การศึกษาโซอุปทานและโลจสิ ติกสสบั ปะรดโรงงาน จงั หวดั ชยั ภมู ิ
สาํ นกั งานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 OFFICE OF AGRICULTURAL ECONOMICS 5 th REGIONAL
สํานกั งานเศรษฐกจิ การเกษตร OFFICE OF AGRICULTURE ECONOMICS
กระทรวงเกษตรและสหกรณ MINISTRY OF AGRICULTURE AND COOPERATIVES
เอกสารวจิ ัยเศรษฐกจิ การเกษตรเลขท่ี 104 AGRICULTURAL ECONOMICS RESEARCH NO. 104
มกราคม 2563 JANUARY 2020
การศกึ ษาโซ่อปุ ทานและโลจสิ ติกสส์ บั ปะรดโรงงาน
จังหวดั ชยั ภูมิ
โดย
สานกั งานเศรษฐกจิ การเกษตรท่ี 5
สานกั งานเศรษฐกจิ การเกษตร
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
(ข)
บทคัดย่อ
การศึกษาโซ่อุปทานและโลจิสติกส์สินค้าสับปะรดโรงงานจังหวัดชัยภูมิ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา
โครงสร้างและกิจกรรมในโซ่อุปทานสินค้าสับปะรดโรงงานของจังหวัดชัยภูมิแต่ต้นน้า กลางน้า และปลายน้า
รวมถึงศึกษาประสิทธิภาพในการจัดการโลจิสติกส์ โดยศึกษาประสิทธิภาพในการบริหารจัดการโลจิสติกส์ของ
โซ่อุปทานใน 3 มิติ ได้แก่ มิติด้านต้นทุน มิติด้านเวลา และมิติด้านความน่าเช่ือถือ ของเกษตรกร และผู้รวบรวม
ในพนื ทจี่ งั หวัดชยั ภูมิ
ผลการศึกษา พบว่า มิติด้านต้นทุน เกษตรกรมีต้นทุนโลจิสติกสต์ ่อยอดขายรวม 0.23 บาทต่อกิโลกรัม
ซึ่งเป็นต้นทุนการขนส่งต่อยอดขายมากที่สุด 0.16 บาทต่อกิโลกรัม รองลงมากเป็นมูลค่าสินค้าท่ีเสียหายต่อ
ยอดขาย 0.05 บาทต่อกิโลกรัม และสินค้าท่ีถูกตีกลับต่อยอดขาย 0.02 บาทต่อกิโลกรัม และการจัดซือจัดหา
0.001 มิติด้านเวลา การตอบสนองค้าสั่งซือของเกษตรกร 2.14 วัน การจัดซือพันธุ์ 4.29 วัน การจัดซือปุ๋ย 1.07
วัน และการจัดสง่ ผลผลติ 0.87 วนั และมิตดิ ้านความน่าเชื่อถอื เกษตรกรมีอัตราการถูกตีกลับของสินคา้ รอ้ ยละ
1.58 และอัตราความเสยี หายของผลผลิตกอ่ นส่งมอบรอ้ ยละ 3.80
ในส่วนของผู้รวบรวม พบว่า ผู้รวบรวมมีต้นทุนโลจิสติกส์ต่อยอดขายรวม 1.48 บาทต่อกิโลกรัม เป็น
ต้นทุนของมูลค่าสับปะรดท่ีเสียหายต่อยอดขายสูงท่ีสุด 0.56 บาทต่อกิโลกรมั รองลงมาเป็นต้นทุนค่าขนส่งต่อ
ยอดขาย 0.49 บาทต่อกิโลกรัม และต้นทุนการถูกตีกลับต่อยอดขาย 0.25 บาทต่อกิโลกรัม มิติด้านเวลา พบว่า
การตอบสนองค้าส่ังซือ 1.80 วนั การจดั ซือ 1.80 วัน การจัดส่งผลผลิต 1.53 วัน และระยะเวลาการตีกลับของ
สินค้า 1.50 วัน มิติด้านความน่าเช่ือถือ พบว่า อัตราการถูกตีกลับของสินค้าร้อยละ 3.86 และอัตราความ
เสยี หายของผลผลิตก่อนส่งมอบร้อยละ 8.45
จะเห็นได้ว่าต้นทุนโลจิสติกส์ของสับปะรดโรงงานท่ีส้าคัญ จะเป็นต้นทุนค่าขนส่ง ผลผลิตสับปะรดที่
เน่าเสีย และสินค้าถูกตีกลับ เน่อื งจากไมม่ โี รงงานแปรรูปในพืนท่ี ทา้ ให้ต้องขนสง่ ไปขายทางไกล และต้องรอคิว
หน้าโรงงานในช่วงท่ีสินค้ากระจุกตัว ดังนันภาครัฐจึงควรสนับสนุนการผลิตสับปะรดในจังหวัดชัยภูมิ โดยเน้น
การผลิตเพ่ือบริโภคและส่งเสริมให้มีโรงงานแปรรูปผลผลิตขนาดย่อมในพืนที่ ส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มใน
ลักษณะแปลงใหญ่ทังเกษตรกรร่วมกับผู้ประกอบการ เพื่อวางแผนบริหารจัดการร่วมกันในพืนที่ รวมถึง
ถา่ ยทอดองคค์ วามรแู้ ละเทคโนโลยี อีกทังผลกั ดนั ใหม้ ีการผลติ แบบประณีตเพอ่ื เข้าสู่ตลาดพรีเมี่ยม
คำสำคญั : โลจสิ ติกส์ สบั ปะรด
(ค)
Abstract
This research aimed to study structure and activities along supply chain of Pineapples in
Chaiyaphum province including efficiency of logistics management for processed pineapples.
Quantitative analysis was used in this study, focusing on 3 dimensions: cost, time and reliability
of farmers and collectors. The results of the study were as followings:
In the case of farmers, logistics costs per gross sales were 0.23 baht per kilogram, of
which transportation, damage, product return and procurement cost were accounted for 0.16,
0.05, 0.02 and 0.001 baht per kilogram, respectively. In time dimension, it took 2.14 days to
respond an order, 4.29 days to purchase seeds, 1.07 days to purchase fertilizers and 0.87 day to
transfer the commodities. For reliability dimension, the rate of product returns and damage
before delivery were accounted for 1.58 percent and 3.80 percent, respectively.
Regarding collectors, logistics costs per gross sales were 1.48 baht per kilogram, of which
damage, transportation and product return cost were accounted for 0.56, 0.49 and 0.25 baht per
kilogram, respectively. In time dimension, it took 1.80 days to respond an order, 1.80 days to
purchase commodities, 1.53 days to transfer the commodities and 1.50 days to return products.
The rate of commodity returns was approximately 3.86 % while the damage before delivery was
about 8.45 %.
In conclusion, major logistics costs of pineapples in Chaiyaphum province were
transportation, damage and product return cost because there were no pineapple processing
plants nearby the cultivated areas. This study suggested that government should support
pineapple production in Chaiyaphum province, focusing on production for consumption,
encouragement of small-scale processing plants in the area, and integrated large plots
promotion. Moreover, pineapple production support for the premium markets needed to be
addressed.
Key words: Logistics, Pineapples
(จ) หนา้
สารบัญ (ข)
(ค)
บทคดั ย่อ (ง)
Abstract (ฉ)
คำนำ (ซ)
สำรบญั ตำรำง
สำรบัญภำพ 1
1
บทท่ี 1 บทนา 2
1.1 ควำมสำคญั ของกำรศึกษำ 2
1.2 วตั ถุประสงค์ของกำรวจิ ยั 2
1.3 ขอบเขตของกำรวิจยั 3
1.4 วธิ กี ำรวิจยั
1.5 ประโยชน์ท่ีคำดวำ่ จะไดร้ ับ 4
4
บทที่ 2 การตรวจเอกสาร แนวคิด และทฤษฎี 8
2.1 กำรตรวจเอกสำร
2.2 แนวคิดและทฤษฎี 21
บทท่ี 3 ข้อมลู ท่ัวไป 21
22
3.1 ข้อมลู ท่วั ไปสับปะรดโรงงำนจังหวัดชยั ภูมิ 33
3.2 ขอ้ มลู ทวั่ ไปของครัวเรือนเกษตรกรผู้ผลิตสับปะรดโรงงำนจงั หวดั ชัยภมู ิ
3.3 ขอ้ มลู ท่ัวไปของผปู้ ระกอบกำรสบั ปะรดโรงงำน 38
38
บทท่ี 4 ผลการวจิ ัย 41
4.1 โครงสร้ำงและกิจกรรมในโซอ่ ุปทำนสนิ คำ้ สบั ปะรดโรงงำน 51
4.2 ประสิทธิภำพกำรบริหำรจดั กำรโลจิสติกสส์ นิ ค้ำสบั ปะรดโรงงำน 51
52
บทที่ 5 สรปุ และข้อเสนอแนะ 53
5.1 สรปุ 55
5.2 ข้อคน้ พบ 57
5.3 ข้อเสนอแนะ 58
70
บรรณานกุ รม
ภาคผนวก
ภำคผนวก ก แบบสอบถำมเกษตรกร
ภำคผนวก ข แบบสอบถำมผู้ประกอบกำร
(ชฉ)
สารบญั ตาราง
ตารางที่ 2.1 ตวั ชวี้ ดั ประสิทธิภาพการจดั การด้านโลจิสติกส์ หนา้
(Logistics Performance Index: LPI) 16
ตารางที่ 3.1 เนอื้ ทีเ่ พาะปลูก เนอื้ ทเี่ ก็บเกย่ี ว ผลผลติ และผลผลิตตอ่ ไร่สับปะรดโรงงาน 21
ปี 2561 ของประเทศไทย และรายภาค
22
ตารางท่ี 3.2 เนื้อที่เพาะปลูก เนื้อทเ่ี ก็บเกีย่ ว ผลผลติ และผลผลติ ต่อไร่สับปะรดโรงงาน
ปี 2561 ของจังหวัดชยั ภูมิ และรายอาเภอ 23
ตารางท่ี 3.3 เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทาเกษตร ประสบการณก์ ารผลติ 25
สบั ปะรดโรงงาน และการเปน็ สมาชิกกลุม่ หรือสถาบนั เกษตรกรของเกษตรกร
ผผู้ ลติ สบั ปะรดโรงงาน จงั หวัดชยั ภมู ิ 26
27
ตารางที่ 3.4 เนอื้ ที่ปลกู และลักษณะการถือครองทด่ี ิน ของเกษตรกรผผู้ ลติ สับปะรดโรงงาน 27
จงั หวัดชยั ภมู ิ 28
29
ตารางที่ 3.5 แรงงานและพันธ์ทุ ่ใี ชใ้ นการผลิตสับปะรดโรงงาน จงั หวัดชยั ภมู ิ
ตารางท่ี 3.6 ลกั ษณะพนั ธุ์ที่ใช้ในการผลติ สับปะรดโรงงาน จงั หวดั ชัยภมู ิ 31
ตารางที่ 3.7 เดอื นที่เกบ็ ผลผลติ ของเกษตรกรผ้ผู ลิตสบั ปะรดโรงงาน จงั หวัดชยั ภมู ิ
ตารางท่ี 3.8 ผลผลติ และราคาผลผลติ สบั ปะรดโรงงานจังหวัดชัยภูมิ 34
ตารางที่ 3.9 รปู แบบการรับค่าผลผลติ สับปะรด และรปู แบบการจ่ายคา่ ปัจจยั การผลติ
35
ของเกษตรกรผผู้ ลิตสับปะรดโรงงาน จงั หวัดชัยภมู ิ 36
ตารางที่ 3.10 กจิ กรรมการสร้างมูลค่าผลผลิต ลดความสญู เสยี และลดต้นทนุ การผลิตของ
42
เกษตรกรผผู้ ลติ สับปะรดโรงงาน จงั หวดั ชัยภูมิ
ตารางที่ 3.11 ประสบการณ์ เดือนทร่ี ับซอื้ ปรมิ าณการรับซ้อื มาตรฐาน การสง่ ผลผลติ 45
และจานวนพนักงานทาการเกษตรของผรู้ วบรวมสบั ปะรดโรงงาน จงั หวัดชยั ภูมิ
ตารางท่ี 3.12 รูปแบบการจ่ายเงนิ ของผู้ประกอบการสบั ปะรดโรงงาน
ตารางที่ 3.13 กิจกรรมการสร้างมลู คา่ ผลผลิต ลดความสญู เสีย และลดตน้ ทุนการผลิตของ
ผปู้ ระกอบการสับปะรดโรงงาน จังหวดั ชัยภมู ิ
ตารางท่ี 4.1 ตวั ชีว้ ดั ประสทิ ธิภาพการจัดการด้านโลจิสตกิ ส์
(Logistics Performance Index: LPI) ของสบั ปะรดโรงงานจังหวดั ชัยภมู ิ
ตารางที่ 4.2 ประสทิ ธิภาพการจัดการด้านโลจสิ ติกสข์ องเกษตรกร
(Logistics Performance Index: LPI)
((ชชฉ)) หน้า
48
สารบัญตาราง (ต่อ)
49
ตารางท่ี 4.3 ประสิทธิภาพการจัดการด้านโลจิสติกสข์ องผู้รวบรวมหรือแผงรบั ซอื้ 50
(Logistics Performance Index : LPI)
ตารางท่ี 4.4 สรปุ ประสทิ ธิภาพการบรหิ ารจดั การโลจิสตกิ ส์
ตารางท่ี 4.5 สรุปสดั ส่วนตน้ ทนุ โลจิสตกิ ส์ในมิติดา้ นตา่ ง ๆ
(ซ)
สารบัญภาพ
หนา้
ภาพที่ 2.1 องคป์ ระกอบระบบโลจิสตกิ ส์ 10
ภาพที่ 2.2
ภาพที่ 2.3 องค์ประกอบหลกั ของระบบโลจสิ ติกส์ 10
ภาพที่ 4.1
ภาพที่ 4.2 ความสัมพนั ธข์ ององคป์ ระกอบหลักและฝา่ ยต่างๆ ท่ีเกย่ี วข้องในระบบโลจสิ ตกิ ส์ 13
ภาพที่ 4.3
ภาพที่ 4.4 โครงสรา้ งโซอ่ ุปทานสบั ปะรดโรงงาน 38
การสง่ มอบสับปะรดของเกษตรกรให้กับผู้รวบรวม 39
โซ่อปุ ทานสับปะรดของเกษตรกร 40
โซอ่ ปุ ทานสับปะรดโรงงานของผ้รู วบรวมหรอื แผงรบั ซ้ือ 41
บทที่ 1
บทนำ
1.1 ควำมสำคัญของกำรศกึ ษำ
ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์สบั ปะรดโรงงานมากเป็นอันดบั 1 ของโลก สามารถสร้างรายได้เข้า
ประเทศประมาณปลี ะ 23,000-25,000 ล้านบาท มีผลผลิตออกสู่ทอ้ งตลาดปลี ะ 1.80-2.30 ลา้ นตันของผลผลิต
ทั้งประเทศ ผลผลิตนั้นมาจากเกษตรกรซึ่งกระจายอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัด ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เพชรบุรี ราชบรุ ี กาญจนบุรี สพุ รรณบรุ ี สมุทรสาคร ฉะเชงิ เทรา ชลบรุ ี ระยอง จนั ทบุรี ตราด อุทยั ธานี เชยี งราย
พะเยา ลาปาง พิษณุโลก อุตรดิตถ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี พัทลุง หนองคาย นครพนม เลย บึงกาฬ กระบี่
นครศรีธรรมราช และจังหวัดชยั ภมู ิ ซ่งึ ภาครัฐให้ความสาคัญกบั สินคา้ ชนิดน้ี และได้กาหนดยทุ ธศาสตร์สับปะรด
ปี 2560-2569 เพื่อการบรหิ ารจัดการระยะยาว มีวัตถุประสงคเ์ พื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสบั ปะรดคุณภาพ
และลดต้นทนุ การผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขนั ด้านการสง่ ออก และรักษาความเป็นผู้นาการส่งออก
ผลิตภัณฑ์สับปะรดอันดับ 1 ของโลก รักษาเสถียรภาพราคาและคุณภาพมาตรฐานสินค้าสับปะรด และสร้าง
ความย่ังยืนในอาชีพของเกษตรกรและโรงงานแปรรูปสับปะรด โดยจัดทาแผนงาน/โครงการด้านการผลิต
ออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 (ปี 2561-2564) เพื่อการวางแผนจัดทาแผนงาน/โครงการ และระยะท่ี 2
(ปี 2565-2569) ในส่วนของแนวทางการขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์สับปะรดด้านการผลิตระยะที่ 1 นั้น
คณะกรรมการขับเคล่ือนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านการผลิตสับปะรดได้กาหนดกลุ่มเป้าหมายในการ
ส่งเสริมออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มท่ี 1 จังหวัดที่อยู่ในรัศมีรอบกลุ่มโรงงานแปรรูป 100 กิโลเมตร เพ่ือกาหนด
เปน็ พ้ืนท่สี ่งเสรมิ การปลกู สับปะรดเพือ่ สง่ เข้าโรงงานแปรรูปสบั ปะรด รวม 12 จงั หวดั และ กล่มุ ที่ 2 จงั หวดั ท่ีมี
การปลูกสับปะรดรงงานแต่อยู่ห่างจากท่ีต้ังของโรงงานแปรรูปสับปะรดกาหนดให้เป็นพื้นท่ีท่ีส่งเสริมการปลูก
สับปะรดเพอื่ เนน้ การบริโภคสด
อย่างไรก็ตาม ปัญหาด้านสภาพดินฟ้าอากาศ เช่น ฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง และน้าท่วม ภัยธรรมชาติที่
รุนแรงขึ้นอย่างต่อเน่ืองในแต่ละปีเหล่านี้ ทาให้แต่ละปีปริมาณผลผลิตท่ีผลิตได้ไม่มีความแน่นอน เป็นปัจจัย
สาคัญท่ีส่งผลให้ปริมาณการผลิต (Supply) กับความต้องการใช้ (Demand) ไม่สอดคล้องกัน ก่อให้เกิดปัญหา
ราคาสินค้าเกษตรไม่มีเสถียรภาพ ขณะท่ีต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มสูงข้ึนจากค่าจ้างแรงงาน (ลักษณะการปลูก
สับปะรดของเกษตรกร และโรงงานท่ีแปรรูปสับปะรด เป็นแบบใช้แรงงานจานวนมาก : Labor Abundant)
และราคาปจั จัยการผลติ เชน่ ปุย๋ เคมี สารเคมี น้ามันเชื้อเพลิง มรี าคาแพงข้นึ ทาให้ภาครัฐต้องเขา้ มาแทรกแซง
กลไกตลาด สูญเสียงบประมาณปีละจานวนมาก รวมทั้งกระบวนการขนส่งหรือการเคล่ือนย้ายสินค้าที่ขาด
คุณภาพ วิธีการหรือพาหนะท่ีใช้ในการขนส่ง จะส่งผลต่อระยะเวลาในการขนส่ง วิธีการบรรจุสินค้าหรือ
ลกั ษณะบรรจภุ ณั ฑ์ จะส่งผลตอ่ ปริมาณ คุณภาพสนิ ค้า และค่าขนสง่ การเคลื่อนย้ายสนิ คา้ ที่ไมเ่ หมาะสม สนิ ค้า
ได้รบั ความเสียหายระหวา่ งการขนส่ง องค์ความรู้หรือเทคโนโลยีในการผลิต ทาใหส้ ินค้าเกษตรแปรรูปส่วนใหญ่
อาจเป็นเพียงการแปรรูปขั้นพ้ืนฐานทาให้เกิดการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบที่ไม่คุ้มค่า เกิดการสูญเสียระหว่าง
การผลิตมาก
2
จังหวัดชัยภูมิ เป็นจังหวัดหนึ่งซ่ึงอยู่ในพื้นท่ีรับผิดชอบของสานักงานเศรษฐกิจการเกษตรท่ี 5 และมี
เน้ือท่ีปลูกสับปะรดโรงงาน ซ่ึงจังหวัดชัยภูมิถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ 2 ของกลุ่มเป้าหมายในการส่งเสริม ดังน้ันจึงได้
ทาการศึกษา โช่อุปทานและโลจิสติกส์สับปะรดโรงงานจังหวัดชัยภูมิ ปี 2561 เพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพในการ
บริหารจัดการ และแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกิดข้ึนในโซ่อุปทานของสับปะรดโรงงานตั้งแต่ต้นน้า กลางน้า และ
ปลายน้า รวมท้ังเป็นข้อมูลประกอบการจัดทานโยบาย และการตัดสินใจดาเนินกิจกรรมด้านการผลิต และ
การตลาดท่เี หมาะสมตอ่ ไป
1.2 วตั ถปุ ระสงคข์ องกำรวจิ ัย
1.2.1 เพ่ือศึกษาโครงสร้างและกิจกรรมในโซ่อุปทานสินค้าสับปะรดต้ังแต่ต้นน้า กลางน้า ตลอดจนถึง
ปลายน้า ในพื้นทจี่ ังหวดั ชยั ภมู ิ
1.2.2 เพือ่ ศกึ ษาประสทิ ธิภาพในการจัดการโลจิสตกิ สส์ นิ คา้ สับปะรดโรงงานในพ้ืนทจ่ี ังหวัดชัยภมู ิ
1.3 ขอบเขตของกำรวิจัย
1.3.1 พ้ืนที่ท่ีจะทาการศึกษา ไดแ้ ก่ จังหวดั ชัยภมู ิ
