แผนท่ี 1 อาณาจักรอสั ซเี รียและอาณาจกั รบาบิโลน, ศตวรรษท่ี 9-6 ก่อน ค.ศ.
เบรลิ (Beryl)
เปน็ อญั มณที ม่ี เี นอ้ื ใสจนถงึ ขนุ่ และมสี ตี า่ งๆ ไดแ้ ก่ สขี าว แดง เขยี ว เขยี วออ่ น เขยี วอม
เหลอื ง เขยี วอมฟา้ ฟา้ ชมพู เหลอื ง เหลอื งอมเขยี ว สม้ อมชมพู หรอื ไรส้ ี อนง่ึ เบรลิ ทพ่ี บ
ในพระคมั ภรี น์ า่ จะมสี เี ขยี วและสนี �ำ้ เงนิ เบรลิ บางสจี ะมชี อ่ื เรยี กเฉพาะ เชน่
สฟี า้ เรยี กวา่ “เบรลิ สฟี า้ น�ำ้ ทะเล” หรอื “อะความารนี ” (Aquamarine)
สชี มพู เรยี กวา่ “เบรลิ สกี หุ ลาบ” หรอื “มอรแ์ กไนต”์ (Morganite)
สเี หลอื ง เรยี กวา่ “เบรลิ สที อง” หรอื “เฮลโิ อดอร”์ (Heliodor)
สแี ดง เรยี กวา่ “เบรลิ สแี ดง” หรอื “บกิ ซไ์ บต”์ (Bixbite)
พระครสิ ตธรรมคัมภีร์ฉบับศึกษา
ผู้เผยพระวจนะ
สมยั อาณาจกั รบาบิโลนและเปอรเ์ ซยี
ดาเนยี ล
Study Bible for the Prophetic Book
in Babylonian and Persian Periods :
Daniel
พระครสิ ตธรรมคมั ภรี ฉ์ บับศึกษา ผเู้ ผยพระวจนะ
สมยั อาณาจกั รบาบิโลนและเปอร์เซีย ดาเนียล
PSeturdioydsBi:blDeafnoierlthe Prophetic Book in Babylonian and Persian
สงวนลขิ สทิ ธ ์ิ 2020 โดยสมาคมพระครสิ ตธรรมไทย
พระคมั ภรี ์ : จากพระครสิ ตธรรมคมั ภรี ์ ฉบบั มาตรฐาน
ภาพ : Horace Knowles © The British & Foreign Bible Society 1954, 1967, 1972
Copyright © 2020 Thailand Bible Society
Thai Scripture Text : The Holy Bible, Thai Standard Version
Illustrations : Horace Knowles © The British & Foreign Bible Society 1954, 1967, 1972
พระครสิ ตธรรมคมั ภรี ฉ์ บบั ศกึ ษา ผู้เผยพระวจนะ สมัยอาณาจกั รบาบโิ ลนและเปอรเ์ ซยี ดาเนยี ล น้ี
สงวนลขิ สทิ ธแ์ิ ละจดั พมิ พจ์ ำ� หนา่ ยโดยสมาคมพระครสิ ตธรรมไทย การอา้ งองิ หรอื การนำ� เนอ้ื ความของพระ
ครสิ ตธรรมคมั ภรี ฉ์ บบั นไ้ี ปใชใ้ นการจำ� หนา่ ย ตอ้ งไดร้ บั อนญุ าตจากสมาคมฯ เปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษร และในกรณ ี
ทกี่ ารอา้ งองิ เปน็ เนอื้ ความยาวตอ้ งมขี อ้ ความแสดงการเปน็ เจา้ ของลขิ สทิ ธก์ิ ำ� กบั ดงั นี้ “พระครสิ ตธรรมคมั ภรี ฉ์ บบั
ศกึ ษา ผู้เผยพระวจนะ สมัยอาณาจักรบาบิโลนและเปอร์เซยี ดาเนยี ล สงวนลขิ สทิ ธโ์ิ ดยสมาคมพระครสิ ต
ธรรมไทย ใชโ้ ดยไดร้ บั อนญุ าต”
Quotations of the Study Bible for the Prophetic Book in Babylonian and Persian Periods :
Daniel in any form, must obtain written permission from the publisher. For any long quotation,
notice of copyright must appear as follows : “Study Bible for the Prophetic Book in Babylonian
and Persian Periods : Daniel © 2020 by Thailand Bible Society. Used by permission.”
พมิ พค์ รง้ั ท่ี 1 : กนั ยายน 2020
TBS 2020-2M : ISBN 978-616-339-151-3
จดั พมิ พ์ และเผยแพรโ่ ดย
สมาคมพระคริสตธรรมไทย
319/52-55 ถนนวภิ าวดรี งั สติ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรงุ เทพฯ 10400
โทรศพั ท์ 0-2279-8341 โทรสาร 0-2616-0517
http://www.thaibible.or.th, www.thaibible.net, e-mail:[email protected]
D
ค�ำ นำ�
หนังสือเลม่ นี้จะช่วยท่านอ่านพระธรรมดาเนยี ลเขา้ ใจดียิง่ ขึน้ เพราะมีการอธบิ ายให้ไดเ้ หน็ ภาพใหญ่
ท่ีเป็นเบื้องหลังทางประวัติศาสตร์ มีคำ�อธิบายเป็นตอน เป็นข้อ เป็นหัวเร่ือง และการประยุกต์ใช้ให้เข้า
กับปัจจบุ ัน
พระธรรมดาเนียลจดั อยู่ในหมวดผู้เผยพระวจนะใหญก่ ็จรงิ แต่ก็มคี วามแตกตา่ งจากอีกสามเลม่ คือ
ลักษณะการเขียนเป็นแบบวิวรณ์ธรรม และเนื้อหาของพระธรรมเล่มนี้ก็อยู่ในสมัยของอาณาจักรบาบิโลน
และเปอร์เซีย ส่วนของคำ�พยากรณ์น้ันยาวไกลไปถึงสมัยอาณาจักรกรีกเลยทีเดียว ถึงแม้เน้ือหาในสมัย
กรีกของพระธรรมเล่มนีจ้ ะไมไ่ ดร้ ะบชุ ่อื ของกษตั ริย์หลายๆ องค์ไว้ แต่ในส่วนของคำ�อธบิ ายได้เพ่ิมช่อื ของ
กษตั ริยท์ มี่ หี ลักฐานทางประวัตศิ าสตรเ์ ขา้ ไป เพ่อื ช่วยใหผ้ ู้อา่ นตดิ ตามเร่ืองราวได้ง่ายขน้ึ
พระธรรมดาเนยี ลนี้ได้ยืนยันให้เห็นถึงสทิ ธิอำ�นาจที่ย่งิ ใหญข่ องพระเจา้ ทท่ี รงครอบครองทั่วโลก และ
ทรงอยู่เหนอื กาลเวลา ความทกุ ขย์ ากของประชากรของพระองค์ไม่ไดแ้ สดงวา่ พระองค์ไรอ้ ำ�นาจ พระองค์
ทรงชว่ ยกปู้ ระชากรของพระองค์ไดใ้ นทกุ สถานการณ์ นอกจากนเ้ี รายงั ไดเ้ หน็ คนอสิ ราเอลบางคนไดอ้ ทุ ศิ ตวั
ต่อพระเจา้ กระท่งั ยอมสละชวี ติ ของตนเพ่อื รักษาความจงรักภักดีต่อพระองค์ไว้
เรื่องราวของพระธรรมดาเนยี ลน้ี ชว่ ยใหผ้ ู้ท่เี ชอื่ วางใจในพระเจ้ารักษาความเช่ือไว้อย่างมั่นคง และมี
ความหวังใจในพระเจ้าอยูเ่ สมอไม่วา่ จะตอ้ งเผชญิ กบั เหตกุ ารณท์ ีเ่ ลวรา้ ยเพียงใดกต็ าม
สมาคมพระครสิ ตธรรมไทย
E
แนะน�ำ เนือ้ หา
พระครสิ ตธรรมคมั ภรี ฉ์ บบั ศกึ ษา ผเู้ ผยพระวจนะ สมยั อาณาจกั รบาบโิ ลนและเปอรเ์ ซยี
ดาเนียล
เนื้อหาของหนงั สือประกอบด้วย
1. พระคมั ภรี ฉ์ บบั มาตรฐาน 2011
1.1 เนอ้ื หาพระธรรม (Text) ตรงความหมายในภาษาเดมิ ของพระคมั ภรี ์
1.2 เชงิ อรรถ (Footnote) อธบิ ายบางอยา่ งในเนอ้ื หาพระธรรมเพอ่ื ใหผ้ อู้ า่ นเขา้ ใจชดั เจน
1.3 ข้ออ้างโยง (Cross Reference) อ้างอิงข้อพระคัมภีร์อ่นื ๆ ท่มี ีเน้อื ความเดียวกันหรือ
คลา้ ยคลงึ กนั
2. ค�ำ น�ำ (Introduction)
2.1 คำ�นำ�ของหมวดพระธรรม ช่วยผ้ศู ึกษาเห็นลักษณะและจุดประสงค์ของแต่ละหมวดใน
พระคมั ภรี ์ เชน่ หมวดเบญจบรรณ หมวดประวตั ศิ าสตร์ หมวดกวนี พิ นธ์ กลมุ่ ปญั ญานพิ นธ์ ฯลฯ
2.2 คำ�นำ�ของพระธรรมแต่ละเล่ม แนะนำ�ผู้ศึกษาเก่ียวกับลักษณะวรรณกรรม เบ้ืองหลัง
ประวตั ศิ าสตร์ หลกั ศาสนศาสตร์ ฯลฯ ของพระธรรมเลม่ นน้ั
3. โครงรา่ งของพระธรรม (Outline) ใหผ้ ศู้ กึ ษามองเหน็ ภาพกวา้ งๆ ของพระธรรมทง้ั เลม่
4. ค�ำ อธบิ าย (Study Note อยบู่ นพน้ื หลงั สฟี า้ ) เปน็ การอธบิ ายบางสว่ นของขอ้ หรอื ทง้ั ขอ้ หรอื ทง้ั ตอน
4.1 อธบิ ายคำ�หรอื ขอ้ ความทเ่ี ขา้ ใจยาก
4.2 อธบิ ายเบอ้ื งหลงั วฒั นธรรม ศาสนา สงั คม และประวตั ศิ าสตร์
4.3 อธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งพระคมั ภรี เ์ ดมิ และพระคมั ภรี ใ์ หม่
4.4 อธบิ ายความหมายโดยนำ�เสนอคำ�แปลของฉบบั ตา่ งๆ
4.5 เสนอแงค่ ดิ หรอื แนวทางการนำ�ความหมายพระธรรมมาเกย่ี วโยงกบั ชวี ติ ปจั จบุ นั ในดา้ นตา่ งๆ
คำ�อธบิ ายเปน็ ตวั หนาในแถบสขี าว อยรู่ ะหวา่ งสญั ลกั ษณ์
5. บทความพเิ ศษ (Sidebar อยถู่ ดั ลงมาจาก คำ�อธบิ าย) อธบิ ายคำ�สำ�คญั หรอื แนวคดิ บางอยา่ งทาง
ศาสนศาสตรใ์ นกรอบของพระธรรมนน้ั ๆ
6. ประมวลศพั ท์ (Glossary อยทู่ า้ ยเลม่ ) อธบิ ายคำ� หรอื วลที ป่ี รากฏบอ่ ยครง้ั ในพระคมั ภรี ์
7. หนา้ พเิ ศษ (Topical Index อยทู่ า้ ยเลม่ ) อธบิ ายหวั ขอ้ สำ�คญั ตา่ งๆ ในพระคมั ภรี ์
8. แผนท่ี (Map) แสดงตำ�แหน่งทต่ี ง้ั ของเมอื ง และสถานทส่ี ำ�คญั ในพระคมั ภรี ์
9. รปู ภาพ แผนภาพ ใชป้ ระกอบคำ�อธบิ ายเพอ่ื เพม่ิ ความเขา้ ใจ
10. บนั ทกึ สว่ นตวั พน้ื ทพ่ี เิ ศษสำ�หรบั ผศู้ กึ ษาใชเ้ ขยี นบนั ทกึ เพม่ิ เตมิ
F
วิธกี ารใช้
พระครสิ ตธรรมคมั ภรี ฉ์ บบั ศกึ ษา ผเู้ ผยพระวจนะ สมยั อาณาจกั รบาบโิ ลนและเปอรเ์ ซยี
ดาเนียล
1. การอา้ งองิ ค�ำ อธบิ าย
1.1 ดู “ล�ำ ดบั เวลาในประวตั ศิ าสตร”์ ในค�ำ น�ำ หมายถงึ ใหไ้ ปดคู ำ�อธบิ ายหวั ขอ้ ลำ�ดบั เวลาใน
ประวตั ศิ าสตร์ ในคำ�นำ�พระธรรมดาเนยี ล
1.2 ดเู พมิ่ เตมิ ใน บทความพเิ ศษ “บตุ รมนษุ ยใ์ นพระธรรมดาเนยี ล” หมายถงึ ใหไ้ ปดคู ำ�อธบิ าย
บทความพเิ ศษ (Sidebar) เรอื่ ง “บตุ รมนษุ ยใ์ นพระธรรมดาเนยี ล” โดยดเู ลขหนา้ ของบทความ
พิเศษไดท้ ส่ี ารบัญ
1.3 ดู “หมอด”ู ในประมวลศพั ท์ หมายถงึ ให้ไปดคู ำ�อธบิ ายเรอ่ื ง “หมอด”ู ในหนา้ ประมวลศพั ท์
ทา้ ยเลม่
1.4 ดู “การใชต้ วั เลขเปน็ สญั ลกั ษณ”์ ในหนา้ พเิ ศษ หมายถงึ ให้ไปดคู ำ�อธบิ ายเรอ่ื ง “การใชต้ วั เลข
เปน็ สญั ลกั ษณ”์ ในหนา้ พเิ ศษทา้ ยเลม่
2. การอา้ งองิ พระคมั ภรี ์
2.1 ดู ฉธบ.4:27 หรอื เทยี บกบั ฉธบ.4:27 หรอื (ฉธบ.4:27) เปน็ การอา้ งองิ ขอ้ พระคมั ภรี ท์ ่ี
เกย่ี วขอ้ งกบั เรอ่ื งทก่ี ลา่ วอยู่ ในทน่ี ห้ี มายถงึ ใหด้ พู ระธรรม เฉลยธรรมบญั ญตั ิ บทท่ี 4 ขอ้ 27
2.2 ดู 1:4 หรอื เทยี บกบั 1:4 หรอื (1:4) เปน็ การอา้ งองิ ขอ้ พระคมั ภรี ใ์ นเลม่ เดยี วกนั กบั ทก่ี ำ�ลงั
อธบิ ายอยู่ จงึ ไมม่ ชี อ่ื พระธรรมกำ�กบั
2.3 ดขู อ้ 23 หรอื เทยี บกบั ขอ้ 23 หรอื (ขอ้ 23) เปน็ การอา้ งองิ ขอ้ พระคมั ภรี ใ์ นเลม่ เดยี ว และ
