The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่มการใช้เทคโโนโลยีเพื่อการพัฒนางานวิจัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by yanaphat4761, 2021-08-10 04:23:11

เล่มการใช้เทคโโนโลยีเพื่อการพัฒนางานวิจัย

เล่มการใช้เทคโโนโลยีเพื่อการพัฒนางานวิจัย

รายงานการเรยี นรู้

การใชเ้ ทคโนโลยเี พอ่ื การพฒั นางานวิจยั

สถาบนั กศน.ภาคกลาง

สานกั งาน กศน.
สานกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธิการ

ความรูเบอ้ื งตนเกีย่ วกับเทคโนโลยีสารสนเทศ

ความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ความหมายของเทคโนโลยีสารเทศไดมีนักวิชาการและนักการศึกษาตลอดจนผูเชี่ยวชาญ

ไดใ หความหมาย ไวด ังนี้
ณัฐกร สงคราม (2552 กลาววา Information Technology หรือ IT คือ การประยุกตความรูทาง

วิทยาศาสตรมาใชในระบบสารสนเทศตั้งแตกระบวนการจัดเก็บ ประมวลผล และการเผยแพรสารสนเทศ
เพอ่ื ชว ยใหไดส ารสนเทศท่มี ปี ระสิทธิภาพ และรวดเรว็ ทันตอเหตุการณ โดยเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบดวย

1. เครื่องมือและอุปกรณตางๆ เชน เครื่องคอมพิวเตอร เครื่องใชสํานักงาน อุปกรณสื่อสาร
โทรคมนาคมตางๆรวมทั้งซอฟตแวรแบบสําเร็จรูปและแบบพัฒนาขึ้นเพื่อใชงานในเฉพาะดานซึ่งเครื่องมือ
เหลา นีจ้ ดั เปนเคร่ืองมือทันสมยั และใชเ ทคโนโลยีระดับสงู (High Technology

2. กระบวนการในการนําอุปกรณเครื่องมือตาง ๆ ขางตนมาใชงานเพื่อรวบรวมจัดเก็บ
ประมวลผลและแสดงผลลัพธเปนสารสนเทศในรูปแบบตาง ๆ ที่สามารถนําไปใชประโยชนไดตอไป
เชน การจัดเกบ็ ขอมลู ในลักษณะของฐานขอมลู เปน ตน

กิดานันท มลิทอง (2548 ไดใหควา มหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศไววา หมายถึงเทคโนโลยี
ที่เกี่ยวของกับการจัดเก็บ ประมวลผลและเผยแพรสารสนเทศซึ่งรวมแลวก็คือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร
และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม หรือ Computer and Communications ที่นิยมเรียกยอๆวา C&C
อยางไรก็ตามมีแนวโนมที่จะนับเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เปนองคประกอบของC&Cที่เกี่ยวเนื่องเขาเปนเทคโนโลยี
สารสนเทศดวย เชน เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส เทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีการพิมพ
เทคโนโลยสี ํานักงานอัตโนมตั ิ เทคโนโลยีเพอ่ื การศกึ ษา

วัดเดิม มณีโภคา (2546 สรุปความหมายของเทคโนโลยี สารสนเทศไววา หมายถึง การใชงาน
การบริหารการจัดการในเรื่องโครงสรางของขอมูลขาวสาร รูปแบบตาง ๆ ที่นําเอาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร
และเทคโนโลยีทางการสื่อสารโทรคมนาคมมาประยุกตเพื่อจัดกระทํากับขอมูลเหลานี้ ตามวัตถุประสงค
ของการใชประโยชนเพื่อใหมีความหมายและคุณคาเพิ่มขึ้นเปนระบบที่นําไปใชไดอยางสะดวกรวดเร็วทันสมัย
และมปี ระสิทธภิ าพ

ปธีป เมธาคุณวุฒิ (2544 ไดใหความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศวา เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ
ระบบสารสนเทศ ระบบคอมพิวเตอรเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม รวมทั้งประเด็นทางจริยธรรม
และทางสังคมที่เกี่ยวของกับคอมพิวเตอรผลกระทบที่เกิดจากการใชเทคโนโลยีสารสนเทศในสังคมโดย
เทคโนโลยีสารสนเทศเปนเครื่องมือและเทคนิควิธีการสําหรับการเก็บรวบรวมขอมูลการประมวลผล
เรียกใชสงผานและรับขอมูลซึ่งเครื่องมือและอุปกรณตางๆเหลานี้ ไดแก เครื่องคอมพิวเตอรทั้งฮารดแวร
และซอฟตแ วร เครือ่ งใชสํานกั งานและอปุ กรณโ ทรคมนาคม

มนัส นามวงศ (2543 ไดใหความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศวา เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ
การประยุกตความรูความเขาใจในระบบการสื่อสารและการใชคอมพิวเตอรบนฐานขอมูลเดียวกัน
ในการคนควา หาขอ มลู แลกเปลีย่ นขอมูลและการตดิ ตอสือ่ สาร

สุชาดา กีระนันท (2542 ไดใหความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศวา เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ
เทคโนโลยที เ่ี กี่ยวของกับการบันทึก จดั เกบ็ ประมวลผล คน คนื สงและรับ หรือเชือ่ มโยงขอมูล และสารสนเทศ
ซึ่งรวมถึงเครื่องมือและอุปกรณตางๆที่ใชในกระบวนการขางตน เชน คอมพิวเตอร อุปกรณบันทึกขอมูล
จัดเก็บขอมลู และคน คืนขอ มลู เครือขายส่อื สารขอมลู อปุ กรณส ่อื สาร และโทรคมนาคม เปนตน

ห น า | 2

จากความหมายขางตนที่นักวิชาการหลายทานไดใหความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศไวนั้น
สรุปความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศไดดังนี้ เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง เทคโนโลยีที่ครอบคลุม
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร และเทคโนโลยีทางการสื่อสารโทรคมนาคมมาประยุกตผนวกเขาดวยกัน
ตามวัตถุประสงคของการใชประโยชน โดยใชในกระบวนการจัดหา การจัดเก็บ การวิเคราะห การจัดการ
การสราง การเชื่อมโยง สื่อสาร และเผยแพรสารสนเทศที่เปนเสียง ภาพ ภาพเคลื่อนไหว ขอความ
หรอื ตัวอักษรและตัวเลขไดอยางมปี ระสิทธิภาพและรวดเร็วทนั ตอ การนาํ ไปใชป ระโยชน
บทบาทและความสําคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศ

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2547:6-8) กลาวถึง ความสําคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ
วาเทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทที่ไดขับเคลื่อนใหประเทศที่เจริญแลวกาวหนาไปอยางรวดเร็ว และทําให
ประเทศกําลังพัฒนาตระหนักถึงศักยภาพและความสําคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งยังสงผลถึงความ
เหลื่อมล้ำของสังคมภายในประเทศอีกดวย การพัฒนาประเทศจึงจําเปนตองใหความสําคัญตอความ
เปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยสี ารสนเทศ

วชิราพร พุมบานเย็น (2545: 48 กลาววาเทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการศึกษาเปนสิ่งสําคัญ
ยิ่งอยางในการชวยใหการแกปญหาทางดานการศึกษาสําเร็จลุลวงไปได ไมวาจะเปนในดานการบริหาร
การจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะอยางยิ่งในการนําเทคโนโลยีทันสมัยมาใช เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพ
และประสทิ ธผิ ลการเรียนรแู กผ เู รยี น และไดกลา วถงึ ความสําคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศไว ดังน้ี

1. เทคโนโลยสี ารสนเทศ ชวยใหก ารคนควา หาขอมลู ทางดานการศึกษางา ยขึน้
2. การดําเนนิ ชีวติ ประจําวันทําใหม คี วามคลอ งตวั และสะดวกรวดเร็วมากขึ้น
3. การดําเนินธุรกิจจะทําใหมีการแขงขันกันระหวางธุรกิจมากขึ้น ทําใหตองมีการพัฒนาองคกร
เพ่ือใหทันกบั ขอมลู ขา วสารอยตู ลอดเวลา และพฒั นาอยา งตอเนอ่ื ง
4. อัตราการขยายตัวที่เพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว เพราะการติดตอสื่อสารที่เจริญกาวหนา และทันสมัย
ในปจจุบนั จงึ ทําใหโลกของเราเปนโลกไรพรมแดน
5. มีการนําคอมพิวเตอรเขามาใชในการทํางานมากขึ้น และงานบางอยางที่มนุษยไมสามารถทําได
มกี ารใชคอมพวิ เตอรเขา มาทาํ งานแทน
ดังนั้น เทคโนโลยีสารสนเทศ จึงมีความสําคัญและมีความจําเปนในการนํามาใชในกระบวนการศึกษา
ดว ยเหตผุ ล ดังนี้
1. ความเจริญอยางรวดเร็วทางดานวิชาการ วิทยาการใหมๆ และสิ่งประดิษฐตาง ๆ ไดถูกคิดคน
ประดิษฐขึ้นมาใชในสังคมมากมาย ซึ่งมีผลโดยตรงตอการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวทางดานหลักสูตรการเรียน
การสอนของสถานศึกษาจึงมีความจําเปนตองใชเครื่องมือทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมกับสถาน
การณเขา มาชว ย เชน การนาํ เสนอขอมูลทางวชิ าการ การแนะแนวการเรยี นโดยระบบคอมพิวเตอร เปน ตน
2. การเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วของสังคม ซึ่งเปนผลกระทบมาจากพัฒนาการทางดานวิทยาศาสตร
และเทคโนโลยีสงผลตอการดํารงชีวิต การปรับตัว และพัฒนาการของนักเรียน จําเปนตองใชเทคโนโลยี
และนวัตกรรม ทเี่ หมาะสมกับสถานการณน น้ั ๆ
3. ลักษณะสังคมขอมูลขาวสาร ซงึ่ เปนผลมาจากพฒั นาการทางดานอเิ ลก็ ทรอนิกสค อมพิวเตอร และ
เทคโนโลยีโทรคมนาคม ทําใหขาวสารทุกรปู แบบ คอื เสียง ภาพนิง่ ภาพเคล่ือนไหว ขอมลู คอมพิวเตอรสามารถ
ถา ยทอดและสงถงึ กนั ไดอยางรวดเรว็ สังคมในปจ จุบันและอนาคตจะเปนสงั คมที่ทวมทนดวยกระแสขอมูลและ
ขาวสาร การใชค อมพวิ เตอรใ นดานการจัดการศกึ ษา แบง ไดเ ปน 2 ประเภท คือ ใชเปนเคร่อื งมือในการบริหาร
การศกึ ษา และใชเ ปนเคร่ืองมือในการสอน การใชเปนเคร่ืองมือในการศึกษาเกี่ยวของกับการบรหิ ารการศึกษา
ซง่ึ ผูบรหิ ารการศึกษาจําเปนตองทราบสารสนเทศตา ง ๆ ทางดา นแผนการเรียน ดานบุคลากร ดา นการเงนิ และ

เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยีเพอ่ื การพฒั นางานวิจยั ”

ห น า | 3

ดา นอาคารสถานทแ่ี ละอุปกรณ
กฤษมันต วัฒนาณรงค (2549: 139 กลาวถึง ความสําคัญของเทคโนโลยี วามีอิทธิพลตอมนุษยและ

สิ่งแวดลอมอยางมาก ผลที่ไดจากเทคโนโลยีมีทั้งคุณและโทษ การนําเทคโนโลยีไปใชจึงตอ งคํานึงถึงผลกระทบ
ทางออมอยางอื่นที่อาจมองขามไปดวย อิทธิพลของเทคโนโลยีทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวกับมนุษยและ
การศึกษา มผี ลสรุปได 3 ประการ ไดแ ก

1. เทคโนโลยีทําใหมนุษยมีการเปลี่ยนแปลงสภาพความเปนอยู วิถีชีวิตและอาชีพในทางการศึกษา
เทคโนโลยีไดเปลี่ยนบุคลิกลักษณะของผูเรียน รวมทั้งอาชีพที่ผูเรียนเตรียมตัวเขาสู นอกจากนั้นลักษณะ
ของนักศึกษาที่อยูในสังคมเทคโนโลยยี อมแตกตางจากนกั ศึกษาที่อยูในสังคมชนบทหางไกลเทคโนโลยี หรือใช
เทคโนโลยีนอ ย

2. เทคโนโลยีทําใหมีการเปลี่ยนแปลงดานวิธีการ ในทางการศึกษาวิธีการเรียนการสอน การบริหาร
และการจัดการ มีการนําเอาวิธีการใหม ๆ ซึ่งเปนผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีทําใหเกิดประสิทธิภาพ
และประสิทธิผลในเชิงของปริมาณและคุณภาพสูงสุด ทั้งยังชวยประหยัดเวลาและคาใชจายอีกดวย
การสอนทางไกล และมหาวิทยาลัยเปดเปนตัวอยางอันหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา
ซง่ึ เทคโนโลยีมีสว นใหมกี ารเปล่ยี นแปลงดานเทคนิควิธี

3. เทคโนโลยีทําใหมีการเปลี่ยนแปลงสถานการณของการเรียนรู การจัดประสบการณหรือการสราง
สถานการณในการเรียนการสอน ปจจุบันสิ่งเหลานี้ไดเปลี่ยนไปตามความกาวหนาของเทคโนโลยี นักเรียน
แตเดิมตองเรียนจากครูผูสอน ปจจุบันนักเรียนอาจจะเรียนไดจากเครื่องชวยสอน หรือแหลงความรูตาง ๆ
ตลอดจนสื่อการเรียนการสอน ซึ่งอาจจะเรียนเปนกลุมหรือเดี่ยวตามความสามารถ ความตองการ และความ
สนใจของผูเรียน โดยไมจํากัดเวลา สถานที่ ในสถานการณของการเรียนจากเดิมนั้นขึ้นอยูกับครูซึ่งเปน
ศูนยกลางของการเรียน แตปจจุบันสถานการณของการเรียนขึ้นอยูกับผูเรียนเองเปนสําคัญ สถานการณ
การเรียนรูและความคดิ ดานการเรียนการสอนที่เปลยี่ นไปลักษณะนี้เกดิ จากอิทธิพลดา นเทคโนโลยี

ซาวเตอร (Souter, 1999 ไดกลาวถึงความสําคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มี 5
ประการ ไดแก

1. การส่อื สารถือเปนเร่ืองจําเปนในการดําเนินกิจกรรมตา งๆของมนุษย สิ่งสาํ คัญทม่ี ีสวนในการพัฒนา
กิจกรรมตาง ๆ ของมนุษยประกอบดวย Commนnication Media การสื่อสารโทรคมนาคม (Telecoms
และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT

2. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประกอบดวยผลิตภัณฑหลักที่มากไปกวาโทรศัพทและ
คอมพิวเตอร เชน แฟกซ อินเทอรเน็ต อีเมลล ทําใหสารสนเทศเผยแพร หรือกระจายออกไปในที่ตางๆ
ไดส ะดวก

3. เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สารมผี ลใหก ารใชงานดา นตางๆมรี าคาถูกลง
4. เครือขายสื่อสาร (Communication networks ไดรับประโยชนจากเครือขายภายนอก เนื่องจาก
จํานวนการใชเครือขาย จํานวนผูเชื่อมตอ และจํานวนผูที่มีศักยภาพในการเขาเชื่อมตอกับเครือขายนับวัน
จะเพ่มิ สงู ขน้ึ
5. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทําใหฮารดแวรคอมพิวเตอร และตนทุนการใช ICT
มีราคาถกู ลงมาก
กลา วโดยสรปุ ไดวา เทคโนโลยีมคี วามสาํ คัญโดยสงผลใหมนุษยมีความเปลี่ยนแปลงสภาพความเปนอยู
มีผลตอการดําเนินชีวิตประจําวันใหมีความเปลี่ยนแปลงใหทันสมัย ทําใหมีความเจริญอยางรวดเร็วทางดาน
วิชาการมีวิทยาการใหม ๆ ชวยแกปญหาทางดานการศึกษา และมีบทบาทที่ไดขับเคลื่อนใหประเทศ
มคี วามเจริญและกา วหนา และเทคโนโลยสี ารสนเทศยังมบี ทบาทและความสาํ คญั ที่ทุกระดบั ทุกวงการใหความ

เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยเี พอื่ การพัฒนางานวิจยั ”

ห น า | 4

สําคัญทั้งระดับจุลภาค และมหภาค เทคโนโลยีสารสนเทศเขา ไปเกี่ยวขอ งเพื่อประโยชนตาง ๆ ในกระบวนการ
ของการทํางานหรือการศึกษา ซึ่งสงผลตอการเปลี่ยนแปลงและมีพัฒนาการของสังคมโลกในดานตางๆ เชน
ความเปนอยู สังคม เศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การเมือง ตลอดจนการศึกษา
วจิ ยั และพฒั นา
องคประกอบของเทคโนโลยสี ารสนเทศ

ระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศนั้นอาจกลาวไดว าประกอบขึ้นจากเทคโนโลยีสองสาขาหลัก คือเทคโนโลยี
คอมพวิ เตอร และเทคโนโลยีสอื่ สารโทรคมนาคม สาํ หรบั รายละเอียดพอสังเขปของแตล ะเทคโนโลยีมดี ังตอ ไปนี้

1. เทคโนโลยคี อมพวิ เตอร
คอมพิวเตอรเปนเครื่องอิเล็กทรอนิกสที่สามารถจดจําขอมูลตาง ๆ และปฏิบัติตามคําสั่งที่บอก เพื่อให
คอมพิวเตอรทํางานอยางใดอยางหนึ่งให คอมพิวเตอรนั้นประกอบดวยอุปกรณตางๆที่เชื่อมตอกัน เรียกวา
ฮารดแวร (Hardware และอุปกรณฮารดแวรนี้จะตองทํางานรวมกับโปรแกรมคอมพิวเตอรหรือที่เรียกกันวา
ซอฟตแวร (Software

ก. ฮารด แวร ประกอบดวย
- อปุ กรณรบั ขอมลู (Input เชน แผงแปน อักขระ (Keyboard, เมาส (Mouse, เครอื่ งตรวจวาดภาพ
(Scanner จอภาพสมั ผสั (Touch Screen, และเครอื่ งอา นรหัสแทง (Bar Code Reader
- อปุ กรณแสดงผลขอ มูล (Output เชนจอภาพ (Monitor และเคร่ืองพิมพ (Printer
- หนวยประมวลผลกลางจะทํางานรวมกบั หนวยความจําหลกั ในขณะคํานวณหรือประมวล โดยปฏิบัติ
หนาที่ตามคําสั่งของโปรแกรมคอมพิวเตอร โดยการดึงขอมูลและคําสั่งที่เก็บไวในหนวยความจําหลักมา
ประมวลผล
- หนวยความจําหลัก มีหนาที่รับขอมูลมาจากอุปกรณรับขอมูลเพื่อใชในการคํานวณและผลลัพธ
ของการคํานวณกอนทีจ่ ะสงไปยังอปุ กรณส ง ขอมูลรวมท้ังการเกบ็ คาํ สง่ั ขณะกาํ ลงั ประมวลผล
- หนวยความจําสํารองทําหนาที่จัดเก็บขอมูล และโปรแกรมขณะยังไมไดใชงานเพื่อการใชงาน
ในอนาคต
ข. ซอฟตแวร เปนองคประกอบที่สําคัญและจําเปนมากในการควบคุมการทํางานของเครื่อง
คอมพวิ เตอร ซอฟตแ วรส ามารถแบงออกไดเปน 2 ประเภท คือ
- ซอฟตแวรระบบ มีหนาที่ควบคุมอุปกรณตางๆ ภายในระบบคอมพิวเตอร และเปนตัวกลาง
ระหวา งผใู ชก ับคอมพวิ เตอรห รือฮารดแวร ซอฟตแวรร ะบบสามารถแบง เปน 3 ชนดิ คือ

1) โปรแกรมระบบปฏิบัติการ ใชควบคุมการทํางานของคอมพิวเตอร และอุปกรณพวงตอ
กบั เครื่องคอมพวิ เตอร ตวั อยา งโปรแกรมที่นิยมใชก ันในปจจบุ ัน เชน UNIX, DOS, Microsoft Windows

2) โปรแกรมอรรถประโยชน ใชชวยอํานวยความสะดวกแกผูใ ชเคร่ืองคอมพวิ เตอรในระหวา ง
การประมวลผลขอมูลหรือในระหวางที่ใชเครื่องคอมพิวเตอร ตัวอยาง โปรแกรมที่นิยมใชกันในปจจุบัน
เชน โปรแกรมเอดเิ ตอร (Editor

3) โปรแกรมแปลภาษา ใชในการแปลความหมายของคําสั่งที่เปนภาษาคอมพิวเตอรใหอยู
ในรูปแบบท่เี ครอ่ื งคอมพิวเตอรเ ขา ใจ และทํางานตามท่ผี ูใ ชตองการ

- ซอฟตแ วรประยกุ ต เปน โปรแกรมทเี่ ขียนข้ึนเพ่ือทํางานเฉพาะดานตามความตองการ ซ่ึง ซอฟตแวร
ประยกุ ตน ้ีสามารถแบงเปน 3 ชนิด คอื

1) ซอฟตแวรประยุกตเพื่องานทั่วไป เปนซอฟตแวรที่สรางขึ้นเพื่อใชงานทั่วไปไมเจาะจง
ประเภทของธุรกจิ ตัวอยางเชน Word Processing, Spreadsheet, Database Management เปน ตน

เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยเี พอื่ การพัฒนางานวจิ ยั ”

ห น า | 5

2) ซอฟตแวรประยุกตเฉพาะงาน เปนซอฟตแวรที่สรางขึ้นเพื่อใชในการธุรกิจเฉพาะ
ตามแตว ัตถปุ ระสงคของการนําไปใช

3) ซอฟตแวรประยุกตอื่นๆ เปนซอฟตแวรที่เขียนเพื่อความบันเทิง และอื่นๆนอกเหนือ
จากซอฟตแวรประยุกตสองชนิดขางตน ตัวอยางเชน Hypertext, Personal Information Management
และซอฟตแวรเกมตา งๆ เปนตน

2. เทคโนโลยสี ่อื สารโทรคมนาคม
เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมใชในการติดตอสื่อสาร รับ/สงขอมูลจากที่ไกลๆ เปนการรับสงขอมูล
ระหวางคอมพิวเตอรหรือเครื่องมือที่อยูหางไกลกนั ซึ่งจะชวยใหการเผยแพรขอมูลหรอื สารสนเทศไปยังผูใชใน
แหลง ตางๆ เปน ไปอยา งสะดวกรวดเรว็ ถูกตอ ง ครบถว น และทันการณ ซ่ึงรปู แบบของขอ มลู ทรี่ ับ/สง อาจเปน
ตวั เลข (Numeric Data ตัวอักษร (Text ภาพ (Image และเสียง (Voice
เทคโนโลยีที่ใชในการสื่อสารหรือเผยแพรสารสนเทศ ไดแก เทคโนโลยีที่ใชในระบบโทรคมนาคม
ทั้งชนิดมีสายและไรสาย เชนระบบโทรศัพทโมเด็ม แฟกซ โทรเลข วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน
เคเบลิ้ ใยแกว นาํ แสง คลื่นไมโครเวฟ และดาวเทียม เปนตน
สําหรับกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคมมีองคประกอบพื้นฐาน 3 สวน ไดแก ตนแหลง
ของขอความ (Source/Sender) สื่อกลางสําหรับการรับ/สงขอความ (Medium และสวนรับขอความ
(Sink/Decoder)
นอกจากน้ี เทคโนโลยสี ารสนเทศสารถจําแนกตามลกั ษณะการใชง านไดเปน 6 รูปแบบ ดงั ตอไปนี้ คอื

1. เทคโนโลยีที่ใชในการเก็บขอมูล เชน ดาวเทียมถายภาพทางอากาศ กลองดิจิทัล
กลอ งถา ยวดี ิ ทศั น เครอื่ งเอ็กซเรย ฯลฯ

2. เทคโนโลยีที่ใชในการบันทึกขอมูล เปนสื่อบันทึกขอมูลตางๆ เชน เทปจานแมเหล็ก
จานแมเหลก็ จานแสงหรือจานเลเซอร และบัตรเอทีเอ็ม ฯลฯ

3. เทคโนโลยีที่ใชในการประมวลผลขอมูล ไดแก เทคโนโลยีคอมพิวเตอรทั้งฮารดแวร
ซอฟตแ วร

4. เทคโนโลยที ีใ่ ชใ นการแสดงผลขอมูล เชน เครอื่ งพมิ พ จอภาพ ฯลฯ
5. เทคโนโลยีทใ่ี ชใ นการจัดทําสําเนาเอกสาร เชน เครื่องถายเอกสาร เคร่ืองถายไมโครฟลม
6. เทคโนโลยสี ําหรับถายทอดหรือสือ่ สารขอมลู ไดแก ระบบโทรคมนาคมตา งๆ เชน โทรทัศน
วทิ ยุกระจายเสียง โทรเลข เทเลก็ ซ และระบบเครือขายคอมพวิ เตอรทง้ั ระยะใกลแ ละระยะไกล
พฒั นาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ
คณุ สมบัติของเทคโนโลยสี ารสนเทศท่ที ําใหเกิดการแพรก ระจายของการใชอ ปุ กรณเ ทคโนโลยี
สารสนเทศอยา งแพรหลายในปจจุบันน้ปี ระกอบดว ยคณุ สมบัตติ างๆดังนี้
1. การรวมตัวกันของเทคโนโลยี (Convergence เทคโนโลยีสารสนเทศเปนการรวมตัวกนั
ของเทคโนโลยีทางดานคอมพิวเตอร การสื่อสาร รวมถึงระบบเทคโนโลยีอื่นๆ เชนการกระจายเสียง
(Broadcasting เขาไวดวยกันทําใหสามารถรับและสงสัญญาณโดยเฉพาะขอมูลที่อยูในรูปแบบของสื่อแบบ
ผสม (Multimedia ที่ประกอบดวยภาพ เสียง และขอความตางๆ ไดอยางรวดเร็วสมบูรณ และสามารถ
สงไดในปริมาณมาก การเผยแพรขอมูลตางๆ ทําไดอยางทั่วถึงกันมากขึ้นโดยเฉพาะการเผยแพรขอมูล
ในยุคไรพรมแดน
2. ตนทุนที่ถูกลง (Cost Reduction เทคโนโลยีสารสนเทศมีคุณสมบัติที่ทําใหราคา
และการเปนเจาของอุปกรณเทคโนโลยีสารสนเทศถูกลงเปนอยางมาก ทั้งในสวนของอัตราคาบริการสื่อสาร
โทรคมนาคม เชน คา โทรศพั ท คาบรกิ ารอนิ เทอรเน็ต คาเชา สัญญาณเครือขายรวมถงึ ราคาของเครื่องคอม

เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอื่ การพัฒนางานวิจยั ”

