The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการระบบขนส่งของบริษัทเคไลน์โลจิสติคส์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Jarinya Prasansil, 2023-03-23 11:21:34

ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการระบบขนส่งของบริษัทเคไลน์โลจิสติคส์

ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการระบบขนส่งของบริษัทเคไลน์โลจิสติคส์

รายงานการวิจัย ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการระบบขนส่ง ของบริษัท เคไลน์ โลจิสติคส์(ประเทศไทย) จำกัด Factors that increase the efficiency of transportation management of K-Line Logistics (Thailand) Co., Ltd คณะผู้วิจัย นางสาวจริญญา ประสานศิลป์ รหัสนักศึกษา 624479013 นางสาวรณิดา ลีลาเลิศ รหัสนักศึกษา 624479021 นางสาวณิชาพร ใจกล้า รหัสนักศึกษา 624479039 หมู่เรียน 62/88 งานวิจัยฉบับนี้ส่วนหนึ่งของรายวิชา การฝึกประสบการณ์วิชาชีพธุรกิจระหว่างประเทศ (3634802) คณะวิทยาการจัดการ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม


รายงานการวิจัย ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการระบบขนส่ง ของบริษัท เคไลน์ โลจิสติคส์(ประเทศไทย) จำกัด Factors that increase the efficiency of transportation management of K-Line Logistics (Thailand) Co., Ltd คณะผู้วิจัย นางสาวจริญญา ประสานศิลป์ รหัสนักศึกษา 624479013 นางสาวรณิดา ลีลาเลิศ รหัสนักศึกษา 624479021 นางสาวณิชาพร ใจกล้า รหัสนักศึกษา 624479039 หมู่เรียน 62/88 งานวิจัยฉบับนี้ส่วนหนึ่งของรายวิชา การฝึกประสบการณ์วิชาชีพธุรกิจระหว่างประเทศ (3634802) คณะวิทยาการจัดการ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม


ก ชื่อเรื่อง ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการระบบขนส่งของบริษัท เคไลน์ โลจิสติคส์(ประเทศไทย) จำกัด คณะผู้ทำวิจัย นางสาวจริญญา ประสานศิลป์ นางสาวรณิดา ลีลาเลิศ นางสาวณิชาพร ใจกล้า สาขาวิชา ธุรกิจระหว่างประเทศ อาจารย์ อาจารย์วัลลภา วิชะยะวงศ์ ปีที่ทำการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการ ระบบขนส่งของบริษัทเคไลน์ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ 2) ศึกษาแนวทางในการพัฒนา ประสิทธิภาพการขนส่งของบริษัท เคไลน์ โลจิสติคส์(ประเทศไทย) จำกัด โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณ ด้วยแบบสอบถามออนไลน์ Google form โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือผู้ใช้บริการโดยไม่ทราบขนาด ประชากรที่แน่นอนโดยใช้สูตรของคอแครน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Sample) จำนวน 385 คน และวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลจากการวิจัยพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย จะมีอายุ 31-40 ปีโดย ส่วนใหญ่มีระดับการศึกษา ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ประเภทธุรกิจที่ทำงานเป็นธุรกิจพาณิชยกรรม มีความพึงพอใจในด้านการให้บริการของบริษัท K Line Logistics ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 2) ผลการวิเคราะห์การวัดประสิทธิภาพของบริษัท เคไลน์ โลจิสติคส์(ประเทศไทย) จำกัด มีความพึง พอใจมากที่สุดคือ ในด้านกำลังการผลิต และสิ่งอำนวยการผลิต (x̄=4.64,S.D=0.533) รองลงมาคือ มี ความพึงพอใจในด้านการจัดซื้อ (x̄=4.61,S.D=0.593) ลำดับต่อมาคือ มีความพึงพอใจในด้านการ ขนส่ง (x̄=4.60,S.D=0.579) ต่อมาคือ มีความพึงพอใจในด้านการให้บริการ (x̄=4.59,S.D=0.559) และมีความพึงพอใจในด้านการสื่อสาร และกระบวนการสั่งซื้อ (x̄=4.56,S.D=0.608) ตามลำดับ คำสำคัญ : สิ่งอำนวยการผลิต,การจัดซื้อ,การขนส่ง,การให้บริการ,การสื่อสาร


ข Research Title Factors that increase the efficiency of transportation management of K-Line Logistics (Thailand) Co., Ltd Researcher Ms. Jarinya Prasansilp Ms. Ranida Leelaloet Ms. Nichaporn Jaikla Program International Business Advisors Mrs. Wallapa Wichayawong Year 2022 Abstract This research is intended to 1) study the factors that affect the optimization of transportation systems of K Line Logistics (Thailand) Co., Ltd and 2 ) Study the guidelines for the development of transportation efficiency of K Line Logistics (Thailand) Co., Ltd By using quantitative research With the Google form online questionnaire, with a sample group of consumers without knowing the exact population size using the formula of the throat Choose a convenient sample (Convenience Sample) 385 people and analyze it with descriptive statistics, including frequency values, percentages Mean and standard deviation The results of the research show that 1) Most respondents are male, aged 31- 40 years, most of which have a bachelor's degree or equivalent. Business type that works as a commercial business Satisfied with the service of K Line Logistics (Thailand) Co., Ltd In the picture is included at a high level and 2) analysis results, measurement of packaging and brand performance. Processed pork products that consumers are most satisfied with are Satisfied with production capacity And production facilities (x̄=4.64,S.D=0.533) minor is satisfied with purchasing (x̄=4.61,S.D=0.593) The next order is Satisfied with transportation (x̄=4.60,S.D=0.579) Next is the service satisfaction of (x̄=4.59,S.D=0.559) and is satisfied with the communication And the ordering process (x̄=4.56,S.D=0.608)Respectively Keywords : manufacturing, procurement, transportation, service, communication


ค กิตติกรรมประกาศ วิจัยเรื่อง ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการระบบขนส่งของบริษัท เคไลน์ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ฉบับนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณา หรือแนะนำอย่างดียิ่งจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ขอขอบคุณอาจารย์วัลลภา วิชะยะวงศ์ที่ได้สละเวลาอันมีค่าในการชี้แจงข้อเสนอแนะ และตรวจสอบ ให้คำแนะนำวิจัยเล่มนี้ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณอาจารย์ที่ได้ถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้วิจัย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาด้วยความเคารพอย่างสูง ผู้วิจัย ขอขอบพระคุณกลุ่มตัวอย่าง ที่ให้ความร่วมมือในการเก็บข้อมูลแบบสอบถามในการ วิจัยครั้งนี้อย่างดี และขอขอบคุณผู้ร่วมงานในวิจัยครั้งนี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่คอยช่วยเหลือ และร่วมทำ วิจัยไปด้วยกันจนสำเร็จ สุดท้ายนี้ ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานวิจัยฉบับนี้จะมีประโยชน์ต่อผู้สนใจหรือผู้เกี่ยวข้อง ประโยชน์และคุณความดีอันเกิดจากการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ สำหรับข้อบกพร่องต่างๆ ที่อาจจะมี ขึ้น ผู้วิจัยขอยอมรับผิด และยินดีที่จะรับฟังคำแนะนำจากทุกท่านที่ได้เข้ามาศึกษา เพื่อเป็นการ พัฒนางานวิจัยต่อไป คณะผู้ทำวิจัย นางสาวจริญญา ประสานศิลป์ นางสาวรณิดา ลีลาเลิศ นางสาวณิชาพร ใจกล้า


ง สารบัญ บทคัดย่อ.............................................................................................................................................ก กิตติกรรมประกาศ…………………….………………………………………………………………………………….…......ค บทที่1 บทนำ…..…………………………….…………………………………………………………………………………..1 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา………………………………………………………….………1 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย………………………………………………………………………….……………1 3. คำถามของการวิจัย............................................................................................................2 4. ขอบเขตของการวิจัย………….………………………………………………………………………………….2 4.1 ขอบเขตด้านประชากร…………………………………………………………………………….2 4.2 ขอบเขตด้านเนื้อหา…………………………………………………………………………………2 4.3 ขอบเขตด้านระยะเวลา……………………………………………………………………………2 5. คำนิยามเชิงปฏิบัติ…………………………..…………….………………………………………………………2 6. สมมติฐาน และกรอบแนวคิดในการวิจัย………..…………………………………………………………3 7. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ………………………………….………………………………………………….3 บทที่2 ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง..............................................................................................4 1. ทฤษฎีเกี่ยวกับตัวชี้วัดประสิทธิภาพ………………………………….……………………………………..4 2. ทฤษฎีเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงาน..................................................................10 3. ทฤษฎีเกี่ยวกับการขนส่งสินค้า……………………………………………………………….….………….13 4. ทฤษฎีเกี่ยวกับระยะเวลาในการขนส่ง………………………………………………….….……………..14 5. ทฤษฎีเกี่ยวกับการคลังสินค้า………………………………………………………………..……………….17 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง…………………………………………….………………………………….…………….23


จ บทที่3 วิธีดำเนินการวิจัย…………………………………………..……………………………………………………….29 1. วิธีการศึกษา………………………………………………………………………………………….……………29 2. การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง…………………………….……………………….……………29 2.1 ประชากร……………………………………………………………………………………………..29 2.2 กลุ่มตัวอย่าง…………………………………………………………………………………………29 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย…………………………………………………………..…………………………..29 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล………………………………………………………..………………………………..31 5. สถิติและการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………….…………….……………..31 บทที่4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………..……………………………………………………32 1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม....................................................32 2. ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการบริษัท K Line Logistic………...….34 บทที่5 สรุปการอภิปรายผล และข้อเสนอแนะ...............................................................................39 1. สรุปผลการวิจัย............................................................................................................... .39 2. อภิปรายผล......................................................................................................................40 3. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป……………………………………………………………………..40 บรรณานุกรม.....................................................................................................................................41 ภาคผนวก................................……………………………………………………………………………………………42


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ในปัจจุบันธุรกิจ Freight Forwarder มีการแข่งขันสูงมาก ทั้งทางเรือ ทางบกและทางอากาศ รวมไปถึงการทำธุรกิจด้านโลจิสติกส์อื่นๆ มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี ส่งผลให้ธุรกิจ Freight Forwarder เป็นที่ต้องการของตลาด โดยผู้ประกอบการต้องเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพ รวมไปถึงการพัฒนา เทคโนโลยีเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันนี้ให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะสามารถสู้กับ คู่แข่งและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ยิ่งในสังคมสมัยใหม่นี้มีเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ ต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูลข่าวสารหรือการติดต่อสื่อสารโดยใช้ อินเทอร์เน็ต รวมไปถึงเครื่องมือสื่อสารแบบพกพาที่มีความสะดวกต่อการใช้งานอินเทอร์เน็ต ดังนั้นใน รูปแบบธุรกิจเองก็เช่นเดียวกันที่จะอาศัยความสะดวกสบายและความรวดเร็วจากเทคโนโลยีเหล่านี้ เพื่อส่งข้อมูลข่าวสารและติดต่องานกันระหว่างบริษัทหรือคู่ค้า โดยบริษัท เคไลน์ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้นำในธุรกิจโลจิสติกส์แบบครบวงจร รับบริการการจัดส่งสินค้า โดยทางเครื่องบิน เรือ ทางบก และการขนส่งอื่น ๆ ทุกชนิด ไม่ว่าด้วย วิธีการใด ๆ รับบรรจุหีบห่อ และนำเข้า-ส่งออกสินค้า เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่ หลากหลาย โดยมีเครือข่ายทั้งหมด 22 ประเทศ 60 สาขาทั่วโลก ในกระบวนการขนส่งสินค้าพบว่า รถขนส่งสินค้าเข้าไปโหลดสินค้าภายในคลังสินค้า ใช้เวลานาน ทำให้เกิดการขนส่งสินค้าไปยังลูกค้า ปลายทางล่าช้า เมื่อเกิดการขนส่งสินค้าให้ลูกค้าล่าช้า จึงต้องจ้างรถขนส่งสินค้าภายนอกเข้ามาช่วย ขนส่งสินค้าไปให้ลูกค้าให้ได้ทันเวลา ทำให้เกิดต้นทุนในการขนส่งของบริษัทเพิ่มขึ้น จึงทำให้คณะผู้จัดทำโครงงานได้เล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และได้จัดทำโครงงานหัวข้อเรื่อง ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการระบบขนส่งของบริษัท เคไลน์ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อศึกษาปัจจัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการระบบขนส่ง ให้ไปสู่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อเวลา และทันต่อความต้องการ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของสินค้า และวัสดุต่าง ๆ ในการ ขนส่งสินค้าให้มีความสะดวกสบาย และจะต้องมีกำหนดเวลาในการเดินทางแน่นอน เชื่อถือได้อีกด้วย วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการระบบขนส่งของบริษัท เคไลน์ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด 2. เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพการขนส่งของบริษัท เคไลน์ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด


2 คำถามของการวิจัย 1. อะไรคือสาเหตุของการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง 2. แนวทางใดที่จะเพิ่มประสิทธิภาพได้ดีที่สุด ขอบเขตของการวิจัย 1. ขอบเขตด้านประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้ที่เคยใช้บริการขนส่งของบริษัทเค ไลน์ โลจิสติคส์โดยใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 385 คน 2. ขอบเขตด้านเนื้อหา ศึกษาการวัดประสิทธิภาพการขนส่ง ประกอบด้วย 2.1 ด้านคุณภาพของงาน 2.2 ด้านปริมาณ 2.3 ด้านเวลา 2.4 ด้านค่าใช้จ่าย 3. ขอบเขตด้านระยะเวลา ระยะเวลาศึกษาตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2565 ถึง 31 มีนาคม 2566 คำนิยามเชิงปฏิบัติ 1. การขนส่ง หมายถึงการเคลื่อนย้ายสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้าไปยังจุดหมายที่กําหนด โดยอาศัยยานพาหนะ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าหรือ ผู้รับบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล 2. การขนส่งทางถนน (Road Transportation) หมายถึง วิธีการขนส่งที่สามารถส่งให้ถึง จุดหมายได้ โดยไม่ต้องมีการขนถ่ายสินค้าจากการเปลี่ยนยานพาหนะ 3. การขนส่งทางท่อ (Pipelines Transportation) หมายถึง ระบบขนส่งที่มีลักษณะ เฉพาะตัวเนื่องจากสินค้าที่ขนส่งต้องอยู่ในรูปของเหลว บริเวณที่ท่อผ่านจะต้องมี 22 ความชันไม่มาก เกินไปเพื่อให้ของเหลวที่ไหลผ่านท่อไม่ไหลย้อนกลับ และไม่มีการขนส่งเที่ยวกลับ 4. การขนส่งทางน้ำ (Water Transportation) หมายถึง วิธีการขนส่งที่ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดมัก ใช้สินค้าที่ราคาต่อหน่วยไม่สูง มีปริมาณและน้ำหนักมาก 5. การขนส่งทางรถไฟ (Railroad Transportation) หมายถึง การขนส่งที่สามารถเคลื่อนย้าย สินค้า สิ่งของ และบุคคลไปได้ไกล ด้วยต้นทุนการขนส่งต่ำ 6. การขนส่งทางอากาศ (Air Transportation) หมายถึง การไปมาระหว่างท้องถิ่นต่าง ๆ เริ่มจากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และประเทศ 7. ความเร็ว (Speed) หมายถึง ขนาดของการกระจัดที่วัตถุเคลื่อนที่ได้ในหนึ่งหน่วยเวลา


3 8. เส้นทางในการขนส่ง (Way) หมายถึง ถนน แม่น้ำ ทะเล ทางรถไฟ และทางอากาศ 9. ลักษณะของการบริการขนส่ง (Transport Service Profile) หมายถึง สิ่งที่จะต้องคำนึงว่า สิ่งที่จะให้บริการขนส่งเป็นอะไร 10. ประสิทธิภาพการขนส่ง หมายถึง การนํากิจกรรมการขนส่งของศูนย์กระจายสินค้ามา ทํางานร่วมกับทรัพยากรอื่น ๆ สมมติฐาน และกรอบแนวความคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. การขนส่งสินค้าให้ลูกค้าตามเวลาที่กำหนด 2. การขนส่งของบริษัทมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพ การทำงานในองค์กร 1. ปัจจัยด้านกลยุทธ์ 2. ปัจจัยด้านโครงสร้าง 3. ปัจจัยด้านระบบ 4. ปัจจัยด้านรูปแบบ 5. ปัจจัยด้านบุคลากร 6. ปัจจัยด้านความสามารถ 7. ปัจจัยด้านค่านิยม แนวคิด (สมยศ นาวีการ , 2544) ประสิทธิภาพในการจัดการ ระบบขนส่งของบริษัท เคไลน์ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด 1. ด้านคุณภาพของงาน 2. ด้านปริมาณ 3. ด้านเวลา 4. ด้านค่าใช้จ่าย แนวคิด (Perterson & Plowman , 1989) ) ลักษณะบุคคลที่มีประสิทธิภาพ 1. ความฉับไว 2. ความถูกต้องแม่นยำ 3. ความรู้ 4. ประสบการณ์ 5. ความคิดสร้างสรรค์ แนวคิด (สมพิศ สุขแมน)


4 บทที่ 2 ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัย เรื่อง ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการระบบขนส่งของบริษัท เคไลน์ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทบทวนวรรณกรรม และงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้ 2.1 ทฤษฎีเกี่ยวกับตัวชี้วัดประสิทธิภาพ 2.2 ทฤษฎีเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงาน 2.3 ทฤษฎีเกี่ยวกับการขนส่งสินค้า 2.4 ทฤษฎีเกี่ยวกับระยะเวลาในการขนส่ง 2.5 ทฤษฎีเกี่ยวกับการคลังสินค้า 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 ทฤษฎีเกี่ยวกับตัวชี้วัดประสิทธิภาพ จากลักษณะทางกายภาพของการขนส่งสินค้าซึ่งคือการเคลื่อนย้ายสินค้าจากแหล่งหนึ่งไปสู่ อีกแหล่งหนึ่งที่มีความต้องการสินค้านั้นทำให้เกิดอรรถประโยชน์ที่ได้จากการขนส่งใน 2 ด้าน คือ อรรถประโยชน์ด้านเวลา (Time Utility) และอรรถประโยชน์ด้านสถานที่ (Place Utility) ซึ่ง อรรถประโยชน์ทั้งสองด้านนี้จะก่อให้เกิดความพึงพอใจของลูกค้าที่รับสินค้า กล่าวคือ ลูกค้าได้สินค้า ในเวลาที่ต้องการหากลูกค้าไม่ได้รับสินค้าในเวลาที่ต้องการก็ส่งผลเสียตามมา ได้แก่ ลูกค้ารายย่อยไม่ สามารถซื้อสินค้าจากร้านค้าได้ร้านค้าสูญเสียโอกาสในการขายสินค้าหรือหากลูกค้าที่เป็นโรงงานผลิต ไม่ได้รับวัตถุดิบจากแหล่งวัตถุดิบก็จะทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าได้หรือมีผลิตผลที่ลดลง เป็นต้น จะ เห็นแล้วว่างานด้านการขนส่งมีส่วนสำคัญต่อระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เป็นอย่างมาก ปัจจุบันมีผู้ประกอบการขนส่งอยู่หลายรายด้วยกันทำให้เกิดสภาวการณ์แข่งขันกันมากขึ้นอีกทั้ง สภาวะแวดล้อมต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาดังนั้นผู้ประกอบการขนส่งจึงจำเป็นต้องมีการ พัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานให้เกิดผลการดำเนินที่ดีอยู่เสมอ ได้แก่ การขนส่งสินค้าในสภาพที่ดี ได้ตรงตามเวลานัดหมายมีความแน่นอนของเวลาในการขนส่งความเหมาะสมของราคาค่าขนส่ง เป็น ต้น เพื่อให้สามารถอยู่รอดภายใต้สภาพการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้โดยหนทางที่จะช่วยให้ ผู้ประกอบการขนส่งมีผลการดำเนินงานที่ดีอยู่เสมอนั้นก็คือการประเมินผลการดำเนินงาน เพราะการ ประเมินผลการดำเนินงานจะช่วยให้บริษัทสามารถทบทวนผลงาน และปรับปรุงการดำเนินงานไปใน แนวทางที่ต้องการได้ในหลายบริษัทมักมีการประเมินผลการดำเนินงานอยู่แล้วแต่อย่างไรก็ตามมิใช่ว่า ทุกบริษัทจะประสบความสำเร็จจากการประเมิน เพราะในการประเมินผลนี้จำเป็นต้องกระทำอย่าง ต่อเนื่อง และต้องอาศัยข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ในการพิจารณาหากข้อมูลที่ใช้ในการพิจารณาไม่


