The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

3517003TM-คู่มือฯการงานอาชีพ-ม5[211119]

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by อุทัยวรรณ ทองวิไล, 2022-05-01 22:07:26

3517003TM-คู่มือฯการงานอาชีพ-ม5[211119]

3517003TM-คู่มือฯการงานอาชีพ-ม5[211119]

นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั นาํ ๑.๑ ประเภทของพชื ทป่ี ลูก

ขน้ั ที่ 1 สงั เกตและรบั รู พืชมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ซ่ึงแต่ละชนิดจะมีลักษณะ รูปร่าง คุณค่าทางอาหาร ประโยชน์
ในการน�ามาใชง้ านทีแ่ ตกต่างกัน โดยพชื ท่ีนิยมปลูกกันทว่ั ไปแบง่ เปน็ ๒ ประเภท ดังน้ี
6. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษา เรอ่ื ง ประเภทของพชื ทป่ี ลกู
จากหนงั สอื เรยี น หนว ยการเรยี นรทู ่ี 5 หรอื ศกึ ษา ๑) พชื ไร่ เปน็ พชื ทปี่ ลกู ในพน้ื ทข่ี นาดใหญ่ ดแู ลรกั ษางา่ ย ตอ้ งการนา�้ นอ้ ย มอี ายกุ ารปลกู
เพ่ิมเตมิ จากอินเทอรเนต็
และการเกบ็ เกี่ยวไมน่ าน ส่วนใหญ่เปน็ พืชลม้ ลกุ ซึ่งเป็นพืชท่มี คี วามส�าคญั ทางเศรษฐกิจและชีวิต
7. ครูใหนักเรียนศึกษาเพ่ิมเติมเกี่ยวกับประเภท ประจา� วนั ของมนษุ ย์ ซึ่งพชื ไรจ่ า� แนกเปน็ ประเภทต่าง ๆ ได้ ดังนี้
ของพืชท่ปี ลกู จาก PowerPoint ม.5 หนว ย
การเรยี นรูท ี่ 5 จา� แนกตามลักษณะของการใชท้ ด่ี ิน แบง่ เปน็ ๒ ประเภท ไดแ้ ก่

8. ครูนําภาพพืชไรชนิดตางๆ มาใหนักเรียนดู พืชท่ีปลูกบริเวณท่ดี อน พชื ท่ปี ลกู บริเวณท่ีลุ่ม
จากน้ันครูขออาสาสมัคร 3 คู ออกมาชวยกนั
จาํ แนกประเภทของพชื ไร โดยครูกําหนดให เป็นพืชที่เจริญเติบโตและให้ผลผลิตดีในสภาพ เป็นพืชที่เจริญเติบโตและให้ผลผลิตดีในสภาพ
• คูท่ี 1 จําแนกตามลักษณะของการใชดิน พ้ืนท่ีท่ีไม่มีน�้าท่วมขัง มีความต้องการใช้น้�า พนื้ ทีท่ ี่มีน้า� ท่วมขงั มีความตอ้ งการใชน้ �า้ เพื่อ
(พชื ทป่ี ลกู บรเิ วณทด่ี อนและพชื ทป่ี ลกู บรเิ วณ เพ่ือสรา้ งการเจรญิ เตบิ โตในปรมิ าณปานกลาง สร้างการเจริญเติบโตในปริมาณมากกว่าพืชที่
ทล่ี มุ ) ปลูกบรเิ วณทด่ี อน
• คทู ่ี 2 จาํ แนกตามลกั ษณะทางพฤกษศาสตร
(พชื ใบเลยี้ งเดย่ี วและพืชใบเลยี้ งค)ู ตวั อยา่ ง ตวั อย่าง
• คทู ี่ 3 จาํ แนกตามลักษณะการใชประโยชน
ครูและนักเรียนท่ีเหลือชวยกันตรวจสอบ ขา้ วโพด บวั
ความถูกตองของการจําแนกประเภทของ
พืชไร มนั ส�าปะหลงั 1 แห้ว ขา้ ว2

9. ครูถามนกั เรียนวา ขา้ วฟ่าง ออ้ ย กระจับ3
• พชื ไรม คี วามสาํ คญั ทางเศรษฐกจิ อยา งไร
(แนวตอบ ผลผลิตของพืชไรนอกจากจะนํา 80
มาใชเพ่ือการบริโภคภายในครัวเรือนแลว
ยังจัดจําหนายเปนสินคาสงออกไปยัง
ประเทศตา งๆ พชื ไรจ ดั เปน พชื เศรษฐกจิ ของ
ประเทศท่ีสามารถนํารายไดเขาสูประเทศ
เปนจํานวนมาก พืชไรท่ีนิยมสงออกไป
จําหนายมีอยูดวยกันหลายชนิด เชน ขาว
ขาวโพด ออย ถั่วชนิดตางๆ ยาสูบ ฝาย
มนั สาํ ปะหลงั ซงึ่ ขา วเปน ผลผลติ ทางเกษตร
ท่สี งออกมากทีส่ ดุ ของประเทศ ตามมาดวย
มนั สําปะหลังและขาวโพด)

นักเรียนควรรู กิจกรรม 21st Century Skills

1 มันสําปะหลัง เปนอาหารประเภทแปง หรือคารโบไฮเดรตท่ีใหพลังงาน 1. ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละเทา ๆ กนั ใหแ ตล ะกลมุ รว มกนั
สําหรับมนุษยและสัตว ตลอดจนนํามาใชในอุตสาหกรรมประเภทตางๆ เชน ศกึ ษาเกยี่ วกบั พชื เศรษฐกจิ ของไทย จากสอื่ การเรยี นรทู ห่ี ลากหลาย
อุตสาหกรรมกาว กระดาษ นํา้ ตาล รวมทง้ั ใชห มกั ทําแอลกอฮอล เพ่ือใชแทน เชน หนังสือเรียน อนิ เทอรเนต็
น้ํามนั เบนซนิ สาํ หรบั เคร่อื งยนต
2 ขาว ประเทศไทยมกี ารปลกู ขา ว 2 ฤดูกาล ไดแ ก ขาวนาป ปลกู ในชวง 2. ใหนักเรียนแตละกลุมนําความรูท่ีไดจากการศึกษามา
ฤดูฝนของทุกป (กรกฎาคม-กันยายน) และเก็บเก่ียวในชวงฤดูหนาว แลกเปลย่ี นเรยี นรซู ึง่ กนั และกนั ภายในกลุม
(พฤศจิกายน-มกราคม) ซ่ึงถือเปนผลผลิตหลักของประเทศ และขาวนาปรัง
ปลกู นอกชวงฤดูฝน ซงึ่ เปน พนั ธุขา วทส่ี ามารถปลกู ไดตลอดท้งั ป 3. ใหน กั เรยี นรว มกนั อภปิ รายถงึ แนวโนม การเปลยี่ นแปลงของ
3 กระจับ เปนพืชน้ําลมลุก หัวอยูใตน้ํา ลําตนอยูเหนือผิวน้ํา ผลเกิดใตนํ้า พชื เศรษฐกจิ ไทยในอนาคตตามความสนใจ 1 หัวขอ เชน พชื ผัก
มสี ีดํา ขนาดใหญ เปลือกหนาและแข็ง มเี ขาโคง งอคลา ยลกั ษณะของเขาควาย ผลไมดาวรงุ พชื ออรแกนกิ มาแรง เห็ดคอนโดสรา งเงนิ ลา น
มีสรรพคณุ หลายประการ เชน บํารุงคนไข ฟนฟลู ําไสหลงั อาการทอ งเสีย
4. ใหนักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนกลุมละ 1 คน ออกมา
T90 นําเสนอผลงานใหเพื่อนชมหนาช้ันเรียน โดยครูเปดโอกาสให
นกั เรียนรวมกนั ซกั ถามในประเด็นท่สี งสยั โดยครเู ปน ผคู อยอธบิ าย
เพม่ิ เตมิ

นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ

จ�าแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ แบง่ เปน็ ๒ ประเภท ไดแ้ ก่ ขน้ั นาํ

พืชใบเลี้ยงเดยี่ ว พืชใบเลย้ี งคู่ ขนั้ ที่ 1 สงั เกตและรบั รู

เป็นพชื ทีม่ ใี บเลี้ยงเดีย่ ว ๑ ใบ ลกั ษณะเส้นใบ เป็นพืชท่ีมีใบเล้ียงเป็นคู่ ๆ ลักษณะเส้นใบเป็น • พืชใบเล้ยี งเดยี่ วมลี กั ษณะพิเศษอยางไร
ขนานตามความยาวของใบ ล�าต้นเรียวเห็นข้อ รา่ งแห มองเหน็ ขอ้ และปลอ้ งของลา� ตน้ ไมช่ ดั เจน (แนวตอบ พืชใบเลี้ยงเด่ียวมีลักษณะพิเศษ
ปล้องได้อยา่ งชดั เจน ส่วนมากจะเปน็ พชื ลม้ ลกุ เทา่ พชื ใบเลย้ี งเดยี่ ว เพราะมเี ปลอื กแขง็ หอ่ หมุ้ อยู่ หลายประการ เชน การเจริญเติบโตของ
ลาํ ตน สว นใหญจ ะอยใู ตด ิน หรือผวิ ดนิ ราก
ตวั อย่าง ตวั อยา่ ง ของพืชจะเปนระบบรากฝอย ไมมีการแตก
ก่ิงกานสาขาออกทางดานขาง อายุของพืช
ขา้ วโพด จะสน้ั ซงึ่ อาจมอี ายเุ พยี ง 1 ป หรอื มากกวา นน้ั
เล็กนอย เจริญเติบโตไดดีกวาพืชใบเล้ียงคู
มะมว่ ง ใหผลผลิตเร็ว ซ่ึงพืชบางชนิดใชเวลาเจริญ
เตบิ โตไมถ งึ 1 ป กส็ ามารถเกบ็ เกยี่ วผลผลติ ได
ถวั่ ฝกั ยาว จดั เปน พชื ทมี่ คี วามสาํ คญั ทางเศรษฐกจิ เปน
อยา งมาก เชน ขาว ขาวโพด)
มะพร้าว
• พืชใบเลีย้ งคมู ีลักษณะพิเศษอยา งไร
หมาก ตาล พริก มะนาว (แนวตอบ พืชใบเล้ียงคูมลี ักษณะพิเศษหลาย
ประการ เชน มีท้ังชนิดที่เปนพืชลม ลุกและ
Tip พืชยนื ตน รากของพืชจะเปน ระบบรากแกว
ซ่ึงจะชวยใหลําตนมีความมั่นคง แข็งแรง
ความแตกต่างของพชื ใบเลี้ยงเดยี่ วและพชื ใบเลย้ี งคู่ มีการแตกก่ิงกานสาขาออกทางดานขาง
อายุของพืชจะยาวกวาพืชใบเล้ียงเด่ียว ให
ลักษณะเด่นทท่ี �าให้พืชใบเลีย้ งเดยี่ วและพืชใบเล้ียงคู่มีความแตกต่างกนั มีดงั น้ี ผลผลติ ชา เชน มะมวง พรกิ ถว่ั ชนดิ ตา งๆ)

พชื กลบี ดอก เส้นใย แคมเบยี ม ทอ่ ล�ำเลียง ระบบรำก เมล็ด • หากนักเรียนประกอบอาชีพเปนเกษตรกร
มซี ีกเดยี ว นักเรียนจะเลือกปลูกพืชใบเล้ียงเด่ียว หรือ
ใบเลย้ี งเดีย่ ว ๓ หรือทวคี ูณ ขนาน ไม่มี กระจายท่วั รากฝอย พชื ใบเลย้ี งคู เพราะเหตุใดจงึ เปน เชน น้นั
ของ ๓ ล�าต้น มี ๒ ซกี (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอ ยางอิสระ)
๔, ๕ หรอื เรียงเป็น
ใบเล้ียงคู่ ทวคี ณู ของ ร่างแห มี วงกลมรอบ รากแก้ว • การศกึ ษาเรอ่ื งความแตกตา งของพชื ใบเลย้ี ง
เด่ียวและพืชใบเล้ียงคู มีความสําคัญตอ
๔, ๕ ล�าตน้ เกษตรกรผูป ลกู พชื ไรหรอื ไม อยางไร
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
81งานเกษตร ไดอยา งอิสระ)

ขอสอบเนน การคดิ เกร็ดแนะครู

เพราะเหตใุ ดในพื้นท่ีทีม่ ีการปลูกขา วเกษตรกรจึงนยิ มปลกู พชื ครูอธิบายเพ่ิมเติมเก่ียวกับการจําแนกพืชตามลักษณะทางพฤกษศาสตร
ตระกูลถว่ั ในชวงพักดนิ ใหน กั เรยี นฟง วา การจาํ แนกพชื ตามลกั ษณะทางพฤกษศาสตร สามารถแบง เปน
2 ประเภท ดังน้ี
(แนวตอบ เนอ่ื งจากขา วเปน พชื ทมี่ คี วามตอ งการธาตไุ นโตรเจนสงู
เมื่อมีการปลูกขาวในท่ีเดิมซ้ําๆ ทุกป ดินจะเส่ือมคุณภาพลง • พชื ใบเลยี้ งเดย่ี ว หรอื Monocotyledon เปน พชื ทมี่ ใี บเลยี้ ง 1 ใบ ลกั ษณะ
การปลกู พชื ตระกลู ถว่ั เชน ถวั่ เขยี ว ถว่ั ดาํ ถว่ั แดง ถว่ั แระ ถวั่ ลนั เตา เสน ใบขนานตามความยาวของใบ เชน พืชตระกูลหญา พชื ตระกลู ปาลม
ในนาขา ว จงึ เปนเสมอื นการเตมิ ธาตไุ นโตรเจนลงในดินทไ่ี ดผลดี พืชเจริญเติบโตโดยใชระบบรากแกว จัดเปนพืชท่ีมีความสําคัญทาง
และมรี าคาถกู กวาการใชสารเคม)ี เศรษฐกจิ และในชวี ิตประจําวันของมนุษยแ ละสัตว

• พชื ใบเล้ียงคู หรือ Dicotyledonous เปน พชื ท่มี ใี บเล้ียงเปนคๆู ลักษณะ
เสนใบเปนรางแห เชน พืชตระกูลถ่ัว พืชอ่ืนๆ ที่มีลักษณะดังกลาว
พชื เจรญิ เตบิ โตโดยใชร ะบบรากฝอย จดั เปน พชื ทม่ี คี วามสาํ คญั ทางเศรษฐกจิ
และในชวี ติ ประจําวันของมนษุ ยแ ละสตั ว รองลงมาจากพชื ใบเลย้ี งเดี่ยว

T91

นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั นาํ จา� แนกตามลกั ษณะการใชป้ ระโยชน์ แบง่ เปน็ ๙ ประเภท ไดแ้ ก่

ขนั้ ท่ี 1 สงั เกตและรบั รู ประเภท ความสา� คญั การใช้ประโยชน์ ตวั อยา่ ง

• นักเรียนเคยรบั ประทานธญั พชื หรือไม หาก ๑. ธญั พืช พชื ตระกลู หญ้าท่ีน�าเมลด็ มนษุ ยแ์ ละสตั ว์ใชท้ ง้ั ตน้ ขา้ วเจา้ ขา้ วสาลี ขา้ วไรย์
เคยชอบรับประทานธัญพืชชนิดใด และ ๒. พชื ตระกลู ถ่ัว มาปลกู ให้เจรญิ เติบโตได้ และเมล็ดเปน็ อาหาร ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต
ธญั พชื ชนิดน้นั มีประโยชนอยา งไร ๓. พชื อำหำรสตั ว์
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ ๔. พืชที่ใชร้ ำกและ ขา้ วโพด ขา้ วฟา่ ง
ไดอ ยา งอสิ ระ เชน ชอบรบั ประทานขา วเจา หวั เปน็ ประโยชน์
ซ่ึงขาวเจามีประโยชนหลายประการ เชน ๕. พชื เสน้ ใย พชื ยอดนยิ มใชป้ ลกู คลมุ ดนิ น�ามาประกอบอาหาร ถวั่ เขยี ว ถว่ั ลสิ ง ถวั่ เหลอื ง
ชว ยบาํ รงุ รา งกาย เสรมิ สรา งการเจรญิ เตบิ โต ๖. พืชทีใ่ ห้น้ำ� ตำล ปรับปรุงดิน หรือท�าเป็น เพราะมีโปรตีนสูง ถั่วแดง ถั่วด�า ต้นแค
ใหพลังงานแกรางกาย เสริมสรางกระดูก ๗. พืชท่ใี หน้ ำ�้ มัน ปุ๋ยสด ตน้ จามจุรี
และฟนใหแข็งแรง ควบคุมความดันโลหิต ๘. พืชท่ใี หน้ ำ้� ยำง
ชอบรับประทานขาวโอต ซึ่งขาวโอตมี ๙. พืชชวนเสพ พชื จา� พวกหญา้ ผกั หรอื ถว่ั น�าไปเลย้ี งสตั ว์ ฟางอัดแห้งเปน็ ฟอ่ น ถ่วั
ประโยชนหลายประการ เชน อุดมไปดวย อาจอยใู่ นรปู ลกั ษณะสด หรอื ขา้ วฟ่าง หญา้ พันธ์ตุ า่ งๆ
สารตานอนุมูลอิสระ กระตุนการทํางาน แห้งก็ได้ ขา้ วโพดเลยี้ งสัตว์
ของระบบภูมิคุม กัน ชวยลดคอเลสเตอรอล
ควบคมุ นาํ้ หนกั ปอ งกนั การเกดิ โรคเบาหวาน พืชที่น�ารากและหัวมาใช้ นา� มาประกอบอาหาร มันส�าปะหลัง มันฝร่ัง
รกั ษาระดบั น้ําตาลในเลอื ด) ประโยชน์ในการประกอบ เผอื ก มันเทศ
อาหาร
• พืชตระกูลถ่ัวนอกจากจะนิยมนํามาใชใน พืชที่ให้เส้นใยท่ีมีลักษณะ น�าเส้นใยไปใช้ในทาง ฝา้ ย ปา่ น ปอ ง้วิ 1น่นุ
การประกอบอาหารแลว ยังนิยมนํามาใช เป็นเส้นยาวเรียว ซ่ึงได้ อตุ สาหกรรม
ประโยชนใ นดา นใดอกี บา ง มาจากพชื
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอยางอิสระ เชน ชวยปรับปรุงคุณภาพ พชื ทใ่ี หค้ วามหวาน สามารถ นา� มาประกอบอาหาร ออ้ ย บตี รูต
ของดนิ ใหมคี วามอดุ มสมบรู ณ สง ผลใหพ ืช น�าเอาส่วนใดส่วนหน่ึงมา
เจรญิ เตบิ โตไดด ี และใหผ ลผลติ ทม่ี คี ณุ ภาพ ผลติ นา้� ตาล
เพราะหลังจากที่พืชตระกูลถั่วมีการยอย
สลายแลวจะใหปุยอินทรียที่มีปริมาณสูง พืชท่ีน�าผลผลิตไปแปรรูป น�ามาประกอบอาหาร ถนั่ว้า� เมหันลลอื ะงห่งุถ2ัว่ ขล้าสิ วงโพปดาลงม์ า
ทําใหพืชปลอดภัยจากสารเคมีและไมกอให เป็นนา้� มัน แล้วนา� นา้� มันไป หรอื นา� ไปใชเ้ ปน็ เชอื้ เพลงิ
เกิดอันตรายเม่ือนํามาบริโภค) ใชเ้ พอ่ื ประกอบอาหาร สา� หรบั เครอื่ งยนตด์ เี ซล ฝา้ ย ทานตะวนั

• เพราะเหตใุ ดยางพาราจงึ จดั เปน สนิ คา สง ออก พืชที่สามารถให้น�้ายางและ นา� นา้� ยางมาแปรรปู เปน็ ยางพารา ยางสน
ลาํ ดบั ตนๆ ของโลก นา� มาใช้ผลิตเปน็ ผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบในการผลิตเป็น ยางนา
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ ต่าง ๆ ได้ ผลิตภณั ฑ์ส�าเร็จรูป
ไดอ ยา งอสิ ระ เชน สามารถนาํ มาแปรรปู เปน ยาสูบ3ชา กาแฟ ฝน่ิ
ผลิตภัณฑตางๆ ไดอยางหลากหลาย เชน พืชที่มี่สารออกฤทธ์ิกระตุ้น _
ยางรถยนต ถุงมือทางการแพทย รองเทา ประสาท ถ้าใช้เป็นเวลา
อุปกรณกีฬา ยางรัดของ) นาน ๆ อาจท�าใหต้ ิดได้

82

นักเรียนควรรู กิจกรรม สรา งเสรมิ

1 งิว้ มีประโยชนห ลายประการ เชน เปลอื กตน ใหเ สน ใย นํามาใชทาํ เชอื กได ครูใหนกั เรยี นสาํ รวจและจดบนั ทึกพชื ทพ่ี บในบรเิ วณบา น ใน
มคี วามเหนียว แตจ ะแข็งและหยาบ จึงเหมาะสําหรบั ใชมดั ของทม่ี ขี นาดใหญ ทอ งถนิ่ หรอื ในชมุ ชน พรอ มทงั้ จาํ แนกประเภทตามลกั ษณะการใช
2 นา้ํ มนั ละหงุ เปน ไมพ มุ จดั อยใู นประเภทเดยี วกนั กบั ยางพารา นยิ มนาํ มาใช ประโยชน จากนัน้ ออกมานาํ เสนอผลงานใหเพือ่ นชมหนาชนั้ เรียน
ในอตุ สาหกรรมเคมแี ละรถยนต ทง้ั ยงั มฤี ทธเ์ิ ปน ยาระบายออ นๆ สาํ หรบั เดก็ และ
ผใู หญ ในการสกดั นา้ํ มนั ออกจากเมลด็ ตอ งใชว ธิ กี ารบบี ออก โดยไมใ ชค วามรอ น กจิ กรรม ทาทาย
หรือใชวิธีการบีบเย็น เพ่ือปองกันไมใหโปรตีนท่ีเปนพิษติดออกมา เน่ืองจาก
สวนทเี่ ปน พษิ จะไมน ํามาใชท ําเปน ยา ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาประเภทของพชื ทป่ี รากฏอยใู นหนงั สอื เรยี น
3 ยาสูบ มีประสิทธิภาพในการชวยปองกันและกําจัดแมลงศัตรูพืช เชน หนว ยการเรยี นรทู ี่ 5 หนา 82 ตามความสนใจ 1 ชนิด โดยคนหา
เพลยี้ ออ น เพลย้ี ไฟ ขอ ดขี องการใชส ารสกดั จากยาสบู คอื ราคาถกู และปลอดภยั ขอมูลดานการใชประโยชนเพิ่มเติมนอกเหนือจากการศึกษาใน
ตอ เกษตรกรผใู ชม ากกวา การใชส ารเคมี ไมม สี ารพษิ ตกคา งในผลผลติ จงึ มคี วาม หนงั สอื เรยี น แลว ทดลองปฏบิ ตั ติ ามวธิ ที ไ่ี ดศ กึ ษามา จากนน้ั ออกมา
ปลอดภัยตอผูบริโภค นําเสนอผลงานใหเพ่ือนชมหนาช้ันเรียน พรอมนําเสนอช้ินงาน
ประกอบ (ถามี)
T92

นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

๒) พืชสวน เป็นพืชที่ต้องดูแลอย่างพิถีพิถันและเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด มีขอบเขต ขน้ั นาํ

ในการปลูก จ�าแนกตามลกั ษณะและการใช้ประโยชน์ ดงั นี้ ขั้นที่ 1 สังเกตและรบั รู

ไมผ้ ล พืชผัก 10. ครูนําผักและผลไมตามฤดูกาลหลากหลาย
ชนดิ มาใหน กั เรยี นดู ซงึ่ อาจเปน ผกั และผลไม
ไม้ยืนต้นท่ีมีอายุหลายปี ให้ผลผลิตที่เรียกว่า พืชที่ใชร้ าก ล�าตน้ ใบ ดอก และผล เพอื่ นา� มา ทปี่ ลูกภายในชมุ ชน หรอื ทองถนิ่ ของนกั เรยี น
“ผลไม้” ในการปลูกต้องอาศัยระยะเวลานาน ประกอบเป็นอาหาร หรือเครื่องปรุงแต่ง จากน้ันครูถามนักเรยี นวา
กว่าจะได้ผลผลิต ผู้ปลูกต้องศึกษาเกี่ยวกับ กลน่ิ อาหารประเภทต่าง ๆ บางชนดิ นิยมน�ามา • ผักและผลไมจัดเปนพืชชนิดใด และมี
พืชที่ปลูกให้ดี บ�ารุงรักษาอย่างสม�่าเสมอ ปลกู ไว้ในครวั เรอื นเรยี กว่า “ผักสวนครัว” ลักษณะอยา งไร
จงึ จะได้ผลตอบแทนทคี่ มุ้ ค่า (แนวตอบ เปน พชื ทส่ี ามารถปลกู ไดท ง้ั ในพน้ื ที่
มากและพื้นที่นอย แตตองไดรับการดูแล
ตวั อยา่ ง ตัวอยา่ ง เอาใจใสมากเปนพิเศษ โดยเร่ิมต้ังแตการ
เพาะเมลด็ การเตรยี มดนิ การจดั ระยะปลกู
น้อยหนา่ กวางตุง้ การใหป ยุ การใหน าํ้ การพรวนดนิ การปอ งกนั
มังคุด กะหล่�าดอก กําจัดศัตรูพืช และการเก็บเก่ียว เปนพืช
อายุยืน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได
แก้วมังกร หลายครงั้ )

ผักกาดขาว ขิง 11. ครูใหนักเรียนรวมกันยกตัวอยางพืชสวนที่
ปลกู มากในชมุ ชนของตนเอง พรอ มทงั้ อธบิ าย
ลองกอง เก่ียวกับสาเหตุท่ีทําใหคนในชุมชนนิยมปลูก
พชื ชนดิ น้ี เชน พชื สวนทปี่ ลกู มากในชมุ ชน คอื
ขา่ ตะไคร้ ไมผล ไดแ ก เงาะ มงั คุด และลองกอง สาเหตุ
สม้ ขนนุ ทมี่ กี ารปลกู พชื ชนดิ นมี้ ากในชมุ ชน เนอื่ งจาก
สภาพดินและสภาพอากาศมีความเหมาะสม
83งานเกษตร ตอการเจริญเติบโตของพืช ดินในชุมชนเปน
ดินรวน ลักษณะภูมิอากาศเปนแบบรอนช้ืน
และมีฝนตกตลอดท้ังป จึงเหมาะสมตอการ
ปลูกไมผ ลทั้ง 3 ชนดิ นม้ี ากที่สุด

12. ครถู ามนักเรียนวา
• เพราะเหตใุ ดอาชพี การทาํ สวนผลไมจ งึ เปน
อาชพี สําคญั ของคนไทยอีกอาชีพหนึ่ง
(แนวตอบ ประเทศไทยมีสภาพภูมิอากาศ
และสภาพแวดลอมท่ีเหมาะสมตอการ
เพาะปลกู ผลไมห ลายขนดิ จงึ สง ผลใหม กี าร
ทาํ สวนผลไมอ ยทู ว่ั ทกุ ภมู ภิ าคของประเทศ)

ขอสอบเนน การคดิ บูรณาการอาเซียน

พจิ ารณาขอ มลู แลว ตอบคาํ ถาม ครูอธิบายใหนักเรียนเห็นความสําคัญของบทบาทการเปนผูสงออกไมผล
1. มีอายยุ ืน ของกลุมประเทศในอาเซียน โดยอาจยกตัวอยางประเทศท่ีใหญท่ีสุดในเอเชีย
2. สว นใหญมกี ล่นิ หอม ตะวันออกเฉียงใตอยางประเทศจีน ซ่ึงเคยนําเขาผลไมจากประเทศชิลีมาก
3. ใชตกแตง สถานทีใ่ หส วยงาม เปนอันดับ 1 แตจากขอมูลลาสุดปรากฏวา ประเทศจีนไดมีการนําเขาผลไม
4. ตอ งดูแลเอาใจใสอ ยางใกลชิด จากประเทศไทยมากเปน อนั ดบั 1 และเม่ือพิจารณามลู คา การนําเขาผลไมของ
ขอ ใดเปน ลกั ษณะของพชื สวน ประเทศจีน 5 อนั ดับแรก พบวา เปน ประเทศในอาเซียนถงึ 3 ประเทศ ไดแก
1. 1, 2 2. 1, 3 ประเทศไทย ประเทศเวยี ดนาม และประเทศฟล ปิ ปน ส ดงั นนั้ อาเซยี นจงึ ถอื เปน
3. 1, 4 4. 2, 3 ภูมิภาคที่มีมูลคาการสงออกผลไมไปประเทศจีนมากท่ีสุด ซึ่งนักเรียนสามารถ
ศกึ ษาขอมูลเพม่ิ เติมไดท่ี กรมสงเสรมิ การคาระหวา งประเทศ กระทรวงพาณิชย
(วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 3. 1, 4 เพราะมอี ายยุ นื เปน ลกั ษณะ หรือ www.ditp.go.th
ของไมผ ลและพชื สวนทกุ ชนดิ ตอ งดแู ลเอาใจใสอ ยา งใกลช ดิ สว น
คาํ ตอบในขอ อน่ื คอื สว นใหญม กี ลน่ิ หอมและใชต กแตง สถานทใ่ี ห
สวยงามเปน ลกั ษณะของไมด อก)

T93

นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั นาํ ๓) ไม้ดอก ไมป้ ระดับ เป็นพนั ธ์ุไมท้ ่นี ิยมน�ามาปลกู เพ่อื ท�าให้เกิดความสวยงาม

ขน้ั ที่ 1 สงั เกตและรบั รู ทั้งภายในบริเวณบ้าน ภายนอกตัวบ้าน หรืออาคาร ซึ่งไม้ดอก ไม้ประดับจ�าแนกเป็นประเภท
ต่าง ๆ ได้ ดังน้ี
13. ครใู หน กั เรยี นเลน เกม โดยใหน กั เรยี นแบง กลมุ
กลมุ ละเทา ๆ กนั รว มกนั ทายชอ่ื ภาพไมด อก ซงึ่ ไมด้ อก
มกี ตกิ าในการเลน เกม คอื ภาพไมด อก 1 ภาพ
จะแบง เปน ภาพเลก็ ๆ จาํ นวน 9 ภาพ เรยี งลาํ ดบั พชื ทป่ี ลกู ขน้ึ เพอ่ื นา� ดอกไปใชป้ ระโยชน์ เชน่ นา� ไปตกแตง่ อาคารสถานทใี่ หส้ วยงาม หรอื ตดั ดอก
หมายเลข 1-9 ครูจับสลากหมายเลขข้ึนมา เพอ่ื นา� ไปจา� หนา่ ย แบง่ เปน็ ๒ ประเภท ไดแ้ ก่
1 หมายเลข หากตรงกับหมายเลขใดจะเปด
ภาพทตี่ รงกบั หมายเลขนน้ั โดย 1 ภาพ จะเปด ไมต้ ดั ดอก ไม้ดอกประดับ
ไดเพยี ง 3 หมายเลข ใหน กั เรียนแตละกลมุ
รวมกันทายช่ือภาพไมดอก กลุมใดทายถูก เป็นไม้ดอกที่ปลูกเพ่ือตัดดอกมาใช้ประโยชน์ เป็นพรรณไม้ท่ีมีดอกสวยงาม ไม่นิยมตัดดอก
จะได 1 คะแนน เลน จนครบ 10 ภาพ กลุม ใด โดยตรง เช่น ประดับแจกัน ประดับตกแต่ง เพราะดอกไมค่ งทาน เหย่ี วเฉางา่ ย นิยมน�ามา
ไดค ะแนนมากที่สุดเปน ฝายชนะ ในงานพิธีต่าง ๆ เพือ่ ให้เกิดความสวยงาม หรอื ปลูกเป็นกลุม่ เป็นแปลงประดับ ตกแต่งอาคาร
ปลูกตัดดอกเพอ่ื การคา้ สถานท่ี
14. ครูนําภาพไมดอกซ่ึงเปนภาพปริศนาทั้งหมด
ติดลงบนกระดานดํา จากน้ันใหนักเรียน ตวั อย่าง ตัวอยา่ ง
ชวยกันจําแนกประเภทของไมดอกวา ภาพ
ไมด อกชนดิ ใดเปน ไมต ดั ดอกและภาพไมด อก กลว้ ยไม้ ซ่อนกลิน่ ฝรง่ั รักเร่
ชนิดใดเปนไมด อกประดับ
คารเ์ นชัน หงอนไก่ ทองอไุ ร
15. ครถู ามนักเรยี นวา กหุ ลาบ ชบา
• ที่บานของนักเรียนปลูกไมดอกเหมือนใน
ภาพหรอื ไม หากมี ปลกู ไมด อกชนดิ ใดและ ลลิ ลี่ เบญจมาศ ชวนชม
ปลกู อยางไร หากไมมี ปลูกไมด อกชนดิ ใด บานชนื่
และปลูกอยา งไร
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ 84
ไดอยางอิสระ เชน ที่บานปลูกกุหลาบ
เหมอื นในภาพปรศิ นา โดยปลกู บรเิ วณทโ่ี ลง
อากาศถา ยเทไดส ะดวก แตล ะตน ปลกู หา งกนั
30 เซนติเมตร เพ่ือความสะดวกในการ
ตกแตง กง่ิ ใชเ ศษหญา คลมุ ทโ่ี คนตน เพอ่ื ชว ย
รักษาความชนื้ ในดนิ รดน้ําอยา งสมาํ่ เสมอ
ในปรมิ าณทเี่ หมาะสม โดยระมดั ระวงั ไมใ ห
ดนิ แฉะ หรอื มีน้าํ ทว มขัง เพราะอาจทําให
รากเนาได และใสปุยเม็ดสูตร 15-15-15
ตน ละ 5-10 กรัม ทุก 2 สปั ดาห)

เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคดิ

ครูอธิบายเพิ่มเติมเก่ียวกับประโยชนของไมดอกใหนักเรียนฟงวา ไมดอก ขอ ใดจดั เปน ประโยชนข องการใชร ะบบนา้ํ หยดในการดแู ลรกั ษาพชื
นอกจากจะมลี กั ษณะสสี นั ทส่ี วยงามแลว ยงั นยิ มนาํ มาใชใ นการประดบั ตกแตง 1. ชวยประหยดั น้าํ
สิ่งของ หรือสถานท่ีตางๆ เพ่ือเพ่ิมความสวยงามอีกดวย นอกจากน้ี ไมดอก 2. ชวยประหยดั แรงงาน
หลายชนิดยังมีสรรพคุณทางยา สามารถนํามาใชเพื่อรักษารักษาโรคตางๆ ได 3. ชว ยควบคมุ ปรมิ าณการจายนา้ํ
ดงั ตัวอยา ง 4. ถกู ทุกขอ

• จําปา เปลือกและรากใชรักษาฝที่มีหนอง ดอกและเมล็ดใชทํายาแกไข (วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 4. เพราะการใหนํ้าแกพืชโดยการ
คลนื่ ไส อาเจยี น วิงเวยี นศรี ษะ ใชระบบนํ้าหยดเหมาะสําหรับการรดนํ้าบริเวณโคนตน หรือพ้ืนที่
ตางระดับ เพ่ือใหนํ้ามีเวลาดูดซึมลงดิน ไมไหลไปยังจุดอื่นๆ
• บวั หลวง เกสรนาํ มาผสมในยาหอมใชบ ํารงุ หวั ใจ บํารุงกําลัง แกอ าการ ซึ่งถือเปนการควบคุมปริมาณการจายนํ้า ชวยใหประหยัดน้ํา
หนามืด วงิ เวยี นศรี ษะ และยงั ชว ยลดการใชแรงงานคนไดอีกทาง)

• มะลิ ดอกสดนํามาตําแลวพอกท่ีขมับแกปวดศีรษะ ดอกที่โรยคาตน
นํามาชงเปนชา มรี สชาติดแี ละมีกล่ินหอมชื่นใจ

T94

นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ

ไมป้ ระดับ ขน้ั นาํ

เปน็ พรรณไมท้ ป่ี ลกู เพอื่ นา� มาใชป้ ระดบั ตกแตง่ อาคารสถานท่ี มรี ปู ทรง ลา� ตน้ และใบทส่ี วยงาม ขน้ั ที่ 1 สังเกตและรบั รู
แบง่ เปน็ ๓ ประเภท ไดแ้ ก่
16. ครูนําภาพตนไมชนิดตางๆ มาใหนักเรียนดู
ตวั อยา่ ง จากนนั้ ใหน กั เรยี นรว มกนั วเิ คราะหว า ภาพใด
จัดเปนไมประดับที่นิยมปลูก เพ่ือนํามาใช
ไม้ตัดใบ บอนส1ี วาสนา เฟนิ ประดบั ตกแตงอาคารสถานท่ี

