ก
การเพ่มิ ประสทิ ธภิ าพการอนรุ กั ษ์พลังงานในอุตสาหกรรมและจัดการพลงั งานสาหรบั เครื่องระบบ
ทาความเยน็ ในโรงงานอุตสาหกรรม
เสนอ
ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.กณุ ฑล ทองศรี
จัดทาโดย
นายพีรน์ ิธิ หลายรุ่งเรอื งชัย รหัส 630407302745
นายธันยวุฒ คงมั่น รหสั 630407302749
นายเจษฏากรณ์ สงั ขว์ งั รหัส 630407302771
นายเอกศิษฐ์ กติ ตธิ นาสวัสด์ิ รหัส 630407302772
นายพรรณกร ทองย้อย รหัส 630407302894
นางสาวลลติ า ชานนท์ รหัส 630407302895
นายรงุ่ เรือง สุดแสง รหสั 630407302989
นายภาสกร พระโกฏิ รหัส 630407302991
นายธนดล กระปี รหัส 630407304015
นายไกรวุฒิ มาลยั รหัส 630407304041
นายวีรชติ ช่นื ชม รหสั 630407304042
รายงานฉบับนเ้ี ป็นส่วนหนึ่งของรายวชิ า ทอ. 350 เทคโนโลยกี ารซอ่ มบารงุ และการอนุรักษ์พลงั งานในอตุ สาหกรรม
สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมอุตสาหการ
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษมบณั ฑิต
ปีการศึกษา 2564
ไฟล์ Word ไฟล์ EBOOK
ข
คานา
รายงานฉบับน้ีจดั ทาขนึ้ เพื่อเป็นสว่ นหนึ่งของรายวิชา ทอ.350 เทคโนโลยกี ารซ่อมบารงุ และการอนุรักษ์
พลงั งานในอุตสาหกรรม เพ่ือให้ได้ศกึ ษาหาความรู้ในเรอื่ งการเพิ่มประสทิ ธภิ าพการบารุงรักษาเครื่องจักรใน
อุตสาหกรรม กรณศี ึกษา บริษทั ไทยเทพรส จากัด และการเพม่ิ ประสทิ ธิภาพการอนรุ ักษพ์ ลังงานในอตุ สาหกรรม
เรอื่ ง ระบบทาความเยน็ และปรับอากาศ และการจดั การพลังงานสาหรบั โรงงานอุตสาหกรรมและได้ศึกษาอย่าง
เขา้ ใจเพ่ือประโยชนก์ บั การเรียน
คณะผู้จดั ทาหวงั วา่ รายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชนก์ ับผู้อา่ น หรือนกั เรยี น นักศึกษา ทก่ี าลังหาข้อมูลเรอ่ื ง
นอี้ ยู่ หากมีขอ้ แนะนาหรือ
ขอ้ ผิดพลาดประการใด ผู้จัดทาขอน้อมรบั ไว้และขออภยั มา ณ ทน่ี ี้ด้วย
คณะผู้จดั ทา
ค
สารบัญ หน้า
เรอื่ ง ข
ค-จ
คานา
สารบญั 1
ตอนที่ 1 การเพิม่ ประสทิ ธภิ าพของการซ่อมบารงุ ในอตุ สาหกรรม 1
บทที่ 1 บทนา 1
1
1.1 ความสาคัญของปัญหา 1
1.2 วัตถปุ ระสงค์ 2
1.3 ขอบเขตของการศึกษา 2
1.4 วธิ ีดาเนินการ 2
1.5 ระยะเวลาการดาเนนิ งาน
1.6 ประโยชนท์ ีค่ าดวา่ จะไดร้ ับ 3
บทที่ 2 ทฤษฏีที่เก่ยี วข้อง 3
4
2.1 ทฤษฏีการบารุงรักษา 9
2.2 การบารงุ รกั ษาทวีผลแบบทุกคนมีส่วนร่วม 10
2.3 การวัดประสิทธิผลโดยรวมของเคร่ืองจกั ร
2.4 การประเมินผลงานความสามารถในการบารงุ รักษา 11
บทท่ี 3 วธิ ดี าเนนิ การ 12
13
3.1 ข้อมูลเบื้องต้น 15
3.2 ศกึ ษาขอ้ มลู การหยดุ ของเคร่อื งจักร 15
3.3 ศึกษาสาเหตุท่เี คร่ืองจักรหยุดทางาน
3.4 การนา TPM มาปรับปรงุ ประสทิ ธิภาพของเครอ่ื งจักร 17
บทที่ 4 ผลการเพ่มิ ประสิทธิภาพ 17
18
4.1 การวัดผลหลังปรบั ปรุง
4.2 การวิเคราะหผ์ ลหลงั การปรับปรุง
ง
สารบญั (ต่อ) หนา้
20
เร่อื ง
บทท่ี 5 สรปุ และข้อเสนอแนะ 20
20
5.1 สรุปผลการดาเนินงาน
5.2 ข้อเสนอแนะ 21
21
ตอนที่ 2 การเพมิ่ ประสทิ ธภิ าพการอนรุ ักษ์พลงั งานในอุตสาหกรรม
บทที่ 1 บทนา 21
1.1 ความสาคัญของปัญหา 21
1.2 วัตถุประสงค์
1.3 ขอบเขตของการศึกษา 21
1.4 วิธีดาเนินการ
21
บทท่ี 2 ทฤษฏที ่ีเกยี่ วขอ้ ง
22
2.1 หลกั การทาความเยน็ และปรับอากาศ
2.2 วงจรทาความเย็น 22
2.3 อุปกรณห์ ลกั ภายในวงจรการทางานของสารทาความเย็น
23
บทท่ี 3 วธิ กี ารศึกษาและคน้ คว้า 24
3.1 เครือ่ งมือการวิจัย 35
3.2 วธิ ีการเกบ็ ขอ้ มูล
3.3 การวิเคราะห์ขอ้ มูล 35
36
บทที่ 4 ผลการเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพ
36
4.1 การอนุรักษพ์ ลังงาน ( เครื่องทาความเย็น )
4.2 ผลหลังการเพมิ่ ประสิทธภิ าพการอนรุ ักษ์พลังงาน 37
บทท5ี่ ขอ้ สรุปและเสนอแนะ 37
39
5.1 สรปุ ผลการทางาน
41
41
จ
สารบัญ (ต่อ)
เรื่อง หนา้
ตอนท่ี3:การจดั การพลงั งานสาหรบั โรงงานควบคมุ 42
บทนาการจดั การพลังงาน 50
5.1. วตั ถุประสงค์ของการจัดการพลังงาน 50
5.2. ขนั้ ตอนการจดั การพลงั งาน 50
คานยิ าม 51
ขนั้ ตอนท่ี 1 คณะทางานดา้ นการจัดการพลังงาน 52
ขน้ั ตอนท่ี 2 การประเมนิ สถานภาพการจัดการพลงั งานเบือ้ งตน้ 56
ขั้นตอนที่ 3 นโยบายอนรุ ักษ์พลงั งาน 59
ขน้ั ตอนท่ี 4 การประเมินศักยภาพการอนรุ กั ษ์พลังงาน 63
ขนั้ ตอนที่ 5 การกาหนดเปา้ หมายและแผนอนุรักษ์พลงั งานและแผนการฝึกอบรมและกิจกรรมส่งเสริมการอนุรกั ษ์
พลงั งาน 66
ขนั้ ตอนท่ี 6 การดาเนนิ การตามแผนอนรุ ักษ์พลังงาน การตรวจสอบและวิเคราะห์การปฏิบัติตามเป้าหมายและแผน
อนุรักษ์พลังงาน 71
ข้ันตอนท่ี 7 การตรวจตดิ ตามและประเมนิ การจัดการพลงั งาน 74
ขน้ั ตอนที่ 8 การทบทวน วเิ คราะห์ และ แก้ไขข้ อบกพรอ่ งของการ 76
บทสรปุ 78
บรรณานุกรม 7
1
ตอนท่ี 1 การเพิ่มประสทิ ธิภาพการซอ่ มบารงุ ในโรงงานอุตสาหกรรม
กรณศี ึกษา จากบริษทั ไชยโสโร จากดั
บทท่ี 1
บทนา
1.1ความสาคญั ของปญั หา
ปจั จุบันเครอ่ื งมือ-เครื่องจักรกล ในงานอุตสาหกรรม เข้ามามีบทบาทในกระบวนการผลิต และการให้บริการ
อย่างแพร่หลาย ดังน้ันจะเห็นได้ว่า โรงงานอุตสาหกรรมจะมีการนาเคร่ืองมือเคร่ืองจักรที่มีระบบเทคโนโลยีท่ี
ทันสมัยเข้ามาช่วยในการผลิต เพื่อจะทาใหกระบวนการผลิต เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดเวลาในการผลิต
และเพ่มิ ปรมิ าณการผลติ แต่เมอื่ มีการใช้งานเคร่ืองมือ-เครื่องจักรกลไปในระยะหนึง่ ก็จะเกิดการชารุดเสยี หายจนไม่
สามารถใช้งานได้ และส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตจนต้องมีการหยุดซ่อมเครื่องจักร ทาให้ต้นทุนในการผลิต
สงู ขน้ึ และเกิดความล่าชา้ จนไมส่ ามารถส่งมอบผลติ ภัณฑใ์ ห้กับลูกค้าไดท้ ันกาหนด นอกจากนั้นยงั ทาให้เกดิ ของเสีย
จากกระบวนการผลติ เพม่ิ สงู ขึน้ ตลอดจนการสูญเสยี โอกาสในการแข่งขัน ส่งผลต่อการดาเนนิ ธุรกิจ ของบรษิ ทั ฯ
การบารุงรักษาเคร่ืองจักรพื้นฐานเป็นวิธีหน่ึง ที่จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการ
ทางานโดยการลดเวลาสูญเสียในกระบวนการทางานและป้องกันไม่ให้เกิดการขัดคล่ องของเคร่ืองจักรและยัง
สามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือให้เครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นๆ ให้คงความสามารถในระบบการทางานไว้และมีความ
ปลอดภัยสูงสดุ รวมทง้ั การรักษาให้กระบวนการผลิตน้ันสามารถดาเนนิ งานได้อย่างต่อเนือ่ งอีกดว้ ย
งานศึกษาค้นคว้าน้ีได้เลือกกรณีศึกษา บริษัท ไทยเทพรส จากัด โดยเลือกพิจารณาปรับปรุงใน
ส่วนของเคร่ืองบรรจุ Filler ซ่ึงเกิดการขัดข้องของเคร่ืองจักรสูง จึงเป็นปัจจัย สาคัญที่ต้องมีการบารุงรักษา
เครื่องจักรให้อยู่สภาพพร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การหยุดเคร่ืองจักรกะทันหันจะทาให้
ประสทิ ธิภาพเครอ่ื งจกั รลดลง เสยี เวลาการผลิตและคา่ ใช้จ่ายบารงุ รกั ษา
1.2วตั ถปุ ระสงค์
1.2.1 เพื่อเพมิ่ ประสิทธิภาพของเคร่ืองจักร โดยทมี่ คี ่าประสิทธิภาพโดยรวมของเครอ่ื งจกั รเพิ่มขึ้น
1.2.2 ยดื อายกุ ารใช้งาน เครอ่ื งจักร ไม่ให้เกิดชารดุ เสียหายก่อนระยะเวลาอันควร โดยการบารงุ รักษาอยา่ ง
ตอ่ เน่อื ง
1.3 ขอบเขตการศกึ ษา
1.3.1 การศกึ ษาค้นคว้าไดใ้ ช้ขอ้ มลู จาก บริษัท ไทยเทพรส จากัด เปน็ กรณีศึกษา
1.3.2 นาแผนการบารงุ รกั ษาไปดาเนินการวิเคราะห์ข้อมลู เพือ่ หาค่า MTBF MTTR และ % Machine
Availability เพื่อเปรียบเทยี บค่าทไี่ ดก้ ่อนการดาเนินการบารงุ รักษา
2
1.4 วิธกี ารดาเนินงาน
1.4.1 ศกึ ษาขอ้ มูลของเคร่อื งจักรในกระบวนการผลติ
1.4.2 รวบรวมขอ้ มูลความเสยี หายของเครอ่ื งจักรในกระบวนการผลิต
1.4.3 ศึกษาทฤษฏกี ารซ่อมบารงุ และงานวิจัยที่เกีย่ วข้อง
1.4.4 วิเคราะหส์ าเหตกุ ารเสยี หายของเคร่อื งจักร
1.4.5 ดาเนินกิจกรรมการปรบั ปรุงประสิทธิภาพเคร่อื งจกั ร
1.4.6 นาขอ้ มลู มาคานวณหาประสทิ ธภิ าพของเคร่ืองจักรก่อนและหลังปรบั ปรุง
1.4.7 สรุปผลการวจิ ยั และขอ้ เสนอแนะ
1.5 ระยะเวลาการดาเนนิ งาน
ตารางท่ี 1.1
1.6 ประโยชนท์ คี่ าดว่าจะไดร้ ับ
1.6.1 สามารถยืดอายกุ ารใชง้ านของเครือ่ งจักร
1.6.2 สามารถลดการหยดุ เคร่อื งจักรในขณะเดินเคร่อื ง
1.6.3 ลดคา่ ใชจ้ ่ายในการซอ่ มบารุงเคร่ืองจักร
3
บทท่ี 2
ทฤษฏที เ่ี กีย่ วข้อง
การใช้งานเครื่องจักรในกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมน้นั มกั จะใช้งานเคร่ืองจกั รจนเกดิ การชารุด
เสียหาย ถึงจะมีการซ่อมแซม ซ่ึงทาให้เกิดการเสียหายในรปู แบบต่างๆตามมา ดังนั้น จึงได้มีการนา ระบบการซ่อม
บารุงมาใช้ เพื่อยืดอายขุ องเคร่ืองจักรและป้องกันไม่ใหเ้ คร่ืองจักรเสียกะทันหัน ที่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลติ
ซ่ึงการศึกษาในคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่มประสิทธิภาพในการผลิตเพื่อลดความสูญเสีย(Downtime) ซึ่งเกิดจาก
การขดั ขอ้ และเสียหาย (Break Down) ซง่ึ จะนาหลกั การบารุงรักษาเชิงปอ้ งกัน (Preventive Maintenance : PM)
มาใชเ้ ป็นการวางแผน เพื่อรักษาสภาพการทางานของเคร่ืองจกั รใหเ้ หมาะสม กอ่ นท่ีจะมีการหยุดชะงัก
2.1 ทฤษฏีการบารงุ รกั ษา
2.1.1 ความหมายของการบารุงรักษา หมายถึง งานท่ีต้องปฏิบัติเพ่ือรักษาสภาพหรือยกสภาพของ
เคร่ืองจักรอุปกรณ์ต่างๆ ให้ได้มาตรฐานท่ีกาหนดหรืออีกนัยหนึ่ง เป้าหมายของการบารุงรักษา คือ การดูแล
เครื่องจักรอุปกรณ์ และโรงงานให้มีประสิทธิภาพในการทางาน และสามารถใช้งาน ได้ตามท่ีฝ่ายผลิตต้องการ ซึ่ง
หมายถงึ ความต้องการตา่ ง ๆ เหล่านี้ คอื
1. เครื่องจักรสามารถเดินเคร่อื งได้ เมอ่ื ตอ้ งการทาการผลติ
2. เคร่ืองจกั รตอ้ งไมช่ ารดุ ขณะทาการผลิตอยู่
3. เคร่ืองจกั รต้องสามารถทาการผลติ อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ในระดับการผลิตระดบั หน่ึงที่ต้องการ
4. การหยดุ เครอ่ื งจกั รเพอ่ื ซอ่ มแซมต้องไมข่ ดั กบั แผนการผลิต