1.3.2 ศกึ ษาเกษตรกรและผปู้ ระกอบการ ทผ่ี ลติ สับปะรดโรงงานปี 2561
1.3.3 ระยะเวลาที่ทาการศึกษา เดอื นตลุ าคม 2561 - กันยายน 2562
1.4 วธิ กี ำรวจิ ยั
1.4.1 เก็บรวบรวมข้อมูล
1) ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) เก็บรวบรวมข้อมูลการผลิต การจาหน่าย การขนส่ง/
การเคล่ือนย้าย การแปรรูป การเก็บรักษา โดยการสัมภาษณ์ผู้เก่ียวข้องในกิจกรรมการผลิต การรวบรวม
ผลผลติ การแปรรูป และผู้ให้บรกิ ารด้านโลจสิ ติกส์ในแหล่งผลติ สาคัญ ประกอบดว้ ย
1.1) เกษตรกรจานวน 95 ราย ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random
Sampling) โดยการคานวณขนาดตัวอย่างใช้วิธีเทียบอัตราส่วนของขนาดประชากร (Neuman, 1991: 221)
ดังน้ี
1.1.1) ถ้าประชากรนอ้ ยกวา่ 1,000 คน ใช้อัตราสว่ นการสมุ่ กลมุ่ ตัวอย่าง ร้อยละ 30
1.1.2) ถ้าประชากรอยูร่ ะหวา่ ง 1,001-10,000 คน ใช้อัตราส่วนการส่มุ กลมุ่ ตัวอย่าง
รอ้ ยละ 10
1.1.3) ถ้าประชากรอยู่ระหว่าง 10,001-150,000 คน ใช้อัตราส่วนการสุ่มกลุ่ม
ตัวอยา่ ง รอ้ ยละ 1
3
เนื่องจากการสารวจมีข้อจากัดในเรื่องของจานวนเจ้าหน้าท่ี เวลา และงบประมาณ
ดังนั้นจงึ ทาการปรบั ลดขนาดตวั อย่าง เป็นรอ้ ยละ 5.6
n = N * 5.6%
เม่อื n = ขนาดของหนว่ ยตัวอย่างกลุ่มเปา้ หมาย
N = ประชากรทงั้ หมด
แทนคา่ n = 1,703 * 5.6%
= 95.36
ดังนัน้ ขนาดตัวอยา่ งของเกษตรกรคือ 95 ตวั อยา่ ง
1.2) ผู้ประกอบการ/ผู้รวบรวมระดับต่างๆ ได้คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง
(Purposive Sampling) ไดแ้ ก่ ผรู้ วบรวมในพ้นื ท่ี รวม 2 ตวั อยา่ ง
2) ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) เป็นการรวบรวมข้อมูลด้านต่างๆ ท่ีเก่ียวข้องในการ
จัดการโซ่อุปทานสินค้าเกษตรที่ทาการศึกษา ได้แก่ สภาพแวดล้อม การไหลของข้อมูลสารสนเทศ ในแต่ละ
กิจกรรมตลอดโซ่อุปทานจากเอกสาร และเว็บไซต์ต่างๆ ของหน่วยงานภาคราชการ สถาบันการศึกษา และ
ภาคเอกชนทเี่ กย่ี วข้อง
1.4.2 กำรวเิ ครำะห์ข้อมูล
การศึกษาน้ีใช้วิธีการการวิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quantitative analysis) เป็นการนาข้อมูล
ทางตัวเลขมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้เก็บรวบรวมมา ในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพในการบริหาร
จัดการโลจิสตกิ ส์ของโซ่อปุ ทาน (Logistic Performance Index) ของกลุม่ ตัวอยา่ งใน 3 มิติ ได้แก่ 1. มติ ิด้านต้นทุน
(Cost Management Index) เป็นดัชนีที่แสดงถึงสัดส่วนต้นทุนของกิจกรรมโลจิสติกส์ เช่น ต้นทุนการจัดซ้ือ
ต้นทุนบริหารคลังสินค้า และต้นทุนการขนส่งต่อยอดขาย เป็นตน้ 2. มติ ิดา้ นเวลา (Lead Time Index) เปน็ ดัชนี
ท่ีใช้ประเมินระยะเวลาในการตอบสนองคาสั่งซื้อจากลูกค้าจนกระทั่งส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า หรือระยะเวลา
ในการจัดเก็บสินค้าเพ่ือตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า และ 3. มิติด้านความน่าเช่ือถือ (Reliability
Index) เป็นดัชนีที่ใช้ประเมินความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับการส่งมอบสินค้าและการตอบสนองความต้องการของ
ลกู คา้
1.5 ประโยชนท์ ่คี ำดวำ่ จะได้รับ
1.5.1 เป็นข้อมูลประกอบในการตัดสินใจกาหนดนโยบายเพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพด้านการผลิต และ
การตลาด ให้แกเ่ กษตรกร
1.5.2 เป็นแนวทางในการเพ่ิมประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์ การสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าเกษตร
และการเพมิ่ ขีดความสามารถในแขง่ ขนั ใหแ้ ก่ผู้ประกอบการ
บทท่ี 2
การตรวจเอกสาร แนวคดิ และทฤษฎี
2.1 การตรวจเอกสาร
จากการตรว จเอกสารงาน วิจัยท่ี เกี่ยว ข้องกับ โช่อุป ท าน และโลจิส ติกส์สิน ค้าสับ ปะรด โรงงานใน
ระดับประเทศ พบว่า ประเทศไทยมีการศึกษางานวิจัยด้าน การจัดการห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ของสินค้า
เกษตร และสินค้าสับปะรดโรงงาน แต่เมื่อพิจารณางานวิจัยการศึกษาโช่อุปทานและโลจิสติกส์สินค้าสับปะรด
โรงงานในระดบั พ้นื ที่ยังมอี ยู่นอ้ ย จงึ ทาใหส้ านักงานเศรษฐกจิ การเกษตรที่ 5 สนใจศกึ ษาในเรอ่ื งดงั กล่าว
2.1.1 การตรวจเอกสารงานวิจยั โชอ่ ุปทานและโลจิสตกิ ส์สับปะรดในประเทศไทย
จากการตรวจเอกสารงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับการจัดการโช่อุปทานและโลจิสติกส์สับปะรด
โรงงานในประเทศไทยของสานักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สานักงานเศรษฐกิจการเกษตร (2561) เพ่ือศึกษา
สินค้าสับปะรดตั้งแต่ต้นน้า กลางน้า ถึงปลายน้า และประสิทธิภาพในการจัดการโลจิสติกส์ของโซ่อุปทานการ
แปรรูปสับปะรด ใน 3 มิติ ได้แก่ มิติด้านต้นทุน มิติด้านเวลา และมิติด้านความน่าเชื่อถือ ของเกษตรกร ผู้
รวบรวม (แผงรับซื้อ) และโรงงานแปรรูปสับปะรด ในพ้ืนท่ีต่างๆของไทย ผลการศึกษามีดังน้ี ด้านเกษตรกร
พบว่า ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อยอดขายรวมมีประมาณ 0.70 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งมีต้นทุนมูลค่าสินค้าที่เสียหายต่อ
ยอดขาย 0.32 บาทต่อกิโลกรัม รองลงมาคือต้นทุนการขนส่งต่อยอดขาย 0.23 บาทต่อกิโลกรัม มิติด้านเวลา
พบว่า การตอบสนองคาสั่งซื้อ 1.48 วัน การจัดซ้ือพันธ์ุ 2.57 วัน การจัดซื้อปุ๋ย 3.14 วัน และการจัดส่งผลผลิต
1.31 ช่ัวโมง มิติด้านความน่าเชื่อถือ พบว่า มีอัตราการถูกตีกลับของสินค้าร้อยละ 2.44 และอัตราความ
เสียหายของผลผลิตก่อนส่งมอบร้อยละ 3.59 ในส่วนของผู้รวบรวม พบว่า ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อยอดขายรวมมี
ประมาณ 0.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งมีต้นทุนการขนส่งต่อยอดขาย 0.21 บาทต่อกิโลกรัม รองลงมาเป็นต้นทุน
การถูกตีกลับต่อยอดขาย 0.15 บาทต่อกิโลกรัม มิติด้านเวลา พบว่า การตอบสนองคาส่ังซ้ือ 1.46 วนั การจัดซื้อ 1
วัน และการจัดส่งผลผลิต 3.61 ชั่วโมง มิติด้านความน่าเช่ือถือ พบว่า อัตราการถูกตีกลับของสินค้าร้อยละ
0.98 และอัตราความเสียหายของผลผลิตก่อนส่งมอบร้อยละ 3.00 สาหรับโรงงานแปรรูปสับปะรด พบว่า
ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อยอดขายรวมประมาณ 1.70 บาทตอ่ กิโลกรมั ซงึ่ มตี ้นทุนบริหารคลังสินคา้ ต่อยอดขาย 1.42
บาทต่อกิโลกรมั รองลงมาเป็นต้นทุนการลงทุนติดตั้งระบบการส่ือสารภายในองค์กรต่อยอดขาย 0.11 บาทต่อ
กโิ ลกรมั มิตดิ ้านเวลา พบวา่ การตอบสนองคาส่งั ซื้อ 32 วนั การจัดซื้อ 1 วัน และการจดั ส่งผลผลิตไปยังท่าเรือ
3.44 ช่ัวโมง มิติด้านความน่าเช่ือถือ พบว่า อัตราการถูกตีกลับของสินค้าร้อยละ 0.80 และอัตราความเสยี หาย
ของผลผลิตก่อนส่งมอบร้อยละ 0.37 ท้ังน้ี ต้นทุนโลจิสติกส์สินค้าสับปะรดส่วนใหญ่จะเป็นการจัดการบรรจุ
และขนถ่ายสินค้า และการขนส่งสินค้า เนื่องจากเกษตรกรจะขนส่งผลผลิตโดยใช้รถกระบะ 4 ล้อ ซึ่งสามารถ
ขนส่งได้ 3-4 ตันต่อเที่ยวเพื่อนาไปจาหน่ายให้กับผู้รวบรวม และโรงงานแปรรูปสับปะรด รวมท้ังมีการขาย
ผลผลิตข้ามจังหวัด ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์ในการขนส่งสูงข้ึน ดังนั้น แนวทางในการลดต้นทุนโลจิสติกส์
ดังกล่าว ควรสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรกับโรงงานแปรรูปสับปะรดวางแผนการผลิตร่วมกันและจัดทา
สัญญาซื้อขายผลผลิต (Contract Farming) ถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการหลังการเก็บเก่ียวให้แก่เกษตรกร
6
และผู้รวบรวม เพื่อเพ่ิมมูลค่าและลดความเสียหายของสินค้าก่อนการส่งมอบ รวมทั้งพัฒนาให้ผู้รวบรวมทา
หนา้ ท่เี ป็นผใู้ ห้บรกิ ารดา้ นการขนส่ง
และผลการศึกษา ศราวุธ เชิงสะอาด (2556) เร่ือง การปรับปรุงการจัดการห่วงโซ่อุปทาน
สับปะรดของสหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลาปาง จากัด เพื่อศึกษารูปแบบการบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าสับปะรด
บริโภคสดของจังหวัดลาปาง และวิเคราะห์กิจกรรมที่เพ่ิมคุณค่าและกิจกรรมที่ไม่เพิ่มคุณค่าของห่วงโซ่คุณค่า
สับปะรดบริโภคสดของจังหวัดลาปาง เพ่ือจะเป็นแนวทางในการพัฒนา ปรับปรุง การวางแผนการผลิต การ
รวบรวมผลผลิต การขนสง่ การสง่ มอบผลผลิตสบั ปะรดใหล้ ูกคา้ ลดต้นทุนโดยรวมก่อให้เกดิ ประสิทธิภาพในการ
บริหารจัดการตลอดห่วงโซ่คุณค่าสับปะรดบริโภคสดในจังหวัดลาปาง ท้ังน้ีการศึกษาในลักษณะกรณีศึกษา case
study โดยใช้ข้อมูลปฐมภูมิเป็นหลัก ซ่ึงได้จากการสัมภาษณ์บุคคลสาคัญ (key informants) ในองค์กรในห่วง
โซ่คุณค่าสับปะรดบริโภคสดจังหวัดลาปาง จานวน 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ (1) เกษตรกร (2) สหกรณ์ผู้ปลูก
สับปะรดลาปาง จากัด (3) บริษัทขนส่ง (4) บริษัทสยามแม็คโคร จากัด (มหาชน) ในส่วนของการวิเคราะห์ถึง
ระบบการจัดการห่วงโซ่คุณค่าสับปะรดบริโภคสดจังหวัดลาปาง ภายใต้กรอบแนวคิดของห่วงโซ่คุณค่า value
chain ของแต่ละองค์กรในห่วงโซ่คุณค่าสับปะรดบริโภคสด รวมถึงการประยุกต์แนวคิดแบบลีน (lean
concept) ใช้การวิเคราะห์และแผนภาพสายธารคุณค่า (value stream analysis : VSA) และการวิเคราะห์
ตน้ ทุนกิจกรรม (activity-based costing) เพื่อการจัดกิจกรรมที่เพิ่มต้นทุนและไมเ่ กดิ คุณค่าในการจัดการห่วง
โซ่คุณค่าสับปะรด บริโภคสดในจังหวัดลาปาง ผลการศึกษารูปแบบการบริหารการจัดการห่วงโซ่คุณค่า
สับปะรดบริโภคสดจังหวัดลาปาง พบว่าองค์กรภายในห่วงโซ่คุณค่าสับปะรดบริโภคสดจังหวัดลาปางจะมี
ความสัมพันธ์ในลักษณะเป็นโครงข่ายใยแมงมุม ซึ่งมีองค์กรประกอบ 2 ส่วน ได้แก่ (1) องค์กรภายในห่วงโซ่
คุณค่า ประกอบด้วย 3 ส่วน ประกอบด้วย ต้นน้า หมายถึง เกษตรกร และแผงสับปะรด กลางน้า หมายถึง
สหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลาปาง จากัด ปลายน้า หมายถึง บริษัทขนส่ง และศูนย์กระจาย สินค้าแม็คโครวังน้อย
บริษัทสยามแม็คโคร จากัด (มหาชน) สาขาลาปาง ลาพูน หางดง เชียงใหม่ แม่ริม (2) การไหลของสินค้า
สารสนเทศ และเงินทุนภายในห่วงโซ่คุณค่า ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ การไหลของสินค้าสับปะรด มีลักษณะ
การไหลไปในทิศทางเดียว เร่ิมจากต้นน้า ->กลางน้า -> ปลายน้า ไม่ปรากฏการตีกลับของสับปะรด การไหล
ของสารสนเทศและเงินทุน มีลักษณะการไหล ในสองทิศทางทั้งไปและกลับ สาหรับผลการศึกษาการจัดการ
ห่วงโซ่คุณค่าสับปะรดบริโภคจังหวัดลาปาง พบว่า มีองค์กรท่ีเก่ียวข้องภายในห่วงโซ่คุณค่า จานวน 6 องค์กร
โดยสามารถจาแนกเส้นทางออกเปน็ 6 ห่วงโซ่คุณค่า ได้แก่ ห่วงโซ่คุณค่าสับปะรดบรโิ ภคสดท่ี 1 2 3 4 5 และ
6 ตามลาดับ และพบว่าแต่ละห่วงโซ่คุณค่ามีต้นทุนต่อหน่วยของการจัดการห่วงโซ่คุณค่าสับปะรดบริโภคสดที่
1 2 3 4 5 และ 6 เป็น 3.06 : 3.57 : 2.10 : 2.61 : 3.06 : 3.57 บาท/กิโลกรัม ตามลาดับ จะพบว่าห่วงโซ่
คุณค่าสับปะรดบริโภคสดที่ 3 มีต้นทุนต่อหน่วยต่าที่สุด 2.10 บาท/กิโลกรัม เนื่องจากห่วงโซ่ดังกล่าวไม่ผ่าน
แผงสับปะรด และเกิดการประหยัดต่อหน่วยจากการขนส่ง ในส่วนของห่วงโซ่คุณค่าสับปะรดบริโภคสดท่ี 2
และ 6 มีต้นทุนต่อหน่วยสูงท่ีสุด 3.57 บาท/กิโลกรัม เน่ืองมาจากห่วงโซ่ดังกล่าวผ่านแผงสับปะรด ทาให้เกิด
ต้นทุนต่อหน่วยสูงข้ึน ดังนั้น สหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลาปาง จากัด ควรสนับสนุนให้เกษตรกรจัดส่งสับปะรด
ใหแ้ กส่ หกรณ์ฯ โดยตรง มากกว่าการส่งผ่านแผงสับปะรด ซง่ึ จะสง่ ผลใหต้ ้นทนุ ต่อหน่วยรวมลดลง
7
2.1.2 การตรวจเอกสารงานวิจยั โช่อปุ ทานและโลจสิ ติกสส์ ินคา้ เกษตรในประเทศไทย
จากการตรวจเอกสารงานวิจัยอื่น ๆ พบว่า ทานอง ชิดชอบ และคณะ (2556) ศึกษาเรื่อง
การศึกษาระบบโลจิสติกส์และโซ่อุปทานข้าวหอมมะลิอินทรีย์ของสหกรณ์การเกษตร ใน 6 จังหวัดภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ยโสธร ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และมหาสารคาม
โดยศึกษาระบบโลจิสติกส์และต้นทุนโลจิสติกส์ การจัดการทางการตลาดและส่วนเหลื่อมการตลาดข้าวหอม
มะลิอินทรีย์ ผลการศึกษาพบว่า โซ่อุปทานข้าวหอมมะลิอินทรีย์มีลักษณะท่ีแตกต่างจากข้าวท่ัวไป คือ มี
ข้ันตอนที่ส้ันกว่า ผู้เกี่ยวข้องในโซ่อุปทานได้พบกันหมดตลอดโซ่อุปทาน เกษตรกรมีต้นทุนโลจิสติกส์คิดเป็น
ร้อยละ 75.62 ของต้นทุนการผลิตในระดบั ไร่นา โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ตน้ ทุนกิจกรรมการเคล่ือนย้ายใน
แปลงนา คิดเป็นร้อยละ 44.90 ต้นทุนกิจกรรมการขนส่งและหาปัจจัยการผลิตคิดเป็นร้อยละ 29.71 และ
ต้นทุนกิจกรรมการบริหารคลังสินค้าคิดเป็นร้อยละ 25.39 โรงสีมีต้นทุนโลจิสติกส์คิดเป็นร้อยละ 54.43 ของ
ตน้ ทุนการผลิตรวมท้ังหมด มีระบบการบริหารจัดการตลาด 3 รูปแบบ คือ การจัดการตลาดภายใต้สัญญาและ
การวบรวมข้าวจากเกษตรกรและจาหน่ายต่อให้กับบริษัทผู้ส่งออก การจัดการตลาดภายใต้สัญญาและการ
รวบรวมขา้ วจากเกษตรกรเพ่ือสีแปรรปู ส่งออกตา่ งประเทศโดยตรงภายใตน้ โยบาย Fair Trade และการจดั การ
ตลาด โดยการรวบรวมซื้อข้าวและผลผลิตจากกล่มุ เกษตรกรตามโครงการนโยบายของรัฐบาล โดยมสี ่วนเหล่อื ม
การตลาดของผู้เก่ียวขอ้ งในโซ่อุปทานสูงกวา่ ขา้ วท่ัวไป รอ้ ยละ 18 และจากผลการศึกษาจะนาไปสู่แนวทางการ
ลดต้นทุนโลจิสติกส์ของสหกรณ์ คือ การสร้างเครือข่ายสมาชิกผู้ผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์เพื่อนาไปสู่การวาง
แผนการผลิตและการจาหน่ายซึง่ มีรปู แบบการจดั การระบบโลจสิ ติกส์โดยเชือ่ มโยงด้านการตลาด 3 รูปแบบ คือ
รปู แบบระบบการส่งเสริมการผลิตแบบเกษตรพ่ึงตนเอง รูปแบบระบบการส่งเสริมการผลิตแบบ Cluster และ
รูปแบบระบบการส่งเสรมิ การผลิตเพ่ือการคา้ แบบครบวงจร
ในขณะท่ี สนั่น เถาชารี และคณะ (2554) ศกึ ษาเรอ่ื ง การจัดการโลจิสติกสแ์ ละโซ่อุปทานข้าว
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยใช้การประยุกต์แบบจาลองอ้างอิงการดาเนินงานโซ่อุปทาน
และการวิเคราะห์ต้นทุนโลจิสติกส์ เพ่ือวิเคราะห์ปัญหา และเสนอแนะแนวทางการจัดการโลจิสติกส์และโซ่
อุปทานข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มต่างๆ ที่เป็นส่วนประกอบ
ของโซ่อุปทานข้าว คือ กลุ่มผู้ผลิตข้าวเปลือก ประกอบด้วย เกษตรกร กลุ่มผู้จัดหาข้าวเปลือก ประกอบด้วย
พอ่ ค้าคนกลาง กลมุ่ เกษตรกร ตลาดกลาง กล่มุ ผู้ผลิตข้าวสาร ประกอบด้วย โรงสีข้าว สหกรณ์การเกษตร และ
กลุ่มผู้จาหน่ายข้าวสาร ประกอบด้วย พ่อค้าส่งออก หยง พ่อคา้ ขายส่ง พ่อค้าขายปลีก โดยต้นทนุ โลจิสติกส์ท่ีมี
มูลค่ามากของเกือบทุกกลุ่ม คือ ต้นทุนการขนส่ง ดังนั้นจึงควรมุ่งเน้นการบริหารจัดการการขนส่งเพื่อเพิ่ม
