The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรวิทยาศาสตร์ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Supranee Chartngarm, 2023-09-26 14:02:10

หลักสูตรวิทยาศาสตร์ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

หลักสูตรวิทยาศาสตร์ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

หน่วย ที่ ชื่อหน่วย การเรียนรู้ มาตรฐาน/ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้ สาระสำคัญ/9 การใช้ อินเทอรเน็ต อย่าง ปลอดภัย ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิด เชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่ พบในชีวิตจริงอย่างเป็น ขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสารในการเรียนรู้ การ ทำงาน และการแก้ปัญหาได้ อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม ป.๕/๓ ใช้อินเทอร์เน็ต ค้นหาข้อมูล ติดต่อสื่อสาร และทำงานร่วมกัน ประเมิน ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ป.๕/๔ รวบรวม ประเมิน นำเสนอข้อมูลและสารสนเทศ ตามวัตถุประสงค์โดยใช้ ซอฟต์แวร์หรือบริการบน อินเทอร์เน็ตที่ หลากหลาย เพื่อ แก้ปัญหาใน ชีวิตประจำวัน, ป.๕/๕ 5.ใช้เทคโนโลยี สารสนเทศอย่าง ปลอดภัย มี มารยาท เข้าใจสิทธิและหน้าที่ ของตน เคารพในสิทธิ ของ 1) อันตรายจากการใช้งาน และอาชญากรรม ทาง อินเทอร์เน็ต 2) มารยาทในการ ติดต่อสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต (บูรณาการกับวิชาที่เกี่ยวข้อง) ในปัจจุบัติดต่อสื่อสาร อินเทอร์เน็ตทและ ช่วยตอบต้องการของมสะดวกสบายการสื่อสาร ดัคอมพิวเตอร์แคอมพิวเตอร์เการกระทำควผู้อื่น เสียหายชื่อเสียง โดยมอาชญากรรมดังนั้น ผู้ใช้คอจะต้องมี แนวเกิดอาชญากรอินเทอร์เน็ต อินเทอร์เน็ตอเพราะ นอกจติดต่อสื่อสารยังถูกนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูข้อมูล การปรเพื่อพิจารณา เป็นไปได้และที่สุด


๒๗ /ความคิดรวบยอด สมรรถนะ คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน ภาระงานที่ตอบโจทย์ ทักษะฯ บันการ ผ่าน ทำได้หลากหลาย บสนองความ มนุษย์ให้มีความ มากยิ่งขึ้นในด้าน ังนั้น จึงมีผู้ใช้ และเครือข่าย เป็นเครื่องมือ ใน วามผิด เพื่อให้ ยหรือเสื่อมเสีย มักจะ เรียกว่า ทางอินเทอร์เน็ต อมพิวเตอร์ที่ดี วทางป้องกันการ รรม ทาง รวมถึงการใช้ อย่างมีมารยาท ากการ แล้วอินเทอร์เน็ต ช้สำหรับ การ มูล การรวบรวม ระมวลผลข้อมูล ทางเลือกที่ ะเหมาะสม มาก 1. ความ สามารถในการ สื่อสาร 2. ความ สามารถในการ คิด 1) ทักษะการ สังเกต 2) ทักษะ สำรวจค้นหา 3) ทักษะการ ระบุ 4) ทักษะการ สื่อสาร 5) ทักษะการ ให้เหตุผล 6) ทักษะการ คิดวิเคราะห์ 7) ทักษะการ เชื่อมโยง 8) ทักษะการ ทำงานร่วมกัน 9) ทักษะการ ตั้งสมมติฐาน 1. มีวินัย รับผิดชอบ 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการ ทำงาน 9 6


หน่วย ที่ ชื่อหน่วย การเรียนรู้ มาตรฐาน/ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้ สาระสำคัญ/ผู้อื่น แจ้งผู้เกี่ยวข้อง เมื่อพบ ข้อมูลหรือบุคคล ที่ไม่ เหมาะสม รวมระหว่างปี ปลายปี เวลาเรียนตลอดปี


