The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Pawadee Burada, 2021-05-11 10:28:59

สุนทรียศาสตร์และพุทธศิลป์อีสาน (หน้าปกแบบที่1)

2. คุณคา่ ทางสุนทรยี ะมใิ ช่ส่ิงเดยี วกันกับส่ิงท่เี รารับรูซ้ ่ึงมีอยูใ่ นขณะนั้น เพราะ
วตั ถนุ ้นั มนั กอ็ ยตู่ ามธรรมชาตขิ องมนั

3. วัตถุย่อมแตกต่างจากคุณคา่ ฉันใด การตดั สนิ ทางกายภาพหรอื ทางขอ้ เทจ็ จรงิ
ก็ย่อมจะแตกตา่ งจากการตดั สนิ ทางคณุ คา่ ฉนั นัน้

4. คุณค่าทางสุนทรียะหรือความงาม มิใช่เป็นจิตวิสัยหรือวัตถุวิสัยแต่อย่างใด
อย่างหนงึ่ โดยส้นิ เชงิ แตว่ ่าเป็นท้ังสองอยา่ ง

จะเห็นได้ว่า Emergent Theory เป็นทฤษฎีที่มีเหตุผลดีกว่าทฤษฎอี ื่นๆ เพราะได้รวม
เอาสว่ นทถ่ี ูกของทุกทฤษฎมี าไว้ดว้ ยกนั และตัดสว่ นท่ีผิดทิง้ ไป

จะเห็นได้วา่ เกณฑ์หลกั ทใ่ี ชเ้ ป็นมาตรฐานการพจิ ารณาความงาม หรอื อารมณค์ วามรู้สึก
ของมนุษยท์ สี่ ำคญั คอื การใช้ตวั เราเองในการมองหรือตัดสนิ ส่ิงตา่ งๆ ท่ีเรียกว่าอัตนัยหรือจิต
วิสัย (subjective) และอีกเกณฑ์หน่ึงก็คอื การให้สังคมหรือคนหมู่มากเปน็ คนตัดสิน ซึ่งจาก
ทฤษฎีทั้ง 4 ประการที่กล่าวมานั้น ก็สามารถสรุปลงได้เป็น 2 ทฤษฎีคือ ความงามเป็นวัตถุ
วสิ ยั หรือจิตวิสัยนั่นเอง

ประเด็นที่สอง เรื่องเกณฑ์การตัดสินคุณค่าของความงามในประเด็นนี้ สุนทรียศาสตร์
ตะวันตกได้เสนอทฤษฎีในการตัดสินคุณค่าของความงาม 3 ทฤษฎี ได้แก่ (1) ทฤษฎีอัตวิสยั
หรือจติ วสิ ยั มีทรรศนะว่าความงามข้ึนอยกู่ ับจติ (2) ทฤษฎปี รวสิ ยั หรือวตั ถุวิสยั มีทรรศนะวา่
ความงามมีอย่ทู วี่ ัตถุ โดยเป็นอสิ ระจากจิต (3) ทฤษฎีสมั พทั ธวิสัย มีทรรศนะวา่ ความงามเกดิ
จากความสัมพันธ์ระหว่างจติ กับวัตถุ ในขณะที่พุทธสุนทรียศาสตร์ มีเกณฑ์การตัดสินคุณค่า
ของความงามสามารถกระทำได้ในสองระดับ ก็คือในระดับสมมตสิ ัจจะและปรมตั ถสัจจะหรือ
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พุทธสุนทรียศาสตร์พิจารณาความงามมี 2 ระดับ ประกอบไปด้วย
(1) ความงามภายนอกคือ เป็นความงามของรูปธรรม อาทิ ความงามของรูป ความงามของ
วัตถุต่างๆ (2) ความงามภายในคือ เป็นความงามที่เกี่ยวกับเรื่องนามธรรม อาทิ ความงาม
ของจิตใจที่ประกอบด้วยกุศลธรรมตา่ งๆ อีกประการหนึ่ง พุทธปรัชญาเถรวาท ให้พิจารณา
คุณค่าของความงามเป็น 2 ลักษณะ คือ คุณค่าเทียม หมายถึงคุณค่าของความงามอัน
เกี่ยวข้องกบั ตัณหาหรือสนองตัณหา ส่วนคุณค่าแท้หมายถึงคณุ ค่าของความงามที่เกี่ยวขอ้ ง
กบั ปัญญา หรอื การสนองปัญญา (พระมหาอดุ ม ปญั ญาโภ (อรรถศาสตร์ศร)ี .(2547).)
เกณฑก์ ารตดั สนิ ของสุนทรยี ศาสตร์

ขอบข่ายความงามจะตกอยู่ใน 3 ลักษณะ คือ ความงามตามธรรมชาติ ในศิลปกรรม
ประดิษฐ์และศรัทธาในศาสนา นบั ไดว้ า่ มีทง้ั ส่วนที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ความงามตาม
ธรรมชาติและงามตามศลิ ปกรรมจัดอยู่ในรูปธรรม ส่วนงามในการปฏิบัติตามศาสนาจัดเป็น

50

นามธรรม ที่จัดเช่นนี้เพราะมีจุดประสงค์ที่จะแบ่งหัวข้ออธิบาย ว่าความงามทางวัตถุกับ
ความงามทางจติ ใจ ความงามทางวัตถสุ ามารถยกมาพิจารณาได้ เพราะสัมผสั ไดด้ ว้ ยประสาท
สมั ผสั ท้งั 5 คือ รปู เสียง กลิน่ รส โผฏฐพั พะ

รูป (matter) เป็นอารมณข์ องตา รบั รู้ดว้ ยการมองเห็น หากรูปนั้นถกู สดุดตา ทำให้
คนเหน็ ดว้ ยความตะลึง แสดงวา่ รูปน้นั มสี ุนทรีย์ประกอบอยู่

เสียง (sound) เปน็ อารมณข์ องหู รับรดู้ ว้ ยการไดย้ นิ หากเสยี งนั้นไพเราะสดดุ หู ทำ
ให้คนไดย้ ินตอ้ งหยุดฟงั แสดงว่าเสียงนัน้ มสี ุนทรยี ์ประกอบอยู่

กลิ่น (smell) เป็นอารมณ์ของจมูก รับรู้ด้วยจมูก เมื่อได้กลิ่นโชยมาแต่ไกล
นอกจากทราบว่ากลิ่นอะไรแล้ว ยังมีอารมณ์ที่ดีกับกลิ่นนั้นจนตกลงใจว่ากลิ่นนี้ดีมีสุนทรีย์
ประกอบอยู่

รส (taste) เป็นอารมณ์ของลิ้น รับรู้ได้ด้วยลิ้น ทำให้รู้ว่ารสนี้อร่อย ไม่อร่อย มีรส
หวานหรอื ขมอยา่ งไร

โผฏฐัพพะ (touch) เป็นอารมณ์ของการสัมผัสทางมือ รับรู้ได้ด้วยการสัมผัสบน
ผวิ หนงั ทุกสว่ นของรา่ งกาย

แตถ่ ้าเมื่อประสบอารมณ์ครบทงั้ 5 ข้างตน้ แล้ว ปรากฏว่าไม่เกิดความรสู้ ึกทด่ี ขี นึ้ เลย ไม่
มีประกายความรักความชอบใจขึ้นมาแต่อย่างไร เราตัดได้ว่าอารมณ์นั้นไม่งาม การที่เรา
ตัดสินว่าอารมณ์นั้นไม่งาม ไม่งามในตัวเองหรืออยู่ที่จิตของเราให้ความรู้สึกกับวัตถุนั้น เกิด
ความรสู้ ึกอยา่ งไรนนั้ จะอยู่ในเกณฑต์ ดั สิน 2 เกณฑ์ กลา่ วคอื

เกณฑก์ ารตดั สินเชิงอัตวสิ ยั (subjective judgement)
เกณฑก์ ารตัดสินเชงิ วัตถวุ สิ ยั (objective judgement)

เกณฑ์การตัดสนิ ของสนุ ทรียศาสตร์
การตัดสินเชิงอัตวิสัย : เป็นการวัดเอาจากความรู้สึกของตนเองว่าชอบหรือไม่ชอบ

เท่านั้น ความรู้สึกกำหนดมีอยู่ ความงามไม่ได้ขึ้นอยู่ที่วัตถุ หากแต่ขึ้นอยู่กับจิตใจเข้าแล้ว
ตัดสินว่างามหรอื ไม่งาม ตัวอย่าง เราฟังดนตรพี ้ืนบ้านด้วยกัน 3 คน ฟังจบแลว้ มาวิเคราะห์
กัน ให้แต่ละคนหาคำที่ชอบที่สุดหาจังหวะที่ชอบที่สุด และให้หาส่วนที่ตนไม่ชอบ ผลการ
ตัดสินออกมาบอกว่าดี 2 คนไม่ดี 1 คน 2 คน ที่ตอบว่าดีเพราะชอบ อีกคนที่ตอบว่าไม่ดี
เพราะไมช่ อบ แต่ไม่มกี ารโหวตเอาแพ้ เอาชนะกนั แต่ทำให้เรารวู้ ่าเขาไมช่ อบจึงตอบว่าไม่ดี
ถ้าไม่มีใครชอบดนตรีนเ้ี ลย หากจะเอาผดิ เอาถูกกนั แล้ว จะเอาอะไรเป็นจำเลยดนตรีหรือคน

51

ต้องตอบว่าเอาคนเป็นจำเลย จะเอาดนตรีเป็นจำเลยไม่ได้ เพราะดนตรีไม่มีค่าในตนเอง
หากแตค่ นตา่ งหากตคี ่าใหม้ ันมมี าก–น้อย

หนังสือในห้องสมุดมีมากมาย จะมีหนังสืออยูเ่ รือ่ งหนึ่งที่พบทุกคร้ังเม่ือเข้าห้องสมดุ นั้น
เพราะวางอยหู่ วั แถวด้านซา้ ยต่ำ ไม่เคยเปิดอ่าน จงึ ไม่รูว้ า่ ดีไม่ดีอยา่ งไร มาวันหนงึ่ อาจารย์ให้
ทำรายงาน เรื่องก็ตรงกับชื่อหนังสือนี้พอดี จึงยืมมาอ่านและทำเป็นหนังสือประกอบทำ
รายงานนัน้ ปัญหาว่าอะไรดี หนงั สือดี เหตกุ ารณด์ ี จงั หวะดี ตอบว่าหนังสือดใี ชไ่ หม ตอบว่า
ใช่แล้ว ถ้ายอมรบั วา่ ดี กอ่ นหน้าน้ที ำไมไม่หยบิ มาอ่านละ ตอบว่า ไม่ไดห้ ยิบมาอ่านเพราะยัง
ไม่จำเป็น คุณคิดว่าหนังสือเรื่องนี้จะดีไหม ตอบว่าไม่ดี ความจริงจะตัดสินอย่างไรก็ไม่ผิด
หรอกไม่ว่าสถานการณ์จะบังคับให้ยอมรับว่าหนังสือดีไม่ดีอย่างไร ถ้าอัตวิสัยยอมรับว่าดี
เพราะมันเอื้ออำนวยคุณประโยชน์ในขณะนั้น ดังนั้น โอกาสก็เป็นตัวช่วยอัตวิสัยให้ตัดสิน
แสดงให้เหน็ ว่าความงามงามตง้ั อยใู่ นจติ เท่านนั้ ไมใ่ ช่วตั ถุ

หากจะมองอีกแง่หนึ่ง มนุษย์เรานี่สถาปนาตนเองให้อยู่ตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ไม่ได้
หากแต่วา่ คนอนื่ รับรองให้ ยกข้นึ ใหเ้ ป็นจึงเป็นได้ เกียรตยิ ศศกั ดศ์ิ รีมเี องไม่ได้นอกจากคนอื่น
ให้มา อาหารวางข้างหน้าพร้อมที่พระสงฆ์จะฉันแต่ฉันไม่ได้ เพราะไม่มีใครประเคนให้ฉัน
การยกย่องตนเองเป็นสิ่งทำได้กับบางคน แต่บางคนไม่รับรองคำยกย่องตนเองจากใครอ่ืน
เพราะเขาบอกว่าน่าเกลียดนา่ ชงั ไปเทย่ี วยกหางแกวง่ ไปได้ ควรใหค้ นอ่ืนเขาทเี่ ห็นดีเห็นงาม
แล้วยกย่องชนื่ ชมจะดีกว่าจะมคี ณุ ค่ามากกวา่ ยกยอ่ งตนเอง ดงั นน้ั เปน็ การดีที่สดุ คอื “ทำดี
ใหค้ นอ่นื ยกย่องดีกว่าจะยกย่องตนเอง” อุทาหรณ์ข้างบนนี้ หมายถึงว่า ตนเองทำหน้าที่ตีค่า
ให้คนอื่น หรอื คนตคี า่ ให้ตนเองนน่ั เอง
เกณฑก์ ารตดั สนิ ของสนุ ทรยี ศาสตร์

เกณฑ์ตัดสินเชงิ วัตถุวิสัย : ทรรศนะนี้จะอยู่ตรงขา้ มกบั อัตวิสัย กล่าวคือสิ่งนั้นๆมีค่าใน
ตนเอง มีอยู่จริงในตัวเอง ไม่ขึ้นอยู่ที่ว่าใครจะมาตีค่าให้งามหรือไม่อย่างไร คุณค่าของการ
ปฏิบัติกรรมฐานนี้มีจริง ที่ว่ามีจริงนี้ตัดสินได้จากการเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ดีเดิมๆ เช่น
เปลี่ยนพฤติกรรมจากการที่เป็นคนมักโกรธ อาฆาต ปองร้าย ก็กลับกลายเป็นคนมักเห็นใจ
คนมีเมตตาสงสาร เปลี่ยนจากพฤติกรรมที่มักวิตกกังวล ฟุ้งซ่าน ก็ควบคุมจิตใจด้วยการให้
ปลง ให้ปลอ่ ยวางได้ เปน็ ความสัมฤทธิ์ผลจริง ไมใ่ ช่ว่าเราชอบพอกนั แลว้ ถึงเป็นคนอย่างไรก็
บอกวา่ ดที ้งั น้นั แตเ่ ป็นการตัดสินตามสภาพท่ีเป็นจรงิ

วนั หน่ึงเราเกิดอาการไม่ดี ปวดศีรษะอย่างหนัก ไปพบหมอปรากฏว่าเปน็ อาการไมเกรน
หมอจึงให้ยาระงบั ปวดให้ 2 เม็ด รบั ประทานได้ 2 ครง้ั เชา้ –เยน็ การปวดน้นั กห็ ายกแ็ สดงวา่
ยาดีของยาเอง ไม่ใช่เราบอกวา่ ยานีด้ ีแตอ่ าการปวดไมห่ าย ทวีปอเมริกามีอยกู่ อ่ นทน่ี กั สำรวจ

52

ชื่อคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสจะพบ แม่น้ำมีอยู่แล้วก่อนที่มนุษย์จะตั้งชื่อให้เกี่ยวกับเรื่อง
ธรรมชาติทีม่ อี ย่กู อ่ นที่พระพทุ ธเจา้ จะพบวา่ มลี กั ษณะอยา่ งไร มคี วามเป็นจรงิ อยา่ งไร ดังนั้น
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตอุบัติขึ้นก็ตามไม่อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุ
นั้น คือ ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง ตถาคต
ตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ......เป็นทุกข์ และ .........เป็นอนัตตาฯ ตถาคต
เปน็ เพยี งผูค้ ้นพบแล้วจึงบอกแสดง บญั ญตั ิ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำใหเ้ ข้าใจงา่ ยเท่านั้น”
นั่นคือความเป็นจริงมีอยู่เสมอตามกฎธรรมชาติ มีการเกิดขึน้ ตั้งอยู่ และก็ดับไป ธรรมชาติ
ของลมย่อมเคล่ือนไหวพัดไปมา ธรรมชาตขิ องแสงอาทิตย์ย่อมรอ้ น เปน็ อย่างนี้ทุกที่ไม่เลือก
สถานที่เกิด ดังนั้น ถ้าพูดความมีอยู่ (existence) ของสิ่งต่างๆ มันก็จะมีอยู่อย่างท่ีมันมี คน
จะตีคา่ ใหม้ นั อย่างไรมันกจ็ ะมอี ยู่อยา่ งนัน้ อาจจะมบี างคนต้ังข้องสงสยั ว่า ผมไม่แนใ่ จกบั ส่ิงท่ี
มหี รือไม่มี ถ้ามจี ริงผมจะต้องเห็น ส่ิงท่ีผมไมเ่ ห็นจะไมย่ อมรบั ว่ามี ถา้ อย่างนีก้ ็แน่นอนเลยว่า
ผีไม่มีจริง เพราะผมไม่เคยเห็น แต่มันมีจริง ประเทศลาวมีจริง ทั้งๆที่เราไม่เคยไป เรือนจำ
นักโทษมจี รงิ ทงั้ ๆเราไม่เคยเข้าถูกจองจำ สรปุ แลว้ สงิ่ ทีเ่ ราไมเ่ ห็นไม่ไดห้ มายความว่ามันไม่มี
(ผีมีจริง) ใครๆก็รู้ร่วมกันว่าลูกฟุตบอลมีลักษณะกลม และการที่มีคำว่าบอล ก็เพราะเรียก
ตามลักษณะของมันที่เป็นกลม มีคำว่าฟุตเพราะเป็นลูกบอลที่ต้องเล่นด้วยเท้า อวัยวะส่วน
อื่นๆยกเว้นแขน สามารถแตะลูกฟุตบอลนั้นได้ทั้งนั้น แต่ขับเคลือ่ นลูกนั้นไมเ่ ต็มท่ี นอกจาก
เท้า จึงเรียกลกู กลมน้วี ่าลกู ฟตุ บอล ดังนนั้ ลูกกลมๆเป็นคณุ สมบตั ิของฟตุ บอลเป็นความจริง
ตามวัตถวุ สิ ยั มลี กั ษณะกลมเป็นของตนเองและกลมเสมอไม่เปลย่ี นไปตามความคิดของใครท่ี
อยากใหเ้ ปน็ สีเ่ หลี่ยมจัตรุ ัส มันจึงมีจึงเปน็ อยู่จรงิ ตามทีเ่ ป็นจริง

