The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by lompan67, 2021-06-01 06:35:41

แผนการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ

แผนการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ



คำนำ

แผนการจดั การเรียนรู้รายวิชาภาษาองั กฤษ ระดบั ช้นั ประถมศกึ ษาปี ท่ี 3 จดั ทาข้นึ เพื่อใชเ้ ป็น
แนวทางในการจดั การเรียนการสอนท่ีเนน้ ผเู้ รียนเป็นหลกั ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน
พุทธศกั ราช 2541

แผนการจดั การเรียนรู้ประกอบดว้ ยสาระการเรียนรูด้ งั ต่อไปน้ี แผนการจดั การเรียนรู้รายปี
ประกอบดว้ ยมาตรฐานและตวั ช้ีวดั กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ชิ าภาษาองั กฤษ แผนการจดั การเรียนรู้ประกอบดว้ ย

3 หน่วยการเรียนรู้ Wh Question Question Words , Language and Cuiture , English and Friend ในแต่

ละหน่วยไดร้ ะบุ มาตรฐาน ตวั ช้ีวดั จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ สาระสาคญั กิจกรรมในช้นั เรียน
รูปแบบการจดั การเรียนรู้ ไดแ้ ก่ กำรจดั กำรเรียนรู้แบบกำรสอนภำษำโดยใช้เนือ้ หำเพ่อื นำปสู่กำรเรยี นรู้ภำษำ
( Content – Based Instruction ) ในแต่ละหน่วย จะมกี ารจดั การเรียนการสอนที่แตกต่างกนั แต่มเี น้ือหา
สาระท้งั หมด ที่สามารถจะผเู้ รียนบรรลุจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ และมีใบงาน กิจกรรมต่างๆ และแบบประเมนิ
ผเู้ รียน ก่อนเรียนและหลงั เรียน เพอื่ เป็นแบบสงั เกตและประเมนิ ผเู้ รียนแต่ละคน มพี ฒั นาการ ทกั ษะ
หลงั จากที่เรียนจบเน้ือสาระการเรียนรู้ ในแต่ละหน่วย ว่ามคี วามเขา้ ใจ สามารถนาไปใช้ ในชีวิตประจาวนั ได้
และผา่ นเกณฑป์ ระเมนิ ท่ีกาหนดหรือไม่

ผจู้ ดั ทาขอขอบพระคุณผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.พชั รีภรณ์ บางเขียว เป็นอยา่ งยง่ิ ท่ีให้
คาปรึกษา และ คาแนะนาตลอดระยะเวลาการจดั ทาแผนการจดั การเรียนรู้และหวงั เป็นอยา่ งยง่ิ วา่ แผนการ
จดั การเรียนรู้เล่มน้ีจะเป็นประโยชน์กบั การจดั การเรียนรู้ในหอ้ งเรียน ทาใหผ้ เู้ รียนสามารถพฒั นาการเรียนรู้
ไดอ้ ยา่ งมี ประสิทธิภาพต่อไป

นายมงั กรโลมพนั ธ์
ผจู้ ดั ทา

สารบัญ ข

เร่ือง หนา้
คำนำ ก
สำรบัญ ข
แผนจดั กำรเรียนรู้รำยปี ๑
ตำรำงโครงสร้ำงรำยวชิ ำ ๖
แผนจดั กำรเรียนรู้ท่ี ๑ Wh Question Question Words ๙

ใบงานที่๑ ๒๓
ใบงานท่ี๒ ๒๕
๓๐
แผนจดั กำรเรียนกำรเรียนรู้ที่ ๒ Language and Cuiture ๔๓
๔๔
ใบงานท่ี๑ ๕๐
ใบงานท่ี๒ ๕๘

แผนจดั กำรเรียนกำรเรียนรู้ที่ ๓ English and Friend

ใบงานที่๑



แผนกำรจัดกำรเรียนรู้รำยปี
กล่มุ สำระภำษำต่ำงประเทศ



แผนกำรจดั กำรเรียนรู้รำยปี

รำยวชิ ำภำษำองั กฤษ รหัสวชิ ำ ท๒๒๑๐๑ กล่มุ สำระภำษำต่ำงประเทศ
ช้ันประถมศึกษำปี ที่ ๓ ปี กำรศกึ ษำ ๒๕๖๓ จำนวน ๔๐ ชั่วโมง ๑ หน่วยกติ
ครูผู้สอน นำยมงั กร โลมพนั ธ์

๑. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตวั ชีว้ ดั
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ต ๑.๑ ใชก้ ระบวนการอ่าน แปล และ สะกด คาศพั ท์ภาษาองั กฤษ จากการไดย้ ิน

ประโยคภาษาองั กฤษ ในชีวิตประจาวนั และระบุความหมายของคาสงั่ ในภาษาองั กฤษ
มำตรฐำน ต ๒.๑ สามารถพูด คาศพั ท์เฉพาะ ความแตกต่างของตวั อกั ษร ในภาษาองั กฤษ และ

สามารถปฎิบตั ิตามวฒั นธรรมของเจา้ ของภาษา ใหค้ วามหมายของ ประเพณี และเทศกาล
มำตรฐำน ต ๓.๑ สามารถใชค้ าศพั ทห์ รือภาษาองั กฤษ บูรณาการกบั กลมุ่ สาระการเรียนรู้อืน่ ให้

เกิดการสร้างสรรค์ กระบวนการคิดใหมๆ่
มำตรฐำน ต ๔.๑ เข้าใจประโยคภาษาองั กฤษในแต่ละสถานการณ์ สามารถฟังและให้

ความหมายของคาในภาษาองั กฤษ
ตวั ชีว้ ดั

มำตรฐำน ต ๑.๑ ใช้กระบวนกำรอ่ำน แปล และ สะกด คำศัพท์ภำษำอังกฤษ จำกกำรได้ยิน

ประโยคภำษำองั กฤษ ในชีวติ ประจำวนั และระบุควำมหมำยของคำสั่งในภำษำองั กฤษ
ต ๑.๑ ป.๓/๑ ฝึกปฏิบตั ิตามคาสงั่ จากประโยคภาษาองั กฤษ ท่ีไดย้ นิ
ต ๑.๑ ป.๓/๒ อ่านออกเสียงคา สะกดคา อา่ นกล่มุ คา ประโยคและบทพดู เขา้ จงั หวะ(chant)ง่ายๆ
ต ๑.๑ ป.๓/๓ เลือก/ระบุภาพหรือสญั ลกั ษณ์หรือเครื่องหมายตรงตามความหมายของประโยค
ต ๑.๑ ป.๓/๔ ตอบคาถามจากการฟังหรือา่ นประโยค บทสนทนาง่ายๆ
มำตรฐำน ต ๒.๑ สำมำรถพูด คำศัพท์เฉพำะ ควำมแตกต่ำงของตัวอกั ษร ในภำษำองั กฤษ และ

สำมำรถปฎิบตั ติ ำมวฒั นธรรมของเจ้ำของภำษำ ให้ควำมหมำยของ ประเพณี และเทศกำล
ต ๒.๑ ป.๓/๑ พูดและทาท่าประกอบตามมารยาทสงั คม/วฒั นธรรมของเจา้ ของภาษา
ต ๒.๑ ป.๓/๒ บอกชื่อและคาศพั ทง์ ่ายๆเก่ียวกบั เทศกาล/วนั สาคญั /งานฉลองและชีวติ ความเป็นอยู่

ของเจา้ ของภาษา
ต ๒.๑ ป.๓/๓ เขา้ ร่วมกิจกรรมทางภาษาและวฒั นธรรมท่ีเหมาะสมกบั วยั
ต ๒.๒ ป.๓/๑ บอกความแตกต่างของเสียง ตวั อกั ษร คา กลุ่มคาและประโยคของ ภาษาองั กฤษ

และภาษาไทย



มำตรฐำน ต ๓.๑ สำมำรถใช้คำศัพท์หรือภำษำอังกฤษ บูรณำกำรกับกลุ่มสำระกำรเรียนรู้อ่ืน ให้
เกดิ กำรสร้ำงสรรค์ กระบวนกำรคดิ ใหม่ๆ

ต ๓.๑ ป.๓/๑ บอกคาศพั ทท์ ่ีเก่ียวขอ้ งกบั กลมุ่ สาระการเรียนรู้อ่นื
มำตรฐำน ต ๔.๑ เข้ำใจประโยคภำษำองั กฤษในแต่ละสถำนกำรณ์ สำมำรถฟังและให้ควำมหมำย

ของคำในภำษำองั กฤษ
ต ๔.๑ ป.๓/๑ ฟัง/พูดในสถานการณ์ง่ายๆท่ีเกิดข้ึนในหอ้ งเรียน
ต ๔.๒ ป.๓/๑ ใชภ้ าษาองั กฤษ เพ่อื รวบรวมคาศพั ทท์ ี่เก่ียวขอ้ งใกลต้ วั

๒. จดุ ประสงค์กำรเรียนรู้
๒.๑ ควำมรู้(K)
๑. อธิบายความหมาย และวิธีการสะกดคาศพั ท์ ภาษาองั กฤษ และการอา่ น แปล
ประโยคภาษาองั กฤษไดถ้ กู ตอ้ ง (K)
๒. อธิบายวธิ ีการปฎิบตั ิตามคาสงั่ แปลความหมายของคาสง่ั และอธิบายรายละเอยี ดของคาสง่ั
ในภาษาองั กฤษได้ (K)
๓. อธิบายวิธีการเขียนประโยคภาษาองั กฤษ ขอ้ ความส้นั ๆ เพ่ือแสดงความเขา้ ใจในบทเรียนต่างได้
(K)
๔. อธิบายความหมายของคาศพั ท์ ในบทสนทนาภาษาองั กฤษ นิทานง่ายๆ และ ขอ้ ความส้นั ๆ
๕. วเิ คราะหแ์ ละใชค้ า ในการพดู โตต้ อบ กบั บุคคลอื่นไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง (K)
๖. ระบุคาสงั่ และคาขอร้องง่ายๆไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง (K)
๗. ระบุคาศพั ทท์ ี่แสดงความตอ้ งการไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง (K)
๘. อธิบายขอ้ มลู ต่างๆใหบ้ ุคคลอืน่ ได้ (K)
๙. อธิบายความรู้สึกของตนเองเป็นภาษาองั กฤษ จากส่ิงแวดลอ้ มรอบตวั ได้ (K)
๑๐. อธิบายขอ้ มลู แนะนาตวั เองเป็นภาษาองั กฤษพ้ืนฐานได้ (K)
๑๑. ระบุหรือจาแนกหมวดหมู่ ของคาศพั ทไ์ ดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง (K)
๑๒. อธิบายมารยาท วฒั นธรรมของเจา้ ของภาษาไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง (K)
๑๓. อธิบายความหมายของคาศพั ทเ์ ฉพาะ ของเทศกาลได้ (K)
๑๔. อธิบายกิจกรรมของการภาษาได้ (K)
๑๕. อธิบายหลกั ของเสียงของอกั ษร ในภาษาองั กฤษ การใชร้ ะดบั เสียงในการอา่ นประโยคได้
อยา่ งถูกตอ้ ง (K)
๑๖. อธิบายคพั ท์ ในกล่มุ สาระอ่นื ๆได้ (K)
๑๗. อธิบาย พูดและฟังในสถานการณ์ในหอ้ งได้ (K