๒๘ /ความคิดรวบยอด สมรรถนะ คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน ภาระงานที่ตอบโจทย์ ทักษะฯ 10) ทักษะการ ทดสอบ สมมติฐาน 3. ความ สามารถในการ แก้ปัญหา 4. ความ สามารถในการ ใช้ทักษะชีวิต 5. ความ สามารถในการ ใช้เทคโนโลยี 118 70 2 30 120 100


๒๙ 3.3 คำอธิบายหน่วยการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การเรียนรูสิ่งตาง ๆ รอบตัว เวลา 6 ชั่วโมง/ปี ************************************************************************************************************* ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล การสังเกต การ วิเคราะห์ การอภิปราย การอธิบาย และการสรุปผล เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ และ นำความรู้ไปใช้ในชีวิตตนเองตลอดจนมีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมที่ถูกต้อง ตัวชี้วัด - หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง แรงและพลังงาน เวลา 19 ชั่วโมง/ปี ************************************************************************************************************* 1) ศึกษาการหาแรงลัพธ์ของแรงหลายแรงในแนวเดียวกันที่กระทำต่อวัตถุในกรณีที่วัตถุอยู่นิ่ง การ เขียนแผนภาพแสดงแรงที่กระทำต่อวัตถุที่อยู่ในแนวเดียวกันและแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุ การใช้เครื่องชั่ง สปริงในการวัดแรงที่กระทำต่อวัตถุ ผลของแรงเสียดทานที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของวัตถุ การ เขียนแผนภาพแสดงแรงเสียดทานและแรงที่อยู่ในแนวเดียวกันที่กระทำต่อวัตถุ 2) ศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับการได้ยินเสียงผ่านตัวกลาง การเกิดเสียงสูง เสียงต่ำ การเกิดเสียงดัง เสียงค่อย การวัดระดับเสียงโดยใช้เครื่องมือวัดระดับเสียง และเสนอแนะแนวทางในการหลีกเลี่ยงและลด มลพิษทางเสียง โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล การสังเกต การ วิเคราะห์ การอภิปราย การอธิบาย และการสรุปผล เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ และ นำความรู้ไปใช้ในชีวิตตนเองตลอดจนมีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมที่ถูกต้อง ตัวชี้วัด ว 2.2 ป.5/1 อธิบายวิธีการหาแรงลัพธ์ของแรงหลายแรงในแนวเดียวกันที่กระทำต่อวัตถุในกรณี ที่วัตถุอยู่นิ่งจากหลักฐานเชิงประจักษ์ ว 2.2 ป.5/2 เขียนแผนภาพแสดงแรงที่กระทำต่อวัตถุที่อยู่ในแนวเดียวกันและแรงลัพธ์ที่กระทำ ต่อวัตถุ ว 2.2 ป.5/3 ใช้เครื่องชั่งสปริงในการวัดแรงที่กระทำต่อวัตถุ ว 2.2 ป.5/4 ระบุผลของแรงเสียดทานที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของวัตถุจาก หลักฐานเชิงประจักษ์ ว 2.2 ป.5/5 เขียนแผนภาพแสดงแรงเสียดทานและแรงที่อยู่ในแนวเดียวกันที่กระทำต่อวัตถุ ว 2.3 ป.5/1 อธิบายการได้ยินเสียงผ่านตัวกลางจากหลักฐานเชิงประจักษ์ ว 2.3 ป.5/2 ระบุตัวแปร ทดลอง และอธิบายลักษณะและการเกิดเสียงสูง เสียงต่ำ


