รหัส คาํ สาํ คญั พฤติ
ตวั ชวี ัด กรรม
การ
ค . เปรยี บเทียบเศษสว่ น เรยี นรู้
ป/ (K)
ความรู้
ค . เรยี งลาํ ดบั เศษส่วน (K)
ป/ ความรู้
(K)
ค . เขียนทศนิยมในรูป ความรู้
ป / เศษสว่ น (K)
ความรู้
ค . อ่านขอ้ มลู จากราฟ (K)
ป/
4
ลาํ ดบั ขันของพฤตกิ รรมตามทฤษฎี
ความรู้ของบลูม
จาํ เขา้ ประ วิ ประ คดิ
ใจ ยุกตใ์ ช้ เครา เมนิ สร้าง
ะห์ คา่ สรรค์
44
รหสั คาํ สาํ คัญ พฤติ
ตัวชวี ดั กรรม
เขียนแผนภมู ิ การ
ค. เลือกประโยคตามภาพ เรียนรู้
ป/ บอกใจความสาํ คญั (K)
ต. ตอบคาํ ถาม ความรู้
ป/ (K)
ต. ความรู้
ป/ (K)
ต. ความรู้
ป/ (K)
ความรู้
(K)
4
ลาํ ดบั ขันของพฤตกิ รรมตามทฤษฎี
ความรู้ของบลูม
จาํ เขา้ ประ วิ ประ คดิ
ใจ ยุกตใ์ ช้ เครา เมนิ สร้าง
ะห์ คา่ สรรค์
45
รหัส คาํ สาํ คญั พฤติ
ตัวชวี ัด กรรม
อธิบายความหมายของ การ
ท. คาํ เรียนรู้
ป/ อ่านเรืองสนั แลว้ ถาม (K)
ท. เกียวกบั เรอื งทีอา่ น
ป/ แยกขอ้ เทจ็ จรงิ ความรู้
ท. (K)
ป/
ความรู้
(K)
ความรู้
(K)
4
ลาํ ดบั ขันของพฤติกรรมตามทฤษฎี
ความรู้ของบลมู
จาํ เข้า ประ วิ ประ คิด
ใจ ยุกตใ์ ช้ เครา เมนิ สร้าง
ะห์ คา่ สรรค์
46
รหัส คาํ สาํ คัญ พฤติ
ตัวชวี ัด กรรม
การ
ท . อธิบายการนาํ ความรู้ เรยี นรู้
ป / จากเรอื งทีอา่ นไป (K)
ความรู้
ตดั สนิ ใจแกป้ ัญหา (K)
ท . อธิบายความหมาย ความรู้
ป/ (K)
ความรู้
ส . วเิ คราะหค์ วามสาํ คญั (K)
ป/
4
ลาํ ดบั ขันของพฤติกรรมตามทฤษฎี
ความรู้ของบลูม
จาํ เขา้ ประ วิ ประ คิด
ใจ ยกุ ตใ์ ช้ เครา เมนิ สร้าง
ะห์ ค่า สรรค์
47
รหัส คาํ สาํ คัญ พฤติ
ตวั ชวี ัด กรรม
การ
ส . สรุปพทุ ธประวตั ิ เรียนรู้
ป/ (K)
ส . วิเคราะหค์ วามสาํ คญั ความรู้
ป/ (K)
ความรู้
(K)
4
ลาํ ดับขันของพฤตกิ รรมตามทฤษฎี
ความรู้ของบลมู
จาํ เขา้ ประ วิ ประ คดิ
ใจ ยกุ ตใ์ ช้ เครา เมนิ สร้าง
ะห์ ค่า สรรค์
48
ขันที ระบุประเภทของขอ้ สอบอัตนัยตามแนวทางการ
ทดสอบทวั ไปในตวั ชีวดั โดยพิจารณาจากลาํ ดบั ขนั ของพฤติกรรมตาม
ทฤษฎกี ารเรยี นรูข้ องบลมู ดงั นี
ลาํ ดบั ขันของพฤติกรรม ประเภทของขอ้ สอบอตั นัย
ตามทฤษฎคี วามรู้ของบลูม ตามแนวทางการทดสอบ
การสรา้ งสรรค์ ทวั ไป
การประเมนิ คา่
การวิเคราะห์ แบบไมจ่ าํ กดั คาํ ตอบ
การประยุกตใ์ ช้
แบบไมจ่ าํ กดั คาํ ตอบ
การเขา้ ใจ
การจาํ แบบไม่จาํ กดั คาํ ตอบ
แบบจาํ กดั คาํ ตอบ และแบบไม่
จาํ กดั คาํ ตอบ
แบบจาํ กดั คาํ ตอบ
แบบจาํ กดั คาํ ตอบ
49
ตวั อยา่ งการกาํ หนดรูปแบบขอ้ สอบใหส้ อดคลอ้ งกบั ระ
รหัส คาํ สาํ คญั พฤต
ตวั ชวี ดั ตามท
คว
ของ
ว . อธิบายการเจรญิ เติบโตของ เข
ป / มนษุ ย์
ว . อธิบายการทาํ งานทีสมั พนั ธ์ วเิ ค
ป / กนั
ว . วเิ คราะหส์ ารอาหาร วเิ ค
5
ะดบั พฤติกรรมตามทฤษฎคี วามรูข้ องบลมู
ประเภทของขอ้ สอบอัตนัยตามการ
ทดสอบทวั ไป
ติกรรม
ทฤษฎี เขียนตอบแบบสัน เขียนตอบแบบ
วามรู้ หรอื แบบจาํ กดั อสิ ระ
งบลมู
คาํ ตอบ หรือแบบไม่จาํ กัด
ขา้ ใจ คาํ ตอบ
-
คราะห์ -
คราะห์ -
50
รหัส คาํ สาํ คัญ พฤต
ตวั ชวี ดั ตามท
คว
ของ
ป/
ว. อภิปรายความจาํ เป็นที วิเค
