แหล่งเรียนรู้และสงิ่ แวดลอ้ ม
ผจู้ ดั ทำ
นางสาวธนนภัทร ยศดำ รหสั นกั ศึกษา 6319050008
นางสาวสภุ ชั ชา เอียดมสุ กิ รหสั นกั ศกึ ษา 6319050009
นายสุวิทย์ ขำคล้าย รหสั นกั ศึกษา 6319050016
นายปิยะณัฐ หมื่นวงศ์ รหสั นกั ศึกษา 6319050018
นางสาวปฐมาภรณ์ สานุกลู รหัสนกั ศึกษา 6319050040
รายงานฉบับนเ้ี ป็นสว่ นหนง่ึ ของรายวชิ าการบริหารแหลง่ เรยี นรู้และส่ิงแวดล้อม 905 - 618
หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าการบรหิ ารการศึกษา
คำนำ
รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการบริหารแหล่งเรียนรู้และสิ่งแวดล้อม 905 - 618 หลักสูตร
ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแหล่งเรียนรู้และ
สิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับกับการบริหารสถานศึกษา ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับ ความหมายของแหล่งเรียนรู้และและ
สิ่งแวดล้อม แนวคิด และหลักการเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้และและสิ่งแวดล้อม ความสำคัญของแหล่งเรียนรู้และ
และสงิ่ แวดล้อม ประเภทของแหล่งเรียนรู้และและส่ิงแวดล้อม ประโยชนข์ องแหลง่ เรียนรู้และและส่ิงแวดล้อม
การบริหารจัดการและแนวทางการพัฒนาแหล่งเรยี นรู้และสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาตามหลักการบริหารแบบ
4M’s บทบาทของผู้บริหารในการบริหารแหล่งเรียนรู้และและและสิ่งแวดล้อม การนำแหล่งเรียนรู้ใน
สถานศึกษามาใชใ้ นการจัดการเรียนการสอน การนำแหล่งเรียนรู้ในชุมชนหรือท้องถ่ินมาใชใ้ นสถานศึกษา และ
อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมภายนอกทีม่ ตี ่อการจดั การศกึ ษาของสถานศึกษา
คณะผจู้ ดั ทำขอขอบคณุ อาจารย์ ดร.เรวดี เชาวนาสัย และอาจาร์ ดร.สุดาพร ทองสวัสด์ิ ผใู้ หค้ วามรู้
และแนวทางการศึกษาและให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด คณะผจู้ ดั ทำหวังว่ารายงานฉบับน้ีจะให้ความรู้และ
เป็นประโยชน์ หากมขี ้อแนะนำหรอื ผิดพลาดประการใด ขออภยั มา ณ ท่ีน้ีด้วย
คณะผู้จดั ทำ
การบรหิ ารแหล่งเรยี นรู้และสิง่ แวดลอ้ ม แหลง่ เรียนรู้และสงิ่ แวดลอ้ ม I คำนำ
มหาวิทยาลยั หาดใหญ่
สารบัญ หน้า
1
เรือ่ ง 1
แหลง่ เรียนรู้ 2
2
ความหมายของแหล่งเรียนรู้ 3
แนวคิด และหลกั การเกยี่ วกบั แหลง่ เรียนรู้ 6
ความสำคญั ของแหล่งเรียนรู้
ประเภทของแหลง่ เรียนรู้ 7
ประโยชน์ของแหล่งเรยี นรู้ 10
การบรหิ ารจัดการและแนวทางการพฒั นาแหล่งเรยี นรใู้ นสถานศึกษา 14
20
ตามหลักการบรหิ ารแบบ 4M’s 23
บทบาทของผูบ้ รหิ ารในการบริหารแหล่งเรียนรู้ 23
การนำแหลง่ เรียนรู้ในสถานศึกษามาใชใ้ นการจัดการเรยี นการสอน 24
การนำแหลง่ เรยี นรู้ในชมุ ชนหรือท้องถ่ินมาใชใ้ นสถานศึกษา 30
สิง่ แวดลอ้ ม 34
ความหมายของสงิ่ แวดล้อม 37
แนวคิด และหลักการเกี่ยวกับสงิ่ แวดลอ้ ม
ความสำคญั ของสง่ิ แวดลอ้ ม 37
ประเภทของส่ิงแวดล้อม 47
ประโยชนข์ องสงิ่ แวดล้อม 53
การบรหิ ารจัดการและแนวทางการพฒั นาสิง่ แวดลอ้ มในสถานศกึ ษา 56
61
ตามหลกั การบรหิ ารแบบ 4M’s
บทบาทของผูบ้ ริหารในการพัฒนาส่ิงแวดลอ้ ม
อิทธพิ ลของสิ่งแวดล้อมภายนอกที่มีตอ่ การจัดการศึกษาของสถานศกึ ษา
บรรณานกุ รม
ภาคผนวก
การบริหารแหลง่ เรียนรู้และสง่ิ แวดล้อม แหลง่ เรยี นรูแ้ ละส่งิ แวดลอ้ ม Iสารบญั
มหาวทิ ยาลยั หาดใหญ่
1. แหล่งเรยี นรู้
1.1 ความหมายของแหลง่ เรียนรู้
แหล่งเรียนรู้มีความสำคัญในกระบวนการจัดการเรียนรู้อย่างมาก เพราะผู้เรียนสามารถเรียนรู้จากสภาพจริง
แหล่งเรียนรู้ จะมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ คือ บุคคล สถานที่ ธรรมชาติ ภูมิปัญญาการประกอบอาชีพ เป็น
ต้น ซึ่งแหล่งเรียนรู้ช่วยให้ผู้เรียนสามารถศึกษา ค้นคว้า หาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ได้เอง นับเป็นขุมทรัพย์มหาศาล
ของความรู้ที่มีอยู่ แหลง่ การเรยี นรู้เหล่าน้นั มที ั้งทอี่ ยูใ่ นโรงเรยี นและอยู่ในชุมชน จงึ มีผ้ใู ห้ความหมาย ไว้หลากหลาย
ดงั น้ี
กรมวิชาการ (2545, น.45) ไดน้ ิยามความหมายของแหลง่ เรยี นรวู้ ่า หมายถงึ แหลง่ ขอ้ มลู ขา่ วสาร สารสนเทศ
และประสบการณ์ทส่ี นบั สนนุ ให้ผ้เู รยี นใฝ่เรียนใฝร่ ู้ แสวงหาความรู้ และเรียนรู้ดว้ ยตนเองตามอธั ยาศัยอย่างกว้างขวาง
และต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้ และเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้ ช่วยขยาย
แนวความคิดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กว้างขวางขึ้น แหล่งเรียนรู้กระตุ้นให้เกิดการพัฒนากระบวนการจั ด
กจิ กรรมการเรยี นรู้
จันทรา อ่อนระหง (2550, น.10) ได้ให้ความหมายของแหล่งเรียนรู้ว่า หมายถึง แหล่งหรือที่รวม ซึ่งอาจ
เป็นสภาพหรือสถานที่หรือศูนย์รวมที่ประกอบด้วยข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ และกิจกรรมที่มีกระบวนการเรียนรู้หรือ
กระบวนการเรียนการสอนที่มีรูปแบบแตกต่างจากกระบวนการเรียนการสอนที่มีครูเป็นผู้สอนหรือเป็นศูนย์กลางการ
เรียนรู้ เป็นการเรยี นทมี่ กี ำหนดเวลายืดหยุ่นสอดคลอ้ งกับความตอ้ งการและความพร้อมของผ้เู รียน
จิรศักดิ์ ประทุมรัตน์ (2550, น.11) ให้ความหมายของคำว่า แหล่งการเรียนรู้ หมายถึง แหล่งวิชาการที่
เป็นตัวบุคคลหรือหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถให้คุณค่าต่อการ
เรยี นรู้ สง่ เสริมให้ผเู้ รียนเกิดกระบวนการเรยี นรู้ และสามารถนำมาใช้เพ่อื กอ่ ให้เกิดประโยชนไ์ ด้
เนาวรัตน์ ลิขิตวัฒนเศรษฐ์ (2544, น.28) แหลง่ เรยี นรู้ คือ ถนิ่ ที่อยู่ บรเิ วณบอ่ เกิด แห่งท่ีหรือศนู ย์รวม
ความรู้ที่ให้เข้าไปศึกษาหาความรู้ ความเข้าใจ และความชำนาญ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งสิ่งที่เป็นธรรมชาติหรือสิ่งที่มนุษย์
สรา้ งขึ้น เป็นไดท้ ้งั บุคคลสิง่ มีชวี ติ และไมม่ ีชีวิต
ลดั ดา ศลิ านอ้ ย (2545, น.34) ไดใ้ หค้ วามหมายของ แหล่งการเรยี นรู้ หมายถงึ แหล่งวชิ าการหรอื แหลง่
ทรัพยากรแหล่งข้อมูลในท้องถิ่นแต่ละแห่ง ประกอบไปด้วยบุคคลในชุมชน สถานที่สำคัญในชุมชน รวมทั้งกิจกรรม
ต่าง ๆ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2544, น.2) ได้กำหนดความหมายของแหล่งการเรียนรู้ว่า
หมายถึง “แหล่ง” หรือ “ที่รวม” ซ่ึงอาจเป็นสถานที่หรือศูนย์รวมที่ประกอบด้วย ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ และ
กจิ กรรมทีม่ ีกระบวนการเรียนรู้ หรอื กระบวนการเรยี นการสอนท่ีมีรูปแบบแตกต่างไปจากกระบวนการเรียนการสอนที่มี
ครูเป็นผู้สอนหรือศูนย์กลางการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ที่มีกำหนดเวลายืดหยุ่นสอดคล้องกับความต้องการและความ
พร้องของผู้เรียน
Good (1959, น.114) ให้ความหมายของคำว่า แหล่งความรูใ้ นชุมชน หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่มอี ยู่ใน
ชุมชน เป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางการศึกษาที่สามารถนำเอามาใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอนได้ เช่น พิพิธภัณฑ์ โรง
มหรสพ ห้องสมุด สวนสาธารณะ เปน็ ตน้ นอกจากน้ียงั รวมไปถึงบุคคลหรือกล่มุ คนท่ีอยู่ในชุมชนดว้ ย
Wittich แ ล ะ Schuller ( 1962, น . 229) ไ ด้ ใ ห้ ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง ค ำ ว ่ า แ ห ล ่ ง ก า ร เ ร ี ย น รู้ ใ น
ชมุ ชน หมายถงึ ประชาชน สถานที่ และสงิ่ ท่อี ยู่ในชุมชน ซ่งึ สามารถนำเอามาใช้ประโยชนเ์ พ่ือใหผ้ ู้เรยี นมีประสบการณ์
ตรง
การบริหารแหล่งเรียนรู้และสิ่งแวดลอ้ ม แหลง่ เรียนรแู้ ละสง่ิ แวดลอ้ ม I 1
มหาวิทยาลยั หาดใหญ่
Nichols (1971, น. 341) ใหค้ วามหมายคำว่า แหลง่ ความรู้ในชุมชน หมายถงึ แหล่งท่เี ปน็ วชิ าการสำหรับ
โรงเรียน ประกอบด้วย ประชาชน สถานท่ี สิ่งต่าง ๆ และกิจกรรมทั้งหลายท่ีนำมาใช้ในการศึกษาของนักเรียน เพื่อให้
เป็นพลเมอื งดี
สรุปไดว้ า่ แหลง่ เรยี นรู้ หมายถงึ สถานทห่ี รอื ศูนย์รวมที่ประกอบดว้ ย ข้อมลู ขา่ วสาร ความรู้ และกิจกรรมท่ีมี
กระบวนการเรียนรู้ หรือกระบวนการเรียนการสอนที่มีรูปแบบต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาและเสริมสร้าง
ประสบการณใ์ นการดำรงชวี ิต พัฒนาผูเ้ รียนตามธรรมชาติ และเต็มศักยภาพ
1.2 แนวคดิ และหลกั การเก่ยี วกบั แหลง่ เรยี นรู้
ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้ใหค้ วามสนใจการจดั แหลง่ ความรูเ้ พ่ือสนองการศึกษาตลอด ชีวิตใหแ้ ก่ประชาชนผู้อยู่
นอกระบบโรงเรียนไดม้ ีโอกาสรับทราบข่าวสารข้อมูลและเรียนรู้ในด้าน ต่าง ๆ ที่เหมาะกับการพัฒนาคุณภาพชีวติ ของ
บุคคล ในต่างประเทศแหล่งความรู้ปรากฏขึ้นเมื่อต้น ปี ค.ศ. 1960 จากแนวคิดดั้งเดิมเป็นการบูรณาการระหว่างการ
บริการโสตทัศนูปกรณ์กับการบริการ ห้องสมุด เพื่อสนองความต้องการการเรียนรู้ของประชาชนในชุมชน โดย
บรรณารักษ์มีส่วนช่วยให้ เกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง โดยวิธีการศึกษาอย่างมีอิสระ โดยมีผู้ชํานาญในด้านสื่อให้
แนวคิดใน การเรียนรโู้ ดยการใช้สื่อในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งสามารถนํามาปรับใชก้ ับส่ือตา่ ง ๆ เพ่อื สนองความ ต้องการของ
บุคคลได้ดกี วา่ บรรยายตามหนงั สือ ในประเทศตะวันตกบางประเทศจงึ จัดบริการ ดงั กลา่ วในรูปของการจัดแหล่งความรู้
ภายในโรงเรยี นหรอื มหาวทิ ยาลัย (กรมสามัญศึกษา, 2523, น.3)
1.3 ความสำคัญของแหล่งเรยี นรู้
ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าในวิทยาการสาขาต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การศึกษาหรือการ
เรยี นรู้จะหยดุ อยู่เพยี งการศึกษาภาคบงั คับในรว้ั โรงเรียนเท่าน้นั ไม่ได้ ทกุ คนจะ ต้องศกึ ษาหาความรู้อย่างต่อเน่ืองต่อไป
ตลอดชีวิต ดังนั้นแหล่งความรู้ตา่ ง ๆ จึงมีความสำคัญ และ จําเป็นอยา่ งยิ่งท่ีจะช่วยให้บุคคลสามารถแสวงหาความร้ไู ด้
ดว้ ยตนเองตามความต้องการ ความ สนใจ ความถนดั และความพร้อม
กรมวชิ าการ (2545, น. 150) กล่าวถงึ ความสำคญั ของแหลง่ การเรียนรไู้ วด้ ังน้ี
1. เป็นแหล่งการศึกษาตามอธั ยาศยั
2. เป็นแหลง่ การเรียนรตู้ ลอดชีวติ
3. เป็นแหล่งปลกู ฝงั นสิ ัยรักการอ่านการศกึ ษาคน้ คว้าแสวงหาความรดู้ ว้ ยตนเอง
4. เปน็ แหลง่ สรา้ งเสริมประสบการณ์ภาคปฏิบตั ิ
5. เปน็ แหลง่ สรา้ งเสรมิ ความรู้ ความคดิ วิทยาการและประสบการณ์
นิวัติ อรรถยลยุคล (2536, น.15-16) กล่าวไว้ว่า แหล่งความรู้มีความสำคัญ คือ เป็น สถานที่ที่ประชาชนใน
หมู่บ้านได้ร่วมแรง ร่วมคิด ร่วมทำ โดยได้มีการบริจาคทรัพย์สิ่งของร่วมมือ เสียสละกําลังกายในการจัดสร้างอาคาร
สถานที่ขึ้นมา สำหรับเป็นสถานท่ีให้ความรู้ข่าวสารขอ้ มูล ต่าง ๆ แก่ประชาชน โดยมีสื่อประเภทส่ิงพิมพ์ และอาจมีส่ือ
เทคโนโลยี วิทยุโทรทัศน์ ของจริง ของจําลอง การแสดง การสาธิตต่าง ๆ ไว้บริการ สื่อบางส่วนไดร้ บั ความรว่ มมอื จาก
หน่วยงานของ ราชการและเอกชนต่าง ๆ และสื่ออีกบางส่วนได้รับการบริจาคจากประชาชนทั่วไป ทั้งนี้เพื่อให้
ประชาชนในหมู่บา้ นมโี อกาสฝกึ อ่าน เขยี น ได้ปรกึ ษาและเปลยี่ นความคิดเพ่ือนาํ ไปสกู่ ารพฒั นา คณุ ภาพชวี ติ ใหด้ ขี ึน้
นฤมล ตันธสุรเศรษฐ์ (2533, น. 6-7) กล่าวไวว้ า่ แหลง่ ความรู้ หรอื แหลง่ วิทยาการใน ชุมชน มคี วามสำคัญ คือ
1. เป็นแหล่งการศึกษาตลอดชีวิตที่ประชาชนจะมีปฏิสัมพันธ์เพื่อหาความรู้ต่าง ๆ ได้ ด้วยตนเองตลอดเวลา
โดยไมจ่ ํากัดเพศและวยั
2. เป็นแหลง่ ท่ีชว่ ยเสริมการเรียนการสอนการศึกษาในระบบ
การบริหารแหล่งเรยี นรูแ้ ละส่ิงแวดลอ้ ม แหล่งเรียนร้แู ละสิง่ แวดล้อม I 2
มหาวิทยาลยั หาดใหญ่
3. เป็นแหล่งที่ประชาชนจะเข้าไปปฏิสัมพันธ์ เพื่อหาความรู้จากแหล่งกำเนิดได้ เช่น การเข้าไปศึกษา
โบราณสถาน โบราณวัตถุ หรือศาสนสถาน การศึกษาพันธุ์ไม้ หรือการศึกษา พันธุ์สัตว์สภาพชีวิตความเป็นอยู่ตาม
ธรรมชาตขิ องสัตว์ชนิดตา่ ง ๆ ถึงแหล่งท่อี ยู่อาศัยในปา่
4. เป็นแหลง่ ท่ีประชาชนจะเข้าไปปฏสิ ัมพนั ธ์เพื่อใหเ้ กิดประสบการณ์ตรงหรือลงมือ ปฏิบัติจริงได้ เช่น การแก้
เครื่องยนต์ การประดษิ ฐ์เคร่ืองใชต้ ่าง ๆ เชน่ โต๊ะ เกา้ อี้ การทาํ อาหาร ขนม หรอื ดอกไมป้ ระดิษฐ์ เปน็ ต้น
5. เป็นแหลง่ ท่ีประชาชนจะเข้าไปปฏสิ มั พนั ธ์ เพ่อื ให้ไดค้ วามรเู้ ก่ียวกบั วทิ ยาการ ใหม่ ๆ ทมี่ ีการคิดค้นข้ึน และ
ยังไม่มีของจริงใหเ้ หน็ เชน่ การศกึ ษาถึงประดษิ ฐกรรมขนึ้ ใหม่โดย ดจู ากวดิ ที ศั น์ ภาพยนตร์ นทิ รรศการ หรอื สอื่ สิ่งพิมพ์
ตา่ ง ๆ โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงแหลง่ วิทยาการ ประเภทนี้จะเป็นสือ่ ต่าง ๆ ซง่ึ มีความสำคัญเฉพาะในหลายๆ ดา้ น คือ
5.1 เปน็ แหล่งใหข้ า่ วสาร เปิดโลกทัศนข์ องผูศ้ ึกษาใหก้ วา้ งไกลกว่าเร่ืองราวที่ เกิดขึน้ ในท้องถนิ่ ของตน ช่วย
ให้เกิดความสนใจในเรื่องที่สำคัญ ช่วยยกระดับความมุ่งมั่นโดยการ เสนอภาพในอุดมคติหรือเสนอผลสำเร็จ และ
ความก้าวหนา้ ของงานและบคุ คลตา่ ง ๆ ซ่ึงจะช่วย สรา้ งบรรยากาศของการพฒั นาด้วย
5.2 เป็นสิ่งช่วยเปลี่ยนทัศนคติและค่านิยมเพื่อให้เกิดการยอมรับสิ่งใหม่ ๆ แนว ความคิดใหม่ ๆ เกิด
มุมมองใหมๆ่ ขึน้
5.3 เป็นส่อื การสอน สมยั ใหม่ ทใ่ี หท้ ง้ั ความรู้ กอ่ ใหเ้ กิดทกั ษะ ชว่ ยใหก้ ารเรยี นรู้ เรว็ ขึน้
สรุปได้วา่ ความสำคญั ของแหล่งเรยี นรู้ เกิดจากการเข้าไปปฏสิ มั พนั ธ์ จนเกิดการเชื่อมโยงเร่ืองราวต่าง ๆ ให้
ผเู้ รียนได้พฒั นาคุณลักษณะและความคิด ความเข้าใจในคุณค่า ทศั นคติ คา่ นิยม ใฝร่ ู้ ใฝเ่ รยี น รกั การเรยี นรู้ โดยมีทักษะ
การแสวงหาความรู้ สามารถจัดการความรู้ และหากแหล่งเรียนรู้มีความหลากหลาย ก็จะสามารถตอบสนอง ความ
ต้องการของแต่ละบุคคล ตามความสามารถ ความสนใจ ความถนัดด้วยกระบวนการเรียนรู้ท่ีแตกต่างกนั ย่อมส่งผลให้
ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขตามหลักการปฏิรูปการเรียนรูท้ ี่ยึดผู้เรียนสำคัญที่สุด ได้เรียนรู้จากสภาพชีวิตจริง
ได้เรียนในสิ่งที่มีคุณค่า มีความหมายต่อชีวิต ทำให้เห็นคุณค่า เห็นความสำคัญของสิ่งที่เรียน เกิดทักษะการแสวงหา
ความรู้ สามารถสรา้ งองคค์ วามรู้ ไดด้ ว้ ยตนเองจนกลายเปน็ บคุ คลแห่งการเรยี นรู้
1.4 ประเภทของแหล่งเรียนรู้
จากการศกึ ษาคน้ ควา้ เอกสารพบว่าได้มผี ้แู บง่ กลุ่มหรือประเภทแหลง่ การเรยี นรูไ้ วห้ ลายลักษณะ ดังนี้
เกษม คำบุตดา (2550, น. 10) ไดจ้ ำแนกแหล่งการเรียนรอู้ อกเปน็ 4 ประเภท ดังนี้
1. แหล่งการเรียนรู้ทเ่ี ปน็ บุคคล เช่น ครู เพอ่ื ในหอ้ งเรยี น เพ่อื นต่างห้องเรยี น เพื่อต่างระดบั บุคลากรใน
โรงเรยี น ผ้ปู กครอง คนในชุมชน เป็นตน้
2. แหล่งการเรียนรูท้ ี่เป็นแหล่งวิชาการ ได้แก่ สถานที่ต่าง ๆ ภายในโรงเรียนและชุมชน เช่น ห้องสมุด วดั
ตลาด ร้านคา้ สถานีตำรวจ สถานีอนามัย โบราณสถาน สวนสตั ว์ เป็นต้น
3. แหล่งการเรียนรู้ที่เปน็ แหล่งธรรมชาติ ได้แก่ ห้วย หนอง คลอง สวนสาธารณะ ป่า ต้นไม้ ใบไม้
อทุ ยานธรรมชาติ รวมทงั้ สตั ว์ตา่ ง ๆ เชน่ สัตวเ์ ลย้ี ง สตั ว์ปา่
เป็นต้น
4. แหล่งการเรียนรู้ที่เป็นสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น หนังสือ ตำรา นิตยสาร วารสาร
ส่งิ พิมพ์ หนงั สอื พมิ พ์ แผน่ ปลวิ ป้ายโฆษณาต่าง ๆ รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ เสยี งตามสาย เกมคอมพิวเตอร์
และโปรแกรมคอมพวิ เตอรต์ ่าง ๆ เป็นต้น
สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม (2545, น. 6) ได้จำแนกแหล่งการเรียนรู้ไว้ 3 ประเภท
ไดแ้ ก่
การบริหารแหลง่ เรียนรแู้ ละสิ่งแวดล้อม แหล่งเรียนร้แู ละสง่ิ แวดลอ้ ม I 3
มหาวทิ ยาลยั หาดใหญ่
1. แหล่งการเรยี นรู้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เป็นประสบการณ์ทีผ่ ู้เรียนสามารถสรา้ งองคค์ วามรู้ได้จาก
สภาพจริง เช่น อทุ ยานแหง่ ชาติ สวนพฤกษศาสตร์ ภเู ขา ทะเล แม่น้ำ ลำคลอง ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ เช่น
ฝนตก แดดออก นำ้ ท่วม ความแห้งแล้ง ฯลฯ
2. แหล่งการเรียนรู้ท่ีจัดหรือสร้างขึ้น ซึ่งมีในสถานศึกษา และนอกสถานศึกษา เพื่อใช้เป็นแหล่งศึกษา
หาความร้ไู ด้สะดวกและรวดเร็ว
2.1 แหล่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา ได้แก่ ห้องเรียน ห้องสมุด สวนสมุนไพร สวนสุขภาพ สนาม
กฬี า ฯลฯ
2.2 แหล่งการเรียนรู้นอกสถานศึกษา ได้แก่ ศาสนสถาน พิพิธภัณฑ์ สถาบันค้นคว้าวิจัย แหล่ง
วิชาการ แหลง่ บริการ สวนสาธารณะ สวนสตั ว์ ห้องสมุดประชาชน
ศนู ย์กีฬา ศูนยก์ ารคา้ ฯลฯ
3. แหล่งการเรยี นรู้ทเี่ ปน็ ทรพั ยากรบคุ คล ได้แก่ ครู ผ้ปู กครอง ตลอดจนบคุ คลท่ีมคี วามรคู้ วามสามารถ
และเชี่ยวชาญในด้านตา่ ง ๆ ซ่งึ เปน็ ภมู ิปัญญาทอ้ งถิน่ เชน่ บคุ คลท่ีเป็นภูมปิ ญั ญาในสาขาอาชีพ
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธกิ าร (2547 : 3-4) ไดจ้ ดั ประเภทของแหล่ง
เรยี นรู้ ไดห้ ลาบแบบตามความสอดคลอ้ งกบั โรงเรยี นแต่ละแห่งเพื่อเออื้ ประโยชน์ต่อการใช้
แบบท่ี 1 จัดตามลกั ษณะของแหล่งเรยี นรู้
1. แหล่งเรียนรู้ตามธรรมชาติ เป็นแหล่งเรียนรู้ที่นักเรียนจะศึกษาหาความรู้ได้จากสิ่งที่มีอยู่แล้วตาม
ธรรมชาติ เชน่ แมน่ ำ้ ภเู ขา ลำธาร กรวด หิน ดนิ ทราย ชายทะเล
2. แหล่งเรียนรู้ที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มนุษย์สร้างเพื่อสืบทอดศิลปวัฒนธรรม ตลอดจน
เทคโนโลยี และสิ่งอำนวยความสะดวกของมนุษย์ เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุดประชาชน
สถาบนั ทางการศึกษา สวนสาธารณะ ตลาด บ้านเรือน ท่อี ยอู่ าศัย สถานประกอบการ
3. บุคคล เป็นแหลง่ เรยี นร้ทู จ่ี ะถา่ ยทอดความรู้ ความสามารถ คุณธรรม ภูมปิ ญั ญาท้องถิน่ ทั้งด้านการ
ประกอบอาชีพและการสืบสานวัฒนธรรม ตลอดจนนกั คดิ นกั ประดษิ ฐแ์ ละผูท้ ีม่ คี วามคดิ รเิ ริม่ สร้างสรรคใ์ นดา้ นตา่ ง ๆ
แบบท่ี 2 จัดตามแหล่งที่ตัง้ ของแหลง่ เรียนรู้
1. แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน เดิมจะมีแหล่งเรียนรู้ที่เป็นหลัก คือ ครู อาจารย์ ห้องเรียน ห้องสมุด
ต่อมามีการพัฒนาเป็นห้องปฏิบัติการต่าง ๆ เช่น ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ห้องปฏิบัติการทางภาษา
ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ห้องโสตทัศนศึกษา ห้องจริยธรรม ห้องศิลปะ เป็นต้น ตลอดจนการใช้อาคารสถานที่
บริเวณและสง่ิ แวดล้อมในโรงเรยี น เชน่ ห้องอาหาร สนาม หอ้ งน้ำ สวนดอกไม้ สวนสมุนไพร แหลง่ น้ำในโรงเรียน
เป็นต้น
2. แหล่งเรียนรู้ในชุมชน ครอบคลุมทั้งด้านสถานที่และบุคคล ซึ่งอาจอยู่ในชุมชนใกล้เคียงโรงเรียนและ
ชุมชนที่โรงเรียนพานักเรียนไปศึกษาหาความรู้เช่น แม่น้ำ ภูเขา ชายทะเล วัด ตลาด ห้องสมุดประชาชน สถานี
ตำรวจ สถานอี นามัย สวนสาธารณะ สวนสตั ว์ ท่งุ นา สวนผกั สวนผลไม้
ชชั วาล วงษ์ประเสรฐิ (2537 : 58-59) แบง่ แหล่งการเรียนรูอ้ อกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
1. แหล่งการเรียนรู้ที่เป็นบุคคล หมายถึง บุคคลที่สามารถให้ข้อมูลข่าวสารกับผู้อื่นได้ ซึ่งได้แก่
สมาชกิ ในครอบครวั เพื่อนบา้ น ผเู้ ช่ยี วชาญในสาขาต่าง ๆ จากประสบการณ์ของตนเอง เป็นตน้ ซึ่งแหล่งบคุ คลนี้จะ
เปดิ โอกาสใหม้ กี ารส่ือสารแบบสองทางมากกวา่ แหลง่ การเรยี นรปู้ ระเภทอน่ื ๆ
2. แหล่งการเรียนรู้ที่เป็นสื่อมวลชน เป็นแหล่งที่เป็นการให้ข้อมูล ข่าวสาร โดยผ่านทางสื่อมวลชน
ประเภทต่าง ๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และวารสารต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งสื่อมวลชนจะสามารถ
เข้าถึงผู้ใชไ้ ดอ้ ย่างกว้างขวางแต่การสอื่ สารจากแหลง่ สื่อมวลชนจะเปน็ การสื่อสารแบบทางเดยี ว
การบรหิ ารแหลง่ เรียนรู้และส่ิงแวดล้อม แหล่งเรยี นรแู้ ละสิง่ แวดล้อม I 4
มหาวทิ ยาลัยหาดใหญ่
3. แหล่งการเรียนรู้ที่เป็นสถาบัน เป็นองค์กรซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยหน่วยงานของรัฐบาล หรือเอกชนเพื่อทำ
