รายงานการวจิ ัยฉบับสมบรู ณ์
รปู แบบการขับเคลอื่ นการพฒั นาพน้ื ท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชวี ติ
ตามหลกั ทฤษฎใี หม่ ประยกุ ตส์ ู่ “โคก หนอง นา พช.”
ระดบั ครัวเรอื นพื้นท่ี จงั หวัดบรุ ีรัมย์
The Driving Model of the development of a prototype area for improving the
quality of life according to The New theory applied to
"Kok Nong and Community Development"
at the household level in Buriram Province
โดย
ทองคูณ บุญศร
กรรณกิ าร์ ลขิ ิตพฒั นะกุล
พัทธธ์ ดิ า บญุ ญานุสนธิ์
ศนู ย์ศึกษาและพัฒนาชมุ ชนนครราชสมี า
กรมการพฒั นาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
ปงี บประมาณ พ.ศ. 2564
รายงานการวิจยั ฉบับสมบูรณ์
รปู แบบการขับเคลอ่ื นการพัฒนาพนื้ ทตี่ ้นแบบการพฒั นาคณุ ภาพชีวิต
ตามหลกั ทฤษฎีใหม่ ประยุกตส์ ู่ “โคก หนอง นา พช.”
ระดับครัวเรือนพื้นท่ี จงั หวัดบรุ รี มั ย์
The Driving Model of the development of a prototype area for improving the quality of
life according to The New theory applied to
"Kok Nong and Community Development"
at the household level in Buriram Province
โดย
ทองคูณ บญุ ศร
กรรณิการ์ ลิขิตพัฒนะกลุ
พทั ธธ์ ิดา บุญญานุสนธิ์
ศูนยศ์ กึ ษาและพฒั นาชุมชนนครราชสมี า
กรมการพฒั นาชมุ ชน กระทรวงมหาดไทย
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564
ก
กติ ติกรรมประกาศ
รายงานการวิจัย เร่ือง รูปแบบการขับเคล่ือนการพัฒนาพื้นท่ีต้นแบบการพัฒนา
คุณภาพชีวติ ตามหลกั ทฤษฎใี หม่ ประยกุ ต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ระดับครัวเรอื นพนื้ ท่ี จงั หวัดบรุ ีรัมย์
ไ ด้ รั บ ก า ร ส นั บ ส นุ น เ ป็ น อ ย่ า ง ดี จ า ก ผู้ อ า น ว ย ก า ร ศู น ย์ ศึ ก ษ า แ ล ะ พั ฒ น า ชุ ม ช น น ค ร ร า ช สี ม า
นายทองคูณ บุญศร คณบดีคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สกุล วงษ์กาฬสินธ์ุ และอดีตผู้อานวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน
นครราชสีมา นายสุวิทย์ เพียนอก ตลอดจนคณะกรรมการอานวยการทุกท่าน ที่กรุณาให้คาแนะนา
และเป็นที่ปรึกษาในการปรับปรุงประเด็นต่าง ๆ ในการวิจัย ให้มีความถูกต้องสมบูรณ์ คณะวิจัย
ขอขอบคุณเปน็ อย่างสงู ไว้ ณ ที่นี้
ขอขอบพระคณุ พัฒนาการจงั หวัดบรุ รี ัมย์ ผู้อานวยการกลุม่ งานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน
พัฒนาการอาเภอโนนสุวรรณ นักวิชาการพัฒนาชุมชนระดับจังหวดั และอาเภอ นักพัฒนาพื้นที่ตน้ แบบ
สานักงานพัฒนาชุมชนอาเภอโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์ ที่อานวยความสะดวก และความช่วยเหลือ
ครัวเรือนพื้นท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล”
นายสมบัติ อ่อนน้าคา ที่กรุณาสละเวลาอันมีค่าในการให้ข้อมูลและข้อคิดเห็นต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์
ตอ่ การวจิ ยั นี้
ศูนยศ์ กึ ษาและพฒั นาชุมชนนครราชสมี า
กันยายน 2564
ข
บทคัดยอ่
ชอ่ื รายงานการวิจัย รปู แบบการขับเคลือ่ นการพฒั นาพน้ื ทตี่ ้นแบบการพัฒนาคุณภาพชวี ติ
ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ระดับครวั เรือน
คณะทางาน
พื้นท่ีจังหวัดบุรรี มั ย์
ปีงบประมาณ ทองคูณ บญุ ศร
ระยะเวลาดาเนนิ การ
กรรณิการ์ ลขิ ติ พัฒนะกลุ
พัทธ์ธิดา บญุ ญานุสนธ์ิ
2564
พฤษภาคม - กันยายน 2564
งานวิจัยนี้ทาการศึกษารูปแบบการขับเคลื่อนการพัฒนาพ้ืนท่ีต้นแบบการพัฒนา
คุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ระดับครัวเรือนพ้ืนท่ี จังหวัดบรุ รี มั ย์
มีวัตถุประสงค์ (1) เพ่ือวิเคราะห์ปัจจัยท่ีส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่
ระดบั ครวั เรือนพื้นท่ี จงั หวัดบุรีรัมย์ (2) เพอ่ื พัฒนาพนื้ ที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่
ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ระดับครัวเรือนพื้นท่ีจังหวัดบุรีรัมย์ และ (3) เพ่ือนาเสนอรูปแบบ
การขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่
“โคก หนอง นา พช.” ระดับครัวเรือนพ้ืนท่ีจังหวัดบุรีรัมย์ การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ
(Qualitative Research) ไดแ้ ก่ การสัมภาษณ์เชงิ ลกึ (In - depth Interview) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย
ได้แก่ ครวั เรอื นตน้ แบบ นายสมบัติ ออ่ นน้าคา ตาบลทุ่งจังหัน อาเภอโนนสวุ รรณ ในพ้นื ท่ีจังหวดั บรุ รี มั ย์
ผลการวิจัย พบว่า (1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่
ระดับครวั เรือนพื้นที่ จังหวัดบรุ ีรมั ย์ มที งั้ ปัจจยั ภายใน และปัจจัยภายนอก โดยปัจจัยภายใน ประกอบด้วย
ครัวเรือนต้นแบบมีทุนความรู้ ทุนพ้ืนท่ีและธรรมชาติ ทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทางสังคม ทุนโครงสร้าง
พ้ืนฐาน และทุนทางวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อการพัฒนาพื้นท่ีต้นแบบ ทาให้เกิดการพัฒนาพ้ืนท่ีได้อย่าง
ต่อเน่ือง มีการดาเนินวิถีชีวิตพ่ึงพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนปัจจัยภายนอก
ท่ีหนุนเสริมและผลักดันให้เกิดความสาเร็จในการพัฒนาพื้นท่ีต้นแบบ ประกอบด้วย การน้อมนา
หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ การทางานบูรณาการร่วมกันท้ัง 7 ภาคี การนา
หลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” มาปรับใช้ในพน้ื ที่ ความยืดหยุ่นในการปรบั เปล่ยี น
พื้นท่ี และด้านสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศท่ีเอ้ืออานวย (2) การพัฒนาพื้นท่ีต้นแบบการพัฒนา
คณุ ภาพชวี ิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ระดบั ครวั เรอื นพ้ืนท่ี จังหวดั บรุ รี ัมย์
ของครวั เรอื นตน้ แบบ นายสมบตั ิ ออ่ นน้าคา อาเภอโนนสวุ รรณ จงั หวัดบุรีรมั ย์ ได้สมคั รเข้ารว่ มโครงการ
พัฒนาพ้ืนท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล”
ของกรมการพฒั นาชุมชน พื้นที่ขนาด 3 ไร่ มีการบริหารจัดการน้า บริหารจัดการพน้ื ท่ีด้วยการทาพืน้ ท่ี
ทางการเกษตรท่ีหลากหลายด้วยการปลูกพืชผสมผสานโดยใช้หลักกสิกรรมธรรมชาติสู่ระบบเศรษฐกิจ
พอเพียง โดยไม่ปล่อยให้พื้นท่ีว่างเปล่า ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ท่ีผลิตขึ้นเองแทนปุ๋ยเคมี ทาเกษตร
ค
แบบพึ่งตนเอง และ (3) รูปแบบการขับเคลื่อนการพัฒนาพ้ืนที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยกุ ตส์ ู่ “โคก หนอง นา พช.” ระดบั ครวั เรือนพืน้ ทจี่ งั หวัดบุรรี ัมย์ ประกอบดว้ ย
การมีทุนความรู้ ทุนพ้ืนที่และธรรมชาติ ทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทางสังคม ทุนโครงสร้างพื้นฐาน และ
ทนุ ทางวฒั นธรรม การนอ้ มนาหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงส่กู ารปฏิบัติ การประยกุ ตห์ ลักทฤษฎีใหม่
ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” การทางานบูรณาการร่วมกัน ทั้ง 7 ภาคี การบริหารจัดการพื้นท่ี
ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ การพัฒนาการผลิตและการตลาดสาหรับผลผลิตทางการเกษตรโดยยึดหลักการ
พอกนิ พอใช้ พออยู่ พอร่มเยน็ บุญ ทาน เก็บ ขาย และข่าย
คาสาคัญ: การพัฒนาพืน้ ท่ีตน้ แบบ / การพัฒนาคุณภาพชีวิต / โคก หนอง นา พช.
ง
Abstract
Research Title The Driving Model of the development of a prototype area
Committee for improving the quality of life according to The New theory
Year applied to " Kok Nong and Community Development"
Processing Time at the household level in Buriram Province
Tongkun Boonson
Kannikar Likhitpatanakul
Phatthida Bunyanuson
2021
May – September 2021
This research studies The Driving Model of the development of a prototype
area for improving the quality of life according to The New theory applied to "Kok Nong
and Community Development" at the household level in Buriram Province, the
Objectives ( 1) to analyze the factors affecting the development of quality of life
according to the New Theory at the household level Buriram Province (2) to The Driving
Model of the development of a prototype area for improving the quality of life according
to The New theory applied to " Kok Nong and Community Development" at the
household level in Buriram Province and ( 3) to present The Driving Model of the
development of a prototype area for improving the quality of life according to The New
theory applied to " Kok Nong and Community Development" at the household level in
Buriram Province. This research used qualitative research methodology, In- depth
Interview. A Case Study of Mr. Sombat Aonnamkam at Non Suwan District, Buriram
Province.
The results of the research found that (1) a factors affecting the development
of quality of life according to the New Theory at the household level in Buriram
Province. There are both internal factors and external factors, The internal factors
consisted of the model household having knowledge capital, space and nature
capital, economic capital, social capital, infrastructure capital and cultural capital that
affects the development of a prototype area causing continuous development of
the area have a self-reliant lifestyle according to the Sufficiency Economy Philosophy.
As for external factors that support and drive the success of a prototype area
development, it consists of the adoption of the Sufficiency Economy Philosophy into
practice. Working together with all 7 parties, applying the New Theory to the "Kok Nong
Na Model" and applying it in the area Flexibility to modify the area and in terms of terrain
จ
and climate that are favorable. (2) the development of a prototype area for improving
the quality of life according to The New theory applied to "Kok Nong and Community
Development" at the household level in Buriram Province of Mr. Sombat Onnamkham,
Nonsuwan at Non Suwan District, Buriram Province has applied to participate in the
project to develop a prototype area to improve quality of life according to the New
Theory applied to the "Kok Nong Na Model" of the Community Development
Department, an area of 3 rai with water management, manage the area by creating a
variety of agricultural areas with mixed crops using natural farming principles to create a
sufficiency economy Philosophy without leaving an empty space use organic fertilizers
that are produced by themselves instead of chemical fertilizers for self-reliant farming,
and (3) the Driving Model of the development of a prototype area for improving the
quality of life according to The New theory applied to "Kok Nong and Community
Development" at the household level in Buriram Province consists of having knowledge
capital space and nature capital, Economic capital, social capital, infrastructure capital
and cultural capital implementation of the Sufficiency Economy Philosophy. The
application of the New Theory, applied to the "Kok Nong Na Model", working together
with the 7 parties, and managing the area to be a learning center. The Development of
production and marketing for agricultural products based on the principles of enough to
eat, enough to live, enough to live in, good to eat, collect, sell, and network.
Keywords: The development of a prototype area / Improving the quality of life /
Kok Nong Na and Community Development
สารบญั ฉ
กิตติกรรมประกาศ หน้า
บทคัดยอ่ ภาษาไทย
บทคัดยอ่ ภาษาอังกฤษ ก
สารบญั ข
สารบญั ภาพ ง
ฉ
บทท่ี 1 บทนา ซ
1.1 ความเปน็ มาและความสาคญั ของปญั หา
1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1
1.3 ขอบเขตการวจิ ัย 3
1.4 ประโยชนท์ ี่คาดวา่ จะไดร้ บั 3
1.5 นิยามศพั ท์เชิงปฏิบัตกิ าร 4
4
บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจยั ท่เี กี่ยวข้อง
2.1 แนวคดิ ทฤษฎีเก่ยี วข้อง 7
2.1.1 แนวคิดเกี่ยวกับหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง 7
2.1.2 แนวคดิ เกย่ี วกับหลกั ทฤษฎีใหม่ 13
2.1.3 แนวคดิ เกี่ยวกับ โคก หนอง นา โมเดล 20
2.1.4 บริบทพน้ื ที่ตน้ แบบของ นายสมบัติ อ่อนนา้ คา 30
2.2 งานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วขอ้ ง 32
2.3 กรอบแนวคดิ การวิจยั 39
บทท่ี 3 วิธีดาเนินการวิจัย 41
3.1 ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง 42
3.2 เครอ่ื งมือที่ใช้ในการวิจัย 43
3.3 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 43
3.4 การวิเคราะห์ขอ้ มูล
ช
สารบญั (ตอ่ ) หน้า
บทท่ี 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 44
4.1 ปัจจัยท่ีส่งผลต่อการพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตตามหลักทฤษฎีใหม่
ของครัวเรอื นพื้นที่จังหวัดบรุ ีรัมย์ 52
4.2 การพฒั นาพ้นื ทตี่ น้ แบบการพฒั นาคณุ ภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่
ของครัวเรือนพ้นื ที่จังหวดั บุรรี ัมย์ 59
4.3 รปู แบบการขบั เคล่ือนโครงการพัฒนาพนื้ ทีต่ น้ แบบการพัฒนาคุณภาพชวี ติ
ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกตส์ ู่ “โคก หนอง นา พช.” ระดับครัวเรือน 62
พ้ืนที่จงั หวดั บุรรี ัมย์ 63
64
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลการวิจยั และขอ้ เสนอแนะ 65
5.1 สรุปผลการวจิ ัย 68
5.2 อภิปรายผลการวิจยั 70
5.3 ข้อเสนอแนะ 71
5.4 ผลสาเรจ็ ของการวิจัยในงานพัฒนาชมุ ขน 73
81
บรรณานกุ รม
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก แบบสัมภาษณเ์ ชิงลกึ
ภาคผนวก ข ภาพประกอบการลงพ้นื ท่ี
ภาคผนวก ค คณะผ้จู ดั ทารายงานการวจิ ัยฉบบั สมบรู ณ์
ซ
สารบญั ภาพ
ภาพท่ี หนา้
2.1 กรอบปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง 9
2.2 สรปุ บันได 9 ขนั้ 11
2.3 แบบจาลองทัศนศึกษาเสมือนจรงิ สามมติ ิ 25
2.4 รายละเอียดโครงการพฒั นาพ้นื ทีต่ ้นแบบการพฒั นาคุณภาพชวี ิตตามหลกั ทฤษฎีใหม่ 29
ประยกุ ตส์ ู่ โคก หนอง นา โมเดล
2.5 รายละเอียดข้นั ตอนการดาเนินโครงการพัฒนาพน้ื ทตี่ น้ แบบการพัฒนาคณุ ภาพชีวิต 30
ตามหลกั ทฤษฎใี หม่ประยกุ ตส์ ู่ โคก หนอง นา โมเดล ของกรมการพัฒนาชมุ ชน
2.6 กรอบแนวคิดการวจิ ยั 40
4.1 ปจั จยั ที่ส่งผลต่อการพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ตามหลักทฤษฎใี หม่ ระดับครวั เรือน 52
พ้นื ท่ีจังหวัดบุรรี ัมย์
4.2 สภาพพ้ืนที่เดิมของพนื้ ท่ตี น้ แบบท่ีเขา้ ร่วมโครงการพฒั นาพนื้ ทีต่ น้ แบบ 53
การพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตตามหลกั ทฤษฎีใหม่ ประยุกตส์ ู่ “โคก หนอง นา พช.”
4.3 สภาพพ้ืนที่ระหวา่ งดาเนนิ การ โครงการพฒั นาพืน้ ทีต่ น้ แบบการพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ 54
ตามหลกั ทฤษฎใี หม่ ประยุกตส์ ู่ “โคก หนอง นา พช.”