ป / รา่ งกายตอ้ งไดร้ บั สารอาหาร
ค . เขยี นทศนิยม เข
ป/
ค . อา่ นทศนยิ ม เข
ป/
5
ประเภทของขอ้ สอบอัตนัยตามการ
ติกรรม ทดสอบทวั ไป
ทฤษฎี
วามรู้ เขยี นตอบแบบสัน เขียนตอบแบบ
งบลูม หรอื แบบจาํ กัด อิสระ
คาํ ตอบ หรอื แบบไมจ่ าํ กดั
คาํ ตอบ
คราะห์ -
ขา้ ใจ -
ขา้ ใจ -
51
รหสั คาํ สาํ คัญ พฤต
ตวั ชวี ัด ตามท
คว
ของ
ค . เปรียบเทียบเศษสว่ น เข
ป/
ค . เรยี งลาํ ดบั เศษสว่ น เข
ป/
ค . เขียนทศนยิ มในรูปเศษสว่ น เข
ป/
5
ประเภทของข้อสอบอัตนัยตามการ
ติกรรม ทดสอบทวั ไป
ทฤษฎี
วามรู้ เขียนตอบแบบสัน เขยี นตอบแบบ
งบลูม หรอื แบบจาํ กัด อสิ ระ
คาํ ตอบ หรือแบบไมจ่ าํ กัด
คาํ ตอบ
ขา้ ใจ -
ขา้ ใจ -
ขา้ ใจ -
52
รหัส คาํ สาํ คญั พฤต
ตัวชวี ัด ตามท
คว
ของ
ค . อา่ นขอ้ มลู จากราฟ เข
ป/ เข
เข
ค . เขียนแผนภมู ิ
ป/ 5
ต . เลอื กประโยคตามภาพ
ป/
ประเภทของข้อสอบอัตนัยตามการ
ติกรรม ทดสอบทวั ไป
ทฤษฎี
วามรู้ เขียนตอบแบบสัน เขยี นตอบแบบ
งบลมู หรอื แบบจาํ กัด อสิ ระ
คาํ ตอบ หรือแบบไมจ่ าํ กัด
คาํ ตอบ
ขา้ ใจ -
ขา้ ใจ -
ขา้ ใจ -
53
รหสั คาํ สาํ คญั พฤต
ตวั ชวี ัด ตามท
คว
ของ
ต . บอกใจความสาํ คญั วเิ ค
ป/
ต . ตอบคาํ ถาม เข
ป/
ท . อธิบายความหมายของคาํ เข
ป/
5
ประเภทของขอ้ สอบอัตนัยตามการ
ติกรรม ทดสอบทวั ไป
ทฤษฎี
วามรู้ เขยี นตอบแบบสัน เขียนตอบแบบ
งบลูม หรอื แบบจาํ กัด อิสระ
คาํ ตอบ หรอื แบบไมจ่ าํ กดั
คาํ ตอบ
คราะห์ -
ขา้ ใจ -
ขา้ ใจ -
54
รหัส คาํ สาํ คัญ พฤต
ตวั ชวี ดั ตามท
คว
ของ
ท . อ่านเรืองสนั แลว้ ถามเกียวกบั เข
ป / เรืองทอี า่ น
ท . แยกขอ้ เท็จจรงิ เข
ป/
5
ประเภทของขอ้ สอบอตั นัยตามการ
ติกรรม ทดสอบทวั ไป
ทฤษฎี
วามรู้ เขยี นตอบแบบสัน เขยี นตอบแบบ
งบลมู หรอื แบบจาํ กัด อิสระ
ขา้ ใจ คาํ ตอบ หรือแบบไมจ่ าํ กดั
คาํ ตอบ
-
ขา้ ใจ -
55
การสร้างเครืองมือวัดผลสมั ฤทธิทางการเรียนแบบอัตนยั
แบบทดสอบแบบอัตนัยหรือเขียนตอบเป็ นแบบทดสอบ ทีมี
เฉพาะคาํ ถามผู้สอบจะต้องสรา้ งคาํ ตอบดว้ ยตนเองโดยการเขียน
บรรยายหรือแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์เรืองราวพฤติกรรม
ต่างๆ จากความรูแ้ ละประสบการณ์ทีไดร้ ับมาผูต้ อบมีอิสระในการ
สร้างคาํ ตอบด้วยตนเอง โดยใช้ความสามารถในการสังเคราะห์
ข้อความ ผู้ตอบจึงไม่ใช้แต่ความรูค้ วามเขา้ ใจเท่านัน เขาจะต้องมี
ความสามารถในการจดั ระเบียบความรู้ และนาํ ความรูเ้ หล่านันมาใช้
อย่างเหมาะสม สือสารให้ผูอ้ ืนเขา้ ใจได้ ลักษณะของแบบทดสอบ
อัตนัยอาจจะเป็นโจทยห์ รือคาํ ถามทีกาํ หนดสถานการณ์หรือปัญหา
อย่างกวา้ งๆหรือเฉพาะเจาะจงซึงโดยทัวไปจะไม่จาํ กัดเสรีภาพของ
ผูต้ อบในการเรียบเรียงความคิดหรือขอ้ เท็จจริงทีเกียวขอ้ งกับคาํ ตอบ
การสรา้ งแบบแบบทดสอบอตั นยั ทีมีคุณภาพจะช่วยวัความสามารถ
ของผูเ้ รียนในดา้ นการจดั ระเบียบความคิดและการสังเคราะหค์ วามรู้
ต่างๆได้เป็ นอย่างดีจึงเหมาะสําหรับการวัดทักษะการคิดขันสูง
(Higher–order thinking)
รูปแบบของแบบทดสอบอัตนัย
รูปแบบของขอ้ สอบอตั นยั สามารถจาํ แนกตามบริบทของการ