ห น า | 6

พิวเตอรที่มีแนวโนมถูกลง เรื่อยๆ สิ่งตางๆเหลานี้ดําเนินการเปนไปตามกลไกราคาของตลาดนั่นเอง ซึ่งเมื่อ
มีผูบริโภคมากขนึ้ ราคาก็ยอมมแี นวโนมทจี่ ะถูกลง

3. การพัฒนาอุปกรณที่เล็กลง (Miniaturization อุปกรณเทคโนโลยีสารสนเทศ
หลากหลายประเภท รวมทั้งเครื่องคอมพิวเตอรและโทรศัพทไดรับการพัฒนาใหมีขนาดเล็กลงกวาเดิมมาก
ดว ยวิวฒั นาการของไมโครชพิ ทําใหสะดวกตอการใชง านมากย่งิ ข้นึ

4. การพกพาและการเคลื่อนที่ (Portability / Mobility เทคโนโลยีสารสนเทศทําให
การเชื่อมตอเครือขายคอมพิวเตอรเปนไปไดงายมากยิ่งขึ้น อาทิเชน คอมพิวเตอรแบบโนตบุคที่มีโมเด็ม
และโทรศัพทไรสายในระบบดิจิตอล สามารถตอเขากับเครือขายอินเทอรเน็ตนอกสถานที่ทํางานได
อยา งงายดาย

5. การประมวลผลที่ดีขึ้น (Processing Power เทคโนโลยีสารสนเทศมีแนวโนม
ของการประมวลผลที่ดีขึ้น โดยอาศัยพัฒนาการของผูผลิตหนวยประมวลผลกลาง หรือซีพียูที่ทํางานเร็วข้ึน
กวาเดมิ รวมถงึ การสรา งโปรแกรมเพอ่ื ตอบสนองการทาํ งานของผใู ชท มี่ ีประสิทธิภาพดียง่ิ ขึ้น

6. การใชงานที่งาย (User Friendliness) การพัฒนาโปรแกรมในปจจุบันมีการออกแบบ
สวนประสานงานกับผูใชเพื่อชวยเหลือและสนับสนุนการทํางานใหงายและดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอยางยิ่งกับคน
ที่ไมคุนเคยเรื่องเทคโนโลยีมากนัก ทําใหไมตองกลัววาจะใชงานไดยากเหมือนกบั แตกอน เพียงแคศึกษาการใช
โปรแกรมเพียงเล็กนอยก็สามารถทําไดแลว โดยมากจะมีการนํารูปแบบของ GUI มาใชมากยิ่งขึ้น เชน
แบบเมนูเลือกรายการ หรือ กดคลิกผานเมาสบนหนาจอ เปนตน ซึ่งชวยใหการแพรกระจายของการใช
เทคโนโลยีสารสนเทศเปนไปไดอยา งรวดเร็วมากย่งิ ขน้ึ

7. การเปลี่ยนจากอะตอมเปนบิต (Bits Versus Atoms ทิศทางของความนิยม และการ
กระจายของการใชเทคโนโลยีสารสนเทศอยางรวดเร็ว ผานการใชงานโดยเครือขายอินเทอรเน็ตน้ีนับไดวาเปน
ตัวอยางที่ชัดเจนของการหันเหจากกิจกรรมที่ใชอะตอม เชน การสง เอกสาร ที่เปนกระดาษไปสูการใชบิต
(Binary Digit : BIT) มากยิ่งขึ้น ซึ่งในปจจุบัน จะเห็นวาหลายองคกร ปรับเปลี่ยนการใชงานที่มุงเนนสู
สํานักงานแบบไรกระดาษ (Paperless Office กนั บา งแลว

8. สื่อผสม (Multimedia เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถเผยแพรสารสนเทศ ที่เปนแบบ
สื่อผสม (Multimedia มากขึ้น ซึ่งประกอบดวยสารสนเทศที่อยูในรูปแบบตัวอักษรภาพกราฟก เสียง ภาพนิ่ง
รวมถงึ ภาพเคลื่อนไหวตา งๆ เขาไวดว ยกัน

9. เวลาและภูมิศาสตร (Time and Distance วิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทําใหมนุษยสามารถเอาชนะเงื่อนไขดานเวลา และภูมิศาสตรไดเปนอยางมาก เชน การประชุมทางไกล
(Teleconference สําหรับบางองคกรที่มีขนาดใหญและมีสาขาอยูทั่วประเทศ ซึ่งหากตองจัดการประชุม
โดยใหผูบริหารทุกสาขาเดินทางมายังสํานักงานใหญพรอมกัน อาจจะทําไดไมสะดวก หรือจัดเวลาไมตรงกัน
การประชุมแบบทางไกลสามารถเขาชวยแกปญหานี้ได หรือการใชจานรับสัญญาณดาวเทียม เพื่อถายทอด
สัญญาณรายการเพื่อการศึกษา ใหกับโรงเรียนชนบทที่หางไกล (Tele education โดยที่นักเรียนไมจําเปน
ตองเขามาแสวงหาความรูในเมืองใหญก็สามารถไดแหลงความรูที่เหมือนๆกันเปนการลดปญหาในเรื่อง
ภมู ิศาสตรล งไปไดเ ชน กนั
ประโยชนของระบบสารสนเทศ

ประโยชนของระบบสารสนเทศในดานประสิทธภิ าพ (Efficiency ไดแ ก
1. ระบบสารสนเทศทําใหการปฏิบัติงานมีความรวดเร็วมากขึ้น โดยใชกระบวนการประมวลผลขอมูล
ซึง่ จะทําใหส ามารถเก็บรวบรวม ประมวลผลและปรบั ปรงุ ขอ มลู ใหทนั สมยั ไดอยางรวดเร็วระบบสารสนเทศชวย
ในการจัดเกบ็ ขอ มลู ทม่ี ขี นาดใหญ หรือมีปรมิ าณมากและชว ยทาํ ใหการเขาถงึ ขอมลู (access เหลานั้นรวดเรว็

เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอื่ การพฒั นางานวิจยั ”

ห น า | 7

2. ชวยลดตนทุน การที่ระบบสารสนเทศชวยทําใหการปฏิบัติงานที่เกี่ยวของกับขอมูลซึ่งมีปริมาณ
มากมีความสลับซับซอนใหดําเนินการไดโดยเร็วหรือการชวยใหเกิดการติดตอสื่อสารไดอยางรวดเร็วทําให
เกดิ การประหยดั ตน ทนุ การดาํ เนนิ การอยา งมาก

3. ชวยใหการติดตอสื่อสารเปนไปอยางรวดเร็ว การใชเครือขายทางคอมพิวเตอรทําใหมีการติดตอได
ทั่วโลกภายในเวลาที่รวดเร็ว ไมวาจะเปนการติดตอระหวางเครื่องคอมพิวเตอรกับเครื่องคอมพิวเตอรดวยกัน
(machine to machine) หรือคนกับคน (human to human หรือคนกับเครื่องคอมพิวเตอร (human to
machine และการติดตอสื่อสารดังกลาวจะทําใหขอมูลที่เปนทั้งขอความ เสียง ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว
สามารถสง ไดท ันที

4. ระบบสารสนเทศชว ยทําใหการประสานงานระหวางฝายตา ง ๆ เปนไปไดดว ยดีโดยเฉพาะหากระบบ
สารสนเทศนั้นออกแบบเพื่อเอื้ออํานวยใหห นวยงานทั้งภายในและภายนอกที่อยูใ นระบบของซัพพลายทั้งหมด
จะทําใหผูที่มีสวนเกี่ยวของทั้งหมดสามารถใชขอมูลรวมกันได และทําใหการประสานงาน หรือการทําความ
เขา ใจเปน ไปไดด วยดยี ิง่ ขึ้น

ประโยชนของระบบสารสนเทศในดานประสทิ ธผิ ล (Effectiveness ไดแก
1. ระบบสารสนเทศชวยในการตัดสินใจ ระบบสารสนเทศที่ออกแบบสําหรับผูบริหาร เชน ระบบ
สารสนเทศที่ชวยในการสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems หรือระบบสารสนเทศสําหรับ
ผูบริหาร (Executive Support Systems จะเอื้ออํานวยใหผูบริหารมีขอมูลในการประกอบการตัดสินใจ
ไดดขี ึน้ อันจะสง ผลใหการดาํ เนินงานสามารถบรรลุวัตถปุ ระสงคไวได
2. ระบบสารสนเทศชวยในการเลือกผลิตสินคา/บริการที่เหมาะสมระบบสารสนเทศจะชวยทําให
องคการทราบถึงขอมูลที่เกี่ยวของกับตนทุน ราคาในตลาดรูปแบบของสินคา/บริการที่มีอยู หรือชวยทําให
หนวยงานสามารถเลือกผลิตสินคา/บรกิ ารท่ีมีความเหมาะสมกับความเช่ยี วชาญ หรือทรพั ยากรที่มอี ยู
3. ระบบสารสนเทศชวยปรับปรุงคุณภาพของสินคา/บริการใหดีขึ้นระบบสารสนเทศทําใหการติดตอ
ระหวางหนวยงานและลูกคา สามารถทําไดโดยถูกตองและรวดเร็วขึ้น ดังนั้นจึงชวยใหหนวยงานสามารถ
ปรับปรงุ คุณภาพของสินคา/บรกิ ารใหต รงกับความตองการของลูกคา ไดด ีขึน้ และรวดเร็วข้ึนดว ย
4. ความไดเ ปรียบในการแขงขัน (Competitive Advantage
5. คณุ ภาพชีวิตการทํางาน (Quality of Working Life
ประโยชนของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศในปจจุบันมีการตอบสนองตอการใชอยางตอเนื่อง อันเนื่องจากประโยชน
ที่เกิดจากการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชงาน ซึ่งไดมีนักวิชาการกลาวถึงประโยชนของเทคโนโลยี
สารสนเทศไวด งั น้ี
สุชาดา กีระนนั ท (2542 ไดเ สนอประโยชนของการใชเ ทคโนโลยีสารสนเ ทศ ดงั น้ี
1. ชวยใหมีการตัดสินใจที่ดีขึ้นจากการมีสารสนเทศ ประกอบการตัดสินใจและการพิจารณาเลือก
ภายใตเงอื่ นไขตา งๆ
2. ลดคาใชจาย เนื่องจากการใชเ ทคโนโลยที ีท่ ันสมยั ทําใหประหยัดเวลา การทํางาน และลดคาใชจาย
ในการทาํ งานลง
3. เพิ่มคุณภาพสินคา หรือบริการ เชน ทําใหลูกคามีขอมูลเกี่ยวกับสินคามากขึ้น สามารถติดตอกับ
ศูนยบริการหรือรับบริการไดสะดวกขึ้น พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยมีการคนควาผานระบบ
เครือขายเพิ่มโอกาสใหผูเรียนสามารถสืบคนขอมูลไดจากสถานที่อื่นนอกสถานศึกษาเปนการฝกใหรูจักเรียนรู
ดวยตนเองมากขนึ้

เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอื่ การพัฒนางานวิจยั ”

ห น า | 8

4. เพ่ิมรายไดของธรุ กิจ เนือ่ งจากคุณภาพของสนิ คา หรือบริการที่ดี สามารรถแขงขนั ไดมากขึน้
5. สรางสินคาหรือบริการใหม ระบบที่พัฒนาขึ้นอาจเปนที่ตองการของหนวยงานอื่น หรือทําใหเกิด
การขยายการดําเนินงาน เชน การสรางเครือขายหองเรียนในการสอนทางไกลผานเครือขายการสื่อสารทําให
สามารถจดั การเรียนการสอนพรอ มกนั ในสถานทีต่ า งๆ เปนตน
6. สรา งความไดเ ปรียบเชงิ แขงขัน (Competitive advantage
7. สรางพันธมิตร (Alliances ในการดําเนินงาน เชน การรวมมือกันในการจัดการเรียนการสอน
ท่เี ปน ประโยชนร วมกนั
8. เพิม่ ประสทิ ธภิ าพการดาํ เนินงาน
9. ชวยในการร้อื ปรบั ระบบ (Reengineering ดวยการใช เทคโนโลยีเปน เครือ่ งมอื ปรบั ระบบ
ชัยพจน รักงาม (2545 ไดเสนอประโยชนของการนําเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารมาประยุกตใ ช
ดงั นี้
1. มีความสะดวกรวดเร็วในระหวางการดําเนนิ งาน
2. ลดปริมาณผูด าํ เนินงานและสามารถประหยดั พลังงานเช้ือเพลงิ ไดอีกทางหนง่ึ
3. ระบบการปฏบิ ตั ิงานเปนไปอยางมรี ะเบียบมากขึ้นกวาเดิม
4. ลดขอผดิ พลาดของเอกสารในระหวา งการดาเนินงานได
5. สรางความโปรงใสใหกับหนว ยงานหรอื องคก รได
6. ลดปรมิ าณเอกสารในระหวางการดาเนินงานไดมาก
7. ลดข้นั ตอนในระหวางการดาเนินการไดมาก
8. ประหยัดเนือ้ ทจี่ ดั เกบ็ เอกสาร

เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอื่ การพฒั นางานวจิ ยั ”

ห น า | 9

ความรเู บือ้ งตน เก่ียวกับการวิจยั

ความหมายของการวิจัย
การวิจยั ซึง่ ตรงกบั ภาษาองั กฤษวา “Research” ถา จะแปลตามตวั หมายถงึ การคน หาซ้ำแลวซ้ำอีก

ซึ่งความหมายของคาํ วา วิจัยทางดานวิชาการไดมผี ใู หค วามหมายไวต าง ๆ กัน เชน
เบสท (Best, 1981 อางถึงใน บุญเรียง ขจรศิลป , 2533 : 5 ไดใหความหมายของการวิจัยไววาเปน

วธิ ีการท่ีเปน ระบบระเบียบและมีจุดมุงหมายในการวิเคราะห และคดิ บนั ทึกการสังเกตที่มีการควบคุมเพ่ือนําไป
สขู อสรปุ อา งองิ หลักการหรอื ทฤษฎซี ึ่งจะเปน ประโยชนในการทํางานและการควบคุมเหตกุ ารณตา ง ๆ ได

รัตนะ บัวสนธ (2543: 3 ไดใหความหมายของการวิจัยไววา เปนการหาความจริงเชิงสาธารณะดวย
วธิ ีการท่เี รยี กวากระบวนการวิจัยซงึ่ มลี กั ษณะเปน ระบบมีข้นั ตอน

ผองพรรณ ตรยั มงคลกูล (2543 : 21 สรปุ ความหมายของการวจิ ัยไววา การวจิ ยั คือการศึกษาคนควา
อยางมีระบบระเบียบเพื่อทําความเขาใจปญหาและแสวงหาคําตอบ เปนกระบวนการที่อาศัยวิธีการทาง
วทิ ยาศาสตรเ ปนหลัก

บญุ เรยี ง ขจรศิลป (2533 : 5 ไดใหค วามหมายของคําวา การวจิ ัยทางดา นวชิ าการ หมายถงึ กระบวน
การเสาะแสวงหาความรูใหม ๆ หรือกระบวนการเสาะแสวงหาความรูเพื่อตอบปญหา ที่มีอยูอยางมีระบบ
และมีวัตถุประสงคท ่แี นน อน โดยอาศยั วิธกี ารทางวิทยาศาสตร

ดังนั้น การวิจัยทางการศึกษาจึงหมายถึง กระบวนการเสาะแสวงหาความรูใหม ๆ ที่เปนความจริงเชิง
ตรรกะ (Logical หรือความจริงเชิงประจักษ (Empirical เพื่อตอบปญหาทางการศึกษาอยางมีระบบ และมี
วัตถุประสงคท ี่แนน อน โดยอาศยั วธิ กี ารทางวิทยาศาสตรเ ปน หลัก
ลักษณะท่ีสาํ คัญของการวจิ ัย

เบสท (Best , 1981อา งถึงใน บุญเรยี ง ขจรศิลป , 2533 : 5 ไดส รปุ ลักษณะท่ีสําคัญของการวิจัยไวด ังน้ี
1. เปาหมายของการวิจัยมุงที่จะหาคําตอบตาง ๆ เพื่อจะนํามาใชแกปญหาที่มีอยูโดยพยายามที่จะ
ศึกษาถึงความสัมพนั ธร ะหวางตัวแปรในลกั ษณะความเปนเหตุเปนผลซง่ึ กันและกัน
2. การวิจัยเนนถึงการพัฒนาขอสรุป หลักเกณฑหรือทฤษฎีตาง ๆ เพื่อที่จะเปนประโยชนในการ
ทํานายเหตุการณตาง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เปาหมายของการวิจัยนั้นมิได หยุดอยูเฉพาะกลุมตัวอยาง
ทน่ี าํ มาศกึ ษาเทานั้น แตข อสรปุ ท่ไี ดมงุ ทจ่ี ะอางองิ ไปสูก ลุมประชากรเปาหมาย
3. การวิจัยจะอาศัยขอมูล หรือเหตุการณตาง ๆ ที่สามารถสังเกตไดรวบรวมได คําถามที่นาสนใจบาง
คาํ ถามไมส ามารถทําการวจิ ัยได เพราะไมสามารถรวบรวมขอ มลู มาศกึ ษาได
4. การวจิ ัยตองการเคร่อื งมือและการรวบรวมขอมูลที่แมน ยาํ เที่ยงตรง
5. การวิจัยจะเกี่ยวของกับการรวบรวมขอมูลใหม ๆ จากแหลงปฐมภูมิหรือใชขอมูลที่มีอยูเดิมเพื่อหา
คําตอบของวัตถปุ ระสงคใหม
6. กิจกรรมทีใ่ ชใ นการวจิ ัย เปน กจิ กรรมที่กําหนดไวอยางมรี ะบบแบบแผน
7. การวจิ ยั ตองการผูรจู รงิ ในเน้อื หาท่ีจะทาํ การวิจัย
8. การวิจัยเปนกระบวนการที่มีเหตุผล และมีความเปนปรนัยสามารถที่จะทําการตรวจสอบความตรง
ของวิธกี ารท่ีใชขอ มูลท่ีรวบรวมมา และขอสรุปท่ไี ด
9. สามารถที่จะทําซ้ำได โดยใชวิธีเดียวกัน หรือวิธีการที่คลายคลึงกันถามีการเปลี่ยนแปลงกลุม
ประชากร สถานการณ หรอื ระยะเวลา
10. การทาํ วิจัยนนั้ จะตองมคี วามอดทนและรบี รอนไมได นักวิจัยควรจะเตรียมใจไวด วยวา อาจจะตอง

เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยเี พอ่ื การพัฒนางานวิจยั ”

ห น า | 10

มีความลําบากในบางเรอื่ งในบางกรณีทีจ่ ะแสวงหาคาํ ตอบ ของคาํ ถามท่ยี าก ๆ
11. การเขียนรายงานการวิจัยควรจะทําอยางละเอียดรอบคอบ ศัพทเทคนิคที่ใชควรจะบัญญัติ

ความหมายไว วิธีการที่ใชในการวิจัยอธิบายอยางละเอียด รายงายผลการวิจัยอยางตรงไปตรงมาโดยไมใช
ความคิดเห็นสวนตัว ไมบ ิดเบอื นผลการวิจยั

12. การวิจัยนั้นตองการความซื่อสัตยและกลาหาญในการรายงานผลการวิจัยในบางครั้งซึ่งอาจจะ
ไปขัดกบั ความรูส ึกหรอื ผลการวิจัยของคนอื่นกต็ าม
ขอจาํ กัดของการวิจัยทางการศึกษา

1. ความซับซอ นของเนือ้ หาหรอื ปญ หาทจี่ ะศึกษา
2. ความยากในการรวบรวมขอมลู
3. ความยากในการทาํ ซ้ำ
4. ปฏิสัมพนั ธร ะหวางนกั วิจัยและสมาชกิ ในกลมุ ตัวอยางหรือกลมุ ประชากรมีผลกระทบตอผลการวจิ ยั
5. ความยากในการควบคุมตัวแปรเกนิ
6. เครอ่ื งมือทีใ่ ชในการรวบรวมขอ มูลทางการศึกษามีความแมนยําและเช่ือถือไดนอยกวาเครอ่ื งมอื ท่ีใช
ในการทดลองทางวิทยาศาสตร
การจดั ประเภทการวิจัย
การจัดประเภทการวิจยั ทางการศึกษานน้ั สามารถจัดไดหลายแบบแลวแตจะใชอะไรเปนเกณฑในการ
แบง ซง่ึ พอสรปุ ได ดงั นี้
1. ประเภทของการวิจัยท่แี บงตามระเบียบวิธวี จิ ยั
1.1 การวจิ ยั เชงิ ประวัตศิ าสตร
การวิจัยเชิงประวัติศาสตร (Historical research เปนการวิจัยที่เนนถึงการศึกษา คนควา รวบรวม
ขอมูลหรือเหตุการณตาง ๆ ที่เกิดขึ้นมาแลวในอดีต (what was ? ประโยชนของการวิจัยชนิดนี้ คือ
สามารถนํามาใชเปนแนวทางในการศึกษาเหตุการณตาง ๆ ในปจจุบัน หรือสามารถนํามาใชประกอบการ
ตดั สินใจเพ่ือแกไ ขปญหาตา ง ๆ ท่เี กิดข้นึ ในปจจุบันไดดวย
1.2 การวิจัยเชิงบรรยาย
การวิจัยเชิงบรรยาย หรือการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive research เปนการวิจัยที่เนนถึง
การศึกษารวบรวมขอมูลตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในปจจุบัน (what is ? ในการดําเนินการวิจัย นักวิจัยไมสามารถ
ที่จะไปจัดสรางสถานการณหรือควบคุมตัวแปรตาง ๆ ไดตามใจชอบ การวิจัยแบบนี้เปนการคนควาหา
ขอเท็จจริงหรือเหตุการณตาง ๆ ที่เกิดขึ้นอยูแลว เชน การศึกษาความสัมพันธระหวางเพศ และความสนใจ
ตอ การเมือง มกี ารวจิ ัยหลายชนดิ ทจ่ี ัดไววาเปน การวิจัยเชิงบรรยาย ไดแก
- การวจิ ยั เชงิ สาํ รวจ (Survey research
- การวิจัยเชงิ สงั เกต (Observational research
- การวิจัยเชิงเปรยี บเทียบสาเหตุ (Causal Comparative
- การวจิ ัยเชงิ สหสัมพันธ (Correlational research)
- การศกึ ษาเฉพาะกรณี (Case study
1.3 การวิจยั เชิงทดลอง
การวิจัยเชิงทดลอง (experimental research เปนการวิจัยเพื่อพิสูจนความสัมพันธเชิงเหตุผล
ของปรากฏการณตา ง ๆ (what will be ? โดยมีการจัดกระทํากับตวั แปรอสิ ระเพ่ือศึกษาผลทีม่ ีตอ ตัวแปรตาม
และมีการควบคุมตวั แปรอน่ื มิใหมีผลกระทบตอตวั แปรตาม ซ่ึงนิยมมากทางดานวทิ ยาศาสตร สาํ หรับทางดา น

เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยเี พอ่ื การพัฒนางานวจิ ยั ”

ห น า | 11

การศึกษาคอ นขางลําบากในแงของการควบคุมตวั แปรเกินลกั ษณะทส่ี าํ คัญของการวจิ ยั เชิงทดลองคือ
1) ควบคุมตัวแปรเกินได (Control
2) จัดการเปลย่ี นแปลงคา ของตวั แปรอิสระได (Manipulation
3) สงั เกตได (Observation
4) ทําซำ้ ได (Replication
2. ประเภทของการวิจัยที่แบงจุดมุง หมายของงานวิจัย
2.1 การวจิ ยั บริสทุ ธิ์
การวิจยั บรสิ ทุ ธ์ิ (Pure research หมายถงึ การวจิ ัยที่มจี ุดมงุ หมายเพอ่ื การตอบสนองความ

อยากรหู รือมุงทจี่ ะหาความรูเ ทาน้นั โดยไมไดค ํานงึ วาจะนําผลการวิจัยทไี่ ดไปใชไดห รือไม การวจิ ัยประเภทนี้
กอใหเกิดทฤษฎใี หม ๆ ตามมา

2.2 การวจิ ยั ประยุกต
การวิจัยประยุกต (Applied research หมายถึง การวิจัย ที่มีจุดมุงหมายเพื่อนาํ ผลการวิจยั
ที่ไดไปใช ในการแกปญหา หรือปรับปรุงความเปนอยูและสังคมของมนุษยใหดีขึ้นไดแก การวิจัยทางดาน
เศรษฐกจิ การเมือง การศึกษา เปน ตน
2.3 การวจิ ยั เชิงปฏิบัติการ
การวิจัยเชิงปฏิบัติการหรือวิจัยเฉพาะกิจ (Action research เปนการวิจัยเพื่อนําผลมาใช
แกปญหาอยางรีบดวนหรือปจจุบันทันที ซึ่งมีจุดมุงหมายเฉพาะเพื่อจะนําผลที่ไดมาใชแกปญหาเฉพาะเรื่อง
ในวงจาํ กัด โดยไมไ ดสนใจวา จะใชประโยชนห รือแกปญ หาอ่ืนไดห รอื ไม
3. ประเภทของการวิจยั ทแ่ี บงลักษณะและวิธีการวิเคราะหขอมลู
3.1 การวิจัยเชงิ ปริมาณ
การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research เปนงานวิจัยที่มุงคนควาขอเท็จจริงตาง ๆ
เพื่อหาขอสรุปในเชงิ ปริมาณเปนการศึกษาในแนวกวางมากกวาแนวลึกเพื่อท่ีจะนาํ ขอสรุปตาง ๆ ที่ไดจากกลมุ
ตัวอยางอางอิงไปใชกับกลุมประชากร โดยอาศัยวิธีการทางสถิติ การรวบรวมขอมูลเนนหนักไปในทางปริมาณ
หรือคาตาง ๆ ที่สามารถวัดไดในเชิงปริมาณ วิธีการรวบรวม ขอมูล มีหลายรูปแบบ เชน การสงแบบสอบถาม
การสัมภาษณ การสังเกต การสรางสถานการณสมมติการทดลองและการทดสอบ เปนตน การวิเคราะหขอมลู
จะใชว ธิ กี ารทางสถิตเิ ขา มาใชใน การวเิ คราะหข อมูล
3.2 การวิจยั เชิงคณุ ภาพ
การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research เปนการวิจัยที่มุงคนควาหาขอเท็จจริงตาง ๆ
ที่เกิดขึ้นในสถานการณตาง ๆ ตามธรรมชาติ โดยพยายามที่จะศึกษาขอมูลดานตาง ๆ มาบรรยายถึงความ
สัมพันธของเงื่อนไขตาง ๆ ที่เกิดขึ้นกับสภาพแวดลอมที่เปนอยู การวิจัยเชิงคุณภาพ นั้นเปนการศึกษาคนควา
ในแนวลึกมากกวาแนวกวาง การรวบรวมขอมูลจะใหความสําคัญกับขอมูลที่เกี่ยวกับ ประวัติสวนตัว แนวคิด
ความรูสึกตาง ๆ ของแตละบุคคล วิธีการรวบรวมขอมูล ไดแก การสังเกต อยางมีสวนรวมการสัมภาษณ
แบบไมเปนทางการจะเปนวิธีการหลักของการวิจัยเชิงคุณภาพ การวิเคราะหขอมูลจะใชวิธีการสรุปบรรยาย
ทฤษฎีและแนวคิดตา ง ๆ ในการอธิบายและวิเคราะห เหตุการณต า ง ๆ
4. ประเภทของการวจิ ยั ที่แบงลกั ษณะศาสตรและสาขาวชิ าที่เกี่ยวของกบั การวิจัย
4.1 สาขาวทิ ยาศาสตรกายภาพและคณติ ศาสตร
การวิจัยทางสาขาวิทยาศาสตรก ายภาพและคณิตศาสตร ประกอบดว ย กลมุ วชิ าคณิตศาสตร

