เฟิ รน์ ใบมะขาม
ชอื่ วทิ ยาศาสตร:์ Nephrolepis cordifolia (L.) Presl
วงศ:์ Nephrolepidaceae
ประเภท: เฟิรน์ ดนิ
ลาตน้ : เป็นเหงา้ สนั้ ทกุ สว่ นมขี นหรอื เกลด็ สนี า้ ตาลปกคลมุ มไี หลเป็นเสน้ เลก็
ดคู ลา้ ยเชือกเลอื้ ยไปตามผิวดนิ และเกิดเป็นตน้ ใหมต่ ามไหลได้
ใบ: ประกอบแบบขนนกปลายค่ี ทางใบยาว 50 – 60 เซนตเิ มตร ใบยอ่ ยรูปใบ
หอกแคบ ไมม่ ีกา้ นใบ สปอรอ์ ยใู่ ตใ้ บ เรยี งเป็นแถวเดียวตามขอบใบ
อัตราการเจริญเตบิ โต: เรว็
ดนิ : ดินรว่ นปนทรายหรือกาบมะพรา้ วสบั
แสงแดด: เตม็ วนั ถงึ ราไร
นา้ : มาก
ขยายพันธุ:์ เพาะสปอรแ์ ละแยกกอ
ผักเป็ ดแดง
ชอื่ วทิ ยาศาสตร์ : Alternanthera bettzickiana (Regel) G.Nicholson
ชอื่ สามัญ : Calico plant, Joy weed
ชอ่ื อน่ื : ผกั เป็ดฝร่งั ผกั ใหมแดง พรมมแิ ดง
วงศ์ : AMARANTHACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้น ไมล้ ม้ ลกุ หลายปี ตงั้ ตรง ทรงพมุ่ ขนาดเลก็ สงู ประมาณ 30-50 เซนตเิ มตร อวบนา้ แตก
ก่ิงกา้ นแนน่
ใบ ใบเด่ียว เรยี งตรงขา้ ม รูปขา้ วหลามตดั ถงึ รูปใบหอกกลบั รูปไข่หรอื รูปรี ปลายแหลม โคน
ปา้ นหรอื สอบ ขอบมว้ นขนึ้ ดา้ นบนหรอื เป็นคล่นื ๆ มีหลายสี เช่น สแี ดง สีแดงปนเขียว สีมว่ ง
อมชมพู สเี หลอื ง สเี ขียวมีดา่ งขาว เสน้ ใบเป็นสนี า้ ตาลหรอื สีแดงคลา้ มีขนละเอียด
ดอก ออกดอกเป็นช่อแบบชอ่ กระจกุ แนน่ บรเิ วณซอกใบหรอื ปลายก่ิง ดอกสีขาว กลีบดอก
รูปทรงกลมหรอื รูปขอบขนาน
เฟิ รน์ ผักชี
ช่ือวิทยาศาสตร:์ Bolbitis heteroclite (C. Presl) Ching (Difformis group)
ช่อื สามัญ: –
ชื่ออนื่ : –
วงศ:์ DRYOPTERIDACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ตน้ เฟิรน์ เกิดตามพืน้ ดนิ ลาตน้ เป็นเหงา้ ทอดยาว ปกคลมุ ดว้ ยเกลด็
ใบ ใบประกอบแบบขนนก 3 ชนั้ กา้ นใบยาว 3-5 เซนตเิ มตร แผอ่ อกเป็นครบี ตลอดกา้ นใบ ใบลกั ษณะ
แบบทวสิ ณั ฐาน คอื ใบท่ีไม่สรา้ งสปอรแ์ ละใบท่ีสรา้ งสปอร์ เสน้ ใบแตกง่ามปลายเปิด ดา้ นบนเป็นรอ่ ง
การขยายพนั ธุ์
แบง่ กอ ชาเหงา้
การใชป้ ระโยชน์
ปลกู ประดบั เป็นไมก้ ระถาง ไมส้ วนขวด-สวนถาด
ไม้เล่ือย climber
เป็นพืชท่ีไมส่ ามารถทรงตวั ไดโ้ ดยลาพงั จงึ มกั เลอื้ ยพนั ตน้ ไมใ้ หญ่หรอื สิ่งพยงุ เป็นท่ียดึ เกาะเพ่ือใหล้ าตน้
เจรญิ อยไู่ ด้ ธรรมชาติใหค้ ณุ สมบตั ทิ ่ีมีอวยั วะพิเศษช่วยในการเลอื้ ยเกาะและปรบั ตวั ทอดยอด เพ่ือรบั แสงไม่
ตีบตนั หนทางเจรญิ เติบโต จงึ ทาใหม้ ีจานวนชนิดของไมเ้ ลอื้ ยในธรรมชาติมากกวา่ ไมป้ ระเภทอ่ืน
นอกจากดอกและใบท่ีสวยงามตามชนิดและพนั ธแุ์ ลว้ เถาหรอื ลาตน้ ของไมเ้ ลอื้ ยท่ีทอดตวั อยา่ งออ่ น
ชอ้ ย ยงั ชว่ ยลดความแข็งกระดา้ งเม่ือนามาปลกู ตกแต่งใหเ้ ลอื้ ยหอ้ ยหรอื ยอ้ ยเป็นพวงตามรวั้ และกาแพงบา้ น
นิยมนามาปลกู ประดบั ซมุ้ และดดั ปรบั ตามรูปทรงท่ีกาหนด ใหเ้ ราไดอ้ าศยั ใบท่ีแน่นทบึ เป็นรม่ เงาชว่ ยพราง
แสงอาทิตยร์ อ้ นแรงใหล้ ดลง บดบงั สิ่งท่ีไมน่ ่ามอง สรา้ งเสรมิ ความช่มุ ชืน้ ของสภาพแวดลอ้ มแกพ่ นั ธุไ์ ม้
ประดบั บางชนิดในบรเิ วณโดยรอบ ช่วยดดู ซบั มลพษิ อีกทงั้ ความออ่ นชอ้ ยของไมเ้ ลอื้ ยบางชนิดเป็นท่ีมาของ
ลวดลายในโลกของงานศิลปะ
ไมเ้ ลอื้ ยนานาพนั ธมุ์ ีลกั ษณะการเลอื้ ยและการยดึ เกาะท่ีตา่ งกนั หากสงั เกตใหด้ ีจะพบว่ามี 3 ลกั ษณะ คือ
การเลอื้ ยพนั แบบพาดพิง เป็นลกั ษณะการทอดเลอื้ ยของไมพ้ มุ่ กงึ่ เลอื้ ยท่ีตน้ แตกก่ิงกา้ นยาว แลว้ เอนไป
พาดพงิ กบั ส่งิ พยงุ เชน่ โนรา เฟ่ื องฟา้ และสายหยดุ
การเลอื้ ยแบบขดั สาน เม่ือใดท่ีไมเ้ ลอื้ ยไมม่ ีสงิ่ พยงุ มารองรยั ธรรมชาติกจ็ ะพาลาตน้ ของไมเ้ ลอื้ ยใหเ้ ก่ียวพนั
กนั เองเพ่ือพยงุ ตวั เองขนึ้ รบั แสง เชน่ เลบ็ มือนาง
การเลอื้ ยพนั เกาะยดึ เก่ียว โดยอาศยั อวยั วะมากมายใหก้ ารยดึ เกาะ มีหลายลกั ษณะดว้ ยกนั
พลูดา่ ง
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร:์ Epipremnum aureum (Lindl. & Andre’) G.S.Bunting
วงศ:์ Araceae
ประเภท: ไมเ้ ลอื้ ยอายหุ ลายปี
ลาต้น:ทอดเลอื้ ยไปตามพืน้ หรอื เกาะพนั กบั ตน้ ไมใ้ หญ่หรอื หลกั เสาอ่ืน ๆ เม่ือแกม่ ีเนือ้ ไม้ ก่ิงกา้ นสเี ขียวออ่ นอมเหลอื ง มกั มี
ขีดตามยาวสีเหลืองหรอื สีขาว
ใบ: ใบเด่ียวออกเรยี งสลบั เม่ือยงั เลก็ รูปหวั ใจถงึ รูปไข่ ยาว 15 - 30 เซนติเมตร เม่ือโตเตม็ ท่ีใบมีขนาดใหญ่ขนึ้ และ
เปล่ยี นเป็นรูปขอบขนานแกมรูปไข่ โคนใบรูปหวั ใจ ขอบใบทงั้ สองดา้ นหยกั ลกึ แบบขนนกคลา้ ยใบฉีกกา้ นใบสนั้
อัตราการเจริญเตบิ โต: เรว็
ดนิ : ดนิ รว่ นท่ีมีอนิ ทรยี วตั ถสุ มบรู ณ์
แสงแดด: แสงแดดครง่ึ วนั เชา้ ถงึ ราไร
นา้ : ปานกลางถงึ มาก
การขยายพันธุ:์ ปักชาก่ิง
พวงหยก
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร:์ Strongylodon macrobotrys A.Gray
วงศ:์ Leguminosae-Papilionoideae
ประเภท: ไมเ้ ลอื้ ยขนาดใหญ่ อายหุ ลายปี
ลาตน้ : ทอดเลอื้ ยหรอื เลอื้ ยพนั ตน้ ไมอ้ ่ืนในระดบั สงู
ใบ: ใบประกอบ มีใบยอ่ ย 3 ใบเรยี งสลบั ใบยอ่ ยรูปรี กวา้ ง 5 - 7 เซนติเมตร ยาว 10 -20
เซนตเิ มตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบแหลม ขอบใบเรยี บ
ดอก: ออกเป็นชอ่ หอ้ ยยาวจากซอกใบใกลป้ ลายก่ิง ดอกยอ่ ยคลา้ ยดอกถ่วั กลีบเลยี้ งเช่ือม
ตดิ กนั เป็นรูประฆงั ปลายเป็นต่งิ แหลม 5 กลบี กลีบดอก 5 กลีบสเี ขียว ออกดอกเดือน
พฤศจิกายนถงึ มกราคม
ผล: ฝักรูปส่เี หล่ยี มขนมเปียกปนู แบน เม่ือแกแ่ ตกออกเป็น 2 ซีก ติดเมลด็ เพียง 1 - 3 เมลด็
อัตราการเจริญเตบิ โต: ชา้
ดนิ : ดินรว่ น ระบายนา้ ดี
แสงแดด: ราไรถงึ แสงแดดจดั
ขยายพันธุ:์ เพาะเมลด็ และปักชาก่ิง
พวงโกเมน
ช่ือวทิ ยาศาสตร:์ Mucuna warburgii K.Schum.& Lauterb.
