รายงานการวิจยั ฉบบั สมบรู ณ์
รูปแบบการสร้างสอ่ื เรียนรดู้ จิ ทิ ัลเพื่อการเข้าใจ เขา้ ถงึ และพัฒนา
โคก หนอง นา พช. สาหรบั ศูนยศ์ ึกษาและพฒั นาชุมชนนครราชสมี า
A Model of Creating Digital Learning Media for Understanding,
Accessing and Developing Kok Nong Na Community Development for
Nakhon Ratchasima Community Education and Development Center
โดย
ทองคณู บญุ ศร
กรรณกิ าร์ ลิขิตพัฒนะกุล
พทั ธธ์ ดิ า บญุ ญานสุ นธ์ิ
ศูนย์ศกึ ษาและพฒั นาชมุ ชนนครราชสีมา
กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
ปงี บประมาณ พ.ศ. 2564
รายงานการวิจยั ฉบบั สมบรู ณ์
รปู แบบการสรา้ งสือ่ เรียนรูด้ จิ ิทัลเพื่อการเขา้ ใจ เขา้ ถึง และพฒั นา
โคก หนอง นา พช. สาหรบั ศนู ย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา
A Model of Creating Digital Learning Media for Understanding,
Accessing and Developing Kok Nong Na Community Development for Nakhon
Ratchasima Community Education and Development Center
โดย
ทองคูณ บญุ ศร
กรรณิการ์ ลขิ ิตพัฒนะกลุ
พัทธธ์ ิดา บุญญานสุ นธิ์
ศนู ย์ศึกษาและพฒั นาชุมชนนครราชสมี า
กรมการพฒั นาชมุ ชน กระทรวงมหาดไทย
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564
ก
กติ ติกรรมประกาศ
รายงานการวิจัย เรื่อง รูปแบบการสร้างสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลเพื่อการเข้าใจ เข้าถึง และ
พัฒนา โคก หนอง นา พช. สาหรับศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา ได้รับการสนับสนุน
เป็นอย่างดีจากผู้อานวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา นายทองคูณ บุญศร
คณบดีคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ผู้ช่วยศาสตราจารย์
ดร. สกุล วงษก์ าฬสนิ ธุ์ และอดีตผ้อู านวยการศูนยศ์ กึ ษาและพฒั นาชมุ ชนนครราชสีมา นายสวุ ทิ ย์ เพยี นอก
ตลอดจนคณะกรรมการอานวยการทุกท่าน ท่ีกรุณาให้คาแนะนา และเป็นท่ีปรึกษาในการปรับปรุง
ประเด็นตา่ ง ๆ ในการวจิ ัย ใหม้ ีความถูกตอ้ งสมบรู ณ์ คณะวิจยั ขอขอบคุณเปน็ อยา่ งสูงไว้ ณ ทีน่ ี้
ขอขอบพระคุณพัฒนาการจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้อานวยการกลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน
พัฒนาการอาเภอโนนสุวรรณ นักวิชาการพัฒนาชุมชนระดับจังหวัดและอาเภอ ครัวเรือนต้นแบบ
การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” นักพัฒนาพืน้ ท่ีต้นแบบ
สานักงานพัฒนาชุมชนอาเภอโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์ และเจ้าหน้าท่ีศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน
นครราชสีมา ที่อานวยความสะดวก และความช่วยเหลือ ท่ีกรุณาสละเวลาอันมีค่าในการให้ข้อมูล
และขอ้ คิดเหน็ ตา่ ง ๆ ทเ่ี ปน็ ประโยชน์ต่อการวิจยั น้ี
ศนู ย์ศึกษาและพฒั นาชุมชนนครราชสีมา
กันยายน 2564
ข
บทคัดย่อ
ช่ือรายงานการวจิ ยั รปู แบบการสรา้ งสื่อเรียนรดู้ ิจทิ ลั เพอื่ การเขา้ ใจ เข้าถึง และพัฒนา
คณะทางาน โคก หนอง นา พช. สาหรบั ศูนยศ์ ึกษาและพฒั นาชมุ ชนนครราชสีมา
ปีงบประมาณ ทองคณู บญุ ศร
ระยะเวลาดาเนินการ กรรณิการ์ ลขิ ติ พัฒนะกลุ
พทั ธธ์ ดิ า บุญญานสุ นธิ์
2564
พฤษภาคม - กนั ยายน 2564
งานวิจัยน้ีทาการศึกษารูปแบบการสร้างส่ือเรียนรู้ดิจิทัลเพื่อการเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา
โคก หนอง นา พช. สาหรับศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษา
กระบวนการสร้างส่ือเรียนรู้ประกอบการฝึกอบรม เร่ือง โคก หนอง นา พช. สาหรับศูนย์ศึกษา
และพัฒนาชุมชนนครราชสีมา (2) เพ่ือพัฒนารูปแบบการสร้างส่ือเรียนรู้ดิจิทัลเพื่อการเข้าใจ เข้าถึง
และพฒั นา โคก หนอง นา พช. สาหรบั ศนู ยศ์ ึกษาและพัฒนาชมุ ชนนครราชสมี า และ (3) เพ่อื ถา่ ยทอด
รูปแบบการสร้างและประยุกต์ใช้สื่อเรียนรูด้ ิจิทัลเพ่ือการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา โคก หนอง นา พช.
สาหรับศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธวี ิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative
Research) ได้แก่ การสนทนากลมุ่ (Focus Group) กลุ่มตวั อย่างในการวจิ ัย ได้แก่ เจ้าหนา้ ทศี่ นู ยศ์ กึ ษา
และพัฒนาชุมชนนครราชสีมา จานวน 8 คน และครัวเรือนต้นแบบที่เข้ารับการอบรมโครงการพัฒนา
พื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล”
จากศนู ยศ์ ึกษาและพัฒนาชมุ ชนนครราชสีมา จานวน 10 คน
ผลการวจิ ัย พบว่า (1) กระบวนการสร้างสอื่ เรยี นรู้ประกอบการฝกึ อบรม เรอื่ ง โคก หนอง
นา พช. สาหรับศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา ใช้กระบวนการสร้างสื่อ ADDIE มาทา
การวิเคราะห์สื่อการเรยี นรู้คนหวั เห็ด ประกอบไปด้วย 5 ข้ันตอน ดังน้ี 1. ข้ันการวิเคราะห์ (Analysis)
กลุ่มเป้าหมายผู้ใช้สื่อ คือ ผู้เข้ารับการอบรม ประชาชนผู้สนใจ เน้ือหาของสื่อฐานเรียนรู้คนหัวเห็ด
เน้ือหายังไม่ครบถ้วนเพียงพอ เวลาในการนาเสนอนานเกินไป ขาดความน่าสนใจ 2. ขั้นการออกแบบ
(Design) เลือกใช้ส่ือวีดิทัศน์ ด้านเนื้อหา ประกอบไปด้วย แนะนาวทิ ยากร แนะนาวัสดุ อุปกรณ์ในการ
ทากอ้ นเชอื้ เหด็ วธิ ีผสมส่วนผสมกอ้ นเชอ้ื เห็ด วธิ ที าก้อนเหด็ วธิ ีนงึ่ กอ้ นเหด็ ในถงั วิธีหยอดเชือ้ ในก้อนเห็ด
วิธีเข่ียเช้ือเห็ด แนะนาวิธีเก็บก้อนเห็ดในโรงเรือน วิธีการรดน้าก้อนเห็ด วิธีเก็บดอกเห็ด และอายุ
การให้ผลผลิตของก้อนเห็ดกิจกรรมประกอบการเรียนรู้ ฐานเรียนรู้คนหัวเห็ด เนื้อหายังขาด
ความน่าสนใจ เทคนิคการนาเสนอ 3. ขั้นการพัฒนา (Development) เนื้อหาการนาเสนอไมค่ รบถว้ น
ระยะเวลาการนาเสนอเน้ือหานานเกินไป ภาพและเสียงไม่ชัดเจน ควรเพ่ิมเทคนิคการนาเสนอ
ให้น่าสนใจ 4. ขั้นการนาเสนอเนื้อหา (Implementation) เพื่อนาไปใช้ในการอบรมโครงการพัฒนา
พน้ื ที่ตน้ แบบการพัฒนาคุณภาพชวี ิตตามหลกั ทฤษฎใี หม่ ประยกุ ตส์ ู่ “โคก หนอง นา โมเดล” กจิ กรรมท่ี 1
ฝกึ อบรมเพิ่มทกั ษะระยะส้นั การพฒั นากสกิ รรมสูร่ ะบบเศรษฐกจิ พอเพยี ง รปู แบบ โคก หนอง นา โมเดล
ค
จากศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา 5. ข้ันการประเมินผล (Evaluation) การประเมินผล
จากผู้เข้ารับการอบรมผ่านแบบประเมินออนไลน์ โดยก่อนเรียนอยู่ในระดับน้อย หลังเรียน อยู่ในระดบั
มากท่ีสุด ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดกระบวนการสร้างส่ือ ADDIE โมเดล ซ่ึงเป็นรูปแบบการสอน
ที่ออกแบบข้ึนมาเพื่อใช้ในการออกแบบและพัฒนาการเรียนการสอน โดยพิจารณาจากผลลัพธ์
ในข้ันประเมินผลซึ่งเป็นขั้นสุดท้าย (2) รูปแบบการสร้างสื่อเรียนรู้ดิจิทัลเพื่อการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา
โคก หนอง นา พช. สาหรบั ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา การจดั การเรียนรู้ฐานเรียนรู้คนหัวเห็ด
ใหเ้ กิดประโยชนต์ อ่ ผเู้ รยี น จาเปน็ ตอ้ งมสี ่อื ประกอบการเรยี นรู้ โดยมีรปู แบบการสรา้ งสอื่ การเรียนรู้ ดงั น้ี
ประเภทส่ือการเรียนรู้ เป็นส่ือวีดิทัศน์ วิดีโออินโฟกราฟิก เนื้อหาของสื่อการเรียนรู้ ควรมีเนื้อหา
ส่ือการสอนฐานเรียนรู้คนหัวเห็ดครบถ้วน ภาพ เสียงชัดเจน การออกแบบส่ือการเรียนรู้
ด้านเนื้อหา ออกแบบให้ครบถ้วนทุกขั้นตอน ด้านกิจกรรม ด้านกราฟิก เพ่ิมเทคนิคท่ีน่าสนใจ
การพัฒนาสื่อการเรยี นรู้ เพ่ิมเน้ือหาเก่ียวกบั เมนูอาหาร ต่อยอดเป็นชุดความรู้ โดยรวบรวม เก็บสะสม
องค์ความรู้เรื่องเห็ดโดยเฉพาะ โดยแบ่งเป็นตอน ทาเป็นเร่ืองเล่าเก่ียวกับเห็ด การประเมินผล
ส่ือการเรียนรู้ ผ่านแบบประเมินจากผู้เช่ียวชาญ (3) รูปแบบการสร้างและประยุกต์ใช้ส่ือเรียนรู้ดิจิทัล
เพื่อการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา โคก หนอง นา พช. สาหรับศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา
สามารถนารูปแบบการสร้างส่ือดิจิทัลท่ีได้ ไปถ่ายทอดกับบุคลากรศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน
นครราชสีมา และผู้เข้ารับการอบรม เพ่ือให้ได้รูปแบบการสร้างสื่อดิจิทัล ท่ีสามารถนาไปใช้สาหรับ
จัดการเรียนรู้โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่
“โคก หนอง นา โมเดล” ประกอบด้วย ส่ือท่ีสร้างอัตลักษณ์ จุดเด่นให้กับศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน
นครราชสีมา สื่อในรูปแบบสื่อวีดิทัศน์ วิดีโออินโฟกราฟิก สื่อมีการแทรกภาพ แผนผัง ข้อความ
สื่อทมี่ คี วามหลากหลาย ส่อื มเี นื้อหาส้นั กระชบั เขา้ ใจงา่ ย สอดแทรกมุขตลก แปลกใหม่
คาสาคัญ: การสรา้ งสอื่ เรยี นรู้ดจิ ทิ ัล / สอ่ื เรยี นรดู้ ิจทิ ัล /ส่ือเรียนรดู้ จิ ทิ ัล โคก หนอง นา พช.
ง
Research Title Abstract
Committee A Model of Creating Digital Learning Media for Understanding,
Year Accessing and Developing Kok Nong Na Community
Processing Time Development for Nakhon Ratchasima Community Education and
Development Center
Tongkun Boonson
Kannikar Likhitpatanakul
Phatthida Bunyanuson
2021
May – September 2021
This research study the model of creating digital learning media for
understanding. Access and develop Khok, Nong Na, Por Chor for the Nakhon Ratchasima
Development Learning Center the objectives: (1) to study the process of creating learning
media accompanying training on Khok Nong Na Por Chor for Nakhon Ratchasima
Community Development Learning Center; ( 2) to develop a model for creating digital
learning media for understanding, access and development of Khok Nong Na Por Chor
for the Nakhon Ratchasima Development Learning Center and (3) to convey the model
of creating and applying digital learning media for understanding, accessing and
developing Khok Nong Na Por Chor for the Nakhon Ratchasima Community Development
Learning Center. This research uses qualitative research methodology, i.e., Focus Group.
The research sample consisted of 8 staff from the Nakhon Ratchasima Community
Development Learning Center and model households who attended the training on the
model area development project. Development of quality of life according to the new
theory applied to the " Kok Nong Na Model" from the Nakhon Ratchasima Community
Development Learning Center consisted of 10 people.
The results of the study were as follows; (1) the processes of media creating
for Khok Nong Na Por Chor for Nakhon Ratchasima Community Development Learning
Center. The process used ADDIE media to analyze the Mushroom learning base consisting
of 5 steps as follows: 1. Analysis stage; the target group of media users are trainees,
interested people found that the content is not complete enough, presentation time is
too long, lack of interest 2. Design stage; used video media. The content consists of
introducing speakers, introducing materials and equipment for making mushroom
จ
inoculations, how to mix mushroom loaf ingredients, how to make mushroom cubes,
how to steam mushroom cubes in a bucket, how to inoculate mushrooms, how to store
mushrooms in greenhouses, how to be watering mushroom cubes, how to pick
mushrooms, and the productive life of mushroom lumps in learning activities Mushroom
learning base. The content is still lacking in interest. Presentation techniques 3.
Development stage: The presentation content is not complete. The duration of the
content presentation is too long. The picture and sound are not clear should add
interesting presentation techniques. 4. Implementation stage; to be used in the training
of the prototype area development project to improve the quality of life according to
the new theory applied to the "Khok Nong Na Model" Activity 1 Short-term training skills,
agricultural development to a sufficiency economy system, Khok Nong Na model from
Nakhon Ratchasima Community Development Learning Center 5. Evaluation stage:
Before learning was at the lowest level, after studying at the highest level, which was
consistent with the concept of the process of creating media ADDIE model, which is a
teaching model designed for use in teaching design for learning and development by
considering the results in the final evaluation stage. ( 2) A model for creating digital
learning media for understanding, accessing, and developing Khok Nong Na Por Chor for
the Nakhon Ratchasima Community Development Learning Center. Management of
learning of Mushrooms Learning Base for the benefit of learners. Learning materials are
required. The format for creating learning media is as follows: Types of learning media It
is a video media, infographic, video, content of instructional media base on Mushrooms
Learning Base, clear images and sounds, design of learning materials, content design,
complete every step, activities, graphics, adding fascinating techniques, learning media
development, added content about the food menu. Continue to be a knowledge
management by collecting knowledge about mushrooms. Divided into episodes make a
story about mushrooms, evaluation of learning materials through an evaluation form
from the experts; ( 3) a model for creating and applying digital learning media for
understanding, accessing and developing Khok Nong Na Por Chor for the Nakhon
Ratchasima Community Development Learning Center can adopt a digital media creation
model to convey to staffs of the Nakhon Ratchasima Community Development Learning
Center and trainees to get a model of creating digital media that can be used for learning
management of the prototype area development project to improve the quality of life
according to the new theory applied to the " Kok Nong Na Model" consisting of media
that create identity highlights for Nakhon Ratchasima Community Development Learning
ฉ
Center, Media in the form of video, infographics video, media with images, diagrams, text,
various media, short media, concise, easy to understand, intervene jokes, novelty.
Keywords: creation of digital learning media / digital learning media /Digital learning
media, Khok Nong Na, NPC.
ช
สารบญั
หน้า
กติ ติกรรมประกาศ ก
บทคัดย่อภาษาไทย ข
บทคดั ยอ่ ภาษาองั กฤษ ง
สารบญั ช
สารบญั ภาพ ฌ
บทที่ 1 บทนา 1
5
1.1 ความสาคญั และท่ีมาของปัญหาการวิจยั 5
1.2 วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั
1.3 ขอบเขตของการวิจัย 6
6
1.4 ประโยชนท์ ่ีคาดว่าจะได้รบั
1.5 นยิ ามศัพท์ปฏบิ ตั กิ าร
บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวจิ ัยทีเ่ กีย่ วขอ้ ง 8
2.1 แนวคิด ทฤษฎีเกย่ี วข้อง 8
2.1.1 แนวคิดเก่ียวกับการสรา้ งสอื่ เรยี นร้ใู นยคุ ดจิ ิทัล 19
2.1.2 กระบวนการสร้างสื่อการเรยี นรู้ ADDIE 21
2.1.3 การจดั การเรยี นรู้โครงการพฒั นาพนื้ ทตี่ น้ แบบการพฒั นาคุณภาพชวี ิต
29
ตามหลกั ทฤษฎใี หม่ ประยุกตส์ ู่ “โคก หนอง นา โมเดล” 31
37
2.1.4 บริบทพนื้ ทก่ี ารวจิ ยั ศนู ย์ศึกษาและพฒั นาชมุ ชนนครราชสมี า
2.2 งานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วข้อง
2.3 กรอบแนวคิดการวจิ ัย
บทที่ 3 วิธดี าเนินการวิจยั 39
39
3.1 ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง 42
3.2 เครอื่ งมือทใี่ ช้ในการวจิ ัย
3.3 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู 42
3.4 การวิเคราะหข์ ้อมูล
ซ
สารบญั (ตอ่ )
หน้า
บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
4.1 กระบวนการสรา้ งส่ือเรียนรปู้ ระกอบการฝกึ อบรม 43
เรอ่ื ง โคก หนอง นา พช. สาหรับศนู ยศ์ ึกษาและพฒั นาชมุ ชนนครราชสมี า
4.2 การพฒั นารูปแบบการสรา้ งสือ่ เรียนรูดจิ ิทลั เพื่อการเขา้ ใจ เข้าถึง 47
และพฒั นา โคก หนอง นา พช. สาหรับศนู ยศ์ กึ ษาและพัฒนาชมุ ชนนครราชสมี า
4.3 ถ่ายทอดรปู แบบการสรา้ งและประยกุ ตใ์ ช้สื่อเรียนรดู้ จิ ทิ ัลเพ่ือการเข้าใจ 50
เขา้ ถึง และพัฒนา โคก หนอง นา พช.