เปน็ พรรณไมท้ ใี่ บมรี ปู ทรง 17. ครูอธบิ ายเพิ่มเติมวา “ไมประดบั จะแบง ตาม
สีสันสวยงามสะดุดตา ลักษณะของการใชงานได 2 ประเภท คือ
พรรณไมช้ นดิ นจ้ี ะไมเ่ นน้ ไมป ระดบั ภายในอาคาร หรอื ในรม จะตอ งการ
ความสวยงามของดอก มี แสงนอยถึงปานกลาง สวนมากปลูกอยูใน
ท้ังที่ปลูกในร่มและปลูก อาคารท่ีมีแสงแดดสองถึงเล็กนอย เชน
กลางแจง้ แกวหนามา เดหลี และไมประดับภายนอก
อาคารหรือกลางแจง จะตองการแสงมาก
ไมก้ ระถาง สวนมากปลกู อยภู ายนอกอาคาร หรอื บรเิ วณ
สนามตา งๆ เชน โกสน ปาลม”
เปน็ พรรณไมป้ ระดบั ทนี่ า�
มาปลูกให้เจริญเติบโต 18. ครถู ามนกั เรยี นวา
ได้ดีในกระถาง เพ่ือใช้ • การปลกู ไมดอก ไมป ระดบั มีขอดีอยา งไร
ประดับตกแต่งอาคาร (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ส ถ า น ที่ ใ ห ้ เ กิ ด ค ว า ม ไดอ ยา งอสิ ระ เชน ชว ยทาํ ใหบ า นดสู ดชน่ื ขนึ้
สวยงาม จากสีสันของดอกไม ชวยผอนคลายความ
ตึงเครียด ทําใหบานนาอยูอาศัยมากข้ึน
ลนิ้ มงั กร เดหลี บัลเดยี นมั เปนการใชเวลาวางใหเเกิดประโยชน ชวย
รักษาสิ่งแวดลอม ตอยอดเพ่ือสรางเปน
ไมด้ ดั และไม้แคระ มะสัง อาชีพไดใ นอนาคต)
ชวนชม ขอ่ ย • เพราะเหตุใดในปจจบุ ันไมดอก ไมป ระดับ
เป็นพรรณไม้ประดับท่ี จึงมคี วามสาํ คญั ทางเศรษฐกจิ
ผู้ปลูกต้องคอยตัดแต่ง (แนวตอบ ปจ จบุ นั การปลกู ไมด อก ไมป ระดบั
และดูแลเอาใจใส่เป็น เพอื่ นาํ มาใชใ นการตกแตง บา นเรอื น ตกแตง
พเิ ศษ ตอ้ งมศี ลิ ปะในการ อาคาร หรือจัดดอกไมตามสถานที่ตางๆ
ตกแตง่ สามารถเลย้ี งเปน็ กําลังไดร ับความนยิ มเปน อยา งมาก เพราะ
งานอดิเรก หรือท�าเป็น จะทําใหสถานท่ีน้ันๆ ดูสวยงาม มีความ
อาชพี ได้ สดช่ืน และการจัดดอกไมตามงานตางๆ
ยังเปนการสรางบรรยากาศที่ดีใหกับงาน
85งานเกษตร อกี ดวย)

ขอสอบเนน การคดิ เกร็ดแนะครู

ขอใดไมจดั เปนวธิ กี ารเพิม่ มลู คา ใหแกไ มป ระดับ ครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ เกยี่ วกบั ไมด ดั ใหน กั เรยี นฟง วา การปลกู ไมด ดั เปน ทน่ี ยิ ม
1. ตัด หรือตกแตง ใหสวยงาม อยางยง่ิ ในสมยั รชั กาลท่ี 1 พระองคทรงใหป ลูกไมด ดั ไวใ นพระบรมมหาราชวัง
2. จดั วางในสถานที่กลางแจง ซงึ่ ยงั มใี หเ หน็ อยใู นปจ จบุ นั นอกจากนี้ ยงั มหี ลกั ฐานปรากฏอยใู นกลอนเสภา เรอ่ื ง
3. เลอื กใชภ าชนะท่ีสวยงามและมีขนาดเหมาะสม ขุนชา งขุนแผน ตอน ขุนแผนข้นึ เรือนขุนชา ง ความวา
4. ระมดั ระวังเรอ่ื งความชนื้ เพราะอาจทาํ ใหตนไมเกิดโรคได “กระถางแถวแกว เกดพกิ ุลแกม ย่ีสุนแซมมะสงั ดัดดูไสว
สมอรดั ดดั ทรงสมละไม ตะขบขอ ยคัดไวจ ังหวะกัน”
(วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 2. เพราะไมประดบั บางชนิดมคี วาม
ตอ งการแสงแดดทไ่ี มเ ทา กนั จงึ ไมส ามารถนาํ ไมป ระดบั มาจดั วาง นักเรียนควรรู
ภายนอกอาคารหรือสถานที่กลางแจงไดเหมือนกันท้ังหมด
เนื่องจากแสงแดดอาจทําใหใบกลายเปนสีนํ้าตาล แหง กรอบ 1 บอนสี เปนไมใบที่มีสสี ันและลวดลายทสี่ วยงาม จนไดร ับการขนานนามวา
อาจสง ผลใหเ หี่ยวเฉาและตายลงได) “ราชนิ แี หง ไมใ บ” ในการปลกู บอนสจี ะตอ งระมดั ระวงั ในเรอ่ื งของแสงแดด เพราะ
หากไดรับแสงแดดมาก หรอื นอยเกินไป จะสง ผลกระทบตอ สขี องใบได

T95

นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั นาํ ดอกไมม้ งคลเพ่ิมโชคลาภ ดอกไมท้ ผี่ คู้ นสว่ นใหญน่ ยิ มปลกู กนั
ในบ้านมีอย่ดู ้วยกันหลายชนดิ ซ่งึ ขึน้ อยู่
ขนั้ ที่ 1 สงั เกตและรบั รู กบั ความชอบของแตล่ ะบคุ คล โดยดอกไม้
แตล่ ะชนดิ จะมคี วามสวยความทแี่ ตกตา่ ง
19. ครูใหนักเรียนศึกษา เรื่อง ดอกไมมงคล กนั รวมถงึ ความหมายยกตวั อยา่ งดอกไม้
เพิ่มโชคลาภ ในกรอบ Know More จาก มงคล ๑๐ ชนดิ ท่ีนิยมปลกู เพ่ือเพม่ิ โชค
หนงั สือเรยี น หนวยการเรยี นรทู ่ี 5 หนา 86 ลาภ มดี ังน้ี
หรือศกึ ษาเพมิ่ เติมจากอินเทอรเ น็ต
๑. แก้ว : ส่งผลใหม้ ี ๖. กลว้ ยไม้ : จะทา� ใหเ้ กดิ ความประทับใจ
20. ครถู ามนกั เรียนวา คนรักดั่งแกว้ ตาดวงใจ
• จากการศึกษา เรื่อง ดอกไมมงคลเพิ่ม คนในบา้ นมีจรยิ ธรรม
โชคลาภ มีดอกไมท่ีนักเรียนชื่นชอบบาง
หรือไม เพราะเหตุใดจึงชอบดอกไมชนดิ น้ี ๒. กระดังงา : คนในบ้าน ๗. ชบา : การงานเจรญิ กา้ วหน้า
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ มีชอื่ เสียงโดง่ ดัง
ไดอยางอิสระ เชน ชอบดอกมะลิ เพราะ เปน็ ทน่ี ับหนา้ ถอื ตา ไร้ซ่งึ ปญั หาและอุปสรรค
มีกลิ่นหอม สามารถนํามาใชประโยชนได
อยางหลากหลาย รวมถึงยังมีความหมาย ๓. บานไมร่ ู้โรย : ความรัก ๘. มะลิ : เสรมิ สรา้ งสริ ิมงคล
ทีเ่ ปนมงคลอีกดวย) ของผ้อู ยู่อาศยั
• นอกจากตวั อยา งดอกไมท นี่ กั เรยี นไดศ กึ ษา และคกู่ นั จะผกู พัน มจี ิตใจ ทบี่ รสิ ุทธ์ิ
จากกรอบ Know More นกั เรยี นยงั ทราบ มั่นคงต่อกัน รกั และคดิ ถงึ คนรอบขา้ ง
ความหมายของดอกไมชนิดอื่นอีกหรือไม
จงยกตัวอยาง ๔. จ�าปา : น�าโชคลาภและ ๙. พุด : มีความเจรญิ
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ ความโชคดี
ไดอยางอิสระ เชน เข็ม : มีสติปญญา มาใหผ้ อู้ าศัย ม่ันคง แข็งแรง สมบูรณ์
เฉียบแหลม มีความคดิ ความอา นทดี่ ี คนู :
มีศักด์ิศรี มีเกียรติยศชื่อเสียง กุหลาบ : ๕. เข็ม : สมองปลอดโปร่งเกิดความคดิ อา่ นท่ีดี ๑๐. ดาวเรอื ง : สง่ เสริมใหช้ ีวติ เจรญิ กา้ วหน้า
สงางาม สมภาคภูมิ โปยเซียน : นําโชค ความคดิ เฉียบขาด
ลาภและความโชคดมี าสคู รอบครวั อญั ชนั : มเี งิน มีทองไหลมาเทมา
เสริมใหป ระสบความสาํ เรจ็ ในชีวิต)
86
21. ครอู ธิบายเพ่ิมเติมวา “ในการเลือกซื้อดอกไม
ชนิดใดๆ มาปลูก ควรศึกษาขอมูลเกี่ยวกับ
ดอกไมช นดิ นนั้ ๆ ใหเ ขา ใจอยา งละเอยี ด หรอื
สอบถามจากผูรู หรือผูจําหนาย เพื่อจะได
ทําการปลกู ดแู ล บํารงุ รักษาไดอ ยา งถูกตอ ง
เลือกตนท่ีใบมีสีสด ไมมีโรคแมลง กระถาง
และกน กระถางไมแ ตกหกั หากกาํ ลงั ออกดอก
ควรเลอื กตน ทด่ี อกตมู ใกลจ ะบาน เพอ่ื ทจ่ี ะให
ดอกบานเตม็ ทีเ่ มื่อนํามาปลกู ”

บูรณาการอาเซียน กิจกรรม เสรมิ สรา งคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค

ครอู ธบิ ายใหน กั เรยี นฟง วา ดอกไมม งคลนอกจากจะนยิ มปลกู ในประเทศไทย ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละเทาๆ กัน ศึกษาเพ่ิมเติมเรื่อง
เนอ่ื งจากคา นยิ มทางดา นความเชอ่ื แลว ยงั พบความนยิ มในลกั ษณะเชน เดยี วกนั การปลกู ตน ไมต ามความเชอ่ื โดยศกึ ษาทง้ั ไมม งคลและไมอ วมงคล
กับประเทศอื่นๆ อีกดวย เชน ราชพฤกษหรือคูน จัดเปนไมมงคลและเปน จากน้ันใหนักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนกลุมละ 1 คน ออกมา
สัญลักษณประจําชาติไทย พบวานิยมปลูกเปนไมประดับในบริเวณตอนใตของ นําเสนอผลงานใหเพ่ือนฟงหนาช้ันเรียน โดยครูอธิบายเสริมเพ่ือ
ปากสี ถาน อนิ เดยี ศรลี งั กา รวมถงึ ประเทศอาเซยี นอยา งเมยี นมาดว ย เนอื่ งจาก ใหเกิดความเชื่อมโยงระหวางความเช่ือกับภาพสะทอนทางสังคม
พรรณไมช นดิ น้ีมปี ระโยชนห ลากหลายประการ เชน มีสรรพคณุ ทางการแพทย เปนตนวา วิถีชีวิต ระบบความคิด สภาพจิตใจของคนในสังคม
สามารถนาํ มาใชเ ปน ยาระบาย ขบั เสมหะ บาํ รงุ โลหติ บรรเทาอาการแนน หนา อก ในยุคปจจบุ นั พรอมท้งั สรุปวา การที่จะทาํ ใหครอบครวั มีความสขุ
ลดคอเลสเตอรอล แกอาการกระหายนํ้า แกอาการปวดฟน อาการจุกเสียด ไดน ้นั ไมไดขนึ้ อยูก ับการปลกู ไมม งคลเพยี งอยา งเดยี ว แตสมาชิก
ขับพยาธิไสเดือนในทอง และดวยลักษณะของตนท่ีจัดเปนไมยืนตนขนาดใหญ ในครอบครัวทุกคนจะตองปฏิบัติตนตามหนาท่ีท่ีไดรับมอบหมาย
จึงนิยมนํามาปลูกไวในสถานท่ีตางๆ เพื่อชวยปองกันแสงแดด ลดความรอน อยางเหมาะสมอีกดว ย
และประหยดั พลงั งาน
(กิจกรรมนี้เสริมสรางคุณลักษณะดานมีวินัยและมุงม่ันในการ
ทํางาน)

T96

นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ

๑.๒ การศึกษาขอ้ มูลและวางแผนปลูกพชื ขนั้ นาํ

การปลูกพืชในปัจจุบันผู้ปลูกจ�าเป็นต้องมีวัตถุประสงค์ในการปลูกพืชแต่ละครั้ง และศึกษา ขัน้ ท่ี 1 สงั เกตและรบั รู
ข้อมลู ของพืชทีจ่ ะท�าการปลกู ตลอดจนส�ารวจความต้องการของผ้บู รโิ ภคทกุ ครัง้ ก่อนทจ่ี ะทา� การ
ปลกู เพอ่ื นา� ขอ้ มลู ตา่ ง ๆ ไปวางแผนการปลกู พชื นอกจากนี้ ผปู้ ลกู ควรมอี งคค์ วามรดู้ า้ นการขยาย 22. ครูใหนักเรียนศึกษา เร่ือง การศึกษาขอมูล
พันธพุ์ ชื แบบต่าง ๆ เพ่อื นา� ไปใช้ปลูกพืชครง้ั ตอ่ ไปใหม้ ีประสิทธิภาพมากย่งิ ขนึ้ และวางแผนการปลูกพืช จากหนังสือเรียน
หนว ยการเรยี นรทู ่ี 5 หรอื ศกึ ษาเพิม่ เตมิ จาก
๑) กำรศึกษำข้อมูลในกำรปลูกพืช ในการปลูกพืชทุกคร้ัง ผู้ปลูกจะต้องมีการ อนิ เทอรเ น็ต

วางแผนการปลูกพืชและศึกษาข้อมูลในการปลูกพืชแต่ละชนิด ส�าหรับแหล่งข้อมูลท่ีจะให้ความรู้ 23. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาเพม่ิ เตมิ เกย่ี วกบั การศกึ ษา
และประสบการณ์เก่ียวกบั เทคโนโลยกี ารปลกู พืชชนดิ ต่าง ๆ น้นั มหี ลายทาง ดังน้ี ขอมูลและวางแผนการปลกู พืช จาก Power-
Point ม.5 หนว ยการเรยี นรูที่ 5
บุคคล หนว่ ยงาน
24. ครถู ามนกั เรยี นวา
ผทู้ มี่ คี วามรู้ หปรรอื ะปจร�าะทส้อบงกถาิ่นรณเ์ใชน่นการชปาลวกูสพวนชื 1 มีท้ังหน่วยงานของทางราชการและเอกชน • นักเรียนสามารถศึกษาขอมูลเกี่ยวกับการ
ชนิดต่าง ๆ ซง่ึ จะใหค้ วามชว่ ยเหลอื สง่ เสรมิ เผยแพร่ และ ปลูกพชื ไดจากแหลงใด
ผู้ประกอบอาชีพทางธุรกิจจ�าหน่ายไม้ดอก ให้ข้อมูลต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับการปลูกพืช (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไมป้ ระดบั ครอู าจารยท์ สี่ อนวชิ าเกษตรกรรม ประจา� ทอ้ งถน่ิ หนว่ ยงานราชการ เชน่ เกษตร ไดอยางอิสระ เชน สามารถศึกษาขอมูล
และเจ้าหน้าทีส่ ง่ เสรมิ การเกษตร ต�าบล สเช�าน่นักบงารนิษเทั กจษ�าตหรนอ่า�ายเเภมอลด็ หพนัน่วธ2ยุ์ งเคามนี เกยี่ วกบั การปลกู พชื ไดจ ากเกษตรกรผปู ลกู พชื
เอกชน ชนดิ ทตี่ นสนใจ นกั วชิ าการเกษตร บคุ คลที่
การเกษตร เครอ่ื งจกั รกลทางการเกษตร มคี วามรเู กยี่ วกบั การปลกู พชื เวบ็ ไซตต า งๆ
ท่ีเก่ียวของกับการปลูกพืช ส่ือส่ิงพิมพ
สอื่ มวลชน เครอื ข่ายอนิ เทอร์เน็ต หนงั สอื หรอื วารสารทางการเกษตร)

แหลง่ ขอ้ มลู ขา่ วสารท่ีใหค้ วามรเู้ ขา้ สคู่ รวั เรอื น แหลง่ คน้ ควา้ ขอ้ มลู ทส่ี า� คญั และมคี วามทนั สมยั 25. ครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ วา “หากตอ งการทราบขอ มลู
ซง่ึ พบได้ในชวี ติ ประจา� วัน เชน่ หนงั สอื พิมพ์ มากทสี่ ดุ ในปจั จบุ นั มเี วบ็ ไซตม์ ากมายทบ่ี รรจุ เพิ่มเติมเก่ียวกับการปลูกพืชนอกเหนือจาก
รายวัน นิตยสารการเกษตร รายการวิทยุ ขอ้ มลู ความรเู้ กย่ี วกบั การเกษตรทง้ั แบบทเ่ี ปน็ ท่ีแนะนําไวในหนังสือเรียน นักเรียนสามารถ
โทรทัศน์ท่ีเก่ียวข้องกับการเกษตร ซึ่งควร ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ ซง่ึ สามารถคน้ หา สอบถามขอมูลจากหนวยงานที่รัฐบาลจัดขึ้น
ศกึ ษาเปน็ ประจา� เพอ่ื จะไดค้ วามรทู้ ห่ี ลากหลาย ขอ้ มลู ได้อย่างกวา้ งขวางและรวดเรว็ คอื สาํ นกั งานเกษตรจงั หวดั สงั กดั กรมสง เสรมิ
มากขนึ้ การเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ
ซึ่งหนวยงานน้ีจะทําหนาท่ีในการสงเสริม
87งานเกษตร และพัฒนาเกษตรกร องคกรเกษตรกร และ
วิสาหกิจของชุมชน สงเสริมและประสาน
ถายทอดความรูดานการผลิต การจัดการ
ผลผลิตพชื ประมง และปศสุ ัตว กํากบั ดูแล
และสนับสนุนการปฏิบัติงานของสํานักงาน
เกษตรอําเภอ ปฏิบัติงานรวมกัน หรือ
สนับสนุนการปฏิบัติงานของหนวยงานอ่ืน
ทเี่ กย่ี วขอ ง หรือท่ีไดร ับมอบหมาย”

ขอ สอบเนน การคดิ นักเรียนควรรู

เพราะเหตใุ ดจงึ ตอ งสาํ รวจความตอ งการของผบู รโิ ภคกอ นการ 1 ชาวสวน ผปู ระกอบอาชพี นจี้ ะตอ งมคี วามรู ความชาํ นาญในอาชพี เกษตรกร
ปลกู พชื มีความขยนั อดทน ชอบเรยี นรูในสิง่ ใหมๆ สามารถใหคําแนะนาํ หรอื ใหข อมูล
อนั เปน ประโยชนเ กย่ี วกบั พชื และวธิ ีการปลูกพชื ไดเ ปนอยา งดี
(แนวตอบ การสํารวจความตองการของผูบริโภคกอนการ 2 เมล็ดพันธุ การพิจารณาคุณภาพสามารถพิจารณาไดจากสภาพภายนอก
ปลูกพืชมีความสําคัญและมีความจําเปนอยางย่ิง เพราะจะชวย คือ หากเปน เมล็ดพนั ธุใ หมจะมสี สี ดใส (เมลด็ พันธเุ กาสจี ะขนุ ) เมล็ดสมบูรณ
ใหทราบความตองการของผูบริโภค ซึ่งจะทําใหสามารถปลูกพืช ไมแ ตกหกั ไมม เี ศษผง ไมม รี อยเจาะของแมลง และการพจิ ารณาไดจ ากลกั ษณะ
เพื่อใหไดผลผลิตตรงตามความตองการของตลาด และสงผลให ภายใน คอื ความชน้ื ในเมลด็ ตา่ํ มเี ปอรเ ซน็ ตก ารงอกสงู และเมลด็ มคี วามแขง็ แรง
สามารถจาํ หนา ยพืชไดในราคาดี)

ส่ือ Digital

ศกึ ษาเพมิ่ เตมิ เกย่ี วกบั ขอ มลู ในการปลกู พชื ไดท ี่ http://www.doae.go.th

T97

นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขนั้ นาํ ๒) กำรวำงแผนกำรปลูกพืช เป็นการก�าหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ขั้นตอน

ขนั้ ท่ี 1 สงั เกตและรบั รู วิธีการด�าเนินงานต้ังแต่เริ่มต้นปลูกพืชจนถึงการใช้ประโยชน์จากพืชท่ีปลูก โดยมีความมุ่งหวัง
ให้การปลกู พืชไดร้ บั ผลส�าเรจ็ คุ้มคา่ ตอ่ การลงทนุ แนวทางการวางแผนการปลูกพืช มดี งั น้ี
26. ครูและนักเรียนรวมกันสนทนาเกี่ยวกับการ
วางแผนการปลกู พชื จากนน้ั ครถู ามนกั เรยี นวา ก�าหนดชนิดของพืชและแนวทาง กา� หนดพืน้ ที่เพาะปลกู พืช1
• เพราะเหตุใดพื้นท่ีตางๆ ของประเทศไทย การใชป้ ระโยชน์
จึงสามารถปลูกพชื ไดด ี พจิ ารณาพนื้ ทที่ ใ่ี ชป้ ลกู ใหเ้ หมาะสมกบั พชื ทป่ี ลกู
(แนวตอบ เน่ืองจากสภาพภูมิประเทศ ค�านึงถึงฤดูกาลและสภาพพ้ืนที่ว่าเหมาะสมกบั เช่น จะปลูกพืชชนิดใด ใช้พนื้ ทกี่ ไี่ ร่ ควรปรบั
ลักษณะของดินที่มีความอุดมสมบูรณ พชื ทปี่ ลกู หรอื ไม่ หรอื ผปู้ ลกู กา� หนดวตั ถุประสงค์ สภาพพนื้ ทอี่ ยา่ งไร รวมถงึ เกบ็ วชั พชื หนิ กรวด
สภาพอากาศท่ีเหมาะสมตอการปลูกพืช ในการปลูกก่อนว่าเมื่อปลูกแล้วจะน�าผลผลิต ขนาดใหญ่ออก เพ่ือความสะดวกในการใช้
จึงทําใหสามารถปลูกพืชไดท่ัวทุกภาคของ ไปบริโภคในครัวเรอื น หรอื ปลูกเพื่อจา� หนา่ ย เครื่องมอื อุปกรณ์ทางการเกษตร
ประเทศไทย) และมีชอ่ งทางการตลาดมากน้อยเพียงใด ขณะปฏิบัติงาน
• ในการปลกู พชื ผูปลูกควรมแี นวทางในการ
วางแผนการปฏิบตั งิ านอยางไร การจดั ท�าตารางการปฏิบตั งิ าน
(แนวตอบ ควรมีการกําหนดชนิดของพืช
และแนวทางการใชป ระโยชน กาํ หนดพ้ืนที่ กา� หนดรายการปฏบิ ตั งิ านในแตล่ ะวนั ผรู้ บั ผดิ ชอบ
เพาะปลูก การจัดทําตารางการปฏิบัติงาน ควรระบุเวลา ข้ันตอนการปฏิบัติงานต้ังแต่
การเตรียมทุนและแรงงานในการปลูกพืช
การเตรียมพันธุพืชและเคร่ืองมืออุปกรณ กกาารรปเตลรกู ียกมาดรินใหป้กยุ๋า2รกเตารรปียอ้มงพกันนั ธแุ์ ลกะการ�าเจพดั าศะตั เมรพูลช็ืด3
ในการปลูกพชื )
• หากตองการเพาะปลูกพืช 1 ชนิด ท่ีบาน การเก็บเก่ียว การใชป้ ระโยชน์
นกั เรยี นควรปฏบิ ตั ิอยางไร จากผลผลติ และการจดั จ�าหน่าย
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอ ยา งอสิ ระ เชน ควรศกึ ษาขอ มลู เกย่ี วกบั การเตรยี มทนุ และแรงงานในการปลูกพืช การเตรียมพนั ธ์พุ ชื
พืชที่ตองการปลูกใหเขาใจอยางละเอียด เครอ่ื งมอื อุปกรณ์ในการปลูกพืช
ถถี่ ว น โดยศกึ ษาขอ มลู จากแหลง การเรยี นรู จะหาเงินทุนมาจากแหล่งลงทุนชนิดใด จ�าเป็น
ตา งๆ อยา งหลากหลาย หรอื สอบถามจากผรู ู ตอ้ งใชแ้ รงงานเทา่ ใดจงึ จะเหมาะสมกบั สภาพงาน ควรจัดเตรียมพันธุ์พืชที่จะปลูกให้มีปริมาณ
เชน เกษตรกรท่ีปลูกพืชชนิดน้ันๆ ศึกษา เพ่ือป้องกันปัญหาที่อาจเกิดข้ึนระหว่างลงมือ เหมาะสมกับพ้ืนที่ปลูก และควรเป็นพันธุ์ที่มี
ดูงานจากสถานท่ีจริงที่เปนแหลงปลูกพืช ปฏบิ ตั กิ ารปลูกพชื คณุ ภาพ ส่วนเครอ่ื งมือ อปุ กรณ์
ชนิดน้ัน เม่ือไดขอมูลมาแลวจึงทําการ การปลูกพชื ควรจดั เตรยี มให้
วางแผนการปลูกพืช โดยกําหนดพ้นื ทป่ี ลูก เพียงพอกับแผนการทไ่ี ด้วางไว้
จดั ทําตารางการปฏบิ ตั งิ าน เตรียมทุนและ
แรงงานในการปลูกพชื เตรียมพนั ธุพืชและ 88
เครื่องมือในการปลูกพืชใหพรอม จากน้ัน
จงึ ลงมอื ปลูกพชื ตามขอ มลู ทีไ่ ดศ ึกษามา)

นักเรียนควรรู ขอ สอบเนน การคิด

1 พื้นท่ีเพาะปลูกพืช หากในพื้นท่ีเดียวกันมีการปลูกพืชหลายชนิด ควรจัด คุณลักษณะสําคัญในขอใดมีความจําเปนนอยท่ีสุดสําหรับ
ระบบใหมีการปลูกพืชหมุนเวียนตามหลักการใชประโยชนจากดิน เพื่อใหการ ผูประกอบอาชีพเกษตรกร
ทําเกษตรกรรมมปี ระสิทธภิ าพและเกิดความคุมคา สงู สุด
2 การใหป ยุ หากเกษตรกรตอ งการใชป ยุ เคมี ควรมขี อ ทพี่ งึ ปฏบิ ตั ิ คอื ไมใ สป ยุ 1. การมวี ินยั
ในขณะทฝี่ นตก หรอื มลี มพายพุ ดั แรง เพราะนา้ํ และลมจะชะลา งปยุ ทาํ ใหไ มไ ดผ ล 2. ความขยัน อดทน
ตามตองการ ระวังอยาใหป ยุ คา งบนใบพชื เพราะจะทาํ ใหใบไหม ไมค วรใชปยุ 3. มีจรรยาบรรณในวชิ าชพี
ตดิ ตอ กนั เปนเวลานาน เพราะทําใหด ินเปน กรดและเสอ่ื มสภาพ 4. มีเครอื ขา ยทางสังคมออนไลน
3 ศตั รพู ชื ปจ จยั ทางชวี ภาพ สง่ิ มชี วี ติ หรอื อน่ื ๆ ทเี่ ปน อนั ตรายตอ การปลกู พชื
กอ ใหเ กดิ ความเสยี หายตอ ระบบการผลติ โดยศตั รพู ชื จะเขา มาสรา งความเสยี หาย (วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 4. เพราะคุณลักษณะสําคัญพ้ืนฐาน
แกพ ชื ใน 3 ระยะ คอื ระยะการผลติ พชื ระยะหลงั เกบ็ เกย่ี ว และระยะการขยายพนั ธุ ที่ผปู ระกอบอาชพี เกษตรกรพงึ มี คือ การมีวินยั ไมมักงา ย มคี วาม
ขยันอดทน เนื่องจากตองดูแลเอาใจใสในกระบวนการผลิต
เปน เวลานาน และทสี่ าํ คญั จะตอ งมจี รรยาบรรณในวชิ าชพี ของตน
โดยไมเอารัดเอาเปรยี บผบู รโิ ภค)

T98

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

๓) กำรปลูกพืชในท้องถ่ิน ในท้องถ่ินแต่ละแห่งจะมีการปลูกพืชหลากหลายชนิด ขนั้ สอน

แตกต่างกันไปตามลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ เช่น ภาคเหนือ ภูมิประเทศส่วนใหญ่ ขนั้ ท่ี 2 ทาํ ตามแบบ
มลี กั ษณะเปน็ เทอื กเขาสลบั ซับซอ้ น มภี มู อิ ากาศแบบทุ่งหญา้ สะวันนา จึงนยิ มปลกู ผกั และผลไม้
เมอื งหนาว เช่น ชา กะหล�่าปลี มะเขอื เทศ สตรอวเ์ บอร์รี ทวิ ลิป บวั ตอง ทองกวาว ตัวอย่าง 1. ครูใหนักเรียนแบงกลุม (กลุมเดิม) ศึกษา
การปลกู พชื ในทอ้ งถ่นิ มดี ังน้ี เรื่อง การปลูกพืชในทองถิน่ : ผักคะนา จาก
หนงั สือเรียน หนว ยการเรยี นรทู ี่ 5 หรอื ศึกษา
กำรเลือกพนื้ ที่ปลูก ผกั คะน้า เพม่ิ เติมจากอนิ เทอรเ น็ต

๑. การปลูกคะนา้ ในครวั เรือน 2. ครตู งั้ คาํ ถามกระตนุ ความสนใจของนกั เรยี นวา
มหี ลักการเลือก ดงั น้ี • ควรเลอื กพืน้ ทปี่ ลูกผักคะนา อยางไร เพอ่ื ให
• เปน็ ดนิ ทอี่ ดุ มสมบรู ณ์ รว่ นปนทราย หรอื ไดผ ักคะนา ที่สมบรู ณแ ละนา รับประทาน
รว่ นซยุ (แนวตอบ ปลูกในแปลงปลูก โดยยกรอง
• เปน็ พน้ื ที่นา�้ ทว่ มไมถ่ งึ มีคูนํ้าลอมรอบ หรือยกรองธรรมดาตาม
• เป็นท่ีราบ หรือลาดเอียงเล็กน้อย เพ่ือ ความเหมาะสม หากปลูกเพื่อการคาอาจ
ความสะดวกในการเตรียมดนิ การรดน�้า คะน้าเป็นผักชนิดหน่ึงที่ผู้คนนิยมบริโภคกัน ปลูกในแปลงนา โดยการไถพรวน โรยเมลด็
และปอ้ งกนั การพงั ทลายของดนิ ทเ่ี กดิ จาก เปนแถว ดินท่ีใชควรเปนดินรวนปนทราย
การกดั เซาะของนา�้ ทอยน่ี ่ายิ งมแปพลรกู ่หมลี า๒ยพมนั ีรธา์ุ คคอืาไคมะ่แนพา้ งยอปด1ลเูกปไน็ ดพ้ทนัุกธฤท์ุ ดปีู่กลากูล หรอื ดนิ ผสมปุยคอกและปยุ หมกั )
• การเตรยี มดนิ ในแปลงเพาะกลา มวี ธิ ใี นการ
• เป็นบริเวณท่ีอยู่ใกล้แหล่งน�้าเพ่ือน�าน้�า เพอ่ื ใช้ยอดหรอื ล�าต้นอ่อนไปปรงุ อาหาร ชว่ งอายสุ น้ั ปฏบิ ตั ิอยางไร
มาใช้รดผักได้อย่างเพียงพอตลอดระยะ เจรญิ เตบิ โตเรว็ ลา� ตน้ มลี กั ษณะเปน็ สเี หลอื งอมเขยี ว (แนวตอบ ไถและพรวนดนิ ใหล ะเอยี ด ตากดนิ
การปลกู และคะน้าใบ ชว่ งอายุมากกว่าคะน้ายอด เม่อื เจริญ ทง้ิ ไว 5-7 วนั เพอ่ื ฆา เชอื้ โรค แลว จงึ คลกุ เคลา
เตบิ โตเตม็ ที่ โคนยอดอวบ ชอ่ ดอกมสี ขี าว นยิ มนา� ไป ดนิ ดว ยปยุ คอก หรอื ปยุ หมกั ทส่ี ลายตวั ดแี ลว
๒. การปลูกคะน้าในโรงเรียนควรปลูกช่วง พรวนยอ ยดนิ ใหล ะเอยี ด โดยเฉพาะผวิ หนา ดนิ
ปลายฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว เป็นช่วงที่ผัก ปรงุ อาหารขณะกา� ลงั เรม่ิ เปน็ ชอ่ ดอกออ่ น ๆ เพราะมี เพอ่ื ปอ งกนั ไมใ หเ มลด็ ทมี่ ขี นาดเลก็ ตกในดนิ
เจรญิ งอกงามดสี ว่ นการท�าแปลงนนั้ นยิ ม รสชาตหิ วาน กรอบ อร่อย ลกึ จนเกนิ ไป)
ท�าแปลงแบบมาตรฐาน คือ กว้าง ๑ เมตร • การเตรยี มดินแปลงปลูก มีวิธีในการปฏิบตั ิ
ยาว ๔ เมตร กำรเตรยี มดนิ อยา งไร
๑. การเตรียมดินเพาะเมล็ด การเพาะเมล็ดท�าได้ ๒ วิธี (แนวตอบ ยกแปลงสงู ประมาณ 30 เซนตเิ มตร
คือ การเพาะในกระบะและการเพาะในแปลงเพาะ กวาง 1 เมตร ยาวตามความยาวของพืน้ ท่ี
ซึ่งการเพาะเมล็ดต้องท�าล่วงหน้าก่อนถึงก�าหนดปลูก จัดระยะปลกู 50 x 50 เซนตเิ มตร (แถวค)ู
และการทา� แปลงปลกู ควรเตรยี มดนิ ผงึ่ แดดไวพ้ รอ้ มกบั ขุดหลุมลึก 15-20 เซนติเมตร ใสปุยหมัก
การเพาะเมลด็ ซง่ึ มที งั้ เตรยี มดนิ ยอ่ ยดนิ และเมอ่ื เตรยี ม รองกน หลุม 200 กรมั ตอ หลมุ ยา ยตนกลา
แปลงปลกู เสรจ็ กจ็ ะพอดกี บั ตน้ กลา้ ซง่ึ มอี ายพุ อทจี่ ะยา้ ย ลงไปปลกู รดน้ําใหชุม )
ปลกู ได้ คือ ๑๐-๑๕ วนั
3. ครูนําเมล็ดพันธุผักคะนา พรอมท้ังอุปกรณ
วิธีปลูกผักบุ้ง 89 ในการปลกู ผกั คะนา มาใหน กั เรยี นดู เพอ่ื ทาํ การ
สาธติ วิธกี ารปลูกผักคะนา

ขอ สอบเนน การคดิ เกร็ดแนะครู

ปจ จัยใดในทอ งถน่ิ ท่มี ีผลตอ การเลอื กชนิดของพชื มากท่สี ุด ครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ เกยี่ วกบั ประโยชนข องคะนา ใหน กั เรยี นฟง วา คะนา เปน ผกั
1. สภาพสังคม ที่มีวติ ามินหลากหลายชนดิ เชน เบตาแคโรทีน ซ่งึ ชว ยลดความเส่ียงในการเกดิ
2. สภาพดนิ และอากาศ โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลําไส มะเร็งปอด วิตามินซีชวยเสริมสราง
3. แรงงานทม่ี ีในทอ งถน่ิ เนื้อเย่ือ ทําใหระบบภูมิคุมกันโรคแข็งแรง วิตามินอีชวยชะลอปญหาเก่ียวกับ
4. วิถีชีวิตของคนในทองถิ่น ความจําเสื่อม ชะลอการเส่ือมของอายสุ มอง

(วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 2. เพราะสภาพดินและอากาศใน นักเรียนควรรู
แตล ะทอ งถนิ่ จะมสี ภาพดนิ และสภาพอากาศทแ่ี ตกตา งกนั ออกไป
ซึ่งการปลูกพืชแตละชนิดจะตองเลือกพันธุพืชใหเหมาะสมกับ 1 คะนายอด กรมสงเสริมการเกษตรประสบความสําเร็จในการขยายพันธุ
สภาพดนิ และสภาพอากาศในทอ งถนิ่ ของตน จงึ จะทาํ ใหไ ดผ ลผลติ คะนายอดดว ยวิธกี ารเพาะเล้ียงเนอ้ื เยือ่ โดยการนาํ สวนปลายยอด หรอื ตาขา ง
ทดี่ ีย่ิงข้นึ ) จากตน แมพ นั ธดุ มี าเพาะเลย้ี งบนอาหารสงั เคราะห ซง่ึ เหมาะสาํ หรบั การสง เสรมิ
ใหป ลกู เพือ่ ผลิตยอดออนสําหรบั บริโภค หรอื จาํ หนาย

T99

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขนั้ สอน ๒. การเตรียมดนิ ปลกู มีข้ันตอน ดังนี้ กำรดแู ลรักษำแปลงปลูก
• ตดั ตน้ ไมท้ กี่ ดี ขวาง หรอื ไมต่ อ้ งการออก ดายหญา้ ๑. รดน�้าในตอนเช้าและตอนเย็นให้ชุ่มทุกวันจนกว่า
ขัน้ ท่ี 2 ทาํ ตามแบบ ทา� ความสะอาดบรเิ วณทีจ่ ะเพาะปลกู
• ใชเ้ ชอื กวดั ทา� เปน็ แปลงตามตอ้ งการ หากทา� เปน็ จะตดั ชอ่ ดอก หรอื ยอดไปบริโภค
4. ครูสาธิตการปลูกผักคะนาใหนักเรียนดูเปน อาชีพอาจใช้รถแทรกเตอร์ไถบุกเบิก ผ่ึงแดด ๒. หมนั่ กา� จดั วชั พชื และพรวนดนิ รวมถงึ ศตั รพู ชื เชน่
ตวั อยา ง พรอ มทงั้ อธบิ ายประกอบทลี ะขนั้ ตอน ให้แห้งประมาณ ๑ สปั ดาห์ ย่อยดินใหล้ ะเอยี ด
อยา งชา ๆ เพอ่ื ใหน กั เรยี นไดส งั เกตและตดิ ตาม กอ่ นจดั รปู แบบเปน็ แปลงตามต้องการ เพลี้ย หนอน เพื่อไม่ใหเ้ ขา้ มาทา� ลายผัก
แตล ะขัน้ ตอนไดทนั • ขดุ ยอ่ ยดนิ แลว้ ยกขอบแปลงใหส้ งู จากทางเดนิ ๓. ใส่ปุ๋ยคอกเมื่อคะน้ามีอายุ ๑๐-๑๕ วัน นับจาก
ประมาณ ๑๐ ซม. และเกบ็ เศษไม้ เศษหญา้ ออก
5. ครูใหนักเรียนแตละกลุมปลูกผักคะนา หาก • นา� ปุ๋ยคอกใสล่ งไปในแปลงปลูก ตารางเมตรละ วันปลูก และใส่ปุ๋ยครั้งท่ี ๒ เม่ือคะน้ามีอายุ
นักเรียนเกิดขอสงสัยในขณะปฏิบัติงาน หรือ ๑-๒ ปบ๊ี ผสมดนิ กบั ปยุ๋ คอกใหเ้ ขา้ กนั เกลยี่ หนา้ ๓-๔ สปั ดาห์ นับจากวันปลูก
ตองการความชวยเหลือใหสอบถามครู โดย ดินให้เรียบ ยอ่ ยดินให้ละเอยี ดพร้อมทจี่ ะลงมอื ๔. ใสป่ ๋ยุ วทิ ยาศาสตร์ หรือปุย๋ เคมี เพือ่ เร่งการเจริญ
ครูจะคอยสังเกตการปฏิบัติงานของนักเรียน ปลกู ได้ เติบโต ส่วนใหญน่ ิยมใชป้ ๋ยุ ยูเรยี
อยางใกลชิดและคอยใหความชวยเหลือ และ กำรเก็บเกีย่ ว
เนนยํ้าใหตระหนักถึงความปลอดภัยในขณะ วิธีกำรปลูก ๑. ระยะเวลาในการเก็บเก่ยี ว สามารถทา� ได้ ๓ ระยะ
ปฏบิ ัติงานรว มดวย ๑. การหว่านเมล็ดลงไปในแปลงปลูก ซ่ึงเป็นวิธีท่ี ดังน้ี
• เกบ็ เกย่ี วขณะทต่ี น้ คะนา้ กา� ลงั เปน็ ตน้ ออ่ น บรโิ ภค
6. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั สรปุ วธิ กี ารปลกู ผกั คะนา งา่ ยและสะดวก การปลกู โดยวิธนี ้ีจะไดต้ ้นอ่อนไป
โดยครเู ปน ผตู รวจสอบความถกู ตอ ง และอธบิ าย บริโภค ซ่ึงใช้ระยะเวลาน้อยกว่าวิธีการปลูกแบบ ไดท้ ง้ั ตน้ และใบ อายกุ ารเกบ็ เกย่ี วตงั้ แตว่ นั เพาะ
เพิ่มเติมในสวนท่ียังขาดตกบกพรองจากการ ย้ายต้นกล้าไปไว้ในแปลง เมลด็ ประมาณ ๒๕-๓๐ วนั
ปฏิบัตงิ าน ๒. การยา้ ยตน้ กลา้ ทเี่ พาะไวไ้ ปปลกู ในแปลง จะทา� ให้ • เก็บเก่ียวขณะท่ีต้นคะน้าก�าลังเจริญเติบโต คือ
ได้ต้นคะน้าท่ีสมบูรณ์ ดูแลรักษาง่าย การย้าย ขณะทค่ี ะนา้ กา� ลงั เป็นยอดอวบ อายนุ ับจากวัน
ข้นั ที่ 3 ทาํ เองโดยไมมแี บบ ควรท�าในช่วงบ่ายถึงเย็น ควรบังแดดให้ในช่วง ปลูกถงึ เกบ็ เก่ียวประมาณ ๓๐-๔๐ วัน
๒-๓ วนั แรก เมอื่ ปลกู แลว้ ตอ้ งรดนา�้ ทนั ที แตไ่ มค่ วร • เก็บเก่ียวขณะท่ีคะน้าก�าลังออกช่อดอก ซึ่ง
7. ครใู หน กั เรยี นแตล ะกลมุ รว มกนั ปลกู ผกั หรอื พชื รดน�้าจนโชก จะตัดช่อดอกไปประกอบอาหาร อายุนับจาก
ในทอ งถน่ิ ตามความสนใจ 1 ชนดิ หากนกั เรยี น วนั ปลูกถงึ เกบ็ เกยี่ วประมาณ ๔๐ วันขน้ึ ไป
เกิดขอสงสัยในขณะปฏิบัติงาน หรือตองการ 90 ๒. วธิ กี ารเก็บเกี่ยว ควรปฏิบตั ิ ดังนี้
ความชวยเหลือใหสอบถามครู โดยครูจะคอย • ตัดยอดคะน้าด้วยมีด หรือกรรไกร แล้วน�าไป
สงั เกตการปฏบิ ตั งิ านของนกั เรยี นอยา งใกลช ดิ ประกอบอาหาร จะไดค้ ะนา้ ทสี่ ด มรี สชาตหิ วาน
และคอยใหความชวยเหลือ และเนนย้ําให • ควรตัดคะน้าในตอนเย็นแล้วน�าไปจ�าหน่ายใน
ตระหนักถึงความปลอดภัยในขณะปฏิบัติงาน ตอนเช้า ไม่ควรตัดไปแช่น�้าก่อนจ�าหน่าย
รว มดว ย ทางที่ดีควรพรมนา�้ แล้วเก็บไว้ในทีเ่ ยน็
• หลังจากตัดยอดคะน้าออกไปแล้ว ควรรดน้�า
8. ครูถามนักเรยี นวา พรวนดินต้นตอที่เหลืออยู่ในแปลง เพื่อจะได้
• เมอ่ื คะนา เจรญิ เตบิ โตสมบรู ณด แี ลว นกั เรยี น แตกยอดใหม่ออกมาให้เกบ็ เกีย่ ว
จะมแี นวทางในการเกบ็ เกย่ี วผกั คะนา อยา งไร • ในการเก็บต้นอ่อนให้ถอนมาท้ังต้น โดยเลือก
(แนวตอบ เก็บในชวงเชา โดยใชมีดขนาด จากแปลงเพาะท่ีมีต้นอ่อนหนาแน่นเกินไป
เลก็ ๆ ตัด และนาํ ไปเก็บไวในทีร่ ม อากาศ เพอ่ื ใหเ้ หลอื ตน้ ทแี่ ขง็ แรงไวป้ ลกู ตอ่ ไป หรอื อาจ
ถา ยเทไดส ะดวก ภาชนะทใ่ี ชม คี วามสะอาด ถอนเป็นแปลง ๆ ก็ไดเ้ ชน่ กัน
ปราศจากเช้อื โรคเจือปน)

เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคดิ

ครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ เกย่ี วกบั โรคทพ่ี บในการปลกู คะนา ใหน กั เรยี นฟง วา โรคทพ่ี บ การกาํ จดั ศตั รพู ชื โดยไมใ ชส ารเคมี มแี นวทางในการปฏบิ ตั อิ ยา งไร
ในการปลกู คะนามอี ยูดว ยกันหลายโรค เชน
(แนวตอบ การกําจัดศัตรูพืชโดยไมใชสารเคมี มีแนวทางใน
• โรคเนาคอดิน เกดิ จากเชอื้ รา ปองกนั โดยไมห วา นเมลด็ จนแนน ไมค วร การปฏิบัติหลายวิธี เชน การควบคุมดวยชีววิธี คือ การใชเช้ือ
ปลอ ยใหม นี า้ํ ขงั ในแปลงขณะเปน ตน กลา หรอื ยกแปลงสงู เพอ่ื ใหร ะบายนา้ํ แบคทเี รยี เชือ้ ไวรัสนวิ เคลยี ร และไสเดอื นฝอย การควบคุมโดยใช
ไดเร็ว ใชยาปองกันกําจัดเชื้อราละลายนํ้าในอัตราความเขมขนนอยๆ สมุนไพร เชน สะเดา โลต ๊ิน ขมิน้ ชัน และการควบคุมดว ยวิธีกล
รดลงไปบนผิวดนิ ใหทัว่ 1-2 คร้ัง เชน การใชต าขา ยไนลอนสขี าว หรอื สฟี า คลมุ แปลงผกั การใชก าว
ดักจบั แมลงที่มีการเคล่ือนไหวเร็ว การใชวิธีทางฟส กิ ส คือ การใช
• โรครานา้ํ คา ง ปอ งกนั โดยฉดี พน ดว ยยาปอ งกนั กาํ จดั เชอื้ รา หรอื ยาชนดิ อนื่ ๆ แสง เสยี ง อุณหภูมใิ นการลอ ไลฆา ทาํ ลายศตั รูพืช)
ที่มีสารทองแดงเปนองคประกอบ แตไมควรใชในระยะท่ียังเปนตนกลา
เพราะจะเปน พิษตอ ตน กลา

• โรคแผลวงกลมสนี าํ้ ตาลไหม เกดิ จากเชอ้ื รา ปอ งกนั โดยฉดี พน ยาปอ งกนั
กําจัดเช้ือราอยางสม่ําเสมอ ชวยปองกันกําจัดเชื้อราชนิดนี้และชนิด
อืน่ ๆ ได

T100

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

๑.๓ การขยายพันั ธุ์พ์� ัืช ขน้ั สอน

โดยทัว่ ไปทน่ี ิยมน�าไปใช้กนั ได้แก่ การขยายพนั ธ์ุดว้ ยเมลด็ การขยายพนั ธุ์โดยใชส้ ่วนต่าง ๆ ขนั้ ที่ 4 ฝก ใหเ กดิ ความชาํ นาญ
ของพืช และการขยายพันธุ์โดยการเพาะเลยี้ งเน้อื เยือ่ พชื ซึง่ มีรายละเอยี ดและวธิ กี าร ดงั น้ี
9. ครูใหน กั เรียนศึกษา เรื่อง การขยายพนั ธพุ ชื
๑) การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เป็นการขยายพันธุ์ท่ีเป็นผลจากการผสมเกสรตัวผู้ จากหนงั สือเรยี น หนวยการเรียนรูที่ 5 หรือ
ศกึ ษาเพิ่มเตมิ จากอินเทอรเ นต็
และเกสรตัวเมยี ส่วนทีไ่ ดจ้ ากการผสมพนั ธุ์ คอื เมล็ด ลกั ษณะของลกู หรอื เมลด็ ท่ีเกิดข้ึนจาก
การผสมน้ีอาจเหมือนหรือไม่เหมือนต้นพันธุ์พ่อต้นพันธุ์แม่ได้ ท้ังน้ี ขึ้นอยู่กับละอองเกสรตัวผู้ 10. ครูใหนักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการ
และชนิดของไขเ่ กสรตวั เมีย ขยายพนั ธพุ ืช จาก PowerPoint ม.5 หนว ย
การเรียนรทู ี่ 5
ประโยชนข์ องการขยายพนั ธ์ดุ ้วยเมลด็ พันธุ์ ไม้ท่ีนิยมขยายพนั ธ์ุ
11. ครถู ามนกั เรียนวา
ท�าให้ไดพ้ นั ธุ์พืชเร็ว ปริมาณมาก ขยายพนั ธไุ์ ด้ • ไม้ดอก ท่นี ยิ มเพาะเมล็ด เช่น บานไม่รโู้ รย • การขยายพนั ธพุ ืชดวยเมลด็ มีขอดีอยางไร
ง่ายและสะดวกกวา่ วิธอี น่ื ๆ ตลอดจนผสมพันธ์ุ ดาวเรือง ดาวกระจาย บานชืน่ แพงพวย (แนวตอบ การขยายพนั ธุพ ืชดว ยเมล็ด เปน
และปรับปรุงพันธุ์จนเกิดพันธุ์ใหม่ที่ดีกว่าเดิม วิธีท่ีสามารถปฏิบัติไดงาย ไดพืชใหมเปน
ท�าให้ได้ต้นกล้าที่แข็งแรงส�าหรับน�าไปปลูกใน • ไชมาฮ้ปกรเะกดยี้ ับน1ทป่ีนาลิยม์มเหพมาาะกด้วมยะเขมาลม็ดมเะชข่นามเไททศร จาํ นวนมาก ทาํ ใหไ ดต น กลา ที่สมบูรณ ได
แปลง หรือในภาชนะ รวมถึงท�าให้เกิดต้นตอ ตน ตอทแ่ี ขง็ แรงในการขยายพนั ธคุ รงั้ ตอ ไป)
สา� หรบั เตรยี มไวข้ ยายพนั ธ์ุ โดยการตดิ ตา ตอ่ กงิ่ • พืชผักสวนครัว ที่นิยมเพาะด้วยเมล็ด เช่น • เมลด็ พนั ธุทีด่ ี ควรมีลักษณะอยา งไร
เสยี บกงิ่ ทาบก่งิ ฯลฯ ผกั บงุ้ คะนา้ กะหลา่� ปลี ผกั กาด พชื ตระกลู แตง (แนวตอบ เมล็ดพันธุท่ีดีเปนเมล็ดพันธุที่มี
พืชเหล่าน้กี ่อนปลูกจะต้องเพาะเมล็ด เพอื่ ให้ คุณภาพ มีลักษณะตรงตามสายพันธุ เมื่อ
เกิดเป็นต้นกล้า เม่ือเจริญเติบโตดีแล้วจึงน�า ปลูกแลวไมกลายพันธุ ไมมีเมล็ดแตกราว
ต้นกล้าไปปลูกในภาชนะ หรือกระถาง และ หรอื หักปน มีการงอกทด่ี ี ไมม ีเช้อื รา หรอื
ในแปลงปลูกตอ่ ไป ลกั ษณะของโรคพชื ตดิ มา หรอื มสี งิ่ ปนเปอ น
ปรากฏใหเหน็ )
ขนั้ ตอนการขยายพนั ธดุ์ ว้ ยเมลด็
12. ครอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ วา “การคดั เลอื กเมลด็ พนั ธุ
เตรียมดินเพาะให้มีส่วน เมื่อตน้ กล้าอายุ ๕-๗ วนั ย้ายปลกู ลง เมอ่ื ตน้ กลา้ อายุ ๒๕-๓๐ วนั เพ่ือนํามาใชในการปลูก ควรมีการทดสอบ
ผ ส ม ข อ ง ท ร า ย แ ล ะ ขุ ย ในกระถาง หรอื ยา้ ยปลูกใสล่ งถงุ ดา� ที่มี ยา้ ยไปปลกู ในกระถาง หรอื คณุ ภาพของเมลด็ พนั ธกุ อ นวา เปน เมลด็ พนั ธดุ ี
มะพรา้ วในอตั ราส่วน ๑ : ๑ ดินผสม ให้ปุ๋ยสูตรเสมอ ๑๕-๑๕-๑๕ ในแปลงตามความต้องการ หรอื เปน เมลด็ พนั ธเุ สยี โดยมวี ธิ กี ารปฏบิ ตั ิ คอื
โรยเมล็ดท่เี พาะเปน็ แถว หรอื ๑๖-๑๖-๑๖ ในอตั รา ๑ กรมั ตอ่ นา�้ ต่อไป ใหแ ชเ มลด็ พนั ธลุ งในนา้ํ โดยนาํ นา้ํ สะอาดเทใส
๑ ลิตร รดน�า้ ต้นกล้า ๒-๓ วนั ตอ่ คร้ัง ในถงั แลว สมุ หยบิ เมลด็ พนั ธจุ ากภาชนะบรรจุ
ใสลงไปในถังนํ้า ทิ้งไวส กั ครู จากน้นั สังเกตที่
91งานเกษตร เมลด็ พนั ธุ หากเมลด็ พนั ธเุ สยี จะลอยนา้ํ ขน้ึ มา
สวนเมล็ดพันธุดีจะจมน้ํา หากมีเมล็ดพันธุ
ลอยนาํ้ อยเู ปน จาํ นวนมาก แสดงวา มเี มลด็ พนั ธุ
เสยี มาก จงึ ไมค วรซอ้ื มาปลกู เพราะเมลด็ พนั ธุ
จะไมง อกเปนตนกลา”

ขอสอบเนน การคิด เกร็ดแนะครู

“การทําใหพชื ออกรากโดยไมใชเมล็ด” จากขอความน้ีมคี วาม ครูควรนําตัวอยางตนกลาที่ขยายพันธุดวยเมล็ดมาใหนักเรียนดู เพื่อใช
สัมพนั ธก บั ขอใด ประกอบการอธบิ ายถงึ วธิ กี ารเพาะเมล็ด สาธิตวิธีการเพาะเมล็ด รวมถึงแนะนาํ
เทคนิคตางๆ ที่เกี่ยวของกับการเพาะเมล็ด เชน ตองคัดเลือกเมล็ดพันธุท่ีดี
1. การกลายพนั ธุ งอกไดง า ย สามารถจดั การกบั สภาพแวดลอ มไดด ี เชน ความชน้ื อณุ หภมู ิ ภาชนะ
2. การขยายพันธพุ ืช และวสั ดใุ นการเพาะเมลด็ แนะนาํ เทคนคิ ในการเพาะเมลด็ ในภาชนะ การเพาะเมลด็
3. ความสมดลุ ทางชีวภาพ ในแปลงปลูก เพ่อื ใหน กั เรยี นสามารถนาํ ไปปฏบิ ัตไิ ดจ ริงในชีวติ ประจาํ วนั
4. ความหลากหลายทางชีวภาพ
นักเรียนควรรู
(วิเคราะหค ําตอบ ตอบขอ 2. เพราะการขยายพันธพุ ืช เปนการ
ทําใหพืชออกรากโดยไมใชเมล็ด ซ่ึงเปนหลักการของการขยาย 1 ชาฮกเก้ียน จัดเปนไมพุมขนาดเล็กที่มีแหลงกําเนิดจากประเทศจีน นิยม
พนั ธพุ ชื โดยใชส วนตางๆ ของพชื หรือใชว ิธกี ารเพาะเลย้ี งเนอ้ื เยือ่ นาํ มาดดั หรอื ตกแตง เปน รปู ทรงตา งๆ หรอื ปลกู เปน ทางยาวขนานไปกบั รวั้ กาํ แพง
สามารถทําไดหลายวิธี เชน การปกชํา การตอนก่ิง การติดตา
การเสยี บยอด วธิ กี ารเหลา นจี้ ะทาํ ใหพ ชื มรี ากงอกออกมาใหมแ ละ T101
แตกยอดเจรญิ เปนพชื ตน ใหมไ ด)

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขนั้ สอน ๒) กำรขยำยพนั ธ ์ุโดยใชส้ ว่ นตำ่ ง ๆ ของพชื ในทน่ี จ้ี ะขอยกตวั อยา่ งการขยายพนั ธ์ุ

ขนั้ ท่ี 4 ฝก ใหเ กดิ ความชาํ นาญ โดยใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชให้ศึกษา ดงั น้ี

13. ครูเปดคลิปวิดีโอเกี่ยวกับการขยายพันธุพืช การตดั ช�า
ดว ยวธิ กี ารตา งๆ ใหน กั เรยี นดู จากนน้ั ครถู าม โดยใช้ก่ิง
นกั เรียนวา ประโยชนข์ องกำรตัดชำ� หรอื ลา� ตน้
• การตัดชําเปนวิธีการขยายพันธุพืชใน ๑. เป็นวธิ ีการขยายพันธ์ทุ ่งี า่ ย
รูปแบบใด
(แนวตอบ เปนการขยายพันธุพืช โดยนํา และไมย่ งุ่ ยากซับซ้อน
สวนตางๆ ของพืชมาตัดและปกชําลงใน ๒. ประหยดั เวลา ประหยดั ค่าใช้จ่าย
วสั ดเุ พาะชาํ เพอื่ ใหไ ดพ ชื ตน ใหมท ม่ี ลี กั ษณะ
เหมอื นตนแมทุกประการ) และใหผ้ ลในระยะเวลาอนั สน้ั
• พืชที่นิยมนํามาขยายพันธุพืชดวยวิธีการ ๓. พชื ตน้ ใหมม่ ลี กั ษณะเหมอื นตน้ แมพ่ นั ธท์ุ กุ ประการ
ตัดชาํ สวนใหญจ ะเปนพืชประเภทใด
(แนวตอบ สว นใหญจ ะเปน ไมด อก ไมป ระดบั ข้นั ตอนกำรปฏบิ ัติ การนา� สว่ นตา่ ง ๆ ของพชื เชน่ กง่ิ ลา� ตน้
เชน ชบา เข็ม มะลิ นอกจากน้ี ยังใช ๑. ควรพิจารณาลักษณะของเน้อื ไม้ หากเปน็ ต้นทีม่ ี ราก ใบ มาตัดและปักช�าลงในวัสดุเพาะช�า
ขยายพันธุไมผลท่ีออกรากงาย เชน องุน เพ่ือให้เกิดราก หรือแตกยอดกลายเป็นพืช
สาเก มะนาว สมบางชนดิ ) ลา� ตน้ สเี ขยี วจดั วา่ เปน็ กง่ิ ออ่ น ตดั กง่ิ ยาวประมาณ ตน้ ใหม่ วธิ นี จี้ ะทา� ใหช้ นิ้ สว่ นของพชื ทอี่ ยู่ในวสั ดุ
๓-๖ น้ิว โดยตัดใต้ข้อ ให้ตัดเฉียงประมาณ เพาะชา� สรา้ งรากพรอ้ มกบั พฒั นาแตกสว่ นยอด
14. ครูนําตนไม พรอมท้ังอุปกรณในการตัดชํา ๔๕ องศา เพือ่ เพ่มิ พนื้ ที่การแตกรากใหม้ ากขน้ึ หรือต้นอ่อนข้ึนมา เม่ือทั้ง ๒ ส่วนแข็งแรง
มาใหนักเรียนดู เพื่อทําการสาธิตวิธีการ ๒. ควรตดั ใหม้ ีใบตดิ อยู่ หากใบมากใหป้ ลดิ ออกเหลอื จึงย้ายต้นพืชใหม่ไปปลูกต่อ ในกรณีชิ้นส่วน
ขยายพันธุพืชดว ยวิธีการตัดชาํ ใบทปี่ ลายยอด ๓-๔ ใบ ลดิ ใบลา่ งออกใหห้ มด เพอื่ ของพชื ไมอ่ อกราก หรอื ออกรากช้า จะตอ้ งใช้
ลดการคายนา้� ฮอร์โมนเรง่ การออกรากให้เร็วยิ่งข้นึ ซง่ึ พชื ท่ี
15. ครสู าธติ วธิ กี ารตดั ชาํ ใหน กั เรยี นดเู ปน ตวั อยา ง ๓. หากเป็นไม้เน้ือแข็งตัดให้มีความยาวประมาณ นิยมน�ามาตัดชา� เชน่ โกสน เลบ็ มอื นาง โมก
พรอมทั้งอธิบายประกอบทีละข้ันตอนอยาง ๖-๘ น้ิว กดเป็นรอยแผลตรง ๆ ยาวประมาณ เทียนทอง ชบา มะลิ ล่ันทม
ชาๆ เพื่อใหนักเรียนไดสังเกตและติดตาม ๒ ซม. ๓-๔ รอยเพื่อเพิ่มพ้ืนที่การแตกราก ๔. ปกั ชา� ลงในวสั ดปุ ระเภทขเี้ ถา้ แกลบ หลงั จากปกั ชา�
แตละขน้ั ตอนไดทัน หรือจ่มุ ฮอร์โมนเรง่ ราก และริดใบออกให้หมด เสร็จใหร้ ดนา้� ตามทันที อาจใชส้ ารปอ้ งกนั เชื้อรา
รดในขน้ั ตอนน้ีก็ได้
16. ครใู หน กั เรยี นฝก การตัดชํา หากนกั เรยี นเกิด 92 ๕. หากปกั ชา� พรอ้ มกนั มาก ๆ ควรคมุ กระบะเพาะชา�
ขอ สงสยั ในขณะปฏบิ ตั งิ าน หรอื ตอ งการความ ดว้ ยพลาสตกิ เพอื่ เกบ็ รกั ษาความชนื้ และหากปกั ชา�
ชว ยเหลอื ใหส อบถามครู โดยครจู ะคอยสงั เกต ไม่มาก อาจใช้ถุงพลาสติก หรือขวดพลาสติก
การปฏิบัติงานของนักเรียนอยางใกลชิดและ ครอบได้
คอยใหค วามชว ยเหลอื และเนน ยาํ้ ใหต ระหนกั ๖. หากปักช�าในกระบะ หรือภาชนะที่เคล่ือนย้าย
ถงึ ความปลอดภัยในขณะปฏบิ ัติงานรวมดวย ได้ง่าย ควรน�าไปวางบริเวณท่ีมีแสงแดดส่องถึง
เพ่ือกระตุ้นการเจริญเติบโต
17. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั สรปุ วธิ กี ารขยายพนั ธพุ ชื
ดวยวิธีการตัดชํา โดยครูเปนผูตรวจสอบ
ความถกู ตอ ง และอธบิ ายเพ่มิ เตมิ ในสว นท่ียัง
ขาดตกบกพรองจากการปฏบิ ตั งิ าน

เกร็ดแนะครู กิจกรรม สรางเสรมิ

ครคู วรอธบิ าย แนะนาํ และสาธติ วธิ กี ารใชเ ครอ่ื งมอื และอปุ กรณก ารเกษตร ครูใหนักเรียนศึกษาเพ่ิมเติมเกี่ยวกับขอดี ขอเสีย และ
ทน่ี าํ มาใชใ นการตดั ชาํ หลกั ความปลอดภยั ในการใชเ ครอ่ื งมอื และการดแู ลรกั ษา ผลขางเคียงจากการขยายพันธุพืชโดยวิธีการตัดชํา เขียนสรุป
เครื่องมอื และอปุ กรณการเกษตรใหนักเรยี นฟง เชน การตดั ชาํ อปุ กรณท จ่ี าํ เปน ในรูปแบบแผนผงั ความคิด (Mind Mapping) ตกแตงใหสวยงาม
ตอ งใช คือ กรรไกรตดั กิ่ง ซ่งึ เปนอปุ กรณท ี่ใชสําหรับตดั แตง กิ่งไมท มี่ ขี นาดเล็ก สง ครูผูสอน
หลังจากใชงานเสร็จควรเช็ดทําความสะอาด ทานํ้ามันเพื่อปองกันสนิม และ
หยอดนาํ้ มนั บรเิ วณสปรงิ ขากรรไกร เกบ็ เขา ทใี่ หเ รยี บรอ ย และเกบ็ ใหพ น มอื เดก็ กจิ กรรม ทาทาย

ส่ือ Digital ครใู หน กั เรยี นเลอื กพนั ธพุ ชื ทส่ี ามารถขยายพนั ธไุ ดด ว ยวธิ กี าร
ตอนกงิ่ ตามความสนใจคนละ 1 ชนดิ จากนน้ั ฝก ปฏบิ ตั กิ ารตอนกง่ิ
ศกึ ษาเพม่ิ เติมเก่ียวกบั เครอ่ื งมือและอุปกรณก ารเกษตร ไดท ี่ และนําผลงานท่ีเสร็จเรียบรอยแลวออกมานําเสนอใหเพ่ือนชม
http://agric-tool.blogspot.com/2011/02/blog-post.html หนา ชนั้ เรยี น พรอ มทง้ั อธบิ ายขน้ั ตอนการตอนกงิ่ ทถ่ี กู ตอ งประกอบ

T102

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

การตอนก่งิ ขนั้ สอน

ประโยชน์ของกำรตอนกงิ่ ขน้ั ท่ี 4 ฝก ใหเ กดิ ความชาํ นาญ
๑. ชกา่วรยขใหย้าไดยพ้ต้นนั พธ1ด์ุืช้วทย่ีมกขี านราเพดาใหะเญมก่ลวด็ ่า
หรอื การขยายพนั ธด์ุ ว้ ยวธิ กี ารตัดช�า 18. ครูถามนกั เรียนวา
๒. กได่ิงต้ต้นอพน2ทชื ท่ีต่ีัไดมอก่อลกามยาพจนัาธกุ์ต้นแม่พันธุ์สามารถ การท�าให้กิ่งของพืชออกรากข้ึนในขณะที่ยัง • การตอนกง่ิ เปน วธิ กี ารขยายพนั ธใุ นรปู แบบใด
๓. เกบ็ ไว้ไดน้ านหลายวนั และสะดวกในการขนสง่ ตดิ กบั ตน้ แมพ่ นั ธ์ุ เมอ่ื กง่ิ ตอนออกรากและแขง็ แรง (แนวตอบ นิยมนํามาใชในการแกปญหากับ
ดีแล้วจึงตัดไปปลูก หรือน�าไปช�าไว้ก่อน เพื่อให้ พืชบางชนิดที่ไมสามารถออกรากไดดวย
ต้นพืชแข็งแรง เมื่อต้นเจริญเติบโตดีจึงย้ายไป วธิ กี ารตดั ชาํ แตอ อกรากไดโ ดยการตอนกงิ่
ปลูกในภาชนะในแปลง หรือในหลุมปลูกต่อไป สามารถทําไดงายทั้งกลางแจงและในเรือน
ดังนั้น โอกาสที่พืชจะรอดจึงดีกว่าการขยายพันธุ์ เพาะชาํ นอกจากน้ี กงิ่ ทตี่ อนยงั มรี ากมากกวา
โดยวิธีการตัดช�า แต่มีข้อเสีย คือ ใช้เวลามาก กิ่งตัดชํา เม่ือนําไปปลูกจึงมีโอกาสตั้งตัว
จงึ ทา� ไดช้ า้ กวา่ การตดั ชา� ซง่ึ พชื ทนี่ ยิ มนา� มาตอนกง่ิ ไดเร็วกวา พืชตนใหมท่ีไดจากการตอนกิ่ง
เชน่ กหุ ลาบ มะลิ เขม็ ชบา โกสน เทยี นทอง ย่ีโถ จะมีลักษณะเปนพุมเตี้ย จึงสะดวกตอการ
เล็บครุฑ ดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะ
ไมประดับจะไดทรงพุมท่ีสวยงาม ซ่ึงพืช
ข้นั ตอนกำรปฏิบตั ิ ท่ีนิยมนํามาขยายพันธุดวยวิธีการตอนกิ่ง
๑. เลอื กกงิ่ ทไี่ มอ่ อ่ น หรอื แกจ่ นเกนิ ไป ไมม่ โี รค ไมม่ แี มลง เชน มะนาว สม โอ)

มาท�าลาย 19. ครูนําตนไม พรอมทั้งอุปกรณในการตอนกิ่ง
๒. ทา� แผลบนกงิ่ โดยควนั่ แผลหา่ งกนั ประมาณ ๒-๓ ซม. มาใหน กั เรยี นดู เพอ่ื ทาํ การสาธติ วธิ กี ารขยาย
พันธพุ ชื ดว ยวธิ กี ารตอนกงิ่
แลว้ ลอกเปลอื กระหว่างรอยคว่นั ออก
๓. ใช้มีดตอนกิ่งขูดรอยควนั่ ออก เพอ่ื ท�าลายเยือ่ เจรญิ 20. ครูสาธิตวิธีการตอนก่ิงใหนักเรียนดูเปน
๔. หุ้มรอยคว่ันด้วยวัสดุอมความช้ืนท่ีสะอาด เช่น ขุย ตวั อยา ง พรอ มทง้ั อธบิ ายประกอบทลี ะขนั้ ตอน
อยา งชา ๆ เพอื่ ใหน กั เรยี นไดส งั เกตและตดิ ตาม
มะพรา้ ว รากผกั ตบชวา กาบมะพร้าว แตล ะขัน้ ตอนไดทนั
๕. ใชพ้ ลาสตกิ หมุ้ ทบั วสั ดหุ มุ้ กงิ่ ตอน เพอื่ รกั ษาความชนื้ ไว้
21. ครใู หน กั เรยี นฝก การตอนกง่ิ หากนกั เรยี นเกดิ
ไดน้ าน ๆ ขอ สงสยั ในขณะปฏบิ ตั งิ าน หรอื ตอ งการความ
๖. ให้น�้าก่ิงตอน เมื่อเห็นว่ามีรากออกมาให้เห็นเป็น ชว ยเหลอื ใหส อบถามครู โดยครจู ะคอยสงั เกต
การปฏิบัติงานของนักเรียนอยางใกลชิดและ
สนี า้� ตาล จงึ ตดั ไปชา� ลงถงุ หรอื กระถาง ทง้ิ ไว้ในทร่ี ม่ คอยใหค วามชว ยเหลอื และเนน ยาํ้ ใหต ระหนกั
มแี ดดรา� ไรกอ่ นประมาณ ๑๕-๓๐ วนั เมอ่ื รากแขง็ แรง ถึงความปลอดภยั ในขณะปฏิบัติงานรว มดว ย
ดีแลว้ จงึ น�าไปปลกู ได้
22. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั สรปุ วธิ กี ารขยายพนั ธพุ ชื
93 ดว ยวธิ กี ารตอนกงิ่ โดยครเู ปน ผตู รวจสอบความ
ถกู ตอ ง และอธบิ ายเพมิ่ เตมิ ในสว นทยี่ งั ขาดตก
บกพรอ งจากการปฏบิ ัติงาน

ขอสอบเนน การคิด นักเรียนควรรู

“ตรงตามพนั ธแุ ละสามารถเพม่ิ จาํ นวนตน พชื ทตี่ อ งการนาํ ไปปลกู 1 การขยายพันธุ การขยายพันธุพืชใหประสบผลสําเร็จ จะตองศึกษาเพ่ือ
ไดจํานวนมากในเวลาอันส้ัน” จากขอความน้ีมีความสัมพันธกับ ใหเกิดความเขาใจอยางถูกตองและตองรูจักโครงสรางภายในของตนพืช
ขอใด การเจรญิ เตบิ โตของพชื และควรมคี วามรูพ้นื ฐานทางดา นพฤกษศาสตรพืชสวน
พันธุศาสตร และสรีรวิทยาของพืช ซึ่งพืชแตละชนิดจะมีความยากงายในการ
1. การตดิ ตา ขยายพนั ธุทแ่ี ตกตางกันออกไป
2. การตอนก่ิง 2 ก่ิงตอน การดูแลรักษากิ่งตอนจะตองหมั่นดูแลตุมตอนใหมีความชื้น
3. การเสียบยอด อยูเสมอ โดยสงั เกตจากความช้นื ของตุมตอน หากยังมฝี า ไอนา้ํ จบั อยทู ่ผี วิ ของ
4. การปลูกดวยเมล็ด พลาสติกภายในตุมตอนแสดงวายังมีความชื้นอยู หากไมมีฝาไอน้ําจะตองให
(วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 2. เพราะเปนวิธีการขยายพันธุพืช น้าํ เพ่มิ จนกวา กิง่ ตอนจะออกราก เมอ่ื ก่งิ ตอนมอี ายุประมาณ 30-45 วนั รากจะ
ท่ีทําใหไดตนพืชตรงตามพันธุและสามารถเพิ่มจํานวนตนพืช งอกแทงผานวัสดุหุม เมื่อจํานวนรากมีมากพอและปลายรากมีสีขาว จึงจะ
ท่ีตองการนําไปปลูกไดจํานวนมากในเวลาไมนาน สวนการปลูก สามารถตดั ก่งิ ไปชําได
ดวยเมล็ดอาจมีการกลายพันธุได การติดตาและการเสียบยอด
จะใชเ วลานาน) T103