วงศ:์ Leguminosae-Papilionoideae
ประเภท: ไมเ้ ลอื้ ยขนาดใหญ่ อายหุ ลายปี
ลาตน้ : ลาตน้ กลม มีขนสีนา้ ตาล ทอดเลอื้ ยหรอื เลอื้ ยพนั ตน้ ไมช้ นิดอ่ืนในระดบั สงู เม่ืออายมุ าก
ขนึ้ มีเนือ้ ไม้
ใบ: ใบเป็นใบประกอบ มีใบยอ่ ย 3 ใบเรยี งสลบั ใบยอ่ ยรูปไข่ กวา้ ง 5 - 7 เซนตเิ มตร ยาว 10 -
20 เซนตเิ มตร ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรยี บ
ดอก: ออกเป็นชอ่ กระจะขนาดใหญ่ หอ้ ยยาวจากซอกใบและปลายก่ิง ดอกยอ่ ยรูปดอกถ่วั กลีบ
เลยี้ งเช่ือมตดิ กนั เป็นรูประฆงั ปลายแยกเป็น 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ สีสม้ แดง ออกดอกเดือน
มกราคมถงึ มีนาคม
ผล: ผลเป็นฝักแบน เม่ือแก่แตกออกเป็น 2 ซีก เมลด็ กลม มี 12 เมลด็
อตั ราการเจรญิ เตบิ โต: เรว็
ดิน: ดินรว่ นปนทราย
แสงแดด: เตม็ วนั
ฟิ โลหชู ้าง
ฟิ โลเดนดรอนหชู า้ ง /ฟิ โลเดนดรอน ไจแอนเตียม/Giant Philodendron
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร:์ Philodendron giganteum Schott
วงศ:์ Araceae
ประเภท: ไมอ้ งิ อาศยั อายหุ ลายปี
ลาต้น: ลาตน้ ขนาดเสน้ ผ่านศนู ยก์ ลางประมาณ 3 เซนติเมตร มีรากอากาศ
ใบ: ใบเด่ียวเรยี งเวียน รูปหวั ใจ ปลายใบแหลมถงึ เรยี วแหลม โคนเวา้ รูปหวั ใจ ขอบใบเวา้ เป็น
คล่นื แผ่นใบหนาคลา้ ยแผน่ หนงั สีเขียวเขม้ เสน้ กลางใบดา้ นลา่ งนนู เดน่ ชดั กา้ นใบรูป
ทรงกระบอกเรยี วแคบไปทางปลาย ปลอกหมุ้ ยอดสเี ขียวอมเหลือง
ดอก: ดอกออกเป็นชอ่ เชิงลดมีกาบ
อัตราการเจริญเตบิ โต: ปานกลาง
ดนิ : ชอบดินรว่ นระบายนา้ ดี
แสงแดด: แสงแดดราไร
นา้ : ปานกลาง
การขยายพนั ธุ:์ เพาะเมลด็ ปักชายอด และตอนก่ิง
ราชนิ ีสีทอง
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ aureum Bunting cv. Tricolor
วงศ์ ARACEAE
ชอื่ สามัญ Epipremnum aureum Bunting Lime
ช่ืออ่ืนๆ /ช่ือทอ้ งถ่ิน พลดู า่ ง
ต้น : ไมเ้ ลอื้ ย เนือ้ ออ่ น อายหุ ลายปี ลาตน้ เลอื้ ยไปตามพืน้ หรอื มีรากเกาะพนั กบั ตน้ ไมใ้ หญ่หรอื เสา
หลกั อ่ืนๆ เม่ือแก่มีเนือ้
ไม้ ก่ิงกา้ นสเี ขียวออ่ นอมเหลือง มกั มีขีดตามยาวสีเหลืองหรอื สขี าว
ใบ : ใบเด่ียวเรยี งสลบั รูปไข่แกมรูปหวั ใจ กวา้ ง 5-30 เซนติเมตร ยาว 7-45 เซนติเมตร ปลายใบเรยี ว
แหลม โคนใบเวา้ ของใบเรยี บ แผ่นใบหนา อวบนา้ ผวิ ใบดา้ นบนมีสีเขียวอมเหลือง
ดอก : ออกเป็นชอ่ แบบชอ่ เชิงลด มีกาบหมุ้ มกั ไมอ่ อกดอกใหเ้ หน็ จนกระท่งั ตน้ สมบรู ณเ์ ตม็ ท่ี
สรรพคณุ
- เป็นไมป้ ระดบั ตามอาคารบา้ นเรอื น ภายในอาคาร หรอื ปลกู เป็นไมค้ ลมุ ดนิ หรอื พรางสายตาจากส่งิ
ท่ีไมน่ ่ามอง และปลกู
เงนิ ไหลมา
ชอื่ วทิ ยาศาสตร:์ Syngonium podophyllum Schott
วงศ:์ Araceae
ประเภท: ไมเ้ ลอื้ ย
ลาตน้ : ลาตน้ กลม มีรากออกตามขอ้ ชว่ ยยดึ เกาะ
ใบ: ใบเด่ียว เรยี งเวียน เม่ือยงั เลก็ ใบเป็นรูปหวั ใจ ปลายใบเรยี ว เม่ือโตเตม็ ท่ีแผน่ ใบหยกั เวา้
เป็น 5 แฉก พืน้ ใบสีเขียว มีแถบสีขาวตามเสน้ ใบ ปัจจบุ นั มีหลายพนั ธุท์ ่ีมสี ีสนั แตกตา่ งกนั ไป
และมีช่ือท่ีเป็นมงคล เช่น ออมนาค ออมเงิน ออมทอง
ดอก: ออกเป็นช่อเชิงลดออกจากกาบใบ ปลีดอกเรยี วเป็นแทง่
ผล: รูปรตี ิดอยบู่ นปลีดอก
อัตราการเจรญิ เตบิ โต: เรว็
ดนิ : ดนิ ทกุ ชนิดท่ีชมุ่ ชืน้
แสงแดด: ราไร
ขยายพันธุ:์ ปักชาหรอื เพาะเลยี้ งเนือ้ เย่ือ
บานบุรีสีกุหลาบ
ชอื่ วทิ ยาศาสตร:์ Allamanda blanchetii A.DC.