๑๘. ระบุคาศพั ทจ์ าก ส่ิงของรอบตวั ได้ (K)



๒.๒ ทักษะ(P)
๑. อา่ นออกเสียง สะกด แปล ไดถ้ ูกตอ้ ง (P)
๒. ปฎิบตั ิตามคาสง่ั ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง (P)
๓. เขียนและอ่าน ประโยคภาษาองั กฤษง่ายๆ และส้นั ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง (P)
๔. พูด บทสนทนากบั เพ่อื นไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง (P)
๕. ใชค้ า ตอบโตก้ บั เพอื่ นได้ (P)
๖. ใชค้ าสงั่ ต่างๆไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง (P)
๗. ใชค้ าบอกความตอ้ งการ ในชีวติ ประจาวนั ได้ (P)
๘. ใหข้ อ้ มูลต่างไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง (P)
๙. บอกคาศพั ท์ จากสิ่งของรอบตวั ได้ (P)
๑๐. แนะนาตวั เองพ้ืนฐานไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง (P)
๑๑. แยกประเภทของกลุ่มของคาศพั ทไ์ ด้ (P)
๑๒. ปฎิบตั ิตามมารยาทได้ (P)
๑๓. บอกความหมาย คาศพั ทเ์ ฉพาะได้ (P)
๑๔. ทากิจกรรมเก่ียวกบั ภาษาได้ (P)
๑๕. วเิ คราะห์ ระดบั เสียงของตวั อกั ษรภาษาองั กฤษได้ (P)
๑๖. ใชค้ าศพั ทภ์ าษาองั กฤษกบั กลุ่มสาระอ่นื ได้ (P)
๑๗. พูดถงึ สถานการณ์ในความเป็นจริงได้ (P)
๑๘. นาส่ิงรอบมารวมเป็นคาประโยค (P)

๒.๓ เจตคต(ิ A)
๑.เห็นคุณค่าของ การอา่ น การฟัง การพูด (A)
๒.เห็นคุณค่าของการปฎิบตั ิตามคาสง่ั เพือ่ แสดงความเขา้ ใจในบทเรียนต่างๆ ที่อ่าน (A)
๓.เห็นคุณค่าความสาคญั ของการวเิ คราะห์ขอ้ ความส้นั ๆ และประโยค (A)
๔.เห็นคุณค่าความสาคญั ของการพูด และบทสนทนา (A)
๕.เห็นความสาคญั ของการใชค้ าศพั ท์ (A)
๖.เห็นคุณค่าของการใชค้ าสง่ั ต่างๆ (A)
๗.เห็นคุณค่าของคาศพั ท์ การแสดงความตอ้ งการ (A)
๘.ตระหนกั ถึงความสาคญั ของการใหข้ อ้ มูลต่างๆ(A)
๙.เห็นคุณค่าของการใช้ คาศพั ทจ์ ากสิ่งของรอบตวั (A)
๑๐.เห็นคุณค่าของการพดู แนะนาตวั (A)
๑๑.เห็นคุณค่าของบริบทของคาศพั ทแ์ ต่ละประเภท (A)



๑๒.ตระหนกั ถึงความสาคญั ของการมีมารยาทในการใชภ้ าษา (A)
๑๓.ตระหนกั ถึงความสาคญั ของการพูดคาศพั ทเ์ ฉพาะ ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งและเหมาะสม (A)
๑๔.ตระหนกั ถึงความสาคญั ของกิจกรรมท่ีเก่ียวกบั ภาษา (A)
๑๕.เห็นคุณค่าความสาคญั ของการใชร้ ะดบั เสียง วรรณยกุ ต์ ในการพดู ประโยคภาษาองั กฤษ(A)
๑๖.ตระหนกั ถึงความสาคญั ขแงการเรียนรู้คาศพั ทภ์ าษาองั กฤษ ในกลมุ่ สาระอนื่ ๆ (A)
๑๗.ตระหนกั เห็นถึงความสาคญั ของการใชค้ า ใหเ้ หมาะสมกบั สถานการณ์ ในปัจจุบนั (A)
๑๘.ตระหนกั เห็นถึงความสาคญั ของการสร้างคาและประโยคภาษาองั กฤษ (A)

๓. สำระสำคญั
ภาษาองั กฤษ เป็ นภาษาท่ีใชต้ ิดต่อส่ือสารกนั ทวั่ โลก เป็ นภาษาสากลท่ีใชใ้ นการติดต่อกนั ท้งั ดา้ น

เศรษกิจ ดา้ นการศึกษา หรือดา้ นความสัมพนั ธร์ ะหว่างประเทศ อีกท้งั ยงั มีการเรียนรู้ทางวฒั นธรรมของ
เจา้ ของภาษา รูปแบบประโยค รูปแบบของการส่ือสาร ที่เป็นเครื่องมือติดต่อส่ือสารเพอ่ื สร้างความเขา้ ใจและ
ความสมั พนั ธ์ที่ดีต่อกนั การสอนภาษาองั กฤษใน ปัจจุบนั จึงไดเ้ ปลี่ยนแนวคิดไปจากเดิม ไมเ่ นน้ การเขียน
และทาแบบฝึ กหัดได้เพียงอย่างเดียว แต่จะเน้นการสอน ฝึ กการพูดคา ออกเสียง และพูดประโยค
ภาษาองั กฤษ จากง่ายสู่ยาก เพราะในโลกยคุ ปัจจุบนั มีเทคโนโลยี ท่ีทนั สมยั และ มกี ารชื่อโซเชียลมเี ดีย ไดม้ ี
การนาเอาภาษาองั กฤษมาใชใ้ นการสร้างส่ือต่างๆ เช่น สื่ออินเทอร์เน็ต ระบบการส่ือสารต่างๆ ในการเรียน
ภาษาองั กฤษ จึงเป็นเรื่องสาคญั ในการที่จะการสื่อสารกบั ผอู้ นื่ ไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ทาใหเ้ กิดความเขา้ ใจ
และสามารถติดต่อสื่อสารกบั นานา ผเู้ รียนสามารถแสวงหาความรู้ประสบการณ์จากแหล่งขอ้ มลู สารสนเทศ
ต่างนาไปใชใ้ นการพฒั นาอาชีพใหม้ ีความมนั่ คงทางเศรษฐกิจ ภาษาองั กฤษจึงเป็ นภาษาท่ีมีความสาคญั ท่ี
ควรค่าแก่การเรียนรู้เพอ่ื ใชเ้ ป็นเคร่ืองมือ ในการพฒั นาคุณภาพชีวิต

๔. สำระกำรเรียนรู้
ภาษาองั กฤษเป็ นวิชาท่ีตอ้ งใชก้ ารฝึ กฝน ท้งั การเขียน การอา่ น การแปล และการพดู ประโยค

ภาษาองั กฤษเพ่ือใชใ้ นการสื่อสารไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและเหมาะสมกบั สถานการณ์
การเขียน การเขียน สร้างประโยคภาษาองั กฤษ โดยใชค้ าเช่ือม คาที่แสดงความตอ้ งการ ใหเ้ ขา้

กบั สถานการณ์ จาแนกประเภทของประโยค การร้างคาจากพยญั ชนะภาษาองั กฤษ
การอา่ น การอ่านออกเสียง ประโยค ขอ้ ความส้นั ๆ และคาศพั ท์ ที่อยรู่ อบตวั สร้างความเขา้ ใจ

และการคิดวเิ คราะห์ประโยค เพ่อื ที่จะประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวิตประจาวนั ได้
การแปล การแปล และใหค้ วามหมายของคาศพั ท์ หนา้ ที่ของคาศพั ท์ และประเภทของคาศพั ท์

และการแปลประโยค ภาษาองั กฤษ
การพูด การพูด ประโยคภาษาองั กฤษ ในการส่ือสาร การใชร้ ะดบั เสียงในการพูดประโยค

ภาษาองั กฤษ และการใชป้ ระโยคในโอกาสต่างๆ



๕. คำอธบิ ำยรำยวชิ ำ
อา่ น ฟัง พดู แปล และสะกด คาศพั ทภ์ าษาองั กฤษ สามารถอา่ น พดู และเขียน ประโยค ขอ้ ความส้นั ๆ

ได้อย่างถูกต้อง สามารถวิเคราะห์คาศพั ท์ต่างๆ มารถนาเอามาใชใ้ นชีวิตประจาวันได้อย่างเหมาะสม
สามารถอธิบายความหมายของคาศพั ท์ ท่ีพบเจอในบทสนทนา บทเรียนและในชีวติ ประจาวนั สามารถให้
รายละเอียดของขอ้ มูลพ้ืนฐาน เช่น การแนะนาตวั การบอกทางเป็นภาษาองั กฤษ และการวิเคาระห์คาศพั ท์
จากการอ่านบทความ นิทาน หรือ จากการฟังบทสนทนา สามารถ วิเคราะห์และจาแนกหมวดหมู่ของ
คาศพั ทไ์ ดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง และใหข้ อ้ มูลต่างๆไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง การฝึกใชป้ ระโยคคาสง่ั ประโยคขอร้อง และคาท่ี
แสดงถงึ ความตอ้ งการ

