โปรแกรมในช้ันการประยุกต์จะรวมเอาหน้าท่ีการทางานท่ีจาเป็นของสองชั้นท่ี
หายไปไว้ท่ีน่ีอันได้แก่ โพรโตคอลสาหรับสร้างจอเทอร์มินัลเสมือน เรียกว่า TELNET
โพรโตคอลสาหรับการจัดการแฟ้มข้อมูล เรียกว่า FTP และโพรโตคอลสาหรับการ
ให้บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เรียกว่า SMTP โพรโตคอลสาหรับสร้างจอเทอร์มินัล
เสมือนช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดต่อกับเคร่ืองโฮสต์ที่อยู่ไกลออกไปโดยผ่านทางอินเทอร์เน็ต
และสามารถทางานได้เสมือนกับว่ากาลังน่ังทางานอยู่ท่ีเครื่องโฮสต์นั้นโพรโตคอลสาหรับ
การจัดการแฟ้มข้อมูลไปยังเครื่องใดๆ ก็ได้ โพรโตคอลสาหรับให้บริการจดหมาย
อเิ ล็กทรอนิกสช์ ว่ ยในการจดั ส่งข้อความไปยังผใู้ ช้ในระบบหรอื รบั ขอ้ ความที่มผี ูส้ ่งเขา้ มา
นอกจากโพรโตคอลที่กล่าวถึงแล้ว ยังมีโพรโตคอลอีกจานวนมากท่ีได้รับ
การพัฒนาขึ้นมาใช้งาน เช่น โพรโตคอลสาหรับการบริหารที่อยู่ของโหนดต่างๆ ในระบบ
เครือข่าย เรียกว่า DNS (Domain Name Service) จะช่วยในการเก็บสาเนารายช่ือของ
โหนดต่างๆ ในระบบท่ีเป็นท้ังชื่อในภาษาอังกฤษที่ผู้ใช้ทั่วไปรู้จักและสามารถจดจาได้ง่าย
และชื่อที่เป็นตัวเลขท่ีใช้อ้างอิงในระหว่างการส่ือสาร โพรโตคอล NNTP ใช้ในการ
ให้บริการข่าวสาร (news) แก่สมาชิกในระดับกลุ่มและโพรโตคอล HTTP ซ่ึงช่วยในการ
สรา้ งรูปแบบหนา้ จอชน้ั กา้ วหน้า ซงึ่ นยิ มใชใ้ นระบบ www (World Wide Web) เปน็ ตน้
4. ช้ันโฮสต์-เครือข่าย (Host-to-Network Layer) โพรโตคอลสาหรับการ
ควบคุมการส่ือสารในช้ันนี้เป็นส่ิงท่ีไม่มีการกาหนดรายละเอียดอย่างเป็นทางการ หน้าที่
หลักคือการรับข้อมูลจากชั้นส่ือสาร IP มาแล้วส่งไปยังโหนดที่ระบุไว้ในเส้นทางเดินข้อมูล
ทางด้านผู้รับก็จะทางานในทางกลับกัน คือรับข้อมูลจากสายสื่อสารแล้วนาส่งให้กับ
โปรแกรมในช้ันส่ือสาร IP การที่ไม่กาหนดรายละเอียดเอาไว้อาจเนื่องมาจากเหตุ
สามประการ ประการแรกคือ จากประสบการณ์ที่ได้รับในการกาหนดมาตรฐาน OSI
พบว่าเทคโนโลยีทางด้านการรับ-ส่งข้อมูลผ่านส่ือประเภทต่างๆ น้ันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่
เสมอ หากมีการกาหนดรายละเอียดก็อาจจะต้องแก้ไขกันอยู่บ่อยๆ ประการที่สองคือการ
สื่อสารทีเ่ กิดขึ้นในระดับนี้เป็นการส่งข้อมูลในระดับกระแสบิต (bit stream) ซ่ึงไม่มีความ
เก่ียวข้องกับโครงสร้างข้อมูลในระดับบนแต่อย่างใด ประการสุดท้ายการทางานในระดับน้ี
จะติดต่อหรือมีความสัมพันธ์กับอุปกรณ์ส่ือสารข้อมูลโดยตรง ซ่ึงอุปกรณ์เหล่านี้ล้วน
แลว้ แตม่ มี าตรฐานสากลรองรบั อยู่อย่างเหลือเฟอื แล้ว
46
4.4 การเปรยี บเทียบระหวา่ งมาตรฐาน OSI และ TCP
รูปแบบระบบเครือข่าย TCP/IP มีลักษณะทั่วไปคล้ายคลึงกับรูปแบบระบบ
เครือข่าย OSI อย่างมาก รูปแบบระบบท้ังสองมีรากฐานบนแนวความคิดเดียวกันคือการ
สรา้ งชั้นสื่อสารท่ีเปน็ อสิ ระแก่กันและกนั อย่างสิน้ เชงิ รวมทั้งหน้าท่ีการทางานใช้ชั้นสื่อสาร
ตา่ งๆ ก็มีความใกล้เคียงกนั มาก ดังจะเหน็ ไดจ้ ากช้นั ส่อื สารท่อี ยู่ในระดับบนสุดลงมาถึงช้ัน
จัดการนาส่งข้อมูลจะมีการติดต่อจากผู้ส่งถึงผู้รับแบบเสมือนว่าเป็นการติดต่อกัน โดยตรง
ซ่ึงความแตกต่างของระบบเครือข่ายย่อยต่างๆ จะถูกปรับให้สามารถส่ือสารกันได้อย่าง
เรียบร้อย ในขณะที่ช้ันส่ือสารท่ีสูงกว่าชั้นจัดการนาส่งข้อมูลจะมีความเกี่ยวข้องกับ
โปรแกรมประยกุ ต์มากกว่าชน้ั สอ่ื สาร อนื่ ๆ
อย่างไรก็ตาม มาตรฐานทั้งสองแบบก็มีข้อแตกต่างกันอยู่พอสมควร ในท่ีน้ีจะมุ่ง
ความสนใจไปยงั ความแตกต่างของมาตรฐานท้ังสองแบบ
องคป์ ระกอบความคดิ พื้นฐานท่สี าคญั ของรูปแบบระบบเครือข่าย OSI คือ
1. สว่ นการให้บรกิ าร (Service)
2. สว่ นการตดิ ตอ่ (Interface)
3. โพรโตคอล (Protocols)
วัตถุประสงค์หลักของรูปแบบระบบเครือข่าย OSI คือการแยกขอบเขตความ
รับผิดชอบและหน้าที่ขององค์ประกอบท้ังสามออกจากกันอย่างเด็ดขาด โดยที่แต่ละชั้น
ส่ือสารจะทาหน้าท่ีให้บริการแก่ชั้นท่ีอยู่เหนือขึ้นไปหน่ึงช้ัน การให้บริการจะบอกให้ทราบ
ว่าชั้นส่ือสารน้ันๆ ให้บริการอะไรบ้าง แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดในวิธีการให้บริการและ
วิธกี ารตดิ ต่อขอใช้บริการ
ส่วนการติดต่อเป็นการอธิบายถึงวิธีการที่ผู้ใช้คือโปรแกรมใจชั้นสื่อสารท่ีอยู่เหนือ
ขน้ึ ไปหนึ่งช้ันจะสามารถเรยี กใชบ้ ริการท่ีมีอยู่ไดอ้ ยา่ งไร โดยจะต้องมกี ารกาหนดชื่อบริการ
ประเภทและจานวนพารามิเตอร์หรือข้อมูลที่ส่งเข้ามาแต่และประเภทและจานวนของ
ผลลพั ธ์
กฎการสื่อสารหรือโพรโตคอลเป็นการกาหนดรายละเอียดการทางานของบริการ
แต่ละชนิดซง่ึ จะมีอสิ ระเต็มทใ่ี นการเลอื กวธิ ีการทางานอย่างไรก็ได้เพื่อทางานให้บรรลุตาม
วัตถปุ ระสงค์ท่กี าหนดไว้
47
องค์ประกอบที่กล่าวถึงน้ีแม้ว่าจะเกิดขึ้นมานานมากแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับ
เทคโนโลยีใหม่ในปัจจุบัน เช่น เทคโนโลยีการโปรแกรมเชิงวัตถุ (object-oriented
programming) กลับมีความสอดคล้องกันอย่างกมลกลืนน้ันคือ วัตถุ (object) สามารถ
เปรียบเทียบได้กับช้ันส่ือสารแต่ละชั้นซึ่งจะมีฟังก์ชันในการบริการต่างๆ ที่วัตถุอ่ืน
(ข้ันส่ือสารท่ีอยู่เหนือข้ึนไปหน่ึงชั้น) สามารถเรียกใช้ได้ วัตถุมีการกาหนดความหมายของ
ฟังก์ชันท่ีให้บริการ ตัวแปรสาหรับฟังก์ชันรวมท้ังผลลัพธ์ท่ีได้ ซึ่งก็เปรียบได้กับการติดต่อ
ท้ายที่สุดกฎการส่ือสารหรือโพรโตคอลก็คือการกาหนดรายละเอียดคาส่ังต่างๆ สาหรับ
แต่ละฟงั ก์ชันซึง่ จะไม่มวี ัตถอุ ืน่ เข้ามาก้าวก่ายนอกจากตัววตั ถนุ น้ั เอง
ในสว่ นของรูปแบบ TCP/IP น้ันไม่ได้มีการแยกความหมายและหน้าท่ีของส่วนการ
ให้บรกิ ารส่วนการติดตอ่ และโพรโตคอลให้ชัดเจนต้ังแต่เร่ิมต้น มีความพยายามท่ีจะกาหนด
นิยามที่ชัดเจนให้กับรูปแบบ TCP/IP ให้เหมือนกับรูปแบบ OSI แต่ก็สามารถทาได้กับ
บริการเพียงสองชนิดคือบริการส่ง IP แพ็กเก็ตความแตกต่างใจ ข้อน้ีทาให้เห็นว่า OSI นั้น
มกี ารจดั โครงสร้างภายในท่ีดีกวา่ TCP/IP ซึ่งทาให้การหาโปรแกรมท่ีใช้เทคโนโลยี ใหม่มา
ทดแทนโปรแกรมที่ใชอ้ ย่เู ดิมในระบบ OSI นนั้ สามารถทาไดง้ ่ายกวา่ มาก
รูปแบบ OSI ได้รับการออกแบบมาก่อนท่ีโพรโตคอลหลายอย่างจะได้รับการ
ออกแบบที่สมบูรณ์และสร้างโปรแกรมขึ้นมาใช้งานจริง รูปแบบของ OSI จึงได้รับการ
ออกแบบมาอย่างมีอิสระทางด้านความคิดอย่างเต็มท่ีโดยไม่ผูกติดกับแนวความคิดของ
โพรโตคอลใดๆ อย่างไรก็ตามผลเสียท่ีเกิดขึ้น จากการไม่คานึงถึงโพรโตคอลอื่นๆ ทาให้
การกาหนดหน้าทกี่ ารทางานหลายส่วนไมม่ ีความเหมาะสมในการใช้งานจริง ตัวอย่างท่ีเกิด
ข้ันได้แก่ปัญหาในช้ันเช่ือมต่อข้อมูลแรกทีเดียวชั้นส่ือสารนี้กาหนดไว้สาหรับการสื่อสาร
แบบจดุ -ตอ่ -จดุ ต่อมาวธิ กี ารส่อื สารแบบกระจายข่าวเริ่มเป็นท่ีนิยมมากขึ้น แต่ก็ไม่อาจจะ
นาเทคโนโลยีการสื่อสารแบบน้ีแทรกเข้าไปในรูปแบบ OSI ได้ จึงจาเป็นต้องสร้างช้ัน
สื่อสารย่อย (sub layer) เพิ่มเติมหรืออีกปัญหาหนึ่งคือการท่ี OSI ได้ จึงจาเป็นต้องสร้าง
ชั้นสอ่ื สารยอ่ ยเพยี งหน่งึ เครือขา่ ยภายในแตล่ ะประเทศ แต่ความจรงิ ท่ปี รากฏคือประเทศที่
มีประสบการณ์การใช้งานระบบเครือข่ายจะจัดต้ังระบบเครือข่ายย่อยข้ันใช้งานมากมาย
ทาให้วิธีการต้งั ชื่อโฮสตแ์ ละโหนดตา่ งๆ ต้องได้รบั การปรบั ปรุงใหม่
48
ทางด้าน TCP/IP น้ันกลับอยู่ในสถานการณ์ตรงข้ามน้ันคือโพรโตคอลต่างๆ ได้รับ
การพัฒนามาเป็นอย่างดีก่อนที่รูปแบบเครือข่าย TCP/IP จะได้รับการพัฒนาข้ึนมาใช้งาน
ดังน้ันการผสมผสานโพรโตคอลต่างๆ เข้ากับรูปแบบ TCP/IP จึงทาได้อย่างง่ายดาย
อย่างไรก็ตามความอ่อนตัวท่ีมีอยู่น้ีทาให้รูปแบบ TCP/IP ไม่มีการกาหนดโครงสร้างท่ี
ชดั เจน การเปรยี บเทยี บ TCP/IP กบั รปู แบบเครือขา่ ยอ่ืนๆ จงึ เปน็ เร่ืองทเ่ี ปน็ ไปไม่ได้
ข้อแตกต่างที่เป็นรูปธรรมของทั้งสองรูปแบบนี้คือ รูปแบบ OSI ประกอบด้วย
ช้ันส่ือสารเจ็ดชั้นใน ขณะท่ี TCP/IP มีเพียงสี่ช้ัน นอกจากนั้นรูปแบบ OSI ให้บริการส่ง
ข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่องและแบบต่อเนื่องในช้ันควบคุมเครือข่าย แต่ให้บริการเฉพาะ
แบบต่อเน่ืองในชั้นนาส่งข้อมูล ส่วนรูปแบบ TCP/IP ให้บริการแบบไม่ต่อเนื่องในชั้น
ควบคุมเครือข่าย แต่ให้บริการทั้งสองชนิดในช้ันนาส่งข้อมูล เนื่องจากการให้บริการในชั้น
นาส่งข้อมูลเป็นบริการท่ีผู้ใช้สามารถนาไปใช้ได้ รูปแบบ TCP/IP จึงเปิดโอกาสให้ผู้ใช้
สามารถเลือกวิธีการติดต่อเพื่อส่งข้อมูลที่ต้องการได้ในขณะที่ผู้ใช้ OSI ไม่มีทางเลือก
ซึ่งวิธีการติดต่อน้ีมีส่วนสาคัญต่อการใช้โพรโตคอลแบบร้องขอและตอบสนอง (request-
response) เปน็ อยา่ งมาก
49
บทท่ี 5
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
5.1 ความหมายของระบบเครอื ข่ายคอมพิวเตอร์
เครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์ (Computer Network) คือการเช่ือมต่อระบบคอมพิวเตอร์
จานวนมากกว่า 1 เครื่องขึ้นไปเข้าด้วยกันเป็นประชาคมของเครื่องคอมพิวเตอร์โดยใช้
ช่องทางในการสื่อสารข้อมูล การเช่ือมต่อระบบคอมพิวเตอร์จะให้เกิดประโยชน์ต่างๆ
มากมายท้ังการใช้ทรัพยากรร่วมการทางานร่วมกัน การนาความสามารถของคอมพิวเตอร์
และอุปกรณ์ประกอบต่างๆ ท่ตี ่ออยู่ในเครอื ข่ายมาร่วมกันทาใหเ้ สมอื นเปน็ ระบบเดยี วกัน
ในระบบเครือข่ายผู้ใช้งานจะน่ังอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่าสถานีงาน
(workstation) หรืออาจเรียกว่าลูกข่าย (client) ซึ่งการประมวลผลอาจจะเกิดขึ้นบน
เคร่ืองลูกข่ายหรือส่งคาส่ังไปยังเคร่ืองคอมพิวเตอร์ แม่ข่ายหรือเครื่องให้บริการ (Server)
ที่ทาหน้าที่บริการการประมวลผลหรือช่วยจัดสรรทรัพยากรร่วมของระบบเครือข่ายผ่าน
อุปกรณ์เครือข่ายและสายสัญญาณเครือข่ายหรือช่องทางสื่อสารข้อมูล โดยมีวิธีการ
เชื่อมต่อระหว่างจุดต่างๆ ด้วยรูปแบบที่เรียกว่าโทโปโลยีที่ต่างกัน มีการกาหนดมาตรฐาน
ของโพรโตคอลในการสอ่ื สารทสี่ อดคลอ้ งสมั พนั ธ์กนั ทั้งระบบ
5.2 ประเภทของระบบเครอื ข่ายคอมพิวเตอร์
1. เครือข่ายสาหรบั องค์กร ปัจจุบนั องคก์ รตา่ งๆ ไดน้ าเอาระบบคอมพิวเตอร์มาใช้
อย่างกว้างขวางและเป็นจานวนมากส่วนใหญ่ จะจัดไว้เป็นกลุ่มตามลักษณะกลุ่มผู้ทางาน
ขององค์น้ันๆ แตล่ ะกล่มุ กจ็ ะอย่แู ยกจากกันตามลักษณะโครงสร้างของอาคาร เช่น ในห้อง
ทางานขนาดใหญ่อาจประกอบด้วยหลายแผนกงานแยกกันอยู่เป็นสัดส่วน หรืออาแยกให้
แต่แผนกอยู่ในห้องทางานขนาดเล็ก ในองค์กรขนาดกลางอาจจัดให้แต่ละช้ันของอาคาร
รวมกันเปน็ บรษิ ัทหรอื องคก์ รน้ัน สว่ นในองค์กรขนาดใหญ่อาจประกอบด้วยหลายสาขาแต่
ละสาขาตั้งอยู่ในอาคารของตนเองทาหน้าที่ต่างกันออกไป แต่ละอาคารอาจตั้งอยู่ติดกัน
หรืออยู่ห่างกันคนละภูมิภาคก็ได้ แรกทีเดียวแต่ละสาขาอาจแยกกันบริหารแต่ในที่สุด
บริษัทแม่ก็จะต้องตัดสินใจเชื่อมต่อระบบคอมพิวเตอร์ของสาขาทั้งหมด เข้าด้วยกันเพื่อ
ประสิทธภิ าพและความคล่องตัวในการบริหารข้อมูล โดยองค์กรมวี ัตถปุ ระสงค์ในการใช้
50
ระบบเครือขา่ ยดังนี้
1.1 การใช้ข้อมูลโปรแกรมและอุปกรณ์ต่างๆ ร่วมกัน ทาให้เกิดประโยชน์
มหาศาลดังเช่น พนักงานแต่ละคนอาจมีโต๊ะทางานอยู่ท่ีหนึ่ง แต่จะสามารถ
เลือกใช้โปรแกรมและข้อมูลจากที่ใดก็ได้ในระบบ ซ่ึงสถานที่ท่ีเก็บโปรแกรมหรือ
ข้อมูลน้ันอาจจะอยู่ห่างกันตั้งแต่หลายเมตรไปจนถึงอยู่ห่างกันคนละซีกโลก
พนักงานคนเดิมจะสามารถเดินทางไปตามสาขาต่างๆ และใช้โปรแกรมและข้อมูล
เดิมท่ีเครือ่ งคอมพิวเตอรใ์ นสาขาน้นั ๆ ในระบบจะไม่มคี วามสาคัญอกี ตอ่ ไป