บทเดยี วกนั กบั ทก่ี ำ�ลงั อธบิ ายอยู่ จงึ ไมม่ ชี อ่ื พระธรรมและเลขบทกำ�กบั
2.4 ดคู �ำ อธบิ ายขอ้ 7 เปน็ การอา้ งองิ ถงึ คำ�อธบิ าย (Study Note) ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั เรอ่ื งทก่ี ลา่ วอยู่
ในเลม่ เดยี วกนั กบั ทก่ี ำ�ลงั อธบิ ายอยู่ จงึ ไมม่ ชี อ่ื พระธรรมกำ�กบั
3. สญั ลกั ษณ์
3.1 สญั ลกั ษณ์ ขน้ึ ตน้ หรอื ลงทา้ ยบทความพเิ ศษ (Sidebar) หมายถงึ คำ�อธบิ ายบทความ
พเิ ศษนน้ั ยงั ไมจ่ บและมตี อ่ ในหนา้ ถดั ไป โดยในหนา้ ถดั ไปจะมชี อ่ื หวั ขอ้ บทความพเิ ศษตามดว้ ยคำ�
วา่ (ตอ่ ) และมสี ญั ลกั ษณเ์ ดยี วกนั ปรากฏอยหู่ นา้ คำ�อธบิ ายทต่ี อ่ เนอ่ื งดว้ ย
3.2 สญั ลกั ษณ์ ทา้ ยบทความพเิ ศษ (Sidebar) หมายถงึ บทความพเิ ศษนน้ั อธบิ ายจบแลว้
3.3 สญั ลกั ษณ์ กำ�กบั อยหู่ นา้ และหลงั ขอ้ ความทเ่ี ปน็ ตวั หนาและมกี ารเนน้ แถบสขี าว สว่ น
ขอ้ ความนน้ั ไดน้ ำ�เสนอแงค่ ดิ หรอื แนวทางการนำ�ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจำ�วนั (Application)
G
หนา้ ตวั อยา่ ง
พระครสิ ตธรรมคมั ภรี ฉ์ บบั ศกึ ษา ผเู้ ผยพระวจนะ สมยั อาณาจกั รบาบโิ ลนและเปอรเ์ ซยี
ดาเนียล
H
สารบญั
พระครสิ ตธรรมคมั ภรี ฉ์ บบั ศกึ ษา ผเู้ ผยพระวจนะ สมยั อาณาจกั รบาบโิ ลนและเปอรเ์ ซยี
ดาเนยี ล
ค�ำน�ำ D
ค�ำ น�ำ หมวดผเู้ ผยพระวจนะใหญ ่ 1
ดาเนยี ล 13
บทความพเิ ศษ (Sidebar) 33
39
บทบาทและลกั ษณะของทตู สวรรคใ์ นพระธรรมดาเนยี ล 43
เบลชสั ซาร ์ 50
โครงสรา้ งบรหิ ารของเปอรเ์ ซยี 52
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งพระธรรมดาเนยี ลกบั พระธรรมววิ รณ ์ 67
บตุ รมนษุ ยใ์ นพระธรรมดาเนยี ล 80
วาระสดุ ทา้ ย
การเปน็ ขน้ึ มาจากความตายในพระคมั ภรี เ์ ดมิ และสมยั ของพระเยซ ู
ประมวลศพั ท ์ 85
หนา้ พเิ ศษ 100
แผนท่ี 1 ปกหนา้ ดา้ นใน
แผนท่ี 2 ปกหลงั ดา้ นใน
เบรลิ ปกหนา้ ดา้ นใน
เพชร ปกหลงั ดา้ นใน
ค�ำนำ�
หมวดผเู้ ผยพระวจนะใหญ่
หมวดผู้เผยพระวจนะ เป็นพระธรรมหมวดสุดท้ายในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมของโปรเตสแตนต์
โดยแบ่งย่อยออกเป็น ผู้เผยพระวจนะใหญ่ (Major Prophets) และผู้เผยพระวจนะน้อย (Minor Prophets)
ท้ังสองหมวดย่อยแตกต่างกันท่ีความยาวของเน้ือหา คือหมวดผู้เผยพระวจนะใหญ่มีเนื้อหายาวกว่าหมวด
ผู้เผยพระวจนะน้อย หมวดผู้เผยพระวจนะใหญ่ประกอบด้วยหนังสือ 5 เล่มได้แก่ อิสยาห์ เยเรมีย์ เพลง
คร่�ำครวญ เอเสเคียล และดาเนียล ส่วนหมวดผู้เผยพระวจนะน้อยประกอบด้วยหนังสือ 12 เล่ม ซ่ึงในพระ
คมั ภรี ฮ์ บี รูไดร้ วมเขา้ เปน็ เลม่ เดยี วและเรยี กชอื่ วา่ “หนงั สอื สบิ สองผเู้ ผยพระวจนะ” (The book of the Twelves)
อนั ได้แกโ่ ฮเชยาจนถึงมาลาคี ลักษณะการประพันธข์ องหนังสือในหมวดผ้เู ผยพระวจนะมีหลายรูปแบบ เชน่
บันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ค�ำเทศนา ค�ำตักเตือน ค�ำพิพากษาและข่าวความรอด บทกวี บทเพลงสรรสริญ
บทครำ่� ครวญไว้อาลัย บทสนทนา นมิ ิต ประสบการณ์ ค�ำพยากรณ์
ผเู้ ผยพระวจนะและหน้าท่ี
จากหลกั ฐานทางโบราณคดแี ละหลกั ฐานในพระคมั ภรี ์ (เชน่ ปฐก.20:7; อพย.7:1‑2) พบวา่ ผเู้ ผยพระวจนะ
เป็นที่รู้จักมาแต่โบราณและมีบทบาทส�ำคัญในหลายๆ วัฒนธรรม โดยพื้นฐานแล้วผู้เผยพระวจนะคือผู้ท่ีได้
รับการทรงเรียกจากพระเจ้าเพ่ือภารกิจหรือแผนงานพิเศษบางอย่างของพระองค์ ผู้เผยพระวจนะบางท่าน
อย่างเช่น เอลียาห์ ซามูเอล ฯลฯ อาจไม่ได้เน้นการบันทึกพระวจนะหรือสารจากพระเจ้า แต่พระคัมภีร์ได้
บันทึกชีวประวัติและผลงานที่ท่านท�ำอย่างละเอียด ส่วนหนังสือในหมวดผู้เผยพระวจนะน้ันเป็นงานเขียน
ของกลุ่มผู้เผยพระวจนะที่เป็นนักประพันธ์ ซึ่งได้บันทึกพระวจนะหรือสารจากพระเจ้าไว้เป็นลายลักษณ์
อกั ษรจำ� นวนมากและส่งตอ่ จนสบื ทอดมาถึงเราในปัจจุบนั หน้าท่คี วามรบั ผดิ ชอบของผเู้ ผยพระวจนะเหล่าน้ี
กค็ ือ การกล่าวหรือประกาศพระวจนะของพระเจ้าอย่างสตั ยซ์ ื่อ ไม่ว่าผูฟ้ ัง (หรอื ผอู้ า่ น) จะชอบหรือไมก่ ต็ าม
ในพนั ธสญั ญาเดมิ มคี ำ� ท่ีใชเ้ รยี กผเู้ ผยพระวจนะอยหู่ ลายอยา่ งเชน่ “คนของพระเจา้ ” (1 พกษ.13:1; 17:18,
24) “คนบริสุทธ์ิของพระเจ้า” (2 พกษ.4:9) “ผู้ท่ีมีการดลใจ” (ฮชย.9:7) และ “ผู้ท�ำนาย” (1 ซมอ.9:9‑11)
โดยค�ำว่า ผู้ท�ำนาย (Seer) ในท่ีนี้หมายถึงผู้ที่สามารถเห็นหรือเข้าใจส่ิงที่ผู้อ่ืนไม่อาจเห็นหรือไม่อาจเข้าใจ
นอกจากนย้ี ังมีผู้เผยพระวจนะเท็จดว้ ย (ยรม.23:26) ซง่ึ ตา่ งจากผ้เู ผยพระวจนะแท้ เพราะผเู้ ผยพระวจนะแท้
จะไม่กล่าวถ้อยค�ำของตัวเอง แต่จะกล่าวหรือเผยพระวจนะของพระเจ้า (1 ซมอ.3:19‑21; 1 พกษ.22:19;
ยรม.1:9,12; อมส.1:3; 3:7) โดยท่ัวไปผู้เผยพระวจนะมักเริ่มต้นประกาศถ้อยค�ำด้วยข้อความว่า “น่ีคือพระ
วจนะของพระเจ้า” หรอื บางท่านก็อาจมีโวหารเปิดอย่างเช่นผเู้ ผยพระวจนะอาโมสทกี่ ล่าววา่ “สิงหเ์ ปล่งเสียง
ค�ำรามแล้ว ใครจะไมก่ ลวั บา้ ง? พระยาห์เวห์องคเ์ จ้านายตรสั แลว้ ใครบ้างจะไมเ่ ผยพระวจนะ?” (อมส.3:8)
ถึงแมผ้ ู้เผยพระวจนะมกั มจี ุดเด่นเรือ่ งการกลา่ วถึงเหตุการณ์ในอนาคต แต่การพยากรณ์ก็ไม่ใช่งานหลกั
เสียทเี ดยี ว ค�ำวา่ ผเู้ ผยพระวจนะในภาษาอังกฤษคอื “prophet” ซ่ึงมรี ากมาจากคำ� กรยิ า “to prophesy” อนั
มีความหมายตามพจนานกุ รมวา่ ท�ำนาย หรือ บอกลว่ งหน้า จงึ อาจท�ำใหเ้ ขา้ ใจไปวา่ ผเู้ ผยพระวจนะมีหนา้
ทท่ี �ำนายแต่เรอ่ื งทจ่ี ะเกิดขึ้นในอนาคตเท่าน้ัน อย่างไรก็ตาม ในพระคมั ภีร์ฉบบั แปลไทยใชค้ ำ� ว่า “ผเู้ ผยพระ
วจนะ” ซงึ่ มคี วามหมายวา่ เปน็ ผปู้ ระกาศหรอื สอ่ื สารทกุ สงิ่ ทม่ี าจากพระเจา้ โดยอาจเปน็ ไดท้ งั้ เรอ่ื งทจี่ ะเกดิ ขน้ึ
ในอนาคต หรอื พระประสงคข์ องพระเจา้ หรอื ส่งิ ท่กี �ำลังเกิดข้นึ ในปัจจุบัน (ในสมยั ของผ้เู ผยพระวจนะ) ดังนนั้
2
ผู้เผยพระวจนะจึงไม่จ�ำเป็นต้องกล่าวแต่ค�ำพยากรณ์เสมอไป แต่งานหลักของผู้เผยพระวจนะเหล่าน้ีคือการ
เป็นกระบอกเสียงของพระเจา้ ในทุกเรือ่ งท่พี ระองคท์ รงสำ� แดง
ผ้เู ขยี นและช่วงเวลาที่เขียน
หนังสือในหมวดผู้เผยพระวจนะมีช่ือเรียกตามช่ือของผู้เผยพระวจนะ เช่น อิสยาห์ เยเรมีย์ เอเสเคียล
ดาเนียล และแม้ว่าเป็นไปได้ที่หนังสือบางเล่มอาจมีผู้ช่วยเขียนด้วย เช่น บรรดาลูกศิษย์หรือสาวกของ
อิสยาห์ (อสย.8:16) บารุคผู้เป็นอาลักษณ์ของเยเรมีย์ (ยรม.36) ฯลฯ แต่เน้ือหาของหนังสือก็มีความเป็น
เอกภาพ จึงสามารถอา่ นและท�ำความเขา้ ใจเนื้อหาของหนงั สือแตล่ ะเลม่ ไดอ้ ย่างเปน็ หนว่ ยเดียวกนั
ช่วงเวลาที่เขียนหนังสือในหมวดนี้ครอบคลุมตั้งแต่ยุคก่อนไปเป็นเชลยจนถึงหลังกลับจากการเป็นเชลย
ท่ีบาบิโลน คือศตวรรษท่ี 8‑6 ก่อน ค.ศ. โดยผู้เขียนบางคนมีชีวิตอยู่ร่วมสมัยเดียวกันหรืออยู่ในช่วงเวลา
ไล่เลี่ยกนั แต่อาจอยู่ตา่ งสถานท่ี ตา่ งสถานะ และเรม่ิ ปฏิบัตงิ านเผยพระวจนะและเขียนหนังสือในคนละช่วง
เวลากนั ดู “คำ� น�ำ” ของพระธรรมแต่ละเลม่
นอกจากน้ันเนื้อหาของหนังสือแต่ละเล่มในหมวดนี้ยังมีความเก่ียวข้องกับมหาอ�ำนาจของโลกยุค
โบราณอย่างนอ้ ย 4 อาณาจกั รไดแ้ ก่ อยี ิปต์ อสั ซเี รยี บาบิโลน และเปอรเ์ ซีย ดังนนั้ การรู้และคุน้ เคยกบั บริบท
ทางประวัตศิ าสตร์เหลา่ น้จี ะชว่ ยใหเ้ ข้าใจเนือ้ หาของหนงั สอื แต่ละเลม่ ไดก้ ระจ่างขน้ึ
เบื้องหลังทางประวัตศิ าสตร์
ตั้งแต่ปี 930 ก่อน ค.ศ. ชนชาติอิสราเอลได้แบ่งแยกเป็นอาณาจักรอิสราเอล (อาณาจักรเหนือ) กับ
อาณาจักรยูดาห์ (อาณาจักรใต้) เม่ือดูในภาพรวม ท้ังสองอาณาจักรต่างก็ได้ท�ำบาปด้วยการปฏิเสธ
พระเจ้าและหันไปปรนนิบัตินมัสการรูปเคารพหรือพระอื่นๆ พระเจ้าจึงทรงลงโทษพวกเขาด้วยพระพิโรธ
และความหวงแหน โดยให้พวกเขาตกไปเป็นเชลยยังต่างแดนจนกว่าจะครบเวลาที่ก�ำหนดไว้ อย่างไรก็ดี
แมพ้ ระเจ้าทรงกำ� หนดการลงโทษประชากรของพระองค์ไวแ้ ลว้ แต่พระองค์ก็ยังทรงใช้บรรดาผเู้ ผยพระวจนะ
มากล่าวเตือนสติพวกเขาเร่ืองความบาปและศีลธรรมท่ีตกต่�ำในสังคม เรียกให้พวกเขาส�ำนึกผิดและกลับใจ
ใหม่โดยด�ำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้าและละทิ้งรูปเคารพกับความบาปชั่วเสีย แต่หากพวกเขายังคงใจ
แขง็ ดื้อดึงต่อไปก็ให้เตรียมพบกบั การลงโทษจากพระองค์
ผู้เผยพระวจนะเหล่านี้ปฏิบัติงานในศตวรรษที่ 8‑6 ก่อน ค.ศ. ซึ่งเป็นช่วงเวลาส�ำคัญในประวัติศาสตร์
สากลดว้ ย เพราะเปน็ ชว่ งท่ีบรรดาชาตมิ หาอ�ำนาจในโลกยุคโบราณต่างพยายามตอ่ สู้ขยายดินแดนเพ่ือเสริม
ความมง่ั ค่งั และม่นั คงให้อาณาจักรของตน และพระเจา้ ก็ไดท้ รงใช้ชนชาติต่างๆ เหลา่ นเี้ องเปน็ เครอ่ื งมอื ของ