๓๐ ว 2.3 ป.5/3 ออกแบบการทดลองและอธิบายลักษณะและการเกิดเสียงดัง เสียงค่อย ว 2.3 ป.5/4 วัดระดับเสียงโดยใช้เครื่องมือวัดระดับเสียง ว 2.3 ป.5/5 ตระหนักในคุณค่าของความรู้เรื่องระดับเสียงโดยเสนอแนะแนวทางในการ หลีกเลี่ยงและลดมลพิษทางเสียง หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงของสสาร เวลา 15 ชั่วโมง/ปี ************************************************************************************************************* ศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนสถานะของสสารเมื่อทำให้สสารร้อนขึ้นหรือเย็นลง การละลาย ของสารในน้ำ การเปลี่ยนแปลงของสารเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี การเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้และการ เปลี่ยนแปลงที่ผันกลับไม่ได้ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล การสังเกต การ วิเคราะห์ การอภิปราย การอธิบาย และการสรุปผล เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ และ นำความรู้ไปใช้ในชีวิตตนเองตลอดจนมีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมที่ถูกต้อง ตัวชี้วัด ว 2.1 ป.5/1 อธิบายการเปลี่ยนสถานะของสสาร เมื่อทำให้สสารร้อนขึ้นหรือเย็นลง โดยใช้ หลักฐานเชิงประจักษ์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง วัฏจักร เวลา 23 ชั่วโมง/ปี ************************************************************************************************************* 1) ศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับปริมาณน้ำในแต่ละแหล่ง ปริมาณน้ำที่มนุษย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ ได้ แนวทางการใช้น้ำอย่างประหยัดและการอนุรักษ์น้ำ แบบจำลองการหมุนเวียนของน้ำในวัฏจักรน้ำ กระบวนการเกิดเมฆ หมอก น้ำค้าง และน้ำค้างแข็งจากแบบจำลอง และกระบวนการเกิดฝน หิมะ และลูกเห็บ 2) ศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับความแตกต่างของดาวเคราะห์และดาวฤกษ์จากแบบจำลอง การใช้แผนที่ ดาวระบุตำแหน่งและเส้นทางการขึ้นและตกของกลุ่มดาวฤกษ์บนท้องฟ้า แบบรูปเส้นทางการขึ้นและตกของ กลุ่มดาวฤกษ์บนท้องฟ้าในรอบปี โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล การสังเกต การวิเคราะห์ การอภิปราย การอธิบาย และการสรุปผล เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ และ นำความรู้ไปใช้ในชีวิตตนเองตลอดจนมีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมที่ถูกต้อง ตัวชี้วัด ว 3.1 ป.5/1 เปรียบเทียบความแตกต่างของดาวเคราะห์และดาวฤกษ์จากแบบจำลอง ว 3.1 ป.5/2 ใช้แผนที่ดาวระบุตำแหน่งและเส้นทางการขึ้นและตกของกลุ่มดาวฤกษ์บนท้องฟ้า และอธิบายแบบรูปเส้นทางการขึ้นและตกของกลุ่มดาวฤกษ์บนท้องฟ้าในรอบปี ว 3.2 ป.5/1 เปรียบเทียบปริมาณน้ำในแต่ละแหล่ง และระบุปริมาณน้ำที่มนุษย์สามารถ นำมาใช้ประโยชน์ได้จากข้อมูลที่รวบรวมได้


