ลกั ษณะทางด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย
กสิกรรม เลี้ยงสตั ว์ ประมง
อาจารยผ์ ู้สอน: อาจารยจ์ ติ คุปต์ ละอองปลิว
สาขาวชิ าสังคมศึกษา คณะมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั หมู่บา้ นจอมบงึ
ลกั ษณะทางดา้ นเศรษฐกจิ ของประเทศไทย
อตุ สาหกรรม การค้า คมนาคมขนส่ง ท่องเที่ยว
อาจารยผ์ ู้สอน: อาจารยจ์ ิตคุปต์ ละอองปลิว
สาขาวชิ าสังคมศึกษา คณะมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั หมู่บา้ นจอมบงึ
กสิกรรม
• หมายถึง การเพาะปลกู พืช ได้แก่ การทานา ทาสวน และทาไร่
กสิกรรม
• กสิกรรมเดิมเป็ นอาชีพที่สาคญั ของคนไทย แต่ในปัจจบุ นั พบว่า
อาชีพกสิกรรมมีความสาคญั ลดลง ดงั จะเห็นได้จากยอดการ
ส่งออกของ ปี พ.ศ.2537 อย่ทู ี่ 29 % ในขณะที่ผลการศึกษาล่าสดุ
ปี พ.ศ.2551 อย่ทู ี่ 6 % เท่านัน้
(ที่มาของข้อมลู : ธนาคารแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ.2554)
กสิกรรม
• ปัจจยั กดดนั หลายประการ ได้แก่ ราคาผลผลิตตกตา่ การผนั แปร
ของสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น และขาดแคลน
แรงงานภาคเกษตร
กสิกรรม
• ภาวะกดดนั ดงั กล่าวไม่ได้ลดความสาคญั ของการเพาะปลูกเพียง
อย่างเดียว แต่ยงั ก่อให้เกิดการพฒั นารปู แบบการเพาะปลูกไปส่กู าร
ผลิตเชิงพาณิ ชย์ หรือการปลูกพืชเพ่ือป้ อนโรงงานอุตสาหกรรม
ตามแบบฉบบั ของเกษตรพนั ธะสญั ญา
กสิกรรม
• พืชท่ีปลกู ในประเทศไทย สามารถแบง่ ออกเป็น 5 ประเภทคือ
1. พืชที่ใช้เป็นอาหาร ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด มนั สาปะลงั อ้อย
2. พชื ท่ีให้น้ามนั ได้แก่ มะพรา้ ว ถวั่ เหลือง ปาลม์ น้ามนั
3. พืชเส้นใย ได้แก่ ฝ้าย ปอแก้ว นุ่น
4. พชื ผกั ผลไม้ ได้แก่ ผกั ต่างๆ ผลไมต้ ่างๆ
5. พืชอ่ืนๆ ได้แก่ ยาสบู ยางพารา ชา กาแฟ
พืชท่ีใช้เป็ นอาหาร
• ข้าว
เป็นพืชในเขตร้อนที่ต้องการอณุ หภมู ิ และความชื้นสงู
ดินท่ีเหมาะสม คือ ดินเหนียว และดินเหนียวปนรว่ น
แหล่งเพาะปลกู ข้าวที่สาคญั ได้แก่ ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
จงั หวดั ที่มีการเพาะปลกู มากท่ีสดุ คือ อบุ ลราชธานี (นาปี )
พืชท่ีใช้เป็ นอาหาร
• ข้าวโพด
ปลกู ได้ในสภาพภมู ิอากาศท่ีหลากหลาย
ดินท่ีเหมาะสม คือ ดินร่วน ระบายน้าดี