พระองค์
ในศตวรรษที่ 8 ก่อน ค.ศ. ชนชาติอัสซีเรียทางตะวันออกเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดและแผ่อาณาเขตมา
ทางตะวันตก จึงเกิดการต่อสู้กับอียิปต์ซ่ึงเป็นมหาอ�ำนาจเก่าแก่ท่ีอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ โดยมีอิสราเอล
และยูดาห์คัน่ อยตู่ รงกลาง อสิ ราเอลและยดู าหจ์ งึ เปน็ ทห่ี มายปองและตกอยู่ใต้แรงกดดนั จากทกุ ฝ่าย ทง้ั ยังมี
ความขดั แย้งกนั เองอีกดว้ ย พระธรรมอสิ ยาหม์ เี น้อื หาเกย่ี วขอ้ งกับเหตุการณ์ในชว่ งนี้ ซ่ึงตรงกบั รัชสมัยของ
กษัตริย์แห่งยูดาห์ 4 พระองค์คือ อุสซียาห์ (792‑740 ก่อน ค.ศ.) โยธาม (740‑735 ก่อน ค.ศ.) อาหัส
(735‑715 ก่อน ค.ศ.) และเฮเซคียาห์ (715‑686 ก่อน ค.ศ.) ในช่วงน้ีอิสราเอลได้เข้าเป็นพันธมิตรผนึก
ก�ำลังกับซีเรีย ท�ำให้ยูดาห์ย่ิงถูกกดดันมากขึ้น พระเจ้าจึงทรงใช้อิสยาห์มาหนุนใจและเตือนสติกษัตริย์แห่ง
ยดู าห์ใหเ้ ช่อื วางใจและพึ่งพาพระเจา้ ไม่ใชพ่ ง่ึ พามนุษยห์ รือชนชาติใดๆ แล้วพระองค์จะทรงสำ� แดงการชว่ ยกู้
อนั อัศจรรย์แกพ่ วกเขา ในชว่ งปลายศตวรรษนี้ กลุม่ พนั ธมติ รซเี รยี -อสิ ราเอลลว้ นถูกกองทพั อัสซีเรยี ท�ำลาย
จนสน้ิ ชาติ ขณะทย่ี ูดาห์ยังดำ� รงอยตู่ ่อมาได้อีกระยะหนึ่งตามทพ่ี ระเจา้ ตรสั ไวใ้ นพระธรรมอิสยาห์
3
ในศตวรรษท่ี 7 ก่อน ค.ศ. ชนชาติอัสซีเรียเร่ิมอ่อนแอลงในขณะท่ีบาบิโลนซึ่งเคยอยู่ใต้อาณัติกลับ
เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถเอาชนะอัสซีเรียและขึ้นเป็นมหาอ�ำนาจแทนในช่วงท้ายศตวรรษ แม้แต่
อียิปต์ก็ยังพ่ายแพ้บาบิโลนและต้องถอยร่นไปเช่นกัน ในช่วงนี้อาณาจักรยูดาห์ดูเหมือนจะปลอดภัยจาก
อัสซีเรีย แต่สถานการณ์ในประเทศกลับแย่ลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในฝ่ายจิตวิญญาณ เพราะชาวยูดาห์ได้หลง
ผิดละทิ้งพระเจ้ากันมากขึ้น เนื้อหาในพระธรรมเยเรมีย์เก่ียวข้องกับช่วงเวลาน้ีซ่ึงครอบคลุมรัชสมัยของ
กษัตริย์แห่งยูดาห์ 5 พระองค์คือ โยสิยาห์ (640‑609 ก่อน ค.ศ.) เยโฮอาหาส (ครองราชย์เพียง 3 เดือน
ในปี 609 ก่อน ค.ศ.) เยโฮยาคิม (609‑598 กอ่ น ค.ศ.) เยโฮยาคนี (598‑597 กอ่ น ค.ศ.) และเศเดคียาห์
(597‑586 ก่อน ค.ศ.) ไปจนถึงช่วงเวลาที่เกดาลิยาห์ได้รับแต่งตั้งจากทางการบาบิโลนให้เป็นผู้ว่าราชการ
มณฑลยดู าห์ (586‑581 ก่อน ค.ศ.) พระเจา้ ทรงใช้เยเรมีย์ให้ประกาศการพิพากษาว่าพระองค์จะทรงลงโทษ
ยูดาห์ผ่านบาบิโลน ท�ำให้ชาวยูดาห์ไม่พอใจเยเรมีย์อย่างรุนแรง แต่ในท่ีสุดกรุงเยรูซาเล็มก็ถูกท�ำลายและ
ชาวยูดาห์ถูกกวาดไปเปน็ เชลยจริงๆ ซ่ึงพระธรรมเพลงครำ่� ครวญมเี นือ้ หาเกี่ยวขอ้ งกับเหตกุ ารณ์ดงั กล่าว
ต้นศตวรรษท่ี 6 ก่อน ค.ศ. เป็นช่วงท่ีชาวยูดาห์ตกเป็นเชลยในบาบิโลน เรื่องราวช่วงนี้เก่ียวข้องกับ
เน้อื หาในพระธรรมเอเสเคยี ลและดาเนยี ล โดยพระธรรมท้ังสองเล่มเล่าเรอ่ื งราวในสมยั เดียวกนั แต่น�ำเสนอ
จากคนละมุมมองและคนละสถานการณ์ เพราะผู้เผยพระวจนะทั้งสองอยู่ต่างสถานที่และมีสถานะต่างกัน
บริบทของดาเนียลคือราชส�ำนักบาบิโลนและเปอร์เซีย ขณะที่บริบทของเอเสเคียลคือชุมชนเชลยชาวยูดาห์
ในช่วงกลางศตวรรษน้ี บาบิโลนเริ่มระส่�ำระสายขณะที่เปอร์เซียเร่ิมเข้มแข็งข้ึนและผนึกก�ำลังกับมีเดีย จน
ช่วงท้ายศตวรรษ กลุ่มพันธมิตรมีเดีย-เปอร์เซียก็ได้ร่วมกันพิชิตบาบิโลน แต่ต่อมามีเดียก็อ่อนแอลง จึง
เหลือเพียงเปอร์เซียเท่าน้ันที่เป็นมหาอ�ำนาจของโลก ในช่วงน้ีเองที่เชลยชาวยูดาห์ได้รับอนุญาตให้กลับถิ่น
ฐานเดิม พวกเขาจึงกลับไปฟื้นฟูบ้านเมืองข้ึนใหม่ และสร้างพระวิหารหลังใหม่ข้ึนแทนที่พระวิหารหลังเดิม
ท่ีถกู ทำ� ลายไปตอนเยรซู าเลม็ ลม่ สลาย
จะเห็นได้ว่าในศตวรรษท่ี 8‑6 ก่อน ค.ศ. เป็นยุคท่ีเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายและการเปลี่ยนแปลง
ชนชาติอิสราเอลเวลาน้ันจึงตกอยู่ในการทดลองให้ละทิ้งพระเจ้าไปพึ่งพาพระอื่นๆ และเอาอกเอาใจมนุษย์
ซึ่งพวกเขาก็พ่ายแพ้การทดลองนี้ ทั้งยังปล่อยให้ศีลธรรมในสังคมตกต่�ำลงด้วย จนพระเจ้าได้ทรงพิพากษา
พวกเขา แต่พระองค์ก็ยังประทานความหวังเป็นข่าวดี คือการลงโทษพวกเขาจะเป็นเพียงช่ัวขณะหน่ึง
ภายหลังพระองค์จะทรงน�ำพวกเขากลับมาและฟื้นฟูทุกส่ิงขึ้นใหม่ ทั้งยังมีพระสัญญาเก่ียวกับยุคแห่งพระ
เมสสยิ าหผ์ ูจ้ ะนำ� อาณาจกั รแห่งสันติสุขมาอยา่ งสมบรู ณ์
การจัดหมวดหมใู่ นสารบบคริสเตยี น
ในสารบบพระคัมภีร์ฮีบรูมีการแบ่งและจัดล�ำดับหนังสือหมวดผู้เผยพระวจนะต่างจากสารบบพระคัมภีร์
ของคริสเตียน โดยพระคัมภีรฮ์ ีบรูแบง่ หนังสอื หมวดน้อี อกเป็น “ผู้เผยพระวจนะยุคกอ่ น” (Former Prophets)
และ “ผู้เผยพระวจนะยุคหลัง” (Latter Prophets) หนังสือผู้เผยพระวจนะยุคก่อนหมายถึงก่อนท่ีจะมีการ
บันทกึ เนอื้ หาหรือสารเป็นงานเขยี น (ดู “ผู้เผยพระวจนะและหน้าที่") ไดแ้ กพ่ ระธรรมโยชูวาจนถงึ พงศก์ ษัตริย์
ในขณะทหี่ นงั สอื ผเู้ ผยพระวจนะยคุ หลังซึ่งมีการบันทกึ เนื้อหาหรอื สารดงั ท่ีกลา่ วมานั้นมี 4 เล่มได้แก่ อิสยาห์
เยเรมีย์ เอเสเคียล และหนังสือสิบสองผู้เผยพระวจนะ ส่วนเพลงคร�่ำครวญและดาเนียลจัดอยู่ในหมวดบท
ประพนั ธ์ (หรือหมวดเพลงสดดุ ี ดู ลก.24:44)
ในยุคต่อมา พระคัมภีร์ฉบับเซปทัวจินต์ (พระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมฉบับแปลกรีก ซ่ึงมีสัญลักษณ์
LXX) ได้เรียงล�ำดับหนังสือใหม่ และล�ำดับใหม่นี้มีความคล้ายคลึงกับพระคัมภีร์ของคริสเตียนในปัจจุบัน
ดังจะเห็นว่าในสารบบพระคัมภีร์ของคริสเตียนได้จัดหนังสือท้ัง 5 เล่มคือ อิสยาห์ เยเรมีย์ เพลงคร�่ำครวญ
เอเสเคียล และดาเนียล ไว้ด้วยกันเป็นหมวดผู้เผยพระวจนะใหญ่ และเรียงล�ำดับตามปริมาณเนื้อหา
4
(ยกเวน้ เพลงคร่�ำครวญ ซึง่ มีเนือ้ หาตอ่ เนื่องจากเยเรมยี )์
เม่ือพิจารณาดูสารบบพระคัมภีร์ทั้งแบบฮีบรูและแบบคริสเตียน จะเห็นได้ว่าหนังสือในหมวดผู้เผย
พระวจนะใหญ่ถูกแยกไว้เป็นหมวดหมู่เฉพาะเสมอ และเน้ือหาของพระธรรมหมวดนี้ยังแสดงให้เห็นพระ
ราชกิจท่ีพระเจ้าทรงกระท�ำแก่ประชาชาติต่างๆ ในระดับประวัติศาสตร์สากลบนพื้นฐานพันธสัญญา ซึ่งบ่ง
บอกว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจา้ เท่ียงแท้ของทกุ ประชาชาติบนแผน่ ดนิ โลกในทุกยุคทุกสมยั
หัวเร่ืองหลกั และสาระส�ำคัญ
พระธรรมแต่ละเล่มในหมวดผู้เผยพระวจนะใหญ่แม้เขียนข้ึนตามสถานการณ์และมุมมองท่ีต่างกันของ
ผเู้ ขียนในแต่ละสมัย แต่ก็มีหัวเร่อื งหลักทีม่ กั ปรากฏบ่อยๆ ดงั ตอ่ ไปนี้
ก) วนั แห่งพระยาห์เวห์ (The Day of the Lord)
วลี “วนั แห่งพระยาห์เวห์” หรือ “วนั แห่งพระเจ้า” หรอื “วันสดุ ทา้ ย” เป็นวลที ี่พบมากในพระธรรมหมวด
ผเู้ ผยพระวจนะ ทง้ั อสิ ยาห์ เยเรมีย์ เอเสเคยี ล และพระธรรมอกี หลายเล่มในหมวดผเู้ ผยพระวจนะน้อย แนว
คิดหลักของเร่ืองนี้คือ วันแห่งพระยาห์เวห์เป็นวันเวลาท่ีพระเจ้าจะทรงพิพากษา หรือทรงช่วยกู้และฟื้นฟู
ประชากรของพระองค์ หรือทั้งสองอย่าง โดยใช้แสนยานุภาพของชาติมหาอ�ำนาจ (เช่น อัสซีเรีย บาบิโลน
ฯลฯ) ให้นำ� ภยั พบิ ัตมิ าถงึ ผถู้ ูกพิพากษา อยา่ งไรกต็ าม วลี “วนั แห่งพระยาหเ์ วห์” มกั จะหมายถงึ วันแห่งการ
พิพากษาท้ังหลายก่อนวันอันยิ่งใหญ่ท่ีพระเจ้าจะทรงพิพากษาทุกสิ่งในขั้นเด็ดขาด ซึ่งพระคัมภีร์ใช้ค�ำว่า
“วันทยี่ ง่ิ ใหญข่ องพระเจา้ ” (ศฟย.1:14; มลค.4:5) โดยหมายถงึ วนั สุดทา้ ย (the Last Day) ท่ีพระเจา้ จะทรง
พิพากษามนุษย์ทุกคน เม่ือน้ันพระพิโรธของพระเจ้าจะเทลงบนคนบาปท้ังปวง แต่พระองค์จะประทานพระ
เมตตาคุณแก่คนท่ีซื่อสัตย์ต่อพระองค์ ดังน้ันวันแห่งพระยาห์เวห์จึงมีลักษณะเด่นสองด้านในเวลาเดียวกัน
คอื มที ้ังการพพิ ากษาลงโทษและการชว่ ยกจู้ ากพระเจ้า ดู “วนั แหง่ พระยาหเ์ วห์” ในประมวลศัพท์
ข) พระเมสสยิ าห์ (Messiah)
ค�ำว่า “พระเมสสิยาห์” ในพันธสัญญาเดิมเทียบเท่ากับค�ำว่า “พระคริสต์” ในพันธสัญญาใหม่ ดู
“พระคริสต์” ในประมวลศัพท์ ค�ำน้ีมาจากค�ำฮีบรูว่า มาชีอาฆ (Mashiach) ซึ่งแปลว่า “ผู้ได้รับการเจิม”
(Anointed One) และยังรวมถึงผทู้ ่ีได้รบั เลอื กหรือได้รับการแตง่ ตง้ั ดว้ ย ทัง้ น้บี คุ คลทจ่ี ะตอ้ งรับการเจมิ ได้แก่
ผู้ที่จะด�ำรงต�ำแหน่งกษัตริย์ (วนฉ.9:8; 1 ซมอ.9:16; 10:1; 16:1,12‑13; 2 ซมอ.2:7; 1 พกษ.1:34,39;
19:15-16ก; 2 พกษ.9:1‑3,6; 11:12) หรอื ปโุ รหติ (อพย.28:41; 29:7; ลนต.8:12,30) และในบางครง้ั ผเู้ ผยพระ
วจนะก็ได้รับการเจิมด้วยเพ่ือแสดงถึงการเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกหรือแต่งต้ัง (1 พกษ.19:16ข; 1 พศด.