1.2 ผู้ใช้จะมีความเชื่อถือข้อมูลจากระบบและความไว้วางใจได้ของระบบ
คอมพิวเตอร์ เช่น แหล่งเก็บข้อมูลหลักและแหล่งข้อมูลสารอง หากแหล่งข้อมูล
หลักเกดิ เสียหายจนใช้การไมไ่ ดจ้ ะดว้ ยเหตุใดๆ กต็ าม ระบบจะยงั คงมีข้อมูลสารอง
หากแหล่งข้อมูลหลกั เกิดเสยี กายจนใช้การไม่ไดจ้ ะด้วยสาเหตุใดๆ ก็ตาม ระบบจะ
ยังคงมีข้อมูลใช้งานได้เสมือนว่าไม่มีอะไรเกิดข้ึน โดยนาข้อมูลสารองมาใช้จาก
แหล่งเกบ็ ข้อมลู แหง่ อืน่ ๆ ระบบน้จี ึงมคี วามไวว้ างใจไดข้ องขอ้ มลู อยใู่ นระดับสูงกว่า
ปกติหรอื ในบางองคก์ ร เชน่ องค์กรทางทหาร ธนาคาร โรงงานนวิ เคลียร์
1.3 การประหยัดงบประมาณ เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (personal
computer) แม้จะมีความสามารถน้อยกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่
(mainframe computer) หลายสิบเท่าแต่ก็มีราคาต่ากว่าหลายพันเท่าเช่นกัน
ปัจจุบันองค์กรบางส่วนที่ไม่มีความจาเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่
(แมว้ ่าจะมีราคาถูกลงมากเมื่อเปรียบเทียบกับราคาในหลายทศวรรษท่ีผ่านมาแต่ก็
ยังคงมีราคาแพงมากเมื่อเปรียบเทียบกับราคาของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
และยังมีค่าบารุงรักษาในการใช้งานแพงด้วย) จึงหันมาใช้ระบบท่ีประกอบด้วย
เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหลายสิบหรือหลายร้อยเครื่องท่ีเชื่อมต่อถึงกัน
ทั้งหมด ซ่ึงสามารถตอบสนองความต้องการได้ในระดับท่ีน่าพอใจแต่มีราคา
รวมทงั้ ระบบอยูใ่ นระดับตา่ และมคี วามคลอ่ งตวั สงู มาก
อย่างไรก็ตาม เพื่อชดเชยความสามารถหลักหลายๆ อย่างท่ีขาดหายไป
คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลบางส่วนจึงถูกกาหนดให้ทาหน้าที่ เป็นผู้ให้บริการ
เฉพาะอย่าง เชน่ ใหบ้ รกิ ารเป็นแหลง่ เกบ็ แฟ้มข้อมลู ( file server) หรอื เป็นแหล่ง
บรกิ ารฐานข้อมูล (database server) เป็นต้น ส่วนที่เหลือก็จะเป็นเคร่ือง
51
คอมพิวเตอร์สาหรับพนักงานแต่ละคนซึ่งมีบทบาทเป็นเพียงผู้ใช้บริการ (client)
ดงั แสดงในรปู
รูปท่ี 5.1 แบบจาลองระบบ client /server
ระบบคอมพิวเตอร์ท่ีแสดงรูปนี้เรียกว่า “ระบบผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ
(client/server model)” การสื่อสารในระบบนี้ “ผู้ใช้บริการ” จะส่งความ
ต้องการในลักษณะของ “การร้องขอ (request)” ไปยัง “ผู้ให้บริการ” ซ่ึงเม่ือ
ผู้ให้บริการทางานตามความองการน้ันๆ เสร็จแล้วก็จะส่งผลท่ีได้กลับมายัง
ผู้ใช้บริการในลักษณะของ “การตอบสนอง (reply)” สัดส่วนของผู้ให้บริการนี้
ขึ้นอยู่กับลักษณะของงานและประสิทธิภาพท่ีต้องการเป็นหลักโดยปกติจานวน
ผใู้ ห้บริการจะน้อยกวา่ ผูใ้ ช้บรกิ าร
1.4 ความสามารถในการขยายตัว (scalability) ระบบที่ใช้งานอยู่เป็น
ปกตินั้นจะต้องมีเหตุการณ์ เกิดข้ึนสองอย่างเสมอคือ หนึ่งต้องหาอุปกรณ์มา
ทดแทนเน่ืองจากอุปกรณ์เดิมท่ีใช้งานอยู่ชารุดหรือล้าสมัยและสองต้องหาอุปกรณ์
มาเพ่ิมเติมเน่ืองจากุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้อีก
ต่อไป หากเป็นระบบท่ีใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ การหาเคร่ืองใหม่มา
ทดแทนนน้ี อกจากจะใชเ้ งินเปน็ จานวนมากแลว้ ยังทาให้งานทง้ั ระบบหยดุ ชะงักไม่
สามารถทาอะไรไดใ้ นระหวา่ งการติดต้งั แตถ่ า้ เปน็ ระบบขนาดเลก็ เชน่ ระบบผู้ให้-
52
ผู้ใช้บรกิ ารแลว้ การตดิ ต้งั อุปกรณ์เพือ่ ทดแทนหรอื เพมิ่ เตมิ จะมีผลกระทบเฉพาะใน
ส่วนน้อยมาก อีกประการหน่ึงคืองบประมาณค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าระบบที่ใช้เครื่อง
คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่มากนอกจากนี้การ เพ่ิมจานวนผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ
กส็ ามารถทาไดต้ ลอดเวลา
1.5 ความสามารถในการติดต่อสื่อสารซึ่งทาให้พนักงานกลุ่มหน่ึงท่ีไม่ได้น่ัง
ในสถานท่ีเดียวกัน สามารถทางานร่วมกันได้คณะทางานกลุ่มหนึ่งอาจมีหัวหน้า
งานประจาอยู่ที่แหง่ หนง่ึ โดยมผี ้รู ่วมงานกระจายอยใู่ นสถานท่ีต่างๆ แต่ละคนอาจมี
ธรุ กจิ อ่ืนท่ีจาเป็นจะต้องเดินทางไปยังสถานท่ีต่างๆ รวมทั้งเดินทางไปต่างประเทศ
เป็นประจา การเดินทางแต่ละครั้งอาจใช้เวลาตั้งแต่หลายช่ัวโมงไปจนถึงหลาย
เดอื น
2. เครือข่ายสาหรับคนท่ัวไป ต้ังแต่ทศวรรษที่ 90 เป็นต้นมาระบบเครือข่าย
คอมพิวเตอร์ได้เร่ิมเข้ามามีบทบาทในการให้บริการ แก่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่บ้าน
ซ่ึงบริการเหล่าน้ีรวมทั้งแรงจูงใจในการใช้งานนั้นแตกต่างไปจากส่ิงท่ีได้เคยเกิดขึ้นภายใน
เครือข่ายขององค์กรตามท่ีได้กล่าวมาข้างต้น การนาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มา
ประยกุ ตใ์ ช้สาหรับผู้ใชต้ ามบ้านอาจแยกประเภทได้ 3 ประการคือ
1. การรับบริการขอ้ มูลข่าวสารจากระยะไกล
2. การสื่อสารระหว่าง บคุ คล-ตอ่ -บคุ คล
3. ความบนั เทิงส่วนบุคคลแบบโตต้ อบกนั ได้
การรับบรกิ ารข้อมูลขา่ วสารจากระยะไกลสามารถทาได้หลายรูปแบบ หนทางหน่ึง
ท่ีกระทากันอยู่แล้วคือการติดต่อขอข้อมูลจากสถาบันทางการเงินต่างๆ ผู้คนจ่ายค่า
สาธารณปู โภค บริหารเงินในบัญชีธนาคาร และบริหารการลงทุนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
การซื้อสนิ คา้ โดยไม่ตอ้ งออกจากบา้ นกก็ าลงั ได้รับความนิยมมากขนึ้ เน่อื งจากความสามารถ
ในการเลือกดูสินค้านานาชนิดจากหลายๆ บริษัทรายการสินค้าต่างๆ เหล่าน้ีผู้ซื้อจะ
สามารถดภู าพยนตร์โฆษณาได้ตลอดเวลาโดยใชเ้ พียงปลายน้ิวสัมผัส ตัวอย่างการใช้บริการ
สาหรับบุคคลท่ัวไป เช่น หนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ ผู้อ่านแต่ละคนสามารถแจ้งความ
ต้องการของตนเองได้ เช่น ต้องการข่าวการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเร่ืองท่ัวไปแต่ไม่
ต้องการข่าวกีฬา เป็นต้น ทางสานักพิมพ์ก็จะรวบรวมข่าวต่างๆ ไว้ตามความต้องการของ
แตล่ ะคน การคน้ หาข้อมลู อเิ ลก็ ทรอนิกสผ์ ่านระบบเครอื ขา่ ยอินเทอร์เน็ตที่เรียกว่า
53
World Wide Web ในเครือข่ายน้ีมีข้อมูลอยู่มากมายมหาศาลในทุกแขนงความรู้
จากแหล่งข้อมูลหลายสิบล้านแห่งทั่วโลก บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail or
electronic mail) เป็นการส่ือสารโดยตรงระหว่างบุคคลต่อบุคคล โดยมีขีดความสามารถ
ให้รับ-ส่งได้ทั้งเอกสาร รูปภาพ เสียง ตลอดจนภาพเคลื่อนไหวต่างๆ ได้ แนวความคิดใน
การใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ได้รับการพัฒนาให้มีขีดความสามารถสูงข้ึนตามเทคโนโลยี
สมัยใหม่ ทาให้เกิดเป็นการประชุมทางอิเล็กทรอนิกส์ (video conference or virtual
meeting) ซึ่งจะส่งขอ้ มลู ทัง้ ภาพและเสยี งไปยังผู้เข้าร่วมการประชุมทุกคนได้อย่างรวดเร็ว
และยังสามารถรองรับการโตต้ อบระหว่างผใู้ ช้ในทนั ทีได้ด้วย
การประยุกต์ทางด้านความบันเทิงแบบโต้ตอบได้ ผู้คนทั่วไปจะสามารถเลือกชม
วีดิโอของภาพยนตร์ ตลอดจนรายการโทรทัศน์จากท่ีใดๆ ในโลกได้ตามต้องการ (Video
on demand) ภาพยนตร์ใหม่ไม่มีความจาเป็นจะต้องใช้สื่ออ่ืนใดนอกเหนือไปจากการ
ติดต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ ผู้คนทั่วไปจะสามารถชมรายการถ่ายทอดสดได้ทางเคร่ือง
คอมพิวเตอร์ที่บ้าน สรุปการนาระบบเครือข่ายมาประยุกต์ใช้สาหรับผู้ใช้ตามบ้าน
ที่กล่าวถึงเหล่านี้คือความสามารถในการรวม (Integration) ข้อมูลข่าวสาร การสื่อสาร
และความบันเทิงเข้าด้วยดันอย่างกลมกลืนและมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้คือธุรกิจ
ยุคใหมท่ ีม่ ีรากฐานอยู่ระบบเครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์
5.3 โครงสรา้ งเครือข่ายคอมพวิ เตอร์
โครงสร้างการเช่ือมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นการเช่ือมต่อระหว่างจุดต่างๆ
ของเครอื ขา่ ยมีวิธีการที่เรียกว่าโทโปโลยี (Network Topology) มีวิธีเชื่อมต่อถึงกัน 5 วิธี
ไดแ้ ก่
1. โทโปโลยีแบบบัส (Bus topology)
2. โทโปโลยีแบบดาว (Star topology)
3. โทโปโลยแี บบวงแหวน (Ring topology)
4. โทโปโลยีแบบรา่ งแห (Mesh topology)
5. โทโปโลยแี บบผสม (Hybrid topology)
54
1. โทโปโลยีแบบบัส (Bus topology) โทโปโลยีบัสเป็นการต่อเช่ือม
สายสญั ญาณของคอมพวิ เตอร์ทกุ จุดลงเข้ากบั สายสัญญาณชุดเดียวกัน เคร่ืองคอมพิวเตอร์
ทกุ จุดบนระบบเครอื ขา่ ยจะสามารถส่งและรบั ขอ้ มลู ลงในสายสัญญาณนัน้ ร่วมกัน ขอ้ ดีของ
การเช่ือมต่อด้วยระบบบัสคือ ไม่จาเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์กลางทาหน้าท่ีควบคุมการ
เชื่อมต่อหากคอมพิวเตอร์ เคร่ืองใดเคร่ืองหน่ึงในระบบบัสเสียจะไม่เกิดผลกระทบใดต่อ
เครื่องอ่ืนๆ รวมท้ังในระหว่างการใช้งานก็สามารถถอดคอมพิวเตอร์บางจุดออกจากระบบ
ได้ด้วย สัญญาณจากคอมพิวเตอร์แต่ละจุดที่ถูกส่งลงมาในสายสัญญาณเพ่ือติดต่อกับ
คอมพิวเตอร์เคร่ืองอื่นๆ ในโพรโตคอลของการส่งจะกาหนดหมายเลขเครือข่ายของเครื่อง
ต้นทางและปลายทางท่ีต้องการส่งข้อมูล ส่งไปพร้อมกับข้อมูลด้วยซึ่งคอมพิวเตอร์
ทุกเคร่ืองจะได้รับสัญญาณและนาสัญญาณน้ันเข้ามาตรวจสอบว่าตรงกับหมายเลข
เครือข่ายของตนเองหรือไม่หากไม่ตรงจะไม่นาข้อมูลไปใช้ แต่หากตรงจึงจะดึงข้อมูลจาก
สายสัญญาณเครือข่ายเขา้ ไปประมวลผล
เทคนคิ ในการเชอ่ื มโยงสายสญั ญาณแบบบัสทีน่ ิยมใชใ้ นเครือข่ายแลน ทาได้สองวิธี
คอื การพ่วงตอ่ และการแทป การพว่ งตอ่ จะพว่ งสายสัญญาณจากคอมพวิ เตอร์เคร่ืองหนึ่งไป
ยังเครอ่ื งทส่ี อง จากเครื่องท่ีสองเชื่อมไปยังเคร่ืองท่ีสาม จากเคร่ืองที่สามไปยังส่ี ห้า หก …
ตามลาดับและที่จุดปลายของสายสัญญาณ เครือข่ายท้ังสองด้านจะต้องมีตัวดูดซับ
สัญญาณท่ีเรียกว่าเทอร์มิเนเตอร์ (terminator) การเช่ือมต่อแบบน้ีมี ข้อดีคือใช้
สายสญั ญาณน้อยกว่าแบบอ่ืนเม่อื อยู่ในพ้ืนท่จี ากัด แต่ก็มีขอ้ เสียคือหากสายสญั ญาณขาดท่ี
จดุ ใดจุดหนึ่งขาดไปนอกจากจะทาให้เครือขา่ ยแยกออกเป็นสองทางแล้วตัวดูดซับสัญญาณ
ท่จี ดุ ปลายยังไม่ครบวงรอบ ด้วยซึง่ มผี ลให้เครือขา่ ยลม่ ไม่สามารถตดิ ตอ่ กนั ได้
ในยุคต้นของระบบเครือข่ายในทศวรรษ 1970-1980 นิยมใช้สายเคเบ้ิลชนิดโค
แอกเชียลทเ่ี ป็นสายสญั ญาณมลี ักษณะเหมือนสายอากาศของเครื่องรับโทรทัศน์หรือเคเบิ้ล
ทีวีมีสายสัญญาณช้ันใน 1 เส้น และมีสายถักหุ้มชั้นนอกอีกชั้นหน่ึง เพ่ือเชื่อมแบบพ่วงต่อ
กันnวิธีท่ีสองคือ การแทปโดยใช้สายสัญญาณบัสท่ีอาจเป็นสายยาวและมีจุดต่อเช่ือมท่ีทา
การแทปสายสัญญาณออกไปยังเคร่อื งคอมพิวเตอร์แต่ละจุด หรืออาจใช้อุปกรณ์เช่ือมต่อท่ี
เป็นกล่องและมีปล๊ักอยู่บนกล่องนั้นเพ่ือแทปสายออกไปยังเคร่ืองคอมพิวเตอร์ ลักษณะ
การเช่ือมต่อโดยใช้กล่องแทปสัญญาณเช่นน้ีในรูปแบบการต่อจะดูคล้ายกับโทโปโลยี
แบบดาวแตส่ ญั ญาณยงั มลี กั ษณะทเ่ี ป็นสญั ญาณท่ีเชอื่ มต่อร่วมกัน
55
รูปท่ี 5.2 โครงสรา้ งเครือข่ายแบบบัส (bus topology)
รปู ที่ 5.3 โทโปโลยแี บบบัส (bus topology)
2. โทโปโลยีแบบดาว (Star topology) การต่อเช่ือมแบบดาวคือการต่อเชื่อม
สถานีต่างๆ ในระบบเครือข่ายจะเช่ือมเข้ากับคอมพิวเตอร์ท่ีจุดศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว
อาจเรียกได้ว่าเป็นชุมสายเครือข่าย ซ่ึงคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ควบคุมเครือข่ายท่ี
ศูนย์กลางจะทาหน้าที่ควบคุมการสื่อสารไปยังลูกข่ายท้ังหมด ดังนั้น หากเคร่ือง
คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ควบคุมเครือข่ายท่ีจุดศูนย์กลางเสียลูกข่ายทั้งหมดจะไม่สามารถ