ทดสอบใน บรบิ ท คือ รูปแบบของขอ้ สอบอตั นยั ทีใชใ้ นการทดสอบ
56
โดยทัวไป และรูปแบบของขอ้ สอบอัตนัยทีใชใ้ นการทดสอบในระดับ
นานาชาติ ซงึ ในละบรบิ ทสามารถจาํ แนกรูปแบบไดด้ งั ตารางตอ่ ไปนี
ข้อสอบทใี ชใ้ นการทดสอบ ข้อสอบทใี ช้ในการทดสอบใน
โดยทวั ไป ระดบั นานาชาติ (PISA)
. แบบจาํ กดั คาํ ตอบ . แบบสรา้ งคาํ ตอบแบบปิด
. แบบไม่จาํ กดั คาํ ตอบหรอื . แบบเขียนตอบสนั ๆ
ตอบอยา่ งอสิ ระ . แบบสรา้ งคาํ ตอบแบบอสิ ระ
หลักในการสร้างข้อสอบอัตนัย
1.เขียนคาํ ชีแจงเกียวกบั วิธีการตอบใหช้ ดั เจนระบุจาํ นวนขอ้
คาํ ถามเวลาทีใช้สอบและคะแนนเต็มของแต่ละข้อเพือให้ผู้ตอบ
สามารถวางแผนการตอบไดถ้ กู ตอ้ ง
2.ข้อคาํ ถามต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับพืนความรู้ของ
ผูต้ อบ
3.ควรถามเฉพาะเรืองทสี าํ คญั และเป็นเรืองทีขอ้ สอบปรนยั วดั
ไดไ้ ม่ดีเทา่ เนืองจากขอ้ สอบปรนยั ไม่สามารถถามไดท้ ุกเนือหาทีเรียน
หรือทุกระดับพฤติกรรมตามทฤษฎีการเรียนรูข้ องบลูม ควรถามใน
ระดับพฤติกรรมทีสูง เช่น ระดับการนําไปใช้การวิเคราะห์การ
57
สั ง เ ค ร า ะ ห์ ค ว า ม คิ ด ส ร้ า ง ส ร ร ค์ ก า ร แ ส ด ง ค ว า ม คิ ด เ ห็ น ก า ร
วิพากษ์วจิ ารณเ์ ป็นตน้
4.กําหนดขอบเขตของคําถามเพือให้ผู้ตอบทราบ ถึง
จดุ ม่งุ หมายในการวดั สามารถตอบไดต้ รงประเดน็
5.การกาํ หนดเวลาในการสอบจะตอ้ งสอดคลอ้ งกบั ความยาว
และลกั ษณะคาตอบทีตอ้ งการระดบั ความยากง่ายและจานวนขอ้ สอบ
6.ไม่ควรมีขอ้ สอบไวใ้ หเ้ ลือกตอบเป็นบางขอ้ เพราะอาจมีการ
ไดเ้ ปรยี บเสียเปรียบกนั เนืองจากแต่ละขอ้ คาํ ถามจะมีความยากง่ายไม่
เท่ากันและวดั เนือหาแตกต่างกนั รวมทงั จะไมย่ ุติธรรมกบั ผทู้ ีสามารถ
ตอบไดท้ กุ ขอ้ ซงึ มีโอกาสไดค้ ะแนนเท่ากับผทู้ ีตอบไดเ้ พยี งบางขอ้
7.หลีกเลียงคาํ ถามทีวดั ความรูค้ วามจาํ หรือถามเรืองทีผูเ้ รียน
เคยทาํ หรือเคยอภิปรายมาก่อนหรือถามเรืองทีมีคาํ ตอบในหนังสือ
เพราะจะเป็นการวัดความจาํ ควรถามในเรืองทีผูเ้ รียนตอ้ งนาํ ความรูไ้ ป
ใชใ้ นสถานการณใ์ หม่
8.พยายามเขียนคาํ ถามใหม้ จี าํ นวนมากขอ้ โดยจาํ กดั ใหต้ อบ
สนั ๆ เพือจะไดว้ ดั ไดค้ รอบคลมุ เนือหาซึงจะทาํ ใหแ้ บบทดสอบมีความ
เชือมนั สงู
9.ควรเตรียมเฉลยคาํ ตอบและกาํ หนดเกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ตามขนั ตอนและนาํ หนกั ทีตอ้ งการเนน้ ไว้
58
10.ถา้ แบบทดสอบมหี ลายขอ้ ควรเรยี งลาํ ดบั จากขอ้ ง่ายไปหา
ยาก
ลักษณะคาํ ถามของแบบทดสอบอตั นยั
ขอ้ สอบอตั นยั อาจเขียนคาํ ถามไดห้ ลากหลายแตกต่างกนั ดงั นี
1.ถามใหน้ ยิ ามหรืออธิบายความหมาย
2.ถามใหจ้ ดั ลาํ ดับเรอื งราวหรอื ลาํ ดบั เหตกุ ารณ์
3.ถามใหจ้ ดั หรือแยกประเภทสิงของหรือเรืองราวต่างๆ
4.ถามใหอ้ ธิบายเหตกุ ารณห์ รอื กระบวนการ
5.ถามให้เปรียบเทียบเหตุการณ์ความคลา้ ยคลึงและความ
แตกตา่ ง
6.ถามใหอ้ อกแบบเขียนเคา้ โครงหรือวางแผนการดาํ เนินงาน
ตา่ งๆ
7.ถามใหอ้ ธิบายเหตผุ ลย่อๆ ในการสนบั สนนุ หรือคดั คา้ น