16:22) ถึงกระน้ันพระคัมภีร์ก็ไม่ได้เรียกทุกคนที่ด�ำรงต�ำแหน่งเหล่าน้ีว่าพระเมสสิยาห์ ดังนั้นค�ำว่า “พระ
เมสสยิ าห”์ จงึ มักเลง็ ถงึ บคุ คลที่ได้รับการเจมิ หรอื แตง่ ตง้ั เป็นพิเศษนอกเหนือกรณที ่วั ไป
ดว้ ยเหตนุ ี้ พระสญั ญาเรอื่ งพระเมสสยิ าหจ์ งึ เปน็ ขา่ วสารสำ� คญั เรอ่ื งหนงึ่ ในพนั ธสญั ญาเดมิ และเปน็ ความ
หวังส�ำหรับประชากรของพระเจ้า พระสัญญาเรื่องนี้สาวกลับไปได้ถึงสมัยอาดัมและเอวา (ปฐก.3:15) ซ่ึง
พระสัญญาดังกล่าวเป็นข่าวประเสริฐแรกท่ีมนุษย์ได้รับหลังจากล้มลงในบาป (Proto-Evangelium) จากน้ัน
พระเจา้ ยงั ไดท้ รงสัญญาผ่านอับราฮัม อิสอคั ยาโคบ และยูดาห์ (ปฐก.49:10) จนถึงดาวิดผู้ไดร้ ับพระสัญญา
ว่าพระเมสสิยาหน์ ้นั จะมาบงั เกดิ ในตระกลู ของท่าน (2 ซมอ.7:1‑17; 1 พศด.17:1‑15) พวกผ้เู ผยพระวจนะ
จึงให้ความส�ำคัญและอ้างถึงอยู่บ่อยคร้ังว่าพระเมสสิยาห์จะมาทางเชื้อสายของดาวิด โดยอิสยาห์เรียกพระ
เมสสิยาหว์ า่ “หนอ่ แตกจากตอของเจสซี” หรือ “รากของเจสซี” (อสย.11:1,10) สว่ นอาโมสกลา่ ววา่ พระเจา้
จะทรงยก “กระท่อมของดาวิดทลี่ ม้ ลงแล้ว” ตง้ั ข้นึ ใหม่ (อมส.9:11) มีคาหอ์ ธบิ ายวา่ พระเมสสยิ าหจ์ ะมาจาก
บ้านเกิดของดาวิดคือเบธเลเฮม (มคา.5:2) เอเสเคียลประกาศว่าพระเมสสิยาห์ทรงเป็นด่ัง “ดาวิดผู้รับใช้
ของเรา” (อสค.34:23‑24; 37:24‑25)
5
ดังน้ัน ถ้อยค�ำของผู้เผยพระวจนะท่ีกล่าวถึงพระเมสสิยาห์จึงเล็งถึงบุคคลที่พระเจ้าทรงเจิมหรือแต่งตั้ง
ไว้เป็นพิเศษเพื่อมวลมนุษย์ ให้เป็นพระผู้ช่วยให้รอดตามพระสัญญาแรกท่ีพระองค์ประทาน ท่านจะเข้ามา
ในโลกน้ีทางเช้ือสายของดาวิดกษัตริย์แห่งชนชาติอิสราเอล เพ่ือว่าประชาชาติท่ัวโลกจะได้รับพรน้ันร่วมกัน
ด้วย (ปฐก.18:18; 22:18; 26:4; สดด.72:17; มลค.3:12)
ค) กิจพยากรณ์ (Prophetic Acts)
คือการเผยพระวจนะด้วยการแสดงบทบาทประกอบ เป็นส่ือหรือวิธีการสอนรูปแบบหนึ่งซ่ึงพบได้มาก
ในหมวดผู้เผยพระวจนะ โดยใช้ส่ิงของหรือการกระท�ำบางอย่างส่ือสารแทนการพูด เพ่ือให้กลุ่มผู้รับสารนั้น
เหน็ ภาพและเกดิ อารมณร์ ว่ มในเน้ือหาได้งา่ ย วิธีการน้ีมีมาต้ังแต่สมยั โมเสสและผู้เผยพระวจนะยคุ ตน้ ๆ (เช่น
อพย.7:14‑20; 1 ซมอ.15:27‑28; 1 พกษ.11:29‑32; 2 พกษ.13:14‑19) ในหมวดผู้เผยพระวจนะใหญ่ก็มี
ปรากฏอยบู่ อ่ ยครง้ั โดยมที งั้ แบบทเ่ี ปน็ การกระทำ� บางอยา่ งในชว่ งเวลาหนงึ่ หรอื เปน็ การดำ� เนนิ ชวี ติ ในลกั ษณะ
ท่เี ฉพาะเจาะจง กิจพยากรณ์ทพ่ี บในหมวดผเู้ ผยพระวจนะใหญม่ ดี งั ต่อไปนี้
กิจพยากรณ์ในพระธรรมอิสยาห์
1) อิสยาหต์ ้งั ชอ่ื บตุ รชายว่า “เชอารยาชูบ” (คนที่เหลืออยู่จะกลบั มา) (7:3)
2) อิสยาห์ต้ังชอ่ื บุตรชายว่า “อมิ มานเู อล” (พระเจา้ สถิตกบั เรา) (7:10‑17)
3) อสิ ยาห์ตง้ั ช่อื บตุ รชายวา่ “มาเฮร์-ชาลาล-หชั -บัส” (สิง่ ของซึง่ ถูกรบิ อย่างรวดเร็ว) (8:1‑4)
4) อสิ ยาหเ์ ดนิ เปลอื ยกายเพอ่ื แสดงภาพการตกเป็นเชลย (20:1‑6)
กิจพยากรณใ์ นพระธรรมเยเรมีย์
1) เยเรมยี ซ์ ่อนผา้ ป่านคาดเอวเพื่อสื่อถงึ การตกไปเป็นเชลยในตา่ งแดน (13:1‑11)
2) เยเรมีย์ครองชีวติ โสดเพื่อสื่อถึงการเตรยี มพบกับภัยพิบตั ทิ ม่ี าใกล้แลว้ (16:1‑4)
3) เยเรมยี ท์ ำ� เหยือกดนิ ให้แตกเพ่ือสอื่ ถึงการล่มสลายของกรุงเยรซู าเล็ม (19:1‑2,10‑11)
4) เยเรมยี ์สวมแอกเพอ่ื แสดงภาพการตกเปน็ ทาสกษตั ริยบ์ าบิโบน (27:1‑13)
5) เยเรมยี เ์ กบ็ โฉนดการซอื้ ทนี่ าเพอ่ื สอื่ ถงึ การไดก้ ลบั มาแผน่ ดนิ เกดิ อกี ในอนาคต (32:6‑15,25,42‑44)
6) เยเรมยี ์ซ่อนหนิ ก้อนใหญ่ใตท้ างเดินเพื่อสื่อถงึ การพิชติ ดินแดนของกษัตรยิ ์บาบโิ ลน (43:8‑13)
7) เยเรมยี ส์ ง่ั ใหเ้ สไรยาหอ์ า่ นและถว่ งหนงั สอื มว้ นลงแมน่ ำ�้ ยเู ฟรตสิ เพอื่ สอื่ ถงึ การพพิ ากษาอาณาจกั ร
บาบโิ ลน (51:59‑64)
กจิ พยากรณ์ในพระธรรมเอเสเคยี ล
1) เอเสเคียลอยูล่ ำ� พงั และเปน็ ใบเ้ พื่อเรยี กความสนใจใหฟ้ ังคำ� เตอื นจากพระเจา้ (3:22‑27)
2) เอเสเคียลทำ� แบบจำ� ลองการลอ้ มกรุงเยรูซาเล็ม (4:1‑3)
3) เอเสเคียลนอนตะแคงเปน็ สัญลกั ษณก์ ารแบกความผดิ บาป (4:4‑8)
4) เอเสเคยี ลกนิ อาหารท่ีแสดงภาพความทุกข์ล�ำบากเม่ือตกเป็นเชลย (4:9‑17)
5) เอเสเคยี ลใช้ดาบฟนั เสน้ ผมเพอ่ื สอ่ื ถงึ การบกุ พชิ ิตกรงุ เยรซู าเลม็ (5:1‑5,12)
6) เอเสเคียลขนข้าวของผ่านช่องกำ� แพงเพ่อื แสดงภาพการอพยพเมือ่ ตกเปน็ เชลย (12:1‑16)
7) เอเสเคยี ลกนิ ดม่ื ดว้ ยทา่ ทางหวน่ั หวาดเพอ่ื แสดงภาพความหวาดกลวั เมอ่ื ตกเปน็ เชลย (12:17‑19)
8) เอเสเคียลขีดเส้นทางให้ดาบเพ่ือสื่อวา่ กษตั ริย์บาบโิ ลนจะบกุ มาตีเยรูซาเลม็ (21:18‑22)
9) เอเสเคียลงดไว้ทุกข์ให้ภรรยาเพ่อื สื่อถงึ ความทกุ ข์ใจในการตกเปน็ เชลย (24:15‑27)
10) เอเสเคยี ลรวบไมส้ องอนั เปน็ อนั เดยี วเพอ่ื สอื่ ถงึ การรวมชนชาตอิ สิ ราเอลเขา้ ดว้ ยกนั อกี ครงั้ (37:15‑22)
6
ง) การพพิ ากษาบรรดาประชาชาติ (Oracle Against the Nations)
สารอกี ประเภทหนง่ึ ทีพ่ บบอ่ ยในหนงั สือหมวดผู้เผยพระวจนะคอื การพพิ ากษาบรรดาประชาชาติ (Oracle
Against the Nations - OAN) ซึ่งมีเนื้อหาเป็นค�ำกล่าวโทษหรือแจ้งข้อหาชนชาติต่างๆ โดยเฉพาะชาติ
มหาอ�ำนาจหรือชาติท่ีเป็นศัตรูกับประชากรของพระเจ้า แล้วตามด้วยค�ำพิพากษาหรือภัยพิบัติท่ีพระเจ้าจะ
ทรงน�ำมาถงึ ชนชาตนิ นั้ ๆ สารประเภทน้มี ักเก่ียวข้องหรอื ประกาศควบคูไ่ ปกบั เร่อื งวันแหง่ พระยาห์เวห์ (The
Day of the Lord)
ส�ำหรับชนชาตอิ ิสราเอล สารเรื่องการพพิ ากษาบรรดาประชาชาตนิ ับเปน็ ข่าวดแี ละเปน็ ความหวงั เพราะ
เป็นการประกาศวา่ พระเจา้ จะทรงสำ� แดงความยุตธิ รรมด้วยการพพิ ากษาส่ิงทีช่ นชาตเิ หลา่ นนั้ กระทำ� เปน็ การ
แกแ้ คน้ ทพี่ วกเขาโหดรา้ ยทารณุ ตอ่ ประชากรของพระองค์ ขณะเดยี วกนั กเ็ ปน็ การชว่ ยกปู้ ระชากรของพระองค์
ให้รอดพ้นความทุกข์ล�ำบากด้วย นอกจากนี้ยังเป็นการส�ำแดงถึงความเป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก เพราะคน
สมัยโบราณเชื่อว่าแต่ละชนชาติมีพระของตนคอยปกป้องดูแล และเม่ือชนชาติใดรบชนะอีกชนชาติหน่ึงก็
แสดงวา่ พระของชาตทิ ช่ี นะนน้ั ยงิ่ ใหญก่ วา่ และมชี ยั เหนอื พระของชาตทิ แี่ พ้ แต่ในสารเรอ่ื งการพพิ ากษาบรรดา
ประชาชาติ พระเจา้ ทรงเปน็ พระเจา้ เดยี วและเปน็ ผกู้ ำ� หนดความเปน็ ไปของทกุ ชนชาตบิ นแผน่ ดนิ โลก ภายหลงั
การพพิ ากษา ทุกชนชาตจิ ะได้รูจ้ ักและย�ำเกรงพระเจา้ ของอสิ ราเอล รวมถึงหนั มาปรนนบิ ัตนิ มสั การพระองค์
และแสดงไมตรตี อ่ ประชากรของพระองค์
จ) ธรรมบัญญัติและพระกิตติคณุ (Law and Gospel)
เราพบรูปแบบหรือแนวคิดเร่ืองธรรมบัญญัติและพระกิตติคุณควบคู่กันเสมอในพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม
โดยธรรมบญั ญตั สิ ะทอ้ นพระลกั ษณะดา้ นความยตุ ธิ รรมและความเขม้ งวดของพระเจา้ ในการสนองตอบมนษุ ย์
สว่ นพระกติ ตคิ ุณสะท้อนพระลกั ษณะอันเปี่ยมดว้ ยพระคุณความรกั เมตตาของพระเจ้าในการจัดเตรียมและทำ�
ตามแผนการชว่ ยกหู้ รอื ฟน้ื ฟหู ลงั จากทที่ รงสนองตอบมนษุ ยต์ ามความยตุ ธิ รรมของพระองคแ์ ลว้ (ฉธบ.32:39)
อย่างไรก็ดีพระลักษณะทั้งสองด้านนี้ไม่ได้แยกขาดจากกันหรือขัดแย้งกันเอง เพราะพระเจ้านั้นมั่นคงและ
ไมเ่ ปลยี่ นแปลง เปน็ พระเจา้ ผทู้ รงพระชนมอ์ ยตู่ ลอดไป จงึ ทรงวนิ จิ ฉยั และปฏบิ ตั ติ อ่ มวลมนษุ ยต์ ามความเปน็
จริงท่ีเกิดข้ึนโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานพระลักษณะของพระองค์ ตัวอย่างเน้ือหาท่ีแสดงแนวคิดเร่ืองธรรมบัญญัติ
และพระกิตติคุณในพระคัมภีร์ เชน่
แผนการฟ้นื ฟปู ระชาชาตทิ ว่ั ผืนแผ่นดินโลก ปฐก.11:1-9
ธรรมบญั ญตั ิ การท�ำใหม้ นษุ ยก์ ระจัดกระจายไปทั่วแผ่นดนิ ปฐก.12:1-3
พระกติ ติคุณ การเรียกอับรามเพ่ือชนทกุ ชาตทิ ัว่ โลก
การครอบครองประชากรของพระเจา้ ผา่ นกษตั ริยท์ ีท่ รงต้ังไว้ วนฉ.17:6; 21:25; 1 ซมอ.8
ธรรมบัญญัติ การปล่อยใหป้ ระชาชนท�ำตามใจตนเอง นรธ.4:13‑22; 1 ซมอ.16:1‑13; 2 ซมอ.7
พระกิตติคณุ การจัดเตรยี มราชวงศด์ าวิด
ข่าวประเสรฐิ ที่เปโตรประกาศในกรุงเยรูซาเล็ม กจ.2:32-37,40
ธรรมบัญญัติ พระเจ้าทรงแตง่ ตง้ั พระเยซคู รสิ ต์ทพ่ี วกเขา
กจ.2:38‑39
ได้ตรงึ ไวบ้ นกางเขน
พระกติ ติคณุ พระเจา้ จะทรงยกบาปแกผ่ ู้ทกี่ ลับใจใหม่
และเชื่อวางใจในพระเยซูครสิ ต์
7
ในหมวดผู้เผยพระวจนะใหญ่ก็มีเนื้อหาที่แสดงแนวคิดเร่ืองธรรมบัญญัติและพระกิตติคุณด้วยเช่นกัน
โดยเฉพาะเรื่องการพิพากษาให้ตกไปเป็นเชลยยังต่างแดนเพื่อตีสอนประชากรของพระองค์ (ธรรมบัญญัติ)
และการสงวนคนท่ีเหลืออยู่ไว้และนำ� พวกเขากลับมายังแผ่นดินเดิมอันเป็นข่าวที่หนุนใจและให้ความหวัง
(พระกิตตคิ ุณ)
ศพั ท์สำ� คญั