สาหรบั ศนู ย์ศกึ ษาและพฒั นาชมุ ชนนครราชสมี า
บทท่ี 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ 52
5.1 สรุปผลการวิจยั 53
5.2 อภิปรายผลการวจิ ัย 55
5.3 ขอ้ เสนอแนะ 56
5.4 ผลสาเร็จของการวิจัยในงานพัฒนาชุมขน
59
บรรณานุกรม 61
ภาคผนวก 62
ภาคผนวก ก แบบสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ และแบบสนทนากลุ่ม
67
ภาคผนวก ข ภาพประกอบการสนทนากลุม่ 70
ภาคผนวก ค คณะผจู้ ัดทารายงานการวจิ ัยฉบับสมบูรณ์
ฌ
สารบญั ภาพ
ภาพที่ หน้า
2.1 ลาดับการเลือกใชส้ ่อื การเรียนการสอนใหเ้ หมาะกบั วตั ถปุ ระสงค์ 11
2.2 การออกแบบสอื่ เรยี นร้ดู จิ ิทลั (Learning Object) 14
2.3 ชนิดของสือ่ ออนไลน์ 17
2.4 การพฒั นาส่ือการเรียนรตู้ ามโมเดล ADDIE 21
2.5 รายละเอยี ดโครงการพัฒนาพื้นทต่ี ้นแบบการพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ตามหลักทฤษฎีใหม่ 25
ประยกุ ต์สู่ โคก หนอง นา โมเดล นาเสนอคณะรัฐมนตรเี ม่ือวันท่ี 4 กรกฎาคม 2563 25
2.6 รายละเอียดขั้นตอนการดาเนินโครงการพัฒนาพน้ื ที่ตน้ แบบการพัฒนาคณุ ภาพชีวติ
27
ตามหลกั ทฤษฎใี หม่ประยกุ ตส์ ู่ โคก หนอง นา โมเดล ของกรมการพฒั นาชุมชน 38
2.7 การนาเสนอสอื่ เรียนรูค้ นหัวเห็ด 47
50
2.8 กรอบแนวคิดการวจิ ัย
4.1 ผังการสรา้ งสอ่ื เรยี นรู้ตามโมเดล ADDIE
4.2 รปู แบบการสร้างสอ่ื เรยี นรทู้ ี่เหมาะสมกบั การฝกึ อบรม
ของศูนยศ์ กึ ษาและพฒั นาชมุ ชนนครราชสีมา
บทท่ี 1
บทนำ
1.1 ควำมสำคัญและท่ีมำของปัญหำกำรวิจัย
ปัจจุบันโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคสังคมดิจิทัล (Digital Economy) หรือ ยุคเศรษฐกิจใหม่
(New Economy) ชีวิตประจาวันของผู้คนในสังคมได้สัมผัสกับการทาธุรกรรมผ่านส่ืออิเล็กทรอนิกส์
(E-Business) และมีความคุ้นเคยกบั การใช้ระบบสื่อสารข้อมูล คอมพิวเตอร์ และระบบสารสนเทศ (IT)
ต่าง ๆ ซ่ึงเข้ามาอานวยความสะดวกในชีวิตประจาวันมากข้ึน โลกดิจิทัลวันนี้จึงมีความสาคัญมาก
ต่อมนุษย์ยุคนี้ ซ่ึงโลกของเราได้ก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 อย่างเต็มตัวแล้ว การเปลี่ยนแปลงของโลกเรา
ทุกวันนี้เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีดิจิทัลมากลืนกินสภาพส่ิงแวดล้อมเดิม ๆ จนหมดสิ้น เทคโนโลยีใหม่
ถูกต่อยอดจากอุปกรณ์ดิจิทัลเดิม เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์อย่างส้ินเชิง
โดยเฉพาะการใช้ชีวิตประจาวันของมนุษย์ ทาให้เทคโนโลยีและมนุษย์ในสังคมปัจจุบันไ ม่สามารถ
แยกออกจากกันได้ มนุษย์ ณ วันน้ีจึงเรียกว่า “มนุษย์ดิจิทัล” ซึ่งมนุษย์ดิจิทัลน้ันจะต้องมีพ้ืนฐาน
การใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยในโลกยุคดิจิทัลทุกวันนี้ โดยจะต้องหันมาใช้ชีวิตแบบผสมผสานกลมกลืน
กับเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างชาญฉลาดเพ่ือความสุขและความอยู่รอดอย่างย่ังยืน ประเทศไทย
ได้เริ่มพัฒนาอย่างจริงจังเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมีแนวนโยบายด้านดิจิทัลของรัฐบาลท่ีชัดเจน
ในการส่งเสริมการพัฒนาและการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล เพ่ือให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดัก
การพัฒนาท้ังในเชิงเศรษฐกิจและสังคม นอกจากน้ี พระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพ่ือเศรษฐกิจ
และสังคม พ.ศ. 2560 ยังช้ีประเด็นสาคัญในการส่งเสริมไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ทั้งในเรื่องของ
การส่งเสริมอุตสาหกรรม และนวัตกรรม การลงทุน การนาไปใช้ประโยชน์ทั้งเชิงเศรษฐกิจและสังคม
รวมไปถงึ การพัฒนากาลงั คนดิจิทลั ของประเทศ
ทกั ษะและความรูท้ ่ีจาเป็นตอ่ การเปน็ พลเมืองและการทางานในศตวรรษที่ 21 นั้นคอ่ นข้าง
แตกต่างจากศตวรรษท่ี 20 ดร. สมเกียรติ ต้ังกิจวานิชย์ ได้อธิบายว่าบางทักษะแม้จะมีลักษณะถาวร
(Perennial skills) มคี วามสาคญั มาตลอดทุกยุคทุกสมัย ไม่ใชเ่ ฉพาะแต่ในศตวรรษที่ 21 เชน่ ทกั ษะ 4 Cs
ได้แก่ การคิดเชิงสร้างสรรค์ (creativity) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking)
การสื่อสาร (communication) และการทางานเป็นทีม (collaboration) แต่ทักษะเหล่านี้มีลักษณะ
เปล่ียนไปในยุคดิจิทัล รวมถึงทวีความสาคัญมากยิ่งขึ้นจนกลายเป็นส่ิงท่ี “ต้อง” มีมากกว่า “น่าจะ”
มีขณะท่ีบางทักษะถือเป็นทักษะชุดใหม่ท่ีจาเป็นในบริบทของศตวรรษใหม่ เช่น ทักษะการเรียนรู้
ข้ามวัฒนธรรม และทักษะและความรู้ด้านสารสนเทศ สื่อและเทคโนโลยีไอซีทีการพัฒนาของโลก
ในยุคศตวรรษที่ 21 เป็นยุคแห่งการดาเนินชีวิตในแบบดิจิทัลซ่ึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร
ทาให้วิถีการดารงชีวิตเปลี่ยนแปลงไป เกิดการแข่งขันทางปัญญาโดยการใช้สารสนเทศและความรู้ใหม่ ๆ
ดว้ ยวธิ ีการทที่ นั สมัยมากขึน้ บคุ คลท่ีมีความเช่ียวชาญในการแสวงหาความรู้ การปรับประยกุ ตเ์ ครอ่ื งมือ
ในการแสวงหาสารสนเทศและความรู้ในรูปแบบต่าง ๆ ย่อมได้เปรียบในการดาเนินชีวิต
โดยมีเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นเครื่องมือสาคัญที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการแสวงหา
สารสนเทศและความรู้ ดังน้ันทักษะทางด้านสารสนเทศ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร
เปน็ ส่งิ ที่จาเปน็ อยา่ งยง่ิ สาหรับการเปน็ บคุ คลแหง่ การเรยี นรู้ ในศตวรรษท่ี 21 การท่ีบุคคลใดมสี มรรถนะ
2
ความสามารถพื้นฐานด้านสารสนเทศ และเทคโนโลยี ความสามารถในการสื่อสารท่ีจาเป็นสาหรับ
การศึกษา การเข้าถึงความรู้ การรู้เท่าทัน การเลือกรับ เลือกปฏิเสธจนกระท่ังการประยุกต์ใช้ให้เกิด
ประโยชน์อย่างสร้างสรรค์อย่างมีคุณธรรมและจริยธรรมจะทาให้บุคคลน้ันสามารถค้นหาความรู้เพ่ือ
สร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงมีความจาเป็นที่ต้องจัดให้มีหลักสูตรการเรียนการสอน
เพ่ือพัฒนาความรู้และทักษะความสามารถในด้านน้ีอย่างจริงจัง เพื่อให้คนในสังคมก้าวไปเป็นบุคคล
ในศตวรรษท่ี 21 ได้อยา่ งสมบรู ณ์ (วรลักษณ์ คาหวา่ งและคณะ 2559 : อ้างองิ จาก เกยี รตศิ กั ดิ์ ลาพองชาติ
: 2563) การท่ีเราจะเป็นมุนษย์ดิจิทัลที่สามารถรู้เท่าทันส่ือ สามารถเลือกรับ และปฏิเสธสื่ออย่างมี
ประสิทธิภาพเราจึงต้องเรียนรู้การจะเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ในยุคศตวรรษท่ี 21 ด้วยการแสวงหา
ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและเรียนรู้ท่ีจะใช้สื่อ ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมกับตนเอง
สามารถประยกุ ต์การใชส้ ื่อจนก่อใหเ้ กดิ ประโยชนต์ ่อหน้าท่กี ารงานของเรา
ส่ือการเรียนรู้ดิจิทัลเป็นการออกแบบกิจกรรมใด ๆ เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุผลการเรียนรู้
ท่ีคาดหวังอย่างใดอย่างหน่ึงโดยเฉพาะ ซึ่งผู้สอน ผู้บรรยายสามารถเลือกใช้ส่ือเรียนรู้ดิจิทัลผสมผสาน
กับการจัดการเรียนการสอนแบบอ่ืน ๆ ได้อย่างหลากหลาย ลักษณะที่สาคัญของส่ือประเภทน้ี คือ
การออกแบบเน้ือหาจากแนวคิดหน่วยใหญ่เป็นหน่วยเล็ก ๆ หลายหน่วยท่ีมีความเป็นอิสระจากกัน
แต่ก็สามารถเช่ือมโยงกันเป็นเน้ือหาขนาดใหญ่ได้ การประยุกต์ใช้สื่อเรียนรู้ดิจิทัลในโลกศตวรรษท่ี 21
จงึ จาเป็นตอ้ งคานงึ ถงึ พฤติกรรมของผู้เรียนรู้ สภาพแวดล้อมในการจัดการเรียนรู้ หลักสูตร เน้ือหา หรือ
องค์ความรู้ท่ีผู้สอน ผู้บรรยายต้องการถ่ายทอด และเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ผู้เข้ารับการอบรม
ได้มีโอกาสเลือก ตัดสินใจ ลาดับการนาเสนอเนื้อหา และกิจกรรมที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ (สานัก
บรหิ ารงานการมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน. 2563 (ออนไลน์))
ไดใ้ หค้ วามหมายของคาที่แสดงถงึ การเป็นผ้มู ีความรู้ ความสามารถดจิ ิทัลโดยสรปุ 3 ขอ้ ดงั นี้ 1) การรใู้ ช้
(Use) แสดงถึงความคล่องแคล่วทางเทคนิคท่ีใช้กับคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ชุดรูปแบบพ้ืนฐาน
สาหรับการพัฒนาทักษะทางเทคนิคท่ีจาเป็น รวมถึงความสามารถในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น
โปรแกรมประมวลผลคา เว็บเบราเซอร์ E-mail และการสื่อสารอ่ืน ๆ รวมถึงการค้นหาข้อมูลออนไลน์
2) รูเ้ ขา้ ใจ (Understand) คอื ความสามารถท่ีจะเข้าใจ และประเมินคุณค่าของส่อื ดจิ ิทัลน้นั ๆ ทาให้เห็น
ถึงความสาคัญของส่ือดิจิทัลท่ีช่วยให้บุคคลใช้ผลประโยชน์จากการมีส่วนร่วมในสังคมดิจิทัลเต็มรูปแบบ
รวมไปถึงการพัฒนาทักษะการจดั การสารสนเทศ สทิ ธิส่วนบุคคลและทรัพย์สินทางปญั ญา 3) รู้สร้างสรรค์
(Create) ความสามารถในการสรา้ งเนื้อหาท่ีมีประสิทธิภาพ โดยการส่ือสารที่หลากหลายของส่ือดิจิทลั
เป็นเคร่ืองมือ รวมถึงความสามารถในการสร้างและติดต่อส่ือสารโดยใช้สื่อผสม เช่น ภาพถ่าย ภาพนิ่ง
วดี ิทัศน์ เสยี งประกอบจนเปน็ เน้อื หาเว็บไซต์ เชน่ บล็อก เวทีสนทนา วดี ทิ ศั น์ ภาพถ่าย การเล่นเกมหรอื
รปู แบบอื่น ๆ ในสอ่ื สงั คมออนไลน์
ส่ือสังคมออนไลน์จึงเป็นเคร่ืองมือในการสร้างการเรียนรู้ของคนในยุคปัจจุบัน ท่ีมุ่งเน้น
ไปที่การลงมือปฏิบัติ ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลงมือแสวงหาความรู้ด้วยตัวเอง อาศัยการคิดอย่างมีข้ันตอน
ร่วมกับการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยแบ่งชนิดของสื่อสังคมออนไลน์ ดังน้ี (Williamson.2556
อ้างอิงจาก วราพร ดาจบั . 2562)
1) เครือขา่ ยสงั คมออนไลน์ (Social networking site) เป็นเว็บไซตท์ ่บี ุคคลหรอื หนว่ ยงาน
สามารถสร้างข้อมูลและเปลี่ยนข้อมูล(สถานะของตน) เผยแพร่รูปภาพเคลื่อนไหว โดยท่ีบุคคลอื่น
3
สามารถเข้ามาแสดงความชอบ ส่งต่อ เผยแพร่ หรือแสดงความคิดเห็น โต้ตอบสนทนา หรือแสดง
ความคดิ เห็นเพิ่มเตมิ ได้ เชน่ Facebook Badoo Google Linkedin Orkut
2) ไมโครบล็อค (Micro -blog) เป็นเว็บไซต์ท่ีใช้เผยแพร่ข้อมูลหรือข้อความส้ันในเร่ือง
ที่สนใจเฉพาะด้าน ร่วมทั้งสามารถใช้เคร่ืองหมาย # (hashtag) เพื่อเชื่อมต่อกับกลุ่มคนท่ีมีความสนใจ
ในเรอื่ งเดียวกันได้ เชน่ Twitter Blauk Weibo Tout Tumblr
3) เว็บไซต์ท่ีให้บริการแบ่งปันสื่อออนไลน์ (Video and photo sharing website)
เป็นเว็บไซต์ท่ีให้ผู้ใช้สามารถฝากหรือนาส่ือ ข้อมูล รูปภาพ วิดีโอขึ้นเว็บไซต์เพ่ือแบ่งปันกับผู้อื่น เช่น
Flicker Vimero Youtube Instragram Pinterest
4) บล็อกส่วนบุคคลและองค์กร (Personal and corporate blogs) เป็นเว็บไซต์ท่ีเขียน
บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ เสมือนเป็นบันทึกไดอารี่ออนไลน์ สามารถเขียนในลักษณะไม่เป็นทางการ และ
แก้ไขได้บ่อย ซ่ึงบล็อกสามารถใช้ได้ทั้งส่วนบุคคลและกลุ่ม หรือองค์กร เช่น Blogger Wordpress
Bloggang Exteen
5) บล็อกที่มีส่ือส่ิงพิมพ์เป็นเจ้าของเว็บไซต์ (Blog hosted by media outlet)
เป็นเว็บไซต์ที่ใช้ในการนาเสนอข่าวสารของสื่อส่ิงพิมพ์ ซ่ึงมีความเป็นทางการน้อยกว่าส่ือสิ่งพิมพ์ แต่มี
รูปแบบและความเป็นทางการมากกว่าบล็อก เช่น Theguardian.com เจ้าของคือหนังสือพิมพ์
The guardian
6) วิกิพีเดียและพื้นท่ีสาธารณะของกลุ่ม (Wikis and online collaboeative space)
เป็นเวบ็ ไซตท์ ่ีเป็นพื้นทส่ี าธารณะออนไลนเ์ พ่ือรวบรวมขอ้ มลู และเอกสาร เชน่ Wikipedia Wikia
7) เกมออนไลน์ที่มผี ุเ้ ลน่ หลายคน (Online multiplayer gaming platform) เป็นเว็บไซต์
ท่ีเสนอรูปแบบการเล่นเกมส์ออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถเล่นได้คนเดียวหรือเป็นกลุ่ม
เช่น Second life World of warsraft
8) ข้อความส้ัน (Instant messaging) การรับส่งข้อความสั้นจากมือถือ เช่น SMS
(Text messaging)
9) การแสดงตนว่าอยู่ ณ สถานท่ีใด (Geo-spatial tagging) เป็นการแสดงตาแหน่งที่อยู่
พร้อมความเห็นและรูปภาพในสอื่ สงั คมออนไลน์ เชน่ Facebook Foursquare
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา สังกัดสถาบันการพัฒนาชุมชน มีบทบาทหน้าท่ี
สาคัญ คือ การฝึกอบรมข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชน ผู้นาชุมชนรวมไปถึงประชาชนท่ัวไปท่ีมี
ความสนใจ และเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในงานพัฒนาชุมชน เพ่ือขับเคลื่อนงานของกรมการพัฒนาชุมชน
ไปสู่เป้าหมายตามวิสัยทัศน์ของกรมการพัฒนาชุมชน ส่วนหนึ่งของภารกิจและงานสาคัญ
ของกรมการพัฒนาชุมชน คือ การขับเคลื่อนงานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติในระดับ
ครัวเรือน และชุมชน โดยจะยึดหลักศาสตร์พระราชาเป็นหลักในการกาหนดวิสัยทัศน์ของกรมการพัฒนา
ชุมชน ดงั นี้ “เศรษฐกิจฐานรากมั่นคงและชมุ ชนพึ่งตนเองได้ ภายในปี 2565” ไดผ้ ่านกระบวนการวเิ คราะห์
ทาให้มีความง่าย ท้าทาย และเป็นไปได้ในการปฏิบัติให้สอดคล้องกับทิศทางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
สังคมแห่งชาติฉบับท่ี 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) ยุทธศาสตร์ของประเทศไทย นโยบายของรัฐบาล
สถานการณ์สภาพแวดล้อมในปัจจุบัน เพื่อให้บุคลากรทุกคนใช้เป็นกรอบทิศทางการปฏิบัติงานโดย
สามารถกาหนดรูปแบบนาไปประยุกต์สกู่ ารปฏิบัติงานได้ตามความเหมาะสม และกรมการพัฒนาชุมชน
ได้กาหนดให้ปี 2560 ขับเคลื่อนวาระกรมการพัฒนาชุมชน (Agenda) เพื่อมุ่งม่ันว่ากรมการพฒั นาชมุ ชน
4
พร้อมขับเคลื่อน สัมมาชีพชุมชนเข้มแข็งภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อก้าวไปสู่
“เศรษฐกิจครัวเรอื นมคี วามมั่นคง ประชาชนใช้ชีวติ อยใู่ นชุมชนอย่างมีความสุข” โดยมีพันธกจิ ที่สาคัญ
ของกรมการพัฒนาชุมชน คือ สร้างระบบกลไก และกิจกรรมทางเศรษฐกิจฐานรากให้ม่ันคงตามหลัก
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา กรมการพัฒนาชุมชน มอบหมายให้ศูนย์ศึกษา
และพัฒนาชุมชนนครราชสีมา ดาเนินกิจกรรมท่ีสาคัญของกรมการพัฒนาชุมชน น้ันคือการขับเคล่ือน
โครงการพฒั นาพ้ืนท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎใี หม่ ประยุกต์สู่โคก หนอง นา โมเดล
ซ่ึง เป็น ก าร ฝึก อบร มร ะ ยะ สั้น ตามหลัก สูตร ก าร พัฒ น าก สิก ร ร มสู่ร ะ บบเศ ร ษฐกิ จพ อเพียง รู ป แ บ บ
“โคก หนอง นา โมเดล” โดยมีวัตถุประสงค์ให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนาความรู้จากการฝึกอบรม
กลับไปเป็นศูนย์เรียนรู้ในการน้อมนาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไปใช้ในระดับครัวเรือนได้
ลักษณะของหลักสูตรการฝึกอบรมโครงการนี้ เน้นการให้ความรู้เรื่องการทาเกษตรตามหลักกสิกรรม
ธรรมชาติ เน้นการออกแบบพ้ืนท่ีทางการเกษตรในรูปแบบโคก หนอง นา ตามภูมิสังคม และการให้
ผู้เข้ารับการอบรมลงมือปฏิบัติในฐานเรียนรู้ที่ศูนย์ศึกษาฯ ได้จัดทาข้ึน จานวน 4 คืน 5 วัน โดยทาง
กรมการพัฒนาชุมชนมีความคาดหวังว่าศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา จะเป็นศูนย์ฝึกอบรม
ประชาชนท่ีมีความสนใจเกี่ยวกับการน้อมนาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่
โคก หนอง นา โมเดล รวมถึงฝึกอบรมประชาชนท่ีมีความต้องการฝึกอาชีพระยะส้ันเพอื่ นาไปประกอบ
เปน็ อาชพี เสรมิ เพอ่ื สร้างรายได้
จะเห็นได้ว่าการทาเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่การจัดการพื้นท่ีตามภูมิสังคม คือ
โคก หนอง นา โมเดล น้ันเป็นการจัดการพื้นท่ีที่มีอยู่อย่างจากัดแต่สามารถสร้างประโยชน์ต่อเจ้าของ
พ้ืนที่ได้อย่างมาก โดยเฉพาะในแง่ของการสร้างผลิตทางการเกษตร โดยที่ไม่จาเป็นต้องพ่ึงพาปัจจัย
การผลติ ภายนอกเฉกเช่น การทาเกษตรเชงิ เด่ียว ซง่ึ หากมีการทาโคก หนอง นา อย่างกวา้ งขวางผลลัพธ์
ที่ได้จากการทาโคก หนอง นา นอกจากจะสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับเจ้าของพน้ื ท่ีแล้ว ยังส่งผล
ต่อภาพรวมระดับภูมิภาค คือ มีพ้ืนท่ีป่าเพ่ิมมากข้ึน มีแหล่งรองรับน้าฝนกระจายอยู่ทั่วพื้นท่ีลดความ
รุนแรงของการเกิดภัยพิบัติน้าท่วมในแต่ละปี ท่ีสาคัญเป็นแหล่งเรยี นรู้ใหก้ ับคนในชุมชนท่ีมีความสนใจ
ในการทาเกษตรทางเลือกใหม่ กรมการพัฒนาชุมชนได้เล็งเห็นถึงผลกระทบทางบวกที่จะเกิดข้ึน
ต่อประชาชนและชมุ ชน การขบั เคล่อื นงานโครงการการพฒั นาพ้ืนทีต่ ้นแบบการพฒั นาคุณภาพชวี ิตตาม
หลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” จึงปรากฏในแผนงานหลกั ของกรมการพัฒนาชุมชน
โดยได้รับความร่วมมือจากภาคีการพัฒนางานเรือ่ งโคก หนอง นา หรือศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรชั ญา
เศรษฐกิจพอเพียงท่วั ประเทศ
โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 กรมการพัฒนาชุมชนยังคงขับเคล่ือนงานปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างต่อเนื่อง และศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมาก็มุ่งหวังที่จะเป็น
ศูนย์การเรียนรู้การพัฒนาพ้ืนที่ต้นแบบโคก หนอง นา โมเดล ดังนั้น ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน
นครราชสีมา จึงต้องมีการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ท่ีเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา โมเดล
อันจะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน ทาให้ผู้เข้ารับการอบรมเกิดการเปล่ียนแปลงทางความคิดและ
สร้างแรงบันดาลใจให้นาความรู้เหล่านั้นไปใช้เพื่อพัฒนาตนเองและครัวเรือนได้ ดังนั้น บุคลากรของ
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา จึงจะต้องเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์
ถา่ ยทอดทักษะหรอื ต้องเป็นวทิ ยากรท่ีดี มีความรู้ในศาสตร์น้ันอยา่ งลกึ ซงึ้ รวมไปถึงตอ้ งมเี ครอื่ งมือ หรือ
5
มีสื่อการเรียนรู้อันจะทาให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่ผู้ สอนต้องการสื่อสารให้ได้
มากท่ีสุด ซ่ึงการที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา จะสามารถผลิตส่ือการเรียนรู้ที่เหมาะสม
กับมนุษย์ในยุคดิจิทัล จาเป็นจะต้องเรียนรู้ถึงพฤติกรรมของผู้เข้ารับการอบรม และขีดความสามารถ
ของบคุ ลากรของศูนย์ศกึ ษาและพฒั นาชุมชนนครราชสมี า เพื่อใหส้ ามารถผลิตส่ือการเรียนรู้ท่ีเหมาะสม
กบั ผ้เู ขา้ รบั การอบรม และสอดคล้องกับเน้อื หาหลักสตู รการฝกึ อบรมใหม้ ากทส่ี ุด โดยมุง่ หวังว่าสื่อเรยี นรู้
ที่ผลิตออกมาจะสามารถทาให้ผู้ท่ีสนใจหรือผู้ท่ีเข้ารับการอบรมได้เรียนรู้ หลักการ “เข้าใจ เข้าถึง
และพัฒนา” ได้มากท่ีสุด ไม่ว่ารูปแบบของสื่อท่ีผลิตออกมานั้นจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม ศูนย์ศึกษา
และพัฒนาชมุ ชนนครราชสีมา จึงมคี วามสนใจท่ีจะค้นหารปู แบบหรือกระบวนการสร้างสือ่ เรียนรู้ดิจิทัล
ท่ีเหมาะสมสาหรับการฝึกอบรมให้กับประชาชนหรือผู้ท่ีสนใจ ท่ีดาเนินการโดยศูนย์ศึกษาและพัฒนา
ชุมชนนครราชสีมา
1.2 วัตถุประสงค์ของกำรวจิ ยั
1.2.1 เพ่ือศึกษากระบวนการสร้างสื่อการเรียนรู้ประกอบการฝึกอบรม โคก หนอง นา พช.
สาหรับศนู ย์ศกึ ษาและพัฒนาชมุ ชนนครราชสีมา
1.2.2 เพื่อพัฒนารูปแบบการสร้างส่อื เรยี นรู้ดิจิทัลเพอ่ื การเข้าใจ เขา้ ถึงและพัฒนา โคก หนอง นา พช.
