นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั นาํ ๑.๑ ประเภทของพชื ทป่ี ลูก
ขน้ั ที่ 1 สงั เกตและรบั รู พืชมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ซ่ึงแต่ละชนิดจะมีลักษณะ รูปร่าง คุณค่าทางอาหาร ประโยชน์
ในการน�ามาใชง้ านทีแ่ ตกต่างกัน โดยพชื ท่ีนิยมปลูกกันทว่ั ไปแบง่ เปน็ ๒ ประเภท ดังน้ี
6. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษา เรอ่ื ง ประเภทของพชื ทป่ี ลกู
จากหนงั สอื เรยี น หนว ยการเรยี นรทู ่ี 5 หรอื ศกึ ษา ๑) พชื ไร่ เปน็ พชื ทปี่ ลกู ในพน้ื ทข่ี นาดใหญ่ ดแู ลรกั ษางา่ ย ตอ้ งการนา�้ นอ้ ย มอี ายกุ ารปลกู
เพ่ิมเตมิ จากอินเทอรเนต็
และการเกบ็ เกี่ยวไมน่ าน ส่วนใหญ่เปน็ พืชลม้ ลกุ ซึ่งเป็นพืชท่มี คี วามส�าคญั ทางเศรษฐกิจและชีวิต
7. ครูใหนักเรียนศึกษาเพ่ิมเติมเกี่ยวกับประเภท ประจา� วนั ของมนษุ ย์ ซึ่งพชื ไรจ่ า� แนกเปน็ ประเภทต่าง ๆ ได้ ดังนี้
ของพืชท่ปี ลกู จาก PowerPoint ม.5 หนว ย
การเรยี นรูท ี่ 5 จา� แนกตามลักษณะของการใชท้ ด่ี ิน แบง่ เปน็ ๒ ประเภท ไดแ้ ก่
8. ครูนําภาพพืชไรชนิดตางๆ มาใหนักเรียนดู พืชท่ีปลูกบริเวณท่ดี อน พชื ท่ปี ลกู บริเวณท่ีลุ่ม
จากน้ันครูขออาสาสมัคร 3 คู ออกมาชวยกนั
จาํ แนกประเภทของพชื ไร โดยครูกําหนดให เป็นพืชที่เจริญเติบโตและให้ผลผลิตดีในสภาพ เป็นพืชที่เจริญเติบโตและให้ผลผลิตดีในสภาพ
• คูท่ี 1 จําแนกตามลักษณะของการใชดิน พ้ืนท่ีท่ีไม่มีน�้าท่วมขัง มีความต้องการใช้น้�า พนื้ ทีท่ ี่มีน้า� ท่วมขงั มีความตอ้ งการใชน้ �า้ เพื่อ
(พชื ทป่ี ลกู บรเิ วณทด่ี อนและพชื ทป่ี ลกู บรเิ วณ เพ่ือสรา้ งการเจรญิ เตบิ โตในปรมิ าณปานกลาง สร้างการเจริญเติบโตในปริมาณมากกว่าพืชที่
ทล่ี มุ ) ปลูกบรเิ วณทด่ี อน
• คทู ่ี 2 จาํ แนกตามลกั ษณะทางพฤกษศาสตร
(พชื ใบเลยี้ งเดย่ี วและพืชใบเลยี้ งค)ู ตวั อยา่ ง ตวั อย่าง
• คทู ี่ 3 จาํ แนกตามลักษณะการใชประโยชน
ครูและนักเรียนท่ีเหลือชวยกันตรวจสอบ ขา้ วโพด บวั
ความถูกตองของการจําแนกประเภทของ
พืชไร มนั ส�าปะหลงั 1 แห้ว ขา้ ว2
9. ครูถามนกั เรียนวา ขา้ วฟ่าง ออ้ ย กระจับ3
• พชื ไรม คี วามสาํ คญั ทางเศรษฐกจิ อยา งไร
(แนวตอบ ผลผลิตของพืชไรนอกจากจะนํา 80
มาใชเพ่ือการบริโภคภายในครัวเรือนแลว
ยังจัดจําหนายเปนสินคาสงออกไปยัง
ประเทศตา งๆ พชื ไรจ ดั เปน พชื เศรษฐกจิ ของ
ประเทศท่ีสามารถนํารายไดเขาสูประเทศ
เปนจํานวนมาก พืชไรท่ีนิยมสงออกไป
จําหนายมีอยูดวยกันหลายชนิด เชน ขาว
ขาวโพด ออย ถั่วชนิดตางๆ ยาสูบ ฝาย
มนั สาํ ปะหลงั ซงึ่ ขา วเปน ผลผลติ ทางเกษตร
ท่สี งออกมากทีส่ ดุ ของประเทศ ตามมาดวย
มนั สําปะหลังและขาวโพด)
นักเรียนควรรู กิจกรรม 21st Century Skills
1 มันสําปะหลัง เปนอาหารประเภทแปง หรือคารโบไฮเดรตท่ีใหพลังงาน 1. ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละเทา ๆ กนั ใหแ ตล ะกลมุ รว มกนั
สําหรับมนุษยและสัตว ตลอดจนนํามาใชในอุตสาหกรรมประเภทตางๆ เชน ศกึ ษาเกยี่ วกบั พชื เศรษฐกจิ ของไทย จากสอื่ การเรยี นรทู ห่ี ลากหลาย
อุตสาหกรรมกาว กระดาษ นํา้ ตาล รวมทง้ั ใชห มกั ทําแอลกอฮอล เพ่ือใชแทน เชน หนังสือเรียน อนิ เทอรเนต็
น้ํามนั เบนซนิ สาํ หรบั เคร่อื งยนต
2 ขาว ประเทศไทยมกี ารปลกู ขา ว 2 ฤดูกาล ไดแ ก ขาวนาป ปลกู ในชวง 2. ใหนักเรียนแตละกลุมนําความรูท่ีไดจากการศึกษามา
ฤดูฝนของทุกป (กรกฎาคม-กันยายน) และเก็บเก่ียวในชวงฤดูหนาว แลกเปลย่ี นเรยี นรซู ึง่ กนั และกนั ภายในกลุม
(พฤศจิกายน-มกราคม) ซ่ึงถือเปนผลผลิตหลักของประเทศ และขาวนาปรัง
ปลกู นอกชวงฤดูฝน ซงึ่ เปน พนั ธุขา วทส่ี ามารถปลกู ไดตลอดท้งั ป 3. ใหน กั เรยี นรว มกนั อภปิ รายถงึ แนวโนม การเปลยี่ นแปลงของ
3 กระจับ เปนพืชน้ําลมลุก หัวอยูใตน้ํา ลําตนอยูเหนือผิวน้ํา ผลเกิดใตนํ้า พชื เศรษฐกจิ ไทยในอนาคตตามความสนใจ 1 หัวขอ เชน พชื ผัก
มสี ีดํา ขนาดใหญ เปลือกหนาและแข็ง มเี ขาโคง งอคลา ยลกั ษณะของเขาควาย ผลไมดาวรงุ พชื ออรแกนกิ มาแรง เห็ดคอนโดสรา งเงนิ ลา น
มีสรรพคณุ หลายประการ เชน บํารุงคนไข ฟนฟลู ําไสหลงั อาการทอ งเสีย
4. ใหนักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนกลุมละ 1 คน ออกมา
T90 นําเสนอผลงานใหเพื่อนชมหนาช้ันเรียน โดยครูเปดโอกาสให
นกั เรียนรวมกนั ซกั ถามในประเด็นท่สี งสยั โดยครเู ปน ผคู อยอธบิ าย
เพม่ิ เตมิ
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
จ�าแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ แบง่ เปน็ ๒ ประเภท ไดแ้ ก่ ขน้ั นาํ
พืชใบเลี้ยงเดยี่ ว พืชใบเลย้ี งคู่ ขนั้ ที่ 1 สงั เกตและรบั รู
เป็นพชื ทีม่ ใี บเลี้ยงเดีย่ ว ๑ ใบ ลกั ษณะเส้นใบ เป็นพืชท่ีมีใบเล้ียงเป็นคู่ ๆ ลักษณะเส้นใบเป็น • พืชใบเล้ยี งเดยี่ วมลี กั ษณะพิเศษอยางไร
ขนานตามความยาวของใบ ล�าต้นเรียวเห็นข้อ รา่ งแห มองเหน็ ขอ้ และปลอ้ งของลา� ตน้ ไมช่ ดั เจน (แนวตอบ พืชใบเลี้ยงเด่ียวมีลักษณะพิเศษ
ปล้องได้อยา่ งชดั เจน ส่วนมากจะเปน็ พชื ลม้ ลกุ เทา่ พชื ใบเลย้ี งเดยี่ ว เพราะมเี ปลอื กแขง็ หอ่ หมุ้ อยู่ หลายประการ เชน การเจริญเติบโตของ
ลาํ ตน สว นใหญจ ะอยใู ตด ิน หรือผวิ ดนิ ราก
ตวั อย่าง ตวั อยา่ ง ของพืชจะเปนระบบรากฝอย ไมมีการแตก
ก่ิงกานสาขาออกทางดานขาง อายุของพืช
ขา้ วโพด จะสน้ั ซงึ่ อาจมอี ายเุ พยี ง 1 ป หรอื มากกวา นน้ั
เล็กนอย เจริญเติบโตไดดีกวาพืชใบเล้ียงคู
มะมว่ ง ใหผลผลิตเร็ว ซ่ึงพืชบางชนิดใชเวลาเจริญ
เตบิ โตไมถ งึ 1 ป กส็ ามารถเกบ็ เกยี่ วผลผลติ ได
ถวั่ ฝกั ยาว จดั เปน พชื ทมี่ คี วามสาํ คญั ทางเศรษฐกจิ เปน
อยา งมาก เชน ขาว ขาวโพด)
มะพร้าว
• พืชใบเลีย้ งคมู ีลักษณะพิเศษอยา งไร
หมาก ตาล พริก มะนาว (แนวตอบ พืชใบเล้ียงคูมลี ักษณะพิเศษหลาย
ประการ เชน มีท้ังชนิดที่เปนพืชลม ลุกและ
Tip พืชยนื ตน รากของพืชจะเปน ระบบรากแกว
ซ่ึงจะชวยใหลําตนมีความมั่นคง แข็งแรง
ความแตกต่างของพชื ใบเลี้ยงเดยี่ วและพชื ใบเลย้ี งคู่ มีการแตกก่ิงกานสาขาออกทางดานขาง
อายุของพืชจะยาวกวาพืชใบเล้ียงเด่ียว ให
ลักษณะเด่นทท่ี �าให้พืชใบเลีย้ งเดยี่ วและพืชใบเล้ียงคู่มีความแตกต่างกนั มีดงั น้ี ผลผลติ ชา เชน มะมวง พรกิ ถว่ั ชนดิ ตา งๆ)
พชื กลบี ดอก เส้นใย แคมเบยี ม ทอ่ ล�ำเลียง ระบบรำก เมล็ด • หากนักเรียนประกอบอาชีพเปนเกษตรกร
มซี ีกเดยี ว นักเรียนจะเลือกปลูกพืชใบเล้ียงเด่ียว หรือ
ใบเลย้ี งเดีย่ ว ๓ หรือทวคี ูณ ขนาน ไม่มี กระจายท่วั รากฝอย พชื ใบเลย้ี งคู เพราะเหตุใดจงึ เปน เชน น้นั
ของ ๓ ล�าต้น มี ๒ ซกี (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอ ยางอิสระ)
๔, ๕ หรอื เรียงเป็น
ใบเล้ียงคู่ ทวคี ณู ของ ร่างแห มี วงกลมรอบ รากแก้ว • การศกึ ษาเรอ่ื งความแตกตา งของพชื ใบเลย้ี ง
เด่ียวและพืชใบเล้ียงคู มีความสําคัญตอ
๔, ๕ ล�าตน้ เกษตรกรผูป ลกู พชื ไรหรอื ไม อยางไร
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
81งานเกษตร ไดอยา งอิสระ)
ขอสอบเนน การคดิ เกร็ดแนะครู
เพราะเหตใุ ดในพื้นท่ีทีม่ ีการปลูกขา วเกษตรกรจึงนยิ มปลกู พชื ครูอธิบายเพ่ิมเติมเก่ียวกับการจําแนกพืชตามลักษณะทางพฤกษศาสตร
ตระกูลถว่ั ในชวงพักดนิ ใหน กั เรยี นฟง วา การจาํ แนกพชื ตามลกั ษณะทางพฤกษศาสตร สามารถแบง เปน
2 ประเภท ดังน้ี
(แนวตอบ เนอ่ื งจากขา วเปน พชื ทมี่ คี วามตอ งการธาตไุ นโตรเจนสงู
เมื่อมีการปลูกขาวในท่ีเดิมซ้ําๆ ทุกป ดินจะเส่ือมคุณภาพลง • พชื ใบเลยี้ งเดย่ี ว หรอื Monocotyledon เปน พชื ทมี่ ใี บเลยี้ ง 1 ใบ ลกั ษณะ
การปลกู พชื ตระกลู ถว่ั เชน ถวั่ เขยี ว ถว่ั ดาํ ถว่ั แดง ถว่ั แระ ถวั่ ลนั เตา เสน ใบขนานตามความยาวของใบ เชน พืชตระกูลหญา พชื ตระกลู ปาลม
ในนาขา ว จงึ เปนเสมอื นการเตมิ ธาตไุ นโตรเจนลงในดินทไ่ี ดผลดี พืชเจริญเติบโตโดยใชระบบรากแกว จัดเปนพืชท่ีมีความสําคัญทาง
และมรี าคาถกู กวาการใชสารเคม)ี เศรษฐกจิ และในชวี ิตประจําวันของมนุษยแ ละสัตว
• พชื ใบเล้ียงคู หรือ Dicotyledonous เปน พชื ท่มี ใี บเล้ียงเปนคๆู ลักษณะ
เสนใบเปนรางแห เชน พืชตระกูลถ่ัว พืชอ่ืนๆ ที่มีลักษณะดังกลาว
พชื เจรญิ เตบิ โตโดยใชร ะบบรากฝอย จดั เปน พชื ทม่ี คี วามสาํ คญั ทางเศรษฐกจิ
และในชวี ติ ประจําวันของมนษุ ยแ ละสตั ว รองลงมาจากพชื ใบเลย้ี งเดี่ยว
T91
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั นาํ จา� แนกตามลกั ษณะการใชป้ ระโยชน์ แบง่ เปน็ ๙ ประเภท ไดแ้ ก่
ขนั้ ท่ี 1 สงั เกตและรบั รู ประเภท ความสา� คญั การใช้ประโยชน์ ตวั อยา่ ง
• นักเรียนเคยรบั ประทานธญั พชื หรือไม หาก ๑. ธญั พืช พชื ตระกลู หญ้าท่ีน�าเมลด็ มนษุ ยแ์ ละสตั ว์ใชท้ ง้ั ตน้ ขา้ วเจา้ ขา้ วสาลี ขา้ วไรย์
เคยชอบรับประทานธัญพืชชนิดใด และ ๒. พชื ตระกลู ถ่ัว มาปลกู ให้เจรญิ เติบโตได้ และเมล็ดเปน็ อาหาร ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต
ธญั พชื ชนิดน้นั มีประโยชนอยา งไร ๓. พชื อำหำรสตั ว์
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ ๔. พืชที่ใชร้ ำกและ ขา้ วโพด ขา้ วฟา่ ง
ไดอ ยา งอสิ ระ เชน ชอบรบั ประทานขา วเจา หวั เปน็ ประโยชน์
ซ่ึงขาวเจามีประโยชนหลายประการ เชน ๕. พชื เสน้ ใย พชื ยอดนยิ มใชป้ ลกู คลมุ ดนิ น�ามาประกอบอาหาร ถวั่ เขยี ว ถว่ั ลสิ ง ถวั่ เหลอื ง
ชว ยบาํ รงุ รา งกาย เสรมิ สรา งการเจรญิ เตบิ โต ๖. พืชทีใ่ ห้น้ำ� ตำล ปรับปรุงดิน หรือท�าเป็น เพราะมีโปรตีนสูง ถั่วแดง ถั่วด�า ต้นแค
ใหพลังงานแกรางกาย เสริมสรางกระดูก ๗. พืชท่ใี หน้ ำ�้ มัน ปุ๋ยสด ตน้ จามจุรี
และฟนใหแข็งแรง ควบคุมความดันโลหิต ๘. พืชท่ใี หน้ ำ้� ยำง
ชอบรับประทานขาวโอต ซึ่งขาวโอตมี ๙. พืชชวนเสพ พชื จา� พวกหญา้ ผกั หรอื ถว่ั น�าไปเลย้ี งสตั ว์ ฟางอัดแห้งเปน็ ฟอ่ น ถ่วั
ประโยชนหลายประการ เชน อุดมไปดวย อาจอยใู่ นรปู ลกั ษณะสด หรอื ขา้ วฟ่าง หญา้ พันธ์ตุ า่ งๆ
สารตานอนุมูลอิสระ กระตุนการทํางาน แห้งก็ได้ ขา้ วโพดเลยี้ งสัตว์
ของระบบภูมิคุม กัน ชวยลดคอเลสเตอรอล
ควบคมุ นาํ้ หนกั ปอ งกนั การเกดิ โรคเบาหวาน พืชที่น�ารากและหัวมาใช้ นา� มาประกอบอาหาร มันส�าปะหลัง มันฝร่ัง
รกั ษาระดบั น้ําตาลในเลอื ด) ประโยชน์ในการประกอบ เผอื ก มันเทศ
อาหาร
• พืชตระกูลถ่ัวนอกจากจะนิยมนํามาใชใน พืชที่ให้เส้นใยท่ีมีลักษณะ น�าเส้นใยไปใช้ในทาง ฝา้ ย ปา่ น ปอ ง้วิ 1น่นุ
การประกอบอาหารแลว ยังนิยมนํามาใช เป็นเส้นยาวเรียว ซ่ึงได้ อตุ สาหกรรม
ประโยชนใ นดา นใดอกี บา ง มาจากพชื
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอยางอิสระ เชน ชวยปรับปรุงคุณภาพ พชื ทใ่ี หค้ วามหวาน สามารถ นา� มาประกอบอาหาร ออ้ ย บตี รูต
ของดนิ ใหมคี วามอดุ มสมบรู ณ สง ผลใหพ ืช น�าเอาส่วนใดส่วนหน่ึงมา
เจรญิ เตบิ โตไดด ี และใหผ ลผลติ ทม่ี คี ณุ ภาพ ผลติ นา้� ตาล
เพราะหลังจากที่พืชตระกูลถั่วมีการยอย
สลายแลวจะใหปุยอินทรียที่มีปริมาณสูง พืชท่ีน�าผลผลิตไปแปรรูป น�ามาประกอบอาหาร ถนั่ว้า� เมหันลลอื ะงห่งุถ2ัว่ ขล้าสิ วงโพปดาลงม์ า
ทําใหพืชปลอดภัยจากสารเคมีและไมกอให เป็นนา้� มัน แล้วนา� นา้� มันไป หรอื นา� ไปใชเ้ ปน็ เชอื้ เพลงิ
เกิดอันตรายเม่ือนํามาบริโภค) ใชเ้ พอ่ื ประกอบอาหาร สา� หรบั เครอื่ งยนตด์ เี ซล ฝา้ ย ทานตะวนั
• เพราะเหตใุ ดยางพาราจงึ จดั เปน สนิ คา สง ออก พืชที่สามารถให้น�้ายางและ นา� นา้� ยางมาแปรรปู เปน็ ยางพารา ยางสน
ลาํ ดบั ตนๆ ของโลก นา� มาใช้ผลิตเปน็ ผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบในการผลิตเป็น ยางนา
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ ต่าง ๆ ได้ ผลิตภณั ฑ์ส�าเร็จรูป
ไดอ ยา งอสิ ระ เชน สามารถนาํ มาแปรรปู เปน ยาสูบ3ชา กาแฟ ฝน่ิ
ผลิตภัณฑตางๆ ไดอยางหลากหลาย เชน พืชที่มี่สารออกฤทธ์ิกระตุ้น _
ยางรถยนต ถุงมือทางการแพทย รองเทา ประสาท ถ้าใช้เป็นเวลา
อุปกรณกีฬา ยางรัดของ) นาน ๆ อาจท�าใหต้ ิดได้
82
นักเรียนควรรู กิจกรรม สรา งเสรมิ
1 งิว้ มีประโยชนห ลายประการ เชน เปลอื กตน ใหเ สน ใย นํามาใชทาํ เชอื กได ครูใหนกั เรยี นสาํ รวจและจดบนั ทึกพชื ทพ่ี บในบรเิ วณบา น ใน
มคี วามเหนียว แตจ ะแข็งและหยาบ จึงเหมาะสําหรบั ใชมดั ของทม่ี ขี นาดใหญ ทอ งถนิ่ หรอื ในชมุ ชน พรอ มทงั้ จาํ แนกประเภทตามลกั ษณะการใช
2 นา้ํ มนั ละหงุ เปน ไมพ มุ จดั อยใู นประเภทเดยี วกนั กบั ยางพารา นยิ มนาํ มาใช ประโยชน จากนัน้ ออกมานาํ เสนอผลงานใหเพือ่ นชมหนาชนั้ เรียน
ในอตุ สาหกรรมเคมแี ละรถยนต ทง้ั ยงั มฤี ทธเ์ิ ปน ยาระบายออ นๆ สาํ หรบั เดก็ และ
ผใู หญ ในการสกดั นา้ํ มนั ออกจากเมลด็ ตอ งใชว ธิ กี ารบบี ออก โดยไมใ ชค วามรอ น กจิ กรรม ทาทาย
หรือใชวิธีการบีบเย็น เพ่ือปองกันไมใหโปรตีนท่ีเปนพิษติดออกมา เน่ืองจาก
สวนทเี่ ปน พษิ จะไมน ํามาใชท ําเปน ยา ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาประเภทของพชื ทป่ี รากฏอยใู นหนงั สอื เรยี น
3 ยาสูบ มีประสิทธิภาพในการชวยปองกันและกําจัดแมลงศัตรูพืช เชน หนว ยการเรยี นรทู ี่ 5 หนา 82 ตามความสนใจ 1 ชนิด โดยคนหา
เพลยี้ ออ น เพลย้ี ไฟ ขอ ดขี องการใชส ารสกดั จากยาสบู คอื ราคาถกู และปลอดภยั ขอมูลดานการใชประโยชนเพิ่มเติมนอกเหนือจากการศึกษาใน
ตอ เกษตรกรผใู ชม ากกวา การใชส ารเคมี ไมม สี ารพษิ ตกคา งในผลผลติ จงึ มคี วาม หนงั สอื เรยี น แลว ทดลองปฏบิ ตั ติ ามวธิ ที ไ่ี ดศ กึ ษามา จากนน้ั ออกมา
ปลอดภัยตอผูบริโภค นําเสนอผลงานใหเพ่ือนชมหนาช้ันเรียน พรอมนําเสนอช้ินงาน
ประกอบ (ถามี)
T92
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
๒) พืชสวน เป็นพืชที่ต้องดูแลอย่างพิถีพิถันและเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด มีขอบเขต ขน้ั นาํ
ในการปลูก จ�าแนกตามลกั ษณะและการใช้ประโยชน์ ดงั นี้ ขั้นที่ 1 สังเกตและรบั รู
ไมผ้ ล พืชผัก 10. ครูนําผักและผลไมตามฤดูกาลหลากหลาย
ชนดิ มาใหน กั เรยี นดู ซงึ่ อาจเปน ผกั และผลไม
ไม้ยืนต้นท่ีมีอายุหลายปี ให้ผลผลิตที่เรียกว่า พืชที่ใชร้ าก ล�าตน้ ใบ ดอก และผล เพอื่ นา� มา ทปี่ ลูกภายในชมุ ชน หรอื ทองถนิ่ ของนกั เรยี น
“ผลไม้” ในการปลูกต้องอาศัยระยะเวลานาน ประกอบเป็นอาหาร หรือเครื่องปรุงแต่ง จากน้ันครูถามนักเรยี นวา
กว่าจะได้ผลผลิต ผู้ปลูกต้องศึกษาเกี่ยวกับ กลน่ิ อาหารประเภทต่าง ๆ บางชนดิ นิยมน�ามา • ผักและผลไมจัดเปนพืชชนิดใด และมี
พืชที่ปลูกให้ดี บ�ารุงรักษาอย่างสม�่าเสมอ ปลกู ไว้ในครวั เรอื นเรยี กว่า “ผักสวนครัว” ลักษณะอยา งไร
จงึ จะได้ผลตอบแทนทคี่ มุ้ ค่า (แนวตอบ เปน พชื ทส่ี ามารถปลกู ไดท ง้ั ในพน้ื ที่
มากและพื้นที่นอย แตตองไดรับการดูแล
ตวั อยา่ ง ตัวอยา่ ง เอาใจใสมากเปนพิเศษ โดยเร่ิมต้ังแตการ
เพาะเมลด็ การเตรยี มดนิ การจดั ระยะปลกู
น้อยหนา่ กวางตุง้ การใหป ยุ การใหน าํ้ การพรวนดนิ การปอ งกนั
มังคุด กะหล่�าดอก กําจัดศัตรูพืช และการเก็บเก่ียว เปนพืช
อายุยืน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได
แก้วมังกร หลายครงั้ )
ผักกาดขาว ขิง 11. ครูใหนักเรียนรวมกันยกตัวอยางพืชสวนที่
ปลกู มากในชมุ ชนของตนเอง พรอ มทงั้ อธบิ าย
ลองกอง เก่ียวกับสาเหตุท่ีทําใหคนในชุมชนนิยมปลูก
พชื ชนดิ น้ี เชน พชื สวนทปี่ ลกู มากในชมุ ชน คอื
ขา่ ตะไคร้ ไมผล ไดแ ก เงาะ มงั คุด และลองกอง สาเหตุ
สม้ ขนนุ ทมี่ กี ารปลกู พชื ชนดิ นมี้ ากในชมุ ชน เนอื่ งจาก
สภาพดินและสภาพอากาศมีความเหมาะสม
83งานเกษตร ตอการเจริญเติบโตของพืช ดินในชุมชนเปน
ดินรวน ลักษณะภูมิอากาศเปนแบบรอนช้ืน
และมีฝนตกตลอดท้ังป จึงเหมาะสมตอการ
ปลูกไมผ ลทั้ง 3 ชนดิ นม้ี ากที่สุด
12. ครถู ามนักเรียนวา
• เพราะเหตใุ ดอาชพี การทาํ สวนผลไมจ งึ เปน
อาชพี สําคญั ของคนไทยอีกอาชีพหนึ่ง
(แนวตอบ ประเทศไทยมีสภาพภูมิอากาศ
และสภาพแวดลอมท่ีเหมาะสมตอการ
เพาะปลกู ผลไมห ลายขนดิ จงึ สง ผลใหม กี าร
ทาํ สวนผลไมอ ยทู ว่ั ทกุ ภมู ภิ าคของประเทศ)
ขอสอบเนน การคดิ บูรณาการอาเซียน
พจิ ารณาขอ มลู แลว ตอบคาํ ถาม ครูอธิบายใหนักเรียนเห็นความสําคัญของบทบาทการเปนผูสงออกไมผล
1. มีอายยุ ืน ของกลุมประเทศในอาเซียน โดยอาจยกตัวอยางประเทศท่ีใหญท่ีสุดในเอเชีย
2. สว นใหญมกี ล่นิ หอม ตะวันออกเฉียงใตอยางประเทศจีน ซ่ึงเคยนําเขาผลไมจากประเทศชิลีมาก
3. ใชตกแตง สถานทีใ่ หส วยงาม เปนอันดับ 1 แตจากขอมูลลาสุดปรากฏวา ประเทศจีนไดมีการนําเขาผลไม
4. ตอ งดูแลเอาใจใสอ ยางใกลชิด จากประเทศไทยมากเปน อนั ดบั 1 และเม่ือพิจารณามลู คา การนําเขาผลไมของ
ขอ ใดเปน ลกั ษณะของพชื สวน ประเทศจีน 5 อนั ดับแรก พบวา เปน ประเทศในอาเซียนถงึ 3 ประเทศ ไดแก
1. 1, 2 2. 1, 3 ประเทศไทย ประเทศเวยี ดนาม และประเทศฟล ปิ ปน ส ดงั นนั้ อาเซยี นจงึ ถอื เปน
3. 1, 4 4. 2, 3 ภูมิภาคที่มีมูลคาการสงออกผลไมไปประเทศจีนมากท่ีสุด ซึ่งนักเรียนสามารถ
ศกึ ษาขอมูลเพม่ิ เติมไดท่ี กรมสงเสรมิ การคาระหวา งประเทศ กระทรวงพาณิชย
(วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 3. 1, 4 เพราะมอี ายยุ นื เปน ลกั ษณะ หรือ www.ditp.go.th
ของไมผ ลและพชื สวนทกุ ชนดิ ตอ งดแู ลเอาใจใสอ ยา งใกลช ดิ สว น
คาํ ตอบในขอ อน่ื คอื สว นใหญม กี ลน่ิ หอมและใชต กแตง สถานทใ่ี ห
สวยงามเปน ลกั ษณะของไมด อก)
T93
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั นาํ ๓) ไม้ดอก ไมป้ ระดับ เป็นพนั ธ์ุไมท้ ่นี ิยมน�ามาปลกู เพ่อื ท�าให้เกิดความสวยงาม
ขน้ั ที่ 1 สงั เกตและรบั รู ทั้งภายในบริเวณบ้าน ภายนอกตัวบ้าน หรืออาคาร ซึ่งไม้ดอก ไม้ประดับจ�าแนกเป็นประเภท
ต่าง ๆ ได้ ดังน้ี
13. ครใู หน กั เรยี นเลน เกม โดยใหน กั เรยี นแบง กลมุ
กลมุ ละเทา ๆ กนั รว มกนั ทายชอ่ื ภาพไมด อก ซงึ่ ไมด้ อก
มกี ตกิ าในการเลน เกม คอื ภาพไมด อก 1 ภาพ
จะแบง เปน ภาพเลก็ ๆ จาํ นวน 9 ภาพ เรยี งลาํ ดบั พชื ทป่ี ลกู ขน้ึ เพอ่ื นา� ดอกไปใชป้ ระโยชน์ เชน่ นา� ไปตกแตง่ อาคารสถานทใี่ หส้ วยงาม หรอื ตดั ดอก
หมายเลข 1-9 ครูจับสลากหมายเลขข้ึนมา เพอ่ื นา� ไปจา� หนา่ ย แบง่ เปน็ ๒ ประเภท ไดแ้ ก่
1 หมายเลข หากตรงกับหมายเลขใดจะเปด
ภาพทตี่ รงกบั หมายเลขนน้ั โดย 1 ภาพ จะเปด ไมต้ ดั ดอก ไม้ดอกประดับ
ไดเพยี ง 3 หมายเลข ใหน กั เรียนแตละกลมุ
รวมกันทายช่ือภาพไมดอก กลุมใดทายถูก เป็นไม้ดอกที่ปลูกเพ่ือตัดดอกมาใช้ประโยชน์ เป็นพรรณไม้ท่ีมีดอกสวยงาม ไม่นิยมตัดดอก
จะได 1 คะแนน เลน จนครบ 10 ภาพ กลุม ใด โดยตรง เช่น ประดับแจกัน ประดับตกแต่ง เพราะดอกไมค่ งทาน เหย่ี วเฉางา่ ย นิยมน�ามา
ไดค ะแนนมากที่สุดเปน ฝายชนะ ในงานพิธีต่าง ๆ เพือ่ ให้เกิดความสวยงาม หรอื ปลูกเป็นกลุม่ เป็นแปลงประดับ ตกแต่งอาคาร
ปลูกตัดดอกเพอ่ื การคา้ สถานท่ี
14. ครูนําภาพไมดอกซ่ึงเปนภาพปริศนาทั้งหมด
ติดลงบนกระดานดํา จากน้ันใหนักเรียน ตวั อย่าง ตัวอยา่ ง
ชวยกันจําแนกประเภทของไมดอกวา ภาพ
ไมด อกชนดิ ใดเปน ไมต ดั ดอกและภาพไมด อก กลว้ ยไม้ ซ่อนกลิน่ ฝรง่ั รักเร่
ชนิดใดเปนไมด อกประดับ
คารเ์ นชัน หงอนไก่ ทองอไุ ร
15. ครถู ามนักเรยี นวา กหุ ลาบ ชบา
• ที่บานของนักเรียนปลูกไมดอกเหมือนใน
ภาพหรอื ไม หากมี ปลกู ไมด อกชนดิ ใดและ ลลิ ลี่ เบญจมาศ ชวนชม
ปลกู อยางไร หากไมมี ปลูกไมด อกชนดิ ใด บานชนื่
และปลูกอยา งไร
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ 84
ไดอยางอิสระ เชน ที่บานปลูกกุหลาบ
เหมอื นในภาพปรศิ นา โดยปลกู บรเิ วณทโ่ี ลง
อากาศถา ยเทไดส ะดวก แตล ะตน ปลกู หา งกนั
30 เซนติเมตร เพ่ือความสะดวกในการ
ตกแตง กง่ิ ใชเ ศษหญา คลมุ ทโ่ี คนตน เพอ่ื ชว ย
รักษาความชนื้ ในดนิ รดน้ําอยา งสมาํ่ เสมอ
ในปรมิ าณทเี่ หมาะสม โดยระมดั ระวงั ไมใ ห
ดนิ แฉะ หรอื มีน้าํ ทว มขัง เพราะอาจทําให
รากเนาได และใสปุยเม็ดสูตร 15-15-15
ตน ละ 5-10 กรัม ทุก 2 สปั ดาห)
เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคดิ
ครูอธิบายเพิ่มเติมเก่ียวกับประโยชนของไมดอกใหนักเรียนฟงวา ไมดอก ขอ ใดจดั เปน ประโยชนข องการใชร ะบบนา้ํ หยดในการดแู ลรกั ษาพชื
นอกจากจะมลี กั ษณะสสี นั ทส่ี วยงามแลว ยงั นยิ มนาํ มาใชใ นการประดบั ตกแตง 1. ชวยประหยดั น้าํ
สิ่งของ หรือสถานท่ีตางๆ เพ่ือเพ่ิมความสวยงามอีกดวย นอกจากน้ี ไมดอก 2. ชวยประหยดั แรงงาน
หลายชนิดยังมีสรรพคุณทางยา สามารถนํามาใชเพื่อรักษารักษาโรคตางๆ ได 3. ชว ยควบคมุ ปรมิ าณการจายนา้ํ
ดงั ตัวอยา ง 4. ถกู ทุกขอ
• จําปา เปลือกและรากใชรักษาฝที่มีหนอง ดอกและเมล็ดใชทํายาแกไข (วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 4. เพราะการใหนํ้าแกพืชโดยการ
คลนื่ ไส อาเจยี น วิงเวยี นศรี ษะ ใชระบบนํ้าหยดเหมาะสําหรับการรดนํ้าบริเวณโคนตน หรือพ้ืนที่
ตางระดับ เพ่ือใหนํ้ามีเวลาดูดซึมลงดิน ไมไหลไปยังจุดอื่นๆ
• บวั หลวง เกสรนาํ มาผสมในยาหอมใชบ ํารงุ หวั ใจ บํารุงกําลัง แกอ าการ ซึ่งถือเปนการควบคุมปริมาณการจายนํ้า ชวยใหประหยัดน้ํา
หนามืด วงิ เวยี นศรี ษะ และยงั ชว ยลดการใชแรงงานคนไดอีกทาง)
• มะลิ ดอกสดนํามาตําแลวพอกท่ีขมับแกปวดศีรษะ ดอกที่โรยคาตน
นํามาชงเปนชา มรี สชาติดแี ละมีกล่ินหอมชื่นใจ
T94
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
ไมป้ ระดับ ขน้ั นาํ
เปน็ พรรณไมท้ ป่ี ลกู เพอื่ นา� มาใชป้ ระดบั ตกแตง่ อาคารสถานท่ี มรี ปู ทรง ลา� ตน้ และใบทส่ี วยงาม ขน้ั ที่ 1 สังเกตและรบั รู
แบง่ เปน็ ๓ ประเภท ไดแ้ ก่
16. ครูนําภาพตนไมชนิดตางๆ มาใหนักเรียนดู
ตวั อยา่ ง จากนนั้ ใหน กั เรยี นรว มกนั วเิ คราะหว า ภาพใด
จัดเปนไมประดับที่นิยมปลูก เพ่ือนํามาใช
ไม้ตัดใบ บอนส1ี วาสนา เฟนิ ประดบั ตกแตงอาคารสถานท่ี
เปน็ พรรณไมท้ ใี่ บมรี ปู ทรง 17. ครูอธบิ ายเพิ่มเติมวา “ไมประดบั จะแบง ตาม
สีสันสวยงามสะดุดตา ลักษณะของการใชงานได 2 ประเภท คือ
พรรณไมช้ นดิ นจ้ี ะไมเ่ นน้ ไมป ระดบั ภายในอาคาร หรอื ในรม จะตอ งการ
ความสวยงามของดอก มี แสงนอยถึงปานกลาง สวนมากปลูกอยูใน
ท้ังที่ปลูกในร่มและปลูก อาคารท่ีมีแสงแดดสองถึงเล็กนอย เชน
กลางแจง้ แกวหนามา เดหลี และไมประดับภายนอก
อาคารหรือกลางแจง จะตองการแสงมาก
ไมก้ ระถาง สวนมากปลกู อยภู ายนอกอาคาร หรอื บรเิ วณ
สนามตา งๆ เชน โกสน ปาลม”
เปน็ พรรณไมป้ ระดบั ทนี่ า�
มาปลูกให้เจริญเติบโต 18. ครถู ามนกั เรยี นวา
ได้ดีในกระถาง เพ่ือใช้ • การปลกู ไมดอก ไมป ระดบั มีขอดีอยา งไร
ประดับตกแต่งอาคาร (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ส ถ า น ที่ ใ ห ้ เ กิ ด ค ว า ม ไดอ ยา งอสิ ระ เชน ชว ยทาํ ใหบ า นดสู ดชน่ื ขนึ้
สวยงาม จากสีสันของดอกไม ชวยผอนคลายความ
ตึงเครียด ทําใหบานนาอยูอาศัยมากข้ึน
ลนิ้ มงั กร เดหลี บัลเดยี นมั เปนการใชเวลาวางใหเเกิดประโยชน ชวย
รักษาสิ่งแวดลอม ตอยอดเพ่ือสรางเปน
ไมด้ ดั และไม้แคระ มะสัง อาชีพไดใ นอนาคต)
ชวนชม ขอ่ ย • เพราะเหตุใดในปจจบุ ันไมดอก ไมป ระดับ
เป็นพรรณไม้ประดับท่ี จึงมคี วามสาํ คญั ทางเศรษฐกจิ
ผู้ปลูกต้องคอยตัดแต่ง (แนวตอบ ปจ จบุ นั การปลกู ไมด อก ไมป ระดบั
และดูแลเอาใจใส่เป็น เพอื่ นาํ มาใชใ นการตกแตง บา นเรอื น ตกแตง
พเิ ศษ ตอ้ งมศี ลิ ปะในการ อาคาร หรือจัดดอกไมตามสถานที่ตางๆ
ตกแตง่ สามารถเลย้ี งเปน็ กําลังไดร ับความนยิ มเปน อยา งมาก เพราะ
งานอดิเรก หรือท�าเป็น จะทําใหสถานท่ีน้ันๆ ดูสวยงาม มีความ
อาชพี ได้ สดช่ืน และการจัดดอกไมตามงานตางๆ
ยังเปนการสรางบรรยากาศที่ดีใหกับงาน
85งานเกษตร อกี ดวย)
ขอสอบเนน การคดิ เกร็ดแนะครู