สรุปแล้ว หลักเกณฑก์ ารตดั สนิ มี 2 อยา่ ง คอื ถ้าข้ึนอยกู่ ับความรสู้ กึ ของบุคคลท่ียอมรับ
ว่าดีมันก็ดีเฉพาะของเขา คนอื่นอาจจะบอกว่าไม่ดี แต่เขาตัดสินด้วยความรู้สึกของเขาเอง
กรณีนี้จัดเป็นอัตวิสัย ส่วนอีกประการหนึ่งถ้าดีอยู่กับวัตถุ มีคุณค่า มีประโยชน์อยู่กับวัตถุ
ใครๆจะมาบอกใหเ้ ป็นนกเปน็ เสืออย่างไรก็เปน็ ไปไม่ได้ มนั เป็นจริงของวตั ถุนัน้ เอง
สภาวะอันสงู สุดของสนุ ทรยี ศาสตร์

สุนทรียศาสตร์ เป็นหน่วยหนึ่งของปรัชญา สังกัดอยู่ในสาขาคุณวิทยา (Axiology) ว่า
ดว้ ยเรือ่ งคณุ ค่า ว่าคณุ ค่าดมี ีผลเป็นให้เป็นสุขหรอื คุณค่าเสยี มีผลเป็นทุกข์ ทฤษฎจี รยิ ศาสตร์
นั้นมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ความสุข บางครั้งเราใช้คำว่าดีเป็นคำแทนความสุข ดีและชั่วเกิด
จากการตีคุณค่าตามมาตรฐานต่างๆ แต่แล้วคำว่าดี เป็นแนวทางมุ่งหาความสุข ชั่วเป็น
แนวทางม่งุ หาความทกุ ข์อยู่ดี อะไรก็ตามท่ีก่อให้เกิดขดั กับความความสุขก็จะไม่ดีทั้งน้ัน ขัด
กับแย้งกับอารมณ์ เหตุผล และความคิดสร้างสรรค์ ปัญหาว่าเราจะหาภาวะสูงสุดของ

53

สุนทรียศาสตร์ได้อย่างไร ในฐานะที่สุนทรียศาสตร์เป็นหน่วยหนึ่งของคุณวิทยา ต้นสังกัด
เดียวกันกับจรยิ ศาสตร์ แล้วกท็ ำใหเ้ ราร้ไู ด้ว่า ความพงึ พอใจ (Pleasure) เป็นภาวะสงู สดุ ของ
สนุ ทรยี ศาสตร์ ซง่ึ มี 3 กลมุ่ ดว้ ยกัน คอื

1. กลุ่มอารมณน์ ยิ ม (Emotionalism)
2. กลมุ่ เหตุผลนิยม (Rationalism)
3. กลุ่มสรา้ งสรรค์ (Creativism)
สภาวะอันสูงสดุ ของสุนทรียศาสตร์
1. กลุ่มอารมณ์นิยม (Emotionalism) ความพึงพอใจในอารมณ์ แต่เป็นอารมณ์ใน
สันดาน อารมณด์ งั้ เดมิ แท้ทฝี่ ังรากลกึ อยใู่ นจิตใต้สำนกึ เปน็ อารมณ์ของจติ ของแต่ละคน แล้ว
จติ นัน้ จะสำแดงความรักความชอบออกมาว่าอย่างนั้นอยา่ งนี้เปน็ ส่ิงที่น่าพงึ พอใจของตน จะ
เห็นได้จากบางคนรกั และพึงพอใจความสุภาพ อ่อนน้อม ชอบคนที่แต่งกายเรียบๆ ชอบการ
แขง่ ขนั ท่ไี มต่ ้องตอ่ สู้ เชน่ ว่ิง ปิงปอง ยมิ นาสติก ยกน้ำหนกั หมากรกุ เปน็ ต้น บางคนรกั และ
พึงพอในในการแต่งกายที่ปอนๆ เสื้อผ้า กางเกงลุ่มล่าม มีช่องมีรู ทรงผมรุงรัง ชอบความ
รุนแรง ชอบการแข่งขันที่มีการต่อสู้เจ็บตัว เช่น มวย บางคนรักพึงพอใจในวิชาการ มี
ความสขุ อยู่กบั การไดร้ ับความรู้ ชอบคิดชอบอ่านและแสดงภมู ิปญั ญา ใช้ความรเู้ ป็นตัวนำใน
การทำงาน
2. กลุ่มเหตุผลนิยม (Rationalism) เป็นกลุ่มที่ตัดสินตามความเห็นในหลักการ ไม่ได้
ข้ึนอยกู่ บั อารมณ์ หรอื ความพึงพอใจ ซ่ึงการตดั สินตามเหตุผลน้ี เปน็ กลไกตามกาลเวลา ตาม
หนา้ ทท่ี ่ใี ห้มา สมมตวิ า่ คน 2 คน ซงึ่ ไม่ชอบพอกันมากอ่ น แตด่ ้วยเวลาโอกาสทำให้โคจรมา
พบกนั ต้องมารว่ มทำงานในหนว่ ยเดยี วกนั จะทำอย่างไร ถา้ เราจะยึดความเกลยี ดชังน้ันเป็น
หลัก ก็จะทำงานร่วมกันไม่ได้ และเราต้องทำงาน ไม่ทำงานก็ไม่มีกิน ปากท้องขาดอาหาร
ไมไ่ ด้ จงึ จำเปน็ ต้องท้งิ ทฐิ ิ เกลยี ดชังสว่ นตวั น้ันไป เอางานเป็นท่ีต้ัง นำเหตุผลดว้ ยการยกงาน
ให้อยู่เหนอื ทฐิ สิ ่วนตวั เสยี งานน้ันก็ดำเนินไปได้ ปากท้องกไ็ มอ่ ดอยาก แชมป์มวยท่ตี ้องขึ้นชงิ
แชมป์ ระหว่างคน 2 คน เป็นนักมวยไทยรุ่นเดียวกัน แต่บังเอิญทั้ง 2 คนนี้เป็นลูกพี่ลูกนอ้ ง
กัน ปกติแล้วความเป็นพี่น้องกันจะชกกันไม่ลง แต่จำเป็นต้องขึ้นชกเพื่อชิงแชมป์กันตาม
กติกา และต้องชกกันอย่างสมศักดิ์ศรี ทิ้งความเป็นพี่น้องไปหมดสิ้น มีการตัดสินหาผู้แพ้ผู้
ชนะให้ได้ ในที่สุดสองลกู พี่ลูกนอ้ งนี้ ตอ้ งขน้ึ แข่งกนั ไปตามระเบียบของวงจรมวย การตัดสิน
ความงามกเ็ ชน่ เดียวกัน ถา้ อาศยั หลักสากลที่เปน็ กลางจริงๆ
3. กลมุ่ สรา้ งสรรค์ (Creativism) เปน็ กลมุ่ ทีต่ ดั สนิ ความงามตามคิดสร้างสรรค์ ในกลุ่มน้ี
จะพบเหน็ อยูเ่ ปน็ ประจำในการตัดสนิ การประกวดกิจกรรมประจำปีตา่ งๆ อยา่ งการประกวด

54

เทียนพรรษา การประกวดแห่เรือไฟ การประกวดขบวนดอกไม้ เป็นต้น การตัดสินประเภท
สวยงาม ประเภทอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประเภทความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น การตัดสิน
ประเภทสวยงามกจ็ ะตัดสนิ ตามความตระการตา มีสีสันบันเทิง ไม่มุ่งเน้นถึงวัตถุทีม่ ีราคาค่า
แพง การตัดสินประเภทอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะมุง่ เน้นใช้วัสดุธรรมชาติที่ย่อยสลายง่าย ไม่มี
สารเคมเี จือปน ทำใหส้ ภาพแวดล้อมไมเ่ ปน็ พิษเปน็ ภัย สว่ นการตดั สนิ ประเภทสร้างสรรค์ จะ
มุ่งเน้นการสรรสร้างให้สื่อความหมายถึงอีกสิ่งหนึ่งให้มากที่สุด กรณีเทียนพรรษานั้นก็
พยายามรวบรวมปริบทท่ีเกีย่ วกับเทียนพรรษา ย้อนไปถึงกำเนิดของเทียนพรรษา ศิลปะบน
เทยี นพรรษาทส่ี อ่ื ถงึ ธรรมชาดกต่างๆ รวมท้ังบุคคล หลกั ธรรม สถานท่ี เหตุการณ์ท่ีเกี่ยวกับ
พุทธประวัติ เช่น ที่ประสูติ ที่ตรัสรู้ ที่แสดงปฐมเทศนา เหตุการณ์บำเพ็ญทุกกิริยา การรับ
ข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดา การแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ เป็นต้น เป็นการพยายามรวม
พระพุทธศาสนาทงั้ ระบบมาอธิบายไว้ในจุดเดียวกันเปน็ ชิน้ งานที่ใช้ท้ังศาสตรแ์ ละศิลป์ ผลิต
ความคิดที่ตอ้ งให้วจิ ิตรมากทส่ี ดุ

ดังนั้น ตามที่ไดแ้ ยกประเภทอธิบายและยกตวั อยา่ งมา จะให้มองเหน็ ภาพพจน์มากขน้ึ รู้
ถึงเป้าหมายอันแท้จริงของสุนทรียศาสตร์ ธรรมดาของสรรพสิ่งนั้นเมื่อแยกส่วนประกอบ
ใหญ่แล้วจะรวมลงในชนิดใหญ่ 2 ด้าน คือ ด้านดำกับด้านขาว ด้านมืดกับดา้ นสวา่ ง ด้านบวก
กบั ดา้ นลบ ค่กู นั เสมอ เม่อื เรานกึ ไดอ้ ยา่ งนี้ใหด้ ึงดา้ นต่างๆนเ้ี ขา้ มาหาใกลๆ้ ตวั เรา เพือ่ ช่ังดูจิต
เราเป็นสง่ิ ท่แี น่นอน คือ จติ จะต้องรักต้องชอบในสิ่งท่ีดี เม่อื ไดใ้ นสง่ิ ที่ดแี ลว้ ย่อมเกิดความพึง
พอใจ ยิ้มได้ สบายอารมณ์ เกิดความสุข คงไม่มีใครปรารถนาสิ่งที่ไมช่ อบ ถ้าใครชอบของท่ี
เกลียด ชอบอันตรายดว้ ยแลว้ กพ็ อๆกบั ชอบดมของเหมน็ นั่นแหละ

55

บทที่ 4 ประสบการณ์ทางสุนทรียะ
ภาคท่ี 1 ประสบการณ์ทางสุนทรียะบรสิ ุทธิ์ (pure aesthetic experience)

ประสบการณ์ทางสุนทรยี ะ (aesthetic experience) เป็นคำที่ใช้เพอ่ื บ่งบอกถึงอารมณ์
ความรู้สึกที่ได้จากประสบการณ์ในเรื่องความสวยความงาม ความไพเราะหรืออารมณ์
ความรู้สึกที่ได้รับผ่านเพทนาการหรืออายตนะทั้ง 6 อารมณ์ความรู้สึกประเภทนี้เกิดข้ึน
อย่างไร? เกิดได้กับผู้คนทุกประเภทหรือไม่? หรือว่ามีลักษณะสำคัญอย่างไร? สิ่งแรกที่ควร
ทำความเขา้ ใจกค็ ือสนุ ทรยี ศาสตรแ์ ยกย่อยมาจากวิชาปรัชญา ซึ่งกระบวนการของปรัชญาใน
การเสาะแสวงหาความจริงเรือ่ งใดเรื่องหนึง่ คือ การแสวงหาคำถามมากกวา่ คำตอบ หรือจะ
พดู ใหเ้ ท่ห์ๆหน่อยก็คือแทนทจ่ี ะแสวงหาสงิ่ ท่สี ำเร็จรูปตายตัวมาแลว้ แตก่ ลับต้องการสิง่ ท่เี ป็น
ปัญหา ฉะนั้นกระบวนการทางปรัชญาจึงเป็นกระบวนการแสวงหาคำถาม ค้นหา สืบค้นให้
พบความจริงนั้นๆ แต่ผู้คนพบความจริงจะไม่พอใจอยู่แค่นั้น เพราะความจริงที่ค้นพบไม่มี
เสน่ห์พอที่จะทำให้นักปรัชญาฉงนสนเท่ห์ ในกระบวนการค้นหาความงามก็เช่นกัน กอง
ประกวดนางงามจักรวาลอาจจะใจอยู่ที่การได้ประกาศผลว่าใครคือนางงามแห่งจักรวาล
ประจำปนี ี้ แตน่ กั ปรชั ญาเขาจะคิดไปตอ่ วา่ ทวี่ ่างามอยา่ งมคี ณุ คา่ นัน้ งามอยา่ งไร? ใช้เกณฑ์
มาตรฐานใดมาชี้นำ? เกณฑ์เหล่านั้นเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน? เป็นต้น เสน่ห์ของแนวคิด
อย่างที่ว่านี้ก็คือว่า เราอย่าจำนนต่อความจริงที่อยู่ตรงหน้าเพราะเหตุว่าคนเขาบอกว่ามัน
จริง? เพราะฉะน้นั กระบวนการของประสบการณ์ทางสุนทรยี ะจึงต้องไดร้ ับการต้งั คำถามว่า
1. คำนิยามของประสบการณ์

ความหมายตามธรรมดาสามัญที่รับรู้รับทราบกันทั่วไปนั้น ประสบการณ์หมายถึงการ
รับรู้เรื่องราวต่างๆโดยตรง หรือในความหมายอีกแง่หนึ่งคือความเชี่ยวชาญหรือชำนาญใน
เร่อื งใดเรื่องหนงึ่ เพื่อใหเ้ กิดความเข้าใจความหมายในระดบั ลึกจงึ ควรศกึ ษาจากผู้รู้ดังต่อไปนี้

คำวา่ ประสบการณเ์ ปน็ คำที่เรากำหนดข้ึนเพ่อื ท่จี ะอธบิ ายถึงสิ่งที่เราได้สัมผัสหรือปะทะ
กบั โลกภายนอก หลงั จากได้มปี ระสบการณแ์ ลว้ ก็สามารถที่จะจำแนกแยกแยะส่งิ ทรี่ ับร้นู ้ันได้
เก็บสะสมเอาไว้เป็นความรู้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการรู้ตัวหรือมีสติ จึงเชื่อกันว่าเมื่อเรามี
ประสบการณ์มากก็จะสามารถแก้ปัญหาต่างๆได้มาก (อารี สุทธิพั นธ์:2533) การมี
ประสบการณ์มาก คือ การรับรู้โลกภายนอกโดยอาศัยการชี้นำ กำหนดจากสุนทรียเจตคติ
(เมินรัตน์ นวะบุศย:์ 2536.40)

ประสบการณ์ของมนษุ ย์เกิดจากการสมั ผสั ระหว่างโลกภายนอกกบั ประสาทสัมผสั ได้แก่
อวัยวะรับสัมผัสทั้ง 5 ของเราได้ปะทะเข้าโลกภายนอก เช่น ตาสัมผัสหรือปะทะเข้ากับรูป

56

เรากเ็ รยี กว่าจักษุสัมผสั เปน็ ประสบการณท์ างตา จึงสรุปไดว้ ่าประสบการณห์ มายถงึ สิง่ ท่รี ูโ้ ดย
อายตนะไม่ว่าจะเป็นภายในหรือภายนอก แต่เมื่อพูดลอยๆ มักหมายถึงสิ่งที่รู้โดยอายตนะ
ภายนอกหรือผสั สะเท่าน้ัน (กีรติ บญุ เจอื : 2522; 152)
ประสบการณ์ตรงทางสุนทรียะ (Direct aesthetic experience)

ก่อนนำเข้าสู่บรรดารูปแบบและกระบวนการของประสบการณ์ทางสนุ ทรียภาพนั้น มีสิ่ง
ที่จะต้องความเข้าใจไว้เป็นพื้นฐาน คือ บรรดาคำและความหมายต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในเชิง
ประสบการณ์ ซึ่งยึดถือเป็น หลักการทางประสบการณ์สุนทรียภาพ (The principles of
aesthetic experience) ซงึ่ ต่างก็หยบิ ยกไปใชก้ ันเป็นปกติ คือ

สุนทรียวัตถุ (Aesthetic objects) ใช้เรียกวัตถุที่มีค่าของสุนทรียภาพหรือความเป็น
รสชาติ (Aesthetic values or flavor) ที่มีพลังหรือเสน่ห์ดึงดูดหรือกระตุ้น (Attractive
power) ค่าสุนทรียภาพดังกล่าวอาจได้จากสิ่งที่มีความสวยงาม (Beautiful things) จาก
วตั ถุธรรมชาติ (Natural objects) หรือความงามเชิงศิลปะ (Artistic beauty) ทีม่ นุษย์สร้าง
ขึ้นเป็นศิลปะวัตถุ (Art objects) และทั้งสองค่านี้ ถูกนำไปสู่จุดประสงค์ของการเรียนรู้เชิง
ประสบการณ์ทางสุนทรียภาพ (Objective of aesthetic experience) ดังนั้น ตัวค่าของ
สนุ ทรยี ภาพ หรือ คา่ ของรส (Aesthetic values or flavor quintessence) คือเนื้อหาสาระ
อันแท้จริง ถูกนำมาเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้ของประสบการณ์ ทางสุนทรียภาพ และจง
อยา่ เข้าใจสบั สนกบั หวั ขอ้ ตอ่ ไปนี้

คุณค่าสุนทรียภาพ หรือ สุนทรียรส (Aesthetic or flavor qualities) ซึ่งเป็นตัวค่า
(Values ในข้อ 2.1.2) ที่มาทำกริยาปลุกเร้าในลักษณะซาบซ่านขจรค่า ( Pervasive
qualities) เกิดอาการความพึงพอใจ เพลิดเพลิน หรือโปรดปรานขึน้ มาเป็นประสบการณใ์ น
ตวั คน

ตัวคนผู้มีสมรรถภาพเพียงพอในการรับรู้คุณค่าของความสุนทรียะ หรือคุณค่าของรส
(One competent to the percieving aesthetic qualities of tasting the flavor) จาก
ประสบการณ์ทางสุนทรียภาพมีสองประเภท คือ 1) ผู้รู้จักค้นหาคุณค่าของความสุนทรีย์
หรือหาคุณค่าของรสมาได้อย่างเป็นระบบ พร้อมกับนำคุณค่านั้นมาพิจารณาตัดสินว่ามี
คุณค่ามาก-น้อยให้ผู้อื่นได้ คือนักวิจารณ์ที่แท้จริง (The true critic) และ 2) ผู้ที่รู้จัก
เลือกสรรคุณค่านั้นมาชื่นชมด้วยความรัก ขอบคุณและซาบซึ้งได้ตามรสนิยมของตนเอง
(Aesthete) และขอกลา่ วอีกครงั้ ว่าประเด็นหลังคือจุดม่งุ หมายของสุนทรยี ภาพของชีวิต