๓๑ ว 3.2 ป.5/2 ตระหนักถึงคุณค่าของน้ำโดยนำเสนอแนวทางการใช้น้ำอย่างประหยัดและการ อนุรักษ์น้ำ ว 3.2 ป.5/3 สร้างแบบจำลองที่อธิบายการหมุนเวียนของน้ำในวัฏจักรน้ำ ว 3.2 ป.5/4 เปรียบเทียบกระบวนการเกิดเมฆ หมอก น้ำค้างและน้ำค้างแข็ง จากแบบจำลอง ว 3.2 ป.5/5 เปรียบเทียบกระบวนการเกิดฝน หิมะ และลูกเห็บ จากข้อมูลที่รวบรวมได้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง สิ่งมีชีวิต เวลา 17 ชั่วโมง/ปี ************************************************************************************************************* ศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับโครงสร้างและลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมในแต่ละแหล่งที่อยู่ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์กับสิ่งไม่มีชีวิต โซ่อาหารและบทบาทหน้าที่ของ สิ่งมีชีวิตที่เป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคในโซ่อาหาร ตระหนักในคุณค่าของสิ่งแวดล้อมที่มีต่อการดำรงชีวิตของ สิ่งมีชีวิต ลักษณะทางพันธุกรรมที่มีการถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกของพืช สัตว์ และมนุษย์ ลักษณะที่คล้ายคลึง กันของตนเองกับพ่อแม่ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล การสังเกต การ วิเคราะห์ การอภิปราย การอธิบาย และการสรุปผล เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ และ นำความรู้ไปใช้ในชีวิตตนเองตลอดจนมีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมที่ถูกต้อง ตัวชี้วัด ว 1.1 ป.5/1 บรรยายโครงสร้างและลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิต ซึ่งเป็น ผลมาจากการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตในแต่ละแหล่งที่อยู่ ว 1.1 ป.5/2 อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต เพื่อประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต ว 1.1 ป.5/3 เขียนโซ่อาหารและระบุบทบาทหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตที่เป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคในโซ่ อาหาร ว 1.1 ป.5/4 ตระหนักในคุณค่าของสิ่งแวดล้อมที่มีต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต โดยมีส่วนร่วม ในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ว 1.3 ป.5/1 อธิบายลักษณะทางพันธุกรรมที่มีการถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกของพืช สัตว์ และ มนุษย์ ว 1.3 ป.5/2 แสดงความอยากรู้อยากเห็น โดยการถามคำถามเกี่ยวกับลักษณะที่คล้ายคลึงกัน ของตนเองกับพ่อแม่


๓๒ 4. แนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ หลักสูตรรายวิชาวิทยาศาสตร์ ว 15101 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีหลักการและแนวทางการจัดการ เรียนรู้ ดังนี้ 4.1 หลักการและแนวทางการจัดการเรียนรู้ หลักการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย เป็นเครื่องมือที่จะนำพาตนเองไปสู่เป้าหมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ที่จำเป็นสำหรับผู้เรียน อาทิ กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการทางสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง กระบวนการปฏิบัติ ลง มือกระทำจริง กระบวนการจัดการ กระบวนการวิจัย กระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง กระบวนการพัฒนา ลักษณะนิสัย กระบวนการเหล่านี้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝน พัฒนา เพราะจะ สามารถให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี บรรลุเป้าหมายของหลักสูตร ดังนั้น ผู้สอนจึงจำเป็นต้องศึกษาทำความ เข้าใจกระบวนการการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อให้สามารถเลือกใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.2 วิธีสอน 4.2.1 วิธีสอนแบบบรรยาย แนวคิดของวิธีการสอนแบบบรรยาย เป็นวิธีสอนที่ผู้สอนให้ความรู้ตามเนื้อหาสาระด้วยการเล่า อธิบาย แสดงสาธิต โดยที่ผู้เรียนเป็นผู้ฟัง เพียงอย่างเดียว อาจเปิดโอกาสให้ผู้เรียนซักถามปัญหาได้บ้างในตอนท้ายของการบรรยาย ความมุ่งหมายของวิธีการสอนแบบบรรยาย 1. เป็นการสอนที่เน้นเนื้อหาสาระ โดยการนำเสนอโดยครูผู้สอน ผู้บรรยายจะเสนอปัญหาวิธีต่างๆ ใน การแก้ปัญหา และสรุปด้วยว่าวิธีการใดเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดตามหลักการ 2. เพื่อให้ผู้เรียนได้รับความรู้หลายๆ แนวคิด ก่อนที่จะสรุปเป็นข้อคิดหรือทางเลือกที่เหมาะสม ข้อดีของวิธีการสอนแบบบรรยาย 1. ดำเนินการสอนได้รวดเร็ว 2. ง่ายต่อการสอนเพราะไม่ต้องเตรียมสื่อการสอน เพียงแต่ครูเตรียมเนื้อหาที่จะสอนล่วงหน้าก็ เพียงพอ 3. สามารถใช้สอนได้ในเวลาอันจำกัด ส่งเสริมทักษะในการย่อและเขียนสรุป ข้อสังเกตของวิธีการสอนแบบบรรยาย 1. หากผู้เรียนมีความตั้งใจฟังการบรรยาย จะช่วยเสริมทักษะในการสรุปความ 2. ผู้สอนต้องรู้จักสร้างบรรยากาศด้วยวาทย์ศิลป์ เพื่อมิให้ผู้เรียนสูญเสียความสนใจ 3. สาระที่ได้จากการบรรยายมิได้เกิดจากการเรียนรู้ที่เกิดกับผู้เรียนโดยตรง แต่เป็นสาระความรู้ที่ได้ จากการบอกเล่าจากครูผู้สอน 4. ความรู้ที่ได้รับจากการฟังเพียงอย่างเดียวอาจลืมง่าย เป็นความทรงจำที่ไม่ถาวร


