The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Pawadee Burada, 2021-05-11 10:28:59

สุนทรียศาสตร์และพุทธศิลป์อีสาน (หน้าปกแบบที่1)

บทท่ี 1
ปรชั ญาและสาขาของปรชั ญา

1.1 ความหมายของปรชั ญา
วิชาความรู้ด้านสุนทรียศาสตร์นั้นเป็นวิชาที่ว่าด้วยความงามและทฤษฎีความงามเป็น

ปัญหาหนึ่งทางปรัชญา ฉะนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับที่ไปที่มาของวิชานี้ว่ามีความ
เกี่ยวข้องกับปรัชญาอย่างไร จึงเป็นสิ่งที่ควรจะรู้เนื่องจากว่าในเรื่องเกณฑ์การตัดสินความ
งามน้ันมสี ่วนทต่ี อ้ งทำความเข้าใจกับศพั ท์และทฤษฎที างปรชั ญาใน สาขาอ่ืนๆ ด้วย

คำว่า “ปรัชญา” เป็นศัพท์บัญญัติที่ถอดความมาจากภาษาอังกฤษว่า philosophy คำน้ี
อ่านออกเสียงว่า phi-los-o-phy [fi-los-fee] (http://dictionary.reference.com/
browse/philosophy/26/01/2009/06.00am.) เพื่อความเข้าใจง่าย จึงขอยกศัพท์
ภาษาอังกฤษมาประกอบคำอธบิ ายดงั น้ี

Philosophy is the study of general problems concerning matters such as
existence, knowledge, truth, beauty, justice, validity, mind, and language.
Philosophy is distinguished from other ways of addressing these questions
(such as mysticism or mythology) by its critical, generally systematic approach
and its reliance on reasoned argument. The word philosophy is of Ancient
Greek origin:, meaning "love of wisdom. ( http://en.wikipedia.org/wiki/
Philosophy)

คำนิยามและรากศัพท์ที่ยกมานี้ให้ผู้อ่านพิจารณาเพื่อความเข้าใจในภาษาเองจะดีกว่า
เพราะการแปลบางครั้งก็ทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยาก แต่อย่างไรก็ตามจะพยายามทำ
ความเข้าใจกับคำศพั ท์ทงั้ สองนี้เพื่อความกระจา่ งแจง้ ยิ่งขึ้น

คำว่า Philosophy และปรัชญา เมื่อพิจารณาจากรากศัพท์แล้วความหมายอาจจะไม่
ตรงกันนัก แต่ในด้านขอบเขตเนือ้ หาวชิ าแล้วพอจะอนุโลมใหเ้ ปน็ เรือ่ งเดยี วกนั ได้

คำว่า Philosophy มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกโบราณ คือ φιλοσοφία (philoso-
phía) โดยคำว่า Philos แปลว่า Love และ sophia หมายถึง Wisdom ดังนั้น คำว่า
Philosophy จึงมีความหมายว่า Love of wisdom แปลว่า รักในความรู้ รักที่จะมีความรู้
โดยใจความจึงหมายถึงฝักใฝ่หรือชอบขวนขวายในการแสวงหาความรู้เพิ่มพูนสติปัญญาอยู่
ตลอดเวลา ความร้ปู ระเภทนเ้ี ป็นความรู้สามญั ทั่วไป แต่เปน็ ความรูท้ ี่ได้มาอย่างมีหลักเกณฑ์
ด้วยวิธีการทางปรัชญา ดังนั้น Philosophy จึงเป็นวิชาที่เป็น Science of principles

1

แปลว่าความรูแ้ ห่งหลัก (สวามีสัตยานนั ทปรุ ี : 2514;2) หมายความวา่ ความรู้ที่เป็นหลักการ
หรือเป็นเกณฑใ์ นการตดั สนิ เกีย่ วกบั ปัญหาทั่วไป เช่น ความมีอยู่จรงิ (ของสรรพสิง่ ) ความรู้
สัจธรรม ความงาม ความยตุ ิธรรม โดยอาศัยการวิพากษ์ท่ีประกอบด้วยหลกั เหตผุ ลหรือหลกั
ตรรกศาสตร์ ที่บอกว่าเป็นความรู้ทั่วไปเพราะเป็นความรู้ในระดับ (โลกิยปัญญา) ที่คน
ธรรมดาสามัญสามารถคิดได้คิดเป็น นี่เป็นความหมายในทางปราชญ์ตะวันตกให้ไว้อย่าง
กว้างๆ

ส่วนคำว่า “ปรัชญา” มาจากศัพท์ภาษาสันสกฤต คือ คำว่า ปร+ชญา = ปรัชญา1
(ปรัด-ยา) แปลว่า ความรอบรู้ ความรู้ที่ประเสริฐหรือความปราดเปรื่อง เพื่อความเข้าง่าย
คำว่าปรัชญา ตรงกับภาษาบาลีว่า ปัญญา ซึ่งแปลว่า ความรู้ทั่วหรือความรอบรู้ (ในกอง
สังขาร) นั่นเอง

อีกศัพท์หนึ่งที่นักปรัชญาอินเดีย (Radhakrishanan S.1994;42) ใช้แปลความหมาย
ของ Philosophy คือคำวา่ ทรรศนะ (Darśana) ซึ่งมาจากรากศัพทว์ ่า ทฤศ (Drś) หมายถงึ
การดูหรือมองเหน็ ซ่ึงการมองเหน็ นีห้ มายรวมเอาทงั้ การมองเห็นโดยการสงั เกตผา่ นประสาท
สัมผัสทางสายตาปกติ เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงเปิดเผยให้เห็นให้เข้าใจด้วยการ
วิพากษ์วิจารณแ์ ละการมองเห็นด้วยความรู้ที่เกิดจากการคิด เป็นการสืบค้นด้วยหลักการคิด
ทางตรรกศาสตร์ รวมถึงการเห็นจากประสบการณ์ทางญาณทรรศนะ เป็นการหยัง่ รูเ้ รื่องจิต
วิญญาณอย่างเปน็ ระบบในลักษณะน้ีเป็นการเห็นแจ้งความจริงแท้ ซึง่ เกิดผดุ ขึน้ เองในใจโดย
ทันที และมคี วามหมายรวมไปถงึ เครื่องมอื ท่ีจะทำให้เกิดความเห็นแจ้งความจริงแท้ดว้ ย (อดิ
ศักดิ์ ทองบุญ:2546;5) ดังนั้นความหมายโดยทั่วไปของคำว่าทรรศนะ จึงหมายถึงระบบ
ความคิดทางปรัชญา หลักทฤษฎีหรือศาสตร์ที่ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์ทาง

1 ปรัชญา เป็นศัพทบ์ ญั ญัติจากภาษาสันสกฤตจงึ สมควรตามหลกั ไวยากรณส์ ันสกฤต เพราะรากศัพท์
ปร+ชฺญา = ปรัชญา หลักการการอ่านดังนี้ พยัญชนะท่ีไม่มีสระ โดยทัว่ ไปจะอ่านออกเสยี งไม่ได้ แต่
เปน็ ตวั สะกดไดเ้ มือ่ มีสระหรอื พยัญชนะท่มี สี ระอย่หู นา้ เชน่

อาชญฺ า อา่ นวา่ อาด – ญา พยัญชนะที่ไมม่ สี ระ โดยทวั่ ไปจะอา่ นออกเสียงไม่ได้ ทสี่ ามารถอ่าน
ออกเสียงไดก้ ่งึ มาตรา คือ

ก. พยญั ชนะที่ไมม่ สี ระ น้นั สังโยคกับอรรธสระ คอื ย ร ล ว เชน่ ปฺรชฺญา อ่านว่า ปรฺ ัด – ญา
ข. พยัญชนะที่ไม่มีสระ นั้นเป็นพยัญชนะอุสุม คือ ศ ษ ส เช่น อศฺวินฺ อ่านว่า อัด – ศฺวิน
(อภิชาญ ปานเจรญิ :2527;6)

2

เพทนาการ ผสานดว้ ยแนวความคิดทฤษฎขี องหลกั เหตผุ ล ระคนด้วยปรชี าญาณหย่ังรภู้ ายใน
จติ ท่ีเกดิ สว่างกระจา่ งแจง้ ในจิตโดยฉบั พลนั

เมื่อรวมคำนิยามทั้ง 3 ศัพท์คือคำว่า Philosophy ปรัชญา และทรรศนะ จึงสามารถ
กำหนดขอบเขตความรู้ทางปรัชญาที่เป็นหลักการหรือทฤษฎีเก่ี ยวกับขวนขวายแสวงหา
ความรู้ ความจรงิ แท้โดยผ่านเพทนาการหรอื ประสาทสัมผสั ท้ัง 5 เช่น ความรู้เรื่องความมีอยู่
จริงของวัตถุ ความงาม ความรู้ที่ผ่านหลักการหรือทฤษฎีการคิดด้วยหลักการ เช่น ความ
ยุติธรรม หลักเหตุผล และความรู้ที่เป็นญาณทรรศนะระดับสงู เช่น สัจธรรม ธรรมชาติของ
สงิ่ ทีม่ ีอยู่จรงิ ตลอดจนลกั ษณะของสิ่งนนั้ ๆโดยอาศยั ธรรมชาตขิ องมนั เอง เป็นต้น อีกอย่าง
หนึ่ง ปรัชญาถ้าเป็นแนวคิดทางตะวันตกนัน้ เป็นกระบวนการแห่งความสงสัยหรือฉงนใจฉกุ
คดิ ในเรื่องราวต่างๆ จึงตอ้ งเสาะแสวงหาความจริงในเร่อื งราวนัน้ ๆ เรียกวา่ เป็นการแสวงหา
คำถามมากกว่าคำตอบ หรือจะพูดให้เท่ห์ๆหน่อยก็คือแทนที่จะแสวงหาความจริงสิ่งที่
สำเร็จรูปตายตัวมาแล้วแต่ปรัชญากลับต้องการสิ่งที่เป็นปัญหา ฉะนั้นกระบวนการทาง
ปรัชญาจึงเปน็ กระบวนการแหง่ ความสงสยั และแสวงหาคำถาม ค้นหา สบื ค้นเพอื่ นำใหไ้ ปพบ
ความจรงิ น้นั ๆ แต่ผูค้ ้นพบความจริงจะไมพ่ อใจอยู่แคน่ ้ัน เพราะความจริงที่ค้นพบไม่มีเสน่ห์
พอที่จะทำใหน้ ักปรชั ญาฉงนสนเท่ห์ ในกระบวนการค้นหาความงามก็เช่นกัน กองประกวด
นางงามจักรวาลอาจจะพอใจอยทู่ ีก่ ารได้ประกาศผลวา่ ใครคือนางงามแหง่ จักรวาลประจำปีนี้
แต่นักสุนทรียศาสตร์เขาจะคิดไปต่อว่า ที่ว่างามอย่างมีคุณค่านั้น งามอย่างไร? ใช้เกณฑ์
มาตรฐานใดมาชี้นำ? เกณฑ์เหล่านั้นเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน? เป็นต้น เสน่ห์ของแนวคิด
อย่างที่ว่านี้ก็คือว่า เราอย่าจำนนต่อความจริงที่อยู่ตรงหน้าเพราะเหตุว่าคนเขาบอกว่ามัน
จริง? ดังนั้นวิชาปรัชญาจึงสามารถแบ่งขอบเขตของการแสวงหาคำถามเพื่อสืบเสาะหา
ความรู้เปน็ เคร่ืองนำทางไปสคู่ วามจรงิ ตามสาขาต่างๆ ดังนี้

1.2 สาขาของปรัชญา
การแบง่ สาขาของวชิ าปรชั ญาตามคำนิยามน้นั อาจจะแบง่ ได้หลากหลายลักษณะ เพราะ

มีขอบเขตกว้างขวางครอบคลุมความรูห้ รือศาสตร์หลายสาขา แต่ในหนังสือเลม่ น้ีจะกำหนด
ขอบเขตง่ายๆ พอเป็นแนวทางการศึกษาปรัชญาเบื้องต้น เพื่อปูทางไปสู่การเรียนรู้สนุ ทรยี -
ศาสตร์อย่างมีกฎเกณฑ์ ดังนั้นจึงแบ่งวิชาปรัชญาเป็น 2 ประเภท คือ ปรัชญาบริสุทธิ์
(pure philosophy) และปรัชญาประยุกต์ (applied philosophy)

3

ปรชั ญาบรสิ ทุ ธิ์ คือ ปญั หาหรือขอบเขตของปรชั ญาทเี่ ป็นเร่อื งของปรัชญาโดยเฉพาะไม่
เกีย่ วขอ้ งกบั ข้อสรุปของวชิ าอนื่ ๆ ที่แยกตวั ออกไปจากวชิ าปรชั ญา (วิธาน สชุ ีวคุปตแ์ ละคณะ
:2534;11) แบง่ ออกเปน็ 4 สาขา2คือ อภิปรัชญา ญาณวิทยา จริยศาสตร์ และสุนทรยี ศาสตร์

ปรชั ญาประยกุ ต์ หมายถงึ ปัญหาปรชั ญาเฉพาะเร่อื งเพราะเปน็ ปัญหาปรัชญาท่ีพาดพิง
กับผลสรุปของวิชาอื่นๆที่แยกตัวออกไปจากวิชาปรัชญาแล้ว (วิธาน สุชีวคุปต์และคณะ:
2534;17) เนื้อหาของปรัชญาประยุกต์เป็นการนำปรัชญาบริสุทธ์ิไปประสมประสานเข้ากบั
เนือ้ หาของศาสตร์ต่าง ๆ กล่าวคือนำหลกั ความจรงิ หรือความคิดท่ีได้จากปรัชญาบริสุทธ์ไป
ใช้ในการหาความจริงในวิชาการดา้ นอนื่ ๆ ทำใหเ้ กิดคำถามท่ศี าสตร์ตา่ งๆไมเ่ คยถามเกี่ยวกบั
ศาสตร์ของตัวเอง เช่น วิทยาศาสตรจ์ ะไม่ถามว่าวิธีการทางวทิ ยาศาสตรน์ ่าเช่ือถือมากน้อย
เพียงใด คณิตศาสตร์จะไม่ถามว่าความหมายของจำนวนคืออะไร แต่ปรัชญาวิทยาศาสตร์
และปรัชญาคณิตศาสตร์จะเริ่มต้นด้วยคำถามดังกล่าว ดังนั้นปรัชญาประยุกต์จึงทำให้

2 บทวิพากษ์ แนวความคิดเรื่องการจัดสาขาของวิชาปรัชญา ถ้ายึดตามแนวคิดของเพลโต (Plato)
แล้วถือว่าปรัชญาเป็นความรูร้ วมแห่งสรรพศาสตร์ คือ ไม่ได้จำกัดขอบเขตแห่งความรู้ ดังนั้นท่านจงึ
ไม่ชอบใจนกั ทจ่ี ะแบง่ แยกประเภทความร้อู อกเปน็ สาขาต่างๆ แตเ่ พราะแนวความคดิ แบบวิเคราะห์
ของอรสิ โตเตลิ (Aristotle) จงึ ไดแ้ บง่ ความรอู้ อกเปน็ สาขาย่อยตา่ งๆ เช่น ศาสตรเ์ กย่ี วกบั ฟิสกิ ส์ ชีวะ
และสังคมศาสตร์ เป็นต้น ดังนั้นปรชั ญาจึงสามารถแบ่งออกเปน็ 1. อภิปรัชญา 2.ศาสตร์ที่เกยี่ วข้อง
กับปรัชญาแต่ละหมวด ความรู้เหล่านี้มเี น้ือหาสาระที่มลี ักษณะสำคญั เป็นของเฉพาะตน อภิปรัชญา
นั้นแบ่งเป็น ก. เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับญาณวิทยา ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปญั หาเรื่องความร้แู ละ
เกณฑ์การตัดสินสัจธรรม ข. ภววิทยา (ontology) เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ
ความมีอยจู่ รงิ และความจริง หรอื สารตั ถะของส่ิงนน้ั ๆ ค.คณุ วิทยา (Axiology) เปน็ ศาสตร์ที่ศึกษา
เกี่ยวกับปัญหาเรื่องคุณค่าและสิ่งที่ควรจะเลือก (ที่ดีที่สุดสำหรับชีวิต) (Gupta, S.N.2005:9-10)
ฉะนนั้ ในการแบง่ ขอบเขตสาขาปรชั ญาออกเปน็ 4 สาขาในหนงั สือเลม่ นก้ี เ็ พ่อื ใหผ้ ศู้ ึกษาใหมห่ รือยงั ไม่
คุ้นเคยกับวิชานี้ได้รู้จักขอบเขตท่ีจะศึกษาปรัชญาอย่างง่ายๆไม่ซับซ้อนเกินไป เหมาะสมกับผู้ศกึ ษา
เบื้องต้น อย่างไรก็ตามการแบ่งสาขาปรชั ญาที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปคือ การแบง่ ปรัชญาออกเป็น 3
สาขาใหญ่ คือ 1.ภววิทยาหรืออภิปรัชญา โดยแบ่งเป็นสาขาย่อยอีกคือ ก.จักรวาลศึกษา
(Cosmology) และรงั สรรควทิ ยา (Cosmogony ) ข.อาตมวิทยาหรอื ปรัชญาว่าดว้ ยจติ (Philosophy
of Self) ค.ปรัชญาว่าด้วยพระเจ้า (Philosophy of God) 2.ญาณวิทยา (Epistemology) และ 3.
คุณวิทยา เป็นสาขาย่อยคือ ก.ตรรกวิทยา (Logic) ข. จริยศาสตร์ (Ethics) ค. สุนทรียศาสตร์
(Aesthetics) (ดูรายละเอียดใน สุเชาวน์ พลอยชุม:มปป;13-14) การแบ่งลักษณะนี้ เหมาะสำหรับ
นกั ศึกษาท่ีตอ้ งเรยี นวชิ าปรัชญาเปน็ วชิ าบงั คบั ซึง่ ตอ้ งศึกษาปรชั ญาในแนวลกึ และแนวกว้าง

4

ศาสตร์นั้นๆมีความลึกซึ้งและน่าเชื่อถือมากขึ้น ตัวอย่างปรัชญาประยุกต์ ได้แก่ ปรัชญา
วิทยาศาสตร์ ปรัชญาคณิตศาสตร์ ปรัชญาการเมือง ปรัชญาการศึกษา ปรัชญาสังคม
ปรชั ญาศาสนา ปรัชญาเศรษฐศาสตร์ ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น

ที่กล่าวมาขา้ งต้นเป็นกรอบของปรัชญาโดยสังเขป ดังนั้นเมือ่ พูดวา่ สิ่งใดเป็นปรัชญาเรา
จะต้องเข้าใจเบื้องต้นกอ่ นว่าขอบเขตของวิชาปรัชญามีอะไรบ้าง มีวิธีการศึกษาหรือวิธีการ
ทางปรัชญาอย่างไร? จึงจะทำใหม้ องภาพของสิ่งน้ันๆว่าเป็นปรชั ญาได้อย่างไรเพือ่ ใหเ้ หมาะ
กบั ขอบเขตและเนื้อหา จงึ เสนอเฉพาะปรัชญาบรสิ ุทธ์ดิ ังต่อไปนี้

1.2.1 อภิปรชั ญา (Metaphysics) หลกั เกณฑก์ ารค้นหาความจริงแท้
คำวา่ “อภิปรชั ญา” รปู ศัพทบ์ าลสี นั สกฤตมาจากรากศพั ท์ คอื อภิ (อปุ สรรค(Prefix))

แปลวา่ ย่ิงใหญ่ และชญฺ า (ธาต)ุ ความรู้ ประกอบเปน็ “ปรัชญา” แปลวา่ ความรู้ท่ีประเสริฐ
ยิ่งหรือปรัชญาอันยิ่งหรอื ปรัชญาช้ันสูง (อดิศักดิ์ ทองบุญ:2533;1) คำนี้เป็นศัพทบ์ ัญญตั ิขน้ึ
ใช้กับคำว่า Metaphysics อ่านว่า met-a-phys-ics [met-uh-fiz-iks] (http://dictionary.
reference.com/browse/philosophy/26/01/2009/06.00am.) ซึ่งเป็นคำที่มีรากศัพท์
มาจากภาษกรีกว่า meta physika = The works after the physics ดังนั้น คำว่า
Metaphysics ตามรูปศัพท์จึงหมายถึงวิชาที่อยู่หลังวิชาฟิสิกส์ ซึ่งเป็นงานเขียนของ
อริสโตเติล (Aristotle ก่อน ค.ศ.384-322) ได้แก่วิชา First Philosophy หรือหลักมูลแหง่
วิชาความรู้3เป็นต้นเคา้ ของวิชาการทงั้ หลายทีว่ า่ ด้วยความเปน็ จรงิ หรือความจรงิ แท้ (reality)
ของโลกและจักรวาลตลอดจนธรรมชาติของมนุษย์ ความเป็นจริงที่อภิปรัชญาแสวงหานั้น
เป็นความจริงสุดท้าย หรือความจริงสูงสุดที่เรียกว่าความจริงอันติมะ (Ultimate Reality)
อันเป็นพื้นฐานที่มาของความจริงอืน่ ๆ ดังนั้นจงึ เริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่าอะไรคือสิง่ ท่มี อี ยู่จรงิ
ความจริงของโลกและชีวิตคืออะไร อะไรคือความจริงอันสงู สุด แม้กระทั่งปัญหาที่ว่าความ
งามมอี ยู่จริงหรอื ไม่ อภิปรัชญาพยายามตอบคำถามวา่ สิ่งที่มีอยจู่ ริงคืออะไรและถ้ามีคำตอบ
แล้วยังถาม (และพยายามตอบ) ต่อไปอีกด้วยวา่ ทำไมสิ่งต่างๆจึงมีอยู่แทนที่จะไม่มีอะไรเลย
เนื้อหาส่วนใหญ่ของอภิปรัชญาจึงอธิบายเกี่ยวกับสารัตถะ (Substance) พระเจ้า (God)
วญิ ญาณ (Soul) และเจตจำนงเสรี ว่าส่งิ เหลา่ น้ีมอี ยูจ่ ริงหรอื ไม่ ถา้ มีอยู่จรงิ มีอยู่อยา่ งไรและ
ทำไมจึงมีอยู่ เป็นตน้

3 เป็นคำแปลของพลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ที่เป็นผู้บัญญัติศัพท์
อภิปรชั ญาจากคำว่า Metaphysics

5

1.2.2 ญาณวิทยา (Epistemology) ความรู้ในฐานะเป็นเครื่องมือในการแสวงหาหา
ความจริงแท้

คำว่า “ญาณวิทยา” รูปศัพท์บาลีสันสกฤตมาจาก 2 คำ คือ ญาณะ แปลว่า ความรู้
รู้แจ้ง และวิทยา แปลว่า ความรู้หรือวชิ า รวมกันเข้าเป็น “ญาณวิทยา” แปลว่าวิชาวา่ ดว้ ย
ความรู้ และเป็นศัพท์บัญญัติที่ใช้กับคำว่า Epistemology อ่านว่า e-pis-te-mol-o-gy

(ĭ-pĭs'tə-mŏl'ə-jē) n. [Greek epistēmē, knowledge (from epistasthai, epistē-, to
understand : epi-, epi- + histasthai, middle voice of histanai, to place,

determine; see stā- in Indo-European roots) + -logy.] มีคำอธิบายว่า The branch
of philosophy that studies the nature of knowledge, its presuppositions and
foundations, and its extent and validity. (D.R.) ใชร้ ่วมกับคำวา่ ทฤษฎีความรู้ (theory
of knowledge ) เป็นวิชาที่ว่าด้วยบ่อเกิด ลักษณะหน้าที่ ประเภท ระเบียบวิธีและความ
สมเหตุสมผลของความรู้ (ราชบัณฑิตยสถาน:2540;34) เป็นวิชาที่มีขอบเขตเกี่ยวกับ
ความหมายของสภาวะที่เรียกว่าการรู้ การรับรู้รับทราบ ความรู้สึกที่แน่ใจ การเดา ความ
ผิดพลาด ความจำ การค้นพบ การพิสูจน์ การอนุมานอ้างอิง การทำให้มีขึ้น การหา
พยานหลักฐานมายืนยนั (ความคิดเห็นของตนเอง) ความกังขาน่าสงสัย การสะท้อนมุมมอง
การคดิ จนิ ตนาการ ความฝัน เป็นต้น (Jonathan Rée and Urmson J.O.:2005;113)

ดังน้ัน ญาณวทิ ยาจึง เป็นวชิ าทศ่ี กึ ษาเกีย่ วกบั ธรรมชาตขิ องความรู้ ความเปน็ ไปไดข้ อง
ความรู้ สิ่งทีท่ ำใหค้ วามรู้เกิดข้ึน ความสัมพนั ธร์ ะหว่างผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ ตลอดจนศึกษาถงึ
ลักษณะ ขอบเขต ประเภท และความสมเหตุสมผลของความรู้ เนื้อหาของญาณวิทยา
พยายามที่จะตอบปัญหาที่ว่า ความรู้เกิดขึ้นได้อย่างไร อะไรคือสิ่งที่เรารู้ เราจะสร้าง
ความรู้ได้อย่างไร อะไรคือเงื่อนไขหรือปัจจัยของความรู้และเกณฑ์ตัดสินความรู้คืออะไร
โดยเฉพาะคำว่า ความสมเหตุสมผลของความรู้ นั่นมุ่งหมายถึงความรู้หรือสิ่งที่มนุษย์รู้จัก
จะต้องสอดคลอ้ งหรอื ตรงกบั ความเป็นจริง เช่นเราบอกวา่ เรามคี วามรู้เรอ่ื งรถยนต์ จะต้องมี
รถยนต์จอดใหเ้ หน็ เป็นประจักษ์ เป็นอาทิ ดงั นั้น ญาณวทิ ยาจึงเป็นการสืบสวนค้นควา้ ความ
เป็นไปได้ ต้นกำเนดิ และลักษณะของความรูข้ องมนุษย์ ถึงแม้ว่าตลอดระยะแห่งความเพียร
พยายามที่จะพัฒนาทฤษฎีความรู้ให้เพียงพอก้าวหน้ ามาจากงานเขียนของเพลโตที่ช่ือ
Theaetetus เป็นต้นมา ญาณวิทยาจึงได้มีอิทธิพลต่อความคิดครอบงำปรัชญาตะวันตกมา
ตั้งแต่ยุคของเดส์การ์ต (Descartes:1596-1650) และจอห์น ล็อก (John Locke:1632-
1704) ในปัญหาขอ้ แยง้ กันระหว่างความรูท้ ่ีเป็นเหตุผลนยิ มและประสบการณ์นิยม เกี่ยวกับ
ปัญหาสำคัญเรื่องการรับรู้ที่มีมาก่อนประสบการณ์และหลังประสบการณ์ ยังได้รับการถก

