The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือรายวิชาระบบเครือข่ายคอมพวเตอร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nipon Karnpean, 2020-08-19 01:43:53

หนังสือรายวิชาระบบเครือข่ายคอมพวเตอร์

หนังสือรายวิชาระบบเครือข่ายคอมพวเตอร์

Keywords: network

ทรัพยากรพร้อมกัน ความสามารถในการจัดการระบบฮาร์ดแวร์ที่มีคุณสมบัติหรือความจุ
สงู เช่น มหี นว่ ยความจาเสมอื นท่ีมีความจสุ ูง ระบบไฟล์ท่ีมีขนาดใหญ่และจัดการกับดิสก์ท่ี
มีความจุสูงสุดได้ใหญ่มากกว่ารองรับการใช้ซีพียูหลายตัว (multi-processor) เป็นต้น
ระบบจัดการด้านสิทธิในการใช้ทรัพยากรแบ่งตามสิทธิของผู้ใช้แต่ละคนหรือกลุ่มของผู้ใช้
ระบบรักษาความปลอดภัยของขอ้ มลู เชน่ การเขา้ รหัสขอ้ มูล การเก็บประวตั ิการใช้บริการ
จากผู้ใช้การสารองข้อมูล เป็นต้น ระบบการกาหนดบัญชีสาหรับผู้ใช้ (User Account)
เช่นกาหนดจานวนชั่วโมง พื้นท่ีเก็บข้อมูลที่จะใช้ได้ วันท่ีใช้แม่ข่ายได้หรือไม่ได้ ฯลฯ
เป็นตน้

5. โปรแกรมระบบทที่ างานในเครือข่าย
การทางานเป็นแม่ข่ายนั้นนอกจากจะมีโปรแกรมระบบปฏิบัติการแบบเครือข่าย
แล้วยังอาจจะต้องมีโปรแกรมอ่ืนประกอบด้วย ซึ่งจะเป็นโปรแกรมระบบ (system
software) ท่ีทาให้แม่ข่ายน้ันเกิดบริการบางประเภทซึ่งไม่ได้ถูกสนับสนุนจาก
ระบบปฏิบัติการเครือข่ายโดยตรงหรืออาจมีประสิทธิภาพและความสามารถที่ติดมากับ
ระบบปฏิบัติการเครือข่ายท่ีไม่เพียงพอตัวอย่าง เช่น การให้บริการฐานข้อมูลแม่ข่ายท่ี
ทาหน้าที่เป็นแม่ข่ายฐานข้อมูลจะต้องติดต้ังซอฟต์แวร์บริหารฐานข้อมูล (database
management system) ซึ่งระบบปฏิบัติการไม่มีหน้าที่ในการเป็นระบบบริหาร
ฐานข้อมูลรองรับการทาหน้าท่ีเป็นแม่ข่ายสาหรับอีเล็กทรอนิกส์เมล์หรือเมล์เซิร์ฟเวอร์
อาจใช้ซอฟต์แวร์แมสเซจเซิร์ฟเวอร์ (message server) เป็นต้น มีโปรแกรมระบบอีก
หลายประเภททีใ่ ชก้ บั การทางานในเครือข่าย ตวั อยา่ งเชน่

 โปรแกรมตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบเครือข่าย (network
performance monitoring software) ที่ใช้ตรวจสอบการใช้งาน
ของระบบเครือข่ายและการเข้าใชร้ ะบบของผู้ใช้

 โปรแกรมบริหารเครือข่าย (network management system) ใช้
สาหรับการตรวจสอบสถานะและตั้งค่าต่างๆ ของอุปกรณ์เครือข่าย
ซ่งึ อาจรวมถึงการตรวจวัดการใช้งานและประสิทธิภาพของเครือข่าย
ดว้ ย

96

 เครื่องมือสาหรับผู้บริหารเครือข่าย เช่น โปรแกรมสาหรับกาหนด
ข้อมูลและสิทธิของผู้ใช้ การบริหารด้านฮาร์ดแวร์เช่นการเพ่ิมลด
เปล่ียนแปลงภาคขับอุปกรณ์ (device driver)

 โปรแกรมช่วยด้านความปลอดภัย เช่นโปรแกรมช่วยสารองและนา
คืนข้อมูล โปรแกรมสาหรับบบี อัดและเข้ารหสั ขอ้ มลู เป็นต้น

 โปรแกรมและคาสง่ั ตรวจสอบคอมพวิ เตอร์และผใู้ ชท้ ่ีอยู่ในเครอื ข่าย
ฯลฯ เป็นต้น

6. โปรแกรมประยุกต์
โปรแกรมประยุกต์บนคอมพิวเตอร์พีซีปัจจุบันโดยเฉพาะกับโปรแกรมที่อยู่ภายใต้
ระบบปฏิบัติการเครือข่าย เช่น ระบบปฏิบัติการวินโดว์โดยส่วนใหญ่จะทางานร่วมกับ
เครอื ข่ายได้เปน็ อยา่ งดีแล้วโดยอาศยั ความสามารถของระบบปฏิบัติการเครือข่ายช่วยแต่ก็
มีโปรแกรมบางประเภทท่ีต้องสร้างขึ้นเฉพาะท่ีใช้ใช้กับเครือข่ายได้ เช่นโปรแกรม
ประมวลผลท่ีต้องใช้ฐานข้อมูลหากเป็นโปรแกรมท่ีรองรับระบบเครือข่าย เช่น เรียกระบบ
ข้อมูลผ่านโอดีบีซี (ODBC.) ก็จะทาให้โปรแกรมนั้นใช้กับฐานข้อมูลที่อยู่ในเคร่ืองเดียวกัน
หรือใช้ฐานข้อมูลจากแม่ข่ายฐานข้อมูลได้เช่นกัน โปรแกรมประยุกต์บางชนิดจะต้อง
ทางานร่วมกับเครือข่ายและแม่ข่ายโดยตรง เช่น โปรแกรมรับ-ส่งอิเล็กทรอนิกส์เมล์
(e-mail) จะต้องกาหนดชื่อแม่ข่ายและหมายเลขเครือข่ายหรือการติดต่อกับอินเตอร์เน็ต
อาจต้องระบบชื่อแมข่ ่ายหรือหมายเลขเครอื ข่าย
7. อุปกรณแ์ ละวงจรเชื่อมต่อเครือข่าย
อุปกรณ์ในการเช่ือมโยงกับเครือข่ายสาหรับเครือข่ายเฉพาะพ้ืนที่ คอมพิวเตอร์ท่ี
จะเชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือข่ายแลนด้วยความเร็วสูงจะต้องมีวงจรสาหรับการเช่ือมต่อ
เรียกว่าแผงวงจรต่อเชื่อมเครือข่าย (Network Interface Card – NIC.) และต่อเช่ือมกัน
ดว้ ยสายสัญญาณเครือข่าย (network cable) ที่มีวิธีการต่อเช่ือมหรือโทโปโลยีแบบต่างๆ
โทโปโลยีท่ีนิยมใช้ปัจจุบันสาหรับเครือข่ายเฉพาะพื้นท่ีคือการต่อเชื่อแบบดาว ใช้
สายสัญญาณชนิดยูทีพี (Unshielded Twisted Pair) มีลักษณะคล้ายสายโทรศัพท์พร้อม
กับหัวตอ่ สายสัญญาณแบบเดียวกับสายโทรศัพทโ์ ดยมีอปุ กรณ์ฮับ (Hub) เป็นอุปกรณ์ที่ทา
หน้าท่ีเป็นจุดกลางในการกระจายสัญญาณ นอกจากการใช้สายสัญญาณยูทีพีต่อแบบดาว
แล้วยังอาจใช้สายสัญญาณโคแอกเชยี ลท่ีเป็นสายกลมสีดาคล้ายสายอากาศโทรทศั น์ตอ่

97

แบบบัสเช่ือมโยงจากเครื่องหน่ึงไปยังอีกเครื่องหนึ่งโดยมีคอนเนกเตอร์รูปตัวทีท่ีติดอยู่กับ
วงจรตอ่ เช่อื มเครอื ข่ายทาหน้าที่เป็นข้วั สญั ญาณเชื่อมระหวา่ งเคร่ืองคอมพวิ เตอร์

ระยะทางของคอมพิวเตอร์ในระบบแลนไม่ว่าเป็นการเชื่อมต่อด้วยสายยูทีพีหรือ
โคแอกเชียสมักจะมีระยะทางใกล้ๆ โดยมีความยาวของสายสัญญาณไม่เกิน 100 เมตร
(จากจุดศนู ยก์ ลางสาหรบั แบบดาวหรอื ระยะทางต่อพ่วงรวมทุกเครื่องสาหรับแบบบัส) การ
เช่ือมต่อของระบบแลนหน่ึงๆ จึงมีระยะทางจากัดเหมาะที่จะเช่ือมต่อเฉพาะภายในห้อง
หรือภายในช้ันของอาคาร หากจะมีระยะทางมากกว่านี้จะต้องแบ่งเป็นเครือข่ายหลาย
เครือข่าย หากเป็นเครือข่ายเฉพาะพื้นที่ท่ีมีขนาดใหญ่ มีการแบ่งเครือข่ายเป็นเครือข่าย
ยอ่ ยหลายระบบอาจจะเช่ือมต่อระหว่างระบบย่อยต่างๆ โดยมีอุปกรณ์เครือข่ายอื่นๆ และ
ชนิดของสายสัญญาณที่มีความเหมาะสมกับการต่อเชื่อมในระยะไกลข้ึน เช่น สายโคแอก
เชยี ลประเภทบรอดแบนด์ หรือใช้สายไฟเบอร์ออปติก เป็นต้น การเช่ือมระหว่างเครือข่าย
จะจัดสรา้ งเป็นเครอื ข่ายกระดูกสันหลังหรือแบคโบน (backbone local networks) เพื่อ
ทาหน้าท่ีเช่ือมระหว่างเครือข่ายต่างๆ ด้วยความเร็วสูง ตัวอย่างเช่น ในมหาวิทยาลัย
จะสร้างเครือข่ายกระดูกสันหลังทาหน้าท่ีเช่ือมต่อคณะต่างๆ โดยภายในคณะแต่ละคณะ
จะสร้างเครือข่ายแลนของคณะและเชื่อมเข้ากับเครือข่ายกระดูกสันหลังเพ่ือติดต่อกับ
เครือข่ายอ่ืนๆ เมื่อรวมกันท้ังมหาวิทยาลัยคือเครือข่ายแลนทุกๆ คณะและเครือข่าย
กระดกู สันหลงั จะถกู เรยี กว่าเครือข่ายวิทยาเขต (campus network) หรือกิจการบางแห่ง
ทีม่ ีพื้นที่อาคารหลายชนั้ ก็อาจสรา้ งกระดสู นั หลงั เป็นจุดต่อเครือข่ายสาหรับแต่ละชั้นแต่ละ
แผนก ซึ่งในแผนกหรือในชั้นน้ันจะสร้างเครือข่ายย่อยภายใน การสร้างเครือข่ายกระดูก
สันหลังน้ันผู้ดูแลระบบเครือข่าย กระดูกสันหลังสามารถควบคุมการเข้าใช้เครือข่ายของ
เครือข่ายยอ่ ยตา่ งๆ ไดโ้ ดยใช้โปรแกรมบริหารระบบเครือขา่ ย

ส่วนอปุ กรณ์เครือข่ายสาหรับเครือข่ายท่ีมีขนาดใหญ่ข้ึนและต้องการประสิทธิภาพ
ในการทางานที่ดีข้ึน มีอุปกรณ์ชนิดต่างทั้งเพ่ือการเช่ือมต่อภายในเครือข่ายแลนและ
ระหวา่ งเครือข่ายหรอื อปุ กรณท์ ี่อยู่ในเครอื ขา่ ยกระดกู สนั หลัง อุปกรณ์เหลา่ นนั้ ไดแ้ ก่

98

7.1 ฮับ (Hub)/สวิทซ์ฮับ (Switching Hub) เป็นอุปกรณ์สาหรับกระจาย
สญั ญาณภายในเครอื ข่ายแลนสาหรบั โทโปโลยีแบบดาว อปุ กรณ์ฮบั เป็นอุปกรณ์ที่ทาหน้าท่ี
รับสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ต้นทางและส่งสัญญาณน้ันไปหาคอมพิวเตอร์ทุกเคร่ืองแต่
หากเป็นอุปกรณ์สวิทซ์ฮับจะรับสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ต้นทางและจะเลือกส่งไปยัง
เคร่ืองปลายทางเท่าน้ันซึ่งจะมีประสิทธิภาพสูงกว่าฮับ ซึ่งฮับเป็นอุปกรณ์ที่รวมสัญญาณ
ที่มาจากอุปกรณ์รับส่งหลายๆ สถานีเข้าด้วยกัน ฮับเปรียบเสมือนเป็นบัสที่รวมอยู่ที่จุด
เดยี วกนั ฮับทีใ่ ช้งานอยภู่ ายใตม้ าตรฐานการรับส่งแบบอเี ทอร์เน็ตหรือ IEEE802.3 ข้อมูลที่
รับส่งผ่านฮับจากเครื่องหนึ่งจะกระจายไปยังทุกสถานีท่ีติดต่อยู่บนฮับน้ัน ดังนั้นทุกสถานี
จะรับสัญญาณข้อมูลที่กระจายมาได้ทั้งหมด แต่จะเลือกคัดลอกเฉพาะข้อมูลท่ีส่งมาถึงตน
เท่าน้ัน การตรวจสอบข้อมูลจึงต้องดูที่แอดเดรส (address) ท่ีกากับมาในกลุ่มของข้อมูล
หรอื แพ็กเก็ต

รปู ที่ 8.1 ฮับ

7.2) สวิตช์ (Switch) เป็นอุปกรณ์รวมสัญญาณที่มาจากอุปกรณ์รับส่งหลาย
สถานีเชน่ เดยี วกับฮบั แต่มขี อ้ แตกต่างจากฮับ คือ การรับส่งข้อมลู จากสถานหี รืออุปกรณ์ตัว
หน่ึง จะไม่กระจายไปยังทุกสถานีเหมือนฮับ ท้ังน้ีเพราะสวิตช์จะรับกลุ่มข้อมูลหรือแพ็ก
เก็ตมาตรวจสอบก่อน แลว้ ดูว่าแอดเดรสของสถานหี ลายทางไปทใ่ี ด สวติ ชจ์ ะลดปัญหาการ
ชนกันของข้อมูลเพราะไม่ต้องกระจายข้อมูลไปทุกสถานี และยังมีข้อดีในเร่ืองการป้องกัน
การดักจับข้อมลู ท่ีกระจายไปในเครอื ขา่ ย

รปู ท่ี 8.2 สวิตช

99

7.3 บรดิ จ์ (Bridge) เปน็ อุปกรณเ์ ช่อื มระหว่างเครือขา่ ยยอ่ ย เม่ือเครือข่ายย่อยใช้
โพรโตคอลหรือมาตรฐานเดียวกัน บริดจ์เป็นอุปกรณ์ที่เหมาะกับเครือข่ายหลายๆ กลุ่มท่ี
เชื่อมต่อกัน เนื่องจากสามารถแบ่งเครือข่ายที่เช่ือมต่อกันหลายๆ เซกเมนต์แยกออกจาก
กันได้ ทาให้ข้อมูลในแต่ละเซกเมนต์ไม่ต้องวิ่งไปท่ัวทั้งเครือข่าย กล่าวคือบริดจ์สามารถ
อ่านเฟรมข้อมูลท่ีส่งมาได้ว่ามาจากเครื่องในเซกเมนต์ใดจากนั้นจะทาการส่ง ข้อมูลไปยัง
เครอื่ งซึ่งอาจอยูใ่ นเซกเมนต์เดียวกันหรือต่างเซกเมนต์ก็ได้ ซ่ึงความสามารถดังกล่าวทาให้
ช่วยลดปญั หาความคับคง่ั ของขอ้ มลู ในระบบได้