แหล่งเพาะปลกู ข้าวโพดที่สาคญั ได้แก่ ภาคกลาง
จงั หวดั ที่มีการเพาะปลกู มากท่ีสดุ คือ เพชรบรู ณ์
พืชท่ีใช้เป็ นอาหาร
• มนั สาปะหลงั
เป็นพืชพืน้ เมืองของทวีปอเมริกาใต้ ทนต่ออากาศแห้งแล้งได้ดี
ดินที่เหมาะสม คือ ดินร่วนปนทราย
ภมู ิภาคท่ีปลกู มาก คือ ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
จงั หวดั ที่มีการเพาะปลกู มากที่สดุ คือ นครราชสีมา
พืชที่ใช้เป็ นอาหาร
• อ้อย
เจริญเติบโตได้ดีในดินทกุ ชนิด สามารถปลกู ได้ทกุ ภมู ิภาค
ยกเว้นภาคใต้
ภมู ิภาคท่ีปลกู มาก คือ ภาคกลาง
จงั หวดั ที่มีการเพาะปลกู มากท่ีสดุ คือ กาญจนบรุ ี
พืชน้ามนั
• มะพรา้ ว
เป็นพืชท่ีชอบดินทราย ปลกู บริเวณชายฝัง่ ทะเลที่มีฝนตกชกุ
แหล่งปลกู มะพรา้ วท่ีสาคญั คือ ภาคใต้
จงั หวดั ท่ีมีการเพาะปลกู มากท่ีสดุ คือ ประจวบคีรีขนั ธ์
พืชน้ามนั
• ถวั่ เหลือง
ภาคท่ีปลกู มากที่สดุ คือ ภาคเหนือ
จงั หวดั ท่ีมีการเพาะปลกู มากท่ีสดุ คือ สโุ ขทยั
พืชน้ามนั
• ปาลม์ น้ามนั
เริ่มปลกู ครงั้ แรกเมือ่ ปี พ.ศ.2537 ท่ีสตลู กระบ่ี และชมุ พร
ภมู ิภาคที่ปลกู มาก ได้แก่ ภาคใต้
จงั หวดั ท่ีมีการเพาะปลกู มากที่สดุ คือ กระบ่ี
พืชเส้นใย
• ฝ้าย
ขึน้ ได้ในดินทกุ ชนิด แต่ดินที่เหมาะสม คือ ดินรว่ นปนทราย
ภาคที่มีการปลกู มาก คือ ภาคกลาง
จงั หวดั ที่มีการเพาะปลกู มากท่ีสดุ คือ สโุ ขทยั
พืชเส้นใย
• ปอแก้ว
มีถ่ินกาเนิดในแอฟริกา ขึน้ ได้ดีในดินร่วนปนทราย
ภาคท่ีมีการปลกู มาก คือ ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
จงั หวดั ที่มีการเพาะปลกู มากท่ีสดุ คือ ชยั ภมู ิ
พืชเส้นใย
• นุ่น
ปลกู ได้ดีในเขตอากาศรอ้ น
พบได้กระจายทวั่ ทกุ ภมู ิภาคของประเทศไทย
พืชผกั ผลไม้
• ประเทศไทยสามารถผลิตผกั ผลไมไ้ ด้ทกุ ภมู ิภาค และสามารถผลิต
ได้ปี ละจานวนมาก
• ส่วนใหญ่เป็นการบริโภคในประเทศ
พืชอื่นๆ
• ยาสบู
เป็นพืชที่ต้องการอากาศแห้งและเยน็
ภาคที่มีการปลกู มาก ได้แก่ ภาคเหนือ
จงั หวดั ท่ีมีการเพาะปลกู มากท่ีสดุ คือ เชียงใหม่
พืชอ่ืนๆ
• ยางพารา
มีถิ่นกาเนิดมาจากทวีปอเมริกาใต้ ขึน้ ได้ดีในเขตอากาศร้อน
ภาคที่มีการปลกู มาก คือ ภาคใต้
จงั หวดั ที่มีการเพาะปลกู มากที่สดุ คือ สงขลา
พืชอ่ืนๆ
• ชา
เป็นพืชที่ปลกู ตามบริเวณไหล่เขา มีอากาศอบอ่นุ และฝนชกุ
ภาคท่ีมีการปลกู มาก คือ ภาคเหนือ