5 ครบถ้วนสมบูรณ์ก็จะทำให้การประเมินผลผลิตผิดพลาดได้ดังนั้นผู้ที่ทำการประเมินต้องมีความเข้าใจ กระบวนการประเมิน และปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อการประเมินเป็นอย่างดีรวมถึงต้อง นำผลที่ได้จากการประเมินไปใช้ให้เกิดประโยชน์ด้วยทฤษฎีเกี่ยวกับตัวชี้วัดประสิทธิภาพ (Key Performance Indicator) ตัวชี้วัดเป็นสิ่งที่ต้องมาควบคู่กับระบบการประเมินผล เพราะตัวชี้วัดจะ บอกได้ว่าสิ่งที่เราวัดนั้นมีสถานะเช่นใด จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของผู้ประเมินที่จะต้องนำผลที่วัดได้มา เปรียบเทียบกับเกณฑ์ว่าสถานะเช่นนั้นดีหรือไม่และให้คำแนะนำหรือกำหนดสิ่งที่จะปฏิบัติต่อไป แนวคิดที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การวัดผลเรามักจะวัดเฉพาะในสิ่งสำคัญในการวัดเรื่องที่สำคัญ มากหรือมีความซับซ้อนมาก ๆ จำเป็นต้องสร้างตัววัดขึ้นมามากแต่ถ้าเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่ซับซ้อน เข้าใจง่ายตัวชี้วัดจะลดลงไปตามส่วน เช่น เดียวกับการออกแบบระบบการวัดผลในองค์กรมักจะเน้น การวัดผลในส่วนที่มีความสำคัญกับองค์กรก่อนถึงแม้ว่าการมีตัวชี้วัดจำนวนมากอาจทำให้เห็นภาพ ใน องค์กรมีกิจกรรมซับซ้อนมากมาย เราไม่สามารถวัดทุกอย่างภายในองค์กรได้ และไม่มีความ จำเป็นต้องสร้างตัวชี้วัดขึ้นมามากมายการมีตัวชี้วัดมากขึ้นย่อมต้องใช้ทรัพยากรด้านบุคคล เงินทุน และเวลามากขึ้นตามไปด้วย และอาจทำให้เราไม่สามารถเห็นกลยุทธ์ขององค์กรได้ชัดเจน เพราะไม่ ทราบว่าสิ่งใดเป็นเรื่องสำคัญสำหรับองค์กรในขณะนั้น นั่นคือที่มาของคำว่า Key Performance Indicator: KPIs เพื่อเป็นการแสดงว่าจะวัด และประเมินกลยุทธ์ขององค์กรนั่นเอง (ยุทธนา แซ่เตียว, 2547) ณัญพล ชวลิตชีวิน และปราโมทย์ ศุภปัญญา (2545) กล่าวถึงกรอบในการพิจารณาการ วัดผล ดังนี้ การวัดผลจะเป็นกระบวนการที่มาจากส่วนบนตั้งแต่ภารกิจ (Mission) ซึ่งถือเป็นหน้าที่ พื้นฐานที่จะทำการผลิตสินค้าหรือบริการเพื่อสนองต่อความต้องการของลูกค้าต่อมาคือเป้าหมาย หรือ Goal ขององค์กรนั้น คือจุดที่องค์กรต้องการจะมุ่งไปให้ถึงซึ่งค่อนข้างจะเป็นเชิงคุณภาพ (Qualitative) มากกว่าเชิงปริมาณ (Quantitative) องค์กรแต่ละแห่งจำเป็นต้องมีเป้าหมายเพื่อช่วย เป็นแนวทางในการตัดสินใจต่อไปคือ วัตถุประสงค์คือเป้าหมายที่แสดงออกมาให้อยู่ในรูปที่สามารถวัด ได้ ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องเป็นเป้าหมายเฉพาะเจาะจงสามารถวัดได้สามารถทำได้รวมทั้งจะต้องมีผู้ที่ เข้ามาเกี่ยวข้อง และมีระยะเวลาที่กำหนดไว้ด้วยมาถึงกลยุทธ์ความจริงแล้วคือวิธีการที่จะทำให้ วัตถุประสงค์ขององค์กรนั้นประสบความสำเร็จได้นั่นเองส่วนแผน คือรายละเอียดที่บอกว่าสิ่งที่จะทำ ในอนาคตมีอะไรบ้างซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายวัตถุประสงค์ และกลยุทธ์ขององค์กรด้วย ตามปกติแล้ว อาจจะรวมถึงโครงการต่าง ๆ และวิธีการในการดำเนินการและประเมินผลส่วนการดำเนินงานซึ่งเป็น ส่วนท้ายสุดของปีรามิดนั้นจะแสดงถึงขั้นตอนต่าง ๆ ของแผนงานที่จะนำไปปฏิบัติเพื่อให้บรรลุผล ตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งผลที่ได้จากการดำเนินงานนั้นจะต้องสามารถวัดและประเมินผลได้วิทยา สุหฤทดำรง (2548) กล่าวว่าก่อนที่จะมีการวัดหรือเกณฑ์การวัดประเมินจำเป็นต้องมีเป้าหมาย เสียก่อน และก่อนที่จะวางเป้าหมายจะต้องทำการวัดสภาพหรือสถานะของตัวเองหรือกะบวนการใน


6 ปัจจุบันก่อน เป้าหมาย หรือ Goal เป็นเหมือนคำแถลงทั่วไปที่อธิบายถึงว่าบริษัทต้องบรรลุถึงอะไร โดยปกติแล้วอาจจะหมายถึง รายได้ ยอดขาย กำไร จากนั้นเป้าหมายจะถูกแปลความหมายไปเป็น เกณฑ์การวัดประเมิน (Measure) ซึ่งจะหมายถึงหรืออ้างอิงถึงข้อมูลที่จะต้องประเมินและทุกกิจกรรม ในองค์กรมีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกันหมดตามลำดับชั้นในกระบวนการธุรกิจและโซ่คุณค่าซึ่งใน เรื่องการวัดประเมินองค์กรและการจัดทำ KPI ต่าง ๆ ในวงการธุรกิจ KPI หรือตัววัดนั้นจะมีประโยชน์ ก็ต่อเมื่อเราในฐานะผู้ออกแบบระบบสามารถระบุหรือกำหนดความสัมพันธ์กับตัววัดหรือ KPI อื่น ๆ ได้อย่างถูกต้องเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยขาเข้าและผลที่ได้จากกระบวนการ และที่สำคัญเรา จะสามารถปรับปรุงควบคุม และออกแบบกระบวนการธุรกิจใหม่ได้จากการประเมินผลตัววัด (KPI) จากการทดลองปรับเปลี่ยนองค์ประกอบต่าง ๆ ในกระบวนการหลักเกณฑ์ในการกำหนดตัวชี้วัดหรือ Key Performance Indicators (KPIs) มีดังนี้1. มีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ภารกิจ วัตถุประสงค์ และกลยุทธ์ขององค์กร 2. ต้องประกอบทั้งตัวชี้วัดทาง Financial และ NonFinancial 3. ตัวชี้วัด สามารถควบคุม และตรวจสอบการดำเนินงานของแต่ละบุคคลหรือหน่วยงานได้อย่างชัดเจน 4. ตัวชี้วัดที่ดีจะต้องสามารถวัดผลได้5. ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เครื่องมือในการควบคุมหรือวัดผลเท่านั้นแต่ สามารถตรวจติดตามสถานการณ์เปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาได้ดี6. สามารถสื่อให้เป็นที่เข้าใจกับทุก คน ทักษพล ธรรมรังสี (2547) กล่าวถึงข้อจำกัดของตัวชี้วัดว่า “คุณสมบัติของตัวชี้วัดที่ดี” ได้แก่ 1. ต้องไวพอที่จะบอกการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ว่าสถานการณ์ไปถึงไหนต่อไหนผลที่ได้ยังคงเดิมตลอด 2. ต้องมีความจำเพาะเจาะจงกับการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการวัด 3. มีกระบวนการวัดที่ไม่ยุ่งยากนักใช้ ทรัพยากรเหมาะสมไม่ใช่ว่าใช้เวลามาประเมินมากกว่าเวลาที่ไปทำงานเสียอีก และ 4. สามารถสื่อสาร ให้เข้าใจได้ง่ายไม่ใช่วัดแล้วบอกอธิบายให้ใครรู้ไม่ได้ผู้ทำรู้อยู่แค่คนเดียวขั้นตอนต่อไป คือจัดทำ ตัวชี้วัดให้แสดงในรูปเชิงปริมาณ หรือตัวเลขตรวจสอบดูว่าตัวชี้วัดแต่ละตัวมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร และเลือกตัวชี้วัดที่เหมาะสมที่สุดต่อจากนั้นดำเนินการประเมินผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นโดยใช้ ตัวชี้วัดที่ได้เลือกไว้เป็นแนวทางสำหรับการเก็บข้อมูลและประเมินผลสุดท้ายนำมาเปรียบเทียบผลการ ดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริงกับเกณฑ์หรือตัวชี้วัดที่ระบุไว้ว่าเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ (โกสน ดีศีลธรรม, 2546) วัตถุประสงค์ของการนำตัวชี้วัดมาใช้วัดผลการดำเนินงานคือ 1. เพื่อเฝ้าติดตามและควบคุมผล การดำเนินงานให้เป็นไปตามที่ต้องการ 2. เพื่อผลักดันให้เกิดการปรับปรุง 3. เพื่อให้เกิดประสิทธิผล สูงสุดในการปรับปรุง 4. เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ และ 5. เพื่อให้รางวัล หรือลงโทษไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตามสิ่งที่พอจะเห็นได้คือการนำตัวชี้วัดมาใช้เพื่อระบุและ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น (พฤทธ์ อึงคะนึงเดชา และวิทยา สุหฤทดำลง, 2547) อรุณ บริรักษ์ (2547) กล่าวถึงการประเมินประสิทธิภาพและผลงานของผู้ให้บริการองค์กรผู้ซื้อบริการควรกำหนดดัชนีชี้วัด (Key Performance Indicators: KPIs) เพื่อใช้ในการวัดประสิทธิภาพและผลการดำเนินงานของผู้ ให้บริการ โดยกำหนด KPI ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักขององค์กรเพื่อผลักดันการดำเนินงาน


7 ของผู้ให้บริการมุงสู่เป้าหมายที่วางไว้ ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายได้แก่ผู้ซื้อบริการ และผู้ให้บริการต้องมีความ เข้าใจตรงกันในตัวชี้วัด และมีความจริงจังมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติงานให้ได้คุณภาพ และผลงานที่ดีที่สุด เพื่อให้ธุรกิจทั้งสองฝ่ายเติบโตก้าวหน้าไปพร้อมกันด้วยผลประโยชน์ทางธุรกิจร่วมกัน การวัดผลปฏิบัติ จะสรุปผลเป็น Service Level ของผู้ให้บริการ ดนัย เทียนพุฒ (2545) กล่าวว่า “Key Performance Indicators (KPIs) หรือ Balanced Scorecard (BSC) คือ มองให้เป็นสิ่งเดียวกัน และใช้วัดกลยุทธ์ ธุรกิจทั้งด้านการเงิน (Financial Perspective) และไม่ใช่ด้านการเงิน (Non-Financial Perspective) ซึ่งถ้าขยายความก็คือด้านการเงินวัดลูกค้าวัดด้านกระบวนการภายใน และด้านการเรียนรู้และเติบโต แนวคิดของ KPIs ต้องการวัดธุรกิจทั้ง ด้านการเงินและไม่ใช่เงินทั้งนี้ก็เพราะว่า 1. การวัดตัวเลขทาง การเงินเป็นสิ่งที่บ่งบอกอดีตหรือความสำเร็จที่ผ่านมา 2. การวัดด้านลูกค้า 3. กระบวนการภายใน เป็นการบอกความสำเร็จในปัจจุบัน 4. การวัดด้านการเรียนรู้และการเติบโต จะเป็นการบอก ความสำเร็จในอนาคต พรสรัญ รุ่งเจริญกิจกุล (2548) กล่าวถึงตัวชี้วัด 5 ด้านต่อไปนี้ที่สามารถใช้ได้ กับกิจการทุกประเภท เพราะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญในการแข่งขันแบบเศรษฐกิจยุคใหม่ และเป็นกรอบ ใหญ่ที่ผู้บริหารสามารถนำไปแตกเป็นวัตถุประสงค์ย่อย ๆ 1. การบรรลุเป้าหมายทางการเงิน (Achieving Financial Performance) ผลประกอบการทางการเงินคงเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุด สำหรับกิจการที่แสวงหาผลกำไรจากการประกอบธุรกิจ เพราะผู้ถือหุ้นต้องการผลตอบแทนสูงสุดจาก การลงทุน และการบรรลุเป้าหมายทางการเงินก็เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้กิจการอยู่รอด และ เติบโตได้ระยะยาวกิจการที่ประสบความสำเร็จมักสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องนั่นคือ สามารถ สร้างรายได้ให้สูงขึ้น และควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับที่ต่ำที่สุด โดยยังคงสามารถผลิตสินค้า และ บริการที่ลูกค้าพอใจได้ฉะนั้น กิจการควรจะเพิ่มรายได้ ควบคุมค่าใช้จ่าย เพิ่มผลิตภาพ และเพิ่ม ประสิทธิภาพ เพื่อให้มีความสามารถในการทำกำไรดีขึ้น การวัดความสำเร็จทางการเงินที่เป็นภาพรวม ของกิจการจึงมีดัชนีหลายตัวเช่น 1.1 อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) 1.2 กำไรต่อหุ้น (KPSEarnings Per Share) 1.3 ผลตอบแทนของกำไรต่อสินทรัพย์รวม (ROA-Return on Equity) 1.4 ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE-Return on Equity) 1.5 กำไรเชิงเศรษฐศาสตร์ (EVA Economic Value Added) 1.6 มูลค่าของกิจการ (Corporate Value) ซึ่งสะท้อนอยู่ในราคาหุ้น ตัวเลขดัชนีชี้วัดต่าง ๆ ดังกล่าวจำนวนเท่าไหร่จึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จขึ้นอยู่กับประเภทของ อุตสาหกรรม และลักษณะการประกอบธุรกิจฉะนั้นกิจการควรจะทราบว่าเพื่อให้เกิดความได้เปรียบ ในการแข่งขันควรจะกำหนดเป้าหมายทางการเงินอย่างไร ข้อสำคัญคือกิจการควรจะมีการวิเคราะห์ ข้อมูลทางการเงินที่มีประสิทธิภาพเพื่อนำไปสู่การวางแผนกและตัดสินใจที่ถูกต้อง และกิจการควรจะ มีระบบการวัดผลที่ดี เพื่อบ่งชี้จุดแข็งจุดอ่อนในการดำเนินงานด้านต่าง ๆ และควบคุมให้กิจการ สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้นอกจากนั้นการวัดความสำเร็จควรเปรียบเทียบกับกิจการที่อยู่ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน การเรียนรู้ข้อมูลของคู่แข่งหรือธุรกิจที่คล้ายคลึงกันจะทำให้กิจการมี


8 เป้าหมายในระยะยาวที่ชัดเจนว่าความสำเร็จที่ต้องการจะบรรลุคืออะไร และถ้าต้องการจะรักษา สถานภาพการแข่งขันไว้ให้ได้กิจการควรจะมีจุดเด่นที่เหนือกว่าในด้านใดบ้าง 2. การสนองตอบความ ต้องการของลูกค้า (Meeting Customer Needs) กำไรของกิจการจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับว่ากิจการ สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เพียงใดในระยะยาว ความพึงพอใจของลูกค้าจึงเป็น ปัจจัยชี้วัดที่สำคัญยิ่งต่อความสำเร็จของกิจการ ดังนั้นแทนที่จะคิดถึงกำไรก่อนกิจการควรคิดถึงลูกค้า ก่อนเพราะลูกค้านำมาซึ่งผลกำไรกิจการที่มุ่งค้ากำไรเกินควรโดยที่ไม่ได้คำนึงความต้องการของลูกค้า ในที่สุดลูกค้าก็จะหนีหายไปหาคู่แข่งกันหมด กิจการก็จะอยู่ไม่ได้กิจการมีอัตราการเติบโตสูงจึงมักมี ลักษณะเด่นในการให้ความสำคัญกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอการวัดความพึงพอใจของลูกค้าไม่สามารถ ทำได้ชัดเจนเหมือนตัวเลขทางการเงิน เพราะไม่มีมาตรฐานที่แน่นอนเราจะทราบได้อย่างไรว่าลูกค้า อาจพอใจหรือไม่พอใจ แน่นอนเราต้องไม่รอจนกระทั่งปรากฎผลว่ายอดขายตก เพราะลูกค้าหนีหาย กิจการควรเฝ้าดูปัจจัยสำคัญ ๆ สองด้านนั่นคือความอ่อนไหวของลูกค้า และการบริการ (Customer Sensitivity and Service) และความถูกกาลเวลา (Timeliness) ความอ่อนไหวของลูกค้าคือการ ตระหนักถึงความปรารถนาของลูกค้า และการคาดการณ์เกี่ยวกับการที่ลูกค้าอยากเปลี่ยนแปลงไปสู่ สิ่งที่ดีกว่าการตระหนักถึงความอ่อนไหวนี้จะนำไปสู่การบริหารที่ลูกค้าพึงพอใจ เพราะได้รับในสิ่งที่ ต้องการ และชอบมากกว่าการดำเนินการเช่นนี้เป็นการบริหารในเชิงรุกแทนที่จะรอจนกระทั่งลูกค้า เรียกร้อง หรือเมื่อเกิดปัญหาขึ้นองค์กรขนาดใหญ่มักจะมีหน่วยงานที่ทำการวิจัยด้านการตลาด และมี ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ดี และช่วยในการ คาดการณ์ล่วงหน้า เกี่ยวกับแนวโน้มความต้องการของลูกค้าที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปกิจการต้อง ตระหนักถึงความจำเป็นในการพัฒนา และปรับปรุงคุณภาพการบริการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพราะ ลูกค้าย่อมคาดหวังจะได้รับในสิ่งที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปวิธีการวัดว่ากิจการได้ตอบสนองต่อความต้องการของ ลูกค้าได้ดีเพียงไรวิธีหนึ่งคือ Gap Analysis ซึ่งจะศึกษาเกี่ยวกับความพึงพอใจของลูกค้าโดย เปรียบเทียบสิ่งที่ลูกค้าได้รับจากสินค้าหรือบริการของกิจการกับความคาดหวังของลูกค้าที่แท้จริงการ วัดประสิทธิภาพด้านความรวดเร็ว และระยะเวลาลาในการให้บริการก็เป็นสิ่งที่มีผลต่อความพึงพอใจ ของลูกค้าเป็นอย่างมากในปัจจุบันซึ่งการใช้เทคโนโลยียุคใหม่จะทำให้เป้าหมายเรื่องนี้บรรลุผลได้ง่าย ขึ้นสิ่งที่ควรระวังคือไม่ควรมุ่งด้านความรวดเร็วอย่างเดียว เพราะอาจจะทำให้คุณภาพเสียไปการวัดผล ควรจะกำหนดทั้งระยะเวลาต้นทุน และคุณภาพที่สมดุลกันสำหรับแต่ละกิจกรรม 3. การสร้างสินค้า และบริการที่มีคุณภาพ (Building Quality Products and Services) ภายใต้ภาวการณ์แข่งขันที่ รุนแรงคุณภาพสินค้า และบริการทวีความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ เพราะลูกค้ามีความคาดหวังสูง และมี ทางเลือกมากมายการบริหารคุณภาพ (Quality Management) จึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญกิจการที่ ประสบความสำเร็จต้องหมั่นปรับปรุงคุณภาพในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต และบริการอย่าง ต่อเนื่อง (Continuous Improvement) เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และเพื่อปรับปรุง


