The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือประกอบการอบรมโครงการค่ายนักอิเล็กทรอนิกส์รุ่นเยาว์ ม.นเรศวร พ.ศ. 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Suwit Kiravittaya, 2020-05-18 17:34:19

เปิดโลกอิเล็กทรอนิกส์ ภาคทฤษฎี

หนังสือประกอบการอบรมโครงการค่ายนักอิเล็กทรอนิกส์รุ่นเยาว์ ม.นเรศวร พ.ศ. 2563

Keywords: อิเล็กทรอนิกส์

เปิดโลกอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์

ภาคทฤษฎี

Electronics for Beginners:

Part 1 Theory

สนับสนนุ การจดั ทำโดย
ศนู ยเทคโนโลยีอเิ ล็กทรอนิกสและคอมพิวเตอรแ หง ชาติ (เนคเทค),
การไฟฟา ฝา ยผลิตแหงประเทศไทย (กฟผ.), คณะวิศวกรรมศาสตร
มหาวิทยาลยั นเรศวร และ ชมรมโรบอท ในสังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร

ผแู ตง/ผเู รียบเรยี ง
สวุ ทิ ย กิระวิทยา

ชอ่ื หนังสอื
เปดโลกอิเล็กทรอนกิ ส: ภาคทฤษฎี

พิมพคร้งั ที่ 1 กุมภาพนั ธ 2563
จงั หวดั พษิ ณโุ ลก
102 หนา

ราคา - บาท

พมิ พโ ดย ผแู ตง /ผเู รยี บเรยี ง

ลขิ สทิ ธิ์ของผแู ตง /ผจู ดั ทำ

คำนำ

หนงั สือเลม นี้เปน หนงั สือ 1 ใน 2 เลมท่ใี ชสำหรับอา นประกอบการอบรมตามโครงการ
คายนักอิเล็กทรอนิกสรุนเยาว ประจำป พ.ศ. 2563 หรือ eCamp : Next Gen. 2020 ท่ีจัด
ข้ึนที่ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟาและคอมพิวเตอร คณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยนเรศวร
จังหวัดพิษณุโลก โดยโครงการนี้เปนโครงการท่ีมหาวิทยาลัยนเรศวรรวมกับศูนยเทคโนโลยี
อิเล็กทรอนิกสและคอมพิวเตอรแหงชาติ (เนคเทค) ในการจัดงานเปนประจำทุกป และมี
วัตถุประสงคเพื่อให ผูเขารวมโครงการไดมีโอกาสพัฒนาความรูทางดานอิเล็กทรอนิกส เพ่ือ
นำมาสรา งสรรคส ง่ิ ประดษิ ฐหรอื นวตั กรรมไดด ว ยตนเองในอนาคต

หนังสือเลมน้ีแบงออกเปน 6 บท ไดแก บทที่ 1 ซ่ึงเปนการแนะนำเบื้องตน เกี่ยวกับ
อิเล็กทรอนิกส บทที่ 2 กลาวถึงอุปกรณและวงจรไฟฟาพ้ืนฐาน ไดแก แหลงจายไฟ ตัว
ตานทาน วงจรตัวตานทาน วงจรอนุกรมและวงจรขนาน บทที่ 3 นำเสนอเก่ียวกับ อุปกรณ
และวงจรอิเล็กทรอนิกสประเภทแอนะล็อก ซ่ึงไดแก เซนเซอร ไดโอด ทรานซิสเตอร วงจร
เรยี งกระแส วงจรขยายและวงจรออปแอมป สำหรับบทท่ี 4 จะเปน การนำเสนอความรูพื้นฐาน
ดานวงจรดิจิทัล และลอจิกเกตตาง ๆ บทที่ 5 กลาวถึงพ้ืนฐานการสรางวงจรอิเล็กทรอนิกส
เพ่ือนำไปใชจ ริงดว ยการบัดกรี และ บทสดุ ทา ยนำเสนอแนวคดิ พื้นฐานในการประยุกตใชบอรด
KidBright รว มกับการตอ วงจรเพื่อนำมาสรางเปนระบบอิเลก็ ทรอนิกสอัจฉริยะ

ในการจัดเตรียมเอกสารน้ี ผูแตง/ผูเรียบเรียงคาดหวังวาเนื้อหาท่ีนำเสนอน้ีจะเหมาะ
กับพ้ืนฐานความรูของผูเขารวมอบรม และก็หวังเปนอยางยิ่งวา ผูเขารวมอบรมนี้ จะสามารถ
นำความรดู านอิเล็กทรอนิกสน้ีไปใชป ระโยชนต อ ไป

สุวทิ ย กริ ะวิทยา
9 กุมภาพันธ 2563

จงั หวัดพษิ ณโุ ลก

สารบญั หนา
1
บทที่ 1 ประโยชนข องอิเลก็ ทรอนิกส 1
1.1 ประวัติความเปน มา 3
1.2 อปุ กรณอัจฉรยิ ะและอนิ เทอรเนต็ ของสรรพสิง่ 5
1.3 การเริ่มตนพฒั นานวัตกรรมโดยใชอิเล็กทรอนกิ ส
9
บทที่ 2 อุปกรณแ ละวงจรไฟฟาพ้นื ฐาน 9
2.1 มลั ติมเิ ตอร 12
2.2 โปรโตบอรด และสายไฟ 14
2.3 แบตเตอรแี่ ละแหลง จา ยไฟ 17
2.4 ตวั ตานทาน 20
2.5 วงจรไฟฟาอยางงา ย 24
2.6 วงจรอนุกรมและวงจรขนาน
29
บทที่ 3 อุปกรณแ ละวงจรแอนะลอ็ ก 29
3.1 เซนเซอรรับสัญญาณแอนะลอ็ ก 32
3.2 ออสซิลโลสโคป 34
3.3 ตัวเก็บประจุ 36
3.4 ไดโอดและแอลอีดี 39
3.5 วงจรเรียงกระแส 42
3.6 ทรานซิสเตอรและวงจรสวติ ชด วยทรานซสิ เตอร 45
3.7 ออปแอมปและวงจรออปแอมปเ บื้องตน

บทท่ี 4 อุปกรณและวงจรดจิ ิทัล หนา
4.1 สัญญาณดจิ ทิ ลั 49
4.2 สวิตชแ ละการรับคาดิจทิ ัล 49
4.3 เอาตพ ุตแบบดจิ ิทัล 52
4.4 ลอจิกเกตพนื้ ฐาน 54
4.5 ไอซลี อจกิ เกต 58
4.6 วงจรคอมบิเนชนั 62
64
บทท่ี 5 การสรา งวงจรบนแผน วงจรพิมพ
5.1 แผนวงจรพิมพ 67
5.2 อุปกรณสำหรบั การประกอบวงจร 67
5.3 เทคนคิ การบัดกรี 69
72
บทที่ 6 อเิ ลก็ ทรอนิกสอจั ฉริยะดว ยบอรด KidBright
6.1 แนะนำบอรด KidBright V 1.3 77
6.2 การเขียนโปรแกรมเพ่ือควบคุม 77
6.3 การเช่อื มตอกบั อปุ กรณภ ายนอก 79
6.4 ตัวอยา งโครงงานนวตั กรรม 81
85
ภาคผนวก สัญลกั ษณเ ติมหนามาตรฐาน
ดชั นี 89
บรรณานุกรม 91
95

บทท่ี 1 ประโยชนของอิเลก็ ทรอนกิ ส

1.1 ประวตั ิความเปนมา
อิเล็กทรอนิกส (Electronics) เปนความรูหรือศาสตรแขนงหน่ึงที่พัฒนามาจาก

ศาสตรดานไฟฟา โดยองคความรูดานอิเล็กทรอนิกสนี้ถูกพัฒนาอยา งตอเนื่องและเปนไปอยาง
รวดเร็ว อิเล็กทรอนิกสเปนที่รูจักกันอยางแพรหลายหลังจากท่ีมีการคิดคนทรานซิสเตอรในป
ค.ศ. 1947 และไอซีในป ค.ศ. 1958 (ดูรูปที่ 1-1) ปจจุบันเราทุกคนนาจะเคยไดยินคำวา
“อิเล็กทรอนิกส” ในคำที่หมายถึงสิ่งตาง ๆ ในลักษณะที่ส่ือวา อิเล็กทรอนิกส หมายถึง การ
ประยุกตใ ชสญั ญาณทางไฟฟา ในการประมวลและเก็บขอมลู อยา งเปนระบบ

รปู ที่ 1-1 เหตุการณส ำคัญท่ีเกีย่ วกบั พฒั นาการดา นไฟฟา และอิเล็กทรอนิกส

2

หากสังเกตรอบ ๆ ตัวเรา ณ ตอนน้ี เราจะพบวา เครื่องใชในชีวิตประจำวันสวนหนึ่ง
จะเปนเครื่องใชไฟฟาและอุปกรณอิเล็กทรอนิกส โดยอุปกรณเคร่ืองใชเหลานี้ มีแนวโนมที่จะ
เพิ่มมากข้ึน และมีความสำคัญตอการดำเนินชีวิตมากขึ้นทุกวัน (ดูรูปที่ 1-2) ปจจุบันมีคน
จำนวนมากในโลกบอกวา ตนเองไมสามารถดำเนนิ ชีวติ อยูไ ด หากปราศจากเครอ่ื งใชไฟฟาและ
อุปกรณอิเล็กทรอนิกส โดยอุปกรณอิเล็กทรอนิกสท่ีสำคัญมากชนิดหน่ึง คือ โทรศัพทมือถือ
หรอื ปจจบุ ันคนสว นใหญม ักเลอื กใช สมารทโฟน (Smart Phone)

สำหรับคนในยุคปจจุบัน การมีความรูทางดานไฟฟาและอิเล็กทรอนิกสเปนเรื่องท่ี
จำเปนเพราะจะทำให (1) สามารถทำความเขาใจเรื่องพื้นฐานในการใชอุปกรณไฟฟาไดอยาง
ถูกตอง (2) สามารถซอมแซมหรือแกไขเคร่ืองใชไฟฟา/อิเล็กทรอนิกส หากจำเปน และ (3)
อาจทำใหเราสามารถออกแบบสิ่งประดิษฐหรือนวัตกรรม โดยการใชระบบอิเล็กทรอนิกสใน
การควบคุม

รปู ท่ี 1-2 เคร่อื งใชไ ฟฟาและอุปกรณอเิ ลก็ ทรอนิกสท ี่พบเหน็ ไดท วั่ ไปในปจจุบัน

3

1.2 อปุ กรณอัจฉริยะและอินเทอรเ น็ตของสรรพสงิ่
อุปกรณอ ิเล็กทรอนกิ สอ ัจฉริยะหรอื ทีม่ ักถูกเรยี กวา สมารท ดไี วน (Smart Device)

ถือเปนอุปกรณท่ีเร่ิมมีการพัฒนาและนำมาใชกันอยางแพรหลาย โดยอุปกรณที่ไดรับความ
นยิ มสูงสุดในปจจุบันคอื โทรศัพทมือถือประเภทสมารทโฟน ในปจจุบันสมารทโฟนเคร่ืองหน่ึง
ๆ นอกจากจะสามารถทำงานไดหลายหลายและติดตอส่ือสารไดหลากหลายวิธีเชน ผาน
เครือขาย 3G หรือ 4G, WiFi และ Bluetooth โดยภายในตัวเครื่องสมารทโฟนมักจะมี
เซนเซอรตดิ ตั้งอยมู ากมาย (ดูรปู ท่ี 1-3) ท้ังนเ้ี พื่อใหตวั อปุ กรณสามารถนำขอมูลมาประมวลผล
ผา น App ตาง ๆ และทำใหตวั สมารท โฟนมคี วามอจั ฉรยิ ะน่นั เอง

รปู ที่ 1-3 ตวั อยางรายการเซนเซอรท ีต่ ิดตั้งอยภู ายในสมารทโฟนทั่วไปในปจจุบนั

สำหรับอุปกรณอ ื่น ๆ เชน นากิ า ทวี ี ในปจจุบันก็มแี นวโนมท่ีผูผลิตจะนำเทคโนโลยี
ของเซนเซอรที่มีการใชงานในสมารทโฟนมาใชและทำใหอุปกรณเหลาน้ันกลายเปนอุปกรณ
อัจฉริยะ ซึ่งทั้งน้ีผูพัฒนาจำเปนตองมีความรูดานอิเล็กทรอนิกสเพ่ือใหสามารถนำเซนเซอรที่
เหมาะสมมาใชงานไดอยางถูกตอง และในการทำใหอุปกรณน้ันมีความฉลาด ผูพัฒนามักจะ
ตองมีการเขียนโปรแกรมเพื่อติดตอกับผูใชและควบคุมการทำงานของอุปกรณดวย ตัวอยาง
เชน นาิกาอัจฉริยะ (Smart Watch) ก็จำเปนตองมีเซนเซอรและฟงกชันการทำงานท่ี
แตกตางกบั สมารท โฟนเพอ่ื ใหผ ูใชทีม่ กั มสี มารทโฟนอยแู ลวนำมาใชประกอบกนั