5. เวลาหยุดเครือ่ งจักร (down time) ตอ้ งใหน้ ้อยที่สดุ เทา่ ท่ีจะทาได้
จากความหมายดังกล่าวสรปุ ได้ว่าการบารงุ รักษาเปน็ การกระทาตา่ ง ๆ ท่ีมงุ่ หมายจะรกั ษาพสั ดอุ ุปกรณให้อยู่ใน
สภาพดสี ามารถใชง้ านไดเ้ ลยหรือพรอ้ มทจี่ ะใชง้ านได้ตลอดเวลา
2.1.2 วตั ถปุ ระสงค์ของการบารุงรกั ษา
1. เพ่ิมคุณภาพของเคร่ืองจักรกล หรือเป็นการป้องกันไม่ให้คุณภาพต่าลง ซ่ึงมีผลต่อความเชื่อม่ันในเคร่ืองจักรกล
โดยการบารุงรักษาจะช่วยใหเ้ ครอื่ งจักรมีความเทยี่ งตรงและแม่นยา
2. ควบคมุ ต้นทุนของเคร่ืองจักรกล ไม่ใหเ้ พมิ่ ข้นึ หรือหาหนทางในการลดต้นทนุ ลง ซงึ่ การทางานของเคร่ืองจักรกล
ย่อมมกี ารลงทนุ คา่ ดาเนินการ รวมถงึ คา่ ซอ่ มแซมตา่ งๆ
3. ควบคุมกาหนดการซ่อมบารุงรักษาเครือ่ งจักรกล เพื่อให้แล้วเสร็จได้ตรงเวลามากท่ีสุด เพ่ือให้หน่วยงาน มีความ
เชอิ่ มั่นในการทางานของเครื่องจักร ถ้ามีการซ่อมบารงุ รักษาชา้ ก็ยอ่ มหมายถึงตน้ ทุนตอ้ งเพ่ิมขึ้น และประสิทธิภาพ
สมรรถนะเคร่ืองจักรลดลงอีกดว้ ย
4
4. ป้องกันความสูญเสียอันเนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ เช่น การขัดข้องจนทาให้เดินเครื่องจักรไม่ได้เต็มกาลัง หรือ
จาเปน็ ต้องหยดุ การทางาน หรือเคร่อื งจกั รชารงุ เสียหาย เปน็ ต้น
5. ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บ อันเน่ืองมาจากเคร่ืองจักรทางานผิดพลาด หรือชารุดเสียหาย ซ่ึงหาก
เกิดอุบตั ิเหตุข้ึน และทาใหผ้ ู้ปฏิบัตงิ านบาดเจ็บ ก็จะเสยี ค่าใช้จ่ายตา่ งๆ
6. ประหยัดพลังงาน เคร่ืองจักรจะทางานได้ต้องอาศัยพลังงาน เช่น ไฟฟ้า น้ามันเชื้อเพลิง ถ้าหากเครื่องจักรได้รับ
การดูแลให้อยู่ในสภาพท่ีดี เครื่องเดินราบเรียบไม่สะดุด ไม่มีการรั่วไหลของน้ามัน ก็จะทาให้สิ้นเปลืองพลังงาน
นอ้ ยลง สง่ ผลให้ประหยดั ค่าใชจ้ า่ ยลงได้
2.2 การบารงุ รักษาทวีผลแบบทกุ คนมสี ว่ นรว่ ม (Total Productive Maintenance : TPM)
2.2.1 ความเป็นมา TPM เป็นวัตกรรมเชิงระบบ คิดค้นและพัฒนาโดยผู้นาทางอุตสาหกรรมคือประเทศ
ญ่ีปุ่น จุดเร่ิมต้นของระบบนี้ มาจากการนาแนวคิด Preventive Maintenance : PM จากอเมริกาเข้ามาในญ่ีปุ่น
ในปี 1951 PM เป็นแนวคิดที่คนงานเป็นผู้ใช้เคร่ืองมือในการผลิตงาน และมีทีมบารุงรักษาเคร่ืองมือเป็นผู้ดูแล
เคร่ืองมือ แต่ในช่วงต่อมาเทคโนโลยีมีความเจริญเติบโตรวดเร็วอย่างมาก เครื่องมือต่างๆ เครื่องอัตโนมัติมากขึ้น
รวมท้ังมีการใช้เคร่ืองมือแทนคนมากข้ึน การใช้ทีมงานบารุงรักษา ไม่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงน้ีได้ จึงเกิ ด
แนวคิดวา่ ผูใ้ ช้เครอ่ื ง(Operators) ควรจะมสี ว่ นในการบารุงรักษาเครื่องมือ และเปน็ การทาในการทางานประจาวัน
2.2.2 การบารุงรักษาทวีผลแบบทุกคนมีส่วนร่วม TPM หมายถึง ระบบของการดารงรักษาและการ
ปรับปรุงความสมบูรณ์ของระบบการผลิตและระบบคุณภาพโดยผ่านเตร่ืองจักร อุปกรณ์กระบวนการต่างๆ และ
พนักงาน ซ่ึงจะช่วยเพ่ิมคณุ ค่าทางธุรกิจให้กับองค์กร การบารุงรักษาทวผี ลโดยทุกคนมีสว่ นร่วมมุ่งเน้นเพ่ือคงรักษา
อปุ กรณท์ ้ังหมดให้อยู่ในสภาพทด่ี ีที่สดุ เพื่อหลกี เหลยี่ งการหยดุ เครอื่ งและความลา่ ช้าในกระบวนการผลติ
2.2.3 จุดประสงค์หลักของ TPM คือ การลดความสูญเปล่าท่ีเกิดข้ึนจากการรอซึ่งเป็นผลท่ีตามมาจากการ
ท่ีต้องหยุดผลิต และความสูญเปล่าที่เกิดจากการผลิตของเสีย (Defect) ซึ่งท้ังสองเป็นผลมาจากความผิดปกติของ
เครอื่ งจกั รทขี่ าดการดแู ลและปรบั ปรุง
2.2.4 องค์ประกอบหลักของ TPM โดยหากพูดถึงองค์ประกอบของระบบ TPM แล้ว จะมีองค์ประกอบ
หลักๆ โดยจะมี หลังคาท่ีเปรียบเสมือนเป้าหมายขององค์กร และเสาหลักท้ัง 8 เสาท่ีทาหน้าท่ีรับภาระจาก
เปา้ หมายมาอีกที และในส่วนสุดท้ายคอื รากฐานท่เี ปรียบเสมอื นความมั่นคง
5
2.2.5 แปดเสาหลักของ TPM
1. การปรับปรุงเฉพาะเรือ่ ง (Individual Improvement)
ผรู้ บั ผดิ ชอบ เป้าหมาย บทบาทและหนา้ ท่ี
ผจู้ ดั การและหัวหน้า - ปรบั ปรงุ ประสิทธิภาพการผลติ ให้อย่รู ะดบั -กาจดั ความสญู เสีย
งานในสายการผลติ สงู สดุ อยเู่ สมอ - คานวณค่า OEE ของแตล่ ะสายการผลิต
- เครื่องจกั รเสยี เป็นศนู ยแ์ ละของเสียเปน็ หรอื ของแตล่ ะผลติ ภณั ฑพ์ ร้อมทั้งทาการ
ศนู ย์ ตง้ั เป้าหมาย
- วเิ คราะหป์ ัจจยั ต่างๆ ทที่ าให้ OEE ต่า
- ทาการวิเคราะหด์ ้วยหลัก P-M เพอื่ กาจดั
ความเสยี หายแบบเรอื้ รงั
- เฝ้าติดตามวา่ แตล่ ะชว่ งเวลาเครอ่ื งจกั ร
ควรจะได้รับการ ปรบั ปรงุ อยา่ งไร
2. การบารงุ รักษาดว้ ยตนเอง (Autonomous Maintenance)
ผูร้ บั ผดิ ชอบ เป้าหมาย บทบาทและหนา้ ที่
ผู้ใช้เครื่องและ
หัวหน้างานใน - ผูใ้ ช้เครือ่ งมคี วามรู้และความเข้าใจในกลไก ปฏิบตั ิตาม 7 ข้นั ตอนของการบารงุ รักษา
สายการผลติ
ของเครือ่ ง ดว้ ย
- ผู้ใช้เคร่ืองสามารถบารุงรักษาเครื่องจกั รได้ ตนเอง
ดว้ ยตนเอง 1. การทาความสะอาดแบบตรวจสอบ
2. กาจดั จดุ ยากลาบากและแหลง่ กาเนดิ
ปญั หา
3. การเตรยี มมาตรฐานการบารงุ รกั ษาด้วย
ตนเอง
4. การตรวจสอบโดยรวม
5. การตรวจสอบด้วยตนเอง
6. การจัดทาเป็นมาตรฐาน
7. การปรบั ปรุงอย่างต่อเน่ือง
6
3. การบารงุ รกั ษาตามแผน (Planned Maintenance
ผรู้ บั ผิดชอบ เป้าหมาย บทบาทและหนา้ ที่
ผู้จดั การและหวั หน้า - เพม่ิ ประสทิ ธภิ าพของงานซ่อมบารงุ เพือ่ - จดั ทาแผนการบารุงรกั ษาประจาวัน
งานในฝา่ ยซอ่ ม ไมใ่ หเ้ กิดความสญู เสียในกระบวนการผลติ - จัดทาแผนการบารงุ รักษาตามระยะเวลา
บารุง - จดั ทาแผนการบารงุ รกั ษาเชงิ ปอ้ งกัน
- ยืดอายุการใชง้ านของเครือ่ งจักร
- ควบคมุ การเปลี่ยนชน้ิ ส่วนตามคาบเวลาท่ี
กาหนด
- วเิ คราะห์ความเสยี หายทเ่ี กดิ ขึน้ และ
หาทางป้องกัน
- ควบคมุ การหล่อล่ืน
4. การศึกษาและฝกึ อบรมเพ่ือเพ่ิมทกั ษะการทางานและการบารงุ รักษา (Operation and Maintenance
Development)
ผู้รบั ผิดชอบ เป้าหมาย บทบาทและหนา้ ที่
ผ้ใู ชเ้ คร่อื งและ - ยกระดับความสามารถในทางเทคนิคของ ฝึกอบรมในหวั ข้อตอ่ ไปน้ี
พนักงานซอ่ มบารงุ ท้งั ผ้ใู ช้เครอื่ งและชา่ งซอ่ มบารงุ - การบารงุ รกั ษาเบื้องต้น
- การขันแนน่ และการปรบั แต่ง
- การใชง้ านของเคร่ือง
- การบารงุ รักษาแบริง่
- การบารุงรกั ษาระบบส่งกาลัง
- การบารุงรักษาระบบไฮดรอลิกสแ์ ละระบบ
นิวเมติกซ์
- การบารงุ รกั ษาระบบควบคุมด้วยไฟฟา้
7
5. การคานงึ ถงึ การบารงุ รกั ษาตั้งแต่ข้ันการออกแบบ (Initial Phase Management)
ผูร้ ับผดิ ชอบ เป้าหมาย บทบาทและหน้าที่
- ผ้จู ดั การฝ่ายวิจยั - พัฒนาผลิตภณั ฑใ์ หม่ให้ดขี น้ึ - ต้ังเปา้ หมายของการออกแบบและพฒั นา
และพัฒนา - ออกแบบอปุ กรณเ์ คร่ืองไม้เครือ่ งมือให้ใช้ - ออกแบบโดยการคานึงถงึ เครื่องจักรท่ตี ้อง
- วิศวกรการผลติ งานไดเ้ รว็ ขน้ึ ทาการผลติ ไดง้ า่ ย คณุ ภาพคงท่ี
- วศิ วกรซ่อมบารงุ - ผลติ ภณั ฑ์ใหมแ่ ละเคร่อื งจักรใหมต่ อ้ ง ใช้งา่ ย บารุงรกั ษาได้ง่าย
บารงุ รกั ษาไดง้ า่ ย มีความนา่ เช่ือถอื
- ศึกษาคา่ ใชจ้ ่ายตลอดอายุการใช้งานของ
เคร่ือง
- ทบทวนแบบของผลติ ภัณฑ์และเครอ่ื งจกั ร
อยู่เสมอ
6. ระบบการบารุงรักษาเพื่อคุณภาพ (Quality Maintenance)
ผ้รู ับผิดชอบ เปา้ หมาย บทบาทและหนา้ ท่ี
- ผู้จดั การฝ่าย - เครือ่ งจกั รตอ้ งไม่ใชส่ าเหตทุ ี่ทาใหเ้ กิดของ - ทบทวนมาตรฐานคุณภาพและขอ้ กาหนด
ประกนั คณุ ภาพ เสีย หรือ "การผลติ ของเสยี เปน็ ศนู ย์" ทางเทคนคิ ทีท่ าไว้กับลกู ค้า
- วศิ วกรการผลติ - ประกันคณุ ภาพทกุ ข้นั ตอนไม่ว่าจะเป็น
- หัวหน้า กระบวนการ วัตถดุ บิ พลงั งาน อปุ กรณ์
สายการผลิต หรือวิธกี าร
- หาสาเหตุทท่ี าใหค้ ณุ ภาพเกิดความผดิ ปกติ
- จดั ทามาตรฐานการตรวจสอบในจดุ ต่างๆ
ของเครอ่ื งทม่ี ผี ลต่อคุณภาพ
8
7. ระบบการทางานของฝา่ ยบรหิ ารท่ตี ระหนกั ถงึ ประสทิ ธภิ าพการผลิต หรือเรียกวา่ TPM ในสานักงาน (TPM in
Office)
ผู้รับผดิ ชอบ เป้าหมาย บทบาทและหนา้ ท่ี
- ผจู้ ัดการและ - กาจัดความสญู เสยี ทเ่ี กิดจากการ การบารงุ รักษาด้วยตนเองในสานกั งาน
พนกั งานในฝา่ ยขาย ประสานงานระหว่างฝา่ ย 1. ทาความสะอาดอุปกรณเ์ ครอ่ื งใช้
และฝา่ ยบรหิ าร - จัดทางานบริการดา้ นธรุ การใหม้ ี สานกั งาน
ประสิทธภิ าพสูงสดุ 2. พัฒนากระบวนการทางานใหม้ ี
- สนับสนุนและอานวยความสะดวกใหก้ ับ ประสทิ ธภิ าพ
ฝ่ายผลิต 3. จดั ทาเป็นมาตรฐาน
4. ปรบั ทศั นคติวา่ "ตอ้ งทาทุกอยา่ งทฝ่ี ่าย
ผลติ ตอ้ งการ"
การปรบั ปรงุ เฉพาะเรือ่ ง
1. ลดเวลางานดา้ นบัญชี
2. ปรบั ปรุงระบบการจดั สง่
3. ปรบั ปรุงระบบจัดซอื้ และจดั จา้ ง
8. ระบบชีวอนามยั ความปลอดภัย และสง่ิ แวดล้อมภายในโรงงาน (Safety, Hygiene and Working
Environment)
ผรู้ ับผดิ ชอบ เปา้ หมาย บทบาทและหนา้ ที่
- คณะกรรมการ - อุบตั เิ หตุเป็นศูนย์ - เกบ็ ขอ้ มูลและจัดทาสถิติการเกิด
มาตรฐานแรงงาน - พัฒนาคณุ ภาพชวี ิตในการทางาน อบุ ตั เิ หตุ
ของโรงงาน และความปลอดภยั ในโรงงาน - วิเคราะหก์ ารปฏิบตั ิงานเพื่อหา
- เจา้ หนา้ ท่ีความ ข้นั ตอนที่อาจเกิดอนั ตราย
ปลอดภยั - ขจัดมลภาวะในสถานที่ทางาน
- วัดอัตราการอนุรักษ์พลังงาน
- สง่ เสรมิ ใหพ้ นกั งานมสี ขุ ภาพท่ีดีดว้ ย
กิจกรรมต่างๆ
- สร้างบรรยากาศทนี่ ่าทางาน
9
2.3 การวัดประสิทธผิ ลโดยรวมของเครอ่ื งจกั ร (Overall Equipment Effectiveness: OEE)
เป็นวิธีการท่ีดีวิธีหน่ึงที่นอกจากทาให้รู้ประสิทธิผลของเคร่ืองจักรแล้วยังรู้ถึงสาเหตุของความสูญเสียท่ี
เกิดขึ้นทั้งในภาพใหญ่ คือ สามารถแยกประเภทการสูญเสียและรายละเอียดของสาเหตุนั้น ทาให้สามารถท่ีจะ
ปรับปรุง ลดความสูญเสียท่ีเกิดข้ึนได้อย่างถูกต้องและเป็นระบบ OEE ย่อมาจาก Overall Equipment
Effectiveness หรือเรียกภาษาไทยว่า "ประสิทธิผลโดยรวมของเคร่ืองจักรอุปกรณ์" ซ่ึงในปัจจุบันวิธีในการวัด
ประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักรอุปกรณ์ในอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ นั้นมีเพียงวิธีน้ีวิธีเดียวซึ่งเป็นที่นิยมมาก
