ปััจจััยสำำคััญที่่�มีีผลต่่อการติิดเชื้้�อ วงจรของโรคติิดต่่อประกอบด้้วยเชื้้�อก่่อโรคที่่�สะสมอยู่่ในรัังโรคเดิินทางไปสู่่สิ่่�งมีชีวิีิตที่่�ไวต่่อการรับัเชื้้�อด้้วยรููปแบบ การติิดต่่อดัังที่่�กล่่าวมาแล้้วข้้างต้้น โอกาสในการติิดเชื้้�อจะมากหรืือน้้อยขึ้้�นอยู่่กัับปััจจััยสนัับสนุุน ดัังต่่อไปนี้้� 1.Virulencefactors หมายถึึง โครงสร้้างหรืือความสามารถของเชื้้�อก่่อโรคในการเข้้าสู่่ร่่างกายของสิ่่�งมีีชีีวิิต เช่่น แบคทีีเรีียบางชนิิดมีีอวััยวะช่่วยยึึดเกาะกับผนัังเซลล์์ของผู้้�รับัเชื้้�อ บางชนิิดมีีแคปซููลหุ้้มตั� ัวเองเพื่่�อป้้องกัันไม่่ให้้เซลล์์ คุ้้�มกัันของร่่างกายกำำจััดได้้ นอกจากนี้้� ยัังหมายถึึงความสามารถในการก่่อโรคของเชื้้�อภายหลัังจากเข้้าสู่่ร่่างกายของสิ่่�ง มีีชีีวิิตแล้้วอีีกด้้วย 2. Number of organism ปริิมาณเชื้้�อก่่อโรคยิ่่�งมาก ยิ่่�งเพิ่่�มโอกาสการติิดเชื้้�อ 3. Resistance ในที่่�นี้้�หมายถึึงระบบภููมิิคุ้้�มกัันของผู้้�รัับเชื้้�อ (host immune system) หากในขณะที่่�รัับเชื้้�อ เป็็นช่่วงที่่�ระบบภููมิิคุ้้�มกัันของร่่างกายอ่่อนแอก็็จะเอื้้�อต่่อการเกิิดโรค 4. Correct mode of entry คืือ เหตุุการณ์์หรืือพฤติิกรรมของผู้้�รัับเชื้้�อที่่�เอื้้�อต่่อการติิดเชื้้�อ เช่่น บุุคลากร ทางการแพทย์์ไม่่สวมหน้้ากากอนามััยเมื่่�อต้้องสััมผััสผู้้�ป่่วยโรคไข้้หวััดใหญ่่การขาดความระมััดระวัังในการทำำหััตถการ ทางการแพทย์์ที่่�ต้้องสััมผััสกัับเลืือดผู้้�ป่่วย การรัับประทานเนื้้�อสััตว์์สุุกๆ ดิิบๆ ที่่�มีีไข่่พยาธิิปะปนเป็็นต้้น แนวทางการป้้องกัันโรคติิดต่่อ เมื่่�อเราทราบถึึงธรรมชาติิของเชื้้�อก่่อโรค รููปแบบการติิดต่่อและปััจจััยที่่�เอื้้�อให้้เกิิดโรคติิดต่่อจะทำำ ให้้ดำำเนิิน การป้้องกััน และตััดวงจรการแพร่่ระบาดได้้อย่่างมีีประสิิทธิิภาพยิ่่�งขึ้้�น ในฐานะบุุคลากรทางการแพทย์์นอกจากจะต้้อง ป้้องกัันโรคติิดต่่อสู่่ตนเองแล้้ว ยัังต้้องป้้องกัันการแพร่่ระบาดสู่่ชุมชุนอีีกด้้วย ฉะนั้้�น บุุคลากรทางการแพทย์์ทุุกคนต้้อง พึึงตระหนัักถึึงความสำำคััญของการป้้องกัันโรค ติิดตามข่่าวสารทางสาธารณสุุข และศึึกษาข้้อมููลเพิ่่�มเติิมเสมอ 1. การป้้องกัันโรคติิดต่่อสู่่ตนเอง การป้้องกัันจากภายในร่่างกาย คืือการสร้้างภููมิิคุ้้�มกัันให้้ตนเอง ได้้แก่่การรัับวััคซีีนก่่อนการสััมผััสโรค (pre-exposure prophylaxis)การฉีีดวััคซีีนป้้องกัันโรคติิดต่่อบางโรคนั้้�นเสีียค่่าใช้้จ่่ายน้้อยกว่่าการรัักษา อีีกทั้้�งมีีส่่วน ช่่วยลดอััตราการตายและทุุพพลภาพอย่่างมีนัีัยสำำคััญ เช่่น วััคซีีนป้้องกัันโรคไวรััสตับอัักเสบบี วัี ัคซีีนป้้องกัันโรคพิิษสุนัุัขบ้้า วััคซีีนป้้องกัันโรคหััด เป็็นต้้น การป้้องกัันจากภายนอกร่่างกาย ประกอบด้้วยการป้้องกัันขณะมีีความเสี่่�ยงสััมผััสโรค และการป้้องกััน หลัังจากสััมผััสโรคแล้้ว การป้้องกัันขณะมีีความเสี่่�ยงสััมผััสโรคขึ้้�นอยู่่กัับรููปแบบการติิดเชื้้�อ บุุคลากรควรเลืือกสวม ชุุดป้้องกัันส่่วนบุุคคล (personal protective equipment : PPE) ให้้เหมาะสมกัับความเสี่่�ยง ระมััดระวัังในการทำำ หััตถการทางการแพทย์์ทุุกครั้้�ง เช่่น การให้้ยาหรืือสารน้ำ ำ� ทางหลอดเลืือด การบริิหารยาโดยฉีีดเข้้ากล้้ามเนื้้�อ และ หััตถการอื่่�นที่่ต้้ �องสัมผััสกับัเลืือดหรืือสารคััดหลั่่�งจากร่่างกายผู้้�ป่่วยการทำำความสะอาดชุุดป้้องกััน รถพยาบาลและอุปุกรณ์์ การแพทย์์หลัังใช้้งาน ตลอดจนเครื่่�องแบบที่่�สวมใส่่ในการทำำงาน บุุคลากรควรใส่่ใจต่่อการทำำความสะอาดหลัังสััมผััส ผู้้�ป่่วย เช่่น การล้้างมืือ หรืือการอาบน้ำ ำ� ชำำระร่่างกายหลัังปฏิิบััติิงานที่่�ต้้องสััมผััสผู้้�เป็็นโรคติิดต่่อ ไม่่เช่่นนั้้�นจะเป็็นการ นำำพาเชื้้�อก่่อโรคออกจากสถานที่่�ทำำ งานไปยัังที่่�ต่่าง ๆ เช่่น บ้้าน หรืือสถานที่่�สาธารณะ ในกรณีีที่่�มีีความเสี่่�ยงใน การสััมผััสผู้้�ป่่วยโรคติิดต่่อที่่�สามารถแพร่่กระจายเชื้้�อได้้ในระยะไกล เช่่น airborne transmission บุุคลากรควรสวม หน้้ากากกรองเชื้้�อสถานพยาบาลควรมีีพื้้�นที่่�ที่่�เป็็นระบบความดัันลบ (negative pressurearea) เพื่่�อป้้องกัันการแพร่่ ระบาดของเชื้้�อ หมวดที่่� 2 การประเมิินผู้้�ป่่วย 307 ตำำ รานัักฉุุกเฉิินการแพทย์์
การป้้องกัันหลัังการสัมผััสโรค หากบุุคลากรสัมผััสกับัผู้้�ป่่วยโรคติิดต่่อและมีีความเสี่่�ยงต่่อการติิดเชื้้�อแล้้วเช่่น ถููกเข็็มฉีีดยาที่่�เปื้้�อนเลืือดของผู้้�ป่่วยตำำ สััมผััสสารคััดหลั่่�งของผู้้�ป่่วยโรคติิดต่่อแบบ direct contact transmission โดยตรง โรคติิดต่่อบางโรคสามารถให้้ยาเพื่่�อป้้องกัันการเกิิดโรคภายหลััง (post-exposure prophylaxis) เช่่น โรคติิด เชื้้�อเอชไอวีีโรคไข้้กาฬหลัังแอ่่น (meningococcal