หน้าท่ีในการแสวงหาสารสนเทศแล้วนำมาวิเคราะห์ จัดเก็บ และให้บริการ เผยแพร่ ได้แก่ ห้องสมุดหรือศูนย์
สารสนเทศ แหล่งขอ้ มลู ของหนว่ ยงานองคก์ รทางราชการ สมาคมวิชาชีพ เป็นต้น
Ramirez (1954, น. 386) จำแนกแหลง่ ความรู้ในชุมชนออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. แหล่งความรู้ทเี่ ป็นธรรมชาติ อาทิ แสงแดด อากาศ ดนิ น้ำ เปน็ ตน้
2. แหล่งความรูท้ เี่ ปน็ บุคคล ไดแ้ ก่ บุคคลที่มีความรู้ความสามารถในชุมชน
3. แหล่งความรู้ทางด้านเทคโนโลยี ได้แก่ แหล่งความรู้ที่เกิดจากความเจริญก้าวหน้ าทางด้าน
วทิ ยาศาสตร์ การคิดประดษิ ฐ์สิ่งตา่ ง ๆ เชน่ เคร่ืองยนต์
4. แหลง่ ความรทู้ ี่เป็นสถานบนั ได้แก่ สถานบนั ต่าง ๆ ท่ีมนษุ ย์สรา้ งขึน้ เช่น โรงเรียน โบสถ์ เป็นต้น
Jarolimek (1969, น. 189) จำแนกแหลง่ ความร้อู อกเปน็ 2 ประเภท คอื
1. ประเภทที่เป็นวสั ดุในการอา่ น (Reading Materials) ไดแ้ ก่ หนังสือ จุลสาร วารสาร หนงั สอื พิมพ์
และส่ิงพมิ พ์ต่างๆ
2. ประเภททไ่ี ม่ใช่วัสดุในการอา่ น (Non-Reading Materials) ได้แก่ ภาพยนตร์ รูปภาพ ฟิล์มสตริป
เคร่อื งบันทกึ เสียง แผนท่ี ลูกโลก และแหลง่ วทิ ยาการอื่น ๆ
Nichols (1971, น. 342) แบ่งประเภทของแหลง่ ความรูท้ ี่มีอย่ใู นชมุ ชน ดงั น้ี
1. ผู้ชำนาญพิเศษ เช่น นักดนตรี จิตรกร ผู้ชำนาญงานพิเศษ นักกีฬา พนักงานซื้อขายและบริการ
พ่อค้า นกั ธรุ กิจ นายธนาคาร นักอตุ สาหกรรม ชาวนา
2. พ่อแม่ หรอื ผูป้ กครอง
3. ตวั แทนองคก์ รตา่ ง ๆ ได้แก่ ตวั แทนของสังคม เทศบาล ศนู ย์วฒั นธรรมหรือหน่วยงานอื่นๆ
4. ผู้แทนทางด้านธุรกิจและอุตสาหกรรม ได้แก่ บุคคลที่ทำงานทางด้านธุรกิจการค้าขายหรือโรงงาน
อุตสาหกรรม เช่น บริษัทขนส่ง เหมอื งแร่ บริษทั ห้างรา้ นตา่ ง ๆ
5. ผแู้ ทนรฐั บาล เช่น ตำรวจ เทศมนตรี เจ้าหน้าท่ีอนามัย เป็นตน้
6. คณะกรรมการที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำแก่ประชาชน เช่น กรรมการศึกษาโรงเรียน คณะท่ี
ปรึกษาใหโ้ รงเรียน คณะครูภายในโรงเรียน เป็นต้น
7. ทรัพยากรธรรมชาติ ประกอบดว้ ย พืช สตั วป์ ่า น้ำ ดนิ แร่ และวัสดชุ นดิ ต่างๆ
ทางธรรมชาติ
8. ส่ิงที่มนษุ ย์สรา้ งขน้ึ เช่น อาคารสถานที่ เครอ่ื งบิน ถนน รถไฟ ห้องสมดุ พพิ ิธภณั ฑ์
ปชู นียสถาน เปน็ ตน้
สรุปได้ว่า การจำแนกประเภทของแหล่งการเรียนรู้ที่มีอยู่รอบ ๆ ตัวเราจะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป
มากมายหลายประเภท สามารถได้สรปุ แหลง่ การเรยี นร้อู อกเป็น 3 ประเภท ดังน้ี
1. แหล่งการเรียนรู้ที่เป็นบุคคล เช่น ครู ปราชญ์ ผู้รู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น นักการศึกษา นักวิจัย
ผ้ปู ระกอบการต่าง ๆ
2. แหล่งการเรียนรู้ที่เป็นสถานที่ เช่น โรงเรียน ห้องสมุด สถานประกอบการต่าง ๆ ศาสนสถาน แปลง
เกษตร สถานท่ีทางธรรมชาตติ ่าง เปน็ ตน้
3. แหลง่ การเรียนรทู้ ่เี ปน็ สอ่ื สารสนเทศ และส่ือเทคโนโลยตี ่าง ๆ เชน่ สื่อส่ิงพมิ พต์ า่ ง ๆ สื่อทางคอมพวิ เตอร์
ผลงานประดิษฐค์ ิดค้น นวตั กรรมตา่ ง ๆ เป็นตน้
การบริหารแหลง่ เรยี นรู้และสิ่งแวดลอ้ ม แหลง่ เรียนรแู้ ละสงิ่ แวดลอ้ ม I 5
มหาวิทยาลัยหาดใหญ่
1.5 ประโยชน์ของแหลง่ เรียนรู้
การจัดการเรียนการสอนโดยใหผ้ ู้เรยี นได้ศึกษาหาความรู้จากแหล่งความรตู้ ่าง ๆ จะก่อให้ เกดิ ประโยชนต์ ่อการ
เรียนรู้ของผู้เรียนเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ตรงให้แก่ ผู้เรียน ซึ่งมีนักการศึกษาเสนอแนวคิด
เกี่ยวกับประโยชนข์ องแหลง่ ความร้ไู วต้ ่าง ๆ ดงั น้ี
สุวัฒน์ มุทธเมธา (2524, น. 69-71) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการใช้แหล่งความรู้ประกอบ การเรียนการสอน
ไว้ดังน้ี
1. ทำใหผ้ ูเ้ รียนได้เหน็ คุณคา่ ของการเรยี นมากยิ่งขึ้น
2. ทำใหส้ ะดวกในการใช้ เนือ่ งจากมีอย่ใู นชมุ ชนแลว้ เพียงแต่ครูสํารวจและเลือกใช้ ใหเ้ หมาะสม
3. ประหยัดงบประมาณและเวลา
4. ทำใหเ้ กดิ การตื่นตัวในด้านตา่ ง ๆ ทงั้ ทางดา้ นเศรษฐกจิ สังคม วัฒนธรรม หรือเร่อื งอื่นเพอื่ ท่ีจะทำใหเ้ กิดการ
เรยี นรู้
5. ทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงเรียนกับชุมชน 6. ปลูกฝังและส่งเสริมสภาพการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ให้แก่ผู้เรยี นและชุมชน
ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (2531, น.71) กล่าววา่ การจัดแหล่งความรู้หมู่บ้านเปน็
การให้การศึกษาแก่ประชาชนทางหนึ่ง ซึ่งจัดในรูปของการศึกษานอกโรงเรียน เป็นการลงทุนที่ไม่สูงแต่ผลประโยชน์ท่ี
จะได้รับมากมาย สรปุ ได้ 5 ประการ คอื
1. ประชาชนจะไดร้ ับข่าวสารขอ้ มลู และเพิม่ พนู ความรตู้ า่ ง ๆ เพิ่มข้ึน
2. เป็นการสง่ เสริมการอ่านและปอ้ งกันการลืมหนังสือของประชาชน
3. เพอื่ สรา้ งนสิ ัยรักการอ่าน ให้กับประชาชน
4. เป็นการก่อให้เกิดความรว่ มมอื อันดรี ะหว่างส่วนราชการกบั ประชาชนอย่างใกลช้ ดิ
5. สามารถที่จะใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมในการพบปะหารือ จัดประชุมของหมู่บ้านได้ เป็นที่พักผ่อนและจัด
กิจกรรมนนั ทนาการดา้ นความรู้ กฬี าและบันเทงิ
แสงจันทร์ อนิ ทนนท์ (2532, น. 68) กล่าวว่าการจดั แหล่งความรู้หมบู่ า้ นเปน็ การวาง พนื้ ฐานเบอื้ งต้นที่จะ
ช่วยพฒั นาประชาชนในทอ้ งถิ่นดา้ นตา่ ง ๆ ดงั นี้
1. ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบท มุ่งพัฒนาด้านความเป็นอยู่ให้เขา “อยู่ดี” สามารถ
ดำรงชีวิตในชุมชนได้อย่าง “มีความสุข” มีความประพฤติที่ถูกต้องมีความมั่นคง ปลอดภัยในชีวิต การให้บริการทาง
การศึกษา เป็นการชี้แนะให้เขารู้ว่า จะทำอย่างไรจะมีชีวิต อยู่ ดี มีความสุข และนําความรู้ที่ได้รับนั้นมาปรับใช้ให้
เหมาะกับตน โดยขนึ้ อยูก่ ับพน้ื ฐานของแตล่ ะ บุคคลเป็นสำคัญ
2. ช่วยให้ประชาชนรู้จักการพึ่งพาตนเอง การพัฒนาชุมชนมีความมุ่งหมายให้ประชาชน ได้ช่วยตนเองมาก
ท่ีสุด และเป็นการส่งเสรมิ ใหป้ ระชาชนมีความเชื่อมม่นั ในความสามารถของ ตนเอง การจดั แหลง่ ความรู้ในชุมชนจึงเป็น
การช่วยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือชุมชน ของตนเองในรูปของการช่วยกันสร้างแหล่งความรู้ การ
ช่วยเหลือมหลายด้าน เช่น ค้านแรงงาน ค้านวัสดุ และทรัพย์สินที่จะนํามาพัฒนาชุมชนของตน โดยไม่ต้องอาศัย
งบประมาณจากรัฐ การพงึ่ พาตนเองน้ีทำให้เกดิ ความรสู้ ึกในความเปน็ เจ้าของ เป็นการชว่ ยใหแ้ หล่งความรู้น้ันได้พัฒนา
ยงิ่ ๆ ขนึ้ ไปอีกด้วย
3. ชว่ ยใหค้ นคิดเปน็ คนท่ีคิดเปน็ น้ันเปน็ ผ้ทู ส่ี ามารถปรบั ปรุงตนเองและส่ิงแวดล้อม ใหผ้ สมกลมกลืนกัน เมื่อมี
ปัญหาเกิดขึ้นก็สามารถมองเห็นปัญหา วิเคราะห์ปัญหาและหาทางแก้ไข ปัญหานั้น โดยเลือกทางตัดสินปัญหาได้อยา่ ง
เหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของตนเองและสิ่งแวดล้อม การศึกษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เขาได้พิจารณาหาทางที่ดีที่สุด
และเหมาะสมที่สุดในการตัดสนิ ปัญหา
การบรหิ ารแหลง่ เรยี นรแู้ ละสิ่งแวดล้อม แหลง่ เรยี นร้แู ละส่งิ แวดลอ้ ม I 6
มหาวทิ ยาลัยหาดใหญ่
4. ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจในชุมชน อันเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตอีกประการหนึ่ง ปัญหาความยากจนเป็น
ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของประเทศ และมคี วามเกี่ยวขอ้ งกับปัญหา เรอื่ งความไม่ร้ขู องประชาชน ไมร่ ้วู ่าจะทำอย่างที่
จะช่วยเสริมรายได้ให้แก่ครอบครัว ไม่รู้จักใช้ เทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงผลผลิตในไร่นา และไม่ รู้ว่าจะนําวัสดุ
พื้นบ้านมาทำประโยชน์อะไร บ้าง เป็นต้น ดังนั้น การมีศูนย์รวมความรู้ในหมู่บ้านก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยชี้นําให้เขามี
โอกาสรู้ใน เรอื่ งต่าง ๆ เพม่ิ ข้ึน และหาทางชว่ ยแกป้ ญั หาเศรษฐกจิ ในครอบครวั และชมุ ชนได้
สรุปได้ว่า ประโยชน์ของแหล่งเรียนรู้ นอกเหนือจากการใช้สำหรับการจัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนได้
ศกึ ษาหาความรูจ้ ากแหล่งความรู้ตา่ ง ๆ เพราะเป็นการสร้างเสรมิ ประสบการณ์ตรงใหแ้ ก่ผู้เรียนแลว้ ถือเปน็ สว่ นสำคัญ
ในการตอบสนองต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทำให้ประชาชนเกิดการตื่นตัวในด้านต่าง ๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม
วัฒนธรรม มีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ทำให้ประชาชนได้รับข่าวสารข้อมูลและเพิ่มพูนความรู้ต่าง ๆ
และอาจใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมในการพบปะหารือ เป็นที่พักผ่อนและจัดกิจกรรมนันทนาการด้านความรู้ กีฬาและ
บันเทงิ
1.6 การบริหารจดั การและแนวทางการพัฒนาแหล่งเรียนรใู้ นสถานศึกษาตามหลัการบรหิ าร 4 M’s
แหล่งเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษามีทั้งภายในและภายนอกเรียน ซึ่งการที่จะให้มีผลเชิงคุณภาพต่อ
ผู้เรียนอยา่ งแท้จรงิ ตอ้ งอาศยั การบรหิ ารจัดการท่ีดี และการมีส่วนรว่ มจากบคุ ลากรทกุ ฝา่ ย
ผู้บรหิ ารสถานศึกษามีบทบาทโดยตรงในการบรหิ ารจัดการเพ่ือสร้างโรงเรียนให้เป็นแหลง่ เรียนรู้ในการกำหนด
วิสัยทัศน์นโยบาย โครงสร้าง และระบบบริหารโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์สนับสนุนการ จัดสร้าง จัดหาและพัฒนาการใช้แหล่ง
เรียนรู้ ทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา จัดทำแผนพัฒนา การศึกษา จัดสรรงบประมาณ จัดทำแผนงานโครงการ
เพื่อใช้ทรพั ยากรใหค้ ้มุ ค่า ใชจ้ า่ ยเงนิ ตาม ระเบยี บราชการ ระดมทรพั ยากรทุกภาคสว่ น
กระบวนการบริหารจดั การแหล่งเรียนรู้ เป็นเรื่องที่ต้องวางแผนดำเนินการอย่างเป็นระบบ เริ่มที่การจัดตั้งทมี
อํานวยการ ทีมดําเนินงาน ร่วมกันจัดทำแผนยทุ ธศาสตร์ โดยยึดนโยบายและบริบทของสถานศึกษา จัดทำแผนพัฒนา
เพื่อจัดสรรงบประมาณ จัดทำแผนปฏิบัติการโครงการดำเนินการ ให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผล จัดทำข้อมูล
และทำความเข้าใจกับบุคคลากรของโรงเรียนและชุมชน ประชาสัมพันธ์กิจกรรมโครงการ สนับสนุนให้ใชโ้ ดยมกี ารวิจัย
และพัฒนาแหลง่ เรียนรู้ ประเมนิ ผล สรปุ รายงาน พัฒนาตอ่ ยอด
รองผู้อํานวยการสถานศึกษา เป็นผู้รับผิดชอบเพื่อสนับสนุนการดำเนินการพัฒนาและใช้แหล่งเรียนรู้ให้คุ้มคา่
ยั่งยืน เกิดประโยชนส์ ูงสดุ ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนสังคมเพื่อสรา้ ง แหล่งเรียนรู้ให้เขม้ แข็ง ใช้ทรัพยากรใหเ้ กิด
ประโยชนอ์ ย่างคมุ้ ค่า จดั ทำทะเบียนแหลง่ เรียนรู้ ภายใน และภายนอกสถานศึกษาอยา่ งเป็นระบบ ปรบั ปรุงและพัฒนา
แหล่งเรยี นรู้เดิมให้อยใู่ นสภาพพร้อมใช้งาน
ครูและบุคลากรทุกคนต้องทำงานเป็นทีมรับผิดชอบการดำเนินการสร้างจัดหา ร่วมพัฒนาและรวบรวมข้อมูล
ใช้แหล่งเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอเป็นตัวอย่างท่ีดีของนักเรียน และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่บูรณาการเข้ากับแหล่งเรียนรู้
ตา่ ง ๆ เพื่อสง่ เสริมศกั ยภาพของผ้เู รียน ใช้แหลง่ เรยี นร้ใู หเ้ กิด ประโยชนส์ ูงสุด
นักเรียน ร่วมรับผิดชอบในการดูแล บำรุงรักษา แหล่งเรียนรู้ใช้บริการ และร่วมกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ
เพอื่ แสดงตนเป็นผใู้ ฝ่รู้เรียน ทำงานเปน็ ทมี อาสาเปน็ เจ้าหน้าท่ีดูแลและใหบ้ รกิ าร
ผู้ปกครองและชุมชน ให้ความร่วมมือ ในการดำเนินการจัดหา จัดสร้าง แหล่งเรียนรู้ สนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ
ร่วมมือดแู ล พัฒนา แหล่งภูมปิ ญั ญาทอ้ งถ่ิน ช่วยระคม จัดหาทรัพยากร
การบริหารแหลง่ เรียนรแู้ ละสิ่งแวดลอ้ ม แหล่งเรยี นรู้และสิ่งแวดล้อม I 7
มหาวิทยาลัยหาดใหญ่
หลักการบริหารแบบ 4 M’s ดังน้ี
1. บุคลากร (Man) ผู้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการที่สำคัญ ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการ
โรงเรียน ครูผสู้ อนทุกคน นักเรียนทกุ คน ผ้ปู กครอง ชุมชน คณะกรรมการ สถานศึกษา และหนว่ ยงาน/องค์การต่าง ๆ
2. งบประมาณ (Money) คือ การบริหารจัดการงบประมาณให้บังเกิด ประโยชน์สูงสุด คุ้มค่ามากที่สุด โดย
แหลง่ ทม่ี าของงบประมาณคอื เงินนอกงบประมาณและเงนิ งบประมาณ โดยใช้จา่ ยตามระเบยี บของทางราชการ
3. ทรัพยากร (Materials)คือ การบรหิ ารจัดการทรัพยากรหรอื แหลง่ เรียนรูท้ ั้งภายในและ ภายนอกสถานศกึ ษา
โดยมกี ารจัดทำทะเบียน เพ่อื สะดวกในการบริหารจัดการได้ครอบคลุมครบถ้วนและเกิดประโยชนส์ ูงสดุ จัดได้ดงั น้ี แหล่ง
เรียนรู้ของราชการ เอกชน แหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียน แหล่งเรียนรู้ภายนอกโรงเรียน โดยการพัฒนาของเดิมหรือ
สร้างใหม่ และจดั เก็บเป็นระบบโดยแยกเป็นสือ่ ธรรมชาตแิ ละสอื่ เทคโนโลยี
4. การบริหารจัดการ (Management) คือการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ แผนพัฒนา แผนปฏิบัติการ/โครงการ
ของสถานศกึ ษา โดยการตง้ั ทมี บรหิ ารเพอ่ื อำนวยการและสนบั สนนุ การจดั ตัง้ ทีมครู-นกั เรียน เพอ่ื ดำเนนิ การสง่ เสริมให้
มีการวิจัยและพัฒนาให้เกิดผลคุ้มค่า ยังยืน โดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ที่เกิดประโยชน์กบผู้เรียนเป็นสำคัญ ส่งเสริมให้มี
การประชาสัมพนั ธ์ให้เป็นที่รูจ้ ักและใช้แหลง่ เรียนรู้ (สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน, 2550, น. 4)
วัชระ บุรีมาต (2554, น. 5-6) ได้กลา่ วว่า หลักการบริหาร 4 M หมายถงึ การบรหิ ารงาน 4 ดา้ นดังน้ี
1. การบริหารด้านบุคลากร (Man) หมายถึง การบริหารบุคคลให้เพียงพอต่อการให้บริการ บุคลากรมีความรู้
ความสามารถตรงกับสายงาน มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี โรงเรียนเชิญวิทยากรมาให้ ความรู้แก่ครูและนักเรียน โรงเรียน
ส่งเสรมิ ให้บุคลากรได้รับการอบรม ศึกษาดูงานเพือ่ ใหบ้ ุคลากร มคี วามรคู้ วามสามารถเปน็ บุคคลแห่งการเรียนรู้
2. การบริหารด้านงบประมาณ (Money) หมายถึง การจัดสรรงบประมาณเพ่ือบริหาร จัดการแหล่งเรียนร้ใู ห้
เพยี งพอต่อความต้องการประสานงานกบภาครัฐหรือเอกชน เพอ่ื ขอรบั การสนบั สนุนงบประมาณเพื่อจัดหา จัดสร้างสื่อ
นวตั กรรม คา่ ตอบแทนต่อวิทยากร มีการจดั สรรงบประมาณใหเ้ กิดประโยชน์สงู สดุ
3. การบริหารด้านทรัพยากร (Materials) หมายถึง การบริหารจัดการอาคารสถานที่สภาพแวดล้อมแหล่ง
เรยี นรูใ้ หส้ ะดวก สะอาด ร่มรนื่ ปลอดภัย หอ้ งปฏบิ ตั กิ ารต่าง ๆ มีวสั ดุ อปุ กรณ์ สอ่ื นวตั กรรม เพยี งพอเหมาะสม อยู่ใน
สภาพใชง้ านไดด้ ี
4. การบริหารจัดการด้านการบริหารจัดการ (Management) หมายถึงการบริหารจัดการครู นักเรียน
ผู้ปกครอง ชุมชน ให้มีส่วนร่วมในการวางแผน กำหนดเป้าหมาย การดำเนินงานด้านแหล่งเรียนรู้ จัดทำโครงการ
กำหนดมาตรฐาน ข้อปฏิบัติการใช้แหล่งเรียนรู้ โรงเรียนมีการสำรวจ สภาพปัจจุบัน ปัญหา ความต้องการพัฒนา
ตระหนักเห็นคุณค่า ความสำคัญของการบรหิ ารแหล่งเรียนรู้ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอยางมีประสิทธิภาพและเกิด
ประโยชนส์ ูงสดุ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2550, น. 4) ได้กล่าวถึงรูปแบบการใช้แหล่งเรียนรู้ ตามหลัก
“4 M’s” ดงั นี้
บุคลากร (Man) ผู้มีส่วนร่วมในการดำเนินการกำหนดแผน นโยบายการใช้แหล่ง เรียนรู้ได้แก่ ผู้อำนวยการ
โรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน ครูผู้สอนทุกคน นักเรียนทุกคน ผู้ปกครอง ชุมชน คณะกรรมการสถานศึกษา และ
หน่วยงาน องคก์ รตา่ ง ๆ
งบประมาณ (Money) การบริหารการดำเนินการตามแผนการใช้แหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ คือ การบริหารจัดการ
งบประมาณให้บงั เกิดประโยชน์สูงสุด คุ้มคา่ มากทีส่ ดุ
ทรัพยากร (Materials) เลือกแหล่งเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษาตาม แผนการใช้แหล่งเรียนรู้
เพือ่ ใหไ้ ดร้ บั ประโยชน์ตามวัตถปุ ระสงค์ท่ีต้งั ไว้
การบรหิ ารแหล่งเรียนรู้และส่ิงแวดลอ้ ม แหลง่ เรียนรู้และส่งิ แวดล้อม I 8
มหาวิทยาลัยหาดใหญ่
การบริหารจัดการ (Management) จัดทำแผนยุทธศาสตร์ แผนพัฒนา แผนปฏิบัติการ โครงการของ
สถานศึกษา โดยการตั้งทีมบริหารเพื่ออำนวยการและสนับสนุน การจัดตั้งทีมครู- นักเรียน เพื่อดำเนินการส่งเสริมใหม้ ี
การวิจัยและพัฒนาให้เกิดผลคุ้มค่า ยั่งยืน โดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ที่เกิดประโยชน์กับผู้เรียนเป็นสำคัญ ส่งเสริมให้มี
การประชาสัมพันธ์ให้เป็นท่ีรจู้ กั และใชแ้ หลง่ เรียนรู้ อย่างคมุ้ คา่ และประสานความรว่ มมือกับทุกองค์การ
ดังนั้นแนวทางการพัฒนาแหล่งเรียนรูใ้ นสถานศึกษาตามหลักการบริหาร 4 M’s จึงเป็นแนวทางในการพัฒนา
แหล่งเรียนโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในโรงเรียนอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านกระบวนการการบริหารโดย
การสำรวจปญั หา สภาพปจั จุบัน กำหนดปัญหา/ความตอ้ งการพัฒนา จัดทำแผนพฒั นา และดำเนนิ การตามแผน มีการ
ประเมินผลติดตาม เพือ่ ม่งุ ผลสัมฤทธิท์ เ่ี กดิ ประโยชนก์ บผเู้ รียนเป็นสำคญั เพือ่ โดยมแี นวทางพอสรุปได้ ดังน้ี
การบรหิ ารด้านบุคคล(MAN) การบริหารจัดการด้านการบรหิ าร
จัดการ (Management)
ผู้บริหารสถานศึกษาสร้างโรงเรียนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ใน สาํ รวจตรวจสอบสภาพ
การกําหนดวิสัยทัศน์นโยบาย โครงสร้าง และระบบบริหาร ปัจจบุ นั
โดยมุง่ ผลสัมฤทธิ์สนบั สนุนการ จัดสร้าง จัดหาและพฒั นาการ
ใชแ้ หลง่ เรยี นรู้ ท้งั ภายในและภายนอกสถานศกึ ษา กาํ หนดปัญหา
รองผู้อํานวยการสถานศึกษา เป็นผู้รับผิดชอบเพ่ือ ทาํ แผนปฏิบตั ิการ
สนบั สนนุ การดาํ เนินการพฒั นาและใชแ้ หลง่ เรียนรูใ้ หค้ มุ้ คา่ กาํ หนดกิจกรรม ผรู้ บั ผิดชอบ
ย่งั ยนื เกดิ ประโยชนส์ งู สดุ
ดาํ เนินการตามแผน
ครูและบุคลากรทุกคน ใช้แหล่งเรียนรูอ้ ย่างสม่าํ เสมอ
และจัดกิจกรรมการเรียนรูท้ ่ีบูรณาการเขา้ กับแหล่งเรียนรู้ กาํ กบั ตดิ ตาม
ต่างๆ เพื่อส่งเสริมศกั ยภาพของผูเ้ รียน ใชแ้ หล่งเรียนรูใ้ ห้
เกดิ ประโยชนส์ งู สดุ รายงานผล
นักเรียน ร่วมรับผิดชอบในการดูแล บํารุงรักษา แหล่ง แหล่งเรียนร้แู ละสิง่ แวดล้อม I 9
เรยี นรูใ้ ชบ้ ริการ และร่วมกิจกรรมอยา่ งสม่ำเสมอ
การบรหิ ารด้านงบประมาณ (Money)
จัดการงบประมาณให้บังเกิด ประโยชน์สงู สุด คุ้มค่ามากท่ีสุด
โดยแหล่งที่มาของงบประมาณคือเงินนอกงบประมาณและ
เงินงบประมาณ โดยใชจ้ ่ายตามระเบยี บของทางราชการ
การบรหิ ารด้านทรพั ยากร (Materials)
- มีการทำทะเบียนแหล่งเรยี นรทู้ งั้ ภายในและนอกโรงเรยี น
- มีการดูแลแหล่งเรียนรู้ใหส้ ะดวก สะอาด ร่มรื่น ปลอดภยั
และใชง้ านไดด้ ี
การบริหารแหล่งเรยี นรู้และส่ิงแวดลอ้ ม
มหาวทิ ยาลยั หาดใหญ่
1.7 บทบาทของผบู้ รหิ ารในการบริหารจดั การแหล่งเรียนรู้
แหล่งเรียนรู้จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ และนำไปส่เู ป้าหมายของแหล่งเรยี นรู้ ดังนั้นจึงตอ้ งมกี ารบริหารจัดการท่ีดี ท้ังการวางแผนการปฏิบัติงาน
การบริหารจดั การคณะทำงานทข่ี ับเคล่ือน การจดั การงบประมาณหรือแหล่งท่ีมาของรายได้ เพ่อื ให้แหล่งการเรียนรู้นั้น
มีประสทิ ธภิ าพและยง่ั ยนื (นรรชั ต์ ฝนั เชียร. 2563) จากองคป์ ระกอบท่สี ำคญั ในการพฒั นาแหลง่ การเรียนรู้ เราจะเห็น
ว่าการพัฒนาแหล่งการเรยี นรู้ในโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพนัน้ จำเป็นอย่างยิ่งท่ีจะตอ้ งได้รับความร่วมมอื จากบุคลากร
ทุกคนในโรงเรยี นในการออกแบบและวางแผนการทำแหลง่ การเรียนรู้ให้เหมาะสมกบั นักเรียนในโรงเรียน และรวมไปถึง
การได้รบั แรงสนับสนุนจากภายนอก เชน่ ผู้ปกครอง ชุมชน และผสู้ นับสนนุ ตา่ ง ๆ ซ่ึงจะช่วยให้แหล่งการเรียนรู้มีความ
เปน็ ไปได้และเปน็ รปู แบบรา่ งมากข้นึ แต่บคุ คลที่จะเปน็ หวั ใจสำคญั คงหนไี มพ่ ้นผบู้ ริหารสถานศกึ ษา
บทบาทของผบู้ ริหารในการบริหารจดั การแหล่งเรียนรู้
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.