จนกระทั่งประเทศญ่ีปุ่นได้นาไปใช้เป็นเกณฑ์ในการให้รางวัล Productive Maintenance หรือเป็นรางวัลที่ให้แก่
โรงงานที่เป็นท่ียอมรับในการบารุงรักษาแบบทวีผล เน่ืองจากหลักการและวิธีคิดพื้นฐานไม่ซับซ้อนและเห็นภาพได้
อย่างชัดเจนในแง่ของความเป็นจริง ทั้งยังสามารถพิสูจน์ได้ และสะท้อนถึงปัจจัยต่างๆ ท่ีส่งผลกระทบต่อ
กระบวนการผลิตได้อย่างชัดเจน (สถาบันเพ่ิมผลผลิตแห่งชาติ, 2542) โดยมีหลักการท่ีสามารถเข้าใจได้ง่ายตั้งแต่
ผู้บริหารระดบั สงู จนถึงระดับพนกั งานคุมเครอื่ งจักร
เครื่องจักรท่ีดีไม่ใช่เป็นเพียงแค่เคร่ืองจักรท่ีไม่เสีย เปิดสวิตช์เม่ือใดทางานได้เม่ือน้ัน หากแต่ต้องเป็น
เครอื่ งจักรท่เี ปดิ ขน้ึ มาแลว้ ทางานไดอ้ ยา่ งเต็มประสทิ ธิภาพคือ เดนิ เครื่องไดเ้ ต็มกาลังความสามารถ แตถ่ ้าเครอ่ื งจักร
ใชง้ านไดต้ ลอดเวลาและเดินเคร่ืองได้เต็มกาลัง แต่ชิ้นงานท่ีผลติ ออกมาไมม่ ีคุณภาพ กค็ งไม่มีประโยชนอ์ ะไร ดังนั้น
เร่ืองคณุ ภาพของงานท่ีออกมาจงึ เป็นอีกปัจจยั หนง่ึ ที่จะใชใ้ นการพิจารณาเครื่องจักร และทสี่ าคญั เครื่องจักรท่ีดีต้อง
ใช้งานได้อย่างปลอดภยั
2.3.1 อัตราการเดนิ เครือ่ ง (Availability)
คือความพร้อมของเครื่องจักรในการทางานของเครื่องจักรโดยเป็นการเปรียบเทียบระหว่างเวลาเดินเครื่องจักร
(Operating Time) กับเวลาท่เี ครือ่ งจักรต้องรับภาระงาน (Loading Time) โดยสามารถเขียนในรูปสมการไดด้ ังน้ี
10
2.3.2 ประสิทธภิ าพในการเดินเครื่อง (Performance Efficiency: P)
คือค่าที่แสดงถึงประสิทธิภาพการทางานของเคร่ืองจักรในด้านความเร็วในการผลิต โดยเปรียบเทียบระหว่างเวลา
เดินเครื่องสุทธิ (Net Operating Time) กับเวลาการเดินเคร่ืองจริง (Operating Time)โดยสามารถเขียนเป็น
สมการไดด้ งั นี้
2.3.3 อัตราคุณภาพ (Quality Rate: Q)
ค่าที่แสดงถึงความสามารถของเคร่ืองจักรในการผลิตสินค้าท่ีมีคุณลักษณะตรงตามข้อกาหนดของลูกค้าต่อจานวน
ผลติ ภัณฑท์ ผ่ี ลติ ได้ทง้ั หมดโดยสามารถเขียนแทนได้ด้วยสมการดังน้ี
2.4 การประเมนิ ผลงานความสามารถในการบารุงรักษา (Maintainability
2.4.1 เวลาเฉลยี่ ระหว่างการขดั ขอ้ ง (Mean Time Between Failure : MTBF)
2.4.2 เวลาเฉลี่ยในการซอ่ มแซม (Mean Time To Repair : MTTR)
11
บทท่ี 3
วิธีดาเนนิ การ
ในบทน้ีจะกล่าวถึงวิธีการและขั้นตอนการดาเนินงานวิจัย โดยศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ท่ีส่งผลกระทบต่อ
เคร่ืองจักรให้ท่ีให้เกิดความสูญเสีย โดยมีการศึกษาข้อมูลและปัญหาต่าง ๆ ของเคร่ืองจักรก่อนท่ีมีการวางแผนการ
บารุงรักษาได้อย่างถูกวิธี การดาเนินงานจะใช้หลักการการบารุงรักษา TPM เพ่ือมาแก้ไขปรับปรุงประสิทธิภาพ
เครื่องจกั ร โดยสามารถสรุปเป็นแผนผังลาดบั ขั้นตอนโดยรวมดงั แสดงในภาพท่ี 3.1
ศกึ ษาขอ้ มูลการหยดุ ของเคร่อื งจักร
ศกึ ษาสาเหตุทเี่ ครื่องจักรหยุดทางาน
กาหนดโครงสร้างการนา TPM มาปรบั ปรุง
ประสทิ ธิภาพเครอื่ งจกั ร
ดาเนนิ การแกไ้ ขปรบั ปรงุ
สรปุ ผลการดาเนนิ งาน
ภาพท่ี 3.1 ข้นั ตอนวิธกี ารดาเนนิ การ
12
3.1 ข้อมูลเบอื้ งตน้
3.1.1 ขอ้ มูลเบ้ืองตน้ โรงงานตวั อยา่ ง
บรษิ ทั ไทยเทพรส จากดั (มหาชน) ประกอบธุรกจิ หลกั ในการผลิตและจาหนา่ ย ผลิตภัณฑเ์ คร่ืองปรุงรส
อาหารภายใต้เครื่องหมายการคา้ "ภเู ขาทอง" ซึ่งประกอบด้วย ซอสปรุงรส ซอสพรกิ น้าส้มสายชกู ล่นั ซอสมะเขอื
เทศ ซอสหอยนางรม ซีอวิ๊ ขาว ซอสชนดิ ผง ซีอิ๊วชนิดผง รวมถึงซอสพริกตรา "ศรรี าชาพาณชิ " และซีอิว๊ ญ่ปี ุ่น ตรา
"คนิ ชัน" นอกจากนี้ยังผลิตตามเครื่องหมายการค้าของลูกค้าอีกดว้ ย สถานที่ตัง้ โรงงาน 208 หมู่ 6 ถ. ท้ายบ้าน
ตาบลทา้ ยบา้ น อาเภอเมือง จังหวดั สมุทรปราการ
3.1.2 กระบวนการผลติ การบรรจุซอสปรงุ รส SGC 3 L
การทางาน (Activity)
1. การเตรียมวตั ถุดบิ (Material Preparation)
1.1 รับเเละจัดเตรียมวัตถดุ ิบ
1.2 สรุป/บนั ทกึ /เบิก
2. ขบวนการบรรจ(ุ Filling Process)
2.2 ตรวจเชค็ แกลอน/เทแกลอน
2.3 เป่าลมทาความสะอาดแกลอน RINSER
2.4 บรรจุและปิดฝา Filler and Capper
2.5 ปดิ ฉลากและยิงวนั ท่ี
หมดอายุ
2.6 แพค็ เกอร์บรรจใุ ส่กลอ่ ง
2.7 โรบอทเรยี งกล่องขึน้ พาเลท
3. สง่ เข้าคลังเพอื่ จัดจาหน่าย
13
3.1.3 เครือ่ งจกั รในกระบวนการบรรจุซอสปรุงรส SGC 3 L
ภาพท่ี 3.3 เครื่องจักรในกระบวนการบรรจซุ อสปรงุ รส SGC 3 L
3.2 ศึกษาขอ้ มูลการหยดุ ของเคร่อื งจักร
จากการสังเกตการหยุดของ เครื่องบรรจุ Filler ในชว่ ง มีนาคม - กรกฏาคม 2563 พบว่ามกี ารสญู เสีย
เวลาจากเครอ่ื งจักรเสีย โดยจะนาข้อมลู จากช่วง มีนาคม - กรกฏาคม 2563 มาปรับปรุงเพม่ิ ประสิทธืภาพในชว่ ง
คร่ึงปีหลงั โดยสงั เกตจุ ากแนวโน้วเวลาของเครื่องจกั รท่ีเสีย
ชั่วโฒง18 เวลาเคร่ืองจักรท่ีเสีย 8.3
16 15.5
14 12.5
12
10 7.9
7.1
8
6 เมษายน พฤษภาคม มถิ นุ ายน กรกฏาคม
4
2
0
มนี าคม
ภาพที่ 3..4 เวลาเครอ่ื งจักรทเี่ สีย ในชว่ งเดือน มถิ ุนายน - กรกฏาคม 2563
14
คณะผู้ศกึ ษาได้ทาการรวบรวมข้อมลู ระยะเวลาการทางานของเคร่อื งจักร (Mean Time Between
Failure : MTBF) ระยะเวลาการซอ่ มเคร่ืองจักรเฉลย่ี (Mean Time To Repair : MTTR) และอตั ราการเดินเคร่ือง
(Machine Availability : A) มาวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา เพือ่ ดาเนนิ การแก้ไขและหาแนวทางการป้องกัน
ไม่ให้เกิดเหตซุ า้
ตารางท่ี 3.1 สถานการณ์ทางานของเครอ่ื งบรรจุ Filler
ขอ้ มูลจากตารางท่ี 3.1 เป็นการรวบรวมระยะเวลาเดนิ เครื่องจักร เวลาใช้งานเคร่ืองจักร เวลาเครื่องจกั ร
เสยี และจานวนครง้ั ทเ่ี ครื่องจักรหยุด จากข้อมูลเบื้องต้นเป็นขอ้ มูลก่อนการบารงุ รักษาโดยใชห้ ลักการการ
บารงุ รักษาทวีผลแบบทกุ คนมีสว่ นรว่ ม(TPM)
ตารางที่ 3.2 คา่ MTBF,MTTR และ % Machine Availability ของแต่ละเดือน
จากตารางที่ 3.2 พบว่า เวลาเฉล่ยี ระหว่างการขดั ข้องของเคร่ืองจักร (Mean Time Between
Failures : MTBF) เดือน มนี าคม – พฤษภาคม มคี า่ เทา่ กับ 48.4 ชว่ั โมง/ครง้ั
จากตารางที่ 3.2 พบว่า เวลาเฉลี่ยการซ่อมแซงของเครื่องจักร (Mean Time to Repair : MTTR)
เดอื น มีนาคม – พฤษภาคม มีคา่ เทา่ กับ 1.6 ชั่วโมง/คร้งั
จากตารางท่ี 3.2 พบว่า อัตราความพร้อมใช้งานเครอื่ งจกั ร (% Machine Availability) เดอื น
มีนาคม – พฤษภาคม มคี ่าเท่ากบั 96.52%
15
3.3 ศึกษาสาเหตุท่ีเคร่ืองจักรหยุดทางาน
สาเหตขุ องปัญหาทีท่ าใหเ้ คร่ืองจักรหยุดกะทันหันนัน้ มหี ลายสาเหตุ ซ่ึงเป็นปัจจยั สาคญั ท่ีสง่ ผลกระทบต่อ
การผลิต
25 สาเหตุท่ีเคร่ืองจักรหยุด 16.3
ชั่วโมง 20 20.3
15 9.1
4.6
10
5
1
0
ภาพท่ี 3.5 สาเหตุทีเ่ ครื่องจกั รหยดุ ทางาน ในช่วงเดือน มิถนุ ายน - กรกฏาคม 2563
3.4 การนา TPM มาปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องจกั ร
จากข้อมูลการสูญเสียของการทางานของเคร่ืองจักร จึงได้กาหนดให้นา TPM มาใช้กบั บริษทั เพ่ือแก้ไข
ปญั หาเพื่อเพ่ิมประสิทธภิ าพของเคร่ืองจักร โดยมรี ายละเอียดดงั นนี้
3.4.1 การบารงุ รกั ษาดว้ ยตนเอง (Autonomous Maintenance or Self Maintenance)
เป็นการบารุงรักษาเคร่ืองจักรท่ีกระทาโดยผู้ใช้เคร่ือง โดยไม่ปล่อยให้เป็นหน้าท่ีของฝ่ายซ่อมบารุงเพียง
ฝ่ายเดียว ทังนี้เพื่อให้สามารถปกป้องและดูแลเคร่ืองจักรด้วยตนเอง และเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเครื่องจักรของ
ตนเอง ซึ่งช่วยให้พนักงานผู้ใช้เคร่ืองจักร สามารถทาความสะอาด ตรวจสอบการทางานของเครื่องจักรตาม
มาตรฐาน วิเคราะห์ปญั หาและสามารถแกไ้ ขเบื้องต้น ทาให้สามารถใช้เครือ่ งจักรได้อยา่ งเตม็ ประสทิ ธิภาพ
3.4.1.1 ข้นั ตอนที่ 1 การทาความสะอาดแบบ เพอื่ ทาความสะอาดคอื การตรวจสอบเพื่อหาส่ิงผิดปกติ จดุ ที่
ตรวจสอบได้ยาก ท่ีมาของความสกปรก และทาการแก้ไขในสว่ นท่ชี ารุดให้กับสู่สภาพเดมิ
3.4.1.2 ข้ันตอนท่ี 2 การกาจัดจุดยากลาบากและแหล่งกาเนดิ ปัญหา เพื่อแก้ไขแหล่งกาเนิดปัญหาและจุด
ยากลาบาก โดยอาศัยเครื่องมือต่างๆทางไคเซ็น (karakuri kaizen, Autonomous Kaizen) , Visual Control,
การป้องกันความผิดพลาดในการทางาน Poka-yoke หรือ Mistake Proofing เป็นการปรับการแก้ไขปัญหาต่างๆ
ให้ไมเ่ กิดซ้า การทางานงา่ ยขนึ้ ลดการฟ้งุ กระจาย ลดการสะสม
16
3.4.1.3 ข้ันตอนที่ 3 การเตรียมมาตรฐานการบารุงรักษาด้วยตนเอง มีวัตถุประสงค์ ต้องไม่ทาให้ความ
ผิดปกติต่างๆทั้งท่ีเคยเกิด ต้องไม่เกิดซ้าและความผิดปกติใหม่จะต้องไม่เกิดซ้า (Prevent Determinant) เป็นการ
รักษา Basic Condition รักษามาตรฐาน (รักษาความสะอาดและป้องกันจุดปกพร่อง) ด้วยวิธีพ้ืนฐานในการ
ตรวจสอบด้วยสมั ผสั ท้ัง 5
3.4.1.4 ขน้ั ตอนที่ 4 การตรวจสอบโดยรวม การเตรียมฝึกอบรม ศกึ ษาหาความรู้เก่ียวกับระบบและกลไก
ตา่ งๆ ของเครื่อง ซึ่งอาจจะรวมถึงหลักสตู รพ้ืนฐาน 6 Module โดยจะอยู่ในรูปแบบการสอนเป็นทางการ การสอน
หนา้ งาน OJT ฯลฯ เพือ่ ใหพ้ นักงานปฏิบัติ
3.4.1.5 ขน้ั ตอนที่ 5 การตรวจสอบด้วยตนเอง ทบทวนมาตรฐานตา่ งๆ
3.4.1.6 ขั้นตอนที่ 6 การจัดทาเป็นมาตรฐาน ท่ีครบถ้วนสมบูรณ์ในมาตรฐานการบารุงรักษาด้วยตนเอง
เบื้องต้น ได้ถูกจัดทาข้ึนใน ขั้นตอนที่ 3 แล้วแต่ใน Step น้ีต้องม่ันใจได้ว่าเครื่องจักร จะได้รับการดูแลที่ครบถ้วน
และสมบูรณ์มากท่ีสุด เป้าหมายต้องการให้เคร่ืองจักรผลิตได้อย่างต่อเนื่องและไม่มีของเสียเกิดข้ึนในกระบวนการ
ผลิต
3.4.1.7 ขั้นตอนที่ 7 การปรับปรุงอย่างต่อเน่ือง นอกจากรักษาเคร่ืองจักรด้วยการบารุงรักษาด้วยตนเอง
แล้ว เคร่ืองจักรต่างต้องต้องได้รับการพัฒนาเพ่ือรักษาสภาพและเพิ่มประสิทธภิ าพ เน่ืองจากเครื่องจักรที่มอี ายุการ
ใช้งานมากข้ึน หากไม่ได้รับการพัฒนา การดูแลรักษาสภาพเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ที่จะทาให้ประสิทธิภาพ