6

แถลงกันอยู่เสมอ ดังนั้นวิธีที่จะพิสูจน์รับความถูกต้องของความรู้จึงต้องอาศัยฐานรองรับท่ี
เชอื่ ถอื ได้ ในทางปรชั ญาจงึ อาศัยตรรกศาสตรเ์ ป็นเครอ่ื งมอื

ตรรกศาสตร์ (logic = log-ic [loj-ik] ) ว่าด้วยการใช้เหตุผลการอ้างเหตุผล
การตรวจสอบการอ้างเหตุผลว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ และข้อบกพร่องของการอ้างเหตุผล
เนื้อหาทางตรรกศาสตร์อธิบายว่าการใช้เหตุผลแบบใดเป็นการใช้เหตุผลที่ดี น่าเชื่อถือ
มีความถูกต้องและสมเหตุสมผล การใช้เหตุผลแบบใดเป็นการใช้เหตุผลที่มีข้อบกพร่อง
ไม่สมเหตุสมผล ดังนั้นหน้าที่อย่างหนึ่งของตรรกศาสตร์คือตรวจสอบการใช้เหตุผลและ
คำอธิบายของศาสตร์ต่างๆว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ในการเรียนวิชาปรัชญา
ตรรกศาสตร์จึงเป็นส่วนสำคัญในการเสนอรูปแบบทางความคิดแบบปรัชญาที่สมเหตุสมผล
และใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบรูปแบบการนำเสนอความคิดของนักปรัชญาว่า
น่าเชื่อถอื หรอื ไมเ่ พียงใด

ดงั นน้ั การศกึ ษาตรรกศาสตร์จงึ เป็นการศึกษาวธิ กี ารและหลักการท่ีจะใชใ้ นการจำแนก
แยกแยะประโยค (ถอ้ ยความ) ทเี่ จรจาออกมาให้ชัดเจนว่าประโยคใดถกู ต้องและถ้อยความใด
ไม่ถูกต้อง (Copi:1995;1) เนื้อความแห่งคำพูดจึงสามารถจัดเป็นประโยคที่มีเนื้อความจริง
หรือประโยคเปน็ เท็จ หรือสมเหตุสมผลหรือไม่

ตรรกศาสตร์สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ตามลักษณะของการอ้างเหตุผล
(argument) คอื

1. ตรรกศาสตรแ์ บบนริ นัย (deductive logic)
2. ตรรกศาสตรแ์ บบอุปนัย (inductive logic)
ตรรกศาสตร์แบบนิรนัย คือ การอ้างเหตุผลจากความจริงที่เป็นข้อความหรือความคิด
จากสิ่งทั่วไปหรือสากลไปหาสิ่งเฉพาะ หรือโดยนัยหนง่ึ หมายถึงการสรุปสิ่งเฉพาะจากส่ิง
ทว่ั ไป
การใช้เหตุผลแบบนิรนัย Deductive (สามเหลี่ยมหงายจากมากไปหาน้อย) หมายถึง
การพิสูจน์ว่าข้อสรุปเป็นจริงเพราะข้ออ้างทั้งหมดเป็นจริงหรือข้อสรุปจริงตามเงื่อนไขของ
ข้ออา้ ง ขอ้ สรปุ ของการอ้างเหตุผลแบบนริ นยั จึงไม่ได้ใหข้ ้อมูลใหม่นอกเหนือไปจากที่ปรากฏ
อยแู่ ลว้ ในข้ออ้าง
การอ้างเหตุผลแบบนี้เป็นการรักษาความจริงและไม่สามารถขยายความรู้ใหม่แก่ เรา
การอา้ งเหตุผลแบบนิรนยั อาศัยการวธิ กี ารคำนวณเชงิ คณิตศาสตรห์ รือเรขาคณิตเปน็ ฐาน

7

ตัวอยา่ งเชน่

มนุษย์ทุกคนเป็นสิ่งต้องตาย
แดงเปน็ มนษุ ย์

เพราะฉะนน้ั แดงเป็นสิง่ ตอ้ งตาย

ตรรกศาสตร์แบบนิรนัยมีความสมั พนั ธ์กบั ทฤษฎญี าณวิทยาประเภทเหตุผลนิยม

เหตุผลนิยม ( Rationalism )
ในลัทธินี้มีนักปรัชญาที่สำคัญ เช่น เดส์คาร์ตส์, สปิโนซ่า, ไลบ์บีซ โดยลัทธินี้ยอมรับว่า

ความรเู้ กดิ ข้ึนจากการใช้ปัญญาคิดหาเหตผุ ลเทา่ นนั้ และมองวา่ ความร้ทู ไี่ ด้จากประสบการณ์
นนั้ เป็นความรทู้ ไ่ี ม่แนน่ อน อาจผิดพลาดได้ เหตุผลนิยมถือวา่ ประสบการณ์เป็นตัวให้ข้อมูล
(ทางประสาทสมั ผสั ทัง้ 5) แตเ่ หตผุ ลนัน้ จะเปน็ ตัวตดั สนิ ให้เหน็ ความจรงิ เกดิ ความรู้

เหตุผลนิยมเชื่อในความรู้ก่อนประสบการณ์ หรือ A priori-knowledge นั่นคือความรู้
นั้นมีประทับอยู่แล้วในจิต มีมาก่อนประสบการณ์ เช่น คณิตศาสตร์กฎเรขาคณิต เราเรียก
ความรู้ที่ไม่อาศัยประสบการณ์นี้ว่า ความรู้แบบนิรนัย วิธีการแบบนิรนัย (Deduction) คือ
การพสิ จู นค์ วามเช่อื หน่งึ โดยอาศัยความเช่อื เดมิ ทีม่ อี ยู่หรอื ทีย่ อมรับหรือทสี่ มมติ หรอื การโยง
ความคิดจากสง่ิ ท่ีเรารูโ้ ดยไม่ตอ้ งอาศยั สิ่งอ่ืนเลย

ตัวอย่าง .... “ลงุ ของเพ่อื นไมส่ บาย”
จากประโยคนี้ เราสรุปได้ทันทีว่าลุงเป็นผู้ชาย เราจะเห็นว่าข้อสรุปที่ว่าลุงเป็นผู้ชาย
ไดม้ าจากขอ้ อา้ งโดยไมต่ อ้ งอาศยั ประสบการณใ์ ดๆ
ส่วนการใช้เหตุผลอีกประเภทหนึ่งคือ ตรรกศาสตร์แบบอุปนัย เป็นความคิดในเชิง
ตรรกศาสตร์ (Logical thinking) แบบสามเหลี่ยมคว่ำ จากน้อยไปหามาก เพราะเป็น
ความคิดที่ได้จากประสบการณ์ที่เราประสบพบเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ว่าในช่วงฤดูฝนตอน
เวลาบ่ายแกๆ่ ถงึ เย็นมกั จะมฝี นตกเปน็ ประจำ เราก็สามารถอนุมานเอาวา่ เย็นน้ฝี นอาจจะตก
เป็นตน้
ลักษณะสำคัญของการใช้เหตุผลแบบอุปนัย คือ เนื้อความของข้อสรุป (Conclusions)
มีเกินกว่าเนื้อความของบทตั้ง (Premise) การอ้างเหตุผลแบบนี้จะให้ข้อมูลหรือความรู้ใหม่
ข้อสรุปจึงมีลักษณะทัว่ ไปที่ได้มาจากความจริงเฉพาะ การอ้างเหตุผลแบบอุปนัย อาศัยการ
คิด และสังเกตการณจ์ ากวธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ สงั คมศาสตร์ ประวตั ศิ าสตร์หรือ
ความรู้ในชีวิตประจำวนั
ประสบการณ์นยิ ม หรอื ประจกั ษนิยม (Empiricism)

8

ในลัทธินี้มีนักปรัชญาที่สำคัญ คือ จอห์น ล็อค, เดวิด ฮิวม์ ลัทธินี้ยอมรับว่าประสบ-
การณ์เป็นบ่อเกิดของความรู้ หรือความรู้เกิดจากการรับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 เท่านั้น
ทัศนะนี้ถือวา่ ไม่มีความรู้ใดที่ติดตัวเรามาตั้งแตเ่ กิด ความรู้จะได้มาต้องได้มาจากการเรียน
จากประสบการณ์ แม้จะอา้ งว่า มีความรู้บางอยา่ งตดิ ตัวมาแต่เกิด (ปญั ญา) มนั กแ็ ทบจะไม่มี
ความหมายอะไรเลย ถ้าไม่มปี ระสาทสัมผัส

ประสบการณ์เป็นตัวให้ข้อเท็จจริง เป็นวัตถุดิบของความรู้ ถ้าไม่มีประสาทสัมผัสรับ
ข้อมูลให้กับจิต เราจะรู้อะไรไม่ได้เลย ประสบการณ์แม้จะเปลี่ยนแปลงไม่ตายตัว แต่ก็ให้
ความจรงิ ทม่ี ีสาระแกเ่ รา ทำใหเ้ รามีความรู้และเขา้ ใจโลกได้ เราเรียกความรูแ้ บบนี้วา่ ความรู้
อปุ นัย (Induction)

ตัวอย่างวธิ ีการอปุ นัย... “มะมว่ งแต่ละผลจากตน้ น้ีหวาน เราเคยชิมมาแล้ว”

เราจึงสรุปวา่ มะม่วงตน้ น้หี วาน น่ีคอื การเอาความจริงทรี่ ้จู ากส่วนยอ่ ย (มะมว่ งแตล่ ะผล
หวาน) มายกให้เป็นความจริงของส่วนรวม (มะม่วงต้นนี้หวาน) นี่คือการก้าวกระโดด คือ
กระโดดจากบางสงิ่ ไปส่ทู กุ ส่ิง

การอุปนัยเป็นการกระโดดจากอดีตไปสู่อนาคต คือ หลักฐานทีเ่ ราได้จากประสบการณ์
ในอดีต ทำให้เราสรุปได้ว่าในอนาคตมันจะเป็นอย่างน้ีดว้ ย ความรู้อุปนยั แบบน้ี เป็นความรู้
แบบวิทยาศาสตร์ด้วย ซึ่งเป็นหัวใจของวิทยาศาสตร์ ความจริง คือ ความรู้ทกุ อย่างเกิดจาก
ประสบการณแ์ ละเกิดภายหลงั ประสบการณ์ดว้ ย

ขอ้ ดขี องความรูแ้ บบนริ นยั คือ เป็นความรูท้ ่ีแน่นอน ไม่สามารถผิดพลาดได้เลย มีความ
ตายตวั ไม่เปลยี่ นแปลง

ข้อเสยี ของความรู้แบบอุปนัย คือ เราจะไมไ่ ดค้ วามร้ใู หม่ๆเขา้ มาในชวี ติ เราเลย เพราะวา่
มันตายตัว แคบและจำกัด แต่วา่ มันกม็ ีความบริสทุ ธิ์ แย้งไมไ่ ด้ เถยี งไมไ่ ด้เชน่ กนั

1.2.3 จริยศาสตร์ (Ethics) หลกั เกณฑ์ของการตัดสินความด-ี ความชว่ั
คำว่า “จริยศาสตร์” รูปศัพท์บาลีสันสกฤตมาจาก 2 คำ คือ จริยะ แปลว่า กริยาทีค่ วร

ประพฤติ และศาสตร์ แปลวา่ ความรู้หรอื วชิ า รวมกันเขา้ เปน็ “จริยศาสตร์” แปลว่าวิชาว่า
ด้วยกริยาที่ควรประพฤติ และเป็นศัพท์บัญญัติที่ใช้กับคำว่า ETHICS ในภาษาอังกฤษ ซ่ึง
เดิมมาจากคำในภาษากรีกว่า ETHOS และภาษลาติน ETHICA สำหรับคำว่า ETHICS อ่าน
ออกเสียงดังนี้ eth-ics [eth-iks] หมายถึง 1.ระบบของหลักศีลธรรม อย่างเช่นหลัก
จริยธรรมของวัฒนธรรม 2.กฎแห่งความประพฤติที่ได้รับการยอมรับในการการแสดงความ
เคารพต่อพฤติกรรมการปฏิบัติงานของมนุษย์ในเฉพาะสาขา เฉพาะกลุ่ม เฉพาะวัฒนธรรม

9

เชน่ จริยธรรมทางการแพทย์ จรยิ ธรรมของชาวคริสเตยี น 3.หลักจริยธรรมส่วนบคุ คล 4.เป็น
สาขาหนง่ึ ของวชิ าปรัชญาทเ่ี ก่ียวข้องกับคุณค่าอันสมั พนั ธก์ ับความประพฤตขิ องมนษุ ย์ ท่เี อื้อ
ต่อการกระทำความถกู -ผดิ ทช่ี ัดเจน รวมทง้ั จูงใจในการทำความดี-ช่วั และมีจดุ หมายต่อการ
กระทำน้ัน (http://dictionary.reference.com/browse/philosophy) ดังนนั้ จรยิ ศาสตร์
จึงเปน็ ปรชั ญาสาขาหนึ่งทว่ี า่ ดว้ ยการแสวงหาความดีสูงสุดของชวี ติ มนุษย์ แสวงหาเกณฑ์ใน
การตัดสินความประพฤติของมนุษย์ว่าอย่างไหนถูก ไม่ถูก ดีไม่ดี ควรไม่ควร และพิจารณา
ปญั หาเรื่องสถานภาพของค่าทางศีลธรรม (ราชบัณฑิตยสถาน: 2540;34)

ให้ความหมายของคำว่า Ethics ไว้ว่าการศึกษาบรรทัดฐานความประพฤติและการ
ตัดสนิ คุณคา่ ทางจรยิ ธรรม

จริยศาสตร์ (Ethics) เป็นปรัชญาสาขาหนึ่งที่ว่าด้วยค่าทางจริยธรรม ความดีสูงสุด
สำหรับมนุษย์ และเกณฑ์ตัดสินจริยธรรม เนื้อหาทางจริยศาสตร์อธิบายถึงลักษณะของ
ความดี ความถูกต้อง ว่าเป็นสิ่งที่สามารถนิยามได้หรือไม่อย่างไร สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตหรอื
เป้าหมายสูงสุดของชีวิตคืออะไร และศึกษาถึงปัญหาทางจริยธรรมว่าเราจะใช้อะไรเป็น
เกณฑ์ตดั สนิ คา่ ทางจรยิ ธรรม

1.2.4 สนุ ทรียศาสตร์ (Aesthetics) เกณฑ์การตัดสินความงาม ความ
คำว่า “สุนทรียศาสตร์” รูปศัพท์บาลีว่า สุนทร แปลว่าดี งาม และศัพท์สันสกฤต คือ

สุนทรียะ แปลว่า ดี งามเช่นกัน และศัพท์ว่า ศาสตร์ แปลว่า ความรู้ หรือวิชา รวมกันเป็น
สุนทรียศาสตร์ แปลว่าวิชาว่าด้วยความดี ความงาม4 และเป็นศัพท์บัญญัติที่ใช้กับคำว่า
Aesthetics5 ในภาษาอังกฤษซง่ึ เดิมมาจากคำในภาษากรีกว่า aisthētikós หมายถงึ การรบั รู้
ทางประสาทสัมผัสเป็นความรู้ที่เกิดจากความรู้สึก และภาษาลาติน aesthēticus หมายถึง
สิ่งที่รับรู้ได้โดยผ่านทางเพทนาการกล่าวคือรู้โดยอาศัยตาหู จมูก ลิ้นและสัมผัสทางกาย6
สำหรับคำว่า Aesthetics อา่ นออกเสียงดงั น้ี

4 เมื่อดูจากรากศัพท์บาลีสันสกฤตแล้วความดีและความงามเป็นสิ่งที่มาจากแหล่งเดียวหรืออาจจะ
เรยี กว่าเป็นเนอื้ เดยี วกันเร่อื งนีจ้ ะมรี ายละเอียดในบทต่อๆไป

5 German ästhetisch, from New Latin aesthēticus, from Greek aisthētikos, of sense

perception, from aisthēta, perceptible things, from aisthanesthai, to perceive; see
au-in Indo-European roots.] aes-thet'i-cal-ly adv. (D.R.)

6 ตามคำนยิ ามของรากศัพทก์ รีกและละตนิ ทวี่ ่าการรบั ร้โู ดยอาศัยประสาทสัมผสั หรอื เพทนาการทาง
ตา หู จมูก ลิ้น และสัมผัสทางกายนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่รวมถึงการรับรู้ทางใจ เหมือนกับทาง

10

aes-thet-ics or es-thet-ics (ěs-thět'ĭks) หมายถึง ปรัชญาหรือทฤษฎีที่นำไปสู่ความ
งามและรสนิยมทางศิลปะ การรบั รหู้ รือรู้สึกทางศิลปะความงาม และรวมถึงความซาบซงึ้ ตรึง
ตราในรสแห่งความงามและความดี (D.R) นอกจากนี้ ยังเป็นวิชาว่าด้วยความซาบซึ้งใน
คุณค่าของสิ่งงดงาม ไพเราะรื่นรมย์ ไม่ว่าจะเป็นของธรรมชาติหรืองานศิลปะมักกล่าวใน
ลักษณะเป็นปรัชญาหรือทฤษฎีทั้งเชิงจิตวิทยา จริยศาสตร์ สังคมศาสตร์รวมถึงประวัติ
รสนยิ มและการวิจารณ์งานศิลปะด้วย (ราชบณั ฑิตยสถาน:2541;8)

สุนทรียศาสตร์ จึงเป็นวิชาว่าด้วยความงาม สิ่งงาม ศิลปะ และประสบการณ์ทาง
สนุ ทรียะ ความงาม สิง่ งาม และศิลปะ เน้อื หาของสุนทรยี ศาสตร์จึงเก่ียวโยงถึงปรัชญาความ
งาม (Philosophy of Beauty) ปรัชญาศิลปะ (philosophy of Art) ซึ่งกล่าวถึงการนิยาม
ศิลปะ ความซาบซ้งึ ใจและความเข้าใจการตัดสินและการประเมินค่างานศิลปะ และปรชั ญา
ในศลิ ปะ (philosophy in Art) เนอื้ หาสุนทรียศาสตร์จึงเปน็ ปรชั ญาที่พยายามจะตอบปญั หา
ที่ว่าสุนทรียภาพหรือความงามเป็นสิ่งที่มีอยู่ด้วยตัวของมันเองโดยไม่เกี่ยวกับมนุษย์เราเลย
ไม่ว่าเราจะรู้สึกได้หรือไมก่ ็ตามแต่ความงามก็มีอยูโ่ ดยตวั มันเอง ความงามเปน็ องค์ประกอบ
อย่างหนึ่งของจักรวาล หรือว่าความงามเป็นเพียงความรู้สึกที่เรามีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซ่ึง
เกี่ยวกับความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบของเราเท่านั้น หรือว่าความงามไม่มีตัวตนไม่มีอยู่โดยตัว
มันเอง สิง่ ใดส่ิงหนึ่งมนั จะงามถา้ เราชอบ และสิ่งนนั้ จะกลายเป็นความน่าเกลียดหากเราไม่
ชอบ เป็นตน้ นอกจากน้ีในทางสุนทรียศาสตรย์ ังมีปัญหาว่าความงามกับสิ่งท่ีงามนั้นสัมพันธ์
กันอย่างไร ความงามสะท้อนความจริงหรือไม่ และความงาม ความดีเป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่
หรือว่าความงามเกี่ยวข้องกับศีลธรรมหรือไม่ ความงาม (สุนทรียะ) ความดี (จริยะ) และ
ความจริงสงู สุด (อภปิ รัชญา) เปน็ สิ่งเดยี วกันหรือแยกจากกนั เด็ดขาด เปน็ ต้น
ลกั ษณะของความงาม (Nature of Beauty)

สุนทรียศาสตร์สามารถเรียกได้ว่าเป็นปรัชญาแห่งความงาม และสิ่งที่เรียกว่าปรัชญา
แห่งความงามนนั้ เหมารวมอยู่ในทฤษฎคี ่านยิ ม ดงั นน้ั ความงามจงึ สามารถนิยามดว้ ยวิธกี าร
เหล่านคี้ ือ

ตะวันออกโดยเฉพาะพุทธศาสนา คำว่าเพทนาหรอื เวทนาหมายถึงความรู้สึกทางตา หู จมูกลิ้น กาย
และใจ ที่เรียกว่าเวทนา 6 อายตนะ 6 สัมผัส 6 กลายเป็นวิญญาณ 6 ทั้งนี้เพราะในทางปรัชญา
ตะวนั ตกทฤษฎีท่ปี ฏิเสธจติ นิยมจะไมย่ อมรบั ความมอี ยู่ของจิต ไม่ยอมรับความมีอยแู่ ห่งวญิ ญาณธาตุ
(ธาตรุ ู้) เช่นลทั ธิวตั ถนุ ิยมหรือสสารนยิ ม ( materialism ) ท่ยี อมรบั เพียงแค่สมั ผสั 5 เทา่ นนั้

11

ความงาม คือ สัจจะ (ความจริง) นั่นก็คือ ความงามเป็นสัจจะชนิดหนึ่ง ความงาม คือ
ภาพปรากฏที่สมบูรณ์แบบระดับสรวงสวรรค์ (คือความสมบรู ณ์ที่เป็นทิพย์) หรืออีกนัยหนง่ึ
ความงามเป็นสญั ลกั ษณแ์ หง่ ความบรบิ รู ณ์ทเี่ ป็นทิพยภาวะ

ความงาม คือ การสำแดงออกที่สามารถจะรับรู้ถึงสิ่งที่ดีได้ทางประสาทสัมผัส
หมายความวา่ ทพิ ยบริบรู ณน์ ั้น ยอ่ มประกาศตวั ตนในภาพลกั ษณ์แหง่ ความงามหรอื ในรูปทรง
ท่สี วยสดงดงาม

สิ่งที่ดีย่อมมีรูปทรงที่สวยงาม หรืออีกนัยหนึ่ง สิ่งที่ดีย่อมอธิบายตนเองในรูปทรงแห่ง
ความงาม

โดยสรุป ความงามคือสัจจะประเภทหนึ่ง เป็นสัจจะระดับหนึ่งที่ มีลักษณะเป็นปรวิสัย
หรอื วัตถวุ ิสัย (Objective) นั่นคือทุกคนยอมรับวา่ มีความงามจริง และความจรงิ คอื ความงาม

นิยามความงามเหล่านี้แสดงให้เห็นต้นตอบ่อกำเนิด เทศะสถานที่และคุณชาติ
(elements) ของความงามในฐานะทีเ่ ปน็ อารมณ์ความรสู้ ึกหรอื ตัวจริงของประสบการณ์แห่ง
มนษุ ย์ กลา่ วคือความงามเป็นคณุ ชาติท่มี นษุ ยเ์ รยี นรู้ไดจ้ ากประสบการณ์หรอื ความเชย่ี วชาญ
น่นั เอง

ดังน้นั มนุษย์เราจงึ ต้องเรยี นร้วู า่ ทำไม? เม่ือไร? และทำอยา่ งไร? ความงามจึงจะปรากฏ
ขึ้นมาได้? สิ่งใดเป็นเงื่อนไขที่ทำใหอ้ ารมณ์ (objects) เป็นสิ่งสวยงาม? สิ่งใดเป็นคุณชาตทิ ่ี
ทำให้เราสามารถรับรู้เกี่ยวกับความงาม? ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่สวยงามกับสิ่งที่มา
กระตุ้นให้มคี วามสวยงามนน้ั คอื อะไรกนั แน่? ส่ิงใดท่ีทำให้เราเข้าใจได้ว่าความดื่มด่ำซาบซ้ึง
ตราตรึงในสนุ ทรยี รส (Aesthetic appreciation) นั่นคอื อะไร?