ในหมวดผูเ้ ผยพระวจนะใหญ่มีศพั ทส์ ำ� คัญจ�ำนวนหนึง่ ที่ใช้บอ่ ยๆ ดงั นี้
ก) การตกเป็นเชลย (Captivity)
คำ� ภาษาฮีบรคู อื กาลาห์ แปลว่า “ย้ายที”่ หรอื “เปิดเผย” เมื่อคำ� น้ปี รากฏในรูปทีม่ ีความหมายเน้นหนัก
ก็มักจะหมายถึง “การน�ำไปเป็นเชลย (ยังต่างแดน)” ในหมวดผู้เผยพระวจนะมักใช้ค�ำนี้เพื่อกล่าวถึงการที่
ชาวยูดาห์ตกไปเป็นเชลยในบาบิโลน (Babylonian Captivity) ครั้งแรกทค่ี �ำนป้ี รากฏในหมวดผ้เู ผยพระวจนะ
ใหญ่คือ อสย.5:13 ค�ำเรียกบรรดาเชลยท่ีถูกน�ำตัวไปบาบิโลนว่า โกลาห์ หรือ กาลูท (ยรม.28:6; 29:1,22)
กม็ รี ากศพั ทม์ าจากคำ� นี้ สว่ นการใชค้ ำ� นเ้ี พอ่ื กลา่ วถงึ การตกไปเปน็ เชลยของคนอสิ ราเอล (ในอาณาจกั รเหนอื )
มปี รากฏเฉพาะใน 2 พกษ.17:5‑6,23 เท่านน้ั
การตกเป็นเชลยเป็นการท่ีพระเจ้าทรงตีสอนลงโทษประชากรของพระองค์ เพราะพวกเขาได้กระท�ำบาป
ด้วยการลืมและปฏิเสธพระเจ้า พระองค์จึงทรงเหว่ียงพวกเขาออกไปเสียจากแผ่นดิน (2 พกษ.17:7‑23;
24:1‑4; ยรม.16:10‑13) และนี่เป็นเหตุการณ์ที่ส�ำคัญมากตอนหนึ่งในประวัติศาสตร์ชนชาติอิสราเอลจนท�ำ
ให้เกิดการแบ่งช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ของชนชาติออกเป็น ยุคก่อนเป็นเชลย (Pre-exilic period) ยุคตก
เป็นเชลย (Exilic period) และยคุ กลับจากการเปน็ เชลย (Post-exilic period) ตามทป่ี รากฏใน มธ.1:17
ในบางคร้ัง สารเรื่องการตกเป็นเชลยก็ปิดท้ายด้วยเรื่องการได้กลับมายังแผ่นดินเดิม ซ่ึงในแง่หน่ึงก็
เป็นสารที่หนุนใจและให้ความหวัง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่าพวกเขาจะต้องตกเป็น
เชลยจนกว่าจะครบเวลาที่พระเจ้าทรงกำ� หนดไว้ นอกจากนี้สารเร่ืองการตกเป็นเชลยและการกลับจากเป็น
เชลยยังมกั เกีย่ วขอ้ งหรอื มีการกล่าวถึงควบคูไ่ ปกบั เรอ่ื ง “คนทเี่ หลืออย”ู่ ดว้ ย
ข) คนที่เหลอื อยู่ (Remnant)
ค�ำภาษาฮีบรูคือ เชอาร์ แปลว่า “(คนหรือส่ิง) ที่เหลืออยู่” โดยมีรากมาจากคำ� กริยา ชาอาร์ ที่แปลว่า
“หลงเหลือไว้” ในบางกรณีค�ำนี้ยังใช้หมายถึงสิ่ง “อื่นๆ” ได้ด้วย (เช่น 2 พศด.9:29) แต่ในพันธสัญญาเดิม
มักใช้ค�ำนี้ในบริบทที่หมายถึงสิ่งของหรือบุคคลที่เหลือรอดจากสงครามหรือภัยพิบัติ ซึ่งบ่งบอกถึงการที่
พระเจ้าทรงสงวนหรือรักษาไว้ เช่น การท่ีทรงเหลือ 7,000 คนท่ียังซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าไว้ในอิสราเอลใน
สมัยของเอลียาห์ (1 พกษ.19:18) ส่วนในหมวดผู้เผยพระวจนะใหญ่มักใช้ค�ำน้ีเพ่ือหมายถึงกลุ่มคนท่ีหลง
เหลือจากการล่มสลายของกรุงเยรูซาเล็ม ซ่ึงก็คือชาวยิวท่ีถูกกวาดไปเป็นเชลยนั่นเอง คำ� นี้ปรากฏตั้งแต่ใน
ฉธบ.4:27 อนั เปน็ พนั ธสญั ญาทพี่ ระเจา้ ทรงทำ� กบั ชนชาตอิ สิ ราเอล และอสิ ยาหก์ ็ไดต้ งั้ ชอื่ บตุ รชายคนหนง่ึ ของ
ท่านว่า เชอารยาชูบ (อสย.7:3) แปลวา่ “คนท่เี หลอื อยู่ (เชอาร) จะกลับมา (ยาชูบ)”
ในหมวดผู้เผยพระวจนะใหญ่ ค�ำน้ีปรากฏในพระธรรมอิสยาห์เท่าน้ัน แต่แนวคิดเรื่องดังกล่าวก็มีอยู่
ในพระธรรมเล่มอ่ืนด้วย ส�ำหรับชาวยูดาห์ท่ีอยู่ในเยรูซาเล็มก่อนท่ีกรุงจะล่มสลายนั้น พวกเขาเข้าใจว่า
ตนคือคนท่ีเหลืออยู่ และล�ำพองใจว่าภัยพิบัติได้ผ่านพ้นไปแล้ว จึงไม่ยอมรับผู้เผยพระวจนะท่ีพระเจ้าทรง
ใช้มาว่ากล่าวตักเตือนและดื้อดึงไม่ยอมกลับใจจากบาป (2 พศด.36:11‑14; ยรม.14:13‑16; 23:16‑17;
26:20‑23; 27:9‑10) แต่พระเจ้าทรงส�ำแดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วคนที่เหลืออยู่คือพวกท่ีถูกกวาดไปเป็น
เชลยตา่ งหาก เป็นพวกท่ีพระเจ้าทรงสงวนไว้และจะทรงน�ำกลับมาฟนื้ ฟแู ผ่นดนิ ในอนาคต สว่ นพวกที่ยังคง
อยู่ในเยรซู าเล็มจะตอ้ งประสบภยั พบิ ตั อิ ยา่ งไมอ่ าจหลกี เล่ยี งได้เลย (ยรม.24; อสค.9; 11:14‑17; 14:21‑23;
8
15:6‑8) นอกจากน้ี พระเจ้ายังทรงสงวนชีวิตกษัตริย์เยโฮยาคีน (หรือ เยโคนิยาห์) ผู้เป็นเช้ือสายราชวงศ์
ดาวิดไว้อีกด้วย (2 พกษ.25:27‑30; ยรม.52:31‑34) นี่เป็นความหวังที่ส�ำคัญมากอย่างหนึ่งส�ำหรับพวก
เชลย เพราะเปน็ ไปตามพระสญั ญาวา่ ราชวงศด์ าวิดจะไม่สน้ิ สุด ท้งั ยงั เป็นการรบั ประกันพระสญั ญาเรือ่ งพระ
เมสสยิ าห์ผ้จู ะมาจากเชือ้ สายของดาวดิ ที่พวกเขารอคอย
ค) ครวุ าท (Burden)
คำ� ภาษาฮบี รคู ือ มสั ซา แปลวา่ “สมั ภาระ” หรอื “ของหนกั ” (ที่ตอ้ งแบกหรอื บรรทกุ ไป) ตวั อยา่ งการใช้คำ�
น้ีในความหมายแบบตรงตัวได้แก่ อพย.23:5; ยรม.17:21‑22,24 คำ� นยี้ งั พบไดบ้ ่อยในหมวดผเู้ ผยพระวจนะ
ด้วย โดยมักจะใช้เรียกสารหรือถ้อยค�ำท่ีพระเจ้าทรงเปิดเผยแก่ผู้เผยพระวจนะและทรงให้พวกเขาประกาศ
ออกไป (ตัวอย่างเช่น อสย.13:1; 14:28; อสค.12:10) มักเป็นถ้อยค�ำที่มีเนื้อหารุนแรง จึงได้แปลค�ำน้ีว่า
“ครุวาท” เพ่อื บง่ วา่ เปน็ คำ� พดู หรือสารท่หี นกั แนน่ และรุนแรง ทั้งส�ำหรับผ้รู บั สารนัน้ ๆ และอาจส�ำหรับผ้เู ผย
พระวจนะเองด้วย โดยสารน้นั เปน็ เหมอื นภาระที่หนักอ้ึงอย่ภู ายในจติ ใจและจำ� เปน็ ต้องประกาศออกไปตามท่ี
พระเจ้าทรงบญั ชา ดู “ผเู้ ผยพระวจนะและหนา้ ท่ี”
อย่างไรกต็ าม แม้คำ� น้จี ะใช้บ่อยในหมวดผูเ้ ผยพระวจนะ แต่ในพระธรรมเยเรมยี แ์ ละเพลงครำ�่ ครวญกลับ
ไม่พบการใช้ค�ำน้ี ทั้งนี้เพราะในสมัยของเยเรมีย์เต็มไปด้วยผู้เผยพระวจนะเท็จท่ีคอยแอบอ้างว่าถ้อยค�ำของ
ตนเป็นครวุ าทจากพระเจา้ เช่นกนั พระเจ้าจงึ ทรงใหเ้ ยเรมยี ์เตอื นสติผูฟ้ งั วา่ การท่ีพวกเขาไมร่ จู้ กั แยกแยะว่า
อนั ใดเป็น “ครวุ าท” ท่ีแทจ้ รงิ พวกเขาเองจึงกลายเปน็ “ภาระ” ส�ำหรับพระเจ้า (ยรม.23:33‑34) และเยเรมีย์
จงึ ไม่ใชค้ ำ� นเี้ รยี กสารทท่ี า่ นไดร้ บั จากพระเจา้ เพอื่ ใหเ้ กดิ ความแตกตา่ งและเปน็ การแยกตวั ออกจากพวกผเู้ ผย
พระวจนะเท็จในสมยั ของทา่ น (ยรม.23:35‑40; พคค.2:14)
ง) ความยุตธิ รรม (Justice, Judgement)
คำ� ภาษาฮบี รูคือ มชิ พาท แปลว่า “ความยตุ ธิ รรม” หรือ “การพิพากษา” หรอื “การปกครอง” โดยหลาย
ครง้ั คำ� นกี้ บั คำ� วา่ เซเดค (ความชอบธรรม) ปรากฏควบคกู่ นั หรอื มแี นวคดิ ใกลเ้ คยี งกนั คำ� วา่ มชิ พาท ปรากฏ
ในหมวดผู้เผยพระวจนะใหญ่ท้ังสิ้น 120 ครั้ง โดยอยู่ในพระธรรมอิสยาห์ 42 คร้ัง เยเรมีย์ 32 ครั้ง และ
เอเสเคียล 43 ครั้ง สว่ นในพระธรรมเพลงครำ่� ครวญปรากฏ 2 คร้ัง (พคค.3:35,59) และในดาเนียลพบเพยี ง
ครั้งเดียว (ดนล.9:5) ค�ำนี้มกั แปลว่าความยุตธิ รรม หรือการพพิ ากษา และบางคร้งั กย็ งั แปลวา่ ความเปน็ ธรรม
ความถูกต้อง ความเท่ียงธรรม และกฎหมายได้ด้วย โดยบ่อยครั้งเม่ือใช้กับพระเจ้ามักมีความหมายในแง่
การปกครองและการพิพากษา ขณะที่เม่ือใช้กับมนุษย์มักจะหมายถึงเรื่องความยุติธรรมในสังคมและในการ
ด�ำเนินชวี ติ
ในหมวดผู้เผยพระวจนะใหญ่ จุดเร่ิมต้นความบาปทั้งสิ้นของชนชาติอิสราเอลนั้นมาจากการที่พวกเขา
ปฏิเสธพระเจ้าและหันไปหารูปเคารพหรือพระอ่ืนๆ ซึ่งในการท�ำเช่นน้ันพวกเขาก็ได้ปฏิเสธแนวทางและกฎ
เกณฑ์ต่างๆ ในธรรมบัญญัติอันเป็นพันธสัญญาระหว่างพระเจ้ากับพวกเขาด้วย ผลของส่ิงเหล่านี้จึงปรากฏ
ออกมาในการดำ� เนนิ ชวี ติ และในสภาพสงั คมของพวกเขา (อสย.1:2‑4,21; 59:12‑15; ยรม.1:16; 5:1‑5,24,28;
อสค.20:16; 22:3‑4) เป็นความอยุติธรรมและการท�ำบาปต่อเพ่ือนมนุษย์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การทุจริต
รบั สนิ บน การบดิ เบอื นความเปน็ ธรรม การเมนิ เฉยและเอารดั เอาเปรยี บคนทอี่ อ่ นแอกวา่ การหลงมวั เมาเสพ
สุขฝ่ายเนื้อหนัง และการท�ำเร่ืองโหดร้ายทารุณ (อสย.1:23; 59:3‑7; ยรม.5:26‑28; อสค.22:6‑12) ดังนั้น
เมื่อผู้เผยพระวจนะพูดถึงการกลับใจใหม่ ก็มักจะพูดถึงเร่ืองความยุติธรรมในสังคมควบคู่ไปด้วยอย่างแยก
กนั ไมอ่ อก (เช่น อสย.1:16‑20; ยรม.22:13‑17) และเพราะพระเจ้าได้ทอดพระเนตรดูประชากรของพระองค์
แล้วไม่พบ “ความยุตธิ รรม” ภายในพวกเขา พระองคจ์ ึงประทาน “การพิพากษา” ลงมายังพวกเขา (อสย.5:7,
13‑16)
นอกจากน้ี พระคัมภรี ์ยังมักกลา่ วถึงความยุตธิ รรมในลกั ษณะทเ่ี ป็นการกระท�ำเชิงรกุ คอื เปน็ การ “แสดง
9
ความยุติธรรม” หรือ “มอบความเป็นธรรม” เพ่ือผู้อ่ืนและส่วนรวม มากกว่าจะเป็นการเรียกร้องสิทธิหรือ
ความเป็นธรรมให้ตนเอง เช่น การชว่ ยปกปอ้ งหรอื เปน็ ปากเป็นเสยี งแทนคนบางกลมุ่ อยา่ งลกู กำ� พร้า หญิง
มา่ ย คนตา่ งด้าว หรอื คนอนาถา เพ่อื ใหค้ นเหล่านีท้ ี่มกั ถูกละเลยหรือถกู เอารดั เอาเปรียบในสังคมได้รบั ความ
เปน็ ธรรมในเรือ่ งตา่ งๆ
จ) ผูร้ ับใช้ (Servant)
ค�ำภาษาฮบี รคู อื เอเบด แปลว่า “ทาส” หรอื “ผูร้ บั ใช้” ค�ำน้ีมีรากมาจากค�ำกรยิ า อาบาด ซง่ึ นอกจากแปล
ว่า “รบั ใช”้ ยงั แปลได้อกี วา่ “ปรนนบิ ัติ” หรอื “นมสั การ” และในหมวดผู้เผยพระวจนะยงั มกี ารใช้ค�ำวา่ “ผ้รู ับ