4.4 กจิ กรรมการพฒั นาในพื้นที่ 55
4.5 กิจกรรมเอามือ้ สามคั คี และกจิ กรรมจิตอาสาพระราชทาน 56
4.6 กจิ กรรมฐานเรยี นรู้คนเอาถ่าน คนรกั ษแ์ ม่ธรณี ปลูกปา่ 5 ระดบั 57
และกจิ กรรมการทาปุย๋ อินทรยี ์
4.7 พ้นื ที่โครงการพฒั นาพ้นื ทต่ี ้นแบบการพัฒนาคุณภาพชวี ิตตามหลักทฤษฎีใหม่ 58
ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ครัวเรือนต้นแบบ นายสมบัติ อ่อนนา้ คา จังหวดั บรุ รี ัมย์
4.8 โคก หนอง นา พฒั นาชมุ ชน แปลงนายสมบตั ิ ออ่ นน้าคา 59
อาเภอโนนสวุ รรณ จงั หวัดบุรรี มั ย์
4.9 รปู แบบการขับเคล่อื นโครงการพฒั นาพื้นทีต่ น้ แบบการพฒั นาคณุ ภาพชวี ิต 61
ตามหลกั ทฤษฎใี หม่ ประยกุ ตส์ ู่ “โคก หนอง นา พช.” ระดับครวั เรอื นพืน้ ที่
จงั หวัดบุรรี ัมย์
บทที่ 1
บทนำ
1.1 ควำมเป็นมำและควำมสำคญั ของปญั หำ
ด้วยสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน ต้องเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตการณ์
แพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19 ) ซ่ึงส่งผลกระทบไปถึงปัญหาทางด้าน
เศรษฐกิจ ด้านการสาธารณสุข ด้านการคมนาคม และอ่ืน ๆ ส่งผลให้เกิดปัญหาทางสังคมขนาดหนัก
ไปทั่วโลก อีกท้ังวิกฤตด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ท้ังเร่ืองภัยแล้ง และน้าท่วมท่ีคาดว่า
จะรุนแรงข้ึน ซ่ึงจะสร้างความเสียหายต่อชีวิตและโครงสร้างพื้นฐานท่ีจ้าเป็น ท้าให้เศรษฐกิจฐานราก
(Local Economy) ของประเทศเกิดความเสียหาย เพ่ิมปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้า
ทางสังคมตลอดจนระบบการผลิตทางการเกษตรที่มีความสัมพันธ์ต่อเน่ืองกบั ความมัน่ คงทางด้านอาหาร
และน้า ขณะท่ีระบบนิเวศต่าง ๆ มีแนวโน้มเส่ือมโทรมลง และมีแนวโนม้ ที่สูญเสียความสามารถในการ
รองรับความต้องการของมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทางออกของประเทศไทยในการรอดพ้นวิกฤต
และเกิดการพัฒนาท่ีย่ังยืน ได้ถูกก้าหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ. 2561 – 2580 และนโยบาย
รัฐบาลที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอดศาสตร์พระราชาและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชด้าริของ
พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัว มาเปน็ หลกั ส้าคญั ในการบา้ บัดทกุ ข์ และบา้ รงุ สุขให้ประชาชน และพฒั นา
ประเทศตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล
อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวมท้ัง ส่งเสริมการเรียนรู้หลักการทรงงาน การน้ามาประยุกต์ใช้
ในการปฏิบตั ริ าชการ และการพัฒนาประเทศ เพ่อื ประโยชน์ในวงกวา้ ง รวมทงั้ เผยแพร่ศาสตรพ์ ระราชา
และหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งไปสเู่ วทโี ลกเพอ่ื ขบั เคลอื่ นการพฒั นาอยา่ งยัง่ ยืน
กระทรวงมหาดไทย มอบหมายใหก้ รมการพฒั นาชุมชน นอ้ มนา้ หลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงมาเป็นหลักในการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมของประชาชน
เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยการพัฒนาคนให้พึ่งตนเอง มีความเป็นเจ้าของ และบริหารจัดการ
โดยชุมชน พัฒนาหมู่บ้านหรือชุมชนให้มีวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียงและเป็นสังคม “อยู่เย็น เป็นสุข”
โดยกรมการพฒั นาชุมชน รว่ มกบั มลู นิธกิ สกิ รรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยพี ระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร
ลาดกระบัง และภาคี เครือข่าย ต่าง ๆ ท้ัง 7 ภาคี ได้น้อมนา้ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ลงสู่การปฏิบัติอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ตามกลไกการขับเคล่ือนสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูป
ประเทศ โดยใช้หมู่บ้านเป็นฐานของการพัฒนา มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันให้ทุกครัวเรือน และพัฒนาคน
ให้มีความรู้ และปรับตัวให้สามารถด้าเนินชีวิตอย่างมีความสุข มีอาชีพ สร้างรายได้ ท่ามกลางวิกฤตโลก
ท่ีมีการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการจัดท้าโครงการท่ีประยุกต์การใช้ศาสตร์พระราชาและ
น้อมน้าเอาแนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชด้ารกิ ว่า 40 ทฤษฎี ท่ีทรงพระราชทาน
ไว้ในการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และส่ิงแวดล้อม มาประยุกต์กับแนวคิดการพฒั นาพ้ืนท่ี
2
และ ก าร ออก แบบเชิง ภูมิสังคมไทย เพ่ือ ก าร พ่ึง ตน เอ งและร อ งรับภัยพิบัติในรูปแบบ
“โคก หนอง นา พช.” สร้างการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เหมาะสมกับหมู่บ้านในภูมิสังคมต่าง ๆ
ผ่านการท้างานในรูปแบบการจ้างงาน และการร่วมกันลงแรง ด้วยการสนับสนุนวัสดุพ้ืนฐาน
และงบประมาณ พร้อมบูรณาการการทา้ งานจากภาคีภาคสว่ นตา่ ง ๆ เพ่อื สรา้ งงาน สรา้ งรายไดใ้ ห้กับครวั เรอื น
และชุมชนที่เข้าร่วมโครงการในระดับพ้ืนฐาน ด้าเนินการสร้าง 1) พื้นท่ีการเรียนรู้ชุมชนต้นแบบ
การพัฒนาคุณภาพชีวิต ( Community Lab Model for quality of Life : CLM) ระดับต้าบล
จ้านวน 3,246 ตา้ บล 2) พืน้ ทค่ี รวั เรือนตน้ แบบการพฒั นาคุณภาพชีวติ (Household Lab Model for
quality of life : HLM) ระดบั ครัวเรอื น จา้ นวน 24,842 ครวั เรอื น 3) บูรณาการรว่ มพฒั นาพืน้ ท่ีระดับ
ต้าบล เพ่ือการบรหิ ารจัดการน้าขน้ั พ้ืนฐานทีเ่ หมาะสมกับภมู ิสังคมตามแนวพระราชดา้ ริ 10 วิธี เชื่อมโยง
กับพื้นท่ีปฏิบัติโครงการ จากน้ันพัฒนาสู่ระดับก้าวหนา้ โดยการด้าเนินการส่งเสริมการสร้างมาตรฐาน
ผลผลิต การแปรรปู และการตลาดตามมาตรฐานอนิ ทรยี ์วถิ ีไทย และยกระดบั ชมุ ชนให้สามารถ 1) แกไ้ ข
วิกฤตด้านเศรษฐกิจ สังคมและส่ิงแวดล้อมของประเทศ 2) เสริมสร้างความสามัคคีและสร้างเสริม
สุขภาพให้แข็งแรงผ่านการท้ากิจกรรมพื้นที่ร่วมกัน 3) สร้างระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืนผลิตอาหาร
ปลอดภัยจากสารเคมีและผลิตสมุนไพรต่าง ๆ เพื่อยกระดับอาหารให้เป็นยาที่สามารถสร้างเสริม
ภูมิต้านทานโรค 4) เพิ่มการกักเก็บน้าฝนที่ตกในพื้นท่ีได้เพียงพอต่อการเพาะปลูก และการด้ารงชีวิต
ช่วยการแก้ปัญหาภัยแล้ง และน้าท่วม 5) เพิ่มพื้นที่ป่าที่ฟอกอากาศท่ีบริสุทธิ์และช่วยกักเก็บโอโชน
ในชั้นบรรยากาศ ลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 6) เก็บรักษาและฟื้นฟูหน้าดินด้วยการเก็บ
ตะกอนดินในพ้ืนที่ ช่วยสร้างความสมดุลของระบบนิเวศในดิน น้า และป่า 7) เพิ่มความหลากหลาย
ให้กับพันธุกรรมของส่ิงมีชีวิตท้ังพืชและสัตว์ ท่ีส้าคัญยังช่วยชุมชนได้ 8) เตรียมความพร้อมให้ชุมชน
มีความสามารถในการพ่ึงตนเองในเรื่องของน้า อาหาร และพลังงานทดแทน สร้างภูมิคุ้มกันชุมชน
ต่อสภาพปัจจุบันที่โลกก้าลังเผชิญกับวิกฤตความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และภัยพิบัติ
ธรรมชาติอย่างรุนแรง วิกฤตทางด้านโรคระบาด วิกฤตทางด้านความอดอยาก และวิกฤตความขัดแย้ง
ของสงครามเศรษฐกิจ หรอื สงครามในรูปแบบต่าง ๆ ในอนาคต
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา ได้รับมอบหมายจากกรมการพัฒนาชุมชน
กระทรวงมหาดไทย ให้ด้าเนินการฝึกอบรมครัวเรือนต้นแบบตามโครงการพัฒนาพ้ืนที่ต้นแบบ
การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” เพื่อให้ครัวเรือนต้นแบบ
ที่เข้ารับการฝึกอบรมได้รับการถ่ายทอดความรู้ และการฝึกปฏิบัติ ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรระยะส้นั
ตามหลักสูตรการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง รูปแบบ “โคก หนอง นา พช.” โดยเน้น
การท้าการเกษตรตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ เน้นการออกแบบพ้ืนที่รูปแบบ โคก หนอง นา
ตามภูมิสังคม การลงมือปฏิบัติตามฐานเรียนรู้ และกิจกรรมเอามื้อสามัคคี ระยะเวลาการฝึกอบรม
จ้านวน 5 วัน 4 คืน โดยมีครัวเรือนต้นแบบท่ีได้รับการถ่ายทอดความรู้ พร้อมน้อมน้าแนวทางที่ได้
จากการฝกึ อบรมโครงการการพฒั นาพืน้ ท่ีต้นแบบการพฒั นาคุณภาพชวี ิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่
“โคก หนอง นา พช.” ไปปรับใช้กับพื้นท่ีตามภูมิสังคม โดยศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครราชสีมา
มีความคาดหวังว่าครัวเรือนต้นแบบท่ีได้รับการถ่ายทอดความรู้ ตลอดระยะเวลา 5 วัน 4 คืน
3
ตามโครงการพฒั นาพื้นที่ตน้ แบบการพฒั นาคุณภาพชีวติ ตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา
พช.” มีความรู้ ความเข้าใจ และน้าความรู้ท่ีได้ไปขับเคลื่อนและสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อพัฒนาพื้นที่
ตนเอง ครอบครวั และชุมชนให้ประสบผลส้าเรจ็ ต่อไป
ศูนย์ศึกษาและพฒั นาชุมชนนครราชสีมา ได้เล็งเห็นถึงความส้าคัญในการด้าเนนิ โครงการ
พัฒนาพ้ืนท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.”
เน่ืองจากจังหวัดบรุ ีรมั ยม์ ีครวั เรือนต้นแบบ ท่ีมีศักยภาพ 909 ครัวเรือนตน้ แบบ มีการด้าเนนิ งานทเ่ี หน็
ผลเชิงรูปธรรม และเป็นศูนย์เรียนรู้แล้ว คือ ครัวเรือนต้นแบบ นายสมบัติ อ่อนน้าค้า ช่ือศูนย์เรียนรู้
เศรษฐกิจพอเพียง โคก หนอง นา ผู้ใหญ่สมบัติ อ่อนน้าค้า ต้าบลทุ่งจังหัน อ้าเภอโนนสุวรรณ จังหวัด
บุรีรัมย์ จึงได้ท้าการศึกษา เร่ือง รูปแบบการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ระดับครัวเรือนพ้ืนท่ี จังหวัดบุรีรัมย์ ประโยชน์
จากการศึกษาวิจัยน้ี ท้าให้ได้รูปแบบการขับเคล่ือนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ระดับครัวเรือน จังหวัดบุรีรัมย์ ซ่ึงเป็นจังหวัด
ในเขตความรับผิดชอบของศนู ยศ์ ึกษาและพัฒนาชมุ ชนนครราชสีมา
1.2. วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย
1.2.1 เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยท่ีส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่
ระดับครวั เรือนพืน้ ท่ี จงั หวดั บุรรี มั ย์
1.2.2 เพ่ือพัฒนาพ้ืนที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่
“โคก หนอง นา พช.” ระดบั ครวั เรอื นพ้ืนที่ จังหวดั บรุ ีรัมย์
1.2.3 เพ่ือน้าเสนอรูปแบบการขับเคล่ือนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ตามหลักทฤษฎใี หม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ระดับครัวเรอื นพนื้ ท่ี จงั หวัดบรุ รี ัมย์
1.3 ขอบเขตกำรวจิ ยั
งานวิจัยน้ีท้าการศึกษา เรื่อง รูปแบบการขับเคลื่อนการพัฒนาพ้ืนท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพ
ชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ระดับครัวเรือนพื้นท่ี จังหวัดบุรีรัมย์
เพ่ือน้าเสนอรูปแบบการขับเคล่ือนการพัฒนาพ้ืนท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่
ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ในระดับครัวเรือน จงึ กา้ หนดประเด็นในการศึกษาวิจยั ดงั น้ี
1.3.1 ขอบเขตดำ้ นประชำกรทใ่ี ช้ในกำรศกึ ษำ
คัดเลือกกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นครัวเรือนต้นแบบที่ผ่านการฝึกอบรมตามโครงการพัฒนา
พื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ประจ้าปี
พ.ศ. 2564 โดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก
ซ่ึงคัดเลือกจากจังหวัดบุรีรัมย์ จ้านวน 1 ครัวเรือนต้นแบบ ซึ่งเป็นจังหวัดในเขตความรับผิดชอบของ
ศนู ย์ศึกษาและพฒั นาชุมชนนครราชสีมา
4
1.3.2 ขอบเขตด้ำนเนอ้ื หำ
งานวิจัยนี้ท้าการศึกษารูปแบบการขับเคล่ือนการพัฒนาพ้ืนท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพ
ชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ระดับครัวเรือน พ้ืนท่ีจังหวัดบุรีรัมย์ โดย
แบ่งขอบเขตเนือ้ หา ดังน้ี
1.3.2.1 ปัจจัยท่ีส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่
“โคก หนอง นา พช.” ระดบั ครวั เรอื นพ้นื ท่ี จงั หวัดบรุ ีรัมย์
1.3.2.2 การพัฒนาพื้นทีต่ ้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ของครวั เรอื น
พน้ื ที่ จังหวัดบรุ รี มั ย์
1.3.2.3 รูปแบบการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาพ้ืนท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ตามหลกั ทฤษฎีใหม่ ประยกุ ตส์ ู่ “โคก หนอง นา พช.” ระดับครัวเรอื นพน้ื ที่ จังหวัดบรุ รี ัมย์
1.3.3 ขอบเขตดำ้ นระยะเวลำ
ระยะเวลาในการด้าเนินการวิจัย 5 เดือน คือ ระหว่างเดือน พฤษภาคม – กันยายน
พ.ศ. 2564
1.4 ประโยชน์ทีค่ ำดว่ำจะไดร้ บั
1.4.1 ทราบปัจจัยท่ีส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ระดับครัวเรือน
พืน้ ท่ี จงั หวัดบรุ ีรมั ย์
1.4.2 ทราบการพัฒนาพื้นท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่
“โคก หนอง นา พช.” ระดับครวั เรอื นพืน้ ที่ จังหวดั บุรรี มั ย์
1.4.3 ได้รูปแบบการขับเคล่ือนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎใี หม่
ประยกุ ตส์ ู่ “โคก หนอง นา พช.” ระดับครัวเรือนพน้ื ท่ี จงั หวดั บรุ ีรัมย์ ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการพฒั นาพ้ืนท่ี
ตน้ แบบประยกุ ต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” ในพืน้ ทอี่ ่นื ๆ ได้
1.5 นิยำมศัพท์เชงิ ปฏบิ ัตกิ ำร
1.5.1 ศาสตร์พระราชา หมายถึง องค์ความรู้ท่ีเป็นปัญญาของพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร จากกระบวนการทรงงานในโครงการพระราชด้าริต่าง ๆ
ซ่ึงมีมากกว่า 4,000 โครงการ ครอบคลุมในทุกมิติ ด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และส่ิงแวดล้อม
เพ่ือการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซ่ึงศาสตร์พระราชาท่ีน้ามาประยุกต์ใช้กับแนวคิดการพัฒนาพ้ืนท่ี และ
การออกแบบเชงิ ภมู ิสงั คมไทยเพือ่ การพ่ึงตนเองและรองรบั ภัยพบิ ตั ิในรูปแบบ “โคก หนอง นา โมเดล”
1.5.2 โครงการพัฒนาพ้ืนท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่
“โคก หนอง นา พช.” หมายถึง การพัฒนาพ้ืนท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่
ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” โดยกรมการพัฒนาชุมชน มีวัตถุประสงค์เพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้
การน้อมน้าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงประยุกต์สู่การปฏิบัติในรูปแบบ โคก หนอง นา โมเดล