2. ความหมายและความสำคัญ
“สุนทรียศาสตร์” มีรากศัพท์จากภาษาสันสกฤต 2 คำ คือ “สุนทรียะ” แปลว่าความ

งาม และ “ศาสตร์” แปลว่า ความรู้ สุนทรียะหากจะแปลตามตัวอักษรก็คือ “ความงาม”
แต่จริงๆแล้วในท่ีนี่หมายถึงความด่ืมด่ำของความรู้สึกทีม่ ตี ่อสิ่งใดสิง่ หนึ่ง ซึ่งเรียกวา่ “ความ
สุนทรีย์” หรือ “ความรู้สึกสุนทรียะ” ตรงกับภาษา “aesthetics” ที่โบมการ์เตน
(Baumgarten,Alexander Gottied; 1714-1742) ได้บัญญัติขึ้นมาใช้ โดยได้รากศัพท์
“aisthanomai” หมายถึง การรับรู้ (to pereive) ทางประสาทสัมผสั และความรู้สึกต่อส่งิ ท่ี
ตรงข้ามกับความงามด้วย เช่น ความน่าเกลียด ความน่าขยะแขยง ตลอดถึงแม้กระทั้ง
ความกลัว ความกล้าหาญ ความอัศจรรย์ ก็ถือว่าเป็นความสุนทรีย์ด้วย เพราะความรู้สึก
สุนทรียะหมายถึงคุณสมบัติของจิตที่ตอบสนองต่ออารมณ์ของมนุษย์ที่เกิ ดจากประสาท

12

สัมผสั เมินรัตน์ นวะบุศยไ์ ดส้ รุปขอบขา่ ยความหมายของคำวา่ สนุ ทรยี ะและความงามวา่ แม้
จะเปน็ คำแปลของกันและกัน แต่คำว่าสนุ ทรียศาสตรจ์ ะมขี อบเขตความหมายกวา้ งกว่า โดย
แสดงตามหลกั ตรรกศาสตร์วา่

“ความงามทั้งหมดเป็นความสุนทรีย์ แต่ยังมีความสุนทรีย์บางอย่างที่มิใช่ความงาม”
และแสดงเป็นแผนภาพไดว้ ่า

ความงาม ความสุนทรีย์ ความสุนทรีย์
ท้งั หมดซ่ึง ความงาม อยา่ งอื่น ๆ ซ่ึง
เป็ นความ มใิ ช่ความงาม
สุนทรีย์

(เมินรัตน์ นวะบศุ ย์:2543)

ดงั น้ัน ความหมายของคำในเชงิ ลกึ ทางวชิ าการจึงมิไดห้ มายถงึ ความงาม แตจ่ ะหมายถึง
การรับรู้เรื่องความงามที่เกิดขึ้นในจิตของมนุษย์ เรียกว่า “สัญชาน” (perceptual
knowledge) มันเป็นความรู้สึก การรับรู้เรื่องความงามนี้เป็นเรื่องของจิตที่เป็นนามธรรมท่ี
ยังไม่สามารถอธิบายได้ด้วยภาษาและวิธีการอันใดอันหนึ่งให้กระจ่างชัด ซึ่งในเรื่องนี้มีนัก
ปรัชญาบางท่านอธิบายเอาไว้ว่า เช่น เดส์คาร์ตส์ (Descartes, Rene : 1596-1650)
และไลบ์นิช (Leibniz, Gotried Wilhelm: 1646-1716) กล่าวเอาไว้ว่า “สัญชานเป็นสิ่งท่ี
คลมุ เครือและสับสน” นัน่ คอื เมอื เปรยี บเทียบกับความรู้ท่ีเป็นความคิด (มโนทศั น์-concept)
แตเ่ ร่อื งนี้ โบมสการ์เตน ผู้ท่ีได้บญั ญตั ิศัพท์ “aesthetics” แย้งเอาไว้ว่า สญั ชานมิได้เป็นสิ่ง
คลุมเคลือ กล่าวคือ สญั ชานเปน็ สิง่ ที่กระจา่ งชดั ในจติ ของผู้ท่มี ีความร้สู กึ เช่นนั้น หากแต่จะมี
ความสบั สนอยูบ่ ้างก็ตรงท่ไี ม่อาจจะอธิบายให้ผอู้ นื่ เขา้ ใจได้ เขาจงึ สรปุ ลงวา่ “สัญชานเป็นส่ิง
ที่กระจ่างแต่สับสน” นั่นก็หมายความว่าความรู้ที่เราได้จากสัญชานเป็นความรู้สึก ไม่ใช่
ความคดิ อย่างความรูท้ ่ีไดจ้ ากประสบการณ์ (เมนิ รตั น์ นวะบุศย์:2543)

สุนทรียศาสตร์ ในฐานะที่เป็นวิชาการศึกษาแม้จะหมายถงึ วิชาท่ีวา่ ด้วยเรื่องความงาม
และความรูเ้ ร่ืองการรบั ความงาม แต่เนอื้ หาลกั ษณะวิชาและปญั หาทีว่ ิชานพี้ ดู ถึงมีความกวา้ ง

13

มากกว่านั้น กล่าวคือ สิ่งที่จะศึกษาในวิชานี้นอกจากเรื่องความงามและการรับรู้เรื่องความ
งามแล้วยังมีประเด็นปัญหาอีกว่า มีสุนทรียเจตคติ (aesthetics attitude) ที่เราได้รับจาก
ศิลปะและธรรมชาติจริงๆหรือไม่ ถ้ามีมันเป็นอย่างไร? มีประสบการณ์เฉพาะที่เรียกว่า
ประสบการณส์ นุ ทรยี ะหรือไม่ และถา้ มีมนั เปน็ อย่างไร? มีวัตถุ (object) เฉพาะ เราเรยี กมนั
ว่าวัตถุสุนทรียะ (aesthetics object) จะต้องหรือไม่ ? และมีคุณค่าเฉพาะที่เราเรียกว่า
คุณค่าทางสุนทรียะหรือไม่ หากจะเปรียบเทียบกับคุณค่าทางจริยะ คุณค่าทางความ
สมเหตสุ มผลและคณุ คา่ ทางศาสนา? (The Cambridge Dictionary of Philosohy: p.10)

1.2.4.1 ขอบเขตของสุนทรยี ศาสตร์ ( Scope of Aesthetics )
การกำหนดขอบเขตของศึกษาทางวิชาการใดๆ นั่นเป็นสิ่งไม่พงึ กระทำ เพราะความรู้ที่

เป็นโลกิยสมมตสิ ามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แตอ่ ย่างไรกต็ ามเพอ่ื ให้การศึกษาทาง
วิชาการมีความชัดเจนและไม่กว้างเกินกว่าที่จะเข้าใจ จึงกำหนดขอบเขตในการศึกษา
สนุ ทรียศาสตร์ชั้นน้ี เพื่อเปน็ แนวทางในการศกึ ษาเบอื้ งตน้ ตอ่ ไป

ในการกำหนดขอบเขตของรายวิชาที่ง่ายที่สุดคือ การกำหนดจากการนิยามศัพท์และ
เนื้อหา เพื่อใช้เป็นลายแทงหรือช่องทางให้มองเห็นเรื่องราวต่างๆได้ง่ายขึ้น วิธีการนี้ก็อาจ
พิจารณาใชไ้ ด้กับสุนทรยี ศาสตร์เชน่ เดียวกัน ดงั พงึ พจิ ารณาจากบทนยิ ามตอ่ ไปน้ี

สุนทรียศาสตรเ์ ป็นสาขาหนง่ึ ของวชิ าปรชั ญาที่สมั พนั ธ์กบั ธรรมชาติของความงาม ศิลปะ
รสนิยม และเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ ความดื่มด่ำในสิ่งพิลาสจรุงใจ การนิยามใน
ความหมายทางวิทยาศาสตรก์ ค็ ือ การศึกษาการรบั รู้ทางประสาทสัมผัสหรอื การศึกษาคุณค่า
ของอารมณ์ความรู้สึก ที่บางครั้งเรียกว่าเกณฑ์การตัดสินอารมณ์และรสนิยม นักปราชญ์ใน
สาขานี้นิยามไว้อย่างกว้างๆว่า สุนทรียศาสตรค์ ือการสะท้อนเรื่องราวของศิลปะ วัฒนธรรม
และธรรมชาติโดยใช้แนวทางวิพากษ์วิจารณ์ (http://en.wikipedia.org/wiki/Aesthetics
(21-04-2010;12.00p.m.) สุนทรียศาสตร์ คือ "การศึกษามิติหนึ่งซึ่งมาจากความรู้สึก
ทางการรับรู้ หรอื ความร้สู ึกทางการคดิ สู่คุณค่าของความงาม" Aesthetics : "A dimension
of study is a study of either perceptual or conceptual sensitivity through quality
of beauty"

สุนทรียศาสตร์ คือ การศึกษาศิลปะในเชิงปรัชญา : " The philosophical study of
art" บทนยิ ามน้ี นอกจากจะนิยมใชก้ นั อย่างแพรห่ ลายแลว้ บางครงั้ ในการศกึ ษาทั่วไปนำมา
กล่าวรวมความเอาว่าเป็น ปรัชญาศิลปะ (The philosophy of art) ที่ใช้สื่อความหมายกัน
ได้โดยทั่วไปเป็นปกติ ในขณะท่ีสุนทรยี ศาสตรน์ ้ันอย่างหน่ึง และปรัชญาศิลปะน้นั อย่างหน่ึง

14

เพระศิลปะเป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับความรู้เกี่ยวกับความรู้สึก (Pertaining to the sense
perception) มคี วามหมายว่า ความร้สู กึ ก็เปน็ ความรู้อยา่ งหน่งึ อยา่ งเชน่ ความร้สู กึ ตอ่ ความ
งาม ความไพเราะ นั่นคือเรารู้ความงาม ความไพเราะโดยอาศัยความรู้สึกท่ีถึงแม้ว่าจะเป็น
ความรู้ที่เป็นอัตนัย (subjective) ก็ตาม แต่มนุษยเ์ ราก็ถือว่าเป็นมาตรฐานหนึ่งของชีวิตทุก
รูปนาม

ในขณะที่ปรัชญาศิลปะ (Philosophy of art) เป็นมิติของความคิดอีกแนวหนึ่ง ซ่ึง
นำไปสคู่ วามเข้าใจในกระบวนการสร้างสรรคศ์ ิลปะเฉพาะของแต่ละความคิด มมุ มองของพ้ืน
เพทางวฒั นธรรม แต่อย่างไรก็ตาม บทนิยามที่กล่าวไว้ไม่วา่ จะเป็นการศกึ ษาศิลปะตามแนว
ปรัชญาหรือว่าการศึกษาคุณค่าของอารมณ์ความรู้สึก เกณฑ์การตัดสินอารมณ์และรสนิยม
และสุนทรียศาสตร์คือการสะท้อนเรื่องราวของศิลปะ วัฒนธรรมและธรรมชาติโดยใช้
แนวทางวิพากษ์วิจารณ์ สุนทรียศาสตร์ คือ ปรัชญาของศิลปะและความงาม "The
Philosophy of Art and Beauty" ก็ตาม ต่างก็หมายถึงความงาม ความไพเราะ เป็น
ความหมายที่ครอบคลุมทั้งศิลปะและความงามไว้เบ็ดเสร็จภายใต้กรอบทางความคิดที่ยัง
คงไว้ ในกรอบของความคดิ และความเขา้ ใจเชิงปรชั ญา (Philosophical concept)

แต่หากยึดถือตามที่อริสโตเติลกำหนด "สุนทรียศาสตร์ ….. หมายถึง เป็นของหรือ
เกี่ยวกับส่ิงท่ีสามารถรับรู้ได้ดว้ ยความรู้สึก โดยแยกออกจากสิ่งทัง้ หลายทีเ่ รียนรู้ด้วยเชาวน์
ปัญญาทางความคดิ โดยในทางกลับกัน

1) หมายถึงปรัชญาประเภทหนึ่งที่ประยกุ ต์ใช้กับศิลปะทห่ี าหนทางสู่ความเข้าใจใน
คุณค่าของตนเอง

2) หมายถงึ ศกึ ษาความคิดสรา้ งสรรค์, ความซาบซ้ึงและความคิดที่ลึกซ้งึ ของศลิ ปะ
3) “ความรู้สึกของการรับรู้ทางความงาม” ข้อความนี้ง่ายและมีความหมาย
ครอบคลุมมิติของการเรียนรู้ ค่อนข้างจะสมบูรณ์ทั้งความคิดกับการรู้สึกของการับรู้ที่จะ
นำมาสปู่ ระสบการณไ์ ดด้ ังที่ระบไุ ว้ในขอ้ 3 ความรูส้ ึกของ การรบั รกู้ บั ความงามพอทจ่ี ะนำมา
สร้างเป็นบทนิยามเฉพาะของตนเอง เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ ดังน้ันการกำหนดขอบเขตของ
สุนทรียศาสตร์ได้เอง ดังนี้ : ความหมายของบทนิยามทีใ่ ห้ไว้ในท่ีนี่ เพื่อนำไปใช้เป็นตัวเช่อื ม
ทางความคิดและความเข้าใจในระบบการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ดังที่กำหนดไว้ตาม
เป้าหมายในสุนทรียภาพของชีวิตไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพอย่างแทจ้ ริง
ดังนั้น สุนทรียศาสตร์จึงมีรากฐานที่เป็นอิสระมากขึ้นในฐานะที่เป็นศาสตร์สาขาหน่ึง
สนุ ทรียะจึงเป็นศาสตรท์ ศ่ี ึกษาเกย่ี วกบั เรอ่ื งต่อไปนี้
1. เกีย่ วกับงานศลิ ปะทงั้ หลาย

15

2. ขบวนการท้ังหลายทเ่ี ก่ยี วกับการสรา้ งการผลติ และประสบการณ์ทางศิลปะ
3. และมุมมองที่ชัดเจนของธรรมชาติ และผลงานของมนุษย์ที่อยู่นอกขอบเขต

ของงานศิลปะ โดยเฉพาะสิ่งทัง้ หลายท่ีพอจะถูกพิจารณาว่างามหรือไม่งาม ที่
เกีย่ วขอ้ งกบั รูปแบบและคุณภาพ

ขอบเขตของสนุ ทรียะจัดตามเนอื้ หาวิชาปรัชญา
1. เนื้อหาวิชาทีเ่ ชือ่ ในความสำคัญของธรรมชาติ ถือว่าธรรมชาติเป็นบอ่ เกิดของ
ทกุ สง่ิ รวมท้ังความงามและศิลปะต่างๆ
2. เน้อื หาวชิ าทเ่ี ชอื่ ในความหลากหลายของสังคมมนษุ ยชาติ คณุ ค่าความงามและ
ศิลปะทงั้ หลายเปน็ ส่ือกลางให้มนษุ ย์สอื่ สารกนั ไดด้ ว้ ยภาษากลาง
3. เนื้อหาวิชาที่เชื่อในความสำคัญของมนุษย์มีความเด่นชัดตรงที่การให้
ความสำคัญแกเ่ สรภี าพของมนุษยแ์ ตล่ ะคน (อารี สุทธิพนั ธ์ 2532.240-241)

1.3 วิธีการทางปรัชญาและสุนทรียศาสตร์ (The Methods of Philosophy and
Aesthetics)

องค์ประกอบหลักของการเรียนการสอนโดยสรปุ มี 3 ข้อ ที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า OLE
คอื

1) วัตถปุ ระสงค์หรอื จุดม่งุ หมาย (Objective = ตวั ย่อ คอื O)
2) การจัดประสบการณ์การเรียนการสอน (Learning Experience หรือ

Learning Process = ตวั ย่อ คอื L) เพอ่ื ใหบ้ รรลวุ ตั ถุประสงค์ และ
3) การวัดผลและการประเมินผล (Evaluation = ตัวย่อ คือ E ) เพื่อจะได้ทราบ

ว่าผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนมากน้อยเพียงใด เพื่อนำไป
ปรับปรุงระบบการเรียนการสอนและเพื่อเป็นตัวประกอบการตัดสินใจในเชิง
บริหารการศึกษาท้ัง 3 องค์ประกอบดังกลา่ วต้องสัมพันธ์เกี่ยวเน่ืองกันอยา่ งเปน็
ระบบ
วิธีการทางปรัชญา หมายถึง กระบวนการในการแสวงหาความรู้ ความจริง ความดีงาม
ความเป็นเหตุเป็นผล (validity) โดยใช้เครื่องมือทางปรัชญา เพราะฉะนั้นวิชาปรัชญาและ
สาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจึงต้องใช้วิธีเช่นเดียวกันหรือคล้ายๆกัน ซึ่งวิธีการนี้จะแตกต่างไปจาก
วธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์ ซง่ึ ลักษณะของความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์คือระบบความรู้ที่ความจริง
จะต้องสัมพันธ์กับกฎและทฤษฎี ดังนั้นวัตถุประสงค์ของวิทยาศาสตร์อาจจะพูดได้ว่ามี 2

16

ประการคือ 1.รวบรวมข้อมูล 2.สร้างกฎและทฤษฎี ดังนั้นวิธีการทางวิทยาศาสตร์จึงมี
ลกั ษณะขององคค์ วามรู้ดังต่อไปน้คี ือ

1. ความรูส้ ามารถอธบิ ายกลุ่มเหตุการณ์ สามารถทดสอบซำ้ ได้ และความร้ทู ีไ่ ดม้ า
มลี กั ษณะสะสมต่อเนื่อง ผลของการศึกษายอ่ มนำไปสู่การศึกษาอกี เร่อื ง ต่อไป
ไม่สน้ิ สุด

2. มีกฎระเบยี บวิธีการในการแสวงหาและยอมรบั ความรู้น้ัน โดยกฎระเบยี บ ต้อง
มีหลักเกณฑ์และความเที่ยงตรง มีการเปลี่ยนแปลงด้านประสิทธิภาพให้มาก
ยิ่งขึ้นอย่ตู ลอดเวลา

3. การแสวงหาความรู้ต้องไม่มีลักษณะหยุดนิ่ง หากหยุดนิ่ง ความก้าวหน้าทาง
วชิ าการกเ็ สื่อมเมือ่ นนั้

เวเบอร์ กล่าวว่าวิทยาศาสตร์ คือ กระบวนการในการสำรวจค้นหาข้อเท็จจริงอย่างเป็น
ระบบ แต่กระบวนการนี้ไม่สมบูรณ์ 100% อาจมีความบกพร่องที่เกิดขึ้นในการตั้งคำถาม
การตั้งสมมุติฐาน การเลอื กกลุ่มตวั อยา่ ง การเลอื กใช้สถติ ิ

กระบวนการศึกษาของวทิ ยาศาสตร์ดงั กล่าวอาจมีความแตกต่างจากปรชั ญาและสาขาที่
เกี่ยวข้องอยู่บ้าง กล่าวคือปรัชญาและสาขามีจุดมุ่งหมายและลักษณะของวิชาซึ่งอาจ
พจิ ารณาได้กวา้ งๆ ดงั ตอ่ ไปนี้ ปรัชญามใิ ชก่ ารเป็นเจ้าของหรือการไดม้ าซง่ึ ความรู้ หรอื ความ
จริง แต่การแสวงหาความจริงต่างหากที่เป็นสารัตถะของปรัชญา ปรัชญาจึงมีความหมาย
โดยนัยว่า กำลังอยู่บนเส้นทางแห่งการแสวงหาคำถามมากกว่าแสวงหาคำตอบ คำถามใน
ปรัชญาจงึ มคี วามสำคญั มากกวา่ คำตอบ และทกุ ๆคำตอบจะนำไปสคู่ ำถามใหมต่ ่อไป

ปรัชญาจึงกลายเป็นความพยายามของมนุษยท์ ี่จะแสวงหาคำตอบของเรื่องราวต่างๆที่
เกี่ยวข้องและได้แบ่งเนื้อหาออกได้เป็นสาขาต่างๆดังได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งมีลักษณะภาพรวม
ครอบคลุมถึงเรอ่ื งตา่ งๆ ดงั นี้

1) ปรัชญาจะให้มุมมองทุกสิ่งทุกอย่างอย่างมีเหตุผลและให้ความสนใจใน
เรอ่ื งทม่ี นุษยส์ งสัยใครร่ ู้อย่างกวา้ งขวาง

2) ปรัชญาจะสะท้อนมุมมองและเสนอแนวคิดท่ีมีต่อความเชื่อและทฤษฎี
ตา่ งๆทีส่ ืบทอดและเช่ือถือในสงั คมในเชงิ วเิ คราะห์วจิ ารณ์

3) ปรัชญาจะวิเคราะห์ความหมายให้คำนิยามสิ่งต่างๆ วิเคราะห์ข้อความ
และประโยคต่างๆ ตามหลักตรรกศาสตร์ว่าสมเหตุสมผลหรือมีน้ำหนัก
นา่ เช่อื ถือเพยี งไร

17

4) ปรัชญาจะพยายามตอบปัญหาพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งเป็นปัญหาที่นัก
ปรัชญาพยายามตอบมาแล้วแต่ยังไม่ได้ข้อยุติ เช่น ธรรมชาติของมนุษย์
เปน็ อย่างไร ความหมายของชีวติ คอื อะไร เป้าหมายสงู สดุ ของชวี ติ คืออะไร
เปน็ ต้น

5) ปรัชญาจะแสวงหาโลกทัศน์ คือ คิดเรื่องโลกและชีวิตเพื่อจัดระบบความ
เช่อื หรอื สรา้ งโลกทัศน์แบบต่างๆ

ลักษณะทวั่ ไปของวธิ ีการทางปรชั ญา อกี ปรยิ ายหนึง่
1. ต้งั ข้อสงสัย (Doubt)

ปรัชญาเริม่ ตน้ ด้วยความคิดสงสัยใครร่ ู้เรือ่ งราวของสรรพสิ่ง ไดต้ อ้ งเป็นผู้มีจิตใจที่รักใน
ความจริง มีความพยายามในการสืบค้นหาความจริงอย่างไม่ลดละ ไม่ยอมเชื่อสิ่งใดแบบ
งมงายหรือโดยปราศจากเหตผุ ลและคำอธบิ ายท่ีชดั แจ้ง

2. กำหนดปัญหาและอธบิ ายปัญหาให้ชัดเจน
เริ่มต้นกำหนดปัญหาที่สงสัย อธิบายความสงสัยในเรื่องนั้นๆ อาจใช้วิธีแยกย่อยหรือ
ลดทอนให้เหน็ ถงึ หน่วยทเี่ ล็กท่สี ดุ วิเคราะห์ความเช่ือพน้ื ฐาน

3. เสนอวธิ ีแกป้ ญั หา (Offer a solution)
เรม่ิ ต้นดว้ ยวธิ กี ารหกั ลา้ งระบบความเชื่อเดิม อธบิ ายแนวคดิ ท่ีตนเองไดส้ งั เคราะห์ข้ึนมา
ใหม่ สร้างความคิดให้เป็นกระบวนการตรวจสอบทางปัญญา (Intellectual Inquiry) ด้วย
การอา้ งเหตผุ ล (Argument) กลา่ วคือ การอา้ งหลักฐานเพื่อยนื ยันว่าข้อสรุปเปน็ จรงิ
อ้างเหตุผลประกอบดว้ ย 2 ส่วน คือ
1) ข้ออ้าง ได้แก่ ข้อความที่ใช้สนับสนุนหรืออธิบายข้อความอื่นๆ ข้อความที่นำมา
สนบั สนุนข้อสรปุ เดยี วอาจมีหลายข้อได้
2) ข้อสรุป ได้แก่ ข้อความที่ได้รับการสนับสนุน หรือได้รับการอธิบาย ซึ่งมักจะมีคำนำ
หน้าข้อความที่เป็นขอ้ สรุปว่า ดังนั้น.......เพราะฉะนั้น....จึงสรปุ ได้ว่า...หรือจึงกล่าวได้ว่า...
ตัวอย่างของการอ้างเหตุผล เช่น คนทุกคนเป็นสิ่งต้องตาย นายแดงเป็นคน เพราะฉะน้ัน
นายแดงเป็นส่งิ ที่ตอ้ งตาย
วิธีการทางปรัชญาอีกอย่างหนึ่ง เรียกว่า วิธีการทางปรัชญาแบบวิภาษวิธี (Dialectic)
ซงึ่ เปน็ รปู แบบท่ีใชใ้ นการแสวงหาความรู้ทางปรัชญาที่ใช้กนั มากในประวัติศาสตร์ปรัชญา ซ่ึง
มหี ลายรูปแบบตามนักปรชั ญาแต่ละคน แตท่ ไี่ ด้รบั การอา้ งถงึ และสามารถประยุกต์ใชก้ ัน คอื
วิภาษวิธีของโสกราตีส (Socrates)
วภิ าษวิธีหรอื ปฏิพัฒนาการของเฮเกล (Hegel)

18

วิภาษวธิ ขี องมาร์กซ์ (Karl Marx)
วภิ าษวธิ ี (Dialectic) ของโสกราตสี (Socrates)

โสกราตสี สรา้ งวิธกี ารเรียนรทู้ างปรชั ญาดว้ ยการตงั้ ข้อสงสยั สนทนาและต้ังคำถาม มกี าร
ตรวจสอบความคิดของค่สู นทนาอยตู่ ลอดเวลา การตง้ั คำถามดว้ ยการให้คู่สนทนานยิ าม เช่น
ความรูค้ ืออะไร ความรกั คืออะไร ความดคี อื อะไร เป็นต้น วธิ กี ารของโสกราตสี แยกไดด้ ังน้ี

1) สงสยั (Sceptical) ทำตวั เป็นผขู้ อความรู้ โดยตะล่อมถามใหค้ ่สู นทนากำหนด
ขอ้ คดิ หรือคำนยิ ามของตนใหช้ ดั เจน

2) สนทนา (Conversational) ชี้เห็นว่าจะต้องมีข้อสรุปบางอย่างจากคำนิยาม
ดงั กลา่ วอยา่ งหลกี เล่ยี งไม่ได้

3) หาคำนิยามใหม่ (Definitional) ชี้ให้เห็นว่าข้อสรุปตามข้อ 2 นั้นขัดแย้งกับ
ขอ้ เทจ็ จรงิ หรอื ขัดแย้งกับสามัญสำนึก หรือขัดแย้งกบั ข้อความท่ียอมรับกันอยู่
กอ่ น หากคูส่ นทนายงั ไมเ่ ห็นด้วย โสกราตสี กจ็ ะดำเนนิ วธิ กี ารของตนใหม่ตั้งแต่
ขั้นตอนที่หนึ่งจนครบวงจรเช่นนี้ไปเรื่อยๆ คำถามและคำตอบจะไม่ถูกจำกัด
ตราบเทา่ ท่มี ขี อ้ โต้แย้ง และจนกวา่ จะเลกิ รากันไป (ดตู วั อยา่ งวภิ าษวิธีของโสก
ราตีสในภาคกิจกรรมวชิ าปรัชญา)

เฮเกล (G.W.F.Hegel) ใช้วีคิดแบบสังเคราะห์สร้างระบบความคิดของตนเองขึ้นมาใหม่
โดยอาศยั การศึกษาแนวคดิ ของคนอ่ืนเป็นพ้นื ฐาน

สง่ิ ทม่ี ีอยูจ่ รงิ น้ันมีเพียงอย่างเดยี ว คอื จติ สมบูรณ์ (Absolute mind) สิ่งอ่ืนๆ ทั้งท่ีเป็น
สสารและอสสารเปน็ เพยี งการสำแดงของจติ สมบูรณ์ และพัฒนาตามข้นั ตอนไปสจู่ ติ สมบรู ณ์