รปู ท่ี 8.3 บรดิ จ์
ทม่ี า : http://www.buycoms.com/pic/

7.4 รพี ีตเตอร์ (Repeater) เป็นอุปกรณ์ทวนสัญญาณเพื่อให้สามารถส่งข้อมูลถึง
กันได้ระยะไกลข้ึน คือ รีพีตเตอร์จะปรับปรุงสัญญาณที่อ่อนตัวให้กลับมาเป็นรูปแบบเดิม
เพื่อให้สัญญาณสามารถส่งต่อไปได้อีก เช่น การเช่ือมต่อเครือข่ายแลนหลายๆ เซกเมนต์
ซ่ึงความยาวของแต่ละเซกเมนต์น้ันจะมีระยะทางท่ีจากัด ดังน้ันอุปกรณ์อย่างรีพีตเตอร์ก็
จะช่วยแก้ปญั หาเหล่าน้ีได้

รูปท่ี 8.4 รีพีตเตอร์

100

7.5 โมเด็ม (Modem) เป็นอุปกรณ์ท่ีทาหน้าที่แปลงสัญญาณคอมพิวเตอร์ให้
สามารถเชื่อมคอมพวิ เตอรท์ ่อี ยรู่ ะยะไกลเข้าหากันได้ด้วยการผ่านสายโทรศัพท์ โดยโมเด็ม
จะทาหน้าที่แปลงสัญญาณ ซ่ึงแบ่งออกเป็นทั้งภาคส่งและภาครับ โดยภาคส่งจะทาการ
แปลงสัญญาณคอมพิวเตอร์ให้เป็นสัญญาณโทรศัพท์ (Digital to Analog) ในขณะท่ี
ภาครบั น้ันจะทาการแปลงสัญญาณโทรศัพทก์ ลบั มาเปน็ สัญญาณคอมพิวเตอร์ (Analog to
Digital) ดังน้ันในการเช่ือมต่อเครือข่ายระยะไกลๆ เช่น อินเทอร์เน็ตจึงจาเป็นต้องใช้
โมเด็ม โดยโมเด็มมีท้ังแบบภายใน (Internal Modem) ที่มีลักษณะเป็นการ์ด โมเด็ม
ภายนอก(External Modem) ที่มีลักษณะเป็นกล่องแยกออกต่างหากและรวมถึงโมเด็มที่
เป็น PCMCIA ท่ีมักใชก้ บั เครื่องคอมพวิ เตอรโ์ น้ตบุ๊ค

รูปท่ี 8.5 โมเดม็

7.6 เกตเวย์ (Gateway) เป็นอุปกรณ์เช่อื มระหว่างเครือขา่ ยยอ่ ยสาหรับเครือข่าย
ย่อยทีต่ ่างมาตรฐานหรอื ต่างโปรโตคอลกนั ซง่ึ เกตเวย์จะทาหน้าที่แปลงโปรโตคอลให้

รปู ที่ 8.6 เกตเวย์

101

7.7 เราเตอร์ (Router) เป็นอุปกรณ์จัดเส้นทางการสื่อสารระหว่างระบบ
เครือข่ายย่อย โดยจะจัดเส้นทางของสัญญาณการสื่อสารระหว่างเครือข่ายท่ีใช้มาตรฐาน
หรือโพรโตคอลเดียวกัน อุปกรณ์เราเตอร์ตัวหนึ่งมีความสามารถรองรับโพรโตคอลต่างๆ
ได้หลายโพรโตคอล ซึ่งวิศวกรเครือข่ายสามารถกาหนดได้ว่าจะให้เครือข่าย่อยใดสามารถ
ส่งผ่านโพรโตคอลใดไปยังเครือข่ายย่อยอื่นๆ ได้ ในการเช่ือมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์
จะต้องมีการเชื่อมโยงหลายๆ เครือข่าย หรืออุปกรณ์หลายอย่างเข้าด้วยกัน ดังนั้นจึงมี
เส้ นท าง กา รเ ข้า ออ กข อง ข้อ มู ลไ ด้ห ลา ยเ ส้น ทา ง แ ละ แต่ ล ะเ ส้น ทา งอ าจ ใช้ เท คโ นโ ล ยี
เครือข่ายที่ต่างกัน อุปกรณ์จัดเส้นทางจะทาหน้าท่ีหาเส้นทางท่ีเหมาะสมเพื่อให้การส่ง
ข้อมูลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การที่อุปกรณ์จัดหาเส้นทางเลือกเส้นทางได้ถูกต้อง
เพราะแต่ละสถานีภายในเครือข่ายมีแอดเดรสกากับ อุปกรณ์จัดเส้นทางต้องรับรู้ตาแหน่ง
และสามารถนาข้อมูลออกทางเส้นทางได้ถูกต้องตามตาแหน่งแอดเดรสท่ีกากับอยู่ใน
เสน้ ทางนน้ั

รปู ที่ 8.7 เราเตอร์

7.8 การด์ เครือขา่ ย (Network Interface Card) หรือการ์ดแลนหรืออีเธอร์เน็ต
การ์ด ทาหน้าที่ในการเช่ือมคอมพิวเตอร์ท่ีใช้งานอยู่นั้นเข้ากับระบบเครือข่ายได้ เช่น
ในระบบแลนเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเคร่ืองในเครือข่ายจะต้องมีการ์ดเครือข่ายท่ีเช่ือมโยง
ด้วยสายเคเบิลจึงสามารถทาให้เครื่องติดต่อกับเครือข่ายได้ ส่วนในกรณีเป็นระบบ
แลนไร้สายก็จะต้องใช้การ์ดแลนแบบไร้สาย (Wireless PCI/PCMCIA Card) ร่วมกับ
อปุ กรณ์ ทเ่ี รยี กวา่ แอกเซสพอยต์ (Wireless Access Point)

รูปท่ี 8.8 การ์ดเครอื ขา่ ย

102

8.2 ผู้บริหารระบบเครอื ข่าย
บุคคลที่เกย่ี วขอ้ งกับการบรหิ ารระบบเครือขา่ ยมีบุคคล 2 หน้าทไี่ ด้แก่ ผดู้ ูแลระบบ

และวิศวกรเครอื ข่าย ซงึ่ ทาหนา้ ทแี่ ตกต่างกัน ดังน้ี
1. ผู้ดูแลระบบ (System Administrator) เป็นผู้ท่ีจัดการบริหารระบบ

โดยเฉพาะแม่ข่าย เช่นเดียวกับระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เช่นเครื่องเมนเฟรมและมินิ
แม่ข่ายในระบบเครอื ขา่ ยสามารถรองรบั ผ้ใู ช้งานได้หลายคนและทางานพร้อมกันหลายงาน
จงึ ต้องมผี ู้ทาหนา้ ท่ีดแู ลการปฏิบัติงานของแม่ข่าย หน้าที่ของผู้ดูแลระบบครอบคลุมหน้าที่
ด้านต่างๆ ไดแ้ ก่

1.1 บัญชีและสิทธิของผู้ใช้ระบบ เช่น การเพ่ิมผู้ใช้ใหม่ระงับการใช้งาน
สาหรับผู้ใช้ กาหนดสิทธิของผู้ใช้ให้ใช้ทรัพยากรใดได้บ้าง กาหนดสิทธิการใช้ไฟล์
ต่างๆ ฯลฯ ความปลอดภัยของระบบ เช่นการกาหนดสิทธิการเปิด-ปิดระบบการ
สารองขอ้ มลู และนาคืนข้อมูล ฯลฯ

1.2 กาหนดการจัดแบ่งและการใช้งานทรัพยากร เช่น หน่วยบันทึกข้อมูล
โครงสรา้ งของการ จดั เกบ็ ขอ้ มลู การใช้เครอ่ื งพิมพต์ า่ งๆ

1.3 ติดตั้ง-ปรับปรุงระบบปฏิบัติการ เช่น การปรับรุ่นของะบบปฏิบัติการ
การเพิ่มดิสก์ใหม่ การเพม่ิ อปุ กรณห์ รอื ทรพั ยากรของระบบ ฯลฯ

1.4 ติดต้งั โปรแกรมประยกุ ต์และโปรแกรมระบบลงในแมข่ ่ายและดูแลสิทธิ
การใช้งานโปรแกรมต่างๆ ของผู้ใช้และกลุ่มผใู้ ช้

1.5 การปรับปรุงประสทิ ธิภาพของแม่ขา่ ยให้สามารถรองรับการใช้งานของ
ผใู้ ช้ในระบบได้

1.6 ดูแลระบบเครือข่ายแลน ท้ังอุปกรณ์และข่ายสายสัญญาณสาหรับ
เครอื ขา่ ยยอ่ ย

1.7 เปน็ ท่ีปรกึ ษาให้แกผ่ ้ใู ชร้ ะบบเครอื ข่าย
1.8 ผู้ท่ีจะทาหน้าที่เป็นผู้ดูแลระบบ เป็นผู้ที่ต้องมีความรู้เก่ียวกับระบบ
คอมพิวเตอร์เป็นอย่างดีทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ระบบปฏิบัติการโปรแกรมระบบ ระบบ
เครือข่ายอาจเป็นผู้ท่ีจบการศึกษาด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์หรือวิศวกรรม
คอมพิวเตอร์ หรือเป็นผู้ที่สนใจศึกษาระบบคอมพิวเตอร์จนมีความเชี่ยวชาญใน
เรอ่ื งดงั กลา่ วข้างต้น และยงั ควรจะผ่านการศกึ ษาหรอื ฝึกอบรมด้านระบบเครอื ข่าย

103

และระบบปฏิบัติการเครือข่ายเพ่ือให้มีความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ
2. วิศวกรเครอื ขา่ ย (Network Engineer) ทาหน้าที่ดูแลเครือข่ายขนาดใหญ่ที่มี
อุปกรณ์เครือข่าย และข่ายสายสัญญาณ จานวนมาก เช่น เครือข่ายระดับองค์กรวิศวกร
เครือข่ายจะทาหน้าที่ในการดูแลและบริหารเครือข่ายโดยเฉพาะอุปกรณ์เครือข่าย เช่น
เราเตอร์อีเธอร์เน็ตสวิทซ์ เอทีเอ็มสวิทซ์ เน่ืองจากอุปกรณ์ดังกล่าวต้องมีการกาหนดคาสั่ง
หรือต้ังค่าข้อมูลสาหรับการทางาน โดยใช้คาสั่งเฉพาะของอุปกรณ์เครือข่าย ตามสภาวะ
แวดล้อมของเครือขา่ ยนนั้ ๆ
วิศวกรเครือข่ายเป็นผู้ที่สาเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์หรือวิศวกรรม
โทรคมนาคมมีความรู้ความเข้าใจในระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ ระบบเครือข่ายระดับ
องคก์ ร ระบบเครือข่ายกระดูกสันหลัง และไดร้ บั การศึกษาอบรมเก่ียวกับอุปกรณ์เครือข่าย
ทตี่ ดิ ตงั้ เพ่ือทาหน้าทตี่ ่างๆ ได้แก่

2.1 ออกแบบระบบเครอื ข่าย
2.2 ดแู ล-บริหารอุปกรณ์ระบบเครอื ข่ายให้สามารถทางานไดเ้ ป็นปกติ
2.3 ตรวจสอบประสิทธภิ าพของการใช้ระบบเครอื ข่าย ปรบั ปรงุ ประสิทธิ-
ภาพระบบเครือข่ายให้รองรบั การใช้งานระหว่างเครือข่ายยอ่ ยตา่ งๆ
2.4 ประสานงานกับผู้ดูแลเครือข่ายย่อย เกี่ยวกับการเชื่อมต่อและ
ประสิทธิภาพการใชเ้ ครือข่ายหลกั
2.5 กาหนดมาตรฐานเก่ียวกับเครือข่ายขององค์กรที่ต้องใช้ร่วมกันใน
เครอื ข่ายยอ่ ยตา่ งๆ และมาตรฐานในการใชเ้ ครอื ขา่ ยหลกั หรือเครือข่ายกระดูกสัน-
หลังวธิ ีการเช่ือมตอ่ ระหว่างเครือขา่ ยยอ่ ยกบั เครอื ขา่ ยหลัก ฯลฯ

104

บทท่ี 9
โพรโตคอลในระบบเครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์

9.1 โพรโตคอล (Protocol)
โพรโตคอล (Protocol) คือ ข้อตกลงในการส่ือสารระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ใน

เครือข่าย ดังนั้นคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เครือข่ายจะติดต่อส่ือสารกันได้ก็ต้องใช้
โพรโตคอลตัวเดียวกัน โพรโตคอลเป็นได้ท้ังฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ซ่ึงจะสอดคล้องกับ
โมเดล OSI โพรโตคอลอาจจะเป็นเพียงส่วนเดียวหรือประกอบขึ้นมาเป็นชุดก็ได้
โพรโตคอลที่สาคัญท่ีพบได้บ่อยในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์จะอธิบายในหัวข้อต่อไป
ซึ่งในบทเรยี นน้ีไดใ้ ชข้ ้อมูลจาก http://docs.com/OIRE เป็นหลัก และข้อมูลตามหนังสือ
อา้ งอิงตอนทา้ ยบท

9.2 โพรโตคอล TCP/IP
โพรโตคอล TCP/IP เป็นโพรโตคอลที่นิยมใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างเครือข่าย

และเป็นโพรโตคอลหลักของเครือข่ายอินเตอร์เน็ต จุดกาเนิดต้นแบบของโพรโตคอล
TCP/IP ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ.1960 เพื่อใช้ในกิจการทางการทหารของสหรัฐอเมริกา
หลังจากน้ันโพรโตคอล TCP/IP ก็ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นในหลายปี ต่อมาจนในปัจจุบัน
โพรโตคอลนี้เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางถึงจะมีอายุเก่าแก่ถึง 30 กว่าปีก็ตาม TCP/IP เร่ิม
ได้รบั ความนิยมอยา่ งสงู จากการที่โพรโตคอลนถี้ กู ใช้ในกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา
และผผู้ ลิตอุปกรณ์ตา่ งๆ กส็ นับสนนุ โพรโตคอลนี้ ต่อมาความนิยมเร่ิมพุ่งอย่างก้าวกระโดด
ซึ่งมาจากความนยิ มในเครอื ข่ายอินเตอร์เนต็ เปล่ยี นเสน้ ทางใหม่

ยุคแรกๆ TCP/IP เป็นโพรโตคอลที่ออกแบบมาเพื่อใช้เป็นโพรโตคอลสาหรับ
เครือข่ายทางทหาร ซ่ึงต้องมีคุณสมบัติท่ียากต่อการถูกทาลาย กล่าวคือถึงแม้ว่าบางส่วน
ของเครือข่ายจะเสียหาย เครือข่ายจะต้องทางานต่อไปได้โดยโพรโตคอล TCP/IP จะหา
เส้นทางใหม่เพื่อส่งข้อมูลถึงจุดหมายปลายทางและเม่ือมีการนาโพรโตคอลนี้มรใช้ทั่วไป
คุณสมบัติท่ีติดมาด้วยน้ีได้ช่วยสนับสนุนเครือข่ายหลายประเภท TCP/IP เป็นโพรโคคอล
ท่ีสามารถใช้กับเครือข่ายประเภทต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นโทเค็นริงอินเตอร์เน็ตหรือการ
เช่อื มตอ่ โดยใชโ้ มเดม็ มาตรฐานเปดิ จุดเดน่ อีกอย่างหน่งึ ของโพรโตคอล TCP/IP กค็ อื