เพ่ือพัฒนาพ้นื ท่ีเรียนรู้ชุมชนต้นแบบ “โคก หนอง นา โมเดล” ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ระดับตา้ บล และระดับครวั เรือน และเพ่ือฟื้นฟเู ศรษฐกจิ ท้องถ่นิ และชมุ ชนผ่านการสร้างงานสร้างรายได้
ให้แก่ เกษตรกร แรงงาน และบัณฑิตจบใหม่ กลุ่มแรงงานที่อพยพกลับท้องถ่ิน และชุมชน
5
ท่ีได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019
(COVID – 19)
1.5.3 การขบั เคล่อื นการพฒั นาพืน้ ทีต่ น้ แบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์
สู่ “โคก หนอง นา พช.” หมายถึง การด้าเนินงานโครงการพัฒนาพ้ืนที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชวี ิต
ตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา” พัฒนาชุมชน เพื่อตอบสนองวิสัยทัศน์
ของกรมการพัฒนาชุมชนที่มุ่งหวังว่า จะช่วยท้าให้พี่น้องประชาชน มีเศรษฐกิจฐานรากที่ม่ันคง
ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ ตามเป้าหมายท่ีก้าหนดไวใ้ นปี 2565 ซึ่งงานพฒั นาชุมชน ถือได้ว่าเป็นประโยชน์
กับพี่น้องประชาชน มีความส้าคัญต่อการอยู่รอดของประเทศชาติ จากการน้อมน้าเอาหลักปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่มาประยุกต์สู่ โคก หนอง นา กรมการพัฒนาชุมชน โดย
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา
ต่อยอด แนวพระราชด้าริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
บรมนาถบพติ ร
1.5.4 รูปแบบการขับเคลื่อนการพฒั นาพ้นื ที่ต้นแบบการพฒั นาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎใี หม่
ประยกุ ตส์ ู่ “โคก หนอง นา พช.” หมายถึง แนวทาง ขั้นตอน หรอื วิธกี ารขบั เคลอ่ื นโครงการพฒั นาพื้นที่
ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ประจ้าปี
งบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยกรมการพฒั นาชมุ ชน กระทรวงมหาดไทย
1.5.5 การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ หมายถึง การใช้ชีวิตผ่านการเรียนรู้
จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติที่เหมาะสมและสอดคล้องกับตนเอง โดยมีฐานการเรียนรู้ด้านนวัตกรรมเกษตร
ทฤษฎีใหม่ ตลอดจนเรียนรู้วิถีเกษตรอย่างต่อเน่ือง โดยยึดถือพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพิ ล
อดุลยเดช รัชการที่ 9 เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติงาน มีความรู้ ความเข้าใจในวิถีที่ควรจะเป็น และ
เป็นพลงั สา้ คญั ทีจ่ ะขบั เคลอ่ื นพฒั นาคณุ ภาพชีวิตใหม้ ีความเขม้ แขง็ และสามารถพงึ่ ตนเองได้อย่างยั่งยืน
1.5.6 โคก หนอง นา โมเดล หมายถึง การจัดการพื้นท่ีในรูปแบบต่าง ๆ ตามภูมิสังคม ประยุกต์
จากพระราชด้าริทฤษฎีใหม่ ท่ีเหมาะสมกับพื้นที่ประเทศไทย เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้านท่ีอยู่อย่าง
สอดคล้องกับธรรมชาติในพื้นที่ ต่อยอดด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมกับพ้ืนที่
เพ่ิมพ้ืนท่ีป่า สร้างความมั่นคงทางอาหาร ให้ธรรมชาติจัดการตัวมันเองโดยมีมนุษย์เป็นส่วนส่งเสริม
ให้ส้าเร็จเร็วขึ้น ในข้ันพื้นฐานเน้นการพึ่งพาตนเอง ด้าน น้า อาหาร และพลังงานอย่างเป็นระบบ
สามารถนา้ ผลผลิตทไี่ ด้มาตอ่ ยอด แปรรูปในข้ันก้าวหนา้ เพอื่ ยกระดับเศรษฐกจิ ฐานรากและคุณภาพชีวิต
ลดความเหล่ือมลา้ ในสงั คม สร้างความสามคั คใี นชุมชน
1.5.7 โคก หนอง นา พช. หมายถึง การด้าเนินงานตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง
นา โมเดล” โดยกรมการพัฒนาชุมชน รูปแบบการบริหารจัดการทรัพยากร/ชีวิต/ชุมชน ในภาพรวม
ดิน น้า ลม ไฟ โดยเฉพาะคนและอาชีพที่ประสบความส้าเร็จในการใช้พัฒนาครัวเรือนและชุมชน
ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงท่ีเป็นรูปธรรม โดยได้มีเจ้าของท่ีดินสมัครใจเข้าร่วมเรียนรู้
ในโครงการ และยินยอมให้ใช้ที่ดินในการด้าเนนิ กิจกรรมเป็นแหล่งเรียนรวู้ ิถีชีวิต ที่ลงมือฝึกปฏิบัติจรงิ
รว่ มกบั ครอบครวั พัฒนา เปน็ ศูนยเ์ รยี นรู้ถ่ายทอดวิธีการและองค์ความรใู้ หก้ บั คนในชุมชน
1.5.8 ภูมิสังคม หมายถึง สภาพภูมิประเทศของบริเวณน้ัน และสังคมวิทยาเก่ียวกับนิสัย
ใจคอของคน ตลอดจนวฒั นธรรมประเพณีในแตล่ ะทอ้ งถิ่นทมี่ ีความแตกต่างกัน
6
1.5.9 หลักการทรงงาน ของในหลวง รัชกาลท่ี 9 หมายถึง การทรงงานของพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงยึดหลักการด้าเนินงานอยู่บนพ้ืนฐานของทางสายกลางสอดคล้องกับ
สิ่งแวดล้อมรอบตัวกับภูมิสังคม และสามารถปฏิบัติได้จริง ทรงมองปัญหาตั้งแต่ภาพใหญจ่ นถึงภาพเล็ก
ในทุก ๆ มิติ ทรงเน้นความเรียบง่าย และความเป็นธรรมชาติเป็นส้าคัญ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา
ที่สรา้ งประโยชน์ และคุณูปการต่อพสกนกิ ร
1.5.10 ครัวเรอื นตน้ แบบ หมายถงึ ครวั เรอื นทีผ่ า่ นการฝึกอบรมตามโครงการพัฒนาพ้ืนท่ีต้นแบบ
การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ประจ้าปีงบประมาณ
พ.ศ. 2564 โดยกรมการพฒั นาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เพอ่ื เปน็ ครวั เรือนต้นแบบในการพัฒนาพ้ืนท่ี
ตามโครงการ โคก หนอง นา กรมการพัฒนาชุมชน
1.5.11 การดา้ เนนิ งานพฒั นาพน้ื ทต่ี น้ แบบ ระดบั ครวั เรอื น หมายถึง ครัวเรือนตน้ แบบการพฒั นา
คุณภาพชีวิต ตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ประจ้าปีงบประมาณ พ.ศ. 2564
โดยกรมการพฒั นาชุมชน
1.5.12 เอามื้อสามัคคี หมายถึง การร่วมช่วยเหลือลงแรงกัน เป็นวัฒนธรรมด้ังเดิม สืบทอด
กันมานาน โดยใช้แรงแลกเปลีย่ นแทนการแลกเปล่ียนแบบเงินตรา มกี ารหว้ิ ป่นิ โตมารับประทานอาหาร
รว่ มกนั
7
บทท่ี 2
แนวคดิ ทฤษฎแี ละงานวิจยั ท่ีเกยี่ วข้อง
การวิจัย เร่ือง รูปแบบการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ระดับครัวเรอื นพ้ืนที่ จังหวัดบุรีรัมย์ คณะผู้วิจัย
ได้ดาเนินการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับหลักการ แนวคิด และทฤษฎีจากเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง
ตามลาดับ ดงั น้ี
2.1 แนวคิด ทฤษฎีทเ่ี กย่ี วขอ้ ง ประกอบด้วย
2.1.1 แนวคิดเกยี่ วกบั หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
2.1.2 แนวคิดเก่ยี วกับหลกั ทฤษฎใี หม่
2.1.3 แนวคดิ เกยี่ วกับ โคก หนอง นา โมเดล
2.1.4 บริบทพ้ืนท่ีตน้ แบบของ นายสมบตั ิ ออ่ นนา้ คา
2.2 งานวิจัยที่เกยี่ วข้อง
2.3 กรอบแนวคดิ การวิจัย
2.1 แนวคดิ ทฤษฎที เี่ กยี่ วข้อง
2.1.1 แนวคดิ เกี่ยวกบั หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
2.1.1.1 ความหมาย และความเปน็ มาปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
สานักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเน่ืองมาจาก
พระราชดาริ (2552) เศรษฐกิจพอเพยี ง หมายถึง เศรษฐกจิ ท่ีสามารถอมุ้ ชูตัวเองไดใ้ หค้ วามพอเพียงกบั ตัวเอง
(Self Sufficiency) อยูไ่ ด้โดยไมต่ อ้ งเดอื ดร้อน โดยตอ้ งสร้างพ้ืนฐานทางเศรษฐกิจของตนเองให้ดีเสียก่อน
คือ ตั้งตัวให้มีความพอมีพอกินพอใช้ ไม่ไช่มุ่งหวังแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญยกเศรษฐกิจให้รวดเร็ว
แต่เพียงอย่างเดียว เพราะผู้ท่ีมีอาชีพและฐานะเพียงพอที่จะพึ่งตนเองย่อมสามารถสร้าง
ความเจริญก้าวหน้า และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นไปตามลาดับต่อไปได้ โดยใช้หลักการพึ่งตนเอง
5 ประการ คอื
1) ด้านจติ ใจ ทาตนใหเ้ ปน็ ทพี่ ่งึ ของตนเอง มจี ิตใจเข้มแขง็ มจี ติ สานึกท่ีดี
สร้างสรรค์ให้ตนเองและชาติโดยรวม มีจิตใจเอื้ออาทร ประนีประนอม ซื่อสัตย์ สุจริต เห็นประโยชน์
ส่วนรวมเป็นท่ีต้งั
2) ด้านสังคม แต่ละชุมชนต้องช่วยเหลือเก้ือกูลกัน เช่ือมโยงกันเป็น
เครือข่ายชุมชนท่ีแขง็ แรงเป็นอิสระ
3) ด้านทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม ให้ใช้และจัดการอย่างฉลาด
พรอ้ มท้งั การเพม่ิ มลู ค่าโดยให้ยดึ หลกั การของความย่ังยนื และเกดิ ประโยชนส์ ูงสดุ
4) ด้านเทคโนโลยี จากสภาพแวดลอ้ มท่ีเปลี่ยนแปลงรวดเรว็ เทคโนโลยี
ท่ีเข้ามาใหม่มีทั้งดีและไม่ดี จึงต้องแยกแยะบนพื้นฐานของภูมิปัญญาชาวบ้าน และเลือกใช้เฉพาะที่
8
สอดคล้องกับความต้องการของสภาพแวดล้อม ภูมิประเทศ สังคมไทย และควรพัฒนาเทคโนโลยี
จากภูมิปัญญาของเราเอง
5) ด้านเศรษฐกิจ แต่เดิมนักพัฒนามักมุ่งท่ีการเพิ่มรายได้ และไม่มี
การมุ่งท่ีการลดรายจ่าย ในเวลาเช่นน้ีจะต้องปรับทิศทางใหม่ คือจะต้องมุ่งลดรายจ่ายก่อนเป็นสาคัญ
และยึดหลักพออยู่พอกนิ พอใช้และสามารถอยไู่ ด้ดว้ ยตนเองในระดับเบือ้ งตน้
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาท่ีพระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูหวั รัชกาลที่ 9
มีพระราชดารชิ ี้แนะการดาเนินชวี ิตแกพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกวา 30 ป ตงั้ แตกอนเกิดวกิ ฤตการณ
ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเนนย้าแนวทางการแกไขเพ่ือใหรอดพนและสามารถดารงอยูได้
อย่างม่ันคงและยั่งยืนภายใตกระแสโลกาภิวตั นและความเปล่ียนแปลงตาง ๆ (สานักงานคณะกรรมการ
พฒั นาการเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ (สมศกั ด์ิ ชอบผล และคณะ,2552)
ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงจึงมีองคประกอบ ดังน้ี มูลนิธิชัยพฒั นา
(สมศักด์ิ ชอบผล และคณะ,2552)
1) ความพอประมาณ หมายถงึ ความพอดที ่ีไมน่ ้อยเกินไป และไม่มากเกินไป
โดยไมเ่ บยี ดเบยี นตนเองและผูอื่น เชน การผลิตและการบรโิ ภคท่อี ยู่ในระดับพอประมาณ
2) ความมเี หตผุ ล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกบั ระดับความพอเพียงนั้น
จะตองเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยท่ีเก่ียวของตลอดจนคานึงถึงผลที่คาดว า
จะเกดิ ข้ึนจากการกระทานั้น ๆ อย่างรอบคอบ
3) ภูมิคุ มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให พร อมรับผลกระทบ และ
การเปล่ียนแปลงดานตาง ๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคานึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณตางๆ ท่ีคาดวา
จะเกดิ ข้นึ ในอนาคต
โดยมีเง่ือนไขของการตัดสินใจและดาเนินกิจกรรมตาง ๆ ใหอยู่ในระดับ
พอเพยี ง 2 ประการ ดงั นี้
1) เง่ือนไขความรู ประกอบด้วย ความรอบรูเกี่ยวกับวิชาการตาง ๆ
ท่ีเกี่ยวของรอบดานความรอบคอบที่จะนาความรูเหลานั้นมาพิจารณาใหเช่ือมโยงกัน เพ่ือประกอบ
การวางแผนและความระมดั ระวังในการปฏิบัติ
2) เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะตองเสริมสร้างประกอบดวย มีความตระหนัก
ในคุณธรรม มีความซือ่ สตั ย์ สุจรติ และมคี วามอดทน มคี วามเพยี ร ใชสติปญั ญาในการดาเนินชวี ิต
2.1.1.2 กรอบแนวคดิ หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
แผนภาพกรอบปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (สานักงานคณะกรรมการพเิ ศษ
เพื่อประสานงานโครงการอันเนอ่ื งมาจากพระราชดาริ,2552)
9
แผนภาพ 2.1 กรอบปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาช้ีถึงแนวทางการดารงอยู่และปฏิบัติตน
ของประชาชนในทุกระดับต้ังแต่ครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ท้ังในการพัฒนาและบริหาร
ประเทศให้ดาเนนิ ไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพฒั นาเศรษฐกิจเพอื่ ใหก้ า้ วทนั ตอ่ โลกยคุ โลกาภิวัตน์
ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมเี หตุผล รวมถงึ ความจาเป็นทจ่ี ะตอ้ งมีระบบภมู ิคุ้มกัน
ในตัวท่ีดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก ทั้งน้ี
จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างย่ิงในการนาวิชาการต่าง ๆ มาใช้
ในการวางแผน และการดาเนินการทุกขั้นตอนและขณะเดียวกนั จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคน
ในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีจิตสานึกในคุณธรรม
ความซอื่ สัตยส์ ุจริตและให้มคี วามรอบรทู้ ่ีเหมาะสม ดาเนินชีวิตดว้ ยความอดทน ความเพยี ร มสี ติปัญญา
และความรอบคอบ เพ่อื ใหส้ มดลุ และพรอ้ มตอ่ การรองรับการเปลย่ี นแปลงอย่างรวดเร็ว และกวา้ งขวาง
ทั้งดา้ นวัตถุ สังคม ส่ิงแวดลอ้ ม และวฒั นธรรมจากโลกภายนอกไดเ้ ปน็ อย่างดี
กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย (2564) ได้อธิบายว่า
หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นพระราชดารขิ องพระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล
อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งพระราชทานให้แก่สังคมไทยในช่วงทศวรรษที่ 30 โดยมีหลักคิด
อยู่ทก่ี ารดารงอยู่และปฏบิ ตั ิตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ครอบครัว ชมุ ชนและรัฐบาลใหด้ าเนนิ ไป
ในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพือ่ ใหก้ า้ วทนั ต่อโลกยคุ โลกาภิวตั น์
ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถงึ ความจาเป็น
ท่ีจะต้องมีสาหรับตัวท่ีดีพอสมควร ต่อผลกระทบที่เกิดจากภายนอกและภายใน อีกทั้งยังต้องอาศัย
ความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังในการนาวิชาการต่าง ๆ มาใช้ ขณะเดียวกันก็ต้อง
เสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของประชาชนคนในชาติ ให้มีสานึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และ
การดาเนินชีวิตด้วยความเพียรอยา่ งอดทน
ต่อมาคาว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” เร่ิมเป็นคาท่ีนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงมี
10
พระมหากรุณาธิคุณให้ปรับปรุงบทความเร่ือง “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ซ่ึงสานักงาน
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติได้เชญิ ผู้ทรงคุณวฒุ ใิ นทางเศรษฐกจิ และสาขาต่าง ๆ รวมท้ัง
พระราชดารสั อนื่ ๆ ทเี่ กีย่ วขอ้ ง และพระราชทานพระบรมราชานุญาตใหน้ าไปเผยแพร่ เพอื่ เป็นแนวทาง
ปฏิบัติของทุกฝ่าย และประชาชนโดยทั่วไป เมื่อวันท่ี 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 สรุปความว่า
ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วยคุณสมบัติ ดงั นี้
1) ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีท่ีไม่น้อยเกินไปและไม่มาก
เกนิ ไป โดยไม่เบยี ดเบียนตนเองและผู้อนื่ เชน่ การผลติ และการบรโิ ภคทอี่ ยูใ่ นระดบั ความพอประมาณ
2) ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเก่ียวกับระดับความพอเพียงนั้น
จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคานึงถึงผลท่ีคาดว่า
จะเกิดขึ้นจากการกระทาน้นั ๆ อยา่ งรอบคอบ
3) ภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการ
เปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ท่ีจะเกิดข้ึน โดยคานึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ท่ีคาดว่า
จะเกดิ ขึน้ ในอนาคต
โดยมีเงื่อนไขของการตัดสินใจและการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ใน
ระดบั พอเพียง 2 ประการ ดงั นี้
1) เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ
ทเี่ กยี่ วขอ้ ง ความรอบครอบที่จะนาความรเู้ หล่าน้นั มาพิจารณาให้เชื่อมโยงกนั เพื่อประกอบการวางแผน
และความระมดั ระวังในการปฏบิ ัติ
2) เงื่อนไขคุณธรรมท่ีจะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนัก
ในคณุ ธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมคี วามอดทน มีความเพยี ร ใช้สติปญั ญาในการดาเนินชีวิต
จากการทบทวนแนวคิดเก่ียวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
สามารถสรุป ไดวา หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางในการดาเนินชีวิตของประชาชน
ทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชนจนถึงระดับรัฐ ท้ังในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดาเนินไป
ในทางสายกลาง โดยประกอบด้วย ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี โดยมี
เง่ือนไขพน้ื ฐาน คือ เงื่อนไขความรู้ (รอบรู้ รอบครอบ ระมดั ระวงั ) และเงือ่ นไขคุณธรรม (ซื่อสตั ย์ สจุ ริต
ขยัน อดทน แบ่งปัน) ซึ่งนาไปสู่การดาเนินชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมท่ีสมดุล ม่ันคง ยั่งยืน สามารถรับ
การเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในไดเ้ ป็นอย่างดี ไม่ว่าเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และ
วฒั นธรรม
2.1.1.3 แนวคดิ ทฤษฎีบนั ได 9 ขน้ั
สานักพัฒนาพื้นท่ีปฎิรูปท่ีดิน (ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์) ได้ให้ความหมายทฤษฎี
บนั ได 9 ขั้น ไว้ดังน้ี หลักทฤษฎบี ันได 9 ข้นั คอื การพ่ึงตนเองเปน็ การประยุกตห์ ลกั การปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง เพ่ือให้เกษตรกรน้อมนาไปปฏิบัติในการดารงชีวิต โดยเน้นเศรษฐกิจพอเพียงขั้นพ้ืนฐานกอ่ น
(พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น) จึงค่อยพัฒนาไปสู่ขั้นก้าวหน้า (บุญ ทาน เก็บ ขาย ข่าย) เพ่ือสร้าง
ความมน่ั คงไปสเู่ ศรษฐกจิ พอเพยี งระดับท่ีใหญข่ ึน้ ดังพระราชดารัสของพระราชดารัสของพระบาทสมเด็จ
พระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพ่ือเป็นหลักในการทางานให้สาเร็จว่า “... ถ้าทา
โครงการอะไรให้สอดคล้องกับภูมิประเทศก็จะสามารถสร้างความเจริญใหก้ ับเขตท่ีใหญ่ข้นึ ได้ เขตทใี่ หญ่
11
ลงท้ายก็จะแผ่ทั่วประเทศได้แต่เพ่ือการน้ีจะต้องมีความร่วมมืออย่างดีระหว่างทุกฝ่าย ท้ังนักวิชาการ
และนักปกครอง ดังน้ี .. ถึงบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ สองอย่างนี้จะทาความเจริญ
แก่ประเทศได้ แต่ต้องมี ความเพียร แล้วต้องอดทน ต้องไม่ใจร้อน ต้องไม่พูดมาก ต้องไม่ทะเลาะกัน
ถ้าทาโดยเข้าใจกัน เชื่อว่าทุกคนจะมีความพอใจได้....” (พระราชดารัสฯ เนื่องในโอกาสวัน
เฉลมิ พระชนมพรรษา ศุกรท์ ี่ 4 ธนั วาคม 2541)
แผนภาพ 2.2 สรปุ ทฤษฎีบนั ได 9 ขนั้ โดยสถาบนั เศรษฐกจิ พอเพยี ง มหาวทิ ยาลัยราชภัฎราชนครินทร์
เครือขา่ ยกสกิ รรมธรรมชาติ มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ
“ทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง” อ.วิวัฒน์ ศัลยกาธร ได้สรุปหลัก
ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียงของพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพอ่ื ให้
มองเห็นภาพง่ายในการนาไปสู่การปฏบิ ัติ ซ่ึงจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ขั้นพื้นฐาน และขั้นก้าวหน้า
ซึ่งเกษตรกรจะต้องทาขั้นพื้นฐานให้มั่นคงก่อนค่อยพัฒนาไปในข้ันก้าวหน้า โดยในเบ้ืองต้นนั้น
การขับเคล่ือนศาสตร์พระราชารูปแบบ โคก หนอง นา โมเดล เป็นการเน้นพัฒนาเกษตรกร
ใน “ข้ันพ้ืนฐาน” โดยการออกแบบพื้นท่ีให้สามารถเก็บน้าฝนให้ได้ 100% หรือเกิน 100% ซ่ึงใช้
หลกั การประยุกตเ์ กษตรทฤษฎใี หม่ ดงั ท่ีพระองค์พระราชทานไว้
ข้ันที่ 1 พอกิน พ้ืนฐานท่ีสุดของมนุษย์ คือ ความต้องการปัจจัย 4 และ
ประการสาคัญท่สี ดุ ของปัจจัย 4 คอื อาหาร ข้ันท่ี 1 ปี แนวทางแก้ปัญหาทยี่ ัง่ ยนื คอื ตอบคาถามให้ได้ว่า
"ทาอย่างไรจงึ จะพอกนิ ” โดยให้ความสาคญั กับ ขา้ วปลาอาหารไม่ให้ความสาคัญกบั เงนิ ซึ่งเป็นเพยี งแค่
“ตัวกลาง” ในการแลกเปลี่ยนตามมาตรฐานสากลโดยยึดหลักว่า "เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิของจริง”
เกษตรกรต้องเริ่มจากการอยู่ให้ได้โดยไมใ่ ช้เงนิ มีอาหารพอมี พอกิน ด้วยการปลูกพืช ผัก ผลไม้ ให้พอ
12
ชาวนาต้องเก็บข้าวไว้ให้เพียงพอสาหรับการมีกินทั้งปี ไม่ขายข้าวเปลือกเพื่อนาเงินไปซ้ือข้าวสาร
นอกจากน้ันหัวใจสาคัญของ “พอกิน” ยังมีความหมายรวมไปถึงความปลอดภัยในอาหาร กินอย่างไร
ให้มีสุขภาพที่ดี ไม่สะสมเอาความเจ็บไข้ได้ป่วยไว้ในร่างกาย น่ีคือความหมายของบันไดขั้นท่ี 1
ท่เี กษตรกรตอ้ งกา้ วขา้ มให้ได้
บนั ไดขน้ั ที่ 2 - 4 พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น เกิดขน้ึ ไดพ้ รอ้ มกนั ด้วยคาตอบ
เดียวคือ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ซ่ึงป่า 3 อย่างจะให้ท้ัง อาหาร เคร่ืองนุ่งห่ม สมุนไพร
สาหรับรกั ษาโรคทัง้ โรคคน โรคพชื โรคสตั ว์ ให้ไมส้ าหรบั ทาบ้านพกั ท่ีอยู่อาศัยและให้ความร่มเย็นกับบ้าน
กับชมุ ชน กับโลกใบน้ี ซ่ึงเปน็ แนวทางในการแกป้ ญั หาความยากจนของเกษตรกรไทย ซ่งึ ได้รบั การพสิ จู น์
แลว้ ว่าสามารถแก้ปัญหาได้จรงิ และยงั สามารถยอ้ นกลับไปแก้ไขปญั หาหนี้สินซง่ึ สะสมพอกพูนจากการ
ทาเกษตรเชิงเด่ียว ปญั หาความเส่ือมโทรมของทรัพยากร ปญั หาความขาดแคลนนา้ ภยั แลง้ ทัง้ หมดล้วน
แก้ไขไดจ้ ากแนวคิดป่า 3 อยา่ งประโยชน์ 4 อยา่ งขององค์พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หวั ในรชั กาลที่ 9
ขั้นที่ 5 - 6 บุญและทาน เครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงเช่ือมั่นว่าสังคมไทย
เป็นสังคมบุญ สังคมทาน ไม่เน้นการแลกเปลี่ยนทางการค้าแต่เน้นการทาบุญ ไม่เน้นการสะสมเป็น
ของส่วนตวั แตเ่ น้นการใหท้ านและสะสมโดยมอบให้เปน็ ทรัพย์สิน ส่วนรวมโดยวัดหรือศาสนสถานตาม
แตล่ ะศาสนาเปน็ ศูนยก์ ลาง เป็นการฝึกจิตใจ ใหล้ ะซง่ึ ความโลภและกิเลสในการอยากได้ ใคร่มี ลดปัญหา
ช่องว่างระหวา่ ง ชนชน้ั ตามความหมายอนั ลึกซ้ึงของคา “Our Loss is Our Gain” หรอื “ย่งิ ทาย่ิงได้ ยงิ่ ให้
ย่ิงมี” การให้ไปคือได้มาและเชื่อมั่นในฤทธิ์ของทานว่าทานมีฤทธิ์จริงและจะส่งผลกลับมาเป็นเพ่ือน
เปน็ กลั ยาณมติ ร เปน็ เครือขา่ ยทชี่ ว่ ยเหลือกันในทุกสถานการณ์ แมใ้ นวันที่โลกนี้ประสบกับวกิ ฤตการณ์
ข้ันที่ 7 เก็บรักษา ขั้นต่อไปหลังจากสามารถพึ่งตนเองได้ พอมี พอเหลือ
ทาบุญ ทาทานแล้ว คือการรู้จักเก็บรักษา ซึ่งเป็นการตั้งอยู่ในความไม่ประมาทและการรู้จักเก็บรักษา
ยังเป็นการสร้างรากฐานของการเอาตัวรอดในเวลาเกิดวิกฤตการณ์ โดยยึดแนวทางตามวิถีชีวิตชาวนา
สมัยก่อนซึ่งเก็บรักษาข้าวไว้ในยุ้งฉางเพื่อให้พอมีกินข้ามปีคัดเลือกและเก็บรักษา “ข้าวพันธ์ุ" ไว้สาหรับ
เป็นพันธ์ุข้าวในปตี ่อไป ซง่ึ ผดิ กับวิถชี าวนาในปจั จบุ ันท่ใี ชว้ ิธีการขายข้าวทงั้ หมดแล้วนาเงนิ ท่ีขายได้ไปซื้อ
พันธขุ์ า้ วเพื่อปลูกในปตี อ่ ไป สง่ ผลใหเ้ กดิ การขาดความม่ันคงและเปรยี บเสมอื นการใช้ชวี ิตอยู่บนเส้นทาง
สายความประมาท เพราะหากเกิดภยั แล้ง นา้ ทว่ ม ผลผลติ ไมไ่ ดต้ ามที่ตงั้ ใจไว้ ย่อมหมายถึงปญั หาหน้ีสิน
และการขาดแคลนพนั ธ์ุขา้ วสาหรับปลูกในปีต่อไป นอกจากเก็บพนั ธ์ุขา้ วแล้ว ยังเนน้ ใหร้ ้จู ักวธิ ีการถนอม
อาหาร การสะสมอาหารไว้กินในยามหน้าแล้งด้วยการแปรรูปอาหารหลากชนดิ อาทิ ปลาร้า ปลาแห้ง
มะขามเปียก พรกิ แหง้ หอม กระเทียม เพ่ือเก็บไวก้ นิ ในอนาคต
ขั้นที่ 8 ขาย เน่ืองจากเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เศรษฐกิจการค้าแต่ก็ไม่ใช่
เศรษฐกิจหลังเขา การค้าขายสามารถทาได้แต่ทาภายใต้การรู้จักตนเอง รู้จักพอประมาณและทาไป
ตามลาดบั โดยของทขี่ าย คือ ของที่เหลือจากทุกขั้นแล้วจึงนามาขาย เชน่ ทานาอนิ ทรีย์ ปลกู ข้าวปลอด
สารเคมี ไมท่ าลายธรรมชาติ ได้ผลผลติ เกบ็ ไว้พอกิน เกบ็ ไวท้ าพันธ์ุ ทาบุญ ทาทาน แล้วจึงนามาขายดว้ ย
ความรู้สึกของการ “ให”้ อยากท่จี ะใหส้ ง่ิ ดี ๆ ทีเ่ ราปลกู เอง เผ่อื แผ่ใหก้ บั คนอืน่ ๆ ได้รับสิง่ ดี ๆ นัน้ ๆ ดว้ ย
การค้าขายตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นการค้าท่ีมองกลับด้าน “เพราะรักคุณจึงอยากให้คุณ
ได้รบั ในส่ิงดี ๆ” พอเพียงเพ่อื อ้มุ ชู เผอื่ แผ่ แบ่งปัน ไปดว้ ยกัน
13
ข้นั ตอนที่ 9 กองกาลงั เกษตรโยธิน คอื การสร้างกองกาลงั เกษตรโยธินหรือ
การสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงทั้งประเทศ เพ่ือขยายผลความสาเร็จตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
สู่การปฏวิ ตั แิ นวคิด และวถิ ีการดาเนินชีวติ ของคนในสังคมในชุมชน เพื่อการแกป้ ัญหาวกิ ฤต 4 ประการ
อันได้แก่ วิกฤตการณ์ส่ิงแวดล้อม/ภัยธรรมชาติ (Environmental Crisis) วิกฤตการณ์โรคระบาด
ท้ังในคน สัตว์ พืช (Epidemic Crisis) วิกฤตเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพง (Economic Crisis)
วกิ ฤตความขดั แยง้ ทางสังคม/สงคราม (Political/Social Crisis)
2.1.2 แนวคดิ เกยี่ วกบั หลักทฤษฎใี หม่
วิวัฒน์ ศัลยกาธร (2552) กล่าวว่า ทฤษฎีใหม่ ในความหมายน้ี หมายถึง ทฤษฎีใหม่
ด้านการบริหารท่ีดินจานวนน้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในพระราชดาริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เกี่ยวกับการทาการเกษตรบนที่ดินจานวนน้อย โดยมี
เป้าหมายเพ่ือการอยอู่ าศัยและการดาเนินชวี ติ อย่างมั่นคง ยงั่ ยืน ซึ่งเป็นการคดิ บนหลกั การใหม่แตกต่าง
จากแนวทางการทาการเกษตรอตุ สาหกรรม ท่ีม่งุ ผลิตผลผลติ ในปริมาณมากเพื่อการคา้ ขายเปน็ หลกั
ทฤษฎีใหม่เป็นระบบความคิดเกี่ยวกบั กระบวนการพัฒนาท่ีไม่เคยมีผู้ใดคิดมาก่อน
มคี วามแตกต่างจากทฤษฎีที่เคยมีมากอ่ นท้งั สิ้น จึงไดเ้ รียกว่า ทฤษฎีใหม่ ซึง่ มีมากกว่า 30 ทฤษฎี อาทิ
ทฤษฎีการป้องกันการเส่ือมโทรมและพังทลายของดิน โดยหญ้าแฝก ทฤษฎีการจัดการความแห้งแล้ง
ด้วยการทาฝนเทียม ทฤษฎีการจัดการนา้ ด้วยการสร้างฝายชุ่มชื้น ทฤษฎีการจัดการน้าท่วมด้วยการทา
แก้มลิงเพ่ือกักเก็บน้า ฯลฯ ทฤษฎีเหล่าน้ีสามารถนามาใช้ร่วมกัน เพื่อพัฒนาไปสู่การพึ่งตนเอง พอกนิ
พอใช้ พออยู่ และกา้ วตอ่ ไปสกู่ ารร่วมมมอื กันจดั การทรัพยากรธรรมชาตแิ ละการสรา้ งเครือข่าย
กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย (2564) กล่าวว่า “ทฤษฎีใหม่”
เปน็ แนวทางการจดั การดนิ และนา้ เพื่อการเกษตรขนาดเล็กให้เกดิ ประโยชนส์ ูงสุด พระบาทสมเดจ็ พระบรม
ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงทดลองเป็นแห่งแรกท่ีวัดมงคล
ชยั พฒั นา ตาบล ห้วยบง อาเภอเมืองเฉลมิ พระเกยี รติ จงั หวดั สระบรุ ี
ทฤษฎีใหม่นี้เป็นแนวทางการพัฒนาชีวติ และอาชีพ ได้พระราชทานพระราชดารไิ ว้
3 ข้ัน คอื
ขัน้ ที่ 1 คอื การผลิต
ขน้ั ท่ี 2 คอื การรวมพลงั กันในรปู กลมุ่ หรือสหกรณ์
ขนั้ ท่ี 3 คอื การร่วมมือกับแหลง่ เงิน ธนาคารและกบั แหล่งพลังงาน
ในท่ีน้ี จะเน้นรายละเอียดเฉพาะขั้นตอนที่ 1 การเพาะปลูกในท่ีดินของเกษตรกร
ซึ่งถอื วา่ เป็นข้ันตอนที่สาคญั สดุ โดยสรุปมาจากนายอาพล เสนาณรงค์ องคมนตรี ดงั น้ี
ทฤษฎีใหม่ ขั้นท่ี 1
พื้นฐานที่สาคัญของเกษตรกรท่ีเดินตามทฤษฎีใหม่ ได้แก่ มีพื้นท่ีค่อนข้างน้อย
(ประมาณ 15 ไร่) ฐานะค่อนข้างยากจน มีจานวนสมาชิกครัวเรือนปานกลาง (ไม่เกิน 6 คน) อยู่ในเขต
พึ่งพาน้าฝนตามธรรมชาติ ฝนไม่ชุกสภาพดินสามารถกักเก็บน้าได้ หลักการที่สาคัญ คือ การบริหาร
จดั การดนิ และน้าเพื่อให้เกิดผลผลิตเปน็ อาหารและรายได้ตลอดปี ในระยะแรกควรผลิตพอเพียงเล้ยี งตัวได้
แต่จะต้องมีความขยันหมั่นเพียร อยู่กินอย่างประหยัด มีความสามัคคีและช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนบ้าน
14
พระองค์ทรงแนะนาให้แบ่งพื้นท่ีออกเป็นสัดส่วน คือ 30 30 30 และ 10 (ภายหลังสัดส่วนน้ีทรงมี
พระบรมราชวินิจฉัยใหย้ ดื หย่นุ ได้บ้าง) และจะตอ้ งกระทากจิ กรรม ดังนี้
1) ร้อยละ 30 ส่วนแรก ให้ขุดสระน้าประมาณ 4.5 ไร่ สาหรับเก็บน้าฝน
ตามธรรมชาติ และจะต้องใช้น้าอย่างประหยัด รูปร่างและขนาดของสระน้าอาจยืดหยุ่นได้บ้าง หรือ
อาจจะเป็นสระน้า เล็ก ๆ หลาย ๆ แห่ง กระจายออกไปตามสภาพพื้นที่ แต่ให้รวมพื้นท่ีท้ังหมดจะต้อง
ใกลเ้ คยี งกัน รอ้ ยละ 30 สระนา้ รูปส่เี หลีย่ มผนื ผา้ ใหญ่ ๆ นา่ จะลดการระเหยของน้าได้ดีกวา่ บอ่ กว้าง
2) ร้อยละ 30 ส่วนที่ 2 ใช้ปลกู ข้าวเนอ้ื ท่ีประมาณ 4.5 ไร่ เนอ่ื งจากขา้ วเป็นอาหาร
หลกั ของคนไทย เกษตรกรจะตอ้ งม่ันใจว่ามขี า้ วกนิ เพียงพอตลอดปี เพ่อื สรา้ งเสถียรภาพทางด้านอาหาร
ใหแ้ กค่ รัวเรือน
3) รอ้ ยละ 30 ส่วนท่ี 3 เนือ้ ท่ี 4.5 ไร่ ใหป้ ลูกพืชสวน ไม้ยืนตน้ และพชื ไร่ ผสมผสาน
กันหลากหลายอย่างภูมิภาคและฤดูกาล ตลอดจนความต้องการของตลาด ไม่มีสูตรตายตัว สามารถ
ยืดหยุ่นได้ เพ่ือเป็นหลักประกันความยั่งยืนในด้านอาหาร และสามารถเสริมสร้างรายได้เป็นพิเศษด้วย
เช่น พืชท่ีเป็นไม้ผล พืชท่ีเป็นไม้กิน พืชที่เป็นไม้ล้มลุก พืชสวนท่ีเป็นไม้ดอกไม้ประดับ
เหด็ สมุนไพร และเครือ่ งเทศ พืชสวนที่ปลูกในนา้ ไมย้ ืนต้นสาหรับใช้สอยและเปน็ เช้ือเพลงิ พชื ไร่บางชนิด
เชน่ ข้าวโพด ออ้ ยค้ันน้า และพชื คลุมดินชนดิ ทีเ่ ป็นพืชลม้ ลกุ เช่น ปอเทอื ง ถวั่ ลิสง ถัว่ พุ่ม
สาหรับพ้ืนท่ีที่มีความลาดเทหรือริมบ่อ บนคันดินควรปลูกแฝกเป็นแถวขวาง
ตามแนวราบเพอื่ ป้องกนั การชะลา้ งพังทลายของดนิ โดยมหี ลักการพิจารณาเลือกปลูกพืชทัว่ ๆ ไป ให้ดู
จากความสงู ของพืช ดงั กลา่ วโดยแบง่ ออกเป็น 3 ระดับ ดงั น้ี
1) ตน้ สูง เช่น มะพร้าว มะขาม ประดู่ ไผ่ ขนนุ เป็นต้น
2) ต้นปานกลาง เช่น มะม่วง ส้ม มะนาว ขี้เหล็ก กระท้อน น้อยหน่า กล้วย อ้อย
สะเดา เป็นต้น
3) ตน้ ล่าง เชน่ ขงิ ข่า ตะไคร้ บัวบก กระชาย ขมนิ้ สปั ปะรด มนั ต่าง ๆ เป็นตน้
