รายงานการเรยี นรู้
การใชเ้ ทคโนโลยเี พอ่ื การพฒั นางานวิจยั
สถาบนั กศน.ภาคกลาง
สานกั งาน กศน.
สานกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธิการ
ความรูเบอ้ื งตนเกีย่ วกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
ความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ความหมายของเทคโนโลยีสารเทศไดมีนักวิชาการและนักการศึกษาตลอดจนผูเชี่ยวชาญ
ไดใ หความหมาย ไวด ังนี้
ณัฐกร สงคราม (2552 กลาววา Information Technology หรือ IT คือ การประยุกตความรูทาง
วิทยาศาสตรมาใชในระบบสารสนเทศตั้งแตกระบวนการจัดเก็บ ประมวลผล และการเผยแพรสารสนเทศ
เพอ่ื ชว ยใหไดส ารสนเทศท่มี ปี ระสิทธิภาพ และรวดเรว็ ทันตอเหตุการณ โดยเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบดวย
1. เครื่องมือและอุปกรณตางๆ เชน เครื่องคอมพิวเตอร เครื่องใชสํานักงาน อุปกรณสื่อสาร
โทรคมนาคมตางๆรวมทั้งซอฟตแวรแบบสําเร็จรูปและแบบพัฒนาขึ้นเพื่อใชงานในเฉพาะดานซึ่งเครื่องมือ
เหลา นีจ้ ดั เปนเคร่ืองมือทันสมยั และใชเ ทคโนโลยีระดับสงู (High Technology
2. กระบวนการในการนําอุปกรณเครื่องมือตาง ๆ ขางตนมาใชงานเพื่อรวบรวมจัดเก็บ
ประมวลผลและแสดงผลลัพธเปนสารสนเทศในรูปแบบตาง ๆ ที่สามารถนําไปใชประโยชนไดตอไป
เชน การจัดเกบ็ ขอมลู ในลักษณะของฐานขอมลู เปน ตน
กิดานันท มลิทอง (2548 ไดใหควา มหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศไววา หมายถึงเทคโนโลยี
ที่เกี่ยวของกับการจัดเก็บ ประมวลผลและเผยแพรสารสนเทศซึ่งรวมแลวก็คือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร
และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม หรือ Computer and Communications ที่นิยมเรียกยอๆวา C&C
อยางไรก็ตามมีแนวโนมที่จะนับเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เปนองคประกอบของC&Cที่เกี่ยวเนื่องเขาเปนเทคโนโลยี
สารสนเทศดวย เชน เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส เทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีการพิมพ
เทคโนโลยสี ํานักงานอัตโนมตั ิ เทคโนโลยีเพอ่ื การศกึ ษา
วัดเดิม มณีโภคา (2546 สรุปความหมายของเทคโนโลยี สารสนเทศไววา หมายถึง การใชงาน
การบริหารการจัดการในเรื่องโครงสรางของขอมูลขาวสาร รูปแบบตาง ๆ ที่นําเอาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร
และเทคโนโลยีทางการสื่อสารโทรคมนาคมมาประยุกตเพื่อจัดกระทํากับขอมูลเหลานี้ ตามวัตถุประสงค
ของการใชประโยชนเพื่อใหมีความหมายและคุณคาเพิ่มขึ้นเปนระบบที่นําไปใชไดอยางสะดวกรวดเร็วทันสมัย
และมปี ระสิทธภิ าพ
ปธีป เมธาคุณวุฒิ (2544 ไดใหความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศวา เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ
ระบบสารสนเทศ ระบบคอมพิวเตอรเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม รวมทั้งประเด็นทางจริยธรรม
และทางสังคมที่เกี่ยวของกับคอมพิวเตอรผลกระทบที่เกิดจากการใชเทคโนโลยีสารสนเทศในสังคมโดย
เทคโนโลยีสารสนเทศเปนเครื่องมือและเทคนิควิธีการสําหรับการเก็บรวบรวมขอมูลการประมวลผล
เรียกใชสงผานและรับขอมูลซึ่งเครื่องมือและอุปกรณตางๆเหลานี้ ไดแก เครื่องคอมพิวเตอรทั้งฮารดแวร
และซอฟตแ วร เครือ่ งใชสํานกั งานและอปุ กรณโ ทรคมนาคม
มนัส นามวงศ (2543 ไดใหความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศวา เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ
การประยุกตความรูความเขาใจในระบบการสื่อสารและการใชคอมพิวเตอรบนฐานขอมูลเดียวกัน
ในการคนควา หาขอ มลู แลกเปลีย่ นขอมูลและการตดิ ตอสือ่ สาร
สุชาดา กีระนันท (2542 ไดใหความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศวา เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ
เทคโนโลยที เ่ี กี่ยวของกับการบันทึก จดั เกบ็ ประมวลผล คน คนื สงและรับ หรือเชือ่ มโยงขอมูล และสารสนเทศ
ซึ่งรวมถึงเครื่องมือและอุปกรณตางๆที่ใชในกระบวนการขางตน เชน คอมพิวเตอร อุปกรณบันทึกขอมูล
จัดเก็บขอมลู และคน คืนขอ มลู เครือขายส่อื สารขอมลู อปุ กรณส ่อื สาร และโทรคมนาคม เปนตน
ห น า | 2
จากความหมายขางตนที่นักวิชาการหลายทานไดใหความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศไวนั้น
สรุปความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศไดดังนี้ เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง เทคโนโลยีที่ครอบคลุม
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร และเทคโนโลยีทางการสื่อสารโทรคมนาคมมาประยุกตผนวกเขาดวยกัน
ตามวัตถุประสงคของการใชประโยชน โดยใชในกระบวนการจัดหา การจัดเก็บ การวิเคราะห การจัดการ
การสราง การเชื่อมโยง สื่อสาร และเผยแพรสารสนเทศที่เปนเสียง ภาพ ภาพเคลื่อนไหว ขอความ
หรอื ตัวอักษรและตัวเลขไดอยางมปี ระสิทธิภาพและรวดเร็วทนั ตอ การนาํ ไปใชป ระโยชน
บทบาทและความสําคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2547:6-8) กลาวถึง ความสําคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ
วาเทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทที่ไดขับเคลื่อนใหประเทศที่เจริญแลวกาวหนาไปอยางรวดเร็ว และทําให
ประเทศกําลังพัฒนาตระหนักถึงศักยภาพและความสําคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งยังสงผลถึงความ
เหลื่อมล้ำของสังคมภายในประเทศอีกดวย การพัฒนาประเทศจึงจําเปนตองใหความสําคัญตอความ
เปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
วชิราพร พุมบานเย็น (2545: 48 กลาววาเทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการศึกษาเปนสิ่งสําคัญ
ยิ่งอยางในการชวยใหการแกปญหาทางดานการศึกษาสําเร็จลุลวงไปได ไมวาจะเปนในดานการบริหาร
การจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะอยางยิ่งในการนําเทคโนโลยีทันสมัยมาใช เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพ
และประสทิ ธผิ ลการเรียนรแู กผ เู รยี น และไดกลา วถงึ ความสําคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศไว ดังน้ี
1. เทคโนโลยสี ารสนเทศ ชวยใหก ารคนควา หาขอมลู ทางดานการศึกษางา ยขึน้
2. การดําเนนิ ชีวติ ประจําวันทําใหม คี วามคลอ งตวั และสะดวกรวดเร็วมากขึ้น
3. การดําเนินธุรกิจจะทําใหมีการแขงขันกันระหวางธุรกิจมากขึ้น ทําใหตองมีการพัฒนาองคกร
เพ่ือใหทันกบั ขอมลู ขา วสารอยตู ลอดเวลา และพฒั นาอยา งตอเนอ่ื ง
4. อัตราการขยายตัวที่เพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว เพราะการติดตอสื่อสารที่เจริญกาวหนา และทันสมัย
ในปจจุบนั จงึ ทําใหโลกของเราเปนโลกไรพรมแดน
5. มีการนําคอมพิวเตอรเขามาใชในการทํางานมากขึ้น และงานบางอยางที่มนุษยไมสามารถทําได
มกี ารใชคอมพวิ เตอรเขา มาทาํ งานแทน
ดังนั้น เทคโนโลยีสารสนเทศ จึงมีความสําคัญและมีความจําเปนในการนํามาใชในกระบวนการศึกษา
ดว ยเหตผุ ล ดังนี้
1. ความเจริญอยางรวดเร็วทางดานวิชาการ วิทยาการใหมๆ และสิ่งประดิษฐตาง ๆ ไดถูกคิดคน
ประดิษฐขึ้นมาใชในสังคมมากมาย ซึ่งมีผลโดยตรงตอการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวทางดานหลักสูตรการเรียน
การสอนของสถานศึกษาจึงมีความจําเปนตองใชเครื่องมือทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมกับสถาน
การณเขา มาชว ย เชน การนาํ เสนอขอมูลทางวชิ าการ การแนะแนวการเรยี นโดยระบบคอมพิวเตอร เปน ตน
2. การเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วของสังคม ซึ่งเปนผลกระทบมาจากพัฒนาการทางดานวิทยาศาสตร
และเทคโนโลยีสงผลตอการดํารงชีวิต การปรับตัว และพัฒนาการของนักเรียน จําเปนตองใชเทคโนโลยี
และนวัตกรรม ทเี่ หมาะสมกับสถานการณน น้ั ๆ
3. ลักษณะสังคมขอมูลขาวสาร ซงึ่ เปนผลมาจากพฒั นาการทางดานอเิ ลก็ ทรอนิกสค อมพิวเตอร และ
เทคโนโลยีโทรคมนาคม ทําใหขาวสารทุกรปู แบบ คอื เสียง ภาพนิง่ ภาพเคล่ือนไหว ขอมลู คอมพิวเตอรสามารถ
ถา ยทอดและสงถงึ กนั ไดอยางรวดเรว็ สังคมในปจ จุบันและอนาคตจะเปนสงั คมที่ทวมทนดวยกระแสขอมูลและ
ขาวสาร การใชค อมพวิ เตอรใ นดานการจัดการศกึ ษา แบง ไดเ ปน 2 ประเภท คือ ใชเปนเคร่อื งมือในการบริหาร
การศกึ ษา และใชเ ปนเคร่ืองมือในการสอน การใชเปนเคร่ืองมือในการศึกษาเกี่ยวของกับการบรหิ ารการศึกษา
ซง่ึ ผูบรหิ ารการศึกษาจําเปนตองทราบสารสนเทศตา ง ๆ ทางดา นแผนการเรียน ดานบุคลากร ดา นการเงนิ และ
เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยีเพอ่ื การพฒั นางานวิจยั ”
ห น า | 3
ดา นอาคารสถานทแ่ี ละอุปกรณ
กฤษมันต วัฒนาณรงค (2549: 139 กลาวถึง ความสําคัญของเทคโนโลยี วามีอิทธิพลตอมนุษยและ
สิ่งแวดลอมอยางมาก ผลที่ไดจากเทคโนโลยีมีทั้งคุณและโทษ การนําเทคโนโลยีไปใชจึงตอ งคํานึงถึงผลกระทบ
ทางออมอยางอื่นที่อาจมองขามไปดวย อิทธิพลของเทคโนโลยีทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวกับมนุษยและ
การศึกษา มผี ลสรุปได 3 ประการ ไดแ ก
1. เทคโนโลยีทําใหมนุษยมีการเปลี่ยนแปลงสภาพความเปนอยู วิถีชีวิตและอาชีพในทางการศึกษา
เทคโนโลยีไดเปลี่ยนบุคลิกลักษณะของผูเรียน รวมทั้งอาชีพที่ผูเรียนเตรียมตัวเขาสู นอกจากนั้นลักษณะ
ของนักศึกษาที่อยูในสังคมเทคโนโลยยี อมแตกตางจากนกั ศึกษาที่อยูในสังคมชนบทหางไกลเทคโนโลยี หรือใช
เทคโนโลยีนอ ย
2. เทคโนโลยีทําใหมีการเปลี่ยนแปลงดานวิธีการ ในทางการศึกษาวิธีการเรียนการสอน การบริหาร
และการจัดการ มีการนําเอาวิธีการใหม ๆ ซึ่งเปนผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีทําใหเกิดประสิทธิภาพ
และประสิทธิผลในเชิงของปริมาณและคุณภาพสูงสุด ทั้งยังชวยประหยัดเวลาและคาใชจายอีกดวย
การสอนทางไกล และมหาวิทยาลัยเปดเปนตัวอยางอันหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา
ซง่ึ เทคโนโลยีมีสว นใหมกี ารเปล่ยี นแปลงดานเทคนิควิธี
3. เทคโนโลยีทําใหมีการเปลี่ยนแปลงสถานการณของการเรียนรู การจัดประสบการณหรือการสราง
สถานการณในการเรียนการสอน ปจจุบันสิ่งเหลานี้ไดเปลี่ยนไปตามความกาวหนาของเทคโนโลยี นักเรียน
แตเดิมตองเรียนจากครูผูสอน ปจจุบันนักเรียนอาจจะเรียนไดจากเครื่องชวยสอน หรือแหลงความรูตาง ๆ
ตลอดจนสื่อการเรียนการสอน ซึ่งอาจจะเรียนเปนกลุมหรือเดี่ยวตามความสามารถ ความตองการ และความ
สนใจของผูเรียน โดยไมจํากัดเวลา สถานที่ ในสถานการณของการเรียนจากเดิมนั้นขึ้นอยูกับครูซึ่งเปน
ศูนยกลางของการเรียน แตปจจุบันสถานการณของการเรียนขึ้นอยูกับผูเรียนเองเปนสําคัญ สถานการณ
การเรียนรูและความคดิ ดานการเรียนการสอนที่เปลยี่ นไปลักษณะนี้เกดิ จากอิทธิพลดา นเทคโนโลยี
ซาวเตอร (Souter, 1999 ไดกลาวถึงความสําคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มี 5
ประการ ไดแก
1. การส่อื สารถือเปนเร่ืองจําเปนในการดําเนินกิจกรรมตา งๆของมนุษย สิ่งสาํ คัญทม่ี ีสวนในการพัฒนา
กิจกรรมตาง ๆ ของมนุษยประกอบดวย Commนnication Media การสื่อสารโทรคมนาคม (Telecoms
และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT
2. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประกอบดวยผลิตภัณฑหลักที่มากไปกวาโทรศัพทและ
คอมพิวเตอร เชน แฟกซ อินเทอรเน็ต อีเมลล ทําใหสารสนเทศเผยแพร หรือกระจายออกไปในที่ตางๆ
ไดส ะดวก
3. เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สารมผี ลใหก ารใชงานดา นตางๆมรี าคาถูกลง
4. เครือขายสื่อสาร (Communication networks ไดรับประโยชนจากเครือขายภายนอก เนื่องจาก
จํานวนการใชเครือขาย จํานวนผูเชื่อมตอ และจํานวนผูที่มีศักยภาพในการเขาเชื่อมตอกับเครือขายนับวัน
จะเพ่มิ สงู ขน้ึ
5. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทําใหฮารดแวรคอมพิวเตอร และตนทุนการใช ICT
มีราคาถกู ลงมาก
กลา วโดยสรปุ ไดวา เทคโนโลยีมคี วามสาํ คัญโดยสงผลใหมนุษยมีความเปลี่ยนแปลงสภาพความเปนอยู
มีผลตอการดําเนินชีวิตประจําวันใหมีความเปลี่ยนแปลงใหทันสมัย ทําใหมีความเจริญอยางรวดเร็วทางดาน
วิชาการมีวิทยาการใหม ๆ ชวยแกปญหาทางดานการศึกษา และมีบทบาทที่ไดขับเคลื่อนใหประเทศ
มคี วามเจริญและกา วหนา และเทคโนโลยสี ารสนเทศยังมบี ทบาทและความสาํ คญั ที่ทุกระดบั ทุกวงการใหความ
เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยเี พอื่ การพัฒนางานวิจยั ”
ห น า | 4
สําคัญทั้งระดับจุลภาค และมหภาค เทคโนโลยีสารสนเทศเขา ไปเกี่ยวขอ งเพื่อประโยชนตาง ๆ ในกระบวนการ
ของการทํางานหรือการศึกษา ซึ่งสงผลตอการเปลี่ยนแปลงและมีพัฒนาการของสังคมโลกในดานตางๆ เชน
ความเปนอยู สังคม เศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การเมือง ตลอดจนการศึกษา
วจิ ยั และพฒั นา
องคประกอบของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศนั้นอาจกลาวไดว าประกอบขึ้นจากเทคโนโลยีสองสาขาหลัก คือเทคโนโลยี
คอมพวิ เตอร และเทคโนโลยีสอื่ สารโทรคมนาคม สาํ หรบั รายละเอียดพอสังเขปของแตล ะเทคโนโลยีมดี ังตอ ไปนี้
1. เทคโนโลยคี อมพวิ เตอร
คอมพิวเตอรเปนเครื่องอิเล็กทรอนิกสที่สามารถจดจําขอมูลตาง ๆ และปฏิบัติตามคําสั่งที่บอก เพื่อให
คอมพิวเตอรทํางานอยางใดอยางหนึ่งให คอมพิวเตอรนั้นประกอบดวยอุปกรณตางๆที่เชื่อมตอกัน เรียกวา
ฮารดแวร (Hardware และอุปกรณฮารดแวรนี้จะตองทํางานรวมกับโปรแกรมคอมพิวเตอรหรือที่เรียกกันวา
ซอฟตแวร (Software
ก. ฮารด แวร ประกอบดวย
- อปุ กรณรบั ขอมลู (Input เชน แผงแปน อักขระ (Keyboard, เมาส (Mouse, เครอื่ งตรวจวาดภาพ
(Scanner จอภาพสมั ผสั (Touch Screen, และเครอื่ งอา นรหัสแทง (Bar Code Reader
- อปุ กรณแสดงผลขอ มูล (Output เชนจอภาพ (Monitor และเคร่ืองพิมพ (Printer
- หนวยประมวลผลกลางจะทํางานรวมกบั หนวยความจําหลกั ในขณะคํานวณหรือประมวล โดยปฏิบัติ
หนาที่ตามคําสั่งของโปรแกรมคอมพิวเตอร โดยการดึงขอมูลและคําสั่งที่เก็บไวในหนวยความจําหลักมา
ประมวลผล
- หนวยความจําหลัก มีหนาที่รับขอมูลมาจากอุปกรณรับขอมูลเพื่อใชในการคํานวณและผลลัพธ
ของการคํานวณกอนทีจ่ ะสงไปยังอปุ กรณส ง ขอมูลรวมท้ังการเกบ็ คาํ สง่ั ขณะกาํ ลงั ประมวลผล
- หนวยความจําสํารองทําหนาที่จัดเก็บขอมูล และโปรแกรมขณะยังไมไดใชงานเพื่อการใชงาน
ในอนาคต
ข. ซอฟตแวร เปนองคประกอบที่สําคัญและจําเปนมากในการควบคุมการทํางานของเครื่อง
คอมพวิ เตอร ซอฟตแ วรส ามารถแบงออกไดเปน 2 ประเภท คือ
- ซอฟตแวรระบบ มีหนาที่ควบคุมอุปกรณตางๆ ภายในระบบคอมพิวเตอร และเปนตัวกลาง
ระหวา งผใู ชก ับคอมพวิ เตอรห รือฮารดแวร ซอฟตแวรร ะบบสามารถแบง เปน 3 ชนดิ คือ
1) โปรแกรมระบบปฏิบัติการ ใชควบคุมการทํางานของคอมพิวเตอร และอุปกรณพวงตอ
กบั เครื่องคอมพวิ เตอร ตวั อยา งโปรแกรมที่นิยมใชก ันในปจจบุ ัน เชน UNIX, DOS, Microsoft Windows
2) โปรแกรมอรรถประโยชน ใชชวยอํานวยความสะดวกแกผูใ ชเคร่ืองคอมพวิ เตอรในระหวา ง
การประมวลผลขอมูลหรือในระหวางที่ใชเครื่องคอมพิวเตอร ตัวอยาง โปรแกรมที่นิยมใชกันในปจจุบัน
เชน โปรแกรมเอดเิ ตอร (Editor
3) โปรแกรมแปลภาษา ใชในการแปลความหมายของคําสั่งที่เปนภาษาคอมพิวเตอรใหอยู
ในรูปแบบท่เี ครอ่ื งคอมพิวเตอรเ ขา ใจ และทํางานตามท่ผี ูใ ชตองการ
- ซอฟตแ วรประยกุ ต เปน โปรแกรมทเี่ ขียนข้ึนเพ่ือทํางานเฉพาะดานตามความตองการ ซ่ึง ซอฟตแวร
ประยกุ ตน ้ีสามารถแบงเปน 3 ชนิด คอื
1) ซอฟตแวรประยุกตเพื่องานทั่วไป เปนซอฟตแวรที่สรางขึ้นเพื่อใชงานทั่วไปไมเจาะจง
ประเภทของธุรกจิ ตัวอยางเชน Word Processing, Spreadsheet, Database Management เปน ตน
เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยเี พอื่ การพัฒนางานวจิ ยั ”
ห น า | 5
2) ซอฟตแวรประยุกตเฉพาะงาน เปนซอฟตแวรที่สรางขึ้นเพื่อใชในการธุรกิจเฉพาะ
ตามแตว ัตถปุ ระสงคของการนําไปใช
3) ซอฟตแวรประยุกตอื่นๆ เปนซอฟตแวรที่เขียนเพื่อความบันเทิง และอื่นๆนอกเหนือ
จากซอฟตแวรประยุกตสองชนิดขางตน ตัวอยางเชน Hypertext, Personal Information Management
และซอฟตแวรเกมตา งๆ เปนตน
2. เทคโนโลยสี ่อื สารโทรคมนาคม
เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมใชในการติดตอสื่อสาร รับ/สงขอมูลจากที่ไกลๆ เปนการรับสงขอมูล
ระหวางคอมพิวเตอรหรือเครื่องมือที่อยูหางไกลกนั ซึ่งจะชวยใหการเผยแพรขอมูลหรอื สารสนเทศไปยังผูใชใน
แหลง ตางๆ เปน ไปอยา งสะดวกรวดเรว็ ถูกตอ ง ครบถว น และทันการณ ซ่ึงรปู แบบของขอ มลู ทรี่ ับ/สง อาจเปน
ตวั เลข (Numeric Data ตัวอักษร (Text ภาพ (Image และเสียง (Voice
เทคโนโลยีที่ใชในการสื่อสารหรือเผยแพรสารสนเทศ ไดแก เทคโนโลยีที่ใชในระบบโทรคมนาคม
ทั้งชนิดมีสายและไรสาย เชนระบบโทรศัพทโมเด็ม แฟกซ โทรเลข วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน
เคเบลิ้ ใยแกว นาํ แสง คลื่นไมโครเวฟ และดาวเทียม เปนตน
สําหรับกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคมมีองคประกอบพื้นฐาน 3 สวน ไดแก ตนแหลง
ของขอความ (Source/Sender) สื่อกลางสําหรับการรับ/สงขอความ (Medium และสวนรับขอความ
(Sink/Decoder)
นอกจากน้ี เทคโนโลยสี ารสนเทศสารถจําแนกตามลกั ษณะการใชง านไดเปน 6 รูปแบบ ดงั ตอไปนี้ คอื
1. เทคโนโลยีที่ใชในการเก็บขอมูล เชน ดาวเทียมถายภาพทางอากาศ กลองดิจิทัล
กลอ งถา ยวดี ิ ทศั น เครอื่ งเอ็กซเรย ฯลฯ
2. เทคโนโลยีที่ใชในการบันทึกขอมูล เปนสื่อบันทึกขอมูลตางๆ เชน เทปจานแมเหล็ก