9 ประสิทธิภาพซึ่งนอกจากจะทำให้ยอดขายสูงขึ้นแล้วยังทำให้ต้นทุนต่ำลงด้วยตัวชี้วัดด้านคุณภาพ สำคัญมี 7 ด้าน คือ 3.1 ลักษณะการใช้งาน (Performance) 3.2 ลักษณะพิเศษ (Feature) 3.3 ความ น่าเชื่อถือ (Reliability) 3.4 ความทนทาน (Durability) 3.5 การสนองตอบ (Response) 3.6 ความ สวยงาม (Aesthetics) และ 3.7 ชื่อเสียง (Reputation) 4. การส่งเสริมนวัตกรรม และความคิด สร้างสรรค์ (Encouraging Innovation and Creativity) ในโลกธุรกิจการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หนีไม่ พ้นลูกค้ามีรสนิยมและความชอบในสินค้า และบริการที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาคู่แข่งก็พยายาม แสวงหาวิธีการต่าง ๆ เพื่อจะแย่งส่วนแบ่งตลาดไปให้ได้มากที่สุดภายในองค์กร และพนักงาน ก็ต้อง หมั่นหาวิธีการทำงานใหม่ ๆ ที่ทำให้ผลิตภาพและประสิทธิภาพสูงขึ้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ถูกพัฒนาขึ้น มาตลอดเวลาฉะนั้นหนทางเดียวที่ธุรกิจจะคงอยู่ได้และแข่งขันได้คือต้องมีความสามารถในการ สร้างสรรค์ คิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ และมีความพร้อมที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเององค์กรที่ประสบ ความสำเร็จจึงควรมีวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมแนวทางบริหารงานดังกล่าวเพื่อไมให้ธุรกิจเข้าสู่วงจร ถดถอยผู้บริหารควรจะคิดถึงการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงถึงแม้ว่าธุรกิจจะยังคงดูดีอยู่ก็ตาม เพราะ ความคิดสร้างสรรค์นำไปสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ การวัดผลว่ากิจการประสบความสำเร็จในด้านนี้เพียงไร เป็นสิ่งที่ยากฉะนั้นต้องวัดที่ผลลัพธ์ เช่นจำนวนของสินค้าหรือบริการใหม่ที่ออกสู่ตลาดยอดขายหรือ กำไรที่เพิ่มขึ้นจากกลยุทธ์ใหม่ ๆ การเปลี่ยนแปลงในกระบวนการดำเนินงานที่นำไปสู่ประสิทธิภาพที่ดี ขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้ความร่วมมือ และความกระตือรือร้นของพนักงานในการพยายามเสนอ ความคิดสร้างสรรค์ที่ดีก็เป็นตัววัดได้เช่นกัน 5. ได้รับความผูกพันจากพนักงาน (Gaining Employee Commitment) ประสบความสำเร็จจะประกอบด้วยพนักงานที่รักงานที่ตนเองทำมีความภาคภูมิใจ และมีความรู้สึกผูกพันกับงาน และองค์กรทำงานด้วยความทุ่มเท และห่วงใยมีแรงจูงใจที่จะทำงาน ออกมาให้ได้ดีที่สุดวิธีหนึ่งที่สร้างความผูกพันกับงานที่ทำคือ การส่งเสริมให้พนักงานมีโอกาสใช้ ความสามารถได้เต็มที่หรือมีรูปแบบหรือมีโครงการที่ทำให้พนักงานมีโอกาสในการมีส่วนร่วมในการ ตัดสินใจให้โอกาสพนักงานที่เติบโตโดยสนับสนุนด้านการฝึกอบรม และการศึกษาต่อเนื่องให้รางวัล หรือผลตอบแทนที่จูงใจ และสร้างสรรค์หรือให้อำนาจในการทำงาน และตัดสินใจแทนหัวหน้า มอบหมายให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น (Empowerment) การวัดความสำเร็จในด้านนี้อาจจะทำได้ โดยการประเมินในผลการปฏิบัติงาน (Performance-Appraisal) เพื่อดูว่าพนักงานทำงานได้ตามที่ คาดหวังได้ดีเพียงใดการวัดเพื่อใช้ประโยชน์เต็มที่จากกำลังผลที่มี (Workforce Utilization) ซึ่ง สามารถวัดได้จากการสังเกตพฤติกรรมของพนักงาน และวัดจำนวนผลผลิตต่อหัว (Productivity) รวมทั้งเปรียบเทียบกับฝ่ายอื่นหรือองค์กรอื่นการมีกำลังพลมากไป หรือน้อยเกินไปล้วนก่อให้เกิด ผลเสียต่อการดำเนินงานเช่น ถ้าหากใช้จำนวนพนักงานน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับปริมาณงานแม้ว่าจะมี ผลิตผลต่อหัวสูงแต่การทำงานเกินกำลังเป็นระยะเวลานานพนักงานจะเกิดความเหนื่อยล้า และ ประสิทธิภาพถดถอยอาจก่อให้เกิดความเสียหายได้พนักงานจะมีความพอใจต่องานน้อยลง นอกจากนี้


10 กิจการต้องพิจารณาจัดคนให้เหมาะสมกับงาน ซึ่งจะทำให้พนักงานแต่ละคนทำงานได้เต็ม ความสามารถ และเกิดความทุ่มเทเพราะสนุกกับงานรวมทั้งการดูอัตราการหมุนเวียนของพนักงาน (Turnover) หรือจำนวนขาดลาในการทำงาน (Absenteeism) ก็เป็นดัชนีที่แสดงถึงความผูกพัน และ รับผิดชอบต่อการงานได้ค่อนข้างชัดเจนจากทฤษฎีเกี่ยวกับตัวชี้วัดประสิทธิภาพ สรุปได้ว่า ตัวชี้วัด ประสิทธิภาพ (Key Performance Indicators: KPIs ) หรือดัชนีชี้วัดสมรรถนะการทำงาน คือ เครื่องมือที่ใช้ในการวัดหรือประเมินว่าผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ขององค์กรเป็นอย่างไรซึ่งการ กำหนดตัวชี้วัดนั้นมีวิธีการหลายวิธีตัวชี้วัดประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่ต้องมาควบคู่กับระบบการประเมินผล เพราะตัววัดจะบอกได้ว่าสิ่งที่เราวัดนั้นมีสะถานะเช่นใดจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของผู้ประเมินที่จะต้องนำ ผลที่วัดได้มาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ว่าสถานะเช่นนั้นดีหรือไม่ดีและให้คะแนะนำหรือกำหนดสิ่งที่จะ ปฏิบัติต่อไปแนวคิดที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การวัดผลเรามักจะวัดเฉพาะในสิ่งที่สำคัญในการวัด เรื่องที่สำคัญมากหรือมีความซับซ้อนมาก ๆ จำเป็นต้องสร้างตัววัดขึ้นมามากแต่ถ้าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ซับซ้อนเข้าใจง่ายตัวชี้วัดจะลดลงไปตามส่วนนั่นคือที่มาของคำว่า Key Performance Indicators: KPIs เพื่อเป็นการแสดงว่าจะวัด และประเมินเฉพาะสิ่งที่มีความสำคัญเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่มีความสำคัญ ที่สุดต่อองค์กรคือสิ่งที่สัมพันธ์กับกลยุทธ์ขององค์กรนั่นเอง 2.2 ทฤษฎีเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงาน ยุทธนา แซ่เตียว (2547) ได้กล่าวถึงแนวคิดพื้นฐานของการประเมินผลดังนี้1. กำหนดสิ่งที่ จะวัดหรือประเมินว่าจะประเมินในจุดหรือสิ่งใด 2. กำหนดตัวชี้วัด (Key Performance Indicators) หรือเครื่องมือที่จะใช้วัดในสิ่งที่ต้องการวัด 3. กำหนดเกณฑ์มาตรฐานหรือตัวเปรียบเทียบสำหรับ ตัวชี้วัดแต่ละตัวเกณฑ์คือสิ่งที่จะบอกได้ว่าเมื่อวัดผลออกมาแล้วระดับใดคือ แย่ ปานกลาง หรือ 4. เก็บข้อมูลผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้น 5. เปรียบเทียบผลที่ได้รับจากการประเมินกับมาตรฐานหรือ เกณฑ์ที่กำหนดไว้ว่าผลการดำเนินงานเป็นไปตามเกณฑ์หรือมาตรฐานที่กำหนดไว้หรือไม่ภายหลังจาก ที่ได้ทำการวัดตามขั้นตอนทั้ง 5 ข้างต้น และได้ผลลัพธ์ออกมาเรียบร้อยแล้วนั้นถ้าหากผู้บริหารไม่ สามารถยอมรับความแตกต่าง (เป้าหมาย ผลการปฏิบัติ) นั้นได้ก็จะมีแนวทางในการดำเนินการ 2 วิธี ได้แก่ 1.) ปรับปรุงผลการดำเนินงานให้ดีขึ้น และ 2.) แก้ไขมาตรฐาน หรือเกณฑ์ ถ้ามาตรฐานนั้นสูง หรือต่ำเกินไปซึ่งกระบวนการจะเป็นเช่นนี้เรื่อยไปจนกว่าผลการปฏิบัติงานจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ ได้วางไว้วัตถุประสงค์ของการประเมินผลการปฏิบัติงานมีขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่าได้เปิดโอกาสให้มีการ สื่อสารระหว่างผู้ที่มอบหมายงานกับผู้ที่ปฏิบัติเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่แต่ละฝ่ายคาดหวังจากอีกฝ่าย หนึ่ง และมีการบรรลุสิ่งที่คาดหวังได้ดีเพียงใดการประเมินผลการปฏิบัติงานไม่ใช่เป็นการดำเนินการ เพื่อให้เกิดความขัดแย้งกันหรือมิได้เป็นการคุยกันแบบไม่มีสาระการประเมินเป็นช่องทางการสื่อสารที่ สำคัญระหว่างสองฝ่ายที่มีความมุ่งหมายร่วมกันถึงแม้การดำเนินการจะไม่ง่ายเสมอไปแต่หลักการ และเทคนิคเพื่อให้ได้ประสิทธิผล เป็นสิ่งที่สามารถเรียนรู้และนำไปใช้ได้สำหรับทุกคนความ


11 รับผิดชอบต่อสังคม (ยุทธนา แซ่เตียว, 2547) วัฒนา พัฒนพงศ์ (2546) ได้สรุปปัจจัยที่ทำให้ประสบ ความสำเร็จ และปัจจัยที่ทำให้เกิดความล้มเหลวในการประเมินผลการปฏิบัติงานดังนี้1. ผู้นำที่ กำหนดสิ่งที่ตนเองคาดหวังไว้อย่างชัดเจน และสามารถวัดได้รวมทั้งสร้างบรรยากาศที่ช่วยให้ประสบ ความสำเร็จ 2. ผู้นำที่มีส่วนในการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน 3. ผู้นำซึ่งถามคำถามรับฟังอย่างตั้งใจ และชื่นชมต่อความคิดของผู้อื่น 4. ผู้นำที่แสดงการรับทราบถึงผลการปฏิบัติงานที่ดีในที่สาธารณะ และแก้ไขผลการปฏิบัติงานที่ไม่เหมาะสมเมื่อมันเกิดขึ้นโดยทำเป็นการส่วนตัว 5. ผู้นำที่มองหาสิ่งดี ๆ ในทุก ๆ สถานการณ์และค้นหาแนวทางแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์6. ผู้นำที่เฝ้าติดตามผลเพื่อให้ มั่นใจว่าได้เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ปัจจัยที่ทำให้เกิดความล้มเหลวในการประเมินผลการปฏิบัติงาน 1. ผู้ที่มิได้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบว่าตนเองคาดหวังอะไรหรือไม่ทราบว่าจะวัดความสำเร็จได้อย่างไร 2. ผู้ที่กำหนดเป้าหมายหรือมาตรฐานตามอำเภอใจ และเป็นผู้กำหนดอยู่ฝ่ายเดียว 3. ผู้ที่ไม่ค่อยจะรับฟัง หรือแสวงหาความคิดเห็นจากผู้อื่น และยังมีคำตอบไปทุก ๆ เรื่องที่เป็นปัญหาของผู้อื่นๆ 4. ผู้วิจารณ์ ผลการปฏิบัติงานอย่างเปิดเผยในสาธารณะอีกทั้งมิได้ให้ความชื่นชม (Credit) ใด ๆ ในวาระอันสมควร 5. ผู้ที่ใช้เวลามากเกินไปในการมองหาสิ่งที่ผิด และน้อยเกินไปในสิ่งที่ถูก 6. ผู้ที่ไม่ได้ให้ความมุ่งมั่น อย่างจริงจังหรือไม่ทราบว่าจะติดตามงานได้อย่างไรแลมเบิร์ท (Lambert, Stock & Ellran, 1998) ได้กล่าวถึงกระบวนการคัดเลือกรูปแบบ และผู้ขนส่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1.) การรับรู้ปัญหา (Problem Recognition) เป็นกระบวนการรับรู้ปัญหาในด้านต่าง ๆ เช่น ความต้องการของลูกค้าจุด ที่ลูกค้าไม่พึงพอใจ และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการกระจายสินค้า 2.) การค้นหา (Search Process) เป็นการหาข้อมูลจากแหล่ง ต่าง ๆ เพื่อพิจารณาตัดสินใจเช่น ข้อมูลในอดีตรายงานบันทึกการขนส่ง ของบริษัท และการสัมภาษณ์สอบถามลูกค้าเป็นต้น 3.) การพิจารณาทางเลือก (Choice Process) เป็นการพิจารณาทางเลือกของรูปแบบการขนส่ง และผู้ขนส่งจากข้อมูลที่รวบรวมมาได้เบื้องต้น เพื่อให้แน่ใจได้ว่ารูปแบบการขนส่ง และผู้ขนส่งที่เลือกมีเหมาะสมในด้านต้นทุนที่ต้องจ่ายเป็น ค่าบริการ และสามารถเสนอบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า 4.) การประเมินผล (Postchoice Evaluation) เมื่อผู้บริหารตัดสินใจเลือกรูปแบบการขนส่ง และผู้ขนส่งแล้ว ก็ จำเป็นต้องประเมินผลการปฏิบัติงานเช่น ความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า สถิติการตำหนิและคำชมเชยจากลูกค้าสถิติสินค้าเสียหาย และสูญหายการตรวจสอบต้นทุน และ ความเที่ยงตรงของการ ให้บริการขนส่ง เป็นต้น ดวงพรรณ กริชชาญชัย (2548) กล่าวว่าการประเมิน Performance เชิงโลจิสติกส์ที่ดีนั้น ต้องคำนึงว่าการวัดประเมินผลควรจะเป็นภาพรวมของระบบ มิใช่การวัดประเมินโดยแบ่งเป็นหน่วยงานนอกจากนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนมากในการแต่งตั้งแบบวัด ประเมินผลคือ ผู้ศึกษามักจะมุ่งเน้นการวัดไปที่การเงิน (Financial Performance) โดยลืมคำนึงถึง Non-Financial Performance เช่น Work in Process Level Inventory Level ฯลฯ ในการวัด ประเมินในโลจิสติกส์นี้สามารถแบ่งได้ใหญ่ ๆ เป็น 5 สาขาคือ 1. Plan เป็นการวัดในส่วนของการ