4) ร้อยละ 10 เปน็ ทอ่ี ยู่อาศยั ถนน คนั ดิน และส่ิงก่อสร้างอืน่ ๆ รวมประมาณ 1.5 ไร่
รวมท้ังคอกสตั วเ์ ลยี้ ง เรอื นเพาะชา ยุง้ ฉาง อาคารท่ีเก็บเครอ่ื งมอื ในการเกษตร
5) การเลย้ี งสตั ว์ ควรพจิ ารณาเลี้ยงสัตว์ท่ีเหมาะสมและไม่สิ้นเปลืองเงนิ ทุน เพราะ
วตั ถปุ ระสงค์เพียงแตเ่ ป็นอาหาร และอาจเปน็ รายได้เสริมในวาระตา่ ง ๆ
การเกษตรทฤษฎีใหม่ในเขตน้าฝนน้ีถึงแม้จะหวังพึ่งน้าจากการกักเก็บน้าฝน
ตามธรรมชาติแต่ถา้ มีระบบชลประทานของรฐั เสรมิ บ้างในบางครัง้ บางคราว ก็จะทาใหส้ มบูรณ์ยิ่งขึ้น
ทฤษฎใี หม่ ข้ันท่ี 2
เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบัติในที่ดินของตนจนได้ผลแล้วก็ต้องเรม่ิ
ขัน้ ทส่ี อง คือการใหเ้ กษตรกรรวมพลงั กนั ในรปู แบบรวมกลุ่ม หรอื สหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจกนั ดาเนินการ
ในดา้ นต่าง ๆ ดังน้ี
15
1) การผลติ (พันธพ์ุ ืช เตรียมดนิ ชลประทาน ฯลฯ)
2) การตลาด (ลานตากข้าว ยงุ้ เครอื่ งสขี า้ ว การจาหนา่ ยผลผลติ )
3) ความเปน็ อยู่ (กะปิ น้าปลา อาหาร เคร่ืองนงุ่ หม่ ฯลฯ)
4) สวสั ดิการ (สาธารณสุข เงนิ ก)ู้
5) การศกึ ษา (โรงเรียน ทนุ การศึกษา)
6) สังคมและศาสนา
กิจกรรมทั้งหมดดังกล่าวข้างต้นจะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ไม่วา่ ส่วนราชการ องค์กรเอกชน ตลอดจนสมาชิกในชมุ ชนนั้นเปน็ สาคัญ
ทฤษฎีใหม่ ขั้นท่ี 3
เม่ือดาเนนิ การผ่านพน้ ข้นั ท่สี องแลว้ เกษตรกรหรือกลมุ่ เกษตรกรกค็ วรก้าวหนา้ ไปสู่
ขัน้ ท่ีสามต่อไป คอื ตดิ ตอ่ ประสานงาน เพื่อจัดหาทุนหรือแหล่งเงนิ เช่น ธนาคาร บริษัท ห้างรา้ นเอกชน
มาชว่ ยในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวติ
กัญญกร รัตนเก้ือกังวาน (2560) เกษตรทฤษฎีใหม่ หมายถึง แนวทางการเกษตร
ที่มีหลักในการแก้ไขปัญหาจากการ ปลูกพืชและความเป็นอยู่ของเกษตรกร โดยเป็นแนวทางหน่ึง
ของเศรษฐกิจพอเพียง การเกษตรแบบน้ี จะเน้นไปในเรื่องการจัดสรรที่ดินท่ีมีอยู่และนามาใช้ให้เกิด
ประโยชน์สูงสุดโดยแบ่งพ้ืนท่ีออกเป็นส่วน ๆ ทั้งหมด 4 ส่วน ตามอัตราท่ีสมดุลและเก้ือกูลกันและกัน
โดยเนน้ ถงึ ชวี ติ และความเปน็ อยทู่ ี่ พออยู่ได้ แบบไม่ขัดสน ทฤษฎใี หม่เปน็ สตู รพัฒนาการเกษตรแผนใหม่
ท่ีเน้นการกักเก็บน้าในพ้ืนท่ี การเกษตร เพ่ือใช้แก้ปัญหาภาวะการขาดแคลนน้าทางการเกษตร
มีการจัดสรรดินอย่างเป็นสัดส่วน ตามอัตราส่วนท่ีกาหนดทฤษฎีใหม่ตามพระราชดาริมีลักษณะเป็น
การเกษตรแบบผสมผสานแต่มีความชัดเจนในการกาหนดพ้ืนท่ี เพราะโดยเฉลี่ยเกษตรกรของไทย
จะมีพ้นื ทถี่ ือครองเฉล่ียครอบครวั ละประมาณ 10 - 15 ไร่ ให้ จัดแบ่งไรน่ าออกเปน็ 3 สว่ น โดย : สว่ นแรก
ประมาณร้อยละ 30 ให้ ก่อสร้างสระกักเก็บน้าขนาดเล็กเพียงพอท่ีจะบรรจุน้าได้ เลี้ยงปลาในสระ
ปลูกพืชน้าและปลูกพืชรอบ ขอบสระ : ส่วนท่ีสอง ประมาณร้อยละ 60 เป็นพ้ืนที่ทานาเพื่อบริโภค
ปลูกไม้ผลและพืชไร่ตา่ ง ๆ ตามความเหมาะสม : สว่ นท่เี หลือ ประมาณร้อยละ 10 ก็จะใช้ปลูกสร้างบ้าน
คอกสัตว์ลานตาก ที่เก็บปุ๋ย และท่ีเก็บวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีใหม่ไม่ใช่สูตรสาเร็จ
ทเ่ี นรมิตความฝันไดโ้ ดยง่าย ทฤษฎีใหม่ต้องดาเนินการอย่างรอบคอบ ระมดั ระวัง และมีปจั จัยแต่งเสริม
หลายอยา่ งจึงจะประสบ ผลสาเร็จ และมีความมน่ั คงยงั่ ยืน
จากการทบทวนแนวคดิ เก่ียวกับเกษตรทฤษฎีใหม่ สามารถสรุปไดวา เกษตรทฤษฎีใหม่
คอื แนวทางการเกษตรในการจัดสรรท่ีดนิ ที่มีอยู่และนามาใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์สงู สดุ โดยแบง่ พื้นท่ีทง้ั หมด
เป็น 4 ส่วน ตามอัตราที่สมดุลและเกื้อกูลกันโดยเน้นถึงชีวิตและความเป็นอยู่ที่พออยู่ได้
แบบไม่ขัดสน เพอ่ื สรา้ งความสมดลุ ในการดาเนินชวี ติ พร้อมรับตอ่ ความเปลี่ยนแปลง คอื ตามอตั ราส่วน
30 : 30 : 30 : 10 ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง นาไปสู่ความเข้มแข็ง ในระดับบุคคล ระดับครอบครัว
ระดับชุมชน ระดับองคก์ ร ระดับสังคม และในระดบั ประเทศ อนั นาไปสูก่ ารพัฒนาทีย่ ่งั ยนื
16
2.1.2.1 แนวคิดทฤษฎใี หม่
มูลนิธิชัยพัฒนา (2542) ได้ให้ความหมายทฤษฎีใหม่ ความว่าปัญหาหลัก
ของเกษตรกรในอดตี จนถงึ ปัจจบุ นั ทส่ี าคัญประการหน่งึ คอื การขาดแคลนนา้ เพื่อเกษตรกรรม โดยเฉพาะ
อย่างย่ิงในเขตพื้นที่เกษตรที่อาศัยน้าฝน ซ่ึงเป็นพื้นที่ส่วนใหญข่ องประเทศท่ีอยู่ในเขตท่ีมีฝนค่อนข้างนอ้ ย
และสว่ นมากเปน็ นาข้าวและพืชไร่ เกษตรกรยงั คงทาการเพาะปลูกได้ปีละครั้งในชว่ งฤดฝู นเท่านนั้ และ
มีความเสยี่ งกับความเสยี หาย อนั เนอ่ื งมาจากความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศและฝนท้ิงช่วง แม้ว่าจะมี
การขุดบ่อหรือสระเก็บน้าไว้ใช้บ้างแต่ก็มีขนาดเพียงพอ หรือมีปัจจัยอ่ืนๆ ที่เป็นปัญหาให้มีน้าใช้
ไม่เพียงพอ รวมทั้งระบบการปลกู พชื ไมม่ หี ลกั เกณฑ์ใดๆ และส่วนใหญป่ ลูกพชื ชนิดเดียว
ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 จึงได้พระราชทาน
พระราชดาริเพ่ือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรท่ีประสบความยากลาบากดังกล่าว ให้สามารถผ่านพ้น
ช่วงเวลาวิกฤติโดยเฉพาะการขาดแคลนน้าได้โดยไม่เดือดร้อนและยากลาบากนัก พระราชดาริน้ี
ทรงเรียกว่า "ทฤษฎีใหม่" เป็นแนวทางหรือหลักการในการบริหารการจัดการที่ดินและน้าเพื่อ
การเกษตรในท่ีดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งการทาทฤษฎีใหม่นั้น เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจ
จะต้องมีการบริหารและจัดแบ่งท่ีดินแปลงเล็กออกเป็นสัดส่วนท่ีชัดเจน เพื่อประโยชน์สูงสุดของ
เกษตรกร มีการคานวณโดยหลักวิชาการเกย่ี วกับปริมาณน้าที่จะกักเกบ็ ให้พอเพียงต่อการเพาะปลูกได้
ตลอดปี และมีการวางแผนทีส่ มบรู ณ์ สาหรบั เกษตรกรรายยอ่ ย มถี ึง 3 ขัน้ ตอน ดังนี้
ทฤษฎใี หม่ขั้นต้น เป็นระบบการผลติ แบบพอเพียงท่เี กษตรกรสามารถเล้ียง
ตัวเองไดใ้ นระดับทีป่ ระหยัดก่อน ท้งั น้ชี ุมชนตอ้ งมคี วามสามคั คี รว่ มมอื รว่ มใจในการชว่ ยเหลอื ซง่ึ กนั และ
กนั ทานองเดยี วกับการ "ลงแขก" แบบดัง้ เดมิ เพอ่ื ลดคา่ ใช้จ่าย เนอ่ื งจากข้าวเป็นปจั จยั หลักทท่ี กุ ครัวเรอื น
จะต้องบรโิ ภค ดงั น้นั จึงประมาณว่าครอบครัวหนึง่ ทานา 5 ไร่ จะทาให้มขี ้าวพอกนิ ตลอดปี โดยไม่ต้อง
ซ้ือหาในราคาแพงเพ่ือยดึ หลักพ่ึงตนเองได้อย่างมีอิสรภาพต้องมีน้าเพือ่ การเพาะปลูกสารองไว้ใช้ในฤดู
แล้ง หรือระยะฝนทิ้งช่วงได้อย่างพอเพียง ดังนั้นจึงจาเป็นต้องกันท่ีดินส่วนหนึ่งไว้ขุดสระน้า โดยมี
หลักว่าต้องมีน้าเพยี งพอท่ีจะทาการเพาะปลูกได้ตลอดปี ท้ังนี้ได้พระราชทานพระราชดารเิ ป็นแนวทาง
วา่ ตอ้ งมีน้า 1,000 ลกู บาศก์เมตร ต่อการเพาะปลกู 1 ไร่ โดยประมาณ ฉะน้ัน เมอ่ื ทานา 5 ไร่ ทาพชื ไร่
หรือไม้ผลอีก 5 ไร่ (รวมเป็น 10 ไร่) จะต้องมีน้า 10,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ดังนั้น หากมีพ้ืนท่ี 15 ไร่
จึงมีสูตรคร่าวๆ ว่า แต่ละแปลงประกอบด้วย นา 5 ไร่ พืชไร่พืชสวน 5 ไร่ สระน้า 3 ไร่ ลึก 4 เมตร จุน้า
ประมาณ 19,000 ลูกบาศก์เมตร ซ่ึงเป็นปริมาณน้าท่ีเพียงพอที่จะสารองไว้ใช้ยามฤดูแล้ง ท่ีอยู่อาศัย
และอื่นๆ 2 ไร่ รวมท้ังหมด 15 ไร่ การจัดแบ่งแปลงท่ีดินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนี้ พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวทรงคานวณและคานึงจากอัตราถือครองท่ีดินถัวเฉล่ีย ครัวเรือนละ 15 ไร่ อย่างไรก็ตาม
หากเกษตรกรมพี ื้นท่ถี อื ครองน้อยกว่าหรอื มากกวา่ น้ี กส็ ามารถใชอ้ ัตราส่วน 30:30:30:10 ไปเป็นเกณฑ์
ปรับใช้ได้ กล่าวคือ 30% ส่วนแรก ขุดสระน้า (สามารถเล้ียงปลา ปลูกพืชน้า เช่น ผักบุ้ง ผักกะเฉด ฯลฯ
ได้ด้วย) 30% ส่วนท่ีสอง ทานา 30% ส่วนที่สาม ปลูกพืชไร่ พืชสวน (ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอย ไม้สร้าง
บ้าน พืชไร่ พืชผัก สมุนไพร เป็นต้น) 10% สุดท้ายเป็นท่ีอยู่อาศัยและอื่นๆ (ถนน คันดิน กองฟาง
ลานตาก กองปุ๋ยหมัก โรงเรือน โรงเพาะเห็ด คอกสัตว์ ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักสวนครัวหลังบ้าน
เป็นต้น) อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนดังกล่าวเป็นสูตรหรือหลักการโดยประมาณเท่าน้ัน สามารถปรับปรุง
เปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมโดยข้ึนอยู่กับสภาพของพื้นท่ี ดิน ปริมาณน้าฝนและสภาพแวดล้อม
17
เช่น ในกรณีภาคใต้ท่ีมีฝนตกชุกกว่าภาคอื่น หรือหากพ้ืนที่ที่มีแหล่งน้ามาเติมสระได้ต่อเนื่อง ก็อาจลด
ขนาดของบ่อหรอื สระน้าให้เล็กลงเพอื่ เก็บพ้นื ทไ่ี วใ้ ชป้ ระโยชนอ์ น่ื ตอ่ ไปได้
ทฤษฎีใหม่ข้ันก้าวหนา้ เม่ือเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ลงมอื ปฏบิ ัติ
ตามขั้น ที่หนึ่งในท่ีดินของตนจนได้ผลแล้ว ฉะนั้นเกษตรกรก็จะพัฒนาตนเองไปสู่ขั้นพออยพู่ อกินเพื่อ
ใหม้ ีผลสมบูรณ์ย่ิงขึน้ จงึ ควรที่จะต้องดาเนนิ การตามขัน้ ทสี่ องและขั้นทส่ี ามตอ่ ไปตามลาดับ ดังนี้
ทฤษฎใี หม่ขน้ั ก้าวหน้าขั้นท่ี 2 ใหเ้ กษตรกรรวมพลังกันในรูปแบบของกลุ่ม
หรือ สหกรณ์ ร่วมแรง ร่วมใจกันดาเนินการในด้าน (1) การผลิต เกษตรกรจะต้องร่วมมือ
ในการผลิตโดยเริ่มตั้งแต่ขั้นเตรียมดิน การหาพันธ์ุพืช ปุ๋ย การหาน้า และอ่ืน ๆ เพ่ือการเพาะปลูก
(2) การตลาด (ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจาหน่ายผลผลิตเม่ือมีผลผลิตแล้วจะต้องเตรียมการ
ต่างๆ เพือ่ การขายผลผลิตใหไ้ ดป้ ระโยชนส์ ูงสุด เช่น การเตรียมลานตากขา้ วร่วมกัน การจดั หาย้งุ รวบรวมข้าว
เตรียมหาเครื่องสีข้าว ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิตให้ได้ราคาดีและลดค่าใช้จ่ายลงด้วย
(3) ความเป็นอยู่ (กะปิ น้าปลา อาหาร เคร่อื งนุง่ หม่ ฯลฯ) ในขณะเดยี วกันเกษตรกรตอ้ งมีความเป็นอยู่
ท่ีดีพอสมควร โดยมีปัจจัยพ้ืนฐานในการดารงชีวิต เช่น อาหารการกินต่าง ๆ กะปิ น้าปลา เสื้อผ้า
ท่ีพอเพียง (4) สวัสดิการ (สาธารณสุข เงินกู้) แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิภาพและบริการท่ีจาเป็น เช่น
มีสถานีอนามัยเมื่อยามป่วยไข้ หรือมีกองทุนไว้กู้ยืมเพ่ือประโยชน์ในกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน
(5) การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศกึ ษา) ชมุ ชนควรมบี ทบาทในการสง่ เสรมิ การศึกษา เชน่ มีกองทุนเพ่ือ
การศกึ ษาเล่าเรียนให้แก่เยาวชนของชุมชนเอง (6) สงั คมและศาสนา ชมุ ชนควรเป็นที่รวมในการพัฒนา
สังคมและจติ ใจ โดยมีศาสนาเปน็ ทย่ี ึดเหนี่ยว กจิ กรรมท้งั หมดดงั กลา่ วข้างต้น จะต้องได้รบั ความร่วมมือ
จากทุกฝ่ายท่ีเก่ียวขอ้ ง ไมว่ า่ สว่ นราชการ องคก์ รเอกชน ตลอดจนสมาชกิ ในชุมชนนนั้ เป็นสาคญั
ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้าขั้นท่ี 3 เม่ือดาเนินการผ่านพ้นขั้นที่สองแล้ว
เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหนา้ ไปสู่ขั้นท่ีสามต่อไป คือ ติดต่อประสานงานเพื่อจัดหา
ทุน หรอื แหลง่ เงนิ เชน่ ธนาคาร หรอื บรษิ ัท ห้างร้านเอกชน มาชว่ ยในการลงทุนและพฒั นาคณุ ภาพชีวิต
ทง้ั น้ี ท้ังฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคารกับบริษัท จะไดร้ บั ประโยชน์ร่วมกัน กลา่ วคอื เกษตรกรขายข้าว
ได้ในราคาสูง (ไม่ถูกกดราคา) ธนาคารกับบริษัทสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาต่า (ซื้อข้าวเปลือก
ตรงจากเกษตรกรและมาสีเอง) เกษตรกรซ้ือเคร่ืองอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่า เพราะรวมกันซื้อ
เป็นจานวนมาก (เป็นร้านสหกรณ์ ราคาขายส่ง) ธนาคารกับบริษัทจะสามารถกระจายบุคลากร
(เพ่ือไปดาเนนิ การในกจิ กรรมตา่ ง ๆ ใหเ้ กดิ ผลดีย่ิงข้นึ )
อย่างไรกต็ ามการทาทฤษฎีใหม่ มีขอ้ สาคัญทีค่ วรพจิ ารณารว่ มดว้ ย ดงั นี้
1) การดาเนินการตามทฤษฎีใหม่นั้น มีปัจจัยประกอบหลายประการ
ขน้ึ อย่กู บั สภาพแวดลอ้ มในแตล่ ะท้องถิน่ ฉะนน้ั เกษตรกรควรขอรบั คาแนะนาจากเจ้าหนา้ ท่ดี ้วย
2) การขุดสระน้านั้น จะต้องสามารถเก็บกกั น้าได้เพราะสภาพดินในแต่ละ
ท้องถ่ินแตกต่างกัน เช่น ดินร่วน ดินทราย ซ่ึงเป็นดินที่ไม่สามารถอุ้มน้าได้ หรือเป็นดินเปรี้ยว ดินเค็ม
ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับพืชที่ปลูกได้ ฉะน้ัน จะต้องพิจารณาให้ดีและควรขอรับคาแนะนาจากเจ้าหน้าที่
พัฒนาทด่ี ิน หรอื เจา้ หน้าทห่ี น่วยงานทีเ่ ก่ยี วขอ้ งก่อน
3) ขนาดของพื้นที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคานวณและคานึง
จากอัตราการถอื ครองทีด่ ินถ่ัวเฉลี่ยครวั เรอื นละ 15 ไร่ แตใ่ หพ้ ึงเขา้ ใจวา่ อัตราส่วนเฉล่ยี ขนาดพ้ืนที่น้ีมิใช่
18
หลักตายตัว หากพ้ืนท่ีการถือครองของเกษตรกรจะมีน้อยกว่าหรือมากกว่าน้ี ก็สามารถนาอัตราส่วนนี้
(30:30:30:10) ไปปรับใช้ได้
4) การปลกู พชื หลายชนิด เช่น ข้าวซง่ึ เปน็ พืชหลกั ไม้ผล พืชผัก พชื ไร่ และ
พืชสมุนไพร อีกท้ังยังมีการเล้ียงปลาหรือสัตว์อ่ืนๆ ซึ่งเกษตรกรสามารถนามาบริโภคได้ตลอดท้ังปี
เป็นการลดค่าใช้จ่ายในส่วนของอาหารสาหรับครอบครัวได้ และส่วนท่ีเหลือสามารถจาหน่ายได้เป็น
รายไดแ้ กค่ รอบครัวไดอ้ ีก
5) ความร่วมมอื รว่ มใจของชุมชน จะเปน็ กาลงั สาคญั ในการปฏิบัติตามหลัก
ทฤษฎีใหม่ เช่น การลงแรงช่วยเหลือกันหรือที่เรียกว่าการลงแขก นอกจากจะทาให้เกิดความรัก
ความสามคั คีในชุมชนแล้ว ยังเปน็ การลดค่าใชจ้ ่ายในการจา้ งแรงงานไดอ้ กี ดว้ ย
6) ในระหวา่ งการขดุ สระน้า จะมีดินทีถ่ กู ขดุ ขน้ึ มาเป็นจานวนมาก หนา้ ดนิ
ซ่ึงเป็นดินดีควรนาไปกองไว้ต่างหาก เพ่ือนามาใช้ประโยชน์ในการปลูกพชื ต่างๆ ในภายหลัง โดยนามา
เกลยี่ คลมุ ดินชั้นล่างทเ่ี ปน็ ดนิ ไม่ดี ซง่ึ อาจนามาถมทาขอบสระน้าหรอื ยกร่องสาหรบั ปลูกไม้ผล
เงื่อนไขหรือปัญหาในการดาเนินงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มี
พระราชดารัสเมือ่ วนั ท่ี 4 ธันวาคม 2538 ณ ศาลาดุสิดาลยั มีความตอนหนง่ึ ดงั นี้ "...การทาทฤษฎีใหม่นี้
มิใช่ของง่าย ๆ แล้วแต่ที่ แล้วแต่โอกาส และแล้วแต่งบประมาณ เพราะว่าเดี๋ยวน้ีประชาชนทราบถึง
ทฤษฎีใหม่น้ีกว้างขวางและแต่ละคนก็อยากได้ ให้ทางราชการขุดสระแล้วช่วย แต่มันไม่ใช่ส่ิงง่ายนัก
บางแห่งขุดแล้วไม่มีน้า แม้จะมีฝนน้าก็อยู่ไม่ได้ เพราะว่ามันร่ัว หรือบางทีก็เป็นที่ท่ีรับน้าไม่ได้
ทฤษฎีใหม่นี้จึงต้องมีพื้นท่ีท่ีเหมาะสมด้วย...ฉะนั้น การท่ีปฏิบัติตามทฤษฎีใหม่หรืออีกนัยหน่ึง
ปฏิบตั เิ พือ่ หาน้าให้แก่ราษฎร เปน็ สิ่งทีไ่ มใ่ ช่งา่ ย ตอ้ งช่วยกันทา..."