ติดต่อส่ือสารกันได้เลย แต่หากลูกข่ายตัวใดตัวหน่ึงเสียหรือไม่ทางานหรือสายสัญญาณจุด
ใดจุดหน่ึงขาดไปจะไมก่ ระทบกับจดุ อน่ื ๆ
ในช่วงทศวรรษ 1990 จนถึงปัจจุบันการต่อเชื่อมระบบเครือข่ายแลนที่ได้รับความ
นิยมคือระบบมาตรฐานที่เรียกว่า เท็นเบสที (10Base-T) ใช้สายสัญญาณยูทีพี
(unshielded twisted pair - UTP.) ทม่ี ีลักษณะคลา้ ยสายสญั ญาณโทรศัพท์แต่เป็นสายที่
56
มีจานวนสัญญาณภายในมากกว่าโทรศัพท์เป็นสายสัญญาณ เช่ือมต่อโดยมีอุปกรณ์ฮับ
(wiring hub) โดยจุดต่อไปยังคอมพิวเตอร์หรือสถานีเครือข่ายทุกเคร่ืองจะต่อสายออกมา
จากอุปกรณ์ฮับหรืออาจใช้อุปกรณ์อีกประเภทหน่ึงคืออีเธอร์เน็ตสวิทซ์ (ethernet
switch) ทีม่ รี าคาแพงกวา่ แตม่ กี ารทางานทม่ี ปี ระสิทธภิ าพดีกวา่
รูปท่ี 5.4 โครงสรา้ งเครอื ข่ายแบบดาว (Star topology)
รปู ที่ 5.5 โทโปโลยีแบบดาว (Star topology)
3. โทโปโลยีแบบวงแหวน (Ring topology) การเช่ือมต่อแบบวงแหวนมีวิธี
การเชือ่ มต่อคือจากจุดหน่งึ โยงไปยังจดุ ตอ่ ไป จุดสดุ ทา้ ยของสถานงี านบนเครอื ข่ายจะ
57
เช่ือมโยงกลับมายังจุดแรกสุดด้วย ซ่ึงจะทาให้การเช่ือมโยงสายสัญญาณวนเป็นวงกลม
สัญญาณข้อมูลท่ีถูกส่งออกจากคอมพิวเตอร์เครื่องหน่ึงจะถูกส่งผ่านไปยังเคร่ืองถั ดไป
พร้อมกับหมายเลขเครือข่ายต้นทางและปลายทาง ซึ่งเครื่องท่ีได้รับจะตรวจสอบว่า
ปลายทางที่ต้องการตรงกับหมายเลขของตนเองหรือไม่หากตรงจะรับชุดข้อมูลนั้นไว้
แต่หากไม่ตรงจะส่งชุดข้อมูลต่อไปยังเคร่ืองถัดไป หากชุดข้อมูลนั้นถูกส่งต่อจนกลับมาถึง
เคร่ืองต้นทางแสดงว่าไม่มีสถานีปลายทางที่ต้องการส่งข้อมูลไปหาอยู่ในเครือข่าย ข้อดี
ของการเช่ือมต่อแบบวงแหวนคือไม่จาเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางและการส่ง
สัญญาณจะไม่มีการชนกันของสัญญาณที่เกิดขึ้นในระบบบัส เนื่องจากการส่งสัญญาณ
ออกไปส่งไปในทางเดยี วและแยกระบบสายสัญญาณออกเปน็ ตอนไม่ได้ใช้สัญญาณร่วมเส้น
เดยี วกนั ทัง้ หมด สว่ นขอ้ เสียก็คือหากมคี อมพิวเตอร์เครอ่ื งใดเคร่ืองหนึ่งในระบบเสียหายไป
หรอื สายสญั ญาณขาดจะทาใหก้ ารส่งต่อสัญญาณไมค่ รบวงจร
การเชอื่ มตอ่ เครอื ขา่ ยแบบวงแหวนถกู นามาใชก้ ับระบบเครอื ข่ายแลนเพ่ือเช่ือมโยง
ระหว่างคอมพวิ เตอร์ของไอบเี อ็ม ร่วมกับโพรโตคอลโตเก็นรงิ (token ring) โดยไอบีเอ็มได้
สร้างอุปกรณ์การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบวงแหวนให้มีอุปกรณ์ฮับเช่นเดียวกันกับแบบบัส
และการต่อเช่ือมสายออกจากฮับมีลักษณะเหมือนกับการเช่ือมต่อแบบดาวจึงถูกเรียกกัน
ว่าสตาร์ริง (Star ring)
รูปที่ 5.6 โครงสรา้ งเครอื ข่ายแบบวงแหวน (Ring topology)
58
รปู ที่ 5.7 โทโปโลยีแบบวงแหวน (Ring topology)
4. โทโปโลยีแบบร่างแห (Mesh Topology) เคร่ืองคอมพิวเตอร์ภายใน
เครือข่ายจะมีช่องสัญญาณจานวนมากเพ่ือเช่ือมต่อกับคอมพิวเตอร์เคร่ืองอื่นๆ ทุกเครื่อง
การส่งข้อมูลสามารถทาได้อย่างอิสระไม่ต้องรอให้เครื่องอื่นทางานให้เสร็จก่อน ข้อดี คือ
การทางานได้เรว็ ส่วนข้อเสยี คือคา่ ใช้จ่ายสงู สาหรบั สายเคเบลิ้
รูปท่ี 5.8 โครงสรา้ งเครือข่ายแบบร่างแห (Mesh topology)
5. โทโปโลยีแบบผสม (Hybrid topology) ระบบเครือข่ายย่อยแต่ละเครือข่าย
อาจจะใช้วิธีการต่อเช่ือมหรือโทโปโลยีแบบใดๆ ท่ีกล่าวมาแล้วในสามแบบแรกในระบบ
เครือข่ายท่ีมีเครือข่ายย่อยหลายระบบท่ีอาจจะใช้โทโปโลยีเหมือนกันหรือแตกต่างกันก็ได้
การเชื่อมต่อกันในแต่ละระบบย่อยจะต้องใช้อุปกรณ์เครือข่ายช่วยในการเชื่ อมต่อที่
เหมาะสม ได้แก่ บริดจ์ (Bridge) หากใช้โพรโตคอลเหมือนกันใช้เกตเวย์หากมีการเปล่ียน
โพรโตคอล
59
รูปท่ี 5.9 โครงสร้างเครือข่ายแบบผสม (Hybrid topology)
5.4 ประโยชน์ของระบบเครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอร์
1. ลดขนาดของเครื่องคอมพิวเตอร์ (Downsizing) การใช้ระบบคอมพิวเตอร์ใน
กจิ การขนาดใหญ่และขนาดกลางในยุคท่ีผ่านมา มักจะต้องใช้คอมพิวเตอร์ระดับเมนเฟรม
หรือมินิคอมพิวเตอร์ ซ่ึงโฮสคอมพิวเตอร์เพียงเคร่ืองเดียวสามารถทาการประมวลผลงาน
ต่างๆ ในกิจการได้หลายด้านแต่ระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เช่นน้ันมีราคาในการลงทุน
และค่าใช้จ่ายในการบารุงรักษาเป็นเงินสูง และยังต้องใช้ผู้ท่ีมีความเช่ียวชาญในการดูแล
รักษาระบบและอานวยความสะดวกในการใชง้ านตอ่ ผใู้ ช้ของหน่วยงานตา่ งๆ
ในยุคที่คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กท่ีมีราคาถูกเข้ามามีบทบาทในช่วงแรกจะทาได้เพียง
งานเลก็ ๆ บางงานเทา่ น้ัน แต่เม่ือมีการนาเทคโนโลยีระบบเครือข่ายเข้ามาใช้ทาให้สามารถ
ตอ่ เชือ่ มคอมพวิ เตอร์จานวนหลายๆ เครอ่ื งเข้าด้วยกันแม้จะมีการทางานท่ีแยกกัน แต่จาก
ความสามารถด้านเครือข่ายทาให้คอมพิวเตอร์ เหล่านี้สามารถทางานประสานกันได้
กระจายหนา้ ทกี่ ารทางานไปยงั เครอ่ื งตา่ งๆ ท่ีถูกจดั ไวอ้ ยา่ งเหมาะสม
ดว้ ยเทคโนโลยกี ารผลิตไมโครโปรเซสเซอรท์ ีส่ ามารถทาได้ซับซ้อนมากข้ึน ยิ่งทาให้
ความสามารถของคอมพวิ เตอรข์ นาดเลก็ แต่ละเครื่องมีความสามารถสูงเทียบเท่ากับเคร่ือง
ใหญ่ๆ ในบางด้านได้ ดังนั้นการใช้คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่จึงลดบทบาทลงและถูกแทนที่
ด้วยการนาคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก เช่นพีซี และสถานี งานวิศวกรรมที่มีราคาต่ากว่าระบบ
เมนเฟรมและมินิคอมพิวเตอร์มาทางานในระบบเครือข่ายแทน ซ่ึงข้อดีในการใช้
คอมพวิ เตอร์เล็กๆ หลายๆ เคร่ืองมาทางานร่วมกันในระบบเครอื ขา่ ย
60
2. การจัดสร้างระบบเครือข่ายทาได้ง่ายกว่าและเป็นระบบเปิด (open
system) ทีม่ ผี ผู้ ลติ สว่ นประกอบตา่ งๆ อย่มู ากมายหลายยห่ี อ้ รุ่น ซงึ่ สามารถนามาใช้งาน
ร่วมกันได้และอุปกรณ์ต่างๆ ยังมีราคาถูกสามารถเริ่มต้นสร้างจากระบบขนาดเล็กและ
ขยายความสามารถของระบบได้ในภายหลัง
3. ในระบบโฮสคอมพิวเตอร์ หากเพิม่ จานวนเทอรม์ นิ อลมากขน้ึ ประสิทธภิ าพของ
ระบบจะลดต่าลง เนอ่ื งจากตอ้ งแบ่งกนั ใช้เวลาสาหรับการประมวลผลแต่เม่ือถูกแทนที่ด้วย
การใช้เครื่องลูกข่ายท่ีเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก เม่ือมีจานวนเคร่ืองลูกข่าย (อาจเป็นพีซี,
แมกอินทอชหรือสถานีงานวิศวกรรม) มากข้ึนประสิทธิภาพรวมไม่ได้ตกลงเนื่องจากการ
ประมวลผลแยกทาบนเครื่องลูกข่ายแต่ละเคร่ืองไม่ได้รวมกันอยู่ท่ีเดียว ดังน้ันย่ิงจานวน
ลูกข่ายมากข้ึนประสิทธิภาพรวมของระบบจะยิ่งสูงข้ึนจากประสิทธิภาพของลูกข่ายแต่
ละตัวมารวมกัน
4. การขยายระบบทาได้ง่ายในราคาไม่สูงนัก เนื่องจากเคร่ืองคอมพิวเตอร์และ
อปุ กรณป์ ระกอบมีราคาถูกกว่าการเพ่ิมเติมส่วนประกอบในคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ดังนั้น
ในระบบเครือข่ายสามารถซื้อคอมพิวเตอร์เพ่ิมและนามาเชื่อมย่อเข้ากับเครือข่ายได้อย่าง
งา่ ยดาย
5. หากเกิดความเสียหายข้ึนในบางจุดไม่กระทบกับระบบท้ังหมด เนื่องจาก
ระบบคอมพิวเตอร์ท้ังลูกข่ายและแม่ข่ายจะทางานแยกโดยอิสระจากกัน หากจุดใดเสีย
ก็สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ท่ีจุดน้ัน แต่หากเป็นระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่หาก
เกดิ ความเสียหายจะทาให้ระบบทั้งหมดไม่สามารถทางานได้
6. บารุงรักษาไดง้ ่าย เนอื่ งจากเป็นคอมพวิ เตอรข์ นาดเล็กที่เกิดจากคอมพิวเตอร์ท่ี
ใช้งานเฉพาะบุคคล จึงมีความซับซ้อนน้อยและเข้าใจการทางานได้ง่ายกว่า รวมถึงมีผู้ท่ีใช้
ระบบคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กเหล่านี้อยู่เป็นจานวนมากไม่จากัดเฉพาะกลุ่มบุคคลมีการ
เผยแพรค่ วามรแู้ ละเทคโนโลยอี ยา่ งแพร่หลาย
7. ผู้ใช้ระบบสามารถเข้าใจในวิธีใช้งานได้ง่าย รวดเร็ว เนื่องจากระบบ
คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กในปัจจุบันไม่ว่าจะใช้งานเพียงเครื่องเดียวหรือการต่อรวมกันเป็น
เครือข่ายก็จะมีการใช้งานท่ีเหมือนกัน เป็นระบบกราฟิกที่ไม่มีความซับซ้อนมากนักเข้าใจ
ไ ด้ ง่ า ย น อ ก เ ห นื อ จ า ก ก า ร ใ ช้ ค อ ม พิ ว เ ต อ ร์ข น า ด เ ล็ ก ท า ง า น ร่ ว ม กั น ใ น เ ค รื อ ข่ า ย แ ล้ ว
คอมพวิ เตอร์ขนาดใหญ่ เช่น เทมนเฟรมและมินกิ ็ได้ปรับเปลีย่ นลักษณะการใช้งานมาเป็น
61
การเชื่อมต่อเข้าเป็นส่วนหน่ึงในระบบเครือข่าย เพื่อทางานร่วมกันกับระบบคอมพิวเตอร์
ขนาดเล็กได้ หากเปน็ งานท่ีตอ้ งการคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่มาทางานประกอบด้วย
ดังนั้นการนาระบบเครอื ข่ายคอมพวิ เตอรเ์ ข้ามาใช้ประโยชน์จึงสามารถสร้างให้เกิด
ระบบประมวลผลขนาดใหญ่จากคอมพิวเตอร์เคร่ืองเล็กย่อยๆ ที่ทางานประสานกันตาม
หน้าท่ที เี่ หมาะสม
8. ใช้ทรัพยากรร่วมกันในสานักงานที่มีพนักงานเป็นจานวนมาก ท่ีเคยใช้
คอมพวิ เตอร์พซี ีแยกแต่ละเครื่อง มักจะต้องมีอุปกรณ์ประกอบเฉพาะสาหรับคอมพิวเตอร์
แยกกันไป เช่น จะต้องมีเครื่องพิมพ์คู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องมีหน่วยบันทึกเช่น
ฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่แยกสาหรับติดตั้งในคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องบันทึกข้อมูลในชุดของ
ตนเอง
การใช้ทรัพยากรของคอมพิวเตอร์ร่วมกันเช่น จะแบ่งเครื่องพิมพ์เคร่ืองหนึ่งให้
คอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องได้ใช้หรือจะใช้ข้อมูลร่วมกันทาได้ด้วยความยากลาบากและ
ต้องวุ่นวาย เช่น เครื่องพิมพ์หากไม่มีกล่องสวิทซ์สาหรับต่อคอมพิวเตอร์ได้หลายๆ เคร่ือง
และเลือกพิมพ์จากคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหน่ึงแล้ว ก็ต้องใช้วิธีการทาสาเนาข้อมูล
ผ่านแผ่นฟลอปปี้ดิสก์จากเคร่ืองที่ทางานถ่ายเข้าไปในเคร่ืองท่ีติดต้ังเคร่ืองพิมพ์และส่ัง
พิมพ์ออกจากเครื่องนั้น ซ่ึงจะต้องไปแย่งเวลาในการใช้คอมพิวเตอร์จากผู้ที่ใช้เคร่ืองน้ัน
เป็นประจา
การมีระบบเครอื ข่ายจะทาให้เคร่ืองคอมพิวเตอร์ท่ีอยู่ในระบบเครือข่ายสามารถใช้
ทรัพยากรเช่น อุปกรณ์ประกอบหรือข้อมูลร่วมกันได้โดยทรัพยากรนั้นอาจจะติดตั้งอยู่ที่
คอมพิวเตอรเ์ ครอ่ื งใดๆ ในระบบเครอื ข่ายกไ็ ดไ้ มว่ ่าจะเปน็ เคร่อื งแม่ข่ายหรือเครื่องลูกข่าย
ท่ีในปัจจุบันสามารถทาหน้าที่ให้บริการไปพร้อมกัน ได้โดยไม่ขัดจังหวะการทางาน
ตามปกติไม่ต้องทาสาเนาผ่านแผน่ ดิสก์ใหเ้ กิดความวุ่นวาย
หากมีทรัพยากรท่ีต้องใช้โดยส่วนรวมแต่มีราคาแพง เช่นเครื่องพิมพ์เลเซอร์ซึ่งมี
คุณภาพในการพิมพ์ดีและมีความเร็วในการพิมพ์สูงกว่าเครื่องพิมพ์ชนิดอื่นๆ ก็อาจมี
เคร่ืองพิมพ์น้ันเพียงเคร่ืองเดียว และคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายสามารถส่งงานมาพิมพ์ที่
เครื่องพิมพ์น้ันได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ร่วมกันเนื่องจากการท่ีเรา
สามารถใช้ข้อมูลรว่ มกันได้ไม่วา่ นัง่ หนา้ คอมพวิ เตอรเ์ ครอ่ื งใดๆ
62
9. ประสานการทางานบนเครือข่าย การทางานในสานักงานต่างๆ มีข้ันตอนของ
งานท่ีแบ่งแยกเป็นหลายขั้น อาจจะผ่านการดาเนินงานของหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่หลาย
ฝ่ายหลายคน การใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์ท่ีต่อเช่ือมกันเป็นเครือข่ายจะทาให้ข้อมูล
จากการทางานในแต่ละข้นั ตอนถกู นาไปใชเ้ ชอ่ื มโยงใหเ้ ปน็ ประโยชน์ตอ่ งานในข้ันตอนอื่นๆ
ได้อย่างครบวงจร ทาให้ไม่จาเป็นท่ีแต่ละงานจะต้องสร้าง-ป้อนข้อมูลเฉพาะของตนเอง
ซึ่งจะเกดิ ความซ้าซ้อน ล่าชา้ และอาจเกดิ ขอ้ ผดิ พลาดคลาดเคลือ่ นมขี อ้ มลู ไมต่ รงกนั ได้ด้วย