57

2. ประเภทของประสบการณ์
มนุษย์สามารถรับรู้โดยผ่านประสบการณ์ได้ 2 ทางคือ ประสบการณ์ตรงและ

ประสบการณท์ างอ้อม ซึ่งสามารถนิยามความหมายได้ดังน้ี
ก. ประสบการณ์ตรง คือ การที่เราได้ปะทะกับสิ่งที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้นทันทีทันใด

ด้วยประสาทสัมผัสของเราเอง เช่น เรามองเห็นแสงสีทองของพระอาทิตย์สอ่ งเรอื งๆ ก่อนที่
จะโผล่พ้นขอบฟ้าในยามเช้า เราได้เห็นแสงนั้นและบรรยากาศนั้นตรงๆ ณ เวลานั้น เรา
ประทับใจในความงดงามดว้ ยตัวเราเอง โดยไม่มีความผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่เราเห็น เราจะไม่
โยงสิ่งที่เราเห็นกับสิ่งอื่น ไม่คำนึงถึงประโยชน์ กิจกรรมอื่นเราหยุดพักชั่วคราว ผ่อนคลาย
ความตึงเครยี ดทางอารมณ์ เกดิ จินตนาการท่ีพรึงเพริดอนั หาขอบเขตมไิ ด้ ประสบการณ์แบบ
นีเ้ ราเรียกว่าเปน็ ประสบการณส์ นุ ทรยี ์

ข. ประสบการณ์รอง คือ การได้รับการบอกเล่าว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นจาก
บุคคลอื่น เราอาจมีความรู้สึกประทบั ใจมากกว่าหรือน้อยกว่าผู้เลา่ กไ็ ด้ ขึ้นอยูก่ บั สารทีผ่ ู้เลา่
ได้ถ่ายทอด ความประทับใจของเราจะถูกเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมอย่างอื่นที่เราได้
บันทึกเอาไว้แล้ว ซึ่งอาจจะตรงกบั เรือ่ งท่ีเราได้รับการถา่ ยทอดหรือไม่ ประสบการณ์อย่างนี้
ไม่ถือว่าเป็นประสบการณ์ทางสุนทรีย์ เพราะมันได้ถูกแปรข้อมูลและเชื่อมโยงข้อมูลเขา้ กับ
อย่างอื่นแล้ว จากตัวอย่างที่กล่าวอ้างแม้ว่าเราจะได้รับการบอกเล่าถึงความงามของพระ
อาทิตย์ในยามเช้าว่า “เป็นแสงสีทองเหลืองอมสม้ อร่ามเรืองรอง....” เราก็โยงแสงของพระ
อาทติ ยเ์ รากบั แสงสที อง (ของทองคำ) สีเหลอื ง สสี ้ม ความแวววาวของวตั ถบุ างชนิดทเ่ี ราเคย
มปี ระสบการณ์ ซง่ึ ท้งั หมดนไ้ี ม่ใชค่ วามงามของแสงพระอาทติ ยย์ ามเชา้ ท่ีผูไ้ ปเหน็ มาน้นั พดู ถึง
ประสบการณท์ างสุนทรยี ์ เปน็ ประสบการณต์ รง หมายความวา่ เปน็ ประสบการณ์ท่ีเกิดแก่ผู้
มีประสบการณโ์ ดยเฉพาะ ไมต่ อ้ งมกี ารถา่ ยทอดเป็นสาร มนั มคี วามกระจ่างในใจผนู้ น้ั เอง
3. ลักษณะเฉพาะของประสบการณ์ทางสนุ ทรียะ

ประสบการณ์สนุ ทรียะเป็นความรูส้ ึกที่เกิดจากสัมผสั เรื่องราวต่างๆโดยตรงในช่วงเวลา
ขณะนั้น เป็นความรู้สึกตื่นเต้น ดื่มด่ำหรือซาบซึ้งตรึงตราอยู่ในอิฏฐารมณ์ การมี
ประสบการณ์กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะเกิดผล 2 ประการ คือ ผลที่เป็นความรู้และผลที่เป็น
ความรสู้ ึก ฉะนัน้ ผลจากประสบการณส์ ามารถแยกได้รายละเอียดดังนี้

ก. ผลที่เป็นความรู้ หมายความว่าเม่ือประสาทสัมผัสของเราปะทะเข้ากับสิ่งใดสง่ิ
หนงึ่ เรากม็ ีความรูใ้ นสงิ่ นั้น ซ่งึ ความรนู้ ้มี ีหลายระดบั ต่างกนั คอื

58

(1) ความรู้ระดับผัสสะ (Sensation) คือ ความรู้ที่อวัยวะสัมผัสปะทะกับโลก
ภายนอกแล้ว หากเพียงแต่รู้ว่าเป็นอะไรโดยไม่มีการแปรข้อมูลก็จะเป็นความรู้ระดับผัสสะ
เช่น ตาเราปะทะกับรูป เรารู้ว่าเป็นรปู โดยท่จี ิตยังไมไ่ ด้แปรขอ้ มูลทปี่ ระสบว่าเป็นรปู อะไร

(2) ความรรู้ ะดบั สญั ชาน (perception) คอื เมื่อจติ ได้แปรขอ้ มลู ทป่ี ระสบใหเ้ รารู้
วา่ สง่ิ นน้ั เปน็ อะไร มลี ักษณะเฉพาะอยา่ งไร

(3) ความรรู้ ะดบั สังขาร (reflection) คอื จิตไดป้ รงุ แต่งไตร่ตรองข้อมูลที่ประสบ
ตามท่ีจิตต้องการ

(4) ความรูร้ ะดบั มโนทัศน์ (concept) คือ ความเขา้ ใจอย่างแจ่มแจง้ หมดสิ้นขอ้
สงสยั

ข. ผลที่เป็นความรู้สึก หมายถึง เมื่อเกิดการปะทะกันระหว่างโลกภายนอกกับ
ประสาทสัมผัสเราก็จะเกิดความพึงใจที่เกิดจากการปะทะสังสันทน์นั้น ความพึงใจนี้ไม่ใช่
ความรแู้ ต่เปน็ ความรู้สกึ ผลชนิดนีน้ ่ีเองท่เี ป็นประสบการณ์สนุ ทรีย์ ประสบการณเ์ ปน็ ผลของ
ความรู้ระดับสัญชาน มีลักษณะสำคัญอยู่ที่ความจดจ่อต่อปรากฏการณ์โดยปราศจากความ
สนใจต่อผลประโยชน์ มันเป็นความรู้สึกพึงใจที่เกิดจากการรับรู้โดยไม่สนใจต่อเรื่อง
ผลประโยชน์ ประสบการณ์สุนทรียะจึงแตกต่างจากประสบการณ์อ่ืนๆ (เมินรัตน์ นวะบุศย์
:2536.40) ลองอา่ นความรทู้ ี่ไดร้ ับจากความรู้สกึ ต่อไปน้ี
โลกกบั ความรูส้ กึ ของมนุษย์
1. ฉันไดย้ นิ นักดาราศาสตร์ผูค้ งแก่เรียน
มตี วั เลขมแี ผนภูมิอย่ตู ่อหนา้ เพื่อใช้ในการพสิ จู น์
มกี ารบวก การลบ การวัด และการคำนวณ
ฉันนง่ั ฟังดู เหน็ คนตบมอื กันลั่นหอ้ งบรรยาย
ฉับพลันนัน้ ฉนั ร้สู ึกเหนอื่ ยและเบอื่ หน่ายอยา่ งบอกไม่ถูก
ฉันลุกขึน้ แล้วเลยี่ งออกมาเดินเล่นคนเดียว
ท่ามกลางความชน่ื ฉ่ำอันลีล้ บั ของราตรีกาล
และครั้งแลว้ ครัง้ เล่าฉนั แหงนดดู าวทางหลายเบอ้ื งบนอย่างสงบ
(วอลท์ วทิ แมน (Walt Whitman) : 1819-1892 )
2. แวบเดียวของความรูส้ ึกที่ไดจ้ ากดงไม้
อาจสอนทา่ นเกย่ี วกบั มนษุ ย์
ในเรอื่ งความดีความชวั่
ได้ดกี วา่ เมธีทัง้ หลาย

59

ความอ่อนหวานคือสงิ่ ท่ีธรรมชาติใหแ้ กม่ นษุ ย์
แตป่ ญั ญาความคดิ ทีย่ มุ่ ยา่ ม
ไดบ้ ดิ เบอื นความงามของสรรพส่งิ
ในการแยกแยะเราไดท้ ำฆาตกรรม
พอกันทีสำหรบั วทิ ยาการทั้งหลาย
ปิดหนงั สอื ทว่ี ่างเปล่าเหลา่ น้ันเสีย
จงมาพรอ้ มกับหัวใจ อนั พร้อมทีจ่ ะรับ
(เวิดสเ์ วิรธ์ (Wordworth) 1770-1850)
ประสบการณ์สนุ ทรียไ์ ม่จำเป็นตอ้ งเกี่ยวกับความเป็นจรงิ

ผูม้ ีประสบการณส์ นุ ทรยี ์จะรู้วา่ สิ่งทเี่ กิดขน้ึ ทเี่ ราปะทะอยนู่ น้ั ไม่ใชค่ วามจรงิ แต่ความรูส้ กึ
ที่เกิดขึ้นต่อสิ่งนั้นจริง เพราะว่าประสบการณ์สุนทรียะเป็นการรับรู้โดยไม่หวังผลประโยชน์
อะไร ดังนั้นจึงไม่ต้องเกี่ยวข้องกับความจริงแต่อย่างใด (อารี สุทธิพันธ์ : 2533.37) เช่น
เมื่อเราไปชมนิทรรศการภาพทิวทัศน์ เราก็ไม่ต้องไปสนใจว่าเขาวาดภาพได้เป็นจริงขนาด
ไหน ตน้ ไม้ที่เห็นเปน็ สงิ่ ท่เี หมอื นต้นไม้จริงหรือไม่ แตใ่ หเ้ ราพงึ ใจกับแสงสีท่ีกลมกลนื น่าชน่ื ชม
หรืออกี ตัวอยา่ ง หากเราไดช้ มภาพยนตร์ เราเห็นผแู้ สดงบทผู้รา้ ยไดอ้ ย่างรา้ ยไมม่ ที ีต่ ิ เรากช็ ่นื
ชมกบั บทนนั้ โดยไม่ไปสนใจวา่ ตัวจริงเขารา้ ยหรอื เปล่า เราจะไมม่ อี ารมณ์รว่ ม (In) จนโกรธ
เกลียดเขา เนื่องจากว่าประสบการณ์สุนทรียะเกิดการดึงใจให้ห่างจากความเป็นจริง ไม่ให้
เกดิ อารมณร์ ่วมจนกระทั่งสญู เสียคุณค่าความเป็นสุนทรียะไป (เมินรัตน์ นวะบุศย์ :2536.41)
ประสบการณท์ างสนุ ทรียะ กลา่ วโดยสรปุ ได้ดังน้ี (สุเชาวน์ พลอยชุม.มปพ.209)

1. อยากดู อยากฟงั เพ่อื สนองความอยากดู อยากฟงั เท่านน้ั ไม่มงุ่ ผลอยา่ งอน่ื
2. สนใจลักษณาการทป่ี รากฏ (appearance) ของสง่ิ ท่เี ราดมู ากกวา่ ประโยชน์ของมัน
3. ทำใหเ้ กดิ ความพงึ พอใจ (feeling of pleasure or impression) เสมอ
4. ทำให้ลืมเหตุการณ์ในชีวิตจริง (practical activity) ได้ชั่วขณะเป็นเหตุให้ได้รับ
ความผอ่ นคลายทางอารมณ์
5. ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นอันเดียวกนั (empathy) และความคิดล่องลอย (psychic
distance)
4. แหลง่ กำเนิดอารมณ์ทางสุนทรยี ะ
นักสุนทรียศาสตร์เชื่อว่า อารมณ์ทางสุนทรียะไม่เหมือนกับความรู้สึกธรรมดาทั่วไป
ฉะน้ันอารมณ์กบั ความรู้สึกทางสุนทรยี ะจะเกดิ ขึ้นไดก้ ็ตอ้ งอาศยั องค์ประกอบหลายอยา่ ง ซ่ึง
อยา่ งน้อยก็จะต้องมสี ง่ิ เหล่าน้ี คอื

60

1. มีความเข้าใจเรื่องสุนทรียศาสตร์อย่างถ่องแท้ และใช้ประสาทสัมผัสในส่วนท่ี
เกยี่ วขอ้ งกับส่ิงที่เรากำลังสนใจอยนู่ น้ั ไดอ้ ยา่ งเต็มที่

2. มีความสามารถที่จะสร้างอารมณ์ให้เปน็ ภาพขึ้นมาได้ หรือกล่าวอีกอยา่ งหนึ่งก็คอื
ต้องมีความสามารถสร้างมโนภาพได้เป็นอยา่ งดี

3. เพทนาการนั้นจะต้องช่วยถ่ายทอดความหมายของส่งิ ทีเ่ ราดูอยหู่ รอื ฟงั อยู่
4. มีความรู้สึกต่อสิ่งที่เรากำลังสนใจดูหรือฟัง (เช่น ภาพเขียน ดนตรี) นั้นดูเหมือน
ของจรงิ หรอื ธรรมชาติจริงๆ
5. ต้องมคี วามรู้สึกตวั อยเู่ สมอว่าเรากำลังสนใจอะไรอยูใ่ นขณะนัน้
ฉะนั้น ในการที่จะเกิดความรู้สึกหรืออารมณ์ทางสุนทรียะได้ อวัยวะรับรู้หรืออวัยวะ
สัมผัส จึงมีส่วนสำคัญในประสบการณ์ทางสุนทรียะเหมือนกัน อวัยวะที่มีส่วนสำคัญใน
ประสบการณ์ทางสุนทรียะมากที่สุดคือ จักขุนทรีย์ (อวัยวะในการเห็น) กับโสตินทรีย์
(อวัยวะในการฟงั ) หรือว่าการดกู ับการฟังนั่นเอง ส่วนอวัยวะในการดมกับอวัยวะในการชมิ
หรอื ลิม้ รส (จมกู กับลน้ิ ) มีส่วนเกยี่ วข้องกับประสบการณท์ างสุนทรียะนอ้ ยทสี่ ดุ ท้งั น้ีเพราะ
1. ความร้สู ึกถ่ายทอดไดด้ ที างตาและทางหู
2. การดู การฟังสามารถกระทำได้ทงั้ ระยะใกล้และระยะไกล
3. การดู การฟงั สร้างความประทับใจไดด้ กี ว่าและนานกวา่ เพทนาการอน่ื ๆ
5. สุนทรียศาสตร์เชิงพฤติกรรม หรือ ประสบการณ์ทางสุนทรียภาพ Psychological
aesthetics or Aesthetic experience
ปกติเมื่อกล่าวถึงสุนทรียศาสตร์ในวงการศึกษาศิลปะของไทยจะรู้จักกันในความหมาย
ของสุนทรยี ศาสตร์เชิงปรัชญาหรอื เชิงความคิด ซงึ่ มอี ยู่และนำการเรียนรูก้ นั เป็นปกตใิ นสาขา
ศิลปศาสตร์ แต่เมื่อใดทีน่ ำความรู้สุนทรียศาสตร์ขยายมาใช้ในขอบข่ายความรูศ้ ิลปะก็จะถูก
มองว่าเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกี่ยวเนื่องกัน และถ้าจะเกี่ยวเนื่องกันก็จะนำไปแขวนไว้กับอีก
ความหมายหนึ่งที่เรียกว่าเป็นปรัชญาศิลปะ และถ้าเป็นการเรียนรู้สุนทรียศาสตร์เชิง
พฤติกรรม หรือเชิงประสบการณ์ทางสุนทรียภาพ เป็นรูปธรรมด้วยระบบของมันเอง
โดยเฉพาะตรงตามคำนยิ ามดั้งเดิมที่ให้ไว้ว่าเกี่ยวกับความรู้สึกทางการรับรู้ (Pertaining to
the sense perception) จริงๆนั้นยังไม่มี ถ้าหากมีก็อาศัยการเรียนรู้ผ่านสื่อทางภาษา
(Language and its communications) เท่าที่มีการพิจารณาได้ว่าเป็นการขยายความคิด
ดังกล่าวไปใช้ขึ้นต้นด้วยคำว่าสุนทรียภาพ แล้วเติมชื่อสาขาศิลปะตามหลังดังเช่น
สุนทรียภาพของทัศนศิลป์ (Aesthetic of/in visual art) แต่ความรู้เหล่านั้นยังไม่ทราบว่า
นำส่วนใดของทัศนศิลปม์ าสรา้ งใหเ้ กดิ เปน็ ความสุนทรียข์ ้ึนมากับใคร แตถ่ ้าเปน็ กระบวนการ