จานแมเหลก็ จานแสงหรือจานเลเซอร และบัตรเอทีเอ็ม ฯลฯ
3. เทคโนโลยีที่ใชในการประมวลผลขอมูล ไดแก เทคโนโลยีคอมพิวเตอรทั้งฮารดแวร
ซอฟตแ วร
4. เทคโนโลยที ีใ่ ชใ นการแสดงผลขอมูล เชน เครอื่ งพมิ พ จอภาพ ฯลฯ
5. เทคโนโลยีทใ่ี ชใ นการจัดทําสําเนาเอกสาร เชน เครื่องถายเอกสาร เคร่ืองถายไมโครฟลม
6. เทคโนโลยสี ําหรับถายทอดหรือสือ่ สารขอมลู ไดแก ระบบโทรคมนาคมตา งๆ เชน โทรทัศน
วทิ ยุกระจายเสียง โทรเลข เทเลก็ ซ และระบบเครือขายคอมพวิ เตอรทง้ั ระยะใกลแ ละระยะไกล
พฒั นาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ
คณุ สมบัติของเทคโนโลยสี ารสนเทศท่ที ําใหเกิดการแพรก ระจายของการใชอ ปุ กรณเ ทคโนโลยี
สารสนเทศอยา งแพรหลายในปจจุบันน้ปี ระกอบดว ยคณุ สมบัตติ างๆดังนี้
1. การรวมตัวกันของเทคโนโลยี (Convergence เทคโนโลยีสารสนเทศเปนการรวมตัวกนั
ของเทคโนโลยีทางดานคอมพิวเตอร การสื่อสาร รวมถึงระบบเทคโนโลยีอื่นๆ เชนการกระจายเสียง
(Broadcasting เขาไวดวยกันทําใหสามารถรับและสงสัญญาณโดยเฉพาะขอมูลที่อยูในรูปแบบของสื่อแบบ
ผสม (Multimedia ที่ประกอบดวยภาพ เสียง และขอความตางๆ ไดอยางรวดเร็วสมบูรณ และสามารถ
สงไดในปริมาณมาก การเผยแพรขอมูลตางๆ ทําไดอยางทั่วถึงกันมากขึ้นโดยเฉพาะการเผยแพรขอมูล
ในยุคไรพรมแดน
2. ตนทุนที่ถูกลง (Cost Reduction เทคโนโลยีสารสนเทศมีคุณสมบัติที่ทําใหราคา
และการเปนเจาของอุปกรณเทคโนโลยีสารสนเทศถูกลงเปนอยางมาก ทั้งในสวนของอัตราคาบริการสื่อสาร
โทรคมนาคม เชน คา โทรศพั ท คาบรกิ ารอนิ เทอรเน็ต คาเชา สัญญาณเครือขายรวมถงึ ราคาของเครื่องคอม
เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอื่ การพัฒนางานวิจยั ”
ห น า | 6
พิวเตอรที่มีแนวโนมถูกลง เรื่อยๆ สิ่งตางๆเหลานี้ดําเนินการเปนไปตามกลไกราคาของตลาดนั่นเอง ซึ่งเมื่อ
มีผูบริโภคมากขนึ้ ราคาก็ยอมมแี นวโนมทจี่ ะถูกลง
3. การพัฒนาอุปกรณที่เล็กลง (Miniaturization อุปกรณเทคโนโลยีสารสนเทศ
หลากหลายประเภท รวมทั้งเครื่องคอมพิวเตอรและโทรศัพทไดรับการพัฒนาใหมีขนาดเล็กลงกวาเดิมมาก
ดว ยวิวฒั นาการของไมโครชพิ ทําใหสะดวกตอการใชง านมากย่งิ ข้นึ
4. การพกพาและการเคลื่อนที่ (Portability / Mobility เทคโนโลยีสารสนเทศทําให
การเชื่อมตอเครือขายคอมพิวเตอรเปนไปไดงายมากยิ่งขึ้น อาทิเชน คอมพิวเตอรแบบโนตบุคที่มีโมเด็ม
และโทรศัพทไรสายในระบบดิจิตอล สามารถตอเขากับเครือขายอินเทอรเน็ตนอกสถานที่ทํางานได
อยา งงายดาย
5. การประมวลผลที่ดีขึ้น (Processing Power เทคโนโลยีสารสนเทศมีแนวโนม
ของการประมวลผลที่ดีขึ้น โดยอาศัยพัฒนาการของผูผลิตหนวยประมวลผลกลาง หรือซีพียูที่ทํางานเร็วข้ึน
กวาเดมิ รวมถงึ การสรา งโปรแกรมเพอ่ื ตอบสนองการทาํ งานของผใู ชท มี่ ีประสิทธิภาพดียง่ิ ขึ้น
6. การใชงานที่งาย (User Friendliness) การพัฒนาโปรแกรมในปจจุบันมีการออกแบบ
สวนประสานงานกับผูใชเพื่อชวยเหลือและสนับสนุนการทํางานใหงายและดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอยางยิ่งกับคน
ที่ไมคุนเคยเรื่องเทคโนโลยีมากนัก ทําใหไมตองกลัววาจะใชงานไดยากเหมือนกบั แตกอน เพียงแคศึกษาการใช
โปรแกรมเพียงเล็กนอยก็สามารถทําไดแลว โดยมากจะมีการนํารูปแบบของ GUI มาใชมากยิ่งขึ้น เชน
แบบเมนูเลือกรายการ หรือ กดคลิกผานเมาสบนหนาจอ เปนตน ซึ่งชวยใหการแพรกระจายของการใช
เทคโนโลยีสารสนเทศเปนไปไดอยา งรวดเร็วมากย่งิ ขน้ึ
7. การเปลี่ยนจากอะตอมเปนบิต (Bits Versus Atoms ทิศทางของความนิยม และการ
กระจายของการใชเทคโนโลยีสารสนเทศอยางรวดเร็ว ผานการใชงานโดยเครือขายอินเทอรเน็ตน้ีนับไดวาเปน
ตัวอยางที่ชัดเจนของการหันเหจากกิจกรรมที่ใชอะตอม เชน การสง เอกสาร ที่เปนกระดาษไปสูการใชบิต
(Binary Digit : BIT) มากยิ่งขึ้น ซึ่งในปจจุบัน จะเห็นวาหลายองคกร ปรับเปลี่ยนการใชงานที่มุงเนนสู
สํานักงานแบบไรกระดาษ (Paperless Office กนั บา งแลว
8. สื่อผสม (Multimedia เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถเผยแพรสารสนเทศ ที่เปนแบบ
สื่อผสม (Multimedia มากขึ้น ซึ่งประกอบดวยสารสนเทศที่อยูในรูปแบบตัวอักษรภาพกราฟก เสียง ภาพนิ่ง
รวมถงึ ภาพเคลื่อนไหวตา งๆ เขาไวดว ยกัน
9. เวลาและภูมิศาสตร (Time and Distance วิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทําใหมนุษยสามารถเอาชนะเงื่อนไขดานเวลา และภูมิศาสตรไดเปนอยางมาก เชน การประชุมทางไกล
(Teleconference สําหรับบางองคกรที่มีขนาดใหญและมีสาขาอยูทั่วประเทศ ซึ่งหากตองจัดการประชุม
โดยใหผูบริหารทุกสาขาเดินทางมายังสํานักงานใหญพรอมกัน อาจจะทําไดไมสะดวก หรือจัดเวลาไมตรงกัน
การประชุมแบบทางไกลสามารถเขาชวยแกปญหานี้ได หรือการใชจานรับสัญญาณดาวเทียม เพื่อถายทอด
สัญญาณรายการเพื่อการศึกษา ใหกับโรงเรียนชนบทที่หางไกล (Tele education โดยที่นักเรียนไมจําเปน
ตองเขามาแสวงหาความรูในเมืองใหญก็สามารถไดแหลงความรูที่เหมือนๆกันเปนการลดปญหาในเรื่อง
ภมู ิศาสตรล งไปไดเ ชน กนั
ประโยชนของระบบสารสนเทศ
ประโยชนของระบบสารสนเทศในดานประสิทธภิ าพ (Efficiency ไดแ ก
1. ระบบสารสนเทศทําใหการปฏิบัติงานมีความรวดเร็วมากขึ้น โดยใชกระบวนการประมวลผลขอมูล
ซึง่ จะทําใหส ามารถเก็บรวบรวม ประมวลผลและปรบั ปรงุ ขอ มลู ใหทนั สมยั ไดอยางรวดเร็วระบบสารสนเทศชวย
ในการจัดเกบ็ ขอ มลู ทม่ี ขี นาดใหญ หรือมีปรมิ าณมากและชว ยทาํ ใหการเขาถงึ ขอมลู (access เหลานั้นรวดเรว็
เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอื่ การพฒั นางานวิจยั ”
ห น า | 7
2. ชวยลดตนทุน การที่ระบบสารสนเทศชวยทําใหการปฏิบัติงานที่เกี่ยวของกับขอมูลซึ่งมีปริมาณ
มากมีความสลับซับซอนใหดําเนินการไดโดยเร็วหรือการชวยใหเกิดการติดตอสื่อสารไดอยางรวดเร็วทําให
เกดิ การประหยดั ตน ทนุ การดาํ เนนิ การอยา งมาก
3. ชวยใหการติดตอสื่อสารเปนไปอยางรวดเร็ว การใชเครือขายทางคอมพิวเตอรทําใหมีการติดตอได
ทั่วโลกภายในเวลาที่รวดเร็ว ไมวาจะเปนการติดตอระหวางเครื่องคอมพิวเตอรกับเครื่องคอมพิวเตอรดวยกัน
(machine to machine) หรือคนกับคน (human to human หรือคนกับเครื่องคอมพิวเตอร (human to
machine และการติดตอสื่อสารดังกลาวจะทําใหขอมูลที่เปนทั้งขอความ เสียง ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว
สามารถสง ไดท ันที
4. ระบบสารสนเทศชว ยทําใหการประสานงานระหวางฝายตา ง ๆ เปนไปไดดว ยดีโดยเฉพาะหากระบบ
สารสนเทศนั้นออกแบบเพื่อเอื้ออํานวยใหห นวยงานทั้งภายในและภายนอกที่อยูใ นระบบของซัพพลายทั้งหมด
จะทําใหผูที่มีสวนเกี่ยวของทั้งหมดสามารถใชขอมูลรวมกันได และทําใหการประสานงาน หรือการทําความ
เขา ใจเปน ไปไดด วยดยี ิง่ ขึ้น
ประโยชนของระบบสารสนเทศในดานประสทิ ธผิ ล (Effectiveness ไดแก
1. ระบบสารสนเทศชวยในการตัดสินใจ ระบบสารสนเทศที่ออกแบบสําหรับผูบริหาร เชน ระบบ
สารสนเทศที่ชวยในการสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems หรือระบบสารสนเทศสําหรับ
ผูบริหาร (Executive Support Systems จะเอื้ออํานวยใหผูบริหารมีขอมูลในการประกอบการตัดสินใจ
ไดดขี ึน้ อันจะสง ผลใหการดาํ เนินงานสามารถบรรลุวัตถปุ ระสงคไวได
2. ระบบสารสนเทศชวยในการเลือกผลิตสินคา/บริการที่เหมาะสมระบบสารสนเทศจะชวยทําให
องคการทราบถึงขอมูลที่เกี่ยวของกับตนทุน ราคาในตลาดรูปแบบของสินคา/บริการที่มีอยู หรือชวยทําให
หนวยงานสามารถเลือกผลิตสินคา/บรกิ ารท่ีมีความเหมาะสมกับความเช่ยี วชาญ หรือทรพั ยากรที่มอี ยู
3. ระบบสารสนเทศชวยปรับปรุงคุณภาพของสินคา/บริการใหดีขึ้นระบบสารสนเทศทําใหการติดตอ
ระหวางหนวยงานและลูกคา สามารถทําไดโดยถูกตองและรวดเร็วขึ้น ดังนั้นจึงชวยใหหนวยงานสามารถ
ปรับปรงุ คุณภาพของสินคา/บรกิ ารใหต รงกับความตองการของลูกคา ไดด ีขึน้ และรวดเร็วข้ึนดว ย
4. ความไดเ ปรียบในการแขงขัน (Competitive Advantage
5. คณุ ภาพชีวิตการทํางาน (Quality of Working Life
ประโยชนของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศในปจจุบันมีการตอบสนองตอการใชอยางตอเนื่อง อันเนื่องจากประโยชน
ที่เกิดจากการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชงาน ซึ่งไดมีนักวิชาการกลาวถึงประโยชนของเทคโนโลยี
สารสนเทศไวด งั น้ี
สุชาดา กีระนนั ท (2542 ไดเ สนอประโยชนของการใชเ ทคโนโลยีสารสนเ ทศ ดงั น้ี
1. ชวยใหมีการตัดสินใจที่ดีขึ้นจากการมีสารสนเทศ ประกอบการตัดสินใจและการพิจารณาเลือก
ภายใตเงอื่ นไขตา งๆ
2. ลดคาใชจาย เนื่องจากการใชเ ทคโนโลยที ีท่ ันสมยั ทําใหประหยัดเวลา การทํางาน และลดคาใชจาย
ในการทาํ งานลง
3. เพิ่มคุณภาพสินคา หรือบริการ เชน ทําใหลูกคามีขอมูลเกี่ยวกับสินคามากขึ้น สามารถติดตอกับ
ศูนยบริการหรือรับบริการไดสะดวกขึ้น พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยมีการคนควาผานระบบ
เครือขายเพิ่มโอกาสใหผูเรียนสามารถสืบคนขอมูลไดจากสถานที่อื่นนอกสถานศึกษาเปนการฝกใหรูจักเรียนรู
ดวยตนเองมากขนึ้
เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอื่ การพัฒนางานวิจยั ”
ห น า | 8
4. เพ่ิมรายไดของธรุ กิจ เนือ่ งจากคุณภาพของสนิ คา หรือบริการที่ดี สามารรถแขงขนั ไดมากขึน้
5. สรางสินคาหรือบริการใหม ระบบที่พัฒนาขึ้นอาจเปนที่ตองการของหนวยงานอื่น หรือทําใหเกิด
การขยายการดําเนินงาน เชน การสรางเครือขายหองเรียนในการสอนทางไกลผานเครือขายการสื่อสารทําให
สามารถจดั การเรียนการสอนพรอ มกนั ในสถานทีต่ า งๆ เปนตน
6. สรา งความไดเ ปรียบเชงิ แขงขัน (Competitive advantage
7. สรางพันธมิตร (Alliances ในการดําเนินงาน เชน การรวมมือกันในการจัดการเรียนการสอน
ท่เี ปน ประโยชนร วมกนั
8. เพิม่ ประสทิ ธภิ าพการดาํ เนินงาน
9. ชวยในการร้อื ปรบั ระบบ (Reengineering ดวยการใช เทคโนโลยีเปน เครือ่ งมอื ปรบั ระบบ
ชัยพจน รักงาม (2545 ไดเสนอประโยชนของการนําเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารมาประยุกตใ ช
ดงั นี้
1. มีความสะดวกรวดเร็วในระหวางการดําเนนิ งาน
2. ลดปริมาณผูด าํ เนินงานและสามารถประหยดั พลังงานเช้ือเพลงิ ไดอีกทางหนง่ึ
3. ระบบการปฏบิ ตั ิงานเปนไปอยางมรี ะเบียบมากขึ้นกวาเดิม
4. ลดขอผดิ พลาดของเอกสารในระหวา งการดาเนินงานได
5. สรางความโปรงใสใหกับหนว ยงานหรอื องคก รได
6. ลดปรมิ าณเอกสารในระหวางการดาเนินงานไดมาก
7. ลดข้นั ตอนในระหวางการดาเนินการไดมาก
8. ประหยัดเนือ้ ทจี่ ดั เกบ็ เอกสาร
เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอื่ การพฒั นางานวจิ ยั ”
ห น า | 9
ความรเู บือ้ งตน เก่ียวกับการวิจยั
ความหมายของการวิจัย
การวิจยั ซึง่ ตรงกบั ภาษาองั กฤษวา “Research” ถา จะแปลตามตวั หมายถงึ การคน หาซ้ำแลวซ้ำอีก
ซึ่งความหมายของคาํ วา วิจัยทางดานวิชาการไดมผี ใู หค วามหมายไวต าง ๆ กัน เชน
เบสท (Best, 1981 อางถึงใน บุญเรียง ขจรศิลป , 2533 : 5 ไดใหความหมายของการวิจัยไววาเปน
วธิ ีการท่ีเปน ระบบระเบียบและมีจุดมุงหมายในการวิเคราะห และคดิ บนั ทึกการสังเกตที่มีการควบคุมเพ่ือนําไป
สขู อสรปุ อา งองิ หลักการหรอื ทฤษฎซี ึ่งจะเปน ประโยชนในการทํางานและการควบคุมเหตกุ ารณตา ง ๆ ได
รัตนะ บัวสนธ (2543: 3 ไดใหความหมายของการวิจัยไววา เปนการหาความจริงเชิงสาธารณะดวย
วธิ ีการท่เี รยี กวากระบวนการวิจัยซงึ่ มลี กั ษณะเปน ระบบมีข้นั ตอน
ผองพรรณ ตรยั มงคลกูล (2543 : 21 สรปุ ความหมายของการวจิ ัยไววา การวจิ ยั คือการศึกษาคนควา
อยางมีระบบระเบียบเพื่อทําความเขาใจปญหาและแสวงหาคําตอบ เปนกระบวนการที่อาศัยวิธีการทาง
วทิ ยาศาสตรเ ปนหลัก
บญุ เรยี ง ขจรศิลป (2533 : 5 ไดใหค วามหมายของคําวา การวจิ ัยทางดา นวชิ าการ หมายถงึ กระบวน
การเสาะแสวงหาความรูใหม ๆ หรือกระบวนการเสาะแสวงหาความรูเพื่อตอบปญหา ที่มีอยูอยางมีระบบ
และมีวัตถุประสงคท ่แี นน อน โดยอาศยั วิธกี ารทางวิทยาศาสตร
ดังนั้น การวิจัยทางการศึกษาจึงหมายถึง กระบวนการเสาะแสวงหาความรูใหม ๆ ที่เปนความจริงเชิง
ตรรกะ (Logical หรือความจริงเชิงประจักษ (Empirical เพื่อตอบปญหาทางการศึกษาอยางมีระบบ และมี
วัตถุประสงคท ี่แนน อน โดยอาศยั วธิ กี ารทางวิทยาศาสตรเ ปน หลัก
ลักษณะท่ีสาํ คัญของการวจิ ัย
เบสท (Best , 1981อา งถึงใน บุญเรยี ง ขจรศิลป , 2533 : 5 ไดส รปุ ลักษณะท่ีสําคัญของการวิจัยไวด ังน้ี
1. เปาหมายของการวิจัยมุงที่จะหาคําตอบตาง ๆ เพื่อจะนํามาใชแกปญหาที่มีอยูโดยพยายามที่จะ
ศึกษาถึงความสัมพนั ธร ะหวางตัวแปรในลกั ษณะความเปนเหตุเปนผลซง่ึ กันและกัน
2. การวิจัยเนนถึงการพัฒนาขอสรุป หลักเกณฑหรือทฤษฎีตาง ๆ เพื่อที่จะเปนประโยชนในการ
ทํานายเหตุการณตาง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เปาหมายของการวิจัยนั้นมิได หยุดอยูเฉพาะกลุมตัวอยาง
ทน่ี าํ มาศกึ ษาเทานั้น แตข อสรปุ ท่ไี ดมงุ ทจ่ี ะอางองิ ไปสูก ลุมประชากรเปาหมาย
3. การวิจัยจะอาศัยขอมูล หรือเหตุการณตาง ๆ ที่สามารถสังเกตไดรวบรวมได คําถามที่นาสนใจบาง
คาํ ถามไมส ามารถทําการวจิ ัยได เพราะไมสามารถรวบรวมขอ มลู มาศกึ ษาได
4. การวจิ ัยตองการเคร่อื งมือและการรวบรวมขอมูลที่แมน ยาํ เที่ยงตรง
5. การวิจัยจะเกี่ยวของกับการรวบรวมขอมูลใหม ๆ จากแหลงปฐมภูมิหรือใชขอมูลที่มีอยูเดิมเพื่อหา
คําตอบของวัตถปุ ระสงคใหม
6. กิจกรรมทีใ่ ชใ นการวจิ ัย เปน กจิ กรรมที่กําหนดไวอยางมรี ะบบแบบแผน
7. การวจิ ยั ตองการผูรจู รงิ ในเน้อื หาท่ีจะทาํ การวิจัย
8. การวิจัยเปนกระบวนการที่มีเหตุผล และมีความเปนปรนัยสามารถที่จะทําการตรวจสอบความตรง
ของวิธกี ารท่ีใชขอ มูลท่ีรวบรวมมา และขอสรุปท่ไี ด
9. สามารถที่จะทําซ้ำได โดยใชวิธีเดียวกัน หรือวิธีการที่คลายคลึงกันถามีการเปลี่ยนแปลงกลุม
ประชากร สถานการณ หรอื ระยะเวลา
10. การทาํ วิจัยนนั้ จะตองมคี วามอดทนและรบี รอนไมได นักวิจัยควรจะเตรียมใจไวด วยวา อาจจะตอง
เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยเี พอ่ื การพัฒนางานวิจยั ”
ห น า | 10
มีความลําบากในบางเรอื่ งในบางกรณีทีจ่ ะแสวงหาคาํ ตอบ ของคาํ ถามท่ยี าก ๆ
11. การเขียนรายงานการวิจัยควรจะทําอยางละเอียดรอบคอบ ศัพทเทคนิคที่ใชควรจะบัญญัติ
ความหมายไว วิธีการที่ใชในการวิจัยอธิบายอยางละเอียด รายงายผลการวิจัยอยางตรงไปตรงมาโดยไมใช
ความคิดเห็นสวนตัว ไมบ ิดเบอื นผลการวิจยั
12. การวิจัยนั้นตองการความซื่อสัตยและกลาหาญในการรายงานผลการวิจัยในบางครั้งซึ่งอาจจะ
ไปขัดกบั ความรูส ึกหรอื ผลการวิจัยของคนอื่นกต็ าม
ขอจาํ กัดของการวิจัยทางการศึกษา
1. ความซับซอ นของเนือ้ หาหรอื ปญ หาทจี่ ะศึกษา
2. ความยากในการรวบรวมขอมลู
3. ความยากในการทาํ ซ้ำ
4. ปฏิสัมพนั ธร ะหวางนกั วิจัยและสมาชกิ ในกลมุ ตัวอยางหรือกลมุ ประชากรมีผลกระทบตอผลการวจิ ยั
5. ความยากในการควบคุมตัวแปรเกนิ
6. เครอ่ื งมือทีใ่ ชในการรวบรวมขอ มูลทางการศึกษามีความแมนยําและเช่ือถือไดนอยกวาเครอ่ื งมอื ท่ีใช
ในการทดลองทางวิทยาศาสตร
การจดั ประเภทการวิจัย
การจัดประเภทการวิจยั ทางการศึกษานน้ั สามารถจัดไดหลายแบบแลวแตจะใชอะไรเปนเกณฑในการ
แบง ซง่ึ พอสรปุ ได ดงั นี้
1. ประเภทของการวิจัยท่แี บงตามระเบียบวิธวี จิ ยั
1.1 การวจิ ยั เชงิ ประวัตศิ าสตร
การวิจัยเชิงประวัติศาสตร (Historical research เปนการวิจัยที่เนนถึงการศึกษา คนควา รวบรวม
ขอมูลหรือเหตุการณตาง ๆ ที่เกิดขึ้นมาแลวในอดีต (what was ? ประโยชนของการวิจัยชนิดนี้ คือ
สามารถนํามาใชเปนแนวทางในการศึกษาเหตุการณตาง ๆ ในปจจุบัน หรือสามารถนํามาใชประกอบการ
ตดั สินใจเพ่ือแกไ ขปญหาตา ง ๆ ท่เี กิดข้นึ ในปจจุบันไดดวย
1.2 การวิจัยเชิงบรรยาย
การวิจัยเชิงบรรยาย หรือการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive research เปนการวิจัยที่เนนถึง
การศึกษารวบรวมขอมูลตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในปจจุบัน (what is ? ในการดําเนินการวิจัย นักวิจัยไมสามารถ
ที่จะไปจัดสรางสถานการณหรือควบคุมตัวแปรตาง ๆ ไดตามใจชอบ การวิจัยแบบนี้เปนการคนควาหา
ขอเท็จจริงหรือเหตุการณตาง ๆ ที่เกิดขึ้นอยูแลว เชน การศึกษาความสัมพันธระหวางเพศ และความสนใจ
ตอ การเมือง มกี ารวจิ ัยหลายชนดิ ทจ่ี ัดไววาเปน การวิจัยเชิงบรรยาย ไดแก
- การวจิ ยั เชงิ สาํ รวจ (Survey research
- การวิจัยเชงิ สงั เกต (Observational research
- การวิจัยเชิงเปรยี บเทียบสาเหตุ (Causal Comparative
- การวจิ ัยเชงิ สหสัมพันธ (Correlational research)
- การศกึ ษาเฉพาะกรณี (Case study
1.3 การวิจยั เชิงทดลอง
การวิจัยเชิงทดลอง (experimental research เปนการวิจัยเพื่อพิสูจนความสัมพันธเชิงเหตุผล
ของปรากฏการณตา ง ๆ (what will be ? โดยมีการจัดกระทํากับตวั แปรอสิ ระเพ่ือศึกษาผลทีม่ ีตอ ตัวแปรตาม
และมีการควบคุมตวั แปรอน่ื มิใหมีผลกระทบตอตวั แปรตาม ซ่ึงนิยมมากทางดานวทิ ยาศาสตร สาํ หรับทางดา น
เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยเี พอ่ื การพัฒนางานวจิ ยั ”
ห น า | 11
การศึกษาคอ นขางลําบากในแงของการควบคุมตวั แปรเกินลกั ษณะทส่ี าํ คัญของการวจิ ยั เชิงทดลองคือ
1) ควบคุมตัวแปรเกินได (Control
2) จัดการเปลย่ี นแปลงคา ของตวั แปรอิสระได (Manipulation
3) สงั เกตได (Observation
4) ทําซำ้ ได (Replication
2. ประเภทของการวิจัยที่แบงจุดมุง หมายของงานวิจัย
2.1 การวจิ ยั บริสทุ ธิ์
การวิจยั บรสิ ทุ ธ์ิ (Pure research หมายถงึ การวจิ ัยที่มจี ุดมงุ หมายเพอ่ื การตอบสนองความ