4

อินเทอรเน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things) หรือมักจะยอเปน IoT เปน
เทคโนโลยีอุบัติใหมที่กำลังไดรับความสนใจอยางมากในปจจุบัน เน่ืองจากความกาวหนาของ
เทคโนโลยีตาง ๆ ไดแก เทคโนโลยีสื่อสาร เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส และ เทคโนโลยี
คอมพวิ เตอร ทำใหการเชื่อมตอสื่อสารระหวา งอุปกรณอิเล็กทรอนิกสเปนไปไดโดยงา ย (ดูรูปท่ี
1-4) และสง ผลใหเกิดการพัฒนาดานตาง ๆ ซึ่งสงผลตอชีวิตความเปนอยูของคนในยุคปจจุบัน
โดยการพัฒนาดาน IoT ในปจจุบัน อาจแบงไดตามการประยุกตใช คือ (1) บานอัจฉริยะหรือ
สมารทโฮม (Smart Home) (2) เมืองอัจฉริยะหรือสมารทซิต้ี (Smart City) (3) อุตสาหกรรม
อัจฉริยะ (Smart Industry) (4) การแพทยอัจฉริยะ (Smart Health) และ (5) เกษตร
อัจฉริยะ (Smart Farming)

รูปท่ี 1-4 การเชอ่ื มตอของอุปกรณตา ง ๆ ผา นเครอื ขายสอ่ื สารทำให
เกดิ เปน เทคโนโลยีอนิ เทอรเน็ตของสรรพสงิ่

5

1.3 การเริ่มตนพฒั นานวัตกรรมโดยใชอ เิ ลก็ ทรอนิกส
ในการเริ่มตนพัฒนานวัตกรรมโดยใชความรูดานอิเล็กทรอนิกสน้ัน ผูเรียนจะตองมี

ความรูพื้นฐานดานไฟฟาซ่ึงไดแก เร่ืองของแรงดันและกระแสไฟฟาในวงจรไฟฟาหนึ่ง ๆ
จากน้ันจึงคอยศึกษาดานอิเล็กทรอนิกสซ่ึงไดแก ตัวอุปกรณและวงจรตาง ๆ ในลำดับตอไป
โดยในทางอิเล็กทรอนิกสนั้นเรามีการจำแนกวงจรหรือระบบอิเล็กทรอนิกสหนึ่ง ๆ เปนสอง
ประเภทใหญ ๆ คือ ระบบแอนะล็อก และ ระบบดิจิทัล สำหรับเครื่องใชไฟฟาสวนใหญที่ใช
งานอยูในปจจุบัน เชน โทรศัพทมือถือเราจะถือวาอุปกรณทำงานในระบบดิจิทัล แมกระน้ัน
สวนประกอบของระบบที่เปนแบบแอนะลอ็ กก็ยงั มคี วามสำคญั อยูมาก ท้ังนี้เพราะระบบสวนที่
เปนแอนะล็อกซ่ึงก็คือสวนของเซนเซอรตาง ๆ ที่เปนสวนที่ใชติดตอรับสงขอมูลระหวางผูใช
และระบบดิจิทัลทอ่ี ยภู ายใน

ระบบแอนะล็อก (Analog System) คือ ระบบที่ประมวลสัญญาณแอนะล็อกเปน
หลกั ในการทำงาน โดยสัญญาณแอนะล็อก คอื สัญญาณท่ีมีความตอ เน่ืองในเชิงขนาดตามเวลา
(ดูรูปท่ี 1-5 (ก)) ตัวอยางระบบแอนะล็อกที่มีใชแพรหลายคือ เครื่องขยายเสียง โดยการขยาย
สัญญาณแอนะล็อกนี้จะเร่ิมจาก การรับสัญญาณเสียงเขามาผานทางไมโครโฟน ซึ่งเปน
เซนเซอรท่ีแปลงสัญญาณเสียงเปนสัญญาณไฟฟา จากนั้นสัญญาณไฟฟาจึงถูกขยายดวย
วงจรขยาย แลวสัญญาณไฟฟาขาออกจึงถูกปรับแตงกอ นจะนำไปแปลงกลบั เปนสญั ญาณเสียง
ทมี่ ขี นาดมากข้ึนและสงออกไปทางลำโพงแลว แปลงกลบั เปนสัญญาณเสยี งใหเ ราไดยนิ

รปู ที่ 1-5 ตวั อยา งรูปสญั ญาณ (ก) แอนะล็อก และ (ข) ดิจทิ ลั

6

ระบบดิจิทัล (Digital System) คือ ระบบท่ีประมวลสัญญาณดิจิทัลเปนหลักในการ
ทำงาน โดยสัญญาณดิจิทัลน้ีจะมีขนาด (หรือ คา) ไมตอเน่ือง ซึ่งโดยทั่วไปแลวสัญญาณดิจิทัล
ทใี่ ชมากในโลกคอื สัญญาณแรงดันที่มีสองระดับ ซ่ึงนำเสนอดวยสัญลักษณ “0” และ “1” (ดู
รูปท่ี 1-5 (ข)) การประมวลสัญญาณดิจิทัล อาจมองไดวาเปนการดำเนินการกับตัวเลข “0”
และ “1” นั่นเอง ตัวอยา งระบบดจิ ิทัล ไดแก สวิตชปมุ กดตา ง ๆ เคร่อื งคดิ เลข รโี มทคอนโทรล
และคอมพิวเตอร โดยในระบบดิจิทัลเรามักจะนำขอมูลเขา (Input) และสงขอมูลออก
(Output) ในรูปแบบของสัญญาณดิจิทลั เทา น้ัน

สำหรับการเร่ิมตนการศึกษาดานอิเล็กทรอนิกสเพื่อสรางส่ิงประดิษฐใหม ๆ หรือ
นวัตกรรมนั้น เราสามารถเรียนรไู ดจากแหลงขอมูลตาง ๆ ที่มีอยูมากมาย และสามารถเรียนรู
ไดดวยตนเอง โดยในเบ้ืองตน เราจำเปนตองมีความเขาใจพื้นฐานดานวงจรไฟฟาเพ่ือนำมา
อธิบายการทำงานของอุปกรณอิเล็กทรอนิกสท่ีเราสนใจ ดังนั้นเราจึงควรใหความสนใจ
หลักการทำงานของอุปกรณกอน แลวจึงคอยมาพิจารณาในรายละเอียดของการทำงานในแต
ละสวน

โดยในหนังสือเลมน้ี จะบรรยายเนื้อหาความรูพื้นฐานดานไฟฟาในบทท่ี 2 จากนั้นจึง
กลาวถึงอุปกรณและวงจรอิเล็กทรอนิกสประเภทแอนะล็อกพื้นฐานในบทท่ี 3 แลวกลาวถึง
อุปกรณและวงจรดิจิทัลในบทที่ 4 จากนั้นในบทที่ 5 จะกลาวถึงพื้นฐานการสรางวงจรบน
แผน วงจรพมิ พโ ดยการบดั กรี และบทที่ 6 จะเปน การนำบอรด KidBright มาใชในการเช่ือมตอ
เพ่ือรับและสงขอมูลเพื่ออานคาและควบคุมอุปกรณท่ีพัฒนาข้ึนเองตอไป รูปที่ 1-6 แสดง
แผนผังแนวการศึกษาดานอิเล็กทรอนิกสเพื่อพัฒนาตน แบบนวตั กรรมดวยตนเองท่ีนำเสนอใน
หนังสือเลมนี้

7

รปู ที่ 1-6 แนวคดิ ในการพัฒนาความรดู านอิเล็กทรอนิกสท ่ีนำเสนอในหนงั สือเลมนี้



บทท่ี 2 อปุ กรณแ ละวงจรไฟฟาพื้นฐาน

ในบทน้ี เราจะทำความรูจักกับอุปกรณและวงจรไฟฟาพ้ืนฐาน ที่จำเปนตองทราบ
หลักการทำงานเสียกอน ท้ังนี้เพราะความเขาใจการทำงานของอุปกรณเหลานี้จะทำใหเรา
สามารถเขาใจหนาที่การทำงานในวงจร และ สามารถนำอุปกรณท่ีเรารูจักน้ีไปใชทดสอบ
ออกแบบ และสรา งวงจรอิเล็กทรอนกิ สใหม ๆ ไดอยา งถกู ตอ ง
2.1 มลั ตมิ ิเตอร

มัลติมิเตอร (Multimeter) เปนอุปกรณพื้นฐานที่ควรนำมาใชงานและผูใชควรใชได
อยา งถกู ตอง ทั้งนี้เพราะวาปริมาณทางไฟฟา (กระแส แรงดัน ความตานทาน และ อื่น ๆ) เปน
ส่ิงท่ีมองไมเห็นไดดวยตาเปลา เราจึงจำเปนตองใชมัลติมิเตอรในการวัดคาเหลานี้ เพื่อบอกวา
มีคาเทา ใดในแตละสวนของวงจร

รูปที่ 2-1 ตัวอยา งภาพถายของ (ก) มลั ติมิเตอรแ บบเขม็ (ข) ดจิ ทิ ลั มลั ตมิ ิเตอร
แบบปรับเลอื กยานดว ยตนเอง และ (ค) ดิจิทัลมัลติมิเตอรแ บบปรบั เลอื กยา นอัตโนมตั ิ

10 

มัลติมิเตอรในทองตลาดมีดวยกัน 2 แบบใหญ ๆ (ดูรูปท่ี 2-1) คือ แบบแอนะล็อก
หรือแบบเขม็ และ แบบดิจทิ ัล โดยแบบดิจทิ ัลยังแบงออกเปนแบบที่ปรับเลือกยานดวยตนเอง
และแบบปรับเลือกยานอัตโนมัติ (Auto Ranging) โดยในท่ีน้ีเราจะขอกลาวถึงการใชงาน
มัลติมิเตอรแบบดิจิทัลท่ีตองปรับเลือกยานดวยตนเอง ท้ังน้ีเพราะมัลติมิเตอรชนิดน้ีมีราคาถูก
กำลงั ไดร บั ความนิยมมากขึน้ และเราสามารถอา นคาไดง ายกวามัลตมิ เิ ตอรแบบเข็มดว ย

รูปที่ 2-2 แสดงลักษณะปุมเลือกวัดคาท่ีอยูบนตัวเครื่องดิจิทัลมัลติมิเตอรท่ัวไป โดย
เราสามารถแบง โหมดการวัดออกเปน 5 โหมดหลกั ๆ ไดแก

1. โหมดวัดแรงดันไฟตรง V (เรียกยอ ๆ วา “ดีซีโวลต”) เปนโหมดท่ีใชวัดคา
แรงดันไฟตรง หรือ คาความตางศักยชนิดไฟตรงในวงจร โดยการวัดคาแรงดันก็ทำไดโดยนำ
โพรบทง้ั สองของมัลตมิ ิเตอรไ ปแตะ หรือทำใหเกดิ การเชอื่ มตอ ทางไฟฟา กบั จุดทีจ่ ะวัด

2. โหมดวัดแรงดันไฟสลับ V~ (เรียกยอ ๆ วา “เอซีโวลต”) เปนโหมดที่ใชวัดคา
แรงดนั ไฟสลับหรอื ไฟเอซเี ทานั้น การวัดในโหมดนที้ ำไดเ ชนเดยี วกับการวดั แรงดันไฟตรง

รูปท่ี 2-2 (ก) ตวั อยา งหนาปดสำหรบั เลือกโหมดการวัดของดจิ ิทัลมัลตมิ ิเตอรแ ละ
(ข) สัญลักษณท างวงจรของมัลติมเิ ตอร ในโหมดวัดแรงดนั (โวลตม ิเตอร) วัดกระแส

(แอมมิเตอร) และ วดั ความตา นทาน (โอหม มเิ ตอร) ตามลำดบั

 11

3. โหมดในการตรวจสอบไดโอดและวัดความตอเนื่อง เปนโหมดท่ีใชตรวจหา
ขั้วของไดโอด หรือตรวจสอบไดโอดวายังใชงานไดหรือไม และยังเปนโหมดที่ใชตรวจสอบการ
เชอ่ื มตอ ทางไฟฟาของจุดที่วัด โดยในการวดั ในโหมดน้ี มิเตอรจ ะจายแรงดนั ออกมา และหากมี
การเชื่อมตอถึงกันก็จะสามารถตรวจสอบไดวามีกระแสไหล และมิเตอรก็จะสงเสียงดังออกมา
ทางลำโพงขนาดเลก็ ทเี่ รยี กวา บัซเซอร (Buzzer) ที่อยภู ายในตัวมิเตอร