12 วางแผนเกี่ยวกับ Order ของลูกค้า และกิจกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับความต้องการของลูกค้า หรือ หน่วยงานที่ Order ของลูกค้าต้องผ่านเข้าไป เช่น เวลารอระหว่างหน่วยงาน เวลาในการตรวจ คุณภาพผลิตภัณฑ์ เวลาในการปรับแผนการผลิตรวมไปถึงเวลาทั้งหมดที่ลูกค้ารอจนได้รับผลิตภัณฑ์ (Lead Time) การวัดประเมินนี้มิใช่แค่การวัด “เวลา” แต่ต้องคำนึงถึง Reliability และ Consistency ของเวลาด้วย 2. Supplier การวัดประเมินในส่วนนี้มิใช่แค่คุณภาพของวัตถุดิบที่ผู้ จัดส่งนำมาส่งแต่จะรวมไปถึงความสามารถของผู้จัดส่งวัตถุดิบด้วย (Supplier Performance) ดังนั้น การวัดประเมิน Supplier นี้จะรวมถึง Reliability Quick Response Co-Ordination และ ความสามารถในการ แก้ปัญหาของ Supplier อีกด้วย 3. Production ตัวประเมินในระบบผลิตภัณฑ์ ทั่วไปคือ Cost Quality Speed Reliability และFlexibility ส่วนตัวที่สามารถวัดความสามารถใน การผลิตใน Supply Chain ได้คือ 1.) Capacity Utilization เพื่อพิจารณาใช้กำลังการผลิตในระบบ โดยมุ่งเน้นถึงผลกระทบต่อความสามารถในการตอบสนองต่อลูกค้าการวัดการใช้กำลังการผลิตนี้จะ ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของอุตสาหกรรม และความสามารถในส่วนอื่น ๆ และจะสะท้อนให้เห็นได้ถึง Flexibility ของสายการผลิต Lead Time และความสามารถในการส่งตรงเวลา สิ่งที่ต้องคำนึงถึงใน การวัดการใช้กำลังการผลิตนี้คือความเหมาะสมในการใช้กำลังการผลิตไม่จำเป็นว่าต้องใช้กำลังการ ผลิตมากจึงจะเกิดผลดีกับระบบหากแต่ต้องพิจารณาความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ 2.) Effectiveness of Scheduling Techniques การวัดเทคนิคของการจัดตารางการผลิตนี้มิใช่แค่การ จัดตารางการผลิตใน Shop Floor เท่านั้น หากแต่ครอบคลุมไปทั้ง Supply Chain เช่น การจัดตาราง การซื้อ การปรับ แผนการผลิต หรือการจัดตารางการจัดส่งผลิตภัณฑ์อีกด้วย 4. Delivery ในการ จัดส่งผลิตภัณฑ์ต้องคำนึงถึง 3 ส่วน คือ Delivery Channel Vehicle Scheduling และ Warehouse Location และการประเมินความสามารถของการจัดส่งนี้ สามารถแบ่งได้เป็น 4 ส่วน คือ 4.1 On Time Delivery เป็นตัววัดความตรงเวลาของการจัดส่ง ทั้งนี้ต้องคำนึง ถึง Vehicle Speed Driver Reliability Frequency of Delivery และ Location of Depots 4.2 Delivery Performance จะ วัดคุณภาพของการจัดส่ง เช่น Speed of Information Exchanged Quality of Information 4.3 Customer Satisfaction เป็นการวัดความพึงพอใจของลูกค้าต่อการจัดส่ง เช่น Number of Faultless Notes Invoices Flexibility of Delivery System ตามความต้องการของลูกค้า 4.4 Distribution Cost เช่น ค่าขนส่ง เป็นต้น 5. Customer การวัดประเมินต่าง ๆ ในโซ่อุปทานนี้ จำเป็นต้องโยงไปสู่ความพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญต้องพึงคำนึงไว้ว่าลูกค้าต้องได้รับข้อมูลเกี่ยวกับ สินค้าที่สั่งตลอดเวลา หรือปัญหาที่ต้องอาจจะเกิดขึ้น ดังนั้นตัววัดความสามารถนี้จะเกี่ยวเนื่องกับ เวลาที่สามารถตอบสนองต่อลูกค้าได้ และกระบวนการที่จะทำให้ลูกค้ารับทราบข้อมูลนอกจากนี้ยัง รวมถึงความสามารถในการแก้ปัญหาขององค์กรที่มีต่อลูกค้าอีกด้วย เช่น การจัดเตรียมชิ้นส่วนสำรอง ในกรณีขาดสินค้าเป็นต้น อย่างไรก็ตาม การวัดประเมินในส่วนนี้ควรจะคำนึงความต้องการของลูกค้า


13 และการเปรียบเทียบระหว่างความสามารถขององค์กรกับความคาดหวังของลูกค้าปัจจัยหลัก 3 ประการที่ธุรกิจทำการวัดสมรรถนะเชิงโลจิสติกส์คือ 1.) ต้องการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 2.) ผลักดันการสร้างกำไร และ 3.) การเพิ่มมูลค่าหุ้นซึ่งการวัดค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนในการดำเนินงานนั้น จะช่วยในการบ่งชี้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไร และตรงไหนในการดำเนินงานเพื่อที่จะค้นหาจุดใน การปรับปรุงการดำเนินงานการปรับปรุงทรัพย์สินการปรับปรุงการบริการ และการลดต้นทุนใน กิจกรรมโลจิสติกส์กิจกรรมต่าง ๆ จะช่วยในการเพิ่มพูนอัตราส่วนราคาต่อคุณค่าของผลิตภัณฑ์เพื่อ เป็นการสร้างความน่าสนใจ และคงรักษาไว้ซึ่งลูกค้าที่ดี (วิทยา สุหฤทดำรง, 2548) จากทฤษฎี เกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงาน สรุปได้ว่าการประเมินวัด Performance เชิงโลจิสติกส์ที่ดีนั้น ต้องคำนึงว่าการวัดประเมินผลควรจะเป็นภาพรวมของระบบมิใช่การวัดประเมินโดยแบ่งเป็น หน่วยงานนอกจากนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนมากในการตั้งแบบวัดประเมินผลคือ ผู้ศึกษามักจะมุ่งเน้นการ วัดไปที่การเงิน (Financial Performance)โดยลืมคำนึงถึง Non-Financial Performance ในการวัด ประเมินในโลจิสติกส์สามารถแบ่งได้ 5 สาขา คือ 1.) Plan การวางแผนเกี่ยวกับ Order ของลูกค้า และกิจกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า2.) Supplier คุณภาพของวัตถุดิบ และความสามารถของผู้ จัดส่งวัตถุดิบ 3.) Production ตัวประเมินในระบบผลิตภัณฑ์ทั่วไป 4.) Delivery การวัดประเมิน ความสามารถของการจัดส่ง และ 5.) Customer การวัดประเมินความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ และเปรียบเทียบระหว่างความสามารถขององค์กรกับความคาดหวังของลูกค้า โดยปัจจัยหลักที่ธุรกิจ ทำการวัดสมรรถนะเชิงโลจิสติกส์คือ ต้องการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ผลักดันการสร้างผลกำไร และการเพิ่มมูลค่าหุ้น 2.3 ทฤษฎีเกี่ยวกับการขนส่งสินค้า โดยทั่วไปการขนส่ง (Transportation) หมายถึงการเคลื่อนย้ายคน (People) สัตว์ สิ่งของ (Goods) จากสถานที่หนึ่งไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่งอย่างไรก็ดีหากพิจารณาจากคำนิยามนี้แค่ผิวเผิน อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นมาได้ว่าการขนส่งเป็นการเคลื่อนย้ายคน สัตว์ หรือสิ่งของจากอาคาร แห่งหนึ่งเท่านั้นแต่แท้ที่จริงแล้วการขนส่งยังมีความหมายกว้างขวางโดยครอบคลุมไปถึงการขนส่ง การขนถ่ายการเคลื่อนย้ายคนหรือสิ่งของภายในอาคารภายในบ้าน ภายในที่ทำงานหรือ ภายใน โรงงานด้วย ดังนั้นหากยึดคำจำกัดความถูกต้องแล้วการที่คนเราเดินอยู่ภายในบ้านการใช้รถเข็นช่วย บรรทุกของเมื่อเข้าไปซื้อสินค้าหรือการที่กรรมกรขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือก็นับเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม การขนส่งเช่นเดียวกัน (จักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา,2543) การขนส่งตามนิยามทางเศรษฐศาสตร์ยังมี ความหมายที่ซับซ้อนกว่านิยามของการขนส่งตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไปกล่าวคือการขนส่งหมายถึงการ เคลื่อนย้ายบุคคลหรือสินค้าจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง อันก่อให้เกิดอรรถประโยชน์ด้าน สถานที่ (Place Utility) และอรรถประโยชน์ด้านเวลา (Time Utility) ดังนั้นถ้าพิจารณาจากนิยาม ข้างต้น การขนส่งสินค้า (Freight Transportation) จึงหมายถึงการเคลื่อนย้ายสินค้าสินค้าจาก


14 สถานที่ที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่งอันก่อให้เกิดอรรถประโยชน์ด้านสถานที่ (Place Utility) และ อรรถประโยชน์ด้านเวลา (Time Utility) ทั้งนี้การเคลื่อนย้ายดังกล่าวเป็นกิจกรรมที่เพิ่มมูลค่าให้แก่ สินค้าซึ่งจะเป็นการก่อให้เกิด 19 อรรถประโยชน์ด้านสถานที่ และเวลาในการขนส่ง (Time-inTransit) กับความต่อเนื่องในการให้บริการ (Consistency of Service) เป็นตัวที่บ่งบอกถึง อรรถประโยชน์ด้านเวลา (จักรกฤษณ์ดวงพัสตรา,2543) แลมเบิร์ท (Lambert, Stock & Ellran, 1998) ได้ให้ความหมายของโลจิสติกส์ (Logistics) ไว้ว่าเป็นกระบวนการวางแผนการดำเนินงาน และ การควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้การเคลื่อนย้ายการจัดเก็บวัตถุดิบสินค้าระหว่างผลิตสินค้า สำเร็จรูป และสารสนเทศที่เกี่ยวข้องดำเนินไปจากแหล่งจัดหาไปสู่จุดบริโภคเพื่อตอบสนองความ ต้องการของลูกค้าด้วยต้นทุนประสิทธิภาพในการขนส่ง (Efficiency of Transportation) การ พัฒนาการขนส่งนั้นมุ่งที่จะพัฒนาให้การขนส่งมีคุณภาพมีมาตรฐาน และประสิทธิภาพมากที่สุดซึ่ง ตามหลักของการขนส่งแล้วถือว่าการขนส่งที่มีประสิทธิภาพจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 1. ความรวดเร็วการขนส่งที่มีความรวดเร็วสามารถที่จะทำให้สินค้า และบริการต่าง ๆ ไปสู่ตลาดได้ อย่างรวดเร็ว ทันเวลา และทันต่อความต้องการมีความสด และมีคุณภาพเหมือนกับสินค้าและบริการ ที่แหล่งผลิต 2. การประหยัดการขนส่งที่มีประสิทธิภาพจะต้องทำให้เกิดการประหยัดในต้นทุนการ ขนส่ง และประหยัดในราคาค่าบริการกล่าวคือผู้ประกอบกิจการขนส่งต้องพยายามให้ต้นทุนในการ ขนส่งต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ซึ่งเมื่อต้นทุนในการขนส่งต่ำแล้วการเรียกเก็บอัตราค่าบริการก็ลดลงด้วย อันจะทำให้ผู้ใช้บริการประหยัดค่าใช้จ่ายในการเสียอัตราค่าบริการโดยสารหรือค่าระวางด้วยดังนั้น ความประหยัดถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ 3. ความปลอดภัยหมายถึงความ ปลอดภัยจากการสูญเสียหรือเสียหายของสินค้าตลอดจนความปลอดภัยของยานพาหนะที่ใช้ในการ ขนส่งด้วยซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับระบบการขนส่งซึ่งถือได้ว่าผู้ประกอบการขนส่งต้อง รับผิดชอบต่อการสูญเสีย และเสียหายในทุกอย่างที่เกิดขึ้นต่อสินค้าและบริการ 4. ความสะดวกสบาย การขนส่งที่ดีจะต้องให้ความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้บริการหรือความสะดวกในการขนส่งสินค้า และ บริการเช่นยานพาหนะจะต้องมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ไว้อย่างครบถ้วนพร้อมที่นำมาใช้ ในการเคลื่อนย้ายได้ทันที5. ความแน่นอนเชื่อถือได้และตรงต่อเวลา (Certainty and Punctuality) ถือเป็นเรื่องที่สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับการขนส่ง เพราะการขนส่งที่ดีและมีประสิทธิภาพจะต้องมี กำหนดในการเดินทางที่แน่นอนเชื่อถือได้และตรงต่อเวลามีจำนวนเที่ยวที่วิ่งเวลาที่จะออกเดินทาง จากต้นทางเวลาที่เดินทางถึงปลายทางระยะเวลาในการเดินทางเวลาที่จะผ่านจุดที่สำคัญต่าง ๆ ซึ่ง จะต้องระบุไว้และจะต้องรักษาเวลาให้เป็นไปตามที่กหนดไว้จึงจะถือว่ามีประสิทธิภาพ จากทฤษฎี เกี่ยวกับการขนส่งสินค้า สรุปได้ว่าการขนส่ง (Transportation) หมายถึง การเคลื่อนย้ายคน สัตว์ สิ่งของ จากสถานที่หนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง โดยการขนส่งที่มีประสิทธิภาพจะต้องประกอบด้วย ความเร็วการประหยัด ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย ความแน่นอนเชื่อถือได้และตรงต่อเวลา


15 2.4 ทฤษฎีเกี่ยวกับระยะเวลาในการขนส่ง การกระจายสินค้า (Physical Distribution) หมายถึง การดำเนินการเคลื่อนย้ายสินค้าทั้ง ภายในองค์กรและผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อตอบสนองความต้องการและสร้างความพอใจ ให้กับลูกค้า ซึ่งเกี่ยวกับกิจกรรมการขนส่ง การเก็บรักษา การจัดการสินค้าคงเหลือ การหีบห่อ การ นำส่งสินค้าและการดำเนินคำสั่งซื้อ ความสำเร็จของสินค้าขึ้นอยู่กับการเคลื่อนย้ายสินค้าของผู้ผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการและสร้างความพอใจให้กับลูกค้าในเวลาที่ถูกต้อง (at the Right Time) และในสถานที่ที่ถูกต้อง (to the Right Place) ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด (at the Least Cost) และใน ปริมาณที่ถูกต้อง (in the Right Quantity) (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิทยาการจัดการ, 2536) วิทยา สุหฤดำรง และต่อศักดิ์ กิจชัยนุกุล (2543) กล่าวว่า การจัดการกระจายสินค้าต้อง พิจารณาในภาพรวมของระบบโลจิสติกส์ ในด้านเครือข่ายการปฏิบัติงาน การจัดการกระจายสินค้า ต้องกำหนดคลังสินค้าให้สามารถเชื่อมโยงการปฏิบัติงานเข้ากันอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบสนอง เป้าหมายของระบบโลจิสติกส์จากสภาพการแข่งขันของธุรกิจที่กำลังเผชิญอยู่นี้การนำเสนอคุณค่า ของสินค้าสู่ลูกค้าหรือองค์กรธุรกิจจะสำเร็จได้เกิดจากระบบการจัดการกระจายสินค้า และกลยุทธ์ การจัดการกระจายสินค้าขององค์กรที่ดี ดังนั้นต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับการปฏิบัติงานของคู่แข่ง ในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรืออุตสาหกรรมอื่น ๆ มาเป็นแนวทางในการวางแผนที่สำคัญ คือ ต้อง วิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ลูกค้าสนใจ นำมากำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายการจัดการกระจายสินค้า เป็น สำคัญ กลยุทธ์การกระจายสินค้าจะเป็นผลมาจากการกำหนดกลยุทธ์ด้านโลจิสติกส์ และการจัดการ โซ่อุปทานโดยในแต่ละอุตสาหกรรมหรือแต่ละผลิตภัณฑ์ มีองค์ประกอบและความซับซ้อนที่แตกต่าง กันไปเช่นกัน จุดเริ่มต้นที่สำคัญในการกำหนดแนวทางการจัดการโลจิสติกส์ คือ การวิเคราะห์ถึง รูปแบบลักษณะความต้องการในตัวผลิตภัณฑ์ มีองค์ประกอบในการพิจารณา เช่น ช่วงวัฎจักรอายุ ของผลิตภัณฑ์ ความสามารถในการคาดการณ์ความต้องการ ได้ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ค่าเฉลี่ยมาตรฐานของระยะเวลานำ (Lead Time) และการบริการโดยปัจจัยเหล่านี้ทำ ให้สามารถ พิจารณาแบ่งประเภทของผลิตภัณฑ์ได้ 2 ประเภท คือ 1. ผลิตภัณฑ์ที่มุ่งด้านการใช้งาน (Functional Product) เป็นผลิตภัณฑ์ที่มุ่งตอบสนองความจำเป็นในการใช้งานทั่วไป ที่มีความต้องการใช้งาน สม่ำเสมอมีการเปลี่ยนแปลงไม่มาก สามารถคาดหมายปริมาณความต้องการได้ ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ มักจะมีคู่แข่งมาก เกิดการแข่งขันด้านต้นทุนผลิตภัณฑ์ทำให้อัตรากำไรลดลง 2. ผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้น นวัตกรรม (Innovation Product) เป็นผลิตภัณฑ์ที่มุ่งสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ เพื่อมุ่ง ตอบสนองความต้องการสำหรับลูกค้าเฉพาะกลุ่มที่มีความต้องการที่แตกต่างออกไป หรืออาจจะต้อง สร้างความต้องการให้เกิดกับผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ด้วยความแตกต่างนี้ผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมจะ สามารถสร้างอัตรากำไรได้ในระดับสูง มีคู่แข่งขันน้อยและเข้ามาได้ยาก อย่างไรก็ตามเนื่องจาก กลุ่มเป้าหมายมีเฉพาะกลุ่ม อาจมีความต้องการที่เปลี่ยนได้ง่าย เมื่อมีผลิตภัณฑ์อื่นที่ต้องการทำให้การ


16 พยากรณ์ความต้องการได้ยาก จากลักษณะความต้องการในแต่ละประเภทของผลิตภัณฑ์ส่งผลให้การ กำหนดกลยุทธ์การกระจายสินค้าของแต่ละผลิตภัณฑ์มีความแตกต่างกัน คือ 1. ผลิตภัณฑ์ที่มุ่งการ ใช้งาน จะมุ่งที่ประสิทธิภาพของกระบวนการโดยเฉพาะด้านต้นทุนต่อหน่วยให้ต่ำ 2. ผลิตภัณฑ์ที่ มุ่งเน้นนวัตกรรม จะมุ่งในการตอบสนองความแปรเปลี่ยนความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ต้องมีความ รวดเร็วและมีความยืดหยุ่นสูง จากแนวคิดของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทดังกล่าว ควรนำมาพิจารนา กำหนดกระบวนการปฏิบัติงานในการกระจายสินค้าและกระบวนการต่าง ๆ ของระบบโลจิสติกส์ เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับประเภทของผลิตภัณฑ์ ทั้งในด้านการกำหนดเครือข่ายของคลังสินค้า และขั้นตอนการกระจายสินค้าที่เหมาะสม การวางแผนความต้องการในการกระจายสินค้า (Distribution Requirement Planning: DRP) การกระจายสินค้าควรพิจารณาลักษณะเครือข่ายของ คลังสินค้าที่สามารถครอบคลุมลูกค้าในพื้นที่ต่าง ๆ ในการจัดการต้องมีวิธีการช่วยในการตัดสินใจ การ วางแผน และการควบคุม การปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ วิธีการที่สามารถใช้ได้คือ การ วางแผนความต้องการในการกระจายสินค้าหรือ Distribution Requirement Planning (DRP) มี หลักการพื้นฐานจากระบบดึง (Pull System) เช่นเดียวกับระบบ MRP ที่ใช้ในการจัดการด้านการ ผลิต แต่ DRP จะประยุกต์ใช้ในส่วนการจัดการกระจายสินค้าไปยังคลังสินค้าต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม DRP จะเชื่อม MRP ในส่วนการผลิต เช่นกัน โดยที่ข้อมูลการพยากรณ์ความต้องการของ DRP จะเป็น ข้อมูลพื้นฐานของแผนกำหนดการผลิตหลัก หรือ Master Production Scheduling (MPS) ซึ่งต้อง ทำการผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่าง ๆ จากที่ได้กล่าวถึงแนวทางการจัดการ กระจายสินค้าสามารถสรุปถึงสิ่งที่ต้องตัดสินใจในการกระจายสินค้าได้ ดังนี้1. การจัดการด้านข้อมูล สารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสนับสนุนการตัดสินใจในการปฏิบัติงานทั้ง ในด้านปริมาณ เวลาและสถานที่ของระบบการกระจายสินค้า 2. การพิจารณากำหนดเครือข่าย คลังสินค้าให้เหมาะสมกับเป้าหมาย ทั้งนี้เครื่องมือในการจัดการอาศัยแนวคิดของ Network Research เป็นวิธีการวิเคราะห์เชิงเครือข่ายที่อาศัยพื้นฐานของการคำนวณทางด้านการวิจัย ดำเนินงาน (Operations Research) ที่จะช่วยให้สามารถพิจารณาการกำหนดเครือข่ายคลังสินค้าได้ อย่างเหมาะสม อาศัยข้อมูลพื้นฐานในการจัดการที่มีอยู่ เช่น ต้นทุนการขนส่ง ปริมาณการขนส่ง ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มาประกอบการพิจารณา โดยการหาคำตอบที่มีค่าดัชนีวัดผลเหมาะสมตามที่ได้ กำหนดไว้ เช่น ต้นทุนรวมทั้งระบบในการกระจายสินค้าในแต่ละปีเป็นต้น 3. การพิจารณาด้าน เส้นทางการขนส่งของพาหนะ ค่าใช้จ่ายด้านขนส่งจะเป็นต้นทุน ส่วนที่มีความสำคัญในการปฏิบัติงาน การกระจายสินค้า การพิจารณากำหนดเส้นทางการขนส่ง ควรพิจารณาควบคู่กับการกำหนดเครือข่าย คลังสินค้าที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง ปัจจัยพิจารณาในการประเมินผลการปฏิบัติงานกระจายสินค้า 1. ระยะเวลาและความรวดเร็วในการกระจายสินค้า เปรียบเทียบกับแผนดำเนินงานในส่วนอื่น ๆ ของ ธุรกิจโดยรวม เช่น ด้านแผนการตลาด การกระจายสินค้าต้องสอดคล้องกับการ ประชาสัมพันธ์สินค้า


