………ผู้ประเมิน
(นางสาวศิริรตั น์ มารศรี)

วันที่………../…………../…………

แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 9 11
รายวิชาเพิม่ เติมวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
บทท่ี 1 การศกึ ษาชีววิทยา ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 4
เร่อื ง การศึกษาชีววิทยาและวิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ เวลาทัง้ หมด 9 ช่ัวโมง
ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565
เวลา 3 ช่ัวโมง
ผสู้ อน นางสาวศิริรัตน์ มารศรี

สาระชวี วทิ ยา
เข้าใจธรรมชาติของสงิ่ มชี ีวติ การศกึ ษาชวี วทิ ยาและวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์ สารที่เปน็ องคป์ ระกอบ

ของส่ิงมชี ีวติ ปฏกิ ิรยิ าเคมีในเซลล์ของส่ิงมชี ีวิต กล้องจุลทรรศน์ โครงสรา้ งและหนา้ ท่ีของเซลล์ การลาเลยี ง
สารเขา้ และออกจากเซลล์ การแบง่ เซลล์ และการหายใจระดับเซลล์

1.กาหนดเปา้ หมายของการจดั การเรยี นรู้
1.1 สาระการเรยี นรู้
การอธิบาย การอภิปราย การวเิ คราะห์เกย่ี วกับวิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ท่ีนาไปสกู่ ารสารวจ

ตรวจสอบการแก้ปัญหา และนาไปส่อู งคค์ วามรู้ใหมท่ างชวี วิทยา
1.2 สาระสาคัญ
การสงั เกตเป็นทกั ษะสาคัญที่นาไปส่กู ารตัง้ ปัญหาและรวบรวมขอ้ มลู ความเปน็ คนชา่ งสังเกต

ของ นักวทิ ยาศาสตรท์ าใหเ้ กิดการคน้ พบความรตู้ ่างๆมากมาย รวมท้ังการคดิ ค้นสิง่ ประดษิ ฐต์ ่างๆ ท่ีอานวย
ความ สะดวกแก่มนุษย์ นักชีววิทยาใช้วธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตรใ์ นการศึกษาชีววทิ ยา ประกอบดว้ ย การกาหนด
ปัญหา การ ตั้งสมมติฐาน การตรวจสอบสมมติฐาน การเก็บรวบรวมข้อมลู การวิเคราะหข์ อ้ มลู และการสรปุ ผล
การทดลอง ความรู้ทางชวี วิทยาอาจได้จากการสารวจ และการศกึ ษาภายในและภายนอกห้องปฏบิ ัติการ
ความรทู้ ่ีไดจ้ าก การศึกษาบางเรือ่ งสามารถนาไปตั้งเปน็ กฎหรือทฤษฎีสาหรับใชอ้ า้ งอิงได้ดงั น้นั ชีววิทยา
ประกอบดว้ ยส่วนทส่ี าคัญ คอื ส่วนที่เป็นความรู้ และสว่ นทีเ่ ป็นกระบวนการ ความรทู้ างวิทยาศาสตรอ์ าจมีการ
เปล่ยี นแปลงได้ เม่ือมีข้อมลู หรือประจักษ์พยานใหม่เพ่ิมเตมิ หรือโตแ้ ยง้ จากเดมิ ซ่ึงท้าทายใหม้ ีการตรวจสอบ
อยา่ งระมดั ระวงั อนั จะนามาสู่ การยอมรับเปน็ ความร้ใู หม่

1.3 จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1.3.1 นกั เรียนสามารถอธบิ ายวธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์ได้ (K)

12

1.3.2. นกั เรยี นสามารถออกแบบการทดลอง และทดลองเพื่อตรวจสอบสมมตฐิ านตามวิธีทาง
วิทยาศาสตรจ์ ากตัวอยา่ งการศกึ ษาได้ (P)

1.3.3. นักเรยี นสนใจใฝร่ ูแ้ ละมีความสุขกบั การเรยี นและการรว่ มกจิ กรรมในช้นั เรียนได้ (A)

1.4 ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Sc.P : Science Process Skills)
1.4.1 การสงั เกต
1.4.2 การลงความเหน็ จากขอ้ มูล
1.4.3 การตีความหมายและลงสรปุ ข้อมลู

1.5 สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น
1.5.1 ความสามารถในการสื่อสาร
1.5.2 ความสามารถในการคดิ
1.5.3 ความสามรถในการแก้ปัญหา
1.5.4 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

1.6 คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1.6.1 มีวนิ ัย
1.6.2 ใฝ่เรยี นรู้
1.6.3 ม่งุ มน่ั ในการทางาน
1.6.4 มจี ติ สาธารณะ

2. กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)
2.1 ขั้นสรา้ งความสนใจ

2.1.1 คณุ ครูใชค้ าถามเพ่ือกระต้นุ ความสนใจของนกั เรียน โดยถามว่า “นักเรยี นคดิ วา่ ลกั ษณะของคน
ที่จะเปน็ นักวทิ ยาศาสตร์มีอะไรบ้าง” คณุ ครฟู งั คาตอบจากนกั เรยี น

2.1.2 จากน้นั คุณครูช้แี จงกับนักเรียนเร่ืองเนื้อหาท่ีจะใชเ้ รียนในวนั น้ี
2.2 ขน้ั สารวจและคน้ หา (Explore)
2.2.1 แบ่งกล่มุ นักเรยี นออกเปน็ กลมุ่ โดยแบ่งเปน็ 6 กลมุ่ กลมุ่ ละ 6-7 คน
2.2.2 คณุ ครูแจกกระดาษ A5 ให้นักเรยี นกลุม่ ละ 1 แผ่น ใหน้ ักเรยี นศึกษาวธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์
แลว้ อา่ นสถานการณ์ท่ีกาหนดให้ จากนัน้ วเิ คราะหส์ มมติฐาน ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ตัวแปรควบคมุ บนั ทึก
คาตอบลงในกระดาษ
2.2.3 คุณครคู อยใหค้ าแนะนาช่วยเหลอื นักเรียนขณะปฏบิ ัติกจิ กรรม