4. โหมดวัดกระแสไฟตรง A (เรียกยอ ๆ วา “ดีซีแอมป”) เปนโหมดที่ใชวัด
คา กระแสไฟตรงท่ีไหลในวงจร โดยการวดั คากระแสกท็ ำไดโดยการเปดวงจรแลวจึงนำโพรบท้ัง
สองของมัลติมิเตอรไปเช่ือมตอเพอ่ื ใหเกิดกระแสไหลผานมัลตมิ ิเตอร โดยท่วั ไปโพรบเสนสแี ดง
จะนำกระแสไหลเขา สูมเิ ตอร และโพรบเสนสีดำจะนำกระแสไหลออก

5. โหมดวัดความตานทาน  (อานวา โอหม) เปนโหมดที่ใชวัดคาความตานทานของ
อปุ กรณ โดยมัลตมิ ิเตอรอ าจไมแ สดงคา หากคา ความตานทานท่ีวัดมีคาสงู เกินกวาคาสงู สดุ ของ
ยา นทีเ่ ลือกวัด โดยในการวัดคาความตานทานของตัวตา นทานท่ีอยูในวงจร จะมีขอ พึงระลึกไว
คือ เราจะตองนำตัวตานทานนี้ออกจากวงจรเสียกอนเชน ถอดขาขางหนึ่งออกมาจากวงจร
เพื่อใหสามารถวัดคา ความตา นทานไดอ ยา งถูกตอง

สำหรับการวัดในทุกโหมด ผูวัดจะตองเลือกยานที่ใชวัด ใหมีคาสูงสุดท่ีมิเตอรว ัดได มี
คาสูงกวา คาท่ีตองการวัด เชน หากเราตอ งการวัดแรงดนั ของแบตเตอร่ี 12 โวลต เราก็จะตอง
ปรับเลือกการวัดเปนโหมดวัดแรงดันไฟตรงขนาดสูงสุด 20 โวลต หรือ สูงกวานั้น มิฉะนั้น
วงจรภายในมัลติมเิ ตอรอาจเสียหายได เชนฟวสท่ตี ดิ ตั้งอยภู ายในอาจจะขาดได

สำหรับดิจิทัลมัลติมิเตอรที่สามารถเลือกยานไดเองโดยอัตโนมัตินั้น เราจะตองเลือก
เพียงโหมดที่ตอ งการวัด (วดั แรงดันหรือกระแสหรอื ความตานทาน หรือไดโอด/ความตอเน่ือง)
จากน้ันตัววงจรภายในมัลติมิเตอรจะทำการเลือกยานที่เหมาะสมดวยตนเอง โดยอาจกดปุม
SHIFT ประกอบการเลือก ทำใหใชงานทำไดสะดวกมากย่ิงข้ึน แตมัลติมิเตอรประเภทน้ีมักมี
ราคาสูงกวาดจิ ิทัลมัลตมิ ิเตอรแบบทผี่ ูใชต องเลอื กยา นดว ยตนเอง

12 

2.2 โปรโตบอรด และสายไฟ
ในการสรางวงจรอิเล็กทรอนิกส หากเราตองการสรางวงจรใหมแบบชั่วคราวเพื่อทำ

การทดลองหรือทดสอบ เราอาจจะใชโปรโตบอรด (Protoboard) หรือ เบรดบอรด
(Breadboard) ในการเชื่อมตออุปกรณ รูปท่ี 2-3 (ก) แสดงลักษณะโปรโตบอรดท่ีมีใชงาน
ท่ัวไป โดยชองเสียบทีอ่ ยูบนโปรโตบอรดนี้ จะใชจ ับยดึ ขาของอุปกรณหรือลวดตัวนำ และ ดาน
ในโปรโตบอรดก็จะมตี ัวนำทเ่ี ช่อื มตอ ชองเสยี บตา ง ๆ เขาดวยกัน โดยการเชื่อมตอแบงเปนสอง
สวนคือ จุดหรือชองเสียบทั้ง 5 ชองตามแนวต้ัง และ ชองเสียบทุกชองบนแถวยาวตาม
แนวนอนจะเช่ือมตอถึงกัน โดยการเช่ือมตอตามแนวตั้งจะมีรองขั้นกลางสำหรับแยกขา
อุปกรณจำพวกไอซี รูปที่ 2-3 (ข) แสดงลักษณะการเช่ือมตอดานในโปรโตบอรดเม่ือมีการ
เสยี บขาอปุ กรณห รอื ลวดตวั นำ

สำหรับตวั อยางการใชงานโปรโตบอรด แสดงดังรูปที่ 2-4 โดยรปู ท่ี 2-4 (ก) แสดงการ
จับยึดขาตัวตานทานที่ถูกและผิดวิธี โดยรูปที่แสดงการจับยึดท่ีผิดนั้น เพราะขาของตัว
ตานทานท้ังสองขางอยูที่จุดเดียวกันทางไฟฟา (คือมีศักยไฟฟาเทากัน) ดังน้ันหากมีการสราง
วงจร ตัวตานทานตัวน้ีก็จะเสมือนไมอยูในวงจร (กระแสไมไหลผานตัวตานทาน) สำหรับการ
จบั ยึดทรานซิสเตอรแ ละไอซีนั้นเราจะใชรองตรงกลางเพื่อแบงการเช่ือมตอของขาดานบนและ
ดา นลา งของไอซี โดยหากเราไมวางไอซบี นรอ ง ขาดานบนและดา นลางของไอซกี ็จะเช่ือมตอ กัน
ซ่ึงเปน การจับยดึ ไอซที ผ่ี ดิ วธิ ี

รปู ท่ี 2-3 (ก) ลักษณะโปรโตบอรด และ (ข) ลกั ษณะภาพตดั ขวางดานในโปรโตบอรด
เมอ่ื ทำการเชื่อมตอ อปุ กรณหรือลวดตวั นำ

 13

รูปท่ี 2-4 (ก) ตัวอยางลักษณะการจับยดึ ตวั ตานทานบนโปรโตบอรดที่ถูกและผิด และ
(ข) ตวั อยา งลักษณะการจบั ยึดทรานซสิ เตอร (3 ขา)และไอซีบนโปรโตบอรด ทถี่ ูกและผิด

สายไฟหรือลวดตัวนำ (Wire) ที่ใชในการเช่ือมตอวงจรมีความสำคัญตอเสถียรภาพ
ของวงจร ผูใชควรเลือกชนิดและขนาดของสายไฟที่เหมาะสม และหากเปนไปไดผูใชควรเลือก
สขี องสายไฟท่ีเหมาะสมดวย รูปท่ี 2-5 แสดงปลายสายไฟท่ัวไปท่ีนำมาใชในการเช่ือมตอวงจร
สำหรับการเช่ือมตอวงจรบนโปรโตบอรดน้ัน เรานิยมใชสายตัวนำเปนลวดเสนเดียวเบอร
AWG24 ท่ีมักเรยี กวา “สายแข็ง” สำหรับสายที่มีตัวนำประกอบดวยทองแดงหลาย ๆ เสนจะ
เรียกวา “สายออน” มักจะนิยมพันเปนเกลียวและในมาใชเช่ือมตอวงจรดวยการบัดกรี โดย
หากตองการใชสายออนในการเชื่อมตออุปกรณเราควรใชสายท่ีมีหัวตอหรือคอนเนกเตอรท่ี
เหมาะสม

รูปที่ 2-5 ปลายสายไฟและหัวตอ แบบตา ง ๆ (ก) สายแขง็ เสน เดียว (ข) สายออนพนั เกลยี ว
(ค) สายท่เี ชื่อมตอกับหวั ตอตัวผู และ (ง) สายทเ่ี ช่อื มตอกับหวั ตอ ตวั เมยี

14 

2.3 แบตเตอรแี่ ละแหลง จายไฟ
แบตเตอรี่ (Battery) คือ อุปกรณท่ีประกอบดวยเซลลทางเคมีไฟฟาที่สามารถแปลง

พลังงานเคมีท่ีสะสมอยูเปนพลังงานไฟฟาได โดยเราอาจแบงประเภทของแบตเตอรี่ออกเปน
แบบท่ีใชแลวหมดไปไมสามารถนำกลับมาใชใหมได และ แบบท่ีชารจบรรจุไฟเขาไปใหมได
(Rechargeable) ตัวอยางแบตเตอรี่ที่พบเห็นไดบอยแสดงในรูปท่ี 2-6 โดยทั่วไปแบตเตอรี่
แบบใชแ ลวหมดไปจะมีระดับแรงดัน 1.5 โวลต หรอื 9 โวลต ตามประเภทของแบตเตอรด่ี ังรูป
โดยสำหรบั แบตเตอรี่แบบท่ีชารจไฟได จะมชี นดิ ตะก่ัว-กรด (6 โวลต หรอื 12 โวลต) และชนิด
ท่ีมีขนาด AA หรือ AAA แตมีแรงดันเพียง 1.2 โวลต และแบบลิเธียมไอออน (Li-ion) ที่มี
แรงดัน 3.7 V ในการเลือกใชแบตเตอรี่น้ีเราตองคำนึงถึงระดับแรงดันเปนหลักคือแรงดัน
จะตองเหมาะสมกบั วงจรที่ตอ และเราอาจพจิ ารณาความจขุ องพลงั งานในแบตเตอร่ีดว ย

แบตเตอรี่ถือเปนแหลงจายไฟตรง (Direct Current (DC) Power Supply) ชนิด
หนึ่งที่เราไมสามารถปรับคาแรงดันได โดยแบตเตอร่ีทำจากวัสดุท่ีใหคาแรงดันลดลงตาม
ปริมาณพลังงานท่ีสะสมอยูในตัว ดังนั้น หากเราตองการแหลงจายไฟตรงที่ใหคาแรงดันคงที่
เพ่ือใชในการทดลองทางอิเล็กทรอนิกส เราอาจจะตองใชที่รับพลังงานจากระบบจายไฟชนิดมี
คาคงที่ (รปู ท่ี 2-7 (ก)) หรือชนดิ ทปี่ รับคาแรงดันได (รปู ที่ 2-7 (ข)) แหลง จายไฟตรงชนิดปรับ-
คา ไดมกั จะพบเห็นในหองทดลองและใชเปนอุปกรณห ลักในการจา ยไฟฟากระแสตรง

รปู ที่ 2-6 ภาพลกั ษณะแบตเตอรช่ี นิดตา ง ๆ ที่พบเหน็ ไดท่ัวไป
โดยแบง ไดเ ปนแบบที่ (ก) ใชแลวหมดไป และ (ข) สามารถชารจไฟเขาได

 15

รปู ท่ี 2-7 ภาพแหลงจา ยไฟตรง (ก) ชนิดคา คงท่ี (5 V หัวตอ USB) และ (ข) ชนิดปรบั คาได
ในการใชงานแหลงจายไฟตาง ๆ น้ันเราจะตองคำนึงถึงพิกัดกระแสที่แหลงจาย

สามารถจายไดดวย น่ันคือแหลงจายตองสามารถจายไฟ (ท้ังแรงดันและกระแส) ไดเพียงพอ
เพื่อใหวงจรสามารถทำงานไดตามตองการ ในทางตรงกันขาม หากเรากำหนดใชแหลงจายที่
สามารถจา ยกระแสไดสูงเกินไป เมื่อเกดิ ความผิดพลาดขึน้ ในการตอวงจรเชนเกดิ การช็อตในวง
จรก็อาจทำใหผ ูทดลองบาดเจบ็ และ/หรอื อปุ กรณเสยี หายไดโ ดยงา ย

สญั ลักษณทางวงจรของแบตเตอร่ีและแหลงจายไฟตรง แสดงดังรูปท่ี 2-8 (ก) สำหรับ
แหลงจายไฟตรงนี้ เราจะมีการระบุข้ัวบวก-ลบ และระบุคาแรงดันดวยเสมอ โดยรูปสัญญาณ
แรงดันไฟตรงแสดงดังรูปที่ 2-8 (ข) โดยสัญญาณแรงดันไฟตรงนจี้ ะมีคาคงท่ีไมขึ้นกับเวลา แต
ขนึ้ กับระดับแรงดนั ท่ปี รับ ดังนั้นในทางปฏบิ ัติเราจึงสามารถใชมัลตมิ เิ ตอรใ นโหมดวดั แรงดนั ใน
การดสู ัญญาณไฟตรงจากแหลงจายน้ีได

รูปท่ี 2-8 (ก) สัญลกั ษณทางวงจรของแบตเตอรแ่ี ละแหลงจายไฟตรง
และ (ข) ลักษณะสญั ญาณแรงดนั ทไี่ ดจากแหลง จา ยไฟตรง