เอกสารการเรียนรู “การใชเทคโนโลยเี พอ่ื การพัฒนางานวจิ ยั ”

ห น า | 12

และสถติ ิ ฟสิกส ดาราศาสตร วทิ ยาศาสตรเ กี่ยวกับโลกและอวกาศ ธรณวี ทิ ยา อทุ กวิทยา สมทุ รศาสตร
อุตุนิยมวิทยา ฟสิกสของสิ่งแวดลอ ม และอ่ืนๆ ทีเ่ ก่ยี วของ

4.2 สาขาวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
การวิจัยทางสาขาวิทยาศาสตรก ารแพทย ประกอบดวยกลมุ วิชาวิทยาศาสตรการแพทย
แพทยศาสตร สาธารณสขุ เทคนิคการแพทย พยาบาลศาสตร ทันตแพทยศาสตร สังคมศาสตรก ารแพทย
และอ่นื ๆ ทีเ่ กีย่ วของ
4.3 สาขาวทิ ยาศาสตรเ คมีและเภสัช
การวจิ ยั ทางสาขาวิทยาศาสตรเคมีและเภสชั ประกอบดวยกลุมวชิ าอนินทรียเ คมี อินทรียเคมี
ชีวเคมี เคมีอุตสาหกรรม อาหารเคมี เคมีโพลิเมอร เคมีวิเคราะห ปโตรเคมี เคมีสิ่งแวดลอม เคมีเทคนิค
นิวเคลียรเคมี เคมีเชิงฟสิกส เคมีชีวภาพ เภสัชเคมีและเภสัชวิเคราะห เภสัชอุตสาหกรรม เภสัชกรรม
เภสัชวิทยาและพษิ วิทยา เครือ่ งสาํ อาง เภสัชเวท เภสชั ชีวภาพ และอ่นื ๆ ที่เกี่ยวขอ ง
4.4 สาขาเกษตรศาสตรแ ละชีววิทยา
การวิจัยทางสาขาเกษตรศาสตรและชีววิทยา ประกอบดวย กลุมวิชาทรัพยากรพืชการ
ปองกันกําจัดศัตรูพืช ทรัพยากรสัตว ทรัพยากรประมง ทรัพยากรปาไม ทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร
อุตสาหกรรมเกษตร ระบบเกษตร ทรัพยากรดิน ธุรกิจการเกษตร วิศวกรรมและเครื่องจักรกลการเกษตร
วิทยาศาสตร ชีวภาพ และอ่นื ๆ ทเี่ กย่ี วของ
4.5 สาขาวศิ วกรรมศาสตรและอตุ สาหกรรมวิจยั
การวิจัยทางสาขาวศิ วกรรมศาสตรและอุตสาหกรรมวิจยั ประกอบดวย กลุมวิชาวิทยาศาสตร
และเทคโนโลยีพืน้ ฐานทางวิศวกรรมศาสตร วิศวกรรมศาสตร อตุ สาหกรรมวิจัยและอ่ืน ๆ ทเ่ี กยี่ วของ
4.6 สาขาปรชั ญา
การวิจัยทางสาขาปรัชญา ประกอบดวย กลุมวิชาปรชั ญา ประวัตศิ าสตร โบราณคดี วรรณคดี
ศลิ ปกรรม ภาษา สถาปตยกรรม ศาสนาและอื่น ๆ ทเี่ ก่ยี วของ
4.7 สาขานิตศิ าสตร
การวิจัยทางสาขานิติศาสตร ประกอบดวย กลมุ วชิ ากฎหมายมหาชน กฎหมายเอกชน
กฎหมายอาญา กฎหมายเศรษฐกิจ กฎหมายธรุ กิจ กฎหมายระหวา งประเทศ กฎหมายวิธีพิจารณาความ
และอนื่ ๆ ที่เก่ียวของ
4.8 สาขารฐั ศาสตรแ ละรฐั ประศาสนศาสตร
การวิจัยทางสาขารัฐศาสตรและรัฐประศาสนศาสตร ประกอบดวย กลุมวิชาความสัมพันธ
ระหวางประเทศ นโยบายศาสตร อุดมการณทางการเมือง สถาบันทางการเมือง ชีวิตทางการเมือง รัฐประ-
ศาสนศาสตร มติสาธารณะ ยุทธศาสตรเ พื่อความมัน่ คง เศรษฐศาสตรการเมอื ง และอ่นื ๆ ที่เกี่ยวของ
4.9 สาขาเศรษฐศาสตร
การวิจัยทางสาขาเศรษฐศาสตร ประกอบดวย กลุม วชิ าเศรษฐศาสตร พาณิชยศาสตร บรหิ าร
ธรุ กิจ การบัญชี และอืน่ ๆ ที่เกี่ยวของ
4.10 สาขาสงั คมวทิ ยา
การวิจัยทางสาขาสังคมวิทยา ประกอบดวย กลุมวิชาสังคมวิทยา ประชากรศาสตร มานุษย
วิทยา จติ วทิ ยาสงั คม ปญหาสังคม และสังคมสงเคราะห อาชญาวิทยา กระบวนการยุติธรรม มนุษยนิเวศวิทยา
และนิเวศวิทยาสังคม พัฒนาสังคม ภูมิปญญาทองถิ่น ภูมิศาสตรสังคม การศึกษา ความเสมอภาคระหวางเพศ
คติชนวทิ ยา และอ่นื ๆ ทเ่ี กีย่ วของ

เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอ่ื การพฒั นางานวิจยั ”

ห น า | 13

4.11 สาขาเทคโนโลยสี ารสนเทศและนิเทศศาสตร
การวิจัยทางสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร ประกอบดวย กลุมวิชาวิทยาการ
คอมพิวเตอรโทรคมนาคม การสื่อสารดวยดาวเทียม การสื่อสารเครือขาย การสํารวจและรับรูจากระยะไกล
ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร สารสนเทศศาสตร นิเทศศาสตร บรรณารักษศาสตร เทคนิคพิพิธภัณฑและ
ภัณฑาคาร และอ่ืน ๆ ท่เี กยี่ วของ
4.12 สาขาการศกึ ษา
การวิจัยทางสาขาการศึกษา ประกอบดวย กลุมวิชาพื้นฐานการศึกษา หลักสูตรและการสอน
การวัดและการประเมินผลการศึกษา เทคโนโลยีการศกึ ษา บริหารการศกึ ษา จิตวิทยาและแนะแนว การศึกษา
การศกึ ษานอกโรงเรยี น การศึกษาพิเศษ พลศกึ ษา และอน่ื ๆ ที่เก่ยี วของ
5. ประเภทของการวจิ ัยท่ีแบงวธิ ีการควบคมุ ตัวแปร
5.1 การวจิ ัยเชิงทดลอง
การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research เปนการวิจัยเพื่อพิสูจน ความสัมพันธ
เชิงสาเหตุ โดยมีการจัดสถานการณทดลอง ดวยการควบคุมระดับของตัวแปรตน และกําจัดอิทธิพล
ของตัวแปรภายนอกตาง ๆ ทไ่ี มเก่ยี วของแลววัดผลตัวแปรตามออกมา
5.2 การวิจัยเชิงก่ึงทดลอง
การวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi Experimental research เปนการวิจัยที่สามารถควบคุม
ตัวแปรภายนอกทไ่ี มตองการไดเพียงบางตวั เนอ่ื งจากไมส ามารถสุมตัวอยางใหเทา กนั ได
5.3 การวจิ ยั เชิงธรรมชาติ
การวิจัยเชิงธรรมชาติ (Naturalistic research เปนการวิจัยที่คนหาความจริงของ สภาพ
การณในสังคมใชการสังเกตการณเปนสําคัญ และสรุปผลโดยใชการวิเคราะห สังเคราะห ประเมินคาอนุมาน
และอุปมาน
6. ประเภทของการวจิ ยั ที่แบงตามระเบียบวธิ กี ารวจิ ัยทว่ั ไป
การวจิ ยั อาจแบงตามระเบียบวิธีการวจิ ัยทว่ั ๆ ไป ซึง่ แบง เปน 6 ประเภท ดังน้ี
6.1 การวิจัยเชิงทดลอง (experimental research
6.2 การวจิ ัยเชิงประวตั ิศาสตร (historical research
6.3 การวิจัยเชงิ ยอนรอย (expost facto research
การวิจัยเชิงยอนรอย เปนการวิจัยที่ศึกษาจากผลไปหาเหตุ ซึ่งทั้งผลและเหตุเกิดขึ้นมากอน
วิธีการศึกษาจะเริ่มจากกําหนดผลหรือตัวแปรตามกอนแลวคอยคนหาสาเหตุ ซึ่งเปนตัวแปรอิสระที่ทําให
เกิดผลตัวแปรตามนั้น เชน การศึกษาปจจัยที่มีอิทธิพลตอการไปประกอบอาชีพในประเทศตะวันออกกลาง
ของชายไทย ผลที่เกิดขึ้นก็คือการไปประกอบอาชีพในประเทศตะวันออกกลางของชายไทย ซึ่งเดินทางไปแลว
จากนั้นตามไปศึกษาวาทําไมเขาจึงตองเดินทางไปทํางานยังประเทศตะวันออกกลางมีเหตุหรือมีปจจัย
อะไรบางที่ทาํ ใหเขาไป
6.4 การวิจยั เชิงสํารวจ (Survey research
การวิจัยเชิงสํารวจ เปนการศึกษาคนควาขอเท็จจริงที่ปรากฏอยูมีอยูวาเปนอยางไร มีอะไร
เกิดขึ้นบางแลวบรรยายสถานภาพที่ปรากฏอยูมีอยูนั้นใหทราบและอาจจะเปรียบเทียบกับสถานภาพที่มีอยู
ปรากฏอยูในลักษณะตาง ๆ หรือเงื่อนไขตางกันและจะเปรียบเทียบกับสถานภาพที่เปนมาตรฐานก็ได
โดยไมสนใจวาทาํ ไมจงึ มสี ถานภาพปรากฏอยมู อี ยอู ยางน้ัน

เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอื่ การพฒั นางานวิจยั ”

ห น า | 14

6.5 การวิจัยเชิงชาติพันธุวรรณา (ethnographic research การวิจัยเชิงชาติพันธุวรรณา
เปนการวิจัยที่มุงอธิบายสภาพการณหรือปรากฏการณที่เกิดขึ้นรวม ๆ วามีความเปนมาและพัฒนาการไป
อยา งไร มลี กั ษณะคลา ยกบั การวจิ ัยเชิงคณุ ลักษณะดังกลา วแลว

6.6 การวิจัยเชิงประเมินผล (evaluative research การวิจัยเชิงประเมินผลเปนการวิจัย
ทม่ี งุ พจิ ารณากําหนดคุณคาหรือระดับความสาํ เรจ็ ของกจิ กรรม และเสนอแนะสาํ หรับการดําเนินกิจกรรมตอไป
ปกตกิ ารวจิ ยั เชงิ ประเมนิ ผลจะมุงหาคาํ ตอบของปญ หาหลัก 3 ประการ คือ

1) โครงการนั้นประสบผลสาํ เรจ็ เพียงใด
2) โครงการนน้ั มีประสทิ ธภิ าพเพียงใด
3) กิจกรรมท่ที ําตามโครงการนั้นควรจะทาํ ตอไปหรือไม
คณุ สมบัตขิ องนักวจิ ัยทด่ี ีมีอะไรบาง
นักวิจัยที่ดีคือผูที่รูเนือ้ หาที่จะวิจัยอยางดี รูวิธีการวิจยั มีจรรยาบรรณและความซือ่ สัตยในการทาํ วิจัย
มีความคิดที่กระจาง ชัดเจน เปนระบบมีขั้นตอน และมีความสามารถในการสื่อความหมายที่กระชับ ชัดเจน
ถกู ตอง (precise ตรงเวลา และตดั สินใจเปน
เนื่องจากงานวิจัยเปนเรื่องที่ละเอียดออน ซึ่งกระทําไดไมงายนัก นักวิจัยจึงควรมีคุณลักษณะบาง
ประการในการดําเนนิ การวจิ ัยเพ่ือใหผ ลของการวจิ ยั ถูกตอง นา เช่อื ถอื ดังนี้ (จรัส สุวรรณเวลา, 2528:13-15
คุณลักษณะประการแรก คือ การมีความสงสัย หรือเปนผูที่มีแนวความคิดในการไมเชื่อสิง่ ตางๆ งายๆ
จําเปนตองมีหลักฐานและมีเหตุผล อันนี้จะตรงกันขามกับคนบางจําพวกที่มีความเชื่อเปนตัวตั้ง และ สามารถ
จะเชื่อสิ่งตาง ๆ ไดงาย นักวิจัยจําเปนจะตองพิจารณาสิ่งตาง ๆ โดยมีวิจารณญาณฟงหูไวหู เมื่อมีสิ่งใดใหม
กต็ องพจิ ารณาดวยเหตผุ ลใหถอ งแทก อนจงึ จะเชื่อ
คุณลักษณะประการที่สอง ที่มาประกอบกับลักษณะดังกลาว คือ การมีวิจารณญาณ นักวิจัยจะตองมี
ความสามารถในการใชเหตุผล ความสามารถในการไตรตรองเพื่อจะพิจารณาแยกแยะ สิ่งที่ควรเชื่อกับสิ่งที่
ไมควรเชื่อสิ่งที่ถูกตองกับสิ่งที่ไมถูกตอง ในการใชวิจารณญาณนั้นจําเปนตองมีความรูพื้นฐานในแตละเรื่อง
ที่พิจารณา และมีความสามารถในการใชเหตุผลไตรตรอง ทั้งในเชิงตรรกวิทยา และในเชิงของวิธีใชความคิด
ดา นอนื่ ๆ
คุณลักษณะประการที่สาม คือ การมีใจกวาง ไมยึดมั่นในความคิดของตนเองวาตองถูกเสมอไปจะตอ ง
เปน ผยู อมรบั ฟงความคิดเหน็ ของผอู ่ืนหรือขอมูลหลกั ฐานเพิ่มเติมและหากหลักฐานน้ันเปนทเี่ ช่ือถือได มีเหตุผล
เพียงพอ ไมมีทิฐิที่จะยึดความเชื่อเดิม มีความสามารถที่จะยอมเปลี่ยนแนวความคิดของตนเองได ความเปน
ผูมีใจกวางนี้จะตองครอบคลุมไปถึงความสามารถในการรับฟงความเห็นผูอื่น ตลอดจนความสามารถที่จะได
ความคิดเหน็ ในสิ่งตาง ๆ โดยปราศจากอคติ หรอื มอี คตนิ อ ยทสี่ ุด
คณุ ลกั ษณะประการที่สี่ คือ ความเปน ผรู ิเรม่ิ สรางสรรค การวิจัยมิใชเ ปน การเก็บขอมลู เทาน้ัน แตเปน
การใชความคิดริเริ่มสรางสรรคส่ิงใหมหรือแนวคดิ ใหมขนึ้ ผูว ิจัยจะตองสามารถเอาขอมลู หรือส่ิงตางๆ มาปะติด
ปะตอวิเคราะห แลวในที่สุดสังเคราะหขึ้นเปนกฎเกณฑของธรรมชาติ หรือเปนสิ่งที่จะขยายความสิ่งที่เรียกวา
เปน ความรู หรอื ขอ เทจ็ จริงได
ในการริเริ่มสรางสรรคนี้ จําเปนตนอาศัยความสามารถที่จะคิดอยางตอเนื่อง สามารถจะกระทําอยาง
ตอเนื่องโดยเปาหมายที่ชัดเจน จะตองไมมีลักษณะของการจับจดหรือทําสิ่งหนึ่งยังไมทันเสร็จก็จับอีกสิ่งหน่ึง
อยา งนก้ี ็จะไมสามารถทาํ การวจิ ยั ไดสําเรจ็ จําเปน จะตองยดึ กบั สง่ิ ท่ีกระทาํ ไปจนสาํ เร็จตามเปา หมาย
คุณลักษณะประการที่หา คือ ความเปนผูมีความซื่อสัตย ทั้งตอตนเองและผูอื่นจําเปนตองพิจารณา
ขอ มูลตลอดจนความคดิ รเิ รม่ิ สรางสรรคใหอยูใ นรูปท่ีปราศจากอคติ ไมพยายามผนั แปรขอมลู เพอ่ื ประโยชน

เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยเี พอ่ื การพัฒนางานวจิ ยั ”

ห น า | 15

ของตนเองและผูอื่น จะตองมุงมั่นที่จะไดความจริงของธรรมชาติโดยแทจริง จําเปนที่จะตองพูดหรือกระทํา
โดยยึดความจริงของธรรมชาติอยา งแทจริง จาํ เปนทจ่ี ะตอ งพดู หรอื กระทาํ โดยมคี วามซ่ือสัตย

คุณลักษณะประการที่หก คือ ความเปนผูมีความขยัน หมั่นเพียร มีความมานะอุตสาหะที่จะดําเนิน
การจนเปนผลสําเร็จได เพราะวาการวิจัยมักจําเปนตองใชความพยายาม ในบางกรณีตองใชความพยายาม
มากขึ้นเปนพิเศษ จึงจะสามารถใหไดขอเท็จที่ถูกตองยิ่งขึ้น การพยายามนอยอาจจะทําใหขอเท็จจริงที่ไดมี
ความคลาดเคลื่อนมากเกินไปก็ได การที่ผูวิจัยจะตองเปนผูมีความมานะอุตสาหะนี้ อาจจะขยายความไปถึง
ความเปนผูที่มีความละเอียดลออตองทํางานโดยละมุนละมอม มีความละเอียดในการสังเกต ใชสายตา ใชมือ
อยางละเอียดถี่ถวน ตลอดจนถึงความคิดที่ละเอียดมองทุกแงทุกมุมไมทําหรือคิดอยางหยาบแลวทิ้งราย
ละเอยี ดบางอยา งทจ่ี ะเปน ประโยชนไป

คุณลักษณะประการสุดทาย ผูวิจัยควรเปนผูที่มีความสุขกับการทํางาน เปนผูที่เกิดปติจากการที่ได
ทําการศึกษาและคนพบ การที่ “ตถตา” มีความหมายวา “มันเปนเชนนั้นโวย” เปนอุทานแสดงวาเกิดความ
พอใจข้ึนจากการคนพบ เชน อาคีเมดีส มีความตื่นเตนและดีใจ เมื่อสามารถคนหาวิธีใหมในการวัดปริมาตร
ไดส ภาพของความปต ิที่เกดิ ข้นึ จากการคนพบน้ี เปน ลักษณะพิเศษของนักคนควาหรอื นักวิจยั ทั้งหลาย
ขัน้ ตอนในการวิจยั

โดยทัว่ ไปการวจิ ยั ไมว า การวจิ ยั เชงิ ประมาณหรือการวิจัยเชงิ คณุ ภาพ จะมขี ้ันตอนหลักๆ เหมือนกัน
เรม่ิ จาก (1 การกําหนดปญหาการวิจยั (2 การทบทวนวรรณกรรม (3 การตัง้ สมมติฐาน (4 การออกแบบ
การวิจัย (5 การเกบ็ รวบรวมขอ มูล (6 การวเิ คราะหขอมูล และ (7 การจัดทําแ ละนาํ เสนอรายงานการวจิ ยั
แตจะมีจดุ ตางในรายละเอียดซ่ึงมวี ธิ ีการมองปรากฏการณเปน ตวั กําหนดนั่นเอง

อยางไรก็ตามการจัดลําดับขั้นตอนดังกลาว เปนเพียงการจําแนกเพื่อใหเห็นภาพแนวทางการดำเนิน
งานแตในทางปฏิบัติขั้นตอนตางๆ เหลานี้ อาจไมเปนไปตามลําดับกอนหลัง เชน การทบทวนวรรณกรรม
อาจกระทํากอนหรือพรอม ๆ กับการกําหนดปญหาการวิจัย หรือหากแบบการวิจัยเปนการวิจัยเชิงคุณภาพ
การเกบ็ รวบรวมขอมูลควรทาํ ไปพรอ ม ๆ กบั การวิเคราะหข อ มูลเบ้อื งตน

สาํ หรบั การดําเนนิ การในแตล ะขัน้ ตอนของการวิจยั มแี นวทางดงั น้ี
1. การกาํ หนดปญหาการวจิ ัย
ปญหาการวจิ ัย (research question หรือปญ หานําการวจิ ัย คําถามการวิจยั โจทยก ารวจิ ัย หมายถึง
คาํ ถามท่ีใชเ ปนแนวทางในการชน้ี ําทิศทางและแนวทางในการวิจัย (ปาริชาต สถาปตานนท, 2545 : 109 ดวย
เหตุนี้การกําหนดปญหาการวิจัยจึงเปนจุดเร่ิมตนที่สําคัญในการวิจยั ทั้งน้ี การจะตั้งปญหาการวิจัยอยางไรนั้น
ทําวิจัยควรมีความชัดเจนวาอยากรูอะไรโดยประมวลความรูจากแหลงตาง ๆ และใชเวลาในการคิดวิเคราะห
เพ่อื ใหป ระเด็นปญหามีความกระชับชัดลุมลึกตรงกับความสนใจเงื่อนไขและทรพั ยากรท่ีจะนาํ มาใช ในการวิจัย
ได นอกจากนี้ปญหาการวิจัยยังเปนตัวกําหนดระเบียบวิธีที่ใช ดังนั้นการกําหนดปญหาการวิจัยจึงมีความ
สาํ คญั เปนอันดับแรก
หากปญหาการวิจัยสะทอนลักษณะของการแสวงหาขอเท็จจริงเพื่อมุงทดสอบสมมติฐานหรือทฤษฎี
ที่ตั้งเอาไวกอนแลวระเบียบวิธีที่ใชก็จะเปนการวิจัยเชิงปริมาณ ตัวอยางเชน “ประชาชนวัย 30-60 ป
ในเขตเทศบาลนครเชียงใหมใชประโยชนและมีความพึงพอใจตอรายการวิทยุกระจายเสียงอยางไร”
แตถาปญหาการวิจัยมีลักษณะของการทําความเขาใจและการใหความหมายการแสดงพฤติกรรมทางสังคม
การวิจัยเชิงคุณภาพก็จะเปนระเบียบวิธีที่นํามาใช เชน “การสื่อสารมีบทบาทในการเสริมพลังความเขมแข็ง
ใหก ับผูหญงิ ในการปกครองทองถน่ิ อยางไร”

เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยเี พอื่ การพัฒนางานวจิ ยั ”

ห น า | 16

ทั้งนี้ เกณฑที่จะใชในการประเมินปญหาดังกลาวไดแก มีลักษณะเปนปญหาการวิจัยจริงมีความ
สําคัญมีคุณคามีความจําเปนเรงดวนสมควรจะตองวิจัย ชวยเพิ่มพูนองคความรูที่มีอยูแลวมีทฤษฎีงานวิจัย
และคําอธิบายที่เหมาะสมรองรับ เปนปญหาที่ชวยใหไดคําตอบที่นําไปสูการตั้งปญหาการวิจัยอื่นๆ ตอไป
และเปนไปไดที่จะ แสวงหาคําตอบดวยกระบวนการวิจัย (ชูเกียรติ ลีสุวรรณ, 2541 : 17, ปาริชาต
สถาปต านนท, 2545 : 116

2. การทบทวนวรรณกรรม
วรรณกรรมในที่นี้ หมายถึงแนวคิด ทฤษฎี งานวิจัยตางๆ การทบทวนวรรณกรรมจึงเปนการศึกษา
แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับประเด็นปญหาที่ตองการศึกษา เพื่อจะตรวจสอบวา ประเด็น
ที่ตนสนใจนั้นอยูในสถานภาพใด อะไรที่ทํากันไปแลว ทําอยางไร และผลเปนอยางไร นักวิจัยสวนมาก
จงึ ใหความสาํ คัญกบั ข้ันตอนนว้ี า เปนข้นั ตอนหนึ่งทสี่ าํ คญั ในการทาํ วิจัย ซึ่งอาจกระทาํ ในสองระยะคอื

1. ทบทวนกอนกําหนดปญหาการวิจัย ในระยะนี้จะเปนการศึกษาคนควา เพื่อมองหาปญหา
การวิจัย หรือทําใหปญหาการวิจัยชัดเจนยิ่งขึ้นพรอมกับตรวจสอบวางานวิจัยที่จะทํานั้นมีผูใดทํามากอนหรือ
ไมอ ยา งไร

2. เปนการทบทวนหลังจากกําหนดปญหาการวิจัยแลวเพื่อศึกษาแนวคิด และหรือทฤษฎี
ที่เกี่ยวของวา เปนอยางไร มีรายละเอียดอะไรบาง และสวนไหนของทฤษฎีหรือแนวคดิ ทีเ่ กี่ยวขอ งที่จะนํามาใช
ในงานทตี่ นจะศกึ ษา ซึง่ เปนการเตรยี มตัวใหผวู จิ ัยมีความรใู นเร่อื งท่ีจะศกึ ษาอยางเพยี งพอ

การทบทวนวรรณกรรมไมเพียงแตจะไดเรียนรูจากแนวคิด ทฤษฎี งานวิจัยตางๆเทานั้นแตยังชวย
ประหยัดเวลา แรงงาน และงบประมาณ ดวยเหตุนี้กอนจะเร่ิมทําการวจิ ัย นักวิจัยควรจะคนหาคําตอบตอไปน้ี
(Wimmer และDominick, 1994 : 24