61

จากการบอกเลา่ ยกตัวอย่างหรอื ทอ่ งบ่นจากตำราผ่านการคดิ จำ และนำเขา้ สูก่ ารเขา้ ใจ (To
understand) ถ้าเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่กล่าวนั้น ก็จะเป็นคนละจุดมุ่งหมายของคำว่า
สุนทรียภาพของทัศนศิลปอ์ ย่างสิ้นเชงิ ที่เปน็ “โครงสร้างเชิงคุณค่ามีหน้าตาเป็นลักษณะฟงุ้
ขจรอันอบอวลกระทบกริยาไหวรู้สึกทันทีว่าปราศจากสิ่งขวางกั้นใดๆ ด้วยความไม่เหมือน
ใคร” ในประสบการณ์น้ัน และถ้าเปน็ “ประสบการณ์หนึ่งมีเอกภาพอนั หนึง่ มีชื่อด้วยตวั มัน
เอง ดังเช่น อาหารมื้อหน่ึง พายุครั้งหนึ่งหรือความหมายของความเปน็ เพื่อนกบั ใครคนหนงึ่
ดังนั้น ความหมายของประสบการณ์ต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นเอกภาพ จึงมีคุณค่าเดี่ยว
(Single quality) ค่านั้นจะขจรแผ่กระจายครอบคลุมผันแปรจากส่วนอื่นทั้งหมดของ
ประสบการณ์ดังกริยาไหวรู้สึกด้วยการรับรู้ (Sensitive perception) ที่ได้มาจากการรับรู้
โดยตรงกับส่ิงท่ีรบั รู้เป็นผลงานทัศนศิลป์ชิ้นหนึ่งชิ้นใด ก็โดยปราศจากสิ่งสกดั กั้นพฤติกรรม
ของความสุนทรีย์หรือประสบการณ์ทางสุนทรียภาพเต็มรูปแบบนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร
พจิ ารณาได้จากขอ้ เขียนที่ดที ี่สุดอันหนง่ึ ดังน้ี :
“ประสบการณท์ น่ี ำไปสูส่ ุนทรยี ภาพอันสมบูรณ์น้ัน เม่อื ความตั้งใจของเรา รวมจุดได้คมชัดสู่
ความเป็นเฉพาะของสิ่งที่อยู่เบือ้ งหน้า ต่อมาเมื่อเรารู้สกึ ตัวว่าสิ่งนี้ดำรงอยู่ไม่เหมือนใครใน
สภาพของมันเอง ความรู้สึกตระหนักที่มีต่อมันจะต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย ค่อยๆปรากฏข้ึน
จากความสลัวลางในห้วงประสบการณ์ เราถอดเอาส่วนที่เป็นเฉพาะออกจากความเป็น
ธรรมดา ซึ่งมักเป็นอคติที่อยู่ก่อนตามความเคยชิน จากการรับรู้แล้วคิดและการปฏิบัติตน
คอยเป็นตัวปกปิด แต่ให้เราจับความสนใจอยู่กับสิ่งที่มันบอกเราด้วยตัวมันเอง แทนการ
ลำดับชั้นของเหตุผล หรือสร้างสันนษิ ฐานที่สร้างขึน้ มาจากสิ่งนัน้ ” (Jenkins, I., Aesthetic
Education and Moral Refinement, quoted by Steiner, E, 1981, p.109) ผู้ยึดติดอยู่
กบั วิสยั ทศั นก์ ารเรียนรูส้ ุนทรียศาสตร์เชงิ ปรัชญาหรอื มคี วามเคยชนิ กบั สุนทรียศาสตร์เชิงการ
คิดลักษณะ คิดแล้วพูดมักจะเกิดความยุ่งยากและสับสนเปน็ อย่างมากหากเปลี่ยนวิสัยทศั น์
ของตนเองใหม่ไปสู่ลักษณะของการเรียนรู้ในเชิงพฤติกรรมลักษณะ คิดแล้วทำ โดยไม่ต้อง
สร้างความเข้าใจหรือพูดกับใคร หรือถ้ามีก็คงเป็นการพูดกันได้แค่การชี้แนะระบบหรือ
กระบวนการ ทั้งนี้เพราะเป็นลักษณะการเรียนรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ส่วนตน และความ
เป็นจริง (Reality) ที่เกิดเป็นประสบการณ์ต่างก็เป็นประสบการณ์ของการค้นหาคุณค่า
สนุ ทรยี ภาพสำหรบั บทบาทและเป้าหมายเฉพาะทางแนวคดิ รูปแบบกระบวนการของบรรดา
ประสบการณ์ทางสุนทรียภาพเป็นลักษณะใดบ้างพิจารณาได้จากบทสรุปเพื่อให้เข้าใจ
โดยสงั เขปดงั ต่อไปน้ี :

62

6. บทบาทของการวจิ ารณ์ศิลปะ (The role of art criticism)
ณ จุดนี้ มักจะมีความสับสนเป็นอย่างยิ่ง ถ้าไม่แยกให้ชัดแจ้งว่าการคิดแล้วพูดตาม

บทบาทของสนุ ทรียศาสตร์เชงิ ปรัชญานั้น มิได้พูดโดยตรงกับผลงานศิลปะชิน้ หนึ่งชิ้นใด แต่
เป็นการพูดทเี่ ปน็ แนวคิดอยู่เบอ้ื งหลังของบรรดาผู้มปี ระสบการณ์ตรงในการสัมผัสกับคุณค่า
สุนทรียภาพในผลงานศิลปะ ท้งั ภาคของการเรยี นร้ใู นบทบาทของผู้รบั รู้นำเขา้ ส่ผู ลงานศิลปะ
หรือศลิ ปินและภาคเรียนรใู้ นบทบาทของผู้รบั รนู้ ำเขา้ สู่การวิจารณ์ศิลปะ หรือพูดแล้วทำ เพอื่
นำคุณคา่ สุนทรยี ภาพในศลิ ปะขยายมาสู่ผู้รักชอบหรือซาบซึ้งในคุณค่าดังกล่าว ในฐานะของ
ผู้บรโิ ภคศิลปะ ดงั นน้ั จงแยกใหไ้ ด้อย่างชดั เจนว่า แม้วา่ ทงั้ ค่นู นั้ พูดเกยี่ วกับศิลปะ แต่วนห่าง
กนั อยู่คนละรอบโดยนักสุนทรยี ศาสตร์เชงิ ปรัชญามจี ดุ เน้นของการคดิ พดู วนอยูเ่ บ้ืองหลังรอบ
นอก (Meta-critism) แต่การวิจารณ์ศิลปะ ซึ่งมีจุดเน้นของการพูด ซึ่งมาจากประสบการณ์
ตรงกับคุณค่าสุนทรียภาพในศิลปะวนอยู่รอบใน ซึ่งต่างก็มีบทบาทอาศัยการแลกเปลี่ยน
ข้อคิดเห็นหรือข้อมูลอยู่ด้วยกัน “แต่ก็มีบ่อยครั้งที่นักปรัชญาสุนทรียศาสตร์อ้างถึงผลงาน
ศิลปะของกลุ่มความเชื่อศิลปะ ในขณะที่นักวิจารณ์แน่นอนเวลาพูดจะต้องเป็น “ปรัชญา”
แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเช่นผู้มีความสันทัด และมีบ่อยที่ไม่มีความรู้ในเรื่องที่ตนพูด” หากเมื่อใดมี
การพูดวนซำ้ สลบั รอบดังกล่าวตา่ งก็นำเนื้อหามาชนกันพังไปทั้งคู่ เหตุการณ์นี้มิไดเ้ กิดขึ้นใน
แวดวงศิลปะที่หน่ึงท่ีใด แต่เกิดขึน้ ทัว่ ไปทั้งในสังคมไทยและสังคมโลกทีห่ ยิบยกมากล่าวโดย
สรปุ น้ี เพื่อให้ผ้อู ่านนำไปใชเ้ ปน็ แนววเิ คราะหแ์ ยกบทบาทของระหวา่ งสุนทรียศาสตร์เชิงการ
คิดกบั บทบาทของการวจิ ารณ์ศิลปะน้นั ตา่ งยืนอยู่ ณ จดุ ใด

กลับมาพิจารณาการพูดอันหลากหลายเกี่ยวกับศิลปะ (The Varieties of talk about
art) และไมใ่ ช่การเน้นเป็นรูปแบบของการวจิ ารณเ์ สมอไป ซง่ึ บรรดาการพดู ท่ีกล่าวน้อี าจเปน็
การแสดงความชื่นชมหรือการรักชอบหรือแสดงความคิดเห็นธรรมดาตามความรู้สึกนึกคิด
ของตนเองหลายๆ ลักษณะดังเช่น นับตั้งแต่ประชาชนคนธรรมดาพูดเกี่ยวกับศิลปะ
(Common people talk about art) นักแสดงศิลปะคนหนึ่งคนใดพูดเกี่ยวกับศิลปะ (Art
connoisseur talk about art) ฯลฯ ซึ่งแตกต่างกับการพูดของนักวิจารณ์ที่แท้จริงพูด
เกี่ยวกับศิลปะ ซึ่งเป็นการพูดระดับวิชาชีพของการวิจารณ์ศิลปะที่มีอยู่ในแต่ละวัฒนธรรม
สำหรับแต่ละหนว่ ยของสงั คมในวฒั นธรรมไทย กม็ หี ลากหลายเช่นเดยี วกนั หากมองย้อนกลบั
ไปสมัยเริ่มแรกของการวจิ ารณ์ศิลปะมาใช้ในระบบการเรยี นรู้ การเรียนร้ศู ิลปะแนวตะวันตก
ขึ้นในสังคมไทยนั้น บทบาทของการวิจารณ์ยังผสมผสานใช้ร่วมกันอยู่กับผู้สอนและผู้สร้าง
ผลงานซึ่งเรียกว่าศิลปินพูดเกี่ยวกับศิลปะมีเนื้อหาลึกซึ้งในมิติและมุมมองเฉพาะ ดังเ ช่น
แนวคิด กระบวนการ วัสดุทักษะ และการแสดงออกของการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ซ่ึง

63

จำกัดอยู่ในวงแคบและเข้าใจยาก และถ้าเป็นการเรียนรู้บทบาทที่แท้จริงนั้นยังไม่มีเป็น
วิชาชีพและถ้ามีก็พิจารณาจากความคิดเห็นของผู้ก่อตั้งศิลปะตะวันตกในประเทศไทย
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี บันทึกสภาพของการวิจารณ์ไว้ว่า “การวิจารณ์อันปราศจาก
ขอ้ เท็จจรงิ ของผไู้ มส่ ันทัด มคี วามรูส้ กึ เปน็ อคติอย่กู อ่ นในหลายกรณี เปน็ ท้ังการปกปิดความ
โง่เขลาหรือเปน็ ข้อแกต้ วั โดยอ้างว่าขาดส่ิงท่นี ำมาสนับสนุนศลิ ปะ”

ณ จุดนี้ การวิจารณ์ศิลปะมิได้เป็นเป้าหมายหลัก แต่ขยายไปจากฐานอันเดียวกัน คือ
การเรียนรู้จากฐานความรู้ทางการรับรูผ้ ่านกระบวนการที่แตกต่าง แม้จะเปน็ การเรียนรู้จาก
ประสบการณ์ เรียนรู้เพ่ือหาคุณค่าสุนทรียภาพโดยตรงและขอย้ำว่าบทบาทของการวิจารณ์
นั้นมีเป้าหมายของการตัดสินคุณค่าสุนทรียภาพในงานศิลปะ แต่เป้าหมายของการเรียน รู้
และประสบการณ์ตรงทางสุนทรียภาพนั้นเป็นการเรียนเพื่อนำสุนทรียภาพมาสู่ความสำนึก
และซาบซงึ้ เฉพาะตามทีต่ นเองรกั ชอบ จงึ นำบทบาทของการวิจารณ์ศิลปะมากล่าวสรุปไวพ้ อ
เปน็ แนวทางเพอ่ื จำแนกความเขา้ ใจเบ้ืองตน้ ไว้ดังนี้

บทบาทของการวิจารณ์ศิลปะในหอ้ งปฏิบัติการศิลปะ (Studio Art criticism) เกิดจาก
รูปแบบของการท่ศี ลิ ปนิ พูดถงึ ศลิ ปะ ดังที่กล่าวคอื มติ แิ ละมมุ มองของผูส้ ร้างสรรค์ เพอื่ พฒั นา
และสร้างสรรค์และการวาดผลงานศิลปะในชั้นเรียน แต่มิติและมุมมองที่ใช้ดังกล่าวนั้นถูก
ขยายวงนำมาใช้กับสาธารณะ ผ่านกิจกรรมการแสดงผลงานหรือประกวดชิงรางวัล โดยมี
หนว่ ยงานใดงานหนึง่ สนับสนนุ หรือกลุ่มผสู้ รา้ งในแวดวงศิลปะจดั ขึน้ มาเอง แทจ้ ริงแลว้ การ
พูดของศิลปินเกี่ยวกับศิลปะ มิได้เป็นรูปแบบของการวิจารณ์ แต่เป็นแค่เนื้อหาที่เกิดจาก
ความคิดเห็นของกรรมการมาใช้ในการตัดสินตามเกณฑ์ของการประกวด ส่วนเนื้อหาของ
ความคดิ เหน็ มิได้เป็นการหาคุณค่าเฉพาะสนุ ทรยี ภาพแตเ่ ป็นเน้ือหาของแนวคิดกระบวนการ
วัสดุที่ผสมผสานออกมาเป็นงานศิลปะตามเป้าหมายของงาน นี่เป็นบทบาทหนึ่งต่อการต้ัง
คุณค่าที่ได้ไม่เคยปรากฏต่อสาธารณะ แต่ก็มีบ่อยครั้งที่ผู้สร้างศิลปะนำรูปแบบศิลปินพูด
เกี่ยวกับศิลปะมาสร้างบทบาทนักวิจารณ์ แต่เนื้อหาของบทวิจารณ์กลายเป็นความคิดเห็น
ด้วยการช้ปี ระเด็น จากความรสู้ ึกนึกคิดของตนเองทมี่ ีต่อผลงาน ถงึ -ไม่ถงึ แทนการหาคุณค่า
ในผลงานที่โดดเดน่ มาเสนอกับสาธารณะ แต่ปัจจุบนั เมื่อมีการเรยี นรู้รากฐานของศิลปะแทน
บทวิจารณ์เหล่านี้ค่อยๆจางหายไปหากมีอยู่บ้างก็เปลี่ยนเป็นการวิจารณ์ในอีกรูปแบบหนึง่
ดงั น้ี

บทบาทของการวิจารณ์ของนักข่าวในสื่ออิเล็กทรอนิกส์และสิ่งพิมพ์ (Journalistic art
criticism ) การวิจารณ์ของแต่ละวชิ าชีพ และรวมทั้งในแวดวงวิชาชีพศิลปะแทบทกุ สาขาท่ี
ปนมากับสื่อนั้น นับเป็นสิ่งยอดนิยมเพราะแพร่กระจายได้ง่าย นับตั้งแต่สื่ออิเล็กทรอนิกส์

64

เช่น วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์รายวัน รายเดือน ถ้าเป็นบทบาทของ
การวิจารณ์ศิลปะจะผสมอยู่ในคอลัมน์ศิลปะ ดังนั้นคอลัมนิสต์ศิลปะจะต้องมีบทบาทและ
วิธีการเขียนโดยความเข้าใจต่อสาธารณะได้อย่างรวดเร็วนั้นส่วนหนี่ง ส่วนอีกหนึ่งเป็นด้าน
สำนวน การพูดเกี่ยวกับศิลปะเรียกว่าการวิจารณ์ศิลปะ บ่อยครั้งที่กลายเป็นการวิพากษ์
ศลิ ปะ ส่งิ ทีพ่ ดู อยา่ งหนงึ่ ในขณะท่ีรบั รู้อยา่ งหน่ึงซึ่งไมเ่ ขา้ กับระบบ ของการวิจารณ์ คือ สิ่งท่ี
ควรหาคุณคา่ ผ่านการพรรณนาออกมาใหเ้ ห็นกลับเอามาวเิ คราะห์ แต่รูปแบบและเนื้อหาของ
การวิจารณ์ที่ดีกลับไปอยู่ในสารคดีเฉพาะเรื่องที่จัดทำเผยแพร่เป็นสื่อราคาแพงจาก
ต่างประเทศ แต่ไมต่ รงกบั วฒั นธรรมไทยแตอ่ ย่างใด

รูปแบบของการวิจารณ์ที่แท้จริงในระดับวิชาชีพ (Professional art criticism) นั้นเปน็
รูปแบบสำคัญ และเป็นความรู้สูงสุดในการเรียนรู้ศิลปะ จะไม่นำมากล่าวในที่นี้เพราะว่ายัง
เป็นส่งิ ท่ีหา่ งไกลมากตอ่ การศกึ ษาวชิ าชพี ระดบั สูงของไทย
บทบาทของประสบการณส์ ุนทรียภาพ (The role of aesthetic experience)

ปกติประสบการณ์สุนทรียภาพของชีวิต มิได้เป็นของแปลกใหม่สำหรับชีวิตประจำวัน
ของผู้คนในแต่ละหน่วยของสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งมีและเป็นอยู่ทั้งอดีต ปัจจุบัน และ
อนาคตของความเป็นมนุษยชาติ แต่ความแปลกใหม่ขึ้นอยู่กับว่าสังคมและวัฒนธรรมใด
นำมาพฒั นาใหก้ บั ชนชาตขิ องตนเองไดก้ ้าวหนา้ มากนอ้ ยโดยวธิ ีใด หากยึดวิธีการปลกู ฝังโดย
ประเพณีที่กระทำกันมาตามกระแสของวัฒนธรรม สิ่งที่ตามมา คือ อิทธิพลของกระแส
วัฒนธรรมที่พัฒนาสังคมได้เจริญมากกว่าจะไหลมาแทนที่และหากยึดถือว่าการแสดงความ
เป็นชาตใิ ห้ดูไดจ้ ากกล่นิ อายของวัฒนธรรม และถา้ เปน็ วัฒนธรรมของสังคมท่ีอ่อนแอกว่าถูก
กลืนกินสูญส้ินไป หมายถึง สัญลักษณ์ของความเป็นชาตไิ ด้สลายไปโดยปรยิ าย เพราะชนใน
ชาติเป็นผู้มองไม่รู้ดูไม่ออก ฟังไม่เป็น หรือไม่มีวัฒนธรรมทางการรับรู้ที่ปลุกความสำนึกให้
เกิดความตระหนักได้ดีเพียงพอต่อการเลือกสรรสิ่งที่มีคุณค่าต่อประสบการณ์ของ
สุนทรียภาพของชีวิตที่ตนรกั ชอบได้ด้วยตนเอง การใช้วิธีการปลุกความสำนึกด้วยการสร้าง
ค่านิยมทางวัฒนธรรมขึ้นมาในลักษณะชักจูง ชวนเชื่อ เพื่อดึงดูดความสนใจกับผู้ที่มองรู้ดู
ออก ฟังรู้ฟังเป็นนั้นไร้ประโยชน์ เพราะความสุนทรีย์ที่แท้จริงสนองความรักชอบผู้คน
ดงั กลา่ วน้ันขึ้นอยู่กับรสนยิ มของตนเองเป็นหลกั แตจ่ ะไดผ้ ลสำหรับผ้ซู ่งึ ไร้รสนยิ ม มองไม่รู้ดู
ไม่ออก หรอื ไม่มีวัฒนธรรมทางการรบั รู้ทเี่ ป็นของตนเองเท่าน้นั