จงั หวดั ท่ีมีการเพาะปลกู มากที่สดุ คือ เชียงราย
พืชอื่นๆ
• กาแฟ
ขึน้ ได้ดีในเขตฝนตกชกุ และดินรว่ นซุย ไม่ชอบแสงแดด
ภาคท่ีมีการปลกู มาก คือ ภาคใต้
จงั หวดั ที่มีการเพาะปลกู มากท่ีสดุ คือ ชมุ พร
กสิกรรม
• แม้ว่ากสิกรรมจะเป็นอาชีพท่ีทากนั มาช้านาน แต่กสิกรไทยกย็ งั
มีฐานะยากจน
• ปัญหาใหญ่ๆ คือ ปัญหาด้านการผลิต เช่น ราคาผลผลิตตกตา่
ขาดแคลนที่ดินและน้า ไม่มีต้นทุน และแรงงาน ส่วนปัญหาด้าน
การตลาด เช่น ขาดความรู้ ต้องอาศยั พ่อค้าคนกลาง เป็นต้น
เลีย้ งสตั ว์
• หมายถึง การปฏิบตั ิ เกี่ยวกบั การเลี้ยงดู ให้อาหาร บารงุ พนั ธ์ุ และ
สขุ าภิบาลสตั ว์
เลีย้ งสตั ว์
• การเลี้ยงสัตว์มีพัฒนาการท่ีคล้ายคลึงกับกสิ กรรม นัน่ คือ
พยายามเข้าสู่กระบวนการผลิตเพ่ือป้ อนโรงงานอุตสาหกรรม
โดยเฉพาะอย่างย่ิงการเลี้ยงสตั วแ์ บบพนั ธะสญั ญา
เลี้ยงสตั ว์
• ประเภทของการเลี้ยงสตั ว์ สามารถแบง่ ออกเป็น 5 ประเภทคือ
1. การเลีย้ งสตั วเ์ พือ่ ใช้งาน ได้แก่ ช้าง มา้
2. การเลี้ยงสตั วเ์ พือ่ เป็นอาหาร ได้แก่ เป็ด ไก่ หมู ววั เนื้อ แกะ
3. การเลีย้ งสตั วเ์ พ่ือเป็นสินค้าส่งออก ได้แก่ เป็ด ไก่ หมู ววั เนื้อ
4. การเลี้ยงสตั วเ์ พอื่ อตุ สาหกรรม ได้แก่ ไก่ หมู ววั นม จระเข้
5. การเลีย้ งสตั วเ์ พื่อความสวยงาม ได้แก่ นก สนุ ัข แมว กระต่าย แกะ
การเลี้ยงสตั วใ์ นประเทศไทย
• ววั นม
▫ รฐั ส่งเสริมให้เลีย้ งอย่างจริงจงั ตงั้ แต่ ปี พ.ศ.2501
▫ ปัจจบุ นั กิจการโคนมขยายตวั มากขึน้
▫ การเลี้ยงววั นมพบได้เกือบทุกจงั หวดั
▫ จงั หวดั ท่ีมีการเลีย้ งมากที่สดุ คือ สระบรุ ี
การเลีย้ งสตั วใ์ นประเทศไทย
• ม้า
▫ เป็นสตั วท์ ่ีเลี้ยงเพ่ือใช้งาน และการแข่งขนั
▫ ภมู ิภาคท่ีเลีย้ งมาก ได้แก่ ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
▫ จงั หวดั ท่ีมีการเลี้ยงมากท่ีสดุ คือ กาฬสินธ์ุ
การเลีย้ งสตั วใ์ นประเทศไทย
• สกุ ร
▫ เป็นสตั วท์ ่ีเลีย้ งได้ทกุ สภาพท้องท่ี
▫ แหล่งเลี้ยงสกุ รที่สาคญั คือ ภาคกลาง
▫ จงั หวดั ท่ีมีการเลี้ยงมากท่ีสดุ คือ นครปฐม
การเลีย้ งสตั วใ์ นประเทศไทย
• เป็ดและไก่
▫ เป็นสตั วท์ ่ีเลีย้ งเพ่ือบริโภคทงั้ เนื้อ และไข่ นอกจากนี้ยงั เป็นสินค้า
ส่งออก
▫ ภาคที่เลี้ยงเป็ดมาก คือ ภาคกลาง ส่วนภาคท่ีเลี้ยงไก่มาก คือ ภาค
ตะวนั ออกเฉียงเหนือ