disease) เป็็นต้้น อย่่างไรก็็ตาม ไม่่สามารถรัับรองการป้้องกััน การติิดเชื้้�อได้้ร้้อยเปอร์์เซ็็นต์ ดั์ ังนั้้�น การป้้องกัันจึึงยัังเป็็นแนวทางที่่�ปลอดภััยที่่�สุุด 2. การป้้องกัันการติิดต่่อสู่่ผู้้อื่่�น กรณีีพบผู้้�ป่่วยที่่�สงสััยว่่าเป็็นโรคติิดต่่อ อัันดับัแรกคืือควบคุมตุ้้นทางของโรค หากเป็็นโรคติิดต่่อที่่�สามารถ แพร่่กระจายได้้จากน้ำ ำ� ลาย น้ำ ำ� มููก และเสมหะของผู้้�ป่่วย ควรให้้ผู้้�ป่่วยสวมหน้้ากากอนามััยเป็็นลำำดัับแรก หลัังสััมผััส ผู้้�ป่่วย บุุคลากรทางการแพทย์์ควรล้้างมืือ หรืือทำำความสะอาดร่่างกาย นอกจากนี้้ อุ�ปุกรณ์ที่่์จำ�ำเป็็นต้้องใช้้ซ้ำำ� เช่่น เครื่่�อง วััดความดัันโลหิิต เครื่่�องวััดระดัับออกซิิเจนปลายนิ้้�ว เตีียงเคลื่่�อนย้้ายผู้้�ป่่วย ฯลฯ ควรทำำความสะอาดก่่อนนำมำ าใช้้กัับ ผู้้�ป่่วยรายต่่อไป เมื่่�อนำำส่่งผู้้�ป่่วยที่่�สงสััยว่่าเป็็นโรคติิดต่่อถึึงโรงพยาบาล ผู้้�ป่่วยควรอยู่่ในสถานที่่�สำำหรัับการแยกโรค (isolation) อย่่างเหมาะสมจนกว่่าจะได้้รัับการยืืนยัันการวิินิิจฉััย สถานพยาบาลแต่่ละแห่่งควรมีีแนวทางปฏิิบััติิใน การวิินิิจฉััยและแยกโรคผู้้�ป่่วยโรคติิดต่่อเพื่่�อให้้เจ้้าหน้้าที่่�ดำำเนิินการไปในแนวทางเดีียวกััน 3. การป้้องกัันการติิดต่่อสู่่ชุุมชน บุุคลากรทางการแพทย์์เป็็นผู้้�ทำำหน้้าที่่�วิินิิจฉััยแยกโรคผู้้�ป่่วย รัักษาและรายงานข้้อมููลสู่่หน่่วยงานกลาง กรณีีโรคติิดต่่อที่่�มีีความเสี่่�ยงต่่อการระบาดในชุุมชน จะต้้องมีีการรายงานเจ้้าพนัักงานควบคุุมโรคติิดต่่อตามพระราช บััญญััติิโรคติิดต่่อ พ.ศ.2558 และประกาศกระทรวงสาธารณสุุขให้้รัับทราบข้้อมููลเพื่่�อดำำเนิินการป้้องกััน พระราชบััญญััติิโรคติิดต่่อ พ.ศ.2558 ให้้นิิยามความหมายประเภทของโรคติิดต่่อ ดัังนี้้� “โรคติิดต่่อ” หมายความว่่า โรคที่่�เกิิดจากเชื้้�อโรคหรืือพิิษของเชื้้�อโรค ซึ่่�งสามารถแพร่่โดยทางตรงหรืือ ทางอ้้อมมาสู่่คน “โรคติิดต่่ออัันตราย” หมายความว่่า โรคติิดต่่อที่่�มีีความรุุนแรงสููงและ สามารถแพร่่ไปสู่่ผู้้�อื่่�นได้้อย่่างรวดเร็็ว หากพบผู้้�ที่่�เป็็นหรืือมีีเหตุอัุันสงสััยว่่าเป็็นโรคดัังกล่่าว ต้้องรายงานเจ้้าพนัักงานควบคุมุโรคติิดต่่อซึ่่�งเป็็นข้้าราชการสัังกััด กรมควบคุุมโรคในราชการบริิหารส่่วนกลางภายใน 3 ชั่่�วโมง “โรคติิดต่่อที่ ่�ต้้องเฝ้้าระวััง” หมายความว่่า