ดงั น้นั การนำประสบการณ์สนุ ทรยี ภาพเข้าสู่ระบบการศกึ ษากระทำกนั เพอ่ื ให้ผู้คนมองรู้
ดอู อก ฟังรู้ฟงั เปน็ หรือเป็นผ้มู ีวัฒนธรรมทางการรับรู้ด้วยการนำเขา้ สรู่ ะบบการศึกษาในการ
พัฒนาศักยภาพของผู้คนในสงั คมนั้น เป็นทั้งกระทำโดยการเรียนรูจ้ ากความบงั เอิญ ซึ่งซ่อน

65

เร้นหรือแฝงอยู่เป็นกลิ่นอายอันหนึ่งในการศึกษาศิลปะ ดังเช่น บทบาทและประสบการณ์
ทางสนุ ทรยี ภาพของผู้เรยี นวิชาชพี ทางการสรา้ งสรรค์ และถ้าเปน็ ระบบการเรียนรู้ที่เกิดจาก
ความจงใจท่จี ะจัดใหม้ ีขน้ึ เป็นการเฉพาะเป็นความร้หู นึ่งในระบบการศกึ ษา ก็เป็นอกี ลักษณะ
หนึ่งซึ่งเป็นการเรียนรู้ทีจ่ ะต้องมรี ะบบการเรียนการสอนเป็นของมันเองเปน็ การเฉพาะ โดย
วิธีการนำเอาประสบการณ์ทางสุนทรียภาพมาตั้งให้เป็นจุดประสงค์ของการเรียนรู้
ประสบการณ์สุนทรียภาพขนึ้ มา แล้วนำไปสอดใสใ่ นโครงสรา้ งขององคค์ วามรู้หน่ึงความรู้ใด
ทั้งนี้เพื่อให้เป็นความรู้สู่ผู้เรียน ดังที่กระทำกันหลากหลายและกลายเป็นบทบาทของ
ประสบการณท์ ี่สำคญั
ภาคที่ 2 ประสบการณ์ทางสนุ ทรยี ะประยุกต์ (applied aesthetic experience)
1.บทนำ
2.ประสบการณส์ ุนทรียะ: ความตลก ขบขัน
3.ประสบการณส์ นุ ทรียะ: ความเศรา้ โศก
4.ประสบการณส์ นุ ทรียะ: ความน่าเกลียด ความชั่วร้าย

66

บทที่ 5
สนุ ทรียภาพกบั การรบั รูค้ วามดแี ละความจรงิ

ประเด็นปัญหาหนง่ึ ท่ีนกั วิชาการหรอื คนท่วั ไปมักจะหยิบยกมาอธิบายขยายความกันอยู่
เป็นประจำและเป็นเรื่องใหญ่สำหรับสังคมไทยหรือแม้แต่วงการศิลปะก็คือความสัมพันธ์
ระหว่างความดี ความจรงิ และความงาม

โดยเฉพาะในรายวิชาสุนทรียศาสตร์นั้นจะต้องวิเคราะห์ถกเถียงกันถึงความสัมพันธ์
ระหว่างศิลปะกับความจริง ศิลปะกับศาสนาหรือศีลธรรม ความจริงบางอย่างในบางเรื่องที่
ภาษาธรรมดาๆ ของมนุษย์ไม่อาจจะอธิบายได้อย่างแจ่มแจง้ นั้น มนุษย์ก็จะหันมาใชศ้ ิลปะ
เปน็ เคร่ืองมอื สำหรับอธิบายความจรงิ อนั น้ัน เพราะศิลปะเป็นเคร่อื งมอื หรือสื่อที่มีความแจ่ม
ชดั ในตัวเอง ดังนน้ั ศิลปะกบั ความจริงจงึ มจี ดุ รว่ ม มคี วามเกีย่ วพันกัน และตา่ งกเ็ กีย่ วข้องกบั
ชวี ิตมนษุ ยโ์ ดยชว่ ยส่งเสริมซ่ึงกนั และกัน

โดยนัยตรงกันข้ามก็จะมีทฤษฎีหรือนักคิดอีกแนวหนึ่งที่มีความเห็นขัดแย้งกับคนกลุ่ม
แรก คอื มองวา่ สุนทรียภาพหรอื ศิลปะ ไมค่ วรจะเกย่ี วข้องกบั ศลี ธรรมหรือศาสนา โดยเห็นว่า
ศิลปะคอื ศิลปะ ศาสนาคอื ศาสนา ไม่มคี วามจำเปน็ ทสี่ ง่ิ เหลา่ น้ีจะตอ้ งมสี ่วนเก่ียวขอ้ งสัมพันธ์
กันตอ่ ประเดน็ ปญั หาดงั ท่กี ลา่ วมา มีแนวคดิ ทฤษฎีท่ีใช้อธบิ ายสภาพการณเ์ หลา่ นี้หลากหลาย
แนวทาง ในชั้นนี้จะหยิบยกแนวคิดมาให้ศึกษาและพิจารณาพอเปน็ แนวทางคือแนวคิดของ
นกั ปรชั ญาตะวนั ตก และแนวทางของปรัชญาตะวนั ออก
1. ความสัมพันธ์ระหว่างศลิ ปะกับความจริง
2. ความสมั พนั ธ์ระหว่างศิลปะกบั ศีลธรรม

คำว่า “ศีลธรรม” หมายถึงข้อปฏิบัติซึ่งเกี่ยวกับประโยชน์สุขในโลกน้ี ในชั้นที่เป็น
พนื้ ฐานท่ัวไปมากกวา่ อย่างอนื่ และศีลธรรมเป็นหลกั ปฏบิ ัตทิ ีก่ ล่าวได้วา่ มอี ยู่ตรงๆกันท่ัวๆไป
แทบทุกศาสนา เราจะเห็นได้ว่าคำว่า “ศีลธรรม” ย่อมหมายถึงระเบียบการปฏิบัติ เพียง
เทา่ ทีเ่ ราจะเรียกไดว้ า่ เป็นการทำใหเ้ ปน็ คนดี เชน่ มศี ลี มีสจั จะ มีกตัญญกู ตเวที มีการปฏิบัติ
ที่ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนหรือคนอื่นตามหลักที่สังคมทั่วๆไปต้องการ แต่เมื่อได้ปฏิบัติ
ครบถ้วนตามนั้นแล้วคือมีศีลธรรมดีแล้ว ปัญหาก็ยังคงเหลืออยู่ว่าคนนั้นยังไม่พ้นทุกข์หรือ
หมดปัญหาที่เกิดมาจากความเกิดแก่เจ็บตาย ยังไม่พ้นทุกข์ ไม่พ้นจากการเบียดเบียนของ
กิเลสโดยเฉพาะคือ โลภะ โทสะ โมหะ อำนาจของศีลธรรมได้สิ้นสุดลงเสียก่อนที่จะกำจัด
โลภะ โทสะ โมหะใหส้ ้ินไปและไม่สามารถจะกำจดั ความทุกข์อนั เกดิ จากความเกดิ แกเ่ จ็บตาย
เปน็ ตน้ ได้ (พทุ ธทาส,คูม่ ือมนุษย์ ฉบบั สมบรู ณ์,ธรรมสภาจดั พมิ พเ์ ผยแพร่,2542.)

67

ศีลธรรมน้ีมคี วามมุ่งหมายผล เพียงเพอ่ื ความเปน็ อยู่อยา่ งสงบเรียบรอ้ ยของสังคมทั่วไป
และเป็นความผาสุกขั้นต้นๆ อันเป็นวิสัยของปุถุชน มิได้หมายสูงพ้นขึ้นไปถึงการดับทุกข์
หรือตัดกเิ ลสเดด็ ขาดสิน้ เชงิ จนเปน็ พระอรยิ เจ้า

ชีวิตทุกชีวิตต้องการความสุข ความสุขที่จะเกิดขึ้นได้นั้นจะต้องกำจดั มูลเหตุแห่งความ
ทุกข์ให้หมดไปเพื่อชี้นำในหนทางที่มนุษย์ประสงค์ พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงหลักศีลธรรม
เพ่อื กำจัดความช่วั อันเป็นเหตแุ หง่ ความทุกข์ของชวี ติ ไว้ 3 ทาง (อง.ฺ ตกิ .20/294) คอื

1. ศีล เป็นหลักและกฎเกณฑ์ในการปฏิบัติเพื่อกำจัดความชั่วทางกาย วาจา
ซึ่งตกอยู่ใต้อิทธิพลของความโลภ ความโกรธ ซึ่งเป็นความชั่วอย่างหยาบ
ทางกาย วาจา

2. สมาธิ เป็นหลักและมรรคในการปฏิบัติ เพื่อกำจัดความชั่วทางใจ ซึ่งเกิด
เพราะความโลภและความโกรธ ซึ่งจดั เปน็ ความชว่ั อย่างกลาง

3. ปัญญา เป็นหลักและคุณธรรมที่กำจัดความหลงผิด ซึ่งเป็นความชั่วอย่าง
ละเอยี ด

ขอ้ ปฏบิ ตั ทิ ั้ง 3 นนั้ เป็นหลักสำคัญในทางพระพทุ ธศาสนา เปน็ หวั ใจของคำสอนท้ังหมด
เพือ่ ความสมบรู ณข์ องการศกึ ษาหลักศลี ธรรมพทุ ธศาสนา

ศิลปะแสดงถึงการแสวงหาความงามของมนุษย์ แต่ความงามก็มิใช่เป็นคุณค่าเพียงส่ิง
เดียวที่มนุษยต์ ้องการแสวงหา มนุษย์ยังพยายามแสวงหาคุณค่าทางจิตวิญญาณอย่างอื่นอกี
เช่น ความดีทางศลี ธรรม ความสัมพนั ธ์ของศิลปะกับศีลธรรมน้ันจึงมิอาจแยกออกจากกันได้
เปน็ เสมือนสิง่ ทจ่ี ะต้องอาศัยซ่ึงกนั และกันไป จะเอาสิง่ หนึ่งไปแทนอีกสิ่งหนงึ่ ก็ไมไ่ ด้ ข้อนี้เอง
ที่กอ่ ใหเ้ กดิ ปญั หาเกย่ี วกับความสัมพันธต์ อ่ กันระหว่างคุณคา่ เหลา่ นี้

เรอ่ื งความสมั พันธร์ ะหว่างศิลปะกับศีลธรรมน้ัน ศลิ ปนิ กับนกั สนุ ทรียศาสตร์มีความเห็น
ขัดแย้งกัน ในเรื่องนี้มีปัญหาที่จะต้องอภิปรายกัน 2 ข้อ คือ ปัญหาข้อแรกได้แก่ ศิลปะ
เกี่ยวกับศีลธรรมหรือไม่? และปัญหาข้อที่ 2 ก็คือถ้าศิลปะเกี่ยวข้องกับศีลธรรมก็จะเกิด
ปญั หาตามมาวา่ ศิลปะควรจะเปน็ ส่วนประกอบของศลี ธรรมหรือไม?่

ปัญหาที่ว่าศิลปะเกี่ยวข้องกับศีลธรรมหรือไม่นั้น กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าศิลปะ
สามารถทำให้คนมีศีลธรรมหรือเสื่อมศีลธรรมได้หรือไม่? คำตอบเท่าที่เห็นๆกันอยู่สำหรับ
ปัญหานี้ก็ดูจะเป็นไปในทางรับหรือยืนยันวา่ มี เพราะศิลปะนัน้ เป็นสื่อสำหรับถ่ายทอดอุดม
คติทางจริยธรรมได้อย่างมีประสิทธิผลที่สุดอย่างหนึ่งเท่าที่เราพึงจะหาได้ อุดมคติเหล่าน้ี
ปรากฏเป็นรูปร่างขึ้นในรูปของศิลปวัตถุบ้าง ตัวแสดงในละครบ้าง เมื่อคนได้ดูตัวแสดง
เหล่าน้นั ในละคร ตวั ละครเหลา่ นนั้ จะทำให้เขาเกิดความรู้สกึ หวัน่ ไหวด้วยแรงจูงใจ และก็จะ

68

ตกอยู่ภายใต้อทิ ธิพลทางอุดมคติทางจริยธรรมที่ตัวแสดงเหล่าน้ันแสดงออกมาให้เขาดูอย่าง
ลึกซึ้ง นอกจากนี้ศิลปะก็ยังทำหน้าที่เป็นพลังที่ก่อให้เกิดเอกภาพได้เป็นอย่างดียิ่ง
เชน่ เดียวกบั ทศ่ี ลิ ปะสามารถปลุกให้ความรบั รู้ตอ่ สภาพธรรมดาของตน สามารถทำให้คนลืม
ความแตกตา่ งอันผิวเผินระหวา่ งคนด้วยกันเสยี ได้ และสามารถแสดงออกได้ แมด้ ้วยเหตุหรือ
เรื่องราวแบบธรรมดาๆ ศิลปะสามารถแสดงให้เห็นว่าความชั่วร้ายที่เป็นอยู่ในสังคมนั้นมี
ความเข้มข้นหรือมากน้อยเพียงใด พร้อมๆกับทำให้คนเกิดความรู้สึกที่จะขจัดความชั่วร้าย
เหล่านัน้ ให้ส้ินไป ศลิ ปะยังสามารถสร้างภาพของโลกท่ีดีกวา่ สภาพปัจจบุ นั ให้เราเหน็ อนั เป็น
เหตใุ ห้เราเกดิ ความกระตอื รอื รน้ ทีจ่ ะทำใหโ้ ลกในจนิ ตนาการนน้ั กลายเปน็ จรงิ ขึ้นมาอีกดว้ ย
(สุเชาวน์ พลอยชุม.สุนทรียศาสตร์ “ปัญหาและทฤษฎีเกี่ยวกับความงามและศิลปะ”122-
123.2545,)
3. ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งศลิ ปะกบั ศาสนา

ศิลปะในพุทธปรัชญาเถรวาทที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎกและในคัมภีร์มังคลัตถ
ทีปนีนี้ ให้ความหมายของศิลปะไว้ว่า ฝีมือ ความฉลาดในฝีมือ ฝีมือทางการช่าง การแสดง
ออกมาให้ปรากฏงดงามนา่ ชน่ื ชม วิชาท่ใี ช้ฝมี ือ วิชาชพี ตา่ งๆ (พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺ
โต), พจนานุกรมพุทธศาสตร,์ ฉบับประมวลธรรม, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณ
ราชวิทยาลัย, 2538,) หน้า 339.)

“ชื่อวา่ ศิลปะ ได้แกว่ ชิ าการช่าง มี 2 วชิ า คอื วชิ าการชา่ งทราม1 วชิ าการชา่ งอกุ ฤษฏ1์
ที่ชื่อว่าวิชาการช่างทราม ได้แก่วิชาการช่างจักสาน วิชาการช่างหม้อ วิชาการช่างหูก
วิชาการชา่ งหนัง วิชาการช่างกลั บก ก็คือวชิ าการช่างที่เขาเย้ยหยัน เหยียดหยาม เกลียดชัง
ดหู มิน่ ไมน่ บั ถือกนั ในชนบทน้ันๆ จงึ ได้ช่ือวา่ วิชาการช่างทราม.

ที่ชื่อว่า วิชาการช่างอุกฤษฏ์ ได้แก่วิชาการช่างนับ วิชาการช่างคำนวณ วิชาการช่าง
เขียน ก็คือวชิ าการช่างทีเ่ ขาไม่เย้ยหยัน ไม่เหยียดหยาม ไม่เกลียดชงั ไม่ดูหมิ่น นับถือกันใน
ชนบทนั้นๆ จึงได้ชื่อว่าวิชาการช่างอุกฤษฏ์” (พระวินัยปิฎก,มหาวิภังค์.ทุติยภาค.
2/191/207)

ศิลปะที่นำมาใช้ไม่ถูกและทำให้ถูกตำหนิก็มี “พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า
ดกู รภกิ ษทุ ั้งหลาย เมอ่ื เราผเู้ ป็นศาสดาเดินมิได้สวมรองเทา้ แม้เม่อื ภกิ ษุผเู้ ถระท้งั หลายเดินก็
ไม่สวมรองเท้า แตไ่ ฉนโมฆบุรุษเหลา่ นน้ั จงึ ไดเ้ ดนิ สวมรองเท้าเล่า อันคฤหสั ถช์ อ่ื เหล่าน้ีนุ่งห่ม
ผ้าขาว ยังมีความเคารพ มีความยำเกรง มีความประพฤติเสมอภาคในอาจารย์ทั้งหลาย
เพราะเหตุแห่งศิลปะซึ่งเป็นเครื่องเลี้ยงชีพอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พึงงามในธรรมวินัยน้ีเป็น
แน.่ ..”(ว.ิ มหาวรรค ภาค 2. 5/8/13)

69

ในทีส่ ดุ นีอ้ ยากจะพูดช่ัวเวลาทีเ่ หลืออยู่น้ีว่าเราจะต้องมชี วี ิตของเราน้ีเป็นตัวเดียวกันกับ
ธรรมะโดยไม่ต้องมกี ารพดู หรือมกี ารอะไรชวี ติ ก็ดี การงานกด็ ี ศาสนาก็ดี ศลิ ปะก็ดีหรืออะไร
ก็ดี ให้หลอมเข้าเป็นสิ่งเดียวกันเป็นธรรมะ ให้ชีวิตนั้นมันเป็นอยู่ด้วยธรรมะ ให้การงานนั้น
เป็นการงานอยู่ด้วยธรรมะ ให้ศาสนาคือการประพฤติ ปฏิบัติ กาย วาจา ใจตามระเบียบ
ศาสนานัน้ อย่าเป็นเปลือกของธรรมะ ใหเ้ ป็นธรรมะจรงิ ๆ