วงศ:์ Apocynaceae
ประเภท: ไมพ้ มุ่ กง่ึ เลอื้ ยเนือ้ แข็งขนาดกลาง
ความสูง: 1.5- 4 เมตร
ลาตน้ : ก่ิงออ่ นมีขนปกคลมุ
ใบ: เด่ียว ออกรอบขอ้ 4 ใบ รูปไข่กลบั แกมขอบขนาน ขนาด 3-5 x 7-8เซนตเิ มตร ปลายเรียว
แหลม โคนมน ขอบใบบิดเป็นคล่นื เลก็ นอ้ ย แผน่ ใบสีเขียว
ดอก: ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายก่ิง ดอกยอ่ ย 2-5 ดอก รูปกรวย กลีบเลยี้ งรูปไข่กลบั สี
เขียวออ่ น กลีบดอกสมี ว่ งแดงหรอื มว่ งอมชมพู โคนกลีบสีมว่ งเขม้ เช่ือมติดกนั เป็นหลอด ปลาย
แยกเป็น 5 กลีบ เสน้ ผ่านศนู ยก์ ลางดอก 7-9 เซนตเิ มตร ออกดอกตลอดปี
อัตราการเจริญเตบิ โต: ปานกลาง
ดนิ : ดินรว่ นระบายนา้ ดี มีอนิ ทรยี วตั ถสุ งู
แสงแดด: ตลอดวนั
นา้ : ปานกลาง
ขยายพนั ธุ:์ ปักชาก่ิง
พวงแสดเครือ
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร:์ Pyrostegia venusta Miers
วงศ:์ Bignoniaceae
ประเภท: ไมเ้ ลอื้ ยเนือ้ แข็งขนาดกลาง อายหุ ลายปี
ลาตน้ : เลอื้ ยไดไ้ กล 3 - 7 เมตรโดยใชม้ ือพนั เลอื้ ยเกาะ
ใบ: ใบประกอบ 3 ใบยอ่ ยออกสลบั รูปไข่ กวา้ ง 2 - 3 เซนตเิ มตร ยาว 4 - 5 เซนตเิ มตร ปลาย
ใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรยี บ แผ่นใบสเี ขียว
ดอก: ออกเป็นช่อกระจกุ ตามซอกใบและปลายก่ิง ดอกย่อย 10 - 30 ดอก กลีบดอกสีสม้ อม
เหลอื ง โคนดอกเช่ือมติดกนั เป็นหลอด ปลายแผอ่ อกเป็น 5 กลบี และมว้ นงอไปดา้ นหลงั ออก
ดอกเดือนพฤศจิกายนถงึ มีนาคม
ผล: ฝักรูปขอบขนาน สนี า้ ตาล
ดนิ : ดนิ รว่ นปนทราย
แสงแดด: เตม็ วนั
สภาพแวดล้อม: หากปลกู ในท่ีมีอากาศเยน็ จะดอกดก
ขยายพันธุ:์ ปักชาและตอนก่ิง
จสั มินใบด่าง
ชอื่ วทิ ยาศาสตร:์ Pandorea jasminoides (Lindl.) K.Schum.
วงศ:์ Bignoniaceae
ประเภท: ไมเ้ ลอื้ ยเนือ้ แข็งขนาดเลก็ อายหุ ลายปี
ลาต้น: ลาตน้ เลอื้ ยไดไ้ กล 2-5 เมตร
ใบ: ใบประกอบแบบขนนกปลายค่ี ใบยอ่ ย 5-9 ใบ เรยี งตรงขา้ ม รูปไขแ่ กมรูปใบหอก ปลายใบ
แหลมเป็นต่งิ โคนใบมน ขอบใบเรยี บ แผน่ ใบแขง็ สเี ขียวเขม้ เป็นมนั หรอื สีเขียวด่างเหลืองครมี
ดอก: ดอกออกเป็นช่อกระจกุ ตามซอกใบและปลายยอด ดอกรูปกรวย โคนดอกเช่ือมตดิ กนั
เป็นหลอด ปลายแผอ่ อกเป็น 5 กลบี กลีบดอกสีชมพู โคนกลีบสชี มพเู ขม้ หรอื กลีบดอกสขี าว
โคนกลบี สเี หลอื ง หรอื กลีบดอกสขี าว โคนกลีบสีแดง เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางดอก 5-8 เซนตเิ มตร
ออกดอกตลอดปี แตด่ อกดกในชว่ งฤดหู นาว
ผล: เป็นฝักแบน เม่ือแก่แตกออก ภายในมีเมลด็ แบนจานวนมาก
อัตราการเจริญเตบิ โต: ปานกลาง ดนิ : ชอบดินรว่ นปนทราย
แสงแดด: แสงแดดราไรถงึ เตม็ วนั ชอบอากาศคอ่ นขา้ งเยน็ นา้ : ปานกลาง
การขยายพนั ธุ:์ ปักชาก่ิง ตอนก่ิง
เลบ็ มอื นาง
ชอื่ วทิ ยาศาสตร:์ Quisqualis combretum indicum (L.) DeFilipps
วงศ:์ Combretaceae
ประเภท: ไมเ้ ลอื้ ยเนือ้ แขง็
ลาตน้ : ลาตน้ และก่ิงอ่อนมขี นปกคลมุ ลาตน้ แกส่ ีนา้ ตาลปนเหลอื งและมกี ่ิงทล่ี ดรูปเป็นหนามแขง็
ใบ: ใบเรยี งตรงขา้ ม รูปรี รูปไขแ่ กมรูปขอบขนาน หรอื รูปขอบขนาน กวา้ ง 3.5 - 8 เซนตเิ มตร
ยาว 8 - 15 เซนติเมตร ใบออ่ นมีขนปกคลมุ ใบแก่คอ่ นขา้ งเกลยี้ งหรอื เกลยี้ ง
ดอก: ออกเป็นชอ่ กระจะตามปลายยอดหรอื ซอกใบตอนปลายก่ิง ช่อดอกยาว 10 - 20 เซนติเมตร ดอก
สีชมพถู งึ สีแดงเขม้ มีทงั้ กลีบดอกชนั้ เดยี วและกลบี ดอกซอ้ น ชนิดกลีบดอกชนั้ เดยี วมี 5 กลีบ รูปไข่กลบั
แกมรูปรี เรม่ิ บานสขี าวหรอื สชี มพู ตอ่ มาเปล่ยี นเป็นสแี ดงเขม้ มกี ล่นิ หอม ออกดอกเดือนธนั วาคมถึง
กมุ ภาพนั ธ์
ผล: ผลแหง้ ไมแ่ ตก รูปกระสวย มสี นั ตามยาว 5 สนั
ดนิ : ดินรว่ น ระบายนา้ ดี
แสงแดด: เตม็ วนั
นา้ : ปานกลาง ทนนา้ ทว่ มขงั ไดส้ งู ถงึ 1 ม.
ขยายพนั ธุ:์ เพาะเมล็ด ปักชาก่ิง และตอนก่ิง
จันทรก์ ระจา่ งฟ้า
ชอื่ วทิ ยาศาสตร:์ Pentalinon luteum (L.) B.F.Hansen & Wunderlin
วงศ:์ Apocynaceae
ประเภท: ไมเ้ ลอื้ ยขนาดกลาง
ลาตน้ : ก่ิงกา้ นเลอื้ ยไดไ้ กล 3 - 5 เมตร ก่ิงอ่อนสีเขยี วปนแดง
ใบ: ใบออกตรงขา้ ม รูปไข่หรอื รูปรแี กมรูปขอบขนาน กวา้ ง 4 - 6 เซนติเมตร ยาว 6 - 9 เซนติเมตร
ปลายใบปา้ น มีต่งิ แหลม โคนใบมน ขอบใบเรยี บ แผน่ ใบสีเขียวสดเป็นมนั
ดอก: ออกเป็นช่อกระจกุ ตามซอกใบและปลายก่ิง ดอกรูปกรวย กลีบดอกสเี หลืองสด โคนกลบี สเี หลือ
งอมเขียว เรยี งเวยี นซอ้ นเหล่อื มกนั เลก็ นอ้ ย เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางดอก 4 - 5 เซนตเิ มตร ออกดอกตลอดปี
ผล: ไมต่ ดิ ผล
อัตราการเจริญเตบิ โต: เรว็
ดนิ : ดินรว่ น ระบายนา้ ดี มีอินทรยี วตั ถสุ งู
แสงแดด: เตม็ วนั
ขยายพนั ธุ:์ ปักชาก่ิงและตอนก่ิง
การใชง้ านและอน่ื ๆ: ทนแลง้ สามารถออกดอกภายใน 2 - 3 เดือน
ใบระบาด
ชอื่ วทิ ยาศาสตร:์ Argyreia nervosa (Burm.f.) Bojer
วงศ:์ Convolvulaceae
ประเภท: ไมเ้ ลอื้ ยอายหุ ลายปี
ความสูง: ทอดเลือ้ ยไดไ้ กล 10 เมตร
ลาตน้ : ทกุ สว่ นของตน้ มนี า้ ยางสขี าว ก่ิงอ่อนสีขาว มีขนสขี าวเงินปกคลมุ หนาแนน่
ใบ: ใบเด่ยี ว เรยี งสลบั รูปไข่หรอื รูปกลม กวา้ ง 9 - 20 เซนติเมตร ยาว 10 - 30 เซนติเมตร ปลายใบ
เรยี วแหลม ขอบใบเรยี บ โคนใบเวา้ รูปหวั ใจ แผน่ ใบน่มุ สเี ขยี วสด ทอ้ งใบมีขนน่มุ สเี ทาเงินปกคลมุ
ดอก: ออกเป็นชอ่ กระจกุ ตามซอกใบและขอ้ ตน้ ดอกย่อย 3 - 5 ดอก เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางดอก 5 - 6
เซนตเิ มตร รูปกรวยกลีบเลยี้ งสเี ขียว กลบี ดอกดา้ นนอกสขี าว โคนกลบี ดอกเช่ือมตดิ กนั เป็นหลอด
ปลายแผอ่ อก สีมว่ งอมชมพู มีเสน้ ดอกเป็นแฉก ออกดอกเดือนพฤษภาคม-มกราคม
ผล: ผลคอ่ นขา้ งกลม เสน้ ผ่านศนู ยก์ ลาง 1-2 เซนติเมตร เมลด็ สีดา
อัตราการเจริญเตบิ โต: เรว็
ดนิ : ดนิ รว่ น
นา้ : ปานกลาง ความชืน้ สงู
แสงแดด: เตม็ วนั
ขยายพนั ธุ:์ เพาะเมล็ด ปักชาและตอนก่ิง
สร้อยอินทนิล
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร:์ Thunbergia grandiflora (Roxb.ex Rottler) Roxb.