17 ด้านการผลิต ต้องกระจายสินค้าไปสู่คลังสินค้าต่าง ๆ ได้ตรงตามความต้องการของลูกค้า 2. ปริมาณ การขนส่ง การส่งมอบได้ครบถ้วนตามปริมาณความต้องการที่เกิดขึ้น ในแหล่ง 3. ต้นทุนการ ปฏิบัติงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาในหลาย ๆ แง่มุม เช่น ต้นทุนกระจายสินค้า แบ่งแยกตาม กลุ่มสินค้า แบ่งแยกตามประเภทช่องทางกระจายสินค้า หรือตามประเภทพาหนะขนส่ง เป็นต้น 4. ความครอบคลุมในด้านช่องทางกระจายสินค้าหรือด้านภูมิศาสตร์ เป็นการวัดผลเปรียบเทียบต่อ เป้าหมายเชิงกลยุทธ์กิจโดยรวมขององค์กร (วิทยา สุหฤทดำรง และต่อศักดิ์กิจชัยนุกูล, 2543) 23 จากทฤษฎีเกี่ยวกับการกระจายสินค้า สรุปได้ว่าการกระจายสินค้า (Physical Distribution) หมายถึง การดำเนินการเคลื่อนย้ายสินค้าทั้งภายในองค์กร และผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อตอบสนอง ความต้องการ และสร้างความพอใจให้กับลูกค้า ซึ่งเกี่ยวกับกิจการขนส่ง การเก็บรักษา การจัดการ สินค้าคงเหลือการหีบห่อ การนำส่งสินค้า และการดำเนินคำสั่งซื้อ ความสำเร็จของสินค้าขึ้นอยู่กับการ เคลื่อนย้ายสินค้าของผู้ผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการ และสร้างความพอใจให้กับลูกค้าในเวลาที่ ถูกต้อง (At the Right Time) ในสถานที่ถูกต้อง (to the Right Place) ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด (At the Least Cost) และในปริมาณที่ถูกต้อง (in the Right Quantity) 2.5 ทฤษฎีเกี่ยวกับการคลังสินค้า คลังสินค้า (Warehouse) ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง สถานที่สำหรับ เก็บสินค้าเป็นจำนวนมาก และการคลังสินค้า (Warehousing) หมายถึง การเก็บรักษาสินค้านั่นเอง การคลังสินค้าเป็นหน้าที่หนึ่งของระบบการจัดจำหน่าย ทำการเก็บรักษาสินค้าในช่วงเวลาที่สินค้าได้ ผลิตเสร็จแล้วและรอการจำหน่าย สินค้าดังกล่าวอาจจะเป็นสินค้าที่เป็นวัตถุดิบสำหรับกระบวนการ ผลิตในขั้นตอนต่อไป หรือเป็นสินค้าสำเร็จรูปที่จะนำไปใช้บริโภค ดังนั้นสินค้าคงคลัง (Inventory) ที่ จัดเก็บในคลังสินค้าจึง จำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป หรือสินค้าที่ยังอยู่ ใน ระหว่างการผลิต (Work in process) ซึ่งยังผลิตไม่เสร็จเก็บอยู่ในคลงัสินค้าด้วยก็ได้แต่จะมีจำนวน น้อย (ศุภฤกษ์ ศิลปรัตนาภรณ์, 2554) ตามเงื่อนไขควบคุมคลังสินค้า พ.ศ. 2526 ได้ให้นิยามศัพท์ไว้ดังนี้“คลังสินค้า” หมายความ ว่า สถานที่จัดให้มีไว้พื่อกิจการคลังสินค้าตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรี(กระทรวงพาณิชย์) ประกาศ กำหนด และรัฐมนตรีได้มีประกาศกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับลักษณะ และสภาพของคลังสินค้าซึ่ง สรุปได้ว่า “คลังสินค้า” เป็นอาคารที่มีโครงสร้างมั่นคง แข็งแรง ผนังทาด้วยอิฐ หรือคอนกรีตบล๊อก หรือคอนกรีตเสริมเหล็ก หรือวัสดุที่มีความมั่นคง แข็งแรง ทนทาน หลังคาต้องมุงด้วยกระเบื้อง หรือ สังกะสีหรือวัสดุที่มีความแข็งแรงทนทาน พื้นต้องทาด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก สามารถรับน้ำหนักได้ไม่ น้อยกว่าสาบสิบเมตริกตันต่อหนึ่งตารางเมตร


18 “การคลังสินค้า” หมายความว่าการรับทำการเก็บรักษาสินค้า หรือการรับทำการเก็บรักษา สินค้า และให้บริการเกี่ยวกับสินค้านั้น เพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติไม่ว่าบำเหน็จนั้นจะเป็นเงิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์อื่นใด Michael A. Hitt และคณะ ได้ให้คำนิยามไว้ในหนังสือ Effective Management ของเขา สั้นๆ แต่กินความได้กว้างขวางว่า “การจัดการคือการประสมประสานทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้การดำ เนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล และบรรลุผลตามวตัถุประสงค์ที่กำหนดไว้” “การจัดการคลังสินค้า คือกระบวนการประสมประสานทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้การดำเนิน กิจการคลังสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล และบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของคลังสินค้าแต่ละ ประเภทที่กำหนด” การจัดการคลังสินค้า (Warehouse management) เป็นการจัดการในการรับการจัดเก็บ หมายถึง การจัดส่งสินค้าให้ผู้รับเพื่อกิจกรรมการขาย เป้าหมายหลักในการบริหารดำเนินธุรกิจ ใน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับคลังสินค้า ก็เพื่อให้เกิดการดำเนินการเป็นระบบให้คุ้มกับการลงทุน การควบคุม คุณภาพของการเก็บ การหยิบสินค้า การป้องกันลดการสูญเสียจากการดำเนินงาน เพื่อให้ต้นทุนการ ดำเนินงานต่ำที่สุด และการใช้ประโยชน์เต็มที่จากพื้นที่ ลักษณะและความสำคัญของการคลังสินค้า (Importance of warehousing) จากที่กล่าวมา ข้างต้น คลังสินค้าทำหน้าที่ในการเก็บสินค้าระหว่างกระบวนการจัดส่ง ซึ่งสินค้าที่เก็บไว้สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 ประเภทได้แก่ วัตถุดิบ (Material) ชิ้นส่วนประกอบ (Components) ชิ้นส่วนต่างๆ (Parts) สินค้าสำเร็จรูป (Finished goods) (ศุภฤกษ์ ศิลปรัตนาภรณ์, 2554) 1) วัตถุประสงค์ของการใช้คลังสินค้า มีหลายประการดังต่อไปนี้ 1. เพื่อให้เกิดการประหยัดในการขนส่งและการผลิต 2. เพื่อต้องการลดจากการสั่งซื้อจำนวนมากหรือส่วนลดจาการสั่งซื้อล่วงหน้า 3. เพื่อเป็นแหล่งของวตัถุดิบ ส่วนประกอบ และชิ้นส่วนที่ใช้ในการผลิต 4. เพื่อสนับสนุนนโยบายการให้บริการลูกค้า 5. เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะทางการตลาด เช่น ความ ต้องการ สินค้าที่ผันผวนความต้องการสินค้าแบบฤดูกาล 6. เพื่อลดเวลานำ (Lead time) ของการสั่งซื้อสินค้า 7. เพื่อสนับสนุนระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี (JIT) ของผู้ขายปัจจัยการผลิตและ ลูกค้า 2) ประโยชน์ของการจัดการคลังสินค้า


19 1. คลังสินค้าช่วยสนับสนุนการผลิต (Manufacturing support) โดยคลังสินค้าจะ ทำหน้าที่ในการรวบรวมวัตถุในการผลิตชิ้นส่วน และส่วนประกอบต่างๆ จากผู้ขายปัจจัยการผลิต เพื่อ ส่งป้อนให้กับโรงงาน เพื่อผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปต่อไป 2. คลังสินค้าเป็นที่ผสมผลิตภัณฑ์ (Mixing warehouse) ในกรณีที่มีการผลิตสินค้า จากโรงงานหลายแห่ง โดยอยู่ในรูปของคลังสินค้ากลาง (Central warehouse) จะทำหน้าที่รวบรวม สินค้าสำเร็จรูปจากโรงงานต่างๆ ไว้ในที่เดียวกัน (Mixing warehouse) เพื่อส่งมอบให้ลูกค้าตาม ต้องการ ขึ้นอยู่กับลูกค้าแต่ละรายว่าต้องการสินค้าจากโรงงานใดบ้าง 3. คลังสินค้าเป็นที่รวบรวมสินค้า (Consolidation warehouse) ในกรณีที่ลูกค้า ต้องการ ซื้อสินค้าจำนวนมากจากโรงงานหลายแห่ง คลังสินค้าจะช่วยรวบรวมสินค้าจากหลายแหล่ง เพื่อจัดเป็นขนส่งขนาดใหญ่ หรือทำให้เต็มเที่ยว ซึ่งช่วยประหยัดค่าขนส่ง 4. คลังสินค้าใช้ในการแบ่งแยกสินค้าให้มีขนาดเล็กลง (Break bulk warehouse) ในกรณีที่การขนส่งจากผู้ผลิตมีหีบห่อ หรือพาเลตขนาดใหญ่คลังสินค้าจะเป็นแหล่งที่ช่วยในการ แบ่งแยกสินค้าให้มีขนาดเล็กลง เพื่อส่งมอบให้กับลูกค้ารายย่อยต่อไป 3) ความสัมพันธ์การคลังสินค้ากับกิจกรรมอื่น การคลังสินค้ามีความสัมพันธ์กับกิจกรรมด้าน อื่นๆ ของโลจิสติกส์ดังนี้ - การคลังสินค้าและการผลิต (Warehousing and production) กล่าวคือ การผลิต สินค้าจำนวนน้อยทำให้เกิดสินค้าคงคลังจำนวนน้อยลง ซึ่งทำให้มีความต้องการพื้นที่เก็บสินค้าน้อยลง อย่างไรก็ตามการผลิตสินค้าจำนวนน้อย ทำให้ต้องมีการผลิตบ่อยครั้งซึ่งทำให้ต้นทุนการตั้งเครื่องจักร (Setup cost) และต้นทุนการเปลี่ยนสายการผลิต (Line change cost) สูง ในทางตรงกันข้ามการ เดินสายการผลิต เพื่อผลิตสินค้าจำนวนมากทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of scale) ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำ แต่ทำให้เกิดสินค้าคงคลังจำนวนมาก และต้องการพื้นที่ในการ เก็บสินค้าจำนวนมาก นอกจากนั้นในบางครั้งธุรกิจจะสั่งซื้อวัตถุ หรือส่วนประกอบต่างๆ เพื่อต้องการ ได้ส่วนลด ซึ่งทำให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าลดลง แต่ต้นทุนสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้นผู้บริหาร ควรเปรียนเทียบระหว่างต้นทุนการผลิตที่สามารถประหยัดได้ และต้นทุนสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้นเพื่อทำ ให้ได้ต้นทุนรวมต่ำที่สุด - การคลังสินค้าและการขนส่ง (Warehouse and transportation) กล่าวคือ คลังสินค้าจะรับวัตถุดิบจากผู้ขายปัจจัยการผลิตหลายรายการเพื่อรวบรวมวัตถุดิบเป็นขนาดการขนส่ง ใหญ่ขึ้นในการขนส่ง และส่งป้อนโรงงานการผลิตต่อไป ซึ่งทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาดของการ ขนส่งการมีคลังสินค้าหลายที่ สามารถจะลดค่าขนส่งได้เช่นกัน โดยคลังสินค้าจะรับสินค้าจากหลาย โรงงานเพื่อรวบรวมส่งให้กัลูกค้า ซึ่งจะทำให้เกิดการประหยัดมากกว่า ที่แต่ละโรงงานส่งสินค้าให้


20 ลูกค้าโดยตรง ซึ่งการขนส่งโดยรวมนี้จะขนส่งโดยใช้ขนาดเต็มรถบรรทุก (Truck Load:TL) หรือขนาด ที่น้อยกว่ารถบรรทุก (Lower Truck Load: LTL) ได้ - การคลังสินค้าและการให้บริการลูกค้า (Warehouse and customer service) การคลังสินค้า และการให้บริการลูกค้ามีความสัมพันธ์หลายประการ เช่น นโยบายการให้บริการลูกค้า ตลอด 24 ชั่วโมง ต้องมีสินค้าอยู่ในคงคลังจำนวนมาก นอกจากนั้นการเปลี่ยนแปลงของสภาวะทาง การตลาดสามารถส่งผลกระทบต่อการเก็บสินค้าในคลังสินค้าได้เช่นกัน ทั้งนี้เนื่องจากการพยากรณ์ ความต้องการสินค้านั้นเป็นสิ่งที่กระทำได้ยาก ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเก็บสินค้าในคลังสินค้า เกินกว่าความต้องการลูกค้าไว้จำนวนหนึ่งซึ่งสามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้ในกรณีที่การ ผลิตมีปัญหา หรือการส่งมอบจากโรงงานล่าช้ากว่าที่กำหนดผิดปกติ 4) ความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของการคลังสินค้า การคลังสินค้ามีความสำคัญดังนี้ คือ - ช่วยประหยัดค่าขนส่งคลังสินค้าจะช่วยประหยัดค่าขนส่งที่เกิดจากการซื้อวัตถุดิบ จากผู้ขาย และการขายสินค้าสำเร็จรูป ให้ผู้ซื้อในด้านของการซื้อวัตถุดิบจากผู้ขาย วัตถุดิบที่สั่งซื้อ จากผู้ขายหลาย ๆ รายจะถูกส่งมารวมกันในคลังสินค้าที่ใกล้กับแหล่งของผู้ขาย ต่อจากนั้นจะขนส่ง วัตถุดิบ ไปยังโรงงานของผู้ซื้อตั้งอยู่ห่างไกลจากคลังสินค้า ทำให้เสียค่าขนส่งน้อยกว่ากรณีที่ผู้ขายทุก ๆ รายขนส่งสินค้าไปยังโรงงานของผู้ซื้อเอง ในการขนส่งสินค้าสำเร็จรูปให้ผู้ซื้อ คลังสินค้ามีส่วนช่วย ในการประหยัดค่าใช้จ่าย ยกตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าผู้ผลิตสินค้าก่อตั้งโรงงาน หลายโรงงานที่ทำการผลิตสินค้าหลายชนิด อาทิโรงงาน ก. ผลิตยาสีฟัน โรงงาน ข. ผลิตสบู่ และ โรงงาน ค. ผลิตผงซักฟอก ซึ่งสินค้าที่ผลิตเหล่านี้ต่างเป็นผลิตภณัฑ์ของกิจการอย่างเดียวกันกิจการที่ ทำการผลิตสินค้าหลายอย่างมักจะมีคลังสินค้าสำหรับเป็นที่เก็บสินค้าทุกชนิดที่ทำการผลิตเสร็จ เมื่อ ลูกค้ามีคำ สั่งซื้อสินค้าหลายชนิดจะถูกขนส่งไปให้ลูกค้าพร้อมกัน ถ้าไม่มีคลังสินค้ากิจการจะต้องทำ การขนส่งสินค้าทั้ง 3 ชนิด โดยตรงจาก 3 โรงงานไปให้ลูกค้า การมีคลังสินค้าจึงช่วยประหยัดค่าขนส่ง - ช่วยประหยัดต้นทุนการผลิต การผลิตสินค้าแต่ละชนิดจำนวนมากจะช่วยประหยัด ต้นทุนการผลิต คือ ต้นทุนต่อหน่วยสินค้าจะต่ำ การผลิตสินค้าจำนวนมากย่อมต้องใช้วัตถุดิบปริมาณ มาก จึงมีความจำเป็นต้องใช้คลังสินค้า เพื่อเก็บวัตถุดิบ และสินค้าจำนวนมาก อย่างไรก็ตามต้นทุน การผลิตที่ประหยัดได้อย่างน้อยจะต้องเท่ากับค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการใช้คลังสินค้า จึงจะบรรลุ เป้าหมายที่จะทำ ให้ต้นทุนทั้งหมดมีจำนวนต่ำสุด - ช่วยให้ได้รับผลประโยชน์จากส่วนลด เพื่อซื้อสินค้าจำนวนมาก เมื่อกิจการทำการ ผลิตสินค้าปริมาณมาก ย่อมต้องการใช้วัตถุดิบมาเก็บไว้ปริมาณวัตถุดิบที่ซื้อจำนวนมากนี้ทำให้ กิจการได้รับผลประโยชน์คือจะได้รับส่วนลดจากการซื้อ ทำให้ราคาซื้อวัตถุดิบต่อหน่วยต่ำ นอกจากนี้ การซื้อน้อยครั้ง และแต่ละครั้งซื้อเป็นจำนวนมาก ค่าขนส่งตลอดจนค่าระวางเมื่อรวมกันแล้วย่อม น้อยกว่าการซื้อหลายครั้ง และแต่ละครั้งซื้อเพียงจำนวนน้อย ผลที่เกิดขึ้นจาการประหยัดค่าใช้จ่ายนี้