16 

สำหรับไฟฟาที่มีใชทั่วไปตามบานจะเปนแหลงจายไฟสลับ (Alternating Current
(AC) Power Supply) ที่ใหสัญญาณไฟสลับทเี่ ปนคลื่นรปู ไซน (ดูรูปที่ 2-9) โดยแหลงจายไฟ
สลับนี้มีขนาดแรงดัน 220 โวลต และเปนแหลงจายมาตรฐานในระบบสงไฟฟาสูท่ีพักอาศัย
สำหรับแหลงจา ยไฟชนิดนี้ นอกจากสายมไี ฟ (Hot) และสายนวิ ทรลั (Neutral) แลว ยงั มี สาย
กราวด (Ground) หรือสายดินที่ใชเพื่อทำใหเกิดความปลอดภัยในการใชเคร่ืองใชไฟฟา การ
พัฒนาวงจรอิเล็กทรอนิกสนั้น เราจะไมนิยมใชแหลงจายไฟสลับน้ีโดยตรง เนื่องจากหากเกิด
อบุ ตั ิเหตุหรือความผดิ พลาดขึน้ ผูทดลองอาจมอี ันตรายถงึ ขั้นเสียชีวิตได

การตรวจสอบแรงดันท้ังไฟตรงและไฟสลับ เราสามารถทำไดโดยใชมัลติมิเตอร โดย
ปรับโหมดการวัดไปท่ีโหมดแรงดันไฟตรงหรือไฟสลับ สำหรับการวัดไฟฟาแรงดันสูง (มากกวา
100 โวลต) ผูวัดตองระวังอันตรายจากการสัมผัสถูกสวนที่มีระดับแรงดันสูง เนื่องจากการ
สัมผัสไฟฟาแรงดันสูงจะทำใหเกิด ไฟดูด (Electric Shock) ซึ่งก็คือ การมีกระแสไฟฟา
ปรมิ าณมากไหลผา นรางกายผทู สี่ มั ผสั ตัวอยางฉลากหรอื ปา ยเตอื นแสดงดงั รูปท่ี 2-10

รูปท่ี 2-9 (ก) แหลงจา ยไฟสลับ 220 โวลต ความถี่ 50 เฮิรตซ (ข) สัญลกั ษณทางวงจรของ
แหลงจา ย และ (ค) รปู สญั ญาณแรงดันคลนื่ รปู ไซน (คาบ T = 1/f = 20 ms)

รปู ที่ 2-10 ตัวอยา ง
ฉลากหรอื ปา ยเตอื น
อนั ตรายจากไฟฟา

 17

2.4 ตัวตานทาน
ตัวตานทาน (Resistor) เปนอุปกรณไฟฟา/อิเล็กทรอนิกสพื้นฐานที่มีใชแพรหลาย

โดยตัวตา นทานสามารถทำหนาทไ่ี ดห ลายประการ สวนใหญเ ราใชตวั ตา นทานเพอื่ จำกดั กระแส
ทไี่ หลเขา สูอุปกรณ และใชแปลงสัญญาณกระแสเปนสัญญาณแรงดัน โดยลักษณรูปรางของตัว
ตานทานที่มีคาความตานทานคงที่ชนิดคารบอน, ฟลมบางโลหะ, เอสเอ็มดี (Surface Mount
Device, SMD) และเซรามิกส แสดงดังรูป 2-11 (ก) และมีสัญลักษณทางวงจรดังแสดงในรูป
ปจจบุ ันมีการใชสัญลักษณท้งั สองแบบ คือแบบรอยหยักเปนมาตรฐานของฝง อเมริกาและแบบ
ที่เปน กลอ งสี่เหล่ียมเปนมาตรฐาน IEC ของทางฝง ยโุ รป

นอกจากนี้ เรายังมีการใชตัวตานทานแบบปรับคาได (Variable Resistor, VR)
แบบตาง ๆ ในวงจรอิเล็กทรอนิกส (รูปที่ 2-11 (ข)) โดยการใชงานมีจุดประสงคเพื่อปรับแตง
ขนาดแรงดันและกระแสท่ีไหลในวงจร โดยท่ัวไป ตัวตานทานแบบปรับคาไดจะระบุขนาดคา
ความตา นทานสูงสุดเปน รหัสตัวเลขไวท่ีตัวถงั ในแผนผังวงจร เราจะใชสัญลกั ษณ R สำหรบั ตัว
ตานทาน โดยคาความตานทาน มีหนวยเปนโอหม (ohm, ) สัญลักษณทางวงจรของตัว
ตานทานแบบคงท่ี และ แบบปรบั คาไดแ สดงดงั ในรูปที่ 2-11

รูปท่ี 2-11 (ก) ตัวตา นทานท่ีมีคา คงทแ่ี บบตาง ๆ และสัญลกั ษณทางวงจร
(ข) ตัวตา นทานปรับคาไดแ บบตา ง ๆ และสญั ลักษณท างวงจร

18 

การอานคา R จากแถบสขี องตวั ตา นทานชนดิ 4 และ 5 แถบสี

ตารางท่ี 2-1 การอา นแถบสีของตัวตา นทานแบบ 4 และ 5 แถบสี

คา ตวั คูณ คา คลาดเคลื่อน
แบบ 4 แถบ แถบสีท่ี 1 และ 2 แถบสที ี่ 3 แถบสีท่ี 4
แบบ 5 แถบ แถบสที ่ี 1, 2 และ 3 แถบสีท่ี 4 แถบสีท่ี 5
100 = 1 -
ดำ 0 ±1%
น้ำตาล 1 101 ±2%
แดง 2 102 -
103 (k) -
สม 3 104 -
เหลอื ง 4 105 -
เขยี ว 5 106 (M) -
นำ้ เงิน 6 - -
มวง 7 - -
เทา 8 - ±5%
ขาว 9 0.1 ±10%
ทอง - 0.01 ±20%
เงนิ - -
ไมม ีสี -

ตัวอยางเชน หากเราอานแถบสีไดเปน น้ำตาล-ดำ-แดง-ทอง จะไดวา คาความ
ตานทานคือ 10×102  หรอื 1000  หรือ 1.0 k ±5%

 19

ตวั ตานทานแบบคาคงท่ีทใ่ี ชในการสรา งวงจรอิเลก็ ทรอนิกสสว นใหญจ ะมกี ารบอกขนาด
คาความตานทานดวยแถบสี 4 หรือ 5 แถบ การอานแถบสีนี้ เราจะตองจำรหัสสี สำหรับตัว
ตานทานที่มี 4 แถบสี แถบท่ี 1 และ 2 จะระบุคาหลักสองตัวแรก แถบสีแถบที่ 3 จะระบุคา
ตัวเลขยกกำลัง และ แถบสีแถบที่ 4 จะบอกคาความคลาดเคล่ือนของคาความตานทานท่ีระบุ
ตัวอยางเชน หากเราอานแถบสีไดเปน เหลือง-มวง-แดง-ทอง จะไดวา คาความตานทานคือ
47×102  หรือ 4700  หรือ 4.7 k±5% ดังนั้น คาความตานทานที่วัดไดควรมีคา
ระหวาง 4.465 – 4.935 k

แถบสีและคาความตานทานของตัวตานทานที่มีขายท่ัวไปแสดงในตารางท่ี 2-2 โดยใน
การสรางวงจรอิเล็กทรอนิกสท่ัวไปเราจะใชคาความตานทานระหวาง 100  – 10 M (=
107 ) เพราะคา ความตา นทานท่ีต่ำเกินไป จะทำใหเกิดกระแสไหลมาก (สูญเสียพลังงานมาก)
และ คาความตานทานที่สูงเกินไป จะทำใหกระแสไหลนอยเกนิ ไป และ ทำใหสัญญาณรบกวน
มีผลตอ วงจรมาก

ตารางที่ 2-2 แถบสแี ละคา ความตา นทานของตวั ตานทานชนดิ 4 แถบสที ี่มขี ายท่วั ไป

แถบสีแถบที่ น้ำตาล แดง แถบสที ี่ 3
1 และ 2 100 1.0 k สม เหลอื ง เขยี ว น้ำเงิน
น้ำตาล-ดำ 120 1.2 k 10 k 100 k 1.0 M 10 M
น้ำตาล-แดง 150 1.5 k 12 k 120 k 1.2 M
นำ้ ตาล-เขยี ว 180 1.8 k 15 k 150 k 1.5 M
นำ้ ตาล-เทา 220 2.2 k 18 k 180 k 1.8 M
แดง-แดง 270 2.7 k 22 k 220 k 2.2 M
แดง-มว ง 330 3.3 k 27 k 270 k 2.7 M
สม-สม 390 3.9 k 33 k 330 k 3.3 M
สม-ขาว 470 4.7 k 39 k 390 k 3.9 M
เหลอื ง-มวง 560 5.6 k 47 k 470 k 4.7 M
เขยี ว-นำ้ เงนิ 680 6.8 k 56 k 560 k 5.6 M
น้ำเงิน-เทา 820 8.2 k 68 k 680 k 6.8 M
เทา-แดง 82 k 820 k 8.2 M

20 

2.5 วงจรไฟฟา อยา งงาย
วงจรไฟฟาเกิดจากการปอนแรงดันใหแกวงจรแลวทำใหเกิดกระแสไฟฟา (หรือ

อิเล็กตรอน) ไหลในวงจร วงจรไฟฟาอยางงายจะประกอบดวยแหลงจายแรงดันและโหลดที่มี
ลักษณะเปนตัวตานทาน โดยเรามักจะใชสายไฟเปนลวดตัวนำที่เชื่อมโยงใหเกิดการไหลของ
กระแสไฟฟา รูปที่ 2-12 (ก) แสดงวงจรไฟฟาอยางงายนี้ และ รูปท่ี 2-12 (ข) แสดงตัวอยาง
การสรา งวงจรไฟฟา อยางงา ยดว ยแบตเตอรี่ โปรโตบอรดและตัวตานทาน

รูปที่ 2-12 (ก) วงจรไฟฟาอยางงาย และ
(ข) ตวั อยางการสรา งวงจรไฟฟาอยางงา ยบนโปรโตบอรด

ทำไมตองศึกษาวงจรตวั ตา นทาน?

ในการเรียนรูดานไฟฟาและอิเล็กทรอนิกส เรามักจะเริ่มตนการศึกษาวงจรจากการ
วิเคราะหวงจรตัวตานทานกอน ทั้งนี้เพราะวา อุปกรณไฟฟา/อิเล็กทรอนิกสตาง ๆ ที่ใช
พลังงานไฟฟา (หรือ “กินไฟ”) จะสามารถถูกมองไดวาเปนเสมือนตัวตานทานตัวหนึ่งเสมอ
โดยอุปกรณไฟฟาหลายชนิด เชน หลอดไฟ ลวดนโิ ครม (ในไดรเปาผม เตาอบ เตาไฟฟา ฯลฯ)
ใชสภาพตานทานของวัสดุในการแปลงไฟฟาเปนความรอน ทำใหความตานทานเปนส่ิงท่ีพบ
เจอเสมอแมวาเราไมมีการตอตัวตานทานในวงจรเลยก็ตาม ดังนั้นเม่ือเราพิจารณาวงจรไฟฟา
วงจรหนึ่ง การวเิ คราะหวงจรทมี่ คี วามตานทานจงึ เปนสงิ่ ทหี่ ลีกเลยี่ งมไิ ด

 21

ความสัมพันธระหวาง กระแสที่ไหลผาน และ แรงดันที่ตกครอมตัวตานทาน จะ
เปนไปตามกฎของโอหม (Ohm’s Law) โดยนิยามกระแสและแรงดันดังแสดงในรูปที่ 2-13
(ก) และ สามารถใชก ฎนี้ได 3 รูปแบบ คอื

(1) หากเราทราบ คากระแส I ที่ไหล และ คาความตานทาน R เราจะคำนวณไดวา
ความตา งศกั ย หรอื แรงดันที่ตกครอมตวั ตา นทาน คอื V = IR

(2) หากเราทราบ คาแรงดัน V ที่ตกครอมตัวตานทาน และ คาความตานทาน R
เราจะคำนวณไดวา กระแสท่ไี หลผา นตัวตานทาน คือ I = V/R

(3) หากเราทราบ คากระแส I ทไ่ี หล และ คา แรงดัน V ท่ีตกครอมตัวตา นทาน เราจะ
คำนวณไดว า คา ความตา นทานของตวั ตานทาน คอื R = V/I

ในการวิเคราะหวงจรตัวตานทานเราอาจจะตองกำหนดขั้วของแรงดัน หรือ ทิศทาง
ของกระแสดวยตนเอง การกำหนดที่ถูกตองคือ ตองกำหนดให ความตางศักย V มีขั้วบวก ณ
จดุ ทก่ี ระแส I ไหลเขา ตัวอุปกรณ หรือ กำหนดใหกระแส I ไหลเขาอุปกรณในดานที่มีคาความ
ตา งศกั ยเปนบวก V แสดงดังในรปู ท่ี 2-13 (ก) การกำหนดท่ีถูกตองจะทำใหเราใชกฎของโอหม
ไดอยางถูกตอง และ ไมสับสนในการวัดคา ทั้งนี้เพราะทั้งคากระแสและแรงดันไฟฟาท่ีวัดได
สามารถมคี า ติดลบไดห ากการกำหนดเครือ่ งหมายไมส อดคลองกบั ความเปน จริง