▫ จงั หวดั ท่ีมีการเลี้ยงเป็ดมากท่ีสดุ คือ สระแก้ว ส่วนจงั หวดั ท่ีมีการ
เลี้ยงไก่มากท่ีสดุ คือ อบุ ลราชธานี
การเลีย้ งสตั วใ์ นประเทศไทย
• แกะ
▫ เป็นสตั วท์ ี่เลี้ยงไว้ใช้เนื้อ และนมเป็นอาหาร นอกจากนี้ในปัจจบุ นั
ยงั นิยมเลีย้ งเพ่ือความสวยงาม
▫ ภาคท่ีเลี้ยงแกะมาก คือ ภาคใต้
▫ จงั หวดั ที่มีการเลี้ยงมากที่สดุ คือ ปัตตานี
เลีย้ งสตั ว์
• แม้ว่าประเทศไทยจะมีสภาพภมู ิประเทศ และสภาพภมู ิอากาศท่ี
เหมาะสมต่อการเลี้ยงสตั ว์ แต่กย็ งั ประสบปัญหา เช่น ขาดแคลน
น้า การแพรร่ ะบาดของโรคในสตั ว์ การตลาด และเงินทนุ เป็นต้น
ประมง
• หมายถึง กิจกรรมท่ีเกี่ยวข้องกบั การจบั และการเพาะเลี้ยงสตั วน์ ้า
• แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท คือ การทาประมงน้าจดื และประมงทะเล
ประมง
• ประมงน้าจืด ได้แก่ การจบั และเพาะเลี้ยงสตั วน์ ้าในแม่น้า คู คลอง
หนอง บงึ ทะเลสาบ และเขือ่ นกกั เกบ็ น้า
• แหล่งประมงน้าจืดที่สาคญั ของ ภาคเหนือ ได้แก่ แม่น้าปิ ง แม่น้า
โขง กวา๊ นพะเยา ทะเลสาบดอยเต่า เป็นต้น
ประมง
• ภาคกลาง ได้แก่ แม่น้าเจ้าพระยา แม่น้าป่ าสกั บงึ บอระเพด็
• ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ได้แก่ แม่น้าชี แมน่ ้ามลู หนองหาน
• ภาคตะวนั ออก ได้แก่ แมน่ ้าบางปะกง แม่น้าปราจีนบรุ ี
• ภาคตะวนั ตก ได้แก่ แมน่ ้าแม่กลอง
• ภาคใต้ ได้แก่ แม่น้าตาปี แมน่ ้าสายบรุ ี
ประมง
• การทาประมงน้าจืด นอกจากจบั สตั ว์น้าตามแหล่งน้าธรรมชาติ
ต่างๆ แล้ว ยงั มีการเพาะเลี้ยงปลาในกระชงั อีกด้วย เช่น ปลาสลิด
ปลานิล ปลาทบั ทิม ปลาดกุ ปลาช่อน เป็นต้น
• ซึ่ง ภาคกลาง เป็นภาคท่ีมีการเพาะเลี้ยงปลาในกระชงั มากที่สดุ
ประมง
• ประมงทะเล เป็ นอาชีพท่ีสาคญั ของคนที่อยู่แถบชายฝัง่ ทะเล ทงั้
ด้านอ่าวไทย และอนั ดามนั
ประมง
• แหล่งประมงด้านอ่าวไทย ส่วนใหญ่จบั ปลา เลี้ยงก้งุ ริมชายฝัง่ และ
เลี้ยงหอยในทะเล ซ่ึงการทาประมงด้านอ่าวไทยสามารถจบั ปลา
ได้มากกว่าการทาประมงด้านอนั ดามนั
ประมง
• ส่วนแหล่งประมงด้านอนั ดามนั จะนิยมทาธรุ กิจเพาะเลี้ยงสตั วน์ ้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพาะเลี้ยงหอยมกุ
ปัญหาการประมงของประเทศไทย
• ปัญหาการทาประมงน้าจืด ได้แก่ แหล่งน้าขาดแคลน แหล่งน้า
เส่ือมโทรม จานวนสตั วน์ ้าลดลง และการทาประมงผิดกฎหมาย