สาหรับศนู ยศ์ ึกษาและพฒั นาชุมชนนครราชสมี า
1.2.3 เพ่ือถ่ายทอดรูปแบบการสร้างและประยุกต์ใช้ส่ือการเรียนรู้ดิจิทัลเพื่อการเข้าใจ เข้าถึง
และพัฒนา โคก หนอง นา พช. สาหรบั ศนู ยศ์ กึ ษาและพัฒนาชมุ ชนนครราชสมี า
1.3 ขอบเขตของกำรวจิ ัย
งานวิจัยนี้ทาการศึกษา เร่ือง รูปแบบการสร้างสื่อเรียนรู้ดิจิทัลเพ่ือการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา
โคก หนอง นา พช. สาหรับศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา เพ่ือนาเสนอรูปแบบ
การสร้างและประยุกต์ใช้ส่ือการเรียนรู้ดิจิทัลเพ่ือการเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา โคก หนอง นา พช.
สาหรบั ศนู ยศ์ กึ ษาและพฒั นาชุมชนนครราชสีมา จงึ กาหนดประเดน็ ในการศกึ ษาวจิ ัย ดงั น้ี
1.3.1 ขอบเขตด้ำนประชำกรที่ใชใ้ นกำรศกึ ษำ
คดั เลือกกลมุ่ เป้าหมาย จานวน 2 กลุ่มเปา้ หมาย ประกอบดว้ ย
1.3.1.1 เจ้าหน้าท่ีศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมาท่ีทาหน้าที่เป็นวิทยากรฐาน
เรียนรู้ หรือบรรยาย จานวน 8 คน
1.3.1.2 ครัวเรือนต้นแบบผู้เข้ารับการฝึกอบรมโครงการพัฒนาพื้นท่ีต้น แบบ
การพฒั นาคณุ ภาพชีวติ ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกตส์ ู่ “โคก หนอง นา โมเดล” กจิ กรรมท่ี 1 ฝึกอบรม
เพ่ิมทักษะระยะส้ันการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง รูปแบบ โคก หนอง นา โมเดล
จากศูนยศ์ ึกษาและพฒั นาชุมชนนครราชสีมา จานวน 10 คน
6
1.3.2 ขอบเขตดำ้ นเนอ้ื หำ
งานวิจัยนี้ทาการศึกษารูปแบบการสร้างสื่อเรียนรู้ดิจิทัลเพื่อการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา
โคก หนอง นา พช. สาหรับศูนย์ศึกษาและพฒั นาชุมชนนครราชสีมา โดยแบ่งขอบเขตเน้ือหา ดังน้ี
1.3.2.1 ศึกษากระบวนการสร้างส่ือเรียนรปู้ ระกอบการฝึกอบรม เร่ือง โคก หนอง นา พช.
สาหรับศนู ย์ศกึ ษาและพฒั นาชุมชนนครราชสีมา
1.3.2.2 พฒั นารปู แบบการสรา้ งส่ือเรยี นรดู้ ิจิทลั เพ่อื การเขา้ ใจ เขา้ ถึงและพฒั นา โคก หนอง
นา พช. สาหรบั ศูนย์ศกึ ษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา
1.3.2.3 ถ่ายทอดรูปแบบการสร้างและประยุกต์ใช้ส่ือเรียนรู้ดิจิทัลเพ่ือการเข้าใจ เข้าถึง
และพฒั นา โคก หนอง นา พช. สาหรับศนู ย์ศึกษาและพฒั นาชุมชนนครราชสมี า
1.3.3 ขอบเขตดำ้ นระยะเวลำ
ระยะเวลาในการดาเนินการวิจัย 5 เดือน คือ ระหว่างเดือน พฤษภาคม – กันยายน
พ.ศ. 2564
1.4 ประโยชนท์ ่ีคำดว่ำจะได้รับ
1.4.1 ทราบกระบวนการสร้างส่ือเรียนรู้ประกอบการฝึกอบรม เร่ือง โคก หนอง นา พช. สาหรับ
ศูนย์ศึกษาและพฒั นาชุมชนนครราชสีมา
1.4.2 ทราบรูปแบบการสรา้ งส่อื เรียนรู้ดิจทิ ัลเพือ่ การเข้าใจ เข้าถงึ และพัฒนา โคก หนอง นา พช.
สาหรบั ศนู ย์ศกึ ษาและพฒั นาชมุ ชนนครราชสีมา
1.4.3 ได้รูปแบบการสร้างและประยุกต์ใช้ส่ือเรียนรู้ดิจิทัลเพ่ือการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา
โคก หนอง นา พช. สาหรับศูนยศ์ ึกษาและพฒั นาชุมชนนครราชสีมา
1.5 นิยำมศัพท์ปฏบิ ตั ิกำร
1.5.1 สื่อการเรียนรู้ หมายถึง เครื่องมือท่ีเป็นเทคโนโลยี หรือกระบวนการต่าง ๆ ท่ีเป็นตัวกลาง
ในการถ่ายทอดความรู้ ทักษะ ประสบการณ์รวมไปถึงวัสดุ อุปกรณ์ วิธีการ หรือแนวคิดและเทคโนโลยี
ตา่ ง ๆ จากแหล่งความรไู้ ปส่ผู ู้เรยี นทาให้ผเู้ รียนเกิดการเรยี นรู้ดว้ ยตัวเอง
1.5.2 สื่อการเรียนรู้ดิจิทัล หมายถึง การออกแบบกิจกรรมใด ๆ เพ่ือให้ผู้เรียนบรรลุผลการเรียนรู้
ท่ีคาดหวังอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งผู้สอน ผู้บรรยายสามารถเลือกใช้สื่อการเรียนรู้ดิจิทัล
ผสมผสานกับการจดั การเรยี นการสอนแบบอื่น ๆ ได้อยา่ งหลากหลาย
1.5.3 สภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ หมายถึง ลักษณะทางกายภาพท่ีผู้สอน หรือผู้บรรยาย
สรา้ งขนึ้ มาเพื่อเอ้อื ต่อการบรรยาย ตอ่ การถ่ายทอดประสบการณไ์ ปส่ผู ู้เรยี นหรือผู้เข้ารับอบรม
1.5.4 พฤติกรรมการเรียนรู้ หมายถึง การแสดงออกหรือการกระทาของผู้เรียนที่มีต่อผู้สอน
ผบู้ รรยาย ตอ่ สือ่ การเรียนรู้ โดยการสงั เกตหรือเฝา้ ดขู องผู้สอน ผูบ้ รรยาย
1.5.5 กระบวนการสร้างส่ือการเรียนรู้ หมายถึง กิจกรรมหรือข้ันตอนต่าง ๆ ที่สามารถดาเนินการ
โดยผ้จู ัดการเรยี นการสอน สง่ ผลให้ผเู้ รยี นเกดิ การรับรทู้ มี่ ปี ระสทิ ธภิ าพและเกดิ การพัฒนาตนเอง
7
1.5.6 การฝึกอบรม หมายถึง กิจกรรม หรือการกระทาของบุคลากรของศูนย์ศึกษาและพัฒนา
ชุมชนนครราชสีมา ท่ีส่งผลต่อการเพ่ิมพูนทักษะ ความชานาญและความสามารถเร่ืองใดเร่ืองหนึ่ง
จากผู้สอน ผู้บรรยายไปสผู่ ู้เรียนหรอื ผูเ้ ขา้ รับการอบรม
1.5.7 เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา หมายถึง หลักการทรงงานตามพระราชดาริของในหลวงรัชกาลที่ 9
ที่ประยุกต์จากปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งสู่การปฏบิ ัตจิ นกลายเป็นทฤษฎีใหม่
1.5.8 โคก หนอง นา พช. หมายถึง เป็นการประยุกต์แนวคิดทฤษฎีใหม่สู่การปฏิบัติจริง
ในพ้ืนท่ีตามแนวทางการออกแบบพื้นท่ีและจัดการน้าตามภูมิสังคมโคก หนอง นา โมเดล โดยมี
กรมการพัฒนาชุมชนเปน็ ผขู้ ับเคล่อื นนโยบายสกู่ ารปฏิบตั ใิ นระดับครัวเรอื น และชมุ ชน
บทที่ 2
แนวคิด ทฤษฎแี ละงานวิจยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ ง
การวิจัย เรื่อง รูปแบบการสร้างสื่อเรียนรู้ดิจิทัลเพื่อการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา
โคก หนอง นา พช. สาหรับศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา คณะผู้วิจัยได้ดาเนินการศึกษา
คน้ ควา้ เกยี่ วกบั หลักการ แนวคดิ และทฤษฎจี ากเอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี ก่ียวข้องตามลาดบั ดังน้ี
2.1 แนวคิด ทฤษฎีที่เกยี่ วข้อง ประกอบดว้ ย
2.1.1 แนวคิดเกีย่ วกบั การสรา้ งส่ือเรียนรู้ในยคุ ดจิ ิทลั
2.1.2 กระบวนการสรา้ งสอื่ การเรยี นรู้ ADDIE
2.1.3 การจัดการเรียนรู้โครงการพัฒนาพ้ืนท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ตามหลกั ทฤษฎีใหม่ ประยกุ ตส์ ู่ “โคก หนอง นา โมเดล”
2.1.4 บรบิ ทพน้ื ที่การวจิ ัย ศูนยศ์ ึกษาและพัฒนาชมุ ชนนครราชสีมา
2.2 งานวจิ ยั ที่เกี่ยวข้อง
2.3 กรอบแนวคดิ การวจิ ัย
2.1 แนวคดิ ทฤษฎีทีเ่ ก่ียวข้อง
2.1.1 แนวคิดเกยี่ วกับการสร้างส่ือเรียนรู้ยุคดจิ ทิ ัล
2.1.1.1 ส่ือการเรยี นรู้
โสภิตา สุวุฒโท และภราดร เสถียรไชยกิจ (2560) ได้ให้ความหมาย
และองค์ประกอบการจัดทาสื่อการเรียนรู้ไว้ดังน้ี ส่ือการเรียนรู้ (Learning Media) หมายถึง ส่ิงท่ีช่วย
กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ และเกิดการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นวสั ดุ อุปกรณ์ วิธีการ คน สัตว์ สิ่งของ
ธรรมชาติ รวมถึงเหตุการณ์หรือแนวความคิดในการถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจ เพิ่มประสบการณ์
ให้กบั ผ้เู รียน โดยมุ่งเน้นส่งเสริมการค้นควา้ หรอื การแสวงหาความรูด้ ว้ ยตนเอง ชว่ ยใหก้ ารเรยี นร้เู ป็นไป
อย่างมีประสิทธิภาพ และผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเน่ืองตลอด ชีวิต สื่อการเรียนรู้
ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน หมายถึง ทุกส่ิงทุกอย่างรอบตัวผู้เรียนท่ีจะช่วยให้ผู้เรียน
เกิดการเรียนรู้นั้น สื่อท่ีใช้สาหรับการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองทั้งผู้เรียนและผู้สอน ผู้เรียนและผู้สอน
สามารถจัดทาพัฒนาส่ือการเรียนรู้ขึ้นเอง หรือนาสื่อต่างๆ ท่ีมีอยู่รอบตัวมาใช้ในการเรียนรู้ ผู้สอน
สามารถใช้สื่อการเรียนรู้เป็นเคร่ืองมือในการจัดการเรียนรู้ เพ่ือให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้
อย่างมีประสิทธิภาพ ท้ังน้ีสามารถแสดงความสัมพันธ์ขององค์ประกอบท่ีเกี่ยวข้องกับส่ือการเรียนรู้ได้
9
ชงลิต เข่งทอง (ไม่ปรากฏปีท่ีพิมพ)์ ส่ือ (Media) หมายถึง ตัวกลางที่ใช้ถ่ายทอดและ
นาความรู้ในลักษณะต่าง ๆ จากผู้ส่งไปยังผู้รับให้เข้าใจความหมายได้ตรงกัน ในการเรียน
การสอนสื่อที่ใช้เป็นตัวกลางนาความรู้ในกระบวนการส่ือความหมาย ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนเรียกว่า
ส่ือการเรียนการสอน (Instruction Media) ในทางการศึกษามีคาที่มีความหมายแนวเดียวกันกับ
ส่ือการเรียนการสอน เช่น สื่อการสอน (Instructional Media of Teaclining Media) ส่ือการศึกษา
(Educational media) อุปกรณ์ช่วยสอน (Teaching Aids) เป็นต้น ในปัจจุบันนักการศึกษามักจะเรียก
การนาส่ือการเรียนการสอนชนิดต่าง ๆ มารวมกันว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา (Educational)
ซ่ึงหมายถึง การนาเอาวัสดุ อุปกรณ์และวิธีการมาใช้ร่วมกันอย่างมีระบบในการเรียนการสอน
เพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพการเรียนการสอน ทาไมจึงต้องใช้ส่ือเพ่ือช่วยในการเรียนการสอนซึ่งมีอยู่
หลายประการ ดังน้ี
1) ชว่ ยให้คณุ ภาพการเรยี นรดู้ ขี ้ึน เพราะมีความจรงิ จังและมคี วามหมายชดั เจน
ตอ่ ผเู้ รียน
2) ช่วยให้ผูเ้ รียนได้เรียนรใู้ นปรมิ าณมากขึน้ ในเวลาทกี่ าหนดไว้จานวนหนึง่
3) ชว่ ยให้ผู้เรียนสนใจและมสี ว่ นร่วมอยา่ งแขง็ ขันในกระบวนการเรียนการสอน
4) ชว่ ยให้ผเู้ รียนจดจา ประทบั ความร้สู กึ ได้รวดเรว็ และดขี นึ้
5) ช่วยส่งเสริมการคิดและการแกป้ ญั หาในกระบวนการเรยี นการสอน
6) ช่วยให้สามารถเรยี นรู้ในส่งิ ทเี่ รยี นได้ชัดเจนข้นึ เพราะ
(1) ทาสิ่งท่ซี บั ซ้อนใหง้ า่ ยขึน้
(2) ทานามธรรมให้เป็นรปู ธรรมขนึ้
(3) ทาสงิ่ ทเี่ คล่ือนไหวหรอื เปล่ยี นแปลงชา้ ใหด้ ูเรว็ ข้นึ
(4) ทาสงิ่ ทีเ่ คลื่อนไหวหรอื เปลย่ี นแปลงเร็วใหด้ ูชา้ ลง
(5) ทาสิ่งทใี่ หญม่ ากใหย้ อ่ ขนาดขน้ึ
(6) ทาสิ่งท่ีเลก็ มากให้ขยายขนาดขนึ้
(7) นาอดตี มาใหน้ กั ศึกษาได้
(8) นาส่ิงท่ีอยู่ไกลหรือล้ีลับมาศึกษาได้ ในกรณีน้ีเป็นการส่งเสริมการเรียน
การสอนมคี ณุ ภาพดีข้ึน และยังสอดคลอ้ งกับวธิ กี ารสอนที่ครูผู้สอนพิจารณาเลือกเอามาใช้สอนอีกด้วย
7) ช่วยให้ผู้เรียนเรียนสาเร็จง่ายขึ้น และผ่านการวัดผลอันหมายถึงการบรรลุ
วัตถุประสงคข์ องบทเรียน
การจาแนกประเภทของสื่อการเรียนการสอน มีการจาแนกประเภทสื่อการเรียน
การสอนตามแนวความคดิ ท่แี ตกตางกัน ดังตัวอยา่ ง
1) การจาแนกประเภทส่ือการเรียนการสอน โดยพจิ ารณาจากลกั ษณะประสาท
การรบั ร้ขู องผู้เรยี น จากการเหน็ และการฟัง ซึง่ สามารถจาแนกประเภทของส่ือได้ ดังต่อไปน้ี
(1) สอ่ื ที่เป็นภาพ (Visual Media)
ก. ภาพที่ไม่ต้องฉาย (Non-Projected) ได้แก่ ภาพบนกระดาษดา
ภาพจากแผนภาพภาพจากหนังสอื และสิง่ พมิ พต์ ่าง ๆ
ข. ภาพที่ต้องฉาย (Projected) ได้แก่ ภาพจากเคร่ืองฉายภาพข้ามศีรษะ
เคร่อื งฉายสไลด์ เคร่อื งฉายภาพยนตรห์ รอื วิดที ศั น์
10
(2) ส่ือที่เป็นเสียง (Audio Media) ได้แก่ ส่ือประเภทเสียงท่ีใช้ใน
กระบวนการเรียนรู้ เชน่ เทปบันทึกเสียง วทิ ยุ เปน็ ตน้
(3) สอื่ ที่เปน็ ทง้ั ภาพ และเสียง (Audio-Visual Media) ได้แก่ สือ่ ทแี่ สดงภาพ
และเสียงพร้อม ๆ กัน เช่น สไลด์ประกอบเสียง ภาพยนตร์ท่ีมีเสียง (Sound-film) เทปโทรทัศน์
บทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน (CAI) และมลั ติมีเดยี เป็นต้น
2) การจาแนกประเภทของส่ือการเรียนการสอนในทางเทคโนโลยีการศึกษา
จาแนกได้เป็น
(1) เครื่องมืออุปกรณ์ (Hardware) สื่อการเรียนการสอนประเภทเคร่ืองมือ
หรืออุปกรณ์เรียกกันโดยทั่วไปว่า ฮารดแวร์ (Hardware) หรือสื่อใหญ่ (Big Media) หมายถึง ส่ิงท่ีเปน็
อุปกรณ์ทางเทคนิคทั้งหลายท่ีประกอบด้วยกลไกไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไม่ใช่ส่ิงสิ้นเปลือง ได้แก่
เครื่องฉายท้ังหลาย เช่น เครื่องฉายภาพยนตร์ เคร่ืองฉายสไลด์ เครื่องฉายภาพทึบแสง เคร่ืองฉายภาพ
ข้ามศีรษะ เคร่ืองรับโทรทัศน์ รวมทั้งเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางเทคนิคอื่น ๆ ท่ีเป็นทางผ่านของความรู้
เชน่ เครอื่ งฉายจุลชีวัน เคร่อื งคอมพวิ เตอร์ เปน็ ตน้
(2) วัสดุ (Software) ส่ือการเรียนการสอนประเภทวัสดุ บางคร้ังเรียกว่า
ซอฟตแ์ วร์ (Software) หรือส่ือเล็ก (Small Media) ซ่งึ เป็นวสั ดุที่เก็บความรูใ้ นลักษณะของภาพ เสียง
และตวั อักษรในรูปแบบตา่ ง ๆ จาแนกได้ 2 ประเภท คือ
ก. วัสดุท่ีต้องอาศัยเคร่ืองมือหรืออุปกรณ์ (Hardware) เพ่ือเสนอ
เรือ่ งราว ข้อมลู หรือความรูอ้ อกมาสอื่ ความหมายแกผ่ เู้ รียน ได้แก่ ฟิลม์ แผน่ ใส เทปบันทึกเสยี ง เปน็ ตน้
ข. วัสดุท่ีเสนอความรู้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องอาศัยเครื่องมือ
หรืออุปกรณ์ใด ๆ เช่น ตารา หนังสือ เอกสาร คู่มือ รูปภาพ แผ่นภาพ ของจริง ของตัวอย่าง หุ่นจาลอง
เป็นต้น
(3) เทคนิค และวิธีการ (Technique and Method) การส่ือความหมาย
ในการเรียนการสอน บางคร้ังไม่อาจทาได้ด้วยเครื่องมืออุปกรณ์ หรือวัสดุ แต่จะต้องอาศัยเทคนิค
หรือวิธีการ เพ่ือการให้เกิดการเรียนรู้หรือแก้ไขท้ังวัสดุอุปกรณ์ และวิธีการไปพร้อม ๆ กัน แต่เป็น
ที่วิธีการเป็นสาคัญ เช่น การสาธิตประกอบการใช้เคร่ืองมือ เครื่องจักร การทดลอง การแสดงบทบาท
การศกึ ษานอกสถานท่ี การจัดนิทรรศการ เป็นต้น ดงั นน้ั เทคนิคหรอื วิธกี ารตา่ ง ๆ ดังกลา่ ว จึงจดั ว่าเป็น
สื่อการเรียนการสอนอีกประเภทหนึ่ง แต่สื่อประเภทน้ีมักจะใช้ร่วมกับสื่อ 2 ประเภทแรกจึงจะได้ผลดี
เม่ือกล่าวถึงส่ือการเรียนการสอนในกระบวนการเรียนการสอนโดยทั่วไป ส่วนใหญ่จะคานึงถึงวัสดุ
อุปกรณ์ ท่ีใช้ประกอบการเรียนรู้ ซึ่งได้แก่ ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ มากกว่าเทคนิคหรือวิธีการ ดังนน้ั
จงึ นยิ มเรยี กส่ือการเรยี นการสอนว่าอุปกรณ์ชว่ ยสอนหรืออุปกรณก์ ารสอน (Teaching Aids) ซึ่งหมายถงึ วัสดุ
และอุปกรณ์ท่ีใช้ประกอบการเรียนรู้ หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อความหมาย อันจะส่งผล
ให้ผู้เรียนเกดิ ความเข้าใจในบทเรยี นไดง้ ่ายขึ้น
การเลือกส่ือการเรียนการสอนให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ ในการพิจารณาเลือกใช้
หรือสร้างส่ือการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ ในข้ันต้นจะต้องพิจารณาเป้าหมาย
ของวัตถุประสงค์ของบทเรียนเป็นหลัก โดยการวิเคราะห์เนื้อหาของวัตถุประสงค์น้ัน ๆ ว่ามีจุดสาคัญ
อะไร ควรสื่อความหมายลักษณะใด จากน้ันจึงเลือกลักษณะของส่ือให้สอดคล้องกับเน้ือหาหลัก