สำหรับตัวอยางวงจรในรูปที่ 2-14 (ก) หากเราใชแบตเตอรี่ขนาด 9 โวลตเปน
แหลงจายแรงดันและใชตัวตานทานขนาด 3.3 k เราจะสามารถวาดวงจรและคำนวณคา
กระแสไฟฟาที่ไหลในวงจรได คือ I = V/R = (9 V)/(3300 ) = 2.73 mA ดังแสดงในรูปท่ี
2-14 (ข)

รูปท่ี 2-13 (ก) ความสัมพนั ธระหวางกระแสและแรงดนั ที่ไหลผานตวั ตานทาน
(กฎของโอหม ) และ (ข) สามเหลีย่ มชวยจำในการนำกฎของโอหม ไปใช

22 

รูปท่ี 2-14 (ก) ภาพตัวอยางการสรา งวงจรจริง และ (ข) ตวั อยางการคำนวณคากระแส
การพิสูจนวาการคำนวณที่แสดงในตัวอยางวงจรรูปท่ี 2-14 นั้น อาจทำไดโดยการ

ใชมัลติมิเตอรวัดคากระแส ดังแสดงตัวอยางแผนผังวงจรในรูปที่ 2-15 (ก) และ ภาพการวัด
จริงในรูปท่ี 2-15 (ข) โดยในการทดลองจริง เราอาจวัดคากระแสแลวไดคาไมตรงกับคาท่ี
คำนวณ ซง่ึ อาจเกิดเน่ืองจาก แบตเตอร่จี า ยแรงดันไมเทากับ 9 โวลต และตวั ตา นทานที่ใชมีคา
ความตานทานคลาดเคล่ือน (คือมีคาไมเทากับ 3.3 กิโลโอหม) โดยในทางปฏิบัติเราก็สามารถ
วัดคาแรงดันและคาความตา นทานน้ีไดเ ชนกัน ซึ่งหากพิจารณา คาความคลาดเคลื่อนท่ียอมรับ
ไดสำหรับตวั ตา นทานประเภทนอ้ี ยทู ่ี ±5% (สที องในแถบสที ่ี 4) จะไดว า คากระแสที่ไหลจริงใน
วงจร ควรมีคาระหวาง (9 V)/(33001.05 ) = 2.60 mA และ (9 V)/(33000.95 )

= 2.87 mA

รปู ท่ี 2-15 (ก) แผนผังวงจรในกรณีทม่ี ีการวดั กระแสโดยมัลติมิเตอร
และ (ข) ลักษณะการวดั กระแสในวงจร

 23

ตัวอยางที่ 2-1 จงคำนวณหาคากระแสที่ไหลในวงจรในรูปท่ี 2-16 (ก) พรอมระบุขั้วแรงดัน
และ ทิศทางของกระแสท่ีไหลผา นตวั ตา นทาน

รูปที่ 2-16 (ก) วงจรสำหรับตัวอยา งท่ี 2-1 และ (ข) รูปเฉลยตัวอยางท่ี 2-1
วิธีทำ เม่ือเราตอตัวตานทานกับแหลงจายแรงดัน 9 โวลต ข้ัวบวก-ลบของศักยไฟฟาที่ตก
ครอมตัวตานทานจะเปนไปตามขั้วของแหลงจาย ดังน้ันกระแสไฟฟาจะไหลเขาท่ีข้ัวที่เปน
แรงดันบวกของตัวตานทาน ดังรูปท่ี 2-16 (ข) โดยคากระแสท่ีตองการทราบจะมีคาเทากับ 9
มลิ ลิแอมแปร (จาก I = V/R)

สำหรับตัวตานทานตัวหนึ่ง ๆ หรือคาความตานทานคาหนึ่ง เราอาจทำการประมาณ
อยางงายไดโดยการ “มอง” บอยครั้งท่ีเรามองวาความตานทานในวงจรเปนเสมือนวงจรปด
(Closed Circuit) ตัวอยางเชน ลวดตัวนำที่ใชตอ วงจรมคี าความตานทานอยูและวดั ได แตคา
ความตานทานนี้นอยมากเม่ือเทียบกับความตานทานของตัวตานทานนำมาตอในวงจร เราจึง
ละเลยความตา นทานของลวดตัวนำน้ี (ดูรปู ท่ี 2-17) การละเลยหรือการประมาณในลักษณะน้ี
เปน พื้นฐานสำคญั ในการศึกษาดานอิเล็กทรอนิกสแ ละดานวิศวกรรมศาสตรโ ดยทัว่ ไป

รปู ที่ 2-17 การประมาณคา
ความตา นทานเปนวงจรปด
สำหรบั คา ความตา นทานตำ่

24 

2.6 วงจรอนุกรมและวงจรขนาน
วงจรอนุกรม (Series Circuit) คือวงจรท่ีกระแสไฟฟาไหลในทิศทางเดียว ไมมีการ

แยกไหล โดยการศกึ ษาวงจรอนุกรมสามารถศึกษาไดจ ากวงจรตัวตานทาน การตออนุกรมดวย
ตัวตานทาน 2 และ 3 ตัว แสดงดังรูปท่ี 2-18 คาความตานทานรวม หรือ ความตานทาน
สมมูล (Equivalent Resistance) Rรวม จะมีคาเทากับผลบวกของคาความตานทานท่ีนำมา
ตอกัน ดังนั้นคาความตานทานรวมท่ีไดจากการตอตัวตานทานแบบอนุกรม จะมากกวาคา
ความตานทานแตละตัวเสมอ

รูปท่ี 2-18 ความตา นทานรวมของตัวตา นทานที่ตอ อนุกรมกนั (ก) R 2 ตวั และ (ข) R 3 ตวั

เม่ือเราตอแหลงจายไฟกับตัวตานทานที่ตอกันแบบอนุกรม (รูปที่ 2-19) ก็จะเกิดการ
แบงแรงดัน (Voltage Division) ขึ้น แรงดันท่ีตกครอมตัวตานทานจะข้ึนกับคาความ
ตานทานท่ีนำมาตอตามสมการที่แสดงในรูปท่ี 2-19 โดยวงจรแบงแรงดันนี้สามารถใชได
หลากหลายวิธี เชน ใชลดแรงดันขาเขาใหต่ำลง (เชน จาก 5 V เปน 3.3 V) เพื่อนำไปปอน
ใหกับสวนอ่ืน ๆ ของวงจรตอไป นอกจากน้ีหากตัวตานทานท่ีนำมาตอ เปนเซนเซอรที่มีคา
ความตานทานข้ึนกับสิ่งอื่น ๆ (เชน คาแสงสวาง คาความชื้นในดิน) เราก็สามารถแปลงคา
ความตานทานนเี้ ปน คา สญั ญาณแรงดนั เพอื่ นำไปประมวลตอ ไปได

 25

รูปที่ 2-19 (ก) วงจรที่มีการแบง แรงดัน และ
(ข) สตู รที่ใชห าคาแรงดันท่ีตกครอมตวั ตา นทานแตละตวั

ตวั อยางที่ 2-2 จงหาคา แรงดัน Vout ในวงจรในรูปท่ี 2-20

รปู ท่ี 2-20 วงจร
สำหรบั ตวั อยา งที่ 2-2

วิธีทำ โดยใชกฎการแบงแรงดันจะไดวา

Vout  R2 VS  10 20 k k 5  3.33 V
R1  R2 k  20

ขอสังเกต ในการใชการแบงแรงดนั นี้ ทำใหเ ราไมจำเปนตองคำนวณคาความตานทานรวมและ

คา กระแสทไ่ี หลในวงจร

ตัวอยางที่ 2-3 จงหาคา แรงดัน V3 และกระแส I ในวงจรในรปู ที่ 2-21

รูปที่ 2-21 วงจร
สำหรับตวั อยางที่ 2-3

รูปท่ี 2-21 วงจรสำหรับตวั อยางที่ 2-3

26 

วิธที ำ โดยใชกฎการแบง แรงดันจะไดว า

V3  R1  R3  R3 VS  1 k 12  4 V
R2 1 k 1 k 1 k

และ I  V3  4  4 mA

R3 1 k

ขอสังเกต สำหรับการหาคากระแสไฟฟา I น้ัน เราอาจคำนวณคาความตานทานรวม (คือ

R1+R2+R3 = 3 k) และใชกฎของโอหมสำหรับวงจรโดยรวมก็ไดคำตอบเดียวกัน (I = V/R

= 12/(3 k) = 4 mA)

วงจรขนาน (Parallel Circuit) เปนการตออุปกรณใหแรงดันไฟฟาท่ีตกครอม
อุปกรณแตละตัวมีคาเทากัน โดยกระแสไฟฟาจะถูกแยกไหลในแตละอุปกรณ ลักษณะการตอ
ขนานของตัวตานทาน 2 ตัวแสดงดังรูปท่ี 2-22 (ก) โดยเมื่อเราทำการปอนแรงดันใหแกวงจร
กระแสไฟฟาก็จะไหลผานตัวตานทานแตละตัว ดังแสดงในรูปที่ 2-22 (ข) โดยคากระแสที่ไหล
จะเปนไปตามกฎของโอหม คือ I1 = VS/R1 และ I2 = VS/R2 และจะไดวากระแสไฟฟาที่ไหล
จากแหลงจา ยคอื

IS  I1  I2  VS  VS  1  1 
R1 R2  R1 R2  VS



ซึ่งหากเรามองตัวตานทาน 2 ตัวท่ีตอขนานกันนี้เสมือนตัวตานทานตัวเดียวคือ Rรวม จะไดวา
IS = VS/Rรวม โดยคา Rรวม นสี้ ามารถหาไดต ามสูตรที่แสดงในรปู ท่ี 2-22 (ข)

รปู ที่ 2-22 (ก) ตวั ตานทานท่ีตอขนานกัน 2 ตัว และ (ข) วงจรขนาน R 2 ตัว

 27

เราสามารถนำตัวตานทานมากกวา 2 ตัวมาตอขนานกัน โดยคาความตานทานรวม
หรอื ความตานทานสมมูล Req จะมีคาเทากับ สวนกลับของ ผลบวกของสวนกลับของคาความ
ตานทานแตละตัว สำหรับการตอตัวตานทาน N ตัวขนานกัน จะมีสูตรท่ัวไปในการหา คา
ความตานทานรวมคอื

1  1  1  ... 1
Req R1 R2 RN

จากสูตรน้ี มีขอสังเกตคือ ความตานทานสมมูลของการตอกันแบบขนานนี้ จะมีคา

นอ ยกวา คาความตานทานตัวทนี่ อยที่สุดท่ีนำมาตอกันเสมอ การตอตัวตานทานแบบขนานน้ัน

เราอาจใชสัญลักษณขนาน || แทนการเขยี นเศษสวน เชน ตัวตานทาน 2 ตัวขนานกัน เขียนได

เปน R1||R2 ดังในรูปท่ี 2-22 (ข) โดยหากมีตัวตานทานมากกวา 2 ตัว ก็เขียนได เชน

R1||R2||R3 แทนคาความตา นทานของตวั ตา นทาน 3 ตัวท่ีตอขนานกัน

หากตัวตานทานสองตัว ที่นำมาตอขนานกัน มีขนาดเทากัน จะไดวา ความตานทาน

สมมูลจะมีคาลดลงเปนคร่ึงหน่ึงของความตานทานของตัวตานทานแตละตัว ในกรณีตัว

ตานทาน N ตัวตอขนานกัน และมีคาความตานทานเทากันหมด เราจะมีคาความตานทาน

สมมูลที่ลดลง N เทา เชน ตัวตานทาน 1000 โอหม 4 ตัว ตอขนานกันจะมีคาความตานทาน

สมมูลเทากบั 1000/4 =250 โอหม

ลักษณะการตอแบบขนานน้ียังมีใหพบเห็นไดทั่วไปในวงจรไฟฟาในบาน (รูปที่ 2-23)

ทัง้ น้ีเพราะเคร่ืองใชไฟฟาในบานทกุ ชนิดถูกออกแบบมาใหใชกับแรงดันคงที่คือ 220 โวลต แต