มารยาทในการใช้ภาษาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ท่ีพบ สามารถระบุคาศพั ท์เฉพาะ เช่น
คาศพั ทใ์ นงานเทศกาลปฎิบตั ิตามขนบธรรมเนียบประเพณี วฒั นธรรมของเจา้ ของภาษา เรียนรู้มารยาททาง
สงั คมขอเจา้ ของภาษา รวมไปถึงการใช้คาศพั ทใ์ นการพูดประโยคภาษาองั กฤษไดอ้ ย่างถูกต้อง มีการใช้
ระดบั เสียงในประโยคไดเ้ หมาะสมกบั รูปประโยค เช่นเสียงท่ีใช้ในประโยคคาถาม เสียงที่ใชบ้ อก ความ
ตอ้ งการหรือแสดงความเป็ นเจา้ ของ เป็ นตน้ ใชภ้ าษาองั กฤษในการสนทนาในชีวิตประจาวนั โดยการใช้
ประเภทของประโยคต่างๆ กบั กล่มุ เพ่ือน ครอบครัวและสาธารณะ มที กั ษะในการใชภ้ าษาองั กฤษ ( เนน้ การ
พูด และการฟัง ) เพอื่ ใหเ้ กิดกระบวนการคิดและการสื่อสาร

รหสั ตวั ชี้วดั
ต ๑.๑ ป.๓/๑ ป.๓/๒ ป.๓/๓ ป.๓/๔
ต ๑.๒ ป.๓/๑ ป.๓/๒ ป.๓/๓ ป.๓/๔ ป.๓/๕
ต ๑.๓ ป.๓/๑ ป.๓/๒
ต ๒.๑ ป.๓/๑ ป.๓/๒ ป.๓/๓
ต ๒.๒ ป.๓/๑
ต ๓.๑ ป.๓/๑
ต ๔๑ ป.๓/๑
ต ๔.๒ ป.๓/๑

รวม ๑๘ ตวั ชี้วดั



โครงสร้ำงรำยวชิ ำ

รำยวชิ ำพื้นฐำน รหสั วชิ ำ อ๑๓๑๐๑ กล่มุ สำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ

ช้ันประถมศึกษำปี ที่๓ ปี กำรศึกษำ2564 จำนวน ๔๐ ช่ัวโมง
หน่วยท่ี ชื่อหน่วยกำรเรียนรู้ เวลำ
(ชั่วโมง)
๑ Wh Question Question Words
๑.๑ โครงสร้างของ ประโยค Wh Question ๑๐


๑.๒ Talk to friends ๕

๒ Language and Cuiture ๑๐

๒.๑ วฒั นธรรมโลก ๕

๒.๒ Courtesy Words Courtesy Sentence ๕

๓ English and Friends ๑๐
๓.๑ English Fusion ๑๐

๔ World Community Language ๑๐

๔.๑ Event analysis

๔.๒ Analysis Words Analysis Sentence ๕

รวม ๔๐

ก๗


แผนกำรเรียนรู้รำยหน่วย
หน่วยที่ 1



แผนกำรจดั กำรเรียนรู้รำยหน่วย หน่วยที่ ๑ รำยวชิ ำภำษำองั กฤษ
เวลำ ๑๐ ช่ัวโมง
สำระกำรเรียนรู้ ภำษำต่ำงประเทศ
ช้ันประถมศึกษำปี ที่ ๓ ปี กำรศึกษำ ๒๕๖๓

หน่วยกำรเรียนรู้ท่ี ๑ Wh Question Question Words
ครูผู้สอน มงั กร โลมพนั ธ์

๑. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตวั ชี้วดั
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ต 1.1 ใชก้ ระบวนการอา่ น แปล และ สะกด คาศพั ทภ์ าษาองั กฤษ จากการไดย้ นิ ประโยค

ภาษาองั กฤษ ในชีวิตประจาวนั และระบุความหมายของคาสง่ั ในภาษาองั กฤษ

ตวั ชีว้ ดั ช้ันปี
ต 1.1 ป.3/1 ปฏิบตั ิตามคาสงั่ และคาขอร้องง่ายๆท่ีฟังหรืออ่าน
ต 1.1 ป.3/2 อ่านออกเสียงคา สะกดคา อ่านกล่มุ คา ประโยคและบทพูดเขา้ จงั หวะ(chant)ง่ายๆ

ถกู ตอ้ งตามหลกั การอ่าน
ต 1.1 ป.3/3 เลือก/ระบุภาพหรือสญั ลกั ษณ์หรือเคร่ืองหมายตรงตามความหมายของประโยค และ

ขอ้ ความส้นั ๆที่ฟัง

ต 1.1 ป.3/4 ตอบคาถามจากการฟังหรืออ่านประโยค บทสนทนาง่ายๆ

๒. จดุ ประสงค์กำรเรียนรู้
๑.อธิบายความหมาย และวธิ ีการสะกดคาศพั ท์ ภาษาองั กฤษ และการอา่ น แปล ประโยคภาษาองั กฤษ
ไดถ้ กู ตอ้ ง (K)
๒.อ่านออกเสียง สะกด แปล ไดถ้ ูกตอ้ ง (P)
๓.เห็นคุณค่าของ การอ่าน การฟัง การพดู (A)

๓. สำระสำคญั
การอ่าน การอา่ นออกเสียง ประโยค ขอ้ ความส้นั ๆ และคาศพั ท์ ที่อยรู่ อบตวั สร้างความเขา้ ใจและ

การคิดวเิ คราะหป์ ระโยค เพ่ือที่จะประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้
การพูด การพูด ประโยคภาษาองั กฤษ ในการสื่อสาร การใช้ระดับเสียงในการพูดประโยค

ภาษาองั กฤษ และการใชป้ ระโยคในโอกาสต่างๆ



๔. สำระกำรเรียนรู้
ควำมรู้ (K)
การใช้ คานาหนา้ ประโยค( Wh Question )ท่ีถูกตอ้ ง เป็นส่วนประกอบสาคญั ของประโยค จากเน้ือหา

ในการสอนผเู้ รียนามารถนาไปปรับใชใ้ นชีวติ ประจาวนั และพฒั นาต่อยอดในการประกอบอาชีพในอนาคต
ได้

ทักษะ (P)
๑.ทกั ษะการอ่าน
๒.ทกั ษะการส่ือความหมาย
๓.ทกั ษะการสรุป

คณุ ลกั ษณ์อนั พงึ ประสงค์ (A)
๑.มีวนิ ยั
๒.ใฝ่ เรียนรู้
๓.ม่งุ มน่ั ในการทางาน

๕. สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน ( เฉพาะท่ีเกิดในหน่วยการเรียนรูน้ ้ี )
ความสามารถในการส่ือสาร
ความสามารถในการคิด
ความสามารถในการแกป้ ัญหา
ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ติ
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

๖.ทกั ษะของผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 ( 3R 8C + 2L ) (จดุ เน้นสู่กำรพฒั นำคุณภำพผ้เู รียน)
ทกั ษะการอา่ น (Reading)
ทกั ษะการ เขยี น (Writing)
ทกั ษะการ คิดคานวณ (Arithmetic)
ทกั ษะดา้ นการคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณและทกั ษะในการแกป้ ัญหา (Critical thinking and
problem solving)
ทกั ษะดา้ นการสร้างสรรคแ์ ละนวตั กรรม (Creativity and innovation)
ทกั ษะดา้ นความร่วมมอื การทางานเป็นทีม และภาวะผนู้ า (Collaboration , teamwork
and leadership)
ทกั ษะดา้ นความเขา้ ใจต่างวฒั นธรรม ต่างกระบวนทศั น์ (Cross-cultural understanding)
ทกั ษะดา้ น การสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทนั สื่อ (Communication information and

media literacy)
ทกั ษะดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร (Computing)

๑๐

ทกั ษะอาชีพและทกั ษะการเรียนรู้ (Career and learning self-reliance, change)
ทกั ษะการเปล่ยี นแปลง (Change)
ทกั ษะการเรียนรู้ (Learning Skills)
ภาวะผนู้ า (Leadership)

๗. ชิ้นงำนหรือภำระงำน ( หลกั ฐำน / ร่องรอยแสดงควำมรู้ )
1.อ่านประโยคท่ีผสู้ อนกาหนด
2.จบั คู่ฝึกอ่านประโยค
3.ใบงานที่๑
4.ใบงานท่ี๒

๘. กำรจดั กจิ กรรมกำรเรียนรู้
หน่วยกำรเรียนรู้ท่ี ๑ Wh Question Question Words
หน่วยย่อยท่ี ๑.๑ โครงสร้างของ ประโยค Wh Question
รูปแบบกำรเรียนรู้ : การจดั การเรียนรู้แบบการสอนภาษาโดยใชเ้ น้ือหาเพ่ือนาปสู่การเรียนรู้

ภาษา( Content – Based Instruction )
รำยชั่วโมงท่ี ๑ - ๒
ข้ันที่ ๑ เตรียมบทเรียน
๑.ครูกล่าวทกั ทาย บอกหวั ขอ้ ที่จะเรียนในวนั น้ี ทดสอบความรูน้ กั เรียนดว้ ยคาถาม
๒.ครูเขา้ สู่บทเรียน บอกหนา้ ท่ีของคานาหนา้ ประโยค
๓.ครูสอนเก่ียวกบั โครงสร้างประโยค
ข้ันที่ ๒ เตรียมบททดสอบ
หลงั จากที่ครูสอนหนา้ ทีข่ องคานาหนา้ ประโยค แลว้ ครูทบทวนความรู้ดว้ ยการถามนกั เรียน

วา่ “ What , Where , When , Why , Who , How ” ทาหนา้ ท่ีอะไรในประโยค
ข้ันที่ ๓ เตรียมสื่อกำรสอน
ครูจดั การเรียนการสอนเรื่อง “ Wh Question ” มที ้งั หมด ๖ คา ไดแ้ ก่
๑.What อะไร
๒.Where ท่ีไหน
๓.When เมื่อไหร่
๔.Why ทาไม
๕.Who ใคร
๖.How อยา่ งไร

๑๑

โดยครูอธิบาย หนา้ ทข่ี องคาในประโยคและโครงสร้างของประโยคแต่ละประเภท ดว้ ย
การเปิ ดใน PowerPoint จากน้นั ผสู้ อนใหผ้ เู้ รียนทาแบบฝึกหดั
ข้ันที่ ๔ เรียนรู้

๑.สอนการอา่ นและแปลความหมายของประโยคที่ถูกตอ้ ง
๒.ใหผ้ เู้ รียนจบั คู่ ฝึกพดู โตต้ อบกนั ในประโยค “ Wh Question ”
ข้ันที่ ๕ เช่ือมโยงทกั ษะ
๑.ใหผ้ เู้ รียนฝึกโตต้ อบกบั เพ่ือน
๒.ใหผ้ เู้ รียนฝึกแต่งประโยค แลว้ นาประโยคมาสนทนาดโตต้ อบกบั เพื่อนและผสู้ อน

๑๒

ตัวอย่าง และโครงสร้างของประโยค

What = อะไร จะใช้เวลำถำมถงึ ส่ิงของ หรือ ข้อมลู อะไรบำงอย่ำง
โครงสร้างประโยค

โครงสร้ำงประโยคคำถำม ตวั อย่ำง 1. What + (is/are) + subject ?
2. What + (do/does) + subject + do ?
โครงสร้ำงประโยคคำถำม
A : What is your father ? โครงสร้ำงประโยคคำตอบ
B : He is a farmer.
A : What are you ? B : I am a student.
A : What is Ms.Paweena ?
A : What does Manop do ? B : She is a English teacher.
B : He is a policeman.