11
ของวัตถุประสงค์น้ัน โดยพิจารณาเลือกเรียงลาดับจากส่ิงที่เป็นนามธรรม (Abstract) ไปสู่สิ่งท่ีเป็น
รปู ธรรม (Concrete) ดงั นี้
แผนภาพ 2.1 ลาดบั การเลือกใช้ส่ือการเรยี นการสอนให้เหมาะกับวตั ถุประสงค์
2.1.1.2 การสร้างสอ่ื เรียนรู้ดจิ ิทัล
เอมิการ์ ศรธี าตุ (2559) ใหค้ วามหมายไวว้ ่า สอื่ ดจิ ทิ ลั (Digital Media) สามารถ
เป็นเครื่องมือส่ือสารได้เต็มรูปแบบท้ังในรูปแบบตัวอักษร ภาพน่ิง เสียง และภาพเคลื่อนไหว ท่ีผ่าน
เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเป็นตัวกลางสาคัญในการรวมการสื่อสารผ่านโปรแกรม เช่น ไฮไฟฟ์ เฟซบุ๊ก
บลอ็ ก วินโดวสไ์ ลฟ์ อเี มล์ และเอสเอม็ เอส โดยมกี ารนาข้อความ กราฟกิ ภาพเคลอื่ นไหว เสียง และวิดีโอ
มาแปลงสภาพ และเช่ือมโยงเข้าด้วยกันเพ่ือประโยชน์ในการใช้งาน โดยอาศัยเทคโนโลยี
และความเจรญิ กา้ วหน้าทางดา้ นคอมพิวเตอรเ์ ขา้ ชว่ ย
1) องคป์ ระกอบของสอื่ ดิจทิ ัล
ส่ือดิจิทัลมีองค์ประกอบพ้ืนฐาน 5 ชนิด ได้แก่ ข้อความ (Text) เสียง (Audio)
ภาพน่ิง (Still Image) ภาพเคล่อื นไหว (Animation) และภาพวดิ ีโอ (Video)
(1) ข้อความ (Text) คือองค์ประกอบพื้นฐานท่ีสาคัญของสื่อดิจิทัล
เป็นส่วนที่เก่ียวกับเนื้อหา มีรูปแบบของตัวอักษรและสีของตัวอักษร สามารถกาหนดลักษณะให้เข้ากบั
รูปแบบการนาเสนอ
(2) เสยี ง (Audio) การจัดเก็บอยูใ่ นรูปแบบของสญั ญาณดจิ ทิ ัล สามารถเลน่ ได้
โดยใช้โปรแกรมสื่อดิจิทัลจะมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เมื่อนาเสียงท่ีมีความสอดคล้องกับเน้ือหา
ประกอบการนาเสนอ
(3) ภาพนิ่ง (Still Image) ภาพนิ่งมีบทบาทต่อส่ือดิจิทัลมากกว่าข้อความ
หรือตัวอักษร ด่ังคากล่าวที่ว่า “ภาพหนึ่งภาพแทนตัวอักษรนับล้าน” ภาพสามารถถ่ายทอดการรับรู้
ไดด้ กี ว่า และสามารถสอ่ื สารให้เข้าใจความหมายได้ลึกซ้ึงกว่าตวั อกั ษร
(4) ภาพเคล่ือนไหว (Animation) เป็นภาพกราฟิกที่เคลื่อนไหวได้ สามารถ
สร้างจินตนาการให้ผู้ชมเกดิ แรงจงู ใจได้ดีมากกวา่ ภาพนิ่ง
(5) ภาพวิดีโอ (Video) เป็นองค์ประกอบที่สาคัญมากต่อสื่อดิจิทัล เน่ืองจาก
เป็นการนาองค์ประกอบ ขอ้ ความ รูปภาพ เสียง เข้ามารวมไว้ดว้ ยกันอย่างสมบูรณ์
12
2) ประเภทของส่ือดิจทิ ลั
ด้วยความก้าวหนา้ ทางด้านเทคโนโลยี ส่งผลใหส้ อื่ ดิจิทัลมีการจดั เก็บข้อมูลดิจิทัล
เกิดขึ้นมากมายในปัจจุบัน และมีประสิทธิภาพท่ีแตกต่างกันในแต่ละประเภท โดยสื่อดิจิทัลท่ีมีให้เห็น
เปน็ จานวนมาก และนิยมใชง้ านคอื
(1) CD Training คือ การสร้างหรือเก็บข้อมูลในลักษณะท่ีเป็น CD ที่ใช้
ในการสอนใช้งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เชน่ สอนการใชโ้ ปรแกรม Microsoft Word นอกจากนี้
ยงั ครอบคลุมถงึ การสาธติ การทางานของโปรแกรม
(2) CD Presentation คือ การสร้างสื่อดิจิทัลในลักษณะ CD ท่ีใช้สาหรับ
การนาเสนอขอ้ มูลในสถานที่ต่าง ๆ เช่น การนาเสนอข้อมูลในทป่ี ระชุม
(3) VCD/DVD คือ การสร้างสื่อดิจิทัลท่ีเป็น CD ภาพยนตร์ ท่ีมีลักษณะ
ของการตัดต่อภาพยนตร์ต่าง ๆ ที่เปน็ Movie Clip แล้วจดั เรียงต่อกันเปน็ ภาพยนตร์ 1 เรอ่ื ง
(4) E-book และ E-document คือ การสรา้ งส่ือดจิ ิทัลในลกั ษณะ อเิ ล็กทรอนิกส์
สามารถอา่ นได้ผา่ นเวบ็ ไซต์ แทบ็ เล็ต รวมถึงโทรศพั ท์
3) ลกั ษณะของส่ือดจิ ิทลั
สอ่ื ดจิ ิทัลมกี ารใช้เทคโนโลยีทมี่ ีลกั ษณะของขอ้ มูลข่าวสารที่อยู่ในระบบตัวเลขฐานสอง
คอื เลขศนู ย์ และเลขหนง่ึ ซง่ึ มีรูปแบบ และลกั ษณะที่แตกต่างจากรูปแบบของส่ือด้ังเดมิ 4 ประการ คอื
(1) ส่ือดิจิทัลมีเนื้อหาท่ีไม่ผูกติดกับอุปกรณ์การใช้ คือ การท่ีผู้ใช้สามารถ
เข้าถึงเนื้อหานั้นได้ จากอุปกรณ์ท่ีหลากหลาย เช่น การอ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์ สามารถเข้าถึงได้ทัง้
จากเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือผ่านอินเทอร์เน็ตจากโทรศัพท์มือถือ ซึ่งคุณสมบัติข้อนี้มาจากผลของ
การหลอมรวมส่อื (Media Convergence)
(2) ข้อมูลทสี่ ง่ ผา่ นส่ือดิจิทัลสามารถเก็บไว้ในอปุ กรณ์ขนาดเล็ก เชน่ โทรศัพท์
สมาร์ทโฟน และยเู อสบขี นาดเล็ก ทมี่ ที ้งั ภาพนงิ่ ภาพเคล่ือนไหว เสยี ง และขอ้ ความ
(3) การเข้าถึงข้อมูลของส่ือดิจิทัลสามารถทาได้ง่าย และรวดเร็ว การเข้าถึง
ที่ไม่เป็นเส้นตรง (Non-linear) คือ การเข้าถึงเนื้อหาได้ทุกช่วงของเน้อื หาสามารถข้ามไปยังช่วงต่าง ๆ ได้
เช่น การชมภาพยนตร์ไม่จาเป็นตอ้ งชมจากต้นจนจบเร่อื ง แตส่ ามารถเลอื กดชู ่วงที่ต้องการชมได้
(4) การจัดเก็บข้อมูลและเนื้อหาในส่ือดิจิทัลสะดวกและรวดเร็วกว่า
ระบบแอนาลอ็ ค (Analogue) ทง้ั การบันทึก การตกแต่งหรือการลบเนื้อหา
สติยา ลังการ์พินธ์ุ (ออนไลน์) ส่ือการเรียนรู้ดิจิตอล หรือ Learning Object คือ
สื่อที่ออกแบบเพื่อให้ผู้เรียนบรรลุผลการเรียนรู้ที่คาดหวังอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ โดยแต่ละเร่ือง
จะนาเสนอแนวคดิ หลักยอ่ ย ๆ ผูส้ อนสามารถเลอื กใช้ Learning Object ผสมผสานกับการจัดการเรียน
การสอนแบบอ่ืน ๆ ได้อย่างหลากหลายและสามารถนามาใช้ใหม่ได้ (ใช้ซ้า) ลักษณะที่สาคัญของสื่อ
ประเภทน้ี คือ การออกแบบเน้ือหาจากแนวคิดหน่วยใหญ่เป็นหน่วยเลก็ ๆ หลายหน่วยทมี่ ีความเปน็ อิสระ
จากกัน แต่ก็สามารถเช่ือมโยงกันเป็นเนื้อหาขนาดใหญ่ได้ เป้าหมายในการผลิต Learning Object
ท่ีมีคณุ ภาพสูงควรมคี ณุ ลักษณะ ดงั นี้
1) เน้อื หา กจิ กรรม การนาเสนอเหมาะสมกับผ้เู รียน (อายุ ความสนใจ ความรู้เดิม)
ถูกตอ้ งมงุ่ ให้ผ้เู รยี นเกดิ ความเข้าใจอย่างลึกซงึ้
13
2) ผู้เรียนมีโอกาสเลือก และตัดสินใจ ลาดับการนาเสนอเน้ือหา กิจกรรม
เออ้ื ให้เกิดการเรียนรู้
3) ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมไม่เพียงแต่รับข้อมูล (สืบเสาะค้นหา แก้ปัญหา
แปลความหมายข้อมูล พัฒนา สรา้ ง และนาเสนอชน้ิ งานได)้
4) มีการประเมนิ ความก้าวหน้าในการเรียนรู้ ผู้เรยี นสามารถรบั ขอ้ มูลเพิ่มเตมิ และ
feedback ทีเ่ หมาะสม มีประโยชน์
5) ผู้เรียนเรียนรู้จากสถานการณ์ท่ีสอดคล้องกับชีวิตจริง และใช้ความรู้ในบริบท
ที่หลากหลาย
6) ข้ันตอนการสรา้ งส่อื การเรยี นร้ดู ิจติ อล (Learning Object) มขี ัน้ ตอน ดังนี้
(1) เลือกเรื่อง และกาหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง เพื่อท่ีจะนามาพัฒนาเป็น
สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ผู้พัฒนา Learning Object ควรตอบตัวเองได้ว่า ทาไมจึงควรใช้งบประมาณ และ
เวลา ท่ีมีจากัดในการพัฒนาส่ืออิเล็กทรอนิกส์เรื่องนี้ หัวข้อท่ีเลือกสาคัญกว่าหัวข้ออ่ืน ๆ ในหลักสูตร
หรือไม่ อย่างไร โดยท่ัวไปเร่ืองท่ีเหมาะกับการถ่ายทอดผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ การศึกษา
ปรากฏการณ์ตา่ ง ๆ ที่เกิดขึน้ ได้ยาก ในการเรียนการสอนไมค่ วรเป็นการทดลอง หรือการเรยี นอยา่ งง่าย
ในชั้นเรียน เพราะ เป็นการใช้ประโยชน์จากงบประมาณ และแรงงานอย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ
เม่ือเลือกหัวข้อเรื่องได้แล้ว การกาหนดผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวังจะช่วยให้สามารถออกแบบ และสร้าง
Learning Object ในข้ันตอนต่อ ๆ ไปได้ง่ายขึ้น ผู้พัฒนา Learning Object ควรกาหนดเป้าหมาย
อย่างชัดเจนว่าเม่ือเรียนรู้จาก Learning Object น้ีแล้ว นักเรียนจะมีพฤติกรรมอย่างไร เช่น สามารถ
อธิบายแนวคิดได้ สามารถแกโ้ จทย์ปญั หาได้ สามารถสร้างแบบจาลองได้ เป็นต้น
(2) การออกแบบ คาถามหลักในขั้นตอนการออกแบบคือ Learning Object
จะมีบทบาทอย่างไรบา้ ง ในการทาใหน้ กั เรยี นบรรลุผลการเรยี นรู้ท่ีคาดหวัง คาตอบของคาถามนี้จะช่วย
ให้สามารถกาหนดรูปแบบการนาเสนอใน Learning Object ได้อย่างเหมาะสม ลองพิจารณา
บทบาทของ Learning Object ต่อไปน้ี
14
ผลการเรยี นร้ทู ี่คาดหวัง บทบาท Learning Object รปู แบบ Learning Object
นักเรียนสามารถอธบิ าย ถ่ายทอดแนวคดิ แกผ่ เู้ รียน โดย ภาพเคลื่อนไหวพรอ้ มเสยี ง
วิวัฒนาการของดาวฤกษ์ นาเสนอในรปู แบบท่ีเขา้ ใจงา่ ย บรรยาย
นกั เรียนสามารถสารวจ นาเสนอข้อมลู ที่หลากหลายใน ขอ้ มูลจานวนประชากรส่ิงมชี ีวิต
ตรวจสอบการเปลยี่ นแปลง รูปแบบต่างๆ กัน แล้วให้ หลายชนิด ในชว่ งเวลาต่างๆ
ขนาดประชากรและระบุ ปัจจัย นกั เรียนวเิ คราะหแ์ ละแปลผล พร้อมเคร่อื งมอื สรา้ งกราฟ และ
ท่มี ผี ลต่อการเปลีย่ นแปลง เพือ่ สรา้ งองค์ความรดู้ ้วยตนเอง แผนภมู ิ
ขนาด ประชากรได้
นักเรียนสามารถคานวณหาเลข สร้างทักษะ เกมต่อสู้ที่ฝึกการคานวณหาเลข
ออกซเิ ดชันได้ ออกซเิ ดชัน
นกั เรียนสามารถอภปิ ราย ประเมนิ ผล นาเสนอสถานการณ์ความ
เก่ยี วกับผลกระทบของการใช้ ขัดแย้งเก่ียวกบั การสรา้ งเขอื่ น
ประโยชนจ์ าก ระบใุ ห้นกั เรยี นเขยี นรายงานข่าว
ทรัพยากรธรรมชาตติ ่อความ และแสดง ความคดิ เหน็ ใน
หลากหลายทางชวี ภาพ ประเด็นปญั หา พรอ้ มรายการ
เว็บไซต์ท่เี ปน็ ไฮเปอร์ลิงค์ ให้
สืบคน้ ข้อมูลในประเดน็ ท่ี
เก่ียวขอ้ ง
แผนภาพ 2.2 การออกแบบส่อื เรยี นรดู้ ิจิทัล (Learning Object)
เม่ือกาหนดบทบาทของ Learning Object ได้แล้ว ลาดับต่อไป คือ การออกแบบ
ผู้พัฒนา Learning Object ต้องตัดสินใจในหลาย ๆ ประเด็น เช่น จะกระตุ้นความสนใจของนักเรียน
ด้วยวิธีการใด จะกาหนดให้ผู้เรียนทากิจกรรมอะไรบ้าง หรือเพียงรับข้อมูลท่ีนาเสนอเท่านั้น
การนาเสนอข้อมูลจะใช้รูปแบบใด ผู้พัฒนา Learning Object อาจจะนาเสนอได้หลายรูปแบบ
เช่น storyboard ซ่ึงเป็นการเขียนบรรยายลักษณะภาพ เสียง การเคลื่อนไหวที่ต้องการในแต่ละลาดับ
การนาเสนอ อยา่ งไรก็ตามควรกาหนดลกั ษณะของรูปภาพ เสยี ง และส่อื ประสมอืน่ ๆ ทีจ่ ะใชใ้ ห้ชัดเจน
เพ่ือให้สามารถถ่ายทอดแนวคิดท่ีมีให้ผู้อื่นเข้าใจได้ด้วย โครงร่างแนวคิดการนาเสนอ Learning
Object ท่เี ขยี นขึ้นน้ี ควรไดร้ บั การตรวจแก้จากผู้เชยี่ วชาญดา้ นเนื้อหากอ่ นจะดาเนนิ การสรา้ งต่อไป
7) การสร้างสื่อเรียนรู้ดิจิทัล (Learning Object) การสร้าง Learning Object
บางรูปแบบใช้ทักษะทางคอมพิวเตอร์ เช่น การเขียนโปรแกรม การจัดการภาพ และเสียง
หากไมม่ ีทกั ษะเหล่านีอ้ าจขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญได้ หากต้องการสร้างด้วยตนเอง ก็สามารถใช้
โปรแกรมสาเร็จรูป สร้างเอกสาร Word เอกสาร PowerPoint หรือ เว็บเพจ ท่ีประกอบด้วยข้อความ
รูปภาพ เสียง ภาพเคล่ือนไหว และไฮเปอร์ลิงค์ โดยมีข้อควรคานึงเกี่ยวกับรูปแบบการนาเสนอ
บนหน้าจอ ดงั นี้ การใชเ้ ครอ่ื งหมาย และรปู แบบคาสัง่ ที่เข้าใจกนั ทว่ั ไป การใชร้ ปู แบบการนาเสนอท่ีเป็น
ระบบระเบียบ ใช้หวั ข้อในระดับเดียวกัน ควรใช้อกั ษรท่ีมีสเี ดียวกัน และขนาดเท่ากนั หรอื ใช้สพี นื้ สีเดิม
15
สาหรับกิจกรรมการเรียนการสอนในรูปแบบเดียวกัน การนาเสนอด้วยข้อความ ใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่
พอสมควร ไม่จดั ยอ่ หนา้ ใหบ้ รรทัดยาวเกินไป บทเรียนบางเนอื้ หาอาจจะเปน็ เสยี งบรรยายก็ได้
8) การทดสอบ เม่ือดาเนินการสร้าง Learning Object สาเร็จควรมีการตรวจสอบ
ความเรียบร้อยก่อนนาไปใช้จริงในห้องเรียน การทดสอบทาได้ใน 2 ระดับ ได้แก่ การทดลอง
ใชใ้ นการเรียนการสอน และการทดลองใชง้ าน การทดลองใช้ในการเรยี นการสอน เป็นการตรวจสอบว่า
นักเรียนเข้าใจวิธีการส่ือสารที่ใช้ใน Learning Object หรือไม่ และ Learning Object นั้น ๆ สามารถ
ดึงดูดความสนใจของนักเรียนได้เพียงใด ในการทดสอบอาจให้นักเรียนทาแบบทดสอบหรือกิจกรรมส้ัน ๆ
เพ่ือประเมินว่า หลังจากใช้ Learning Object แล้วนักเรียนส่วนใหญ่บรรลุผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวัง
หรอื ไม่
2.1.1.3 การเรยี นรจู้ ากส่อื สงั คมออนไลน์
ส่ือสังคมออนไลน์ในปัจจุบันกลายเป็นเครื่องมือหน่ึงที่คนในสังคม ใช้ใน
การติดต่อสื่อสาร สร้างการรับรู้ ใช้ในการประกอบการเรียนการสอน ใช้ในการประกอบอาชีพ ใช้ใน
การพัฒนาสนิ ค้าหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ สง่ ผลใหเ้ กดิ การแลกเปลย่ี นเรียนรไู้ ด้ตลอดเวลาอย่างไร้ขีดจากัด
ท้ังในเรื่องเวลา และสถานที่ กล่าวได้ว่าเป็นทุกอย่างในชีวิตของคน ๆ หนึ่ง หากแต่ต้องอาศัยทักษะ
ความรูห้ ลายอย่างเพื่อใช้งาน และประยุกตใ์ หเ้ กดิ ประโยชน์กับตนเองมากทีส่ ุด
วราพร ดาจบั (2562) ไดร้ วบรวมบคุ คล หน่วยงานทีไ่ ด้ให้ความหมายคาว่า
สอ่ื สังคมออนไลน์ไว้ ดังน้ี
ราชบัณฑิตยสถาน (2554) ได้บัญญัติ คาว่า “Social Media” ไว้ว่า
“ส่ือสังคม” หมายถึง ส่ืออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสื่อกลางที่ให้บุคคลทั่วไปมีส่วนร่วมสร้างและแลกเปลี่ยน
ความคิดเห็นต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ตได้ ส่ือเหล่านี้เป็นของบริษัทต่าง ๆ ให้บริการผ่านเว็บไซต์ของตน
เช่น เฟซบคุ๊ (Facebook) ทวติ เตอร์ (Twitter) วิกิพเี ดยี (Wikipedia) เป็นต้น
ภานุวัฒน์ กองราช (2554) ได้ให้ความหมายไว้ว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์
หมายถึง เว็บพ้ืนฐานในการบริการที่จะให้แต่ละบุคคลสามารถสร้างเครือข่ายอย่างเป็นระบบ ทั้งระดับ
เล็กหรือใหญ่ในสังคม มีการสร้างบัญชีรายช่ือผู้ติดต่อที่สามารถแลกเปล่ียนความคิดเห็นหรือสิ่งที่สนใจ
เหมือนกนั โดยผ่านการตดิ ต่อกนั เป็นเครือขา่ ย
พิชิต วิจิตรบุญยรักษ์ (2554) ส่ือสังคม คือ สื่อท่ีผู้ส่งสารแบ่งปันสาร
ซึ่งอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ ไปยังผู้รับสารผ่านเครือข่ายออนไลน์ โดยสามารถโต้ตอบกันระหว่างผู้ส่งสาร
และผู้รับสาร หรือผู้รับสารด้วยกันเอง ซ่ึงสามารถแบ่งส่ือสังคมออกเป็นประเภทต่าง ๆ ท่ีใช้กันบ่อย ๆ
คือ บล็อก (Blogging) ทวิตเตอร์ และไมโครบล็อก (Twitter and Microblogging) เครือข่ายสังคมออนไลน์
(Social Networking) และการแบง่ ปันสอ่ื ทางออนไลน์ (Media Sharing)
ระวิ แกว้ สกุ ใส และชัยรัตน์ จุสาโส (2556) ไดใ้ ห้ความหมายของเครือข่าย
สังคมออนไลน์ หมายถึง สังคม หรือการรวมตัวกันเพ่ือสร้างความสัมพันธ์ในรปู ของกลุ่มคนรูปแบบหนึ่ง
ท่ีปรากฏเกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ตท่ีเรียกว่าชุมชนออนไลน์ ทาให้ผู้คนสามารถทาความรู้จัก แลกเปล่ียน
ความคิดเห็น แบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน และเช่ือมโยงกันในทิศทางใด ทิศทางหนึ่ง โดยมีการขยายตัว
ผา่ นการตดิ ต่อสื่อสารอย่างเปน็ เครือข่าย เชน่ เว็บไซต์ Facebook YouTube Twitter เปน็ ตน้
16