๓๓ 4.2.2 วิธีสอนแบบใช้คำถาม (Questioning Method) แนวคิดของวิธีการสอนแบบใช้คำถาม วิธีสอนแบบใช้คำถาม เป็นกระบวนการที่มุ่งพัฒนากระบวนการทางความคิดของผู้เรียน โดยผู้ สอนจะ ป้อนคำถามในลักษณะต่าง ๆ ที่เป็นคำถามที่ดี สามารถพัฒนาความคิดผู้เรียน ถามเพื่อให้ผู้เรียนใช้ความคิดเชิง เหตุผล วิเคราะห์ วิจารณ์ สังเคราะห์ หรือการประเมินค่าเพื่อจะตอบคำถามเหล่านั้น ขั้นตอนของวิธีการสอนแบบใช้คำถาม 1. ขั้นวางแผนการใช้คำถาม ผู้สอนควรจะมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะใช้คำถามเพื่อวัตถุประสงค์ ใด รูปแบบหรือประการใด ที่จะสอดคล้องกับเนื้อหาสาระและวัตถุประสงค์ของบทเรียน 2. ขั้นเตรียมคำถาม ผู้สอนควรจะเตรียมคำถามที่จะใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้ โดยการสร้างคำถาม อย่างมีหลักเกณฑ์ 3. ขั้นการใช้คำถาม ผู้สอนสามารถจะใช้คำถามในทุกขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และ อาจจะสร้างคำถามใหม่ที่นอกเหนือจากคำถามที่เตรียมไว้ก็ได้ ทั้งนี้ต้องเหมาะสม กับเนื้อหาสาระ และสถานการณ์นั้น ๆ 4. ขั้นสรุปและประเมินผล 4.1 การสรุปบทเรียนผู้สอนอาจจะใช้คำถามเพื่อการสรุปบทเรียนก็ได้ 4.2 การประเมินผล ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันประเมินผลการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการประเมินผลตาม สภาพจริง 4.2.3 วิธีสอนแบบแบ่งกลุ่มทำงาน (Committee Work Method) วิธีสอนแบบแบ่งกลุ่มทำงานเป็นวิธีสอนที่ครูมอบหมายให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มร่วมมือกัน ศึกษาค้นคว้าหาวิธีการแก้ปัญหาหรือปฏิบัติกิจกรรมตามความสามารถ ความถนัด หรือความสนใจ เป็นการฝึก ให้นักเรียนทำงานร่วมกันตามวิถีแห่งประชาธิปไตย ความมุ่งหมายของวิธีการสอนแบบแบ่งกลุ่มทำงาน 1. เพื่อให้นักเรียนมีความรับผิดชอบร่วมกันในการทำงานนั่นคือส่งเสริมการทำ งานเป็นทีม 2. เพื่อสร้างวัฒนธรรมในการทำงานร่วมกันอย่างมีระบบและมีระเบียบวินัย รู้จักทำหน้าที่ 3. เพื่อฝึกทักษะในการแก้ปัญหา การศึกษาค้นคว้าและแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยปฏิบัติงานทั้ง เป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม และมีประสบการณ์ตรงในการทำงาน 4. เพื่อให้นักเรียนได้ทำงานตามความสนใจ ความถนัด และความสามารถ