21 ทำให้ต้นทุนสินค้าต่ำ เมื่อต้นทุนสินค้าต่ำย่อมทำให้ผู้ขายส่ง และผู้ขายปลีกซื้อสินค้าจากผู้ผลิตได้ใน ราคาต่ำด้วย - ช่วยป้องกันสินค้าขาดแคลน การมีวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตหรือมีสินค้าไว้เพื่อ ขายจำนวนมาก เป็นสิ่งจำเป็นในกรณีที่สินค้าในท้องตลาดเกิดการขาดแคลนอันเนื่องมาจากการนัด หยุดงานของกรรมกร การเสียหายในระหว่างขนส่ง หรือผู้ขายกักตุนสินค้าไว้กิจการจะไม่เดือดร้อน หรือมีปัญหาว่าวัตถุดิบ หรือสินค้ามีไม่เพียงพอ ถ้ามีการกักตุนวัตถุดิบคลังสินค้าเป็นสถานที่ที่ใช้เก็บ รักษาวัตถุดิบ หรือสินค้าเพื่อช่วยป้องกันมิให้เกิดปัญหาดังกล่าวได้ - ช่วยสนับสนุนนโยบายการให้บริการลูกค้าของกิจการการที่กิจการมีคลังสินค้า หลายแห่ง จะช่วยสนับสนุนนโยบายในการให้บริการลูกค้าอย่างรวดเร็ว เพราะกิจการสามารถส่ง สินค้าจากคลังสินค้าที่อยู่ของลูกค้าไปให้ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และไม่เสียเวลา - ช่วยให้เกิดความพร้อมที่จะเผชิญกับภาวะการเปลี่ยนแปลงของตลาด บางครั้ง กิจการไม่สามารถพยากรณ์อย่างแน่นอนถึงจำนวนสินค้าที่ลูกค้าต้องการอย่างแท้จริง ตลอดจน ระยะเวลาที่ผู้ขายปลีก และผู้ขายส่งจะสั่งซื้อสินค้า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเก็บรักษาสินค้าไว้จำนวนหนึ่ง นอกเหนือจากจำนวนที่คาดคะเนไว้ตามปกติเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการตอบสนองความต้องการ ของลูกค้าที่เกินจำนวนที่คาดหมายไว้ตลอดจนสามารถส่งสินค้าได้ตามปกติถึงแม้ว่าสินค้าที่สั่งซื้อใหม่ จะถูกส่งมายังคลังสินค้าล่าช้ากว่ากำหนดก็ตาม ประเภทของคลังสินค้า (Warehouse type) ประเภทของคลังสินค้าซึ่งพอจะจำแนก คลังสินค้าตามลักษณะของจุดมุ่งหมายในการประกอบกิจการสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้ 1) กลุ่มคลังสินค้าสาธารณะ (Public warehouse) เป็นกิจการทางธุรกิจที่เป็นเอกเทศ เฉพาะ ไม่ใช่เป็นส่วนของกิจการหลักอย่างอื่น และเป็นกิจการแขนงหนึ่งของอุตสาหกรรมบริการ กิจการในหน้าที่คลังสินค้าสาธารณะ คือการจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการเก็บรักษาสินค้า และ ให้บริการรับจัดเก็บรักษาสินค้า รวมทั้งให้บริการต่างๆ เกี่ยวกับสินค้านั้นเพื่อบำเหน็จตอบแทนเป็น ทางค้าปกติของกิจการ หรือคลังสินค้าสาธารณะอาจเป็นคลังสินค้าที่จัดตั้งขึ้นในรูปของบริษัทจำกัดมี วัตถุประสงค์ในการดำเนินงานเกี่ยวกับการให้บริการรับฝากสินค้า และบริการอื่นๆ ที่ เกี่ยวกับ คลังสินค้าโดยเฉพาะ ทั้งนี้เพื่อหวังว่าตอบแทนจากการให้บริการนั้น ในประเทศไทยการจัดตั้ง คลังสินค้าสาธารณะจะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และประกอบกิจการ ภายใต้เงื่อนไขการควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ด้วย ซึ่งสามารถที่จะแบ่งคลังสินค้ากลุ่มนั้นออกเป็น 3 ประเภท คลังสินค้าสาธารณะของบริษัทเอกชน เป็นธุรกิจการค้าของภาคเอกชนที่จัดตั้งขึ้นในรูปของ บริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัดแล้วแต่กรณีลงทุนจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการเก็บรักษา


22 ขึ้นเป็นแบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะ หรือหลาย ๆ แบบรวมอยู่ในบริษัทเดียวกันก็ได้ท้งนั้นขึ้นอยู่กับ ลักษณะของสินค้าที่รับทำการเก็บรักษา กิจการสำคัญที่คลังสินค้าสาธารณะของบริษัทเอกชน ดำเนินงานได้แก่ 1. รับฝากสินค้าโดยผู้ประกอบกิจการคลังสินค้าได้รับเงินค่าตอบแทน 2. ให้ผู้ฝากกู้ยืมเงินโดยเอาสินค้าที่ฝากนั้นจำนำไว้เป็นประกันแก่ผู้ประกอบกิจการ คลังสินค้าโดยผู้ประกอบกิจการคลังสินค้าได้รับดอกเบี้ย หรือประโยชน์อื่นใดเป็นค่าตอบแทน 3. กระทำการใดๆ ตามแบบพิธีเกี่ยวกับการศุลกากรการนำเข้าการส่งออกการขนส่ง สินค้า และการจัดให้มีการประกันภัยซึ่งสินค้าซึ่งตนพึงกระตามสัญญาเก็บของในคลังสินค้า เป็นต้น คลังสินค้าสาธารณะขององค์การรัฐบาล จะจัดตั้งขึ้นในรูปของรัฐวิสาหกิจหรือรัฐพาณิชย์ รูปแบบอื่นๆ จุดมุ่งหมายหรือนโยบายหลักในการประกอบกิจการขององค์การเหล่านี้เพื่อสนอง นโยบายของรัฐบาลในด้านต่างๆ เป็นสำคัญ เช่น นโยบายทางเศรษฐกิจการรักษาความมั่นคงของชาติ หรือเป็นกิจการด้านสาธารณูปโภคที่มีความสำคัญต่อประชาชนเป็นจำนวนมากเป็นต้น คลังสินค้าสาธารณะของสหกรณ์สหกรณ์ เป็นองค์การของเอกชนที่อยู่ภายใต้การควบคุม และโดยการสนับสนุนของรัฐบาลจัดตั้งขึ้นตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายสหกรณ์เป็นการรวมตัวของ กลุ่มอาชีพ หรือกลุ่มผลประโยชน์ที่มีเป้าหมายในการดำเนินกิจการร่วมกันช่วยเหลือ สนับสนุนซึ่งกัน และกัน ในทางเศรษฐกิจ เช่น สหกรณ์การเกษตร นโยบายหลัก คือรับทำการเก็บรักษาสินค้า และให้บริการเกี่ยวกับสินค้าเพื่อบำเหน็จ เป็น ทางค้าปกติสินค้าที่รับทำการเก็บรักษาเป็นสินค้าของสมาชิก และเป็นสินค้าเฉพาะอย่างอันเป็น ผลผลิตตามอาชีพของสมาชิกของสหกรณ์นั้นๆ และเมื่อเกิดผลกำไรจากการประกอบกิจการคลังสินค้า ผลกำไรนั้นก็แบ่งสรรปันผลกับคืนให้แก่สมาชิก 2) กลุ่มคลังสินค้าส่วนบุคคล (Private warehouse) จุดหมายในการจัดตั้ง คือการเก็บรักษา สินค้าเพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์ของกิจการอันเป็นธุรกิจหลักที่เป็นเจ้าของคลังสินค้านั้น ซึ่งผู้ ประกอบธุรกิจที่เป็นหลักนั้น อาจเป็นบริษัทเอกชนองค์การรัฐบาล หรือสหกรณ์สิ่งอำนวยความ สะดวกในการเก็บรักษาอาจเป็นอาคารคลังแบบหนึ่งแบบใด หรือเป็นเพียงพื้นที่เก็บรักษาที่รวมอยู่ใน อาคารเดียวกันกับกิจการอันเป็นธุรกิจหลักของบริษัท หรือองค์การนั้นก็ได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของ สินค้าที่เก็บรักษา และประมาณที่จำเป็นต้องเก็บรักษาไว้ในขณะใดขณะหนึ่ง ซึ่งจะจำแนกตาม ลักษณะความแตกต่างที่กล่าวแล้วออกเป็น 3 ประเภท คือ คลังสินค้าส่วนบุคคลของกิจการผลิตสินค้า ขั้นตอนที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่ 3 ขั้นตอน คือ 1) การจัดการพัสดุการผลิต ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนด ความต้องการการจัดหา และการเก็บรักษาพัสดุการผลิต ซึ่งจะนำเข้าสู่กระบวนการผลิต 2) การแปลง สภาพการผลิตให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป 3) การตลาดในการที่จะกระจายสินค้าสำเร็จรูปอันป็นผลผลิต


23 ของกิจการไปยังผู้จำหน่ายสินค้าซึ่งจะเริ่มด้วยการเก็บสินค้าสินค้าที่ผลิตออกมาแล้วจัดส่งไปยังผู้ จำหน่ายโดยผ่านการขนส่งที่เหมาะสม คลังสินค้าส่วนบุคคลของกิจการจำหน่ายสินค้า กิจการจำหน่ายสินค้าโดยทั่วไปจะ ประกอบด้วยส่วนสำคัญ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสินค้าอยู่2 ฝ่าย คือ ฝ่ายควบคุมสินค้า กับฝ่ายขาย สินค้า ฝ่ายควบคุมสินค้า ทำหน้าที่กำหนดความต้องการจัดหาสินค้าเข้ามา เป็นฝ่ายที่กำหนดว่าจะ สะสมสินค้าชนิดใด รายการใด ไว้เป็นปริมาณมากน้อยเพียงใด ซึ่งมักจะใช้หลักการสะสมที่เรียกว่า “ปริมาณการสั่งอย่างประหยัด หรือ (Economic Order Quantity: EQO) โดยมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญ อยู่ว่า สั่งซื้อมาสะสมเฉพาะรายการที่จำเป็นแต่เพียงจำนวนจำกัด แต่ไม่ขาดแคลนด้วยอัตราความถี่ ของการสั่งที่เหมาะสม คลังสินค้าประเภทนี้เป็นเครื่องมือของฝ่ายควบคุมสินค้า ทำหน้าที่เก็บรักษา สินค้าตามเกณฑ์สะสมที่กำหนดนั้น คลังสินค้าส่วนบุคคลของกิจการขนส่งสินค้า จุดประสงค์ในการประกอบกิจการ คลังสินค้า ประเภทนี้คือการสนับสนุนการบริการขนส่งซึ่งเป็นธุรกิจหลักของกิจการ 3) กลุ่มคลังเก็บพัสดุ (Material warehouse) คลังเก็บพัสดุเป็นการอำนวยประโยชน์และ เครื่องมือของการจัดการพัสดุ ทำหน้าที่เก็บรักษาพัสดุ เพื่อจ่ายสนองความต้องการของกิจการ หรือ องค์การที่เป็นเจ้าของคลังเก็บพัสดุนั้น ในการผลิตคลังเก็บพัสดุอาจจำแนกตามลักษณะของกิจการ หลักที่คลังเก็บพัสดุนั้น ทำหน้าที่เป็นกิจกรรมอุปกรณ์ในการจัดการพัสดุซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการ ประกอบกิจการแตกต่างกันได้เป็น 4 ประเภท คือ 1. คลังเก็บพัสดุของกิจการผลิตสินค้า 2. คลังพัสดุของกิจการบริการ 3. คลังเก็บพัสดุทางธุรการ 4. คลังเก็บพัสดุทางโลจิสติกส์ 4) กลุ่มคลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded warehouse) คลังสินค้าทัณฑ์บน เป็นคลังสินค้าที่ทำ กำไรได้มาก สินค้าที่เก็บเหล่านี้ 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ฉมามาศ ประยงค์ (2555) ได้ทำการศึกษาเรื่อง การปรับปรุงประสิทธิภาพการขนส่งและกะ จายสินค้า กรณีศึกษา บริษัท ซี-โปร โลจิสติกส์ แอนดิสทริบิวชั่น วัตถุประสงค์ของการทํากรณีศึกษา ครั้งนี้ คือ เพื่อปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งและกระจายสินค้า โดยคํานวณจากความ ต้องการการให้บริการจากลูกค้า โดยลดมูลค่าการสูญเสียโอกาสในการให้บริการที่เกิดจากจํานวนรถที่ ไม่เพียงพอและไม่สามารถให้บริการได้เต็ม ประสิทธิภาพ และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งและ กระจายสินค้าเพิ่มขึ้น จากการศึกษาพบว่า บริษัทมีมูลค่าการสูญเสียโอกาสในการให้บริการจํานวน มาก โดยการนําการวิเคราะห์ ต้นทุน หาค่า NPV ระหว่างการลงทุน และการสรรหาพาร์ทเนอร์ และ


24 การวิเคราะห์ปญหาการเกิดอุบัติเหตุ โดยนําทฤษฎีการสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน เพื่อลดปัญหา การเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงมีนโยบายและมาตรฐานการซ่อมบํารุงที่มีประสิทธิภาพ ศศิธร ใจมุก (2559) ได้ทำการศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ด้านการขนส่งสินค้าทางถนนในจังหวัดเชียงใหม่ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์ สหภาพทั่วไปของระบบโลจสติกส์ด้านการขนส่งสินค้าทางถนนในจังหวัดเชียงใหม่ 2) ปัจจัยที่ส่งผล กระทบต่อการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการขนส่งสินค้าทางถนนในจังหวัดเชียงใหม่ 3) เพื่อ วิเคราะห์แนวทางในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการขนส่งสินค้าทางถนนในจังหวัดเชียงใหม่ กลุ่ม ตัวอย่างในการวิจัยคือผู้ให้บริการโลจิสติกส์ด้านการขนส่งสินค้าทางถนนในจังหวัดเชียงใหม่ มีการใช้ แบบสอบถามในการรวบรวมข้อมูลและวิเคาระห์ข้อมูลด้วยกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (Analytical Hierarchy Process : AHP) เพื่อจัดลำดับความสำคัญของปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการ พัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการขนส่งสินค้าทางถนน ธนภร เหมือนใจ (2562) ได้ทำการศึกษาเรื่อง ปัจจัยและกิจกรรมทางโลจิสติกส์ที่มีผลต่อ ประสิทธิภาพของกระบวนการขนส่งสินค้าของผู้ประกอบการธุรกิจไม้ดอกไม้ประดับในหมู่บ้าน ไม้ ดอกไม้ประดับคลอง 15 จังหวัดนครนายก การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยของ ผู้ประกอบการธุรกิจและข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจไม้ดอกไม้ประดับคลอง 15 จังหวัดนครนายก 2) กิจกรรม ทางโลจิสติกส์ในกระบวนการขนส่งสินค้าไม้ดอกไม้ประดับของผู้ประกอบการธุรกิจไม้ดอกไม้ประดับ คลอง 15 จังหวัดนครนายก 3) ปัจจัย และกิจกรรมทางโลจิสติกส์ที่มีผลต่อประสิทธิภาพกระบวนการ ขนส่งสินค้าไม้ดอกไม้ประดับของผู้ประกอบการธุรกิจไม้ดอกไม้ประดับคลอง 15 จังหวัดนครนายก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ตัวแทนผู้ประกอบการธุรกิจไม้ดอกไม้ประดับในหมู่บ้าน ไม้ ดอกไม้ประดับคลอง 15 จังหวัดนครนายก จำนวน 400 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วย Independent Samples t-test, One-Way ANOVA และ Multiple Regression Analysis พบว่า 1) ปัจจัยของผู้ประกอบการธุรกิจด้าน ประสบการณ์ทำงาน และรายได้ต่อเดือนมีผลต่อประสิทธิภาพกระบวนการขนส่งสินค้าของ ผู้ประกอบการธุรกิจไม้ดอกไม้ประดับ 2) กิจกรรมทางโลจิสติกส์ด้านการให้บริการแก่ลูกค้า การขนส่ง การบริหารสินค้าคงคลัง และโลจิสติกส์ย้อนกลับมีผลต่อประสิทธิภาพของกระบวนการขนส่งสินค้า ของผู้ประกอบการธุรกิจไม้ดอกไม้ประดับในด้านการบริหารต้นทุน และ 3) กิจกรรมทางโลจิสติกส์ ด้านการให้บริการแก่ลูกค้า การขนส่ง การเลือกสถานที่ตั้งของธุรกิจและคลังสินค้า การบริหารสินค้า คงคลัง การจัดการเครื่องใช้ การบรรจุหีบ ห่อ และโลจิสติกส์ย้อนกลับมีผลต่อประสิทธิภาพของ กระบวนการขนส่งสินค้าของผู้ประกอบการธุรกิจไม้ดอกไม้ประดับในหมู่บ้านไม้ดอกไม้ประดับคลอง 15 จังหวัดนครนายก


25 ชานนท์ หวังดี (2559) ได้ทำการศึกษาเรื่อง เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและลดต้นทุนการ ขนส่ง กรณีศึกษา บริษัท AA อีคอมเมิร์ซ วัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาระบบการวางแผนการ ขนส่งให้เกิดการจัดส่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการจัดส่งให้ได้มากที่สุด โดย ศึกษาข้อมูลกระบวนการทํางานและลดขั้นตอนการทํางานรวมถึงการปรับปรุงแก้ไขกระบวนการ ทํางานให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด โดยการศึกษาดังกล่าวทางผู้ศึกษาได้นําระเบียบวิธีการศึกษา ข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ โดยนําเอาข้อมูลในปัจจุบันมาวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือและวิธีการทางโลจิ สติกส์ให้เหมาะสมและศึกษาข้อมูลตั้งแต่กระบวนการรับสินค้า คัดแยกสินค้า จนถึงกระบวนการ ขั้นตอนจัดส่งสินค้าไป ยังผู้รับสินค้าปลายทางสําเร็จ จากการศึกษาพบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการ จัดส่งสินค้าที่ล่าช้าของพนักงานจัดส่ง ซึ่งประสิทธิภาพในการจัดส่งนั้นไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเกิดจาก กระบวนการทํางาน รวมไปถึงขั้นตอนการทํางานทั้งหมดที่ส่งผลให้มีการทํางานที่ล่าช้า จึงจําเป็นที่ จะต้องมีเครื่องมือ และวิธีการทางโลจิสติกส์มาช่วยในการลดขั้นตอนหรือกระบวนการทำงานที่ไม่ จำเป็นออก เพื่อช่วยลดเวลาในการทำงานลง อาธิตญา ฉวีวงษ์ (2556) ได้ทำการศึกษาเรื่อง ประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์ของ ผู้ประกอบการขนส่งและคลังสินค้าในจังหวัดปทุมธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา1) ปัจจัยด้านองค์กรที่ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการขนส่งและคลังสินค้าในจังหวัดปทุมธานี และ2) กิจกรรมโลจิสติกส์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการขนส่ง และ คลังสินค้าในจังหวัดปทุมธานีเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยกลุ่มตัวอย่างคือผู้ประกอบการขนส่ง และ คลังสินค้าในจังหวัดปทุมธานี จํานวน 304 ราย ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการแจกแบบสอบถาม ใช้การวิเคราะห์ความแตกต่างด้วย F-test และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วย Correlation ของ Pearson Production Moment Correlation ผลการวิเคราะห์ปัจจัยด้านองค์กร พบว่า 1) ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีทุนจดทะเบียน 1-50 ล้านบาท มีจํานวนพนักงาน 11 –50 คน มีระยะเวลา ในการดําเนินกิจการ 6 -10 ปี 2) ปัจจัยด้านองคก์รที่แตกต่างกันนั้น ส่งผลต่อประสิทธิภาพการ จัดการโลจิสติกส์ทั้ง 3 ด้าน ไม่แตกต่างกัน 3) ทุกกิจกรรมของโลจิสติกส์ มีความสัมพันธ์กับ ประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์ทั้งในด้านต้นทุน ด้านเวลา และด้านความน่าเชื่อ รวีโรจน์ ป้องทรัพย์ (2564) ได้ทำการศึกษาเรื่อง การจัดเส้นทางขนส่งชิ้นส่วนรถยนต์ กรณีศึกษาบริษัทขนส่งชิ้นส่วนรถยนต์ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การจัดเส้นทางการขนส่งสินค้าของ บริษัท กรณีศึกษาและเปรียบเทียบต้นทุนการขนส่งสินค้าก่อนจัดเส้นทางขนส่งและหลังทำการ วิเคราะห์จัดเส้นทางขนส่งของบริษัทกรณีศึกษา ผู้วิจัยเลือกข้อมูลเส้นทางการขนส่งของบริษัท กรณีศึกษา ตั้งแต่สิงหาคม – พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 โดยเส้นทางแต่ละโซนที่ลานจอดได้มีเส้นทาง ขนส่งทั้งหมด 3 โซน ซึ่งจะเลือกศึกษา 5 เส้นทางต่อ 1 โซน รวมทั้งหมด 15 เส้นทาง เพื่อมาวิเคราะห์ หาเส้นทางการขนส่งที่เหมาะสม ทางผู้วิจัยนำวิธีเซฟวิ่งอัลกอริทึม (saving algorithm) มาประยุกต์ใช้