กล่าวโดยสรุป สื่อสังคมออนไลน์เป็นการสื่อสารโดยผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
เป็นการนาเสนอ แบ่งปัน เน้ือหารูปภาพ เสียง ข้อความ คลิปวิดีโอ โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือการ
ติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยน การแบ่งปันเร่ืองราวเหตุการณ์ต่าง ๆ ระหว่างบุคคลสองคน หรือกลุ่มบุคคล
ในลกั ษณะของการเข้าร่วมในเครือขา่ ยออนไลน์เดยี วกัน สื่อสงั คมออนไลน์ จงึ เป็นเครื่องมอื ในการสร้าง
การเรียนรขู้ องคนในยุคปัจจุบนั ท่มี ่งุ เนน้ ไปทกี่ ารลงมือปฏิบัติ สง่ เสริมใหผ้ ู้เรียนได้ลงมือแสวงหาความรู้
ด้วยตัวเอง อาศัยการคิดอย่างมีข้ันตอนร่วมกับการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยแบ่งชนิด
ของสื่อสงั คมออนไลน์ ดงั นี้
17
แผนภาพ 2.3 ชนดิ ของสอ่ื ออนไลน์
18
การจดั การเรียนรดู้ ว้ ยสอื่ สังคมออนไลน์
ปัณฑิตา อินทรักษา (2560) สังคมออนไลน์ได้เข้ามามีส่วนในการพฒั นาการศกึ ษา
เช่ือว่าการศึกษาน้ันเป็นการพัฒนาคนให้มีความรู้มีความเจริญงอกงาม ทางด้านร่างกายสติปัญญา
อารมณ์ และสงั คม ซงึ่ การนาเอาการใช้ส่ือสงั คมออนไลนม์ าใช้ในการจัดการการเรียนรู้นนั้ สามารถทาให้
ผู้เรียนเกิดกระบวนก าร เรียน รู้ได้ตลอ ดเว ลา ดังนั้น รูปแบบการใช้สื่อ สัง คมออ น ไ ลน์
เพ่ือสนับสนุนการเรียนการสอน จึงทาให้นักเรียนมีความพึงพอใจในการใช้ส่ือสังคมออนไลน์การใช้
ส่ือสังคมออนไลน์กับการศึกษาเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารที่ผู้สอน สามารถส่ือสารกับผู้เรียน
ได้ตลอดเวลา สามารถสร้างความสนใจ และความพร้อมสาหรับการเรียนรู้ในบทเรียนใหม่ได้
เมอื่ ถึงชั่วโมงเรยี น ผสู้ อนใช้วิธกี ารสรา้ งประเดน็ ปัญหา หรือกาหนดสถานการณใ์ ห้ผู้เรยี นได้คิดแกไ้ ขปัญหา
นั้น โดยเชื่อมโยงใช้ความรู้ท่ีได้ศึกษามาก่อนในส่ือสังคมออนไลน์รวมทั้งการศึกษานอกระบบ และ
การศึกษาตามอัธยาศัย สามารถใช้ประโยชน์ของสื่อสังคมออนไลน์ในกระบวนการจัดการเรียนรู้
ไดเ้ ป็นอยา่ งดี นามาใชแ้ ทนการส่ือสารแบบเดมิ ท่อี าจจะล้าสมัยไมท่ นั การเมอ่ื ใชง้ าน
บทบาทของสื่อสงั คมออนไลนก์ บั การเรียนการสอน
1) บทบาททางการสอน ส่ือสังคมออนไลน์มิได้ถูกสร้างและพัฒนามาเพ่ือ
การจัดการเรียนการสอนของผู้สอนฉะนั้นผู้สอนจะต้องนาเอาคุณสมบัติต่าง ๆ ของสื่อสังคมออนไลน์
ไปปรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนด้วยตนเอง เช่น ผู้สอนใช้ส่ือสังคมออนไลน์เพื่อการกระตุ้น
สร้างความน่าตื่นตาต่ืนใจให้กับผู้เรียนในข้ันการนาเข้าสู่บทเรียน โดยการเปิดวีดีทัศน์ท่ีเก่ียวข้องกับ
เนอื้ หาในชวั่ โมงนน้ั ๆ จาก YouTube รวมทั้งใชเ้ ปน็ เครือ่ งมอื สาหรบั การติดตามความก้าวหน้า หลังจาก
มอบหมายงานให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ผู้สอนสามารถให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้เรียนได้อย่ างทันที
เมื่อมีการซักถามเข้ามาในสื่อสังคมออนไลน์ สื่อสังคมออนไลน์ส่งเสริมให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอน
กับผู้เรียน จะได้มีความใกล้ชิดกันมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน จะช่วยให้การเรียนการสอนหรือ
การจัดการเรียนร้นู ้ันดีข้ึน ผู้เรียนไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์ของความตึงเครียด ผู้สอนสามารถติดตามงาน
ท่ีได้มอบหมายให้กับผู้เรียน และโต้ตอบได้อย่างทันถ่วงที ผู้สอนสามารถตอบข้อคาถามจากผู้เรียนได้
ทุกที่ทุกเวลา และผู้สอนสามารถสร้างส่ือง่าย ๆ ด้วยการถ่ายคลิปวิดีโอการสอนแล้วนามาโพสต์ในสื่อ
สงั คมออนไลน์ได้ อกี ทัง้ สามารถนาข้อมูลความรู้ที่ผูส้ อนจัดเตรยี มไว้ในรูปของไฟล์ Word หรอื ไฟล์ PDF
โพสต์ในสื่อสงั คมออนไลน์ ให้ผเู้ รียนไดอ้ ่านมาลว่ งหนา้ ก่อนเข้าห้องเรยี นได้
2) บทบาททางการเรียน ผู้เรียนท่ีศึกษาในระบบ นอกระบบ หรือการศึกษา
ตามอัธยาศัยสามารถใช้ส่ือสังคมออนไลน์ได้อยา่ งหลากหลาย นอกจากเพ่ือการพักผ่อนสร้างความบันเทิง
ให้กับผู้เรียนเอง ยังสามารถนามาใช้ในการเรียนได้ เช่น เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง
ผู้สอนกับผู้เรียน และระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนด้วยกันเอง ซ่ึงสามารถทาการบ้านไปพร้อมกันได้ด้วย
เทคโนโลยีเรียลไทม์ โดยการใช้คุณสมบัติของโปรแกรม Google doc ที่สามารถพิมพ์ข้อความ
ในเอกสารออนไลน์ และสามารถตอบโต้ทางานรว่ มกันได้ในเอกสารเดยี วกัน ส่ือสงั คมออนไลนส์ นับสนุน
ให้ผู้เรียนกล้าแสดงความคิดเห็น เช่น เม่ือผู้สอนได้กาหนดประเด็นให้อภิปรายร่วมกันผู้เรียนแต่ละคน
จะมีเวลาสืบค้น หาข้อมูลเพ่ิมเติมเพ่ือร่วมกันเขียนอภิปรายในหน้าจอหลักของส่ือสังคมออนไลน์นั้น ๆ
หากผู้เรียนเกิดข้อสงสยั หรอื มปี ญั หาระหวา่ งการทาการบา้ น หรอื การคน้ คว้าเพือ่ รายงาน ผเู้ รยี นสามารถ
ติดต่อส่ือสารกับผู้สอนได้ตลอดเวลา ทาให้ผู้เรียนมีความรู้สึกว่าทางานได้อย่างต่อเนื่ อง
19
สื่อสังคมออนไลน์สนับสนุนให้ผู้เรียนมีวินัย มีความรับผิดชอบต่อการเรียนด้วยตนเองมากขึ้น เช่น
ความรบั ผิดชอบในการศึกษาค้นควา้ หาความรูใ้ นบทเรียนกอ่ น และหลังเข้าเรียน เป็นตน้
3) บทบาทสาหรับการบรหิ ารจดั การ การบรหิ ารจัดการศกึ ษาน้ันสือ่ สงั คมออนไลน์
เข้ามามีบทบาทพอสมควร ช่วยทาให้องค์กรมีความสะดวกรวดเร็ว และทันต่อเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึน
ส่ือสังคมออนไลน์มีบทบาทต่อการบริหารจัดการ ดังนี้ ผู้บริหารใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อการสั่งการ
มอบหมายงานกับผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้บริหารใช้ส่ือสังคมออนไลน์เพอื่ การนัดหมายประชุมปรึกษาหารอื
และสามารถใช้ศักยภาพทางเทคโนโลยีประชุมพร้อมกนั หลายคนได้ ผู้บริหารสามารถใช้ส่ือสังคมออนไลน์
เป็นช่องทางหน่ึงสาหรับตอบข้อซักถามหรือรับข้อร้องเรียน เช่น สายตรงผู้บริหาร เป็นต้น สาหรับ
การประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่าง ๆ ในองค์กรให้ประชาชนรับทราบข้อมูล โดยผ่านส่ือสังคมออนไลน์
ในประเภทตา่ ง ๆ
2.1.2 กระบวนการสรา้ งส่ือการเรียนรู้ ADDIE
การออกแบบและพฒั นาส่ือการเรยี นรู้ตามโมเดล ADDIE
พิจิตรา ธงพานิช (2562) ได้อธิบายและสรุปรูปแบบการสอน ADDIE MODEL
เป็นรูปแบบการสอนท่ีออกแบบข้ึนมาเพ่ือใช้ในการออกแบบ และพัฒนาระบบการเรียนการสอน
โดยอาศัยหลักของวิธกี ารระบบ (System Approach) ซ่ึงเป็นที่ยอมรับกันโดยท่ัวไปว่าสามารถนาไปใช้
ออกแบบและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น CAI /CBT, WB/ WBT หรือ
e-Learning ก็ตาม เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่ครอบคลุมกระบวนการท้ังหมดและเป็นระบบปิด (Closed
System) โดยพิจารณาจากผลลัพธ์ในขั้นประเมินผลซึ่งเป็นขั้นสุดท้าย และนาข้อมูล ย้อนกลับ
(Feedback) ข้ันตอนที่ผ่านมาทั้งหมดการออกแบบการเรียนการสอนตามรูปแบบแอดดี (ADDIE
model) ประกอบด้วยกิจกรรมในการดาเนินงาน 5 กิจกรรม ไดแ้ ก่ การวิเคราะห์ (analyze) การออกแบบ
(design) การพัฒนา (develop) การนาไปใช้ (implement) และการประเมินผล (evaluate) ซึ่งเม่ือ
พิจารณาให้ดีแล้ว มีลักษณะคล้ายกระบวนการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เร่ิมจากการวิเคราะห์ปัญหา
(analyze) การนาเสนอแนวทางการแก้ปัญหา (design) การเตรียมการแก้ปัญหา (develop)
การทดลองการแก้ปัญหา ( implement) และสุดท้ายประเมินแนว ทาง ก ารแก้ ปัญ หาว่ า
ประสบความสาเร็จหรือไม่ (evaluate) รูปแบบ ADDIE น้ี จึงเป็นรูปแบบท่ีสารถนาไปประยุกต์ใช้
ในการออกแบบการเรียนการสอนในเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะมีผู้นิยมนาไปใช้
ในการออกแบบส่ือ วัสดุการเรียนการสอน เช่น การออกแบบชุดการเรียนการสอน การออกแบบ
บทเรียน แบบโปรแกรม เป็นต้น ตลอดจนนาไปใช้ในการออกแบบการเรียนการสอน คือ ระบบ
การศึกษาในชุมชน และการออกแบบการเรียนการสอน ในระดับห้องเรียนเพ่ือพัฒนาผลการเรียนรู้
ของผู้เรียนในด้านตา่ ง ๆ โดยมีขนั้ ตอนทสี่ าคัญ ดังนี้
1) ขั้นที่ 1 การวเิ คราะห์ กจิ กรรมท่ีปฏิบตั ิในขัน้ นี้ ไดแ้ ก่
(1) การวเิ คราะห์ปัญหาและความตอ้ งการในการเรยี นการสอนหรือการฝึกอบรม
(2) การวเิ คราะหร์ ะบบ สง่ิ แวดลอ้ ม และสภาพขององค์กรเพ่ือพิจารณาถงึ ทรพั ยากร
และอปุ สรรคต่าง ๆ
(3) การศึกษาลกั ษณะของกลมุ่ ประชากร
20
(4) การวเิ คราะห์เป้าหมายและจุดประสงค์ว่าเปน็ การเรยี นรใู้ นลกั ษณะใด เช่น
การเรียนรู้เน้ือหา การเรยี นรูท้ ักษะ หรือการเรยี นรูท้ ีเ่ ป็นความตอ้ งการเฉพาะ
2) ข้นั ท่ี 2 การออกแบบ กิจกรรมทีป่ ฏิบัตใิ นข้นั นี้ ได้แก่
(1) การกาหนดเป้าหมาย จดุ ประสงค์ท่สี ามารถสังเกตได้ วดั ได้
(2) การจัดลาดบั เป้าหมาย จดุ ประสงคใ์ ห้งา่ ยตอ่ การเรยี น และการปฏบิ ตั ิ
(3) การวางแผนการประเมนิ ผลการเรยี นรู้ และการปฏิบัติ
(4) การพิจารณากลวิธีการเรียนการสอนให้เหมาะกับเนื้อหา การจัดกลุ่ม
การทากจิ กรรมของผ้เู รยี นในลกั ษณะตา่ ง ๆ ในลกั ษณะกลุม่ และรายบุคคล
(5) การคดั เลือกสื่อการเรียนการสอน
3) ข้นั ที่ 3 การพฒั นา กจิ กรรมท่ีปฏิบตั ใิ นขน้ั น้ี ไดแ้ ก่
(1) การสร้างสื่อ กจิ กรรม หรอื โปรแกรมการเรียนการสอนตามท่ีไดอ้ อกแบบไว้
(2) การทดสอบ (try out) สื่อ กิจกรรมหรือโปรแกรมการเรียนการสอน
กับกลุม่ เป้าหมาย
(3) การปรบั ปรุงส่ือ/กจิ กรรม หรอื โปรแกรมการเรยี นการสอน
4) ขน้ั ที่ 4 การนาไปใช้ กจิ กรรมท่ีปฏิบตั ใิ นขน้ั น้ี ไดแ้ ก่
(1) การเผยแพร่สื่อ/กิจกรรม หรือโปรแกรมการเรียนการสอนท่ีสร้างขึ้น เช่น
การติดต้ัง การซ่อมบารุงส่ือ การจัดอบรมให้คนรู้วธิ ีการใช้ส่ือ กิจกรรมหรือโปรแกรมการเรียนการสอน
ท่สี ร้างขนึ้ การใหค้ าแนะนา และนิเทศการใชส้ ่ือ/กจิ กรรม หรอื โปรแกรมการเรียนการสอน
(2) การให้ความช่วยเหลือสนับสนุนให้ครูยอมรับส่ือ กิจกรรมหรือโปรแกรม
การเรียนการสอนท่สี รา้ งขน้ึ และนาสือ่ ไปใช้
5) ขนั้ ที่ 5 การประเมนิ กิจกรรมที่ปฏิบัติในข้นั น้ี ได้แก่
(1) การสร้างเครื่องมือเพ่ือประเมินส่ือ/กิจกรรม หรือโปรแกรมการเรียนการสอน
ตามจดุ ประสงคท์ ีก่ าหนดไว้
(2) การทดสอบ (try-out) ส่ือ/กิจกรรม หรือโปรแกรมการเรียนการสอน
และเครื่องมือวัดประเมินผลกับกลุ่มตัวอย่าง เพ่ือวินิจฉัยผลการเรียนรู้ท่ีเกิดจากผู้เรียน รวบรวมข้อมูล
เกี่ยวกับความสาเร็จ และความล้มเหลวในการใช้โปรแกรมการเรียนการสอนท่ีสร้างขึ้น เพ่ือนาไป
ปรบั ปรุงให้สมบรู ณ์
(3) การประเมินภายหลังการนาส่ือ/กิจกรรม หรือโปรแกรมการเรียนการสอนไปใช้
กบั กลมุ่ ประชากร
21
แผนภาพ 2.4 การพฒั นาสื่อการเรยี นรตู้ ามโมเดล ADDIE
2.1.3 การจัดการเรียนรู้โครงการพัฒนาพ้นื ท่ีต้นแบบการพฒั นาคุณภาพชวี ิตตามหลัก
ทฤษฎีใหม่ ประยุกตส์ ู่ “โคก หนอง นา โมเดล”
2.1.3.1 โครงการพฒั นาพืน้ ที่ต้นแบบการพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ตามหลัก
ทฤษฎใี หม่ ประยกุ ตส์ ู่ โคก หนอง นา โมเดล
กรมการพัฒนาชุมชนได้เสนอแผนงานเพ่ือของบประมาณในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
ท้องถ่ิน และชุมชน จานวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาพ้ืนที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา โมเดล งบประมาณ 4,787.9164 ล้านบาท
โดยมคี วามเปน็ มาของโครงการดงั น้ี (สานักส่งเสรมิ ความเข้มแขง็ ชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน.2563)
ความเปน็ มา
สถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน ต้องเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตการณ์
แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) ซ่ึงส่งผลกระทบไปถึงวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ
ด้านการสาธารณสุข ด้านการคมนาคม และอ่ืน ๆ ส่งผลให้เกิดวิกฤตทางสังคมขนาดหนักไปทั่วทั้งโลก
จากรายงานของ McKinsey & Company (March 22, 2020) จะส่งผลให้โลกมีผลผลิต (Productivity)
ลดลงถึง 30% นั่นหมายถึง โลกจะขาดอาหารและเศรษฐกิจจะมีการเติบโตลดลง -1.5% ของ World GDP
อีกท้ังวิกฤตด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ท้ังเร่ืองภัยแล้งและน้าท่วมท่ีคาดว่าจะมี
ความรนุ แรงขึ้น ทง้ั ในเชงิ ความผนั ผวน ความถี่ และขอบเขตท่กี วา้ งมากขึน้ ซึง่ จะสรา้ งความเสยี หายต่อชีวิต
และโครงสร้างพืน้ ฐานท่ีจาเป็นทาให้เศรษฐกจิ ฐานราก (Local economy) ของประเทศเกิดความเสียหาย
เพิ่มปัญหาความยากจน และความเหล่ือมล้าทางสังคม ตลอดจนระบบการผลิตทางการเกษตร
ท่ีมีความสัมพันธ์ต่อเน่ืองกับความม่ันคงด้านอาหาร และน้า ขณะท่ีระบบนิเวศต่าง ๆ มีแนวโน้ม
เส่ือมโทรมลง และมีแนวโน้มที่จะสูญเสียความสามารถในการรองรับความต้องการมนุษย์
ได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
ทางออกของประเทศไทยในการรอดพ้นวกิ ฤตและเกดิ การพฒั นาทีย่ งั่ ยนื ไดถ้ ูกกาหนดไว้
ในยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561 – 2580 และนโยบายรัฐบาลท่ีจะสืบสาน รักษา ต่อยอด และพัฒนา
ประเทศ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพล
อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชน
22
น้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและหลักทฤษฎีใหม่ มาเปน็ หลกั ในการสง่ เสริมกระบวนการเรียนรู้
และการมีส่วนร่วมของประชาชน เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยการพัฒนาคนให้พ่ึงตนเอง
มีความเปน็ เจา้ ของและบริหารจัดการโดยชุมชน พัฒนาหม่บู า้ นหรอื ชมุ ชนให้มีวิถชี ีวติ เศรษฐกิจพอเพียง
และเป็นสังคม “อยูเ่ ย็นเปน็ สขุ ” ใหส้ มกบั พระราชดารัสท่ีทรงพระราชทาน ให้แก่พฒั นากร เมื่อวนั ที่ 24
พฤศจิกายน 2508 ความวา่ “...ขอบใจมากท่ีตอ้ งเหน็ดเหนื่อยทางานในหมู่บ้านชนบท และต้องประสบ
ปัญหาต่าง ๆ มากมาย ขอให้ช่วยกันพัฒนาคนให้มีความฉลาด สามารถช่วยตนเองได้... ในการแนะนา
ส่งเสริมอาชีพ หรือให้คาแนะนาเรื่องต่าง ๆ ต้องทาให้บ่อย ๆ ไม่ใช่พูด หรือทาหนเดียว... ขอให้ช่วย
แนะนาชาวบา้ น ราษฎร ใหข้ ยันขนั แข็ง มีความฉลาด สรา้ งความม่นั คงให้แกค่ รอบครัว ทางานหารายได้
และเก็บออม... เม่ือถึงคราวจาเป็นความมั่นคงของประชาชนในชนบทเป็นส่วนหน่ึงท่ีจะสร้าง ชาติ
และป้องกนั ประเทศเปน็ อยา่ งดี ขอบใจ ขอใหส้ บายดี โชคดีทกุ คนและมีความสาเร็จในการงาน...”