วงศ:์ Acanthaceae
ประเภท: ไมเ้ ลือ้ ยเนือ้ แข็งขนาดใหญ่ อายหุ ลายปี
ลาต้น: เลือ้ ยไดไ้ กล 15-30 เมตร ลาตน้ เป็นเหล่ยี ม
ใบ: ใบรูปไข่ถึงรูปหวั ใจ กวา้ ง 7-10 เซนติเมตร ยาว 10-12 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเวา้ รูป
หวั ใจ ขอบใบหยกั ฟันเล่อื ย บางใบหยกั เวา้ ตนื้ 5-7 แฉก ผิวใบสากแขง็ เสน้ ใบหลกั 3-5 เสน้ ออกจาก
โคนใบ
ดอก: ออกเป็นช่อกระจะตามซอกใบและปลายก่ิงหอ้ ยลง ใบประดบั สีเขียวอ่อน 2 ใบหมุ้ ดอกตมู ดอก
รูปกรวย กลบี ดอกสฟี า้ อมมว่ งหรอื สขี าว โคนกลบี สเี หลอื งออ่ นเช่ือมตดิ กนั เป็นหลอดสนั้ ปลายแยก
ออกเป็น 5 กลีบ โคนกลบี ลา่ งมสี มี ่วงเขม้ ออกดอกเดือนมีนาคมถึงตลุ าคม
ผล: คอ่ นขา้ งกลม ปลายเป็นจะงอย เม่อื แก่แลว้ แตก
เมลด็ : เมลด็ คอ่ นขา้ งกลม
ดนิ : ดนิ รว่ นซยุ ท่มี ีอินทรยี วตั ถสุ งู
แสงแดด: ราไรถึงแสงแดดจดั
ขยายพนั ธุ:์ ปักชาก่ิงและตอนก่ิง
ลดาวัลย์
ชอื่ วทิ ยาศาสตร:์ Porana volubilis Burm.f.
วงศ:์ Convolvulaceae
ประเภท: ไมเ้ ลอื้ ยเนือ้ อ่อน
ลาตน้ :ทอดเลือ้ ยไปไดไ้ กล 2 -3 เมตร มีขนปกคลมุ
ใบ: ใบเด่ยี วเรยี งสลบั รูปหวั ใจ กวา้ ง 8 - 10 เซนติเมตร ยาว12 -17เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบ
เวา้ ลกึ แผน่ ใบบาง มีขนสนั้ ปกคลมุ ขอบใบเรยี บ
ดอก: ออกเป็นชอ่ แยกแขนงตามซอกใบและปลายยอด ดอกยอ่ ยจานวนมาก รูปกรวย กลีบเลีย้ งสี
เขยี ว กลีบดอกสขี าว โคนดอกเช่ือมตดิ กนั เป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ พบั ย่นเลก็ นอ้ ย ดอกบาน
มีเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง 5 - 8 มลิ ลิเมตร บานวนั เดียวแลว้ โรย ออกดอกตลอดปี
ผล: ค่อนขา้ งกลม เม่อื แก่สีนา้ ตาล เมลด็ สขี าวนวลหรอื ดา
อตั ราการเจริญเตบิ โต: เรว็ ดนิ : ดนิ รว่ นระบายนา้ ดี
แสงแดด:เต็มวนั
นา้ : ปานกลาง
ขยายพนั ธุ:์ เพาะเมลด็ และปักชาก่ิง
ม่านบาหลี
ชอื่ วทิ ยาศาสตร:์ Cissus nodosa Blume
วงศ:์ Vitaceae
ประเภท: ไมเ้ ลอื้ ยขนาดกลาง อายหุ ลายปี
ความสูง: ก่ิงกา้ นทอดเลอื้ ยไดไ้ กล 2-6 เมตร
ลาตน้ : ลาตน้ มีรากพเิ ศษแตกตามขอ้ เป็นเสน้ สีแดงยาวหอ้ ยลงมา 3-8 เมตร เม่อื อายมุ ากขนึ้ ลาตน้ และ
รากมีเนือ้ ไม้
ใบ: ใบเด่ยี วออกสลบั รูปไข่ กวา้ ง 4-7 เซนติเมตร ยาว 7-8 เซนติเมตร ปลายใบเรยี วแหลม โคนใบเวา้ รูป
หวั ใจ ขอบใบหยกั มนเลก็ นอ้ ย แผ่นใบสเี ขียวเขม้
ดอก: ออกเป็นช่อกระจกุ ตามซอกใบ ดอกยอ่ ยสีขาวครมี ออกดอกเดือนพฤศจิกายนถงึ กมุ ภาพนั ธ์ แต่
มกั ไม่คอ่ ยพบ
ผล: ไม่ติดผล
อัตราการเจริญเตบิ โต: เรว็
ดนิ : ดนิ รว่ น ระบายนา้ ดี มอี ินทรยี วตั ถสุ งู
แสงแดด: เตม็ วนั
ขยายพนั ธุ:์ ปักชาก่ิง
หริ ัญญกิ าร์
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร:์ Beaumontia grandiflora Wall.
วงศ:์ Apocynaceae
ประเภท: ไมเ้ ลือ้ ยเนือ้ แข็งขนาดใหญ่
ลาตน้ : ก่ิงกา้ นเลือ้ ยไดไ้ กล 6 - 15 เมตร ก่ิงออ่ นมีขนสีนา้ ตาลปกคลมุ
ใบ: ใบออกตรงขา้ ม รูปไขก่ ลบั หรอื รูปรแี กม ขอบขนาน กวา้ ง 4 - 6 เซนตเิ มตร ยาว 10 - 18
เซนตเิ มตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรยี บ แผ่นใบสเี ขียวเป็นมนั ใตใ้ บสีขาวนวล มขี นสาก
มอื สีนา้ ตาลอมแดง เสน้ ใบยอ่ ยเป็นรอ่ งชดั เจน
ดอก: ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายก่ิง รูปกรวยตนื้ กลีบดอกสีขาว โคนกลีบสีเขียวอ่อน ขอบ
กลีบบิดเป็นคล่นื เลก็ นอ้ ย ทยอยบาน มกี ล่นิ หอม ออกดอกเดือนธนั วาคมถึงเมษายน
ผล: ฝักคู่ รูปรแี กมขอบขนาน เม่อื แก่แตกออกเป็นสองซกี มเี มลด็ จานวนมากรูปกระสวย มีพขู่ นสขี าว
ท่ปี ลาย
ดนิ : ดนิ รว่ น ระบายนา้ ดี มอี ินทรยี วตั ถสุ งู
แสงแดด: เตม็ วนั
ขยายพนั ธุ:์ เพาะเมลด็ และตอนก่ิง
ชมนาดเล็ก
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร:์ Vallaris solanacea (Roth) Kuntze
วงศ:์ Apocynaceae
ประเภท: ไมเ้ ลอื้ ยเนือ้ แข็ง เลอื้ ยไดไ้ กล 1-4 เมตร
ใบ: ใบเด่ียวออกตรงขา้ ม รูปรี กวา้ ง 2-3 เซนติเมตร ยาว4-5 เซนตเิ มตร ปลายใบแหลม โคนใบ
สอบ ขอบใบเรยี บ แผน่ ใบสเี ขียว มีขนปกคลมุ
ดอก: ออกเป็นช่อกระจะตามซอกใบและปลายก่ิง ดอกรูประฆงั ดอกยอ่ ยจานวนมาก กลบี เลยี้ ง
สีเขียวออ่ น กลีบดอกสขี าวคลา้ ยกบั ชมนาด แตด่ อกเลก็ กวา่ ดอกบานมเี สน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง
0.5 - 1 เซนตเิ มตร ขอบกลีบเป็นคล่นื ดอกมีกล่นิ หอมฉนุ คลา้ ยขา้ วสกุ ใหม่ บานวนั เดียวแลว้
โรย สง่ กล่นิ หอมตลอดวนั ออกดอกเดือนมกราคม - เมษายน