คา กระแสทใ่ี ชจะขน้ึ กับคาความตานทานของเครอ่ื งใชไ ฟฟา

รูปท่ี 2-23 ลกั ษณะการตอวงจรของเครอื่ งใชไ ฟฟาในบานซ่ึงเปน การตอแบบขนาน



บทที่ 3 อปุ กรณแ ละวงจรแอนะล็อก

ในบทนี้ เราจะทำความรูจักกับอุปกรณและวงจรอิเล็กทรอนิกสประเภทแอนะล็อก
โดยอุปกรณท่ีกลาวถึงในบทน้ี ไดแก เซนเซอรรับสัญญาณแอนะล็อก ตัวเก็บประจุ ไดโอด
ทรานซิสเตอรและออปแอมป โดยทรานซิสเตอรจะเปนอุปกรณสำคัญท่เี ปนเหมอื นหัวใจในการ
ทำงานของวงจรอิเล็กทรอนิกสจำนวนมาก โดยขนานไปกับการเรียนรูดานอุปกรณ เราก็จะ
กลา วถึงวงจรที่เกยี่ วกบั อุปกรณเ หลา นด้ี วย

3.1 เซนเซอรร บั สัญญาณแอนะล็อก
เซนเซอร (Sensor) มักจะหมายถึงอุปกรณท่ีเปล่ียนปริมาณตาง ๆ เปนคุณสมบัติ

ทางไฟฟา (ดูรูปที่ 3-1) เซนเซอรที่ดีมีความไวตอการเปล่ียนแปลงของปริมาณที่ตองการวัด
และไมไวตอการเปล่ียนแปลงอ่ืน เชน เซนเซอรวัดแสงก็ควรไวตอแสงแตไมไวตออุณหภูมิ
ความชื้น และอ่ืน ๆ และในขณะเดียวกันเซนเซอรที่นำมาใชงานจริงควรจะใหกำเนิดสัญญาณ
ไดอยางมีเสถียรภาพ มีความถกู ตองและแมนยำเพียงพอ เซนเซอรท่ัวไปมักจะรับคาที่แปรจาก
ปริมาณทางกายภาพแบบตอเน่ือง เชน มุมเอียง/รอบการหมุน ความสวาง ความช้ืน อุณหภูมิ
ฯลฯ เน่ืองจากความตอเน่ืองเปนสิ่งท่ีมีอยูในธรรมชาติ สัญญาณแอนะล็อกจึงเปนสัญญาณที่
ไดรับจากวงจรเซนเซอร โดยในทางวงจร เราสามารถนำสัญญาณนี้มาเปล่ียนเปนสัญญาณ
ดิจทิ ัลได ซึง่ จะกลาวถึงในบทท่ี 4 ตอไป

รูปที่ 3-1 ลักษณะการทำงานของเซนเซอรและวงจรเซนเซอรท ัว่ ๆ ไป

30 

รปู ท่ี 3-2 และ 3-3 แสดงตัวอยา งเซนเซอรท ่ีรับสัญญาณแอนะล็อกตา ง ๆ โดยรปู ที่ 3-
2 (ก) กค็ อื ตัวตานทานปรับคาไดช นิดหนงึ่ ทก่ี ลาวถงึ ในหัวขอ 2.4 (รปู ที่ 2-11) โดยเราสามารถ
ใชตัวตานทานปรับคาไดน้ี ในการวัดมุมองศาของการเอียงของคานได ดังแสดงในแผนภาพใน
รูปที่ 3-2 (ข) เราจึงมองวาเปนเซนเซอรประเภทหนึ่ง ซึ่งการวัดความเอียงน้ี อาจสามารถ
นำไปใชควบคุมคาน โดยเซนเซอรน้ีจะทำหนา ที่ปอนกลับ (Feedback) ขอมลู ตำแหนง มุมเอยี ง
ของคาน ไปยงั วงจรควบคุม

สำหรับการวัดแสงสวางท่ัวไปนั้น ปจจุบันเรานิยมใชเซนเซอรที่เรียกวา ตัวตานทาน
แปรคาตามแสงหรือแอลดีอาร (Light Dependent Resistor, LDR) รูปที่ 3-3 (ก) แสดง
ภาพถายของเซนเซอรชนิดนี้ ซ่ึงแอลดีอารนี้จะมีคุณลักษณะทางไฟฟาเหมือนตัวตานทาน
ปรับคาได แตจะมีหนาตางรับแสง โดยคาความตานทานของแอลดีอารจะแปรผกผันกับ
ปริมาณแสงที่ตกกระทบ เนื่องจากแสงจะไปกระตุนใหมีอิเล็กตรอนท่ีสามารถนำไฟฟาไดมาก
ข้ึน เม่ือแสงมีความเขมมาก ความตานทานของแอลดีอารน ้ีก็จะต่ำลง สัญลักษณทางวงจรของ
แอลดีอารแ สดงดงั รูปที่ 3-3 (ข)

รปู ท่ี 3-2 (ก) ตวั ตานทานปรับคาไดทท่ี ำหนา ทเ่ี ปนเซนเซอรวดั ความเอยี ง
และ (ข) ลกั ษณะการติดตง้ั เซนเซอร ณ จุดหมนุ ของคาน

รูปที่ 3-3 (ก) ตวั ตา นทานแปรคาตามแสงหรือแอลดอี ารและ (ข) สัญลักษณทางวงจร

 31

นอกจากน้ี ยังมเี ซนเซอรอกี จำนวนมากท่ีสามารถแปลงปริมาณตาง ๆ ในธรรมชาติให
เปนคาความตานทานซ่ึงเปนคุณสมบัติทางไฟฟาท่ีสามารถนำไปแปลงเปนสัญญาณอ่ืนได เชน
เซนเซอรวัดความช้ืนดิน เซนเซอรว ัดปริมาณน้ำฝน เซนเซอรวัดแก็ส เซนเซอรวัดสัญญาณชีพ
จร เซนเซอรว ัดการกดทบั ฯลฯ โดยวงจรรับสัญญาณแอนะลอ็ กพนื้ ฐานของเซนเซอรเ หลานีจ้ ะ
มลี ักษณะคลายกันคอื เปนวงจรแบงแรงดัน ดังแสดงในรูปที่ 3-4 (ก) คา สัญญาณแรงดัน Vout
ท่ีไดรบั จากวงจรจะข้ึนกับคาความตานทาน ซึ่งก็จะแปรเปลี่ยนตามปริมาณที่วัดน่ันเอง ดังนั้น
จึงเปนหนาท่ีของผูพัฒนาวงจรเซนเซอรท่ีจะตองเลือกใชเซนเซอรและคาความตานทานท่ี
เหมาะสมกบั ยา นที่ตองการวัด

รูปท่ี 3-4 (ข) แสดงตัวอยางการใชงานจริงของวงจรเซนเซอรแอลดีอารท่ีมักนำมาใช
ในการวัดคา แสงสวาง โดยหากแอลดอี ารทีใ่ ชมคี วามตานทานระหวา ง 20 k (มดื ) ถึง 200 
(สวางมาก) เรากจ็ ะไดว า แรงดนั ขาออก Aout จะมีคาระหวา ง 0.1 - 3.3 V

วงจรในรูปที่ 3-4 เขียนตางจากวงจรแบงแรงดันที่แสดงในบทที่ 2 (รูปท่ี 2-19)
เนื่องจากในทางอิเล็กทรอนิกส เรามักจะกำหนดแรงดันแหลงจาย ดวย VS โดยไมเขียน
สัญลักษณของแบตเตอรี่ และสำหรับคาแรงดันนั้น เราจะวัดเทียบกับกราวด (Ground,
GND) เสมอ ซ่ึงกราวดก็คือระดับแรงดันอางอิงในวงจร มีคาศักยไฟฟาศูนยโวลต ในวงจร ซึ่ง
โดยท่วั ไป เราจะกำหนดใหข ้ัวลบของแหลงจา ยไฟหรอื แบตเตอรเ่ี ปนกราวดของวงจร

รปู ที่ 3-4 (ก) วงจรแบง แรงดันสำหรับแปลงคา ความตานทาน Rsensor ของตวั เซนเซอรมาเปน
คาแรงดัน Vout และ (ข) ตวั อยางวงจรที่มีการนำแอลดีอารมาใชท ำเซนเซอรวัดคาแสงสวา ง

32 

3.2 ออสซิลโลสโคป
ออสซิลโลสโคป (Oscilloscope) หรือเรียกสั้น ๆ วาสโคป ถือเปนเคร่ืองมือวัดที่

สำคัญในทางอิเล็กทรอนิกส ในลกั ษณะเดียวกันกบั มัลติมิเตอรสำหรับการวัดทางไฟฟาพน้ื ฐาน
โดยออสซิลโลสโคปจะทำหนาท่ีแปลงสัญญาณแรงดันที่มีความถ่ีตาง ๆ ใหกลายเปนรูปภาพ
และแสดงผลผานจอภาพ ออสซิลโลสโคปอาจแบงได 2 ประเภทคือ CRO เปนออสซิลโลสโคป
ประเภทแอนะล็อกที่ใชจอ CRT (Cathode Ray Tube) ซ่ึงเปนจอแกวรุนเกา และประเภท
ดจิ ทิ ัลหรือ DSO (Digital Storage Oscilloscope)

ในการใชงานออสซิลโลสโคป ผูใชสามารถปรับการแสดงภาพรูปคลื่นใหเหมาะสมได
ทั้งในแนวแกนตั้ง (Vertical Axis) ซึ่งก็คือคาขนาดแรงดันของสัญญาณและ ในแนวแกนนอน
(Horizontal Axis) ซึ่งก็คือคาระยะเวลา รูปท่ี 3-5 แสดงตัวอยางเครื่องดิจิทัลออสซิลโลสโคป
ที่มีใชงานอยูในปจจุบัน (ย่ีหอ Agilent รุน MSO-X 2024A) และสายโพรบ (10:1) ที่มาพรอม
กับตัวเครื่อง โดยสวนมากสายโพรบนี้จะมีลักษณะเปนวงจรแบงแรงดันเพื่อเพ่ิมยานในการวัด
ตวั อยา งเชน หากสัญญาณแรงดนั ทวี่ ัดมขี นาดสงู สดุ 30 V แลวแรงดันท่ีเขา สวู งจรวัดจะมีขนาด
สงู สุด 3 V โดยในการใชงาน เราสามารถทำใหออสซิลโลสโคปแสดงผลไดอยา งถูกตอ ง โดยการ
ปรบั ตั้ง (Setup) และเลือกชนดิ ของโพรบกอ นเร่มิ ใชง าน

รูปท่ี 3-5 ภาพถายดิจทิ ลั ออสซลิ โลสโคปและสายโพรบ

 33

โดยทั่วไปออสซิลโลสโคปจะรับสัญญาณไดหลายแชนแนล แตในการใชงานเบื้องตน
เรามักจะเลือกดูเพียงแชนแนลเดียว ตัวอยางรูปท่ี 3-6 คอื ภาพสัญญาณคลื่นรูปไซนขนาด 3 V
ความถี่ 250 kHz โดยเราสามารถปรับเลือกแสดงขนาดของแรงดันในแนวแกนตั้ง หรือคา
V/DIV (คาแรงดันตอ 1 ชอง ตามแกนต้ัง) และปรับเลือกแสดงขนาดของเวลาในแนวแกนนอน
หรือคา Time/DIV (คาชวงเวลาตอ 1 ชอง ตามแกนนอน) ไดดวยปุมที่หนาเคร่ือง
ออสซิลโลสโคป โดยในรูปเปนการปรับคา V/DIV ใหมีขนาด 1 V และคา Time/DIV ใหมี
ขนาด 1 s (106 s) ซ่ึงคาขนาดของสัญญาณน้ี (3 V) สามารถวัดไดจากภาพ โดยคาคาบ T
ของสญั ญาณซ่ึงมขี นาด 4 ชอ ง (= 4 s) ก็สามารถแปลงเปนคาความถ่ี f ได ดวยสตู ร f = 1/T
ซึ่งในทีน่ ีจ้ ะไดว า

f  1  1  250 kHz
T 4 μs

นอกจากน้ี ระดับสัญญาณอางอิงแรงดันหรือกราวด (0 V) ก็ถูกแสดงในภาพสัญญาณที่ไดรับ
จากออสซลิ โลสโคปดวย

รูปท่ี 3-6 ตัวอยา งภาพสญั ญาณคล่ืนรปู ไซนขนาด 3 V ความถ่ี 250 kHz และมอี อฟเซต +1 V

34 

3.3 ตัวเกบ็ ประจุ
ตัวเก็บประจุ (Capacitor) เปนอุปกรณไฟฟา ที่สามารถสะสมพลังงานในรูปของ

สนามไฟฟา โดยตัวเก็บประจุ จะมีโครงสรางอยางงาย คือ แผนเพลตสองแผนอยูใกล ๆ กัน
ลักษณะของตัวเก็บประจุที่มีใชในวงจรอิเล็กทรอนิกส แสดงดังรูปที่ 3-7 (ก) ซ่ึงตัวเก็บประจุ
เหลานี้ มีท้ังแบบมีขั้ว (คือ ชนิดอิเล็กทรอไลต และ ชนิดแทนทาลัม) และแบบไมมีขั้ว (คือ
ชนิดเซรามิก ชนิดไมลารและชนดิ เอสเอ็มดี) สัญลักษณทางวงจรของตัวเก็บประจุแสดงดังรปู ท่ี
3-7 (ข) โดยเราใชต วั อกั ษร C กำกบั ตัวเกบ็ ประจุ และแทนคาความจไุ ฟฟาดว ย