1. การวจิ ัยประเภทไหนท่ีมผี ูทาํ แลวในประเด็นน้ัน
2. ขอ คน พบจากการศึกษาครั้งกอนๆ มอี ะไรบาง
3. ขอ เสนอแนะท่ีนักวจิ ยั เสนอไวใ นการวจิ ยั ครั้งตอไปคอื อะไร
4. มปี ระเดน็ ใดบา งทย่ี ังไมไดศึกษา
5. ประเดน็ ที่นกั วจิ ัยสนใจจะชว ยเพ่มิ องคค วามรูใ นสาขาน้ันๆ อยางไร
6. การศกึ ษาทผ่ี า นมาใชวิธกี ารศึกษาอยางไร
คําตอบที่ไดจากคาํ ถามดังกลา วจะชว ยในการกําหนดปญหาการวจิ ัย หรือตั้งสมมติฐานไดชดั เจนย่ิงขนึ้
นอกจากนี้การทบทวนวรรณกรรมยังนําไปใชในขั้นตอนอื่นของการวิจัยดวย เชน การออกแบบการวิจัย
และการเขยี นรายงานการวจิ ยั ในสว นของการอภปิ รายผล
3. การตงั้ สมมติฐาน
เมื่อทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวของอยางรอบดานจนพอจะมองเห็นแนวทางวา ประเด็นที่สนใจศึกษา
นั้นจะมีผลออกมาเปนเชนไร จึงลงมือเขียนสมมติฐาน สมมติฐานเปนการคาดเดาหรือทํานายคําตอบของ
ปญหาการวิจัย ซึ่งอาศัยเหตุผลจากทฤษฎี แนวคิด งานวิจัยที่เกี่ยวของนั่นเอง โดยเขียนในลักษณะความสัม-
พันธระหวางตัวแปรตั้งแตสองตัวขึ้นไป เพื่อเปนแนวทางในการตรวจสอบไดดวยขอมูลเชิงประจักษ (อุทุมพร
จามรมาน, 2533 : 18 ตัวอยางเชน “การดูโทรทัศนมีความสัมพันธกับการบริโภคขนมประเภทอบกรอบ
ลูกกวาด ลกู อมของเดก็ ระดับประถมศึกษา” จะเหน็ วา ขอความดงั กลา วแสดงความสัมพนั ธร ะหวา งสองตัวแปร
คือ การดูโทรทัศนและการบริโภคขนม ซึ่งสามารถพิสูจนไดโดยการเก็บรวบรวมขอมูลจากเด็กประถมศึกษา
หรอื ผูปกครอง แลว นํามาทดสอบวา สมมติฐานทีต่ ง้ั ไวน้นั เปนจรงิ หรือไม

เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอ่ื การพฒั นางานวจิ ยั ”

ห น า | 17

สําหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ผูวิจัยอาจจะตั้งหรือไมตั้งสมมติฐานการวิจัยไวกอนก็ได และมักจะเขียน
ในเชิงบรรยาย ทั้งนี้การเขียนสมมติฐานจะเขียนเพื่อกําหนดแนวทางและเปาหมายของการศึกษาแตพรอมจะ
ปรับเปล่ยี นเมือ่ เกบ็ ขอมูลไปบางสวนแลว

ในสวนขอเสนอแนะในการตั้งสมมติฐานที่ดี ซึ่งจะเอื้อใหทําการวิจัยไดเปนอยางดีน้ัน
เทยี นฉาย กรี ะ นันทน (2541 : 76-77 ไดใ หแ นวทางไวดังนี้

1. สะทอนถึงแนวความคิดที่ชัดเจนไมคลุมเครือ กลาวคือ แนวความคิดในการวิจัยก็ตองกําหนด
ใหช ดั เจนใหความหมายในเชิงปฏบิ ัตไิ ดเปนอยางดี การตัง้ สมมตฐิ านก็จะชดั เจนตามไปดว ย

2. รดั กุม เฉพาะเจาะจง เพราะหากตง้ั สมมตฐิ านไวก วา งเกินไปอาจไมสามารถพิสูจนหรือทดสอบได
3. คํานึงถึงเทคนิคและความกาวหนาของศาสตรในสาขานั้นๆ ดวยวา เทคนิคและความกาวหนา
ของศาสตรน้ันไปถงึ ไหน เพราะผวู จิ ัยจะตอ งแนใ จวา สมมตฐิ านทตี่ นตง้ั ข้นึ นน้ั จะตอ งพสิ จู นหรอื ทดสอบได
4. การออกแบบการวิจัย
เมื่อพูดถึงคําวา “การออกแบบ” หลายคนจะคํานึงถึงการออกแบบเสื้อ ออกแบบสื่อ ออกแบบบาน
ออกแบบเว็บไซตซึง่ ผูออกแบบจะตองเลอื กแบบใหเขากับรสนิยม สถานภาพและวตั ถุประสงคข องผูใชและเม่ือ
ออกแบบมาแลว ผูรับผิดชอบหรือผูดําเนินการในเรื่องนั้น ๆ สามารถดําเนินการตามแบบจนสําเร็จออกมาเปน
ชิ้นงาน
ในทํานองเดียวกัน การออกแบบการวิจัยก็เปนการกําหนดแผนงาน ยุทธวิธีการดําเนินงาน เพื่อตอบ
ปญหาการวิจัย อยางไรก็ตามแผนงานดังกลาวอาจมีการเปลี่ยนแปลงแกไขและเพิ่มเติมในระหวางการทํา
วิจยั ได เพราะอาจมเี ง่ือนไขหรือปญหาอปุ สรรคในระหวางทําวิจยั โดยมิไดคาดหมายลวงหนา ท้ังน้ีแบบการวิจัย
ไมวาจะเปนการวิจัยเรื่องใด จะไมมีแผนการวิจัยแบบใดที่ถูกตองและดีที่สุดเพียงแบบเดียว ดังนั้นการสราง
หรือออกแบบการวิจัยใหมีลักษณะอยางไรขึ้นอยูกับนักวิจัยแตละคนที่มีประสบการณความชํานาญแตกตาง
กันรวมไปถึงการนําแนวคิดทฤษฎีมาประกอบ ดวยเหตุนี้การพิจารณาคิดคนแบบวิจัยจึงอยูท่ีความเหมาะสม
และความเปนไปไดในการปฏิบัติ (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2540 : 82 แตเดิมการออกแบบการวิจัยใชใน
ความหมายของการออกแบบการทดลอง (experimental design เพือ่ ควบคมุ ใหผลการวิจยั ไดผ ลที่เที่ยงตรง
(validity ทั้งความเที่ยงตรงภายในและความเที่ยงตรงภายนอก ตอมาคําวาการ ออกแบบวิจัยและการออก
แบบการทดลองลายเปน คาํ ที่ใชแทนกันได
เมื่อพิจารณาการออกแบบการวิจัยในดานประสิทธิผลแลว การออกแบบการวิจัยเชิงปริมาณนั้นมุงท่ี
จะใหไดขอคนพบที่ตรงตามวัตถุประสงคของการวิจัยที่มีความตรงภายใน และมีความตรงภายนอกซึ่งมี
รายละเอยี ดดงั น้ี (ศริ ชิ ยั กาญจนวาส,ี มปป., 41-43)
1. ความตรงภายใน (internal validity
การวิจัยจะมีความตรงภายในสูง เมื่อความแตกตางหรือความแปรปรวน (variance ที่เกิดขึ้นกับ
ตวั แปรตาม (dependent variable เปน ผลเน่ืองมาจากตวั แปรอิสระ (independent variable ของการวจิ ัย
เทานั้น ซึ่งสามารถกลาวไดอีกนัยหนึ่งคือ ผูวิจัยสามารถวัดคาตัวแปรอิสระ และตัวแปรตามไดอยางมีความ
คลาดเคลื่อนต่ำ ตลอดจนสามารถควบคุมตัวแปรตามไวไดนั่นเอง ตัวอยางเชน หลังจากการควบคุมระดับ
สติปญญา และฐานะทางเศรษฐกิจของผูเรียน คุณวุฒิ ประสบการณของผูสอนแลว ปรากฏวาวิธีการสอนแบบ
X ทาํ ใหนกั เรยี นมผี ลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นตางจากวิธีการสอนแบบ Y เปนตน
การออกแบบการวิจัยที่ใหความตรงภายในสูงนั้น ผูวิจัยสามารถออกแบบการวัด เพื่อวัดคาตัวแปร
และควบคุมตัวแปรไดอยางเหมาะสม ตลอดจนตองสามารถออกแบบการใชสถิติ เพื่อเลือกใชสถิติเชิงบรรยาย
และวธิ ีการวิเคราะหข อ มูลของกลุมตวั อยา งไดอ ยา งถกู ตอง

เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอื่ การพัฒนางานวิจยั ”

ห น า | 18

1.1 การออกแบบการวัด (measurement design ประกอบดว ย
1.1.1 การกําหนดรปู แบบและวิธีการการวดั คาตวั แปรอิสระและตัวแปรตาม
1) ระบโุ ครงสรา ง และความหมายของตัวแปร
2) การสรางสเกล และเครื่องมือวดั คา ตัวแปร
3) การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวิจัย
4) วิธกี ารเกบ็ รวบรวมขอมลู
1.1.2 การกําหนดรปู แบบ และวธิ วี ัดคา หรอื ควบคุมตวั แปรเกิน
1) จัดสมาชกิ เขา กลุมโดยการสมุ (random assignment
2) นาํ ตัวแปรเกินมาใชเ ปน ตวั แปรอสิ ระ
3) จัดสภาพการณน้นั ใหค งท่ี เพอื่ ขจัดอิทธพิ ลของตวั แปรเกิน
4) การควบคุมตัวแปรเกนิ ทางสถิติ

1.2 การออกแบบการใชสถติ ิ
1.2.1 การเลือกใชส ถติ เิ ชงิ บรรยายที่เหมาะสมกบั สเกลการวดั และวัตถปุ ระสงคของการวจิ ยั
1.2.2 การวเิ คราะหและบรรยายขอ มลู กลุมตวั อยางทถี่ ูกตอง

2. ความตรงภายนอก (external validity
การวิจัยจะมีความตรงภายนอกสูง เมื่อผลการวิจัยจากกลุมตัวอยางสามารถสรุปอางอิง (inference
ไปยังประชากรเปาหมายอยางถูกตอง หรือสามารถนําผลการวิจัยไปสรุปใช (generalize ในสถานการณอื่น
ที่คลายคลึงกันไดอ ยางถกู ตอง ซึ่งสามารถกลาวอีกนัยหนึ่งไดว า ผูวิจัยจะตองสามารถสุม ตัวอยางท่ีมีความเปน
ตัวแทนประชากรเปา หมายที่ตองการสรปุ อางอิงไปถงึ และจะตองสามารถออกแบบการใชสถิติเพือ่ เลือกใชส ถิติ
เชงิ สรปุ อา งองิ จากคา สถิตขิ องกลมุ ตวั อยา งไปยงั คาพารามิเตอรข องประชากรไดอยา งถูกตอง
ความตรงภายใน เปนคุณสมบัติพื้นฐาน สวนความตรงภายนอกมีความสําคัญกลาวคือ การวิจัย
จะมีความตรงภายนอกสูง เมื่อการวิจัยนั้นประกอบดวยความตรงภายใน ตลอดจนผูวิจัยสามารถออกแบบ
การสุมตัวอยาง (sampling design) เพื่อใหไดกลุมตัวอยางที่เปนตัวแทนของประชากรเปาหมายโดยการจัด
กระทําการสุม (random selection) และจะตองสามารถออกแบบการใชสถิติ เพื่อเลือกใชสถิติเชิงสรุป
อางอิงในการวิเคราะหและแปลความหมายไดอยางถกู ตอ ง
2.1 การออกแบบการสุมตัวอยา ง (sampling design ประกอบดว ย

2.1.1 การกาํ หนดรูปแบบและวธิ กี ารสมุ ตวั อยา ง
1) จัดทาํ กรอบการสุมตวั อยา งทีส่ มบรู ณ
2) เลอื กวธิ กี ารสมุ

2.1.2 การกาํ หนดขนาดกลมุ ตัวอยา งท่เี หมาะสม
1) หลกั การทางทฤษฎี การพิจารณาสตู รการคํานวณขนาดกลุมตวั อยางทีเ่ หมาะสม
- ชนดิ ของพารามเิ ตอร ทตี่ องการทดสอบหรือประมาณคา
- ขนาดประชากร ความแปรปรวน ความคลาดเคลื่อน ระดับความมน่ั ใจ
2) หลกั การทางปฏบิ ัติ คาํ นึงถงึ ทรัพยากรที่มอี ยู
3) ขนาดท่ีเหมาะสม เปน ขนาดที่พอดี ระหวางหลกั ทฤษฎีและปฏบิ ัติ

2.2 การออกแบบการใชส ถติ ิ ประกอบดว ย
2.2.1 การเลือกใชสถิติเชิงสรุปอางอิงที่เหมาะสมกับขอตกลงเบื้องตนและวัตถุประสงค

ของการวจิ ยั

เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอื่ การพัฒนางานวจิ ยั ”

ห น า | 19

2.2.2 การวิเคราะหและแปลความหมาย การทดสอบสมมติฐาน หรือการประมาณคาพารา
มิเตอรไ ดอยา งถกู ตอง

การออกแบบการวิจัยดังกลาวเปนวิธีการที่ใชกับการวิจัยเชิงปริมาณซึ่งจะออกแบบการวิจัยกอนที่จะ
เริ่มศึกษาในขณะที่การวิจัยเชิงคุณภาพจะออกแบบการวิจัยในระหวางดําเนินงานโดยเนนความยืดหยุนและ
ปรบั เปลยี่ นตามบริบทเงื่อนไขของชุมชนทศี่ กึ ษา

5. การเก็บรวบรวมขอ มูล
ในการเกบ็ รวบรวมขอมูล ส่งิ ท่ผี วู ิจัยจะตอ งคํานงึ ถึงไดแกลักษณะของขอมูล ซง่ึ อาจแบงเปนขอ มลู เชิง
ปรมิ าณและขอมูลเชงิ คุณภาพ ทั้งน้ีขอมลู ทต่ี องการจะเปน ขอมลู เชิงปรมิ าณหรือขอมูลเชิงคณุ ภาพ หรอื เปน ทง้ั
ขอ มูลเชงิ ปริมาณหรือขอ มลู เชิงคณุ ภาพข้ึนอยูกบั ปญหาการวจิ ัยดวย
ความแตกตางของขอมูลเชิงปริมาณและขอมูลเชิงคุณภาพคือ ขอมูลเชิงปริมาณเปนขอมูลที่เปน
ตัวเลขที่สามารถนําไปใชในการวิเคราะหทางสถิติได ในขณะที่ขอมูลเชิงคุณภาพเปนขอมูลที่เปนขอความ
ตวั อกั ษรหรือภาพตา ง ๆ ท่ผี ูวจิ ยั จะตองนาํ ไปตคี วามเพ่อื นาํ ไปสคู วามเขาใจตอไป
วิธีการในการเก็บรวบรวมขอมูลเชิงปริมาณจะใชการสอบถาม การสัมภาษณเปนหลักโดยใชแบบ
สอบถาม แบบสัมภาษณแบบมีโครงสราง
สวนการเก็บรวบรวมขอมูลเชิงคุณภาพใชวิธีการที่ไมกําหนดโครงสรางตายตัว โดยใชตัวนักวิจัยเปน
เครื่องมือที่สําคัญในการเก็บขอมูลและมักใชการสังเกตอยางมีสวนรวมและการสัมภาษณแบบไมกําหนด
โครงสรางไวแนนอนเปนหลัก นอกจากน้ี การวิจัยเชิงคุณภาพยังเนนวิธีการเขาถึงขอมูลคือการที่ผูวิจัยทําตัว
ใหเปน “สวนหนึ่งของชุมชน” สรางความสัมพันธที่ดีกับชุมชนซึ่งใชเวลานานพอสมควร นานพอที่จะไดรับ
ความไววางใจจากกลุมเปาหมายและนานพอที่จะเขาใจบริบทของชุมชนและพฤติกรรมทางสังคมตาง ๆ
ที่ตองการ ศึกษาดวยเหตุนี้ขอมูล เคร่ืองมือเก็บขอมูลและวิธีการเก็บขอมูลสามารถยืดหยุนไดตามสภาพ
ของชมุ ชน และกลุมเปา หมายทศ่ี กึ ษา (ชาย โพธิสิตา,2541:36-43
เนื่องจากขอมูลเปนองคประกอบที่สําคัญของการวิจัย การเตรียมการเก็บรวบรวมขอมูลจึงเปนเรื่อง
ทจี่ ําเปน เพราะอาจสงผลตอ คุณภาพของขอ มลู ได ซง่ึ การเตรยี มการอาจกระทําไดด ังนี้
1. ตดิ ตอ ทําความเขาใจและขอความรวมมือจากกลุมตวั อยา ง
2. ฝกฝนการใชเครือ่ งมอื และฝก อบรมผูชว ยนกั วจิ ยั (ถา มี
3. มแี ผนรองรับในกรณที ่ีไมพบตัวอยา งหรอื ไมไดร บั ความรวมมือ
4. ควบคุมดานเวลา แนวทางการทํางาน การแกปญหาในการรวบรวมขอมูลใหเปนมาตรฐานเดียวกนั
5. ใชเวลาและอดทน อยาเรงเกบ็ รวบรวมขอ มูลอยางรวบรดั
หากผูวิจัยเตรียมการอยางรัดกุมตั้งแตแรกและดําเนินการอยางระมัดระวังในชวงการรวบรวมขอมูล
จะชวยลดความผดิ พลาดท่ีอาจจะเกดิ ข้ึนไดม าก
6. การวิเคราะหขอมลู
การวิเคราะหขอมูลคือการนําเอาขอมูลมาแยกแยะ ผสมผสานเพื่อใหเกิดเปนแนวความคิดและนํา
แนวความคิดเหลานั้นมาแยกแยะ ผสมผสาน ประกอบกันเพื่อใหไดมาซึ่งความสัมพันธที่ใชอธิบายและ
ตอบปญหาการวิจยั

แนวทางการวเิ คราะหขอมูลเชิงปรมิ าณ
ผูวิจัยตองเลือกวิธีการและสถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูลใหเหมาะสม แตเนื่องจากวิธีการและ
สถติ ิทใ่ี ชในการวิเคราะหขอ มูลมีมากมาย ผวู จิ ยั จงึ ตอ งเลือกวธิ กี ารและสถิติใหเ หมาะสมกบั ประเภทของตัวแปร
จุดมุงหมายในการวเิ คราะหแ ละจดุ มงุ หมายในการวจิ ยั ซ่ึงมีแนวทางดงั น้ี (ชูเกียรติ สีสุวรรณ, 2541: 36-37)

เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยเี พอ่ื การพัฒนางานวิจยั ”

ห น า | 20

- วิเคราะหสมมตฐิ านและปญหาการวิจัย วา ตอ งการทาํ ความเขาใจกฎเกณฑอะไร สมมติฐาน
และปญหาการวิจัยที่มีลักษณะแตกตางกัน เชน เปนสมมติฐานเกี่ยวกับแบบแผน ขนาด องคประกอบ ลําดับ
ขั้นตอน ความสัมพันธ การเปรียบเทียบ หรือความเปนเหตุเปนผล ฯลฯ แตละลักษณะตองการวิธี และสถิติ
ที่ใชแตกตา งกนั นักวิจัยตอ งเขา ใจและเลือกใหสอดคลองและเหมาะสมกับสมมติฐานและปญหาการวจิ ยั ของตน

- จํานวนตวั แปรทีเ่ ก่ยี วของ วิธกี ารและสถิติที่จะใชกบั สมมติฐานท่ีมตี ัวแปรเดียว สองตวั แปร
หรือมากกวา สองตัวแปรจะแตกตา งกนั ไป

- ระดับการวัดแตละตัวแปร งานวิจัยหลายชิ้นที่กําหนดสมมติฐาน และจํานวนตัวแปรในการ
วจิ ยั เหมอื นกันก็ไมสามารถใชว ธิ ีการและสถิติเดยี วกันไดเสมอไป ตองพิจารณาระดบั การวัดของตัวแปรมาเก่ียว
ของดวยตัวแปรที่มีการวัดเปนระดับตาง ๆ ไดแก นามบัญญัติ, การจัดอันดับ, อันตรภาค หรืออัตราสวนตอง
เลอื กใชสถิติ และวิธวี ิเคราะหทีแ่ ตกตา งกนั

ในการเลือกใชวิธีการและสถิติในการวิเคราะหขอมูลอยางถูกตองนั้น นักวิจัยจําเปนตอง
ศึกษาทําความเขาใจขอตกลงเบื้องตนของสถิตินั้น ๆ นักวิจัยมือใหมมักจะเขาใจวาการใชสถิติที่ลึกซึ้งเปนการ
แสดงถึงคุณภาพของการวิจัยซึ่งเปนความเขาใจที่ผิด การเลือกใชสถิติที่ลึกซึ้งโดยไมเขาใจถึงขอตกลง
เบื้องตนของสถิติดังกลาวและการที่นักวิจัยมีขอมูลที่ไมเปนไปตามขอตกลงดังกลาวเปนความผิดพลาด
ที่เกิดขึ้นใหพบเห็นอยูเสมอการเลือกใชสถิติที่สูงเกินไปจึงเปนเรื่องที่ไมถูกตอง เชน เดียวกันการเลือกสถิติ
ที่หยาบเกินไปก็อาจทําใหรายละเอียดของขอมูลสูญหายไปไดเหมือนกันวิธีการวิเคราะหขอมูลที่เหมาะสม
ที่สุดจึงขึ้นอยูกับความเขาใจของนักวิจัยเกี่ยวกับปญหาและสมมติฐานการวิจัย จํานวนตัวแปร ระดับการวัด
ของตัวแปร และความเขา ใจของนักวจิ ยั เก่ยี วกับขอตกลง วธิ กี ารและสถิตทิ ่ีใชในการวเิ คราะหขอมลู

ตวั อยางของสถติ ิทีอ่ าจใชก บั ปญหาการวจิ ยั ลกั ษณะตา งๆ กันมี ดงั น้ี
- สถิติสาํ หรับวิเคราะหตวั แปรเด่ียว เชน คารอยละ คา เฉลี่ย คาเบ่ียงเบนมาตรฐาน
- สถิติสําหรับวิเคราะหตัวแปรสองตัวแปร เชน Chi-Square, t-test, ANOVA หรือ F-test,
Pearson Product Moment Correlation uso Regression
- สถิติสําหรับวิเคราะหตัวแปรมากกวา 2 ตัวแปรขึ้นไป (ผูวิจัยตองทําความเขาใจขอตกลง
ของ สถิติเหลานี้ใหดี เชน Multiple Correlation, Partial Correlation, Multiple Regression Analysis,
Multiple Classification Analysis, ANCOVA, หรอื Factor Analysis เปน ตน
แนวทางการวิเคราะหข อมลู เชิงคณุ ภาพ
หลงั จากเกบ็ รวบรวมขอมูลแลว ผูวจิ ยั จะตอ งนาํ ขอมูลมาแยกประเภท จดั หมวดหมเู พ่ือใหงา ยตอ การ
วเิ คราะห ซึง่ ข้ันตอนการวเิ คราะหท่ีปฏิบตั ิกันมสี องแบบ คือ (เบญจา ยอดดาํ เนนิ – แอ็ตติกจ, 2541:210-211
1. แบบแรก วิเคราะหขอมูลเบื้องตนโดยการเก็บรวบรวมขอมูลและการวิเคราะหขอมูล
จะกระทําไปพรอมๆ กัน กลาวคือ ในแตละวันหลังจากเก็บขอมูลเสร็จแลว ผูวิจัยจะเขียนบันทึกอยางละเอียด
พรอมกับจัดหมวดหมูและวิเคราะหขอมูลไปดวย ซึ่งการวิเคราะหขอมูลเบื้องตนในลักษณะนี้ ผูวิจัยจะพบ
ปจจัยหรือตัวแปร ขั้นตอนหรือกระบวนการหรือแบบแผนพฤติกรรม และประเด็นหลักๆ ในหัวขอที่กําลัง
ศึกษาอยูซึ่งผูวิจัยอาจจะคาดหมายหรือไมไดคาดหมายมากอน ดังนั้นการวิเคราะหในขั้นสุดทายกอนการ
เขยี นรายงาน คือการจัดระบบรวมทัง้ การขยายความการวิเคราะหเบ้ืองตนท่ผี ูวจิ ยั ทําไวกอนแลว
2. แบบที่สอง วิเคราะหขอมูลหลังจากเก็บรวบรวมขอมูลเสร็จเรียบรอยแลวผูวิจัยจึงเริ่ม
ทบทวน แยกประเภท จัดหมวดหมูขอมูล แลวจึงตามดวยการวิเคราะห ซึ่งทําไดยากกวาการวิเคราะหขอมูล
เบื้องตน เนื่องจากอาจทําใหผูวิจัยสับสนเพราะบางครั้งขอมูลบางสวนที่สําคัญขาดหายไป หรือการรวบรวม
ขอ มูลใหเสรจ็ กอนจึงจดั หมวดหมูน ้นั ทาํ ใหผูวิจัยไมท ราบวาขอ มลู เหลาน้นั บอกความนัยอะไรบางตอบคาํ ถามที่

เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยเี พอื่ การพฒั นางานวจิ ยั ”

ห น า | 21

ผูวิจัยตองการทราบไดทั้งหมดหรือไม และจะมีปจจัยตัวใดเขามาเกี่ยวของอีกบาง ดังนั้นผูวิจัยที่เลือกปฏิบัติ
ในรูปแบบนีจ้ ะใชเ วลานานในการวิเคราะหแ ละเขียนรายงาน

การวิเคราะหแบบแรก เปนแบบที่นิยมปฏิบัติมากกวาแบบที่สอง เนื่องจากการ วิเคราะห
ขอมูลเบื้องตนทําใหมองเห็นวามีขอมูลสวนใดบางที่จําเปนจะตองเก็บเพิ่มเติมการวางแผนการวิเคราะหขอมลู
รวมทัง้ การวางเคาโครงการเขยี นรายงานจงึ ทําไดงา ยและรวดเร็ว ทําใหประหยดั เวลาและงบประมาณมากกวา
แบบทส่ี อง

7. การจดั ทาํ และนําเสนอรายงานการวิจยั
รายงานการวจิ ัยเปนเอกสารรายงานทปี่ ระกอบดว ยองคประกอบสองสวนหลักๆ คือ สว นแรกเปน โครง
รางการวจิ ยั ทผี่ วู ิจยั ไดจดั ทํากอนท่ีจะเก็บรวบรวมขอ มูล และสวนทสี่ อง เปน สว นท่เี สนอผลงานการวจิ ยั และการ
สรุป อภิปรายผล ซึ่งจัดทําเม่ือดาํ เนินการเกบ็ รวบรวมขอมูลเรยี บรอยแลว ทั้งนี้หากพิจารณาจากเนือ้ หาที่แบง
เปนบทในรายงานการวิจัยที่พบโดยทั่วไปจะมีอยู 5 บทนั้น สามบทแรกเปนโครงรางการวิจยั คือสวนที่เปนบท
นำ การทบทวนวรรณกรรม และวิธีดําเนินการวิจัย สวนบทที่สี่และหาเปนผลการวิจัยและสรุปอภิปรายผล
ในที่น้ีจะกลา วถงึ โครงรางการวจิ ัยและรายงานการวิจัยดงั น้ี
โครงรางการวิจัย
โครงรางการวิจัยมีชื่อเรียกแตกตางกันไป ทั้งหัวขอโครงราง ขอเสนอโครงการวิจัย เคาโครงการวิจัย
โครงการวจิ ัยและโครงรางงานวจิ ยั ซ่งึ ถอดความมาจากคําวา research proposal ในภาษาองั กฤษ