อยากรหู รือมุงทจี่ ะหาความรูเ ทาน้นั โดยไมไดค ํานงึ วาจะนําผลการวิจัยทไี่ ดไปใชไดห รือไม การวจิ ัยประเภทนี้
กอใหเกิดทฤษฎใี หม ๆ ตามมา
2.2 การวจิ ยั ประยุกต
การวิจัยประยุกต (Applied research หมายถึง การวิจัย ที่มีจุดมุงหมายเพื่อนาํ ผลการวิจยั
ที่ไดไปใช ในการแกปญหา หรือปรับปรุงความเปนอยูและสังคมของมนุษยใหดีขึ้นไดแก การวิจัยทางดาน
เศรษฐกจิ การเมือง การศึกษา เปน ตน
2.3 การวจิ ยั เชิงปฏิบัติการ
การวิจัยเชิงปฏิบัติการหรือวิจัยเฉพาะกิจ (Action research เปนการวิจัยเพื่อนําผลมาใช
แกปญหาอยางรีบดวนหรือปจจุบันทันที ซึ่งมีจุดมุงหมายเฉพาะเพื่อจะนําผลที่ไดมาใชแกปญหาเฉพาะเรื่อง
ในวงจาํ กัด โดยไมไ ดสนใจวา จะใชประโยชนห รือแกปญ หาอ่ืนไดห รอื ไม
3. ประเภทของการวิจยั ทแ่ี บงลักษณะและวิธีการวิเคราะหขอมลู
3.1 การวิจัยเชงิ ปริมาณ
การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research เปนงานวิจัยที่มุงคนควาขอเท็จจริงตาง ๆ
เพื่อหาขอสรุปในเชงิ ปริมาณเปนการศึกษาในแนวกวางมากกวาแนวลึกเพื่อท่ีจะนาํ ขอสรุปตาง ๆ ที่ไดจากกลมุ
ตัวอยางอางอิงไปใชกับกลุมประชากร โดยอาศัยวิธีการทางสถิติ การรวบรวมขอมูลเนนหนักไปในทางปริมาณ
หรือคาตาง ๆ ที่สามารถวัดไดในเชิงปริมาณ วิธีการรวบรวม ขอมูล มีหลายรูปแบบ เชน การสงแบบสอบถาม
การสัมภาษณ การสังเกต การสรางสถานการณสมมติการทดลองและการทดสอบ เปนตน การวิเคราะหขอมลู
จะใชว ธิ กี ารทางสถิตเิ ขา มาใชใน การวเิ คราะหข อมูล
3.2 การวิจยั เชิงคณุ ภาพ
การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research เปนการวิจัยที่มุงคนควาหาขอเท็จจริงตาง ๆ
ที่เกิดขึ้นในสถานการณตาง ๆ ตามธรรมชาติ โดยพยายามที่จะศึกษาขอมูลดานตาง ๆ มาบรรยายถึงความ
สัมพันธของเงื่อนไขตาง ๆ ที่เกิดขึ้นกับสภาพแวดลอมที่เปนอยู การวิจัยเชิงคุณภาพ นั้นเปนการศึกษาคนควา
ในแนวลึกมากกวาแนวกวาง การรวบรวมขอมูลจะใหความสําคัญกับขอมูลที่เกี่ยวกับ ประวัติสวนตัว แนวคิด
ความรูสึกตาง ๆ ของแตละบุคคล วิธีการรวบรวมขอมูล ไดแก การสังเกต อยางมีสวนรวมการสัมภาษณ
แบบไมเปนทางการจะเปนวิธีการหลักของการวิจัยเชิงคุณภาพ การวิเคราะหขอมูลจะใชวิธีการสรุปบรรยาย
ทฤษฎีและแนวคิดตา ง ๆ ในการอธิบายและวิเคราะห เหตุการณต า ง ๆ
4. ประเภทของการวจิ ยั ที่แบงลกั ษณะศาสตรและสาขาวชิ าที่เกี่ยวของกบั การวิจัย
4.1 สาขาวทิ ยาศาสตรกายภาพและคณติ ศาสตร
การวิจัยทางสาขาวิทยาศาสตรก ายภาพและคณิตศาสตร ประกอบดว ย กลมุ วชิ าคณิตศาสตร
เอกสารการเรียนรู “การใชเทคโนโลยเี พอ่ื การพัฒนางานวจิ ยั ”
ห น า | 12
และสถติ ิ ฟสิกส ดาราศาสตร วทิ ยาศาสตรเ กี่ยวกับโลกและอวกาศ ธรณวี ทิ ยา อทุ กวิทยา สมทุ รศาสตร
อุตุนิยมวิทยา ฟสิกสของสิ่งแวดลอ ม และอ่ืนๆ ทีเ่ ก่ยี วของ
4.2 สาขาวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
การวิจัยทางสาขาวิทยาศาสตรก ารแพทย ประกอบดวยกลมุ วิชาวิทยาศาสตรการแพทย
แพทยศาสตร สาธารณสขุ เทคนิคการแพทย พยาบาลศาสตร ทันตแพทยศาสตร สังคมศาสตรก ารแพทย
และอ่นื ๆ ทีเ่ กีย่ วของ
4.3 สาขาวทิ ยาศาสตรเ คมีและเภสัช
การวจิ ยั ทางสาขาวิทยาศาสตรเคมีและเภสชั ประกอบดวยกลุมวชิ าอนินทรียเ คมี อินทรียเคมี
ชีวเคมี เคมีอุตสาหกรรม อาหารเคมี เคมีโพลิเมอร เคมีวิเคราะห ปโตรเคมี เคมีสิ่งแวดลอม เคมีเทคนิค
นิวเคลียรเคมี เคมีเชิงฟสิกส เคมีชีวภาพ เภสัชเคมีและเภสัชวิเคราะห เภสัชอุตสาหกรรม เภสัชกรรม
เภสัชวิทยาและพษิ วิทยา เครือ่ งสาํ อาง เภสัชเวท เภสชั ชีวภาพ และอ่นื ๆ ที่เกี่ยวขอ ง
4.4 สาขาเกษตรศาสตรแ ละชีววิทยา
การวิจัยทางสาขาเกษตรศาสตรและชีววิทยา ประกอบดวย กลุมวิชาทรัพยากรพืชการ
ปองกันกําจัดศัตรูพืช ทรัพยากรสัตว ทรัพยากรประมง ทรัพยากรปาไม ทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร
อุตสาหกรรมเกษตร ระบบเกษตร ทรัพยากรดิน ธุรกิจการเกษตร วิศวกรรมและเครื่องจักรกลการเกษตร
วิทยาศาสตร ชีวภาพ และอ่นื ๆ ทเี่ กย่ี วของ
4.5 สาขาวศิ วกรรมศาสตรและอตุ สาหกรรมวิจยั
การวิจัยทางสาขาวศิ วกรรมศาสตรและอุตสาหกรรมวิจยั ประกอบดวย กลุมวิชาวิทยาศาสตร
และเทคโนโลยีพืน้ ฐานทางวิศวกรรมศาสตร วิศวกรรมศาสตร อตุ สาหกรรมวิจัยและอ่ืน ๆ ทเ่ี กยี่ วของ
4.6 สาขาปรชั ญา
การวิจัยทางสาขาปรัชญา ประกอบดวย กลุมวิชาปรชั ญา ประวัตศิ าสตร โบราณคดี วรรณคดี
ศลิ ปกรรม ภาษา สถาปตยกรรม ศาสนาและอื่น ๆ ทเี่ ก่ยี วของ
4.7 สาขานิตศิ าสตร
การวิจัยทางสาขานิติศาสตร ประกอบดวย กลมุ วชิ ากฎหมายมหาชน กฎหมายเอกชน
กฎหมายอาญา กฎหมายเศรษฐกิจ กฎหมายธรุ กิจ กฎหมายระหวา งประเทศ กฎหมายวิธีพิจารณาความ
และอนื่ ๆ ที่เก่ียวของ
4.8 สาขารฐั ศาสตรแ ละรฐั ประศาสนศาสตร
การวิจัยทางสาขารัฐศาสตรและรัฐประศาสนศาสตร ประกอบดวย กลุมวิชาความสัมพันธ
ระหวางประเทศ นโยบายศาสตร อุดมการณทางการเมือง สถาบันทางการเมือง ชีวิตทางการเมือง รัฐประ-
ศาสนศาสตร มติสาธารณะ ยุทธศาสตรเ พื่อความมัน่ คง เศรษฐศาสตรการเมอื ง และอ่นื ๆ ที่เกี่ยวของ
4.9 สาขาเศรษฐศาสตร
การวิจัยทางสาขาเศรษฐศาสตร ประกอบดวย กลุม วชิ าเศรษฐศาสตร พาณิชยศาสตร บรหิ าร
ธรุ กิจ การบัญชี และอืน่ ๆ ที่เกี่ยวของ
4.10 สาขาสงั คมวทิ ยา
การวิจัยทางสาขาสังคมวิทยา ประกอบดวย กลุมวิชาสังคมวิทยา ประชากรศาสตร มานุษย
วิทยา จติ วทิ ยาสงั คม ปญหาสังคม และสังคมสงเคราะห อาชญาวิทยา กระบวนการยุติธรรม มนุษยนิเวศวิทยา
และนิเวศวิทยาสังคม พัฒนาสังคม ภูมิปญญาทองถิ่น ภูมิศาสตรสังคม การศึกษา ความเสมอภาคระหวางเพศ
คติชนวทิ ยา และอ่นื ๆ ทเ่ี กีย่ วของ
เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอ่ื การพฒั นางานวิจยั ”
ห น า | 13
4.11 สาขาเทคโนโลยสี ารสนเทศและนิเทศศาสตร
การวิจัยทางสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร ประกอบดวย กลุมวิชาวิทยาการ
คอมพิวเตอรโทรคมนาคม การสื่อสารดวยดาวเทียม การสื่อสารเครือขาย การสํารวจและรับรูจากระยะไกล
ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร สารสนเทศศาสตร นิเทศศาสตร บรรณารักษศาสตร เทคนิคพิพิธภัณฑและ
ภัณฑาคาร และอ่ืน ๆ ท่เี กยี่ วของ
4.12 สาขาการศกึ ษา
การวิจัยทางสาขาการศึกษา ประกอบดวย กลุมวิชาพื้นฐานการศึกษา หลักสูตรและการสอน
การวัดและการประเมินผลการศึกษา เทคโนโลยีการศกึ ษา บริหารการศกึ ษา จิตวิทยาและแนะแนว การศึกษา
การศกึ ษานอกโรงเรยี น การศึกษาพิเศษ พลศกึ ษา และอน่ื ๆ ที่เก่ยี วของ
5. ประเภทของการวจิ ัยท่ีแบงวธิ ีการควบคมุ ตัวแปร
5.1 การวจิ ัยเชิงทดลอง
การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research เปนการวิจัยเพื่อพิสูจน ความสัมพันธ
เชิงสาเหตุ โดยมีการจัดสถานการณทดลอง ดวยการควบคุมระดับของตัวแปรตน และกําจัดอิทธิพล
ของตัวแปรภายนอกตาง ๆ ทไ่ี มเก่ยี วของแลววัดผลตัวแปรตามออกมา
5.2 การวิจัยเชิงก่ึงทดลอง
การวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi Experimental research เปนการวิจัยที่สามารถควบคุม
ตัวแปรภายนอกทไ่ี มตองการไดเพียงบางตวั เนอ่ื งจากไมส ามารถสุมตัวอยางใหเทา กนั ได
5.3 การวจิ ยั เชิงธรรมชาติ
การวิจัยเชิงธรรมชาติ (Naturalistic research เปนการวิจัยที่คนหาความจริงของ สภาพ
การณในสังคมใชการสังเกตการณเปนสําคัญ และสรุปผลโดยใชการวิเคราะห สังเคราะห ประเมินคาอนุมาน
และอุปมาน
6. ประเภทของการวจิ ยั ที่แบงตามระเบียบวธิ กี ารวจิ ัยทว่ั ไป
การวจิ ยั อาจแบงตามระเบียบวิธีการวจิ ัยทว่ั ๆ ไป ซึง่ แบง เปน 6 ประเภท ดังน้ี
6.1 การวิจัยเชิงทดลอง (experimental research
6.2 การวจิ ัยเชิงประวตั ิศาสตร (historical research
6.3 การวิจัยเชงิ ยอนรอย (expost facto research
การวิจัยเชิงยอนรอย เปนการวิจัยที่ศึกษาจากผลไปหาเหตุ ซึ่งทั้งผลและเหตุเกิดขึ้นมากอน
วิธีการศึกษาจะเริ่มจากกําหนดผลหรือตัวแปรตามกอนแลวคอยคนหาสาเหตุ ซึ่งเปนตัวแปรอิสระที่ทําให
เกิดผลตัวแปรตามนั้น เชน การศึกษาปจจัยที่มีอิทธิพลตอการไปประกอบอาชีพในประเทศตะวันออกกลาง
ของชายไทย ผลที่เกิดขึ้นก็คือการไปประกอบอาชีพในประเทศตะวันออกกลางของชายไทย ซึ่งเดินทางไปแลว
จากนั้นตามไปศึกษาวาทําไมเขาจึงตองเดินทางไปทํางานยังประเทศตะวันออกกลางมีเหตุหรือมีปจจัย
อะไรบางที่ทาํ ใหเขาไป
6.4 การวิจยั เชิงสํารวจ (Survey research
การวิจัยเชิงสํารวจ เปนการศึกษาคนควาขอเท็จจริงที่ปรากฏอยูมีอยูวาเปนอยางไร มีอะไร
เกิดขึ้นบางแลวบรรยายสถานภาพที่ปรากฏอยูมีอยูนั้นใหทราบและอาจจะเปรียบเทียบกับสถานภาพที่มีอยู
ปรากฏอยูในลักษณะตาง ๆ หรือเงื่อนไขตางกันและจะเปรียบเทียบกับสถานภาพที่เปนมาตรฐานก็ได
โดยไมสนใจวาทาํ ไมจงึ มสี ถานภาพปรากฏอยมู อี ยอู ยางน้ัน
เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอื่ การพฒั นางานวิจยั ”
ห น า | 14
6.5 การวิจัยเชิงชาติพันธุวรรณา (ethnographic research การวิจัยเชิงชาติพันธุวรรณา
เปนการวิจัยที่มุงอธิบายสภาพการณหรือปรากฏการณที่เกิดขึ้นรวม ๆ วามีความเปนมาและพัฒนาการไป
อยา งไร มลี กั ษณะคลา ยกบั การวจิ ัยเชิงคณุ ลักษณะดังกลา วแลว
6.6 การวิจัยเชิงประเมินผล (evaluative research การวิจัยเชิงประเมินผลเปนการวิจัย
ทม่ี งุ พจิ ารณากําหนดคุณคาหรือระดับความสาํ เรจ็ ของกจิ กรรม และเสนอแนะสาํ หรับการดําเนินกิจกรรมตอไป
ปกตกิ ารวจิ ยั เชงิ ประเมนิ ผลจะมุงหาคาํ ตอบของปญ หาหลัก 3 ประการ คือ
1) โครงการนั้นประสบผลสาํ เรจ็ เพียงใด
2) โครงการนน้ั มีประสทิ ธภิ าพเพียงใด
3) กิจกรรมท่ที ําตามโครงการนั้นควรจะทาํ ตอไปหรือไม
คณุ สมบัตขิ องนักวจิ ัยทด่ี ีมีอะไรบาง
นักวิจัยที่ดีคือผูที่รูเนือ้ หาที่จะวิจัยอยางดี รูวิธีการวิจยั มีจรรยาบรรณและความซือ่ สัตยในการทาํ วิจัย
มีความคิดที่กระจาง ชัดเจน เปนระบบมีขั้นตอน และมีความสามารถในการสื่อความหมายที่กระชับ ชัดเจน
ถกู ตอง (precise ตรงเวลา และตดั สินใจเปน
เนื่องจากงานวิจัยเปนเรื่องที่ละเอียดออน ซึ่งกระทําไดไมงายนัก นักวิจัยจึงควรมีคุณลักษณะบาง
ประการในการดําเนนิ การวจิ ัยเพ่ือใหผ ลของการวจิ ยั ถูกตอง นา เช่อื ถอื ดังนี้ (จรัส สุวรรณเวลา, 2528:13-15
คุณลักษณะประการแรก คือ การมีความสงสัย หรือเปนผูที่มีแนวความคิดในการไมเชื่อสิง่ ตางๆ งายๆ
จําเปนตองมีหลักฐานและมีเหตุผล อันนี้จะตรงกันขามกับคนบางจําพวกที่มีความเชื่อเปนตัวตั้ง และ สามารถ
จะเชื่อสิ่งตาง ๆ ไดงาย นักวิจัยจําเปนจะตองพิจารณาสิ่งตาง ๆ โดยมีวิจารณญาณฟงหูไวหู เมื่อมีสิ่งใดใหม
กต็ องพจิ ารณาดวยเหตผุ ลใหถอ งแทก อนจงึ จะเชื่อ
คุณลักษณะประการที่สอง ที่มาประกอบกับลักษณะดังกลาว คือ การมีวิจารณญาณ นักวิจัยจะตองมี
ความสามารถในการใชเหตุผล ความสามารถในการไตรตรองเพื่อจะพิจารณาแยกแยะ สิ่งที่ควรเชื่อกับสิ่งที่
ไมควรเชื่อสิ่งที่ถูกตองกับสิ่งที่ไมถูกตอง ในการใชวิจารณญาณนั้นจําเปนตองมีความรูพื้นฐานในแตละเรื่อง
ที่พิจารณา และมีความสามารถในการใชเหตุผลไตรตรอง ทั้งในเชิงตรรกวิทยา และในเชิงของวิธีใชความคิด
ดา นอนื่ ๆ
คุณลักษณะประการที่สาม คือ การมีใจกวาง ไมยึดมั่นในความคิดของตนเองวาตองถูกเสมอไปจะตอ ง
เปน ผยู อมรบั ฟงความคิดเหน็ ของผอู ่ืนหรือขอมูลหลกั ฐานเพิ่มเติมและหากหลักฐานน้ันเปนทเี่ ช่ือถือได มีเหตุผล
เพียงพอ ไมมีทิฐิที่จะยึดความเชื่อเดิม มีความสามารถที่จะยอมเปลี่ยนแนวความคิดของตนเองได ความเปน
ผูมีใจกวางนี้จะตองครอบคลุมไปถึงความสามารถในการรับฟงความเห็นผูอื่น ตลอดจนความสามารถที่จะได
ความคิดเหน็ ในสิ่งตาง ๆ โดยปราศจากอคติ หรอื มอี คตนิ อ ยทสี่ ุด
คณุ ลกั ษณะประการที่สี่ คือ ความเปน ผรู ิเรม่ิ สรางสรรค การวิจัยมิใชเ ปน การเก็บขอมลู เทาน้ัน แตเปน
การใชความคิดริเริ่มสรางสรรคส่ิงใหมหรือแนวคดิ ใหมขนึ้ ผูว ิจัยจะตองสามารถเอาขอมลู หรือส่ิงตางๆ มาปะติด
ปะตอวิเคราะห แลวในที่สุดสังเคราะหขึ้นเปนกฎเกณฑของธรรมชาติ หรือเปนสิ่งที่จะขยายความสิ่งที่เรียกวา
เปน ความรู หรอื ขอ เทจ็ จริงได
ในการริเริ่มสรางสรรคนี้ จําเปนตนอาศัยความสามารถที่จะคิดอยางตอเนื่อง สามารถจะกระทําอยาง
ตอเนื่องโดยเปาหมายที่ชัดเจน จะตองไมมีลักษณะของการจับจดหรือทําสิ่งหนึ่งยังไมทันเสร็จก็จับอีกสิ่งหน่ึง
อยา งนก้ี ็จะไมสามารถทาํ การวจิ ยั ไดสําเรจ็ จําเปน จะตองยดึ กบั สง่ิ ท่ีกระทาํ ไปจนสาํ เร็จตามเปา หมาย
คุณลักษณะประการที่หา คือ ความเปนผูมีความซื่อสัตย ทั้งตอตนเองและผูอื่นจําเปนตองพิจารณา
ขอ มูลตลอดจนความคดิ รเิ รม่ิ สรางสรรคใหอยูใ นรูปท่ีปราศจากอคติ ไมพยายามผนั แปรขอมลู เพอ่ื ประโยชน
เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยเี พอ่ื การพัฒนางานวจิ ยั ”
ห น า | 15
ของตนเองและผูอื่น จะตองมุงมั่นที่จะไดความจริงของธรรมชาติโดยแทจริง จําเปนที่จะตองพูดหรือกระทํา
โดยยึดความจริงของธรรมชาติอยา งแทจริง จาํ เปนทจ่ี ะตอ งพดู หรอื กระทาํ โดยมคี วามซ่ือสัตย
คุณลักษณะประการที่หก คือ ความเปนผูมีความขยัน หมั่นเพียร มีความมานะอุตสาหะที่จะดําเนิน
การจนเปนผลสําเร็จได เพราะวาการวิจัยมักจําเปนตองใชความพยายาม ในบางกรณีตองใชความพยายาม
มากขึ้นเปนพิเศษ จึงจะสามารถใหไดขอเท็จที่ถูกตองยิ่งขึ้น การพยายามนอยอาจจะทําใหขอเท็จจริงที่ไดมี
ความคลาดเคลื่อนมากเกินไปก็ได การที่ผูวิจัยจะตองเปนผูมีความมานะอุตสาหะนี้ อาจจะขยายความไปถึง
ความเปนผูที่มีความละเอียดลออตองทํางานโดยละมุนละมอม มีความละเอียดในการสังเกต ใชสายตา ใชมือ
อยางละเอียดถี่ถวน ตลอดจนถึงความคิดที่ละเอียดมองทุกแงทุกมุมไมทําหรือคิดอยางหยาบแลวทิ้งราย
ละเอยี ดบางอยา งทจ่ี ะเปน ประโยชนไป
คุณลักษณะประการสุดทาย ผูวิจัยควรเปนผูที่มีความสุขกับการทํางาน เปนผูที่เกิดปติจากการที่ได
ทําการศึกษาและคนพบ การที่ “ตถตา” มีความหมายวา “มันเปนเชนนั้นโวย” เปนอุทานแสดงวาเกิดความ
พอใจข้ึนจากการคนพบ เชน อาคีเมดีส มีความตื่นเตนและดีใจ เมื่อสามารถคนหาวิธีใหมในการวัดปริมาตร
ไดส ภาพของความปต ิที่เกดิ ข้นึ จากการคนพบน้ี เปน ลักษณะพิเศษของนักคนควาหรอื นักวิจยั ทั้งหลาย
ขัน้ ตอนในการวิจยั
โดยทัว่ ไปการวจิ ยั ไมว า การวจิ ยั เชงิ ประมาณหรือการวิจัยเชงิ คณุ ภาพ จะมขี ้ันตอนหลักๆ เหมือนกัน
เรม่ิ จาก (1 การกําหนดปญหาการวิจยั (2 การทบทวนวรรณกรรม (3 การตัง้ สมมติฐาน (4 การออกแบบ
การวิจัย (5 การเกบ็ รวบรวมขอ มูล (6 การวเิ คราะหขอมูล และ (7 การจัดทําแ ละนาํ เสนอรายงานการวจิ ยั
แตจะมีจดุ ตางในรายละเอียดซ่ึงมวี ธิ ีการมองปรากฏการณเปน ตวั กําหนดนั่นเอง
อยางไรก็ตามการจัดลําดับขั้นตอนดังกลาว เปนเพียงการจําแนกเพื่อใหเห็นภาพแนวทางการดำเนิน
งานแตในทางปฏิบัติขั้นตอนตางๆ เหลานี้ อาจไมเปนไปตามลําดับกอนหลัง เชน การทบทวนวรรณกรรม
อาจกระทํากอนหรือพรอม ๆ กับการกําหนดปญหาการวิจัย หรือหากแบบการวิจัยเปนการวิจัยเชิงคุณภาพ
การเกบ็ รวบรวมขอมูลควรทาํ ไปพรอ ม ๆ กบั การวิเคราะหข อ มูลเบ้อื งตน
สาํ หรบั การดําเนนิ การในแตล ะขัน้ ตอนของการวิจยั มแี นวทางดงั น้ี
1. การกาํ หนดปญหาการวจิ ัย
ปญหาการวจิ ัย (research question หรือปญ หานําการวจิ ัย คําถามการวิจยั โจทยก ารวจิ ัย หมายถึง
คาํ ถามท่ีใชเ ปนแนวทางในการชน้ี ําทิศทางและแนวทางในการวิจัย (ปาริชาต สถาปตานนท, 2545 : 109 ดวย
เหตุนี้การกําหนดปญหาการวิจัยจึงเปนจุดเร่ิมตนที่สําคัญในการวิจยั ทั้งน้ี การจะตั้งปญหาการวิจัยอยางไรนั้น
ทําวิจัยควรมีความชัดเจนวาอยากรูอะไรโดยประมวลความรูจากแหลงตาง ๆ และใชเวลาในการคิดวิเคราะห
เพ่อื ใหป ระเด็นปญหามีความกระชับชัดลุมลึกตรงกับความสนใจเงื่อนไขและทรพั ยากรท่ีจะนาํ มาใช ในการวิจัย
ได นอกจากนี้ปญหาการวิจัยยังเปนตัวกําหนดระเบียบวิธีที่ใช ดังนั้นการกําหนดปญหาการวิจัยจึงมีความ
สาํ คญั เปนอันดับแรก
หากปญหาการวิจัยสะทอนลักษณะของการแสวงหาขอเท็จจริงเพื่อมุงทดสอบสมมติฐานหรือทฤษฎี
ที่ตั้งเอาไวกอนแลวระเบียบวิธีที่ใชก็จะเปนการวิจัยเชิงปริมาณ ตัวอยางเชน “ประชาชนวัย 30-60 ป
ในเขตเทศบาลนครเชียงใหมใชประโยชนและมีความพึงพอใจตอรายการวิทยุกระจายเสียงอยางไร”
แตถาปญหาการวิจัยมีลักษณะของการทําความเขาใจและการใหความหมายการแสดงพฤติกรรมทางสังคม
การวิจัยเชิงคุณภาพก็จะเปนระเบียบวิธีที่นํามาใช เชน “การสื่อสารมีบทบาทในการเสริมพลังความเขมแข็ง
ใหก ับผูหญงิ ในการปกครองทองถน่ิ อยางไร”
เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยเี พอื่ การพัฒนางานวจิ ยั ”
ห น า | 16
ทั้งนี้ เกณฑที่จะใชในการประเมินปญหาดังกลาวไดแก มีลักษณะเปนปญหาการวิจัยจริงมีความ
สําคัญมีคุณคามีความจําเปนเรงดวนสมควรจะตองวิจัย ชวยเพิ่มพูนองคความรูที่มีอยูแลวมีทฤษฎีงานวิจัย
และคําอธิบายที่เหมาะสมรองรับ เปนปญหาที่ชวยใหไดคําตอบที่นําไปสูการตั้งปญหาการวิจัยอื่นๆ ตอไป
และเปนไปไดที่จะ แสวงหาคําตอบดวยกระบวนการวิจัย (ชูเกียรติ ลีสุวรรณ, 2541 : 17, ปาริชาต
สถาปต านนท, 2545 : 116
2. การทบทวนวรรณกรรม
วรรณกรรมในที่นี้ หมายถึงแนวคิด ทฤษฎี งานวิจัยตางๆ การทบทวนวรรณกรรมจึงเปนการศึกษา
แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับประเด็นปญหาที่ตองการศึกษา เพื่อจะตรวจสอบวา ประเด็น
ที่ตนสนใจนั้นอยูในสถานภาพใด อะไรที่ทํากันไปแลว ทําอยางไร และผลเปนอยางไร นักวิจัยสวนมาก
จงึ ใหความสาํ คัญกบั ข้ันตอนนว้ี า เปนข้นั ตอนหนึ่งทสี่ าํ คญั ในการทาํ วิจัย ซึ่งอาจกระทาํ ในสองระยะคอื