พัฒนาจิตสมบูรณ์จะเปน็ ไปโดย 3 ภาวะ คอื
(1) ภาวะพ้นื ฐาน (Thesis) เชน่ ภาวะพน้ื ฐานคือ A มลี ักษณะของตนจงึ เปน็ A
(2) ภาวะแย้ง (Antithesis) เมอ่ื มกี ารเปล่ียนแปลงใน A จึงเกดิ ภาวะแย้ง not- A
(3) ภาวะสังเคราะห์ (Synthesis) เมื่อมีการสังเคราะห์ระหว่างภาวะพื้นฐานกับ
ภาวะแย้ง จึงพัฒนาเปน็ B

วภิ าษวิธี (Dialectic Materialism) ของมาร์กซ์ (Karl Marx)
มารก์ ซ์ (Karl Marx 1818-1883) มีสมมติฐานทางปรัชญาว่า สสารเทา่ นัน้ เปน็ จรงิ และ

ได้เสนอความคิดทางปรัชญาโดยผสมผสานระหว่างบทยืนของสสารนิยม เข้ากับหลัก
ปฏิพัฒนาการของเฮเกล (Hegel) คือ

Thesis เป็นสภาวะท่ีสงั คมมคี วามขัดแยง้ เอารดั เอาเปรยี บในสังคม

19

Antithesis สมาชกิ สงั คมเรม่ิ มีความรสู้ กึ อึดอัด ตอ่ สภาพทีต่ นถูกเอารดั เอาเปรียบ เริม่
มคี วามรู้สึกขัดแย้ง ไม่พอใจ ตอ่ สภาพการณ์น้ัน

Synthesis เมื่อสมาชิกไม่พอใจสภาพการณ์ ทำให้มีการรวมกลุ่มกันต่อต้าน อาจเกดิ
เป็นขบวนการเพื่อล้มล้างโครงสร้างสังคมเดิมแล้วสร้างสังคมใหม่ Synthesis พร้อมกับกฎ
3 ประการทวี่ า่

- กฎการเปลย่ี นแปลงปริมาณเปน็ คณุ ภาพ
(the law of transformation of quantity into qualify)
- กฎของเอกภาพของลักษณะที่ตรงกันขา้ ม
(the law of unity of opposites)
- กฎการปฏเิ สธของการปฏเิ สธ
(the law of the negation of the negation)
การปรับปรุงหรือผสมผสานดังกล่าวทำให้เกิดสสารนิยมแบบปฏิพัฒนาการที่เห็นว่าส่ิง
ตา่ งๆจะพัฒนาไดต้ ้องมกี ารขัดแย้ง เม่ือถงึ ภาวะสงั เคราะห์คร้ังหนึง่ การพัฒนากจ็ ะก้าวไปได้
อีกก้าวหนึง่ การขดั แย้งทกุ ครั้งเป็นเครอื่ งหมายของความก้าวหน้า
นักสสารนิยมปฏิพัฒนาการถือว่าการผสมผสานแบบนี้ ใช้อธิบายได้ทั้งในแง่ของสังคม
และฟิสิกส์ เช่น ในทางสังคมที่มาร์กซ์บอกว่า ความขัดแย้งระหว่างระบบการผลิตที่ค่อยๆ
พัฒนาข้นึ มาใหม่กับระบบสงั คมทเี่ ปน็ ผลของระบบการผลิตเดมิ เปน็ ความขัดแยง้ ทีแ่ ตกหน่อ
ขึ้นในสังคมนั้นเอง แล้วคอ่ ยๆเพิ่มปรมิ าณความรนุ แรงขึ้น จนกระทั่งก่อใหเ้ กิดสงั คมใหม่ ซ่ึง
ตา่ งจากสงั คมเดมิ ในด้านคณุ ภาพ มใิ ชใ่ นด้านปริมาณ

1.4.สุนทรยี ศาสตร์กบั ศาสตรส์ าขาอ่ืน (Aesthetics and Other Branches)
สนุ ทรียศาสตร์ กับจรยิ ศาสตร์

ศีลธรรมแสดงออกในการประเมินค่าของความดี ความชั่ว ความยุติธรรม ความอ
ยุติธรรม หน้าท่ี เกียรติ การกระทำของบุคคลหรือของกลุ่มคน สุนทรียศาสตร์ คือการแสดง
ออกเปน็ รูปรา่ งทางความรู้สกึ (Sensory-embodiment) แหง่ ลกั ษณะแงม่ ุมตา่ งๆของความ
ดีเปน็ ตน้ นัน้ อนั เกิดจากความสมั พันธ์ทางสังคมที่เป็นปรวิสยั รวมท้ังการเลยี นแบบพลังต่างๆ
ของธรรมชาติ ซงึ่ จะสง่ เสรมิ หรอื ไม่สง่ เสริมการพัฒนาการอนั กลมกลนื กันของปจั เจกชน การ
สรา้ งสรรคค์ วามงามอยา่ งอิสระ ความตระหนักถึงความเป็นผู้มเี กียรติ และความเป็นวีรบุรุษ
การต่อสู้กับภาวะที่น่าเกลียดชัง นอกจากนี้สุนทรียศาสตร์ยังรวมถึงการแสดงออกแห่งพลัง
และความสามารถในด้านสรา้ งสรรค์ การแสดงออกแห่งความงามอันเป็นผลิตผลของกจิ กรรม

20

ในทางสร้างสรรคข์ องมนุษย์ ในทุกแงม่ ุมของชวี ติ ส่วนตวั และสังคม ศลิ ปะเปน็ การแสดงออก
ที่เด่นชัดที่สุดของสุนทรียศาสตร์ เอกภาพของสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์ คือ กฎที่เป็น
ปรนยั (Objective Law) ซึ่งเปน็ สิ่งท่ปี รากฏเด่นชัดทั้งในชวี ติ และศลิ ปะ เบลนิ สก้ี (Belinsky)
กล่าวไว้ว่า Beauty is moralitys own sister (ความงามเป็นพ่ีสาวของศีลธรรม) ถ้าศิลปะ
เป็นศิลปะจรงิ ๆ มันก็น่าจะเป็นศีลธรรมอยู่ในตัวของมันเอง มโนภาพทางบวก เห็นชีวิตและ
ความสูงส่งของบุคคลในสังคม ความงามต้องการยกย่อง ความรัก ความชื่นชมอย่างจริงใจ
แบบอยา่ งของวีรบุรุษจะทำให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ร่ืนเริงบันเทิงใจที่เจือไว้ด้วยสุนทรียรส ส่วน
มโนภาพทางลบก่อใหเ้ กิดความรู้สึกหลายอย่าง เช่น การตำหนิ ความสะอิดสะเอยี น เป็นต้น

ดงั น้ัน เอกภาพของสุนทรยี ศาสตร์และจรยิ ศาสตร์ เป็นพื้นฐานท่มี บี ทบาทด้านศิลปะใน
ชีวิตสังคมที่กอ่ ใหเ้ กดิ การเปล่ยี นแปลงท้งั ในดา้ นการศกึ ษาและอุดมคติ

ความรู้สึกที่เป็นสุนทรียศาสตร์ก็คือภาวะอันหนึ่งทางอารมณ์ที่มีอยู่กับมนุษย์ เกิดเป็น
กระบวนการเพราะการรับรู้ที่เป็นสุนทรียะต่อปรากฏการณ์อันเป็นจริง ต่องานด้านศิลป ะ
เพราะทศั นคติด้านศิลปะเป็นเรอ่ื งของอารมณเ์ กิดข้ึนจากความชว่ั ความงามและความสงู สง่
สุนทรียศาสตร์กบั เทคโนโลยี

แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะต่างๆที่สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดข องกิจกรรมต่างๆ
ของมนุษย์ ความรู้สึกด้านสุนทรียศาสตร์จะถูกนำออกมาใช้ เห็นชัดในรูปของกิจกรรม
(Activity) เคร่ืองไมเ้ คร่ืองมอื ทกุ อยา่ งต่างๆทผี่ ลิตขึ้นมาใช้ทงั้ หมด เรยี กได้วา่ มีลักษณะทเ่ี ป็น
สุนทรีย์อยดู่ ว้ ย และเครือ่ งมอื เหลา่ น้มี ีบทบาทสำคัญในการผลิต ผลิตผลทางด้านเทคนิคเป็น
จำนวนมาก มีคณุ สมบัตทิ ีเ่ ปน็ สุนทรีย์แฝงอยู่เสมอ ทกุ อย่างเกิดจากเจตนารมณ์ (Idological
emotion) และจากความคิดที่เจือไว้ด้วยสุนทรียภาพ คุณภาพทางประยุกต์วิทยาและการ
ทำงานทุกชนดิ ที่จะปรารถนาเกดิ จากผลิตผลอุตสาหกรรมจำต้องสัมพันธ์กับความงาม ศิลปะ
ต้องพึ่งเทคโนโลยี การพัฒนาด้านเทคโนโลยีก่อให้เกิดศิลปะที่มีรูปแบบแปลกใหม่ขึ้นมาใน
โลก เช่น ภาพยนตร์ ทำให้ศิลปะของเก่าได้รับการพัฒนาขึ้นในรูปใหม่ ตัวอย่างเครื่องมือ
เครื่องใช้สมัยที่นำมาใช้กับสถาปัตยกรรม ปฏิมากรรมเครื่องดนตรีเทคโนโลยีทำให้มีการ
เผยแพร่ศิลปะได้อย่างเร็ว เช่น วิทยุ โทรทัศน์ เป็นต้น เป็นตัวอยา่ งแห่งเทคโนโลยีที่ช่วยให้
ศลิ ปะแพรห่ ลายและการสรา้ งเทคโนโลยเี หลา่ นี้กต็ ้องมศี ิลปะและเจอื ไว้ด้วยความงามอย่ดู ว้ ย
เสมอ

ประเด็นที่ 2 สุนทรียศาสตร์มีความสัมพันธ์กับปรัชญาสาขาอื่นๆอย่างใกล้ชิด แต่นัก
ปรัชญาส่วนใหญ่มักจะเห็นว่าสุนทรียศาสตร์เป็นปรัชญาส่วนเกิน (marginal) และไม่ให้
ความสำคัญเหมือนกบั ปรัชญาสาขาอน่ื ๆ ตวั อยา่ งเชน่ ตรรกศาสตร์ ซง่ึ เป็นสาขายอ่ ยอันหนงึ่

21

ของคุณวิทยาที่นักปรัชญาให้ความสำคัญมากควบคู่ไปกับอภิปรัชญาหรือต่อการศึกษา
ปรัชญาทั้งหมด โดยผู้ที่จะศึกษาปรัชญานั้นจะต้องศึกษาตรรกศาสตร์อย่างดี เพราะถือว่า
เป็นเครื่องมือของปรัชญา จนพอที่จะกล่าวได้ว่าผู้ท่ีศึกษาปรัชญาแลว้ ไม่เข้าใจตรรกศาสตร์
ถอื ว่าเขา้ ใจปรัชญาเพียงคร่งึ เดียว

ส่ิงที่เป็นเหตุให้นักปรัชญาคดิ ว่าสนุ ทรยี ศาสตรเ์ ปน็ ปรชั ญาส่วนเกินนน้ั ก็เพราะว่าประวัติ
ความเปน็ มาของสุนทรยี ศาสตร์ค่อนข้างจะอิงอาศยั อยู่กบั ปรชั ญาสาขาอนื่ ๆ อย่างแยกกันไม่
ออก จนถงึ ศตวรรษท่ี 18 เม่ือโบมการเ์ ตนได้บัญญตั ิคำ “Aesthetics” ขึน้ มาอธบิ ายลกั ษณะ
ปัญหาที่ถกถึงความรู้ที่เกิดจากการรับรู้ทางสัญชาน (perceptual knowledge) ที่นัก
ปรัชญาพดู ถงึ และคานท์ได้นำมาพดู ถงึ อยา่ งจรงิ จงั

ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสุนทรียศาสตรก์ ับศลิ ปะ
1. ศิลปะคอื อะไร

นิยามของศิลปะมีมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของศิลปินและท่านผู้รู้ทั้งหลาย แต่
เท่าที่ปรากฏมักจะอธิบายกันว่า ศิลปะ คือการสร้างสรรค์และจินตนาการของมนุษย์ ทั้งน้ี
อาจเกิดจากการลอกเลียนแบบธรรมชาติ หรือเกิดจากการหลั่งไหลของความคิดและ
จนิ ตนาการของผสู้ ร้างสรรค์

เราสามารถจำแนกประเภทของศลิ ปะได้ 3 ประเภท คอื
ก. ทศั นศลิ ป์ (Visual Art) หรือ พลาสตคิ อาร์ต (Plastic Arts)
ได้แก่ จิตรกรรมประตมิ ากรรม และสถาปัตยกรรม
ข. จนิ ตนศลิ ป์ (Imaginative Art) ไดแ้ ก่ ดนตรีและวรรณคดี
ค. ประยุกต์ศิลป์ (Applied Art) ได้แก่ ลีลาศ ละคร และภาพยนตร์การ
วิเคราะห์ปัญหาทางสุนทรียศาสตร์ นักปราชญ์อาจจะวิเคราะห์วิจารณ์
ศิลปะประเภทใดประเภทหนึ่ง หรืออาจวิเคราะห์แบบรวมๆไปก็ได้ โดย
อาศัยองค์ประกอบของศิลปะทีจ่ ะช่วยใหก้ ารวิเคราะห์วจิ ารณ์นั้นละเอียด
และสมบรู ณ์ยง่ิ ข้ึน

องค์ประกอบของศิลปะ มีดังนี้ คอื
ก. สื่อ (Media) คือ สิ่งที่ศิลปินนำมาใช้ถ่ายทอดความคิดอันสร้างสรรค์ของ
ตนให้ผู้อื่นสามารถรับรู้ได้ เช่น สี แปรง หินอ่อน ผ้าใบ ทองแดง ปูน และ
คำพูดของกวนี ิพนธ์
ข. เนอื้ หา (Content) คอื เรอื่ งราวทีศ่ ลิ ปนิ แสดงออกมา

22

ค. สุนทรียธาตุ (Aesthetical elements) มี 3 อย่าง คือ ความงาม
(Beauty) ความแปลกตา (Picturesqueness) และความน่าทึ่งหรือความ
เปน็ เลิศ (Sublimity)

อนึ่ง มีสิ่งที่ควรพิจารณาก็คือศิลปกรรมแต่ละชิ้นไม่จำเป็นต้องมีสุนทรียธาตุครบทั้ง 3
อย่าง อาจจะมีอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างผสมกันก็ได้ เช่น ตู้รายรดน้ำ ในสมัย
อยุธยา อาจจะมที ้งั สนุ ทรยี ธาตุของความงามและความน่าท่ึงผสมกันก็ได้

นอกจากนี้สิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในธรรมชาติก็อาจมีสุนทรียธาตุเหล่านี้ด้วยเช่นกัน แม้ว่ามัน
มิได้เกิดจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์ ความงามและสุนทรียธาตุไม่ได้เป็นคุณสมบัติของ
ศิลปกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นคุณสมบัติของทุกสิ่งในธรรมชาติอกี ด้วย เช่น ดวงอาทิตย์กำลัง
โผลข่ ึ้นจากทะเล เราจะเห็นได้ว่ามันมที ั้งความงาม ความแปลกตา และความนา่ ทงึ่
ความสมั พนั ธ์ระหว่างสนุ ทรยี ศาสตร์กบั วฒั นธรรม

เป็นที่ทราบกันดีว่า สุนทรียศาสตร์นั้นเป็นศาสตร์ว่าด้วยความงาม ทฤษฎีความงาม
มาตรฐานความงาม ส่วนวฒั นธรรม เป็นธรรมทบี่ ่งชีถ้ งึ ความเจริญมาหลายยคุ หลายสมัย เปน็
แนวปฏิบัติกันมาช้านาน เป็นเครื่องแสดงเอกลักษณ์ของความเป็นชาติ และวัฒนธรรมน้ี
สามารถแสดงออกได้หลายลักษณะ กล่าวคือ ลักษณะทางศิลปกรรม จิตรกรรมธรรมเนียม
ประเพณี เป็นต้น

โดยสรุปแล้ว ลักษณะทางวัฒนธรรมนี้ มีทั้งส่วนที่เป็นรูปธรรม ซึ่งแสดงออกทาง
ศิลปกรรม จิตรกรรม ทั้งในส่วนท่ีเป็นนามธรรม ซึ่งแสดงออกมาทางประเพณี วัฒนธรรม ที่
เป็นศิลปกรรมนี้ไม่ใช่เพียงแต่ให้เห็นเป็นศิลปะ อะไรที่ทำเป็นลวดลายได้ ไม่ราบเรียบ
ตามปกติ กถ็ อื ว่าศิลปะแล้ว อย่างนนั้ ไม่ใชท้ ง้ั หมด

แต่ศิลปะนั้นยังแฝงไว้ด้วยธรรมชาดก ตัวอย่างศิลปกรรมเสาหัวบัวของพระวิหาร พระ
อุโบสถในอารามต่างๆ ความหมาย คือ ดอกบัวเป็นดอกไม้วรรณคดพี ุทธศาสนา เป็นดอกไม้
มงคล ดังจะเห็นได้จากที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติเดินได้ 7 ก้าว แต่ละก้าวพระบาทนั้นจะมี
ดอกบวั ข้ึนมารองรบั อนั เป็นนิมติ ที่จะประกาศศาสนาให้แผไ่ พศาล เกิดความเจรญิ รุ่งเรืองถึง
7 แคว้น และดอกบัวนี้เป็นดอกไม้ประเสริฐจะเป็นเบ่งกลีบบานปูราดเป็นอาสนะรองส่ิง
ศักดิ์สิทธิ์อย่างองค์แทนพระพุทธเจ้า หรือพระพุทธรูป จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าตอนตรัส
แสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่พระอรหันต์ 1,250 องค์ ณ สวนไผ่ กรุงราชคฤห์นนั้ จะประทับนั่ง
บนดอกบัวบานเตม็ ที่ ณ เบ้อื งหน้าพระอรหันต์เหล่าน้ัน ดังนั้น ศิลปะทแ่ี ฝงไว้เปน็ ภาพลกั ษณ์
ทางศาสนา จะเกิดพุทธศิลป์ที่บ่งบอกถึงจิตใจที่เปี่ยมด้วยศรัทธาในศาสนา และบ่งบอกถึง
ความคิดความอ่าน ความกล้าสามารถของภูมิปัญญาสมัยโบราณได้เป็นอย่างดี ทำไมพระ

23

อารามต่างๆ จึงนยิ มสร้างด้วยวิจติ รตระการตาใหบ้ ่งบอกถึงส่ิงตา่ งๆ ซง่ึ เป็นการบรรยายด้วย
ศลิ ปกรรมหรอื บรรยายดว้ ยภาพ ทันทที เ่ี หน็ ภาพน้ีแล้วย่อมเป็นท่รี ู้ได้ว่า นน่ั แทนธรรมะเรื่อง
นนั้ เร่ืองนี้ เม่อื เดินเข้าไปกราบนมสั การพระพุทธชนิ ราชตรงทางเขา้ น้ัน จะมีพระพุทธรปู ปาง
ป่าเลไลยก์ ที่ใต้พระบาทพระพุทธรูปน้ัน มีลิงตัวหนึ่งนั่งคุกเข่าในท่าเคารพ กำลังยกรวงผ้ึง
ขึ้นถวาย ถ้าเราไม่มีพื้นฐานทางธรรมะเลยคงคิดได้แต่เพียงว่าลิงตัวนี้แสนรู้จริงๆ แต่เรื่องน้ี
เป็นการสื่อให้เห็นว่าพระพทุ ธเจ้า เป็นผูป้ ระเสริฐ เป็นเนื้อนาบุญของโลก เป็นครูของเทวดา
และมนุษย์ แม้สัตว์เดรัจฉานก็ยังศรัทธาในพระองค์ ถวายทานอันเลิศไดอ้ ย่างน้ี ตำนานของ
พระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์นี้ ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทบั ในปา่ แห่งนี้ ลิงตัวนี้นำรวงผ้ึงไป
ถวาย คร้นั ถวายแลว้ กอ็ อกมานงั่ ห่างๆ แตค่ อยดูวา่ พระองค์จะเสวยอย่างไร ครั้งแรก ปรากฎ
วา่ พระพุทธองคไ์ มเ่ สวย ลงิ ก็มารู้ได้ว่าการทพี่ ระพุทธองค์ไมเ่ สวยนั้น เพราะมีผง้ึ ตัวอ่อนมชี วี ติ
ตดิ ในรงั นั้น จึงนำกลับเอาตวั ผึง้ นั้นออกหมดแล้วนำไปถวายอกี คอยดอู ยูป่ รากฎว่าพระพุทธ
องค์เสวย เม่ือลงิ เห็นพระพทุ ธองค์เกิดความปีติยินดีเป็นย่งิ นกั ขึ้นตน้ ไมไ้ ด้ก็กระโดดจับก่ิงไม้
กิ่งนั้นกิ่งนี้ไปมาหลายก่ิง บังเอิญกระโดดไปจับกิ่งที่ตายกิ่งนั้นจึงหัก แล้วพาลิงนั้นตกลงมา
กระแทกตอตายคาที่ ดงั นัน้ พระพทุ ธรูปปางป่าเลไลยก์มองในแง่หนึง่ คอื เปน็ อนสุ รณ์นน่ั เอง

ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสุนทรียศาสตร์กบั วัฒนธรรม
วฒั นธรรมทางวิจติ รศลิ ปอ์ ยา่ งที่ปรากฎตามฝาผนังพระอุโบสถ พระวหิ ารท่ีแสดงถึงชาติ

ต่างๆ ของพระพทุ ธเจา้ สมยั บำเพ็ญบารมี อยา่ งเชน่ บำเพ็ญทานบารมสี มัยเสวยชาตเิ ป็นพระ
เวสสันดร จนกระทั่งแตง่ เปน็ วรรณกรรมเรอื่ งมหาชาติ วรรณกรรมน้จี ัดเป็นประเพณีทุกปีใน
วันปวารณาออกพรรษาของทุกพระอาราม

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าจิตรกรรมบนฝาผนังบางพระอารามน้ัน เป็นจิตรกรรมเรื่องพุทธ
ประวัติประกอบด้วยการประสูติ การบำเพ็ญทุกกรกิริยา การผจญมาร การรับเข้าสัตตุผง
สัตตุก้อนจากนางสุชาดา การลอยทองคำเสี่ยงพระบารมีที่จะตรัสรู้ การหญ้าสุกะของสองพี่
น้องพาณิช การตรัสรู้ การแสดงปฐมเทศนา การแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ การปรินิพพานของ
พระพุทธเจ้า วัฒนธรรมอีกประเภทหนึ่งเป็นวัฒนธรรมด้านประเพณี อาจจะเกิดเป็นช่วงๆ
หรือเทศกาลประจำปี แต่ละประเพณีน้ันก็แฝงไว้ด้วยธรรมะ เป็นการปลูกฝังจรยิ ธรรมให้แก่
เยาวชนซึมซับไปในตัว ประเพณีประจำปีหนึ่ง คือ ประเพณีลอยกระทง เพื่อบูชาพระแม่คง
คา จะมขี ึ้นในวนั เพ็ญเดือนสบิ สอง ช่วงนำ้ ข้ึนนองล้นฝ่งั และเปน็ รอยตอ่ ระหวา่ งฤดูฝนกับฤดู
หนาว เป็นการทิ้งท้ายฤดูฝนต้อนรับฤดูหนาว เมื่อถึงวันนี้ชาวประชาก็พากันจัดพิธีรื่นเริง
บนั เทิง ทำดอกไม้รูปทรงกรวยส่ีเหล่ยี ม ทำดว้ ยก้านกล้วยแล้วติดธูป เทยี น ดอกไม้ไว้ภายใน

24

ประดับรอบนอกอย่างสวยงาม ก่อนลอยจะตั้งจิตอธิฐานให้ได้พบแต่สิ่งที่ตนปรารถนา สิ่งท่ี
เป็นบาปอกุศลก็ให้ลอยไปกับกระทงนี้ ความหมายที่ลึกซึ้งอีกประการหนึ่ง คือ เพื่อบูชาใน
คุณความดีพระแม่คงคา เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที ในการที่นำ้ มีคุณูปการคุณให้เรา
มากมาย หาประมาณมไิ ด้นน่ั เอง

เกีย่ วกับความสมั พันธร์ ะหว่างสุนทรยี ศาสตรก์ บั วัฒนธรรมน้ี บอกได้ว่าสัมพันธ์กันอย่าง
แยกกันไม่ได้ ศิลปกรรมแม้จะมุ่งเน้นไปในด้านศิลปะ แต่ก็อยู่บนฐานแห่งความงาม และ
ศิลปกรรมนีก้ เ็ ป็นเครือ่ งบ่งช้ถี งึ ความเจริญในด้านภูมิปญั ญาของบรรพบุรุษได้เปน็ อย่างดี

สรปุ
สุนทรียศาสตร์ เป็นวิชาท่ีว่าด้วยความงาม เป็นธรรมชาติ สร้างความพึงพอใจในสิ่งท่ไี ด้