2553 หมวด 4 มาตรา 25 รัฐต้องส่งเสริมการดำเนินงานและการจัดตั้งแหล่ง การเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ ได้แก่
ห้องสมุดประชาชน พพิ ิธภณั ฑ์ หอศลิ ป์ สวนสตั ว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ศูนย์การกีฬาและนันทนาการ แหล่งข้อมูล และแหล่งการเรียนรู้อื่นอย่างพอเพียง และมีประสิทธิภาพซึ่งบริหารแหล่ง
เรียนรู้ให้ได้ คุณภาพนับเป็นภารกิจสำคัญของผู้บริหารที่ผู้บริหารจะนำเอาเทคนิค วิธี และกระบวนการบริหารที่
เหมาะสมมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน ซึ่งนักวิชาการ นักการศึกษาและ หน่วยงาน
ทางการศกึ ษาไดเ้ สนอแนวทางการบริหารแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา ดังนี้
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2544) ได้กล่าวถึง บทบาทของ ผู้บริหารเกี่ยวกับ
การบริหารแหล่งเรียนร้ใู นสถานศกึ ษา ดงั น้ี
1. กำหนดนโยบายส่งเสรมิ สนับสนนุ การจดั หา จัดสร้างหรอื พฒั นาแหลง่ เรยี นรู้ในโรงเรียน
2. ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และประสบการณ์การจัดการและการใช้แหล่งเรียนรู้ใน
โรงเรยี น
3. สนับสนุนให้บุคลากรทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการนำเสนอผลงานที่เกิดจากการใช้แหล่งเรียนรู้ภายใน
โรงเรียน กำกับ ติดตาม ดแู ล และประเมินผลการจดั ระบบการจัดการเรยี นการ สอนโดยใชแ้ หลง่ เรียนรู้ในโรงเรยี น
สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ (2544) ไดก้ ล่าวถึงบทบาทของผ้บู ริหารสถานศกึ ษา ดงั น้ี
1. การวางแผนการบริหารการใช้แหล่งเรียนรู้ ผู้บริหารจะต้องวางแผนการบริหาร การศึกษาของ
โรงเรียน ขั้นตอนการวางแผนจงึ ต้องมกี ารวิเคราะห์ข้อมูลโดยละเอียดรอบคอบ เพื่อให้ได้แผนการที่สมบูรณ์และดีท่สี ุด
ข้นั ตอนการวางแผนประกอบดว้ ย
1.1 ศึกษาหลักสูตรและความต้องการของครูและนักเรียน กำหนดยุทธศาสตร์และเป้าหมาย
วางแผนร่วมกันระหวา่ งผใู้ ชแ้ ละผ้ใู หบ้ ริการ
1.2 กำหนดโครงการ กิจกรรม การจัดหรือหาแหล่งเรยี นรู้ จัดทำแผนปฏิบัติงานและการวาง
แผนการใช้ นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการส่งเสริมให้ผู้เรียนและครูผู้สอนใช้แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนและในท้องถิ่น
รว่ มมือการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน
2. การดำเนินการบริหารการใช้แหล่งเรียนรู้ การปฏิบัติการใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นเพื่อให้เกิด
ประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน โรงเรียนควรมีการดำเนินการด้านการเตรียมการ มีการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจใน
รายละเอียดของแผนการจัดและการใชแ้ หล่งเรียนรู้ กำหนดรายละเอียด ในการดำเนินการ จัดหางบประมาณ จัดเตรียม
เอกสาร พาหนะและสถานที่ การประสานงานติดต่อ กับหน่วยงาน องค์กรหรือผู้รับผิดชอบแหล่งเรียนรู้ก่อนนำไปใช้
การบริหารแหล่งเรียนรู้และส่ิงแวดลอ้ ม แหล่งเรียนรู้และส่ิงแวดลอ้ ม I 10
มหาวทิ ยาลัยหาดใหญ่
การปฏิบัติ มีการปฐมนิเทศผู้เรียน เกี่ยวกับวิธีการใช้ ระเบียบมารยาท และข้อควรปฏิบัติในการใช้แหล่งเรียนรู้ และ
การประเมินผล
3. การประเมนิ ผลการบริหารการใช้แหล่งเรยี นรู้ในชุมชนจะต้องมีการตรวจสอบ ตามสาระการเรียนรู้
ให้ผู้บริหารสถานศึกษาพิจารณาเพื่อประกอบการวางแผนและจัดทำโครงการใน ปีต่อไป การประเมินผลการใช้แหล่ง
เรียนรู้อาจทำได้ 3 ลักษณะ คือ ประเมินก่อนการใช้แหล่งเรยี นรู้ ประเมินระหว่างการใชแ้ หล่งเรยี นรู้ และประเมินหลงั
การใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อให้เกิดมาตรฐานในการเรียนรูข้ องผู้เรียน โดยโรงเรียนได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ของผ้เู รียน
ในการใช้แหล่งเรยี นรเู้ พ่ือใหเ้ กดิ ประโยชน์ตอ่ คุณภาพการจดั การเรียนการสอนของโรงเรียน
4. การปรับปรุงแก้ไขการบริหารการใช้แหล่งเรียนรู้ เป็นการปฏิบัติเพื่อให้เกิดมาตรฐานในการเรียนรู้
ของผู้เรียนโดยใช้แหล่งเรียนรู้ของผู้เรียนทำให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนา คุณภาพด้านการจัดการเรียนการสอนของ
โรงเรยี น
สุมน อมรวิวัฒน์ (2544) ได้เสนอบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารแหล่งเรียนรู้
เพือ่ การพฒั นาและใช้แหลง่ เรยี นร้ใู นสถานศกึ ษา จำนวน 5 ดา้ น ดงั น้ี
1. กำหนดนโยบายการพฒั นาแหลง่ เรยี นรู้
2. จัดตง้ั คณะกรรมการสำรวจแหล่งเรยี นรู้
3. จดั ทำแผนงานพัฒนาแหล่งเรียนรู้
4. สรา้ งความเข้าใจแกบ่ ุคลากรของสถานศกึ ษาและชุมชน
5. ประชาสัมพนั ธโ์ ครงการ
วรภัทร์ ภูเ่ จริญ (2544) กล่าวว่า ผบู้ ริหารสถานศึกษาควรมีบทบาทในการบริหาร แหล่งเรียนรู้ 4 ด้าน
ไดแ้ ก่
1. การวางแผนการบรหิ ารแหล่งเรียนรู้
2. การดำเนินการใชแ้ หล่งเรียนรู้
3. การตรวจสอบตดิ ตามการใช้แหลง่ เรียนรู้
4. การสรุปผลและปรบั ปรงุ แกไ้ ข
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2547) ได้กำหนดบทบาทของ ผู้บริหารสถานศึกษา
ในการบริหารแหลง่ เรียนรู้ในสถานศึกษา จำนวน 4 ด้าน ดังน้ี
1. แนวทางการวางแผน
2. แนวทางการพฒั นาการใช้แหลง่ เรยี นรู้
3. ตรวจสอบ ทบทวน กำกับตดิ ตาม
4. สรุปและรายงานผล
เบญจวรรณ ระตา (2551) ได้กล่าวว่าผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องแสดงบทบาทในการบริหารแหล่ง
เรียนรภู้ ายในสถานศกึ ษาเพอื่ ให้ผ้เู รยี นเกิดการเรียนรู้อยา่ งหลากหลาย ดังนี้
1. การจดั การแหลง่ เรยี นรู้
2. การกำหนดนโยบาย ส่งเสรมิ สนบั สนุน
3. การส่งเสริมพัฒนาบุคลากร
4. การสนบั สนุนให้บุคลากรทุกฝ่ายมสี ว่ นรว่ ม
5. กำกบั ติดตาม ดแู ลและประเมินผลระบบการจดั การเรียนการสอนโดยใชแ้ หล่งเรยี นรู้
สุรเกียรติ งามเลศิ (2557) ได้เสนอบทบาทในการบริหารแหล่งเรยี นรู้ไว้ 5 ด้าน ดงั นี้
1.ด้านการวางแผนการบรหิ ารแหล่งเรียนรู้
การบริหารแหลง่ เรยี นรูแ้ ละส่ิงแวดล้อม แหล่งเรียนร้แู ละสงิ่ แวดลอ้ ม I 11
มหาวิทยาลยั หาดใหญ่
2.ดา้ นการสนับสนุนทรพั ยากรในการบริหารแหลง่ เรียนรู้
3.ด้านการสง่ เสริมการใช้แหล่งเรียนรู้
4.ด้านการนเิ ทศกำกบั ตดิ ตามการใชแ้ หล่งเรียนรู้
5.ดา้ นการประเมนิ ผลการใชแ้ หลง่ เรยี นรู้
ตารางท่ี 1 ตารางสงั เคราะห์บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารแหล่งเรียนรู้ภายในสถานศึกษา
ดา้ น สำนักงานคณะกรรมการ
การ ึศกษาแห่งชา ิต (2544)
สุมน อมรวิวัฒน์ (2544)
วรภัทร์ ภู่เจริญ (2544)
สำนักงานคณะกรรมการ
การ ึศกษา ้ัขน ้ืพนฐาน (2547)
เบญจวรรณ ระตา (2551)
สุรเกียร ิต งามเลิศ (2557)
1. การจัดการแหล่งเรียนรู้
2. ดา้ นการกำหนดนโยบาย
3. ดา้ นการวางแผนการบรหิ ารแหลง่ เรยี นรู้
4. การดำเนนิ การใช้แหล่งเรยี นรู้
5. การสง่ เสริมพฒั นาบุคลากร/สร้างความ
เขา้ ใจแกบ่ ุคลากรของสถานศึกษาและ
ชมุ ชน
6. การสนับสนนุ ให้บคุ ลากรทุกฝ่ายมสี ่วน
ร่วม
7. กำกบั ติดตาม ดูแลและประเมนิ ผลระบบ
การจัดการเรียนการสอนโดยใชแ้ หล่ง
เรียนรู้
8. ประชาสมั พนั ธ์โครงการ
จากคำกล่าวของนักวชิ าการและตารางสังเคราะห์บทบาทของผูบ้ ริหารสถานศึกษาในการบริหารแหล่ง
เรียนรู้ภายในสถานศึกษา สรุปได้ว่า บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารแหล่งเรียนรู้หมายถึง พฤติกรรม
หรือการกระทำและดำเนินการจัดแหล่งเรียนรู้โดยได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่จะต้อง ร่วมมือกันใน
การบริหารแหล่งเรียนรู้ภายในสถานศกึ ษา เพื่อให้เกิดประโยชนส์ ูงสุดแก่ผูเ้ รียนท่ีจะได้ใช้ แหล่งเรียนรู้ทำให้ผู้เรยี นเห็น
คุณค่า เห็นความสำคัญของแหล่งเรียนรู้ ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการกำหนดนโยบาย,ด้านการส่งเสริมและ
พฒั นาบุคลากร, ดา้ นการสนับสนนุ ใหบ้ คุ ลากรทกุ ฝา่ ยมสี ่วนรว่ ม และดา้ นการนเิ ทศ กำกบั ติดตาม ดแู ล และประเมิน
จากบทสรุปข้างต้น จึงสามารถนำมาสรุปเป็นบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารแหล่ง
เรยี นรู้ ในดา้ นตา่ ง ๆ ดังรายละเอียดดังน้ี
การบริหารแหล่งเรยี นรู้และส่ิงแวดล้อม แหล่งเรียนรูแ้ ละสง่ิ แวดลอ้ ม I 12
มหาวิทยาลยั หาดใหญ่
1.บทบาทดา้ นการกำหนดนโยบายและวางแผนการใช้แหล่งเรียนรู้
การพัฒนาแหล่งเรียนรู้โดยทำความเข้าใจนโยบายตามแผน หลักสูตร รวมทั้งแนวดำเนินการของ
โรงเรียน เพื่อกำหนดนโยบายการพัฒนาและใช้แหล่งการเรียนรู้ โดยให้คณะครูนักเรียนและชุมชนมีส่วนร่วมในการ
กำหนด จัดตั้งคณะกรรมการสำรวจแหล่งการเรียนรู้เพื่อวิเคราะห์สภาพความพร้อมในการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ใน
โรงเรียน จัดทำแผนงานพัฒนาแหลง่ การเรียนรู้ โดยมีการแต่งตัง้ คณะกรรมการพัฒนาแหล่งการเรยี นรู้มีบทบาทหน้าท่ี
สำคัญที่จะเป็นผู้สำรวจ วิเคราะห์ความพร้อม รวบรวมข้อมูลแล้วจัดทำแผนพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ให้สามารถ
ดำเนนิ การได้อย่างเหมาะสมสรา้ งความเข้าใจแก่บุคลากรของโรงเรียน
2. บทบาทดา้ นการสง่ เสรมิ และพัฒนาบุคลากรใหม้ คี วามรใู้ นการใช้แหล่งเรียนรู้
การส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ประสบการณ์ในการจั ดการใช้แหล่งเรียนรู้ภายใน
สถานศึกษา การพัฒนาบุคลากรให้สามารถจัดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพในรูปแบบที่หลากหลาย และพัฒนาระบบ
การบริหารงานบคุ ลากรใหม้ ีประสิทธภิ าพ ด้วยการเชือ่ มโยงกบั หน่วยงานท่เี กย่ี วข้อง
3. บทบาทด้านการสนับสนุนให้บุคลากรทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการนำเสนอผลงานที่เกิดจากการใช้
แหล่งเรยี นรู้
การสนับสนุนให้บุคลากรทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการนำเสนอผลงาน โครงงาน หรือนวัตกรรมที่เกิดจาก
การศึกษาหรือใช้แหล่งเรียนรู้ภายในสถานศึกษา แหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียนต้องมีการบริหารจัดการเพื่อให้บังเกิด
ประสทิ ธิภาพสงู สุดต่อการใช้ในการจัดการเรยี นการสอนต้องคำนงึ ถึงหลักการบรหิ ารจดั การ
4. บทบาทด้านการนิเทศ กำกบั ติดตาม ดูแล และประเมิน
การกำหนดให้มีผู้รับผิดชอบในการนิเทศ กำกับ ติดตาม ดูแลและประเมินการพัฒนาและใช้
แหลง่ การเรยี นรูอ้ ยา่ งต่อเน่อื งและมีประสทิ ธิภาพแก้ไข ปัญหาอปุ สรรคในระหวา่ งการดำเนนิ การ มีการประเมนิ ทบทวน
ปรบั ปรงุ กระบวนการดำเนินการใหเ้ กิดการพัฒนาและใช้แหล่งการเรียนรู้ตามแผนหลักและแนวดำเนินการของโรงเรียน
ท่ีโรงเรียนกำหนดไวต้ ามบริบทของโรงเรียนเอง มีการกำหนดวิธีการ และเครื่องมือประเมนิ ผลการดำเนนิ การ การสร้าง
การพฒั นาและใช้แหล่งการเรยี นรูว้ เิ คราะห์ผลการประเมนิ และสรปุ ผลการประเมิน
การบริหารแหล่งเรยี นรแู้ ละสิ่งแวดล้อม แหล่งเรียนรแู้ ละสิ่งแวดล้อม I 13
มหาวิทยาลยั หาดใหญ่
1.8 การนำแหล่งเรยี นรภู้ ายในโรงเรยี นมาใช้ในการจดั การเรยี นการสอน
แหล่งเรยี นรภู้ ายในโรงเรียน
ชลดา สมัครเกษตรการ กล่าวว่า แหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียน เป็นแหล่งที่ให้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้
ซึ่งจัดไว้ภายในโรงเรียน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมได้ภายในโรงเรียน ในการจัดและพัฒนาแหล่ง
เรียนรู้ของแต่ละโรงเรียนมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับศักยภาพของแต่ละโรงเรียน ตัวอย่างแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน
ได้แก่ ห้องสมุดโรงเรียน ห้องปฏิบัติการ ศูนย์พัฒนาการสอนวิชาต่าง ๆ ศูนย์การเรียนรู้ด้วยตนเอง แหล่งธรรมชาติใน
โรงเรยี น สวนตา่ ง ๆ ในโรงเรียน ฯลฯ
องค์ประกอบหลกั ท่ีสำคัญของแหลง่ เรียนรู้ แบง่ ได้เปน็ 4 องค์ประกอบสำคญั
พรรณงาม ใจรักษ์ศักดิ์ (2561, น. 436 - 455) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบหลักที่สำคัญของแหล่งเรยี นรู้
แบ่งไดเ้ ป็น 4 องค์ประกอบสำคญั คือ
1. สถานทีท่ ีเ่ ป็นแหลง่ เรียนรู้ ได้แก่ สถานท่ีท่มี ีหรือได้รวบรวมข้อมูลองค์ความรู้ หลกั ฐานทางวัตถุ ท่ี
อยู่ที่ทำงานของบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้น ๆ ที่มีความแตกต่างไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งแหล่ง
เรียนรูน้ ั้น ๆ เช่น ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สวนสัตว์ สวนสาธารณะ ศูนย์กีฬา
และนันทนาการหรือแม้แต่หนว่ ยงานต่าง ๆ ท้ังภาครัฐและเอกชนท่ีให้ข้อมูลเฉพาะทาง และข้อมลู ทว่ั ไป เช่น กระทรวง
คณะต่างแต่ละมหาวทิ ยาลยั โรงพยาบาล บริษัท ร้านคา้ ห้างสรรพสนิ คา้ ตลาดธนาคาร ทงั้ ในสว่ นทอ้ งถ่นิ หรือสว่ นกลาง
รวมไปถึงแหลง่ เรยี นร้ตู ามธรรมชาติ ทอ้ งไรท่ อ้ งนา ป่าเขาลำเนาไพร
2. ครู อาจารย์ ผูเ้ ชี่ยวชาญ ผรู้ ู้ ปราชญ์ในดา้ นต่าง ๆ ภูมิปัญญา (Wisdom) หมายถึง บุคคลท่ีมคี วามรู้
ความสามารถจริงในเรื่องนั้น ๆ มีทักษะ ที่สั่งสมเป็นประสบการณ์จนสามารถวิเคราะห์มองและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้
อยา่ งแมน่ ยำ สามารถพัฒนาใหเ้ กดิ ความกา้ วหนา้ ในสาขาวชิ าชีพ สามารถใหค้ ำแนะนำหรือถ่ายทอดประสบการณน์ ั้น ๆ
ต่อให้เป็นมรดกทางความรู้ไม่ให้สูญหายไป หรือให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์จนสามารถค้ นพบองค์ความรู้หรือ
นวัตกรรมใหม่ๆ ได้ ซึ่งความเป็นครู ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ปราชญ์ หรือภูมิปัญญาทั้งหลาย ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า
ไม่ได้วัดกันที่คุณวุฒิหรือระดับการศึกษาเพราะวุฒิการศึกษาไม่ได้รับรองว่าบุคคลผู้นั้นเป็นผู้รู้จริงอย่างถ่องแท้ หรือ
บุคคลในอาชีพเดียวกัน ไม่ใช่จะมีความชำนาญ ประสบการณ์ความสามารถถึงขั้นตกผลกึ ทางความคิดแล้วใช่ว่าจะเปน็
ผู้รู้ ปราชญ์หรือภูมิปัญญาได้ จึงควรให้คุณค่าของความสามารถ ความเชี่ยวชาญในศาสตร์อย่างแท้จริงเป็นสำคัญ
แม้กระทั่งการมีวัยวุฒิหรือความสูงวัยกว่าก็ไม่ได้หมายถึงการมีความรอบรู้ในศาสตร์นั้นมากกว่า อย่างไรก็ตาม
วฒั นธรรมอนั ดีงามการใหเ้ กยี รตซิ ึง่ กันและกนั และความเคารพในความอาวโุ สเปน็ สง่ิ ที่ควรรักษาไว้ นอกจากนี้ การได้มา
ซง่ึ ความร้จู ากกลุ่มบุคคลท่มี าจากสาขาวชิ าต่าง ๆ หากมาอย่รู วมกันแลว้ มีการบูรณาการก่อให้เกิดองค์ความรู้หรือสรรค์
สรา้ งนวัตกรรมข้นึ มาได้ ก็ย่อมเปน็ แหลง่ เรยี นรู้ที่สำคญั เช่นเดยี วกนั
3. สื่อการเรียนรู้ (Instructional Media) ทำหน้าที่เป็นตัวกลางหรือสะพานในการเชื่อมต่อข้อมูล
สาระองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ จากแหล่งความรู้ไปสู่ผู้เรียน สื่อการเรียนรู้ที่ดีต้องมีการออกแบบวางแผน
และรังสรรค์มาเป็นอย่างดีเพื่อให้การสื่อสารหรือการถ่ายทอดนั้นได้ข้อมูลที่ถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน ซึ่งมีความสำคัญมาก
ยิ่งในยุคสมัยนี้มีข้อมูลมากมายหากการตรวจสอบข้อมูลไม่ดีพอก็จะเกิดความเข้าใจผดิ ได้แล้วแก้ไขไดย้ าก สื่อการเรียน
การสอนมีหลากหลายรูปแบบ
4. แหล่งเรียนรู้ทางเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นช่องทางท่ีสามารถนำส่งข้อมูลมากมายมหาศาล มี
การจัดแยกประเภทและหมวดหมู่อย่างเป็นระบบระเบียบ และสามารถส่งต่อข้อมูลซึ่งเป็นสาระความรู้ได้อย่างรวดเรว็
ในช่วงเวลาอันส้ัน เพื่อกระตุ้นเร้าความสนใจให้เกิดเรียนรู้เปน็ การตอบโจทย์การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 ซึ่งอาจเริ่มต้น
จากการใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) เพื่อการสืบค้นหรือการสื่อสารส่งผ่านข้อมูล การใช้โปรแกรมต่าง ๆ เพื่อการสร้าง
หรือนำเสนอข้อมูล โดยผา่ นเว็บไซตต์ า่ ง ๆ ซ่งึ เปน็ แหล่งเก็บรวบรวมข้อมูลมากมายและสอื่ ประสมตา่ ง ๆ ของหน่วยงาน
การบริหารแหลง่ เรียนรแู้ ละส่ิงแวดลอ้ ม แหลง่ เรยี นรู้และส่ิงแวดลอ้ ม I 14
มหาวิทยาลยั หาดใหญ่
องค์กรท่เี ราสามารถติดต่อขอข้อมูลได้โดยไมเ่ สียค่าใชจ้ า่ ยหรืออาจเรียกเกบ็ คา่ ใช้จา่ ย ไปจนถงึ การลงทะเบียนเรียนผ่าน
ระบบการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ระบบเปิดสำหรับมหาชน ที่เรยี กว่า MOOCs ซง่ึ สามารถเข้าไปลงทะเบียนเรียน
ได้ตามความสนใจไม่จำกัดจำนวนคน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หากต้องการใบรับรองการจบหลักสูตรก็อาจมีการเสีย
ค่าใช้จ่ายในการสอบวัดระดับความรู้ เพื่อรับใบประกาศนียบัตรรับรองการจบหลักสูตรเป็นหลักฐานประกอบใน
การเรียนต่อหรือสมัครงาน ตัวอย่างของ MOOCs ที่น่าสนใจ เช่น edX, Youtube Education,TED.ED, iTunes U
เป็นตน้
การสรา้ งโอกาสให้ผู้เรยี นได้เขา้ ถึงแหลง่ เรียนร้ภู ายในโรงเรยี น
Emmons, K. M. (1997, p. 327–344) การสรา้ งโอกาสใหผ้ ู้เรยี นไดเ้ ข้าถึงแหล่งเรียนรู้เป็นหัวใจหลัก
ของการบรหิ ารจัดการใหผ้ ู้เรียนได้เชื่อมต่อกับการเรียนรู้ในหลากหลายมิติ ท่ีเก่ยี วข้องกับหัวข้อเรื่องที่ศึกษาน้ันๆ ทำให้
เห็นองค์ประกอบของข้อมูลสาระความรู้เชิงประจักษ์ และมุ่งเน้นไปยังเร่ืองทีจ่ ะศึกษาได้โดยตรงอีกทัง้ เปน็ การเรยี นรู้ที่
ไม่เป็นทางการแต่ไดบ้ รรยากาศภาคสนามท่เี ปน็ ธรรมชาติของการเรียนรอู้ ยา่ งแท้จริง
1. การจัดแหลง่ เรียนรใู้ นห้องเรียน คอื การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ (Learning Environment)
ในชั้นเรียน ให้มีความสุขกับการเรียนรู้ ด้วยการจัดป้ายนิเทศอย่างมีเรื่องราวสีสันสวยงาม ตู้หนังสือ มุมเกม กระดาน
ขา่ ว ส่อื การเรยี นการสอน ใบงาน เร่ืองเลา่ จากครู และเพือ่ น การจัดสภาพแวดล้อมในชนั้ เรยี นท่ีมคี วามยดื หยุน่ สามารถ
จัดที่นั่งซึ่งเอื้อต่อการเรียนรู้เป็นรายบุคคลหรือลักษณะการมีส่วนร่วมในการเรียน (Collaborative Learning) ของ
ผู้เรียนการสร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ ตัวอย่างเช่น ให้ผู้เรียนได้เลือกหรือค้นคว้าหนังสือด้วยตนเอง
เพื่อที่จ ะน ำไป อ่านแล้ว นำมาใช ้ใน การห าคำตอบ หร ือห าข้ อมูล มาปร ะกอบ การ อธิบายร าย งานห รือโ คร ง งาน
การเชื่อมโยงแหล่งความรู้จากภายนอกมาสู่ห้องเรียนด้วยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้แก่ ระบบเครือข่ายไร้สาย
(WiFi) การใช้คอมพิวเตอร์หรือ แท็บเล็ต (Tablet) กระดานอัจฉริยะ (Smart Board) ฯลฯ เข้ามาใช้เป็นส่วนหน่ึงของ
การจัดบรรยากาศการเรียนรู้ เออ้ื ตอ่ ครูในการจดั กระบวนการเรยี นรู้ในรปู แบบ Active Learning สามารถจัดกจิ กรรมท่ี
หลากหลาย หากเรียนรู้ผ่านการทำโครงงาน (Project Work) พัฒนาให้ผู้เรียนมีความสามารถทางด้านทักษะการใช้
เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ มีทักษะในการสืบค้น (Research Skill)รวมถึงการนำโปรแกรมสำเร็จรูปมาเป็นเครื่องมือใน
การนำเสนอผลงาน(Presentation) มีการทำงานร่วมกันเป็นทีมกับเพื่อนๆจะเกิดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
(Collaborative Learning) และเรียนรู้การแบ่งปันความรู้กับเพื่อนคนอื่น ๆ ในชั้นเรียน ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ท่ีจะเป็น
แหล่งเรียนรู้คือเป็นผูใ้ หข้ ้อมูลข่าวสารหรือสาระเนื้อหาทีส่ ำคัญ หรือเป็นผู้รบั การพัฒนาห้องเรียนในลักษณะนี้เรยี กวา่
ห้องเรยี นอจั ฉรยิ ะ (Smart Classroom) การจัดสภาพแวดล้อมให้เปน็ แหล่งเรยี นรหู้ รือสามารถเชื่อมต่อกับแหล่งเรียนรู้
ภายนอกในลักษณะนี้เป็นการช่วยเสริมสร้างผู้เรียนให้เกิดลักษณะนิสัยใฝ่รู้ กระตือรือร้น สนุกกับการเรียนรู้ เป็น
จดุ เร่ิมตน้ ของการเสริมสรา้ งการเรียนรู้ตามอธั ยาศยั การเรียนร้ตู ลอดชีวิต
2. การจัดแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน คือ การจัดบริเวณโดยรอบภายในโรงเรียน โรงเรียนต้องจัด
พื้นที่ส่วนต่าง ๆ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้เพ่ือสนับสนุนการเรียนการสอนของครูและการเรียนรู้ของผู้เรียน ได้แก่ ห้องสมุด
สวนพฤกษศาสตร์ในโรงเรียน สนามเด็กเล่น สนามกีฬา ป้ายนิเทศ พื้นที่จัดนิทรรศการ หอศิลป์หรือ ห้องประวัติ
โรงเรียน ฯลฯ เราสามารถพฒั นาให้เช่ือมต่อข้อมลู ดว้ ยความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยี ไดแ้ ก่ การพัฒนาหอ้ งสมุดอัจฉริยะ
(Smart Library) เป็นห้องสมดุ ท่ีมีบรรยากาศที่มคี วามสะดวกสบายเอือ้ ต่อการเรยี นรู้ สามารถแลกเปลยี่ นเรยี นรไู้ ด้ โดย
จัดห้องประชุมหรือเสวนากลุ่มย่อย พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกด้วยเครื่องมือสื่อเทคโนโลยีเช่นมีคอมพิวเตอร์ช่วยใน
การสืบคน้ มที รพั ยากรสารสนเทศ(Stock)ที่มีคณุ ค่าตอบรับกับความต้องการของบุคลากรในโรงเรยี น ทง้ั สือ่ สง่ิ พิมพ์ สื่อ
โสตทัศนูปกรณ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ มีบุคลากรที่มีความสามารถ มีความเชี่ยวชาญในการจัดระบบระเบียบทางข้อมูล
สารสนเทศและสามารถสืบคน้ โดยใชเ้ ครือ่ งมือเทคโนโลยีสารสนเทศไดอ้ ยา่ งคล่องแคล่ว ที่สำคัญต้องมีใจบริการ (ธตรฐ
ตลุ า พงษ์พพิ ัฒน์,2551)
การบริหารแหล่งเรียนรูแ้ ละส่ิงแวดล้อม แหลง่ เรียนรแู้ ละสิ่งแวดล้อม I 15
มหาวทิ ยาลัยหาดใหญ่
สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน เป็นตัวอย่างของการจัดสภาพแวดล้อมทางด้านกายภาพของโรงเรียนให้
เป็นแหล่งเรียนรู้ไปในตัวนอกเหนือไปจากการเป็นเพียงพื้นที่พักผ่อนนอกห้องเรียน การเลือกพืชท่ีปลูกให้เหมาะกับ
สภาพของพื้นท่ีการให้ข้อมูลโดยการติดตั้งป้ายชื่อบอกชนิดของพรรณไม้ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงการบอก
รายละเอียดอย่างย่อ ๆ เช่น สรรพคุณ เพื่อช่วยในการให้ข้อมูลเบื้องต้นแล้ว การนำวิธีการจัดการข้อมูลให้สามารถ
สืบค้นผ่านทางส่ือเทคโนโลยีสารสนเทศโดยใช้วิธีทีเ่ รียกว่า QR Code (Quick Response Code)เป็นการนำเอาข้อมูล
มาจัดเตรียมไว้ให้โดยใช้ระบบ QR Code เพิ่มช่องทางในเข้าถึงข้อมูลผ่านการสืบค้น เพราะสาระข้อมูลนั้นอาจมีมาก
เกินกว่าที่จะใส่ลงไปในป้ายชื่อเพื่อขยายความรู้ อีกทั้งเป็นการสร้างทักษะให้ผู้เรียนสามารถสืบค้นด้วยวิธีการต่าง ๆ