ความหมาย
มนัส สุวรรณ (2544 :127 ใหคําจํากัดความวา คือขอเสนอทางเทคนิค (อาจรวมขอเสนอ
ทางดานงบประมาณไวด ว ยกไ็ ด ในกรณที ่ีผูวจิ ยั ตอ งการขอทนุ สนับสนุน ซ่ึงผวู ิจยั นําเสนอความคิดรวบยอดวามี
วัตถุประสงคและมีแผนการดําเนินงานอยางไรบางสําหรับประเด็นปญหาการวิจัยที่กําหนดศึกษาโครงราง
การวิจัย โดยทั่วไปตองประกอบดวยขั้นตอนที่ผูวิจัยเสนอวาจะดําเนินการตามนั้น โดยคาดหมายวาเมื่อ
ดําเนินการจนครบถวนแลวจะทาํ ใหไดค าํ ตอบทีม่ คี วามถูกตองและเชือ่ ถอื ไดส ําหรับปญหาการวจิ ัยดงั กลา ว
เหตุผลที่ตองทํา
การทําโครงรางการวิจัยถือเปนทาบังคับสําหรับนักศึกษาทุกคนที่ทําปญหาพิเศษ หรือ
วิทยานิพนธในกรณีนี้โครงรางการวิจัยจึงเปรียบเสมือนขอตกลงระหวางผูวิจัยกับคณะกรรมการที่ปรึกษา
วาผูวิจัยศึกษาเรื่องอะไร เพื่ออะไร ใชแนวคิดอะไรมารองรับ ใชวิธีการศึกษาอยางไรซึ่งหมายความวา
ผูวิจัยจะตองดําเนินการวิจัยตามแนวทางที่ระบุไวในขอตกลง นอกจากน้ี การวิจัยทุกลักษณะไมวาจะเปน
โครงการขนาดเล็กหรือใหญ และมีทุนสนับสนุนมากนอยเพียงใดก็ตามโดยสากลนิยมแลวตองมีการเขียน
และเสนอโครงรา งการวิจัยกอ นเสมอ (มนัส สุวรรณ, เรอื่ งเดยี วกนั : 129
แนวทางการเขียน
รูปแบบการเขียนโครงรางการวิจัยของแตละสถาบัน รวมถึงหัวขอตางๆ ที่จะตองมี
อาจแตกตางกันแตหัวขอหลัก ๆ มักจะคลายคลึงกันดวยเหตุนี้ หากผูวิจัยเปนนักศึกษาลักษณะการเขียน
ก็ตองเปนไปตามระเบียบของบัณฑิตวิทยาลัยที่ตนสังกัดแตหากเขียนเพื่อขอทุนวิจัยจากแหลงอื่น
กต็ องเขียนตามแนวทแี่ หลงทุนนั้น ๆ กาํ หนด
ในทนี่ ้ี จะกลาวถึงการเขียนหัวขอ ตาง ๆ โดยเรียงลําดบั ตามโครงรา งการวจิ ยั ดงั น้ี
1. ความเปนมาและความสําคัญของปญหา เปนการปูพื้นใหผูอานไดเขาใจเรื่องราวเปน
เบื้องตนวาผูวิจัยมีเบื้องหนาเบื้องหลังในการทําวิจัยอยางไร โดยนําเอาแนวความคิด ทฤษฎีหรืองานวิจัยหรือ
ขอความสําคัญมาสนับสนุน เชน คําพูดของผูเชี่ยวชาญ ผูรู ผูชํานาญ การในสาขาตางๆหรือแนวนโยบาย ขอ

เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยเี พอื่ การพัฒนางานวจิ ยั ”

ห น า | 22

กฎหมาย และพระราชบัญญัติที่เกี่ยวของกับประเด็นที่ศึกษา เชน บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณา
จักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 40 ที่มีขอกําหนดเกี่ยวกับคลื่นความถี่ที่ใชในการสงวิทยุกระจายเสียง
วิทยโุ ทรทัศน และวทิ ยุโทรคมนาคมเปน ตน การเขียนในสวนนต้ี องเขียนใหตรงประเด็นและสนั้ หยิบยกประเด็น
และตวั อยางหรือขอ สนบั สนนุ เฉพาะสวนทส่ี ําคัญเพื่อดงึ ดดู ความสนใจใหผอู านตดิ ตามตอ ไป

2. วตั ถปุ ระสงค ระบุใหช ัดเจนวา ตองการจะศึกษาในประเดน็ ใดบาง โดยอาจเขียนเปนรายขอ
ทั้งนว้ี ตั ถุประสงคจะเปน ตวั ช้วี า งานวิจัยจะมุง ไปในทิศทางใดและเปน ตวั กาํ หนดรายละเอียดของการวจิ ยั ตอไป
นอกจากนี้การสรปุ ผลการวจิ ัยจะตอ งตอบคาํ ถามตามวัตถุประสงคอยางครบถวน

3. ขอบเขตในการวิจัย เปนการตีกรอบขอบเขตของการวิจัยวามีขอบเขตแคไ หนโดยอาจระบุ
ขอบเขตในดา นเนอื้ หา ดานประชากร ดานพน้ื ที่ และดา นระยะเวลา

4. นิยามศัพท อธิบายความหมายของคําหลัก หรือตัวแปรที่จะศึกษาที่อาจปรากฏในหวั เรื่อง
การวิจยั ปญ หาการวจิ ัย วตั ถุประสงค เพอ่ื เปนหลักสําหรับผูว จิ ยั ทจ่ี ะใชใ นการวดั ตวั แปรและชวยสื่อความหมาย
ใหต รงกัน

5. ประโยชนทคี่ าดวา จะไดรับจากการวจิ ยั เปน การระบคุ วามคาดหมายทจ่ี ะไดรับจากงานวิจัย
วาจะเปนประโยชนต อหนว ยงานหรอื ผปู ฏิบตั ิงานหรือวงวิชาการในดานใดอยางไร

6. แนวคดิ ทฤษฎแี ละงานวจิ ัยทีเ่ กย่ี วของเปนการสรุปหรือดงึ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีจะ
นํามาใชในงานวิจัยมาแสดงใหเห็นวา ผูวิจัยจะใชแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยชิ้นใดบาง ทั้งนี้ควรจะเขียน
บทสรุปไวตอนทายวาจะนํามาใชอยางไร และมีตัวแปรใดหรือจุดออน จุดแข็งที่พบจากการเรียนรูงานวิจัย
ที่เลอื กมาศกึ ษา

7. วิธีดาํ เนนิ การวจิ ยั ระบรุ ายละเอียดในการดาํ เนินการวจิ ัย โดยมหี ัวขอ ยอ ยดังน้ี
- รปู แบบการวจิ ยั ระบุรปู แบบการวจิ ัยวาเปนการวจิ ยั แบบใด การวจิ ยั เชิงทดลอง การวิจยั
เชงิ สาํ รวจ หรอื การวิจัยเชงิ คุณภาพ ฯลฯ
- กลุมเปาหมาย ระบุใหชัดเจนวาเปนประชากรกลุมใด และขนาดของประชากรหรือ
กลุมเปาหมาย หากจะใชกลุมตัวอยางจะตองกําหนดขนาดของตัวอยาง และเทคนิคการสุม หรือการเลือก
ตวั อยา ง
- การเก็บรวบรวมขอมูล อธิบายวาจะเก็บรวบรวมขอมูลอยางไร ใชเครื่องมืออะไรบาง
ขั้นตอนการสราง การทดลองใช รวมถึงการประเมินคุณภาพของเครื่องมือและวิธีการในการเกบ็ รวบรวมขอมลู
ในสวนนี้ เมื่อดําเนินการรวบรวมขอมูลแลว ควรเขียนเพิ่มเติมวา พบปญหาใดบางและแกปญหาไดหรือไม
อยางไร ทง้ั นเี้ พ่ือใหเกิดความนาเชอ่ื ถอื ในกระบวนการเก็บรวบรวมขอมลู มากขึ้น
รายงานการวจิ ัย
ตามที่กลาวไวตอนตนวา รายงานการวิจัยโดยทั่วไปจะมีอยู 5 บท และสามบทแรกอยูในโครงราง
การวิจัย ฉะนั้นเมื่อรวบรวมขอมูลแลว จึงเขียนบทที่สี่เพื่อเสนอผลงานวิจัย และบทที่หาสรุปและอภิปรายผล
ซ่งึ มีแนวทางในการเขยี นดังน้ี
1. ผลการวจิ ยั เปนการรายงานผลการวิจยั โดยบรรยายหรืออธบิ ายขอเท็จจรงิ จากขอมูลท่ีรวบ
รวมได โดยอาจนําวัตถุประสงคของการวิจัยมาเปนหัวขอหลักในการนําเสนอขอมูล การเขียนผลการวิจัยตอง
เขียนใหชัดเจนและใชภาษาใหถูกตอง ที่สําคัญคือตองเขียนรายงานตามขอมูล ทั้งนี้ผูวิจัยอาจนําตาราง
แผนภาพ แผนภูมิ มาใชประกอบการนําเสนอเพื่อใหเ กิดความชดั เจนมากขน้ึ
2. สรุปและอภิปรายผล เปนการนําผลการวิจัยขางตนมาสรุปตามประเด็นตางๆ วาไดตอบ
วัตถุประสงคท่ีกําหนดไวห รือไม อยางไร สวนการอภิปรายผลเปนการตีความ แปลความผลการวิจัยท่ีวิเคราะห
ไดจากขอมูลแลวเชื่อมโยงกับขอสรุปที่ไดจากแนวคิด ทฤษฎีหรืองานวิจัย ซึ่งผูวิจัยไดนํามาใชวาเหมือนหรือ

เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยเี พอื่ การพัฒนางานวจิ ยั ”

ห น า | 23

แตกตางกัน โดยพยายามแยแยะวิพากษวิจารณทั้งผลและวิธีการศึกษาของตนเองและของผูอื่น โดยอาจจะ
แยงหรือสนบั สนุน หรอื เพม่ิ เติมคําอธบิ ายท่มี อี ยเู ดมิ ใหส มบรู ณข ึ้น

ในกรณีที่เปนการวิจัยเชิงคณุ ภาพ รายงานการวิจัยอาจมีมากกวา 5 บท โดยขยายบทที่เปน
ผลการวิจัยออกไป หรือแยกการอภิปรายผลการวิจัยกับบทสรุปออกไปเปนสองบทก็ได หากมีประเด็นในการ
อภิปรายคอ นขา งมาก และจะทําใหเกดิ ความกระชับขน้ึ รวมทัง้ ความสะดวกตอ ผอู าน

3. บทคัดยอ เปนเสมือนตัวแทนของรายงานการวิจัยทั้งหมด คือจะตองระบุวัตถุประสงค
วิธีการวิจัย และผลการวจิ ัยปกตแิ ลว จะมคี วามยาวไมเ กนิ 2 หนากระดาษ
ประโยชนข องการวิจัย

1. ชวยสงเสริมความรูทางดานวิชาการและศาสตรสาขาตาง ๆ ใหมีการคนควาขอเท็จจริงมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้เพราะวาการวิจัยจะทําใหมีการคนควาหาความรูใหม ๆ เพิ่มเติมซึ่งทําใหวิทยาการตางๆ เจริญกาวหนา
มากยิง่ ข้นึ ทงั้ ตัวผูวจิ ัยและผนู าํ เอาเอกสารการวิจยั ไปศกึ ษา

2. นําความรูท่ีไดจ ากการวจิ ยั ไปใชประโยชนในการปฏิบัติ หรือแกปญหาโดยตรงชวยทําใหผูป ฏิบตั ิได
เลือกวิธีปฏิบัติที่ดที ่สี ดุ กอ ใหเ กิดการประหยัด

3. ชวยในการกําหนดนโยบายหรือหลักปฏิบัติงานตาง ๆ เปนไปดวยความถูกตองเหมาะสมและมี
ประสทิ ธิภาพ

4. ชวยใหคนพบทฤษฎีและสิ่งประดิษฐใหม ๆ เพ่ือใหมนุษยไดดำเนินชีวิตอยูในโลกอยางมีความสุขสบาย
5. ชว ยพยากรณผ ลภายหนา ของสถานการณปรากฏการณและพฤติกรรมตาง ๆ ไดอยางถูกตอ ง

เอกสารการเรียนรู “การใชเทคโนโลยีเพอ่ื การพัฒนางานวจิ ยั ”

ห น า | 24

เทคนิคการสบื คน สารสนเทศทางการวจิ ัย

แหลง สารสนเทศเพอ่ื การวจิ ัย
ปจจุบันการวิจัยเปนกระบวนการที่มีความสําคัญที่เกี่ยวของกับทุกๆองคกรในสังคมนี้ เนื่องจากวา

การทําวิจัยมีความสําคัญตอการพัฒนาประเทศในองคกรตางๆ การวิจัยเปนกระบวนการในการแสวงหา
ความรูที่เปนระบบ ในการทําวิจัย ผูวิจัยจําเปนอยางยิ่งที่จะตองรูแ หลงขอมลู ในการวิจยั และการสืบคนขอมูล
จากแหลงตางๆ เพื่อใชในการอางอิงหรือการทบทวนวรรณกรรม ซึ่งมีแหลงสารสนเทศอยูมากมาย ไดแก
แหลงสารสนเทศที่เปนตัวบุคคล แหลงสารสนเทศที่เปนสถาบัน แหลงสารสนเทศสื่อมวลชน และแหลง
สารสนเทศอินเทอรเน็ต ซึ่งแหลงสารสนเทศตางๆ เหลานี้มีอยูมากมาย ผูวิจัยมีความจําเปนที่จะตองเรียนรู
ทักษะในการสบื คน ขอ มูลสารสนเทศ เพ่ือใชเ วลาไมนานและไดขอ มลู ที่มีคุณภาพเพ่ือใชใ นการวิจยั ตอไป

แหลงสารสนเทศ หรือ Information Resources หมายถึง แหลงที่เกิดแหลงผลิตหรือแหลง
ที่เปนศูนยรวมทรัพยากรสารสนเทศในรูปแบบที่หลากหลายไวใหบริการคนควาสําหรับผูตองการสารสนเทศ
โดยสรุปแหลงสารสนเทศ หมายถึงแหลงความรูตางๆ ที่ผูใชสามารถศึกษาคนควาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ซึ่งมีทั้งแหลงสารสนเทศที่จัดใหบริการสารสนเทศแกผูใชโดยตรง และแหลงสารสนเทศที่เปนสถานที่
หรือแหลงสารสนเทศที่เปนบุคคลสําหรับแหลงสารสนเทศที่จัดใหบริการสารสนเทศแกผูใชโดยตรงนั้น
จะมีการบริการและดําเนินการจัดหา จัดเก็บ และใหบริการสารสนเทศซึ่งมีบทบาทตอสังคมในการใหบริการ
ความรู ขา วสาร และสงเสรมิ การศกึ ษาคนควา แกผูใชป ระเภทของแหลงบริการสารสนเทศทส่ี ําคญั มดี ังน้ี
แหลง สารสนเทศบุคคล

เปนแหลงสารสนเทศที่มีอยูในตัวบุคคลที่เปนผูรูสารสนเทศโดยเกิดจากการประมวลความคิด ความรู
และประสบการณของแตละบุคคล เชน ผูเชี่ยวชาญ นักวิชาการ นักวิชาชีพ ในสาขาวิชาตางๆ และปราชญ
ชาวบานในกรณีนี้ผูใชสารสนเทศอาจจะใชวิธีเดินทางไปพบปะ สนทนา แลกเปลี่ยนสอบถามความรูโดยตรง
วธิ ีการไดแหลงสารสนเทศจากตวั บุคคล

ก. ผใู ชต องทราบวา บคุ คลใดมีความรู ความเช่ียวชาญในเรอ่ื งท่ีตนสนใจ
ข. ใชวธิ ีการสอบถาม สัมภาษณ หรือพูดคุยโดยตรงผานทางโทรศัพท อีเมล
ตวั อยา งแหลงสารสนเทศบคุ คล
1. พระบาทสมเด็จพระเจา อยูหัว รัชกาลที่ 9 ดา นการเกษตรทฤษฎใี หม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
2. นายวิบลู ย เข็มเฉลิม อาชพี เกษตรกรใน จ.ฉะเชงิ เทรา ปราชญชาวบา นดา นเกษตรผสมผสาน
3. แพทยห ญิง คุณหญงิ พรทิพย โรจนสุนนั ท นักวชิ าการดานนิติเวช
แหลง สารสนเทศสถาบนั
แหลงสารสนเทศสถาบัน หรือสถาบันบริการสารสนเทศเปนแหลงสารสนเทศที่จัดตั้งอยูในองคการ
ตาง ๆ อาจเปนหนวยงานรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ เอกชน สมาคม หรือองคการระหวางประเทศ โดยทําหนาที่
ใหบ ริการสารสนเทศแกผูใชส ารสนเทศในองคกรไดแ กแหลง สารสนเทศตอไปน้ี
หองสมุด เปนสถาบันบริการสารสนเทศที่ทําหนาที่เปนแหลงศึกษาคนควาหาความรู โดยมี
บรรณารักษทําหนาที่ในการจัดการและใหบริการสารสนเทศ หองสมุดมีหลายประเภท เชน หอสมุดแหงชาติ
หองสมดุ ประชาชน หองสมดุ โรงเรยี น หอ งสมุดเฉพาะ หองสมุดสถาบนั อุดมศึกษา เปน ตน
หอจดหมายเหตุ เปนหนวยงานที่จัดเก็บเอกสารเชิงประวัติศาสตรที่เกี่ยวของ กับการดําเนินงาน
ที่ผานมาของหนวยงานตางๆ เชน หอจดหมายเหตุธนาคารแหงประเทศไทย จัดเก็บเอกสารที่เกี่ยวกับ
เศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ของประเทศไทย ท่ีหมดอายุการใชง าน แตยงั มคี ุณคาเชงิ ประวัตศิ าสตร

เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยเี พอ่ื การพฒั นางานวจิ ยั ”

ห น า | 25

ศูนยสารสนเทศ เปนสถาบันบริการสารสนเทศเฉพาะสาขาวิชา ทําหนาที่คลายหองสมุดแตเนน
ใหบริการสารสนเทศเจาะลึกเฉพาะเรื่องที่ผูใชตองการผูทําหนาที่ใหบริการมักเปนนักเอกสารสนเทศ เชน
ศูนยสารสนเทศ สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ศูนยบริการความรูทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
(STKS เปน ตน

ศูนยขอมูล เปนหนวยงานที่ผลิตหรือรวบรวมขอมูลตัวเลข ขอมูลดิบ หรือขอมูลที่ดําเนินการไปแลว
บางสวนศูนยขอมูลเหลานี้ในประเทศไทย เชน ศูนยขอมูลธุรกิจหลักทรัพยของตลาดหลักทรัพย
แหงประเทศไทย ศูนยขอมูลขาวสารการตลาดของสภาหอการคาแหงประเทศไทย และหอการคาจังหวัด
ซ่ึงเกบ็ ขอมูลและรวบรวมประมวลผลดวยคอมพิวเตอรแลวใหบรกิ ารขอมลู

หนวยงานสถิติ เปนหนวยงานที่ใหขอมูลทางสถิติตัวเลขอาจจัดตั้งขึ้นเพื่อปฏิบัติงานสถิติโดยตรง
เชน สํานกั งานสถิติแหง ชาติ รบั ผิดชอบทางดา นกํากับงานหรือประสานงานสถติ ิของรฐั จัดทําสาํ มะโนประชากร
เปน ตน

ศูนยวิเคราะหสารสนเทศ เปนศูนยที่เนนการจัดหา สะสมเอกสารที่ไมไดตีพิมพเผยแพร หรือกําลัง
ดําเนินการโดยนักวิทยาศาสตรเลือกสรร ประเมินคา จัดเก็บและนําเสนอขอสนเทศ เพื่อเปนการอํานวย
ความสะดวกและประหยดั เวลาของผูใชในการติดตามความรแู ละส่ิงพิมพใหมๆในสาขาทีส่ นใจ

ศูนยแจกจายสารสนเทศ เปนหนวยงานทีท่ ําหนาที่รวบรวมจัดเก็บผลงานวิจัย รายงานความกาวหนา
ของโครงการที่สิ้นสุดแลวโดยใหบริการดานอางอิงถึงแหลงผลิตตางๆ ที่มีผลงานวิจัยรายงานโครงการสําหรับ
ผูสนใจหรือตองการในรปู ของบรรณานุกรม
แหลงสารสนเทศสอ่ื มวลชน

เปน แหลงสารสนเทศท่ีมงุ เผยแพรส ารสนเทศ ขา ว เหตุการณต า งๆแกประชาชน โดยเนนขาวสารทีเ่ กดิ
ขนึ้ ใหม ๆ รวมทัง้ สาระความรูในเร่ืองตา งๆท่ีเปนประโยชนโดยวธิ ีการแพรกระจายเสียง ภาพ และตัวอักษรผาน
ส่อื ประเภทโทรทัศน วิทยุ และหนงั สือพมิ พ
ความหมายของการสืบคน สารสนเทศ

การสืบคนสารสนเทศ หมายถึง กระบวนการในการคนหาเอกสาร หรือสารสนเทศที่ตองการโดยใช
เครื่องมือชวยคนหาสารสนเทศรูปแบบตาง ๆ โดยผูใชสามารถคนและไดรับสารสนเทศที่ตองการในการสืบคน
สารสนเทศจุดมุงหมายสูงสุดคือ สามารถสืบคนสารสนเทศที่ตองการไดอยางถูกตองสะดวกรวดเร็วและทันตอ
เวลาทจี่ ะใช ดังน้นั กอ นท่จี ะทาํ การสบื คนจะตองรูจักกระบวนการตอไปน้ี

1. การวิเคราะหความตองการในการใช หมายถึง ความสามารถในการวิเคราะหตีความหรือแปล
คําถามที่ผูสืบคนมีอยูใหเปนความตองการวาเรื่องที่ตนเองตองการคืออะไร ดังนั้นผูสืบคนจําเปนตอ งวิเคราะห
ความตอ งการของตนเองใหถูกตอง

2. การเลือกแหลงสารสนเทศ หมายถึง การเลือกแหลงสารสนเทศที่ถูกตองเหมาะสมกับปญหา
หรือโจทยที่ตองการสืบคนเนื่องจากฐานขอมูลที่มีอยูมากมายครอบคลุมเนื้อหาที่แตกตางกันหรือคาบเกี่ยวกัน
ดงั นน้ั การกําหนดแหลงสารสนเทศทีถ่ กู ตอ งจึงมีความสําคญั ตอการกําหนดผลการสบื คน

3. เทคนิคและกลยุทธในการสืบคน หมายถึง การเลือกใชเทคนิคและกลยุทธในการสืบคนที่ถูกตอง
เหมาะสมโดยนําแนวคิดที่วิเคราะหไดจากความตองการของตนเองไปกําหนดเปนคําคน และใชเทคนิค
การสืบคนแบบตา งๆในการเขาถงึ สารสนเทศท่ตี อ งการ

เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยเี พอื่ การพฒั นางานวิจยั ”

ห น า | 26

เครอ่ื งมือชวยในการสบื คน
การที่จะเขาถึงสารสนเทศไดอยางรวดเร็วนั้นจําเปนตองมีเครื่องมือสืบคนสารสนเทศซึ่งเปนบริการ

ที่หองสมุดจัดไวใหผูใชบริการ โดยวิธีการนําระบบคอมพิวเตอรมาเปนเครื่องมือสืบคนสารสนเทศ เรียกวา
การเขาถึงรายการทรัพยากรหองสมุดแบบออนไลน (Online Public Access CatalogOPAC) ซึ่งเครื่องมือน้ี
เปนโมดูลหนึง่ ในการทาํ งานของระบบหองสมุดอัตโนมัติ หมายถึง ระบบอเิ ลก็ ทรอนิคสที่ใชในการคนควาขอมูล
บรรณานุกรมจากฐานขอ มูลหอ งสมดุ โดยผใู ชค น ผานหนาจอคอมพิวเตอรเพื่อคนหาทรัพยากรหองสมุดรายการ
ใดรายการหนึ่งวามีอยูในหองสมุดนั้นหรือไม โดยทั่วไปเครื่องมือชวยคนสารสนเทศเปนแหลงขอมูลเบื้องตน
ที่ชวยใหท ราบวา สารสนเทศเรื่องที่ตอ งการมีอยูในทรัพยากรสารสนเทศ ประเภทใด เชน หนังสือหรือวารสาร
หรอื หนังสือพมิ พ หรอื สอื่ อื่นๆ พรอมท้ังบอกใหร ูขอมลู โดยสังเขปของทรัพยากรนนั้ เชน ถา เปนหนังสือจะบอก
ใหทราบถึงชื่อผูแตง ชื่อหนังสือ สถานที่พิมพ ปที่พิมพ และจํานวนหนา โดยเครื่องมือชวยคนสารสนเทศ
สามารถแบงได 3 ประเภท ไดแก

1. รายการบรรณานุกรมในรูปเอกสาร เชน บัตรรายการ รายชื่อทรพั ยากรสารสนเทศ ดรรชนวี ารสาร
หนงั สือบรรณานุกรม เปน ตน

2. รายการขอมูลทางอิเล็กทรอนกิ ส เชน OPAC WebOPAC ฐานขอมูลออนไลน เปน ตน
3. การสืบคน สารสนเทศโดยใช โปรแกรมคน หา (Search engine บนระบบเครอื ขา ยอนิ เทอรเนต็

การสบื คนหนงั สอื และงานวิจัยในหอ งสมดุ
ในการคน หาหนังสือหรือทรัพยากรสารสนเทศในหองสมุด ผใู ชห อ งสมุดควรทราบขอมูลใดขอมูลหนึง่

ของสง่ิ ทตี่ อ งการคนอยา งนอย 3 ประการคือ
ก. กรณีทราบชื่อผูแตง (Author ใหนําชื่อผูแตงไปคนที่ตูบัตร เมื่อพบรายการหนังสือหรือวัสดุ

ทแี่ ตง โดยผแู ตงคน น้นั ที่ตอ งการใหจดเลขเรียกหนงั สือของรายการทีต่ องการและไปหยบิ ตัวเลม ท่ีชน้ั การคน หา
ช่อื ผแู ตง ชาวไทยใหใชช่ือในการคนหา โดยตดั ยศ ตําแหนง และคาํ นําหนา ชอ่ื ออก ยกเวน คํา ท่แี สดงบรรดาศกั ดิ์
ลําดับในราชวงศแ ละสมณศักด์ิ ใหนาํ ไปไวห ลังชอื่ โดยคั่นดวยเครอ่ื งหมายจุลภาค (,

คนหาผูแ ตง วิธกี ารคน
ศาสตราจารย ดร.ไพรชั กฤษณมษิ ไพรชั กฤษมษิ
ม.ร.ว.เสนีย ปราโมช เสนยี  ปราโมช,ม.ร.ว.
หลวงชาตระการโกศล ชาติตระการโกศล,หลวง

การคน หาชอ่ื ผแู ตง ชาวตา งประเทศ ใชน ามสกุลในการคนหา โดยตัดยศ ตาํ แหนง และคาํ นําหนาช่อื
ออก ยกเวน คําทแี่ สดงบรรดาศกั ด์ิ ลําดับในราชวงศ และตาํ แหนงทางศาสนา