105

ตัวมันเป็นมาตรฐานเปิดน่ันก็หมายความว่า บริษัทหรือบุคคลใดก็ตามสามารถออกแบบ
อุปกรณ์หรือโปรแกรมที่ใช้ TCP/IP ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรแต่อย่างใด โพรโตคอล
TCP/IP พ้ืนฐาน ประกอบขน้ึ ดว้ ยโพรโตคอลยอ่ ยหลายตัว ซึ่งแต่ละตัวก็ทางานในแต่ละวัน
แตกตา่ งกนั ไป

9.3 โพรโตคอล TCP/IP พน้ื ฐาน
TCP/IP ประกอบข้ึนด้วยโพรโตคอลย่อยหลายตัว ซ่ึงแต่ละตัวก็ทางานในแต่ละ

สว่ นแตกต่างกันไปดงั น้ี
1. โพรโตคอล TCP (Transmission Control Protocol) เป็นโพรโตคอลที่ใช้

ในการส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์สองตัวในเครือข่าย TCP/IP โดย TCP จะใช้พอร์ตเสมือน
(Virtual Port) ในการเช่อื มตอ่ และคอยตรวจสอบการส่งขอ้ มลู

2. โพรโตคอล IP (Internet Protocol) ทาหน้าท่ีจัดการเกี่ยวกับที่อยู่ของข้อมูล
และส่งไปยังปลายทางที่ถูกต้องในเครือข่าย TCP/IP โพรโตคอล FTP (File Transfer
Protocol) เป็นโพรโตคอลที่ใช้ในการเคล่ือนย้ายไฟล์ข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ต่าง
ประเภทต่างระบบในเครือข่าย TCP/IP โพรโตคอล HTTP (Hyper Text Transfer
Protocol) เป็นโพรโตคอลท่ีในการส่งข้อมูลในบริการเวิลด์ไวด์เว็บ โดยส่งจากเว็บ
เซริ ฟ์ เวอรไ์ ปยังเวบ็ บราวเซอร์ของผใู้ ช้

3. โพรโตคอล UDP (User Datagram Protocol) ใช้พอร์ตเสมือนในการส่ง
ข้อมูลระหว่างสองแอ็ปพลิเคชั่นในเครือข่าย TCP/IP โพรโตคอล UDP ทางานได้เร็วกว่า
TCP แต่ไม่ค่อยมีเสถียรภาพมากนกั

4. โพรโตคอล DHCP (Dynamic Host Configuration Protocol) ใช้ในการ
ติดต่อสอื่ สารระหวา่ งอุปกรณ์เครือข่ายโดยทาหน้าที่บริหารตัวเลข IP

5. โพรโตคอล DNS (Domain Name System) ใช้เป็นหลักฐานข้อมูลแปลง
โดเมนเนมไปเป็นตัวเลข IP เช่น เมื่อผู้ใช้พิมพ์โดเมนเนม www.company.com ลงไปใน
เวบ็ บราวเซอรโ์ ปรแกรมก็จะว่ิงไปถามเซิร์ฟเวอร์ DNS ว่าตาแหน่งของโดเมนเนมนี้อยู่ที่ใด
ตัว DNS กจ็ ะบอกตัวเลข IP เชน่ 192.168.53.3 มาให้

6. WINS (Windows Internet Name Service) เป็นโพรโตคอลท่ีใช้ใน
เครอื ขา่ ย TCP/IP ของไมโครซอฟต์ เครือ่ งเซิร์ฟเวอร์ทร่ี นั WINS สามารถเปล่ยี นระบบช่ือ

106

คอมพิวเตอร์ในเครือข่ายไมโครซอฟต์ไปเป็นตัวเลข IP ซ่ึงทาให้คอมพิวเตอร์ในเครือข่าย
ของไมโครซอฟต์สามารถตดิ ต่อสือ่ สารกับเครือขา่ ยอ่ืนท่ใี ช้โพรโตคอล TCP/IP ได้

สาหรับฮาร์ดแวร์ของเครือข่าย การที่จะนาเอาคอมพิวเตอร์มาเช่ือมต่อกันเป็น
เครอื ข่ายน้ัน จะตอ้ งมอี ปุ กรณ์เฉพาะของเครอื ข่ายดว้ ยกัน

9.4 โพรโตคอล จดุ ต่อจดุ (Point–to-Point Protocol)
การเช่ือมโยงเป็นเครือข่ายบางครั้งมีความจาเป็นต้องใช้การส่ือสารอนุกรมแบบ

อะซงิ โครนัส เน่ืองจากสาเหตุหลายประการ เช่น ข้อจากัดทางด้านการลงทุนหรือต้องการ
ใช้เครือข่ายผ่านโมเด็มหรือการใช้สายส่ือสารเช่ือมโดยตรงระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับ
คอมพิวเตอร์ TCP/IP สามารถรองรับการทางานในลักษณะนี้ โดยใช้โพรโตคอลระดับ
ดาตาลิงค์แบบจุดต่อจุดท่ีออกแบบมาเพื่อการสื่อสารแบบอนุกรม โพรโตคอลแบบ
จดุ ต่อจดุ ทีใ่ ชแ้ พรห่ ลายในปัจจุบัน ไดแ้ ก่ สลิป (Serial Line Inter Protocol : SLIP) และ
พพี พี ี (Point-to-Point Protocol)

9.5 สลิป (Serial Line Inter Protocol : SLIP)
โพรโตคอล SLIP ที่ใช้สาหรับส่งข้อมูล TCP/IP ผ่านพอร์ตอนุกรมเกิดขึ้นใน

ปี ค.ศ.1980 โดยบริษัท 3Com ได้พัฒนาขึ้นให้งานกับเครือข่ายที่เรียกว่า UNET เพื่อ
รับส่งข้อมูล TCP/IP ผ่านพอร์ตอนุกรมแต่ในขณะน้ันยังไม่มีการใช้งานกันมากนัก
จนกระท่ังปี ค.ศ.1984 ได้มีการใช้งานแพร่หลายมากข้ึน เม่ือบริษัท Sun Microsystems
นา SLP มาเป็นอีกโพรโตคอลหน่ึงในการเนื่องต่อกับเวิร์กสเตช่ันกับ Berkeley UNIX
V. 4.2 และได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ว่าเป็นวิธีการรับส่งข้อมูล TCP/IP ผ่านทางพอร์ต
อนุกรมที่ง่ายและได้ผลดีมากจึงทาให้ทาง Internet Engineering Task Force (IETF)
ประกาศมาตรฐานโพรโตคอล SLIP ออกใช้งานโดยเรียกว่า Request For Comments
1005 (RFC 1005) ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1988 ซ่ึง SLIP น้ี สามารถใช้ได้ท้ังการติดต่อ
ทางพอร์ตอนุกรมระหว่างคอมพิวเตอร์สองระบบโดยตรงหรือจะใช้โม เด็มติดต่อผ่าน
สายโทรศัพท์ก็ได้โดยความเร็วติดต่อจะอยู่ระหว่าง 1,200 บิตต่อวินาทีไปจนถึง 19,200
บิตต่อวินาทีในสมัยแรกๆ และพัฒนาข้ึนมารถจนถึง 56,000 บิตต่อวินาที ตามความเร็ว
ของโมเด็มในปจั จบุ ัน ซ่งึ ความเรว็ ท่ีเพม่ิ ขน้ึ ทาให้การใชง้ าน SLIP ไดผ้ ลดียิง่ ขึ้นตามไปดว้ ย

107

ก่อนที่จะมี SLIP ใช้งานให้เราติดต่อระหว่างคอมพิวเตอร์สองระบบด้วย TCP/IP
นั้นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ระยะไกลผ่านโมเด็มและสายโทรศัพท์จะใช้ Telnet เป็น
โปรแกรมติดต่อกับคอมพิวเตอร์ปลายทาง ซึ่งจะมีความแตกต่างกันอย่างมากกับการใช้
SLIP เน่อื งจากการใช้โปรแกรม Telnet จะเป็นการใช้งานในลักษณะRemote Terminal
คือคาส่ังต่างๆ ท่ีพิมพ์จากแป้นพิมพ์ของเราจะถูกส่งไปให้คอมพิวเตอร์ ปลายทางทางาน
แทนและส่งข้อความแสดงผลบนจอภาพกลับมาให้เราเท่าน้ัน ดังนั้นการทางานต่างๆ จึง
เกิดข้ึนท่ีเคร่ืองปลายทางท้ังสิ้น ส่วนการเชื่อมต่อโดยใช้ SLIP นั้น คอมพิวเตอร์ของเราจะ
ติดต่อรับส่งข้อมูลและทางานตามคาส่ังต่างๆ กับคอมพิวเตอร์ปลายทางโดยตรง ซ่ึงการ
ทางานจะเกดิ ขึ้นทเี่ ครอื่ งของเรา เหมือนกับเราเชือ่ มตอ่ ผ่าน LAN ตามปกตินนั่ เอง

โพรโตคอล SLIP มีคุณสมบัติเพียงทาหน้าที่ผนึกข้อมูลของเฟรม IP ทั้งหมด โดย
กาหนดตัวอักษรพิเศษข้ึนมาเพ่ือรับส่งผ่านการเช่ือมต่อแบบอนุกรม ซึ่ง SLIP จะไม่มีการ
ตรวจสอบแอดเดรสของผู้รับ ไม่มีการตรวจสอบข้อผิดพลาดของการส่งไม่มีการย่อขนาด
ข้อมูลในขณะรับส่งและไม่มีการระบุชนิดของโพรโตคอลที่รับส่งผ่าน SLIP คือ รับส่งได้
เฉพาะข้อมลู TCP/IP เพียงอย่างเดียว ทาให้ SLIP ไม่ยุ่งยากซับซ้อน แต่ในขณะเดียวกันก็
ทาให้มีข้อจากัดในการใช้งานอยู่ในตัว เช่น SLIP จะรับส่งข้อมูลของโพรโตคอลอื่นๆ เช่น
DEC Net หรอื IPX ไม่ได้ เพราะรูปแบบข้อมูล (Format) ไม่ตรงกัน เมื่อมีการส่งข้อมูลไป
ยงั ผรู้ บั ปลายทาง SLIP จะไม่มีตัวอักษรพิเศษนาหน้าข้อความ คือจะส่งข้อมูลออกไปตรงๆ
แต่จะปิดท้ายข้อมูลด้วยตัวอักษรพิเศษ คือ End (ตัวอักษรที่ Decimal 192 ของตาราง
ASCII) เพ่ือให้ผู้รับทราบว่าส้ินสุดการส่งข้อมูลแล้วถ้าหากว่าในส่วนข้อมูลมีข้อมูลรหัสท่ี
ตรงกับ End ก็จะส่งข้อมูล ESC (ตัวอักษรท่ี Decimal 219) ตามด้วย End แทน เพ่ือ
ไม่ให้ซ้ากับ End ที่ใช้ในการจบข้อมูลของ SLIP ทั้งตัวอักษรพิเศษ End และ ESC ของ
SLIP ตามที่กาหนดข้างต้น เราจะเห็นว่าหน้าที่ของ SLIP ในการรับส่งเฟรม IP ผ่านพอร์ต
อนกุ รมนน้ั เปน็ ข้ันตอนง่ายๆ ไมย่ งุ่ ยากอะไร

โพรโตคอล SLIP ไมม่ มี าตรฐานกาหนดตายตัวในรายละเอียดเหมือนกับโพรโตคอล
ตัวอื่นๆ ดังนั้น SLIP จึงไม่ได้กาหนดความยาวสูงสุดของเฟรมข้อมูลเอาไว้ แต่เน่ืองจาก
Berkeley UNIX ซ่ึงเป็นระบบแรกที่ใช้ SLIP อย่างแพร่หลาย ได้กาหนดขนาดของเฟรม
ข้อมูลเอาไว้มีความยาวสูงสุดไม่เกิน 1006 ไบต์ จึงได้ถือความยาวของเฟรมข้อมูลท่ีมีการ
รบั ส่งผา่ น SLIP อันน้ีเปน็ มาตรฐาน ซึง่ ความยาวของเฟรมขอ้ มูล 1006 ไบต์น้ีรวมเอาสว่ น

108

ของ IP Header และ Transport Protocol Header เอาไวด้ ว้ ย แต่ไม่รวมตัวอักษรพิเศษ
ของ SLIP ทีใ่ ชผ้ นึกขอ้ มูล ดังนัน้ การรับสง่ ขอ้ มูลโดยใช้ SLIP จึงมคี วามยาวของเฟรมข้อมูล
สงู สดุ ท่ี 1006 ไบต์ และใชง้ านกนั มาจนถงึ ปัจจบุ ันน้ี

อยา่ งไรก็ตาม การท่ีโพรโตคอล SLIP ไม่ซับซ้อนและถูกออกแบบมานานแลว้ ทาให้
SLIP ขาดความสามารถหลายอย่างท่ีจาเป็นต้องใช้ในปัจจุบัน สิ่งที่ขาดไปก็คือในการ
เชือ่ มต่อผ่าน SLIP นั้น จะต้องกาหนด IP Address ให้กับคอมพิวเตอร์ท้ังฝ่ังผู้รับและผู้ส่ง
ให้เรียบร้อยเสียก่อน เนื่องจาก SLIP จะไม่มีกลไก ในการกาหนด IP Address ขณะเปิด
การเชื่อมต่อท้ังสองฝ่ังและการท่ี SLIP ไม่มีตัวบอกชนิดของโพรโตคอลท่ีรับส่งข้อมูล จึง
ทาให้ SLIP ไม่สามารถรับส่ง Protocol อื่นๆ ในระบบเครือข่ายนอกจาก TCP/IP ได้
ส่วนการตรวจสอบข้อผิดขณะรับส่งข้อมูลและส่งข้อมูลท่ีผิดพลาดใหม่นั้นก็ไม่มีใน SLIP
เช่นกัน ทาให้ขาดคุณสมบตั ิ

การตรวจสอบนี้ในระดับฮาร์ดแวร์ไปดว้ ย ซงึ่ กไ็ ด้มีการแก้ไขขอ้ บกพร่องเหล่าน้ีแล้ว
ในโพรโตคอลแบบ PPP หรอื Point-to-Point Protocol ในเวลาต่อมา

9.6 พพี ีพี (Point-to-Point Protocol : PPP)
โพรโตคอล PPP มีการทางานคล้ายกับ SLIP คือ มีหน้าท่ีผนึกข้อมูลของเฟรม IP