ความจุไฟฟา (Capacitance) เปนตัวบงบอกความสามารถในการสะสมพลังงาน
คาความจุไฟฟามีหนวยเปน ฟารัด (farad: F) โดย คาความจุไฟฟาของตัวเก็บประจุทั่ว ๆ ไป
จะมีคา อยใู นระดับ pF – mF (10-12 – 10-3 F)

รูปที่ 3-7 (ก) ตวั เก็บประจุแบบตาง ๆ (อเิ ล็กโทรไลต แทนทาลัม เซรามิก ไมลาร เอสเอ็มดี
ตามลำดับ) และ (ข) สัญลักษณท างวงจรของตวั เกบ็ ประจุแบบมขี ว้ั และแบบไมม ขี ั้ว

การอานคาขนาดความจุไฟฟาที่ระบุบนตัวเก็บประจุนั้น จะขึ้นกับชนิดของตัวเก็บ
ประจุดวย สำหรับตัวเก็บประจุชนิดอิเล็กโทรไลต (รูปซายมือสุดใน รูปที่ 3-7 (ก)) คาความจุ
ไฟฟา และขวั้ ลบจะระบุอยางชัดเจนท่ีตัวถัง แตสำหรับตวั เก็บประจุชนดิ เซรามิกและไมลาร จะ
มีการใชตัวเลขรหัส 3 ตัวและอาจมีตัวอักษร 1 ตัว ในการระบุคา ความจุไฟฟา โดย ตัวเลข 2
ตัวแรก จะเปนเลขหลัก และ ตัวเลขตัวที่ 3 จะบอกคาตัวเลขยกกำลัง โดยคาท่ีอานได จะมี
หนวยเปน พิโคฟารัด (1 pF = 10-12 F) สำหรับรหสั ตัวอกั ษรตัวสุดทายจะบอกคาความคลาด-

 35

รปู ที่ 3-8 ตัวอยางการอานคาความจไุ ฟฟาจากรหัสเลข 3 หลกั บนตัวถงั ของตัวเก็บประจุ

เคลื่อนของคาความจุไฟฟานี้ ตัวอยาง คาบนตัวเก็บประจุ 474J คือคาความจุไฟฟา 47×104
pF5% ซ่ึงเทากับ 0.47 F5% (ดูรูปท่ี 3-8) และสำหรับตัวเก็บประจุท่ีมีตัวถังแบบเอ
สเอ็มดีจะมีขนาดเล็กและมักจะไมมีการระบุคาความจุไฟฟาบนตัวถัง ผูใชจะตองทราบหรือวัด
คาความจุไฟฟา ของอุปกรณป ระเภทตวั ถังแบบเอสเอ็มดีดว ยตนเอง

การเลือกใชตัวเก็บประจุ เราจะตองคำนึงถึงคาพิกัดแรงดันที่ตัวเก็บประจุสามารถทน
ไดด วย เชน หากเราใชตัวเกบ็ ประจุกบั วงจรทม่ี ีไฟเลย้ี งขนาดแรงดนั 12 โวลต เราจะตอ งใชตัว
เกบ็ ประจทุ ี่ทนแรงดันไดมากกวา 12 โวลต เชน เลอื กตวั เก็บประจุที่มีพกิ ัดแรงดนั 25 โวลต

สำหรับการใชงานตัวเก็บประจุในวงจรนั้น เราจะใชไดคอนขางหลากหลาย ตัวเก็บ
ประจุอาจถกู ใชในการจายกระแสในชวงเวลาสั้น ๆ ใหก ับสวนอ่ืนของวงจรเม่ือแหลงจายถกู ตัด
ออก และเราอาจใชตวั เก็บประจุในการกั้นสัญญาณไฟตรงในแตละสวนของวงจร ดังนั้นตัวเก็บ
ประจุจะเปรียบเสมือนวงจรเปด (Open Circuit) สำหรับไฟฟากระแสตรง (ดูรูปที่ 3-9 (ก))
และ สำหรับสัญญาณความถี่สูง ตัวเก็บประจุตัวเดียวกันน้ีสามารถมองไดวาเปนวงจรปด
(Closed Circuit) (ดูรูปท่ี 3-9 (ข)) วงจรอิเล็กทรอนิกสพ้ืนฐานที่ใชตัวเก็บประจุทำงาน คือ
วงจรกรองทที่ ำใหสัญญาณเรียบขึ้น ซ่งึ เปน สวนสำคญั ของวงจรแหลงจายไฟ

รปู ที่ 3-9 การมองตัวเก็บประจุเปนเสมือน (ก) วงจรเปดสำหรับไฟตรง
และ (ข) วงจรปด สำหรับสญั ญาณความถีส่ ูง

36 

3.4 ไดโอดและแอลอีดี
ไดโอด (Diode) เปนอุปกรณอเิ ล็กทรอนกิ สทสี่ รา งจากสารกงึ่ ตัวนำ เชน ซิลกิ อน (Si)

โดยไดโอดเปนอุปกรณที่มีข้ัวหากตอกลับทิศทางจะไมทำงาน ข้ัวตอออกมาจากไดโอด มีชื่อ
เรียก คือ แอโนด (Anode) ยอดวยตัว A และ แคโทด (cathode) ยอดวยตัว C หรือ K
ลกั ษณะไดโอดท่ีใชใ นวงจรอิเลก็ ทรอนิกสมหี ลายรปู แบบ (รูปท่ี 3-10 (ก)) สัญลักษณทางวงจร
ของไดโอดแสดงดงั รูปที่ 3-10 (ข) โดยเรามักจะใช ตัวอกั ษร D ในการระบวุ า เปนไดโอด

รปู ท่ี 3-10 (ก) ลักษณะโครงสรางของไดโอดสารกึง่ ตัวนำท่ีมี
รปู รา งตวั ถังแบบตาง ๆ และ (ข) สญั ลักษณทางวงจร

ในการใชงานไดโอด ซึ่งก็คือ การจายแรงดนั หรือ กระแสใหกับไดโอดในวงจร เราควร
รูจัก คำวา ไบแอส (Bias) เสียกอน การไบแอส มีสองชนิด คือ ไบแอสไปหนา (Forward
Bias) และ ไบแอสยอนกลับ (Reverse Bias) โดยการไบแอสไปหนาคือการใหแรงดันบวก
กบั ขัว้ แอโนด และการไบแอสยอ นกลับคอื การใหแ รงดนั บวกกบั ข้วั แคโทด

ลักษณะสมบัติกระแส-แรงดันของไดโอดท่ัวไปท่ีทำจากซิลิกอน แสดงดังรูปที่ 3-11
โดยเราจะกำหนดใหกระแสท่ีไหลผานจากแอโนด ไปแคโทดมีคาเปนบวก ID และ แรงดันท่ีตก
ครอมไดโอด VD เปน บวกที่ข้ัวแอโนด ดงั นั้น ไดโอดจะถกู ไบแอสไปหนา เมอื่ VD > 0 ในการใช
งานไดโอดท่ัว ๆ ไป เราจะมองไดโอดเปนเสมือนสวิตชในวงจรน่ันคือไดโอดมีได 2 สถานะ คือ
สถานะ ON (นำกระแส) หรือ OFF (ไมนำกระแส)

 37

รปู ท่ี 3-11 ลักษณะสมบตั กิ ระแส-แรงดัน ของไดโอดท่วั ไปทส่ี รา งจากซลิ กิ อน
ในยานนำกระแส (ไดโอด ON) ไดโอดจะใหกระแสไหลผานตัวมัน (ID > 0) เมื่อมี
แรงดันตกครอมมากกวาคาแรงดันออฟเซต V (VD > V) ซ่ึงมีคาประมาณ 0.6 V สำหรับ
ซิลิกอนไดโอด ในการมองเบ้ืองตนเราอาจละเลยคาแรงดันน้ีได (น่ันคือประมาณ V =0) และ
ในยา นท่ไี ดโอดไมนำกระแส ไดโอด (ไดโอด OFF) จะเปน เสมอื นวงจรเปด (ดรู ปู ท่ี 3-12)
วงจรในรูปท่ี 3-13 แสดงตัวอยางลักษณะการตอไดโอดแบบตาง ๆ ใหนำกระแสและ
ไมนำกระแส โดยไดโอดจะนำกระแสก็ตอเม่ือ กระแสที่ไหลผานมีคามากกวาศูนย เมื่อเรา
สมมุติใหไดโอดนำกระแส โดยตัวอยา งรปู ท่ี 3-13 (ก) และ (ค) น้ีเปนการแยกพิจารณาในกรณี
ทแี่ หลง จายเปนไฟสลับ มคี าแรงดนั ทงั้ คาบวกและลบ

รูปท่ี 3-12 สถานะการทำงานของไดโอด คือ ON (นำกระแส) หรอื OFF (ไมนำกระแส)

38 

รูปท่ี 3-13 ลกั ษณะการตอไดโอดในรปู แบบตา ง ๆ โดยไดโอดในวงจร (ก) และ (ข)
จะนำกระแส แตไดโอดในวงจร (ค) จะไมนำกระแส

นอกจากไดโอดที่นำมาใชเปนสวิตชแลว ยังมีไดโอดประเภทอ่ืน ๆ ที่ใชงานในวงจร
อิเล็กทรอนิกสอีก เชน ซีเนอรไดโอด (Zener Diode) และ ช็อตกี้ไดโอด (Schottky Diode)
ผูทสี่ นใจการทำงานของไดโอดเหลา นี้ สามารถศกึ ษาเพิม่ เติมไดจ ากแหลงขอ มลู อ่นื

ไดโอดเปลงแสง (Light Emitting Diode, LED) มีช่ือยอท่ีเปนท่ีรูจักกันดีคือ
แอลอีดี โดยแอลอดี ีคอื ไดโอดทท่ี ำจากสารก่ึงตวั นำชนิดทเ่ี ปลง แสงไดนนั่ เอง (ซิลกิ อนเปลงแสง
ไมได) สีของแอลอีดีจะกำหนดไดจากสารกึ่งตัวนำท่ีนำมาใชสราง สำหรับลักษณะตัวถังของ
แอลอีดีมีหลายรูปแบบ รูปที่ 3-14 (ก) แสดงลักษณะแอลอีดีที่พบเห็นไดทั่วไป สำหรับ
ขอกำหนดเรื่องขาของแอลอีดีน้ัน ผูใชตองสังเกตจากลักษณะภายในตัวแอลอีดี คือ ขั้วภายใน
ที่เล็กจะเปนขั้วแอโนด (A) และ ข้ัวภายในที่ใหญเปนข้ัวแคโทด (K) สัญลักษณทางวงจรของ
แอลอีดีแสดงดงั รปู ท่ี 3-14 (ข) โดยสำหรับแอลอีดแี บบเอสเอม็ ดอี าจไมม ีสิ่งทรี่ ะบุขัว้ บนตวั ถัง

รูปที่ 3-14 (ก) ลักษณะรูปรา งของแอลอีดใี นตวั ถังตาง ๆ และ (ข) สัญลกั ษณทางวงจร

 39

3.5 วงจรเรียงกระแส
วงจรเรียงกระแส (Rectifier) คือวงจรที่ทำหนาที่แปลงไฟสลับ (AC) เปนไฟตรง

(DC) วงจรเรียงกระแสอยา งงายท่ีมีใชงานทั่วไป คือ วงจรเรียงกระแสแบบคร่ึงคลื่น วงจรเรียง
กระแสแบบเต็มคล่ืนที่ใชหมอแปลงและวงจรเรียงกระแสแบบเต็มคล่ืนที่ใชไดโอดตอกันแบบ
บริดจ วงจรเรียงกระแสนี้เปน วงจรภายในแหลง จายไฟที่มใี ชง านในปจจบุ นั

วงจรเรยี งกระแสแบบคร่ึงคลื่น (Half-Wave Rectifier) มีรูปแบบวงจรแสดงดังใน
รูปท่ี 3-15 (ก) โดยแหลงจายไฟสลับขาเขาจะจายแรงดันไฟสลับ ไดโอดจะนำกระแสในชวงที่
แหลงจายมีแรงดันดานบวกเทานั้น ดังนั้นลักษณะกระแสและแรงดันขาออก ซ่ึงคือกระแสท่ี
ไหลผา นและแรงดันทต่ี กครอมโหลดที่มองเปน ตัวตานทาน R จะเปน ดงั รูปที่ 3-15 (ข)

