The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นักประเมิน, 2024-01-15 23:13:09

Core_competency_01

Core_competency_01

171 ด้ำนกำรวัดและประเมินผล ครูต้องการแนวทางการวัดและประเมินผล สมรรถนะ ที่ชัดเจน เห็นภาพต่อเนื่อง และสอดคล้องกับการวัดผลระดับชาติ ด้ำนกำรให้ค ำแนะน ำและช่วยเหลือ มีการนิเทศติดตาม ให้ข้อแนะน า ให้ค าปรึกษาบ่อยๆ ทั้งจากบุคลากรภายในโรงเรียนและบุคคลภายนอก 2.8 สิ่งที่ครูคิดว่ำเป็นปัจจัยที่ท ำให้เกิดควำมส ำเร็จ จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารและครูเกี่ยวกับสิ่งที่ครูคิดว่าเป็นปัจจัยที่ท าให้เกิดความส าเร็จ หลังจากน ากรอบสมรรถนะหลักไปทดลองใช้ในการพัฒนาผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้นใน สถานศึกษา และวิธีแก้ไข สามารถสรุปข้อมูลได้ ดังนี้ 1. กรอบสมรรถนะและรายละเอียด กรอบสมรรถนะทั้ง 10 สมรรถนะ มีความส าคัญใน การส่งเสริมนักเรียน หากมีรายละเอียดและแนวทางในการน าไปใช้ที่ชัดเจนจะช่วยให้ครูเข้าใจและ น าไปพัฒนานักเรียนได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น 2. ผู้บริหาร หากผู้บริหารให้ความส าคัญ ให้การหนุนเสริม จะช่วยให้การท างานคล่องตัวขึ้น เวลาจัดอบรม/รับรู้ข้อมูล อยากให้ผู้บริหารร่วมไปรับรู้ด้วยเพื่อสนับสนุนการด าเนินงาน 3. ครูผู้สอน ครูต้องเข้าใจชัดเจนและออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสมรรถนะที่สุด ความเข้าใจของครูในการน าสมรรถนะไปจัดการเรียนการสอนแต่ละแนวทางจะช่วยให้ครูวางแผนและ เตรียมความพร้อมในการสอนได้ดีขึ้น โดยครูจะต้องมีความมุ่งมั่นพยายาม หาความรู้เพิ่มเติม เพื่อให้ สามารถออกแบบกิจกรรมที่หลากหลาย เปลี่ยนจาก teacher-centered เป็น child-centered มี การฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับสมรรถนะและน าสมรรถนะมาออกแบบการจัดการเรียนการสอนแต่ละแนวทาง มีการวัดผลประเมินผลตามสมรรถนะและตัวชี้วัดที่มีในหน่วยการเรียนรู้เดิม ครูต้องใส่ใจนักเรียนมาก ขึ้น พัฒนาตนเองอยู่เสมอ ท าสื่อ ใกล้ชิดเด็กมากขึ้น คิดว่าจะท าอย่างไรให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ 4. การท างานเป็นทีมของโรงเรียน การวิเคราะห์สมรรถนะและน ามาบูรณาการใน การออกแบบการเรียนการสอนร่วมกัน ท าให้ช่วยลดเวลา และเด็กได้ฝึกปฏิบัติให้เกิดสมรรถนะมาก ขึ้น 5. ระยะเวลา มีช่วงเวลาในการศึกษาหาความรู้ สร้างความเข้าใจและฝึกประสบการณ์ใน การน าสมรรถนะไปใช้จัดการเรียนการสอนให้นานกว่านี้ 6. การได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหาของนักเรียนอย่างตรงจุด /มีข้อมูลเชิงประจักษ์ จะช่วยให้พัฒนานักเรียนได้ตรงจุดมากขึ้น 7. ผู้ปกครอง รับรู้การเปลี่ยนแปลงของการเรียนการสอน และเข้าใจว่าการสอนนักเรียนให้ เกิดสมรรถนะต้องใช้เวลา และผู้ปกครองมีเวลาใกล้ชิดกับเด็ก 8. การนิเทศติดตาม คณะวิจัยมีการนิเทศติดตามให้มากขึ้น


172 9. มีแผนการจัดการเรียนรู้ส าเร็จรูปให้ครู 2.9 ข้อเสนอแนะ จากการทดลองใช้ในการพัฒนาผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้นในสถานศึกษา ผู้บริหาร และครูมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ ด้ำนกำรให้ควำมรู้และสร้ำงควำมเข้ำใจ ควรสร้างความเข้าใจกับคณะครูในการน า สมรรถนะไปจัดการเรียนการสอน โดย 1. ให้ความรู้เกี่ยวกับสมรรถนะและมีตัวอย่างการน าไปใช้ที่หลากหลาย 2. เพิ่มเวลาอบรมเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น และมีการทดลองปฏิบัติ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ก่อนน าไปใช้จริง 3. มีการพัฒนาครูในการน าสมรรถนะไปใช้พัฒนาผู้เรียน โดยเน้นเรื่องการออกแบบกิจกรรม ให้เด็กเกิดหลายสมรรถนะและเกิดผลกับเด็กมากที่สุด ด้ำนหลักสูตรและโครงสร้ำงหลักสูตร ในด้านหลักสูตรและโครงสร้างหลักสูตร มีข้อเสนอแนะดังนี้ 1. มีตัวชี้วัดเป็นตัวตั้งต้น เพราะสมรรถนะเป็นก้อนใหญ่ หากไม่มีตัวชี้วัดเหมือนไม่มีจุดเริ่ม 2. ตัวชี้วัดมีความชัดเจน เข้าใจง่าย เชื่อมโยงกับการทดสอบระดับชาติ NT / O-NET 3. ปรับลดรายวิชาที่ซ้ าซ้อน หลอมรวมสิ่งที่ซ้ ากัน เช่น วิทย์สังคม สุขศึกษา ใช้สมรรถนะ เป็นฐานโดยบูรณาการ 4. ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ควรปรับโครงสร้างเวลาเรียนให้มีชั่วโมงภาษาไทยเพิ่มมากขึ้น อย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง เนื่องจากเวลาที่มีไม่สัมพันธ์กับการปลูกฝังให้เกิดสมรรถนะการอ่าน -เขียน โดยในโรงเรียนที่มีผลการอ่านดีเยี่ยมมีการจัดตารางในภาคเช้าสอนภาษาไทย-คณิตศาสตร์ ส่วนวิชา อื่นใช้การบูรณาการ ด้ำนบริหำรจัดกำร หากครูประจ าชั้นสอนทุกวิชา จะสามารถยืดหยุ่นการจัดกิจกรรมได้ง่าย แต่ถ้าสอนเป็นวิชา ครูคนอื่นจะมารอท าให้ยืดหยุ่นได้ยาก ด้ำนกำรวัดและประเมินผล ครูยังมีความกังวลเรื่องผลสัมฤทธิ์ของเด็กเวลาทดสอบ ระดับชาติ ยังไม่เห็นหลักสูตรตลอดแนว ไม่รู้ว่าจะวัดและประเมินผลอย่างไร ด้ำนระยะเวลำในกำรทดลอง ระยะเวลาค่อนข้างน้อย ทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้ จ านวน 1-2 แผน ยังไม่ค่อยเห็นผล ครูยังไม่ทะลุปรุโปร่งว่าคืออะไร เลยเชื่อมโยงไม่ค่อยถูก ด้ำนคู่มือ สื่อ และแหล่งทรัพยำกรกำรเรียนรู้ มีข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1. จัดท าเอกสารเกี่ยวกับสมรรถนะเพิ่มเติม และมีตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ในแต่ละ แนวทางให้มากขึ้น เพื่อให้ครูใช้ในการศึกษาและเป็นแนวทางในการท างาน


173 2. หากมีแผนการจัดการเรียนรู้ส าเร็จรูปให้ดูเป็นแนวทาง ครูจะหยิบใช้ได้ง่ายและน ามาปรับ ได้ ช่วยลดภาระให้ครู 2.10 ควำมคิดเห็นของผู้บริหำรและครูหลังสิ้นสุดกำรทดลอง 2.10.1 ควำมคิดเห็นของผู้บริหำรและครูเกี่ยวกับหลักสูตรฐำนสมรรถนะ คณะวิจัยได้ส ารวจความคิดเห็นของผู้บริหารและครู เกี่ยวกับหลักสูตรและการเรียนการสอน ฐานสมรรถนะ สรุปข้อมูลได้ ดังตารางที่ 28 และตารางที่ 29 ตารางที่ 28 จ านวนและร้อยละ ของผู้ให้ข้อมูล (N = 54) รำยกำร จ ำนวน ร้อยละ ต ำแหน่ง ผู้บริหาร ครู 3 51 20.4 79.6 สังกัด ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ส านักงานการศึกษาเอกชน (สช.) ส านักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ) 22 15 6 11 0 40.7 27.8 11.1 20.4 0 จากตารางที่ 28 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นครู จ านวน 51 คน คิดเป็นร้อยละ 79.6 และส่วนใหญ่ปฏิบัติงานอยู่ในสังกัดส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จ านวน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 40.7


174 ตารางที่ 29 จ านวนและร้อยละของความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักสูตรและการเรียนการสอน ฐานสมรรถนะ (N = 54) ข้อที่ ควำมคิดเห็น ระดับควำมคิดเห็น (ร้อยละ) มำก ที่สุด มำก ค่อนข้ำง น้อย น้อย 1 ก่อนที่ท่านได้เรียนรู้เรื่องหลักสูตรและ การเรียนการสอนฐานสรรถนะท่านมี ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้อยู่ในระดับใด - 7.4 38.9 53.7 2 ขณะนี้ท่านคิดว่า ท่านมีความรู้ความเข้าใจ เรื่อง หลักสูตรและการจัดการเรียนการ สอนอยู่ในระดับใด 7.4 66.7 24.1 1.9 3 สมรรถนะทั้ง 10 ประการ มีความเหมาะสมกับนักเรียนในระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ในระดับใด 20.4 66.7 11.1 1.9 4 การก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ เชิงสมรรถนะ สามารถช่วยให้การจัด การเรียนการสอนของท่านดีขึ้นในระดับใด 20.4 70.4 7.4 1.9 5 การจัดการเรียนการสอนเน้นสมรรถนะ สามารถส่งเสริมการเรียนรู้ เชิงรุกของ ผู้เรียนได้มากน้อยเพียงใด 27.8 63.0 9.3 - 6 การจัดการเรียนการสอนเน้นสมรรถนะ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตาม จุดประสงค์ที่ก าหนดได้มากน้อยเพียงใด 25.9 64.8 9.3 - 7 ผู้เรียนมีความพึงพอใจ/ชอบการเรียนรู้ แบบเน้นสมรรถนะมากน้อยเพียงใด 31.5 53.7 13.0 1.9 8 ท่านมีความพึงพอใจในกระบวนการเรียนรู้ ของผู้เรียน ที่เรียนแบบเน้นสมรรถนะมาก น้อยเพียงใด 22.2 63.0 13.0 1.9


175 ข้อที่ ควำมคิดเห็น ระดับควำมคิดเห็น (ร้อยละ) มำก ที่สุด มำก ค่อนข้ำง น้อย น้อย 9 จากการสอนแบบเน้นสมรรถนะผู้เรียน เกิดสมรรถนะตามที่ก าหนดมากน้อย เพียงใด 14.8 61.1 24.1 - 10 ท่านมีความพึงพอใจในผลลัพธ์การเรียนรู้ ของผู้เรียน ที่เรียนแบบเน้นสมรรถนะ มากน้อยเพียงใด 24.1 55.6 20.4 - 11 ท่านคิดว่าการสอนแบบเน้นสมรรถนะ ช่วยให้ท่านสอนได้ดี มีประสิทธิภาพมาก ขึ้นกว่าเดิมเพียงใด 14.8 68.5 16.7 - 12 การนิเทศการสอนช่วยให้ท่านเกิดความ เข้าใจเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด 25.9 63.0 9.3 1.9 13 ท่านได้รับประโยชน์จากการนิเทศมาก น้อยเพียงใด 27.8 61.1 9.3 1.9 14 ท่านเห็นด้วยกับการปรับหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เป็น หลักสูตรฐานสมรรถนะ (ที่มุ่งสร้าง ความสามารถในการน าความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะต่าง ๆ ไปใช้ประโยชน์ใน ชีวิต) มากน้อยเพียงใด 22.2 61.1 13.0 3.7 15 ท่านมีความต้องการที่จะเรียนรู้และ พัฒนาการจัดการเรียนการสอนแบบเน้น สมรรถนะ ในระดับใด 27.8 59.3 13.0 - จากตารางที่ 29 พบว่าผู้บริหารและครูที่เข้าร่วมโครงการ มีความเห็นว่าการจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรฐานสมรรถนะ จะสามารถช่วยพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้ โดยเห็นว่า การก าหนด จุดประสงค์การเรียนรู้เชิงสมรรถนะ สามารถช่วยให้การจัดการเรียนการสอนดีขึ้น การจัดการเรียน การสอนเน้นสมรรถนะสามารถส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก และการจัดการเรียนการสอนเน้นสมรรถนะ


176 ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่ก าหนดได้มาก ในระดับมากและมากที่สุด ถึงร้อยละ 90.74 2.10.2 ควำมคิดเห็นของผู้บริหำรและครูหลังสิ้นสุดกำรทดลองจำกกำรสนทนำกลุ่ม หลังจากสิ้นสุดการทดลองน ากรอบสมรรถนะหลักไปทดลองใช้ในการพัฒนาผู้เรียนระดับ ชั้นประถมศึกษาตอนต้นในสถานศึกษา คณะผู้วิจัยได้จัดสนทนากลุ่ม เพื่อสรุปประเด็นต่างๆ จาก ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในโรงเรียนที่ร่วมโครงการ พบข้อมูลต่างๆ ดังนี้ ตารางที่ 30 ความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จุดอ่อน จุดแข็ง และแนวคิดในปรับเปลี่ยน ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น กลุ่มผู้บริหำร จุดแข็ง - ท าให้ครูมีเป้าหมายในการสอน - มีความชัดเจน และง่ายต่อครูเมื่อต้องน าไปลงสู่การปฏิบัติ - สถานศึกษาสามารถน าหลักสูตรไปใช้ได้เลย - มีความชัดเจน และง่ายต่อครูเมื่อต้องน าไปลงสู่การปฏิบัติ - เน้นด้านความรู้ ถ้าผู้เรียนมีความพร้อมจะประสบความส าเร็จ ตามที่คาดหวัง - สถานศึกษาสามารถหยิบหลักสูตรและน าไปใช้ได้เลย จุดอ่อน - ตัวชี้วัดเยอะ ครูมีความกังวลว่าสอนไม่ครบตามตัวชี้วัด ท าให้ไม่มีอิสระในการออกแบบการเรียนการสอน และมิได้ มีการค านึงถึงสิ่งที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้ - ต้องยึดกับสาระกับตัวชี้วัดที่ตนสอนเป็นหลัก ไม่สามารถบูรณา การระหว่างสาระให้ไปสู่การใช้จริงในชีวิต ประจ าวันได้ - วิชาเรียนแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ตามโครงสร้างหลักสูตร แกนกลางมีจ านวนมากเกินไป แนวคิดในกำรปรับเปลี่ยน


177 ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น - ควรมีการลดมาตรฐานและตัวชี้วัด หลักสูตรควรมี ความยืดหยุ่นมากขึ้นในด้านเนื้อหาและเวลาเรียน ส่งเสริม ความถนัดของผู้เรียน เน้นการปฏิบัติ การแก้ปัญหา - ต้องปรับการน าหลักสูตรไปใช้ในโรงเรียน ให้เด็กได้ท าในสิ่งที่ เป็นแรงบันดาลใจ เด็กรู้จักตนเอง ครูรู้จักเด็ก การเรียนรู้ควรเป็น เรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กถนัด สามารถน าไปใช้ในชีวิตประจ าวันหรือ ประกอบอาชีพได้ - กรณีหลักสูตรไม่เปลี่ยนอย่าไปยึดติดกับหลักสูตรจนเกินไป ให้ รู้จักเด็ก ส่งเด็กไปตามฝันและให้เน้นกิจกรรมมากขึ้น -ควรให้มีความยืดหยุ่นในการน าหลักสูตรไปใช้ และเปิดกว้างให้ แต่ละโรงเรียนได้มีโอกาสลงในรายละเอียด เรื่องของจุดเน้นในแต่ ละโรงเรียน -ไม่ควรให้มีการปรับเปลี่ยนบ่อยๆ เพราะจะยากส าหรับครูที่ต้อง มาเริ่มท าความเข้าใจใหม่ - ควรหลอมรวมวิชาเป็นแนวบูรณาการ ไม่ระบุเป็นวิชา แต่ระบุ เพียงเนื้อหา สาระส าคัญไว้เพียงคร่าวๆ กลุ่มครูผู้สอน จุดแข็ง - ตัวชี้วัดชัดเจน - ท าให้มีเป้าหมายในการสอนและการประเมินได้ครอบคลุม - มีมาตรฐานการเรียนรู้ มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ง่ายต่อการสอนของ ครู - เนื้อหาเยอะ ซึ่งก็ดีส าหรับเด็กที่มีความพร้อม จุดอ่อน - ตัวชี้วัดมีมากและซ้ าซ้อน ใช้เวลาเรียนเยอะ - จ านวนชั่วโมงตามโครงสร้างหลักสูตรมากเกินไป - ขาดการเชื่อมต่อระหว่างหลักสูตรปฐมวัยและหลักสูตร ประถมศึกษา ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ - เนื้อหาสาระมีมาก ไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ต้องเรียนทั้งวัน นักเรียนเกิดความเหนื่อยล้า แนวคิดในกำรปรับเปลี่ยน


178 ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น - หลักสูตรควรสอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนในแต่ละพื้นที่ - ควรมีการให้ความส าคัญด้านคุณภาพของผู้เรียน เพราะใน ปัจจุบัน คุณภาพของผู้เรียนถูกวัดจากข้อสอบที่เน้นแต่การจ า ความรู้ - หลักสูตรควรเอื้อให้มีการจัดกิจกรรมที่มีการลงมือท ามากขึ้น - ควรมีการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลาเล่น - ปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กประถมต้น - ควรเพิ่มด้านทักษะชีวิต จากตารางที่ 30 พบว่า กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษา มีความเห็นโดยสรุป ด้านจุดแข็ง พบว่า สถานศึกษาสามารถหยิบหลักสูตรและน าไปใช้ได้เลย ท าให้ครูมีเป้าหมายในการสอนและง่ายต่อครู เมื่อต้องน าไปลงสู่การปฏิบัติ มีความชัดเจน เน้นด้านความรู้ ถ้าผู้เรียนมีความพร้อมจะประสบ ความส าเร็จตามที่คาดหวัง สถานศึกษาสามารถหยิบหลักสูตรและน าไปใช้ ด้านจุดอ่อนของหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 พบว่า รายวิชาแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ตาม โครงสร้างหลักสูตรแกนกลางมีจ านวนมาก มีตัวชี้วัดมากเกินไปและมีความทับซ้อนในตัวชี้วัดแต่ละ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ท าให้ครูมุ่งสอนตามตัวชี้วัด หลักสูตรขาดความยืดหยุ่นในการจัดโครงสร้างเวลา เรียน เนื้อหามากต้องยึดกับสาระกับตัวชี้วัดที่ตนสอนเป็นหลักและไม่สามารถเชื่อมโยงความรู้ไปใช้ใน ชีวิตประจ าวันได้ วิชาเรียนแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ตามโครงสร้างหลักสูตรแกนกลางมีจ านวนมาก เกินไป ความคิดเห็นของกลุ่มครูผู้สอน ด้านจุดแข็ง พบว่า ตัวชี้วัดชัดเจนและครอบคลุม ท าให้มี เป้าหมายในการสอนและการประเมินได้ครอบคลุม มีมาตรฐานการเรียนรู้ มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ง่ายต่อ การสอนของครู เนื้อหาเยอะซึ่งก็ดีส าหรับเด็กที่มีความพร้อม ด้านจุดอ่อน มีความเห็นสอดคล้องกัน คือ ตัวชี้วัดมีมากและซ้ าซ้อน เนื้อหามากและซ้ าซ้อน จ านวนชั่วโมงตามโครงสร้างหลักสูตร ควรลดลง ขาดการเชื่อมต่อระหว่างหลักสูตรปฐมวัยและหลักสูตรประถมศึกษา ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ ของนักเรียน เนื้อหาสาระมีมาก นักเรียนเกิดความเหนื่อยล้าในช่วงบ่ายอย่างเห็นได้ชัดเจน เนื้อหาใน หลักสูตรไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ควำมต้องกำรปรับเปลี่ยน กลุ่มผู้บริหำรสถำนศึกษำ มีความเห็นว่า ควรมีการลด มาตรฐานและตัวชี้วัด หลักสูตรควรมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในด้านเนื้อหาและเวลาเรียน ส่งเสริม ความถนัดของผู้เรียน เน้นการปฏิบัติ การแก้ปัญหา การเรียนรู้ควรเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กถนัด สามารถน าไปใช้ในชีวิตประจ าวันหรือประกอบอาชีพได้ อย่าไปยึดติดกับหลักสูตรจนเกินไป ให้รู้จัก