ขอใดไมจดั เปนวธิ กี ารเพิม่ มลู คา ใหแกไ มป ระดับ ครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ เกยี่ วกบั ไมด ดั ใหน กั เรยี นฟง วา การปลกู ไมด ดั เปน ทน่ี ยิ ม
1. ตัด หรือตกแตง ใหสวยงาม อยางยง่ิ ในสมยั รชั กาลท่ี 1 พระองคทรงใหป ลูกไมด ดั ไวใ นพระบรมมหาราชวัง
2. จดั วางในสถานที่กลางแจง ซงึ่ ยงั มใี หเ หน็ อยใู นปจ จบุ นั นอกจากนี้ ยงั มหี ลกั ฐานปรากฏอยใู นกลอนเสภา เรอ่ื ง
3. เลอื กใชภ าชนะท่ีสวยงามและมีขนาดเหมาะสม ขุนชา งขุนแผน ตอน ขุนแผนข้นึ เรือนขุนชา ง ความวา
4. ระมดั ระวังเรอ่ื งความชนื้ เพราะอาจทาํ ใหตนไมเกิดโรคได “กระถางแถวแกว เกดพกิ ุลแกม ย่ีสุนแซมมะสงั ดัดดูไสว
สมอรดั ดดั ทรงสมละไม ตะขบขอ ยคัดไวจ ังหวะกัน”
(วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 2. เพราะไมประดบั บางชนิดมคี วาม
ตอ งการแสงแดดทไ่ี มเ ทา กนั จงึ ไมส ามารถนาํ ไมป ระดบั มาจดั วาง นักเรียนควรรู
ภายนอกอาคารหรือสถานที่กลางแจงไดเหมือนกันท้ังหมด
เนื่องจากแสงแดดอาจทําใหใบกลายเปนสีนํ้าตาล แหง กรอบ 1 บอนสี เปนไมใบที่มีสสี ันและลวดลายทสี่ วยงาม จนไดร ับการขนานนามวา
อาจสง ผลใหเ หี่ยวเฉาและตายลงได) “ราชนิ แี หง ไมใ บ” ในการปลกู บอนสจี ะตอ งระมดั ระวงั ในเรอ่ื งของแสงแดด เพราะ
หากไดรับแสงแดดมาก หรอื นอยเกินไป จะสง ผลกระทบตอ สขี องใบได
T95
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั นาํ ดอกไมม้ งคลเพ่ิมโชคลาภ ดอกไมท้ ผี่ คู้ นสว่ นใหญน่ ยิ มปลกู กนั
ในบ้านมีอย่ดู ้วยกันหลายชนดิ ซ่งึ ขึน้ อยู่
ขนั้ ที่ 1 สงั เกตและรบั รู กบั ความชอบของแตล่ ะบคุ คล โดยดอกไม้
แตล่ ะชนดิ จะมคี วามสวยความทแี่ ตกตา่ ง
19. ครูใหนักเรียนศึกษา เรื่อง ดอกไมมงคล กนั รวมถงึ ความหมายยกตวั อยา่ งดอกไม้
เพิ่มโชคลาภ ในกรอบ Know More จาก มงคล ๑๐ ชนดิ ท่ีนิยมปลกู เพ่ือเพม่ิ โชค
หนงั สือเรยี น หนวยการเรยี นรทู ่ี 5 หนา 86 ลาภ มดี ังน้ี
หรือศกึ ษาเพมิ่ เติมจากอินเทอรเ น็ต
๑. แก้ว : ส่งผลใหม้ ี ๖. กลว้ ยไม้ : จะทา� ใหเ้ กดิ ความประทับใจ
20. ครถู ามนกั เรียนวา คนรักดั่งแกว้ ตาดวงใจ
• จากการศึกษา เรื่อง ดอกไมมงคลเพิ่ม คนในบา้ นมีจรยิ ธรรม
โชคลาภ มีดอกไมท่ีนักเรียนชื่นชอบบาง
หรือไม เพราะเหตุใดจึงชอบดอกไมชนดิ น้ี ๒. กระดังงา : คนในบ้าน ๗. ชบา : การงานเจรญิ กา้ วหน้า
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ มีชอื่ เสียงโดง่ ดัง
ไดอยางอิสระ เชน ชอบดอกมะลิ เพราะ เปน็ ทน่ี ับหนา้ ถอื ตา ไร้ซ่งึ ปญั หาและอุปสรรค
มีกลิ่นหอม สามารถนํามาใชประโยชนได
อยางหลากหลาย รวมถึงยังมีความหมาย ๓. บานไมร่ ู้โรย : ความรัก ๘. มะลิ : เสรมิ สรา้ งสริ ิมงคล
ทีเ่ ปนมงคลอีกดวย) ของผ้อู ยู่อาศยั
• นอกจากตวั อยา งดอกไมท นี่ กั เรยี นไดศ กึ ษา และคกู่ นั จะผกู พัน มจี ิตใจ ทบี่ รสิ ุทธ์ิ
จากกรอบ Know More นกั เรยี นยงั ทราบ มั่นคงต่อกัน รกั และคดิ ถงึ คนรอบขา้ ง
ความหมายของดอกไมชนิดอื่นอีกหรือไม
จงยกตัวอยาง ๔. จ�าปา : น�าโชคลาภและ ๙. พุด : มีความเจรญิ
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ ความโชคดี
ไดอยางอิสระ เชน เข็ม : มีสติปญญา มาใหผ้ อู้ าศัย ม่ันคง แข็งแรง สมบูรณ์
เฉียบแหลม มีความคดิ ความอา นทดี่ ี คนู :
มีศักด์ิศรี มีเกียรติยศชื่อเสียง กุหลาบ : ๕. เข็ม : สมองปลอดโปร่งเกิดความคดิ อา่ นท่ีดี ๑๐. ดาวเรอื ง : สง่ เสริมใหช้ ีวติ เจรญิ กา้ วหน้า
สงางาม สมภาคภูมิ โปยเซียน : นําโชค ความคดิ เฉียบขาด
ลาภและความโชคดมี าสคู รอบครวั อญั ชนั : มเี งิน มีทองไหลมาเทมา
เสริมใหป ระสบความสาํ เรจ็ ในชีวิต)
86
21. ครอู ธิบายเพ่ิมเติมวา “ในการเลือกซื้อดอกไม
ชนิดใดๆ มาปลูก ควรศึกษาขอมูลเกี่ยวกับ
ดอกไมช นดิ นนั้ ๆ ใหเ ขา ใจอยา งละเอยี ด หรอื
สอบถามจากผูรู หรือผูจําหนาย เพื่อจะได
ทําการปลกู ดแู ล บํารงุ รักษาไดอ ยา งถูกตอ ง
เลือกตนท่ีใบมีสีสด ไมมีโรคแมลง กระถาง
และกน กระถางไมแ ตกหกั หากกาํ ลงั ออกดอก
ควรเลอื กตน ทด่ี อกตมู ใกลจ ะบาน เพอ่ื ทจ่ี ะให
ดอกบานเตม็ ทีเ่ มื่อนํามาปลกู ”
บูรณาการอาเซียน กิจกรรม เสรมิ สรา งคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค
ครอู ธบิ ายใหน กั เรยี นฟง วา ดอกไมม งคลนอกจากจะนยิ มปลกู ในประเทศไทย ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละเทาๆ กัน ศึกษาเพ่ิมเติมเรื่อง
เนอ่ื งจากคา นยิ มทางดา นความเชอ่ื แลว ยงั พบความนยิ มในลกั ษณะเชน เดยี วกนั การปลกู ตน ไมต ามความเชอ่ื โดยศกึ ษาทง้ั ไมม งคลและไมอ วมงคล
กับประเทศอื่นๆ อีกดวย เชน ราชพฤกษหรือคูน จัดเปนไมมงคลและเปน จากน้ันใหนักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนกลุมละ 1 คน ออกมา
สัญลักษณประจําชาติไทย พบวานิยมปลูกเปนไมประดับในบริเวณตอนใตของ นําเสนอผลงานใหเพ่ือนฟงหนาช้ันเรียน โดยครูอธิบายเสริมเพ่ือ
ปากสี ถาน อนิ เดยี ศรลี งั กา รวมถงึ ประเทศอาเซยี นอยา งเมยี นมาดว ย เนอื่ งจาก ใหเกิดความเชื่อมโยงระหวางความเช่ือกับภาพสะทอนทางสังคม
พรรณไมช นดิ น้ีมปี ระโยชนห ลากหลายประการ เชน มีสรรพคณุ ทางการแพทย เปนตนวา วิถีชีวิต ระบบความคิด สภาพจิตใจของคนในสังคม
สามารถนาํ มาใชเ ปน ยาระบาย ขบั เสมหะ บาํ รงุ โลหติ บรรเทาอาการแนน หนา อก ในยุคปจจบุ นั พรอมท้งั สรุปวา การที่จะทาํ ใหครอบครวั มีความสขุ
ลดคอเลสเตอรอล แกอาการกระหายนํ้า แกอาการปวดฟน อาการจุกเสียด ไดน ้นั ไมไดขนึ้ อยูก ับการปลกู ไมม งคลเพยี งอยา งเดยี ว แตสมาชิก
ขับพยาธิไสเดือนในทอง และดวยลักษณะของตนท่ีจัดเปนไมยืนตนขนาดใหญ ในครอบครัวทุกคนจะตองปฏิบัติตนตามหนาท่ีท่ีไดรับมอบหมาย
จึงนิยมนํามาปลูกไวในสถานท่ีตางๆ เพื่อชวยปองกันแสงแดด ลดความรอน อยางเหมาะสมอีกดว ย
และประหยดั พลงั งาน
(กิจกรรมนี้เสริมสรางคุณลักษณะดานมีวินัยและมุงม่ันในการ
ทํางาน)
T96
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
๑.๒ การศึกษาขอ้ มูลและวางแผนปลูกพชื ขนั้ นาํ
การปลูกพืชในปัจจุบันผู้ปลูกจ�าเป็นต้องมีวัตถุประสงค์ในการปลูกพืชแต่ละครั้ง และศึกษา ขัน้ ท่ี 1 สงั เกตและรบั รู
ข้อมลู ของพืชทีจ่ ะท�าการปลกู ตลอดจนส�ารวจความต้องการของผ้บู รโิ ภคทกุ ครัง้ ก่อนทจ่ี ะทา� การ
ปลกู เพอ่ื นา� ขอ้ มลู ตา่ ง ๆ ไปวางแผนการปลกู พชื นอกจากนี้ ผปู้ ลกู ควรมอี งคค์ วามรดู้ า้ นการขยาย 22. ครูใหนักเรียนศึกษา เร่ือง การศึกษาขอมูล
พันธพุ์ ชื แบบต่าง ๆ เพ่อื นา� ไปใช้ปลูกพืชครง้ั ตอ่ ไปใหม้ ีประสิทธิภาพมากย่งิ ขนึ้ และวางแผนการปลูกพืช จากหนังสือเรียน
หนว ยการเรยี นรทู ่ี 5 หรอื ศกึ ษาเพิม่ เตมิ จาก
๑) กำรศึกษำข้อมูลในกำรปลูกพืช ในการปลูกพืชทุกคร้ัง ผู้ปลูกจะต้องมีการ อนิ เทอรเ น็ต
วางแผนการปลูกพืชและศึกษาข้อมูลในการปลูกพืชแต่ละชนิด ส�าหรับแหล่งข้อมูลท่ีจะให้ความรู้ 23. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาเพม่ิ เตมิ เกย่ี วกบั การศกึ ษา
และประสบการณ์เก่ียวกบั เทคโนโลยกี ารปลกู พืชชนดิ ต่าง ๆ น้นั มหี ลายทาง ดังน้ี ขอมูลและวางแผนการปลกู พืช จาก Power-
Point ม.5 หนว ยการเรยี นรูที่ 5
บุคคล หนว่ ยงาน
24. ครถู ามนกั เรยี นวา
ผทู้ มี่ คี วามรู้ หปรรอื ะปจร�าะทส้อบงกถาิ่นรณเ์ใชน่นการชปาลวกูสพวนชื 1 มีท้ังหน่วยงานของทางราชการและเอกชน • นักเรียนสามารถศึกษาขอมูลเกี่ยวกับการ
ชนิดต่าง ๆ ซง่ึ จะใหค้ วามชว่ ยเหลอื สง่ เสรมิ เผยแพร่ และ ปลูกพชื ไดจากแหลงใด
ผู้ประกอบอาชีพทางธุรกิจจ�าหน่ายไม้ดอก ให้ข้อมูลต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับการปลูกพืช (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไมป้ ระดบั ครอู าจารยท์ สี่ อนวชิ าเกษตรกรรม ประจา� ทอ้ งถน่ิ หนว่ ยงานราชการ เชน่ เกษตร ไดอยางอิสระ เชน สามารถศึกษาขอมูล
และเจ้าหน้าทีส่ ง่ เสรมิ การเกษตร ต�าบล สเช�าน่นักบงารนิษเทั กจษ�าตหรนอ่า�ายเเภมอลด็ หพนัน่วธ2ยุ์ งเคามนี เกยี่ วกบั การปลกู พชื ไดจ ากเกษตรกรผปู ลกู พชื
เอกชน ชนดิ ทตี่ นสนใจ นกั วชิ าการเกษตร บคุ คลที่
การเกษตร เครอ่ื งจกั รกลทางการเกษตร มคี วามรเู กยี่ วกบั การปลกู พชื เวบ็ ไซตต า งๆ
ท่ีเก่ียวของกับการปลูกพืช ส่ือส่ิงพิมพ
สอื่ มวลชน เครอื ข่ายอนิ เทอร์เน็ต หนงั สอื หรอื วารสารทางการเกษตร)
แหลง่ ขอ้ มลู ขา่ วสารท่ีใหค้ วามรเู้ ขา้ สคู่ รวั เรอื น แหลง่ คน้ ควา้ ขอ้ มลู ทส่ี า� คญั และมคี วามทนั สมยั 25. ครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ วา “หากตอ งการทราบขอ มลู
ซง่ึ พบได้ในชวี ติ ประจา� วัน เชน่ หนงั สอื พิมพ์ มากทสี่ ดุ ในปจั จบุ นั มเี วบ็ ไซตม์ ากมายทบ่ี รรจุ เพิ่มเติมเก่ียวกับการปลูกพืชนอกเหนือจาก
รายวัน นิตยสารการเกษตร รายการวิทยุ ขอ้ มลู ความรเู้ กย่ี วกบั การเกษตรทง้ั แบบทเ่ี ปน็ ท่ีแนะนําไวในหนังสือเรียน นักเรียนสามารถ
โทรทัศน์ท่ีเก่ียวข้องกับการเกษตร ซึ่งควร ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ ซง่ึ สามารถคน้ หา สอบถามขอมูลจากหนวยงานที่รัฐบาลจัดขึ้น
ศกึ ษาเปน็ ประจา� เพอ่ื จะไดค้ วามรทู้ ห่ี ลากหลาย ขอ้ มลู ได้อย่างกวา้ งขวางและรวดเรว็ คอื สาํ นกั งานเกษตรจงั หวดั สงั กดั กรมสง เสรมิ
มากขนึ้ การเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ
ซึ่งหนวยงานน้ีจะทําหนาท่ีในการสงเสริม
87งานเกษตร และพัฒนาเกษตรกร องคกรเกษตรกร และ
วิสาหกิจของชุมชน สงเสริมและประสาน
ถายทอดความรูดานการผลิต การจัดการ
ผลผลิตพชื ประมง และปศสุ ัตว กํากบั ดูแล
และสนับสนุนการปฏิบัติงานของสํานักงาน
เกษตรอําเภอ ปฏิบัติงานรวมกัน หรือ
สนับสนุนการปฏิบัติงานของหนวยงานอ่ืน
ทเี่ กย่ี วขอ ง หรือท่ีไดร ับมอบหมาย”
ขอ สอบเนน การคดิ นักเรียนควรรู
เพราะเหตใุ ดจงึ ตอ งสาํ รวจความตอ งการของผบู รโิ ภคกอ นการ 1 ชาวสวน ผปู ระกอบอาชพี นจี้ ะตอ งมคี วามรู ความชาํ นาญในอาชพี เกษตรกร
ปลกู พชื มีความขยนั อดทน ชอบเรยี นรูในสิง่ ใหมๆ สามารถใหคําแนะนาํ หรอื ใหข อมูล
อนั เปน ประโยชนเ กย่ี วกบั พชื และวธิ ีการปลูกพชื ไดเ ปนอยา งดี
(แนวตอบ การสํารวจความตองการของผูบริโภคกอนการ 2 เมล็ดพันธุ การพิจารณาคุณภาพสามารถพิจารณาไดจากสภาพภายนอก
ปลูกพืชมีความสําคัญและมีความจําเปนอยางย่ิง เพราะจะชวย คือ หากเปน เมล็ดพนั ธุใ หมจะมสี สี ดใส (เมลด็ พันธเุ กาสจี ะขนุ ) เมล็ดสมบูรณ
ใหทราบความตองการของผูบริโภค ซึ่งจะทําใหสามารถปลูกพืช ไมแ ตกหกั ไมม เี ศษผง ไมม รี อยเจาะของแมลง และการพจิ ารณาไดจ ากลกั ษณะ
เพื่อใหไดผลผลิตตรงตามความตองการของตลาด และสงผลให ภายใน คอื ความชน้ื ในเมลด็ ตา่ํ มเี ปอรเ ซน็ ตก ารงอกสงู และเมลด็ มคี วามแขง็ แรง
สามารถจาํ หนา ยพืชไดในราคาดี)
ส่ือ Digital
ศกึ ษาเพมิ่ เตมิ เกย่ี วกบั ขอ มลู ในการปลกู พชื ไดท ี่ http://www.doae.go.th
T97
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ นาํ ๒) กำรวำงแผนกำรปลูกพืช เป็นการก�าหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ขั้นตอน
ขนั้ ท่ี 1 สงั เกตและรบั รู วิธีการด�าเนินงานต้ังแต่เริ่มต้นปลูกพืชจนถึงการใช้ประโยชน์จากพืชท่ีปลูก โดยมีความมุ่งหวัง
ให้การปลกู พืชไดร้ บั ผลส�าเรจ็ คุ้มคา่ ตอ่ การลงทนุ แนวทางการวางแผนการปลูกพืช มดี งั น้ี
26. ครูและนักเรียนรวมกันสนทนาเกี่ยวกับการ
วางแผนการปลกู พชื จากนน้ั ครถู ามนกั เรยี นวา ก�าหนดชนิดของพืชและแนวทาง กา� หนดพืน้ ที่เพาะปลกู พืช1
• เพราะเหตุใดพื้นท่ีตางๆ ของประเทศไทย การใชป้ ระโยชน์
จึงสามารถปลูกพชื ไดด ี พจิ ารณาพนื้ ทที่ ใ่ี ชป้ ลกู ใหเ้ หมาะสมกบั พชื ทป่ี ลกู
(แนวตอบ เน่ืองจากสภาพภูมิประเทศ ค�านึงถึงฤดูกาลและสภาพพ้ืนที่ว่าเหมาะสมกบั เช่น จะปลูกพืชชนิดใด ใช้พนื้ ทกี่ ไี่ ร่ ควรปรบั
ลักษณะของดินที่มีความอุดมสมบูรณ พชื ทปี่ ลกู หรอื ไม่ หรอื ผปู้ ลกู กา� หนดวตั ถุประสงค์ สภาพพนื้ ทอี่ ยา่ งไร รวมถงึ เกบ็ วชั พชื หนิ กรวด
สภาพอากาศท่ีเหมาะสมตอการปลูกพืช ในการปลูกก่อนว่าเมื่อปลูกแล้วจะน�าผลผลิต ขนาดใหญ่ออก เพ่ือความสะดวกในการใช้
จึงทําใหสามารถปลูกพืชไดท่ัวทุกภาคของ ไปบริโภคในครัวเรอื น หรอื ปลูกเพื่อจา� หนา่ ย เครื่องมอื อุปกรณ์ทางการเกษตร
ประเทศไทย) และมีชอ่ งทางการตลาดมากน้อยเพียงใด ขณะปฏิบัติงาน
• ในการปลกู พชื ผูปลูกควรมแี นวทางในการ
วางแผนการปฏิบตั งิ านอยางไร การจดั ท�าตารางการปฏิบตั งิ าน
(แนวตอบ ควรมีการกําหนดชนิดของพืช
และแนวทางการใชป ระโยชน กาํ หนดพ้ืนที่ กา� หนดรายการปฏบิ ตั งิ านในแตล่ ะวนั ผรู้ บั ผดิ ชอบ
เพาะปลูก การจัดทําตารางการปฏิบัติงาน ควรระบุเวลา ข้ันตอนการปฏิบัติงานต้ังแต่
การเตรียมทุนและแรงงานในการปลูกพืช
การเตรียมพันธุพืชและเคร่ืองมืออุปกรณ กกาารรปเตลรกู ียกมาดรินใหป้กยุ๋า2รกเตารรปียอ้มงพกันนั ธแุ์ ลกะการ�าเจพดั าศะตั เมรพูลช็ืด3
ในการปลูกพชื )
• หากตองการเพาะปลูกพืช 1 ชนิด ท่ีบาน การเก็บเก่ียว การใชป้ ระโยชน์
นกั เรยี นควรปฏบิ ตั ิอยางไร จากผลผลติ และการจดั จ�าหน่าย
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอ ยา งอสิ ระ เชน ควรศกึ ษาขอ มลู เกย่ี วกบั การเตรยี มทนุ และแรงงานในการปลูกพืช การเตรียมพนั ธ์พุ ชื
พืชที่ตองการปลูกใหเขาใจอยางละเอียด เครอ่ื งมอื อุปกรณ์ในการปลูกพืช
ถถี่ ว น โดยศกึ ษาขอ มลู จากแหลง การเรยี นรู จะหาเงินทุนมาจากแหล่งลงทุนชนิดใด จ�าเป็น
ตา งๆ อยา งหลากหลาย หรอื สอบถามจากผรู ู ตอ้ งใชแ้ รงงานเทา่ ใดจงึ จะเหมาะสมกบั สภาพงาน ควรจัดเตรียมพันธุ์พืชที่จะปลูกให้มีปริมาณ
เชน เกษตรกรท่ีปลูกพืชชนิดน้ันๆ ศึกษา เพ่ือป้องกันปัญหาที่อาจเกิดข้ึนระหว่างลงมือ เหมาะสมกับพ้ืนที่ปลูก และควรเป็นพันธุ์ที่มี
ดูงานจากสถานท่ีจริงที่เปนแหลงปลูกพืช ปฏบิ ตั กิ ารปลูกพชื คณุ ภาพ ส่วนเครอ่ื งมือ อปุ กรณ์
ชนิดน้ัน เม่ือไดขอมูลมาแลวจึงทําการ การปลูกพชื ควรจดั เตรยี มให้
วางแผนการปลูกพืช โดยกําหนดพ้นื ทป่ี ลูก เพียงพอกับแผนการทไ่ี ด้วางไว้
จดั ทําตารางการปฏบิ ตั งิ าน เตรียมทุนและ
แรงงานในการปลูกพชื เตรียมพนั ธุพืชและ 88
เครื่องมือในการปลูกพืชใหพรอม จากน้ัน
จงึ ลงมอื ปลูกพชื ตามขอ มลู ทีไ่ ดศ ึกษามา)
นักเรียนควรรู ขอ สอบเนน การคิด
1 พื้นท่ีเพาะปลูกพืช หากในพื้นท่ีเดียวกันมีการปลูกพืชหลายชนิด ควรจัด คุณลักษณะสําคัญในขอใดมีความจําเปนนอยท่ีสุดสําหรับ
ระบบใหมีการปลูกพืชหมุนเวียนตามหลักการใชประโยชนจากดิน เพื่อใหการ ผูประกอบอาชีพเกษตรกร
ทําเกษตรกรรมมปี ระสิทธภิ าพและเกิดความคุมคา สงู สุด
2 การใหป ยุ หากเกษตรกรตอ งการใชป ยุ เคมี ควรมขี อ ทพี่ งึ ปฏบิ ตั ิ คอื ไมใ สป ยุ 1. การมวี ินยั
ในขณะทฝี่ นตก หรอื มลี มพายพุ ดั แรง เพราะนา้ํ และลมจะชะลา งปยุ ทาํ ใหไ มไ ดผ ล 2. ความขยัน อดทน
ตามตองการ ระวังอยาใหป ยุ คา งบนใบพชื เพราะจะทาํ ใหใบไหม ไมค วรใชปยุ 3. มีจรรยาบรรณในวชิ าชพี
ตดิ ตอ กนั เปนเวลานาน เพราะทําใหด ินเปน กรดและเสอ่ื มสภาพ 4. มีเครอื ขา ยทางสังคมออนไลน
3 ศตั รพู ชื ปจ จยั ทางชวี ภาพ สง่ิ มชี วี ติ หรอื อน่ื ๆ ทเี่ ปน อนั ตรายตอ การปลกู พชื
กอ ใหเ กดิ ความเสยี หายตอ ระบบการผลติ โดยศตั รพู ชื จะเขา มาสรา งความเสยี หาย (วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 4. เพราะคุณลักษณะสําคัญพ้ืนฐาน
แกพ ชื ใน 3 ระยะ คอื ระยะการผลติ พชื ระยะหลงั เกบ็ เกย่ี ว และระยะการขยายพนั ธุ ที่ผปู ระกอบอาชพี เกษตรกรพงึ มี คือ การมีวินยั ไมมักงา ย มคี วาม
ขยันอดทน เนื่องจากตองดูแลเอาใจใสในกระบวนการผลิต
เปน เวลานาน และทสี่ าํ คญั จะตอ งมจี รรยาบรรณในวชิ าชพี ของตน
โดยไมเอารัดเอาเปรยี บผบู รโิ ภค)
T98
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
๓) กำรปลูกพืชในท้องถ่ิน ในท้องถ่ินแต่ละแห่งจะมีการปลูกพืชหลากหลายชนิด ขนั้ สอน
แตกต่างกันไปตามลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ เช่น ภาคเหนือ ภูมิประเทศส่วนใหญ่ ขนั้ ท่ี 2 ทาํ ตามแบบ
มลี กั ษณะเปน็ เทอื กเขาสลบั ซับซอ้ น มภี มู อิ ากาศแบบทุ่งหญา้ สะวันนา จึงนยิ มปลกู ผกั และผลไม้
เมอื งหนาว เช่น ชา กะหล�่าปลี มะเขอื เทศ สตรอวเ์ บอร์รี ทวิ ลิป บวั ตอง ทองกวาว ตัวอย่าง 1. ครูใหนักเรียนแบงกลุม (กลุมเดิม) ศึกษา
การปลกู พชื ในทอ้ งถ่นิ มดี ังน้ี เรื่อง การปลูกพืชในทองถิน่ : ผักคะนา จาก
หนงั สือเรียน หนว ยการเรยี นรทู ี่ 5 หรอื ศึกษา
กำรเลือกพนื้ ที่ปลูก ผกั คะน้า เพม่ิ เติมจากอนิ เทอรเ น็ต
๑. การปลูกคะนา้ ในครวั เรือน 2. ครตู งั้ คาํ ถามกระตนุ ความสนใจของนกั เรยี นวา
มหี ลักการเลือก ดงั น้ี • ควรเลอื กพืน้ ทปี่ ลูกผักคะนา อยางไร เพอ่ื ให
• เปน็ ดนิ ทอี่ ดุ มสมบรู ณ์ รว่ นปนทราย หรอื ไดผ ักคะนา ที่สมบรู ณแ ละนา รับประทาน
รว่ นซยุ (แนวตอบ ปลูกในแปลงปลูก โดยยกรอง
• เปน็ พน้ื ที่นา�้ ทว่ มไมถ่ งึ มีคูนํ้าลอมรอบ หรือยกรองธรรมดาตาม
• เป็นท่ีราบ หรือลาดเอียงเล็กน้อย เพ่ือ ความเหมาะสม หากปลูกเพื่อการคาอาจ
ความสะดวกในการเตรียมดนิ การรดน�้า คะน้าเป็นผักชนิดหน่ึงที่ผู้คนนิยมบริโภคกัน ปลูกในแปลงนา โดยการไถพรวน โรยเมลด็
และปอ้ งกนั การพงั ทลายของดนิ ทเ่ี กดิ จาก เปนแถว ดินท่ีใชควรเปนดินรวนปนทราย
การกดั เซาะของนา�้ ทอยน่ี ่ายิ งมแปพลรกู ่หมลี า๒ยพมนั ีรธา์ุ คคอืาไคมะ่แนพา้ งยอปด1ลเูกปไน็ ดพ้ทนัุกธฤท์ุ ดปีู่กลากูล หรอื ดนิ ผสมปุยคอกและปยุ หมกั )
• การเตรยี มดนิ ในแปลงเพาะกลา มวี ธิ ใี นการ
• เป็นบริเวณท่ีอยู่ใกล้แหล่งน�้าเพ่ือน�าน้�า เพอ่ื ใช้ยอดหรอื ล�าต้นอ่อนไปปรงุ อาหาร ชว่ งอายสุ น้ั ปฏบิ ตั ิอยางไร
มาใช้รดผักได้อย่างเพียงพอตลอดระยะ เจรญิ เตบิ โตเรว็ ลา� ตน้ มลี กั ษณะเปน็ สเี หลอื งอมเขยี ว (แนวตอบ ไถและพรวนดนิ ใหล ะเอยี ด ตากดนิ
การปลกู และคะน้าใบ ชว่ งอายุมากกว่าคะน้ายอด เม่อื เจริญ ทง้ิ ไว 5-7 วนั เพอ่ื ฆา เชอื้ โรค แลว จงึ คลกุ เคลา
เตบิ โตเตม็ ที่ โคนยอดอวบ ชอ่ ดอกมสี ขี าว นยิ มนา� ไป ดนิ ดว ยปยุ คอก หรอื ปยุ หมกั ทส่ี ลายตวั ดแี ลว
๒. การปลูกคะน้าในโรงเรียนควรปลูกช่วง พรวนยอ ยดนิ ใหล ะเอยี ด โดยเฉพาะผวิ หนา ดนิ
ปลายฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว เป็นช่วงที่ผัก ปรงุ อาหารขณะกา� ลงั เรม่ิ เปน็ ชอ่ ดอกออ่ น ๆ เพราะมี เพอ่ื ปอ งกนั ไมใ หเ มลด็ ทมี่ ขี นาดเลก็ ตกในดนิ
เจรญิ งอกงามดสี ว่ นการท�าแปลงนนั้ นยิ ม รสชาตหิ วาน กรอบ อร่อย ลกึ จนเกนิ ไป)
ท�าแปลงแบบมาตรฐาน คือ กว้าง ๑ เมตร • การเตรยี มดินแปลงปลูก มีวิธีในการปฏิบตั ิ
ยาว ๔ เมตร กำรเตรยี มดนิ อยา งไร
๑. การเตรียมดินเพาะเมล็ด การเพาะเมล็ดท�าได้ ๒ วิธี (แนวตอบ ยกแปลงสงู ประมาณ 30 เซนตเิ มตร
คือ การเพาะในกระบะและการเพาะในแปลงเพาะ กวาง 1 เมตร ยาวตามความยาวของพืน้ ท่ี
ซึ่งการเพาะเมล็ดต้องท�าล่วงหน้าก่อนถึงก�าหนดปลูก จัดระยะปลกู 50 x 50 เซนตเิ มตร (แถวค)ู
และการทา� แปลงปลกู ควรเตรยี มดนิ ผงึ่ แดดไวพ้ รอ้ มกบั ขุดหลุมลึก 15-20 เซนติเมตร ใสปุยหมัก
การเพาะเมลด็ ซง่ึ มที งั้ เตรยี มดนิ ยอ่ ยดนิ และเมอ่ื เตรยี ม รองกน หลุม 200 กรมั ตอ หลมุ ยา ยตนกลา
แปลงปลกู เสรจ็ กจ็ ะพอดกี บั ตน้ กลา้ ซง่ึ มอี ายพุ อทจี่ ะยา้ ย ลงไปปลกู รดน้ําใหชุม )
ปลกู ได้ คือ ๑๐-๑๕ วนั
3. ครูนําเมล็ดพันธุผักคะนา พรอมท้ังอุปกรณ
วิธีปลูกผักบุ้ง 89 ในการปลกู ผกั คะนา มาใหน กั เรยี นดู เพอ่ื ทาํ การ
สาธติ วิธกี ารปลูกผักคะนา
ขอ สอบเนน การคดิ เกร็ดแนะครู
ปจ จัยใดในทอ งถน่ิ ท่มี ีผลตอ การเลอื กชนิดของพชื มากท่สี ุด ครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ เกยี่ วกบั ประโยชนข องคะนา ใหน กั เรยี นฟง วา คะนา เปน ผกั
1. สภาพสังคม ที่มีวติ ามินหลากหลายชนดิ เชน เบตาแคโรทีน ซ่งึ ชว ยลดความเส่ียงในการเกดิ
2. สภาพดนิ และอากาศ โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลําไส มะเร็งปอด วิตามินซีชวยเสริมสราง
3. แรงงานทม่ี ีในทอ งถน่ิ เนื้อเย่ือ ทําใหระบบภูมิคุมกันโรคแข็งแรง วิตามินอีชวยชะลอปญหาเก่ียวกับ
4. วิถีชีวิตของคนในทองถิ่น ความจําเสื่อม ชะลอการเส่ือมของอายสุ มอง
(วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 2. เพราะสภาพดินและอากาศใน นักเรียนควรรู
แตล ะทอ งถนิ่ จะมสี ภาพดนิ และสภาพอากาศทแ่ี ตกตา งกนั ออกไป
ซึ่งการปลูกพืชแตละชนิดจะตองเลือกพันธุพืชใหเหมาะสมกับ 1 คะนายอด กรมสงเสริมการเกษตรประสบความสําเร็จในการขยายพันธุ
สภาพดนิ และสภาพอากาศในทอ งถนิ่ ของตน จงึ จะทาํ ใหไ ดผ ลผลติ คะนายอดดว ยวิธกี ารเพาะเล้ียงเนอ้ื เยือ่ โดยการนาํ สวนปลายยอด หรอื ตาขา ง
ทดี่ ีย่ิงข้นึ ) จากตน แมพ นั ธดุ มี าเพาะเลย้ี งบนอาหารสงั เคราะห ซง่ึ เหมาะสาํ หรบั การสง เสรมิ
ใหป ลกู เพือ่ ผลิตยอดออนสําหรบั บริโภค หรอื จาํ หนาย
T99
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน ๒. การเตรียมดนิ ปลกู มีข้ันตอน ดังนี้ กำรดแู ลรักษำแปลงปลูก
• ตดั ตน้ ไมท้ กี่ ดี ขวาง หรอื ไมต่ อ้ งการออก ดายหญา้ ๑. รดน�้าในตอนเช้าและตอนเย็นให้ชุ่มทุกวันจนกว่า
ขัน้ ท่ี 2 ทาํ ตามแบบ ทา� ความสะอาดบรเิ วณทีจ่ ะเพาะปลกู
• ใชเ้ ชอื กวดั ทา� เปน็ แปลงตามตอ้ งการ หากทา� เปน็ จะตดั ชอ่ ดอก หรอื ยอดไปบริโภค
4. ครูสาธิตการปลูกผักคะนาใหนักเรียนดูเปน อาชีพอาจใช้รถแทรกเตอร์ไถบุกเบิก ผ่ึงแดด ๒. หมนั่ กา� จดั วชั พชื และพรวนดนิ รวมถงึ ศตั รพู ชื เชน่
ตวั อยา ง พรอ มทงั้ อธบิ ายประกอบทลี ะขนั้ ตอน ให้แห้งประมาณ ๑ สปั ดาห์ ย่อยดินใหล้ ะเอยี ด
อยา งชา ๆ เพอ่ื ใหน กั เรยี นไดส งั เกตและตดิ ตาม กอ่ นจดั รปู แบบเปน็ แปลงตามต้องการ เพลี้ย หนอน เพื่อไม่ใหเ้ ขา้ มาทา� ลายผัก
แตล ะขัน้ ตอนไดทนั • ขดุ ยอ่ ยดนิ แลว้ ยกขอบแปลงใหส้ งู จากทางเดนิ ๓. ใส่ปุ๋ยคอกเมื่อคะน้ามีอายุ ๑๐-๑๕ วัน นับจาก
ประมาณ ๑๐ ซม. และเกบ็ เศษไม้ เศษหญา้ ออก
5. ครูใหนักเรียนแตละกลุมปลูกผักคะนา หาก • นา� ปุ๋ยคอกใสล่ งไปในแปลงปลูก ตารางเมตรละ วันปลูก และใส่ปุ๋ยครั้งท่ี ๒ เม่ือคะน้ามีอายุ
นักเรียนเกิดขอสงสัยในขณะปฏิบัติงาน หรือ ๑-๒ ปบ๊ี ผสมดนิ กบั ปยุ๋ คอกใหเ้ ขา้ กนั เกลยี่ หนา้ ๓-๔ สปั ดาห์ นับจากวันปลูก
ตองการความชวยเหลือใหสอบถามครู โดย ดินให้เรียบ ยอ่ ยดินให้ละเอยี ดพร้อมทจี่ ะลงมอื ๔. ใสป่ ๋ยุ วทิ ยาศาสตร์ หรือปุย๋ เคมี เพือ่ เร่งการเจริญ
ครูจะคอยสังเกตการปฏิบัติงานของนักเรียน ปลกู ได้ เติบโต ส่วนใหญน่ ิยมใชป้ ๋ยุ ยูเรยี
อยางใกลชิดและคอยใหความชวยเหลือ และ กำรเก็บเกีย่ ว
เนนยํ้าใหตระหนักถึงความปลอดภัยในขณะ วิธีกำรปลูก ๑. ระยะเวลาในการเก็บเก่ยี ว สามารถทา� ได้ ๓ ระยะ
ปฏบิ ัติงานรว มดวย ๑. การหว่านเมล็ดลงไปในแปลงปลูก ซ่ึงเป็นวิธีท่ี ดังน้ี
• เกบ็ เกย่ี วขณะทต่ี น้ คะนา้ กา� ลงั เปน็ ตน้ ออ่ น บรโิ ภค
6. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั สรปุ วธิ กี ารปลกู ผกั คะนา งา่ ยและสะดวก การปลกู โดยวิธนี ้ีจะไดต้ ้นอ่อนไป
โดยครเู ปน ผตู รวจสอบความถกู ตอ ง และอธบิ าย บริโภค ซ่ึงใช้ระยะเวลาน้อยกว่าวิธีการปลูกแบบ ไดท้ ง้ั ตน้ และใบ อายกุ ารเกบ็ เกย่ี วตงั้ แตว่ นั เพาะ
เพิ่มเติมในสวนท่ียังขาดตกบกพรองจากการ ย้ายต้นกล้าไปไว้ในแปลง เมลด็ ประมาณ ๒๕-๓๐ วนั
ปฏิบัตงิ าน ๒. การยา้ ยตน้ กลา้ ทเี่ พาะไวไ้ ปปลกู ในแปลง จะทา� ให้ • เก็บเก่ียวขณะท่ีต้นคะน้าก�าลังเจริญเติบโต คือ
ได้ต้นคะน้าท่ีสมบูรณ์ ดูแลรักษาง่าย การย้าย ขณะทค่ี ะนา้ กา� ลงั เป็นยอดอวบ อายนุ ับจากวัน