Where = ทไี่ หน จะใช้เวลำถำมถงึ สถำนท่ี
โครงสร้ำงประโยค

โครงสร้ำงประโยคคำถำม 1. Where + (is/are/am) + subject ?

2. Where + do/does + subject + verb ?

ตวั อย่ำง

โครงสร้ำงประโยคคำถำม โครงสร้ำงประโยคคำตอบ

A : Where is Muang Surin School ? B : It is in Surin.

๑๓

A : Where are the students ? B : They are in the classroom.
A : Where are you going ? B : I going to school.
A : Where do you live ? B : I live in Thailand.

When = เมื่อไหร่ จะใช้เวลำถำมถงึ เวลำว่ำส่ิงน้ันเกดิ ขนึ้ เมอื่ ไหร่ (ได้ท้ังในอดตี และอนำคต)
โครงสร้ำงประโยค

โครงสร้ำงประโยคคำถำม When + (กริยำช่วย) + subject + กริยำอื่น…….?
ตวั อย่ำง
โครงสร้ำงประโยคคำถำม
A : When is your birthday ? โครงสร้ำงประโยคคำตอบ
B : It is in July.
A : When is the meeting ?
A : When are you coming here ? B : It is in Summer.
A : When do they go to school ? B : It is on 21st July.
B : It is on Monday morning.
B : I am coming here next month.
B : They go to school at 6.30.

๑๔

Why = ทำไม ใช้ถำมถึงสำเหตุว่ำทำไมถงึ ทำแบบน้ัน
โครงสร้ำงประโยค

โครงสร้ำงประโยคคำถำม 1. Why + (is/are) + noun/pronoun + adjective ?

2. Why + do/does + subject + verb + object ?

ตวั อย่ำง

โครงสร้ำงประโยคคำถำม โครงสร้ำงประโยคคำตอบ

A : Why are you late ? B : I am late because the traffic is very heavy.

A : Why is he sad ? B : He is sad because his mother is sick.

A : Why do you like Lisa ? B : I like her because she is beautiful.

A : Why did you go to the bookshop ? B : I went there to buy a book.

who ใคร = ถำมบุคคลน้ันว่ำเป็ นใคร

โครงสร้ำงของประโยค

โครงสร้ำงประโยคคำถำม Who + verb + object ?
ตวั อย่ำง
โครงสร้ำงประโยคคำถำม
A : Who is your teacher ? โครงสร้ำงประโยคคำตอบ
A : Who is making cook ? B : Mrs.Mangkorn is my teacher.
A : Who are these boys ? B : My mother is making cook.
A : Who sings this song ?
B : Boonchu and Kasem.
B : Nara sings this song.

๑๕

How อย่ำงไร

ใช้ How ใช้ถำมวธิ กี ำร

โครงสร้ำงประโยคคำถำม How + do/does + subject + verb ?

ตวั อย่ำง

โครงสร้ำงประโยคคำถำม โครงสร้ำงประโยคคำตอบ

A : How do you go to school ? B : I go to school by bus/on foot.

A : How does Tata Young sing ? B : She sings beautifully.

A : How do Jim and Jane run ? B : They run slowly.

ใช้ How ตำมด้วยคำ adjective ใช้ถำมอำยุ ควำมสูง นำ้ หนกั ควำมยำว ระยะทำง

โครงสร้ำงประโยคคำถำม How + adjective + verb to be + subject ?

ตวั อย่ำง

โครงสร้ำงประโยคคำถำม โครงสร้ำงประโยคคำตอบ

ถำมอำยุ A : How old are you ? B : I am 18 years old.

A : How old is Jim ? B : He is 18 years old.

A : How old are those babies ? B : They are 7 months old.

ควำมสูง A : How tall are you ? B : I am 1 m. and 60 cm. tall.

A : How tall is your mother ? B : She is 156 cm.

นำ้ หนกั A : How heavy is Suchada ? B : She is 70 kilos.

A : How heavy are you ? B : I am 45 kilos.

ควำมยำว A : How long is a ruler ? B : It is 12 inches long.

ระยะทำง A : How far is it from here to B : It is about 24 km.

๑๖

ใช้ How ถำมเกยี่ วกบั สุขภำพ

โครงสร้ำงประโยคคำถำม How + is/are + subject ?

ตวั อย่ำง

โครงสร้ำงประโยคคำถำม โครงสร้ำงประโยคคำตอบ

A : How are you ? B : I am very well.

A : How is your wife ? B : She is fine.

How ใช้กบั many เพื่อถำมว่ำบุคคลน้ันมสี มำชกิ มสี ัตว์เลยี้ งหรือส่ิงของต่ำงๆ จำนวนเท่ำใด

โครงสร้ำงประโยคคำถำม How many + nouns + do/does + subject + verb ?

ตวั อย่ำง

โครงสร้ำงประโยคคำถำม โครงสร้ำงประโยคคำตอบ

A : How many sisters do you have ? B : I have one sister.

A : How many apples does your mom buy? B : She buys four apples.

๑๗

กำรจดั กจิ กรรมกำรเรียนรู้
หน่วยกำรเรียนรู้ท่ี ๑ Wh Question Question Words
หน่วยย่อยที่ ๑.๒ Talk to friends
รูปแบบกำรเรียนรู้ : การจดั การเรียนรู้แบบการสอนภาษาโดยใชเ้ น้ือหาเพื่อนาปสู่การเรียนรู้ภาษา
( Content – Based Instruction )
รำยช่ัวโมงท่ี ๓ - ๔
ข้ันที่ ๑ เตรียมบทเรียน
๑.ครูกลา่ วทกั ทาย บอกหวั ขอ้ ท่ีจะเรียนในวนั น้ี ทดสอบความรู้นกั เรียนดว้ ยคาถาม
๒.ครูเขา้ สู่บทเรียน บอกหนา้ ท่ีของคานาหนา้ ประโยค
๓.ครูสอนอ่านประโยค
ข้ันที่ ๒ เตรียมบททดสอบ
หลงั จากท่ีครูสอนหนา้ ที่ของคานาหนา้ ประโยค แลว้ ครูทบทวนความรู้ดว้ ยการถามนกั เรียน

วา่ “ What , Where , When , Why , Who , How ” ทาหนา้ ท่ีอะไรในประโยค แลว้ ครูใหน้ กั เรียนจบั คู่กนั ฝึก
พดู ประโยค ที่ผสู้ อนกาหนด

ข้ันที่ ๓ เตรียมสื่อกำรสอน
ครูจดั การเรียนการสอนเร่ือง “ Wh Question ” มที ้งั หมด ๖ คา ไดแ้ ก่
๑.What อะไร
๒.Where ท่ีไหน
๓.When เมอื่ ไหร่,อยา่ งไร
๔.Why ทาไม
๕.Who ใคร
๖.How อยา่ งไร
โดยครูอธิบาย หนา้ ท่ีของคาในประโยคและโครงสร้างของประโยคแต่ละประเภท ดว้ ย

การเปิ ดใน PowerPoint แลว้ ใหน้ กั เรียนฝึกโตต้ อบสนทนากนั

ข้ันท่ี ๔ เรียนรู้

๑.สอนการอา่ นและแปลความหมายของประโยคที่ถกู ตอ้ ง

๒.ใหผ้ เู้ รียนจบั คู่ ฝึกพดู โตต้ อบกนั ในประโยค “ Wh Question ”

๑๘

๙.สื่อกำรสอน

หน่วยย่อยที่ ๑.๑ โครงสร้ำงของ ประโยค Wh Question
๑. ตวั อยา่ งประโยค โครงสร้างประโยค
๒. ตวั อยา่ งประโยค ที่ใชใ้ นการฝึกอา่ นและพูด
๓. อินเทอร์เน็ต
๔. PowerPoint
๕. ใบงาน

หน่อยย่อยที่ ๑.๒ Talk to friends
๑. ตวั อยา่ งประโยค โครงสร้างประโยค
๒. ตวั อยา่ งประโยค ท่ีใชใ้ นการฝึกอา่ นและพดู
๓. อินเทอร์เน็ต
๔. PowerPoint
๕. ตวั อยา่ งประโยคฝึกพูดโตต้ อบ
๖. ใบงาน

๑๐. แหล่งเรียนรู้ในหรือนอกสถำนท่ี
๑. อนิ เทอร์เน็ต
๒. หอ้ งสมดุ
๓. หนงั สือเรียน

๑๙

๑๑. กำรวดั และประเมนิ ผล

ชิน้ งำน/ภำระงำน วธิ ปี ระเมนิ ผล เครื่องมือวดั ผล เกณฑ์กำรให้คะแนน เกณฑ์กำรประเมนิ

โครงสร้างของ ประโยค การสงั เกต และ ใบงาน เขียนและบอกโครงสร้าง ผา่ น/ไมผ่ า่ น

Wh Question ทดสอบ ประโยค Wh Question ได้ คะแนน ๖.๑๐ = ผา่ น

( ก่อนเรียน ) ถูกตอ้ ง คะแนน ๐-๕ = ไมผ่ า่ น

Talk to friends การสงั เกต และ ใบงานและการ อา่ นออกเสียงไดถ้ ูกตอ้ ง ผา่ น/ไม่ผา่ น

( ก่อนเรียน ) ทดสอบ ฝึกปฏิบตั ิ คะแนน ๖.๑๐ = ผา่ น

คะแนน ๐-๕ = ไมผ่ า่ น

โครงสร้างของ ประโยค การสงั เกต และ ใบงาน เขียนและบอกโครงสร้าง ผา่ น/ไมผ่ า่ น

Question Words ทดสอบ ประโยค Wh Question ได้ คะแนน ๖.๑๐ = ผา่ น

( หลงั เรียน ) ถกู ตอ้ ง ตามหลกั คะแนน ๐-๕ = ไมผ่ า่ น

โครงสร้างประโยค

Talk to friends การสงั เกต และ ใบงานและการ อา่ นออกเสียงไดถ้ ูกตอ้ ง ผา่ น/ไม่ผา่ น
( หลงั เรียน ) ทดสอบ
ฝึกปฏิบตั ิ ตามหลกั การของประโยค คะแนน ๖.๑๐ = ผา่ น