คน หาผูแตง วธิ กี ารคน
Dr.Bruce Kawin Kawin,Bruce
Mrs.Hillary Clinton Clinton, Hillary
Pope John Paul II John Paul II, Pope

ข. กรณีทราบชื่อเรื่อง (Title ใหนําชื่อเรื่องหรือชื่อชุดนั้นไปคนที่ตบัตรชื่อเรื่อง เมื่อพบรายการชื่อเรื่อง
ที่ตองการ ใหจดชื่อเรื่องของหนังสือแลวไปหยิบตัวเลมที่ชั้น กรณีที่ชื่อเรื่องขึ้นตนดวยคําวา A,Anหรือ The
ใหค น คาํ ทส่ี อง ของซ้ือเรื่องนนั้ ๆ

เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยเี พอ่ื การพฒั นางานวจิ ยั ”

ห น า | 27

คนหาช่ือเร่อื ง วิธกี ารคน
The ASEAN success story คนที่ลนิ้ ชัก A โดยคนท่คี ําวา
The ASEAN success story

ค. กรณีที่ไมทราบชื่อผูแตงหรือชื่อเรื่องของหนังสือ ในหัวขอที่ตองการใหผูใชหองสมุดกําหนดคําสําคัญ
ที่ใชแทนหัวขอที่ตองการซึ่งเรียกวาหัวเรื่อง (Subject ซึ่งบรรณารักษไดกําหนดหัวเรื่องสําหรับทรัพยากร
สารสนเทศแตละรายการในหองสมุดโดยใชคูมือการกําหนดหัวเรื่องมาตรฐานแลวจัดทําเปนบัตรหัวเรื่อง
ผูใชหองสมุดควรนําคําหัวเรื่องไปตรวจสอบกับคูมือการกําหนดหัวเรื่องมาตรฐานที่หองสมุดจัดวางไวใกล
ตบู ัตรรายการเสียกอ นเพ่อื ชว ยใหทราบวา คาํ ที่กําหนดเองนนั้ ตรงกับคําที่หองสมดุ ใชเ พื่อการสบื คน หรอื ไม

คนหาหนังสือชือ่ เร่ือง วธิ กี ารคนทห่ี วั เรื่อง
ความรเู กย่ี วกับสารสนเทศศาสตร สารสนเทศศาสตร
(หนงั สือภาษาไทย Advertising
กระบวนการโฆษณารวมสมยั (หนงั สอื
ภาษาองั กฤษ

การสบื คนงานวจิ ัยผานระบบคอมพิวเตอร
การสืบคนสารสนเทศงานวิจัยดวยบัตรนั้นอาจจะทําใหผูสืบคนเขาถึงขอมูลไดยาก และอาจจะไม

ตอบสนองความตองการของผูใชไดจึงมีการประยุกตงานหองสมุดเขากับเทคโนโลยี เชน ฐานขอมูลหองสมุด
ระบบหองสมุดอัตโนมัติ ระบบสืบคนทรัพยากรสารสนเทศออนไลน การสืบคนในระบบ OPAC การสืบคน
งานวิจัย หนงั สอื และสือ่ ตางๆ มที างเลอื กในการสืบคนมากกวาการสืบคนดว ยบัตรรายการซ่งึ มี 3 ทางเลือก คือ
ชื่อเรื่อง หรือชื่อบทความ ชื่อผูแตงและหัวเรื่องแตการสืบคนจากระบบ OPAC มีแนวทางในการสืบคน
หลายแนวทาง เชน ชื่อผูแตง ชื่อเรื่อง คําสําคัญ เลขเรียกหนังสือ เลขหมูที่หองสมุดกําหนดขึ้น หมายเลข
ประจําหนังสือสากล (ISBN เปนตน

การสบื คนผานระบบ OPAC หากทราบขอ มลู สวนใดก็เลือกทางเลือกในการสืบคนแลว พิมพคาํ คนลงใน
ชอ งสืบคน จากนั้นระบบจะดําเนนิ การคน หาเม่อื พบรายการท่ีตรงกบั คาํ คน ท่ีใชกจ็ ะปรากฏผลการสืบคนออกมา
ซึง่ มีเทคนคิ การสบื คน ระบบ OPAC ดงั นี้
1. การสืบคน แบบคาํ หรือวลี (Basic Search การสบื คนแบบคําหรือวลมี รี ปู แบบการสบื คน 2 แบบคอื

การสืบคนแบบตามลาํ ดบั ตัวอกั ษร (Alphabetic Search เปน การสืบคนดว ยการใชอักษรตัวแรก
ของรายการแลวเรยี งตามลาํ ดับตวั อักษรโดยสามารถสบื คน ในรายการหลกั ไดดงั นี้

ผูแตง คอื เขตคาํ คน ทเี่ ปนช่ือผูแตง ผูแปล บรรณาธิการ
ช่อื เรือ่ ง คือ เขตคาํ คนท่ีเปนชื่อหนงั สือ ชื่อเรื่อง
หวั เรอ่ื ง คอื เขตคําคน ที่เปน คําหรือวลีแทนเนอื้ หาทรพั ยากรสารสนเทศแตล ะช่ือ
เลขมาตรฐาน คือ เลขมาตรฐานสากลประจําหนังสือ
เลขเรียกหนงั สอื คอื สญั ลกั ษณทตี่ ิดไวท ี่สันหนงั สือ เพ่ือใหผใู ชทราบตาํ แหนงท่ีอยขู องตัวเลม
สาํ นักพิมพ คนหารายการหนังสอื ท่ีตีพมิ พโดยคน จากช่ือสาํ นกั พมิ พ หรือผูจดั พมิ พ
การสืบคน โดยใชคาํ สําคญั (Keyword Search สามารถสบื คนโดยใชค ําสําคัญ มี 3 วธิ ี คือ
- การคน แบบขึน้ ตนดว ย เปน การสืบคนที่ตองการใหผลการคน ขนึ้ ตนดวยคาํ ทพี่ ิมพลงไป
- การคน แบบตรงตวั เปนการคน ท่ตี อ งการใหผ ลการคนเหมือนคาํ ท่ีพิมพล งไปทกุ ประการ
- การคน แบบตาํ แหนงใดก็ได เปน การสืบคนที่ตองการใหคําทต่ี องการคนปรากฏอยูตาํ แหนงตน กลาง
หรอื ทายของแตละเขตคําคน

เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยเี พอื่ การพฒั นางานวิจยั ”

ห น า | 28

2. การสบื คนแบบคาํ เชอ่ื ม (Advanced Search เปนการกาํ หนดเง่ือนไขในการสืบคน โดยมีการใชคาํ เชอื่ ม
And, or, Not เขา มาเชื่อมกบั คาํ คน ชดุ ท่ี 2

And ใชเ ม่ือตองการใหผลการคน ปรากฏคําทส่ี ่ังคน ทั้งสอง หรือสามคําในแตละรายการทค่ี น
Or ใชเม่ือตองการใหผ ลการคน ปรากฏคําใดคําหน่ึงในแตละรายการที่คนได
Not ใชเมอื่ ตองการเฉพาะคาํ ทตี่ องการคําแรก โดยไมใ หคําท่ีไมต องการปรากฏในผลการคน
การสบื คนงานวจิ ยั ผา นระบบอนิ เทอรเ นต็
แหลง สารสนเทศบนอินเทอรเ นต็ เปน แหลงขอมลู ทางอิเล็กทรอนิคสทีส่ ําคญั และใหญทส่ี ุดมีการเปล่ียน
แปลงอยูตลอดเวลา ดงั นนั้ ในการสืบคน สารสนเทศบนอินเทอรเ น็ตมแี นวปฏิบตั ทิ ่สี ําคญั ดังนี้
1. กาํ หนดวัตถุประสงคก ารสืบคน
ผูสืบคนที่จะนําขอมูลสารสนเทศไปใช ควรตั้งวัตถุประสงคการสืบคนที่ชัดเจน ทําใหสามารถกําหนด
ขอบเขตของแหลงขอมูลสารสนเทศที่จะสืบคนใหแคบลง กําหนดประเภทของเครื่องมือหรือโปรแกรม
สาํ หรบั การ สืบคนทางอนิ เทอรเน็ต เรยี กวา Search Engine ใหเ หมาะสม กาํ หนดชว งเวลาที่ขอมูลสารสนเทศ
ถูกสรางขึ้น เชน ชวงปที่ตีพิมพของวารสารอิเล็กทรอนิกส เพื่อใหผลการสืบคนมีปริมาณไมมากเกินไป
มีความตรงตามวัตถปุ ระสงคและมคี วามนา เชือ่ ถือมากท่ีสุด
2. กําหนดประเภทของขอมูลสารสนเทศท่ีสามารถสบื คน ได
ขอมูลสารสนเทศที่อยูบนอินเทอรเน็ตมีมากมายหลายประเภท มีลักษณะเปนมัลติมีเดีย คือ มีท้ัง
ทเ่ี ปน ขอ ความ (Text ภาพวาด (Painting ภาพเขียนหรือภาพลายเสน (Drawing ภาพไดอะแกรม (Diagram
ภาพถาย (Photograph เสียง (Sound เสียงสังเคราะห เชน เสียงดนตรี (Midi ภาพยนตร (Movie
ภาพเคลื่อนไหว (Animation จากเทคโนโลยีการสืบคนท่ีมีอยูในปจจุบัน การสืบคนที่เร็วที่สุด
มีประสิทธิภาพที่สุด และแพรหลายที่สุด คือ การสืบคนขอมูลสารสนเทศประเภทขอความสําหรับการสืบคน
ขอมูลที่เปนภาพ (Pattern Recognition และเสียง ยังมีขอจํากัดอยูมาก ใชเวลานาน และยังไมมี
ประสิทธิภาพ จึงยังไมมีการสืบคนขอมูลประเภทอื่นๆ นอกจากประเภทขอความในการใหบริการ
การสืบคนบนอินเทอรเนต็
3. จดั เตรยี มอุปกรณและความรทู ใ่ี ชใ นการสบื คน
กอนที่ผูสืบคน จะสามารถสืบคนขอ มูลสารสนเทศทางอินเทอรเน็ตได ตองมีการจัดเตรียมอุปกรณด ังนี้
คือ เครื่องคอมพิวเตอร อุปกรณตอเขาอินเทอรเน็ตซึ่งอาจเปน Modem ในกรณีที่ใชคูกับสายโทรศัพทหรือ
แผน LAN Card ในกรณีที่ใชคูกับระบบเครือขายที่ไดรับการติดตั้งไวแลว ซอฟตแวรการสื่อสาร
(Communication Software เชน Dial-up Networking ในกรณีใช Modem หรือมีการติดตั้ง Network
Protocol ที่เหมาะสมกับระบบเครือขายที่เครื่องคอมพิวเตอรนั้นติดตั้งอยูและติดตั้ง Network Adapter
ที่เหมาะสมสําหรับ LAN Card นั้น ๆ ตองสมัครเปนสมาชิกขององคการหรือบริษัทผูใหบริการอินเทอรเน็ต
(Internet Service Provider หรือ ISP เพื่อเปนชองทางออกสูอินเทอรเน็ตนอกจากอุปกรณ ตาง ๆ ดังกลาว
ขางตนแลว ยังตองมีความรูแ ละทักษะพื้นฐานในการใชงานคอมพิวเตอร (Computer Literacy ความรูภาษา
อังกฤษเนื่องจากขอมูลสารสนเทศสวนใหญในอินเทอรเน็ตเปนภาษาอังกฤษ และยังตองมีการจัดสรรเวลา
ใหเ หมาะสมอีกดวย

เอกสารการเรียนรู “การใชเทคโนโลยีเพอื่ การพัฒนางานวจิ ยั ”

ห น า | 29

4. ศกึ ษาบริการบนอนิ เทอรเ น็ต
บริการบนอินเทอรเน็ตที่สามารถใชชวยในการสืบคนขอมูลสารสนเทศมีมากมายหลายบริการ เชน
บริการเครือขายใยแมงมุมหรือ World Wide Web (WWW บริการคนหาขอมูล Gopher บริการคนหา
โปรแกรมใชงาน Archie นอกจากนี้ อาจใชบริการสอบถามผานทาง E-mail หรือ Chat กับผูใชงาน
อินเทอรเน็ตอื่นๆ หรือสอบถามผาน News Group หรือ Group/Thread Discussion ก็ได เมื่อคนได
แหลงขอ มลู แลวอาจ download หรือถายโอนขอ มลู ท่ีสบื คน ไดโดยใชบ รกิ ารถา ยโอนไฟลข อมลู (File Transfer
Protocol หรือ FTP โดยทั่วไปการสืบคน ขอมูลสารสนเทศทางอนิ เทอรเนต็ นิยมใชโ ปรแกรม Web Browsers
เชน Internet Explorer หรือ Google Chrome แลวเรียกใชบริการ WWW ประกอบกับการใช Search
Engine ซึ่งมีอยูมากมายบนอินเทอรเน็ตในการสืบคน เมื่อสืบคนไดแลวโปรแกรม Web Browsers มักจะมี
บรกิ าร Download ไดทนั ทโี ดยไมต องอาศัยโปรแกรมอ่ืนๆอีก
5. ศกึ ษาเครอ่ื งมอื หรือโปรแกรมสําหรับการสบื คน
เครื่องมือหรือโปรแกรมสําหรับการสืบคน (Search Engine มีอยูมากมายและมีใหบริการอยูตาม
เว็บไซตตาง ๆ ที่ใชบริการการสืบคนขอมูลโดยเฉพาะการเลือกใชนั้นขึ้นกับประเภทของขอมูลสารสนเทศ
ที่ตองการสืบคน Search Engine ตาง ๆ จะใหขอมูลที่มีความลึกในแงมุมหรือศาสตรตางๆ ไมเทากัน
ตัวอยางของโปรแกรมคน หา เชน Google, Yahoo และ Bing เปน ตน
เทคนคิ การสืบคน สารสนเทศบนอนิ เทอรเ น็ต มดี ังนี้
1. การกําหนดประเด็นใหแคบลง เชน การคนหาขอมูลเกี่ยวกับคอมพิวเตอร อาจจะใชคําวา
“คอมพิวเตอร” เพื่อคนเนื้อหากวางๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอรกอนวามีเรื่องใดบาง จากนั้นจึงกําหนดหัวขอ
ใหแคบลง เชน “คอมพวิ เตอรก บั การศึกษาในระดับประถมศึกษา” เปน ตน
2. การใชคําใกลเคียง เชน ตองการคนเรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร คําที่ใกลเคียงที่สามารถคนไดคือ
เทคโนโลยี
3. การใชคําสําคัญ เปนคําหรือขอความที่สื่อไปถึงเว็บไซตนั้น เชน การทองเที่ยว อาจจะชวยใหนึกถึง
เว็บไซตข องการทอ งเทีย่ วแหงประเทศไทย
4. หลีกเล่ียงการใชต วั เลข พยายามเลี่ยงคาํ คน หาทเี่ ปน คําเดี่ยว ๆ หรอื คําที่มตี วั เลขปน แตถาเลี่ยงไมได
ควรใสเครอ่ื งหมายคาํ พูด (57 ลงไป เชน “ window 7”
5. การกําหนดขอบเขตคําคน โดยใชบูลีน (Boolean Operators เชน AND, OR, NOT, NEAR,
BEFORE เปน ตน หรอื การคน วลี (Phrase Searching) การตดั คาํ หรือการใชคําเหมอื น ดังตอไปน้ี
5.1 AND หรือ เครื่องหมาย + ใชเมอ่ื ตองการใหคนเอกสารที่มคี ําทั้งสองคาํ ปรากฏ เชน คนหาคําวา
Research AND Thailand ขอมลู ท่ีไดจ ะมีเฉพาะคําวา Research และ Thailand อยูในเอกสาร
5.2 OR ใชเมื่อตอ งการคนหนาเอกสารท่มี คี ําใดคําหนงึ่ ปรากฏ เชน Research OR Thailand ขอ มูล
ที่ไดจะมคี ําใดคาํ หน่ึงหรือทัง้ สองคําปรากฏอยูในเอกสาร
5.3 NOT หรือ เครื่องหมาย ใชเมื่อตองการตัดคําที่ไมตองการใหคนออก (คําหลัง NOT หรือ
เครื่องหมาย -) เชน Research NOT Thailand ขอมูลที่ไดจะมีคําวา Research แตจะไมมีคําวา Thailand
อยใู นเอกสาร
5.4 NEAR ใชเมื่อตองการใหคําที่กําหนดอยูหางจากกันไมเกิน 10 คํา ในประโยคเดียวกันหรือใกล
เคียงกัน(อยูดานหนาหรือหลังก็ได เชน Research NEAR Thailand ขอมูลที่ไดจะมีคําวา Research และ
Thailand ที่หา งกันไมเกิน 10 คาํ เชน Research on the Cost of Transportation in Thailand

เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยีเพอื่ การพัฒนางานวิจยั ”

ห น า | 30

5.5 BEFORE ใชเมื่อตองการกําหนดใหคําแรกปรากฏอยูขางหนาคําหลังในระยะหางไมเกิน 8 คํา
เชน Research BEFORE Thailand

5.6 AFTER ใชเมื่อตองการกําหนดใหคําแรกปรากฏอยูขางหลังคําหลังในระยะหางไมเกิน 8 คํา
เชน Research AFTER Thailand

5.7 parentheses ใชเมื่อตองการกําหนดใหทําตามคําสั่งภายในวงเล็บกอนคําสั่งภายนอก เชน
(Research OR Quantitative and Thailand

6. การตดั คํา (Word stemming/Truncation เปน การใชเครอื่ งหมาย asterisk (* ตามทายคํา 3 คาํ
ข้ึนไปเพ่อื คนหาคําที่ขนึ้ ตนดวยตัวอักษรทก่ี ําหนด เชน Research* ซ่งึ ใชค นหาคําวา Research, Researcher,
Researched, Researches, Researchers, Researching เปน ตน

7. คําพองความหมาย (Synonym เปนการใชคําเหมือนที่มีความหมายเดียวกันหรือใกลเคียงกัน
เพือ่ ชวยใหคนเรื่องทคี่ รอบคลุม เชน Ocean, Sea, Marine เปน ตน

8. เขตขอมูลเพื่อการคน (Field Searching เปนการกําหนดเขตขอมูลเพื่อการคน เชน ชนิด
ของขอมูลหรอื ท่ีอยูของขอมลู เปน ตน เชน text: “green tea”, url: NASA เปน ตน

9. การพิมพตัวอักษรที่เปนตัวพิมพใหญและตัวพิมพเล็กถือวาตางกัน (Case sensitive เปนการใช
ตัวอักษรที่เปนตัวพิมพใหญกับตัวพิมพเล็กในความหมายที่แตกตางกัน ใชตัวพิพมใหญขึ้นตนชื่อเฉพาะ เชน
George W. Bush เปนตน

10. ภาษาธรรมชาติ (Natural Language เปนการสืบคนจากคําถามที่เปนภาษาธรรมชาติ เชน
ใชค ําถาม ภาษาองั กฤษงา ย ๆ ทตี่ องการให Search Engine หาคําตอบให เชน What is Research? เปน ตน
การสบื คนงานวจิ ัย กรณีศึกษา Google Scholar

Google Scholar เปนฐานขอมูลที่ใชใ นการคนหางานเขียนทางวิชาการไดอ ยางกวา งขวางโดยสามารถ
คนหาในสาขาวิชาและแหลงขอมูลตางๆมากมายไดจ ากจุดเดียว บทความ Peer Review วิทยานิพนธ หนังสอื
บทคัดยอ และบทความจากสํานักพิมพทางวิชาการ และองคกรดานการศึกษาตางๆอีกทั้งผูสืบคนจะไดรับ
ขอมูลตาง ๆ ที่ครบถวนสมบูรณ นอกจากนี้ Google Scholar ยังจัดอันดับ Impact Factor หรืองานวิจัย
ท่ีไดร บั การยอมรบั ไวดวย ผูสบื คนสามารถเขาใชง าน Google Scholar ไดท่ี http://scholar.google.co.th

จากหนาจอของ Google Scholar จะสงั เกตเหน็ ขอความท่ีระบุวา “Stand on the shoulder of
giants” หมายถงึ “ยืนบนไหลยักษ” ซึง่ หมายความวา Google Scholar เวลาที่มีการสืบคนจะมองจากท่สี งู
ครอบคลุมเนอ้ื หาทัง้ หมดท่มี ี และใช Google ปกตซิ ึ่งเปรยี บเหมอื นยักษเปนฐานขอมูล ทาํ ใหไดร บั ขอมูลตาง ๆ
ไดอยา งครบถว น ตามขอกาํ หนดของ Google Scholar

เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอ่ื การพัฒนางานวจิ ยั ”

ห น า | 31

การใชงาน Google Scholar
การเริ่มตนใชง านเหมือนกับการใชง าน Google ปกติ คือ นักวิจยั จะตองปอนคําที่ตองการคนหาลงใน

ชองวาง เชน ผูวิจัยตองการที่จะสืบคนขอมูลเกี่ยวกับ “Behavioral in Thailand” ผูวิจัยก็จะปอนคํา วลี
หรอื ประโยคดงั กลา ว เพ่อื ใชใ นการคนหาขอมลู

หากผูวิจัยทราบวางานวจิ ัยนี้อยูในมหาวิทยาลัยใด ก็สามารถระบุชื่อของมหาวิทยาลัยไดในการสืบคน
เชน งานวิจัยเรื่อง “Behavioral” ซึ่งงานวิจัยนี้ผูวิจัยไดเขารับการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดลก็สามารถ
ใสค ําคน วา “Behavioral Mahidol” (ภาพ

ผลลพั ธทีไ่ ดดงั ภาพ จะเปนรายการของงานวิจยั ท่เี กย่ี วของ และในคอลมั นสดุ ทา ยทางดา นขวาจะแสดง
ถึงที่มาของแหลงขอมูล หรือแหลงขอมูลนี้จะถูกจัดเก็บอยูที่ใดมีลักษณะของการจัดเก็บอยางไร เชน [PDF]
from:mahidol.ac.th ชวยใหผูสบื คนทราบวาส่งิ ทคี่ นพบน้นั เปนไฟลแบบ PDF ซึ่งสามารถส่งั พมิ พไดใ นอนาคต
และขอมูลนี้เปนของมหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งผูสืบคนอาจดาวนโหลดผานทางเว็บไซตหรือจะไปดูเลม
งานวจิ ัยฉบบั จริงไดท่ีมหาวทิ ยาลัยมหดิ ล

เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยเี พอื่ การพัฒนางานวิจยั ”

ห น า | 32

การใชเ ทคโนโลยใี นการเกบ็ ขอ มลู เพื่อการวจิ ยั และการประเมนิ สารสนเทศเพือ่ การวิจยั

การใชเทคโนโลยีในการเก็บขอ มูลเพ่ือการวิจยั
Google ไดพัฒนาเครื่องมือ แอปพลิเคชันตางๆเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนและการวิจัย

เชน Google Mail, Google Calendar, Google Document, Google Drive, Google Site และ Google
Plus ซึ่งเครื่องมือ แตละชนิดมีการทํางานที่แตกตางกันแตสามารถผสมผสานกันไดอยางลงตัวเพื่อสนับสนุน
การเรียนการสอนและการ วิจัยไมวาจะเปนการรับสงอีเมล การสรางปฏิทินกิจกรรมการเรียนการสอนตาง ๆ,
การสรา งเอกสารออนไลน, การเกบ็ ไฟลต า งๆออนไลน การสรา งเว็บไซต และเครอื ขายสงั คม ตลอดจนการสราง
แบบสอบถามออนไลน แคเพียง ผูใชมีอเี มลข อง Google ก็สามารถใชบรกิ ารเคร่ืองมอื ตา ง ๆ ไดโ ดยไมเ สียคา ใช
จายสิ่งที่ตองมีกอนการเริ่มตนใช บริการของ Google คือ email ของ gmail หรืออีเมลลภายใตการทํางาน
ของ Google
Google Drive

สญั ลักษณ หรอื lcon Logo ของ Google Drive
Google Drive เปน Online Service ประเภท Cloud Technology ที่มีไวสําหรับจัดเก็บขอมูล
ลงไปในนั้นสามารถใชไดฟรีโดยผานทางอีเมลของ Google ตามที่ไดกลาวไปขางตนซึ่งการใชบริการฟรีน้ัน
จะไดพนื้ ท่ีสวนหนง่ึ (15GB แตหากตอ งการพ้ืนท่เี พิ่มสามารถทาํ ไดโ ดยเสียคา บริการเพิม่ เตมิ
Google Drive สามารถแชรไฟลของ Google ในรูปแบบเดียวกับ Dropbox หรือ Sky Drive ซึ่งเปน
Cloud Storage (การเก็บขอมูลบนเทคโนโลยีกอนเมฆ ทั้งนี้ Google Drive ไมใชเพียงแคบริการแชรไฟล
แตยงั มอี กี 3 การทาํ งานหลกั คอื
1. การทํางานรวมกัน กรณีทเ่ี ปน เอกสารท่ีแกไขได จะแกไ ขไดใ นตัวทนั ทีแตถ าแกไขไมไ ดก็ยงั สามารถ
คอมเมน ทรวมกันได
2. ทาํ งานไดทุกท่ี ทั้งบน PC, Mac, iOS และ Android
3. คนหาไดทุกอยาง ทั้งไฟลเอกสาร ไฟลรูปภาพ และไฟลเสียง โดยผานระบบ OCR แปลงเปน
ตวั อกั ษร และระบบรบั รวู า ส่งิ ของภายในภาพน้นั คอื อะไร
คณุ สมบัติของ Google Drive
- แกไขไฟลเอกสารรวมกบั คนอื่นไดแบบ Real time
- สามารถใสข อ ความคอมเมน ทล งในไฟล pdf รปู หรือวิดีโอ ไดด ว ย และจะมขี อความแจงเตอื นถึงผูใช
งานเม่ือมกี ารคอมเมนทดว ย
- เขาถึงไฟลข องเราไดท กุ ที่ทกุ เวลา ทง้ั บนเครือ่ งคอมพิวเตอร สมารทโฟน Tablet ทง้ั iOS และAndroid
- คนหาไดท ุกอยา ง ระบบสามารถนาํ ขอความจากเอกสารท่ีเราอัพขึน้ ไปไวใน Google Driveมาทําการ
คน หาขอมูลในอินเทอรเนต็ ได รวมถงึ การคน หารปู ภาพดวยเชนกัน
- เบ้อื งตนใหพน้ื ท่ฟี รีมาจํานวนหนง่ึ (ณ ตลุ าคม 2560 ใหพ้ืนที่ฟรี 15GB ซงึ่ หากตองการพน้ื ทเี่ พิม่
สามารถจายเงนิ เพิ่มตามขนาดความจุทต่ี องการได

เอกสารการเรียนรู “การใชเทคโนโลยีเพอ่ื การพฒั นางานวจิ ยั ”