1. ทบทวนกอนกําหนดปญหาการวิจัย ในระยะนี้จะเปนการศึกษาคนควา เพื่อมองหาปญหา
การวิจัย หรือทําใหปญหาการวิจัยชัดเจนยิ่งขึ้นพรอมกับตรวจสอบวางานวิจัยที่จะทํานั้นมีผูใดทํามากอนหรือ
ไมอ ยา งไร
2. เปนการทบทวนหลังจากกําหนดปญหาการวิจัยแลวเพื่อศึกษาแนวคิด และหรือทฤษฎี
ที่เกี่ยวของวา เปนอยางไร มีรายละเอียดอะไรบาง และสวนไหนของทฤษฎีหรือแนวคดิ ทีเ่ กี่ยวขอ งที่จะนํามาใช
ในงานทตี่ นจะศกึ ษา ซึง่ เปนการเตรยี มตัวใหผวู จิ ัยมีความรใู นเร่อื งท่ีจะศกึ ษาอยางเพยี งพอ
การทบทวนวรรณกรรมไมเพียงแตจะไดเรียนรูจากแนวคิด ทฤษฎี งานวิจัยตางๆเทานั้นแตยังชวย
ประหยัดเวลา แรงงาน และงบประมาณ ดวยเหตุนี้กอนจะเร่ิมทําการวจิ ัย นักวิจัยควรจะคนหาคําตอบตอไปน้ี
(Wimmer และDominick, 1994 : 24
1. การวจิ ัยประเภทไหนท่ีมผี ูทาํ แลวในประเด็นน้ัน
2. ขอ คน พบจากการศึกษาครั้งกอนๆ มอี ะไรบาง
3. ขอ เสนอแนะท่ีนักวจิ ยั เสนอไวใ นการวจิ ยั ครั้งตอไปคอื อะไร
4. มปี ระเดน็ ใดบา งทย่ี ังไมไดศึกษา
5. ประเดน็ ที่นกั วจิ ัยสนใจจะชว ยเพ่มิ องคค วามรูใ นสาขาน้ันๆ อยางไร
6. การศกึ ษาทผ่ี า นมาใชวิธกี ารศึกษาอยางไร
คําตอบที่ไดจากคาํ ถามดังกลา วจะชว ยในการกําหนดปญหาการวจิ ัย หรือตั้งสมมติฐานไดชดั เจนย่ิงขนึ้
นอกจากนี้การทบทวนวรรณกรรมยังนําไปใชในขั้นตอนอื่นของการวิจัยดวย เชน การออกแบบการวิจัย
และการเขยี นรายงานการวจิ ยั ในสว นของการอภปิ รายผล
3. การตงั้ สมมติฐาน
เมื่อทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวของอยางรอบดานจนพอจะมองเห็นแนวทางวา ประเด็นที่สนใจศึกษา
นั้นจะมีผลออกมาเปนเชนไร จึงลงมือเขียนสมมติฐาน สมมติฐานเปนการคาดเดาหรือทํานายคําตอบของ
ปญหาการวิจัย ซึ่งอาศัยเหตุผลจากทฤษฎี แนวคิด งานวิจัยที่เกี่ยวของนั่นเอง โดยเขียนในลักษณะความสัม-
พันธระหวางตัวแปรตั้งแตสองตัวขึ้นไป เพื่อเปนแนวทางในการตรวจสอบไดดวยขอมูลเชิงประจักษ (อุทุมพร
จามรมาน, 2533 : 18 ตัวอยางเชน “การดูโทรทัศนมีความสัมพันธกับการบริโภคขนมประเภทอบกรอบ
ลูกกวาด ลกู อมของเดก็ ระดับประถมศึกษา” จะเหน็ วา ขอความดงั กลา วแสดงความสัมพนั ธร ะหวา งสองตัวแปร
คือ การดูโทรทัศนและการบริโภคขนม ซึ่งสามารถพิสูจนไดโดยการเก็บรวบรวมขอมูลจากเด็กประถมศึกษา
หรอื ผูปกครอง แลว นํามาทดสอบวา สมมติฐานทีต่ ง้ั ไวน้นั เปนจรงิ หรือไม
เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอ่ื การพฒั นางานวจิ ยั ”
ห น า | 17
สําหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ผูวิจัยอาจจะตั้งหรือไมตั้งสมมติฐานการวิจัยไวกอนก็ได และมักจะเขียน
ในเชิงบรรยาย ทั้งนี้การเขียนสมมติฐานจะเขียนเพื่อกําหนดแนวทางและเปาหมายของการศึกษาแตพรอมจะ
ปรับเปล่ยี นเมือ่ เกบ็ ขอมูลไปบางสวนแลว
ในสวนขอเสนอแนะในการตั้งสมมติฐานที่ดี ซึ่งจะเอื้อใหทําการวิจัยไดเปนอยางดีน้ัน
เทยี นฉาย กรี ะ นันทน (2541 : 76-77 ไดใ หแ นวทางไวดังนี้
1. สะทอนถึงแนวความคิดที่ชัดเจนไมคลุมเครือ กลาวคือ แนวความคิดในการวิจัยก็ตองกําหนด
ใหช ดั เจนใหความหมายในเชิงปฏบิ ัตไิ ดเปนอยางดี การตัง้ สมมตฐิ านก็จะชดั เจนตามไปดว ย
2. รดั กุม เฉพาะเจาะจง เพราะหากตง้ั สมมตฐิ านไวก วา งเกินไปอาจไมสามารถพิสูจนหรือทดสอบได
3. คํานึงถึงเทคนิคและความกาวหนาของศาสตรในสาขานั้นๆ ดวยวา เทคนิคและความกาวหนา
ของศาสตรน้ันไปถงึ ไหน เพราะผวู จิ ัยจะตอ งแนใ จวา สมมตฐิ านทตี่ นตง้ั ข้นึ นน้ั จะตอ งพสิ จู นหรอื ทดสอบได
4. การออกแบบการวิจัย
เมื่อพูดถึงคําวา “การออกแบบ” หลายคนจะคํานึงถึงการออกแบบเสื้อ ออกแบบสื่อ ออกแบบบาน
ออกแบบเว็บไซตซึง่ ผูออกแบบจะตองเลอื กแบบใหเขากับรสนิยม สถานภาพและวตั ถุประสงคข องผูใชและเม่ือ
ออกแบบมาแลว ผูรับผิดชอบหรือผูดําเนินการในเรื่องนั้น ๆ สามารถดําเนินการตามแบบจนสําเร็จออกมาเปน
ชิ้นงาน
ในทํานองเดียวกัน การออกแบบการวิจัยก็เปนการกําหนดแผนงาน ยุทธวิธีการดําเนินงาน เพื่อตอบ
ปญหาการวิจัย อยางไรก็ตามแผนงานดังกลาวอาจมีการเปลี่ยนแปลงแกไขและเพิ่มเติมในระหวางการทํา
วิจยั ได เพราะอาจมเี ง่ือนไขหรือปญหาอปุ สรรคในระหวางทําวิจยั โดยมิไดคาดหมายลวงหนา ท้ังน้ีแบบการวิจัย
ไมวาจะเปนการวิจัยเรื่องใด จะไมมีแผนการวิจัยแบบใดที่ถูกตองและดีที่สุดเพียงแบบเดียว ดังนั้นการสราง
หรือออกแบบการวิจัยใหมีลักษณะอยางไรขึ้นอยูกับนักวิจัยแตละคนที่มีประสบการณความชํานาญแตกตาง
กันรวมไปถึงการนําแนวคิดทฤษฎีมาประกอบ ดวยเหตุนี้การพิจารณาคิดคนแบบวิจัยจึงอยูท่ีความเหมาะสม
และความเปนไปไดในการปฏิบัติ (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2540 : 82 แตเดิมการออกแบบการวิจัยใชใน
ความหมายของการออกแบบการทดลอง (experimental design เพือ่ ควบคมุ ใหผลการวิจยั ไดผ ลที่เที่ยงตรง
(validity ทั้งความเที่ยงตรงภายในและความเที่ยงตรงภายนอก ตอมาคําวาการ ออกแบบวิจัยและการออก
แบบการทดลองลายเปน คาํ ที่ใชแทนกันได
เมื่อพิจารณาการออกแบบการวิจัยในดานประสิทธิผลแลว การออกแบบการวิจัยเชิงปริมาณนั้นมุงท่ี
จะใหไดขอคนพบที่ตรงตามวัตถุประสงคของการวิจัยที่มีความตรงภายใน และมีความตรงภายนอกซึ่งมี
รายละเอยี ดดงั น้ี (ศริ ชิ ยั กาญจนวาส,ี มปป., 41-43)
1. ความตรงภายใน (internal validity
การวิจัยจะมีความตรงภายในสูง เมื่อความแตกตางหรือความแปรปรวน (variance ที่เกิดขึ้นกับ
ตวั แปรตาม (dependent variable เปน ผลเน่ืองมาจากตวั แปรอิสระ (independent variable ของการวจิ ัย
เทานั้น ซึ่งสามารถกลาวไดอีกนัยหนึ่งคือ ผูวิจัยสามารถวัดคาตัวแปรอิสระ และตัวแปรตามไดอยางมีความ
คลาดเคลื่อนต่ำ ตลอดจนสามารถควบคุมตัวแปรตามไวไดนั่นเอง ตัวอยางเชน หลังจากการควบคุมระดับ
สติปญญา และฐานะทางเศรษฐกิจของผูเรียน คุณวุฒิ ประสบการณของผูสอนแลว ปรากฏวาวิธีการสอนแบบ
X ทาํ ใหนกั เรยี นมผี ลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นตางจากวิธีการสอนแบบ Y เปนตน
การออกแบบการวิจัยที่ใหความตรงภายในสูงนั้น ผูวิจัยสามารถออกแบบการวัด เพื่อวัดคาตัวแปร
และควบคุมตัวแปรไดอยางเหมาะสม ตลอดจนตองสามารถออกแบบการใชสถิติ เพื่อเลือกใชสถิติเชิงบรรยาย
และวธิ ีการวิเคราะหข อ มูลของกลุมตวั อยา งไดอ ยา งถกู ตอง
เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอื่ การพัฒนางานวิจยั ”
ห น า | 18
1.1 การออกแบบการวัด (measurement design ประกอบดว ย
1.1.1 การกําหนดรปู แบบและวิธีการการวดั คาตวั แปรอิสระและตัวแปรตาม
1) ระบโุ ครงสรา ง และความหมายของตัวแปร
2) การสรางสเกล และเครื่องมือวดั คา ตัวแปร
3) การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวิจัย
4) วิธกี ารเกบ็ รวบรวมขอมลู
1.1.2 การกําหนดรปู แบบ และวธิ วี ัดคา หรอื ควบคุมตวั แปรเกิน
1) จัดสมาชกิ เขา กลุมโดยการสมุ (random assignment
2) นาํ ตัวแปรเกินมาใชเ ปน ตวั แปรอสิ ระ
3) จัดสภาพการณน้นั ใหค งท่ี เพอื่ ขจัดอิทธพิ ลของตวั แปรเกิน
4) การควบคุมตัวแปรเกนิ ทางสถิติ
1.2 การออกแบบการใชสถติ ิ
1.2.1 การเลือกใชส ถติ เิ ชงิ บรรยายที่เหมาะสมกบั สเกลการวดั และวัตถปุ ระสงคของการวจิ ยั
1.2.2 การวเิ คราะหและบรรยายขอ มลู กลุมตวั อยางทถี่ ูกตอง
2. ความตรงภายนอก (external validity
การวิจัยจะมีความตรงภายนอกสูง เมื่อผลการวิจัยจากกลุมตัวอยางสามารถสรุปอางอิง (inference
ไปยังประชากรเปาหมายอยางถูกตอง หรือสามารถนําผลการวิจัยไปสรุปใช (generalize ในสถานการณอื่น
ที่คลายคลึงกันไดอ ยางถกู ตอง ซึ่งสามารถกลาวอีกนัยหนึ่งไดว า ผูวิจัยจะตองสามารถสุม ตัวอยางท่ีมีความเปน
ตัวแทนประชากรเปา หมายที่ตองการสรปุ อางอิงไปถงึ และจะตองสามารถออกแบบการใชสถิติเพือ่ เลือกใชส ถิติ
เชงิ สรปุ อา งองิ จากคา สถิตขิ องกลมุ ตวั อยา งไปยงั คาพารามิเตอรข องประชากรไดอยา งถูกตอง
ความตรงภายใน เปนคุณสมบัติพื้นฐาน สวนความตรงภายนอกมีความสําคัญกลาวคือ การวิจัย
จะมีความตรงภายนอกสูง เมื่อการวิจัยนั้นประกอบดวยความตรงภายใน ตลอดจนผูวิจัยสามารถออกแบบ
การสุมตัวอยาง (sampling design) เพื่อใหไดกลุมตัวอยางที่เปนตัวแทนของประชากรเปาหมายโดยการจัด
กระทําการสุม (random selection) และจะตองสามารถออกแบบการใชสถิติ เพื่อเลือกใชสถิติเชิงสรุป
อางอิงในการวิเคราะหและแปลความหมายไดอยางถกู ตอ ง
2.1 การออกแบบการสุมตัวอยา ง (sampling design ประกอบดว ย
2.1.1 การกาํ หนดรูปแบบและวธิ กี ารสมุ ตวั อยา ง
1) จัดทาํ กรอบการสุมตวั อยา งทีส่ มบรู ณ
2) เลอื กวธิ กี ารสมุ
2.1.2 การกาํ หนดขนาดกลมุ ตัวอยา งท่เี หมาะสม
1) หลกั การทางทฤษฎี การพิจารณาสตู รการคํานวณขนาดกลุมตวั อยางทีเ่ หมาะสม
- ชนดิ ของพารามเิ ตอร ทตี่ องการทดสอบหรือประมาณคา
- ขนาดประชากร ความแปรปรวน ความคลาดเคลื่อน ระดับความมน่ั ใจ
2) หลกั การทางปฏบิ ัติ คาํ นึงถงึ ทรัพยากรที่มอี ยู
3) ขนาดท่ีเหมาะสม เปน ขนาดที่พอดี ระหวางหลกั ทฤษฎีและปฏบิ ัติ
2.2 การออกแบบการใชส ถติ ิ ประกอบดว ย
2.2.1 การเลือกใชสถิติเชิงสรุปอางอิงที่เหมาะสมกับขอตกลงเบื้องตนและวัตถุประสงค
ของการวจิ ยั
เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอื่ การพัฒนางานวจิ ยั ”
ห น า | 19
2.2.2 การวิเคราะหและแปลความหมาย การทดสอบสมมติฐาน หรือการประมาณคาพารา
มิเตอรไ ดอยา งถกู ตอง
การออกแบบการวิจัยดังกลาวเปนวิธีการที่ใชกับการวิจัยเชิงปริมาณซึ่งจะออกแบบการวิจัยกอนที่จะ
เริ่มศึกษาในขณะที่การวิจัยเชิงคุณภาพจะออกแบบการวิจัยในระหวางดําเนินงานโดยเนนความยืดหยุนและ
ปรบั เปลยี่ นตามบริบทเงื่อนไขของชุมชนทศี่ กึ ษา
5. การเก็บรวบรวมขอ มูล
ในการเกบ็ รวบรวมขอมูล ส่งิ ท่ผี วู ิจัยจะตอ งคํานงึ ถึงไดแกลักษณะของขอมูล ซง่ึ อาจแบงเปนขอ มลู เชิง
ปรมิ าณและขอมูลเชงิ คุณภาพ ทั้งน้ีขอมลู ทต่ี องการจะเปน ขอมลู เชิงปรมิ าณหรือขอมูลเชิงคณุ ภาพ หรอื เปน ทง้ั
ขอ มูลเชงิ ปริมาณหรือขอ มลู เชิงคณุ ภาพข้ึนอยูกบั ปญหาการวจิ ัยดวย
ความแตกตางของขอมูลเชิงปริมาณและขอมูลเชิงคุณภาพคือ ขอมูลเชิงปริมาณเปนขอมูลที่เปน
ตัวเลขที่สามารถนําไปใชในการวิเคราะหทางสถิติได ในขณะที่ขอมูลเชิงคุณภาพเปนขอมูลที่เปนขอความ
ตวั อกั ษรหรือภาพตา ง ๆ ท่ผี ูวจิ ยั จะตองนาํ ไปตคี วามเพ่อื นาํ ไปสคู วามเขาใจตอไป
วิธีการในการเก็บรวบรวมขอมูลเชิงปริมาณจะใชการสอบถาม การสัมภาษณเปนหลักโดยใชแบบ
สอบถาม แบบสัมภาษณแบบมีโครงสราง
สวนการเก็บรวบรวมขอมูลเชิงคุณภาพใชวิธีการที่ไมกําหนดโครงสรางตายตัว โดยใชตัวนักวิจัยเปน
เครื่องมือที่สําคัญในการเก็บขอมูลและมักใชการสังเกตอยางมีสวนรวมและการสัมภาษณแบบไมกําหนด
โครงสรางไวแนนอนเปนหลัก นอกจากน้ี การวิจัยเชิงคุณภาพยังเนนวิธีการเขาถึงขอมูลคือการที่ผูวิจัยทําตัว
ใหเปน “สวนหนึ่งของชุมชน” สรางความสัมพันธที่ดีกับชุมชนซึ่งใชเวลานานพอสมควร นานพอที่จะไดรับ
ความไววางใจจากกลุมเปาหมายและนานพอที่จะเขาใจบริบทของชุมชนและพฤติกรรมทางสังคมตาง ๆ
ที่ตองการ ศึกษาดวยเหตุนี้ขอมูล เคร่ืองมือเก็บขอมูลและวิธีการเก็บขอมูลสามารถยืดหยุนไดตามสภาพ
ของชมุ ชน และกลุมเปา หมายทศ่ี กึ ษา (ชาย โพธิสิตา,2541:36-43
เนื่องจากขอมูลเปนองคประกอบที่สําคัญของการวิจัย การเตรียมการเก็บรวบรวมขอมูลจึงเปนเรื่อง
ทจี่ ําเปน เพราะอาจสงผลตอ คุณภาพของขอ มลู ได ซง่ึ การเตรยี มการอาจกระทําไดด ังนี้
1. ตดิ ตอ ทําความเขาใจและขอความรวมมือจากกลุมตวั อยา ง
2. ฝกฝนการใชเครือ่ งมอื และฝก อบรมผูชว ยนกั วจิ ยั (ถา มี
3. มแี ผนรองรับในกรณที ่ีไมพบตัวอยา งหรอื ไมไดร บั ความรวมมือ
4. ควบคุมดานเวลา แนวทางการทํางาน การแกปญหาในการรวบรวมขอมูลใหเปนมาตรฐานเดียวกนั
5. ใชเวลาและอดทน อยาเรงเกบ็ รวบรวมขอ มูลอยางรวบรดั
หากผูวิจัยเตรียมการอยางรัดกุมตั้งแตแรกและดําเนินการอยางระมัดระวังในชวงการรวบรวมขอมูล
จะชวยลดความผดิ พลาดท่ีอาจจะเกดิ ข้ึนไดม าก
6. การวิเคราะหขอมลู
การวิเคราะหขอมูลคือการนําเอาขอมูลมาแยกแยะ ผสมผสานเพื่อใหเกิดเปนแนวความคิดและนํา
แนวความคิดเหลานั้นมาแยกแยะ ผสมผสาน ประกอบกันเพื่อใหไดมาซึ่งความสัมพันธที่ใชอธิบายและ
ตอบปญหาการวิจยั
แนวทางการวเิ คราะหขอมูลเชิงปรมิ าณ
ผูวิจัยตองเลือกวิธีการและสถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูลใหเหมาะสม แตเนื่องจากวิธีการและ
สถติ ิทใ่ี ชในการวิเคราะหขอ มูลมีมากมาย ผวู จิ ยั จงึ ตอ งเลือกวธิ กี ารและสถิติใหเ หมาะสมกบั ประเภทของตัวแปร
จุดมุงหมายในการวเิ คราะหแ ละจดุ มงุ หมายในการวจิ ยั ซ่ึงมีแนวทางดงั น้ี (ชูเกียรติ สีสุวรรณ, 2541: 36-37)
เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยเี พอ่ื การพัฒนางานวิจยั ”
ห น า | 20
- วิเคราะหสมมตฐิ านและปญหาการวิจัย วา ตอ งการทาํ ความเขาใจกฎเกณฑอะไร สมมติฐาน
และปญหาการวิจัยที่มีลักษณะแตกตางกัน เชน เปนสมมติฐานเกี่ยวกับแบบแผน ขนาด องคประกอบ ลําดับ
ขั้นตอน ความสัมพันธ การเปรียบเทียบ หรือความเปนเหตุเปนผล ฯลฯ แตละลักษณะตองการวิธี และสถิติ
ที่ใชแตกตา งกนั นักวิจัยตอ งเขา ใจและเลือกใหสอดคลองและเหมาะสมกับสมมติฐานและปญหาการวจิ ยั ของตน
- จํานวนตวั แปรทีเ่ ก่ยี วของ วิธกี ารและสถิติที่จะใชกบั สมมติฐานท่ีมตี ัวแปรเดียว สองตวั แปร
หรือมากกวา สองตัวแปรจะแตกตา งกนั ไป
- ระดับการวัดแตละตัวแปร งานวิจัยหลายชิ้นที่กําหนดสมมติฐาน และจํานวนตัวแปรในการ
วจิ ยั เหมอื นกันก็ไมสามารถใชว ธิ ีการและสถิติเดยี วกันไดเสมอไป ตองพิจารณาระดบั การวัดของตัวแปรมาเก่ียว
ของดวยตัวแปรที่มีการวัดเปนระดับตาง ๆ ไดแก นามบัญญัติ, การจัดอันดับ, อันตรภาค หรืออัตราสวนตอง
เลอื กใชสถิติ และวิธวี ิเคราะหทีแ่ ตกตา งกนั
ในการเลือกใชวิธีการและสถิติในการวิเคราะหขอมูลอยางถูกตองนั้น นักวิจัยจําเปนตอง
ศึกษาทําความเขาใจขอตกลงเบื้องตนของสถิตินั้น ๆ นักวิจัยมือใหมมักจะเขาใจวาการใชสถิติที่ลึกซึ้งเปนการ
แสดงถึงคุณภาพของการวิจัยซึ่งเปนความเขาใจที่ผิด การเลือกใชสถิติที่ลึกซึ้งโดยไมเขาใจถึงขอตกลง
เบื้องตนของสถิติดังกลาวและการที่นักวิจัยมีขอมูลที่ไมเปนไปตามขอตกลงดังกลาวเปนความผิดพลาด
ที่เกิดขึ้นใหพบเห็นอยูเสมอการเลือกใชสถิติที่สูงเกินไปจึงเปนเรื่องที่ไมถูกตอง เชน เดียวกันการเลือกสถิติ
ที่หยาบเกินไปก็อาจทําใหรายละเอียดของขอมูลสูญหายไปไดเหมือนกันวิธีการวิเคราะหขอมูลที่เหมาะสม
ที่สุดจึงขึ้นอยูกับความเขาใจของนักวิจัยเกี่ยวกับปญหาและสมมติฐานการวิจัย จํานวนตัวแปร ระดับการวัด
ของตัวแปร และความเขา ใจของนักวจิ ยั เก่ยี วกับขอตกลง วธิ กี ารและสถิตทิ ่ีใชในการวเิ คราะหขอมลู
ตวั อยางของสถติ ิทีอ่ าจใชก บั ปญหาการวจิ ยั ลกั ษณะตา งๆ กันมี ดงั น้ี
- สถิติสาํ หรับวิเคราะหตวั แปรเด่ียว เชน คารอยละ คา เฉลี่ย คาเบ่ียงเบนมาตรฐาน
- สถิติสําหรับวิเคราะหตัวแปรสองตัวแปร เชน Chi-Square, t-test, ANOVA หรือ F-test,
Pearson Product Moment Correlation uso Regression
- สถิติสําหรับวิเคราะหตัวแปรมากกวา 2 ตัวแปรขึ้นไป (ผูวิจัยตองทําความเขาใจขอตกลง
ของ สถิติเหลานี้ใหดี เชน Multiple Correlation, Partial Correlation, Multiple Regression Analysis,
Multiple Classification Analysis, ANCOVA, หรอื Factor Analysis เปน ตน
แนวทางการวิเคราะหข อมลู เชิงคณุ ภาพ
หลงั จากเกบ็ รวบรวมขอมูลแลว ผูวจิ ยั จะตอ งนาํ ขอมูลมาแยกประเภท จดั หมวดหมเู พ่ือใหงา ยตอ การ
วเิ คราะห ซึง่ ข้ันตอนการวเิ คราะหท่ีปฏิบตั ิกันมสี องแบบ คือ (เบญจา ยอดดาํ เนนิ – แอ็ตติกจ, 2541:210-211
1. แบบแรก วิเคราะหขอมูลเบื้องตนโดยการเก็บรวบรวมขอมูลและการวิเคราะหขอมูล
จะกระทําไปพรอมๆ กัน กลาวคือ ในแตละวันหลังจากเก็บขอมูลเสร็จแลว ผูวิจัยจะเขียนบันทึกอยางละเอียด
พรอมกับจัดหมวดหมูและวิเคราะหขอมูลไปดวย ซึ่งการวิเคราะหขอมูลเบื้องตนในลักษณะนี้ ผูวิจัยจะพบ
ปจจัยหรือตัวแปร ขั้นตอนหรือกระบวนการหรือแบบแผนพฤติกรรม และประเด็นหลักๆ ในหัวขอที่กําลัง
ศึกษาอยูซึ่งผูวิจัยอาจจะคาดหมายหรือไมไดคาดหมายมากอน ดังนั้นการวิเคราะหในขั้นสุดทายกอนการ
เขยี นรายงาน คือการจัดระบบรวมทัง้ การขยายความการวิเคราะหเบ้ืองตนท่ผี ูวจิ ยั ทําไวกอนแลว
2. แบบที่สอง วิเคราะหขอมูลหลังจากเก็บรวบรวมขอมูลเสร็จเรียบรอยแลวผูวิจัยจึงเริ่ม
ทบทวน แยกประเภท จัดหมวดหมูขอมูล แลวจึงตามดวยการวิเคราะห ซึ่งทําไดยากกวาการวิเคราะหขอมูล
เบื้องตน เนื่องจากอาจทําใหผูวิจัยสับสนเพราะบางครั้งขอมูลบางสวนที่สําคัญขาดหายไป หรือการรวบรวม
ขอ มูลใหเสรจ็ กอนจึงจดั หมวดหมูน ้นั ทาํ ใหผูวิจัยไมท ราบวาขอ มลู เหลาน้นั บอกความนัยอะไรบางตอบคาํ ถามที่
เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยเี พอื่ การพฒั นางานวจิ ยั ”
ห น า | 21
ผูวิจัยตองการทราบไดทั้งหมดหรือไม และจะมีปจจัยตัวใดเขามาเกี่ยวของอีกบาง ดังนั้นผูวิจัยที่เลือกปฏิบัติ
ในรูปแบบนีจ้ ะใชเ วลานานในการวิเคราะหแ ละเขียนรายงาน
การวิเคราะหแบบแรก เปนแบบที่นิยมปฏิบัติมากกวาแบบที่สอง เนื่องจากการ วิเคราะห
ขอมูลเบื้องตนทําใหมองเห็นวามีขอมูลสวนใดบางที่จําเปนจะตองเก็บเพิ่มเติมการวางแผนการวิเคราะหขอมลู
รวมทัง้ การวางเคาโครงการเขยี นรายงานจงึ ทําไดงา ยและรวดเร็ว ทําใหประหยดั เวลาและงบประมาณมากกวา
แบบทส่ี อง
7. การจดั ทาํ และนําเสนอรายงานการวิจยั
รายงานการวจิ ัยเปนเอกสารรายงานทปี่ ระกอบดว ยองคประกอบสองสวนหลักๆ คือ สว นแรกเปน โครง
รางการวจิ ยั ทผี่ วู ิจยั ไดจดั ทํากอนท่ีจะเก็บรวบรวมขอ มูล และสวนทสี่ อง เปน สว นท่เี สนอผลงานการวจิ ยั และการ