จากแนวคดิ ทฤษฎีใหมเ่ บ้ืองต้น จงึ มีการประยุกตส์ ู่การปฏิบตั ิใหง้ า่ ยข้นึ
โดยทผ่ี ู้สนใจหรือเกษตรกร สามารถนาไปใช้ประโยชนไ์ ด้จรงิ โดยเรมิ่ จากตัวเอง ครอบครัวและขยายผล
ไปสู่ระบบสังคมทใี่ หญข่ น้ึ จงึ มีแนวคดิ หรอื การประยุกต์ใช้ตามบรบิ ทพื้นที่ ดงั น้ี
2.1.2.2 ทฤษฎใี หมป่ ระยุกต์สู่โคก หนอง นา โมเดล
เกษตรทฤษฎีใหม่สกู่ ารกกั เก็บน้าใน โคก หนอง นา โมเดล หลมุ ขนมครก
คือ การนาศาสตร์พระราชาร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น นามาสู่การออกแบบพ้ืนท่ี 1 พื้นท่ี จานวนก่ีไร่
ก็ได้ ให้สามารถเก็บน้าฝนในพ้ืนที่นั้น ๆ ไว้ให้ได้ทั้ง 100% โดยต้องมีการคานวณปริมาณน้าฝนท่ีตก
ลงมา น้าสาหรับการบรโิ ภค และปลูกข้าวซ่ึงเป็นหลักการสาคัญของเกษตรทฤษฎีใหม่ นอกจากน้ันยังนา
ศาสตร์พระราชาด้านการจัดการ ดิน น้า ป่า มาใช้เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศในภาพรวม ท้ังการกั้นฝายชะลอน้า
ฝายชมุ่ ชนื้ การบาบัดน้าเสยี การปลูกแฝก และป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง ส่วนภูมปิ ัญญาท้องถ่นิ นั้น
ไดแ้ ก่ การนาดนิ ทขี่ ดุ จากหนองมาทาโคก การขดุ หนองคดโค้งเพอ่ื เพิ่มพืน้ ท่รี อบหนอง และเพือ่ ให้เป็นท่ี
อยู่อาศัยของปลา การขุดคลองไส้ไก่เพ่ือเพิ่มความชุ่มช้ืนในพื้นที่ การยกหัวคันนาสูงเพื่อกักเก็บน้าฝน
การทานาน้าลึกโดยใช้ระดับน้าในท้องนาควบคุมวัชพืชและศัตรูพืช หลุมขนมครก เม่ือนามาปฏิบัติ
จะแตกต่างตามพ้ืนที่ลุ่มและพ้ืนที่สูง แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือในพ้ืนที่ลุ่มใช้รูปแบบโคก หนอง นา
โมเดล ในพ้ืนทีส่ งู ใช้การเปล่ียนเขาหวั โลน้ เปน็ เขาหวั จกุ โดยมีหลักการดงั น้ี
พื้นท่ีลุ่ม : โคก หนอง นา โมเดล คือ รูปธรรมของหลุมขนมครกทาให้ง่าย
ตอ่ การจดจา
19
โคก คือ การนาดินทไ่ี ดจ้ ากการขุดหนองนามาถมเปน็ โคกเพ่อื สร้างทีอ่ ยอู่ าศัย
ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ รวมท้ังปลูกต้นไม้ตามแนวทางศาสตร์พระราชา คือ ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง
ไดแ้ ก่ ไมเ้ พื่อบริโภค (พอกนิ ) เพ่อื ใชส้ อยในครัวเรือน (พอใช้) และเพ่อื สร้างทอ่ี ยู่อาศยั (พออยู่) ปา่ ท้งั 3 อยา่ ง
ให้ประโยชน์อย่างที่ 4 คือช่วยสร้างสมดุลระบบนเิ วศ (พอรม่ เย็น) ปลกู เปน็ ปา่ 5 ระดับคอื สูง กลาง เตยี้
เรี่ยดิน และพืชหัว ใบไม้ท่ีร่วงหล่นช่วยปกคลุมหน้าดินเพิ่มความชุ่มช้ืน น้าใต้ดินท่ีสะสมไว้ใต้โคก
เมอ่ื ฝนตกลงมาบนโคกทม่ี ีตน้ ไม้จานวนมาก น้าจะค่อย ๆ ไหลซมึ ลงมาเกบ็ ไว้ใต้โคกรากต้นไม้ซึ่งต่างระดับกัน
จะช่วยรักษาหน้าดิน และกักเก็บน้าไว้ใต้ดินกลายเป็นแหล่งกักเก็บน้าใต้ดิน ช่วยสร้างความชุ่มชื้น
เพมิ่ ความอุดมสมบูรณ์ใหก้ ับพ้ืนดนิ
หนอง ขดุ หนองใหข้ อบมคี วามคดโคง้ เพ่ือให้เหมาะสมกับการอยอู่ าศัยของ
ปลา ปรบั พน้ื หนองใหม้ ีความลกึ หลายระดับ สว่ นที่แสงแดดสอ่ งถึงปลาจะสามารถวางไขไ่ ด้ดี คลองไสไ้ ก่
ช่วยกระจายน้ารอบพื้นที่ ขุดให้มีลักษณะคดเคี้ยวเพ่ือให้น้าไหลผ่า นทั่วพื้นที่ เพิ่มความชุ่มชื้น
ให้กับผืนดิน ส่งผลดีต่อการทาเกษตรและการปลูกพืชผล ฝายชะลอน้ารับและชะลอน้าที่ไหลมา
จากแม่น้าหรือพื้นท่ีข้างเคียง ช่วยดักตะกอนดินไม่ให้ไหลลงมาสะสมในหนอง คลอง บึง และเขื่อน
นอกจากนัน้ ยังเปน็ การเพ่ิมแหล่งกกั เกบ็ นา้ ในพ้นื ท่ี
นา ยกหัวคันนาเพือ่ เพิม่ พ้ืนท่ีกักเก็บนา้ ไวใ้ นนา โดยให้มีความสูงประมาณ
1 เมตร และปั้นหัวคันนาให้มีความกว้างเพื่อปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง และปลูกแฝก
เพื่อป้องกันการพังทลายของคันนา คันนาจะใช้เป็นเครื่องมือในการปรับระดับน้าเข้านาตามความสูง
ของตน้ ข้าว เกิดเป็นนาน้าลึก ใชน้ ้าในการควบคุมวัชพืชและแมลงตามภูมปิ ัญญาท้องถนิ่
พ้ืนที่สูง : เปล่ียนเขาหัวโล้นเป็นเขาหัวจุก เม่ือประยุกต์ใช้ โคก หนอง นา
โมเดล ให้เข้ากับภูมิสังคม พื้นที่ภูเขาคือโคกตามธรรมชาติจึงไม่จาเป็นต้องสร้างโคกอีก ส่วนหนองนั้น
เปลี่ยนเป็นการกั้นฝายในพื้นที่ร่องเขาเพื่อเก็บน้าไว้ ทานาข้ันบันได โดยยกหัวคันนาสูงและกว้าง
เพ่ือเก็บน้าฝนท่ีตกลงมาบนภูเขาให้ได้มากท่ีสุด สร้างบ่อเก็บน้าจากวัสดุในพ้ืนท่ีไว้ด้านบนเพ่ือปล่อยน้า
ผ่านคลองไส้ไก่ หรือท่ีเรียกว่าลาเหมืองกระจายให้ทั่วพ้ืนท่ี และปลูกแฝกเพื่อป้องกันการพังทลาย
ของดนิ ปลกู ปา่ 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง เพ่อื พอกนิ พออยู่ พอใช้ และคนื ความร่มเยน็ ให้ระบบนิเวศ
รูปแบบนีจ้ ะใชพ้ นื้ ทีเ่ พยี ง 10 ไร่ สามารถให้ผลผลติ มากกว่าการปลกู ขา้ วโพดทั้งภูเขา
โคก พื้นท่ีสงู ในลกั ษณะภูเขาเป็นโคกโดยธรรมชาติ จึงเน้นการปลกู ปา่ 3 อย่าง
ประโยชน์ 4 อย่างเพื่อช่วยสร้างสมดุลระบบนิเวศ แต่เน่ืองจากพื้นท่ีขาดความชุ่มช้ืน จึงต้องเพ่ิม
ความช่มุ ชนื้ ใหก้ ลับคืนมาด้วยการสูบน้าจากร่องเขามาท่บี ่อเกบ็ นา้ และกระจายผ่านลาเหมืองให้ทั่วพื้นที่
เขาหวั จุก
หนอง เกิดจากการกักน้าไว้ในร่องเขาให้เพ่ิมระดับสูงข้ึนด้วยการทาฝาย
ชะลอน้าสร้างบ่อเก็บน้าไว้บนท่ีสูง โดยใช้วัสดุท่ีหาได้ง่ายในพ้ืนท่ี เช่น ไม้ไผ่ ทาบ่อโครงไม้ไผ่ฉาบปูน
สูบน้าจากฝายขึ้นบ่อด้วยพลังงานทดแทน เม่ือน้าเกินปริมาณกักเก็บของบ่อปล่อยน้าไหลลงคลองไสไ้ ก่
หรอื ลาเหมืองซึง่ ขดุ ไลต่ ามระดับช้นั ความสูงของพนื้ ท่ี เพอ่ื กระจายความชุม่ ชื้น
นา คอื ทานาข้นั บนั ได ยกหัวคนั นาสงู และกว้าง เพ่ือกักเกบ็ น้าฝนท่ีตกลงมา
ไว้ในท้องนา และปลูกแฝกชะลอการพังทลายของดิน ทานาน้าลึกเป็นนาอินทรีย์โดยการใช้น้า
ควบคมุ วัชพชื และเรง่ ระดบั ความสูงของตน้ ข้าวเพม่ิ ผลผลิต (หมอ่ นไม้. 2563 (ออนไลน)์ )
20
2.1.3 แนวคดิ เก่ียวกบั โคก หนอง นา โมเดล
(วิวัฒน์ ศัลยกาธร,2561) กล่าวว่า โคก หนอง นา โมเดล จากพื้นฐานของเกษตร
ทฤษฎีใหม่ สู่การออกแบบพื้นท่ีตามแบบ โคก หนอง นา โมเดล ยังคงยึดเร่ืองของการคานวณ
โดยเฉพาะเรื่องน้า การคานวณโดยเฉพาะเรือ่ งน้า การคานวณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวน้นั ได้
คานวณวนั ฝนตกและฝนไม่ตกในหน้าฝนไวด้ ้วยกนั โดยคานวณวา่ วันท่ฝี นไมต่ กน้นั นา้ จะระเหยไป 1 ชว่ั โมง
ในทุกวัน และใน 1 ปี จะมีวันที่ฝนไม่ตกโดยเฉลี่ย 300 วัน หมายถึง น้าจากหนองที่ขุดจะระเหยถึง
3 เมตร แสดงให้เห็นความละเอียดและความรอบรู้ในการคานวณ ซ่ึงเม่ือประยุกต์ใช้ก็จะต้องทาให้
เหมาะสมกบั แตล่ ะพนื้ ท่ี โดยพิจารณาจากปรมิ าณตน้ ไม้ท่ีให้รม่ เงา ความช้นื ชนิดของดิน และอน่ื ๆ
(กรมการพัฒนาชุมชน,2563) อธิบายว่า โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนา
คุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” โดยกรมการพัฒนาชุมชน
กระทรวงมหาดไทย พ้ืนท่ีดาเนินการประกอบด้วย พ้ืนที่เรียนรู้ชุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต
(Community Lab Model for quality of life : CLM) จานวน 337 ตาบล และพ้ืนทีค่ รัวเรือนตน้ แบบ
การพฒั นาคณุ ภาพชวี ิต (Household Lab Model for quality of life : HLM) จานวน 24,842 ครัวเรือน
ซึ่งมีหลักการและเหตุผลโครงการฯ คือ สถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน
ตอ้ งเผชิญกบั ผลกระทบจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคตเิ ชอื้ ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) ซึง่ สง่ ผล
กระทบไปถึงวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ ด้านการสาธารณสุข ด้านการคมนาคมและอื่น ๆ ส่งผลให้เกิด
วิกฤตทางสังคมขนาดหนักไปทั่วท้ังโลก จากรายงานของ McKinsey & Company (March 26,2020)
จะส่งผลให้โลกมีผลผลิต (Productivity) ลดลงถึง 30% น่ังหมายถึงโลกจะขาดอาหารและเศรษฐกิจ
จะมีการเติบโตลดลง – 1.5% ของ World GDP อีกท้ังวิกฤตด้านการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ทั้งเรื่องภัยแล้งและน้าท่วมที่คาดว่าจะมีความรุนแรงขึ้นทั้งในเชิงความผันผวน ความถี่ และขอบเขต
ที่กว้างมากข้ึน ซ่ึงจะสร้างความเสียหายต่อชีวิตและโครงสร้างพ้ืนฐานท่ีจาเป็นทาให้เศรษฐกิจฐานราก
(Local economy) ของประเทศเกิดความเสียหาย เพิ่มปัญหาความยากจน และความเหล่ือมล้า
ทางสังคม ตลอดจนระบบการผลิตทางการเกษตรท่ีมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกับความม่ันคงด้านอาหาร
และน้า ขณะท่ีระบบนิเวศต่าง ๆ มีแนวโน้มเสื่อมโทรมลง และมีแนวโน้มท่ีจะสูญสียความสามารถ
ในการรองรบั ความต้องการมนษุ ยไ์ ดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
ท า ง อ อ ก ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ใ น ก า ร ร อ ด พ้ น วิ ก ฤ ต แ ล ะ เ กิ ด ก า ร พัฒ น า ท่ี ย่ัง ยืน
ได้ถูกกาหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 และนโยบายรัฐบาลที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอด
และพัฒนาประเทศตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งของพระบาทสมเด็จพระชนกาธเิ บศร มหาภูมิพล
อดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร กระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชน น้อมนา
หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และการมีส่วนร่วม
ของประชาชน เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยการพัฒนาคนให้พึ่งตนเองมีความเป็นเจ้าของและ
บริหารจัดการโดยชุมชน พัฒนาหมู่บ้านหรือชุมชนให้มีวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียงและเป็นสังคม
“อยู่เย็น เป็นสุข” ท้ังนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยี
พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่าง ๆ ทั้ง 7 ภาคี ได้น้อมนาปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียงลงสู่การปฏิบัติอย่างเป็นข้ันเป็นตอน ตามกลไกการขับเคล่ือนสืบสานศาสตร์พระราชา
เพื่อการปฏิรูปประเทศ โดยใช้หมู่บ้านเป็นฐานของการพัฒนา มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันให้ทุกครัวเรือน และ
พัฒนาคนให้มคี วามรแู้ ละปรับตัวให้สามารถดาเนินชีวิตอย่างมีความสุข มีอาชีพ สร้างรายได้ ท่ามกลางวิกฤต
21
โลกท่ีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้วยการจัดทาโครงการท่ีประยุกต์การใช้ศาสตร์พระราชาและ
นอ้ มนาเอาแนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาอนั เนอ่ื งมาจากพระราชดารกิ วา่ 40 ทฤษฎี ที่ทรงพระราชทาน
ไวใ้ ห้ในการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกจิ สังคม และสิ่งแวดล้อมมาประยุกตก์ ับแนวคิดการพฒั นาพน้ื ท่ีและ
การออกแบบเชงิ ภมู ิสังคมไทย เพือ่ การพึง่ ตนเองและรองรบั ภัยพบิ ัตใิ นรูปแบบ “โคก หนอง นา โมเดล”
สร้างการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เหมาะสมกับหมู่บ้านในภูมิสังคมต่าง ๆ ผ่านการทางานในรูปแบบ
การจ้างงานและการร่วมลงแรงด้วยการสนับสนุนวัสดุพื้นฐานและงบประมาณ บูรณาการการทางาน
จากภาคส่วนต่าง ๆ เพอื่ สร้างงาน สรา้ งรายได้ให้ครัวเรือนและชุมชนที่เข้ารว่ มโครงการในระดับพ้ืนฐาน
ดาเนินการสร้าง 1. พื้นท่ีเรียนรู้ชุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต (Community Lab Model for
quality of life : CLM) ระดับตาบล จานวน 337 ตาบล แยกเป็นขนาดพื้นท่ี 10 ไร่ จานวน 23 พื้นท่ี
และพื้นท่ี 15 ไร่ จานวน 314 พ้ืนท่ี รวมพื้นท่ีไม่น้อยกว่า 4,940 ไร่ และให้การสนับสนุนเพื่อพัฒนา
2. พ้ืนท่ีครัวเรือนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต (Household Lab Model for quality of life :
HLM) ระดับครัวเรือน จานวนทั้งสิ้น 24,842 ครัวเรือน ขนาดพื้นท่ีไม่เกิน 3 ไร่/ครัวเรือน รวมพื้นท่ี
ไม่เกิน 54,676 ไร่ และ 3. บูรณาการร่วมพัฒนาพื้นที่ระดบั ตาบล เพื่อการบริหารจัดการน้าขั้นพ้ืนฐาน
ที่เหมาะสมกับภูมิสังคมตามแนวพระราชดาริ 10 วิธี เชื่อมโยงกับพื้นท่ีปฏิบัติการโครงการ จากนั้น
พัฒนาสู่ระดับกา้ วหน้า โดยการดาเนนิ การสง่ เสริมการสรา้ งมาตรฐานการผลติ การแปรรปู และการตลาด
ตามมาตรฐานอนิ ทรยี ว์ ถิ ไี ทย และยกระดบั ชุมชนทั้ง 337 ตาบลใหส้ ามารถ 1. แก้ไขวิกฤตดา้ นเศรษฐกิจ
สังคม และส่งิ แวดลอ้ มของประเทศ 2. เสริมสรา้ งความสามัคคีและสร้างเสรมิ สขุ ภาพให้แข็งแรงผา่ นการทา
กิจกรรมพัฒนาพื้นท่ีร่วม 3. สร้างระบบเกษตรกรรมยั่งยืนท่ีผลิตอาหารปลอดภัยจากสารเคมีและผลิต
สมุนไพรตา่ ง ๆ เพ่ือยกระดับอาหารใหเ้ ป็นยาท่ีสามารถสร้างเสริมภูมติ ้านทานโรคต่างๆอกี ทั้งยัง 4. เพม่ิ
การจัดการกกั เกบ็ น้าฝนที่ตกในพืน้ ท่ีไดเ้ พยี งพอตอ่ การเพาะปลกู และการดารงชวี ิตชว่ ยแกป้ ญั หาภัยแล้ง
และน้าท่วม 5. เพิ่มพื้นท่ีป่าท่ีช่วยฟอกอากาศท่ีบริสุทธ์ิและช่วยกักเก็บคาร์บอนในช้ันบรรยากาศ
ลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 6. เก็บรักษาและฟ้ืนฟูหน้าดินด้วยการเก็บตะกอนดินในพ้ืนที่
ช่วยสร้างความสมดุลของระบบนิเวศใน ดิน น้า และป่า 7. เพ่ิมความหลากหลายให้กับพันธุกรรม
ของส่ิงมีชีวิตท้ังพืชและสัตว์ท่ีสาคัญยังช่วยชุมชน ท้ังนี้ การดาเนินงานสู่ระดับก้าวหน้า ในระยะท่ี 2
มีแผนดาเนินการส่งเสริมในระดับชุมชนให้รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มเป็นกลุ่มอาชีพ เพื่อสร้างวิสาหกิจ
เพื่อชุมชน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนกระบวนการผลิต
ด้วยการสง่ เสริมและสนับสนุนใหว้ ิสาหกจิ ชุมชนสามารถพัฒนายกระดับมงุ่ ไปสู่การจัดตั้งบรษิ ัทวิสาหกิจ
เพื่อสังคมในระดับตาบล เพื่อพัฒนาศักยภาพการเพิ่มผลผลิตต่าง ๆ ที่ได้จากในพ้ืนท่ีดาเนินการ
เพ่ิมมูลค่าด้วยการแปรรูป ขยายตลาดการท่องเท่ียวชุมชน ฯลฯ และสร้างงานวิจัยชุมชนเพื่อยกระดับ
ผลิตภัณฑ์หรือค้นหาอัตลักษณ์ของชุมชน การสร้างนวัตกรรมท่ีเหมาะสมกับภูมิสังคมของชุมชน
สร้างการจัดการเรียนรู้ในมิติการพ่งึ ตนเองด้านครู คลัง ช่าง หมอ ของชุมชน ร่วมกับสถาบันการศึกษา
ในพ้ืนท่ีชุมชนท่ัวประเทศ ให้ได้ผลการดาเนินงาน ท่ีสามารถนาไปต่อยอดให้กับวิสาหกิจชุมชนในด้าน
การพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน การเพ่ิมมูลค่าผลผลิตและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนรวมทง้ั
สรา้ งการสื่อสารสังคม ใหเ้ กิดกระบวนการเรียนรู้และการมสี ่วนร่วมในระดับชุมชน ระดบั ตาบล ระดับอาเภอ
ระดับจังหวัด ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ เร่ือง การน้อมนาหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
(Sufficiency Economy Philosophy: SEP) ในรูปแบบการทางานตามศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติ
จนเป็นวิถีชีวิตของประชาชนให้บรรลุตามเป้าหมาย เพื่อการพัฒนาท่ียั่งยืน (Sustainable
22
Development Goals: SDGs) (SEP for SDGs) ในรูปแบบและวิธีการต่าง ๆ ที่เข้าถึงคนได้ทุกระดับ
และทุกวัย ผ่านการดาเนินงานโครงการในทุกพื้นที่เพ่ือสื่อสารวิธีการแก้ไขวิกฤติ ตามแนวทางปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการสร้างตัวอย่างความสาเร็จท่ีเร่ิมต้นจากการพัฒนาคนให้โลกได้รับรู้
อย่างแพร่หลาย ซง่ึ การขบั เคล่อื นตามกระบวนการทั้ง 2 ระยะจะเปน็ การ 8. เตรียมความพรอ้ มให้ชมุ ชน
มีความสามารถในการพึ่งตนเองในเรื่องของน้า อาหาร และพลังงานทดแทน สร้างภูมิคุ้มกันชุมชน
ต่อสภาพปัจจุบันที่โลกกาลังเผชิญกับวกิ ฤตทางดา้ นความอดอยาก และวิกฤติความขัดแย้งของสงคราม
เศรษฐกิจ หรือสงครามรปู แบบต่าง ๆ ในอนาคต
โดยมวี ตั ถุประสงค์ของโครงการฯ ประกอบด้วย 1. เพ่ือสง่ เสริมการเรียนรกู้ ารน้อมนา
หลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงประยกุ ต์สูก่ ารปฏิบัติในรูปแบบ โคก หนอง นา โมเดล 2. เพ่ือพัฒนา
พน้ื ท่ีเรยี นรชู้ ุมชนตน้ แบบ “โคก หนอง นา โมเดล” ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งระดับตาบล
และระดับครัวเรือน 3. เพื่อฟ้ืนฟูเศรษฐกิจท้องถ่ินและชุมชนผ่านการสร้างงานสร้างรายได้ ให้แก่
เกษตรกร แรงงานและบัณฑิตจบใหม่ กลุ่มแรงงานท่ีอพยพกลับท้องถ่ินและชุมชน ที่ได้รับผลกระทบ
จากสถานการณ์ในช่วงวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) โดย
กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ให้เกิดผลผลิตของโครงการฯ ดังนี้ กลุ่มเป้าหมายสามารถ
เปน็ แกนนาขับเคล่ือนการนอ้ มนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งและทฤษฎใี หมป่ ระยุกต์สกู่ ารปฏิบัติ
ในรูปแบบ โคก หนอง นา โมเดลในพ้ืนที่เป้าหมายได้ จานวน 34,367 คน เกิดพ้ืนที่เรียนรู้ชุมชน
ต้นแบบการพัฒนาคณุ ภาพชีวติ (Community Lab Model for quality of life : CLM) ในระดบั ตาบล
จานวน 337 ตาบล ขนาดพ้ืนท่ีไม่น้อยกว่า 4,940 ไร่ และเกิดพ้ืนท่ีครัวเรือนต้นแบบการพัฒนา
คุณภาพชีวิต (Household Lab Model for quality of life : HLM) ขนาดพนื้ ทไ่ี ม่น้อยกว่า 54,676 ไร่
พร้อมเกิดการสร้างงานสรา้ งรายได้ แก่ เกษตรกร บัณฑติ จบใหม่ กลุ่มแรงงานอพยพกลบั ท้องถนิ่ ที่ได้รับ
ผลกระทบจากวิกฤตโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ในพื้นท่ี 3,246 ตาบล รวมจานวน
9,188 คน
2.1.3.1 หลกั การออกแบบพื้นท่ี โคก หนอง นา ตามภูมสิ ังคม
กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย (2564) กล่าวว่า การออกแบบ
พื้นท่ีด้วย โคก หนอง นา เป็นการประยุกต์หลักทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้เหมาะสมตามสภาพตามภูมิสังคมของแต่ละพ้ืนที่
เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด กล่าวคือ สอดคล้องกับ “ภูมิ” หรือ สภาพทางกายภาพของพื้นที่ และ
“สังคม” หรอื วิถชี ีวติ คา่ นิยม ความหลากหลายของวฒั นธรรมและประเพณีของคนทอ่ี าศัยอยใู่ นพื้นท่ี
2.1.3.2 หลกั การทา โคก หนอง นา
การทาโคก หนอง นา เป็นการจัดการพนื้ ที่ซึง่ เหมาะกบั การทาเกษตรตาม
ทฤษฎีใหม่ (30 : 30 : 30 : 10) โดยยึดหลักการท่ีว่าฝนตกเท่าไรต้องกักเก็บน้าไว้ให้ได้ท้ังหมดไม่ทิ้ง
ควบคู่กับหลักการทรงงานของพระราชา คือ ต้องไม่ติดตารา ต้องมีความยืดหยุ่นในการทางาน ทาตาม
ภูมิสังคมและทาแบบคนจน (ค่อย ๆ ทาตามกาลงั )
1) ดินที่ขุดทาหนองน้านั้นให้นามาทาโคก บนโคกปลูก “ป่า 3 อย่าง
ประโยชน์ 4 อยา่ ง” ตามแนวทางพระราชดาริ คือ ใช้เปน็ ไมใ้ ช้สอยเพือ่ สรา้ งบ้านเรือน ช่วยสรา้ งความร่มเย็น
23
ความชุ่มช้ืนในพื้นที่ และควรปลูกป่าเป็นไม้ 5 ระดบั ได้แก่ ไม้สงู ไม้กลาง ไม้เตี้ย ไม้เร่ยี ดนิ และพืชหวั ใตด้ ิน
เพื่อใหร้ ากสานกนั หลายระดบั ตาแหนง่ ของปา่ ควรอย่ทู ิศตะวันตกเพ่ือช่วยบงั แสงอาทิตย์ยามบ่าย
2) หนองน้า ต้องขุดลึกมากกว่า 3 เมตร เพื่อให้มีน้าเหลือพอในหน้าแล้ง
มีความต่างระดับลึกตื้นเพ่ือปลาจะวางไข่บริเวณตะพัก ควรปลูกหญ้าแฝกไว้บริเวณรอบ ๆ เพื่อป้องกนั
การพังทลายของขอบบ่อและเพ่ือให้น้ากระจายไปเต็มพ้ืนท่ี ให้ขุด “คลองไส้ไก่” โดยขุดให้คดเคี้ยว
ไปตามพ้นื ท่ี เพ่ือให้นา้ กระจายเตม็ พน้ื ท่เี พม่ิ ความชุ่มชนื้ ลดพลังงานในการรดนา้ ตน้ ไม้ ในคลองไส้ไกน่ ั้น
ทาหลุมขนมครกและฝายทดน้าไปดว้ ย
3) นา ยกคันนาให้สูงอย่างน้อย 1 เมตร ความกว้างตามความเหมาะสม
เพื่อให้นาสามารถกักเก็บน้าไว้ได้ยามน้าหลาก และปลูกข้าวอินทรีย์พ้ืนบ้าน โดยเร่ิมจากการฟื้นฟูดิน
ด้วยการทาเกษตรอินทรีย์ คืนชีวติ เล็ก ๆ หรือจุลนิ ทรยี ก์ ลบั คนื แผน่ ดนิ ขา้ วพันธุ์พน้ื เมืองท่ีเติบโตด้วยดิน
ท่อี ุดมสมบรู ณ์จะมภี มู ิค้มุ กนั ต่อโรคและแมลง
4) คนั นาทองคา บนคันนาและโดยรอบพื้นที่ ปลูกพืชผักสวนครัว เล้ียงหมู
เล้ียงไก่ เล้ียงปลา ทาให้พออยู่ พอกิน พอใช้ พอร่มเย็น เป็นเศรษฐกิจพอเพียงข้ันพ้ืนฐาน ก่อนเข้าสู่
ขัน้ ก้าวหน้า คอื ทาบญุ ทาทาน เกบ็ รกั ษา ค้าขาย และเช่อื มโยงเปน็ เครอื ข่าย
ตวั แปรสาคัญ 5 ประการ
ไฟ (ทิศทางของแสง) สารวจทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก และทิศทาง
การขน้ึ ของดวงอาทิตย์
ลม การออกแบบบ้านให้มีทิศทางของช่องลมสอดรับการลมที่พัดมา
แต่ละฤดูกาล จะช่วยลดการใช้พลงั งานในบ้านและเพ่ือให้บ้านเยน็ อยู่สบาย โดยตามหลกั ปกติ ลมฝนจะ
พัดมาทางทิศตะวันตกเฉยี งใต้ และลมหนาวหรือลมข้าวเบาจะพัดมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนอื ทั้งนี้
ควรวางตาแหน่งของอาคารบา้ นเรือน ลานตากข้าว และลานนวดขา้ ว ไม่ใหข้ วางทิศทางลมหนาว
ดิน วางแผนการขุดหนองน้าและการปรับปรุงสภาพดินให้เหมาะสม
โดยนาดนิ ทีข่ ุดหนองมาทาโคก ใหโ้ คกอยทู่ างทิศตะวันตก เมื่อตน้ ไมส้ ูงใหญ่จะชว่ ยบังแดดและใหร้ ่มเงา
น้า ขุดหนองน้า โดยดูทางไหลของน้าเข้าและออกจากพ้ืนที่ วางตาแหน่ง
หนองน้าในทศิ ทใ่ี หล้ มร้อนพัดผา่ น จะทาให้บ้านร่มเย็น ขุดหนองใหม้ ีขอบคดโค้งเพอ่ื เพ่ิมพืน้ ท่ีเพาะปลูก
และทาตะพักให้ลดหลั่นตามระดับความสูง โดยช้ันแรกควรมีความสูงเท่ากับระดับของแสงแดดท่ีส่อง
ลงไปถึง ปลูกไมน้ ้าหรอื พืชนา้ เพื่อให้ปลาสามารถวางไขอ่ นบุ าลสัตว์น้าได้ และเปน็ ทีอ่ ยูอ่ าศยั
คน ออกแบบให้เหมาะสมกับความต้องการ ฐานะ และกาลังของ
เจ้าของทด่ี นิ และตอ้ งผ่านการฝึกอบรมให้มีความรูล้ ึกซึ้งถงึ วธิ ีการต่าง ๆ นอกจากความรู้แล้วยังต้องฝึก
เรอื่ งความเพียร ความอ่อนนอ้ มถ่อมตน
อย่างไรก็ตาม “โคก หนอง นา” อาจต้องปรับใช้ให้เหมาะสมกับ
สภาพพ้ืนที่ ในกรณีท่ีพ้ืนท่ีมีลักษณะภูมิประเทศเป็นท่ีราบสูงหรือภูเขา การสร้างหลุมขนมครก
จะถูกนาไปใช้ในกรณีที่ต้องการฟื้นฟูพ้ืนที่เขาท่ีเป็นลักษณะเขาหัวโล้น สภาพพื้นท่ีป่าบนภูเขาท่ีถูกรุกล้า
ทาลาย แหง้ แล้ง ขาดความอุดมสมบูรณ์ ซ่งึ สง่ ผลกระทบต่อสิ่งมชี วี ิตในระบบนิเวศ จาเป็นต้องมีการฟืน้ ฟู
พน้ื ท่ีปา่ ทีเ่ ส่ือมสภาพใหก้ ลบั มาอดุ มสมบรู ณ์
การนา “โคก หนอง นา” มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับพื้นท่ี ต้องทาให้
สอดคลอ้ งกบั ภูมสิ ังคม เน้นการปลกู ป่า 3 อยา่ ง ประโยชน์ 4 อยา่ ง เพ่อื สร้างสมดลุ แก่ระบบนเิ วศ
24
(ดร.ววิ ัฒน์ ศลั ยกาธร,2561) กลา่ ววา่ โคก หนอง นา โมเดล : เก็บดนิ กักน้า
สร้างป่า การออกแบบพื้นท่ี โคก หนอง นา โมเดล ก็คือ การประยุกต์ใช้ “เกษตรทฤษฎีใหม่”
ให้เหมาะสมตามแต่ละพ้ืนที่ตามภูมิสังคม ซ่ึงเม่ือก่อนน้ันอาจจะไม่จาเป็นต้องมีโคก เพียงแต่แบ่งพ้ืนท่ี
ให้มีพ้ืนท่ีสาหรับกักเก็บน้าให้เพียงพอต่อการเพาะปลูกและการบริโภค ตอนนี้เราเห็นแล้วว่า ต้นน้า
ทเี่ คยเป็นป่านั้นได้กลายเปน็ เขาหัวโล้นไปหมดแล้ว ดงั นัน้ การนาดินทขี่ ุดหนองมาสรา้ งไวเ้ ปน็ โคก กเ็ พ่อื
สร้างพ้ืนท่ีปลอดภัยให้กับตนเอง จะสร้างยุ้งฉาง เลี้ยงสัตว์ไว้บนโคกก็ได้ ท่ีสาคัญการปลูกป่า 3 อย่าง
ประโยชน์ 4 อย่าง บนพื้นที่เป็นโคกน้ันต้นไม้จะเจรญิ เติบโตได้ดี เพราะรากสามารถหย่ังลึกลงไปในดิน
ได้ดีกว่า วิถีชีวิตที่มี โคก มีนา มีหนองนัน้ ทาให้บรรพบุรุษของเราอยู่รอดมาจนถึงวันน้ี เพราะเม่ือเขา้ สู่
ฤดูนา้ หลากบนโคกจะเป็นที่สาหรับทากิน มีตน้ ไมท้ ่ีปลกู ไว้ เป็นทีห่ ลบน้าของสัตว์ คน และทเ่ี กบ็ อาหาร
ของคนสมัยกอ่ น ท่ีสาคญั เปน็ แหลง่ ผลติ ปุ๋ยที่จาลองระบบป่าเข้ามาไว้ในพืน้ ที่ของตัวเองดว้ ยปา่ 3 อย่าง
ประโยชน์ 4 อย่าง ปุ๋ยธรรมชาติจะถูกชะล้างลงในนา แปลงนานอกจากไว้ปลูกข้าวยังต้องใช้เป็นพื้นท่ี
ช่วยกักเก็บน้ายามหน้าน้าหลาก คันนาจึงจาเป็นต้องยกสูงเพราะ “คันนาคือเขื่อนของชาวนา”
เมื่อยกคันนาสูงแล้วก็มีพื้นที่ปลูกไม้ใช้สอย ปลูกพืชผักสวนครัวบนคันนา พออยู่ พอกิน ไม่ลาบาก และ
ช่วยปอ้ งกันนา้ ไหลหลากไปทว่ มเมือง
การออกแบบพ้ืนที่ตามหลักภูมิสังคมไทย การออกแบบพื้นท่ีเพ่ือ
การจัดการน้าเร่ิมจากต้อง “รู้จัก” พ้ืนที่ของตัวเองก่อน โดยข้อมูลพ้ืนฐานท่ีประกอบเป็นความรู้
ด้านภูมิศาสตร์ และลักษณะของดิน น้า ลม ไฟ (แสงอาทิตย์) ที่เป็นแบบเฉพาะของตนเอง เมื่อรู้
สภาพพ้ืนที่แล้ว ต่อไปมาดูลักษณะของร่องมรสุม เรามีลมมรสุมมาจากตะวันตกเฉียงใต้ท่ีมาตามปกติ
ส่วนลมที่มาแล้วทาความเสียหายคือลมท่ีมาจากทางประเทศฟิลิปปินส์ แต่มีประเทศเวียดนาม ลาว
กัมพูชาป้องกันไว้ สว่ นลมหนาวมาจากประเทศจีนทางทิศตะวันออกเฉียงเหนอื ภมู ปิ ระเทศแบบนี้ทาให้
ประเทศไทยเหมาะสาหรับเป็นพ้ืนที่เพาะปลูกพืชอาหาร และเป็นแหล่งผลิตอาหารให้กับชาวโลก
ได้มากทีส่ ุดบนผืนดนิ สุวรรณภมู ิกว่า 500 ไร่
(กรมการพัฒนาชุมชน,2563) กล่าวว่า โคก-หนอง-นา โมเดล คือ
การจดั การพื้นทใ่ี นรปู แบบต่าง ๆ ตามภมู ิสงั คม ประยกุ ตจ์ ากพระราชดาริเกษตรทฤษฎใี หม่ ท่ีเหมาะสม
กับพื้นท่ี ประเทศไทย ซึ่งเป็นการผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดาริ เข้ากับภูมิปัญญา
พ้ืนบ้านท่ีอยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติในพ้ืนท่ี ต่อยอดด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมท่ีเหมาะสม
กับพ้ืนท่ี เพ่ิมพ้ืนท่ีป่า สร้างความม่ันคงทางอาหารเป็นการที่ให้ธรรมชาติจัดการตัวมันเองโดยมีมนุษย์
เปน็ ส่วนส่งเสรมิ ให้มันสาเร็จเรว็ ขึ้น
ในขั้นพ้ืนฐาน เน้นการพ่ึงพาตนเอง ด้านน้า อาหาร และพลังงาน
อย่างเป็นระบบ สามารถนาผลผลติ ที่ได้มาต่อยอดแปรรูป
ในข้ันก้าวหน้า เพ่ือยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและคุณภาพชีวิต
ลดความเหลอ่ื มลา้ ในสังคม สรา้ งความสามคั คีในชุมชน
โคก หนอง นา โมเดล เป็นโครงการท่ีถูกเลือกเพื่อมาพัฒนาต่อยอด
การเรียนรู้การเกษตร เพราะเป็นโครงการท่ีเป็นต้นแบบของการทา เกษตรทฤษฎีใหมต่ ามแนวเศรษฐกิจ
พอเพียงในพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช รัชกาลท่ี 9 ด้านการบริหารจดั การนา้ และ
พ้ืนที่เกษตร โคกหนองนาเป็นโมเดล ต้นแบบที่สถาบันเศรษฐกิจพอเพียงและมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ
นอ้ มนาพระราชดารสั มาผสมผสานกับภูมิปญั ญาพื้นบา้ น โดยแบ่งพ้ืนที่ เป็นสดั สว่ น 30:30:30:10 ดงั น้ี
25
พืน้ ท่ีรอ้ ยละ 30 แรก สาหรบั แหล่งนา้ โดยการขุด บอ่ ทาหนอง และคลองไสไ้ ก่
พ้ืนที่ร้อยละ 30 ทีส่ อง สาหรบั ทานา ปลกู ข้าว
พืน้ ที่รอ้ ยละ 30 ทสี่ าม สาหรบั ทา โคกหรือป่า ปลกู ป่า 3 อยา่ ง ประโยชน์
4 อยา่ ง คือ ปลูกไม้ใชส้ อย ไมก้ ินได้ และไม้เศรษฐกจิ เพื่อให้ได้ประโยชน์
พ้นื ทร่ี อ้ ยละ 10 สดุ ทา้ ย สาหรับท่ีอยู่อาศัย และเลีย้ งสัตว์ เช่น ไก่ ปลา โค
กระบอื เป็นตน้ (เนคเทค,2559)
แผนภาพ 2.3 แบบจาลองทัศนศึกษาเสมอื นจรงิ สามมิติ
โคก หนอง นา โมเดล เป็นพื้นท่ีเกษตรกรรมท่ีมีตัวแปรหลักที่สาคัญ 5 อย่าง
ไดแ้ ก่ ดนิ นา้ ลม ไฟ และคน ซง่ึ ตวั แปรทีแ่ ตกตา่ งกันในแต่ละพ้ืนที่ ทาใหก้ ารออกแบบพื้นท่ีการเกษตร
ที่มีความแตกต่างกัน ดินท่ีแตกต่างกันมีผลต่อการออกแบบพ้ืนที่ เพราะการขุดหนองน้า ต้องมี
การวางแผน สิ่งที่สาคัญ คือ การปรับปรุงดินให้เหมาะสม โดยใช้การฟ้ืนฟูรักษาความสมบูรณ์ของหน้าดนิ