ประสทิ ธิภาพโดยรวมของระบบโลจสิ ติกสแ์ ละโซอ่ ปุ ทานขา้ ว
และ นิภา หวังสินทวีกุล (2550) ศึกษาเรือ่ ง ห่วงโซ่อุปทานของมะม่วงพันธุ์นา้ ดอกไม้เพื่อการ
ส่งออกไปประเทศญ่ีปุ่น โดยวิเคราะห์สภาพการผลิตและการตลาด ความเช่ือมโยงของเกษตรกรกับชมรม
ชาวสวนจังหวัดฉะเชิงเทรา ความเช่ือมโยงของชมรมชาวสวนจังหวัดฉะเชิงเทรากับผู้ประกอบการและผู้นาเข้า
รวมถึงศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานของมะม่วงน้าดอกไม้เบอร์ 4 ในพื้นท่ีจังหวัด
ฉะเชิงเทรา ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรมีการผลิตภายใต้ข้อกาหนดตามโครงการเกษตรดีที่เหมาะสม มี
8
รปู แบบในการจัดการผลติ จากการใช้ความร้เู ดิมและเพิม่ เติมในการใชส้ ารเคมี ผลผลิตท่ีได้จะถูกส่งไปรวบรวมที่
ชมรมชาวสวนจงั หวัดฉะเชงิ เทรา และมีผู้ประกอบการมารับเพือ่ นาไปจดั การอบไอน้าเพ่อื เพ่ิมมูลค่าของผลผลิต
ก่อนจัดสง่ ไปยงั สายการบินเพ่ือขนส่งไปขายประเทศญี่ปุ่น ดา้ นการวเิ คราะห์ระบบโซ่อุปทานการส่งออก พบว่า
การจัดการเพ่ือการส่งออกไม่มปี ระสิทธิภาพ เน่ืองจากความไม่สมบูรณ์ของขา่ วสารทม่ี ีผลต่อปริมาณผลผลติ คือ
ปริมาณที่เกษตรกรส่งให้กับชมรม มีปริมาณที่มากกว่าผู้ประกอบการรับซ้ือจริง ทาให้ราคาผลผลิตในตลาด
ภายในประเทศต่า ซึ่งข้อเสนอแนะท่ีได้จากการศกึ ษา คือ ผู้เกีย่ วข้องทุกสว่ นในโซ่อุปทานควรมกี ารวางแผนการ
ผลิตให้สอดคล้องกับปริมาณที่ตลาดญี่ปุ่นต้องการ โดยการพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร นอกจากน้ีภาครัฐควร
สนับสนุนให้มีงานวิจัยในการพัฒนาระบบห่วงโซ่อุปทานให้มีความเหมาะสมเพื่อการกาหนดทิศทางการวาง
แผนการผลติ
นอกจากนี้งานวิจัยของ ศิริสรณ์ เจริญกมลล้ิมสกุล และคณะ (2560) ทาการศึกษาการ
จัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานข้าวจังหวัดนครราชสีมา: ความเชื่อมโยง ปัญหาและแนวทางการพัฒนา โดยมี
วัตถปุ ระสงคเ์ พื่อศึกษาความเชื่อมโยงของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโลจสิ ติกส์และโซ่อุปทานขา้ ว จังหวัดนครราชสีมา
ตลอดกระบวนการต้ังแต่ต้นน้าจนถึงปลายน้าวิเคราะห์สภาพปัญหา อุปสรรคท่ีเกิดขึ้น เพ่ือจัดทาข้อเสนอแนะ
ในการพัฒนาโซ่อุปทานข้าว จังหวัดนครราชสีมา โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้เช่ียวชาญในโซ่อุปทานข้าวจังหวัด
นครราชสมี า เลอื กกลุม่ ตัวอยา่ งแบบลกู โซ่ เกบ็ รวบรวมข้อมูลจากแหลง่ ข้อมูลทตุ ิยภูมิ การสอบถาม สัมภาษณ์
เชิงลกึ สนทนากลุ่ม และการจดั เวทีสัมมนา ผลการศึกษา พบว่า การตระหนักด้านการเช่ือมโยงในโซ่อุปทานที่
สูงข้ึนจะส่งผลต่อการดาเนินงานในโซ่อุปทานระหว่างผู้จัดหาวัตถุดิบและผู้ซื้อให้เพ่ิมสูงข้ึนตามมาด้วย ในส่วน
ของการศึกษาระบบโซ่อุปทาน สามารถอธิบายถึงความเชื่อมโยงของผู้มีส่วนเก่ียวข้องเพื่อให้ทราบถึง
กระบวนการดาเนินงาน ร่วมกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องท้ังระบบ การดาเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดในโซ่อุปทาน
ยอ่ มส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนเก่ียวข้องอ่ืนในโซ่อปุ ทาน จึงจาเป็นท่ีจะต้องทราบความสัมพันธ์ของท้ังระบบในโซ่
อุปทานน้ันๆ อีกท้ังสภาพปัญหาอุปสรรคท่ีเกิดขึ้นในโซ่อุปทานข้าวจังหวัดนครราชสีมามีความสอดคล้องกับ
สภาพปัญหาในระดบั ประเทศ คือขาดการวางแผนการผลติ ขา้ วที่ดี ประสิทธิภาพการผลติ ข้าวตา่ และตน้ ทุนการ
ผลิตสูง ชาวนายังขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี การแปรรูปและผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพ่ิมได้ยังมีน้อย อีกท้ังชาวนา
และองค์กรชาวนายังไม่เข้มแข็ง ชาวนารายย่อยยังขาดความรู้ด้านโรงสีข้าวโดยพบปัญหาข้าวเปลือกท่ีรับซ้ือ
ไม่ได้คุณภาพ อุปสรรคจากมาตรฐานในตลาดโลกสูงแต่ราคารับซื้อต่า ส่วนร้านค้าพบเพียงปัญหาด้านการ
จัดเก็บ ซึ่งจะเห็นได้ว่าสภาพปัญหาอุปสรรคส่วนใหญ่อยู่ในส่วนของระดับต้นน้าหรือเกษตรกร เนื่องจากเป็น
กลุ่มท่ีมีผู้มีส่วนเก่ียวข้องจานวนมากที่สุด นอกจากน้ีการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานจาเป็นอย่างย่ิงท่ี
จะต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ในการวางแผนและดาเนินงานร่วมกันแบบบูรณาการเพ่ือให้
เกิดผลอย่างต่อเน่ืองและเป็นระบบ โดยภาครัฐมีบทบาทสาคัญในการส่งเสริมและสนับสนุน ส่วนเกษตรกรเอง
น้ันจาเป็นอย่างยิ่งท่ีต้องมีการปรับตัว เปิดรับองค์ความรู้ใหม่ รวมถึงการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรเพื่อสร้าง
อานาจในการตอ่ รองทดี่ ขี ้ึน เน้นการพึง่ พาตนเองและสร้างรายได้เพิ่มขน้ึ นอกเหนือจากการผลิตข้าวเพียงอย่างเดยี ว
9
2.2 แนวคดิ และทฤษฎี
2.2.1 โซ่อุปทาน (Supply Chain)
โซ่อุปทาน (Supply Chain) หรือเครือข่ายโลจิสติกส์ คือ การใช้ระบบของหน่วยงาน คน
เทคโนโลยี กิจกรรม ขอ้ มลู ข่าวสาร และทรัพยากร มาประยุกตเ์ ขา้ ด้วยกันเพ่ือการเคลื่อนย้ายสนิ ค้าหรือบริการ
จากผู้จัดหาไปยังลูกค้า กิจกรรมของโซ่อุปทานจะแปรสภาพทรัพยากรธรรมชาติ วัตถุดิบ และวัสดุอ่ืนๆ
ให้กลายเปน็ สนิ คา้ สาเร็จรูป แลว้ ส่งไปจนถงึ ลกู คา้ คนสุดทา้ ย (ผู้บรโิ ภค หรอื End Customer)
การจดั การโซ่อปุ ทาน (Supply Chain Management)
David, Phillip and Edith (2000) กล่าวว่า โซ่อุปทานเป็นการจัดการรว่ มกันระหว่าง
ผู้จัดส่งวัตถุดิบ (Supplier) ผู้ผลิต (Manufacturing) การจัดการเก่ียวกับคลังสินค้า (Warehouses) และการ
จัดเก็บ (Stores) โดยใช้วิธีการท่ีมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดการผลิตและการกระจายสินค้าอย่างถูกต้อง
ในปริมาณ (Right Quantities) สถานท่ี (Right Place) และเวลา (Right Time) โดยใช้ต้นทุนรวมท้ังระบบ
ให้ต่าที่สุด ในขณะที่คุณภาพในการให้บริการต้องเป็นที่พึงพอใจแก่ลูกค้า (David, Phillip and Edith, 2000
อ้างถึง ชนดิ า พงษ์พานารัตน์, 2554: 11)
คานิยามจาก Council of Supply chain Management Professionals (CSCMP)
กลา่ วว่า การจดั การโซ่อปุ ทาน เป็นการวางแผน การนาไปปฏิบัติ และการควบคมุ การไหลของสินค้าและบริการ
ไปยังลูกค้า กระบวนการรับคืนสินค้า กระบวนการจัดเก็บสินค้า กระบวนการเชื่อมโยงข้อมูล ตั้งแต่จุดเริ่มต้น
จนถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพ่ือตอบสนองความต้องการของลูกค้า (โชติกา พุ่มกาหลง,
2554: 20)
การจัดการโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) เป็นการนากลยุทธ์ วิธีการ
แนวปฏิบัติหรือทฤษฎี มาประยุกต์ใช้ในการจัดการ การส่งต่อวัตถุดิบ สินค้า หรือบริการจากหน่วยหน่ึง
ในโซ่อุปทานไปยังอีกหน่วยหนึ่งอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีต้นทุนรวมในโซ่อุปทานต่าท่ีสุด และได้รับวัตถุดิบ
สนิ ค้าหรือการบริการตามเวลาท่ีต้องการ พร้อมกันนี้ยังมีการสรา้ งความร่วมมือกันในการแบ่งปนั ข้อมูลข่าวสาร
ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตามเพ่ือให้ทราบถึงความต้องการอันเป็นปัจจัยสาคัญที่ทาให้ เกิดการส่งต่อของวัตถุดิบ
สินคา้ หรือการบริการนาไปสูก่ ารได้รบั ผลประโยชนร์ ว่ มกันของทกุ ฝ่าย (ธนิต โสรตั น,์ 2550ก: 68-72)
ปัจจัยหลักของความสาเร็จในการบริหารจัดการโซ่อุปทาน ได้แก่ สินค้าคงคลัง ต้นทุน
ข้อมูลการให้บริการลูกค้า ความสัมพันธ์ที่ดีและการร่วมมือกันระหว่างคู่ค้า ปัจจัยเหล่านี้เป็นส่ิงสาคัญในการ
นามาใช้กาหนดกลยุทธ์ในการบริหารจัดการโซ่อุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก
เพื่อลดต้นทุนการถือครองสินค้าให้มากที่สุด ซึ่งทุกกิจกรรมต้องการลดต้นทุนในการถือครองสินค้าภายใต้
การคงประสิทธิภาพการส่งมอบโดยการขจัดกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่มีมูลค่าเพิ่ม และกิจกรรมท่ีส่งผลต่อการเพิ่ม
ของสินค้าคงคลัง (อมุ าพร มณีเนียม, 2559)
10
2.2.2 โลจสิ ตกิ ส์ (Logistics)
โลจิสติกส์ (logistics) คือระบบการจัดการการส่งสินค้า ข้อมูล และทรัพยากรอย่างอ่ืนต่างๆ
ทุกอย่างท่ีมีการขนส่ง หรือเคลื่อนย้ายจากจุดต้นทางไปยังจุดบริโภคตามความต้องการของลูกค้า โลจิสติกส์
เกยี่ วข้องกับการผสมผสานของ ขอ้ มูล การขนสง่ การบรหิ ารวัสดคุ งคลัง การจัดการวตั ถุดิบการบรรจุหีบห่อ โล
จิสติกส์เปน็ ชอ่ งทางหน่ึงของหว่ งโซ่อุปทานที่เพ่ิมมูลค่าของการใช้ประโยชน์ของเวลา และสถานท่ี สรุปทุกอยา่ ง
ท่ีเก่ียวกับการขนส่ง จะเก่ียวข้องกับโลจิสติกส์ท้ังหมด เป้าหมายของโลจิสติกส์น้ันเพ่ือให้ลดค่าใช้จ่าย ลด
ระยะเวลาในการขนส่ง ลดปญั หาต่างๆ ทกุ อยา่ งทจี่ ะเกิดขน้ึ โดยใชต้ ้นทนุ นอ้ ยทสี่ ุด (ธรี ภัทร์ ฟแู กว้ : 2557)
สานักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมอื งแร่ ให้คานิยามของโลจิสติกส์ หมายถึง
กระบวนการวางแผน ดาเนินการ และควบคุม การเคลื่อนไหลท้ังไปและกลับ การจัดเก็บวัสดุ สินค้าสาเร็จรูป
ตลอดจนสารสนเทศที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จากจุดผลิตไปจนถึงจุดที่มีการใช้งาน เพ่ือ
ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ด้วยความถูกต้องและเหมาะสมตามจังหวะเวลา คุณภาพ ปริมาณ ต้นทุน
และสถานท่ีท่ีกาหนด ซึ่งนิยามของ " โลจิสติกส์ " น้ี กาหนดขึ้นโดยพิจารณาจากบทบาทความรับผิดชอบและ
พันธกิจท่ีเกี่ยวเนื่องและสอดคล้องกับภารกิจในส่วนของอุตสาหกรรมภาคการผลิตที่ครอบคลุมการพัฒนา
ส่งเสริมกระบวนการบริหารจัดการกิจกรรมด้านโลจิสติกส์ ต้ังแต่ต้นน้า จนถึงปลายน้า การวางแผน การ
คาดการณ์การจัดซอ้ื จัดหา การผลติ การเคลื่อนยา้ ย การจดั เกบ็ การรวบรวม การขนส่ง และการกระจายทั้งขา
เขา้ และขาออก ท้ังภายในและภายนอกสถานประกอบการอุตสาหกรรมให้ได้มาตรฐานสากล ลดต้นทนุ เพิม่ ขีด
ความสามารถของธุรกิจในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า และเพ่ิมความปลอดภัย และความเช่ือถือได้
ในกระบวน การนาส่งสินคา้ และบรกิ าร
โลจิสติกส์ คือ การออกแบบและการจัดการระบบการควบคมุ การเคล่ือนยา้ ยหรือการไหลของ
สินค้าและข้อมูลจากต้นทางมายังบริษัท และออกจากบริษัทไปยังลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
หรือ การเคล่ือนย้ายพัสดุและข้อมูลต้ังแต่วัตถุดิบไปจนถึงสินค้าสาเร็จรูป จากต้นทางไปยังปลายทางไปจนถึง
ผู้บริโภค โดยมีการประสานงานแต่ละขั้นตอนอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ซึ่งโลจิสติกส์นั้นจะ
ครอบคลุมกิจกรรมและกระบวนการเคล่ือนย้ายสินค้าทั้งหมดทุกระดับและข้ันตอนการปฏิบัติการ โดยวิธีการ
เชิงระบบ ซึ่งหน่วยธุรกิจหรือบริษัทจะทาการเชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆ ของระบบสินค้าภายในหน่วยธุรกิจหรือ
บริษัท แทนที่จะแยกปฏิบัติแต่ละกิจกรรมอย่างท่ีเคยทามาและยอมรับการติดต่อและประสานงานระหว่าง
บรษิ ัทและองคก์ รภายนอก ซงึ่ กระบวนการโลจสิ ติกส์มรี ปู แบบดังแสดงในภาพที่ 2.1
นอกจากน้ีโลจิสติกส์จะถูกมองอย่างเป็นระบบและเป็นกระบวนการท่ีมีความต่อเน่ืองเหมือน
แม่น้าไหลผ่านภูมิประเทศที่แตกต่างกันไป ความแตกต่างของภูมิประเทศจึงไม่ใช่จุดสาคัญ แต่สาคัญอยู่ที่การ
ไหลของน้า หรือรจู้ ักในชอื่ แบบจาลองหว่ งโซ่อปุ ทาน ซึง่ เป็นการเช่อื มโยงกระบวนการไหลกนั เปน็ ลูกโซ่
โดยห่วงโซ่อุปทาน คือ การเคล่ือนย้ายและเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเร่ิมต้นจนถึง
ปลายทางผู้บริโภค กระบวนการในแต่ละขั้นตอน ห่วงโซ่อุปทานจะเพิ่มคุณค่าสินค้า ซ่ึงเกิดจากการ
ประสานงานของสมาชกิ ในหว่ งโซ่อปุ ทานและบูรณาการโลจสิ ติกสฺในทุกข้ัน ตลอดเสน้ ทางห่วงโซอ่ ุปทานอย่างมี
ประสิทธิภาพและประสิทธผิ ลและผู้เก่ียวขอ้ งได้ประโยชน์รว่ มกนั
11
การไหลของวตั ถุดิบ
ผจู้ ดั สง่ ฝา่ ยจัดหา การดาเนนิ งานผลติ การจดั ส่ง ลูกคา้
วัตถุดิบ
การไหลของข้อมูลความตอ้ งการของลกู ค้า
การจดั สง่ วตั ถดุ บิ การบรหิ ารการผลติ การบรหิ ารการกระจายสินคา้
- การบรหิ ารการ - การวางแผนระบบการผลติ - การบรหิ ารการขนส่ง การขนยา้ ย
- การบริหารขอ้ มูลการผลติ
ขนสง่ สนิ ค้า
- การบริหารวสั ดุคง - การบรหิ ารคลงั สนิ คา้ สาเรจ็ รปู
คลงั การกาหนดทต่ี ั้งคลงั สินค้า
การบริหารการ - การบรหิ ารการจดั การด้านคาส่งั ซอื้
- การบริหารข้อมูลดา้ นสภาวะตลาด
ทมี่ า : วิทยา สุหฤทดารง, 2546
ภาพท่ี 2.1 องค์ประกอบระบบโลจสิ ติกส์
กิจกรรมตา่ งๆ ในระบบโลจิสติกส์
ระบบโลจิสติกส์ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนแรก เป็นระบบสินค้าและข้อมูลท่ี
ไหลเข้ามายังบริษัทหรือโรงงานเพ่ือนามาใช้เป็นวัตถุดิบ เรียกว่า การจัดการพัสดุหรือวัตถุดิบ และส่วนท่ีสอง
เกิดข้ึนเม่ือผู้ผลิตทาการผลิตสินค้าเสร็จแล้วและสินค้าจะไหลออกจากบริษัทหรือโรงงานไปยังลูกค้า เรียกว่า
การจดั การกระจายสินคา้ ดังแสดงในภาพท่ี 2.2
ระบบโลจสิ ตกิ ส์
(Logistics Management)
การจดั การพสั ดุ การจดั การการกระจายสนิ ค้า
(Material Management) (Physical Distribution Management)
ทม่ี า : ทวศี กั ดิ์ เทพพทิ กั ษ,์ 2550
ภาพท่ี 2.2 องคป์ ระกอบหลักของระบบโลจิสติกส์
12
ระบบโลจสิ ตกิ สท์ ้งั 2 ส่วนหลัก ประกอบด้วย
1) การจัดการพสั ดุหรือวตั ถุดิบ มกี จิ กรรมต่างๆ ดงั นี้
1.1) การจัดหา (Sourcing หรือ Procurement) เปน็ กจิ กรรมที่ใช้ในการจดั หาวัสดุ
ช้ินส่วนท้ังจากในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งอาจจะมีผู้จัดส่งสินค้า (Supplier) รายเดียวหรือหลายราย
ซึ่งกระบวนการและข้ันตอนท่ีบริษัทนามาใช้เพื่อจัดหาทรัพยากรที่จาเป็นสาหรับการผลิตสินค้าและบริการ
ดังนั้นการจัดหาจึงมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและคุณภาพของการให้บริการ การจัดหาวัตถุดิบจึงต้อง
วางแผนอย่างรอบคอบและดาเนนิ การตามแผนที่กาหนดไว้ โดยอยู่ในความรบั ผิดชอบของผู้บริหารระดบั สูง
1.2) การจัดซื้อ (Purchasing) การจัดซ้ือ เป็นกิจกรรมหน่ึงท่ีมีความสาคัญ โดย
แนวทางการจดั ซอื้ สินคา้ หรอื วัตถดุ บิ จะพจิ ารณาทีม่ ลู ค่าและประเภทของสินคา้
1.3) การขนส่งขาเข้า (Inbound Transport) การขนส่งมีความสาคัญต่อการ
ดาเนินธุรกิจและความสามารถในการแข่งขัน รูปแบบของการขนส่งประกอบด้วยการขนส่งทางถนน ทางรถไฟ
ทางนา้ ทางทอ่ และอากาศ การขนส่งแต่ละแบบมขี ้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน
1.4) การรับและการเก็บรักษาสินค้า (Receiving and Storage) เป็นการขน
วัตถุดบิ หรือชิ้นสว่ นมายงั โรงงาน พนกั งานจะทาการตรวจสอบสนิ ค้าในด้านคณุ ภาพและจานวนว่าถูกต้องตามท่ี
ตกลงซอื้ หรือตามหลักฐานการสง่ เมื่อมกี ารตรวจรับแล้วสินค้าจะเก็บรกั ษาในสถานท่ีท่เี หมาะสม ซง่ึ การจัดเก็บ
สนิ ค้าขาเข้าตอ้ งคานงึ ถงึ ปริมาณและความถ่ีของการใช้ ถา้ ใชบ้ อ่ ยกต็ ้องเก็บไว้ในทที่ ่มี กี ารเคล่ือนย้ายได้งา่ ย