179 เด็ก ส่งเด็กไปตามฝันและให้เน้นกิจกรรมมากขึ้น ควรให้มีความยืดหยุ่นในการน าหลักสูตรไปใช้ และ เปิดกว้างให้แต่ละโรงเรียนได้มีโอกาสลงในรายละเอียด เรื่องของจุดเน้นในแต่ละโรงเรียน ไม่ควรให้มี การปรับเปลี่ยนบ่อยๆ เพราะจะยากส าหรับครูที่ต้องมาเริ่มท าความเข้าใจใหม่ ควรหลอมรวมวิชา เป็นแนวบูรณาการ ไม่ระบุเป็นวิชา แต่ระบุเพียงเนื้อหา สาระส าคัญไว้เพียงคร่าวๆ กลุ่มครูผู้สอนมีความเห็นว่า ควรก าหนดหลักสูตรได้สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนในแต่ ละพื้นที่ ต้องปรับการน าหลักสูตรไปใช้ในโรงเรียนให้เด็กได้ท าในสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจ เด็กรู้จัก ตนเอง หลักสูตรควรสอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนในแต่ละพื้นที่ เพราะปัจจุบันคุณภาพของผู้เรียน ถูกวัดจากข้อสอบที่เน้นแต่การจ าความรู้ หลักสูตรควรเอื้อให้มีการจัดกิจกรรมที่มีการลงมือท ามาก ขึ้น ควรมีการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลาเล่น ปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กประถมต้น และเพิ่มด้านทักษะชีวิต ตารางที่ 31 หลังจากการร่วมกิจกรรมสร้างความเข้าใจมีการด าเนินการอย่างไรบ้าง ครูน ากรอบ สมรรถนะหลักของผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น ไปสู่การปฏิบัติในห้องเรียน ได้หรือไม่ เพราะอะไร กรณีที่ครูยังไม่สามารถน าไปสู่การปฏิบัติได้ ท่านมีวิธีการ แก้ปัญหาอย่างไร ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น กลุ่มผู้บริหำรสถำนศึกษำ ด้ำนกำรด ำเนินกำร - การจัดประชุมชี้แจงท าความเข้าใจ มอบหมายงาน จับคู่ ระหว่างที่ครูที่มาอบรมกับครูที่ไม่ได้มาเข้าอบรม ผู้บริหารนิเทศ ติดตามเป็นครั้งคราว - การจัดกิจกรรม PLC เพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน - น าความรู้ความเข้าใจไปประชุมชี้แจงครู และให้ครูได้ ด าเนินการตามกรอบสมรรถนะหลัก - การประชุมครู เพื่อตีความและศึกษา โดยร่วมก าหนด สมรรถนะหลัก และสมรรถนะย่อยๆ เพื่อให้จับต้องได้และ เข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน - ให้ก าลังใจ และเป็นที่ปรึกษา - ให้ครูที่ท าแผนการสอนได้ดีช่วยแนะน า ลงสอนเสร็จทุกครั้ง จะมีการประเมินร่วมกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพื่อให้เกิดความถูกต้อง


180 ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น - แบ่งปันความรู้ระหว่างเพื่อนครูในการจัดรูปแบบกิจกรรม ใหม่ๆ ที่หลากหลายที่ส่งเสริมการพัฒนาสมรรถนะ - จับคู่ระหว่างที่ครูที่มาอบรมกับครูที่ไม่ได้มาเข้าอบรมเพื่อเป็น พี่เลี้ยง - น าสมรรถนะทั้งหมดมาคลี่และจัดเรียงทั้งหมดให้อยู่ในที่ เดียวกันเพื่อง่ายต่อการใช้งาน - ตรวจแผนการสอนและลงมาสอนคู่กับครูเพื่อให้ครูแน่ใจว่าสิ่ง ที่ก าลังท านั้นมาถูกทาง - จัดประชุมเพื่อประเมินแผนของครูท่านอื่น และช่วยกันเติม สมรรถนะต่างๆ ให้มากขึ้นในแต่ละแผน - มีการประเมินร่วมกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อให้เกิด ความถูกต้อง ด้ำนกำรน ำไปใช้ของครู - น าไปใช้ได้ ครูรู้สึกตื่นเต้นและท้าทายในการจัดการเรียนการ สอนบนฐานสมรรถนะ - ได้น ามาใช้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และท าไม่ครบทุกแบบ เนื่องจากมีภาระติดพันจ านวนมาก และครูต้องปฏิบัติเอง ยัง ขาดการปรึกษาหารือและร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง - น าไปใช้ได้ แต่มีข้อจ ากัดเรื่องภาระงานของครูที่มีมากเกินไป - ครูน าสมรรถนะทั้งหมดมาคลี่และจัดเรียงทั้งหมดให้อยู่ในที่ เดียวกันเพื่อง่ายต่อการใช้งาน - ครูด าเนินการเขียนแผน ส่งแผนให้ผู้บริหารตรวจ - จัดประชุมเพื่อประเมินแผนของครูท่านอื่น และช่วยกันเติม สมรรถนะต่างๆ ให้มากขึ้นในแต่ละแผน - ประชุมครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1– 3 ทุกคน เพื่อ ท าความเข้าใจกับครูที่ไม่ได้มาเข้าอบรม - มอบหมายงานให้ครูทุกคน ใช้แนวทางทั้ง 4 แบบ - มีการประเมินร่วมกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อให้เกิด ความถูกต้อง แนวทำงกำรแก้ไขกรณีครูปฏิบัติไม่ได้


181 ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น - ครูร่วมกลุ่มท า PLC อย่างเข้มแข็ง เพื่อสร้างชุมชนการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนบนฐานสมรรถนะไปพร้อมกัน - ลดภาระงานของครู และประชุมปรึกษาหารือกันทั้งแบบเป็น พิธีการและแบบกัลยาณมิตร กลุ่มครูผู้สอน - การประชุมวางแผนกับทีมงาน - การบูรณาการสมรรถนะกับนโยบายโรงเรียน - การคัดเลือกครูผู้สอน - ก ากับติดตาม - การจัดการเรียนการสอนตามกรอบสมมรรถนะหลักให้ นักเรียนมีโอกาสได้ลงมือปฏิบัติมากขึ้น - การจัดการเรียนการสอนต้องเชื่อมโยงกับสมรรถนะที่นักเรียน ต้องได้ลงมือปฏิบัติจริง - การวัดผลการเรียนรู้ เป็นการรวมการวัดผลตามตัวชี้วัดกับ การวัดสมรรถนะเข้าด้วยกัน มีการประเมินตามสภาพจริงมาก ขึ้น ไม่ต้องจัดให้มีการสอบ เช่น ประเมินเรื่องการพูดหน้าชั้น ของนักเรียนได้เลย เพราะมีกิจกรรมนี้บ่อยครั้งขึ้น ไม่ต้องนัด นักเรียนมาสอบพูดหน้าชั้นอีก จากตารางที่ 31 กลุ่มผู้บริหำรสถำนศึกษำ พบว่า ด้านการด าเนินการ มีการจัดประชุม ชี้แจงท าความเข้าใจ โดยร่วมก าหนดสมรรถนะหลัก และสมรรถนะย่อยๆ มอบหมายงานและให้ครูได้ ด าเนินการตามกรอบสมรรถนะหลัก จับคู่ระหว่างที่ครูที่มาอบรมกับครูที่ไม่ได้มาเข้าอบรม ผู้บริหาร นิเทศติดตามเป็นครั้งคราว การจัดกิจกรรม PLC เพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน ให้ก าลังใจ และ เป็นที่ปรึกษาให้ครูที่ท าแผนการสอน ประเมินการสอนร่วมกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน แบ่งปันความรู้ระหว่างเพื่อนครูในการจัดรูปแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาสมรรถนะ การประเมินผลการปฏิบัติงานร่วมกัน ส่วนด้านการน าไปใช้ของครูจากความคิดเห็นของผู้บริหาร สถานศึกษา พบว่า ครูสามารถน าไปใช้ได้ ครูรู้สึกตื่นเต้นและท้าทายในการจัดการเรียนการสอนบน ฐานสมรรถนะ ครูน าสมรรถนะทั้งหมดมาคลี่และจัดเรียงทั้งหมดเพื่อง่ายต่อการใช้งาน น าใช้แนวทาง ทั้ง 4 แบบและบางแห่งใช้ไม่ครบทุกแบบ เนื่องจากภาระงานของครูที่มีมากเกินไป บางโรงเรียนยัง ขาดการปรึกษาหารือและร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง ครูด าเนินการเขียนแผน ส่งแผนให้ผู้บริหารตรวจ จัดประชุมเพื่อประเมินแผนของครูจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อให้เกิดความถูกต้อง ส่วนด้านแนว


182 ทางการแก้ไขกรณีครูปฏิบัติไม่ได้ พบว่า ครูร่วมกลุ่มท า PLC อย่างเข้มแข็ง เพื่อสร้างชุมชน การเรียนรู้ในการจัดการเรียนการสอนบนฐานสมรรถนะไปพร้อมกัน การช่วยลดภาระงานของครู และประชุมปรึกษาหารือกันทั้งแบบเป็นพิธีการและแบบกัลยาณมิตรเพื่อให้ความช่วยเหลือ กลุ่มครูผู้สอน พบว่า มีการประชุมวางแผนกับทีมงาน การบูรณาการสมรรถนะกับนโยบาย โรงเรียนและการก ากับติดตาม การคัดเลือกครูผู้สอน ก ากับติดตาม การจัดการเรียนการสอนตาม กรอบสมมรรถนะหลักให้นักเรียนมีโอกาสได้ลงมือปฏิบัติมากขึ้น การจัดการเรียนการสอนต้อง เชื่อมโยงกับสมรรถนะที่นักเรียนต้องได้ลงมือปฏิบัติจริง การวัดผลการเรียนรู้ เป็นการวัดผลตาม ตัวชี้วัดกับการวัดสมรรถนะเข้าด้วยกัน มีการประเมินตามสภาพจริงมากขึ้น ตารางที่ 32 ข้อแตกต่างในการท างานของครูในการน ากรอบสมรรถนะไปใช้ในด้านการออกแบบ หน่วยการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอน และการประเมินผลการเรียนรู้ หรือไม่ อย่างไร ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น กลุ่มผู้บริหำรสถำนศึกษำ - หลักสูตรฐานสมรรถนะมีความยืดหยุ่นสูงกว่า และเปิดโอกาส ครูให้ได้คิดวิธีและแนวทางในการจัดการเรียนการสอนรูปแบบ ใหม่ๆเพิ่มขึ้น- ครูมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองในการวางแผน การจัดการเรียนรู้ - ครูมีการเรียนรู้โดยร่วมมือกันในการเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อ พัฒนาการจัดการเรียนการสอน - มีเทคนิคในการสอน การใช้สื่อและสถานการณ์ต่างๆ ใน การจัดการเรียนรู้ - มีความกระตือรือร้นและยืดหยุ่นในการแก้ปัญหา ขยันท า กิจกรรมที่ท าให้นักเรียนมีความสุขและมีเจตคติที่ดีในการเรียนรู้ มากขึ้น - ครูมีความเครียดกับเนื้อหาวิชาลดลง


183 ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น กลุ่มครูผู้สอน ด้ำนกำรออกแบบหน่วยกำรเรียนรู้ -จัดท าแผนการเรียนรู้ที่ละเอียดมากขึ้น - ออกแบบกิจกรรมที่มีความหลากหลายและสอดคล้องกับ สมรรถนะ - ออกแบบหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณการกับรูปแบบเฉพาะของ โรงเรียน ด้ำนกำรจัดกำรเรียนกำรสอน - นักเรียนสนุกสนาน สนใจเรียนมากขึ้น - นักเรียนได้ท างานเป็นกลุ่มมากขึ้น - ด าเนินการจัดการเรียนการสอนที่ก าหนดไว้มากขึ้น ครูจัด กิจกรรมเพื่อให้นักเรียนเกิดสมรรถนะ ด้ำนกำรประเมินผลกำรเรียนรู้ - การประเมินผลยังไม่ชัดเจนและใช้เวลามาก -ผู้บริหารบูรณาการสมรรถนะกับนโยบายของโรงเรียน - การจัดการเรียนการสอนตามกรอบสมมรรถนะหลัก นักเรียน มีโอกาสได้ลงมือปฏิบัติมากขึ้น - การจัดการเรียนการสอนต้องเชื่อมโยงกับสมรรถนะส่วนมาก เป็นกิจกรรมที่นักเรียนต้องได้ลงมือปฏิบัติจริง - การวัดผลการเรียนรู้นั้น เป็นการรวมการวัดผลตัวชี้วัดกับการ วัดสมรรถนะเข้าด้วยกัน - มีการประเมินตามสภาพจริงมากขึ้น ไม่ต้องจัดให้มีการสอบ เช่น ประเมินเรื่องการพูดหน้าชั้นของนักเรียนได้เลย เพราะมี กิจกรรมนี้บ่อยครั้งขึ้น ไม่ต้องนัดนักเรียนมาสอบพูดหน้าชั้นอีก จากตารางที่ 32 ข้อแตกต่างในการท างานของครูในการน ากรอบสมรรถนะไปใช้ในด้านการ ออกแบบหน่วยการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอน และการประเมินผลการเรียนรู้ พบว่า กลุ่ม ผู้บริหำรสถำนศึกษำ มีความเห็นโดยสรุปว่า หลักสูตรฐานสมรรถนะมีความยืดหยุ่นสูงกว่าและ เปิดโอกาสครูให้ได้คิดวิธีและแนวทางในการจัดการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ๆเพิ่มขึ้น ครูมี การเปลี่ยนแปลงตัวเองในการวางแผนการออกแบบการเรียนรู้ มีเรียนรู้โดยร่วมมือกันใน การเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอน มีเทคนิคในการสอน การใช้สื่อและ


184 สถานการณ์ต่างๆ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีความกระตือรือร้นและยืดหยุ่นในการแก้ปัญหา ครู มีความเครียดกับเนื้อหาวิชาลดลง ขยันท ากิจกรรมที่ท าให้นักเรียนมีความสุขและมีเจตคติที่ดีในการ เรียนรู้มากขึ้น กลุ่มครูผู้สอน พบว่า ด้านการออกแบบหน่วยการเรียนรู้ ครูจัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ละเอียดมากขึ้น ออกแบบกิจกรรมที่มีความหลากหลายและสอดคล้องกับสมรรถนะ และออกแบบ หน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการกับรูปแบบเฉพาะของโรงเรียน ด้านการจัดการเรียนการสอน นักเรียนสนุกสนาน สนใจเรียนมากขึ้น ได้ท างานเป็นกลุ่มมากขึ้น ด าเนินการจัดการเรียนการสอนที่ ก าหนดไว้มากขึ้น ครูสอนตามกรอบสมมรรถนะหลัก จัดกิจกรรมเพื่อให้นักเรียนเกิดสมรรถนะ นักเรียนมีโอกาสได้ลงมือปฏิบัติมากขึ้น ด้านการประเมินผลการเรียนรู้ เป็นการรวมการวัดผลตัวชี้วัด กับการวัดสมรรถนะเข้าด้วยกัน มีการประเมินตามสภาพจริงมากขึ้น ไม่ต้องจัดให้มีการสอบ การประเมินผลยังไม่ชัดเจนและใช้เวลามาก ตารางที่ 33 แนวทางในการช่วยเหลือ นิเทศ และสนับสนุนให้ครูจัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ และการน าแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้ในห้องเรียนอย่างไร ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น กลุ่มผู้บริหำรสถำนศึกษำ - ใช้แนวทางในการช่วยเหลือ นิเทศ และสนับสนุนให้ครูจัดท า แผนการจัดการเรียนรู้และการน าแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้ใน ห้องเรียน - การประชุมอย่างสม่ าเสมอเพื่อสร้างความเข้าใจ - ใช้กระบวนการ PLC ตั้งแต่การเขียนแผน ไปสังเกตการสอน และมาสะท้อนผลร่วมกัน - ใช้การ Open Class โดยเข้าไปสังเกตการสอนในชั้นเรียน ที่ท าให้เห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนขึ้น - การนิเทศติดตามเป็นระยะๆ - ส่งเสริมการแบ่งปันการจัดกิจกรรมของคณะครู - การสนับสนุนสื่อในการจัดกิจกรรม - การแนะน าในการเขียนแผนการสอน - การตรวจสอบและการจัดทีมงานช่วยเหลือ แนะน าครู จากตารางที่ 33 พบว่า กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษา มีความเห็นโดยสรุปว่า ผู้บริหาร สถานศึกษาใช้แนวทางในการช่วยเหลือ นิเทศ และสนับสนุนให้ครูจัดท าแผนการสอนและการน า