นาํ สอน สรปุ ประเมิน

ขน้ั สอน การ
เพาะเลีย้ ง
ขนั้ ที่ 4 ฝก ใหเ กดิ ความชาํ นาญ ประโยชน์ของกำรเพำะเลยี้ งเนอื้ เยอ่ื เน้ือเยื่อพืช
๑. ขยายพนั ธ์ุพชื ได้ปริมาณมาก
23. ครอู ธิบายเพ่มิ เติมวา “การเพาะเลย้ี งเน้ือเย่อื ในระยะเวลาอนั สน้ั
เปนการขยายพนั ธุพชื เกบ็ รักษา และอนุรกั ษ ๒. ผลิตพนั ธุ์พชื ที่ปลอดโรคได้
เชอื้ พนั ธพุ ชื ตา งๆ โดยอาศยั การเกบ็ กลมุ เซลล ๓. ใชป้ รับปรงุ พนั ธ์พุ ชื ใหม่
ทเี่ รยี กวา “แคลลสั ” ของพชื ไวท อ่ี ณุ หภมู เิ ยน็ จดั ๔. ผลติ ยาและสกดั สารเคมจี ากพืชได้
ถงึ -196 องศาเซลเซยี ส ภายใตไ นโตรเจนเหลว ๕. เป็นประโยชนต์ ่อการศึกษาทางด้านชวี เคมี
วิธีน้ีจะทําใหเก็บพืชไดนานขึ้น โดยไมมีการ สรรี วทิ ยา และพันธศุ าสตร์
กลายพันธ”ุ ๖. ช่วยอนุรกั ษ์พนั ธพ์ุ ืช การชักน�าเซลล์ หรือช้ินส่วนพืชให้เกิด
การเจริญเติบโต หรือเกิดการเปล่ียนแปลง
24. ครูใหนักเรียนฝกขยายพันธุพืชดวยวิธีการ ตามความตอ้ งการบนอาหารสงั เคราะห์ ภายใต้
ตดั ชาํ หรอื ตอนกงิ่ ตามความสนใจ 1 ประเภท สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น อุณหภูมิ
หากนักเรียนเกิดขอสงสัยในขณะปฏิบัติงาน ความชื้น แสงสว่างที่สามารถควบคุมได้ใน
หรือตองการความชวยเหลือใหสอบถามครู สภาพท่ีปลอดเชื้อ โดยใช้สมดุลของสาร
โดยครจู ะคอยสงั เกตการปฏบิ ตั งิ านของนกั เรยี น ควบคมุ การเจริญเตบิ โต พชื เป็นตวั กระตุ้นให้
อยางใกลชดิ และคอยใหค วามชวยเหลอื และ เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาของเนื้อเยื่อ
เนนยํ้าใหตระหนักถึงความปลอดภัยในขณะ ท่ีน�ามาเพาะเล้ยี ง
ปฏบิ ตั งิ านรวมดวย
ขั้นตอนกำรปฏิบตั ิ
ขนั้ สรปุ ๑. เตรียมอาหารสา� หรบั การเพาะเลี้ยงเนอื้ เย่ือพชื ซึ่งประกอบด้วยสารกลุ่มอนินทรยี ์และสารกลมุ่ อนิ ทรยี ์
๒. เตรียมคดั เลอื กเน้อื เยอื่ พืช โดยเลือกเนื้อเยื่อท่ีดีได้สว่ นท่ถี กู ต้อง ก่อนทา� การฟอกฆา่ เชอ้ื
1. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรู เรื่อง ๓. ทา� การฟอกฆา่ เชอ้ื เพอื่ ใหช้ นิ้ สว่ นเนอ้ื เยอ่ื ของพชื ปลอดเชอื้ โดยการใชส้ ารเคมี ไดแ้ ก่ สารเคมที ม่ี คี ณุ สมบตั ิ
การปลูกพชื
ระงับเชือ้ และท�าลายเชื้อโรค ซง่ึ จะท�าให้สว่ นประกอบท่ีสา� คญั ของจลุ นิ ทรยี ์เสยี ไปกอ่ นท่ีจะน�ามาเพาะเลย้ี ง
2. ครูมอบหมายใหนักเรียนทําใบงานที่ 5.1.1 ในอาหาร
เร่ือง การปลูกพืช ๔. ขยายพนั ธเ์ุ พมิ่ จา� นวนตน้ พชื โดยท�าการเพาะเลย้ี งในอาหารทม่ี สี ารควบคมุ การเจรญิ เตบิ โตกลมุ่ ไซโตไคนนิ
๕. ต้นพืชที่ได้จากการเพ่ิมจ�านวนต้น สามารถชักน�าให้เกิดรากในอาหารที่มีสารควบคุมการเจริญเติบโตกลุ่ม
ขน้ั ประเมนิ ออกซิน ซ่ึงจะสง่ เสรมิ การเกดิ รากและยบั ยัง้ การเกิดยอด
๖. การยา้ ยออกปลกู เพอื่ ปรบั สภาพของตน้ พชื ใหค้ นุ้ เคยกบั สภาพแวดลอ้ มภายนอกกอ่ นประมาณ ๒-๔ สปั ดาห์
1. ครูตรวจสอบผลการทําแบบทดสอบกอนเรียน จะทา� ให้อตั ราการตายของต้นพชื เน่ืองจากการยา้ ยปลูกลดลง
เพอื่ ตรวจสอบความเขา ใจกอ นเรยี นของนกั เรยี น
94
2. ครูตรวจสอบใบงานท่ี 5.1.1 เรื่อง การปลกู พชื
3. ครูประเมินผลระหวางการจัดกิจกรรมการ

เรียนรู จากการสังเกตพฤติกรรมการทํางาน
รายบุคคล สังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม
การนาํ เสนอผลงาน และการสงั เกตคณุ ลกั ษณะ
อันพงึ ประสงค

แนวทางการวัดและประเมินผล ขอ สอบเนน การคดิ

ครสู ามารถสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ การนาํ เสนอผลงาน โดยศกึ ษา ขอ ใดไมไดใชเ ทคโนโลยีในการปลูกพืช
เกณฑก ารวดั และประเมนิ ผลทแี่ นบทา ยแผนการจดั การเรยี นรู หนว ยการเรยี นรทู ่ี 5 1. การดดั แปลงพนั ธุกรรม
2. การเพาะเลย้ี งเนอื้ เยอื่
แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่ แบบประเมินการนาเสนอผลงาน 3. การใชฮอรโ มน
4. การใชร งั สี
คาชแ้ี จง : ให้ผู้สอนสงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรียนในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ลงในช่องทีต่ รงกับระดบั คะแนน คาช้ีแจง : ใหผ้ สู้ อนประเมนิ ผลการนาเสนอผลงานของนักเรียนตามรายการ แลว้ ขีด ลงในช่องท่ีตรงกบั ระดับคะแนน
(วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 3. เพราะฮอรโมน คือ สารควบคุม
ลาดบั ท่ี ชือ่ – สกลุ การแสดง การยอมรบั การทางาน ความมี การมี รวม ลาดบั ที่ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน การเจริญเติบโตของพืช ไมไดใชเทคโนโลยีในการปลูกพืช สวน
ของนักเรียน ความ ฟังคนอนื่ ตามทไี่ ด้รบั น้าใจ สว่ นร่วมใน 15 321 คําตอบในขอ 1. เปนกระบวนการทางพันธุวิศวกรรม เพ่ือใหพืช
คิดเห็น มอบหมาย คะแนน 1 ความถกู ตอ้ งของเน้ือหา มลี กั ษณะตามความตอ งการ และขอ 2. เปน การเลย้ี งพชื ดว ยอาหาร
การ 2 การลาดบั ขั้นตอนของเร่ือง รวม วทิ ยาศาสตร ทาํ ใหพืชพันธใุ หมขึ้นมาทดแทน)
ปรบั ปรงุ 3 วิธีการนาเสนอผลงานอย่างสร้างสรรค์
ผลงานกลุ่ม 4 การใชเ้ ทคโนโลยใี นการนาเสนอ
5 การมีส่วนรว่ มของสมาชิกในกลมุ่
3 2 13 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1

ลงช่ือ...................................................ผู้ประเมิน
............/................./................

เกณฑ์การให้คะแนน ลงช่ือ...................................................ผปู้ ระเมิน เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ให้ 3 คะแนน
ปฏิบตั ิ หรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่าเสมอ ............./.................../............... ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินสมบูรณช์ ดั เจน ให้ 2 คะแนน
ผลงานหรือพฤตกิ รรมสอดคล้องกบั รายการประเมินเปน็ สว่ นใหญ่ ให้ 1 คะแนน
ปฏิบัติ หรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครง้ั ให้ 3 คะแนน
ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤตกิ รรมสอดคล้องกบั รายการประเมินบางสว่ น
ปฏิบัติ หรือแสดงพฤตกิ รรมบางคร้งั ให้ 1 คะแนน
เกณฑ์การตดั สินคุณภาพ

ช่วงคะแนน ระดับคณุ ภาพ

เกณฑก์ ารตัดสินคุณภาพ 12-15 ดี

ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ 8-11 พอใช้

12-15 ดี ตา่ กวา่ 8 ปรบั ปรงุ

8-11 พอใช้

ต่ากว่า 8 ปรบั ปรุง

T104

นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

๒ การเลย้ี งสตั ว์ ขน้ั นาํ (ใชโครงการเปน ฐาน)
การด�ารงชีวิตของมนุษย์จ�าเป็นต้องกินอาหารจากพืชและสัตว์บางชนิด เช่ือกันว่ามนุษย์
ในสมยั โบราณเรมิ่ รจู้ กั เลย้ี งสตั ว์โดยเฉพาะโค กระบอื ใหเ้ ชอ่ื ง เพอื่ ใชเ้ ปน็ แรงงาน เปน็ อาหาร และ ข้ันท่ี 1 ใหค วามรพู น้ื ฐาน
เปน็ เครอ่ื งชว้ี ดั ฐานความรา่� รวยของมนษุ ย์ในยคุ นน้ั นอกจากน้ี การเลย้ี งสตั วป์ กี เชน่ ไก่ เปด็ หา่ น
นก สตั วเ์ ล็ก ยังมีการเลี้ยงสัตว์ชนิดอืน่ ๆ เช่น แพะ แกะ กวาง สุกร อีกด้วย 1. ครตู งั้ คาํ ถามกระตนุ ความสนใจของนกั เรยี นวา
• เพราะเหตใุ ดวตั ถปุ ระสงคข องการเลยี้ งสตั ว
๒.๑ ประโยชน์ของการเลี้ยงสตั ว์ ในปจจุบันจึงเปล่ียนแปลงไปจากในอดีต
ท่ผี านมา
การเลย้ี งสัตวม์ ีประโยชน์มากมาย ดงั น้ี (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอยางอิสระ เชน ในอดีตการเลี้ยงสัตว
1. ใชเ้ ปน็ อาหาร เนอื้ สตั วแ์ ละผลติ ภณั ฑจ์ าก 4. รักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ สว นใหญจ ะเปนไปเพ่อื การบริโภค เชน เปด
ไก สุกร และเพ่ือใชเปนแรงงาน เชน โค
สตั วใ์ หส้ ารอาหารทสี่ า� คญั ตอ่ รา่ งกายโดยเฉพาะ สวยงามเชน่ เลย้ี งปลาสวยงามสสี นั ของปลาและ กระบอื แตใ นปจ จบุ นั การเลยี้ งสตั วจ ะเปน ไป
โปรตนี สรา้ งการเจรญิ เตบิ โตและซอ่ มแซมสว่ น พรรณไม้น�้าที่เลี้ยงตามสถานท่ีต่าง ๆ จะช่วย เพอื่ การคา มกี ารเลย้ี งสตั วเ ปน ฟารม ปศสุ ตั ว
ทส่ี ึกหรอใหก้ บั รา่ งกาย ทา� ใหร้ สู้ ึกสดช่นื ผอ่ นคลายความเครยี ดได้ โดยยึดถือเปนอาชีพหลัก ไมไดเลี้ยงเพ่ือใช
เปน แรงงานดังเชน ในอดตี )
2. รักษาและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ จ5า.กสชตัว่ วย์ เเพช่นม่ิ มหลู นคงั า่ ขในหสก้ ตั บั วส์ กนิ รคะา้ดกู น2า�มสางิ่ผเลหติลเอื ปใน็ช้
“แปกุ๋ย่ดคินอกโ1ด”ย“เปฉุพ๋ยอาะินมทูลรสียัต์ วห์ชนรือิดตป่างุ๋ยๆธรทรเ่ีมรยีชกาวตา่ิ” 2. ครูใหนักเรียนศึกษา เร่อื ง การเลยี้ งสตั ว จาก
ผลติ ภัณฑ์ทีม่ ีมูลคา่ เพิ่มข้ึน เช่น หนงั สัตวน์ า� ไป หนงั สือเรยี น หนว ยการเรียนรูที่ 5 หรือศกึ ษา
ซง่ึ มีอตั ราการสลายตัวช้า ท�าให้โครงสรา้ งของ ทา� กระเปา๋ รองเทา้ เขม็ ขดั กระดกู สตั วน์ �าไปทา� เพิ่มเติมจากอินเทอรเน็ต
ดินโปร่ง ระบายน้�าและอากาศได้ดี นอกจากน้ี กาว วสั ดฟุ อกนา�้ ตาลให้มคี วามบริสุทธ์มิ ากข้ึน
ยงั มธี าตไุ นโตรเจน ฟอสฟอรสั และโพแทสเซยี ม 3. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาเพม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั การเลย้ี งสตั ว
ซ่ึงเป็นธาตุอาหารหลักท่ีจ�าเป็นต่อการเจริญ 6. ลดตน้ ทนุ การผลติ เชน่ การเลย้ี งหา่ นใน จาก PowerPoint ม.5 หนว ยการเรียนรทู ่ี 5
เติบโตของพชื
สวนส้ม ห่านจะช่วยก�าจัดวัชพืชและให้มูลแก่ 4. ครูถามนกั เรยี นวา
3. ใช้ประโยชน์ทางด้านแรงงาน ปัจจุบัน ตน้ ส้ม ท�าใหต้ น้ ส้มเจรญิ เตบิ โตและให้ผลดกข้นึ • ที่บานของนักเรียนมีการเลี้ยงสัตวหรือไม
หากมี เลี้ยงสัตวชนิดใด เพราะเหตุใดจึง
ก�าลังประสบปัญหาด้านพลังงานที่ใช้น�้ามัน กระตา่ ย3เปน็ สตั วเ์ ลยี้ งในบา้ นชนดิ หนงึ่ ทผี่ คู้ นสว่ นใหญ่ เล้ียงสัตวช นิดน้ี หากไมม ี เพราะเหตุใดจงึ
เป็นเช้ือเพลิงส�าหรับใช้กับเคร่ืองยนต์ทุ่นแรง ไมเลี้ยงสัตว และหากสามารถเลี้ยงสัตวได
มีราคาสูงข้ึน ท�าให้ต้นทุนการผลิตสูงตาม นยิ มเลยี้ ง เพอ่ื ความเพลดิ เพลนิ ใจ 1 ชนิด นักเรียนจะเลือกเลี้ยงสัตวชนิดใด
เกษตรกรบางส่วนจึงน�าแรงงานสัตว์โดยเฉพาะ เพราะเหตุใด
โค กระบอื กลับมาใช้ท�านา ทา� ไร่ แรงงานทีใ่ ช้ (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ในเกษตรกรรมในชนบทส่วนใหญ่จงึ มาจากการ ไดอยางอิสระ)
เลีย้ งโคและกระบือไปดว้ ย
5. ครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ วา “การเลยี้ งสตั วแ ตล ะชนดิ
95งานเกษตร จะมีวิธีการเลี้ยงที่แตกตางกันออกไป ดังนั้น
ผูเลี้ยงจึงควรศึกษาขอมูลเก่ียวกับสัตวท่ี
ตองการเลี้ยงใหเขาใจอยางละเอียด เพ่ือให
สามารถดาํ เนนิ การเลย้ี งสตั วท ต่ี อ งการไดอ ยา ง
มปี ระสิทธิภาพและประสทิ ธผิ ล”

ขอ สอบเนน การคดิ นักเรียนควรรู

การผลิตสตั วเศรษฐกิจเชงิ ระบบมลี กั ษณะอยางไร 1 ปุยคอก ขอควรคํานึงในการใชปุยคอก คือ ไมควรนําปุยคอกไปผึ่งแดด
1. วางระบบการเลยี้ งสตั วถ กู ตอ งตามหลกั วชิ าการ เพมิ่ คา ใชจ า ย เพราะจะทําใหสูญเสียธาตุไนโตรเจน ไมควรใสปุยคอกใกลบริเวณโคนตน
ควรใสปยุ ขณะที่ดนิ มคี วามช้นื พอเหมาะ
ในการลงทนุ 2 กระดูก สามารถนําไปเปนสวนประกอบในการทําผลิตภัณฑหลากหลาย
2. ผลติ สตั วใ หม จี าํ นวนมากขน้ึ และนาํ เศษเหลอื จากการผลติ สตั ว ประเภท เชน ใชเปนอาหารปลา ใชเปนปุยแกพืช หรืออาหารแกสัตว ใชเปน
วตั ถุดิบในการทําเจลาตนิ ฟลม ถายรูป แคปซลู
มาใชป ระโยชนในดานอ่ืนๆ 3 กระตาย มีขอควรคํานึงในการเลือกซ้ือหลายประการ เชน กระตายจะมี
3. วางระบบการเลี้ยงสัตวถูกตองตามหลักวิชาการ เพิ่มจํานวน ลักษณะสดใส ราเริง กินอาหารเกง ใบหูมีการตอบสนองเมื่อไดยินเสียงตางๆ
ดวงตาโตสดใส ขนรอบตาเรยี บ จมูกแหง ไมม ีเสยี งดังขณะหายใจ ไมม นี า้ํ ลาย
แรงงานและคา ใชจ า ยในการผลิตสตั ว ไหลเลอะถึงใตคาง ปากเค้ียวอาหารไดตามปกติ น้ิวเทาและผิวหนังใตขนนุม
4. ผลติ สตั วใ หม จี าํ นวนมากขน้ึ เพม่ิ จาํ นวนอปุ กรณใ นการเลยี้ งสตั ว ไมมีกอ นตางๆ ขึน้ บรเิ วณผิวหนัง ถา ยอุจจาระเปน กอ น

และคา ใชจา ยในการผลติ สตั ว T105

(วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 3. เพราะจะตองมีหลักการในการ
วางแผนทถี่ กู ตอ ง โรงเรอื นมมี าตรฐาน มกี ารจดั การดา นสขุ าภบิ าล
อยางเหมาะสม และคํานึงถึงสิ่งแวดลอมเปนสําคัญ เพิ่มจํานวน
แรงงานและคา ใชจ า ยในการผลติ สัตว)

นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขนั้ นาํ ๒.๒ ปจั จยั ท่ีมีผลตอ่ การเลีย้ งสัตว์

ขน้ั ท่ี 2 กระตนุ ความสนใจ การเล้ียงสัตว์ให้ประสบความส�าเร็จ สภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวสัตว์จัดเป็นปัจจัยส�าคัญ
ที่มผี ลตอ่ การเจริญเติบโตและการใหผ้ ลผลิตของสตั ว์ ปจั จยั ท่ีมผี ลตอ่ การเลย้ี งสัตว์ มดี งั น้ี
6. ครูเปดคลิปวิดีโอเก่ียวกับการเลี้ยงสัตวชนิด
ตางๆ ใหนักเรยี นดู จากนัน้ ครถู ามนกั เรยี นวา ๑) ภูมิอำกำศ มอี ทิ ธพิ ลต่อการเลี้ยงสัตวท์ ัง้ ทางตรงและทางออ้ ม ดงั น้ี
• สภาพภมู ิอากาศมคี วามสําคัญตอการ
เลยี้ งสตั วอยา งไร จงยกตวั อยา ง อุณหภมู ิ ความชน้ื
(แนวตอบ สภาพภูมอิ ากาศ ไดแ ก อุณหภมู ิ
ความชนื้ ลม หรอื การระบายอากาศ แสงแดด สัตว์แต่ละชนิดต้องการอุณหภูมิของอากาศ มีผลต่อการระบายความร้อนจากร่างกายของ
แสงสวาง และปริมาณน้ําฝน ลวนมีผลตอ แตกต่างกัน เช่น โคในเขตร้อน อุณหภูมิที่ สัตว์ โดยธรรมชาติสัตว์จะระบายความร้อน
การเจริญเติบโตของสัตวเล้ียงท้ังสิ้น เชน เหมาะสมอยู่ระหว่าง ๑๕-๒๗ องศาเซลเซียส ออกจากร่างกายด้วยวิธีระเหยน้�าทางเหง่ือ
การเลย้ี งไกไ ข จะตอ งเลอื กสถานทใ่ี หเ หมาะสม สุกรจะเจริญเติบโตดีในอุณหภูมิประมาณ ๒๔ หรือลมหายใจ ความชน้ื ยังมีผลทางอ้อมตอ่ การ
ตอการสรางโรงเรือน ทิศทางลม อยาให องศาเซลเซยี ส แตอ่ ณุ หภมู โิ ดยเฉลยี่ ทเี่ หมาะสม เลย้ี งสตั ว์ อาจทา� ใหส้ ตั วเ์ จบ็ ปว่ ยดว้ ยโรคเกยี่ วกบั
โรงเรือนถูกแดดจัด ควรใหมีลมพัดผาน ต่อการเจริญเติบโตของสัตว์โดยทั่วไป คอื ระบบทางเดินหายใจอกี ดว้ ย
มกี ารระบายอากาศท่ีดี หากอากาศรอ นจดั ประมาณ ๒๕ องศาเซลเซียส
จะทําใหไกไขมีสุขภาพที่ไมดี สงผลทําให
ไมออกไขได) ลม หรือการระบายอากาศ แสงแดด
• เพราะเหตใุ ดการสรา งโรงเรอื นจงึ ตอ งคาํ นงึ ถงึ
ลม หรอื การระบายอากาศมาเปน ลาํ ดบั แรก มีส่วนส�าคัญในการถ่ายเทระบายความร้อนส่วน แสงแดดออ่ น ๆ มคี วามจา� เปน็ ตอ่ ชวี ติ ของสัตว์
(แนวตอบ ในการสรางโรงเรือนเพื่อใชใน ที่เกินของสัตว์ ท้ังยังช่วยให้การระเหยของน้�า เน่ืองจากผิวหนังเมื่อถูกแสงแดดจะสังเคราะห์
การเลี้ยงสัตวจะตองใหความสําคัญกับการ หรือเหงื่อเร็วขึ้น ลดความร้อนของอากาศและ วิตามินดี ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูก
ถายเทความรอน ชวยลดความรอนในตัว ควบคุมความชื้นภายในโรงเรือน ท�าให้สัตว์
ของสัตว ทําใหสัตวท่ีอาศัยอยูในโรงเรือน ภายในโรงเรอื นรสู้ กึ สบาย ชว่ ยระบายอากาศเสยี สอัต่อนว1์เลผ้ียู้เงลที้ยี่ไงมจ่ไ�าดเป้รับ็นแตส้องงแจัดดหดจาระ่มเปเง็นาโใรหค้กกับรสะดัตูกว์
เกิดความรูสึกสบาย นอกจากนี้ ยังเปน ทีเ่ กดิ จากการเลย้ี งสตั ว์ ซ่งึ มผี ลต่อ
การระบายของเสียท่ีเกิดจากสัตว เชน สุขภาพและการเจรญิ เติบโตของสัตว์ แต่ละชนิด เพื่อปอ้ งกนั อนั ตรายจาก
กลิน่ มลู สัตว กลิ่นของสตั ว) แสงแดดท่ีอาจเกิดแก่สตั วเ์ ล้ียง
• เพราะเหตใุ ดสตั วเ ลย้ี งจงึ ควรไดร บั แสงแดด
ในปริมาณท่ีเหมาะสม ปรมิ าณน�า้ ฝน แสงสว่าง
(แนวตอบ แสงแดดเปนปจจัยสําคัญตอการ
เจรญิ เติบโตและความแข็งแรงของสัตว เมื่อ มีส่วนเกี่ยวข้องกับความช้ืนและอุณหภูมิของ ความยาวช่วงแสงระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้น
ถูกแสงแดดจะมีการสังเคราะหวิตามินดีขึ้น อากาศ ฝนมีส่วนท�าให้ความช้ืนของอากาศ ถึงพระอาทิตย์ตก ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเจริญ
ซงึ่ รา งกายของสตั วส ามารถนาํ ไปใชป ระโยชน สงู ขนึ้ อุณหภูมิของอากาศเย็นสบาย มีผลต่อ เติบโตของพืชอาหารสัตว์และการแสดงออก
ตอการเจริญเติบโตของกระดูก ซึ่งเปน การเจริญเติบโตของสัตว์และการให้ผลผลิต ของสัตว์ เชน่ ในฤดูรอ้ น อณุ หภูมิสูง ความยาว
โครงสรา งหลกั ของรา งกายไดอ ยา งเหมาะสม) สตั วเ์ ลย้ี งทคี่ วรเลย้ี งในชว่ งฤดฝู น เชน่ โค กระบอื ของช่วงแสงจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทางเพศ
โดยเลี้ยงแบบปล่อยหากินเองตามธรรมชาติ โดยสัตว์เพศเมียจะมีความสมบูรณ์พันธุ์ลดลง
จะมีอัตราการเจรญิ เตบิ โตสงู สัตวเ์ พศผู้คณุ ภาพของน้�าเชือ้ ลดลง

96

เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคดิ

ครูอาจเชิญเกษตรกรผูเลี้ยงสัตว หรือนักวิชาการเกษตร มาใหความรู หากตองการสรา งโรงเรือนใหมีความแขง็ แรง ทนทาน
เกยี่ วกบั วธิ กี ารเลยี้ งสตั วเ ศรษฐกจิ ทเ่ี ลยี้ งภายในทอ งถน่ิ หรอื พานกั เรยี นไปศกึ ษา และสามารถระบายอากาศไดด ี ควรสรา งโรงเรอื นแบบใด
ดูงานในสถานที่เลี้ยงสัตวจริง เพื่อใหนักเรียนเกิดความรู ความเขาใจที่เพิ่ม
มากขึน้ รวมถึงไดส อบถามความรูเก่ียวกับวิธกี ารเลย้ี งสตั วทถี่ กู ตอ ง 1. แบบหนาจ่วั
2. แบบจ่วั สองชน้ั
นักเรียนควรรู 3. แบบเพงิ หมาแหงน
4. แบบเพิงหมาแหงนกลาย
1 โรคกระดูกออ น เปนโรคที่มักพบในลกู สุนขั ทม่ี ีอายุนอย สาเหตมุ าจากการ
ใหอ าหารทขี่ าดแรธ าตสุ าํ คญั เชน แคลเซยี ม ฟอสฟอรสั วติ ามนิ ดี โดยสนุ ขั จะมี (วเิ คราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 2. เพราะเปน แบบทสี่ ามารถทนแดด
อาการขาโกง บางตวั ขาหักไดง าย สามารถรกั ษาใหห ายไดด ว ยการใหแคลเซียม ทนฝนไดดีกวาแบบเพิงหมาแหงนและแบบเพิงหมาแหงนกลาย
ฟอสฟอรัส และวิตามินดี ทง้ั การฉีด การกนิ และพาไปออกกําลงั กาย เพอ่ื ใหได ท้ังยงั เปน แบบท่ีดัดแปลงมาจากแบบหนา จ่วั โดยการเพ่มิ จ่ัวยกสูง
รบั แสงแดดออ นๆ เปนประจําทกุ วนั อกี ชั้น เพอ่ื ชวยใหระบายอากาศดมี ากยง่ิ ข้ึน)

T106

นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ

๒) ภมู ปิ ระเทศ เป็นลักษณะทางธรรมชาติของพ้ืนโลก เช่น ลักษณะความสูงต่�าของ ขน้ั นาํ
พน้ื ท่ี ความเปน็ กรดดา่ งของดนิ ความอดุ มสมบรู ณข์ องดนิ และแหลง่ นา้� ภมู ปิ ระเทศมสี ว่ นเกยี่ วขอ้ ง
กบั การเลยี้ งสตั ว์มาก ชเว่ชย่นลดภตมู น้ ปิ ทรนุะเไทดศม้ ทาก่ีดนิ หมรีคอื วถาา้ มโรองุดเรมอื สนม1เบลย้ีรู ณงส์ ตั ยว่อต์ มง้ั ปอลยกูใู่ กพลชื แ้ อหาลหง่ านร้�าสัตซวงึ่ ไ์สดะ้ผดลวดกี ขน้ั ท่ี 2 กระตนุ ความสนใจ
ทา� ใหค้ า่ อาหารถกู ลง
ในการนา� น�้ามาล้างทา� ความสะอาดโรงเรือน จะทา� ใหส้ ัตวป์ ลอดภยั จากเช้ือโรค 7. ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา “ในการเลือกทําเลท่ีต้ัง
๓) อำหำร การเลย้ี งสตั วเ์ พอ่ื ใหไ้ ด้ ทใี่ ชใ นการเลย้ี งสตั วม ขี อ ควรคาํ นงึ หลายประการ
ผลตอบแทนสูงท่ีสุดจะต้องเลือกและจัดสรร เชน หากทาํ เลทต่ี ง้ั อยหู า งไกลจากแหลง ชมุ ชน
อาหารในปรมิ าณทพี่ อเหมาะใหแ้ กส่ ตั ว์ ไมม่ าก การคมนาคมขนสงไมสะดวก ในการจําหนาย
หรอื นอ้ ยเกนิ ไป และอาหารนนั้ ตอ้ งมสี ารอาหาร ผลผลิตอาจมีคาใชจายในการขนสงมากข้ึน
ครบตามท่ีสตั ว์ตอ้ งการ เมอ่ื สตั วก์ นิ เขา้ ไปแล้ว ทําใหตนทุนเพ่ิมสูงข้ึน หรือสงผลกระทบตอ
จะมกี ารเจรญิ เตบิ โตทสี่ มบรู ณ์ แขง็ แรง ใหผ้ ลผลติ คุณภาพของผลผลิต เชน การขนสง นํ้านมดิบ
ที่ดีและมีคุณภาพ อาหารสัตว์มีหลายชนิด ไปยังโรงงานแปรรูปน้ํานม หากใชระยะเวลา
เแชต่นกตห่าญงา้กสันดไปหตญาา้มแปหร้งะเขภ้าทวโขพอดง2สขัตา้ วว์ทเปี่เลลือี้ยกง ในการขนสง นาน ยอ มทาํ ใหค ณุ ภาพของนา้ํ นม
ขา้ วฟา่ ง ร�าข้าว ปลายข้าว ฟางขา้ ว ถัว่ เหลอื ง เสื่อมลง ซ่ึงจะสงผลตอ ราคานาํ้ นมดิบ”
ปลาปน่ กระดกู ป่น การให้อาหารแก่สัตว์เล้ียงในปริมาณท่ีพอเหมาะและมี
สารอาหารครบถว้ น ยอ่ มทา� ใหส้ ตั วเ์ จรญิ เตบิ โตดแี ละแขง็ แรง 8. ครูใหนักเรียนดูภาพอาหารสัตวหลากหลาย
ชนิด จากนนั้ ครถู ามนักเรียนวา
๔) โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ เป็นอีกปัจจัยหน่ึงที่มีความส�าคัญต่อการเล้ียงสัตว์ เพราะ • เพราะเหตใุ ดการใหอ าหารสตั วจ งึ ตอ งเลอื ก
และจัดสรรอยา งเหมาะสม
โรงเรอื นเป็นทอี่ ยู่อาศยั ของสตั ว์ โดยหลักการสร้างโรงเรอื นท่ดี ี มีดังน้ี (แนวตอบ อาหารเปนปจจัยสําคัญที่มีผล
ตอการเจริญเติบโตของสัตว ดังนั้น การ
ปอ้ งกันแสงแดด ฝน สรา้ งใหเ้ หมาะสมกบั จ�านวนสัตว์ทจี่ ะเล้ียง ใหอาหารสัตวแตละชนิดจึงตองพิถีพิถัน
และลมได้เปน็ อย่างดี เปนพิเศษ โดยจะตองเปนอาหารท่ีดีและมี
เช่น ไก่เล็กต้องการพื้นท่ี ๑๐-๑๒ ตัวต่อตารางเมตร คุณภาพ มีสารอาหารครบถวนเหมาะสม
มีลักษณะโปร่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก กับความตองการของสัตวแตละประเภท
ไมเ่ ป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค สหุกรือรขโคุนขตนุ ้อ3ตง้อกงากรพารื้นพท้ืน่ี ท๑่ี .๘๑-๐๑-๐๑.๕ตา๐ราตงาเมราตงรเตม่อตตรัวต่อตัว และแตละชวงวัย ควรใหอาหารในปริมาณ
ทเ่ี หมาะสมตามประเภทของสตั วแ ตล ะชนดิ )
มสี ภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
9. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั สนทนาเกยี่ วกบั หลกั การ
เช่น สัตว์เลี้ยงต้องการอยู่ในอุณหภูมิ สรางโรงเรือนทดี่ ี จากนั้นครูถามนักเรียนวา
ระหวา่ ง ๒๐-๒๕ องศาเซลเซยี ส ความชืน้ • บริเวณที่ต้ังโรงเรือนเล้ียงสัตวท่ีดี ควรมี
ประมาณร้อยละ ๕๐-๘๐ ลักษณะอยา งไร
(แนวตอบ เปนที่ดอน น้ําไมทวมขังไดงาย
97งานเกษตร มีพื้นท่ีกวางขวาง อากาศถายเทไดสะดวก
มแี หลง อาหารตามธรรมชาติ ไมม กี ารระบาด
ของโรคและแมลง จาํ พวกมดและไร ปอ งกนั
แดด ลม และฝนได)

ขอสอบเนน การคดิ นักเรียนควรรู

เพราะเหตุใดจึงตองใหความสําคัญในการคัดเลือกอาหาร 1 โรงเรอื น เกษตรกรนยิ มโรงเรือนระบบปด หรือแบบอแี วป (Evaporative-
และการใหอ าหารแกสตั วเลยี้ ง Cool System) โดยเปนการนําเทคโนโลยีการลดอุณหภูมิดวยน้ํามาใชในการ
เล้ยี งสตั ว ซงึ่ วธิ ีนจี้ ะชว ยปองกนั การระบาดของโรคไขหวดั นกได
(แนวตอบ อาหารเปนปจจัยสําคัญท่ีมีผลตอการเจริญเติบโต 2 ขาวโพด เปนพืชเศรษฐกิจท่ีมีความสําคัญเปนอยางมากตออุตสาหกรรม
ของสัตว ดังนั้น ผูเล้ียงจึงตองพิถีพิถันและเอาใจใสเปนพิเศษ อาหารสัตว โดยรอยละ 94 ของผลผลิตขาวโพดในประเทศไทยจะถูกนํามา
โดยเลือกอาหารท่ีมีคุณภาพดี มีสารอาหารครบถวนตามที่สัตว ใชในอุตสาหกรรมอาหารสัตว โดยพันธุขาวโพดเล้ียงสัตวที่นิยมปลูกจะเปน
ควรไดรับในแตละชวงวัย และจะตองคํานึงถึงความเหมาะสมกับ พันธุลูกผสมเดี่ยว มีลักษณะตนเต้ีย รากแข็งแรง ทนทานตอการหักลมไดดี
ประเภทของสตั วแ ตละชนิดดวย) ตอบสนองตอ การใชปยุ ไดด ี และใหผ ลผลิตสูง
3 โคขุน การเล้ียงโคใหเจริญเติบโตอยางรวดเร็ว ผลิตเน้ือที่ดี มีคุณภาพ
โดยวธิ ีใหอ าหารดี เชน หญา ฟาง อาหารเสรมิ ในชว งเวลาสั้น แหลงผลิตโคขนุ
ที่สาํ คัญในประเทศไทย คอื โคขุนโพนยางคาํ จงั หวัดสกลนคร

T107

นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขนั้ นาํ ๕) กำรสขุ ำภบิ ำล การเลยี้ งสตั ว์ใหไ้ ดผ้ ลดนี น้ั สตั วเ์ ลยี้ งตอ้ งปลอดเชอ้ื โรคและพยาธ1ิ