สรุป อภิปรายผล ซึ่งจัดทําเม่ือดาํ เนินการเกบ็ รวบรวมขอมูลเรยี บรอยแลว ทั้งนี้หากพิจารณาจากเนือ้ หาที่แบง
เปนบทในรายงานการวิจัยที่พบโดยทั่วไปจะมีอยู 5 บทนั้น สามบทแรกเปนโครงรางการวิจยั คือสวนที่เปนบท
นำ การทบทวนวรรณกรรม และวิธีดําเนินการวิจัย สวนบทที่สี่และหาเปนผลการวิจัยและสรุปอภิปรายผล
ในที่น้ีจะกลา วถงึ โครงรางการวจิ ัยและรายงานการวิจัยดงั น้ี
โครงรางการวิจัย
โครงรางการวิจัยมีชื่อเรียกแตกตางกันไป ทั้งหัวขอโครงราง ขอเสนอโครงการวิจัย เคาโครงการวิจัย
โครงการวจิ ัยและโครงรางงานวจิ ยั ซ่งึ ถอดความมาจากคําวา research proposal ในภาษาองั กฤษ
ความหมาย
มนัส สุวรรณ (2544 :127 ใหคําจํากัดความวา คือขอเสนอทางเทคนิค (อาจรวมขอเสนอ
ทางดานงบประมาณไวด ว ยกไ็ ด ในกรณที ่ีผูวจิ ยั ตอ งการขอทนุ สนับสนุน ซ่ึงผวู ิจยั นําเสนอความคิดรวบยอดวามี
วัตถุประสงคและมีแผนการดําเนินงานอยางไรบางสําหรับประเด็นปญหาการวิจัยที่กําหนดศึกษาโครงราง
การวิจัย โดยทั่วไปตองประกอบดวยขั้นตอนที่ผูวิจัยเสนอวาจะดําเนินการตามนั้น โดยคาดหมายวาเมื่อ
ดําเนินการจนครบถวนแลวจะทาํ ใหไดค าํ ตอบทีม่ คี วามถูกตองและเชือ่ ถอื ไดส ําหรับปญหาการวจิ ัยดงั กลา ว
เหตุผลที่ตองทํา
การทําโครงรางการวิจัยถือเปนทาบังคับสําหรับนักศึกษาทุกคนที่ทําปญหาพิเศษ หรือ
วิทยานิพนธในกรณีนี้โครงรางการวิจัยจึงเปรียบเสมือนขอตกลงระหวางผูวิจัยกับคณะกรรมการที่ปรึกษา
วาผูวิจัยศึกษาเรื่องอะไร เพื่ออะไร ใชแนวคิดอะไรมารองรับ ใชวิธีการศึกษาอยางไรซึ่งหมายความวา
ผูวิจัยจะตองดําเนินการวิจัยตามแนวทางที่ระบุไวในขอตกลง นอกจากน้ี การวิจัยทุกลักษณะไมวาจะเปน
โครงการขนาดเล็กหรือใหญ และมีทุนสนับสนุนมากนอยเพียงใดก็ตามโดยสากลนิยมแลวตองมีการเขียน
และเสนอโครงรา งการวิจัยกอ นเสมอ (มนัส สุวรรณ, เรอื่ งเดยี วกนั : 129
แนวทางการเขียน
รูปแบบการเขียนโครงรางการวิจัยของแตละสถาบัน รวมถึงหัวขอตางๆ ที่จะตองมี
อาจแตกตางกันแตหัวขอหลัก ๆ มักจะคลายคลึงกันดวยเหตุนี้ หากผูวิจัยเปนนักศึกษาลักษณะการเขียน
ก็ตองเปนไปตามระเบียบของบัณฑิตวิทยาลัยที่ตนสังกัดแตหากเขียนเพื่อขอทุนวิจัยจากแหลงอื่น
กต็ องเขียนตามแนวทแี่ หลงทุนนั้น ๆ กาํ หนด
ในทนี่ ้ี จะกลาวถึงการเขียนหัวขอ ตาง ๆ โดยเรียงลําดบั ตามโครงรา งการวจิ ยั ดงั น้ี
1. ความเปนมาและความสําคัญของปญหา เปนการปูพื้นใหผูอานไดเขาใจเรื่องราวเปน
เบื้องตนวาผูวิจัยมีเบื้องหนาเบื้องหลังในการทําวิจัยอยางไร โดยนําเอาแนวความคิด ทฤษฎีหรืองานวิจัยหรือ
ขอความสําคัญมาสนับสนุน เชน คําพูดของผูเชี่ยวชาญ ผูรู ผูชํานาญ การในสาขาตางๆหรือแนวนโยบาย ขอ
เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยเี พอื่ การพัฒนางานวจิ ยั ”
ห น า | 22
กฎหมาย และพระราชบัญญัติที่เกี่ยวของกับประเด็นที่ศึกษา เชน บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณา
จักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 40 ที่มีขอกําหนดเกี่ยวกับคลื่นความถี่ที่ใชในการสงวิทยุกระจายเสียง
วิทยโุ ทรทัศน และวทิ ยุโทรคมนาคมเปน ตน การเขียนในสวนนต้ี องเขียนใหตรงประเด็นและสนั้ หยิบยกประเด็น
และตวั อยางหรือขอ สนบั สนนุ เฉพาะสวนทส่ี ําคัญเพื่อดงึ ดดู ความสนใจใหผอู านตดิ ตามตอ ไป
2. วตั ถปุ ระสงค ระบุใหช ัดเจนวา ตองการจะศึกษาในประเดน็ ใดบาง โดยอาจเขียนเปนรายขอ
ทั้งนว้ี ตั ถุประสงคจะเปน ตวั ช้วี า งานวิจัยจะมุง ไปในทิศทางใดและเปน ตวั กาํ หนดรายละเอียดของการวจิ ยั ตอไป
นอกจากนี้การสรปุ ผลการวจิ ัยจะตอ งตอบคาํ ถามตามวัตถุประสงคอยางครบถวน
3. ขอบเขตในการวิจัย เปนการตีกรอบขอบเขตของการวิจัยวามีขอบเขตแคไ หนโดยอาจระบุ
ขอบเขตในดา นเนอื้ หา ดานประชากร ดานพน้ื ที่ และดา นระยะเวลา
4. นิยามศัพท อธิบายความหมายของคําหลัก หรือตัวแปรที่จะศึกษาที่อาจปรากฏในหวั เรื่อง
การวิจยั ปญ หาการวจิ ัย วตั ถุประสงค เพอ่ื เปนหลักสําหรับผูว จิ ยั ทจ่ี ะใชใ นการวดั ตวั แปรและชวยสื่อความหมาย
ใหต รงกัน
5. ประโยชนทคี่ าดวา จะไดรับจากการวจิ ยั เปน การระบคุ วามคาดหมายทจ่ี ะไดรับจากงานวิจัย
วาจะเปนประโยชนต อหนว ยงานหรอื ผปู ฏิบตั ิงานหรือวงวิชาการในดานใดอยางไร
6. แนวคดิ ทฤษฎแี ละงานวจิ ัยทีเ่ กย่ี วของเปนการสรุปหรือดงึ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีจะ
นํามาใชในงานวิจัยมาแสดงใหเห็นวา ผูวิจัยจะใชแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยชิ้นใดบาง ทั้งนี้ควรจะเขียน
บทสรุปไวตอนทายวาจะนํามาใชอยางไร และมีตัวแปรใดหรือจุดออน จุดแข็งที่พบจากการเรียนรูงานวิจัย
ที่เลอื กมาศกึ ษา
7. วิธีดาํ เนนิ การวจิ ยั ระบรุ ายละเอียดในการดาํ เนินการวจิ ัย โดยมหี ัวขอ ยอ ยดังน้ี
- รปู แบบการวจิ ยั ระบุรปู แบบการวจิ ัยวาเปนการวจิ ยั แบบใด การวจิ ยั เชิงทดลอง การวิจยั
เชงิ สาํ รวจ หรอื การวิจัยเชงิ คุณภาพ ฯลฯ
- กลุมเปาหมาย ระบุใหชัดเจนวาเปนประชากรกลุมใด และขนาดของประชากรหรือ
กลุมเปาหมาย หากจะใชกลุมตัวอยางจะตองกําหนดขนาดของตัวอยาง และเทคนิคการสุม หรือการเลือก
ตวั อยา ง
- การเก็บรวบรวมขอมูล อธิบายวาจะเก็บรวบรวมขอมูลอยางไร ใชเครื่องมืออะไรบาง
ขั้นตอนการสราง การทดลองใช รวมถึงการประเมินคุณภาพของเครื่องมือและวิธีการในการเกบ็ รวบรวมขอมลู
ในสวนนี้ เมื่อดําเนินการรวบรวมขอมูลแลว ควรเขียนเพิ่มเติมวา พบปญหาใดบางและแกปญหาไดหรือไม
อยางไร ทง้ั นเี้ พ่ือใหเกิดความนาเชอ่ื ถอื ในกระบวนการเก็บรวบรวมขอมลู มากขึ้น
รายงานการวจิ ัย
ตามที่กลาวไวตอนตนวา รายงานการวิจัยโดยทั่วไปจะมีอยู 5 บท และสามบทแรกอยูในโครงราง
การวิจัย ฉะนั้นเมื่อรวบรวมขอมูลแลว จึงเขียนบทที่สี่เพื่อเสนอผลงานวิจัย และบทที่หาสรุปและอภิปรายผล
ซ่งึ มีแนวทางในการเขยี นดังน้ี
1. ผลการวจิ ยั เปนการรายงานผลการวิจยั โดยบรรยายหรืออธบิ ายขอเท็จจรงิ จากขอมูลท่ีรวบ
รวมได โดยอาจนําวัตถุประสงคของการวิจัยมาเปนหัวขอหลักในการนําเสนอขอมูล การเขียนผลการวิจัยตอง
เขียนใหชัดเจนและใชภาษาใหถูกตอง ที่สําคัญคือตองเขียนรายงานตามขอมูล ทั้งนี้ผูวิจัยอาจนําตาราง
แผนภาพ แผนภูมิ มาใชประกอบการนําเสนอเพื่อใหเ กิดความชดั เจนมากขน้ึ
2. สรุปและอภิปรายผล เปนการนําผลการวิจัยขางตนมาสรุปตามประเด็นตางๆ วาไดตอบ
วัตถุประสงคท่ีกําหนดไวห รือไม อยางไร สวนการอภิปรายผลเปนการตีความ แปลความผลการวิจัยท่ีวิเคราะห
ไดจากขอมูลแลวเชื่อมโยงกับขอสรุปที่ไดจากแนวคิด ทฤษฎีหรืองานวิจัย ซึ่งผูวิจัยไดนํามาใชวาเหมือนหรือ
เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยเี พอื่ การพัฒนางานวจิ ยั ”
ห น า | 23
แตกตางกัน โดยพยายามแยแยะวิพากษวิจารณทั้งผลและวิธีการศึกษาของตนเองและของผูอื่น โดยอาจจะ
แยงหรือสนบั สนุน หรอื เพม่ิ เติมคําอธบิ ายท่มี อี ยเู ดมิ ใหส มบรู ณข ึ้น
ในกรณีที่เปนการวิจัยเชิงคณุ ภาพ รายงานการวิจัยอาจมีมากกวา 5 บท โดยขยายบทที่เปน
ผลการวิจัยออกไป หรือแยกการอภิปรายผลการวิจัยกับบทสรุปออกไปเปนสองบทก็ได หากมีประเด็นในการ
อภิปรายคอ นขา งมาก และจะทําใหเกดิ ความกระชับขน้ึ รวมทัง้ ความสะดวกตอ ผอู าน
3. บทคัดยอ เปนเสมือนตัวแทนของรายงานการวิจัยทั้งหมด คือจะตองระบุวัตถุประสงค
วิธีการวิจัย และผลการวจิ ัยปกตแิ ลว จะมคี วามยาวไมเ กนิ 2 หนากระดาษ
ประโยชนข องการวิจัย
1. ชวยสงเสริมความรูทางดานวิชาการและศาสตรสาขาตาง ๆ ใหมีการคนควาขอเท็จจริงมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้เพราะวาการวิจัยจะทําใหมีการคนควาหาความรูใหม ๆ เพิ่มเติมซึ่งทําใหวิทยาการตางๆ เจริญกาวหนา
มากยิง่ ข้นึ ทงั้ ตัวผูวจิ ัยและผนู าํ เอาเอกสารการวิจยั ไปศกึ ษา
2. นําความรูท่ีไดจ ากการวจิ ยั ไปใชประโยชนในการปฏิบัติ หรือแกปญหาโดยตรงชวยทําใหผูป ฏิบตั ิได
เลือกวิธีปฏิบัติที่ดที ่สี ดุ กอ ใหเ กิดการประหยัด
3. ชวยในการกําหนดนโยบายหรือหลักปฏิบัติงานตาง ๆ เปนไปดวยความถูกตองเหมาะสมและมี
ประสทิ ธิภาพ
4. ชวยใหคนพบทฤษฎีและสิ่งประดิษฐใหม ๆ เพ่ือใหมนุษยไดดำเนินชีวิตอยูในโลกอยางมีความสุขสบาย
5. ชว ยพยากรณผ ลภายหนา ของสถานการณปรากฏการณและพฤติกรรมตาง ๆ ไดอยางถูกตอ ง
เอกสารการเรียนรู “การใชเทคโนโลยีเพอ่ื การพัฒนางานวจิ ยั ”
ห น า | 24
เทคนิคการสบื คน สารสนเทศทางการวจิ ัย
แหลง สารสนเทศเพอ่ื การวจิ ัย
ปจจุบันการวิจัยเปนกระบวนการที่มีความสําคัญที่เกี่ยวของกับทุกๆองคกรในสังคมนี้ เนื่องจากวา
การทําวิจัยมีความสําคัญตอการพัฒนาประเทศในองคกรตางๆ การวิจัยเปนกระบวนการในการแสวงหา
ความรูที่เปนระบบ ในการทําวิจัย ผูวิจัยจําเปนอยางยิ่งที่จะตองรูแ หลงขอมลู ในการวิจยั และการสืบคนขอมูล
จากแหลงตางๆ เพื่อใชในการอางอิงหรือการทบทวนวรรณกรรม ซึ่งมีแหลงสารสนเทศอยูมากมาย ไดแก
แหลงสารสนเทศที่เปนตัวบุคคล แหลงสารสนเทศที่เปนสถาบัน แหลงสารสนเทศสื่อมวลชน และแหลง
สารสนเทศอินเทอรเน็ต ซึ่งแหลงสารสนเทศตางๆ เหลานี้มีอยูมากมาย ผูวิจัยมีความจําเปนที่จะตองเรียนรู
ทักษะในการสบื คน ขอ มูลสารสนเทศ เพ่ือใชเ วลาไมนานและไดขอ มลู ที่มีคุณภาพเพ่ือใชใ นการวิจยั ตอไป
แหลงสารสนเทศ หรือ Information Resources หมายถึง แหลงที่เกิดแหลงผลิตหรือแหลง
ที่เปนศูนยรวมทรัพยากรสารสนเทศในรูปแบบที่หลากหลายไวใหบริการคนควาสําหรับผูตองการสารสนเทศ
โดยสรุปแหลงสารสนเทศ หมายถึงแหลงความรูตางๆ ที่ผูใชสามารถศึกษาคนควาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ซึ่งมีทั้งแหลงสารสนเทศที่จัดใหบริการสารสนเทศแกผูใชโดยตรง และแหลงสารสนเทศที่เปนสถานที่
หรือแหลงสารสนเทศที่เปนบุคคลสําหรับแหลงสารสนเทศที่จัดใหบริการสารสนเทศแกผูใชโดยตรงนั้น
จะมีการบริการและดําเนินการจัดหา จัดเก็บ และใหบริการสารสนเทศซึ่งมีบทบาทตอสังคมในการใหบริการ
ความรู ขา วสาร และสงเสรมิ การศกึ ษาคนควา แกผูใชป ระเภทของแหลงบริการสารสนเทศทส่ี ําคญั มดี ังน้ี
แหลง สารสนเทศบุคคล
เปนแหลงสารสนเทศที่มีอยูในตัวบุคคลที่เปนผูรูสารสนเทศโดยเกิดจากการประมวลความคิด ความรู
และประสบการณของแตละบุคคล เชน ผูเชี่ยวชาญ นักวิชาการ นักวิชาชีพ ในสาขาวิชาตางๆ และปราชญ
ชาวบานในกรณีนี้ผูใชสารสนเทศอาจจะใชวิธีเดินทางไปพบปะ สนทนา แลกเปลี่ยนสอบถามความรูโดยตรง
วธิ ีการไดแหลงสารสนเทศจากตวั บุคคล
ก. ผใู ชต องทราบวา บคุ คลใดมีความรู ความเช่ียวชาญในเรอ่ื งท่ีตนสนใจ
ข. ใชวธิ ีการสอบถาม สัมภาษณ หรือพูดคุยโดยตรงผานทางโทรศัพท อีเมล
ตวั อยา งแหลงสารสนเทศบคุ คล
1. พระบาทสมเด็จพระเจา อยูหัว รัชกาลที่ 9 ดา นการเกษตรทฤษฎใี หม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
2. นายวิบลู ย เข็มเฉลิม อาชพี เกษตรกรใน จ.ฉะเชงิ เทรา ปราชญชาวบา นดา นเกษตรผสมผสาน
3. แพทยห ญิง คุณหญงิ พรทิพย โรจนสุนนั ท นักวชิ าการดานนิติเวช
แหลง สารสนเทศสถาบนั
แหลงสารสนเทศสถาบัน หรือสถาบันบริการสารสนเทศเปนแหลงสารสนเทศที่จัดตั้งอยูในองคการ
ตาง ๆ อาจเปนหนวยงานรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ เอกชน สมาคม หรือองคการระหวางประเทศ โดยทําหนาที่
ใหบ ริการสารสนเทศแกผูใชส ารสนเทศในองคกรไดแ กแหลง สารสนเทศตอไปน้ี
หองสมุด เปนสถาบันบริการสารสนเทศที่ทําหนาที่เปนแหลงศึกษาคนควาหาความรู โดยมี
บรรณารักษทําหนาที่ในการจัดการและใหบริการสารสนเทศ หองสมุดมีหลายประเภท เชน หอสมุดแหงชาติ
หองสมดุ ประชาชน หองสมดุ โรงเรยี น หอ งสมุดเฉพาะ หองสมุดสถาบนั อุดมศึกษา เปน ตน
หอจดหมายเหตุ เปนหนวยงานที่จัดเก็บเอกสารเชิงประวัติศาสตรที่เกี่ยวของ กับการดําเนินงาน
ที่ผานมาของหนวยงานตางๆ เชน หอจดหมายเหตุธนาคารแหงประเทศไทย จัดเก็บเอกสารที่เกี่ยวกับ
เศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ของประเทศไทย ท่ีหมดอายุการใชง าน แตยงั มคี ุณคาเชงิ ประวัตศิ าสตร
เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยเี พอ่ื การพฒั นางานวจิ ยั ”
ห น า | 25
ศูนยสารสนเทศ เปนสถาบันบริการสารสนเทศเฉพาะสาขาวิชา ทําหนาที่คลายหองสมุดแตเนน
ใหบริการสารสนเทศเจาะลึกเฉพาะเรื่องที่ผูใชตองการผูทําหนาที่ใหบริการมักเปนนักเอกสารสนเทศ เชน
ศูนยสารสนเทศ สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ศูนยบริการความรูทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
(STKS เปน ตน
ศูนยขอมูล เปนหนวยงานที่ผลิตหรือรวบรวมขอมูลตัวเลข ขอมูลดิบ หรือขอมูลที่ดําเนินการไปแลว
บางสวนศูนยขอมูลเหลานี้ในประเทศไทย เชน ศูนยขอมูลธุรกิจหลักทรัพยของตลาดหลักทรัพย
แหงประเทศไทย ศูนยขอมูลขาวสารการตลาดของสภาหอการคาแหงประเทศไทย และหอการคาจังหวัด
ซ่ึงเกบ็ ขอมูลและรวบรวมประมวลผลดวยคอมพิวเตอรแลวใหบรกิ ารขอมลู
หนวยงานสถิติ เปนหนวยงานที่ใหขอมูลทางสถิติตัวเลขอาจจัดตั้งขึ้นเพื่อปฏิบัติงานสถิติโดยตรง
เชน สํานกั งานสถิติแหง ชาติ รบั ผิดชอบทางดา นกํากับงานหรือประสานงานสถติ ิของรฐั จัดทําสาํ มะโนประชากร
เปน ตน
ศูนยวิเคราะหสารสนเทศ เปนศูนยที่เนนการจัดหา สะสมเอกสารที่ไมไดตีพิมพเผยแพร หรือกําลัง
ดําเนินการโดยนักวิทยาศาสตรเลือกสรร ประเมินคา จัดเก็บและนําเสนอขอสนเทศ เพื่อเปนการอํานวย
ความสะดวกและประหยดั เวลาของผูใชในการติดตามความรแู ละส่ิงพิมพใหมๆในสาขาทีส่ นใจ
ศูนยแจกจายสารสนเทศ เปนหนวยงานทีท่ ําหนาที่รวบรวมจัดเก็บผลงานวิจัย รายงานความกาวหนา
ของโครงการที่สิ้นสุดแลวโดยใหบริการดานอางอิงถึงแหลงผลิตตางๆ ที่มีผลงานวิจัยรายงานโครงการสําหรับ
ผูสนใจหรือตองการในรปู ของบรรณานุกรม
แหลงสารสนเทศสอ่ื มวลชน
เปน แหลงสารสนเทศท่ีมงุ เผยแพรส ารสนเทศ ขา ว เหตุการณต า งๆแกประชาชน โดยเนนขาวสารทีเ่ กดิ
ขนึ้ ใหม ๆ รวมทัง้ สาระความรูในเร่ืองตา งๆท่ีเปนประโยชนโดยวธิ ีการแพรกระจายเสียง ภาพ และตัวอักษรผาน
ส่อื ประเภทโทรทัศน วิทยุ และหนงั สือพมิ พ
ความหมายของการสืบคน สารสนเทศ
การสืบคนสารสนเทศ หมายถึง กระบวนการในการคนหาเอกสาร หรือสารสนเทศที่ตองการโดยใช
เครื่องมือชวยคนหาสารสนเทศรูปแบบตาง ๆ โดยผูใชสามารถคนและไดรับสารสนเทศที่ตองการในการสืบคน
สารสนเทศจุดมุงหมายสูงสุดคือ สามารถสืบคนสารสนเทศที่ตองการไดอยางถูกตองสะดวกรวดเร็วและทันตอ
เวลาทจี่ ะใช ดังน้นั กอ นท่จี ะทาํ การสบื คนจะตองรูจักกระบวนการตอไปน้ี
1. การวิเคราะหความตองการในการใช หมายถึง ความสามารถในการวิเคราะหตีความหรือแปล
คําถามที่ผูสืบคนมีอยูใหเปนความตองการวาเรื่องที่ตนเองตองการคืออะไร ดังนั้นผูสืบคนจําเปนตอ งวิเคราะห
ความตอ งการของตนเองใหถูกตอง
2. การเลือกแหลงสารสนเทศ หมายถึง การเลือกแหลงสารสนเทศที่ถูกตองเหมาะสมกับปญหา
หรือโจทยที่ตองการสืบคนเนื่องจากฐานขอมูลที่มีอยูมากมายครอบคลุมเนื้อหาที่แตกตางกันหรือคาบเกี่ยวกัน
ดงั นน้ั การกําหนดแหลงสารสนเทศทีถ่ กู ตอ งจึงมีความสําคญั ตอการกําหนดผลการสบื คน
3. เทคนิคและกลยุทธในการสืบคน หมายถึง การเลือกใชเทคนิคและกลยุทธในการสืบคนที่ถูกตอง
เหมาะสมโดยนําแนวคิดที่วิเคราะหไดจากความตองการของตนเองไปกําหนดเปนคําคน และใชเทคนิค
การสืบคนแบบตา งๆในการเขาถงึ สารสนเทศท่ตี อ งการ
เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยเี พอื่ การพฒั นางานวิจยั ”
ห น า | 26
เครอ่ื งมือชวยในการสบื คน
การที่จะเขาถึงสารสนเทศไดอยางรวดเร็วนั้นจําเปนตองมีเครื่องมือสืบคนสารสนเทศซึ่งเปนบริการ
ที่หองสมุดจัดไวใหผูใชบริการ โดยวิธีการนําระบบคอมพิวเตอรมาเปนเครื่องมือสืบคนสารสนเทศ เรียกวา
การเขาถึงรายการทรัพยากรหองสมุดแบบออนไลน (Online Public Access CatalogOPAC) ซึ่งเครื่องมือน้ี
เปนโมดูลหนึง่ ในการทาํ งานของระบบหองสมุดอัตโนมัติ หมายถึง ระบบอเิ ลก็ ทรอนิคสที่ใชในการคนควาขอมูล
บรรณานุกรมจากฐานขอ มูลหอ งสมดุ โดยผใู ชค น ผานหนาจอคอมพิวเตอรเพื่อคนหาทรัพยากรหองสมุดรายการ
ใดรายการหนึ่งวามีอยูในหองสมุดนั้นหรือไม โดยทั่วไปเครื่องมือชวยคนสารสนเทศเปนแหลงขอมูลเบื้องตน
ที่ชวยใหท ราบวา สารสนเทศเรื่องที่ตอ งการมีอยูในทรัพยากรสารสนเทศ ประเภทใด เชน หนังสือหรือวารสาร
หรอื หนังสือพมิ พ หรอื สอื่ อื่นๆ พรอมท้ังบอกใหร ูขอมลู โดยสังเขปของทรัพยากรนนั้ เชน ถา เปนหนังสือจะบอก
ใหทราบถึงชื่อผูแตง ชื่อหนังสือ สถานที่พิมพ ปที่พิมพ และจํานวนหนา โดยเครื่องมือชวยคนสารสนเทศ
สามารถแบงได 3 ประเภท ไดแก
1. รายการบรรณานุกรมในรูปเอกสาร เชน บัตรรายการ รายชื่อทรพั ยากรสารสนเทศ ดรรชนวี ารสาร
หนงั สือบรรณานุกรม เปน ตน
2. รายการขอมูลทางอิเล็กทรอนกิ ส เชน OPAC WebOPAC ฐานขอมูลออนไลน เปน ตน
3. การสืบคน สารสนเทศโดยใช โปรแกรมคน หา (Search engine บนระบบเครอื ขา ยอนิ เทอรเนต็
การสบื คนหนงั สอื และงานวิจัยในหอ งสมดุ
ในการคน หาหนังสือหรือทรัพยากรสารสนเทศในหองสมุด ผใู ชห อ งสมุดควรทราบขอมูลใดขอมูลหนึง่
ของสง่ิ ทตี่ อ งการคนอยา งนอย 3 ประการคือ
ก. กรณีทราบชื่อผูแตง (Author ใหนําชื่อผูแตงไปคนที่ตูบัตร เมื่อพบรายการหนังสือหรือวัสดุ
ทแี่ ตง โดยผแู ตงคน น้นั ที่ตอ งการใหจดเลขเรียกหนงั สือของรายการทีต่ องการและไปหยบิ ตัวเลม ท่ีชน้ั การคน หา
ช่อื ผแู ตง ชาวไทยใหใชช่ือในการคนหา โดยตดั ยศ ตําแหนง และคาํ นําหนา ชอ่ื ออก ยกเวน คํา ท่แี สดงบรรดาศกั ดิ์
ลําดับในราชวงศแ ละสมณศักด์ิ ใหนาํ ไปไวห ลังชอื่ โดยคั่นดวยเครอ่ื งหมายจุลภาค (,
คนหาผูแ ตง วิธกี ารคน
ศาสตราจารย ดร.ไพรชั กฤษณมษิ ไพรชั กฤษมษิ
ม.ร.ว.เสนีย ปราโมช เสนยี ปราโมช,ม.ร.ว.