185 แผนการสอนไปใช้ในห้องเรียน โดยการประชุมอย่างสม่ าเสมอเพื่อสร้างความเข้าใจ ใช้กระบวนการ PLC ตั้งแต่การเขียนแผน ไปสังเกตการสอน และมาสะท้อนผลร่วมกัน ใช้การ Open Class โดยเข้า ไปสังเกตการสอนในชั้นเรียน ที่ท าให้เห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนขึ้น มีการนิเทศติดตาม เป็นระยะๆ ส่งเสริมการแบ่งปันการจัดกิจกรรมของคณะครู การสนับสนุนสื่อในการจัดกิจกรรม การแนะน าในการเขียนแผนการสอน การตรวจสอบและการจัดทีมงานช่วยเหลือ แนะน าครู ตารางที่ 34 ปัญหา อุปสรรคที่ท่านพบในการก ากับดูแล ช่วยเหลือ สนับสนุนการท างานของครู มีอะไรบ้าง การให้ค าแนะน า/วิธีการแก้ไข เป็นอย่างไรในด้านการพัฒนาหลักสูตร การออกแบบการจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น กลุ่มผู้บริหำรสถำนศึกษำ ปัญหาอุปสรรคที่พบในการก ากับดูแล ช่วยเหลือ สนับสนุน การท างานของครู ด้ำนกำรพัฒนำหลักสูตร - ครูไม่เข้าใจ ครูไม่มั่นใจ และครูไม่รู้ - เป็นปัญหาที่เห็นว่าครูไม่มีความรู้เรื่องการพัฒนาหลักสูตร เพราะมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว - จ าเป็นต้องมีผู้รู้ในโรงเรียนอย่างน้อย 1 คน เพื่อพาครูในโรงเรียน ท า - ยังไม่ได้ปรับหลักสูตร และไม่ได้วิเคราะห์หลักสูตรให้เข้ากับ สมรรถนะ ท าให้ยากมากเวลาวางแผน กำรออกแบบกำรจัดกำรเรียนกำรสอน - ครูขาดความมั่นใจในการจัดท าแผนการสอนที่ครอบคลุม สมรรถนะที่เลือกไว้ - ช่วงแรกใช้คู่มือเป็นหลัก และยึดติดกับตัวอย่างในคู่มือ ท าให้ไม่มี ความหลากหลายในการออกแบบ - ครูหลายท่าน ยังใช้แผนการจัดการเรียนรู้ของส านักพิมพ์ตาม หนังสือ ท าให้น าสมรรถนะไปใช้ได้ยาก - แก้ไขโดยน าวิธีการออกแบบการเรียนการสอน ผูกกับการ ประเมินผลการปฏิบัติการของครู กำรวัดและประเมินผล - การประเมินสมรรถนะนักเรียนจะเกิดสมรรถนะที่ต้องการหรือไม่


186 ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น - วิธีการในการวัดผลประเมินผลควรเป็นอย่างไร - ครูมีปัญหาในการออกแบบการวัดและประเมินผล - การประเมินยังไม่น่าเชื่อถือ เพราะครูบางส่วนยังไม่รู้ และครูยัง ไม่มั่นใจ วิธีกำรแก้ไข - แก้ไขโดยน าวิธีการออกแบบการเรียนการสอน ผูกกับการ ประเมินผลการปฏิบัติการของครู - ก าหนดการวัดประเมินผล แบ่งออกเป็นระยะๆ เป็นรายเดือน โดยให้ครูได้ลองค้นหาจาก Internet และน าข้อสอบมาปรับใช้ - ผู้บริหารแก้ไขโดยช่วยครูท างาน บางครั้งออกแบบให้เห็นว่า ต้องง่ายและเชื่อถือได้ - จ าเป็นต้องมีผู้รู้ในโรงเรียนอย่างน้อย 1 คน เพื่อพาครูใน โรงเรียนท า - ใช้ DLTV ในการพัฒนาครู จดบันทึกแล้วสรุปกับนักเรียน และใช้ แบบการวัดและประเมินผล จากตารางที่ 34 กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษา มีความเห็นปัญหาอุปสรรคที่พบในการก ากับดูแล ช่วยเหลือ สนับสนุนการท างานของครู ด้ำนกำรพัฒนำหลักสูตร พบว่า ครูไม่เข้าใจ ครูไม่มั่นใจ และ ครูไม่มีความรู้เรื่องการพัฒนาหลักสูตร เพราะมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ยังไม่ได้ปรับหลักสูตร และ ไม่ได้วิเคราะห์หลักสูตรให้เข้ากับสมรรถนะ ท าให้ยากมากเวลาวางแผน ด้ำนกำรออกแบบกำรเรียน กำรสอน ครูขาดความมั่นใจในการจัดท าแผนการสอนที่ครอบคลุมสมรรถนะที่เลือกไว้ ช่วงแรกใช้ คู่มือเป็นหลัก และยึดติดกับตัวอย่างในคู่มือ ท าให้ไม่มีความหลากหลายในการออกแบบ ครูหลาย ท่าน ยังใช้แผนการจัดการเรียนรู้ของส านักพิมพ์ตามหนังสือ ท าให้น าสมรรถนะไปใช้ได้ยาก วิธีกำร แก้ไข พบว่า น าวิธีการออกแบบการเรียนการสอน ผูกกับการประเมินผลการปฏิบัติการของครู ก าหนดการวัดประเมินผล แบ่งออกเป็นระยะๆ เป็นรายเดือน โดยให้ครูได้ลองค้นหาจาก Internet และน าข้อสอบมาปรับใช้ ผู้บริหารช่วยครูท างาน ออกแบบให้เห็นว่า ต้องง่ายและเชื่อถือได้ จ าเป็นต้องมีผู้รู้ในโรงเรียนอย่างน้อย 1 คน เพื่อพาครูในโรงเรียนท า ใช้ DLTV ในการพัฒนาครู จด บันทึกแล้วสรุปกับนักเรียน และใช้แบบการวัดและประเมินผล


187 ตารางที่ 35 ภายใน 1-3 ปีต่อจากนี้ ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ ท่านจะด าเนินการอะไรต่อ ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น กลุ่มผู้บริหำรสถำนศึกษำ - ควรปรับตารางเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น (ป. 1-3) โดย บูรณาการกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ค านึงถึงสมรรถนะเป็นหลัก - ควรท าหลักสูตรสมรรถนะ เขียนรายละเอียดสมรรถนะย่อย ไปสู่สมรรถนะหลัก แบ่งเป็นช่วงชั้นและให้โรงเรียนมีอิสระด้าน หลักสูตร - กระทรวงศึกษาธิการควรลดกลุ่มสาระการเรียนรู้ ของเดิมมาก เกินไป - ควรมีตั้งแต่ระดับปฐมวัย - การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเหมาะสมกับเด็กเล็ก เพราะ สมรรถนะจะเห็นชัดเจนกว่า - ใช้ควบคู่ไปกับตัวชี้วัด - 10 สมรรถนะเหมาะสมกับเด็กยุคใหม่ จึงควรมีสมรรถนะย่อย ให้เกิดความชัดเจนในแต่ละระดับชั้น ซึ่งครูจะได้ไม่ต้องกังวลว่า ต้อท าครบทุกสมรรถนะในกิจกรรมเดียว - การสอนให้เด็กมีสมรรถนะตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาตอนต้น (ป. 1-3) ท าให้เด็กเรียนรู้ในระดับสูงได้รวดเร็ว - การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเหมาะสมกับเด็ก - จะน าไปใช้ต่อในนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น (ป. 1-3) แต่ชั้นอื่นๆ จะยังคงใช้กรอบเดิม อีก 3-5 ปี จะเห็นผล การเปรียบเทียบนักเรียน - น าเกณฑ์การประเมินสมรรถนะไปปรับใช้กับนักเรียนด้วย - ใช้ความรู้ด้านการวิจัย เพื่อเก็บข้อมูลผลการใช้สมรรถนะ กลุ่มผู้บริหำรสถำนศึกษำ จะด าเนินการอะไรต่อ - ผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเพื่อนครูกับ ผู้เชี่ยวชาญภายนอก เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ขับเคลื่อนไปด้วยกัน -น าสมรรถนะไปใช้ต่อควบคู่กับตัวชี้วัดเดิม โดยเน้นกิจกรรมที่ เด็กน าไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงให้มากขึ้น


188 ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น - จะท าให้ครบทุกชั้น โดยจะเริ่มจากชั้นประถมศึกษาตอนต้น (ป. 1-3) ก่อน - น าสมรรถนะมาใช้เป็นบางตัว และจะเริ่มลงในระดับอนุบาล 3 ด้วย เพื่อเป็นการส่งต่อในช่วงเปลี่ยนผ่าน - ใช้การประเมินตามสภาพจริง ไม่ได้ใช้ข้อสอบปลายภาค จากตารางที่ 35 กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษา เห็นว่า ช่วงเปลี่ยนผ่านหรือรอยต่อของ การพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ ควรด าเนินการปรับตารางเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น (ป. 1-3) โดยบูรณาการกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ค านึงถึงสมรรถนะเป็นหลัก ควรท าหลักสูตรสมรรถนะ เขียนรายละเอียดสมรรถนะย่อยไปสู่สมรรถนะหลัก แบ่งสมรรถนะเป็นช่วงชั้นและให้โรงเรียนมีอิสระ ด้านหลักสูตรจึงควรมีสมรรถนะย่อยให้เกิดความชัดเจนในแต่ละระดับชั้น ควรลดกลุ่มสาระ การเรียนรู้เพราะของเดิมมากเกินไป ควรมีตั้งแต่ระดับปฐมวัย การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ เหมาะสมกับเด็กเล็กเพราะสมรรถนะจะเห็นชัดเจนกว่า การสอนให้เด็กมีสมรรถนะตั้งแต่ระดับชั้น ประถมศึกษาตอนต้น (ป. 1-3) ท าให้เด็กเรียนรู้ในระดับสูงได้รวดเร็ว อยากใช้ต่อโดยควบคู่ไปกับ ตัวชี้วัด แต่ชั้นอื่น ๆ จะยังคงใช้กรอบเดิม 10 สมรรถนะเหมาะสมกับเด็กยุคใหม่ ควรมีสมรรถนะ ย่อยให้เกิดความชัดเจนในแต่ละระดับชั้น และน าเกณฑ์การประเมินสมรรถนะไปปรับใช้กับนักเรียน ด้วย คู่มือมีส่วนท าให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ที่ตรงกันจึง จะใช้ความรู้ด้านการวิจัย เพื่อเก็บข้อมูล การใช้สมรรถนะ ด้านการด าเนินการต่อเนื่อง พบว่า กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษาจะน าสมรรถนะไปใช้ต่อควบคู่ กับตัวชี้วัดเดิม เน้นกิจกรรมที่ประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงให้มากขึ้น ควรมีสมรรถนะย่อยให้เกิดความชัดเจน ในแต่ละระดับชั้น ซึ่งครูจะได้ไม่ต้องกังวลว่าต้อท าครบทุกสมรรถนะในกิจกรรมเดียว จะจัดท าครบทุก ชั้นโดยจะเริ่มจากระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น (ป. 1-3) ก่อน น าสมรรถนะมาใช้เป็นบางตัวและจะ เริ่มลงในระดับอนุบาล 3 ด้วย เพื่อเป็นการส่งต่อในช่วงเปลี่ยนผ่าน ใช้การประเมินตามสภาพจริง ไม่ได้ใช้ข้อสอบปลายภาค ตารางที่ 36 การพัฒนาหลักสูตรอิงสมรรถนะและการน ากรอบสมรรถนะมาใช้ในโรงเรียน สิ่งที่ท่าน คิดว่าส าคัญ 3 ประการแรกที่ต้องท าเพื่อให้การด าเนินงานประสบความส าเร็จคืออะไร ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น กลุ่มผู้บริหำรสถำนศึกษำ ประการที่ 1 การให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสมรรถนะให้ชัดเจน ผู้บริหารให้การสนับสนุนและมีความรู้อย่างชัดเจน สามารถเป็นที่ ปรึกษาได้ มีการรวมกลุ่ม PLC อย่างเข้มแข็ง การ Coaching


189 ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น และ มีพี่เลี้ยงมาช่วยเติมเต็มความรู้ เพิ่มความชัดเจนใน การออกแบบการเรียนการสอน มีผู้เชี่ยวชาญที่รู้จริงและมา ช่วยเหลือ ให้ค าแนะน า ประการที่ 2 การมีคู่มือการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมสมรรถนะ ตัวอย่างกิจกรรมที่น าไปสู่สมรรถนะ และแผนการสอน ประการที่ 3 การส่งเสริมและสนับสนุนจากผู้บริหาร ผู้บริหารเห็น ความส าคัญ ความร่วมมือของครูทุกคนในโรงเรียน ครูต้องเปิดใจ ศรัทธา และใฝ่รู้ การปรับความคิดเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ยอมรับเพื่อ น าไปสู่การพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ กลุ่มครูผู้สอน ประการที่ 1 ผู้บริหารต้องเห็นความส าคัญ ประการที่ 2 ครูต้องเปิดใจ ศรัทธา และใฝ่รู้ ประการที่ 3 มีผู้เชี่ยวชาญที่รู้จริงและมาช่วยเหลือ ให้ค าแนะน า อย่างจริงใจ จากตารางที่ 36 กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า สิ่งส าคัญ 3 ประการแรกที่ต้องท าเพื่อให้ การด าเนินงานประสบความส าเร็จ ประการที่ 1 การให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสมรรถนะให้ ชัดเจน ผู้บริหารให้การสนับสนุนและมีความรู้อย่างชัดเจน สามารถเป็นที่ปรึกษาได้ มีการรวมกลุ่ม PLC อย่างเข้มแข็ง การ Coaching และมีพี่เลี้ยงมาช่วยเติมเต็มความรู้ เพิ่มความชัดเจนใน การออกแบบการเรียนการสอน มีผู้เชี่ยวชาญที่รู้จริงและมาช่วยเหลือ ให้ค าแนะน า ประการที่ 2 การมีคู่มือการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมสมรรถนะ มีตัวอย่างกิจกรรมที่น าไปสู่สมรรถนะและแผน การจัดการเรียนรู้ ประการที่ 3 การส่งเสริมและสนับสนุนจากผู้บริหาร ผู้บริหารเห็นความส าคัญ ความร่วมมือของครูทุกคนในโรงเรียน ครูต้องเปิดใจ ศรัทธา และใฝ่รู้ การปรับความคิดเปิดรับสิ่ง ใหม่ๆ ยอมรับเพื่อน าไปสู่การพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ ด้านความคิดเห็นครู พบว่า ประการแรก ผู้บริหารต้องเห็นความส าคัญ ประการที่สอง ครู ต้องเปิดใจ ศรัทธา ใฝ่รู้ และประการสุดท้ายคือ ควรมีผู้เชี่ยวชาญที่รู้จริงและมาช่วยเหลือให้ ค าแนะน า ตารางที่ 37 สิ่งที่โรงเรียนต้องการความช่วยเหลือในการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ และการน ากรอบสมรรถนะไปใช้คืออะไร


190 ผู้ให้ข้อมูล ความคิดเห็น กลุ่มผู้บริหำรสถำนศึกษำ - ผู้เชี่ยวชาญ/พี่เลี้ยงที่สามารถให้ความชัดเจนในการออกแบบ การเรียนการสอน ที่มีความรู้ความเข้าใจจริงๆ เป็นผู้มาให้ความรู้ - คู่มือการออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การวัดผล ประเมินผล และเทคนิค/กลยุทธ์ในการน าสมรรถนะไปใช้ใน ชีวิตประจ าวัน - การแบ่งย่อยแต่ละสมรรถนะ เพื่อให้ครูหยิบไปใช้งานได้มากขึ้น - ตัวอย่างแผนการสอนกลางที่เชื่อมโยงสมรรถนะ และรูปแบบ การสอนสถานการณ์ต่างๆในชีวิตประจ าวัน เพื่อให้ครูน าไป ประยุกต์ใช้ได้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนตนเอง - การวัดและประเมินผลยังไม่ชัดเจน ถ้าสามารถท าให้ชัดขึ้นได้จะ ช่วยครูได้มาก - มีศูนย์รวมข้อมูลหลักสูตรฐานสมรรถนะ เพิ่มแหล่งค้นคว้าหา ความรู้ มีแหล่งการเรียนรู้ Online ที่ครูสามารถเข้าถึงได้ ตลอดเวลาและสื่อสารกับภาคีและผู้เกี่ยวข้อง กลุ่มครูผู้สอน - มีผู้เชี่ยวชาญคอยชี้แนะ - ตัวอย่างแผนการสอน แนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ ชัดเจน ครอบคลุมทุกกลุ่มสาระ และเผยแพร่การสอนที่ส่งเสริม สมรรถนะ - ตัวอย่างแผนการสอนควรยืดหยุ่นได้ โดยเชื่อมั่นในตัวครู - การสอบ O-NET กับการประเมินสมรรถนะควรมีความเชื่อมโยง กัน - มีแนวทางการวัดผลประเมินผลอย่างชัดเจนและเกณฑ์การตัดสิน ผลการเรียน - งบประมาณในการจัดซื้อสื่อสนับสนุนการสอน - เทคโนโลยีเข้าถึงได้ยาก ควรน าเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ด้าน การวัดประเมินผล และใช้กระตุ้นให้เด็กสนใจเรียนรู้ จากตารางที่ 37 ในกลุ่มผู้บริหำรสถำนศึกษำ พบว่า ผู้เชี่ยวชาญ/พี่เลี้ยงที่สามารถให้ความ ชัดเจนในการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน ที่มีความรู้ความเข้าใจจริงๆ เป็นผู้มาให้ความรู้ มีคู่มือการออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผล และเทคนิค/กลยุทธ์ในการน า


191 สมรรถนะไปใช้ในชีวิตประจ าวันมีการแบ่งย่อยแต่ละสมรรถนะ เพื่อให้ครูหยิบไปใช้งานได้มากขึ้น มีตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้กลางที่เชื่อมโยงสมรรถนะ และรูปแบบการสอนสถานการณ์ต่างๆ ใน ชีวิตประจ าวัน เพื่อให้ครูน าไปประยุกต์ใช้ได้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนตนเอง การวัดและ ประเมินผลยังไม่ชัดเจน ถ้าสามารถท าให้ชัดขึ้นได้จะช่วยครูได้มาก ควรมีศูนย์รวมข้อมูลหลักสูตรฐาน สมรรถนะ เพิ่มแหล่งค้นคว้าหาความรู้ มีแหล่งการเรียนรู้ Online ที่ครูสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา และสื่อสารกับภาคีและผู้เกี่ยวข้อง กลุ่มครูผู้สอน พบว่า ควรมีผู้เชี่ยวชาญคอยชี้แนะ มีตัวอย่างแผนการสอน แนวทาง การจัดการเรียนการสอนที่ชัดเจน ครอบคลุมทุกกลุ่มสาระ และเผยแพร่การสอนที่ส่งเสริมสมรรถนะ ตัวอย่างแผนการสอนควรยืดหยุ่นได้และเชื่อมั่นในตัวครู การสอบ O-NET กับการประเมินสมรรถนะ ควรมีความเชื่อมโยงกัน มีแนวทางการวัดผลประเมินผลอย่างชัดเจนและเกณฑ์การตัดสินผลการเรียน จัดงบประมาณในการจัดซื้อสื่อสนับสนุนการสอน เทคโนโลยีเข้าถึงได้ยากจึงควรน าเทคโนโลยีมาใช้ ประโยชน์ด้านการวัดประเมินผล และใช้กระตุ้นให้เด็กสนใจเรียนรู้ ตารางที่ 38 ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาทหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาหลักสูตร ฐานสมรรถนะและกรอบสมรรถนะไปใช้มีอะไรบ้าง ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น กลุ่มผู้บริหำรสถำนศึกษำ หน่วยงำนที่พัฒนำหลักสูตร - การจัดท าหลักสูตรฐานสมรรถนะและการน ากรอบสมรรถนะ ไปใช้ ควรค านึงถึงสภาพบริบทของแต่ละท้องถิ่นที่มี ความแตกต่างกันในการออกแบบหลักสูตรและเกณฑ์การวัดผล ประเมินผล - จัดท าคู่มือสมรรถนะแล้วประสานงานไปยังหน่วยงานต่างๆ - อบรมให้ความรู้ในเรื่องสมรรถนะหลักที่สอดคล้องกับตัวชี้วัด จากแผนการสอนเดิม เพื่อเติมสถานการณ์ต่างๆ - ก าหนดเป้าหมายคุณภาพผู้เรียนให้ชัดเจนสอดคล้องกันทุก หน่วยงาน - เป็นหน่วยงานกลางในการวางระบบ การทดสอบระดับชาติ การรับเด็กศึกษาต่อโดยการใช้สมรรถนะ ปรับค่านิยมเกี่ยวกับ O-NET - พัฒนาเทคโนโลยีให้เข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมสมรรถนะ ให้กับครูและโรงเรียน