ผล:ผลสดมีเนือ้ น่ิม เม่ือแก่จะแตก เมลด็ ขนาดเลก็ มีปยุ ขนท่ีปลายชว่ ยใหป้ ลิวไปตามลม
ดนิ :ดินรว่ นระบายนา้ ดี
แสงแดด: ตลอดวนั
นา้ : ปานกลาง
ขยายพันธุ:์ ปักชาก่ิง ตอนก่ิง และโนม้ ก่ิง
ดอกขจร
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ Telosma minor Craib
ชอื่ สามัญ Cowslip creeper
วงศ์ ASCLEPIADACEAE
ช่ืออ่ืนๆ สลดิ ผกั สลดิ คาเลา สลดิ ป่า ผกั สลดิ กะจอน ขะจอน ผกั ขิก
ลักษณะ
ขจรเป็นไมเ้ ลอื้ ยเถาเลก็ แตกยอดจานวนมาก ทกุ สว่ นของลาตน้ มีนา้ ยางขาว ใบเป็นใบเด่ียว
เรยี ง ตรงขา้ ม เป็น ใบคเู่ ป็นรูปหวั ใจ กวา้ งและยาว 6 - 10 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบ
เวา้ ขอบใบเรยี บ มีช่อดอกสีเหลอื งอมชมพู ออ่ น ออก เป็นชอ่ แบบซ่ีรม่ ดอกย่อยมีกลบี เลยี้ ง
เช่ือมติดกนั สว่ นปลายแยก 5 แฉกกลีบดอกเช่ือมติดกนั เป็นหลอดสนั้ ๆ ปลายกลีบ แยก เป็น 5
แฉก ดอกบานไมพ่ รอ้ มกนั ดอกออ่ นสเี ขียว เม่ือบานเรม่ิ หอมตงั้ แตช่ ว่ งบา่ ย ดอกออกมากตงั้ แต่
ตน้ ฤดหู นาว
ต้น :ขจรเป็นไมเ้ ลอื้ ยยืนตน้ เนือ้ แข็ง จะขนึ้ พาดพนั ไปตามตน้ ไมใ้ หญ่ไดไ้ กล ๆ ตน้ หรอื เถาของ
ขจรมีขนาดเลก็ แตจ่ ะมีความเหนียวมาก ซง่ึ สามารถใชเ้ ถาขจรแทนเชือกได้ เถาขจรจะเป็นสี
เขียวเถา แก่กจ็ ะเป็นสีนา้ ตาลเถากลมเรียม
ใบ:ขจรมกั จะแตกใบเป็นพมุ่ แน่นและทบึ จนในบางครงั้ พมุ่ ใบจะแผ่ปกคลมุ ตน้ ไมอ้ ่ืนไดม้ ิดเลย
ทีเดียว ใบขจรจะเป็นสีเขียวออ่ น ใบบาง กา้ นใบยาว ใบรูปใบโพธิ์ หรอื รูปหวั ใจ หรอื คลา้ ยใบพลู
ขอบใบจะเรยี บ เกลยี้ งไมม่ ีจกั จะเหน็ เสน้ ใบชดั หนา้ ใบเป็นคล่นื เลก็ นอ้ ย ปลายใบแหลมเป็นต่งิ
ดอก:ขจรเป็นไมด้ อกท่ีมีกลน่ิ หอม ออกดอกเป็นชอ่ สนั้ ๆ หอ้ ยเป็นกระจกุ คลา้ ยพวงอบุ ะตาม
โคนกา้ นใบ ช่อดอกหน่งึ ๆ จะมีดอกประมาณ 10-20 ดอก ดอกจะมสี เี ขียวอมเหลอื ง หรอื สี
เหลอื ง กลีบดอกหนา เนือ้ กลีบดอกจะมีลกั ษณะหยนุ่ ๆ เม่ือดอกบานกลบี ดอกมีลกั ษณะเหมือน
ดาว 5 แฉก
กระดงั งาจนี
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร:์ Artabotrys hexapetalus (L.f.) Bhandari
วงศ:์ Annonaceae
ประเภท: ไมเ้ ลอื้ ยขนาดใหญ่
ลาต้น: ก่ิงกา้ นเลอื้ ยพาดไปไกล 5-10 เมตร ยอดออ่ นสเี ขียว ไมม่ ีขนหรอื มีขนนอ้ ยมาก
ใบ: เด่ียว รูปไขก่ ลบั ขนาด 5-6 x 8-18เซนตเิ มตร ปลายแหลม โคนสอบ แผน่ ใบหนาสเี ขียว
เขม้ เป็นมนั ผวิ ใบเรยี บ ไมม่ ีขน กา้ นใบแบนและโคง้ งอเป็นตะขอช่วยพยงุ ตน้
ดอก: ออกเป็นชอ่ ตามซอกใบ กลีบเลยี้ งสเี ขียวรูปไข่ ปลายกระดกขนึ้ กลบี ดอกสเี ขียว เม่ือ
บานเต็มท่ีเปล่ยี นเป็นสเี หลืองเขม้ มีกล่นิ หอม กลบี ดอกเรยี งเป็น 2 ชนั้ กลีบหนารูปรี ปลาย
แหลม กลีบชนั้ นอกขนาด 1-1.5 x 2.5-5 เซนตเิ มตร กลบี ชนั้ ในเลก็ กวา่ เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง
ดอก 4-5.5 เซนติเมตร ออกดอกตลอดปี
ผล: ผลกลมุ่ มีผลยอ่ ย 7-15 ผล รูปกลมรี ปลายเป็นต่งิ เม่ือออ่ นสเี ขียว แก่แลว้ เปล่ยี นเป็นสี
เหลอื ง มี 1-2 เมลด็
อัตราการเจริญเตบิ โต: เรว็
ดนิ : รว่ นซยุ
นา้ : ปานกลาง
แสงแดด: แสงแดดจดั
ขยายพนั ธุ:์ เพาะเมลด็ และตอนก่ิง
ไมน้ ้ำAquatic Plants
“พรรณไมน้ า้ ” หมายถงึ พืชท่ีขนึ้ อยใู่ นนา้ โดยอาจจะจมอยใู่ ตน้ า้ ทงั้ หมด หรอื โผลบ่ างสว่ นขนึ้ มา
อยเู่ หนือนา้ หรอื เป็นพืชท่ีขนึ้ อยตู่ ามรมิ นา้ ชายตลง่ิ นอกจากนีย้ งั รวมถงึ พืชท่ีเจรญิ เติบโตอยใู่ น
บรเิ วณท่ีลมุ่ นา้ ขงั หรอื ท่ีชืน้ แฉะอีกดว้ ย
“ไมน้ า้ ” (Aquatic Plants) หลายชนิดเป็นวชั พืชนา้ ท่ีสาคญั เชน่ สาหรา่ ยตา่ งๆ ผกั ตบชวา
จอก แหน กก บอน เป็นตน้ จนมีผเู้ ลง็ เหน็ ถงึ ประโยชนใ์ นแง่ไมป้ ระดบั จงึ ไดเ้ รม่ิ มีความนิยมปลกู
กนั มากขนึ้ และประกอบกบั ความเช่ือบางอยา่ งในเร่อื งของฮวงจยุ้ ท่ีกลา่ วกนั วา่ “นา้ เป็น
องคป์ ระกอบสาคญั ของส่งิ มีชีวิตทกุ ชนิดท่ีใหค้ วามชมุ่ ช่ืนเยน็ ฉ่า” ทาใหห้ ลายๆ คนเช่ือกนั วา่
การมีสระนา้ หรอื บอ่ นา้ ในบา้ นจะชว่ ยใหค้ รอบครวั มีความสขุ สมบรู ณเ์ ป็นทวีคณู มากขนึ้ เชน่ กนั
เฟิ รน์ รากดาทรอปิ ก้า
ชอื่ วทิ ยาศาสตร์ Microsorum pteropus var. "tropica"
ชอื่ สามัญ Tropica fern
ชอ่ื ไทย เฟิรน์ รากดาทรอปิกา้
วงศ์ Polypodiaceae
ตาแหน่งในการลงปลูก กลางตู้
สภาพแวดล้อมทเี่ หมาะสม แสงไฟความสว่างปานกลางถงึ สงู , ช่วงอณุ หภมู ิ 20-28 °c
อัตราการเจริญเตบิ โต ปานกลาง
รายละเอยี ด มีลกั ษณะทกุ อยา่ งเหมือนเฟิรน์ รากดาใบยาว แตแ่ ตกตา่ งกนั ท่ีเม่ือ
เจรญิ เตบิ โตเต็มท่ี จะแตกแฉกบรเิ วณขอบใบคลา้ ยกบั เปลวเพลงิ ใบกวา้ ง มสี เี ขียวอ่อนถงึ แก่