อย่างคล่องแคล่ว ทั้งนี้สามารถดัดแปลงไปกับการจัดสภาพการเรียนรู้ในสวนหิน สนามกีฬา หอศิลป์ ห้องนิทรรศการ
ป้ายนิเทศซึ่งกระบวนการสร้าง QR Code เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลนั้นไม่ซับซ้อน สามารถทำได้ด้วยบุคลากรที่มี
ความสามารถทางเทคโนโลยสี ารสนเทศในโรงเรยี น หรอื มอบหมายงานให้เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ใหผ้ ู้เรียนได้จัดทำเพ่ือ
เพม่ิ ประสบการณ์ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจัดการกับขอ้ มูลให้เป็นระบบในการสบื ค้น
การนำเทคโนโลยที ี่เรียกว่าโลกเสมือนจริง (Augmented Reality) มาใช้ในการสรา้ งแหล่งเรียนรู้ เป็น
เทคโนโลยีท่ีผสมผสานโลกในความเป็นจริงและโลกเสมือนที่สร้างขึ้นมาเข้าด้วยกัน ประกอบไปด้วย ภาพกราฟิก
วิดิทัศน์ รูปทรงสามมิติ ข้อความและตัวอักษร ให้ผนวกทับซ้อนกับภาพในโลกความเป็นจริงที่ปรากฏบนกล้อง
ซึ่งจัดเป็นแหล่งเรียนรู้เสมือน มีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ด้วยการจำลองเหตุการณ์ที่เคยเกิดในอดีต เหตุการณ์จำลองท่ี
อาจเป็นอันตรายหากเกิดขึ้นจริง จำลองสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ซึ่งช่วยต่อการเรียนรู้เพ่ือการรับมือหาก
เกิดขึ้นจริงหรือเข้าใจและสามารถวิเคราะห์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านสื่อเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง ภาพที่ปรากฏ
สามารถหมนุ แสดงได้ 360 องศา ทำใหม้ องเห็นได้ในทุกมติ ิ
หรืออาจนำยุทธศาสตร์เข้ามาใช้ในการดำเนินการเพื่อนำแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนมาใช้ในการจัดการ
เรยี นการสอน ดังนี้
1. ยุทธศาสตร์การพัฒนาบุคลากรเพื่อส่งเสริมกสนจัดและใช้แหล่งเรียนรู้ เพื่อเป็นวิธีกระตุ้นใ ห้
บุคลากรเห็นความสำคัญของการจัดและใช้แหล่งเรียนรู้ โดยมีแนวทางในการดำเนินงาน สรุปเป็น แผนภาพ ได้ดัง
รายละเอยี ดในภาพ
บคุ ลากร การพฒั นาบคุ ลากรด้านการจัดและการใชแ้ หลง่ เรยี นรู้ : วธิ กี าร
ประกอบดว้ ย
• จัดประชมุ สัมมนาให้ความรแู้ ละแลกเปลีย่ นประสบการณ์ซึ่งกนั และกนั
• ผบู้ ริหาร
• จัดทศั นศกึ ษาดงู านแหล่งเรยี นรอู้ น่ื ๆ นอกโรงเรยี น
• คณะครู
• ส่งเสรมิ การร่วมกจิ กรรมกับหนว่ ยงาน/องค์กร ที่จัดโครงการ/กจิ กรรมให้ความร้โู ดยใชแ้ หล่ง
• นักเรยี น เรียนรู้
• เจา้ หนา้ ท่ี • จัดแขง่ ขนั ประกวดแหล่งเรยี นรใู้ นโรงเรียนตามความสนใจและความตอ้ งการจำเป็นเพอื่ เสรมิ
แหล่งเรยี นร้ใู นโรงเรยี น
• ผ้ปู กครอง
• จดั นิเทศภายในเพอื่ พฒั นาการใชแ้ หล่งเรยี นรูใ้ นโรงเรยี น ฯลฯ
• กรรมการโรงเรยี น
ฯลฯ • ประเมนิ และติดตามผลการพัฒนาบคุ ลากรด้านการจัดและใชแ้ หลง่ เรยี นรู้ในโรงเรยี น
• ฯลฯ
เนื้อหา
• ข่าวสารขอ้ มลู ทที่ นั สมยั ในปจั จุบัน
• จติ สำนกึ ในการส่งเสรมิ การใชแ้ หลง่ เรยี นรู้
• วิธกี ารสรา้ งและพฒั นาแหล่งเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง
• กจิ กรรมที่ควรจัดในแหล่งเรยี นรู้
• การประเมนิ ผลการจดั และการใชแ้ หลง่ เรียนรู้
• ฯลฯ
ภาพประกอบ ยทุ ธศาสตรก์ ารพฒั นาบคุ ลากรเพื่อสง่ เสรมิ กสนจัดและใชแ้ หล่งเรยี นรู้ ท่ีมา: กรมสามญั ศึกษา (2542 ข:
18)
การบรหิ ารแหล่งเรียนรแู้ ละส่ิงแวดลอ้ ม แหลง่ เรียนรแู้ ละสง่ิ แวดล้อม I 16
มหาวิทยาลัยหาดใหญ่
2. ยุทธศาสตร์การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นวิธีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ
มาใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยมีแนวทางในการดำเนินงาน สรุปเป็นแผนภาพดังรายละเอียดใน
ภาพประกอบ
เทคโนโลยี การพัฒนาแหลง่ เรยี นรูด้ า้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศ :
สารสนเทศ วิธีการ
• วัสดุอุปกรณ์ • จัดระบบขา่ วสารข้อมลู ให้ทนั สมัยเป็นปัจจุบัน
• ส่อื การสอน • บำรงุ รกั ษาพัฒนาวัสดุอปุ กรณท์ ุกชนดิ ให้อยใู่ นสภาพท่ีใช้
การได้เสมอ
• คอมพิวเตอร์
• สร้างสือ่ การเรยี นการสอนในรูปแบบการใช้และพัฒนา
• อินเตอร์เน็ต
ฯลฯ • พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ใหย้ กระดับทันสมัย
ตลอดเวลา
ส่งเสรมิ การเรยี นรู้โดยการสบื ค้นสารสนเทศทาง
อินเตอรเ์ น็ตอยา่ งทั่วถึงและกว้างขวาง
• สง่ เสริมการจดั การศึกษาทางไกลผา่ นดาวเทียม
• ประเมินและสรปุ ผลการดำเนินงานพัฒนาแหลง่ เรียนรู้ด้าน
เทคโนโลยีสารสนเทศ
ฯลฯ
เน้อื หา
• ขา่ วสารข้อมลู ที่ทนั สมยั
• จัดโดยคำนึงถงึ วฒุ ภิ าวะของผู้เรยี น
• ตรงตามความสนใจและความต้องการจำเป็นของผใู้ ช้
• แปลกใหม่ ท้าทาย ชวนให้ติดตาม และคิดค้นคน้ คว้า
สร้างสรรค์เอง
ฯลฯ
ภาพประกอบ ยุทธศาสตร์การพัฒนาบุคลากรเพ่ือสง่ เสรมิ กสนจดั และใช้แหล่งเรยี นรทู้ ่ีมา: กรมสามัญศึกษา (2542 ข: 19)
การบริหารแหลง่ เรียนร้แู ละส่ิงแวดลอ้ ม แหลง่ เรยี นรู้และส่ิงแวดล้อม I 17
มหาวิทยาลยั หาดใหญ่
3. ยทุ ธศาสตร์การพฒั นาแหล่งเรียนรู้ดา้ นอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม เปน็ วิธกี ารดำเนินการจัด
แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนให้มีความหลากหลาย เพียงพอและมีประสิทธิภาพ โดยมีแนวทางในการดำเนินงาน สรุปเป็น
แผนภาพดงั รายละเอียดในภาพประกอบ
อาคารสถานที่และ การพัฒนาแหล่งเรยี นรดู้ ้านอาคารสถานทแี่ ละ
สภาพแวดลอ้ ม สภาพแวดลอ้ ม : วธิ ีการ
• อุทยานการศึกษา • กำหนดเป้าหมายในการพัฒนาแหล่งเรียนร็ที่สอดคลอ้ งกบั
นโยบายของกระทรวงและหลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
• แหล่งพิพธิ ภัณฑ์ ในแตล่ ะสาระการเรยี นรู้
• ห้องเรยี นและห้อง • สำรวจสภาพความพร้อมดา้ นศักยภาพของโรงเรียน
ประกอบการต่างๆ
• ระดมสรรพกำลงั ดา้ นทรัพยากรภายในโรงเรยี นและชุมชน
• ศนู ย์วทิ ยาการ เพอ่ื การพัฒนาแหลง่ เรียนรู้
• แหล่งธรรมชาติใน • จัดให้บริการแหลง่ เรียนรูเ้ พื่อการศึกษา โดยจัดกจิ กรรม
โรงเรยี น รปู แบบตา่ งๆทหี่ ลากหลาย
• หอ้ งสมดุ โรงเรยี น • กำหนดรปู แบบการเก็บรวบรวมขอ้ มูลเพ่ือการประเมินผล
การจดั แหล่งเรยี นรู้
• หอ้ งสมดุ หมวดวิชา
• สรุปผลการประเมนิ การใช้แหล่งเรยี นรู้เพือ่ การวาง
• หอ้ งสมดุ ธรรมชาติ แผนการพฒั นาแหลง่ เรยี นรอู้ ื่นๆ
ฯลฯ
• หอ้ งเรยี นวฒั นธรรม
ฯลฯ
ภาพประกอบ ยทุ ธศาสตร์การพฒั นาบุคลากรเพือ่ ส่งเสรมิ กสนจัดและใช้แหล่งเรียนรทู้ ่ีมา: กรมสามัญศึกษา (2542 ข: 20)
การบริหารแหลง่ เรยี นรแู้ ละส่ิงแวดล้อม แหล่งเรียนรแู้ ละสง่ิ แวดลอ้ ม I 18
มหาวทิ ยาลัยหาดใหญ่
4. ยุทธศาสตร์การพัฒนากิจกรรมที่ส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนเป็นวิธีการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ให้เหมาะสมตามความต้องการและความแตกต่างของผู้เรียน โดยมีแนวทางการดำเนินงาน สรุปเป็นแผนภาพ
ดังรายละเอยี ด ในภาพประกอบ
ลักษณะโครงการ/ การพฒั นากิจกรรมท่ีส่งเสรมิ การใชแ้ หลง่ เรยี นรใู้ นโรงเรยี น
กจิ กรรม : วิธกี าร
• การศกึ ษาคน้ คว้า • วเิ คราะหพ์ ฤติกรรมคุณลักษณะทตี่ ้องการใหเ้ กิดในผ้เู รยี น
ขอ้ มลู สารสนเทศ ตามสาระการเรยี นรู้
• การจดั ทำโครงาน • กำหนดสถานการณก์ ารเรียนรู้ทสี่ อดคล้องกบั สภาพแหล่ง
เรยี นรทู้ ม่ี ีอยู่ในโรงเรียน
• การประดิษฐ์
• ร่วมกบั ผเู้ รียนออกแบบกจิ กรรมการเรยี นรทู้ ีใ่ หผ้ ู้เรียน
• การผลิตส่ิงของ ปฏิบตั จิ ริงด้วยตนเองโดยใชแ้ หล่งเรียนรู้ในโรงเรียน
• การพัฒนาและ • ส่งเสรมิ และกระต้นุ ใหผ้ เู้ รียนแสวงหาและรว่ มกนั กจิ กรรม
อนุรักษ์ ในแหล่งเรยี นรู้อืน่ ๆ ท้งั ภายในและภายนอกโรงเรียนตาม
ความสนใจเพื่อสรุปเปน็ ข้อความรู้ท่นี ำมาใช้ในชวี ติ จริง
• การแสดงละคร/
บทบาทสมมุติ • ใหน้ ักเรยี นมสี ่วนร่วมประเมินตนเองในการศึกษาจาก
แหล่งเรียนรโู้ ดยเนน้ การประเมินสภาพจริงใหส้ ามารถสรปุ
• การสรา้ งสถานการณ์ เป็นความกา้ วหนา้ และผลสำเร็จของตนเองได้
จำลอง
• ให้นกั เรียนนำเสนอผลงานทเ่ี ปน็ ผลจากการเรียนร้จู าก
• การฝึกทักษะการ แหลง่ เรยี นรูเ้ พ่อื การแลกเปลย่ี นประสบการณ์ซง่ึ กันและ
ปฏบิ ัติ กัน
ฯลฯ
• การฝึกกระบวนการ
ทำงานร่วมกนั
• การฝึกค่านิยมและ
จิตสำนึก
• การฝึกทักษะอาชีพ
• การฝกึ การพัฒนา
บคุ ลกิ ภาพ
ฯลฯ
ภาพประกอบ ยทุ ธศาสตร์การพฒั นาบคุ ลากรเพื่อสง่ เสรมิ กสนจดั และใชแ้ หลง่ เรียนรู้ทม่ี า: กรมสามัญศกึ ษา (2542 ข: 21)
การบริหารแหลง่ เรียนรแู้ ละส่ิงแวดล้อม แหล่งเรยี นร้แู ละส่งิ แวดล้อม I 19
มหาวิทยาลยั หาดใหญ่
สรุปได้ว่า การนำแหล่งเรยี นรู้ภายในโรงเรยี นมาใชใ้ นการจัดการเรียนการสอน มีเป้าหมายที่สำคัญ คือ เพื่อให้
โรงเรียนมีแหล่งเรียนรู้ที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างคุณลักษณะนักเรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองอย่าง
ต่อเนื่อง ตามความต้องการ ตามความสนใจ และความถนัด และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยผู้สอนและ
ผูเ้ รยี นควรไดม้ ีโอกาสช่วยกนั ออกแบบและพฒั นากจิ กรรมทจ่ี ะได้ใช้การเรียนรู้จากแหลง่ เรยี นรรู้ ว่ มกนั
1.9 การนำแหล่งเรียนรใู้ นชุมชนหรอื ทอ้ งถิ่นมาใช้ในสถานศกึ ษา
แหลง่ เรยี นรู้ในชมุ ชนหรือแหลง่ เรยี นรใู้ นทอ้ งถ่ิน
ชลดา สมัครเกษตรการ กลา่ วว่า แหล่งเรยี นรู้ในชมุ ชน หรือแหล่งเรยี นรู้ในทอ้ งถนิ่ นับวา่ มคี วามสำคัญไม่น้อย
ไปกว่าแหล่งเรียนรูภ้ ายในโรงเรยี น เนือ่ งจากการศกึ ษาในปจั จุบัน เน้นผเู้ รยี นเป็นศนู ย์กลาง และส่งเสริมใหผ้ เู้ รยี นศึกษา
ค้นคว้าด้วยตนเอง ดังนั้น นอกจากจะเรียนรู้ในชั้นเรียน และศึกษาเพิ่มเติมจากการฝึกทักษะต่าง ๆ จากแหล่งเรียนรู้
ภายในโรงเรียนแล้ว การเรียนรู้จากการทาโครงงาน ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และ
สามารถเรียนรู้อย่างเป็นระบบ เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผู้เรียนจึงต้องศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากแหล่งเรียนรูภ้ ายนอก
อย่างหลากหลาย
สรุปได้ว่า แหล่งเรียนรู้ในชุมชน หมายถึง กิจกรรมและสิ่งที่มีอยู่ในชุมชนหรือสังคมรอบตัวเรา ทั้งที่เป็ น
สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต เป็นสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติและมนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งเป็นแหล่งความรู้ที่ทาให้คนในสังคมเกิ ดการ
เรียนรแู้ ละเกดิ ประสบการณ์ในการเรยี นรอู้ ยา่ งต่อเน่ือง
วิลาสินี เทพวงศ์ 2547, น. 14) ได้กลา่ ววา่ แหลง่ เรยี นรู้ในชมุ ชน หรอื แหลง่ เรียนรู้ในทอ้ งถ่นิ ตามลกั ษณะของ
แหลง่ เรียนรู้ออกเป็น 4 ประเภท ดงั น้ี
1. แหลง่ เรียนรู้ประเภทบุคคล หรือภูมิปญั ญาท้องถิน่ หมายถงึ บคุ คลท่ีมคี วามรู้ความชานาญ
หรอื เช่ยี วชาญในสาขาวชิ าต่าง ๆ
2. แหลง่ เรยี นรู้ประเภทธรรมชาติ หมายถงึ สิง่ ทเ่ี กิดขนึ้ เองตามธรรมชาติ
3. แหล่งเรยี นร้ปู ระเภทวตั ถแุ ละสถานท่ที ี่มนุษยส์ ร้างขนึ้ หมายถงึ สถานท่ีหรือวัตถตุ ่าง ๆ ท่ี
มนษุ ยส์ รา้ งขนึ้
4. แหล่งเรยี นรทู้ างสงั คม หมายถึง ระเบียบ แบบแผน ประเพณี วัฒนธรรม ทอ่ี ยู่อาศยั การทำมาหา
กนิ
การสรา้ งโอกาสใหผ้ ูเ้ รียนไดเ้ ขา้ ถึงแหล่งเรยี นรู้ภายนอกโรงเรียน
พรรณงาม ใจรกั ษ์ศกั ดิ์ (2561, น.436 – 455) ได้กล่าววา่ การสรา้ งโอกาสใหผ้ ู้เรียนได้เขา้ ถึงแหลง่ เรียนรูเ้ ป็น
หัวใจหลกั ของการบริหารจดั การให้ผู้เรียนไดเ้ ชื่อมต่อกับการเรียนร้ใู นหลากหลายมิติ ทีเ่ กี่ยวข้องกับหัวข้อเร่ืองท่ีศึกษา
น้ัน ๆ ทำใหเ้ ห็นองคป์ ระกอบของข้อมูลสาระความรู้เชงิ ประจกั ษ์ และมุง่ เน้นไปยังเร่ืองท่ีจะศกึ ษาได้โดยตรงอีกท้งั เปน็
การเรยี นรทู้ ่ไี ม่เปน็ ทางการแต่ได้บรรยากาศภาคสนามที่เป็นธรรมชาตขิ องการเรยี นร้อู ยา่ งแท้จริง
1. แหล่งเรียนรู้โดยรอบโรงเรียน บริเวณโดยรอบโรงเรียน ประกอบไปด้วยชุมชนท้องถิ่น สังคม
โดยรอบโรงเรียน เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีความสำคัญและมีบทบาทต่อต่อการทำความเข้าใจวิถีชีวิตของการดำรงชีวิต
ร่วมกันในบริบทของสังคมทีต่ ้องเอื้อเฟื้อ พึ่งพิงอาศัยกัน ผู้ปกครองของผู้เรยี นอาจเป็นสมาชิกในสังคมของชุมชนน้นั ซึ่ง
ประกอบอาชพี ตา่ ง ๆ ตามสถานทีอ่ าจเปน็ ตลาด รา้ นค้า วัด สถานอี นามยั โรงพยาบาลโรงเรียน วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัย
ห้องสมุดประชาชน ชุมชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ ห้างสรรพสินคา้ ซึ่งเป็นแหล่งเรยี นรู้ที่ดแี ละมีคุณค่ามากการเชื่อมต่อให้
เข้าถึงแหล่งเรียนรู้เหล่านี้ โรงเรียนจะต้องเปิดประตูโรงเรียนและพาผู้เรียนไปเย่ียมแหลง่ เรียนรู้เหล่านั้น เพื่อเก็บเกี่ยว
ประสบการณ์ในการดำรงชีวิตอยู่จริง จากผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในสาขาอาชีพนั้น ๆ รวมไปถึงปราชญ์ชาวบ้านและภูมิปัญญา
ท้องถิ่น ซึ่งเป็นไปตามบริบทของแต่ละโรงเรียนที่มีสภาพแวดล้อมโดยรอบของแต่ละโรงเรียน เช่น ถ้าโรงเรียนเป็น
การบรหิ ารแหลง่ เรียนรู้และสิ่งแวดลอ้ ม แหลง่ เรียนรแู้ ละส่งิ แวดล้อม I 20
มหาวทิ ยาลัยหาดใหญ่
โรงเรียนสาธิตตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัย ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ปราชญ์ชาวบ้านและภูมิ ปัญญาท้องถิ่น ก็คืออาจารย์ใน
มหาวิทยาลัย ถ้าโรงเรียนตั้งอยู่ในชุมชนในพื้นที่ที่มีการประกอบอาชีพต่าง ๆ ก็สามารถเรียนรู้โดยไปเชญิ หรือขอความ
ร่วมมือจากผรู้ ู้ ผูเ้ ชี่ยวชาญ ปราชญ์ชาวบา้ นและภมู ิปัญญาท้องถิ่น มาให้ความรู้ไดเ้ พ่ือสืบสานภูมปิ ัญญาความรู้เหล่านั้น
ไมใ่ ห้สญู หายเปน็ มรดกทางภูมิปัญญา รวมไปถึงการพัฒนาตอ่ ยอดทางองคค์ วามรู้และนวัตกรรม
3. การทัศนศึกษาตามแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ครูควรมีการออกแบบวางแผนเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้
ไปทศั นศึกษาตามแหลง่ เรียนรู้เพ่อื เสริมสรา้ งประสบการณแ์ ละได้เหน็ โลกทัศนภ์ ายนอกหรือตามสถานท่ีจริง ๆ เช่น การ
ไปอุทยานประวัติศาสตร์ การไปชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมทีศ่ ูนย์การแสดง การไปสวนสัตว์ การไปสวนพฤกษศาสตร์
การไปศึกษาป่าชายเลนฯลฯ ซึ่งแหล่งเรียนรู้เหล่านี้แต่ละแห่งได้นำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไปจัดระบบฐานข้อมูล
หรือแสดงข้อมลู เพื่อให้ผเู้ รยี นไดศ้ ึกษาเรียนร้นู อกเหนือไปจากห้องเรยี น
4. แหล่งเรยี นรเู้ คลื่อนท่ี คอื แหล่งเรียนรูท้ ี่หน่วยงานหรอื องค์กรทงั้ ของรฐั หรือเอกชน
ได้จัดกิจกรรมและนำเสนอมายังโรงเรียนหรือสถานศึกษาเพื่อขอจัดกิจกรรมให้กับทางโรงเรียนหรือทาง
โรงเรียนขอใหท้ างหน่วยงานหรือองค์กรมาจัดกจิ กรรมให้กบั ทางโรงเรียน ซ่งึ ในปัจจุบันมีจำนวนมาก ส่วนใหญ่เรามักจะ
มองข้ามการมาขอจัดที่โรงเรียน ด้วยเพียงแค่วันและเวลาไม่สะดวกมากกว่าความสำคัญในสาระเนื้อ หา การ
ติดต่อสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ได้โอกาสสำหรับผู้เรียน การต่อรองเรื่องวันเวลาและสถานที่ด้วยความยืดหยุ่น จะ
ชว่ ยใหไ้ ดแ้ หลง่ เรยี นรเู้ คล่อื นทนี่ น้ั มาใหก้ ับผเู้ รยี นโดยไม่ตอ้ งลงทนุ แต่ผเู้ รยี นได้ประโยชนท์ างด้านความรทู้ ไี่ ดร้ บั
อยา่ งค้มุ ค่า
การจดั การเรียนรูเ้ ชิงบูรณาการนอกหอ้ งเรยี นด้วยแหลง่ เรียนรู้
แหล่งเรียนรูแ้ ตล่ ะแห่งมคี วามรูแ้ บบผสมผสานในลกั ษณะเฉพาะของแต่ละแห่งซ่งึ เปน็ ส่ือการเรียนรู้ท่ี
สามารถจัดกระบวนการเรยี นรู้แบบบรู ณาการโดยผา่ นการสงั เกตและเรยี นรู้ ทำให้ผ้เู รยี นเห็นภาพความเชอ่ื มโยงของ
ความร้ใู นแต่ละศาสตรเ์ ข้าด้วยกนั ดว้ ยความเขา้ ใจอยา่ งลึกซ้ึงอยา่ งเป็นรูปธรรม (Eaton, 1978 อ้างถึงใน Eaton, 2000)
ความสำคญั ของการเรียนรแู้ บบบรู ณาการทำให้เห็นคุณค่าของการเรยี นรู้ สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเรียนรู้
ตามความสนใจของผ้เู รยี นแต่ละคน และสามารถนำความรู้ไปประยุกตใ์ ชใ้ นอนาคตท้ังในด้านการประกอบอาชีพ และ
การดำรงชีวติ รูปแบบในการจัดการเรียนรู้แบบบรู ณาการ
ทศิ นา แขมมณี และคณะ (2548 อา้ งถึงใน วารุณี คงมนั่ กลาง, 2553) แบ่งประเภทการจัดการเรยี นรู้
โดยใช้รูปแบบการเรยี นรแู้ บบบูรณาการออกเปน็ 2 รูปแบบ ดงั น้ี
1. การบูรณาการภายในวิชา (Interdisciplinary) คือ การที่ครูนำสาระเนื้อหาจากวิชาเดียวกันหรือ
กลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกันมาจัดการเรียนรู้ในรูปแบบสัมพันธ์กันเป็นเรื่องเดียว เช่น กลุ่มสาระการงานอาชีพและ
เทคโนโลยี พานักเรียนไปเรียนรู้วิธีการปลูกผักบุ้งยอดอ่อนอินทรีย์กับเกษตรกรผู้เชี่ยวชาญและพาไปเรียนรู้วิธีการผัด
ผักบุ้งไฟแดงโดยเชิญแม่ครัวร้านขายอาหารในหมู่บ้าน อีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น การสอนร้อยลูกปัด ครูใช้เครือข่าย
เทคโนโลยีสารสนเทศให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลประวัติความเป็นมาของลูกปัด (สังคมประวัติศาสตร์)การจัดเรียงลำดับ
ลูกปัดแบบอนุกรม (คณิตศาสตร์) แล้วนำมาออกแบบการร้อยลูกปัดตามที่ได้คิดสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ (งานประดิษฐ์:
การงานอาชีพและเทคโนโลยี)
2. การบรู ณาการระหวา่ งวชิ า (Interdisciplinary หรือ Multidisciplinary) เป็นการนำสาระเนอื้ หา
ตั้งแตส่ องวิชาขึ้นไปมาเช่ือมโยงสมั พนั ธใ์ หเ้ ปน็ เรื่องเดยี วกันในลักษณะ“Theme” ที่เราสามารถจัดไดห้ ลายรูปแบบ ซึ่ง
รปู แบบของการบูรณาการระหวา่ งวชิ า (Models of Integration) มี 4 รูปแบบดว้ ยกนั ดังน้ี
2.1 บรู ณาการแบบสอดแทรก (Infusion Instruction) ครู 1 คนสามารถออกแบบการจดั การเรียนรู้
ในสาระวิชาของตนเองโดยนำ แหล่งเรียนรู้ไปวิเคราะห์เรื่องราวทีส่อดคลอ้ งกับสาระที่กำหนดขึ้นมา ซึ่งแหล่งเรียนร้จู ะ
เป็นสื่อตัวอยา่ งทีเ่ ชื่อมโยงให้เห็นจริงระหว่างสาระกับกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่มสาระน้ัน ๆ เช่น ในวิชาวิทยาศาสตร์
การบรหิ ารแหลง่ เรยี นรูแ้ ละสิ่งแวดลอ้ ม แหล่งเรยี นรู้และส่งิ แวดล้อม I 21
มหาวิทยาลัยหาดใหญ่
ครูพาผู้เรียนไปสำรวจแหล่งน้ำ เพื่อศึกษาความปลอดภัยของการนำน้ำจากแหล่งน้ำนั้นมาใชซ้ึงต้องใช้วิธีกระบวนการ
วทิ ยาศาสตรใ์ นการศึกษาความเข้มข้นของส่งิ ปนเปื้อนในแหล่งน้ำน้นั รูปแบบการบูรณาการนี้เป็นรปู แบบที่ทำให้ผู้เรียน
ได้ใช้ทักษะกระบวนการเรียนรู้ที่ไปแสวงหาความจริงตามสาระด้วยกระบวนเรียนรู้เฉพาะวิชาหรือกลุ่มสาระจากแหล่ง
เรียนรูท้ จ่ี ับตอ้ งไดข้ องผู้เรยี น
2.2 บูรณาการแบบคู่ขนาน (Parallel Instruction) ครูจากกลุ่มสาระ 2 วิชาขึ้นไปร่วมกันวางแผน
กาจัดการเรียนการสอนโดยกำหนดสาระที่ต้องการแล้วเลือกแหล่งเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสาระนั้น ๆจากนั้นร่วมกัน
ออกแบบวางแผนกระบวนการจัดการเรียนรู้บูรณาการเชื่อมโยงแบบคู่ขนาน เช่น วิชาสุขศึกษาและวิชาโภชนาการพา
ผู้เรียนไปตลาดซื้อวัตถุดิบ เช่น ผักเนื้อสัตว์ เพื่อนำไปประกอบอาหารจานเดียว 1 อย่าง วิชาโภชนาการสอนวิธีการ
ประกอบอาหารวชิ าสขุ ศึกษาสอนเรื่อง การรับประทานอาหารใหค้ รบหา้ หมมู่ ีประโยชน์ตอ่ ร่างกายอยา่ งไร
2.3 บูรณาการแบบพหวุ ิทยาการ (Multidisciplinary Instruction) เป็นการบูรณาการโดยนำสาระ
วิชาจากหลายกลุ่มสาระมาเชื่อมโยงเพื่อจัดการเรียนรู้ เป็นความร่วมมือของกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ต้องออกแบบวาง
แผนการจดั การเรียนรู้โดยใชแ้ หลง่ เรียนรู้จากแหลง่ เดียวกนั หรือหลายแหล่ง เพ่ือจดั การเรยี นร้แู บบบูรณาการเพ่อื ให้เห็น
ความเกี่ยวข้องหรือความสัมพันธ์ของสาระวิชาในหัวข้อเดียวกันแต่แตกต่างกันไปตามธรรมชาติ ของสาระวิชาและ
กระบวนการเรียนรู้ เช่น หัวข้อเรื่องโรงเรียนน่าอยู่ ศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียน สุขศึกษาเรียนรู้เรื่องความ
ปลอดภัยในโรงเรยี น วิทยาศาสตร์เรียนรู้เรื่องแสงสว่างเพียงพอหรอื ไม่ในหอ้ งเรยี นศิลปศึกษาเรยี นรู้เรื่องการออกแบบ
จัดวางภาพเขียนแสดงเป็นนิทรรศการ คณิตศาสตร์เรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ของจำนวนนักเรียนกับขนาดของพื้นที่ใน
หอ้ งเรยี น
2.4 แบบข้ามวิชา (Transdisciplinary) คือลักษณะการจัดการเรียนรู้ที่เป็นการบูรณาการที่สูงข้ึน
สลัดความเป็นสาระวิชานั้นออกไป สามารถนำโจทย์หรือปัญหามาเป็นประเด็นต้นเรื่องหรือรูปแบบของโครงงานมาใช้
เป็นโครงสร้างโดยใชส้ ถานการณจ์ ริงจากแหล่งเรียนรู้มาใช้เปน็ สื่อในการเพื่อใหผ้ ูเ้ รยี นไดเ้ รยี นรหู้ รือแสวงหาความรู้ผ่าน
กิจกรรมและจากแหลง่ เรียนรู้เพื่อตอบโจทย์ในงานนั้น ๆ เช่น การคดิ ค้นส่งิ ประดิษฐ์ท่ีช่วยในการเดนิ ทางของผู้เรียนช่วง
เกิดภัยพิบัตินำ้ ท่วม จากโรงเรียนไปบริเวณพื้นทีแ่ ห้งและปลอดภัย ซึ่งจะเห็นได้วา่ โจทย์ปญั หานี้เป็นการใช้สาระวิชาใน
องค์รวมมากกว่าการแยกสาระเป็นส่วนๆ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนจะเข้าใจภาพของความเป็นหนึ่งเดียวของทุกสาระ
วชิ าและทกุ สาระวชิ าท่ีนำมาประกอบใชม้ ากนอ้ ยต่างกันแต่ขาดกนั เสียไม่ได้เพราะทำใหผ้ ลของงานนน้ั ไม่สมบูรณ์
ดังนั้น จึงสามารถสรุปการนำแหล่งเรียนรู้ในชุมชนหรือท้องถิ่นมาใช้ในสถานศึกษาได้ว่า ครูควร
ออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ โดยคำนึงถึงหลักสูตรในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ตนเองรับผิดชอบ และ
ศกึ ษาทะเบียนแหล่งเรียนรใู้ นชุมชนหรือท้องถิ่น เพือ่ เลือกให้ใชแ้ หล่งเรยี นรูต้ ามความสอดคลอ้ งกับเนื้อหาสาระ/ตัวช้ีวัด
เพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ซึ่งยอมส่งผลต่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมไปถึง
เปน็ ส่วนหนึ่งของการชว่ ยใหแ้ หล่งเรียนร้ใู นทอ้ งถ่ินได้คงอยูค่ ู่กบั ชุมชนและท้องถ่ินต่อไป
การบรหิ ารแหลง่ เรยี นรู้และส่ิงแวดลอ้ ม แหล่งเรียนร้แู ละสิ่งแวดล้อม I 22