192 ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น กระทรวงศึกษำธิกำร - ก าหนดเป้าหมายคุณภาพผู้เรียนให้ชัดเจนและสอดคล้องกัน ทุกหน่วยงาน - ปรับระเบียบการใช้งบประมาณให้รวดเร็วในการสนับสนุน การสอน แก้ระเบียบพัสดุที่ยุ่งยาก มีความจ ากัด และควร ยืดหยุ่นการใช้งบประมาณของโรงเรียน - การพัฒนาส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกรอบสมรรถนะ ให้กับครู หน่วยงำนต้นสังกัดของสถำนศึกษำ - ลดนโยบายที่ซ้ าซ้อน - ก าหนดเป้าหมายคุณภาพผู้เรียนให้ชัดเจนและสอดคล้องกัน ทุกหน่วยงาน - ส่วนกลางลดการสั่งการ แต่ให้ท้องถิ่นบริหารจัดการด้วย ตนเอง โดยส่งเสริมความเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นได้อย่าง อิสระ - การอบรมให้ความรู้กับครูเกี่ยวกับกรอบสมรรถนะ ให้ความรู้ ความเข้าใจกับผู้เกี่ยวข้อง กลุ่มครูผู้สอน หน่วยงำนที่พัฒนำหลักสูตร - ปรับเกณฑ์การวัดผลประเมินผลระดับประถมศึกษาเป็น ผ่าน ไม่ผ่าน และใช้การประเมินตามสภาพจริง กระทรวงศึกษำธิกำร - การสร้างข้อทดสอบที่ตอบสนองต่อบริบทพื้นที่ที่มีความ หลากหลาย และควรวัดตามพัฒนาการ หน่วยงำนต้นสังกัดของสถำนศึกษำ - การสนับสนุนจากผู้บริหารการก าหนดนโยบายในระยะยาว และต่อเนื่อง และควรมีความชัดเจนเกี่ยวกับความรู้ด้าน สมรรถนะ


193 จากตารางที่ 38 กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษามีข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาทของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะและกรอบสมรรถนะไปใช้ และมีความเห็น โดยสรุป ดังนี้ หน่วยงำนที่พัฒนำหลักสูตร การจัดท าหลักสูตรฐานสมรรถนะและการน ากรอบสมรรถนะ ไปใช้ ควรค านึงถึงสภาพบริบทของแต่ละท้องถิ่น การออกแบบหลักสูตรและเกณฑ์การวัดและ ประเมินผล จัดท าคู่มือสมรรถนะแล้วประสานงานไปยังหน่วยงานต่างๆ อบรมให้ความรู้ในเรื่อง สมรรถนะหลักที่สอดคล้องกับตัวชี้วัด ก าหนดเป้าหมายคุณภาพผู้เรียนให้ชัดเจนสอดคล้องกันทุก หน่วยงาน เป็นหน่วยงานกลางในการวางระบบ การทดสอบระดับชาติ การรับเด็กศึกษาต่อ โดยการใช้สมรรถนะ ปรับค่านิยมเกี่ยวกับ O-NET พัฒนาเทคโนโลยีให้เข้ามามีบทบาทในการส่งเสริม สมรรถนะให้กับครูและโรงเรียน กระทรวงศึกษำธิกำร ก าหนดเป้าหมายคุณภาพผู้เรียนให้ชัดเจนและสอดคล้องกันทุก หน่วยงาน ปรับระเบียบการใช้งบประมาณให้รวดเร็วในการสนับสนุนการสอน แก้ระเบียบพัสดุที่ ยุ่งยาก มีความจ ากัด และควรยืดหยุ่นการใช้งบประมาณของโรงเรียน การพัฒนาส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกรอบสมรรถนะให้กับครู หน่วยงำนต้นสังกัดของสถำนศึกษำ ลดนโยบายที่ซ้ าซ้อน ก าหนดเป้าหมายคุณภาพ ผู้เรียนให้ชัดเจนและสอดคล้องกันทุกหน่วยงาน ส่วนกลางลดการสั่งการ แต่ให้ท้องถิ่นบริหารจัดการ ด้วยตนเอง โดยส่งเสริมความเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นได้อย่างอิสระ การอบรมให้ความรู้กับครู เกี่ยวกับกรอบสมรรถนะให้ความรู้ ความเข้าใจกับผู้เกี่ยวข้อง ด้านความคิดเห็นกลุ่มครูผู้สอน พบว่า หน่วยงำนที่พัฒนำหลักสูตร ควรปรับเกณฑ์ การวัดและประเมินผลระดับประถมศึกษาเป็น ผ่าน ไม่ผ่าน และใช้การประเมินตามสภาพจริง กระทรวงศึกษำธิกำร ควรรสร้างข้อทดสอบที่ตอบสนองต่อบริบทพื้นที่ที่มีความหลากหลาย และควร วัดและประเมินผลตามพัฒนาการ หน่วยงำนต้นสังกัดของสถำนศึกษำ ควรมีการสนับสนุนจาก ผู้บริหาร มีการก าหนดนโยบายในระยะยาวและต่อเนื่อง และควรมีความชัดเจนเกี่ยวกับความรู้ด้าน สมรรถนะ ตารางที่ 39 ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะส าหรับโรงเรียนอื่นๆ ในการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ และการน ากรอบสมรรถนะไปใช้ ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น กลุ่มผู้บริหำรสถำนศึกษำ - ส่งแบบสอบถามประเมินหลักสูตรอิงมาตรฐาน 2551 เพื่อให้ได้ ข้อมูลเริ่มต้นก่อนการปรับเปลี่ยนหลักสูตร - ความชัดเจนของสมรรถนะและแนวทางการด าเนินการ


194 ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น - ใช้กระบวนการ PLC และ Lesson Study และควรมีกิจกรรม กระตุ้นครู - การพัฒนาครู ผู้รับผิดชอบไม่ได้พบกับผู้ปฏิบัติโดยตรง มีการส่ง ต่อเป็นช่วงๆ เช่น ศึกษานิเทศก์ ท าให้คลาดเคลื่อน เมื่อต้องไป ตรวจ นิเทศ ติดตาม ท าให้เข้าใจผิดและปฏิบัติผิดทาง ดังนั้น ต้องการผู้รู้จริง มาบอกวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง - ควรมีWebsite กลางในการสืบค้นข้อมูล หรือแลกเปลี่ยน ข้อมูลในการจัดการเรียนการสอน - หน่วยงานหลักสูตรต้องประสานงานกับ กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานต้นสังกัดต่างๆ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน - ควรมีการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง - เมื่อมีหลักสูตรควรต้องจัดท าคู่มือการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ ให้กับครู - ระบุแหล่งเรียนรู้และหนังสือประกอบที่ครูค้นหาความรู้ได้ด้วย ตนเอง - สื่อและแหล่งเรียนรู้ประกอบการเรียนการสอน เมื่อใช้แล้ว ต้อง มีแบบประเมินผลการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ โดยส่งตรงเข้า ส่วนกลาง เพื่อติดตามและปรับปรุงแก้ไขเป็นระยะๆ จากตารางที่ 39 กลุ่มผู้บริหำรสถำนศึกษำ พบว่า ควรมีการประเมินหลักสูตรเดิมเพื่อให้ได้ ข้อมูลก่อนการปรับเปลี่ยนหลักสูตร ควรมีความชัดเจนของสมรรถนะและแนวทางการด าเนินการ ใช้ กระบวนการ PLC และ Lesson Study ควรมีกิจกรรมกระตุ้นครูให้มาก การพัฒนาครูส่วนใหญ่ ผู้รับผิดชอบไม่ได้พบกับผู้ปฏิบัติโดยตรง มีการส่งต่อเป็นช่วงๆ เช่น ศึกษานิเทศก์ ท าให้คลาดเคลื่อน เมื่อต้องไปตรวจ นิเทศ ติดตาม ท าให้เข้าใจผิดและปฏิบัติผิดทางจึงต้องการผู้รู้จริงมาบอกวิธีปฏิบัติที่ ถูกต้อง ควรมี Website กลางในการสืบค้นข้อมูล หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลในการจัดการเรียนการสอน หน่วยงานหลักสูตรต้องประสานงานกับ กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานต้นสังกัดต่างๆ เพื่อ การท างานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ควรมีการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง เมื่อมีหลักสูตรควรต้อง จัดท าคู่มือการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะให้กับครู ระบุแหล่งเรียนรู้และหนังสือประกอบที่จะท าให้ครู ค้นหาความรู้ได้ด้วยตนเอง ควรมีสื่อและแหล่งเรียนรู้ประกอบการเรียนการสอน ควรประเมินผล การใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะและส่งตรงเข้าส่วนกลาง เพื่อติดตามและปรับปรุงแก้ไขเป็นระยะๆ


195 ตารางที่ 40 ท่านมีหลักในการเลือกแนวทางในการน ากรอบสมรรถนะไปใช้ในการออกแบบและ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างไร (แนวทางที่ 1-4) และครูส่วนใหญ่เลือกแนวทางใด ในการน ากรอบสมรรถนะไปใช้ เพราะเหตุใด ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น กลุ่มครูผู้สอน - ครูเลือกแนวทางที่ 1 เพราะสะดวก ง่าย ไม่เพิ่มภาระงานครู - ครูเลือกทั้ง 4 แนวทางเนื่องจากสอนเด็กหลายระดับชั้น - ครูเลือกแนวทางที่ 1 ใช้กับระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-2 และ แนวทางที่ 3 น ามาใช้กับระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 - เลือกแนวทางที่ 1 และแนวทางที่ 3 - เลือกแนวทางที่ 1และ 2 เพราะครูมีความพร้อมและเข้าใจ จากตารางที่ 40 พบว่า ครูส่วนใหญ่เลือกใช้แนวทางที่ 1 เพราะสะดวก ง่าย ไม่เพิ่มภาระ งานครู รองลงมาคือ แนวทางที่ 3 แนวทางที่ 2 และแนวทางทั้ง 4 แนวทาง โดยการใช้หลักการ เลือกแนวทางที่สามารถน ามาใช้ให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละระดับชั้น


196 ตารางทื่ 41 โรงเรียนของท่านมีแนวทางอื่นๆ ในการน ากรอบสมรรถนะไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียน นอกเหนือจากแนวทางทั้ง 4 หรือไม่ แนวทางนั้นมีวิธีการอย่างไร ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น กลุ่มครูผู้สอน - ใช้กระบวนการคิด 9 ขั้นกับแนวทางที่ 1 - ใช้ GPASS ควบคู่กับสมรรถนะ - ใช้หลักการบูรณาการกับแนวทางสมรรถนะที่ก าหนด - วิพากย์แผนการสอนโดยครูที่สอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 - นิเทศการเรียนการสอน - ประชุมวางแผนและเลือกแนวทางสมรรถนะ - ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน - ทดลองสอน - ประชุม พูดคุย เพื่อแลกเปลี่ยน ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับ สมรรถนะ จากตารางที่ 41 กลุ่มครูผู้สอน พบว่า ใช้แนวทางกระบวนการคิด 9 ขั้นกับแนวทางที่ 1 ใช้ GPASS ควบคู่กับสมรรถนะ ใช้หลักการบูรณาการกับแนวทางสมรรถนะที่ก าหนด ประชุมวางแผน การด าเนินงาน และคัดเลือกแนวทางในการสอน ออกแบบหน่วยการเรียนรู้และกิจกรรมการเรียน การสอน วิพากย์แผนการสอนโดยครูที่สอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 นิเทศการเรียนการสอน ประชุมวางแผนและเลือกแนวทางสมรรถนะ (PDCA) ออกแบบ ทดลองสอน ประชุม พูดคุย เพื่อ แลกเปลี่ยน ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสมรรถนะ ตารางที่ 42 ท่านมีล าดับขั้นตอนในการน ากรอบสมรรถนะไปใช้ในการออกแบบและจัดกิจกรรม การเรียนการสอนอย่างไรในแต่ละแนวทาง (แนวทางที่ 1-4) ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น กลุ่มครูผู้สอน - การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้เคียงคู่กัน และใช้ Open Class ให้ ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้อง - ประชุมร่วมกันในการออกแบบการสอนแต่ละแนวทาง - ประชุมวิเคราะห์ผู้เรียน ร่วมออกแบบกิจกรรมและแนวทางการสอน - ประชุมวางแผนการด าเนินการและคัดเลือกแนวทางการสอน วิพากษ์แผนการสอน และนิเทศการสอน


197 จากตารางที่ 42 พบว่า กลุ่มครูผู้สอน มีล าดับขั้นตอนในการน ากรอบสมรรถนะไปใช้ใน การออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในแต่ละแนวทาง (แนวทางที่ 1-4) โดยใช้วิธีการร่วม ประชุมวางแผนคัดเลือกและออกแบบแนวทางการจัดการเรียนการสอน การเขียนแผนการสอนเคียงคู่ กัน และใช้ Open Class ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงการวิพากษ์และการนิเทศ ก ากับติดตามการเรียนการสอน ตารางที่ 43 รายการสมรรถนะและข้อมูลเกี่ยวกับสมรรถนะในคู่มือที่ได้รับช่วยท่านและเพื่อนครู ในการออกแบบการเรียนการสอนได้หรือไม่ อย่างไร และท่านใช้ข้อมูลในคู่มือส่วนใด มากที่สุด 3 ล าดับ (เรียงจากมากไปหาน้อย) ข้อมูลและรายละเอียดที่ต้องการให้เพิ่มเติม ในคู่มือมากที่สุด คือเรื่องใด ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น กลุ่มครูผู้สอน - รายละเอียดของสมรรถนะในคู่มือช่วยให้ท างานได้ - กรอบสมรรถนะ สมรรถนะย่อย และตัวอย่างแผนการจัด การเรียนรู้ตามล าดับ - รายการสมรรถนะและข้อมูลเกี่ยวกับสมรรถนะในคู่มือช่วยครู ได้มาก - คู่มือท าให้ครูออกแบบการเรียนการสอนได้ละเอียดขึ้น - ข้อมูลที่ใช้มากที่สุดในคู่มือ ได้แก่แนวทางจัดกิจกรรมโดยใช้ สมรรถนะ - ข้อมูลเกี่ยวกับสมรรถนะในคู่มือช่วยครูได้ดี - ข้อมูลที่ใช้มากที่สุดในคู่มือ ได้แก่กรอบสมรรถนะ หลักการ และแนวทาง และความเชื่อมโยงสมรรถนะ ตามล าดับ - คู่มือช่วยครูในการท างานได้ - ข้อมูลที่ใช้มากที่สุดในคู่มือ ได้แก่กรอบสมรรถนะ สมรรถนะ ย่อย และตัวอย่างแผนการเรียนการสอน ตามล าดับ - ข้อมูลและรายละเอียดที่ต้องการให้เพิ่มเติมในคู่มือ - ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนการสอน และ เพิ่มเติมแนวทางในการน าสมรรถนะไปใช้


198 จากตารางที่ 43 พบว่า กลุ่มครูผู้สอน มีความเห็นว่า รายการสมรรถนะและข้อมูลเกี่ยวกับ สมรรถนะในช่วยในการออกแบบการเรียนการสอนได้ และใช้ข้อมูลในคู่มือมากที่สุด 3 ล าดับ ได้แก่ กรอบสมรรถนะ รองลงมาคือ หลักการและแนวทาง ความเชื่อมโยงสมรรถนะ แนวทางจัดกิจกรรม โดยใช้สมรรถนะและตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ตามล าดับ ข้อมูลและรายละเอียดที่ต้องการให้ เพิ่มเติมในคู่มือ คือ ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ ตัวอย่างกิจกรรมการเรียนการสอน การวัดและ ประเมินผลโดยใช้สมรรถนะ และเพิ่มเติมแนวทางในการน าสมรรถนะไปใช้ ตารางที่ 44 ท่านพบปัญหาใดบ้างในการน ากรอบสมรรถนะไปใช้ในการออกแบบและการจัด การเรียนการสอน และมีการแก้ไขปัญหานั้นอย่างไร ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น กลุ่มครูผู้สอน ปัญหา - การจัดกิจกรรมให้ตรงกับสมรรถนะ แนวทางการแก้ไข - ปรึกษาคณะผู้บริหาร มี Coach คอย ช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ปัญหา - การน ากรอบสมรรถนะไปใช้ แนวทางการแก้ไข - เชื่อมสมรรถนะให้เข้ากับกิจกรรม ปัญหา – เวลาในการจัดกิจกรรมมีจ ากัด การวัดและประเมินผล สมรรรถนะยังไม่ชัดเจน แนวทางการแก้ไข - ยืดหยุ่นเวลาจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ที่เชื่อมสมรรถนะ ปัญหา – ความไม่แน่ใจในความสอดคล้องกับสมรรถนะ และ การใช้เวลาในการจัดการเรียนการสอน แนวทางแก้ไข - การเชื่อมโยงสมรรถนะ ปัญหา - การเชื่อมโยงสมรรถนะ แนวทางแก้ไข - ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลอื่น ๆ เช่น You tube เพื่อหากิจกรรมที่จะน ากรอบสมรรถนะเข้าไป เชื่อมโยง จากตาราง 44 พบว่า คณะครูผู้สอนพบปัญหาในการน ากรอบสมรรถนะไปใช้ใน การออกแบบและการจัดการเรียนการสอน ได้แก่ การจัดกิจกรรมให้ตรงกับสมรรถนะ การเชื่อมโยง สมรรถนะและการน ากรอบสมรรถนะไปใช้ เวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมีจ ากัด การวัด และประเมินผลสมรรถนะยังไม่ชัดเจน และไม่แน่ใจในความสอดคล้องกับสมรรถนะ


199 ด้านการแก้ไขปัญหาเกิดขึ้น พบว่า สิ่งที่คณะครูผู้สอนด าเนินการ ได้แก่ ปรึกษาคณะ ผู้บริหาร มี Coach คอยช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ การเชื่อมโยงสมรรถนะให้เข้ากับกิจกรรม ยืดหยุ่น เวลาจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เชื่อมสมรรถนะ การศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลอื่นๆ เช่น You tube เพื่อหากิจกรรมที่จะน ากรอบสมรรถนะเข้าไปเชื่อมโยง ตารางที่ 45 จุดใดง่ายที่สุดและยากที่สุดในการออกแบบการเรียนการสอนแบบสมรรถนะเป็นฐาน ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น กลุ่มครูผู้สอน จุดที่ง่ำยที่สุด - มีเป้าหมายสมรรถนะที่ชัดเจน - มีแนวทางในการจัดกิจกรรมที่ชัดเจน และหลากหลายตาม บริบทของโรงเรียน ความพร้อมของนักเรียน ผู้ปกครอง - สมรรถนะเป็นสิ่งที่บอกมาเป็นความคิดรวบยอด ไม่มี รายละเอียดแบบตัวชี้วัด จึงไม่มีกรอบของการสอน สามารถ ออกแบบกิจกรรมการสอนที่หลากหลายตรงกับพัฒนาการ ของนักเรียน ยำกที่สุด - การออกแบบกิจกรรมให้ตรงกับสมรรถนะ - การประเมินตามสมรรถนะที่ก าหนดไว้ จากตาราง 45 คณะครูมีความเห็นสอดคล้องกันว่า จุดที่ง่ายที่สุด คือ การมีเป้าหมาย สมรรถนะที่ชัดเจน มีแนวทางในการจัดกิจกรรมที่ชัดเจนและหลากหลายตามบริบทของโรงเรียน ความพร้อมของนักเรียน ผู้ปกครอง สมรรถนะเป็นสิ่งที่บอกมาเป็นความคิดรวบยอด ไม่มีรายละเอียด แบบตัวชี้วัด จึงไม่มีกรอบการสอน สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลายตรงกับ พัฒนาการของนักเรียน จุดยากที่สุด คือ การออกแบบกิจกรรมให้ตรงกับสมรรถนะ และ การประเมินผลตามสมรรถนะที่ก าหนดไว้