ขน้ั ท่ี 2 กระตนุ ความสนใจ เพราะเชอ้ื โรคและพยาธเิ ปน็ สาเหตทุ ที่ า� ใหส้ ตั วต์ ายและยงั สง่ ผลกระทบตอ่ การเจรญิ เตบิ โต การผสม
พนั ธุ์ และผลผลติ ทสี่ ัตวผ์ ลิตออกมา โรคของสัตวอ์ าจเกดิ จากสิ่งมชี วี ิต หรอื ไม่มชี วี ติ ก็ได้ รวมถึง
10. ครูนําภาพสัตวชนิดตางๆ ท่ีปวยเปนโรค การขาดธาตอุ าหาร เมอื่ สตั วเ์ ปน็ โรคยอ่ มทา� ใหก้ ารเจรญิ เตบิ โตของสตั วล์ ดลง ในบางครง้ั อาจทา� ให้
มาใหน กั เรยี นดู จากนั้นครูถามนกั เรยี นวา สัตว์ตาย หรือเจ็บป่วยด้วยอาการเรื้อรัง ผู้เลี้ยงควรมีความรู้เก่ียวกับการป้องกันไม่ให้สัตว์ป่วย
• นักเรียนคิดวาเปนเพราะสาเหตุใดสัตวท่ี เป็นโรค ดังนี้
เลีย้ งไวจึงปวยเปน โรค
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ 1. ท�าความสะอาดคอก ภาชนะ อุปกรณ์ และ 5. ฉีดวัคซีนป้องกันโรค เพ่ือให้สัตว์สร้าง
ไดอ ยา งอสิ ระ เชน ผเู ลยี้ งขาดการสขุ าภบิ าล บริเวณที่เลี้ยงสัตว์ การท�าลายเช้ือโรคน้ีมักจะ ภูมิคุ้มกันและสามารถท�าลายเช้ือโรคที่เข้าสู่
ท่ดี ี มเี ชือ้ โรคปะปนอยใู นอาหาร โรงเรอื น ร่างกายได้ การให้วัคซีนต้องพิจารณาถึงชนิด
ไมส ะอาด สัตวขาดการดแู ลเอาใจใสอยา ง ทโร�าคกจัน�าพในวโกรโงซ3เรเดือียนมไสฮ่วโนปคใหลญอไ่นริยต2ม์แใลชะ้ยแาคฆลเ่าซเีชยม้ือ ของสัตว์ เพราะสัตว์แต่ละชนิดต้องการวัคซีน
ถกู วธิ ี เชน การใหวัคซีน เพอ่ื ปอ งกนั โรค) ไมเ่ หมอื นกนั ควรขอคา� แนะนา� จากสตั วแพทยก์ อ่ น
• การดูแลสตั วเล้ียงใหมสี ุขภาพท่ีดี สามารถ ไฮโปคลอไรตท์ ม่ี คี วามเขม้ ขน้ ๑๕-๑๗ เปอรเ์ ซน็ ต์ 6. คดั สตั ว์ปว่ ยเปน็ โรคออกจากฝูง เพ่อื ป้องกนั
ปฏิบตั ิไดอ ยางไร ผสมกบั นา้� ในอตั ราสว่ น ๕๐ สว่ นตอ่ นา�้ ลา้ นสว่ น การระบาดของโรค สตั วเ์ ลยี้ งบางรนุ่ ทย่ี งั เลก็ อยู่
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ เพอ่ื ใชล้ า้ งพนื้ คอก หรอื อาจใช้ไบโอเทน ๑ ชอ้ นโตะ๊ อาจไมแ่ สดงอาการผดิ ปกตใิ หเ้ หน็ แตเ่ มอ่ื มอี ายุ
ไดอ ยา งอสิ ระ เชน ใหอ าหารท่ดี ีมคี ุณภาพ ผสมกบั นา�้ ๑ ปบี แทนได้ หลงั จากทา� ความสะอาด มากขึน้ อาการผดิ ปกตบิ างอย่างอาจแสดงออก
ในปริมาณที่เหมาะสมในแตละชวงวัย ควรทง้ิ ไวอ้ ยา่ งนอ้ ย ๓ วนั จงึ นา� สตั วเ์ ขา้ ไปเลยี้ ง มาใหเ้ ห็น เชน่ ขาเก เปน็ โรคต่าง ๆ
โรงเรือนสะอาด ปราศจากการหมักหมม 2.หมนุ เวยี นทงุ่ หญา้ หรอื สถานทที่ ี่ใชเ้ ลย้ี งสตั ว์ 7.ขังสัตว์เพ่ือดูอาการก่อนน�าไปเล้ียง เพื่อให้
ของสิ่งสกปรก หรือปฏิกูลตางๆ อากาศ เสมอ เพอ่ื ปอ้ งกนั ไมใ่ หเ้ กดิ โรคกบั สตั ว์ เพราะการ เกดิ ความมนั่ ใจวา่ สตั วป์ ลอดภยั จากโรคจรงิ และ
ภายในโรงเรือนถายเทไดสะดวก มีการให เลย้ี งสตั วช์ นิดเดียวกันบนพื้นที่เดิมนานเกินไป ไม่มโี รคติดต่อ
วัคซีน เพื่อปองกันโรค รวมถึงการตรวจ เช้ือโรคต่าง ๆ อาจจะสะสมและเกิดการฟักตัว 8. ทา� ลายซากสตั วท์ ตี่ ายแลว้ การทา� ลายซากสตั ว์
สขุ ภาพของสตั วอ ยางทว่ั ถงึ ) จนมีปริมาณมากพอที่จะท�าให้เกิดอันตรายต่อ เปน็ สง่ิ ทจี่ า� เปน็ อยา่ งยง่ิ เพราะเชอื้ บางอยา่ งรนุ แรง
• “การดูแลรักษาความสะอาดชวยลดการ สตั ว์เลี้ยงได้ และทนทานตอ่ การทา� ลาย อาจตดิ ตอ่ ไปยงั สตั ว์
เกิดโรคระบาดในสัตวได” จากขอความน้ี 3. ใหอ้ าหารทสี่ ดและสะอาดทกุ ครง้ั เพราะอาหาร อืน่ ๆ ได้ วธิ ีการก�าจดั ซากสัตวท์ ด่ี ที ่สี ดุ คือ การ
นกั เรยี นเห็นดว ยหรือไม อยา งไร ทบี่ ดู เนา่ และมคี วามชน้ื มาก อาจทา� ใหส้ ตั วท์ อ้ งเสยี ขดุ หลุมฝัง หรอื การเผา
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ หรือเป็นโรคอหิวาต์ได้ และยังต้องค�านึงถึง 9. ทา� ความสะอาดสตั วเ์ ลย้ี งตามความเหมาะสม
ไดอยางอิสระ เชน เห็นดวย เนื่องจาก ความสะอาดของรางนา�้ และรางอาหารอกี ดว้ ย เชน่ อาบน�า้ ก�าจัดศัตรูของสัตว์ เชน่ เหบ็ สุนัข
เช้ือโรคทุกชนิดสามารถเจริญเติบโตไดดี 4. ส�ารวจและตรวจสุขภาพของสัตว์อยู่เสมอ ทุก ๆ ๑-๒ สัปดาห์
ในที่สกปรกและชื้นแฉะ ดังนั้น การดูแล โดยส�ารวจว่าสัตว์แข็งแรงมากน้อยเพียงใด
รักษาความสะอาดจึงเปนส่ิงท่ีจําเปนและ มีส่วนใดของร่างกายผิดปกติหรือไม่ อุณหภูมิ
สําคัญเปนอยางยิ่ง ที่จะชวยลดปริมาณ ภายในร่างกายเป็นอย่างไร ถ้าพบว่ามีอาการ
ของเชื้อโรคและปองกันการแพรระบาด ผดิ ปกติ หรอื สงสยั ว่าจะเป็นโรค ควรรีบปรกึ ษา
ของเช้ือโรคไปยังสัตวเล้ยี งได) สัตวแพทยท์ นั ที

98

นักเรียนควรรู ขอ สอบเนน การคดิ

1 พยาธิ เปนสงิ่ มีชวี ติ ทอี่ าศยั อยูในรา งกายของมนุษยแ ละสตั ว มอี ยดู ว ยกัน ขอ ใดกลา วถึงการสขุ าภบิ าลไมถ ูกตอ ง
หลายชนิด โดยทั่วไปจะปะปนอยูในธรรมชาติท่ีมีความเหมาะสมตอการ 1. ทําความสะอาดโรงเรือนอยา งสม่ําเสมอ
เจริญเตบิ โต เชน ดนิ น้ํา หญา เน้อื สัตว ผกั ชนิดตา งๆ 2. มีขนาดโรงเรอื นเพียงพอตอจํานวนสตั ว
2 โซเดียมไฮโปคลอไรต เปนสารประกอบประเภทเกลือ ซ่ึงใชเปนสาร 3. แยกสตั วทีม่ ีอาการปวยออกมาเลี้ยงแบบเด่ียว
ทําความสะอาด สามารถฆาเชื้อโรคได เนื่องจากมีฤทธิ์ในการยับย้ังการเจริญ 4. ไมกักกนั สตั วใหมกอนนาํ มาเล้ียงในโรงเรือนรวม
เตบิ โตของแบคทเี รยี ไดห ลายชนดิ นยิ มใชท ง้ั ในภาคอตุ สาหกรรม ภาคการเกษตร
ภาคการแพทย และภาคครัวเรือน (วิเคราะหค ําตอบ ตอบขอ 4. เพราะการนาํ สตั วใ หมเ ขา มาเลยี้ ง
3 แคลเซยี มไฮโปคลอไรต เปนสารประกอบคลอรนี ใชส าํ หรบั ฆา เช้อื วตั ถุดบิ ควรมกี ารกกั กันสัตวก อ น เพือ่ เฝา ดอู าการของโรคทอ่ี าจตดิ มากับ
และฆา เชอื้ ในนา้ํ ทใ่ี ชใ นกระบวนการ เชน นาํ้ หลอ เยน็ นา้ํ ทล่ี ะลายวตั ถดุ บิ ทผ่ี า น สตั ว และเพอื่ ชว ยปอ งกนั ไมใ หเ ชอ้ื โรคแพรส สู ตั วเ ลย้ี งตวั อน่ื ๆ ได)
การแชเ ยอื กแขง็ นอกจากการใชเ พอ่ื ฆา เชอ้ื แลว เมอ่ื รวมตวั กบั เพกทนิ ในผนงั เซลล
ของผักและผลไม จะทาํ ใหผ นังเซลลแ ขง็ แรงและตานทานโรคไดด ขี ึน้

T108

นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ

๒.๓ การเล้ยี งสตั ว ์ในครัวเรือน ขน้ั นาํ

สัตว์เลี้ยงในครัวเรือนมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด โดยการเลี้ยงสัตว์แต่ละชนิดจะมีวิธีในการเล้ียง ขนั้ ที่ 2 กระตนุ ความสนใจ
ที่แตกต่างกนั ตามชนดิ ของสตั ว์ ตัวอยา่ งการเลย้ี งสัตว์ในครัวเรือน มีดงั นี้
11. ครูใหนักเรียนศึกษา เร่ือง การเล้ียงสัตวใน
โคนม ครวั เรอื น : โคนม จากหนงั สอื เรยี น หนว ยการ
เรยี นรทู ่ี 5 หรอื ศกึ ษาเพมิ่ เตมิ จากอนิ เทอรเ นต็
พันธุ ์โคนมท่นี ิยมนำ� มำเลย้ี งในประเทศไทย
มหี ลำยชนดิ เชน่ 12. ครถู ามนักเรียนวา
• ในชุมชนของนักเรียนมีการเลี้ยงโคนม
พันธุ ์ไทยฟรเี ซยี น โคนมเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่มนุษย์เลี้ยงไว้ หรือไม หากไมมี ในชุมชนของนักเรียน
• โคนมพันธผ์ุ สมทีม่ เี ลอื ดโคนมพนั ธุ์โฮลสส์ ไตน์ เพอื่ นา� นา�้ นมมาบรโิ ภค โดยโคนมพนั ธแ์ุ ทเ้ ปน็ เลยี้ งสัตวช นิดใด
พนั ธท์ุ ม่ี ถี นิ่ กา� เนดิ อย่ใู นเขตประเทศทม่ี อี ากาศ (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ฟรีเซียนมากกวา่ ๗๕% หนาว เมอ่ื ถกู นา� เขา้ มาเลยี้ งในประเทศไทยจงึ ไดอยางอสิ ระ)
• สขี องตวั จะเปน็ สขี าวตดั กบั สดี า� โดยเดด็ ขาด บางตวั มักให้ผลผลิตน�้านมได้ไม่ดี เน่ืองจากสภาพ • นักเรียนทราบหรือไมวานมที่ด่ืมน้ันผลิต
อากาศร้อนและมีศัตรูรบกวนมาก ต่อมาได้มี จากแหลง ใด และแหลง นา้ํ นมดบิ ไดม าจาก
อาจมีสีขาว หรอื สดี �ามาก การศกึ ษา พฒั นา และปรังปรงุ พนั ธ์ุ โดยนา� แหลง ใด
• ผลิตนา�้ นมเฉลย่ี ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ กก. นา�้ เชอื้ ของโคนมพนั ธด์ุ เี พศผมู้ าผสมกบั แมโ่ ค (แนวตอบ แหลงเล้ียงวัวนมท่ีสําคัญที่สุด
• เพศผหู้ นักประมาณ ๕๕๐-๖๐๐ กก. ทท่ี นต่ออากาศร้อนในประเทศไทยได้ดี จนได้ ของโลก เชน ประเทศอนิ เดยี กลมุ ประเทศท่ี
• เพศเมยี หนักประมาณ ๕๐๐ กก. โคลกู ผสมทสี่ ามารถทนตอ่ อากาศรอ้ นและโรค ผลติ นา้ํ นมดบิ ไดม ากทสี่ ดุ คอื สหภาพยโุ รป
ไดด้ ี ผลติ น�้านมได้มากขนึ้ และสามารถเลย้ี ง แหลงเล้ียงวัวนมท่ีสําคัญของประเทศไทย
พนั ธ ์ุโฮลสส์ ไตนฟ์ รเี ซียน ไดด้ ีประเทศไทย อยใู นหลายจงั หวดั เชน สระบรุ ี นครราชสมี า
• มถี ิน่ กา� เนิดในประเทศเนเธอร์แลนด์ ประจวบคีรีขันธ เพชรบรุ ี สาเหตทุ ่ีประเทศ
• นสิ ัยเชือ่ งช้า รดี นมงา่ ย ไมอ่ ้นั นม ไทยนิยมเลี้ยงวัวนมกันมากข้ึน เพราะมี
• สขี องตวั จะเป็นสีขาว หรอื สีด�า โดยจะขาว หรือด�า ภูมิประเทศท่ีเหมาะสมตอการทําปศุสัตว
เนื่องจากอุดมสมบูรณไปดวยอาหารสัตว
มากกวา่ ก็ได้ เชน ทงุ หญาเลย้ี งสัตว ผลผลติ พชื ไร วัสดุ
• ผลิตน�า้ นมเฉล่ยี ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ กก. เหลอื ใชจ ากโรงงานอตุ สาหกรรม ซงึ่ มรี าคา
• เพศผูห้ นักประมาณ ๘๐๐-๑,๐๐๐ กก. ไมสูง และสามารถเลือกใชทดแทนกันได
• เพศเมียหนักประมาณ ๕๐๐-๘๐๐ กก. หากส่ิงใดส่งิ หนงึ่ มีราคาท่เี พมิ่ สูงขน้ึ )

พันธ์ทุ เี อม็ แซด พนั ธซ์ุ ำฮิวำล 13. ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา “ประเทศไทยไดมีการ
• โคนมพนั ธผ์ุ สมทมี่ เี ลอื ดโคนมพนั ธ์โุ ฮลสส์ ไตนฟ์ รเี ซยี น • มถี ิน่ กา� เนดิ ในประเทศปากีสถาน สงเสริมใหประชาชนประกอบอาชีพเล้ียง
• ทนรอ้ น ทนโรค ทนตอ่ สภาพขาดแคลนอาหารไดด้ ี โคนม มาต้ังแต พ.ศ. 2504 โดยไดรับการ
มากกวา่ ๗๕% และพนั ธซ์ุ บี ู หรอื พนั ธพ์ุ นื้ เมอื ง ๒๕% • สขี องตวั จะเปน็ สนี า�้ ตาล อาจมสี ขี าวบรเิ วณใตท้ อ้ ง ชว ยเหลอื จากรฐั บาลเดนมารก ใหจ ดั ตงั้ ฟารม
• สขี องตวั จะเปน็ สขี าวตดั กบั สดี า� โดยเดด็ ขาด บางตวั • ผลติ น�้านมเฉล่ยี ๒,๕๐๐-๓,๐๐๐ กก. โคนมแหงแรกขึ้นที่อําเภอมวกเหล็ก จังหวัด
• เพศผ้หู นักประมาณ ๖๐๐-๗๐๐ กก. สระบุรี หลังจากน้ันอาชีพเลี้ยงโคนมได
อาจมีสีขาว หรือสดี า� มาก • เพศเมียหนักประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ กก. แพรหลายไปท่ัวทั้งประเทศ และมีแนวโนม
• ผลติ นา้� นมเฉลี่ย ๓,๐๐๐-๓,๕๐๐ กก. การขยายตัวเพิม่ มากขนึ้ ”
• เพศผูห้ นักประมาณ ๕๐๐-๖๐๐ กก.
• เพศเมยี หนกั ประมาณ ๔๕๐-๕๐๐ กก.

99

ขอสอบเนน การคิด เกร็ดแนะครู

สมนุ ไพรในขอใดมีสรรพคณุ สามารถกําจดั พยาธิในโคได ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมในประเทศไทยใหนักเรียนฟงวา
1. ตะไคร การเล้ียงโคนม เพื่อนําน้ํานมมาบริโภคมีมานานแลว แตเพ่ิงมีการเล้ียงอยาง
2. มะกรูด จริงจัง เม่ือรัชกาลที่ 9 ไดทรงสถาปนาศูนยฝกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-
3. กระเทียม เดนมารกข้ึน ที่อําเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี รวมกับพระเจาเฟรเดริคที่ 9
4. บอระเพด็ แหงประเทศเดนมารก ตอมาไดพัฒนาเปนองคกรสงเสริมกิจการโคนมแหง
ประเทศไทย มฐี านะเปน รฐั วสิ าหกจิ สงั กดั กระทรวงเกษตรและสหกรณ พระองค
(วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 4. เพราะเกือบทุกสว นของบอระเพ็ด ไดทรงทดลองเลี้ยงโคนมดวยพระองคเองในบริเวณสวนจิตรลดา และเม่ือ
สามารถนํามาใชเปนสวนผสมของยารักษาโรคได หากตองการ เกษตรกรผูเลี้ยงโคนมสามารถผลิตน้ํานมดิบไดเกินความตองการของตลาด
กําจัดพยาธิในโค เกษตรกรสามารถใชเถาบอระเพ็ดมาตัดเปน ก็ทรงโปรดเกลาฯ ใหสรางโรงงานนมผงและศูนยรับนม ทั้งยังทรงริเริ่มใหมี
ชน้ิ เลก็ ทบุ ใหแ ตก หมกั กบั นา้ํ ซาวขา วและเกลอื ทง้ิ ไวป ระมาณ 7 วนั การจัดตั้งสหกรณโคมนมหนองโพราชบุรี จํากัด (ในพระบรมราชูปถัมภ) เพื่อ
จากนน้ั นาํ นํ้าหมักทไ่ี ดผ สมกบั นา้ํ ดมื่ ของโค นาํ้ หมกั จะชว ยกาํ จดั ดาํ เนินการผลติ นมผงอกี ดวย
พยาธอิ อกไปได)

T109

นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขนั้ นาํ วิธกี ำรเลย้ี ง อำหำรและกำรใหอ้ ำหำร
วิธีการเล้ียงโคนมที่นิยมในปัจจุบันแบ่งเป็น ๓ วิธี อาหารส�าหรบั โคนม แบ่งเปน็ ๒ ประเภท ดังนี้
ขนั้ ที่ 2 กระตนุ ความสนใจ ดงั นี้ ๑. อาหารหยาบ เป็นอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น
๑. การเลย้ี งแบบยนื โรงอยกู่ บั ท่ี เปน็ การนา� โคมาเลยี้ ง
14. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั สนทนาเกยี่ วกบั วธิ กี าร หญ้าชนิดต่าง ๆ ท้ังหญ้าสด หญ้าแห้ง หญา้ หมัก
เลย้ี งโคนม อาหาร และการใหอ าหาร จากนนั้ อยู่ในช่อง หรือซองขอแต่ละตวั ไมเ่ ปิดโอกาสให้ ฟางขา้ ว ใบกระถนิ ตน้ ถว่ั ชนดิ ตา่ ง ๆ อาหารหยาบ
ครูถามนกั เรียนวา โคไดเ้ ดนิ หรือเคลื่อนไหวมากนกั เปน็ อาหารหลกั สา� หรบั โคนม ผเู้ ลยี้ งตอ้ งนา� อาหาร
• นกั เรยี นคดิ วา สงิ่ ใดเปน ปจ จยั สาํ คญั เรมิ่ ตน ๒. การเล้ียงแบบปล่อยอิสระอยู่ภายในคอก โคจะ ประเภทน้ีให้โคนมกินอย่างเพียงพอเพ่ือให้ผลิต
สําหรบั ผูทตี่ องการเลี้ยงโคนมเปน อาชพี มีพ้ืนท่ีภายในคอกพอให้เดิน หรือเคลื่อนไหวได้ น้�านมได้มากข้ึน ในกรณีท่ีเล้ียงแบบปล่อยให้
(แนวตอบ ปจจัยสําคัญที่ผูเล้ียงโคนมเปน อยา่ งอสิ ระ โดยอยู่รวมกนั เป็นฝูง หาอาหารกนิ เองในแปลงหญา้ ผเู้ ลย้ี งควรใชว้ ธิ กี าร
อาชพี ตอ งคาํ นงึ ถงึ เชน ทนุ สถานทท่ี ใี่ ชใ น ๓. การเล้ียงแบบปล่อยให้หาอาหารกินเองในแปลง ปลูกหญา้ เป็นแปลง แลว้ เก่ียวหญา้ มาให้กินเพอื่
การเลยี้ ง ตลาด และปจ จยั อนื่ ๆ ซงึ่ ปจ จยั ท่ี หญ้า ช่วยประหยัดแรงงานและค่าใช้จ่ายในการ
สาํ คญั ทส่ี ดุ คอื ทนุ โดยทนุ สามารถแบง ออก สร้างโรงเรือน โดยการปล่อยให้โคออกไปหา ๒. อปารหะหารยขดั น้ ค1่าเปใชน็ ้จอา่ายหารทม่ี เี ยอื่ ใยตา�่ แตม่ สี ารอาหาร
เปน 5 รายการ คอื ทนุ สําหรับซ้ือพอ พันธุ อาหารกินเองในแปลงหญ้าท่ีก�าหนดไว้ให้อย่าง
แมพ นั ธโุ คนม ทนุ สาํ หรบั สรา งโรงเรอื น หรอื อสิ ระ และจะถกู ตอ้ นใหเ้ ขา้ คอกเมอื่ ถงึ เวลารดี นม ประเภทโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่
คอกสําหรับเลี้ยงสัตว ทุนสําหรับเตรียม และวิตามินสูง เช่น กากถั่วเหลือง ร�าละเอียด
แปลงหญา ทุนสําหรับหาแหลงนํ้า หรือ ข้าวโพดป่น มันส�าปะหลังอัดเม็ด ปลายข้าว
ชลประทาน ทนุ สาํ หรบั คา อาหาร คา แรงงาน ปลาปน่ กระดกู ปน่ โดยโปรตนี จะชว่ ยในการเจรญิ
และอ่ืนๆ) เติบโตและผลิตน้�านม ผู้เลี้ยงจึงต้องให้โคนมกิน
• การใหอ าหารโคนมดว ยอาหารหยาบควรให อาหารข้นอย่างเพยี งพอ
อยา งไรจึงจะเหมาะสม
(แนวตอบ คณุ คา ทางอาหารจะเปลยี่ นแปลง Tip
ไปตามฤดูกาล สภาพดิน และชนิดของ
อาหาร ซงึ่ โดยทว่ั ไปจะใหค ณุ คา ทางอาหาร วนั โคนมแหง่ ชาติ
คอนขางตํ่า ผูเลี้ยงจึงควรใหอาหารใน
ปริมาณท่ีเพียงพอ เพอื่ ชว ยใหก ระบวนการ วันท่ี ๑๗ มกราคมของทุกปี ถือเป็น “วันโคนมแห่งชาติ” ซ่ึงถือเป็นวันส�าคัญของผู้ประกอบอาชีพ
ยอ ยอาหารและการผลติ ไขมนั ในนาํ้ นมเปน เล้ียงโคนม และเพือ่ นอ้ มรา� ลกึ ถงึ พระมหากรณุ าธคิ ณุ ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่ีได้ทรงพระราชทานอาชีพน้ี
ไปอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ การใหอ าหารไมค วร ให้แก่ปวงชนชาวไทย ตามที่พระองค์ได้ทรงตั้งพระราชปณิธานท่ีจะส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในประเทศ
ต่าํ กวา 1-1.5% ของนํา้ หนกั ตวั หรอื มี ADF ให้เปน็ หนง่ึ ในอาชพี ของเกษตรกรไทย ให้มีความมนั่ คงและยง่ั ยนื
ไมต า่ํ กวา 19-21% หรอื CF ไมต า่ํ กวา 18%)
• เพราะเหตุใดจึงตองมีการเสริมอาหารขน 100
ใหแกโ คนม
(แนวตอบ หากโคนมกินแตอาหารหยาบ
จะทําใหเจริญเติบโตชา จึงตองเสริมดวย
อาหารขน ซ่ึงเปนอาหารท่ีใหพลังงานและ
มโี ปรตนี สูงแกโคนม)

นักเรียนควรรู กิจกรรม สรางเสริม

1 อาหารขน เปนวัตถุดิบท่ีมีความเขมขนของโภชนะตอหนวยน้ําหนักสูง ครูใหนักเรียนศึกษาขอมูลเพ่ิมเติมเกี่ยวกับความสําคัญของ
มีเย่ือใยตํ่ากวา 18 เปอรเซ็นต แบงเปน 2 ประเภท คือ อาหารหลักหรือ การเลี้ยงโคนมในประเทศไทย จากน้ันสรุปความรูที่ไดในรูปแบบ
อาหารพลังงาน (Basal Feed หรอื Energy Feed) เปนวตั ถุดิบอาหารสัตวท่ใี ห แผนพบั ตกแตงใหส วยงาม นาํ สง ครผู สู อน
พลงั งานสงู หรอื มคี ารโ บไฮเดรตมาก มโี ปรตนี ตาํ่ กวา 20 เปอรเ ซน็ ต เปน วตั ถดุ บิ
ที่ใชมากถึง 50-80 เปอรเซ็นต ในการประกอบสูตรอาหาร และอาหารเสริม กิจกรรม ทาทาย
(Supplements) เปนวัตถุดิบท่ีเสริมลงไปในอาหารหลักในการประกอบสูตร
อาหาร ครใู หน กั เรยี นวางแผนการเลย้ี งสตั วใ นทอ งถน่ิ ตามความสนใจ
1 ชนิด โดยใชความรูที่ไดจากการศึกษาเรื่องการเล้ียงโคนมเปน
สื่อ Digital แนวทางในการปฏบิ ตั งิ าน จากนนั้ ออกมานาํ เสนอแผนงานใหเ พอื่ น
ฟง หนา ชน้ั เรยี น โดยมคี รเู ปน ผคู อยเสนอแนะความถกู ตอ ง จากนนั้
ศกึ ษาเพม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั อาหารและการใหอ าหารโคนม ไดท ี่ https://pvloknr. ลงมือปฏิบัติการเลี้ยงสัตวจริง โดยมีการจดบันทึกพัฒนาการ
dld.go.th/webosm_61/webfifile/bowchow/bowchow1.pdf การเจรญิ เตบิ โตของสตั วร ว มดว ย และนาํ เสนอครผู สู อนเดอื นละ 1 ครง้ั

T110

นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ

ขนั้ นาํ

ขนั้ ท่ี 2 กระตนุ ความสนใจ

วิธีกำรรีดนมโค ๓. ก่อนรีดนมควรท�าความสะอาดและเช็ดเต้านม 15. ครูเปดคลิปวิดีโอเก่ียวกับวิธีการรีดนมโคให
การรีดนมโคท�าได้ ๒ วิธี คอื การรดี ดว้ ยมอื และการ ทุกครั้ง เพ่อื ฆา่ เช้อื โรคบางสว่ นบรเิ วณภายนอก นกั เรียนดู จากนนั้ ครถู ามนกั เรียนวา
รีดด้วยเครอื่ งมอื รีดนม ซง่ึ มวี ธิ ีปฏิบตั ิ ดงั นี้ และยังช่วยกระตุ้นให้โคปลอ่ ยน้า� นมออกมา • การรดี นมโค เพ่อื ใหไดน าํ้ นมทส่ี ะอาดควร
๑. ก่อนและระหว่างการรีดนม จะต้องให้โคอยู่ใน ปฏิบัตอิ ยา งไร
๔. รีดนมใหห้ มดเตา้ ทุกคร้ัง และไมค่ วรใช้เวลาใน (แนวตอบ ขน้ั ตอนการรดี นมโค ปฏบิ ตั ไิ ด ดงั นี้
อารมณด์ แี ละมคี วามสบายใจ พรอ้ มทจี่ ะใหน้ า้� นม การรดี นมนานจนเกนิ ไป ควรรดี ใหเ้ สรจ็ และหมด • เตรยี มน้าํ ยาฆาเช้อื โดยใชน า้ํ ยาคลอรีน
๒. คนรีดนมโคแต่ละตัวควรเป็นบุคคลคนเดียวกัน เตา้ ภายใน ๕-๗ นาที เจอื จาง
• เตรียมอุปกรณการรีด ผูรีด และแมโค
ไมค่ วรเปลย่ี นคนรดี นมบ่อย ๆ ใหพ รอ ม ซง่ึ การเตรยี มการตา งๆ ควรทาํ ให
สะอาดและฆาเชือ้ โรคดว ยน้าํ ยาคลอรนี
การรีดนมดว้ ยมอื การรีดนมด้วยเครอ่ื งมือรดี นม • ทาํ ความสะอาดตวั แมโ คบรเิ วณทส่ี กปรก
ดว ยน้าํ ยาคลอรนี
สรปุ ในการปลกู พชื ใหเ้ จรญิ เตบิ โตนนั้ จะตอ้ งมคี วามรู้ ความเขา้ ใจในเรอ่ื งตา่ งๆ ทเ่ี กยี่ วขอ้ ง • ลางเตา นมดว ยนํา้ อุน หรือนํา้ ยาคลอรนี
กับการเจริญเติบโตของพืชที่จะปลูก โดยศึกษาข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ รวมท้ังวางแผน พรอมกบั นวดและเช็ดอยา งเบามือ
การจัดการอย่างเป็นระบบ เพ่ือป้องกันปัญหาท่ีอาจเกิดขึ้นจากการท�างาน นอกจากน้ี ควรเลือก • กอนรีดนมควรตรวจสอบความผิดปกติ
สถานท่ีในการปลูกพืช เตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ ในการปลูกพืช เตรียมพันธุ์พืช เตรียมดินท่ีใช้ ของนํ้านม และรีดนมที่คางอยูในหัวนม
ปลูกพืช การปฏิบัติดูแลรักษา ตลอดจนการเก็บเก่ียวพืชอย่างถูกต้องและเหมาะสม ก็จะท�าให้การ ทิ้งกอน จากนั้นใหรีดนมอยางเร็วที่สุด
ปลกู พืชประสบผลส�าเร็จตามวตั ถปุ ระสงคท์ ีต่ ั้งไว้ และตองรดี นมใหหมดทกุ เตา )
ส�าหรับการเลี้ยงสัตว์ ให้ประสบความส�าเร็จ ต้องศึกษาข้อมูลเก่ียวกับสัตว์ที่จะเล้ียง ไม่ว่า • นกั เรยี นจะมวี ธิ กี ารแนะนาํ เกษตรกรผเู รม่ิ ตน
จะเปน็ ลกั ษณะนสิ ัย พันธุ์สัตว์ วิธีการเล้ยี ง สถานท่แี ละโรงเรอื นเล้ียงสัตว์ อาหารสตั ว์ การปอ้ งกัน เล้ยี งโคนมอยา งไร
โรค และการสุขาภิบาลที่เหมาะสม เพ่ือน�ามาใช้ประกอบในการวางแผนเล้ียงสัตว์และเป็นแนวทาง (แนวตอบ เรมิ่ ตน หา หรอื ซอ้ื แมโ คพนั ธพุ น้ื เมอื ง
ในการปฏิบัติต่อไป ท่ีส�าคัญอีกประการหนึ่ง คือ ผู้เลี้ยงสัตว์ต้องมีใจรัก ชอบการเล้ียงสัตว์ มีความ หรอื แมโ คทม่ี สี ายเลอื ดทดี่ ี ไมเ ปน โรคตดิ ตอ
รับผิดชอบในการดูแลสัตว์เลี้ยง เพ่ือให้การเล้ียงสัตว์มีประสิทธิภาพ ให้ผลผลิตท่ีดีมีคุณภาพและ มาเล้ียง ใชวิธีการผสมเทียมกับสายเลือด
ผเู้ ล้ียงมีความสุขในการเลี้ยงสัตว์ โคนมพันธุของยุโรปพันธุใดพันธุหน่ึง เมื่อ
ไดล กู ผสมตวั เมยี กจ็ ะมเี ลอื ดโคนมครงึ่ หนงึ่
งานเกษตร 101 เมอื่ เลย้ี งดไู ปอกี ประมาณ 30-36 เดอื น กจ็ ะ
ใหลูกตัวแรก แมโคตัวน้ีก็จะเร่ิมรีดนม
ได หรือหาซื้อลูกโคนมพันธุผสมเพศเมีย
มาเล้ยี ง โดยอาศัยนมเทยี ม หรือหางนมผง
ละลายนา้ํ ใหก นิ ในปรมิ าณทจ่ี าํ กดั พรอ มทง้ั
ใหอ าหารขน ลกู โคออ นและหญา จนกระทง่ั
หยา นมถึงอายุผสมพันธุ ตั้งทอง คลอดลูก
และเร่ิมรีดนมได)

ขอสอบเนน การคิด เกร็ดแนะครู

การรดี นมโคเพอ่ื ใหไ ดป รมิ าณนา้ํ นมทม่ี าก มวี ธิ ใี นการปฏบิ ตั อิ ยา งไร ครูอธิบายเพ่ิมเติมเกี่ยวกับวิธีการรีดนมโคดวยมือใหนักเรียนฟงวา กอน
1. เปลีย่ นคนรีดนมทุกวัน รีดนมควรทําความสะอาดเตานมดวยผาชุบนํ้าอุน จากนั้นใชผาแหงเช็ดแลว
2. ใหอาหารโคกอนการรีด ทําการนวดเตานม โดยใชเวลาทําความสะอาดและนวดเตานมประมาณ
3. เปด เพลงใหโคฟงทุกวัน 1 นาทีคร่ึง แลว จงึ ลงมอื รีดทนั ที เนอื่ งจากเปนระยะการปลอยนม การทํางาน
4. คอ ยๆ รีดนมโคอยางชา ๆ ของฮอรโมนจะทํางานประมาณ 6-8 นาที หากรีดชาฮอรโมนจะหยุดทํางาน
สง ผลใหน ํา้ นมหยุดไหลได ในการรีดนมโคดว ยมอื ผรู ดี ควรใชน ้วิ หัวแมม ือและ
(วิเคราะหค ําตอบ ตอบขอ 3. เพราะการเปด เพลงใหโคฟงทุกวนั นวิ้ ชร้ี ดั ทตี่ อนบนของหวั นมเพอ่ื ปอ งกนั ไมใ หน มไหลกลบั จากนน้ั บบี ไลน วิ้ ทเี่ หลอื
จะทําใหโ ครสู ึกผอนคลาย มีอารมณดี ไมเครยี ด สงผลใหสามารถ ท้งั สามนิ้วลงมาตามลาํ ดบั เมือ่ นมถกู บบี ไลออกมาหมดหวั นมแลว จงึ ปลอยน้ิว
รีดนํ้านมโคไดปรมิ าณมากขน้ึ กวาปกติ 30-40 เปอรเซ็นต) หัวแมมือและน้ิวชี้ใหนมไหลมาแทนที่ โดยทําสลับกันระหวางน้ิวมือทั้ง 2 ขาง
ซงึ่ การรดี ควรรดี เปน คๆู เชน รดี คหู นา กอ น พอเหน็ วา ชา ลงจงึ รดี คหู ลงั สลบั กนั ไป

T111

นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั นาํ กจิ กรรม

ขน้ั ท่ี 2 กระตนุ ความสนใจ สร้างสรรค์พฒั นาการเรยี นรู้

• เพราะเหตุใดเกษตรกรไทยจึงนิยมเลี้ยง 5.1ใบมอบหมายงานท่ี ค�าชี้แจง : ให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมเป็นกลุ่ม โดยปฏิบัติงานตาม
โคนมเพ่ิมมากข้นึ ท่กี �าหนด
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ เร่ือง ก ารปลูกพชื
ไดอยางอสิ ระ เชน เหน็ ตัวอยางจากเกษตร ในท้องถ่ิน
ทย่ี ดึ อาชพี เลยี้ งโคนมวา มรี ายไดด ี ครอบครวั
มีฐานะความเปนอยูที่ดีข้ึน และไดรับ ๑. แบง่ กลมุ่ เพื่อศกึ ษาวิธกี ารปลูกพชื ในทอ้ งถนิ่ ตามความสนใจกลุม่ ละ ๑ ชนดิ
ผลพลอยไดอ ื่นๆ ตามมา เชน เปนการใช ๒. ศกึ ษาขอ้ มลู วธิ กี ารปลกู พชื จากแหลง่ การเรยี นรตู้ า่ ง ๆ เชน่ หนงั สอื พมิ พ์ เกษตรกรในทอ้ งถน่ิ เกษตรอา� เภอ
เวลาวางใหเกิดประโยชน มลู สัตวนาํ มาใช
เปนปยุ เพอ่ื บาํ รงุ ดนิ ใหมคี วามสมบรู ณ) หรอื สบื คน้ จากอินเทอรเ์ น็ต ตามความเหมาะสมกบั สภาพทอ้ งถิ่น
๓. บนั ทกึ ผลการปลกู พชื ลงในแบบฝึกปฏิบตั ิการวางแผนปลูกพชื ซ่ึงมีรายละเอยี ด ดังนี้
ขน้ั สอน
แบบฝกึ ปฏบิ ตั กิ ำรวำงแผนปลูกพชื
ขนั้ ท่ี 3 จดั กลมุ รว มมอื
กลุ่มที่ : ..................................... ชอื่ กลมุ่ : ...........................................
1. ครใู หน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละเทา ๆ กนั รว มกนั
สืบคนขอมูลเกี่ยวกับงานเกษตร แลวเลือก รำยชื่อสมำชกิ ในกลมุ่
ปฏิบัติงานเกษตรตามความสนใจ 1 งาน
เพอ่ื จัดทําโครงงาน เรือ่ ง งานเกษตรของฉัน ๑. ......................................................................................... ๔. ................................................................................................