ข้นั ที่ 3 ทาํ เองโดยไมมแี บบ ควรท�าในช่วงบ่ายถึงเย็น ควรบังแดดให้ในช่วง ปลูกถงึ เกบ็ เก่ียวประมาณ ๓๐-๔๐ วัน
๒-๓ วนั แรก เมอื่ ปลกู แลว้ ตอ้ งรดนา�้ ทนั ที แตไ่ มค่ วร • เก็บเก่ียวขณะท่ีคะน้าก�าลังออกช่อดอก ซึ่ง
7. ครใู หน กั เรยี นแตล ะกลมุ รว มกนั ปลกู ผกั หรอื พชื รดน�้าจนโชก จะตัดช่อดอกไปประกอบอาหาร อายุนับจาก
ในทอ งถน่ิ ตามความสนใจ 1 ชนดิ หากนกั เรยี น วนั ปลูกถงึ เกบ็ เกยี่ วประมาณ ๔๐ วันขน้ึ ไป
เกิดขอสงสัยในขณะปฏิบัติงาน หรือตองการ 90 ๒. วธิ กี ารเก็บเกี่ยว ควรปฏิบตั ิ ดังนี้
ความชวยเหลือใหสอบถามครู โดยครูจะคอย • ตัดยอดคะน้าด้วยมีด หรือกรรไกร แล้วน�าไป
สงั เกตการปฏบิ ตั งิ านของนกั เรยี นอยา งใกลช ดิ ประกอบอาหาร จะไดค้ ะนา้ ทสี่ ด มรี สชาตหิ วาน
และคอยใหความชวยเหลือ และเนนย้ําให • ควรตัดคะน้าในตอนเย็นแล้วน�าไปจ�าหน่ายใน
ตระหนักถึงความปลอดภัยในขณะปฏิบัติงาน ตอนเช้า ไม่ควรตัดไปแช่น�้าก่อนจ�าหน่าย
รว มดว ย ทางที่ดีควรพรมนา�้ แล้วเก็บไว้ในทีเ่ ยน็
• หลังจากตัดยอดคะน้าออกไปแล้ว ควรรดน้�า
8. ครูถามนักเรยี นวา พรวนดินต้นตอที่เหลืออยู่ในแปลง เพื่อจะได้
• เมอ่ื คะนา เจรญิ เตบิ โตสมบรู ณด แี ลว นกั เรยี น แตกยอดใหม่ออกมาให้เกบ็ เกีย่ ว
จะมแี นวทางในการเกบ็ เกย่ี วผกั คะนา อยา งไร • ในการเก็บต้นอ่อนให้ถอนมาท้ังต้น โดยเลือก
(แนวตอบ เก็บในชวงเชา โดยใชมีดขนาด จากแปลงเพาะท่ีมีต้นอ่อนหนาแน่นเกินไป
เลก็ ๆ ตัด และนาํ ไปเก็บไวในทีร่ ม อากาศ เพอ่ื ใหเ้ หลอื ตน้ ทแี่ ขง็ แรงไวป้ ลกู ตอ่ ไป หรอื อาจ
ถา ยเทไดส ะดวก ภาชนะทใ่ี ชม คี วามสะอาด ถอนเป็นแปลง ๆ ก็ไดเ้ ชน่ กัน
ปราศจากเช้อื โรคเจือปน)
เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคดิ
ครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ เกย่ี วกบั โรคทพ่ี บในการปลกู คะนา ใหน กั เรยี นฟง วา โรคทพ่ี บ การกาํ จดั ศตั รพู ชื โดยไมใ ชส ารเคมี มแี นวทางในการปฏบิ ตั อิ ยา งไร
ในการปลกู คะนามอี ยูดว ยกันหลายโรค เชน
(แนวตอบ การกําจัดศัตรูพืชโดยไมใชสารเคมี มีแนวทางใน
• โรคเนาคอดิน เกดิ จากเชอื้ รา ปองกนั โดยไมห วา นเมลด็ จนแนน ไมค วร การปฏิบัติหลายวิธี เชน การควบคุมดวยชีววิธี คือ การใชเช้ือ
ปลอ ยใหม นี า้ํ ขงั ในแปลงขณะเปน ตน กลา หรอื ยกแปลงสงู เพอ่ื ใหร ะบายนา้ํ แบคทเี รยี เชือ้ ไวรัสนวิ เคลยี ร และไสเดอื นฝอย การควบคุมโดยใช
ไดเร็ว ใชยาปองกันกําจัดเชื้อราละลายนํ้าในอัตราความเขมขนนอยๆ สมุนไพร เชน สะเดา โลต ๊ิน ขมิน้ ชัน และการควบคุมดว ยวิธีกล
รดลงไปบนผิวดนิ ใหทัว่ 1-2 คร้ัง เชน การใชต าขา ยไนลอนสขี าว หรอื สฟี า คลมุ แปลงผกั การใชก าว
ดักจบั แมลงที่มีการเคล่ือนไหวเร็ว การใชวิธีทางฟส กิ ส คือ การใช
• โรครานา้ํ คา ง ปอ งกนั โดยฉดี พน ดว ยยาปอ งกนั กาํ จดั เชอื้ รา หรอื ยาชนดิ อนื่ ๆ แสง เสยี ง อุณหภูมใิ นการลอ ไลฆา ทาํ ลายศตั รูพืช)
ที่มีสารทองแดงเปนองคประกอบ แตไมควรใชในระยะท่ียังเปนตนกลา
เพราะจะเปน พิษตอ ตน กลา
• โรคแผลวงกลมสนี าํ้ ตาลไหม เกดิ จากเชอ้ื รา ปอ งกนั โดยฉดี พน ยาปอ งกนั
กําจัดเช้ือราอยางสม่ําเสมอ ชวยปองกันกําจัดเชื้อราชนิดนี้และชนิด
อืน่ ๆ ได
T100
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
๑.๓ การขยายพันั ธุ์พ์� ัืช ขน้ั สอน
โดยทัว่ ไปทน่ี ิยมน�าไปใช้กนั ได้แก่ การขยายพนั ธ์ุดว้ ยเมลด็ การขยายพนั ธุ์โดยใชส้ ่วนต่าง ๆ ขนั้ ที่ 4 ฝก ใหเ กดิ ความชาํ นาญ
ของพืช และการขยายพันธุ์โดยการเพาะเลยี้ งเน้อื เยือ่ พชื ซึง่ มีรายละเอยี ดและวธิ กี าร ดงั น้ี
9. ครูใหน กั เรียนศึกษา เรื่อง การขยายพนั ธพุ ชื
๑) การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เป็นการขยายพันธุ์ท่ีเป็นผลจากการผสมเกสรตัวผู้ จากหนงั สือเรยี น หนวยการเรียนรูที่ 5 หรือ
ศกึ ษาเพิ่มเตมิ จากอินเทอรเ นต็
และเกสรตัวเมยี ส่วนทีไ่ ดจ้ ากการผสมพนั ธุ์ คอื เมล็ด ลกั ษณะของลกู หรอื เมลด็ ท่ีเกิดข้ึนจาก
การผสมน้ีอาจเหมือนหรือไม่เหมือนต้นพันธุ์พ่อต้นพันธุ์แม่ได้ ท้ังน้ี ขึ้นอยู่กับละอองเกสรตัวผู้ 10. ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการ
และชนิดของไขเ่ กสรตวั เมีย ขยายพนั ธพุ ืช จาก PowerPoint ม.5 หนว ย
การเรียนรทู ี่ 5
ประโยชนข์ องการขยายพนั ธ์ดุ ้วยเมลด็ พันธุ์ ไม้ท่ีนิยมขยายพนั ธ์ุ
11. ครถู ามนกั เรียนวา
ท�าให้ไดพ้ นั ธุ์พืชเร็ว ปริมาณมาก ขยายพนั ธไุ์ ด้ • ไม้ดอก ท่นี ยิ มเพาะเมล็ด เช่น บานไม่รโู้ รย • การขยายพนั ธพุ ืชดวยเมลด็ มีขอดีอยางไร
ง่ายและสะดวกกวา่ วิธอี น่ื ๆ ตลอดจนผสมพันธ์ุ ดาวเรือง ดาวกระจาย บานชืน่ แพงพวย (แนวตอบ การขยายพนั ธุพ ืชดว ยเมล็ด เปน
และปรับปรุงพันธุ์จนเกิดพันธุ์ใหม่ที่ดีกว่าเดิม วิธีท่ีสามารถปฏิบัติไดงาย ไดพืชใหมเปน
ท�าให้ได้ต้นกล้าที่แข็งแรงส�าหรับน�าไปปลูกใน • ไชมาฮ้ปกรเะกดยี้ ับน1ทป่ีนาลิยม์มเหพมาาะกด้วมยะเขมาลม็ดมเะชข่นามเไททศร จาํ นวนมาก ทาํ ใหไ ดต น กลา ที่สมบูรณ ได
แปลง หรือในภาชนะ รวมถึงท�าให้เกิดต้นตอ ตน ตอทแ่ี ขง็ แรงในการขยายพนั ธคุ รงั้ ตอ ไป)
สา� หรบั เตรยี มไวข้ ยายพนั ธ์ุ โดยการตดิ ตา ตอ่ กงิ่ • พืชผักสวนครัว ที่นิยมเพาะด้วยเมล็ด เช่น • เมลด็ พนั ธุทีด่ ี ควรมีลักษณะอยา งไร
เสยี บกงิ่ ทาบก่งิ ฯลฯ ผกั บงุ้ คะนา้ กะหลา่� ปลี ผกั กาด พชื ตระกลู แตง (แนวตอบ เมล็ดพันธุท่ีดีเปนเมล็ดพันธุที่มี
พืชเหล่าน้กี ่อนปลูกจะต้องเพาะเมล็ด เพอื่ ให้ คุณภาพ มีลักษณะตรงตามสายพันธุ เมื่อ
เกิดเป็นต้นกล้า เม่ือเจริญเติบโตดีแล้วจึงน�า ปลูกแลวไมกลายพันธุ ไมมีเมล็ดแตกราว
ต้นกล้าไปปลูกในภาชนะ หรือกระถาง และ หรอื หักปน มีการงอกทด่ี ี ไมม ีเช้อื รา หรอื
ในแปลงปลูกตอ่ ไป ลกั ษณะของโรคพชื ตดิ มา หรอื มสี งิ่ ปนเปอ น
ปรากฏใหเหน็ )
ขนั้ ตอนการขยายพนั ธดุ์ ว้ ยเมลด็
12. ครอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ วา “การคดั เลอื กเมลด็ พนั ธุ
เตรียมดินเพาะให้มีส่วน เมื่อตน้ กล้าอายุ ๕-๗ วนั ย้ายปลกู ลง เมอ่ื ตน้ กลา้ อายุ ๒๕-๓๐ วนั เพ่ือนํามาใชในการปลูก ควรมีการทดสอบ
ผ ส ม ข อ ง ท ร า ย แ ล ะ ขุ ย ในกระถาง หรอื ยา้ ยปลูกใสล่ งถงุ ดา� ที่มี ยา้ ยไปปลกู ในกระถาง หรอื คณุ ภาพของเมลด็ พนั ธกุ อ นวา เปน เมลด็ พนั ธดุ ี
มะพรา้ วในอตั ราส่วน ๑ : ๑ ดินผสม ให้ปุ๋ยสูตรเสมอ ๑๕-๑๕-๑๕ ในแปลงตามความต้องการ หรอื เปน เมลด็ พนั ธเุ สยี โดยมวี ธิ กี ารปฏบิ ตั ิ คอื
โรยเมล็ดท่เี พาะเปน็ แถว หรอื ๑๖-๑๖-๑๖ ในอตั รา ๑ กรมั ตอ่ นา�้ ต่อไป ใหแ ชเ มลด็ พนั ธลุ งในนา้ํ โดยนาํ นา้ํ สะอาดเทใส
๑ ลิตร รดน�า้ ต้นกล้า ๒-๓ วนั ตอ่ คร้ัง ในถงั แลว สมุ หยบิ เมลด็ พนั ธจุ ากภาชนะบรรจุ
ใสลงไปในถังนํ้า ทิ้งไวส กั ครู จากน้นั สังเกตที่
91งานเกษตร เมลด็ พนั ธุ หากเมลด็ พนั ธเุ สยี จะลอยนา้ํ ขน้ึ มา
สวนเมล็ดพันธุดีจะจมน้ํา หากมีเมล็ดพันธุ
ลอยนาํ้ อยเู ปน จาํ นวนมาก แสดงวา มเี มลด็ พนั ธุ
เสยี มาก จงึ ไมค วรซอ้ื มาปลกู เพราะเมลด็ พนั ธุ
จะไมง อกเปนตนกลา”
ขอสอบเนน การคิด เกร็ดแนะครู
“การทําใหพชื ออกรากโดยไมใชเมล็ด” จากขอความน้ีมคี วาม ครูควรนําตัวอยางตนกลาที่ขยายพันธุดวยเมล็ดมาใหนักเรียนดู เพื่อใช
สัมพนั ธก บั ขอใด ประกอบการอธบิ ายถงึ วธิ กี ารเพาะเมล็ด สาธิตวิธีการเพาะเมล็ด รวมถึงแนะนาํ
เทคนิคตางๆ ที่เกี่ยวของกับการเพาะเมล็ด เชน ตองคัดเลือกเมล็ดพันธุท่ีดี
1. การกลายพนั ธุ งอกไดง า ย สามารถจดั การกบั สภาพแวดลอ มไดด ี เชน ความชน้ื อณุ หภมู ิ ภาชนะ
2. การขยายพันธพุ ืช และวสั ดใุ นการเพาะเมลด็ แนะนาํ เทคนคิ ในการเพาะเมลด็ ในภาชนะ การเพาะเมลด็
3. ความสมดลุ ทางชีวภาพ ในแปลงปลูก เพ่อื ใหน กั เรยี นสามารถนาํ ไปปฏบิ ัตไิ ดจ ริงในชีวติ ประจาํ วนั
4. ความหลากหลายทางชีวภาพ
นักเรียนควรรู
(วิเคราะหค ําตอบ ตอบขอ 2. เพราะการขยายพันธพุ ืช เปนการ
ทําใหพืชออกรากโดยไมใชเมล็ด ซ่ึงเปนหลักการของการขยาย 1 ชาฮกเก้ียน จัดเปนไมพุมขนาดเล็กที่มีแหลงกําเนิดจากประเทศจีน นิยม
พนั ธพุ ชื โดยใชส วนตางๆ ของพชื หรือใชว ิธกี ารเพาะเลย้ี งเนอ้ื เยือ่ นาํ มาดดั หรอื ตกแตง เปน รปู ทรงตา งๆ หรอื ปลกู เปน ทางยาวขนานไปกบั รวั้ กาํ แพง
สามารถทําไดหลายวิธี เชน การปกชํา การตอนก่ิง การติดตา
การเสยี บยอด วธิ กี ารเหลา นจี้ ะทาํ ใหพ ชื มรี ากงอกออกมาใหมแ ละ T101
แตกยอดเจรญิ เปนพชื ตน ใหมไ ด)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน ๒) กำรขยำยพนั ธ ์ุโดยใชส้ ว่ นตำ่ ง ๆ ของพชื ในทน่ี จ้ี ะขอยกตวั อยา่ งการขยายพนั ธ์ุ
ขนั้ ท่ี 4 ฝก ใหเ กดิ ความชาํ นาญ โดยใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชให้ศึกษา ดงั น้ี
13. ครูเปดคลิปวิดีโอเกี่ยวกับการขยายพันธุพืช การตดั ช�า
ดว ยวธิ กี ารตา งๆ ใหน กั เรยี นดู จากนน้ั ครถู าม โดยใช้ก่ิง
นกั เรียนวา ประโยชนข์ องกำรตัดชำ� หรอื ลา� ตน้
• การตัดชําเปนวิธีการขยายพันธุพืชใน ๑. เป็นวธิ ีการขยายพันธ์ทุ ่งี า่ ย
รูปแบบใด
(แนวตอบ เปนการขยายพันธุพืช โดยนํา และไมย่ งุ่ ยากซับซ้อน
สวนตางๆ ของพืชมาตัดและปกชําลงใน ๒. ประหยดั เวลา ประหยดั ค่าใช้จ่าย
วสั ดเุ พาะชาํ เพอื่ ใหไ ดพ ชื ตน ใหมท ม่ี ลี กั ษณะ
เหมอื นตนแมทุกประการ) และใหผ้ ลในระยะเวลาอนั สน้ั
• พืชที่นิยมนํามาขยายพันธุพืชดวยวิธีการ ๓. พชื ตน้ ใหมม่ ลี กั ษณะเหมอื นตน้ แมพ่ นั ธท์ุ กุ ประการ
ตัดชาํ สวนใหญจ ะเปนพืชประเภทใด
(แนวตอบ สว นใหญจ ะเปน ไมด อก ไมป ระดบั ข้นั ตอนกำรปฏบิ ัติ การนา� สว่ นตา่ ง ๆ ของพชื เชน่ กง่ิ ลา� ตน้
เชน ชบา เข็ม มะลิ นอกจากน้ี ยังใช ๑. ควรพิจารณาลักษณะของเน้อื ไม้ หากเปน็ ต้นทีม่ ี ราก ใบ มาตัดและปักช�าลงในวัสดุเพาะช�า
ขยายพันธุไมผลท่ีออกรากงาย เชน องุน เพ่ือให้เกิดราก หรือแตกยอดกลายเป็นพืช
สาเก มะนาว สมบางชนดิ ) ลา� ตน้ สเี ขยี วจดั วา่ เปน็ กง่ิ ออ่ น ตดั กง่ิ ยาวประมาณ ตน้ ใหม่ วธิ นี จี้ ะทา� ใหช้ นิ้ สว่ นของพชื ทอี่ ยู่ในวสั ดุ
๓-๖ น้ิว โดยตัดใต้ข้อ ให้ตัดเฉียงประมาณ เพาะชา� สรา้ งรากพรอ้ มกบั พฒั นาแตกสว่ นยอด
14. ครูนําตนไม พรอมท้ังอุปกรณในการตัดชํา ๔๕ องศา เพือ่ เพ่มิ พนื้ ที่การแตกรากใหม้ ากขน้ึ หรือต้นอ่อนข้ึนมา เม่ือทั้ง ๒ ส่วนแข็งแรง
มาใหนักเรียนดู เพื่อทําการสาธิตวิธีการ ๒. ควรตดั ใหม้ ีใบตดิ อยู่ หากใบมากใหป้ ลดิ ออกเหลอื จึงย้ายต้นพืชใหม่ไปปลูกต่อ ในกรณีชิ้นส่วน
ขยายพันธุพืชดว ยวิธีการตัดชาํ ใบทปี่ ลายยอด ๓-๔ ใบ ลดิ ใบลา่ งออกใหห้ มด เพอื่ ของพชื ไมอ่ อกราก หรอื ออกรากช้า จะตอ้ งใช้
ลดการคายนา้� ฮอร์โมนเรง่ การออกรากให้เร็วยิ่งข้นึ ซง่ึ พชื ท่ี
15. ครสู าธติ วธิ กี ารตดั ชาํ ใหน กั เรยี นดเู ปน ตวั อยา ง ๓. หากเป็นไม้เน้ือแข็งตัดให้มีความยาวประมาณ นิยมน�ามาตัดชา� เชน่ โกสน เลบ็ มอื นาง โมก
พรอมทั้งอธิบายประกอบทีละข้ันตอนอยาง ๖-๘ น้ิว กดเป็นรอยแผลตรง ๆ ยาวประมาณ เทียนทอง ชบา มะลิ ล่ันทม
ชาๆ เพื่อใหนักเรียนไดสังเกตและติดตาม ๒ ซม. ๓-๔ รอยเพื่อเพิ่มพ้ืนที่การแตกราก ๔. ปกั ชา� ลงในวสั ดปุ ระเภทขเี้ ถา้ แกลบ หลงั จากปกั ชา�
แตละขน้ั ตอนไดทัน หรือจ่มุ ฮอร์โมนเรง่ ราก และริดใบออกให้หมด เสร็จใหร้ ดนา้� ตามทันที อาจใชส้ ารปอ้ งกนั เชื้อรา
รดในขน้ั ตอนน้ีก็ได้
16. ครใู หน กั เรยี นฝก การตัดชํา หากนกั เรยี นเกิด 92 ๕. หากปกั ชา� พรอ้ มกนั มาก ๆ ควรคมุ กระบะเพาะชา�
ขอ สงสยั ในขณะปฏบิ ตั งิ าน หรอื ตอ งการความ ดว้ ยพลาสตกิ เพอื่ เกบ็ รกั ษาความชนื้ และหากปกั ชา�
ชว ยเหลอื ใหส อบถามครู โดยครจู ะคอยสงั เกต ไม่มาก อาจใช้ถุงพลาสติก หรือขวดพลาสติก
การปฏิบัติงานของนักเรียนอยางใกลชิดและ ครอบได้
คอยใหค วามชว ยเหลอื และเนน ยาํ้ ใหต ระหนกั ๖. หากปักช�าในกระบะ หรือภาชนะที่เคล่ือนย้าย
ถงึ ความปลอดภัยในขณะปฏบิ ัติงานรวมดวย ได้ง่าย ควรน�าไปวางบริเวณท่ีมีแสงแดดส่องถึง
เพ่ือกระตุ้นการเจริญเติบโต
17. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั สรปุ วธิ กี ารขยายพนั ธพุ ชื
ดวยวิธีการตัดชํา โดยครูเปนผูตรวจสอบ
ความถกู ตอ ง และอธบิ ายเพ่มิ เตมิ ในสว นท่ียัง
ขาดตกบกพรองจากการปฏบิ ตั งิ าน
เกร็ดแนะครู กิจกรรม สรางเสรมิ
ครคู วรอธบิ าย แนะนาํ และสาธติ วธิ กี ารใชเ ครอ่ื งมอื และอปุ กรณก ารเกษตร ครูใหนักเรียนศึกษาเพ่ิมเติมเกี่ยวกับขอดี ขอเสีย และ
ทน่ี าํ มาใชใ นการตดั ชาํ หลกั ความปลอดภยั ในการใชเ ครอ่ื งมอื และการดแู ลรกั ษา ผลขางเคียงจากการขยายพันธุพืชโดยวิธีการตัดชํา เขียนสรุป
เครื่องมอื และอปุ กรณการเกษตรใหนักเรยี นฟง เชน การตดั ชาํ อปุ กรณท จ่ี าํ เปน ในรูปแบบแผนผงั ความคิด (Mind Mapping) ตกแตงใหสวยงาม
ตอ งใช คือ กรรไกรตดั กิ่ง ซ่งึ เปนอปุ กรณท ี่ใชสําหรับตดั แตง กิ่งไมท มี่ ขี นาดเล็ก สง ครูผูสอน
หลังจากใชงานเสร็จควรเช็ดทําความสะอาด ทานํ้ามันเพื่อปองกันสนิม และ
หยอดนาํ้ มนั บรเิ วณสปรงิ ขากรรไกร เกบ็ เขา ทใี่ หเ รยี บรอ ย และเกบ็ ใหพ น มอื เดก็ กจิ กรรม ทาทาย
ส่ือ Digital ครใู หน กั เรยี นเลอื กพนั ธพุ ชื ทส่ี ามารถขยายพนั ธไุ ดด ว ยวธิ กี าร
ตอนกงิ่ ตามความสนใจคนละ 1 ชนดิ จากนน้ั ฝก ปฏบิ ตั กิ ารตอนกง่ิ
ศกึ ษาเพม่ิ เติมเก่ียวกบั เครอ่ื งมือและอุปกรณก ารเกษตร ไดท ี่ และนําผลงานท่ีเสร็จเรียบรอยแลวออกมานําเสนอใหเพ่ือนชม
http://agric-tool.blogspot.com/2011/02/blog-post.html หนา ชนั้ เรยี น พรอ มทง้ั อธบิ ายขน้ั ตอนการตอนกงิ่ ทถ่ี กู ตอ งประกอบ
T102
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
การตอนก่งิ ขนั้ สอน
ประโยชน์ของกำรตอนกงิ่ ขน้ั ท่ี 4 ฝก ใหเ กดิ ความชาํ นาญ
๑. ชกา่วรยขใหย้าไดยพ้ต้นนั พธ1ด์ุืช้วทย่ีมกขี านราเพดาใหะเญมก่ลวด็ ่า
หรอื การขยายพนั ธด์ุ ว้ ยวธิ กี ารตัดช�า 18. ครูถามนกั เรียนวา
๒. กได่ิงต้ต้นอพน2ทชื ท่ีต่ีัไดมอก่อลกามยาพจนัาธกุ์ต้นแม่พันธุ์สามารถ การท�าให้กิ่งของพืชออกรากข้ึนในขณะที่ยัง • การตอนกง่ิ เปน วธิ กี ารขยายพนั ธใุ นรปู แบบใด
๓. เกบ็ ไว้ไดน้ านหลายวนั และสะดวกในการขนสง่ ตดิ กบั ตน้ แมพ่ นั ธ์ุ เมอ่ื กง่ิ ตอนออกรากและแขง็ แรง (แนวตอบ นิยมนํามาใชในการแกปญหากับ
ดีแล้วจึงตัดไปปลูก หรือน�าไปช�าไว้ก่อน เพื่อให้ พืชบางชนิดที่ไมสามารถออกรากไดดวย
ต้นพืชแข็งแรง เมื่อต้นเจริญเติบโตดีจึงย้ายไป วธิ กี ารตดั ชาํ แตอ อกรากไดโ ดยการตอนกงิ่
ปลูกในภาชนะในแปลง หรือในหลุมปลูกต่อไป สามารถทําไดงายทั้งกลางแจงและในเรือน
ดังนั้น โอกาสที่พืชจะรอดจึงดีกว่าการขยายพันธุ์ เพาะชาํ นอกจากน้ี กงิ่ ทตี่ อนยงั มรี ากมากกวา
โดยวิธีการตัดช�า แต่มีข้อเสีย คือ ใช้เวลามาก กิ่งตัดชํา เม่ือนําไปปลูกจึงมีโอกาสตั้งตัว
จงึ ทา� ไดช้ า้ กวา่ การตดั ชา� ซง่ึ พชื ทนี่ ยิ มนา� มาตอนกง่ิ ไดเร็วกวา พืชตนใหมท่ีไดจากการตอนกิ่ง
เชน่ กหุ ลาบ มะลิ เขม็ ชบา โกสน เทยี นทอง ย่ีโถ จะมีลักษณะเปนพุมเตี้ย จึงสะดวกตอการ
เล็บครุฑ ดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะ
ไมประดับจะไดทรงพุมท่ีสวยงาม ซ่ึงพืช
ข้นั ตอนกำรปฏิบตั ิ ท่ีนิยมนํามาขยายพันธุดวยวิธีการตอนกิ่ง
๑. เลอื กกงิ่ ทไี่ มอ่ อ่ น หรอื แกจ่ นเกนิ ไป ไมม่ โี รค ไมม่ แี มลง เชน มะนาว สม โอ)
มาท�าลาย 19. ครูนําตนไม พรอมทั้งอุปกรณในการตอนกิ่ง
๒. ทา� แผลบนกงิ่ โดยควนั่ แผลหา่ งกนั ประมาณ ๒-๓ ซม. มาใหน กั เรยี นดู เพอ่ื ทาํ การสาธติ วธิ กี ารขยาย
พันธพุ ชื ดว ยวธิ กี ารตอนกงิ่
แลว้ ลอกเปลอื กระหว่างรอยคว่นั ออก
๓. ใช้มีดตอนกิ่งขูดรอยควนั่ ออก เพอ่ื ท�าลายเยือ่ เจรญิ 20. ครูสาธิตวิธีการตอนก่ิงใหนักเรียนดูเปน
๔. หุ้มรอยคว่ันด้วยวัสดุอมความช้ืนท่ีสะอาด เช่น ขุย ตวั อยา ง พรอ มทง้ั อธบิ ายประกอบทลี ะขนั้ ตอน
อยา งชา ๆ เพอื่ ใหน กั เรยี นไดส งั เกตและตดิ ตาม
มะพรา้ ว รากผกั ตบชวา กาบมะพร้าว แตล ะขัน้ ตอนไดทนั
๕. ใชพ้ ลาสตกิ หมุ้ ทบั วสั ดหุ มุ้ กงิ่ ตอน เพอื่ รกั ษาความชนื้ ไว้
21. ครใู หน กั เรยี นฝก การตอนกง่ิ หากนกั เรยี นเกดิ
ไดน้ าน ๆ ขอ สงสยั ในขณะปฏบิ ตั งิ าน หรอื ตอ งการความ
๖. ให้น�้าก่ิงตอน เมื่อเห็นว่ามีรากออกมาให้เห็นเป็น ชว ยเหลอื ใหส อบถามครู โดยครจู ะคอยสงั เกต
การปฏิบัติงานของนักเรียนอยางใกลชิดและ
สนี า้� ตาล จงึ ตดั ไปชา� ลงถงุ หรอื กระถาง ทง้ิ ไว้ในทร่ี ม่ คอยใหค วามชว ยเหลอื และเนน ยาํ้ ใหต ระหนกั
มแี ดดรา� ไรกอ่ นประมาณ ๑๕-๓๐ วนั เมอ่ื รากแขง็ แรง ถึงความปลอดภยั ในขณะปฏิบัติงานรว มดว ย
ดีแลว้ จงึ น�าไปปลกู ได้
22. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั สรปุ วธิ กี ารขยายพนั ธพุ ชื
93 ดว ยวธิ กี ารตอนกงิ่ โดยครเู ปน ผตู รวจสอบความ
ถกู ตอ ง และอธบิ ายเพมิ่ เตมิ ในสว นทยี่ งั ขาดตก
บกพรอ งจากการปฏบิ ัติงาน
ขอสอบเนน การคิด นักเรียนควรรู
“ตรงตามพนั ธแุ ละสามารถเพม่ิ จาํ นวนตน พชื ทตี่ อ งการนาํ ไปปลกู 1 การขยายพันธุ การขยายพันธุพืชใหประสบผลสําเร็จ จะตองศึกษาเพ่ือ
ไดจํานวนมากในเวลาอันส้ัน” จากขอความน้ีมีความสัมพันธกับ ใหเกิดความเขาใจอยางถูกตองและตองรูจักโครงสรางภายในของตนพืช
ขอใด การเจรญิ เตบิ โตของพชื และควรมคี วามรูพ้นื ฐานทางดา นพฤกษศาสตรพืชสวน
พันธุศาสตร และสรีรวิทยาของพืช ซึ่งพืชแตละชนิดจะมีความยากงายในการ
1. การตดิ ตา ขยายพนั ธุทแ่ี ตกตางกันออกไป
2. การตอนก่ิง 2 ก่ิงตอน การดูแลรักษากิ่งตอนจะตองหมั่นดูแลตุมตอนใหมีความชื้น
3. การเสียบยอด อยูเสมอ โดยสงั เกตจากความช้นื ของตุมตอน หากยังมฝี า ไอนา้ํ จบั อยทู ่ผี วิ ของ
4. การปลูกดวยเมล็ด พลาสติกภายในตุมตอนแสดงวายังมีความชื้นอยู หากไมมีฝาไอน้ําจะตองให
(วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 2. เพราะเปนวิธีการขยายพันธุพืช น้าํ เพ่มิ จนกวา กิง่ ตอนจะออกราก เมอ่ื ก่งิ ตอนมอี ายุประมาณ 30-45 วนั รากจะ
ท่ีทําใหไดตนพืชตรงตามพันธุและสามารถเพิ่มจํานวนตนพืช งอกแทงผานวัสดุหุม เมื่อจํานวนรากมีมากพอและปลายรากมีสีขาว จึงจะ
ท่ีตองการนําไปปลูกไดจํานวนมากในเวลาไมนาน สวนการปลูก สามารถตดั ก่งิ ไปชําได
ดวยเมล็ดอาจมีการกลายพันธุได การติดตาและการเสียบยอด
จะใชเ วลานาน) T103
นาํ สอน สรปุ ประเมิน
ขน้ั สอน การ
เพาะเลีย้ ง
ขนั้ ที่ 4 ฝก ใหเ กดิ ความชาํ นาญ ประโยชน์ของกำรเพำะเลยี้ งเนอื้ เยอ่ื เน้ือเยื่อพืช
๑. ขยายพนั ธ์ุพชื ได้ปริมาณมาก
23. ครอู ธิบายเพ่มิ เติมวา “การเพาะเลย้ี งเน้ือเย่อื ในระยะเวลาอนั สน้ั
เปนการขยายพนั ธุพชื เกบ็ รักษา และอนุรกั ษ ๒. ผลิตพนั ธุ์พชื ที่ปลอดโรคได้
เชอื้ พนั ธพุ ชื ตา งๆ โดยอาศยั การเกบ็ กลมุ เซลล ๓. ใชป้ รับปรงุ พนั ธ์พุ ชื ใหม่
ทเี่ รยี กวา “แคลลสั ” ของพชื ไวท อ่ี ณุ หภมู เิ ยน็ จดั ๔. ผลติ ยาและสกดั สารเคมจี ากพืชได้
ถงึ -196 องศาเซลเซยี ส ภายใตไ นโตรเจนเหลว ๕. เป็นประโยชนต์ ่อการศึกษาทางด้านชวี เคมี
วิธีน้ีจะทําใหเก็บพืชไดนานขึ้น โดยไมมีการ สรรี วทิ ยา และพันธศุ าสตร์
กลายพันธ”ุ ๖. ช่วยอนุรกั ษ์พนั ธพ์ุ ืช การชักน�าเซลล์ หรือช้ินส่วนพืชให้เกิด
การเจริญเติบโต หรือเกิดการเปล่ียนแปลง
24. ครูใหนักเรียนฝกขยายพันธุพืชดวยวิธีการ ตามความตอ้ งการบนอาหารสงั เคราะห์ ภายใต้
ตดั ชาํ หรอื ตอนกงิ่ ตามความสนใจ 1 ประเภท สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น อุณหภูมิ
หากนักเรียนเกิดขอสงสัยในขณะปฏิบัติงาน ความชื้น แสงสว่างที่สามารถควบคุมได้ใน
หรือตองการความชวยเหลือใหสอบถามครู สภาพท่ีปลอดเชื้อ โดยใช้สมดุลของสาร
โดยครจู ะคอยสงั เกตการปฏบิ ตั งิ านของนกั เรยี น ควบคมุ การเจริญเตบิ โต พชื เป็นตวั กระตุ้นให้
อยางใกลชดิ และคอยใหค วามชวยเหลอื และ เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาของเนื้อเยื่อ
เนนยํ้าใหตระหนักถึงความปลอดภัยในขณะ ท่ีน�ามาเพาะเล้ยี ง
ปฏบิ ตั งิ านรวมดวย
ขั้นตอนกำรปฏิบตั ิ
ขนั้ สรปุ ๑. เตรียมอาหารสา� หรบั การเพาะเลี้ยงเนอื้ เย่ือพชื ซึ่งประกอบด้วยสารกลุ่มอนินทรยี ์และสารกลมุ่ อนิ ทรยี ์
๒. เตรียมคดั เลอื กเน้อื เยอื่ พืช โดยเลือกเนื้อเยื่อท่ีดีได้สว่ นท่ถี กู ต้อง ก่อนทา� การฟอกฆา่ เชอ้ื
1. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรู เรื่อง ๓. ทา� การฟอกฆา่ เชอ้ื เพอื่ ใหช้ นิ้ สว่ นเนอ้ื เยอ่ื ของพชื ปลอดเชอื้ โดยการใชส้ ารเคมี ไดแ้ ก่ สารเคมที ม่ี คี ณุ สมบตั ิ
การปลูกพชื
ระงับเชือ้ และท�าลายเชื้อโรค ซง่ึ จะท�าให้สว่ นประกอบท่ีสา� คญั ของจลุ นิ ทรยี ์เสยี ไปกอ่ นท่ีจะน�ามาเพาะเลย้ี ง
2. ครูมอบหมายใหนักเรียนทําใบงานที่ 5.1.1 ในอาหาร
เร่ือง การปลูกพืช ๔. ขยายพนั ธเ์ุ พมิ่ จา� นวนตน้ พชื โดยท�าการเพาะเลย้ี งในอาหารทม่ี สี ารควบคมุ การเจรญิ เตบิ โตกลมุ่ ไซโตไคนนิ
๕. ต้นพืชที่ได้จากการเพ่ิมจ�านวนต้น สามารถชักน�าให้เกิดรากในอาหารที่มีสารควบคุมการเจริญเติบโตกลุ่ม
ขน้ั ประเมนิ ออกซิน ซ่ึงจะสง่ เสรมิ การเกดิ รากและยบั ยัง้ การเกิดยอด
๖. การยา้ ยออกปลกู เพอื่ ปรบั สภาพของตน้ พชื ใหค้ นุ้ เคยกบั สภาพแวดลอ้ มภายนอกกอ่ นประมาณ ๒-๔ สปั ดาห์
1. ครูตรวจสอบผลการทําแบบทดสอบกอนเรียน จะทา� ให้อตั ราการตายของต้นพชื เน่ืองจากการยา้ ยปลูกลดลง
เพอื่ ตรวจสอบความเขา ใจกอ นเรยี นของนกั เรยี น
94
2. ครูตรวจสอบใบงานท่ี 5.1.1 เรื่อง การปลกู พชื
3. ครูประเมินผลระหวางการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู จากการสังเกตพฤติกรรมการทํางาน
รายบุคคล สังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม
การนาํ เสนอผลงาน และการสงั เกตคณุ ลกั ษณะ
อันพงึ ประสงค
แนวทางการวัดและประเมินผล ขอ สอบเนน การคดิ
ครสู ามารถสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ การนาํ เสนอผลงาน โดยศกึ ษา ขอ ใดไมไดใชเ ทคโนโลยีในการปลูกพืช
เกณฑก ารวดั และประเมนิ ผลทแี่ นบทา ยแผนการจดั การเรยี นรู หนว ยการเรยี นรทู ่ี 5 1. การดดั แปลงพนั ธุกรรม
2. การเพาะเลย้ี งเนอื้ เยอื่
แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่ แบบประเมินการนาเสนอผลงาน 3. การใชฮอรโ มน
4. การใชร งั สี
คาชแ้ี จง : ให้ผู้สอนสงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรียนในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ลงในช่องทีต่ รงกับระดบั คะแนน คาช้ีแจง : ใหผ้ สู้ อนประเมนิ ผลการนาเสนอผลงานของนักเรียนตามรายการ แลว้ ขีด ลงในช่องท่ีตรงกบั ระดับคะแนน
(วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 3. เพราะฮอรโมน คือ สารควบคุม
ลาดบั ท่ี ชือ่ – สกลุ การแสดง การยอมรบั การทางาน ความมี การมี รวม ลาดบั ที่ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน การเจริญเติบโตของพืช ไมไดใชเทคโนโลยีในการปลูกพืช สวน
ของนักเรียน ความ ฟังคนอนื่ ตามทไี่ ด้รบั น้าใจ สว่ นร่วมใน 15 321 คําตอบในขอ 1. เปนกระบวนการทางพันธุวิศวกรรม เพ่ือใหพืช
คิดเห็น มอบหมาย คะแนน 1 ความถกู ตอ้ งของเน้ือหา มลี กั ษณะตามความตอ งการ และขอ 2. เปน การเลย้ี งพชื ดว ยอาหาร
การ 2 การลาดบั ขั้นตอนของเร่ือง รวม วทิ ยาศาสตร ทาํ ใหพืชพันธใุ หมขึ้นมาทดแทน)
ปรบั ปรงุ 3 วิธีการนาเสนอผลงานอย่างสร้างสรรค์
ผลงานกลุ่ม 4 การใชเ้ ทคโนโลยใี นการนาเสนอ
5 การมีส่วนรว่ มของสมาชิกในกลมุ่
3 2 13 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1
ลงช่ือ...................................................ผู้ประเมิน
............/................./................