200 ตารางที่ 46 การน ากรอบสมรรถนะไปใช้ในการออกแบบและจัดการเรียนการสอน ส่งผลให้เด็กเกิด สมรรถนะตามจุดประสงค์หรือไม่ อย่างไร ทราบได้อย่างไร และส่งผลต่อเด็กในด้านอื่นๆ นอกเหนือจากด้านสมรรถนะหรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุใด ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น กลุ่มครูผู้สอน กำรน ำกรอบสมรรถนะไปใช้ส่งผลต่อเด็กอย่ำงไร - เด็กเกิดสมรรถนะ สามารถน าไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้ กล้าแสดงออก กล้าคิดกล้าท า กำรส่งผลต่อเด็กในด้ำนอื่นๆนอกเหนือจำกด้ำนสมรรถนะ - เด็กเกิดเจตคติที่ดี สนุกกับการเรียน ซึ่งทั้งหลายนี้เกิดจาก กิจกรรมที่หลากหลาย ผลที่ได้ส่วนใหญ่เกิดจากการลงมือ ปฏิบัติของผู้เรียน - ดูจากความสามารถที่นักเรียนแสดงออกมา และนักเรียนน า สิ่งที่เรียนรู้ที่โรงเรียนไปท าซ้ าที่บ้าน - การใฝ่รู้ใฝ่เรียนของนักเรียนเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นักเรียนที่ไม่ค่อยสนใจเรียนก็แสดงความสนใจในการเรียน มากขึ้น ผู้ปกครองชื่นชมเมื่อนกเรียนน าสิ่งที่เรียนที่โรงเรียน ไปท าซ้ าที่บ้าน จากตาราง 46 กลุ่มครูผู้สอน มีความเห็นสอดคล้องกันในการน ากรอบสมรรถนะไปใช้ใน การออกแบบและจัดการเรียนการสอน ส่งผลให้เด็กเกิดสมรรถนะ สามารถน าไปใช้ในชีวิตประจ าวัน ได้กล้าแสดงออก กล้าคิดกล้าท า ส่วนผลในด้านอื่นๆ นอกเหนือจากด้านสมรรถนะ ได้แก่ นักเรียน เกิดเจตคติที่ดี สนุกกับการเรียน ซึ่งทั้งหลายนี้เกิดจากกิจกรรมที่หลากหลาย ผลที่ได้ส่วนใหญ่เกิดจาก การลงมือปฏิบัติของผู้เรียน


201 ตารางที่ 47 ผลการน ากรอบสมรรถนะไปใช้ในการออกแบบและจัดการเรียนการสอน ส่งผลให้ครู มีการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ หรือไม่ อย่างไร และช่วงเปลี่ยนผ่าน/รอยต่อของการพัฒนา หลักสูตรฐานสมรรถนะ หลังจากทดลองครั้งนี้แล้ว ท่านจะด าเนินการอะไรต่อ ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น กลุ่มครูผู้สอน ด้ำนกำรออกแบบกำรเรียนกำรสอน – ครูมีมุมมองกว้างขึ้นสามารถแตกแขนงความคิด และครู ออกแบบแผนการจัดการเรียนได้ เพื่อตรวจสอบให้เกิด สมรรถนะ ปรับเพิ่มกิจกรรมการสอนจากแผนการสอนเดิม - ครูคิดกิจกรรมให้มีความหมากหลายและจ านวนมากขึ้นเพื่อให้ ตรงกับสมรรถนะที่ตั้งไว้ ต้องมีการคิดถึงปัญหา สถานการณ์ เพื่อให้นักเรียนได้ทดลองแก้ปัญหาต่างๆ ด้ำนกำรจัดกำรเรียนกำรสนและกำรประเมินผล - เห็นความเชื่อมโยงของวิชาที่สอนกับวิชาอื่น - ครูต้องคิดกิจกรรมที่นักเรียนต้องปฏิบัติจริงมีมากขึ้น รวมทั้ง ต้องจัดกิจกรรม ปัญหา หรือสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตจริง เพื่อให้นักเรียนน าความรู้ที่เรียนมาแก้ปัญหา ด้ำนพฤติกรรมครู - ครูกระตือรือร้น พบกลุ่มมากขึ้นเพื่อพัฒนาตนเอง ใฝ่รู้มากขึ้น - ครูมีความสุขเพราะได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของนักเรียน - ครูเขียนแผนได้ดีขึ้น แผนมีความหลากหลายมากขึ้น ด้ำนควำมรู้สึก เจตคติต่อกำรสอนและต่อเด็ก - ครูเสียสละ มีความสุขเมื่อเห็นเด็กสนุก และได้รู้จักเด็กมากขึ้น เพื่อส่งเสริมต่อยอด - เปลี่ยนจากที่เคยใช้แต่หนังสือสอน เปลี่ยนมาใช้กิจกรรมที่ นักเรียนต้องลงมือท า นักเรียนที่ครูเคยมองว่าท าอะไรไม่ได้กลับ แสดงพฤติกรรมต่างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเขาที่ ครูไม่เคยเห็น


202 ผู้ให้ข้อมูล ควำมคิดเห็น ช่วงเปลี่ยนผ่ำน/รอยต่อของกำรพัฒนำหลักสูตรฐำน สมรรถนะ หลังจำกทดลอง - จะด าเนินการจัดกิจกรรมต่อ เพราะเห็นความส าคัญ และ อยากให้ครูคนอื่นเห็นความส าคัญและน าไปใช้ - ขึ้นอยู่กับผู้บริหาร แต่โดยส่วนตัวอยากท าต่อ เพราะสอนง่าย ขึ้น เนื่องจากนักเรียนที่เคยมีปัญหาพฤติกรรมน้อยลง นักเรียนที่ เคยไม่สนใจเรียนก็อยากเรียนมากขึ้น - อยากท าแต่ภาระงานเยอะคงไม่สะดวก จากตาราง 47 กลุ่มครูผู้สอน มีการน ากรอบสมรรถนะไปใช้ในการออกแบบและจัดการเรียน การสอน ส่งผลให้ครูมีการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ได้แก่ ด้ำนกำรออกแบบกำรเรียนกำรสอน ครูมี มุมมองกว้างขึ้นสามารถแตกแขนงความคิด และครูออกแบบแผนการจัดการเรียนได้ ปรับเพิ่มกิจกรรม การสอนจากแผนการสอนเดิม คิดกิจกรรมให้มีความหมากหลายและจ านวนมากขึ้นเพื่อให้ตรงกับ สมรรถนะที่ตั้งไว้ ต้องมีการคิดถึงปัญหา สถานการณ์เพื่อให้นักเรียนได้ทดลองแก้ปัญหาต่างๆ ด้ำนกำรจัดกำรเรียนกำรสอนและกำรประเมินผล คณะครูเห็นความเชื่อมโยงของวิชาที่สอนกับวิชา อื่น ด้ำนพฤติกรรมครู คณะครูมีความกระตือรือร้น มีการพบพูดคุยกับกลุ่มมากขึ้นเพื่อพัฒนา ตนเอง และใฝ่รู้มากขึ้น ด้ำนควำมรู้สึกเจตคติต่อกำรสอนและต่อเด็ก คณะครูมีความเสียสละ มีความสุขเมื่อเห็นเด็กสนุก และได้รู้จักเด็กมากขึ้นเพื่อส่งเสริมต่อยอดการพัฒนา ส่วนด้านความคิดเห็นของกลุ่มครูผู้สอนโดยสรุป เกี่ยวกับช่วงเปลี่ยนผ่าน/รอยต่อของ การพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะหลังจากทดลอง พบว่า ครูจะด าเนินการจัดกิจกรรมต่อ เพราะเห็น ความส าคัญ และอยากให้ครูคนอื่นเห็นความส าคัญและน าไปใช้และขึ้นอยู่กับผู้บริหาร อยากท าต่อ เพราะสอนง่ายขึ้น เนื่องจากนักเรียนที่เคยมีปัญหาพฤติกรรมน้อยลง นักเรียนที่เคยไม่สนใจเรียน ก็อยากเรียนมากขึ้น ครูบางส่วนอยากท า แต่ภาระงานเยอะ ไม่สะดวก


203 ตอนที่ 3 ข้อเสนอเชิงนโยบำยในกำรขับเคลื่อนกำรน ำกรอบสมรรถนะผู้เรียนส ำหรับหลักสูตร กำรศึกษำขั้นพื้นฐำนสู่กำรปฏิบัติ 3.1 ข้อเสนอแนะต่อกำรพัฒนำหลักสูตร 3.1.1 ก ำหนดให้มีเป้ำหมำยร่วมที่ชัดเจน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ทุกคนสามารถรับรู้และเข้าใจ ได้ตรงกันในลักษณะของผลการเรียนรู้ที่พึงประสงค์ (desirable outcomes) ที่ชัดเจน เข้าใจได้ ไม่ยาก และไม่มากจนเกินไป ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสามารถเห็นภาพใหญ่ (big picture) ร่วมกันและมุ่งไปที่เป้าหมายเดียวกัน ซึ่งสามารถใช้กรอบสมรรถนะผู้เรียนที่เสนอในการวิจัย ครั้งนี้เป็นฐานในการก าหนดจุดมุ่งหมายด้านผู้เรียน โดยอาจพิจารณาทบทวนสมรรถนะหลัก สมรรถนะย่อย ทั้งในแง่ของจ านวนสมรรถนะและระดับความเข้มข้นของสมรรถนะที่มีความเหมาะสม กับผู้เรียนในแต่ละระดับ ซึ่งสามารถศึกษาวิจัยและท าประชาพิจารณ์เพิ่มเติมได้ โดยการก าหนด เป้าหมายร่วมนี้ทั้งการก าหนดเป้าหมายร่วมระดับชาติ ระดับท้องถิ่น/ เขตพื้นที่ และระดับสถานศึกษา โดยให้เป้าหมายในทุกระดับมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน 3.1.2 พัฒนำหลักสูตรฐำนสมรรถนะในระดับกำรศึกษำขั้นพื้นฐำนตำมกระบวนกำรวิจัย โดยควรมุ่งเป้าหมายให้ได้หลักสูตรที่ก าหนดจุดมุ่งหมายเชิงสมรรถนะ เสนอแนวทางการพัฒนา สมรรถนะ และแนวทางการวัดและประเมินผลสมรรถนะ ในลักษณะของการใช้ผลวิจัยชี้น านโยบาย (Research-led policy) บนพื้นฐานของการมีหลักฐานเชิงประจักษ์และระบบข้อมูลที่ชัดเจนที่น าไปสู่ การปรับปรุงนโยบาย นอกจากนี้ ควรให้มีการศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กับหลักสูตรฐานสมรรถนะ เพื่อชี้ให้เห็นว่าในการปรับเปลี่ยน องค์ประกอบหลักสูตรบางองค์ประกอบนั้นมิได้เป็นสิ่งที่ยากล าบาก 3.1.3 ปลดล็อค“โครงสร้ำงเวลำเรียน” ตำมหลักสูตรแกนกลำงการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ให้มีความยืดหยุ่นที่สถานศึกษามีอิสระจัดโครงสร้างหลักสูตรรายวิชาพื้นฐานหลัก ที่จ าเป็นต่อการเรียนรู้ตามวัยที่สอดคล้องกับจุดเน้นและความต้องการตามบริบทของสถานศึกษาและ ชุมชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ แม้ว่าได้มีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การบริหารจัดการเวลาเรียน ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 และค าสั่งส านักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง การปรับปรุงโครงสร้างเวลาเรียนตามหลักสูตรแกนกลางฯ ลงวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2561 แล้ว หากแต่ผู้ใช้หลักสูตรในระดับสถานศึกษายังไม่ได้รับรู้และเกิดความ เข้าใจในวงกว้าง รวมทั้งค าสั่งฉบับดังกล่าวยังมีข้อก าหนดถึงโครงสร้างเวลาเรียนเฉพาะสาระ ประวัติศาสตร์ 40 ชั่วโมงต่อปี และรายวิชาพื้นฐาน 840 ชั่วโมงต่อปี


204 3.1.4 ตรวจสอบทบทวนตัวชี้วัดตำมมำตรฐำนกำรเรียนรู้ หลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560 ทั้งนี้เนื่องจากผู้บริหาร สถานศึกษาและครูผู้สอนได้ให้ข้อมูลว่าตัวชี้วัดของบางกลุ่มสาระการเรียนรู้มีจ านวนมากและซ้ าซ้อน กัน เน้นด้านความรู้มาก ทักษะที่ก าหนดในตัวชี้วัดเป็นทักษะย่อยๆ ส่วนด้านเจตคติ ค่านิยมมีน้อย ท าให้การออกแบบการจัดการเรียนการสอนและการวัดผลประเมินผลของครูเป็นการพัฒนาและ ประเมินด้านความรู้และทักษะย่อยๆ ที่ไม่เกิดเป็นสมรรถนะ 3.1.5 จัดรำยวิชำพื้นฐำนแบบเน้นรำยวิชำหลักให้มีควำมเข้มข้น ระดับชั้นประถมศึกษำ ตอนต้น (ป.1-3) ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นรายวิชาที่เป็นเครื่องมือใน การเรียนรู้ศาสตร์อื่นๆ และมีความจ าเป็นต่อการน าไปใช้ในชีวิตประจ าวัน และ จัดกลุ่มสาระ การเรียนรู้อื่นๆ เป็นรายวิชารอง ได้แก่ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ประวัติศาสตร์ สุขศึกษาและพล ศึกษา การงานอาชีพและเทคโนโลยี โดยจัดในลักษณะการบูรณาการที่น าสมรรถนะทั้ง 10 สมรรถนะ เป็นฐานในการออกแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการทั้งรายวิชาหลัก รายวิชารอง และกิจกรรมพัฒนา ผู้เรียน ทั้งนี้ ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย (ป.4-6) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-3) และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6) ควรค่อยๆ เติมความเข้มข้นในรายวิชาพื้นฐานและรายวิชา เพิ่มเติมที่จ าเป็นต่อการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพตามศาสตร์เฉพาะในลักษณะความเข้มข้น ไต่ระดับ โดยใช้สมรรถนะทั้ง 10 สมรรถนะเป็นฐาน 3.1.6 ใช้สมรรถนะ 10 สมรรถนะเป็นฐำนส ำคัญไปสู่กำรพัฒนำคุณภำพผู้เรียน โดยเน้น การเชื่อมต่อหลักสูตรระดับการศึกษาปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระดับการอุดมศึกษาใน ลักษณะของสมรรถนะเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน เพื่อสร้างคุณภาพของเด็กไทยให้เข้มแข็ง ได้รับการพัฒนา ที่สอดคล้องต่อเนื่องตามความสามารถและความถนัดเฉพาะทาง โดยมีเป้าหมายในการสร้างพลเมือง ไทยในอนาคตจากฐานสมรรถนะที่จ าเป็นต่อการด าเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 3.1.7 ระดมควำมร่วมมือจำกทุกภำคส่วนทุกสังกัดที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาเพื่อให้ มีข้อมูลสภาพปัญหาผู้เรียน การจัดการศึกษา และข้อมูลส าคัญจ าเป็นอื่นๆ อย่างหลากหลายมุมมอง หลากมิติ และน ามาสู่การก าหนดวิสัยทัศน์ร่วมกัน (Share Visions) พร้อมทั้งระดมข้อมูลแนวปฏิบัติที่ น่าสนใจและใช้ได้ผลเพื่อน ามาสู่การก าหนดนโยบาย (Practice to Policy)


205 3.2 ข้อเสนอแนะต่อกำรบริหำรจัดกำรหลักสูตรและกำรน ำหลักสูตรไปใช้ 3.2.1 ด้ำนกำรสื่อสำรและประชำสัมพันธ์หลักสูตร เนื่องจากการวิจัยครั้งนี้มีข้อค้นพบประการหนึ่งว่า ผู้บริหารและครูจ านวนมากไม่ ทราบข้อมูลความเคลื่อนไหวและการปรับปรุงหลักสูตร ดังนั้น ต้องหายุทธวิธีในกำรประชำสัมพันธ์ สื่อสำรเพื่อสร้ำงควำมเข้ำใจที่ถูกต้องตรงกันในการใช้หลักสูตรแกนกลางฯ แนวทางหลักสูตรฐาน สมรรถนะ การบริหารจัดการหลักสูตร การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การจัดการเรียนการสอนและ การวัดผลประเมินผล ในระดับชั้นเรียนที่มีความยืดหยุ่นหลากหลายแก่สถานศึกษาในทุกสังกัด เพื่อให้ผู้ใช้และผู้พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาสามารถใช้และพัฒนาหลักสูตรได้ตามเจตนารมณ์ ให้ เกิดผลจากภาคนโยบายสู่ภาคปฏิบัติได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ การสื่อสารต้องมีรูปแบบที่ทันสมัย เข้ำถึง ง่ำย หลำกหลำยช่องทำงที่เหมาะสมกับผู้บริหารสถานศึกษา ครู และผู้เกี่ยวข้องที่มีหลายช่วงวัยและ มีความแตกต่างด้านประสบการณ์ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลและเข้าใจวิธีท างานได้ด้วยตนเอง ทั้งใน ลักษณะของการจัดท าเอกสาร คู่มือ แหล่งเรียนรู้ การจัดสัมมนา การมีที่ปรึกษา การสร้างสารสนเทศ ออนไลน์ เช่น เวปไซต์ เฟซบุ๊กแฟนเพจ แอปพลิเคชัน วีดิทัศน์ Call-center รวมถึงการเปิดพื้นที่ สาธารณะ เช่น กระดานข่าวออนไลน์ การตั้งกระทู้ เพื่อช่วยให้ผู้มีหน้าที่ในการใช้หลักสูตร อาทิ ครู บุคลากรทางการศึกษา สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวก สามารถศึกษาท าความเข้าใจ หลักสูตรได้อย่างละเอียด และสามารถให้ข้อมูลสะท้อนปัญหาการใช้หลักสูตรดังกล่าว เพื่อใช้เป็น ข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษาได้ต่อไป 3.2.2 ด้ำนกำรใช้หลักสูตร กำรออกแบบกำรเรียนกำรสอน กำรวัดและประเมินผล การออกแบบการเรียนการสอนฐานสมรรถนะต้องก าหนดจุดประสงค์กำรเรียนรู้ เชิงสมรรถนะที่เหมาะสมกับพัฒนาการตามช่วงวัยและใช้สถานการณ์และชีวิตหรือกิจวัตรประจ าวัน ของผู้เรียนเป็นตัวตั้ง โดยการเขียนจุดประสงค์เชิงสมรรถนะนี้เป็นการระบุสิ่งที่ผู้เรียนต้องท าหรือ แสดงออก ซึ่งเป็นการผสมผสานทั้ง ทักษะ ความรู้ และคุณลักษณะที่ผู้เรียนต้องใช้ในการท างานหรือ ใช้ในสถานการณ์เงื่อนไขนั้นๆ และกำรออกแบบกำรเรียนกำรสอนและการพัฒนาหลักสูตร สถานศึกษาต้องใช้ “บริบทชีวิตจริง” ของผู้เรียนเป็นฐำน โดยมุ่งเน้นสมรรถนะที่ผู้เรียนสามารถ ใช้ได้จริงในชีวิตประจ าวัน ซึ่งมักเป็นการออกแบบการเรียนการสอนที่ตอบสนองต่อควำมแตกต่ำง หลำกหลำยของผู้เรียน (differentiated instruction) รวมถึงต้องก าหนดแนวทางการวัดและ ประเมินผลที่เน้นกำรประเมินเพื่อพัฒนำโดยเน้นกำรประเมินตำมสภำพจริงที่ใช้สมรรถนะเป็นฐำน ทั้งนี้ ในส่วนของการประเมินระดับชาติก็ต้องใช้การประเมินฐานสมรรถนะเช่นกัน 3.2.3 ข้อเสนอแนะต่อกำรจัดตั้งองค์กรหรือคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกำรปฏิรูปหลักสูตร เสนอให้มีสถาบัน หน่วยงำนกลำง หรือคณะบุคคลท าหน้าที่วางแผนก ำหนดทิศทำง กำรพัฒนำคุณภำพเด็กไทยอย่ำงเป็นองค์รวมของทุกกระทรวง ทุกสังกัดหน่วยงำน และองค์กรที่