มหาวทิ ยาลัยหาดใหญ่
2.สิ่งแวดลอ้ ม
2.1 ความหมายสงิ่ แวดลอ้ ม
1. ความหมายของสง่ิ แวดลอ้ ม
คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ให้ความหมายของสภาพแวดล้อมไว้ว่า สภาพ แวดล้อมคือ ทุก
สิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมนุษย์ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งที่เป็นรูปธรรมและ นามธรรมซึ่งมีอิทธิพลเกี่ยวโยงกัน เป็น
ปัจจัยในการเก้อื หนนุ ซงึ่ กนั และกนั ผลกระทบจาก ปจั จยั หนึ่งจะมสี ว่ นเสริมสรา้ งหรอื ทำลายอกี สว่ นหนงึ่ อยา่ งหลีกเลี่ยง
ไม่ได้ ซึ่งเป็นวงจรท่ีเกี่ยว ข้องกันไปทั้งระบบ ดังนั้น สภาพแวดล้อมจงึ หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยูร่ อบตัวมนุษยท์ ีเ่ กิด
ขนึ้ เองตามธรรมชาติ และมนุษยไ์ ด้สร้างข้ึนอาจอยู่ในรูปลกั ษณะของรูปธรรมและนามธรรม ซ่ึง สามารถสัมผสั ได้ และมี
อิทธิพลต่อความเป็นอยู่ของมนษุ ย์
ประสาน อุฬารธรรม (2535, น. 11-12) กล่าวว่า สิ่งแวดล้อม หมายถึง ทุกสิ่งทุก อย่างที่อยู่รอบตัว
มนุษย์ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นอาจจะอยู่ในรูป ลักษณะของรูปธรรม และนามธรรม ซึ่ง
สามารถสมั ผัสได้และมอี ิทธิพลต่อความเปน็ อยู่ของ มนุษยท์ ง้ั หลาย
ทิพเนตร ปาสาน (2544, น. 7) กล่าวว่า สิ่งแวดล้อม หมายถึง ลักษณะรูปแบบ และวิธีการปฏิบัติใน
การจัดทรัพยากรหรือสิ่งอำนวยความสะดวกทางการเรียน ซึ่งมีอิทธิพลโดย ตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการสอน
หรอื เอื้ออำนวยให้การเรยี นการสอนบรรลเุ ป้าหมาย ตามท่กี ำหนดไว้
สรปุ ไดว้ า่ สง่ิ แวดลอ้ ม หมายถงึ ลักษณะ ทกุ สิง่ ทุกอยา่ งที่อยูร่ อบตัวทง้ั ที่เกิดขน้ึ เองตามธรรมชาติและ
สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นอาจจะอยู่ในรูปลักษณะของรูปธรรม และนามธรรม ทั้งเป็นรูปแบบการจัดการทรัพยากรและสิ่ง
อำนวยความสะดวกทางการเรียนที่มีอิทธพิ ลต่อพัฒนาการ ของนักศึกษาทั้งดา้ นสติปญั ญา สังคม อารมณ์ ร่างกายและ
จิตใจ ซ่ึงสิ่งแวดลอ้ มเหลา่ นจ้ี ะมี อทิ ธิพลโดยตรงต่อผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนการสอน
2. ความหมายของสิ่งแวดลอ้ มในสถานศึกษา
ความหมายของสิง่ แวดลอ้ มในสถานศกึ ษาน้ัน ไดม้ ีนกั การศึกษาให้คําจาํ กัดความไวด้ งั นี้
มยุรี สิงห์โทราช (2540, น. 20) กล่าวว่า สภาพแวดล้อมในสถานศึกษา หมายถึง บรรยากาศหรือ
สภาพการณ์ต่าง ๆ ในสถานศึกษาที่เป็นวัตถุ สิ่งของ หรือตัวบุคคล ตลอดจน กิจกรรมต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อพฒั นาการของ
นกั เรยี นทกุ ๆ ดา้ น
ชยั ยงค์ พรหมวงศ์ (อ้างถึงใน มยรุ ี สิงห์โทราช, 2540, น. 20) ได้ให้ความหมายของ สภาพแวดลอ้ มใน
สถานศกึ ษา คือ การจดั อาณาบริเวณสถานศึกษา อาคารเรียน หอ้ งเรยี น ตลอดจนการตกแต่งการใช้พน้ื ที่การวางติดต้ัง
ทั้งมวล ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของนักเรียน การสร้างสมความรู้สึกนึกคิด ความชอบ การเห็นคุณค่า ระบบค่านิยม
ตลอดจนสรา้ งพฤติกรรม และบคุ ลกิ ภาพของผ้เู รียนและการโน้มเอียงตามลกั ษณะของสภาพแวดลอ้ มในสถานศึกษา
นิยม กริ่มใจ (2541, น. 61) ได้ให้คํานิยามศัพท์ของสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาไว้ว่า หมายถึงการ
จัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งในด้านความ สะอาด ความเป็นระเบียบของ
สถานที่ ความรืน่ รมย์ ความสวยงาม และมคี วามปลอดภัยใน
สถานที่
วสนั ต์ ปัญญา (2544, น. 13) กล่าวว่า ส่ิงแวดลอ้ มในสถานศกึ ษา หมายถึง สภาพ ของสง่ิ ต่าง ๆ ที่อยู่
หรือเกิดข้ึนในสถานศกึ ษา เป็นสิ่งเร้าท่ีมีศกั ยภาพและมีอทิ ธิพลต่อการแสดง พฤติกรรมของผู้เรียน สภาพของสิง่ ต่าง ๆ
ในสถานศึกษา ไดแ้ ก่ สภาพแวดล้อมทเ่ี กดิ ขึน้ จากบุคคล ชมุ ชน สังคมและธรรมชาติ ซงึ่ มีความสัมพนั ธก์ ัน และมีอิทธิพล
กบั บคุ ลากรในสถานศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิง่ ผูเ้ รยี น ในการแสดงออกซ่งึ พฤตกิ รรมต่าง ๆ ทัง้ ในดา้ นบวกและลบ
การบริหารแหลง่ เรยี นรู้และส่ิงแวดลอ้ ม แหล่งเรียนรู้และสงิ่ แวดล้อม I 23
มหาวทิ ยาลยั หาดใหญ่
นรา สมประสงค์ และ เสรี ลาชโรจน์ (2546, น. 58) กล่าวว่า สภาพแวดล้อมในสถานศึกษา เป็น
สภาพที่เกิดจากผลกระทบของสิ่งแวดล้อม ซึ่งหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏ อยู่ในสถานศึกษา อาจเป็นสิ่งที่มีชีวิต
หรอื ไม่มีชีวิตก็ได้ อาจเปน็ รูปธรรมมองเหน็ และจบั ตอ้ งได้ หรือเป็นนามธรรมมองไมเ่ ห็นจับต้องไมไ่ ด้
สรุปได้ว่า ความหมายของสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษา หมายถึง สภาพการณ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่หรือ
เกิดขึ้นในสถานศึกษา ทั้งที่เป็นวัตถุ สิ่งของ ตัวบุคคล วิธีการ หรือกระบวนการต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อบุคคลใน
สถานศึกษา และ สง่ ผลตอ่ พฒั นาการของนักเรียนทั้งในดา้ นบวกและด้านลบ
2.2 แนวคดิ และหลกั การเกยี่ วกับส่งิ แวดลอ้ ม
1. ปรัชญาและความเช่อื พืน้ ฐานเกยี่ วกบั มนษุ ย์และสงิ่ แวดล้อม
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2539, น. 52-53) ได้กล่าวถึง ปรัชญาและความเช่ือ
พืน้ ฐานเก่ยี วกับมนษุ ย์และสง่ิ แวดลอ้ มไว้ดังน้ี
1. การดำรงชวี ติ ของมนษุ ย์ มนษุ ย์จะมีความตอ้ งการ 3 ดา้ น ดงั นี้
1. ความต้องการทางด้านร่างกายขั้นพื้นฐานของการมีชีวิต ได้แก่ อาหาร น้ำ อากาศ ที่อยู่อาศัย
เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค ปัจจัยเหล่านี้มนุษย์ได้รับการตอบสนองหรอื สามารถแสวงหาได้จาก
ทรัพยากรธรรมชาติ
2. ความตอ้ งการดา้ นจติ วทิ ยา เปน็ ความต้องการเพ่ิมขน้ึ จากความ ตอ้ งการด้านร่างกาย ความสวยงาม
ความสขุ ใจ ความสุนทรียะหรือค่านิยมดา้ นต่าง ๆ เชน่ การปรุงแต่งอาหารใหส้ วยงามมรี สชาติ การ
สร้างที่อยู่อาศัยที่สวยงามสะดวกสบายจนเกินความจําเป็น ซึ่งการเพิ่มความต้องการดังกล่าว
จำเปน็ ต้องใชท้ รัพยากรหรอื สารเคมี สารสังเคราะห์เพิม่ ข้ึน
3. ความต้องการทางสังคม เปน็ ความตอ้ งการยอมรับเกยี่ วกับความสัมพันธร์ ะหว่างบุคคล กลุ่มบุคคล
ทำให้เกิดการประพฤติปฏิบัติ เพื่อการนี้กลายเป็นพิธีการกลายเป็นวัฒนธรรมประเพณีต่าง ๆ ข้ึน
ซง่ึ นบั เปน็ สิ่งแวดลอ้ มอกี ประการหนึ่ง
2. การศกึ ษาเรอื่ งสงิ่ แวดล้อม จึงควรตงั้ อยบู่ นความเช่ือพนื้ ฐาน ดงั นี้
1. มนษุ ย์เปน็ ส่วนหน่ึงของธรรมชาติ
2. ทุกสง่ิ ทุกอยา่ งในโลกทงั้ มีชีวิตและไมม่ ีชวี ิตต้องมีความสมั พันธ์
3. ส่งิ แวดล้อมเปน็ ผู้ใหป้ จั จยั พนื้ ฐานความตอ้ งการของมนุษย์ ในการดำรงชีวติ เช่น อาหาร ท่อี ยู่อาศัย
เครอ่ื งนงุ่ ห่ม
4. ทรพั ยากรที่มอี ยู่ในโลกที่มนุษย์จำเปน็ ตอ้ งใชใ้ นการดำรงชีวติ มอี ยจู่ ํากดั
5. ความต้องการมีชีวติ อยู่เปน็ เปา้ หมายสงู สุดของทุกชวี ิต
6. พฤติกรรมของมนุษย์มิได้กำหนดโดยความต้องการทางกายเท่านั้น แต่ยังถูกกำหนดโดยความ
ต้องการทางสังคมทางจิตวิทยาด้วย เช่น ความเชื่อ วัฒนธรรม ประเพณี ดังนั้น การเปลี่ยนแปลง
วฒั นธรรม ความเช่ือ และค่านิยมของสังคมย่อมนําไปสกู่ ารเปล่ียนแปลง พฤตกิ รรมด้วย
7. ปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่ตอบสนองความ ต้องการของตนเองอย่างไม่มี
ข้อจํากดั
8. ความเชอ่ื ค่านิยม และเจตคติ สามารถเปลีย่ นแปลงได้โดยใชก้ ระบวนการศึกษา
สรุปได้ว่า มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ การที่มนุษย์จะดำรงชีวิตอยู่ได้จะต้องอาศัยปัจจัยพื้นฐานจาก
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งการกระทำของมนุษย์ยังมีผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม ในทำนองเดียวกัน
สงิ่ แวดล้อมทง้ั หลาย กจ็ ะมีผลโดยตรงต่อความเปน็ อย่ขู องชวี ติ มนุษย์
การบริหารแหลง่ เรียนรู้และส่ิงแวดล้อม แหล่งเรยี นรู้และส่งิ แวดล้อม I 24
มหาวิทยาลัยหาดใหญ่
2. ทศิ ทางการจัดการศกึ ษาเรียนรเู้ กี่ยวกับบรรยากาศและส่งิ แวดล้อมในโรงเรยี น
กรมสามัญศึกษา (2532, น.1 - 4) กล่าวไว้ว่า การส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน ในโรงเรียน โดยการจัด
บรรยากาศและสิ่งแวดล้อม ได้กำหนดแนวทางการจดั การศกึ ษาบรรยากาศ และส่ิงแวดล้อม ไว้ 4 ประการ ดังน้ี
1. นกั เรยี นเป็นหวั ใจของการจัดการศึกษา โดยเหน็ วา่ การมธั ยมศึกษาเป็นการศึกษา หลังจากการประถมศึกษา
เปน็ การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐานของประชาชน ซ่งึ เปน็ บคุ คลส่วนใหญ่ ของประเทศ การจดั การศึกษาต้องยึดนักเรียนเป็นตัวต้ัง
มงุ่ พัฒนาให้นกั เรยี นมีความรูค้ วามสามารถ ตามหลกั สูตร และการจัดการเรียนการสอน สอดคลอ้ งกับความตอ้ งการของ
นักเรียนและท้องถิ่น ตามที่หลักสูตรเปิดโอกาสไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ให้นักเรียนเป็นคนคิดเป็น ทำเป็น
แก้ปญั หาได้ ใหเ้ ป็นคนร่าเริงแจ่มใส มวี ินัย มคี วามรับผิดชอบ สามารถทำงานเป็นกลุ่ม เปน็ หมคู่ ณะ มีความสามารถใน
การประกอบอาชีพพึ่งตนเองได้ และสามารถมีส่วนร่วม ในการปกครองประเทศตามระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตรยิ ์เป็นประมุข
2. บรรยากาศและสงิ่ แวดล้อมที่ดีของโรงเรยี น จะมีส่วนในการส่งเสรมิ ความคิด จติ ใจ และคณุ ธรรมต่าง ๆ อัน
พึงประสงค์ได้ ครูอาจแบง่ ออกเป็น 2 ประเภทใหญๆ่ ได้ 2 ประเภท คือ ครพู ดู ได้และครูพดู ไม่ได้ ครพู ดู ได้เป็นที่รู้จักกัน
ดี ซึ่งไดร้ บั การยกย่องและยอมรบั กันว่า มีความสำคัญอย่างย่ิงแต่ครูพูดไม่ได้ มกั ได้รบั การกล่าวถึงน้อย บรรยากาศและ
สิ่งแวดล้อมของ โรงเรียนถือว่าเป็นครูที่พูดไม่ได้ เชื่อว่าโรงเรียนที่สะอาด ร่มรื่น สดชื่น สงบ แจ่มใส มีชีวิตชีวา วัสดุ
อาคารสถานทไี่ ด้รับการดูแล มีความเปน็ ปัจจบุ ัน พร้อมทีจ่ ะให้ครูนักเรยี นได้ใช้ตลอดเวลา ย่อมจะทำใหค้ รูและนักเรียน
ได้รับอิทธิพลทำให้เป็นคนละเอียดอ่อน จิตใจแจ่มใส รักสวยรักงาม รักความสะอาด รักความสงบ เรียบง่าย และรัก
ความร่มรื่น ถือว่าคุณธรรมต่าง ๆ อันพึงประสงค์ ตามหลักสูตรจะเกิดข้ึนในตัวนักเรียนโดยครูประเภทที่พูดไม่ได้น้เี ป็น
อย่างมาก จงึ เปน็ การสมควร ทโ่ี รงเรียนจะตอ้ งพยายามจัดบรรยากาศและส่ิงแวดล้อมเพื่อประโยชน์ในการที่นักเรียนจะ
ได้พฒั นา ใหเ้ ต็มความรู้ความสามารถ
3. โรงเรียนที่ดีจะต้องไม่แปลกแยกจากชุมชน โรงเรียนจะต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนา ร่วมคิดและหรือร่วม
แก้ปัญหาของชุมชน และโรงเรียนควรใช้ทรัพยากรของชุมชนเพื่อการเรียน การสอนในหลายเรื่องควรใช้ชุมชนเป็น
หอ้ งเรยี น และในหลายกรณีควรเชญิ ผรู้ ู้ในเรื่องต่าง ๆ ของชุมชนมาให้ความร้แู กน่ ักเรียนและร่วมในการพฒั นาการเรียน
การสอนของโรงเรียนดว้ ย
4. การร่วมคิด ร่วมให้คำปรึกษาแนะนํา ยืนยันความถูกต้องและให้การสนับสนุน ทั้งด้านความคิด ทรัพยากร
ช่วยเผยแพร่ผลงาน ตลอดจนส่งเสริมให้มีสวัสดิการ จะทำให้ผู้บริหาร โรงเรียนครู-อาจารย์ และนักเรียนมีขวัญและ
กําลังใจ อันจะทำให้การปฏบิ ตั งิ านมีประสิทธิภาพสงู จงึ มงุ่ ให้มกี ารนิเทศติดตามผล การสนับสนุนให้ครู ผู้บริหาร และผู้
ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน และกิจการของโรงเรียนได้รับการนิเทศ การสนับสนุน ดูแลซึ่งกันและกั นให้เต็ม
ความสามารถ
เพราะฉะน้ันโรงเรยี นทีจ่ ัดบรรยากาศและส่ิงแวดล้อมควรคำนึงถึงการจัดการศกึ ษาทม่ี ุ่งเนน้ คณุ ลักษณะดังน้ี
1. มุง่ เน้นคณุ ธรรมของนกั เรียน ด้านความขยัน ประหยัด ซือ่ สตั ย์ กตญั ญู ความรับผิดชอบ การพึง่ ตนเอง และ
ความมีวินัย โดยให้มีการจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะความเป็นอยู่ภายในโรงเรียนให้เออ้ื
ต่อการเสริมสร้างคุณธรรมดังกล่าว
2. มุ่งเนน้ ใหน้ ักเรียนสามารถประกอบอาชีพได้ มีรายได้ระหว่างเรียนตามสภาพ เวลา กาํ ลงั และความสามารถ
โดยผ่านกจิ กรรมการรวมกลุม่ ประกอบอาชพี อิสระตามความเหมาะสม
3. มุ่งส่งเสรมิ การเรียนรู้ทางวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามความเหมาะสมกับ การดำรงชีวิตในสงั คมปจั จุบนั
และเปน็ พน้ื ฐานสำหรับนักเรียนในการพัฒนาเพื่อรองรับการศึกษา ระดบั สงู และเปน็ กําลังสำคัญของบ้านเมืองในด้านที่
ต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยรี ะดบั สงู ตอ่ ไป
การบรหิ ารแหลง่ เรยี นรู้และส่ิงแวดลอ้ ม แหล่งเรียนรู้และสิง่ แวดล้อม I 25
มหาวิทยาลยั หาดใหญ่
4. มุ่งส่งเสริมการดนตรี กีฬา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรมแนวความคิด กิจกรรมและการส่งเสริม บรรยากาศและ
สง่ิ แวดล้อมเพอื่ ให้ประสานกลมกลืนเปน็ ส่วนหน่ึงของวิถีชวี ิต
3. ความสำคัญของการบรหิ ารงานอาคารสถานทแ่ี ละสิง่ แวดล้อม
มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช (2533, น. 175) กลา่ วว่า ครูไมใ่ ชต่ วั จักรสำคัญที่จะสรา้ งความเติบโตทุกด้าน
ให้แก่นักเรียนแตเ่ พยี งฝ่ายเดยี ว อาคารสถานทแี่ ละสงิ่ แวดล้อม ของโรงเรยี น นอกจากจะเปน็ ท่ีพักอาศัยทม่ี ั่นคงแข็งแรง
คุ้มแดด คุ้มฝนและเอื้ออํานวยต่อการ เรียนรู้แล้ว ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างความเจริญงอกงามทางร่างกาย จิตใจ
สติปัญญา และสังคม ของนักเรียน อาคารสถานที่เป็นที่พบปะสังสรรค์ระหว่างครู นักเรียน ผู้บริหารโรงเรียนและ
ประชาชนทั่วไป เป็นขวัญและกําลังใจในการทำงานของครู และทุกคนในโรงเรียน และยังเป็นแหล่งเก็บอุปกรณ์
การศึกษา ครุภัณฑ์ เพื่อการเรียนการสอน เป็นศูนย์กลางการจัดกิจกรรมการ ศึกษาแก่คนทั่วไปความสำคัญของการ
บริหารงานอาคารสถานท่ี มดี ังนี้
1. เป็นการเตรียมอาคารสถานที่ไว้รองรับความคิดทางการศึกษา การออกแบบจึงต้องเหมาะสม และยืดหยุ่น
เพื่อรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ อยู่เสมอ บริเวณพื้นที่ของโรงเรียน จะต้องยืดหยุ่น เพื่อเตรียมการขยายตัว และจัด
บรเิ วณใหเ้ หมาะสม
2. เป็นการชว่ ยในการดำเนินการดา้ นตา่ ง ๆ ของโรงเรยี นให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างรวดเร็ว แนน่ อน เนื่องจาก
มีการกำหนดจุดมุง่ หมาย ข้ันตอนการทำงาน และระบบควบคุมงานชัดเจน
3. เปน็ การเตรียมพรอ้ มที่จะรับงบประมาณเพือ่ การปรับปรงุ และก่อสร้าง
4. เป็นข้อมูลว่าปจั จุบันโรงเรยี นมอี าคารเรียน อาคารประกอบกหลัง มีเนื้อที่ท่ีจะใช้ก่อสร้างอาคารเพิม่ เติมอกี
จำนวนเท่าใด ในเนื้อที่ดังกล่าวจะขยายก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ให้เต็ม รูปแบบและโครงการ รวมท้ั งจะต้องใช้จ่าย
งบประมาณเท่าใด
5. เป็นข้อมูลให้ทราบว่าในแต่ละท้องถิ่นต้องการอาคารสถานที่ทางการศึกษา ในลักษณะที่ไม่จําเป็นจะต้อง
เหมือนกนั ก็ได้ ทัง้ น้ขี นึ้ อย่กู บั สภาพของทอ้ งถ่นิ อาชีพ ทรัพยากร และความสามารถทจี่ ะตอบสนองได้
6. เป็นการช่วยให้โรงเรียนสวยงาม สะอาด มีสภาพแวดล้อมที่ดี เนื่องจากมีหลัก การบริหารที่ดี และมีครู
อาจารย์ คนงานภารโรง นกั เรียนเป็นผรู้ บั ผดิ ชอบร่วมกนั
7. เป็นการช่วยให้การใช้อาคารสถานที่ของโรงเรยี น มปี ระสทิ ธิภาพ ทนั ตอ่ การเปลยี่ นแปลงของหลักสูตร และ
รปู แบบจัดการศึกษาซึ่งเกดิ ขึ้นเสมอ และสามารถใช้ได้ดีท่ีสุดในระยะยาว
8. เป็นการอาํ นวยความสะดวกต่อการเรยี นการสอนหรอื ใหก้ ารศึกษา คอื สร้างความเจรญิ งอกงามทางร่างกาย
อารมณ์ สังคม และสติปัญญาของนักเรียน ทั้งยังมีอิทธิพลต่อ การหล่อหลอมพฤติกรรม เจตคติ ค่านิยมของ ครู และ
นักเรียนตลอดจนบคุ ลากรฝา่ ยตา่ ง ๆ ในโรงเรยี น
9. เป็นการช่วยทำให้นักเรียนเกิดความรู้สึกที่ดีต่อการเรียนรู้ อันจะเป็นหนทางในการสร้างชื่อเสียง เกียรติยศ
ให้กบั ตนเอง และสถานศกึ ษาของตน
10. ให้นักเรยี นเกิดความจงรกั ภักดีตอ่ สถาบนั ชาติ ศาสนา พระมหากษตั ริย์
การบรหิ ารงานอาคารสถานท่มี ีความสำคัญเป็นอย่างมาก อาคารสถานทีเ่ ป็นแหล่ง ให้การศกึ ษา หลอ่ หลอมให้
เปน็ คนดี เป็นแหลง่ เตรียมความคิดใหม่ ๆ ใหแ้ กน่ ักเรยี น ดังนั้นการ บรหิ ารงานอาคารสถานท่ี ผบู้ รหิ ารจงึ ควรบริหารให้
รอบคอบ เก็บรวบรวมข้อมูลใหแ้ นช่ ดั และ บรหิ ารใหเ้ กดิ ประโยชนต์ ่อผู้เรยี นโดยแท้จรงิ เพ่อื เดก็ จะไดเ้ จรญิ เติบโต เป็น
พลเมืองดี มีประสิทธภิ าพ เปน็ กําลงั สำคัญของประเทศตอ่ ไป
ศริ ิ เจริญวยั (2541, น.20) ได้สรปุ ความสำคัญของการบรหิ ารงานอาคารสถานท่ีไว้ ดงั น้ี
1. เป็นการดำเนนิ การท่ีเอื้ออาํ นวยความสะดวกแก่งานด้านวิชาการอันเปน็ งานหลัก หรือหวั ใจของสถานศึกษา
เช่น จัดสถานทเ่ี รยี น จัดทำหอ้ งสือ่ การศกึ ษาและการจดั ซ่อมแซม อาคารเรียน
การบริหารแหลง่ เรยี นรแู้ ละสิ่งแวดลอ้ ม แหล่งเรยี นรูแ้ ละสิ่งแวดลอ้ ม I 26
มหาวิทยาลยั หาดใหญ่
2. เป็นการจัดและบริหารด้านการดําเนินงานต่าง ๆ ของสถานศึกษาให้เป็นไปด้วย ความราบรื่น สะดวกและ
ปลอดภยั เช่น จดั ทำทเี่ ก็บรักษาวสั ดุครุภณั ฑ์ จัดสร้างหอประชมุ และการจดั ทำทางระบายน้ำ
3. เป็นการเตรียมพร้อมที่จะรองรับความคิดและการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทางการ จัดการศึกษา เช่น การเพิ่ม
หรือลดจำนวนนักเรยี น การเปล่ยี นแปลงขนาดของชมุ ชน และความ ตอ้ งการอาชีพของประชาชน
4. เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดมี ีประโยชน์ต่อการกล่อมเกลานิสัยและเสริมสรา้ ง ความรู้สึกนึกคดิ อันดีงาม
ใหเ้ กดิ ขนึ้ ในตัวเด็กนักเรยี น เพราะไดร้ บั ประสบการณ์อนั ถือเปน็ แบบอย่างทด่ี ีได้ เช่น การรกั ษาความสะอาด การปลูก
และบำรงุ รักษาไมด้ อกไม้ประดบั และการ จัดสรา้ งอาคารใหถ้ กู ทศิ ทางลม
5. เปน็ การเสรมิ สร้างขวัญและกาํ ลังใจให้บุคลากรในสถานศึกษาพึงพอใจในการปฏิบัติงาน ตลอดจนเกิดความ
รักความหวงแหนสถานศึกษา เพราะทกุ คนได้รบั ความสะดวก สบายทุกอยา่ งเหมอื นอยบู่ า้ นของตนเอง
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแห่งชาติ (2541, น. 28) ไดใ้ หค้ วามสำคัญของการบรหิ ารงานอาคาร
สถานทไี่ ว้ ดงั น้ี
1. เปน็ ทป่ี ระกอบกิจกรรมการเรยี นการสอนโดยตรง
2. เป็นที่เก็บวัสดอุ ปุ กรณใ์ นการดาํ เนนิ งานตา่ ง ๆ ของโรงเรยี น
3. เป็นทป่ี ระกอบกจิ กรรมนอกหอ้ งเรียนของนักเรยี นและกิจกรรมอื่น ๆ นอกเหนอื จากการเรยี นการสอน
4. เป็นท่ีประกอบกิจกรรมดาํ เนนิ งานบริหารโรงเรียนทกุ งาน
5. มสี ว่ นในการกล่อมเกลาลักษณะนสิ ยั ของนกั เรียน
6. มีส่วนเสริมสรา้ งความสัมพนั ธ์กับชุมชน
สรุปได้ว่า การบริหารงานอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม มีความสำคัญต่อการเรียนรู้เป็นอย่างมาก เนื่องจาก
เป็นงานที่สนับสนุน ส่งเสริมงานด้านวิชาการและการดําเนินงานด้านต่าง ๆ ให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างรวดเร็ว ช่วยให้
ผู้เรียนมีความรู้สึกที่ดีต่อการเรียนรู้ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และสังคม ในกิจกรรมนอกห้องเรียนของนักเรียน
และกจิ กรรมอนื่ ๆ นอกเหนือจากการเรียนการสอน และเปน็ การเสริมสร้างขวญั และกําลังใจให้บุคลากรในสถานศึกษา
พงึ พอใจในการปฏิบัติงาน เพ่ิมประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และการการบรหิ ารงานอาคารสถานท่ีและส่ิงแวดล้อม มี
ส่วนเสรมิ สรา้ งความสมั พนั ธก์ ับชุมชน
4. กระบวนการบริหารงานอาคารสถานท่ีและสิง่ แวดลอ้ ม
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2541, น. 19) ได้กำหนดกระบวนการบริหารอาคารสถานที่ โดยมีขั้นตอน
ใหญ่ ๆ ดังน้ี
1. การวางแผนเกี่ยวกับอาคารสถานที่ส่วนใหญ่เป็นการวางแผนกำหนด สถานที่ตั้ง ของอาคารภายในพื้นที่ท่ี
เรียกว่าการวางผังแม่บท การกำหนดความต้องการอาคารให้สอดคล้อง กับความเจริญเติบโตของหน่วยงาน และการ
เพมิ่ ข้นึ ของจำนวนนักเรยี นและบคุ ลากรทีจ่ ะมาปฏบิ ตั ิงานในสถานท่นี ั้น
2. การกำหนดความต้องการอาคาร ได้แก่ การกำหนดจำนวน ประเภท รูปแบบ และพื้นที่ของอาคารให้
สอดคล้องกับภารกิจของสถาบันการศึกษาทเ่ี จริญขนึ้
3. การกอ่ สรา้ งอาคาร เป็นข้นั ตอนทีผ่ รู้ บั ผิดชอบจะต้องรับผิดชอบในการดูแล การควบคมุ การก่อสรา้ งในฐานะ
เจ้าของสถานท่ที จี่ ะตอ้ งใช้อาคารท่ีได้มา ให้เปน็ ไปตามรปู แบบ และขอ้ มูลรายละเอียดที่กำหนด
4. การวางแผนการใช้อาคาร เป็นขัน้ ตอนทีจ่ ะต้องมีกําหนดการใช้อาคารให้คุม้ ค่า ใหไ้ ดป้ ระสิทธิภาพสูงสุด ซึ่ง
จะเกย่ี วข้องกบั การจดั ตารางการใช้ การประเมินการใชอ้ าคาร
5. การใช้การบำรุงรักษา การซ่อมแซมอาคาร เป็นการดำเนินการใช้อาคารสถานที่ ให้ตรงตามแผนและ
วตั ถปุ ระสงค์บำรงุ รกั ษาและซ่อมแซมเมื่อถึงวาระ
การบริหารแหลง่ เรียนรูแ้ ละสิ่งแวดล้อม แหล่งเรยี นรู้และสิง่ แวดลอ้ ม I 27
มหาวิทยาลยั หาดใหญ่
6. การรื้อถอน ในกรณีที่อาคารชํารุดเพราะสร้างมานาน ผู้บริหารจะต้องดำเนินการ รื้อถอนอย่างถูกต้องตาม
ระเบยี บแบบแผนของราชการ ผู้บริหารควรจะมีขนั้ ตอนการดำเนินการอยา่ งไร
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2541, น. 29-33) กล่าวว่าการ บริหารงานอาคารสถานที่
จะมีประสิทธิภาพได้โดยการดําเนินงานตามขั้นตอนทั้ง 4 ของกระบวน การบริหาร คือ การศึกษาสภาพปัจจุบันและ
ปัญหา การวางแผน การดำเนินการตามแผน และ การประเมินผล เช่นเดียวกับการบริหารงานอื่น ๆ ทุกงาน
กระบวนการบรหิ ารงานอาคารสถานที่ มีรายละเอียดในแต่ละขัน้ ตอน ดงั ตอ่ ไปนี้
ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความตอ้ งการ ในขั้นนี้ผู้บริหารต้องมี ข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย
ท่สี ดุ จะต้องประกอบไปดว้ ยข้อมูล 3 ประเภทน้ี คือ
1. สภาพปัจจุบนั ของอาคารสถานทีแ่ ละทรัพยากรที่เกี่ยวขอ้ ง เช่น จำนวนอาคาร ส่ิงปลูกสร้างที่มอี ยู่
แล้ว พนื้ ทบ่ี รเิ วณโรงเรียน สภาพพ้นื ท่ี จำนวนนักเรยี น จำนวนบคุ ลากร
2. แนวโน้มของการเปล่ียนแปลง ได้แก่ การเพิ่ม หรือลดของจำนวนนักเรียน งบประมาณที่คาดว่าจะ
ได้รบั การเปล่ยี นแปลงด้านตา่ ง ๆ ในทอ้ งถน่ิ ท่ีเกย่ี วพันถงึ โรงเรยี น