13

2.3 ขัน้ อภปิ รายและลงขอ้ สรุป (Explain)
2.3.1 นักเรยี นแตล่ ะกล่มุ สง่ ตัวแทนกลมุ่ นาเสนอผลกิจกรรมหน้าชั้นเรียน

2.3.2 คุณครูและนักเรยี นรว่ มกันอภิปรายและหาข้อสรุปจากกจิ กรรมทีท่ าวา่ วธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์
นั้นต้องประกอบไปด้วยข้นั ตอนอย่างไรบ้าง

2.3.3 ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันอภิปรายเกยี่ วกบั ผลการทากิจกรรมจากคาถาม ดังนี้

- สมมตฐิ านมคี วามสาคัญในการแก้ไขปัญหาทางวทิ ยาศาสตร์ ไดอ้ ยา่ งไร

- นกั เรียนกาหนดตวั แปรตน้ ตัวแปรตาม ตัวแปรควบคมุ ได้วา่ อยา่ งไรบ้าง

2.3.4 คุณครูและนักเรียนร่วมกันสรปุ ผลกิจกรรม โดยเน้นความเขา้ ใจของนักเรยี น เรอ่ื งวิธีการทาง
วทิ ยาศาสตร์

2.4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaborate)
คุณครูให้นักเรียนทาการทดลองพยากรณ์ลวดหนีบกระดาษหย่อนลงแก้วน้า ครูและนักเรียนร่วมกัน

สรุปผลรว่ มกัน

2.5 ข้นั ประเมนิ (Evaluation)
- การบนั ทกึ คาตอบของกิจกรรมลงในกระดาษ A5
- สังเกตพฤตกิ รรมในการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม

3. การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ วิธกี ารวัดผลการเรียนรู้ เครอื่ งมือวดั ผลการ เกณฑก์ ารวดั
เรยี นรู้ ประเมินผล
ดา้ นความรู้ (K : Knowledge) -การถามตอบในช้นั เรยี น
-แบบสังเกตพฤติกรรม

14

1.นักเรยี นสามารถอธิบายวิธกี าร -ตรวจสอบชน้ิ งาน การเรยี นรายบคุ คล
ทางวิทยาศาสตร์ได้ -แบบประเมินช้ินงาน
ดา้ นทกั ษะกระบวนการ (P : --ตรวจสอบช้นิ งาน แบบประเมินช้นิ งาน
Process)
2. นักเรยี นสามารถออกแบบการ ผ่านเกณฑ์
ทดลอง และทดลองเพ่ือ การประเมิน
ตรวจสอบสมมตฐิ านตามวิธที าง ไม่น้อยกว่า
วทิ ยาศาสตรจ์ ากตัวอย่าง รอ้ ยละ 70
การศึกษาได้
ด้านคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ -การสังเกตพฤติกรรม -แบบสงั เกตพฤติกรรม
(A : Attribute) การเรียนรายบคุ คล
3. นักเรียนสนใจใฝ่รแู้ ละมี
ความสขุ กบั การเรียนและการรว่ ม
กจิ กรรมในชั้นเรียนได้ (A)

กจิ กรรมเสนอแนะ

ใหน้ กั เรยี นศึกษาทบทวนมากย่ิงข้ึน เพ่ือใหเ้ กิดความรู้ ความเขา้ ใจ และมีทักษะความชานาญย่งิ ข้นึ

4. สอ่ื /อุปกรณ์ แหล่งการเรยี นรู้
4.1 สอ่ื /อปุ กรณก์ ารเรยี นรู้
4.1.1 กระดาษ A5
4.1.2 ส่ือนาเสนอ Canva
4.1.3 ลวดหนีบกระดาษ
4.1.4 บีกเกอร์ใส่นา้
4.2 แหล่งการเรยี นรู้
4.2.1 แหล่งสืบค้นจากอินเตอรเ์ น็ต

15

16

17

ภาคผนวก

18

ใบงานกิจกรรมและสื่อการเรยี นรู้

19

20

แบบบันทึกการสังเกตและประเมินผลพฤติกรรมรายบคุ คล

ครง้ั ท่ี ………..…… เรื่อง ......................................................................................................

รหัสวิชา .............................. ภาคเรียนท…่ี …......ปีการศกึ ษา…………..………ชนั้ .................................

พฤติกรรม / ระดบั คะแนน

ความ การมีส่วน การตอบ การ ทางาน

ลาดบั ชอื่ – สกลุ สนใจใน รว่ มใน คาถาม ยอมรบั ฟัง ตามท่ี รวม
ท่ี
การทา การแสดง ความ ได้รบั

กจิ กรรม ความ คดิ เห็น มอบหมาย 15

คดิ เห็น ผ้อู ่นื คะแนน

321321321321321

เกณฑ์การใหค้ ะแนน เกณฑก์ ารประเมนิ คะแนนเต็ม 15 คะแนน

ระดับ 3 หมายถงึ ดี คะแนน 13 - 15 หมายถึง ดี

ระดบั 2 หมายถึง ปานกลาง คะแนน 9 - 12 หมายถึง ปานกลาง

ระดับ 1 หมายถงึ ปรบั ปรุง คะแนน 5 - 8 หมายถงึ ปรับปรุง

เกณฑ์การผ่าน รอ้ ยละ 60 ( 9 คะแนน )

ลงช่ือ ................................................

( ..........................................)

ครผู สู้ อน / ผปู้ ระเมนิ


Click to View FlipBook Version