เกณฑ์การให้คะแนน ลงช่ือ...................................................ผปู้ ระเมิน เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ให้ 3 คะแนน
ปฏิบตั ิ หรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่าเสมอ ............./.................../............... ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินสมบูรณช์ ดั เจน ให้ 2 คะแนน
ผลงานหรือพฤตกิ รรมสอดคล้องกบั รายการประเมินเปน็ สว่ นใหญ่ ให้ 1 คะแนน
ปฏิบัติ หรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครง้ั ให้ 3 คะแนน
ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤตกิ รรมสอดคล้องกบั รายการประเมินบางสว่ น
ปฏิบัติ หรือแสดงพฤตกิ รรมบางคร้งั ให้ 1 คะแนน
เกณฑ์การตดั สินคุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดับคณุ ภาพ
เกณฑก์ ารตัดสินคุณภาพ 12-15 ดี
ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ 8-11 พอใช้
12-15 ดี ตา่ กวา่ 8 ปรบั ปรงุ
8-11 พอใช้
ต่ากว่า 8 ปรบั ปรุง
T104
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
๒ การเลย้ี งสตั ว์ ขน้ั นาํ (ใชโครงการเปน ฐาน)
การด�ารงชีวิตของมนุษย์จ�าเป็นต้องกินอาหารจากพืชและสัตว์บางชนิด เช่ือกันว่ามนุษย์
ในสมยั โบราณเรมิ่ รจู้ กั เลย้ี งสตั ว์โดยเฉพาะโค กระบอื ใหเ้ ชอ่ื ง เพอื่ ใชเ้ ปน็ แรงงาน เปน็ อาหาร และ ข้ันท่ี 1 ใหค วามรพู น้ื ฐาน
เปน็ เครอ่ื งชว้ี ดั ฐานความรา่� รวยของมนษุ ย์ในยคุ นน้ั นอกจากน้ี การเลย้ี งสตั วป์ กี เชน่ ไก่ เปด็ หา่ น
นก สตั วเ์ ล็ก ยังมีการเลี้ยงสัตว์ชนิดอืน่ ๆ เช่น แพะ แกะ กวาง สุกร อีกด้วย 1. ครตู งั้ คาํ ถามกระตนุ ความสนใจของนกั เรยี นวา
• เพราะเหตใุ ดวตั ถปุ ระสงคข องการเลยี้ งสตั ว
๒.๑ ประโยชน์ของการเลี้ยงสตั ว์ ในปจจุบันจึงเปล่ียนแปลงไปจากในอดีต
ท่ผี านมา
การเลย้ี งสัตวม์ ีประโยชน์มากมาย ดงั น้ี (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอยางอิสระ เชน ในอดีตการเลี้ยงสัตว
1. ใชเ้ ปน็ อาหาร เนอื้ สตั วแ์ ละผลติ ภณั ฑจ์ าก 4. รักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ สว นใหญจ ะเปนไปเพ่อื การบริโภค เชน เปด
ไก สุกร และเพ่ือใชเปนแรงงาน เชน โค
สตั วใ์ หส้ ารอาหารทสี่ า� คญั ตอ่ รา่ งกายโดยเฉพาะ สวยงามเชน่ เลย้ี งปลาสวยงามสสี นั ของปลาและ กระบอื แตใ นปจ จบุ นั การเลยี้ งสตั วจ ะเปน ไป
โปรตนี สรา้ งการเจรญิ เตบิ โตและซอ่ มแซมสว่ น พรรณไม้น�้าที่เลี้ยงตามสถานท่ีต่าง ๆ จะช่วย เพอื่ การคา มกี ารเลย้ี งสตั วเ ปน ฟารม ปศสุ ตั ว
ทส่ี ึกหรอใหก้ บั รา่ งกาย ทา� ใหร้ สู้ ึกสดช่นื ผอ่ นคลายความเครยี ดได้ โดยยึดถือเปนอาชีพหลัก ไมไดเลี้ยงเพ่ือใช
เปน แรงงานดังเชน ในอดตี )
2. รักษาและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ จ5า.กสชตัว่ วย์ เเพช่นม่ิ มหลู นคงั า่ ขในหสก้ ตั บั วส์ กนิ รคะา้ดกู น2า�มสางิ่ผเลหติลเอื ปใน็ช้
“แปกุ๋ย่ดคินอกโ1ด”ย“เปฉุพ๋ยอาะินมทูลรสียัต์ วห์ชนรือิดตป่างุ๋ยๆธรทรเ่ีมรยีชกาวตา่ิ” 2. ครูใหนักเรียนศึกษา เร่อื ง การเลยี้ งสตั ว จาก
ผลติ ภัณฑ์ทีม่ ีมูลคา่ เพิ่มข้ึน เช่น หนงั สัตวน์ า� ไป หนงั สือเรยี น หนว ยการเรียนรูที่ 5 หรือศกึ ษา
ซง่ึ มีอตั ราการสลายตัวช้า ท�าให้โครงสรา้ งของ ทา� กระเปา๋ รองเทา้ เขม็ ขดั กระดกู สตั วน์ �าไปทา� เพิ่มเติมจากอินเทอรเน็ต
ดินโปร่ง ระบายน้�าและอากาศได้ดี นอกจากน้ี กาว วสั ดฟุ อกนา�้ ตาลให้มคี วามบริสุทธ์มิ ากข้ึน
ยงั มธี าตไุ นโตรเจน ฟอสฟอรสั และโพแทสเซยี ม 3. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาเพม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั การเลย้ี งสตั ว
ซ่ึงเป็นธาตุอาหารหลักท่ีจ�าเป็นต่อการเจริญ 6. ลดตน้ ทนุ การผลติ เชน่ การเลย้ี งหา่ นใน จาก PowerPoint ม.5 หนว ยการเรียนรทู ่ี 5
เติบโตของพชื
สวนส้ม ห่านจะช่วยก�าจัดวัชพืชและให้มูลแก่ 4. ครูถามนกั เรยี นวา
3. ใช้ประโยชน์ทางด้านแรงงาน ปัจจุบัน ตน้ ส้ม ท�าใหต้ น้ ส้มเจรญิ เตบิ โตและให้ผลดกข้นึ • ที่บานของนักเรียนมีการเลี้ยงสัตวหรือไม
หากมี เลี้ยงสัตวชนิดใด เพราะเหตุใดจึง
ก�าลังประสบปัญหาด้านพลังงานที่ใช้น�้ามัน กระตา่ ย3เปน็ สตั วเ์ ลยี้ งในบา้ นชนดิ หนงึ่ ทผี่ คู้ นสว่ นใหญ่ เล้ียงสัตวช นิดน้ี หากไมม ี เพราะเหตุใดจงึ
เป็นเช้ือเพลิงส�าหรับใช้กับเคร่ืองยนต์ทุ่นแรง ไมเลี้ยงสัตว และหากสามารถเลี้ยงสัตวได
มีราคาสูงข้ึน ท�าให้ต้นทุนการผลิตสูงตาม นยิ มเลยี้ ง เพอ่ื ความเพลดิ เพลนิ ใจ 1 ชนิด นักเรียนจะเลือกเลี้ยงสัตวชนิดใด
เกษตรกรบางส่วนจึงน�าแรงงานสัตว์โดยเฉพาะ เพราะเหตุใด
โค กระบอื กลับมาใช้ท�านา ทา� ไร่ แรงงานทีใ่ ช้ (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ในเกษตรกรรมในชนบทส่วนใหญ่จงึ มาจากการ ไดอยางอิสระ)
เลีย้ งโคและกระบือไปดว้ ย
5. ครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ วา “การเลยี้ งสตั วแ ตล ะชนดิ
95งานเกษตร จะมีวิธีการเลี้ยงที่แตกตางกันออกไป ดังนั้น
ผูเลี้ยงจึงควรศึกษาขอมูลเก่ียวกับสัตวท่ี
ตองการเลี้ยงใหเขาใจอยางละเอียด เพ่ือให
สามารถดาํ เนนิ การเลย้ี งสตั วท ต่ี อ งการไดอ ยา ง
มปี ระสิทธิภาพและประสทิ ธผิ ล”
ขอ สอบเนน การคดิ นักเรียนควรรู
การผลิตสตั วเศรษฐกิจเชงิ ระบบมลี กั ษณะอยางไร 1 ปุยคอก ขอควรคํานึงในการใชปุยคอก คือ ไมควรนําปุยคอกไปผึ่งแดด
1. วางระบบการเลยี้ งสตั วถ กู ตอ งตามหลกั วชิ าการ เพมิ่ คา ใชจ า ย เพราะจะทําใหสูญเสียธาตุไนโตรเจน ไมควรใสปุยคอกใกลบริเวณโคนตน
ควรใสปยุ ขณะที่ดนิ มคี วามช้นื พอเหมาะ
ในการลงทนุ 2 กระดูก สามารถนําไปเปนสวนประกอบในการทําผลิตภัณฑหลากหลาย
2. ผลติ สตั วใ หม จี าํ นวนมากขน้ึ และนาํ เศษเหลอื จากการผลติ สตั ว ประเภท เชน ใชเปนอาหารปลา ใชเปนปุยแกพืช หรืออาหารแกสัตว ใชเปน
วตั ถุดิบในการทําเจลาตนิ ฟลม ถายรูป แคปซลู
มาใชป ระโยชนในดานอ่ืนๆ 3 กระตาย มีขอควรคํานึงในการเลือกซ้ือหลายประการ เชน กระตายจะมี
3. วางระบบการเลี้ยงสัตวถูกตองตามหลักวิชาการ เพิ่มจํานวน ลักษณะสดใส ราเริง กินอาหารเกง ใบหูมีการตอบสนองเมื่อไดยินเสียงตางๆ
ดวงตาโตสดใส ขนรอบตาเรยี บ จมูกแหง ไมม ีเสยี งดังขณะหายใจ ไมม นี า้ํ ลาย
แรงงานและคา ใชจ า ยในการผลิตสตั ว ไหลเลอะถึงใตคาง ปากเค้ียวอาหารไดตามปกติ น้ิวเทาและผิวหนังใตขนนุม
4. ผลติ สตั วใ หม จี าํ นวนมากขน้ึ เพม่ิ จาํ นวนอปุ กรณใ นการเลยี้ งสตั ว ไมมีกอ นตางๆ ขึน้ บรเิ วณผิวหนัง ถา ยอุจจาระเปน กอ น
และคา ใชจา ยในการผลติ สตั ว T105
(วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 3. เพราะจะตองมีหลักการในการ
วางแผนทถี่ กู ตอ ง โรงเรอื นมมี าตรฐาน มกี ารจดั การดา นสขุ าภบิ าล
อยางเหมาะสม และคํานึงถึงสิ่งแวดลอมเปนสําคัญ เพิ่มจํานวน
แรงงานและคา ใชจ า ยในการผลติ สัตว)
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ นาํ ๒.๒ ปจั จยั ท่ีมีผลตอ่ การเลีย้ งสัตว์
ขน้ั ท่ี 2 กระตนุ ความสนใจ การเล้ียงสัตว์ให้ประสบความส�าเร็จ สภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวสัตว์จัดเป็นปัจจัยส�าคัญ
ที่มผี ลตอ่ การเจริญเติบโตและการใหผ้ ลผลิตของสตั ว์ ปจั จยั ท่ีมผี ลตอ่ การเลย้ี งสัตว์ มดี งั น้ี
6. ครูเปดคลิปวิดีโอเก่ียวกับการเลี้ยงสัตวชนิด
ตางๆ ใหนักเรยี นดู จากนัน้ ครถู ามนกั เรยี นวา ๑) ภูมิอำกำศ มอี ทิ ธพิ ลต่อการเลี้ยงสัตวท์ ัง้ ทางตรงและทางออ้ ม ดงั น้ี
• สภาพภมู ิอากาศมคี วามสําคัญตอการ
เลยี้ งสตั วอยา งไร จงยกตวั อยา ง อุณหภมู ิ ความชน้ื
(แนวตอบ สภาพภูมอิ ากาศ ไดแ ก อุณหภมู ิ
ความชนื้ ลม หรอื การระบายอากาศ แสงแดด สัตว์แต่ละชนิดต้องการอุณหภูมิของอากาศ มีผลต่อการระบายความร้อนจากร่างกายของ
แสงสวาง และปริมาณน้ําฝน ลวนมีผลตอ แตกต่างกัน เช่น โคในเขตร้อน อุณหภูมิที่ สัตว์ โดยธรรมชาติสัตว์จะระบายความร้อน
การเจริญเติบโตของสัตวเล้ียงท้ังสิ้น เชน เหมาะสมอยู่ระหว่าง ๑๕-๒๗ องศาเซลเซียส ออกจากร่างกายด้วยวิธีระเหยน้�าทางเหง่ือ
การเลย้ี งไกไ ข จะตอ งเลอื กสถานทใ่ี หเ หมาะสม สุกรจะเจริญเติบโตดีในอุณหภูมิประมาณ ๒๔ หรือลมหายใจ ความชน้ื ยังมีผลทางอ้อมตอ่ การ
ตอการสรางโรงเรือน ทิศทางลม อยาให องศาเซลเซยี ส แตอ่ ณุ หภมู โิ ดยเฉลยี่ ทเี่ หมาะสม เลย้ี งสตั ว์ อาจทา� ใหส้ ตั วเ์ จบ็ ปว่ ยดว้ ยโรคเกยี่ วกบั
โรงเรือนถูกแดดจัด ควรใหมีลมพัดผาน ต่อการเจริญเติบโตของสัตว์โดยทั่วไป คอื ระบบทางเดินหายใจอกี ดว้ ย
มกี ารระบายอากาศท่ีดี หากอากาศรอ นจดั ประมาณ ๒๕ องศาเซลเซียส
จะทําใหไกไขมีสุขภาพที่ไมดี สงผลทําให
ไมออกไขได) ลม หรือการระบายอากาศ แสงแดด
• เพราะเหตใุ ดการสรา งโรงเรอื นจงึ ตอ งคาํ นงึ ถงึ
ลม หรอื การระบายอากาศมาเปน ลาํ ดบั แรก มีส่วนส�าคัญในการถ่ายเทระบายความร้อนส่วน แสงแดดออ่ น ๆ มคี วามจา� เปน็ ตอ่ ชวี ติ ของสัตว์
(แนวตอบ ในการสรางโรงเรือนเพื่อใชใน ที่เกินของสัตว์ ท้ังยังช่วยให้การระเหยของน้�า เน่ืองจากผิวหนังเมื่อถูกแสงแดดจะสังเคราะห์
การเลี้ยงสัตวจะตองใหความสําคัญกับการ หรือเหงื่อเร็วขึ้น ลดความร้อนของอากาศและ วิตามินดี ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูก
ถายเทความรอน ชวยลดความรอนในตัว ควบคุมความชื้นภายในโรงเรือน ท�าให้สัตว์
ของสัตว ทําใหสัตวท่ีอาศัยอยูในโรงเรือน ภายในโรงเรอื นรสู้ กึ สบาย ชว่ ยระบายอากาศเสยี สอัต่อนว1์เลผ้ียู้เงลที้ยี่ไงมจ่ไ�าดเป้รับ็นแตส้องงแจัดดหดจาระ่มเปเง็นาโใรหค้กกับรสะดัตูกว์
เกิดความรูสึกสบาย นอกจากนี้ ยังเปน ทีเ่ กดิ จากการเลย้ี งสตั ว์ ซ่งึ มผี ลต่อ
การระบายของเสียท่ีเกิดจากสัตว เชน สุขภาพและการเจรญิ เติบโตของสัตว์ แต่ละชนิด เพื่อปอ้ งกนั อนั ตรายจาก
กลิน่ มลู สัตว กลิ่นของสตั ว) แสงแดดท่ีอาจเกิดแก่สตั วเ์ ล้ียง
• เพราะเหตใุ ดสตั วเ ลย้ี งจงึ ควรไดร บั แสงแดด
ในปริมาณท่ีเหมาะสม ปรมิ าณน�า้ ฝน แสงสว่าง
(แนวตอบ แสงแดดเปนปจจัยสําคัญตอการ
เจรญิ เติบโตและความแข็งแรงของสัตว เมื่อ มีส่วนเกี่ยวข้องกับความช้ืนและอุณหภูมิของ ความยาวช่วงแสงระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้น
ถูกแสงแดดจะมีการสังเคราะหวิตามินดีขึ้น อากาศ ฝนมีส่วนท�าให้ความช้ืนของอากาศ ถึงพระอาทิตย์ตก ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเจริญ
ซงึ่ รา งกายของสตั วส ามารถนาํ ไปใชป ระโยชน สงู ขนึ้ อุณหภูมิของอากาศเย็นสบาย มีผลต่อ เติบโตของพืชอาหารสัตว์และการแสดงออก
ตอการเจริญเติบโตของกระดูก ซึ่งเปน การเจริญเติบโตของสัตว์และการให้ผลผลิต ของสัตว์ เชน่ ในฤดูรอ้ น อณุ หภูมิสูง ความยาว
โครงสรา งหลกั ของรา งกายไดอ ยา งเหมาะสม) สตั วเ์ ลย้ี งทคี่ วรเลย้ี งในชว่ งฤดฝู น เชน่ โค กระบอื ของช่วงแสงจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทางเพศ
โดยเลี้ยงแบบปล่อยหากินเองตามธรรมชาติ โดยสัตว์เพศเมียจะมีความสมบูรณ์พันธุ์ลดลง
จะมีอัตราการเจรญิ เตบิ โตสงู สัตวเ์ พศผู้คณุ ภาพของน้�าเชือ้ ลดลง
96
เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคดิ
ครูอาจเชิญเกษตรกรผูเลี้ยงสัตว หรือนักวิชาการเกษตร มาใหความรู หากตองการสรา งโรงเรือนใหมีความแขง็ แรง ทนทาน
เกยี่ วกบั วธิ กี ารเลยี้ งสตั วเ ศรษฐกจิ ทเ่ี ลยี้ งภายในทอ งถน่ิ หรอื พานกั เรยี นไปศกึ ษา และสามารถระบายอากาศไดด ี ควรสรา งโรงเรอื นแบบใด
ดูงานในสถานที่เลี้ยงสัตวจริง เพื่อใหนักเรียนเกิดความรู ความเขาใจที่เพิ่ม
มากขึน้ รวมถึงไดส อบถามความรูเก่ียวกับวิธกี ารเลย้ี งสตั วทถี่ กู ตอ ง 1. แบบหนาจ่วั
2. แบบจ่วั สองชน้ั
นักเรียนควรรู 3. แบบเพงิ หมาแหงน
4. แบบเพิงหมาแหงนกลาย
1 โรคกระดูกออ น เปนโรคที่มักพบในลกู สุนขั ทม่ี ีอายุนอย สาเหตมุ าจากการ
ใหอ าหารทขี่ าดแรธ าตสุ าํ คญั เชน แคลเซยี ม ฟอสฟอรสั วติ ามนิ ดี โดยสนุ ขั จะมี (วเิ คราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 2. เพราะเปน แบบทสี่ ามารถทนแดด
อาการขาโกง บางตวั ขาหักไดง าย สามารถรกั ษาใหห ายไดด ว ยการใหแคลเซียม ทนฝนไดดีกวาแบบเพิงหมาแหงนและแบบเพิงหมาแหงนกลาย
ฟอสฟอรัส และวิตามินดี ทง้ั การฉีด การกนิ และพาไปออกกําลงั กาย เพอ่ื ใหได ท้ังยงั เปน แบบท่ีดัดแปลงมาจากแบบหนา จ่วั โดยการเพ่มิ จ่ัวยกสูง
รบั แสงแดดออ นๆ เปนประจําทกุ วนั อกี ชั้น เพอ่ื ชวยใหระบายอากาศดมี ากยง่ิ ข้ึน)
T106
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
๒) ภมู ปิ ระเทศ เป็นลักษณะทางธรรมชาติของพ้ืนโลก เช่น ลักษณะความสูงต่�าของ ขน้ั นาํ
พน้ื ท่ี ความเปน็ กรดดา่ งของดนิ ความอดุ มสมบรู ณข์ องดนิ และแหลง่ นา้� ภมู ปิ ระเทศมสี ว่ นเกยี่ วขอ้ ง
กบั การเลยี้ งสตั ว์มาก ชเว่ชย่นลดภตมู น้ ปิ ทรนุะเไทดศม้ ทาก่ีดนิ หมรีคอื วถาา้ มโรองุดเรมอื สนม1เบลย้ีรู ณงส์ ตั ยว่อต์ มง้ั ปอลยกูใู่ กพลชื แ้ อหาลหง่ านร้�าสัตซวงึ่ ไ์สดะ้ผดลวดกี ขน้ั ท่ี 2 กระตนุ ความสนใจ
ทา� ใหค้ า่ อาหารถกู ลง
ในการนา� น�้ามาล้างทา� ความสะอาดโรงเรือน จะทา� ใหส้ ัตวป์ ลอดภยั จากเช้ือโรค 7. ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา “ในการเลือกทําเลท่ีต้ัง
๓) อำหำร การเลย้ี งสตั วเ์ พอ่ื ใหไ้ ด้ ทใี่ ชใ นการเลย้ี งสตั วม ขี อ ควรคาํ นงึ หลายประการ
ผลตอบแทนสูงท่ีสุดจะต้องเลือกและจัดสรร เชน หากทาํ เลทต่ี ง้ั อยหู า งไกลจากแหลง ชมุ ชน
อาหารในปรมิ าณทพี่ อเหมาะใหแ้ กส่ ตั ว์ ไมม่ าก การคมนาคมขนสงไมสะดวก ในการจําหนาย
หรอื นอ้ ยเกนิ ไป และอาหารนนั้ ตอ้ งมสี ารอาหาร ผลผลิตอาจมีคาใชจายในการขนสงมากข้ึน
ครบตามท่ีสตั ว์ตอ้ งการ เมอ่ื สตั วก์ นิ เขา้ ไปแล้ว ทําใหตนทุนเพ่ิมสูงข้ึน หรือสงผลกระทบตอ
จะมกี ารเจรญิ เตบิ โตทสี่ มบรู ณ์ แขง็ แรง ใหผ้ ลผลติ คุณภาพของผลผลิต เชน การขนสง นํ้านมดิบ
ที่ดีและมีคุณภาพ อาหารสัตว์มีหลายชนิด ไปยังโรงงานแปรรูปน้ํานม หากใชระยะเวลา
เแชต่นกตห่าญงา้กสันดไปหตญาา้มแปหร้งะเขภ้าทวโขพอดง2สขัตา้ วว์ทเปี่เลลือี้ยกง ในการขนสง นาน ยอ มทาํ ใหค ณุ ภาพของนา้ํ นม
ขา้ วฟา่ ง ร�าข้าว ปลายข้าว ฟางขา้ ว ถัว่ เหลอื ง เสื่อมลง ซ่ึงจะสงผลตอ ราคานาํ้ นมดิบ”
ปลาปน่ กระดกู ป่น การให้อาหารแก่สัตว์เล้ียงในปริมาณท่ีพอเหมาะและมี
สารอาหารครบถว้ น ยอ่ มทา� ใหส้ ตั วเ์ จรญิ เตบิ โตดแี ละแขง็ แรง 8. ครูใหนักเรียนดูภาพอาหารสัตวหลากหลาย
ชนิด จากนนั้ ครถู ามนักเรียนวา
๔) โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ เป็นอีกปัจจัยหน่ึงที่มีความส�าคัญต่อการเล้ียงสัตว์ เพราะ • เพราะเหตใุ ดการใหอ าหารสตั วจ งึ ตอ งเลอื ก
และจัดสรรอยา งเหมาะสม
โรงเรอื นเป็นทอี่ ยู่อาศยั ของสตั ว์ โดยหลักการสร้างโรงเรอื นท่ดี ี มีดังน้ี (แนวตอบ อาหารเปนปจจัยสําคัญที่มีผล
ตอการเจริญเติบโตของสัตว ดังนั้น การ
ปอ้ งกันแสงแดด ฝน สรา้ งใหเ้ หมาะสมกบั จ�านวนสัตว์ทจี่ ะเล้ียง ใหอาหารสัตวแตละชนิดจึงตองพิถีพิถัน
และลมได้เปน็ อย่างดี เปนพิเศษ โดยจะตองเปนอาหารท่ีดีและมี
เช่น ไก่เล็กต้องการพื้นท่ี ๑๐-๑๒ ตัวต่อตารางเมตร คุณภาพ มีสารอาหารครบถวนเหมาะสม
มีลักษณะโปร่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก กับความตองการของสัตวแตละประเภท
ไมเ่ ป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค สหุกรือรขโคุนขตนุ ้อ3ตง้อกงากรพารื้นพท้ืน่ี ท๑่ี .๘๑-๐๑-๐๑.๕ตา๐ราตงาเมราตงรเตม่อตตรัวต่อตัว และแตละชวงวัย ควรใหอาหารในปริมาณ
ทเ่ี หมาะสมตามประเภทของสตั วแ ตล ะชนดิ )
มสี ภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
9. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั สนทนาเกยี่ วกบั หลกั การ
เช่น สัตว์เลี้ยงต้องการอยู่ในอุณหภูมิ สรางโรงเรือนทดี่ ี จากนั้นครูถามนักเรียนวา
ระหวา่ ง ๒๐-๒๕ องศาเซลเซยี ส ความชืน้ • บริเวณที่ต้ังโรงเรือนเล้ียงสัตวท่ีดี ควรมี
ประมาณร้อยละ ๕๐-๘๐ ลักษณะอยา งไร
(แนวตอบ เปนที่ดอน น้ําไมทวมขังไดงาย
97งานเกษตร มีพื้นท่ีกวางขวาง อากาศถายเทไดสะดวก
มแี หลง อาหารตามธรรมชาติ ไมม กี ารระบาด
ของโรคและแมลง จาํ พวกมดและไร ปอ งกนั
แดด ลม และฝนได)
ขอสอบเนน การคดิ นักเรียนควรรู
เพราะเหตุใดจึงตองใหความสําคัญในการคัดเลือกอาหาร 1 โรงเรอื น เกษตรกรนยิ มโรงเรือนระบบปด หรือแบบอแี วป (Evaporative-
และการใหอ าหารแกสตั วเลยี้ ง Cool System) โดยเปนการนําเทคโนโลยีการลดอุณหภูมิดวยน้ํามาใชในการ
เล้ยี งสตั ว ซงึ่ วธิ ีนจี้ ะชว ยปองกนั การระบาดของโรคไขหวดั นกได
(แนวตอบ อาหารเปนปจจัยสําคัญท่ีมีผลตอการเจริญเติบโต 2 ขาวโพด เปนพืชเศรษฐกิจท่ีมีความสําคัญเปนอยางมากตออุตสาหกรรม
ของสัตว ดังนั้น ผูเล้ียงจึงตองพิถีพิถันและเอาใจใสเปนพิเศษ อาหารสัตว โดยรอยละ 94 ของผลผลิตขาวโพดในประเทศไทยจะถูกนํามา
โดยเลือกอาหารท่ีมีคุณภาพดี มีสารอาหารครบถวนตามที่สัตว ใชในอุตสาหกรรมอาหารสัตว โดยพันธุขาวโพดเล้ียงสัตวที่นิยมปลูกจะเปน
ควรไดรับในแตละชวงวัย และจะตองคํานึงถึงความเหมาะสมกับ พันธุลูกผสมเดี่ยว มีลักษณะตนเต้ีย รากแข็งแรง ทนทานตอการหักลมไดดี
ประเภทของสตั วแ ตละชนิดดวย) ตอบสนองตอ การใชปยุ ไดด ี และใหผ ลผลิตสูง
3 โคขุน การเล้ียงโคใหเจริญเติบโตอยางรวดเร็ว ผลิตเน้ือที่ดี มีคุณภาพ
โดยวธิ ีใหอ าหารดี เชน หญา ฟาง อาหารเสรมิ ในชว งเวลาสั้น แหลงผลิตโคขนุ
ที่สาํ คัญในประเทศไทย คอื โคขุนโพนยางคาํ จงั หวัดสกลนคร
T107
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ นาํ ๕) กำรสขุ ำภบิ ำล การเลยี้ งสตั ว์ใหไ้ ดผ้ ลดนี น้ั สตั วเ์ ลยี้ งตอ้ งปลอดเชอ้ื โรคและพยาธ1ิ
ขน้ั ท่ี 2 กระตนุ ความสนใจ เพราะเชอ้ื โรคและพยาธเิ ปน็ สาเหตทุ ที่ า� ใหส้ ตั วต์ ายและยงั สง่ ผลกระทบตอ่ การเจรญิ เตบิ โต การผสม
พนั ธุ์ และผลผลติ ทสี่ ัตวผ์ ลิตออกมา โรคของสัตวอ์ าจเกดิ จากสิ่งมชี วี ิต หรอื ไม่มชี วี ติ ก็ได้ รวมถึง
10. ครูนําภาพสัตวชนิดตางๆ ท่ีปวยเปนโรค การขาดธาตอุ าหาร เมอื่ สตั วเ์ ปน็ โรคยอ่ มทา� ใหก้ ารเจรญิ เตบิ โตของสตั วล์ ดลง ในบางครง้ั อาจทา� ให้
มาใหน กั เรยี นดู จากนั้นครูถามนกั เรยี นวา สัตว์ตาย หรือเจ็บป่วยด้วยอาการเรื้อรัง ผู้เลี้ยงควรมีความรู้เก่ียวกับการป้องกันไม่ให้สัตว์ป่วย
• นักเรียนคิดวาเปนเพราะสาเหตุใดสัตวท่ี เป็นโรค ดังนี้
เลีย้ งไวจึงปวยเปน โรค
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ 1. ท�าความสะอาดคอก ภาชนะ อุปกรณ์ และ 5. ฉีดวัคซีนป้องกันโรค เพ่ือให้สัตว์สร้าง
ไดอ ยา งอสิ ระ เชน ผเู ลยี้ งขาดการสขุ าภบิ าล บริเวณที่เลี้ยงสัตว์ การท�าลายเช้ือโรคน้ีมักจะ ภูมิคุ้มกันและสามารถท�าลายเช้ือโรคที่เข้าสู่
ท่ดี ี มเี ชือ้ โรคปะปนอยใู นอาหาร โรงเรอื น ร่างกายได้ การให้วัคซีนต้องพิจารณาถึงชนิด
ไมส ะอาด สัตวขาดการดแู ลเอาใจใสอยา ง ทโร�าคกจัน�าพในวโกรโงซ3เรเดือียนมไสฮ่วโนปคใหลญอไ่นริยต2ม์แใลชะ้ยแาคฆลเ่าซเีชยม้ือ ของสัตว์ เพราะสัตว์แต่ละชนิดต้องการวัคซีน
ถกู วธิ ี เชน การใหวัคซีน เพอ่ื ปอ งกนั โรค) ไมเ่ หมอื นกนั ควรขอคา� แนะนา� จากสตั วแพทยก์ อ่ น
• การดูแลสตั วเล้ียงใหมสี ุขภาพท่ีดี สามารถ ไฮโปคลอไรตท์ ม่ี คี วามเขม้ ขน้ ๑๕-๑๗ เปอรเ์ ซน็ ต์ 6. คดั สตั ว์ปว่ ยเปน็ โรคออกจากฝูง เพ่อื ป้องกนั
ปฏิบตั ิไดอ ยางไร ผสมกบั นา้� ในอตั ราสว่ น ๕๐ สว่ นตอ่ นา�้ ลา้ นสว่ น การระบาดของโรค สตั วเ์ ลยี้ งบางรนุ่ ทย่ี งั เลก็ อยู่
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ เพอ่ื ใชล้ า้ งพนื้ คอก หรอื อาจใช้ไบโอเทน ๑ ชอ้ นโตะ๊ อาจไมแ่ สดงอาการผดิ ปกตใิ หเ้ หน็ แตเ่ มอ่ื มอี ายุ
ไดอ ยา งอสิ ระ เชน ใหอ าหารท่ดี ีมคี ุณภาพ ผสมกบั นา�้ ๑ ปบี แทนได้ หลงั จากทา� ความสะอาด มากขึน้ อาการผดิ ปกตบิ างอย่างอาจแสดงออก
ในปริมาณที่เหมาะสมในแตละชวงวัย ควรทง้ิ ไวอ้ ยา่ งนอ้ ย ๓ วนั จงึ นา� สตั วเ์ ขา้ ไปเลยี้ ง มาใหเ้ ห็น เชน่ ขาเก เปน็ โรคต่าง ๆ
โรงเรือนสะอาด ปราศจากการหมักหมม 2.หมนุ เวยี นทงุ่ หญา้ หรอื สถานทที่ ี่ใชเ้ ลย้ี งสตั ว์ 7.ขังสัตว์เพ่ือดูอาการก่อนน�าไปเล้ียง เพื่อให้
ของสิ่งสกปรก หรือปฏิกูลตางๆ อากาศ เสมอ เพอ่ื ปอ้ งกนั ไมใ่ หเ้ กดิ โรคกบั สตั ว์ เพราะการ เกดิ ความมนั่ ใจวา่ สตั วป์ ลอดภยั จากโรคจรงิ และ
ภายในโรงเรือนถายเทไดสะดวก มีการให เลย้ี งสตั วช์ นิดเดียวกันบนพื้นที่เดิมนานเกินไป ไม่มโี รคติดต่อ