๓๔ ขั้นตอนในการสอนแบบแบ่งกลุ่มทำงาน 1. ครูและนักเรียนร่วมกันกำหนดความมุ่งหมายของการทำงานในแต่ละกลุ่ม ขั้นตอนนี้เป็นขั้นที่ กำหนดความมุ่งหมายและวิธีการทำงานอย่างละเอียด 2. ครูเสนอแนะแหล่งวิทยาการที่จะใช้ค้นคว้าหาความรู้ ได้แก่ บอกรายละเอียดของหนังสือที่ใช้ใน การศึกษาค้นคว้า 3. นักเรียนร่วมกันวางแผนและปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย 4. ครูและนักเรียนประเมินผลการทำงาน ในกรณีที่เป็นครูให้สังเกตพฤติกรรมของนักเรียน ในการ ปฏิบัติงาน ในกรณีนักเรียนร่วมกันประเมินผลการปฏิบัติงานในกลุ่มตนเองโดยบอกขั้นตอนการ ปฏิบัติงาน ผลที่ได้รับ และการพัฒนางานในโอกาสต่อไป ข้อดีของวิธีการสอนแบบแบ่งกลุ่มทำงาน 1. นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นของตนเองอย่างเต็มที่ 2. นักเรียนได้ทำงานตามความถนัด ความสามารถ และความสนใจของตนเอง ข้อสังเกตของวิธีการสอนแบบแบ่งกลุ่มทำงาน 1. ถ้าครูเพิ่งเริ่มใช้วิธีการสอนแบบแบ่งกลุ่มทำงานเป็นครั้งแรก ครูควรดูแลนักเรียนใกล้ชิดเช่น ต้อง ดูแลให้นักเรียนทุกคนทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย นักเรียนผู้ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มต้องทำหน้าที่ ประสานงานระหว่างสมาชิกในกลุ่มและนอกกลุ่ม รวมทั้งประสานงานกับครู 2. หน้าที่การเป็นหัวหน้ากลุ่ม ควรหมุนเวียนสับเปลี่ยนกัน เพื่อฝึกการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี 3. การปฏิบัติกิจกรรมในกลุ่มควรปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด 5. แนวการวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ แนวการวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ของหลักสูตรรายวิชาวิทยาศาสตร์ ว 15101 มีแนวทาง ดังต่อไปนี้ 5.1 แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 1. วัดความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาตามที่ได้กำหนดไว้หลักสูตรรายวิชาวิทยาศาสตร์ว 15101 ก่อน - ระหว่าง - และหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 2. วัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้วิธีการที่หลากหลายในการแก้ปัญหา ใช้ความรู้ ทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่าง เหมาะสม ให้เหตุผลประกอบการตัดสินใจและสรุปผลได้อย่างเหมาะสม ใช้ภาษาและสัญลักษณ์ทาง วิทยาศาสตร์ในการสื่อสาร สื่อความหมาย และการนำเสนอได้อย่างถูกต้อง เชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆใน วิทยาศาสตร์ และเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์กับศาสตร์อื่น ๆ มีความริเริ่มสร้างสรรค์ ก่อน-ระหว่าง-หลังการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ 3. วัดเจตคติที่มีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ ก่อน-ระหว่าง-หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4. วัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน ก่อน - ระหว่าง - หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้