ปัญหาการประมงของประเทศไทย
• ปัญหาการทาประมงทะเล ได้แก่ น้ามนั เชื้อเพลิงมีราคาสงู จานวน
สตั วน์ ้าลดลง ทาประมงผิดกฎหมาย และการละเมิดน่านน้า
INDUSTRY
อตุ สาหกรรม
INDUSTRY
อตุ สาหกรรม
• เป็ นคำศัพท์ทบ่ี ัญญตั ขิ นึ้ ใช้ในสมยั พระมงกฎุ เกล้ำเจ้ำอยู่หัว รัชกำลท่ี 6 แทนคำว่ำ
“Industry” ในภำษำองั กฤษ
• หมำยถงึ กำรแปรสภำพของใช้เป็ นผลติ ภณั ฑ์สำเร็จรูปเพื่อกำรค้ำ
INDUSTRY
ประวตั ิความเป็นมา
• อุตสำหกรรมเกดิ ขนึ้ ในประเทศไทยมำช้ำนำน ในรูปแบบของอตุ สำหกรรมในครัวเรือน
• เริ่มต้งั แต่สมยั สุโขทยั ทำหัตถกรรมเครื่องจกั สำน
INDUSTRY
ประวตั ิความเป็นมา
• สมยั อยุธยำ ทำเครื่องป้ันดนิ เผำ มดี อรัญญกิ ทำนำ้ ตำล ต่อเรือ หล่อปื นใหญ่ ทำเกลือ
สมุทร ทำเหมืองทองคำ และเหมืองดบี ุก
• ต่อมำสมยั กรุงธนบุรี อตุ สำหกรรมไม่มกี ำรพฒั นำ เนื่องจำกภำวะศึกสงครำม
INDUSTRY
ประวตั ิความเป็นมา
• สมยั รัตนโกสินทร์ตอนต้น รัชกำลท่ี 2 มกี ำรรวบรวมช่ำงสิบหมู่ ทำอฐิ มอญ นำ้ ตำล
ทรำย ทอเส่ือกก เยบ็ แห อวน ทำนำ้ มันมะพร้ำว และนำ้ มันถัว่ เหลือง
• จะเห็นว่ำอุตสำหกรรมในช่วงทกี่ ล่ำวมำข้ำงต้น ยงั คงมุ่งเน้นกำรผลติ เพ่ืออปุ โภคบริโภค
ในครัวเรือน ชุมชน และท้องถนิ่ เป็ นส่วนใหญ่
INDUSTRY
ประวตั ิความเป็นมา
• จนถงึ ปลำยสมยั รัชกำลที่ 4 มกี ำรปฏวิ ตั อิ ุตสำหกรรมในยุโรปและอเมริกำ นำมำซ่ึงกำร
เปลย่ี นแปลงรูปแบบกำรผลติ ของอตุ สำหกรรมในประเทศไทย
• มกี ำรนำเคร่ืองจกั รกลไอนำ้ มำใช้ในอุตสำหกรรมต่อเรือกลไฟ โรงสีข้ำว โรงเล่ือย โรง
พมิ พ์ และพฒั นำเป็ นอุตสำหกรรมอ่ืนๆ ตำมมำอย่ำงต่อเน่ือง
INDUSTRY
ประวตั ิความเป็นมา
• สมัยสงครำมโลกคร้ังท่ี 2 (พ.ศ.2482-2488) มกี ำรจดั ต้งั กระทรวงอตุ สำหกรรมขนึ้ เป็ น
คร้ังแรกปี พ.ศ. 2485 มกี ำรร่วมลงทุนของเอกชนกบั ต่ำงประเทศ เพ่ือจดั ต้งั โรงงำน
ต่ำงๆ โดยเฉพำะอย่ำงยงิ่ โรงงำนอุตสำหกรรมเพ่ือผลติ สินค้ำส่งออก เหล่ำนีส้ ่งผลให้
อุตสำหกรรมไทยเตบิ โต และขยำยตวั อย่ำงรวดเร็ว สร้ำงรำยได้มหำศำลให้กบั ประเทศ
INDUSTRY
ประวตั ิความเป็นมา
INDUSTRY
อตุ สาหกรรมท่ีสาคญั ของไทย
• อุตสำหกรรมนำ้ ตำล อตุ สาหกรรมเหลก็ อตุ สาหกรรมพลาสติก
• อุตสำหกรรมส่ิงทอ อตุ สาหกรรมยานยนต์ อตุ สาหกรรมปิ โตรเลียม
• อตุ สำหกรรมปูนซีเมนต์ อตุ สาหกรรมเคมีภณั ฑ์ อตุ สาหกรรมกระดาษ