หลวงชาตระการโกศล ชาติตระการโกศล,หลวง
การคน หาชอ่ื ผแู ตง ชาวตา งประเทศ ใชน ามสกุลในการคนหา โดยตัดยศ ตาํ แหนง และคาํ นําหนาช่อื
ออก ยกเวน คําทแี่ สดงบรรดาศกั ด์ิ ลําดับในราชวงศ และตาํ แหนงทางศาสนา
คน หาผูแตง วธิ กี ารคน
Dr.Bruce Kawin Kawin,Bruce
Mrs.Hillary Clinton Clinton, Hillary
Pope John Paul II John Paul II, Pope
ข. กรณีทราบชื่อเรื่อง (Title ใหนําชื่อเรื่องหรือชื่อชุดนั้นไปคนที่ตบัตรชื่อเรื่อง เมื่อพบรายการชื่อเรื่อง
ที่ตองการ ใหจดชื่อเรื่องของหนังสือแลวไปหยิบตัวเลมที่ชั้น กรณีที่ชื่อเรื่องขึ้นตนดวยคําวา A,Anหรือ The
ใหค น คาํ ทส่ี อง ของซ้ือเรื่องนนั้ ๆ
เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยเี พอ่ื การพฒั นางานวจิ ยั ”
ห น า | 27
คนหาช่ือเร่อื ง วิธกี ารคน
The ASEAN success story คนที่ลนิ้ ชัก A โดยคนท่คี ําวา
The ASEAN success story
ค. กรณีที่ไมทราบชื่อผูแตงหรือชื่อเรื่องของหนังสือ ในหัวขอที่ตองการใหผูใชหองสมุดกําหนดคําสําคัญ
ที่ใชแทนหัวขอที่ตองการซึ่งเรียกวาหัวเรื่อง (Subject ซึ่งบรรณารักษไดกําหนดหัวเรื่องสําหรับทรัพยากร
สารสนเทศแตละรายการในหองสมุดโดยใชคูมือการกําหนดหัวเรื่องมาตรฐานแลวจัดทําเปนบัตรหัวเรื่อง
ผูใชหองสมุดควรนําคําหัวเรื่องไปตรวจสอบกับคูมือการกําหนดหัวเรื่องมาตรฐานที่หองสมุดจัดวางไวใกล
ตบู ัตรรายการเสียกอ นเพ่อื ชว ยใหทราบวา คาํ ที่กําหนดเองนนั้ ตรงกับคําที่หองสมดุ ใชเ พื่อการสบื คน หรอื ไม
คนหาหนังสือชือ่ เร่ือง วธิ กี ารคนทห่ี วั เรื่อง
ความรเู กย่ี วกับสารสนเทศศาสตร สารสนเทศศาสตร
(หนงั สือภาษาไทย Advertising
กระบวนการโฆษณารวมสมยั (หนงั สอื
ภาษาองั กฤษ
การสบื คนงานวจิ ัยผานระบบคอมพิวเตอร
การสืบคนสารสนเทศงานวิจัยดวยบัตรนั้นอาจจะทําใหผูสืบคนเขาถึงขอมูลไดยาก และอาจจะไม
ตอบสนองความตองการของผูใชไดจึงมีการประยุกตงานหองสมุดเขากับเทคโนโลยี เชน ฐานขอมูลหองสมุด
ระบบหองสมุดอัตโนมัติ ระบบสืบคนทรัพยากรสารสนเทศออนไลน การสืบคนในระบบ OPAC การสืบคน
งานวิจัย หนงั สอื และสือ่ ตางๆ มที างเลอื กในการสืบคนมากกวาการสืบคนดว ยบัตรรายการซ่งึ มี 3 ทางเลือก คือ
ชื่อเรื่อง หรือชื่อบทความ ชื่อผูแตงและหัวเรื่องแตการสืบคนจากระบบ OPAC มีแนวทางในการสืบคน
หลายแนวทาง เชน ชื่อผูแตง ชื่อเรื่อง คําสําคัญ เลขเรียกหนังสือ เลขหมูที่หองสมุดกําหนดขึ้น หมายเลข
ประจําหนังสือสากล (ISBN เปนตน
การสบื คนผานระบบ OPAC หากทราบขอ มลู สวนใดก็เลือกทางเลือกในการสืบคนแลว พิมพคาํ คนลงใน
ชอ งสืบคน จากนั้นระบบจะดําเนนิ การคน หาเม่อื พบรายการท่ีตรงกบั คาํ คน ท่ีใชกจ็ ะปรากฏผลการสืบคนออกมา
ซึง่ มีเทคนคิ การสบื คน ระบบ OPAC ดงั นี้
1. การสืบคน แบบคาํ หรือวลี (Basic Search การสบื คนแบบคําหรือวลมี รี ปู แบบการสบื คน 2 แบบคอื
การสืบคนแบบตามลาํ ดบั ตัวอกั ษร (Alphabetic Search เปน การสืบคนดว ยการใชอักษรตัวแรก
ของรายการแลวเรยี งตามลาํ ดับตวั อักษรโดยสามารถสบื คน ในรายการหลกั ไดดงั นี้
ผูแตง คอื เขตคาํ คน ทเี่ ปนช่ือผูแตง ผูแปล บรรณาธิการ
ช่อื เรือ่ ง คือ เขตคาํ คนท่ีเปนชื่อหนงั สือ ชื่อเรื่อง
หวั เรอ่ื ง คอื เขตคําคน ที่เปน คําหรือวลีแทนเนอื้ หาทรพั ยากรสารสนเทศแตล ะช่ือ
เลขมาตรฐาน คือ เลขมาตรฐานสากลประจําหนังสือ
เลขเรียกหนงั สอื คอื สญั ลกั ษณทตี่ ิดไวท ี่สันหนงั สือ เพ่ือใหผใู ชทราบตาํ แหนงท่ีอยขู องตัวเลม
สาํ นักพิมพ คนหารายการหนังสอื ท่ีตีพมิ พโดยคน จากช่ือสาํ นกั พมิ พ หรือผูจดั พมิ พ
การสืบคน โดยใชคาํ สําคญั (Keyword Search สามารถสบื คนโดยใชค ําสําคัญ มี 3 วธิ ี คือ
- การคน แบบขึน้ ตนดว ย เปน การสืบคนที่ตองการใหผลการคน ขนึ้ ตนดวยคาํ ทพี่ ิมพลงไป
- การคน แบบตรงตวั เปนการคน ท่ตี อ งการใหผ ลการคนเหมือนคาํ ท่ีพิมพล งไปทกุ ประการ
- การคน แบบตาํ แหนงใดก็ได เปน การสืบคนที่ตองการใหคําทต่ี องการคนปรากฏอยูตาํ แหนงตน กลาง
หรอื ทายของแตละเขตคําคน
เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยเี พอื่ การพฒั นางานวิจยั ”
ห น า | 28
2. การสบื คนแบบคาํ เชอ่ื ม (Advanced Search เปนการกาํ หนดเง่ือนไขในการสืบคน โดยมีการใชคาํ เชอื่ ม
And, or, Not เขา มาเชื่อมกบั คาํ คน ชดุ ท่ี 2
And ใชเ ม่ือตองการใหผลการคน ปรากฏคําทส่ี ่ังคน ทั้งสอง หรือสามคําในแตละรายการทค่ี น
Or ใชเม่ือตองการใหผ ลการคน ปรากฏคําใดคําหน่ึงในแตละรายการที่คนได
Not ใชเมอื่ ตองการเฉพาะคาํ ทตี่ องการคําแรก โดยไมใ หคําท่ีไมต องการปรากฏในผลการคน
การสบื คนงานวจิ ยั ผา นระบบอนิ เทอรเ นต็
แหลง สารสนเทศบนอินเทอรเ นต็ เปน แหลงขอมลู ทางอิเล็กทรอนิคสทีส่ ําคญั และใหญทส่ี ุดมีการเปล่ียน
แปลงอยูตลอดเวลา ดงั นนั้ ในการสืบคน สารสนเทศบนอินเทอรเ น็ตมแี นวปฏิบตั ทิ ่สี ําคญั ดังนี้
1. กาํ หนดวัตถุประสงคก ารสืบคน
ผูสืบคนที่จะนําขอมูลสารสนเทศไปใช ควรตั้งวัตถุประสงคการสืบคนที่ชัดเจน ทําใหสามารถกําหนด
ขอบเขตของแหลงขอมูลสารสนเทศที่จะสืบคนใหแคบลง กําหนดประเภทของเครื่องมือหรือโปรแกรม
สาํ หรบั การ สืบคนทางอนิ เทอรเน็ต เรยี กวา Search Engine ใหเ หมาะสม กาํ หนดชว งเวลาที่ขอมูลสารสนเทศ
ถูกสรางขึ้น เชน ชวงปที่ตีพิมพของวารสารอิเล็กทรอนิกส เพื่อใหผลการสืบคนมีปริมาณไมมากเกินไป
มีความตรงตามวัตถปุ ระสงคและมคี วามนา เชือ่ ถือมากท่ีสุด
2. กําหนดประเภทของขอมูลสารสนเทศท่ีสามารถสบื คน ได
ขอมูลสารสนเทศที่อยูบนอินเทอรเน็ตมีมากมายหลายประเภท มีลักษณะเปนมัลติมีเดีย คือ มีท้ัง
ทเ่ี ปน ขอ ความ (Text ภาพวาด (Painting ภาพเขียนหรือภาพลายเสน (Drawing ภาพไดอะแกรม (Diagram
ภาพถาย (Photograph เสียง (Sound เสียงสังเคราะห เชน เสียงดนตรี (Midi ภาพยนตร (Movie
ภาพเคลื่อนไหว (Animation จากเทคโนโลยีการสืบคนท่ีมีอยูในปจจุบัน การสืบคนที่เร็วที่สุด
มีประสิทธิภาพที่สุด และแพรหลายที่สุด คือ การสืบคนขอมูลสารสนเทศประเภทขอความสําหรับการสืบคน
ขอมูลที่เปนภาพ (Pattern Recognition และเสียง ยังมีขอจํากัดอยูมาก ใชเวลานาน และยังไมมี
ประสิทธิภาพ จึงยังไมมีการสืบคนขอมูลประเภทอื่นๆ นอกจากประเภทขอความในการใหบริการ
การสืบคนบนอินเทอรเนต็
3. จดั เตรยี มอุปกรณและความรทู ใ่ี ชใ นการสบื คน
กอนที่ผูสืบคน จะสามารถสืบคนขอ มูลสารสนเทศทางอินเทอรเน็ตได ตองมีการจัดเตรียมอุปกรณด ังนี้
คือ เครื่องคอมพิวเตอร อุปกรณตอเขาอินเทอรเน็ตซึ่งอาจเปน Modem ในกรณีที่ใชคูกับสายโทรศัพทหรือ
แผน LAN Card ในกรณีที่ใชคูกับระบบเครือขายที่ไดรับการติดตั้งไวแลว ซอฟตแวรการสื่อสาร
(Communication Software เชน Dial-up Networking ในกรณีใช Modem หรือมีการติดตั้ง Network
Protocol ที่เหมาะสมกับระบบเครือขายที่เครื่องคอมพิวเตอรนั้นติดตั้งอยูและติดตั้ง Network Adapter
ที่เหมาะสมสําหรับ LAN Card นั้น ๆ ตองสมัครเปนสมาชิกขององคการหรือบริษัทผูใหบริการอินเทอรเน็ต
(Internet Service Provider หรือ ISP เพื่อเปนชองทางออกสูอินเทอรเน็ตนอกจากอุปกรณ ตาง ๆ ดังกลาว
ขางตนแลว ยังตองมีความรูแ ละทักษะพื้นฐานในการใชงานคอมพิวเตอร (Computer Literacy ความรูภาษา
อังกฤษเนื่องจากขอมูลสารสนเทศสวนใหญในอินเทอรเน็ตเปนภาษาอังกฤษ และยังตองมีการจัดสรรเวลา
ใหเ หมาะสมอีกดวย
เอกสารการเรียนรู “การใชเทคโนโลยีเพอื่ การพัฒนางานวจิ ยั ”
ห น า | 29
4. ศกึ ษาบริการบนอนิ เทอรเ น็ต
บริการบนอินเทอรเน็ตที่สามารถใชชวยในการสืบคนขอมูลสารสนเทศมีมากมายหลายบริการ เชน
บริการเครือขายใยแมงมุมหรือ World Wide Web (WWW บริการคนหาขอมูล Gopher บริการคนหา
โปรแกรมใชงาน Archie นอกจากนี้ อาจใชบริการสอบถามผานทาง E-mail หรือ Chat กับผูใชงาน
อินเทอรเน็ตอื่นๆ หรือสอบถามผาน News Group หรือ Group/Thread Discussion ก็ได เมื่อคนได
แหลงขอ มลู แลวอาจ download หรือถายโอนขอ มลู ท่ีสบื คน ไดโดยใชบ รกิ ารถา ยโอนไฟลข อมลู (File Transfer
Protocol หรือ FTP โดยทั่วไปการสืบคน ขอมูลสารสนเทศทางอนิ เทอรเนต็ นิยมใชโ ปรแกรม Web Browsers
เชน Internet Explorer หรือ Google Chrome แลวเรียกใชบริการ WWW ประกอบกับการใช Search
Engine ซึ่งมีอยูมากมายบนอินเทอรเน็ตในการสืบคน เมื่อสืบคนไดแลวโปรแกรม Web Browsers มักจะมี
บรกิ าร Download ไดทนั ทโี ดยไมต องอาศัยโปรแกรมอ่ืนๆอีก
5. ศกึ ษาเครอ่ื งมอื หรือโปรแกรมสําหรับการสบื คน
เครื่องมือหรือโปรแกรมสําหรับการสืบคน (Search Engine มีอยูมากมายและมีใหบริการอยูตาม
เว็บไซตตาง ๆ ที่ใชบริการการสืบคนขอมูลโดยเฉพาะการเลือกใชนั้นขึ้นกับประเภทของขอมูลสารสนเทศ
ที่ตองการสืบคน Search Engine ตาง ๆ จะใหขอมูลที่มีความลึกในแงมุมหรือศาสตรตางๆ ไมเทากัน
ตัวอยางของโปรแกรมคน หา เชน Google, Yahoo และ Bing เปน ตน
เทคนคิ การสืบคน สารสนเทศบนอนิ เทอรเ น็ต มดี ังนี้
1. การกําหนดประเด็นใหแคบลง เชน การคนหาขอมูลเกี่ยวกับคอมพิวเตอร อาจจะใชคําวา
“คอมพิวเตอร” เพื่อคนเนื้อหากวางๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอรกอนวามีเรื่องใดบาง จากนั้นจึงกําหนดหัวขอ
ใหแคบลง เชน “คอมพวิ เตอรก บั การศึกษาในระดับประถมศึกษา” เปน ตน
2. การใชคําใกลเคียง เชน ตองการคนเรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร คําที่ใกลเคียงที่สามารถคนไดคือ
เทคโนโลยี
3. การใชคําสําคัญ เปนคําหรือขอความที่สื่อไปถึงเว็บไซตนั้น เชน การทองเที่ยว อาจจะชวยใหนึกถึง
เว็บไซตข องการทอ งเทีย่ วแหงประเทศไทย
4. หลีกเล่ียงการใชต วั เลข พยายามเลี่ยงคาํ คน หาทเี่ ปน คําเดี่ยว ๆ หรอื คําที่มตี วั เลขปน แตถาเลี่ยงไมได
ควรใสเครอ่ื งหมายคาํ พูด (57 ลงไป เชน “ window 7”
5. การกําหนดขอบเขตคําคน โดยใชบูลีน (Boolean Operators เชน AND, OR, NOT, NEAR,
BEFORE เปน ตน หรอื การคน วลี (Phrase Searching) การตดั คาํ หรือการใชคําเหมอื น ดังตอไปน้ี
5.1 AND หรือ เครื่องหมาย + ใชเมอ่ื ตองการใหคนเอกสารที่มคี ําทั้งสองคาํ ปรากฏ เชน คนหาคําวา
Research AND Thailand ขอมลู ท่ีไดจ ะมีเฉพาะคําวา Research และ Thailand อยูในเอกสาร
5.2 OR ใชเมื่อตอ งการคนหนาเอกสารท่มี คี ําใดคําหนงึ่ ปรากฏ เชน Research OR Thailand ขอ มูล
ที่ไดจะมคี ําใดคาํ หน่ึงหรือทัง้ สองคําปรากฏอยูในเอกสาร
5.3 NOT หรือ เครื่องหมาย ใชเมื่อตองการตัดคําที่ไมตองการใหคนออก (คําหลัง NOT หรือ
เครื่องหมาย -) เชน Research NOT Thailand ขอมูลที่ไดจะมีคําวา Research แตจะไมมีคําวา Thailand
อยใู นเอกสาร
5.4 NEAR ใชเมื่อตองการใหคําที่กําหนดอยูหางจากกันไมเกิน 10 คํา ในประโยคเดียวกันหรือใกล
เคียงกัน(อยูดานหนาหรือหลังก็ได เชน Research NEAR Thailand ขอมูลที่ไดจะมีคําวา Research และ
Thailand ที่หา งกันไมเกิน 10 คาํ เชน Research on the Cost of Transportation in Thailand
เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยีเพอื่ การพัฒนางานวิจยั ”
ห น า | 30
5.5 BEFORE ใชเมื่อตองการกําหนดใหคําแรกปรากฏอยูขางหนาคําหลังในระยะหางไมเกิน 8 คํา
เชน Research BEFORE Thailand
5.6 AFTER ใชเมื่อตองการกําหนดใหคําแรกปรากฏอยูขางหลังคําหลังในระยะหางไมเกิน 8 คํา
เชน Research AFTER Thailand
5.7 parentheses ใชเมื่อตองการกําหนดใหทําตามคําสั่งภายในวงเล็บกอนคําสั่งภายนอก เชน
(Research OR Quantitative and Thailand
6. การตดั คํา (Word stemming/Truncation เปน การใชเครอื่ งหมาย asterisk (* ตามทายคํา 3 คาํ
ข้ึนไปเพ่อื คนหาคําที่ขนึ้ ตนดวยตัวอักษรทก่ี ําหนด เชน Research* ซ่งึ ใชค นหาคําวา Research, Researcher,
Researched, Researches, Researchers, Researching เปน ตน
7. คําพองความหมาย (Synonym เปนการใชคําเหมือนที่มีความหมายเดียวกันหรือใกลเคียงกัน
เพือ่ ชวยใหคนเรื่องทคี่ รอบคลุม เชน Ocean, Sea, Marine เปน ตน
8. เขตขอมูลเพื่อการคน (Field Searching เปนการกําหนดเขตขอมูลเพื่อการคน เชน ชนิด
ของขอมูลหรอื ท่ีอยูของขอมลู เปน ตน เชน text: “green tea”, url: NASA เปน ตน
9. การพิมพตัวอักษรที่เปนตัวพิมพใหญและตัวพิมพเล็กถือวาตางกัน (Case sensitive เปนการใช
ตัวอักษรที่เปนตัวพิมพใหญกับตัวพิมพเล็กในความหมายที่แตกตางกัน ใชตัวพิพมใหญขึ้นตนชื่อเฉพาะ เชน
George W. Bush เปนตน
10. ภาษาธรรมชาติ (Natural Language เปนการสืบคนจากคําถามที่เปนภาษาธรรมชาติ เชน
ใชค ําถาม ภาษาองั กฤษงา ย ๆ ทตี่ องการให Search Engine หาคําตอบให เชน What is Research? เปน ตน
การสบื คนงานวจิ ัย กรณีศึกษา Google Scholar
Google Scholar เปนฐานขอมูลที่ใชใ นการคนหางานเขียนทางวิชาการไดอ ยางกวา งขวางโดยสามารถ
คนหาในสาขาวิชาและแหลงขอมูลตางๆมากมายไดจ ากจุดเดียว บทความ Peer Review วิทยานิพนธ หนังสอื
บทคัดยอ และบทความจากสํานักพิมพทางวิชาการ และองคกรดานการศึกษาตางๆอีกทั้งผูสืบคนจะไดรับ
ขอมูลตาง ๆ ที่ครบถวนสมบูรณ นอกจากนี้ Google Scholar ยังจัดอันดับ Impact Factor หรืองานวิจัย
ท่ีไดร บั การยอมรบั ไวดวย ผูสบื คนสามารถเขาใชง าน Google Scholar ไดท่ี http://scholar.google.co.th
จากหนาจอของ Google Scholar จะสงั เกตเหน็ ขอความท่ีระบุวา “Stand on the shoulder of
giants” หมายถงึ “ยืนบนไหลยักษ” ซึง่ หมายความวา Google Scholar เวลาที่มีการสืบคนจะมองจากท่สี งู
ครอบคลุมเนอ้ื หาทัง้ หมดท่มี ี และใช Google ปกตซิ ึ่งเปรยี บเหมอื นยักษเปนฐานขอมูล ทาํ ใหไดร บั ขอมูลตาง ๆ
ไดอยา งครบถว น ตามขอกาํ หนดของ Google Scholar
เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอ่ื การพัฒนางานวจิ ยั ”
ห น า | 31
การใชงาน Google Scholar
การเริ่มตนใชง านเหมือนกับการใชง าน Google ปกติ คือ นักวิจยั จะตองปอนคําที่ตองการคนหาลงใน
ชองวาง เชน ผูวิจัยตองการที่จะสืบคนขอมูลเกี่ยวกับ “Behavioral in Thailand” ผูวิจัยก็จะปอนคํา วลี
หรอื ประโยคดงั กลา ว เพ่อื ใชใ นการคนหาขอมลู
หากผูวิจัยทราบวางานวจิ ัยนี้อยูในมหาวิทยาลัยใด ก็สามารถระบุชื่อของมหาวิทยาลัยไดในการสืบคน
เชน งานวิจัยเรื่อง “Behavioral” ซึ่งงานวิจัยนี้ผูวิจัยไดเขารับการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดลก็สามารถ
ใสค ําคน วา “Behavioral Mahidol” (ภาพ
ผลลพั ธทีไ่ ดดงั ภาพ จะเปนรายการของงานวิจยั ท่เี กย่ี วของ และในคอลมั นสดุ ทา ยทางดา นขวาจะแสดง
ถึงที่มาของแหลงขอมูล หรือแหลงขอมูลนี้จะถูกจัดเก็บอยูที่ใดมีลักษณะของการจัดเก็บอยางไร เชน [PDF]
from:mahidol.ac.th ชวยใหผูสบื คนทราบวาส่งิ ทคี่ นพบน้นั เปนไฟลแบบ PDF ซึ่งสามารถส่งั พมิ พไดใ นอนาคต
และขอมูลนี้เปนของมหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งผูสืบคนอาจดาวนโหลดผานทางเว็บไซตหรือจะไปดูเลม
งานวจิ ัยฉบบั จริงไดท่ีมหาวทิ ยาลัยมหดิ ล
เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยเี พอื่ การพัฒนางานวิจยั ”
ห น า | 32
การใชเ ทคโนโลยใี นการเกบ็ ขอ มลู เพื่อการวจิ ยั และการประเมนิ สารสนเทศเพือ่ การวิจยั
การใชเทคโนโลยีในการเก็บขอ มูลเพ่ือการวิจยั
Google ไดพัฒนาเครื่องมือ แอปพลิเคชันตางๆเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนและการวิจัย
เชน Google Mail, Google Calendar, Google Document, Google Drive, Google Site และ Google
Plus ซึ่งเครื่องมือ แตละชนิดมีการทํางานที่แตกตางกันแตสามารถผสมผสานกันไดอยางลงตัวเพื่อสนับสนุน
การเรียนการสอนและการ วิจัยไมวาจะเปนการรับสงอีเมล การสรางปฏิทินกิจกรรมการเรียนการสอนตาง ๆ,
การสรา งเอกสารออนไลน, การเกบ็ ไฟลต า งๆออนไลน การสรา งเว็บไซต และเครอื ขายสงั คม ตลอดจนการสราง
แบบสอบถามออนไลน แคเพียง ผูใชมีอเี มลข อง Google ก็สามารถใชบรกิ ารเคร่ืองมอื ตา ง ๆ ไดโ ดยไมเ สียคา ใช
จายสิ่งที่ตองมีกอนการเริ่มตนใช บริการของ Google คือ email ของ gmail หรืออีเมลลภายใตการทํางาน
ของ Google
Google Drive
สญั ลักษณ หรอื lcon Logo ของ Google Drive
Google Drive เปน Online Service ประเภท Cloud Technology ที่มีไวสําหรับจัดเก็บขอมูล
ลงไปในนั้นสามารถใชไดฟรีโดยผานทางอีเมลของ Google ตามที่ไดกลาวไปขางตนซึ่งการใชบริการฟรีน้ัน
จะไดพนื้ ท่ีสวนหนง่ึ (15GB แตหากตอ งการพ้ืนท่เี พิ่มสามารถทาํ ไดโ ดยเสียคา บริการเพิม่ เตมิ
Google Drive สามารถแชรไฟลของ Google ในรูปแบบเดียวกับ Dropbox หรือ Sky Drive ซึ่งเปน
Cloud Storage (การเก็บขอมูลบนเทคโนโลยีกอนเมฆ ทั้งนี้ Google Drive ไมใชเพียงแคบริการแชรไฟล
แตยงั มอี กี 3 การทาํ งานหลกั คอื
1. การทํางานรวมกัน กรณีทเ่ี ปน เอกสารท่ีแกไขได จะแกไ ขไดใ นตัวทนั ทีแตถ าแกไขไมไ ดก็ยงั สามารถ
คอมเมน ทรวมกันได
2. ทาํ งานไดทุกท่ี ทั้งบน PC, Mac, iOS และ Android
3. คนหาไดทุกอยาง ทั้งไฟลเอกสาร ไฟลรูปภาพ และไฟลเสียง โดยผานระบบ OCR แปลงเปน
ตวั อกั ษร และระบบรบั รวู า ส่งิ ของภายในภาพน้นั คอื อะไร
คณุ สมบัติของ Google Drive
- แกไขไฟลเอกสารรวมกบั คนอื่นไดแบบ Real time