สิ่งที่เรียกว่า ศิลป์ ที่เรานิยมกันนักว่าศิลปะ ศิลปินอย่างนี้ ให้มันเป็นศิลป์อยู่ตรงที่การ
ทำที่ฉลาดที่สุด น่าดู งดงามที่สุด ตรงที่สามารถทำชีวิตนี้ไม่ให้เป็นทุกข์เลย ให้มันงามอยู่
ตรงทไี่ ม่มีความเศรา้ หมอง หม่นหมอง เรา่ รอ้ นเลยน่ันแหละคือความงามอยา่ งยงิ่ เมอื่ ร้จู ักทำ
อยา่ งน้กี ็เปน็ ศลิ ปห์ รอื ศลิ ปนิ อยา่ งย่งิ เปน็ ศิลปศ์ ิลปนิ ของชวี ิต เพราะฉะนน้ั ศาสนากค็ ือศิลปะ
พุทธศาสนาแท้ๆ ก็คือศิลปะ เพราะว่าเป็นอุบายอันหนึ่งที่ทำให้ชีวิตนี้งามอย่างยิ่ง มี
ปรากฎการณอ์ อกมาเป็นความงามอยา่ งยิง่ ไม่มีอะไรงามเสมอเหมือน แล้วประณีตละเอียด
เป็นงานฝมี อื อย่างย่ิง ในการที่จะทำอย่างนัน้ ไดค้ อื การเดินไปตามทางสายกลางดงั ทไี่ ดอ้ ธบิ าย
แล้วแต่วนั ก่อนๆน้ัน นั่นแหละคอื ศิลปะอยา่ งยิ่ง ถ้าให้ระบุกค็ ืออรยิ มรรคมีองค์แปดประการ
นั่นแหละคือศิลปะสูงสุดของทั้งหมดของมนุษย์หรือของสิ่งที่มนุษย์จะรู้จักได้ ศาสนาก็คือ
ศลิ ปะ เพราะฉะน้นั การงานของเราเมือ่ เนอ่ื งอยดู่ ้วยศาสนา ด้วยธรรมะแลว้ มันกเ็ ป็นการงาน
ศิลป์ ชวี ิตกเ็ ปน็ ชีวิตศิลป์ มองดูในแง่ชวี ิตกเ็ ป็นชวี ิต มองดใู นแงก่ ารงานก็เป็นการงาน มองดู
ในแง่ศาสนาก็เป็นศาสนา มองดูในแง่ศิลป์ก็เป็นศิลป์ ทีนี้มันมากนัก หลอมเป็นสิ่งเดียวกัน
เสียดกี ว่า เป็นธรรมะ ธรรมะ ธรรมะ คำเดยี วพอ

คำวา่ “ศาสนา” ของพระพทุ ธเจา้ นัน้ ทา่ นเล็งถงึ สิ่ง 3 สิง่ คอื ความรูอ้ ย่างหน่งึ และการ
ปฏบิ ัติตามความรู้นั้นอยา่ งหน่ึง และการไดผ้ ลเป็นความสะอาด สวา่ ง สงบขึ้นมาน้ันอีกอย่าง
หนึ่ง รวมกันสามอย่างนี้เรียกว่าศาสนา เรียกเป็นบาลีก็ว่า : เป็นปริยัติธรรม ปฏิบัติธรรม
ปฏิเวธธรรมสามอย่างน้ีรวมกนั เรียกว่าพระศาสนา เพราะฉะนัน้ ท่านทั้งหลาย จะต้องเข้าถึง
ศาสนาอย่างนี้ และมศี าสนาอย่างนี้เพอื่ ความรู้กต็ าม เพื่อปฏบิ ตั ิก็ตาม เพือ่ เอาเป็นท่พี ึ่งก็ตาม
ตอ้ งมีศาสนาอย่างน้ี นีเ่ ปน็ คำกล่าวท่กี วา้ งทส่ี ดุ และใช้ไดแ้ กศ่ าสนาทงั้ ปวง

ความงามสามารถแบ่งไดเ้ ปน็ 2 ประเภทคือ
ความงามทางฝ่ายวัตถุ คงจะเขา้ ใจกันได้ดมี าก วา่ ความงามทางฝา่ ยวัตถุก็คอื รปู งาม บาง
คนเอาความงามของร่างกายเป็นอาชพี ก็มี จึงได้นกึ หลงใหลกนั ในความงา มากถงึ อยา่ งนน้ั ทั้ง
2 ฝ่าย คือทั้งฝ่ายที่เป็นเจ้าของความงามและผูท้ ี่จะมาซื้อหาความงามจากบุคคลนั้น อันนี้ก็
คือ ความงามทวี่ ัตถทุ ่รี ่างกาย หรือทเี่ นอ้ื หนงั

70

ความงามเพราะวา่ เขารำ่ รวย บางคนก็เอาความงามที่รำ่ รวย เพราะมีทรพั ย์มากอย่างน้กี ็
มี ทีน้ีบางคนกว็ ัดความงามทีม่ วี ชิ าความร้สู ูง งามอย่างนีก้ ็มี

อย่างที่เขาจะเลือกคู่ครองอย่างนี้ จะต้องนึกถึงรูป นึกถึงทรัพย์ นึกถึงวิทยฐานะอะไร
ทำนองนี้ แต่ว่าความงามเหล่าน้ี มันเป็นเรื่องวัตถุและมองกันในด้านนอก หรือภายนอก
เท่านั้น

ส่วนความงามที่แท้จริงนั้น เป็นเรื่องทางภายในด้านจิตใจ คือ ความงามของธรรมะที่มี
อยู่ในบุคคลนั้น คือเขางามด้วยอำนาจของธรรมะที่มีอยู่ที่เนื้อ ที่ตัว ที่กาย ที่วาจา ที่ใจของ
เขา ไม่คำนึงถึงรูปหรือทรพั ย์สมบัติหรือวิทยฐานะเลย ถ้ามันมีหมด มันก็ยิ่งงามทั้งข้างนอก
ข้างใน แต่ถา้ จะตอ้ งเลอื กเอาอยา่ งเดียวแล้ว จะเลอื กเอาอย่างไหน? ไปคิดดูกนั เอง

เรื่องของความดี พวกวัตถุนิยมกต็ ้องเอาว่า “ได้” นั่นแหละดี ได้มาเป็นของกู เป็นตัวกู
แล้ว นั่นแหละดี อย่างอื่นไม่ดี นี่ ! ขอให้ดูไปเถิด ดูที่เราเองดูที่คนอื่น ดูที่คนทั้งเมืองว่าเขา
กำลงั เอาอะไรเป็นความดี เขากำลังเอาสิง่ ท่ีได้หรือการได้น้ันเป็นความดีหรอื เปล่า? บางคนก็
เอาตามทโี่ ลกเขานิยมกนั ว่าดกี ็แล้วกนั เพราะเขาวา่ ดกี นั ทั้งบ้านทั้งเมอื งแลว้ เราจะไปไมด่ ีอยู่
คนเดียวอย่างไรได้ อยา่ งนก้ี ็มี

แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ว่าอย่างนั้น คนทั้งเมืองจะว่าอย่างไรฉันไม่รู้ ถ้าดีมันต้องดีจริง
และดีจริงอยา่ งย่งิ ก็ตรงที่มนั ไมเ่ ศร้าหมอง มนั ไม่เร่าร้อนมนั ไมท่ ุกข์รอ้ น มนั ไมโ่ งเ่ ขลา มันตอ้ ง
ดีอยทู่ ีค่ วามสะอาด สวา่ ง สงบดว้ ยเหมอื นกนั

บางคนเป็นเอามากกวา่ นั้นอกี คือ โลกนิยมนั้นมันยงั เป็นสมยั ๆ อีกด้วยซ้ำไป อย่างแบบ
เสื้อหรืออะไรอย่างนี้ มันยังเป็นสมัยๆ ชั่วเวลาไม่กีเ่ ดือน ทีนี้ความดีอย่างอื่นก็เหมอื นกัน ที่
โลกเขานยิ มแลว้ ยงั เปน็ สมยั ๆ เปน็ เฉพาะถ่นิ เฉพาะแหง่ ไปกม็ ี บางคราวเขานิยมว่านั่นนี่เป็น
ดี พอถึงคราวอื่นเขาไม่นิยมเสียแล้ว นี่เป็นความดีอย่างหลอกลวง อย่างมายา ตามประสา
ของโลก ส่วนความดีที่แท้จริงที่มนุษย์ควรจะได้ให้ทนในชาตินี้นั้น ไม่มีอะไรจะยิ่งไปกว่า
ความสงบเย็นชนิดที่หาจากทางอื่นไมไ่ ด้ นอกจากจะหาจากธรรมะอย่างเดียว จึงจะเรียกวา่
เป็นความดี

ถ้าพูดถึง ความจริง คนมันมีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย เป็นเครื่องสัมผัส เพราะฉะนั้น
มนั กจ็ ริง เทา่ ที่เขาสมั ผัสได้ดว้ ยตา หู จมูก ลน้ิ กายของเขาเอง คือเท่าท่ีเขาพสิ ูจน์ได้ ทดลอง
ได้ทางวัตถุ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าความจริงของชาวโลกที่ไมเ่ กี่ยวกับธรรมะนั้น มันก็คือ
เท่าที่เขาเห็นหรือเขารู้สึกหรือเขาเชื่อว่ามันจริง เพราะฉะนั้นมันจึงถูกหลอกด้วยอารมณ์
หรือแม้แต่ถูกหลอกด้วยเหตุผลที่มันเปลี่ยนแปลงได้เป็นความจริงในขณะหนึ่ง และไม่เป็น
ความจริงในอกี ขณะหน่งึ

71

แม้แต่กฎวิทยาศาสตรข์ องนักวทิ ยาศาสตร์นน้ั ผูศ้ กึ ษากร็ ไู้ ดด้ วี ่ามันเปลย่ี นอยู่บ่อยๆ ครั้ง
หนึ่งสมมุติว่าจรงิ อย่างกฎวิทยาศาสตรข์ ้อน้ีแล้วต่อมาก็ไม่จริงแล้ว นี้เพราะว่ามันจริงเท่าที่
เขารู้สึกได้ด้วยตัวเขา เฉพาะขณะนั้นเวลานั้น ด้วยเหตุผลอย่างนั้นด้วยการพิสูจน์ทดลอง
อยา่ งนนั้ เท่านน้ั อยา่ งนย้ี งั ไมใ่ ช่ธรรมะเลย เปน็ ความจริงอยา่ งโลกๆทางภายนอก

ความจริงที่แทจ้ ริงมันต้องจริงชนิดที่ไม่เปล่ียนแปลง ถ้าทุกข์ก็ต้องทุกขจ์ ริง ถ้าไม่ทกุ ข์ก็
ต้องไม่ทุกขจ์ รงิ ถ้าเปน็ เหตุให้เกิดทุกข์ก็ตอ้ งให้เกดิ ทุกขจ์ รงิ ๆ ไมห่ ลอกใคร และถา้ ดับทุกข์ได้
ก็ต้องดับทุกข์ได้จริงๆ แล้วก็ไม่หลอกใคร นี่ ! จึงจะเรียกว่าความจริงที่ประเสริฐของ
พระพุทธเจา้ หรอื ของพระอริยเจา้ ขอใหเ้ รามองความจริงหรือส่ิงท่ีจริงกันในลกั ษณะเชน่ นี้

ความมุ่งหมายของการศึกษาทั่วไปทั้งหมดทั้งสิ้น ก็เพื่อเข้าถึงความจริง ความมุ่งหมาย
ของปรัชญาทั้งหมดทั้งสิ้น ก็มุ่งหมายเพื่อจะเข้าถึงความจริง แต่ทีนี้การศึกษาหรือปรัชญา
แขนงน้ันๆก็มงุ่ หมายเพอ่ื จะเข้าถึงความจริง แตท่ ีนี้การศึกษาหรอื ปรัชญาแขนงน้ันๆ หรือส่ิง
นัน้ มันไมส่ มบรู ณ์ มนั ครงึ่ ๆ กลางๆ แล้วมนั ถงึ กบั ป้ำๆ เป๋อๆกม็ ี น่ี ! แลว้ มนั จะจริงหรือเข้าถึง
ความจรงิ ได้อย่างไร

ทีนี้เราเอาเรื่องที่สำคัญที่สุดมาเป็นตัวเรื่อง เช่นเรื่องความทุกข์และเรื่องดับทุกข์ เรา
ค้นหาความจริงของเรื่องนี้ให้พบ มันจึงจะพบของจริง และเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ทีส่ ุด ดีที่สดุ
ประเสรฐิ ท่ีสดุ ส่วนของจรงิ ที่ไมม่ ปี ระโยชน์หรอื วา่ เพราะไม่อาจจะเอามารับใชเ้ ป็นประโยชน์
อะไรได้นนั้ กม็ ีอยูเ่ ยอะแยะ

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนว่า ฉันบอกแกกำมือเดียวเท่านั้น ที่ไม่บอกอีก
เยอะแยะ ที่จำเป็นจะต้องบอกกันนี้กำมือเดียว ซึ่งกล่าวให้ฟังแล้วแต่วันแรกว่าจริงแท้ด้วย
แลว้ ก็กำมือเดยี วเท่านน้ั แล้วก็มีประโยชนท์ ้งั หมดท้ังสน้ิ
ความสัมพันธร์ ะหว่างสัจธรรม คณุ ธรรม และสนุ ทรยี ธรรม

คำว่า สัจธรรม คุณธรรม และสุนทรีย์ 3 คำนี้สัมพันธ์กันอย่างไร ก่อนที่จะหา
ความสัมพันธข์ อง 3 คำนี้ มีความจำเป็นตอ้ งอธบิ ายแต่ละคำก่อน เมื่ออธิบายพร้อมกำหนด
ขอบเขต 3 คำนีไ้ ดแ้ ล้ว จึงสามารถหาความสมั พันธค์ ำทั้ง 3 น้ีได้ มีต่อไปน้ี
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสจั ธรรม คุณธรรม และสนุ ทรยี ธรรม
สว่ นสัจธรรม :

ตามที่ได้ยกพระพุทธพจน์ที่ว่า ธรรมทั้งหลายมีอยู่แล้ว ตถาคตจะอุบัติหรือไม่ก็ตามส่ิง
เหล่านั้นก็ยังดำเนินไปยังเป็นธรรมฐิติธรรมนิยามอยูอ่ ย่างนั้น ตถาคตเป็นเพียงผู้ค้นพบแลว้
นำมาเปิดเผย แสดงตามความเป็นจริงที่เป็นอย่างนั้น พระพุทธองค์ได้ค้นพบสัจธรรม และ
แสดงใหเ้ หน็ ความจริงอย่างสมบรู ณ์ สจั ธรรมประการหนึ่งท่ีทุกชวี ิตต้องประสบ ต่างแตว่ ่าตา่ ง

72

เวลา ตา่ งสถานท่กี นั เท่านั้น นั่นคอื ทุกข์ ข้อนี้เปน็ องค์ประกอบหนงึ่ ของอริยสจั คอื ความจริง
แท้ของชีวิตต้องมีทุกข์ ความหมายของมัน คือ ความทนได้ยาก ทนได้โดยลำบากหรือทน
ไม่ได้เลย ทนอยใู่ นสภาพเดิมไม่ได้ เพราะตอ้ งเปลย่ี นแปลงตอ้ งแปรเปลย่ี นสภาพไป ความแก่
เป็นการเปลี่ยนสภาพจากวัยหนุ่มสาวเป็นวัยชรา แม้ความปรารถนาก็ใหเ้ ป็นไปอย่างทีใ่ จคดิ
ไม่ได้ บางครัง้ ไดใ้ นสงิ่ ท่ไี ม่อยากได้ ไม่ได้ในสิ่งทอ่ี ยากได้ความตายเป็นส่งิ ท่ีทกุ คนไม่ปรารถนา
แตก่ ็หลกี เล่ียงไม่ได้ หา้ มไมไ่ ด้ เมอ่ื ถึงจุดๆหนง่ึ แลว้ บงั คบั อยา่ งไรกไ็ มไ่ ด้ ตอ้ งตกอยใู่ นสัจธรรม
แห่งความตาย ธรรมดาแล้วลูกเป็นที่รักยิ่งของพ่อแม่ เลี้ยงด้วยความทะนุถนอม เฝ้าดู
อิริยาบทของลูกมไิ ดข้ าดระยะ พูดผดิ พูดถูกกน็ ่ารักไปหมด และอภยั ให้เสมอ

สมัยพุทธกาลก็มหี ญิงสาวของคฤบดตี ระกูลหนึ่งชือ่ ปฎาจารา ที่ต้องเสยี ทัง้ สามีและลกู
น้อยอกี 2 คน นางเสยี ใจหาสติสมั ปฤดมี ิได้ นางรอ้ งไหน้ ำ้ ตาไหลทว่ มตวั น้ำในมหาสมทุ รทีว่ า่
มากยังวา่ น้อย แต่มองท่เี ราทำตวั เราให้เป็นอปุ มาดังพุทธพจน์ทีว่ ่า

“พึงกระทำตนให้เป็นอปุ มาว่า เราฉันใด สัตว์เหล่านี้ก็ฉันน้ัน สัตว์เหล่านี้ฉันใด เราก็ฉัน
นั้น ดังนแี้ ลว้ ไม่พงึ ฆ่าเอง ไม่พงึ ใช้ผู้อ่นื ใหฆ้ ่า”

เมื่อทำได้อย่างนี้แล้ว จะเห็นว่าธรรมชาติของมนุษย์เรียกหาอาหาร การพักผ่อน
ธรรมชาติสร้างมนุษย์ให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการทำงาน หัวใจทำงานด้วยการเต้น
กระเพาะทำงานด้วยการย่อยอาหาร ทวารหนักทำงานด้วยการเปน็ ทางผ่านของอุจจาระทิ้ง
ไป วันหน่ึงเรากินอาหารเข้าไปเลยี้ งกระเพาะ ถา้ ไม่กินอาหารเขา้ ไปในกระเพาะก็จะไม่มีกาก
อาหาร กระเพาะก็จะทำงานเปลา่ ๆ เบยี ดกนั ไปมาเปน็ แผลในกระเพาะ เกดิ เปน็ โรคกระเพาะ
เปน็ เหตเุ ป็นผลตอ่ กันเป็นสัจธรรมอยา่ งน้ี เมือ่ มอี าการงว่ งกแ็ สดงว่าร่างกายต้องการพักผ่อน
ใหน้ อนหลับจนกระท่ังว่าการนอนนัน้ อ่ิมตวั จึงต้ืนข้นึ มา ผลจะทำใหร้ า่ งกายสดใส มีเร่ียวแรง
ไม่ง่วงซึมในเวลาทำงาน แต่ถ้าปฏิเสธการพักผ่อน ด้วยการไม่นอนพัก ก็จะเกิดกระทบต่อ
รา่ งกาย มอี าการเบลอ เกดิ การกระตกุ อา่ นไมท่ ัน ถา้ ทำงานกบั ยานพาหนะทีก่ ำลังเคลื่อนไหว
เกิดหลับในจะควบพาหนะไม่ทันการณ์ ในที่สุดก็ออกนอกทางไปหรือไม่กเ็ กิดการชนกบั วตั ถุ
ตา่ งๆ น่ีอาการต่างๆ เปน็ เหตุเป็นผลตอ่ กันเป็นสัจธรรม
ความสัมพันธร์ ะหว่างสัจธรรม คณุ ธรรม และสนุ ทรยี ธรรม
สว่ นคุณธรรม :