แล้วส่งออกไปทางพอร์ตอนุกรม เพื่อให้คอมพิวเตอร์สองระบบสามารถสื่อสารกันโดยใช้
TCP/IP หรือโพรโตคอลอื่นๆ ก็ได้ โดยในชั้นที่ 1 และ 2 เมื่อเทียบเท่ากับ OSI 7-Layer
Model จะเป็นการติดต่อโดยใช้พอร์ตอนุกรมต่อตรงหรือจะต่อผ่านโมเด็มก็ได้ ซ่ึงมี PPP
เป็นโพรโตคอลที่ควบคุมการรับส่งข้อมูล ซ่ึงทาง Internet Engineering Task Force
(IETF) ได้ประกาศใช้ PPP เป็นมาตรฐานในการรับส่งข้อมูลต้ังแต่เดือนกรกฎาคม
ค.ศ. 1990 โดยเรียกว่า Request For Comments 1171 (RFC 1171) และจากการที่
PPP ถูกพัฒนาข้ึนมาในภายหลัง SLIP จึงทาให้การรับส่งข้อมูลผ่าน PPP มีฟังก์ชันต่างๆ
เพ่ิมขึ้นมา เพื่อแก้ไขส่วนท่ีเป็นจุดอ่อนของ SLIP ในหลายๆ ด้าน จนทาให้ได้รับความนิยม
แทน SLIP

PPP มีฟังก์ชันที่แตกต่างจาก SLIP คือ โพรโตคอล PPP มีคามสามารถในการผนึก
โพรโตคอลระดับสูงได้หลายชนิด เช่น DECNet, IPX และ AppleTalk นอกเหนือไปจาก
TCP/IP ซ่งึ PPP สามารถผนกึ โพรโตคอลต่างๆ เหลา่ นสี้ ่งไปยังคอมพิวเตอร์ปลายทาง

109

พร้อมๆ กันในคราวเดียวกัน แต่จากการที่เราใช้ PPP ติดต่อรับส่งข้อมูล TCP/IP กับ
Internet น้ัน คณุ สมบัตกิ ารผนึกโพรโตคอลหลายๆ ชนิดจึงไมจ่ าเปน็ ในการใช้งานเท่าใดนัก
นอกจากนี้ PPP ยังสามารถปรับพารามิเตอร์ต่างๆ ในการส่ือสารพอร์ตอนุกรมได้อีกด้วย
สว่ นฟงั กช์ นั การตรวจสอบความผิดพลาดในการรับส่งข้อมูลก็เพ่ิมเข้ามาใน PPP เช่นกัน ใน
สว่ นของการตดิ ตอ่ เขา้ ใช้งาน หรอื Login ถา้ เราใช้ SLIP ในการติดต่อก็จะต้องใช้ชุดคาสั่งท่ี
เรียกว่า Login Script เข้าช่วยในการรับส่งช่ือผู้ใช้และรหัสผ่านของเราให้กับคอมพิวเตอร์
ปลายทางอีกด้วย แต่ถ้าใช้ PPP การติดต่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์ปลายทางจะทาได้อย่าง
อัตโนมัติ โดยใช้โพรโตคอลท่ีมีการตรวจสอบผู้ใช้ที่เรียกว่า PAP หรือ CHAP ทาให้การใช้
งาน CHAP สะดวกกว่าการใช้ SLIP มาก

9.7 โพรโตคอลสแต็ก (Protocol Stack)
การทางานตามโปรแกรมประยุกต์หน่ึงมักไม่ได้ใช้ทุกโพรโตคอลพร้อมกันทั้งหมด

หากแต่จะใช้เพียงโพรโตคอลที่สัมพันธ์กันไปในแต่ละระดับชั้นของแบบอ้างอิงและเรียก
เฉพาะส่วนท่ีสัมพันธ์กันนี้ว่าโพรโตคอลสแต็ก (Protocol Stack) หมายถึง ชุดของ
โพรโตคอลซึ่งใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย เช่น โพรโตคอลตัว
หน่ึงอาจจะทาหน้าที่กาหนดการติดต่อส่ือสารระหว่างการ์ดเช่ือมต่อเครือข่าย ขณะที่
โพรโตคอลอีกตัวหนึ่งทาหน้าที่กาหนดการอ่านข้อมูลจากการ์ดเช่ือมต่อเครือข่าย เป็นต้น
เลเยอร์ในที่นหี้ มายถงึ สว่ นหนึง่ ของโพรโตคอลสแต็กซ่ึงทาหน้าท่ีในการรับ-ส่งข้อมูล แต่ก็มี
โพรโตคอลบางตัวทีส่ ามารถทางานได้มากกวา่ หนง่ึ ฟงั ก์ชัน ดังน้ันหน่ึงเลเยอร์ในโพรโตคอล
สแตก็ อาจจะไม่เท่ากับหนึ่งเลเยอร์ในโมเดล OSI ความเข้ากันได้ คอมพิวเตอร์ในเครือข่าย
จะต้องใช้โพรโตคอลเดียวกันในการแลกเปล่ียนข้อมูล เลเยอร์ในโพรโตคอลสแต็กของ
คอมพิวเตอร์เคร่ืองหนึ่งจะต้องสามารถติดต่อสื่อสารกับเลเยอร์เดียวกันกับโพรโตคอล
สแตก็ ของเคร่ืองอ่นื ได้

มาตรฐานอุปกรณต์ า่ งๆ ในเครอื ขา่ ยสามารถติดต่อกันได้โดยใช้โพรโตคอลเดียวกัน
ในในการส่ือสารโมเดล OSI และโพรโตคอลจะช่วยให้อุปกรณ์เครือข่ายสามารถทางาน
รว่ มกันได้เป็นอยา่ งดี ถงึ แม้ว่าจะเป็นอุปกรณ์คนละรุ่นคนละยี่ห้อก็ตาม ถ้าไม่มีการกาหนด
มาตรฐานเหล่านี้ข้ึนมาจะทาให้ผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่าย กาหนดรูปแบบส่ือสารของตัวเอง
ซงึ่ จะทาใหก้ ารเซต็ อัพการส่ือสารเป็นไปด้วยความยากลาบาก

110

9.8 โพรโตคอล IPX / SPX
โพรโตคอล IPX / SPX เป็นการรวมสองโพรโตคอลเข้าด้วยกันเพ่ือให้เป็น

โพรโตคอลหลักในการตดิ ต่อสอ่ื สารในเครอื ข่ายทใ่ี ช้ระบบปฏิบตั กิ ารเครอื ข่าย NetWare
1. IPX (InterNetwork Packet Exchange) เป็นโพรโตคอลที่มาจากการพัฒนา

โพรโตคอลของบรษิ ทั ซรี ๊อกซ์ (Xerox) โพรโตคอล IPX ใช้ในการส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์
ท่ีอยู่ในเครือข่ายต่างกัน เมื่อโพรโตคอล IPX ส่งข้อมูลโพรโตคอลนี้จะไม่มีการตรวจสอบ
ความผดิ พลาดในการส่งขอ้ มูล

2. SPX (Sequenced Packet Exchange) เป็นโพรโตคอลท่ีขยาย
ความสามารถของโพรโตคอล IPX เม่ือโพรโตคอล SPX ส่งข้อมูล มันจะเช่ือมต่อระหว่าง
อุปกรณ์สองเครือข่ายและคอยตรวจสอบการส่งข้อมูลจะว่าไปแล้วโพรโตคอล SPX ก็
เหมือนกับการรับประกันว่าการส่งข้อมูลไม่มีการผิดพลาด เป็นท่ีนิยมเนื่องจาก NetWare
ได้รับความนิยมเป็นระบบปฏิบัติการเครือข่ายท่ัวโลกโดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ ทาให้
โพรโตคอล IPX/SPX ได้รับความนิยมตามไปด้วย เน่ืองจาก IPX/SPX นี้เป็นโพรโตคอล
หลกั ท่ีใช้ใน NetWare

3. Tunneling จะอธบิ ายถึงขน้ั ตอนการใชโ้ พรโตคอลในการเคลื่อนย้ายขอ้ มูลผ่าน
เครือข่ายที่ต่างกัน โพรโตคอล IPX/SPX สนับสนุน IP Tunneling ดังนั้น ข้อมูลจาก
เครือขา่ ย NetWare สามารถสง่ ผ่านไปยังเครือข่ายท่ีใช้โพรโตคอล ICP/IP เมื่อข้อมูลว่ิงไป
ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว โพรโตคอล TCP/IP จะถูกตัด ออกไป พอร์ตเป็นตาแหน่งหนึ่ง
ในหน่วยความจาท่ีโปรแกรมกาหนดข้ึนมาเพ่ือใช้ติดต่อ ส่ือสาร ดังน้ัน จึงเป็นเพียงแค่
ตาแหนง่ เสมอื นทถี่ กู กาหนดขน้ึ เมื่อคอมพวิ เตอรท์ างาน โพรโตคอล IPX/SPX ใช้พอร์ตเป็น
ตาแหน่งในการรับ-สง่ ขอ้ มลู ของโปรแกรม

4. พอร์ต เป็นตาแหน่งหนึ่งในหน่วยความจาที่โปรแกรมกาหนดข้ึนมาเพ่ือใช้
ติดต่อส่ือสาร ดงั น้นั จงึ เป็นเพยี งแคต่ าแหน่งเสมือนที่ถูกกาหนดขึ้นเมือคอมพิวเตอร์ทางาน
โพรโตคอล IPX/SPX ใช้พอร์ตเป็นตาแหนง่ ในการรับ-สง่ ขอ้ มูลของโปรแกรม

111

9.9 โพรโตคอล NetBIOS
โพรโตคอล NetBIOS (Network Basic input/output System) ซ่ึงพัฒนาโดย

บรษิ ัทไอบเี อม็ เป็นวิธีการท่ีทาใหค้ อมพิวเตอร์สามารถติดต่อสื่อสารกับคอมพิวเตอร์เคร่ือง
อ่ืนในเครือขา่ ยได้

9.10 โพรโตคอล NetBEUI
โพรโตคอล NetBEUI เป็นโพรโตคอลที่ใช้เครือข่ายเล็กๆ ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ

ของไมโครซอฟต์ สาหรับ NetBEUI (NetBios Extended User Interface) เป็น
โพรโตคอลที่ถูกพัฒนาขึ้นมาปรับปรุง NetBIOS ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น สมรรถนะ
NetBEUI เป็นโพรโตคอลขนาดเล็กท่ีมีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากไม่ต้องการ
หน่วยความจาและพลังการประมวลในการทางานมาก จุดน้ีทาให้ NetBEUI สามารถส่ง
ข้อมูลได้เร็วกว่าโพรโตคอลอ่ืนๆ แต่อย่างไรก็ตาม โพรโตคอลนี้ไม่สามารถใช้ในเครือข่าย
บรเิ วณกว้างได้

NetBEUI มักจะพบในเครือข่ายที่ใช้ผลิตภัณฑ์จากไมโครซอฟต์ เนื่องจาก
ผลิตภัณฑ์ไมโครซอฟต์เช่ือมต่อกันกับเครือข่ายจึงทาให้ NetBEUI ปรับแต่งได้ง่าย
NetBEUI เป็นโพรโตคอลท่ีเซ็ตอัพได้ง่ายมาก ผู้บริหารเครือข่ายเพียงแต่กาหนดช่ือของ
คอมพิวเตอรท์ ่ีไมซ่ า้ (Unique Name) และกาหนดเวิร์กกรุ๊ปในเครือข่ายเพราะโพรโตคอล
ไม่สามารถหาเส้นทางว่ิงได้เอง จุดด้อยท่ีเห็นได้ชัดของโพรโตคอล NetBEUI ก็คือไม่
สามารถใชเ้ ป็นโพรโตคอลของเครอื ขา่ ยขนาดใหญ่ได้ เนื่องจากเครือข่ายขนาดใหญ่จานวน
มากจะใช้อุปกรณ์ที่ เรียกว่า “เราท์เตอร์ ” ในการเชื่อมเครือข่ายย่อยเข้าด้วยกันและ
โพรโตคอล NetBEUI ไม่ใช่โพรโตคอลที่หาเส้นทางว่ิงได้เอง (Non-Ropable Protocol)
ทาใหไ้ ม่สามารถวิง่ ผ่านเราทเ์ ตอร์ได้

9.11 Hypertext Transfer Protocol (HTTP) และ Hypertext Markup
Language (HTML)
จะว่าไปแล้ว HTTP กับ HTML น้ัน ก็เหมือนกาแฟกับคอฟฟีเมตโดย HTTP คือ

โพรโตคอลท่ีส่ือสารระหว่าง Client Computer กับ Server Computer ทาให้ท้ังสอง
เครอื่ งรูว้ ่าจะจดั การส่งขอ้ มูลไปอยา่ งไร สว่ น HTML คือสอื่ ภาษาท่ที าใหเ้ อกสารหรือ

112

Contents ที่อยบู่ นเครอื่ ง Server Computer เมือ่ ถกู ส่งมาที่ Client Computer แล้วจะ
นาไปแสดงไดอ้ ย่างไร เราเรยี กซอฟต์แวรท์ ีใ่ ชแ้ สดงนี้ว่า Browser
ขอ้ ดขี องการแยกช้ันระหวา่ งการทางานระหวา่ ง HTTP กบั HTML

1. Contents พัฒนาบนเคร่ืองแบบใดก็ได้ เช่น PC, Macintosh, IBM, DEC,
SUN, HP, SGI, Cray เปน็ ตน้ และมีเครอ่ื งมือชว่ ยในการพัฒนามากมาย

2. web server เคร่ืองท่ีใช้เป็น Web Server เป็นเคร่ืองใดๆ ก็ได้ เช่น PC,
Macintosh, IBM, DEC, SUN, HP, SGI, Cray และในแต่ละ Platform มีโปรแกรม Web
Server ใหเ้ ลือกมากมาย

3. Client Computer เคร่ืองท่ีใช้เป็น Client Computer เป็นเครื่องใดๆ ก็ได้
เช่น PC, Macintosh, IBM, DEC, SUN, HP, SGI, Cray, TV with Set-Top Box, Pen
Computer เป็นต้น

4. Browser โปรแกรม Browser มีให้เลือกใช้มากมายบน PC, Macintosh, IBM,
DEC, SUN, HP, SGI, Cray, TV with Set-Top Box, Pen Computer เป็นตน้

9.12 TCP/IP กับเครอื ขา่ ยอินเตอร์เน็ต
เคร่ืองคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ส่ือสารระหว่างกันโดยใช้

Transmission Control Protocol (TCP) และ Internet protocol (IP) รวมเรียกว่า
TCP/IP ข้อมูลท่ีส่งจะถูกตัดออกเป็นส่วนๆ เรียกว่า Packet แล้วจ่าหน้าไปยังผู้รับด้วย
การกาหนด IP Address เช่น สมมตุ ิเราสง่ E-mail ไปหาใครสักคน E-mail ของเราจะถูก
ตัดออกเป็น Packet ขนาดเล็กๆ หลายๆ อัน ซ่ึงแต่ละอันจะจ่าหน้าถึงผู้รับคนเดียวกัน
Packets พวกนี้ก็จะวิ่งไปรวมกับ Packets ของคนอื่นๆ ด้วย ทาให้ในสายของข้อมูล
Packets ของเราจะไม่ได้เรียงติดกัน Packets พวกน้ีจะวิ่งผ่านชุมทาง (Gateway) ต่างๆ
โดยตัว Gateway (อาจเรียกว่า Router) จะอ่านที่อยู่ที่จ่าหน้าแล้วจะบอกทิศทางท่ีไป
ของแต่ละ Packets ว่าจะว่ิงไปทิศทางไหน Packets ก็จะวิ่งไปตามทิศทางนั้น เมื่อไปถึง
Gateway ใหม่ก็จะถูกกาหนดเส้นทางให้ว่ิงไปยัง Gateway ใหม่ที่อยู่ถัดไป จนกว่าจะถึง
เครื่องปลายทาง เช่น เราตดิ ตอ่ กับเครอื่ งในอเมรกิ าอาจจะตอ้ งผ่าน Gateway ถึง 10 แห่ง
เมือ่ Packets ว่ิงมาถึงปลายทางแล้ว เคร่ืองปลายทางก็จะเอา Packets เหล่านั้นมาเก็บ
สะสมจนกวา่ จะครบจงึ จะกลบั คืนให้เป็น E-mail