3. ปัญหาและข้อจํากัด ซ่ึงจะไดจ้ ากการศึกษาข้อมูลดังกล่าวข้างตน้ เชน่ ขอ้ จํากัด ของพื้นที่ ข้อจํากัด
ของบคุ ลากร ขอ้ จาํ กดั ของงบประมาณ หรือปญั หาอื่น ๆ ซึง่ มผี ลตอ่ การ ดําเนนิ งาน
เมือ่ ได้ข้อมูลและปัญหาแล้ว ก็นํามาวิเคราะห์โดยใหบ้ ุคลากรในโรงเรียนมีสว่ นร่วม เพื่อสรุปเป็นความ
ต้องการของโรงเรียนท่จี ะแกป้ ญั หาหรอื พัฒนาด้านอาคารสถานท่ี ดงั แผนภมู ิ ตอ่ ไปนี้
รวบรวมขอ้ มูลและปัญหา วิเคราะห์ข้อมลู สรุปความต้องการ
ดา้ นอาคารสถานที่ และปัญหา ด้านอาคารสถานท่ี
ขั้นตอนท่ี 2 วางแผน เม่อื ร้คู วามต้องการดา้ นอาคารสถานทีว่ ่าจะแก้ปญั หา หรือพฒั นาอยา่ งไร จากการปฏิบัติ
ในขั้นตอนที่ 1 แล้วก็ดำเนินการในขั้นตอนที่ 2 คือ จัดให้มีการวางแผนและเขียนโครงการ เพื่อแก้ปัญหา เพื่อพัฒนา
หรือเพื่อบรรลุความต้องการด้านอาคาร สถานที่นั้น ๆ ในการวางแผนด้านอาคารสถานที่ ผู้บริหารต้องคำนึงถึง สิ่ง
ตอ่ ไปน้ี
1. ให้บคุ ลากรในโรงเรยี นและในชมุ ชน มสี ่วนในการใชป้ ระโยชน์ และมสี ่วนรว่ ม รับผิดชอบด้านอาคารสถานที่
ได้มสี ่วนร่วมอย่างจรงิ จงั ในการวางแผนดา้ นอาคารสถานท่ี
2. ในการวางแผนด้านอาคารสถานที่จะต้องมุ่งให้อาคารสถานที่นั้น ๆ สามารถใช้ประโยชน์ได้หลาย ๆ ทาง
หากจะเปน็ แบบอเนกประสงค์ ก็จะทำใหก้ ารพฒั นาอาคารสถานท่นี นั้ ๆ ได้ผลคุ้มค่ากบั การลงทุน
3. ให้เปน็ การเอือ้ ประโยชน์ต่อการพฒั นาการของนักเรยี นในด้านตา่ ง ๆ ให้มากทสี่ ดุ นั่นคือให้ประโยชน์ต่อการ
จัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยตรงและส่งเสริมสนับสนุนการเรียน การสอนและกล่อมเกลาลักษณะนิสัยให้เป็นไป
ตามจดุ หมายของหลักสูตรโดยทางอ้อม
ขั้นตอนที่ 3 การดำเนินการตามแผน ผู้บริหารโรงเรียนต้องกำกับติดตามและควบคุม ดูแล ให้การดำเนินการ
ตามแผน ดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ในขั้นตอนที่ 2 การดําเนินงานด้าน อาคารสถานที่จะดำเนินไปโดยราบรื่น และมี
ประสทิ ธิภาพพอสมควรหากผบู้ ริหารยึดแนวทาง ในการปฏิบัติงาน ดงั ต่อไปนี้
1. ปลกู ฝังใหบ้ คุ ลลากรในโรงเรยี นมีความร้สู กึ วา่ ตนเองมสี ว่ นเปน็ เจา้ ของ
2. ให้นักเรียนมีสว่ นรบั ผิดชอบต่อการดําเนินงานด้านอาคารสถานที่ ซึ่งจะช่วยปลูกฝังนิสัยการทำงานและเกดิ
ความภาคภูมใิ จในโรงเรยี นของตนเอง
การบริหารแหล่งเรยี นรแู้ ละสิ่งแวดลอ้ ม แหลง่ เรยี นรู้และสิง่ แวดลอ้ ม I 28
มหาวิทยาลัยหาดใหญ่
3. ปลูกฝังให้ชุมชนตระหนักว่าโรงเรียนเป็นสมบัติของชุมชน และให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการดําเนนิ งานดา้ น
อาคารสถานที่เทา่ ทจ่ี ะเปน็ ไปได้
ขั้นตอนที่ 4 การประเมินผลด้านอาคารสถานที่เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะช่วยให้ ผู้บริหารได้ทราบว่า การ
ดําเนินงานเป็นไปตามแผน ดำเนินไปด้วยดีเพียงใด เพื่อเป็นแนวทาง การปรับปรุงแก้ไขในระหว่างการดําเนินงาน และ
เป็นขอ้ มูลสำหรบั การพจิ ารณาวางแผน ดําเนนิ งานในปถี ัดไปการประเมนิ ผลด้านอาคารสถานที่ต้องทำเป็นระยะ ๆ และ
สม่ำเสมอตาม ระยะเวลาทกี่ ำหนดไวใ้ นแผนงาน โดยใชเ้ ทคนคิ วิธีการสำคัญ ๆ ดงั น้ี
1. การทำตารางกําหนดเวลาการประเมินผลไวอ้ ยา่ งชดั เจนในแต่ละโครงการ
2. ทำตารางกําหนดการใชอ้ าคารสถานท่ีและบันทกึ ผล
3. มีการตรวจตราดแู ลอยา่ งสม่ำเสมอ
4. ใหน้ กั เรียนมีสว่ นรว่ มในการประเมินผล
สรุปได้ว่า กระบวนการบริหารงานอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม ตอ้ งมีการดาํ เนินงานตามข้ันตอนของกระะบ
วนการบริหารอาคารสถานที่เพ่อื ใหก้ ารบรหิ ารมปี ระสทิ ธภิ าพและบรรลุวตั ถุประสงค์ ดงั น้ี
1. การศกึ ษาสภาพปัจจบุ นั ปญั หาและความตอ้ งการ
2. การวางแผน และเขยี นโครงการในการเพอื่ แกป้ ัญหาหรือพฒั นา
3. การดำเนินการตามแผนหรือโครงการท่ีกำหนดไว้
4. การติดตามผลการดำเนินงาน
5. การประเมินผล
5. แนวปฏิบตั ิในการดําเนินงานการจัดกจิ กรรมส่ิงแวดลอ้ มศกึ ษาในสถานศกึ ษา
กระทรวงศึกษาธิการ (2545, น. 12-13) ได้กำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการดําเนินงาน การจัดกิจกรรม
สิ่งแวดล้อมศกึ ษาในสถานศกึ ษาดงั นี้
1. กำหนดนโยบายและแผนปฏิบัติที่ส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบุคลากรใน สถานศึกษา นักเรียน และ
ชมุ ชน มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย และรว่ มจดั ทำแผนพัฒนา สิ่งแวดล้อมของสถานศึกษา
2. การจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนท่ีบูรณาการสิ่งแวดล้อมศึกษา มกี ารบูรณาการ สง่ิ แวดลอ้ มศึกษาในแต่ละ
กลมุ่ ประสบการณ์ และครูผสู้ อนจะต้องเขียนแผนการสอนทรี่ ะบุ วตั ถปุ ระสงค์ เนอ้ื หา และกิจกรรมทางส่ิงแวดล้อม ไป
พร้อม ๆกับวัตถุประสงค์ เนื้อหาและกิจกรรม ที่มีอยู่แล้วในหลักสูตรสำหรับแนวทางในการจัดกิจกรรม การเรียนการ
สอนโดยการบูรณาการนั้น ครูต้องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม โดยให้ผู้เรียนมีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับปัญหา สาเหตุและ
ผลกระทบ ของปัญหาสิ่งแวดล้อม สอนในสิ่งแวดล้อม โดยนําผู้เรียนเข้าไปศึกษาในสภาพแวดล้อมจริง เช่น ใน ชุมชน
ในป่า ฯลฯ เพื่อให้นักเรียนเกิดความซาบซึ้งและทัศนคติที่ดีต่อการอนุรักษ์ และสอนเพื่อ สิ่งแวดล้อม โดยให้ผู้เรียนได้
นําไปปฏบิ ตั ิจรงิ เพอ่ื ใหเ้ กิดการอนุรักษ์ส่งิ แวดล้อม ซึ่งกิจกรรม การเรียนการสอนต้องเนน้ ให้ผูเ้ รยี นเป็นศูนยก์ ลาง
3. การจัดการอาคารเรียน บริเวณสถานศึกษา และห้องเรียนที่เอื้อต่อการเรียนการสอน สิ่งแวดล้อมศึกษา มี
การวางแผนผังของสถานศึกษา จัดห้องเรียน อาคารเรียนและบริเวณ สถานศึกษาให้สะอาด ร่มรื่น สวยงาม จัดให้มี
สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ มีการทำเกษตรกรรม ผสมผสาน ท้ังนี้เพื่อให้เอื้อและเป็นสื่อในการเรียนการสอนสิ่งแวดล้อม
ศกึ ษาเออ้ื และเป็นส่ือใน การเรียนการสอนสงิ่ แวดลอ้ มศกึ ษา
4. การสร้างบรรยากาศ และความรู้สึกที่ดีระหว่างบุคลากร นักเรียน และชุมชน บุคลากรในสถานศึกษา
นักเรียน และชุมชน มีความรักความสามัคคีและเอื้ออาทรต่อกันมีการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นมีทัศนคติที่ดีต่อ
สถานศึกษาและชมุ ชน รวมทงั้ บุคลากรในสถานศึกษา และ คนในชุมชนปฏบิ ตั ิตนเป็นแบบอยา่ งทด่ี แี ก่นักเรยี น
การบรหิ ารแหล่งเรียนรแู้ ละส่ิงแวดลอ้ ม แหลง่ เรยี นรู้และสิ่งแวดลอ้ ม I 29
มหาวทิ ยาลัยหาดใหญ่
5. บุคลากรในสถานศึกษา และนักเรียน มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสิ่งแวดล้อม สถานศึกษาควรเปิดโอกาสให้
บุคลากร และนักเรียนมีส่วนร่วมในการวางแผนการดำเนินกิจกรรม และการประเมินผลการดําเนนิ งานด้านสิ่งแวดล้อม
ของสถานศกึ ษา
6. ชุมชน องค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมทาง สิ่งแวดล้อมของสถานศึกษา
สถานศึกษาเปิดโอกาสให้ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม ในการวางแผน และพัฒนาการจัดกิจกรรมทาง
ส่งิ แวดล้อมรวมทั้งการจดั การเรยี นการสอนของ สถานศกึ ษา
7. มีการจดั การและการกําจดั ขยะมีนโยบายและมาตรการเกย่ี วกบั การจัดการและการ กําจดั ขยะ และสามารถ
นําไปปฏิบัติจริง เช่น ลดการซื้อสินค้าที่ก่อให้เกิดขยะ จัดหาถังขยะจัดหาถัง แยกประเภทขยะ นําขยะที่ใช้แล้วไปนํา
กลับมาใชใ้ หม่หรอื นาํ ไปกาํ จัดอย่างถูกวธิ ี
8. มกี ารประหยดั พลงั งาน กำหนดมาตรการในการประหยดั พลงั งานในสถานศึกษา และดำเนินการอย่างจริงจัง
เช่น เลือกใชอ้ ุปกรณ์ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน และตรวจสอบ บำรงุ รักษาให้ใชก้ ารไดด้ ีอยู่เสมอ จดั สภาพแวดล้อมท่ีเอื้อ
ต่อการประหยัดพลังงาน เช่น ตัดแต่ง ต้นไม้รอบอาคารต่าง ๆ ให้โปร่งเพื่อให้อาคารได้รับแสงจากภายนอก ภายใน
อาคารควรใช้สีที่สว่าง เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า รณรงค์ให้นักเรียนและบุคลากรในสถานศึกษาช่วยกันประหยัด
พลังงาน ท้ังในสถานศกึ ษาและชมุ ชน
9. มีการประหยัดน้ำ กำหนดมาตรการในการประหยัดน้ำ และดำเนินการอย่างจริงจัง เช่น มีการบําบัดน้ำเสยี
นําน้ำที่ผ่านการใช้หรือบําบัดแล้วมาใช้อย่างเหมาะสม กักเก็บน้ำจากธรรมชาติไว้อุปโภคและบริโภค สํารวจซ่อม
บำรุงรักษาอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ใช้การได้ดีอยู่เสมอรณรงค์ ให้นักเรียนและบุคลากรในสถานศึกษาช่วยกันประหยัดน้ำ ท้ัง
ในสถานศึกษาและชุมชน
10. มีการจัดกิจกรรมสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อส่งเสริมหลักสูตร สถานศึกษาสนับสนุนให้ มีการจัดกิจกรรม
สิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อเสริมหลักสูตร เช่น การจัดตั้งชมรมสิ่งแวดล้อมการศึกษา นอกสถานที่ การจัดนิทรรศการ การ
แสดงละคร การใช้เสียงตามสาย และการประกวดต่าง ๆ ทาง สิ่งแวดล้อม เช่น การวาดภาพ การเขียนบทกลอน การ
ประกวดคําขวัญ การโตว้ าที ฯลฯ
11. มีการประเมินผลการดําเนินงานดา้ นสิ่งแวดล้อมศึกษาบุคลากรในสถานศึกษา นักเรียน และชุมชน มีส่วน
ร่วมในการติดตามประเมนิ ผล และนําผลการประเมินไปปรับปรงุ การดาํ เนินงานทางดา้ นสง่ิ แวดล้อมศกึ ษา
2.3 ความสำคัญของส่ิงแวดลอ้ ม
1. ความสำคัญของสิ่งแวดล้อม
ประภาพรรณ เสงวงศ์ และคณะ (2538, น. 7) ไดก้ ลา่ วถึงความสำคัญของสงิ่ แวดล้อม วา่ มีความสำคัญอย่างยิ่ง
ต่อชีวิตมนุษย์ท้ังทางตรงและทางอ้อม เพราะสิ่งแวดลอ้ มให้ปัจจัยในการดำรงชีวติ มนุษย์ทกุ อย่างแกม่ นษุ ย์ไม่ว่าจะเป็น
อากาศ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งหม่ ยารักษาโรค เมื่อมนุษย์มีพัฒนาการทางสังคมและเศรษฐกิจสูงขึ้น มนุษย์ ก็ได้
นําเอาสิ่งแวดล้อมมาใช้ดัดแปลงเป็นปัจจัยในการอํานวยความสุขสบาย เช่น น้ำแร่ธาตุต่าง ๆ มาสร้างเป็นยานพาหนะ
หิน ดิน ทราย แร่ คัดแปลงเป็นวัสดุในการก่อสร้าง ที่อยู่อาศัย นอกจาก นี้มนุษย์ยังได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติมาเป็น
วัตถดุ บิ ในการผลิตสินคา้ ตา่ ง ๆ ในระบบอุตสาหกรรม เพือ่ ประโยชนใ์ นทางเศรษฐกิจด้วย
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2535, น. 10) ได้สรุปถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ว่า
มนุษย์สามารถดำรงชีวติ อยบู่ นโลกนี้ไดเ้ นื่องจากมีสง่ิ แวดล้อม ถ้าส่งิ แวดลอ้ มมีสภาพทรุดโทรมหรือมีสภาพเสียหายย่อม
ส่งผลกระทบโดยตรงต่อมนษุ ย์และส่ิงท่มี ชี วี ติ อน่ื ๆ
พันธนภัทร วานิช (2549, น.19) ได้สรุปถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ว่าส่ิงแวดล้อมมีความสำคัญต่อมนุษย์
และสงิ่ ที่มี ชวี ิตอืน่ ๆ 3 ประการ คือ
การบริหารแหล่งเรียนรแู้ ละส่ิงแวดลอ้ ม แหลง่ เรยี นรู้และสง่ิ แวดล้อม I 30
มหาวิทยาลยั หาดใหญ่
1. มนุษยส์ ามารถดำรงชีวิตอยู่บนโลกน้ีไดเ้ นอ่ื งจากสิง่ แวดลอ้ ม
2. สิ่งแวดล้อมมีสภาพที่ทรุดโทรมหรือเกิดการเสียหายย่อมส่งผลกระทบโดย ตรงต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
อนื่ ๆ
3. มปี ระโยชน์ต่อการดำรงชวี ิตในสงั คมอย่างหนึง่ ถ้ามนุษยไ์ มร่ ู้จักใช้ ทรัพยากรและส่งิ แวดล้อมให้ถกู วิธแี ล้วจะ
ทำให้เกดิ ความเสียหายตามมา ได้แก่ ส่งิ แวดลอ้ มเป็น พิษ ซ่งึ เป็นการบ่อนทำลายชวี ิตของมนุษย์ พชื สัตว์ และการขาด
แคลนทรพั ยากรธรรมชาติ เช่น ดิน น้ำ ป่าไมแ้ ร่ธาตุ สัตวป์ า่ และแหลง่ เสริมสร้างนนั ทนาการ
ชัชพล ทรงสุนทรวงศ์ (2546) ไดก้ ลา่ วถงึ ความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ซึง่ เป็นปจั จัยพนื้ ฐานในการดำรงชีวิตของ
มนุษย์และสิ่งมีชวี ิตทั้งหลาย มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทีอ่ าศัยอยูใ่ นภูมิภาคต่าง ๆ ความสำคัญ
ของส่ิงแวดล้อมแบง่ ออกเปน็ ได้ดงั นี้
1. สงิ่ แวดลอ้ มทางกายภาพ มีความสำคญั ต่อสงิ่ มีชีวติ ทอี่ าศยั อยู่ในสง่ิ แวดล้อมนนั้ เช่น น้ำใช้เพื่อการบริโภค
และเป็นท่ีอยู่อาศัยของสัตว์น้ำ อากาศใชเ้ พอ่ื การหายใจของมนุษย์และสัตว์ ดินเป็นแหล่งทอ่ี ยู่อาศัยของส่ิงมีชีวิตบนบก
แสงแดดใหค้ วามรอ้ นและช่วยในการสงั เคราะห์แสงของพชื
2. สิง่ แวดล้อมทางชวี ภาพ จะช่วยปรับให้ส่งิ มีชวี ิตมีการเปล่ียนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม เชน่ มกี ารปรับตัว
ใหเ้ ขา้ กบั สภาพแวดลอ้ มใหม่
3. สิ่งแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไปตามการกระทำของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้น เช่นเมื่อสัตว์กินพืชมี
จำนวนมากเกินไปพืชจะลดจำนวนลง อาหารและที่อยู่อาศัยจะขาดแคลนเกิดการแก่งแย่งกันสูงขึ้นทำให้สัตว์บางส่วน
ตายหรอื ลดจำนวนลงระบบนเิ วศก็จะกลับเขา้ สภู่ าวะสมดุลอกี ครั้งหน่งึ
4. ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมในแง่ของการถ่ายทอดพลังงานระหว่าง
ผู้ผลิต ผ้บู ริโภค ผยู้ อ่ ยสลาย ในแง่ของการอยรู่ ่วมกนั เก้อื กูลกันหรือเบียดเบยี นกัน
5. เป็นปัจจยั 4 ในการดำรงชีวติ ไดแ้ ก่ เป็นแหลง่ อาหาร เปน็ ที่กำเนิดเครื่องนุ่งห่ม เปน็ วัสดุอุปกรณ์ในการ
สร้างทีอ่ ยอู่ าศัย เปน็ แหล่งกำเนิดยารกั ษาโรค
6. เป็นปัจจัยในการกำหนดพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตเป็นปัจจัยในการกำหนดระบบของสังคม
วัฒนธรรม เศรษฐกิจ อาชีพ วิถีชีวิตของมนุษย์ ซึ่งก็ส่งผลมาจากสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน การแสดงออกในรูปแบบท่ี
ตา่ งกันด้วย
สรุปได้ว่า สิ่งแวดล้อมสำคัญอย่างยิ่งต่อมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อมเนื่องสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการ
ดำเนินชีวิตของมนุษย์ มนุษย์จะดำรงชีวติ อยู่ได้จะต้องอาศัยส่ิงแวดล้อมในการดำรงชีวิต เช่น เป็นแหล่งอาหาร เป็นท่ี
กำเนิดเคร่ืองนุ่งห่ม เป็นวสั ดุอุปกรณ์ในการสรา้ งท่ีอยู่อาศัย เป็นแหลง่ กำเนดิ ยารักษาโรคและเป็นปัจจัยในการกำหนด
พฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตเปน็ ปัจจัยในการกำหนดระบบของสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ อาชีพ วิถีชีวิตของมนุษย์ ดังน้ัน
มนุษย์จะต้องรู้จกั ใชส้ งิ่ แวดลอ้ มให้เปน็ ประโยชนต์ ่อตนเองและสงั คม
2. ความสำคัญของส่ิงแวดล้อมในสถานศึกษา
สำนกั งานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแห่งชาติ (2536, น. 235) ไดก้ ล่าวถงึ ความสำคัญของสภาพแวดล้อม
ในสถานศึกษาว่า สถานศึกษาเป็นเสมือนบ้านแห่งที่สองของนักเรียน ซ่ึงนักเรียนจะต้องใช้ชีวิตในสถานศึกษาเป็นเวลา
หลายชัว่ โมงในแตล่ ะวัน โดยเฉพาะ โรงเรยี นประถมศึกษาซ่ึงนกั เรยี นยังอยรู่ ะหวา่ งประถมวัยควรได้รับการดูแลเอาใจใส่
เป็นพเิ ศษ สถานศึกษาจงึ ควรจดั สภาพแวดล้อมในสถานศึกษาให้คล้ายคลึงหรือดกี ว่าท่บี า้ น โดยสนองความต้องการของ
นักเรียน เพื่อช่วยพัฒนาท้ังด้านร่างกาย อารมณ์สังคม จิตใจ และสติปัญญา การจัดสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษามี
วัตถปุ ระสงคด์ ังนี้
การบริหารแหลง่ เรยี นร้แู ละสิ่งแวดล้อม แหล่งเรียนร้แู ละส่งิ แวดลอ้ ม I 31
มหาวิทยาลัยหาดใหญ่
1. เพือ่ จัดและปรบั สภาพแวดลอ้ ม เสริมสรา้ งบรรยากาศในสถานศึกษาให้เหมาะสม
2. การเรยี นการสอน ความเปน็ อยขู่ องนกั เรียน ตลอดจนครูอาจารยใ์ นสถานศึกษา
3. เพ่อื ให้นกั เรียนรกั และภมู ิใจในสถานศึกษาของตน
4. เพื่อให้นกั เรียนมพี ฒั นาการท้ัง 4 ดา้ น คือร่างกายอารมณส์ งั คม สตปิ ญั ญา
5. เพือ่ ใหน้ กั เรยี นมคี วามเป็นระเบียบ รักสวย รักงาม และมรี สนยิ มทดี่ ี
6. เพอื่ ให้สถานศกึ ษาเปน็ สถานที่ท่เี ป็นตัวอย่างแก่ชมุ ชน
กรมวชิ าการ (2540, น. 26) ไดก้ ล่าวถงึ ความสำคญั ของการจัดส่ิงแวดล้อมในสถานศึกษา วา่ สถานศึกษาควรมี
การส่งเสริมให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงในเรื่องสิ่งแวดล้อมจากการลงมือ กระทำกิจกรรม โครงการต่าง ๆ ท้ังใน
สถานศึกษาและชุมชน เพื่อให้เด็กเกิดความซาบซึ้ง มีจิตสำนึกที่ดี และนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ นอกจากการ
จัดการเรยี นการสอนในหอ้ งเรียน
มยุรี สงิ ห์โทราช (2540, น. 21) ไดก้ ล่าวถึง ความสำคัญของสภาพแวดล้อมในสถานศกึ ษาที่มผี ลทางการศึกษา
ว่า สถานศกึ ษาเปน็ สถานที่ท่เี ด็กได้พบสิ่งแวดล้อมหลายอย่าง เช่น ไดม้ กี ารสมาคมติดต่อกับครูและเพื่อนนักเรียนในวัย
ตา่ ง ๆ ได้อา่ นหนังสือในห้องสมุด ไดด้ ภู าพยนตร์และโทรทัศน์ และได้ฟังวิทยุที่ครูจดั ขึ้น เพือ่ ประกอบการสอน ซ่ึงล้วน
แตเ่ ปน็ ประโยชน์ ตอ่ การจัดการศึกษาท้ังสน้ิ นอกจากนย้ี งั ชว่ ยให้เด็กมปี ระสบการณ์ มีความเจรญิ งอกงามในด้านต่าง ๆ
อยา่ งมีประสิทธภิ าพ
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2541, น. 2-3) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของการจัด
บรรยากาศสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาว่าการสร้างบรรยากาศสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา มีความสำคัญเพราะจะ
พัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาของนักเรียน ส่งเสริมด้านการเรียนการสอน ส่งเสริมให้ผู้อยู่ใน
ห้องเรียนมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เป็นผู้นําและผู้ตาม ที่ดีเป็นการเสริมสร้างครู ให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ สร้างความเป็น
กนั เองระหวา่ งครกู บั นกั เรียน หรือนักเรียนกับนกั เรียน
สุปรีชา หิรัญโร (241, น. 175) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของอาคารและสภาพแวดล้อมท่ีดีในสถานศึกษา ว่าจะ
ช่วยเสรมิ สร้างความเจรญิ งอกงามทางร่างกาย จติ ใจ สตปิ ัญญา และสังคมของนกั เรียน ช่วยทำให้นักเรยี นเกดิ ความรู้สึก
ต่อการเรียนรู้ ก่อให้เกิดความจงรักภักดี และความภาคภมู ิใจต่อสถาบนั ซึ่งจะ มีผลไปถึงความพยายามท่ีจะสร้างความ
สามัคคีในหมู่คณะ การสร้างชื่อเสียงเกียรติยศให้กับตนเอง และสถาบันได้อีกด้วย นอกจากนี้แล้วสภาพแวดล้อมใน
สถานศกึ ษายงั มอี ิทธิพลต่อการหล่อหลอม พฤตกิ รรม ทัศนคติ คา่ นิยม สตปิ ัญญาและสังคมของนกั เรียนและครูอกี ด้วย
ธเนศ ขำเกิด (254, น. 53) ไดก้ ลา่ วถึง ความสำคญั ของการจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อมภายในสถานศึกษาว่า
บรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่ดีของสถานศึกษา จะมีส่วนในการเสริมสร้างความคิดและคุณธรรมต่าง ๆ อันพึง
ประสงค์ หากสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาเป็นไปด้วยดีแล้ว สถานศึกษาจะไม่ใช่สถานที่ลบเลือนความเบิกบาน
หรรษาจากตัวนักเรียน แต่จะเป็นสถานที่สร้างความหรรษาใหม่ ๆ ที่ร่มรื่นสมดังความต้องการตามวัยของนักเรียน
นักเรียนจะศึกษาเลา่ เรียนเตม็ ความรู้ ความสามารถ มคี วามรักและเขา้ ใจตนเอง รสู้ กึ ช่นื ชมกบั ความงามของโลกรอบ ๆ
ตวั และ สร้างความงามให้แกค่ นอ่นื
กรมวิชาการ (2545, น. 2-3) กล่าวว่า บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่สถานศึกษาจัด ไม่ว่าจะจัดใน
ห้องเรียน หน้าห้องเรียน บริเวณสถานศึกษา รวมถึงรอบ ๆ สถานศึกษา ล้วนมีผลต่อ การปลูกฝังคุณลักษณะนิสัยที่ดี
งามให้เกิดภายใตผ้ เู้ รียนท้ังส้ิน อาทิ
1. การที่นักเรียนได้เรียนในห้องเรียนที่สะอาด ทาสีอ่อนโยน แสงนุ่มนวล มีต้นไม้ กระถาง มีรูปภาพที่ดูแล้ว
สบายใจ มีซุ้มหรือมุมสงบได้หาความรู้ด้วยตนเอง นักเรียนมีความคุ้นเคยกับความสะอาดความเป็นระเบียบเรียบร้อย
ตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนมีความกระตือรือร้น มากยิ่งขึ้น เกิดความเชื่อมั่น มีความรักและไม่อยากให้ห้องเรียน
และสถานศึกษาสกปรก เกิดความเคยชินกับความสะอาด ความสวยงาม ความเป็นระเบียบน่าอยู่ที่สถานศึกษา
การบริหารแหลง่ เรยี นร้แู ละสิ่งแวดลอ้ ม แหล่งเรยี นรู้และสงิ่ แวดลอ้ ม I 32
มหาวทิ ยาลยั หาดใหญ่
จนซึมซับสิ่งดี ๆ ที่ ได้รับเกิดความรับผิดชอบและมีวินัยในตนเอง จนสามารถถ่ายโอนประสบการณ์เหล่านี้เชื่อมโยงสู่
การปฏบิ ตั ใิ นชีวติ ประจำวันได้
2. สิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาของผู้เรียนทุกด้านได้มากที่สุด คือ ครู เพราะครู สามารถประสาน
เชื่อมโยงการอบรมเล้ียงดูให้มกี ารพัฒนาไปในทางท่ีดีอยา่ งต่อเนือ่ ง ครูจึงนับเป็นสงิ่ แวดลอ้ มท่ีมีอทิ ธิพลมากที่สุดต่อการ
ปลูกฝังเจตคติ คา่ นยิ ม และการเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมของนักเรียน
3. เพื่อน เป็นสิ่งแวดล้อมที่สำคัญมากในการสร้างเจตคติ ค่านิยม และพฤติกรรมของ นักเรียนรองจากครู
โดยเฉพาะวัยรุ่น วัยที่กําลงั เปลีย่ นแปลงทัง้ ทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม นักเรียนที่มีสุขภาพจิตดี เข้ากับเพื่อน
และครูได้ดี มีความรักและเขา้ ใจเพื่อน ชอบสถานศึกษา มักจะเรียนรูอ้ ย่างมคี วามสขุ มีความคดิ สร้างสรรค์ และพร้อมที่
จะเรยี นรู้เพ่ือพัฒนาตนเองตามศักยภาพ
4. การจัดศูนย์วิชาการในห้องเรียน เป็นอีกแนวหนึ่งที่จะสนับสนุนให้ผู้เรียนมี ประสบการณ์ทางการเรี ยน
ได้มากที่สุด ตามความสนใจ ความตอ้ งการและความถนดั อกี ทง้ั ยังมผี ล ต่อการเสริมสรา้ งเจตคตใิ นการเรยี นรู้ ตลอดจน
การสร้างลักษณะนิสัยใฝ่รูใ้ ฝ่เรียน รักการค้นคว้า และแสวงหาความรู้ด้วยตนเองและสามารถเรียนรว่ มกับเพื่อนในกล่มุ
ย่อยและกลุ่มใหญ่ และยัง เสริมสร้างคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนอีกหลายรูปแบบ อาทิ ความรับผิดชอบใน
การศึกษา หาความรู้ได้เองจากสื่อและกิจกรรมต่าง ๆ ในศูนย์ นอกจากนี้ยังมีอิทธิพลต่อความสัมพันธอ์ ันดี ระหว่างครู
กบั นกั เรยี น และนกั เรยี นต่อนกั เรยี น ทำให้กระบวนการเรยี นการสอนสมบูรณ์ย่งิ ขึน้
5. บรรยากาศในชั้นเรยี น เปน็ อีกปัจจัยหน่ึงท่ีมีอิทธพิ ลตอ่ การเรยี นรู้ของนักเรียน โดยตรง บรรยากาศการเรียน
ท่ีดีจะช่วยสนับสนนุ ให้นกั เรยี นไดเ้ รียนเต็มความสามารถ และสง่ เสริมความรว่ มมือระหว่างครูและนกั เรยี น และระหว่าง
นักเรียนด้วยกัน จะช่วยให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสูง มีความสามารถในการแก้ปัญหา มีความคิดริเร่ิม