- สามารถใสข อ ความคอมเมน ทล งในไฟล pdf รปู หรือวิดีโอ ไดด ว ย และจะมขี อความแจงเตอื นถึงผูใช
งานเม่ือมกี ารคอมเมนทดว ย
- เขาถึงไฟลข องเราไดท กุ ที่ทกุ เวลา ทง้ั บนเครือ่ งคอมพิวเตอร สมารทโฟน Tablet ทง้ั iOS และAndroid
- คนหาไดท ุกอยา ง ระบบสามารถนาํ ขอความจากเอกสารท่ีเราอัพขึน้ ไปไวใน Google Driveมาทําการ
คน หาขอมูลในอินเทอรเนต็ ได รวมถงึ การคน หารปู ภาพดวยเชนกัน
- เบ้อื งตนใหพน้ื ท่ฟี รีมาจํานวนหนง่ึ (ณ ตลุ าคม 2560 ใหพ้ืนที่ฟรี 15GB ซงึ่ หากตองการพน้ื ทเี่ พิม่
สามารถจายเงนิ เพิ่มตามขนาดความจุทต่ี องการได
เอกสารการเรียนรู “การใชเทคโนโลยีเพอ่ื การพฒั นางานวจิ ยั ”
ห น า | 33
ขอ ดีของ Google Drive
- สะดวกสบายในการเก็บไฟลตางๆ
- สามารถเขาถึงไฟลไ ดทุกท่เี พยี งแคมี อินเทอรเ น็ต
- ประหยดั พืน้ ที่บนอุปกรณส ว นตวั
- เช่อื มโยงการใชงานกับบริการอื่นๆของ Google เชน Google Docs, Google Plus เปน ตน
การสรา งแบบสอบถามหรือขอ สอบ ดวย Google Form
การสรางแบบสอบถามหรือขอสอบดว ย Google Form สามารถนาํ ไปประยกุ ตใชในการเรียนการสอน
และการวิจัยไดดวย ซึ่งอยูในลักษณะของแบบสอบถามหรือขอสอบออนไลน ผูใชสามารถเขาใชงานไดทุกที่
ทุกเวลา สะดวกในการเก็บรวบรวมขอมูลเพียงแคแบงปนลิ้งกของแบบสอบถาม หรือแบบทดสอบ และการ
รวบรวมประมวลผลก็เปนไปไดงาย เพราะมีบริการเชื่อมโยงกับ Spreadsheet ของ Google Docs ซึ่งมีการ
ทาํ งานเหมือนกับ Microsoft Excel
สาํ หรับการสรา งแบบสอบถามหรอื ขอสอบออนไลน มรี ายละเอียดดังตอ ไปน้ี
1. เขาการทํางานผา น http://drive.google.com ซ่งึ เปน บริการของ Google Drive (โดย
Google Drive สามารถเกบ็ รวบรวมเอกสารทั้งหมดรวมไวในท่ีเดียวได
การเขา ใชบริการการสรา งแบบสอบถามหรือขอสอบออนไลน ผใู ชจาํ เปนตอ งมีอเี มลข อง Google
ภายใต ชือ่ Gmail
เมอื่ ผูใชม ีอเี มลแ ลว ใหก รอก Email และ Password จากนน้ั กด sign in ไดเ ลย
แตหากผูใ ชย ังไมม ีอีเมล ของ Google ใหค ลกิ ที่ Create an account เพือ่ สมัครอีเมลกอน
2. การสรางแบบสอบถามหรือขอสอบออนไลน ใหค ลกิ ที่ Create
เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอ่ื การพัฒนางานวิจยั ”
ห น า | 34
ในการ Create สามารถงานไดห ลักๆ 6 ลักษณะ ดังน้ี
1. สรางโฟลเดอร (Folder สําหรบั ในการจดั การการจัดเก็บขอ มูลใน Google Drive
2. สรา ง Document ซ่ึงเปน การทํางานคลา ยกบั Microsoft Word
3. สรา งการนาํ เสนอ หรอื Presentation มีลักษณะการทาํ งานคลายกับ Microsoft PowerPoint
4. สราง Spreadsheet ซึ่งมีการทํางานคลา ยกบั Microsoft Excel
5. สรา งแบบสอบถามหรือขอสอบออนไลน ดว ย Form
6. สรางเอกสารวาดรปู ดว ย Drawing ซึ่งมีลกั ษณะคลาย Paint
ในการสรางแบบสอบถามหรอื ขอสอบออนไลน น้ีเราจะเลอื กที่ Form เพ่ือสรางแบบสอบถาม หรอื
ขอ สอบออนไลน
3. เมอื่ เลอื ก Form แลว จะเจอหนา ใหเริ่มสรางแบบสอบถามเชน น้ี
โดย Untitled Form เปนชื่อของแบบสอบถาม ผูสรางสามารถกําหนดชื่อของแบบสอบถามใหสอดคลองกับ
การเกบ็ ขอ มลู งานวิจยั ของตนได
Form Description เปนรายละเอียดของแบบสอบถาม ผูสรางสามารถใสรายละเอียดของแบบ
สอบถาม เชน วตั ถุประสงคของแบบสอบถาม จํานวนตอนในแบบสอบถาม เปน ตน
ลักษณะการทํางาน หรือการใชงานทั่วไปมี Toolbar หรือแถบเครื่องมือที่คลายกับ Microsoft ซึ่งมี
การใชง านอยางแพรห ลาย ทาํ ใหผ ูใชสามารถเขา ใจการใชง านไดงา ยขึ้น
4. ลักษณะของขอคาํ ถาม
เอกสารการเรียนรู “การใชเทคโนโลยเี พอื่ การพฒั นางานวิจยั ”
ห น า | 35
Question Title คือ ขอ คาํ ถาม
Help text คือ รายละเอียดเพ่ิมเติมของขอคําถาม ซ่ึงจะมีหรือไมมีก็ได
Question Type คือ ลกั ษณะของขอคาํ ถาม ซ่งึ มีใหเลอื กทง้ั หมด 9 ประเภท ไดแ ก text, paragraph,
multiple choices, checkboxes, choose from a list, scale, grid, Date bax Time
บริเวณมุมบนขวา มีสัญลักษณ 3 รูป ตามลําดับจากซา ยไปขวา หมายถึง การแกไขขอคําถามลักษณะ
คาํ ถาม การทําซำ้ เม่ือตอ งการใหข อตอ ไปมีลกั ษณะเหมอื นขอ กอนหนา และ delete การลบขอ คาํ ถาม
5. การเพม่ิ ขอ คาํ ถาม สามารถทาํ ไดโดยคลกิ ที่ Add item ดานลางของขอ
นอกจากลกั ษณะของคําถาม 9 ประเภทแลวยงั สามารถเพ่ิมสว นหัวของแตล ะสว น (Section Header)
การแบงหนา แบงสวน ใหไ ปหนาถดั ไป (Page break การแทรกรปู ภาพ หรอื วิดีโอดวย
- ลกั ษณะขอคาํ ถามแบบ text จะเปน การตอบคําถามแบบส้ันๆ
ดานลางของการสรางขอคําถาม ผูใชจะเห็น Required question นั่นหมายถึง หากผูจัดทําตองการ
ใหผูตอบตอบในขอนั้นๆ (ขอที่จําเปนตองตอบ- หามเวนวาง ใหคลิกที่กลองดานหนา เมื่อสรางคําถาม
ในแตละขอเสร็จ เมื่อแสดงผลจะมี * สีแดง ใหผูตอบทราบวาขอนี้จําเปนตองตอบ ไมสามารถสง
แบบสอบถามไดห ากไมต อบ
เอกสารการเรียนรู “การใชเทคโนโลยีเพอ่ื การพฒั นางานวจิ ยั ”
ห น า | 36
- ลักษณะขอคาํ ถามแบบ Paragraph text
ลักษณะขอคําถามแบบ Paragraph text หรือแบบขอความยอหนา จะเปนการตอบคําถามแบบยาว
หลายบรรทัด ในลักษณะคําถามแบบอัตนัยและสามารถปรับไปใช ในแบบสอบถาม เปนการใหขอเสนอแนะ
เพมิ่ เติมได
- ลักษณะขอคาํ ถามแบบ Multiple choices
ลักษณะขอคําถามแบบ Multiple Choices หรือแบบหลายตัวเลือก ผูจัดทําสามารถเพิ่มตัวเลือก
โดยการคลิกที่บรรทัดถัดไป หากตองการใหมีตัวเลือก “อื่นๆ” ใหคลิก add “Other” จะมีตัวเลือกสุดทาย
คอื อ่นื ๆ ขน้ึ มาให
ในลักษณะขอคําถามนี้จะมีชองใหเลือก Go to page based on answer หมายถึง หากเลือก
ขอไหนแลวจะไปในสว นไหนตอ เชน หากตอบไมใหไ ปที่ขอ 5 เปน ตน
เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยีเพอื่ การพัฒนางานวิจยั ”
ห น า | 37
- ลักษณะขอคาํ ถามแบบ Checkboxes
ลกั ษณะขอคาํ ถามแบบ Checkboxes หรอื แบบชอ งทาํ เครื่องหมาย มีลักษณะคลายกับ Multiple
choices แตลักษณะของ Checkboxes ผตู อบสามารถเลือกไดมากกวา 1 ตวั เลือก ในขณะท่ี Multiple
Choices เลอื กไดเ พียงคาํ ตอบเดียว
- ลกั ษณะขอคาถามแบบ Choose from a list
ลกั ษณะขอคาถามแบบ Choose from a list หรือ เลือกจากรายการ จะเปน ลักษณะ dropdown
ใหผ ูตอบเลือกได โดยหากจะใสต วั เลอื กเพ่ิมใหค ลกิ บรรทัดลาง Click to add option
เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยเี พอ่ื การพัฒนางานวจิ ยั ”
ห น า | 38
- ลักษณะขอ คาถามแบบ Scale
ลักษณะขอคาถามแบบ Scale หรือ สเกล โดยเราสามารถกาหนดระดับของ scale ได วาจะมีกี่ระดับ
โดยใสปายกากับวา จะให 1 หมายถงึ อะไร และ 5 หมายถงึ อะไร (โดยกาหนดได 1 ถึง 10) เชน 1 = ไมพ อใจ
และ 5 = พอใจมากี่สุด เปน ตน ท้ังน้ใี นการใสป า ยกากับจะใสห รอื ไมกไ็ ด
- ลักษณะขอคาถามแบบ Grid
ลกั ษณะขอคาถามแบบ Grid หรอื ตาราง ลักษณะนเ้ี ราจะใสความหมายในแตล ะชอ ง โดยกาหนดไดวา
จะมกี ีช่ องหรือก่ีคอลมั น (column) โดยขอคาถามจะอยใู นแตล ะแถว (row) ลกั ษณะขอคาถามแบบนเี้ หมาะสา
หรับการสรางแบบสอบถามถามความคิดเห็น ความพึงพอใจ เปน ตน
เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยเี พอ่ื การพัฒนางานวจิ ยั ”
ห น า | 39
6. เมือ่ มผี ตู อบแบบสอบถามแลว ผจู ัดทาํ สามารถเลอื ก View responses
ขอ มลู จะแสดงในรปู ของ Spreadsheet การใชง านคลาย Microsoft Excel ซึ่งสามารถใชส ตู รตาง ๆ
ในการประมวลผลได
ผูจดั ทาสามารถใหแสดงผลในลักษณะของกราฟได
โดยเลือก Form -> Show summary of responses จะพบหนา แสดงผลในลกั ษณะกราฟ ดงั น้ี
เพียงเทานี้ผูจัดทาก็จะไดผลของแบบสออบถามหรือขอสอบ ซึ่งพรอมที่จะประมวลผล ลดขั้นตอน
การลงรหัสขอ มูล แบบท่ีตอ งทาในการทาแบบสอบถามปกติ
เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอ่ื การพัฒนางานวจิ ยั ”
ห น า | 40
การประเมนิ และการใชส ารสนเทศเพือ่ การวิจยั
สารสนเทศทีค่ นควา ไดจ ากแหลงตางๆ ไมวา จะเปนหนงั สอื บทความ หรอื เอกสารทางอินเทอรเ น็ต น้ัน
กอนที่จะนําไปใช ควรจะประเมินคาและเลือกสารสนเทศที่ตรงกับความตองการ โดยพิจารณาประเมินคุณคา
ทางดานแหลงที่มา (authority ความนาเชื่อถือ (reliability ชวงเวลาที่เผยแพร (currency ขอบเขตของ
เนือ้ หา (Scope โดยสามารถอธิบายไดด ังน้ี
1. แหลง ทมี่ า (authority
การพจิ ารณาแหลง ที่มาของสารสนเทศ จะพจิ ารณาท้งั ผแู ตง สํานักพมิ พ หรอื แหลง ผลติ โดย
มีเกณฑ พิจารณาดังนี้
การพิจารณาผูแตง ผูแตงตองมีชื่อเสียงเปนที่ยอมรับ มีคุณวุฒิ ประสบการณในเรื่องที่เขียน
อีกทั้งมี ผลงานที่เขียนเกี่ยวของกันในที่อื่นหรือไม ถาเปนสารสนเทศทางอินเทอรเน็ต อาจจะติดตอผูเขียน
หรืออีเมล เพ่ือซกั ถามปญ หาขอ สงสยั ทีอ่ ยอู เี มลมักจะปรากฏอยใู นบทความหรือดานลา งของเอกสาร
การพิจารณาสํานักพิมพ ผูจัดพิมพเปนที่รูจักดีในสาขาวิชานั้นหรือไม จัดพิมพจํานวนมาก
หรอื นอยเพียงใด ผจู ดั พิมพเ ปน องคก รหรือสมาคมวิชาชีพท่ีมีประสบการณห รือไม
2. ความนาเชื่อถือ (reliability
การพิจารณาถึงแหลงขาวหรือแหลงที่เกิดของสารสนเทศ มีความไวเนื้อเชื่อใจและสามารถ
เชอื่ ถือไดห รือไม สารสนเทศถกู ตองเท่ียงตรงหรือไมซ่งึ อาจพิจารณาโดยการเปรียบเทยี บและวิธีประพันธในการ
พิจารณาความนาเชือ่ ถอื ควรจะพจิ ารณาเรื่องตอ ไปนี้
- ความถกู ตองของสารสนเทศ
- เปรียบเทยี บแหลงทม่ี าของสารสนเทศกับสารสนเทศท่ีไดม าจากแหลง อ่ืนๆวา สอดคลองหรือ
แตกตา งกนั
- มีการอา งองิ และบรรณานุกรมหรือไม
- เปน สารสนเทศปฐมภมู หิ รอื ทุติยภมู ิ
- การเขียน การสะกด ถูกตองตามหลักไวยากรณ ใชภาษาที่เปนมาตรฐานทางราชการและได
รบั การ ปรับปรงุ แกไ ขอยา งดีกอนนําไปเผยแพร
- กรณีเปนเอกสารบนอินเทอรเน็ตใหพิจารณาแหลงทเี่ กิดของสารสนเทศและเว็บไซต ถาเปน
เว็บไซตของสถาบนั การศึกษา หนว ยงานรัฐบาล มลู นิธิทไี่ มหวังผลกาํ ไร ดานการคา จะมคี วามนา เชอื่ ถือมากกวา
หรือเว็บไซตที่จัดทําขึ้นเพื่อธุรกิจการคา ซึ่งพิจารณาไดจากโดเมนเนมหรือสวนทายของที่อยูเอกสาร
บนอินเทอรเน็ต ไดแ ก
.ac หรือ .edu หมายถึง สถาบันการศกึ ษา
เgo หรือ .gov หมายถึง หนวยงานรฐั บาล
.or หรือ .org หมายถงึ มูลนธิ ิหรอื สมาคม
co หรือ .Com หมายถึง สถาบนั ธุรกจิ การคา
3. ชวงเวลาท่เี ผยแพร (currency
พิจารณาชวงเวลาที่เผยแพรเพื่อดูวาสารสนเทศมีความทันสมัย หรือมีอายุที่ใกลเคียงกับ
เหตุการณในประวัติศาสตรเพียงใด ในกรณีที่เปนสารสนเทศทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีตองเปน
สารสนเทศที่ทันสมัย แตถาเปนเรื่องราวในประวัติศาสตร ควรเปนสารสนเทศที่เกิดขึ้นในเวลาใกลเคียง
กับเหตุการณนนั้ ๆ
เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอ่ื การพฒั นางานวิจยั ”
ห น า | 41
4. ขอบเขตของเนอ้ื หา (Scope
การพิจารณาเนื้อหาเปนการพิจารณาสารสนเทศวา ครบถวนครอบคลุมเนื้อหามากนอย
เพยี งใด โดยมปี ระเด็นการพิจารณาดงั น้ี
- เปน สารสนเทศท่มี ีเน้ือหาครบถวนสมบูรณ หรือเปนเพยี งบทสรปุ บทคัดยอ สาระสงั เขป
- เปน สารสนเทศทม่ี เี นื้อหาครอบคลุมหวั ขอเรื่องหรือสาขาวชิ าอยางครบถวนสมบูรณหรือไม
- เปนสารสนเทศที่ใหความรูในระดับใด ระดับพื้นฐานใหความรูเบื้องตนทั่วไปหรือระดับ
ปฏิบัตกิ ารใหค วามรูทางเทคนคิ หรือระดับสูง ใหความรทู พ่ี ัฒนากา วหนา ซับซอ นขน้ึ
- เปนสารสนเทศทีม่ ุง หมายใหใครอาน บุคคลทั่วไป นักศึกษาหรอื ผูเช่ยี วชาญเฉพาะ
- ถา เปน สารสนเทศจากอินเทอรเนต็ ใหต รวจดูวามกี ารเช่ือมโยง รายละเอียด เว็บไซต
ทเี่ กี่ยวของอนื่ ๆหรอื มีคาํ อธบิ ายประกอบครบถวนหรอื ไม
5. การพิจารณาใหต รงกบั ความตองการ
สารสนเทศที่ไดคนความานั้นแมจะเปนสารสนเทศที่ดี มีเนื้อหาที่ครบถวนสมบูรณ ทันสมัย
ใหความ นาเชื่อถือ แตถาไมตรงกับความตองการก็ไมมีประโยชน ในการพิจารณาสารสนเทศใหตรงกับ
ความตองการน้นั ผคู นควา ตองเขาใจวาตองการอะไร โดยพิจารณาจากประเด็นตอ ไปน้ี
- ตองการสารสนเทศท่ีมีเน้ือหาอยา งไร เพอื่ ตอบโจทยค ําถามอะไร โดยกาํ หนดประเด็นหัวขอ
เนือ้ หาท่ี ตอ งการอยางชัดเจนไวแลว
- ตองการสารสนเทศจากแหลงใด หรือรูปแบบใด เชน หนังสือ วารสาร หรือหนังสือพิมพ
อนิ เทอรเน็ต หรอื การสมั ภาษณ
- ใชสารสนเทเพอื่ ทําอะไร เชน ทํารายงาน วจิ ยั วิทยานพิ นธ การคนควาอสิ ระ เปน ตน
กลาวโดยสรุป การประเมินสารสนเทศจากแหลงตางๆ ควรจะพิจารณาและประเมิน
สารสนเทศใหครบถวนเพื่อจะไดนาสารสนเทศไปใชใหเกิดประโยชน ตรงความตองการและเกิดประสิทธิภาพ
มากทสี่ ุด
การประเมินสารสนเทศทางการวิจัยทส่ี ืบคนได (ชญาภรณ กลุ นติ ,ิ 2553)
หวั ขอ วธิ กี าร
เลอื กเฉพาะรายการทีเ่ ก่ยี วของกับเร่ืองทีเ่ ราศึกษา อานชือ่ เร่ือง อา นคานา หนาสารบญั หรือเนือ้ เรื่อง
ยอ ส่ิงเหลา นช้ี ว ยใหทราบวา เปน เรอ่ื งที่เก่ียวขอ ง
หรอื ไม
ไดมาจากแหลง ทน่ี า เชื่อถือหรือไม สารสนเทศที่ได บทความที่ไดจากวารสารวชิ าการ มคี วามนาเชื่อถือ
จากหองสมุดมีความนาเชือ่ ถือมากกวาท่ีไดจาก มากกวานติ ยสารหรือหนงั สือพิมพ
เวบ็ ไซตท ี่นาเชื่อถือหรอื ไม
ผเู ขียนมีคณุ วฒุ ิ ความรู ความสามารถและ สารสนเทศเกย่ี วกบั คอมพวิ เตอรทีแ่ ตงโดย รศ.ยนื
ประสบการณสอดคลองกับเร่ืองท่เี ขยี นหรือไม ภวู รรณ มีความนา เช่อื ถือมากกวาทแี่ ตง โดยผูใช
นามแฝงวา หนมุ ไอที
หากเปน บทความวชิ าการใหพ ิจารณาวา ตพี มิ พใน เปนวารสารท่เี กยี่ วของกบั บทความน้ันๆมีชื่อเสยี ง
วารสารชอื่ ใด ทางวชิ าการ ผจู ัดทาวารสารมีความนา เชอื่ ถือ มี
ความตอเน่ืองในการเผยแพรเ ปนที่รูจ กั และ
แพรห ลาย
พจิ ารณาความทนั สมัย เลือกรายการพิมพปจจบุ นั หรือพิมพคร้ังใหม
เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอื่ การพัฒนางานวจิ ยั ”
ห น า | 42
การเขยี นรายการอางองิ และบรรณานุกรม
การเขียนรายการอางอิงทีแ่ ทรกในเนอื้ หา
รายการอางอิงแบบแทรกปนไปในเนื้อหาตามระบบนาม-ป เปนวิธีการเขียนรายการอางอิงที่เปน
มาตรฐานการอางอิงในปจจุบัน เนื่องจากเปนระบบที่เพียงแตระบุ ชื่อผูแตง ปพิมพ และ เลขหนาที่อางถึง
เทา น้นั
สวนประกอบของรายการอางอิงแบบนาม-ป มสี วนประกอบทส่ี ําคัญ 3 สวน คอื
1. ผูแตง/ผูผ ลิต/ผูใหข อมลู
2. ปท ีพ่ ิมพ/ ปทีผ่ ลิต/ปท ป่ี รากฏขอ มลู หรือปท ่เี ขาถงึ ขอ มูล (กรณีเปน ขอมูลจาก WWW
และไมป รากฏ ปที่ผลิต/ปเ ผยแพรข อมูล
3. เลขหนา ท่ใี ชใ นการอางองิ
(ชอ่ื ผูแตง, ✓ ปพ มิ พ: ✓ เลขหนา
ในแตล ะสว นมรี ายละเอียดในการเขียนเพ่ือสามารถเขียนรายการอางองิ ไดอยา งถูกตอง ดังมีรายละเอยี ดตอไปน้ี
1. สว นผแู ตง/ผูผลิต/ผใู หข อมลู ผูแตง มที ัง้ ทีเ่ ปน บุคคล และสถาบัน ดังน้ี
1.1 ผูเ ขียนหรอื ผูแตงที่เปน บุคคล
1.1.1. คนไทยสามัญชน ใหเขียนเฉพาะชื่อและตามดวยชื่อสกุล (แมวาจะเขียนเอกสารเปน
ภาษาตางประเทศ สาํ หรับชาวตางประเทศใหเขียนเฉพาะชื่อสกุล ( Surname
โดยไมต อ งลงคํานาํ หนานามบอกเพศ (นาย, นาง, นางสาว ตาํ แหนง ทางวิชาการ (ผศ., รศ., ศ. คณุ วุฒิ (ดร.
และอาชีพ (เชน นายแพทย เปน ตน รวมถงึ ยศทางทหาร (เชน พล.อ. เปน ตน
ดงั ตัวอยา ง
รศ.ดร.นวนติ ย อนิ ทรามะ เขยี น นวนิตย อินทรามะ
นายแพทยส าทสิ อินทรกาํ แหง เขียน สาทิส อินทรกาํ แหง
แมกซ เวบ็ เบอร เขยี น เว็บเบอร
Mr. Edward Gibbon เขียน Gibbon
Dr. Likhit Dhiravegin เขยี น Likhit Dhiravegin
1.1.2 ผูเขียนที่เปนพระมหากษัตรยิ พระราชนิ ี พระบรมวงศานุวงศ และผเู ขยี นที่มี
บรรดาศกั ดิ์ (เชนหลวง, พระยา ฯลฯ และสมณศักดิ์ ใหเขยี นดงั ตวั อยาง
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหวั ภมู ิพลอดุลยเดช
สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี
สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ
ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ
คณุ หญิงจนิ ตนา ยศสนุ ทร
คณุ รัญจวน อินทรกําแหง
พระราชวรมนุ ี
พระไพศาล วิสาโล
1.2 ผูเขียนหรือผูจัดทําหรือผูเผยแพรขอมูลที่เปนหนวยงาน เชน หนวยราชการ สถาบัน สมาคม
สโมสร องคการ หรือบรษิ ทั ใหใสช อ่ื หนวยงานนน้ั ๆแทนบคุ คล โดยเขียนช่อื หนวยงานใหญก อนแลวตามดวย
เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอื่ การพฒั นางานวิจยั ”
ห น า | 43
หนวยงานลําดับรองและตามดวยหนวยงานยอย ถาเปนสิ่งพิมพของหนวยราชการใหใสชื่อหนวยงานที่มีฐานะ
อยางนอยที่สุดเปนกรม หรือเทียบเทากรมเปนหลัก แลวตามดวยหนวยงานลําดับรองและลําดับยอย โดยใช
เครื่องหมายจุลภาค (, ค่ันระหวา งหนวยงานแตล ะระดบั ดงั ตัวอยาง
กรมสรรพากร, กองนโยบายและแผนงาน, ฝา ยเอกสารเผยแพรและแนวปฏบิ ัติ
กระทรวงยุตธิ รรม
สํานักงานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั , คณะอกั ษรศาสตร ภาควิชาบรรณารกั ษศาสตร
ธนาคารแหงประเทศไทย
สมาคมการจดั การธรุ กิจแหงประเทศไทย
สมาคมประกนั วนิ าศภัย, คณะอนุกรรมการคน ควาและวชิ าการ
เมอ่ื เขียนช่ือผแู ตง เสร็จแลวใหตามดวยเครอ่ื งหมายจุลภาค (, ทันที
2. การเขยี นรายการปท ี่พมิ พ/ปท ่ีผลติ /ปท่ีปรากฏขอ มูล หรอื ปท่ีเขาถงึ ขอมูล
เอกสารภาษาไทยใสเฉพาะตัวเลขป พ.ศ. เอกสารภาษาตางประเทศใสเฉพาะใชตัวเลข ปค.ศ.