8.ถามใหว้ ิเคราะหเ์ รืองราวหรือวิเคราะหค์ วามสมั พนั ธ์
9.ถามใหช้ ีแจงหลกั การหรือจดุ ประสงค์
10.ถามใหอ้ ภิปรายแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณอ์ ย่าง
กวา้ งขวาง
11.ถามใหน้ าํ หลักการไปใชใ้ นการแกป้ ัญหาในสถานการณ์
ตา่ งๆ
59
หลักการตรวจใหค้ ะแนน
1.เขียนแนวเฉลยไวก้ ่อนและระบุคะแนนว่าประเด็นใดตอนใด
ควรไดก้ ีคะแนน
2.ไ ม่ ค ว ร ดูชื อ ผู้ส อ บ เ พื อ ป้ อ ง กั น ไ ม่ ใ ห้เ กิ ด อ ค ติ ใ น ก า ร ใ ห้
คะแนน
3.การตรวจให้คะแนนควรตรวจทีละข้อของทุกๆ คนจนครบ
หมดทุกขอ้ แลว้ จึงตรวจขอ้ ใหม่เพือจะไดเ้ ปรียบเทียบระหว่างคาํ ตอบ
ของแต่ละคนเช่นตรวจข้อที 1 ของทุกคนแลว้ จึงค่อยตรวจขอ้ ต่อไป
เป็นตน้
4.การตรวจใหค้ ะแนนควรยดึ ในสว่ นทเี ป็นความรูท้ ตี อ้ งการวดั
มาเป็ นส่วนสําคัญในการพิจารณาให้คะแนนไม่ควรให้คะแนน
ความถกู ตอ้ งในการสะกดคาหรือการใชไ้ วยากรณ์
5.เกณฑใ์ นการตรวจให้คะแนนควรใช้ทังเกณฑด์ า้ นเนือหา
เกณฑด์ า้ นการจดั ลาํ ดบั ความคดิ
6.การเรียบเรียงเรืองและเกณฑ์ดา้ นกระบวนการทางสมอง
นอกจากนีตอ้ งพจิ ารณาในเรอื ง
-ความถูกตอ้ งตรงประเด็นทีถาม
-ความสมบรู ณค์ รบถว้ นของประเดน็ ทีถาม
-ความสมเหตสุ มผลของคาํ ตอบ
60
ขนั ตอนการสร้างเครอื งมือแบบอตั นัย
1.วิเคราะห์ตัวชีวัดเพือหาคาํ สาํ คัญทีเป็นเป้าหมายในการ
เรยี นรู้
2.กาํ หนดพฤติกรรมทีตอ้ งการวดั ใหช้ ดั เจน ควรวดั พฤติกรรม
ตงั แต่ระดบั นาํ ไปใชข้ ึนไป
3.เลอื กรูปแบบของขอ้ สอบ คือ แบบจาํ กดั คาํ ตอบหรอื แบบไม่
จาํ กดั คาํ ตอบ
4.เขียนคาํ ถามใหช้ ดั เจนว่าตอ้ งการใหผ้ ูต้ อบทาํ อะไร อย่างไร
เช่น อธิบาย เปรียบเทียบให้เหตุผล แสดงวิธีทํา เป็นต้นโดยใช้
สถานการณใ์ หม่ใหต้ า่ งจากทีเคยเรยี นหรือทอี ยใู่ นตาํ รา
5.ถามเฉพาะสิงทีเป็นประเด็นสาํ คญั ของเรอื ง
6.กําหนดความซับซ้อนและความยากใหเ้ หมาะกับวัยของ
ผูต้ อบ
7.ควรเฉลยคาํ ตอบไปพรอ้ มๆ กบั การเขียนขอ้ สอบ
8.ไม่ควรใหม้ ีการเลือกตอบบางขอ้
61
จะสร้างขอ้ สอบแบบอัตนัยทดี ีได้อยา่ งไร
เรามักไดย้ ินคาํ กล่าวเกียวกับข้อสอบแบบอัตนัยว่า มีขอ้ ดี
ตรงทีเป็ นวิธี การทีมีประสิทธิภ าพใน การประเมิน ผล กา รเรีย น รู ้ที มี
ความซบั ซอ้ น ไดแ้ ก่ ทักษะการคิด และการใหเ้ หตผุ ล นอกจากนี ยงั
สรา้ งง่ายกว่าขอ้ คาํ ถามชนิดเลือกตอบ เนืองจากไม่ตอ้ งสรา้ งตวั เลือก
ทีมีประสิทธิภาพ คํากล่าวนีอาจเป็นความเข้าใจทีไม่ถูกต้องนัก
เพราะการสรา้ งขอ้ สอบแบบอตั นัยทีดีมีประสิทธิภาพ ตอ้ งมีหลกั การ
เงอื นไขในการสรา้ งเช่นกนั จงึ ขอใหพ้ จิ ารณาจากกรณตี ่อไปนี
ข้อคําถามแบบอัตนัย ไม่สามารถประเมินทักษะการคิด
ระดับสูงไดโ้ ดยอัตโนมัติ โดยทัวไปขอ้ คาํ ถามแบบอตั นัยจะวัดเพียง
ระดบั การระลึกได้ (Recall) ทีไม่ใช่การคิดระดบั สงู และมีการตรวจให้
คะแนนโดยสรุปว่า คะแนนนันสะทอ้ นความคิดระดับสูง ซึงเป็นการ
สรุปทไี ม่ถกู ตอ้ ง ดงั ตวั อย่างขอ้ คาํ ถามตามกรณีต่อไปนี
ตวั อย่าง ก
อะไรเป็นขอ้ ดี และขอ้ จาํ กดั ทีสาํ คญั ของขอ้ คาํ ถามแบบอตั นยั ?