การใชง านวงจรเรียงกระแสกับแหลงจายไฟ 220 โวลต มักจะใชหมอแปลงไฟฟาเพอื่ ลด
ระดับแรงดันลงใหอยูในระดับที่เหมาะสมเสียกอน ลักษณะหมอแปลงไฟฟาท่ัวไปและ
สัญลักษณทางวงจรแสดงดังรูปท่ี 3-16 โดยรูปแบบวงจรเรียงกระแสแบบครึ่งคลื่นที่มีการใช
หมอแปลงแสดงดังรูปท่ี 3-17 (ก) แหลงจายไฟสลับขาเขา 220 V จะจายแรงดันไฟสลับ และ
แรงดันน้ีถูกลดขนาดลงดวยหมอแปลง โดยเม่ือใชไดโอดกั้นการไหลของกระแสในทิศทางหน่ึง
แลวจะไดวา กระแสท่ีไหลเขาสูโหลดจะสามารถไหลไดในทิศทางเดียว ดังน้ันไดโอดจะทำงาน
เปน เหมือนสวิตชป ด -เปด ทุก ๆ รอบของสัญญาณแรงดันไฟสลบั

รปู ท่ี 3-15 (ก) วงจรเรียงกระแสแบบครึ่งคลนื่ ทใี่ ชไ ดโอดตวั เดียวในการเรียงกระแส
และ (ข) ลกั ษณะสญั ญาณกระแสที่ไหลผา นและแรงดนั ทต่ี กครอมโหลด R

40 

รปู ที่ 3-16 (ก) ลักษณะหมอ แปลงไฟฟาทั่วไปและ (ข) สัญลกั ษณทางวงจร
ของหมอแปลงไฟฟาและสูตรทเ่ี ก่ียวของ

รปู ท่ี 3-17 (ก) วงจรเรยี งกระแสแบบครึง่ คล่ืนที่ใชห มอ แปลงไฟฟา
เพอ่ื ลดแรงดัน และ (ข) วงจรเรยี งกระแสทมี่ กี ารกรองแรงดันใหเ รยี บดว ยตัวเก็บประจุ C

ในทางปฏิบัติ เรามักจะตองการสรางสัญญาณแรงดันไฟตรงท่ีมีความสม่ำเสมอมาก นั่น
คือแรงดันมีคาคงท่ีไมข้ึนกับเวลา (เชน 5 โวลตคงที่) ดังนั้นเราจึงมีการใชตัวเก็บประจุขนาด

 41

ใหญตอขนานกับโหลดที่ข้ัวขาออกดังแสดงในรปู ที่ 3-17 (ข) โดยตัวเก็บประจุน้ี มีหนาที่กรอง
แรงดันใหสม่ำเสมอมากขึ้น ซ่ึงหากเราเลือกคา C ที่มีขนาดใหญเพียงพอ จะไดวา สัญญาณ
แรงดันที่ไปยังโหลดจะมีคาคงท่ี เพราะตัวเก็บประจุจะจายกระแสใหโ หลดในขณะที่แรงดันจาก
แหลงจายต่ำกวาคาแรงดันท่ีตัวเกบ็ ประจุ ทั้งนี้คา C ท่ีเหมาะสม จะขึ้นกบั ขนาดของโหลด RL
ซึ่งเราอาจไมทราบลวงหนา ดังนั้นในการออกแบบวงจร เรามักจะใช C ที่มีคามาก ๆ เชน
1000 F เพ่อื ใหแรงดันไฟตรงมีคาคงท่ีเมื่อมโี หลดขนาดตาง ๆ กัน

ปจจุบัน แหลงจายไฟที่วางขายในทองตลาดมักจะมีขนาดเล็กและมีประสิทธิภาพสูง แต
ความสามารถในการใชไดโอดตัวเดียวเพ่ือเรียงกระแสน้ียังมีท่ีใชงานอยูมากในวงจร
อิเล็กทรอนิกส เชน ใชปองกันการตอไฟกลับข้ัว ทง้ั นเี้ พราะไดโอดจะยอมใหก ระแสไหลผานใน
ทิศทางเดียว ไดโอดจึงสามารถปองกันมิใหกระแสไหลยอนทางได โดยส่ิงน้ีอาจเปนส่ิงที่จำเปน
อยา งมากเพราะวงจรอเิ ล็กทรอนิกสส วนใหญจะเสียหาย หากไดร ับแรงดันที่กลับขั้ว

รูปท่ี 3-18 แสดงลักษณะการตอไดโอดแบบบริดจเพ่ือใหวงจรสามารถรับแรงดันบวกท่ี
ขั้วขาเขาขั้วใดก็ได และไดแรงดันขาออกเปนบวกที่ขั้วดานบนเสมอ โดยการใชไดโอดใน
ลักษณะน้ีจะมีขอเสียคือจะมีแรงดันตกครอมไดโอดแตละตัวประมาณ 0.6 V ทำใหแรงดันที่
จายออกไปมีคาเทากับแรงดันขาเขาลบดวย 1.2 V (เชน หากใชแหลงจาย 12 V แรงดันท่ี
โหลดไดรับจะมคี า เพยี ง 10.8 V)

รปู ท่ี 3-18 การตอไดโอด 4 ตัวแบบบริดจ เพอื่ ปรับทศิ ทาง
การไหลของกระแสไฟฟา ใหไหลไดใ นทศิ ทางเดยี ว

42 

3.6 ทรานซสิ เตอรแ ละวงจรสวติ ชด วยทรานซสิ เตอร
อปุ กรณท างอเิ ลก็ ทรอนิกสพ้ืนฐานท่ีสำคญั มากที่สรา งจุดเปล่ียนของยุคอิเล็กทรอนกิ ส

คือ ทรานซิสเตอร (Transistor) ทรานซิสเตอรเปนส่ิงประดิษฐท่ีสรางจากสารก่ึงตัวนำ โดย
คุณสมบัติท่ีสำคัญของทรานซิสเตอร คือ การขยายสัญญาณ (Amplification) และ การสวิตช
(Switching) จากคณุ สมบตั ิท้ังสองน้ี ทำใหท รานซิสเตอรถ ูกใชง านแพรหลาย ทั้งในรูปแบบเปน
อปุ กรณเ ดีย่ ว ๆ และ ในไอซี (วงจรรวม)

ทรานซิสเตอร ถูกแบงเปน 2 ตระกูลหลกั ๆ คอื ทรานซสิ เตอรรอยตอไบโพลาร หรือ
บเี จที (Bipolar Junction Transistor, BJT) และทรานซิสเตอรปรากฏการณสนาม (Field
Effect Transistor, FET) โดยการใชงานทรานซิสเตอรท้ังสองประเภทนี้มีลักษณะคลายกัน
โดยบีเจทีถูกแบงยอยเปนสองชนิด คือ ชนิดเอ็นพีเอ็น (npn) และ พีเอ็นพี (pnp) โดยชื่อ
ชนดิ ของบเี จทนี ้ี มาจากชื่อของชนั้ รอยตอ ภายในบีเจที (ดรู ูปที่ 3-19 (ก) และ (ข))

รปู ท่ี 3-19 สญั ลักษณทางวงจรของ (ก) บีเจทชี นดิ เอ็นพีเอ็นและ (ข) บเี จทีชนดิ พีเอน็ พี
และ (ค) รูปรางและชื่อของตัวถังแบบตาง ๆ ของทรานซิสเตอร

 43

บีเจทีเปนอุปกรณอิเล็กทรอนิกสสามขาท่ีมีชื่อขาคือ ขาเบส (Base, B), ขาคอลเลก
เตอร (Collector, C) และ ขาอิมิตเตอร (Emitter, E) สัญลักษณทางวงจรของบีเจทีท่ีแสดง
ดังในรูปท่ี 3-19 (ก) และ (ข) โดยลูกศรที่ระบุในสัญลักษณจะบงบอกทิศทางการไหลของ
กระแส เมอ่ื บีเจทีทำงานในโหมดปกติ

รูปที่ 3-19 (ค) แสดงรปู รางของบีเจทีในตัวถงั แบบตาง ๆ ทพี่ บเห็นไดท่ัวไป โดยเบอร
ของทรานซิสเตอรจะระบุอยูบนตัวถังนี้ สำหรับตัวถัง TO-220 และ TO-3 มักจะใชบรรจุ
บีเจทีที่สามารถทนกระแสและแรงดันไดสูง ๆ ที่เรียกวาเปน ทรานซิสเตอรกำลัง (Power
Transistor) โดยโลหะที่ตัวถัง TO-3 จะทำหนา ท่ีเปนขาๆ หนึ่งของบีเจทดี วย สำหรับการวาง
ขาของทรานซิสเตอรแตละเบอรอาจจะตางจากที่ระบุในรูปท่ี 3-19 (ค) ผูใชควรศึกษา
แผนขอมลู (datasheet) ของทรานซสิ เตอรเ บอรท ีน่ ำมาใช กอ นนำมาใชใ นการตอ วงจร

ทรานซิสเตอรอีกตระกูลหนึ่ง ท่ีไดรับความนิยมใช คือ ทรานซิสเตอรปรากฎการณ
สนาม หรือ เฟต (Field Effect Transistor, FET) เฟตแบงเปน 2 ชนิดคือ ชนิดเอ็นแชน-
แนล (คลายเอ็นพีเอ็น) และพีแชนแนล (คลานพีเอ็นพี) เฟตมีดวยกันหลายประเภทยอย เชน
เจเฟต (Junction FET, JFET) และ มอสเฟต (Metal-Oxide-Semiconductor FET,
MOSFET) โดยมอสเฟตยังแบงยอยออกไปอีกเปนชนิดดีพลีชันและชนิดเอ็นฮานซเมนต ขอ
ควรจำเบื้องตนคือ เอ็นฮานซเมนตมอสเฟตชนิดเอ็นแชนแนลจะทำงานไดคลายกับบีเจทีชนิด
เอน็ พเี อน็ รปู ท่ี 3-20 แสดงสัญลกั ษณทางวงจรของเฟตเหลา น้ี

รปู ที่ 3-20 สญั ลกั ษณทางวงจรของ เจเฟต มอสเฟตดีพลีชนั และมอสเฟตเอ็นฮานซเ มนต

44 

ในการใชงานทรานซิสเตอรเ บ้ืองตน เรามักจะใชเปน สวิตช ซงึ่ สำหรับการใชบีเจทีเปน
สวิตชท ำไดโดยการปอนกระแสใหทางขาเบส (ดูรูปท่ี 3-21) โดยเม่ือกระแสไหลเขาขาเบสแลว
บีเจทีชนิดเอ็นพีเอ็นก็จะเปนเสมือนวงจรปดที่ดานคอลเลกเตอร-อิมิตเตอร โดยหากเราตอ
แอลอีดีหรืออุปกรณอ่ืน ๆ เชน รีเลยหรือมอเตอร อุปกรณเหลานั้นก็จะทำงาน เพราะเกิด
กระแสไหลผาน แตเมอ่ื เราหยุดปอนกระแสใหก ับขาเบส บีเจทีชนิดเอน็ พีเอน็ ก็จะทำหนาทีเ่ ปน
สวติ ชเปด การใชมอสเฟตเอ็นฮานซเ มนตช นดิ เอน็ แชนแนลเปน สวิตชก็ทำไดใ นทำนองเดียวกัน

ถึงตรงนี้ บางคนอาจจะสงสัยวา ทำไมเราไมเอาแหลงจายไฟของเราไปตอกับแอลอีดี
(หรือ อุปกรณอ ่นื ๆ) โดยตรง น่นั เพราะวา ในการใชงานวงจรนั้น แหลงจา ยของเรา อาจจะไม
สามารถจายกระแสสูง ๆ ได เชนหากแหลงจายไฟ คือ แหลงจายสัญญาณจากไมโครคอน-
โทรลเลอร (สามารถขับกระแสไดในระดับไมกี่มิลลิแอมแปรเทานั้น) และ แอลอีดีหรอื อุปกรณ
อ่ืน ๆ ตองการกระแสในระดับสิบมิลลิแอมแปรในการทำงาน เราจึงจำเปนตองใช
ทรานซิสเตอรเปนสวิตช สำหรับการใชท รานซิสเตอรช นิดบเี จทีนนั้ กระแสเบส IB ที่ใชจ ะอยูใน
ระดับต่ำมาก โดยเราสามารถเลือกทรานซิสเตอรใหเหมาะสมไดจากการดูขอมูลจำเพาะของ
ทรานซิสเตอรแ ตละเบอรท ่มี ีอยู สำหรบั มอสเฟตนัน้ จะใชแ รงดันเปนสัญญาณควบคมุ โดยตรง

รูปท่ี 3-21 การใชท รานซิสเตอรเ ปนสวิตช (ก) เปด (แอลอีดเี ปลง แสง)
และ (ข) ปดแอลอดี ี (แอลอีดไี มเ ปลง แสง)


Click to View FlipBook Version