โรคติิดต่่อที่่�ต้้องมีีการติิดตาม ตรวจสอบ หรืือจััดเก็็บข้้อมููลอย่่าง ต่่อเนื่่�อง หากพบผู้้�เป็็นหรืือมีีเหตุอัุันสงสััยว่่าเป็็นโรค หรืือได้้รับัการตรวจวินิิจฉััยพบมีีเชื้้�อก่่อโรค ต้้องแจ้้งต่่อเจ้้าพนัักงาน ควบคุุมโรคติิดต่่อตามแบบชุุดข้้อมููลที่่�กรมควบคุุมโรคกำำหนด “โรคระบาด” หมายความว่่า โรคติิดต่่อหรืือโรคที่่�ยัังไม่่ทราบสาเหตุุของ การเกิิดโรคแน่่ชััด ซึ่่�งอาจแพร่่ไปสู่่ ผู้้�อื่่�นได้้อย่่างรวดเร็็วและกว้้างขวาง หรืือมีีภาวะของการเกิิดโรคมากผิิดปกติิกว่่าที่่�เคยเป็็นมา เมื่่�อพบผู้้�เป็็นหรืือมีีเหตุุ อัันสงสััยว่่าเป็็นโรคดัังกล่่าวในข้้อนี้้� ต้้องรายงานเจ้้าพนัักงานควบคุุมโรคติิดต่่อในพื้้�นที่่�ภายใน 24 ชั่่�วโมง หมวดที่่� 2 การประเมิินผู้้�ป่่วย 308 ตำำ รานัักฉุุกเฉิินการแพทย์์
12 โรคติิดต่่ออัันตรายตามประกาศกระทรวงสาธารณสุุข พ.ศ. 2559 1. กาฬโรค (plague) 2. ไข้้ทรพิิษ (small pox) 3. ไข้้เลืือดออกไครเมีียนคองโก (Crimean - Congo hemorrhagic fever) 4. ไข้้เวสต์์ไนส์์(West Nile Fever) 5. ไข้้เหลืือง (Yellow fever) 6. โรคไข้้สาสชา (Lassa fever) 7. โรคติิดเชื้้�อไวรััสนิปิาห์์(Nipah virus disease) 8. โรคติิดเชื้้�อไวรััสมาร์์บวร์์ก (Marburg virus disease) 9. โรคติิดเชื้้�อไวรััสอีีโบลา (Ebola virus disease - EVD) 10. โรคติิดเชื้้�อไวรััสเฮนดรา (Handra virus disease) 11. โรคทางเดิินหายใจเฉีียบพลัันรุุนแรง หรืือโรคชาร์์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome - SARS) 12. โรคทางเดิินหายใจตะวัันออกกลาง หรืือโรคเมอร์์ส (Middle East Respiratory Syndrome - MERS) และในปีีพ.ศ. 2563กระทรวงสาธารณสุุขได้้ประกาศชื่่�อและอาการสำำคััญของโรคติิดต่่ออัันตราย(ฉบัับที่่�3) พ.ศ. 2563 โดยให้้เพิ่่�มความต่่อไปนี้้�เป็็น (14) ของข้้อ 1 แห่่งประกาศกระทรวงสาธารณสุุข เรื่่�อง ชื่่�อและอาการสำำคััญ ของโรคติิดต่่ออัันตราย พ.ศ. 2549 “(14) โรคติิดเชื้้�อไวรััสโคโรนา2019 หรืือโรคโควิิด19(Coronavirus Disease2019(COVID -19)) มีีอาการ ไข้้ ไอ เจ็็บคอ หอบเหนื่่�อย หรืือมีีอาการของโรคปอดอัักเสบ ในรายที่่�มีีอาการรุุนแรง จะมีีอาการระบบทางเดิินหายใจ ล้้มเหลว และอาจถึึงขั้้�นเสีียชีีวิิต ” กล่่าวโดยสรุป ุการเฝ้้าระวัังและป้้องกัันโรคติิดต่่อจะดำำเนิินการได้้อย่่างมีปีระสิิทธิิภาพขึ้้�นอยู่่กับัความร่่วมมืือ ระหว่่างบุุคลากรทางการแพทย์์ภาครััฐ และภาคประชาชน โดยเฉพาะบุุคลากรทางการแพทย์์ฉุุกเฉิินที่่�ถืือเป็็นหนึ่่�งใน ด่่านหน้้าของสาธารณสุุข ต้้องมีีความตระหนััก เฝ้้าระวััง และหาข้้อมููลความรู้้�เพิ่่�มเติิมอยู่่เสมอ เพราะในขณะเดีียวกััน เชื้้�อก่่อโรคที่่ทำ�ำ ให้้เกิิดโรคติิดต่่อจนถึึงโรคระบาด ก็มี็วิีวัิฒันาการเพื่่�อเอาชนะความรู้้�ทางการแพทย์์อยู่่ตลอดเวลาเช่่นกััน นอกเหนืือจากการรายงานข้้อมููลแล้้ว บุุคลากรทางการแพทย์์ยัังมีีบทบาทสำำคััญในการให้้ความรู้้�แก่่ภาคประชาชนเพื่่�อ ช่่วยป้้องกัันกระแพร่่ระบาดของโรคในชุุมชนอีีกด้้วย เช่่น การสวมหน้้ากากอนามััยเมื่่�อเริ่่�มมีีอาการป่่วยเป็็นโรคระบบ ทางเดิินหายใจ การล้้างมืือให้้สะอาดก่่อนรับปัระทานอาหารและเครื่่�องดื่่�ม เป็็นต้้น หมวดที่่� 2 การประเมิินผู้้�ป่่วย 309 ตำำ รานัักฉุุกเฉิินการแพทย์์
บรรณานุุกรม กรมควบคุุมโรค. (2559). ประกาศกระทรวงสาธารณสุุข เรื่่�อง ชื่่�อและอาการสำำคััญของโรคติิดต่่ออัันตราย พ.ศ. 2559 [อิินเทอร์์เน็็ต]. สืบค้้ ืนจาก:http://www.ddc.moph.go.th/file/law/003.1.pdf (เข้้าถึึงเมื่่�อ24 พ.ย.2564). ประกาศกระทรวงสาธารณสุุข เรื่่�อง ชื่่�อและอาการสำำคััญของโรคติิดต่่ออัันตราย (ฉบัับที่่�3) พ.ศ. 2563 [อิินเทอร์์เน็็ต]. 2563 สืืบค้้นจาก http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2563/E/048/T_0001.PDF (เข้้าถึึงเมื่่�อ 10 พ.ค.2565). ศููนย์์กฎหมาย กรมควบคุุมโรค. (2558). พระราชบััญญัติัิโรคติิดต่่อ พ.ศ.2558 (พิิมพ์์ครั้้�งที่่�2). กรุุงเทพฯ : จุุฬาลงกรณ์์ มหาวิิทยาลััย. Centerof Disease Controland Prevention. (2012).Principleofepidemiologyin publichealth practice, (3th ed). Atlanta : CDC. Sanders, M.J. (2012). Mosby’s paramedic textbook. 4th ed. St. Louis: Elsevier Inc. Siegel, J.D., Rhinehart, E., Jackson, M., Chiarello, L., & the Healthcare Infection Control (2007). Practices Advisory Committee, 2007 Guideline for Isolation Precautions: Preventing Transmission of Infectious Agents in Healthcare Settings (available on line from https://www.cdc.gov/infectioncontrol/guidelines/isolation/index.html in 2007). Access 2017 Nov 23. หมวดที่่� 2 การประเมิินผู้้�ป่่วย 310 ตำำ รานัักฉุุกเฉิินการแพทย์์