การขยายพันธุ์ โดยการเกิดสปอรจ์ งึ มีกลมุ่ อบั สปอรเ์ รยี งตวั ตามแนวเสน้ กลางใบบรเิ วณ
ดา้ นลา่ ง ของแผ่นใบ การแยกตน้ ออ่ นท่ีเกิดจากสปอรบ์ รเิ วณใตใ้ บไปมดั ตดิ กบั วสั ดใุ หม่ การตดั
แบง่ ไรโซม และ
การเพาะเลยี้ งเนือ้ เย่ือ
เฟิ รน์ รากดาไทรเดน้ ท์
ชอื่ วทิ ยาศาสตร์ Microsorium sp. "trident"
ชอ่ื สามัญ Trident Java Fern
ชอื่ ไทย เฟิรน์ รากดาไทรเดน้ ท์
วงศ์ Polypodiaceae
ตาแหน่งในการลงปลูก หนา้ ต,ู้ กลางตู้
สภาพแวดล้อมทเี่ หมาะสม แสงไฟความสวา่ งปานกลางถงึ สงู , Co2, ชว่ งอณุ หภมู ิ 20-28 °C
อัตราการเจริญเตบิ โต ชา้
รายละเอยี ด เป็นตระกลู เฟรนิ รากดาขนาดเลก็ ลกั ษณะเดน่ ใบมีลกั ษณะผอมแคบ
แตกแฉกบรเิ วณขอบใบ 3 แฉกหรือมากกว่า เหน็ เสน้ ลายใบชดั เจนสวยงาม
นิยมปลกุ บรเิ วณกลางตเู้ ป็นพมุ่ สวยงาม
การขยายพนั ธุ์ แยกตน้ ออ่ นท่ีเกิดจากสปอรบ์ รเิ วณใตใ้ บ หรอื การตดั แบง่ ไรโซมไปมดั ติดกบั วสั ดใุ หม่
เช่น ขอนไม้ กอ้ นหนิ เป็นตน้ หรอื การเพาะเลยี้ งเนือ้ เย่ือ
เฟิ รน์ รากดาฟิ นิกส์
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ Microsorium sp. "phoenix"
ชอ่ื สามัญ Phoenix Java Fern
ชอ่ื ไทย เฟิรน์ รากดาฟินิกส์
วงศ์ Polypodiaceae
ตาแหน่งในการลงปลูก หนา้ ต,ู้ กลางตู้
สภาพแวดล้อมทเี่ หมาะสม แสงไฟความสว่างปานกลางถงึ สงู , Co2, ช่วงอณุ หภมู ิ 20-28 °C
อัตราการเจรญิ เตบิ โต ชา้
รายละเอยี ด เป็นตระกลู เฟรนิ รากดาท่ีหายากและมีราคาคอ่ นขา้ งสงู ลกั ษณะเดน่ ใบมีลกั ษณะ
ผอมแคบ แตกแฉกบรเิ วณของใบ ดคู ลา้ ยกบั เปลวไฟ เป็นรากดาท่ีเจรญิ เติบโตไดค้ อ่ นขา้ งชา้
นิยมปลกุ บรเิ วณกลางตเู้ ป็นพมุ่ สวยงาม
การขยายพันธุ์ แยกตน้ ออ่ นท่ีเกิดจากสปอรบ์ รเิ วณใตใ้ บ หรอื การตดั แบง่ ไรโซมไปมดั ติดกบั
วสั ดใุ หมเ่ ช่น ขอนไม้ กอ้ นหิน เป็นตน้ หรอื การเพาะเลยี้ งเนือ้ เย่ือ
กกช้าง/ธูปฤาษี
ชอื่ วทิ ยาศาสตร:์ Typhaangustifolia L.
วงศ:์ TYPHACEAE
ประเภท: ไมร้ มิ นา้
ความสูง: สงู กวา่ 2 ม.
ทรงพุม่ : เจรญิ เป็นกอ
ลาต้น: มีเหงา้ ใตด้ นิ
ใบ: ใบเด่ียว รูปเสน้ เรยี ว เรยี งสลบั ในแนวระนาบ แผน่ ใบหนา อวบนา้ ยาวกวา่ 1 ม.
ดอก: เป็นชอ่ รูปทรงกระบอก ชตู งั้ ในระดบั เดียวกบั ใบ ชอ่ ดอกแยกเพศ แทง่ สีนา้ ตาลท่ีเหน็ คือ
ดอกเพศเมีย สว่ นดอกเพศผอู้ ยทู่ ่ีปลาย ดอกยอ่ ยมีสนี า้ ตาลแดง เม่ือติดเมล็ดจนแก่แหง้ จะ
ปลวิ ไปตามลม เน่ืองจากท่ีปลายเมลด็ มีปยุ ขนติดอยู่
ดนิ : ดนิ รว่ นถงึ ดนิ เหนียว
นา้ : มาก
แสงแดด: ครง่ึ วนั -เตม็ วนั
ขยายพันธุ:์ เพาะเมลด็ และแยกกอ
ฝาดแดง
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร:์ Lumnitzera littorea (Jack) Voigt
วงศ:์ Combretaceae
ประเภท: ไมต้ น้ สงู ไดถ้ งึ 20 เมตร
ลาต้น: มีรากหายใจออกตามโคนตน้ เปลอื กตน้ เรยี บสีนา้ ตาลออ่ น
ใบ: ใบเด่ียวเรยี งเวียนสลบั รอบก่ิง รูปไข่กลบั กวา้ ง 1 - 3 เซนตเิ มตร ยาว 3 - 9 เซนตเิ มตร ปลาย
ใบมนหยกั เวา้ ตืน้ โคนใบสอบแคบ แผน่ ใบหนาสเี ขียวเป็นมนั คลา้ ยกบั ฝาดขาว
ดอก: ดอกเป็นช่อกระจะออกท่ีซอกใบใกลป้ ลายยอด แตล่ ะชอ่ มีดอกยอ่ ยจานวนมาก ดอกบานม
เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางประมาณ7 มลิ ลเิ มตร ไมม่ ีกา้ นดอก ดอกสแี ดงสด โคนกลีบเลยี้ งเช่ือมติดกนั
เป็นหลอด กลีบดอก 5 กลบี ปลายกลีบแหลม ออกดอกเดือนพฤศจิกายน - เมษายน
ผล: รูปรี ยาวประมาณ 1.3 เซนติเมตร ผิวผลเกลยี้ ง มีเนือ้ นมุ่ ภายในมีเมลด็ แขง็
อัตราการเจรญิ เตบิ โต: ชา้
ดนิ : ดนิ เหนียวท่ีมีนา้ ขงั แฉะ ทนดนิ เคม็
แสงแดด: ตลอดวนั นา้ : ปานกลาง-มาก
ขยายพนั ธุ:์ เพาะเมลด็
ฝาดขาว
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร:์ Lumnitzera racemosa Willd.
วงศ:์ Combretaceae
ประเภท: ไมร้ มิ นา้
ความสูง: สงู ไดถ้ งึ 25 เมตร
ลาตน้ : โคนตน้ ไมม่ ีรากหายใจรูปหวั เขา่ ฝาดแดง เปลือกนอกสนี า้ ตาลดา มีรอยแตก ก่ิงออ่ นสแี ดงเรอ่ื
หรอื เทา
ใบ: ใบเด่ียว รูปไขก่ ลีบแคบ ออกเรียงเวียนสลบั กนั เป็นกระจกุ ท่ีปลายก่ิง ปลายใบกลม โคนใบสอบ
แคบ ไมม่ ีกา้ นใบ
ดอก: สแี ดง ออกเป็นช่อสนั้ ๆ ท่ีปลายยอด กลบี รองดอกเช่ือมตดิ กนั เป็นรูปทอ่ พองออก ปลายกลบี
แยกเป็นแฉกรูปไข่กวา้ ง 5 แฉก ยาวประมาณ 1 มิลลเิ มตร กลีบดอก 5 กลบี รูปรแี กมขอบขนาน ยาว
ประมาณ 4.5 มลิ ลเิ มตร ดอกสีขาว ไมม่ ีกา้ นดอก มกั ขนึ้ ตามป่าชายเลนบรเิ วณปากแมน่ า้ ชายฝ่ังทะเล
ดนิ : ดินเหนียว ระดบั นา้ 10-15 ซม. แสงแดด: ครง่ึ วนั ถงึ เต็มวนั ขยายพันธุ:์ เพาะเมลด็ หรอื แยกกอ
คล้านา้ ช่อหอ้ ย
ชอื่ วทิ ยาศาสตร:์ Thalia geniculata L.