2. ครูใหนักเรียนแตละกลุมแบงหนาท่ีความ ๒. ......................................................................................... ๕. ................................................................................................
รับผิดชอบตามความถนัดและความสามารถ
ของแตละบุคคล โดยครูเปนผูใหคําปรึกษา ๓. ......................................................................................... ๖. ................................................................................................
เก่ียวกับการวางแผนแบงหนาที่ของสมาชิกใน
แตล ะกลมุ พืชท่ีจะผลติ : .................................................................. อายกุ ารเกบ็ เกีย่ ว : ............................... วัน

3. ครูใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันปฏิบัติตาม จา� นวนพืน้ ที่ใชผ้ ลติ : ...................................... ตารางเมตร
โครงงาน เรือ่ ง งานเกษตรของฉนั ซ่ึงอาจเปน
การปลูกพืช หรือการเลี้ยงสัตวตามหนาที่ท่ี แนวทางการใช้ประโยชน์จากผลผลิตพืช : ...................................................................................................................................
ไดรับมอบหมาย โดยชวยกันปฏิบัติตาม
ข้ันตอนอยางเครงครัด .....................................................................................................................................................................................................................

ขนั้ ที่ 4 แสวงหาความรู ขนั้ ตอนกำรปฏบิ ตั งิ ำน

4. ครูและนักเรียนแตละกลุมรวมกันตรวจสอบ วนั /เดือน/ปี รำยกำรปฏบิ ัติ ผู้รับผิดชอบ หมำยเหตุ
ผลงานทก่ี ลมุ ของตนเองไดป ฏบิ ตั ิ และพจิ ารณา
ถงึ สงิ่ ท่ีตองปรับปรงุ แกไ ข หรอื พัฒนา เพอื่ นาํ ........................... .......................................................................................... ..................................... .....................................
ไปใชใ นการปฏิบัตกิ ิจกรรมในคร้งั ตอ ไป ........................... .......................................................................................... ..................................... .....................................
........................... .......................................................................................... ..................................... .....................................

๔. นา� เสนอผลงานหน้าชั้นเรียน จากนนั้ อภิปรายและสรุปผลการวางแผนการปลกู พืช
๕. น�าผลงานการวางแผนการปลูกพืชไปฝึกปฏิบัติจริงในแปลงปลูกพืช หรือปลูกพืชในภาชนะของโรงเรียน

หรอื ปลูกท่บี า้ นตามความเหมาะสม

102

เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคิด

ครูอธิบายเพ่ิมเติมเกี่ยวกับการคํานวณน้ําหนักโคจากความยาวรอบอก ในการวางแผนการเลย้ี งสตั ว ควรทําส่ิงใดกอนเปน ลําดับแรก
ใหน กั เรยี นฟง วา หากผเู ลยี้ งทราบนา้ํ หนกั ของโค จะกอ ใหเ กดิ ประโยชนอ ยา งมาก 1. กําหนดตน ทนุ
ในการเลี้ยงดูโควาสามารถเลี้ยงไดอยางถูกตองหรือไม โคมีการเจริญเติบโต 2. กําหนดขน้ั ตอน
ที่ดีตามท่ีควรจะเปนหรือไม การใชเครื่องช่ังในการช่ังน้ําหนักโคจะมีราคาสูง 3. กําหนดวัตถปุ ระสงค
ไมเหมาะสมสําหรับเกษตรกรผูมีรายไดตํ่า โดยวิธีการท่ีสะดวกและประหยัด 4. กําหนดวธิ กี ารดาํ เนินงาน
คา ใชจ า ยในการชงั่ นาํ้ หนกั โค คอื การวดั รอบอก บรเิ วณซอกขาหนา หลงั ตะโหงก
แลวนําความยาวท่ีไดม าเทยี บเปน นาํ้ หนักแทน (วเิ คราะหคําตอบ ตอบขอ 3. เพราะในการเลย้ี งสตั วแ ตละชนดิ
จะตองมีการกําหนดวัตถุประสงคกอนวาจะเลี้ยงสัตวชนิดใด
สื่อ Digital เล้ียงเพ่ือส่ิงใด จากน้ันจึงปฏิบัติตามขั้นตอนของกระบวนการ
ทํางานใหถูกตอง เหมาะสม เพ่ือใหการเล้ียงสัตวเปนไปอยางมี
ศกึ ษาเพิม่ เตมิ เกี่ยวกับการคาํ นวณนาํ้ หนกั โคจากความยาวรอบอก ไดท่ี ประสิทธภิ าพ)
https://pvlo-knr.dld.go.th/webosm_61/webffi ile/bowchow/bowchow1.pdf

T112

นาํ สอน สรุป ประเมิน

5.2ใบมอบหมายงานที่ คา� ชแ้ี จง : ใหน้ กั เรยี นปฏบิ ตั กิ จิ กรรมเปน็ รายบคุ คล โดยปฏบิ ตั งิ าน ขนั้ สรปุ
ตามท่ีกา� หนดให้
เรอ่ื ง ก ารเลี้ยงสตั ว์ ขน้ั ท่ี 5 สรุปสิง่ ท่ีไดเรยี นรู

๑. ใหน้ ักเรยี นศกึ ษาวิธีการเลยี้ งสัตวต์ ามความสนใจ ๑ ชนิด 1. ครแู ละนกั เรียนรว มกันสรปุ ความรู เรอื่ ง
๒. ศึกษาข้อมูลการเล้ียงสัตว์จากแหล่งการเรียนรู้ท่ีหลากหลาย เช่น หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ เกษตรอ�าเภอ การเลยี้ งสัตว

ผูร้ ู้ในทอ้ งถ่นิ หรอื สบื ค้นขอ้ มลู จากอนิ เทอร์เนต็ ตามความเหมาะสมกับสภาพทอ้ งถิ่น 2. ครถู ามนักเรยี นวา
๓. บันทึกผลการเลย้ี งสัตว์ลงในแบบฝึกปฏิบัติการวางแผนเล้ียงสตั ว์ มีรายละเอยี ด ดังน้ี • นักเรียนไดความรูใดจากการทําโครงงาน
เร่ือง งานเกษตรของฉนั
แบบฝึกปฏบิ ตั กิ ำรวำงแผนเลีย้ งสัตว์ (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอยางอิสระ)
สตั วท์ ่สี นใจและตอ้ งการเล้ยี ง : .........................................................................................
วัตถุประสงค์ ในการเลีย้ งสตั ว์ : .......................................................... สถานท่ใี ช้เล้ยี งสัตว์ : .......................................................... ข้ันที่ 6 นาํ เสนอผลงาน

ขน้ั ตอนกำรเลยี้ งสตั ว์ 3. ครใู หน กั เรยี นแตล ะกลมุ สง ตวั แทนกลมุ ละ 1 คน
๑. วธิ ีการเตรยี มพันธุ์ ออกมานําเสนอโครงงาน เรื่อง งานเกษตร
๒. แหลง่ ที่มาของพนั ธุ์ ของฉัน ใหเพื่อนฟงหนาช้ันเรียน โดยครูให
๓. วสั ดุ อุปกรณ์ในการเล้ยี ง นักเรียนกลมุ อน่ื รวมกันวเิ คราะห วิจารณ และ
๔. อาหารทใ่ี ช้เลี้ยงสตั ว์ แสดงความคิดเห็นเก่ียวกับการทําโครงงาน
๕. โรคและการปอ้ งกันโรคของสัตว์เลย้ี ง ของกลมุ ทอี่ อกมานาํ เสนอ

• โรคทส่ี า� คญั ของสัตว์เลีย้ ง 4. ครูใหน กั เรยี นทําแบบทดสอบหลังเรียน หนว ย
• ศตั รูทส่ี �าคัญของสัตว์เลยี้ ง การเรียนรูที่ 5 เรอ่ื ง งานเกษตร
• วิธีการป้องกนั โรคและศัตรู
๖. นา� เสนอผลงานหนา้ ชน้ั เรยี น เพอ่ื แลกเปลย่ี นประสบการณก์ ารเรยี นรู้ พรอ้ มทง้ั สรปุ ผลการวางแผนเลย้ี งสตั ว์ ขน้ั ประเมนิ
๗. นา� ผลงานการวางแผนเลีย้ งสัตว์ไปฝกึ ปฏบิ ัตจิ ริงในโรงเรือนของโรงเรยี น หรือทบี่ ้านตามความเหมาะสม
1. ครูตรวจสอบผลการทําแบบทดสอบหลังเรียน
เพอื่ ตรวจสอบความเขา ใจหลงั เรยี นของนกั เรยี น

2. ครูตรวจสอบชิ้นงาน/ภาระงาน (รวบยอด)
โครงงาน เร่อื ง งานเกษตรของฉนั

3. ครูประเมินผลระหวางการจัดกิจกรรมการ
เรยี นรู จากการสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ
การนาํ เสนอผลงาน และการสงั เกตคณุ ลกั ษณะ
อนั พึงประสงค

งานเกษตร 103

กิจกรรม Mini Project แนวทางการวัดและประเมินผล

1. ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละเทา ๆ กนั สมมตบิ ทบาทเปน เกษตรกร ครสู ามารถสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ การนาํ เสนอผลงาน โดยศกึ ษา
ผูกําลังลงทุนเล้ียงสัตวเศรษฐกิจ จากน้ัน สํารวจสัตวเล้ียงใน เกณฑก ารวดั และประเมนิ ผลทแ่ี นบทา ยแผนการจดั การเรยี นรู หนว ยการเรยี นรทู ่ี 5
ทอ งถ่ินในประเดน็ ทีค่ รกู าํ หนดใหป ระเดน็ ดงั น้ี
• สัตวเศรษฐกิจท่ีนยิ มเลี้ยงในทองถน่ิ คอื สัตวช นิดใด แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม แบบประเมนิ การนาเสนอผลงาน
• สตั วเ ศรษฐกจิ ท่ไี มปรากฏในทอ งถ่ิน คือ สัตวชนดิ ใด
• วธิ ีการเลยี้ งและดแู ลสัตว คาช้ีแจง : ใหผ้ สู้ อนสงั เกตพฤติกรรมของนักเรยี นในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรียน แลว้ ขีด ลงในชอ่ งท่ตี รงกับระดับคะแนน คาชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมนิ ผลการนาเสนอผลงานของนักเรียนตามรายการ แลว้ ขีด ลงในชอ่ งท่ีตรงกบั ระดบั คะแนน
• เครอื่ งมอื อปุ กรณ สถานท่ี และตน ทนุ อนื่ ๆ ทใ่ี ชใ นการเลย้ี งสตั ว
• ปญ หาที่พบและแนวทางในการแกป ญ หา ลาดบั ที่ ชื่อ – สกุล การแสดง การยอมรบั การทางาน ความมี การมี รวม ลาดับที่ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
ของนกั เรยี น ความ ฟงั คนอ่ืน ตามท่ไี ดร้ ับ น้าใจ สว่ นรว่ มใน 15 321
2. ใหนักเรียนแตละกลุมเขียนรายงานขอมูลและระบุชนิดของสัตว คิดเห็น มอบหมาย คะแนน 1 ความถูกต้องของเนอ้ื หา
ทีเ่ ลือกเล้ียง พรอมอธิบายเหตผุ ลประกอบ จากน้นั ใหส ง ตวั แทน การ 2 การลาดับขนั้ ตอนของเรื่อง รวม
กลุมละ 1 คน นาํ เสนอผลงานใหเ พอื่ นฟงหนาชนั้ เรียน โดยมคี รู ปรับปรงุ 3 วธิ ีการนาเสนอผลงานอยา่ งสรา้ งสรรค์
เปน ผใู หคาํ แนะนาํ และชแี้ นะเพ่มิ เตมิ ผลงานกลมุ่ 4 การใชเ้ ทคโนโลยีในการนาเสนอ
5 การมีสว่ นรว่ มของสมาชิกในกลุ่ม
3 2 13 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1

ลงช่อื ...................................................ผู้ประเมิน
............/................./................

เกณฑ์การใหค้ ะแนน ลงช่ือ...................................................ผ้ปู ระเมนิ เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 3 คะแนน
ปฏิบตั ิ หรือแสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสมา่ เสมอ ............./.................../............... ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกบั รายการประเมนิ สมบูรณช์ ดั เจน ให้ 2 คะแนน
ผลงานหรือพฤตกิ รรมสอดคล้องกบั รายการประเมินเป็นส่วนใหญ่ ให้ 1 คะแนน
ปฏิบัติ หรอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยครัง้ ให้ 3 คะแนน
ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤตกิ รรมสอดคล้องกบั รายการประเมนิ บางส่วน
ปฏบิ ัติ หรอื แสดงพฤติกรรมบางคร้งั ให้ 1 คะแนน
เกณฑก์ ารตัดสนิ คุณภาพ

ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ

เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ 12-15 ดี

ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ 8-11 พอใช้

12-15 ดี ตา่ กว่า 8 ปรับปรุง

8-11 พอใช้

ตา่ กว่า 8 ปรับปรุง

T113

Chapter Overview

แผนการจัด สือ่ ท่ีใช้ จดุ ประสงค์ วิธีสอน ประเมิน ทกั ษะที่ได้ คณุ ลักษณะ
การเรียนรู้ อนั พงึ ประสงค์

แผนฯ ท่ี 1 - หนังสอื เรียน 1. อ ธบิ ายแนวทาง แบกระบวน - ต รวจแบบทดสอบก่อนเรียน - ทกั ษะการส�ำรวจ - ร กั ชาติ ศาสน์
แนวทางการ การเรยี น - ตรวจใบงานท่ี 6.1.1
ประกอบอาชพี การงานอาชพี ม.5 การเขา้ ส่อู าชพี ท่ีสนใจ ความรู้ - ประเมนิ การน�ำเสนอผลงาน คน้ หา กษัตริย์
ความเข้าใจ - ส งั เกตพฤติกรรมการทำ� งาน
1 - แบบทดสอบกอ่ นเรียน ได้อย่างถกู ต้อง รายบคุ คล - ท ักษะการสังเกต - ซ ื่อสตั ย์ สจุ รติ
- สงั เกตพฤติกรรม
ชั่วโมง - PowerPoint 2. มปี ระสบการณ ์ใน การทำ� งานกลุม่ วธิ กี ารท�ำงาน - ม ีวนิ ยั
- ส งั เกตคุณลักษณะ
อาชีพที่ตนเองถนัดและ อนั พงึ ประสงค์ เพ่ือการด�ำรงชีวติ - ใฝเ่ รียนรู้

สนใจ - ท ักษะการคดิ - อยูอ่ ย่าง

3. มคี ณุ ลกั ษณะทด่ี ีตอ่ วิเคราะห์ พอเพียง

อาชพี ทีส่ นใจ - ทกั ษะกระบวน - มุ่งมั่นใน

หรืออาชีพอืน่  ๆ การคดิ แกป้ ัญหา การท�ำงาน

- ทกั ษะการสรุป - รักความ

ลงความเหน็ เปน็ ไทย

- ทกั ษะการประเมนิ - ม จี ติ สาธารณะ

T114

แผนการจดั สื่อท่ีใช้ จดุ ประสงค์ วิธสี อน ประเมิน ทักษะที่ได้ คุณลกั ษณะ
การเรียนรู้ อันพึงประสงค์

แผนฯ ที่ 2 - ห นังสือเรยี น 1. อ ธบิ ายวธิ กี ารเลอื กใช้ แบบ - ตรวจแบบทดสอบหลงั เรยี น - ท ักษะการส�ำรวจ - รักชาติ ศาสน์
ความร ู้ การงานอาชีพ ม.5
ในงานอาชีพ - แบบทดสอบหลงั เรยี น เทคโนโลยีอยา่ ง กระบวนการ - ตรวจใบงานท่ี 6.2.1 คน้ หา กษัตรยิ ์
- PowerPoint
2 เหมาะสมกับการ กลุ่ม - ตรวจชิ้นงาน/ภาระงาน - ท ักษะการสงั เกต - ซ ่อื สตั ย์ สุจริต

ชวั่ โมง ประกอบอาชพี ได้ (รวบยอด) วธิ กี ารท�ำงาน - มวี นิ ัย

อยา่ งถูกต้อง - ประเมนิ การนำ� เสนอผลงาน เพอื่ การดำ� รงชีวติ - ใฝเ่ รียนรู้

2. อธิบายประสบการณ์ - สังเกตพฤตกิ รรมการท�ำงาน - ทกั ษะการคิด - อย่อู ยา่ ง

ในอาชพี ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง รายบคุ คล วเิ คราะห์ พอเพียง

3. อธบิ ายคณุ ลกั ษณะทีด่ ี - สังเกตพฤติกรรม - ท ักษะกระบวน - ม่งุ ม่ันใน

ตอ่ อาชพี ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง การท�ำงานกลุม่ การคิดแก้ปัญหา การท�ำงาน

- สังเกตคุณลกั ษณะ - ท กั ษะการสรุป - รกั ความ

อนั พงึ ประสงค์ ลงความเหน็ เป็นไทย

- ทกั ษะการประเมนิ - มจี ติ สาธารณะ

T115

นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั นาํ (กระบวนการเรยี น ความรู ความเขา ใจ) หน่วยการเรียนรู้ที่ ö

1. ครูแจงชื่อเรื่องที่จะเรียนรูและผลการเรียนรู §านÍาª¾Õ
ใหนักเรียนทราบ จากนน้ั ใหนกั เรียนแตละคน
ทาํ แบบทดสอบกอ นเรยี น หนว ยการเรยี นรทู ่ี 6 ตัวช้วี ัด ËÒ¡µŒÍ§¡ÒÃËÒÃÒÂä´Œ¾ÔàÈÉ
เร่อื ง งานอาชีพ ■ อภิปรายแนวทางเขา สูอาชีพท่ีสนใจ (ง ๒.๑ ม.๔-๖/๑) ÃÐËNjҧ»´ÀÒ¤àÃÕ¹ ¨ÐÁÕÇÔ¸Õ
■ เลือกและใชเ ทคโนโลยอี ยางเหมาะสมกับอาชีพ (ง ๒.๑ ม.๔-๖/๒) àµÃÕÂÁµÑÇËÒ§Ò¹ ÊÁѤçҹ
2. ครตู ง้ั คาํ ถามกระตนุ ความสนใจของนกั เรยี นวา ■ มปี ระสบการณใ นอาชีพที่ถนดั และสนใจ (ง ๒.๑ ม.๔-๖/๓) áÅÐÊÁÑ ÀÒɳ§Ò¹Í‹ҧäÃ
• อาชีพท่ีนักเรียนใฝฝนอยากเปนในอนาคต ■ มีคณุ ลกั ษณะท่ีดตี ออาชีพ (ง ๒.๑ ม.๔-๖/๔)
คอื อาชีพใด
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ไดอ ยา งอิสระ เชน แพทย พยาบาล วิศวกร
สถาปนิก ครู ตํารวจ ทหาร นักธุรกิจ ■ แนวทางเขา สูอ าชีพ
นกั ออกแบบเสื้อผา เชฟ ชา งภาพ นกั แสดง - เตรยี มตวั หางานและพัฒนาบคุ ลกิ ภาพ - การสมั ภาษณ
นักกฎหมาย ท่ีปรึกษาดานการลงทุน - ลกั ษณะความมั่นคงและความกาวหนา - การทํางาน
นกั ประชาสมั พนั ธ) - การสมัครงาน - การเปลย่ี นงาน
• นกั เรยี นมกี ารวางแผนชวี ติ เพอื่ วางแนวทาง
เขาสอู าชีพทีต่ นเองใฝฝ นไดอยา งไร ■ การเลือกและใชเทคโนโลยีอยางเหมาะสมกบั อาชพี
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ - วิธีการ - หลักการ - เหตุผล
ไดอยางอิสระ เชน ศึกษาขอมูลที่มีความ
เกยี่ วขอ งกบั อาชพี ทสี่ นใจ เพอื่ ศกึ ษารปู แบบ ■ ประสบการณใ นอาชพี
และลกั ษณะการทาํ งาน รวมถงึ ความตอ งการ
ของตลาดแรงงาน และตง้ั เปา หมายการเรยี น - การจําลองอาชพี - กจิ กรรมอาชพี
ใหมีความสอดคลองกับอาชีพท่ีสนใจ เชน
อาชพี ทนั ตแพทย โดยเลอื กเรยี นในสายวทิ ย ■ คุณลักษณะท่ีดตี อ อาชีพ
และคณิตฯ แลวสอบเขาเรียนตอในคณะ
ทนั ตแพทย สาขาทันตแพทยศาสตร) - คณุ ธรรม - จริยธรรม - คานยิ ม
• นักเรียนคิดวาตนเองสามารถทําตามแผนท่ี
วางไวไดห รอื ไม เพราะเหตใุ ด ñ แนวทางการเข้าส่อู าชพี
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอยางอิสระ เชน ทําตามแผนที่วางไวได อาชพี เปน็ การทา� กจิ กรรม การทา� งาน หรอื การประกอบการทไ่ี มเ่ ปน็ โทษแกส่ งั คม และมรี ายได้
เน่ืองจากมีความมุงมั่นและตั้งใจในการ ตอบแทน โดยอาศยั แรงงาน ความร ู้ ทกั ษะ อปุ กรณ ์ เครอื่ งมอื วธิ กี ารทแี่ ตกตา่ งกนั ไปเพอ่ื เลยี้ งชพี
ศกึ ษาเลา เรยี น ชอบศกึ ษาคน ควา หาความรู ตนเองและครอบครวั สว่ นแนวทางการเขา้ สอู่ าชพี เปน็ กระบวนการ หรอื การกระทา� ใด ๆ ทสี่ ามารถ
ใหมๆ อยเู สมอ เพอ่ื ใหส ามารถสอบเขา เรยี นตอ สร้างโอกาสให้ได้ประกอบอาชีพที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด ซ่ึงแนวทางการเข้าสู่อาชีพของ
ในคณะทนั ตแพทย สาขาทนั ตแพทยศาสตร แตล่ ะคนจะมีความแตกต่างกนั ซึ่งจะขน้ึ อย่กู บั ความสนใจ ความสามารถ ความถนดั ความพร้อม
ในมหาวทิ ยาลัยทีส่ นใจได) ในดา้ นความรู้ทักษะอาชีพ เงนิ ทุน และการให้โอกาสของผ้ปู ระกอบการ

10๔

เกร็ดแนะครู

ครูควรจัดการเรียนรู โดยอธิบายเก่ียวกับแนวทางการเขาสูอาชีพท่ีสนใจ การเตรียมตัวหางานและการพัฒนาบุคลิกภาพ การสมัครงาน การสัมภาษณ
หลักการทํางาน การเปล่ียนงาน การเลือกใชเทคโนโลยีอยางเหมาะสมกับการประกอบอาชีพ มีประสบการณในอาชีพที่ตนเองถนัดและสนใจ มีคุณลักษณะที่ดี
ตออาชพี โดยสามารถจดั กิจกรรมได ดังนี้

• ใหนักเรียนตอบคําถามและรวมกันแสดงความคิดเห็น เพ่ือใหนักเรียนเกิดความรู ความเขาใจเกี่ยวกับแนวทางการเขาสูอาชีพ การเลือกใชเทคโนโลยี
อยางเหมาะสมกบั การประกอบอาชีพ ประสบการณในอาชพี และคุณลักษณะท่ดี ีตอ อาชีพ

• ใหนกั เรยี นสํารวจตนเองวา มคี วามตองการท่ีจะประกอบอาชพี ใด บคุ ลกิ ภาพและความสามารถในลักษณะของอาชพี น้ันๆ เหมาะสมกับตนเองหรอื ไม
• ใหน กั เรยี นทาํ แบบทดสอบความสนใจในอาชพี เนอื่ งจากนกั เรยี นบางคนอาจยงั ไมร วู า ตนเองมคี วามตอ งการทจี่ ะประกอบอาชพี ใด ซง่ึ หากไดท าํ แบบทดสอบ

ดังกลา ว อาจทําใหรจู กั ตนเองมากขนึ้ เพ่ือจะไดเตรยี มความพรอ มในการประกอบอาชพี นน้ั ๆ ไดอ ยางเหมาะสม

T116

นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ

การเข้าสู่อาชีพเปนการเตรียมความพร้อมเพ่ือเข้าสู่การ ขน้ั นาํ

ทา� งาน หรอื การประกอบอาชพี ตามทใี่ ฝฝ น หรอื ตอ้ งการ โดย 3. ครขู ออาสาสมคั ร 2-3 คน ออกมาเลา ความฝน
จะต้องมีเป้าหมายท่ีชัดเจน เพื่อศึกษาท�าความเข้าใจเก่ียวกับ เกย่ี วกบั การประกอบอาชพี ในอนาคตของตนเอง
ลกั ษณะของอาชพี และพฒั นาตนเองในดา้ นตา่ ง ๆ ใหม้ คี ณุ สมบตั ิ ใหเพื่อนฟงหนาชั้นเรียน จากนั้นใหเพ่ือนรวม
เหมาะสมกบั อาชพี นน้ั ๆ เนอ่ื งจากจะสง่ ผลใหส้ ามารถประกอบ ชั้นเรียนรวมกันแสดงความคิดเห็นวาเพ่ือน
อาชพี ท่ีตอ้ งการไดอ้ ย่างมีคณุ ภาพและประสบความส�าเร็จ คนดังกลาวมีคุณสมบัติที่เหมาะสมตออาชีพ
ที่สนใจหรือไม
ดังน้ัน เราจึงจ�าเป็นที่จะต้องเรียนรู้เก่ียวกับการเตรียมตัวหางานและการพัฒนาบุคลิกภาพ1
ลักษณะความมั่นคงและความก้าวหน้าในการท�างาน การสมัครงาน การสัมภาษณ์ การท�างาน ขนั้ สอน
อยา่ งมคี วามสขุ และการเปลย่ี นงาน นอกจากน ้ี จะตอ้ งรจู้ กั เลอื กใชเ้ ทคโนโลยใี หเ้ หมาะสมกบั อาชพี
เพราะมสี ว่ นชว่ ยในการพฒั นางานใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพยงิ่ ขน้ึ และสง่ิ สา� คญั ทส่ี ดุ ของการประกอบอาชพี ขน้ั ท่ี 1 สงั เกต ตระหนกั
คอื การมคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และมคี า่ นิยมทีด่ ีตอ่ การประกอบอาชีพ เพราะมีสว่ นชว่ ยใหม้ โี อกาส
ในการพัฒนางานให้มีความก้าวหน้ามากข้ึน เสริมสร้างแนวทางการเข้าสู่อาชีพท่ีตนเองสนใจ 1. ครูเปดคลิปวิดีโอเก่ียวกับการประกอบอาชีพ
ให้ประสบความส�าเร็จ ตางๆ ใหน กั เรียนดู เชน ขาราชการ ตาํ รวจ
ทหาร ครู พิธกี ร นกั เขยี น นักแสดง สถาปนิก
งานอาชีพ 10๕ ฯลฯ

2. ครูถามนกั เรียนวา
• จากคลิปวิดีโอที่ไดชมไปน้ัน มีอาชีพท่ี
นักเรียนตองการประกอบในอนาคตหรือไม
หากมี นักเรียนคิดวาตนเองมีคุณสมบัติ
ที่เหมาะสมกับอาชีพนั้นหรือไม อยางไร
หากไมมี นักเรียนสนใจอาชพี ใด และคดิ วา
ตนเองมีคุณสมบัติท่ีเหมาะสมกับอาชีพนั้น
หรอื ไม อยางไร
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอ ยา งอสิ ระ)

3. ครูอธิบายเพิ่มเติมวา “การท่ีนักเรียนตองการ
จะประกอบอาชพี ใดๆ นน้ั นกั เรยี นจะตอ งหมนั่
รจู กั สงั เกตตนเองอยเู สมอวา มคี วามชอบ ความ
สนใจ ความถนดั และความสามารถในดา นใด
เพราะหากมีคุณสมบัติท่ีเหมาะสมกับอาชีพ
ทสี่ นใจ กย็ อ มสง ผลใหต นเองสามารถประกอบ
อาชีพทสี่ นใจไดอยางมคี ณุ ภาพ ประสบความ
สําเรจ็ และมคี วามสุขในการทาํ งาน”

ขอ สอบเนน การคิด เกร็ดแนะครู

การประกอบอาชพี มีความสําคัญตอตวั บคุ คลอยา งไร ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับคําวา “ผูประกอบการ” ใหนักเรียนฟงวา
1. เปน ท่ีรูจ กั ของคนในสงั คม ผปู ระกอบการ คือ ผทู เี่ ปน เจา ของกจิ การ หรอื ผรู วบรวมปจจัยการผลติ ไดแก
2. ยกระดบั ฐานะของตนเองใหดขี ึน้ ท่ีดนิ แรงงาน และทุน มาผลิตเปน สนิ คา และบรกิ าร คณุ ลักษณะของการเปน
3. มีเงนิ ออมในแตล ะเดอื นเพิ่มมากขนึ้ ผูประกอบการที่ดี คือ ตองมีแรงผลักดัน ลมแลวกลาท่ีจะลุก มีความเชื่อมั่น
4. สรางรายไดใ หแกต นเองและครอบครวั ในตนเอง กลาที่จะเปลย่ี นแปลง และเปล่ยี นวิกฤตใหเปนโอกาสได

(วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 4. เพราะการประกอบอาชีพนับเปน นักเรียนควรรู
สิ่งจําเปนและสําคัญในวิถีการดํารงชีวิตของมนุษยในปจจุบัน
เปน สิง่ ทีช่ ว ยสรางคณุ คา ใหแกต นเอง ชวยสรา งรายได เพอ่ื นํามา 1 พัฒนาบุคลกิ ภาพ บุคลกิ ภาพของแตล ะคนจะมีลกั ษณะเฉพาะท่แี ตกตาง
ใชในการเล้ียงชีพของตนเองและครอบครัว และเปนสิ่งสําคัญ กันออกไป ในการพฒั นาบคุ ลิกภาพตองเรมิ่ ตน จากการวิเคราะหต นเอง เพ่ือหา
อยา งหนึ่งในการพฒั นาคณุ ภาพชีวิต เศรษฐกจิ ชุมชน และความ ขอบกพรองท่ีตองการปรับปรุงแกไข ลงมือแกไขขอบกพรอง แลวใหปฏิบัติ
เจริญกา วหนาของประเทศชาติ) จนเกดิ เปน นิสัย จากนน้ั ประเมินวาสงิ่ ทีแ่ กไขแลว นน้ั ดีขนึ้ หรือไม ยงั มอี ปุ สรรค
ในการปฏบิ ัติอยางไร และจะมีแนวทางแกไขอยางไร

T117

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขนั้ สอน ๑.๑ การเตรยี มตวั หางานและการพัฒนาบุคลกิ ภาพ

ขนั้ ที่ 2 วางแผนปฏบิ ตั ิ การเตรียมตวั หางาน ควรเรม่ิ ตน้ ตง้ั แตก่ ารรจู้ ัก “ความเปน็ ตนเองกบั อาชีพที่สนใจ” ด้วยการ
วเิ คราะห ์ เปรยี บเทียบ หรือพิจารณาในแง่มุมต่าง ๆ ระหว่างตนเองกบั อาชีพทีส่ นใจ เพอ่ื ให้เห็น
4. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษา เรอ่ื ง การเตรยี มตวั หางาน ภาพลักษณข์ องความเหมาะสมในการประกอบอาชีพนัน้ ๆ ความสัมพันธ์ระหวา่ งตนเองกับอาชีพ
และการพฒั นาบคุ ลกิ ภาพ ลกั ษณะความมนั่ คง เป็นไปในลักษณะใด เพ่อื เลือกอาชีพใหเ้ หมาะสมกบั ตนเองมากทีส่ ุด พร้อมทงั้ พฒั นาบุคลิกภาพ
และความกา วหนา ในการทาํ งาน การสมคั รงาน ใหส้ อดคล้องกบั อาชีพนั้น ๆ เพื่อเตรยี มความพร้อมในการหางานทา� ไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
การสัมภาษณงาน หลักการทํางาน และการ
เปลย่ี นงาน จากหนงั สือเรยี น หนวยการเรยี นรู ๑) การเลอื กอาชพี ใหเ้ หมาะสมกบั ตนเอง เปน็ การเลอื กประกอบอาชพี ใหส้ อดคลอ้ ง
ที่ 6 หรอื ศกึ ษาเพิ่มเติมจากอินเทอรเ นต็
กบั บคุ ลกิ ภาพ ความถนดั ความสามารถ และความสนใจของตนเอง เพราะหากเลอื กอาชพี ทที่ า� ให้
5. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาเพม่ิ เตมิ เกย่ี วกบั การเตรยี มตวั เกิดความสุขในการท�างาน จะช่วยเสริมสร้างโอกาสท่ีจะประสบความส�าเร็จในการประกอบอาชีพ
หางานและการพัฒนาบุคลิกภาพ ลักษณะ การเลอื กอาชีพให้เหมาะสมกบั ตนเองมีหลักส�าคญั อยู่ ๔ ประการ ดังนี้
ความม่ันคงและความกาวหนาในการทํางาน
การสมัครงาน การสัมภาษณงาน หลักการ รู้จักตนเองเป็นอยา่ งดี มคี วามรู้ ความเข้าใจ
ทํางาน และการเปลี่ยนงาน จาก PowerPoint เก่ียวกบั อาชีพต่าง ๆ
ม.5 หนวยการเรียนรทู ี่ 6 ท้ังอุปนิสัย ความรู้ ความถนัด ความสามารถ
ความสนใจ บุคลกิ ภาพ สุขภาพ ทัศนคตเิ กย่ี วกับ ทงั้ ลกั ษณะของงาน สถานทที่ า� งาน ความตอ้ งการ
6. ครูถามนกั เรียนวา อาชพี นน้ั ๆ และฐานะทางเศรษฐกจิ ของครอบครวั ของตลาดแรงงาน รายได ้ สวสั ดกิ าร ความกา้ วหนา้
• การเตรยี มตวั หางานเพอื่ ประกอบอาชพี ควร และความมั่นคงของงาน
เร่มิ ตนจากสงิ่ ใดกอนเปน ลําดบั แรก
(แนวตอบ กอ นการเตรยี มตวั หางาน ควรเรมิ่ ตน ติดตามการเปลยี่ นแปลงของสภาวะ
จากการรจู กั ตนเองกอ นวา ตนเองมคี วามชอบ เศรษฐกิจและสังคมโลก
ความสนใจ ความถนัด ความสามารถใน
เร่ืองใดเปนพิเศษ และคุณสมบัติที่ตนเองมี ท้ังจากหนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต โทรทัศน์
ความเหมาะสมตอการประกอบอาชีพนั้น ตลอดจนรายงานการวิจัยเก่ียวกับแนวโน้มความ
หรือไม) ตอ้ งการแรงงาน โดยเฉพาะอาชพี ท่ีเกิดข้นึ ใหม่
• การเลอื กอาชพี ใหเ หมาะสมกบั ตนเองมหี ลกั
ในการเลือกอยา งไร มคี วามรู้ ความเข้าใจถึงแนวโนม้ ช่างภาพอิสระ เป็นหน่ึงในอาชีพท่ีได้รับความนิยมในปัจจุบัน
(แนวตอบ หลกั ในการเลอื กอาชพี ใหเ หมาะสม ของเศรษฐกจิ ในประเทศ เป็นบุคคลที่มีความช�านาญในการถ่ายภาพในมุมมองที่
กบั ตนเอง มหี ลกั การสาํ คญั อยหู ลายประการ หลากหลาย
เชน ควรรูจักตนเองเปนอยางดี มีความรู โดยพจิ ารณาจากความตอ้ งการของตลาดแรงงาน
ความเขาใจเกี่ยวกับอาชีพตางๆ ท่ีสนใจ ในสาขาวิชาชีพปัจจุบันและอนาคตที่มีการ
มีการติดตามการเปล่ียนแปลงของสภาวะ เปล่ียนแปลงอยูเ่ สมอ
เศรษฐกจิ และสงั คมโลก มคี วามรู ความเขา ใจ
ถงึ แนวโนม ของเศรษฐกจิ ในประเทศ) 106

เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคิด

ครอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั การพฒั นาบคุ ลกิ ภาพใหน กั เรยี นฟง วา การพฒั นา ส่ิงสําคัญที่ควรคํานึงถึงเปนลําดับแรกในการตัดสินใจเลือก
บคุ ลกิ ภาพมอี ยูด วยกันหลายดาน เชน ดา นความรสู กึ นกึ คิด คอื ตอ งมคี วาม ประกอบอาชีพคอื ขอใด
เชอื่ มนั่ ในตนเอง มคี วามซอื่ สตั ย มคี วามกระตอื รอื รน มคี วามคดิ รเิ รม่ิ สรา งสรรค
มคี วามรอบรู มคี วามจาํ ดี และวางตวั ไดอ ยา งเหมาะสมกบั กาลเทศะ ดา นอารมณ 1. ความกา วหนาจากการทาํ งาน
คอื ตอ งสามารถควบคุมอารมณข องตนเองใหมคี วามมั่นคง ไมแ สดงพฤตกิ รรม 2. คา นยิ มของคนในสังคมปจจุบนั
ทางอารมณอยางชัดเจน เชน ดีใจ เสียใจ โกรธ ขบขัน ดานรางกาย คือ 3. คา ตอบแทนและสวสั ดิการท่ีจะไดรับ
ตองแสดงพฤติกรรมตางๆ ออกมาใหอยูในลักษณะที่ถูกตองเหมาะสมใน 4. ความรู ความชอบ และความสามารถของตนเอง
ทกุ ๆ โอกาส ทุกๆ สถานท่ี ไมวา จะเปนการพูด การเดิน การแสดงกริ ิยาทา ทาง
มีการจดั การกับตนเองใหเ ขา ใจในสถานการณตางๆ ไดอยางถกู ตอ ง เหมาะสม (วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 4. เพราะในการตดั สนิ ใจเลอื กประกอบ
ดา นสงั คม คอื ตอ งมคี วามเปน ผนู าํ และผตู ามทด่ี ี ใหค วามรว มมอื กบั ผอู น่ื ในการ อาชีพจะตองคํานึงถึงความรู ความชอบ และความสามารถ
ประกอบกิจกรรมตางๆ มีระเบียบวินัย มีความออนนอมถอมตน มีการวางตัว ของตนเองกอนเปนลําดับแรก เพื่อใหสามารถเลือกประกอบ
อยางเหมาะสม มีความเปน กันเอง มมี นุษยสมั พันธท ่ีดกี บั ผูอ่นื สามารถปรบั ตัว อาชีพไดเหมาะสมกับตนเองมากที่สุด เพื่อใหเกิดความสุขในการ
กบั การเปล่ยี นแปลงในดานตา งๆ ไดด ี ทํางาน และเพ่อื ใหประสบความสาํ เรจ็ ในอนาคต)

T118

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

๒) การพัฒนาบุคลิกภาพ เป็นการเตรียม หรือปรับปรุงตนเองให้มีคุณสมบัติ ขน้ั สอน

และบุคลิกภาพเหมาะสมกับงาน ซึ่งการพัฒนาบุคลิกภาพเป็นสิ่งส�าคัญท่ีทุกคนต้องเรียนรู้และ ขน้ั ท่ี 2 วางแผนปฏบิ ตั ิ
พัฒนาอยู่เสมอ เพ่ือเสริมสร้างคุณลักษณะท่ีดีให้เกิดขึ้นแก่ตนเองและเพ่ือการยอมรับจากสังคม
การพัฒนาบุคลิกภาพเพ่ือการประกอบอาชีพก็เช่นเดียวกัน จะต้องปฏิบัติและพัฒนาเป็นประจ�า 7. ครใู หน กั เรยี นรว มกนั อภปิ รายเรอื่ ง การพฒั นา
อย่างต่อเนอื่ ง เพื่อปรับปรุงทางดา้ นร่างกาย จิตใจ สติปญั ญา ความร ู้ และทกั ษะในการทา� งาน บคุ ลิกภาพ จากน้นั ครูถามนกั เรียนวา
เพราะผู้ท่ีมีบุคลิกภาพท่ีดีจะสามารถปรับตัวในการท�างานได้ดี ส่งผลให้ประสบความส�าเร็จและมี • เพราะเหตุใดจึงตองพัฒนาบุคลิกภาพของ
ความเจริญกา้ วหนา้ ในหน้าที่การงาน ตนเองอยูเสมอ
๑. แนวทางในการพัฒนาบุคลกิ ภาพ บคุ คลจะมีบคุ ลิกภาพท่ดี ไี ดน้ ้ันจะตอ้ งมีการ (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ปรับปรุงและพฒั นาตนเองอยู่เสมอ แนวทางในการพฒั นาบุคลกิ ภาพมีขน้ั ตอน ดังนี้ ไดอ ยา งอสิ ระ เชน ชว ยเสรมิ สรา งคณุ ลกั ษณะ
ที่ดีใหเกิดขึ้นกับตนเองและเพื่อการยอมรับ
สา� รวจตนเอง จดลงสมุดบนั ทกึ สอบถามคนรอบขา้ ง ของสงั คม)
• ผูที่มีบุคลิกภาพท่ีดีจะสงผลตอการทํางาน
โดยสงั เกตและประเมนิ บคุ ลกิ ภาพ บนั ทกึ สง่ิ ตา่ ง ๆ ทต่ี นเองมคี วาม เพื่อให้คนรอบข้างประเมิน อยางไร
ของตนเอง เชน่ รปู รา่ งหนา้ ตา รู้สึกพึงพอใจ หรือไม่พึงพอใจ บุคลิกภาพให้ว่าควรปรับปรุง (แนวตอบ ชวยใหสามารถปรับตัวในการ
ทรงผม การเดนิ การยืน การ จากนน้ั ใหพ้ จิ ารณาดวู า่ มสี งิ่ ใดท่ี เปลย่ี นแปลงสง่ิ ใด ทํางานไดดี สงผลใหประสบความสําเร็จ
แตง่ กาย การพดู จา และหากพบ ตอ้ งการปรบั เปลย่ี น หรอื ตอ้ งการ และมคี วามเจรญิ กา วหนา ในหนา ทก่ี ารงาน)
ขอ้ บกพรอ่ งควรทา� การปรบั ปรงุ พฒั นาใหน้ า� มาแกไ้ ข • แนวทางในการพัฒนาบุคลิกภาพมีขั้นตอน
แกไ้ ขทนั ที อยางไร
(แนวตอบ แนวทางในการพัฒนาบุคลิกภาพ
ขอคา� แนะนา� หาหนงั สือมาอา่ น มีขัน้ ตอน คอื การสํารวจตนเอง จดลงสมุด
จากผู้ท่ีมคี วามรู้ บันทึก สอบถามคนรอบขาง ขอคําแนะนํา
ในการพัฒนาบคุ ลกิ ภาพ หนังสือที่อ่านควรเป็นหนังสือแนะน�าวิธีการส�ารวจตนเอง หนังสือ จากผูท่ีมีความรูในการพัฒนาบุคลิกภาพ
เกยี่ วกบั มารยาททพี่ งึ ปฏบิ ตั ิ เพราะหนงั สอื เหลา่ นม้ี วี ธิ ี หาหนังสือมาอาน และหาผูที่มีความรู
เพื่อใช้เป็นแนวทางในการ ปฏบิ ตั ทิ ถ่ี กู วธิ แี ละเหมาะสมใหป้ ฏบิ ตั ติ าม ความสามารถมาชว ยในการฝก ฝน)
พัฒนาบุคลิกภาพของตนเอง • การสํารวจตนเองเพ่ือพัฒนาบุคลิกภาพ
โดยรับฟังค�าแนะน�าด้วยท่าที ควรเปน็ ผเู้หชาย่ี ผวชูท้ าม่ี ญีคดวา้ านมบรคุ ู้ ลคกิ วภาามพสแาลมะามราถรยมาาทชทว่ ายงฝสงัึกคฝม1น ซง่ึ จะชว่ ย ควรสาํ รวจสงิ่ ใด
สุภาพ โดยผู้ท่ีให้ค�าแนะน�าจะ (แนวตอบ ควรสํารวจในหลายๆ ดาน เชน
ต้องเป็นผู้ท่ีมีบุคลิกภาพดี แกไ้ ขจดุ บกพรอ่ งของเราได ้ในระยะเวลาอนั สน้ั รปู รา ง หนา ตา การเดนิ การยนื การแตง กาย
เพราะเป็นผู้ที่มีความรู้เก่ียวกับ การพูด)
บคุ ลกิ ภาพทด่ี ที ส่ี ดุ • “การสังเกตบุคลิกภาพภายนอกสามารถ
บง บอกไดว า ผนู นั้ มบี คุ ลกิ ภาพทดี่ ”ี นกั เรยี น
งานอาชีพ 107 เหน็ ดว ยหรือไม เพราะเหตุใด
(แนวตอบ ไมเ หน็ ดว ย เพราะผทู มี่ บี คุ ลกิ ภาพดี
จะตองมีการแสดงออกที่ดีท้ังบุคลิกภาพ
ภายในเชน ความคดิ ความรสู กึ และบคุ ลกิ ภาพ
ภายนอก เชน การแตงกาย การพูด กิริยา
ทาทางตางๆ)

ขอสอบเนน การคิด นักเรียนควรรู

“มะนาวตองการพัฒนาบุคลิกภาพของตนเอง ไมวาจะเปน 1 มารยาททางสงั คม เปน กรอบ หรอื ระเบียบแบบแผนทค่ี วรประพฤติ ปฏิบัติ
ในเรอื่ งของรปู รา งหนา ตากริ ยิ าทา ทางและการแตง กาย”สง่ิ แรกที่ หรือละเวนในสวนที่มีความเกี่ยวของกับผูอื่น รวมถึงชุมชน หรือคนในสังคม
มะนาวควรปฏิบัติคือขอใด หมมู าก ซง่ึ มารยาททางสงั คมทคี่ วรรจู กั และพงึ ปฏบิ ตั มิ อี ยดู ว ยกนั หลายประการ
เชน กลาวคาํ “ขอบคณุ ” เมื่อผอู น่ื ใหส ่งิ ของ ใหบ ริการ หรือใหความชวยเหลือ
1. สงั เกตและสํารวจบุคลิกภาพของตนเอง ในเร่ืองตางๆ กลาวคํา “ขอโทษ” เม่ือตองการรบกวนใหผูอ่ืนชวยเหลือ
2. เขารับการฝกอบรมการพัฒนาบุคลิกภาพ หรอื กลา วเมอ่ื กระทําผิด ทาํ ในส่ิงท่ไี มถ กู ตอง ไมเหมาะสม โดยไมไดตง้ั ใจ
3. ลอกเลียนแบบบุคลกิ ภาพของบคุ คลท่ีชน่ื ชอบ
4. ศึกษาขอ มูลเกยี่ วกบั การพฒั นาบคุ ลิกภาพจากสอ่ื ตา งๆ สื่อ Digital
(วเิ คราะหค ําตอบ ตอบขอ 1. เพราะการมีบคุ ลกิ ภาพทีด่ ีจะชว ย
สรา งความประทบั ใจใหแ กผ ทู ไี่ ดพ บเหน็ กอ นการพฒั นาบคุ ลกิ ภาพ ศกึ ษาเพ่มิ เตมิ เก่ียวกับมารยาททางสงั คม ไดท่ี
จึงควรสังเกตและสํารวจบุคลิกภาพของตนเองกอน เพ่ือจะได • https://www.mculture.go.th/young/ewt_news.php?nid=
ปรบั ปรุงแกไขไดอ ยา งถูกตอ ง)
122&lfi ename=index
• https://www.winnews.tv/news/2583
• https://issue247.com/life/etiquette-rules-that-everyone-need-to-

Tknow/ 119

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั สอน ๒. หลักการพัฒนาบุคลิกภาพ1เพ่ือประกอบอาชีพ เป็นการพัฒนาบุคลิกภาพ
ให้เป็นผ้มู ีความพร้อมที่จะประกอบอาชีพ โดยตอ้ งพฒั นาบุคลิกภาพทง้ั ภายในและภายนอก ดังนี้
ขน้ั ที่ 2 วางแผนปฏบิ ตั ิ
บุคลิกภาพภายใน บคุ ลิกภาพภายนอก
• บุคลิกภาพภายในและบุคลิกภาพภายนอก
มคี วามแตกตางกันอยา งไร บคุ ลกิ ภาพทดี่ คี วรเรม่ิ ตน้ จากภายใน และควร บคุ ลิกภาพภายนอกเป็นสงิ่ ทเี่ หน็ ไดช้ ัดเจน จาก
(แนวตอบ บคุ ลกิ ภาพภายใน เปน สง่ิ ทเี่ กดิ ขน้ึ พัฒนาอย่างตอ่ เน่อื ง เพื่อการประกอบอาชพี สภาพภายนอกของแต่ละบุคคล และสามารถ
จากภายในตัวบุคคล เชน ความเชื่อม่ัน ให้ประสบความส�าเร็จ เช่น มีความเช่ือมั่น
ในตนเอง ความกระตือรือรน ความรอบรู ในตนเอง มคี วามกระตอื รือร้น มคี วามรอบรู้ พัฒนาปรับปรุงได้ เช่น การแ2ต่งกาย กิริยา
ความคิดริเร่ิมสรางสรรค สวนบุคลิกภาพ มีความคิดรเิ รม่ิ สรา้ งสรรค์ ทศลิ่าปทะากงา รสพาูดย3ตา การใช้น�้าเสียง การใช้ภาษา
ภายนอก เปนสิ่งที่เห็นไดอยางชัดเจนจาก
ตัวบุคคล เชน การแตงกาย กิริยาทาทาง Tip
การพูด การแสดงออกในลกั ษณะตางๆ)
เทคนิคการมีบคุ ลกิ ภาพท่ดี ี
8. ครใู หน กั เรยี นแตล ะคนศกึ ษาเรอื่ ง เทคนคิ การ
มบี คุ ลกิ ภาพทด่ี ี ในกรอบ Tip จากหนงั สอื เรยี น บคุ ลิกภาพเปรียบเสมือนภาพลักษณ์ภายนอกทส่ี �าคญั ถอื เป็นหนา้ ตา หรือภาพลกั ษณข์ องตนเองท่ีมี
หนวยการเรียนรูท่ี 6 และใหนักเรียนสํารวจ ต่อสายตาผูอ้ น่ื การสร้างบุคลิกภาพทดี่ ขี นึ้ อยกู่ บั ความพร้อมและความต้องการของตนเอง ซ่งึ เทคนิคและ
ตนเองวาตนเองมีลักษณะที่บงบอกวาเปน หลกั ปฏิบตั ิในการปรบั ปรงุ และพฒั นาบคุ ลิกภาพ มดี ังนี้
ผูที่มีบุคลิกภาพท่ีดีหรือไม จากน้ันครูถาม
นักเรียนวา การจดั ทรงผม การแสดงพฤติกรรมอน่ื ๆ
• นกั เรยี นคดิ วา ตนเองมบี คุ ลกิ ภาพทดี่ หี รอื ไมด ี เลือกทรงผมให้เหมาะสมกับกาลเทศะ โอกาส สนใจในขณะทผี่ อู้ นื่ กา� ลงั พดู ไมพ่ ดู เรอ่ื งของตนเอง
หากดี จะมีแนวทางการพัฒนาบุคลิกภาพ และบุคลิกภาพของตนเอง มากจนเกินไป ย้มิ แย้มแจม่ ใสอยเู่ สมอ
ของตนเองใหดียิ่งข้ึนไดอยางไร หากไมดี
จะมีแนวทางในการแกไขและพัฒนา การแต่งกาย
บุคลกิ ภาพของตนเองอยา งไร เลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับรูปร่าง บุคลิก
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ ลักษณะและสถานทีท่ ่ีจะไป
ไดอ ยางอิสระ)
การเดิน นง่ั และยืน
9. ครใู หน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละเทา ๆ กนั รว มกนั ยืดตัว หน้าตรง เดินแกว่งแขนไปมาเล็กนอ้ ย
แสดงบทบาทสมมตเิ กย่ี วกบั เรอื่ งทไี่ ดศ กึ ษามา
โดยจะตอ งนาํ เสนอในเรอื่ งการเตรยี มตวั หางาน การใช้สายตา
และการพัฒนาบุคลิกภาพ การสมัครงาน สบตากบั ผทู้ สี่ นทนาดว้ ย ไมห่ ลบ หรือหลีกเล่ียงการ
และการสมั ภาษณง าน ปะทะสายตา

ขน้ั ที่ 3 ลงมอื ปฏบิ ตั ิ การใช้คา� พดู และน้า� เสยี ง
ใช้ค�าพูดสุภาพ หลีกเลี่ยงการใช้ค�าพูดดูถูกดูหม่ิน
10. ครใู หน กั เรยี นแตล ะกลมุ ผลดั กนั ออกมาแสดง เหน็บแนม หรอื ใช้คา� พดู ที่แสดงความกา้ วร้าว
บทบาทสมมตใิ หเ พอ่ื นชมหนา ชน้ั เรยี น จากนน้ั
ใหเ พอ่ื นรว มชนั้ เรยี นรว มกนั เสนอแนะเพม่ิ เตมิ 108

นักเรียนควรรู กิจกรรม สรา งเสริม

1 บุคลิกภาพ เปน ส่ิงที่มอี ิทธิพลตอการเลือกอาชีพ เชน ผทู ม่ี ีอารมณส นุ ทรยี  ใหนักเรียนสํารวจบุคลิกภาพของตนเอง จากน้ันจดบันทึก
ชืน่ ชอบทางดานศลิ ปะ เหมาะสมกบั อาชพี สถาปนิก จิตรกร ครูสอนการแสดง ส่ิงทต่ี อ งการปรับปรงุ แกไข และแนวทางในการพัฒนาบคุ ลิกภาพ
2 การใชนาํ้ เสียง เพื่อใหก ารสอ่ื สารเปนไปอยางมปี ระสิทธิภาพ ผูพดู ควรใช ลงในกระดาษ A4 นําสง ครผู ูสอน
นาํ้ เสยี งในการสอ่ื สารอยา งเปน ธรรมชาติ พดู ดว ยความรสู กึ จรงิ ใจ พดู ใหเ สยี งดงั
ฟง ชดั จงั หวะในการพดู ไมช า หรอื เรว็ จนเกนิ ไป หลกี เลยี่ งการพดู เออ -อา ระหวา ง กจิ กรรม ทา ทาย
การสนทนา ไมควรพดู เหมือนอา นหนังสือ หรอื การทองจาํ
3 ศลิ ปะการพดู การพดู เปน สงิ่ ทจ่ี าํ เปน และสาํ คญั ตอ การประกอบอาชพี ตา งๆ ใหนักเรียนเลือกบุคคลตนแบบที่เปนแรงบันดาลใจในเร่ือง
เพราะในทกุ สาขาอาชพี ลว นตองอาศยั การพูด เพอื่ สื่อความหมายระหวา งผพู ดู ของการมบี คุ ลกิ ภาพทด่ี ตี ามความสนใจ 1 ทา น เขยี นอธบิ ายเหตผุ ล
กับผูฟง เพ่ือใหเกิดความเขาใจและเกิดการรับรูท่ีตรงกัน ซ่ึงศิลปะการพูด ในการเลือกบุคคลทานน้ีเปนตนแบบ และส่ิงที่เปนแรงบันดาลใจ
มคี วามสาํ คัญ คอื ชวยใหม นษุ ยม ีความเขาใจซึ่งกันและกนั ชว ยใหเ กิดการรบั รู ใหด าํ เนนิ ตามแบบอยา ง จากนนั้ ออกมานาํ เสนอผลงานใหเ พอ่ื นชม
ความหมายรวมกัน ชวยใหเกิดการตอบสนองระหวางกัน และชวยเสริมสราง หนา ชนั้ เรียน
ความเปนประชาธปิ ไตย

T120

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

๓) การเตรียมความพร้อมในการหางานท�า ก่อนหางานท�าจะต้องค้นพบตนเอง ขนั้ สอน
ให้ชัดเจนกอ่ น เพอื่ น�าไปสคู่ วามสา� เรจ็ ในการประกอบอาชพี ทีต่ ง้ั เป้าหมายไว้ ดงั นี้
๑. การค้นพบตนเองให้ชัดเจนด้วยการวิเคราะห์ SWOT เป็นการวิเคราะห์ ขน้ั ที่ 3 ลงมอื ปฏบิ ตั ิ
สภาพองค์กร หรือหน่วยงานในปัจจบุ ัน เพ่อื ค้นหาจุดแขง็ จุดด้อย หรอื ส่งิ ท่อี าจเป็นปัญหาสา� คญั
ในการทา� งาน ท้งั นี้ สามารถนา� หลักการวิเคราะห์ SWOT มาใชเ้ ป็นเครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์ 11. ครใู หน กั เรยี นแบง กลมุ (กลมุ เดมิ ) ศกึ ษา เรอ่ื ง
S W Oตนเอง เพอ่ื เลือกอาชพี ใหเ้ หมาะสมกับตนเองได้ ดงั น้ี การคนพบตนเองใหชัดเจนดวยการวิเคราะห
T SWOT จากหนงั สือเรียน หนว ยการเรียนรทู ี่ 6
หรือศึกษาเพ่มิ เตมิ จากอินเทอรเ น็ต
Strengths Weaknesses Opportunities Threats
จุดอ่อน1 โอกาส3 12. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาเพมิ่ เตมิ เกย่ี วกบั การคน พบ
จดุ แขง็ อุปสรรค ตนเองใหช ดั เจนดว ยการวเิ คราะห SWOT จาก
ข้อเสยี หรอื ปัญหาทที่ า� ปัจจัยและสถานการณ์ PowerPoint ม.5 หนว ยการเรยี นรูท ี่ 6
ลกั ษณะเดน่ ทเ่ี ปน็ ตนเอง ให้เกิดอุปสรรคในการ ภายนอกท่สี รา้ งโอกาส ปัจจัยและสถานการณ์
เชน่ การมมี นษุ ยสมั พนั ธ์ ท�างาน เช่น ควบคุม ใหไ้ ดง้ านงา่ ยขน้ึ ควรรวู้ า่ ภายนอกทขี่ ดั ขวาง เปน็ 13. ครูถามนกั เรียนวา
ทดี่ ี ความซอ่ื สตั ย์ มนั่ คง อารมณ์ไม่ได้ หงุดหงิด เปา้ หมายคอื สงิ่ ใด สง่ิ ใด อุปสรรค หรือปัญหา • การวิเคราะหตนเองดวยการใชหลกั SWOT
หนักแน่น งานท่ีเลือก ง่าย โกรธง่าย อารมณ์ คือส่ิงท่ีต้องการ และมี ท�าให้ไม่สามารถบรรลุ เพื่อชวยเลือกอาชีพใหเหมาะสมกับตนเอง
ตรงกบั สาขาทเ่ี รยี น หรอื ร้อน สมาธิสั้น ไม่กล้า ความเปน็ ไปไดห้ รอื ไมท่ ่ี ตามวตั ถปุ ระสงค์ได้ เชน่ มหี ลกั ในการวิเคราะหอ ยา งไร
ประสบการณ์ท่ีมี หาก ตัดสินใจ ขาดความ จะบรรลุตามเป้าหมาย ต้องการเป็นแพทย์ แต่ (แนวตอบ การวเิ คราะห SWOT มหี ลกั ในการ
รู้ว่าตนเองมีจุดแข็งใด เชื่อม่ันในตนเอง ส่ิง ทตี่ ้งั ไว้ กลัวเลือด หรือขาดทุน วเิ คราะหท สี่ าํ คญั 4 ประการ คอื การวเิ คราะห
ควรหาวธิ พี ฒั นาอยเู่ สมอ ทรัพย์ในการเรียน การ จุดแขง็ การวิเคราะหจ ุดออน การวเิ คราะห
คเหวรลป่ารนบั ี้ถปือรเงุ 2ปอ็ยนา่ขง้อเรเง่ สดียว่ ทนี่ วิเคราะห์อุปสรรคเพ่ือ โอกาส และการวเิ คราะหอ ปุ สรรค)
ที่จะได้หาวิธีแก้ปัญหา • หลักการ SWOT มีประโยชนอ ยางไร
เพราะอาจส่งผลเสียต่อ หรืออุปสรรคได้อย่าง (แนวตอบ ชวยใหตนเองทราบวาเหมาะสม
การทา� งานได้ ทันท่วงที ทจี่ ะประกอบอาชพี ใด รขู อ ดแี ละขอ เสยี ของ
ตนเอง รวมถงึ อปุ สรรคทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ เพอ่ื จะ
หลังจากรวบรวมข้อมลู ต่าง ๆ ทีไ่ ด้จากการวิเคราะห์ SWOT แล้ว ใหป้ ระเมินตนเอง ไดแ กปญหาไดอ ยางถูกตอ ง)
เพอ่ื การคน้ พบตนเองใหช้ ดั เจนกอ่ นหางานทา� โดยการวเิ คราะหเ์ รม่ิ ตน้ จากเปา้ หมายเปน็ หลกั กอ่ น
เช่น ต้องการเป็นครู เป็นนกั ข่าวช่ือดงั เป็นเจา้ ของรา้ นกาแฟ จะตอ้ งมคี ุณสมบตั อิ ย่างไร จดุ แข็ง 14. ครแู จกกรณตี วั อยา งบคุ คลทต่ี อ งการประกอบ
ต่าง ๆ ท่มี สี ามารถท�าใหไ้ ปถึงฝนั ไดห้ รือไม่ หรอื มจี ดุ อ่อนใดทต่ี อ้ งปรบั ปรุง อาชีพใดอาชีพหน่ึงใหกับนักเรียนแตละกลุม
จากนั้นใหนักเรียนรวมกันวิเคราะหวาอาชีพ
ดงั กลา วมคี วามเหมาะสมกบั บคุ คลนนั้ หรอื ไม
โดยนําการวิเคราะห SWOT มาใชใหครบ
ทกุ ขัน้ ตอน ไดแก S (Strengths) จุดแข็ง W
(Weaknesses) จุดออ น O (Opportunities)
โอกาส และ T (Threats) อุปสรรค

งานอาชีพ 109

ขอ สอบเนน การคดิ นักเรียนควรรู

“บริษทั ABC นําหลักการวเิ คราะห SWOT มาวเิ คราะหสภาพ 1 จุดออน ในการระบุจุดออนของตนเองตองกระทําอยางซื่อสัตย ดวยใจ
องคก ร” SWOT สามารถชวยใหข อ มูลแกบริษัท ABC ไดอ ยา งไร เปนกลาง เพราะบางคนมักจะคิดอยูเสมอวาตนเองมีแตจุดแข็ง ไมมีจุดออน
จึงมกั มองขา มไป หรือบางคนมักไมคอยยอมรบั จุดออ นทต่ี นเองมี
1. พนกั งานสามารถพฒั นาศกั ยภาพของตนเองไดด ยี ่งิ ขึน้
2. ทําใหเขาถึงขอมลู ตา งๆ ภายในองคก รไดอยา งรวดเร็ว 2 ปรับปรุง ในการลงมือปฏิบัติเพื่อปรับปรุงตนเองน้ัน จะตองมีความต้ังใจ
3. รจู ดุ แขง็ จุดออน หรอื สง่ิ ท่เี ปนปญหาในการทาํ งาน มีความพยายาม อยาลมเลิก หากเรารูสึกทอ หรือพบเจอกับปญหา ใหคิดวา
4. เขา ใจแนวโนม การเปลีย่ นแปลงขององคก ร ปญหาเปน สิ่งทาทาย หากเราขา มพน ปญหาไปได โอกาสทีจ่ ะประสบผลสําเร็จ
ก็จะมสี งู
(วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 3. เพราะ SWOT เปน เครอื่ งมอื อยา งหนง่ึ
ท่ีองคกรตางๆ นิยมนํามาใชในการวิเคราะหสภาพขององคกร 3 โอกาส โอกาสในการประกอบอาชพี ของแตล ะบคุ คลนน้ั มคี วามแตกตา งกนั
หรือหนวยงาน เพ่ือคนหาจุดแข็ง จุดออน หรือสิ่งท่ีเปนปญหา บางคนทํางานหารายไดต้ังแตวัยเรียน บางคนชวยเหลือกิจการของครอบครัว
ในการทํางาน เพอ่ื สรา งความไดเปรยี บทางการตลาด) ตั้งแตเด็ก โอกาสในการทํางานตางๆ ทําใหแตละบุคคลมีทักษะประจําตัว

ที่แตกตางกัน ซงึ่ สามารถพฒั นาเพอื่ เพิม่ ศกั ยภาพของตนเองได ทําใหพรอมท่ี
จะประกอบอาชีพท่ีใฝฝน ดังนนั้ เมอ่ื มโี อกาสในการทาํ ส่ิงใหมๆ จึงควรทดลอง
ปฏบิ ตั ิ เพ่อื หาความถนัดและเพิ่มความสามารถของตนเอง
T121

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขนั้ สอน ขัน้ ตอน การวเิ คราะห์ SWOT เพ่ือค้นพบอาชีพทีเ่ หมาะสมกับตนเอง

ขนั้ ที่ 3 ลงมอื ปฏบิ ตั ิ 1 การตั้งเปา้ หมาย

15. ครูใหนักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนกลุมละ อาชีพพนักงานตอ้ นรบั บนเครือ่ งบนิ หรือแอร์ โฮสเตส
1 คน ออกมานาํ เสนอผลการวเิ คราะหเ กย่ี วกบั
การประกอบอาชพี ของบคุ คลจากกรณตี วั อยา ง ๒ วิเคราะห์จดุ แขง็ • มีความขยัน อดทน • พดู จาฉะฉาน
ทีก่ าํ หนดใหเพื่อนฟง หนาชน้ั เรียน จากนั้นให • นิสัยร่าเริง สนกุ สนาน • มคี วามเชอื่ ม่ันในตนเองสงู
เพื่อนรวมช้ันเรียนรวมกันเสนอแนะเพ่ิมเติม • ชอบงานบริการ
โดยมีครเู ปนผชู วยตรวจสอบความถกู ตอง • มีมนษุ ยสมั พันธ์ทดี่ ี

16. ครูใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันสรุปกรณี ✘ ๓ วเิ คราะห์จุดอ่อน
ตัวอยางบุคคลท่ีตองการประกอบอาชีพใด
อาชีพหน่ึง โดยใหนักเรียนแตละกลุมสง 110 • ไม่เกง่ ภาษาอังกฤษ (ขาดทกั ษะการพูด การฟัง)
ตัวแทนกลมุ ละ 1 คน ออกมาสรปุ ใหเ พอ่ื นฟง • ชอบทานขนมหวาน จึงทา� ใหม้ ีน้า� หนกั มาก
หนาช้ันเรียน
๔ วเิ คราะหโ์ อกาส
17. ครูใหนักเรียนแตละคนยกตัวอยางอาชีพที่
สนใจมา 1 อาชพี เพ่ือวางแนวทางการเขา สู • เรียนภาษาองั กฤษเพิม่ เติมในวนั เสาร-์ อาทิตย ์ หรือเวลาวา่ งหลงั เลกิ เรียน
อาชพี ของตนเอง โดยนําการวิเคราะห SWOT • งดการรับประทานขนมหวาน ออกกา� ลงั กายเปน็ ประจ�า เพ่อื ควบคุมน�้าหนกั
มาใช เพื่อคนหาจุดแข็ง จุดออน หรือสิ่งที่
อาจเปนปญหาสําคัญตอการประกอบอาชีพ ๕ วเิ คราะห์อปุ สรรค
ของตนเอง จากน้ันบันทึกผลการวิเคราะห
แนวทางการเขาสูอาชีพลงในใบงานที่ 6.1.1 • ผู้ปกครองไมส่ นับสนุนใหป้ ระกอบอาชพี พนักงานต้อนรบั บนเคร่อื งบนิ
เร่ือง การวเิ คราะห SWOT เพือ่ คนพบอาชีพ • ไม่มีความสามารถในการวา่ ยน้า�
ทเี่ หมาะสมกับตนเอง
6 การประเมิน
18. ครูใหสมาชิกแตละคนภายในกลุมผลัดกัน
อภิปรายเรื่อง แนวทางการเขาสูอาชีพของ ต้องปรับจุดอ่อนเร่ืองภาษาอังกฤษ โดยหาเวลาว่างไปลงเรียนเพ่ิมเติม
ตนเองดวยการวิเคราะห SWOT และการ จัดตารางการบริโภคอาหารอย่างเหมาะสม งดรับประทานขนมหวาน เพ่ือเป็น
วิเคราะหความพึงพอใจของตนเองตออาชีพ การควบคุมน้�าหนักและออกก�าลังกายเป็นประจ�า เพ่ือให้มีสุขภาพที่แข็งแรง
น้ันๆ ใหสมาชกิ ภายในกลมุ ฟง สมบูรณ์ สร้างโอกาสให้ตนเองด้วยการชักจูงใจให้ผู้ปกครองเล็งเห็นความส�าคัญ
และความมนั่ คงของทกุ อาชพี รวมทงั้ อาชพี พนกั งานตอ้ นรบั บนเครอื่ งบนิ เนอ่ื งจาก
19. ครูใหสมาชิกภายในกลุมรวมกันแสดง เป็นอาชีพหนึ่งท่ีมีค่าตอบแทนสูง ได้เดินทางท่องเท่ียวไปยังประเทศต่าง ๆ
ความคดิ เหน็ หรอื เสนอแนะเพม่ิ เตมิ วา เพอื่ น มีสวัสดิการในการเดินทางที่ดีให้กับตนเองและครอบครัว ตลอดจนหาเวลาเรียน
คนดังกลาวมีคุณสมบัติที่เหมาะสมตอการ วา่ ยนา�้ ควบคกู่ นั ไปดว้ ย
ประกอบอาชีพตามท่ีทําการวิเคราะหดวย
หลักการ SWOT หรือไม โดยมีครูเปนผูชวย
ตรวจสอบความถูกตอง

บูรณาการอาเซียน กิจกรรม สรางเสริม

ครูอธบิ ายเพม่ิ เติมเกีย่ วกับ 8 วิชาชีพ ท่ีสามารถยายแรงงานฝม อื อยางเสรี ใหน กั เรยี นศกึ ษาคน ควา เพมิ่ เตมิ เกย่ี วกบั การวเิ คราะห SWOT
ในประชาคมอาเซียน ไดแ ก ซ่ึงประกอบไปดวยจุดแข็ง (Strengths) จุดออน (Weaknesses)
โอกาส (Opportunities) และอปุ สรรค (Threats) โดยสรปุ ความรู
• วชิ าชพี ดา นวิศวกรรม (Engineering Services) ทไ่ี ดรบั ในรูปแบบของแผนพับ ตกแตงใหสวยงาม นาํ สง ครผู สู อน
• วชิ าชีพพยาบาล (Nursing Services)
• วิชาชพี ดานสถาปตยกรรม (Architectural Services) กิจกรรม ทาทาย
• วชิ าชีพเกย่ี วกับการสํารวจ หรือนักสํารวจ (Survey Qualiffi ication)
• วชิ าชพี บัญชี (Accountancy Services) ใหนักเรียนยกตัวอยางอาชีพท่ีตนเองมีความสนใจ 1 อาชีพ
• วิชาชีพเกยี่ วกบั ทนั ตกรรม (Dental Practitioners) จากนน้ั ทาํ การวเิ คราะหโ ดยใชห ลกั การวเิ คราะห SWOT เพอ่ื คน พบ
• วิชาชพี เกีย่ วกบั การรกั ษา หรอื การแพทย (Medical Practitioners) อาชีพที่เหมาะสมกับตนเอง เขียนลงในกระดาษ A4 จากนั้น
• วิชาชพี เกย่ี วกับการบริการและการทอ งเทย่ี ว (Tourism) ออกมานําเสนอผลการวิเคราะหใหเพื่อนฟงหนาชั้นเรียน นําสง
เพ่ือเพิ่มอัตราการแขงขันทางเศรษฐกิจในภูมิภาคโลก สงเสริมอาเซียนให ครูผูสอน
เปนตลาดเดียวและมฐี านการผลติ รวมกนั