1.5) การจัดการสินค้าคงคลังวัตถุดิบ (Raw Material Inventory Management)
เป็นวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนเพ่ือใช้ในการผลิต การมีสินค้าคงคลังก็เพื่อให้การผลิตดาเนินการอย่างต่อเน่ือง การ
จัดเกบ็ สนิ ค้าจะข้นึ อยกู่ ับปจั จัย เชน่ แหล่งวัตถดุ ิบ ปริมาณการใช้ และวธิ ีการขนสง่ เปน็ ตน้
2) การจดั การการกระจายสินคา้ มีกิจกรรมตา่ งๆ ดังนี้
2.1) การประมวลคาส่ังซ้ือ (Order Processing) เป็นการจัดการคาสั่งซื้อเป็นจุด
แรกท่ีลูกค้าสอบถามและส่งั สนิ ค้า ซึ่งลูกคา้ อาจจะทาการสั่งซือ้ สินค้าโดยใช้โทรศัพท์ อีเมล์ โทรสาร หรือการส่ง
เอกสารผ่านระบบอีดีไอ (Electronic Data Interchange; EDI) เมื่อได้รับคาสั่งซื้อแล้วก็จะต้องทาการ
ตรวจสอบความถกู ตอ้ งและรบั คาสั่งซ้ือไว้ และแจง้ ลูกคา้ ว่ามีสนิ คา้ พรอ้ มและเวลาส่งมอบสินค้า
2.2) การจัดการสินค้าคงคลัง (Finished Goods Inventory Management) คือ
การเช่ือมโยงระหว่างการวางแผนกับการปฏิบัติการ บทบาทของการจัดการสินค้าคงคลังคือการวางแผนความ
ต้องการสินค้าที่จะเก็บสต็อกไว้และการจัดการสินค้าท่สี ต็อกไว้ รวมถึงการจดั การส่งสินค้าให้กบั ลูกค้า ขั้นตอน
การดาเนินงานประกอบด้วยว่าจะมีสินค้าคงคลังอยู่ ณ ท่ีใดบ้าง เม่ือใดจะส่ังสินค้ามาเติมสินค้าคงคลังท่ีลดลง
และปริมาณเทา่ ใด
2.3) คลังสินค้า (Warehousing) เป็นสถานที่จัดเก็บสินค้าก่อนที่จะส่งมอบไปให้
ลูกค้าโดยมีหน้าท่ีในการรวบรวมจากโรงงานต่าง ๆ เพื่อส่งให้ลูกค้า โดยคลังสินค้าอาจจะใช้เป็นสถานท่ีผสม
หรือปรุงแต่งสินค้าและยังมีหน้าที่ในการสนับสนุนกิจกรรมด้านการผลิตและการตลาดอีกด้วย โดยคลังสินค้า
13
อาจมีหลายรูปแบบ เช่น ศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center; DC) หรือการจัดส่งแบบ Cross Docking
เป็นตน้
2.4) การเคลื่อนย้ายพัสดุ (Material Handling) การเคลื่อนย้ายพัสดุ เป็นกิจกรรม
หนึ่งของการให้บริการคลังสินค้าและการเคลื่อนย้ายพัสดุในระยะส้ันคือการเคลื่อนย้ายสินค้าเข้า-ออก จาก
คลังสินค้าเคลื่อนย้ายภายในคลังสินค้า ซึ่งจะต้องพิจารณาเก่ียวกับความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความ
เสยี หายของสินคา้
2.5) การบรรจุหีบห่อ (Packaging) มีความสาคัญต่อระบบโลจิสติกส์ด้านค้าใช้จ่าย
ละความปลอดภัยในตวั สินค้า คา่ ใช้จ่ายหรอื ต้นทุนบรรจหุ บี ห่อก็คือวัสดุท่ีใช้หีบห่อและวธิ กี ารบรรจุหีบหอ่ จะใช้
เคร่ืองจักรหรอื ทาด้วยมือและการกาจัดวัสดุบรรจุภณั ฑ์ นอกจากนก้ี ารบรรจุหีบห่อจะต้องมีการสือ่ สารหรือการ
ถ่ายทอดข้อมูล เช่น ผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ เลขหมายสินค้า ซึ่งใช้ทาการติดตามสินค้า เป็นต้น และยังมีบทบาทใน
ระบบโลจิสติกส์ที่บอกวิธีการเคลื่อนย้ายและความเสียหายท่ีจะเกิดกับสินค้า เช่น สินค้าแตกหัก การวางซ้อน
เป็นต้น
2.6) การขนส่งสินค้าขาออก (Outbound Transport) มักจะเป็นผลิตภัณฑ์
สาเร็จรูปซึ่งจะส่งให้กับลูกค้าหรือเก็บไว้ตามคลังสินค้าหรือศูนย์กระจายสินค้า เป็นการนาสินค้าไปใกล้ลูกค้า
หรือผบู้ ริโภค เพอ่ื ตอบสนองความต้องการของลูกคา้ ได้ในเวลาท่ีลูกค้าต้องการ
2.7) การบริการลูกค้า (Customer Service) ความสาเร็จของธุรกิจนี้ข้ึนอยู่ที่ว่า
ธุรกิจสามารถให้บริการลูกค้าได้หรือไม่ อย่างไร ทั้งน้ีเป้าหมายของลูกค้าที่จะเป็นองค์กรธุรกิจคือกาไร ส่วน
เป้าหมายของผู้บริโภคก็คือความพึงพอใจในบริการ ดังน้ันลูกค้าแต่ละรายก็มุ่งให้ได้มูลค่าเพ่ิมจากการใช้บริการ
ท่มี ีประสิทธิภาพหรือมคี ่าใชจ้ ่ายต่า การบริการลกู ค้าทดี่ ีเย่ียมจะเพมิ่ มลู คา่ ใหก้ ับทกุ ฝา่ ยในระบบโลจสิ ตกิ ส์
ผเู้ กี่ยวขอ้ งหลกั ในระบบโลจิสตกิ ส์
ในระบบโลจิสติกส์มีผู้ที่เก่ียวข้องหลัก 3 ฝ่าย คือ ผู้จัดส่งสินค้า ผู้ผลิต ลูกค้า โดยท้ัง
สามฝ่ายจะมีการติดต่อซ่ึงกันและกันซึ่งจะทาให้สินค้าหรือบริการสามารถไหลหรือเคลื่อนย้ายได้อย่างมี
ประสิทธิภาพซ่ึงแต่ละฝ่ายจะต้องทาหน้าท่ีของตนอย่างมีความรับผิดชอบและมีการประสานงานอย่างเป็น
ระบบ เช่น ผจู้ ดั ส่งสินค้าทาการจัดสง่ สนิ ค้าตามคุณภาพและปริมาณทเี่ หมาะสมในเวลาท่ลี ูกคา้ ต้องการ ผู้ผลิตก็
ผลิตสินค้าโดยมีต้นทุนท่ีต่าแต่มีคุณภาพตามที่ลูกค้าต้องการและทาการส่งมอบสินค้าตามเวลาที่ลูกค้าต้องการ
เป็นต้น ดงั แสดงในภาพที่ 2.3
14
ระบบโลจสิ ติกส์
(Logistics Management)
การจัดการพสั ดุ การจัดการการกระจายสนิ คา้
(Material Management) (Physical Distribution Management)
ผู้จดั ส่งสินค้า ผ้ผู ลติ ลกู คา้
(Supplier) (Manufacturer/Company) (Customer)
ท่มี า : ทวศี กั ด์ิ เทพพทิ กั ษ์ , 2550
ภาพที่ 2.3 ความสัมพนั ธ์ขององคป์ ระกอบหลักและฝา่ ยตา่ งๆ ทีเ่ ก่ียวข้องในระบบโลจิสตกิ ส์
สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะเลขานุการ
คณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) ได้จัดแบ่งโครงสร้าง
ของบรกิ ารโลจสิ ตกิ สไ์ ทย ออกเป็น 5 ประเภท (กรมเจรจาการคา้ ระหวา่ งประเทศ, 2555: 15) ไดแ้ ก่
1.การขนส่งสินค้า ครอบคลุมงานทางโลจิสติกส์ท่ีเกี่ยวข้องกับการให้บริการด้านการ
ขนส่งสนิ ค้าทงั้ ภายในและส่งออกนอกประเทศ ในรปู แบบตา่ ง ๆ ทงั้ ทางถนน รถไฟ ทะเลและอากาศ
2.การจัดเก็บสินค้า ดูแล และบริหารคลังสินค้าและการให้บริการติดสลากสินค้าหรือ
บรกิ ารด้านบรรจุภัณฑ์ รวมท้งั การกระจายสนิ ค้า
3. บริการด้านพิธกี ารต่างๆ ที่เกี่ยวกับงานโลจสิ ติกส์ ครอบคลุมงานพิธีการศลุ กากร
4. บริการงานโลจิสตกิ ส์ท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั การให้บริการเสริม
5. บรกิ ารพสั ดแุ ละไปรษณยี ภัณฑ์
การจัดการโลจิสติกส์ (Logistics Management)
Council of Logistics Management กล่าวว่า การบริหารจัดการโลจิสติกส์ หมายถึง
กระบวนการทางานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนการดาเนินการ และการควบคุมการทางานขององค์กร
รวมท้ังการบริหารจัดการข้อมูลและธุรกรรมทางการเงินท่ีเก่ียวข้องให้เกิดการเคลื่อนย้าย การจัดเก็บ
การรวบรวม การกระจายสินค้า วัตถุดิบ ช้ินส่วนประกอบ และการบริการให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
สูงสุด โดยคานึงถึงความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสาคัญ (สานักงานเศรษฐกิจการเกษตร,
2558: 4)
15
เป้าหมายของการจัดการโลจิสตกิ ส์ (ธนิต โสรัตน,์ 2550) ประกอบดว้ ย
1) ความรวดเร็วในการสง่ มอบสินค้า (Speed Delivery)
2) การไหลลื่นของสนิ ค้า (Physical Flow)
3) การไหลล่นื ของขอ้ มูลข่าวสาร (Information Flow)
4) การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ในกิจกรรมท่ีเกี่ยวข้องกับความต้องการ
ของตลาด (Market Demand)
5) ลดตน้ ทุนในส่วนทเี่ ก่ียวกับการดาเนินการเกยี่ วกับสินค้าและการดแู ลขนส่งสนิ ค้า
(Cargoes Handling & Carriage Cost)
6) เพม่ิ ศักยภาพและประสิทธิภาพของการแข่งขัน (Core Competitiveness)
กิจกรรมดา้ นโลจสิ ตกิ ส์ (Logistics Activities)
กิจกรรมโลจิสติกส์ เป็นกิจกรรมสนับสนุนการทางานภายในองค์กร เพ่ือให้ทุก
หน่วยงานภายในเชื่อมโยงเข้าหากัน รวมถึงการเชื่อมโยงภายนอกองค์กรท้ังด้านอุปสงค์ และอุปทาน โดย
กจิ กรรมหลกั ด้านโลจสิ ตกิ ส์ แบง่ ออกเปน็ 13 กจิ กรรม (กมลชนก สทุ ธวิ าทนฤพุฒิ และคณะ, 2547) ดงั นี้
1) การติดต่อส่ือสารด้านโลจิสติกส์ (Logistics Communications) การส่ือสารมีผลต่อ
ประสิทธิภาพการทางานด้านโลจิสติกส์ เช่น การรับส่งข้อมูลผิดพลาด มีผลต่อการให้บริการหรือความ
พงึ พอใจของลูกค้า ดังนั้นการติดต่อส่ือสารที่ดสี ่งผลใหอ้ งค์กรเกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน เพราะทาให้เกิด
การดาเนนิ งานท่ตี ่อเน่อื ง
2) การบริการลูกค้า (Customer Service) ครอบคลุมตั้งแต่การนาส่งสินค้าที่ถูกต้อง
ถกู จานวน ถูกสถานที่ ถกู เวลาตามเง่อื นไขทต่ี กลงกันไวด้ ้วยตน้ ทนุ ทต่ี ่าทสี่ ดุ เทา่ ทจ่ี ะทาได้
3) กระบวนการส่ังซือ้ (Order processing) ครอบคลุมตั้งแต่การรับคาส่ังซื้อจากลูกค้า
การติดต่อส่ือสารกับลูกค้า การตรวจสอบยอดสินค้าคงคลัง รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับลูกค้า กิจกรรมนี้เป็น
จดุ เชอ่ื มตอ่ ระหวา่ งองคก์ รกับลกู คา้ จึงควรใช้เวลาในกระบวนนี้ให้สั้นและหลกี เลยี่ งความผดิ พลาดให้มากทสี่ ดุ
4) การคาดการณ์ความต้องการ (Demand forecasting) เป็นการพยากรณ์ความ
ต้องการ ในตัวสนิ ค้าหรือบริการของลกู คา้ เป็นกิจกรรมทมี่ คี วามสาคัญในการสรา้ งผลกาไรหรือขาดทุนได้
5) การจัดซือ้ (Procurement) เป็นกิจกรรมในการจัดหาแหล่งวัตถุดิบเพ่ือจัดซ้ือสินค้า
และวัตถุดิบนั้นๆ รวมไปถึงการบริหารอุปทานโดยรวม ตั้งแต่การคัดเลือกผู้ขาย การเจรจาต่อรองราคาหรือ
เง่ือนไข ปริมาณในการสั่งซ้ือ และการประเมินคุณภาพของผู้ขายสินค้า เพ่ือให้ม่ันใจว่าองค์กรได้รับสินค้าหรือ
วัตถุดบิ ที่มีคณุ ภาพตรงตามความต้องการดว้ ยต้นทุนทเ่ี หมาะสมที่สุด
6) การบริหารสินค้าคงคลัง (Inventory Management) เป็นกิจกรรมท่ีมีผลกระทบ
ตอ่ ประสทิ ธภิ าพการทางานของสว่ นงานอนื่ รวมถึงมผี ลตอ่ กาไรขาดทนุ ขององค์กร เชน่ หากระดบั สนิ ค้าคงคลัง
สูง การเก็บสินค้าท่ีล้าสมัย ทาให้ต้นทุนในการจัดเก็บเพ่ิมขึ้น หากจัดเกบ็ สินค้าคงคลังน้อยต้นทุนในการจัดเก็บ
ดูแล กจ็ ะตา่ แต่อาจพบว่าต้นทุนการขนสง่ อาจเพิ่มมากข้นึ กเ็ ป็นได้
16
7) การบริหารการขนส่ง (Transportation Management) หมายถึง การเคล่ือนย้าย
วัตถุดิบหรือสินค้าตั้งแต่จุดเร่ิมต้นไปยังจุดที่มีการบริโภค หรือการส่งคืนสินค้าผิดปกติกลับมายังคลังสินค้า
รวมถึงการ ขนย้ายไปยังจุดทาลาย องค์กรต้องคานึงถึงรูปแบบวิธีการขนส่งประเภทต่างๆ ที่เหมาะสมกับตัว
สนิ ค้ารวมถึงเสน้ ทางการขนส่งดว้ ย เพ่อื ควบคุมตน้ ทุนทเี่ กิดข้นึ ใหเ้ ปน็ ไปอย่างมีประสทิ ธิภาพสูงสดุ
8) การบริหารคลังสินค้าและการจัดเก็บ (Warehousing and Storage) เป็นกิจกรรม
ที่เกิดข้ึนในคลังสินค้าต้ังแต่กระบวนการในการวางโครงสร้างคลังสินค้า การออกแบบและการจัดวาง การ
จัดการพ้ืนที่ภายในคลังสินค้า ระดับของสินค้าคงคลัง รวมถึงการดูแลรักษาอุปกรณ์เคร่ืองใช้ต่างๆ เพ่ือให้การ
จดั การคลังสินคา้ เปน็ ไปอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพสูงสุดดว้ ยต้นทนุ ทเ่ี หมาะสมทสี่ ุด
9) โลจิสติกส์ย้อนกลับ (Reverse Logistics) เป็นกระบวนการจัดการสินค้าท่ีถูก
ส่งกลับคืน ไมว่ ่าด้วยเหตุผล สินค้าเสียหาย หรือหมดอายุการใช้งาน องค์กรมีความจาเป็นในการวางนโยบายท่ี
จะรองรับสินคา้ ท่ีถกู ส่งคืนไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพเพอื่ ให้เกดิ ต้นทนุ น้อยทส่ี ุด
10) การจัดเตรียมอะไหล่และช้ินส่วนต่างๆ (Parts และ Services Support) เป็นส่วน
หนึ่งของการบริการหลังการขาย โดยมีการจัดหาช้ินส่วนอะไหล่ และเคร่ืองมืออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อม
สาหรับการให้บริการท่รี วดเรว็ และมีประสิทธภิ าพ
11) การเลือกที่ต้ังโรงงานและคลังสินค้า (Plant และ Warehouse Site Selection)
ท่ีเหมาะสมเพื่อให้เกิดความสะดวกในการเข้าถงึ และลดระยะทางการขนส่งเพื่อเพิ่มระดับความสามารถในการ
ตอบสนองความต้องการของลกู คา้ ได้อย่างรวดเร็ว
12) Material Handling เป็นกิจกรรมท่ีเก่ียวข้องกับการเคล่ือนย้ายวัตถุดิบ สินค้า
ระหวา่ งการผลิต และสนิ ค้าสาเร็จรูปภายในโรงงานหรือคลังสินค้า โดยมีวัตถุประสงค์ในการลดระยะทางในการ
เคล่ือนย้าย จานวนคร้ังในการเคลื่อนย้าย รวมถึงปริมาณของวัตถุที่เคลื่อนย้าย เพ่ือให้มีต้นทุนในการบริหาร
จัดการทีต่ า่ ท่สี ุด
13) การบรรจุภัณฑ์และหีบห่อ (Packaging และ Packing) ในด้านโลจิสติกส์มีไว้เพ่ือ
ปอ้ งกันตวั สินค้าจากความเสียหาย และอานวยความสะดวกในการเคลอื่ นยา้ ยและจดั เกบ็ การออกแบบบรรจุภัณฑ์
หรือหีบหอ่ ต้องมคี วามเหมาะสมกับอุปกรณ์ในการขนย้ายและคลังสินคา้ เพ่ือช่วยในการลดต้นทนุ ด้านวัตถดุ ิบ
2.2.3 ความแตกต่างระหว่างระบบโลจิสติกส์และการจัดการโซ่อุปทาน (กุลพงษ์ ยูนิพันธ์ และ กฤษดา
วศิ วธรี านนท์, 2548; วิทยา สุหฤทดารง, 2546) คอื
การจัดการโซ่อุปทาน จะมุ่งเน้นการจัดการและการวางแผนในภาพรวมที่กว้างกว่าระบบ
โลจิสติกส์ โดยจะเกี่ยวข้องกับการเคล่ือนย้ายวัตถุดิบ สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ข้ามองค์กรในลักษณะท่ีมีการ
เปล่ียนสภาพความเป็นเจ้าของและมีระเบียบขั้นตอนการดาเนินงานท่ีแตกต่างไปจากองค์กรท่ีเป็นต้นทางของการ
เปล่ยี นถ่าย
ระบบโลจสิ ติกส์ จะมุ่งเน้นการจัดการในระดับแผนปฏิบัติการ จะเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้าย
วตั ถุดิบ สนิ คา้ หรือผลิตภณั ฑ์ ระหว่างหน่วยตา่ งๆ ภายในองคก์ รเดียวกนั
17
2.2.4 การประเมินตัวช้ีวัดประสิทธิภาพด้านการจัดการโลจิสติกส์สินค้าเกษตร ประยุกต์
มาจากแนวทางการประเมินประสทิ ธิภาพการจัดการโลจสิ ติกสภ์ าคอุตสาหกรรม ท่คี รอบคลุมกิจกรรมหลักด้าน
โลจิสตกิ ส์ 9 กิจกรรม ใน 3 มติ ิ รวมท้ังสิน้ 27 ตวั ช้ีวัด ไดแ้ ก่
1) ตัวช้ีวัดด้านการบริหารต้นทุน เป็นตัวชี้วัดท่ีแสดงถึงสัดส่วนต้นทุนของกิจกรรม
โลจิสติกสท์ ้ัง 9 กิจกรรมเปรยี บเทยี บกบั ยอดขายประจาปที ั้งหมดของกจิ การ
2) ตัวชี้วัดด้านเวลา เป็นตัวช้ีวัดท่ีใช้ข้อมูลระยะเวลาของการเคล่ือนย้ายสินค้าและข้อมูลท่ี
เกิดขน้ึ ในแต่ละกจิ กรรมโลจสิ ติกส์
3) ตัวช้ีวดั ด้านความน่าเชื่อถือ เป็นตัวช้ีวัดท่ีใช้ความน่าเช่ือถอื เก่ียวกับการส่งมอบสินค้า และ
ข้อมูล
ตารางที่ 2.1 ตัวชว้ี ดั ประสิทธภิ าพการจัดการด้านโลจิสตกิ ส์ (Logistics Performance Index: LPI)
กิจกรรมโลจสิ ติกส์ ตวั ชี้วดั ด้านตน้ ทุน ตวั ชวี้ ัดดา้ นเวลา ตัวชีว้ ดั ด้านความน่าเชือ่ ถอื
(หนว่ ย: รอ้ ยละ)
(หนว่ ย: วัน) (หน่วย: รอ้ ยละ)
1.การให้บริการแกล่ ูกค้าและ สัดสว่ นตน้ ทนุ การให้บรกิ ารลูกคา้ ระยะเวลาเฉลยี่ การตอบสนอง อัตราความสามารถการจดั สง่
กจิ กรรมสนับสนนุ (Customer ต่อยอดขาย (Ratio of Customer คาส่งั ซอื้ จากลกู คา้ (Average สินค้า (Delivered In-Full,
Service and Support) Service Cost per Sale) Order Cycle Time) On-Time: DIFOT)
2.การจัดซอื้ จดั หา (Purchasing สัดสว่ นการจดั ซือ้ จดั หาตอ่ ระยะเวลาเฉลีย่ การจัดซือ้ อัตราความสามารถในการ
จัดสง่ สินคา้ ของผผู้ ลติ
and Procurement) ยอดขาย (Ratio of (Average Procurement (Supplier In-Full, On-
Time Rate)
Procurement Cost per Sale) Cycle Time)
3.การสื่อสารด้าน โลจสิ ตกิ ส์ สัดส่วนมลู คา่ การลงทนุ เก่ยี วกบั ระยะเวลาเฉลี่ยการสง่ คาส่ัง อตั ราความแมน่ ยาของใบส่งั