คะแนน ๐-๕ = ไมผ่ า่ น

คณุ ลกั ษณะอนั พงึ วธิ ีวดั ผล เครื่องมอื วดั ผล เกณฑ์กำรให้คะแนน เกณฑ์กำรประเมนิ
ประสงค์ การสงั เกต
การสงั เกต แบบสงั เกตพฤติกรรม ตามตารางเกณฑก์ ารให้ ผา่ นเกณฑต์ ้งั แต่ระดบั
มีวินยั การสงั เกต รายบุคคล คะแนนคุณลกั ษณะอนั พึง ปานกลางข้ึนไป
ประสงค์
ใฝ่ เรียนรู้ แบบสงั เกตพฤติกรรม ตามตารางเกณฑก์ ารให้ ผา่ นเกณฑต์ ้งั แต่ระดบั
รายบุคคล คะแนนคุณลกั ษณะอนั พึง ปานกลางข้ึนไป
มุง่ มน่ั ในการทางาน ประสงค์
แบบสงั เกตพฤติกรรม ตามตารางเกณฑก์ ารให้ ผา่ นเกณฑต์ ้งั แต่ระดบั
รายบุคคล คะแนนคุณลกั ษณะอนั พึง ปานกลางข้ึนไป
ประสงค์

๒๐

สมรรถนะของผ้เู รียน วธิ ีวดั ผล เคร่ืองมอื วดั ผล เกณฑ์กำรให้คะแนน เกณฑ์กำรประเมนิ
ความสามารถในการ การสงั เกต ผา่ นเกณฑต์ ้งั แต่ระดบั
สื่อสาร แบบประเมนิ ตามตารางเกณฑก์ ารให้ ปานกลางข้ึนไป
สมรรถนะของ คะแนนสมรรถนะของ
ความสามารถในการคิด การสงั เกต ผเู้ รียน ผเู้ รียน ผา่ นเกณฑต์ ้งั แต่ระดบั
แบบประเมิน ตามตารางเกณฑก์ ารให้ ปานกลางข้ึนไป
ความสามารถในการ การสงั เกต สมรรถนะของ คะแนนสมรรถนะของ
แกไ้ ขปัญหา ผเู้ รียน ผเู้ รียน ผา่ นเกณฑต์ ้งั แต่ระดบั
แบบประเมิน ตามตารางเกณฑก์ ารให้ ปานกลางข้ึนไป
สมรรถนะของ คะแนนสมรรถนะของ
ผเู้ รียน ผเู้ รียน

ทักษะของผ้เู รียนใน วธิ วี ดั ผล เคร่ืองมือวดั ผล เกณฑ์กำรให้คะแนน เกณฑ์กำรประเมนิ
ศตวรรษที่ ๒๑ การสงั เกต
แบบประเมิน ตามตารางเกณฑก์ ารให้ ผา่ นเกณฑต์ ้งั แต่ระดบั
ทกั ษะการอา่ น ทกั ษะของผเู้ รียน คะแนนทกั ษะของผเู้ รียน ปานกลางข้ึนไป
( Reading) ในศตวรรษที่ ๒๑ ในศตวรรษท่ี ๒๑
รายบุคคล ผา่ นเกณฑต์ ้งั แต่ระดบั
ทกั ษะดา้ นความร่วมมอื การสงั เกต แบบประเมนิ ตามตารางเกณฑก์ ารให้ ปานกลางข้ึนไป
ทกั ษะของผเู้ รียน คะแนนทกั ษะของผเู้ รียน
การทางานเป็นทีม และ ในศตวรรษที่ ๒๑ ในศตวรรษที่ ๒๑
รายบุคคล
ภาวะผนู้ า

( Collaboration,

teamwork and

leadership )

ทกั ษะการเรียนรู้ การสงั เกต แบบประเมิน ตามตารางเกณฑก์ ารให้ ผา่ นเกณฑต์ ้งั แต่ระดบั
ทกั ษะของผเู้ รียน คะแนนทกั ษะของผเู้ รียน ปานกลางข้ึนไป
(Learning Skills) ในศตวรรษท่ี ๒๑ ในศตวรรษท่ี ๒๑
รายบุคคล ผา่ นเกณฑต์ ้งั แต่ระดบั
ภาวะผนู้ า การสงั เกต ตามตารางเกณฑ์ ตามตารางเกณฑก์ ารให้ ปานกลางข้ึนไป
(Leadership) การใหค้ ะแนน คะแนนทกั ษะของผเู้ รียน
ทกั ษะของผเู้ รียน ในศตวรรษที่ ๒๑
ในศตวรรษท่ี ๒๑

๒๑

๑๒.กจิ กรรมเสนอแนะ

………………………………………………………………………………………………………………..…….................

.................................................................................................................................... ...............................................................

...................................................................................................................................................................................................

๑๓. บนั ทกึ ผลหลงั กำรสอน

สรุปผลกำรเรียนกำรสอน

นกั เรียนท้งั หมด……….. คน

จดั ประสงค์กำร จำนวนนักเรียนทผ่ี ่ำน จำนวนนกั เรียนทไ่ี ม่ผ่ำน

เรียนรู้ จำนวน(คน) ร้อยละ จำนวน(คน) ร้อยละ

๑๔.ปัญหำ/อปุ รรค/แนวทำงกำรแก้ไข

………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………

๑๕.ข้อเสนอแนะ

………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงชื่อ……………………………………………………………….
()

ตาแหน่งครูวทิ ยฐานะ……………………………………………….

ลงช่ือ………………………………………………...หวั หนา้ กลุ่มสาระการเรียนรู้
()

ลงช่ือ…………………………………………………รองผอู้ านวยการฝ่ ายบริหารวชิ าการ

()

๒๒

ควำมเห็นของหัวหน้ำสถำนศึกษำ

ไดท้ าการตรวจสอบแผนการเรียนรู้ของ…………………………………………แลว้ มคี วามคิดเห็นดงั น้ี

๑.เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ที่

ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง

๒.การจดั กิจกรรมไดน้ าเอากระบวนการเรียนรู้

เนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั มาใชใ้ นการสอนไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

ยงั ไมเ่ นน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั ควรปรับปรุงและพฒั นาต่อไป

๓.ขอ้ เสนอแนะอน่ื ๆ
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................

ลงชื่อ.................................................................................
()

ผอู้ านวยการโรงเรียน..........................................................

๒๓

ใบงำนที่ ๑
โครงสร้ำงของ ประโยค Wh Question

ใหน้ กั เรียนแต่งประโยค Wh Question จากตวั อยา่ งโครงสร้างประโยค

1. What + (is/are) + subject ?

.......................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................

2. What + (do/does) + subject + do ?

.......................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................

3. Where + (is/are/am) + subject ?

.......................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................

4. Where + do/does + subject + verb ?

.......................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................

๒๔

5.When + (กริยำช่วย) + subject + กริยำอ่ืน…….?

............................................................................................................................. ..........................
.......................................................................................................................................................

6. Why + do/does + subject + verb + object ?

.......................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................

7. Who + verb + object ?

.......................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................

8. How + do/does + subject + verb ?

............................................................................................................................. ..........................
.......................................................................................................................................................

๒๕

ใบงำนท่ี๒
Talk to friends

ใหน้ กั เรียนฝึกอ่านประโยคบทสนทนา Wh Question ต่อไปน้ี แลว้ จบั คู่กบั เพอ่ื น ออกมาสนทนากนั หนา้ ช้นั
เรียน

A : Who is you? B : I’m your friend
: What is your name ? : My name is …………….
: How old are you ? : I’m ………. years old
: How are you to day? : I’m good
: Where do you live ? : I live in Thailand.
: When is your birthday ? : It is in …(month)..
: Okey see you again . Goodbye. : Goodbye My friend

๒๖

ประเดน็ การ ๕ (ดีมาก) เกณฑ์กำรให้คะแนนใบงำน ๒ (พอใช)้ ๑(ปรับปรุง)
ประเมนิ ผลงานมคี วาม คะแนน ผลงานมีความ ผลงานไมม่ คี วาม
๑.ผลงานตรงตาม สอดคลอ้ งกบั สอดคลอ้ งกบั สอดคลอ้ งกบั
จุดประสงค์ จุดประสงคข์ อง ๔ (ดี) ๓ (ปานกลาง) จุดประสงคข์ อง จุดประสงคข์ อง
เน้ือหาท่ีเรียน ผลงานมคี วาม ผลงานมีความ เน้ือหาท่ีเรียน เป็น เน้ือหาที่เรียน
๒.ผลงานมคี วาม ทุกประเดน็ สอดคลอ้ งกบั สอดคลอ้ งกบั ส่วนนอ้ ย
ถูกตอ้ ง จุดประสงค์ จุดประสงค์ เน้ือหาสาระไม่
เน้ือหาสาระ ของเน้ือหาที่ ของเน้ือหาท่ี เน้ือหาสาระ ถกู ตอ้ ง
๓.ผลงานมคี วาม ถูกตอ้ งสมบรูณ์ เรียนเป็นส่วน เรียน เป็น ถูกตอ้ งเลก็ นอ้ ย
เป็ นระเบียบ ครบถว้ น ใหญ่ บางส่วน ผลงานไมม่ ีความ
เรียบร้อย ผลงานมีความ เน้ือหาสาระ เน้ือหาสาระ ผลงานมีความเป็ น เป็ นระเบียบ
เป็ นระเบียบ ถกู ตอ้ งเป็น ถกู ตอ้ งบาง ระเบียบเรียบร้อย เรียบร้อยมี
๔.การส่งงานตรง เรียบร้อยน่าอ่าน ส่วนใหญ่ ประเดน็ แต่ยงั มี
ต่อเวลา ผลงานมีความ ผลงานมีความ ขอ้ บกพร่อง หลาย ส่งงานชา้ เลยเวลา
ส่งงานตรงตาม เป็นระเบียบ เป็นระเบียบ จุด ที่กาหนด
เวลาที่กาหนด เรียบร้อยแต่ยงั เรียบร้อยแต่ยงั ส่งงานชา้ เลยเวลา
มีขอ้ บกพร่อง มขี อ้ บกพร่อง มากกว่า ๕ วนั
บางส่วน บางส่วน ที่กาหนด
ส่งงานชา้ เลย ส่งงานชา้ เลย ๔-๕ วนั
เวลาที่กาหนด เวลาที่กาหนด

๑-๒ วนั ๓-๔ วนั

เกณฑ์กำรให้คะแนน

คะแนน ระดบั คุณภำพ
๙-๑๐ ดีมาก
๖-๘ ดี
๔-๕ พอใช้
๐-๓ ปรับปรุง

๒๗

แบบสังเกตพฤตกิ รรมรำยบุคคล คุณลกั ณะอนั พงึ ประสงค์
ลาดบั ชื่อ – นามสกลุ

มีวนิ ยั ใฝ่ เรียนรู้ ม่งุ มนั่ ในการทางาน

ลงช่ือ...................................................................................ผปู้ ระเมนิ
วนั ที่..................../...................../.....................