ท้ังนี้ กรมการพัฒนาชุมชนมีภารกิจหลักในการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้
การมีส่วนร่วมของประชาชน โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ด้วยการน้อมนาหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงและหลักทฤษฎีใหม่ มาใช้ในวิถีชีวิตและการพัฒนาหมู่บ้านหรือชุมชน โดยได้ดาเนินโครงการ
นาร่องร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ
และภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่าง ๆ ท้ัง 7 ภาคี ได้แก่ ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคศาสนา ภาคประชาชน
ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคสื่อมวลชน ในการดาเนินงานโครงการพัฒนาพ้ืนท่ีต้นแบบ
การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์ “โคก หนอง นา โมเดล” และได้ขยายผล
ความสาเร็จ เพ่ือสรา้ งเศรษฐกิจฐานรากของประเทศใหเ้ ข้มแขง็ ข้นึ
เหตผุ ลความจาเป็นทต่ี ้องเสนอโครงการ
พระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
ได้พระราชทาน แนวทางการแก้ไขปัญหาไว้ ตั้งแต่ปี 2541 ความบางตอนว่า “เศรษฐกิจพอเพียง
และทฤษฎีใหม่ สองอย่างน้ี จะทาความเจริญให้แก่ประเทศ...” เป็นแนวทางเดียวที่ทาให้ประเทศชาติ
รอดพ้นจากวิกฤติและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2561 - 2580) ได้น้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี งมาใชใ้ นการพฒั นาประเทศ ซ่งึ ปจั จยั แหง่ ความสาเร็จ คอื การพัฒนาคน โดยเรียนรจู้ ากตวั อย่าง
ที่สอดคล้องกับภูมิสังคมด้วยการลงมือปฏิบัติด้วยตนเองจนเกิดทักษะ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ผ่านโครงการพัฒนาพื้นท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่
“โคก หนอง นา โมเดล" ซงึ่ จะเกดิ การจา้ งงานในพนื้ ที่ 9,188 คน เกดิ พ้นื ทเ่ี รียนรชู้ ุมชนตน้ แบบ 337 ตาบล
ครัวเรือนต้นแบบ 24,842 ครัวเรือน ผู้เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพ่ิมในปี 2563 จานวน 165,384,000 บาท
ปี 2564 จานวน 3,344,820,000 บาท ปี 2565 จานวน 2,517,900,000 บาท ลดปัญหา
ภัยแล้งได้ประมาณร้อยละ 50 ของพื้นท่ีดาเนินการได้ภายใน 3 ปี เกิดพื้นท่ีป่า 3 อย่าง ประโยชน์
4 อย่าง จานวน 25,759 ไร่ ประมาณการว่าจะมีไม้ยืนต้นเพิ่มข้ึน จานวน 10,303,600 ต้น
ลดการชะล้างหน้าดิน คิดเป็นปริมาณ 2,575.9 ตันต่อปี เพ่ิมพื้นที่กักเก็บน้าฝนได้ ไม่น้อยกว่า 145
ล้านลกู บาศกเ์ มตร
23
สาระสาคัญ
โครงการพฒั นาพนื้ ทีต่ น้ แบบการพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยกุ ต์สู่
“โคก หนอง นา โมเดล” งบประมาณ 4,787.9164 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมาย คือ เกษตรกร บัณฑิตจบใหม่
กลุ่มแรงงานที่อพยพกลับท้องถ่ินและชุมชน ดาเนินการในพื้นท่ี 73 จังหวัด 571 อาเภอ 3,246 ตาบล
มกี ระบวนการข้นั ตอนทีส่ าคญั ดงั นี้
1) ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพ่ือเพ่ิมทักษะทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในด้าน
การพฒั นากสกิ รรมส่รู ะบบเศรษฐกิจพอเพียงรูปแบบ “โคก หนอง นา โมเดล” ใหแ้ ก่ผูเ้ ขา้ ร่วมโครงการ
และเจา้ หน้าท่ีทเ่ี กย่ี วขอ้ ง รวมจานวน 35,009 คน ระยะเวลา 5 วนั ในหลกั สตู รทีม่ ีการบูรณาการเนอ้ื หา
ความเข้าใจพื้นฐานที่จาเป็นและเหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมของแต่ละพ้ืนที่ดาเนินงานโครงการ เช่น
(1) หลกั สตู รการพฒั นากสกิ รรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง หรอื (2) หลกั สตู รการพฒั นาภมู ิสังคมชุมชน
อย่างย่ังยืน หรือ (3) หลักสูตรการออกแบบพื้นที่และการจัดการพ้ืนท่ีตามภูมิสังคม หรือหลักสูตรอ่ืน ๆ
เพ่ือให้กลุ่มเป้าหมายมีความรู้ ทัศนคติ ทักษะ ความเข้าใจในการนาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้
ลงสู่การปฏิบัติแบบเป็นข้ันเป็นตอน โดยเริ่มต้นด้วยการพัฒนาพ้ืนที่อย่อู าศัยและพ้ืนที่ทากินในรูปแบบ
“โคก หนอง นา โมเดล” สามารถออกแบบ และพัฒนาพ้ืนท่ีเชิงภูมิสังคมตามหลักการพฒั นาภูมิสังคม
อย่างย่ังยืน และเกิดเครือข่ายการขับเคลื่อนในรูปแบบจิตอาสาพัฒนาในทุกพื้นท่ีดาเนินงานโครงการ
งบประมาณ 240.6322 ลา้ นบาท
2) สร้างพื้นที่เรียนรู้ชุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต (Community Lab
Model for quality of life : CLM) ระดับตาบล 337 ตาบล และพัฒนาพ้ืนท่ีครัวเรือนต้นแบบ
การพัฒนาคุณภาพชีวิต (Household Lab Model for quality of Life : HLM) ระดับครัวเรือน 24,842
ครัวเรือน เพ่ิมพื้นท่ีกักเก็บน้าได้ไม่น้อยกว่า 145 ล้านลูกบาศก์เมตร สร้างความม่ันคงทางอาหาร
ให้กับชุมชน เพ่ิมพื้นท่ีป่า และฟื้นฟูทรัพยากรดิน ลดการชะล้างหน้าดินท่ีก่อให้เกิดตะกอนดิน
งบประมาณ 2,359.3270 ลา้ นบาท
3) สร้างงานสร้างรายได้รายเดือน ให้แก่ เกษตรกร บัณฑิตจบใหม่ กลุ่มแรงงาน
ท่ีอพยพกลับท้องถิ่นและชุมชน จานวน 9,188 คน เพื่อปฏิบัติงานในพื้นที่เป้าหมาย 3,246 ตาบล
ระยะเวลา 12 เดือน เดือนละ 9,000 บาท โดยกลุ่มเป้าหมายจะได้รับการพัฒนาเป็นแกนนา
(ครูพาทา ครูกระบวนการ ครูฐานเรียนรู้พึ่งตนเอง) และเป็นผู้นาเข้าข้อมูลผลการดาเนินงาน
ในการขับเคล่ือนเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ ประยุกต์ รูปแบบ “โคก หนอง นา โมเดล”
งบประมาณ 992.3040 ลา้ นบาท
4) กระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือนและเอกชน ผ่านกิจกรรมการพัฒนา
และสนับสนุนพื้นที่ครัวเรือนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต (Household Lab Model for quality
of Life : HLM) ระดับครัวเรอื น ผ่านกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กจิ กรรมจิตอาสาพัฒนาเอาม้อื สามคั คี
ของครัวเรือนเป้าหมาย 24,842 พ้ืนท่ี พื้นที่ละ 3 ครั้ง ๆ ละ 20 คน เพื่อให้มีเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
เกดิ การฝึกปฏิบตั งิ านเกิดความสามัคคี และเกดิ เครอื ข่ายในการทางานงบประมาณ 496.8400 ลา้ นบาท
5) บรู ณาการรว่ มพัฒนาพน้ื ทรี่ ะดับตาบล 3,246 ตาบล บูรณาการร่วมพัฒนาพ้ืนท่ี
ระดับตาบล สร้างฐานเรียนรู้สู่การพ่ึงตนเองเชื่อมโยงกับพื้นท่ีครัวเรือนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชวี ิต
(Household Lab Model for quality of Life : HLM) ระดับครัวเรือนที่อยู่โดยรอบ เพื่อแก้ไขปัญหา
24
พื้นฐานด้านการจัดการที่ดิน และน้า สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างคุณภาพชีวิตท่ีดี
ใหก้ ับประชาชน งบประมาณ 577.8930 ล้านบาท
6) พัฒนาการสร้างมาตรฐานผลผลิต การแปรรูปและการตลาดตามมาตรฐาน
อินทรีย์วิถีไทย โดยจัดอบรมร่วมกับภาคเอกชนในการสร้างมาตรฐานผลผลิต การแปรรูปและการตลาด
ตามมาตรฐานอินทรียว์ ิถีไทย ให้แก่ประชาชนพนื้ ที่เรียนรชู้ ุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต 337 แห่ง
แห่งละ 2 คน จานวน 674 คน จานวน 3 วัน เพื่อสร้างงาน สร้างอาชพี สรา้ งรายได้ และสรา้ งคณุ ภาพชีวิต
ที่ดใี ห้กับประชาชน งบประมาณ 4.8898 ล้านบาท
7) พัฒนาระบบ Digital รองรับ Local Economy ด้วยการสร้างระบบโปรแกรม
และระบบฐานข้อมูล เพื่อการลงทะเบียน สารวจ ติดตาม และประเมินผล ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยี
พระจอมเกลา้ เจ้าคณุ ทหาร ลาดกระบงั GISTDA และภาคีเครือข่ายภาควิชาการในพื้นที่ เพ่ือให้ไดข้ ้อมูล
สถิติท้ังเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ ต่อเน่ืองถึงการเปล่ียนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมที่สามารถนาไปใช้
ตอ่ ยอดในประโยชน์ด้านต่าง ๆ ได้ในอนาคต งบประมาณ 116.0304 ล้านบาท
ตวั ช้ีวดั ความสาเรจ็ ของโครงการ
1) เกิดแกนนาการพัฒนาเป็นครูกระบวนการ ครูกสิกรรม ครูประจาฐานเรียนรู้
การพ่งึ พาตนเอง และครพู าทา จานวน 34,367 คน
2) เกิดพื้นท่ีเรียนรู้ชุมชนต้นแบบ ระดับตาบล จานวน 337 ตาบล และระดับ
ครัวเรอื น จานวน 24,842 ครัวเรือน
3) เกิดการจา้ งงานในพน้ื ที่ จานวน 9,188 คน
4) กลุ่มเปา้ หมายทีเ่ ขา้ ร่วมโครงการมีรายได้เฉล่ียเพ่มิ ข้นึ 3 เท่า ภายใน 2 ปี
5) พ้ืนที่ครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการจะลดปัญหาจากภัยแล้งได้ 50% ของพื้นท่ี
ดาเนินการภายใน 3 ปี
6) ครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ จานวน 24,842 ครัวเรือน สามารถพ่ึงตนเอง
แ ล ะ ไ ด้ แ น ว ท า ง ใ น ก า ร ป ร ะ ก อ บ อ า ชี พ เ พื่ อ ส ร้ า ง ร า ย ไ ด้ แ บ บ พ อ เ พี ย ง อั น เ ป็ น ห น ท า ง ห ลุ ด พ้ น
จากความยากจน
25
แผนภาพ 2.5 รายละเอียดโครงการพฒั นาพนื้ ท่ีตน้ แบบการพฒั นาคุณภาพชวี ติ ตามหลกั ทฤษฎใี หม่
ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา โมเดล นาเสนอคณะรัฐมนตรีเมอ่ื วนั ท่ี 4 กรกฎาคม 2563
แผนภาพ 2.6 รายละเอียดข้ันตอนการดาเนนิ โครงการพัฒนาพ้ืนทต่ี ้นแบบการพฒั นาคุณภาพชวี ติ
ตามหลกั ทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา โมเดล ของกรมการพัฒนาชมุ ชน
26
2.1.3.2 โครงการพัฒนาพื้นท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่
ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” กิจกรรมฝึกอบรมเพ่ิมทักษะระยะสั้นการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง รูปแบบโคก หนอง นา โมเดล
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา ได้รับมอบหมายจาก
กรมการพฒั นาชุมชนใหด้ าเนินการฝกึ อบรม โครงการพัฒนาพืน้ ท่ตี ้นแบบการพัฒนาคณุ ภาพชีวติ ตามหลัก
ทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” กิจกรรมที่ 1 ฝึกอบรมเพ่ิมทักษะระยะส้ันการพัฒนา
กสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง รูปแบบโคก หนอง นา โมเดล โดยมีวัตถุประสงค์โครงการ คือ
1) เพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้น้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงประยุกต์สู่การปฏิบัติ ในรูปแบบ
โคก หนอง นา 2) เพื่อพัฒนาพ้ืนท่ีเรียนรู้ชุมชนต้นแบบ “โคก หนอง นา โมเดล” ตามหลักปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียงระดับตาบล และระดับครัวเรือน 3) เพ่ือฟ้ืนฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น และชุมชน
ผ่านการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร แรงงาน และบัณฑิตจบใหม่ กลุ่มแรงงานที่อพยพ
กลับท้องถ่ิน และชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ ในช่วงวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคติดเช้อื
ไวรสั โคโรนา 2019 (Covid-19) ระว่างเดือนพฤศจิกายน 2563 – พฤษภาคม 2564 โดยมีกลมุ่ เปา้ หมาย
ในการฝึกอบรมเป็นประชาชนที่อยู่ในเขตพ้ืนท่ีของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา ได้แก่ จังหวัด
มหาสารคาม จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดสุรินทร์ จานวน 1,353 คน
ประกอบไปด้วย 1) เจ้าหน้าที่จากสานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด จานวน 5 คน 2) เจ้าหน้าที่จาก
สานักงานพัฒนาชุมชนอาเภอ จานวน 61 คน 3) ครัวเรือนท่ีเข้าร่วมโครงการ จานวน 971 คน
4) ผูเ้ ขา้ ร่วมโครงการจ้างงานสร้างรายได้ (นักพฒั นาพ้นื ทตี่ น้ แบบ) จานวน 316 คน
หลักสูตรท่ีใช้ในการฝึกอบรม เป็นหลักสูตรการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบ
เศรษฐกิจพอเพยี ง ซ่งึ มีทีม่ าจากมูลนิธกิ สกิ รรมธรรมชาตมิ าบเอ้อื ง จานวน 4 คนื 5 วัน เป็นการฝกึ อบรม
ทเ่ี น้นลงมอื ปฏิบตั ิในพน้ื ที่จริง โดยมี Concept การฝึกอบรมคอื เช้า ๆ เข้าเรยี น สาย ๆ ลงมอื ทา คา่ ๆ
สรปุ งาน ตารางการฝึกอบรมประกอบด้วย 1) วชิ าการเรยี นรูต้ าราบนดิน 2) วิชาเข้าใจ เข้าถงึ และพฒั นา
3) วิชาทฤษฎีบันได 9 ขั้น 4) วิชาการจัดการพื้นท่ีตามภูมิสังคม (ออกแบบพื้นท่ี) 5) วิชาการ
การ Work shop จาลองการจัดการพื้นที่ 6) วิชาหลักกสิกรรมธรรมชาติ 7) วิชาเรียนรู้ฐานเรียนรู้
ทง้ั 5 ฐานเรียนรู้ ประกอบไปดว้ ย ฐานคนรกั ษแ์ มธ่ รณี ฐานคนเอาถ่าน ฐานคนรักษ์สุขภาพ ฐานคนมีน้ายา
และฐานคนหัวเห็ด 8) กิจกรรมจิตอาสาพัฒนาชุมชนเอาม้ือสามัคคี 9) กิจกรรมหาอยู่ หากิน
10) กจิ กรรมกตญั ญสู ถานที่ 11) วิชาการขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา 12) วิชายุทธศาสตร์การขับเคล่ือน
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ 13) วิชาการปักหมุดพื้นที่ และ14) การดูวิดีทัศน์เพ่ือสร้าง
แรงบันดาลใจ และถอดบทเรียนความสาเร็จ โดยมีความคาดหวังว่า กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ
จะได้รับการพฒั นาตนเองตามหลักสูตร พนื้ ท่หี รอื แปลงทเี่ ข้าร่วมโครงการไดร้ ับการปรับปรงุ เปลี่ยนแปลง
และพฒั นาจนกลายเป็นพน้ื ท่ตี ้นแบบตามแนวทาง “โคก หนอง นา” สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ของผ้ทู ี่สนใจ
และชมุ ชนได้
27
2.1.3.3 สอื่ ฐานเรยี นรคู้ นหวั เห็ด
สื่อฐานเรียนรู้คนหัวเห็ด ผลิตมาเพื่อใช้สอนในฐานเรียนรู้คนหัวเห็ด
เป็นส่วนหนึ่ง ในกิจกรรมฐานการเรียนรู้ ตามโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” กิจกรรมท่ี 1 ฝึกอบรมเพ่ิมทักษะระยะส้ัน
การพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง รูปแบบ โคก หนอง นา โมเดล โดยกลุ่มเป้าหมาย คือ
ครัวเรือนต้นแบบผู้เข้ารับการอบรม จากศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา โดยมีเนื้อหา
การนาเสนอสอ่ื เรยี นรู้คนหวั เหด็ ดงั นี้
ผังการนาเสนอส่อื เรียนรู้ คนหวั เหด็
โครงการวิจยั เร่อื ง รูปแบบการสร้างสอื่ เรยี นรู้ดจิ ิทัลเพ่ือการเขา้ ใจ เข้าถึง และพัฒนา
โคก หนอง นา พช. สาหรับศนู ย์ศกึ ษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา
การนาเสนอ บทพูดในคลปิ วดิ โี อ
เปิดคลปิ :
พื้นหลงั สดี า แสดงข้อความ
ชอ่ื หนว่ ยงานและชอ่ื คลปิ พรอ้ ม
เพลงคลอประมาณ 20 วินาที
เปน็ เพลงจงั หวะสนุกสนาน
เร่ิมการสอน : - เจ้าหน้าท่หี รือวทิ ยากรประจาฐานเรียนรู้ แนะนาตัวเอง
พ้ืนหลังเป็นโรงเรอื นที่ใช้เพาะเห็ด - แนะนาลกั ษณะของเหด็ ท่ีจะเพาะ
- แนะนาส่วนผสม วสั ดุ อุปกรณ์ และแนะนาวธิ ีการใช้งานวัสดุแตล่ ะชน้ิ
28
การนาเสนอ บทพดู ในคลปิ วิดโี อ
ขนั้ ตอนการทากอ้ นเชอื้ เห็ด : - แนะนาวตั ถุดิบทใี่ ช้ในการทาก้อนเช้อื เหด็
จัดสถานทีแ่ ละวัสดุอปุ กรณ์ทใ่ี ชใ้ นการ - สาธิตการผสมวตั ถุดบิ ทท่ี ากอ้ นเชอื้ เห็ด
ทากอ้ นเห็ด - ระหว่างท่ที าการผสมสว่ นผสมทง้ั หมดเพ่ิมลูกเลน่ ทนี่ า่ สนใจโดยการเริม่
ความเร็วของ
คลิปวดี ีโอพรอ้ ม
เพลงจงั หวะ
สนุกสนาน
- สาธิตการทา
กอ้ นเชือ้ เห็ด/
อัดก้อนเหด็
ขน้ั ตอนการน่ึงฆ่าเช้อื กอ้ นเหด็ : - อธิบายถึงความสาคญั
เตรยี มถงั นงึ่ และสถานท่ใี นการนง่ึ ในการน่ึงฆ่าเช้ือก้อนเห็ด
กอ้ นเห็ด - สาธิตการวางก้อนเห็ด
ลงในถังนง่ึ
- อธิบายถงึ ระยะเวลาท่ี
ใช้ในการน่งึ กอ้ นเหด็
ขั้นตอนการหยอดเชื้อเหด็ : - สาธติ การหยอดเชอ้ื เห็ด
เตรียมก้อนเหด็ ท่ีนึ่งฆา่ เช้ือแล้ว ลงในก้อนเหด็ ที่เตรยี มไว้
พนื้ หลงั เปน็ โรงเพาะเล้ยี งเหด็
ข้ันตอนการดูแล และเกบ็ ผลผลติ : - อธบิ ายถงึ การดูแล รกั ษา รดนา้ กอ้ นเชอื้ เหด็
เตรียมกอ้ นเห็ดที่เช้ือเดนิ เต็มก้อน - สาธติ การเปดิ หนา้ ดอกเหด็
และก้อนเหด็ ท่ีออกดอกแล้ว - สาธิตการเกบ็ ดอกเห็ด
ที่ถูกตอ้ ง
29
การนาเสนอ บทพดู ในคลิปวดิ ีโอ
ปดิ คลิป :
แสดงข้อความช่ือหน่วยงาน
แผนภาพ 2.7 การนาเสนอสื่อเรียนรคู้ นหัวเหด็
2.1.4 บริบทพนื้ ที่การวิจยั ศูนยศ์ กึ ษาและพัฒนาชุมชนนครราชสมี า
2.1.4.1 ประวัติความเป็นมาของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสมี า
เร่ิมดาเนินการจัดต้ังโครงการพัฒนาตาบลสารภี (Sarapee Project)
โดยเป็นโครงการทดลองพเิ ศษ ซึ่งบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย (The Shell Company of Thailand
Limited) ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย รว่ มกันดาเนนิ งานคร้งั แรกในปี พ.ศ. 2507
ซ่งึ นับได้วา่ เปน็ ครง้ั แรกทบี่ รษิ ัทเอกชน ไดเ้ ข้ามามบี ทบาทในการดาเนนิ การพฒั นาชุมชน โดยโครงการน้ี
มีเทคนิควิธีการในการดาเนินงานพัฒนาชุมชนท่ีมุ่งหมายให้คาแนะนาทางวิชาการ (Technical
Assistence) แก่ประชาชนชนบทในเขตพัฒนาเพียงอย่างเดียว และมุ่งหมายที่จะให้เขาช่วยตัวเอง
(Help people of help themselves) มากท่ีสุด ผู้ใดต้องการปฏิบัติตามคาแนะนาของพัฒนากร
ก็ต้องลงทุนใช้จ่ายเอง ต่อมาปี พ.ศ. 2515 ได้เปิดเพิ่มอีก 2 โครงการ ที่ตาบลขัวมุง อาเภอสารภี
จงั หวดั เชยี งใหม่ และตาบลละงู อาเภอละงู จังหวดั สตลู
ต่อมาปี พ.ศ. 2541 กรมการพัฒนาชุมชน มีการปรับปรุงการแบ่งเขต
ท้องท่ีกรมการพฒั นาชุมชน และเร่ืองการจัดตง้ั ศูนย์ช่วยเหลือทางวิชาการพัฒนาชมุ ชนเขตท่ี 10,11,12
(เป็นหน่วยราชการภายใน) จึงเปลี่ยนมาเป็นศนู ย์ช่วยเหลอื ทางวิชาการพัฒนาชมุ ชนเขตท่ี 11 มเี ขตพนื้ ท่ี
บริการ 6 จังหวัด ได้แก่จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดชัยภูมิ จังหวั ด
มหาสารคาม และจังหวัดศรีสะเกษ และในปี พ.ศ. 2552 กรมการพัฒนาชุมชน มีการปรับปรุง
การแบ่งเขตท้องที่ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2552 จึงเปล่ียนมาเป็นศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน
นครราชสีมา มเี ขตพื้นทีบ่ ริการ 5 จงั หวัด ได้แก่ จังหวัดมหาสารคาม จังหวดั นครราชสีมา จังหวัดชัยภูมิ
จงั หวดั บุรีรัมย์ และจังหวดั สุรนิ ทร์
2.1.4.2 ขอ้ มลู ทางกายภาพของศูนยศ์ กึ ษาและพัฒนาชมุ ชนนครราชสีมา
ท่ีตั้งศนู ย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา ต้ังอยู่เลขท่ี 114 หมู่ 2
ตาบลแหลมทอง อาเภอหนองบุญมาก จังหวดั นครราชสีมา มีเน้ือท่โี ดยประมาณ 90 ไร่ 2 งาน ห่างจาก
จังหวัดนครราชสีมา ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตามทางหลวงแผ่นดินสายโชคชัย – เดชอุดม
30
(หมายเลข 24) ระยะทางประมาณ 54 กิโลเมตร การประกอบอาชีพ พบว่าประชากรในเขตอาเภอ