206 เกี่ยวข้องกับกำรจัดกำรศึกษำ โดยอาจมีองค์คณะบุคคลที่ประกอบด้วย ผู้แทนระดับนโยบายและ ระดับผู้ปฏิบัติจากหน่วยงานที่จัดการศึกษา เพื่อให้ระดับผู้ปฏิบัติที่มีหน้าที่น าหลักสูตรไปใช้มี เป้าหมายร่วมกันในการจัดการศึกษาให้เด็กแต่ละวัยตามบทบาทหน้าที่ ภายใต้เป้าหมายในทิศทาง เดียวกัน มีการวำงแผนกำรเชื่อมต่อหลักสูตรแต่ละระดับอย่างกลมกลืนและมีประสิทธิภาพแต่ละ ระดับการศึกษา เห็นควำมสัมพันธ์สอดคล้องตลอดทั้งระบบกำรพัฒนำหลักสูตร ตั้งแต่กำรร่ำง กำรใช้ และกำรประเมินผล ตลอดจนเป็นสื่อกลำงในกำรสื่อสำรประชำสัมพันธ์ให้สถานศึกษาทุก สังกัดเข้าใจตรงกันทั้งในด้านหลักสูตร การสอน การวัดและประเมินผล รวมทั้งเป็นหน่วยงานที่ระดม ทรัพยำกรและวำงระบบฐำนข้อมูลเพื่อสนับสนุนกำรเรียนรู้ โดยเฉพำะแนวคิด แนวทำง และ นวัตกรรมที่น่ำสนใจจำกสถำนศึกษำในทุกสังกัด หน่วยงานข้างต้นนี้ต้องมีบุคลากรเป็นนักวิชาการด้านหลักสูตร การสอน การวัดและ ประเมินผลที่สามารถให้ค าปรึกษาและตอบปัญหาด้านบริหารจัดการหลักสูตร การจัดการเรียน การสอน การวัดและประเมินผลแก่ผู้บริหารและครูในสถานศึกษาได้ รวมถึงควรเพิ่มบุคลากรที่ดูแล ให้ค าปรึกษา แนะน าในด้านนี้แก่คณะครูแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ให้เพียงพอด้วย 3.2.4 ข้อเสนอแนะต่อกำรพัฒนำวิชำชีพครู ความส าเร็จของการใช้หลักสูตรมิได้อยู่ที่อยู่การผลิตตัวเล่มหลักสูตรได้แล้วเสร็จ หากแต่อยู่ที่ การพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพได้บรรลุตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร ซึ่งผู้ที่มีบทบาทส าคัญก็คือครู ที่ต้องท าหน้าที่เป็นผู้น าการเปลี่ยนแปลง (change agent) ดังนั้น จึงจ าเป็นต้องพัฒนาครูและ ผู้บริหารสถานศึกษาในเรื่องหลักสูตรฐานสมรรถนะและการจัดการเรียนการสอนให้เข้าใจชัดเจน และ มีการนิเทศติดตามอย่างสม่ าเสมอจริงจัง ซึ่งปัจจัยที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยสนับสนุนให้ครู ท างานได้ประสบผลส าเร็จ ได้แก่ 1) กำรสร้ำงควำมเข้ำใจแก่ครูทุกคน ให้เข้าใจอย่างชัดแจ้งว่าตนต้องด าเนินการอย่างไรให้ นักเรียนบรรลุเป้าหมาย รวมทั้งการเสริมสร้างความเข้าใจและพัฒนาทักษะเพิ่มเติมแก่ครูด้าน การจัดการเรียนการสอนฐานสมรรถนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส าหรับครูระดับประถมศึกษาตอนต้น ที่ต้องเข้าใจและมองเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงของสมรรถนะเด็กปฐมวัยกับกรอบสมรรถนะผู้เรียน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งต้องพัฒนาสมรรถนะดังกล่าวให้มีความเชื่อมโยงกัน 2) กำรจัดเตรียมเครื่องมือและสื่อกำรเรียนกำรสอน ที่ช่วยให้ครูสามารถจัดการเรียน การสอนได้ด้วยการน าแนวทางการสอนที่ดีและมีประสิทธิภาพมาใช้ มากกว่าเน้นให้ครูพัฒนาเนื้อหา บทเรียน โดยกิจกรรมที่จะให้นักเรียนปฏิบัติควรมีคู่มือหรือข้อความแนะน าวิธีด าเนินการหรือทิศทาง ของกิจกรรมนั้นๆ ส าหรับครู อาทิ คู่มือแนวทางการใช้รูปแบบ วิธีหรือแนวการสอนเพื่อพัฒนา


207 สมรรถนะด้านต่าง ๆ คู่มือแนวทางการวัดและประเมินผลสมรรถนะด้านต่างๆ รวมทั้งตัวอย่าง เครื่องมือวัดสมรรถนะ 3) กำรจัดเตรียมข้อมูลผลกำรประเมิน ที่บอกได้ว่าการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นอย่างไร เป็น ข้อมูลการเปรียบเทียบที่อ้างอิงกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง โดยเน้นที่ประสิทธิภาพการสอนของครู ใน ลักษณะของการประเมินเพื่อการเรียนรู้ (Assessment for Learning) ให้ครูเกิดการเรียนรู้ร่วมไปกับ ผู้เรียน ช่วยให้ครูย้อนกลับมามองการสอนของตนเองและปรับการสอนด้วยตนเองได้ (ออกแบบ เครื่องมือพัฒนาให้ครูสามารถท างานได้ด้วยตนเอง) หรืออาจโดยการจัดตั้งคณะกรรมการประเมิน หลักสูตรภายในโรงเรียน ซึ่งสามารถสะท้อนผลการใช้หลักสูตรในระดับชั้นเรียนต่อผู้บริหารและต้น สังกัดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเอื้ออ านวยให้ผู้ดูแลระดับบริหารสถานศึกษาสามารถน าข้อมูลต่างๆ นี้ไปศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาต่อไปในอนาคต 4) กำรพัฒนำครูแกนน ำ ครูผู้เชี่ยวชำญเฉพำะด้ำนหลักสูตรและกำรเรียนกำรสอน ที่สามารถเสนอแบบอย่าง วิธีและแนวทางการพัฒนาหลักสูตรและการสอนที่ได้ผล ซึ่งเป็นวิธีการ สอนที่ได้รับการทดลอง และมีผลการวิจัยยืนยันถึงประสิทธิภาพของวิธีดังกล่าวแล้ว เพื่อให้ครูได้ ศึกษาและเปรียบเทียบกับวิธีการสอนของตนแล้วน าไปสู่การปรับเปลี่ยนเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนา หลักสูตรและการสอนให้กับเพื่อนครู 5) กำรสนับสนุนและสร้ำงแรงผลักดันจำกเพื่อนครูร่วมวิชำชีพ โดยการสร้างชุมชนแห่ง กำรเรียนรู้เชิงวิชำชีพที่มีการแลกเปลี่ยนวิธีสอนและสะท้อนผลการสอนร่วมกับครูมืออาชีพเพื่อ การพัฒนาการสอน 6) กำรมีผู้น ำและผู้บริหำรสถำนศึกษำช่วยสนับสนุนการท างานและสร้างแรงผลักดันให้เกิด ผลลัพธ์ที่ดี 7) กำรให้ชุมชนได้รับทรำบถึงควำมคำดหวังหรือเป้ำหมำยของสถำนศึกษำ และโรงเรียน ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ชุมชนคาดหวัง โดยทั้งผู้บริหารสถานศึกษาและครูต้องพัฒนา ตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถแสดงถึงความรับผิดชอบในการจัดการศึกษาแก่สังคมและชุมชนได้ 8) กำรวิจัย กำรติดตำม และกำรประเมินผลในกำรน ำหลักสูตรไปสู่กำรปฏิบัติในห้องเรียน อย่ำงต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาและรูปแบบวิธีการสอนใหม่ๆ ที่สร้างความมั่นใจในการจัดการศึกษาได้ว่า วิธีการสอนใดดีกว่าวิธีที่ใช้อยู่ ทั้งนี้ ในการวิจัยครั้งนี้มีข้อค้นพบว่า กลุ่มผู้เกี่ยวข้องมีหลายลักษณะ อาทิ 1) ไม่ยอมรับรู้ ความเปลี่ยนแปลง 2) รับรู้ แต่ไม่อยากเปลี่ยนแปลง หรือ 3) รับรู้ อยากเปลี่ยนแปลง แต่ไม่กล้า ปรับเปลี่ยน ซึ่งกำรพัฒนำบุคลำกรแต่ละกลุ่มจึงต้องมีกลยุทธ์ที่แตกต่ำงกันในกลุ่มเป้ำหมำยเหล่ำนี้


208 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรำยผล และข้อเสนอแนะ โครงการวิจัยทดลอง เรื่อง การวิจัยและพัฒนากรอบสมรรถนะผู้เรียนระดับ ประถมศึกษาตอนต้น ส าหรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1) เพื่อ พัฒนากรอบสมรรถนะผู้เรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น ส าหรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) เพื่อน าเสนอแนวทางการใช้กรอบสมรรถนะผู้เรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น ในการพัฒนาผู้เรียน 3) เพื่อทดลองใช้กรอบสมรรถนะผู้เรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น ในการพัฒนาผู้เรียน และ 4) เพื่อ จัดท าข้อเสนอเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนการน ากรอบสมรรถนะผู้เรียน ส าหรับหลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐานสู่การปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่ำง การศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยและพัฒนาที่ใช้กระบวนการวิจัยแบบพหุวิธี (Multimethods research) ประกอบด้วย การศึกษาเอกสาร (documentary study) การศึกษา ภาคสนาม (field study) และการสนทนากลุ่ม (focus group interview) และมีการเก็บรวบรวม ข้อมูลด้วยวิธีการที่หลากหลาย (multi-instrument approach) กลุ่มตัวอย่างการวิจัยนี้ ได้แก่ โรงเรียนน าร่องใช้กรอบสมรรถนะผู้เรียนระดับ ประถมศึกษาตอนต้น หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน จ านวน 6 โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนที่จัด การศึกษาขั้นพื้นฐานทุกสังกัดในระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น (ป. 1-3) ได้แก่ โรงเรียนบ้านขอบด้ง และโรงเรียน เทพศิรินทร์9 สังกัดส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, โรงเรียนวัดปลูก ศรัทธา เขตลาดกระบัง สังกัดส านักการศึกษากรุงเทพมหานคร, โรงเรียนอนุบาลหนูน้อย สังกัด ส านักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, โรงเรียนเทศบาล 4 เพาะช า สังกัดองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น และโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฎวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สังกัด ทบวงมหาวิทยาลัย ครอบคลุมใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ภาคใต้รวมจ านวนผู้บริหาร 8 คน และจ านวนครู36 คน รวมจ านวนผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งสิ้น 44 คน ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)


209 วิธีด ำเนินกำรวิจัย การด าเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 กำรพัฒนำกรอบสมรรถนะหลักของผู้เรียนระดับกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน และกรอบ สมรรถนะหลักผู้เรียนระดับประถมศึกษำตอนต้น 5) การศึกษาแนวคิดการจัดการศึกษาฐานสมรรถนะและมโนทัศน์เกี่ยวกับสมรรถนะ 6) การพัฒนาสมรรถนะหลักของผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและสมรรถนะหลักของ ผู้เรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น 7) การพัฒนาแนวทางในการน ากรอบสมรรถนะหลักสู่การพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 8) การพัฒนาเอกสารแนวทางด าเนินการ สื่อต้นแบบ และรวบรวมทรัพยากรการเรียนรู้เพื่อ พัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ระยะที่ 2 กำรทดลองน ำกรอบสมรรถนะหลักไปทดลองใช้ในกำรพัฒนำผู้เรียนระดับชั้น ประถมศึกษำตอนต้นในสถำนศึกษำ 3) การพัฒนาแนวทางการน ากรอบสมรรถนะหลักของผู้เรียนระดับประถมศึกษาตอนต้นไปสู่ การจัดการเรียนการสอน 4) การด าเนินการการน ากรอบสมรรถนะหลักของผู้เรียนระดับประถมศึกษาตอนต้นไปสู่ การจัดการเรียนการสอน ระยะที่ 3 กำรจัดท ำข้อเสนอเชิงนโยบำยในกำรขับเคลื่อนกำรน ำกรอบสมรรถนะผู้เรียน ส ำหรับหลักสูตรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำนสู่กำรปฏิบัติ สรุปผลกำรวิจัย การวิจัยและพัฒนากรอบสมรรถนะผู้เรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น ส าหรับหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน สามารถสรุปผลได้ ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลกำรพัฒนำกรอบสมรรถนะหลักของผู้เรียนระดับกำรศึกษำขั้นพื้นฐำนและกรอบ สมรรถนะหลักผู้เรียนระดับประถมศึกษำตอนต้น ผู้ วิจัยสังเคร าะห์สมร รถนะหลักของผู้เ รียน ระดับก า รศึกษ าขั้นพื้นฐ าน ได้ 4 องค์ประกอบ 10 สมรรถนะหลัก ดังนี้ องค์ประกอบที่ 1 คนไทยฉลำดรู้ (Literate Thais) ประกอบด้วย 4สมรรถนะหลัก ได้แก่ 1.1 ด้านภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร (Thai Language for Communication) 1.2 ด้านคณิตศาสตร์ในชีวิตประจ าวัน (Mathematics in Everyday Life)


210 1.3 ด้านการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ (Scientific Inquiry and Scientific Mind) 1.4 ด้านภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร (English for Communication) องค์ประกอบที่ 2 คนไทยที่อยู่ดีมีสุข (Happy Thais) ประกอบด้วย 2 สมรรถนะหลัก ได้แก่ 2.1 ด้านทักษะชีวิตและความเจริญแห่งตน (Life Skills and Personal Growth) 2.2 ด้านทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ (Career Skills and Entrepreneurship) องค์ประกอบที่ 3 คนไทยสำมำรถสูง (Smart Thais) ประกอบด้วย 2 สมรรถนะหลัก ได้แก่ 3.1 ด้ านทักษะการคิดขั้นสูงและนวัตกรรม (Higher-order Thinking Skills and Innovation) 3.2 ด้านการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล (Media, Information and Digital Literacy) องค์ประกอบที่ 4 พลเมืองไทยที่ใส่ใจสังคม (Active Thai Citizens) ประกอบด้วย 2สมรรถนะหลัก ได้แก่ 4.1 ด้านการท างานแบบรวมพลัง เป็นทีม และภาวะผู้น า (Collaboration, Teamwork and Leadership) 4.2 ด้านพลเมืองตื่นรู้ที่มีส านึกสากล (Active Citizen with Global Mindedness) เมื่อผู้วิจัยสังเคราะห์และพัฒนากรอบสมรรถนะหลักของผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน แล้ว ได้ท าการประเมินสมรรถนะของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น ตามกรอบโมเดลโครงสร้าง สมรรถนะหลัก 10 สมรรถนะ โดยท าการประเมินผู้เรียนในสถานศึกษาในสังกัดต่างๆ ใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ส านักงานคณะกรรมการ การส่งเสริมการศึกษาเอกชน ส านักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กรุงเทพมหานคร และ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จ านวนทั้งสิ้น 2,337 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น (stratification random sampling) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของโครงสร้างองค์ประกอบของสมรรถนะหลัก ของผู้เรียนที่ผู้วิจัยสังเคราะห์ขึ้นมากับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยใช้วิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบ เชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis) ด้วยโปรแกรมลิสเรล พบว่า โมเดลโครงสร้างของ สมรรถนะหลักของผู้เรียนมีความสอดคล้องหรือกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และสามารถน าไปใช้ อธิบายสมรรถนะของผู้เรียนระดับประถมศึกษาตอนต้นได้


211 ตอนที่ 2 ผลกำรทดลองน ำกรอบสมรรถนะหลักไปทดลองใช้ในกำรพัฒนำผู้เรียนระดับชั้น ประถมศึกษำตอนต้นในสถำนศึกษำ 2.1 กระบวนกำรน ำกรอบสมรรถนะไปใช้ในกำรพัฒนำผู้เรียน พบว่า โรงเรียนมีแนวทางใน การน ากรอบสมรรถนะไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียนใกล้เคียงกัน โดยมีขั้นตอนหลัก คือ 1) ทบทวนและ สร้างความเข้าใจ 2) เลือกแนวทางการออกแบบการเรียนการสอน 3) ออกแบบการเรียนการสอน จัด กิจกรรมการเรียนการสอน และประเมินผล 4) ติดตามผลและให้ความช่วยเหลือ ทั้งนี้ในแต่ละโรงเรียน จะมีความแตกต่างกันในส่วนของลักษณะของกิจกรรมในแต่ละขั้นตอน 2.2 กำรเลือกแนวทำงในกำรน ำกรอบสมรรถนะหลักไปใช้ในกำรพัฒนำผู้เรียน จาก การวิเคราะห์เนื้อหาจากแผนการจัดการเรียนรู้ พบว่า ครูส่วนใหญ่ เลือกใช้แนวทางที่ 1 ในการน า กรอบสมรรถนะหลักไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียน จ านวน 33 แผน คิดเป็นร้อยละ 66.00 รองลงมาคือ แนวทางที่ 2 และ แนวทางที่ 3 จ านวนแนวทางละ 7 แผน คิดเป็นร้อยละ 14.00 และน้อยที่สุดคือ แนวทางที่ 4 จ านวน 3 แผน คิดเป็นร้อยละ 6.00 2.3 กำรน ำกรอบสมรรถนะหลักไปใช้ออกแบบกำรเรียนกำรสอน จัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ และประเมินผล การน ากรอบสมรรถนะหลักไปใช้ออกแบบการเรียนการสอน จัดกิจกรรมการเรียนรู้ และประเมินผล พบว่า ทุกสมรรถนะหลักได้น าไปใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนทั้ง 4 แนวทาง โดย สมรรถนะหลักด้านภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร สมรรถนะหลักด้านคณิตศาสตร์ในชีวิตประจ าวัน สมรรถนะหลักด้านการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ สมรรถนะหลักด้านภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร พบในแผนการจัดการเรียนรู้แนวทางที่ 1 มากที่สุด ส่วนสมรรถนะหลักด้านทักษะ ชีวิตและความเจริญแห่งตน สมรรถนะหลักด้านทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ สมรรถนะ หลักด้านทักษะการคิดขั้นสูงและนวัตกรรม สมรรถนะหลักด้านการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล สมรรถนะหลักด้านการท างานแบบรวมพลัง เป็นทีม และภาวะผู้น า และสมรรถนะหลักด้านการเป็น พลเมืองตื่นรู้ที่มีส านึกสากล พบในแผนการจัดการเรียนรู้แนวทางที่ 3 มากที่สุด 2.4 กำรเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับครูและนักเรียน 1) กำรเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับครูครูผู้สอนและผู้บริหารมีความคิดเห็นว่า เมื่อน า กรอบสมรรถนะหลักไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้นในสถานศึกษา ตัวครูมี การเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านการออกแบบการสอน ลักษณะ/เทคนิคการสอนที่ครูน ามาใช้ การจัด กิจกรรมการเรียนการสอน การใช้สื่อและแหล่งทรัพยากร การประเมินผล และด้านอื่นๆ ดังนี้