113

9.13 IP Address
เครื่องคอมพิวเตอร์ท่ีติดอยู่บนอินเตอร์เน็ตก็เปรียบคล้ายๆ กับเคร่ืองโทรศัพท์ท่ีมี

เบอร์เฉพาะตวั ซงึ่ ก็จะมีเพยี งเบอร์เดียวในโลก IP Address เป็นตัวเลขขนาด 32 บิต แบ่ง
ออกเป็น 4 ชุดๆ ละ 8 บิต ดังนั้นตัวเลข 1 ชุดที่เราเห็นคั่นด้วยจุดนั้น จึงแทนได้ด้วย
ตัวเลขจาก 0 ถึง 255 ตัวเลข 4 ชุดนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ Network Number
และส่วนของ Host Number โดยขนาดของแต่ละส่วนจะใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับว่าเครื่อง
คอมพิวเตอรน์ ้ันอยใู่ นเนต็ เวิร์ค Class ใด ซ่ึง Class ของเน็ตเวิร์คแบ่งออกเป็น 4 Classes
ดงั น้ี

1. Class A เป็นเน็ตเวิร์คขนาดใหญ่มี Network Number ตั้งแต่ 1.0.0.0 ถึง
127.0.0.0 นั่นคือใน Class น้ีจะมีส่วนของ Host Number ถึง 24 บิต ซึ่งอนุญาตให้มี
จานวนเครื่องได้ 1.6 ล้านเคร่ืองใน 1 เน็ตเวิร์ค ซึ่งจะมีเน็ตเวิร์คขนาดใหญ่แบบน้ีได้เพียง
127 เนต็ เวิรค์ เทา่ น้นั

2. Class B เป็นเน็ตเวิร์คขนาดกลางมี Network number ต้ังแต่ 128.0.0.0 ถึง
191.255.0.0 น่ัน คือใน Class น้ีมีส่วนของ Network Number 16 บิต และส่วนของ
Host Number ได้ 16 บิต ทาให้มีจานวน เน็ตเวิร์คได้ถึง 16320 เน็ตเวิร์ค และ 65024
Host

3. Class C เป็นเน็ตเวิร์คขนาดเล็กมี Network Number ต้ังแต่ 192.0.0.0 ถึง
223.255.255.0 น่ัน คือใน Class น้ีมีส่วนของ Network Number 24 บิต และส่วนของ
Host Number 8 บิต ทาให้มีจานวนของเน็ตเวิร์คได้ถึง 2 ล้านเน็ตเวิร์คและมีจานวน
Host ในแตล่ ะเนต็ เวริ ค์ เท่ากบั 254 Hosts

4. Class D เป็นส่วนที่เก็บรักษาไว้สาหรับใช้ในอนาคตมี IP Address ตั้งแต่
244.0.0.0 ถงึ 254.0.0.0 หมายเลข IP Address เป็นตัวเลขท่ีใช้ไม่ค่อยสะดวกและจายาก
ด้วยเหตุน้ีจึงมีการคิดระบบตั้งช่ือแบบที่เป็นตัวอักษรให้มีความหมายเพื่อการจดจาได้ง่าย
กว่ามาก เวลาเราอ้างถึงเคร่ืองใ ดบนอินเตอร์เน็ต เราก็จะใช้ชื่อ DNS เช่น
www.nectec.or.th แต่ในการใช้งานจริงนั้น เคร่ืองคอมพิวเตอร์ที่เราใช้อยู่เม่ือรับคาส่ัง
จากเราแล้ว ก็จะขอเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทาหน้าที่บริการบอกเลขหมาย IP Address ซึ่ง
เรียกกันวา่ เป็น DNS Server หรือ Name Server ตวั Name Server เมื่อได้รับ Request
ก็จะตอบเลขหมาย IP Address กลบั มาใหบ้ างทเี ราจะพบกรณที คี่ อมพวิ เตอรท์ ี่เป็น

114

Name Server ไมท่ างาน เราจะไม่สามารถติดต่อเครื่องอ่ืนบนอินเตอร์เน็ตโดยใช้ช่ือ DNS
ได้อีกต่อไปหากเราทราบ IP Address เราสามารถใช้ IP Address ได้โดยตรงไว้ในสมุด
โทรศัพท์ของ Name Server ด้วยเหตุนี้เราจึงทาการเก็บช่ือและ IP Address ไว้ในสมุด
โทรศัพท์ส่วนตัวประจาเครื่อง เช่น บนระบบยูนิกซ์มีไฟล์ /etc/Hosts เอาไว้เก็บช่ือ DNS
ท่ีใชบ้ ่อยๆ

9.14 Domain Name System (DNS)
การแบ่งกลุ่มโดเมนอินเตอร์เน็ตเริ่มมีข้ึนครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา ช่ือโดเมนระดับ

บนสุดจงึ แบง่ กลมุ่ ไว 6 กลุ่ม แตเ่ มือ่ มีการขยายอินเตอร์เน็ตออกไปทั่วโลกจึงต้องจัดสรรช่ือ
โดเมนใหแ้ ต่ละประเภท การกาหนดชอ่ื โดเมนมาตรฐาน ISO 3166 จัดการแบ่งกลุ่มโดเมน
มีดงั น้ี

ตารางท่ี 9.1 การแบ่งกล่มุ โดเมนของสหรัฐอเมรกิ า

โดเมน กล่มุ ตวั อย่าง

com กลุ่มธุรกิจการค้า : Commercial Organizations yahoo.com

edu สถาบนั การศึกษา : Educational Organizations ucla.edu

gov : Government Organizationsหนว่ ยงานรัฐบาล whitehouse.gov

mit หนว่ ยงานทหาร : Militery Organizations navy.mit

net หนว่ ยงานทเ่ี กยี่ วกับเครือขา่ ย : Network Organizations nyser.net

org หนว่ ยงานไมห่ วงั ผลกาไร : commercial Organizations-Non ngo.org

ตารางที่ 9.2 การแบง่ กลมุ่ โดเมนของประเทศอื่นๆ ตัวอย่าง
kmitnb.ac.th
โดเมน กลมุ่ bigc.co.th
ac สถาบันการศกึ ษา : Academic mfa.go.th
co ภาคเอกชน : Commercial nectec.or.th
go หน่วยงานราชการ : Government ksc.net.th
or องค์กรท่ไี ม่หวังผลกาไร : Organization
net : Networkองคก์ รทใ่ี หบ้ ริการเครอื ข่าย

115

ตารางที่ 9.3 ชอ่ื โดเมนของประเทศตา่ งๆ

โดเมน ประเทศ โดเมน ประเทศ โดเมน ประเทศ
ar อารเ์ จนตินา fi ฟนิ แลนด์ no นอร์เวย์
at ออสเตรยี fr ฝรง่ั เศส nz นวิ ซแี ลนด์
au ออสเตรเลีย gr กรซี pl โปแลนด์
be เบลเยยี ม ie ไอรแ์ ลนด์ pt โปรตเุ กส
br บราซลิ il อสิ ราเอล ru รสั เซยี
ca แคนาดา in อนิ เดยี se สวีเดน
ch สวติ เซอร์แลนด์ it อิตาลี sg สงิ หโปร์
cn จนี jp ญี่ปุนุ th ไทย
de เยอรมนั kr เกาหลี tw ไต้หวัน
dk เดนมารก์ mx เมก็ ซโิ ก uk สหราชอาณาจักร
eg อียปิ ต์ my มาเลเซีย us สหรฐั อเมรกิ า
es สเปน nl เนเธอร์แลนด์

ในสหรัฐอเมริกาซ่ึงมีการใช้โดเมนระดับประเทศของตัวเองนอกเหนือจากกลุ่มโดเมนท้ัง
6 กลมุ่ มลรัฐเวอรจ์ เิ นียและ InterNIC หรอื NIC (Network Information Center) ทาหน้าท่ีเป็น
ผู้จัดการและควบคุมเกี่ยวกับการต้ังช่ือโดเมนในอินเตอร์เน็ต โดยจะต้องไม่ซ้ากัน เช่นเดียวกับ IP
Address ท่ไี มซ่ ้ากนั

116

บทที่ 10
การประยุกตใ์ ช้ระบบเครือข่ายคอมพวิ เตอร์

การพัฒนาเทคโนโลยีและระบบเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์
ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ได้บูรณาการเข้าสู่

ระบบธุรกิจองค์การท่ีจะอยู่รอดและมีพัฒนาการต้องสามารถปรับตัวและจัดการกับ
เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม เทคโนโลยีสารสนเทศและระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ท่ีจะมี
ความสาคญั ตอ่ การดาเนินด้านต่างๆ อย่างมาก แต่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ของเทคโนโลยีสารสนเทศ อาจทาให้เทคโนโลยีที่กล่าวถึงในที่น้ีล้าสมัยได้ในระยะเวลา
อันรวดเร็ว ผู้เรียนควรศึกษาติดตามความเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลาโดยเทคโนโลยี
สารสนเทศท่ี สาคัญในปัจจุบันและอนาคตมดี ังต่อไปนี้

1. คอมพิวเตอร์ (computer) ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาไปจากยุคแรกท่ี
เครื่องมีขนาดใหญ่ทางานได้ช้า ความสามารถต่า และใช้พลังงานสูงเป็นการใช้เทคโนโลยี
วงจรรวมขนาดใหญ่ (very large scale integrated circuit : VLSI) ในการผลิต
ไมโครโปรเซสเซอร์ (microprocessor) ทาให้ประสทิ ธิภาพของส่วนประมวลผลของเคร่ือง
พัฒนาข้ึนอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนาหน่วยความจาให้มีประสิทธิภาพ
สูงขึ้นแต่มีราคาถูกลง ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการทางานของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลใน
ปัจจุบัน โดยท่ีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในขณะท่ีมีความสามารถเท่าเทียมหรือมากกว่า
เคร่ืองคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ใน สมัยก่อนตลอดจนการนาคอมพิวเตอร์ชนิดลดชุดคาสั่ง
(reduced instruction set computer) หรือ RISC มาใช้ในการออกแบบหน่วย
ประเมินผล ทาให้เคร่ืองคอมพิวเตอร์สามารถทางานได้เร็วข้ึนโดยใช้คาสั่งพื้นฐานง่ายๆ
นอกจากน้ีพัฒนาการและการประยุกต์ความรู้ในสาขาวิชาต่างๆ ทั้งสาขาวิทยาศาสตร์
วศิ วกรรมศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีสารสนเทศ ทสี่ ่งผลให้เคร่ืองคอมพิวเตอร์มีการประมวลผล
ตามหลักเหตผุ ลของมนุษยห์ รือระบบปญั ญาประดษิ ฐ์ ซึง่ จะกล่าวถึงในหัวขอ้ ต่อไป

2. ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) หรือ AI เป็นการพัฒนาระบบ
คอมพิวเตอร์ให้มีความสามารถที่จะคิดแก้ปัญหาและให้เหตุผลได้เหมือนอย่างการใช้ภูมิ
ปัญญาของมนุษย์จริง ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ในหลายสาขาวิชาได้ศึกษาและทดลองท่ี
จะพฒั นาระบบคอมพิวเตอร์ใหส้ ามารถทางานท่ีมีเหตุผล โดยการเลียนแบบการทางาน

117

ของสมองมนุษย์ ซึ่งความรู้ทางด้านน้ีถ้าได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจะสามารถนามา
ประยุกต์ใช้งานต่างๆ อย่างมากมาย เช่น ระบบผู้เชี่ยวชาญเป็นระบบคอมพิวเตอร์ท่ีถูก
พัฒนาข้ึน เพ่ือให้ความสามารถในการแก้ปัญหาได้อย่างผู้เช่ียวชาญ และหุ่นยนต์
(robotics) เป็นการพัฒนาส่ิงประดิษฐ์ ให้สามารถปฏิบัติงานและใช้ทักษะการเคล่ือนไหว
ได้ใกลเ้ คยี งกบั การทางานของมนุษย์ เป็นตน้

3. ระบบสารสนเทศสาหรับผู้บริหาร (executive information system)
หรือ EIS เป็นการพัฒนาระบบสารสนเทศท่ีสนับสนุนผู้บริหารในงานระดับวางแผน
นโยบายและกลยุทธ์ขององค์การโดยที่ EIS จะถูกนามาให้คาแนะนาผู้บริหารในการ
ตัดสินใจเมื่อประสบปัญหาแบบไม่มีโครงสร้างหรือก่ึงโครงสร้าง โดย EIS เป็นระบบท่ี
พัฒนาข้ึนเพื่อตอบสนองความต้องการที่พิเศษของผู้บริหารในด้านต่างๆ เช่น สถานการณ์
ต่างๆ ท้งั ภายในและภายนอกองค์การรวมทง้ั สถานะของคู่แข่งขนั ด้วย โดยท่รี ะบบจะต้องมี
ความละเอียดออ่ นตลอดจนงา่ ยตอ่ การใชง้ าน เน่อื งจากผู้บรหิ ารระดับสงู จานวนมากไม่เคย
ชนิ กับการติดต่อและสง่ั งานโดยตรงกับระบบคอมพวิ เตอร์

4. การจดจาเสียง (voice recognition) เป็นความพยายามของนักวิทยาศาสตร์
ที่จะทาให้คอมพิวเตอร์จดจาเสียงของผู้ใช้ ปัจจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีสาขานี้ยังไม่
ประสบความสาเร็จตามท่ีนักวิทยาศาสตร์ต้องการ ถ้าในอนาคตนักวิทยาศาสตร์ประสบ
ความสาเร็จในการนาความรู้ต่างๆ มาใช้สร้างระบบการจดจาเสียง ก็จะสามารถสร้าง
ประโยชนไ์ ด้อย่างมหาศาลแก่การใช้งานคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยท่ีผู้ใช้
จะสามารถออกคาสั่งและตอบโต้กับคอมพิวเตอร์แทนการกดแป้นพิมพ์ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ที่
ไม่เคยชินกับการใช้คอมพิวเตอร์ให้สามารถปรับตัวเข้ากับระบบได้ง่าย เช่น ระบบ
สารสนเทศสาหรับผู้บริหารระดับสูง การสั่งงานระบบฐานข้อมูลต่างๆ และระบบรักษา
ความปลอดภัยของข้อมูล เป็นต้น ซ่ึงจะช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพในการทางานและขยาย
คณุ คา่ เพม่ิ ของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มตี ่อธุรกจิ

5. การแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics data interchange)
หรือ EDI เปน็ การสง่ ข้อมลู หรือขา่ วสารจากระบบคอมพิวเตอร์หนึ่งไปสู่ระบบคอมพิวเตอร์
อ่ืนโดยผ่านทางระบบสอื่ สารข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การส่งคาสั่งซ้ือจากผู้ซ้ือไปยังผู้ขาย
โดยตรง ปัจจุบันระบบแลกเปล่ียนขอ้ มลู อิเล็กทรอนกิ สก์ าลงั ไดร้ บั ความนิยมเพิม่ มากข้นึ