วัคซีน เพื่อปองกันโรค รวมถึงการตรวจ เช้ือโรคต่าง ๆ อาจจะสะสมและเกิดการฟักตัว 8. ทา� ลายซากสตั วท์ ตี่ ายแลว้ การทา� ลายซากสตั ว์
สขุ ภาพของสตั วอ ยางทว่ั ถงึ ) จนมีปริมาณมากพอที่จะท�าให้เกิดอันตรายต่อ เปน็ สง่ิ ทจี่ า� เปน็ อยา่ งยง่ิ เพราะเชอื้ บางอยา่ งรนุ แรง
• “การดูแลรักษาความสะอาดชวยลดการ สตั ว์เลี้ยงได้ และทนทานตอ่ การทา� ลาย อาจตดิ ตอ่ ไปยงั สตั ว์
เกิดโรคระบาดในสัตวได” จากขอความน้ี 3. ใหอ้ าหารทสี่ ดและสะอาดทกุ ครง้ั เพราะอาหาร อืน่ ๆ ได้ วธิ ีการก�าจดั ซากสัตวท์ ด่ี ที ่สี ดุ คือ การ
นกั เรยี นเห็นดว ยหรือไม อยา งไร ทบี่ ดู เนา่ และมคี วามชน้ื มาก อาจทา� ใหส้ ตั วท์ อ้ งเสยี ขดุ หลุมฝัง หรอื การเผา
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ หรือเป็นโรคอหิวาต์ได้ และยังต้องค�านึงถึง 9. ทา� ความสะอาดสตั วเ์ ลย้ี งตามความเหมาะสม
ไดอยางอิสระ เชน เห็นดวย เนื่องจาก ความสะอาดของรางนา�้ และรางอาหารอกี ดว้ ย เชน่ อาบน�า้ ก�าจัดศัตรูของสัตว์ เชน่ เหบ็ สุนัข
เช้ือโรคทุกชนิดสามารถเจริญเติบโตไดดี 4. ส�ารวจและตรวจสุขภาพของสัตว์อยู่เสมอ ทุก ๆ ๑-๒ สัปดาห์
ในที่สกปรกและชื้นแฉะ ดังนั้น การดูแล โดยส�ารวจว่าสัตว์แข็งแรงมากน้อยเพียงใด
รักษาความสะอาดจึงเปนส่ิงท่ีจําเปนและ มีส่วนใดของร่างกายผิดปกติหรือไม่ อุณหภูมิ
สําคัญเปนอยางยิ่ง ที่จะชวยลดปริมาณ ภายในร่างกายเป็นอย่างไร ถ้าพบว่ามีอาการ
ของเชื้อโรคและปองกันการแพรระบาด ผดิ ปกติ หรอื สงสยั ว่าจะเป็นโรค ควรรีบปรกึ ษา
ของเช้ือโรคไปยังสัตวเล้ยี งได) สัตวแพทยท์ นั ที
98
นักเรียนควรรู ขอ สอบเนน การคดิ
1 พยาธิ เปนสงิ่ มีชวี ติ ทอี่ าศยั อยูในรา งกายของมนุษยแ ละสตั ว มอี ยดู ว ยกัน ขอ ใดกลา วถึงการสขุ าภบิ าลไมถ ูกตอ ง
หลายชนิด โดยทั่วไปจะปะปนอยูในธรรมชาติท่ีมีความเหมาะสมตอการ 1. ทําความสะอาดโรงเรือนอยา งสม่ําเสมอ
เจริญเตบิ โต เชน ดนิ น้ํา หญา เน้อื สัตว ผกั ชนิดตา งๆ 2. มีขนาดโรงเรอื นเพียงพอตอจํานวนสตั ว
2 โซเดียมไฮโปคลอไรต เปนสารประกอบประเภทเกลือ ซ่ึงใชเปนสาร 3. แยกสตั วทีม่ ีอาการปวยออกมาเลี้ยงแบบเด่ียว
ทําความสะอาด สามารถฆาเชื้อโรคได เนื่องจากมีฤทธิ์ในการยับย้ังการเจริญ 4. ไมกักกนั สตั วใหมกอนนาํ มาเล้ียงในโรงเรือนรวม
เตบิ โตของแบคทเี รยี ไดห ลายชนดิ นยิ มใชท ง้ั ในภาคอตุ สาหกรรม ภาคการเกษตร
ภาคการแพทย และภาคครัวเรือน (วิเคราะหค ําตอบ ตอบขอ 4. เพราะการนาํ สตั วใ หมเ ขา มาเลยี้ ง
3 แคลเซยี มไฮโปคลอไรต เปนสารประกอบคลอรนี ใชส าํ หรบั ฆา เช้อื วตั ถุดบิ ควรมกี ารกกั กันสัตวก อ น เพือ่ เฝา ดอู าการของโรคทอ่ี าจตดิ มากับ
และฆา เชอื้ ในนา้ํ ทใ่ี ชใ นกระบวนการ เชน นาํ้ หลอ เยน็ นา้ํ ทล่ี ะลายวตั ถดุ บิ ทผ่ี า น สตั ว และเพอื่ ชว ยปอ งกนั ไมใ หเ ชอ้ื โรคแพรส สู ตั วเ ลย้ี งตวั อน่ื ๆ ได)
การแชเ ยอื กแขง็ นอกจากการใชเ พอ่ื ฆา เชอ้ื แลว เมอ่ื รวมตวั กบั เพกทนิ ในผนงั เซลล
ของผักและผลไม จะทาํ ใหผ นังเซลลแ ขง็ แรงและตานทานโรคไดด ขี ึน้
T108
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
๒.๓ การเล้ยี งสตั ว ์ในครัวเรือน ขน้ั นาํ
สัตว์เลี้ยงในครัวเรือนมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด โดยการเลี้ยงสัตว์แต่ละชนิดจะมีวิธีในการเล้ียง ขนั้ ที่ 2 กระตนุ ความสนใจ
ที่แตกต่างกนั ตามชนดิ ของสตั ว์ ตัวอยา่ งการเลย้ี งสัตว์ในครัวเรือน มีดงั นี้
11. ครูใหนักเรียนศึกษา เร่ือง การเล้ียงสัตวใน
โคนม ครวั เรอื น : โคนม จากหนงั สอื เรยี น หนว ยการ
เรยี นรทู ่ี 5 หรอื ศกึ ษาเพมิ่ เตมิ จากอนิ เทอรเ นต็
พันธุ ์โคนมท่นี ิยมนำ� มำเลย้ี งในประเทศไทย
มหี ลำยชนดิ เชน่ 12. ครถู ามนักเรียนวา
• ในชุมชนของนักเรียนมีการเลี้ยงโคนม
พันธุ ์ไทยฟรเี ซยี น โคนมเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่มนุษย์เลี้ยงไว้ หรือไม หากไมมี ในชุมชนของนักเรียน
• โคนมพันธผ์ุ สมทีม่ เี ลอื ดโคนมพนั ธุ์โฮลสส์ ไตน์ เพอื่ นา� นา�้ นมมาบรโิ ภค โดยโคนมพนั ธแ์ุ ทเ้ ปน็ เลยี้ งสัตวช นิดใด
พนั ธท์ุ ม่ี ถี นิ่ กา� เนดิ อย่ใู นเขตประเทศทม่ี อี ากาศ (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ฟรีเซียนมากกวา่ ๗๕% หนาว เมอ่ื ถกู นา� เขา้ มาเลยี้ งในประเทศไทยจงึ ไดอยางอสิ ระ)
• สขี องตวั จะเปน็ สขี าวตดั กบั สดี า� โดยเดด็ ขาด บางตวั มักให้ผลผลิตน�้านมได้ไม่ดี เน่ืองจากสภาพ • นักเรียนทราบหรือไมวานมที่ด่ืมน้ันผลิต
อากาศร้อนและมีศัตรูรบกวนมาก ต่อมาได้มี จากแหลง ใด และแหลง นา้ํ นมดบิ ไดม าจาก
อาจมีสีขาว หรอื สดี �ามาก การศกึ ษา พฒั นา และปรังปรงุ พนั ธ์ุ โดยนา� แหลง ใด
• ผลิตนา�้ นมเฉลย่ี ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ กก. นา�้ เชอื้ ของโคนมพนั ธด์ุ เี พศผมู้ าผสมกบั แมโ่ ค (แนวตอบ แหลงเล้ียงวัวนมท่ีสําคัญที่สุด
• เพศผหู้ นักประมาณ ๕๕๐-๖๐๐ กก. ทท่ี นต่ออากาศร้อนในประเทศไทยได้ดี จนได้ ของโลก เชน ประเทศอนิ เดยี กลมุ ประเทศท่ี
• เพศเมยี หนักประมาณ ๕๐๐ กก. โคลกู ผสมทสี่ ามารถทนตอ่ อากาศรอ้ นและโรค ผลติ นา้ํ นมดบิ ไดม ากทสี่ ดุ คอื สหภาพยโุ รป
ไดด้ ี ผลติ น�้านมได้มากขนึ้ และสามารถเลย้ี ง แหลงเล้ียงวัวนมท่ีสําคัญของประเทศไทย
พนั ธ ์ุโฮลสส์ ไตนฟ์ รเี ซียน ไดด้ ีประเทศไทย อยใู นหลายจงั หวดั เชน สระบรุ ี นครราชสมี า
• มถี ิน่ กา� เนิดในประเทศเนเธอร์แลนด์ ประจวบคีรีขันธ เพชรบรุ ี สาเหตทุ ่ีประเทศ
• นสิ ัยเชือ่ งช้า รดี นมงา่ ย ไมอ่ ้นั นม ไทยนิยมเลี้ยงวัวนมกันมากข้ึน เพราะมี
• สขี องตวั จะเป็นสีขาว หรอื สีด�า โดยจะขาว หรือด�า ภูมิประเทศท่ีเหมาะสมตอการทําปศุสัตว
เนื่องจากอุดมสมบูรณไปดวยอาหารสัตว
มากกวา่ ก็ได้ เชน ทงุ หญาเลย้ี งสัตว ผลผลติ พชื ไร วัสดุ
• ผลิตน�า้ นมเฉล่ยี ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ กก. เหลอื ใชจ ากโรงงานอตุ สาหกรรม ซงึ่ มรี าคา
• เพศผูห้ นักประมาณ ๘๐๐-๑,๐๐๐ กก. ไมสูง และสามารถเลือกใชทดแทนกันได
• เพศเมียหนักประมาณ ๕๐๐-๘๐๐ กก. หากส่ิงใดส่งิ หนงึ่ มีราคาท่เี พมิ่ สูงขน้ึ )
พันธ์ทุ เี อม็ แซด พนั ธซ์ุ ำฮิวำล 13. ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา “ประเทศไทยไดมีการ
• โคนมพนั ธผ์ุ สมทมี่ เี ลอื ดโคนมพนั ธ์โุ ฮลสส์ ไตนฟ์ รเี ซยี น • มถี ิน่ กา� เนดิ ในประเทศปากีสถาน สงเสริมใหประชาชนประกอบอาชีพเล้ียง
• ทนรอ้ น ทนโรค ทนตอ่ สภาพขาดแคลนอาหารไดด้ ี โคนม มาต้ังแต พ.ศ. 2504 โดยไดรับการ
มากกวา่ ๗๕% และพนั ธซ์ุ บี ู หรอื พนั ธพ์ุ นื้ เมอื ง ๒๕% • สขี องตวั จะเปน็ สนี า�้ ตาล อาจมสี ขี าวบรเิ วณใตท้ อ้ ง ชว ยเหลอื จากรฐั บาลเดนมารก ใหจ ดั ตงั้ ฟารม
• สขี องตวั จะเปน็ สขี าวตดั กบั สดี า� โดยเดด็ ขาด บางตวั • ผลติ น�้านมเฉล่ยี ๒,๕๐๐-๓,๐๐๐ กก. โคนมแหงแรกขึ้นที่อําเภอมวกเหล็ก จังหวัด
• เพศผ้หู นักประมาณ ๖๐๐-๗๐๐ กก. สระบุรี หลังจากน้ันอาชีพเลี้ยงโคนมได
อาจมีสีขาว หรือสดี า� มาก • เพศเมียหนักประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ กก. แพรหลายไปท่ัวทั้งประเทศ และมีแนวโนม
• ผลติ นา้� นมเฉลี่ย ๓,๐๐๐-๓,๕๐๐ กก. การขยายตัวเพิม่ มากขนึ้ ”
• เพศผูห้ นักประมาณ ๕๐๐-๖๐๐ กก.
• เพศเมยี หนกั ประมาณ ๔๕๐-๕๐๐ กก.
99
ขอสอบเนน การคิด เกร็ดแนะครู
สมนุ ไพรในขอใดมีสรรพคณุ สามารถกําจดั พยาธิในโคได ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมในประเทศไทยใหนักเรียนฟงวา
1. ตะไคร การเล้ียงโคนม เพื่อนําน้ํานมมาบริโภคมีมานานแลว แตเพ่ิงมีการเล้ียงอยาง
2. มะกรูด จริงจัง เม่ือรัชกาลที่ 9 ไดทรงสถาปนาศูนยฝกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-
3. กระเทียม เดนมารกข้ึน ที่อําเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี รวมกับพระเจาเฟรเดริคที่ 9
4. บอระเพด็ แหงประเทศเดนมารก ตอมาไดพัฒนาเปนองคกรสงเสริมกิจการโคนมแหง
ประเทศไทย มฐี านะเปน รฐั วสิ าหกจิ สงั กดั กระทรวงเกษตรและสหกรณ พระองค
(วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 4. เพราะเกือบทุกสว นของบอระเพ็ด ไดทรงทดลองเลี้ยงโคนมดวยพระองคเองในบริเวณสวนจิตรลดา และเม่ือ
สามารถนํามาใชเปนสวนผสมของยารักษาโรคได หากตองการ เกษตรกรผูเลี้ยงโคนมสามารถผลิตน้ํานมดิบไดเกินความตองการของตลาด
กําจัดพยาธิในโค เกษตรกรสามารถใชเถาบอระเพ็ดมาตัดเปน ก็ทรงโปรดเกลาฯ ใหสรางโรงงานนมผงและศูนยรับนม ทั้งยังทรงริเริ่มใหมี
ชน้ิ เลก็ ทบุ ใหแ ตก หมกั กบั นา้ํ ซาวขา วและเกลอื ทง้ิ ไวป ระมาณ 7 วนั การจัดตั้งสหกรณโคมนมหนองโพราชบุรี จํากัด (ในพระบรมราชูปถัมภ) เพื่อ
จากนน้ั นาํ นํ้าหมักทไ่ี ดผ สมกบั นา้ํ ดมื่ ของโค นาํ้ หมกั จะชว ยกาํ จดั ดาํ เนินการผลติ นมผงอกี ดวย
พยาธอิ อกไปได)
T109
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ นาํ วิธกี ำรเลย้ี ง อำหำรและกำรใหอ้ ำหำร
วิธีการเล้ียงโคนมที่นิยมในปัจจุบันแบ่งเป็น ๓ วิธี อาหารส�าหรบั โคนม แบ่งเปน็ ๒ ประเภท ดังนี้
ขนั้ ที่ 2 กระตนุ ความสนใจ ดงั นี้ ๑. อาหารหยาบ เป็นอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น
๑. การเลย้ี งแบบยนื โรงอยกู่ บั ท่ี เปน็ การนา� โคมาเลยี้ ง
14. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั สนทนาเกยี่ วกบั วธิ กี าร หญ้าชนิดต่าง ๆ ท้ังหญ้าสด หญ้าแห้ง หญา้ หมัก
เลย้ี งโคนม อาหาร และการใหอ าหาร จากนนั้ อยู่ในช่อง หรือซองขอแต่ละตวั ไมเ่ ปิดโอกาสให้ ฟางขา้ ว ใบกระถนิ ตน้ ถว่ั ชนดิ ตา่ ง ๆ อาหารหยาบ
ครูถามนกั เรียนวา โคไดเ้ ดนิ หรือเคลื่อนไหวมากนกั เปน็ อาหารหลกั สา� หรบั โคนม ผเู้ ลยี้ งตอ้ งนา� อาหาร
• นกั เรยี นคดิ วา สงิ่ ใดเปน ปจ จยั สาํ คญั เรมิ่ ตน ๒. การเล้ียงแบบปล่อยอิสระอยู่ภายในคอก โคจะ ประเภทน้ีให้โคนมกินอย่างเพียงพอเพ่ือให้ผลิต
สําหรบั ผูทตี่ องการเลี้ยงโคนมเปน อาชพี มีพ้ืนท่ีภายในคอกพอให้เดิน หรือเคลื่อนไหวได้ น้�านมได้มากข้ึน ในกรณีท่ีเล้ียงแบบปล่อยให้
(แนวตอบ ปจจัยสําคัญที่ผูเล้ียงโคนมเปน อยา่ งอสิ ระ โดยอยู่รวมกนั เป็นฝูง หาอาหารกนิ เองในแปลงหญา้ ผเู้ ลย้ี งควรใชว้ ธิ กี าร
อาชพี ตอ งคาํ นงึ ถงึ เชน ทนุ สถานทท่ี ใี่ ชใ น ๓. การเล้ียงแบบปล่อยให้หาอาหารกินเองในแปลง ปลูกหญา้ เป็นแปลง แลว้ เก่ียวหญา้ มาให้กินเพอื่
การเลยี้ ง ตลาด และปจ จยั อนื่ ๆ ซงึ่ ปจ จยั ท่ี หญ้า ช่วยประหยัดแรงงานและค่าใช้จ่ายในการ
สาํ คญั ทส่ี ดุ คอื ทนุ โดยทนุ สามารถแบง ออก สร้างโรงเรือน โดยการปล่อยให้โคออกไปหา ๒. อปารหะหารยขดั น้ ค1่าเปใชน็ ้จอา่ายหารทม่ี เี ยอื่ ใยตา�่ แตม่ สี ารอาหาร
เปน 5 รายการ คอื ทนุ สําหรับซ้ือพอ พันธุ อาหารกินเองในแปลงหญ้าท่ีก�าหนดไว้ให้อย่าง
แมพ นั ธโุ คนม ทนุ สาํ หรบั สรา งโรงเรอื น หรอื อสิ ระ และจะถกู ตอ้ นใหเ้ ขา้ คอกเมอื่ ถงึ เวลารดี นม ประเภทโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่
คอกสําหรับเลี้ยงสัตว ทุนสําหรับเตรียม และวิตามินสูง เช่น กากถั่วเหลือง ร�าละเอียด
แปลงหญา ทุนสําหรับหาแหลงนํ้า หรือ ข้าวโพดป่น มันส�าปะหลังอัดเม็ด ปลายข้าว
ชลประทาน ทนุ สาํ หรบั คา อาหาร คา แรงงาน ปลาปน่ กระดกู ปน่ โดยโปรตนี จะชว่ ยในการเจรญิ
และอ่ืนๆ) เติบโตและผลิตน้�านม ผู้เลี้ยงจึงต้องให้โคนมกิน
• การใหอ าหารโคนมดว ยอาหารหยาบควรให อาหารข้นอย่างเพยี งพอ
อยา งไรจึงจะเหมาะสม
(แนวตอบ คณุ คา ทางอาหารจะเปลยี่ นแปลง Tip
ไปตามฤดูกาล สภาพดิน และชนิดของ
อาหาร ซงึ่ โดยทว่ั ไปจะใหค ณุ คา ทางอาหาร วนั โคนมแหง่ ชาติ
คอนขางตํ่า ผูเลี้ยงจึงควรใหอาหารใน
ปริมาณท่ีเพียงพอ เพอื่ ชว ยใหก ระบวนการ วันท่ี ๑๗ มกราคมของทุกปี ถือเป็น “วันโคนมแห่งชาติ” ซ่ึงถือเป็นวันส�าคัญของผู้ประกอบอาชีพ
ยอ ยอาหารและการผลติ ไขมนั ในนาํ้ นมเปน เล้ียงโคนม และเพือ่ นอ้ มรา� ลกึ ถงึ พระมหากรณุ าธคิ ณุ ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่ีได้ทรงพระราชทานอาชีพน้ี
ไปอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ การใหอ าหารไมค วร ให้แก่ปวงชนชาวไทย ตามที่พระองค์ได้ทรงตั้งพระราชปณิธานท่ีจะส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในประเทศ
ต่าํ กวา 1-1.5% ของนํา้ หนกั ตวั หรอื มี ADF ให้เปน็ หนง่ึ ในอาชพี ของเกษตรกรไทย ให้มีความมนั่ คงและยง่ั ยนื
ไมต า่ํ กวา 19-21% หรอื CF ไมต า่ํ กวา 18%)
• เพราะเหตุใดจึงตองมีการเสริมอาหารขน 100
ใหแกโ คนม
(แนวตอบ หากโคนมกินแตอาหารหยาบ
จะทําใหเจริญเติบโตชา จึงตองเสริมดวย
อาหารขน ซ่ึงเปนอาหารท่ีใหพลังงานและ
มโี ปรตนี สูงแกโคนม)
นักเรียนควรรู กิจกรรม สรางเสริม
1 อาหารขน เปนวัตถุดิบท่ีมีความเขมขนของโภชนะตอหนวยน้ําหนักสูง ครูใหนักเรียนศึกษาขอมูลเพ่ิมเติมเกี่ยวกับความสําคัญของ
มีเย่ือใยตํ่ากวา 18 เปอรเซ็นต แบงเปน 2 ประเภท คือ อาหารหลักหรือ การเลี้ยงโคนมในประเทศไทย จากน้ันสรุปความรูที่ไดในรูปแบบ
อาหารพลังงาน (Basal Feed หรอื Energy Feed) เปนวตั ถุดิบอาหารสัตวท่ใี ห แผนพบั ตกแตงใหส วยงาม นาํ สง ครผู สู อน
พลงั งานสงู หรอื มคี ารโ บไฮเดรตมาก มโี ปรตนี ตาํ่ กวา 20 เปอรเ ซน็ ต เปน วตั ถดุ บิ
ที่ใชมากถึง 50-80 เปอรเซ็นต ในการประกอบสูตรอาหาร และอาหารเสริม กิจกรรม ทาทาย
(Supplements) เปนวัตถุดิบท่ีเสริมลงไปในอาหารหลักในการประกอบสูตร
อาหาร ครใู หน กั เรยี นวางแผนการเลย้ี งสตั วใ นทอ งถน่ิ ตามความสนใจ
1 ชนิด โดยใชความรูที่ไดจากการศึกษาเรื่องการเล้ียงโคนมเปน
สื่อ Digital แนวทางในการปฏบิ ตั งิ าน จากนนั้ ออกมานาํ เสนอแผนงานใหเ พอื่ น
ฟง หนา ชน้ั เรยี น โดยมคี รเู ปน ผคู อยเสนอแนะความถกู ตอ ง จากนนั้
ศกึ ษาเพม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั อาหารและการใหอ าหารโคนม ไดท ี่ https://pvloknr. ลงมือปฏิบัติการเลี้ยงสัตวจริง โดยมีการจดบันทึกพัฒนาการ
dld.go.th/webosm_61/webfifile/bowchow/bowchow1.pdf การเจรญิ เตบิ โตของสตั วร ว มดว ย และนาํ เสนอครผู สู อนเดอื นละ 1 ครง้ั
T110
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ นาํ
ขนั้ ท่ี 2 กระตนุ ความสนใจ
วิธีกำรรีดนมโค ๓. ก่อนรีดนมควรท�าความสะอาดและเช็ดเต้านม 15. ครูเปดคลิปวิดีโอเก่ียวกับวิธีการรีดนมโคให
การรีดนมโคท�าได้ ๒ วิธี คอื การรดี ดว้ ยมอื และการ ทุกครั้ง เพ่อื ฆา่ เช้อื โรคบางสว่ นบรเิ วณภายนอก นกั เรียนดู จากนนั้ ครถู ามนกั เรียนวา
รีดด้วยเครอื่ งมอื รีดนม ซง่ึ มวี ธิ ีปฏิบตั ิ ดงั นี้ และยังช่วยกระตุ้นให้โคปลอ่ ยน้า� นมออกมา • การรดี นมโค เพ่อื ใหไดน าํ้ นมทส่ี ะอาดควร
๑. ก่อนและระหว่างการรีดนม จะต้องให้โคอยู่ใน ปฏิบัตอิ ยา งไร
๔. รีดนมใหห้ มดเตา้ ทุกคร้ัง และไมค่ วรใช้เวลาใน (แนวตอบ ขน้ั ตอนการรดี นมโค ปฏบิ ตั ไิ ด ดงั นี้
อารมณด์ แี ละมคี วามสบายใจ พรอ้ มทจี่ ะใหน้ า้� นม การรดี นมนานจนเกนิ ไป ควรรดี ใหเ้ สรจ็ และหมด • เตรยี มน้าํ ยาฆาเช้อื โดยใชน า้ํ ยาคลอรีน
๒. คนรีดนมโคแต่ละตัวควรเป็นบุคคลคนเดียวกัน เตา้ ภายใน ๕-๗ นาที เจอื จาง
• เตรียมอุปกรณการรีด ผูรีด และแมโค
ไมค่ วรเปลย่ี นคนรดี นมบ่อย ๆ ใหพ รอ ม ซง่ึ การเตรยี มการตา งๆ ควรทาํ ให
สะอาดและฆาเชือ้ โรคดว ยน้าํ ยาคลอรนี
การรีดนมดว้ ยมอื การรีดนมด้วยเครอ่ื งมือรดี นม • ทาํ ความสะอาดตวั แมโ คบรเิ วณทส่ี กปรก
ดว ยน้าํ ยาคลอรนี
สรปุ ในการปลกู พชื ใหเ้ จรญิ เตบิ โตนนั้ จะตอ้ งมคี วามรู้ ความเขา้ ใจในเรอ่ื งตา่ งๆ ทเ่ี กยี่ วขอ้ ง • ลางเตา นมดว ยนํา้ อุน หรือนํา้ ยาคลอรนี
กับการเจริญเติบโตของพืชที่จะปลูก โดยศึกษาข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ รวมท้ังวางแผน พรอมกบั นวดและเช็ดอยา งเบามือ
การจัดการอย่างเป็นระบบ เพ่ือป้องกันปัญหาท่ีอาจเกิดขึ้นจากการท�างาน นอกจากน้ี ควรเลือก • กอนรีดนมควรตรวจสอบความผิดปกติ
สถานท่ีในการปลูกพืช เตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ ในการปลูกพืช เตรียมพันธุ์พืช เตรียมดินท่ีใช้ ของนํ้านม และรีดนมที่คางอยูในหัวนม
ปลูกพืช การปฏิบัติดูแลรักษา ตลอดจนการเก็บเก่ียวพืชอย่างถูกต้องและเหมาะสม ก็จะท�าให้การ ทิ้งกอน จากนั้นใหรีดนมอยางเร็วที่สุด
ปลกู พืชประสบผลส�าเร็จตามวตั ถปุ ระสงคท์ ีต่ ั้งไว้ และตองรดี นมใหหมดทกุ เตา )
ส�าหรับการเลี้ยงสัตว์ ให้ประสบความส�าเร็จ ต้องศึกษาข้อมูลเก่ียวกับสัตว์ที่จะเล้ียง ไม่ว่า • นกั เรยี นจะมวี ธิ กี ารแนะนาํ เกษตรกรผเู รม่ิ ตน
จะเปน็ ลกั ษณะนสิ ัย พันธุ์สัตว์ วิธีการเล้ยี ง สถานท่แี ละโรงเรอื นเล้ียงสัตว์ อาหารสตั ว์ การปอ้ งกัน เล้ยี งโคนมอยา งไร
โรค และการสุขาภิบาลที่เหมาะสม เพ่ือน�ามาใช้ประกอบในการวางแผนเล้ียงสัตว์และเป็นแนวทาง (แนวตอบ เรมิ่ ตน หา หรอื ซอ้ื แมโ คพนั ธพุ น้ื เมอื ง
ในการปฏิบัติต่อไป ท่ีส�าคัญอีกประการหนึ่ง คือ ผู้เลี้ยงสัตว์ต้องมีใจรัก ชอบการเล้ียงสัตว์ มีความ หรอื แมโ คทม่ี สี ายเลอื ดทดี่ ี ไมเ ปน โรคตดิ ตอ
รับผิดชอบในการดูแลสัตว์เลี้ยง เพ่ือให้การเล้ียงสัตว์มีประสิทธิภาพ ให้ผลผลิตท่ีดีมีคุณภาพและ มาเล้ียง ใชวิธีการผสมเทียมกับสายเลือด
ผเู้ ล้ียงมีความสุขในการเลี้ยงสัตว์ โคนมพันธุของยุโรปพันธุใดพันธุหน่ึง เมื่อ
ไดล กู ผสมตวั เมยี กจ็ ะมเี ลอื ดโคนมครงึ่ หนงึ่
งานเกษตร 101 เมอื่ เลย้ี งดไู ปอกี ประมาณ 30-36 เดอื น กจ็ ะ
ใหลูกตัวแรก แมโคตัวน้ีก็จะเร่ิมรีดนม
ได หรือหาซื้อลูกโคนมพันธุผสมเพศเมีย
มาเล้ยี ง โดยอาศัยนมเทยี ม หรือหางนมผง
ละลายนา้ํ ใหก นิ ในปรมิ าณทจ่ี าํ กดั พรอ มทง้ั
ใหอ าหารขน ลกู โคออ นและหญา จนกระทง่ั
หยา นมถึงอายุผสมพันธุ ตั้งทอง คลอดลูก
และเร่ิมรีดนมได)
ขอสอบเนน การคิด เกร็ดแนะครู
การรดี นมโคเพอ่ื ใหไ ดป รมิ าณนา้ํ นมทม่ี าก มวี ธิ ใี นการปฏบิ ตั อิ ยา งไร ครูอธิบายเพ่ิมเติมเกี่ยวกับวิธีการรีดนมโคดวยมือใหนักเรียนฟงวา กอน
1. เปลีย่ นคนรีดนมทุกวัน รีดนมควรทําความสะอาดเตานมดวยผาชุบนํ้าอุน จากนั้นใชผาแหงเช็ดแลว
2. ใหอาหารโคกอนการรีด ทําการนวดเตานม โดยใชเวลาทําความสะอาดและนวดเตานมประมาณ
3. เปด เพลงใหโคฟงทุกวัน 1 นาทีคร่ึง แลว จงึ ลงมอื รีดทนั ที เนอื่ งจากเปนระยะการปลอยนม การทํางาน
4. คอ ยๆ รีดนมโคอยางชา ๆ ของฮอรโมนจะทํางานประมาณ 6-8 นาที หากรีดชาฮอรโมนจะหยุดทํางาน
สง ผลใหน ํา้ นมหยุดไหลได ในการรีดนมโคดว ยมอื ผรู ดี ควรใชน ้วิ หัวแมม ือและ
(วิเคราะหค ําตอบ ตอบขอ 3. เพราะการเปด เพลงใหโคฟงทุกวนั นวิ้ ชร้ี ดั ทตี่ อนบนของหวั นมเพอ่ื ปอ งกนั ไมใ หน มไหลกลบั จากนน้ั บบี ไลน วิ้ ทเี่ หลอื
จะทําใหโ ครสู ึกผอนคลาย มีอารมณดี ไมเครยี ด สงผลใหสามารถ ท้งั สามนิ้วลงมาตามลาํ ดบั เมือ่ นมถกู บบี ไลออกมาหมดหวั นมแลว จงึ ปลอยน้ิว
รีดนํ้านมโคไดปรมิ าณมากขน้ึ กวาปกติ 30-40 เปอรเซ็นต) หัวแมมือและน้ิวชี้ใหนมไหลมาแทนที่ โดยทําสลับกันระหวางน้ิวมือทั้ง 2 ขาง
ซงึ่ การรดี ควรรดี เปน คๆู เชน รดี คหู นา กอ น พอเหน็ วา ชา ลงจงึ รดี คหู ลงั สลบั กนั ไป
T111
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั นาํ กจิ กรรม
ขน้ั ท่ี 2 กระตนุ ความสนใจ สร้างสรรค์พฒั นาการเรยี นรู้
• เพราะเหตุใดเกษตรกรไทยจึงนิยมเลี้ยง 5.1ใบมอบหมายงานท่ี ค�าชี้แจง : ให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมเป็นกลุ่ม โดยปฏิบัติงานตาม
โคนมเพ่ิมมากข้นึ ท่กี �าหนด
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ เร่ือง ก ารปลูกพชื
ไดอยางอสิ ระ เชน เหน็ ตัวอยางจากเกษตร ในท้องถ่ิน
ทย่ี ดึ อาชพี เลยี้ งโคนมวา มรี ายไดด ี ครอบครวั
มีฐานะความเปนอยูที่ดีข้ึน และไดรับ ๑. แบง่ กลมุ่ เพื่อศกึ ษาวิธกี ารปลูกพชื ในทอ้ งถนิ่ ตามความสนใจกลุม่ ละ ๑ ชนดิ
ผลพลอยไดอ ื่นๆ ตามมา เชน เปนการใช ๒. ศกึ ษาขอ้ มลู วธิ กี ารปลกู พชื จากแหลง่ การเรยี นรตู้ า่ ง ๆ เชน่ หนงั สอื พมิ พ์ เกษตรกรในทอ้ งถน่ิ เกษตรอา� เภอ
เวลาวางใหเกิดประโยชน มลู สัตวนาํ มาใช
เปนปยุ เพอ่ื บาํ รงุ ดนิ ใหมคี วามสมบรู ณ) หรอื สบื คน้ จากอินเทอรเ์ น็ต ตามความเหมาะสมกบั สภาพทอ้ งถิ่น
๓. บนั ทกึ ผลการปลกู พชื ลงในแบบฝึกปฏิบตั ิการวางแผนปลูกพชื ซ่ึงมีรายละเอยี ด ดังนี้
ขน้ั สอน
แบบฝกึ ปฏบิ ตั กิ ำรวำงแผนปลูกพชื
ขนั้ ท่ี 3 จดั กลมุ รว มมอื
กลุ่มที่ : ..................................... ชอื่ กลมุ่ : ...........................................