212 ด้ำนกำรออกแบบ จัดกิจกรรมกำรเรียนกำรสอน และประเมินผล ครูออกแบบ กิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการปฏิบัติจริงและเน้นกระบวนการกลุ่มมากขึ้น ค านึงถึงการน า สมรรถนะมาเชื่อมโยงกับกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพตามสมรรถนะที่ต้องการ มีการวิเคราะห์หลักสูตร ตัวชี้วัด และสมรรถนะที่สอดคล้องกันเพื่อออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน การวางแผนมีเป้าหมายชัดเจนขึ้น ครูปรับวิธีการสอน/กิจกรรม/บทบาทครูในการเป็นผู้อ านวย ความสะดวก จัดกระบวนการจัดการเขียนการสอนหลากหลายขึ้น ให้เด็กลงมือปฏิบัติมากขึ้น เพิ่ม กระบวนการกลุ่มมากขึ้น มีการเพิ่มกิจกรรมให้เด็กได้คิด ได้สื่อสาร ท างานกลุ่ม การสะท้อน การเรียนรู้/สมรรถนะ หลากหลายขึ้น เมื่อเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แล้วจะมีการตรวจเช็คกิจกรรม ว่าท าแล้วเด็กเกิดสมรรถนะหรือไม่ ขณะที่ครูสอนมีการเชื่อมโยงสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจ าวัน มีการใช้ค าถามเพื่อให้เด็กย้อนกลับ เพื่อให้ได้สมรรถนะที่ต้องการ เช่น การสื่อสาร แสดงความคิดเห็น ข้อคิดที่ได้ การแก้ปัญหา รวมทั้งกระตุ้นให้เด็กได้ใช้สมรรถนะอื่นในวิชาตนเองมากขึ้น และมี การบริหารจัดการชั้นเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญมากขึ้น ในด้านการประเมินผลจะประเมินตาม สมรรถนะที่เกิดกับนักเรียนจึงมีการประเมินที่หลากหลายขึ้น โดยประเมินจากการปฏิบัติ ประเมินจาก ผลงานนักเรียน และการมีส่วนร่วมของนักเรียนมากขึ้น ด้ำนลักษณะ/เทคนิคกำรสอนที่ครูน ำมำใช้ จากการวิเคราะห์แผนการจัด การเรียนรู้และสังเกตการสอน พบว่า ครูมีการปรับกิจกรรมเป็น Active Learning ในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอน โดยมีลักษณะกิจกรรมและวิธี/เทคนิคการสอน เช่น ลงมือปฏิบัติ ฝึกปฏิบัติหน้าชั้น เรียน ลองผิดลองถูก ทดลอง ใช้กระบวนการกลุ่ม ใช้ค าถามเพื่อกระตุ้นนักเรียน ใช้กิจกรรมการเล่น เกม ปริศนาค าทาย ค าคล้องจอง ร้องเพลง บทบาทสมมติ ใช้สื่อการสอนที่หลากหลายเหมาะสมกับวัย เช่น ของจริง นิทาน รูปภาพ You-Tube ช่วยในการเรียนรู้ของเด็ก รวมทั้งสอนโดยเน้นการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมรอบตัวที่เน้นทักษะปฏิบัติจริงและกระบวนการกลุ่ม เป็นต้น ด้ำนอื่นๆ ครูมีการปรับเปลี่ยนวิธีการท างาน โดยมีการท างานร่วมกับเพื่อนครูมาก ขึ้น มีการพัฒนาตนเองในด้านการออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การพัฒนาสื่อ การเรียนรู้ และมีการน า PLC มาใช้เป็นกระบวนการในท างานและเรียนรู้ร่วมกัน ปรับเปลี่ยนบทบาท ของครูจากครูเป็นศูนย์กลางเปลี่ยนเป็นผู้แนะน าและอ านวยความสะดวก เกิดความสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างครูและนักเรียนมากขึ้น 2) กำรเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับนักเรียน ในด้านผลที่เกิดขึ้นกับนักเรียนตามสมรรถนะ หลักนั้นยังไม่ปรากฏชัดเจน เนื่องด้วยระยะเวลาอันสั้น แต่จากการน ากรอบสมรรถนะหลักไปใช้ใน การพัฒนาผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้นในสถานศึกษา ผู้บริหารและครูผู้สอนมีความคิดเห็น ว่านักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน ตั้งใจเรียน เข้าใจบทเรียนมากขึ้น นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติ สามารถน าไปใช้ในชีวิตจริงได้มากขึ้น นักเรียนแก้ปัญหาในสถานการณ์จริงได้จากการเชื่อมโยง


213 กิจกรรมในห้องมาใช้ปฏิบัตินอกห้องเรียน นักเรียนสนุกสนานในกิจกรรมการเรียนรู้ กล้าแสดงออก กล้าคิดมากขึ้น นักเรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มท าให้เกิดการท างานร่วมกัน มีการปรึกษากัน ช่วยเหลือกัน รู้จักบทบาทตนเอง เห็นศักยภาพของตนเอง รู้จักคุณค่าในตนเองมากขึ้น นักเรียนได้ ออกไปน าเสนอหน้าชั้นเรียน เกิดทักษะการสื่อสาร การแก้ไขปัญหา ซึ่งสามารถน าไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจ าวันได้ นอกจากนี้นักเรียนเกิดความผูกพันกับครูมากขึ้น มีความสุขในการเรียนรู้มากขึ้น 2.5 บทบำทของผู้บริหำร พบว่า ผู้บริหารมีบทบาทหลัก ดังนี้ 1) ผู้บริหำรเป็นผู้น ำในกำรวำงแผนด ำเนินงำน ผู้บริหารมีบทบาทในการเป็นผู้น าให้แก่ ครูในการเริ่มต้นขับเคลื่อนการน ากรอบสมรรถนะหลักไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียน เริ่มตั้งแต่การจัด ประชุมชี้แจง สร้างความเข้าใจให้แก่ครูและผู้เกี่ยวข้อง ร่วมวิเคราะห์สมรรถนะหลักและสมรรถนะ ย่อยเพื่อเพิ่มความเข้าใจและครูสามารถน าสมรรถนะไปใช้ออกแบบการเรียนการสอนได้สะดวกขึ้น ร่วมวางแผนกับครูในการด าเนินงาน ก าหนดแนวทางในการน ากรอบสมรรถนะหลักไปใช้ในแต่ละ ระดับชั้น การออกแบบการเรียนการสอนและจัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ 2) ผู้บริหำรเป็นที่ปรึกษำ ให้ควำมรู้ ค ำแนะน ำ ให้ก ำลังใจ และอ ำนวยควำมสะดวก ผู้บริหารมีบทบาทในการเป็นที่ปรึกษาให้แก่ครูในการด าเนินงาน โดยเป็นที่ปรึกษาและให้ค าแนะน าใน ด้านการวางแผนน าสมรรถนะไปใช้ในแต่ละวิชาให้เหมาะสมกับหน่วยการเรียนรู้ของแต่ละระดับชั้น และการจัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ ให้การสนับสนุนการด าเนินงาน สนับสนุนสื่อและทรัพยากรที่ จ าเป็น ให้ก าลังใจ และคอยอ านวยความสะดวกในด้านต่างๆ ให้แก่ครู 3) ผู้บริหำรเป็นผู้นิเทศ ก ำกับ ติดตำมผลกำรด ำเนินงำน ผู้บริหารมีบทบาทใน การนิเทศ ดูแลการด าเนินงานของครู ติดตามตรวจแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ นิเทศ ดูแล ช่วยเหลือครูกรณีพบปัญหาขณะทดลอง รวมทั้งติดตามผลการด าเนินงานของครู 2.6 ปัญหำที่พบและวิธีแก้ไข จากการน ากรอบสมรรถนะหลักไปทดลองใช้ในการพัฒนา ผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้นในสถานศึกษา พบปัญหาและวิธีแก้ไข ดังนี้ 1) ด้ำนกำรออกแบบกำรเรียนกำรสอน ครูยังขาดความช านาญและขาดความมั่นใจใน การน ากรอบสมรรถนะไปใช้ในการออกแบบการเรียนการสอน ยังไม่เข้าใจค าอธิบายสมรรถนะย่อย บางตัวที่คล้ายกัน เช่น สมรรถนะหลักภาษาไทยมีสมรรถนะย่อยที่คล้ายกัน สมรรถนะทักษะชีวิตและ ความเจริญแห่งตนกับสมรรถนะพลเมืองตื่นรู้ที่มีส านึกสากลมีความคล้ายกันมาก และในสมรรถนะ ย่อยมีหลายข้อที่คล้ายคลึงกัน ครูยังไม่คุ้นกับสมรรถนะท าให้ไม่มั่นใจว่าท าแผนการจัดการเรียนรู้ถูก หรือไม่ ตัวบ่งชี้บางตัวยังคลุมเครือ ครูอ่านแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจ อธิบายยังไม่ครอบคลุม ท าให้ดึงมาใช้ ไม่ถูก ครูพยายามต่อยอดให้ออกแบบการเรียนการสอนได้หลายสมรรถนะแต่บางทีท าได้ไม่ครบ บางที


214 ยังคิดไม่ออกว่าจะแทรกสมรรถนะในกิจกรรมอย่างไร ครูยังไม่ค่อยมั่นใจว่าแผนการจัดการเรียนรู้ ครอบคลุมสมรรถนะพอหรือไม่ บางครั้งใส่สมรรถนะตัวนึงไปแต่ไม่เกิด กลับไปเกิดสมรรถนะตัวอื่นที่ ไม่ได้ใส่ลงไป เพราะครูยังไม่เข้าใจกรอบสมรรถนะ ครูไม่เข้าใจแนวทางการน าสมรรถนะไปพัฒนา ผู้เรียนในบางแนวทาง ยังห่วงเนื้อหาและการวัดผลที่ต้องเก็บคะแนนตามตัวชี้วัด มีการแก้ปัญหาโดย 1. โรงเรียนจัดประชุมเพื่อท าความเข้าใจร่วมกัน 2. ครูร่วมกันศึกษาคู่มือศึกษากรอบสมรรถนะ 3. ครูวิเคราะห์ว่าในแต่ละระดับชั้นควรเกิดสมรรถนะใดแค่ไหน 4. ใช้กระบวนการ PLC ในการเรียนรู้ร่วมกัน 5. ปรึกษาเพื่อน / ปรึกษาผู้บริหาร 6. ปรึกษาศึกษานิเทศก์เพื่อขอค าแนะน า 2) ด้ำนเวลำ เวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไม่พอ เพราะมีกิจกรรม หลากหลายมากขึ้นเพื่อต่อยอดให้เด็กเกิดสมรรถนะ จึงต้องใช้เวลามากขึ้น มีการแก้ปัญหาโดย 1. ครูมีการปรับเพิ่มเวลา โดยใช้เวลาในคาบกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน/ แนะแนว 2. ครูบูรณาการบทเรียนโดยใช้สมรรถนะและตัวชี้วัดเป็นหลัก ยึดเนื้อหาน้อยลง 3. ครูใช้การยืดหยุ่นเวลาในการสอน ซึ่งบางครั้งต้องใช้เวลาของวิชาอื่นที่ตนสอนหรือใช้เวลา สอนของเพื่อนครู บางครั้งกิจกรรมอาจไม่ต่อเนื่องกัน และบางครั้งมีการปรับกิจกรรมใหม่ให้อยู่ใน เวลา 3) ด้ำนกำรบริหำรจัดกำรชั้นเรียน ครูผู้สอนได้สะท้อนว่า เวลาจัดกิจกรรมในชั้นเด็ก เล็ก ครูจะเหนื่อยมากกว่าชั้นเด็กโต เพราะต้องอธิบายให้เด็กเข้าใจ เด็กยังไม่คุ้นเคยกับการฟังค าสั่ง และท ากิจกรรมต่างๆ ในการใช้สมรรถนะเป็นหลัก จะมีปัญหาในการจัดงานให้เด็ก เลือกจัดกลุ่มเด็ก แล้วต้องคิดว่าจะหางานอะไรให้เหมาะสมกับความสามารถเด็กที่ต่างกัน อีกทั้งในบางโรงเรียนมี จ านวนเด็กมาก มีข้อจ ากัดในการใช้พื้นที่และการให้เด็กท างานกลุ่ม มีการแก้ปัญหาโดย 1. ฝึกให้นักเรียนคุ้นเคยกับการฟังค าสั่งและการท ากิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง 2. ครูต้องวิเคราะห์เด็กและเตรียมงานที่เหมาะกับเด็กเพิ่มเติม 3. ใช้พื้นที่ในการเรียนรู้ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนเพื่อให้เด็กท ากิจกรรม 4) ด้ำนกำรบริหำรจัดกำรเวลำในกำรท ำงำนของครู ครูสะท้อนว่า มีภาระงานมาก ไม่มีเวลาเต็มที่ในการมาเตรียมสมรรถนะและเตรียมแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สมรรถนะ ครู 1 คน สอนทุกวิชาใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ต้องเตรียมนักเรียนเพื่อทดสอบ O-NET, NT. ในชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ต้องพัฒนานักเรียนให้อ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น โรงเรียนแก้ปัญหาโดยการจัด ประชุม ร่วมท าการเข้าใจหลักการและรายละเอียดของสมรรถนะ และแนวทางการจัดการเรียน


215 การสอน 4 แนวทาง แล้วน ามาร่วมกันวางแผนเลือกแนวทางในการน ามาใช้จัดการเรียนการสอน ตามที่โรงเรียนมีความพร้อมและบริบทเอื้อต่อการท างาน 2.7 สิ่งที่ครูและโรงเรียนต้องกำรควำมช่วยเหลือ จากการน ากรอบสมรรถนะหลักไป ทดลองใช้ในการพัฒนาผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้นในสถานศึกษา พบว่า สิ่งที่ครูและ โรงเรียนต้องการความช่วยเหลือ มีดังนี้ 1) ด้ำนกำรให้ควำมรู้และพัฒนำควำมสำมำรถของครูในกำรออกแบบกำรเรียน กำรสอน มีการให้ความรู้และใช้เวลาในการให้ครูฝึกออกแบบการเรียนการสอนมากขึ้น เพื่อให้เข้าใจ concept และแนวทางในการออกแบบการเรียนการสอนอย่างชัดเจนในทุกแนวทาง รวมทั้ง มีการพัฒนาครูในเรื่องการจัดกิจกรรมที่แทรกสมรรถนะได้อย่างหลากหลาย เทคนิคการจัดการ ชั้นเรียน และเน้นรูปแบบการสอนในแต่ละแนวทางให้มากขึ้น 2) ด้ำนตัวชี้วัด มีการก าหนดรายละเอียดของสมรรถนะย่อยแต่ละตัวแยกตามระดับชั้น ให้เหมือนกับตัวชี้วัดในหลักสูตรแกนกลาง 3) ด้ ำนคู่มือแ ล ะตั วอย่ ำ งแผนก ำ ร จัด ก ำ รเ รี ยน รู้ คู่มือมีค าแน ะน าด้ าน การเขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแนวทางต่างๆ ที่ชัดเจนและมีรูปแบบไปในแนวเดียวกัน มีตัวอย่างกิจกรรมการเรียนการสอนที่เป็นรูปธรรม มีตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายและ มีตัวอย่างตามแนวทางที่ 1-4 เพิ่มเติม เพื่อให้ครูมีแนวทางในการท างานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตัวอย่าง แนวทางที่ 3 และ 4 เพิ่มมากขึ้น ในส่วนของตัวอย่างแนวทางที่ 4 ต้องการตัวอย่างที่รวมการน า กิจวัตรประจ าวันมาออกแบบในลักษณะการบูรณาการในภาพรวมโดยไม่แยกเป็นกิจกรรมย่อยๆ และ ครูบางส่วนต้องการแผนการจัดการเรียนรู้ส าเร็จรูปให้ครบทุกวิชา 4) ด้ำนกำรวัดและประเมินผล ครูต้องการแนวทางการวัดและประเมินผลสมรรถนะ ที่ชัดเจน เห็นภาพต่อเนื่อง และสอดคล้องกับการวัดผลระดับชาติ 5) ด้ำนกำรให้ค ำแนะน ำและช่วยเหลือ มีการนิเทศติดตาม ให้ข้อแนะน า ให้ค าปรึกษา บ่อยๆ ทั้งจากบุคลากรภายในโรงเรียนและบุคคลภายนอก 2.8 สิ่งที่ครูคิดว่ำเป็นปัจจัยที่ท ำให้เกิดควำมส ำเร็จ จากการน ากรอบสมรรถนะหลัก ไปทดลองใช้ในการพัฒนาผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้นในสถานศึกษา พบว่า สิ่งที่ครูคิดว่าเป็น ปัจจัยที่ท าให้เกิดความส าเร็จ มีดังนี้ 1. กรอบสมรรถนะและรายละเอียด กรอบสมรรถนะทั้ง 10 สมรรถนะ มีความส าคัญ ในการส่งเสริมนักเรียน หากมีรายละเอียดและแนวทางในการน าไปใช้ที่ชัดเจนจะช่วยให้ครูเข้าใจและ น าไปพัฒนานักเรียนได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น