ตัวอย่างของการทางานที่ประสานกันด้วยเครือข่ายเช่น ในระบบโรงพยาบาลเม่ือ
คนไข้ลงทะเบียนเป็นคนไข้ใหม่ พนักงานป้อนประวัติคนไข้เข้าไปในฐานข้อมูลแล้วแพทย์
สามารถดูประวัติน้ันประกอบกับการตรวจรักษาในห้องตรวจ เมื่อมีการส่ังยาพนักงานจะ
ป้อนขอ้ มลู ยาท่ีจ่ายให้แกค่ นไข้บันทกึ เปน็ ประวตั กิ ารตรวจรกั ษาของคนไข้แตล่ ะราย ข้อมูล
การจ่ายยาน้ีสามารถนาไปพิมพ์ใบเสร็จรับเงินให้แก่คนไข้และนาข้อมูลไปตัดสต๊อกยา
รวมถงึ ข้อมูลท่กี ารคิดคา่ รักษาและคา่ ยายงั ถกู ถ่ายโอนไปเขา้ ในระบบบัญชีของโรงพยาบาล
นั้น โดยที่พนักงานบัญชีไม่ต้องเสียเวลาในการป้อนเข้าไปใหม่ ซึ่งข้อมูลต่างๆ จะถูก
นามาใชป้ ระโยชนร์ ว่ มกนั ได้ อย่างต่อเนือ่ งผ่านการประมวลผลบนเครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์
63
บทที่ 6
เทคโนโลยีการเช่อื มต่อเครอื ขา่ ย
6.1 เครอื ข่ายบริเวณเฉพาะท่ี (Local Area Network : LAN)
เครือข่ายเฉพาะบริเวณ (Local Area Network : LAN) หมายถึง เครือข่าย
คอมพวิ เตอรข์ นาดเลก็ ที่เป็นของผใู้ ชก้ ลมุ่ เล็กๆ กลุ่มหน่ึง ปกติจะเป็นเครือข่ายท่ีมีขอบเขต
อยู่ภายในอาคารเดียวกัน หรือกลุ่มอาคารท่ีอยู่ติดกัน มีระยะทางไม่เกิน 2-3 กิโลเมตร
เหมาะสาหรบั การเข่ือมต่อเครอ่ื งคอมพิวเตอร์สว่ นบคุ คล หรอื เครือ่ งคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก
ของพนักงานในองค์กรเข้าด้วยกันโดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ การใช้อุปกรณ์ส่วนกลาง
ร่วมกัน (เช่น เคร่ืองพิมพ์เลเซอร์สีขนาดใหญ่) การใช้โปรแกรมและข้อมูลร่วมกันและการ
รบั - ส่งขอ้ มูลอิเล็กทรอนิกสร์ ะหวา่ งกัน เครอื ขา่ ยเฉพาะบริเวณมลี ักษณะเฉพาะที่แตกต่าง
จากระบบอ่ืนๆ 3 ประการ คือ
1. ขนาด
2. เทคโนโลยีทใี่ ช้ในการรับ-สง่ ขอ้ มูล
3. รูปแบบการจดั โครงสร้างของระบบ
เครอื ข่ายเฉพาะบริเวณถูกจากัดด้วยขนาด ซง่ึ หมายถึงจานวนเคร่ืองคอมพิวเตอร์ท่ี
เชื่อมต่อเข้ากัน ระบบท่ีมีการวางแผนอย่างดีน้ันเวลาที่ใช้ในการรับ - ส่งข้อมูลสามารถ
คานวณได้ล่วงหน้าซึ่งจะใกล้เคียงกับความจริงมาก ความสามารถในการคานวณได้
ล่วงหน้านี้เป็นส่วนประกอบที่สาคัญส่วนหน่ึงท่ีนามาใช้ในการออกแบบระบบงานให้มี
ประสทิ ธภิ าพ นอกจากนี้ยงั ทาใหก้ ารบรหิ ารเครอื ข่ายง่ายขน้ึ ดว้ ย
รปู ที่ 6.1 แสดงรูปแบบการจดั โครงสร้างระบบเครอื ข่ายเฉพาะบริเวณแบบบัส
64
รูปที่ 6.2 แสดงรปู แบบการจดั โครงสรา้ งระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณแบบวงแหวน
เทคโนโลยีที่ใช้ในการรับ - ส่งข้อมูลบนเครือข่ายเฉพาะบริเวณโดยปกติจะเป็น
เพียงสายเคเบ้ิลเส้นเดียวซ่ึงจะเช่ือมต่อทั้งระบบเข้าด้วยกัน มีความเร็วในการถ่ายทอด
ข้อมูล 10 Mbps (ลา้ นบิตต่อวินาที) หรือ 100 Mbps มีระยะเวลาในการรอคอยเฉลี่ยเพื่อ
สง่ ข้อมูลไมเ่ กนิ 100 ไมโครวินาที และมโี อกาสที่จะเกดิ ขอ้ ผดิ พลาดน้อยมาก
รปู แบบการจดั โครงสรา้ งสาหรับระบบเครือข่ายนั้นมีหลายแบบ ในรูปแสดงให้เห็น
โครงสร้างแบบท่ีนิยมใช้สองแบบคือ แบบบัส (Bus) และแบบวงแหวน (Ring) โครงสร้าง
แบบบัสนั้นยอมให้ผู้ใช้ส่งข้อมูลได้คราวละ 1 คนเท่าน้ัน ผู้ใช้คนอ่ืนๆ ท่ีต้องการส่งข้อมูล
จะต้องรอจนกว่าสายเคเบ้ิล (บัส) จะว่างคือไม่มีการส่งสัญญาณเกิดข้ึนจึงจะสามารถส่ง
ข้อมูลได้ ในกรณีที่ผู้ใช้ตั้งแต่สองคนข้ึนไปทาการส่งข้อมูลพร้อมๆ กัน เรียกว่าเกิดการชน
กันของข้อมูล (collision) สัญญาณในเคเบ้ิลจะเกิดการรบกวนกันเองจนใช้งานไม่ได้ เมื่อ
ผู้ส่งข้อมูลทั้งสองคน (หรือท้ังหมด) ตรวจพบความปกติน้ีก็จะหยุดส่งข้อมูลแล้วรอเป็น
ระยะเวลาต่างๆ กัน จากนั้นจึงจะเริ่มพยายามส่งข้อมูลใหม่ การกาหนดระยะเวลาในการ
รอคอยสาหรับกรณีเช่นนี้จะใช้วิธีการแบบรวมศูนย์หรือแบบกระจายก็ได้ ตามมาตรฐาน
IEEE 802.3 ซ่ึงมีชื่อเรียกท่ัวไปว่า Ethernet น้ันมีการจัดโครงสร้างแบบบัสซึ่งจะยอมให้
ผู้ใช้ทุกคนส่งข้อมูลได้ตลอดเวลา เม่ือเกิดการชนกันของข้อมูลผู้ส่งข้อมูลทุกคนจะต้อง
หยุดการสง่ ข้อมลู ทนั ทีแล้วให้รอสักพักหนึง่ จึงจะสามารถเริ่มต้นส่งข้อมูลใหม่ได้ ระยะเวลา
ท่ีแต่ละคนรอน้ันก็ไม่เท่ากันสามารถกาหนดได้จากการสุ่ม (random) ตัวเลขขึ้นมาจาก
ระยะเวลาช่วงหนึ่งซ่ึงได้มีการกาหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว วิธีนี้สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่
เกิดการชนกันของข้อมูลจากผ้สู ง่ ชุดเดิม
65
6.2 เครอื ข่ายในเขตเมือง (Metropolitan Area Network : MAN)
ระบบเครือข่ายในเขตเมืองมีลักษณะคล้ายกันกับระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ
เพียงแต่มีขนาดใหญ่กว่าเท่านั้นหรืออาจเช่ือมต่อการสื่อสารของสาขาหลายๆ แห่งท่ีอยู่
ภายในเขตเมืองเดียวกันหรืออาจครอบคลุมหลายเขตเมืองท่ีอยู่ใกล้กันซึ่งอาจเป็นบริการ
ของเอกชนหรอื ของรัฐก็ได้และเป็นบริการเฉพาะภายในหน่วยงาน หรือบริการสาธารณะก็
ได้ระบบเครือข่ายในเขตเมืองมีขีดความสามารถในการให้บริการท้ังการรับ -ส่งข้อมูลและ
โทรศัพท์ไปพร้อมกันได้ในปัจจุบันยังครอบคลุมการให้บริการไปถึงระบบโทรทั ศน์ทางสาย
(cable television, เช่น บริษัท UBC ในประเทศไทย) ด้วยระบบนี้จะมีสายเคเบ้ิลเพียง
หนึ่งหรือสองเส้น โดยไม่มีอุปกรณ์สลับช่องสื่อสาร (switching element) ซ่ึงทาหน้าท่ี
คอยเกบ็ กกั สัญญาณไว้ภายในหรอื ปล่อยสัญญาณออกไปสู่ระบบอ่ืน ระบบเครือข่ายในเขต
เมืองได้รับการพัฒนาถึงขั้นที่มีการกาหนดมาตรฐานขึ้นไว้ใช้งาน อันได้แก่ IEEE 802.6
หรือเรียกว่า DQDB (Distributed Queue Dual Bus) ระบบ DQDB ประกอบด้วยสาย
เคเบ้ิลหรือบัสจานวนสองเส้น บัสแต่ละเส้นจะทาหน้าท่ีรับ-ส่งข้อมูลไปทิศทางเดียว เช่น
บัสเส้นหน่ึงรับ-ส่งข้อมูลจากซ้ายไปขวา บัสอีกเส้นหน่ึงก็จะรับ-ส่งข้อมูลจากขวามาซ้าย
เป็นตน้
รูปท่ี 6.3 โครงสรา้ งของระบบเครือขา่ ยในเขตเมอื งแบบ DQDB
จากรปู แสดงใหเ้ ห็นส่วนประกอบหลกั ของระบบ DQDB เครอ่ื งคอมพวิ เตอร์เครื่อง
หนึ่งท่ีต้องการส่งข้อมูลไปยังเคร่ืองคอมพิวเตอร์อีกเคร่ืองหน่ึงท่ีอยู่ทางขวาของตนจะต้อง
สง่ ขอ้ มลู ผา่ นบสั เส้นบนหากต้องการ ส่งขอ้ มลู ในทศิ ทางตรงกันข้ามจะตอ้ งใช้บสั เส้นล่าง
66
6.3 เครอื ข่ายวงกวา้ ง (Wide Area Network : WAN)
ระบบเครือข่ายวงกว้างขยายเขตการเช่ือมต่อครอบคลุมไปเป็นพื้นท่ีระดับภูมิภาค
เช่น ครอบคลุมพื้นที่ภาคอีสานของประเทศไทย แต่สาหรับบริษัทท่ีดาเนินกิจการระหว่าง
ชาตอิ าจหมายถงึ บริเวณท่ีกว้างกว่าน้ีเช่น ในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดก็ได้ระบบ
น้ีประกอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์หลีกเรียกว่าโฮสต์คอมพิวเตอร์ (Host computer)
ทาหน้าที่คอยให้บริการแก่ผู้ใช้ทั้งหมดท่ีเป็นสมาชิกในกลุ่มของตนเอง (subnet) ซึ่งมี
หน้าท่ีให้บริการรับ - ส่งข้อมูลระหว่างโฮสต์ต่างๆ หลักการน้ีเปรียบเทียบได้กันการส่ง
จดหมาย (ไปรษณีย์) ระหว่างประเทศ โฮศต์ในท่ีนี้คือกรมไปรษณีย์โทรเลขของประเทศ
ต่างๆ ซ่ึงมีหน้าท่ีในการรับ – ส่งจดหมายให้แก่ผู้ใช้บริการภายในประเทศน้ันๆ ระบบ
เครอื ข่ายย่อยจะเปรียบเทยี บได้กบั เคร่อื งบนิ หรือพาหนะใดๆ ที่ทาหน้าที่รับ – ส่งจดหมาย
ระหว่างกรมไปรษณีย์ของประเทศต่างๆ ส่วนจดหมายก็คือข้อมูลที่รับ – ส่งบนระบบ
เครือขา่ ยน่นั เอง
ระบบเครือข่ายย่อยในเครือข่ายวงกว้างประกอบด้วยอุปกรณ์สาคัญสองอย่าง คือ
สายสื่อสาร (transmission lines) และอุปกรณ์สลับช่องสื่อสาร (switching elements)
สายสื่อสาร (มีช่ือเรียกหลายข่ือ เช่น circuits, channels, trunks) เป็นส่ือที่ใช้ในการส่ง
สัญญาณอเิ ลก็ ทรอนิกส์จากเครื่องหน่ึงไปยังอีกเคร่ืองหนึ่ง ส่วนอุปกรณ์สลับช่องส่ือสารทา
หน้าท่ีเหมือนกับอุปกรณ์สลับช่องสื่อสารที่ใช้ระบบโทรศัพท์ธรรมดาน่ันคือการเชื่อมต่อ
สายสื่อสารหลายๆ สายเจา้ ดว้ ยกนั เพื่อใหก้ ารส่งสญั ญาณจากผ้สู ่งไปถึงยงั ผรู้ ับได้ถกู ตอ้ ง
อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์สลับช่องสื่อสารไม่เคยได้รับการตกลงอย่างเป็นทางการใน
การเรียกช่ือ ดังนั้นจึงมีชื่อเรียกต่างๆ กันออกไป ได้แก่ packet switching nodes,
intermediate systems, data switching exchanges, และอื่นๆ ในหนังสือเล่มนี้จะใช้
คาว่าอุปกรณ์สลับช่องส่ือสารหรือเราเตอร์ (router) รูปถัดไป เป็นการแสดงความสัมพันธ์
ของอปุ กรณต์ า่ งๆ ได้แก่ เครื่องโฮสต์จะทาหน้าทใี่ นการให้บรกิ ารแก่ผูใ้ ช้ในเครือข่ายเฉพาะ
บริเวณ ซ่ึงจะต้องมีอุปกรณ์สลับช่องสื่อสารอย่างน้อยหน่ึงเคร่ืองไว้สาหรับติดต่อกับ
เครือข่ายอ่ืนๆ ในระบบส่วนใหญ่อุปกรณ์สลับช่องสื่อสารจะติดต่อไว้ที่โฮสต์โดยตรง ใน
ส่วนของสายสื่อสารและอุปกรณ์สลับช่องสื่อสารท้ังหมดจะรวมกันเป็นส่วนที่เรียกว่า
เครือข่ายย่อย
67
รปู ท่ี 6.4 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งโฮสต์กับเครอื ขา่ ยย่อย
คาว่าเครือข่ายย่อย หรือ subnet เป็นคาท่ีถูกใช้ในสองความหมาย แรกทีเดียว
คาว่าเครือข่ายย่อย ถูกใช้ในความหมายตามที่กล่าวข้างต้นเพ่ือเป็นการเน้นให้เห็นว่ากาลัง
กลา่ วถงึ เครือข่ายเล็กๆ ส่วนหนึ่งท่ีประกอบอยู่ในระบบเครือข่ายท้ังหมด สายส่ือสารและ
อุปกรณ์สลับช่องส่ือสารของเครือข่ายย่อยจึงทาหน้าท่ีในการรับแพ็กเก็ต (packet) ข้อมูล
จากโฮสต์ของผู้ส่งแล้วส่งไปให้โฮสต์ของผู้รับเท่าน้ันต่อมาคาคาน้ีได้ถูกนาไปใช้ใน
ความหมายท่ีสองซ่งึ เกย่ี วขอ้ งกบั การกาหนดทอี่ ยใู่ นเครอื ข่ายคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันยังไม่
มีหน่วยงานใดที่จะบัญญัติคาใหม่ขึ้นมาใช้ ดังน้ันคาน้ีจึงยังคงถูกใช้ท้ังสองความหมายอยู่
อย่างเดิม โดยปกติแล้วระบบเครือข่ายวงกว้างประกอบด้วยสารสื่อสายและอุปกรณ์สลับ
ช่องสื่อสารเป็นจานวนมาก สายสื่อสารแต่ละเส้นจะเช่ือมต่ออุปกรณ์สลับช่องสื่อสารสอง
ตวั เข้าด้วยกัน การสง่ แพ็กเก็ตขอ้ มลู จากโฮสตข์ องผูส้ ่งไปยงั โฮสต์ของผู้รับท่ีไม่มีสายส่ือสาร
เช่ือมต่อโดยตรง น้ันจะต้องมีการฝากแพ็กเก็ตไปยังอุปกรณ์สับช่องสื่อสารตัวกลาง
(intermediate router) ซึ่งอาจมีเพียงตัวเดียวหรือต้องมีการฝากต่อกันไปหลายตัวก็ได้
การฝากแพ็กเก็ตแต่ละครั้งตัวกลางฯ จะทาหน้าที่เสมือนว่าเป็นผู้รับตัวจริงคือจะรับแพ็ก
เกต็ ทั้งหมดมาเก็บไว้ก่อนและจะส่งแพ็กเก็ตน้ันไปยังตัวกลางฯ ตัวต่อไปเมื่อสายส่ือสารที่
เช่ือมตอ่ ว่าง เครอื ข่ายย่อยที่รับ - ส่งข้อมลู ในลกั ษณะนี้เรียกว่าแบบจุด-ต่อ-จุด (point-to-
point), แบบรับ-แล้ว-ส่งต่อ (store-and- forward), หรือ แบบสลับแพ็กเก็ต (packet-
switched) การจดั เครือข่ายแบบวงกว้างนิยมใชห้ ลักการนใ้ี นการรบั -ส่งขอ้ มูล ยกเวน้
68
เครือข่ายท่ีใช้สัญญาณดาวเทียม หากว่าแพ็กเก็ตข้อมูลมีขนาดเล็กและมีขนาดเท่ากัน
ท้ังหมดนิยมใชค้ าว่า เซลล์ (cell) แทน
รูปที่ 6.5 รูปแบบโครงสรา้ งสาหรับการเชอ่ื มต่อแบบจดุ ตอ่ จุดแบบดาว
รปู ที่ 6.6 รปู แบบโครงสรา้ งสาหรบั การเชื่อมต่อแบบจุดตอ่ จุดแบบวงแหวน
รูปที่ 6.7 รปู แบบโครงสร้างสาหรบั การเช่อื มตอ่ แบบจุดต่อจุดแบบต้นไม้
69
รูปที่ 6.8 รูปแบบโครงสรา้ งสาหรบั การเช่อื มต่อแบบจดุ ตอ่ จุดแบบสมบรูณ์
รูปท่ี 6.9 รปู แบบโครงสรา้ งสาหรบั การเชอื่ มต่อแบบจุดตอ่ จุดแบบวงแหวนสัมผัส
รปู ที่ 6.10 รปู แบบโครงสร้างสาหรบั การเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุดแบบไมม่ ีรูปทรง
70
จากรูปแสดงให้เห็นโครงสร้างการเช่ือมต่อเครือข่ายแบบต่างๆ ที่เหมาะสมกับการ
ใช้เทคนิคการรับ- ส่งข้อมูลแบบ จุด-ต่อ-จุด อันได้แก่ แบบดาว แบบวงแหวน แบบต้นไม้