1. ครใู หน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละเทา ๆ กนั รว มกนั
สืบคนขอมูลเกี่ยวกับงานเกษตร แลวเลือก รำยชื่อสมำชกิ ในกลมุ่
ปฏิบัติงานเกษตรตามความสนใจ 1 งาน
เพอ่ื จัดทําโครงงาน เรือ่ ง งานเกษตรของฉัน ๑. ......................................................................................... ๔. ................................................................................................
2. ครูใหนักเรียนแตละกลุมแบงหนาท่ีความ ๒. ......................................................................................... ๕. ................................................................................................
รับผิดชอบตามความถนัดและความสามารถ
ของแตละบุคคล โดยครูเปนผูใหคําปรึกษา ๓. ......................................................................................... ๖. ................................................................................................
เก่ียวกับการวางแผนแบงหนาที่ของสมาชิกใน
แตล ะกลมุ พืชท่ีจะผลติ : .................................................................. อายกุ ารเกบ็ เกีย่ ว : ............................... วัน
3. ครูใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันปฏิบัติตาม จา� นวนพืน้ ที่ใชผ้ ลติ : ...................................... ตารางเมตร
โครงงาน เรือ่ ง งานเกษตรของฉนั ซ่ึงอาจเปน
การปลูกพืช หรือการเลี้ยงสัตวตามหนาที่ท่ี แนวทางการใช้ประโยชน์จากผลผลิตพืช : ...................................................................................................................................
ไดรับมอบหมาย โดยชวยกันปฏิบัติตาม
ข้ันตอนอยางเครงครัด .....................................................................................................................................................................................................................
ขนั้ ที่ 4 แสวงหาความรู ขนั้ ตอนกำรปฏบิ ตั งิ ำน
4. ครูและนักเรียนแตละกลุมรวมกันตรวจสอบ วนั /เดือน/ปี รำยกำรปฏบิ ัติ ผู้รับผิดชอบ หมำยเหตุ
ผลงานทก่ี ลมุ ของตนเองไดป ฏบิ ตั ิ และพจิ ารณา
ถงึ สงิ่ ท่ีตองปรับปรงุ แกไ ข หรอื พัฒนา เพอื่ นาํ ........................... .......................................................................................... ..................................... .....................................
ไปใชใ นการปฏิบัตกิ ิจกรรมในคร้งั ตอ ไป ........................... .......................................................................................... ..................................... .....................................
........................... .......................................................................................... ..................................... .....................................
๔. นา� เสนอผลงานหน้าชั้นเรียน จากนนั้ อภิปรายและสรุปผลการวางแผนการปลกู พืช
๕. น�าผลงานการวางแผนการปลูกพืชไปฝึกปฏิบัติจริงในแปลงปลูกพืช หรือปลูกพืชในภาชนะของโรงเรียน
หรอื ปลูกท่บี า้ นตามความเหมาะสม
102
เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคิด
ครูอธิบายเพ่ิมเติมเกี่ยวกับการคํานวณน้ําหนักโคจากความยาวรอบอก ในการวางแผนการเลย้ี งสตั ว ควรทําส่ิงใดกอนเปน ลําดับแรก
ใหน กั เรยี นฟง วา หากผเู ลยี้ งทราบนา้ํ หนกั ของโค จะกอ ใหเ กดิ ประโยชนอ ยา งมาก 1. กําหนดตน ทนุ
ในการเลี้ยงดูโควาสามารถเลี้ยงไดอยางถูกตองหรือไม โคมีการเจริญเติบโต 2. กําหนดขน้ั ตอน
ที่ดีตามท่ีควรจะเปนหรือไม การใชเครื่องช่ังในการช่ังน้ําหนักโคจะมีราคาสูง 3. กําหนดวัตถปุ ระสงค
ไมเหมาะสมสําหรับเกษตรกรผูมีรายไดตํ่า โดยวิธีการท่ีสะดวกและประหยัด 4. กําหนดวธิ กี ารดาํ เนินงาน
คา ใชจ า ยในการชงั่ นาํ้ หนกั โค คอื การวดั รอบอก บรเิ วณซอกขาหนา หลงั ตะโหงก
แลวนําความยาวท่ีไดม าเทยี บเปน นาํ้ หนักแทน (วเิ คราะหคําตอบ ตอบขอ 3. เพราะในการเลย้ี งสตั วแ ตละชนดิ
จะตองมีการกําหนดวัตถุประสงคกอนวาจะเลี้ยงสัตวชนิดใด
สื่อ Digital เล้ียงเพ่ือส่ิงใด จากน้ันจึงปฏิบัติตามขั้นตอนของกระบวนการ
ทํางานใหถูกตอง เหมาะสม เพ่ือใหการเล้ียงสัตวเปนไปอยางมี
ศกึ ษาเพิม่ เตมิ เกี่ยวกับการคาํ นวณนาํ้ หนกั โคจากความยาวรอบอก ไดท่ี ประสิทธภิ าพ)
https://pvlo-knr.dld.go.th/webosm_61/webffi ile/bowchow/bowchow1.pdf
T112
นาํ สอน สรุป ประเมิน
5.2ใบมอบหมายงานที่ คา� ชแ้ี จง : ใหน้ กั เรยี นปฏบิ ตั กิ จิ กรรมเปน็ รายบคุ คล โดยปฏบิ ตั งิ าน ขนั้ สรปุ
ตามท่ีกา� หนดให้
เรอ่ื ง ก ารเลี้ยงสตั ว์ ขน้ั ท่ี 5 สรุปสิง่ ท่ีไดเรยี นรู
๑. ใหน้ ักเรยี นศกึ ษาวิธีการเลยี้ งสัตวต์ ามความสนใจ ๑ ชนิด 1. ครแู ละนกั เรียนรว มกันสรปุ ความรู เรอื่ ง
๒. ศึกษาข้อมูลการเล้ียงสัตว์จากแหล่งการเรียนรู้ท่ีหลากหลาย เช่น หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ เกษตรอ�าเภอ การเลยี้ งสัตว
ผูร้ ู้ในทอ้ งถ่นิ หรอื สบื ค้นขอ้ มลู จากอนิ เทอร์เนต็ ตามความเหมาะสมกับสภาพทอ้ งถิ่น 2. ครถู ามนักเรยี นวา
๓. บันทึกผลการเลย้ี งสัตว์ลงในแบบฝึกปฏิบัติการวางแผนเล้ียงสตั ว์ มีรายละเอยี ด ดังน้ี • นักเรียนไดความรูใดจากการทําโครงงาน
เร่ือง งานเกษตรของฉนั
แบบฝึกปฏบิ ตั กิ ำรวำงแผนเลีย้ งสัตว์ (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอยางอิสระ)
สตั วท์ ่สี นใจและตอ้ งการเล้ยี ง : .........................................................................................
วัตถุประสงค์ ในการเลีย้ งสตั ว์ : .......................................................... สถานท่ใี ช้เล้ยี งสัตว์ : .......................................................... ข้ันที่ 6 นาํ เสนอผลงาน
ขน้ั ตอนกำรเลยี้ งสตั ว์ 3. ครใู หน กั เรยี นแตล ะกลมุ สง ตวั แทนกลมุ ละ 1 คน
๑. วธิ ีการเตรยี มพันธุ์ ออกมานําเสนอโครงงาน เรื่อง งานเกษตร
๒. แหลง่ ที่มาของพนั ธุ์ ของฉัน ใหเพื่อนฟงหนาช้ันเรียน โดยครูให
๓. วสั ดุ อุปกรณ์ในการเล้ยี ง นักเรียนกลมุ อน่ื รวมกันวเิ คราะห วิจารณ และ
๔. อาหารทใ่ี ช้เลี้ยงสตั ว์ แสดงความคิดเห็นเก่ียวกับการทําโครงงาน
๕. โรคและการปอ้ งกันโรคของสัตว์เลย้ี ง ของกลมุ ทอี่ อกมานาํ เสนอ
• โรคทส่ี า� คญั ของสัตว์เลีย้ ง 4. ครูใหน กั เรยี นทําแบบทดสอบหลังเรียน หนว ย
• ศตั รูทส่ี �าคัญของสัตว์เลยี้ ง การเรียนรูที่ 5 เรอ่ื ง งานเกษตร
• วิธีการป้องกนั โรคและศัตรู
๖. นา� เสนอผลงานหนา้ ชน้ั เรยี น เพอ่ื แลกเปลย่ี นประสบการณก์ ารเรยี นรู้ พรอ้ มทง้ั สรปุ ผลการวางแผนเลย้ี งสตั ว์ ขน้ั ประเมนิ
๗. นา� ผลงานการวางแผนเลีย้ งสัตว์ไปฝกึ ปฏบิ ัตจิ ริงในโรงเรือนของโรงเรยี น หรือทบี่ ้านตามความเหมาะสม
1. ครูตรวจสอบผลการทําแบบทดสอบหลังเรียน
เพอื่ ตรวจสอบความเขา ใจหลงั เรยี นของนกั เรยี น
2. ครูตรวจสอบชิ้นงาน/ภาระงาน (รวบยอด)
โครงงาน เร่อื ง งานเกษตรของฉนั
3. ครูประเมินผลระหวางการจัดกิจกรรมการ
เรยี นรู จากการสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ
การนาํ เสนอผลงาน และการสงั เกตคณุ ลกั ษณะ
อนั พึงประสงค
งานเกษตร 103
กิจกรรม Mini Project แนวทางการวัดและประเมินผล
1. ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละเทา ๆ กนั สมมตบิ ทบาทเปน เกษตรกร ครสู ามารถสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ การนาํ เสนอผลงาน โดยศกึ ษา
ผูกําลังลงทุนเล้ียงสัตวเศรษฐกิจ จากน้ัน สํารวจสัตวเล้ียงใน เกณฑก ารวดั และประเมนิ ผลทแ่ี นบทา ยแผนการจดั การเรยี นรู หนว ยการเรยี นรทู ่ี 5
ทอ งถ่ินในประเดน็ ทีค่ รกู าํ หนดใหป ระเดน็ ดงั น้ี
• สัตวเศรษฐกิจท่ีนยิ มเลี้ยงในทองถน่ิ คอื สัตวช นิดใด แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม แบบประเมนิ การนาเสนอผลงาน
• สตั วเ ศรษฐกจิ ท่ไี มปรากฏในทอ งถ่ิน คือ สัตวชนดิ ใด
• วธิ ีการเลยี้ งและดแู ลสัตว คาช้ีแจง : ใหผ้ สู้ อนสงั เกตพฤติกรรมของนักเรยี นในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรียน แลว้ ขีด ลงในชอ่ งท่ตี รงกับระดับคะแนน คาชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมนิ ผลการนาเสนอผลงานของนักเรียนตามรายการ แลว้ ขีด ลงในชอ่ งท่ีตรงกบั ระดบั คะแนน
• เครอื่ งมอื อปุ กรณ สถานท่ี และตน ทนุ อนื่ ๆ ทใ่ี ชใ นการเลย้ี งสตั ว
• ปญ หาที่พบและแนวทางในการแกป ญ หา ลาดบั ที่ ชื่อ – สกุล การแสดง การยอมรบั การทางาน ความมี การมี รวม ลาดับที่ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
ของนกั เรยี น ความ ฟงั คนอ่ืน ตามท่ไี ดร้ ับ น้าใจ สว่ นรว่ มใน 15 321
2. ใหนักเรียนแตละกลุมเขียนรายงานขอมูลและระบุชนิดของสัตว คิดเห็น มอบหมาย คะแนน 1 ความถูกต้องของเนอ้ื หา
ทีเ่ ลือกเล้ียง พรอมอธิบายเหตผุ ลประกอบ จากน้นั ใหส ง ตวั แทน การ 2 การลาดับขนั้ ตอนของเรื่อง รวม
กลุมละ 1 คน นาํ เสนอผลงานใหเ พอื่ นฟงหนาชนั้ เรียน โดยมคี รู ปรับปรงุ 3 วธิ ีการนาเสนอผลงานอยา่ งสรา้ งสรรค์
เปน ผใู หคาํ แนะนาํ และชแี้ นะเพ่มิ เตมิ ผลงานกลมุ่ 4 การใชเ้ ทคโนโลยีในการนาเสนอ
5 การมีสว่ นรว่ มของสมาชิกในกลุ่ม
3 2 13 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1
ลงช่อื ...................................................ผู้ประเมิน
............/................./................
เกณฑ์การใหค้ ะแนน ลงช่ือ...................................................ผ้ปู ระเมนิ เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 3 คะแนน
ปฏิบตั ิ หรือแสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสมา่ เสมอ ............./.................../............... ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกบั รายการประเมนิ สมบูรณช์ ดั เจน ให้ 2 คะแนน
ผลงานหรือพฤตกิ รรมสอดคล้องกบั รายการประเมินเป็นส่วนใหญ่ ให้ 1 คะแนน
ปฏิบัติ หรอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยครัง้ ให้ 3 คะแนน
ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤตกิ รรมสอดคล้องกบั รายการประเมนิ บางส่วน
ปฏบิ ัติ หรอื แสดงพฤติกรรมบางคร้งั ให้ 1 คะแนน
เกณฑก์ ารตัดสนิ คุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ
เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ 12-15 ดี
ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ 8-11 พอใช้
12-15 ดี ตา่ กว่า 8 ปรับปรุง
8-11 พอใช้
ตา่ กว่า 8 ปรับปรุง
T113
Chapter Overview
แผนการจัด สือ่ ท่ีใช้ จดุ ประสงค์ วิธีสอน ประเมิน ทกั ษะที่ได้ คณุ ลักษณะ
การเรียนรู้ อนั พงึ ประสงค์
แผนฯ ท่ี 1 - หนังสอื เรียน 1. อ ธบิ ายแนวทาง แบกระบวน - ต รวจแบบทดสอบก่อนเรียน - ทกั ษะการส�ำรวจ - ร กั ชาติ ศาสน์
แนวทางการ การเรยี น - ตรวจใบงานท่ี 6.1.1
ประกอบอาชพี การงานอาชพี ม.5 การเขา้ ส่อู าชพี ท่ีสนใจ ความรู้ - ประเมนิ การน�ำเสนอผลงาน คน้ หา กษัตริย์
ความเข้าใจ - ส งั เกตพฤติกรรมการทำ� งาน
1 - แบบทดสอบกอ่ นเรียน ได้อย่างถกู ต้อง รายบคุ คล - ท ักษะการสังเกต - ซ ื่อสตั ย์ สจุ รติ
- สงั เกตพฤติกรรม
ชั่วโมง - PowerPoint 2. มปี ระสบการณ ์ใน การทำ� งานกลุม่ วธิ กี ารท�ำงาน - ม ีวนิ ยั
- ส งั เกตคุณลักษณะ
อาชีพที่ตนเองถนัดและ อนั พงึ ประสงค์ เพ่ือการด�ำรงชีวติ - ใฝเ่ รียนรู้
สนใจ - ท ักษะการคดิ - อยูอ่ ย่าง
3. มคี ณุ ลกั ษณะทด่ี ีตอ่ วิเคราะห์ พอเพียง
อาชพี ทีส่ นใจ - ทกั ษะกระบวน - มุ่งมั่นใน
หรืออาชีพอืน่ ๆ การคดิ แกป้ ัญหา การท�ำงาน
- ทกั ษะการสรุป - รักความ
ลงความเหน็ เปน็ ไทย
- ทกั ษะการประเมนิ - ม จี ติ สาธารณะ
T114
แผนการจดั สื่อท่ีใช้ จดุ ประสงค์ วิธสี อน ประเมิน ทักษะที่ได้ คุณลกั ษณะ
การเรียนรู้ อันพึงประสงค์
แผนฯ ที่ 2 - ห นังสือเรยี น 1. อ ธบิ ายวธิ กี ารเลอื กใช้ แบบ - ตรวจแบบทดสอบหลงั เรยี น - ท ักษะการส�ำรวจ - รักชาติ ศาสน์
ความร ู้ การงานอาชีพ ม.5
ในงานอาชีพ - แบบทดสอบหลงั เรยี น เทคโนโลยีอยา่ ง กระบวนการ - ตรวจใบงานท่ี 6.2.1 คน้ หา กษัตรยิ ์
- PowerPoint
2 เหมาะสมกับการ กลุ่ม - ตรวจชิ้นงาน/ภาระงาน - ท ักษะการสงั เกต - ซ ่อื สตั ย์ สุจริต
ชวั่ โมง ประกอบอาชพี ได้ (รวบยอด) วธิ กี ารท�ำงาน - มวี นิ ัย
อยา่ งถูกต้อง - ประเมนิ การนำ� เสนอผลงาน เพอื่ การดำ� รงชีวติ - ใฝเ่ รียนรู้
2. อธิบายประสบการณ์ - สังเกตพฤตกิ รรมการท�ำงาน - ทกั ษะการคิด - อย่อู ยา่ ง
ในอาชพี ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง รายบคุ คล วเิ คราะห์ พอเพียง
3. อธบิ ายคณุ ลกั ษณะทีด่ ี - สังเกตพฤติกรรม - ท ักษะกระบวน - ม่งุ ม่ันใน
ตอ่ อาชพี ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง การท�ำงานกลุม่ การคิดแก้ปัญหา การท�ำงาน
- สังเกตคุณลกั ษณะ - ท กั ษะการสรุป - รกั ความ
อนั พงึ ประสงค์ ลงความเหน็ เป็นไทย
- ทกั ษะการประเมนิ - มจี ติ สาธารณะ
T115
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั นาํ (กระบวนการเรยี น ความรู ความเขา ใจ) หน่วยการเรียนรู้ที่ ö
1. ครูแจงชื่อเรื่องที่จะเรียนรูและผลการเรียนรู §านÍาª¾Õ
ใหนักเรียนทราบ จากนน้ั ใหนกั เรียนแตละคน
ทาํ แบบทดสอบกอ นเรยี น หนว ยการเรยี นรทู ่ี 6 ตัวช้วี ัด ËÒ¡µŒÍ§¡ÒÃËÒÃÒÂä´Œ¾ÔàÈÉ
เร่อื ง งานอาชีพ ■ อภิปรายแนวทางเขา สูอาชีพท่ีสนใจ (ง ๒.๑ ม.๔-๖/๑) ÃÐËNjҧ»´ÀÒ¤àÃÕ¹ ¨ÐÁÕÇÔ¸Õ
■ เลือกและใชเ ทคโนโลยอี ยางเหมาะสมกับอาชีพ (ง ๒.๑ ม.๔-๖/๒) àµÃÕÂÁµÑÇËÒ§Ò¹ ÊÁѤçҹ
2. ครตู ง้ั คาํ ถามกระตนุ ความสนใจของนกั เรยี นวา ■ มปี ระสบการณใ นอาชีพที่ถนดั และสนใจ (ง ๒.๑ ม.๔-๖/๓) áÅÐÊÁÑ ÀÒɳ§Ò¹Í‹ҧäÃ
• อาชีพท่ีนักเรียนใฝฝนอยากเปนในอนาคต ■ มีคณุ ลกั ษณะท่ีดตี ออาชีพ (ง ๒.๑ ม.๔-๖/๔)
คอื อาชีพใด
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ไดอ ยา งอิสระ เชน แพทย พยาบาล วิศวกร
สถาปนิก ครู ตํารวจ ทหาร นักธุรกิจ ■ แนวทางเขา สูอ าชีพ
นกั ออกแบบเสื้อผา เชฟ ชา งภาพ นกั แสดง - เตรยี มตวั หางานและพัฒนาบคุ ลกิ ภาพ - การสมั ภาษณ
นักกฎหมาย ท่ีปรึกษาดานการลงทุน - ลกั ษณะความมั่นคงและความกาวหนา - การทํางาน
นกั ประชาสมั พนั ธ) - การสมัครงาน - การเปลย่ี นงาน
• นกั เรยี นมกี ารวางแผนชวี ติ เพอื่ วางแนวทาง
เขาสอู าชีพทีต่ นเองใฝฝ นไดอยา งไร ■ การเลือกและใชเทคโนโลยีอยางเหมาะสมกบั อาชพี
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ - วิธีการ - หลักการ - เหตุผล
ไดอยางอิสระ เชน ศึกษาขอมูลที่มีความ
เกยี่ วขอ งกบั อาชพี ทสี่ นใจ เพอื่ ศกึ ษารปู แบบ ■ ประสบการณใ นอาชพี
และลกั ษณะการทาํ งาน รวมถงึ ความตอ งการ
ของตลาดแรงงาน และตง้ั เปา หมายการเรยี น - การจําลองอาชพี - กจิ กรรมอาชพี
ใหมีความสอดคลองกับอาชีพท่ีสนใจ เชน
อาชพี ทนั ตแพทย โดยเลอื กเรยี นในสายวทิ ย ■ คุณลักษณะท่ีดตี อ อาชีพ
และคณิตฯ แลวสอบเขาเรียนตอในคณะ
ทนั ตแพทย สาขาทันตแพทยศาสตร) - คณุ ธรรม - จริยธรรม - คานยิ ม
• นักเรียนคิดวาตนเองสามารถทําตามแผนท่ี
วางไวไดห รอื ไม เพราะเหตใุ ด ñ แนวทางการเข้าส่อู าชพี
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอยางอิสระ เชน ทําตามแผนที่วางไวได อาชพี เปน็ การทา� กจิ กรรม การทา� งาน หรอื การประกอบการทไ่ี มเ่ ปน็ โทษแกส่ งั คม และมรี ายได้
เน่ืองจากมีความมุงมั่นและตั้งใจในการ ตอบแทน โดยอาศยั แรงงาน ความร ู้ ทกั ษะ อปุ กรณ ์ เครอื่ งมอื วธิ กี ารทแี่ ตกตา่ งกนั ไปเพอ่ื เลยี้ งชพี
ศกึ ษาเลา เรยี น ชอบศกึ ษาคน ควา หาความรู ตนเองและครอบครวั สว่ นแนวทางการเขา้ สอู่ าชพี เปน็ กระบวนการ หรอื การกระทา� ใด ๆ ทสี่ ามารถ
ใหมๆ อยเู สมอ เพอ่ื ใหส ามารถสอบเขา เรยี นตอ สร้างโอกาสให้ได้ประกอบอาชีพที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด ซ่ึงแนวทางการเข้าสู่อาชีพของ
ในคณะทนั ตแพทย สาขาทนั ตแพทยศาสตร แตล่ ะคนจะมีความแตกต่างกนั ซึ่งจะขน้ึ อย่กู บั ความสนใจ ความสามารถ ความถนดั ความพร้อม
ในมหาวทิ ยาลัยทีส่ นใจได) ในดา้ นความรู้ทักษะอาชีพ เงนิ ทุน และการให้โอกาสของผ้ปู ระกอบการ
10๔
เกร็ดแนะครู
ครูควรจัดการเรียนรู โดยอธิบายเก่ียวกับแนวทางการเขาสูอาชีพท่ีสนใจ การเตรียมตัวหางานและการพัฒนาบุคลิกภาพ การสมัครงาน การสัมภาษณ
หลักการทํางาน การเปล่ียนงาน การเลือกใชเทคโนโลยีอยางเหมาะสมกับการประกอบอาชีพ มีประสบการณในอาชีพที่ตนเองถนัดและสนใจ มีคุณลักษณะที่ดี
ตออาชพี โดยสามารถจดั กิจกรรมได ดังนี้
• ใหนักเรียนตอบคําถามและรวมกันแสดงความคิดเห็น เพ่ือใหนักเรียนเกิดความรู ความเขาใจเกี่ยวกับแนวทางการเขาสูอาชีพ การเลือกใชเทคโนโลยี
อยางเหมาะสมกบั การประกอบอาชีพ ประสบการณในอาชพี และคุณลักษณะท่ดี ีตอ อาชีพ
• ใหนกั เรยี นสํารวจตนเองวา มคี วามตองการท่ีจะประกอบอาชพี ใด บคุ ลกิ ภาพและความสามารถในลักษณะของอาชพี น้ันๆ เหมาะสมกับตนเองหรอื ไม
• ใหน กั เรยี นทาํ แบบทดสอบความสนใจในอาชพี เนอื่ งจากนกั เรยี นบางคนอาจยงั ไมร วู า ตนเองมคี วามตอ งการทจี่ ะประกอบอาชพี ใด ซง่ึ หากไดท าํ แบบทดสอบ
ดังกลา ว อาจทําใหรจู กั ตนเองมากขนึ้ เพ่ือจะไดเตรยี มความพรอ มในการประกอบอาชพี นน้ั ๆ ไดอ ยางเหมาะสม
T116
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
การเข้าสู่อาชีพเปนการเตรียมความพร้อมเพ่ือเข้าสู่การ ขน้ั นาํ
ทา� งาน หรอื การประกอบอาชพี ตามทใี่ ฝฝ น หรอื ตอ้ งการ โดย 3. ครขู ออาสาสมคั ร 2-3 คน ออกมาเลา ความฝน
จะต้องมีเป้าหมายท่ีชัดเจน เพื่อศึกษาท�าความเข้าใจเก่ียวกับ เกย่ี วกบั การประกอบอาชพี ในอนาคตของตนเอง
ลกั ษณะของอาชพี และพฒั นาตนเองในดา้ นตา่ ง ๆ ใหม้ คี ณุ สมบตั ิ ใหเพื่อนฟงหนาชั้นเรียน จากนั้นใหเพ่ือนรวม
เหมาะสมกบั อาชพี นน้ั ๆ เนอ่ื งจากจะสง่ ผลใหส้ ามารถประกอบ ชั้นเรียนรวมกันแสดงความคิดเห็นวาเพ่ือน
อาชพี ท่ีตอ้ งการไดอ้ ย่างมีคณุ ภาพและประสบความส�าเร็จ คนดังกลาวมีคุณสมบัติที่เหมาะสมตออาชีพ
ที่สนใจหรือไม
ดังน้ัน เราจึงจ�าเป็นที่จะต้องเรียนรู้เก่ียวกับการเตรียมตัวหางานและการพัฒนาบุคลิกภาพ1
ลักษณะความมั่นคงและความก้าวหน้าในการท�างาน การสมัครงาน การสัมภาษณ์ การท�างาน ขนั้ สอน
อยา่ งมคี วามสขุ และการเปลย่ี นงาน นอกจากน ้ี จะตอ้ งรจู้ กั เลอื กใชเ้ ทคโนโลยใี หเ้ หมาะสมกบั อาชพี
เพราะมสี ว่ นชว่ ยในการพฒั นางานใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพยงิ่ ขน้ึ และสง่ิ สา� คญั ทส่ี ดุ ของการประกอบอาชพี ขน้ั ท่ี 1 สงั เกต ตระหนกั
คอื การมคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และมคี า่ นิยมทีด่ ีตอ่ การประกอบอาชีพ เพราะมีสว่ นชว่ ยใหม้ โี อกาส
ในการพัฒนางานให้มีความก้าวหน้ามากข้ึน เสริมสร้างแนวทางการเข้าสู่อาชีพท่ีตนเองสนใจ 1. ครูเปดคลิปวิดีโอเก่ียวกับการประกอบอาชีพ
ให้ประสบความส�าเร็จ ตางๆ ใหน กั เรียนดู เชน ขาราชการ ตาํ รวจ
ทหาร ครู พิธกี ร นกั เขยี น นักแสดง สถาปนิก
งานอาชีพ 10๕ ฯลฯ
2. ครูถามนกั เรียนวา
• จากคลิปวิดีโอที่ไดชมไปน้ัน มีอาชีพท่ี
นักเรียนตองการประกอบในอนาคตหรือไม
หากมี นักเรียนคิดวาตนเองมีคุณสมบัติ
ที่เหมาะสมกับอาชีพนั้นหรือไม อยางไร
หากไมมี นักเรียนสนใจอาชพี ใด และคดิ วา
ตนเองมีคุณสมบัติท่ีเหมาะสมกับอาชีพนั้น
หรอื ไม อยางไร
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอ ยา งอสิ ระ)
3. ครูอธิบายเพิ่มเติมวา “การท่ีนักเรียนตองการ
จะประกอบอาชพี ใดๆ นน้ั นกั เรยี นจะตอ งหมนั่
รจู กั สงั เกตตนเองอยเู สมอวา มคี วามชอบ ความ
สนใจ ความถนดั และความสามารถในดา นใด
เพราะหากมีคุณสมบัติท่ีเหมาะสมกับอาชีพ
ทสี่ นใจ กย็ อ มสง ผลใหต นเองสามารถประกอบ
อาชีพทสี่ นใจไดอยางมคี ณุ ภาพ ประสบความ
สําเรจ็ และมคี วามสุขในการทาํ งาน”
ขอ สอบเนน การคิด เกร็ดแนะครู
การประกอบอาชพี มีความสําคัญตอตวั บคุ คลอยา งไร ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับคําวา “ผูประกอบการ” ใหนักเรียนฟงวา
1. เปน ท่ีรูจ กั ของคนในสงั คม ผปู ระกอบการ คือ ผทู เี่ ปน เจา ของกจิ การ หรอื ผรู วบรวมปจจัยการผลติ ไดแก
2. ยกระดบั ฐานะของตนเองใหดขี ึน้ ท่ีดนิ แรงงาน และทุน มาผลิตเปน สนิ คา และบรกิ าร คณุ ลักษณะของการเปน
3. มีเงนิ ออมในแตล ะเดอื นเพิ่มมากขนึ้ ผูประกอบการที่ดี คือ ตองมีแรงผลักดัน ลมแลวกลาท่ีจะลุก มีความเชื่อมั่น
4. สรางรายไดใ หแกต นเองและครอบครวั ในตนเอง กลาที่จะเปลย่ี นแปลง และเปล่ยี นวิกฤตใหเปนโอกาสได
(วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 4. เพราะการประกอบอาชีพนับเปน นักเรียนควรรู
สิ่งจําเปนและสําคัญในวิถีการดํารงชีวิตของมนุษยในปจจุบัน
เปน สิง่ ทีช่ ว ยสรางคณุ คา ใหแกต นเอง ชวยสรา งรายได เพอ่ื นํามา 1 พัฒนาบุคลกิ ภาพ บุคลกิ ภาพของแตล ะคนจะมีลกั ษณะเฉพาะท่แี ตกตาง
ใชในการเล้ียงชีพของตนเองและครอบครัว และเปนสิ่งสําคัญ กันออกไป ในการพฒั นาบคุ ลิกภาพตองเรมิ่ ตน จากการวิเคราะหต นเอง เพ่ือหา
อยา งหนึ่งในการพฒั นาคณุ ภาพชีวิต เศรษฐกจิ ชุมชน และความ ขอบกพรองท่ีตองการปรับปรุงแกไข ลงมือแกไขขอบกพรอง แลวใหปฏิบัติ
เจริญกา วหนาของประเทศชาติ) จนเกดิ เปน นิสัย จากนน้ั ประเมินวาสงิ่ ทีแ่ กไขแลว นน้ั ดีขนึ้ หรือไม ยงั มอี ปุ สรรค
ในการปฏบิ ัติอยางไร และจะมีแนวทางแกไขอยางไร
T117
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน ๑.๑ การเตรยี มตวั หางานและการพัฒนาบุคลกิ ภาพ
ขนั้ ที่ 2 วางแผนปฏบิ ตั ิ การเตรียมตวั หางาน ควรเรม่ิ ตน้ ตง้ั แตก่ ารรจู้ ัก “ความเปน็ ตนเองกบั อาชีพที่สนใจ” ด้วยการ
วเิ คราะห ์ เปรยี บเทียบ หรือพิจารณาในแง่มุมต่าง ๆ ระหว่างตนเองกบั อาชีพทีส่ นใจ เพอ่ื ให้เห็น
4. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษา เรอ่ื ง การเตรยี มตวั หางาน ภาพลักษณข์ องความเหมาะสมในการประกอบอาชีพนัน้ ๆ ความสัมพันธ์ระหวา่ งตนเองกับอาชีพ
และการพฒั นาบคุ ลกิ ภาพ ลกั ษณะความมนั่ คง เป็นไปในลักษณะใด เพ่อื เลือกอาชีพใหเ้ หมาะสมกบั ตนเองมากทีส่ ุด พร้อมทงั้ พฒั นาบุคลิกภาพ
และความกา วหนา ในการทาํ งาน การสมคั รงาน ใหส้ อดคล้องกบั อาชีพนั้น ๆ เพื่อเตรยี มความพร้อมในการหางานทา� ไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
การสัมภาษณงาน หลักการทํางาน และการ
เปลย่ี นงาน จากหนงั สือเรยี น หนวยการเรยี นรู ๑) การเลอื กอาชพี ใหเ้ หมาะสมกบั ตนเอง เปน็ การเลอื กประกอบอาชพี ใหส้ อดคลอ้ ง
ที่ 6 หรอื ศกึ ษาเพิ่มเติมจากอินเทอรเ นต็