เห็น ทำให้จิตเป็นสุข สร้างอุดมคติให้กับชีวิต ส่งผลให้ใจผ่องใสตามคติพระพุทธศาสนา ซ่ึง
เป็นจิตที่มีลักษณะปลอดโปร่งจากอกุศล มีความสันโดษ ดำเนินชีวิตสายกลาง สัมพันธ์กับ
จริยศาสตร์ทีเ่ ป้าหมายอยู่ที่ความสุข นอกจากนี้สนุ ทรียศาสตร์นีส้ ัมพันธ์กับศิลปะ ซึ่งศิลปะ
นั้นมุ่งเน้นให้เกิดความงาม ความวิจิตรตระการตา ความอ่อนช้อย ซึ่งสื่อถึงหลักธรรมชาดก
ธรรมชาดกตา่ งๆ ความงามนี้มีหลักตัดสินวา่ ความงามในตัวเอง กับความงามตามความร้สู กึ
และงามอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นความงามตามหลักเหตุผล ต้องอาศัยบริบทแห่งความเป็นจริง
ช่วยตัดสินสัจธรรม คือ ภาวะแห่งความเป็นจริงเป็นภาวะธรรมชาติที่ดำเนินไปด้วย
กระบวนการของมนั เอง ตามเหตปุ จั จัย น้ำเม่ือเดือดถึง 100 องศาแล้ว ยอ่ มเดอื ดเต็มร่างกาย
เมือ่ แกห่ ง่อมเต็มที่แลว้ ยอ่ มหมดสภาพไปโดยปริยาย สจั ธรรมของลม คอื การเคล่ือนไหวพัด
ไปมา ถูกจัดเข้ามาอยู่ในกลุ่มความงาม ซึ่งหมายถึงคนที่รู้ และเข้าใจในสัจธรรมดีแล้ว มีผล
ทำใหผ้ ู้นั้นเปน็ คนงามตามความหมายของธรรม คณุ ธรรมเปน็ หลักแห่งความถูกต้อง เป็นส่ิงที่
ควรปฏิบัติต่อกันระหว่างมนุษย์ หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ สุนทรียธรรมเป็นหลักแห่งความงาม
ภายใน อันหมายถึง จิตใจ พฤติกรรม และการปฏิบัติตนในศีลธรรม พระพุทธเจ้าตรัสถึง
ธรรมที่ให้คนเป็นคนงาม คือ ธรรมแห่งขันติธรรม ความอดทน และโสรัจธรรม ความสงบ
เสงี่ยม วางตนในฐานะที่เหมาะสมในสังคม แสดงให้เห็นถึงว่าบุคคลนั้นมีการศึก ษา มี
วัฒนธรรมทอี่ บรมแล้ว โดยภาพรวม คือ จะทำใหช้ ีวติ สว่ นตวั ของบุคคลน้ัน และชุมชนสังคม
ทเ่ี ขาอาศยั อยู่มีความสงบสขุ มหี ลักประกันด้วยศลี ธรรมโดยแท้

ทรรศนะของนกั ปรัชญาตา่ ง ๆ กับสุนทรยี ศาสตร์
ความงามเป็นสิ่งคู่กับชีวิตประจำวัน กิจกรรมของมนุษย์ทุกอย่างจะต้องมีความงาม

เจือปนอยู่ด้วยเสมอ ตั้งแต่ภาพเขียน ภาพแกะสลักที่ประดิษฐ์ขึ้นในสมัยโบราณจนถึ ง

25

สถาปตั ยกรรมสมยั ใหมๆ่ และส่งิ ประดษิ ฐเ์ ล็กๆ น้อยๆ เวลาเราซอื้ ของขวญั ไปมอบให้ใครใน
วนั เกดิ วันแต่งงาน เราจะคิดถึงความงามของส่ิงนั้น พอๆกับคุณคา่ ของมัน สนุ ทรียศาสตร์จึง
เป็นศาลาพกั ใจมนุษยห์ ลงั จากเราเหนด็ เหนอื่ ยจากภารกิจเพอื่ การดำรงชพี

ความงามมีอยู่ 2 อยา่ งคือ
1. ความงามที่ธรรมชาติมีไว้ได้ เช่น ต้นไม้ ดอกไม้ แสงแดด ทิวทัศน์ ซึ่งมีอยู่

ดาษดน่ื ทกุ หนทกุ แห่ง
2. ความงามทม่ี นษุ ยช์ ่วยกันสร้างขนึ้ มา เพอ่ื ทดแทนธรรมชาตเิ น่ืองจากต้องการ

ความเพลิดเพลินยิ่งข้ึน จากสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาตินั้น ได้แก่ ภาพศิลป์ ดนตรี บทประพันธ์
วรรณคดี เปน็ ตน้

ถ้าขาดความงามทั้งสองอย่างนี้โลกนี้ดูคล้ายกับทะเลทราย จะเป็นโลกที่ไม่น่าอยู่เลย
มีแตค่ วามห่อเห่ียว แหง้ แลง้ สภาพจติ กจ็ ะเห้ยี มโหด ผู้มคี วามคิดสรา้ งสรรค์ทางศลิ ปะจึงเป็น
ผู้ที่ควรยกย่อง เขาเป็นผู้สร้างทางแห่งความสุขให้แก่ชาวโลก โดยไม่คำนึงผลกำไร เกียรติ
ชื่อเสียง เพราะผลกำไรกับความงามมักคู่กันไม่ได้ ที่ใดมีความต้องการเงินกำไรมากที่สุด ที่
นั่นจะมีความงามและศิลปะน้อยที่สุด ศิลปะของไทยที่สร้างสวยงามที่สุด เช่น ภาพ
แกะสลัก ประตูพระวิหาร วัสดุทศั น์ ภาพเขียนพระวิหารวดั พระแก้ว เป็นต้น สิ่งเหล่านีม้ ีคา่
ทางสุนทรียศาสตร์มาก แต่ผู้ทำคงไม่ต้องการเงินทอง หรือผลกำไรใดๆ การก่อสร้างใน
ปัจจุบัน ผู้สร้างหรือสถาปนิกต้องการประหยัดท้ังแรงงาน ทุนทรัพย์และเวลาจึงมีค่าทาง
ศิลปะน้อยจนถึงกับมีผู้เรยี ก ความเจริญที่เต็มไปด้วยถนนคอนกรีตตึกรามบ้านช่องสมยั ใหม่
ว่า “ป่าคอนกรีต” ผู้คนที่เกิดในดินแดนดังกล่าวมักหายใจเป็นเงินเป็นทอง มักเป็นคนแล้ง
น้ำใจ ขาดความเอื้อเฟื้อเห็นอกเห็นใจกัน สุนทรียศาสตร์จึงเป็นสายธารที่เย็นฉ่ำคอยหล่อ
เลี้ยงจิตของมนุษย์ชาติให้เย็นเยือกอยู่เสมอ มีนักปรัชญาต่างๆ ได้พยายามศึกษาเรื่องนีแ้ ล้ว
ตั้งเป็นทฤษฎี ขน้ึ เรยี กวา่ “ทฤษฎีแหง่ ความงาม”

1. พลาโต้ (Plato)
แบ่งความงามออกเป็นสองอยา่ งคอื ความงามในโลก อุดมคตกิ บั ความงามท่ีปรากฎในโลกแหง่
ประสาทสัมผัส ความงามในโลกแห่งอุดมคติเป็นแบบของความงาม (Form of beauty)
นิรันดรไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีอยู่ในโลกแห่งประสาทสัมผัส ส่วนความงามประการหลัง เป็น
ความงามเกิดจากการลอกเลียนแบบมาจากความงามในโลกแห่งอุดมคติไม่เที่ยงแท้มีการ
เปลีย่ นแปลงการเขา้ ถงึ ความงามชนดิ แรกไดก้ ด็ ้วยความคิด สิ่งใดยง่ิ งามมากก็ยิ่งใกลโ้ ลกอุดม
คติมากข้ึนเพยี งน้นั

26

2. Arthur Schopenhauer
ได้เขียนบรรยายความงามไว้ในหนังสือชื่อ Basic Problems of Philosophy ในหัวข้อ

เรอื่ งว่า Platonic Idea and the Object of Art วา่ “ปกตถิ ือกันว่า การรูจ้ ักทำ (สร้าง) ส่ิง
สวยงาม (ศิลปะ) เป็นความรู้ที่บริสุทธิ์ และเป็นมโนคติที่ปรากฏออกมาในรูปของวัตถุ ใน
ความเข้าใจ ถึงกระนน้ั แหลง่ กำเนิดของความพงึ พอใจในความงาม บางคร้ังจะซอ่ นแฝงอยู่ใน
ความเขา้ ใจ ถึงกระนั้นแหล่งกำเนิดของความพงึ พอใจรปู ของวัตถุที่รบั รู้มา บางคร้ังกเ็ กิดจาก
พรสวรรค์และความเบกิ บานทางวิญญาณอันเกิดจากความรู้บริสุทธิ์ปราศจากความต้องการ
ทงั้ มวล” (28)

ความงามตามทรรศนะของพลาโต้ ตามความเข้าใจของผู้เขียน (Arthur) จึงต้องเป็น
ความรทู้ ่ีบริสุทธ์ิ (Pure knowing) และจะต้องเปน็ ความรู้ที่ได้มาจากโลกแหง่ มโนคติ เพราะ
สองอย่างนี้แยกกันไม่ได้ ความรู้ที่ได้มาจากโลกแหง่ มโนคติกับความรู้อันบริสุทธิ์ จะต้องมา
จากโลกมโนคติเท่านนั้ ความงามทเ่ี ราสามารถมองเห็นศลิ ปะทุกชนิด จงึ เปน็ ความงามท่ีไดม้ า
จากโลกมโนคติที่มีบุคคลรับรู้มาแล้ว ถ่ายทอดออกมาในรูปของวัตถุอาจจะเป็น
สถาปตั ยกรรม ปฏิมากรรม วรรณคดี ดนตรี มัณฑนศิลป์หรืออะไรอ่ืน ท่ีนา่ สงั เกตก็คอื ไม่ว่า
ความรู้ชนดิ ใดกต็ ามถา้ เขา้ ถงึ โลกมโนคติ ความรูน้ ้นั ก็ต้องกลายเปน็ ความงามเสมอ

ความพึงพอใจในความงาม (ของบคุ คล) เกดิ จากสองแหล่ง คอื
1. เกิดจากโลกมโนคติที่เคยรบั รู้มา (Known idea) ไดแ้ กส่ ภาพทวี่ ิญญาณของผู้

น้ัน เกิดระลึกถึงสิง่ ที่คนพบเห็นมาในโลก มโนคตแิ ล้วนำมาถ่ายทอดไว้
2. เกดิ จากพรสวรรค์ เรียกว่า ความรู้บริสทุ ธ์ิทีต่ ดิ ตัวมากบั ผ้นู ัน้ ชว่ ยใหจ้ ิตใจเบิก

บานมีความโนม้ เอยี งไปในดา้ นความงาม
ทั้งพรสวรรค์ และมโนคติก็ตอ้ งอาศยั กันและกนั อกี พรสวรรคก์ ็คือ สิง่ หนง่ึ ทบ่ี คุ คลไดร้ ับ

มาจากโลกอดุ มคติ และสามารถนำมาถา่ ยทอดไดด้ กี วา่ บุคคลในวยั และยุคเดียวกนั

3. เซนต์ โธมสั อะไควเนส (Saint Thomas Acquinas 1224-1274)
ท่านผู้นี้สอนว่า สิ่งใดจะงามหรือไม่ต้องพิจารณาที่ผลของมัน สิ่งใดก็ตามถ้ามีผล

ก่อให้เกิดความเพลิดเพลิน (Pleasure) สิ่งนั้นคือความงาม ดนตรี ชื่อว่า เป็นความงาม
เพราะเสียงมันไพเราะก่อให้เกิดความเพลิดเพลินทางโสตประสาท วรรณคดี งามเพราะให้
ความเพลิดเพลินด้านอารมณ์ ภาพเขียน ภาพแกะสลักงาม เพราะให้ความเพลิดเพลินตา มี
ข้อน่าสังเกตว่า คนบางคนฟังดนตรีไพเราะ แต่บางคนไม่รู้สึกอะไรหรือเฉยๆ บางคนดูภาพ
ศิลปะแล้วเกดิ ความซาบซึ้ง บางคนมองไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร เซนท์ โธมัส บอกว่าขึ้นอยู่

27

กบั สตปิ ัญญาของแตล่ ะบคุ คล การเข้าถงึ ความงามตอ้ งเขา้ ถงึ ด้วยสติปัญญา เพราะความงาม
เปน็ ความรู้ดา้ นในตอ้ งร้ดู ้วยใจเทา่ น้ัน ความเพลิดเพลินจะเกดิ หลังจากร้แู ล้วเท่าน้ัน

สงิ่ ใดทเี่ รากล่าวว่างาม จะตอ้ งมคี ณุ สมบัติ 3 อยา่ งคือ
1. มีบูรณภาพ ความสมบรู ณไ์ ม่ขาดและไมเ่ กิน
2. ได้สัดส่วน คือ ประกอบกนั พอเหมาะเจาะไมข่ าดไมเ่ กินและจะต้องสมสว่ น
3. แจม่ ใส คอื ชัดเจนไม่คลมุ เครอื น่าเกลียด

ดนตรีจะไพเราะก็ต้องประกอบด้วยสมบัติทั้ง 3 อย่างนี้ เราว่าผู้หญิงนั้นงามก็เพราะ
รูปร่างของเขามีสมบัติอย่างครบถ้วน ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งขาดไปความงามก็บกพร่อง เช่น
รปู รา่ งไมไ่ ดส้ ัดส่วน หรือบกพร่องทอ่ี วยั วะส่วนใดส่วนหนึง่ ความงามก็ไมม่ ี
4. คา้ น (Immenual Kant 1724-1804)

เป็นนักปรัชญาชาวเยอรมันในด้านสุนทรียศาสตร์ เขากล่าวไว้โดยสรุปว่าความงามคือ
ความพอใจที่ขนึ้ อยกู่ ับอิทธพิ ล ความรู้สึกของบคุ คลไม่ข้นึ อยู่กบั วัตถุ ไม่ว่าวัตถทุ อ่ี อกมาในรูป
ของศิลปะต่างๆ จะมีอยู่หรือไม่ก็ตาม ความงามก็ยังมีอยู่ ความงามถูกกำหนดไว้แล้วโดย
สมบูรณจ์ ากรูปแบบ (Form) ลว้ น ๆ

ตามทัศนะนี้ ความงามเป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึกว่างามเป็นจิตวิสัยรูปแบบของ
ความงามมีอยูโ่ ดยเฉพาะจะมีศิลปะ หรอื ผลิตผลดา้ นศลิ ปะออกมาหรอื ไม่ก็ตาม ความงามกม็ ี
อยู่ พูดง่ายๆ ก็คืออารมณ์กอ่ ให้เกิดความงาม อารมณก์ อ่ ให้เกิดศลิ ปะ ไม่ใชม่ ีศิลปะะอยู่ก่อน
แล้ว จึงก่อให้เกิดอารมณ์เกี่ยวกับความงามแต่ความงามไม่จำเป็นปรับรูปออกมาเป็นศิลปะ
ทุกอย่างไป ในขณะเดียวกัน ความงามที่ออกมาในรูปของวัตถุแล้ววัตถุนั้นก็ต้องยอมรับว่า
งามเพราะความงามจากรูปแบบได้กลายสภาพมาเป็นวัตถุ ค้านจึงไม่ปฏเิ สธความงามที่เป็น
วัตถุวิสัย

นอกจากน้ี ค้านยังไดก้ ล่าวไว้อีกตอนหนง่ึ ว่า “กวีนพิ นธ์” (Poetry) เป็นรูปแบบชน้ั สงู สุด
เป็นศิลปะที่จะช่วยให้เข้าใจความงาม เพราะกวีนิพนธ์สามารถบรรยายความรู้สึก (Idea)
ออกมาได้อย่างมีชีวิตจิตใจ (Portray)” ข้อนี้พอมองเห็นได้ชัดว่าศิลปะทั้งหลายจะเป็น
สถาปัตยกรรม (Architecture) เกี่ยวกับการก่อสร้างอาคาร สถานที่ ปราสาท โบสถ์ วิหาร
ปฏิมากรรม (Sculpture) เกี่ยวกับการป้ัน การหล่อ การแกะสลัก จิตกรรม (Painting )
เกี่ยวกับการวาด การเขียนภาพ การระบายสี ดุริยางค์ศิลป์ (Music) เกี่ยวกับดนตรี การขับ
ร้อง และวรรณคดี (Literature) เกี่ยวกับการแต่ง การประพันธ์ บทกวีนิพนธ์ ถือว่าเป็น
ศลิ ปะชน้ั สงู กวา่ ศิลปะอื่นๆ เพราะสามารถถา่ ยทอดความรู้สึกของมนษุ ยอ์ อกมาได้เป็นคำพูด
อย่างชดั เจนที่สดุ ศิลปะแขนงอ่ืนยงั ตอ้ งการแปลความหมายบางอย่างยงั คลุมเครือต้องอาศัย

28

การวินิจฉัยกวีนิพนธใ์ ห้ประโยชน์ และความสขุ ในทางประสาทสัมผัส เป็นความงามช้นั ยอด
ความงามที่เกิดจากบทกวีนิพนธ์หรือความงามที่เกิดจากศิลป ะทุกชนิดจะต้องไม่เกี่ยวกับ
ลาภ ผล เกียรติ ชื่อเสียง เป็นความงามเพื่อความงาม (Beauty for beauty’s sake) ค้าน
เรียกความงามชนิดนี้ว่า “Disinterested pleasure “แปลว่า” ความพอใจที่ไม่ต้องสนใจ”
ความงามท่แี ท้จรงิ ก็คอื ความพอใจโดยไมต่ อ้ งสนใจ

สุนทรียศาสตรส์ มัยใหม่
สนุ ทรยี ศาสตรส์ มัยใหม่คล้ายกับจรยิ ศาสตร์ จะตอ้ งมกี ารสำรวจขอ้ เทจ็ จรงิ อยา่ งใดอย่าง

หนึ่งอย่างเด่นชัด ต้องใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้าช่วย ไม่ใช่เป็นการวิพากษ์อย่างผิวเผิน
หรือผนวกไว้กับศาสตร์อื่นๆ บางประเภท ไม่ว่าจะเป็นประวัติแห่งศิลปะหรืออื่น ๆ
จุดมุ่งหมายของสุนทรียศาสตร์สมัยใหม่ เหมือนกับจุดมุ่งหมายจริยศาสตร์สมยั ใหมต่ ้องเป็น
ศาสตร์ที่มีเหตุผลเด่นชัดไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัย (Positive science) ข้อเท็จจริงที่เป็น
เบ้ืองต้นและตรงไปตรงมาที่สุดทีค่ วรทำมี 2 ประเด็น ได้แก่ การวนิ จิ ฉยั สิ่งท่ีน่าพอใจกับส่ิงท่ี
ไม่น่าพอใจ ศิลปะกับผลิตผลทางศิลปะทั้ง 2 อย่างนี้ ได้แยกไว้อย่างเด่นชัดในปรัชญาสมัย
โบราณ พลาโต้ โพลตินุสและลอนจนิ สุ (Longinus) ไดท้ ่มุ เทความสนใจสว่ นมากไปที่แนวคิด
เร่อื งความงาม (Beauty) และความนา่ ทึ่ง (Sublimity) นั่นก็คือสาระสำคญั เร่อื งการตดั สนิ วา่
อะไรงามไม่งาม (Aesthetic judgment) อริสโตเติลก็ชอบพูดถึงเรื่องทฤษฎีศิลปะตลอดถึง
ทฤษฎีศิลป์ ตลอดถึงทฤษฎีกวีนิพนธ์ โดยเฉพาะเรื่องโศกนาฎกรรม (Tragedy) ทัศนะของ
เพลโต้เก่ยี วกับสุนทรียศาสตร์ ปรากฎอยใู่ นหนังสอื 3 เลม่ คอื

1. Phaedrus
2. Symposium
3. Philebus
ในหนงั สอื ทัง้ สามเล่มปรชั ญาสนุ ทรยี ศาสตร์ยงั ปนเคลา้ อยู่กบั จริยศาสตร์ และอภิปรัชญา
และห่างไกลจากภาวะท่ีพอจะเรยี กได้วา่ การสำรวจวินจิ ฉยั สนุ ทรียศาสตรต์ ามหลักประจักษ์
นิยมสุนทรียศาสตร์สมัยกลางและสมัยใหม่ ได้วิวัฒนาการมาโดยลำดับ ความสนใจทาง
ปรัชญาเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น ในอันที่จะวางรากฐานแนวความคิดอย่างใดอย่างหนึ่งเพ่ือ
เสรมิ สรา้ งศลิ ปะ และเพือ่ วางรากฐานของสมมติฐาน (Hypothesis) เกย่ี วกับความสำคญั ของ
ความงามในจกั รวาลในยุคเดยี วกัน นักเขียนบางทา่ นโดยเฉพาะในองั กฤษ เชน่ ชาฟทส์ บิวร่ี
(Shaftesbury) เบิรค์ (Burke) และฮูม (Hume) ได้ดงึ งานดา้ นสุนทรยี ศาสตร์มาวิเคราะห์ใน
เชิงจิตวิทยาเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ เช่น ความพอใจและความซาบซึ้งในด้านความงาม การ

29

สำรวจทางจิตวทิ ยา (Psychological investigation) เก่ยี วกับความงาม ความจรงิ ไมใ่ ชเ่ พียง
เกดิ ในศตวรรษท่ี 17 เท่านั้น มันเรม่ิ มกี ารรอื้ ฟ้ืนมาจากสมัยกรกี อรสิ โตเติล (Aristotle) ก็ได้
พดู เรอื่ งนไ้ี ว้ เขากลา่ วว่า “ศลิ ปะเกิดจากความตอ้ งการแสดงออกของอารมณ์ ศลิ ปะช้ันสงู ทำ
ให้จิตใจบริสุทธิ์ และสามารถสนองความต้องการทางสติปัญญา ความกดดันในทางอารมณ์
(Emotional pression) แสดงออกมาในรปู ของศลิ ปะ” การวเิ คราะห์ในเร่ืองน้ไี ด้ขาดตอนไป
ระยะหนึ่ง พอมาถึงศตวรรษที่ 18 จึงรุ่งเรือง Herbert Spencer นักจิตวิทยาชาวอังกฤษมี
ชีวิตอยู่ระหว่าง ปี ค.ศ. 1820-1903 ท่านผู้มีความเห็นศิลปะคือการแสดงออกของพลัง
ส่วนเกินมิได้ มีวัตถุประสงค์ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์อะไรมากไปกว่านี้อีกท่านห นึ่งคือ
Theocler Lipps ท่านผู้นี้กล่าวว่า ศิลปะ คือ Empathy ได้แก่ การถ่ายทอดความรู้สึกจาก
จิตลงในวัตถุแล้วรับเอาสภาพทีเ่ รารู้สึกตอ่ วัตถุนั้นมาสร้างอารมณ์ให้เกดิ ข้ึนในรปู ของศลิ ปะ
Leo Tolsloy ถือว่า ศลิ ปะคอื คล่ืนแหง่ ความรสู้ ึกทีบ่ คุ คลคนหน่ึงถ่ายทอดไปยังบคุ คลอื่น ซึ่ง
มีประสบการณ์และมีอารมณ์เช่นเดียวกัน โดยใช้เส้น สี เสียง การเคลื่อนไหว หรือคำพูด
ศิลปะชว่ ยใหม้ นษุ ยม์ ีเอกภาพ มคี วามรกั มภี ารดรภาพ ซิกมันด์ ฟรอยด์ มีทรรศนะวา่ ศิลปะ
เกิดจากการเล่น แต่เป็นการเล่นของผู้ใหญ่จึงออกมาในรูปของความฝันซึ่งตกอยู่ภายใต้
อำนาจของจิตใต้สำนึก เมื่อถูกนำมาผนวกกับจิตสำนึกจึงออกมาในรูปของสุนทรียศาสตร์
เปน็ เครอื่ งผ่อนคลายความกดดันทางอารมณอ์ นั เกดิ จากความตอ้ งการเรอื่ งเพศ

ตามทัศนะสมัยใหม่ถือว่า พื้นฐานของการลอกเลียนแบบด้านความงามของโลก คือ
กิจกรรมด้านสร้างสรรค์ที่สามารถนำมาใช้ได้ในภาคปฏิบัติ และมีจุดมุ่งหมายไม่เพ้อฝันใน
ด้านกิจกรรม สรัตถะ (Essence) ทางสังคมและพลังสร้างสรรค์ของมนุษย์มุ่งไปในการ
เปลี่ยนแปลงธรรมชาติ และสังคม จะต้องได้รบั การพัฒนาให้กลมกลืนกนั อย่างเข้าใจ และมี
อสิ ระและได้แบ่งสนุ ทรียศาสตร์ออกเปน็ กลมุ่ ใหญ่ ๆ ดงั นี้

1. ความงามและความขเ้ี หร่ (Beauty and Ugliness)
2. ความดแี ละความเลว (Noble and Base)
3. ความเศร้าโศกและความรา่ เรงิ (Tragic and Comic)
4. ผดู้ แี ละไพร่ (Heroic and Vulgar)
สิ่งเหล่านี้ปรากฎในฐานะเป็นรูปภายนอกของความเข้าใจด้านสุนทรียศาสตร์เกี่ยวกับ
โลกในแต่ละหน่วยของสังคมและในชีวิตของบุคคลแต่ละคน ในด้านกิจกรรมด้านการผลิต
และสงั คม การปกครอง ในทศั นะคติต่อธรรมชาติ ในทางวฒั นธรรมและชีวติ ประจำวัน
ทัศนะใหม่นี้ สุนทรียศาสตร์ที่แท้จริง จะต้องรับใช้มวลชนก่อให้เกิดพลังสร้างสรรค์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการผลิต เช่น วรรณคดี จะต้องเกื้อกูลต่อชีวิตชนสว่ นใหญ่ที่เรียกวา่

30

รับใช้ประชาชน ซึ่งเบี่ยงเบนออกไปจากทัศนะคติเดิมที่ว่า ศิลปะทุกอย่างจะต้องไม่มี
จดุ หมายปลายทางอยู่ท่ีอัตถประโยชน์ (Useful things)