เคร่ืองจักรเท่าเดมิ หรือเพิ่มขึ้นได้ ดงั น้ันจึงต้องมีการวางแผน ลงมือทา ตรวจสอบ แก้ไขทาใหเ้ ป็นมาตรฐาน
17
บทที่ 4
ผลการเพิ่มประสทิ ธิภาพ
4.1 การวัดผลหลังปรับปรงุ
จากการนา TPM มาปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมของเคร่ืองจักร ได้ทาการวัดผลข้อมูล ท้ังก่อนและหลัง
การปรับปรุง นามาเปรียบเทียบผลท่ีได้จากการนา TPM มาใช้ โดยจะใช้หลักการบารุงรักษา TPM ตั้งแต่เดือน
มิถุนายน 2563 ถึง ตลุ าคม 2563 ตามตารางที่ 4.1 สว่ นค่าระยะเวลาการทางานของเคร่ืองจักรทเ่ี สีย (Mean Time
between Failure :MTBF), ระยะเวลาการซ่อมของเครื่องจักเฉลี่ย (Mean Time To Repair :MTTR)และอัตรา
การเดินเครอื่ ง(Machine Availability :A) กอ่ นและหลังปรบั รงุ จะอยใู่ น ตารางที่ 4.2
ตารางที่ 4.1 สถานะการทางานของเครอ่ื งจักร
ข้อมูลจากตารางที่ 4.1 เป็นรวบรวมระยะเวลาเดินเครื่องจักร เวลาการทางานของเครื่องจักร เวลาที่
เครื่องจักรหยุดใช้งาน และจานวนคร้ังที่เคร่ืองจักรหยุด ข้อมูลจากตารางเดือน สิงหาคม – ธันวาคม เป็นการนา
หลกั การบารุงรกั ษาทวีผลแบบทกุ คนมสี ว่ นร่วม TPM เขา้ มาบารุงเคร่ืองจกั ร
ตารางที่ 4.2 ค่า MTBF,MTTR และ % Machine Availability ของแตล่ ะเดอื น
จากตารางที่ 4.2 พบว่า เวลาเฉล่ยี ระหว่างการขัดขอ้ งของเคร่ืองจักร (Mean Time Between Failures :
MTBF) หลงั ดาเนินการเดือน สงิ หาคม – ธันวาคม เฉลย่ี มคี ่าเทา่ กบั 205 ช่ัวโมง/ครั้ง
จากตารางที่ 4.2 พบวา่ เวลาเฉลีย่ การซอ่ มแซมของเคร่อื งจักร (Mean Time to Repair : MTTR)
หลงั ดาเนินการเดอื น สิงหาคม – ธันวาคม เฉล่ยี มคี ่าเทา่ กบั 0.7 ชว่ั โมง/คร้ัง
จากตารางที่ 4.2 พบว่า อัตราความพร้อมการใช้งานของเครื่องจักร (% Machine Availability) หลังดาเนินการเดือน สิงหาคม –
ธันวาคม เฉลย่ี มีค่าเทา่ กบั 99.6%
18
4.2 การวเิ คราะหผ์ ลหลงั การปรบั ปรุง
หลังจากการปรับปรุงโดยวิธีการนา TPM มาดาเนินการโดยทาการวัดผลต้ังแต่เดือน สิงหาคม – ธันวาคม
ทาให้สามารถยึดอายกุ ารใช้งานของเครอื่ งจักรไดย้ าวนานขึ้น สงั เกตไุ ดจ้ ากข้อมูลดงั ต่อไปน้ี
4.2.1 เวลาเฉล่ียระหว่างการเสียหาย (MTBF) สามารถทาให้ เวลาเดินเคร่ืองจักรเพิ่มข้ึนจากเดิมเฉล่ีย 48.4
ชว่ั โมงต่อครั้ง เพ่มิ ขึ้นเป็น 205 ช่วั โมงต่อคร้งั
MTBF
400 351.1
350
MTBF (ชั่วโมง/คร้ัง) 300
250 216.5
182.1
200 153
150 121.8
100 31.2 65.2 46.9 38.5 60
50
0
ภาพท่ี 4.1 ค่า MTBF ของแต่ละเดือน
4.2.2 เวลาเฉลยี่ ระหว่างการเสียหาย (MTTR) สามารถทาให้ เวลาเฉลยี่ ในการซ่อมแซมเครือ่ งจกั รแต่ละครง้ั ลดลง จากเดิมเฉล่ีย 1.6
ช่ัวโมงต่อคร้ัง ลดลงเหลือเพียง 0.7 ช่วั โมงตอ่ คร้งั
MTTR
2.5
1.98
MTTR (ชั่วโมง/คร้ัง) 2 1.55 1.42 1.56 1.38
1.5
1
1 0.93 0.85
0.5
0.5 0.3
0
ภาพที่ 4.2 ค่า MTTR ของแต่ละเดอื น
4.2.3 อตั ราการเดินเครื่อง สามารถทาให้ อัตราการเดินเคร่ืองสงู ข้ึน จากเดมิ เฉล่ยี 96.52 % เพิ่มข้นึ เป็นเพยี ง 99.59 %
19
% MACHINE AVAILABILITY % Machine Availability
101
100 99.23 99.53 99.86 99.80 99.54
99
98 97.69
96.97 96.97
97
95.95
96
95.03
95
94
93
92
ภาพที่ 4.3 ค่า % Machine Availability ของแตล่ ะเดือน
20
บทท่ี 5
สรปุ และขอ้ เสนอแนะ
5.1 สรุปผลการดาเนนิ งาน
จากการศึกษาและนาหลักการการบารุงรักษาทวีผลแบบทุกคนมีส่วนร่วม (TPM) มาดาเนินการกิจกรรม
และหาแนวทางการแก้ปัญหาของเคร่ืองบรรจุ Filler ได้ทาการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยจะเก็บรวบรวมข้อมูลก่อน
การนาหลักการ TPM มาใช้ เดือน มนี าคม - กรกฏาคม และหลังนาหลักการ TPM มาใช้ เดือน สิงหาคม - ธันวาคม
โดยสามารถสรปุ ไดด้ งั งนี้
5.1.1 ค่าเฉล่ียระยะเวลาการเสียหายของเคร่ืองจักร (Mean Time between Failure : MTBF) ท้ังหมด
จากเดิมเฉล่ีย 48.4 ชั่วโมงต่อคร้ัง เพ่ิมข้ึนเป็น 205 ชั่วโมงต่อเคร้ัง ซึ่งมีผลทาให้ ระยะเวลาการทางานของ
เครอื่ งจกั รเพ่ิมมากข้นึ สามารถทางานไดอ้ ย่างตอ่ เนือ่ ง
5.1.2 เวลาเฉลี่ยระหว่างการเสียหาย (MTTR) สามารถทาให้ เวลาเฉล่ียในการซ่อมแซมเครื่องจักรแต่ละ
คร้ังลดลง จากเดมิ เฉล่ีย 1.6 ชว่ั โมงตอ่ ครงั้ ลดลงเหลือเพียง 0.7 ชว่ั โมงตอ่ ครั้ง
5.1.3 อัตราการความพร้อมการใช้งานของเคร่ืองจักร มีค่าเพ่ิมมากข้ึนจากเดิมเฉล่ีย 1.6 % เพ่ิมข้ึนเป็น
เพียง 0.7 % ซ่งึ แสดงให้เหน็ ถงึ แล้วพรอ้ มการใชง้ านของเครอ่ื งจักร ส่งผลใหก้ าลังในการผลติ เปน็ ไปตามแผนท่ตี ง้ั ไว้
5.2 ขอ้ เสนอแนะ
จากการศึกษาพบว่า ในการปฏิบัติตามแผนการซ่อมบารุงรักษายังขาดความร่วมมือ ระหว่างแผนกผลิตและ
แผนกซ่อมบารุง ทาให้การดาเนินงานซ่อมบารุงไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร จนส่งผลให้เคร่ืองจักรนั้นด้อย
ประสิทธภิ าพ จงึ มีข้อเสนอแนะดังนี้
5.2.1 ทาการฝึกอบรมผู้ใช้งานเครื่องจักรและช่างซ่อมบารุง ให้เข้าใจถึงประโยชน์ของการซ่อมบารุงและ
ผลกระทบของการไมซ่ ่อมบารงุ รักษา
5.2.2 จัดทาคู่มอื การซอ่ มบารุงรกั ษาของเคร่ืองจกั รแตล่ ะเครอ่ื ง เพื่อลดเวลาการซ่อมบารงุ ของเคร่อื งจักร
21
ตอนที่ 2 การเพ่ิมประสทิ ธิภาพการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสหากรรม
กรณีศกึ ษา จากบรษิ ทั ไชยโสโร จากัด
บทที่ 1
บทนา
1.1ความสาคัญของปญั หา
ในปัจจุบัน ระบบทาความเย็นและปรับอากาศ มีความสาคัญอย่างย่ิงต่อชีวิตประจาวันไม่ว่าจะที่อยู่อาศัย
โรงงานอุตสาหกรรม อาคาร ตัวอย่างเชน่ เครอื่ งปรับอากาศ แอร์ ตู้เยน็ ตแู้ ช่ เพอื่ แช่แขง็ หรอื ลดอณุ หภูมขิ องสินค้า
หรือปรับอุณหภูมิในห้อง เพื่อให้เจ้าหน้าที่หรือบุคลากรสามารถทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นท่ีทราบดีว่า
ระบบทาความเยน็ และปรับอากาศ มกี ารใชพ้ ลงั งานและค่าใชจ้ า่ ยดา้ นพลงั งานที่สงู หากสามารถควบคุมการทางาน
ของระบบทาความเย็นและปรับอากาศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพได้แล้ว การใช้พลังงานก็จะเป็นไปอย่างคุ้มค่า
และชว่ ยประหยดั คา่ ใช้จา่ ยด้านพลงั งานใหก้ บั สถานประกอบการลงไดเ้ ป็นอยา่ งมาก
1.2วตั ถปุ ระสงค์
1.2.1 เพือ่ ลดปริมาณการใช้พลังงาน ลดปัญหาสงิ่ แวดลอ้ ม
1.2.2 เพอื่ ใชพ้ ลงั งานไดเ้ ต็มประสทิ ธภิ าพมากทีส่ ดุ
1.2.3 เพ่ือการหมนุ เวยี นกลบั มาใช้ใหม่ โดยการนาวัสดทุ ช่ี ารุดนามาซอ่ มใชใ้ หม่ การลดการทิ้งขยะท่ไี ม่
จาเป็นหรือการ หมนุ เวียนกลับมาผลิตใหม่
1.3 ขอบเขตการศกึ ษา
1.3.1 การศกึ ษาขอ้ มลู ค้นคว้าจากเวบ็ ไซด์ www.thailandindustry.com เป็นกรณขี อ้ มูลศกึ ษา
1.4 วิธกี ารดาเนนิ งาน
1.4.1 การตรวจสอบวิเคราะหก์ ารใชพ้ ลงั งานเบ้อื งต้น (Preliminarly Audit) เปน็ การตรวจสอบรวบรวม
ข้อมลู ดา้ นการผลิตระบบการใชพ้ ลังงานในปกี ่อนๆ
1.4.2 การตรวจวเิ คราะหก์ ารใช้พลงั งานโดยการสารวจแผนผงั โรงงานเพ่อื ทราบลักษณะท่วั ไปของโรงงาน
กระบวนการผลติ และเครอ่ื งจักรอปุ กรณต์ ่างๆ พจิ ารณาบริเวณท่ีมีการใช้พลังงานสงู
1.4.3 การตรวจสอบและวเิ คราะห์การใชพ้ ลงั งานอย่างละเอียด (Detailed Audit) ผลการตรวจสอบและ
วิเคราะหก์ ารใชพ้ ลังงานเบอื้ งต้น นาขอ้ มูลมาสรา้ งรปู แบบการใช้พลังงานว่าจะต้องมีการปรบั ปรุงแก้ไขสว่ นใด บ้าง
1.4.4 สรุปและทาวิจัย
22
บทที่ 2
ทฤษฏีทเ่ี กยี่ วข้อง
ทฤษฎีและหลักการทเี่ กย่ี วข้องในบทนจ้ี ะมีการกล่าวถึงเน้ือหาทีเ่ กยี่ วข้องกับโครงงานฉบับนีเ้ พื่อให้
ตรงตามจดุ ประสงคท์ ี่คาดว่าจะได้รับ ในส่วนของบทนี้จะกล่าวถงึ
2.1 หลกั การทาความเยน็ และปรบั อากาศ
2.2 วงจรทาความเยน็
2.3 อปุ กรณ์หลักภายในวงจรการทางานของสารทาความเย็น
2.4 ชนดิ ของเครื่องปรับอากาศ
2.5 เคร่ืองทาน้าเย็น
2.1 หลักการทาความเย็นและปรบั อากาศ
การทาความเย็น หมาขถงึ กระบวนการในการดึงความร้อนออกจากสง่ิ ใดสงิ่ หน่ึงมผี ลให้อุณหภมู ลิ ดลงโดย
ปกตจิ ะหมายถึง ขบวนการเก็บรักษาอาหารการขจดั ความร้อนจากวตั ถุในอตุ สาหกรรม ทางเคมีปโี ตรเลยี ม ปิโตร
เคมแี ละการทาความเยน็ และการทาความเย็นในรูปแบบอ่ืนๆในวงการอุตสาหกรรม เชน่ การแช่แขง็ เป็นดัน้ 1]
การปรับอากาศ หมายถึง การปรับสภาวะอากาศใหไ้ ด้ตามเง่ือนไขทต่ี ้องการ โคยปกตจิ ะมีความหมายกนิ
ความมากกวา่ การทาให้อากาศเย็น แตจ่ ะหมายรวมถึงการควบคมุ อุณหภมู แิ ละความช้ืน การควบคมุ คุณภาพและ
ความสะอาดของอากาศ การควบคุมการไหลเวยี นของอากาศระดบั เสยี ง ในพืน้ ทป่ี รบั อากาศ ทง้ั น้เี พ่ือจดุ ประสงค์
เฉพาะอย่าง ไดแ้ ก่
1. เพ่ือความสุขสบายตอ่ ผู้อาศัยหรอื ปฏิบัตงิ าน ในบรเิ วณนน้ั ๆ โดยความสขุ สบายทกี่ ลา่ วถงึ น้ีจะหมาขถึง
ความสขุ สบายของคนส่วนใหญท่ ง้ั น้เี พราะแต่ละคนจะร้สู ึกสบายในสภาวะอากาศ แตกต่างกัน
2. เพือ่ ประโยชน์ทางอตุ สาหกรรม ผลิตภัณฑบ์ างชนดิ ต้องการความเที่ยงตรงสูงจะมีการนาระบบปรับ
อากาศมาช่วย เช่น อุตสาหกรรมอเิ ลก็ ทรอนิกส์ อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ อุตสาหกรรมสิ่งทอ
อุดสาหกรรมผลติ ลูกกวาด เป็นต้น
3. เพือ่ วตั ถปุ ระสงค์พิเศษ เชน่ การผลติ และเก็บรักษายา, การปรบั อากาศในห้องผา่ ตัดและ ICบ ทต่ี ้องการ
ความสะอาดสูง การปรบั อากาศ ในห้องคมยาสลบท่ีต้องการการหมุนเวยี นอากาศทดี่ ี
23
2.2 วงจรทาความเย็น
หลักการทาความเย็นของเคร่ืองปรับอากาศน้ันก็คือ การนาเอาความร้อนจากท่ีที่ต้องการทา ความเย็น
(โดยท่ัวไปคือภายในอาคาร) ถ่ายเทไปสู่ที่ท่ีไม่ต้องการทาความเย็น (นอกอาคาร) โดยผ่านตัวกลางคือสารทาความ
เย็นหรือทีเ่ รยี กกนั ว่าน้ายา [5]
เริ่มดันจากคอมเพรสเซอร์ จะทาหน้าท่ีดูดน้ายาท่ีเป็นไอ (Vapor) จากเคร่ืองระเหย (Evaporator) หรือ
คอยล์เย็น (Cooling Coil) ไอสารทาความเย็นท่ีดูดเข้ามาจะมีความดัน ต่าและมีอุณหภูมิต่าด้วย ไอน้ายาจะถูกดูด
เข้าคอมเพรสเซอร์ทางทอ่ ดูด (Suction Line) และตัวคอมเพรสเซอรจ์ ะอัดนา้ ขาท่ีเป็นไอนี้ให้มีความดันสูงข้ึน และ