62
ตวั อย่าง ข
ให้แสดงข้อดี และข้อจํากัดของข้อคําถามแบบอัตนัยในการ
ประ เมิ นค วาม ส ามา ร ถ ใ นก า รส ร้าง ท างเ ลื อ ก ใน ก า รแ ก้ปั ญ ห า
โดยคาํ ตอบจะต้องอธิบายข้อดีและขอ้ จาํ กัดของขอ้ คาํ ถามแบบ
อัตนยั อย่างย่อ พรอ้ มแสดงเหตผุ ล อธิบายเหตุผล สนับสนุน หรือ
โตแ้ ยง้ ดว้ ย
ผลการพิจารณา พบว่า ตัวอย่าง ก ประเมินเพียงความรู้
เกียวกบั ขอ้ เทจ็ จรงิ ขณะทีตวั อย่าง ข ไมเ่ พยี งใหผ้ ตู้ อบแสดงขอ้ เทจ็ จรงิ
เท่านัน แต่ใหป้ ระเมินตัดสินดว้ ยการอธิบายเหตุผลในการพิจารณา
ประกอบ ตัวอย่าง ข จึงเป็นข้อคาํ ถามทีต้องการใหผ้ ู้ตอบได้แสดง
ความคิดทีซบั ซอ้ นมากกวา่ ตวั อยา่ ง ก
ฉะนนั ขอใหร้ ะลกึ ไวเ้ สมอว่า การสรา้ งขอ้ คาํ ถามแบบอัตนัยที
ดีมีประสิทธิภาพ จาํ เป็นต้องมีหลักการในการสรา้ งโดย “ต้องชีให้
ผู้ตอบเห็นว่า จะต้องใช้การคิดชนิดใด เนือหาทีจะต้องในการ
ตอบคําถามคืออะไร” นันก็คือ ตอ้ งมีการกาํ หนดภาระงานทีชัดเจน
เพือคาํ ตอบทีไดม้ ีความเทียงตรง ทาํ ใหไ้ ด้ข้อมูลหลักฐาน สะท้อน
ความรูค้ วามสามารถของผูต้ อบไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง นอกจากนี การเขียน
ขอ้ คาํ ถามทีมีกรอบโครงสรา้ งภาระงานทีชดั เจนจะช่วยป้องกนั ปัญหา
63
การตบตาและความยุ่งยากใน การตรวจใหค้ ะแนน ซึงเป็นปัญหาที
มกั จะเกิดขึนกบั ขอ้ สอบแบบอตั นยั
เกณฑก์ ารประเมิน (Rubric)
เกณฑก์ ารประเมิน (Rubric) คืออะไร
เกณฑ์การประเมิน (Rubric) คือ แนวการให้คะแนนเพือ
ประเมินผลงานหรือประเมินการปฏิบตั ิงานของผูเ้ รียน หรืออาจกล่าว
ไดว้ ่า Rubric เป็นเครืองมือใหค้ ะแนนชนิดหนึง ใชใ้ นการประเมินการ
ปฏบิ ตั งิ านหรอื ผลงานของผเู้ รียน
องคป์ ระกอบของเกณฑก์ ารประเมนิ (Rubric)
เกณฑก์ ารประเมนิ (Rubric) มอี งคป์ ระกอบ 3 ส่วน คือ
1.เกณฑห์ รอื ประเด็นทีจะประเมนิ (criteria) เป็นการพิจารณา
ว่าการปฏบิ ตั ิงานหรอื ผลงานนนั ประกอบดว้ ยคณุ ภาพอะไรบา้ ง
2.ระดับความสามารถหรือระดับคุณภาพ (Performance
Level) เป็นการกําหนดจํานวนระดับของเกณฑ์ (criteria) ว่าจะ
กาํ หนดกีระดบั สว่ นมากจะกาํ หนดขึน 3-6 ระดบั
3.ก า ร บ ร ร ย า ย คุ ณ ภ า พ ข อ ง แ ต่ ล ะ ร ะ ดั บ ค ว า ม ส า ม า ร ถ
(Quality Description) เป็นการเขียนคาํ อธิบายความสามารถใหเ้ ห็น
64
ถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนในแต่ละระดับ ซึงจะทาํ ใหง้ ่ายต่อการ
ตรวจใหค้ ะแนน
ชนิดของเกณฑก์ ารประเมิน (Rubric)
เกณฑก์ ารประเมนิ (Rubric) มี 2 ชนดิ คือ เกณฑก์ ารประเมิน
แบบภาพรวม (Holistic Rubric) และ เกณฑก์ ารประเมนิ แบบแยกส่วน
(Analytic Rubric)
1.เกณฑก์ ารประเมินแบบภาพรวม (Holistic Rubric) เป็นการ
ประเมินภาพรวมของการปฏิบัติงานหรือผลงาน โดยดูคุณภาพ
โดยรวมมากกว่าดขู อ้ บกพร่องส่วนย่อย การประเมินแบบนีเหมาะกับ
การปฏิบตั ิทีตอ้ งการใหน้ กั เรียนสรา้ งสรรคง์ านทีไม่มีคาํ ตอบทีถกู ตอ้ ง
ชัดเจนแน่นอน ผูป้ ระเมินต้องอ่านหรือพิจารณา ผลงานใหล้ ะเอียด
สว่ นใหญ่มกั กาํ หนดระดบั คณุ ภาพอยทู่ ี 3-6 ระดบั
2.เกณฑ์การประเมินแบบแยกส่วน (Analytic Rubric)
เ ป็ นกา รปร ะเ มิน ที ต้อง การ เน้นก ารตอ บส นอ ง ทีมีลัก ษณ ะเฉพ าะ
ไม่เน้นความคิดสร้างสรรค์ ผลลัพธ์ขันต้นจะมีคะแนนหลายตัว
ตามดว้ ยคะแนนรวม ใชเ้ ป็นตวั แทนของการประเมินหลายมิติ เกณฑ์
ก ารประ เมิ นแ บบนีจะ ไ ด้ผ ลสะ ท้อนก ลับ ค่อนข้างส มบูรณ์
เป็นประโยชน์สาํ หรับผู้เรียนและผู้สอนมากผู้สอนทีใช้เกณฑ์การ
65
ประเมินแบบแยกส่วนนี จะสามารถสรา้ งเสน้ ภาพ (Profile) จุดเด่น-
จดุ ดอ้ ย ของผเู้ รียนแตล่ ะคนได้
ประโยชนข์ องเกณฑก์ ารประเมนิ (Rubric)