หนองบญุ มาก โดยส่วนใหญป่ ระกอบอาชีพรับจ้างทว่ั ไป รองลงมา คอื ประกอบอาชพี เกษตรกรรม ได้แก่
การทานา ทาไร่ ทาสวน ทาการประมง ปศุสัตว์ ทรัพยากรดิน มีลักษณะเป็นดินแดงที่มีความสมบูรณ์
เหมาะแก่การทานาข้าว และเพาะปลูกพืชไร่ มีการจัดการน้าด้วยชลประทานส่งเพ่ือน้าทาการเกษตร
ลกั ษณะพน้ื ท่สี ่วนใหญ่เปน็ ที่ราบลมุ่ ดนิ มคี วามอดุ มสมบูรณ์ตามธรรมชาติปานกลาง ทรัพยากรนา้ มีพื้นท่ี
ทานาของราษฎร และพื้นท่ีรับน้าประมาณ 160.07 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 95,179 ไร่ และ
มีทรัพยากรน้า จานวน 3 แห่ง ได้แก่ 1) ลุ่มน้าจักราช อยู่ใน 5 ตาบล คือ ตาบลสารภี ตาบลไทยเจริญ
ตาบลบ้านใหม่ ตาบลหนองตะไก้ และตาบลหนองบุนนาก มคี วามยาว 60 กิโลเมตร 2) ลมุ่ น้าคลองสารเพ็ชร
อยู่ใน 4 ตาบล คือ ตาบลหนองหัวแรต ตาบลแหลมทอง ตาบลลุงเขว้า และตาบลหนองไม้ไผ่ มีความยาว
34 กิโลเมตร โดยลุ่มน้าจักราช อยู่ทางทิศตะวันออกของอาเภอ ไหลจากทิศใต้ไปทิศเหนือ 3) ลุ่มน้า
คลองสารเพ็ชร จะไหลบรรจบกับลุ่มน้าจักราชในเขตพื้นที่อาเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา ทรัพยากร
ป่าไม้มีพื้นท่ีป่าไม้ท่ีสาคัญ 4 แห่ง ได้แก่ ป่าทาเลพ้ืนที่ จานวน 840 ไร่ ป่าชุมชนพื้นที่ จานวน 4,166 ไร่
ปา่ ช้าพืน้ ท่ี จานวน 33 ไร่ และพนื้ ท่ีปา่ ทส่ี าธารณะพื้นที่ จานวน 914 ไร่ และมพี ้นื ท่ีป่าชมุ ชนท่ีชาวบ้าน
เป็นผู้กาหนดกติกาคุ้มครอง ซ่ึงชาวบ้านได้ร่วมกันทาแนวป้องกันไฟ มีการเพาะกล้าพืชสมุนไพร ผักหวาน
อนุรกั ษพ์ ชื ท่ีจะสูญหาย ในพ้นื ทีป่ า่ ประมาณ 95,179 ไร่ ครอบคลมุ ในพ้ืนที่ 9 ตาบล
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา ต้ังอยู่ในพื้นท่ีตาบลแหลมทอง
ซึ่งอยูต่ ดิ ทางหลวงแผ่นดนิ สายโชคชัย – เดชอดุ ม หมายเลข 24 เป็นทเี่ นินสูงเมอื่ เทียบกับพืน้ ที่โดยรอบ
ไม่มีแนวเขตติดกับลุ่มน้าในพ้ืนท่ีท้ัง 3 ลุ่ม ลักษณะเป็นดินลูกรังไม่อุ้มน้า เม่ือฝนตกปริมาณน้าจะไหล
ไปทางทิศเหนือ และซึมลงดินท้ังหมด ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา จึงไม่มีแหล่งน้าผิวดิน
เพ่ือใช้ในการอุปโภค บริโภค อาศัยบ่อน้าใต้ดินในการทากิจกรรมท้ังหมดของหน่วยงาน พื้นที่รอบข้าง
โดยรอบติดกบั โรงเรียนประจาอาเภอ และชมุ ชน
2.1.4.3 สภาพภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน
นครราชสีมา
ลักษณะภูมิประเทศของอาเภอหนองบุญมาก โดยท่ัวไปพื้นท่ีส่วนใหญ่
เป็นเนินสลับสูง-ต่า ส่วนที่เป็นท่ีราบลุ่มเหมาะแก่การทานา ทางทิศใต้เป็นเนินสูงต่าเหมาะสาหรับ
การทาไร่ ทิศเหนือเป็นที่ราบลุ่ม สภาพดินเป็นดินร่วนปนทราย ดินไม่อุ้มน้า มีลุ่มน้าจักราชไหลผ่าน
ท่ีดินเหมาะสาหรับ การทานา ปลูกอ้อย และการเล้ียงสัตว์ ทิศใต้เป็นที่ราบสูง สภาพดินส่วนใหญ่
เป็นดินร่วน ปนลูกรัง ดินไม่อุ้มน้า ไม่มีแม่น้าไหลผ่าน การทาการเกษตรต้องอาศัยน้าฝนเป็นหลัก
เหมาะสาหรับเป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์ และปลูกพืชไร่ พ้ืนที่ทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเป็นที่ราบลุ่ม
ดินมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทานาข้าว พื้นที่ทานาของราษฎรจะอยู่ตลอดแนวของลุ่มน้า
คลองสารเพ็ชร และลุ่มน้าจักราชท่ีไหลผ่าน ประมาณ 95,179 ไร่ ครอบคลุมในพื้นที่ 9 ตาบล
สภาพอากาศตลอดทั้งปี ลักษณะภูมิอากาศโดยทั่วไปมีความช้ืนในบางฤดูกาล โดยเฉพาะในฤดูฝน
และฤดูหนาว จะเกิดภาวะแหง้ แลง้ มากในฤดรู อ้ น ในเดือนมนี าคม ถงึ เดอื นเมษายน
31
2.2 งานวจิ ยั ทเี่ กีย่ วข้อง
2.2.1 งานวิจยั ที่เก่ยี วขอ้ งกบั การสร้างสื่อเรยี นรู้
โสภิตา สุวุฒโท และคณะ (2560) ได้ทาการวิจัย เร่ือง การวิจัยการพัฒนาสื่อ
องค์ความรู้ และกิจกรรมสาหรับเดก็ วัยประถมปลายเร่ือง“เด็กไทยฟันดี” โดยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัย
คือ โครงการวิจัยการพัฒนาสื่อองค์ความรู้และกิจกรรมสาหรับเด็กวัยประถมปลาย เรื่อง “เด็กไทย
ฟันดี” มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) พัฒนาสื่อและกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย 2) เพ่ือ
เผยแพร่ ความรู้เรื่อง “เด็กไทยฟันดี” สู่กลุ่มเป้าหมาย และ 3) เพื่อสร้างความตระหนักรู้เรอ่ื งการดูแล
สขุ ภาพของปาก และฟนั การดาเนนิ การวิจยั มี 6 ข้นั ตอน คอื 1) จดั การเรยี นรูแ้ ละกิจกรรมเสริมทักษะ
ด้านส่ือและการส่ือสารแก่นักศึกษาช้ันปีท่ี 4 สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์
คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จานวน 23 คน ในรายวิชาส่ือทางการแพทย์
เพ่ือการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ เป็นเวลา 1 ภาคการศึกษา ทดสอบผลสัมฤทธ์ิและสอบถาม
ความคิดเห็นของผู้เรียนท่ีมีต่อการจัดการ 2) สารวจความต้องการและศึกษาข้อมูลด้านสื่อในชุมชน
3) ออกแบบและผลติ ส่อื ตน้ แบบ แลว้ ใหผ้ เู้ ช่ียวชาญ 10 ท่านประเมนิ ความเหมาะสมของสอ่ื ท่ีพฒั นาขึ้น
4) ดาเนนิ กิจกรรมโครงการให้กับ กลุ่มเปา้ หมายซ่งึ เป็นนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 4-6 จานวน 45 คน
และสอบถามความคดิ เหน็ ของ นักเรียนท่ีมีตอ่ กิจกรรมโครงงาน 5) ตดิ ตามผลการตระหนกั รู้ของกลุ่มเป้าหมาย
ท่ีเข้าร่วมกิจกรรม จานวน 30 คน และ 6) วิเคราะห์ผลโครงการและจัดทาเอกสารรายงานการวิจัย
ผลจากการวจิ ยั สรุปไดด้ ังน้ี 1) สอ่ื การเรียนรู้สาหรบั เดก็ วัยประถมปลาย เรอ่ื ง “เด็กไทยฟันด”ี ท่ีพัฒนาข้ึน
มีท้ังหมด 9 ประเภท ได้แก่ หนังสือ จุลสาร หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ การ์ตูนแอนิเมชั่น โปสเตอร์
นทิ รรศการ แบนเนอร์ สแตนด้ี เข็มกลัด และ AR ส่ือทง้ั 9 ประเภทมีคุณภาพโดยรวมอยู่ ในเกณฑด์ ีมาก
ประเภทของสื่อท่ีนักเรียนขอบมากที่สุด 3 ลาดับแรก คือ โปสเตอร์นิทรรศการ หนังสือเล่มใหญ่
และการ์ตูนแอนิเมชั่น 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้ส่ือและกิจกรรม โครงการอยู่ในระดับมาก
ทุกรายการ สิ่งที่นักเรียนพึงพอใจมากที่สุด 3 ลาดับแรก คือ เกมและกิจกรรมการเรียนรู้ การถ่ายทอด
ความรู้และการสื่อสารของนักศึกษาผู้ดาเนินกิจกรรม และความรู้เร่ืองฟันที่ได้รับจากการเข้าร่วม
กิจกรรม ส่วนนักศึกษามีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ และการดาเนินกิจกรรมโครงการ
อยู่ในระดับมาก สิ่งท่ีนักศึกษาพึงพอใจมากที่สุด 3 ลาดับแรก คือ ความร่วมมือของนักเรียนท่ีเข้าร่วม
กจิ กรรมและประโยชน์ในการเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพสู่ชุมชน รองลงมาคือ ประสบการณ์ด้านการสื่อสาร
การนาเสนอ การเผยแพร่ความรู้สู่ชุมชน ความมั่นใจ กล้าแสดงออกมากข้ึน และสามารถเช่ือมโยงความรู้
จากการเรียนมาประยุกต์ใช้ในการดาเนินกจิ กรรมโครงการ ความเหมาะสมของสถานที่ปฏิบัติกิจกรรม
และความพึงพอใจต่อการปฏบิ ัติกิจกรรมของนักศกึ ษาเอง นกั ศึกษาเห็นวา่ โปสเตอรน์ ทิ รรศการ เป็นสือ่
ท่ีช่วยให้นักเรียนช้ันประถมเกิดการเรียนรู้ได้ดีที่สุด รองลงมาคือ แอนิเมช่ัน และหนังสือเล่มใหญ่
3) นักเรียนชน้ั ประถมศึกษาท่ีเขา้ ร่วมกิจกรรมโครงการ และทาแบบทดสอบเพ่ือวัดความรู้ มีผลคะแนน
เฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดีมาก และทาแบบวัดความตระหนัก รู้ด้านการดูแลสุขภาพช่องปาก และฟัน
มีผลตระหนักรู้อยู่ในระดับมาก โดยสิ่งท่ีนักเรียนตระหนักรู้มากท่ีสุด 3 อันดับแรก คือ การเลือกใช้
ยาสีฟันทมี่ สี ่วนผสมของฟลอู อไรด์ การดื่มนมเพือ่ ช่วยเสริมสรา้ งกระดกู และฟันให้แขง็ แรงและการแปรงฟัน
หลังรับประทานอาหาร ตามลาดบั
32
วงกต ศรีอไุ ร และคณะ (2555) ได้ทาการวจิ ยั เรอ่ื ง โครงการรปู แบบในการพัฒนา
สอ่ื การเรยี นการสอนที่เหมาะสม โดยกระบวนการมีส่วนรว่ มของโรงเรียนและชุมชน เพื่อสรา้ งการเรยี นรู้
ของเด็กชั้นประถมศึกษา กรณีศึกษา : โรงเรียนบ้านโนนสมบูรณ์ ตาบลโคกก่อง อาเภอสาโรง จังหวัด
อบุ ลราชธานี มวี ัตถุประสงคเ์ พื่อ 1) ศกึ ษาองคค์ วามรู้ภูมิปัญญาทอ้ งถ่ินของโรงเรียนและชมุ ชน เกี่ยวกับ
สื่อการเรียนการสอน 2) ศึกษาสถานการณ์การเรียนการสอนรวมท้ังเทคนิคท่ีส่งเสริมกระบวน
การเรียนรู้ของนักเรียน และ 3) ค้นหารูปแบบในการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนโดยการมีส่วนร่วม
ของครู ชุมชน และนกั เรียน การวจิ ัยนี้เปน็ การวิจัยเชิงปฏิบัตกิ ารแบบมสี ว่ นร่วม (Participatory Action
Research : PAR) พื้นท่ีวิจัยคือ โรงเรียนบ้านโนนสมบูรณ์ ตาบลโคกก่อง อาเภอสาโรง จังหวัด
อุบลราชธานี ประชากรที่ร่วมวิจัยประกอบด้วย ผู้ให้ข้อมูลหลัก คณะครู นักเรียน ผู้นาชุมชน และ
กลมุ่ ตวั อยา่ งท่ีใช้ในการวิจัยครง้ั นีม้ ี 2 กลุม่ ไดแ้ ก่ กลุ่มที่ 1 นักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 2-3 จานวน 19 คน
และกลุ่มท่ี 2 นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5-6 จานวน 16 คน ใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง
(Purposive Sampling) งานวิจัยน้ีใช้เครื่องมือและวิธีการเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เจาะลึก
การสนทนากลุ่ม การสังเกตแบบมีส่วนร่วม การจัดเวทีประชุมร่วมกับทีมวิจัยชุมชน และชาวบ้าน
และการศึกษาจากเอกสาร การวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูล ใช้วิธีการจาแนกและเปรียบเทียบข้อมูล
ตามกรอบแนวคิดการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า การเรียนการสอนท่ีผ่านมา โรงเรียนบ้านโนนสมบูรณ์
ใช้สื่อจากส่วนกลาง ซ่ึงมีเนื้อหาไม่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน ต่อมาโรงเรียนเน้นการนาส่ือท่ีมีอยู่
ในชุมชนมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน เน่ืองจากเป็นสื่อที่หาได้ง่ายรวมทั้งปัจจุบันทางโรงเรียน
ใช้วิธีการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เนื่องจากวิธีน้ีมีการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์
และผูส้ อนมกี ารนาเทคโนโลยี และส่อื มาประยุกต์ใช้ในการเรยี นการสอน นอกจากน้ยี ังพบว่ารูปแบบส่ือ
ที่เหมาะที่จะนามาใช้ในโรงเรียนบ้านโนนสมบูรณ์ มีจานวน 1 รูปแบบ ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่
ส่วนท่ี 1 เน้ือหา เป็นเนอ้ื หาที่มีการสอดแทรก องคค์ วามรู้ และภูมปิ ญั ญาท้องถ่ินของโรงเรียนและชมุ ชน
ส่วนที่ 2 นทิ าน เป็นเรอ่ื งราวท่ีเกิดขนึ้ ในชมุ ชน มกี ารนาเนือ้ หาในบทเรียน บริบทชุมชน และภูมิปัญญา
ท้องถ่นิ มาผกู เปน็ เรอ่ื งราว และสว่ นที่ 3 เกม เปน็ เกมทีม่ ีเนอ้ื หาเกีย่ วกับบทเรียน เพื่อใหน้ กั เรยี นสามารถ
ที่จะทบทวนเน้ือหาในบทเรียนได้และกระตุ้นให้นักเรียนมีความสนใจในบทเรียน จากรูปแบบดังกล่าว
ไดน้ าไปพัฒนาเป็นสื่อการเรียนการสอนในหมวดวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แลว้ นาส่ือไปทดลอง
ใช้กับนักเรียนในกลุ่มเป้าหมายทั้งสองกลุ่ม พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในสื่อการเรียนการสอน
หมวดวิชาคณิตศาสตร์ในระดับมากที่สุด (X = 4.86, S.D. = (0.37) และนักเรียนมีความพงึ พอใจในส่ือ
การเรยี นการสอนหมวดวิชาวิทยาศาสตร์ ในระดบั มาก (X = 4.4, S.D. = 0.59)
พระสาโรจน์ ธีรภทฺโท (นิ่มเนียม) (2562) ได้ทาการวิจัย เรื่อง การใช้สื่อดิจิทัล
เพ่ือจัดการสอนศีลธรรมสาหรบั นกั เรยี นในโรงเรียนมธั ยมศึกษา อาเภอเมอื ง จังหวดั สมุทรปราการ โดยมี
วัตถุประสงค์ในการวิจยั คือ 1) เพอื่ ศึกษาสภาพการใช้ส่ือดิจิทัลเพ่อื จัดการสอนศีลธรรมสาหรบั นักเรียน
ในโรงเรียนมัธยมศึกษา อาเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพ่ือเปรียบเทียบการใช้ส่ือดิจิทัล
เพ่อื จัดการสอนศลี ธรรมสาหรับนักเรียน ในโรงเรียนมธั ยมศกึ ษา อาเภอเมือง จังหวดั สมทุ รปราการ และ
3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการใช้ส่ือดิจิทัลเพ่ือจัดการสอนศีลธรรม สาหรับนักเรียนในโรงเรียน
มัธยมศึกษา อาเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ โดยเก็บข้อมูลแบบสอบถามความคิดเห็นจากกลุ่ม
ตัวอย่างนักเรยี นมัธยมศกึ ษาตอนตน้ จานวน 331 คน และใชส้ ถติ ิพื้นฐานหาคา่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (Mean)
และค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน Standard Deviation และทดสอบสมมติฐานหาค่าที t-test และ F-test
33
ในกรณีมีตัวแปรมากสองกลุ่ม และแปรปรวนทางเดียว (One Way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า
1) นกั เรียนมัธยมศกึ ษาตอนต้น มคี วามคิดเหน็ ต่อสภาพการใช้ส่อื ดิจทิ ัลเพ่ือจัดการสอนศีลธรรมสาหรับ
นกั เรียนในโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษา โดยภาพรวม และทกุ ดา้ น อยูใ่ นระดบั ปานกลาง ได้แก่ ด้านสอ่ื ธรรมชาติ
ในการสอนศีลธรรมด้านสื่อสิ่งพิมพ์อ่ืน และวัสดุอุปกรณ์การสอนศีลธรรมด้านบทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอนศีลธรรมตามลาดับ 2) ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น
ที่มีต่อการใช้ส่ือดิจิทัล เพ่ือจัดการสอนศีลธรรมสาหรับนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา อาเภอเมือง
จังหวัดสมุทรปราการ โดยภาพรวม หาค่า F-test จาแนกตามอายุตามชั้นการเรียนนักเรียน
มคี วามคดิ เหน็ ไม่แตกต่างกนั ไม่สอดคลอ้ งกบั สมมติฐานท่ีตง้ั ไว้ 3) ขอ้ เสนอแนะแนวทางการใช้สื่อดิจิทัล
เพื่อจัดการสอนศีลธรรม มีดังนี้ 3.1) สื่อสิ่งพิมพ์และวัสดุอุปกรณ์ ควรจัดหารส่ือเทคโนโลยีสารสนเทศ
มีความน่าสนใจใหม่ๆ มีท้ังภาพ เสียงบรรยายและเสียงดนตรีประกอบภาพ เป็นส่ือวัสดุอุปกรณ์
สามารถใช้การนาสอนศีลธรรม ให้มีความหลากหลาย 3.2) ส่ือธรรมชาติ ควรจัดหาส่ือที่มีอยู่ใกล้ตวั เรา
ซง่ึ สามารถหยิบยกมาเปน็ ผลติ สือ่ นวัตกรรม เพ่ือจดั การเรียนการสอนไดท้ ่ีเอื้อตอ่ การเรยี นรเู้ รื่องศีลธรรม
3.3) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สถานศึกษาควรหาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มาเป็นสื่อ
ช่วยสอนมีความน่าสนใจสะดวกในการค้นหาข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ เพราะส่ือคอมพิวเตอร์สามารถ
รับสัญญาณผ่านเคเบ้ิลทีวี/ทวี ดี าวเทยี ม มที งั้ ภาพและสยี งเหมาะสมกับการเรียนการสอนในปจั จุบนั
อิศรา ก้านจักร (2561) ได้ทาการวิจัย เรื่อง โครงการพัฒนารูปแบบส่ิงแวดล้อม
ทางการเรียนร้โู ดยใชส้ ือ่ สังคมคมออนไลน์ เป็นฐานเพ่อื ส่งเสริมเมนทอลโมเดลในการสร้างความรู้สาหรับ
ผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยคือ เพ่ือพัฒนารูปแบบส่ิงแวดล้อม
ทางการเรียนรู้โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์ เป็นฐานเพ่ือส่งเสริมเมนทอลโมเดล ในการสร้างความรู้สาหรับ
ผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยประกอบด้วยนักเรียนระดับการศึกษา
ขั้นพ้ืนฐาน จานวน 200 คนและครูจานวน 30 คน การวิจัยเป็นแบบผสมผสานทั้งการวิจัยเชิงพัฒนา
การวิจัยเชิงสารวจและการวิจยั เชงิ ทดลอง ผลการวจิ ัยพบว่า รปู แบบส่งิ แวดล้อมทางการเรยี นรูโ้ ดยใช้สื่อ
สังคมออนไลน์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมเมนทอลโมเดล ในการสร้างความรู้สาหรับผู้เรียนระดับการศึกษา
ขั้นพ้ืนฐาน มีพื้นฐานเชิงทฤษฎีท่ีสาคัญ 4 พ้ืนฐานคือ 1) ทฤษฎีการเรียนรู้เชิงสังคม (Social learning
theory), 2) การสร้างความรู้(Constructivist-based learning), 3) เทคโนโลยีส่ือสังคม (Social
mediatechnology) และ 4) บริบทและสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ (Context and learning
environment) โดยมีองค์ประกอบที่สาคัญคือ (1) การกระตุ้นเมนทอลโมเดล (2) การสนับสนุน
การปรับเมนทอลโมเดล (3) การส่งเสริมการขยายเมนทอลโมเดล และ 4) การช่วยเหลือในการสร้าง
เมนทอลโมเดลผลการพัฒนาครูแสดงให้เห็นวา่ ครมู กี ารรบั ร้ตู ่อการใชร้ ปู แบบส่งิ แวดล้อมทางการเรียนรู้
โดยใช้ส่ือสังคมออนไลน์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมเมนทอลโมเดล ในการสร้างความรู้สาหรับผู้เรียนระดับ
การศึกษาข้ันพ้ืนฐานในชั้นเรียนอยู่ในระดับมากท่ีสุดท้ังด้านความเชื่อ ด้านกลยุทธ์ ด้านผลการเรียนรู้
และด้านส่ิงแวดล้อมการเรียนรู้ นอกจากน้ีส่ิงแวดล้อมทางการเรียนรู้โดยใช้ส่ือสังคมออนไลน์เป็นฐาน
เพ่ือส่งเสริมเมนทอลโมเดลในการสร้างความรู้สาหรับผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ยังช่วยพัฒนา
ใหผ้ ู้เรยี นมเี มนทอลโมเดลในการเรยี นที่สูงข้ึน
จากการทบทวนวรรณกรรมในประเด็นการสร้างสื่อเรียนรู้แสดงให้เห็นถึง ปัจจัย
แนวคิด และรูปแบบการการสร้างส่ือเรียนรู้ให้ประสบผลสาเร็จ นอกจากน้ีในงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับ
34
การศึกษาการสร้างส่ือเรียนรู้ยังแสดงให้เห็นถึงรูปแบบการพัฒนาการสร้างสื่อเรียนรู้ และปัจจัย
ที่นาไปปฏิบัติให้ประสบผลสาเร็จในการดาเนินงาน ซ่ึงจากการทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง
สามารถนามาใช้ในงานวิจยั นี้ คอื ทาใหไ้ ด้ชดุ ข้อมลู รปู แบบการสร้างสอื่ เรยี นรดู้ ิจทิ ลั เพื่อการเขา้ ใจ เขา้ ถงึ
และพัฒนา โคก หนอง นา พช. สาหรบั ศูนยศ์ ึกษาและพัฒนาชมุ ชนนครราชสีมา
2.2.2 งานวจิ ัยท่ีเกย่ี วข้องกับการจัดการเรยี นรู้
รัชนวี รรณ จีนธรรม และคณะ (2561) ไดศ้ ึกษาการพฒั นารูปแบบการจัดการเรยี นรู้
ส่งิ แวดล้อมตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของเครอื ข่ายกสิกรรมธรรมชาติ เพ่อื พัฒนารูปแบบ
การจัดการเรียนรู้ส่ิงแวดล้อมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ
เป็นการวิจัยและพัฒนาใช้วิธีการวิจัยแบบผสานวิธี พ้ืนที่วิจัยเป็นศูนย์ต้นแบบหลักปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียงของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติในภาคกลางเคร่ืองมือท่ีใช้ คือ ประเด็นการสนทนากลุ่ม
และแบบประเมินคุณภาพรูปแบบปรับปรุงรูปแบบและได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูล
โดยการวิเคราะห์เนอื้ หาและใช้สถิติ ค่าเฉลยี่ และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า การพฒั นา
รูปแบบการจัดการเรียนรู้ส่ิงแวดล้อมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของเครือข่ายกสิกรรม
ธรรมชาติ ได้รูปแบบท่ีมีองค์ประกอบ ดังนี้ 1) หลักการของรูปแบบมุ่งนาความรู้ส่ิงแวดล้อมอย่างย่งั ยืน
มาบูรณาการกับหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เพื่อสร้างนักศึกษาแกนนาให้สร้างงานพึ่งตนเองได้
2) วิธีการใช้การอบรมเชิงปฏิบัติการในศูนย์เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ โดยการให้ความรู้ ทดลอง
และปฏิบัติโดยใช้เทคนิคเช้าบรรยาย บ่ายทดลอง และลงมือทา ค่าสรุป และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ใช้เวลา
อบรมแบบเข้ม 3 วัน 3) สื่อและวิทยากรในการเรียนรู้ ได้จัดฐานเรียนรู้ 9 ฐาน ท่ีมีวิทยากร และสื่อ
ประจาฐาน ได้แก่ ฐานคนรักษ์แม่ธรณี คนรักษ์ป่า คนรักษ์น้า คนรักษ์แม่โพสพ คนเอาถ่าน คนรักษ์
สขุ ภาพ คนมไี ฟ คนมีนา้ ยา และคนตดิ ดนิ และ 4) การประเมินผล ใชก้ ารประเมินเชงิ ปริมาณ และประเมิน
แบบมีส่วนร่วม ด้านความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติ เมื่อผ่านการเรียนรู้ในแต่ละฐานและติดตามผล
การปฏิบัติตามบทบาทของแกนนาด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับสิ่งแวดล้อมท่ียั่งยืน
ผลการประเมินรูปแบบโดยผทู้ รงคณุ วุฒิ พบว่า มคี ณุ ภาพอย่ใู นระดับมาก
ดร.อรวรรณ ป้อมดา (2561) ได้ทาการวิจัยเร่ือง การขับเคลื่อนศูนย์การเรียนรู้
ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงในสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา
ลพบุรี เขต 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) กระบวนการพัฒนาสถานศึกษาพอเพียงสู่ศูนย์การเรียนรู้
ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) แนวคิด แนวปฏิบัติการขับเคล่ือน และปัจจัยที่ส่งผล
ต่อความสาเร็จของศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง วิธีการดาเนินการวิจัย
เปน็ การวจิ ยั ทีม่ ุ่งเน้นการเกบ็ ข้อมูลจากกรณศี ึกษาศูนย์การเรียนรตู้ ามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ของโรงเรียน ในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 ที่มีการปฏิบัติเป็นเลิศ
กลุ่มตัวอย่างกระจายครอบคลุมโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา ลพบุรี
เขต 2 แล้วคัดเลือกศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเป็นกรณีศึกษา
โดยการจัดการแลกเปล่ยี นเรียนรู้ นาเสนอผลงานของโรงเรียนศนู ย์การเรียนรู้ตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง ทมี่ ีการปฏิบัติเปน็ เลิศ เก็บขอ้ มูลดว้ ยวธิ ีเชงิ คุณภาพ เครอ่ื งมือทใ่ี ชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มูลเป็นแบบ
วิเคราะห์เอกสาร แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured Interview) ผลการวิจัย
พบว่า 1. กระบวนการพัฒนาสถานศึกษาพอเพียงสู่ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
35
พอเพียง มีแนวทางการพัฒนาเป็น 2 แนวทาง คือ 1) การน้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
มาขับเคลื่อนสู่สถานศึกษา โดยผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้นา และบริหารจัดการศึกษาในทุกมิติ
มอบหมายให้คณะครูน้อมนามาเป็นหลักคิด หลักปฏิบัติในการทางาน และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
โดยมุ่งให้เกิดการน้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้าสู่กิจกรรมในสถานศึกษา พัฒนาสู่
การเป็นสถานศึกษาพอเพียงและดาเนินการขับเคลื่อนกระบวนการ อย่างมีระบบทั้งโรงเรียน
มาอย่างต่อเนื่องจนพัฒนาให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในทุกด้าน
2) การดาเนินการโครงการอืน่ ๆ แล้วนาหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงเขา้ มาเป็นหลักคิด หลกั ปฏิบัติ
ในการบริหารจัดการศึกษาเป็นสถานศึกษาพอเพียง และศูนย์การเรียนรตู้ ามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง 2. แนวปฏิบัติการขับเคลื่อนและปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสาเร็จของศูนย์การเรียนรู้ตามหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 5 ขั้นตอน ขั้นท่ี 1 การเตรียมความพร้อมในการน้อมนาหลักปรัชญา
ของเศรษฐกจิ พอเพียงมาขับเคล่ือนในสถานศกึ ษา ขน้ั ท่ี 2 การจัดระบบการเรียนรู้ ข้นั ท่ี 3 การจัดกิจกรรม
ในโรงเรยี น และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ข้ันท่ี 4 การเปล่ียนแปลงบรบิ ท ขนั้ ที่ 5 การสรา้ งเครอื ขา่ ย
ศศนิ นั ท์ ศิรวิ รรณ (2555) ไดท้ าการวจิ ัย เร่ือง “กระบวนการส่งเสรมิ เรียนรู้แนวคิด
เศรษฐกิจพอเพียง : กรณีศึกษาศูนย์กสิกรรมธรรมชาติสองสลึง ตาบลสองสลึง จังหวัดระยอง ”
เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษากระบวนการส่งเสริมเรียนรู้ตามแนวคิดเศรษฐกิจ
พอเพียง การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและสัมภาษณ์แกนนาเกษตรกร และสมาชิกท่ีประสบ
ความสาเร็จ ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมธรรมชาติ และดาเนินวิถีชีวิตตามแนวคิดเศรษฐกิจ
พอเพียง ผลจากการศึกษาพบว่า กระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้ของศูนย์กสิกรรมธรรมชาติสองสลึง
มีการส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยหลักการเรียนรู้โดยการปฏิบัติจริง (Learning by Doing) และส่งเสริม
ให้ผู้เรียนได้แก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ทาให้ผู้เรียนได้เกิดองค์ความรู้ระหว่างการดาเนินกิจกรรม
ซึ่งเกิดจากการได้ลงมือทาเอง และเกิดจากการแลกเปล่ียนความคิดเห็น ระหว่างผู้เรียนด้วยกัน
กระบวนการส่งเสริมการเรียนรมู้ ีขัน้ ตอนท่ีสาคญั 2 ข้นั ตอน คือ ขั้นตอนการจดั การเตรยี มการกอ่ นเข้าสู่
กระบวนการเรียนรู้ และข้ันตอนกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นในเร่ืองรู้ จา และทาเป็นโดยแบ่งเป็นขั้นตอน
"คิดให้รู้” เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ทบทวนตัวเองว่ามีศักยภาพและความพร้อมทางด้านใดบ้าง
เพ่ือทจ่ี ะไดม้ ่ันใจว่าหลังการอบรมไปแลว้ จะไดน้ าไปใช้ประโยชนไ์ ดจ้ รงิ เปน็ การให้ผู้เรียนไดส้ ร้างทศั นคติ
ที่ดีให้แก่ตนเอง อันจะนาไปสู่การมีสมาธิและความมุ่งมน่ั ในการอบรม ขั้นตอน“ดูให้จา” เป็นการสาธติ
การทาโดยให้วิทยากรแต่ละฐานทาให้ดูเป็นตัวอย่าง โดยเน้นให้ผู้เรียนได้เห็นการปฏิบัติจริงทุกข้ันตอน
ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถจดจาได้งา่ ยขึ้น ข้ันตอนทาให้เป็น เป็นการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ
ลงมอื ฝกึ ทาจนชานาญ เกิดความรจู้ ากการลองผิดลองถูกรบั รู้ปญั หา และแนวทางแกไ้ ขปัญหาดว้ ยตนเอง
การศึกษายังได้พบว่า ตัวของผู้อบรมก็มีความสาคัญต่อความสาเร็จในกระบวนการเรียนรู้ โดยเฉพาะ
อย่างย่ิงความมีอุดมการณ์ และความเชื่อมั่นศรัทธาต่อแนวคิดเกษตรกรรมธรรมชาติ และแนวคิด
เศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งการมีจิตใจที่มุ่งม่ันต่อการรับความรู้เพ่ือนาไปดาเนินชีวิต ของตนเอง และ
ได้พบว่าบริบทสภาพแวดล้อมของศูนย์กสิกรรมธรรมชาติสองสลึง ท่ีเอื้ออานวยต่อการเรียนรู้
ของเกษตรกร รวมทั้งความพร้อมของศูนย์เรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นเร่ืองวิทยากรผู้สอน หลักสูตรท่ีเหมาะสม
ตรงกับความต้องการของผู้เข้ารับการอบรม กระบวนการถ่ายทอดความรู้ที่มกี ารจัดลาดับการถ่ายทอด
เน้ือหาเชื่อมโยงน่าสนใจระยะเวลาที่เหมาะสมในการฝึกอบรม สิ่งเหล่าน้ีล้วนเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิด
กระบวนการเรยี นรู้แก่ผู้เรียนอย่างสมบรู ณ์มากยง่ิ ขน้ึ การศกึ ษามีขอ้ เสนอแนะใหม้ ีการสร้างทัศนคติท่ีดี
36
ในหมู่ผู้เรียนในกระบวนการฝึกอบรม ให้นาหลักการ การเรียนรูด้ ้วยการปฏิบัติจริงมาใช้ในการฝกึ อบรม
และให้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่อง วิทยากร รูปแบบวิธีการถ่ายทอดที่เหมาะสม สถานท่ี และ
หอ้ งปฏบิ ัตกิ ารหรือฐานฝึกตา่ ง ๆ ในกระบวนการฝกึ อบกรม
ชญานันท์ สังวรพงษ์พนา (2555) ได้ทาการวิจัยเร่ือง "รูปแบบการใช้ส่ือในชุมชน
ท้องถิ่นเศรษฐกิจพอเพียง : กรณีศึกษาหมู่บ้านหนองมะค่า อาเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบ การใช้ส่ือในศูนย์เรียนรู้ของชุมชนหนองมะค่า จังหวัด
ประจวบคีรีขันธ์ และการมสี ว่ นร่วมของคนชมุ ชนหนองมะคา่ ในการพฒั นาชุมชนอย่างยั่งยืน ดว้ ยวธิ ีการ
ศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์
แบบเจาะลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และศึกษาจากเอกสารต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผลการศึกษา
พบว่า ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนหนองมะค่า ได้ใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงชุมชนมาเป็น
แนวคิดในการสร้างการเรียนรู้ ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชาวบ้าน ที่เข้าร่วมโครงการ
ในการเกื้อกูลกันภายในชุมชน เรียนรู้จากการทาจริง และเปิดโอกาสให้ชาวบ้านที่เข้าร่วมมีส่วนร่วม
ในการคิดริเร่ิม พิจารณาตัดสินใจ วางแผน ร่วมปฏิบัติ ร่วมรับผิดชอบ และติดตามผล รวมถึงการรับ
ผลประโยชน์ การทางานของศูนย์เรยี นรเู้ ศรษฐกิจพอเพียงชมุ ชนหนองมะค่า น้ัน มพี ัฒนากรอาเภอและ
ผู้ใหญ่บ้านท่ีเป็นหลักในการส่งเสริมและเป็นผู้สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น โดยใช้วิธีการสร้าง
ปราชญ์ชาวบ้านข้ึนมาประจาฐานการเรยี นรู้ต่าง ๆ เพื่อสร้างการเรียนรู้ให้กับชาวบ้านที่รว่ มศูนยเ์ รยี นรู้
ต่อไป บทบาทของผู้นาต่อการผลักดันชาวบ้านในการเข้าร่วมศูนย์เรียนรู้ นั้น ผู้นาชุมชน หมู่บ้าน
หนองมะค่า ค่อนข้างมีบทบาทมากต่อศูนย์เรียนรู้ เพราะ ผู้นาเป็นคนท่ีชาวบ้านให้การยอมรับ และ
มีความสามารถในการผลักดันให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมได้ดีมาก คือ เป็นจุดศูนย์รวมของชาวบ้านได้
ท้ังผใู้ หญบ่ า้ น หวั หนา้ คมุ้ และกรรมการศนู ย์เรยี นรู้ ต่างมบี ทบาทต่อชาวบ้านในการเรียนรู้การดาเนินชีวิต
ของตนเอง เพ่ือวางแผนการใช้ชีวิตอย่างมีเหตุผลตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง สามารถลดรายจ่าย
เพ่ิมรายได้ และครอบครัวมีความสุขอย่างยั่งยืนได้ ผลการศึกษาพบว่า ผู้นาชุมชนใช้กลยุทธ์การส่ือสาร
ในการจัดการกับปัญหา และการพัฒนาชุมชน การส่ือสารภายในชุมชน ประกอบด้วย การผสมผสาน
ระหว่างส่ือชุมชน และส่ือบุคคล การกระจายข่าวสารผ่านกลุ่มผู้นาชาวบ้าน และการสื่อสารในพ้ืนที่
สาธารณะของชุมชน โดยมีเป้าหมายท่ีจะใช้สื่อด้ังเดิมท่ีมีอยู่ในชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ให้ความสาคัญในการเปิดโอกาส ให้ชาวบ้านได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหา
และพัฒนาชุมชน นอกจากน้ี ยังพบว่าผู้นาชุมชนใช้สื่อเฉพาะกิจท่ีหลากหลายการสร้างเครือข่ายข้อมลู
การร้องเรียนอย่างต่อเน่ือง และการใช้สื่อกิจกรรมเข้ามาช่วยในการกระตุ้น หรือส่งเสริมให้ทุกคน
ในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ในการแก้ไขปัญหาพัฒนาชุมชน และสร้างความสามัคคีในชุมชน ผู้นาชุมชน
มีแนวทางในการพัฒนาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในหมู่บ้าน และการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง เศรษฐกิจ
พึ่งตนเอง และชุมมีความสุขย่ังยืน ประกอบด้วย การปลูกผักสวนครัวร้ัวกินได้ ลดการใช้สารเคมี
เน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ สร้างผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน เป็นต้น การจัดสรรทาพ้ืนที่ให้เป็นศูนย์เรียนรู้
เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนหนองมะค่า เพื่อเป็นการส่งเสริมทักษะ ความรู้ ในการทาการเกษตร
ตามแนวทางเศรษฐกจิ พอเพยี ง และสอดคลอ้ งกับวสิ ัยทศั น์ของหมบู่ ้าน
จากการทบทวนวรรณกรรมในประเดน็ การศึกษาการจดั การเรียนรู้แสดงให้เห็นถึง
ปัจจัย แนวคิด และรูปแบบการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้ประสบผลสาเร็จ นอกจากนี้ในงานวิจัย
37
ท่เี กีย่ วขอ้ งกบั การศึกษาการจดั การเรียนรู้ยังแสดงให้เหน็ ถึงรูปแบบการพฒั นา และปัจจยั ท่นี าไปปฏิบัติ
ให้ประสบผลสาเรจ็ ในการดาเนินงาน ซง่ึ จากการทบทวนวรรณกรรมงานวิจยั ทเี่ กย่ี วขอ้ งสามารถนามาใช้
ในงานวิจัยนี้ คือ ทาให้ได้ชุดข้อมูลรูปแบบการสร้างสื่อเรียนรู้ดิจิทัลเพื่อการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา
โคก หนอง นา พช. สาหรบั ศูนยศ์ กึ ษาและพัฒนาชมุ ชนนครราชสีมา
2.3 กรอบแนวคิดการวจิ ัย
งานวิจัยนี้ทาการศึกษารปู แบบการสร้างสื่อเรียนรู้ดิจิทัลเพอื่ การเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา
โคก หนอง นา พช. สาหรับศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา
กระบวนการสร้างส่ือการเรียนรู้ประกอบการฝึกอบรม เรื่อง โคก หนอง นา พช. สาหรับศูนย์ศึกษา
และพฒั นาชมุ ชนนครราชสมี า พัฒนารปู แบบการสร้างส่อื เรยี นรดู้ จิ ิทลั เพ่ือการ เข้าใจ เข้าถงึ และพฒั นา
โคก หนอง นา พช. สาหรับศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา และเพื่อถ่ายทอดรูปแบบ
การสร้างและประยุกต์ใช้สอ่ื เรยี นรู้ดิจิทัลเพอ่ื การ เขา้ ใจ เขา้ ถงึ และพฒั นา โคก หนอง นา พช. สาหรับ
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)
ประกอบด้วย การสัมภาษณ์เชิงลึก (In – depth Interview) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย จานวน 1 กลุ่ม
ได้แก่ ผู้เช่ียวชาญด้านสื่อ หรือเชี่ยวชาญด้านการตัดต่อวีดิทัศน์ และการสนทนากลุ่ม (Focus Groups)
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย จานวน 2 กลุ่ม ได้แก่ (1) เจ้าหน้าท่ีศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา
ท่ีทาหน้าท่ีเป็นวิทยากรฐานเรียนรู้ หรือบรรยาย (2) ครัวเรือนต้นแบบผู้เข้ารับการอบรมโครงการ
พัฒนาพ้ืนท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล”
(Household Lab Model for quality of life : HLM) กิจกรรมที่ 1 ฝึกอบรมเพ่ิมทักษะระยะสั้น
การพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง รูปแบบ โคก หนอง นา โมเดล จาก ศูนย์ศึกษา
และพัฒนาชุมชนนครราชสีมา ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ โดยทาการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา (Content
Analysis) และนาเสนอขอ้ มูลตามวัตถุประสงค์ เพือ่ ใหไ้ ด้รูปแบบการสร้างสือ่ เรียนร้ดู ิจทิ ัลเพื่อการเข้าใจ
เข้าถึง และพัฒนา โคก หนอง นา พช. สาหรับศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา แสดงเป็น
แผนภาพได้ ดังน้ี
กระบวนการสรา้ งสื่อเรียนรู้ 38
1. การวเิ คราะห์สอื่
2. ข้ันการออกแบบสอื่ รปู แบบการสรา้ งสื่อเรยี นรู้
3. ขน้ั การพฒั นาสอื่ ดิจิทัลเพอ่ื การ เขา้ ใจ เขา้ ถงึ
4. ขน้ั การนาเสนอเน้อื หาสอ่ื
5. ขั้นการประเมนิ ผลสือ่ โคก หนอง นา พช.
สาหรับศูนย์ศกึ ษาและพฒั นา
รปู แบบการสร้างส่อื เรยี นรู้
1. กล่มุ เปา้ หมายผู้ใชส้ ่ือ ชุมชนนครราชสมี า
2. ดา้ นเนื้อหาสื่อ
3. ดา้ นวิธีการสอื่
4. ดา้ นการออกแบบ
5. ด้านการพฒั นาสอื่
6. การประยุกตใ์ ชส้ ่ือ
แผนภาพ 2.8 กรอบแนวคดิ การวจิ ัย
บทที่ 3
วิธีดำเนนิ กำรวิจยั
การวิจัย เรื่อง รูปแบบการสร้างส่ือเรียนรู้ดิจิทัลเพื่อการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา
โคก หนอง นา พช. สาหรบั ศนู ย์ศึกษาและพัฒนาชมุ ชนนครราชสมี า คณะผู้วิจยั ได้กาหนดระเบยี บวธิ วี จิ ัย
ในการศึกษาวจิ ัยครงั้ นี้ ตามลาดับ ดังนี้
3.1 ประชากรกลุ่มตัวอย่าง
3.2 เครื่องมือทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั
3.3 การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
3.4 การวิเคราะห์ข้อมลู
3.1 ประชำกรและกลมุ่ ตวั อย่ำง
การวิจัยน้ีใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยทาการคัดเลือก
กลุ่มตวั อย่างแบบเฉพาะเจาะจง เพอ่ื ใหไ้ ด้คาตอบการวิจัยตรงตามวัตถุประสงค์เกยี่ วกับการศกึ ษา ผ้วู ิจยั
ได้ทาการคัดเลอื กผูใ้ ห้ข้อมูลโดยวธิ ีการคดั เลอื กแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) มาทาวิธีการ
สัมภาษณ์เชิงลึก (In-dept Interview) การประเมินส่ือฐานเรียนรู้คนหัวเห็ดจากผู้เช่ียวชาญทางด้าน
สอื่ ประชาสมั พันธ์ หรือผเู้ ชีย่ วชาญดา้ นการตดั ต่อวีดิทัศน์ และการสนทนากลุ่ม (Focus Groups) รูปแบบ
การสร้างสื่อเรียนรู้ดิจิทัลเพื่อการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา โคก หนอง นา พช. สาหรับศูนย์ศึกษา
และพัฒนาชุมชนนครราชสีมา โดยผู้ท่ีเก่ียวข้องกับการจัดการเรียนรู้โครงการพัฒนาพ้ืนท่ีต้นแบบ
การพัฒนาคุณภาพชวี ติ ตามหลกั ทฤษฎีใหม่ ประยกุ ต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” กจิ กรรมที่ 1 ฝกึ อบรม
เพ่ิมทักษะระยะสั้นการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง คณะผู้วิจัยจึงกาหนดกลุ่มตัวอย่าง
ในการจดั เก็บข้อมลู ประกอบดว้ ย
3.1.1 เจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา ท่ีทาหน้าท่ีเป็นวิทยากร
ฐานเรยี นรู้ หรือบรรยาย จานวน 8 คน
3.1.2 ครัวเรือนตน้ แบบผูเ้ ข้ารับการอบรมโครงการพฒั นาพน้ื ท่ีตน้ แบบการพฒั นาคุณภาพ
ชีวิตตามหลักทฤษฎใี หมป่ ระยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” กิจกรรมท่ี 1 ฝึกอบรมเพิ่มทักษะระยะสนั้
การพัฒนากสกิ รรมสรู่ ะบบเศรษฐกิจพอเพียง รปู แบบ โคก หนอง นา โมเดล จากศนู ย์ศึกษาและพัฒนา
ชุมชนนครราชสีมา ในพน้ื ที่จังหวดั บรุ ีรมั ย์ จานวน 10 คน
3.2 เคร่ืองมอื ทีใ่ ชใ้ นกำรวจิ ยั
งานวิจัยน้ีใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ มีเครื่องมือ คือ ประเด็นการสนทนากลุ่ม
แบบกึ่งโครงสรา้ ง โดยกาหนดประเด็นคาถาม ดงั น้ี