ขณะท่ีไอมีความดัน สูงข้ึนก็จะมีอุณหภูมิสูงขึ้น การที่ไอน้ายามีความคันสูงขึ้นนี้จะมีผลให้จุดเดือดสูงข้ึนด้วย
จากน้นั ไอน้าขาจะถกู ดันออกทางทอ่ ทางสง่ (Discharge Line)และส่งผา่ น ไปยงั คอนเคนเซอร์ (Condenser) ตวั
คอนเดนเซอร์มีหน้าท่ีรับเอาไอน้าขาไว้และระบาย ความร้อนออกจากไอน้ายาผ่านตัวกลางซึ่งปกติคือ
อากาศไอน้ายาจะมีอุณหภูมิต่าลงจนควบแน่นเป็นของเหลวแต่ยังคงมีความดันสูงและอุณหภูมิสูง สารทาความเย็น
เหลวจะถูกส่งไปอุปกรณ์ลคความดัน (Expansion Valve) ซงึ่ มีหนา้ ท่ีลดความดันน้ายาก่อนเข้าเคร่อื งระเหยมีผลให้
สารทาความ เย็นมีความดันต่าและมีอุณหภูมิต่า เม่ือไหลเข้าเครื่องระเหยก็จะรับความร้อนผ่านตัวกลาง ซึ่งปกติคือ
อากาศมผี ลใหส้ ารทาความเย็นเดือดกลายเปน็ ไอ ไอสารทาความเย็นท่ีออกจาก เคร่อื งระเหยจะมีความดันต่า และ
มีอุณหภูมิต่าและไหลกลับเข้าคอมเพรสเซอร์เพื่อทาการ เพ่ิมความดันต่อไป ระบบการทาความเย็นของ
เคร่ืองปรับอากาศจะทางานวนเวียนเป็น วัฏจักรตลอดเวลาท่ีคอมเพรสเซอร์ ยังคงทางานอยู่และน้ายาท่ีมีอยู่ใน
ระบบจะไม่มีการสูญเสียไปไหนเลย นอกเสีย จากว่าเกิดการรั่วซึม (Leak) ที่ใดท่ีหนึ่งเท่าน้ัน เน่ืองจากในระบบทา
ความเย็นเบื้องดันน้ี มีท้ังน้ายาท่ีอยู่ในสภาพความคันสูงและอุณหภูมิสูงกับแรงดันต่าอุณหภูมิต่า 2] จึงมีการแบ่ง
ภาคออกเปน็ 2 ภาค
24
1. ทางด้านสงู (High side) ซ่ึงจะเริ่มจากทางอัดของคอมเพรสเซอร์ ผ่านก่อนเดนเซอรถ์ งึ ทางเข้า
ของอปุ กรณ์ลคความดัน ส่วนน้ีสารทาความเยน็ จะมที ้งั ความดนั และอุณหภูมสิ งู จงึ เรียกว่าทาง High Side
2. ทางดา้ นตา่ (Low Side) ซ่ึงจะเรมิ่ ต้ังแต่ทางออกของอปุ กรณ์ลดความดนั ผา่ นเครื่องระเหยจนไป
ถึงทางเข้าของคอมเพรสเซอร์ สว่ นน้ีจะมที ั้งความดันและ อณุ หภูมติ ่าจงึ เรียกว่าทาง Low Side ระบบปรบั
อากาลทีใ่ ชก้ ันอยูโ่ ดยทว่ั ๆไป จะทางานเปน็ วัฏจกั รโดยมกั จะมีส่ิงท่ปี ระกอบกันขน้ึ มาเป็นระบบปรบั อากาศ
อยู่หลายส่ิงหลายอยา่ งดว้ ยกัน
2.3 อุปกรณห์ ลักภายในวงจรการทางานของสารทาความเยน็
2.3.1 คอมเพรสเซอร์ (Compressors) เป็นอุปกรณ์ท่ีสาคัญท่ีสุดของระบบการทาความเย็น ทาหน้ท่ีเพ่ิม
ความดันของสารทาความเย็นที่อยใู่ นสถานะทีเ่ ปน็ ก๊าซ โดยคอมเพรสเซอร์จะดคู สารทาความเยน็ ที่เป็นชความดันต่า
และอุณหภูมิต่างจากเคร่ืองระเหยที่ผ่านเข้ามาทางท่อดูดเข้าขังทางดูคของคอมเพรสเซอร์และ อัดก๊าซนี้ให้มีความ
ดันและอุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งเข้าไปยังคอนเดนเซอร์ (Condenser) โดยผ่านเข้าทางท่อบรรจุ!เพื่อส่งไปกล่ันตัวเป็น
ของเหลวในคอนเดนเซอร์ด้วยการระบายความร้อนออกจากสารความเย็นอีกที่หนึ่งจะเหน็ ได้ว่าคอมเพรสเซอร์เป็น
อุปกรณ์ท่ีแบ่งความดันระบบระหว่างด้านความดันสูงและ ความดันต่าสารทาความเย็นจะถูกคูดเข้ามาใน
คอมเพรสเซอร์จะมี [3] สถานะเป็นก๊าซความดันต่าและสารความเย็นที่อัดออกส่งออกจากคอมเพรสเซอร์จะมี
สถานะเป็นก๊าซท่ีมีความดันสงู คอมเพรสเซอร์จาแนกตามวิธีการอัด ได้ 3 ป ระเภท การจาแนกคอมเพรสเซอร์ตาม
วิธีการอัดนี้แบ่งออกได้เป็นการอัดเชิงปริมาตร เช่น แบบลูกสูบ แบบก้นหอย แบบเกลียวแบบการอัดแบบใช้แรง
เหวย่ี งหนศี นู ยก์ ลาง แบบอัดคร้ังเดียวและแบบอดั หลายครง้ั คังมรี ายละเอยี คดงั นี้
25
คอมเพรสเซอร์แบบลูกสูบ (Reciprocating Type) อาศัยการทางานของเพลาข้อเหว่ยี ง (Crankshaft) ขับ
ลูกสูบให้เกิดการดูดอัด มีใช้กับเครื่องทาความเย็นขนาดเล็กต่ากว่า 1 HP จนถึงมีขนาดใหญ่มากกว่า 100 HP เป็น
แบบท่ีนิชมใชม้ ากทส่ี ดุ ในปัจจบุ ัน
คอมเพรสเซอร์แบบสกรู (Screw Type) ทางานโดยอาศัยสกรู 2 ตวั คอื สกรูตัวเมีย (Female Rotor) และสกรูตัวผู้
(Male Rotor) โดยสกรูตัวเมียจะอาศัยช่องเกลียวเป็นช่องเก็บน้ายา ส่วนสกรูตัวผู้จะใช้สันเกลียวรีดน้ายาออกตาม
แกนของสกรูทั้งสอง และเน่ืองจากต้องใช้น้ามันหล่อลื่นทาหน้าท่ีป้องกันการร่ัวระหว่างช่องว่างของเกลียวทั้งสอง
ขณะทางานจึงมีน้ามันหล่อลื่นไหลไปกับน้ายาจานวนมากท่ีทางออกของคอมเพรสเซอร์แบบสกรูจึงต้องติดอุปกรณ์
แยกน้ามนั (Oil Separator) ไวด้ ว้ ยเสมอ
คอมเพรสเซอร์แบบกันหอยหรือแบบสโครล์ (Scroll Type) เป็นคอมเพรสเซอร์แบบใหม่ล่าสุดที่ออกแบบ
มาใช้งานในระบบทาความเย็นแบบอัดไอ การทางานจะประกอบไปด้วยช้ินส่วนสาคัญ 2 ส่วน คือส่วนที่มีลักษณะ
เป็นกันหอยอยู่กับท่ีและส่วนท่ีเคลื่อนท่ี ซ่ึงจะเคล่ือนท่ีในลักษณะเย้ืองศูนย์ โดยไม่มีการเคลื่อนท่ีในลักษณะ
หมุนรอบแกน (Not Rotate) โดยความดันจะเพ่ิมจากภายนอกและถูกอัดมากสุดเม่ืออยู่ที่แกนกลาง ลักษณะ
เคลื่อนไหวเทียบได้กับพายุทอร์นาโด (Torado) ปัจจุบันนามาใช้กับระบบปรับอากาศท่ีใช้ในที่พักอาศัย ใน
สานกั งาน รามทง้ั ระบบปรบั อากาศในรถยนต์ เนื่องจากการทางานมีการเคลื่อนไหวน้อยไมต่ ้องใชล้ ิ้นทางดดู ทางส่ง
จงึ ทางานได้เรยี บและเงียบกว่า
26
2.3.1 เครอ่ื งระเหย (Evaporator)
เปน็ อปุ กรณ์ ทส่ี าคญั อกี อยา่ งหนึ่งของระบบทาความเย็นทาหนา้ ที่ดดู ปรับปรมิ าณความร้อนจากในบริเวณ
หรือในเนอื้ ท่ที ่ีต้องการทาความเยน็ ขณะท่สี ารทาความเย็นภายในระบบนีเ้ ดือดจะเปลยี่ นสถานะเป็นกา๊ ซก็จะดดู รับ
ปริมาณความร้อนผา่ นผวิ ท่อทางเดนิ สารความเย็นเข้าไปขังสารความเย็นในระบบทาให้อุณหภมู ิโดยรอบคอยล์เย็น
ลดลง เคร่ืองระเหย โดยท่ัวไปแบง่ ออกเป็น 2 ลกั ษณะคือ
1. เครอ่ื งระเหยชนิดท่อและครีบ (Finned-Tube Evaporator)
2. เครอื่ งระเหยชนิดเปลือกและทอ่ (Shell and Tube Evaporator)
1.เครือ่ งระเหยชนดิ ท่อและครีบ (Finned-Tube Evaporator) มี โครงสรา้ งและหลักการทางานเหมือนกัน
กับคอนเดนเซอร์คือมีท่อและครีบอะลูมิเนียมบางเป็นโครงสร้างหลักทาหน้าที่เป็นอุปกรณ์แลกเปล่ียนความร้อน
(Heat Exchanger) แต่ทางานในลักษณะตรงข้ามกัน คือคอนเคนเซอร์ทาหน้าท่ีระบายความร้อนให้กับอากาศ แต่
เครื่องระเหขดูดความรอ้ นจากอากาศท่ีผา่ น
2.เครื่องระเหยชนิดเปลือกและท่อ (Shell and Tube Evaporator) มีโครงสร้างและหลักการทางาน
เหมือนกับที่ใช้เป็นคอนเดนเซอร์ นิยมใช้กับระบบปรับอากาศแบบใชน้ ้าเยน็ โคยเรียกเคร่ืองระเหย ชนิดน้ีว่าเคร่ือง
ทานา้ เย็น ซึ่งมที ้งั ท่เี ป็นเครือ่ งทานา้ เยน็ แบบแห้งและแบบเปียก
27
2.3.3 คอนเคนเซอร์ (Condenser)
คอนเคนเซอร์หรืออุปกรณ์ควบแน่นเป็นอุปกรณ์ท่ีสาคัญอีกอย่างหน่ึงของระบบทาความเย็นทาหน้ าที่
ระบายความร้อน ในสถานะก๊าซท่ีมีความดันสูงและอุณหภูมิสูงท่ีถูกอัดตัวส่งมาจากคอมเพรสเชอร์เพื่อให้กลั่นตัว
เ ป็ น น้ า เ ห ล ว ใ น ค อ น เ ด น เ ซ อ ร์ ด้ว ย ก า รร ะ เ ห ย ค ว า ม ร้ อ น อ อ ก แ ต่ ยั ง ค ง มี ค ว า ม ดั นแ ล ะ อุ ณ ห ภู มิ สู งอ ยู่ เ ช่ นเดิม
คอนเดนเซอร์แบง่ ออกไดเ้ ป็น 2 ลักษณะคือการจาแนกตามลักษณะ โครงสร้าง และ การจาแนกตามวธิ รี ะบาขความ
ร้อน การจาแนกตามวิธีระบายความรอ้ นได้ 3 ประเภทดังนี้
1.การระบายความร้อนด้วยอากาศ (Air Cooled Condenser) คอนเคนเซอร์ชนิดนี้จะ ใช้อากาศเป็น
ตัวกลางในการระบายความรอ้ นออกจากนา้ ยาเพือ่ ใหน้ ้าขาในสถานะซกลั่นตัวเป็นของเหลวตามปกตแิ ล้วคอนเคนเซ
อร์ชนิดนมี้ ักจะทาด้วยท่อทองแดงหรือท่อเหล็กมีครบี เป็นตัวชว่ ยเพิ่มพ้ืนทีผ่ วิ ในการระบายความร้อนออกจากน้าขา
ภายในคอนเดนเซอร์แบ่งออกไดเ้ ปน็
แบบใช้อากาศหมุนเวียนอากาศโดยรอบคอนเคนเซอรจ์ ะมีอุณหภมู ิสูงกวา่ อากาศปกตจิ งึ ลอยตวั
สงู ข้นึ สว่ นอากาศที่เย็นกว่าจะไหลเข้ามาแทนท่ีจึงระบายความร้อนออกจากผิวของคอนเคนเซอร์
แบบมีพัดลมช่วย คอนเคนเซอร์ชนิดน้จี ะใชพ้ ดั ลมหรือโบลเวอร์ชว่ ยในการเพมิ่ ปริมาณลมทผี่ า่ นผิว
ของคอนเคนเซอร์จึงช่วยลดขนาครปู รา่ งของคอนเดนเซอรล์ งไดม้ ากขนึ้
2.การระบายความร้อนด้วยน้า(Water Cooled Condenser) คอนเดนเซอรช์ นดิ นีจ้ ะ ใช้นา้ เปน็ ตวั กลางใน
การระบาขความรอ้ นออกจากน้าขาโดยผ่านหอผ่ึงลมเยน็ (Cooling Tower) เพือ่ ใหน้ า้ ขากลนั่ ตวั เปน็ นา้ ยาเหลวและ
ก็เช่นเดียวกันคอนเคนเซอร์ท้ังสองชนิดนี้จะรับความร้อนท่ีถูกคายออกจากน้ายาในสถานะก๊ าซเพื่อการกล่ันตัวเป็น
น้ายาเหลว ทาใหอ้ ุณหภมู ขิ องอากาศหรอื นา้ ท่ีใชเ้ ปน็ ตวั กลางมีอุณหภูมิสูงข้นึ
3. การระบายดว้ ยนา้ และอากา (Water and Air Cooled Condenser)
คอนเดนเซอรช์ นิดนจ้ี ะใช้ท้งั อากาศและนา้ เป็นตัวกลางในการระบายความร้อนออกจากน้ายาเพื่อให้น้ายาในสถานะ
ก๊าซในคอนเคนเซอร์กลั่นตัวเป็นน้าขาเหลวโดยการฉีดน้าเย็นให้เป็นฝอยผ่านลงบนคอนเดนเซอร์อากาศนี้จะสวน
ทางกับสเปรย์นา้ ตกลงมาผา่ นอิลมิ เิ นเตอร์ซง่ึ เปน็ อปุ กรณ์ปอ้ งกันไม่ใหส้ เปรย์ติดอกไปกบั
อากาศซึง่ นา้ บางส่วนจะระเหยตวั ขณะท่ีไหร้ บั ความร้อนจากแผงคอนเดนเซอร์ ทาใหส้ เปรย์น้าทต่ี กกลับลง
มาในถงั นั้นมอี ุณหภูมลิ ดตา่ ลง
28
2.3.4 อุปกรณล์ ดความดนั (Expansion Valve)
ทาหน้าที่ควบคุมอัตราการไหลของสารทาความเย็นก่อนเข้าเครืองระเหยซึ่งมีหลักการในการทางานง่ายๆ
คอื การลดพน้ื ท่ีหน้าตัดลง เหมอื นกบั การนาสายยางไปต่อกับก็อกนา้ แลว้ เปิดน้าให้แรงจากน้ัน ใชม้ อื ปดิ ท่ีปลายสาย
ยางจะเกิดเป็นฝอยละอองซ่ึงกใ็ ช้หลักการคล้ายกัน
รปู ท่ี 2 อุปกรณล์ ดความดนั .9 (Expansion Valve)
เพียงแต่ว่าอุปกรณ์ลดความดันจะควบคุมอัตราการไหลของสารทาความเย็นตามความต้องการของระบบ ปรับ
อากาศ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือความดันจะลดลง และสถานะจะเปลี่ยนจากแก๊สอุณหภูมิสูงความดันสูงให้ เป็นฝอย
ละออง และความดันลดลงจนสามารถเปลยี่ นเปน็ ไอไดแ้ ต่ท่ีบริเวณทางออกของอุปกรณ์ลดความ ดนั ยงั ไม่เปน็ ไอ
รปู ท2ี่ .10 อุปกรณ์ลดความดนั (Expansion Valve)
2.3.5 อุปกรณช์ ว่ ยภายในระบบทาความเยน็ ไดแ้ ก่
รปู ที่ 21.1ดรายเออร์
29
1. ดรายเออร์ (Dryer) ทาหน้าท่ดี ดู ซบั ความชื้นจากสารทาความเย็น
และกรองส่งิ สกปรกมีทงั้ ขนาดใหญจ่ นไปถึงขนาดใหญ่การเลือกใช้ต้องคานงึ ถึงชนดิ ของน้ายา ขนาด