31

บทท่ี 2
สนุ ทรียภาพตามแนวคิดปรชั ญาตะวนั ตก-ตะวันออก

สุนทรียภาพ เป็นเรื่องราวของความงามที่แนบเนือ่ งอยู่กับคำว่าสนุ ทรีศาสตร์แตเ่ พ่อื ให้
เนื้อหามีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการเรียบเรียง จึงใช้ศัพท์ดังกล่าวในการสื่อความหมาย
สุนทรยี ภาพเปน็ เร่ืองทปี่ รากฏอยู่ในแนวคิดและวิถีชีวิตวัฒนธรรมของมนษุ ย์ทุกส่วนของโลก
ในเอกสารนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่าทฤษฎีความงาม ศิลปะวิทยาการแขนงนี้มีปรากฏอยู่ใน
วัฒนธรรมของชาวตะวนั ตกและตะวนั ออก โดยจะเน้นให้เห็นในสายอารยธรรมทสี่ ำคัญทเ่ี ปน็
ภาพโดยกว้างๆ ของแนวคิดและปรชั ญาสายนนั้ ๆ ดงั ต่อไปนี้
1.สนุ ทรยี ภาพตามแนวคดิ ปรัชญาตะวันตก

ตามแนวความคิดของนักปรัชญาตะวันตก เรื่องราวของสุนทรียศาสตร์จะเป็นไปตาม
แกนของความคิดทางปรัชญาของแต่ละสมัย เช่น ในสมัยกรีกโบราณ แกนความคิดทาง
ปรชั ญาจะอยทู่ อี่ ภิปรชั ญาท่ีถกกันเรอ่ื งสภาวะที่แท้จริงของโลกและชวี ิต สุนทรียศาสตร์ก็จะ
พูดถึงปัญหาสุนทรียะที่มีอยู่ในเรื่องโลกและชีวิตตามนั้น หรือต่อมาในสมัยกลางปรัชญา
ศาสนาของศาสนาคริสต์มีอิทธพิ ล ปัญหาทางสนุ ทรียะก็จะถกถึงทิพยภาพของพระเจ้า เป็น
ตน้

ประวตั แิ ละพฒั นาการของสุนทรยี ศาสตร์ไว้เปน็ ยคุ ๆ ดงั นี้ (Harell, J.2005;1-30)
ยุคกรีกโบราณ สุนทรียศาสตร์เป็นการผสมระหว่างอภิปรัชญากับปรัชญาศิลปะ
โดยเฉพาะ ตามทฤษฎีทางอภิปรัชญาของไพทากอรัสที่มีความเชื่อว่าเนื้อแท้ของโลกและ
จักรวาลมีความเป็นระเบียบลงตัวเป็นระบบจำนวน ศิลปะต่างๆ ก็มีความเป็นระเบียบลงตวั
เช่นเดียวกนั โดยเฉพาะดนตรีท่แี สดงออกถงึ ความลงตวั ทางคณิตศาสตร์
เอ มเป โ ดเคลส ( Empedocles Ancient Greek: Ἐμπεδοκλῆς; Empedoklēs ca.
490–430 BC) (พ่วง มีนอก, สุนทรียศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัย
รามคำแหง, 2536. หน้า 19-24.) ได้แสดงปรัชญาพหุนิยมของธาตุต่างๆ โดยได้แสดงข้อ
เปรียบเทียบระหว่างศิลปิน คือจิตรกรกับความรัก ซึ่งเป็นเหตุนำธาตุต่างๆมารวมกันเข้า
โดยถือว่าสรรพสิ่งมารวมกันด้วยความรัก ธาตุต่างๆ เป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่งที่กำลัง
เปน็ อยู่ หรอื ไดเ้ ป็นมาแล้ว หรือวา่ จะเปน็ อยูต่ อ่ ไป สิ่งทรี่ ับรูไ้ ด้กค็ อื วัตถุที่เกิดจากการประสม
รวมกนั ของธาตุทงั้ หลาย ดว้ ยอำนาจของความรกั หรอื ทแี่ ตกแยกออกไปก็ดว้ ยอำนาจความ
ขัดแย้ง

32

ไพธาคอรัส (Pythagoras= Pythagóras c. 570–c. 495 BC) ถือว่าจักรวาลได้ผลิต
เสียงเพลงที่ไพเราะ และรวมตัวกันได้ด้วยการประสานความกลมกลืนกัน รูปแบบต่างๆ ท่ี
สำคัญของความงามคือระเบียบสัดส่วน และความจำกัดที่ศาสตร์ทั้งหลายทางคณิตศาสตร์
ได้แสดงขดี ขั้นไวโ้ ดยเฉพาะนัน่ เอง

เฮราคลิตุส (Heraclitus Ἡράκλειτος ὁ Ἐφέσιος — Hērákleitos ho Ephésios; c.
535–c. 475 BCE)) เป็นเจ้าของทฤษฎวี า่ ปฐมธาตุของสรรพส่ิงคือไฟ และแนวคิดเกี่ยวกบั
สนุ ทรยี ทรรศนว์ ่าจดุ รวมในปรัชญาว่าโดยความเปล่ียนแปลง และภาวะความสัมพันธ์ระหว่าง
ลักษณะต่างๆของไฟมากกว่าสิ่งที่ถูกสัมพันธ์ ความงามเป็นความประสานกลมกลืนกันของ
โลกน้ี ซึ่งไปประกอบด้วยการยึดเกาะกันอย่างเหนียวแน่น ที่มีอุปมาเหมือนกับการเกาะยึด
กันของคันศรกบั สายศร

กลุ่มโซฟิสต์ (Sophist) เช่น โปรตะโกรัส (Protagoras Greek: Πρωταγόρας) (ca.
490 BC – 420 BC) มีทรรศนะว่าเหตุผลเป็นธาตุสากล ผัสสะเป็นธาตุเฉพาะในตัวมนุษย์
เหตผุ ลตดิ ต่อได้ ผสั สะไม่ได้เปน็ ความรู้สกึ ทางอารมณ์ของใคร ก็เป็นสง่ิ ที่มีอยู่ในตัวของบคุ คล
นั้น ท่านได้ปฏิเสธความแตกต่างที่ว่ามนุษย์เป็นเครื่องวัดทุกสิ่ง ซึ่งมนุษย์ในที่นี้หมายเอา
เฉพาะมนุษย์ที่เป็นปัจเจกบุคคลเท่านั้น การเป็นเครื่องวัดหมายถึงการเป็นมาตรฐานของ
ความจริงในทุกส่ิง โดยแตล่ ะคน ซง่ึ จะเปน็ มาตรฐานวัดส่ิงที่เป็นจริงต่อตัวของเขาเอง สิ่งที่ผู้
รับร้วู ่าเปน็ จริง กเ็ ป็นจริงสำหรบั คนอ่ืน

ยุคกรีกรุ่งเรือง สุนทรียศาสตร์เป็นการผสมผสานระหว่างจริยศาสตร์กับปรัชญาศิลปะ
พลาโตได้ให้คำอธิบายศิลปะว่า ศิลปะคือการเลียนแบบ (Form) โดยเฉพาะทัศนศิลป์ ส่วน
ดนตรีนั้นไม่มีแบบแต่มนั กม็ ีอิทธิพลต่อมนุษย์มาก และเขาเห็นว่าศลิ ปะเป็นสิ่งท่ีกล่อมเกลา
และสร้างเสริมให้มนษุ ยม์ ีจรยิ ธรรม

ปรัชญาสมัยกรีก ซึ่งมีโสกราตีส (Socrates Sōkrátēs; c. 469 BC–399 BC] pro-
nounced/ˈsɒkrətiːz/ in English) ได้มีทรรศนะกับเรื่องน้ี ในงานเขียนของเพลโต
โดยเฉพาะเรือ่ ง Symposium โดยมสี าระสำคญั ก็คือวา่ ความงามน้ันเป็นผลมาจากความรัก
ความรักกค็ ือความหิวกระหายของวญิ ญาณมนษุ ยท์ ี่จะเขา้ ถงึ ความงามอนั เป็นทพิ ย์ ผูท้ ตี่ กอยู่
ในความรกั นน้ั ไมไ่ ด้แสวงหาความงามอย่างเดยี ว แตจ่ ะสร้างสรรค์ความงดงามด้วยความงาม
นั้น สามารถรักษาไว้ได้ด้วยความรักอันกอปรด้วยการมีปัญญา คุณธรรม ความบริสุทธิ์
ยุติธรรมและความเชอื่ ม่ันในส่งิ ที่ดีงามของตน ความงามลักษณะน้ีถือว่าเปน็ ความงามแห่งจิต
วญิ ญาณท่ีจะเขา้ ถึงความเปน็ อมตะของความรกั คือ การมีปัญญาทแ่ี ทจ้ รงิ

33

เ พ ล โ ต (English pronunciation: /ˈpleɪtoʊ/; Greek: Πλάτων, Plátōn, "broad";
428/427BC – 348/347 BC), เปน็ ผ้จู ดุ ประกายปัญหาท่ีตอ้ งโตเ้ ถยี งกัน อนั ไดแ้ ก่ ความงาม
คืออะไร ค่าของความงามนั้นเป็นจริงมีอยู่โดยตัวของมันเองหรอื ไม่ หรือว่าค่าของความงาม
เปน็ ส่ิงทเ่ี ราใชก้ ับสงิ่ ท่ีเราชอบ ความงามกบั สิ่งทีง่ ามมคี วามสมั พันธก์ นั อย่างไร

เพลโตเชื่อว่าความเป็นจริง (reality) มีอยู่ในโลกของแบบ (archetypes or forms) ท่ี
อยู่เหนอื ไปจากประสาทสัมผสั ของมนุษย์ ซ่ึงเปน็ ตน้ แบบตา่ งๆของสรรพส่ิงซ่ึงมีอยูใ่ นโลกแห่ง
ประสบการณ์ของมนุษย์ วัตถุสิ่งของต่างๆของประสบการณ์เป็นเพียงตัวอย่าง หรือการ
เลียนแบบรูปในโลกของแบบทั้งสิ้น นักปรัชญาท่านนี้พยายามให้เหตุผลสำหรับวัตถาตาม
ประสบการณ์ (ในโลกมนุษย์) กับความเป็นจริง (โลกของแบบ) ที่มันเลียนแบบมา บรรดา
ศิลปินทั้งหลายลอกแบบวัตถุตามประสบการณ์อีกทอดหนึ่ง หรือใช้มันในฐานะเป็นต้นแบบ
อันหนึ่งสำหรับงานของพวกเขา ด้วยเหตุนี้ ผลงานของบรรดาศิลปินทั้งหลายจึงเป็นการ
เลียนแบบของการเลียนแบบอกี ทอดหนง่ึ เพอ่ื ความเขา้ ใจชัดเจนข้ึนขอยกตัวอย่างต่อไปนี้

โลกของแบบ - "ม้า" (ม้าทมี่ ีอยใู่ นสมอง/ความคดิ ของมนุษย)์
โลกของประสบการณ์ - "ม้า" (ม้าที่เราสัมผสั รบั ร้จู รงิ - เลียนมาจากโลกของแบบ)
โลกของศลิ ปะ - "ม้า" (ภาพวาดม้า ทเ่ี ขยี นเลยี นแบบโลกของประสบการณ)์
ความคิดของ Plato นี้ปรากฏเด่นชัดในหนังสือของเขาเรื่อง The Republic (*), Plato
ไปไกลมากถึงขนาดให้ขบั ไล่หรือเนรเทศศลิ ปินออกไปจากอุตมรฐั ซึ่งเป็นสังคมในอุดมคติของ
เขา ทั้งนี้เพราะเขาคิดว่าผลงานของศิลปินเหล่านั้นกระตุ้นและสนับสนุนความไร้ศีลธรรม
และผลงานประพันธ์ทางด้านดนตรีบางอย่าง เป็นมูลเหตุให้เกิดความขี้เกียจ หรือด้วยการ
เสพงานศิลปะ ผู้คนอาจถูกยุยงให้เกิดการกระทำเลยเถิดเกินกว่าจะยอมรับได้ไป
(immoderate actions)
โดยสรุปแล้วแนวคิดด้านสุนทรียภาพในสมัยกรีกนั้น มีเนื้อหาที่สัมพันธ์กับแนวคิดทาง
อภิปรชั ญาและจรยิ ศาสตร์ สว่ นศลิ ปะประเภทอื่น เชน่ ศิลปกรรมเป็นงานท่ีสมบูรณ์แบบทุก
อย่างจนถือได้ว่าเป็นจดุ เริ่มตน้ ของศิลปกรรมยโุ รปทั้งหมด ในขณะที่อารยธรรมของโลกที่มี
มาก่อนสมัยกรีกเช่น อียิปต์ เมโสโปเตเมีย เน้นแต่การบูชาบวงสรวง แต่กรีกยึดมั่นเหตุผล
และความสมบูรณ์ของมนุษย์ นั่นก็คือชาวกรีกเริ่มให้ความสำคัญแก่สุนทรียภาพในวิถีชีวิต
ของมนษุ ย์ มากกว่าเป็นเร่ืองของจินตนาการเก่ยี วกบั เทพเจ้าดา้ นเดียว
ยุคกลาง สุนทรียศาสตร์เป็นการผสมผสานระหว่างเทววิทยากับศิลปะ ความสุนทรียะ
คอื ทพิ ยภาพของพระเป็นเจา้ และศิลปะมหี นา้ ทร่ี ับใชศ้ าสนา

34

ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยา สุนทรียศาสตร์เป็นการผสมผสานระหว่างปรัชญาศิลปะกับ
วิทยาศาสตร์ อิทธิพลของศาสนาคริสต์เสื่อมลง นักคิดนักปรัชญาสามารถแสวงหาความรู้
ใหม่ๆได้มากขึ้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไดพ้ ัฒนาและแตกออกไปเป็นเรื่องหนึง่ ต่างหากจาก
ปรัชญา ทฤษฎีกลศาสตรไ์ ด้รับการนำเข้ามาศึกษาในทางศิลปะ เป็นการนำเอากรีกโรมันมา
ปรับปรุงดัดแปลงใหม่ สมัยฟื้นฟู แปลว่า การเกิดใหม่ของศิลปะเดิม นักวิจารณ์บางท่านถือ
ว่าเป็นการเริ่มต้นศิลปะสมัยใหม่ ในทางศิลปกรรมเป็นการรวมเอากรีกโรมันมาฟื้นฟูใหม่ท่ี
โดดเด่นมีการออกแบบให้สมดุลจากแกนกลาง คือ มีโดมอยู่ตรงกลางแล้วมีโดมย่อยๆอยู่ทศิ
ตา่ งๆ ในทางทศั นศลิ ปไ์ ดร้ ับการฟน้ื ฟูใหม้ ีลกั ษณะของตนเองและเจริญกา้ วหน้ามากทีส่ ดุ

ยุคใหม่หรือยุคสว่างระยะแรก สนุ ทรียศาสตร์เปน็ การผสมผสานระหวา่ งญาณวทิ ยากบั
ปรัชญาศลิ ปะ โบมการ์เตนไดบ้ ัญญตั ิศพั ท์ “aesthetics” เพ่ือทีจ่ ะอธบิ ายความรู้ได้จากการ
รบั รู้ดว้ ยสัญชาน (perceptual) ซึง่ จะมลี ักษณะเป็นความรู้สึก ลกั ษณะแตกตา่ งจากความรู้ท่ี
เกดิ จากมโนทศั น์ (conceptual) ซง่ึ จะเป็นความเขา้ ใจ

ยุคปัจจุบันหรือยุคสว่างระยะหลัง ศิลปะต่างๆเข้าสู่ยุคแบบแผน (classic) สุนทรีย-
ศาสตร์ได้รับการศึกษาอย่างจริงจัง นักปรัชญาได้ศึกษาสุนทรียศาสตร์ในลักษณะที่เป็น
ศาสตร์เฉพาะทางที่มีปัญหาต้องค้นควา้ แตกตา่ งจากศาสตร์อืน่ ๆ แต่ก็จะเกี่ยวพันกับศาสตร์
อื่นๆ ในลักษณะบูรณาการเชิงปรัชญา เช่น นักปรัชญาที่มีความคิดทางอภิปรัชญาอย่างไร
สุนทรยี ศาสตร์กจ็ ะคล้อยตามน้นั
2.สุนทรยี ภาพตามแนวคดิ ปรชั ญาตะวนั ออก

แนวความคิดทฤษฎีเกีย่ วกับความงามในตะวันออกที่ได้รับการศึกษาและเป็นที่คุ้นเคย
ของวงการศึกษาที่สำคัญมีแหล่งสำคัญคือแนวความคิดของปรัชญาอินเดียและจีน และ
อาหรับแตใ่ นเอกสารนี้จะเนน้ เฉพาะแนวคิดทฤษฎขี องปรชั ญาอินเดยี เพราะถือวา่ เป็นแหล่ง
ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมประเพณีไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ ดังนั้น จึงขอ
กลา่ วถงึ แนวคดิ เร่ืองสุนทรียภาพ ความงามในปรัชญาของพราหมณแ์ ละพทุ ธศาสนา

สุนทรยี ศาสตร์ตามแนวคดิ ตะวันออก ได้ยึดถือรากฐานทางวฒั นธรรมของพราหมณ์และ
พุทธ ซึ่งมีอิทธิพลต่อศิลปะและความงามของไทย สรุปเป็นภาพรวมโดยพอสังเขปดังนี้ :
แนวคิดตะวันออกมองวา่ ปรัชญาศาสนา สุนทรยี ศาสตร์ และศลิ ปะ ไมม่ ีส่วนใดแยกออกจาก
กันได้ หรือทั้งหมดที่กล่าวรวมเป็นสิ่งเดียวกันในโลกทางวัฒนธรรมของวิญญาณ (Spiritual
culture) ทั้งนี้เพราะทั้งปรัชญา ศาสนา สุนทรียศาสตร์และศลิ ปะนอกจากวา่ จะโปรดปราน
ทางใจในโลกโลกิยะแล้ว ยังเป็นสิ่งที่หล่อเลีย้ งทางจิตวิญญาณ (Spiritual needed) ในโลก
ธรรมะอีกด้วย หากจะต้องทำความเขา้ ใจถึงหวั ใจของสนุ ทรียศาสตร์ในวัฒนธรรมตะวันออก

35

ไม่ว่าจะเป็นพุทธ พรามณ์ ก็ต้องเขา้ ใจในปรัชญา ศาสนาและศลิ ปะ รวมกันเปน็ จกั รวาลหน่ึง
ของความคดิ เดียวกัน
2.1 สุนทรียศาสตร์ตามแนวปรัชญาของพราหมณ์

สุนทรีย ศา สตร์เชิงคว า มคิดขอ งพ รา มณ์เป็นเสมือนก ล่ิ นอา ยสีสันขอ งดอ กไม้เก่า
สุนทรยี ศาสตรใ์ นแนวพุทธกเ็ ปรยี บเสมือนดอกไมใ้ หม่ แต่ท้งั คู่ก็มาจะรากเหง้าเดียวกันซึ่งจะ
สามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยอาจจะสรุปได้ดังน้ี การรวมจิตใจและและวิญญาณท่ามกลาง
สภาวะของจิตวิญญาณผ่องใส จะทำให้ตนเองรู้ความเป็นตัวของตัวเอง (Self perceives)
สัมผัสกับคุณค่าทางธรรมชาติ รวมทั้งคุณค่าของความงามหรือดีงามจากความชำนาญด้าน
ฝีมือจากการสรา้ งผลงานศิลปะก่อเกิดสภาวะจิตสุนทรียะกับอารมณ์ หรือเรยี กอกี อย่างหนง่ึ
ว่าสุนทรียารมณ์ (Aesthetic emotion) ในลักษณะของความซาบซึ้ง อันเป็นสุนทรียะ
ลักษณะอันหนึ่ง ซึ่งปรากฎในญาณสมาธิ จึงเรียกลักษณะที่มาของมันว่า สนุทรียญาณ
(Aesthetic contemplation) สนุ ทรียญาณจึงมีความแตกตา่ งทง้ั แหลง่ ทมี่ าและรากฐานของ
แนวคิดที่มีต่อชีวิตและโลกของลักษณะของกึ่งศาสนา กึ่งปรัชญา โดยมองตรงสิ่งที่กระทบ
ภายใน (Inward contact) จากจิตสัมผัสเป็นหลัก ในกรณีดังกล่าวนี้ ทางตะวันตกเจือปน
(Impure Aesthetic) หรือแบบอ้อม (Indirect Aesthetic) ความเป็นสุนทรียศาสตร์ใน
แนวความคดิ น้ี ถา้ ไม่นำเข้าสคู่ วามซาบซ้ึงในอย่างใดอยา่ งหน่ึงในคุณงามความดีอันประเสริฐ
(Goodness) ก็จะนำไปส่คู วามซาบซงึ้ ในสจั ธรรมสูงสดุ (Absolute Truth) หรือท้งั สองอย่าง
ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าสุนทรียทัศน์ (Aesthetic conception) แนวความคิดของ
ตะวนั ตก รากฐานและทมี่ าคือคุณคา่ จากความงามทางดา้ นศิลปะท่ีสัมผสั และการรับรู้ได้ด้วย
ความรู้สึกดว้ ยการกระทบจากภายนอก (Outward contact) คือการเหน็ หรือการไดย้ นิ หรอื
เรียกรวมกันว่าสุนทรียศาสตร์บริสุทธ์ิ (Pure aesthetics) โดยไม่ค่าอื่นเจือปน หรือดังที่
เรยี กว่า สุนทรยี ศาสตร์แบบตรง (Direct aesthetics) ตัวอยา่ งเพื่อจะไดเ้ ปน็ การขยายความ
เข้าใจในมติ ิของสุนทรยี ญาณให้ชัดและมองเห็นเปน็ รปู ธรรมแกผ่ ู้รว่ มวัฒนธรรมเดียวกันด้วย
มมุ มองแบบชาวบ้านง่ายๆดังน้ีดงั น้ี

“คนหลาวลกู ศรทแี่ ท้จรงิ จะไม่รบั ร้สู ิ่งใดอยเู่ บอื้ งหลัง ขณะทีต่ นฝังตัวเองอย่กุ ับงานที่ทำ
แต่อย่างน้อยก็ยังมีสติสัมปชัญญะควบคุมกายของตนได้” สุนทรียญาณ (Aesthetic
contemplation) แสดงให้เห็นว่าขณะที่ผู้สรา้ งสรรค์ผลงานน้นั จากหว้ งของญาณสมาธิ: คร่ึง
หลบั -ครึง่ ตื่น เพือ่ ให้จติ ไดส้ มั ผสั กับอารมณ์ของสุนทรียที่สอดใสไ่ วใ้ นผลงานของตน คนหล่าว
ลูกศร ช่างตดั เสอื้ หรอื ศิลปิน ผู้ซึง่ สรา้ งสรรค์ผลงานศิลปะนั้น ไม่ว่าเขาจะสร้างข้ึนสำหรับคน
ที่ตนสุดรักหรือเทพสุดบูชา ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน เล่ากันว่าวาลมิกิ (Valmiki) กวีผู้

36

ย่ิงใหญใ่ ชญ้ าณสมาธอิ นั ยาวนานเพื่อเห็นเรอื่ งราวท้ังหมดของมหากาพย์รามเกียรติ์จบส้ินสุด
ลง ก่อนที่จะรจนาออกมาเป็นกวีด้วยซ้ำไป ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเบื้องหลังของบ่อเกิด
สนุ ทรยี ศาสตร์เชงิ การคดิ ตะวันออกใหพ้ อเขา้ ใจโดยภาพรวมเท่าน้นั

ทฤษฎีสุนทรียศาสตร์ของพรามณข์ องพรามณ์ Bramanistic theory aesthetics
ปกติประเพณีของตะวันออกจะยึดถือสุนทรียารมณ์ หรือ สุนทรียะทางอารมณ์อันเกิด

จากสุนทรียะเชิงจินตนาการ ดังวรรณกรรมและศิลปะอื่นๆผ่านรูปแบบของสุนทรียญาณ
ทั้งสิ้น ดังเช่น บทกวีจะสื่อสาระทางความคิดต่อบรรดาการสร้างสรรค์งานศิลปะประพณี :
ศิลปะดนตรี ศลิ ปะการแสดง และตลอดจนทัศนศลิ ป์ ตา่ งกม็ ีสาระทางอุดมคตดิ ว้ ยความงาม
เป็นมุมมองเดยี วกัน ตัวกำหนดแก่นแทข้ องสาระดงั กล่าวนี้ คือ ทฤษฎีสุนทรียศาสตร์อันโดง่
ดังและรู้จักกันดีในแวดวงศิลปะ ปรัชญาสุนทรียศาสตร์ ทั้งในวัฒนะธรรมตะวันออกและ
ตะวันตก คือ ทฤษฎีสุนทรียระสา (Aesthetic theory of Rasa) หรือทฤษฎีความงามท่ี
เปรียบเสมือนความเป็นรสธรรมชาตขิ องสิ่งใดส่ิงหน่ึงที่มากระทบความรู้สึกของการรบั รู้ของ
การรับรู้ทางกาย จิต และวิญญาณของมนุษย์ ขอบข่ายที่เป็นสุนทรียระสาพิสัย (The
domain of Rasa) องค์ประกอบหลกั ตามทฤษฎีระสา มดี ังน้ี

1. Rasa : ระสา (รส : Flavor) หมายถึงความงาม เป็นคุณค่าของสุนทรียภาพ หรือ
เป็นสาระที่เป็นเนื้อในอันเป้าหมายหลักของการเรียนรู้ในประสบการณ์
สนุ ทรยี ภาพ

2. Rasavat : ระสาวัต (สิ่งที่มีรส : Having Rasa) หรือสุนทรียวัตถุ (Aesthetic
objects) ท่มี ีคา่ รส ได้แก่ วัตถุตามธรรมชาตหิ รอื ศลิ ปะวตั ถทุ มี่ นุษยท์ ี่สรา้ งข้นึ

3. Rasika : ราสิกขา (ผู้มีศักยภาพพอเพียงในการรับรู้รส : One competent to
the tasting of Rasa) หมายถึงผู้ชื่นชมกับรสอาจเป็นผู้รักชอบคุณค่าสุนทรียะ
(Aesthete) หรือนักวิจารณ์ศิลปะที่แท้จริงหรือนักวิจารณ์ศิลปะที่แท้จริง (The
true critic)