ใชข้ องพระยาหเ์ วห”์ โดยหมายถงึ บคุ คลทพ่ี ระเจา้ ทรงใชใ้ หก้ ระทำ� การหรอื ทำ� บางสงิ่ ใหส้ ำ� เรจ็ ตามแผนการของ
พระองค์ ท้ังน้ีโดยไม่ได้เจาะจงหรอื ก�ำหนดตายตัววา่ บุคคลผ้นู ้นั จะเปน็ ใครหรอื รู้จกั พระเจา้ หรอื ไม่ แต่ในบาง
คร้งั คำ� นีก้ ็ใชเ้ ก่ยี วขอ้ งกับเรอ่ื งพระเมสสิยาหด์ ว้ ย ดู “พระเมสสิยาห”์ ใน “หัวเร่อื งและสาระส�ำคญั ”
ในหมวดผเู้ ผยพระวจนะใหญม่ คี ำ� วา่ “ผรู้ บั ใชข้ องเรา (พระยาหเ์ วห)์ ” ปรากฏทงั้ หมด 42 ครง้ั โดยอยู่ในพระ
ธรรมอิสยาห์ 21 ครั้ง เยเรมยี ์ 14 ครัง้ และเอเสเคียล 7 ครั้ง โดยการใชค้ �ำน้ีในพระธรรมอสิ ยาห์น้นั หมายถงึ
1) ผู้เผยพระวจนะอสิ ยาห์เอง (20:3)
2) เอลียาคมิ หรอื เยโฮยาคมิ (22:20)
3) กษตั รยิ ด์ าวิด (37:35)
4) ชนชาตอิ สิ ราเอลหรอื ประชากรของพระเจา้ (41:8‑9; 43:10; 44:1‑2,21; 45:4; 49:3; 65:8‑9,13‑14)
5) พระเมสสิยาห์ (42:1,19; 52:13; 53:11)
ส่วนผรู้ ับใชข้ องพระยาหเ์ วหท์ ่กี ล่าวถึงในพระธรรมเยเรมียน์ ้ันหมายถงึ
1) บรรดาผเู้ ผยพระวจนะในอดีต (7:25; 26:5; 29:19; 35:15; 44:4)
2) เนบคู ัดเนสซาร์ กษัตรยิ ์บาบิโลน (25:9; 27:6; 43:10)
3) ชนชาติอิสราเอลหรอื ประชากรของพระเจ้า (30:10)
4) กษัตริยด์ าวดิ (33:21‑22,26)
5) ยาโคบ บรรพบุรุษของคนอิสราเอลทเ่ี ป็นตวั แทนของชนชาติอิสราเอล (46:27‑28)
และผู้รบั ใชข้ องพระยาห์เวหท์ ่ีกลา่ วถึงในพระธรรมเอเสเคียลนัน้ หมายถึง
1) ยาโคบ บรรพบุรษุ ของคนอสิ ราเอล (28:25; 37:25)
2) กษตั รยิ ์ดาวิด ซึ่งเปน็ ภาพเล็งถงึ พระเมสสยิ าห์ (34:23‑24; 37:24‑25)
3) บรรดาผู้เผยพระวจนะในอดีต (38:17)
ดังนั้นจะเห็นว่า “ผู้รับใช้ของพระยาห์เวห์” อาจเป็นได้ทั้งบุคคลในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ทั้งยังอาจ
เป็นไดท้ ง้ั คนอิสราเอลและคนตา่ งชาติ แต่ผูท้ ่ีเป็นจดุ สนใจสำ� คัญท่สี ดุ คือ พระเมสสยิ าหท์ ่เี ป็นดัง่ ดาวดิ ผรู้ บั ใช้
ของพระเจ้าซึง่ จะเสดจ็ มาในอนาคต
ฉ) พระยาหเ์ วหจ์ อมทัพ (The Lord of Hosts)
คำ� ภาษาฮบี รคู อื ยาหเ์ วห์ เซบาโอท เปน็ พระนามหนง่ึ ของพระเจา้ ทเ่ี กา่ แกม่ าแตโ่ บราณ พระนามนป้ี ระกอบ
ด้วยคำ� ฮบี รูสองคำ� คอื ยาหเ์ วห์ และ เซบาโอท โดยพน้ื ฐานแลว้ คำ� วา่ เซบาโอท เปน็ ศพั ทท์ างทหารหมายถ ึง
กองทัพหรอื การทำ� สงคราม และยังใช้หมายถงึ สิ่งทีม่ ีจ�ำนวนมากๆ ไดด้ ว้ ย เมือ่ ประกอบคำ� น้ีเข้ากับพระนาม
ยาหเ์ วห์ ก็กลายเป็นพระนามวา่ “พระยาหเ์วห์จอมทพั ” ซ่ึงส่ือถงึ ฤทธาน ภุ าพ ความยงิ่ ใหญ่ และการเปน็ ผู้
ครอบครองและพิพากษาโลกนี้ ดูคำ� อธิบายเพิม่ เติมท่ี “พระยาหเ์ วหจ์ อมทพั ” ในประมวลศพั ท์
พระนามนปี้ รากฏในหมวดผเู้ ผยพระวจนะ 139 ครง้ั (จากทงั้ หมด 259 ครงั้ ตลอดพนั ธสญั ญาเดมิ ) โดยอยู่
ในพระธรรมอิสยาห์ 62 ครั้ง และในเยเรมยี ์ 77 ครั้ง จะเห็นได้ว่าพระนามน้เี ป็นทน่ี ิยมและคุ้นเคยเป็นพเิ ศษ
ในชว่ งก่อนตกเป็นเชลย อาจเพราะบรรยากาศและสถานการณ์ในสมัยนนั้ เตม็ ไปดว้ ยความขัดแยง้ และแรง
10
กดดนั จากชาติมหาอำ� นาจ ดู “เบ้ืองหลงั ทางประวตั ศิ าสตร”์ พระธรรมทง้ั สองเลม่ นี้จึงเน้นยำ�้ พระลกั ษณะของ
พระเจ้าวา่ ทรงเป็นผนู้ �ำกองทพั แห่งฟ้าสวรรค์และทรงเป็นพระเจ้าสงู สุดผูก้ �ำหนดความเป็นไปของประชาชาติ
ทง้ั ปวงอย่างแท้จรงิ
ช) พนั ธสัญญา (Covenant)
ค�ำภาษาฮีบรูคอื เบอะรีท แปลวา่ “พนั ธสัญญา” ซ่ึงเป็นสิง่ ท่ผี ้คู นในตะวันออกกลางสมัยโบราณคุ้นเคย
ดี การทำ� พันธสัญญาคอื การท่สี องฝา่ ยให้สญั ญาหรือทำ� ขอ้ ตกลงในเร่ืองบางอย่างด้วยกนั โดยมกี ารกำ� หนด
เง่ือนไขของสัญญาหรือขอ้ ตกลงนน้ั ๆ ท่ที ั้งสองฝ่ายตอ้ งรกั ษาหรอื ปฏบิ ัติตามพร้อมกบั ระบผุ ลที่จะไดร้ ับเมอ่ื
ทั้งสองฝา่ ยตา่ งรักษาสญั ญาหรือขอ้ ตกลง และผลทจี่ ะเกดิ ขึ้นเม่อื ฝ่ายหนึง่ ฝา่ ยใดละเมดิ สัญญาหรือขอ้ ตกลง
ในพระคัมภีร์ก็มีบันทกึ เรื่องทีค่ นอสิ ราเอลสมยั โบราณทำ� พนั ธสัญญาท้ังกับกันและกันและกับคนตา่ งชาติ
(ยชว.9:6,11,15‑16; 1 ซมอ.18:3; 20:16) แต่พนั ธสญั ญาทพ่ี ระเจา้ ทรงทำ� กบั มนษุ ยน์ น้ั มคี วามพเิ ศษคอื พระเจา้
ทรงมฐี านะทสี่ งู กวา่ และเปน็ ผปู้ ระทานพนั ธสญั ญาแตฝ่ า่ ยเดยี ว ขณะทม่ี นษุ ยม์ ฐี านะตำ่� กวา่ และเปน็ ผรู้ บั พนั ธ
สญั ญาเทา่ นน้ั ตวั อยา่ งเชน่ พนั ธสญั ญากบั โนอาห์ (ปฐก.9:8‑17) และพนั ธสญั ญากบั อบั ราฮมั (ปฐก.15:7‑21)
ในหมวดผู้เผยพระวจนะใหญ่มีพันธสัญญาอยู่สองชุดท่ีถูกกล่าวถึงมากท่ีสุด ชุดแรกคือพันธสัญญาท่ี
ซนี ายซง่ึ พระเจา้ ทรงทำ� กบั ชนชาตอิ สิ ราเอลในสมยั โมเสส (อพย.20; ฉธบ.4-11) โดยเงอ่ื นไขสญั ญาเกย่ี วขอ้ ง
กับการด�ำเนินชีวิตในฐานะประชากรของพระเจ้าเมื่อพวกเขาเข้าอาศัยในแผ่นดินที่พระองค์ทรงสัญญาไว้
กับบรรพบุรุษของพวกเขา และมีการระบถุ งึ พระพรกบั คำ� สาปแชง่ ทพ่ี วกเขาจะไดร้ บั ตามการกระทำ� ของพวก
เขาบนพืน้ ฐานความสัมพันธ์ทม่ี ีกบั พระเจ้า (ฉธบ.28‑30) สว่ นชดุ ทีส่ องคือพันธสญั ญาที่พระเจา้ ทรงท�ำกับ
ดาวิด (2 ซมอ.7; 1 พศด.17) โดยสญั ญาน้ีเก่ียวข้องกับการสถาปนาราชวงศ์และเช้อื สายของดาวดิ ซึ่งเปน็
การจดั เตรยี มไปถึงเร่ืองพระเมสสยิ าหด์ ว้ ย (ยรม.33:17‑22) เนอ้ื หาพันธสญั ญาท้งั สองชุดเป็นแนวคิดหลักใน
สารของหมวดผู้เผยพระวจนะใหญ่
นอกจากนี้ ในหมวดผเู้ ผยพระวจนะใหญย่ งั มกี ารกลา่ วถงึ “พนั ธสญั ญาใหม”่ (New Covenant) หรอื ทภ่ี าษา
ฮีบรเู รียกวา่ เบอะรีท ฆะดาชาห์ โดยคำ� นปี้ รากฏใน ยรม.31:31‑34 เกี่ยวขอ้ งกบั พระราชกจิ ที่พระเจา้ จะทรง
กระทำ� ในอนาคตภายหลงั ยคุ สมยั ของพวกเขา และสารเรอื่ งพนั ธสญั ญาใหมก่ ็ไดส้ ำ� เรจ็ ค รบถว้ นในอ งคพ์ ระเยซู
ครสิ ต์ ผทู้ รงเปน็ ทง้ั ผสู้ ถาปนาและเปน็ คนกลางของพระเจา้ กบั มนษุ ย์ในพนั ธสญั ญาน้ี (ลก.22:20; ฮบ.8:6‑13;
9:15) ดูค�ำอธิบายเพ่ิมเติมที่ “พนั ธสญั ญา” ในประมวลศพั ท์
ซ) จอกแห่งพระพโิ รธ (Cup of Wrath)
วลนี ี้ในภาษาฮบี รปู ระกอบดว้ ยคำ� สองคำ� ซง่ึ มรี ากจากคำ� วา่ โคส ทแี่ ปลวา่ “จอก” หรอื “ถว้ ย” (cup, goblet)
และค�ำวา่ เฆมาห์ ทีแ่ ปลว่า “พระพิโรธ” หรือ “ความโกรธ” (wrath, fury) โดยคำ� ว่าจอกหรือถ้วยนมี้ กี ารใช้ทง้ั
ในแบบความหมายตรงตวั (เชน่ ปฐก.40:11; ยรม.35:5) และในแบบทเ่ี ปน็ ภาพเปรยี บเทียบ
จอกหรือถ้วย เป็นท้ังภาชนะส�ำหรับใส่เครื่องด่ืมและใช้ในการตวง ส�ำนวนท่ีกล่าวถึงจอกหรือถ้วยจึงมี
ความหมายถงึ ส่วนแบ่ง (portion) ส�ำหรับผู้ทีร่ ับจอกหรอื ถ้วยนัน้ ๆ ไดด้ ว้ ย และการทผ่ี ใู้ ดมอบจอกหรอื ถ้วย
ให้อีกผ้หู นึง่ ด่ืม ยังเป็นภาพแสดงถงึ การจดั เตรยี ม (provision) ตามขนาดหรือปรมิ าณสว่ นแบ่งท่ีผมู้ อบเห็น
ว่าเหมาะสมหรือคคู่ วรแกผ่ ้รู ับ เชน่ ภาพของถ้วยทเี่ ตม็ จนล้นใน สดด.23:5 ซึ่งสือ่ ถึงการเลย้ี งดูอย่างบริบูรณ์
ของพระเจ้า หรอื ในบางกรณียังมีเจตนาทีเ่ จาะจงตอ่ ผ้รู บั ด้วย เช่น “ถ้วยแห่งการปลอบใจ” (ยรม.16:7) ดังน้ัน
จอกหรอื ถว้ ยจงึ เปน็ ภาพเปรยี บเทยี บหมายถงึ แผนการทพี่ ระเจา้ ทรงดำ� รแิ ละจดั เตรยี มไวแ้ ลว้ อนั เปน็ สว่ นแบง่
หรือส่งิ ทีเ่ หมาะสมคู่ควรแก่ผรู้ บั หรอื ผทู้ อ่ี ยู่ในแผนการนนั้ ๆ ตามพระทยั หรือพระประสงค์ของพระองค์ เช่น
“ถว้ ยแห่งความรอด” (สดด.116:13)
ในหมวดผ้เู ผยพระวจนะใหญ่มีส�ำนวนส�ำคัญคือ “จอกแห่งพระพิโรธ” (อสย.51:17) หรือ “ถว้ ยแห่งความ
พิโรธ” (อสย.51:22) นอกจากนี้ยงั มี “ถ้วยแห่งความโซเซ” (อสย.51:17) “จอกแห่งความโซเซ” (อสย.51:22)
11
“ถว้ ยเหลา้ องุ่นแห่งความโกรธ” (ยรม.25:15) “ถ้วยน่าสะพรึงกลวั และอา้ งว้าง” (อสค.23:33) และในบางตอน
อาจมีเพียงคำ� ว่า “ถว้ ย” (ยรม.25:17,28; 49:12; พคค.4:21; อสค.23:31‑33) สำ� นวนทง้ั หมดนหี้ มายถึง
พระพิโรธของพระเจ้าท่ีมาถงึ อาณาจกั รยดู าหห์ รือชนชาติต่างๆ ในการพิพากษาลงโทษตามความบาปผิดของ
พวกเขา ซ่งึ เป็นสิง่ ที่พวกเขาไม่อาจปฏิเสธหรอื หลกี เลยี่ ง แต่ตอ้ งรบั จนเต็มขนาดหรอื ตามแผนการทพ่ี ระเจา้
ทรงจดั เตรียมไว้แล้ว
นอกจากน้ีใน ยรม.51:7 กลา่ วว่า อาณาจกั รบาบโิ ลนนัน้ เคยเปน็ “ถว้ ยทองคำ� ” ในพระหัตถข์ องพระเจ้า
ทมี่ อบให้บรรดาประชาชาตดิ ม่ื ซงึ่ หมายถงึ การทีบ่ าบโิ ลนเคยเป็นเครอ่ื งมือทีพ่ ระองคท์ รงใชใ้ นการพิพากษา
ประชาชาตเิ หลา่ นั้น จนพวกเขามึนเมาหรือถูกลงโทษเต็มขนาด แต่ในทีส่ ดุ บาบิโลนเองกก็ ลายเปน็ ด่ังถ้วย
ท่ีแตก คอื ถกู พระเจา้ พิพากษาลงโทษดว้ ยเช่นกนั (ยรม.51:8)
ภาพเปรยี บเทยี บดงั กลา่ วยงั มปี รากฏในพนั ธสญั ญาใหมด่ ว้ ย พระเยซคู รสิ ตต์ รสั ถงึ “ถว้ ย” ทพ่ี ระองคจ์ ำ� เปน็
ต้องรับมาดื่มตามพระทัยของพระบิดา (มธ.20:22‑23; 26:39,42; มก.10:38‑39 ;14:36; ลก.22:42; ยน.