๒๘

เกณฑ์กำรใช้คะแนนสมรรถนะท่ีสำคญั ของผู้เรียน

พฤตกิ รรมบ่งชี้ ๕ (ดีมำก) ๔ (ดี) คะแนน ๒ (พอใช้) ๑ (ปรับปรุง)
๑.ความสามารถใน มีความสามารถ มีความสามารถ ๓ (ปำนกลำง) มคี วามสามารถ ไมม่ ี
การสื่อสาร ในการส่ือสาร ในการสื่อสาร มีความสามารถ ในการส่ือสาร ความสามารถ
ไดด้ ีชดั เจน ออกมาไดด้ ี ในการสื่อสาร ออกมาไดร้ ะดบั ในการส่ือสาร
๒.ความสามารถใน ออกมาไดร้ ะดบั ปานกลาง ควร
การคิด มคี วามสามารถ มีความสามารถ ปานกลาง ไม่ ปรับปรุง ไมม่ ี
ในการคิดอยา่ ง ในการคิด จดั มคี วามสามารถ ความสามารถ
๓.ความสามารถใน สร้างสรรค์ ตดั สินใจเก่ียวกบั มคี วามสามารถ ในการคิด ในการคดิ
การแกไ้ ขปัญหา ตดั สินใจ ปัญหาของตนเอง ในการคดิ ตดั สินใจ ตดั สินใจ
เกี่ยวกบั ปัญหา ไดด้ ี ตดั สินใจ เกี่ยวกบั ปัญหา เก่ียวกบั ปัญหา
ของตนเองได้ เกี่ยวกบั ปัญหา ของตนเองได้ ของตนเองได้
อยา่ งเหมาะสม ความสามารถ ของตนเองได้ ไม่ดีเท่าท่ีควร
มีความสามารถ แกไ้ ขปัญหา ไมม่ สี ามารถ
เฉพาะหนา้ ได้ ความสามารถ ความสามารถ แกไ้ ขปัญหา
แกไ้ ขปัญหา เกือบทุก แกไ้ ขปัญหา แกไ้ ขปัญหา เฉพาะหนา้ ได้
เฉพาะหนา้ ได้ สถานการณ์ เฉพาะหนา้ ได้ เฉพาะหนา้ ได้
ทุกสถานการณ์ บางสถานการณ์
ยงั ไม่ดี
เท่าที่ควร

๒๙

เกณฑ์กำรให้คะแนนทกั ษะของผ้เู รียนในศตวรรษที่ ๒๑

พฤตกิ รรมบ่งชี้ คะแนน

๕ (ดมี ำก) ๔ (ด)ี ๓ (ปำนกลำง) ๒(พอใช้) ๑ (ปรับปรุง)

ทกั ษะการอ่าน มคี วามสามาถ มคี วามสามาถ มคี วามสามารถ มคี วามสามารถ ไมม่ คี วามสามารถ

( Reading) ในการอา่ นไดด้ ี ในการอ่านไดด้ ี ในการอ่าน ในการอ่านได้ ในการอา่ น

เยยี่ ม ชดั เจน ชดั เจน ระดบั ปาน ระดบั กลางควร

กลางไมช่ ดั เจน ปรับปรุง

ทกั ษะดา้ นความ มีความสามารถ มคี วามสามารถ มีความสามารถ มีความสามารถ ไมม่ ีความสามารถ

ร่วมมือ การทางาน ในการใหค้ วาม ในการใหค้ วาม ในการใหค้ วาม ในการใหค้ วาม ในการใหค้ วาม

เป็นทีม และ ภาวะ ร่วมมือสาหรับ ร่วมมือสาหรับ ร่วมมอื สาหรับ ร่วมมือสาหรับ ร่วมมอื สาหรับการ

ผนู้ า การทางานเป็น การทางานเป็น การทางานเป็น การทางานเป็น ทางานเป็นทีมของ

( Collaboration, ทีมของตวั เอง ทีมของตวั เอง ทีมของตวั เอง ทีมของตวั เองได้ ตวั เองได้

teamwork and ไดเ้ หมาะสม ไดด้ ี ได้ ยงั ไมด่ ีเท่าที่ควร

leadership )

ทกั ษะการเรียนรู้ มคี วามสามารถ มคี วามสามารถ มีความสามารถ มคี วามสามารถ ่ไมมีความสามารถ

(Learning Skills) ในการเรียนรู้ ในการเรียนรู้ ในการเรียนรู้ ในการเรียนรู้ ในการเรียนรูด้ ว้ ย

ดว้ ยตนเองไดด้ ี ดว้ ยตนเองไดด้ ี ดว้ ยตนเองได้ ดว้ ยตนเองไดด้ ี ตนเองได้

เยยี่ ม ยงั ไมด่ ีเท่าที่ควร

ภาวะผนู้ า มภี าวะผนู้ าสูง มภี าวะความ มภี าวะความ มีภาวะความเป็น ไม่มีภาวะความ

(Leadership) สามารถนาพา เป็นผนู้ าใน เป็นผนู้ าใน ผนู้ าในระดบั ท่ี เป้นผนู้ า

ทีมประสบ ระดบั ท่ีดี ระดบั ปาน ค่อนขา้ งต่า

ความสาเร็จได้ กลาง



๓๐

แผนกำรเรียนรู้รำยหน่วย
หน่วยท่ี ๒

๓๑

แผนกำรจดั กำรเรียนรู้รำยหน่วย หน่วยที่ ๒

สำระกำรเรียนรู้ ภำษำต่ำงประเทศ รำยวชิ ำภำษำองั กฤษ

ช้ันประถมศึกษำปี ที่ ๓ ภำคเรียนที่ ๑ ปี กำรศึกษำ ๒๕๖๓

หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๒ Language and Cuiture เวลำ ๑๐ ชั่วโมง

๑. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตวั ชีว้ ดั
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ต ๒.๑ สามารถพูด คาศพั ทเ์ ฉพาะ ความแตกต่างของตวั อกั ษร ในภาษาองั กฤษ และ

สามารถปฎิบตั ิตามวฒั นธรรมของเจา้ ของภาษาได้

ตวั ชี้วดั
ต ๒.๑ ป.๓/๑ พูดและทาท่าประกอบตามมารยาทสงั คม/วฒั นธรรมของเจา้ ของภาษา
ต ๒.๑ ป.๓/๒ บอกชื่อและคาศพั ทง์ ่ายๆเกย่ี วกบั เทศกาล/วนั สาคญั /งานฉลองและชีวติ ความเป็นอยู่
ของเจา้ ของภาษา
ต ๒.๑ ป.๓/๓ เขา้ ร่วมกิจกรรมทางภาษาและวฒั นธรรมที่เหมาะสมกบั วยั
ต ๒.๒ ป.๓/๑ บอกความแตกต่างของเสียง ตวั อกั ษร คา กลมุ่ คาและประโยคของ ภาษาองั กฤษ
และภาษาไทย

๒. จุดประสงค์กำรเรียนรู้

๑. ปฎิบตั ิตามมารยาทได้ (P)

๒. อธิบายมารยาท วฒั นธรรมของเจา้ ของภาษาไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง (K)

๓. ตระหนกั ถงึ ความสาคญั ของการมีมารยาทในการใชภ้ าษา (A)

๓. สำระสำคญั
การมารยาททางสงั คม ของเจา้ ของภาษา เรียนรู้วฒั นธรรม มารยาทการใชค้ าขอ คาศพั ทต์ ่างๆ

๓๒

๔. สาระการเรยี น้รู
ควำมรู้ (K)
การใชค้ าขอต่างๆใหถ้ ูกกาลเทศะ ใชค้ าศพั ทไ์ ดเ้ หมาะสม มีมารยาทในการพูด จากเน้ือหาในการสอนผู้

เรียนามารถนาไปปรับใชใ้ นชีวติ ประจาวนั และพฒั นาต่อยอดในการประกอบอาชีพในอนาคตได้
ทักษะ (P)
๑.ทกั ษะการคิดคานวณ
๒.ทกั ษะการสื่อความหมาย
๓.ทกั ษะการสรุป
คณุ ลกั ษณ์อนั พงึ ประสงค์ (A)
๑.มวี ินยั
๒.ใฝ่ เรียนรู้
๓.มงุ่ มน่ั ในการทางาน

๕. สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน ( เฉพำะท่เี กดิ ในหน่วยกำรเรียนรู้นี)้
ความสามารถในการส่ือสาร
ความสามารถในการคิด
ความสามารถในการแกป้ ัญหา
ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

๖.ทกั ษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ ๒๑ (๓R ๘C + ๒L) (จดุ เน้นสู่กำรพฒั นำคุณภำพผู้เรียน)
ทกั ษะการอา่ น (Reading)
ทกั ษะการ เขียน (Writing)
ทกั ษะการ คิดคานวณ (Arithmetic)
ทกั ษะดา้ นการคิดอยา่ งมีวิจารณญาณและทกั ษะในการแกป้ ัญหา (Critical thinking and problem

solving)
ทกั ษะดา้ นการสร้างสรรคแ์ ละนวตั กรรม (Creativity and innovation)
ทกั ษะดา้ นความร่วมมือ การทางานเป็นทีม และภาวะผนู้ า (Collaboration , teamwork

and leadership)
ทกั ษะดา้ นความเขา้ ใจต่างวฒั นธรรม ต่างกระบวนทศั น์ (Cross-cultural understanding)
ทกั ษะดา้ น การสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทนั ส่ือ (Communication information and

media literacy)
ทกั ษะดา้ นคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร (Computing)