๓๕ 5. ผู้เรียนต้องมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 80 ของเวลาเรียนทั้งหมด 6. ผู้เรียนต้องได้รับการประเมินทุกตัวชี้วัดและผ่านตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด 7. ผู้เรียนต้องได้รับการตัดสินผลการเรียนทุกรายวิชา ไม่น้อยกว่าระดับ “1” จึงจะถือว่า ผ่านเกณฑ์ 8. ผู้เรียนต้องได้รับการประเมิน และมีผลการประเมินผ่านตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนดในการ อ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 5.2 การประเมินผลการเรียนรู้ การตัดสินเพื่อให้ระดับผลการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ ว 15101 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มี 8 ระดับ ดังนี้ ระดับผลการเรียน ความหมาย ช่วงคะแนนเป็นร้อยละ 4 ดีเยี่ยม 80 – 100 3.5 ดีมาก 75 – 79 3 ดี 70 – 74 2.5 ค่อนข้างดี 65 – 69 2 ปานกลาง 60 – 64 1.5 พอใช้ 55 – 59 1 ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ 50 – 54 0 ต่ำกว่าเกณฑ์ 0 - 49 การประเมิน การอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์นั้น ให้ผลการ ประเมินเป็นผ่านและไม่ผ่าน กรณีที่ผ่านให้ระดับผลการประเมินเป็น ดีเยี่ยม ดี และผ่าน กรณีที่ไม่ผ่านให้ ระดับผลการประเมินเป็นไม่ผ่าน 1) ในการสรุปผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน เพื่อการเลื่อนชั้นและจบการศึกษา กำหนดเกณฑ์การตัดสินเป็น 4 ระดับ และความหมายของแต่ละระดับ ดังนี้ ดีเยี่ยม หมายถึง มีผลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนที่มี คุณภาพดีเลิศอยู่เสมอ ดี หมายถึง มีผลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนที่มี คุณภาพเป็นที่ยอมรับ ผ่าน หมายถึง มีผลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนที่มี คุณภาพเป็นที่ยอมรับ แต่ยังมีข้อบกพร่องบางประการ ไม่ผ่าน หมายถึง ไม่มีผลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน หรือ ถ้ามีผลงาน ผลงานนั้นยังมีข้อบกพร่องที่ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขหลาย ประการ


๓๖ 2) ในการสรุปผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์รวมทุกคุณลักษณะเพื่อการเลื่อนชั้นและจบ การศึกษา กำหนดเกณฑ์การตัดสินเป็น 4 ระดับ และความหมายของแต่ละระดับ ดังนี้ ดีเยี่ยม หมายถึง ผู้เรียนปฏิบัติตนตามคุณลักษณะจนเป็นนิสัย และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อประโยชน์สุขของตนเองและสังคมโดยพิจารณาจากผลการประเมิน ระดับดีเยี่ยม จำนวน 5 - 8 คุณลักษณะ และไม่มีคุณลักษณะใดได้ผลการ ประเมินต่ำกว่าระดับดี ดี หมายถึง ผู้เรียนมีคุณลักษณะในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เพื่อให้เป็นการยอมรับของ สังคม โดยพิจารณาจาก 1. ได้ผลการประเมินระดับดีเยี่ยม จำนวน 1 - 4 คุณลักษณะและไม่มี คุณลักษณะใดได้ผลการประเมินต่ำกว่าระดับดี หรือ 2. ได้ผลการประเมินระดับดีทั้ง 8 คุณลักษณะ หรือ 3. ได้ผลการประเมินตั้งแต่ระดับดีขึ้นไป จำนวน 5 - 7 คุณลักษณะ และมี บางคุณลักษณะได้ผลการประเมิน ระดับผ่าน ผ่าน หมายถึง ผู้เรียนรับรู้และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และเงื่อนไขที่สถานศึกษากำหนด โดย พิจารณาจาก 1. ได้ผลการประเมินระดับผ่านทั้ง 8 คุณลักษณะ หรือ 2. ได้ผลการประเมินตั้งแต่ระดับดีขึ้นไป จำนวน 1 - 4 คุณลักษณะ และ คุณลักษณะที่เหลือได้ผลการประเมินระดับผ่าน ไม่ผ่าน หมายถึง ผู้เรียนรับรู้และปฏิบัติได้ไม่ครบตามกฎเกณฑ์และเงื่อนไขที่สถานศึกษา กำหนด โดยพิจารณาจากผลการประเมิน ระดับไม่ผ่าน ตั้งแต่ 1 คุณลักษณะ


๓๗ ภาคผนวก


ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำประถมศึกษำศึกษำอุบลรำชธำนี เขต ๑ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน กระทรวงศึกษำธิกำร โรงเรียนบ้านนาขามดอนติ้ว


Click to View FlipBook Version