118

เร่ือยๆ เพราะช่วงลดระยะเวลาในการทางานของแต่ละองค์การลงโดยองค์การจะสามารถ
ส่งและรับสารสนเทศในการดาเนินธุรกิจ เช่น ใบสั่งซื้อและใบตอบรับผ่านระบบสื่อสาร
โทรคมนาคมท่ีมีอยู่ทาใหท้ งั้ ผสู้ ่งและผูร้ บั ไม่ตอ้ งเสยี เวลาเดินทาง

6. เสน้ ใยแก้วนาแสง (Fiber optics) เป็นตัวกลางที่สามารถส่งข้อมูลข่าวสารได้
อย่างรวดเร็วโดยอาศัย การส่งสัญญาณแสงผ่านเส้นใยแก้วนาแสงท่ีมัดรวมกัน การนาเส้น
ใยแก้วนาแสงมาใช้ในการสื่อสารก่อให้เกิด แนวความคิดเก่ียวกับ “ ทางด่วนข้อมูล
(Information superhighway) ” ท่ีจะเช่ือมโยงระบบเครือข่าย คอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน
เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลและสารสนเทศต่างๆ ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
ปัจจุบันเทคโนโลยีเส้นใยแก้วนาแสงได้ส่งผลกระทบต่อวงการสื่อสารมวลชนและการ
คา้ ขายสินคา้ ผ่าน ระบบเครือขา่ ยอิเล็กทรอนกิ ส์

7. อินเทอร์เน็ต (Internet) เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ท่ีเชื่อมโยงไป
ทั่วโลก มีผู้ใช้งานหลายล้านคนและกาลังได้รับความนิยมเพ่ิมขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่
สมาชิกสามารถติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ตลอดจนค้นหาข้อมูลจาก
ห้องสมุดต่างๆ ได้ ในปัจจุบันได้มีหลายสถาบันในประเทศไทยที่เชื่อมระบบคอมพิวเตอร์
กับเครือข่ายนี้ เช่น ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (Nectec)
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั และสถาบนั เทคโนโลยีแห่งเอเชีย เปน็ ตน้

8. ระบบเครือข่าย (Networking system) โดยเฉพาะระบบเครือข่ายเฉพาะ
พื้นที่ (Local area network : LAN) เป็นระบบสื่อสารเครือข่ายท่ีใช้ในระยะทางที่กาหนด
สว่ นใหญจ่ ะภายในอาคารหรือในหน่วยงาน LAN จะมีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพในการทางาน
ของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลให้สูงข้ึน รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการทางานการใช้
ข้อมูลร่วมกันและการเพิ่มความเร็วในการติดต่อส่ือสาร นอกจากนี้ระบบเครือข่ายของ
คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยังผลักดันให้เกิดการกระจายความรับผิดชอบในการจัดการ
เทคโนโลยี สารสนเทศไปยงั ผ้ใู ช้มากกว่าในอดีต

9. การประชุมทางไกล (Teleconference) เป็นการนาเทคโนโลยีสาขาต่างๆ
เช่น คอมพิวเตอร์ เคร่ืองถ่ายโทรทัศน์ และระบบสื่อสารโทรคมนาคมผสมผสาน เพื่อให้
สนับสนุนในการประชุมมีประสิทธิภาพ โดยผู้นาเข้าร่วมประชุมไม่จาเป็นที่จะต้องอยู่ใน
ห้องประชุมและพื้นที่เดียวกัน ซ่ึงจะช่วยให้ประหยัดเวลาในการเดินทาง โดยเฉพาะใน
สภาวะการจราจรทต่ี ดิ ขัด ตลอดจนผู้เข้าประชมุ อยู่ในเขตทหี่ า่ งไกลกันมาก การประชมุ

119

ทางไกล (Tele Conference) เป็นการประชุมของบุคคลท่ีอยู่คนละสถานที่และห่างไกล
กันอาจเป็นคนละตึก คนละจังหวัด คนละประเทศ หรือคนละทวีป โดยอาศัยอุปกรณ์
โทรคมนาคมส่ือสารกันข่าวสารที่รับส่งได้ท้ัง ตัวอักษร เสียง และภาพพร้อมๆ กัน จึงให้
ความสะดวกแก่ผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก โดยทั่วไปการประชุมทาง ไหลจะแบ่งเป็น
2 ลกั ษณะไดแ้ ก่

9.1 การประชุมทางไกลเฉพาะเสียง (Audio Conference) อาศัยระบบ
โทรศพั ท์หรือวงจรเชา่ จากองค์การโทรศัพท์หรือการส่ือสารแห่งประเทศ เมื่อผู้เข้า
ประชุมพร้อมทุกคนจึงเร่ิมประชุม ทุกๆ คนได้ยินเสียวพูดพร้อมๆ กันเสมือน
ประชมุ อยู่ในท่เี ดียวกนั โดยมผี ู้ดาเนินการประชุมเปน็ ผจู้ ัดระเบียบในหารพดู

9.2 การประชุมทางไกลท้ังเสียงและภาพ (Video Conference) เป็นการ
ประชมุ ท่ีใชส้ ายโทรศพั ท์หรือวงจรพเิ ศษเปน็ สอ่ื นาภาพ เสยี ง และข้อมูลสู่ผู้เข้าร่วม
ประชุมการใช้บริการสื่อสารรวมระบบดิจิตอล (ISDN – Integrated Service
Digital Network) จะช่วยรวมบริการด้านเสียง ภาพและข้อมูล ไว้ในเครือข่าย
เดยี วกนั โดยใชเ้ คเบิลใยแกว้ นาแสงต่อเข้ากับคสู่ ายเพียงคู่เดียวก็ทางานได้ท้ังเสียง
และภาพ
10 โทรทัศน์ดิจิตอล โทรทัสน์ตามสาย และผ่านดาวเทียม (Cable and
sattleite TV) การส่งสัญญาณโทรทัศน์ผ่านส่ือต่างๆ ไปยังผู้ชม จะมีผลทาให้ข้อมูล
ข่าวสารสามารถแพร่ไปได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมพื้นที่กว้างข้ึน โดยท่ีผู้ชมสามารถ
เข้าถึงข้อมูลจากสื่อต่างๆ ได้มากข้ึน ส่งผลให้ผู้ชมรายการมีทางเลือกมากขึ้นและสามารถ
ตัดสินใจในทางเลือกต่างๆ ได้เหมาะสมข้ึน และในปัจจุบันประเทศไทยได้มีการเผยแพร่
สญั ญาณโทรทศั นด์ ิจติ อลผา่ นหลากหลายส่อื สญั ญาณเครอื ขา่ ยให้ผชู้ มได้เลือกชมกัน ทาให้
ภาพและเสยี งคมชัดมากกวา่ เดมิ หลายเท่าตัว
11. เทคโนโลยีมัลติมีเดีย (multimedia technology) เป็นการนาเอา
คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มาจัดเก็บข้อมูลหรือข่าวสารในลักษณะ
ที่แตกตา่ งกนั ทั้งรูปภาพ ขอ้ ความ เสยี ง โดย สามารถเรียกกลับมาใช้เป็นภาพเคล่ือนไหวได้
และยังสามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ด้วยการประยุกต์เข้ากับความรู้ ทางด้านคอมพิวเตอร์ เช่น
หน่วยความจาแบบอ่านอย่างเดียวที่บันทึกในแผ่นดิสก์ (CD-ROM) จอภาพท่ีมีความ
ละเอยี ดสงู (high resolution) เขา้ กบั อุปกรณ์ต่างๆ เพ่อื จดั เกบ็ และนาเสนอข้อมูล ภาพ

120

และเสียงท่ีสามารถ โต้ตอบกับผู้ใช้ได้ ปัจจุบันเทคโนโลยีมัลติมีเดียเป็นเทคโนโลยีที่ตื่นตัว
และได้รับความสนใจจากบุคคลหลายกลุ่ม เน่ืองจากเล็งเห็นความสาคัญว่าจะเป็น
ประโยชนต์ อ่ วงการศกึ ษา โฆษณา และบันเทิงเปน็ อยา่ งมาก

12. การใช้คอมพวิ เตอรใ์ นการฝึกอบรม (computer base training) เป็นการ
นาเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการฝึกอบรมในด้านต่างๆ หรือการนาเอา
คอมพิวเตอร์มาช่วยในด้านการเรียนการสอนที่เรียกว่า “ คอมพิวเตอร์ช่วยการสอน
(computer assisted instruction) หรือ CAI” การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการสอนเปิด
ช่องทางใหมใ่ นการเรียนรู้โดยส่งเสริมประสิทธิภาพการเรียนรู้ ตลอดจนปรัชญาการเรียนรู้
ดว้ ยตนเอง

13. การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบ (computer aided design)
หรือ CAD เป็นการนาเอาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และระบบข้อมูลเข้ามาช่วยในการ
ออกแบบผลิตภัณฑ์ รวมทั้งรูปแบบหีบห่อของผลิตภัณฑ์หรือการนาคอมพิวเตอร์มาช่วย
ทางด้านการออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมให้มีความเหมาะสมกับความต้องการ
และความเป็นจริง ตลอดจนช่วยลดต้นทุนการดาเนินงานในการออกแบบ โดยเฉพาะใน
เร่อื งของเวลาการแก้ไขและการจัดเก็บแบบ

1 4 . ก า ร ใ ช้ ค อ ม พิ ว เ ต อ ร์ ช่ ว ย ใ น ก า ร ผ ลิ ต ( c o m p u t e r a i d e d
manufacturing) หรือ CAM เปน็ การนาคอมพวิ เตอร์มาช่วยในการผลิตสินค้าในโรงงาน
อุตสาหกรรม เนื่องจากระบบคอมพิวเตอร์จะมีความเที่ยงตรงและน่าเช่ือถือได้ในการ
ทางานท่ีซ้ากัน ตลอดจนสามารถตรวจสอบรายละเอียดและข้อผิดพลาดของผลิตภัณฑ์ได้
ตามมาตรฐานที่ต้องการ ซึ่งจะช่วยประหยัดระยะเวลาและแรงงาน ประการสาคัญช่วยให้
คณุ ภาพของผลิตภณั ฑม์ ีความสม่าเสมอตามท่กี าหนด

15. ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (geographic information system)
หรือ GIS เป็นการนาเอาระบบคอมพิวเตอร์ทางด้านรูปภาพ (graphics) และข้อมูลทาง
ภูมศิ าสตรม์ าจดั ทาแผนทใ่ี นบริเวณทสี่ นใจ GIS สามารถนามาประยุกต์ให้เป็นประโยชน์ใน
การดาเนินกิจการต่างๆ เช่น การวางแผนยุทธศาสตร์ การบริหาร การขนส่ง การสารวจ
และวางแผนปอ้ งกันภัยธรรมชาติ การชว่ ยเหลอื และกู้ภยั เปน็ ต้น

121

ท่ีกล่าวมาน้ีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีถูกพัฒนาข้ึนในปัจจุบัน
และกาลังทาการศึกษาและปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพเหมาะสมต่อการใช้งานในอนาคต
โครงการพัฒนาความรู้ต่างๆ เหล่านี้จะมีผลไม่เพียงต้องการเปล่ียนแปลงเทคโนโลยี
สารสนเทศเท่าน้ัน แต่ยังจะส่งผลกระทบต่อการดาเนินงานขององค์การและความเป็นอยู่
ของมนษุ ยใ์ นสงั คมส่วนรวมอีกด้วย เราจะเห็นว่าปัจจุบันเทคโนโลยี สารสนเทศจะเข้ามามี
บทบาทและอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์เพิ่มขึ้น ดังน้ันเราต้องพยายามติดตาม ศึกษา และทา
ความเข้าใจแนวทางและพัฒนาการที่เกิดขึ้น เพื่อท่ีจะนาเทคโนโลยีสารสนเทศไป
ประยุกตใ์ ชใ้ หเ้ ป็นประโยชน์ในการดารงชีวิตอยา่ งเหมาะสม

นอกจากการประยุกต์ใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์สนับสนุนกิจกรรมดังกล่าวท่ีผ่าน
มาแล้ว เทคโนโลยี เครือข่ายยังสามารถสนับสนุนด้านการศึกษา ด้านการแพทย์ทางไกล
(Tele Medicine) ด้านความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ด้านการสื่อสาร ด้านธุรกิจ และ
ดา้ นอน่ื ๆ ดงั น้ี

1. ด้านการศึกษา เกิดส่ิงที่เรียกว่า การศึกษาทางไหล (Tele Education) ทา
ใหผ้ ู้ทีอ่ ยหู่ า่ งไกลแหล่ง การศึกษา และไมม่ ีโอกาสเดนิ ทางไปยงั แกลง่ ความรู้ ไดเ้ รียนรู้ หรือ
ศึกษาวิชาการท่ีสนใจ ณ เป็นการให้ความรู้ เดินทางไปสู่ผู้เรียนในหลายประเทศ เช่น
สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ มาเลเชีย ฯลฯ ต่างมีแผนระดับชาติท่ีจะพัฒนาประชากรของตน
โดยส่งผา่ นความร้ทู างอินเทอร์เนต็ เข้าสบู่ ้านประชากรทุกหลงั ภายในไม่เกิน 10 ปี ข้างหน้า
สาหรับประเทศไทย ศูนย์เทคโนโลยีอีเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)
ได้พัฒนาโครงข่ายงานมหาวิทยาลัย ท่ีวางเป้าหมายเพื่อเช่ือมโยงคอมพิวเตอร์ของ
มหาวิทยาลัยต่างๆ ในส่วนกลาง เข้ากับมหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาค ซ่ึงจะส่งผลให้สามารถ
ค้นหาความรู้ในสาขาวิชาต่างๆ ได้รวดเร็ว ส่งเสริมให้งานวิจัยมีความเจริญก้าวหน้าและมี
มาตรฐานสูงข้ึน ผลพลอยได้ที่ตามมาก็คือ ช่วยให้เกิดความสนใจย่างจริงจังในการ
ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มากยิ่งขึ้น การศึกษาในระดับปริญญาตรี โท หรือเอก
ผ่านอินเทอร์เน็ต ก็เป็นทางเลือกใหม่ท่ีจะเกิดขึ้นในเร็วๆ น้ีนักศึกษาจะเดินทางไป
มหาวิทยาลัยต่างประเทศเฉพาะเมื่อจะสอบเท่าน้ัน การศึกษาทางไกลเช่นน้ี จึงเป็น
แนวทางใหม่ที่เกิดข้ึนในสังคมมนุษย์และน่าจะเป็นประโยชน์ เพราะประหยัดท้ังเวลาและ
ค่าใช้จ่ายได้มาก ต่อไปคาว่า “ครูเท้าเปล่า” หรือ”ครูเดินสอน” คงจะค่อยๆ เลือนไปจาก
ความคดิ ของ คนไทยเพราะประโยชน์จากอินเตอรเ์ น็ต นน้ั เอง

122

2. ด้านการแพทย์ทางไกล (Tele Medicine) ในด้านการแพทย์ได้มีการนา
ระบบเครือขา่ ยมาใชใ้ นการเกบ็ ทะเบยี นประวัติคนไข้โดยใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน มีการปรึกษา
วินิจฉัยโรคและรักษาโรคผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซ่ึงน่าจะเป็นผลดีแก่ผู้อยู่อาศัยใน
ท้องถ่ินทุรกันดาร หากทาให้การใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพจริงๆ ต่อไป
สขุ ภาพเฉลย่ี ของประชากรนา่ จะดขี ้ึนอยา่ งตอ่ เนือ่ ง