4. Rasavadana : ระสาวัฒนะ (ตวั สนุ ทรยี รสหรือคณุ คา่ ของรส : ซึง่ เป็นคุณค่าทาง
ความงาม : Quality of beauty นั้นคือ ของสุนทรียภาพ : Aesthetic quality
ทปี่ ลุกเรา้ ความรูส้ กึ ใหข้ จรขน้ึ ในขณะท่กี ำลังรับรู้

4 องค์ประกอบหลักของทฤษฎีซึ่งสัมพันธ์สืบเนื่องเป็นเอกภาพของสุนทรียระสาพิสัย
แสดงให้เป็นแผนผังเพื่อแสดงความเขา้ ใจใหง้ า่ ยขึน้ ดงั น้ี จากสุนทรียระสาพสิ ัยแสดงให้เข้าใจ
กบั ลกั ษณะภาพรวมดังน้ี : ในแผนผงั ท่ี 1 : Rasa มิตขิ องสนุ ทรียระสานนั้ จะจบั เอาสาระเชิง

37

คุณค่าภายในทั้งสิ้น หากมองในเชิงพฤติกรรมทางสุนทรียศาสตร์ หรือประสบการณ์เชิง
สุนทรียภาพจะเกิดขึ้นโดยการพิสูจน์ได้ด้วยความเป็นตัวของตัวเอง (Self- identification)
ในขณะเดียวกับความคิดคำนึงถึงตัวตน (Self-forgetfulness) เพราะอยู่ในอาการลืมตัวใน
สภาวะของการหลับลึก (The state of –sleep) ในห้วงของสุนทรียารมณ์ชั่วขณะท่ี
สร้างสรรค์ผลงานของศลิ ปินหรือขณะท่ปี ลาบปลื้มปีติกับคุณคา่ สุนทรยี ภาพของผูร้ ับรู้ ซึ่งทั้ง
สองฝ่ายก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน ตามเงื่อนไขของสุนทรียญาณ ดังที่กล่าวไว้ตอนต้น ใน
แผนผังที่ 2 : Rasavat: หรือค่า (Value) ที่แฝงอยู่ในสุนทรียวัตถุทีน่ ำมาสู่ประสบการณ์ทาง
สนุ ทรียภาพในเชิงอุดมคติความงามน้ันไม่สามารถวดั สาระคุณคา่ ในของมนั ได้ เพราะคณุ ค่าท่ี
กล่าวนี้อยู่ในห้วงลึกของความจับจิตจบั ใจเบือ้ งหลังปรากฎการณ์ของพื้นผิวผลงาน : เส้น สี
เทคนิค และรูปแบบ ฯลฯ ของศิลปะซึ่งปรากฎการณ์ของรูปแบบศิลปะเป็นแค่มิตภิ ายนอก:
บทกวี จิตรกรรม ประติมากรรม งานวาดเขียน ฯลฯ เป็นตัวจุดประกายในการระลึกของ
ความงามเท่านั้น นี่คือมิติและมุมมองของศิลปะสัญลักษณ์ ในแผนผังที่ 3 : Rasika หรือ ผี
ความสรรรถภาพพอเพียงในการรับรู้ระสาหรือรสหรือค่าของสุนทรียวัตถุนั้นแบ่งได้เป็น 2
ประเภท คือ

1. ผู้รักชอบคุณค่าทางสุนทรีย์ไม่ใช่แค่เป็นผู้รู้ ดูออกหรือฟังเป็น ที่เกิดจากการ
กระทบด้วยความรสู้ กึ ธรรมดา แตเ่ ป็นผู้มศี กั ยภาพลึกซึ้งแบบลืมหูลืมตาเพียงพอ
ต่อการนำคณุ คา่ ท่ีรับรู้เขา้ ส่คู วามซาบซ้งึ กบั จิต และวิญญาณตนเองได้

2. นักวิจารณ์ศิลปะที่แท้ ผู้ซึ่งมีความรู้ศิลปะเชิงอุดมคติ ทำนองเดียวกับการ
สร้างสรรค์เพียงแต่ความรู้นั้นอยู่ในภาคการรับรู้ความเข้าใจซึ่งส่วนหนึ่งมาจาก
ความรู้ที่เกิดจากวาสนาของตนหรือสันดานที่เกิดมากับตัว อีกส่วนหนึ่งเป็นการ
เรียนรู้จากการเรียน รวมกนั เปน็ คุณสมบตั ปิ ระจำตวั ของผูร้ ้ซู ง้ึ กับคณุ คา่ ของความ
งามและวิจารณ์ศิลปะที่แท้จริง ตามมุมมองของพราหมณ์นั้นอย่างไร พิจารณา
จากคำบันทกึ “ความซาบซึง้ จำเปน็ ต่อผู้มอี ัจฉรยิ ภาพ ส่วนหนงึ่ เกดิ มากับตวั ส่วน
หน่ึงเกิดจากการปลูกฝงั เพยี งการปลูกฝังอยา่ งเดยี วนัน้ ไร้ผล เพราะความเป็นกวี
มีมาตั้งแต่เกิด เฉกเช่นระสิกขากับการวิจารณ์นั้นตระกูลเดียวกันกับความเป็น
อัจฉริยะ”

นักวิจารณ์ศิลปะที่แท้จริงจะเป็นผู้ถ่ายทอดคุณค่าผลงานศิลปินนั้น จะต้องสร้างสรรค์
ผลงานวิจารณ์ขึ้นด้วยการหาคุณค่านั้นมาสู่ความเข้าใจของผู้รับรู้ทางสังคมได้ทุกแง่ทุกมุม
ดังนั้น ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะเปรียบเสมือนการสร้างสญั ลักษณ์ภายนอกจะต้องมา
ควบคู่กับนักวิจารณ์ ซึ่งเป็นผู้ค้นหาคุณค่าภายใน ซึ่งไม่ใช่แค่ลักษณะการวิจารณ์ ลักษณะ

38

การติ การชมทางศิลปะของนักติชมศิลปะ ซึ่งเป็นการสรรเสริญเยินยอหรือตำหนิติเตียน
ศิลปะมิใช่เพียงแค่การวิจารณ์ศิลปะที่เข้าใจกันโดยทั่วไป แต่เป็นศิลปะของการวิจารณ์
ผลงานศิลปะขึ้นมาแต่ละชิ้นขึ้นมาใหม่ เผยเนื้อหาภายในออกมาเป็น เช่นเดียวผู้สร้างศลิ ปะ
หรือศิลปิน ณ จุดนี้ มุมมองของสุนทรียของพรามณ์ จะไม่ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์
ทางศิลปะเพราะไม่ใช่ขอบข่ายของการบนั ทึกสาระเชิงคุณค่าไว้แก่มนุษยชาติ เป็นสาระเชิง
คุณค่าที่ผสมผสานกันกบั รปู ทรงและเนือ้ หาออกมาเป็นศลิ ปะอดุ มคติได้นน้ั คือ ขอบข่ายทาง
สนุ ทรยี พิสยั ย่ิงกวา่ นั้นความงามอนั สูงสดุ ไม่อยู่ในสภาวะเกา่ หรือใหม่ หรอื อดตี ปจั จุบันของ
ชีวิตตามมุมมองของนักประวัติศาสตร์ แต่มันอยู่เหนือกาลเวลา มีอยู่และเป็นอยู่กับ
มนุษยชาติเสมอ ตามศรัทธาของผู้เชื่อที่ว่าคุณค่าความงามท่ีให้ความสุนทรีย์นั้นสร้างความ
ผ่องใสสุขแด่จิตวิญญาณ คือ ยอดปรารถนาของผู้ที่ยึดถือความมีกุศลในจักรวาลของจิต
วญิ ญาณ จงึ สรปุ วา่ สุนทรียญาณน้ัน ใหค้ ุณคา่ สุนทรยี ารมณ์แก่มนษุ ย์ ทั้งเป็นผู้รับร้ภู ายนอกคู่
กับผแู้ สดงออกภายในต่างก็มีความสขุ ใจ และวิญญาณดว้ ยความซาบซ้ึงปีตยิ ินดี
2.2 สนุ ทรยี ศาสตร์ตามแนวพุทธปรชั ญา

ตามนัยแห่งพระพุทธศาสนา ความจริงคือรากฐานของความงามและความดีของชีวิต
ความจรงิ ความงาม และความดี เปน็ คนละสิ่งกัน แตเ่ กยี่ วโยงกันแบบแยกกนั ไมไ่ ด้ กลา่ วคือ

- ความจริงเป็นท่มี าของความงามและความดี
- ความงามเป็นลักษณะของความจริง
- ความดีเปน็ เนือ้ หาหรือเปา้ หมายของความจริง
คนที่มีธรรมหรอื ความจรงิ ในตวั ยอ่ มมลี ักษณะคืองาม และผลได้จากการมีธรรมในตัวไม่
ว่าธรรมระดบั ใด คือภาวะลดลงของกเิ ลสและทุกขใ์ นชวี ติ หากมธี รรมสมบูรณ์ กิเลสและทกุ ข์
ก็ลดลง จนหมดส้นิ ในท่สี ดุ ซ่ึงถือว่าเปน็ ความดีสูงสุดของชวี ิต
ธรรมหรือความจริงมีอยู่ในคนใด คนนั้นก็เป็นคนงามและคนดี คนดีมีอยู่ในที่ใด ที่นั้นก็
พลอยงามไปด้วย พระพุทธศาสนาแสดงให้เห็นว่าคุณภาพหรือคุณสมบัติของธรรม ไม่
เพียงแต่ทำให้คนมีความงามเทา่ นั้น แต่ยังทำให้ธรรมชาติและสภาพแวดล้อมกลายเป็นสิ่งท่ี
งามไปด้วย
ตามนัยแห่งพระพุทธศาสนา ความงามในมิติทางธรรมมิได้หมายถึงความสวยงามเชิง
อารมณห์ รอื เชงิ ความรู้สึกนึกคดิ แต่หมายถึงภาวะลดลงของกิเลสและความทกุ ข์ จนถึงภาวะ
สิ้นกิเลส สิน้ ทกุ ขโ์ ดยสน้ิ เชิง ท่ีเรยี กวา่ วิมุตตริ ส ซง่ึ เปน็ ภาวะเชิงวัตถวุ สิ ยั

39

สว่ นความงามในมิติทางโลก ไดแ้ ก่ความงามทีช่ าวโลกพดู ถึงหรอื เขา้ ใจกันทว่ั ไป จากพระ
พุทธพจน์และอรรถาธิบายต่างๆ ดังท่ไี ดก้ ล่าวมาแล้วข้างตน้ แสดงให้เหน็ ว่าพระพุทธศาสนา
ก็กล่าวถึงความงามในทางโลก ทั้งความงามของคนและความงามของธรรมชาติ ไว้ไม่น้อย
เช่นกัน อันเป็นการยืนยันว่าพระพุทธศาสนามิได้มองข้ามความงามทางโลก และยอมรับ
ความงามทางโลกดว้ ย เช่น

- กล่าวถึงความงามของคนและความงามของผวิ พรรณ (สวุ ณฺณตา)
- ความงามของทรวดทรง (สุสณฺฐาน)ํ
- ความงามของรูปร่าง (สุรูปตา) (ขุ.ข.ุ 25/9/12)
- กล่าวถึงความงามของสตรี (อภิรูปา,อภิรูปตา,รูปโสภา) (ธ.อ.2/

109,111,117)
- กลา่ วถงึ ความงามของสตรี 5 อย่าง (ปญฺจกลยฺ าณี ) (ธมมฺ ปท.อ. 1/401)
แต่การกล่าวถึงความงามต่างๆเหล่านี้ พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นการกล่าวไปตามภาษา
โลก โดยไม่ทรงยึดถือไปตามโลก เพราะพระองค์ไม่ทรงขัดแย้งกับโลก ดังพระพุทธพจน์ใน
โปฏฐปาทสูตรว่า “ดูกรจิตตะ คำเหล่านี้เป็นโลกสมัญญา (ชื่อตามโลก) โลกนิรุตติ (ภาษา
ชาวโลก) โลกโวหาร (โวหารของชาวโลก) โลกบัญญัติ (บญั ญตั ขิ องชาวโลก) ทตี่ ถาคตใช้เรียก
แต่ไม่ยึดถอื ”(ที.สี.9/312/248)
ความงามเกดิ ขนึ้ ได้อย่างไร? มีพระพทุ ธพจน์ในสังยตุ ตนกิ าย สคาถวรรควา่ “สง่ิ สวยงาม
ทั้งหลายในโลก ไมใ่ ช่กาม ความดำรดิ ว้ ยการกำหนดั ของคนนั่นแหละคือกาม เม่อื กำจัดฉันทะ
(ความพอใจ) ในส่ิงเหลา่ นั้นเสยี ได้ สง่ิ สวยงามเหล่านัน้ มนั ก็ตั้งอยู่ของมนั อย่างน้ีเองในโลก”
(ส.ํ สคา.15/103/31)
พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงระบุลงไปว่ากิเลสตัวที่ทำให้คนเรามองสิ่งต่างๆแล้วเกิด
ความรู้สึกว่างาม คือ กิเลสตัวฉันทะ ฉันทะหรือตัณหานั่นเอง ฉันทะ แปลว่าความพอใจ
ตัณหา แปลว่าความอยากความพอใจ ซึ่งอาจจะรวมไปถึงเรื่องที่เรียกว่า ราคะ ด้วยก็ได้
ราคะกค็ อื ความยินดี ความชอบ ความตดิ ใจ พระพุทธเจา้ พระองค์ตรัสว่า สงิ่ ต่างๆที่เรียกกัน
ว่าเป็นสิ่งสวยงามนั้น จริงๆแล้วมันไม่ได้งาม ความคิดของคนที่ประกอบด้วยราคะท่ีมนั เป็น
ตวั ทำหนา้ ท่ี ทำให้เกดิ สิ่งท่งี าม
เพราะฉะนน้ั ถา้ เผอื่ คนเราละหรอื กำจดั หรอื ไม่มีสิ่งท่ีเรยี กว่า ฉนั ทะ บรรดาส่ิงที่เรียกว่า
งามๆทงั้ หลายในโลกน้ี มนั กอ็ ยู่ของมันอย่างน้ันเอง คอื ไมไ่ ดม้ คี วามหมายอะไร ตรงนีแ้ สดงว่า
ความงามในทางโลก ไดแ้ ก่ความงามของคน ความงามของวตั ถุนั้น มนั เปน็ ผลจากการท่ีคนท่ี

40

มีกิเลส สัมผัสหรือมองดูวัตถุแล้วเกิดความรู้สึกว่างามขึน้ มา แต่ว่าอีกส่ิงหนึ่งที่พระพุทธเจ้า
พระองค์ทรงตรัสว่าเป็นเงื่อนไขที่ทำให้มนุษย์เกิดความรู้สึกว่างามหรือไม่งามขึ้นมานั้น ตัว
วัตถุเองมันก็มีคุณสมบัตบิ างอย่างท่ีมีอำนาจทำให้มนุษย์สัมผัสมองเห็นแลว้ เกิดความร้สู กึ วา่
งาม

เพราะฉะนั้น เรื่องของความงามเกี่ยวกับวัตถุหรือความงามทางโลก มันจึงเป็นผลจาก
การที่มนุษย์ที่มีกิเลสสัมผัส หรือปะทะหรือสังสรรค์กับวัตถุที่มีคุณสมบัติบางอย่าง แล้วเกิด
ความรู้สึกวา่ งามข้ึนมา

เพราะฉะนนั้ คนทไี่ ม่มีกเิ ลส ซึ่งเราอาจจะเรียกรวมๆไดว้ า่ พระอรหันต์ ท่านจึงสมั ผสั หรอื
มองสิ่งต่างๆ โดยไม่เกิดความรู้สึกว่างาม เพราะมันไม่มีสิ่งที่จะไปเป็นอำนาจที่จะก่อให้เกดิ
ความคิด ความรู้สกึ วา่ งามขึ้นในจิตใจ กค็ ือไมม่ ีกเิ ลสนนั่ เอง

ฉะนน้ั จงึ กล่าวได้ว่า ความงามไม่ใช่คณุ สมบัติของวตั ถุ แตว่ ตั ถุมีคุณสมบัติบางอย่างท่ีจะ
ทำให้คนมีกเิ ลสเกดิ ความรู้สกึ ว่า งาม (อิฏฐะ กันตะ มนาปะ ปยิ ะ กามะ รชะ ) ความงามเปน็
ผลของการปรุงแต่งของจิตท่ีคดิ ไปตามอำนาจของกิเลสมีความพอใจ (ฉันทะ) เปน็ ต้น ฉะนั้น
ความงามของวัตถุ หรือความงามในมติ ทิ างโลก จึงเปน็ จิตวสิ ัย คือเปน็ ส่งิ ทจ่ี ิตคดิ ข้ึนเอง ไม่มี
ความเป็นจรงิ ในตัวเอง หากความงามของวตั ถุ เปน็ วตั ถุวสิ ยั ทุกคนกจ็ ะมองเหน็ วัตถุ วา่ งาม
เหมือนกนั หมด ทงั้ คนทม่ี กี ิเลสและไมม่ ีกิเลส

ตามนัยดังทกี่ ล่าวมาสรปุ ได้ว่า พระพุทธศาสนาถือวา่ ความงามของวตั ถุ หรือความงาม
ในมิติทางโลกเป็นจิตวิสัยและเป็นสิ่งที่เป็นไปตามการกำหนดของคนดังที่พระพุทธศาสนา
เรียกว่า โลกบัญญัติเท่านั้น นอกจากนี้ ยังอาจกล่าวได้ว่า ความมากน้อยของความงามทาง
โลกหรือความงามของวัตถุ ขึ้นอยู่กับความมากน้อยหรือความหนาแน่นความเบาบางของ
กิเลสในจติ ใจของคนน้ันๆดว้ ย หากไม่มกี ิเลสเลย กไ็ มม่ คี วามรสู้ ึกเรอ่ื งความงามทางโลกหรือ
ความงามทางวัตถเุ ลย

ความงามไม่ได้มีอยู่ในชีวิตคนท่ัวไปเท่านัน้ ในทางศาสนาและปรัชญาก็มีการกล่าวถึงไม่
นอ้ ย และมกี ารแบ่งแยกไว้ 2 พวกคอื

1. พวกศลิ ปนิ พวกท่ไี ม่สนใจจะอธบิ ายเร่อื งความงาม
2. นักปรชั ญา เป็นนักอธิบาย พยามยามหาความหมาย โดยสรุปวา่ ความงามคณุ ค่า
สำคัญต่อมนษุ ย์
ในสว่ นของศาสนาน้ันจะต่างออกไป เช่น จะกลา่ วถงึ เทพเจา้ ของความงาม เทพธิดาของ
ความงามโดยไม่ได้บอกถึงที่มา เหตุผลของความงาม ในส่วนของกรณีพุทธศาสนาจะแปลก

41

แตกตา่ งจากท้งั หมด ในคำสอนกลา่ วถึง ความงาม วจิ ติ รพิสดาร ทัง้ โดยทางตรงและทางอ้อม
ซ่งึ จะแบ่งออกเป็นหัวข้อย่อยๆ ดงั ต่อไปน้ี

ความงามของธรรม
พระพุทธศาสนาถอื ว่าธรรมมคี วามงามในกระบวนการทุกขนั้ ตอนของธรรม ซ่ึงคอื ความ

งามของหลักการของธรรม ความงามของวิธีการปฏิบัติ และความงามที่เกิดจากผลของการ
ปฏบิ ตั ิธรรมแต่บางครั้งอาจจะกลา่ วถึงคุณภาพของธรรมทแี่ สดงออกทางพฤตกิ รรมของคนซึ่ง
ถอื ความประพฤตเิ ปน็ ความงามทางธรรมประการหนง่ึ ถ้ามคี วามประพฤติดี ไม่มธี รรมอนั เลว
และอาจกล่าวถึงความงามของธรรมในภาพรวมที่ไม่มีแยกประเด็นโดยเน้นคุณค่ าธรรมท่ี
สำคญั ต่อชวี ติ คือ การอนเุ คราะห์ ความมีประโยชน์ ความเกื้อกูล และความสขุ

ความงามของคนและธรรมชาติ
ในความงามของคนนั้น คนมีความงามอยู่ 2 ประการ คือ ความงามทางกายและงาม

กิริยา ท่าทาง ความงามในร่างกาย เชน่ เป็นผู้ทีม่ ผี มงาม เนอ้ื งาม ผิวงาม กระดกู งามและวัย
งาม ส่วนความในกริ ยิ าท่าทาง ได้แก่ การท่ผี ู้หญิงวิ่งไมง่ าม เดนิ ธรรมดาจงึ งาม

ในด้านความงามของธรรมชาตินน้ั ไมว่ ่าจะเป็นสตั วท์ ้ังหลาย ซึ่งพุทธศาสนา ได้กล่าวถึง
ความงามของร่างกายและกิริยาท่าทางเช่นเดียวกับคน ทางด้านความงามของธรรมชาติไร้
ชวี ติ นั้น พุทธศาสนาไดก้ ลา่ วถงึ ทัง้ ความงามทีม่ ีรปู รา่ งและทรวดทรง และความงามเชงิ คุณค่า

ความงามคืออะไร
พระพุทธศาสนากล่าวถึงความงามไว้ 2 ด้าน คือ ความงามทางโลกและความงามทาง

ธรรม พุทธศาสนากลา่ ววา ความงามทางธรรมคอื ความงามซึ่งมลี ักษณะสำคญั ของความจริง
และกล่าวถึงในด้าน “คุณค่า” ของธรรมมากกว่าที่จะมุ่งไปถึงลักษณะทางอารมณ์หรือ
ความรู้สกึ และความงามทางโลกก็คือ ความงามที่เกิดจากกิเลสของมนุษย์ที่มตี ่อวัตถุ ซึ่งแต่
ละคนร้สู ึกแตกต่างกนั ไปไม่ตรงกนั ทางพุทธศาสนาถอื วา่ เปน็ ความไมจ่ ริงและไมม่ ีประโยชน์

ความงามของธรรมเป็นสากล
ในประเด็นของความงามธรรมน้ี พทุ ธศาสนาถอื วา่ ธรรม (ความจรงิ ) เป็นหน่ึงความงาม

ของธรรม คือ คุณค่าในด้านต่างๆและในระดบั ต่างๆที่ธรรมมีให้แก่ชีวิต มีผลทำให้เกดิ กิเลส
และความทกุ ขน์ อ้ ยลงจนถึงการหมดกเิ ลสและหมดทกุ ข์ และสามารถสรปุ ได้ว่าความจริงเป็น
ที่มาของความงามและความดี ความงามเป็นลักษณะของความดี ความดีเป็นเป้าหมายของ
ความจริง ความงามทางธรรมเปน็ วัตถุวิสัย ซี่งความงามชนดิ นี้เกดิ ขึน้ จากตัววัตถุเอง ดังนน้ั
ทุกคนจึงมองเหน็ ความงามเหมอื นกันหมด

42

ความงามทางโลก คือ ความงามเป็นผลทีเ่ กิดจากการปรงุ แต่งจิตใจ ไมใ่ ชค่ วามงามท่ีเกิด
จากตวั วัตถุเอง แต่วตั ถมุ ีคณุ สมบัตบิ างอยา่ งท่ีทำให้คนเกิดกเิ ลส จึงเปน็ จิตวสิ ยั คือ เป็นส่ิงท่ี
จติ คดิ ข้ึนมาได้เองไมม่ ีความเปน็ จรงิ ในตัวเองและในทางพระพทุ ธศาสนาถือวา่ ไมม่ ปี ระโยชน์

สรุป
พุทธศาสนา กล่าวคือความงาม 2 ด้าน คือ ความงามทางโลก หมายถึง ลักษณะความ

เป็นจริง ซึ่งเป็นผลมาจากคณุ ภาพและคณุ สมบัติของธรรมท่ีปรากฏต่อมนุษย์ผู้ที่มีญาณหรือ
แสดงออกทางพฤติกรรมของมนุษย์ผู้ทรงศีลธรรม ทำให้คนทั่วไปได้มองเห็นว่าเป็นผู้ที่งาม
โดยไม่จำกัดอายุและเพศวัยอย่างชัดเจน ความงามทางธรรม วัตถุวิสัย ทั้งนี้ เนื่องจาก
คุณภาพและคุณสมบัติเชิงวัตถุวิสัยของธรรม ทำให้ทุกคนที่ได้รู้และได้สัมผัสมีความรู้สึก
ตรงกนั และเหมือนกัน

ความงามทางโลก หมายถงึ ความงามทเี่ กิดจากกิเลส คือ ความยนิ ดพี อใจมนุษยใ์ นจิตใจ
มนษุ ย์กบั คณุ ภาพหรือคุณสมบตั ิของวตั ถุ แตล่ ะคนจึงมคี วามรู้สึกเกี่ยวกับความงามแตกต่าง
ไปตามกิเลสที่ตนมี ดังนั้น ความงามทางโลกจึงเป็นความงามทางจิตวิสยั หรือไม่จรงิ จึงไม่มี
ประโยชน์ในทางพทุ ธ ซงึ่ พุทธศาสนาถือวา่ ความจริงเท่านั้นทมี่ ีประโยชน์