๓๓

ทกั ษะอาชีพและทกั ษะการเรียนรู้ (Career and learning self-reliance, change)
ทกั ษะการเปลี่ยนแปลง (Change)
ทกั ษะการเรียนรู้ (Learning Skills)
ภาวะผนู้ า (Leadership)
๗. ชิ้นงำนหรือภำระงำน ( หลกั ฐำน / ร่องรอยแสดงควำมรู้ )
๑. สื่อวดิ ีทศั น์
๒. บตั รคาศพั ท์ และ ประโยค
๓.ใบงานที่๑
๔.ใบงานท่ี๒

๘. กำรจดั กจิ กรรมกำรเรียนรู้

หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๒ Language and Cuiture

หน่วยย่อยที่ ๒.๑ เรื่อง วฒั นธรรมโลก

รูปแบบกำรเรียนรู้ :การจดั การเรียนรู้แบบการสอนภาษาโดยใชเ้ น้ือหาเพือ่ นาปสู่การเรียนรู้ภาษา
(Content – Based Instruction )

ชั่วโมงที่ ๑-๒

ข้ันที่ ๑ เตรียมบทเรียน

๑.ครูกลา่ วทกั ทายนกั เรียนพร้อมต้งั คาถามถามความรู้พ้ืนฐานนกั เรียนว่าคาขอท่ีสุภาพเป็นอยา่ งไร

๒.ครูบอกเน้ือหาสาระ ท่ีจะเรียนในวนั น้ี โดยเปิ ดส่ือท่ีเกี่ยวกบั วฒั นธรรมตะวนั ตก

๓.ครูเร่ิมสอน โดยอธิบายความหมาย หนา้ ที่คาขอ คาสุภาพต่างๆ

ข้ันที่ ๒ เตรียมสื่อกำรสอน

หลงั จากที่ครูใหน้ กั เรียนดูส่ือ ที่เก่ียวกบั วฒั นธรรรมตะวนั ตกอธิบาย ความหมาย คาสุภาพ

และ ใหน้ กั เรียนจดลงสมดุ เพ่ือทาแบบฝึกหดั

๓๔

ข้ันที่ ๓ เตรียมบททดสอบ
๑.ครูทบทวนเน้ือหาท่ีเรียนอกี คร้ัง
๒.ครู นาแบบฝึ กหดั

ข้ันที่๔ เรียนรู้
๑.สอนการใชค้ าสุภาพ และ การพดู ออกเสียง
๒.ใหน้ กั เรียนฝึกออกเสียงคาสุภาพ

๓๕

Excuse me. vs Move.
หากมีใครยนื ขวางทาง การพดู ประโยคเช่น “Move out of the way” น้นั ถือ

วา่ หยาบคายและอาจทาใหผ้ ฟู้ ังไมพ่ อใจเป็นอยา่ งมาก นอกจากอาจจะไมไ่ ดผ้ ลแลว้ ยงั ทา
ใหเ้ กิดปัญหาระหวา่ งกนั ดว้ ย ดงั น้นั ถา้ คราวหนา้ มีใครขวางทางคุณอยู่ ใหล้ องคาข้ึนตน้
อยา่ งเช่น “Excuse me“ แทนจึงจะเหมาะสมกวา่

’I’m afraid I can’t. vs No.

บางคร้ังกเ็ ป็นเรื่องยากที่จะตอ้ งตอบปฏิเสธคาเชิญชวนจากเพื่อน และการพูด
แคว่ า่ “No“ อาจถูกมองวา่ ไมค่ ่อยสุภาพรื่นหูนกั คราวหนา้ ถา้ คุณตอ้ งปฏิเสธคาเชิญจาก
ใคร ใหพ้ ูดวา่ “I’m afraid I can’t.” แทนจึงจะเหมาะสมกวา่

would like… vs I want…
โดยปกติการพูดคาตรงๆอยา่ งเช่น “I want“ ถือวา่ เป็นประโยคหว้ นๆและไม่

คอ่ ยสุภาพนกั โดยเฉพาะเม่ือตอ้ งการใหค้ นอื่นทาอะไรให้ ดงั น้นั แทนที่จะพดู วา่ “I
want a cup of coffee” ใหใ้ ชค้ าวา่ “I would like .... แทนจึงจะเหมาะสมกวา่

๓๖

Can you pass me…? vs Give me…

โดยทว่ั ไปแลว้ เรามกั จะไม่ชอบเมื่อถูกใครก็ตามมาสง่ั ให้เราทาอะไร ดงั น้นั การพดู ประโยคท่ี
ฟังดูเหมือนเป็นคาส่งั อยา่ ง “Give me the newspaper”ยอ่ มสามารถสร้างความไม่พอใจใหก้ บั ผู้
ที่ถูกสงั่ ได้ วธิ ีการท่ีดีคือหันไปใชป้ ระโยคในเชิงขอร้องเช่น “Can you pass me the
newspaper?” จงึ จะเหมาะสมกวา่

Can you hold, please? vs Wait.
การเลือกใชค้ าใหส้ ุภาพน้นั จะช่วยใหก้ ารสนทนาท้งั เร่ืองงานหรือเรื่อง

ส่วนตวั เป็นไปอยา่ งราบร่ืน ดงั น้นั เมื่อรับโทรศพั ท์ หากคุณติดธุระอะไรอยู่ ถา้ ไม่ไดพ้ ดู
กบั เพอ่ื สนิท อยา่ บอกเขาแคว่ า่ “Wait“ แตใ่ หพ้ ูดอยา่ งสุภาพวา่ “Can you hold,
please?” แทนจึงจะเหมาะสม

Would you mind…? vs Stop it!
ถา้ ใครทาอะไรใหค้ ุณไมช่ อบใจ คุณอาจคิดวา่ มนั หยาบคายดว้ ยซ้า แลว้ คุณ

ตอ้ งการใหเ้ ขาหยดุ การกระทาน้นั ม้ยั ละ่ ? เพอ่ื ใหไ้ ดผ้ ลอยา่ งที่คุณตอ้ งการ แทนท่ีจะ
ตะโกนวา่ “Stop talking on your phone in the cinema!” ใหใ้ ชค้ าอยา่ งสุภาพโดยการ
ใชป้ ระโยคอยา่ ง “Would you mind not using your phone in the cinema, please?”

๓๗

กำรจดั กจิ กรรมกำรเรียนรู้

หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๒ Language and Cuiture

หน่วยย่อยท่ี ๒.๒ Courtesy Words Courtesy Sentence
รูปแบบกำรเรียนรู้ : การจดั การเรียนรู้แบบการสอนภาษาโดยใชเ้ น้ือหาเพ่ือนาปสู่การเรียนรู้ภาษา

( Content – Based Instruction )
รำยชั่วโมงท่ี ๓ - ๔
ข้ันที่ ๑ เตรียมบทเรียน

๑.ครูกล่าวทกั ทายนกั เรียนพร้อมต้งั คาถามถามความรู้พ้ืนฐานนกั เรียนวา่ คาขอที่สุภาพเป็นอยา่ งไร

๒.ครูบอกเน้ือหาสาระ ท่ีจะเรียนในวนั น้ี โดยเปิ ดส่ือท่ีเกี่ยวกบั วฒั นธรรมตะวนั ตก

๓.ครูเริ่มสอน โดยอธิบายความหมาย หนา้ ที่คาขอ คาสุภาพต่างๆ

ข้ันท่ี ๒ เตรียมสื่อกำรสอน

หลงั จากท่ีครูใหน้ กั เรียนดูส่ือ ท่ีเกี่ยวกบั วฒั นธรรรมตะวนั ตกอธิบาย ความหมาย คาสุภาพ

และ ใหน้ กั เรียนจดลงสมุด เพ่ือทาแบบฝึกหดั

ข้ันที่ ๓ เตรียมบททดสอบ

๑.ครูทบทวนเน้ือหาท่ีเรียนอกี คร้ัง

๒.ครู นาแบบฝึ กหดั

ข้ันที่๔ เรียนรู้

๑.สอนการใชค้ าสุภาพ และ การพดู ออกเสียง

๒.ใหน้ กั เรียนฝึกออกเสียงคาสุภาพ

๓๘

๙.ส่ือกำรสอน

หน่วยย่อยที่ ๒.๑ วฒั นธรรมโลก

๑.สื่อวิดีทศั น์
๒. PowerPoint
๓. ใบงาน

หน่อยย่อยที่ ๒.๒ Courtesy Words Courtesy Sentence
๑.ตวั อยา่ งการใชป้ ระโยคที่สุภาพ
๒.PowerPoint
๓. ใบงาน

๑๐. แหล่งเรียนรู้ในหรือนอกสถำนที่
๑. อนิ เทอร์เน็ต
๒. หอ้ งสมุด
๓. หนงั สือเรียน

๑๑. กำรวดั และประเมนิ ผล

ชิ้นงำน/ภำระงำน วธิ ปี ระเมนิ ผล เครื่องมอื วดั ผล เกณฑ์กำรให้คะแนน เกณฑ์กำรประเมนิ
ใบงาน บอกความสาคญั ของ ผา่ น/ไมผ่ า่ น
วฒั นธรรมโลก การสงั เกต และ มารยาททางสงั คมได้ คะแนน ๖.๑๐ = ผา่ น
ใบงาน ถูกตอ้ ง คะแนน ๐-๕ = ไม่ผา่ น
( ก่อนเรียน ) ทดสอบ เขียนและอา่ นประโยคได้ ผา่ น/ไม่ผา่ น
ใบงาน ถกู ตอ้ ง คะแนน ๖.๑๐ = ผา่ น
Courtesy Words การสงั เกต และ คะแนน ๐-๕ = ไมผ่ า่ น
Courtesy Sentence ทดสอบ ใบงาน บอกความสาคญั ของ ผา่ น/ไม่ผา่ น
( ก่อนเรียน ) มารยาททางสงั คมได้ คะแนน ๖.๑๐ = ผา่ น
วฒั นธรรมโลก การสงั เกต และ ถูกตอ้ งตามหลกั การ คะแนน ๐-๕ = ไม่ผา่ น
(หลงั เรียน ) ทดสอบ เขียนและอ่านประโยคได้ ผา่ น/ไม่ผา่ น
ถูกตอ้ ง ตามหลกั การ คะแนน ๖.๑๐ = ผา่ น
Courtesy Words การสงั เกต และ คะแนน ๐-๕ = ไม่ผา่ น
Courtesy Sentence ทดสอบ
( หลงั เรียน )