3. ด้านความม่นั คงปลอดภัยของประเทศ หากได้มีหารเก็บประวัติอาชญากรด้วย
ฐานข้อมูลเดียวกัน โดยทุกสถานีตารวจมีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่จะสามารถเรียกและ
ตรวจสอบข้อมูลได้ ก็จะทาให้การปราบปรามอาชญากรรมกระทาได้รวดเร็วทันเหตุการณ์
ในเร่อื งการจราจรท่ีติดขัด สามารถใช้ระบบเครือข่ายช่วยรายงานสภาพการจราจรในการ
ส่ือสาร ทหาร การถ่ายทอดข้อมูลการทหารด้วยลาแสงเลเซอร์ก็ให้ผลลัพธ์ที่แม่นยาและ
ปลอดภัย

4. ด้านธุรกิจ ระบบเครือข่ายมีประโยชน์มากมายหลายอย่างต่อธุรกิจซ่ึงกล่าวพอ
สงั เขป ไดแ้ ก่

4.1 ด้านการเงินและธนาคาร ระบบออนไลน์บนเครือข่ายช่วยให้ธุรกิจ
สามารถสอบถามยอดเงิน หรือโอนเงินได้รวดเร็วทันใจ การติดต่อข่าวสาร
ระหว่างสานักงานใหญ่และสาขาหรอื สาขากับสาขา สะดวกรวดเรว็ ฉบั ไว

4.2 โฮมเพจ (Homepage) กับการโฆษณาเกิดธุรกิจใหม่แก่วงการโฆษณา
น้ันคือการออกแบบโฮมเพจสาหรับฝากไว้บนอินเตอร์เน็ต โอมเพ็จ คือ หน้าจอที่
ปรากฏบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ธุรกิจต่างๆ ใช้โฮมเพจโฆษณาหรือ
ประชาสัมพันธ์หน่วยงานหรือสินค้าของตน โดยฝากโฮมเพจไว้บนเครือข่าย การ
สร้างโฮมเพจให้สวยงาม ดึงดูดใจ ต้องใช้ความรู้ทางการออกแบบโฆษณา จึง
เท่ากับเป็นการสร้างงาน ให้แก่ฝ่ายรีเอทีฟ (Creative) ของงานโฆษณา
ขณะเดยี วกันโปรแกรมเมอร์ก็มีงานเขียนโฮมเพจตามลักษณะท่ีออกแบบมา จึงทา
ให้เกิดการสร้างงานแก่โปรแกรมเมอร์ในอีกแบบหน่ึง ธุรกิจบริการบนอินเตอร์เน็ต
ที่ เรียกว่า Internet Service Provider (ISP) ก็เป็นธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลัง
การมีอินเตอร์เน็ตผู้สนใจใช้บริการของเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นไปรษณีย์
อิเล็กทรอนิกส์ หรืออื่นๆ จะต้องเช่าช่องทางหรือเช่าเวลาการ เชื่อมโยงเครือข่าย
จาก ISP

123

4.3 การทาธุรกจิ ค้าขายบนเครือขา่ ยหรือ e-Commerce ปัจจุบันมีการซ้ือ
ขายสินค้าหรือบริการผ่านเครือข่าย การจ่ายเงินชาระค่าสินค้า หรือบริการอาจใช้
เงนิ อเิ ล็กทรอนกิ ส์ (Electronic Money) หรอื ผา่ นบัตรเครดิตของผู้ซื้อ ปัญหาท่ียัง
มีอยู่บ้าง ก็คือ การรักษาความปลอดภัยบนเครือข่าย เช่น การหาทางป้องกันการ
ถอดรหัสบตั รเครดิตของผู้ซือ้ เปน็ ต้น
5. ด้านการส่ือสารการใช้ประโยชน์พ้ืนฐานบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต คือ การส่ง
จดหมายอิเลก็ ทรอนกิ ส์ทเ่ี รียกกันว่า E-Mail (Electronic Mail) E-Mail ช่วยให้การสื่อสาร
ทางไกลสะดวกและรวดเร็ว เพราะสามารถสอื่ สารกนั ได้ทง้ั รูปขอ้ ความ จดหมาย ภาพ หรือ
เสียง ทาใหส้ ะดวก คลอ่ งตัว และประหยดั กวา่ การพดู คยุ ผ่านโทรศัพท์ทางไกล นอกจากน้ี
ยังมีบริการอีกหลายชนิดบนเครือข่าย (ซ่ึงมักจะได้แก่ เครือข่ายอินเตอร์เน็ต) ได้แก่
จดหมายข่าว จดหมายเวยี น (Mail) การใชค้ อมพวิ เตอรบ์ นเครอื่ งอน่ื (Telnet) และการขน
ถา่ นแฟ้ม (FTP-File Transfer) เปน็ ตน้
6. ด้านอื่นๆ ยังมีการใช้งานด้านอื่นๆ อีกมากมายบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ งาน
ต่างๆ บนเครือข่ายล้วนเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ ช่วยยกระบบคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น การ
ติดตามพัฒนาการและความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการด้านน้ี จะช่วยให้สามารถใช้
ประโยชน์การส่ือสารข้อมูลบนเครือข่ายได้สูงสุด อนึ่งความปลอดภัยนับเป็นหัวใจของ
ระบบเครือข่าย ทุกคนควรท่ีจะช่วยกันสอดส่องดูแลเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าระบบมี
เสถียรภาพและเช่ือถือได้ โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ตน้ันเป็นสังคมใหญ่ที่มีสมาชิกมากมาย
มีความหลากหลาย ท้ังความรู้ และความคิด รวมทั้งวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นจึงต้อง
ชว่ ยกันรักษาระบบ เพ่อื จะไดใ้ ช้ประโยชน์ไดน้ านเท่านาน
ปจั จบุ ันพฒั นาการและการนาเทคโนโลยมี าประยุกตใ์ ช้ในองค์การ ส่งผลให้เกิดการ
เปล่ียนแปลงท้ังโดยทางตรงและทางอ้อม ซึ่งก่อให้เกิดความท้าทายแก่ผู้บริหารในอนาคต
ให้นาเทคโนโลยมี าใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์สงู สุดแกธ่ รุ กจิ โดยผบู้ รหิ ารตอ้ งมคี วามรู้ ความเข้าใจ
และวิสัยทัศน์ต่อแนวโน้มของเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถตัดสินใจนาเทคโนโลยีมาใช้งาน
อย่างมีประสทิ ธภิ าพ ซงึ่ เราสามารถจาแนกผลกระทบของเทคโนโลยีท่ีมีต่อการทางานของ
องค์การออกเป็น 5 ลกั ษณะ ดังต่อไปน้ี

124

6.1 การปรับปรุงรูปแบบการทางานขององค์การ เทคโนโลยีหลายอย่างได้ถูก
นาเข้ามาใช้ภายในองค์การ และส่งผลให้กระบวนการทางานได้เปลี่ยนรูปแบบไป
ตวั อย่างเช่น การนาเอาเทคโนโลยีไปรษณีย์ อิเล็กทรอนิกส์ (Electronics mail) เข้ามาใช้
ภายในองค์การทาให้การส่งข่าวสารไม่ต้องใช้พนักงานเดิน ลดการใช้กระดาษที่ต้องพิมพ์
ข่าวสารและสามารถส่งข่าวสารไปถึงบุคคลท่ีต้องการ ได้เป็นจานวนมากและรวดเร็วหรือ
เทคโนโลยีสานักงานอัตโนมัติ (Office Automation) ท่ีเปลี่ยนรูปแบบของ กระบวนการ
ทางานและประสานงานในองค์การให้มีประสิทธิภาพดีย่ิงขึ้นและเป็นเครื่องมือที่มี
ประสิทธภิ าพ ในการบริหารงานของผู้บริหารในระดบั ตา่ งๆ ขององคก์ ร

6.2 การสนับสนุนการดาเนินงานเชิงกลยุทธ์ โดยเทคโนโลยีสารสนเทศจะผลิต
สารสนเทศท่ีสาคัญให้แก่ผู้บริหารที่จะใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจและการสร้างความ
ได้เปรียบเหนือกว่าคู่แข่งขัน ในอนาคตการแข่งขันในแต่ละอุตสาหกรรมจะมีความรุนแรง
มากขึ้น การบริหารงานของผู้บริหารที่อาศัยเพียงประสบการณ์และโชคชะตาอาจจะไม่
เพียงพอ แต่ถ้าผู้บริหารมีสารสนเทศท่ีมีประสิทธิภาพมาประกอบในการตัดสินใจ ก็จะ
สามารถแก้ไขปัญหาและบริหารงานได้มีประสิทธิภาพข้ึน ดังนั้นผู้บริหารในอนาคตจะต้อง
สามารถประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยีการสรา้ งสารสนเทศทีด่ ใี ห้กับตนเองและองคก์ าร

6.3 เคร่ืองมือในการทางาน เทคโนโลยีถูกนาเข้ามาใช้ภายในองค์การ เพ่ือให้การ
ทางานคลอ่ งตวั และมีประสิทธิภาพ เช่น การออกเอกสารต่างๆ โดยใช้คอมพิวเตอร์ การใช้
คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบชิ้นส่วนของเครื่องจักร และการควบคุมการผลิต เป็นต้น
เราจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีสามารถที่จะนามาประยุกต์ในหลายๆ ด้าน โดยเทคโนโลยีจะ
ช่วยเปล่ียนแปลงและปรับปรุงคุณภาพของการท่ีจะนามาประยุกต์ในหลาย ๆ ด้าน โดย
เทคโนโลยจี ะชว่ ยเปลย่ี นแปลงและปรับปรุงคุณภาพของการทางานให้ดีขึ้น หรือแม้กระท่ัง
ช่วยลดค่าใช้จ่ายในเร่ืองของแรงงานและวัสดุสิ้นเปลืองต่างๆ ลง แต่ยังคงรักษาหรือเพิ่ม
คุณภาพในการทางานหรือการให้บริการลูกค้าที่ดีขึ้น ซ่ึงเป็นท่ีแน่นอนว่าเทคโนโลยีจะถูก
นาเข้ามาใช้ในการเปล่ียนแปลงและปรับปรุง กระบวนการในการดาเนินงานขององค์การ
มากขึน้ ในอนาคต

6.4 การเพ่ิมผลผลิตของงานโดยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ปัจจุบัน
คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือ PC ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากข้ึน ตลอดจนการใช้งาน
สะดวกและไม่ซับซ้อนเหมือนอย่างคอมพวิ เตอร์ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ในทอ้ งตลาดยงั มี

125

ชุดคาส่ังประยุกต์ (Application Software) อีกมากมายที่สามารถใช้งานกับเคร่ือง
คอมพวิ เตอรส์ ่วนบคุ คลและสามารถช่วยเพ่มิ ประสิทธภิ าพและผลผลติ ของงานได้อย่างมาก
และเม่ือต่อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเข้ากับระบบเครือข่าย ก็จะทาให้องค์การสามารถรับ-
ส่งข้อมูลและข่าวสารจากท้ังภายในและภายนอกองค์การได้อีกด้วย ดังนั้นในอนาคต
คอมพิวเตอร์สว่ นบุคคลจะกลายเป็นเคร่ืองมือหลกั ของพนกั งานและผู้บรหิ ารขององค์การ

6.5 เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสาร ในช่วงแรกของการนาคอมพิวเตอร์มาใช้งาน
ทางธุรกิจคอมพิวเตอร์ จะถูกใช้เป็นเพียงอุปกรณ์หลักที่ช่วยในการเก็บและคานวณข้อมูล
ต่างๆ เท่าน้ัน ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้ถูกพัฒนาให้มีศักยภาพมากข้ึน โดยสามารถท่ีจะต่อ
เป็นระบบเครือข่ายเพ่ือแลกเปล่ียนข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันผู้ใช้สามารถติดต่อ
เพ่ือท่ีจะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซ่ึงกันและกันได้จากทุกหนทุกแห่งท่ัวโลก คอมพิวเตอร์
จึงมีบทบาทที่สาคัญมากกว่าการเป็นเครื่องมือท่ีเก็บและประมวลผลข้อมูลเหมือนอย่างใน
อดตี ตอ่ ไป

แนวโน้มของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศขององค์การ แสดงให้เราเห็นได้ว่าใน
อนาคต ผู้ท่ีจะเป็นนักบริหารและนักวิชาชีพที่ประสบความสาเร็จจะต้องไม่เพียงแค่รู้จัก
คอมพิวเตอร์ แต่จะต้องสามารถใช้คอมพิวเตอร์อย่างมีประสิทธิภาพและรู้จักการจัดการ
เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยผู้บริหารในอนาคตจะต้องรู้จักการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับงาน
ของตน มีความคิดในการที่จะสร้างระบบสารสนเทศที่ตนเองต้องการ เพ่ือช่วยในการ
ตดั สินใจในภาวะที่มีการแข่งขันสูง ทาให้การบริหารของตนเองมีประสิทธิภาพและประสบ
ความสาเร็จอย่างสูง ขณะที่นักวิชาชีพจะใช้ระบบสารสนเทศในการรวบรวมประมวลผล
และจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการค้นหาและตรวจสอบข้อมูลจากแหล่ง
ต่างๆ ผา่ นระบบเครือข่ายอย่างถกู ต้องและรวดเร็ว

10.2 ประโยชน์ของระบบเครือข่ายคอมพวิ เตอร์
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ อาศัยช่องทางในการสื่อสารข้อมูลระหว่างเคร่ื อง

คอมพิวเตอร์สร้างการทางานท่ีเป็นชุมชนประสานสัมพันธ์ระหว่างคอมพิวเตอร์และ
ทรัพยากรของระบบคอมพิวเตอร์ เช่นอุปกรณ์ประกอบต่างๆ นอกเหนือจากการสร้าง
เครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์จะก่อใหเ้ กดิ ประโยชน์เชน่ เดียวกบั การสอ่ื สารขอ้ มูล ไดแ้ ก่

126

1. ลดขนาดของเคร่ืองคอมพิวเตอร์ (Downsizing) การใช้ระบบคอมพิวเตอร์ใน
กิจการขนาดใหญ่และขนาดกลางในยุคท่ีผ่านมา มักจะต้องใช้คอมพิวเตอร์ระดับเมนเฟรม
หรือมินิคอมพิวเตอร์ ซ่ึงโฮสคอมพิวเตอร์เพียงเคร่ืองเดียวสามารถทาการประมวลผลงาน
ต่างๆ ในกิจการได้หลายด้าน แต่ระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เช่นนั้นมีราคาในการลงทุน
และค่าใช้จ่ายในการบารุงรักษาเป็นเงินสูง และยังต้องใช้ผู้ที่มีความเช่ียวชาญในการดูแล
รักษาระบบและอานวยความสะดวกในการใช้งานต่อผู้ใช้ของหน่วยงานต่างๆ ในยุคที่
คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่มีราคาถูกเข้ามามีบทบาทในช่วงแรกจะทาได้เพียงงานเล็กๆ
บางงานเท่าน้ัน แต่เม่ือมีการนาเทคโนโลยีระบบเครือข่ายเข้ามาใช้ทาให้สามารถต่อเช่ือม
คอมพิวเตอร์จานวนหลาย ๆ เคร่ืองเข้าด้วยกันแม้จะมีการทางานท่ีแยกกัน แต่จาก
ความสามารถด้านเครือข่ายทาให้คอมพิวเตอร์เหล่าน้ี สามารถทางานประสานกันได้
กระจายหน้าที่การทางานไปยังเครื่องต่างๆ ท่ีถูกจัดไว้อย่างเหมาะสม ด้วยเทคโนโลยีการ
ผลิตไมโครโปรเซสเซอร์ที่สามารถทาได้ซับซ้อนมากข้ึน ยิ่งทาให้ความสามารถของ
คอมพิวเตอรข์ นาดเลก็ แตล่ ะเครือ่ งมคี วามสามารถสูงเทียบเท่ากับเคร่ืองใหญ่ๆ ในบางด้าน
ได้ ดังน้ันการใช้คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่จึงลดบทบาทลงและถูกแทนที่ด้วยการนา
คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก เช่นพีซี และสถานีงาน วิศวกรรมท่ีมีราคาต่ากว่าระบบเมนเฟรม
และมินิคอมพิวเตอร์ มาทางานในระบบเครือข่ายแทน ซึ่งข้อดีในการใช้คอมพิวเตอร์เล็กๆ
หลายๆ เครื่องมาทางานรว่ มกนั ในระบบเครอื ขา่ ย