1.ช่วยใหค้ วามคาดหวงั ของครูทีมีต่อผลงานของผูเ้ รียน บรรลุ
ความสาํ เรจ็ ได้
2.ช่วยใหค้ รูเกิดความกระจ่างชัดยิงขึน ว่าตอ้ งการใหผ้ ู้เรียน
เกดิ การเรยี นรูห้ รือมพี ฒั นาการอะไรบา้ ง
3.ผูเ้ รยี นจะเกิดความเขา้ ใจและสามารถใชเ้ กณฑก์ ารประเมนิ
ตดั สนิ คณุ ภาพผลงานของตนเองและของคนอนื อยา่ งมเี หตผุ ล
4.ช่วยใหผ้ เู้ รียนระบุคุณลกั ษณะจากงานทีเป็นตวั อย่างไดโ้ ดย
ใชเ้ กณฑก์ ารประเมินตรวจสอบ และช่วยใหผ้ ูเ้ รียนสามารถควบคุม
ตนเองในการปฏบิ ตั งิ านเพือไปสคู่ วามสาํ เรจ็ ได้
5.เป็นเครืองมือในการเชือมโยงความสมั พนั ธร์ ะหว่างกิจกรรม
การปฏบิ ตั ิงานต่างๆ ของผูเ้ รยี นไดเ้ ป็นอย่างดี
6.ช่วยลดเวลาของครูผสู้ อนในการประเมินงานของผเู้ รียน
7.ช่วยเพมิ คณุ ภาพผลงานของผูเ้ รยี น
8.สามารถยดื หย่นุ ตามสภาพของผูเ้ รยี น
66
9.ทาํ ใหบ้ ุคลากรทเี กียวขอ้ ง เช่น ผูป้ กครอง ศกึ ษานเิ ทศก์ หรอื
อืนๆ เขา้ ใจในเกณฑก์ ารตดั สินผลงานของผูเ้ รียนทีครูใชช้ ่วยในการให้
เหตผุ ลประกอบการใหร้ ะดบั คณุ ภาพได้
ขนั ตอนการสร้างเกณฑก์ ารประเมิน (Rubric)
ปัจจุบนั มีการจัดพิมพร์ ูบรคิ ในหนงั สือต่างๆ ครูอาจนาํ มาปรบั
ใช้ให้เหมาะสมกับหลักสูตรและการสอนของตนเองได้ เพือช่วย
ย ก ร ะ ดับ ก า ร เ รี ย น โ ด ย เ พิ ม อิ ท ธิ พ ล ข อ ง รู บ ริ ค ก็ ส า ม า ร ถ ทํา ไ ด้
กระบวนการสรา้ งรูบริค มีหน่วยงานทางการศึกษาและนักวิชาการ
หลายท่าน ไดเ้ สนอแนวทางการสรา้ งไวห้ ลากหลาย มที งั ใหน้ กั เรียนมี
ส่วนร่วมในการกาํ หนดเกณฑแ์ ละผู้สอนสร้างเอง ในทีนีขอเสนอ
ขนั ตอน ดงั นี
ขันตอนที กาํ หนดประเด็นสาํ คัญในการตรวจใหค้ ะแนน
และจดั ลาํ ดบั ความสาํ คญั หรอื นาํ หนกั ของแตล่ ะประเดน็
ขันตอน กาํ หนดระดับหรือคุณภาพทีต้องการใหค้ ะแนน
เช่น 3 ระดับ ไดแ้ ก่ ดี ( คะแนน) พอใช้ ( คะแนน) และปรบั ปรุง (
คะแนน)
ขันตอน กาํ หนดรูปแบบของRubric คือ แบบภาพรวม
(Holistic Rubric) หรือ แบบแยกส่วน (Analytic Rubric)
67
ขันตอน วิธีการเขียนคาํ อธิบายในแต่ละระดับสามารถ
เขยี นได้ รูปแบบ คอื
แบบที กาํ หนดคาํ อธิบายแบบลดลง หมายถึง การเขียน
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนโดยเรมิ เขียนเกณฑท์ ีระดบั คณุ ภาพสงู สดุ หรือได้
คะแนนเต็มก่อนแลว้ ลดคะแนนตามคณุ ภาพทลี ดลง
แบบที กาํ หนดคาํ อธิบายแบบบวกหรือเพิมขึน หมายถึง
การเรมิ ตน้ ทีระดบั คณุ ภาพตาํ สุดหรือไม่ไดค้ ะแนนก่อนแลว้ เพิมระดับ
คณุ ภาพตามระดบั คะแนนทีเพมิ ขึนไปตามลาํ ดบั
แบบที กาํ หนดคาํ อธิบายแบบเพิมขึนและลดลง หมายถึง
การเรมิ ตน้ ทีระดบั คณุ ภาพกลาง(พึงพอใจ/ผ่านเกณฑ)์ แลว้ เพิมระดบั
คุณภาพตามคะแนนทีเพิมขึน(ดี/ดีมาก) และลดระดบั คุณภาพตาม
คะแนนทีลดลง(ปรบั ปรุง)ไปตามลาํ ดบั
ขันตอน ตรวจสอบโดยคณะผูม้ ีส่วนรว่ มหรือผูเ้ ชียวชาญ
ทางการวดั ผล
ขันตอน ทดลองใช้เกณฑ์ในการตรวจผลงานทีมี
มาตรฐาน/คณุ ลกั ษณะตามเกณฑท์ ีกาํ หนด
ขันตอน หาความเทียงตรงตามสภาพ (Concurrence
Validity) โดยพิจารณาจากความสอดคลอ้ งของคะแนนทีกรรมการ
ท่านใหก้ บั สภาพทีเป็นจริงของงาน ชินทีมีคุณภาพต่างกนั และหา
68
ความเชือมัน (inter rater reliability) โดยพิจารณาจากความ
สอดคลอ้ งในการตรวจขอ้ สอบอตั นยั ของกรรมการ ทา่ น
ขนั ตอน ปรบั ปรุงเกณฑท์ ีไมไ่ ดม้ าตรฐาน
หลกั ในการเขยี นเกณฑก์ ารประเมิน
การสรา้ งเกณฑก์ ารประเมิน จะตอ้ งศึกษาและพิจารณาจาก
ตวั อยา่ งงานหรอื ผลการปฏบิ ตั ิหลายๆตัวอย่างทีมรี ะดับความแตกต่าง
กนั ตงั แตด่ ที ีสดุ ถงึ แยท่ สี ดุ โดยมีหลกั การ ดงั ตอ่ ไปนี
1.เขียนอธิบายคุณภาพของงานโดยใช้ถ้อยคําทีบอกถึง