แบบสมบรูณ์ แบบวงแหวน สัมผัสกัน และแบบไม่มีรูปทรงเครือข่ายแบบเฉพาะบริเวณ
มักจะมีโครงสร้างแบบสมดุล ส่วนเครือข่ายแบบวงกว้างมักจะมีโครงสร้างแบบไม่สมดุล
สายสือ่ สารสาหรบั เครือข่ายวงกวา้ งอาจหมายถึงสัญญาณวิทยุ หรือสัญญาณผ่านดาวเทียม
ก็ได้ในกรณีนี้ อุปกรณ์สลับช่องสื่อสารจะได้รับการติดต่ออุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณ และ
สายอากาศแทนสายเคเบ้ิล และเทคนิคการรับ - ส่งข้อมูลจะเปลี่ยนไปเป็นแบบ
แพรก่ ระจาย (broadcasting)
6.4 เครอื ขา่ ยไร้สาย
เคร่ืองคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กไม่ว่าจะเป็นเครื่องแล็ปท็อป (laptop computers)
เครื่องโน้ตบุ๊ก (notebook computers) หรือเคร่ืองเลขานะการอิเล็กทรอนิกส์
(Personal Digital Assistant, PDA) กาลังได้รับความนิยมสูงมาก ผู้ใช้ส่วนใหญ่ในกลุ่มน้ี
มักจะมีเคร่ืองคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (หรือเคร่ืองท่ีดีกว่า) อยู่ในที่ทางานซ่ึงเชื่อมต่อกับ
ระบบเครือขา่ ยคอมพิวเตอรอ์ ื่นๆ จงึ เกดิ ความจาเปน็ ในการติดต่อระหว่างเคร่ืองที่นาติดตัว
ไปยังสถานที่ต่างๆ กับเคร่ืองในท่ีทางานการติดต่อผ่านสายโทรศัพท์หรือสานเคเบ้ิลอ่ืนๆ
สามารถทาได้แต่ก็ไม่มีความคล่องตัวเพียงพอ การสื่อสารแบบไร้สาย (Wireless
communication) จึงมีความจาเป็นและทวีความสาคัญมากข้ึน เน่ืองจากทาให้การสื่อสาร
ระหวา่ งเครอ่ื งคอมพวิ เตอร์สามารถทาได้เกือบทกุ สถานทแี่ ละทกุ โอกาส
แม้ว่าการสื่อสารไร้สายโดยเฉพาะการสื่อสายไร้สารแบบดิจิตอลจะเป็นเทคโนโลยี
ใหม่ล่าสุดในปัจจุบัน แต่แนวความคิดน้ีได้เกิดข้ึนเมื่อประมาณหนึ่งร้อยปีมาแล้ว กล่าวคือ
ในปี ค.ศ. 1901 นักฟิสิกส์ชาวอติ าลไี ดท้ าการสาธติ การสื่อสารระหว่างเรือกับฝั่งโดยการใช้
โคมไฟ เปิด – ปิด เป็นสัญญาณแทนความหมายต่างๆ ในรหัสที่เรียกว่า Morse code ซ่ึง
เมื่อพิจารณาโดยละเอียดแล้วจะพบว่ามีพื้นฐานแนวความคิดเช่นเดียวกันกับข้อมูลแบบ
ดจิ ติ อลท่ีใช้ในเครอื่ งคอมพิวเตอรใ์ นปัจจุบันนน้ี ่ันเอง
การประยุกต์ใช้งานของระบบสื่อสารไร้สายแบบดิจิตอลน้ีแทบจะเรียกได้ว่าไม่มี
ขอบเขตจากัดเลย ตัวอย่างทชี่ ดั เจนไดแ้ ก่การใชง้ านของเครื่องโน้ตบุ๊กในปัจจุบัน คนกลุ่มท่ี
ใชเ้ คร่อื งชนดิ นจ้ี ะต้องเดนิ ทางอยตู่ ลอดเวลา หอ้ งทางานจงึ มที ั้งห้องทางานถาวรที่ประจา
71
อยู่กับบริษัทและห้องทางานเคล่ือนท่ี หมายถึงการที่คนกลุ่มนี้บางครั้งต้องทางานขณะน่ัง
อยู่ในรถยนต์ บางครั้งอยู่ในรถไฟ บางครั้งอยู่บนเครื่องบิน และสุดท้ายก็ต้องทางานใน
ห้องพักของโรงแรมที่ไหนสักแห่งหน่ึง บุคคลกลุ่มน้ีจึงต้องอาศัยความคล่องตัวของการ
สื่อสารไร้สายเพื่อจะได้สามารถทางานได้ในทุกท่ีและทุกโอกาส ดังน้ันเขาจึงสามารถ
รับทราบข้อมูลข่าวสารท่ีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ท่ีบริษัทได้ตลอดเวลา ในขณะเดียวกัน
ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับเพ่ิมเติมขณะทางานอยู่นอกบริษัทก็จะได้รับการถ่ายทอดไปเก็บไว้ท่ี
บริษัทเสมอ กลุ่มคนพวกน้ีจึงสามารถทางานได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ ณ สถานที่ใดๆ ใน
โลกก็ตาม ความคล่องตัวอันน้ีนอกจากจะให้ประโยชน์มหาศาลแก่วงการธุรกิจแล้ว
ระบบส่อื สารบนเครือข่ายไรส้ ายยงั ไดเ้ ขา้ ไปมีบทบาทในวงการทหารเป็นอย่างมากดว้ ย
แมว้ ่าระบบเครอื ขา่ ยไรส้ ายและระบบห้องทางานเคล่ือนท่ี (mobile computing)
จะมีความคล้อยคลึงกันมาก แต่ระบบทั้งสองถูกสร้างข้ึนมาโดยใช้แนวความคิดที่แตกต่าง
กันดังจะเห็นได้จากตารางเปรียบเทียบท้ังสองระบบไม่ได้ออกแบบมาสาหรับเคร่ือง
คอมพิวเตอร์ท่ีติดตั้งในห้องทางานอย่างถาวร แต่ได้คานึงถึงความคล่องตัวในการใช้งาน
เป็นวัตถุประสงค์หลัก เช่น การนาเคร่ืองโน้ตบุ๊กไปใช้ในการเดินตรวจจานวนของคงคลัง
ตามโรงเก็บของต่างๆ แต่อย่างไรก็ตาม ระบบเครือข่ายไร้สายอาจนามาใช้สาหรับการ
ติดต้ังเชิงถาวร เช่น สามารถนามาใช้สร้างระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณในอาคารรุ่นเก่าที่
ไม่ได้มีการเตรียมการเดินสายเคเบิ้ลไว้ตั้งแต่แรกสร้าง หรือในทางกลับกัน ห้องทางาน
เคลื่อนท่ีเน้นความคล่องตัวในการเปล่ียนสถานที่ทางานอยู่ประจาแต่ก็อาจไม่มีความ
จาเปน็ ต้องพ่ึงพาระบบเครือข่ายไร้สาย เช่น ย้ายท่ีทางานไปตามบริษัทสาขาต่างๆ หรือนั่ง
ทางานอยใู่ นโรงแรมก็สามารถใชเ้ ครอื ขา่ ยโทรศัพทห์ รือเครอื ข่ายท่ีใชส้ ายเคเบ้ิลแทนได้
ตารางที่ 6.1 ตารางเปรยี บเทียบระบบเครอื ข่ายไรส้ ายและห้องทางานเคล่ือนท่ี
การประยุกตใ์ ช้งาน เครอื ข่ายไร้สาย ห้องทางานเคล่ือนที่
เครือ่ งคอมพิวเตอรใ์ นห้องทางานถาวร ไม่ใช่ ไมใ่ ช่
การเดินตรวจเช็คของคงคลังตามโรงเกบ็ ของ ใช่ ใช่
ใชแ้ ทนเครือข่ายสายเคเบ้ิลในอาคารเกา่ ใช่ ใช่
การใช้เครอื่ งโนต้ บกุ๊ ในสถานทตี่ ่างๆ ไมใ่ ช่ ไม่ใช่
72
แม้ว่าระบบสื่อสารไร้สายจะให้ความคล่องตัวอย่างมาก แต่ก็ยังคงมีจุดอ่อนท่ียัง
ไมไ่ ด้รับการแกไ้ ข 3 ประการคอื
1. อัตราการการถ่ายทอดข้อมูลอยู่ที่ประมาณ 1-2 Mbps ซึ่งเท่ากับ 10-20 %
ของอตั ราที่ใชใ้ นสายเคเบ้ลิ แบบทีแ่ ยท่ ่ีสดุ
2. อัตราการเกิดขอ้ ผดิ พลาดยงั อยู่ในเกณฑ์ที่สงู
3. การส่งขอ้ มลู แบบไรส้ ายของเครอื่ งที่อยู่ใกลก้ ันมักจะเกิดการรบกวนซึง่ กนั และกัน
อย่างไรก็ตาม ได้มีการพัฒนาระบบห้องทางานเคลื่อนท่ีโดยใช้เครือข่ายไร้สาย
ขึ้นมาใช้งานอย่างจริงจังมากมาย ตัวอย่างท่ีชัดเจนได้แก่การใช้เครื่องไวเลสเคล่ือนที่
(Mobile wireless) ในการตรวจเช็คสินค้า คงคลังในโรงเก็บของข้อมูลที่ได้รับในขณะทา
การตรวจเช็คจะถูกส่งไปเก็บไว้ในระบบฐานข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์หลักในทันที
ในเวลาเดียวกันผู้ที่จะใช้ข้อมูลสินค้าก็จะสามารถค้นหาข้อมูลรายละเอียดของสินค้าได้
ตลอดเวลา การให้บริการเครือข่ายไร้สายและห้องทางานเคลื่อนที่นับได้ว่าเป็นบริการท่ี
ทันสมัยและกาลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามยังเป็นการเร็วเกินไปที่จะ
บอกว่าบริการเหล่าน้ีจะเติบโตต่อไป หรือจะ ถูกลืมไปในที่สุด การพัฒนาระบบส่ือสารไร้
สายได้ก้าวขึ้นไปถึงการให้บริการแก่ผู้โดยสารเครื่องบินขณะทาการบินดังปรากฏในรูป
แนวความคดิ ไดแ้ ตกออกเปน็ สองลกั ษณะ คือ
1. การให้บริการเครือข่ายไร้สายโดยตรงแกผ่ ใู้ ช้แตล่ ะคน
2. การสร้างเครือข่ายเฉพาะบริเวณข้ึนบนเคร่ืองบิน โดยให้ผู้ใช้ทั้งหมดต่อเชื่อมกับ
เครือข่ายน้ีและใช้อุปกรณ์สลับช่องสัญญาณแบบไร้สายเพียงจุดเดียวต่อเช่ือมกับ
ภาคพ้นื ดิน
รูปท่ี 6.11 การเชอื่ มตอ่ เครือขา่ ยแบบไรส้ าย ท่ีมา : http://www.sys2u.com/
73
6.5 เครือขา่ ยสากล
ใน โ ล ก ปัจจุ บัน มี ระ บบ เค รื อข่ าย อยู่ม าก ม า ยที่ พัฒ น าขึ้ น ม าใ ช้ สา หรับเ ค รื่อ ง
คอมพิวเตอร์ภายใต้ระบบปฏิบัติการต่างๆ กันซ่ึงสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดียิ่ง ตาม
ธรรมชาติของมนุษย์ที่อยู่รวมกันเป็นสังคมย่อมจะต้องมีการติดต่อระหว่างกันอยู่เสมอ
ผู้ใช้ระบบเครือข่ายก็ไม่อยู่ในข้อยกเว้น จึงมีความต้องการที่จะติดต่อกับผู้ใช้อื่นๆ ท่ีอาจ
อยู่ในระบบเครือข่ายเดียวกันหรืออยู่ในระบบเครือข่ายอื่น ปัญหาการส่ือสารระหว่าง
เครือข่ายภายใต้ระบบต่างชนิดกันจึงเกิดข้ึน ในบางระบบได้แก้ไขปัญหานี้โดยการ
กาหนดให้คอมพิวเตอร์เครื่องหน่ึงทาหน้าที่เป็นตัวกลางในการติดต่อสื่อสารกับระบบ
เครือข่ายอ่ืนโดยเฉพาะเรียกว่า ประตูส่ือสาร (gate ways) และเรียกระบบเครือข่ายท่ีมี
การสื่อสารระหว่างกันน้ีว่าเครือข่ายที่มีการสื่อสารระหว่างกันนี้ว่าเครือข่ายสากล
(internet work)
โครงสร้างของระบบเครือข่ายสากลประกอบด้วยเครือข่ายวงกว้างจานวนมากที่
เช่อื มตอ่ ถงึ กนั ทั้งหมด แต่ละเครือขา่ ยวงกวา้ งประกอบด้วย เครอื ขา่ ยเฉพาะบริเวณจานวน
หนึ่งที่เช่ือมต่อเข้าด้วยกัน ถ้าเปล่ียนคาว่า “subnet” ไปเป็นคาว่า “เครือข่ายวงกว้าง”
แล้วจะทาให้เห็นส่วนประกอบของเครือข่ายสากลได้ในทันที อย่างไรก็ตามถ้าภายใน
ขอบเขตของระบบท่ีกาลังพิจารณาประกอบด้วยเคร่ืองโฮสต์ อุปกรณ์เลือกทางเดินข้อมูล
เพ่ือให้เห็นภาพท่ีชัดเจนของความหมายของคาต่างๆ ท่ีกล่าวถึงน้ีให้พิจารณาระบบ
โทรศัพท์ที่ใช้ในประเทศไทยซึง่ ประกอบดว้ ย
1. เคร่อื งโทรศัพทต์ ามบา้ นและสถานทท่ี างานต่างๆ
2. ชุมสายโทรศพั ท์
3. สายโทรศัพทท์ ่ีเช่ือมตอ่ ชุมสายโทรศพั ทเ์ ขา้ ดว้ ยกัน
4. สายโทรศัพท์ที่เชื่อมตอ่ ระหว่างเครื่องโทรศัพท์เขา้ กับชุมสายโทรศพั ท์
เครือข่ายย่อยจะหมายความถึงชุมสายโทรศัพท์และสายโทรศัพท์ฯ แต่ถ้าใช้คาว่า
ระบบเครือข่ายจะมีความหมายรวมไปถึงเคร่ืองโทรศัพท์ด้วย ส่วนการเช่ือมต่อระบบ
โทรศัพท์ในประเทศไทยเข้ากับระบบโทรศัพท์ของประเทศอื่น (ซ่ึงอาจใช้เทคโนโลยีชนิด
เดยี วกนั หรือตา่ งชนดิ กนั ก็ได้) เปรียบเทยี บไดก้ ับระบบเครือข่ายสากล
74
รปู ที่ 6.12 การเชอื่ มตอ่ เครอื ขา่ ยแบบสากล ทม่ี า : http://uni.net.th
75
บทท่ี 7
สอ่ื และอุปกรณ์การเช่อื มตอ่ ระบบเครือข่าย
7.1 ส่ืออุปกรณ์ชนดิ แม่เหล็ก
เทปแม่เหล็กมีหลักการทางานคล้ายเทปบันทึกเสียง ยุคแรกเทปที่ใช้จะเป็นแบบ
ม้วนเทปวงล้อขนาดใหญ่ ต่อมามีการผลิตเป็นตลับเรียกว่าเทปคาร์ทริดจ์ (cartridge
tape) ซึ่งมีลักษณะเหมือนเทปเพลง หลักการทางานของเทปแม่เหล็กคือจะอ่านข้อมูล
ตามลาดับก่อนหลัง เรียกหลักการน้ีว่าการเข้าถึงข้อมูลตามลาดับ (Sequential access)
การทางานลักษณะน้ีทาให้อ่านข้อมูลได้ช้าเนื่องจากต้องอ่านข้อมูลในม้วนเทปไปเรื่อยๆ
จนถงึ ตาแหนง่ ท่ีต้องการ ดังนั้นจึงนิยมนาเทปแม่เหล็กมาสารองข้อมูล เพ่ือป้องกันการสูญ
หายของข้อมูล ข้อดีของเทปแม่เหล็กคือสามารถบันทึกอ่าน และลบก่ีคร้ังก็ได้และมีราคา
ต่า ความจุของเทป แม่เหล็กจะมีหน่วยเป็นไบต์ต่อนิ้ว ความสามารถในการเก็บบันทึก
ข้อมูลของเทปแม่เหล็กข้ึนอยู่กับความหนาแน่นของเทปแม่เหล็ก เทปแม่เหล็กที่มีความ
หนาแน่นต่า จะเก็บข้อมูลได้น้อยกว่าท่ีมีความหนาแน่นสูง เทปแม่เหล็กรุ่นใหม่ๆ มีขนาด
ใหญ่กวา่ เครดิตการด์ เลก็ น้อย แตส่ ามารถจุข้อมูลได้มากระดับจกิ ะไบต์ การใช้เทปแม่เหล็ก
จะใชก้ ันในด้านการเปน็ สือ่ ทเ่ี กบ็ สารองข้อมลู
รปู ท่ี 7.1 เทปแม่เหล็ก
ทีม่ า : http://www.thaigoodview.com
76
วิธีท่ีง่ายท่ีสุดในการส่ือสารข้อมูลจากเคร่ืองคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ งไปอีกเคร่ือง
หนงึ่ คือ การบนั ทึกขอ้ มลู ลงในเทปแม่เหล็กหรือดิสก์ (Magnetic disk) แล้วจัดการส่งเทป
หรือดิสก์น้ันไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ท่ีต้องการเพื่อทาการอ่านข้อมูลจากส่ืออุปกรณ์น้ัน
แ ม้ ว่ า จ ะ เ ป็ น วิ ธี ท่ี ง่ า ย ม า ก แ ล ะ ไ ม่ มี ข้ั น ต อ น ส ลั บ ซั บ ซ้ อ น แ ต่ อ ย่ า ง ใ ด โ ด ย เ ฉ พ า ะ เ มื่ อ
เปรียบเทียบกับการส่งข้อมูลผ่านดาวเทียม วิธีการน้ีกลับมีค่าใช้จ่ายต่อหน่วยข้อมูลท่ี
ถกู มาก ซงึ่ เป็นทางเลือกท่ีดีสาหรับโปรแกรมที่ต้องการความกว้างของช่องสัญญาณในการ
สง่ ขอ้ มูลสงู หรือมคี ่าใชจ้ า่ ยต่อหนว่ ยขอ้ มลู เปน็ ปจั จยั สาคญั ในการพจิ ารณา
ตัวอย่างของหน่วยงานทุกแห่งจะต้องบันทึกข้อมูลขนาดหลายพันล้านไบต์ไว้ท่ี
เคร่ืองคอมพิวเตอร์สารองอีกเครื่องหนึ่งโดยอาศัยเทปแม่เหล็กเป็นประจาทุกๆ วัน
เพื่อที่จะได้มีข้อมูลไว้ใช้งานในกรณีท่ีเคร่ืองคอมพิวเตอร์หลักเกิดการเสียหาย จึงเห็นได้ว่า
การเกบ็ ข้อมูลขนาดหลายพันล้านไบต์โดยใช้เทปแมเ่ หล็กยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและ
มีความเหมาะสมท่ีสุดในยุคหนึ่ง เมื่อพิจารณาทางด้านค่าใช้จ่ายเทปมีราคาม้วนละ
ประมาณ 5,000 บาท สามารถนากลับมาใช้ได้อีกอย่างน้อย 10 คร้ังทาให้ราคาเหลือ 500
บาทต่อม้วน เพิ่มค่าส่งประมาณ 200 บาท รวมเป็น 700 บาท เม่ือนามาส่งข้อมูล 7 ล้าน
ล้านไบต์จะมีราคาเฉลย่ี 0.1 บาทตอ่ พนั ล้านไบต์ ซงึ่ เปน็ ราคาท่ีถูกที่สุดเมื่อเทียบกับระบบ
อื่นๆ ทกุ ระบบ
7.2 สายคูต่ ีเกลียว
ความรวดเร็วในการส่งข้อมูลจะใช้การเชื่อมต่อโดยตรงด้วยสายคู่ ตีเกลียว
(Twisted pair) ภายในสายชนดิ น้ีจะมีทองแดง 2 เส้นหุ้มด้วยฉนวนไฟฟ้าหนา 1 มม. สาย
ท้ังสองจะถูกตีเกลียวเข้าด้วยกันเพ่ือลดผลกระทบจากการรบกวนทางไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจาก
สายคู่อ่ืนที่อาจถูกนามาวางไว้ติดกัน ระบบงานท่ีใช้สายคู่เกลียวได้แก่ระบบโทรศัพท์ซึ่งมี
การต่อเชือ่ มระหวา่ งตวั โทรศัพท์ (ตามบ้านหรอื สถานที่ประกอบธรุ กิจ)กับองค์การโทรศัพท์
สายประเภทน้สี ามารถตอ่ ไปได้เป็นระยะทางหลายกโิ ลเมตรโดยที่ไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ขาย
สัญญาณมาช่วยเลย แต่ถ้าส่งไปในระยะไกลมากว่านี้จะใช้ตัวส่งต่อสัญญาณ (Repeater)
มาช่วย สายคเู่ กลยี วหรือทีเ่ รยี กกันท่วั ไปวา่ สายยูทพี ี (UTP; Unshiielded Twisted Pair)
สามารถนามาใช้ในการส่งสัญญาณได้ทั้งแบบอะนาล็อกและดิจิตอล โดยความกว้างของ
ช่องสัญญาณจะขึ้นอยกู่ บั ขนาดของสายและระยะทางในการสง่ บางครั้งในระยะทางไม่
77
ก่ีกิโลเมตรอาจส่งได้ด้วยความเร็วหลายล้านบิตต่อวินาที สายยูทีพีเป็นท่ีเป็นที่นิยมอย่าง
มากและยังจะนามาใช้ต่อไปอีกนานเน่ืองจากมีราคาต่าและมีประสิทธิภาพในระดับที่ดี
พอควร
สายยทู พี ไี ดร้ บั การผลติ ขนึ้ มาใชห้ ลายแบบในท่ีน้ีจะกล่าวถึง 2 ชนิดที่นามาใช้อย่าง
แพร่หลายในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์คือ สายประเภท 3 (category 3) และสาย
ประเภท 5 (category 5) สายยทู ีพีประเภท 3 แต่ละเส้นประกอบด้วยสายทองแดง 2 เส้น
หุ้มด้วยฉนวนและพนั เกลียวหลวมๆ นาสาย 4 เส้นมารวมเข้าด้วยกันแล้วหุ้มด้วยพลาสติก
อีกชัน้ หนึ่ง ช่วงก่อนปี ค.ศ. 1988 แตล่ ะชัน้ ของอาคารสานักงานส่วนมากจะมีอุปกรณ์ชนิด
หนึ่งเรียกว่า “ตู้ชุมสาย (wiring closet)” เป็นตัวกลางในการติดต่อโดยใช้สายสัญญาณ
แบบนี้ไปตามห้องทางานต่างๆ ซึ่งสามารถเชื่อมโทรศัพท์แบบธรรมดา 4 เคร่ืองหรือ
โทรศัพทแ์ บบหลายคูส่ าย 2 เครอื่ งตอ่ เขา้ กบั ตู้ชมุ สายขององค์การโทรศัพท์ได้
ตั้งแต่ ค.ศ. 1988 เป็นต้นมา สายยูทีพีประเภทที่ 5 ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใช้งาน
ซึ่งมีลักษณะคล้ายแบบเดิม แต่ได้เพิ่มการพันเกลียวให้มีความถ่ีมากข้ึน และเปล่ียนมาใช้
หุ้มฉนวนดว้ ยวสั ดุเทฟลอน (Teflon) ซ่งึ จะลดการกวนของสัญญาณลงจึงทาให้ส่งข้อมูลได้
ไกลข้ึน และคุณภาพสัญญาณก็ดีขึ้นด้วยสายประเภทน้ีจึงเหมาะท่ีจะใช้กับระบบเครือข่าย
ความเรว็ สูง
รปู ที่ 7.2 สายคตู่ ีเกลยี ว (Twisted pair)
78
7.3 สายโคแอกเชียล
สายสื่อสารประเภทที่สองเรียกว่า “Coaxial Cable” หรือเรียกสั้นๆ ว่า
”สายโคแอกซ์ (coax)” เป็นสายส่ือสารขนาดกลางที่มีฉนวนหุ้มห่อท่ีดีกว่าสายยูทีพี
จึงสง่ ข้อมลู ไดด้ ้วยความเรว็ ทสี่ ูงกว่าและส่งไปได้ไกลกว่า โดยปกติมีใช้อยู่ 2 ชนิดคือชนิดที่
มีความต้านทาน 50 โอห์ม (ohms) เรียกว่าเป็นแบบช่วงสัญญาณแคบ (baseband) ใช้
สาหรับส่งข้อมูลแบบดิจิตอล ความแตกต่างของสายท้ังสองชนิดน้ีสืบเนื่องมาจากการ
พัฒนาในตอนเริ่มแรก ซึ่งไม่เก่ียวพันกับคุณสมบัติของสัญญาณดิจิตอลหรืออนาล็อกแต่
อย่างใด สายโคแอกซ์ประกอบด้วยเส้นลวดทองแดงแข็ง 1 เส้นเป็นแกนกลาง หุ้มด้วย
ฉนวน 1 ช้ัน จากน้ันหุ้มด้วยลวดตัวนาไฟฟ้าที่ถักเป็นตาข่ายร่างแหรูปทรงกระบอกและ
หมุ้ ชน้ั นอกสดุ ดว้ ยฉนวนพลาสตกิ ดงั รปู
รูป 7.3 สายโคแอกซ์
โครงสร้างของสายโคแอกซ์ทาให้สายชนิดนี้สามารถใช้ในการส่งข้อมูลที่มีช่วงความ
กว้างของสัญญาณสูง และป้องกันสัญญาณรบกวนได้เป็นอย่างดี แต่ความกว้างของช่วง
สัญญาณก็ยังขึ้นอยู่กับความยาวของสายด้วย เช่น สายโคแอกซ์ยาว 1 กม. สามารถส่ง
ขอ้ มูลได้ด้วยความเรว็ 1-2 พนั ลา้ นบิตต่อวนิ าที สายที่ยาวกว่าน้ีจะมีอัตราความเร็วในการ
ส่งข้อมูลลดลงไปหรืออาจจะต้องใช้อุปกรณ์ขยายสัญญาณ (Amplifier) เข้ามาช่วยสาย
โคแอกซ์ถูกนามาใช้ในการสง่ สัญญาณประเภทต่างๆ เช่น เคเบิ้ลทีวี ระบบเครือข่ายเฉพาะ
บริเวณบางแห่งและระบบโทรศพั ท์และในปจั จบุ นั ได้หันมาใชส้ ายใยแก้วแทน เป็นตน้
79
7.4 สายโคแอกซ์ชว่ งสัญญาณกวา้ ง
สายโคแอกซ์ช่วงสัญญาณกว้าง ใช้สาหรับส่งข้อมูลคอมพิเตอร์ท่ีถูกแปลงให้มาอยู่
ในรูปสัญญาณอะนาล็อก คาว่า broadband เป็นคาที่ใช้ในระบบโทรศัพท์ หมายถึง
สัญญาณที่มีความกว้างมากกว่า 4 กิโลเฮิรตซ์ แต่ในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์จะใช้ใน
ความหมายวา่ เปน็ การส่งสญั ญาณอะนาลอ็ กเท่าน้นั
ระบบเครือข่ายช่วงสัญญาณกว้างได้นาเทคโนโลยีท่ีใช้ในเคเบิลทีวีมาใช้ในการ
สง่ ข้อมลู โดยสง่ สัญญาณอะนาล็อกไดใ้ นความถ่สี ูงถงึ 300 เมกะเฮิรตซ์ บางคร้ังอาจมากถึง
450 เมกะเฮิรตซ์ ได้เป็นระยะทางไกลประมาณ 100 กิโลเมตร ท้ังนี้ผู้ส่งข้อมูลจะต้องมี
อุปกรณ์แปลงสัญญาณดิจิตอลให้เป็นอะนาล็อกก่อนท่ีจะส่งข้อมูลออกไป ทางฝ่ายผู้รับ
ข้อมูลก็จะต้องมีอุปกรณ์แปลงสัญญาณอะนาล็อกท่ีรับเข้ามาให้กลับเป็นสัญญาณดิจิตอล
ตามเดิม วิธีการในการแปลงสัญญาณขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของอุปกรณ์ที่นามาใช้ เช่น
ข้อมูล 1 บิตต่อวินาทีอาจถูกแปลงให้เป็นสัญญาณในช่วงความถ่ี 1 Hz แต่ถ้าใช้ความถี่สูง
กวา่ นี้อาจนามาใช้แทนข้อมูลหลายบติ ก็ได้
การส่งสัญญาณช่วงความถ่ีกว้างสามารถนามาใช้ได้ในหลายรูปแบบ การเชื่อมต่อ
ระหว่างคอมพิวเตอร์คู่หนึ่งอาจกาหนดให้มีช่วงสัญญาณเป็นการถาวร ในข ณะที่
คอมพิวเตอร์เคร่ืองอื่นต้องขอใช้ช่วงสัญญาณส่วนกลางในการติดต่อแบบช่ัวคราว หรือ
เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่ต้องการส่งข้อมูลอาจต้องมีการแย่งชิงช่องส่ือสารก็ได้
เทคโนโลยีท่ีนามาใช้ในการส่งสัญญาณช่วงความถี่แคบจะมีประสิทธิภาพสูงกว่าระบบ
ความถ่ีกว้าง
รูป 7.4 สายโคแอกซ์ช่วงสัญญาณกว้าง
80
7.5 สายใยแกว้ นาแสง
เสน้ ใยแก้วนาแสงท่ีเป็นแท่งแก้วขนาดเล็กมีการโค้งงอได้ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางท่ี
ใช้กันมากคือ 62.5/125 ไมโครเมตร เส้นใยแก้วนาแสงขนาดน้ีเป็นสายที่นามาใช้ภายใน
อาคารทั่วไป เมื่อใช้กับคล่ืนแสงความยาวคล่ืน 850 นาโนเมตร จะส่งสัญญาณได้มากกว่า
160 เมกะเฮริ ตซ์ท่ีความยาว 1 กโิ ลเมตร และถา้ ใชค้ วามยาวคล่นื 1,300 นาโนเมตร จะส่ง
สัญญาณได้กว่า 500 นาโนเมตร ที่ความยาว 1 กิโลเมตรและถ้าลดความยาวลงเหลือ
100 เมตร จะใช้กับความถี่ของสัญญาณมากกว่า 1 กิกะเฮิรตซ์ได้ ดังน้ันจึงดีกว่าสายยูทีพี
แบบแคต 5 ที่ใช้กับสัญญาณได้ 100 เมกะเฮิรตซ์ เส้นใยแก้วนาแสงมีคุณสมบัติในเชิงการ
ให้แสงวิ่งผ่านได้ การบ่ันทอนแสงมีค่าค่อนข้างต่า ตามมาตรฐานของเส้นใยแก้วนาแสง
การใช้เสน้ สัญญาณนาแสงน้ใี ช้ไดย้ าวถึง 2,000เมตร หากระยะทางเกินกว่า 2,000 เมตร
ต้องใช้รีพีตเตอร์ทุกๆ 2,000 เมตร การสูญเสียในเรื่องสัญญาณจึงต่ากว่าสายตัวนา
ทองแดงมาก ท่ีสายตัวนาทองแดงมีข้อกาหนดระยะทางเพียง 100 เมตร หากพิจารณาใน
แง่ความถี่ที่ใช้ ผลตอบสนองทางความถี่มีผลต่อกาลังสูญเสียโดยเฉพาะในลวดตั วนา
ทองแดง เม่ือใช้เป็นสายสัญญาณคุณสมบัติของสายตัวนาทองแดงจะเปล่ียนแปลงเมื่อใช้
ความถ่ีต่างกนั โดยเฉพาะเม่อื ใชค้ วามถี่ของสัญญาณที่ส่งในตัวนาทองแดงสูงขึ้น อัตราการ
สญู เสียกจ็ ะมากตามแต่กรณีของเส้นใยแก้วนาแสง เราใช้สญั ญาณรับส่งข้อมูลจึงไม่มีผลกับ
กาลังสญู เสียทางแสง
เส้นใยแก้วนาแสงมีน้าหนักเบากว่าเส้นลวดตัวนาทองแดง น้าหนักของเส้นใยแก้ว
นาแสงขนาด 2 แกนที่ใช้ท่วั ไปมีน้าหนกั เพียงประมาณ 20 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของสายยูทีพี
แบบแคต 5 มีขนาดทางภาคตัดขวางแล้วเล็กกว่าลวดทองแดงมาก ขนาดของเส้นใยแก้ว
นาแสงเมื่อรวมวัสดุหุ้มแล้วมีขนาดเล็กกว่าสายยูทีพี โดยขนาดของสายใยแก้วนี้ใช้พ้ืนท่ี
ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ของเส้นลวดยูทีพีแบบแคต 5 มีลักษณะใช้แสงเดินทางในข่าย
จึงยากที่จะทาการแท๊ปหรือทาการดักฟังข้อมูล และการที่เส้นใยแก้วนาแสงเป็นฉนวน
ท้งั หมด จงึ ไม่นากระแสไฟฟา้ การลัดวงจร การเกิดอนั ตรายจากกระแสไฟฟา้ จึงไมเ่ กิดขึน้
แ น ว โ น้ ม ท า ง ด้ า น รา ค า มี ก า ร เป ล่ี ย น แ ป ล ง ร า ค าข อ ง เส้ น ใ ยแ ก้ ว น า แ ส ง ล ด ล ง
จนในขณะนย้ี งั แพงกว่าสายยูทีพอี ยบู่ ้างแต่ก็ไม่มากนัก นอกจากนี้หลายคนยังเข้าใจว่าการ
ติดตั้ง เส้นใยแก้วนาแสงมีข้อยุ่งยากและต้องใช้คนท่ีมีความรู้ความชานาญ เสียค่าติดตั้ง
แพง ความคิดนี้ก็คงไม่จริงเพราะการติดต้ังทาไดไ้ ม่ยากนัก เนือ่ งจากมีเครือ่ งมอื พเิ ศษชว่ ย
81
ไดม้ ากเคร่อื งมอื พเิ ศษนสี้ ามารถเข้าหัวสายได้โดยง่ายกว่าแต่เดิมมาก อีกทั้งราคาเครื่องมือ
กถ็ กู ลงจนมีผู้รบั ติดต้งั ไดท้ วั่ ไป
รปู ท่ี 7.5 สายใยแกว้ นาแสง
คุณสมบัติของเส้นใยแก้วนาแสงแบ่งแยกได้ตามลักษณะคุณสมบัติของตัวนาแสง
ทีม่ ลี ักษณะการใช้แสงส่องทะลุในลักษณะอย่างไร คุณสมบัติของเนื้อแก้วนี้จะกระจายแสง
ออก ซึ่งในกรณนี ี้การสะท้อนของแสงกลับตอ้ งเกดิ ขึน้ โดยผนงั แก้วด้านข้างต้องมีดัชนีหักเห
ของแสงท่ีทาให้แสงสะท้อนกลับเพ่ือลดการสูญเสียของพลังงานแสง วิธีการน้ีเราแบ่งแยก
ออกเปน็ สองแบบคอื แบบซิงเกิลโหมดและมลั ตโิ หมด
1. ซิงเกิลโหมดเป็นการใช้ตัวนาแสงที่บีบลาแสงให้พุ่งตรงไปตามท่อแก้ว โดยมีการ
กระจายแสงออกทางด้านข้างน้อยท่ีสุด ซิงเกิลโหมดจึงเป็นเส้นใยแก้วนาแสงท่ีมีกาลัง
สญู เสียทางแสงน้อยทส่ี ุด เหมาะสาหรบั ในการใช้กับระยะทางไกลๆ การเดินสายใยแก้วนา
แสงกับระยะทางไกลมาก เช่น เดินทางระหว่างประเทศระหว่างเมืองมักใช้แบบซิงเกิล
โหมด
รูปท่ี 7.6 สายใยแก้วนาแสงแบบซงิ เกลิ โหมด
2. มัลติโหมด เป็นเส้นใยแก้วนาแสงท่ีมีลักษณะการกระจายแสงออกด้านข้างได้
ดงั นน้ั จึงตอ้ งสร้างให้ มดี ัชนหี กั เหของแสงกบั อปุ กรณฉ์ าบผิวที่สัมผัสกับแคล็ดดิงให้สะท้อน
กลบั หมด หากการใหด้ ัชนีหักเหของแสงมีลกั ษณะทาให้แสงเลยี้ วเบนทลี ะน้อยเราเรียกวา่
82
แบบเกรดอินเด็กซ์ หากใช้แสงสะท้อนโดยไม่ปรับคุณสมบัติของแท่งแก้วให้แสงค่อย
เล้ยี วเบนกเ็ รียกวา่ แบบสเต็ปอินเด็กซ์
รปู ท่ี 7.7 สายใยแกว้ นาแสงแบบมลั ติโหมด
เส้นใยแก้วนาแสงที่ใช้ในเครือข่ายแลนส่วนใหญ่ใช้แบบมัลติโหมด โดยเป็นขนาด
62.5/125 ไมโครเมตร หมายถึงเส้นผ่าศูนย์กลางของท่อแก้ว 62.5 ไมโครเมตรและของ
แคลด็ ดิงรวมท่อแก้ว 125 ไมโครเมตร คุณสมบัติของเส้นใยแก้วนาแสงแบบสเต็ปอินเด็กซ์
มกี ารสญู เสยี สูงกว่าแบบเกรดอินเดก็ ซ์ การเช่อื มต่อสายเคเบลิ้ ใยแกว้ ทาได้ 3 วิธี วิธีแรกคอื
1. ให้ปลายสายต่อเข้ากับขั้วต่อเพื่อเสียบเข้ากับช็อคเก็ต (socket) ที่อุปกรณ์รับ
หรือส่งข้อมูลปลายทาง วิธีนี้จะทาให้สูญเสียสัญญาณไปประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์แต่ก็
ช่วยให้การเปลย่ี นแปลงระบบทาได้โดยสะดวก
2. ตดั ปลายสายใยแกว้ ท้งั สองเสน้ ท่ีจะนามาต่อกันให้เรียบด้วยความประณีต แล้ว
นามาวางบนซองพเิ ศษ (sleeve) สาหรับการต่อสาย จากน้ันใช้เคร่ืองมือบีบให้สายทั้งสอง
เส้นและซองติดเป็นเส้นตรงเดียวกัน การปรับมุมของสายทั้งสองเส้น (alignment) ให้