ซึ่งเปนปที่ปรากฏอยูในการพิมพ และใชปที่พิมพ หรือปที่เผยแพร หรือปลิขสิทธิ์ (copyright = C ลาสุด
ถาไมมีปที่พิมพหรือปลิขสิทธิ์ใหใช ม.ป.ป. ซึ่งยอมาจากคําเต็มวาไมปรากฏปพิมพ หรือ n.d. ยอมาจาก no
date ใสแทน ยกเวนถาเปน ขอ มลู จาก WWW และไมปรากฏปท ่เี ผยแพรใหใช ปท ่เี ขา ถงึ แทน กอนเขียนปพิมพ
ใหเ วน 1 ระยะ แลวตามดวยเคร่ืองหมายจุดคู (:)
3. การลงรายการเลขหนา ทอ่ี างถึง
ใหใสเฉพาะตัวเลขของหนาของเอกสารที่อาง กอนใสเลขหนาใหเวน 1 ระยะ ถามีหนาเดียวใหใส
ตวั เลขหนานน้ั เลย ถามหี ลายหนา ใหใสเ ลขหนาใดถงึ หนาใด หรือหากมหี นา ตอ เนื่องใหใ สเลขหนา เชน 39, 67-
80 เปน ตน สําหรับขอ มลู ท่ีไดจากการสมั ภาษณแ ละโสตทศั นวัสดุ ไมมีเลขหนา กไ็ มตอ งใส
กรณเี ปน เอกสาร สาขาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยอี นโุ ลมไมต องใสเ ลขหนา
วิธีการเขียนรายการอางอิงแบบนาม-ป ในการเขียนรายการอางอิงแบบนาม-ป สามารถเขียนได 2 แบบ
ท้ังนี้ข้นึ อยูก บั วัตถปุ ระสงคของการเขยี น ดงั มรี ายละเอียดและตัวอยางตอ ไปน้ี
1. การอา งองิ แบบเนน เนือ้ หาสาระ สว นประกอบของรายการอา งองิ ทั้งหมดจะอยูในวงเลบ็ และเขยี น
ตอ ทา ยขอ ความทีต่ องการอา งองิ ดังตัวอยา ง
การใหบริการสื่อสารท่เี ปนสากลมคี วามจาํ เปน ตองอยูภ ายใตค วามรว มมือของนานาชาติที่เปนสมาชกิ
เพ่ือหาขอ ตกลงดา นตาง ๆ ตลอดจนการออกแบบสว นตาง ๆ เพอ่ื ใหส ามารถใหบริการสอ่ื สารแกมวลสมาชิก ได
องคก รหลกั สององคกรทใ่ี หบริการส่อื สารดาวเทียมสากล คอื INTELSAT และ INTERSPUTNIK ท่ีมี สมาชกิ 118
และ 14 ประเทศตามลาํ ดับ (รชั นยั อินทใุ ส, 2538 4-5)
2. การอางองิ โดยเนนผแู ตง/ผูผลิต/ผูใหขอมูล ช่อื ของผแู ตง/ผูผลติ /ผใู หขอมูล จะอยูนอกวงเลบ็
สว นรายการปพ มิ พและเลขหนา จะอยูในเครื่องหมายวงเลบ็ ตอทายชื่อดงั กลา ว ดังตัวอยาง
รชั นยั อินทใุ ส (2538: ��4-5 อธิบายวา การใหบริการสอ่ื สารทเี่ ปนสากลมีความจาเปน ตอ งอยู
ภายใตความรว มมอื ของนานาชาตทิ เ่ี ปน สมาชิก เพอ่ื หาขอตกลงดา นตา ง ๆ ตลอดจนการออกแบบสว นตา ง
ๆ เพือ่ ใหสามารถใหบรกิ ารสือ่ สารแกม วลสมาชิกได องคก รหลักสององคกรท่ีใหบรกิ ารสื่อสารดาวเทียม
สากล คือ INTELSAT และ INTERSPUTNIK ท่ีมีสมาชกิ 118 และ 14 ประเทศตามลาดับ
เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยีเพอื่ การพฒั นางานวิจยั ”
ห น า | 44
รัชนัย อินทุใส3(2538: 23 สรุปแนวโนม การพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารผา นดาวเทยี มไว ดังน้ี
1. ……………………………………………………………………
2. ……………………………………………………………………..
3. ………………………………………………………………………
4. ………………………………………………………………………
ในการเขียนรายการอางอิงจากเอกสารหนึ่งเรื่องที่เขียนโดยผูเขียนคนเดียว สองคน สามคน หรือ
มากกวาสามคน หรือกรณีเปนหนังสือแปล หรือหนังสือไมปรากฏชื่อผูแตง รวมทั้งการอางอิงจากเอกสาร
หลายเรอื่ งโดย ผเู ขยี นหลายคนพรอ มกนั มหี ลกั เกณฑก ารเขียนทค่ี วรทราบ ดงั ตอ ไปนี้
1. ขอ ความท่ตี องการอางองิ นํามาจากเอกสารหนึ่งเรื่องที่เขยี นโดยผูเ ขยี นคนเดยี วใหเ ขียน ดังตัวอยางขา งลาง
สารสนเทศ หมายถงึ “ขอเทจ็ จรงิ เหตกุ ารณ ที่ผา นกระบวนการประมวลผล มีการถา ยทอดและการ
บนั ทกึ ไวในรูปแบบตา งๆ เชน หนงั สอื วารสาร หนังสอื พมิ พ รายงาน โสตทัศนวสั ดุ เทปคอมพวิ เตอร ตลอดจน
ถายทอดในรปู แบบอน่ื ๆ เชน คาพดู โดยมีวตั ถุประสงคเพอ่ื เผยแพรใหผรู บั สารไดทราบ” (ประภาวดี สบื สนธิ์,
2543:6)
2. ขอความที่ตอ งการอางองิ นํามาจากเอกสารหน่งึ เรื่องที่เขยี นโดยผูเขยี น 2 คน เอกสารภาษาไทยใหเ ชื่อมชอ่ื
และนามสกลุ ของผเู ขียนคนแรกกบั ผูเขียนคนทสี่ องดวยคาํ วา “และ” สาํ หรับเอกสารภาษาตางประเทศใชคําวา
“and” ดงั ตัวอยา ง
นอกจากน้นั ผลงานทางวชิ าการควรจะเปนงานเขยี นท่ีมุงสอ่ื สาระความรแู กผ อู า นมากกวา จะมุง
ประโยชนทางความรูส กึ อารมณ หรือความบันเทงิ คุณคาผลงานทางวชิ าการอยูท เ่ี น้อื หาสาระทถี่ ูกตอ ง เท่ียงตรง
คมคาย กวา งขวาง ลกึ ซึ้ง รวมทง้ั เสนอประเด็นแกปญ หาทก่ี ระจา งแจงเปนทีพ่ อใจแกผอู า น กระตุน ใหเ กดิ
ความคดิ | ใหมและใฝร ตู อไป (กลุ วนิดา มาสุปรีด์ิ และวฒั นา บางโพธ์ิ, 2531:/83)
Today, the customers of our information services have higher expectations than has
ever been the case. As a result they impose even tighter deadlines, demand the use of a wider
range of information sources and want the results to be delivered in a variety of formats in
order to meet the effect of these same pressures on their own tasks. (Pantry and Griffiths,
1999: 3)
3. ขอความที่ตองการอางอิง นํามาจากเอกสารหนึ่งเรื่องที่เขียนโดยผูเขียน 3 คน เอกสารทั้งภาษาไทย และ
ภาษาตางประเทศ ใช เครื่องหมายจลุ ภาค (, คั่นระหวางชือ่ ผูเขียนคนที่หนึ่งกับคนที่สอง และใสคําวา “และ”
หรือ “and” ระหวางชื่อผูเขียนคนที่สองกับคนที่สาม สําหรับเอกสารภาษาอังกฤษใชเครื่องหมายจุลภาคค่ัน
ระหวางชือ่ ผแู ตง คนท่สี องกับคําวา and ดงั ตัวอยา ง
สาคติ ณ จนั ทโนทก, นภาพร ณ เชยี งใหม และกวี วงศพ ฒุ (2527:/121-135 ...|
ไดก ลาวถงึ ปญหาการวางแผนงบประมาณวา .............................
The qualifications needed to be able to work at a professional level in the information
industry are...(Carph,Dundee, and Smith1999: 25)
เอกสารการเรยี นรู “การใชเ ทคโนโลยเี พอื่ การพัฒนางานวจิ ยั ”
ห น า | 45
4. ขอความที่ตองการอางอิง นํามาจากเอกสารหนึ่งเรื่องที่เขียนโดยผูเขียนมากกวา 3 คน ใหเขียนเฉพาะชื่อ
ผูเขียนคนแรก และตามดวยคําวา “และคณะ” หรือ “และคนอื่น ๆ” สําหรับเอกสารภาษาไทย สวนเอกสาร
ภาษาตางประเทศใชคําวา “and others” หรอื “et al.” ดังตัวอยา ง
ในภาพรวมของการทํางานทางวชิ าการนนั้ ประกอบ คปุ รัตน และคณะ (2533: 25-30)
ไดน ําเสนอขอ มูลเก่ยี วกับสภาพ บทบาท และภารกจิ ดานการวจิ ยั ในสถาบนั อุดมศกึ ษาเอกชน
พอสรปุ ไดวา …………………………………………………………………………………………..
……………………...(Carph, yet al., 1999: 50)………………...........
5. ขอ ความทตี่ อ งการอางอิง นํามาจากเอกสารหน่งึ เร่ืองท่ีอาจเขียนโดยผเู ขียนคนเดยี วหรือหลายคน แตมี
หลายเลมจบ ใหร ะบเุ ฉพาะหมายเลขของเลมทีต่ อ งการอางอิงเทา นั้น ดงั ตัวอยา ง
................. (เตมิ ศกั ด์ิ กฤษณามระและคนอืน่ ๆ, 2532: 2: 21-25)................
..................(Roley, et al.,1988:1:89-90)............................................
6. ขอความท่ตี อ งการอางอิง สรุปมาจากเอกสารหลายเรื่องทเ่ี ขียนโดยผแู ตงคนเดยี วกนั แตป พ มิ พตา งกัน
ใหร ะบนุ ามผแู ตงครัง้ เดยี ว และจัดเรียงปพมิ พตามลาํ ดับ โดยใชเ ครื่องหมายจลุ ภาค (, คั่นระหวางปพ มิ พ
ดงั ตวั อยา ง
(ไชยยศ เหมะรัชตะ, 2539: 44-47, 2541: 51-53)
(Frost and Moore,1988:17,1993:31-32)
7. ขอความท่ตี องการอางอิง สรุปมาจากเอกสารหลายเรื่องทเ่ี ขยี นโดยผเู ขยี นคนเดียวกนั และปพ ิมพซ้ำกันใหใช
อักษร ก ข ค ตามหลังปพิมพสําหรับเอกสารภาษาไทย และ a b c สําหรับเอกสารภาษาตางประเทศ โดยมี
หลักวาใหดูชื่อเรื่องของหนังสือเปนหลัก เรียงชื่อเรื่องตามลําดับอักษรแลวใชอักษร ก ข ค หรือ a b c กํากับ
ปพ มิ พ ตามลําดบั กอ นหลัง ดงั ตวั อยา ง
กมล ทองมาก (2529ก:318) เสนอแนวคดิ ไวว า..…………………….
กมล ทองมาก (2529ข:44-45) เสนอแนวคดิ ไววา........................
อธิบาย : จากตัวอยางขางตน อธิบายไดวา ผูเขียนรายงานไดอางหนังสือ 2 เลม คือ การทําฟารม กุง
และ เศรษฐกิจฟารมกุง ที่แตงโดย ผูแตงคนเดียวกันและพิมพในปเดียวกัน คือ 2529 เพื่อไมใหเกิดความ
สับสนในการอางอิง ผูเขียนรายงานไดใชตัวอักษร "ก" และ "ข" กํากับไวที่ป พ.ศ. โดยไดจัดเรียงชื่อเร่ืองของ
หนงั สอื ตามลาํ ดบั อักษรกอ น ซง่ึ ปรากฏ ดังนี้
การทําฟารม กุง 2529ก
เศรษฐกิจฟารม กุง 2529ข
อนึ่งในการเขียนบรรณานุกรมทายบทความ ตัวเลข พ.ศ. ก็ยังคงมีตัวอกั ษรกํากับอยเู ชนเดิม
เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยีเพอื่ การพฒั นางานวิจยั ”
ห น า | 46
8. ขอความที่ตอ งการอางอิง สรุปมาจากเอกสารหลายเร่ืองท่ีเขียนโดยผูเขียนคนเดียวหรอื หลายคน ใหเรียงชื่อ
ผูเขียนตามลาํ ดับอกั ษรและใสเ คร่ืองหมายอัฒภาค (:) (semi-colon) คนั่ เอกสารแตล ะเรื่อง ดงั ตัวอยาง
………(กรกช ดาํ รงนติ ย, 2541: 31-3; จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย,คณะอักษรศาสตร, 2540: -50;
พมิ ลพร ศริ สิ กลุ และนชุ วดี สุทธศิ ลิ ป, 2542:/7-8; อาจหาญ ไชยศร,ี 2539ก: 8)…………………..
…………….…….…..(Feather and Frank1999: 145; Gray, 1988a: 88-89; Miski, 1990: 5)
9. ขอความที่ตองการอางอิง นํามาจากเอกสารที่ไมปรากฏนามผูเขียน ใหใสชื่อเรื่อง (Title ของเอกสารนั้น
เชน ชื่อเรื่องของหนังสือหรือชื่อเรื่องจุลสารหรือชื่อบทความในวารสารหรือชื่อหัวขอขาวหรือชื่อบทความ
ในหนงั สือพิมพ ดังตวั อยา ง
ชือ่ เร่ืองของหนังสอื
......................................(เทคโนโลยสี ารสนเทศกับการจดั การศึกษา, ม.ป.ป.:11-12)
.........the book The Impact of New Technology on Libraries and Information
Centres (1982:16-17)…………………………………………………………………………..
ช่อื บทความในวารสาร/หนงั สือพิมพ
(“เปดมติ ิธุรกจิ ขายขอมลู ความตอ งการแหงยุคสมยั .”, 2534: 39-44)
(“Information Brokers.”, 'n.d.: 15)
10. ขอ ความท่ีตองการอา งอิง นาํ มาจากเอกสารที่ไมปรากฏชอื่ ผูเ ขยี น แตมชี ือ่ บรรณาธิการหรอื ชื่อผูรวบรวม
ใหใสช ่อื บรรณาธกิ าร (Editor หรือ ชื่อผูรวบรวม (Compiler ดงั ตัวอยา ง
……....(รงุ โรจน ศรสี บุ รรณ, /บรรณาธกิ าร, 2538: 30).......................
……...(ชมเพลิน จันทรเรอื งเพญ็ , ผรู วบรวม, 2540: 1-2)................
...........(Lawrence, ved., 2000: 25)…………………………………………..
………(GootnickandKents, eds., 1997: 29-30)…………..........
11. กรณีขอความทต่ี องการอางองิ นํามาจากหนังสือแปล ใหร ะบุชอ่ื ผูเขียนท่ีเปนเจาของเร่อื งถา ไมทราบจึงใส
ช่ือผูแ ปล ดังตัวอยาง
……….…….แมทซ (2540: 11-17) กลาวถึง………………………….………….....
.................(แมค็ เมอรย่ี , เชฟเฟอรและเนฟวิลล, 2542: 101)…………………..
…………….. (ยุพเรศ วนิ ัยธร, ผแู ปล, 2530: 15-16)…………………..……….
12. ขอ ความทีต่ องการอา งอิง นํามาจากเอกสารท่ผี ูแตง ใชน ามแฝง ใหใชนามแฝง ตามทีป่ รากฏ เชน
..............(สงิ หส นามหลวง,2539:122).......................
............(ประสก, 2530:1-3)......................................
……….(เสฐียรโกเศศ, 2511: 234 …….……………………
………….(Dr.Y, 1968: 33-39)..........................เ.อ..ก..ส..า..ร..ก.ารเรยี นรู “การใชเทคโนโลยเี พอ่ื การพัฒนางานวจิ ยั ”
ห น า | 47
13. ขอความที่ตองการอา งอิง นาํ มาจากเอกสารที่เปนบทวิจารณ ใหใสช อื่ ผูวิจารณ ดงั ตัวอยา ง
คณุ สุภาว จลุ นาพันธ (2530: 28-35) ไดว ิจารณ… …………..........
……………(Nicol, (1987: 4-9)...............................................
14. ขอความที่ตองการอางอิง นํามาจากสวนหนึ่งของหนังสือที่รวมบทความ หรือผลงานรวมเรื่องของผูเขียน
หลายคน และมีผูรับผิดชอบในการรวบรวม หรือทําหนาที่บรรณาธิการตางหาก ซึ่งอาจเปนผูหนึ่งที่เขียน
บทความบางบทในหนังสือเลมนั้น หรือเปนบุคคลอื่นก็ตาม ในการเขียนรายการอางอิงใหร ะบุเฉพาะชื่อผูเขียน
บทความ ในกรณไี มป รากฏช่อื ผูเ ขียนบทความใหใ ชช่อื เรือ่ งแทนดังตัวอยา ง
..........(ลือชัย จลุ สยั , 2528:78)...............
......(กุณฑลวดี ภาสวงศ, 2528: 11)............
............ (Rokeach, 1988: 17-20)……………….………..
15. ขอ ความท่ตี องการอา งองิ นาํ มาจากเอกสารทผี่ ูเ ขียนเปนหนว ยงาน ดงั ตวั อยาง
(กรมสรรพากร, กองนโยบายและแผน, ฝา ยเอกสารเผยแพรและแนวปฏิบัต,ิ 2542: 90)
(มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร,คณะเศรษฐศาสตรแ ละบริหารธุรกจิ ,ภาควชิ าบริหารธรุ กจิ ,2540: 71-79)
(กระทรวงอุตสาหกรรม, 2542: 10-15)
(สาํ นักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ, 2542: 58)
(สมาคมประกนั วินาศภยั , คณะอนุกรรมการคน ควาและวิชาการ, 2542: 1)
(ธนาคารแหง ประเทศไทย, 2542: 10-25)
(Library Association, 1999:1-2)
(Oxford University Press, 1999: 8-12)
16. ขอความท่ีตองการอา งอิง นํามาจากหนังสือหรือเอกสารที่ไมป รากฏปพ มิ พ ดงั ตัวอยาง
(สนุ ันท จกั ราวรศุข, ม.ป.ป.: 11)
(Joseph, n.d: 3-15)
17. ขอความที่ตองการอางอิง ไดถูกอางถึงในเอกสารอื่น หมายความวา ผูเขียนบทความตองการอางขอความ
ที่ถูกอางอิงไวแลวในเอกสารนั้นๆ โดยไมไดอานจากงานเขียนนั้นโดยตรง ในกรณีเชนนี้ถือวาเปนการอาง
เอกสารที่อางถึงในเอกสารอื่น ซึ่งไมใชการอางถึงเอกสารนั้นโดยตรง การเขียนรายการอางอิงในกรณีนี้
มีหลักการเขยี น ดงั นี้
17.1 ใหระบุนามผูเขยี นของเอกสารท้งั สองรายการ โดยระบุนามผูเขยี นและปพิมพของเอกสาร
อนั ดับแรกมากอนตามดว ย คําวา “อา งถึงใน” สาํ หรบั เอกสารภาษาไทย หรือ “cited in” สาํ หรบั เอกสาร
ภาษาตา งประเทศ แลว ระบนุ ามผูเขยี นของเอกสารอันดบั รองและปพ ิมพ เชน
เอกสารการเรยี นรู “การใชเทคโนโลยีเพอ่ื การพัฒนางานวิจยั ”
ห น า | 48
..........ไดม กี ารศกึ ษาสหสมั พนั ธระหวา งความรขู องบรรณารกั ษใ นเรอื่ งนวกรรมกบั
ระดบั ของการตอ ตานการเปลยี่ นแปลง ผลการวิจยั พบวาจาํ นวนบรรณารกั ษม ากกวา
ครึง่ หนงึ่ (55.1 เปอรเซ็นต รสู ึกตนื่ เตนและตอ งการที่จะเหน็ การเปลยี่ นแปลงเกดิ ขึน้ ใน
หอ งสมุด... (Yashmai, 1981:11-20 cited in Weeks, 1983:45-50)
เอกสารอนั ดบั แรก
17.2 ถากลา วถึงนามเจาของเอกสารอันดบั แรกในเนือ้ หาอยูแลว ก็ลงแตปพ ิมพแ ละเลขหนา (ถามี
ของเอกสารอนั ดับแรก และรายการอา งอิงของเอกสารอนั ดับรองไวในวงเล็บ ( เชน
สําหรับ Fine (1983: 10 cited in French, 1985: 19) เชอ่ื วา สาเหตุทีแ่ ทจ รงิ
ของการตอตานเทคโนโลยีใหม ๆ คือ ความกลวั (Fear ซึ่งพอจะจาํ แนกประเภทของ
ความกลัวได 2 ประเภท คือ
1. กลัวท่จี ะสูญเสยี ความเปน สวนตัว และสูญเสยี อํานาจในการทาํ งาน
2. กลัววาคอมพวิ เตอรจะทําลายความสมั พนั ธของเพื่อนรว มงานทําใหกลุม
ของตนไมใกลช ิดสนทิ สนมอยา งเดมิ
สมเดจ็ กรมพระยาดาํ รงราชานุภาพไดทรงรายงานถงึ จาํ นวนหนงั สือไทยท่มี อี ยู
ในหอพระสมดุ สาํ หรบั พระนคร ในป พ.ศ. 2459 ดังน้คี ือ (2459: 60 อางถึงใน แมนมาส
ชวลิต, 2509: 24)
Cohen (Miller, 1997: 34) stated…………………………..
17.3 ถาเอกสารอนั ดบั รองไมไดระบปุ พ ิมพ และเลขหนา ของเอกสารอนั ดับแรกใหเ ขียนรายการ
อางอิง ดังนี้
............(พระยาอนุมานราชธน อา งถงึ ใน สายจติ ต เหมนิ ทร, 2507: 25-26)
………...(Bradford, cited in Deutsch, 1943: 43)
18. ขอความที่ตองการอางอิง นํามาจากเอกสารพิเศษและโสตทัศนวัสดุ เอกสารพิเศษ เชน ตนฉบับตัวเขียน
รายการวิทยุโทรทัศน ปาฐกถา เปนตน หรือโสตทัศนวัสดุ เชน สไลด ฟลมสตริป เทป บันทึกเสียง แผนที่
เปน ตน ใหใ สช อื่ ผแู ตง, ผผู ลิตหรอื ชอื่ เรือ่ ง (กรณไี มป รากฏช่อื ผแู ตง เวนหนงึ่ ระยะตามดว ยป ดงั ตัวอยา ง
(ดาํ รงศักดิ์ ชยั สนิท,2549)
(Killough,2006)
(รายการตามหาแกน ธรรม,2550)
19. ขอ ความทต่ี องการอา งองิ นํามาจากการสอื่ สารระหวา งบุคคล การส่ือสารระหวางบคุ คล อาจเปน จดหมาย
บันทกึ การสนทนา การสมั ภาษณ ฯลฯ ใหระบุช่ือท่ีผูเ ขยี นส่ือสารดว ย พรอ มวันที่ (ถามี เชน
(ปรีดี พนมยงค, จดหมาย, 10 มกราคม 2524
(อานันท ปน ยารชุน, สมั ภาษณ, 3 กันยายน 2539
(Wichai Nakorntap, vinterview, September 1, 1997)
Milton Friedman (personal communication, April 26, 1983)
เอกสารการเรียนรู “การใชเ ทคโนโลยีเพอื่ การพฒั นางานวจิ ยั ”
ห น า | 49
20. ขอ ความทต่ี องการอา งอิง นํามาจากขอ มลู ทเ่ี ปนฐานขอ มลู หรือในเว็บไซตว ชิ าชพี (Information Database
or Professional Web Site โครงการวิชาการออนไลน (Online Scholarly Project ใหระบุช่ือ
ผูจัดทําเว็บไซต หากไมมีใหระบุชื่อเวบ็ ไซตหรือช่ือโครงการหรือฐานขอมูลแทน และวันเดือนปที่จดั ทําเว็บไซต
หรอื วนั เดือนปท ่เี ขา ใชข อมูล
ระบบสายอากาศทใี่ ชในตวั ดาวเทยี มมอี ยดู วยกัน 4 แบบ ไดแ ก แบบ Wire, Horn, Reflector และ Array.
(สถาบนั เทคโนโลยรี าชมงคล วทิ ยาเขตนนทบรุ ี, 2 กันยายน 2544
21. หากเปนบทความวารสารจากเว็บไซตที่เหมือนบทความวารสารที่ตีพิมพใหใสชื่อผูเขียนบทความ (หรือชื่อ
บทความถาไมม ีชือ่ ผเู ขียน เดือน, ปพมิ พแ ละเลขหนาเชน เดียวกับฉบับตพี มิ พ เชน
(Mariott, et al., 2002, February: 902-911)
22. บทความจากวารสารออนไลน (ที่ไมม ีฉบบั ตีพิมพ ใหใ สชือ่ ผเู ขยี นบทความ (หรอื ช่อื บทความถาไมมีชอ่ื
ผูเขยี น และปท่ีผลิตหรือจดั ทํา เชน
(Wheelright, 2001, September)
("Expenditures for Health Care Plans," 1998)
การเขียนรายการอางอิงแทรกปนไปในเนื้อหาของขอมูลจากเว็บไซตหรือขอมูลออนไลนจะใช
หลักเกณฑ เดยี วกันกับการเขียนรายการอา งองิ เอกสารคอื ชอ่ื ผูเ ขียนหรือผจู ัดทาํ ทัง้ ที่เปน บคุ คล และหนวยงาน
กับปท่ผี ลติ หรือ จัดทําขอมูลหรือวันเดือนปท ่ีเขาใชขอมลู เปนสําคญั
การเขยี นรายการอา งอิงท่ีแยกจากเนอ้ื หา
1. การเขียนเชิงอรรถ
เชิงอรรถ
เชิงอรรถ (Footnote คือ การอางอิงแยกจากเนื้อหา อยูตอนลางของหนา เพื่อบอกใหทราบวา
ขอความในงานเขียนที่นํามานั้นมาจากที่ใด หรือใชสําหรับอธิบายขอความบางตอนในตัวเรื่องจึงจําเปน
ตองเขียนเชงิ อรรถ ใหเ สร็จสมบรู ณใ นหนา เดยี วกันกบั ขอ ความนน้ั ๆ ไมควรมีคางในหนา ถดั ไป
การเขยี นเชิงอรรถ
1. ในการเขีนเชิงอรรถนั้นตองแยกออกจากเนื้อเรื่อง โดยมีเสนขีดคั่นขวางจากขอบซายมาประมาณ
ครึ่งหนาเพื่อแยกสวนเนื้อหากับเชิงอรรถ เสนขวางนี้ถาเปนพิมพดีดใหเวนหางจากบรรทัดสุดทายของตัวเรื่อง
หนึ่งชวงบรรทัดพิมพเดี่ยว ตัวเชิงอรรถใหหางจากเสนขวางนี้หนึ่งชวงบรรทัดพิมพคูถาพิมพ ดวยเครื่อง
คอมพวิ เตอรใหเวน ชว งบนและลางของเสนขวางนี้ 1 ชวงบรรทัดของเครื่อง
2. เร่ิมเขยี นเชิงอรรถดวยการยอ หนา 7 ชว งตัวอกั ษร เม่ือรายการยาวถึงบรรทัดทสี่ อง จึงเขยี นชดิ ขอบ
ซา ยทแ่ี นวคั่นหนา ชว งบรรทัดพมิ พคู ถาเปนการพิมพดว ยคอมพวิ เตอรใหพิมพหางกัน 1 ชวงบรรทัดของเคร่ือง
3. ระหวา งเชงิ อรรถแตละรายการ หากเปนพิมพดดี ใหพมิ พห า งกัน
4. ตัวเลขกํากับเชิงอรรถใหยกครึ่งบรรทัดพิมพ เหนืออักษรตัวแรกของขอความในเชิงอรรถ
และใหเ ขยี นหรอื พิมพตดิ ตอไปกับตวั เลขทนั ที
5. ตัวเลขที่กํากับเชิงอรรถตองตรงกับตัวเลขที่ใชกํากับอัญประกาศ หรือ ขอความในเรื่องที่ปรากฏ
ในหนาเดียวกัน
6. การเรียงลาํ ดับตวั เลขกํากับเชิงอรรถใหตัง้ ตน นับหนึง่ ในทกุ ๆหนา
7. วัสดุอางอิงทั้งหมดท่ีกลา วไวในเชิงอรรถตองนําไปเขียนเปนบรรณานุกรมไวตอนทาย ของงานเขยี นดวย
เอกสารการเรียนรู “การใชเทคโนโลยีเพอื่ การพัฒนางานวิจยั ”