และกระบวนการส่ังซือ้ การติดต้งั ระบบการสอื่ สาร ซอ้ื ภายในองคก์ ร (Average งาน (Order Accuracy Rate)
(Logistics Communication ภายในองค์กรต่อยอดขาย (Ratio Order Processing Cycle
and Order Processing) of Information Processing Time)
Cost per Sale)
4.การขนส่ง (Transportation) สัดสว่ นตน้ ทนุ การขนสง่ ต่อ ระยะเวลาเฉลี่ยการจัดสง่ อตั ราความสามารถในการ
ยอดขาย
(Ratio of Transportation สินคา้ (Average Delivery จัดส่งสนิ คา้ ของแผนก
Cost per Sale)
Cycle Time) ขนสง่ (Transport Delivered
In-Full, On-Time: T-DIFOT)
5.การเลือกสถานท่ตี ้งั ของ สัดสว่ นตน้ ทุนการบริหาร ระยะเวลาเฉล่ียการจัดเก็บ อัตราความแมน่ ยาของสินค้า
โรงงานและคลงั สนิ คา้ คลังสนิ ค้าตอ่ ยอดขาย (Ratio of สนิ คา้ สาเรจ็ รูปในคลังสนิ คา้ คงคลัง (Inventory
(Facilities Site Selection, Warehousing Cost per Sale) (Average Inventory Cycle Accuracy)
Warehousing and Storage) Time)
ทีม่ า: สานกั โลจสิ ตกิ ส์ กรมอตุ สาหกรรมพ้นื ฐานและการเหมอื งแร่, 2556
18
ตารางที่ 2.1 ตัวช้วี ัดประสิทธิภาพการจดั การดา้ นโลจิสตกิ ส์ (Logistics Performance Index: LPI) (ตอ่ )
กิจกรรมโลจสิ ตกิ ส์ ตวั ชีว้ ัดด้านต้นทนุ ตวั ช้วี ดั ด้านเวลา ตวั ชี้วดั ดา้ นความนา่ เชือ่ ถอื
(หนว่ ย: รอ้ ยละ)
(หน่วย: วนั ) (หน่วย: ร้อยละ)
6.การวางแผนหรอื การ สัดสว่ นต้นทนุ การพยากรณค์ วาม ระยะเวลาเฉลี่ยการพยากรณ์ อัตราความแมน่ ยาการ
คาดการณ์ ความตอ้ งการของ ตอ้ งการของลกู คา้ ตอ่ ยอดขาย ความต้องการของลกู ค้า พยากรณ์ ความต้องการของ
ลกู คา้ (Demand Forecasting (Ratio of Forecasting Cost (Average Forecast ลูกคา้
and Planning) per Sale) Period) (Forecast Accuracy Rate)
7.การบริหารสนิ ค้าคงคลัง สดั สว่ นตน้ ทนุ การถอื ระยะเวลาเฉล่ียการเกบ็ อตั ราจานวนสนิ ค้าสาเรจ็ รูป
(Inventory Management) ครองสินค้าต่อยอดขาย สนิ ค้าสาเร็จรูปอย่างเพยี งพอ ขาดมือ (Inventory Out of
(Ratio of Inventory เพอ่ื ตอบสนอง ความต้องการ Stock Rate)
ของลูกค้า (Average
Carrying Cost per Sale) Inventory Day)
8.การจัดการเครอื่ งมือ สดั ส่วนมูลคา่ สินคา้ ทเ่ี สยี หาย ระยะเวลาเฉล่ยี ของการถอื อัตราความเสยี หายของสินค้า
เครอื่ งใช้ต่างๆ และการบรรจุ ต่อยอดขาย (Ratio of ครองและการบรรจุภณั ฑ์ (Damage Rate)
หบี หอ่ (Material Handling Value Damaged per สนิ คา้ (Average Material
and Packing) Sale) Handling and Packaging)
9.โลจสิ ตกิ สย์ ้อนกลับ สัดสว่ นมลู คา่ สนิ ค้าทถ่ี กู ตี ระยะเวลาเฉลีย่ การรบั สินคา้ อตั ราการถูกตีกลบั ของสินค้า
(Reverse Logistics) กลับต่อยอดขาย (Ratio of คนื จากลูกค้า (Average (Rate of Return Goods)
Returned Goods Value Cycle Time for Customer
per Sale) Return)
ท่ีมา: สานกั โลจสิ ติกส์ กรมอุตสาหกรรมพ้นื ฐานและการเหมอื งแร,่ 2556
2.2.5 แนวทางการวิเคราะห์ประสทิ ธิภาพดา้ นโลจสิ ตกิ ส์ ใน 3 มิติ ประกอบด้วย
1) ด้านตน้ ทุน
1.1) ตัวช้ีวดั หลักด้านการบรหิ ารด้านต้นทุน
1.1.1) สัดส่วนต้นทุนการขนส่งต่อยอดขาย (Ratio of Transportation Cost per
Sales) เป็นการเปรียบเทียบสดั ส่วนระหว่างตน้ ทนุ การขนส่งตอ่ ปีกับยอดขายตอ่ ปี โดยต้นทนุ การขนสง่ ได้แก่
1) ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง (กรณีที่ดาเนินการขนส่งสินค้าด้วยตนเอง)
ประกอบด้วย ค่าใช้จา่ ยของบุคลากร เช่น เงินเดอื น ค่าแรงงาน ค่าล่วงเวลา ค่าน้ามันรถ เป็นต้น ค่าเสื่อมราคา
ของรถต่อปี ต้นทนุ การบารงุ รกั ษารถตอ่ ปี และตน้ ทนุ อ่ืน ๆ ท่เี ก่ียวข้องกบั ด้านขนส่ง
2) ค่าใช้จ่ายที่ว่าจ้างผู้ให้บริการขนส่งภายนอกเป็นผู้ดาเนินการขนส่งสินค้า
ประกอบดว้ ย ค่าใชจ้ ่ายในการขนส่งสินคา้ มายังโรงงานทงั้ หมด คา่ ใช้จ่ายในการขนส่งสนิ ค้าไปยังลูกค้า
19
1.1.2) สัดส่วนต้นทุนการบริหารคลังสินค้าต่อยอดขาย (Ratio of Warehousing
Cost per Sales) เป็นการเปรียบสัดส่วนระหว่างต้นทุนการบริหารคลังสินค้าต่อปีกับยอดขายต่อปี โดยต้นทุน
การบรหิ ารคลังสินค้า ได้แก่
1) คา่ ใช้จ่ายของบุคลากรด้านคลังสินค้า ได้แก่ เงินเดือน ค่าแรงงาน ค่า
ล่วงเวลา คา่ นา้ มนั เป็นต้น
2) ต้นทุนคงท่ีในการบริหารคลังสินค้า ได้แก่ ค่าประกันภัยคลังสินค้าต่อปี
คา่ เส่ือมราคาคลังสนิ ค้าตอ่ ปี
3) ต้นทนุ ในการใช้บรกิ ารคลงั สินค้าภายนอก เช่น คา่ เช่าพ้นื ที่ เป็นต้น
1.1.3) สัดส่วนต้นทุนการถือครองสินค้าต่อยอดขาย (Ratio of Inventory
Carrying Cost per Sales) เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินต้นทุนคา่ เสียโอกาสในการถือครองสินค้า ณ ช่วงเวลาที่ได้
ทาการจัดเก็บสินค้าไว้ในคลังสนิ ค้า รวมทั้งต้นทุนในการถือครองสินค้าอ่ืน ๆ เช่น คา่ ประกันภัยสินค้า ค่าเสื่อม
ราคาของสินคา้ ณ ช่วงเวลาท่จี ดั เกบ็ สินค้า เปน็ ตน้
1.2) ตัวช้ีวัดสนับสนุนดา้ นการบริหารด้านต้นทนุ
1.2.1) สัดส่วนต้นทุนการให้บริการลูกคา้ ต่อยอดขาย (Ratio of Customer
Service Cost per Sales) เป็นการเปรยี บเทยี บสดั ส่วนระหว่างตน้ ทุนการให้บริการลูกค้าต่อปกี ับยอดขายต่อปี
ซง่ึ ตน้ ทนุ การให้บริการลกู ค้า ได้แก่ คา่ ใชจ้ ่ายต่าง ๆ ดา้ นการตลาด หรอื ดา้ นขาย เชน่ เงินเดอื นบคุ ลากร
ฝ่ายบริการลูกค้า ค่าล่วงเวลา เป็นตน้ รวมทัง้ คา่ ใช้จ่ายในการบรกิ ารหลังการขายและกิจกรรมสนบั สนนุ ต่าง ๆ
แต่ไมร่ วมค่าใชจ้ ่ายในการประชาสมั พนั ธ์ เชน่ การโฆษณา
1.2.2) สดั สว่ นตน้ ทนุ การจัดซ้ือจดั หาต่อยอดขาย (Ratio of Procurement Cost
per Sales) เปน็ การเปรยี บเทียบสัดสว่ นระหวา่ งตน้ ทุนการจดั ซอื้ จดั หาต่อปกี บั ยอดขายต่อปี ซง่ึ ต้นทนุ
การจดั ซื้อจัดหา ได้แก่
1) ค่าใช้จา่ ยของบคุ ลากรด้านจัดซอ้ื เชน่ เงินเดือน ค่าลว่ งเวลา ค่านา้ มัน เป็นตน้
2) คา่ โสหุ้ยสาหรบั การดาเนนิ การจัดซ้ือ เช่น คา่ ใช้จ่ายในการตดิ ตอ่ สอ่ื สาร เป็นตน้
1.2.3) สดั ส่วนมูลค่าการลงทุนเกี่ยวกับการติดตั้งระบบการสือ่ สารภายในองค์กรต่อ
ยอดขาย (Ratio of Information Processing Cost per Sales) เป็นการเปรียบเทียบสัดส่วนระหว่างต้นทุน
การลงทนุ เก่ยี วกบั การติดต้ังระบบการส่อื สารตอ่ ปีกับยอดขายต่อปี โดยตน้ ทนุ ดงั กล่าว ไดแ้ ก่
1) ค่าใช้จ่ายในการลงทุนติดต้ังระบบสารสนเทศเพ่ือการส่ือสารต่อปี เช่น
โปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ทีใ่ ชใ้ นการส่อื สาร
2) ค่าใช้จ่ายในการลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการส่ือสารต่อปี เช่น
คอมพวิ เตอร์ โทรศัพท์ Printer และ Fax เป็นตน้
1.2.4) สัดส่วนต้นทุนการพยากรณ์ความต้องการของลูกค้าต่อยอดขาย (Ratio of
Forecasting Cost per Sales) เป็นตัวชี้วัดท่ีใช้ช้ีวัดต้นทุนที่ใช้ในการพยากรณ์ความต้องการของลูกค้า โดย
เปรียบเทียบสัดส่วนระหว่างต้นทุนการพยากรณ์ความต้องการของลูกค้าต่อปีกับยอดขายต่อปี ต้นทุนการ
20
พยากรณ์ความต้องการของลูกค้า ได้แก่ เงินเดือนเฉล่ียของบุคลากรที่เก่ียวข้องกับการพยากรณ์ความต้องการ
ของลกู ค้าคูณกับระยะเวลาทบี่ ุคลากรท่ีเกี่ยวข้องใชใ้ นการพยากรณ์
1.2.5) สัดส่วนมูลค่าสินค้าที่เสียหายต่อยอดขาย (Ratio of Value Damage per
Sales) เป็นตัวชี้วัดมูลค่าของสินค้าที่เกิดการเสียหายนับต้งั แตก่ ระบวนการผลิตเสร็จส้ิน การจัดเก็บ จนกระท่ัง
กอ่ นการจดั สง่ สนิ ค้า
1.2.6) สัดส่วนมูลค่าสินค้าที่ถูกตีกลับต่อยอดขาย (Ratio of Returned Goods
Value per Sales) เป็นตัวช้ีวัดที่ใช้วัดมูลค่าของสินค้าท่ีถูกตีกลับมาจากลูกค้า อันเน่ืองมาจากความเสียหาย
ของสนิ คา้ หรือสินค้าผลติ ไมไ่ ด้มาตรฐานทกี่ าหนด
2) ดา้ นเวลา
2.1) ตัวช้ีวัดหลักด้านการบรหิ ารด้านเวลา
2.1.1) ระยะเวลาเฉล่ียการตอบสนองคาส่ังซื้อจากลูกค้า (Average Order Cycle
Time) เป็นตัวชี้วัดท่ีใช้ประเมินระยะเวลาในการตอบสนองคาสั่งซื้อจากลูกค้า โดยนับต้ังแต่ยืนยันรับคาสั่งซ้ือ
จากลูกค้า ผลิต จนกระทง่ั สง่ มอบสินคา้ ใหก้ บั ลูกค้า
2.1.2) ระยะเวลาเฉลี่ยการจัดส่งสินค้า (Average Delivery Cycle Time) เป็นตัวช้ีวัด
ท่ีใช้ประเมินระยะเวลาในการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้า โดยนับต้ังแต่การจัดส่งสินค้าข้ึนรถและขนส่งสินค้าไปยัง
สถานทขี่ องลกู ค้า จนกระท่ังลูกคา้ ได้รับสินค้า
2.1.3) ระยะเวลาเฉล่ียการเก็บสินค้าสาเร็จรูปอย่างเพียงพอเพ่ือตอบสนองความ
ต้องการของลูกค้า (Average Inventory Day) เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินระยะเวลาเฉลี่ยท่ีทาการสารอง หรือ
จดั เก็บผลผลติ มีปริมาณเพยี งพอต่อการตอบสนองความต้องการของลกู ค้า
2.2) ตัวชี้วัดสนบั สนุนด้านการบรหิ ารดา้ นเวลา
2.2.1) ระยะเวลาเฉลี่ยการจัดซ้ือ (Average Procurement Cycle Time) เป็น
ตัวชี้วัดท่ีใช้วัดระยะเวลาในการจัดซื้อวัตถุดิบหรือสินค้า โดยนับต้ังแต่ได้รับการยืนยันรับคาส่ังซ้ือจากผู้ผลิต
จนกระท่งั ผู้ผลติ สง่ มอบวัตถดุ ิบหรอื สินคา้ ใหก้ บั บรษิ ัท
2.2.2) ระยะเวลาเฉล่ียการส่งคาสั่งซื้อภ ายในองค์กร (Average Order
Processing Cycle Time) เป็นตัวชี้วัดท่ีใช้วัดระยะเวลาเฉล่ียที่ฝ่ายการตลาดส่งคาส่ังซื้อไปยังด้านต่าง ๆ โดย
นับตั้งแต่ระยะเวลาที่ฝ่ายการตลาดได้รับยืนยันคาสั่งซื้อจากลูกค้าจนกระท่ังฝ่ายการตลาดได้ส่งคาสั่งซ้ือไปยัง
แผนกตา่ ง ๆ จนครบ
2.2.3) ระยะเวลาเฉลี่ยการจัดเก็บสินค้าสาเร็จรูปในคลังสินค้า (Average
Inventory Cycle Time) เป็นตัวชี้วัดที่ใช้วัดระยะเวลาเฉล่ียที่ผลผลิตอยู่ในคลังสินค้าโดยเร่ิมนับเวลาตั้งแต่
ผลผลติ ถกู จดั เกบ็ ในคลังสนิ คา้ จนกระทั่วผลผลติ ถกู เบกิ ออกจากคลังสนิ ค้าเพ่ือจดั สง่ ไปให้กับลกู ค้า
2.2.4) ระยะเวลาเฉลี่ยการพยากรณ์ความต้องการของลูกค้า (Average Forecast
Period) เปน็ ตวั ชวี้ ดั ท่ที าใหท้ ราบถงึ ชว่ งเวลาสว่ นใหญท่ ่ใี ช้ในการพยากรณ์ความตอ้ งการของลกู ค้า
21
2.2.5) ระยะเวลาเฉลี่ยของการถือครองและการบรรจุภัณฑ์สินค้า (Average
Material Handling and Packaging) เป็นตัวช้ีวัดท่ีใช้ประเมินระยะเวลาตั้งแต่รับวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการ
ผลติ ดาเนนิ การผลติ การบรรจุสินค้าจนกระท่ัวจัดเก็บผลผลติ ไว้ในคลงั สินคา้ เพอื่ เบกิ จา่ ยให้แก่ลกู ค้าตอ่ ไป
2.2.6) ระยะเวลาเฉลี่ยการรับสินค้าคืนจากลูกค้า (Average Cycle Time for
Customer Return) เป็นตัวช้ีวัดท่ีใช้วัดระยะเวลาเฉลี่ยในการรับคืนสินค้าจากลูกค้า โดยนับระยะเวลาตั้งแต่
ลกู ค้าแจง้ ใหท้ าการรบั สินคา้ คืนจนกระท่งั ทาการรบั สนิ คา้ คืน หรอื ไดร้ บั สนิ คา้ คนื กลับมายังบรษิ ัท
3) ดา้ นความน่าเชอ่ื ถือ
3.1) ตัวชี้วดั หลักด้านการบรหิ ารดา้ นความนา่ เช่อื ถอื
3.1.1) อัตราความสามารถในการจัดส่งสินค้าของแผนกขนส่ง (Transport
Delivered In-Full, On-Time: T-DIFOT) เป็นตัวช้ีวัดประเมินความสามารถในการจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าได้
ตามสภาพ ครบตามจานวนและตรงเวลาตามท่ไี ด้มกี ารตกลงกนั ไว้
3.1.2) อัตราความแม่นยาการพยากรณ์ความต้องการของลูกค้า (Forecast
Accuracy Rate) เป็นตวั ชว้ี ัดความแม่นยาในการพยากรณค์ วามต้องการของลูกค้า โดยเปรียบเทียบจากผลต่าง
ของปริมาณการส่ังซ้ือสนิ ค้าจริง กับปรมิ าณสินคา้ ทีไ่ ด้พยากรณไ์ ว้
3.1.3) อัตราการถูกตีกลับของสินค้า (Rate of Return Goods) เป็นตัวชี้วัดหลัก
สัดสว่ นการถกู ตีกลบั ของสนิ ค้าจากลูกคา้ หลงั จากได้ทาการจัดส่งสนิ ค้าเรียบรอ้ ยแล้ว
3.2) ตัวช้ีวดั สนบั สนนุ ด้านการบรหิ ารด้านความน่าเชอื่ ถอื
3.2.1) อัตราความสามารถการจัดส่งสินค้า (Delivered In-Full, On-Time: DIFOT)
เปน็ ตัวช้วี ดั ทใี่ ชว้ ดั ความสามารถในการจัดสง่ สนิ ค้าให้แกล่ ูกคา้ ครบจานวนและตรงเวลาตามท่ีได้ตกลงกันไว้
3.2.2) อัตราความสามารถในการจัดส่งสินค้าของผู้ผลิต (Supplier In-Full, On-
Time Rate) เป็นตัวชี้วัดความสามารถของผู้ผลิตในการตอบสนองคาส่ังซ้ือตามท่ีได้ตกลงกันไว้ โดยมีการส่ง
สินคา้ ครบตามจานวนและตรงเวลา
3.2.3) อัตราความแม่นยาของใบส่ังงาน (Order Accuracy Rate) เป็นตัวช้ีวัดความ
แมน่ ยาของใบสั่งงานจากฝา่ ยขาย หรอื ฝา่ ยการตลาดทถ่ี ูกสง่ ไปยงั ด้านอื่น ๆ ทเ่ี กี่ยวข้อง
3.2.4) อัตราความแม่นยาของสินค้าคงคลัง (Inventory Accuracy) เป็นตัวช้ีวัด
ความแมน่ ยาของสินค้าคงคลัง (วัตถุดิบ สินค้าระหว่างผลิต และผลผลิต) ท่ีแสดงความแตกตา่ งระหว่างจานวน
สินค้าคงคลงั ท่ไี ดบ้ นั ทกึ ไว้กบั จานวนสินค้าคงคลงั ท่ีได้จากการนบั จรงิ
3.2.5) อตั ราจานวนสินค้าสาเร็จรูปขาดมือ (Inventory Out of Stock Rate) เป็น
ตัวชี้วัดถงึ ความถห่ี รือจานวนครง้ั ท่ไี มส่ ามารถส่งมอบสินคา้ ให้กับลูกค้าไดเ้ น่ืองจากผลผลติ มีไมเ่ พียงพอ
3.2.6) อัตราความเสียหายของสินค้า (Damage Rate) เป็นตัวชี้วัดที่ใช้อัตราความ
เสียหายที่เกิดกับผลผลิตนับตั้งแต่ผลิตเสร็จ จัดเก็บ จนกระท่ังเตรียมสินค้าเพ่ือจัดส่ง โดยคิดตามจานวนที่เกิด
ความเสยี หาย
บทท่ี 3
ข้อมูลทั่วไป
การศึกษาเรื่อง การศึกษาโช่อุปทานและโลจิสติกส์สินค้าสับปะรดโรงงาน จังหวัดชัยภูมิ เป็นการ
วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสอบถามข้อมูลท่ัวไปของครัวเรือนเกษตรท่ีผลิตสินค้าสับปะรดโรงงาน รวมท้ัง
สอบถามผูร้ วบรวมระดบั ต่าง ๆ มีข้อมลู ทวั่ ไป ดังนี้
3.1 ขอ้ มูลทัว่ ไปสับปะรดโรงงานจังหวดั ชัยภูมิ
ในปี 2561 ประเทศไทยมีพื้นท่ีปลูกสับปะรดโรงงานทั้งสิ้น 575,580 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 568,394 ไร่
ผลผลิต 2.35 ล้านตัน ผลผลิตต่อไร่ต่อเน้ือที่เก็บเกี่ยว 4,136 กิโลกรัม ซ่ึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นท่ีปลูก
สับปะรดโรงงานเป็นอันดับที่ 3 ของประเทศ รองจากภาคกลาง และภาคเหนือ โดยมีพ้ืนท่ีปลูก 46,001 ไร่ เน้ือที่
เก็บเกยี่ ว 44,886 ไร่ ผลผลิต 198,054 ตัน ผลผลติ ตอ่ ไร่ต่อเน้ือที่เก็บเกี่ยว 4,412 กิโลกรัม ดังแสดงในตารางท่ี 3.1
ในส่วนของจังหวัดชัยภูมิน้ันมีเนื้อท่ีปลูกสับปะรดโรงงานท้ังหมด 9,728 ไร่ เนื้อท่ีเก็บเกี่ยว 9,443 ไร่
คิดเป็นร้อยละ 21 ของพื้นท่ีปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลผลิต 47,744 ตัน และผลผลิตต่อไร่ต่อเนื้อที่เก็บ
เกี่ยว 5,056 กิโลกรัม ซ่ึงพ้ืนท่ีส่วนใหญ่อยู่ในอาเภอเมือง คิดเป็นร้อยละ 95 ของพ้ืนท่ีปลูกท้ังหมดของจังหวัด
ชัยภูมิ ดังแสดงในตารางที่ 3.2
ตารางที่ 3.1 เนื้อทเ่ี พาะปลูก เน้อื ที่เก็บเกยี่ ว ผลผลิต และผลผลติ ต่อไร่สบั ปะรดโรงงาน ปี 2561
ของประเทศไทย และรายภาค
รายการ เน้อื ที่เพาะปลกู เนอ้ื ท่เี ก็บเกย่ี ว ผลผลติ ผลผลติ ต่อไร่(กก.)