18:11) ซง่ึ หมายถงึ ภารกจิ ของพระองคท์ ี่พระบิดาได้ทรงด�ำรไิ วแ้ ลว้ คอื การเสด็จมาทนทุกข์และสน้ิ พระชนม์
บนไม้กางเขนเพื่อรับเอาพระพิโรธของพระบิดาไปและไถ่บาปให้ผู้เชื่อ ยังมีถ้วยเหล้าองุ่นในพิธีมหาสนิท
(มธ.26:27‑29; มก.14:23‑25; ลก.22:17‑18,20; 1 คร.11:25‑26) ซ่ึงเล็งถงึ พระโลหิตของพระเยซคู รสิ ต์ท่ี
หล่งั ออกเพอ่ื ช�ำระความบาป ท�ำใหผ้ ้ทู ี่เชอ่ื วางใจในพระองค์ไดเ้ ข้าสู่พนั ธสัญญาใหม่ของพระเจ้า หรอื เรียกได้
ว่าเป็นถว้ ยแหง่ พันธสญั ญาใหม่ท่ีพระเจา้ ทรงจัดเตรยี มใหแ้ ก่ประชากรของพระองค์ นอกจากน้ยี งั มีการกล่าว
ถงึ “เหลา้ อง่นุ แห่งความกรวิ้ ...ในถว้ ยแห่งพระพิโรธ” (วว.14:10) และ “ถ้วยเหลา้ องุ่นแหง่ พระพิโรธรุนแรง”
(วว.16:19) ซึ่งหมายถงึ การพิพากษาในขนั้ สุดท้ายของพระเจา้ สำ� หรับศัตรทู ้งั สนิ้ ของพระองค์ จึงอาจกลา่ วได้
วา่ ในพนั ธสญั ญาใหมม่ ภี าพเปรยี บเทยี บระหวา่ งถว้ ยสองแบบคอื ถว้ ยแหง่ พนั ธสญั ญาท่ีใหช้ วี ติ และถว้ ยแหง่
การพพิ ากษาที่น�ำสู่ความพนิ าศ โดยมีแนวคดิ มาจากพนั ธสญั ญาเดมิ น่ันเอง
ดาเนียล
คำ� น�ำ
พระธรรมดาเนียลมีช่ือตามนามของดาเนียล ผู้เป็นตัวละครหรือผู้มีบทบาทส�ำคัญในเร่ืองราวท่ีปรากฏ
อยู่ในบทท่ี 1‑6 และเปน็ บุคคลเดียวกันกบั ผู้กลา่ วถึงนิมิตท่ตี นได้เห็นในบทท่ี 7‑12 พระคมั ภีร์ทงั้ สองตอนน้ี
มีรูปแบบการเขียนที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ ตอนแรกเป็นการเขียนเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์
ของดาเนียลกับเพื่อนท่ีถูกจับมาเป็นเชลยในบาบิโลน และต่อมาได้รับต�ำแหน่งส�ำคัญในราชส�ำนักของบา
บิโลนและเปอร์เซีย ส่วนตอนที่สองเป็นการเขียนบรรยายถึงนิมิตที่ดาเนียลได้เห็นเก่ียวกับเหตุการณ์ใน
อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของอาณาจักรต่างๆ ในโลกสมัยนั้น รวมท้ังค�ำอธิบายความหมายของนิมิตโดย
ผสู้ ื่อสารจากสวรรค์ แตส่ งิ่ ที่เชอ่ื มเนือ้ หาของทงั้ สองตอนใหอ้ ยู่ในเลม่ เดยี วกนั คือการมีเน้อื หาบางอยา่ งคล้าย
คลึงกันและการท่ีบทที่ 7 ของตอนท่ี 2 เขียนด้วยภาษาอาราเมคท้ังบทเช่นเดียวกับเนื้อหาส่วนใหญ่ของ
ตอนที่ 1
ลักษณะเด่นอย่างหน่ึงของพระธรรมเล่มน้ีคือภาษาท่ีใช้เขียน ส่วนใหญ่เป็นภาษาฮีบรู แต่มีอยู่ช่วงหนึ่ง
ที่เขียนด้วยภาษาอาราเมค (2:4‑7:28) โดยภาษาอาราเมคท่ีใชเ้ ปน็ อาราเมคสากล (Imperial Aramaic) ซงึ่
ใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงท่ีอาณาจักรเปอร์เซียเรืองอ�ำนาจ สาเหตุที่พระธรรมเล่มน้ีเขียนเป็นสองภาษา
อาจจะด้วยเหตุผลว่า ข้อความบางตอน (ส่วนที่เป็นภาษาอาราเมค) ต้องการเปิดเผยให้คนต่างชาติได้รู้ ใน
ขณะท่ีส่วนหลังใช้ภาษาฮีบรูซึ่งไม่ประสงค์ให้คนทั่วไปในสมัยน้ันเข้าใจหรือรับรู้ เน่ืองจากในนิมิตของตอน
หลงั นน้ั ทูตสวรรค์กาเบรยี ลบอกให้ดาเนียลประทับตราท้งั นิมิตและคำ� ของผเู้ ผยพระวจนะ และปิดถอ้ ยคำ� ไว้
จนกวา่ จะถึงวาระสุดทา้ ย (9:24; 12:4,9) เราไม่อาจทราบแน่ชัดว่า ทีท่ ตู สวรรคก์ าเบรยี ลส่งั ใหป้ ดิ ถ้อยค�ำนัน้
หมายถึงปิดเรื่องอะไร เพราะส่ิงท่ีอยู่ในบทท่ี 7‑12 ก็ได้ถูกบันทึกไว้ และแปลออกมาเป็นภาษากรีกในภาย
หลังให้คนไดอ้ ่านกนั ด้วย
พระธรรมเล่มนี้แปลเป็นภาษากรีก (ฉบับเซปทัวจินต์) ในระหว่างศตวรรษท่ีสามและสองก่อน ค.ศ. ใน
ฉบับเซปทัวจินต์น้ันมีเรื่องราวของดาเนียลกับเพื่อนเพิ่มเข้ามาห้าเรื่อง ได้แก่ ก.ค�ำอธิษฐานของอาซาริ
ยาห์ ข.บทเพลงของเยาวชนชายสามคน (แทรกอยู่ระหว่างข้อ 23‑24 ของบทที่ 3) ค.ดาเนียลและสุสันนา
(ปรากฏกอ่ นบทท่ี 1) ง.ดาเนียลและเบล และ จ.ดาเนียลกับพญานาค (ปรากฏอยตู่ อนทา้ ยของพระธรรมน้ี)
ส�ำหรับพระคัมภีร์ปัจจุบันเรื่องราวเหล่านี้รวมอยู่ในส่วนท่ีเรียกว่าอธิกธรรม (Deuterocanonical) ของพันธ
สญั ญาเดิม
ในพระคัมภีร์ฉบับภาษากรีก พระธรรมเล่มน้ีจัดอยู่ในหมวดผู้เผยพระวจนะ แต่ในพระคัมภีร์ฉบับภาษา
ฮีบรู พระธรรมเล่มนี้จัดอยู่ในหมวดบทประพันธ์ พระคัมภีร์ฉบับภาษาฮีบรูน้ันแบ่งออกเป็น 3 หมวดได้แก่
หมวดเบญจบรรณ หมวดผู้เผยพระวจนะ และหมวดบทประพันธ์ เราไม่ทราบหลักเกณฑ์แน่ชัดในการจัด
หมวดว่าเล่มใดควรอยู่ในหมวดบทประพันธ์หรือหมวดผู้เผยพระวจนะ แต่การแบ่งเป็นสามหมวดน้ีน่าจะ
เสร็จในราวศตวรรษท่ี 2 ก่อน ค.ศ. ในสมัยของพระเยซูคริสต์ก็รู้จักการแบ่งพระคัมภีร์ออกเป็นสามหมวด
(ลูกา 24:44) โดยพระเยซูทรงเรียกหมวดที่ 3 น้ีว่า “สดุดี” ส่วนชุมชนคุมรานเรียกหมวดที่ 3 ว่า “ดาวิด”
แสดงวา่ ตอนทแ่ี บง่ หมวดเสรจ็ ใหมๆ่ ยงั ไมไ่ ดม้ กี ารตงั้ ชอื่ หมวดใหแ้ นน่ อนลงไป การจดั พระธรรมดาเนยี ลไวใ้ น
หมวดท่ี 3 อาจเปน็ เพราะลกั ษณะการเขยี นของพระธรรมเลม่ นีแ้ ตกตา่ งจากพระธรรมเลม่ อ่นื ๆ ในหมวดท่ี 2
การเขียนในพระธรรมเล่มน้ีมสี องรปู แบบคือ เป็นคำ� เผยพระวจนะและเป็นวิวรณธ์ รรม ซงึ่ ใช้สญั ลกั ษณต์ ่างๆ
14
เป็นเครื่องบรรยายเหตุการณ์ตั้งแต่สมัยของดาเนียลจนถึงสมัยต่อๆ มาว่าจะมีอะไรเกิดข้ึน เพื่อชี้ให้เห็นว่า
ในทีส่ ดุ แล้ว พระเจ้าจะทรงมีชัยชนะเหนอื ฝา่ ยศตั รู
ผ้เู ขียนและวนั เวลาทเ่ี ขยี น
ถึงแม้ว่าตามความเชื่อของชาวยิว (ค�ำว่า “ยิว” เร่ิมใช้เม่ือคนอิสราเอลจากอาณาจักรใต้ถูกจับไปเป็น
เชลยท่ีบาบโิ ลน) และครสิ เตียนในอดีตต่างยอมรับวา่ พระธรรมเล่มนีเ้ ขียนขึ้นเมือ่ ประมาณศตวรรษที่ 6 กอ่ น
ค.ศ. และเชอ่ื วา่ ดาเนยี ลซง่ึ เปน็ คนยวิ ทถี่ กู จบั ไปเปน็ เชลยทบี่ าบโิ ลนเปน็ ผเู้ ขยี น แต่ในปจั จบุ นั มนี กั วชิ าการกลมุ่
หนงึ่ ไมเ่ หน็ ดว้ ยกบั ความคดิ เดมิ นี้ และไดเ้ สนอความคดิ ใหมว่ า่ พระธรรมดาเนยี ลนา่ จะเขยี นโดยผเู้ ขยี นนริ นาม
ในช่วงประมาณศตวรรษท่ี 2 กอ่ น ค.ศ. โดยยกเหตุผลดา้ นภาษาศาสตร์ ความวุ่นวายต่างๆ ในประวตั ศิ าสตร์
ชว่ งนนั้ ตำ� แหนง่ ของพระธรรมดาเนยี ลในพระคมั ภรี ฉ์ บบั ภาษาฮบี รู หลกั ฐานจากคมุ ราน และความคลา้ ยคลงึ
กนั กบั หนงั สอื อธกิ ธรรมของชาวยวิ ทงั้ สองฝา่ ยตา่ งยกเหตผุ ลมาสนบั สนนุ ความคดิ ของตน ทวา่ จากขอ้ มลู ทมี่ ี
อยู่ เราไม่อาจรแู้ น่ชัดว่าใครเปน็ ผ้เู ขยี นพระธรรมเล่มนี้ เพราะในตวั พระธรรมเล่มนี้เองก็ไม่ได้ระบวุ ่าใครเปน็
ผู้เขียน เพียงแต่บอกเล่าเร่ืองราวของดาเนียลกับเพ่ือน เนื้อหาในตอนแรกกล่าวถึงดาเนียลด้วยสรรพนาม
บรุ ุษที่ 3 จนกระท่งั 7:2 จึงเรมิ่ มกี ารใชส้ รรพนามบรุ ุษที่ 1 วา่ “ขา้ พเจา้ ” เร่อื ยมา และกลับมาแนะน�ำดาเนียล
โดยใช้สรรพนามบุรษุ ที่ 3 อีกครั้งใน 10:1 ว่าคอื ดาเนียล “ผไู้ ดช้ อ่ื วา่ เบลเทชสั ซาร”์ แล้วตามด้วยสรรพนาม
บุรุษที่ 1 ใน 10:2 โดยท่ีดาเนียลเป็นผู้เล่านิมิตไปจนจบ ดังนั้นเราจึงพอสรุปได้แต่เพียงว่า พระธรรมเล่มนี้
เขียนข้ึนในช่วงศตวรรษที่ 6‑2 ก่อน ค.ศ. และดาเนียลอาจเป็นผู้เขียนเองหรือบุคคลอ่ืนเป็นผู้เขียน แล้วมี
ผู้รวบรวมเนื้อหาท้ังหมดเข้าด้วยกัน นอกจากนี้เรายังพบว่าพระธรรมดาเนียลฉบับภาษากรีกน้ันมีจ�ำนวน
บทและเนื้อหามากกว่าฉบบั ฮบี รูด้วย
การอา้ งถึงในพระคัมภรี ์ตอนอน่ื
ในพระคัมภีร์ใหม่ได้อ้างถึงดาเนียลท้ังแบบเอ่ยชื่อและไม่เอ่ยชื่อ การอ้างถึงโดยเอ่ยช่ือน้ันพบเพียง
ครั้งเดียวคือใน มธ.24:15 ที่พระเยซูตรัสว่า “ตามพระวจนะท่ีกล่าวโดยดาเนียลผู้เผยพระวจนะ” ซ่ึงพูดถึง
สิ่งน่ารังเกียจหรือน่าสะอิดสะเอียนใน ดนล.9:27; 11:31; 12:11 นอกน้ันเป็นการอ้างถึงโดยไม่ได้เอ่ยช่ือ
ดาเนียล เช่น มก.13:14 ซึ่งอ้างถึงข้อความเดียวกัน พระธรรมที่น�ำเนื้อความจากพระธรรมดาเนียลมาใช้
มากทส่ี ดุ คือววิ รณ์ โดยอา้ งขอ้ ความจากบทที่ 7 เปน็ ส่วนใหญ่ เช่น เน้ือหาบางส่วนของ 7:3 ถกู น�ำมาใชใ้ น
วว.13:1; 17:8 สัตวร์ า้ ยท่ีเหมอื นเสอื ดาวใน 7:6 ก็ถูก วว.13:2 น�ำมาใช้ ภาพสตั ว์รา้ ยทีม่ ีสบิ เขาใน 7:7 ถกู
วว.12:3; 13:1 น�ำมาใช้ การคุยโวของสัตว์ร้ายใน 7:8 ถูก วว.13:5‑6 น�ำมาใช้ ภาพบัลลังก์หลายบัลลังก์
ใน 7:9 ถูก วว.20:4 น�ำมาใช้ ภาพพระเกศาบนพระเศียรขาวเหมอื นขนแกะถกู วว.1:14 นำ� มาใช้ ภาพคน
นับแสนๆ ปรนนิบัติพระเจา้ ถูก วว.5:11 น�ำมาใช้
ส่วนในพระคัมภีร์เดิมเอเสเคียล 14:14,20; 28:3 กล่าวถึงดาเนียลว่าเป็นผู้ชอบธรรมและฉลาด โดย
ในสองข้อแรกชื่อดาเนียลปรากฏร่วมกับชื่อของโนอาห์และโยบ อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์ฉบับ Good
News Bible (GNB) แปลช่ือน้ีว่า “ดาเนล” โดยสันนิษฐานว่าเขาไม่ใช่บุคคลที่เรารู้จักในพระคัมภีร์ แต่น่า
จะเป็นวีรบุรุษสมัยโบราณในต�ำนานของศตวรรษที่ 14 ก่อน ค.ศ. ซ่ึงเราพบเอกสารที่อูการิตในซีเรีย เขา
ผู้น้ีได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์และผู้พิพากษาที่ดี น่ันหมายความว่าดาเนียลในพระธรรมเอเสเคียลเป็นคนละคน
กบั ดาเนียลในพระธรรมดาเนียล
15
ล�ำดบั เวลาในประวตั ศิ าสตร์
ดาเนียลและเพอ่ื นมชี ีวิตอยู่ในรชั สมยั ของกษตั รยิ ส์ ่อี งค์ ไดแ้ ก่
ช่อื กษตั รยิ ์ พระธรรมดาเนยี ล ประเทศ ปี
605‑562 ก่อน ค.ศ.