2. การจัดสร้างระบบเครือข่ายทาได้ง่ายกว่าและเป็นระบบเปิด (open system)
ที่มีผผู้ ลติ ส่วนประกอบต่างๆ อยู่มากมายหลายย่ีห้อ รุ่น ซึ่งสามารถนามาใช้งานร่วมกันได้
และอุปกรณ์ต่างๆ ยังมีราคาถูก สามารถเริ่มต้นสร้างจากระบบขนาดเล็กและขยาย
ความสามารถของระบบไดใ้ นภายหลัง

3. ในระบบโฮสคอมพิวเตอร์หากเพิ่มจานวนเทอร์มินอลมากขึ้นประสิทธิภาพของ
ระบบจะลดต่าลง เนื่องจากต้องแบ่งกันใช้เวลาสาหรับการประมวลผล แต่เม่ือถูกแทนท่ี
ด้วยการใช้เคร่ืองลกู ขา่ ยที่เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก เม่ือมีจานวนเคร่ืองลูกข่าย (อาจเป็น
พีซี แมกอินทอชหรือสถานีงานวิศวกรรม) มากข้ึน ประสิทธิภาพรวมไม่ได้ตกลง
เน่อื งจากการประมวลผลแยกทาบนเครอื่ งลูกข่ายแต่ละเคร่อื งไม่ได้รวมกนั อยู่ที่เดียว ดังนั้น
ย่ิงจานวนลูกข่ายมากข้ึนประสิทธิภาพรวมของระบบจะย่ิงสูงขึ้นจากประสิทธิภาพของ
ลกู ข่ายแต่ละตัวมารวมกัน

127

4. การขยายระบบทาได้ง่ายในราคาไม่สูงนัก เน่ืองจากเครื่องคอมพิวเตอร์และ
อุปกรณป์ ระกอบมีราคาถูกกว่าการเพิ่มเติมส่วนประกอบในคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ดังนั้น
ในระบบเครือข่ายสามารถซ้ือคอมพิวเตอร์เพิ่มและนามาเช่ือมย่อเข้ากับเครือข่ายได้อย่าง
ง่ายดาย

5. หากเกิดความเสียหายข้ึนในบางจุดไม่กระทบกับระบบทั้งหมด เน่ืองจากระบบ
คอมพิวเตอรท์ ง้ั ลกู ข่ายและแม่ข่ายจะทางานแยกโดยอิสระจากกัน หากจุดใดเสียก็สามารถ
แก้ไขหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ที่จุดน้ัน แต่หากเป็นระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่หากเกิดความ
เสียหายจะทาให้ระบบท้งั หมดไมส่ ามารถทางานได้

6. บารุงรักษาได้ง่ายเน่ืองจากเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่เกิดจากคอมพิวเตอร์ท่ี
ใช้งานเฉพาะบุคคล จึงมีความซับซ้อนน้อยและเข้าใจการทางานได้ง่ายกว่า รวมถึงมีผู้ท่ีใช้
ระบบคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กเหล่านี้อยู่เป็นจานวนมากไม่จากัดเฉพาะกลุ่มบุคคล มีการ
เผยแพร่ความรูแ้ ละเทคโนโลยอี ยา่ งแพร่หลาย

7. ผู้ใชร้ ะบบสามารถเข้าใจในวธิ ใี ช้งานได้ง่าย รวดเรว็ เนื่องจากระบบคอมพิวเตอร์
ขนาดเล็กในปจั จุบนั ไมว่ ่าจะใช้งานเพียงเครอ่ื งเดยี วหรือการตอ่ รวมกันเป็นเครือข่าย ก็จะมี
การใชง้ านทีเ่ หมือนกัน เป็นระบบกราฟิกทไี่ มม่ คี วามซับซอ้ นมากนักเข้าใจไดง้ า่ ย

น อ ก เ ห นื อ จ าก ก า ร ใช้ ค อ ม พิ วเ ต อ ร์ข น าด เล็ ก ท าง าน ร่ว ม กั น ใน เค รือ ข่ า ยแ ล้ ว
คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ เช่น เทมนเฟรมและมินิก็ได้ปรับเปล่ียนลักษณะการใช้งานมาเป็น
การเชื่อมต่อเข้าเป็นส่วนหนึ่งในระบบเครือข่าย เพ่ือทางานร่วมกันกับระบบคอมพิวเตอร์
ขนาดเล็กได้ หากเป็นงานที่ต้องการคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่มาทางานประกอบด้วย ดังน้ัน
การนาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ประโยชน์จึงสามารถสร้างให้เกิด ระบบ
ประมวลผลขนาดใหญ่จากคอมพิวเตอร์เคร่ืองเล็กย่อยๆ ที่ทางานประสานกันตามหน้าท่ีท่ี
เหมาะสม

8. ใช้ทรัพยากรร่วมกัน ในสานักงานท่ีมีพนักงานเป็นจานวนมากที่ เคยใช้
คอมพิวเตอร์พซี ีแยกแต่ละเครื่อง มักจะต้องมีอุปกรณ์ประกอบเฉพาะสาหรับคอมพิวเตอร์
แยกกันไป เช่น จะต้องมีเครื่องพิมพ์คู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ จะต้องมีหน่วยบันทึกเช่น
ฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่แยกสาหรับติดตั้งในคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องบันทึกข้อมูลในชุดของ
ตนเอง การใช้ทรัพยากรของคอมพิวเตอร์ร่วมกันเช่นจะแบ่งเคร่ืองพิมพ์เคร่ืองหน่ึงให้
คอมพวิ เตอรห์ ลายๆ เคร่อื งไดใ้ ชห้ รอื จะใช้ขอ้ มูลรว่ มกันทาไดด้ ้วยความยากลาบากและ

128

ต้องวุ่นวาย เช่น เครื่องพิมพ์หากไม่มีกล่องสวิทซ์สาหรับต่อคอมพิวเตอร์ได้หลายๆ เคร่ือง
และเลือกพิมพ์จากคอมพิวเตอร์เคร่ืองใดเคร่ืองหนึ่งแล้ว ก็ต้องใช้วิธีการทาสาเนาข้อมูล
ผ่านแผ่นฟลอปป้ีดิสก์จากเคร่ืองท่ีทางาน ถ่ายเข้าไปในเคร่ืองท่ีติดต้ังเคร่ืองพิมพ์และส่ัง
พิมพ์ออกจากเคร่ืองน้ัน ซึ่งจะต้องไปแย่งเวลาในการใช้คอมพิวเตอร์จากผู้ที่ใช้เครื่อง น้ัน
เป็นประจา การมีระบบเครือข่ายจะทาให้เครื่องคอมพิวเตอร์ท่ีอยู่ในระบบเครือข่าย
สามารถใช้ทรัพยากรเช่น อุปกรณ์ประกอบหรือข้อมูลร่วมกันได้โดยทรัพยากรน้ันอาจจะ
ติดต้ังอยู่ที่คอมพิวเตอร์เคร่ืองใดๆ ในระบบ เครือข่ายก็ได้ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแม่ข่ายหรือ
เคร่ืองลูกข่ายท่ีในปัจจุบันสามารถทาหน้าท่ีให้บริการไปพร้อมกัน ได้โดยไม่ขัดจังหวะการ
ทางานตามปกติ ไม่ต้องทาสาเนาผ่านแผ่นดิสก์ให้เกิดความวุ่นวาย หากมีทรัพยากรท่ีต้อง
ใช้โดยส่วนรวมแต่มีราคาแพง เช่นเครื่องพิมพ์เลเซอร์ ซ่ึงมีคุณภาพในการพิมพ์ดีและมี
ความเร็วในการพิมพ์สูงกว่าเครื่องพิมพ์ชนิดอื่นๆ ก็อาจมีเครื่องพิมพ์นั้นเพียงเคร่ืองเดียว
และคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายสามารถส่งงานมาพิมพ์ที่เคร่ืองพิมพ์นั้นได้โดยอัตโนมัติ
รวมถงึ การใช้ระบบคอมพิวเตอร์ร่วมกันเน่ืองจากการที่เราสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ไม่ว่า
น่งั หนา้ คอมพวิ เตอร์เคร่ืองใดๆ

9. ประสานการทางานบนเครือข่าย การทางานในสานักงานต่างๆ มีขั้นตอนของ
งานทีแ่ บ่งแยกเป็นหลายข้ัน อาจจะผา่ นการดาเนินงานของหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่หลาย
ฝา่ ยหลายคน การใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอรท์ ่ีต่อเชอื่ มกันเป็นเครือข่ายจะทาให้ข้อมูล
จากการทางานในแต่ละขน้ั ตอนถูกนาไปใช้เชื่อมโยงให้เปน็ ประโยชนต์ อ่ งานในขั้นตอนอื่นๆ
ไดอ้ ย่างครบวงจร ทาให้ไม่จาเปน็ ทแ่ี ตล่ ะงานจะต้องสร้าง-ป้อนข้อมูล เฉพาะของตนเองซึ่ง
จะเกิดความซ้าซ้อน ล่าช้าและอาจเกิดข้อผิดพลาดคลาดเคล่ือนมีข้อมูลไม่ตรงกันได้ด้วย
ตัวอย่างของการทางานท่ีประสานกันด้วยเครือข่าย เช่น ในระบบโรงพยาบาลเมื่อคนไข้
ลงทะเบียนเป็นคนไข้ใหม่ พนักงานป้อนประวัติคนไข้เข้าไปในฐานข้อมูลแล้วแพทย์
สามารถดูประวัตินั้นประกอบกับการตรวจรักษาในห้องตรวจ เมื่อมีการสั่งยาพนักงานจะ
ป้อนขอ้ มลู ยาท่ีจ่ายใหแ้ กค่ นไขบ้ ันทกึ เป็นประวัตกิ ารตรวจรกั ษาของคนไข้แตล่ ะราย ข้อมูล
การจ่ายยาน้ีสามารถนาไปพิมพ์ใบเสร็จรับเงินให้แก่คนไข้และนาข้อมูลไปตัดสต๊อกยา
รวมถงึ ขอ้ มูลท่กี ารคดิ ค่ารกั ษาและค่ายายงั ถูกถา่ ยโอนไปเขา้ ในระบบบัญชีของโรงพยาบาล
นั้นโดยที่พนักงานบัญชีไม่ต้องเสียเวลาในการป้อนเข้าไปใหม่ ซึ่งข้อมูลต่างๆ จะถูกนามาใช้
ประโยชนร์ ่วมกันได้อย่างตอ่ เนอื่ งผา่ นการประมวลผลบนเครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอร์

129

บรรณานุกรม

กฤตศิลป์ บรุ ัมยากร. (2547). ระบบเครือขา่ ย LAN. กรงุ เทพฯ : เพยี รส์ ัน เอ็ดดูเคช่ัน
อนิ โดไชนา่ จากัด

จักกรชิ พฤษการ, การสอ่ื สารขอ้ มลู และเครอื ข่ายคอมพิวเตอร์, กรงุ เทพฯ : สานักพิมพ์
ท้อป. 2548,แปลจาก FOROUZAN BEHROUZ A., DATA COMMUNICATIONS
AND NETWORKING.

ฉัตรชัย สุมามาลย.์ (2545). การสอื่ สารข้อมลู คอมพวเิ ตอร์และระบบเครือข่าย. กรุงเทพ ฯ
: ไทยเจริญการพิมพ์.

ชนวัฒน์ ศรีสอ้าน และสุทธิชัย มณีรัตนรุ่งโรจน์. (2542). เอกสารประกอบการบรราย :
การส่ือสารทางไกลและ เครือข่าย. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.นครราชสีมา.

ถวิล กิ่งทอง. (2535) เทคโนโลยีการส่งสัญญาณดิจิตอล. สถาบันเทคโนโลยีพระจอม
เกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง. กรุงเทพฯ.

แนวโน้มการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคต. สืบค้นเม่ือวันท่ี 25 มิถุนายน 2557,
จากเว็บไซต์ : HTTP://ELEARNING.NORTHCM.AC.TH/IT/LESSON12-1.ASP

โพรโตคอลในระบบเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์ (PROTOCOL). สบื ค้นเมอ่ื วันท่ี 22 พฤษภาคม
2557, จากเวบ็ ไซต์ : HTTP://DOCS.COM/OIRE

สลั ยทุ ธ์ สว่างวรรณ, การส่อื สารขอ้ มูลระดบั พนื้ ฐาน. กรงุ เทพฯ: ทอมสนั ใ 2544, เรยี บ
เรยี งจาก GARY B. SHELLY, THOMAS J. CASHMAN AND JUDY A.
SERWATKA, BUSINESS DATA COMMUNICATIONS.

สัลยุทธ์ สว่างวรรณ, เครือขา่ ยคอมพิวเตอร์, กรงุ เทพฯ: เพียร์สนั เอ็ดดเู คชั่น อินโดไชนา่ ,
2542, แปลจาก ANDREW S.TANENBAUM, COMPUTER NETWORK,
PENTICE-HALL, 1996.

สัลยทุ ธ์ สว่างวรรณ. การสื่อสารขอ้ มูลระดบั พนื้ ฐาน BUSINESS DATA
COMMUNICATIONS. กรุงเทพฯ : UNIVERSAL GRAPHIC & TRADING L.P.,
2544.

สานกั งานคณะกรรมการการอดุ มศกึ ษา. APPLICATION ON UNINET. สบื คน้ เม่ือวันท่ี
3 มถิ นุ ายน 2557, จาก เว็บไซต:์ HTTP://UNI.NET.TH

130

สุรศักดิ์ สงวนพงษ์, สถาปัตยกรรมและโปรโตคอลทีซีพี/ไอพี, พิมพ์คร้ังที่ 2, กรุงเทพฯ :
ซีเอ็ดยูเคช่ัน, 2545.

สุวัฒน์ ปุณณชัยยะ และคณะ, เปิดโลก TCP/IP และโปรโตคอลของอินเตอร์เน็ต, พิมพ์
คร้ังท่ี 2, กรุงเทพฯ: โปรวิช่ัน, 2545.

BEHROUZ A. FOROUZAN AND SOPHIA CHUNG FEGAN. (2007). DATA
COMMUNICATIONS AND NETWORKING FOURTH EDITION. MCGRAW-
HILL.

DAVID A. STAMPER. (2000) . LOCAL ARE NETWORK 3RD EDITION. USA:
PRENTICE HALL.

WILLIAM STALLINGS, DATA & COMPUTER COMMUNICATIONS, 6TH EDITION,
USA: PRENTICE HALL INTERNATIONAL, 2000.

131


Click to View FlipBook Version