(ไร่) (ไร่) (ตนั ) ปลกู เก็บ
ทัง้ ประเทศ 575,580 568,394 2,350,887 4,084 4,136
ภาคเหนือ 124,188 124,099 436,284 3,513 3,544
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ 46,001 44,886 198,054 4,305 4,412
ภาคกลาง 393,937 389,084 1,670,269 4,240 4,293
ภาคใต้ 11,454 11,325 46,280 4,041 4,087
ที่มา : ศนู ยส์ ารสนเทศการเกษตร สานักงานเศรษฐกิจการเกษตร
22
ตารางที่ 3.2 เน้ือที่เพาะปลูก เน้ือที่เก็บเก่ียว ผลผลิต และผลผลิตต่อไร่สับปะรดโรงงาน ปี 2561
ของจังหวดั ชัยภูมิ และรายอาเภอ
จังหวดั /อาเภอ เนื้อท่ีเพาะปลูก เนอื้ ท่เี ก็บเกีย่ ว ผลผลติ ผลผลติ ต่อไร่ (กก.)
(ไร่) (ไร)่ (ตนั ) ปลกู เกบ็ เก่ยี ว
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ 46,001 44,886 198,054 4,305 4,412
จ.ชัยภูมิ 9,728 9,443 47,744 4,908 5,056
อ.เมือง 9,253 8,973 45,412 4,908 5,061
อ.เกษตรสมบูรณ์ 20 20 98 4,900 4,900
อ.เทพสถิต 10 10 51 5,100 5,100
อ.หนองบวั ระเหว 4 4 19 4,750 4,750
อ.แกง้ ครอ้ 422 417 2,067 4,898 4,957
อ.คอนสาร 12 12 61 5,083 5,083
อ.ภกั ดชี ุมพล 7 7 36 5,143 5,143
ทม่ี า : สานกั งานเศรษฐกจิ การเกษตร
3.2 ขอ้ มูลทว่ั ไปของครัวเรอื นเกษตรกรผู้ผลติ สับปะรดโรงงานจงั หวัดชัยภูมิ
3.2.1 ลกั ษณะทว่ั ไปของครวั เรือนผู้ผลิตสบั ปะรดโรงงาน
จากการสอบถามข้อมูลท่ัวไปของเกษตรกรผู้ผลิตสับปะรดโรงงาน พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่
ร้อยละ 65.26 เป็นเพศชาย และอีกร้อยละ 34.74 เปน็ เพศหญงิ
อายุของเกษตรกรผู้ผลิตสับปะรดโรงงาน พบว่า เกษตรมีอายุเฉลี่ย 51.99 ปี โดยส่วนใหญ่ร้อยละ
30.53 มีอายุระหว่าง 51-60 ปี รองลงมาร้อยละ 25.26 มีอายุระหว่าง 61-70 ปี ร้อยละ 23.16 มีอายุระหว่าง
41-50 ปี รอ้ ยละ 18.95 มีอายุน้อยกวา่ หรือเท่ากับ 40 ปี และรอ้ ยละ 2.10 มอี ายุมากกว่า 70 ปี
ในส่วนของระดับการศึกษาของเกษตรกรผู้ผลิตสับปะรดโรงงาน พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่
ร้อยละ 48.48 ศึกษาจบระดับประถมศึกษา รองลงมาร้อยละ 25.26 จบชั้นต่ากว่าประถมศึกษา ร้อยละ
14.74 จบมัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 9.47 จบมัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. และร้อยละ 1.05 จบระดับ
ปริญญาตรี
ประสบการณ์ด้านการเกษตรของเกษตรกรผู้ผลิตสับปะรดโรงงาน พบว่า เกษตรกรมี
ประสบการณ์ดา้ นการเกษตรเฉลย่ี 25.36 ปี โดยสว่ นใหญ่ร้อยละ 35.71 มีประสบการณ์ 21-30 ปี รองลงมาร้อย
ละ 25.00 มีประสบการณ์ 11-20 ปี ร้อยละ 21.43 มีประสบการณ์ 31-40 ปี ร้อยละ 14.29 มีประสบการณ์น้อย
กวา่ หรอื เท่ากบั 10 ปี และรอ้ ยละ 3.57 มปี ระสบการณ์มากกวา่ 40 ปี
สาหรับประสบการณ์ดา้ นการผลิตสบั ปะรดโรงงานของเกษตรกรผผู้ ลติ สบั ปะรดโรงงาน พบว่า
เกษตรกรมปี ระสบการณ์ด้านการผลิตสับปะรดโรงงานเฉลี่ย 8.89 ปี โดยส่วนใหญร่ ้อยละ 78.57 มปี ระสบการณ์
น้อยกว่าหรือเทา่ กับ 10 ปี สว่ นร้อยละ 21.43 มปี ระสบการณ์ 11-20 ปี
23
การเป็นสมาชิกกลุ่มหรือสถาบันเกษตรกร พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 59.22 เป็นเกษตรกร
อิสระหรือไม่เป็นสมาชิกกลุ่มใด ๆ รองลงมาร้อยละ 21.36 เป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรกร เช่น กลุ่มแปลงใหญ่สับปะรด
โรงงาน และกลุ่มแปลงใหญ่ยางพารา และร้อยละ 9.71 เป็นสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เช่น กลุ่มแปรรูปผลผลิต
กลุ่มผู้ปลูกสับปะรดบ้านเก่าย่าดี และกลุ่มผู้ปลูกสับปะรดบ้านหลุบช้างพลาย และกลุ่มสหกรณ์การเกษตร
ในสดั ส่วนทเี่ ท่ากนั ดังแสดงในตารางที่ 3.3
จะเห็นได้ว่าเกษตรกรผู้ผลิตสับปะรดโรงงานส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรเป็นหลัก มีประสบการณ์
ดา้ นการเกษตรพอสมควร ซ่ึงเดิมนิยมปลูกมันสาปะหลัง อ้อยโรงงาน ลาไย และยางพารา และเริม่ ปรบั เปลยี่ นมา
ปลูกสับปะรดโรงงานกันมากขึ้นในช่วง 8-9 ปีที่ผ่านมาเกษตรกร เน่ืองจากเป็นพืชที่สามารถเก็บผลผลิตได้หลายปี
เหมาะสมกับการปลูกในพื้นท่ี และให้ผลตอบแทนที่สูง แม้ว่าจะไม่มีโรงงานแปรรูปในพื้นที่ก็ตาม โดยส่วนใหญ่น้ัน
เป็นเกษตรกรรายเดี่ยว ถึงแม้จะมีการสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม แต่ส่วนใหญ่คงยังต่างคนต่างทา และ
ตา่ งคนต่างขาย
ตารางที่ 3.3 เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทาเกษตร ประสบการณ์การผลิตสับปะรดโรงงาน และ
การเปน็ สมาชกิ กลุ่มหรือสถาบนั เกษตรกรของเกษตรกรผู้ผลิตสบั ปะรดโรงงาน จังหวัดชยั ภูมิ
หน่วย : ราย
รายการ สับปะรดโรงงาน
จานวน รอ้ ยละ
จานวน 95 100.00
เพศของเกษตรกร
เพศชาย 62 65.26
เพศหญิง 33 34.74
อายขุ องเกษตรกร
น้อยกว่าหรอื เทา่ กับ 40 ปี 18 18.95
41-50 ปี 22 23.16
51-60 ปี 29 30.53
61-70 ปี 24 25.26
มากกว่า 70 ปี 2 2.10
อายขุ องเกษตรกร เฉลีย่ (ปี) 51.99
ระดับการศกึ ษาของเกษตรกร
ต่ากวา่ ประถมศึกษา 24 25.26
ประถมศึกษา 47 48.48
มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ 14 14.74
24
ตารางท่ี 3.3 เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทาเกษตร ประสบการณ์การผลิตสับปะรดโรงงาน และ
การเปน็ สมาชกิ กลุ่มหรือสถาบันเกษตรกรของเกษตรกรผู้ผลิตสับปะรดโรงงาน จังหวดั ชัยภูมิ (ต่อ)
หนว่ ย : ราย
รายการ สับปะรดโรงงาน
จานวน ร้อยละ
มัธยมศกึ ษาตอนปลาย/ปวช. 9 9.47
ปรญิ ญาตรี 1 1.05
ประสบการณด์ ้านการเกษตร
นอ้ ยกวา่ หรือเทา่ กับ 10 ปี 14 14.29
11-20 ปี 24 25.00
21-30 ปี 34 35.71
31-40 ปี 20 21.43
มากกวา่ 40 ปี 3 3.57
ประสบการณ์ด้านการเกษตรเกษตรกรเฉลี่ย (ป)ี 25.36
ประสบการณ์ในการปลูกสบั ปะรดโรงงาน
นอ้ ยกวา่ หรือเท่ากับ 10 ปี 22 78.57
11-20 ปี 6 21.43
ประสบการณ์ดา้ นการเกษตรเกษตรกรเฉล่ีย (ปี) 8.89
การเป็นสมาชิกกลุ่มหรอื สถาบันเกษตรกร*
เกษตรกรอิสระ 61 59.22
กล่มุ เกษตรกร 22 21.36
วสิ าหกจิ ชุมชน 10 9.71
สหกรณ์การเกษตร 10 9.71
ทมี่ า: คานวณจากการสารวจ
หมายเหตุ: * เลือกตอบได้มากกวา่ 1 ข้อ
3.2.2 เน้อื ท่ีปลูกและการถือครองทด่ี ิน
เนื้อที่ปลูกสับปะรดโรงงานของเกษตรกร พบว่า เกษตรกรมีเน้ือที่ปลูกเฉล่ีย 19.07 ไร่ต่อราย
โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 51.58 มีเนื้อท่ีน้อยกว่าหรอื เท่ากับ 10 ไร่ ร้อยละ 24.21 มีเน้ือที่ 10-20 ไร่ ร้อยละ 10.53 มี
เนื้อที่ 20-30 ไร่ ร้อยละ 6.32 มีเนื้อท่ีมากกว่า 50 ไร่ ร้อยละ 5.26 มีเน้ือท่ี 40-50 ไร่ และร้อยละ 2.10 มีเน้ือที่
30-40 ไร่ ทั้งนี้พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 67.22 เปน็ ที่ของตนเอง และอีกร้อยละ 32.78 เป็นท่ีเชา่ ดงั แสดงในตาราง
ที่ 3.4
25
ตารางท่ี 3.4 เนอ้ื ท่ีปลูก และลักษณะการถือครองทดี่ นิ ของเกษตรกรผูผ้ ลิตสับปะรดโรงงานจังหวัดชัยภูมิ
หนว่ ย : ราย
รายการ จานวน ร้อยละ
เนื้อทปี่ ลกู สับปะรด (ไร)่
≤ 10 49 51.58
> 10-20 23 24.21
> 20-30 10 10.53
> 30-40 2 2.10
> 40-50 5 5.26
> 50 6 6.32
เนื้อทป่ี ลกู สับปะรดเฉลย่ี (ไร่) 19.07
ลักษณะการถือครองพืน้ ทก่ี ารเกษตร
ทข่ี องตนเอง 12.82 67.22
ทเ่ี ชา่ 6.25 32.78
ท่ีมา : คานวณจากการสารวจ
3.2.3 แหลง่ น้า
แหล่งน้าที่ใช้ในการผลิตสับปะรดโรงงานของเกษตรกร พบว่า เกษตรกรท้ังหมดร้อยละ
100.00 ใช้น้าฝนในการผลิตสับปะรดโรงงาน เนื่องจากลักษณะพืน้ ที่ปลูกสับปะรดโรงงานในจังหวัดชัยภูมิส่วน
ใหญเ่ ป็นเนินเขาไมม่ แี หลง่ น้าชลประทาน
3.2.4 แรงงาน
สาหรับแรงงานในการผลติ สับปะรดโรงงานของเกษตรกร จะแบง่ เปน็ แรงงานปลกู แรงงานใน
การดูแลรกั ษา และแรงงานในการเกบ็ เก่ียว ดังนี้
แรงงานปลูก พบวา่ เกษตรกรใช้แรงงานในการปลูกสับปะรดโรงงานเฉล่ีย 5.17 คน สว่ นใหญ่
รอ้ ยละ 80.67 เป็นแรงงานจ้าง และร้อยละ 19.33 เปน็ แรงงานในครวั เรอื น โดยมีค่าจ้างแรงงานเฉลยี่ 350.83
บาท/วนั /คน
แรงงานในการดูแลรักษา พบว่า เกษตรกรใช้แรงงานในการดูแลรักษาสับปะรดโรงงานเฉลี่ย
3.36 คน ส่วนใหญ่ร้อยละ 57.14 เป็นแรงงานในครัวเรือน และร้อยละ 42.86 เป็นแรงงานจ้าง โดยมีค่าจ้าง
แรงงานเฉล่ยี 293.54 บาท/วนั /คน
26
แรงงานเก็บเก่ียว พบว่า เกษตรกรใช้แรงงานในการเก็บเก่ียวผลผลิตสับปะรดโรงงานเฉล่ีย
7.39 คน ส่วนใหญ่ร้อยละ 86.89 เป็นแรงงานจ้าง และร้อยละ 13.11 เป็นแรงงานในครัวเรือน โดยมีค่าจ้าง
แรงงานเฉลี่ย 321.73 บาท/วนั /คน ดังแสดงในตารางที่ 3.5
จะเห็นได้ว่าแรงงานในการผลิตสับปะรดโรงงานน้ันประกอบด้วยทั้งแรงงานของตนเอง และ
แรงงานจ้าง โดยกิจกรรมการดูแลรักษาเกษตรกรส่วนใหญ่มักจะทาด้วยตนเอง และจ้างเพิ่มเตมิ ในบางกจิ กรรม
เช่น การกาจัดวัชพืช สาหรับการปลูกส่วนใหญ่ในพื้นท่ีการจ้างจะเหมาตามจานวนพันธุ์ท่ีใช้ และในการเก็บ
เกี่ยวผลผลิตนั้น ส่วนใหญ่เป็นการจ้างเนื่องจากเกษตรกรจะเก็บเพื่อขายให้กับโรงงานเป็นหลัก ต้องมีการเปิด
โควตากับโรงงาน ซง่ึ ในพน้ื ทจี่ ะมผี ใู้ หบ้ ริการในการเกบ็ ผลผลติ และขนส่งไปขายถงึ ที่โรงงาน
ตารางที่ 3.5 แรงงานที่ใชใ้ นการผลิตสับปะรดโรงงาน จงั หวดั ชัยภมู ิ
รายการ จานวน 5.17 หน่วย : ราย
แรงงานทใ่ี ช้ในการผลิต ร้อยละ
1.00 350.83
แรงงานปลูกเฉลีย่ (คน) 4.17 3.36 19.33
แรงงานปลูกดว้ ยตนเองเฉลยี่ (คน) 80.67
แรงงานจา้ งปลูกเฉลีย่ (คน) 1.92 293.54
ค่าแรงงานปลกู เฉล่ีย (บาท/วัน/แรง) 1.44 7.39 57.14
42.86
แรงงานในการดแู ลรักษาเฉล่ยี (คน) 0.97 321.73
แรงงานตนเองในการดแู ลรักษาเฉลย่ี (คน) 6.42 13.11
แรงงานจา้ งดูแลรกั ษาเฉลี่ย (คน) 86.89
คา่ แรงในการดูแลรักษาเฉลย่ี (บาท/วนั /แรง)
แรงงานในการเกบ็ เกย่ี วเฉลีย่ (คน)
แรงงานตนเองในการเก็บเกี่ยวเฉลี่ย (คน)
แรงงานจา้ งเกบ็ เกี่ยวเฉลี่ย (คน)
ค่าจา้ งแรงงานเกบ็ เกย่ี วเฉลยี่ (บาท/วัน/คน)
ท่มี า : คานวณจากการสารวจ
3.2.5 พันธุ์สบั ปะรดโรงงาน
พนั ธุ์สบั ปะรดโรงงานทเ่ี กษตรกรจงั หวัดชัยภูมิใชใ้ นการปลกู พบว่า เกษตรกรทั้งหมดปลกู พนั ธุ์
ปตั ตาเวีย เนื่องจากเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ และเป็นพันธุ์ท่ีโรงงานต้องการ เกษตรกรจะ
ปลูกโดยใช้ทั้งจุกและหน่อ โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 53.68 ปลูกด้วยจุก รองลงมาร้อยละ 33.68 ใช้ทั้งจุกและหน่อ
27
และอีกร้อยละ 12.64 ใช้หน่อเพียงอย่างเดียว ซึ่งจานวนจุกที่ใช้ปลูกเฉลี่ย 8,295.10 (จุก/ไร่) และใช้จานวน
หนอ่ เฉล่ยี 7,897.73 (หน่อ/ไร่) ดงั แสดงในตาราง 3.6
ตารางที่ 3.6 ลกั ษณะพันธ์ุท่ใี ช้ในการผลิตสับปะรดโรงงาน จงั หวัดชยั ภูมิ
รายการ จานวน หน่วย : ราย
ลกั ษณะพนั ธุท์ ี่ใช้ปลกู ร้อยละ
51
ใชจ้ กุ 12 53.68
ใชห้ นอ่ 32 12.63
ใชท้ ง้ั จุกและหนอ่ 33.64
จานวนจกุ เฉลี่ย (จกุ /ไร่)
จานวนหน่อเฉลีย่ (หน่อ/ไร)่ 8,295.10
7,897.73
ท่มี า : คานวณจากการสารวจ
3.2.6 เดอื นทเี่ ก็บผลผลติ
เกษตรกรจังหวัดชัยภูมิมีการปลูกสับปะรดโรงงานตลอดทั้งปี โดยส่วนใหญ่นิยมปลูกตั้งแต่
เดือนมกราคม จนถึงเดือนพฤษภาคม เนื่องจากเป็นช่วงท่ีเกษตรกรมีการเก็บเกี่ยวผลผลิต ทาให้มีจุกสาหรับ
เพาะปลูก และเปน็ ช่วงทีม่ สี ภาพภูมอิ ากาศเหมาะสม
สาหรับเดือนท่ีเกษตรกรเก็บผลผลิต พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 13.94 เก็บผลผลิตสับปะรด
โรงงานในเดือนกุมภาพันธ์ เท่ากับเดือนมีนาคม รองลงมาร้อยละ 13.33 เก็บผลผลิตเดอื นพฤษภาคม ร้อยละ
12.73 เก็บผลผลิตเดือนมกราคม รอ้ ยละ 10.91 เก็บผลผลิตเดอื นพฤศจกิ ายน ร้อยละ 8.43 เกบ็ ผลผลิตเดือน
เมษายน ร้อยละ 7.88 เก็บผลผลิตเดือนธันวาคม ร้อยละ 6.06 เก็บผลผลิตเดือนมิถุนายน ร้อยละ 4.85
เก็บผลผลิตเดือนสิงหาคม ร้อยละ 4.24 เก็บผลผลิตเดือนกรกฎาคม ร้อยละ 3.03 เก็บผลผลิตเดือนตุลาคม
และรอ้ ยละ 0.61 เกบ็ ผลผลิตเดอื นกันยายน ดังแสดงในตาราง 3.7
ตารางท่ี 3.7 เดอื นที่เกบ็ ผลผลิตของเกษตรกรผู้ผลิตสับปะรดโรงงาน จังหวัดชยั ภมู ิ
หน่วย : ราย
รายการ ม.ค. ก.พ. ม.ี ค. เม.ย. เดอื นเกบ็ ผลผลติ * ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค.