เนบูคดั เนสซาร์ บทที่ 1‑4 บาบโิ ลน 556‑539 กอ่ น ค.ศ.
เนโบนิดัส ไมไ่ ดก้ ลา่ วถึง บาบิโลน 550‑539 กอ่ น ค.ศ.
เบลชสั ซาร์ (เปน็ โอรสและ บทท่ี 5, 7‑8 บาบโิ ลน
ร่วมปกครองกบั เนโบนิดัส) 539‑537 กอ่ น ค.ศ.
ดารอิ ัส บทท่ี 6, 9 มเี ดยี 550‑530 กอ่ น ค.ศ.
ไซรสั บทท่ี 10‑13 เปอรเ์ ซยี
จากเนื้อหาในพระธรรมดาเนียล ดูเหมือนว่าพระราชาเบลชัสซาร์ทรงเป็นโอรสและผู้สืบราชบัลลังก์ต่อ
จากพระราชาเนบูคัดเนสซาร์ซึ่งปกครองในปี 605‑562 ก่อน ค.ศ. (5:11,13,18,22) แต่ในความเป็นจริง
ยังมีพระราชาอีกสามองค์ทรงครองราชย์ต่อจากเนบูคัดเนสซาร์ ก่อนจะถึงสมัยของเบลชัสซาร์ซึ่งมิได้
เป็นกษัตริย์ แต่ทรงปกครองในระหว่างปี 550‑539 ก่อน ค.ศ. ร่วมกับเนโบนิดัสพระราชบิดาของพระองค์
ผู้ครองบาบิโลนในปี 556‑539 ก่อน ค.ศ. ด้วยเหตุนี้ เบลชัสซาร์จึงไม่ใช่โอรสและไม่ได้เป็นผู้สืบราชสมบัติ
ตอ่ จากเนบูคดั เนสซาร์โดยตรง การใช้คำ� ว่า “พระราชบิดา” ในภาษาอาราเมคหรอื ฮบี รกู ต็ าม ไมจ่ �ำเปน็ ต้อง
แปลวา่ “พ่อ” หรือ “บิดา” เสมอไป แตห่ มายถงึ “บรรพบรุ ษุ ” หรอื “ผ้อู ยูก่ ่อน” ก็ได้
เร่ืองยากทางประวัติศาสตร์อีกเร่ืองหนึ่งของพระธรรมเล่มน้ีก็คือ หลักฐานเกี่ยวกับพระราชาดาริอัส
ชาวมีเดีย เพราะเนื้อหาในเล่มบอกว่า ดาริอัสผู้นี้เป็นผู้มีชัยเหนือบาบิโลน (5:31) และไซรัสเป็นกษัตริย์
เปอร์เซียที่ปกครองสืบต่อมา แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์กลับบอกว่าไซรัสต่างหากเป็นผู้ชนะบาบิโลน
และไมไ่ ด้เอย่ ถึงช่ือของดารอิ ัสเลย จากน้ันในช่วงหลงั ของพระธรรมดาเนียลกก็ ลา่ วว่า พระราชาดาริอสั เป็น
โอรสของอาหสุเอรัสหรือเซอร์ซีส (9:1) ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ เพราะดาริอัสท่ี 1
แห่งเปอร์เซีย (ครองราชย์ปี 522‑486 ก่อน ค.ศ.) เป็นพระราชบิดาของเซอร์ซีส (ครองราชย์ปี 486‑465
กอ่ น ค.ศ.) ไม่ใช่เป็นโอรส นกั วิชาการบางคนได้ช้ีให้เห็นวา่ คำ� ว่า “เซอร์ซีส” ไม่ไดเ้ ป็นชอื่ แต่เปน็ ตำ� แหน่ง
ของราชวงศ์อคีเมนิด ดังนั้นดาริอัสในพระธรรมดาเนียลจึงไม่ใช่คนเดียวกับดาริอัสที่เป็นพระราชบิดาของ
เซอรซ์ สี ในประวัตศิ าสตร์
เพื่อแก้ไขความไม่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์สากล นักวิชาการพระคัมภีร์บางคนจึงแปลข้อความใน
6:28 ว่า “ดงั นน้ั ดาเนยี ลผนู้ ้จี งึ ได้เจริญกา้ วหนา้ ในรัชสมยั ของดารอิ ัส ซึง่ กค็ ือรชั สมยั ของไซรสั ชาวเปอรเ์ ซีย”
การแปลเช่นน้ีเป็นการตีความว่า ดาริอัสและไซรัสเป็นบุคคลเดียวกัน ที่นักวิชาการส่วนหนึ่งยอมรับเช่นน้ี
ก็เพราะกษตั ริย์ในสมัยโบราณอาจมีพระนามไดม้ ากกวา่ หน่ึงพระนาม (ดู 1 พศด.5:26 ทกี่ ษตั รยิ ข์ องอสั ซีเรีย
มีสองพระนาม) เมอ่ื ข้นึ ครองราชย์ ไซรสั ไดป้ กครองทั้งอาณาเขตของมีเดยี และเปอรเ์ ซยี ในเอกสารโบราณ
มีระบุว่า ไซรัสทรงเป็น “กษัตริย์ของมีเดีย” ชาวต่างชาติมักจะเรียกสองอาณาจักรน้ีรวมกันว่า มีเดียและ
เปอร์เซีย สะท้อนถึงบรรพบุรุษของไซรัสผู้มีพระราชบิดาเป็นชาวเปอร์เซียและมีพระมารดาเป็นชาวมีเดีย
คนยิวในสมัยหลังก็ถือว่าลูกท่ีเกิดจากการแต่งงานข้ามศาสนานั้นจะสืบสกุลตามมารดา ในกรณีของไซรัสจึง
อาจกล่าวได้ว่าท่านเป็นคนมีเดียตามมารดา หากเราดูการแปลฉบับกรีกของพระธรรมเล่มน้ี ก็จะเห็นว่าใน
16
11:1 ฉบับกรีกใชว้ า่ “ไซรสั ชาวเปอร์เซีย” แทน “ดารอิ ัสชาวมีเดีย” แสดงให้เหน็ วา่ ผแู้ ปลฉบับกรกี ร้วู ่าทั้งสอง
ชื่อหมายถึงบุคคลเดียวกัน จึงแปลเช่นนี้เพื่อไม่ให้ผู้อา่ นสบั สน เพราะใน 10:1 กำ� ลงั กลา่ วถงึ ไซรสั อยู่
ในการเผยพระวจนะของอิสยาห์และเยเรมีย์น้ัน ต่างก็ได้พยากรณ์ถึงการท่ีบาบิโลนจะล่มสลายเพราะ
มีเดีย (อสย.13:17; ยรม.51:11,28) อย่างไรก็ดี ดาเนียลพูดถึงไซรัสชาวเปอร์เซียก็เพื่อเชื่อมโยงค�ำ
พยากรณ์กบั สิ่งท่ีคนในโลกสมยั นน้ั รจู้ กั
นอกจากน้ี อายุของดาเนียลก็เป็นปัญหาด้วยเช่นกัน ตามข้อมูลในพระธรรมเล่มนี้ ประมาณว่าขณะ
ถูกน�ำตัวไปยังบาบิโลนในปี 606 ก่อน ค.ศ. น้ัน (1:2) ดาเนียลมีอายุ 20 ปี เม่ือถึงตอนพระราชาไซรัส
แห่งเปอรเ์ ซียทรงยึดครองบาบโิ ลนได้ในปี 539 ก่อน ค.ศ. (1:21) ดาเนยี ลก็ต้องมีอายุเกอื บ 90 ปแี ล้ว
ส่วนเรื่องราชอาณาจักรทั้งสี่ซึ่งกล่าวถึงใน 2:36‑45 นั้น นักวิชาการบางคนเชื่อว่าหมายถึงบาบิโลน
มีเดีย-เปอร์เซีย กรีก และโรม แต่บ้างก็ว่าหมายถึงบาบิโลน มีเดีย เปอร์เซีย และกรีก นักวิชาการส่วน
ใหญ่เห็นด้วยกับการอธิบายความของกลุ่มที่สอง โดยเห็นด้วยกับหลักฐานเร่ืองราชอาณาจักรและผู้ครอบ
ครองที่ปรากฏอยู่ในนิมิต (บทที่ 7‑11) ว่าผู้ครอบครององค์แรกคือเนบูคัดเนสซาร์แห่งบาบิโลน ตามมา
ด้วยผู้น�ำจากมีเดีย-เปอร์เซีย จากนั้นจึงเป็นสมัยของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งกรีก พระองค์บุก
ยึดเอเชียน้อยได้ในปี 334 ก่อน ค.ศ. ขณะที่มีอายุเพียง 32 ปี และเอาชนะอาณาจักรเปอร์เซียได้ภายใน
10 ปี ต่อมาหลังจากท่ีพระองค์ส้ินพระชนม์ในปี 323 ก่อน ค.ศ. อาณาจักรของพระองค์ก็ถูกแม่ทัพสี่คน
แบ่งออกเป็นสี่ส่วน โดยอันติพาเทอร์ และต่อมา ก็คาสแซนเดอร์ ครอบครองกรีซกับมาซิโดเนีย ลูซิมาคัส
ครอบครองเธรซกับส่วนใหญ่ของเอเชียน้อย เซลูคัสท่ี 1 นิเคเทอร์ครอบครองเมโสโปเตเมียกับเปอร์เซีย
และทอเลมีที่ 1 โซเทอร์ครอบครองอียปิ ตก์ บั ปาเลสไตน์ ต่อมาราชวงศเ์ ซลซู ดิ ทคี่ รอบครองซเี รียได้สน้ิ อ�ำนาจ
ลงในสมัยของอันทิโอคัสท่ี 4 เอพิฟาเนส (175‑164 ก่อน ค.ศ.) กษัตริย์แห่งราชวงศ์เซลูซิดพยายามเอา
ธรรมเนยี มกรีกเขา้ ไปแทนทว่ี ัฒนธรรมและศาสนาของชาวยวิ จนถงึ ขนั้ น�ำเอาแทน่ บชู าของศาสนาอืน่ เขา้ ไป
ตง้ั ไวใ้ นพระวหิ ารเยรซู าเลม็ และทำ� การถวายบชู าในเดอื นธนั วาคม ปี 167 กอ่ น ค.ศ. ดงั ทก่ี ลา่ วไวใ้ นพระธรรม
นี้วา่ “ต้ังสง่ิ ท่ีน่าสะอดิ สะเอยี น” (8:13; 9:27; 11:31; 12:11) อกี สามปตี อ่ มาในเดือนธนั วาคม ปี 164 ก่อน
ค.ศ. ยดู าส มคั คาบีไดน้ ำ� ชาวยิวชำ� ระพระวิหาร (8:14)
การสิ้นพระชนม์ของอันทิโอคัสเป็นเหตุการณ์สุดท้ายท่ีบันทึกไว้ในนิมิตสุดท้าย (11:45) อย่างไรก็ตาม
นักวิชาการพระคมั ภีร์หลายคนเหน็ วา่ เหตุการณ์ใน 11:36‑45 หมายถึงยคุ อาณาจักรโรม หลังจากสมัยของ
อนั ทิโอคัส ในขณะทน่ี กั อธบิ ายพระคัมภีร์คริสเตียนคนอื่นๆ เห็นวา่ เป็นเหตุการณท์ จี่ ะเกดิ ขนึ้ ในอนาคต เมอื่
เราอา่ น 11:1‑39 อยา่ งละเอยี ด จะพบวา่ เนอ้ื หาของพระธรรมตอนนส้ี อดคลอ้ งกบั เหตกุ ารณ์ในประวตั ศิ าสตร์
ของอาณาจกั รเซลูซดิ และทอเลมีในศตวรรษที่ 2 กอ่ น ค.ศ. แต่หลังจากขอ้ 40 เป็นต้นไป ข้อมลู ในพระธรรม
เล่มนี้จะไม่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ เพราะจากบันทึกทางประวัติศาสตร์น้ัน อันทิโอคัสที่ 4 เอพิฟาเนส
ส้ินพระชนม์ในการยกทัพไปทางตะวนั ออก ไม่ได้สนิ้ พระชนมท์ ่ีอียิปต์ ช่องวา่ งระหว่างขอ้ 39 กับ 40 นี้กอ่
ให้เกิดปัญหาในการตีความหมายพระธรรมเล่มนม้ี าก
บทสรปุ ประวัติศาสตรค์ วามรอด
คนยดู าหอ์ าจตคี วามหมายการถกู จับไปเป็นเชลยในบาบโิ ลนวา่ เปน็ การสน้ิ สุดความสมั พันธพ์ เิ ศษระหวา่ ง
พวกเขากับพระเจ้า แต่พระธรรมดาเนียลแสดงให้เห็นว่าแม้อยู่ห่างไกลจากแผ่นดินพระสัญญา พวกเขายัง
สามารถซอ่ื สตั ยต์ อ่ พระเจา้ ได้ นอกจากนย้ี งั แสดงใหเ้ หน็ วา่ พระเจา้ มไิ ดท้ รงทอดทง้ิ แผนงานของพระองคเ์ พอื่
โลกทงั้ มวลแตอ่ ยา่ งใด พระองคย์ งั ทรงควบคมุ ประวตั ศิ าสตรอ์ ยู่ แมแ้ ต่ในการขบั เคย่ี วทเ่ี ลวรา้ ยทส่ี ดุ กต็ าม เพอ่ื
นำ� เอาการปกครองของพระเมสสยิ าหม์ าสบู่ รรดาประชาชาติ พระเมสสยิ าหท์ ว่ี า่ นหี้ มายถงึ กษตั รยิ ท์ ย่ี งิ่ ใหญก่ วา่
กษตั รยิ ด์ าวดิ เปน็ ผทู้ ี่พระเจา้ ทรงสญั ญาไวว้ ่าจะมาในอนาคต (สดด.2:2,6)
แผนท่ี 2 อาณาจักรเปอรเ์ ซีย, ปี 550-330 ก่อน ค.ศ.
เพชร (Diamond)
เปน็ อญั มณที แ่ี ขง็ ทส่ี ดุ มที กุ สี แตส่ ที น่ี ยิ มทส่ี ดุ คอื ไรส้ ี สว่ นสที ห่ี ายากคอื สแี ดง ฟา้ เขยี ว
สม้ ชมพู เรยี กวา่ “เพชรสแี ฟนซ”ี
ขา แตพ ระราชา ถา พระเจา ของพวกขา พระบาท…
พอพระทยั จะชว ยกพู วกขา พระบาทใหพ น จากเตาทไ่ี ฟลกุ อยู
พระองคก จ็ ะทรงชว ยกพู วกขา พระบาทใหพ น จากพระหตั ถข องฝา พระบาท
ถงึ แมไ มเ ปน เชน นน้ั … ขอฝา พระบาททรงทราบวา
พวกขา พระบาทจะไมป รนนบิ ตั พิ ระของฝา พระบาท
หรอื นมสั การปฏมิ ากรทองคาํ …”
ดาเนย� ล 3:17-18
ÊÁÒ¤Á¾ÃФÃÔʵ¸ÃÃÁä·Â ÃÒ¤Ò 150 ºÒ·
319/52-55 ถ.วิภาวดรี งั สิต ISBN : 978-616-339-151-3
สามเสนใน พญาไท กรงุ เทพฯ 10400
โทรศัพท์ 0-2279-8341 โทรสาร 0-2616-0517
www.thai.bible, e-mail : [email protected]