วงศ:์ Marantaceae
ประเภท: ไมร้ มิ นา้
ความสูง: เจรญิ เป็นกอ สงู ไดถ้ งึ 3 เมตร
ลาตน้ : มีเหงา้ อยใู่ ตด้ นิ
ใบ: รูปไข่เรยี วแหลม สีเขียวมีนวลปกคลมุ เลก็ นอ้ ย กา้ นใบยาวกวา่ 1 เมตร รอยตอ่ ระหวา่ ง
กา้ นใบและแผน่ ใบสีเทา
ดอก: ออกเป็นช่อ ชอ่ ดอกโปรง่ หอ้ ยลง กา้ นช่อดอกยาวกวา่ 1 เมตร ดอกยอ่ ยสีมว่ งออ่ น ผลิ
ออกจากกาบรองดอก กลีบดอกบอบบางและรว่ งง่าย ออกดอกตลอดปี
ดนิ : ดินเหนียว ระดบั นา้ 25-40 ซม.
แสงแดด: เตม็ วนั
ขยายพนั ธุ:์ แยกเหงา้
คล้านา้ ช่อตงั้
ชอื่ วทิ ยาศาสตร:์ Thalia dealbata J.Fraser
วงศ:์ Marantaceae
ประเภท: ไมร้ มิ นา้
ความสูง: เจรญิ เป็นกอ สงู ไดถ้ งึ 3 เมตร
ลาตน้ : มีเหงา้ อยใู่ ตด้ ิน
ใบ: ใบรูปไข่เรยี วแหลม ใบหนา สีเขียวเขม้ และมีนวลปกคลมุ อยทู่ กุ สว่ น กา้ นใบยาวกวา่ 1
เมตร รอยตอ่ ระหวา่ งกา้ นใบและแผน่ ใบสีแดง
ดอก: ออกเป็นชอ่ ชตู งั้ ขนึ้ กา้ นช่อดอกยาวกวา่ 1 เมตร ปลายกา้ นมีดอกย่อยอดั กนั แน่น สมี ่วง
เขม้ ผลิออกจากกาบรองดอก แตล่ ะช่อบานไดน้ านนบั เดือน
ดนิ : ดินเหนียวหรอื ดนิ รว่ น ระดบั นา้ 10-30 ซม.
แสงแดด: เตม็ วนั
ขยายพนั ธุ:์ แยกเหงา้
บัวอเมซอน
ชอื่ วทิ ยาศาสตร:์ Echinodosus cordifolius (L.) Griseb.
ชอ่ื วงศ:์ Alismataceae
ชอื่ สามัญ: Burhead, Texas mud baby
ลักษณะ: ไมโ้ ผลเ่ หนือนา้ อายหุ ลายปี ลาตน้ เป็นเหงา้ สนั้ ๆอยใู่ ตด้ ิน มีรากยดึ ไว้ ลาตน้
เหนือดินเป็นกอ มีใบแตกรอบๆประมาณ10 ใบ
ใบ : ใบเด่ียว รูปไข่ ปอ้ ม กวา้ ง 8-15 เซนตเิ มตร ยาว 10-20 เซนติเมตร ปลายใบมน โคนใบ
เวา้ เป็นรูปหวั ใจ ขอบใบเรยี บ แผ่นใบหนาเเขง็ ผวิ เรยี บเป็นมนั กา้ นใบกลมตงั้ ตรงชใู บขนึ้
เหนือผิวนา้ ยาว 8-20 เซนตเิ มตร โคนกา้ นใบเป็นกาบหนุ้ ตน้
ดอก: สีขาว ออกเป็นชอ่ แบบช่อแยกแขนงจากกอ กา้ นช่อดอกยาว 1-1.5 เมตร มีดอกย่อย
จานวน มาก มีใบประดบั สีเขียว กลบี เลยี้ งสเี ขียว 3 กลบี กลบี ดอกสีขาว 3 กลบี บางและรว่ ง
ง่าย เกสรตวั ผมู้ ีสเี หลอื ง เป็นกระจกุ ดอกบานเตม็ ท่ีกวา้ ง 2 เซนตเิ มตร
ผล : ผลแหง้ ทรงกลม ขนาดประมาณ 1 เซนตเิ มตร มีเมลด็ เดียว เมลด็ ลอ่ น
พัดโบก
ชอื่ วทิ ยาศาสตร:์ Homalomena ‘Emerald Gem’
วงศ:์ Araceae
ประเภท: ไมล้ ม้ ลกุ อายหุ ลายปี
ความสูง: 30 - 35 เซนติเมตร
ลาตน้ : ใตด้ ินเป็นเหงา้ เลก็ ๆ
ใบ: เด่ียว เรยี งเวียนรูปไข่แกมรูปสามเหล่ยี ม สีเขียว กาบใบสเี ขียว
ดอก: ชอ่ ดอกออกท่ีซอกใบแบบชอ่ เชิงลดมีกาบ ใบประดบั คลา้ ยกาบรองรบั ชอ่ ดอก
สีเขียวอมนา้ ตาลแดงเรอ่ื ปลดี อกสขี าวนวล
ดนิ : ดนิ รว่ น
นา้ : ปานกลาง
แสงแดด: ราไร
ขยายพันธุ:์ แยกเหงา้
บัวหลวง
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร:์ Nelumbo nucifera Gaertn.
ชอ่ื สามัญ: Sacred lotus, pink lotus-lily
วงศ:์ NELUMBONACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร:์ พืชนา้ อายหุ ลายปี ลาตน้ เป็นเหงา้ ใตด้ ิน หรอื เป็นไหลเหนือดนิ
นามารบั ประทานได้ เรยี กวา่ “รากบวั ”
ใบ ใบเด่ียวแตกจากขอ้ ของลาตน้ ใบรูปกลมใหญ่ เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง 15-40 ซม. ขอบใบเรยี บ
และเป็นคล่นื สเี ขียว มีนวลเคลอื บทาใหไ้ มเ่ ปียกนา้ กา้ นใบและกา้ นดอกกลมเรียวแขง็ มีหนาม
เลก็ ๆ ชขู นึ้ เหนือนา้ มีเสน้ ใยสีขาว
ดอก ดอกเด่ียวออกจากขอ้ ของเหงา้ ใตด้ ิน ท่ีบรเิ วณซอกใบ กลีบเลยี้ งขนาดเลก็ 4-5 กลบี
กลบี ดอกจานวนมากเรยี งซอ้ นกนั หลายชนั้ สีขาว หรอื สีชมพู เกสรเพศผสู้ เี หลืองจานวนมาก
บางครงั้ เปล่ยี นไปเป็นกลีบดอกทาใหก้ ลีบดอกซอ้ นกนั แน่น ฐานรองดอกบวมขยายใหญ่
เรยี กวา่ “ฝักบวั ”
ผล ผลกลมุ่ ประกอบดว้ ยผลยอ่ ยจานวนมาก เจรญิ อยภู่ ายในฝักบวั ภายในผลยอ่ ยมีเมลด็
ขนาดใหญ่ ใบเลยี้ งหนานามารบั ประทานได้ เรยี กวา่ “เมด็ บวั ”
หญ้างเู หา่
ชอ่ื ทางวทิ ยาศาสตร์ : Lilaeopsis brasiliensis
ชอ่ื สามัญ : หญา้ งเู หา่
แหล่งกาเนิด : อเมรกิ าใต้
อัตราการโตเตม็ ที่ : สงู ประมาณ 1-3 นิว้
การเจริญเตบิ โต : ชา้
ความกระด้างของนา้ : ปานกลาง
ความต้องการก๊าซคารบ์ อน : ต่า
ปริมาณแสง : ต่า
การดูแล : ปานกลาง
ตาแหน่งในตู้ : หนา้ ตู้
หางนกยงู ใบยาว, หลวิ นา้
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ Hygrophila ringens
ชอ่ื สามัญ -
ชอ่ื ไทย หางนกยงู ใบยาว, หลิวนา้
วงศ์ Acanthaceae
ตาแหน่งในการลงปลูก หนา้ ต,ู้ กลางตู้
สภาพแวดล้อมทเี่ หมาะสม แสงไฟความสวา่ งปานกลาง, Co2,
ช่วงอณุ หภมู ิ 20-27 °C
อัตราการเจรญิ เตบิ โต เรว็
รายละเอยี ด หางนกยงู ใบยาว หรอื หลวิ นา้ มีลาตน้ เหนือนา้ มีลกั ษณะกลมเรยี ว สเี ขียว มีขนสีขาว ใบเด่ียว มีสเี ขียว
เขม้
แตกออกจากลาตน้ แบบตรงขา้ มสลบั ฉาก ใบยาวและแคบ ขอบใบเกือบจะขนานกนั ปลายใบแหลม โคนใบมน
ลาตน้ ใตน้ า้ มีลกั ษณะกลมเรยี วยาว สีนา้ ตาลแดง ไมม่ ีขน แผน่ ใบบางเรยี วยาว สีเขียวออ่ น ฐานใบเรียวแหลมตดิ กบั ลา
ตน้
ใบใตน้ า้ มกั จะมีขนาดความยาวมากกวา่ ใบเหนือนา้ 2-3 เทา่ พลวิ้ ตวั ไปตามกระแสนา้ ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ
ช่อดอกแบบ umbel หรอื panicle ดอกประกอบ ดว้ ยกลบี เลยี้ ง 5 กลีบ สีเขียว ตอนโคนของกลบี เลยี้ งตดิ กนั เป็น
หลอด
กลบี ดอกมี 2 กลบี สีมว่ งออ่ น กลีบลา่ งซอ้ นอยกู่ บั กลบี บน กลบี ลา่ งดา้ นในมีลกั ษณะเป็นรวิ้ นูนขนึ้ มา ผลเป็นแบบ
capsule ภายใน มีเมลด็ จานวนมาก การกระจายพนั ธุ์ ในธรรมชาติพบเจรญิ อยเู่ หนือนา้ หรอื แบบครง่ึ บกครง่ึ นา้
ขนึ้ รมิ ลาธาร นา้ ตก
การขยายพนั ธุ์ ใชว้ ธิ ีการตดั ลาตน้ ปักชาในแปลงดนิ แลว้ ตดั ลาตน้ ท่ีแตกใหมไ่ ปปักชาใตน้ า้ จนกระท่งั มีลกั ษณะเรยี ว
ยาว จงึ นาไปประดบั ตปู้ ลา
จอกหหู นู
ชอื่ วทิ ยาศาสตร:์ Salvinia cucullata Roxb. ex Bory
วงศ:์ Salviniaceae
ประเภท: ไมล้ อยนา้ พวกเฟินลม้ ลกุ
ลาตน้ : มีลาตน้ เลก็ ๆ ทอดเลอื้ ยตามผิวนา้
ใบ: ใบขนาดเลก็ ออกตามขอ้ ท่ีลาตน้ สีเขียว หอ่ ขนึ้ ดคู ลา้ ยหหู นู เรยี งสลบั กันสองดา้ นเป็นกระจกุ
ตามผวิ ใบมขี นนมุ่ ปกคลมุ หนาแน่น ทาใหน้ า้ ไมเ่ กาะบนใบ ใตก้ ลมุ่ ใบมีรากสีนา้ ตาลจานวนมาก
ซง่ึ เป็นสว่ นท่ีใชส้ รา้ งสปอร์
แสงแดด: เตม็ วนั
ขยายพันธุ:์ แยกไหล
ริคเซีย
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ : Riccia fluitans L.