จานวน 21 23 23 14 22 10 7 8 1 5 18 13
รอ้ ยละ 12.73 13.94 13.94 8.48 13.33 6.06 4.24 4.85 0.61 3.03 10.91 7.88
ทมี่ า : คานวณจากการสารวจ
หมายเหตุ: * เลือกตอบได้มากกวา่ 1 ข้อ
28
3.2.7 ผลผลติ และรายไดข้ องเกษตรกร
ผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรผู้ผลิตสบั ปะรดโรงงานจังหวดั ชยั ภูมิ พบวา่ มผี ลผลิตสับปะรด
โรงงานเฉล่ีย 4,467.15 กิโลกรัม/ไร่ ขายได้ราคาเฉลี่ย 3.98 บาท/กิโลกรัม คิดเป็นรายได้เฉลี่ย 17,764.66
บาท/ไร่ ดังแสดงในตารางท่ี 3.8
ตารางท่ี 3.8 ผลผลิต และราคาผลผลติ สับปะรดโรงงาน จงั หวัดชัยภมู ิ
รายการ จานวน
ผลผลติ เฉลี่ย (กโิ ลกรัม/ไร)่ 4,467.15
ราคาขายเฉล่ยี (บาท/กโิ ลกรัม) 3.98
รายไดข้ องเกษตรกรเฉลยี่ ต่อไร่ (บาท/ไร่) 17,764.66
ที่มา : คานวณจากการสารวจ
3.2.8 การทาขอ้ ตกลงและรูปแบบการชาระเงิน
การทาข้อตกลงกับโรงงานของเกษตรกร พบว่า เกษตรกรผู้ผลิตสับปะรดโรงงาน ไม่มีการทา
ขอ้ ตกลงกบั โรงงาน
ส่วนรูปแบบการรับค่าผลผลิตนั้น พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 52.79 รับเป็นเงินสด
รองลงมารอ้ ยละ 46.19 รบั เป็นเงินเชื่อ โดยมรี ะยะเวลาในการชาระเงินเฉลี่ย 4.26 วนั และอกี ร้อยละ 1.05 รับ
ค่าผลผลิตเป็นเช็ค จะเห็นได้ว่าเกษตรกรส่วนใหญ่น้ันได้รับค่าผลผลิตเป็นเงินสด ซ่ึงรวมท้ังเกษตรกรที่นา
ผลผลิตไปขายท่ีโรงงานเอง ผลผลิตท่ีขายให้กับแผงรับซื้อ ผลผลิตท่ีขายให้กับแม่ค้า และท่ีขายให้ผู้บริโภค
โดยตรง ในส่วนท่ีรับเป็นเงินเชื่อน้ันเป็นส่วนท่ีเกษตรกรใช้โควตาของแผงรับซ้ือหรือโควตาของผู้ขนส่งไปขาย
โรงงาน จึงต้องรอเงนิ โอนหลงั จากที่ได้บลิ คา่ ผลผลิตมาแล้ว
และรูปแบบการจ่ายค่าปัจจัยการผลิต พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 87.50 จ่ายเป็นเงินสด
รองลงมาร้อยละ 12.50 จ่ายเป็นเงินเช่ือ โดยมีระยะเวลาในการจ่ายเงินเฉลี่ย 296.13 วัน จะเห็นได้ว่าเกษตรกร
ส่วนใหญ่น้ันจ่ายค่าปัจจัยผลิตเป็นเงินสด เนื่องจากส่วนใหญ่นิยมซ้ือจากร้านค้าในท้องถ่ินซ่ึงจะซื้อแค่พอใช้ใน
แตล่ ะครั้ง ในส่วนที่จ่ายเป็นเงนิ เช่อื น้ันเกษตรกรมักจะเอาปัจจยั การผลิตมาจากแผงรบั ซ้อื และจ่ายเงินหลังจาก
ทเี่ กบ็ ผลผลิตขายได้แล้ว ดังแสดงในตารางที่ 3.9
29
ตารางที่ 3.9 รูปแบบการรับค่าผลผลิตสบั ปะรด และรูปแบบการจ่ายค่าปัจจยั การผลิตของเกษตรกรผู้ผลติ
สับปะรดโรงงาน จังหวัดชัยภูมิ
รายการ ร้อยละ
รปู แบบการรบั คา่ ผลผลิต*
เงินสด 52.79
เชค็ 1.05
เงนิ เชือ่ 46.16
ระยะเวลาเครดิต (วัน) 4.26
รูปแบบการจา่ ยค่าปจั จัยการผลิต*
เงินสด 87.50
เงินเชื่อ 12.50
ระยะเวลาเครดติ (วัน) 296.13
ท่มี า : คานวณจากการสารวจ
หมายเหตุ: * เลือกตอบได้มากกว่า 1 ข้อ
3.2.9 กิจกรรมการสรา้ งมูลค่าผลผลิต ลดความสูญเสีย และลดตน้ ทุนการผลิต
ในส่วนกิจกรรมการสร้างมูลค่าผลผลิต ลดความสูญเสีย และลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร
ผูผ้ ลิตสบั ปะรดโรงงานจังหวัดชัยภูมินั้น ประกอบด้วยหลายกจิ กรรม ดังน้ี
การวางแผนการผลิตด้านปริมาณหรือคุณภาพ พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 68.42 มีการ
วางแผน ส่วนใหญ่วางแผนด้วยตนเอง ร้อยละ 98.39 และวางแผนร่วมกับลูกค้า ร้อยละ 1.61 ส่วนท่ีเหลืออีกร้อยละ
31.58 ไม่มกี ารวางแผน
การบันทึกข้อมูลการจัดการธุรกิจเกษตร พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 77.89 ไม่มีการจด
บันทึก และอีกร้อยละ 22.11 มีการจดบันทึก โดยร้อยละ 51.85 จดบันทึกค่าใช้จ่าย และร้อยละ 48.15 จดบันทึก
การจัดการฟาร์ม เช่น วนั ทีป่ ลกู วนั ทีใ่ ส่ปยุ๋ ปรมิ าณปุย๋ เป็นต้น
การผลิตตามการปฏิบัติทางการเกษตรท่ีดี (GAP) พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 98.95 ไม่มี
การผลิตตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี เน่ืองจากส่วนใหญ่ไม่รู้จัก GAP สูงถึงร้อยละ 77.89 รองลงมาร้อยละ
14.74 คิดว่ายุ่งยาก ร้อยละ 5.26 เหตุผลอื่น ๆ เช่น ไม่ได้ศึกษาข้อมูล เพิ่งได้รับการอบรมมายังไม่ได้ลงมือปฏิบัติ
บางส่วนยงั คงทาการผลิตแบบเดิมที่เคยทา และรอ้ ยละ 2.11 เห็นว่าราคาของผลผลิตไม่ได้แตกต่างจากผลผลิตทว่ั ไป
ส่วนเกษตรกรอีกร้อยละ 1.05 มีการผลิตตามการปฏิบัติทางการเกษตรท่ีดี โดยร้อยละ 50 ได้รับการสนับสนุนจาก
ภาครฐั และอีกรอ้ ยละ 50 ไดร้ ับคาแนะนาจากผูจ้ าหน่ายปจั จัยการผลิต
30
การปรับปรุงการผลิตเพื่อลดต้นทุน สร้างมูลค่าเพิ่ม และลดการสูญเสีย พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่
ร้อยละ 56.84 ไม่มีการปรับปรุงการผลิต และร้อยละ 43.16 มีการปรับปรุง โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 82.22 มีการลด
การใช้เคมีและใช้สารชีวภาพทดแทน รองลงมาร้อยละ 8.89 มีการปรับปรุง/เปลี่ยนพันธุ์ให้เหมาะสม ร้อยละ 4.45
ปรบั ปรุงด้วยวิธีอื่น ๆ ได้แก่ สลับพื้นที่ปลูกพืชอ่ืนหมุนเวียนเพื่อป้องกันดินเสื่อมสภาพและป้องกันการเกิดโรค และ
ดูแลดีในทุกข้ันตอนการผลิต และร้อยละ 2.22 มีการปรับเปลี่ยนไปทาเกษตรปลอดภัย ปรับเปลี่ยนไปทาเกษตร
อินทรีย์ และเนน้ คุณภาพตามความต้องการของลูกค้า ในสัดส่วนท่เี ทา่ กนั
การปรับปรุงกิจกรรมการเก็บเกี่ยว และหลังเก็บเก่ียวเพ่ือลดต้นทุน สร้างมูลค่าเพ่ิม และลดการ
สูญเสีย พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 52.63 มีการปรับปรุง โดยร้อยละ 43.04 จะมีการคัดเหรดสินค้าก่อนส่ง
มอบให้ลูกค้า รองลงมาร้อยละ 37.97 จ้างแรงงานท่ีมีทักษะ ร้อยละ 7.59 ปรับปรุงวิธีการจัดการหลังการเก็บเพื่อ
ลดความเสียหาย ร้อยละ 6.33 ปรับปรุงวิธีการจัดเก็บ ร้อยละ 3.80 ปรับปรุงกิจกรรมด้วยวิธีอ่ืน ๆ ได้แก่ มีการ
ควบคุมทุกกระบวนการ จัดเก็บผลผลิตที่สุกครบอายุ และเลือกผลผลิตท่ีมีขนาดใหญ่ และร้อยละ 1.27 ปรับปรุงให้
สนิ คา้ ไดร้ บั มาตรฐาน ส่วนเกษตรกรร้อยละ 47.37 ไมม่ กี ารปรับปรุง
การสนับสนุนของภาครัฐ พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 68.42 ไม่ได้รับการสนับสนุน และอีก
ร้อยละ 31.58 ได้รับการสนับสนุน โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 29.73 ได้รับการสนับสนุนให้มีการรวมกลุ่ม รองลงมาร้อย
ละ 21.62 ได้รับการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่า เท่ากันกับการสนับสนุนด้านจัดหาแหล่งจาหน่ายสินค้า ร้อยละ
13.51 ได้รับการสนับสนุนด้านอ่ืน ๆ ได้แก่ การอบรมความรู้และศึกษาดูงานให้เกษตรกรแปลงใหญ่ และได้พักชาระ
หน้ี ร้อยละ 5.41 ได้รับการสนับสนุนด้านการรับรองมาตรฐาน และการสนับสนุนการตรวจวิเคราะห์ดินเท่ากัน และ
ร้อยละ 2.70 ได้รับสนับสนนุ ปัจจยั การผลติ
แหล่งข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้ พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 32.94 เรียนรู้ด้วยตนเอง
รองลงมาร้อยละ 28.24 สอบถามจากเพ่ือนบ้าน ร้อยละ 20.00 ตัวแทนผู้จาหน่ายปัจจัยการผลิตเป็นผู้แนะนา ร้อย
ละ 8.82 ได้จากหน่วยงานภาครัฐ รอ้ ยละ 8.24 ได้คาแนะนาจากลูกค้า ร้อยละ 1.17 สอบถามจากบุคคลอ่ืน ๆ ได้แก่
ผนู้ าหม่บู ้าน และอกี รอ้ ยละ 0.59 ไดจ้ ากสถาบันการศึกษา
สาหรับปัญหาและอุปสรรค พบว่า เกษตรกรทั้งหมด ร้อยละ 100 มีปัญหาและอุปสรรค โดยส่วน
ใหญ่ร้อยละ 55.79 ประสบปัญหาด้านความแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศ รองลงมาร้อยละ 42.27 ราคาผลผลิต
ร้อยละ 21.13 ราคาปัจจัยการผลิต และด้านเงินทุนเท่ากัน ร้อยละ 8.77 ขาดความรู้ ร้อยละ 3.09 ด้านแหล่งเงินกู้
ร้อยละ 2.06 ประสบปัญหาศัตรูพืช เช่น หนูกัดกินผลผลิต ร้อยละ 1.03 มีปัญหาด้านการขนส่ง และร้อยละ 0.52
ด้านกฎระเบยี บ/มาตรฐานสินคา้ /นโยบายแทรกแซงของภาครัฐ ดังแสดงในตารางท่ี 3.10
31
ตารางที่ 3.10 กิจกรรมการสร้างมูลค่าผลผลิต ลดความสูญเสีย และลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ผลิต
สบั ปะรดโรงงาน จงั หวดั ชัยภูมิ
หน่วย : ราย
รายการ จานวน ร้อยละ
การวางแผนการผลติ ดา้ นปริมาณ/คณุ ภาพ
ไมม่ ี 30 31.58
มี (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) 65 68.42
วางแผนดว้ ยตนเอง 65 98.39
วางแผนรว่ มกบั ลูกค้า 1 1.61
การบนั ทกึ ข้อมลู การจัดการธรุ กิจเกษตร
ไมม่ ี 74 77.89
มี (ตอบไดม้ ากกวา่ 1 ข้อ) 21 22.11
บันทึกคา่ ใชจ้ ่าย 14 51.85
บนั ทกึ การจดั การฟาร์ม 13 48.15
การผลิตตามการปฏิบัตทิ างการเกษตรท่ีดี (GAP)
ไมม่ ี (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) 94 98.95
ไมร่ ู้จัก 74 77.89
ยงุ่ ยาก 14 14.74
ราคาผลผลติ ไม่ต่างจากผลผลติ ท่ัวไป 2 2.11
อืน่ ๆ (ไมไ่ ด้ศกึ ษาข้อมูล เพง่ิ ได้รบั การอบรม ทาแบบเดมิ ) 5 5.26
มี (ตอบได้มากกวา่ 1 ข้อ) 1 1.05
ภาครัฐสนบั สนุน 1 50.00
อืน่ ๆ (ผขู้ ายปัจจัยการผลิตแนะนา) 1 50.00
การปรับปรงุ การผลติ เพือ่ ลดตน้ ทนุ สรา้ งมูลค่าเพม่ิ ลดการสญู เสยี
ไมม่ ี 54 56.84
มี (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) 41 43.16
ปรบั ปรงุ /เปลี่ยนพนั ธใุ์ ห้เหมาะสม 4 8.89
ลดการใชเ้ คมี และใชส้ ารชีวภาพทดแทน 37 82.22
ปรับเปลี่ยนไปทาเกษตรปลอดสารพิษ 1 2.22
32
ตารางที่ 3.10 กิจกรรมการสร้างมูลค่าผลผลิต ลดความสูญเสีย และลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ผลิต
สบั ปะรดโรงงาน จงั หวดั ชยั ภมู ิ (ตอ่ )
หน่วย : ราย
รายการ จานวน รอ้ ยละ
ปรับเปล่ยี นไปทาเกษตรอนิ ทรยี ์ 1 2.22
เน้นคุณภาพตามความตอ้ งการของลูกค้า 1 2.22
อ่ืน ๆ (สลบั พ้นื ทกี่ บั พชื อ่นื หมุนเวยี น ดแู ลดีทุกขั้นตอน) 2 4.45
การปรบั ปรุงกจิ กรรมการเกบ็ เกีย่ ว และหลงั เก็บเกย่ี ว เพ่ือลดตน้ ทุน
สร้างมูลคา่ เพิ่ม ลดการสูญเสีย
ไม่มี 45 47.37
มี (ตอบไดม้ ากกว่า 1 ข้อ) 50 52.63
จ้างแรงงานทม่ี ที กั ษะ 30 37.97
ปรบั ปรงุ วิธกี ารเก็บเพอ่ื ลดความเสยี หาย/สญู เสยี 5 6.33
ปรบั ปรุงวิธีจดั การหลงั การเกบ็ เพือ่ ลดความเสยี หาย/สูญเสยี 6 7.59
คดั เกรดสินค้าก่อนส่งมอบ 34 43.04
ปรบั ปรุงให้สนิ คา้ ไดร้ ับมาตรฐาน 1 1.27
อื่น ๆ (ควบคมุ ทกุ กระบวนการ คดั ลกู ทีส่ ุก และขนาดใหญ่) 3 3.80
การสนับสนุนของภาครัฐ
ไมม่ ี 65 68.42
มี (ตอบไดม้ ากกวา่ 1 ข้อ) 30 31.58
สนบั สนนุ เงนิ ก้ดู อกเบ้ียต่า 8 21.62
สนบั สนุนการรวมกลุ่ม 11 29.73
สนับสนุนปัจจัยการผลติ 1 2.70
ใหก้ ารรบั รองมาตรฐาน 2 5.41
บรกิ ารตรวจวิเคราะห์ดิน 2 5.41
จดั หาแหล่งจาหนา่ ยสินค้า 8 21.62
อืน่ ๆ (อบรม/ดงู านให้เกษตรกรในแปลงใหญ่ พักชาระหน้ี) 5 13.51
แหล่งข้อมลู ข่าวสารและองค์ความรู้ (ตอบไดม้ ากกวา่ 1 ขอ้ )
เรียนร้ดู ้วยตนเอง 56 32.94
33
ตารางที่ 3.10 กิจกรรมการสร้างมูลค่าผลผลิต ลดความสูญเสีย และลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ผลิต
สับปะรดโรงงาน จงั หวดั ชัยภูมิ (ตอ่ )
หน่วย : ราย
รายการ จานวน ร้อยละ
เพอ่ื นบ้าน 48 28.24
ตัวแทนจาหนา่ ยปจั จัยการผลิต 34 20.00
ลกู ค้า 14 8.24
หน่วยงานภาครัฐ 15 8.82
สถาบันการศึกษา 1 0.59
อ่นื ๆ (ผนู้ าหมบู่ ้าน) 2 1.17
ปญั หา/อปุ สรรค
ไม่มี - -
มี (ตอบไดม้ ากกวา่ 1 ขอ้ ) 95 100.00
ความแปรปรวนของสภาพดนิ ฟา้ อากาศ 53 55.79
ขาดความรู้ 17 8.77
เงนิ ทุน 51 21.13
แหล่งเงนิ กู้ 6 3.09
ราคาปจั จยั การผลติ 41 21.13
ราคาผลผลติ 82 42.27
ปัญหาการขนสง่ 2 1.03
กฎระเบยี บ/มาตรฐานสินคา้ /นโยบายแทรกแซงของภาครัฐ 1 0.52
อน่ื ๆ (ศัตรพู ชื เช่น หนู) 4 2.06
ทมี่ า : คานวณจากการสารวจ
3.3 ขอ้ มูลทั่วไปของผปู้ ระกอบการสับปะรดโรงงาน
3.3.1 ลักษณะทัว่ ไปของผ้ปู ระกอบการสับปะรดโรงงาน
จากการสอบถามข้อมูลท่ัวไปของผู้ประกอบการสับปะรดโรงงาน พบว่า ผู้ประกอบการใน
พื้นท่ีทั้งหมดเป็นผู้รวบรวม/กระจายผลผลิต/พ่อค้าคนกลาง ไม่พบว่ามีโรงงานแปรรูปอยู่ในจังหวัดที่
ทาการศึกษา โดยมีประสบการณ์ด้านการดาเนินทาธุรกิจเกษตรเฉลี่ย 22.00 ปี และมีประสบการณ์ในการซื้อ
ขายสับปะรดโรงงานเฉล่ีย 16.00 ปี โดยผู้รวบรวมจะทาการรับซ้ือสับปะรดโรงงานต้ังแต่เดือนมกราคม จนถึง
34
เดือนกรกฎาคม และหยุดรับซ้ือในช่วงเดือนสิงหาคม จนถึงเดือนตุลาคม เนื่องจากโรงงานแปรรูปหยุดรับซื้อ
ผลผลิต และจะเร่มิ รบั ซ้อื อีกคร้ังในเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนธันวาคม
ปริมาณการรับซื้อของผู้ประกอบการเฉล่ีย 6,500 ตัน/ปี ใช้วงเงินในการรับซ้ือผลผลิตจาก
เกษตรกรในปีที่ผ่านมาเฉลี่ย 42.50 ล้านบาท ณ ราคารับซื้อสับปะรดเฉลยี่ 6.50 บาท/กิโลกรัม โดยรับซ้ือผลผลิต
ท้ังหมดจากเกษตรกร ไม่มีมาตรฐานในการรับซ้ือ และไม่มีการทาพันธะสัญญา (Contract Farming) ระหว่าง
เกษตรกรและผู้ประกอบการ
ซึ่งการรับซ้ือผลผลิตส่วนใหญ่ ร้อยละ 95.00 รับซ้ือผลผลิตจากเกษตรกรภายในจังหวัด และ
อกี ร้อยละ 5.00 รับซอื้ ผลผลิตจากเกษตรกรภายนอกจงั หวดั เชน่ จังหวัดเลย เปน็ ต้น
สาหรับการส่งผลผลิตของผู้ประกอบการ พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 75.00 ส่งผลผลิตให้
โรงงานแปรรูปสับปะรดต่างจังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ประจวบคิรีขันธ์ ตราด และราชบุรี รองลงมาร้อยละ
23.85 ส่งผลผลิตขายให้กับห้างค้าปลีก/ส่ง เช่น Macro เป็นต้น และอีกร้อยละ 1.15 ขายให้กับผู้บริโภค
โดยตรง ดังแสดงในตารางที่ 3.11
ในส่วนของการจ้างแรงงานน้ัน ผู้ประกอบการจะมีลูกจ้างประจาเฉลี่ย จานวน 2 คน ค่าจ้าง
คิดเปน็ รายวนั วันละ 300 บาท ส่วนลกู จ้างชว่ั คราวจะจา้ งเฉพาะช่วงที่มีการรับซื้อผลผลิตสบั ปะรดโรงงานจาก
เกษตรกร โดยจา้ งแรงงานในท้องถน่ิ ประมาณ 10-15 คน/วัน
ตารางที่ 3.11 ประสบการณ์ในการดาเนินธุรกิจเกษตร ปริมาณการรับซื้อ และการส่งผลผลิตของ
ผปู้ ระกอบการสบั ปะรดโรงงาน จงั หวัดชยั ภมู ิ
รายการ จานวน