ห น า | 33

ขอ ดีของ Google Drive
- สะดวกสบายในการเก็บไฟลตางๆ
- สามารถเขาถึงไฟลไ ดทุกท่เี พยี งแคมี อินเทอรเ น็ต
- ประหยดั พืน้ ที่บนอุปกรณส ว นตวั
- เช่อื มโยงการใชงานกับบริการอื่นๆของ Google เชน Google Docs, Google Plus เปน ตน
การสรา งแบบสอบถามหรือขอ สอบ ดวย Google Form
การสรางแบบสอบถามหรือขอสอบดว ย Google Form สามารถนาํ ไปประยกุ ตใชในการเรียนการสอน
และการวิจัยไดดวย ซึ่งอยูในลักษณะของแบบสอบถามหรือขอสอบออนไลน ผูใชสามารถเขาใชงานไดทุกที่
ทุกเวลา สะดวกในการเก็บรวบรวมขอมูลเพียงแคแบงปนลิ้งกของแบบสอบถาม หรือแบบทดสอบ และการ
รวบรวมประมวลผลก็เปนไปไดงาย เพราะมีบริการเชื่อมโยงกับ Spreadsheet ของ Google Docs ซึ่งมีการ
ทาํ งานเหมือนกับ Microsoft Excel
สาํ หรับการสรา งแบบสอบถามหรอื ขอสอบออนไลน มรี ายละเอียดดังตอ ไปน้ี

1. เขาการทํางานผา น http://drive.google.com ซ่งึ เปน บริการของ Google Drive (โดย
Google Drive สามารถเกบ็ รวบรวมเอกสารทั้งหมดรวมไวในท่ีเดียวได

การเขา ใชบริการการสรา งแบบสอบถามหรือขอสอบออนไลน ผใู ชจาํ เปนตอ งมีอเี มลข อง Google
ภายใต ชือ่ Gmail

เมอื่ ผูใชม ีอเี มลแ ลว ใหก รอก Email และ Password จากนน้ั กด sign in ไดเ ลย
แตหากผูใ ชย ังไมม ีอีเมล ของ Google ใหค ลกิ ที่ Create an account เพือ่ สมัครอีเมลกอน

2. การสรางแบบสอบถามหรือขอสอบออนไลน ใหค ลกิ ที่ Create

เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอ่ื การพัฒนางานวิจยั ”

ห น า | 34

ในการ Create สามารถงานไดห ลักๆ 6 ลักษณะ ดังน้ี
1. สรางโฟลเดอร (Folder สําหรบั ในการจดั การการจัดเก็บขอ มูลใน Google Drive
2. สรา ง Document ซ่ึงเปน การทํางานคลา ยกบั Microsoft Word
3. สรา งการนาํ เสนอ หรอื Presentation มีลักษณะการทาํ งานคลายกับ Microsoft PowerPoint
4. สราง Spreadsheet ซึ่งมีการทํางานคลา ยกบั Microsoft Excel
5. สรา งแบบสอบถามหรือขอสอบออนไลน ดว ย Form
6. สรางเอกสารวาดรปู ดว ย Drawing ซึ่งมีลกั ษณะคลาย Paint
ในการสรางแบบสอบถามหรอื ขอสอบออนไลน น้ีเราจะเลอื กที่ Form เพ่ือสรางแบบสอบถาม หรอื

ขอ สอบออนไลน
3. เมอื่ เลอื ก Form แลว จะเจอหนา ใหเริ่มสรางแบบสอบถามเชน น้ี

โดย Untitled Form เปนชื่อของแบบสอบถาม ผูสรางสามารถกําหนดชื่อของแบบสอบถามใหสอดคลองกับ
การเกบ็ ขอ มลู งานวิจยั ของตนได

Form Description เปนรายละเอียดของแบบสอบถาม ผูสรางสามารถใสรายละเอียดของแบบ
สอบถาม เชน วตั ถุประสงคของแบบสอบถาม จํานวนตอนในแบบสอบถาม เปน ตน

ลักษณะการทํางาน หรือการใชงานทั่วไปมี Toolbar หรือแถบเครื่องมือที่คลายกับ Microsoft ซึ่งมี
การใชง านอยางแพรห ลาย ทาํ ใหผ ูใชสามารถเขา ใจการใชง านไดงา ยขึ้น

4. ลักษณะของขอคาํ ถาม

เอกสารการเรียนรู “การใชเทคโนโลยเี พอื่ การพฒั นางานวิจยั ”

ห น า | 35

Question Title คือ ขอ คาํ ถาม
Help text คือ รายละเอียดเพ่ิมเติมของขอคําถาม ซ่ึงจะมีหรือไมมีก็ได
Question Type คือ ลกั ษณะของขอคาํ ถาม ซ่งึ มีใหเลอื กทง้ั หมด 9 ประเภท ไดแ ก text, paragraph,
multiple choices, checkboxes, choose from a list, scale, grid, Date bax Time
บริเวณมุมบนขวา มีสัญลักษณ 3 รูป ตามลําดับจากซา ยไปขวา หมายถึง การแกไขขอคําถามลักษณะ
คาํ ถาม การทําซำ้ เม่ือตอ งการใหข อตอ ไปมีลกั ษณะเหมอื นขอ กอนหนา และ delete การลบขอ คาํ ถาม
5. การเพม่ิ ขอ คาํ ถาม สามารถทาํ ไดโดยคลกิ ที่ Add item ดานลางของขอ

นอกจากลกั ษณะของคําถาม 9 ประเภทแลวยงั สามารถเพ่ิมสว นหัวของแตล ะสว น (Section Header)
การแบงหนา แบงสวน ใหไ ปหนาถดั ไป (Page break การแทรกรปู ภาพ หรอื วิดีโอดวย

- ลกั ษณะขอคาํ ถามแบบ text จะเปน การตอบคําถามแบบส้ันๆ

ดานลางของการสรางขอคําถาม ผูใชจะเห็น Required question นั่นหมายถึง หากผูจัดทําตองการ
ใหผูตอบตอบในขอนั้นๆ (ขอที่จําเปนตองตอบ- หามเวนวาง ใหคลิกที่กลองดานหนา เมื่อสรางคําถาม
ในแตละขอเสร็จ เมื่อแสดงผลจะมี * สีแดง ใหผูตอบทราบวาขอนี้จําเปนตองตอบ ไมสามารถสง
แบบสอบถามไดห ากไมต อบ

เอกสารการเรียนรู “การใชเทคโนโลยีเพอ่ื การพฒั นางานวจิ ยั ”

ห น า | 36

- ลักษณะขอคาํ ถามแบบ Paragraph text

ลักษณะขอคําถามแบบ Paragraph text หรือแบบขอความยอหนา จะเปนการตอบคําถามแบบยาว
หลายบรรทัด ในลักษณะคําถามแบบอัตนัยและสามารถปรับไปใช ในแบบสอบถาม เปนการใหขอเสนอแนะ
เพมิ่ เติมได

- ลักษณะขอคาํ ถามแบบ Multiple choices

ลักษณะขอคําถามแบบ Multiple Choices หรือแบบหลายตัวเลือก ผูจัดทําสามารถเพิ่มตัวเลือก
โดยการคลิกที่บรรทัดถัดไป หากตองการใหมีตัวเลือก “อื่นๆ” ใหคลิก add “Other” จะมีตัวเลือกสุดทาย
คอื อ่นื ๆ ขน้ึ มาให

ในลักษณะขอคําถามนี้จะมีชองใหเลือก Go to page based on answer หมายถึง หากเลือก
ขอไหนแลวจะไปในสว นไหนตอ เชน หากตอบไมใหไ ปที่ขอ 5 เปน ตน

เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยีเพอื่ การพัฒนางานวิจยั ”

ห น า | 37

- ลักษณะขอคาํ ถามแบบ Checkboxes

ลกั ษณะขอคาํ ถามแบบ Checkboxes หรอื แบบชอ งทาํ เครื่องหมาย มีลักษณะคลายกับ Multiple
choices แตลักษณะของ Checkboxes ผตู อบสามารถเลือกไดมากกวา 1 ตวั เลือก ในขณะท่ี Multiple
Choices เลอื กไดเ พียงคาํ ตอบเดียว

- ลกั ษณะขอคาถามแบบ Choose from a list

ลกั ษณะขอคาถามแบบ Choose from a list หรือ เลือกจากรายการ จะเปน ลักษณะ dropdown
ใหผ ูตอบเลือกได โดยหากจะใสต วั เลอื กเพ่ิมใหค ลกิ บรรทัดลาง Click to add option

เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยเี พอ่ื การพัฒนางานวจิ ยั ”

ห น า | 38

- ลักษณะขอ คาถามแบบ Scale

ลักษณะขอคาถามแบบ Scale หรือ สเกล โดยเราสามารถกาหนดระดับของ scale ได วาจะมีกี่ระดับ
โดยใสปายกากับวา จะให 1 หมายถงึ อะไร และ 5 หมายถงึ อะไร (โดยกาหนดได 1 ถึง 10) เชน 1 = ไมพ อใจ
และ 5 = พอใจมากี่สุด เปน ตน ท้ังน้ใี นการใสป า ยกากับจะใสห รอื ไมกไ็ ด

- ลักษณะขอคาถามแบบ Grid

ลกั ษณะขอคาถามแบบ Grid หรอื ตาราง ลักษณะนเ้ี ราจะใสความหมายในแตล ะชอ ง โดยกาหนดไดวา
จะมกี ีช่ องหรือก่ีคอลมั น (column) โดยขอคาถามจะอยใู นแตล ะแถว (row) ลกั ษณะขอคาถามแบบนเี้ หมาะสา
หรับการสรางแบบสอบถามถามความคิดเห็น ความพึงพอใจ เปน ตน

เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยเี พอ่ื การพัฒนางานวจิ ยั ”

ห น า | 39

6. เมือ่ มผี ตู อบแบบสอบถามแลว ผจู ัดทาํ สามารถเลอื ก View responses

ขอ มลู จะแสดงในรปู ของ Spreadsheet การใชง านคลาย Microsoft Excel ซึ่งสามารถใชส ตู รตาง ๆ
ในการประมวลผลได

ผูจดั ทาสามารถใหแสดงผลในลักษณะของกราฟได
โดยเลือก Form -> Show summary of responses จะพบหนา แสดงผลในลกั ษณะกราฟ ดงั น้ี

เพียงเทานี้ผูจัดทาก็จะไดผลของแบบสออบถามหรือขอสอบ ซึ่งพรอมที่จะประมวลผล ลดขั้นตอน
การลงรหัสขอ มูล แบบท่ีตอ งทาในการทาแบบสอบถามปกติ

เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอ่ื การพัฒนางานวจิ ยั ”

ห น า | 40

การประเมนิ และการใชส ารสนเทศเพือ่ การวิจยั
สารสนเทศทีค่ นควา ไดจ ากแหลงตางๆ ไมวา จะเปนหนงั สอื บทความ หรอื เอกสารทางอินเทอรเ น็ต น้ัน

กอนที่จะนําไปใช ควรจะประเมินคาและเลือกสารสนเทศที่ตรงกับความตองการ โดยพิจารณาประเมินคุณคา
ทางดานแหลงที่มา (authority ความนาเชื่อถือ (reliability ชวงเวลาที่เผยแพร (currency ขอบเขตของ
เนือ้ หา (Scope โดยสามารถอธิบายไดด ังน้ี

1. แหลง ทมี่ า (authority
การพจิ ารณาแหลง ที่มาของสารสนเทศ จะพจิ ารณาท้งั ผแู ตง สํานักพมิ พ หรอื แหลง ผลติ โดย

มีเกณฑ พิจารณาดังนี้
การพิจารณาผูแตง ผูแตงตองมีชื่อเสียงเปนที่ยอมรับ มีคุณวุฒิ ประสบการณในเรื่องที่เขียน

อีกทั้งมี ผลงานที่เขียนเกี่ยวของกันในที่อื่นหรือไม ถาเปนสารสนเทศทางอินเทอรเน็ต อาจจะติดตอผูเขียน
หรืออีเมล เพ่ือซกั ถามปญ หาขอ สงสยั ทีอ่ ยอู เี มลมักจะปรากฏอยใู นบทความหรือดานลา งของเอกสาร

การพิจารณาสํานักพิมพ ผูจัดพิมพเปนที่รูจักดีในสาขาวิชานั้นหรือไม จัดพิมพจํานวนมาก
หรอื นอยเพียงใด ผจู ดั พิมพเ ปน องคก รหรือสมาคมวิชาชีพท่ีมีประสบการณห รือไม

2. ความนาเชื่อถือ (reliability
การพิจารณาถึงแหลงขาวหรือแหลงที่เกิดของสารสนเทศ มีความไวเนื้อเชื่อใจและสามารถ

เชอื่ ถือไดห รือไม สารสนเทศถกู ตองเท่ียงตรงหรือไมซ่งึ อาจพิจารณาโดยการเปรียบเทยี บและวิธีประพันธในการ
พิจารณาความนาเชือ่ ถอื ควรจะพจิ ารณาเรื่องตอ ไปนี้

- ความถกู ตองของสารสนเทศ
- เปรียบเทยี บแหลงทม่ี าของสารสนเทศกับสารสนเทศท่ีไดม าจากแหลง อ่ืนๆวา สอดคลองหรือ
แตกตา งกนั
- มีการอา งองิ และบรรณานุกรมหรือไม
- เปน สารสนเทศปฐมภมู หิ รอื ทุติยภมู ิ
- การเขียน การสะกด ถูกตองตามหลักไวยากรณ ใชภาษาที่เปนมาตรฐานทางราชการและได
รบั การ ปรับปรงุ แกไ ขอยา งดีกอนนําไปเผยแพร
- กรณีเปนเอกสารบนอินเทอรเน็ตใหพิจารณาแหลงทเี่ กิดของสารสนเทศและเว็บไซต ถาเปน
เว็บไซตของสถาบนั การศึกษา หนว ยงานรัฐบาล มลู นิธิทไี่ มหวังผลกาํ ไร ดานการคา จะมคี วามนา เชอื่ ถือมากกวา
หรือเว็บไซตที่จัดทําขึ้นเพื่อธุรกิจการคา ซึ่งพิจารณาไดจากโดเมนเนมหรือสวนทายของที่อยูเอกสาร
บนอินเทอรเน็ต ไดแ ก

.ac หรือ .edu หมายถึง สถาบันการศกึ ษา
เgo หรือ .gov หมายถึง หนวยงานรฐั บาล
.or หรือ .org หมายถงึ มูลนธิ ิหรอื สมาคม
co หรือ .Com หมายถึง สถาบนั ธุรกจิ การคา
3. ชวงเวลาท่เี ผยแพร (currency
พิจารณาชวงเวลาที่เผยแพรเพื่อดูวาสารสนเทศมีความทันสมัย หรือมีอายุที่ใกลเคียงกับ
เหตุการณในประวัติศาสตรเพียงใด ในกรณีที่เปนสารสนเทศทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีตองเปน
สารสนเทศที่ทันสมัย แตถาเปนเรื่องราวในประวัติศาสตร ควรเปนสารสนเทศที่เกิดขึ้นในเวลาใกลเคียง
กับเหตุการณนนั้ ๆ

เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอ่ื การพฒั นางานวิจยั ”

ห น า | 41

4. ขอบเขตของเนอ้ื หา (Scope
การพิจารณาเนื้อหาเปนการพิจารณาสารสนเทศวา ครบถวนครอบคลุมเนื้อหามากนอย

เพยี งใด โดยมปี ระเด็นการพิจารณาดงั น้ี
- เปน สารสนเทศท่มี ีเน้ือหาครบถวนสมบูรณ หรือเปนเพยี งบทสรปุ บทคัดยอ สาระสงั เขป
- เปน สารสนเทศทม่ี เี นื้อหาครอบคลุมหวั ขอเรื่องหรือสาขาวชิ าอยางครบถวนสมบูรณหรือไม
- เปนสารสนเทศที่ใหความรูในระดับใด ระดับพื้นฐานใหความรูเบื้องตนทั่วไปหรือระดับ

ปฏิบัตกิ ารใหค วามรูทางเทคนคิ หรือระดับสูง ใหความรทู พ่ี ัฒนากา วหนา ซับซอ นขน้ึ
- เปนสารสนเทศทีม่ ุง หมายใหใครอาน บุคคลทั่วไป นักศึกษาหรอื ผูเช่ยี วชาญเฉพาะ
- ถา เปน สารสนเทศจากอินเทอรเนต็ ใหต รวจดูวามกี ารเช่ือมโยง รายละเอียด เว็บไซต

ทเี่ กี่ยวของอนื่ ๆหรอื มีคาํ อธบิ ายประกอบครบถวนหรอื ไม
5. การพิจารณาใหต รงกบั ความตองการ
สารสนเทศที่ไดคนความานั้นแมจะเปนสารสนเทศที่ดี มีเนื้อหาที่ครบถวนสมบูรณ ทันสมัย

ใหความ นาเชื่อถือ แตถาไมตรงกับความตองการก็ไมมีประโยชน ในการพิจารณาสารสนเทศใหตรงกับ
ความตองการน้นั ผคู นควา ตองเขาใจวาตองการอะไร โดยพิจารณาจากประเด็นตอ ไปน้ี

- ตองการสารสนเทศท่ีมีเน้ือหาอยา งไร เพอื่ ตอบโจทยค ําถามอะไร โดยกาํ หนดประเด็นหัวขอ
เนือ้ หาท่ี ตอ งการอยางชัดเจนไวแลว

- ตองการสารสนเทศจากแหลงใด หรือรูปแบบใด เชน หนังสือ วารสาร หรือหนังสือพิมพ
อนิ เทอรเน็ต หรอื การสมั ภาษณ

- ใชสารสนเทเพอื่ ทําอะไร เชน ทํารายงาน วจิ ยั วิทยานพิ นธ การคนควาอสิ ระ เปน ตน

กลาวโดยสรุป การประเมินสารสนเทศจากแหลงตางๆ ควรจะพิจารณาและประเมิน
สารสนเทศใหครบถวนเพื่อจะไดนาสารสนเทศไปใชใหเกิดประโยชน ตรงความตองการและเกิดประสิทธิภาพ
มากทสี่ ุด
การประเมินสารสนเทศทางการวิจัยทส่ี ืบคนได (ชญาภรณ กลุ นติ ,ิ 2553)

หวั ขอ วธิ กี าร
เลอื กเฉพาะรายการทีเ่ ก่ยี วของกับเร่ืองทีเ่ ราศึกษา อานชือ่ เร่ือง อา นคานา หนาสารบญั หรือเนือ้ เรื่อง
ยอ ส่ิงเหลา นช้ี ว ยใหทราบวา เปน เรอ่ื งที่เก่ียวขอ ง
หรอื ไม
ไดมาจากแหลง ทน่ี า เชื่อถือหรือไม สารสนเทศที่ได บทความที่ไดจากวารสารวชิ าการ มคี วามนาเชื่อถือ
จากหองสมุดมีความนาเชือ่ ถือมากกวาท่ีไดจาก มากกวานติ ยสารหรือหนงั สือพิมพ
เวบ็ ไซตท ี่นาเชื่อถือหรอื ไม
ผเู ขียนมีคณุ วฒุ ิ ความรู ความสามารถและ สารสนเทศเกย่ี วกบั คอมพวิ เตอรทีแ่ ตงโดย รศ.ยนื
ประสบการณสอดคลองกับเร่ืองท่เี ขยี นหรือไม ภวู รรณ มีความนา เช่อื ถือมากกวาทแี่ ตง โดยผูใช
นามแฝงวา หนมุ ไอที
หากเปน บทความวชิ าการใหพ ิจารณาวา ตพี มิ พใน เปนวารสารท่เี กยี่ วของกบั บทความน้ันๆมีชื่อเสยี ง
วารสารชอื่ ใด ทางวชิ าการ ผจู ัดทาวารสารมีความนา เชอื่ ถือ มี
ความตอเน่ืองในการเผยแพรเ ปนที่รูจ กั และ
แพรห ลาย
พจิ ารณาความทนั สมัย เลือกรายการพิมพปจจบุ นั หรือพิมพคร้ังใหม

เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอื่ การพัฒนางานวจิ ยั ”

ห น า | 42

การเขยี นรายการอางองิ และบรรณานุกรม

การเขียนรายการอางอิงทีแ่ ทรกในเนอื้ หา
รายการอางอิงแบบแทรกปนไปในเนื้อหาตามระบบนาม-ป เปนวิธีการเขียนรายการอางอิงที่เปน

มาตรฐานการอางอิงในปจจุบัน เนื่องจากเปนระบบที่เพียงแตระบุ ชื่อผูแตง ปพิมพ และ เลขหนาที่อางถึง
เทา น้นั
สวนประกอบของรายการอางอิงแบบนาม-ป มสี วนประกอบทส่ี ําคัญ 3 สวน คอื

1. ผูแตง/ผูผ ลิต/ผูใหข อมลู
2. ปท ีพ่ ิมพ/ ปทีผ่ ลิต/ปท ป่ี รากฏขอ มลู หรือปท ่เี ขาถงึ ขอ มูล (กรณีเปน ขอมูลจาก WWW
และไมป รากฏ ปที่ผลิต/ปเ ผยแพรข อมูล
3. เลขหนา ท่ใี ชใ นการอางองิ

(ชอ่ื ผูแตง, ✓ ปพ มิ พ: ✓ เลขหนา

ในแตล ะสว นมรี ายละเอียดในการเขียนเพ่ือสามารถเขียนรายการอางองิ ไดอยา งถูกตอง ดังมีรายละเอยี ดตอไปน้ี
1. สว นผแู ตง/ผูผลิต/ผใู หข อมลู ผูแตง มที ัง้ ทีเ่ ปน บุคคล และสถาบัน ดังน้ี
1.1 ผูเ ขียนหรอื ผูแตงที่เปน บุคคล
1.1.1. คนไทยสามัญชน ใหเขียนเฉพาะชื่อและตามดวยชื่อสกุล (แมวาจะเขียนเอกสารเปน
ภาษาตางประเทศ สาํ หรับชาวตางประเทศใหเขียนเฉพาะชื่อสกุล ( Surname
โดยไมต อ งลงคํานาํ หนานามบอกเพศ (นาย, นาง, นางสาว ตาํ แหนง ทางวิชาการ (ผศ., รศ., ศ. คณุ วุฒิ (ดร.
และอาชีพ (เชน นายแพทย เปน ตน รวมถงึ ยศทางทหาร (เชน พล.อ. เปน ตน
ดงั ตัวอยา ง
รศ.ดร.นวนติ ย อนิ ทรามะ เขยี น นวนิตย อินทรามะ
นายแพทยส าทสิ อินทรกาํ แหง เขียน สาทิส อินทรกาํ แหง
แมกซ เวบ็ เบอร เขยี น เว็บเบอร
Mr. Edward Gibbon เขียน Gibbon
Dr. Likhit Dhiravegin เขยี น Likhit Dhiravegin
1.1.2 ผูเขียนที่เปนพระมหากษัตรยิ  พระราชนิ ี พระบรมวงศานุวงศ และผเู ขยี นที่มี
บรรดาศกั ดิ์ (เชนหลวง, พระยา ฯลฯ และสมณศักดิ์ ใหเขยี นดงั ตวั อยาง
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหวั ภมู ิพลอดุลยเดช
สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี
สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ
ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ
คณุ หญิงจนิ ตนา ยศสนุ ทร
คณุ รัญจวน อินทรกําแหง
พระราชวรมนุ ี
พระไพศาล วิสาโล
1.2 ผูเขียนหรือผูจัดทําหรือผูเผยแพรขอมูลที่เปนหนวยงาน เชน หนวยราชการ สถาบัน สมาคม
สโมสร องคการ หรือบรษิ ทั ใหใสช อ่ื หนวยงานนน้ั ๆแทนบคุ คล โดยเขียนช่อื หนวยงานใหญก อนแลวตามดวย

เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอื่ การพฒั นางานวิจยั ”

ห น า | 43

หนวยงานลําดับรองและตามดวยหนวยงานยอย ถาเปนสิ่งพิมพของหนวยราชการใหใสชื่อหนวยงานที่มีฐานะ
อยางนอยที่สุดเปนกรม หรือเทียบเทากรมเปนหลัก แลวตามดวยหนวยงานลําดับรองและลําดับยอย โดยใช
เครื่องหมายจุลภาค (, ค่ันระหวา งหนวยงานแตล ะระดบั ดงั ตัวอยาง

กรมสรรพากร, กองนโยบายและแผนงาน, ฝา ยเอกสารเผยแพรและแนวปฏบิ ัติ
กระทรวงยุตธิ รรม
สํานักงานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั , คณะอกั ษรศาสตร ภาควิชาบรรณารกั ษศาสตร
ธนาคารแหงประเทศไทย
สมาคมการจดั การธรุ กิจแหงประเทศไทย
สมาคมประกนั วนิ าศภัย, คณะอนุกรรมการคน ควาและวชิ าการ
เมอ่ื เขียนช่ือผแู ตง เสร็จแลวใหตามดวยเครอ่ื งหมายจุลภาค (, ทันที
2. การเขยี นรายการปท ี่พมิ พ/ปท ่ีผลติ /ปท่ีปรากฏขอ มูล หรอื ปท่ีเขาถงึ ขอมูล
เอกสารภาษาไทยใสเฉพาะตัวเลขป พ.ศ. เอกสารภาษาตางประเทศใสเฉพาะใชตัวเลข ปค.ศ.
ซึ่งเปนปที่ปรากฏอยูในการพิมพ และใชปที่พิมพ หรือปที่เผยแพร หรือปลิขสิทธิ์ (copyright = C ลาสุด
ถาไมมีปที่พิมพหรือปลิขสิทธิ์ใหใช ม.ป.ป. ซึ่งยอมาจากคําเต็มวาไมปรากฏปพิมพ หรือ n.d. ยอมาจาก no
date ใสแทน ยกเวนถาเปน ขอ มลู จาก WWW และไมปรากฏปท ่เี ผยแพรใหใช ปท ่เี ขา ถงึ แทน กอนเขียนปพิมพ
ใหเ วน 1 ระยะ แลวตามดวยเคร่ืองหมายจุดคู (:)
3. การลงรายการเลขหนา ทอ่ี างถึง
ใหใสเฉพาะตัวเลขของหนาของเอกสารที่อาง กอนใสเลขหนาใหเวน 1 ระยะ ถามีหนาเดียวใหใส
ตวั เลขหนานน้ั เลย ถามหี ลายหนา ใหใสเ ลขหนาใดถงึ หนาใด หรือหากมหี นา ตอ เนื่องใหใ สเลขหนา เชน 39, 67-
80 เปน ตน สําหรับขอ มลู ท่ีไดจากการสมั ภาษณแ ละโสตทศั นวัสดุ ไมมีเลขหนา กไ็ มตอ งใส
กรณเี ปน เอกสาร สาขาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยอี นโุ ลมไมต องใสเ ลขหนา
วิธีการเขียนรายการอางอิงแบบนาม-ป ในการเขียนรายการอางอิงแบบนาม-ป สามารถเขียนได 2 แบบ
ท้ังนี้ข้นึ อยูก บั วัตถปุ ระสงคของการเขยี น ดงั มรี ายละเอียดและตัวอยางตอ ไปน้ี
1. การอา งองิ แบบเนน เนือ้ หาสาระ สว นประกอบของรายการอา งองิ ทั้งหมดจะอยูในวงเลบ็ และเขยี น
ตอ ทา ยขอ ความทีต่ องการอา งองิ ดังตัวอยา ง