คณุ ลกั ษณะอนั พงึ วธิ วี ดั ผล เคร่ืองมือวดั ผล เกณฑ์กำรให้คะแนน ๓๙
ประสงค์ การสงั เกต
การสงั เกต แบบสงั เกตพฤติกรรม ตามตารางเกณฑก์ ารให้ เกณฑ์กำรประเมนิ
มวี ินยั การสงั เกต รายบุคคล คะแนนคุณลกั ษณะอนั พงึ
ประสงค์ ผา่ นเกณฑต์ ้งั แต่ระดบั
ใฝ่ เรียนรู้ แบบสงั เกตพฤติกรรม ตามตารางเกณฑก์ ารให้ ปานกลางข้ึนไป
รายบุคคล คะแนนคุณลกั ษณะอนั พงึ
มงุ่ มน่ั ในการทางาน ประสงค์ ผา่ นเกณฑต์ ้งั แต่ระดบั
แบบสงั เกตพฤติกรรม ตามตารางเกณฑก์ ารให้ ปานกลางข้ึนไป
รายบุคคล คะแนนคุณลกั ษณะอนั พึง
ประสงค์ ผา่ นเกณฑต์ ้งั แต่ระดบั
ปานกลางข้ึนไป

สมรรถนะของผ้เู รียน วธิ วี ดั ผล เคร่ืองมอื วดั ผล เกณฑ์กำรให้คะแนน เกณฑ์กำรประเมนิ
แบบประเมิน ตามตารางเกณฑก์ ารให้ ผา่ นเกณฑต์ ้งั แต่ระดบั
ความสามารถในการส่ือสาร การสงั เกต สมรรถนะของ คะแนนสมรรถนะของ ปานกลางข้ึนไป
ผเู้ รียน ผเู้ รียน
ความสามารถในการคิด การสงั เกต แบบประเมนิ ตามตารางเกณฑก์ ารให้ ผา่ นเกณฑต์ ้งั แต่ระดบั
สมรรถนะของ คะแนนสมรรถนะของ ปานกลางข้ึนไป
ความสามารถในการแกไ้ ข การสงั เกต ผเู้ รียน ผเู้ รียน
ปัญหา แบบประเมนิ ตามตารางเกณฑก์ ารให้ ผา่ นเกณฑต์ ้งั แต่ระดบั
สมรรถนะของ คะแนนสมรรถนะของ ปานกลางข้ึนไป
ผเู้ รียน ผเู้ รียน

๔๐

ทกั ษะของผ้เู รียนใน วธิ ีวดั ผล เคร่ืองมอื วดั ผล เกณฑ์กำรให้คะแนน เกณฑ์กำรประเมนิ
ศตวรรษที่ ๒๑ การสงั เกต
แบบประเมนิ ตามตารางเกณฑก์ ารให้ ผา่ นเกณฑต์ ้งั แต่ระดบั
ทกั ษะการอ่าน ทกั ษะของผเู้ รียน คะแนนทกั ษะของผเู้ รียน ปานกลางข้ึนไป
( Reading) ในศตวรรษที่ ๒๑ ในศตวรรษท่ี ๒๑
รายบุคคล ผา่ นเกณฑต์ ้งั แต่ระดบั
ทกั ษะดา้ นความร่วมมือ การสงั เกต แบบประเมนิ ตามตารางเกณฑก์ ารให้ ปานกลางข้ึนไป
การทางานเป็นทีม และ การสงั เกต ทกั ษะของผเู้ รียน คะแนนทกั ษะของผเู้ รียน
ภาวะผนู้ า ในศตวรรษที่ ๒๑ ในศตวรรษท่ี ๒๑
( Collaboration, teamwork รายบุคคล
and leadership )
ทกั ษะการเรียนรู้ แบบประเมนิ ตามตารางเกณฑก์ ารให้ ผา่ นเกณฑต์ ้งั แต่ระดบั
(Learning Skills) ทกั ษะของผเู้ รียน คะแนนทกั ษะของผเู้ รียน ปานกลางข้ึนไป
ในศตวรรษที่ ๒๑ ในศตวรรษที่ ๒๑
ภาวะผนู้ า การสงั เกต รายบุคคล ผา่ นเกณฑต์ ้งั แต่ระดบั
(Leadership) ตามตารางเกณฑ์ ตามตารางเกณฑก์ ารให้ ปานกลางข้ึนไป
การใหค้ ะแนน คะแนนทกั ษะของผเู้ รียน
ทกั ษะของผเู้ รียน ในศตวรรษที่ ๒๑
ในศตวรรษท่ี ๒๑

๔๑

๑๒.กจิ กรรมเสนอแนะ

………………………………………………………………………………………………………………..……….............

............................................................................................................................. ......................................................................

................................................ ......................................................................... ..........................................................................

.

๑๓. บนั ทกึ ผลหลงั กำรสอน

สรุปผลกำรเรียนกำรสอน

นกั เรียนท้งั หมด……….. คน

จดั ประสงค์กำร จำนวนนกั เรียนทผ่ี ่ำน จำนวนนกั เรียนทไี่ ม่ผ่ำน

เรียนรู้ จำนวน(คน) ร้อยละ จำนวน(คน) ร้อยละ

๑๔.ปัญหำ/อุปรรค/แนวทำงกำรแก้ไข

………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………

๑๕.ข้อเสนอแนะ

………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงชอื่ ……………………………………………………………….

()
ตาแหน่งครูวทิ ยฐานะ……………………………………………….

ลงชื่อ…………………………………………………หวั หนา้ กลุ่มสาระการเรียนรู้
()

ลงชื่อ………………………………………………....รองผอู้ านวยการฝ่ ายบริหารวิชาการ
()

๔๒

ควำมเห็นของหัวหน้ำสถำนศึกษำ

ไดท้ าการตรวจสอบแผนการเรียนรู้ของ…………………………………………แลว้ มคี วามคิดเห็นดงั น้ี

๑.เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ที่

ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง

๒.การจดั กิจกรรมไดน้ าเอากระบวนการเรียนรู้

เนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั มาใชใ้ นการสอนไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

ยงั ไม่เนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั ควรปรับปรุงและพฒั นาต่อไป

๓.ขอ้ เสนอแนะอ่นื ๆ
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................

ลงชื่อ.................................................................................
()

ผอู้ านวยการโรงเรียน..........................................................

๔๓

ใบงำนท่ี๑
วฒั นธรรมโลก

ใหน้ กั เรียนเติมคาศพั ท์ ท่ีเก่ียวกบั วฒั นธรรมของตะวนั ตก วา่ ภาพต่อไปน้ี เกี่ยวกบั วฒั นธรรมใด

คำศัพท์

Season , Religionn , Eating culture , Greeting

1.) …………………………………………………………………....
2.) ..............................................................................

3.) ...............................................................................

4.) ...............................................................................

๔๔

ใบงำนท่ี๒
Courtesy Words Courtesy Sentence

ใหน้ กั เรียน เลือกคาสุภาพ ใหถ้ ูกตอ้ ง ควรใช้ ............................................

1.Can you pass me…? vs Give me… ควรใช้ ............................................
2. Excuse me. vs Move ควรใช้ ............................................
3. ’I’m afraid I can’t. vs No. ควรใช้ ............................................
4. would like… vs I want… ควรใช้ ............................................
5. Can you hold, please? vs Wait. ควรใช้ ............................................
6. Would you mind…? vs Stop it! ควรใช้ ............................................
7. Pardon me. vs What?

๔๕

ประเดน็ การ ๕ (ดีมาก) เกณฑ์กำรให้คะแนนใบงำน ๒ (พอใช)้ ๑(ปรับปรุง)
ประเมนิ ผลงานมคี วาม คะแนน ผลงานมีความ ผลงานไมม่ คี วาม
๑.ผลงานตรงตาม สอดคลอ้ งกบั สอดคลอ้ งกบั สอดคลอ้ งกบั
จุดประสงค์ จุดประสงคข์ อง ๔ (ดี) ๓ (ปานกลาง) จุดประสงคข์ อง จุดประสงคข์ อง
เน้ือหาท่ีเรียน ผลงานมคี วาม ผลงานมีความ เน้ือหาท่ีเรียน เป็น เน้ือหาที่เรียน
๒.ผลงานมคี วาม ทุกประเดน็ สอดคลอ้ งกบั สอดคลอ้ งกบั ส่วนนอ้ ย
ถูกตอ้ ง จุดประสงค์ จุดประสงค์ เน้ือหาสาระไม่
เน้ือหาสาระ ของเน้ือหาที่ ของเน้ือหาที่ เน้ือหาสาระ ถกู ตอ้ ง
๓.ผลงานมคี วาม ถูกตอ้ งสมบรูณ์ เรียนเป็นส่วน เรียน เป็น ถูกตอ้ งเลก็ นอ้ ย
เป็ นระเบียบ ครบถว้ น ใหญ่ บางส่วน ผลงานไมม่ ีความ
เรียบร้อย ผลงานมีความ เน้ือหาสาระ เน้ือหาสาระ ผลงานมีความเป็ น เป็ นระเบียบ
เป็ นระเบียบ ถกู ตอ้ งเป็น ถกู ตอ้ งบาง ระเบียบเรียบร้อย เรียบร้อยมี
๔.การส่งงานตรง เรียบร้อยน่าอ่าน ส่วนใหญ่ ประเดน็ แต่ยงั มี
ต่อเวลา ผลงานมคี วาม ผลงานมีความ ขอ้ บกพร่อง หลาย ส่งงานชา้ เลยเวลา
ส่งงานตรงตาม เป็นระเบียบ เป็นระเบียบ จุด ที่กาหนด
เวลาที่กาหนด เรียบร้อยแต่ยงั เรียบร้อยแต่ยงั ส่งงานชา้ เลยเวลา
มีขอ้ บกพร่อง มขี อ้ บกพร่อง มากกว่า ๕ วนั
บางส่วน บางส่วน ที่กาหนด
ส่งงานชา้ เลย ส่งงานชา้ เลย ๔-๕ วนั
เวลาที่กาหนด เวลาที่กาหนด

๑-๒ วนั ๓-๔ วนั

เกณฑ์กำรให้คะแนน

คะแนน ระดบั คุณภำพ
๙-๑๐ ดีมาก
๖-๘ ดี
๔-๕ พอใช้
๐-๓ ปรับปรุง

๔๖

แบบสังเกตพฤตกิ รรมรำยบุคคล

ลาดบั ช่ือ – นามสกุล คุณลกั ณะอนั พึงประสงค์

มีวนิ ยั ใฝ่ เรียนรู้ มุ่งมน่ั ในการทางาน

ลงชื่อ...................................................................................ผปู้ ระเมนิ
วนั ที่..................../...................../.....................


Click to View FlipBook Version