216 2. ผู้บริหาร หากผู้บริหารให้ความส าคัญ ให้การหนุนเสริม จะช่วยให้การท างาน คล่องตัวขึ้น เวลาจัดอบรม/รับรู้ข้อมูล อยากให้ผู้บริหารร่วมไปรับรู้ด้วยเพื่อสนับสนุนการด าเนินงาน 3. ครูผู้สอน ครูต้องเข้าใจชัดเจนและออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสมรรถนะ ที่สุด ความเข้าใจของครูในการน าสมรรถนะไปจัดการเรียนการสอนแต่ละแนวทางจะช่วยให้ครู วางแผนและเตรียมความพร้อมในการสอนได้ดีขึ้น โดยครูจะต้องมีความมุ่งมั่นพยายาม หาความรู้ เพิ่มเติม เพื่อให้สามารถออกแบบกิจกรรมที่หลากหลาย เปลี่ยนจาก teacher-centered เป็น child-centered มีการฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับสมรรถนะและน าสมรรถนะมาออกแบบการจัดการเรียน การสอนแต่ละแนวทาง มีการวัดผลประเมินผลตามสมรรถนะและตัวชี้วัดที่มีในหน่วยการเรียนรู้เดิม ครูต้องใส่ใจนักเรียนมากขึ้น พัฒนาตนเองอยู่เสมอ ท าสื่อ ใกล้ชิดเด็กมากขึ้น คิดว่าจะท าอย่างไร ให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ 4. การท างานเป็นทีมของโรงเรียน การวิเคราะห์สมรรถนะและน ามาบูรณาการ ในการออกแบบการเรียนการสอนร่วมกัน ท าให้ช่วยลดเวลา และเด็กได้ฝึกปฏิบัติให้เกิดสมรรถนะมาก ขึ้น 5. ระยะเวลา มีช่วงเวลาในการศึกษาหาความรู้ สร้างความเข้าใจและฝึก ประสบการณ์ในการน าสมรรถนะไปใช้จัดการเรียนการสอนให้นานกว่านี้ 6. การได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหาของนักเรียนอย่างตรงจุด /มีข้อมูล เชิงประจักษ์จะช่วยให้พัฒนานักเรียนได้ตรงจุดมากขึ้น 7. ผู้ปกครอง รับรู้การเปลี่ยนแปลงของการเรียนการสอน และเข้าใจว่าการสอน นักเรียนให้เกิดสมรรถนะต้องใช้เวลา และผู้ปกครองมีเวลาใกล้ชิดกับเด็ก 8. การนิเทศติดตาม คณะวิจัยมีการนิเทศติดตามให้มากขึ้น 9. มีแผนการจัดการเรียนรู้ส าเร็จรูปให้ครู 2.9 ข้อเสนอแนะ จากการน ากรอบสมรรถนะหลักไปทดลองใช้ในการพัฒนาผู้เรียนระดับ ชั้นประถมศึกษาตอนต้นในสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารและครูมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1) ด้ำนกำรให้ควำมรู้และสร้ำงควำมเข้ำใจ ควรสร้างความเข้าใจกับคณะครูในการน า สมรรถนะไปจัดการเรียนการสอน โดย 1. ให้ความรู้เกี่ยวกับสมรรถนะและมีตัวอย่างการน าไปใช้ที่หลากหลาย 2. เพิ่มเวลาอบรมเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น และมีการทดลองปฏิบัติ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมกัน ก่อนน าไปใช้จริง 3. มีการพัฒนาครูในการน าสมรรถนะไปใช้พัฒนาผู้เรียน โดยเน้นเรื่องการออกแบบ กิจกรรมให้เด็กเกิดหลายสมรรถนะและเกิดผลกับเด็กมากที่สุด


217 2) ด้ำนหลักสูตรและโครงสร้ำงหลักสูตร ในด้านหลักสูตรและโครงสร้างหลักสูตร มีข้อเสนอแนะดังนี้ 1. มีตัวชี้วัดเป็นตัวตั้งต้น เพราะสมรรถนะเป็นก้อนใหญ่ หากไม่มีตัวชี้วัดเหมือนไม่มี จุดเริ่ม 2. ตัวชี้วัดมีความชัดเจน เข้าใจง่าย เชื่อมโยงกับการทดสอบระดับชาติ NT / O-NET 3. ปรับลดรายวิชาที่ซ้ าซ้อน หลอมรวมสิ่งที่ซ้ ากัน เช่น วิทย์สังคม สุขศึกษา ใช้สมรรถนะเป็นฐานโดยบูรณาการ 4. ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ควรปรับโครงสร้างเวลาเรียนให้มีชั่วโมงภาษาไทยเพิ่ม มากขึ้นอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง เนื่องจากเวลาที่มีไม่สัมพันธ์กับการปลูกฝังให้เกิดสมรรถนะการอ่าน เขียน โดยในโรงเรียนที่มีผลการอ่านดีเยี่ยมมีการจัดตารางในภาคเช้าสอนภาษาไทย-คณิตศาสตร์ ส่วน วิชาอื่นใช้การบูรณาการ 3) ด้ำนบริหำรจัดกำร หากครูประจ าชั้นสอนทุกวิชา จะสามารถยืดหยุ่นการจัด กิจกรรมได้ง่าย แต่ถ้าสอนเป็นวิชา ครูคนอื่นจะมารอท าให้ยืดหยุ่นได้ยาก 4) ด้ำนกำรวัดและประเมินผล ครูยังมีความกังวลเรื่องผลสัมฤทธิ์ของเด็กเวลาทดสอบ ระดับชาติ ยังไม่เห็นหลักสูตรตลอดแนว ไม่รู้ว่าจะวัดและประเมินผลอย่างไร 5) ด้ำนระยะเวลำในกำรทดลอง ระยะเวลาค่อนข้างน้อย ทดลองใช้แผนการจัด การเรียนรู้ จ านวน 1-2 แผน ยังไม่ค่อยเห็นผลครูยังไม่ทะลุปรุโปร่งว่าคืออะไร เลยเชื่อมโยงไม่ค่อยถูก 6) ด้ำนคู่มือ สื่อ และแหล่งทรัพยำกรกำรเรียนรู้ มีข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1. จัดท าเอกส า รเกี่ยวกับสมรรถนะเพิ่มเติม และมีตัวอย่ างแผนก า รจัด การเรียนรู้ในแต่ละแนวทางให้มากขึ้น เพื่อให้ครูใช้ในการศึกษาและเป็นแนวทางในการท างาน 2. หากมีแผนการจัดการเรียนรู้ส าเร็จรูปให้เป็นแนวทางครูจะหยิบใช้ได้ง่ายและ น ามาปรับ ช่วยลดภาระให้ครู 2.10 ผลกำรศึกษำควำมคิดเห็นของผู้บริหำรสถำนศึกษำและครูต่อกำรน ำแนวทำงกำรใช้ กรอบสมรรถนะผู้เรียนระดับประถมศึกษำตอนต้นในกำรพัฒนำผู้เรียนหลังสิ้นสุดกำรทดลอง จาก การสนทนากลุ่ม พบว่า 1) ด้ำนจุดแข็งและจุดอ่อนของหลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน พุทธศักรำช 2551 ด้านจุดแข็ง พบว่า สถานศึกษาสามารถน าหลักสูตรไปใช้ได้เลยและง่ายต่อครูเมื่อน าไปลงสู่ การปฏิบัติ มีตัวชี้วัดชัดเจนและครอบคลุมท าให้ครูมีเป้าหมายในการสอนและประเมินผลได้ ครอบคลุม ด้านจุดอ่อน พบว่า หลักสูตรเดิมมีตัวชี้วัดมากเกินไปและทับซ้อนในแต่ละกลุ่มสาระ


218 การเรียนรู้ โครงสร้างเวลาเรียนขาดความยืดหยุ่น จ านวนชั่วโมงตามโครงสร้างหลักสูตรควรลดลง เนื้อหามากต้องยึดกับสาระกับตัวชี้วัดที่ตนสอนเป็นหลักและไม่สามารถเชื่อมโยงความรู้ไปใช้ใน ชีวิตประจ าวันได้ วิชาเรียนแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้มีจ านวนมากเกินไป ด้ำนควำมต้องกำรปรับเปลี่ยน พบว่า หลักสูตรควรลดมาตรฐานและจ านวนตัวชี้วัด เนื้อหาและเวลาเรียนควรยืดหยุ่นมากขึ้น ส่งเสริมความถนัดของผู้เรียน เน้นการปฏิบัติ การแก้ปัญหา การเรียนรู้สิ่งที่เด็กถนัด สามารถน าไปใช้ในชีวิตประจ าวันหรือประกอบอาชีพได้ และหลักสูตรควรมี ความยืดหยุ่นในการน าหลักสูตรไปใช้และเปิดกว้างให้แต่ละโรงเรียนพัฒนาผู้เรียนตามจุดเน้นในแต่ละ โรงเรียนที่สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนในแต่ละพื้นที่ ควรหลอมรายวิชาวิชาเป็นแนวบูรณาการ ระบุเพียงเนื้อหาและสาระส าคัญและควรเอื้อให้มีกิจกรรมที่ลงมือท ามากขึ้น ควรลดเวลาเรียนเพิ่ม เวลาเล่นและเพิ่มด้านทักษะชีวิต 2) ด้ำนกำรด ำเนินกำรน ำกรอบสมรรถนะหลักไปสู่กำรปฏิบัติในห้องเรียน พบว่า โรงเรียนมีการประชุมวางแผนร่วมกันโดยร่วมก าหนดสมรรถนะหลักและการน าสมรรถนะไปใช้ จัด กิจกรรม PLC เพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน บูรณาการสมรรถนะสู่การปฏิบัติกับนโยบายโรงเรียน คัดเลือกครูผู้สอน แบ่งปันความรู้ระหว่างเพื่อนครูจัดรูปแบบกิจกรรมใหม่ๆ ที่หลากหลาย ให้ก าลังใจ และเป็นที่ปรึกษาให้ครูที่ท าแผนการสอน มีประเมินการสอนร่วมกันและนิเทศก ากับติดตาม ด้ำนครูน ำกรอบสมรรถนะหลักผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษำตอนต้น (ป.1-3) ไปสู่ กำรปฏิบัติในห้องเรียน พบว่า ครูสามารถน าไปใช้ได้โดยน าสมรรถนะมาใช้ตามแนวทางที่เสนอแนะ คนละ 2 - 4 แนวทาง แต่บางโรงเรียนยังขาดการปรึกษาและร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง ครูด าเนินการ เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ ส่งแผนให้ผู้บริหารตรวจ มีจัดประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและ ประเมินแผนของครูเพื่อให้เกิดความถูกต้อง ด้ำนวิธีกำรแก้ปัญหำกรณีครูยังไม่สำมำรถน ำไปสู่กำรปฏิบัติได้ พบว่า โรงเรียน แก้ปัญหาโดยครูรวมกลุ่มท า PLC อย่างเข้มแข็ง เพื่อเรียนรู้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ประชุมปรึกษาทั้งแบบเป็นพิธีการและแบบกัลยาณมิตร เพื่อให้ความช่วยเหลือและการลดภาระงาน ของครู 3) ข้อแตกต่ำงกำรท ำงำนของครูในกำรน ำกรอบสมรรถนะไปใช้พบว่า หลักสูตร ฐานสมรรถนะ มีความยืดหยุ่นสูงกว่าและเปิดโอกาสครูให้คิดวิธีและแนวทางในการจัดการเรียนการสอน รูปแบบใหม่ๆ เพิ่มขึ้น มีการเรียนรู้โดยร่วมมือกันในการเปลี่ยนแปลงตนเอง ในด้านการออกแบบ การเรียนการสอน ครูจัดท าแผนการเรียนรู้ที่ละเอียดและใช้เวลามากขึ้น ใช้เทคนิคในการสอนและ กิจกรรมหลากหลายสอดคล้องกับสมรรถนะ ใช้สื่อและสถานการณ์ต่างๆ ในการจัดการเรียนรู้ มี ความกระตือรือร้นและยืดหยุ่นในการแก้ปัญหา ผู้เรียนได้ท างานเป็นกลุ่ม สนุกสนาน และสนใจเรียน มากขึ้น ท าให้นักเรียนมีความสุขและมีเจตคติที่ดีในการเรียนรู้มากขึ้น ส่วนด้านการวัดผลประเมินผล


219 เป็นการวัดผลบูรณาการตัวชี้วัดกับการวัดสมรรถนะเข้าด้วยกัน มีการประเมินตามสภาพจริงมากขึ้น ลดการใช้ข้อสอบ ครูบางคนมีความเห็นว่าการวัดผลประเมินผลยังไม่ชัดเจนและใช้เวลามาก 4) กำรช่วยเหลือ นิเทศ และสนับสนุนให้ครูจัดท ำแผนกำรสอนและกำรน ำแผน กำรสอนไปใช้ในห้องเรียน พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาช่วยเหลือ นิเทศ และสนับสนุนให้ครูจัดท า แผนการสอนและการน าไปใช้ในห้องเรียน จัดประชุมสม่ าเสมอเพื่อสร้างความเข้าใจ ใช้กระบวนการ PLC ตั้งแต่การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ สังเกตการสอน และสะท้อนผลร่วมกัน ใช้การ Open Class โดยเข้าไปสังเกตการสอนในชั้นเรียนเพื่อนิเทศติดตามเป็นระยะๆ ส่งเสริมการแบ่งปันการจัด กิจกรรมและสื่อ และการจัดทีมงานช่วยเหลือ แนะน าครู 5) ปัญหำอุปสรรคที่พบในกำรสนับสนุนกำรท ำงำนของครู ด้านการพัฒนาหลักสูตร พบว่า ครูไม่มีความรู้เรื่องการพัฒนาหลักสูตรเพราะมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ด้านการออกแบบ การเรียนการสอน ครูขาดความมั่นใจในการจัดท าแผนการสอนที่ครอบคลุมสมรรถนะที่เลือกไว้และ ใช้คู่มือเป็นหลักยึดติดกับตัวอย่างในคู่มือ ท าให้ไม่มีความหลากหลายในการออกแบบ ครูหลายท่าน ใช้แผนการจัดการเรียนรู้ของส านักพิมพ์ตามหนังสือแบบเรียน ท าให้น าสมรรถนะไปใช้ได้ยาก ด้าน การวัดผลประเมินผล พบว่า ครูไม่แน่ใจว่าการวัดผลประเมินผลสมรรถนะที่ดีควรด าเนินการอย่างไร วิธีกำรแก้ไขเมื่อมีปัญหำอุปสรรค พบว่า ครูศึกษาวิธีการออกแบบการเรียน การสอนและการประเมินผลโดยค้นหาจาก Internet ผู้บริหารสถานศึกษามาช่วยครูคิดวิเคราะห์ การท างานและ มีความจ าเป็นต้องมีผู้รู้ในโรงเรียนเพื่อพาครูโรงเรียนท า การใช้ DLTV ในการพัฒนา ครูและใช้เป็นแบบอย่างในการวัดและประเมินผล 6) ช่วงเปลี่ยนผ่ำนหรือรอยต่อกำรพัฒนำหลักสูตรฐำนสมรรถนะ พบว่า สมรรถนะ 10 สมรรถนะเหมาะสมกับเด็กยุคใหม่ ควรจัดท าหลักสูตรฐานสมรรถนะตั้งแต่ระดับปฐมวัย ควรให้ โรงเรียนมีอิสระด้านการจัดหลักสูตร ควรลดกลุ่มสาระการเรียนรู้เดิมที่มากเกินไป ควรระบุ รายละเอียดสมรรถนะย่อยที่ชัดเจนในแต่ละระดับชั้นไปสู่สมรรถนะหลัก ควรปรับตารางเรียนชั้น ประถมศึกษาตอนต้น การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเสริมสมรรถนะเหมาะสมกับเด็กเล็กอยากใช้ สมรรถนะต่อควบคู่ไปกับตัวชี้วัดและน าการประเมินสมรรถนะไปปรับใช้กับผู้เรียน ควรมีคู่มือ เพราะท าให้เกิดความรู้ความเข้าใจด้านสมรรถนะที่ตรงกัน ด้ำนกำรด ำเนินกำรใช้สมรรถนะต่อเนื่อง พบว่า จะน าสมรรถนะไปใช้ต่อควบคู่กับ ตัวชี้วัดเดิม เน้นกิจกรรมที่ประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงให้มากขึ้น จะทดลองน าสมรรถนะมาใช้ต่อเนื่องโดย เริ่มจากเริ่มระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 และชั้นประถมศึกษาตอนต้น เพื่อเป็นการส่งต่อในช่วงเปลี่ยนผ่าน ใช้การประเมินตามสภาพจริงให้มากขึ้นไม่ได้ใช้ข้อสอบปลายภาค 7) กำรพัฒนำหลักสูตรอิงสมรรถนะและกำรน ำกรอบสมรรถนะมำใช้ในโรงเรียน ผู้บริหารและครูมีความเห็นว่า สิ่งส าคัญประการแรก คือ การให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ


220 สมรรถนะให้ชัดเจนโดยผู้บริหารสถานศึกษาเห็นความส าคัญ ให้การสนับสนุนและสามารถเป็นที่ ปรึกษาได้ มีการรวมกลุ่ม PLC อย่างเข้มแข็ง การ Coaching โดยทีมพี่เลี้ยงช่วยเติมเต็มความรู้เพิ่ม ความชัดเจน ประการต่อมา คือ ครูต้องเปิดใจ ศรัทธา ใฝ่รู้ มีคู่มือการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริม สมรรถนะ ตัวอย่างกิจกรรมที่น าไปสู่สมรรถนะและแผนการสอน ประการสุดท้าย คือ การส่งเสริม และสนับสนุนจากผู้บริหาร ช่วยเหลือ ผู้เชี่ยวชาญที่รู้จริงและมาช่วยเหลือให้ค าแนะน าใน การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน 8) สิ่งที่โรงเรียนต้องกำรควำมช่วยเหลือในกำรพัฒนำหลักสูตรฐำนสมรรถนะและ กำรน ำกรอบสมรรถนะไปใช้ พบว่า ควรมีผู้เชี่ยวชาญหรือพี่เลี้ยงชี้แนะในการออกแบบกิจกรรมและ การจัดท าแผนการจัดการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงสมรรถนะ มีคู่มือการออกแบบการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลและเทคนิค/กลยุทธ์ในการน าสมรรถนะไปใช้ มีแผนการจัด การเรียนรู้สอนกลางที่มีความยืดหยุ่น ครอบคลุมทุกกลุ่มสาระ มีแหล่งการเรียนรู้ Online ที่เผยแพร่ เทคนิคการสอนหรือกลยุทธ์ที่ส่งเสริมสมรรถนะไปใช้ในชีวิตประจ าวันโดยให้ครูสามารถเข้าถึงได้ ตลอดเวลา มีงบประมาณสนับสนุนเพื่อการจัดซื้อสื่อสนับสนุนการสอน มีศูนย์รวมข้อมูลหลักสูตรฐาน สมรรถนะ เพิ่มแหล่งค้นคว้าหาความรู้โดยมีแหล่งการเรียนรู้ Online ที่ครูสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา และสื่อสารกับภาคีและผู้เกี่ยวข้อง มีคู่มือการวัดผลประเมินผลและเกณฑ์การตัดสินผลการเรียนที่ ชัดเจนและเชื่อมโยงการประเมินสมรรถนะกับการสอบ O-NET 9) ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทบำทของหน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง ในกำรพัฒนำหลักสูตรฐำนสมรรถนะและกรอบสมรรถนะไปใช้ มีความเห็นโดยสรุป ดังนี้ หน่วยงำนที่พัฒนำหลักสูตร เป็นหน่วยงานกลางในการวางระบบ ลดงานนโยบาย ที่ซ้ าซ้อนกัน จัดท าหลักสูตรฐานสมรรถนะ น ากรอบสมรรถนะไปใช้และจัดท าเกณฑ์การวัดและ ประเมินผล จัดท าคู่มือสมรรถนะ ประสานงานหน่วยงานต่างๆ อบรมให้ความรู้ในเรื่องสมรรถนะ ก าหนดเป้าหมายคุณภาพผู้เรียนให้สอดคล้องกันทุกหน่วยงาน ปรับระเบียบการใช้งบประมาณใน การสนับสนุนการสอน การพัฒนาเทคโนโลยีให้เข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมสมรรถนะ พัฒนา เทคโนโลยีให้เข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมสมรรถนะ การวางระบบการน าสมรรถนะไปใช้ เช่น การทดสอบระดับชาติ การรับเด็กศึกษาต่อ ปรับเกณฑ์การวัดและประเมินผลระดับประถมศึกษาเป็น ผ่าน ไม่ผ่าน และใช้การประเมินตามสภาพจริง กระทรวงศึกษำธิกำร ก าหนดเป้าหมายคุณภาพผู้เรียนให้ชัดเจนและสอดคล้องกัน ทุกหน่วยงาน การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกรอบสมรรถนะให้กับครู แก้ไขระเบียบ งบประมาณที่ยุ่งยากให้มีความยืดหยุ่น สร้างข้อทดสอบที่ตอบสนองต่อบริบทพื้นที่ที่มี ความหลากหลายและวัดตามพัฒนาการ


Click to View FlipBook Version