คุณภาพทีสูงกว่าหรือสิงทีขาดหายไปจากงานนันเพือให้สามารถ
แยกแยะความเหมือนหรือความแตกต่างของแต่ละระดบั คุณภาพโดย
พยายามหลีกเลียงคาํ ขยายเชิงเปรยี บเทียบทเี ป็นนามธรรม
2.กํา ห น ด ร ะ ดั บ ข อ ง ก า ร ป ร ะ เ มิ น ใ ห้พ อ เ ห ม า ะ กั บ
ความสามารถทีจะกาํ หนดความแตกต่างตามระดบั คุณภาพไดอ้ ย่าง
พอเพียงไม่มากเกินไปโดยทัวไปจะอยู่ใน 6 ระดับหรือ 12 ระดับ
คาํ อธิบายระดบั คณุ ภาพกาํ หนดใหเ้ หมะสมกบั วยั ของผูเ้ รียนเพอื ทีเขา
จะสามารถประเมินตนเองไดแ้ ละปรบั ปรุงตวั เองไดต้ ามระดบั คณุ ภาพ
นันในกรณีนีมีข้อแนะนาํ คือในแต่ละระดับควรมีตัวอย่างงานทีไดร้ ับ
การประเมินในระดบั นันๆ ใหเ้ ห็นชัดเจนสามารถเปรียบเทียบไดแ้ ละ
เป็นรูปธรรม
69
3.เกณฑ์การประเมินต้องเน้นให้เห็นถึงผลทีเกิดจากการ
ปฏิบัติงานนันอย่างแท้จริงรวมถึงผลประโยชน์ทีเกิดขึนจากการที
ผูเ้ รียนไดส้ รา้ งผลงานนันโดยเนน้ กระบวนการและความพยายามใน
การปฏิบตั ิงานนนั
เทคนิควิธีการกาํ หนดเกณฑก์ ารประเมิน
สิงทีจําเป็ นจะต้องกําหนดหรือระบุไว้ในการพิจารณา
คณุ สมบตั ขิ องเกณฑก์ ารประเมินมีดงั นี
1.ความต่อเนือง (Continue)
ความแตกต่างระหว่างระดับคุณภาพในมาตรวัดจะต้อง
ต่อเนืองและมีขนาดเท่ากนั เช่นความแตกต่างระหว่างระดับ 5 กับ 4
จะตอ้ งมขี นาดเทา่ กบั ความแตกตา่ งระหว่าง 2 กบั 1 ซงึ เป็นคณุ สมบตั ิ
ของตวั เลขในมาตราอนั ตรภาค (interval scale) ทงั นีคณุ ภาพของสิงที
ประเมนิ จะมคี ณุ สมบตั ิต่อเนอื ง (continuous variable)
2.ความค่ขู นาน (Parralel)
คาํ อธิบายในแต่ละระดับคุณภาพจะต้องใช้คาํ หรือภาษาที
ค่ขู นานกนั ตลอดทกุ ช่วงของ มาตรวดั
3.ยดึ สมรรถภาพทีตอ้ งการประเมนิ (Unity in competency)
เกณฑ์การประเมินจะต้องเน้นทีตัวสมรรถภาพทีต้องการ
ประเมินสมรรถภาพเดียวกนั คาํ อธิบายในแต่ละระดับจะแตกต่างกัน
70
เฉพาะในคณุ ภาพของงานหรือการปฏิบัตินนั ของสมรรถภาพทีใชเ้ ป็น
หลกั เฉพาะในเกณฑก์ ารประเมินทพี จิ ารณานนั
4.กาํ หนดนาํ หนกั ของเกณฑก์ ารประเมนิ (Weighting)
เมือมีหล าย เก ณฑ์ก ารประ เมินก ารกําห นดนํา ห นัก
ความสาํ คัญของเกณฑ์จึงมีความจาํ เป็นตามจุดเน้นหนักเบาของ
ผลงานหรอื สมรรถภาพทีไดร้ บั ของการประเมินนนั ๆ
5.ความตรง/ความเทียงตรง (Validity)
เกณฑก์ ารประเมินจะตอ้ งมีหลักฐานแสดงใหเ้ ห็นถึงความ
เทียงตรงของการพิจารณาผลงานออกมาในรูปของระดับคะแนนทีเป็น
ตวั แทนของพฤติกรรมใหเ้ ป็นรูปธรรมทีปกติไม่สามารถมองเห็นไดง้ า่ ย
ดังนันการให้ระดับคุณภาพทีต่างกันจะต้องสะท้อนให้เห็นถึงการ
วิเคราะหผ์ ลงานตามตวั อย่างในระดบั ความสามารถต่างๆ กนั
6.อธิบายคณุ ภาพของการปฏบิ ตั งิ านไม่ใช่ปริมาณงาน
เกณฑก์ ารประเมินจะตอ้ งไมพ่ ิจารณาเกียวขอ้ งอนื ๆแต่จะเนน้
เกณฑก์ ารแสดงออกตามสภาพจรงิ ดงั ตวั อย่างในการพดู ผูเ้ สนอหลาย
คนใช้บันทึกย่อในการพูดแต่เกณฑ์การประเมินไม่พิจารณาการใช้
หรือไม่ใชบ้ ันทึกย่อแต่จะพิจารณาประสิทธิภาพของการพูดดังนัน
เกณฑก์ ารประเมินจะพิจารณาพฤติกรรมการนาํ เสนอและการเรียบ
เรียงขอ้ สนเทศทีนาํ เสนอ
71
7.ความเทยี ง/ความเชือมนั (Reliability)
เกณฑก์ ารประเมินจะตอ้ งมีความคงเสน้ คงวาในการตัดสินใจ
ใหร้ ะดบั คุณภาพไม่ว่าใครจะเป็นผูป้ ระเมินหรือไม่ว่าจะประเมินเวลา
ใ ด เ ก ณ ฑ์ก า ร ป ร ะ เ มิ น ที ใ ช้ค ํา ป ร ะ เ ภ ท ก า ร ล ง ค ว า ม เ ห็ น เ ชิ ง ส รุ ป
(เช่น ผ่าน ไมผ่ ่าน)และคาํ ประเภทเปรียบเทียบ (เช่น ดีมาก ดี พอใช้
ปรบั ปรุง) นนั ควรใชค้ าํ ทีเป็นการอธิบายหรือบรรยายลกั ษณะงานหรือ
การกระทาํ จะช่วยใหเ้ กณฑก์ ารประเมินมคี วามเชอื มนั มากขึน
ตัวอยา่ งเกณฑก์ ารให้คะแนน