คุณธรรม เปน็ คณุ ลกั ษณะความดี ไดจ้ ากการกระทำความดี ปฏบิ ัตถิ กู ต้องตามที่ควรจะ
เป็น คนที่มีคุณธรรมนี้จะมีคุณสมบัติส่วนตัวพิเศษ มีมโนธรรมสำนึกในดีในชั่ว มีความ
ผูกพันธ์กับงานกับหน้าที่ พ่อแม่มีคุณธรรมต่อลูก ครูมีคุณธรรมต่อศิษย์ พระราชาทรงธรรม

73

ปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยธรรมะจากภัยคุกคาม ดังนั้น ในท่ีนี้จะนำหลักคุณธรรม
แสดงไว้ 3 หลัก ด้วยคือ

คุณธรรมด้านพรหมวิหาร : หลักธรรมสำหรับบุคคลที่แสดงให้เห็นว่ามีภาวะผู้ใหญ่ ซ่ึง
บุคคลจะชื่อได้ว่าเป็นผู้ใหญ่ต้องมีปฏิบัติในธรรม เรียกว่า พรหมวิหารธรรมหรืออัปปมญั ญา
ธรรม ประกอบด้วย

(1) ความมเี มตตา
(2) ความมกี รุณา
(3) ความมีมทุ ติ า
(4) ความมอี ุเบกขา
ความเมตตา เป็นการแสดงต่อบุคคลที่อยู่ในภาวะปกติ ช่วยเหลือตนเองได้ ประกอบ
อาชีพอยา่ งสุจรติ ชนเปน็ ปกติ แตป่ รารถนาใหเ้ ขามีปกตสิ ขุ ย่งิ ๆ ไป
ความมีกรุณา เป็นการแสดงต่อบุคคลที่กำลังประสบทุกข์ อยู่ภาวะลำบากไม่มีพอดีไม่
ขาดเกินไป บางคร้ังต้องอพยพหลบหนีภัยสงคราม ประสบอุทกภยั เกดิ อดอยากปากแห้งต้อง
เหนด็ เหนอ่ื ยเม่อื ยลา้ กบั การหนรี ้อนมาพงึ่ เยน็ มองหาผชู้ ว่ ยเหลอื แนน่ อนบคุ คลทอ่ี ยใู่ นภาวะ
อย่างนี้ยอ่ มมีความตอ้ งการอาหาร น้ำดื่ม น้ำใช้ เครอื่ งนงุ่ ห่ม ท่นี อนหมอนเสื่ออย่างแน่นอน
ผมู้ คี วามกรุณายอ่ มยนื่ มือเขา้ มาช่วยด้วยเครอื่ งบรรเทาความขาดแคลนเหล่าน้ี
ความมีมุทิตา เป็นการแสดงต่อบคุ คลที่มีโชค ได้ลาภ ได้ยศ ได้สุข ได้รับตำแหน่งฐานะ
สูงขึ้น แสดงความดีอกดีใจกับเขาด้วยมีกระเช้าดอกไม้ กระเช้าเครื่องดื่ม ปัจจัยไทยธรรม
มุทิตาสักการะบ้าง เมื่อปฏิบัติได้แล้วมีแต่ฝ่ายเดียวไม่มีเสียเลย นอกจากได้การแสดง
คุณธรรมแล้วยังได้สังคม ได้ความสุขสำราญ ได้ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่คร่ำเครียดกับชีวิตเกินไป
ไมม่ ่งุ ม่นั เล็งหาแตเ่ ปา้ หมายไวเ้ กนิ ไป จนลืมวิธกี ารทีม่ คี วามสุขไปดว้ ย
คุณธรรมด้านฆราวาสธรรม : คุณธรรมในการดำรงชีวิตของผู้ครองเรือนก็เป็น
ความสำคัญไมน่ ้อย ธรรมดาชวี ิตคู่ครองเรือนจะว่าสุขก็สขุ จะว่าลำบากก็ลำบาก ถ้าอย่ดู ว้ ย
ความเข้าใจชวี ิต เข้าใจโลก ปล่อยวางใจไดแ้ ลว้ ปัญหาหนักก็จะกลายเป็นเบา ลำบากมากก็
จะกลายเป็นสุขได้ แต่ไมแ่ ลว้ ยอ่ มเตม็ ไปดว้ ยความลำบาก มีปญั หาปากเสียงถึงขั้นหย่ารา้ งกนั
ไป
ดังนั้นการใช้ชีวิตคู่ในการครองเรือนที่ดีต้องปฏิบัติตามหลักธรรมที่เรียกว่า “ฆราวาส
ธรรม” ประกอบด้วย
(1) สจั จะ
(2) ทมะ

74

(3) ขนั ติ และ
(4) จาคะ ดงั มคี ำอธิบาย ดังนี้
สัจจะ เป็นการแสดงความซือ่ สตั ย์สุจริตต่อกนั ไม่ลักรอบหักหลังแบ่งปันใจไปคนอื่น ซึ่ง
ไม่ใช่ค่คู รองของตน ถอื ความสตั ย์ประกอบอาชีพประกอบสัมมาอาชพี สรา้ งความไวว้ างใจตอ่
กนั และกนั
ทมะ เป็นการแสดงฝึกฝน ข่มใจ ฝึกนิสัย รู้จักควบคุมจิตในความไม่พอใจเกิดขึ้น ต้อง
อดทนต่อคำพูดที่ไม่ชอบ ประนีประนอมกายใจต่อกัน หมั่นศึกษาธรรมะเป็นหลักเพื่อขม่ ใจ
นำกฎสามัญลักษณะมาใชใ้ นชีวิตประจำวัน มีการปรับตัว ปรับปรุงตนให้เจริญกา้ วหน้าดว้ ย
สติปัญญา ขันติ เป็นการแสดงความอดทน มีความเข้มแข็ง ทนทาน ไม่หวั่นไหว มุ่งมั่นใน
เป้าหมาย ฝันให้ไกลไปให้ถึง มีความอดทนต่อคำสบประมาท คำเย้ยหยัน คำนินทาวา่ กลา่ ว
ด้วยปัญญาเรามีหลักอดทนโดยคดิ ว่า เราคือเราจะใหเ้ ปน็ อยา่ งอน่ื ไปอยา่ งไรได้ อะไรจะเกิดก็
ให้มันเกิด เราอยู่ เราทำมาหากินอย่างมีเป้าหมาย ไม่ได้คิดพึ่งพาคนที่พึ่งไม่ได้ คนเป็นมิตร
เปน็ เพื่อนไม่ได้ก็เข้าใจวา่ เป็นไมไ่ ด้
จาคะ เป็นการแสดงความเสยี สละความสุข ความสำราญสว่ นตัวด้วยการช่วยเหลือวัตถุ
สิ่งของแก่คนประสบทุกข์ยากลำบากได้มีความสุขบ้าง ไม่ได้ติดสุขจนใครๆ มาขอความ
ช่วยเหลอื แลว้ บอกปดั ท้ิง เสียเวลา เสยี ความสขุ เปล่าๆ แต่ใหม้ าสนใจชวี ิตคนอื่น เมื่อคนหลง
ทางเขา้ มาถาม ถ้าไมเ่ หนอื บ่ากว่าแรงอะไรสมควรนำเขาไปให้ถึง ควรจะมีพาหนะอะไรพอจะ
รบั สง่ ไดก้ ็ควรจะทำ
คุณธรรมด้านสังคหวัตถุ 4 : มนุษย์สามารถอยู่ได้ด้วยการพึ่งพาซึ่งกันและกัน คนรวย
ชว่ ยคนจน พระสงฆ์ออกสงเคราะห์ชาวบ้านดว้ ยการอบรม ส่งั สอนศลี ธรรม พระพุทธเจ้าเป็น
นกั สังคมสงเคราะห์ และให้อุดมการณแ์ กส่ าวกสงฆ์ออกเป็นนกั สงั คมสงเคราะห์ ใหเ้ ทศนาให้
ไพเราะเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดพร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ไม่ต้อง
กงั วลกบั คำดา่ คำขู่ของคนพาล ธรรมดาคนพาลไม่ ความหมายในบญุ คุณจะยกภูเขาแท่งทอง
ให้ทั้งลูกก็ไม่เห็นคุณค่าของใคร การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ถือว่าเป็นงานหลกั
เปน็ การสงั คมสงเคราะห์ด้วยธรรมทาน และหลักสงเคราะหน์ ้ี มที งั้ ส่วนที่เปน็ เรือ่ งของตนเอง
ในฐานะผู้ให้ และส่วนผู้รับ โดยคำว่าทานและปิยวาจา เป็นส่วนของผู้รับ ส่วนอัตถจริยา
สมานตั ตตา เป็นส่วนของผใู้ ห้ ดงั น้ี
ทาน : เป็นการแสดงความแบ่งปัน การให้สิ่งช่วยเหลือ การให้ความรู้ คำแนะนำ ทาน
เป็นคุณธรรมเบ้ืองต้นของหลายหลักธรรม เช่น ทศพิธราชธรรม เริ่มต้นด้วยคำว่าทานบารมี
10 ทศั เร่มิ ตน้ ดว้ ยคำว่าทาน

75

ปิยวาจา : เป็นการแสดงคำไว้ใจให้เกียรติ น้ำเสียงสำเนียงเป็นญาติเป็นมิตร แฝงด้วย
ความรกั ยกเวน้ คำหยาบคาย คำเสยี หายถงึ โคตรเหง้า คำดา่ ทีย่ ้อนไปหาบรรพบุรุษ

อัตถจริยา : เป็นการแสดงตนทำส่ิงท่ีเป็นประโยชนต์ อ่ สังคม สรา้ งงานให้คนมีงาน เมื่อมี
งานก็มีกินมีใช้ มีเกียรติมีศักดิ์ศรีในสังคม ธรรมดาผู้ให้ย่อมเป็นที่รกั ของผูร้ ับ มีคุณูประการ
ตอ่ คนอื่น

สมานัตตตา : เป็นการแสดงตนทีพ่ อเหมาะพอสม วางตนเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เย่อหยิง่
จองหองดงั ลมพอง เมอื่ ไดด้ ี ปฏบิ ัตพิ อสมกับอายุกับตำแหนง่ หนา้ ทีข่ องคนนั้นๆ แต่ก็ไม่น้อย
อกน้อยใจเมือ่ ชีวิตตกต่ำ หรือคนอื่นไม่ไว้ใจให้เกียรติ มีความตรงต่อหนา้ ที่ การซื่อสัตย์และ
รักตอ่ หน้าท่ี ทำให้เปน็ ผลงานท่เี รียบรอ้ ย งานหลวงไม่ขาด งานราษฎรไ์ มเ่ สีย
ความสัมพันธ์ระหวา่ งสจั ธรรม คุณธรรม และสนุ ทรียธรรม
สว่ นสุนทรยี ธรรม:

สุนทรียธรรม เป็นความงามที่ได้จากการปฏิบัติตามธรรม ดำเนินตามธรรมเนียม
ประเพณีนยิ ม เอาใจใส่ตอ่ ระเบียบวนิ ยั และกฎสังคม หากเป็นพระสงฆก์ ็จะต้องปฏิบัติมั่นอยู่
ในสิขาบทหรอื โอวาทปาฏิโมกข์ อบรมในศีลสมาธิและปญั ญา การทส่ี งฆ์สาวกรปู ใดปฏิบัติใน
โอวาทปาฏิโมกข์มีศีลสมบรู ณ์ย่อมเป็นเหมือนเนื้อนาดีที่อดุ มไปดว้ ยน้ำ และสารอนิ ทรียข์ อง
ธัญพืชทีต่ นปลูก เรียกได้ว่าเป็นบุญเขตของชาวโลก ทานที่ชาวโลกถวายแล้วแก่พระสงฆผ์ ู้มี
ศีลบริสุทธ์ิทานนั้น ย่อมเป็นอานสิ งส์มากจะเหน็ ไดว้ ่าพระสงฆน์ ้ันเมือ่ ปฏบิ ัติตามโอวาทปาฏิ
โมกข์สมบูรณแ์ ลว้ จะเปน็ ท่นี า่ ศรัทธา นา่ เล่ือมใส มปี ฎิทานา่ เคารพ มอี ริ ิยาบทในการนัง่ การ
ยืน การเดินอยู่ในท่าสำรวม ระวัง เกิดความตามธรรมเช่นนี้ กรณีนี้เราไม่ตอ้ งมองให้ไกลคอื
ให้วดั จากตวั เราออกไปหาคนอื่น ซง่ึ ธรรมดาแลว้ เราต้องใหค้ นอ่นื ปฏบิ ตั ิตอ่ ตนเองดี ดว้ ยการ
ใหเ้ กยี รติ แสดงความเคารพนพนอบ พดู จาไพเราะ สนใจในเรอ่ื งทีพ่ ูดตดิ ตามงานดีท่ีได้ทำให้
ความสำคัญกับญาติพี่น้องเรา เราได้รับการต้อนรับเช่นนี้ แน่นอนจิตเราจะโสภณจิต คิด
อยากจะชว่ ยเหลือ อยากเอื้อเฟ้ือ และอยากจะตอบแทนใหเ้ ห็นผลทันใด ในทางตรงกันข้าม
คนอื่นก็อยากให้เราปฏิบัติอย่างนี้ต่อเขาเหมือนกัน อิริยาบททั้ง 4 นี้ มีความสำคัญต่อชีวิต
มาก เพราะข้อบ่งถึงการอบรมมาดีหรือไม่มีตระกูลแบบใด มีวัฒนธรรมแวดล้อมในถิ่นฐาน
อยา่ งไร ภาษิตโบราณกล่าววา่ “กิรยิ าส่อภาษา วาจาสอ่ ตระกูล”

คำว่าภาษาในที่นี้หมายถึงความมีประสีประสาหรือไม่มีวฒุ ิภาวะเพียงใด มีกาลเทศะใน
การพูดในการทำอย่างไร ตัวอย่าง การใช้รถใช้ถนน ถ้ามีใครขับตัดหน้ากระช้ันชิดจนให้เรา
ตกใจ เกิดความไม่พอใจลั่นวาจาออกมา “ขับรถภาษาอะไร” อีกประการหนึ่ง นักเรียนคน
หนึ่งเขียนหนังสือลายมือสวยมาก แต่ข้อความไม่มีทิศทาง ไม่รู้ว่ามีจุดมุ่งหมายอะไร ไม่เป็น

76

เรื่องไม่เปน็ ราว แน่นอนครคู นตรวจยอ่ มถอนหายใจ พูดออกมาว่า “เขียนภาษาอะไร” ทั้งๆ
ที่รู้ว่าเป็นภาษาไทยหรือภาษานั้นๆ แท้แต่กล่าวภาษาอะไร เป็นที่ทราบดีว่าธรรมเนียมไทย
นั้น เป็นธรรมเนยี มมคี วามสูงตำ่ ในร่างกายคน อวัยวะทีอ่ ยูส่ ูงกับอวยั วะท่ีอยู่ต่ำย่อมแยกกัน
โดยเด็ดขาด เมื่อสัมพันธ์กับมารยาท ศีรษะที่ถือว่าเป็นอวัยวะสูงจะไปจับหรือยกแข้งยกขา
ตรงฉากไมไ่ ด้ ยงิ่ ถา้ เป็นบคุ คลท่ีเคารพนับถือด้วยแลว้ ย่ิงไมเ่ หมาะสม ยงิ่ มนี ำ้ หนกั ผิดมาก ยิ่ง
ไปกว่าน้นั ถา้ เป็นพระสงฆ์ ย่อมระมดั ระวงั เปน็ พเิ ศษ มารยาทการน่ัง มีการไมไ่ ขวห่ ้างต่อหน้า
ไมย่ กเทา้ ยืนขาเดียว เหยียบหรือรองกบั วตั ถสุ นทนาธรรมกับพระสงฆ์ ไม่ทำมือไขว้หลังหรือ
กอดอกสนทนาธรรมกับท่าน เป็นการไม่เหมาะสมอย่างมาก เป็นการไม่เคารพต่อผู้ทรงศีล
ซ่งึ ปกตแิ ลว้ เวลาอบุ าสกน่งั ตอ่ หนา้ พระชายจะนั่งพับเพยี บไมน่ ่ังขัดตะหมาดหรือไม่นั่งชันเข่า
หญิงจะนั่งคุกเข่าเท้าหงายราบไปด้านหลังอย่างนี้ การยืนก็เช่นเดียวกัน มารยาทการยืน
เวลายนื ต่อหน้าผู้ใหญ่หรือพระสงฆ์นิยมทำมือประสานกันห้อยลง ยืนขาและเท้าตรง ไม่จ้อง
ถ้านักมวยชกกันมีอาการกุลีกุจอสนใจในเรื่องที่สนทนากันไม่มองซ้ายมองขวา เหลียวหน้า
เหลียวหลัง กเ็ ชอ่ื ว่าเปน็ ผู้งามตามคติธรรมทางศาสนาโดยแท้
ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสจั ธรรม คณุ ธรรม และสุนทรยี ธรรม
หลกั ธรรมสำหรบั นักปกครอง

พระราชามีธรรมะเป็นหลักปฏิบัติเฉพาะของพระราชาเรียกว่า ทศพิธราชธรรม หรือ
ธรรม 10 ประการ ประกอบดว้ ย

ทานะ ศลี ะ ปริจจาคะ อาชชวะ มัททวะ
ตปะ อกั โกธะ อวหิ ิงสา ขนั ติ อวโิ รธนะ
หลักธรรมทั้งหมดนี้ มีทั้งในส่วนควบคุมกิริยาอาการ คือ มัททวะ ซึ่งหมายถึงความ
อ่อนโยน มีอัธยาศัย ไม่เย่อหยิ่ง หยาบคาย กระด้างถือองค์ มีความสง่า เกิดแต่ท่วงที่กิริยา
สุภาพนุ่มนวล ละมุน ไม่ให้ได้ความรักภักดีแต่มิขาดยำเกรง พระองค์ทรงห่วงใยประชาชน
พอพระทยั รับเรื่องทกุ ข์เรื่องสขุ ของไพร่ฟา้ แผ่น้ำพระทัยแหง่ เมตตา ไม่มีประมาณแก่อาณา
ประชาราษฎร์ทกุ คน พระองค์มีความอ่อนโยนในพระวรกาย จะเห็นได้ว่าพระเจา้ แผน่ ดินของ
ไทยในการเสดจ็ ตามราดพระบาทในท่ามกลางประชาชนจะไม่รบี รอ้ นไม่มีอาการดูลุกล้ีลุกลน
แต่กลับเสด็จด้วยความสนพระทยั ตรัสถามกับเรอ่ื งราวต่างๆ กบั ประชาชน เม่อื พูดถึงเร่ืองน้ี
ก็อดจะคิดและนำมาเสนอไม่ได้ เรื่องนี้ ถือว่าเป็นต้นแบบให้ประชาชนอย่างดี คือ เวลารับ
ของถวายจากประชาชนจะเป็นผา้ ไหมก็ดี ผลไมก้ ็ดี จะเปน็ เคร่อื งสักการะก็ดี เวลาจะทรงรับ
สิ่งของเหล่านั้น พระองค์จะโน้มพระวรกายเข้ารบั ทั้งองค์ คือ พระองค์ทรงก้มตวั ลงตวั ลงรับ