ชอื่ สามัญ : Cryptstalwort
ชอื่ วงศ์ : RICCIACEAE
ลักษณะท่วั ไป : เป็นพืชนา้ ขนาดเลก็ จดั เป็นพืชชนั้ ต่า เป็นพวก Liverworts
อยใู่ นกลมุ่ Bryophyte ลกั ษณะรูปรา่ งอยา่ งงา่ ยเรยี กวา่ ทลั ลสั ทลั ลสั ยาวประมาณ 10-15
มิลลเิ มตร
ปลายทลั ลสั แตกเป็น 2 แฉกสม่าเสมอ ทลั ลสั สเี ขียวสด อวยั วะสืบพนั ธุแ์ ละอบั สปอรม์ ีขนาดเลก็
มาก และมกั ไมค่ อ่ ยพบ
สถานภาพในธรรมชาติ : พบตามลาธารนา้ ตก หรอื ลอยเป็นแพหนาอยใู่ ตผ้ วิ นา้
การขยายพันธุ์ : แยกทลั ลสั เม่ือทลั ลสั แตกแขนงมากๆ จะลอยตวั ขนึ้ สผู่ วิ นา้
พรมมิ หยดนา้ ตา
ชอื่ วทิ ยาศาสตร์ Bacopa monnieri (L.) Wettst
ชอ่ื วงศ์ SCROPHULARIACEAE (เดมิ ) PLANTAGINACEAE (ปัจจบุ นั )
ชอ่ื ภาษาอังกฤษ Brahmi, Dwarf bacopa, Indian pennywort.
ชอื่ อนื่ ๆ ผกั มิ หยดนา้ ตา ผกั หม่ี นมมิ (อีสาน) พรมลี (ชมุ พร) ผกั เบีย้ (ราชบรุ ,ี ชลบรุ )ี อือลงั ไฉ่
หรอื อยุ ลกั ก๊วยโซ๊ะ (ภาษาจีน)
สรรพคณุ สมนุ ไพรในตวั หนู เป็นท่ีรูจ้ กั จากภมู ปิ ัญญาชาวบา้ น จงึ ทาใหน้ กั วิทยาศาสตรเ์ ลง็ เหน็
คณุ คา่ ไดค้ น้ ควา้ วิจยั สารสกดั และยืนยนั งานวจิ ยั สอดคลอ้ งกบั ประเทศจีนและประเทศอินเดีย
ท่ีนิยมกินเป็นยาอายวุ ฒั นะ บารุงสมอง และผสมยารกั ษาโรค
หอมนา้
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ : Crinum thaianum Schultze
ชอ่ื สามัญ : Onion plant, Thai onion plant
ชอื่ วงศ์ : AMARYLLIDCEAE
สถานภาพในธรรมชาติ : เป็นพืชสะเทินนา้ สะเทนิ บก อายหุ ลายปี
ชอบขนึ้ ในท่ีชืน้ แฉะหรอื บรเิ วณชายนา้ หวั หรอื ลาตน้ เจรญิ ในดินใตน้ า้
สง่ ใบเจรญิ เหนือนา้ สามารถเจรญิ ไดด้ ีเม่ือมีนา้ ทว่ มขงั ชอบอยู่ในนา้ ท่ีมี
pH 6.5-7.8 อณุ หภมู ขิ องนา้ 25-28 องศาเซลเซียส
พบเฉพาะในเขตภาคใตข้ องไทย
การขยายพนั ธุ์ : นาหวั มาปลกู ในแปลงท่ีมีวสั ดปุ ลกู เป็นดินหรอื กรวดขนาดเลก็
เพ่ือใหแ้ ตกหวั ขนึ้ ใหม่ จากนนั้ นาหวั มาชาใตน้ า้ ใหแ้ ตกใบ ก่อนนาไปประดบั ตปู้ ลา
ลักษณะท่ัวไป : ลาตน้ มลี กั ษณะเป็นหวั ขนาดใหญ่แบบหวั หอม เจรญิ อยใู่ นดนิ ใตน้ า้ ขนาด
ของหวั เม่ือเจรญิ เตม็ ท่ีประมาณ 2 นิว้ ใบเป็นใบเด่ียว รูปรา่ งเป็นแบบยาว แตกจากลาตน้ เป็น
กอ โคนใบหมุ้ ประกบกนั ดคู ลา้ ยเป็นลาตน้ ใบมีสีเขียวออ่ นถงึ เขียวแก่ หนาแข็งแรง ขนาดของ
ใบกวา้ ง 1.5-3.0 เซนติเมตร และอาจยาวถงึ 1.5 เมตร ทงั้ นีข้ นึ้ อยกู่ บั ความสมบรู ณข์ องดินและ
ความลกึ ของนา้ ดอกมลี กั ษณะเป็นช่อแบบ รม่ คือชอ่ ดอกมีกา้ นดอกยอ่ ย เกิดจากจดุ เดียวกนั
บนกา้ นชอ่ ดอก กา้ นช่อดอกเจรญิ จากหวั ใตด้ นิ มีกา้ นชอ่ ดอกใหญ่ แข็งแรง ยาวประมาณ 12-
20 เซนติเมตร แตล่ ะชอ่ มีดอกย่อย 2-7 ดอก มกี าบดอก แตล่ ะกลีบแบง่ ออกเป็น 2 สว่ น
โคนกลบี มีลกั ษณะเป็นทอ่ ยาว สว่ นปลายแยกเป็น 6 กลบี ลกั ษณะกลบี เรยี วยาวเป็นรูป
หอก สว่ นโคนท่ีเป็นทอ่ จะมีความยาวมากกวา่ สว่ นท่ีแยกเป็นกลบี เกสรตวั ผูม้ ี 6 อนั ติดอยู่
กบั สว่ นบนของกลบี รวม สว่ นท่ีเป็นหลอดตรงบรเิ วณท่ีตอ่ กบั สว่ นท่ีแยกเป็นกลีบ กา้ นชอู บั
เรณู ยาวเกือบเทา่ กบั กลีบรวม ตอนปลายมีสแี ดงอมมว่ ง แตต่ อนโคนเป็นสีขาว อบั เรณตู ดิ
กบั กา้ นชอู บั เรณบู รเิ วณตรงกลางทาใหเ้ คล่อื นไหวไปมาอยา่ งอสิ ระ ละอองเรณูมีสเี หลอื ง
กา้ นเกษรตวั เมียยาวมาก ตอนโคนสขี าว และตอนปลายสแี ดงอมมว่ งเชน่ เดียวกบั เกษณตวั
ผู้ ยอดเกสรตวั เมียมีขนาดเลก็ ผลเป็นแบบ ขนาดใหญ่มีผิวขรุขระ
THANK YOU