วิชาคณิตศาสตร์ ชัน ป.6 ตัวชีวัดที 2 เขียนแผนภูมิแท่ง
เปรียบเทยี บและกราฟเสน้ ได้
ตวั อย่างแนวทางการสรา้ งเกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ดงั นี
เกณฑก์ ารประเมินแบบภาพรวม (Holistic Rubric)
สาระที การวิเคราะหข์ อ้ มลู และความน่าจะเป็น
มาตรฐาน ค . เขา้ ใจและใชว้ ธิ ีการทางสถิตใิ นการวเิ คราะห์
ขอ้ มลู
ตวั ชีวดั ค . ป. /2 เขียนแผนภมู แิ ท่งเปรยี บเทียบและกราฟ
เสน้
72
ปรับปรุง พอใช
(1 คะแนน) (2 คะแน
แผนภมู มิ ีขอ้ ผิดพลาดมากกว่า แผนภมู ิมขี อ้ ผดิ พ
รายการ รายการ
7
ช้ ดี
นน) (3 คะแนน)
พลาด 1
แผนภมู ิมีความถกู ตอ้ งครบทุก
73 รายการ ไดแ้ ก่
1. องคป์ ระกอบสาํ คญั ของแผนภมู ิ
ครบถว้ น
2. การเปรียบเทียบความแตกต่างของ
ขอ้ มลู ชดั เจน
3. แท่งแผนภมู ทิ ีนาํ เสนอถกู ตอ้ งทุก
รายการ
4. ขนาดของแท่งแผนภมู แิ ละ
ระยะห่างเท่ากนั ทงั หมด
เกณฑก์ ารประเมินแบบแยกส่วน (Analyti
ตวั อยา่ งที
สาระที การวิเคราะหข์ อ้ มลู และความนา่ จะเ
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู
ตวั ชีวดั ค . ป. / เขียนแผนภมู แิ ท่งเปรียบ
คะแนน ปรับปรุง ขาด
ประเด็น (1 คะแนน) สาํ ค
จาํ น
1. องคป์ ระกอบของ ขาดองคป์ ระกอบ
แผนภมู ิ สาํ คญั ของแผนภมู ิ
มากกวา่ 1 รายการ
7
ic Rubrics)
เป็น มาตรฐาน ค . เขา้ ใจและใชว้ ิธีการทางสถติ ิใน
บเทียบและกราฟเสน้
พอใช้ ดี นาํ หนัก
(2 คะแนน) (3 คะแนน) 2
ดองคป์ ระกอบ
คญั ของแผนภมู ิ มอี งคป์ ระกอบสาํ คญั
นวน 1 รายการ ของแผนภมู คิ รบถว้ น
ไดแ้ ก่ชือแผนภมู ิ
74 มาตราสว่ นชอื แกน
นอนชอื แกนตงั
คะแนน ปรับปรุง
ประเด็น
2. การเปรียบเทียบ (1 คะแนน)
ความแตกตา่ งของ
แทง่ แผนภมู ิ แท่งแผนภมู แิ สดง แทง่
3. ความครบถว้ น ความแตกต่างไม่ เห็น
และถกู ตอ้ งของ
ขอ้ มลู ชดั เจน และกาํ หนด ชดั เ
สญั ลกั ษณแ์ ทนขอ้ มลู กาํ ห
แตล่ ะชดุ ไม่ตรงกบั แทน
แท่งแผนภมู ิ ไม่ต
แผน
แผนภมู ิทีนาํ เสนอไม่ แผน
ครบถว้ นหรือ ครบ
ผดิ พลาดทงั 2 ผิดพ
รายการ
7
พอใช้ ดี นาํ หนัก
(2 คะแนน) (3 คะแนน) 2
งแผนภมู แิ สดงให้ - แท่งแผนภมู ิแสดง 2
นความแตกตา่ ง ใหเ้ ห็นความแตกต่าง
เจน แตก่ าร ชดั เจน
หนดสญั ลกั ษณ์ - มกี ารกาํ หนด
นขอ้ มลู แต่ละชดุ สญั ลกั ษณแ์ ทนขอ้ มลู
ตรงกบั แทง่ แตล่ ะชดุ ตรงกบั แท่ง
นภมู ิ แผนภมู ิ
นภมู ิทีนาํ เสนอ แผนภมู ิทีนาํ เสนอ
บถว้ น แต่ ครบถว้ นและถูกตอ้ ง
พลาด 1 รายการ ทกุ รายการ
75
คะแนน ปรบั ปรุง
ประเด็น (1 คะแนน)
4. ขนาดและ ขนาดและระยะห่าง ขนา
ระยะห่างของแทง่ ของแท่งแผนภมู ไิ ม่ ของ
แผนภมู ิ เท่ากนั มากกว่า1 แห่ง เทา่
7
พอใช้ ดี นาํ หนัก
(2 คะแนน) (3 คะแนน) 2
าดและระยะห่าง ขนาดและระยะหา่ ง
งแทง่ แผนภมู ไิ ม่ ของแทง่ แผนภมู ิ
ากนั 1 แห่ง เทา่ กนั ทงั หมด
76
ตัวอย่างที
ตวั อยา่ งเกณฑก์ ารใหค้ ะแนนการเขียนเรียงค
ปีที 2 ของสาํ นกั ทดสอบทางการศึกษา สาํ นกั งานคณะ
คะแนน 5 4
ประเด็น
.จดุ เนน้ ของเรือง - กาํ หนด - เขยี นภาพรวม
ทนี าํ เสนอ จดุ ม่งุ หมายในบท ของเรืองครบตา
นาํ ดว้ ยวิธีการที ประเด็นทีนาํ เสน
เหมาะสมเชน่ การ ในบทนาํ
ใชเ้ กร็ดความรู้ - นาํ เสนอประโย
อา้ งคาํ พดู ของคน ทเี ป็นใจความ
อนื
7
ความ กลุ่มสาระการเรียนรูภ้ าษาไทยชนั มัธยมศึกษา
ะกรรมการการศึกษาขนั พนื ฐาน
321
ม - นาํ เสนอ - เขียนเรือง - เรืองทเี ขียนเป็น
าม ภาพรวมของเรือง สอดคลอ้ งกับ การเลา่ เรืองไป
นอ เกนิ หรอื นอ้ ยกวา่ บางสว่ นของ เรือยๆไม่แสดง
ประเด็นทีนาํ เสนอ ประเด็นทีกาํ หนด จดุ เนน้ ของเรอื ง
ยค ในบทนาํ - เขียนเรืองราวซาํ - เรืองทเี ขียนไม่
- มกี ารระบุ ไปซาํ มา เป็น ไปตามโจทย์
ประเดน็ สาํ คญั ทกี าํ หนด
77