77

แม้ว่าของที่ถวายนัน้ จะอยูต่ รงพระหตั ถ์ก็ตาม จะน้อมตัวเล็กน้อย ยื่นพระหตั ถ์พอประมาณ
จงึ รบั ไม่อย่รู ะยะไกลเกนิ ไป เพราะจะทำให้ดลู ำบากเวลารับ

อีกเรือ่ งหนง่ึ คอื ขันติ คือ ความอดทน เปน็ ธรรมะขอ้ หน่งึ ในหมวดทวี่ ่าธรรมท่ีทำให้งาม
(ขันติ และโสรัจจะ) จะเห็นได้ว่าพระองค์จะไม่แสดงอาการเครียดแค้นแก่ใคร ไม่คิดลำบาก
ในการเสด็จในถิ่นทุรกันดาร ไม่แสดงอาการร้อนหนาวหิวกระหายออกให้เห็นในท่ามกลาง
ประชาชน แต่จะอยู่ในอาการสำราญพระหทัยเปน็ ยงิ่ นกั

จะเห็นได้ว่าพระพุทธศาสนาได้ให้ความสำคัญต่อความงาม ความเหมาะสม สถานะ
หน้าที่วา่ อยู่อาการใดควรทำอยา่ งนี้ อย่ใู นสมาคมใดควรแสดงกิรยิ าอาการอย่างนน้ั พระพุทธ
องค์ได้ตรัสสอนเรื่องเก่ยี วกับสถานะบุคคลท่กี ารว่ิงไม่งามไว้ 4 กลุ่ม

1. พระราชาท่อี ภิเษกแล้ว ประดับดว้ ยเคร่ืองอิสรยิ ยศทุกอยา่ งว่งิ ย่อมไม่งาม
2. ช้างมงคลของพระราชาวงิ่ ย่อมไม่งาม
3. บรรพชิตว่งิ ย่อมไม่งาม
4. สตรวี ง่ิ ย่อมไม่งาม
โดย 2 ข้อแรกนั้น ไม่อยู่ในอาการที่จะวิ่ง เพราะเครื่องอิสริยยศคลุมกาย และเป็นของ
ใหญ่มีน้ำหนัก ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือไม่อยู่ในสถานะทีจ่ ะวิ่ง จึงไม่ควรวิ่ง และ 2 ข้อหลัง ถ้า
คิดเชิงวิทยาศาสตร์แล้วปัญหาคือเครื่องนุ่งห่ม สมณะนุ่งผ้าสบงและห่มผ้าจีวรผืนใหญ่
โดยเฉพาะสบงเวลานุ่งแล้วจะตกถึงหน้าแขง้ ย่อมไม่สะดวกในการวิ่ง และไม่อยูใ่ นสถานะที่
จะวิ่งได้ สตรีก็เช่นเดียวกันเวลานุ่งผ้าถุงก็ดี กระโปรงก็ดี จะวิ่งไม่สะดวก ยิ่งถ้าเป็นสตรี
ตัง้ ครรภ์หรอื ไมก่ ็แตง่ องคท์ รงเคร่ืองด้วยการแตง่ กายแล้วย่ิงไม่ควรวิ่งอย่างมาก
ความสมั พันธ์ระหว่างสัจธรรม คณุ ธรรม และสนุ ทรยี ธรรม
โดยภาพรวมแล้ว บุคคลผู้มีคุณธรรมนั้น สามารถเรียกไดอ้ ย่างเต็มที่ว่า “ผู้ปฏิบัตติ นอยู่
ในฐานะแหง่ ความดี” และเปน็ หลักตดั สนิ คุณค่าของมนุษย์ว่าเป็นสมบรู ณ์ ถา้ ปราศจากธรรม
ก็กลายเป็นว่า เป็นมนุษย์แต่ภายนอก แต่ใจไร้ธรรม มีคำกล่าวไว้ในหนังสือ หิโตปเทศว่า
“การกิน การนอน การกลัวภัย และการสืบพันธ์ทั้งสี่อย่างนี้ มีเสมอกันในมนุษย์และสัตว์
เดรัจฉาน แต่ธรรมเท่านั้น ที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน เมื่อปราศจากธรรมะแล้ว
มนุษย์ก็เหมือนกับสัตว์เดรัจฉาน” จะเห็นได้ว่า คำว่า ธรรม นี้ ทำให้ความหมายไปในทาง
ธรรมชาติ หรือจริยธรรมอะไรบ้างก็ตาม แต่ก็เป็นชื่อแห่งความดีตามหิโตปเทศข้างบนน้ี
แสดงให้เห็นว่าธรรมเป็นตัวแยกความเป็นมนุษย์ออกจากความเป็นสัตว์ หาไม่แล้วก็ไม่ต่าง
อะไรกัน

78

โดยสรุปแล้ว คุณธรรมคือหลักแห่งความดี ซึ่งทำให้ผูป้ ฏิบัตเิ ป็นคนดี มีคุณค่า มีความรู้
ธรรมดี ก็ชื่อว่าคนดี เป็นคนงาม และมีภาวะมนุษยธรรมที่เพียงพอ ความสัมพันธ์ของทั้ง 3
คำนี้ มาตรงอยู่ทค่ี ำวา่ ดี นนั่ คือ สจั ธรรมเป็นธรรมท่มี ีอยูด่ ั้งเดิม เปน็ ธรรมฐติ ิ ธรรมนิยาม คน
ต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง คือ ต้องรู้และเข้าใจสัจธรรม คนที่รู้และเข้าใจสัจธรรมแล้วทำให้ผู้นั้นมี
วิชา มีญาณ มีแสงสว่าง พ้นจากอวิชา คือ ความมืด มีแสงสว่างไปในเบื้องหน้า (ตโม โชติ
ปรายโน) สว่ นคณุ ธรรมเป็นธรรมเชิงปฏิบัติ ซง่ึ ทำใหผ้ ู้ปฏบิ ัตเิ ป็นคนดี และสุนทรียธรรมเป็น
ธรรมที่ทำให้ผู้ปฏิบัตินั้นเป็นคนดี คนงาม พูดให้สั้นอีกครั้ง คือ ทั้ง 3 คำนี้สัมพันธ์กันใน
ลักษณะจรยิ ธรรมทีม่ เี ปา้ หมายอยทู่ ่ีคำวา่ ดีน่นั เอง ดังนน้ั สนุ ทรยี ธรรม เปน็ ความงามท่ไี ด้จาก
การปฏิบัติตามธรรม พระสงฆ์ย่อมงามเมื่อรักษาศีล ปฏิบัติมั่นอยู่โอวาทปาฏิโมกข์ มีความ
ระมัดระวงั ในเสขยิ วัตร อบุ าสกอุบาสกิ า ยอ่ มชอื่ วา่ งาม เพราะได้ปฏิบัตใิ นศีล 5 ดำรงมั่นอยู่
ในหลักพรหมวิหารธรรม ฆรวาสธรรม สังคหวัตถุธรรมเปน็ ต้น บุคคลในชุมชนใดปฏิบัติตาม
หลกั ธรรมทางศาสนา เคารพกฎหมาย เขา้ ใจในสทิ ธิเสรภี าพในการใช้รถใช้ถนนแล้ว ย่อมทำ
ให้เมืองนั้น ชุมชนนั้นเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่ปลอดภัย ตามที่ระบุหัวข้อว่าหลักธรรมสำหรับนัก
ปกครอง แทนจะใชค้ ำว่าทศพธิ ราชธรรม ก็เน่ืองจากหลักน้เี ป็นธรรมสำหรับการปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ี
ของข้าราชการ ผู้ปฏิบัติงานสนองงานพระเจ้าแผ่นดินต่างพระเนตรพระกรรณ และปฏิบัติ
ตามรอยพระบาทเจ้าของแผ่นดิน ผูน้ ำพาปฏบิ ัติ ดังนนั้ หลักธรรมนี้จงึ หมายถึงข้อปฏบิ ัติของ
ข้าราชการด้วย
คณุ สมบัตริ ว่ มกนั ของความจริง ความดแี ละความงาม

ความจริงเป็นเรื่องของพุทธิปัญญา (intellect) หรือจิตส่วนที่ทำหน้าที่คิด ความดีเป็น
เร่อื งของเจตจำนง (will) หรือจติ สว่ นท่ที ำหนา้ ที่สั่งงาน และความงามเป็นเร่ืองของความรสู้ กึ
(feeling) หรือจิตส่วนทีท่ ำหน้าที่รู้สึก พุทธิปัญญา เจตจำนง และความรู้สึกสมั พนั ธ์กนั และ
กัน และรวมกันเป็นเอกภาพของจิต เราจึงถอื ว่าความจริง ความดี และความงามรวมกันเป็น
เอกภาพ

ความจริง ความดี และความงามมีคุณสมบัติร่วมกันประการหนึ่งคือ ความเป็นระเบียบ
หรอื ความกลมกลนื

ความจริงเป็นความกลมกลืนระหว่างความคิดและการพิจารณาเทียบเคียงใหม่กับ
ความคิดและการพิจารณาเทียบเคียงทีร่ ู้แลว้ (ตามทฤษฎีจิตนยิ ม) อีกนัยหนึ่งความจริงเปน็
ความกลมกลนื ระหวา่ งความคดิ และการพิจารณาเทียบเคยี งกับขอ้ เท็จจริง และสัมพันธภาพ
ระหว่างข้อเทจ็ จรงิ ในส่ิงแวดลอ้ ม (ตามทฤษฎสี ัจนยิ ม)

79

ความดีเป็นความกลมกลืนระหว่างเหตุผลกับความสำนึก หรือระหว่างหน้าที่กับความ
สำนึกในหนา้ ที่

ความงามเปน็ ความกลมกลนื ระหว่างรปู แบบกบั เนอื้ หา หรือระหว่างสว่ นประกอบต่างๆ
เช่น สมรูประหว่างซ้ายกับขวา (สมมาตร) สัมผัส หรือ จังหวะ โดยนัยนี้ ความจริง ความดี
และความงาม ซ่ึงเปน็ สิ่งมคี ณุ ค่าภายในตวั เองจึงมีความสัมพันธก์ ันและกนั และรวมกันได้เป็น
เอกภาพ

80

เอกสารอ้างอิง
http://dictionary.reference.com/browse/philosophy /26/01/2009/06.00am
(D.R.)
http://en.wikipedia.org/wiki/Philosophy/27/01/2009/05.50 AM.
(http://en.wikipedia.org/wiki/Aesthetics(21-04-2010;12.00p.m.)
ราชบณั ฑติ ยสถาน.(2540).พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาอังกฤษ-ไทย.พมิ พค์ รงั้ ที่ 2.

กรุงเทพฯ:ราชบณั ฑติ สถาน.
ราชบณั ฑติ ยสถาน.(2541).พจนานกุ รมศพั ท์ศลิ ปะองั กฤษ-ไทย.พิมพค์ ร้งั ท่ี 2.

กรุงเทพฯ:ราชบัณฑติ สถาน.
วิธาน สุชีวคปุ ต์และคณะ.(2534).ปรชั ญาเบอ้ื งต้น.กรงุ เทพฯ:มหาวิทยาลยั รามคำแหง.
สวามีสัตยานนั ทปรุ .ี (2514).ปาฐกถา.กรุงเทพฯ:สำนกั พิมพ์แพร่พิทยา.
สุเชาวน์ พลอยชมุ .(มปป.).ปรชั ญาเบอ้ื งตน้ .กรุงเทพฯ:โครงการตำราภาควชิ าปรัชญา

และศาสนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์.
อดศิ กั ดิ์ ทองบญุ .(2546). ปรชั ญาอินเดยี .พิมพค์ ร้งั ท่ี3.กรุงเทพฯ:ราชบัณฑติ สถาน.
อดิศักด์ิ ทองบญุ .(2533). อภปิ รัชญา;พมิ พค์ รัง้ ท2ี่ .กรุงเทพฯ:ราชบัณฑติ สถาน.
อภชิ าญ ปานเจริญ. (2527). บาลีสนั สกฤตเบ้ืองต้น.กรงุ เทพฯ:มหาวทิ ยาลยั รามคำแหง.
Copi,Irving M.(1995).Symbolic Logic.5th Ed.Delhi: Printice-Hall of India

Private Limited.
Gupta, S.N.(2005).Western Philosophy.(Revised and Enlarged Edition):

Jalandhar City, India; Bharat Prakashan.
Radhakrishanan S.(1994). Indian Philosophy.Volume 1.Oxford: Oxford

University Press.
Jonathan Rée and Urmson J.O.(2005).The Concise Encyclopedia of Western

Philosophy.Third Edition. London and New York: Taylor & Francis
Group.

81

บรรณานกุ รม

การศาสนา, กรม. กระทรวงศึกษาธกิ าร (๒๕๒๕). พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับหลวง

เลม่ ท่ี ๑ – ๔๕. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พก์ ารศาสนา.

มหามกุฏราชวิทยาลยั . (2530). มงคฺ ลตฺถทีปนี(ปฐโม ภาโค). กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์

มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย.

---------------. (2535). มังคลตั ถทีปนี แปล. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหามกุฏราช

วิทยาลัย.

พว่ ง มนี อก. (2529). สนุ ทรียศาสตร.์ กรุงเทพมหานคร : ภาควิชาปรัชญาและศาสนา.

มหาวทิ ยาลยั รามคำแหง.

อุดม บวั ศรี. (2521). ปรชั ญา(อดั สำเนา). ขอนแก่น : คณะศึกษาศาสตร์.

มหาวิทยาลยั ขอนแก่น.

สุเชาวน์ พลอยชุม. ปัญหาสุนทรียศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : ภาควิชาปรัชญาและศาสนา.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ม.ป.ป.

Harell, J.(edit.).(2005). History of Aesthetics.London: Continuum

International Publishing Group.

http://en.wikipedia.org/wiki/Socrates/23/04/2011

Danto, C.Artur.

Aesthetics.www.midnightuniv.org/midnighttext/000885.doc/12/02/2007

82

บรรณานุกรม
กีรติ บุญเจือ. 2533. ฮิปปิอัสใหญ่ บทสนทนาของเพลโต ว่าด้วยความงาม. กรุงเทพฯ :
ราชบณั ฑิตยสถาน.
ไพฑูรย์ พัฒน์ใหญย่ ่งิ . 2541. สุนทรียศาสตร์ แนวคิด ทฤษฎแี ละการพฒั นา. กรุงเทพฯ :
สำนักพิมพ์เสมาธรรม.
สุชาติ สุทธิ. 2544. สุนทรียภาพของชีวิต. กรุงเทพฯ : โครงการจัดตั้งคณะศิลปกรรม
ศาสตร์ สถาบัน

ราชภฎั สวนดุสติ วิทยาเขตสุพรรณบรุ ี.
สชุ าติ เถาทอง. 2537. ศลิ ปวจิ ารณ์. กรงุ เทพฯ : สำนกั พิมพ์โอเดียนสโตร์.
สุเชาว์ พลอยชุม. 2534. สุนทรียศาสตร์ ปัญหาและทฤษฎีเก่ียวกับความงามและศิลปะ.
กรงุ เทพฯ : มหามกฎุ ราชวทิ ยาลยั .
พระมหาอุดม ปัญญาโภ(อรรถศาสตร์ศรี).(2547). ศึกษาวิเคราะห์พุทธศิลป์เชิง
สุนทรียศาสตร์:ศึกษากรณเี ฉพาะพระพทุ ธรูปสมัยอยุธยา.มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย.กรงุ เทพฯ
สพนุรทะมรยีหศาาสสุรติยราใ์ นสุนฺทรธมฺโม(แอกอ้วน)และหอมหวล บัวระภา.(2552).การศึกษาวิเคราะห์
มหาวทิ ยาลยัพขุทอนธแปกร่นัช. ญาเถรวาท : ศึก ษ า เฉพ าะในมังคลัตถทีปนี. ข อ นแ ก่น :

83

บรรณานุกรม
กีรติ บุญเจือ. 2533. ฮิปปิอัสใหญ่ บทสนทนาของเพลโต ว่าด้วยความงาม. กรุงเทพฯ :
ราชบณั ฑิตยสถาน.
ชูศักดิ์ จิระวัฒน์. 2530. สุนทรียทางทัศนะศิลป. กรุงเทพฯ : วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จ
เจา้ พระยา.
โชตริ ส โกวิทยวัฒนพงษ์. 2537. เขา้ ใจโบสถฝ์ รัง่ ศาสนศลิ ปย์ ุคกลางในยุโรป. กรุงเทพฯ
: สำนักพมิ พน์ ยิ มวิทยา.
ไพฑรู ย์ พัฒนใ์ หญย่ งิ่ . 2541. สนุ ทรยี ศาสตร์ แนวคดิ ทฤษฎแี ละการพัฒนา. กรงุ เทพฯ :
สำนกั พมิ พ์เสมาธรรม.
สุชาติ สุทธิ. 2544. สุนทรียภาพของชีวิต. กรุงเทพฯ : โครงการจัดตั้งคณะศิลปกรรม
ศาสตร์ สถาบนั

ราชภฎั สวนดุสิต วทิ ยาเขตสุพรรณบุรี.
สุชาติ เถาทอง. 2537. ศิลปวจิ ารณ์. กรงุ เทพฯ : สำนกั พมิ พ์โอเดียนสโตร์.
สุเชาว์ พลอยชุม. 2534. สุนทรียศาสตร์ ปัญหาและทฤษฎีเกี่ยวกับความงามและศิลปะ.
กรงุ เทพฯ : มหามกฎุ ราชวทิ ยาลัย.

84


Click to View FlipBook Version