ตรงกันจะช่วยให้สูญเสียสัญญาณน้อยลง พนักงานท่ีผ่านการอบรมมาเป็นอย่างดีจะ
สามารถปฏิบัติตามวิธีการนี้ได้ภายในเวลาประมาณ 5 นาที โดยมีอัตราการสูญเสีย
สญั ญาณเพยี งประมาณ 10 เปอรเ์ ซน็ ต์
83
3. ใช้ความร้อนในการหลอมให้ปลายสายใยแก้ว 2 เส้นละลายติดเป็นเน้ือเดียวกัน
ซง่ึ จะทาให้สายใยแกว้ ท่ีมรี อยต่อมีคณุ สมบตั เิ กือบจะเหมือนกับสายท่ีไม่มีรอยต่อ คือสายที่
มีรอยต่อจะมีการสูญเสียข้อมูลเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตามการเช่ือมต่อทั้งสามวิธีทาให้
เกดิ การสะท้อนของสญั ญาณที่จุดรอยตอ่ อนั จะมผี ลแทรกซอ้ นกับสญั ญาณขอ้ มลู จริง
อุปกรณ์รับสัญญาณที่ปลายสายใยแก้วคือ โฟโต้โดโอด (photodiode) ซึ่งจะ
ปล่อยพลังงานไฟฟ้าออกมาเม่ือมีแสงมากระทบ ความเร็วในการตอบสนองน้ีอยู่ประมาณ
1 ส่วนพันล้านวินาที จึงจากัดความเร็วในการส่งข้อมูลไว้ที่ 1 พันล้านบิตต่อวินาที
ปัญหาสัญญาณรบกวน (thermal noise) ที่เกิดข้ึนในสายไฟฟ้าก็เกิดได้ในสายใยแก้ว
เช่นกัน การส่งสัญญาณแสงให้มีความแรงพบเหมาะจะช่วยลดการเสียหายของสัญญาณ
ข้อมูลได้มาก
7.6 การสง่ ข้อมลู แบบไรส้ าย (Wireless Transmission)
การสื่อสารผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทกับผู้ใช้ในทุกระดับ
ตั้งแต่ผู้เร่ิมหัดใช้เป็นครั้งแรกไปจนถึงผู้ใช้คอมพิวเตอร์มานานนับสิบปี ระบบเครือข่ายที่
เชื่อมโยงผใู้ ชผ้ ่านสายเคเบลิ น้ันมแี นวโน้มค่อนข้างชัดเจนท่ีจะใช้สายใยแก้ว อย่างไรก็ตาม
การเดินสายเคเบลิ้ ไปยงั สถานท่ตี า่ งๆ นน้ั บางครงั้ ก็ไมส่ ามารถทาได้หรือไม่คุ้มค่าโดยเฉพาะ
ถา้ เป็นการใช้งานช่วั คราว งานประเภทน้ีจึงต้องใช้การสื่อสารแบบไร้สายซ่ึงมีความอ่อนตัว
มากกว่า ส่ิงหน่ึงท่ีผู้เก่ียวข้องกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไม่ควรลืมก็คือ ระบบ
เครือข่ายคอมพิวเตอร์เริ่มต้นมาจากการเช่ือมต่อการสื่อสารระหว่างเกาะฮาวายกับผืน
แผน่ ดนิ ใหญ่ประเทศ สหรัฐอเมรกิ าซ่ึงเปน็ ระบบเครอื ขา่ ยชนดิ แรกในโลก
รูปที่ 7.8 การส่งขอ้ มูลแบบไรส้ าย ทม่ี า : http://www.dol.go.th/it/
84
ระบบเครือข่ายไร้สายเป็นระบบเครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ท่ีประกอบไปด้วย
อปุ กรณไ์ มม่ ากนักและมกั จากดั อยูใ่ นอาคารหลังเดียวหรืออาคารในละแวกเดียวกัน การใช้
งานท่ีน่าสนใจที่สุดของเครือข่ายไร้สายก็คือความสะดวกสบายที่ไม่ต้องติดอยู่กับที่ผู้ใช้
สามารถเคลื่อนที่ไปมาได้โดยที่ยังสื่อสารอยู่ในระบบเครือข่าย รูปแบบการเชื่อมต่อของ
ระบบเครอื ขา่ ยไรส้ ายและอปุ กรณก์ ารเช่อื มต่อ มีดงั ต่อไปนี้
1. Peer-to-peer (Ad hoc mode) รูปแบบการเช่ือมต่อระบบแลนไร้สายแบบ
Peer to Peer เปน็ ลักษณะการเชื่อมต่อแบบโครงข่ายโดยตรงระหว่างเคร่ืองคอมพิวเตอร์
จานวน 2 เครื่องหรือมากกว่านั้น เป็นการใช้งานร่วมกันของ wireless adapter cards
โดยไม่ได้มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายแบบใช้สายเลย โดยท่ีเคร่ืองคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง
จะมีความเท่าเทียมกัน สามารถทางานของตนเองได้และขอใช้บริการเคร่ืองอื่นได้
เหมาะสาหรับการนามาใช้งานเพอ่ื จุดประสงคใ์ นด้านความรวดเร็วหรอื ติดต้ังได้โดยง่ายเมื่อ
ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานท่ีจะรองรับยกตัวอย่างเช่น ในศูนย์ประชุม หรือการประชุมที่จัดข้ึน
นอกสถานท่ี
รปู ที่ 7.9 การเช่ือมตอ่ ระบบแลนไร้สายแบบ Peer to Peer
85
2. Client/server (Infrastructure mode) ระบบเครือข่ายไร้สายแบบ
Client/Server หรือ Infrastructure mode เป็นลักษณะการรับส่งข้อมูลโดยอาศัย
Access Point (AP) หรือเรียกว่า “Hot spot” ทาหน้าที่เป็นสะพานเช่ือมต่อระหว่าง
ระบบเครอื ขา่ ยแบบใชส้ ายกับเครือ่ งคอมพวิ เตอรล์ กู ข่าย (client) โดยจะกระจายสัญญาณ
คลื่นวิทยุเพ่ือรับ-ส่งข้อมูลเป็นรัศมีโดยรอบ เคร่ืองคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในรัศมีของ AP จะ
กลายเป็นเครือข่ายกลุ่มเดียวกันทันที โดยเคร่ืองคอมพิวเตอร์จะสามารถติดต่อกันหรือ
ติดต่อกับ Server เพ่ือแลกเปลี่ยนและค้นหาข้อมูลได้โดยต้องติดต่อผ่าน AP เท่านั้น ซ่ึง
AP 1 จุด สามารถให้บริการเคร่ืองลูกข่ายได้ถึง 15-50 อุปกรณ์ของเคร่ืองลูกข่ายเหมาะ
สาหรับการนาไปขยายเครือข่ายหรือใช้ร่วมกับระบบเครือข่ายแบบใช้สายเดิมในออฟฟิต
,ห้องสมุด หรือในห้องประชุม เพื่อเพ่มิ ประสิทธภิ าพในการทางานให้มากข้ึน
รปู ที่ 7.10 การเชอ่ื มตอ่ ระบบแลนไรส้ ายแบบ Client/server
3. การเช่ือมต่อระบบแลนไร้สายแบบเชื่อมต่อหลายจุด (Multiple access
points and roaming) โดยทั่วไปแล้ว การเช่ือมต่อสัญญาณระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์
กบั Access Point ของเครือขา่ ยไรส้ ายจะอยู่ในรัศมีประมาณ 500 ฟุต ภายในอาคารและ
1000 ฟุต ภายนอกอาคารหากสถานที่ที่ติดต้ังมีขนาดกว้างมากๆ เช่นคลังสินค้า บริเวณ
ภายในมหาวิทยาลัย สนามบิน จะต้องมีการเพ่ิมจุดการติดตั้ง AP ให้มากข้ึน เพ่ือให้การ
รับส่งสัญญาณในบริเวณของเครือข่ายขนาดใหญ่ เป็นไปอยา่ งครอบคลมุ ทั่วถงึ
86
รูปที่ 7.11 การเชื่อมตอ่ ระบบแลนไร้สายแบบ Multiple access points and roaming
ที่มา : http://www.dol.go.th/it/
4. การเช่ือมต่อระบบแลนไร้สายแบบใช้ส่วนขยาย (Use of an Extension
Point) กรณีที่โครงสร้างของสถานท่ีติดตั้งเครือข่ายแบบไร้สายมีปัญหาผู้ออกแบบระบบ
อาจจะใช้ Extension Points ที่มีคุณสมบัติเหมือนกับ Access Point แต่ไม่ต้องผูกติดไว้
กับเครอื ขา่ ยไรส้ ายเปน็ ส่วนท่ใี ช้เพิ่มเติมในการรับส่งสัญญาณ
รปู ท่ี 7.12 การเช่อื มตอ่ ระบบแลนไร้สายแบบใชส้ ่วนขยาย
ที่มา : http://www.dol.go.th/it/
87
5. การเช่ือมต่อระบบแลนไร้สายแบบใช้เสาอากาศ ระบบแลนไร้สายแบบน้ีเป็น
แบบใช้เสาอากาศในการรับส่งสัญญาณระหว่างอาคารที่อยู่ห่างกัน โดยการติดต้ังเสา
อากาศทแี่ ตล่ ะอาคารเพือ่ ส่งและรบั สัญญาณระหว่างกัน
รปู ท่ี 7.13 การเชื่อมตอ่ ระบบแลนไรส้ ายแบบใช้เสาอากาศ
7.7 คล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟ้า
ทฤษฎีเกี่ยวกับแม่เหล็กไฟฟ้าได้กล่าวไว้ว่า เมื่ออิเล็กตรอนเกิดการเคล่ือนท่ีจะทา
ให้เกิดคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า ซ่ึงสามารถเดินทางไปได้อย่างอิสระแม้กระท่ังในอวกาศก็เดิน
ทางผ่านจานวนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าท่ีเกิดขึ้นต่อวินาที เรียกว่าความถี่คล่ืน (Frequency)
ซ่ึงมีหน่วยวัดเป็นเฮิร์ต (Hertz) และระยะห่างระหว่างยอดคล่ืนสองลูกท่ีอยู่ติดกันเรียกว่า
ความยาวคล่ืน คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทุกความถ่ีเดินทางด้วยความเร็วแรง (ประมาณ 3 ร้อย
ล้านเมตรต่อวินาที หรือ 1 ฟุตต่อหนึ่งส่วนพันล้านวินาที) เท่ากันหมดเมื่อผ่านตัวกลางที่
เป็นอากาศหรืออวกาศ แต่เมื่อบังคับให้คลื่นเดินทางผ่านสายทองแดงหรือสายใยแก้วจะมี
ความเรว็ ลดลงเหลอื ประมาณ 2 ใน 3 เทา่ นน้ั และคล่ืนความถ่ีต่างชนิดกันก็จะเดินทางด้วย
ความเร็วตา่ งกันเพือ่ เปน็ การปอ้ งกนั ความสับสนท่ีอาจเกิดขึ้น จึงได้มีองค์กรระดับชาติและ
ระดบั นานาชาตมิ ากมายร่วมทาความตกลงในการแบ่งช่วงความถ่ีในการใช้งาน ในประเทศ
สหรัฐอเมริกามีองค์ช่ือว่า FCC (Feder Communication committee) เป็นผู้กาหนด
ความถี่ที่ใช้งานสาหรับคล่ืนวิทยุ AM และ FM คลื่นโทรศัพท์มือถือ คล่ืนสาหรับทหาร
เป็นตน้ ในระดบั นานาชาตอิ งค์กร WARC (World Administrative Radio Conference)
มี่รากฐานมาจากองค์กร ITU (International Telecommunication Union) ซึ่งเร่ิม
ก่อต้ังในทวีปยุโรปมาต้ังแต่ ค.ศ. 1865 ได้ร่วมประชุมชาติสมาชิกประเทศสเปนเมื่อ
ค.ศ. 1991 เพอ่ื กาหนดขอบเขตการใช้งาน
88
การส่งสัญญาณท่ัวไปมักจะกระทาในช่วงความถี่แคบๆ เพื่อส่งสัญญาณให้มี
ประสิทธิภาพสูงสุดในบางกรณีเคร่ืองส่งสัญญาณจะส่งสัญญาณคล่ืนออกไปหลายช่วง
ความถี่กระจาย (spread spectrum) ซึ่งนาไปใช้ ในทางทหารเป็นส่วนใหญ่เน่ืองจากทา
ให้ข้าศึกตรวจสอบการส่งสัญญาณได้ยากและทาให้ไม่สามารถส่งสัญญาณมา รบกวน
การสอื่ สารได้
7.8 การสง่ สญั ญาณคล่ืนวทิ ยุ
คุณสมบัติที่เด่นชัดของสัญญาณวิทยุ (Radio Transmission) คือเป็นช่วงคลื่นท่ี
สามารถสร้างขึ้นใช้งานได้ง่าย ส่งออกไปได้ระยะไกลสามารถเดินทางผ่านวัตถุกีดขวาง
ต่างๆ ได้ดี และยังเดินทางออกจากแหล่งกาเนิดไปทุกทิศทางด้วยเหตุน้ีสัญญาณวิทยุจึง
เป็นทน่ี ยิ มใช้อยา่ งแพร่หลาย
อย่างไรก็ตามคลื่นวิทยุก็มีข้อเสียในตัวเองท่ีคล่ืนความถี่ต่า สัญญาณคลื่นจะ
สามารถเดนิ ทางผา่ นวัตถุกีดขวางได้เป็นอย่างดีแต่กาลังสัญญาณจะลดลงอย่างรวดเร็วเม่ือ
เดินทางไกลออกไปทค่ี วามถี่สงู คลน่ื จะเดนิ ทางในแนวเดยี วเกอื บตรง แต่จะเกิดการสะท้อน
เม่ือถูกกีดขวางก้ันและจะถูกดูดซึมเม่ือเดินทางผ่านสายฝนสุดท้าย คลื่นทุกความถ่ีจะถูก
รบกวนโดยการทางานของมอเตอรแ์ ละอปุ กรณ์ไฟฟ้า
คลนื่ ในช่วง VLF, LF และ MF จะเดินทางไปตามพ้ืนดิน ดังแสดงในรูป 7.14 (a)
ซ่ึงจะสามารถไปได้ไกลถึง 1,000 กิโลเมตร ท่ีช่วงความถี่ต่าและได้ไกลน้อยกว่าน้ีที่ช่วง
ความถ่ีสูง วิทยุคล่ืน AM จะใช้คลื่นย่าน MF จึงสามารถรับฟังได้ง่ายแม้จะอยู่ภายในตัว
อาคารก็ตาม ปัญหาสาหรับคลื่นในย่านน้ีคือมีช่วงความกว้างของสัญญาณต่าทาให้ส่ง
ข้อมูลคอมพิวเตอร์ไดน้ ้อย
คล่ืนในย่าน HF และ VHF มักจะถูกดูดซึมลงสู่พื้น แต่เมื่อส่งขึ้นไปบนท้องฟ้าคล่ืน
สว่ นท่เี ดินทางไปถงึ ช้นั บรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ (สูงประมาณ 100 ถึง 500 กิโลเมตรจาก
พ้ืนผิวโลก) จะสามารถสะท้อนกลับลงมายังพื้นดินได้ ดังแสดงในรูป 7.15 (b) แม้ในชั้น
บรรยากาศปกติ คล่ืนในย่านน้กี ็อาจเกดิ การสะทอ้ นได้เชน่ กัน
89
รูปท่ี 7.14 (a) คล่ืนในยา่ น VLF, LF และMFสามารถเดนิ ทางไปตามพื้นผวิ โลกได้
รูปที่ 7.15 (b) คลืน่ ในย่าน HF จะสะท้อนในชัน้ บรรยากาศไอโอโนสเฟยี ร์
7.9 สื่อสัญญาณไมโครเวฟ
สัญญาณคล่ืนที่ความถ่ีประมาณ 100 เมกะเฮิรตซ์จะเดินทางเป็นเส้นตรงจึง
สามารถปรับทิศทางการส่งได้แน่นนอน เมื่อมีการบีบสัญญาณให้ส่งออกไปเป็นลาแคบๆ
จะทาใหม้ ีพลังงานสูง สญั ญาณรบกวนต่าและถา้ ปรบั จานรับและจานส่งสัญญาณให้ตรงกัน
พอดีแล้ว จะสามารถส่งสัญญาณหลายความถ่ีในทิศทางเดียวกันได้โดยไม่รบกวนกันเอง
ดว้ ยคุณลกั ษณะทีด่ ีเด่นนี้ การส่งสัญญาณด้วยไมโครเวฟจึงเป็นวิธีการหลักในการส่งข้อมูล
ระยะทางไกลก่อนท่ีสายใยแก้วจะถูกนามาใช้งาน คล่ืนไมโครเวฟไม่สามารถเดินทางผ่าน
วัตถุท่ีกีดขวางได้ย่ิงกว่าน้ันแม้ว่าจะสามารถปรับทิศทางการส่งได้อย่างเท่ียงตรงที่จานส่ง
สัญญาณแล้วก็ตาม สัญญาณไมโครเวฟอาจเกิดการหักเหในระหว่างทางได้ สัญญาณ
บางส่วนสัญญาณบางส่วนที่เกิดการหักเหอาจเดินทางมาถึงจานรับสัญญาณช้ากว่าปกติ
และอาจเกิดการลบลา้ งกบั สัญญาณปกติทาใหส้ ัญญาณในชว่ งนน้ั สูญหายไป ลักษณะเชน่ นี้
90
เรียกว่า “multipath fading” ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศและความถี่ของสัญญาณเป็น
องค์ประกอบ หลักความต้องการใช้งานคลื่นไมโครเวฟทาให้มีการพัฒนาคล่ืนความถี่ที่ใช้
ข้ึนไปจนถงึ ระดับ 10 กกิ ะเฮิรตซ์ อยา่ งไรกต็ ามคลื่นความถีต่ ัง้ แต่ 8 กิกะเฮิรตซ์ขนึ้ ไปจะถูก
ดูดซึมโดยพนื้ น้า คล่ืนขนาดน้ีมีความยาวเพียง ไม่ก่ีเซนติเมตรจะถูกดูดกลืนไปทั้งหมดเมื่อ
ผ่านพายุฝนแม้ว่าจะมีปัญหาอยู่บ้างก็ตาม ไมโครเวฟได้ถูกนามาใช้งานอย่างมากมาย