26 กับการจัดเส้นทางการขนส่งของบริษัทกรณีศึกษา จากนั้นผู้วิจัยทำการเปรียบเทียบต้นทุนรวมในการ ขนส่งสินค้าแบบก่อนจัดเส้นทาง และหลังจัดเส้นทางด้วยวิธีเซฟวิ่งอัลกอริทึม (saving algorithm) จากผลการวิจัยพบว่ารูปแบบการจัดเส้นทางขนส่งวิธีเซฟวิ่งอัลกอริทึม (saving algorithm) สามารถ ลด ต้นทุนรวมในการขนส่งสินค้าได้ 4,816,985.71 บาทต่อปี คิดเป็น 23.68% ระยะทางขนส่งรวม ลดลง 395,740.8 กิโลเมตรต่อปี คิดเป็น 18.83 % ระยะเวลาขนส่งรวมลดลง 438,766.89 นาทีต่อปี คิดเป็น 17.37% ปริมาณเชื้อเพลิงรวมลดลง 65,956.8 ลิตรต่อปี คิดเป็น 18.38% จำนวนรถบรรทุก ลดลง 4 คัน คิดเป็น 26.67% และจำนวนพนักงานลดลง 8 คน คิดเป็น 26.67% ศิริ พลอยจินดา และพ.ต.อ. ดร.นพดล บุรณนัฏ (2562) ได้ทำการศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผล ต่อประสิทธิภาพการบริหารการจัดการโลจิสติกส์ การขนส่งทางเรือกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้ มี วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารการจัดการโลจิสติกส์การขนส่งทาง เรือกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณตรวจสอบข้อมูล และหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าค่ามีเท่ากับ .923 โดยเก็บข้อมูลจากผู้ใช้บริการ จำนวน 150 คน คิดเป็นร้อยละ 100 แล้วนำแบบสอบถามมา วิเคราะห์ และประมวลผลเพื่อนำมาหาค่าสถิติต่าง ๆ ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน การทดสอบทีเทสต์ และการวิเคราะห์ความแปรปรวน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อ ประสิทธิภาพการบริหารการจัดการโลจิสติกส์การขนส่งทางเรือ กรุงเทพมหานคร อยู่ในระดับมากทุก รายการ โดยลำดับแรก คืองานด้านการบริหารจัดการสินค้า รองลงมา งานด้านการขนส่งสินค้า และ งานด้านการบริหารจัดการสินค้า ตามลำดับ ผู้ใช้บริการเพศชายและเพศหญิง มีความคิดเห็นต่อ ประสิทธิภาพการบริหารการจัดการโลจิสติกส์การขนส่งทางเรือกรุงเทพมหานคร ของงานด้านการ บริหารจัดการสินค้า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผู้ใช้บริการเพศชาย มีความ คิดเห็นต่อประสิทธิภาพการบริหารการจัดการโลจิสติกส์ การขนส่งทางเรือกรุงเทพมหานคร งานด้าน การบริหารจัดการสินค้า สูงกว่า ผู้ใช้บริการเพศหญิง ส่วนผู้ใช้บริการที่มีอายุต่างกัน มีความคิดเห็นต่อ ประสิทธิภาพการบริหารการจัดการโลจิสติกส์การขนส่งทางเรือกรุงเทพมหานคร ของงานด้านการ บริหารจัดการสินค้า แตกต่างกันอย่างน้อย 1 คู่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผู้ใช้บริการ ที่มี อายุตั้งแต่ 51 ปีขึ้นไป มีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการบริหารการจัดการโลจิสติกส์การขนส่ง ทางเรือกรุงเทพมหานคร งานด้านการ บริหารจัดการสินค้า ต่ำกว่าผู้ที่มีอายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 30 ปี และ 41 –50 ปีตามลำดับ ประภากร อุ่นอินทร์ และฌานนพ สืบพิลา (2562) ได้ทำการศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่มีผลกระทบ ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุ ของปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการดำเนินงานขององค์กรและการให้บริการแก่ลูกค้า แนะนำเสนอแนว ทางการปรับปรุงประสิทธิภาพและผลกระทบต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า และการเพิ่ม ประสิทธิภาพในการบริการลูกค้า โดยเลือกศึกษาบริษัทที่เป็นกรณีศึกษาเป็นบริษัทที่รับขนส่งสินค้า


27 ทุกชนิดทางบก โดยสามารถแบ่งประเภทของการให้บริการ คือการขนส่งเหมาคัน และการขนส่ง เบ็ดเตล็ด การเก็บรวบรวมช้อมูลใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยการสัมภาษณ์ผู้บริหาร การเข้าไป สังเกตการณ์ทำงานของพนักงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้า ซึ่งข้อมูลที่ได้จะนำมาใช้ในการ ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งเพื่อความได้เปรียบในการ แข่งขันทางธุรกิจ ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ 1) พนักงานขับรถขาดความรู้ด้านความ ปลอดภัยในการทำงาน ด้วย เหตุนี้ผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษาเพื่อหาแนวทางการลดต้นทุนและเพิ่ม ประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า โดยผู้วิจัยได้นำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา คือ 1. ปัญหารถติด (ช่วง เทศกาล) 2. ปัญหารถเสียระหว่างทาง 3. การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน 4. การออกไปรับสินค้าล่าช้า ขึ้นอยู่กับพนักงานขับรถ 5. การได้รับใบสั่งซื้อจึงเป็นสาเหตุทำให้รับสินค้าไม่ได้ต้องเสียเวลาในการทำ เอกสารใหม่ ทวนเทพ ใจหนัก และศิริวิภา คุณาชน (2562) ได้ทำการศึกาเรื่อง การศึกษาปัญหาและ อุปสรรคในการขนส่งสินค้าประเภทโลหะ การศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการขนส่งสินค้ากรณีศึกษา บริษัท ดีโปร คอร์ป โก้ จำกัด มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหา และอุปสรรคในการขนส่งสินค้าให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งศึกษาปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ในการขนส่งสินค้าประเภทโลหะ โดยนำ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการบริหารลดต้นทุนการขนส่งสินค้าโลหะให้รวดเร็ว มี ระยะเวลาการเดินทางของสินค้าที่เหมาะสม การศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการขนส่งสินค้า กรณีศึกษา บริษัท ดีโปร คอร์ป โก้ จำกัด ทางคณะผู้จัดทำได้นำเอาโปรแกรม Microsoft Word เข้า มาช่วยให้การจัดทำรูปเล่มโครงการ เพื่อให้มีความถูกต้อง แม่นยำ ในการทำโครงการ รวมถึง โปรแกรม Power Point ซึ่งเข้ามาช่วยในเรื่องของการสร้างงานนำเสนออย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้การ อธิบายเกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น โครงการนี้เป็นประโยชน์แก่นักศึกษาโดยตรง ทำให้นักศึกษาได้หา ความรู้เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าประเภทโลหะ การประสานงานและการติดต่อสื่อสารของแต่ละ หน่วยงาน พร้อมทั้งมีการวางแผนในการทำงานของการขนส่ง เพื่อทำให้มีประสิทธิภาพในการขนส่ง มากขึ้น ทำให้รู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการทำงาน และได้แลกเปลี่ยนความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการ ทำงานด้านการขนส่งสินค้า และยังสามารถนำข้อมูล และความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการทำงานในอนาคต สามารถนำไปเผยแพร่ ในเว็บไซต์ของวิทยาลัย และงาน ATC นิทรรศน์เพื่อเป็นข้อมูลความรู้แก่ผู้อื่นที่ ต้องการศึกษาเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ ยลวรรณ มีเมศกุล (2564) ได้ทำการศึกษาเรื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการสำหรับ ธุรกิจตัวแทนรับขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาปัจจัยที่เพิ่ม ประสิทธิภาพการให้บริการสำหรับธุรกิจตัวแทนรับขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Freight Forwarder) 2. เพื่อพัฒนากลยุทธ์และสร้างความได้เปรียบ ทางการแข่งขันของธุรกิจตัวแทนรับขนส่งสินค้า ระหว่างประเทศ (Freight Forwarder) เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้


28 คือ พนักงานบริษัทที่ใช้บริการ Freight Forwarder หรือทำงานร่วมกันกับ บริษัท Freight Forward โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 385 คน คำนวณกลุ่มตัวอย่างอ้างอิงสูตรของ W.G.Cochran ที่ระดับ ความเชื่อมั่น 95% ได้กลุ่มตัวอยางทั้งสิ้น 385 คน ซึ่งผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) การวิจัยใครั้งนี้ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์ Independent Sample t-test การ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์สถิติสหสัมพันธ์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ เพื่อทดสอบสมมติฐาน ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยประชากรศาสตร์ด้านเพศ และระดับตำแหน่งงาน มี ระดับของการพิจารณาการเพิ่มประสิทธิภาพ การให้บริการสำหรับธุรกิจตัวแทนรับขนส่งสินค้า ระหว่างประเทศที่แตกต่างกัน ทั้งนี้งานวิจัยยังพบว่าปัจจัยด้านระบบสารสนเทศ ปัจจัยด้านเครือข่าย การให้บริการ ปัจจัยด้านการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ และปัจจัยด้านความหลากหลายในการให้บริการ มี ความสัมพันธ์กับการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการสำหรับธุรกิจ ตัวแทนรับขนส่งสินค้าระหว่าง ประเทศไปในทิศทางเดียวกัน


29 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย งานวิจัยในหัวข้อ ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการระบบขนส่งของบริษัท เคไลน์ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่ม ประสิทธิภาพในการจัดการระบบขนส่งของบริษัท เคไลน์ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด และเพื่อ ศึกษาแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพการขนส่งของบริษัท เคไลน์ โลจิสติคส์(ประเทศไทย) จำกัด ดังนั้นผู้วิจัยจึงใช้ระเบียบวิธีวิจัยในเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ทางสถิติ และตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยได้อย่างตรงจุดประสงค์ โดยทางผู้วิจัยได้กำหนด ขอบเขต และขั้นตอนการดำเนินการวิจัย ดังต่อไปนี้ 3.1 วิธีการศึกษา 3.2 การกำหนดประชากร และกลุ่มตัวอย่าง 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 สถิติ และการวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 วิธีการศึกษา วิธีการศึกษางานวิจัยในครั้งนี้ เป็นวิธีการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) การเก็บ และ รวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างของประชากรที่ศึกษาจะใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็น เครื่องมือ เพื่อศึกษาลักษณะประชากรศาสตร์จึงได้ทำการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ซึ่งจะใช้ข้อมูลตัวเลขในการวิเคราะห์ทางสถิติ และประมวลผล เพื่อหาข้อสรุปในงานวิจัย 3.2 การกำหนดประชากร และกลุ่มตัวอย่าง 3.2.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้ที่เคยใช้บริการขนส่งของบริษัทเค ไลน์ โลจิสติคส์โดย ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 385 คน 3.2.2 กลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยกำหนดกลุ่มตัวอย่าง โดยอ้างอิงจากสูตรไม่ทราบขนาดตัวอย่างของ W.G. Cochran (1953) เพราะไม่ทราบขนาดจำนวนประชากรที่แน่นอนของพนักงานในบริษัท เค ไลน์ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด และผู้ที่เคยใช้บริการ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นร้อยละ 95 และระดับค่าความ คลาดเคลื่อนร้อยละ 5 สามารถเขียนเป็นสูตรได้ดังนี้ สูตร N = P(1-P)Z2 D 2


30 N แทน ขนาดตัวอย่าง P แทน สัดส่วนของประชากรที่ผู้วิจัยกำลังสุ่ม .50 Z แทน ระดับความเชื่อมั่นที่ผู้วิจัยกำหนดไว้ Z มีค่าเท่ากับ 1.96 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 95 (ระดับ .05) D แทน ระดับความคลาดเคลื่อนของกลุ่มตัวอย่างที่ยอมให้เกิดขึ้นได้มีค่าเท่ากับ .05 แทนค่า N = 0.5(1-0.5)1.962 0.052 N = 384.16 จากผลการคำนวณ จะได้กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 385 คน ถึงจะสามารถประมาณค่าร้อยละ โดยมีความผิดพลาดไม่เกินร้อยละ 5 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 โดยผู้วิจัยเลือกเก็บข้อมูล โดย การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยการแจกแบบสอบถาม และมีคำถามคัด กรอง (Screening Question) เฉพาะกลุ่มตัวอย่างของพนักงานในบริษัท เค ไลน์ โลจิสติคส์ (ประเทศ ไทย) จำกัด และผู้ที่เคยใช้บริการเท่านั้น 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) การเก็บ และรวบรวมข้อมูล จากกลุ่มตัวอย่างของประชากรที่ศึกษาจะใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือ โดยชุด คำถามสร้างขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็นคำถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยใช้คำถามปลายปิด (Close-ended Question) ที่กำหนดคำตอบไว้ล่วงหน้าแล้ว ลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบตรวจ รายการ (Checklist) โดยเลือกคำตอบเพียงข้อเดียว (Best Answer) ส่วนที่ 2 เป็นคำถามเกี่ยวกับระดับความสำคัญของแต่ละปัจจัยในการบริการของบริษัท เค ไลน์ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งใช้วิธีวัดแบบลิเคิร์ท (Linkert Scale) เป็นข้อมูลประเภทอัตร ภาคชั้น (Interval Scale) ซึ่งมีเกณฑ์คำตอบเป็น 5 ระดับ ดังนี้ ระดับคะแนน ระดับความสำคัญ 5 มากที่สุด 4 มาก 3 ปานกลาง 2 น้อย 1 น้อยที่สุด


31 ส่วนที่ 3 เป็นคำถามปลายเปิด (Open-ended Question) เพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามได้ เสนอแนะข้อคิดเห็น หรือปัจจัยด้านอื่นในการเพิ่มประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมของผู้ตอบ แบบสอบถาม 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตัวเอง และศึกษาหาข้อมูลจากแหล่งค้นคว้าอิสระ ดังต่อไปนี้ 1. ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) ผู้วิจัยสร้างแบบสอบถามออนไลน์ผ่านทาง Google Form โดยในแบบสอบถามจะมีคำถามคัดกรองกลุ่มตัวอย่างว่าต้องเป็นพนักงานในบริษัท เค ไลน์ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด และผู้ที่เคยใช้บริการเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้การเก็บข้อมูลครั้งนี้ตรงตามวัตถุประสงค์ ของงานวิจัย และสำหรับผู้ตอบแบบสอบถามที่ไม่เข้าข่ายการเป็นกลุ่มตัวอย่างจากคำถามคัดกรองใน แบบสอบถาม ผู้วิจัยจะไม่ได้นำข้อมูลมาใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กระจายแบบสอบถามให้แก่ กลุ่มตัวอย่าง โดยการส่งแบบสอบถามผ่านช่องทางเครือข่ายออนไลน์ต่างๆ โดยใช้วิธีการสุ่มแบบ เจาะจง (Purposive Sampling) 2. ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) ผู้วิจัยศึกษาค้นคว้าแนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับ งานวิจัย รวมไปถึงข้อมูลจากวิทยานิพนธ์ บทความ วารสาร เพื่อใช้ในการอ้างอิง 3.5 สถิติ และการวิเคราะห์ข้อมูล หลังจากรวบรวมข้อมูลจากการตอบแบบสอบถามผ่านทาง Google Form ได้ครบจำนวน ตัวอย่างที่กำหนดแล้ว ผู้วิจัยจะนำข้อมูลดังกล่าวแปลงออกมาเป็น Excel File เพื่อนำข้อมูลมา วิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS (Statistical Package for the Social Sciences) ในการทดสอบสมมติฐานงานวิจัย และหาผลสรุปของงานวิจัยตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัย โดยจะใช้ สถิติเพื่อทดสอบสมมติฐาน ดังนี้ สถิติเชิงพรรณา (Descriptive Statistics) ใช้เพื่อศึกษาลักษณะประชากรศาสตร์ของกลุ่ม ตัวอย่าง ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และประเภทธุรกิจที่ท่านทำงานอยู่ใน รูปแบบของตารางแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่า ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)


32 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล บทนี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการอธิบาย และการทดสอบสมมุติฐานที่เกี่ยวข้องกับตัวแปร แต่ละตัว ซึ่งข้อมูลดังกล่าว ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมจากแบบสอบถามที่มีคำตอบครบถ้วนสมบูรณ์จำนวน ทั้งสิ้น 385 ชุด คิดเป็นร้อยละ 100 ของจำนวนแบบสอบถามทั้งหมด 385 ชุด ผลการวิเคราะห์แบ่ง ออกเป็น 2 ส่วนประกอบด้วย 4.1 ข้อมูลลักษณะทางประชากรศาสตร์ของผู้ตอบแบบสอบถาม 4.2 ข้อมูลคะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของตัวแปรที่มีผลต่อความพึงพอใจของ ผู้ใช้บริการบริษัท K Line Logistics ส่วนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามได้แก่ เพศ อายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ระดับการศึกษา ประเภทธุรกิจที่ท่านทำงาน นำเสนอโดยค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) มีผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นดังนี้ ตารางที่ 1 แสดงจำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล (n=385) ปัจจัยส่วนบุคคล จำนวน (คน) ร้อยละ เพศ ชาย 215 55.8 หญิง 170 44.2 อายุ น้อยกว่า 21-30 ปี 131 34.0 31-40 ปี 143 37.1 41-50 ปี 77 20.0 60 ปีขึ้นไป 34 7.9 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,000-20,000 104 27.0 21,000-30,000 139 36.1 31,000-40,000 มากกว่า 40,000 72 70 18.7 18.2