เคร่อื งทาความเย็นขาดทอ่ น้ายา
รูปที่ 2.1ไส้กรองภายในดรายเออร์
2. แอคคิวมูเลเตอร์(Accumulator)
รูปที่ 23.1อุปกรณแ์ ยกนา้ ยาเหลว(Accumulator)
อปุ กรณแ์ ยกนนา้ ยาเหลวหรือแอคคิวมูเลเตอร์ (Accumulator) ตดิ ตงั้ ระหวา่ งเคร่ืองระเหยและ คอมเพรสเซอร์
ทาหน้าที่ป้องกนของเหลวเข้าสู่คอมเพรสเซอร์โดยน้ายาท่ียังเดือดไม่หมดจากเคร่ืองระเหย จะตกลงสู่ด้านล่าง
คอมเพรสเซอร์จะดูดเฉพาะน้ายาท่เี ปน็ ไอจากด้านบน
3. ถงั พกั สารทาความเยน็ เหลว (Receiver tank)
รปู ท่ี 24.1 ถงั พักสารทาความเยน็ เหลว (Receiver tank)
ถังพักสารทาความเย็นเหลวหรือรีซีฟเวอร์ (Receiver tank) ติดต้ังท่ีทางออกคอนเดนเซอร์ทาหน้าที่ รับ
น้ายาเหลวท่ีควบแน่นจากคอนเดนเซอร์เพ่ือส่งสารทาความเย็นเหลวไปยังเคร่ืองระเหยได้ต่อเน่ืองสม่าเสมอใช้
ในเคร่อื งทาความเย็นขนาดใหญ่
30
4. อปุ กรณแ์ ยกน้ามันหล่อล่ืน (Oil separator)
รูปที่ 25.1 อปุ กรณ์แยกน้ามนั หลอ่ ลื่น
ตดิ ตัง้ ทีท่ างออกคอมเพรสเซอร์ทาหน้าทแ่ี ยกนา้ มันหลอ่ ลน่ื ทปี่ นออกมากบั ไอนา้ ยาใหก้ ลับไปอา่ ง
นา้ มันหล่อลื่นในคอมเพรสเซอรไ์ อน้ายาท่ีถกู แยกออกจึงถูกส่งไปเขา้ คอนเดนเซอร์ตอ่ ไป
5. สวทิ ซค์ วบคมุ ความดัน (Pressure Switch)
รปู ท่ี 26.1สวทิ ซ์ควบคมุ ความดัน
สวิทช์ควบคุมความดัน มีหลักการทางาน คือ ทาหน้าที่ในการตัดและต่อวงจรไฟฟ้าให้มอเตอร์
คอมเพรสเซอร์ทางานและหยุดทางานโดยอัตโนมัติอาศัยความดันของน้ายาด้านความดันสูงและด้าน ความดัน
ตา่ ของคอมเพรสเซอร์
2.4 ชนดิ ของเครอ่ื งปรับอากาศ
เครื่องปรับอากาศมวี ธิ ใี นการแบ่งประเภทออกได้หลายวธิ ดี ้วยกนั แตว่ ธิ ที ่นี ยิ มใชแ้ บง่ ประเภท ของ
เครื่องปรบั อากาศ ไดแ้ ก่การแบ่งตามลักษณะการใช้งานการแบ่งตามลักษณะการระบายความรอ้ นของคอน เดน
ซงิ่ การแบง่ ตามชนิดของคอมเพรสเซอรแ์ ละการแบ่งตามขนาดซงึ่ วธิ นี ้เี ปน็ ท่นี ิยมมากที่สดุ ชนดิ ของ
เคร่ืองปรับอากาศมีอยู่ 4 ประเภทดังตอ่ ไปนี้
2.4.1 เคร่อื งปรับอากาศขนาดเล็ก
รูปท2ี่ .17 เครอ่ื งปรบั อากาศขนาดเล็ก
31
เครื่องปรับอากาศขนาดเลก็ เป็นเคร่อื งปรับอาการที่เราเห็นใช้กนั อยตู่ ามบ้านเรือนและสานักงาน ขนาดเล็ก
เคร่อื งปรบั อากาศขนาดเล็กมักเปน็ เครื่องเดี่ยวๆจงึ มักเรียกวา่ Unitary เคร่ืองแบบน้สี ามารถปรับ อากาศได้
โดยไม่จาเปน็ ต้องต่อพวงอปุ กรณ์อ่ืน เช่น หอผง่ึ ลมเย็นเครือ่ งเป่ าลมท่อลม เปน็ ต้น
2.4.2 เคร่ืองปรับอากาศแบบหนา้ ต่าง
(รปู ท2ี่ .18 เครื่องปรบั อากาศแบบหนา้ ตา่ ง)
เครอื่ งปรบั อากาศแบบหน้าต่างจะรวมอุปกรณ์ทง้ั 4 อยางเข้าไว้ในตัวเครื่องเดยี วกันการตดิ ตัง้ จงึ ตอ้ งตดิ ตง้ั โดยให้
ดา้ นหนงึ่ อยู่ภายในห้องส่วนอีกด้านอยภู่ ายนอกเพ่ือทาหน้าที่ระบายความร้อน ฉะน้นั ใน การติดตง้ั จงึ ต้องติดต้งั
บริเวณช่องหน้าต่างหรือเจาะช่องท่ีผนงั ดา้ นที่แข็งแรง ในกรณีทเ่ี ป็นบ้านไมก้ ็อาจมี เสียงดังข้อดีของ
เครื่องปรบั อากาศประเภทนค้ี ือประหยัดเนื้อท่ีไมจ่ าเปน็ ตอ้ งมที ีส่ าหรับตงั้ คอนเดนซงยูนติ ่ และความสามารถใน
การทา
2.4.3 เครื่องปรบั อากาศแบบแยกสว่ น (Spilt Type)
เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนจะแยกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนทาความเย็นท่ีเรียกว่าแฟนคอยล์ยูนิต (Fan
Coil Unit) จะเป็นสว่ นทีอ่ ยภู่ ายในหอ้ ง ซง่ึ ภายในประกอบดว้ ย อวี าพอเรเตอร์(Evaporator Coil) และ
อปุ กรณล์ ดความดัน (บางรนุ่ จะติดต้ังไวใ้ นคอนเดนซง่ิ ) อกี ส่วนหนึง่ คือคอนเดนซิ่งยนู ิตCondensing( Unit)
จะต้ังอยูภายนอกประกอบด้วยคอนเดนเซอร์คอย่ล์Condensor( Coil) และ คอมเพรสเซอร์(Compressor) ท้ัง
สองสว่ นนี้จะต่อถึงกันโดยระบบทอ่ น้ายาเคร่ืองปรบั อากาศแบบแยกสว่ นมขี ้อดีคือสว่ นทปี่ รบั อากาศจะ เงยี บ
32
2.4.4 เคร่อื งปรบั อากาศขนาดใหญ่
รูปท2ี่ .19 เครื่องทาน้าเยน็ ระบายความรอ้ นด้วยน้า
คร่ืองปรับอากาศขนาดใหญเ่ คร่อื งปรับอากาศขนาดใหญเ่ ป็นเครือ่ งปรบั อากาศท่ีใช้กนั ในอสุ าหกรรมและ
อาคารขนาดใหญ่ เช่น โรงงาน โรงแรม หา้ งสรรพสิ นคา้ โรงพยาบาล เป็ นตน้ เคร่ืองปรับอากาศประเภทนีม้ กั
ประกอบดว้ ยวงจรทาความเย็น 2 ส่วน จึงต้องมีอุปกรณม์ าตอ่ พ่วงเพอื่ ให้ ระบบสมบรู ณ์ เครอ่ื งปรับอากาศแบบน้ี
จะมีราคาแพงแตป่ ระสิทธภิ าพสงู เช่น ระบบปรบั อุณหภมู ินา้ เย็น เครอื่ งปรบั อากาศขนาดใหญแ่ บง่ ตามการ
ระบายความร้อนได้ดงั น้ี
1. ระบบปรับอากาศแบบทาน้าเย็นระบายความร้อนด้วยนา้
2. ระบบปรบั อากาศแบบทาน้าเย็นระบายความร้อนดว้ ยอากาศ
2.5 เคร่ืองทาเย็น
เครื่องทานา้ เย็น คือ เครื่องทาความเย็นขนาดใหญ่ทีม่ ีหนา้ ท่ีในการผลิตน้าเย็นหรอื ปรับอุณหภูมนิ ้าเยน็ และส่งไป
ยังเครือ่ งปรบั อากาศทมี่ ีอยใู นหอ้ งต่างๆ ของอาคารแต่ละอาคาร หรอื อาจใชน้ า้ เยน็ ไปหล่อเยน็ อุณหภูมิของ
เครอ่ื งจักรภายในโรงงานอุสาหกรรม
รปู ที่ 20.2วงจรทานา้ เยน็ ชนิดระบายความร้อนดว้ ยนา้
33
หลกั การทางานของระบบปรับอากาศสาหรับโรงงานและอาคารธุรกิจขนาดใหญ่ระบบ
ปรับอากาศทนี่ ิยมตดิ ตง้ั และใช้มักเป็นระบบปรับอากาศแบบรวมศนู ย์ (Central Air-conditioning System) โดย
เครื่องทาน้าเย็น (Water Chiller) เป็นแบบระบายความร้อนด้วยน้า ซ่ึงมีประสิทธิภาพการทางานสูงกว่า แบบ
ระบายความร้อนด้วยอากาศเครื่องทาน้าเย็นแบบอัดไอประกอบด้วย คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
คอนเดนเซอร์ (Condenser) เครื่องระเหย (Evaporator) และอุปกรณ์ลดความดัน (Expansion Valve) โดยมี
สารทาความเยน็ เชน่ R22 หรือR134 a บรรจุอยภู ายในวงจรสารทาความเย็น [2]
เม่ือป้อนไฟฟ้าให้คอมเพรสเซคอมเพรสเซอร์จะดูดไอสาทาความเย็นจากเครื่องระเหยแล้วอัด ส่งไปที่
คอนเดนเซอร์ ที่เคร่ืองระเหยสารทาความเย็นจะมีความดันและอุณหภูมิตสารทาความเย็นจะดูด ความร้อนจาก
น้าเย็นที่ไหลผานเครื่องระเหย่และระเหยกลายเป็นไอในขณะเดียวกนท่ีคอนเดนเซอร์สารทาความเย็น จะมีความ
ดันและอุณหภูมิสูงร้อนจากสารทาความเย็นจะถ่ายเทให้กับนั้าหล่อเย็นทาให้สาร ทาความเย็น กลันตัวกลายเป็น
ของเหลวที่ความดันสูง เมื่อสารทาความเยน็ ไหลผ่านอุปกรณ์ลดความดัน ความดันก็จะลดลง เท่ากบความดันต่ัาท่ี
เครอ่ื งระเหยสารทาความเย็นก็จะไหลครบ วัฏจกั รสารทาความเย็น
นา้ หล่อเยน็ เมอื่ ได้รับความร้อนจากคอนเดนเซอร์จะมีอุณหภูมิสูงขึ้น เมื่อถกู เครื่องสบู น้าหล่อเย็น สง่ ไปทห่ี อผ่ึงลม
เย็น(Cooling Tower) ดังแสดงในรูปที่ 2.20 ก็จะถ่ายเทความร้อนให้กับอากาศโดยการระเหยนา้ ทาให้น้าท่ีเหลอื
เย็นลงแล้วไหลกลับไปรับความร้อนท่ีคอนเดนเซอร์อีกทาให้ครบ วัฏจักรน้าหล่อเย็นน้าเย็นเม่ือถ่ายเทความร้อน
ให้กับเคร่ืองระเหยก็มีอุณหภูมิต่าลง เมื่อถูกเคร่ืองสูบน้าเย็นส่งไปที่เครื่องส่งลมเย็น (Air Handling Unit) ก็จะ
ถ่ายเทความร้อนให้กบอากาศทัาให้น้าร้อนข้ึนแลว้ ไหลกลับไปถ่ายเทความร้อนให้กับเคร่ืองระเหยอีกทาให้ครบวัฏ
จักรน้าเย็นเคร่ืองส่งลมเย็นจะดูดอากาศร้อนจากห้องปรับอากาศ ผ่านระบบท่อลมไปถ่ายเทความร้อนให้กับน้า
เย็น ทาให้อากาศมีอุณหภูมิต่าลงแล้วส่งกลับไปที่ห้องปรับอากาศทาให้ครบวัฏจักรลมเย็นทาให้อากาศมีอุณหภูมิ
ต่าลงแลว้ สง่ กลบั ไปท่หี อ้ งปรับอากาศทาให้ครบวฏั จกั รลมเยน็
รูปท่ี 21.2วงจรทานา้ เยน็ ชนิดระบายความร้อนดว้ ยอากาศ
34
หลกั การทางานของเครือ่ งทาน้าเย็นแบบระบายความร้อนดว้ ยอากาศก็จะเหมือนเคร่ืองทาน้าเยน็
แบบระบายความร้อนด้วยนา้ แตแ่ ตกตา่ งกันท่ีเครื่องควบแนน่ ทีม่ ีลกั ษณะเปน็ ครบี ท่อ
เม่ือป้อนไฟฟ้าให้คอมเพรสเซอร์คอมเพรสเซอร์จะดูดไอสารทาความเย็นจากเครื่องระเหยแล้วอัดส่งไปที่ เครื่อง
ควบแน่นสารทาความเย็นจะมีความดนั และอณุ หภูมิสูงรอ้ นจากสารทาความเย็นจะถา่ ยเทให้กบั
นา้ หลอ่ เย็นทาใหส้ ารทาความเย็นกลนั ตวั กลายเป็นของเหลวที่ความดันสูงและมีการระบายความร้อนของ สารทา
ความเย็นโดยการใช้พัดลมดูดอากาศรอบๆเครื่องให้ไหลผ่านแผงคอยล์ร้อนและดูดอากาศท่ีมีความ ร้อนระบาย
ออกดา้ นบน
35
บทท่ี3
วธิ ีการศึกษาและค้นควา้
3.1 เคร่ืองมอื การวิจัย
การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบประยุกต์ (Applied) เพื่อนาผลวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับการวัด
ประสทิ ธภิ าพเคร่ืองทาความเย็น ประวตั กิ ารดแู ลซอ่ มบารุง ค่าพลังงานการใช้ ไฟฟา้ ของเคร่ืองจกั รมาสรุปและนา
ข้อกาหนดเกีย่ วกบั เครอื่ งทาความเยน็ ประสิทธิภาพสูงและเรื่อง การใชส้ ารทาความเย็นมาประกอบเปน็ ข้อมลู เพ่ือ
ศกึ ษาความจาเป็นในการเปล่ียนเครื่องทาความเย็น (Chiller) โดยมีรายละเอยี ดดังนี้
3.1.1 ประกาศกระทรวงพลังงาน เรอ่ื ง การกาหนดคา่ สมั ประสทิ ธสิ์ มรรถนะขัน้ ต่าค่า ประสทิ ธิภาพการ
ให้ความเยน็ และคา่ พลังไฟฟ้าตอ่ ตันความเย็นของระบบปรับอากาศท่ีติดต้ังงานในอาคาร พ.ศ. 2552
ข้อ 2 ระบบปรับอากาศประเภทและขนาดตา่ งๆ ที่ตดิ ตั้งใช้งานในอาคาร ต้องมคี ่า
สมั ประสทิ ธ์สิ มรรถนะ ค่าประสทิ ธภิ าพการให้ความเยน็ ในรูปของอตั ราส่วนของประสิทธิภาพ พลงั งาน และค่า
พลงั ไฟฟา้ ตอ่ ตันความเยน็ ของเคร่ืองทานาเยน็ ดังต่อไปนี้
2) ระบบปรับอากาศขนาดใหญ่ต้องมีค่าพลังไฟฟา้ ต่อตนั ความเยน็ ของเครื่อง ทานาเยน็ และ
สว่ นประกอบอนื่ ของระบบปรับอากาศดังต่อไปน้ี
ความเย็นไม่เกนิ กวา่ ทกี่ าหนดไว้ดังต่อไปนี้
7 ค่าพลังงาน ตารางที่
ความเย็นของระบบปรบั อากาศ ไฟฟา้ ตอ่ ตัน
36
3.1.2 ประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม เร่ืองการกาหนดปริมาณการนาเข้าสารซีเอฟซี ซ่ึงเป็นวัตถุ
อันตรายชนิดที่ 3 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และสาร ดังกล่าวเป็นสารควบคุมตามพิธีสาร
มอนทรอี อลทป่ี ระเทศไทยใหส้ ตั ยาบันไว้
เพอื่ ให้ประเทศไทยสามารถควบคุมปริมาณการใช้สารดังกล่าวใหเ้ ปน็ ไปตามขอ้ กาหนด กรมโรงงาน