ในทางธุรกิจ เช่น การให้บริการโทรศัพท์ทางไกล บริการโทรโทรศัพท์มือถือ และอ่ืนๆ
การทส่ี ถานกี ลางในการรบั - ส่งสัญญาณไมโครเวฟ (relay station) สามารถต้ังอยู่ห่างกัน
ได้ถึง 50 กิโลเมตรทาให้การวางเส้นทางเดินสัญญาณไมโครเวฟมีความอ่อนตัวสูงมาก
สามารถหลีกเลี่ยงอุปสรรคต่างๆ เช่น หลีกเหล่ียงพื้นที่ที่มีราคาที่ดินสูงมากได้ด้วย
คุณสมบัติข้อน้ีระบบไมโครเวฟจึงมีราคาถูกกว่าระบบอื่นๆ รวมท้ังระบบสายเคเบ้ิลใยแก้ว
ดว้ ย
7.10 คลืน่ อินฟราเรดและคลื่นส้นั
คล่ืนฟราเรด (infrared) และคล่ืนสั้น (millmeter wave) ถูกนาไปใช้อย่าง
กว้างขวางสาหรับการสื่อสารระยะใกล้ เช่น รีโมทสาหรับควบคุมวิทยุ โทรทัศน์ วีดีโอ
หรือใช้บังคับเครื่องเล่นต่างๆ ล้วนใช้สัญญาณ คลื่นอินฟราเรดมาใช้ในห้องทางานที่อยู่
ติดกันได้แม้ว่าอุปกรณ์ท้ังสองช้ินน้ันจะใช้คลื่นอินฟราเรดท่ีความถ่ีเดียวกันย่ิงกว่านั้น
อุปกรณ์ท่ีใช้คล่ืนอินฟราเรดยังปลอดภัยจากการถูกลักลอบดักสัญญาณด้วย การที่คลื่น
อินฟราเรดไม่สามารถเดินทางผ่านส่ิงกีดขวางได้ทาให้เกิดผลดีคือสามารถนาอุปกรณ์ท่ีใช้
คลื่นอินฟราเรดมาใช้ในห้องทางานท่ีอยู่ติดกันได้แม้ว่าอุปกรณ์ทั้งสองชนิดน้ันใช้คล่ืน
อินฟราเรดที่ความถี่เดียวกันย่ิง กว่าน้ันอุปกรณ์ ท่ีใช้คลื่นอินฟราเรดยังปลอดภัยจากการ
ถูกลักลอบดักสัญญาณด้วย คุณสมบัติเหล่านี้ทาให้คล่ืนอินฟราเรดสามารถนามาใช้ในการ
สื่อสารในระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณได้เป็นอย่างดี เช่น ภายในห้องทางานขนาดใหญ่
แห่งหน่ึงอาจมีอุปกรณ์ที่ใช้คล่ืนอินฟราเรดในการรับและส่งสัญญาณแบบทิศทางติดต้ังอยู่
พนักงานที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบนาพาได้ (portable computer) ท่ีมีอุปกรณ์รับ -
ส่งด้วยคลื่นอินฟราเรดสามารถติดต่อกับระบบเครือข่ายในสานักงานได้โดยไม่ต้องมีการ
“เสียบปลั๊ก” ใดๆ เลยหรือในระหว่างการประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนสามารถให้
เครื่องคอมพวิ เตอรส์ ือ่ สารถงึ กนั ได้ทงั้ หมดผ่านทางอุปกรณส์ ่อื สารคลื่นอนิ ฟราเรดโดย
91
ไมต่ ้องเตรียมการวางสายส่อื สารใหว้ นุ่ วาย
7.11 การสอ่ื สารผา่ นคล่ืนแสง
การสื่อสารด้วยแสง (Light wave Transmission) ได้ถูกนามาใช้นานหลาย
ศตวรรษมาแล้ว เช่น การส่งสัญญาณระหว่างเรือเดินสมุทร แสงไฟประภาคาร และการส่ง
สัญญาณต่างๆ โดยใช้วัตถุสะท้อนแสงในยุคหน่ึงได้มีการส่งข้อมูลระหว่างระบบเครือข่าย
เฉพาะบริเวณสองแห่งที่อยู่ห่างจากกันโดยใช้สัญญาณแสงเลเซอร์ (Laser beams)
เน่ืองจากเป็นการสื่อสารแบบทางเดียว ทั้งผู้รับและผู้ส่งข้อมูลจาเป็นจะต้องมีอุปกรณ์ใน
การส่งอุปกรณ์ในการรับข้อมูลด้วยจึงจะเป็นการสื่อสารแบบสองทาง นอกจากน้ันการส่ง
ข้อมูลโดยใช้แสงเลเซอร์ยังมีราคาถูกและมีช่วงความกว้างของช่องสัญญาณสูงมากเม่ือ
เปรียบเทียบกับการใช้สัญญาณไมโครเวฟเนื่องจากลาแสงเลเซอร์มีขนาดเส้นผ่าน
ศูนย์กลางไม่เกิน 1 มิลลิเมตร อุปกรณ์รับสัญญาณก็มีขนาดโตกว่าน้ีเพียงเล็กน้อย
การติดต้ังอุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณเลเซอร์จึงต้องอาศัยผู้ที่มีความละเอียดพอสมควรอีก
ประการ หนึ่งลาแสงเลเซอร์ไม่สามารถส่องผ่านสายฝน หรือหมอกหนาๆ ได้ คลื่นความ
ร้อนก็อาจสร้างปัญหาได้ ตัวสัญญาณจากหลังคาตึกด้ านซ้ายมือได้ติดต้ังเคร่ือง
ส่งลาแสงเลเซอร์ไว้เรียบร้อย แต่เม่ือแสงอาทิตย์ทาให้หลังคาตึกร้อนและเกิดคล่ืนความ
ร้อนน้ีจะทาให้ลาแสงเลเซอร์เกิดการหักเหได้ ดังนั้นผู้รับที่หลังคาตึกทางด้านขวาจึง
ไม่สามารถรับสัญญาณได้ ลักษณะเช่นนี้เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติท่ีทาให้แสงจาก
ดวงดาวกระพริบได้ หรือทาใหเ้ กิดเงา (mirage) บนถนนทีร่ ้อนจัดยามเทีย่ งวนั
92
บทที่ 8
อุปกรณ์สาหรบั ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
8.1 อปุ กรณ์สาหรบั เครือขา่ ย
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใช้กับองค์กรทั้งขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ต้องมี
สว่ นประกอบหรืออุปกรณ์สาหรับการเชอื่ มต่อระบบเครือขา่ ยหลักๆ ดงั นี้
1. คอมพวิ เตอรฮ์ าร์ดแวร์
คอมพวิ เตอร์ท่ใี ชใ้ นเครอื ข่ายมีคอมพิวเตอร์ที่ทาหน้าท่ี 2 ประการคือทาหน้าท่ีเป็น
ลูกข่ายหรือสถานีงาน คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้จะใช้ทางานต่างๆ และแม่ข่ายคือ
คอมพวิ เตอร์ท่ที าหน้าที่ใหบ้ ริการดา้ นตา่ งๆ ซึ่งคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันมีความสามารถท่ีจะ
ทาหนา้ ทท่ี ง้ั สองอย่างได้ในเคร่ืองเดียวหากเป็นงานท่ีไม่ใหญ่หรือมีภาระสูงนัก แต่หากเป็น
ระบบงานที่ปริมาณการให้บริการสูงก็ควรจะแยกแม่ข่ายให้บริการออกต่างหาก
ระบบปฏิบัติการสาหรับคอมพิวเตอร์ที่จะใช้กับเครือข่ายจะต้องเป็นระบบปฏิบัติการท่ี
รองรับเครือข่าย ซ่ึงจะมีทั้งระบบปฏิบัติการท่ีทาหน้าที่ลูกข่ายและแม่ข่ายซ่ึงมีหน้าที่
เหมือนระบบปฏิบัติการทั่วไป แต่เพิ่มความสามารถในการสื่อสารกับเครือข่ายและใช้
ทรัพยากรร่วมท้ังการให้บริการและการใช้บริการการเชื่อมต่อกันในระบบเครือข่าย
เครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องอาศัยวงจร-อุปกรณ์ต่อเชื่อมเครือข่าย สื่อส่งสัญญาณ
เช่น สายสัญญาณและมีการกาหนดโพรโตคอลในระบบเครือข่ายน้ัน คืออาศัยช่องทางการ
ส่ือสารข้อมูลสาหรับสร้างช่องทางติดต่อกันในระหว่างคอมพิวเตอร์ ซ่ึงโพรโตคอลของ
ระบบเครอื ข่ายเป็นเชน่ เดยี วกนั กับระบบการสื่อสารขอ้ มูลโดยทวั่ ไป
2. เคร่อื งคอมพิวเตอรล์ กู ข่ายหรอื สถานีงาน
เครื่องคอมพิวเตอร์สถานีงานหรือลูกข่ายที่ผู้ใช้งานจะทางานต่างๆ มักจะเป็น
คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก เช่น พีซีหรือแมกอินทอชสาหรับงานทั่วไปหรือใช้สถานีงาน
วิศวกรรมสาหรับงานด้านวิศวกรรม การออกแบบงานกราฟฟิกที่มีความละเอียดสูงหรือ
สรา้ งภาพกราฟฟิกเคลื่อนไหว (แอนนเิ มชน่ั ) ลกั ษณะของลกู ข่ายจะทางานตา่ งจากการเป็น
จอเทอร์มินอลของเมนเฟรม คือการประมวลผลการทางานโดยส่วนใหญ่จะอยู่บนเครื่อง
ลกู ข่ายทั้งส้นิ เว้นแต่งานบางอยา่ งทต่ี อ้ งใช้ทรัพยากรกลาง เช่น การพิมพ์ออกเครื่องพิมพ์ท่ี
อย่ใู นเครือขา่ ย การใช้ฐานข้อมูลกลางหรือการคน้ หาขอ้ มลู ทีเ่ ก็บอยู่ในเครอื ข่าย
93
ดงั นน้ั ประสทิ ธภิ าพของการทางานที่ได้รับจะข้ึนกับประสิทธิภาพของลูกข่ายแต่ละ
ตัวซึ่งสามารถ จัดหามาใหเ้ หมาะสมกับงานทที่ า เชน่ หากเปน็ ลูกขา่ ยท่ีจะทางานสานักงาน
โดยท่ัวไป อาจใชเ้ คร่ืองพซี หี รือเครือ่ งแมกอนิ ทอชในระดับความสามารถปานกลาง แต่หาก
เครือ่ งใดต้องการใช้งานระบบออกแบบกราฟฟิก หรือทางานด้านการสร้างข้อมูลมัลติมีเดีย
ท่ีมีท้ังการตัดต่อวิดีโอ แก้ไขภาพ และสร้างเสียงประกอบ ก็ควรใช้เคร่ืองท่ีมีประสิทธิภาพ
สูง เช่น พีซีท่ีใช้เพนเทียมทรีเป็นหน่วยประมวลผลหรือแมกอินทอชจี 3 หรือใช้สถานีงาน
วิศวกรรมโดยไม่จาเป็นต้องเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีคุณสมบัติเดียวกันเหมือนกันทุกเคร่ือง
ภายในระบบเครอื ขา่ ย
คอมพิวเตอร์ท่ีทางานเป็นเครื่องลูกข่ายมีส่วนประกอบที่นอกเหนือจากการใช้งาน
เป็นคอมพิวเตอร์ ตามปกติแล้วยังต้องมีส่วนประกอบด้านฮาร์ดแวร์เพ่ิมเติมคือแผงวงจร
ตอ่ เชอื่ มเครอื ข่าย (Network Interface Card – NIC.) เพ่ือใช้ติดต่อสื่อสารกับเครื่องอ่ืนๆ
ในเครือข่ายด้วยโพรโตคอลที่มีความเร็วสูงโดยมีวิธีต่อเช่ือมกัน ท่ีเรียกว่าโทโปโลยีหลาย
แบบและมีระบบปฏบิ ตั ิการทีท่ างานกับระบบเครือข่ายได้
เครื่องลูกข่ายอาจเป็นเคร่ืองคอมพิวเตอร์ท่ีมีดิสก์ติดต้ังระบบปฏิบัติการเครือข่าย
และโปรแกรมใช้งานและเก็บข้อมูลท่ีสมบูรณ์ทางานได้เช่นเดียวกับเคร่ืองที่ทางานเด่ียว
(standalone) หรือบางเคร่ืองอาจจะเป็นระบบไร้ดิสก์ (diskless workstation) โดยจะ
ใช้ดิสก์ทั้งเพื่อการบูท การติดต้ังโปรแกรมและเก็บบันทึกข้อมูลร่วมกันบนเคร่ืองแม่ข่าย
ลูกข่ายแบบไร้ดิสก์นิยมใช้ในช่วงที่ฮาร์ดดิสก์ยังมีราคาแพง หากมีจานวนลูกข่ายจานวน
มากอาจไม่ค้มุ คา่ ท่จี ะติดต้ังฮาร์ดดิสก์ท่ีมีความจุสูงราคาแพงในลูกข่ายทุกเครื่อง เนื่องจาก
ต้องลงทุนสูงและยังมีข้อดีคือสามารถควบคุมการติดต้ังโปรแกรมของเคร่ืองลูกข่ายได้ง่าย
แต่ในปัจจุบันราคาของฮาร์ดดิสก์ที่ลดต่าลงและมีความจุที่สูงขึ้นทาให้คอมพิวเตอร์ทุ ก
เคร่ืองมีฮาร์ดดิสก์ความจุสูงเป็นมาตรฐาน ประกอบกับระบบปฏิบัติการเครือข่ายท่ี
ออกแบบมาให้คอมพิวเตอร์ทางานได้สมบูรณ์ในตัวลูกข่ายแบบไร้ดิสก์ จึงไม่ได้รับความ
นิยมนกั ในปจั จบุ ัน
3. เครอื่ งคอมพวิ เตอร์แม่ข่าย (Server)
คอมพวิ เตอร์ทที่ าหน้าทใี่ ห้บริการในด้านต่างๆ ได้แก่ บริการเก็บไฟล์ข้อมูลเรียกว่า
แม่ข่ายแฟ้มข้อมูลหรือไฟล์เซิร์ฟเวอร์ (file server) บริการฐานข้อมูลเรียกว่าดาต้าเบส
เซิรฟ์ เวอร์ (database server) บริการการพมิ พค์ อื ใชเ้ ครื่องพมิ พก์ ลางรว่ มกันเรียกว่า
94
พรินต์เซิร์ฟเวอร์ (print server) บริการเวิลด์ไวด์เว็บเรียกว่าเว็บเซิร์ฟเวอร์หรือเอชทีทีพี
เซริ ์ฟเวอร์ ให้บริการอีเมล์เรียกว่าเมล์เซิร์ฟเวอร์ (mail server) เป็นต้น คอมพิวเตอร์ท่ีทา
หน้าท่ีให้บริการเป็นแม่ข่ายมักจะเป็นคอมพิวเตอร์ท่ีทางานหนักกว่าคอมพิวเตอร์ลูกข่าย
ในบริการบางประเภทเคร่ืองแม่ข่ายจะถูกต้ังท้ิงไว้ให้ทางานตลอดเวลาเพื่อให้ลูกข่ายท่ี
ขอใช้บริการใช้บริการได้โดยตลอด เช่น แม่ข่ายบริการอีเมล์ท่ีต้องคอยรับส่งอีเมล์โดย
ตลอด จงึ ต้องใช้คอมพวิ เตอรท์ ่ีมีคณุ ภาพและความนา่ เช่อื ถือไดส้ ูงและมปี ระสิทธิภาพสูงทั้ง
ด้านซีพียู หน่วยความจา และหน่วยเก็บบันทึกท่ีมีความจุสูงและมีความเร็วในการเข้าถึง
และถ่ายทอดข้อมูลสูง คอมพิวเตอร์ที่ถูกใช้เป็นแม่ข่ายมีทั้งระดับพีซี (คือเครื่องท่ีใช้หน่วย
ประมวลผลของอินเทลตระกูลเพนเทียม) เช่น เน็ตฟีนิต้ีของไอบีเอ็ม และสถานีงาน
วศิ วกรรม
คอมพิวเตอร์ที่ทาหน้าที่ในการให้บริการเป็นแม่ข่ายมีสองประเภทได้แก่ แม่ข่ายท่ี
ทาหน้าที่เป็นแม่ข่ายโดยเฉพาะ (dedicated server) และแม่ข่ายท่ีใช้งานเป็นลูกข่ายได้
พร้อมกัน (non-dedicated server) เช่นแม่ข่ายในระบบปฏิบัติการโนเวลเน็ตแวร์ เป็น
แม่ข่ายที่ต้องอุทิศเคร่ืองทาหน้าที่เป็นแม่ข่ายโดยเฉพาะส่วน แม่ข่ายท่ีใช้ระบบปฏิบัติการ
วนิ โดว์เอ็นทสี ามารถทาตวั เปน็ เครื่องคอมพวิ เตอร์ใช้งานได้ดว้ ย
4. ระบบปฏบิ ตั ิการเครือขา่ ย (Network Operation Systems)
ระบบปฏิบัติการเครือข่ายเป็นส่วนประกอบที่สาคัญที่ทาให้คอมพิวเตอร์สามารถ
ทางานร่วมกันใน ระบบเครือข่ายและทาหน้าท่ีให้บ ริการเป็นแม่ข่ายได้ โดย
ระบบปฏบิ ตั กิ ารเครอื ข่ายจะมคี วามสามารถพเิ ศษ นอกเหนอื จากระบบปฏิบัติการปกติคือ
มีความสามารถในการสื่อสารด้วยโพรโตคอลต่างๆ ของระบบเครือข่าย มีส่วนขับอุปกรณ์
วงจรต่อเช่ือมเครือข่าย สามารถสร้างระบบไฟล์เครือข่ายและใช้ทรัพยากรผ่านระบบ
เครือข่ายหรือให้บริการแก่ระบบเครือข่าย มีระบบสนับสนุนผู้ใช้หลายคน (multi-user)
มักจะต้องทางานหลายงานพร้อมกันได้ (multi-tasking) รวมไปถึงความสามารถในการ
ทางานหลายโพรเซสเซอร์พร้อมกัน (multi- processor) ระบบปฏิบัติการเครือข่ายแยก
ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ได้แก่ ระบบปฏิบัติการเครือข่ายสาหรับเครื่องลูกข่ายเพ่ือใช้กับ
คอมพิวเตอร์ท่ีผู้ใช้ใช้งาน และระบบปฏิบัติการเครือข่ายสาหรับแม่ข่ายเป็น
ระบบปฏิบัติการท่ีเน้นการให้บริการเป็นแม่ข่ายโดยเฉพาะ ซ่ึงส่ิงท่ีมีมากขึ้นกว่า
ระบบปฏบิ ตั ิการสาหรบั ลกู ขา่ ย คอื ความสามารถในการรองรบั ผู้ใชห้ ลายคนเขา้ ใช้
95