33 จากตารางที่ 1 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 55.8 รองลงมาเป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 44.2 โดยส่วนใหญ่จะมีอายุ 31-40 ปีคิดเป็นร้อยละ 37.1 รองลงมาอายุน้อยกว่า 21-30 ปี คิดเป็นร้อยละ 34.0 และอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 7.9 ส่วน ใหญ่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 21,000-30,000 คิดเป็นร้อยละ 36.1 รองลงมา 15,000-20,000 คิดเป็น ร้อยละ 27.0 มีรายได้ 31,000-40,000 คิดเป็นร้อยละ 18.7 และมีรายได้มากกว่า 40,000 คิดเป็น ร้อยละ 18.2 ตารางที่ 2 แสดงจำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล (n=385) ปัจจัยส่วนบุคคล จำนวน (คน) ร้อยละ ระดับการศึกษา ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า 297 77.3 ปริญญาโท ปริญญาเอก 63 24 16.4 6.3 อื่นๆ 0 0.0 ประเภทธุรกิจที่ท่าน ทำงาน ธุรกิจอุตสาหกรรม 106 27.5 ธุรกิจพาณิชยกรรม ธุรกิจบริการ 165 97 42.9 25.2 อื่นๆ 17 4.4 จากตารางที่ 2 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามโดยส่วนใหญ่มีระดับการศึกษา ปริญญาตรี หรือ เทียบเท่า คิดเป็นร้อยละ 77.3 รองลงมาปริญญาโท คิดเป็นร้อยละ 16.4 และปริญญาเอก คิดเป็นร้อย ละ 6.3 ส่วนใหญ่ประเภทธุรกิจที่ทำงานเป็นธุรกิจพาณิชยกรรม คิดเป็นร้อยละ 42.9 รองลงมาธุรกิจ อุตสาหกรรม คิดเป็นร้อยละ 27.5 ธุรกิจบริการ คิดเป็นร้อยละ 25.2 และอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 4.4


34 ส่วนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการบริษัท K Line Logistics การศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บริการบริษัท K Line Logistics โดยพิจารณาเป็นภาพรวม และรายด้าน โดยการนำเสนอเป็นค่าเฉลี่ย (x̄) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) พร้อมทั้งแปลค่าผล เฉลี่ย มีผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นดังนี้ ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการด้านการ ให้บริการ ของบริษัท K Line Logistics ในภาพรวม และรายด้าน (n = 385) ประเด็น ̅ S.D ระดับความพึงพอใจ 1. สามารถสร้างความประทับใจ ด้านการบริการ, ให้บริการด้วย ความสุภาพเรียบร้อย, ยิ้มแย้ม แจ่มใส และอัธยาศัยดี 4.75 .533 มาก 2. มีความเอาใจใส่ กระตือรือร้น และมีความพร้อมในการให้บริการ 4.70 .561 มาก 3. มีความรู้ความสามารถในการ ให้ข้อมูล และการบริการ 4.46 .680 มาก 4. ขั้นตอนการให้บริการไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน 4.50 .634 มาก 5. การให้ความเชื่อมั่น หรือการ ประกันคุณภาพในการบริการ 4.58 .590 มาก ภาพรวม 4.59 .559 มาก จากตารางที่ 3 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีความพึงพอใจในด้านการใให้บริการ ของบริษัท K Line Logistics ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄=4.59) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า สามารถสร้างความประทับใจด้านการบริการ ให้บริการด้วยความสุภาพ มีความพึงพอใจในระดับมาก (x̄=4.75) รองลงมามีความเอาใจใส่ กระตือรือร้น และมีความพร้อมในการให้บริการ มีความพึงพอใจ ในระดับมาก (x̄=4.70) การให้ความเชื่อมั่น หรือการประกันคุณภาพในการบริการ มีความพึงพอใจใน ระดับมาก (x̄=4.58) ขั้นตอนการให้บริการไม่ยุ่งยากซับซ้อน มีความพึงพอใจในระดับมาก (x̄=4.50) และมีความรู้ความสามารถในการให้ข้อมูล และการบริการ อยู่ในระดับมาก (x̄=4.46)


35 ตารางที่ 4 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการด้านการ สื่อสาร และกระบวนการสั่งซื้อของบริษัท K Line Logistics ในภาพรวม และรายด้าน (n = 385) ประเด็น ̅ S.D ระดับความพึงพอใจ 1. ความสามารถดำเนินการกับ คำสั่งซื้อที่มีเข้ามาได้อย่างรวดเร็ว 4.50 .662 มาก 2. มีช่องทางในการอำนวยความ สะดวกในการสั่งซื้อของลูกค้า 4.60 .609 มาก 3. มีการบริหารกระบวนการ จัดการคำสั่งซื้อครอบคลุมทุก ขั้นตอน 4.54 .641 มาก 4. มีการวางระบบการ ติดต่อสื่อสารที่ดี รวดเร็ว และ ถูกต้องแม่นยำ 4.58 .603 มาก 5. มีอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อใช้ในการ สื่อสารทั้งภายใน และภายนอก องค์กร 4.62 .623 มาก ภาพรวม 4.56 .608 มาก จากตารางที่ 4 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีความพึงพอใจในด้านการสื่อสาร และ กระบวนการสั่งซื้อของบริษัท K Line Logistics ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄=4.56) เมื่อพิจารณา รายข้อ พบว่ามีอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อใช้ในการสื่อสารทั้งภายใน และภายนอกองค์กร อยู่ในระดับมาก (x̄=4.62) มีช่องทางในการอำนวยความสะดวกในการสั่งซื้อของลูกค้า อยู่ในระดับมาก (x̄=4.60) มี การวางระบบการติดต่อสื่อสารที่ดี รวดเร็ว และถูกต้องแม่นยำ อยู่ในระดับมาก (x̄=4.58) มีการ บริหารกระบวนการจัดการคำสั่งซื้อครอบคลุมทุกขั้นตอน มีอยู่ในระดับมาก (x̄=4.54) และ ความสามารถดำเนินการกับคำสั่งซื้อที่มีเข้ามาได้อย่างรวดเร็ว อยู่ในระดับมาก (x̄=4.50)


36 ตารางที่ 5 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการที่ด้านการ จัดซื้อของบริษัท K Line Logistics ในภาพรวม และรายด้าน (n = 385) ประเด็น ̅ S.D ระดับความพึงพอใจ 1. มีระบบการจัดการจัดซื้อที่ ชัดเจน ครบถ้วน 4.61 .595 มาก 2. ความสามารถเจรจาต่อรอง ราคา หรือเงื่อนไขปริมาณในการ สั่งซื้อเพื่อให้ได้รับสินค้าที่มี คุณภาพ 4.68 .543 มาก 3. การส่งมอบวัตถุดิบครบตาม จำนวนและตรงตามเวลา 4.58 .653 มาก 4. มีกระบวนการจัดซื้อที่ชัดเจน ตามความต้องการของลูกค้า 4.58 .657 มาก ภาพรวม 4.61 .593 มาก จากตารางที่ 5 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีความพึงพอใจในด้านการจัดซื้อของ บริษัท K Line Logistics ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄=4.61) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าความ ความสามารถเจรจาต่อรองราคา หรือเงื่อนไขปริมาณในการสั่งซื้อเพื่อให้ได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ อยู่ใน ระดับมาก (x̄=4.68) มีระบบการจัดการจัดซื้อที่ชัดเจน ครบถ้วน อยู่ในระดับมาก (x̄=4.61) การส่ง มอบวัตถุดิบครบตามจำนวน และตรงตามเวลา มีอยู่ในระดับมาก (x̄=4.58) การส่งมอบวัตถุดิบครบ ตามจำนวน และมีกระบวนการจัดซื้อที่ชัดเจนตามความต้องการของลูกค้า อยู่ในระดับมาก (x̄=4.58)


37 ตารางที่ 6 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการที่ด้านการ ขนส่งของบริษัท K Line Logistics ในภาพรวมและรายด้าน (n = 385) ประเด็น ̅ S.D ระดับความพึงพอใจ 1. ความสามารถควบคุมต้นทุนใน การขนส่ง 4.60 .587 มาก 2. ความสามารถจัดส่งสินค้าได้ ตรงตามเวลาที่กำหนด 4.62 .588 มาก 3. ความสามารถจัดส่งสินค้าให้แก่ ลูกค้าในสภาพสมบูรณ์ 4.64 .557 มาก 4. ความสามารถเลือกวิธีการ ขนส่งได้ตรงตามลักษณะของ สินค้า หรือธุรกิจ และตรงตาม ความต้องการของลูกค้าเพื่อสร้าง ความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าจะ สามารถดำเนินการจัดส่งสินค้า อย่างมีประสิทธิภาพ 4.58 .625 มาก ภาพรวม 4.60 .579 มาก จากตารางที่ 6 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีความพึงพอใจในด้านการขนส่งของ บริษัท K Line Logistics ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄=4.60) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ความสามารถจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าในสภาพสมบูรณ์อยู่ในระดับมาก (x̄=4.64) ความสามารถจัดส่ง สินค้าได้ตรงตามเวลาที่กำหนด อยู่ในระดับมาก (x̄=4.62) ความสามารถควบคุมต้นทุนในการขนส่ง อยู่ในระดับมาก (x̄=4.60) และความสามารถเลือกวิธีการขนส่งได้ตรงตามลักษณะของสินค้า หรือ ธุรกิจ และตรงตามความต้องการของลูกค้าเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าจะสามารถดำเนินการ จัดส่งสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ อยู่ในระดับมาก (x̄=4.58)


38 ตารางที่ 7 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการด้านกำลังการ ผลิต และสิ่งอำนวยการผลิต ของบริษัท K Line Logistics ในภาพรวม และรายด้าน (n = 385) ประเด็น ̅ S.D ระดับความพึงพอใจ 1. จำนวนพนักงานเพียงพอต่อ ความต้องการของลูกค้า 4.57 .604 มาก 2. การใช้บริการสามารถทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน 4.69 .500 มา 3. ขั้นตอนการบรรจุสินค้า และ ขนถ่ายสินค้าเป็นไปได้อย่าง ราบรื่น 4.65 .567 มาก 4. เทคโนโลยี และสิ่งอำนวยความ สะดวก ช่วยลดความยุ่งยาก และ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ 4.68 .544 มาก ภาพรวม 4.64 .533 มาก จากตารางที่ 7 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีความพึงพอใจในด้านกำลังการผลิต และสิ่งอำนวยการผลิตของบริษัท K Line Logistics ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄=4.64) เมื่อ พิจารณารายข้อ พบว่าการใช้บริการสามารถทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน อยู่ในระดับมาก (x̄=4.69) เทคโนโลยี และสิ่งอำนวยความสะดวก ช่วยลดความยุ่งยาก และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ อยู่ในระดับ มาก (x̄=4.68) รสชาติของอาหาร ขั้นตอนการบรรจุสินค้า และขนถ่ายสินค้าเป็นไปได้อย่างราบรื่น อยู่ ในระดับมาก (x̄=4.65) และจำนวนพนักงานเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า อยู่ในระดับมาก (x̄=4.57)


39 บทที่ 5 สรุปผลการอภิปราย และข้อเสนอแนะ การศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการระบบขนส่งของบริษัท เคไลน์ โลจิสติคส์(ประเทศไทย) จำกัด มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพใน การจัดการระบบขนส่งของบริษัทเคไลน์ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ 2) ศึกษาแนวทางใน การพัฒนาประสิทธิภาพการขนส่งของบริษัท เคไลน์ โลจิสติคส์(ประเทศไทย) จำกัด โดยศึกษาได้จาก กลุ่มตัวอย่างของผู้ที่เคยใช้บริการ จำนวน 385 คน เก็บรวบรวมข้อมูลจาการใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) จากนั้นได้ทำการวิเคราะห์ผลการวิจัย โดยใช้สถิติเชิงพรรณา (Descriptive Statistics) เพื่อศึกษาลักษณะประชากรศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และประเภทธุรกิจที่ท่านทำงานอยู่ในรูปแบบของตารางแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 5.1 สรุปผลการวิจัย จากการศึกษา พบว่า 1) ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการด้านการให้บริการ ในภาพรวมอยู่ใน ระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ สามารถสร้างความประทับใจด้าน การบริการ ให้บริการด้วยความสุภาพ รองลงมามีความเอาใจใส่ กระตือรือร้น และมีความพร้อมใน การ น้อยที่สุดคือ มีความรู้ความสามารถในการให้ข้อมูล และการบริการ 2) ความพึงพอใจของ ผู้ใช้บริการด้านการสื่อสาร และกระบวนการสั่งซื้อ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาราย ข้อ พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ มีอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อใช้ในการสื่อสารทั้งภายใน และภายนอก องค์กร รองลงมามีช่องทางในการอำนวยความสะดวกในการสั่งซื้อของลูกค้า น้อยที่สุดคือ ความสามารถดำเนินการกับคำสั่งซื้อที่มีเข้ามาได้อย่างรวดเร็ว 3) ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการด้าน การจัดซื้อ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ความ ความสามารถเจรจาต่อรองราคา หรือเงื่อนไขปริมาณในการสั่งซื้อเพื่อให้ได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ รองลงมามีระบบการจัดการจัดซื้อที่ชัดเจน ครบถ้วน น้อยที่สุดคือ การส่งมอบวัตถุดิบครบตามจำนวน และมีกระบวนการจัดซื้อที่ชัดเจนตามความต้องการของลูกค้า 4) ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการด้าน การขนส่ง ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ความสามารถจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าในสภาพสมบูรณ์ รองลงมามีความสามารถจัดส่งสินค้าได้ตรง


40 ตามเวลาที่กำหนด น้อยที่สุดคือ มีความสามารถเลือกวิธีการขนส่งได้ตรงตามลักษณะของสินค้า หรือ ธุรกิจ และตรงตามความต้องการของลูกค้าเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าจะสามารถดำเนินการ จัดส่งสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ 5) ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการด้านกำลังการผลิต และสิ่ง อำนวยการผลิต ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การใช้บริการสามารถทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน รองลงมามีเทคโนโลยี และสิ่งอำนวยความสะดวก ช่วยลด ความยุ่งยาก และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ น้อยที่สุดคือ จำนวนพนักงานเพียงพอต่อความต้องการของ ลูกค้า 5.2 อภิปรายผล การศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการระบบขนส่งของบริษัท เคไลน์ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้วิจัยจะทำการอภิปรายการวิจัยดังนี้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 55.8 รองลงมาเป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 44.2 โดยส่วนใหญ่จะมีอายุ 31-40 ปี คิดเป็นร้อยละ 37.1 รองลงมาอายุน้อยกว่า 21- 30 ปี คิดเป็นร้อยละ 34.0 และอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 7.9 ส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 21,000-30,000 คิดเป็นร้อยละ 36.1 รองลงมา 15,000-20,000 คิดเป็นร้อยละ 27.0 มีรายได้ 31,000-40,000 คิดเป็นร้อยละ 18.7 และมีรายได้มากกว่า 40,000 คิดเป็นร้อยละ 18.2 มีระดับ การศึกษา ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า คิดเป็นร้อยละ 77.3 รองลงมาปริญญาโท คิดเป็นร้อยละ 16.4 และปริญญาเอก คิดเป็นร้อยละ 6.3 ส่วนใหญ่ประเภทธุรกิจที่ทำงานเป็นธุรกิจพาณิชยกรรม คิดเป็น ร้อยละ 42.9 รองลงมาธุรกิจอุตสาหกรรม คิดเป็นร้อยละ 27.5 ธุรกิจบริการ คิดเป็นร้อยละ 25.2 และอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 4.4 5.3 ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป การวิจัยครั้งนี้ได้ศึกษาเฉพาะระดับความพึงพอใจของผู้ที่เคยใช้บริการการขนส่งของบริษัทเค ไลน์ โลจิสติคส์เท่านั้น ควรจะมีการวิจัยภายในองค์กรด้วยว่ามีการให้บริการกันดีมากน้อยเพียงใด


41 บรรณานุกรม ฉมามาศ ประยงค์. (2555). การปรับปรุงประสิทธิภาพการขนส่งและกระจายสินค้า กรณีศึกษา บริษัท ซี-โปร โลจิสติกส์ แอนดิสทริบิวชั่น. มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. ศศิธร ใจมุก. (2559). ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการขนส่งสินค้าทาง ถนนในจังหวัดเชียงใหม่. มหาวิทยาลัยแม่โจ้. ธนภร เหมือนใจ. (2562). ปัจจัยและกิจกรรมทางโลจิสติกส์ที่มีผลต่อประสิทธิภาพของกระบวนการ ขนส่งสินค้าของผู้ประกอบการธุรกิจไม้ดอกไม้ประดับในหมู่บ้าน ไม้ดอกไม้ประดับคลอง 15 จังหวัดนครนายก. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี. ชานนท์ หวังดี. (2559). เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและลดต้นทุนการขนส่ง กรณีศึกษา บริษัท AA อีคอมเมิร์ซ. มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. อาธิตญา ฉวีวงษ์. (2556). ประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการขนส่งและ คลังสินค้าในจังหวัดปทุมธานี. มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ. รวีโรจน์ ป้องทรัพย์. (2564). การจัดเส้นทางขนส่งชิ้นส่วนรถยนต์ กรณีศึกษาบริษัทขนส่งชิ้นส่วน รถยนต์. มหาวิทยาลัยบูรพา. ศิริ พลอยจินดา และนพดล บุรณนัฏ. (2562). ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารการ จัดการโลจิสติกส์การขนส่งทางเรือกรุงเทพมหานคร. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา. ประภากร อุ่นอินทร์ และฌานนพ สืบพิลา. (2562). ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเพิ่มประสิทธิภาพ การขนส่งสินค้า. วิทยาลัยนครราชสีมา. ทวนเทพ ใจหนัก และศิริวิภา คุณาชน. (2562). การศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการขนส่งสินค้า ประเภทโลหะ การศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการขนส่งสินค้ากรณีศึกษา บริษัท ดีโปร คอร์ป โก้ จำกัด. วิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ. ยลวรรณ มีเมศกุล. (2564). การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการสำหรับธุรกิจตัวแทนรับขนส่งสินค้า ระหว่างประเทศ. มหาวิทยาลัยมหิดล.


42 ภาคผนวก ก แบบสอบถามการวิจัย


43 แบบสอบถาม เรื่อง “ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการระบบขนส่ง ของบริษัท เคไลน์ โลจิสติคส์(ประเทศไทย) จำกัด” ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม โปรดทำเครื่องหมายในช่องที่ตรงกับความคิดเห็นของท่านมากที่สุด 1. เพศ ( ) ชาย ( ) หญิง 2. อายุ ( ) 21-30 ปี ( ) 31-40 ปี ( ) 41-50 ปี ( ) 51-60 ปี ( ) 61 ปีขึ้นไป 3. ระดับการศึกษา ( ) ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ( ) ปริญญาโท ( ) ปริญญาเอก ( ) อื่นๆ .............. 4. รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ( ) 15,000-20,000 ( ) 21,000-30,000 ( ) 31,000-40,00 ( ) มากกว่า 40,000 5. ประเภทธุรกิจที่ท่านทำงานอยู่ ( ) ธุรกิจอุตสาหกรรม (ผู้ผลิต) ( ) ธุรกิจพาณิชยกรรม (ซื้อมาขายไป) ( ) ธุรกิจบริการ ( ) อื่นๆ ..............


Click to View FlipBook Version