กบั บคุ ลกิ ภาพ ความถนดั ความสามารถ และความสนใจของตนเอง เพราะหากเลอื กอาชพี ทที่ า� ให้
5. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาเพม่ิ เตมิ เกย่ี วกบั การเตรยี มตวั เกิดความสุขในการท�างาน จะช่วยเสริมสร้างโอกาสท่ีจะประสบความส�าเร็จในการประกอบอาชีพ
หางานและการพัฒนาบุคลิกภาพ ลักษณะ การเลอื กอาชีพให้เหมาะสมกบั ตนเองมีหลักส�าคญั อยู่ ๔ ประการ ดังนี้
ความม่ันคงและความกาวหนาในการทํางาน
การสมัครงาน การสัมภาษณงาน หลักการ รู้จักตนเองเป็นอยา่ งดี มคี วามรู้ ความเข้าใจ
ทํางาน และการเปลี่ยนงาน จาก PowerPoint เก่ียวกบั อาชีพต่าง ๆ
ม.5 หนวยการเรียนรทู ี่ 6 ท้ังอุปนิสัย ความรู้ ความถนัด ความสามารถ
ความสนใจ บุคลกิ ภาพ สุขภาพ ทัศนคตเิ กย่ี วกับ ทงั้ ลกั ษณะของงาน สถานทที่ า� งาน ความตอ้ งการ
6. ครูถามนกั เรียนวา อาชพี นน้ั ๆ และฐานะทางเศรษฐกจิ ของครอบครวั ของตลาดแรงงาน รายได ้ สวสั ดกิ าร ความกา้ วหนา้
• การเตรยี มตวั หางานเพอื่ ประกอบอาชพี ควร และความมั่นคงของงาน
เร่มิ ตนจากสงิ่ ใดกอนเปน ลําดบั แรก
(แนวตอบ กอ นการเตรยี มตวั หางาน ควรเรมิ่ ตน ติดตามการเปลยี่ นแปลงของสภาวะ
จากการรจู กั ตนเองกอ นวา ตนเองมคี วามชอบ เศรษฐกิจและสังคมโลก
ความสนใจ ความถนัด ความสามารถใน
เร่ืองใดเปนพิเศษ และคุณสมบัติที่ตนเองมี ท้ังจากหนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต โทรทัศน์
ความเหมาะสมตอการประกอบอาชีพนั้น ตลอดจนรายงานการวิจัยเก่ียวกับแนวโน้มความ
หรือไม) ตอ้ งการแรงงาน โดยเฉพาะอาชพี ท่ีเกิดข้นึ ใหม่
• การเลอื กอาชพี ใหเ หมาะสมกบั ตนเองมหี ลกั
ในการเลือกอยา งไร มคี วามรู้ ความเข้าใจถึงแนวโนม้ ช่างภาพอิสระ เป็นหน่ึงในอาชีพท่ีได้รับความนิยมในปัจจุบัน
(แนวตอบ หลกั ในการเลอื กอาชพี ใหเ หมาะสม ของเศรษฐกจิ ในประเทศ เป็นบุคคลที่มีความช�านาญในการถ่ายภาพในมุมมองที่
กบั ตนเอง มหี ลกั การสาํ คญั อยหู ลายประการ หลากหลาย
เชน ควรรูจักตนเองเปนอยางดี มีความรู โดยพจิ ารณาจากความตอ้ งการของตลาดแรงงาน
ความเขาใจเกี่ยวกับอาชีพตางๆ ท่ีสนใจ ในสาขาวิชาชีพปัจจุบันและอนาคตที่มีการ
มีการติดตามการเปล่ียนแปลงของสภาวะ เปล่ียนแปลงอยูเ่ สมอ
เศรษฐกจิ และสงั คมโลก มคี วามรู ความเขา ใจ
ถงึ แนวโนม ของเศรษฐกจิ ในประเทศ) 106
เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคิด
ครอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั การพฒั นาบคุ ลกิ ภาพใหน กั เรยี นฟง วา การพฒั นา ส่ิงสําคัญที่ควรคํานึงถึงเปนลําดับแรกในการตัดสินใจเลือก
บคุ ลกิ ภาพมอี ยูด วยกันหลายดาน เชน ดา นความรสู กึ นกึ คิด คอื ตอ งมคี วาม ประกอบอาชีพคอื ขอใด
เชอื่ มนั่ ในตนเอง มคี วามซอื่ สตั ย มคี วามกระตอื รอื รน มคี วามคดิ รเิ รม่ิ สรา งสรรค
มคี วามรอบรู มคี วามจาํ ดี และวางตวั ไดอ ยา งเหมาะสมกบั กาลเทศะ ดา นอารมณ 1. ความกา วหนาจากการทาํ งาน
คอื ตอ งสามารถควบคุมอารมณข องตนเองใหมคี วามมั่นคง ไมแ สดงพฤตกิ รรม 2. คา นยิ มของคนในสังคมปจจุบนั
ทางอารมณอยางชัดเจน เชน ดีใจ เสียใจ โกรธ ขบขัน ดานรางกาย คือ 3. คา ตอบแทนและสวสั ดิการท่ีจะไดรับ
ตองแสดงพฤติกรรมตางๆ ออกมาใหอยูในลักษณะที่ถูกตองเหมาะสมใน 4. ความรู ความชอบ และความสามารถของตนเอง
ทกุ ๆ โอกาส ทุกๆ สถานท่ี ไมวา จะเปนการพูด การเดิน การแสดงกริ ิยาทา ทาง
มีการจดั การกับตนเองใหเ ขา ใจในสถานการณตางๆ ไดอยางถกู ตอ ง เหมาะสม (วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 4. เพราะในการตดั สนิ ใจเลอื กประกอบ
ดา นสงั คม คอื ตอ งมคี วามเปน ผนู าํ และผตู ามทด่ี ี ใหค วามรว มมอื กบั ผอู น่ื ในการ อาชีพจะตองคํานึงถึงความรู ความชอบ และความสามารถ
ประกอบกิจกรรมตางๆ มีระเบียบวินัย มีความออนนอมถอมตน มีการวางตัว ของตนเองกอนเปนลําดับแรก เพื่อใหสามารถเลือกประกอบ
อยางเหมาะสม มีความเปน กันเอง มมี นุษยสมั พันธท ่ีดกี บั ผูอ่นื สามารถปรบั ตัว อาชีพไดเหมาะสมกับตนเองมากที่สุด เพื่อใหเกิดความสุขในการ
กบั การเปล่ยี นแปลงในดานตา งๆ ไดด ี ทํางาน และเพ่อื ใหประสบความสาํ เรจ็ ในอนาคต)
T118
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
๒) การพัฒนาบุคลิกภาพ เป็นการเตรียม หรือปรับปรุงตนเองให้มีคุณสมบัติ ขน้ั สอน
และบุคลิกภาพเหมาะสมกับงาน ซึ่งการพัฒนาบุคลิกภาพเป็นสิ่งส�าคัญท่ีทุกคนต้องเรียนรู้และ ขน้ั ท่ี 2 วางแผนปฏบิ ตั ิ
พัฒนาอยู่เสมอ เพ่ือเสริมสร้างคุณลักษณะท่ีดีให้เกิดขึ้นแก่ตนเองและเพ่ือการยอมรับจากสังคม
การพัฒนาบุคลิกภาพเพ่ือการประกอบอาชีพก็เช่นเดียวกัน จะต้องปฏิบัติและพัฒนาเป็นประจ�า 7. ครใู หน กั เรยี นรว มกนั อภปิ รายเรอื่ ง การพฒั นา
อย่างต่อเนอื่ ง เพื่อปรับปรุงทางดา้ นร่างกาย จิตใจ สติปญั ญา ความร ู้ และทกั ษะในการทา� งาน บคุ ลิกภาพ จากน้นั ครูถามนกั เรียนวา
เพราะผู้ท่ีมีบุคลิกภาพท่ีดีจะสามารถปรับตัวในการท�างานได้ดี ส่งผลให้ประสบความส�าเร็จและมี • เพราะเหตุใดจึงตองพัฒนาบุคลิกภาพของ
ความเจริญกา้ วหนา้ ในหน้าที่การงาน ตนเองอยูเสมอ
๑. แนวทางในการพัฒนาบุคลกิ ภาพ บคุ คลจะมีบคุ ลิกภาพท่ดี ไี ดน้ ้ันจะตอ้ งมีการ (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ปรับปรุงและพฒั นาตนเองอยู่เสมอ แนวทางในการพฒั นาบุคลกิ ภาพมีขน้ั ตอน ดังนี้ ไดอ ยา งอสิ ระ เชน ชว ยเสรมิ สรา งคณุ ลกั ษณะ
ที่ดีใหเกิดขึ้นกับตนเองและเพื่อการยอมรับ
สา� รวจตนเอง จดลงสมุดบนั ทกึ สอบถามคนรอบขา้ ง ของสงั คม)
• ผูที่มีบุคลิกภาพท่ีดีจะสงผลตอการทํางาน
โดยสงั เกตและประเมนิ บคุ ลกิ ภาพ บนั ทกึ สง่ิ ตา่ ง ๆ ทต่ี นเองมคี วาม เพื่อให้คนรอบข้างประเมิน อยางไร
ของตนเอง เชน่ รปู รา่ งหนา้ ตา รู้สึกพึงพอใจ หรือไม่พึงพอใจ บุคลิกภาพให้ว่าควรปรับปรุง (แนวตอบ ชวยใหสามารถปรับตัวในการ
ทรงผม การเดนิ การยืน การ จากนน้ั ใหพ้ จิ ารณาดวู า่ มสี งิ่ ใดท่ี เปลย่ี นแปลงสง่ิ ใด ทํางานไดดี สงผลใหประสบความสําเร็จ
แตง่ กาย การพดู จา และหากพบ ตอ้ งการปรบั เปลย่ี น หรอื ตอ้ งการ และมคี วามเจรญิ กา วหนา ในหนา ทก่ี ารงาน)
ขอ้ บกพรอ่ งควรทา� การปรบั ปรงุ พฒั นาใหน้ า� มาแกไ้ ข • แนวทางในการพัฒนาบุคลิกภาพมีขั้นตอน
แกไ้ ขทนั ที อยางไร
(แนวตอบ แนวทางในการพัฒนาบุคลิกภาพ
ขอคา� แนะนา� หาหนงั สือมาอา่ น มีขัน้ ตอน คอื การสํารวจตนเอง จดลงสมุด
จากผู้ท่ีมคี วามรู้ บันทึก สอบถามคนรอบขาง ขอคําแนะนํา
ในการพัฒนาบคุ ลกิ ภาพ หนังสือที่อ่านควรเป็นหนังสือแนะน�าวิธีการส�ารวจตนเอง หนังสือ จากผูท่ีมีความรูในการพัฒนาบุคลิกภาพ
เกยี่ วกบั มารยาททพี่ งึ ปฏบิ ตั ิ เพราะหนงั สอื เหลา่ นม้ี วี ธิ ี หาหนังสือมาอาน และหาผูที่มีความรู
เพื่อใช้เป็นแนวทางในการ ปฏบิ ตั ทิ ถ่ี กู วธิ แี ละเหมาะสมใหป้ ฏบิ ตั ติ าม ความสามารถมาชว ยในการฝก ฝน)
พัฒนาบุคลิกภาพของตนเอง • การสํารวจตนเองเพ่ือพัฒนาบุคลิกภาพ
โดยรับฟังค�าแนะน�าด้วยท่าที ควรเปน็ ผเู้หชาย่ี ผวชูท้ าม่ี ญีคดวา้ านมบรคุ ู้ ลคกิ วภาามพสแาลมะามราถรยมาาทชทว่ ายงฝสงัึกคฝม1น ซง่ึ จะชว่ ย ควรสาํ รวจสงิ่ ใด
สุภาพ โดยผู้ท่ีให้ค�าแนะน�าจะ (แนวตอบ ควรสํารวจในหลายๆ ดาน เชน
ต้องเป็นผู้ท่ีมีบุคลิกภาพดี แกไ้ ขจดุ บกพรอ่ งของเราได ้ในระยะเวลาอนั สน้ั รปู รา ง หนา ตา การเดนิ การยนื การแตง กาย
เพราะเป็นผู้ที่มีความรู้เก่ียวกับ การพูด)
บคุ ลกิ ภาพทด่ี ที ส่ี ดุ • “การสังเกตบุคลิกภาพภายนอกสามารถ
บง บอกไดว า ผนู นั้ มบี คุ ลกิ ภาพทดี่ ”ี นกั เรยี น
งานอาชีพ 107 เหน็ ดว ยหรือไม เพราะเหตุใด
(แนวตอบ ไมเ หน็ ดว ย เพราะผทู มี่ บี คุ ลกิ ภาพดี
จะตองมีการแสดงออกที่ดีท้ังบุคลิกภาพ
ภายในเชน ความคดิ ความรสู กึ และบคุ ลกิ ภาพ
ภายนอก เชน การแตงกาย การพูด กิริยา
ทาทางตางๆ)
ขอสอบเนน การคิด นักเรียนควรรู
“มะนาวตองการพัฒนาบุคลิกภาพของตนเอง ไมวาจะเปน 1 มารยาททางสงั คม เปน กรอบ หรอื ระเบียบแบบแผนทค่ี วรประพฤติ ปฏิบัติ
ในเรอื่ งของรปู รา งหนา ตากริ ยิ าทา ทางและการแตง กาย”สง่ิ แรกที่ หรือละเวนในสวนที่มีความเกี่ยวของกับผูอื่น รวมถึงชุมชน หรือคนในสังคม
มะนาวควรปฏิบัติคือขอใด หมมู าก ซง่ึ มารยาททางสงั คมทคี่ วรรจู กั และพงึ ปฏบิ ตั มิ อี ยดู ว ยกนั หลายประการ
เชน กลาวคาํ “ขอบคณุ ” เมื่อผอู น่ื ใหส ่งิ ของ ใหบ ริการ หรือใหความชวยเหลือ
1. สงั เกตและสํารวจบุคลิกภาพของตนเอง ในเร่ืองตางๆ กลาวคํา “ขอโทษ” เม่ือตองการรบกวนใหผูอ่ืนชวยเหลือ
2. เขารับการฝกอบรมการพัฒนาบุคลิกภาพ หรอื กลา วเมอ่ื กระทําผิด ทาํ ในส่ิงท่ไี มถ กู ตอง ไมเหมาะสม โดยไมไดตง้ั ใจ
3. ลอกเลียนแบบบุคลกิ ภาพของบคุ คลท่ีชน่ื ชอบ
4. ศึกษาขอ มูลเกยี่ วกบั การพฒั นาบคุ ลิกภาพจากสอ่ื ตา งๆ สื่อ Digital
(วเิ คราะหค ําตอบ ตอบขอ 1. เพราะการมีบคุ ลกิ ภาพทีด่ ีจะชว ย
สรา งความประทบั ใจใหแ กผ ทู ไี่ ดพ บเหน็ กอ นการพฒั นาบคุ ลกิ ภาพ ศกึ ษาเพ่มิ เตมิ เก่ียวกับมารยาททางสงั คม ไดท่ี
จึงควรสังเกตและสํารวจบุคลิกภาพของตนเองกอน เพ่ือจะได • https://www.mculture.go.th/young/ewt_news.php?nid=
ปรบั ปรุงแกไขไดอ ยา งถูกตอ ง)
122&lfi ename=index
• https://www.winnews.tv/news/2583
• https://issue247.com/life/etiquette-rules-that-everyone-need-to-
Tknow/ 119
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน ๒. หลักการพัฒนาบุคลิกภาพ1เพ่ือประกอบอาชีพ เป็นการพัฒนาบุคลิกภาพ
ให้เป็นผ้มู ีความพร้อมที่จะประกอบอาชีพ โดยตอ้ งพฒั นาบุคลิกภาพทง้ั ภายในและภายนอก ดังนี้
ขน้ั ที่ 2 วางแผนปฏบิ ตั ิ
บุคลิกภาพภายใน บคุ ลิกภาพภายนอก
• บุคลิกภาพภายในและบุคลิกภาพภายนอก
มคี วามแตกตางกันอยา งไร บคุ ลกิ ภาพทดี่ คี วรเรม่ิ ตน้ จากภายใน และควร บคุ ลิกภาพภายนอกเป็นสงิ่ ทเี่ หน็ ไดช้ ัดเจน จาก
(แนวตอบ บคุ ลกิ ภาพภายใน เปน สง่ิ ทเี่ กดิ ขน้ึ พัฒนาอย่างตอ่ เน่อื ง เพื่อการประกอบอาชพี สภาพภายนอกของแต่ละบุคคล และสามารถ
จากภายในตัวบุคคล เชน ความเชื่อม่ัน ให้ประสบความส�าเร็จ เช่น มีความเช่ือมั่น
ในตนเอง ความกระตือรือรน ความรอบรู ในตนเอง มคี วามกระตอื รือร้น มคี วามรอบรู้ พัฒนาปรับปรุงได้ เช่น การแ2ต่งกาย กิริยา
ความคิดริเร่ิมสรางสรรค สวนบุคลิกภาพ มีความคิดรเิ รม่ิ สรา้ งสรรค์ ทศลิ่าปทะากงา รสพาูดย3ตา การใช้น�้าเสียง การใช้ภาษา
ภายนอก เปนสิ่งที่เห็นไดอยางชัดเจนจาก
ตัวบุคคล เชน การแตงกาย กิริยาทาทาง Tip
การพูด การแสดงออกในลกั ษณะตางๆ)
เทคนิคการมีบคุ ลกิ ภาพท่ดี ี
8. ครใู หน กั เรยี นแตล ะคนศกึ ษาเรอื่ ง เทคนคิ การ
มบี คุ ลกิ ภาพทด่ี ี ในกรอบ Tip จากหนงั สอื เรยี น บคุ ลิกภาพเปรียบเสมือนภาพลักษณ์ภายนอกทส่ี �าคญั ถอื เป็นหนา้ ตา หรือภาพลกั ษณข์ องตนเองท่ีมี
หนวยการเรียนรูท่ี 6 และใหนักเรียนสํารวจ ต่อสายตาผูอ้ น่ื การสร้างบุคลิกภาพทดี่ ขี นึ้ อยกู่ บั ความพร้อมและความต้องการของตนเอง ซ่งึ เทคนิคและ
ตนเองวาตนเองมีลักษณะที่บงบอกวาเปน หลกั ปฏิบตั ิในการปรบั ปรงุ และพฒั นาบคุ ลิกภาพ มดี ังนี้
ผูที่มีบุคลิกภาพท่ีดีหรือไม จากน้ันครูถาม
นักเรียนวา การจดั ทรงผม การแสดงพฤติกรรมอน่ื ๆ
• นกั เรยี นคดิ วา ตนเองมบี คุ ลกิ ภาพทดี่ หี รอื ไมด ี เลือกทรงผมให้เหมาะสมกับกาลเทศะ โอกาส สนใจในขณะทผี่ อู้ นื่ กา� ลงั พดู ไมพ่ ดู เรอ่ื งของตนเอง
หากดี จะมีแนวทางการพัฒนาบุคลิกภาพ และบุคลิกภาพของตนเอง มากจนเกินไป ย้มิ แย้มแจม่ ใสอยเู่ สมอ
ของตนเองใหดียิ่งข้ึนไดอยางไร หากไมดี
จะมีแนวทางในการแกไขและพัฒนา การแต่งกาย
บุคลกิ ภาพของตนเองอยา งไร เลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับรูปร่าง บุคลิก
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ ลักษณะและสถานทีท่ ่ีจะไป
ไดอ ยางอิสระ)
การเดิน นง่ั และยืน
9. ครใู หน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละเทา ๆ กนั รว มกนั ยืดตัว หน้าตรง เดินแกว่งแขนไปมาเล็กนอ้ ย
แสดงบทบาทสมมตเิ กย่ี วกบั เรอื่ งทไี่ ดศ กึ ษามา
โดยจะตอ งนาํ เสนอในเรอื่ งการเตรยี มตวั หางาน การใช้สายตา
และการพัฒนาบุคลิกภาพ การสมัครงาน สบตากบั ผทู้ สี่ นทนาดว้ ย ไมห่ ลบ หรือหลีกเล่ียงการ
และการสมั ภาษณง าน ปะทะสายตา
ขน้ั ที่ 3 ลงมอื ปฏบิ ตั ิ การใช้คา� พดู และน้า� เสยี ง
ใช้ค�าพูดสุภาพ หลีกเลี่ยงการใช้ค�าพูดดูถูกดูหม่ิน
10. ครใู หน กั เรยี นแตล ะกลมุ ผลดั กนั ออกมาแสดง เหน็บแนม หรอื ใช้คา� พดู ที่แสดงความกา้ วร้าว
บทบาทสมมตใิ หเ พอ่ื นชมหนา ชน้ั เรยี น จากนน้ั
ใหเ พอ่ื นรว มชนั้ เรยี นรว มกนั เสนอแนะเพม่ิ เตมิ 108
นักเรียนควรรู กิจกรรม สรา งเสริม
1 บุคลิกภาพ เปน ส่ิงที่มอี ิทธิพลตอการเลือกอาชีพ เชน ผทู ม่ี ีอารมณส นุ ทรยี ใหนักเรียนสํารวจบุคลิกภาพของตนเอง จากน้ันจดบันทึก
ชืน่ ชอบทางดานศลิ ปะ เหมาะสมกบั อาชพี สถาปนิก จิตรกร ครูสอนการแสดง ส่ิงทต่ี อ งการปรับปรงุ แกไข และแนวทางในการพัฒนาบคุ ลิกภาพ
2 การใชนาํ้ เสียง เพื่อใหก ารสอ่ื สารเปนไปอยางมปี ระสิทธิภาพ ผูพดู ควรใช ลงในกระดาษ A4 นําสง ครผู ูสอน
นาํ้ เสยี งในการสอ่ื สารอยา งเปน ธรรมชาติ พดู ดว ยความรสู กึ จรงิ ใจ พดู ใหเ สยี งดงั
ฟง ชดั จงั หวะในการพดู ไมช า หรอื เรว็ จนเกนิ ไป หลกี เลยี่ งการพดู เออ -อา ระหวา ง กจิ กรรม ทา ทาย
การสนทนา ไมควรพดู เหมือนอา นหนังสือ หรอื การทองจาํ
3 ศลิ ปะการพดู การพดู เปน สงิ่ ทจ่ี าํ เปน และสาํ คญั ตอ การประกอบอาชพี ตา งๆ ใหนักเรียนเลือกบุคคลตนแบบที่เปนแรงบันดาลใจในเร่ือง
เพราะในทกุ สาขาอาชพี ลว นตองอาศยั การพูด เพอื่ สื่อความหมายระหวา งผพู ดู ของการมบี คุ ลกิ ภาพทด่ี ตี ามความสนใจ 1 ทา น เขยี นอธบิ ายเหตผุ ล
กับผูฟง เพ่ือใหเกิดความเขาใจและเกิดการรับรูท่ีตรงกัน ซ่ึงศิลปะการพูด ในการเลือกบุคคลทานน้ีเปนตนแบบ และส่ิงที่เปนแรงบันดาลใจ
มคี วามสาํ คัญ คอื ชวยใหม นษุ ยม ีความเขาใจซึ่งกันและกนั ชว ยใหเ กิดการรบั รู ใหด าํ เนนิ ตามแบบอยา ง จากนนั้ ออกมานาํ เสนอผลงานใหเ พอ่ื นชม
ความหมายรวมกัน ชวยใหเกิดการตอบสนองระหวางกัน และชวยเสริมสราง หนา ชนั้ เรียน
ความเปนประชาธปิ ไตย
T120
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
๓) การเตรียมความพร้อมในการหางานท�า ก่อนหางานท�าจะต้องค้นพบตนเอง ขนั้ สอน
ให้ชัดเจนกอ่ น เพอื่ น�าไปสคู่ วามสา� เรจ็ ในการประกอบอาชพี ทีต่ ง้ั เป้าหมายไว้ ดงั นี้
๑. การค้นพบตนเองให้ชัดเจนด้วยการวิเคราะห์ SWOT เป็นการวิเคราะห์ ขน้ั ที่ 3 ลงมอื ปฏบิ ตั ิ
สภาพองค์กร หรือหน่วยงานในปัจจบุ ัน เพ่อื ค้นหาจุดแขง็ จุดด้อย หรอื ส่งิ ท่อี าจเป็นปัญหาสา� คญั
ในการทา� งาน ท้งั นี้ สามารถนา� หลักการวิเคราะห์ SWOT มาใชเ้ ป็นเครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์ 11. ครใู หน กั เรยี นแบง กลมุ (กลมุ เดมิ ) ศกึ ษา เรอ่ื ง
S W Oตนเอง เพอ่ื เลือกอาชพี ใหเ้ หมาะสมกับตนเองได้ ดงั น้ี การคนพบตนเองใหชัดเจนดวยการวิเคราะห
T SWOT จากหนงั สือเรียน หนว ยการเรียนรทู ี่ 6
หรือศึกษาเพ่มิ เตมิ จากอินเทอรเ น็ต
Strengths Weaknesses Opportunities Threats
จุดอ่อน1 โอกาส3 12. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาเพมิ่ เตมิ เกย่ี วกบั การคน พบ
จดุ แขง็ อุปสรรค ตนเองใหช ดั เจนดว ยการวเิ คราะห SWOT จาก
ข้อเสยี หรอื ปัญหาทที่ า� ปัจจัยและสถานการณ์ PowerPoint ม.5 หนว ยการเรยี นรูท ี่ 6
ลกั ษณะเดน่ ทเ่ี ปน็ ตนเอง ให้เกิดอุปสรรคในการ ภายนอกท่สี รา้ งโอกาส ปัจจัยและสถานการณ์
เชน่ การมมี นษุ ยสมั พนั ธ์ ท�างาน เช่น ควบคุม ใหไ้ ดง้ านงา่ ยขน้ึ ควรรวู้ า่ ภายนอกทขี่ ดั ขวาง เปน็ 13. ครูถามนกั เรียนวา
ทดี่ ี ความซอ่ื สตั ย์ มนั่ คง อารมณ์ไม่ได้ หงุดหงิด เปา้ หมายคอื สงิ่ ใด สง่ิ ใด อุปสรรค หรือปัญหา • การวิเคราะหตนเองดวยการใชหลกั SWOT
หนักแน่น งานท่ีเลือก ง่าย โกรธง่าย อารมณ์ คือส่ิงท่ีต้องการ และมี ท�าให้ไม่สามารถบรรลุ เพื่อชวยเลือกอาชีพใหเหมาะสมกับตนเอง
ตรงกบั สาขาทเ่ี รยี น หรอื ร้อน สมาธิสั้น ไม่กล้า ความเปน็ ไปไดห้ รอื ไมท่ ่ี ตามวตั ถปุ ระสงค์ได้ เชน่ มหี ลกั ในการวิเคราะหอ ยา งไร
ประสบการณ์ท่ีมี หาก ตัดสินใจ ขาดความ จะบรรลุตามเป้าหมาย ต้องการเป็นแพทย์ แต่ (แนวตอบ การวเิ คราะห SWOT มหี ลกั ในการ
รู้ว่าตนเองมีจุดแข็งใด เชื่อม่ันในตนเอง ส่ิง ทตี่ ้งั ไว้ กลัวเลือด หรือขาดทุน วเิ คราะหท สี่ าํ คญั 4 ประการ คอื การวเิ คราะห
ควรหาวธิ พี ฒั นาอยเู่ สมอ ทรัพย์ในการเรียน การ จุดแขง็ การวิเคราะหจ ุดออน การวเิ คราะห
คเหวรลป่ารนบั ี้ถปือรเงุ 2ปอ็ยนา่ขง้อเรเง่ สดียว่ ทนี่ วิเคราะห์อุปสรรคเพ่ือ โอกาส และการวเิ คราะหอ ปุ สรรค)
ที่จะได้หาวิธีแก้ปัญหา • หลักการ SWOT มีประโยชนอ ยางไร
เพราะอาจส่งผลเสียต่อ หรืออุปสรรคได้อย่าง (แนวตอบ ชวยใหตนเองทราบวาเหมาะสม
การทา� งานได้ ทันท่วงที ทจี่ ะประกอบอาชพี ใด รขู อ ดแี ละขอ เสยี ของ
ตนเอง รวมถงึ อปุ สรรคทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ เพอ่ื จะ
หลังจากรวบรวมข้อมลู ต่าง ๆ ทีไ่ ด้จากการวิเคราะห์ SWOT แล้ว ใหป้ ระเมินตนเอง ไดแ กปญหาไดอ ยางถูกตอ ง)
เพอ่ื การคน้ พบตนเองใหช้ ดั เจนกอ่ นหางานทา� โดยการวเิ คราะหเ์ รม่ิ ตน้ จากเปา้ หมายเปน็ หลกั กอ่ น
เช่น ต้องการเป็นครู เป็นนกั ข่าวช่ือดงั เป็นเจา้ ของรา้ นกาแฟ จะตอ้ งมคี ุณสมบตั อิ ย่างไร จดุ แข็ง 14. ครแู จกกรณตี วั อยา งบคุ คลทต่ี อ งการประกอบ
ต่าง ๆ ท่มี สี ามารถท�าใหไ้ ปถึงฝนั ไดห้ รือไม่ หรอื มจี ดุ อ่อนใดทต่ี อ้ งปรบั ปรุง อาชีพใดอาชีพหน่ึงใหกับนักเรียนแตละกลุม
จากนั้นใหนักเรียนรวมกันวิเคราะหวาอาชีพ
ดงั กลา วมคี วามเหมาะสมกบั บคุ คลนนั้ หรอื ไม
โดยนําการวิเคราะห SWOT มาใชใหครบ
ทกุ ขัน้ ตอน ไดแก S (Strengths) จุดแข็ง W
(Weaknesses) จุดออ น O (Opportunities)
โอกาส และ T (Threats) อุปสรรค
งานอาชีพ 109
ขอ สอบเนน การคดิ นักเรียนควรรู
“บริษทั ABC นําหลักการวเิ คราะห SWOT มาวเิ คราะหสภาพ 1 จุดออน ในการระบุจุดออนของตนเองตองกระทําอยางซื่อสัตย ดวยใจ
องคก ร” SWOT สามารถชวยใหข อ มูลแกบริษัท ABC ไดอ ยา งไร เปนกลาง เพราะบางคนมักจะคิดอยูเสมอวาตนเองมีแตจุดแข็ง ไมมีจุดออน
จึงมกั มองขา มไป หรือบางคนมักไมคอยยอมรบั จุดออ นทต่ี นเองมี
1. พนกั งานสามารถพฒั นาศกั ยภาพของตนเองไดด ยี ่งิ ขึน้
2. ทําใหเขาถึงขอมลู ตา งๆ ภายในองคก รไดอยา งรวดเร็ว 2 ปรับปรุง ในการลงมือปฏิบัติเพื่อปรับปรุงตนเองน้ัน จะตองมีความต้ังใจ
3. รจู ดุ แขง็ จุดออน หรอื สง่ิ ท่เี ปนปญหาในการทาํ งาน มีความพยายาม อยาลมเลิก หากเรารูสึกทอ หรือพบเจอกับปญหา ใหคิดวา
4. เขา ใจแนวโนม การเปลีย่ นแปลงขององคก ร ปญหาเปน สิ่งทาทาย หากเราขา มพน ปญหาไปได โอกาสทีจ่ ะประสบผลสําเร็จ
ก็จะมสี งู
(วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 3. เพราะ SWOT เปน เครอื่ งมอื อยา งหนง่ึ
ท่ีองคกรตางๆ นิยมนํามาใชในการวิเคราะหสภาพขององคกร 3 โอกาส โอกาสในการประกอบอาชพี ของแตล ะบคุ คลนน้ั มคี วามแตกตา งกนั
หรือหนวยงาน เพ่ือคนหาจุดแข็ง จุดออน หรือสิ่งท่ีเปนปญหา บางคนทํางานหารายไดต้ังแตวัยเรียน บางคนชวยเหลือกิจการของครอบครัว
ในการทํางาน เพอ่ื สรา งความไดเปรยี บทางการตลาด) ตั้งแตเด็ก โอกาสในการทํางานตางๆ ทําใหแตละบุคคลมีทักษะประจําตัว
ที่แตกตางกัน ซงึ่ สามารถพฒั นาเพอื่ เพิม่ ศกั ยภาพของตนเองได ทําใหพรอมท่ี
จะประกอบอาชีพท่ีใฝฝน ดังนนั้ เมอ่ื มโี อกาสในการทาํ ส่ิงใหมๆ จึงควรทดลอง
ปฏบิ ตั ิ เพ่อื หาความถนัดและเพิ่มความสามารถของตนเอง
T121
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน ขัน้ ตอน การวเิ คราะห์ SWOT เพ่ือค้นพบอาชีพทีเ่ หมาะสมกับตนเอง
ขนั้ ที่ 3 ลงมอื ปฏบิ ตั ิ 1 การตั้งเปา้ หมาย
15. ครูใหนักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนกลุมละ อาชีพพนักงานตอ้ นรบั บนเครือ่ งบนิ หรือแอร์ โฮสเตส
1 คน ออกมานาํ เสนอผลการวเิ คราะหเ กย่ี วกบั
การประกอบอาชพี ของบคุ คลจากกรณตี วั อยา ง ๒ วิเคราะห์จดุ แขง็ • มีความขยัน อดทน • พดู จาฉะฉาน
ทีก่ าํ หนดใหเพื่อนฟง หนาชน้ั เรียน จากนั้นให • นิสัยร่าเริง สนกุ สนาน • มคี วามเชอื่ ม่ันในตนเองสงู
เพื่อนรวมช้ันเรียนรวมกันเสนอแนะเพ่ิมเติม • ชอบงานบริการ
โดยมีครเู ปนผชู วยตรวจสอบความถกู ตอง • มีมนษุ ยสมั พันธ์ทดี่ ี
16. ครูใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันสรุปกรณี ✘ ๓ วเิ คราะห์จุดอ่อน
ตัวอยางบุคคลท่ีตองการประกอบอาชีพใด
อาชีพหน่ึง โดยใหนักเรียนแตละกลุมสง 110 • ไม่เกง่ ภาษาอังกฤษ (ขาดทกั ษะการพูด การฟัง)
ตัวแทนกลมุ ละ 1 คน ออกมาสรปุ ใหเ พอ่ื นฟง • ชอบทานขนมหวาน จึงทา� ใหม้ ีน้า� หนกั มาก
หนาช้ันเรียน
๔ วเิ คราะหโ์ อกาส
17. ครูใหนักเรียนแตละคนยกตัวอยางอาชีพที่
สนใจมา 1 อาชพี เพ่ือวางแนวทางการเขา สู • เรียนภาษาองั กฤษเพิม่ เติมในวนั เสาร-์ อาทิตย ์ หรือเวลาวา่ งหลงั เลกิ เรียน
อาชพี ของตนเอง โดยนําการวิเคราะห SWOT • งดการรับประทานขนมหวาน ออกกา� ลงั กายเปน็ ประจ�า เพ่อื ควบคุมน�้าหนกั
มาใช เพื่อคนหาจุดแข็ง จุดออน หรือสิ่งที่
อาจเปนปญหาสําคัญตอการประกอบอาชีพ ๕ วเิ คราะห์อปุ สรรค
ของตนเอง จากน้ันบันทึกผลการวิเคราะห
แนวทางการเขาสูอาชีพลงในใบงานที่ 6.1.1 • ผู้ปกครองไมส่ นับสนุนใหป้ ระกอบอาชพี พนักงานต้อนรบั บนเคร่อื งบนิ
เร่ือง การวเิ คราะห SWOT เพือ่ คนพบอาชีพ • ไม่มีความสามารถในการวา่ ยน้า�
ทเี่ หมาะสมกับตนเอง
6 การประเมิน
18. ครูใหสมาชิกแตละคนภายในกลุมผลัดกัน
อภิปรายเรื่อง แนวทางการเขาสูอาชีพของ ต้องปรับจุดอ่อนเร่ืองภาษาอังกฤษ โดยหาเวลาว่างไปลงเรียนเพ่ิมเติม
ตนเองดวยการวิเคราะห SWOT และการ จัดตารางการบริโภคอาหารอย่างเหมาะสม งดรับประทานขนมหวาน เพ่ือเป็น
วิเคราะหความพึงพอใจของตนเองตออาชีพ การควบคุมน้�าหนักและออกก�าลังกายเป็นประจ�า เพ่ือให้มีสุขภาพที่แข็งแรง
น้ันๆ ใหสมาชกิ ภายในกลมุ ฟง สมบูรณ์ สร้างโอกาสให้ตนเองด้วยการชักจูงใจให้ผู้ปกครองเล็งเห็นความส�าคัญ
และความมนั่ คงของทกุ อาชพี รวมทงั้ อาชพี พนกั งานตอ้ นรบั บนเครอื่ งบนิ เนอ่ื งจาก
19. ครูใหสมาชิกภายในกลุมรวมกันแสดง เป็นอาชีพหนึ่งท่ีมีค่าตอบแทนสูง ได้เดินทางท่องเท่ียวไปยังประเทศต่าง ๆ
ความคดิ เหน็ หรอื เสนอแนะเพม่ิ เตมิ วา เพอื่ น มีสวัสดิการในการเดินทางที่ดีให้กับตนเองและครอบครัว ตลอดจนหาเวลาเรียน
คนดังกลาวมีคุณสมบัติที่เหมาะสมตอการ วา่ ยนา�้ ควบคกู่ นั ไปดว้ ย
ประกอบอาชีพตามท่ีทําการวิเคราะหดวย
หลักการ SWOT หรือไม โดยมีครูเปนผูชวย
ตรวจสอบความถูกตอง
บูรณาการอาเซียน กิจกรรม สรางเสริม
ครูอธบิ ายเพม่ิ เติมเกีย่ วกับ 8 วิชาชีพ ท่ีสามารถยายแรงงานฝม อื อยางเสรี ใหน กั เรยี นศกึ ษาคน ควา เพมิ่ เตมิ เกย่ี วกบั การวเิ คราะห SWOT
ในประชาคมอาเซียน ไดแ ก ซ่ึงประกอบไปดวยจุดแข็ง (Strengths) จุดออน (Weaknesses)
โอกาส (Opportunities) และอปุ สรรค (Threats) โดยสรปุ ความรู