สร้างสรรค์ มเี จตคตทิ ดี่ ีต่อตนเองและผูอ้ น่ื
กระทรวงศึกษาธิการ (2545, น. 12) ได้ให้ความสำคัญของการจัดสภาพแวดล้อมใน สถานศึกษาว่า การท่ี
สถานศึกษามีสภาพแวดล้อมและองค์ประกอบอื่น ๆ ครบถ้วน เป็นสถานศึกษาที่มีความพร้อมในการจัดการศึกษาเป็น
อย่างดี สง่ ผลใหผ้ ู้เรยี นได้รบั การพฒั นาครบถ้วนเป็นตวั อยา่ ง แก่ชมุ ชน และสงั คมได้รบั การพฒั นาด้วย
กรมอนามัย (2546, น. 3) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของการจัดสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษา ตามโครงการ
สถานศึกษาส่งเสริมสุขภาพ ที่สอดคล้องกับนโยบายขององค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าสถานศึกษาต้องจัดส่ิงแวดล้อม
ในสถานศึกษาที่เอื้อต่อสุขภาพ เพื่อให้เด็กได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ สะอาด ปลอดภัย เอื้อต่อการเรียนรู้ โดยเน้นการ
ดำเนนิ การตามศักยภาพทัง้ หมดท่ีสถานศึกษาและชมุ ชนมีอยู่
นรา สมประสงค์ และเสรี ลาชโรจน์ (2546, น. 60) ไดส้ รปุ ความสำคญั ของสภาพแวดลอ้ มในสถานศกึ ษา ดงั น้ี
1. สภาพแวดลอ้ มทดี่ ใี นสถานศกึ ษาช่วยยกระดบั คณุ ภาพการดำรงชีวิตประจำวนั ใน สถานศกึ ษาได้
2. สภาพแวดลอ้ มทไ่ี ด้รับการพฒั นาอยา่ งเหมาะสม จะช่วยพฒั นาคนในสถานศกึ ษา ได้อย่างรอบด้าน
3. สถานศึกษาที่มสี ภาพแวดล้อมทีด่ ีจะเป็นแบบอยา่ งที่ดใี นการพฒั นาสภาพแวดลอ้ มในชุมชน
สรุปได้ว่า สภาพแวดลอ้ มในสถานศึกษาถอื ว่ามีความสำคญั อยา่ งมาก เนอ่ื งจากสถานศกึ ษาเปน็ เสมอื นบา้ นแห่ง
ที่สองของผุ้เรียน ซ่ึงผู้เรียนจะต้องใช้ชีวิตในสถานศึกษา สถานศึกษาจึงต้องจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาที่เอื้อต่อ
การเรียนรู้เพื่อช่วยพัฒนาผู้เรียนให้ครบทุกด้านทั้งด้านร่างกาย อารมณ์สังคม จิตใจ และสติปัญญา ตลอดจนบุคลากร
จะต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาที่ดีจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้ชุมชนในการพัฒนา
สง่ิ แวดลอ้ มในชุมชนดว้ ย
การบรหิ ารแหล่งเรียนรแู้ ละสิ่งแวดลอ้ ม แหล่งเรียนรู้และสง่ิ แวดล้อม I 33
มหาวทิ ยาลัยหาดใหญ่
2.4 ประเภทของส่งิ แวดลอ้ ม
1. ประเภทของสง่ิ แวดล้อม
วินัย วีระวัฒนานนท์ (2539, น. 86) กล่าวว่าสงิ่ แวดลอ้ มไดแ้ บง่ ออกเป็น 2 ประเภท ไดแ้ ก่
1. สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นตาม ธรรมชาติเช่น ดิน น้ำ อากาศ
แสงแดด ป่าไม้ สัตว์ ฯลฯ สิ่งแวดลอ้ มทีเ่ กิดขึ้นเองตามธรรมชาตินี้ บางชนิดอาจต้องใช้เวลานานนับร้อยนับพันปี จึงจะ
เกิดขึ้นมาได้ แต่บางชนิดก็อาจใช้เวลาในการ เกิดสั้นเพียงแค่ชั่วโมงหรือเพียงวันเดียวก็สามารถเกิดขึ้นมาได้ เช่นการ
ยบุ ตัวของเปลอื กโลกจากแผ่น ดินไหว สงิ่ แวดล้อมที่เกิดข้ึนเองตามธรรมชาตนิ ส้ี ามารถแบง่ ย่อยออกไปได้อกี 2 ประเภท
คือ
1.1 สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ได้แก่ มนุษย์ สัตว์ พืช ฯลฯ สิ่งมี ชีวิตเหล่านี้อาจมีรูปทรงแปลก
แตกต่างกนั ไป ทั้งนี้ขึ้นอย่กู บั ชนดิ และพันธุกรรมของสง่ิ ตา่ ง ๆ เหล่านั้น
1.2 สิ่งไม่มีชีวิตที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสามารถมองเห็นได้ จับต้องได้ และไม่สามารถมองเห็น เช่น ดิน
นำ้ อากาศ แสงสวา่ ง เสียง รงั สคี วามรอ้ น เปน็ ต้น
2. สิ่งแวดล้อมท่ีมนุษย์สร้างขึ้น หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างทีม่ นุษยส์ ร้างขึน้ มา โดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ สิ่งแวดล้อม
ประเภทนแี้ บง่ ย่อยออกได้อกี 2 ประเภท คือ
2.1 สงิ่ แวดล้อมทางกายภาพ หรอื สง่ิ แวดล้อมท่ีเป็นรูปธรรม หมายถึง ส่ิงแวดลอ้ มท่ีมนุษย์สร้างขึ้นมา และ
สามารถมองเห็นได้เช่น โต๊ะ เก้าอี้ รถยนต์ ฯลฯ รวมทั้ง สิ่งที่จําเป็นและฟุ่มเฟือย ที่มนุษย์เลือกสร้าง
ข้นึ ในท่ตี า่ ง ๆ ตามแตต่ ้องการ
2.1 ส่งิ แวดลอ้ มทางสงั คมที่เปน็ นามธรรม หมายถงึ สง่ิ แวดลอ้ มที่มนุษย์ สรา้ งขึ้นโดยต้ังใจและไม่ไดต้ ้ังใจ ไม่
มีตัวตน ไม่มีรูปร่าง สาเหตุที่สร้างขึ้นมาก็เพื่อความเป็น ระเบียบของการอยู่ร่วมกันในสังคมเช่น
วฒั นธรรม ประเพณี ศาสนา กฎระเบียบ เป็นต้น
เชาว์ เพ็ชรราช ( 2538, น. 2) กล่าวว่าคุณสมบัติเฉพาะของสิ่งแวดล้อมมีลักษณะ โดดเด่นเป็นของตนเองพอ
สรปุ ไดด้ งั น้ี
1. สิ่งแวดล้อมที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัว มีความเด่นชัดแตกต่างจากสิ่งแวดล้อมอื่นเช่น น้ำ อากาศ สัตว์ป่า แร่
ธาตุเป็นต้น
2. สง่ิ แวดลอ้ มตา่ ง ๆ ที่มีสง่ิ แวดลอ้ มอนื่ รว่ มอยดู่ ้วยเสมอจะไม่โดดเด่ียวในธรรมชาติ เชน่ ตน้ ไม้กับดิน ปา่ ไม้กับ
สัตว์ แร่ธาตุเปน็ ตน้
3 สิ่งแวดล้อมทั้งหลายมักอยู่รวมกันเป็นกลุ่มมีระบบแน่นอนในความสัมพันธ์ที่พึ่งพา อาศัย ซึ่งกันและกัน
หมายถึงกล่มุ ของส่งิ มชี ีวติ ทจี่ ัดระบบอยา่ งแนน่ อนในสงิ่ แวดล้อมแหง่ ใด แห่งหนึง่ ท่เี รียกว่า ระบบนเิ วศ (Ecosystem)
4. สิ่งแวดล้อมทั้งหลายมักมคี วามสัมพันธ์กันเป็นลูกโซ่และเมื่อทำลายสิ่งแวดล้อม ชนิดหนึ่งย่อมส่งผลกระทบ
ตอ่ เน่ืองไปยงั ส่ิงแวดลอ้ มอ่ืน ๆ เสมอ
5. สิ่งแวดลอ้ มแต่ละประเภทมีความเปราะและความคงทนตอ่ สิง่ กระทบแตกต่างกัน เช่น สัตว์น้ำ พืชน้ำแต่ละ
ชนิดมีความแตกต่างกันในความอยู่รอดของชีวิตและมีคุณสมบัติเปลี่ยนแปลง ไปจึงมีชีวิตอยู่ได้เช่น ปะการังในทะเล
สตั วน์ ้ำตืน้ สตั วน์ ้ำลกึ เปน็ ตน้
6. สิ่งแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงเสมอตามกาลเวลาที่แปรเปลี่ยนไป เช่น การผลัดใบ 1 ของป่าไม้เขตมรสุม
หรอื พื้นทบ่ี างแหง่ ของเขตป่ามรสมุ ถูกนำมาใช้เปน็ สถานที่กอ่ สร้างศูนย์กลาง ธรุ กิจอตุ สาหกรรมไปแล้วจะให้กลับมาเป็น
ป่าไมด้ ังเดิมคงเป็นไปได้ยาก ลักษณะเชน่ น้นี บั ได้วา่ เป็นการเปลย่ี นแปลงอย่างถาวร
การบรหิ ารแหลง่ เรยี นรแู้ ละส่ิงแวดล้อม แหล่งเรียนรูแ้ ละสงิ่ แวดลอ้ ม I 34
มหาวิทยาลยั หาดใหญ่
มลู นิธิสบื นาคะเสถยี ร (2542) ได้แบ่งประเภทของสง่ิ แวดลอ้ มสามารถแบ่ง 2 ประเภท ดงั นี้
1. สง่ิ แวดล้อมทางธรรมชาติ (Natural environment) หมายถึง สิ่งท่เี กิดข้ึนเองตามธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ สัตว์
ป่า อากาศ ดนิ น้ำ มนุษย์ สิ่งเหล่านต้ี อ้ งอาศยั สง่ิ แวดล้อมอ่ืนประกอบ ซ่ึง สามารถแบ่งออกเปน็ 2 ประเภท ดังน้ี
1.1. สิ่งที่มีชีวิต (Biotic Environment) หรือเรียกว่า สิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ (Biological
Environment) ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมีคุณสมบัติเฉพาะตัวของสิ่งที่มีชีวิต เช่น พืช สัตว์
มนุษยเ์ ปน็ ตน้
1.2. ส่งิ ที่ไม่มชี วี ิต (Abiotic Environment) หรือ ส่งิ แวดล้อมทางกายภาพท่ีอาจจะ มองเห็นหรือมอง
ไมเ่ ห็น เชน่ แร่ธาตุ อากาศ เสยี ง เปน็ ตน้
2. สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-Made Environment) ที่ได้จากทรัพยากรดั้งเดิม แล้วมนุษย์เป็นผู้
ดัดแปลง เช่น ถนน บ้านเมือง เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมเป็นนามธรรม (Abstract or Social Environment) เช่น
วฒั นธรรม ประเพณี การเมอื ง ศาสนา กฎหมายเปน็ ต้น
สรุปไดว้ ่า สิง่ แวดล้อมแบง่ ได้เปน็ 2 ประเภท ได้แก่
1. สิ่งแวดล้อมที่มีเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ (Natural environment) หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
ประกอบดว้ ยส่ิงแวดล้อมท่ีมชี วี ิตและส่ิงทีไ่ มม่ ีชวี ติ
1.1 ส่ิงทมี่ ชี วี ติ หรอื เรยี กว่า สง่ิ แวดล้อมทางชีวภาพ ซึ่งมรี ปู ทรงแตกตา่ งกนั ออกไปขึน้ อยู่กับพนั ธุกรรม
เช่น มนุษย์ สัตว์ พืช เปน็ ตน้
1.2 สิ่งที่ไม่มีชีวิต หรือสิ่งแวดลอ้ มทางชีวภาพท่ีเกิดเองตามธรรมชาติ สามารถมองเห็นจับต้องได้และ
ไมส่ ามารถเหน็ เช่น ดนิ น้ำ อากาศ แสงสวา่ ง เสยี ง รงั สี ความรอ้ น เป็นต้น
2. สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-Made Environment) หมายถึง สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นสามารถที่ได้จาก
ทรัพยากรดัง้ เดิม
2.1 สิ่งแวดล้อมทางกายภาพหรือเป็นสิ่งแวดลอ้ มที่เป็นรูปธรรม สามารถมองเห็นจับต้องได้ เช่น โต๊ะ
เกา้ อี้ รถยนต์ สง่ิ ก่อสร้าง ฯลฯ
2.2 ส่งิ แวดลอ้ มทางสังคมหรือสิง่ แวดล้อมทีเ่ ปน็ นามธรรม ไม่มีตัวตน ไม่มี รปู ร่าง สาเหตทุ ่มี นษุ ย์สร้าง
สิ่งแวดล้อมทางสังคมขึ้นมาก็เพื่อความเป็นระเบียบทางสังคม เช่น กฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ
ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม เปน็ ตน้
2. ประเภทของสิ่งแวดล้อมในสถานศกึ ษา
กรมสามัญศึกษา (อ้างถึงใน เรณู ครุฑไทย, 2542, น. 26) ได้แบ่งประเภทของการสร้าง บรรยากาศ
สภาพแวดล้อมในสถานศึกษาไว้ 3 ประเภท คอื
1. บรรยากาศสภาพแวดล้อมด้านกายภาพ เป็นบรรยากาศสภาพแวดล้อมที่มองเห็นเป็น รูปแบบ เช่น อาคาร
เรียน อาคารประกอบ หอ้ งเรยี น หอ้ งปฏบิ ตั ิการ สาธารณูปโภค สนามกีฬา สวนหย่อม
2. บรรยากาศสภาพแวดล้อมด้านการจัดการบริหาร หมายถึงบรรยากาศ สภาพแวดล้อม ที่สร้างเสริมให้
สมาชกิ ทุกคนร่วมกันทำงานอย่างมีความสุข มีการสรา้ งขวัญและกําลังใจในการทำงาน ยิม้ แย้มแจ่มใสเขา้ หากัน การให้
สวสั ดกิ าร
3. บรรยากาศสภาพแวดล้อมทางวิชาการ ได้แก่ การจัดการเรียนการสอนทั้งในและนอกห้องเรียน ตลอดจน
การจัดบรกิ ารเพ่ือส่งเสริมสนับสนนุ ทางวชิ าการตา่ ง ๆ ท่จี ะทำให้นักเรียน เกดิ การเรียนรภู้ ายใต้บรรยากาศท่ีมีชีวิตชีวา
สดชื่น แจม่ ใส มีความรู้สึกรักสถานศกึ ษา รักครู รกั เพือ่ น
การบรหิ ารแหล่งเรยี นรแู้ ละส่ิงแวดล้อม แหล่งเรียนรูแ้ ละสง่ิ แวดลอ้ ม I 35
มหาวทิ ยาลยั หาดใหญ่
อำภา บุญช่วย (2542, น. 144) ได้แบ่งประเภทของบรรยากาศสภาพแวดล้อมใน สถานศึกษาไว้ 2 ประเภท
คือ
1. การจดั บรรยากาศสภาพแวดล้อมในห้องเรยี น
2. การจดั บรรยากาศสภาพแวดล้อมนอกหอ้ งเรียน
การจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อมในห้องเรียน ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ดังนั้น ห้องเรียนควรมี
บรรยากาศสภาพแวดล้อมที่เอ้ืออํานวยให้นักเรียนไดป้ ระสบการณ์ในทางบวกเพ่ือ พฒั นาตนเอง ให้มที ัศนะอันกว้างต่อ
สงั คมทีน่ ักเรยี นปฏิสัมพันธ์ดว้ ย
การจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน เป็นการเสริมสร้างการเรียนรู้ที่ดีแก่ นักเรียน บรรยากาศ
สภาพแวดล้อมนอกหอ้ งเรียนเป็นส่วนหนึ่งที่นักเรียนไดส้ ัมผัสอยู่ทุกวัน อาคาร เรียน อาคารประกอบ ตลอดจนบริเวณ
สถานศึกษาควรได้รับการปรับปรุง ตกแต่งให้สวยงาม เพราะสิ่งเหล่านี้เอื้อต่อการเรียนการสอน ถ้าหากบริเวณ
สถานศึกษาร่มเย็น สดชื่น มีสีสัน ก็เป็น สิ่งจูงใจให้นักเรียนอยากมาสถานศึกษา มีความรัก หวงแหน ภาคภูมิใจใน
สถานศึกษาของตน และเสริมสรา้ งการเรยี นรแู้ ก่นกั เรยี น
ธเนศ ขำเกิด (2544, น. 47-51) ได้แบ่งประเภทของการจัดสภาพแวดล้อมของ สถานศึกษาเป็น 3 กลุ่มใหญๆ่
ดังนี้
1. สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ได้แก่ สภาพแวดล้อมที่เป็นวัตถุ เช่น บริเวณสถานศึกษา อาคารเรียน อาคาร
ประกอบ ห้องเรียน ห้องประกอบ ครภุ ณั ฑ์ และวสั ดุอปุ กรณต์ า่ ง ๆ
2. สภาพแวดล้อมทางวิชาการ ได้แก่ การจัดบรรยากาศการเรียนการสอนทั้งในและ นอกห้องเรียน ตลอดจน
การจัดบริการเพื่อส่งเสริม สนับสนุนวิชาการต่าง ๆ ที่จะทำให้นักเรียนได้รับ ความรู้ ประสบการณ์ให้มากที่สุด ภายใต้
บรรยากาศที่มีชีวิตชีวา เรียนสนุก สอนสนุก ครูรักเด็กเด็กรักครู รักเพื่อน ไม่มีบรรยากาศแห่งความน่ากลัว หวาดผวา
วติ กกังวล ทกุ คนอยากมา สถานศึกษา
3. สภาพแวดล้อมทางการบริหารจัดการได้แก่ ระบบการบริหาร การจัดการภายในสถานศึกษา ที่ส่งเสริมให้
บุคลากรปฏิบตั ิงานสำเร็จลงด้วยความร่วมมอื รว่ มใจกัน
นรา สมประสงค์ และ เสรี ลาชโรจน์ (2546, น. 61-62) ได้แบ่งประเภทของสิ่งแวดลอ้ ม ในสถานศึกษาเป็น 2
ลกั ษณะ คอื
1. สภาพแวดล้อมท่ีเกดิ ข้นึ เองตามธรรมชาติ แยกออกเปน็ สองประเภทคือ
1.1 สภาพแวดลอ้ มทมี่ ีชวี ิต คือ คนทกุ คน พชื และสัตว์ทกุ ชนดิ ท่ีมีในสถานศึกษา
1.2 สภาพแวดล้อมที่ไม่มีชีวิตซึ่งเกิดขึ้นองตามธรรมชาติ เช่น สภาพอากาศแสงแดด อุณหภูมิ
ทัศนียภาพของลกั ษณะภมู ิประเทศ ลกั ษณะที่ตงั้ รวมท้งั ปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ
2. สภาพแวดล้อมท่ีมนษุ ยส์ ร้างข้ึน ได้แก่
2.1 สภาพแวดล้อมทางกายภาพ หมายถึง สิ่งที่สามารถมองเห็นหรือจับต้องได้ ซึ่งปรากฏอยู่ใน
สถานศึกษาในหลายๆลักษณะ เช่น สถานที่ สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ห้องต่าง ๆ และ ส่วนประกอบ
สาธารณูปโภค ลักษณะบริการด้านสุขภาพอนามัยและความปลอดภัย เครื่องมือ สื่อ การเรียน
การสอน และวสั ดุอุปกรณท์ มี่ ีอยู่ในสถานศึกษา
2.2 สภาพแวดล้อมทางสังคม ซึ่งหมายถึงสภาพแวดล้อมซึ่งเป็นความรู้สึกที่เกิดจาก การอยู่และ
ปฏิบัติงานร่วมกันของคนในสถานศึกษา ซึ่งแบ่งออกเป็น สภาพแวดล้อมด้าน ปฏิสัมพันธ์ของ
บุคคล
พนั ธนภัทร วานิช (2549, น. 18 ) ไดแ้ บ่งประเภทของส่ิงแวดลอ้ มในสถานศกึ ษา 3 ประเภท ดงั นี้
การบรหิ ารแหล่งเรียนรู้และสิ่งแวดล้อม แหล่งเรยี นรู้และสงิ่ แวดล้อม I 36
มหาวทิ ยาลัยหาดใหญ่
1. สิ่งแวดล้อมด้านการบริหารจัดการ หมายถึง การกำหนดนโยบาย การวางแผนการนิเทศ การประเมินผล
เกีย่ วกับสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษา
2. สงิ่ แวดลอ้ มทาง กายภาพ หมายถึง สิ่งแวดลอ้ มท่เี ป็นวตั ถุ อาคารสถานที่ และบริเวณสถานศึกษา
3. สิ่งแวดลอ้ มดา้ นการจัดการเรยี นการสอน หมายถึง การจัดการเรียนการสอน ความคดิ สร้างสรรค์ กิจกรรม
การพัฒนาและการรายงานผลการดาํ เนินงาน เพ่ือสนบั สนนุ การดาํ เนินงานดา้ นส่งิ แวดลอ้ ม
สรุปได้วา่ ประเภทของสงิ่ แวดล้อมในสถานศกึ ษาสามารถแบง่ เป็น 3 ประเภทคือ
1. สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เป็นบรรยากาศสภาพแวดล้อมที่มองเห็นเป็นรูปแบบ เช่น อาคารเรียน อาคาร
ประกอบ ห้องเรยี น ห้องปฏิบัตกิ าร และบรเิ วณสถานศกึ ษา
2. ส่งิ แวดล้อมด้านการจัดการบริหาร หมายถึง บรรยากาศสภาพแวดล้อม ระบบการบริหาร การจดั การภายใน
สถานศกึ ษา ทสี่ ร้างเสรมิ ให้สมาชกิ ทกุ คนร่วมกนั ทำงานอย่างมีความสขุ ในการกำหนดนโยบาย การประเมนิ ผล
3. สิ่งแวดล้อมด้านวิชาการ ได้แก่ การจัดการเรียนการสอนทั้งในและนอกห้องเรียน ตลอดจนการจัดบริการ
เพื่อส่งเสริมสนับสนุนทางวิชาการต่าง ๆ กิจกรรมการพัฒนาและการรายงานผลการดําเนินงาน เพื่อสนับสนุนการท่จี ะ
ทำให้นักเรียนได้รับความรู้ ประสบการณ์ให้มากที่สุด ภายใต้บรรยากาศที่มีชีวิตชีวา เรียนสนุก สอนสนุก ไม่มี
บรรยากาศแหง่ ความน่ากลัว หวาดผวา วติ กกงั วล ทุกคนอยากมาสถานศึกษา
2.5 ประโยชนข์ องสิ่งแวดล้อม/สภาพแวดล้อม
จากงานวิจัยและนิยามของคำว่าสภาพแวดล้อมทำให้เราทราบว่า สภาพแวดล้อมคือ สิ่งต่าง ๆที่อยู่
รอบตัวทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตที่อยู่ภายในสถานศึกษา อันมีผลกระทบต่อครู นักเรียน และบุคลากรอื่น ๆ ภายใน
สถานศึกษา ดังนั้นผลกระทบดังกล่าวที่เป็นไปในทิศทางบวกย่อมทำให้เกิดประโยชน์ โดยสามารถจำแนกประโยชน์ที่
ได้รับจากสิ่งแวดล้อมออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ คือ 1) ประโยชน์ในเชิงรูปธรรม และ 2) ประโยชน์ในเชิงนามธรรม (ณัฐภัค
อุทโท. 2558; พระครูใบฎีกามณฑล เขมโก (ชูโตศรี). 2562; วีซานา อับดุลเลาะ, วุฒิชัย เนียมเทศ. 2563; ประยูร
อนันต๊ะ. 2559) โดยมีรายละเอยี ดดังน้ี
1) ประโยชน์ในเชิงรูปธรรม เนอื่ งจากการหากเราสามารถดูแลสภาพแวดล้อมให้อยู่ในสภาพที่ดี จะส่งผลให้
โรงเรียน หรือ สถานศึกษามีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดและปลอดภัย ในส่วนของผู้เรียนมีพัฒนาการทางด้าน
รา่ งกายทีแ่ ขง็ แรง
2) ประโยชน์ในเชิงนามธรรม เนื่องจากสภาพแวดล้อมจะมีอิทธิพลต่อ ครู นักเรียน ดังนั้นหากเป็น
สภาพแวดลอ้ มทางบวก ย่อมทำให้ผู้เรียนสามารถเรยี นรู้ไดอ้ ย่างเต็มที่ พัฒนาทัง้ ด้านจติ ใจ สังคม และสตปิ ญั ญา โดยมี
ส่วนสำคัญที่ทำให้ผูเ้ รียนได้เกดิ การเรียนรู้ร่วมกันอย่างมีความสขุ มีความรู้สึกที่ดีต่อมหาวิทยาลัยและโรงเรียน มีความ
อยากไปโรงเรียน มแี รงจูงใจในการเรียนรู้ ชว่ ยหลอ่ หลอมพฤตกิ รรมของนักเรียนให้กลายเปน็ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
จนสามารถปรับตวั ใหเ้ ข้าตอ่ การเปลย่ี นแปลง และส่งผลต่อดำรงชีวิตที่ประสบความสำเรจ็ ไดใ้ น ส่วนครูยอ่ มส่งผลให้เกิด
การทำงานมปี ระสทิ ธิภาพมากขึน้ มคี วามอยากไปโรงเรียน มแี รงจงู ใจในการทำงานอนาคต
2.6 การบรหิ ารจดั การและแนวทางการพฒั นาสง่ิ แวดลอ้ มในสถานศึกษาตามหลกั การบริหาร 4 M’s
2.6.1 ทรัพยากรในการบรหิ าร (4M)
ดอกจันทร์ คํามีรัตน์, บุญทัน ตอกไธสง, และ อิมรอน มะลืม. (2552). กล่าวว่า ทรัพยากรในการบริหาร
(Resources) ได้แก่ วัตถุและเครื่องใช้เพื่อประกอบการดําเนินงานรวมไปถึง ความสามารถในการจัดการทรัพยากรใน
การบรหิ ารสามารถแบง่ แยกได้เปน็ 4 ประเภท หรอื เรยี ก ย่อ ๆ ว่า 4 M คือ
การบริหารแหล่งเรียนรูแ้ ละส่ิงแวดลอ้ ม แหลง่ เรียนรู้และสิ่งแวดล้อม I 37
มหาวทิ ยาลยั หาดใหญ่
1. บคุ ลากร (Man)
มีการกำหนดนโยบายการบริหารงานให้พนักงานแต่ละคนต้องผ่านกระบวนการการฝึกฝน ทักษะ
ความสามารถก่อนเข้างาน จึงจะมอบหมายงานที่มีลักษณะเหมาะสมกับทักษะที่มีให้แต่ละคน เป็นไปตามแนวคิดของ
Max Weber (184-1920) ทฤษฎีการจัดการตามระบบราชการ (IBureaucratic management) ท่ีองค์การควรจะถูก
บริหารบนพื้นฐานของเหตุผล และไม่เป็นส่วนตัว โดยการแบ่งงานกันทําเฉพาะค้าน มีการส่งเสริมพัฒนาความรู้
ความสามารถของพนกั งานใหเ้ กิด ความเชี่ยวชาญอยูต่ ลอดเวลา สร้างคนให้มีประสิทธภิ าพมคี วามพรอ้ มตอ่ การทำงาน
และการเรียนรู้ งานใหม่ๆ เพื่อให้ชิ้นงานท่ีผลิตออกมามีคุณภาพ เป็นการบริหารคนใหม้ ีประสิทธิภาพตามแนวคดิ ของ
วิรัช วิรัชนิภาวรรณ (2548) ที่กล่าวว่าการบริหารคนเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการบริหาร และเรียกได้ว่าเป็น
องค์ประกอบของการบริหาร ท่ผี บู้ ริหารแตล่ ะคนนาํ ไปในในกระบวนการทำงาน เพื่อใหบ้ รรลตุ ามวตั ถุประสงค์ทต่ี งั้ ไว้
2. งบประมาณ (Money)
มีการกำหนดแนวทางการบริหารการใช้จ่ายเงินหรือต้นทุนการผลิตอย่างประหยัดและ คุ้มค่า ให้ได้
ผลลัพธ์มากกว่าต้นทุนที่กำหนดไว้ ซึ่งการบริหารการเงินองค์ประกอบที่สำคัญของการบริหารจัดการตามแนวคิดของ
วิรัช วิรัชนิภาวรรณ (2548) การควบคุมการผลิตงานที่มีผลงานที่ไม่มีคุณภาพให้น้อยที่สุด ซึ่งมาจากเทคนิคเครื่องมือ
เครื่องใช้และพนักงานผลิตที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรง เป็นหลักของการบริหารในด้านการควบคุมของเฮนรี ฟาโยล
(Herry Fayol) และพัฒนาสงิ่ เหลา่ น้ีอยู่ตลอดเวลา การใช้เคร่ืองมืออย่างระมัดระวังและชว่ ยกันดูแลรักษาเพ่ือให้ต้นทุน
การผลิตที่มีในกระบวนการต่าง ๆ เป็นไปอย่างประหยัดคุ้มค่า ทำให้องค์กรมีเงินไปพัฒนาด้านอื่น ๆ หรือการ จัด
สวัสดิการอื่นเพิ่มเติมให้พนักงานได้ต่อไป กล่าวคือการบริหารการเงินเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเชิงกลยุทธ์ได้โดย
คำนึงถึง 1) ลักษณะการดําเนินงานขององค์กร 2) ลักษณะธุรกิจในอนาคต 3) สภาพแวดล้อม 4) การจัดสรรทรัพยากร
5) การปฏิบัตงิ านใหบ้ รรลุตามวัตถปุ ระสงค์
นอกจากนั้นการบริหารการเงินอย่างประหยัดและคุ้มค่านั้นมีความสอดคล้องกับการ กำหนดกลยุทธ์
ระดับธุรกิจที่ต้องการเป็นผู้นําด้านต้นทุนต่ำ (Call Leadtrip) ในเชิงการแข่งขัน เป็นการกำหนดกลยุทธ์ที่ครอบคลุม
วธิ กี ารในการแข่งขนั แกผ่ เู้ ก่ยี วขอ้ งในหนว่ ยงาน (Functices) ตา่ ง ๆ มุ่งเน้นให้แผนกงานตามหน้าทีพ่ ฒั นากลยุทธข์ ึ้นมา
โดยอยู่ภายใต้กรอบของกลยุทธ์ เช่น แผนการผลิต แผนการตลาดแผนการดําเนินงานทั่วไป แผนการด้า นทรัพยากร
บุคคล แผนการเงิน เปน็ ตน้
3. วสั ดุอุปกรณ์ (Material)
โดยการกำหนดแนวทางการใช้งานเครื่องมือเครื่องใช้ที่เป็นส่วนสำคัญของการผลิตออกมา ให้มี
คณุ ภาพและผลิตได้ในระยะเวลาทก่ี ำหนด ดงั น้นั จึงกําหนดให้พนักงานทุกคน ตอ้ งมคี วามรู้ ความสามารถในการใช้งาน
เครื่องมือต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี โดยมีการฝึกฝนและทำความเข้าใจรวมถึง เทคนิคต่าง ๆ ที่จะเป็นการดูแลรักษาและ
ป้องกันอันตรายหรอื ความเสียหายทีอ่ าจเกิดข้ึนระหว่างปฏบิ ัติงานได้
4. การจัดการ (Management))
มีการกำหนดกลยุทธ์การบริหารงานที่คำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมภายในและภายนอกองค์กร โดยทำการ
วิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาสและอุปสรรคที่มีผลกระทบต่อการบริหารงานอยู่ตลอดเวลา เพื่อพากลยุทธ์ในการ
หลีกเลี่ยงและปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารให้สอดคล้องกับ สภาพแวดล้อมทายในและภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไป
เป็นกลยุทธ์การบริหารที่มีความครอบคลุม การจัดการ 4M โดยใช้หลักการควบคุมเป็นส่วนสำคญั ของการบริหารซึง่ จะ
ทำให้เกิดประสทิ ธิภาพ ในการบริหารจัดการ โดยที่ต้องควบคมุ ปริมาณงาน ควบคุมคุณภาพของงาน ควมคุมเวลา การ
ทำงานของพนักงาน และควบคุมค่าใช้จ่ายในการปฏบิ ัติงานต่าง ๆ เหล่านี้จะส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กร และต้อง
สร้างจิตสาํ นกึ รักองค์กรใหโ้ ตขน้ึ กบั พนักงานทุกคนรว่ มท้ังผูบ้ ริหารดว้ ยกันด้วย ท่ีสง่ ผลต่อการมสี ว่ นรว่ มในกระบวนการ
ตา่ ง ๆ ท่ีจดั ทำขน้ึ เพือ่ พัฒนาองค์กรให้มงุ่ ไปสู่ความ เปน็ เลิศในด้านการจดั การภายใน ไดแ้ กก่ ารรกั ษามาตรฐานการผลิต
การบรหิ ารแหลง่ เรยี นรแู้ ละสิ่งแวดล้อม แหลง่ เรียนรู้และสิง่ แวดลอ้ ม I 38
มหาวทิ ยาลยั หาดใหญ่
สินค้าที่มีคุณภาพ การสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยในการผลิตให้กับพนักงานและการบริการลูกค้าที่มี