อุตสาหกรรมจงึ ออกประกาศกาหนดปริมาณการนาเขา้ สาร ซีเอฟซี ต้ังแต่ปีพ.ศ. 2546 ถงึ พ.ศ. 2553 ไวด้ ังน้ี
ตารางท8ี่ ปริมาณการนาเข้าสารซเี อฟซตี งั้ แต่ป2ี 550 - 2553
3.2 วธิ ีการเก็บข้อมลู
ในการศึกษาครง้ั นไี ด้ดาเนินการเกบ็ ข้อมลู ตามขนั้ ตอนดังนี้
1. ศึกษากฎหมาย และมาตรฐานท่เี กย่ี วข้องกบั ระบบปรบั อากาศ และจดั ทาเคร่ืองมือการวิจยั
2. รวบรวมขอ้ มูลโดยสารวจในพืนทห่ี ้องเคร่อื งของระบบปรบั อากาศของอาคาร้ โดยใชก้ ารสงั เกตุ
3. รวบรวมข้อมลู จากรายงานประวัติเครอ่ื งจกั ร (History Card) การซอ่ มบารุงรักษา
4. รวบรวมขอ้ มูลจากการวัดประสทิ ธภิ าพเคร่อื งทาความเยน็ (Chiller) ที่ทาการวดั ประสิทธิภาพ เครอื่ งทานาเยน็ ้
โดยบรษิ ทั ผู้ผลิต
5. รวบรวมข้อมลู จากวศิ วกรประจาอาคาร โดยการสัมภาษณต์ ามเคร่อื งมือการวจิ ัย
3.3 การวเิ คราะห์ข้อมูล
การบันทึกขอ้ มลู ในเครื่องมือการวิจยั ที่ไดท้ าการตรวจสอบ (Audits) โดยการตรวจสภาพ ของเครอื่ งทา
ความเย็น (Chiller) ของระบบปรบั อากาศในอาคาร ซ่ึงเป็นข้ันตอนเรม่ิ แรกสดุ การ ตรวจสอบอุปกรณส์ ภาพการ
ใชง้ านเครื่องทาความเยน็ (Chiller) ในระยะสนั้ ๆ เพ่ือหาวา่ สว่ นใดของ เครื่องทาความเย็น (Chiller) ของอาคารมี
ปัญหาชดั เจน และทาการตรวจวดั ประสทิ ธิภาพเครื่องทาน้าเยน็ (Chiller) และรวมรวมข้อมลู จากประวัติ
เครอ่ื งจักรรวมท้ังปัญหาที่เกดิ ขึ้นในระหวา่ งการ ทางานของอปุ กรณ์เครอ่ื งจักรดงั กลา่ ว รวมทง้ั ประวัตใิ นการซ่อม
บารุงรกั ษา และผลกระทบตา่ ง ๆ เกิดข้ึนในอดีตทผี่ ่านมามารวบรวมและวิเคราะห์ (Analysis) และนามา
เปรยี บเทยี บกบั มาตร
37
บทที่ 4
ผลการเพ่ิมประสิทธิภาพ
4.1 การอนุรักษ์พลงั งาน ( เคร่อื งทาความเย็น )
การปรบั อากาศเป็นการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ความสะอาด การกระจายความเย็น ให้ได้สภาวะท่ี
ตอ้ งการ โดยเฉพาะในอาคารขนาดใหญ่ พลงั งานทใ่ี ช้ในระบบปรบั อากาศคิดเป็นประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ของ
พลังงานท่ีใชท้ ั้งหมด จึงมีความจาเป็นอยา่ งยิ่งในการศกึ ษาและทาความเขา้ ใจในระบบทาความเยน็ และระบบปรับ
อากาศ เนอื่ งจากหากสามารถประหยดั พลังงานในระบบทาความเยน็ และปรับอากาศได้ กจ็ ะสามารถประหยดั
พลังงานได้อย่างมาก
ตาราง แสดงการใชไ้ ฟฟา้ ในอาคารแตล่ ะประเภทแยกตามกจิ กรรม คือ ระบบทาความเยน็ ระบบแสงสว่าง และอ่ืนๆ เป็นรอ้ ยละ
ของการใชง้ าน (Lawrence Berkley Laboratory การพลงั งานแห่งชาติ E nergy Conservation in Conservation in
Commercial Building ปี พ.ศ. 2528
โรงงานและศูนย์การคา้ มีการใช้ระบบปรบั อากาศแบบรวมศูนย์ ซง่ึ เปน็ กระบวนการควบคุมสภาวะของ
อากาศเพ่ือใหเ้ ป็นไปตามความตอ้ งการ โดยทัว่ ไป ปจั จยั หรือพารามิเตอรข์ องอากาศทต่ี ้องควบคมุ ประกอบดว้ ย
อุณหภมู ิ ความชืน้ ความสะอาด การกระจายลม และปริมาณลม ระบบปรบั อากาศประเภทน้ีประกอบดว้ ยระบบ
นา้ เยน็ (Chilled Water System) โดยมเี ครอื่ งทาน้าเย็น(Chiller) ทาหน้าที่ผลิตน้าเย็นจ่ายใหแ้ ก่เครอื่ งส่งลมเย็น
(Air Handling Unit ; AHU) เพ่ือทาการปรับอากาศให้แก่บริเวณพ้ืนท่กี ารผลติ พ้นื ท่ีสานักงาน หรอื ศูนย์การค้า
และเพ่ือควบคุมสภาวะอากาศในการผลติ สว่ นความร้อนจากระบบจะถูกระบายออกสู่สิ่งแวดลอ้ มทห่ี อทาความ
เย็น (Cooling Tower)
38
ตัวอย่างการอนรุ ักษพ์ ลงั งานในระบบปรับอากาศแบบรวมศูนย์สามารถทาได้ ดังน้ี
1. กาหนดเวลาเปดิ -ปิดเครอ่ื งทานา้ เยน็ ใหเ้ หมาะสม
2. การเพม่ิ ประสิทธภิ าพในระบบน้าหล่อเยน็ ของเครื่องทาน้าเยน็
3. การปรับตัง้ อุณหภูมขิ องเครอ่ื งทาน้าเย็นใหเ้ หมาะสม
4. การทาความสะอาดคอนเดนเซอรเ์ ครื่องทาน้าเย็น
5. การเลอื กเดนิ เครือ่ งทาน้าเย็นประสทิ ธภิ าพสูงเปน็ หลกั
6. การใช้เคร่อื งทานา้ เยน็ ในจุดที่มปี ระสิทธิภาพสงู สดุ
7. การหร่วี าลว์ ที่ออกจากปั๊มเพือ่ ลดอัตราการไหลของนา้
8. การทยอยเพิ่มภาระการปรับอากาศ
นอกจากวธิ ขี า้ งต้นแลว้ ในการอนุรักษ์พลังงานระบบปรบั อากาศ จาเป็นที่จะต้องประเมินสมรรถนะการทางาน
และประสทิ ธภิ าพของเคร่ืองปรับอากาศ ดว้ ยการตรวจวัดค่าตา่ งๆ เช่น
– วดั กาลังไฟฟ้า (Power Meter) วัดค่ากาลงั ไฟฟ้าทป่ี ้อนเข้าเครื่องทาน้าเยน็ หน่วยเป็นกโิ ลวัตต์ (kW)
– วดั อัตราการไหลของน้าเยน็ ทผ่ี ่านเครอื่ งสบู น้าเย็นในรูปของ ลิตรตอ่ วินาที (L/s) หรอื แกลลอนตอ่ วนิ าที
(GPM)
– วดั ค่าอณุ หภมู นิ า้ เยน็ เข้าและออกเครอื่ งทาน้าเย็นในหน่วยองศาเซลเซยี ส
39
4.2 ผลหลงั การเพ่มิ ประสทิ ธิภาพการอนรุ ักษ์พลงั งาน
การใช้เครอ่ื งปรับอากาศประสิทธิภาพสูง สมการที่ใชป้ ระเมินผลประหยัด คอื
ตารางท่ี 5.7 ผลประหยดั จากการเลือกใชเ้ ครอื่ งปรบั อากาศเบอร์ 5 รนุ่ ตา่ งๆ
ตวั อย่าง เดมิ เครือ่ งปรับอากาศขนาด 12000 Btu / hr มีค่า Kw/Tr = 1.75 ใช้งาน 3600 ชม/ปี Load Factor 80%
ตอ้ งการเปลยี่ นเป็นเครื่องปรับอากาศ ทีม่ ี EER = 11.5 จะประหยดั พลังงานปลี ะเท่าไหร่ ?
จากตาราง 5.7 kw/er ทลี่ ดลง = 40 %
พลังงานไฟฟา้ ทลี่ ดลง = 12000
120000
= 2016 kwh/ปี
การลดระยะเวลาการใชง้ านเคร่ืองปรบั อากาศ
โดยการเปดิ ใช้เคร่ืองปรับอากาศเท่าทจ่ี าเป็น ตลอดจนการปรับเวลาเปดิ ใช้งานให้ช้าลง และ ปิดการใช้งานให้
เร็วขน้ึ
ตัวอย่าง เครอื่ งปรบั อากาศขนาด 12000 Btu / hr เปิดใช้งาน 10ขม/วัน และทางาน 5วัน/สัปดาห์ เปลย่ี นเปน็ ลด
ระยะเวลาการใชง้ านเคร่ืองปรับอากาศโดยปดิ เคร่ืองปรบั อากาศก่อนพักเทยี่ งครง่ึ ช่วั โมง และ กอ่ นเลิกงานครึ่ง
ช่ัวโมง รวมเปน็ 1 ชวั่ โมง และ 1 ปี จะประหยัดพลงั งานไปท้งั หมด
พลงั งานไฟฟ้าก่อนปรับปรุง = 2080 Kwh/ปี
หลงั ปรบั ปรงุ เหลอื 9 ชว่ั โมง = 1872 Kwh/ปี
พลงั งานไฟฟ้าทล่ี ดลง = 2080-1872
= 208 Kwh/ปี
40
การล้างทาความสะอาดเครื่องปรับอากาศ
เคร่อื งปรบั อากาศจะทางานมีประสทิ ธภิ าพดี เมื่อคอยลร์ อ้ นสามารถระบายความร้อนได้ดี และ คอยลเ์ ย็น
สามารถกระจายลมเยน็ ได้ดี ซึ่งโดยทั่วไปเม่ือใชง้ านไประยะหนึ่งฝนุ่ ละอองในอากาศจะถูกดดู ดว้ ยพดั ลม และ
เกาะตวั บรเิ วณ ฟลิ เตอร์ และ แผงคอยล์
ดงั นน้ั จึงต้องมีการบารุงรักษาดว้ ยการลา้ งทาความสะอาดอย่างสม่าเสมอโดยทว่ั ไปกรองอากาศคอยล์
เย็นซ่ึงสามารถถอดลา้ งเองได้ง่าย ควรทาความสะอาดทุกๆ 2-4 เดอื น และแผงคอยล์ร้อน แผงคอยลเ์ ยน็ และ
พัดลม ควรล้างทาความสะอาดโดยช่างผู้เชี่ยวชาญทุกๆ 4-6 เดือน ซงึ่ ความถใี่ นการล้าง ข้ึนอยู่กับช่วั โมงการใช้
งาน และสภาพอากาศ บริเวณท่ีใช้งาน และ เมือ่ หลังลา้ งแลว้ สามารถชว่ ยประหยัดพลงั งานได้ถึง 10 % ตา่ ง
จากตอนกอ่ นทจ่ี ะล้าง ทาความสะอาด
41
บทท่ี5 ข้อสรปุ และเสนอแนะ
5.1 สรปุ ผลการทางาน
จากการศึกษาการเพิ่มประสิทธภิ าพการอนรุ ักษ์พลังงานในอุตสาหกรรมและจดั การพลงั งานสาหรบั
เครอ่ื งระบบความเย็นในโรงงานอตุ สาหกรรมทกุ คนมสี ่วนร่วมในปัจจุบัน ระบบทาความเยน็ และปรบั อากาศ มี
ความสาคัญอยา่ งยง่ิ ต่อชวี ติ ประจาวนั ไม่ว่าจะทอ่ี ยู่อาศัย โรงงานอุตสาหกรรม อาคาร ตวั อย่างเช่น
เคร่อื งปรบั อากาศ แอร์ ต้เู ย็น ตู้แช่ เพื่อแชแ่ ข็งหรอื ลดอุณหภมู ขิ องสนิ คา้ หรือปรับอณุ หภูมิในห้อง เพ่ือให้
เจา้ หนา้ ทห่ี รือบุคลากรสามารถทางานไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ เปน็ ท่ที ราบดีวา่ ระบบทาความเย็นและปรับ
อากาศ มกี ารใชพ้ ลงั งานและค่าใชจ้ า่ ยด้านพลงั งานท่สี งู หากสามารถควบคมุ การทางานของระบบทาความเย็น
และปรบั อากาศใหเ้ ป็นไปอย่างมปี ระสิทธิภาพไดแ้ ล้ว การใช้พลงั งานก็จะเป็นไปอย่างคุ้มค่าและชว่ ยประหยดั
คา่ ใชจ้ า่ ยด้านพลังงานให้กับสถานประกอบการลงได้เปน็ อย่างมากเพ่ือลดปรมิ าณการใชพ้ ลังงาน ลดปญั หา
สิ่งแวดล้อมเพ่ือใช้พลงั งานไดเ้ ต็มประสิทธภิ าพมากท่ีสุดเพ่ือการหมุนเวียนกลบั มาใช้ใหม่ โดยการนาวัสดุที่ชา
รุดนามาซอ่ มใช้ใหม่ การลดการทิ้งขยะทไ่ี ม่จาเป็นหรือการหมุนเวียนกลับมาผลติ ใหม่
5.2 ขอ้ เสนอแนะ
จากการเสนอแนะผู้ใช้งานหรือปฏบิ ัตคิ วรได้คาแนะนาจากผสู้ ร้างให้ดีก่อนใช้งานถ้าเกิดผู้ใช้ไมร่ ู้วธิ ีการ
ปฏบิ ัตอิ าจจะเกดิ การสญู เสียหรอื ได้รบั ความเสยี หายได้
42
ตอนที่ 3 : การจัดการพลงั งาน สาหรับโรงงานควบคุม
หรือ อาคารควบคมุ
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันท่ี 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550เป็นปีที่ 62 ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศวา่
โดยทเ่ี ปน็ การสมควรแก้ไขเพม่ิ เติมกฎหมายวา่ ด้วยการส่งเสรมิ การอนรุ กั ษ์พลงั งาน
พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเก่ียวกับการจากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซ่ึงมาตรา 28
ประกอบกบั มาตรา 33 มาตรา 41 และมาตรา 43 ของรัฐธรรมนญู แห่ง ราชอาณาจักรไทย บัญญตั ิใหก้ ระทาได้
โดยอาศัยอานาจตามบทบัญญัตแิ หง่ กฎหมาย
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติข้ึนไว้โดยคาแนะนาและยินยอมของ สภานิติบัญญัติ
แห่งชาติ ดงั ตอ่ ไปนี้
มาตรา 1 พระราชบญั ญตั ินเี้ รียกวา่ “พระราชบญั ญัติการส่งเสรมิ การอนรุ กั ษ์พลังงาน
(ฉบบั ที2่ ) พ.ศ. 2550
มาตรา 2 พระราชบัญญตั ินใี้ ห้ใชบ้ ังคับเมือ่ พน้ กาหนดหนึง่ ร้อยแปดสบิ วันนับแตว่ ันประกาศ ในราช
กจิ จานเุ บกษา
มาตรา 3 ให้ยกเลิกความใน (3) ของมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัตกิ ารสง่ เสริมการอนุรกั ษ์
พลังงาน พ.ศ. 2535 และให้ใชค้ วามตอ่ ไปน้ีแทน
“(3) ใหค้ าแนะนาในการออกกฎกระทรวงตามมาตรา 5 มาตรา 15 มาตรา 21 และมาตรา 23”
มาตรา 4 ใหย้ กเลกิ ความในมาตรา6๖ แห่งพระราชบัญญตั กิ ารส่งเสรมิ การอนุรักษ์พลังงาน
พ.ศ. 2535 และให้ใชค้ วามต่อไปนี้แทน
มาตรา 6 ใหน้ ายกรฐั มนตรี รัฐมนตรวี ่าการกระทรวงพลังงาน รฐั มนตรีวา่ การกระทรวง อุตสาหกรรม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาการตาม
พระราชบัญญตั ินี้ ทั้งนี้ ในส่วนท่เี ก่ยี วกบั อานาจหนา้ ท่ีของตน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีอานาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าท่ี กับออกกฎกระทรวง หรือประกาศ
ตลอดจนมอี านาจกาหนดกิจการอื่นเพอ่ื ปฏบิ ตั ิการตามพระราชบัญญัตนิ ้ี
กฎกระทรวงและประกาศนัน้ เมื่อได้ประกาศในราชกจิ จานุเบกษาแล้วใหใ้ ชบ้ งั คบั ได้”
มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 6 แห่งพระราชบญั ญัตกิ ารส่งเสรมิ การอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535
และให้ใชค้ วามตอ่ ไปนแ้ี ทน
มาตรา 8 เพือ่ ประโยชน์ในการอนรุ กั ษ์พลังงานในโรงงานควบคมุ ให้รฐั มนตรโี ดยคาแนะนา ของ
คณะกรรมการนโยบายพลงั งานแห่งชาติ มอี านาจออกกฎกระทรวงในเรื่องดังต่อไปน้ี
(1) กาหนดมาตรฐาน หลกั เกณฑ์ และวิธีการจัดการพลงั งานให้เจ้าของโรงงานควบคุมต้องปฏิบตั ิ
43
(2) กาหนดให้เจ้าของโรงงานควบคมุ ตอ้ งจดั ให้มีผรู้ ับผดิ ชอบดา้ นพลังงานประจาในโรงงาน ควบคุมแต่
ละแห่ง ตลอดจนกาหนดคณุ สมบัติและหนา้ ที่ของผู้รบั ผดิ ชอบดา้ นพลงั งาน
กฎกระทรวงตามวรรคหนึ่งจะกาหนดประเภท ชนิด หรือขนาดของโรงงานควบคุมใดให้ได้รับ ยกเว้นจากการ
ต้องปฏิบัติในเรื่องหน่ึงเร่ืองใดก็ได้ และกฎกระทรวงดังกล่าวจะกาหนดรายละเอียด ทางด้านเทคนิค วิชาการ
หรือเร่ืองอ่ืนใดท่ีเป็นเรื่องท่ีเปลี่ยนแปลงรวดเร็วตามสภาพเศรษฐกิจและสังคม ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่
รฐั มนตรีกาหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็ได้”
มาตรา 6 ให้ยกเลกิ มาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 15 และ มาตรา 16 แห่ง
พระราชบัญญัติการสง่ เสรมิ การอนรุ ักษ์พลงั งาน พ.ศ. 2535
มาตรา 3 ใหย้ กเลิกความในมาตรา 15 แห่งพระราชบญั ญตั กิ ารส่งเสริมการอนุรกั ษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 และ
ให้ใช้ความต่อไปนีแ้ ทน
“มาตรา 15 เพ่อื ประโยชนใ์ นการอนุรกั ษพ์ ลงั งานในอาคารทีจ่ ะทาการก่อสร้างหรอื ดัดแปลง ให้รฐั มนตรี โดย
คาแนะนาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ มอี านาจออกกฎกระทรวงในเรอื่ ง ดงั ตอ่ ไปนี้
(1) กาหนดประเภท หรือขนาดของอาคารท่ีจะทาการก่อสร้างหรือดัดแปลงที่จะต้องมีการออกแบบ เพื่อการ
อนรุ กั ษพ์ ลังงาน
(2) กาหนดมาตรฐาน หลกั เกณฑ์ และวธิ กี ารในการออกแบบอาคารตาม (1) เพอ่ื การ อนุรักษพ์ ลงั งาน
กฎกระทรวงตามวรรคหน่ึงจะกาหนดรายละเอียดทางด้านเทคนิค วิชาการ หรือเร่ืองอื่นใดท่ีเป็นเรื่อง ท่ี
เปล่ยี นแปลงรวดเร็วตามสภาพเศรษฐกจิ และสังคม ใหเ้ ป็นไปตามหลกั เกณฑท์ ร่ี ัฐมนตรีกาหนดโดย ประกาศใน
ราชกิจจานเุ บกษาก็ได”้
มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 21 แห่งพระราชบญั ญตั กิ ารสง่ เสริมการอนรุ ักษ์ พลังงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ และ
ใหใ้ ชค้ วามต่อไปนแี้ ทน
มาตรา 21 เพ่อื ประโยชน์ในการอนรุ ักษ์พลังงานในอาคารควบคุม ใหร้ ฐั มนตรี โดย คาแนะนาของ
คณะกรรมการนโยบายพลงั งานแห่งชาติ มีอานาจออกกฎกระทรวงในเรือ่ งดังต่อไปนี้
(1) กาหนดมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวธิ ีการจดั การพลังงานใหเ้ จ้าของอาคารควบคุมตอ้ งปฏบิ ัติ
(2) กาหนดให้เจ้าของอาคารควบคุมต้องจัดให้มีผู้รับผิดชอบด้านพลังงานประจาในอาคาร ควบคุมแต่ละแห่ง
ตลอดจนกาหนดคณุ สมบัติและหน้าที่ของผรู้ บั ผิดชอบด้านพลังงาน
หน้ ามาตรา 9 วรรคสองและมาตรา 10 มาใช้บงั คับโดยอนโุ ลม”
มาตรา 9 ให้ยกเลกิ มาตรา 22 แหง่ พระราชบญั ญัตกิ ารส่งเสรมิ การอนุรักษ์พลังงาน
พ.ศ. 2535
มาตรา 10 ใหย้ กเลิกช่อื หมวด ๓ การอนุรักษ์พลังงานในเครือ่ งจกั ร อปุ กรณแ์ ละสง่ เสรมิ การใช้วัสดุเพ่อื
อนุรักษ์พลังงาน และความในมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์ พลังงาน พ.ศ.
๒๕๓๕ และให้ใช้ความต่อไปนแี้ ทน
“หมวด 3
44
การอนรุ ักษ์พลังงานในเครอ่ื งจกั ร หรืออปุ กรณ์ และสง่ เสรมิ การใชว้ สั ดหุ รืออุปกรณ์เพอ่ื การอนุรักษ์พลังงาน
มาตรา 23 เพือ่ ประโยชน์ในการอนุรกั ษ์พลงั งานในเครื่องจักร หรืออปุ กรณ์ รวมทงั้ ให้มกี าร ส่งเสริมการใช้วัสดุ
หรืออุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ให้รัฐมนตรี โดยคาแนะนาของคณะกรรมการ นโยบายพลังงานแห่งชาติ
มีอานาจออกกฎกระทรวงในเรอ่ื งดงั ตอ่ ไปน้ี
(1) กาหนดมาตรฐานดา้ นประสิทธิภาพการใช้พลงั งานของเครื่องจักร หรืออุปกรณ์
(2) กาหนดเคร่ืองจักร หรืออุปกรณ์ตามประเภท ขนาด ปริมาณการใช้พลังงาน อัตราการ เปลี่ยนแปลง
พลังงาน และประสิทธภิ าพการใช้พลงั งานอย่างใด เปน็ เครอ่ื งจกั ร หรอื อุปกรณ์ ท่มี ปี ระสิทธภิ าพสงู
(3) กาหนดวัสดุหรืออุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงานตามประเภท คุณภาพและมาตรฐาน อย่างใด เป็นวัสดุ
หรืออุปกรณเ์ พอ่ื การอนุรกั ษ์พลังงาน
(4) กาหนดใหผ้ ผู้ ลติ และผู้จาหน่ายเคร่ืองจกั ร หรืออปุ กรณ์ ตอ้ งแสดงค่าประสิทธภิ าพการใช้ พลงั งาน
ผู้ผลิตและผูจ้ าหนา่ ยเคร่ืองจักรหรืออปุ กรณ์ หรือวัสดหุ รืออปุ กรณ์เพื่อการอนรุ ักษ์พลังงาน ท่ีมีประสิทธภิ าพสูง
ตามวรรคหน่ึง (2) หรือ (3) มีสทิ ธิขอรับการส่งเสริมและช่วยเหลือตามมาตรา 40 ได้
กฎกระทรวงตามวรรคหน่ึงจะกาหนดรายละเอียดทางด้านเทคนิค วิชาการ หรือเรื่องอ่ืนใด ที่เป็นเร่ืองท่ี
เปลี่ยนแปลงรวดเร็วตามสภาพเศรษฐกิจและสังคม ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทร่ี ัฐมนตรี กาหนดโดยประกาศใน
ราชกิจจานเุ บกษาก็ได้
ถ้าคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์
อุตสาหกรรมเห็นสมควรจะกาหนดให้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมใด ต้อง
เป็นไปตามมาตรฐานด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานท่ีได้กาหนดไว้ในกฎกระทรวงท่ีออกตามมาตรานี้ ให้
สานกั งานมาตรฐานผลติ ภณั ฑ์อุตสาหกรรมดาเนนิ การตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลติ ภณั ฑ์อุตสาหกรรม”
มาตรา 11 ให้ยกเลิกความในมาตรา 24 แหง่ พระราชบัญญตั กิ ารส่งเสริมการอนุรกั ษพ์ ลงั งาน
พ.ศ. 2535 และให้ใชค้ วามต่อไปนแ้ี ทน
“มาตรา 24 ให้จัดตั้งกองทุนข้ึนกองทุนหน่ึงเรียกว่า “กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน” ใน
กระทรวงพลังงาน เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายช่วยเหลือหรืออุดหนุนการดาเนินงานเก่ียวกับ การ
อนุรกั ษพ์ ลังงาน โดยประกอบดว้ ยเงนิ และทรพั ยส์ ินดังต่อไปน้ี
(1) เงินที่โอนจากกองทุน่น้ามันเช้ือเพลิงตามกฎหมายว่าด้วยการแก้ไขและป้องกันภาวะการ ขาดแคลน่น้ามัน
เช้ือเพลงิ ตามจานวนที่นายกรฐั มนตรีกาหนด
(2) เงนิ ทีส่ ่งตามมาตรา 35 มาตรา 36 และมาตรา 31
(3) เงินคา่ ธรรมเนียมพิเศษทจี่ ดั เกบ็ ตามมาตรา 42
(4) เงนิ อดุ หนุนจากรฐั บาลเปน็ คราว ๆ
(5) เงินหรือทรัพย์สินอื่นท่ีได้รับจากภาคเอกชนท้ังภายในและภายนอกประเทศ รัฐบาล ต่างประเทศหรือ
องค์การระหว่างประเทศ
(6) เงินจากดอกผลและประโยชน์ใด ๆ ทีเ่ กดิ จากกองทนุ น้ี
45
ให้กระทรวงพลังงานเก็บรักษาเงินและทรัพย์สินของกองทุนและดาเนินการเบิกจ่ายเงินกองทุน ตาม
พระราชบญั ญตั ิน้ี”
มาตรา 12 ใหเ้ พ่ิมความตอ่ ไปนเ้ี ป็นมาตรา 24/1 แห่งพระราชบัญญัติการส่งเสรมิ การอนรุ ักษ์ พลังงาน
พ.ศ. 2535
มาตรา 24/1 ใหโ้ อนบรรดากจิ การ ทรพั ยส์ นิ สทิ ธิ หนี้สนิ และเงินจากกองทนุ เพอ่ื สง่ เสริมการอนุรกั ษ์
พลังงาน ในกระทรวงการคลัง ไปเป็นของกองทุนเพ่ือส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ตามพระราชบัญญัติ
น้ี”
มาตรา 13 ใหย้ กเลกิ ความในวรรคหนงึ่ ของมาตรา ๒๗ แหง่ พระราชบัญญตั ิการส่งเสริม การอนรุ กั ษ์
พลังงาน พ.ศ. 2535 และให้ใชค้ วามต่อไปนแี้ ทน
“มาตรา 27 ใหม้ คี ณะกรรมการกองทุนคณะหนงึ่ ประกอบดว้ ย รองนายกรฐั มนตรีคนหนึ่งที่
นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ รัฐม นตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปลัด
กระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงพลังงาน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ เลขาธิการสานักงาน มาตรฐานผลติ ภัณฑ์อุตสาหกรรม อธิบดีกรมบัญชกี ลาง อธบิ ดีกรมพัฒนา
พลังงานทดแทนและอนุรกั ษ์พลังงาน อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายกสภาวิศวกร นายกสภาสถาปนิก และผู้ทรงคุณวุฒิไม่
เกินเจ็ดคนซงึ่ คณะรฐั มนตรีแตง่ ตงั้ เป็น กรรมการ และผู้อานวยการสานักงานนโยบายและแผนพลังงาน
เป็นกรรมการและเลขานกุ าร”
มาตรา 14 ใหย้ กเลกิ ความในมาตรา 34 แห่งพระราชบญั ญัติการส่งเสรมิ การอนุรกั ษพ์ ลังงาน
พ.ศ. 2535 และให้ใชค้ วามต่อไปนแี้ ทน
มาตรา 34 ให้คณะกรรมการกองทุนมีอานาจแต่งต้ังคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือ ปฏิบัติการ
ตามที่คณะกรรมการกองทุนมอบหมาย ตลอดจนเชิญบุคคลมาให้ขอ้ เท็จจรงิ คาอธิบาย คาแนะนา หรอื
ความเหน็ เพอ่ื ประโยชนใ์ นการปฏิบัตติ ามอานาจหนา้ ท่ไี ด้ตามความจาเปน็
ในการแต่งต้ังคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการตามมาตรา 28 (2) คณะกรรมการ
กองทุนอาจมอบอานาจให้คณะอนุกรรมการมีอานาจในการอนุมัติการขอเปลี่ยนแปลงการจัดสรร
เงินกองทุน
ให้แกก่ ิจการ แผนงาน หรือโครงการไดเ้ ทา่ ที่ไมเ่ กินจากวงเงินท่ีคณะกรรมการกองทนุ จัดสรรให้ ทั้งนี้ ให้
เปน็ ไปตามระเบยี บท่คี ณะกรรมการกองทุนกาหนด
ให้คณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการกองทุนแต่งตั้งขึ้นตามวรรคหนึ่งเชิญบุคคลมาให้ข้อเท็จจริง
คาอธิบาย คาแนะนา หรือความเห็น เพ่ือประโยชน์ในการปฏิบัติตามอานาจหน้าท่ีได้ตามความจาเป็น
และใหน้ ามาตรา 33 มาใชบ้ ังคับแกก่ ารประชมุ ของคณะอนกุ รรมการ โดยอนโุ ลม”