T122

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ในการหาข่าวสา๒รด. ้วกยาครวตาดิ มตสานมใขจ่าอวยส่าางรจรเิงปจ็นังส งิ่เทพี่ตรา้อะงชต่วรงะเหวนลักาขถงึอกง่อกนารสโ่ิงฆอษน่ื ณใดา1 รตับ้อสงมกัคระรตงาือนรอืขรอ้นง ขน้ั สอน
แต่ละองค์กรมีระยะเวลาจ�ากัด บางองค์กรระบุวันหมดเขตรับสมัครไว้ ท�าให้เมื่อเวลาผ่านไป
โอกาสในการสมคั รงานและไดร้ บั คัดเลอื กไปสัมภาษณ์งานย่อมนอ้ ยลง ดงั นน้ั จึงต้องกระตอื รือร้น ขนั้ ที่ 3 ลงมอื ปฏบิ ตั ิ
ท่ีจะสืบหาข้อมูลข่าวสารของการรับสมัครงานให้มากที่สุดเท่าท่ีจะท�าได้ ในระหว่างที่ก�าลังหา
งานท�าควรเตรียมเอกสารส�าหรับการสมัครงานให้พร้อมและท�าส�าเนาเอาไว้หลายชุด จะได้ 20. ครใู หน กั เรยี นแตล ะกลมุ รว มกนั อภปิ รายเรอื่ ง
ไม่ต้องเสียเวลาหาหลักฐาน ยิ่งขยันหาแหล่งรับสมัครงาน โอกาสท่ีจะประสบความส�าเร็จใน ลกั ษณะความมน่ั คงและความกา วหนา จากนนั้
การหางานก็จะมีมากยิ่งข้นึ ครูถามนักเรียนวา
๓. การมองหาแหล่งงาน • ความม่ันคงและความกาวหนาในอาชีพ
ต่าง ๆ เป็นการค้นหาข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับ มีหมายความวาอยางไร
เอชงน่ค ก์ สรือ่ทสเ่ี ปงิ่ พดิ รมิ บั พส ์มนคั ิตรยงสาานร ซ อง่ึ ินหเาทไดอจ้ราเ์ นกต็ห2 ลสาา�ยนวกัธิ ี (แนวตอบ ความมัน่ คงและความกาวหนา ใน
จดั หางาน ซงึี่ มอี ยทู่ วั่ ประเทศ หนว่ ยจดั หางาน อาชพี เปน การทาํ งาน หรอื การประกอบอาชพี
ของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ท่ีเป็นตัวกลาง ใดๆ กต็ ามทส่ี ามารถสรา งรายไดใ หก บั ตนเอง
จดั หางานให้แกน่ ิสิต นกั ศึกษาในระหวา่ งภาค และครอบครวั อยา งสมา่ํ เสมอ มคี วามมนั่ คง
ฤดูร้อนและเม่ือส�าเร็จการศึกษา ส�านักงาน และมโี อกาสเจรญิ กา วหนา ในหนา ทกี่ ารงาน
คณะกรรมการข้าราชการพลเรอื น (สา� นักงาน เมอ่ื มปี ระสบการณใ นการทาํ งานนนั้ ๆ มากขน้ึ )
ก.พ.) ซ่ึงเป็นองค์การกลางทางด้านของการ ในปจั จบุ นั เทคโนโลยไี ดเ้ ขา้ มามสี ว่ นชว่ ยในการคน้ หาขอ้ มลู • นักเรียนคิดวาอาชีพใดมีความมั่นคงและ
บริหารทรัพยากรบุคคลในราชการพลเรือน การรับสมัครงาน ท�าให้สามารถสืบค้นข้อมูลได้สะดวกและ มีความกาวหนา และนักเรียนตองการ
สา� หรบั ผทู้ มี่ งุ่ จะเปน็ เจา้ หนา้ ทร่ี ฐั ตลอดจนถาม รวดเรว็ ยงิ่ ขน้ึ ประกอบอาชีพน้นั หรือไม เพราะเหตุใด
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
จากญาติสนิท หรอื บุคคลที่รจู้ กั ไดอยางอสิ ระ เชน อาชีพแพทย เพราะเปน
อาชีพท่ีมีความม่ันคงและมีความกาวหนา
๑.๒ ลักษณะความม่ันคงและความก้าวหน้าในการท�างาน ในหนาที่การงานสูง ตนเองมีความใฝฝน
ที่อยากจะประกอบอาชีพน้ี และครอบครัว
การประกอบอาชพี ใด ๆ กต็ าม ทสี่ รา้ งรายไดอ้ ยา่ งสมา�่ เสมอ มคี วามมนั่ คง ม ีโอกาสเจรญิ กา้ วหนา้ ก็ใหการสนับสนุนเปนอยางดี เพราะแพทย
ในหน้าท่ีการงาน หรือต�าแหน่งเม่ือมีประสบการณ์ ในการท�างานมากข้ึน ซ่ึงการตัดสินใจเลือก เปน อาชพี ทสี่ ามารถชว ยเหลอื ชวี ติ ของเพอ่ื น
สมัครงานในบริษทั หรอื หนว่ ยงานใด ๆ ที่มีความม่ันคงและมคี วามก้าวหน้า นับว่ามีความส�าคญั มนุษย รวมถึงชวยเหลือผูท่ีเจ็บไขไดปวย
อย่างยิง่ เพราะจะท�าให้ผทู้ า� งานในอาชีพน้ัน ๆ อยู่ในสงั คมไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ โดยมมุ มอง หรือ ทงั้ ยงั นาํ ความรมู าใชใ นการดแู ลคณุ พอ คณุ แม
ความรสู้ กึ ของบคุ คลเกย่ี วกบั ลกั ษณะความมนั่ คงและความกา้ วหนา้ ในการทา� งานจะมคี วามแตกตา่ ง เมื่อทานเจ็บปว ยไดอ ีกดว ย)
กันไป ท้งั นี ้ ขน้ึ อยกู่ บั การตั้งเป้าหมายในชวี ิตการทา� งานของแตล่ ะบุคคล • นักเรียนจะมีแนวทางการสรางความมั่นคง
และความกา วหนา ในการทาํ งานของตนเอง
งานอาชีพ 111 ในอนาคตไดอ ยา งไร
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอยางอิสระ เชน มีความขยัน มีความ
พยายาม มคี วามมงุ มนั่ ตง้ั ใจทาํ งาน รวมถงึ
มใี จรกั ในงานท่ีทาํ )

ขอ สอบเนน การคิด นักเรียนควรรู

ขอใดจัดเปน ทักษะสาํ คญั ในการปฏิบัติงาน เพอื่ ใหเกดิ ความรู 1 การโฆษณา เปน การนาํ เสนอขอ มลู หรอื ขา วสารตา งๆ เพอ่ื เปน การโนม นา ว
และความชาํ นาญในการปฏิบัตงิ าน หรอื ชกั จงู ใหก ลมุ เปา หมายเกดิ ความรสู กึ คลอ ยตาม ซง่ึ ลกั ษณะของการโฆษณา
คือ เปนการสื่อสารจูงใจ เปนการจูงใจดวยเหตุจริงและเหตุสมมติ เปนการ
1. ปฏิบัติงานตามข้ันตอนที่กําหนดและมีวิธีการตรวจสอบ นาํ เสนอผา นสอ่ื มวลชนประเภทตา งๆ เปน การเสนอขายความคดิ ของสนิ คา และ
ทลี่ ะเอยี ดรอบคอบ บริการ ตองมีการระบุผูสนับสนุน หรือตัวผูโฆษณา และตองจายคาตอบแทน
ในการโฆษณาใหส ่ือตา งๆ ดว ย
2. ลงมอื ปฏบิ ตั งิ านโดยทนั ทแี ละปลอ ยใหค วามผดิ พลาดทเี่ กดิ ขน้ึ
เปน ประสบการณ 2 อนิ เทอรเ น็ต ขอควรระวงั ในการใชอ นิ เทอรเนต็ มีดงั น้ี

3. ศกึ ษาขอ มลู การปฏบิ ตั งิ านใหเ ขา ใจกอ นลงมอื ปฏบิ ตั งิ านจรงิ • ไมค วรใหขอ มูลสว นตวั กบั ผูอ ่ืนที่พบกันทางอินเทอรเ นต็
4. ปฏบิ ตั ิงานควบคูไ ปกบั การวางแผนการทํางาน • ตองไมแสดงความคิดเห็นในกระดานขาวท่ีแนะนําใหทําส่ิงที่อาจเปน
อนั ตราย ขอ ความลามก ขอ ความชวนทะเลาะ หรือขมขู
(วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 3. เพราะการปฏบิ ตั งิ านทด่ี จี ะทาํ ใหเ กดิ
ความรู ความชํานาญในการปฏิบตั ิงานนนั้ ๆ ซงึ่ จาํ เปนตองศึกษา • หามนัดพบกับผูอ่ืนท่ีพบเจอกันทางอินเทอรเน็ต โดยท่ีไมไดบอกให
ขอมลู ในการปฏิบัตงิ านใหเขาใจกอ น เพื่อจะไดน าํ ความรูไ ปใชใน ผปู กครองรับทราบ
การปฏบิ ตั ิงานไดอยางเหมาะสม)
• พึงระลึกไวเสมอวา ขอมูลท่ีพบเห็นทางอินเทอรเน็ต มิไดเปนความจริง
Tหรือเปนส่ิงที่ถูกตองเสมอไป และเปนชองทางหน่ึงที่มิจฉาชีพใชเขามาเพ่ือ
แสวงหาผลประโยชน 123

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขน้ั สอน ๑) เป้าหมายส�าคัญของการท�างาน โดยเป้าหมายในการท�างานของบุคคลทั่วไป
สามารถสรปุ ได ้ ดงั น้ี
ขนั้ ที่ 3 ลงมอื ปฏบิ ตั ิ
ทา� งานเพ่ือ ทำ� งำนเพอ่ื ทำ� งำนเพ่ือ ทำ� งำนเพอ่ื ท�ำงำนใหแ้ ก่
21. ครถู ามนักเรียนวา ให้ ไดเ้ งนิ ให้ ไดอ้ �านาจ ให้ ไดต้ า� แหน่ง แสดงวำ่ ตนเอง
• หากตองการสมัครงาน นักเรียนสามารถ สงั คมและ
สมคั รงานไดจากแหลง ใด ทางสงั คม มคี วามสามารถ
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ สว่ นรวม เช่น  
ไดอ ยา งอสิ ระ เชน เวบ็ ไซตต า งๆ อนิ เทอรเ นต็
หนังสือพิมพ นิตยสาร ประกาศของกรม สมำคมสงเครำะห์ 
จดั หางาน กระทรวงแรงงาน) มลู นธิ ิกำรกศุ ล
• ชองทางใดเปนชองทางการสมัครงานที่
นักเรียนคิดวาดีท่ีสุด เพราะเหตุใดจึงเปน ๒) แนวทางการสรา้ งความมน่ั คงและความกา้ วหนา้ ในการทา� งาน ความมนั่ คง
เชนน้ัน
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ และความกา้ วหนา้ ในการทา� งานไมไ่ ดข้ น้ึ อยกู่ บั การตดั สนิ ใจเลอื กเขา้ ทา� งานในบรษิ ทั หรอื หนว่ ยงาน
ไดอ ยา งอสิ ระ เชน การสมคั รงานผา นทาง ท่ีมีความม่ันคงเท่าน้ัน แต่ข้ึนอยู่กับผู้ท�างานอาชีพน้ัน ๆ เป็นส�าคัญด้วย และเพ่ือให้การท�างาน
อีเมล เพราะสามารถทําไดอยางสะดวก บรรลุตามเป้าหมายชีวิตการท�างาน จึงควรยึดหลักธรรมค�าสอนทางพระพุทธศาสนาที่สอนให้
รวดเร็ว ไมตองเสียคาใชจาย และไมตอง คนท�างานได้ส�าเรจ็ เรยี กวา่ “อทิ ธบิ าท ๔ ” ประกอบด้วย
เสยี เวลาในการเดนิ ทางไปสมคั รงานยงั บรษิ ทั )
ฉนั ทะ วิริยะ จิตตะ วมิ ังสา
22. ครูใหนักเรียนทดลองคนหาตําแหนงงานที่
นักเรียนสนใจ 1 ตาํ แหนง และทําการคน หา ความพอใจ ความขยันหม่ันเพียร การมจี ติ ใจ การตรวจสอบ
แหลง สมคั รงานจากในหนงั สอื พมิ พ หรอื จาก รกั ใคร ่ มีความพยายาม ฝกั ใฝ่ มุ่งม่นั ไตร่ตรอง โดยใช้
เวบ็ ไซตท เ่ี กยี่ วขอ งกบั การรบั สมคั รงาน เพอ่ื ให ทีจ่ ะท�างานให้ ท่ีจะทา� งานให้ ปญั ญา งานก็จะ
นักเรียนไดฝกและมีทักษะในการสมัครงาน มใี จรักในงาน ประสบผลสา� เรจ็ ประสบผลส�าเรจ็ ประสบผลสา� เร็จ
เพือ่ เปน การเตรยี มความพรอ มในอนาคต ทจี่ ะทา�

23. ครูขออาสาสมัคร 2-3 คน ออกมานําเสนอ ๑.๓ การสมคั รงาน
ผลงานใหเ พอื่ นชมหนา ชนั้ เรยี น ในประเดน็ ที่
ครูกาํ หนดให ดงั นี้ การสมคั รงานเปน็ การแสดงเจตจา� นงของบคุ คลทต่ี อ้ งการเขา้ รว่ มทา� งานในกระบวนการสรรหา
• ตําแหนงงานทสี่ นใจสมคั ร ให้ทา� หนา้ ท่ใี นต�าแหน่งทีอ่ งค์กรนัน้ ๆ ตอ้ งการ การสมคั รงานจัดเป็นกระบวนการทมี่ ีความส�าคญั
• คณุ สมบตั ิของผูส มคั รงานท่ีตองการ เพราะเป็นกระบวนการที่ท�าให้องค์กรมีโอกาสได้คัดสรรบุคลากรท่ีมีความสามารถตรงตามความ
• แหลงคนหาขอมลู เพื่อทําการสมคั รงาน ต้องการขององค์กร หรอื หนว่ ยงานมากท่ีสุดเขา้ สู่ระบบงาน การสมคั รงานมีขอ้ ควรพจิ ารณา ดังน้ี
จากน้นั ใหน กั เรียนรว มกนั แสดงความคดิ เห็น
หรือเสนอแนะเพ่ิมเติม โดยมีครูเปนผูชวย ๑) วิธีการสมัครงาน ปัจจุบันมวี ธิ ีการสมคั รงานหลากหลายรูปแบบ เชน่ สมัครผา่ น
ตรวจสอบความถูกตอ ง
ทางอีเมล (E-mail) สมคั รดว้ ยตนเอง สมัครผา่ นทางจดหมาย

๒) ขน้ั ตอนการสมคั รงาน หลงั จากทไี่ ดท้ ราบแหลง่ งานและสามารถทจี่ ะจา� แนกทกั ษะ

ความชา� นาญ ความพอใจของตนเอง รวมทงั้ งานทเ่ี หมาะสมกบั ความร ู้ ความสามารถของตนเองแลว้
กจ็ ะต้องด�าเนินการสมคั รงาน โดยมลี �าดบั ข้นั ตอนในการปฏิบตั ิ ดังนี้

11๒

เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิด

ครูอธิบายเพ่ิมเติมเก่ียวกับวิธีการสมัครงานใหนักเรียนฟงวา ปจจุบัน หากตองการไปสมัครงานที่บริษัทแหงหน่ึง ควรมีการเตรียม
การสมัครงานมีความสะดวกสบายย่ิงขึ้น เพราะมีชองทางในการสมัครงานที่ ความพรอ มของตนเองอยา งไร
หลากหลาย ซง่ึ การใชอินเทอรเน็ตกเ็ ปน อีกวธิ หี น่งึ ทชี่ วยใหส มคั รงานไดงา ยขึน้
ซง่ึ มวี ธิ ใี นการปฏบิ ตั ิ คอื จะตอ งสง ใบสมคั รงานใหไ ดม ากทส่ี ดุ เนอื่ งจากปจ จบุ นั (แนวตอบ ควรเตรยี มสาํ เนาหลกั ฐานทเี่ ปน เอกสารสาํ คญั ใหพ รอ ม
มีการแขงขนั สูง ตอ งสรางประวตั ยิ อ (Resume) ของตนเองใหดที สี่ ดุ เพอ่ื เปน ไดแก สําเนาบตั รประจาํ ตวั ประชาชน สําเนาทะเบยี นบา น สําเนา
การนาํ เสนอตนเองใหน ายจา งไดร จู กั เลอื กใชเ ครอื่ งมอื คน หางาน (Job Search วุฒิการศกึ ษา ประวตั ิยอ (Resume) รูปถา ย เกยี รตบิ ัตร วุฒบิ ตั ร
Engine) หลายๆ ตัว เพื่อเพ่ิมโอกาสในการหางาน เขยี นประวตั ิยอ เปนภาษา และใบรับรองการผานงาน หรือใบรับรองการผานฝกอบรมตางๆ
อังกฤษ เพราะจะทําใหเปนท่ีสนใจของฝายทรัพยากรมนุษย หม่ันตรวจสอบ เพื่อนําเสนอถึงประสบการณและความสามารถที่มีอยูใหบริษัท
อเี มลอยเู สมอ เพราะหลายบรษิ ัทนิยมนดั สัมภาษณงานผานอเี มล และควรแจง ไดรบั ทราบ และนาํ ไปคดั เลอื กเขา สตู าํ แหนง ที่เหมาะสมในบรษิ ัท
ฝายทรัพยากรมนุษยทุกครั้งที่ตองการยกเลิกนัดสัมภาษณ ปจจุบันมีเว็บไซต นัน้ ตอไป)
สมัครงานใหเ ลอื กใชบ รกิ ารอยูหลายเวบ็ ไซต เชน www.jobsugoi.com, www.
jobtopgun.com, www.jobbkk.com, www.jobthai.com

T124

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขนั้ ตอน ขนั้ สอน
การสมัครงาน
ขนั้ ที่ 3 ลงมอื ปฏบิ ตั ิ
1 กเตารรยี เมตหรลียกั มฐตานวั กเออ่ กนสากราตรา่ สง มๆ1ัค ทรจ่ี งา� าเนปน็ ตอ้ งใชใ้ นการสมคั รงานใหพ้ รอ้ ม เชน่ สา� เนาบตั ร
24. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาเรอื่ ง ขนั้ ตอนการสมคั รงาน
ประจา� ตวั ประชาชน สา� เนาทะเบยี นบา้ น สา� เนาใบรบั รองผลการศกึ ษา สา� เนาใบปรญิ ญาบตั ร จากหนงั สอื เรยี น หนว ยการเรียนรทู ี่ 6 หรอื
ศกึ ษาเพิม่ เติมจากอินเทอรเน็ต
๒ สก�าาเรนการเกอียกรใตบบิ สตั มรตัคา่รง2 ๆ
25. ครูใหนักเรียนศึกษาเพ่ิมเติมเก่ียวกับข้ันตอน
ใบสมคั รนบั เปน็ เครอื่ งมอื ลา� ดบั แรกในการคดั เลอื กบคุ ลากรเขา้ ทา� งาน โดยผปู้ ระกอบการ การสมคั รงาน จาก PowerPoint ม.5 หนว ย
หรือผูส้ ัมภาษณ์จะพจิ ารณาจากรายละเอยี ดในใบสมัคร ดงั นน้ั ผสู้ มคั รจงึ ควรทแ่ี สดงถึง การเรยี นรูท่ี 6
ความรคู้ วามสามารถ คุณสมบตั ทิ ่เี หมาะสมกบั งานท่สี มัคร
26. ครถู ามนกั เรยี นวา
๓ การเขยี นประวตั ิย่อ (Resume3) • กอ นการสมคั รงานตอ งมกี ารเตรยี มความพรอ ม
ของตนเองอยางไร
ข้อมูลรายละเอียดเก่ียวกับตัวผู้สมัครโดยย่อพร้อมรูปถ่าย จะท�าให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย (แนวตอบ เตรยี มหลกั ฐานเอกสารสาํ คญั ตา งๆ
และรวดเรว็ เปรยี บไดก้ บั ใบโฆษณาคณุ สมบตั ขิ องตนเอง ผสู้ มคั รจงึ ควรเขยี นประวตั ยิ อ่ ใหเรียบรอย เชน สําเนาบัตรประจําตัว
ทแ่ี สดงถงึ ความรู้ ความสามารถ คณุ สมบตั ทิ ่เี หมาะสมกบั งานที่สมัคร ประชาชน สําเนาทะเบียนบาน สําเนาใบ
รบั รองผลการศกึ ษาสาํ เนาใบปริญญาบตั ร)
๔ ส่งประวัตยิ ่อไปหน่วยงานทร่ี บั สมัครงาน • หากตองการเขียนประวัติยอ (Resume)
ของตนเองใหมีความนา สนใจ ควรเขียนใน
โดยการสง่ ประวตั ยิ อ่ ไปยงั เวบ็ ไซตร์ บั สมคั รงาน หรอื สง่ ประวตั ิ วฒุ กิ ารศกึ ษา แฟม้ รวบรวม ลักษณะใด
ผลงานของตนเองไปยงั หนว่ ยงานทรี่ บั สมคั รงานโดยตรง เพอื่ ใหฝ้ า่ ยบคุ คลพจิ ารณาถงึ (แนวตอบ ควรเขียนเปนภาษาองั กฤษ หรือ
คณุ สมบตั ขิ องตนวา่ มคี วามเหมาะสมกบั ตา� แหนง่ งานในบรษิ ทั มากนอ้ ยเพยี งใด เขียนเปนภาษาไทยก็ได แตตองเขียนให
ผอู า นเขา ใจงา ย ขอ ความสน้ั กระชบั ไดใ จความ
๕ การสอบขอ้ เขยี น และเขียนคุณสมบัติของตนเองใหชัดเจน
เพ่ือเปนการประกอบการพิจารณาในการ
บรษิ ทั หรอื หนว่ ยงานบางแหง่ อาจมกี ารสอบขอ้ เขยี น หรอื วดั แววความสามารถ ซง่ึ อาจ รบั เขาทํางาน)
เปน็ การทดสอบเชาวนป์ ญั ญา ความถนดั บคุ ลกิ ภาพ ทศั นคต ิ ทดสอบความรเู้ ฉพาะสาขา
วชิ า เชน่ การใช้คอมพิวเตอร ์ การใชเ้ ครอ่ื งคิดเลข ความรูเ้ กีย่ วกับตา� แหนง่ งานท่สี มคั ร 27. ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา “การเขียนประวัติยอ
(Resume) ทดี่ นี น้ั ไมค วรเขยี นใหม คี วามยาว
6 การสมั ภาษณ์ เกิน 2 หนากระดาษ ควรใชกระดาษสีขาว
แบบไมมีเสน และตองประกอบดวยชื่อของ
ผู้สมัครควรเตรยี มข้อมลู เกย่ี วกับแหลง่ งาน หรือบริษทั ทีไ่ ปสมัครงาน เช่น รายละเอียด ผเู ขียน ตําแหนง ที่ตองการสมัคร การศกึ ษา
ของธรุ กจิ สาขา สนิ คา้ การตลาด คแู่ ขง่ ขนั ความสา� เรจ็ เพอ่ื ใหน้ ายจา้ งทราบวา่ เราสนใจ ประสบการณ คุณสมบัติพิเศษ หรือความ
ทา� งานกบั บริษทั จริง สามารถพิเศษ และรายละเอียดสวนตัว เชน
เพศ อายุ วันเดือนปเกิด สัญชาติ เช้ือชาติ
7 การติดตามผล หมเู ลอื ด สขุ ภาพ ทอ่ี ยู งานอดเิ รก ความสนใจ”

หลังจากสอบสัมภาษณ์แล้ว ควรกล่าวขอบคุณผู้สัมภาษณ์ ซึ่งเป็นการสร้างโอกาส
ทจ่ี ะได้งานทา� มากข้นึ และคอยผลการตอบรับจากการสมัครงาน

งานอาชีพ 11๓

ขอ สอบเนน การคดิ นักเรียนควรรู

ขอ ใดคือการเขียนประวัติยอ (Resume) ท่ดี ี 1 หลักฐานเอกสารตางๆ ในการนําหลักฐานเอกสารตางๆ ไปใชสมัครงาน
1. ใชคําพูดที่ฟมุ เฟอย หรอื ทาํ ธรุ กรรมทางการเงนิ ใดๆ ถา เอกสาร หรอื หลกั ฐานนนั้ เปน สาํ เนา ควรเซน็
2. จัดรปู แบบใหเ หมาะสม รบั รองสําเนาถูกตอง และเขยี นช่ือของตนเองกาํ กบั ไวท กุ แผน ทกุ ครงั้
3. เขยี นขอมลู ใหไ ดมากที่สุด 2 การกรอกใบสมคั ร เปน ขนั้ ตอนแรกในการเลอื กคนเขา ทาํ งาน จงึ ควรศกึ ษา
4. เขยี นคุณสมบตั เิ กินความเปน จรงิ รายละเอยี ดของตาํ แหนง งานและคณุ สมบตั ทิ ไี่ ดป ระกาศไวอ ยา งละเอยี ด เนอ่ื งจาก
แตละตําแหนงจะมีลักษณะงานและความตองการคุณสมบัติของผูที่ทํางาน
(วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 2. เพราะการเขยี นประวตั ยิ อ (Resume) แตกตางกัน จากน้ันกรอกขอมูลใหครบถวน รวมถึงแนบเอกสารประกอบการ
ท่ีดีนั้น ควรคํานึงถึงรูปแบบของการจัดวาง เน่ืองจากจะทําให สมัครงานใหพ รอม
ดึงดูดความสนใจตอผูอานและเกิดความประทับใจ โดยจะตอง 3 Resume เคล็ดลับการเขียนประวัติยอเพื่อใหไดงาน คือ คุณสมบัติท่ีมี
จัดวางรูปแบบใหอานงาย ไมควรพิมพขอความใหเกินออกมา ตองตรงกับตาํ แหนง งาน เขียนใหส ้ัน กระชบั ตวั หนังสืออานงา ย ใชคาํ เชิงบวก
จนดไู มเ ปน ระเบยี บ ใชต วั อกั ษรทเี่ ปน ทางการ และควรใชก ระดาษ เขยี นประวตั กิ ารศกึ ษาและประสบการณท เ่ี กย่ี วกบั ตาํ แหนง งานใหช ดั เจน สะกด
ทมี่ ีคุณภาพ สีขาว ไมม เี สน) คาํ ถูกตอ ง สรา งขอ โดดเดน เพ่อื ใหบริษัทเกดิ ความรสู ึกสนใจในตวั เรามากขน้ึ

T125

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ

ขนั้ สอน ๑.๔ การสัมภาษณ

ขน้ั ที่ 3 ลงมอื ปฏบิ ตั ิ การสัมภาษณ์เป็นการสนทนา หรือการซักถามท่ีมีวัตถุประสงค์ เพ่ือจะให้มีโอกาสทราบ
รายละเอียดเก่ียวกับตัวผู้สมัคร ท่ีไม่สามารถพิจารณาได้จากใบสมัคร หรือประวัติส่วนตัว เช่น
28. ครถู ามนักเรยี นวา บคุ ลกิ ภาพ ทศั นคติ ปฏิภาณไหวพรบิ เพอ่ื คดั เลือกผูส้ มัครที่เหมาะสมกบั ต�าแหนง่ งานทว่ี า่ ง การ
• นกั เรยี นคนใดมปี ระสบการณใ นการสมั ภาษณ สัมภาษณเ์ ป็นข้นั ตอนการสมัครงานท่ีมคี วามสา� คัญ เพราะการสัมภาษณ์เปน็ การเปิดโอกาสแสดง
บุคคลอ่นื และนกั เรียนมีความรสู ึกอยางไร ให้เหน็ ว่าเรามีความกระตอื รือรน้ และสามารถปฏบิ ตั งิ านไดเ้ ปน็ อยา่ งด ี สรา้ งโอกาสในการสมคั รงาน
เมือ่ ตนเองเปน ผูสัมภาษณ ใหต้ นเอง โดยการเตรยี มตวั ในการแสดงออกทางความคดิ และการแนะนา� คณุ สมบตั ขิ องตนเอง มดี งั น้ี
(แนวตอบ คําตอบขึ้นอยูกับดุลยพินิจของ
นักเรียน) 1 ผู้สัมภาษณ์ บุคคลซึ่งท�าหน้าท่ีในการคัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมกับ

29. ครขู ออาสาสมคั ร2-3คนออกมาเลา ประสบการณ ต�าแหน่งงานที่ว่าง
ในการสัมภาษณบุคคลอ่ืนใหเพื่อนฟงหนา
ชัน้ เรยี น จากนน้ั ครถู ามนักเรียนวา องค์ประกอบ ๒ ผู้ ให้สมั ภาษณ ์ บุคคลท่ีตง้ั ใจมาสมคั รงานในตา� แหน่งงานท่ีวา่ ง หรอื ตา� แหน่ง
• หากนักเรียนเปนผูถูกสัมภาษณจะตอง ของการสมั ภาษณ์
มีการเตรียมตัวอยางไร โดยเฉพาะการ งานท่เี ปิดรบั สมคั รไว้
สมั ภาษณงาน
(แนวตอบ คําตอบข้ึนอยูกับดุลยพินิจของ ๓ เรอื่ งทจี่ ะสมั ภาษณ ์ โดยทวั่ ไปจะเปน็ เรอื่ งทแ่ี สดงใหเ้ หน็ ถงึ วธิ คี ดิ ทศั นคตติ า่ ง ๆ
นกั เรียน)
• เพราะเหตุใดการสัมภาษณงานจึงเปน ของผ ู้ใหส้ มั ภาษณ์
ขนั้ ตอนท่สี าํ คัญทสี่ ดุ
(แนวตอบ เปน การเปด โอกาสใหไ ดแ สดงออก ๔ เป้าหมายในการสัมภาษณ์ เพื่อให้ทราบรายละเอียดต่าง ๆ ท่ีจ�าเป็นต่อการ
ทางความคิด ไดแนะนําคุณสมบัติของ
ตนเอง แสดงใหเ หน็ ถึงความกระตอื รอื รน ) ท�างาน วัดความร ู้ ความสามารถ ความคดิ ทางสติปญั ญา
• ในการสมั ภาษณง านจะประกอบไปดว ยองค
ประกอบใด ๕ วิธีการสัมภาษณ์ แบ่งเป็น ๔ ลักษณะ คือ การสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว
(แนวตอบ ผสู ัมภาษณ ผใู หส ัมภาษณ เรอื่ ง
ที่จะสัมภาษณ เปาหมายในการสัมภาษณ การสัมภาษณ์ โดยใช้แบบทดสอบ การสัมภาษณ์ โดยใช้ โทรศัพท์ และการ
และวิธกี ารสมั ภาษณ) สมั ภาษณ์ โดยการรอ้ งขอทางวิทยุ
• หากตองไปสัมภาษณงาน นักเรียนควร
เตรียมตวั อยา งไร Tip
(แนวตอบ ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกบั บรษิ ทั
หรือหนวยงานที่จะไปสัมภาษณ ศึกษา เทคนิคการสัมภาษณ์เพ่อื ให้ไดง้ าน
เสน ทางการเดินทาง เตรียมเอกสารสําคัญ
ใหพรอม เตรียมเสื้อผาและเครื่องแตงกาย ผสู้ มคั รตอ้ งนา� เสนอตนเองใหผ้ สู้ มั ภาษณเ์ กดิ ความรสู้ กึ วา่ เราเหมาะสมกบั งานน ้ี และเหน็ วา่ เราจะเปน็
ใหพ รอ ม และฝก ซอ มทกั ษะการพดู การเดนิ ผู้รว่ มงานทีด่ ีทส่ี ุด เทคนิคการสัมภาษณ์เพื่อใหไ้ ดง้ านมีวธิ กี าร ดังน้ี
การนัง่ เพ่ือสรา งความม่นั ใจใหกับตนเอง)
๑. ยิ้มแย้มแจ่มใส จะท�าให้ผู้สัมภาษณ์เกิดความ ๔. เป็นผู้ฟังที่ดี ควรต้ังใจฟังค�าถามให้จบก่อน
รูส้ กึ ประทับใจและต้องการให้มาทา� งานรว่ มกนั ตอบค�าถาม หากไม่เข้าใจ ควรถามให้ชัดเจน
๒. ระมัดระวังกิริยาตลอดเวลาสัมภาษณ์งาน ควร เพื่อท่ีจะได้ตอบค�าถามได้ตรงประเด็น ทั้งยัง
รกั ษากริ ยิ ามารยาทใหเ้ รยี บรอ้ ย ไมแ่ สดงอาการ แสดงถึงการใหค้ วามสา� คญั กบั ผ้พู ูดอกี ดว้ ย
หลุกหลิก ลุกลีล้ ุกลน ขยบั ขาไปมา เกาศรี ษะ ๕. ไ ม่ควรถามเร่ืองค่าตอบแทน ควรเก็บเร่ือง
๓. พ ูดอย่างฉลาด มีไหวพริบ พูดเสียงดังฟังชัด
ค่าตอบแทนไว้สอบถามภายหลัง เพราะหาก
ควรมจี งั หวะในการพดู และพดู ออกมาดว้ ยความ ถามเรอื่ งคา่ ตอบแทนเรว็ เกนิ ไป ผสู้ มั ภาษณอ์ าจ
มนั่ ใจ และมไี หวพรบิ ในการตอบค�าถาม มองวา่ สนใจค่าตอบแทนมากกว่าการท�างาน

11๔ ตอบคาํ ถามอยางไรใหไดงาน

เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิด

ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการตอบคําถามในการสัมภาษณงานให การสัมภาษณง านแบบบคุ คลตอ บคุ คลมวี ัตถุประสงคเพ่ือส่งิ ใด
นักเรียนฟง โดยยกตัวอยา งคําถามและคําตอบ ดงั นี้ 1. ตองการทราบคณุ สมบตั ขิ องผสู มคั รเบือ้ งตน
2. ทําใหไดบคุ คลเขา มาทาํ งานในตาํ แหนงทว่ั ๆ ไป
• เลาเรอื่ งราวเกี่ยวกบั ตัวคณุ ใหเ ราฟงหนอ ย 3. ทาํ ใหผสู ัมภาษณเ ลง็ เหน็ ความสามารถของผูสมคั รงาน
ดฉิ นั จบมาจากคณะ............ประสบการณก ารทาํ งานทผี่ า นมา คอื .............. 4. ตองการบคุ คลท่มี ีตําแหนงและมคี วามสําคัญกบั บริษทั

• ทําไมเราถงึ ตองเลอื กคณุ เขา มาทาํ งาน (วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 2. เพราะการสัมภาษณงานแบบ
ดฉิ นั มคี วามสามารถดา น...........ซง่ึ สง่ิ นจี้ ะมปี ระโยชนก บั องคก รในอนาคต บุคคลตอบคุ คล เปน การสัมภาษณที่ใชก นั ทั่วไปสาํ หรับหนว ยงาน
หรือบริษัทที่ตองการคัดเลือกพนักงานในตําแหนงทั่วๆ ไป โดย
• ทาํ ไมคณุ ถงึ สนใจงานน้ี ผูสมั ภาษณอาจพิจารณาและตัดสนิ ใจไดด ว ยตนเอง)
งานนมี้ คี วามทา ทาย ดฉิ นั คดิ วา สามารถทาํ งานไดจ ากคณุ สมบตั ทิ ด่ี ฉิ นั มี

• เปา หมายระยะยาวของคุณคือสงิ่ ใด
อกี 5 ปข า งหนา อยากมธี รุ กจิ เปน ของตนเอง ซงึ่ ทาํ ควบคไู ปกบั งานประจาํ

• ถา คณุ ไดเ ขามาทาํ งาน คุณคิดวาจะทาํ สิง่ ใดใหกบั บรษิ ัท
ดฉิ ันต้ังใจทีจ่ ะ...เพ่อื ชวยพฒั นาองคกรใหเ จริญเตบิ โตอยางยั่งยืน

T126


























Click to View FlipBook Version