• วชิ าชพี ดา นวิศวกรรม (Engineering Services) ทไ่ี ดรบั ในรูปแบบของแผนพับ ตกแตงใหสวยงาม นาํ สง ครผู สู อน
• วชิ าชีพพยาบาล (Nursing Services)
• วิชาชพี ดานสถาปตยกรรม (Architectural Services) กิจกรรม ทาทาย
• วชิ าชีพเกย่ี วกับการสํารวจ หรือนักสํารวจ (Survey Qualiffi ication)
• วชิ าชพี บัญชี (Accountancy Services) ใหนักเรียนยกตัวอยางอาชีพท่ีตนเองมีความสนใจ 1 อาชีพ
• วิชาชีพเกยี่ วกบั ทนั ตกรรม (Dental Practitioners) จากนน้ั ทาํ การวเิ คราะหโ ดยใชห ลกั การวเิ คราะห SWOT เพอ่ื คน พบ
• วิชาชพี เกีย่ วกบั การรกั ษา หรอื การแพทย (Medical Practitioners) อาชีพที่เหมาะสมกับตนเอง เขียนลงในกระดาษ A4 จากนั้น
• วิชาชพี เกย่ี วกับการบริการและการทอ งเทย่ี ว (Tourism) ออกมานําเสนอผลการวิเคราะหใหเพื่อนฟงหนาชั้นเรียน นําสง
เพ่ือเพิ่มอัตราการแขงขันทางเศรษฐกิจในภูมิภาคโลก สงเสริมอาเซียนให ครูผูสอน
เปนตลาดเดียวและมฐี านการผลติ รวมกนั
T122
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ในการหาข่าวสา๒รด. ้วกยาครวตาดิ มตสานมใขจ่าอวยส่าางรจรเิงปจ็นังส งิ่เทพี่ตรา้อะงชต่วรงะเหวนลักาขถงึอกง่อกนารสโ่ิงฆอษน่ื ณใดา1 รตับ้อสงมกัคระรตงาือนรอืขรอ้นง ขน้ั สอน
แต่ละองค์กรมีระยะเวลาจ�ากัด บางองค์กรระบุวันหมดเขตรับสมัครไว้ ท�าให้เมื่อเวลาผ่านไป
โอกาสในการสมคั รงานและไดร้ บั คัดเลอื กไปสัมภาษณ์งานย่อมนอ้ ยลง ดงั นน้ั จึงต้องกระตอื รือร้น ขนั้ ที่ 3 ลงมอื ปฏบิ ตั ิ
ท่ีจะสืบหาข้อมูลข่าวสารของการรับสมัครงานให้มากที่สุดเท่าท่ีจะท�าได้ ในระหว่างที่ก�าลังหา
งานท�าควรเตรียมเอกสารส�าหรับการสมัครงานให้พร้อมและท�าส�าเนาเอาไว้หลายชุด จะได้ 20. ครใู หน กั เรยี นแตล ะกลมุ รว มกนั อภปิ รายเรอื่ ง
ไม่ต้องเสียเวลาหาหลักฐาน ยิ่งขยันหาแหล่งรับสมัครงาน โอกาสท่ีจะประสบความส�าเร็จใน ลกั ษณะความมน่ั คงและความกา วหนา จากนนั้
การหางานก็จะมีมากยิ่งข้นึ ครูถามนักเรียนวา
๓. การมองหาแหล่งงาน • ความม่ันคงและความกาวหนาในอาชีพ
ต่าง ๆ เป็นการค้นหาข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับ มีหมายความวาอยางไร
เอชงน่ค ก์ สรือ่ทสเ่ี ปงิ่ พดิ รมิ บั พส ์มนคั ิตรยงสาานร ซ อง่ึ ินหเาทไดอจ้ราเ์ นกต็ห2 ลสาา�ยนวกัธิ ี (แนวตอบ ความมัน่ คงและความกาวหนา ใน
จดั หางาน ซงึี่ มอี ยทู่ วั่ ประเทศ หนว่ ยจดั หางาน อาชพี เปน การทาํ งาน หรอื การประกอบอาชพี
ของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ท่ีเป็นตัวกลาง ใดๆ กต็ ามทส่ี ามารถสรา งรายไดใ หก บั ตนเอง
จดั หางานให้แกน่ ิสิต นกั ศึกษาในระหวา่ งภาค และครอบครวั อยา งสมา่ํ เสมอ มคี วามมนั่ คง
ฤดูร้อนและเม่ือส�าเร็จการศึกษา ส�านักงาน และมโี อกาสเจรญิ กา วหนา ในหนา ทกี่ ารงาน
คณะกรรมการข้าราชการพลเรอื น (สา� นักงาน เมอ่ื มปี ระสบการณใ นการทาํ งานนนั้ ๆ มากขน้ึ )
ก.พ.) ซ่ึงเป็นองค์การกลางทางด้านของการ ในปจั จบุ นั เทคโนโลยไี ดเ้ ขา้ มามสี ว่ นชว่ ยในการคน้ หาขอ้ มลู • นักเรียนคิดวาอาชีพใดมีความมั่นคงและ
บริหารทรัพยากรบุคคลในราชการพลเรือน การรับสมัครงาน ท�าให้สามารถสืบค้นข้อมูลได้สะดวกและ มีความกาวหนา และนักเรียนตองการ
สา� หรบั ผทู้ มี่ งุ่ จะเปน็ เจา้ หนา้ ทร่ี ฐั ตลอดจนถาม รวดเรว็ ยงิ่ ขน้ึ ประกอบอาชีพน้นั หรือไม เพราะเหตุใด
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
จากญาติสนิท หรอื บุคคลที่รจู้ กั ไดอยางอสิ ระ เชน อาชีพแพทย เพราะเปน
อาชีพท่ีมีความม่ันคงและมีความกาวหนา
๑.๒ ลักษณะความม่ันคงและความก้าวหน้าในการท�างาน ในหนาที่การงานสูง ตนเองมีความใฝฝน
ที่อยากจะประกอบอาชีพน้ี และครอบครัว
การประกอบอาชพี ใด ๆ กต็ าม ทสี่ รา้ งรายไดอ้ ยา่ งสมา�่ เสมอ มคี วามมนั่ คง ม ีโอกาสเจรญิ กา้ วหนา้ ก็ใหการสนับสนุนเปนอยางดี เพราะแพทย
ในหน้าท่ีการงาน หรือต�าแหน่งเม่ือมีประสบการณ์ ในการท�างานมากข้ึน ซ่ึงการตัดสินใจเลือก เปน อาชพี ทสี่ ามารถชว ยเหลอื ชวี ติ ของเพอ่ื น
สมัครงานในบริษทั หรอื หนว่ ยงานใด ๆ ที่มีความม่ันคงและมคี วามก้าวหน้า นับว่ามีความส�าคญั มนุษย รวมถึงชวยเหลือผูท่ีเจ็บไขไดปวย
อย่างยิง่ เพราะจะท�าให้ผทู้ า� งานในอาชีพน้ัน ๆ อยู่ในสงั คมไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ โดยมมุ มอง หรือ ทงั้ ยงั นาํ ความรมู าใชใ นการดแู ลคณุ พอ คณุ แม
ความรสู้ กึ ของบคุ คลเกย่ี วกบั ลกั ษณะความมนั่ คงและความกา้ วหนา้ ในการทา� งานจะมคี วามแตกตา่ ง เมื่อทานเจ็บปว ยไดอ ีกดว ย)
กันไป ท้งั นี ้ ขน้ึ อยกู่ บั การตั้งเป้าหมายในชวี ิตการทา� งานของแตล่ ะบุคคล • นักเรียนจะมีแนวทางการสรางความมั่นคง
และความกา วหนา ในการทาํ งานของตนเอง
งานอาชีพ 111 ในอนาคตไดอ ยา งไร
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอยางอิสระ เชน มีความขยัน มีความ
พยายาม มคี วามมงุ มนั่ ตง้ั ใจทาํ งาน รวมถงึ
มใี จรกั ในงานท่ีทาํ )
ขอ สอบเนน การคิด นักเรียนควรรู
ขอใดจัดเปน ทักษะสาํ คญั ในการปฏิบัติงาน เพอื่ ใหเกดิ ความรู 1 การโฆษณา เปน การนาํ เสนอขอ มลู หรอื ขา วสารตา งๆ เพอ่ื เปน การโนม นา ว
และความชาํ นาญในการปฏิบัตงิ าน หรอื ชกั จงู ใหก ลมุ เปา หมายเกดิ ความรสู กึ คลอ ยตาม ซง่ึ ลกั ษณะของการโฆษณา
คือ เปนการสื่อสารจูงใจ เปนการจูงใจดวยเหตุจริงและเหตุสมมติ เปนการ
1. ปฏิบัติงานตามข้ันตอนที่กําหนดและมีวิธีการตรวจสอบ นาํ เสนอผา นสอ่ื มวลชนประเภทตา งๆ เปน การเสนอขายความคดิ ของสนิ คา และ
ทลี่ ะเอยี ดรอบคอบ บริการ ตองมีการระบุผูสนับสนุน หรือตัวผูโฆษณา และตองจายคาตอบแทน
ในการโฆษณาใหส ่ือตา งๆ ดว ย
2. ลงมอื ปฏบิ ตั งิ านโดยทนั ทแี ละปลอ ยใหค วามผดิ พลาดทเี่ กดิ ขน้ึ
เปน ประสบการณ 2 อนิ เทอรเ น็ต ขอควรระวงั ในการใชอ นิ เทอรเนต็ มีดงั น้ี
3. ศกึ ษาขอ มลู การปฏบิ ตั งิ านใหเ ขา ใจกอ นลงมอื ปฏบิ ตั งิ านจรงิ • ไมค วรใหขอ มูลสว นตวั กบั ผูอ ่ืนที่พบกันทางอินเทอรเ นต็
4. ปฏบิ ตั ิงานควบคูไ ปกบั การวางแผนการทํางาน • ตองไมแสดงความคิดเห็นในกระดานขาวท่ีแนะนําใหทําส่ิงที่อาจเปน
อนั ตราย ขอ ความลามก ขอ ความชวนทะเลาะ หรือขมขู
(วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 3. เพราะการปฏบิ ตั งิ านทด่ี จี ะทาํ ใหเ กดิ
ความรู ความชํานาญในการปฏิบตั ิงานนนั้ ๆ ซงึ่ จาํ เปนตองศึกษา • หามนัดพบกับผูอ่ืนท่ีพบเจอกันทางอินเทอรเน็ต โดยท่ีไมไดบอกให
ขอมลู ในการปฏิบัตงิ านใหเขาใจกอ น เพื่อจะไดน าํ ความรูไ ปใชใน ผปู กครองรับทราบ
การปฏบิ ตั ิงานไดอยางเหมาะสม)
• พึงระลึกไวเสมอวา ขอมูลท่ีพบเห็นทางอินเทอรเน็ต มิไดเปนความจริง
Tหรือเปนส่ิงที่ถูกตองเสมอไป และเปนชองทางหน่ึงที่มิจฉาชีพใชเขามาเพ่ือ
แสวงหาผลประโยชน 123
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน ๑) เป้าหมายส�าคัญของการท�างาน โดยเป้าหมายในการท�างานของบุคคลทั่วไป
สามารถสรปุ ได ้ ดงั น้ี
ขนั้ ที่ 3 ลงมอื ปฏบิ ตั ิ
ทา� งานเพ่ือ ทำ� งำนเพอ่ื ทำ� งำนเพ่ือ ทำ� งำนเพอ่ื ท�ำงำนใหแ้ ก่
21. ครถู ามนักเรียนวา ให้ ไดเ้ งนิ ให้ ไดอ้ �านาจ ให้ ไดต้ า� แหน่ง แสดงวำ่ ตนเอง
• หากตองการสมัครงาน นักเรียนสามารถ สงั คมและ
สมคั รงานไดจากแหลง ใด ทางสงั คม มคี วามสามารถ
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ สว่ นรวม เช่น
ไดอ ยา งอสิ ระ เชน เวบ็ ไซตต า งๆ อนิ เทอรเ นต็
หนังสือพิมพ นิตยสาร ประกาศของกรม สมำคมสงเครำะห์
จดั หางาน กระทรวงแรงงาน) มลู นธิ ิกำรกศุ ล
• ชองทางใดเปนชองทางการสมัครงานที่
นักเรียนคิดวาดีท่ีสุด เพราะเหตุใดจึงเปน ๒) แนวทางการสรา้ งความมน่ั คงและความกา้ วหนา้ ในการทา� งาน ความมนั่ คง
เชนน้ัน
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ และความกา้ วหนา้ ในการทา� งานไมไ่ ดข้ น้ึ อยกู่ บั การตดั สนิ ใจเลอื กเขา้ ทา� งานในบรษิ ทั หรอื หนว่ ยงาน
ไดอ ยา งอสิ ระ เชน การสมคั รงานผา นทาง ท่ีมีความม่ันคงเท่าน้ัน แต่ข้ึนอยู่กับผู้ท�างานอาชีพน้ัน ๆ เป็นส�าคัญด้วย และเพ่ือให้การท�างาน
อีเมล เพราะสามารถทําไดอยางสะดวก บรรลุตามเป้าหมายชีวิตการท�างาน จึงควรยึดหลักธรรมค�าสอนทางพระพุทธศาสนาที่สอนให้
รวดเร็ว ไมตองเสียคาใชจาย และไมตอง คนท�างานได้ส�าเรจ็ เรยี กวา่ “อทิ ธบิ าท ๔ ” ประกอบด้วย
เสยี เวลาในการเดนิ ทางไปสมคั รงานยงั บรษิ ทั )
ฉนั ทะ วิริยะ จิตตะ วมิ ังสา
22. ครูใหนักเรียนทดลองคนหาตําแหนงงานที่
นักเรียนสนใจ 1 ตาํ แหนง และทําการคน หา ความพอใจ ความขยันหม่ันเพียร การมจี ติ ใจ การตรวจสอบ
แหลง สมคั รงานจากในหนงั สอื พมิ พ หรอื จาก รกั ใคร ่ มีความพยายาม ฝกั ใฝ่ มุ่งม่นั ไตร่ตรอง โดยใช้
เวบ็ ไซตท เ่ี กยี่ วขอ งกบั การรบั สมคั รงาน เพอ่ื ให ทีจ่ ะท�างานให้ ท่ีจะทา� งานให้ ปญั ญา งานก็จะ
นักเรียนไดฝกและมีทักษะในการสมัครงาน มใี จรักในงาน ประสบผลสา� เรจ็ ประสบผลส�าเรจ็ ประสบผลสา� เร็จ
เพือ่ เปน การเตรยี มความพรอ มในอนาคต ทจี่ ะทา�
23. ครูขออาสาสมัคร 2-3 คน ออกมานําเสนอ ๑.๓ การสมคั รงาน
ผลงานใหเ พอื่ นชมหนา ชนั้ เรยี น ในประเดน็ ที่
ครูกาํ หนดให ดงั นี้ การสมคั รงานเปน็ การแสดงเจตจา� นงของบคุ คลทต่ี อ้ งการเขา้ รว่ มทา� งานในกระบวนการสรรหา
• ตําแหนงงานทสี่ นใจสมคั ร ให้ทา� หนา้ ท่ใี นต�าแหน่งทีอ่ งค์กรนัน้ ๆ ตอ้ งการ การสมคั รงานจัดเป็นกระบวนการทมี่ ีความส�าคญั
• คณุ สมบตั ิของผูส มคั รงานท่ีตองการ เพราะเป็นกระบวนการที่ท�าให้องค์กรมีโอกาสได้คัดสรรบุคลากรท่ีมีความสามารถตรงตามความ
• แหลงคนหาขอมลู เพื่อทําการสมคั รงาน ต้องการขององค์กร หรอื หนว่ ยงานมากท่ีสุดเขา้ สู่ระบบงาน การสมคั รงานมีขอ้ ควรพจิ ารณา ดังน้ี
จากน้นั ใหน กั เรียนรว มกนั แสดงความคดิ เห็น
หรือเสนอแนะเพ่ิมเติม โดยมีครูเปนผูชวย ๑) วิธีการสมัครงาน ปัจจุบันมวี ธิ ีการสมคั รงานหลากหลายรูปแบบ เชน่ สมัครผา่ น
ตรวจสอบความถูกตอ ง
ทางอีเมล (E-mail) สมคั รดว้ ยตนเอง สมัครผา่ นทางจดหมาย
๒) ขน้ั ตอนการสมคั รงาน หลงั จากทไี่ ดท้ ราบแหลง่ งานและสามารถทจี่ ะจา� แนกทกั ษะ
ความชา� นาญ ความพอใจของตนเอง รวมทงั้ งานทเ่ี หมาะสมกบั ความร ู้ ความสามารถของตนเองแลว้
กจ็ ะต้องด�าเนินการสมคั รงาน โดยมลี �าดบั ข้นั ตอนในการปฏิบตั ิ ดังนี้
11๒
เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิด
ครูอธิบายเพ่ิมเติมเก่ียวกับวิธีการสมัครงานใหนักเรียนฟงวา ปจจุบัน หากตองการไปสมัครงานที่บริษัทแหงหน่ึง ควรมีการเตรียม
การสมัครงานมีความสะดวกสบายย่ิงขึ้น เพราะมีชองทางในการสมัครงานที่ ความพรอ มของตนเองอยา งไร
หลากหลาย ซง่ึ การใชอินเทอรเน็ตกเ็ ปน อีกวธิ หี น่งึ ทชี่ วยใหส มคั รงานไดงา ยขึน้
ซง่ึ มวี ธิ ใี นการปฏบิ ตั ิ คอื จะตอ งสง ใบสมคั รงานใหไ ดม ากทส่ี ดุ เนอื่ งจากปจ จบุ นั (แนวตอบ ควรเตรยี มสาํ เนาหลกั ฐานทเี่ ปน เอกสารสาํ คญั ใหพ รอ ม
มีการแขงขนั สูง ตอ งสรางประวตั ยิ อ (Resume) ของตนเองใหดที สี่ ดุ เพอ่ื เปน ไดแก สําเนาบตั รประจาํ ตวั ประชาชน สําเนาทะเบยี นบา น สําเนา
การนาํ เสนอตนเองใหน ายจา งไดร จู กั เลอื กใชเ ครอื่ งมอื คน หางาน (Job Search วุฒิการศกึ ษา ประวตั ิยอ (Resume) รูปถา ย เกยี รตบิ ัตร วุฒบิ ตั ร
Engine) หลายๆ ตัว เพื่อเพ่ิมโอกาสในการหางาน เขยี นประวตั ิยอ เปนภาษา และใบรับรองการผานงาน หรือใบรับรองการผานฝกอบรมตางๆ
อังกฤษ เพราะจะทําใหเปนท่ีสนใจของฝายทรัพยากรมนุษย หม่ันตรวจสอบ เพื่อนําเสนอถึงประสบการณและความสามารถที่มีอยูใหบริษัท
อเี มลอยเู สมอ เพราะหลายบรษิ ัทนิยมนดั สัมภาษณงานผานอเี มล และควรแจง ไดรบั ทราบ และนาํ ไปคดั เลอื กเขา สตู าํ แหนง ที่เหมาะสมในบรษิ ัท
ฝายทรัพยากรมนุษยทุกครั้งที่ตองการยกเลิกนัดสัมภาษณ ปจจุบันมีเว็บไซต นัน้ ตอไป)
สมัครงานใหเ ลอื กใชบ รกิ ารอยูหลายเวบ็ ไซต เชน www.jobsugoi.com, www.
jobtopgun.com, www.jobbkk.com, www.jobthai.com
T124
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ ตอน ขนั้ สอน
การสมัครงาน
ขนั้ ที่ 3 ลงมอื ปฏบิ ตั ิ
1 กเตารรยี เมตหรลียกั มฐตานวั กเออ่ กนสากราตรา่ สง มๆ1ัค ทรจ่ี งา� าเนปน็ ตอ้ งใชใ้ นการสมคั รงานใหพ้ รอ้ ม เชน่ สา� เนาบตั ร
24. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาเรอื่ ง ขนั้ ตอนการสมคั รงาน
ประจา� ตวั ประชาชน สา� เนาทะเบยี นบา้ น สา� เนาใบรบั รองผลการศกึ ษา สา� เนาใบปรญิ ญาบตั ร จากหนงั สอื เรยี น หนว ยการเรียนรทู ี่ 6 หรอื
ศกึ ษาเพิม่ เติมจากอินเทอรเน็ต
๒ สก�าาเรนการเกอียกรใตบบิ สตั มรตัคา่รง2 ๆ
25. ครูใหนักเรียนศึกษาเพ่ิมเติมเก่ียวกับข้ันตอน
ใบสมคั รนบั เปน็ เครอื่ งมอื ลา� ดบั แรกในการคดั เลอื กบคุ ลากรเขา้ ทา� งาน โดยผปู้ ระกอบการ การสมคั รงาน จาก PowerPoint ม.5 หนว ย
หรือผูส้ ัมภาษณ์จะพจิ ารณาจากรายละเอยี ดในใบสมัคร ดงั นน้ั ผสู้ มคั รจงึ ควรทแ่ี สดงถึง การเรยี นรูท่ี 6
ความรคู้ วามสามารถ คุณสมบตั ทิ ่เี หมาะสมกบั งานท่สี มัคร
26. ครถู ามนกั เรยี นวา
๓ การเขยี นประวตั ิย่อ (Resume3) • กอ นการสมคั รงานตอ งมกี ารเตรยี มความพรอ ม
ของตนเองอยางไร
ข้อมูลรายละเอียดเก่ียวกับตัวผู้สมัครโดยย่อพร้อมรูปถ่าย จะท�าให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย (แนวตอบ เตรยี มหลกั ฐานเอกสารสาํ คญั ตา งๆ
และรวดเรว็ เปรยี บไดก้ บั ใบโฆษณาคณุ สมบตั ขิ องตนเอง ผสู้ มคั รจงึ ควรเขยี นประวตั ยิ อ่ ใหเรียบรอย เชน สําเนาบัตรประจําตัว
ทแ่ี สดงถงึ ความรู้ ความสามารถ คณุ สมบตั ทิ ่เี หมาะสมกบั งานที่สมัคร ประชาชน สําเนาทะเบียนบาน สําเนาใบ
รบั รองผลการศกึ ษาสาํ เนาใบปริญญาบตั ร)
๔ ส่งประวัตยิ ่อไปหน่วยงานทร่ี บั สมัครงาน • หากตองการเขียนประวัติยอ (Resume)
ของตนเองใหมีความนา สนใจ ควรเขียนใน
โดยการสง่ ประวตั ยิ อ่ ไปยงั เวบ็ ไซตร์ บั สมคั รงาน หรอื สง่ ประวตั ิ วฒุ กิ ารศกึ ษา แฟม้ รวบรวม ลักษณะใด
ผลงานของตนเองไปยงั หนว่ ยงานทรี่ บั สมคั รงานโดยตรง เพอื่ ใหฝ้ า่ ยบคุ คลพจิ ารณาถงึ (แนวตอบ ควรเขียนเปนภาษาองั กฤษ หรือ
คณุ สมบตั ขิ องตนวา่ มคี วามเหมาะสมกบั ตา� แหนง่ งานในบรษิ ทั มากนอ้ ยเพยี งใด เขียนเปนภาษาไทยก็ได แตตองเขียนให
ผอู า นเขา ใจงา ย ขอ ความสน้ั กระชบั ไดใ จความ
๕ การสอบขอ้ เขยี น และเขียนคุณสมบัติของตนเองใหชัดเจน
เพ่ือเปนการประกอบการพิจารณาในการ
บรษิ ทั หรอื หนว่ ยงานบางแหง่ อาจมกี ารสอบขอ้ เขยี น หรอื วดั แววความสามารถ ซง่ึ อาจ รบั เขาทํางาน)
เปน็ การทดสอบเชาวนป์ ญั ญา ความถนดั บคุ ลกิ ภาพ ทศั นคต ิ ทดสอบความรเู้ ฉพาะสาขา
วชิ า เชน่ การใช้คอมพิวเตอร ์ การใชเ้ ครอ่ื งคิดเลข ความรูเ้ กีย่ วกับตา� แหนง่ งานท่สี มคั ร 27. ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา “การเขียนประวัติยอ
(Resume) ทดี่ นี น้ั ไมค วรเขยี นใหม คี วามยาว
6 การสมั ภาษณ์ เกิน 2 หนากระดาษ ควรใชกระดาษสีขาว
แบบไมมีเสน และตองประกอบดวยชื่อของ
ผู้สมัครควรเตรยี มข้อมลู เกย่ี วกับแหลง่ งาน หรือบริษทั ทีไ่ ปสมัครงาน เช่น รายละเอียด ผเู ขียน ตําแหนง ที่ตองการสมัคร การศกึ ษา
ของธรุ กจิ สาขา สนิ คา้ การตลาด คแู่ ขง่ ขนั ความสา� เรจ็ เพอ่ื ใหน้ ายจา้ งทราบวา่ เราสนใจ ประสบการณ คุณสมบัติพิเศษ หรือความ
ทา� งานกบั บริษทั จริง สามารถพิเศษ และรายละเอียดสวนตัว เชน
เพศ อายุ วันเดือนปเกิด สัญชาติ เช้ือชาติ
7 การติดตามผล หมเู ลอื ด สขุ ภาพ ทอ่ี ยู งานอดเิ รก ความสนใจ”
หลังจากสอบสัมภาษณ์แล้ว ควรกล่าวขอบคุณผู้สัมภาษณ์ ซึ่งเป็นการสร้างโอกาส
ทจ่ี ะได้งานทา� มากข้นึ และคอยผลการตอบรับจากการสมัครงาน
งานอาชีพ 11๓
ขอ สอบเนน การคดิ นักเรียนควรรู
ขอ ใดคือการเขียนประวัติยอ (Resume) ท่ดี ี 1 หลักฐานเอกสารตางๆ ในการนําหลักฐานเอกสารตางๆ ไปใชสมัครงาน
1. ใชคําพูดที่ฟมุ เฟอย หรอื ทาํ ธรุ กรรมทางการเงนิ ใดๆ ถา เอกสาร หรอื หลกั ฐานนนั้ เปน สาํ เนา ควรเซน็
2. จัดรปู แบบใหเ หมาะสม รบั รองสําเนาถูกตอง และเขยี นช่ือของตนเองกาํ กบั ไวท กุ แผน ทกุ ครงั้
3. เขยี นขอมลู ใหไ ดมากที่สุด 2 การกรอกใบสมคั ร เปน ขนั้ ตอนแรกในการเลอื กคนเขา ทาํ งาน จงึ ควรศกึ ษา
4. เขยี นคุณสมบตั เิ กินความเปน จรงิ รายละเอยี ดของตาํ แหนง งานและคณุ สมบตั ทิ ไี่ ดป ระกาศไวอ ยา งละเอยี ด เนอ่ื งจาก
แตละตําแหนงจะมีลักษณะงานและความตองการคุณสมบัติของผูที่ทํางาน
(วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 2. เพราะการเขยี นประวตั ยิ อ (Resume) แตกตางกัน จากน้ันกรอกขอมูลใหครบถวน รวมถึงแนบเอกสารประกอบการ
ท่ีดีนั้น ควรคํานึงถึงรูปแบบของการจัดวาง เน่ืองจากจะทําให สมัครงานใหพ รอม
ดึงดูดความสนใจตอผูอานและเกิดความประทับใจ โดยจะตอง 3 Resume เคล็ดลับการเขียนประวัติยอเพื่อใหไดงาน คือ คุณสมบัติท่ีมี
จัดวางรูปแบบใหอานงาย ไมควรพิมพขอความใหเกินออกมา ตองตรงกับตาํ แหนง งาน เขียนใหส ้ัน กระชบั ตวั หนังสืออานงา ย ใชคาํ เชิงบวก
จนดไู มเ ปน ระเบยี บ ใชต วั อกั ษรทเี่ ปน ทางการ และควรใชก ระดาษ เขยี นประวตั กิ ารศกึ ษาและประสบการณท เ่ี กย่ี วกบั ตาํ แหนง งานใหช ดั เจน สะกด
ทมี่ ีคุณภาพ สีขาว ไมม เี สน) คาํ ถูกตอ ง สรา งขอ โดดเดน เพ่อื ใหบริษัทเกดิ ความรสู ึกสนใจในตวั เรามากขน้ึ
T125
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน ๑.๔ การสัมภาษณ
ขน้ั ที่ 3 ลงมอื ปฏบิ ตั ิ การสัมภาษณ์เป็นการสนทนา หรือการซักถามท่ีมีวัตถุประสงค์ เพ่ือจะให้มีโอกาสทราบ
รายละเอียดเก่ียวกับตัวผู้สมัคร ท่ีไม่สามารถพิจารณาได้จากใบสมัคร หรือประวัติส่วนตัว เช่น
28. ครถู ามนักเรยี นวา บคุ ลกิ ภาพ ทศั นคติ ปฏิภาณไหวพรบิ เพอ่ื คดั เลือกผูส้ มัครที่เหมาะสมกบั ต�าแหนง่ งานทว่ี า่ ง การ
• นกั เรยี นคนใดมปี ระสบการณใ นการสมั ภาษณ สัมภาษณเ์ ป็นข้นั ตอนการสมัครงานท่ีมคี วามสา� คัญ เพราะการสัมภาษณ์เปน็ การเปิดโอกาสแสดง
บุคคลอ่นื และนกั เรียนมีความรสู ึกอยางไร ให้เหน็ ว่าเรามีความกระตอื รือรน้ และสามารถปฏบิ ตั งิ านไดเ้ ปน็ อยา่ งด ี สรา้ งโอกาสในการสมคั รงาน
เมือ่ ตนเองเปน ผูสัมภาษณ ใหต้ นเอง โดยการเตรยี มตวั ในการแสดงออกทางความคดิ และการแนะนา� คณุ สมบตั ขิ องตนเอง มดี งั น้ี
(แนวตอบ คําตอบขึ้นอยูกับดุลยพินิจของ
นักเรียน) 1 ผู้สัมภาษณ์ บุคคลซึ่งท�าหน้าท่ีในการคัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมกับ
29. ครขู ออาสาสมคั ร2-3คนออกมาเลา ประสบการณ ต�าแหน่งงานที่ว่าง
ในการสัมภาษณบุคคลอ่ืนใหเพื่อนฟงหนา
ชัน้ เรยี น จากนน้ั ครถู ามนักเรียนวา องค์ประกอบ ๒ ผู้ ให้สมั ภาษณ ์ บุคคลท่ีตง้ั ใจมาสมคั รงานในตา� แหน่งงานท่ีวา่ ง หรอื ตา� แหน่ง
• หากนักเรียนเปนผูถูกสัมภาษณจะตอง ของการสมั ภาษณ์
มีการเตรียมตัวอยางไร โดยเฉพาะการ งานท่เี ปิดรบั สมคั รไว้
สมั ภาษณงาน
(แนวตอบ คําตอบข้ึนอยูกับดุลยพินิจของ ๓ เรอื่ งทจี่ ะสมั ภาษณ ์ โดยทวั่ ไปจะเปน็ เรอื่ งทแ่ี สดงใหเ้ หน็ ถงึ วธิ คี ดิ ทศั นคตติ า่ ง ๆ
นกั เรียน)
• เพราะเหตุใดการสัมภาษณงานจึงเปน ของผ ู้ใหส้ มั ภาษณ์
ขนั้ ตอนท่สี าํ คัญทสี่ ดุ
(แนวตอบ เปน การเปด โอกาสใหไ ดแ สดงออก ๔ เป้าหมายในการสัมภาษณ์ เพื่อให้ทราบรายละเอียดต่าง ๆ ท่ีจ�าเป็นต่อการ
ทางความคิด ไดแนะนําคุณสมบัติของ
ตนเอง แสดงใหเ หน็ ถึงความกระตอื รอื รน ) ท�างาน วัดความร ู้ ความสามารถ ความคดิ ทางสติปญั ญา
• ในการสมั ภาษณง านจะประกอบไปดว ยองค
ประกอบใด ๕ วิธีการสัมภาษณ์ แบ่งเป็น ๔ ลักษณะ คือ การสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว
(แนวตอบ ผสู ัมภาษณ ผใู หส ัมภาษณ เรอื่ ง
ที่จะสัมภาษณ เปาหมายในการสัมภาษณ การสัมภาษณ์ โดยใช้แบบทดสอบ การสัมภาษณ์ โดยใช้ โทรศัพท์ และการ
และวิธกี ารสมั ภาษณ) สมั ภาษณ์ โดยการรอ้ งขอทางวิทยุ
• หากตองไปสัมภาษณงาน นักเรียนควร
เตรียมตวั อยา งไร Tip
(แนวตอบ ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกบั บรษิ ทั
หรือหนวยงานที่จะไปสัมภาษณ ศึกษา เทคนิคการสัมภาษณ์เพ่อื ให้ไดง้ าน
เสน ทางการเดินทาง เตรียมเอกสารสําคัญ
ใหพรอม เตรียมเสื้อผาและเครื่องแตงกาย ผสู้ มคั รตอ้ งนา� เสนอตนเองใหผ้ สู้ มั ภาษณเ์ กดิ ความรสู้ กึ วา่ เราเหมาะสมกบั งานน ้ี และเหน็ วา่ เราจะเปน็
ใหพ รอ ม และฝก ซอ มทกั ษะการพดู การเดนิ ผู้รว่ มงานทีด่ ีทส่ี ุด เทคนิคการสัมภาษณ์เพื่อใหไ้ ดง้ านมีวธิ กี าร ดังน้ี
การนัง่ เพ่ือสรา งความม่นั ใจใหกับตนเอง)
๑. ยิ้มแย้มแจ่มใส จะท�าให้ผู้สัมภาษณ์เกิดความ ๔. เป็นผู้ฟังที่ดี ควรต้ังใจฟังค�าถามให้จบก่อน
รูส้ กึ ประทับใจและต้องการให้มาทา� งานรว่ มกนั ตอบค�าถาม หากไม่เข้าใจ ควรถามให้ชัดเจน
๒. ระมัดระวังกิริยาตลอดเวลาสัมภาษณ์งาน ควร เพื่อท่ีจะได้ตอบค�าถามได้ตรงประเด็น ทั้งยัง
รกั ษากริ ยิ ามารยาทใหเ้ รยี บรอ้ ย ไมแ่ สดงอาการ แสดงถึงการใหค้ วามสา� คญั กบั ผ้พู ูดอกี ดว้ ย
หลุกหลิก ลุกลีล้ ุกลน ขยบั ขาไปมา เกาศรี ษะ ๕. ไ ม่ควรถามเร่ืองค่าตอบแทน ควรเก็บเร่ือง
๓. พ ูดอย่างฉลาด มีไหวพริบ พูดเสียงดังฟังชัด
ค่าตอบแทนไว้สอบถามภายหลัง เพราะหาก
ควรมจี งั หวะในการพดู และพดู ออกมาดว้ ยความ ถามเรอื่ งคา่ ตอบแทนเรว็ เกนิ ไป ผสู้ มั ภาษณอ์ าจ
มนั่ ใจ และมไี หวพรบิ ในการตอบค�าถาม มองวา่ สนใจค่าตอบแทนมากกว่าการท�างาน
11๔ ตอบคาํ ถามอยางไรใหไดงาน
เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิด
ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการตอบคําถามในการสัมภาษณงานให การสัมภาษณง านแบบบคุ คลตอ บคุ คลมวี ัตถุประสงคเพ่ือส่งิ ใด
นักเรียนฟง โดยยกตัวอยา งคําถามและคําตอบ ดงั นี้ 1. ตองการทราบคณุ สมบตั ขิ องผสู มคั รเบือ้ งตน
2. ทําใหไดบคุ คลเขา มาทาํ งานในตาํ แหนงทว่ั ๆ ไป
• เลาเรอื่ งราวเกี่ยวกบั ตัวคณุ ใหเ ราฟงหนอ ย 3. ทาํ ใหผสู ัมภาษณเ ลง็ เหน็ ความสามารถของผูสมคั รงาน
ดฉิ นั จบมาจากคณะ............ประสบการณก ารทาํ งานทผี่ า นมา คอื .............. 4. ตองการบคุ คลท่มี ีตําแหนงและมคี วามสําคัญกบั บริษทั
• ทําไมเราถงึ ตองเลอื กคณุ เขา มาทาํ งาน (วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 2. เพราะการสัมภาษณงานแบบ
ดฉิ นั มคี วามสามารถดา น...........ซง่ึ สง่ิ นจี้ ะมปี ระโยชนก บั องคก รในอนาคต บุคคลตอบคุ คล เปน การสัมภาษณที่ใชก นั ทั่วไปสาํ หรับหนว ยงาน
หรือบริษัทที่ตองการคัดเลือกพนักงานในตําแหนงทั่วๆ ไป โดย
• ทาํ ไมคณุ ถงึ สนใจงานน้ี ผูสมั ภาษณอาจพิจารณาและตัดสนิ ใจไดด ว ยตนเอง)
งานนมี้ คี วามทา ทาย ดฉิ นั คดิ วา สามารถทาํ งานไดจ ากคณุ สมบตั ทิ ด่ี ฉิ นั มี
• เปา หมายระยะยาวของคุณคือสงิ่ ใด
อกี 5 ปข า งหนา อยากมธี รุ กจิ เปน ของตนเอง ซงึ่ ทาํ ควบคไู ปกบั งานประจาํ
• ถา คณุ ไดเ ขามาทาํ งาน คุณคิดวาจะทาํ สิง่ ใดใหกบั บรษิ ัท
ดฉิ ันต้ังใจทีจ่ ะ...เพ่อื ชวยพฒั นาองคกรใหเ จริญเตบิ โตอยางยั่งยืน
T126