สุนทรียศาสตร์เชิงการคิดแบบพุทธ เป็นลักษณะสุนทรียศาสตร์แบบเจือปนทีมได้มี
จุดมุ่งหมายเพื่อนำมาสู้ประสบการณ์ของความสุนทรีย์ จากคุณค่าในมิติทางโลกและถ้ามีก็
เป็นสุนทรีย์ที่นำไปสู่คุณค่าทางจรยิ ธรรม หรือสัจธรรมของชีวิตตามมิติและมุมมองในความ
เป็นศาสนาแนวคิดประสบการณ์ทางสุนทรยี ภาพทางโลกท่ีเกิดข้ึนในพุทธศาสนา สร้างสรรค์
ผลงานด้านศิลปะขึ้นเพื่อสักการะบูชาด้วยความหลากหลายของรูปแบบตามพลังของความ
ศรทั ธา ทัง้ น้เี ปน็ รปู แบบศลิ ปะกลน่ั กรองจากจินตนาการในโลกของอดุ มคติและการนำศิลปะ
ที่เกิดจากจินตนาการทางอุดมคติลงสู่โลกของความเป็นจริงของชีวิตรูปแบบของศิลปะเชิง
สัญลักษณ์จึงเป็นแค่มิติภายนอก (External sign) ที่จะแปรค่าของความหมายเพื่อนำกลับ
ไปสู่ความเข้าใจวา่ บรรดาสัญลักษณน์ ั้นๆหมายถึงอะไรในหว้ งของจินตนาการและโลกอดุ มคติ
รว่ มกันของชาวพทุ ธ ศิลปะของชาวพุทธกับศลิ ปะท่ีอยู่ภายใตศ้ าสนาพทุ ธน้นั คละเคล้ากันอยู่
หลากหลายและปรากฎอยูด่ าษดื่นในสังคมและวฒั นธรรมไทย ซึ่งแต่ละคนสามารถเลือกมา
เป็นประสบการณ์ทางสุนทรียภาพได้ทั้งค่านิยมหรือรสนิยมของตนในชีวิตประจำวันด้วย
ตนเอง มากกวา่ ระบบการเรียนรู้ในช้ันเรียนรู้ในชัน้ เรียน เพราะสุนทรยี ศาสตร์แบบพทุ ธมิได้
เข้าสู่ระบบการศกึ ษาแต่อย่างใด

43

บทท่ี 3
เกณฑก์ ารตดั สินความงาม

การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ใน
สง่ิ แวดล้อม หรือการทจี่ ติ ประเมนิ คา่ วัตถุทม่ี ีคุณคา่ ทเี่ ร้าให้เกิดความร้สู กึ ภายในจติ ใจ แม้ว่า
ความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับ
คุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้นๆด้วย แนวคิดทฤษฎีเกีย่ วกับเกณฑ์การตัดสินความงาม เป็นหลักใน
การพจิ ารณาตดั สนิ วา่ ความงามปรากฏอยู่ท่ีไหน แนวคดิ เหลา่ น้สี ามารถอธิบายตำแหน่งของ
ความงามได้ ซ่งึ มีทฤษฎีทใ่ี ชใ้ นการศกึ ษาสุนทรยี ศาสตรท์ ี่สำคัญ ความงามเป็นคุณสมบัติของ
วตั ถหุ มายถึงการตดั สินงามท่ปี รากฏในวตั ถุ หรือความงามเปน็ สิ่งทมี่ ีอยู่ในตัวของวตั ถุเอง ไม่
ขึ้นอยู่กับปัจเจกบคุ คล ความงามจึงเป็นวัตถุวิสัย ความงามของวัตถุเกิดจากสีและทรวดทรง
ของวัตถเุ อง

ความงามคอื ความรสู้ กึ เพลดิ เพลิน ความงามเป็นภาวะสมั พัทธ์ ความงามมิใชเ่ ปน็ จติ วิสัย
อย่างสิ้นเชิงและก็มิใช่เป็นวัตถุวิสัยอย่างสิ้นเชิงด้วย แต่เป็นภาวะสัมพัทธ์ระหว่างวัตถุกับ
บุคคลหรือกัตตากับกรรม (Subject and Object) ความงามเป็นอุบัติการณ์ใหม่ ความงาม
เป็นการผสมระหว่าง ความงามเป็นคุณสมบัติของวัตถุ ความงามเป็นอารมณ์ความรู้สึก
เพลิดเพลิน พร้อมกับเปน็ อบุ ัตกิ ารณ์ใหม่ (สเุ ชาวน์ พลอยชุม;) โดยมรี ายละเอียดดังต่อไปนี้
1. ความงามเป็นคุณสมบตั ิของวัตถุ (Beauty as the Quality of an Object)

กลุ่มสัจนิยมยืนยันวา่ ความงามเป็นคณุ สมบัตขิ องวตั ถุ เนื่องจากเป็นคุณสมบัติของวตั ถุ
ความงามจึงเป็นสิ่งที่มีอยู่ในเนื้อวัตถุและเป็นสิ่งที่มีติดมากับวัตถุนั้นตั้งแต่แรกเริ่มทีเดียว
วตั ถเุ ป็นสงิ่ ทส่ี วยงามอยูใ่ นตัวมันเอง ไม่ใชส่ วยเพราะสีหรอื สวยเพราะทรวดทรงของมัน และ
ความสวยงามของมันก็มีอยู่เสมอตลอดไปไม่ว่าจะสนใจหรือไม่สนใจมัน ความงามของวัตถุ
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสนใจของเรา การที่เราให้ความสนใจต่อวัตถุอันใดอันหนึ่งนั้นมิใช่
หมายความว่าเราสร้างความงามให้แก่วตั ถุนั้น แต่ที่เราสนใจมันก็เพราะเราพบว่าวัตถุนั้นมี
ความงามอย่ใู นตวั มันตา่ งหาก

ซี.เอ็ม.โจต เปน็ ผู้หนง่ึ ท่เี ชอ่ื ว่าความงามน้นั เปน็ วตั ถวุ สิ ัย เขากลา่ วว่าแม้ว่าเราจะสามารถ
กล่าวได้ว่าอณุ หภูมิมีระดับตา่ งๆกัน แต่เราก็ไม่อาจยนื ยันได้วา่ อุณหภูมิเป็นจิตวิสัย (หรือวา่
ขึ้นอยู่กับตัวเรา) เพราะการท่ีเราจะรูอ้ ุณหภูมินั้น เราต้องอาศัยเครื่องมือเป็นเครือ่ งวดั จึงจะ
พยากรณ์ไดว้ ่าอุณหภมู ิในบรรยากาศเป็นอย่างไร

44

จอห์น แลร์ด ก็เป็นอีกคนหน่ึงทีพ่ ยายามยนื ยันวา่ ความงามเป็นวัตถุวิสยั เขากล่าวว่า
“อันที่จริงแล้ว ธรรมชาติเป็นสิ่งที่สวยงามอยู่แล้ว ธรรมชาติประดับด้วยความงาม
เชน่ เดยี วกบั ประดับดว้ ยสีและแสง เมอื่ เป็นเช่นนไี้ ฉนความงามของธรรมชาตจิ ึงจะตอ้ งมาอยู่
ทเ่ี ราดว้ ยเล่า

เพลโต้ (Plato) มีทรรศนะว่างานศิลปะ คือ การเลียนแบบสิ่งเฉพาะบนโลกแห่งผัสสะ
และการเลียนแบบของศิลปิน เป็นเพียงความคล้ายคลึงหรือเป็นเพียงบางส่วนของต้นแบบ
(จรูญ โกมุทรัตนานนท์,สุนทรียศาสตร์, (นนทบุรี : เอส อาร์ พริ้นติ้ง แมสโปรดักส์, 2539),
หนา้ 25.)

เพลโต้เองกเ็ ช่อื วา่ ความงามเปน็ สิ่งทแี่ ท้จรงิ หรือเปน็ สง่ิ ท่ีมีอยู่จริง ความงามที่แท้จริงมิได้
อยใู่ นโลกแหผ่ สั สะน้ี แตใ่ นโลกแห่งมโนคติ (World of idea) ความงามมีลกั ษณะเป็นอสสาร
นริ นั ดร ไมเ่ ปลีย่ นแปลง

อริสโตเติล (Aristotle) กล่าวว่า ศิลปะเกิดจากนิสัยรกั การเลียนแบบของมนุษย์ มนุษย์
ชอบดขู องท่ีเลียนแบบมาจากของจริง บางคร้งั ของจรงิ อาจจะน่าเกลยี ดน่ากลัว แต่เม่ือมีการ
เลียนแบบมาเปน็ งานศิลปะ เช่นซากสตั วห์ รือซากศพ มนษุ ย์ก็ชอบดูงานศิลปะช้นิ น้ัน (พระ
ราชวรมุนี (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) , ปรัชญากรีก,(กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ศยาม, 2544). หน้า
269 -270.)

ค้านทก์ เ็ ป็นอกี คนหน่ึงท่ีเชื่อว่าความงามเป็นสิ่งทม่ี อี ย่จู ริง โดยไม่ขึ้นอยู่กับรสนิยมหรือ
ผลประโยชน์ของบุคคล เช่น เมื่อเรากล่าวว่า “ภาพนี้งาม” เรามิได้หมายถึงว่าเรามีรสนิยม
ชมชอบภาพในลักษณะน้ัน และไม่เกี่ยวกับว่าภาพนี้จะมีผลอะไรทางเศรษฐกิจหรือไม่ แต่
หมายความว่าภาพนม้ี ีลักษณะบางอย่างท่ีทำให้จิตของเรามคี วามรู้สกึ ทางสุนทรียภาพ

พวกที่ถือว่าความงามเป็นวัตถุวิสัยได้ให้เหตุผลบางประการเป็นการสนับสนุนทรรศนะ
ของพวกตนดังต่อไปน้ี

ก. ความงามของวตั ถเุ กิดจากสแี ละทรวดทรงของวัตถุเอง
ข. ความงามนั้นเป็นสง่ิ ที่เราไม่อาจอธิบายไดโ้ ดยไมต่ อ้ งมวี ตั ถหุ รือตวั กลาง
ค. เราอาจเกดิ ประทับใจในวรรณคดีบางเร่อื งอย่ชู วั่ ระยะเวลาใดเวลาหน่ึง แต่

เมื่อกาลเวลาผา่ นไปความประทับใจของเรากอ็ าจเปลยี่ นไป
ง. เรารเู้ ร่ืองความงามไดโ้ ดยอาศยั เพทนาการทางสุนทรียะ เช่นเดยี วกนั กบั เรา

รขู้ อ้ เท็จจรงิ ได้โดยอาศยั ความประจกั ษท์ างประสาทสัมผัส
กลุ่มท่ีเชอื่ วา่ มหี ลักเกณฑ์ท่ีตายตวั ทจ่ี ะใช้ตัดสินได้ เรยี กเกณฑ์ตัดสนิ นี้ว่า “ปรนัยนิยม”
(Objectivism) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่ามีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถ

45

นำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับ
ความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่าสุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะ
เข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่
เหมือนกนั ก็เพราะเราแตล่ ะคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาตทุ ีแ่ ท้จริงไดห้ รือตัวจริงมาตรฐาน
นั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑม์ าตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นตอ้ งฝึกพัฒนาจติ ให้สมบูรณ์จน
สามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจน
ชำนาญเป็นต้น นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต (Plato) อริสโตเติล
(Aristotle) และเฮเกล (Hegel) เป็นต้น

ดังที่กล่าวมาแลว้ จะเห็นได้ว่าทฤษฎีท่ีว่าความงามเป็นวัตถุวสิ ัยนั้น ถือว่าตัวกัตตาหรือ
บุคคลไมม่ คี วามสำคัญอะไรเลยในการตคี า่ ทางสุนทรียะ ข้อนีเ้ องเป็นขอ้ บกพร่องของทฤษฎีนี้
ฉะนนั้ จึงอาจมผี วู้ จิ ารณท์ ฤษฎีน้ีดังต่อไปน้ี

ก. การถือว่าความงามเป็นคุณสมบัติของวัตถุ เช่น สี เสียง ทรวดทรง เป็นต้น
เป็นสิ่งเดียวกนั นัน้ นับว่าเป็นข้อผดิ พลาดประการแรก เพราะวา่ คุณสมบัติ
ดังกล่าวนั้นเป็นเพียง “เงื่อนไข” ของคุณค่าทางสุนทรียะหรือความงาม
เท่านั้น มิใช่เป็นตัวคุณค่าหรือความงามโดยตรง คุณสมบัติเหล่าน้ี
“กลายเปน็ ” ความงามข้นึ มาก็เพราะมีความสัมพันธก์ ตั ตาหรอื บุคคลที่เกิด
ความประทับใจตอ่ คุณสมบตั เิ ทา่ นนั้

ข. การถือวา่ ความงามกบั คณุ สมบตั ิของวตั ถุเปน็ อันเดยี วกันน้ัน เปน็ ความเห็น
ที่ผิดเพราะเหตุผลอีกประการหนึ่งคือ คุณสมบัตขิ องวัตถุน้ันจะคงอยู่อย่าง
นนั้ ตลอดไป แต่ความงามของวตั ถุอาจจะเปล่ยี นไปตามบคุ คลหรอื ตามกาล
สมัย

ค. ความเห็นของฝ่ายวัตถุวิสัยที่ว่าการตัดสินทางสุนทรียะนั้นก็จำต้องอาศัย
ข้อเท็จจริงทางวัตถุ เช่นเดียวกับการตัดสินความประจกั ษ์ทางกายนั้นเป็น
ทรรศนะที่เราไม่อาจเห็นด้วยได้ เพราะว่าในการตัดสินทางสุนทรียะน้ัน
เราจะต้องตระหนักอยู่เสมอว่าเรากำลังพูดถึงความรู้สึกหรือว่าปฏิกิริยาที่
เรามีต่อวัตถุอนั หนึง่ ท่ีมอี ยตู่ ่อหนา้ เราในขณะน้นั

2. ความงามคอื ความรสู้ กึ เพลิดเพลนิ (Beauty as the Feeling of Pleasure)
ลักษณะอันขาดเสียไม่ได้อย่างหนึ่งของประสบการณ์ทางสุนทรียะก็คือ ความรู้สึก

เพลิดเพลินใจ อนั น้เี องทท่ี ำใหน้ กั คิดบางคนสรปุ เอาว่าความงามก็คอื ความรสู้ ึกเพลิดเพลินใจ
และเพราะเหตุนั้นจึงถือว่าตัวกัตตาหรือบุคคลเหล่านั้นที่เป็นแหล่งของคุณค่าทางสุนทรียะ

46

หรอื แหล่งของความงาม ทรรศนะน้บี างทีกเ็ รยี กกนั ว่า Interest of Value (คุณคา่ อยูท่ ี่ความ
สนใจ) เพราะตามทฤษฎีน้ีถือว่าคุณค่ากับความสนใจของบุคคลที่มตี อ่ วัตถุน้นั เป็นอันเดยี วกัน
โดยไม่คำนึงว่าวัตถุนั้นมีคุณสมบัติอย่างไร แนวคิดตามทฤษฎีนี้ถือว่า การที่เราจะมองเห็น
คุณค่าของความงามในสิ่งใด จิตจะเป็นตัวกำหนดความงาม นักคิดที่มีความเห็นว่าความงาม
เป็นจิตวิสยั ดงั กลา่ วน้ีกเ็ ชน่

เพลโต (Plato 472 -347 B.C) ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับเรื่องของความงามว่า ความงามที่
แท้จริงนั้นอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ (World of Idea) เขาเชื่อว่าความงามอยู่ที่จิตเป็น
ตวั กำหนด ส่วนความคิดนน้ั อยู่ในหว้ งแหง่ จินตนาการท่อี ย่นู อกเหนือไปจากโลกนี้

กลา่ วคือจติ ต้องสร้างต้นแบบแหง่ ความงามข้นึ ส่ิงใดทีม่ ลี กั ษณะใกลเ้ คยี งกับจินตนาการ
ในต้นแบบมากเพียงใด ย่อมถือว่าเป็นความงามเพียงนั้น ความชอบความเพลิดเพลินในเปน็
สง่ิ แสดงถงึ คณุ คา่ ตามมา

ยอร์จ สันตายนะและอาร์.บี.เปอร์รี. พวกนี้มีความเห็นตรงกันข้ามกับพวกวัตถุวิสัย ซึ่ง
ถอื ว่าคณุ ค่ากบั คณุ สมบัติของวตั ถุเป็นส่ิงเดยี วกนั

โกรเช่ (Benettio Groce : 1866 : 1952) ซง่ึ เปน็ ชาวอติ าเลียน มคี วามเหน็ ว่าความงาม
เป็นเรื่องของจิตใจของเรา ในการสร้างจินตภาพ (Image) ซึ่งความสามารถในการสร้างจนิ ต
ภาพนีเ้ ป็นจดุ เร่มิ ตน้ ของศิลปะ

ตอลสตอย (Leo Tolstoi : 1828 : 1910) ชาวรัสเซียมีความเห็นว่าคุณค่าทางศิลปะ
หรือความงาม ไม่ว่าจะออกมาในรูปของโคลงกลอน ทำนองเพลง ภาพวาดหรอื รูปปนั้ ข้นึ อยู่
กับผลที่เกิดขน้ึ ตอ่ บคุ คลท่มี ีประสบการณ์ต่อมัน ศิลปะ คือ การสอื่ อารมณ์หรือความรู้สึกนึก
คิด ถ้าจะตัดสินว่าผลงานทางด้านศิลปะชิ้นใดยิ่งใหญ่กว่าหรือมีความงามมากกว่า ก็ดูที่
จำนวนคนท่ีเกดิ ความรู้สึกจากผลงานน้ันว่ามีมากนอ้ ยเพียงใด ความงามจงึ มิไดอ้ ยู่ทว่ี ตั ถุน้ันๆ
แต่อยทู่ ีค่ วามพงึ พอใจของผทู้ ่มี ารับร้มู นั

ริชาร์ดส์ (Ivor Armstrong Richards : 1893-1979) กวีและนักปรัชญาศิลปะชาว
องั กฤษมที รรศนะว่า ส่งิ ท่เี ราเรียกวา่ ความงามก็คือ ความรู้สึกพึงพอใจเมื่อเรากลา่ วว่าสง่ิ หนึง่
งาม เราหมายถึงในขณะที่เราเพ่งพิศสิ่งนั้น แรงผลักดันบางอย่างในตัวเราทำให้เราอยู่ใน
สภาวะที่เรียกว่า ดุลยภาพทางอารมณ์ เพราะเงื่อนไขของดุลยภาพทางอารมณ์นี้ทำให้มี
ประสบการณ์ความพึงพอใจและทำให้เราสมมติเอาเองว่ามีความงามอยู่ในวัตถุนั้น ซึ่งการ
สมมติเช่นนั้นเป็นเพียงการถา่ ยทอดความรูส้ กึ ของเราออกมายงั โลกภายนอกเทา่ นัน้

ฮมู (David Hume : 1711 - 1776) มคี วามเห็นว่าความงามเป็นเพียงความร้สู ึกท่ีเกดิ ขน้ึ
ในจิตใจมนุษย์ ซึ่งอาจเหมือนกันหรือแตกต่างกันในแต่ละบุคคลได้ ความงามไม่ได้มีอยู่ใน

47

วัตถุภาพนอก วัตถุภาพนอกมีเพียงขนาด รูปร่างและอัตราส่วน ความงามจึงไม่ใช่คุณสมบตั ิ
ของวัตถุใดๆ

กล่มุ ทใ่ี ช้ตนเองเป็นตัวตัดสนิ เรยี กเกณฑต์ ดั สนิ น้ีวา่ “อตั นยั นยิ ม” (Subjectivism) เป็น
กลุ่มที่เชื่อว่าความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง
หากแตเ่ ปน็ เพียงสิ่งท่มี นษุ ย์สร้างขึน้ มาเท่านน้ั ดงั นั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและ
ความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้
กำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่
ขึ้นอยกู่ บั ใครหรือส่ิงใด เกณฑ์การตดั สนิ แบบน้สี ามารถทำให้เราเกดิ ความเชือ่ ม่ันในตัวเองได้
แต่หากความรู้สกึ เชื่อมั่นนี้มีมากจนเกนิ ไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ท่ีเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ
ตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ
และเดยี วดายในโลกกว้างน้ี

นกั สุนทรยี ศาสตรใ์ นกลมุ่ นท้ี ี่สำคัญ ไดแ้ ก่ กลุ่มโซฟิสต์ (Sophist) ฮอบส์ (Hobbes) และ
ออร์เตกา (Ortega) เปน็ ตน้
3. ความงามเป็นภาวะสมั พัทธ์ (Beauty as Relation)

นักคิดบางคนเชื่อว่าความงามมิใช่เป็นจิตวิสัยอย่างสิ้นเชิงและก็มิใช่เป็นวัตถุวิสัยอย่าง
สิ้นเชิงด้วย แต่เป็นภาวะสัมพัทธ์ระหว่างวัตถุกับบุคคลหรือกัตตากับกรรม (Subject and
Object) ทรรศนะน้ีกน็ บั ว่ามีส่วนถกู ตอ้ งอยู่ท่ียอมรบั ว่าทั้งกตั ตาและกรรมหรือวัตถุกับบุคคล
มีความสำคัญด้วยกันทั้งคู่ในการตีคุณคา่ ทางสุนทรียะ เพราะว่านักคิดกลุม่ น้อี ธิบายว่าความ
งามเป็นภาวะสัมพัทธ์ระหว่างสิ่งทั้งสองดังกล่าวแล้ว แต่ก็อาจจะมีปัญหาว่าเราสามารถ
อธิบายความได้แต่เพียงว่าเป็นภาวะสัมพัทธ์ระหว่างวัตถุกับบุคลเท่านั้นหรือ? เพราะว่าถ้า
เปน็ ภาวะสมั พทั ธแ์ ล้วมันน่าจะเปน็ ภาวะสมั พทั ธ์ระหว่างของสองส่งิ ทม่ี ีสัดส่วนเทา่ ๆกนั หรือ
ว่าเป็นผลลัพธ์ของภาวะสัมพัทธ์ระหว่างของสองสิ่งที่มีสว่ นสัมพทั ธ์ไม่เท่ากันหรือไม่? ความ
จริงแล้วความงามมิใช่เป็นภาวะสัมพัทธ์ของสิ่งท่ีมีสัดส่วนเท่าเทียมกันแต่เพียงอย่างเดียว
เท่านั้น เพราะว่าภาวะสัมพัทธ์ท่ีเริ่มจากฝ่ายกัตตาหรือบุคคลไปหากรรมหรือวตั ถนุ ั้น ต่าง
กับภาวะสัมพัทธ์ที่เริ่มจากฝ่ายกรรมหรือวัตถุไปหากัตตาหรือบุคคล ทั้งความงามก็มิใช่
ผลลัพธ์ของภาวะสัมพัทธ์ระหว่างของสองสิ่งที่มีส่วนไม่เท่าเทียมกันด้วยเพราะมันเป็นสิ่งท่ี
เกิดข้ึนมาใหม่อีกส่งิ หนง่ึ ต่างหากจากความสมั พัทธ์ของท้งั สองสิ่งดงั กล่าวข้างต้นน้ัน

กลุ่มที่เชื่อว่าหลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะ
แวดล้อม เรียกเกณฑ์ตัดสินน้ีวา่ “สัมพัทธนยิ ม” (Relativism) เป็นกลุ่มที่มีแนวคดิ คล้ายกับ
กลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่ากฎเกณฑ์ตัดสินทาง

48

สุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับ
สภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์
เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วน
หนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง
ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้นๆบ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไปน่ันเอง นัก
สุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา (Santayana) และแซมมวล อาเล็กซนั
เดอร์ (Samuel Alexander) เปน็ ต้น
4. ความงามเปน็ อุบตั ิการณใ์ หม่ (Beauty as Emergent)

เราก็เหน็ แลว้ วา่ ทฤษฎีตา่ งๆเกี่ยวกบั ความงามที่กล่าวมาแลว้ ข้างตน้ น้ันต่างก็ได้พยายาม
นิยามความงามไปต่างๆกัน และแต่ละทฤษฎีก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่ด้วยกันทั้งนั้น อย่างไรก็
ตามทรรศนะเกี่ยวกับความงามที่น่าฟังมากก็น่าจะได้แก่ทฤษฎีที่เรียกว่า Emergent
Theory of Value (ความงามเป็นอุบัติการณ์ใหม่) ทฤษฎีนี้ดูจะเป็นทฤษฎีที่มีเหตุผลมาก
ที่สุด เพราะพิจารณาการหาคุณค่าจากทุกแง่ทุกมุมอย่างยุติธรรม หลังจากที่ได้พิจารณา
กระบวนการของการหาคุณค่าอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ทฤษฎีนี้จึงได้ให้อรรถาธิบายความ
งามหรอื คณุ ค่าทางสนุ ทรียะว่า “เปน็ อุบัติการณใ์ หม่” (Emergent Thing) จากกระบวนการ
นั้นตามทฤษฎีนี้ (Emergent Theory) องค์ประกอบหรือเงื่อนไขต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องกบั
กระบวนการหาคณุ คา่ ทางสนุ ทรียะน้ันอาจอธิบายได้ดงั ต่อไปน้ี

ประการแรก จะต้องมตี ัวประกอบหรอื วัตถุ (Fact of Object) ซึ่งมีคุณสมบัตเิ ฉพาะตัว
อนั เป็นส่งิ ที่จะขาดเสยี มไิ ด้ในการหาคุณคา่ ทางสุนทรยี ะ

ประการที่สอง จะต้องมีตัวกัตตาหรือตัวบุคคลที่มีความรู้ความสามารถพอที่จะตคี ุณค่า
หรอื สนใจวตั ถนุ ้นั

ประการที่สาม จะต้องมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างวัตถุกับบุคล หรือตัวกรรม
กับกตั ตา

ประการที่สี่ จะต้องมีหลักเกณฑ์บางอย่างสำหรับให้บุคคลใช้เป็นมาตรฐานในการตี
คณุ คา่ ทางสนุ ทรียะของวัตถุ

ประการทีห่ า้ ถา้ ปรากฏว่าวัตถทุ ่ตี ้องการหาคุณคา่ น้ันเขา้ หลักเกณฑ์อันเป็นมาตรฐานท่ี
ยอมรบั กันท่ัวไปแลว้ เราก็ตดั สินไดว้ ่าวตั ถุนัน้ มีคณุ ค่าทางสุนทรียะหรือมคี วามงาม

จากคำอธบิ ายกระบวนการหาคุณคา่ ดังกล่าวมาข้างตน้ นี้ เรากพ็ อสรปุ สาระสำคญั ได้ว่า
1. คุณคา่ ทางสุนทรียะหรือความงามน้นั เปน็ ผลท่เี กดิ จากกระบวนการหาคุณค่า

มิใช่เปน็ สิ่งทม่ี อี ย่กู อ่ นทจี่ ะมกี ระบวนการดงั กลา่ ว

49


Click to View FlipBook Version