ประสบการณใ์ นการดาเนนิ ธรุ กจิ เกษตร
ประสบการณใ์ นการดาเนินธรุ กจิ เกษตรเฉล่ีย (ปี) 22.00
ประสบการณใ์ นการรบั ซื้อขายสับปะรดเฉล่ีย (ป)ี 16.00
ปริมาณการรับซ้อื ผลผลิตสับปะรดโรงงาน
ปรมิ าณรวบรวมเฉลย่ี (ตัน/ป)ี 6,500.00
มลู ค่าเฉลย่ี (บาท/ปี) 42,250,000
การรบั ซอื้ ผลผลิตสับปะรดโรงงาน
ภายในจงั หวดั (ร้อยละ) 95.00
ภายนอกจังหวดั (รอ้ ยละ) 5.00
35
ตารางท่ี 3.11 ประสบการณ์ในการดาเนินธุรกิจเกษตร ปริมาณการรับซ้ือ และการส่งผลผลิตของ
ผปู้ ระกอบการสบั ปะรดโรงงาน จงั หวัดชยั ภมู ิ (ต่อ)
รายการ จานวน
การสง่ ผลผลติ สับปะรดโรงงาน
โรงงานแปรรูปต่างจังหวดั (ร้อยละ) 75.00
หา้ งสรรพสนิ คา้ สง่ (ร้อยละ) 23.85
ผู้บรโิ ภค (รอ้ ยละ) 1.15
ท่มี า : คานวณจากการสารวจ
3.3.2 ลกั ษณะการจ่ายเงนิ ของผู้ประกอบการสับปะรดโรงงาน
สาหรับรูปแบบการจ่ายเงินค่าปัจจัยการผลิตของผู้ประกอบการสับปะรดโรงงาน พบว่า
ส่วนใหญ่ ร้อยละ 66.67 จ่ายเป็นเงินสด และร้อยละ 33.33 จ่ายเป็นเงินเชื่อ โดยร้อยละ 50.00 ได้เครดิตอยู่
ระหว่าง 10–20 วัน และอีกรอ้ ยละ 50.00 ไดเ้ ครดติ มากกว่า 30 วัน
ส่วนการจ่ายเงินค่าซื้อ/รวบรวมผลผลิตจากการเกษตรกร พบว่า ผู้ประกอบการทั้งหมด ร้อยละ
100.00 จ่ายเป็นเงินสด โดยเกษตรกรได้รับเงินสดทันทีจากผู้ประกอบการในท้องท่ี ดังแสดงในตารางท่ี 3.12
ตารางที่ 3.12 รูปแบบการจา่ ยเงนิ ของผู้ประกอบการสับปะรดโรงงาน
รายการ จานวน หนว่ ย : ราย
รูปแบบการจา่ ยค่าปัจจยั การผลิต ร้อยละ
2
เงนิ สด 1 66.67
สนิ เช่อื 33.33
ไดเ้ ครดติ (วัน) -
น้อยกว่าหรือเทา่ กบั 10 วัน 1 -
11-20 วนั - 50.00
21-30 วนั 1
มากกวา่ 30 วนั -
รปู แบบการจา่ ยคา่ ซื้อ/รวบรวมผลผลิต 2 50.00
เงนิ สด -
สินเช่ือ 100.00
-
ที่มา : คานวณจากการสารวจ
36
3.3.3 กจิ กรรมการสรา้ งมูลคา่ ผลผลิต ลดความสญู เสีย และลดตน้ ทุนการผลติ
ในส่วนของกิจกรรมการสร้างมูลค่าผลผลิต ลดความสูญเสีย และลดต้นทุนการผลิตของ
ผปู้ ระกอบการสับปะรดโรงงานจังหวัดชยั ภูมนิ ้ัน ประกอบดว้ ยหลายกิจกรรม ดังนี้
การปรับปรุงกิจกรรมการตลาดเพ่ือลดต้นทุน สร้างมูลค่าเพิ่ม และลดการสูญเสีย พบว่า
ผู้ประกอบการท้ังหมดมีการปรับปรุงการผลิต โดยการทาสัญญาล่วงหน้ากับเกษตรกร และทาสัญญาล่วงหน้ากับ
ลกู ค้า รอ้ ยละ 50.00 เทา่ กนั
การปรับปรุงกิจกรรมโลจิสติกส์ เพ่ือลดต้นทุน สร้างมูลค่าเพ่ิม และลดการสูญเสีย พบว่า
ผู้ประกอบการ ร้อยละ 50.00 มีการปรับปรุง และไม่มีการปรับปรุงในสัดส่วนเท่ากัน โดยผู้ประกอบการที่มีการ
ปรับปรุงนั้น ร้อยละ 50.00 มีการกาหนดเกรดหรือคุณภาพของสินค้าและราคาท่ีรับซ้ือชัดเจน และอีกร้อยละ
50.00 มกี ารเลือกใชภ้ าชนะ/บรรจุภณั ฑท์ เ่ี หมาะสมกบั ชนดิ สนิ ค้าและการขนส่ง
การสนับสนุนของภาครัฐ พบว่า ผู้ประกอบการท้ังหมดได้รับการสนับสนุน โดยผู้ประกอบการ
ร้อยละ 50.00 ได้รับการสนับสนนุ เงนิ กดู้ อกเบ้ียต่า และอีกร้อยละ 50.00 ไดร้ บั สนบั สนนุ บรกิ ารตรวจสารตกคา้ ง
สาหรบั ปัญหาและอุปสรรค พบว่า ผู้ประกอบการทั้งหมดประสบปัญหาและอปุ สรรค ซงึ่ เกิดจากความ
แปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศ ราคาผลผลิต เทคโนโลยีและนวตั กรรมที่เกย่ี วข้อง และกฎระเบียบ/มาตรฐาน
สินค้า/นโยบายแทรกแซงของภาครัฐ ร้อยละ 25.00 เท่ากัน ดังแสดงในตารางที่ 3.13
ตารางท่ี 3.13 กิจกรรมการสร้างมลู ค่าผล ผลิต ลดความสูญเสีย และลดตน้ ทุนการผลติ ของผู้ประกอบการ
สับปะรดโรงงาน จังหวัดชัยภูมิ
หน่วย : ราย
รายการ จานวน ร้อยละ
การปรบั ปรงุ กจิ กรรมการตลาด เพือ่ ลดตน้ ทุน สร้างมูลค่าเพิ่ม ลดการสญู เสีย
ไมม่ ี - -
มี (ตอบไดม้ ากกว่า 1 ขอ้ ) 2 100.00
ทาสญั ญาล่วงหน้ากบั เกษตรกร 1 50.00
ทาสัญญาล่วงหน้ากบั ลกู คา้ 1 50.00
การปรับปรุงกิจกรรมโลจสิ ตกิ ส์ เพอื่ ลดต้นทนุ สร้างมูลคา่ เพม่ิ ลดการสญู เสีย
ไมม่ ี 1 50.00
มี (ตอบไดม้ ากกวา่ 1 ขอ้ ) 1 50.00
กาหนดเกรดหรือคุณภาพของสนิ คา้ และราคาทีร่ บั ซื้อชดั เจน 1 50.00
เลอื กใชภ้ าชนะ/บรรจุภณั ฑ์ทเี่ หมาะสมกับชนิดสนิ ค้าและการขนส่ง 1 50.00
37
ตารางท่ี 3.13 กจิ กรรมการสร้างมูลคา่ ผล ผลิต ลดความสูญเสีย และลดต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ
สับปะรดโรงงาน จังหวัดชัยภูมิ (ตอ่ )
หนว่ ย : ราย
รายการ จานวน รอ้ ยละ
การสนับสนุนของภาครัฐ
ไมม่ ี - -
มี (ตอบได้มากกวา่ 1 ข้อ) 2 100.00
สนบั สนนุ เงินกู้ดอกเบ้ียตา่ 1 50.00
ใหบ้ ริการตรวจสารตกคา้ ง 1 50.00
แหล่งขอ้ มูลข่าวสารและองค์ความรู้ (ตอบไดม้ ากกวา่ 1 ขอ้ )
เรยี นรู้ด้วยตนเอง 2 50.00
แลกเปลี่ยนความรู้ ขอ้ มลู ขา่ วสารกับลูกค้า 2 50.00
ปญั หา/อุปสรรค
ไมม่ ี - -
มี (ตอบไดม้ ากกว่า 1 ข้อ) 2 100.00
ความแปรปรวนของสภาพดนิ ฟา้ อากาศ 1 25.00
ราคาผลผลิต 1 25.00
เทคโนโลยแี ละนวตั กรรมทเ่ี กย่ี วข้อง 1 25.00
กฎระเบยี บ/มาตรฐานสินคา้ /นโยบายแทรกแซงของภาครัฐ 1 25.00
ท่ีมา : คานวณจากการสารวจ
1
บทที่ 4
ผลการวิจัย
ผลการศึกษาโซ่อุปทานและโลจิสติกส์สินค้าสับปะรดโรงงาน จังหวัดชัยภูมิ ได้เสนอผลการศึกษาโดย
แบ่งออกเป็น 2 หัวข้อ ประกอบด้วยโครงสร้างและกิจกรรมในโซ่อุปทาน และประสิทธิภาพการบริหาร
จดั การโลจสิ ตกิ สส์ ินค้าสับปะรดโรงงาน ดงั น้ี
4.1 โครงสร้างและกจิ กรรมในโซ่อปุ ทานสนิ คา้ สบั ปะรดโรงงาน
4.1.1 โครงสรา้ งโซ่อปุ ทานสินคา้ สบั ปะรดโรงงาน
ส่วนของต้นน้า เกษตรกรเป็นผู้จัดหาปัจจัยการผลิต ได้แก่ พันธ์ุ ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยคอก ยาฆ่าแมลง
และยาฆ่าหญ้า เป็นต้น เพื่อผลิตสับปะรดแล้วส่งมอบผลผลิตต่อไปยังกลางน้า ได้แก่ โรงงานแปรรูปสับปะรด
ผู้รวบรวมหรือแผงรับซือ้ และพ่อค้าสับปะรดบริโภคสด รวมถึงจ้าหน่ายให้กบั ผู้บริโภคโดยตรง ในสว่ นกลางน้า
ผู้รวบรวมหรือแผงรับซ้ือ จะส่งต่อผลผลิตไปยังโรงงานแปรรูป เพื่อแปรรูปเป็นน้าสับปะรด และสับปะรด
กระป๋อง เมื่อผลิตเสร็จแล้วจะถูกส่งไปจ้าหน่ายตลาดต่างประเทศ ซึ่งตลาดคู่ค้าท่ีส้าคัญ ได้แก่ กลุ่มประเทศ
สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญ่ีปุ่น และตลาดในประเทศ ได้แก่ ห้าง Modern Trade ต่าง ๆ ผู้รวบรวม
ส่วนหน่ึงจะส่งผลผลิตไปยังห้างค้าปลีกค้าส่ง ได้แก่ Macro ซ่ึงจ้าหน่ายผลผลิตต่อให้กับผู้บริโภค และอีกส่วน
หนึ่งจะจ้าหน่ายสับปะรดให้กับผู้บริโภคโดยตรงซึ่งเป็นส่วนปลายน้า ทั้งในและนอกจังหวัดชัยภูมิ ดังแสดงใน
ภาพท่ี 4.1
ที่มา : จากการส้ารวจ
ภาพที่ 4.1 โครงสร้างโซ่อุปทานสับปะรดโรงงาน
2
4.1.2 กจิ กรรมในโซอ่ ปุ ทานของสินค้าสับปะรดโรงงาน
กิจกรรมในโซ่อุปทานสินค้าสับปะรดโรงงานของเกษตรกรและผู้รวบรวม (แผงรับซื้อ) จากผล
การศึกษาพบวา่
1) เกษตรกร
กระบวนการของเกษตรกรน้ันจะเริ่มต้ังแต่การผลิตสับปะรด ไปจนถึงการจ้าหน่าย
ผลผลติ ดังแสดงในภาพที่ 4.2 โดยเริ่มจากจัดหาปัจจัยการผลิต ได้แก่ พันธ์ุสบั ปะรด โดยเกษตรกรส่วนใหญ่จะ
ใช้หน่อ/จุกพันธ์ุของตนเองร้อยละ 75.00 และซื้อพันธ์ร้อยละ 25.00 การจัดหาปุ๋ย/ยาปราบศัตรูพืช พบว่า
เกษตรกรรอ้ ยละ 61.05 ซอ้ื จากร้านค้า สหกรณใ์ นชมุ ชน หรือรวมกลุม่ กันจดั ซอ้ื และอีกร้อยละ 38.95 ผลติ ปุ๋ย
หมักชีวภาพไว้ใช้เองร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมี ซ่ึงเม่ือเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจะจ้าหน่ายให้กับผู้รวบรวม
หรือโรงงานแปรรูป รูปแบบการขนส่งของเกษตรกร ส่วนใหญ่จ้างขนส่งร้อยละ 49.21 ขนส่งเองด้วยรถกระบะ
4 ล้อ และรถอีแต๋น ร้อยละ 29.36 และลูกค้าเป็นผู้ขนส่งผลผลิตเอง ร้อยละ 21.43 เกษตรกรส่วนใหญ่
จ้าหน่ายผลผลิตให้กับโรงงานแปรรูป ร้อยละ 48.55 จ้าหน่ายให้ผู้รวบรวม ร้อยละ 27.25 จ้าหน่ายให้พ่อค้า
สับปะรดบรโิ ภคผลสด รอ้ ยละ 22.55 และจ้าหน่ายให้กับผบู้ รโิ ภคโดยตรง ร้อยละ 1.67 ดังท่ีแสดงในภาพที่ 4.3
ท่ีมา : จากการสา้ รวจ
ภาพท่ี 4.2 การส่งมอบสับปะรดของเกษตรกรให้กับผู้รวบรวม
3
ทีม่ า : จากการสา้ รวจ
ภาพท่ี 4.3 โซ่อุปทานสับปะรดของเกษตรกร
2) ผรู้ วบรวม (แผงรบั ซ้อื )
ผู้รวบรวมจะมีสถานท่ีส้าหรับรับซื้อผลผลิตสับปะรดจากเกษตรกรที่แน่นอน ซ่ึงจะ
รวบรวมผลผลิตส่งเข้าโรงงานแปรรูปเป็นหลัก โดยจัดซื้อจากเกษตรกรภายในจังหวัด ร้อยละ 95.00 และจาก
เกษตรกรนอกจังหวัด ร้อยละ 5.00 การรับซ้ือมี 2 รูปแบบ คือ 1) เกษตรกรขนสับปะรดมาขายท่ีแผงรับซื้อ
โดยตรง จากนั้นคัดขนาดใส่ตะกร้าพลาสติก เพื่อชั่งน้าหนัก และล้าเลียงข้ึนรถบรรทุก จัดเรียงผลผลิต แล้วขน
ส่งไปยังโรงงานแปรรูป โดยผู้รวบรวมจะแจ้งปริมาณท่ีจะจัดส่งล่วงหน้ากับโรงงานแปรรูป และ 2) ผู้รวบรวม
ตดิ ต่อรับซ้ือสบั ปะรดกับเกษตรกรไวล้ ่วงหนา้ แลว้ นา้ รถไปขนผลผลิตท่ีไร่ของเกษตรกรในวันที่เก็บเก่ยี ว และส่ง
ให้กับโรงงานแปรรูป รูปแบบการขนส่งจะเป็นการจ้างทั้งหมด ค่าใช้จ่ายในการขนส่งน้ันผู้รวบรวมเป็น
ผ้รู ับผิดชอบเอง ส่วนใหญ่จะขนส่งด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่ ตั้งแต่รถบรรทุก 4 รถบรรทุก 6 ล้อ รวมถึงรถ 10
ลอ้ สามารถขนส่งได้ผลผลิตคราวละมาก ๆ ช่วยประหยัดต้นทนุ และลดความเสียหายของสับปะรดท่ีค้างอยู่ใน
แผงรับซื้อ เน่ืองจากสับปะรดเป็นสินค้าท่ีเน่าเสียง่าย เก็บไว้ในแผงได้เพียง 1-2 วัน โดยขนส่งไปจ้าหน่าย 3
ช่องทาง ได้แก่ โรงงานแปรรปู เป็นหลัก รอ้ ยละ 75.00 รองลงมาขนไปจ้าหนา่ ยห้างค้าปลกี ค้าสง่ รอ้ ยละ 23.85
และจ้าหนา่ ยใหก้ ับผบู้ ริโภคโดยตรง รอ้ ยละ 1.15 ดงั ทใ่ี นแสดงในภาพท่ี 4.4
4
ทีม่ า : จากการสา้ รวจ
ภาพท่ี 4.4 โซ่อปุ ทานสับปะรดของผูร้ วบรวมหรอื แผงรบั ซ้อื
4.2 ประสทิ ธิภาพการบริหารจัดการโลจสิ ตกิ ส์สินคา้ สบั ปะรดโรงงาน
การประเมินประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์สับปะรดโรงงาน (Logistics Performance
Index : LPI) นั้นการประเมินตัวชี้วัดจะประยุกต์จากแนวทางการประเมินประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์ของ
ภาคอุตสาหกรรม ซ่ึงครอบคลุมกิจกรรมหลักด้านโลจิสติกส์ 9 กิจกรรม โดยวัดผลการด้าเนินงานใน 3 มิติ
ประกอบด้วย 1) ด้านการบริหารต้นทุน (Cost Management) เป็นดัชนีท่ีแสดงถึงสัดส่วนต้นทุนของ
กิจกรรมโลจิสติกส์เปรียบเทียบกับยอดขายประจ้าปีทั้งหมด 2) ด้านเวลา (Lead Time) เป็นดัชนีท่ีใช้ข้อมูล
ระยะเวลาของการเคล่ือนย้ายสนิ ค้าและข้อมูลท่ีเกิดขึ้นในแต่ละกิจกรรมโลจิสติกส์ และ3) ด้านความน่าเช่ือถือ
(Reliability) เป็นดัชนีท่ีใช้วัดความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับการส่งมอบสินค้าและการตอบสนองความต้องการของ
ลูกค้า รวมท้ังหมด 27 ตัวชี้วัด ในส่วนของสับปะรดโรงงานจังหวัดชัยภูมินั้น จะแบ่งเป็นการประเมิน
ประสิทธิภาพของเกษตรกร และผู้รวบรวม (แผงรับซอ้ื ) ซ่ึงการประเมนิ น้นั ครอบคลุมกจิ กรรมหลัก 7 กิจกรรม
ดงั แสดงในตารางท่ี 4.1
5
ตารางที่ 4.1 ตัวช้ีวัดประสิทธิภาพการจัดการด้านโลจิสติกส์ (Logistics Performance Index: LPI) ของสับปะรด
โรงงานจังหวัดชยั ภมู ิ
กิจกรรมโลจสิ ติกส์ ตวั ชวี้ ัดดา้ นต้นทุน ตวั ชี้วดั ด้านเวลา ตัวช้วี ดั ดา้ นความ
(รอ้ ยละ) (วนั ) นา่ เชอื่ ถือ (ร้อยละ)
1. การใหบ้ รกิ ารแกล่ กู ค้า
และกิจกรรมสนบั สนุน สดั ส่วนตน้ ทุนการใหบ้ ริการลูกคา้ ระยะเวลาเฉลีย่ การ อัตราความสามารถ
2. การจัดซือ้ จัดหา ต่อยอดขาย ตอบสนองค้าสัง่ ซ้อื จากลูกค้า การจดั สง่ สินคา้
สดั สว่ นต้นทนุ การจดั ซือ้ จัดหา ระยะเวลาเฉลี่ยการจัดซ้อื อตั ราความสามารถใน
3. การขนส่ง ต่อยอดขาย การจัดสง่ สินคา้ ของผผู้ ลติ
สดั ส่วนตน้ ทนุ การขนสง่ ต่อ ระยะเวลาเฉล่ยี การจดั ส่ง อัตราความสามารถในการ
4. การเลือกสถานท่ตี งั้ ของ ยอดขาย สินคา้ จัดสง่ สินคา้ ของแผนกขนสง่
โรงงานและคลงั สนิ ค้า สัดสว่ นต้นทนุ การบรหิ าร ระยะเวลาเฉลี่ยการจัดเก็บ อตั ราความแมน่ ยา้ ของสนิ คา้
5. การบริหารสนิ ค้าคงคลงั คลงั สินค้าต่อยอดขาย สินคา้ สา้ เร็จรูปในคลังสินคา้ คงคลงั
สัดสว่ นต้นทนุ การถือครอง ระยะเวลาเฉลี่ยการเก็บสินคา้ อตั ราจา้ นวนสนิ ค้าสา้ เร็จรูป
6. การจัดการเคร่ืองมอื สนิ คา้ ต่อยอดขาย ส้าเรจ็ รปู อย่างเพียงพอตอ่ ขาดมือ
เคร่ืองใช้ต่างๆ และการ ความตอ้ งการของลกู ค้า
บรรจุหบี หอ่ สดั ส่วนมูลคา่ สนิ ค้าทเ่ี สยี หาย ระยะเวลาเฉลย่ี ของการถอื อัตราความเสยี หาย
7. โลจสิ ตกิ สย์ ้อนกลับ ตอ่ ยอดขาย ครองและการบรรจภุ ณั ฑ์ ของสนิ ค้า
สินค้า
สัดส่วนมลู คา่ สนิ ค้าทถี่ กู ตีกลับ ระยะเวลาเฉลี่ยการรับสนิ คา้ อตั ราการถกู ตีกลบั
ต่อยอดขาย คนื จากลูกคา้ ของสนิ ค้า
ทมี่ า : จากการสา้ รวจ
4.2.1 เกษตรกร
การประเมินประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์ของเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดโรงงาน
จังหวัดชัยภูมิ พิจารณาจากกิจกรรมในกระบวนการโลจิสติกส์และข้อมูลท่ีได้จากการส้ารวจ พบว่า ตัวชี้วัด
ประสิทธิภาพการจัดการด้านโลจิสติกส์ ประกอบด้วย 5 กิจกรรม โดยประเมินใน 3 มิติ ได้แก่ ด้านต้นทุน ด้าน
เวลา และดา้ นความนา่ เช่ือถอื ดงั น้ี
1) มติ ิดา้ นต้นทุน
ตัวช้ีวัดด้านต้นทุน เป็นการวิเคราะห์สัดส่วนต้นทุนของกิจกรรมโลจิสติกส์ต่อยอดขาย
ของเกษตรกร โดยต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งหมดของเกษตรกร คิดเป็นร้อยละ 16.57 ต่อยอดขายรวม หรือคิดเป็น
29,700.18 บาทต่อปี หรือ 0.2302 บาทต่อกโิ ลกรัม ประกอบดว้ ย
สัดส่วนต้นทุนการขนส่งต่อยอดขายสูงที่สุด คิดเป็นร้อยละ 11.09 หรือคิดเป็น
20,363.74 บาทต่อปี หรือ 0.1578 บาทต่อกิโลกรัม แบ่งเป็นตน้ ทุนการขนส่งปัจจยั การผลิตต่อยอดขาย ร้อยละ
0.49 คิดเป็น 831.61 บาทต่อปี หรือ 0.0064 บาทตอ่ กิโลกรัม และต้นทุนการขนส่งผลผลติ ตอ่ ยอดขาย ร้อยละ
11.47 คดิ เป็น 19,532.13 บาทตอ่ ปี หรือ 0.1514 บาทตอ่ กิโลกรมั