การใหบริการสื่อสารท่เี ปนสากลมคี วามจาํ เปน ตองอยูภ ายใตค วามรว มมือของนานาชาติที่เปนสมาชกิ
เพ่ือหาขอ ตกลงดา นตาง ๆ ตลอดจนการออกแบบสว นตาง ๆ เพอ่ื ใหส ามารถใหบริการสอ่ื สารแกมวลสมาชิก ได
องคก รหลกั สององคกรทใ่ี หบริการส่อื สารดาวเทียมสากล คอื INTELSAT และ INTERSPUTNIK ท่ีมี สมาชกิ 118
และ 14 ประเทศตามลาํ ดับ (รชั นยั อินทใุ ส, 2538  4-5)

2. การอางองิ โดยเนนผแู ตง/ผูผลิต/ผูใหขอมูล ช่อื ของผแู ตง/ผูผลติ /ผใู หขอมูล จะอยูนอกวงเลบ็
สว นรายการปพ มิ พและเลขหนา จะอยูในเครื่องหมายวงเลบ็ ตอทายชื่อดงั กลา ว ดังตัวอยาง

รชั นยั อินทใุ ส (2538: ��4-5 อธิบายวา การใหบริการสอ่ื สารทเี่ ปนสากลมีความจาเปน ตอ งอยู
ภายใตความรว มมอื ของนานาชาตทิ เ่ี ปน สมาชิก เพอ่ื หาขอตกลงดา นตา ง ๆ ตลอดจนการออกแบบสว นตา ง
ๆ เพือ่ ใหสามารถใหบรกิ ารสือ่ สารแกม วลสมาชิกได องคก รหลักสององคกรท่ีใหบรกิ ารสื่อสารดาวเทียม
สากล คือ INTELSAT และ INTERSPUTNIK ท่ีมีสมาชกิ 118 และ 14 ประเทศตามลาดับ

เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยีเพอื่ การพฒั นางานวิจยั ”

ห น า | 44

รัชนัย อินทุใส3(2538: 23 สรุปแนวโนม การพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารผา นดาวเทยี มไว ดังน้ี
1. ……………………………………………………………………
2. ……………………………………………………………………..
3. ………………………………………………………………………
4. ………………………………………………………………………

ในการเขียนรายการอางอิงจากเอกสารหนึ่งเรื่องที่เขียนโดยผูเขียนคนเดียว สองคน สามคน หรือ
มากกวาสามคน หรือกรณีเปนหนังสือแปล หรือหนังสือไมปรากฏชื่อผูแตง รวมทั้งการอางอิงจากเอกสาร
หลายเรอื่ งโดย ผเู ขยี นหลายคนพรอ มกนั มหี ลกั เกณฑก ารเขียนทค่ี วรทราบ ดงั ตอ ไปนี้
1. ขอ ความท่ตี องการอางองิ นํามาจากเอกสารหนึ่งเรื่องที่เขยี นโดยผูเ ขยี นคนเดยี วใหเ ขียน ดังตัวอยางขา งลาง

สารสนเทศ หมายถงึ “ขอเทจ็ จรงิ เหตกุ ารณ ที่ผา นกระบวนการประมวลผล มีการถา ยทอดและการ
บนั ทกึ ไวในรูปแบบตา งๆ เชน หนงั สอื วารสาร หนังสอื พมิ พ รายงาน โสตทัศนวสั ดุ เทปคอมพวิ เตอร ตลอดจน
ถายทอดในรปู แบบอน่ื ๆ เชน คาพดู โดยมีวตั ถุประสงคเพอ่ื เผยแพรใหผรู บั สารไดทราบ” (ประภาวดี สบื สนธิ์,
2543:6)

2. ขอความที่ตอ งการอางองิ นํามาจากเอกสารหน่งึ เรื่องที่เขยี นโดยผูเขยี น 2 คน เอกสารภาษาไทยใหเ ชื่อมชอ่ื
และนามสกลุ ของผเู ขียนคนแรกกบั ผูเขียนคนทสี่ องดวยคาํ วา “และ” สาํ หรับเอกสารภาษาตางประเทศใชคําวา
“and” ดงั ตัวอยา ง

นอกจากน้นั ผลงานทางวชิ าการควรจะเปนงานเขยี นท่ีมุงสอ่ื สาระความรแู กผ อู า นมากกวา จะมุง
ประโยชนทางความรูส กึ อารมณ หรือความบันเทงิ คุณคาผลงานทางวชิ าการอยูท เ่ี น้อื หาสาระทถี่ ูกตอ ง เท่ียงตรง
คมคาย กวา งขวาง ลกึ ซึ้ง รวมทง้ั เสนอประเด็นแกปญ หาทก่ี ระจา งแจงเปนทีพ่ อใจแกผอู า น กระตุน ใหเ กดิ
ความคดิ | ใหมและใฝร ตู อไป (กลุ วนิดา มาสุปรีด์ิ และวฒั นา บางโพธ์ิ, 2531:/83)

Today, the customers of our information services have higher expectations than has
ever been the case. As a result they impose even tighter deadlines, demand the use of a wider
range of information sources and want the results to be delivered in a variety of formats in
order to meet the effect of these same pressures on their own tasks. (Pantry and Griffiths,
1999: 3)

3. ขอความที่ตองการอางอิง นํามาจากเอกสารหนึ่งเรื่องที่เขียนโดยผูเขียน 3 คน เอกสารทั้งภาษาไทย และ
ภาษาตางประเทศ ใช เครื่องหมายจลุ ภาค (, คั่นระหวางชือ่ ผูเขียนคนที่หนึ่งกับคนที่สอง และใสคําวา “และ”
หรือ “and” ระหวางชื่อผูเขียนคนที่สองกับคนที่สาม สําหรับเอกสารภาษาอังกฤษใชเครื่องหมายจุลภาคค่ัน
ระหวางชือ่ ผแู ตง คนท่สี องกับคําวา and ดงั ตัวอยา ง

สาคติ ณ จนั ทโนทก, นภาพร ณ เชยี งใหม และกวี วงศพ ฒุ (2527:/121-135 ...|
ไดก ลาวถงึ ปญหาการวางแผนงบประมาณวา .............................

The qualifications needed to be able to work at a professional level in the information
industry are...(Carph,Dundee, and  Smith1999: 25)

เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยเี พอื่ การพัฒนางานวจิ ยั ”

ห น า | 45

4. ขอความที่ตองการอางอิง นํามาจากเอกสารหนึ่งเรื่องที่เขียนโดยผูเขียนมากกวา 3 คน ใหเขียนเฉพาะชื่อ
ผูเขียนคนแรก และตามดวยคําวา “และคณะ” หรือ “และคนอื่น ๆ” สําหรับเอกสารภาษาไทย สวนเอกสาร
ภาษาตางประเทศใชคําวา “and others” หรอื “et al.” ดังตัวอยา ง

ในภาพรวมของการทํางานทางวชิ าการนนั้ ประกอบ คปุ รัตน และคณะ (2533: 25-30)
ไดน ําเสนอขอ มูลเก่ยี วกับสภาพ บทบาท และภารกจิ ดานการวจิ ยั ในสถาบนั อุดมศกึ ษาเอกชน
พอสรปุ ไดวา …………………………………………………………………………………………..

……………………...(Carph, yet al., 1999: 50)………………...........

5. ขอ ความทตี่ อ งการอางอิง นํามาจากเอกสารหน่งึ เร่ืองท่ีอาจเขียนโดยผเู ขียนคนเดยี วหรือหลายคน แตมี
หลายเลมจบ ใหร ะบเุ ฉพาะหมายเลขของเลมทีต่ อ งการอางอิงเทา นั้น ดงั ตัวอยา ง

................. (เตมิ ศกั ด์ิ กฤษณามระและคนอืน่ ๆ, 2532: 2: 21-25)................
..................(Roley, et al.,1988:1:89-90)............................................

6. ขอความท่ตี อ งการอางอิง สรุปมาจากเอกสารหลายเรื่องทเ่ี ขียนโดยผแู ตงคนเดยี วกนั แตป พ มิ พตา งกัน
ใหร ะบนุ ามผแู ตงครัง้ เดยี ว และจัดเรียงปพมิ พตามลาํ ดับ โดยใชเ ครื่องหมายจลุ ภาค (, คั่นระหวางปพ มิ พ
ดงั ตวั อยา ง

(ไชยยศ เหมะรัชตะ, 2539: 44-47, 2541: 51-53)
(Frost and Moore,1988:17,1993:31-32)

7. ขอความท่ตี องการอางอิง สรุปมาจากเอกสารหลายเรื่องทเ่ี ขยี นโดยผเู ขยี นคนเดียวกนั และปพ ิมพซ้ำกันใหใช
อักษร ก ข ค ตามหลังปพิมพสําหรับเอกสารภาษาไทย และ a b c สําหรับเอกสารภาษาตางประเทศ โดยมี
หลักวาใหดูชื่อเรื่องของหนังสือเปนหลัก เรียงชื่อเรื่องตามลําดับอักษรแลวใชอักษร ก ข ค หรือ a b c กํากับ
ปพ มิ พ ตามลําดบั กอ นหลัง ดงั ตวั อยา ง

กมล ทองมาก (2529ก:318) เสนอแนวคดิ ไวว า..…………………….
กมล ทองมาก (2529ข:44-45) เสนอแนวคดิ ไววา........................

อธิบาย : จากตัวอยางขางตน อธิบายไดวา ผูเขียนรายงานไดอางหนังสือ 2 เลม คือ การทําฟารม กุง
และ เศรษฐกิจฟารมกุง ที่แตงโดย ผูแตงคนเดียวกันและพิมพในปเดียวกัน คือ 2529 เพื่อไมใหเกิดความ
สับสนในการอางอิง ผูเขียนรายงานไดใชตัวอักษร "ก" และ "ข" กํากับไวที่ป พ.ศ. โดยไดจัดเรียงชื่อเร่ืองของ
หนงั สอื ตามลาํ ดบั อักษรกอ น ซง่ึ ปรากฏ ดังนี้

การทําฟารม กุง 2529ก
เศรษฐกิจฟารม กุง 2529ข
อนึ่งในการเขียนบรรณานุกรมทายบทความ ตัวเลข พ.ศ. ก็ยังคงมีตัวอกั ษรกํากับอยเู ชนเดิม

เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยีเพอื่ การพฒั นางานวิจยั ”

ห น า | 46

8. ขอความที่ตอ งการอางอิง สรุปมาจากเอกสารหลายเร่ืองท่ีเขียนโดยผูเขียนคนเดียวหรอื หลายคน ใหเรียงชื่อ
ผูเขียนตามลาํ ดับอกั ษรและใสเ คร่ืองหมายอัฒภาค (:) (semi-colon) คนั่ เอกสารแตล ะเรื่อง ดงั ตัวอยาง

………(กรกช ดาํ รงนติ ย, 2541: 31-3; จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย,คณะอักษรศาสตร, 2540: -50; 
พมิ ลพร ศริ สิ กลุ และนชุ วดี สุทธศิ ลิ ป, 2542:/7-8; อาจหาญ ไชยศร,ี 2539ก: 8)…………………..

…………….…….…..(Feather and Frank1999: 145;  Gray, 1988a: 88-89; Miski, 1990: 5)

9. ขอความที่ตองการอางอิง นํามาจากเอกสารที่ไมปรากฏนามผูเขียน ใหใสชื่อเรื่อง (Title ของเอกสารนั้น
เชน ชื่อเรื่องของหนังสือหรือชื่อเรื่องจุลสารหรือชื่อบทความในวารสารหรือชื่อหัวขอขาวหรือชื่อบทความ
ในหนงั สือพิมพ ดังตวั อยา ง

ชือ่ เร่ืองของหนังสอื
......................................(เทคโนโลยสี ารสนเทศกับการจดั การศึกษา, ม.ป.ป.:11-12)
.........the book The Impact of New Technology on Libraries and Information

Centres (1982:16-17)…………………………………………………………………………..
ช่อื บทความในวารสาร/หนงั สือพิมพ

(“เปดมติ ิธุรกจิ ขายขอมลู ความตอ งการแหงยุคสมยั .”,  2534: 39-44)
(“Information Brokers.”, 'n.d.: 15)

10. ขอ ความท่ีตองการอา งอิง นาํ มาจากเอกสารที่ไมปรากฏชอื่ ผูเ ขยี น แตมชี ือ่ บรรณาธิการหรอื ชื่อผูรวบรวม
ใหใสช ่อื บรรณาธกิ าร (Editor หรือ ชื่อผูรวบรวม (Compiler ดงั ตัวอยา ง

……....(รงุ โรจน ศรสี บุ รรณ, /บรรณาธกิ าร,  2538: 30).......................
……...(ชมเพลิน จันทรเรอื งเพญ็ ,  ผรู วบรวม,  2540: 1-2)................
...........(Lawrence, ved.,  2000: 25)…………………………………………..
………(GootnickandKents, eds., 1997: 29-30)…………..........

11. กรณีขอความทต่ี องการอางองิ นํามาจากหนังสือแปล ใหร ะบุชอ่ื ผูเขียนท่ีเปนเจาของเร่อื งถา ไมทราบจึงใส
ช่ือผูแ ปล ดังตัวอยาง

……….…….แมทซ (2540: 11-17) กลาวถึง………………………….………….....
.................(แมค็ เมอรย่ี , เชฟเฟอรและเนฟวิลล, 2542: 101)…………………..
…………….. (ยุพเรศ วนิ ัยธร, ผแู ปล, 2530: 15-16)…………………..……….

12. ขอ ความทีต่ องการอา งอิง นํามาจากเอกสารท่ผี ูแตง ใชน ามแฝง ใหใชนามแฝง ตามทีป่ รากฏ เชน

..............(สงิ หส นามหลวง,2539:122).......................
............(ประสก, 2530:1-3)......................................
……….(เสฐียรโกเศศ, 2511: 234 …….……………………
………….(Dr.Y, 1968: 33-39)..........................เ.อ..ก..ส..า..ร..ก.ารเรยี นรู “การใชเทคโนโลยเี พอ่ื การพัฒนางานวจิ ยั ”

ห น า | 47

13. ขอความที่ตองการอา งอิง นาํ มาจากเอกสารที่เปนบทวิจารณ ใหใสช อื่ ผูวิจารณ ดงั ตัวอยา ง

คณุ สุภาว จลุ นาพันธ (2530: 28-35) ไดว ิจารณ… …………..........
……………(Nicol, (1987: 4-9)...............................................

14. ขอความที่ตองการอางอิง นํามาจากสวนหนึ่งของหนังสือที่รวมบทความ หรือผลงานรวมเรื่องของผูเขียน
หลายคน และมีผูรับผิดชอบในการรวบรวม หรือทําหนาที่บรรณาธิการตางหาก ซึ่งอาจเปนผูหนึ่งที่เขียน
บทความบางบทในหนังสือเลมนั้น หรือเปนบุคคลอื่นก็ตาม ในการเขียนรายการอางอิงใหร ะบุเฉพาะชื่อผูเขียน
บทความ ในกรณไี มป รากฏช่อื ผูเ ขียนบทความใหใ ชช่อื เรือ่ งแทนดังตัวอยา ง

..........(ลือชัย จลุ สยั , 2528:78)...............
......(กุณฑลวดี ภาสวงศ, 2528: 11)............
............ (Rokeach, 1988: 17-20)……………….………..

15. ขอ ความท่ตี องการอา งองิ นาํ มาจากเอกสารทผี่ ูเ ขียนเปนหนว ยงาน ดงั ตวั อยาง

(กรมสรรพากร, กองนโยบายและแผน, ฝา ยเอกสารเผยแพรและแนวปฏิบัต,ิ 2542: 90)
(มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร,คณะเศรษฐศาสตรแ ละบริหารธุรกจิ ,ภาควชิ าบริหารธรุ กจิ ,2540: 71-79)
(กระทรวงอุตสาหกรรม, 2542: 10-15)
(สาํ นักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ, 2542: 58)
(สมาคมประกนั วินาศภยั , คณะอนุกรรมการคน ควาและวิชาการ, 2542: 1)

(ธนาคารแหง ประเทศไทย, 2542: 10-25)
(Library Association, 1999:1-2)
(Oxford University Press, 1999: 8-12)
16. ขอความท่ีตองการอา งอิง นํามาจากหนังสือหรือเอกสารที่ไมป รากฏปพ มิ พ ดงั ตัวอยาง

(สนุ ันท จกั ราวรศุข, ม.ป.ป.: 11)
(Joseph, n.d: 3-15)

17. ขอความที่ตองการอางอิง ไดถูกอางถึงในเอกสารอื่น หมายความวา ผูเขียนบทความตองการอางขอความ
ที่ถูกอางอิงไวแลวในเอกสารนั้นๆ โดยไมไดอานจากงานเขียนนั้นโดยตรง ในกรณีเชนนี้ถือวาเปนการอาง
เอกสารที่อางถึงในเอกสารอื่น ซึ่งไมใชการอางถึงเอกสารนั้นโดยตรง การเขียนรายการอางอิงในกรณีนี้
มีหลักการเขยี น ดงั นี้

17.1 ใหระบุนามผูเขยี นของเอกสารท้งั สองรายการ โดยระบุนามผูเขยี นและปพิมพของเอกสาร
อนั ดับแรกมากอนตามดว ย คําวา “อา งถึงใน” สาํ หรบั เอกสารภาษาไทย หรือ “cited in” สาํ หรบั เอกสาร
ภาษาตา งประเทศ แลว ระบนุ ามผูเขยี นของเอกสารอันดบั รองและปพ ิมพ เชน

เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยีเพอ่ื การพัฒนางานวิจยั ”

ห น า | 48

..........ไดม กี ารศกึ ษาสหสมั พนั ธระหวา งความรขู องบรรณารกั ษใ นเรอื่ งนวกรรมกบั
ระดบั ของการตอ ตานการเปลยี่ นแปลง ผลการวิจยั พบวาจาํ นวนบรรณารกั ษม ากกวา
ครึง่ หนงึ่ (55.1 เปอรเซ็นต รสู ึกตนื่ เตนและตอ งการที่จะเหน็ การเปลยี่ นแปลงเกดิ ขึน้ ใน
หอ งสมุด... (Yashmai, 1981:11-20 cited in Weeks,  1983:45-50)

เอกสารอนั ดบั แรก

17.2 ถากลา วถึงนามเจาของเอกสารอันดบั แรกในเนือ้ หาอยูแลว ก็ลงแตปพ ิมพแ ละเลขหนา (ถามี
ของเอกสารอนั ดับแรก และรายการอา งอิงของเอกสารอนั ดับรองไวในวงเล็บ ( เชน

สําหรับ Fine (1983: 10 cited in French, 1985: 19) เชอ่ื วา สาเหตุทีแ่ ทจ รงิ
ของการตอตานเทคโนโลยีใหม ๆ คือ ความกลวั (Fear ซึ่งพอจะจาํ แนกประเภทของ
ความกลัวได 2 ประเภท คือ

1. กลัวท่จี ะสูญเสยี ความเปน สวนตัว และสูญเสยี อํานาจในการทาํ งาน
2. กลัววาคอมพวิ เตอรจะทําลายความสมั พนั ธของเพื่อนรว มงานทําใหกลุม
ของตนไมใกลช ิดสนทิ สนมอยา งเดมิ

สมเดจ็ กรมพระยาดาํ รงราชานุภาพไดทรงรายงานถงึ จาํ นวนหนงั สือไทยท่มี อี ยู
ในหอพระสมดุ สาํ หรบั พระนคร ในป พ.ศ. 2459 ดังน้คี ือ (2459: 60 อางถึงใน แมนมาส
ชวลิต, 2509: 24)

Cohen (Miller, 1997: 34) stated…………………………..

17.3 ถาเอกสารอนั ดบั รองไมไดระบปุ พ ิมพ และเลขหนา ของเอกสารอนั ดับแรกใหเ ขียนรายการ
อางอิง ดังนี้

............(พระยาอนุมานราชธน อา งถงึ ใน สายจติ ต เหมนิ ทร, 2507: 25-26)
………...(Bradford, cited in Deutsch, 1943: 43)

18. ขอความที่ตองการอางอิง นํามาจากเอกสารพิเศษและโสตทัศนวัสดุ เอกสารพิเศษ เชน ตนฉบับตัวเขียน
รายการวิทยุโทรทัศน ปาฐกถา เปนตน หรือโสตทัศนวัสดุ เชน สไลด ฟลมสตริป เทป บันทึกเสียง แผนที่
เปน ตน ใหใ สช อื่ ผแู ตง, ผผู ลิตหรอื ชอื่ เรือ่ ง (กรณไี มป รากฏช่อื ผแู ตง เวนหนงึ่ ระยะตามดว ยป ดงั ตัวอยา ง

(ดาํ รงศักดิ์ ชยั สนิท,2549)
(Killough,2006)
(รายการตามหาแกน ธรรม,2550)

19. ขอ ความทต่ี องการอา งองิ นํามาจากการสอื่ สารระหวา งบุคคล การส่ือสารระหวางบคุ คล อาจเปน จดหมาย
บันทกึ การสนทนา การสมั ภาษณ ฯลฯ ใหระบุช่ือท่ีผูเ ขยี นส่ือสารดว ย พรอ มวันที่ (ถามี เชน

(ปรีดี พนมยงค, จดหมาย, 10 มกราคม 2524
(อานันท ปน ยารชุน, สมั ภาษณ, 3 กันยายน 2539
(Wichai Nakorntap, vinterview, September 1, 1997)
Milton Friedman (personal communication,  April 26, 1983)

เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอื่ การพฒั นางานวจิ ยั ”

ห น า | 49

20. ขอ ความทต่ี องการอา งอิง นํามาจากขอ มลู ทเ่ี ปนฐานขอ มลู หรือในเว็บไซตว ชิ าชพี (Information Database
or Professional Web Site โครงการวิชาการออนไลน (Online Scholarly Project ใหระบุช่ือ
ผูจัดทําเว็บไซต หากไมมีใหระบุชื่อเวบ็ ไซตหรือช่ือโครงการหรือฐานขอมูลแทน และวันเดือนปที่จดั ทําเว็บไซต
หรอื วนั เดือนปท ่เี ขา ใชข อมูล

ระบบสายอากาศทใี่ ชในตวั ดาวเทยี มมอี ยดู วยกัน 4 แบบ ไดแ ก แบบ Wire, Horn, Reflector และ Array.
(สถาบนั เทคโนโลยรี าชมงคล วทิ ยาเขตนนทบรุ ี, 2 กันยายน 2544

21. หากเปนบทความวารสารจากเว็บไซตที่เหมือนบทความวารสารที่ตีพิมพใหใสชื่อผูเขียนบทความ (หรือชื่อ
บทความถาไมม ีชือ่ ผเู ขียน เดือน, ปพมิ พแ ละเลขหนาเชน เดียวกับฉบับตพี มิ พ เชน

(Mariott, et al., 2002, February: 902-911)

22. บทความจากวารสารออนไลน (ที่ไมม ีฉบบั ตีพิมพ ใหใ สชือ่ ผเู ขยี นบทความ (หรอื ช่อื บทความถาไมมีชอ่ื
ผูเขยี น และปท่ีผลิตหรือจดั ทํา เชน

(Wheelright, 2001, September)
("Expenditures for Health Care Plans," 1998)

การเขียนรายการอางอิงแทรกปนไปในเนื้อหาของขอมูลจากเว็บไซตหรือขอมูลออนไลนจะใช
หลักเกณฑ เดยี วกันกับการเขียนรายการอา งองิ เอกสารคอื ชอ่ื ผูเ ขียนหรือผจู ัดทาํ ทัง้ ที่เปน บคุ คล และหนวยงาน
กับปท่ผี ลติ หรือ จัดทําขอมูลหรือวันเดือนปท ่ีเขาใชขอมลู เปนสําคญั
การเขยี นรายการอา งอิงท่ีแยกจากเนอ้ื หา
1. การเขียนเชิงอรรถ
เชิงอรรถ

เชิงอรรถ (Footnote คือ การอางอิงแยกจากเนื้อหา อยูตอนลางของหนา เพื่อบอกใหทราบวา
ขอความในงานเขียนที่นํามานั้นมาจากที่ใด หรือใชสําหรับอธิบายขอความบางตอนในตัวเรื่องจึงจําเปน
ตองเขียนเชงิ อรรถ ใหเ สร็จสมบรู ณใ นหนา เดยี วกันกบั ขอ ความนน้ั ๆ ไมควรมีคางในหนา ถดั ไป
การเขยี นเชิงอรรถ

1. ในการเขีนเชิงอรรถนั้นตองแยกออกจากเนื้อเรื่อง โดยมีเสนขีดคั่นขวางจากขอบซายมาประมาณ
ครึ่งหนาเพื่อแยกสวนเนื้อหากับเชิงอรรถ เสนขวางนี้ถาเปนพิมพดีดใหเวนหางจากบรรทัดสุดทายของตัวเรื่อง
หนึ่งชวงบรรทัดพิมพเดี่ยว ตัวเชิงอรรถใหหางจากเสนขวางนี้หนึ่งชวงบรรทัดพิมพคูถาพิมพ ดวยเครื่อง
คอมพวิ เตอรใหเวน ชว งบนและลางของเสนขวางนี้ 1 ชวงบรรทัดของเครื่อง

2. เร่ิมเขยี นเชิงอรรถดวยการยอ หนา 7 ชว งตัวอกั ษร เม่ือรายการยาวถึงบรรทัดทสี่ อง จึงเขยี นชดิ ขอบ
ซา ยทแ่ี นวคั่นหนา ชว งบรรทัดพมิ พคู ถาเปนการพิมพดว ยคอมพวิ เตอรใหพิมพหางกัน 1 ชวงบรรทัดของเคร่ือง

3. ระหวา งเชงิ อรรถแตละรายการ หากเปนพิมพดดี ใหพมิ พห า งกัน
4. ตัวเลขกํากับเชิงอรรถใหยกครึ่งบรรทัดพิมพ เหนืออักษรตัวแรกของขอความในเชิงอรรถ
และใหเ ขยี นหรอื พิมพตดิ ตอไปกับตวั เลขทนั ที
5. ตัวเลขที่กํากับเชิงอรรถตองตรงกับตัวเลขที่ใชกํากับอัญประกาศ หรือ ขอความในเรื่องที่ปรากฏ
ในหนาเดียวกัน
6. การเรียงลาํ ดับตวั เลขกํากับเชิงอรรถใหตัง้ ตน นับหนึง่ ในทกุ ๆหนา
7. วัสดุอางอิงทั้งหมดท่ีกลา วไวในเชิงอรรถตองนําไปเขียนเปนบรรณานุกรมไวตอนทาย ของงานเขยี นดวย

เอกสารการเรียนรู “การใชเทคโนโลยีเพอื่ การพัฒนางานวิจยั ”


Click to View FlipBook Version