ประสิทธภิ าพ รวมถึงการดูแลรกั ษาสงิ่ แวดล้อมไปพร้อมกนั ด้วย
2.6.2 การบริหารจดั การและแนวทางการพฒั นาสิง่ แวดลอ้ มในสถานศกึ ษา
เนื่องจากกการจัดการสภาพแวดล้อมในโรงเรียน ผู้บริหาร และครูในโรงเรียนต้องเป็นผู้ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ
โดยการประเมนิ สภาพการจัดส่ิงแวดลอ้ มในโรงเรียนท่ีมีอยเู่ ดิม แลว้ นำปัญหา ขอ้ บกพรอ่ ง มาวางแผนเพือ่ ดำเนนิ การจัด
สิ่งแวดล้อมในโรงเรียนให้เป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อม อย่างถูกต้องตามศักยภาพของโรงเรียน
เพ่ือให้โรงเรียนน่าดี น่าอยู่ น่าเรียน ซึ่งย่อมส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียน และพฤติกรรมต่าง ๆของนักเรียนให้มี
คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ โดยไดม้ ผี ้ทู ใ่ี ห้แนวคดิ เกย่ี วกับการบรหิ ารจดั การสงิ่ แวดล้อมในสถานศกึ ษาหลายท่าน เชน่
จักรกฤษณ์ นรนิติผดงุ การ (2537. อ้างถึงใน ศักด์ชัย. 2548) ได้แบ่งขั้นตอนกระบวนการในดา้ นการจัดการท่ี
เหมาะสมไว้ 5 กระบวนการ ดังน้ี
1.1 การวางแผน (Planning) นักบริหารจะต้องคิดล่วงหน้าที่ว่าหน่วยงานของตน หรือตนเองจะทำอย่างไรจึง
จะมีผลตามแนวคิด นโยบาย และคำสั่งหน่วยเหนือมอบมาให้ ส่วนนักจัดการหรือนักบริหารนั้นมีหน้าที่บังคับบัญชา
หน่วยปฏิบัติงาน ได้นําแผนส่วนรวมมาจัดทำเป็นแผนเฉพาะหน่วยงานของตน ซึ่งจะต้องมีรายละเอียดเฉพาะเจาะจง
มากขนึ้
1.2 การเตรียมวางแผนจัดการและปฏิบัติงาน (Organization and Preparing Operations Plan) ได้แก่การ
เตรียมการ เตรยี มกําลังพลหรือกําลังไวใ้ ห้พร้อมทจ่ี ะเขา้ ปฏบิ ตั ิงานได้ทันทว่ งท่ีกบั เวลาท่จี ะเร่ิมปฏบิ ัติ และระยะเวลาท่ี
จะต้องปฏิบัติจะต้องเตรียมแผนปฏิบัติงานที่สร้างความสัมพันธ์ ระหว่างกิจกรรมเวลาที่รับผิดชอบงาน งบประมาณ
และเครื่องไม้เครื่องมือให้เข้าด้วยกัน หากเป็นงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ ก็จะต้องเตรียมออกระเบียบปฏิบัติที่สามารถใช้เป็น
คมู่ อื ในการดำเนินการได้
1.3 การอาํ นวยการ (Directing and Supervising) ไดแ้ ก่ การเอาแผนงานหรือระเบียบ ปฏิบตั งิ านเอกสารอื่น
ๆ ที่เกี่ยวข้องมาให้แก่ผู้ท่ีจะร่วมปฏิบัตงิ าน การออกคำสั่ง การชี้ทาง การอธิบาย ให้แก่ทุกคนที่จะต้องรับผิดชอบอยา่ ง
ชดั เจนเพอื่ ใหส้ ามารถทำงานได้ถูกตอ้ งตามแผนท่ีกำหนดไว้
1.4 การประสานงาน (Co - ordination) ได้แก่ การประสานงาน การแสวงหาความ ร่วมมือ และการทำงาน
ร่วมกบั หนว่ ยงานอนื่ เพอ่ื ทีจ่ ะไดใ้ หห้ น่วยงานของตนสามารถทำงาน เชื่อมโยงกบั หน่วยอื่นหรอื เช่อื มโยงกบั สังคม ชุมชน
หรอื ประชาชน ผู้ทเี่ ปน็ เปา้ หมายของงานได้ อย่างกว้างขวางมปี ระสิทธิภาพ และสมั ฤทธิ์ผลท่ีได้มีเจตนารมณ์อันแท้จริง
กำหนดไว้
1.5 การประเมนิ ผล (Evaluation) ได้แก่ การรายงาน การประเมินผล และการ แก้ไขปรับปรงุ งาน การจัดให้มี
ระบบรายงานผลการปฏิบัติงานของหนว่ ยงาน เป็นระยะ ๆ ซึ่ง รายงานนั้นจะสามารถแสดงขอ้ เท็จจริงท่ีเป็นประโยชน์
แกห่ นว่ ยงาน
หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา (2532, น. 645-48 อ้างถึงใน ศักดิ์ชัย. 2545 : 28) ซึ่งได้เสนอแนะหลัก
ในการจดั บรรยากาศและสงิ่ แวดล้อมใน โรงเรยี นไว้ 5 ประการ ไดแ้ ก่ หลกั การมสี ว่ นรว่ ม หลกั การเสมอภาค หลักเสียง
ส่วนมากเป็น ครรลอง หลักความถูกต้องเป็นเกณฑ์ และหลักความจําเป็นเป็นที่ตั้ง และได้กำหนดขั้นตอนการ ปฏิบัติ
เป็น 5 ขั้นตอน คือ ขั้นกำหนดปัญหา โดยร่วมมือกันศึกษาว่าอะไรบ้างที่เป็นปัญหา และ ความต้องการ ถ้าเป็นของ
โรงเรยี น ตลอดจนจัดลำดบั ความสำคัญของปัญหา ขน้ั หาทางเลอื กในการแก้ปัญหา โดยรว่ มกนั คดิ หาวิธีการแก้ปัญหา
ให้ได้หลาย ๆ วิธี และช่วยกันเลือกเอาทางเลือกที่ดีที่เหมาะกับทรัพยากร และข้อจํากัดของโรงเรียน ขั้นกำหนด
รายละเอียดขั้นตอนในการแก้ปัญหา ร่วมศึกษาวิเคราะห์รายละเอียดของปัญหา กำหนดขั้นตอนในการแก้ปัญหาตาม
ทางเลือกที่เลือกแล้ว ตลอดจนมอบหมายหน้าที่และความรับผิดชอบว่าใคร ทำอะไร โดยอะไร ด้วยวิธีอย่างไร ที่ไหน
และเมื่อไร ขั้นดำเนินการหรือลงมือแก้ปัญหา แต่ละคน แต่ละฝ่าย ลงมือและหรือร่วมกัน แก้ปัญหาตามขอบเขต
การบรหิ ารแหล่งเรียนร้แู ละส่ิงแวดล้อม แหล่งเรยี นรู้และสง่ิ แวดล้อม I 39
มหาวทิ ยาลยั หาดใหญ่
อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบของตน และขั้นประเมินผลและพัฒนา นอกจากการติดตามผลระหว่างดำเนินการ
เป็นระยะ เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตามแผน และเพื่อ แก้ปัญหาระหว่างการปฏิบัติตลอดเวลาแล้วต้องร่วมกัน
ประเมินผลการแก้ปัญหาเมื่อสิ้นสดุ โครงการ เพื่อสรุปผลการแก้ปัญหา และกำหนดแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนา
ในอนั ดับตอ่ ไป
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2541 ข. หน้า 38-40) ได้กำหนดแนวทางในการจัด
สงิ่ แวดล้อมในโรงเรียนไว้ดังน้ี
1) บริเวณโรงเรียนตอ้ งพัฒนาใหร้ ม่ ร่ืน สวยงาน สะอาด ปลอดภยั โดยดำเนนิ การดงั น้ี
1.1) โรงเรียนที่มีพื้นที่มากให้ปลูกป่า ทำแปลงเกษตร สวนหย่อม สวนสมุนไพร สวนไม้ในวรรณคดี
หรือสวนวิทยาศาสตร์ ฯลฯ
1.2) ปลูกไมด้ อก ไม้ประดับ ไมย้ นื ตน้ เพ่อื ความรม่ ร่นื สวยงาม
1.3) จดั ทำรางระบายน้ำเพอื่ ไมใ่ หน้ ำ้ ทว่ มขัง
1.4) จดั ใหม้ ปี า้ ยชื่อโรงเรียนท่ีสวยงามอยูเ่ สมอ
1.5) จดั ใหม้ รี ั้วทเ่ี หมาะสมตามสภาพแวดล้อม
1.6) จัดสนามกฬี าใหอ้ ยู่ในสภาพท่ีใชง้ านได้
1.7) จัดใหม้ ีสนามเดก็ เลน่ ท่เี หมาะสมและปลอดภยั
1.8) จัดบรเิ วณโรงเรียนใหส้ ะอาดเรยี บร้อยอยู่เสมอ
1.9) จดั ให้มสี ถานท่ีพักผ่อนกายในบริเวณโรงเรียน
1.10) จัดสภาพแวดล้อมภายในบรเิ วณโรงเรยี น ให้เกดิ ความสวยงาม ไมท่ รดุ โทรด รงุ รั้ง
2) บริเวณอาคารเรียน อาคารประกอบ และบริเวณอื่น ๆ ต้องพัฒนาให้สะอาด ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ
และสวยงาม โดยดำเนนิ การดงั นี้
2.1) อาคารเรยี นม่นั คง แขง็ แรงอยู่ในสภาพที่ใช้การไดด้ ี
2.2) พืน้ อาคารและบริวณทางเทา้ รอบอาคารสะอาดอยเู่ สมอ
2.3) จดั ใหม้ แี สงสวา่ งในห้องเรียนอย่างเพียงพอ
2.4) จัดให้มีการระบายอากาศในห้องเรียนอย่างเหมาะสม
2.5) จดั บรรยากาศในชั้นเรยี นใหส้ วยงาม มีมุมตา่ ง ๆ เชน่ มมุ หนังสยี มมุ สบาย มุมอนามัย ปา้ ยนิเทศ
ปา้ ยแสดงผลงาน ต้เู กบ็ อปุ กรณ์การเรยี น เปน็ ต้น
2.6) จดั ให้มสี ถานทีร่ บั ประทานอาหารอยา่ งเพยี งพอ
2.7) สถานที่ประกอบอาหารสะอาด และถกู สขุ ลักษณะ
2.8) จดั ให้มีภาชนะปกปิดอาหาร เพื่อให้เกิดความปลอดภยั จากพาหะนาํ โรค
2.9) จัดใหม้ ีสว่ นถูกสุขลักษณะ และมีจำนวนเพียงพอสำหรับนกั เรยี น
2.10) สว้ มตอ้ งไม่มีกลนิ่ เหม็นรบกวน ไมเ่ ปียกชน้ื และสะอาดอยเู่ สมอ
2.11) บ่อพกั ส้วมตอ้ งมิดชดิ ป้องกนั การแพร่กระจายของเชื้อโรค
2.12) อปุ กรณ์เครือ่ งใชต้ ่าง ๆ ภายในลว้ นถกู สุขลักษณะมีความสะอาด
2.13) จัดน้ำสะอาดให้นกั เรียนดมื่ ตลอดปี
2.14) จดั ให้มีแกว้ น้ำส่วนตัวสำหรบั นักเรียนทกุ คน
2.15) จัดให้มีทล่ี ้างมอื สำหรับนักเรยี น
2.16) จัดท่ีระบายน้ำทิ้ง และระบายน้ำเสีย
2.17) จดั ทำรางระบายน้ำระบบอาคารเรยี น และอาคารประกอบ
การบรหิ ารแหลง่ เรียนรู้และส่ิงแวดล้อม แหลง่ เรียนรแู้ ละสง่ิ แวดล้อม I 40
มหาวทิ ยาลัยหาดใหญ่
2.18) ต่อทอ่ ระบายนำ้ จากห้องน้ำ อ่างลา้ งมือ ลงสูท่ ่อระบายน้ำและเปิดลงสู่ทอ่ สาธารณะหรือระบาย
ลงสูบ่ ่อซึมตามความเหมาะสม
2.19) จดั หาภาชนะรองรับขยะใหเ้ พยี งพอ โดยมีถังแยกขยะ
2.20) จดั ให้มีทีก่ ำจดั ขยะทเ่ี หมาะสมตามสภาพโรงเรยี น
ชลติ พทุ ธรกั ษา (2539, น. 115-125) ได้ให้แนวทางในการจัดสภาพแวดลอ้ มในโรงเรยี นพอสรปุ ได้ดังนี้
1) อาคารเรียน ห้องเรียน และห้องพเิ ศษ
1.1) อาคารเรียน ควรใช้ได้ทุกฤดูกาล สุขลักษณะประจำวันและ ขนาดของ อาคารเรียน พอเหมาะกับจำนวน
นกั เรยี น และต้องคำนงึ ถงึ ส่ิงตอ่ ไปนี้
- ประโยชน์ใช้สอย ไม่มุ่งเขาอาคารสวยงามเป็นใหญ่ แต่มุ่งไปในทางประโยชน์ ใช้สอยที่จะ
เกดิ ผลดีต่อการเรียนการสอน ความสะดวกและปลอดภัย
- คัดแปลงได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผนังกั้นห้อง วัสดุ อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับตัว อาคาร
ตอ้ งดดั แปลงแก้ไขเพม่ิ เตม็ ได้งา่ ย มีแสงสว่างพอสมควร
- ขยายโรงเรียนได้สะดวก ต้องคำนึงถึงก่อนสร้างโรงเรียน เพื่อขยายอาคารได้ สะดวก
ทั้งแนวตัง้ และแนวนอน
- บรรยากาศเหมือนบ้านสำหรับเด็ก บริเวณโรงเรียนเรื่น ผนังทาสีเย็นตา พื้นโต๊ะไม่ล่ืน
โต๊ะเก้าอีใ้ ช้ไดส้ ะดวก เหมาะสำหรับนกั เรียนประถมศึกษา
- ทนทานต่อการใช้งานอาคารสถานที่ เครื่องใช้ไม้สอยต้องแข็งแรง เพราะนักเรียนระดับ
ประถมศึกษาอาจจะไมร่ จู้ ักใช้ หรอื ไมร่ จู้ กั รักษา
- สมบูรณ์แบบ โรงเรียนประมศึกษาควรมีอาคาร เครื่องมือเครื่องใช้ไม้สอย สมบูรณ์
และคำนงึ ถงึ ความปลอดภัยของนกั เรียน
1.2) หอ้ งเรียน ห้องพเิ ศษ
1.2.1) ห้องเรียนควรจัดให้มีบรรยากาศน่าอยู่ ให้ความเพลิดเพลิ้นเป็นส่วนที่ให้
การค้นคว้า ทำกิจกรรมเสริมสร้างเจตคติแห่งประชาธิปไตย สร้างประสิทธิ์ภาพในการเรียนรู้ การจัดห้องควรยึดหลัก
ดังน้ี
1.2.2) จัดห้องเรียนควรให้มีอบอุ่นตามความเหมาะสม ห้องเรียนควรเป็นห้องใหญ่
หรือกวา้ งเพือ่ สะดวกในการโยกยา้ ยโต๊ะเกา้ อ้ี จดั เป็นรปู ต่าง ๆ เพอื่ ประโยชนใ์ นการเรียนการสอน
- จัดห้องเรียนเพื่อสร้างเสริมความรู้ทุกด้าน โดยจัดอุปกรณ์ในการทำกิจกรรม หรือ
หนงั สืออ่านประกอบที่น่าสนใจไว้ตามมุมห้อง ควรติดอุปกรณ์ รูปภาพ และ ผลงานใหเ้ พ่ือให้เกดิ การเรียนรู้
- จัดห้องเรียนให้มีสภาพแวดล้อมที่ดี ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางกาย สติปัญญา
อารมณ์และสังคม ซงึ่ มอี ิทธพิ ลต่อความเป็นอยู่และการเรียนของนกั เรียน เชน่ จดั ติด อุปกรณ์ใหม้ ีสีสวยงาม จดั กระถาง
ตน้ ไมป้ ระดับหอ้ งเรียนจัดท่ีวา่ งของห้องไหน้ ักเรียนทำกิจกรรม
- จัดห้องเรียนเพ่อื เสริมสร้างลกั ษณะนสิ ัยทด่ี ีงาม เชน่ โตะ๊ ม้าน่ึง ขอบ ประตูหนา้ ตา่ ง
ขอบกระดานดานดำ แปรงลบกระดาน ฝาพนัง เพดาน ซอกมมุ ของห้อง ถังขยะตอ้ ง สะอาดเรยี บรอ้ ย
- จดั ห้องเรยี นเพือ่ สร้างความเปน็ ระเบียบทุกอยา่ งจัดใหเ้ ปน็ ระเบียบท้ัง อุปกรณ์ของ
ใช้การจดั โตะ๊ ชั้นวางของและหนงั สือ
การบรหิ ารแหลง่ เรยี นร้แู ละสิ่งแวดล้อม แหล่งเรียนรแู้ ละสิ่งแวดลอ้ ม I 41
มหาวทิ ยาลยั หาดใหญ่
1.2.3) ห้องพิเศษ มีความสำคัญต่อการเรียนการสอนมาก เพราะเป็นที่จัดการเรียน
การสอน ห้องดังกล่าวควรจัดให้มีวัสดุ อุปกรณ์ให้ครบถ้วน จัดบรรยากาศให้เป็นสถานที่น่าเรียนรู้ และนําไปฏิบัติงาน
ห้องพเิ ศษที่โรงเรยี นควรจัดให้มเี ช่น
- ห้องพยาบาล จัดบรรยากาศให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าได้พักผ่อนจริง ๆ ควรมี ครุภัณฑ์ที่
จําเป็น เช่น โต๊ะปฏบิ ตั งิ าน ส้ยู า เตียงพร้อมท่ีนอน หมอน ผ้าหม่ ผ้ายาง ต้เู ก็บอปุ กรณ์ เป็น บตั รสุภาพ มีป้ายประกาศ
อ่างลา้ งมอื เครอื่ งช่งั น้ำหนัก เตารดี ไฟฟ้า ราวตากผ้า ส่ิงของทุกช้ินต้อง เกบ็ ให้เปน็ ระเบยี บ
- ห้องสมุด ถ้าเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ใช้มุมหนังสือก็ได้ ถ้าเป็นโรงเรียน ขนาดใหญ่
ควรมคี วามกวา้ งยาวบรรจนุ กั เรยี นเขา้ ใช้ไดอ้ ยา่ งน้อย 2 ห้องเรียน
- ห้องวิทยาศาสตร์ นอกจากจะได้เก็บอุปกรณ์แล้ว ควรมีที่เหมาะสมใน
การปฏบิ ัตงิ านทดลอง
- หอ้ งดนตรี ควรให้หา่ งจากห้องเรียน เพราะนอกจากจะชว่ ยไม่ให้เสียง รบกวนแล้ว
ยงั จะทำใหก้ ารฟงั ได้ผลดี
- ห้องพัสดุจำเป็นต้องมีเพราะให้เก็บพัสดุ เครื่องใช้ควรจัดหิ้ง ชั้นประตู หน้าต่าง
ควรใชเ้ หล็กตัดเพ่อื ความปลอดภัย
- ห้องธรุ การ ควรมีชนั้ โตะ๊ ทำงาน ตู้เอกสาร เคร่ืองอดั สำเนา เคร่ือง พิมพ์ดีด หอ้ ง
ธุรการควรคำนึงถึงเนื้อที่ เนื่องจากต้องทำงานพร้อมกับคนกลุ่มใหญ่ จึงควรเป็นห้องที่ปลอดไปร่ง อากาศถ่ายเทได้ดี
และ ควรคำนึงถงึ ความปลอดภัยในการบบรกั ษาเงินด้วย
2) อาคารประกอบ อาคารประกอบถือเป็นส่วนสำคัญที่เด็กนักเรียนควรจะได้มีโอกาส เข้าไปใช้ เพื่อ
การศกึ ษาหาความรู้ ควรยดึ หลกั การจดั ดงั นี้
2.1) ห้องประชุมหรือโรงอาหาร ควรมีลักษณะใหญ่โล่ง มีโต๊ะหมู่บูชาพระ และจะใช้เมื่อมี
การประชุม เวลาที่ไม่ใช้ประชุมจะเป็นโรงอาหารควรมีลักษณะโปร่งเพื่อระบายกลิ่น เพื่อความปลอดภัยในการใช้
เช้อื เพลิงในการประกอบอาหาร มีโตะ๊ ทาํ อาหาร ตเู้ ก็บอาหารและอุปกรณ์ ของใช้ควรจัดไว้เปน็ หมวดหมู่ เพ่ือประโยชน์
ในการหยิบใช้
2.2) โรงฝึกงาน ควรปลูกสร้างให้ห่างจากอาคารเรียนกยควรเพื่อจะได้ไม่มีเสียง รบกวน
หอ้ งเรยี น ในโรงฝึกงานควรมีท่ีเก็บอปุ กรณ์ เคร่อื งมอื โต๊ะฝึกงาน มีประตูปิดมดิ ชดิ แนน่ หนาทำความสะอาดอยูเ่ สมอ
2.3) ส้วม ควรมีจำนวนห้องได้สัดส่วนกับจำนวนนักเรียน โดยเฉลี่ยส้วมชายๆ ที่ต่อนักเรียน
42 คน สวมหญิง 1 ที่ต่อนักเรียน 5 คน ที่ปัสสาวะชาย 1 ที่ต่อนักเรียนชาย 2 คน ควรจัดระบบการใช้ ให้ทั่วถึง รักษา
ความสะอาดใหอ้ ยใู่ นสภาพดี และเรยี บรอ้ ย
2.4) บริเวณโรงเรียนบริเวณโรงเรียนมีความสำคัญไม่น้อยกว่าตัวอาคารปัจจุบัน บริเวณ
โรงเรยี นกาํ ลังมปี ัญหาเกีย่ วกับการเพม่ิ จำนวนของอาคารและจำนวนนกั เรยี น ดังนั้นควรมี แนวการจดั ดังน้ี
2.5) บริเวณอาคารเรยี น และทางเดนิ บริเวณนส้ี มควรปลูกไม้ดอกสวยๆงามๆ โดยเฉพาะหน้า
อาคารเรยี น ควรเป็นไม้ดอกหรือไมใ้ บทม่ี ีความสวยงาม มอี ายไุ ม่ยืนยาวมากนัก หรือจาํ พวกไมก้ ระถาง เพราะสะดวกต่อ
การย้ายและสบั เปลี่ยนตามความเหมาะสม และฤดูกาล บรเิ วณรมิ ทางเดินควรเป็นไม้ท่มี ีความสวยงามเช่นกัน แต่ต้องมี
ความแขง็ แรงทนทานและควรเป็น ไม้ดอกหรือไม้ใบที่เปน็ ทุ่มขนาดกลาง
2.6) บรเิ วณบรกิ ารและอาํ นวยความสะดวก แบง่ เป็น 2 ประเภทคอื
2.6.1) บริเวณสิ่งก่อสร้าง ได้แก่ โรงรถ โรงเก็บเครื่องมือ เรียนเพาะชํา ที่เลี้ยงสัตว์
สว้ ม บริเวณนคี้ วรปลูกไม้ยนื ตน้ ท่ีมีความสวยงาม
การบริหารแหล่งเรยี นร้แู ละส่ิงแวดลอ้ ม แหล่งเรียนรแู้ ละสิง่ แวดล้อม I 42
มหาวิทยาลัยหาดใหญ่
2.6.2) บริเวณพื้นดิน ได้แก่ สวนครัวบ่อปลา บริเวณส่วนนี้ควรปลูกไม้ประดับที่ มี
ขนาดใหญ่เป็นระยะห่างๆ สลับด้วยไม้ดอกตามความหมาะสม เพื่อป้องกันพืชและสัตว์ ไม่ให้รับ แสงแดดเส้นไปในบาง
ฤดู
3) บริเวณที่พักผ่อนและสนามเด็กเลน่ บริเวณนี้ประกอบด้วยศาลาซุ้มม้านั่ง สวนประดิษฐ์ ควรจัดให้
เปน็ สัดส่วนเน้นหนักไปในความร่มร่นื และสสี นั ของไมด้ อก ไม้ใบ สำหรบั สนามเด็กเล่นควรอยู่ในบริเวณเดียวกัน แตต่ ้อง
แยกเขตออกจากกันโดยเด็ดขาด รอบบริเวณควรปลูกไม้ประดับที่มีความทนทาน เช่น ไม้ดัดต่าง ๆ ไม้พุ่มขนาดใหญ่
ตามมุมใดมุมหนงึ่
4) บริเวณสนามกีฬา ถ้าเป็นไปได้ควรแยกสนามกีฬาแต่ละประเภทออกจากกัน รอบบริเวณควรปลกู
ไม้ใหญห่ รือไม้ใบใหร้ ม่
สามารถสรุปเป็นการบริหารจดั การและแนวทางในการพฒั นาส่งิ แวดลอ้ มได้ ดังตาราง
ตารางสรุปการบริหารจดั การและแนวทางในการพัฒนาสิง่ แวดล้อมในสถานศกึ ษา
นักวิชาการ/หน่วย การบรหิ าร/แนวคดิ ในการพฒั นา
จักรกฤษณ์ นรนิติผดุงการ (2537)
1.1 การวางแผน (Planning) นักบริหารจะต้องคิดล่วงหน้าที่ว่าหน่วยงานของตน
หรอื ตนเองจะทำอย่างไรจงึ จะมีผลตามแนวคิด นโยบาย
1.2 การเตรียมวางแผนจัดการและปฏิบัติงาน (Organization and Preparing
Operations Plan)
1.3 การอํานวยการ (Directing and Supervising) ได้แก่ การเอาแผนงานหรือ
ระเบียบ ปฏบิ ัตงิ านเอกสารอ่นื ๆ ที่เกยี่ วข้องมาใหแ้ กผ่ ้ทู ่จี ะร่วมปฏบิ ตั ิงาน
1.4 การประสานงาน (Co - ordination) ไดแ้ ก่ การประสานงาน การแสวงหาความ
ร่วมมือ และการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เพื่อที่จะได้ให้หน่วยงานของตน
สามารถทำงาน
1.5 การประเมินผล (Evaluation) ได้แก่ การรายงาน การประเมินผล และการ
แกไ้ ขปรับปรงุ งาน
การบริหารแหล่งเรียนร้แู ละสิ่งแวดล้อม แหลง่ เรียนรู้และสิ่งแวดลอ้ ม I 43
มหาวทิ ยาลยั หาดใหญ่
นกั วิชาการ/หน่วย การบรหิ าร/แนวคิดในการพฒั นา
หนว่ ยศกึ ษานเิ ทศก์ กรมสามญั ศกึ ษา (2532) แนวทางในการปฏิบัติเปน็ 5 ขั้นตอน คือ
1) ขั้นกำหนดปัญหา โดยร่วมมือกันศึกษาว่าอะไรบ้างที่เป็นปัญหา และ
ความต้องการ ถ้าเป็นของโรงเรียน ตลอดจนจัดลำดับความสำคัญของ
ปัญหา
2) ขั้นหาทางเลอื กในการแก้ปัญหา โดยร่วมกันคิดหาวิธีการแก้ปัญหาให้ได้
หลาย ๆ วธิ ี และชว่ ยกนั เลือกเอาทางเลือกท่ดี ีท่ีเหมาะกับทรัพยากร และ
ขอ้ จํากดั ของโรงเรยี น
3) ขั้นกำหนดรายละเอียดขั้นตอนในการแก้ปัญหา ร่วมศึกษาวิเคราะห์
รายละเอียดของปัญหา กำหนดขั้นตอนในการแก้ปัญหาตามทางเลือกที่
เลือกแล้ว ตลอดจนมอบหมายหน้าที่และความรับผิดชอบว่าใคร ทำอะไร
โดยอะไร ดว้ ยวิธีอยา่ งไร ท่ีไหน และเมื่อไร
4) ขั้นดำเนินการหรือลงมือแก้ปัญหา แต่ละคน แต่ละฝ่าย ลงมือและหรือ
รว่ มกนั แก้ปัญหาตามขอบเขตอำนาจหนา้ ท่ี และความรับผิดชอบของตน
และ
5) ขัน้ ประเมนิ ผลและพฒั นา นอกจากการติดตามผลระหวา่ งดำเนนิ การเปน็
ระยะ เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตามแผน และเพื่อ แก้ปัญหาระหว่างการ
ปฏิบัติตลอดเวลาแก้ปัญหา และกำหนดแนวทางในการปรับปรุงและ
พัฒนาในอนั ดับต่อไป
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา ได้กำหนดแนวทางในการจดั สิง่ แวดลอ้ มในโรงเรียนไวด้ งั นี้
แหง่ ชาติ (2541) 1) บรเิ วณโรงเรยี นต้องพัฒนาใหร้ ่มรนื่ สวยงาน สะอาด ปลอดภยั
2) บริเวณอาคารเรียน อาคารประกอบ และบริเวณอื่น ๆ ต้องพัฒนาให้
สะอาด ปลอดภัย ถูกสุขลกั ษณะและสวยงาม
ชลติ พทุ ธรกั ษา (2539) ไดใ้ หแ้ นวทางในการจัดสภาพแวดล้อมในโรงเรยี นพอสรปุ ไดด้ ังน้ี
1) อาคารเรยี น ห้องเรยี น และห้องพเิ ศษ
1.1 อาคารเรียน ควรใช้ได้ทุกฤดูกาล สุขลักษณะจำวันและ ขนาดของ
อาคารเรียน พอเหมาะกับจำนวนนักเรียน ทนทาน สมบูรณ์
บรรยากาศเหมือนบ้าน
1.2 ห้องเรียน นา่ เรียน นา่ อยู่ บรรยากาศอบอนุ่
1.3 ห้องพิเศษ ควรมีห้อง ดังนี้ ห้องพยาบาล ห้องสมุด ห้อง
วทิ ยาศาสตร์ ห้องดนตรี หอ้ งพสั ดุ และห้องธุรการ
2) อาคารประกอบ ควรมีห้องประชุม โรงฝึกงาน ส้วม บริเวณอาคารควร
ปลกู ต้นไม้สวยงาม
3) บริเวณพกั ผ่อนและสนามเด็กเลน่
4) บริเวณสนามกฬี า
2.6.3 การบรหิ ารจดั การและแนวทางการพฒั นาส่ิงแวดลอ้ มในสถานศกึ ษาตามหลักการบริหาร 4 M’s
จากนิยามที่กล่าวมาข้างต้นของการบริหารตามหลักบริหาร 4 M’s การบริหาร และแนวทางในการพัฒนา
สิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการและแนวทางการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาตามหลักการบริหาร 4 M’s คือ
การบรหิ ารแหล่งเรียนรู้และสิ่งแวดลอ้ ม แหลง่ เรียนรูแ้ ละส่งิ แวดลอ้ ม I 44
มหาวทิ ยาลัยหาดใหญ่
ความสามารถในการจัดการทรัพยากรทั้งในด้านการบริหารบุคลากร(M1) บริหารเงิน(M2) บริหารวัสดุอุปกรณ์ (M3)
และการบริหารจัดการ (M4) อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาให้เป็นไปในรูปแบบที่
เหมาะสม โดยเป้าหมายสงู สุดคือ การที่ผู้เรียนมบี รรยากาศในการเรียนรูอ้ ย่างมีความสุข จนเกิดเป็นคุณลักษณะอันพึง
ประสงค์
ดังนั้น จุดเริ่มต้นของการบริหารการจัดการและแนวทางการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาตามหลักการ
บริหาร 4 M’s คือ การวิเคราะห์สภาพปัจจุบันของโรงเรียนในเชิงการพัฒนาสภาพแวดล้อมว่าโรงเรียนมีข้อดีและ
ข้อดอ้ ยในการพฒั นาสภาพแวดลอ้ มในประเด็นใดบา้ ง
ตาราง การวิเคราะหส์ ภาพสถานศึกษาในประเด็นการพัฒนาส่ิงแวดล้อมในสถานศึกษา
ด้าน ประเด็นในการพิจารณา
1. ดา้ นบุคลากร (Man: M1) - ความพอเพียงของอัตรากำลังของบุคลากรที่จะ
ทำหนา้ ทใ่ี นการพัฒนาสภาพแวดล้อม
- ความรู้ความสามารถของบคุ ลากรในการพัฒนา/
ดแู ลสภาพแวดลอ้ ม
2. ด้านการเงิน (Money:M2) - ฐานะทางการเงนิ ของสถานศึกษา
- งบประมาณหรือรายได้ รายรับรายจ่าย
- ความคลอ่ งตัวในการเบิกจา่ ย
- ความสามารถในการระดมทุนจากภายนอก
การหารายได้ของสถานศึกษา
- การได้รบั ความร่วมมือช่วยเหลอื จากแหลง่ ตา่ งๆ
การใชเ้ งนิ ใหเ้ กิดประโยชน์สูงสุด
- การเงนิ ท่ีจะถูกนำมาใชใ้ นส่วนของการพัฒนา
ส่งิ แวดลอ้ มจะมาจากทศิ ทางใดบ้าง
3. ด้านวสั ดอุ ุปกรณ์(Material : M3) - ความเพียงพอของส่ือ วสั ดุ ครภุ ัณฑ์ อาคาร
สถานที่
- ความสามารถในการใชง้ านให้เกิดประโยชน์
สงู สดุ
- การจดั หา การจัดซื้อจัดจ้าง การใชง้ าน ของ
อุปกรณ์ทใี่ ช้ในการพฒั นาสภาพแวดล้อม
- การดแู ลรักษา การซ่อมบำรุง การจัดจำหน่าย
4. การบรหิ ารจดั การ (Management : M4) - ความสามารถในการวางแผน การปฏิบัติตาม
แผน การกำกับตดิ ตามประเมินผล
- การบรหิ ารจัดการเพื่อใหเ้ กิดส่วนร่วม
- การสรา้ งทมี งาน
- การมีภาวะผู้นำของผู้บริหาร การสร้าง
ความสัมพนั ธอ์ นั ดีกบั ชุมชน
- การเผยแพรป่ ระชาสัมพันธส์ ถานศกึ ษา
การบริหารแหลง่ เรียนรแู้ ละส่ิงแวดล้อม แหล่งเรียนรู้และสงิ่ แวดลอ้ ม I 45
มหาวทิ ยาลัยหาดใหญ่
เมอื่ สามารถพิจารณาวิเคราะห์สภาพปจั จุบันของโรงเรียนในการพฒั นาสภาพแวดลอ้ มของโรงเรียนได้แลว้ ก็จะ
นำข้อมลู ดังกล่าว เป็นสว่ นหน่ึงของการวางแผนในการพฒั นาสภาพแวดล้อมของโรง
สาํ รวจตรวจสอบสภาพ หลกั การ 4 M’s
ปัจจบุ นั - Man
- Money
กาํ หนดปัญหา
- Material
- Management
ทาํ แผนปฏบิ ตั กิ าร การตรวจสอบสภาพแวดล้อมท่ี
กาํ หนดกิจกรรม ผรู้ บั ผิดชอบ ต้องการปรบั ปรุงแก้ไข/ สร้าง
เ พ่ิม เ พ่ือ ใ ห้ส อ ดค ล้อง กับ
ดาํ เนินการตามแผน แ น ว ท า ง ใ น ก า ร จัด ก า ร
สภาพแวดล้อมโดยเรยี งลาดับ
ตามความสาคญั โดยพจิ ารณา
ให้สอดคล้องกับงบประมาณ
(Money)
กาํ กบั ติดตาม ก า ร ก า ห น ด ผู้ รับ ผิ ด ช อ บ ท่ีมี
รายงานผล ความรู้ความสามารถในการ
ดแู ล (Man)
การลงมอื ปฏบิ ตั งิ านโดยใชว้ สั ดุ
อุปกรณ์อย่างระมัดระวงั และ
ดแู ลซ่อมแซมหากเกดิ การชารุด
(Material)
การบรหิ ารแหลง่ เรยี นรแู้ ละส่ิงแวดลอ้ ม แหลง่ เรยี นรู้และส่งิ แวดลอ้ ม I 46
มหาวิทยาลัยหาดใหญ่