ด้วยการนาฟาง ใบไม้ หรือ หญ้า คลุมหน้าดิน เติมปุ๋ยอินทรยี ์แบบนา้ และแห้ง จะช่วยแก้ปัญหาของดินได้
ในส่วนของน้า ทิศทางการไหลของน้าเข้า และออกพ้ืนที่เป็นส่วนสาคัญส่วนหน่ึง ในการวางตาแหน่ง
ของหนองน้าในทิศทางที่ให้ลมรอ้ นพัดผ่าน ซ่ึงช่วยในการประหยัดพลังงาน และทาใหอ้ ุณหภูมิบริเวณบ้าน
เยน็ ลง การขุดหนองน้าท่มี คี วามคดเคี้ยว เพอ่ื เพมิ่ พนื้ ทีใ่ นการปลกู พืชบริเวณริมหนองน้า ทาตะพัก หรือ
การลดล่ันระดับความสูงของหนองน้า โดย ช้ันแรกควรมีความลึกท่ีแสงแดดส่องถึง ควรปลูกพืชน้า
ไว้เพือ่ เปน็ แหล่งอาหาร แหล่งวางไข่ และเป็นท่ีอยอู่ าศยั ของสตั ว์น้า นอกจากนี้ยงั เปน็ แหล่งอนบุ าลสัตว์น้า
แซนวิชปลา คือ การนาหญ้า หรือฟาง และปยุ๋ หมักวาง กองสลบั กนั ท่ีบริเวณต้นน้า เพอื่ สรา้ งแพลงก์ตอนพืช
และแพลงก์ตอนสตั ว์ เปน็ อาหารให้กบั สัตวน์ า้ ในพืน้ ท่ี ทิศทางของลมทม่ี ีความแตกต่างกนั เปน็ ส่วนหน่ึง
ในการเลือกการวางตาแหน่งบ้าน และลานตากข้าว จึงควรวางตามแนวของลมหนาว นอกจากนั้น
บ้านควรออกแบบใหม้ ีชอ่ งลมรับกับทิศทางของลมในแตล่ ะฤดกู าล เพ่ือทาให้ บ้านเย็นลดการใช้พลงั งาน
26
ในส่วนของไฟ หรือทิศทางของแสงแดดจากดวงอาทิตย์ท่ีส่องลงมา ทาให้เกิดความร้อนเช่นกัน ดังนน้ั
การออกแบบพื้นที่จึงต้องสารวจทิศทางการข้ึนและตกของดวงอาทิตย์ในแต่ละฤดู เพราะในแต่ละฤดู
ทิศทาง และช่วงเวลาจะแตกต่างกัน และความต้องการของผู้อยู่อาศัยเป็นส่ิงสาคัญ การคานึงถึง
ประโยชน์การใช้สอย วัฒนธรรม และอาชีพท่ีต้องเหมาะสมกับการดารงชีวิตของผู้อาศัย ตัวแปร
สาคัญท้ัง 5 ส่วนน้หี ากนาไปปรับใชก้ ับพื้นทก่ี ารเกษตรของตนเองให้ใช้สอยท่ีเหมาะสม และมปี ระโยชน์
สงู สดุ (ววิ ัฒน์ ศัลยกาธร, 2563)
จากการทบทวนแนวคิดเก่ียวหลักการออกแบบพ้ืนที่ โคก หนอง นา ตาม
ภูมิสังคม สามารถสรุปได้ว่า การออกแบบพื้นที่ โคก หนอง นา ต้องสอดคล้องกับ “ภูมิ” หรือ สภาพ
ทางกายภาพของพื้นที่ และ “สังคม” หรือ วิถีชีวิต ค่านิยม ความหลากหลายของวัฒนธรรมและ
ประเพณขี องพน้ื ท่ี โดยมตี วั แปรทส่ี าคัญ 5 ประการ ประกอบดว้ ย ดนิ คอื ตอ้ งรจู้ กั สภาพดนิ ของตนเอง
น้า คือ รู้จักรักษาน้าฝนจากธรรมขาติ รู้จักทางน้าเข้า ออก เพ่ือวางตาแหน่งหนองน้าให้เหมาะสม
ลม คือ เตรียมพื้นที่ใช้ประโยชน์จากทิศทางลม ไฟ คือ ทิศทางของดวงอาทิตย์ในแต่ละฤดูเพื่อนามาใช้
ประโยชน์ และคน คอื ออกแบบพน้ื ทต่ี ามความตอ้ งการตามวถิ ีชีวติ ความเป็นอยู่
2.1.3.3 แนวคิดเก่ียวกับ โคก หนอง นา โมเดล ของกรมการพัฒนาชุมชน
โครงการพัฒนาพ้ืนท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา
โมเดล
กรมการพัฒนาชุมชนได้เสนอแผนงานเพื่อของบประมาณในการฟ้ืนฟู
เศรษฐกจิ ท้องถน่ิ และชุมชน จานวน 1 โครงการ ไดแ้ ก่ โครงการพฒั นาพ้ืนท่ตี น้ แบบการพัฒนาคุณภาพ
ชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา โมเดล งบประมาณ 4,787.9164 ล้านบาท โดยมี
ความเปน็ มาของโครงการดังน้ี (สานักสง่ เสริมความเขม้ แขง็ ชมุ ชน กรมการพฒั นาชมุ ชน.2563)
ความเปน็ มา
สถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันต้องเผชิญกับผลกระทบจากวกิ ฤต
การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซ่ึงส่งผลกระทบไปถึงวิกฤตทางด้าน
เศรษฐกิจ ด้านการสาธารณสขุ ด้านการคมนาคมและอืน่ ๆ ส่งผลใหเ้ กดิ วิกฤตทางสังคมขนาดหนักไปทั่ว
ทั้งโลกจากรายงานของ McKinsey & Company (March 22, 2020) จะส่งผลให้โลกมีผลผลิต
(Productivity) ลดลงถึง 30% น่ันหมายถงึ โลกจะขาดอาหารและเศรษฐกิจจะมกี ารเตบิ โตลดลง -1.5%
ของ World GDP อกี ทั้งวกิ ฤตด้านการเปลยี่ นแปลงสภาพภูมิอากาศ ทงั้ เรื่องภยั แลง้ และน้าท่วมท่ีคาดว่า
จะมคี วามรุนแรงขึ้น ทั้งในเชิงความผันผวน ความถี่ และขอบเขตที่กวา้ งมากข้นึ ซ่งึ จะสร้างความเสียหาย
ต่อชีวิตและโครงสร้างพื้นฐานท่ีจาเป็นทาให้เศรษฐกิจฐานราก (Local economy) ของประเทศ
เกิดความเสียหาย เพ่ิมปัญหาความยากจน และความเหล่ือมล้าทางสังคม ตลอดจนระบบการผลิต
ทางการเกษตรที่มีความสัมพันธ์ต่อเน่ืองกับความมั่นคงด้านอาหารและน้า ขณะท่ีระบบนิเวศต่าง ๆ
มีแนวโน้มเสื่อมโทรมลง และมีแนวโน้มที่จะสูญเสียความสามารถในการรองรับความต้องการมนุษย์
ไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ
ทางออกของประเทศไทยในการรอดพ้นวิกฤตและเกิดการพัฒนาท่ีย่ังยืน
ได้ถูกกาหนดไวใ้ นยุทธศาสตรช์ าติ พ.ศ. 2561 – 2580 และนโยบายรัฐบาลท่ีจะสืบสาน รักษา ต่อยอด
27
และพัฒนาประเทศ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชน
น้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและหลักทฤษฎีใหม่ มาเป็นหลักในการส่งเสริมกระบวนการ
เรียนรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยการพัฒนาคนให้พ่ึงตนเอง
มีความเปน็ เจา้ ของและบรหิ ารจัดการโดยชุมชน พัฒนาหมบู่ า้ นหรอื ชมุ ชนใหม้ ีวิถชี ีวติ เศรษฐกิจพอเพียง
และเป็นสังคม “อยู่เย็นเป็นสุข” ให้สมกับพระราชดารัสท่ีทรงพระราชทาน ให้แก่พัฒนากร เมื่อวันที่
24 พฤศจิกายน 2508 ความว่า “...ขอบใจมากท่ีต้องเหน็ดเหนื่อยทางานในหมู่บ้านชนบท และต้อง
ประสบปญั หาต่าง ๆ มากมาย ขอใหช้ ่วยกนั พัฒนาคนให้มีความฉลาด สามารถชว่ ยตนเองได้... ในการแนะนา
ส่งเสริมอาชีพ หรือให้คาแนะนาเรื่องต่าง ๆ ต้องทาให้บ่อย ๆ ไม่ใช่พูด หรือทาหนเดียว... ขอให้ช่วย
แนะนาชาวบา้ น ราษฎร ใหข้ ยนั ขนั แข็ง มคี วามฉลาด สร้างความมั่นคงให้แก่ครอบครัว ทางานหารายได้
และเก็บออม... เม่ือถึงคราวจาเป็นความม่ันคงของประชาชนในชนบทเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างชาติและ
ปอ้ งกันประเทศเป็นอยา่ งดี ขอบใจ ขอให้สบายดี โชคดที กุ คนและมีความสาเรจ็ ในการงาน...”
ทงั้ น้ี กรมการพัฒนาชมุ ชนมีภารกิจหลักในการส่งเสรมิ กระบวนการเรียนรู้
การมีส่วนร่วมของประชาชน โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ด้วยการน้อมนาหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงและหลักทฤษฎีใหม่ มาใช้ในวิถีชีวิตและการพัฒนาหมู่บ้านหรือชุมชน โดยได้ดาเนินโครงการ
นาร่องร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ
และภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่าง ๆ ทั้ง 7 ภาคี ได้แก่ ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคศาสนา ภาคประชาชน
ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคส่ือมวลชน ในการดาเนินงานโครงการพัฒนาพ้ืนที่ต้นแบบ
การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์ “โคก หนอง นา โมเดล” และได้ขยายผล
ความสาเร็จ เพ่อื สร้างเศรษฐกิจฐานรากของประเทศใหเ้ ข้มแข็งขนึ้
1) เหตุผลความจาเป็นท่ีตอ้ งเสนอโครงการ
พระบาทสมเดจ็ พระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
ได้พระราชทาน แนวทางการแก้ไขปัญหาไว้ ต้ังแต่ปี 2541 ความบางตอนว่า “เศรษฐกิจพอเพียงและ
ทฤษฎีใหม่ สองอย่างน้ี จะทาความเจริญให้แก่ประเทศ...” เป็นแนวทางเดียวท่ีทาให้ประเทศชาติ
รอดพ้นจากวิกฤติและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2561 - 2580) ได้น้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงมาใช้ในการพัฒนาประเทศ ซึ่งปัจจัยแห่งความสาเร็จคือการพัฒนาคน โดยเรียนรู้จากตัวอย่าง
ท่ีสอดคล้องกับภูมิสังคมด้วยการลงมือปฏิบัติด้วยตนเองจนเกิดทักษะ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ผ่านโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง
นา โมเดล" ซงึ่ จะเกิดการจ้างงานในพืน้ ที่ 9,188 คน เกดิ พ้นื ทีเ่ รยี นร้ชู ุมชนตน้ แบบ 337 ตาบล ครวั เรอื น
ต้นแบบ 24,842 ครัวเรือน ผู้เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มในปี 2563 จานวน 165,384,000 บาท ปี 2564
จานวน 3,344,820,000 บาท ปี 2565 จานวน 2,517,900,000 บาท ลดปัญหาภัยแล้งได้ประมาณร้อยละ
50 ของพ้ืนท่ีดาเนินการได้ภายใน 3 ปี เกิดพ้ืนท่ีป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง จานวน 25,759 ไร่
ประมาณการว่าจะมีไม้ยืนต้นเพิ่มข้ึน จานวน 10,303,600 ต้น ลดการชะล้างหน้าดิน คิดเป็นปริมาณ
2,575.9 ตันต่อปี เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้าฝนได้ ไม่น้อยกว่า 145 ลา้ นลูกบาศกเ์ มตร
2) สาระสาคญั
โครงการพัฒนาพื้นท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่
ประยุกต์ “โคก หนอง นา โมเดล” งบประมาณ 4,787.9164 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมาย คือ เกษตรกร
28
บัณฑิตจบใหม่ กลุ่มแรงงานท่ีอพยพกลับท้องถิ่นและชุมชน ดาเนินการในพ้ืนท่ี 73 จังหวัด 571 อาเภอ
3,246 ตาบล มกี ระบวนการข้นั ตอนทส่ี าคญั ดงั นี้
(1) ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพ่ือเพิ่มทักษะท้ังภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ
ในด้านการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียงรูปแบบ “โคก หนอง นา โมเดล” ให้แก่ผู้เข้าร่วม
โครงการและเจ้าหนา้ ที่ที่เกีย่ วข้อง รวมจานวน 35,009 คน ระยะเวลา 5 วัน ในหลักสูตรท่ีมีการบูรณา
การเนื้อหาความเข้าใจพื้นฐานที่จาเป็นและเหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่ ดาเนินงาน
โครงการ เช่น 1) หลักสูตรการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง หรือ 2) หลักสูตรการพัฒนา
ภูมิสังคมชุมชนอย่างยั่งยืน หรือ 3) หลักสูตรการออกแบบพ้นื ท่ีและการจัดการพื้นที่ตามภูมิสังคม หรือ
หลักสูตรอื่น ๆ เพ่ือให้กลุ่มเป้าหมายมีความรู้ ทัศนคติ ทักษะ ความเข้าใจในการนาเศรษฐกิจพอเพียง
ไปประยุกต์ใช้ลงสู่การปฏิบัติแบบเป็นข้ันเป็นตอน โดยเริ่มต้นด้วยการพัฒนาพ้ืนท่ีอยู่อาศัยและพื้นท่ี
ทากินในรูปแบบ “โคก หนอง นา โมเดล” สามารถออกแบบและพัฒนาพื้นท่ีเชิงภูมิสังคมตามหลักการ
พัฒนาภูมิสังคมอย่างย่ังยืน และเกิดเครือข่ายการขับเคล่ือนในรูปแบบจิตอาสาพัฒนาในทุกพื้นที่
ดาเนนิ งานโครงการ งบประมาณ 240.6322 ล้านบาท
(2) สร้างพื้นท่ีเรียนรู้ชุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต (Community
Lab Model for quality of life : CLM) ระดับตาบล 337 ตาบล และพัฒนาพื้นท่ีครัวเรือนต้นแบบ
การพัฒนาคุณภาพชีวิต (Household Lab Model for quality of Life : HLM) ระดับครัวเรือน 24,842
ครัวเรือน เพิ่มพื้นท่ีกักเก็บน้าได้ไม่น้อยกว่า 145 ล้านลูกบาศก์เมตร สร้างความมั่นคงทางอาหาร
ให้กับชุมชน เพิ่มพ้ืนท่ีป่าและฟื้นฟูทรัพยากรดิน ลดการชะล้างหน้าดินท่ีก่อให้เกิ ดตะกอนดิน
งบประมาณ 2,359.3270 ลา้ นบาท
(3) สร้างงานสร้างรายได้รายเดือน ให้แก่ เกษตรกร บัณฑิตจบใหม่
กลุม่ แรงงานทอ่ี พยพกลับท้องถน่ิ และชุมชน จานวน 9,188 คน เพอื่ ปฏบิ ตั ิงานในพืน้ ทีเ่ ป้าหมาย 3,246
ตาบล ระยะเวลา 12 เดือน เดือนละ 9,000 บาท โดยกลุ่มเป้าหมายจะได้รับการพัฒนาเป็นแกนนา
(ครูพาทา ครูกระบวนการ ครูฐานเรียนรู้พ่ึงตน) และเป็นผู้นาเข้าข้อมูลผลการดาเนินงาน
ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ ประยุกต์ รูปแบบ “โคก หนอง นา โมเดล”
งบประมาณ 992.3040 ลา้ นบาท
(4) กระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือนและเอกชน ผ่านกิจกรรมการพัฒนา
และสนบั สนุนพืน้ ท่คี รวั เรอื นต้นแบบการพฒั นาคุณภาพชีวิต (Household Lab Model for quality of
Life : HLM) ระดับครัวเรือน ผ่านกิจกรรมการแลกเปล่ียนเรียนรู้กิจกรรมจิตอาสาพัฒนาเอาม้ือสามัคคี
ของครัวเรือนเป้าหมาย 24,842 พื้นที่ พื้นที่ละ 3 คร้ัง ๆ ละ 20 คน เพื่อให้มีเกิดการแลกเปล่ียนเรียนรู้
เกิดการฝึกปฏบิ ตั งิ านเกดิ ความสามัคคี และเกดิ เครอื ขา่ ยในการทางานงบประมาณ 496.8400 ล้านบาท
(5) บูรณาการร่วมพัฒนาพ้ืนท่ีระดับตาบล 3,246 ตาบล บูรณาการร่วม
พัฒนาพื้นที่ระดับตาบล สร้างฐานการเรียนรู้สู่การพึ่งตนเองเช่ือมโยงกับพ้ืนท่ีครัวเรือนต้นแบบ
การพัฒนาคุณภาพชีวิต (Household Lab Model for quality of Life : HLM) ระดับครัวเรือน
ท่ีอยู่โดยรอบ เพ่ือแก้ไขปัญหาพ้ืนฐานด้านการจัดการท่ีดิน และน้า สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้
และสรา้ งคุณภาพชวี ิตท่ีดีใหก้ บั ประชาชน งบประมาณ 577.8930 ลา้ นบาท
(6) พัฒนาการสร้างมาตรฐานผลผลิต การแปรรูปและการตลาด
ตามมาตรฐานอนิ ทรยี ว์ ิถไี ทย โดยจดั อบรมร่วมกบั ภาคเอกชนในการสร้างมาตรฐานผลผลิต การแปรรูป
29
และการตลาดตามมาตรฐานอินทรียว์ ิถีไทย ให้แก่ประชาชนพ้ืนท่ีเรียนรู้ชุมชนต้นแบบการพฒั นาคุณภาพ
ชวี ติ 337 แห่ง แหง่ ละ 2 คน จานวน 674 คน จานวน 3 วัน เพอ่ื สรา้ งงาน สรา้ งอาชพี สร้างรายได้และ
สรา้ งคุณภาพชวี ิตทดี่ ีให้กบั ประชาชน งบประมาณ 4.8898 ล้านบาท
(7) พัฒนาระบบ Digital รองรับ Local Economy ด้วยการสร้างระบบ
โปรแกรมและระบบฐานข้อมูล เพื่อการลงทะเบียน สารวจ ติดตาม และประเมินผล ร่วมกับสถาบัน
เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง GISTDA และภาคีเครือข่ายภาควิชาการในพ้ืนที่
เพ่ือให้ได้ข้อมูลสถิติทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ต่อเนื่องถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม
ท่สี ามารถนาไปใชต้ ่อยอดในประโยชน์ด้านต่าง ๆ ไดใ้ นอนาคต งบประมาณ 116.0304 ลา้ นบาท
3) ตวั ช้วี ัดความสาเรจ็ ของโครงการ
(1) เกิดแกนนาการพัฒนาเป็นครูกระบวนการ ครูกสิกรรม ครูประจาฐาน
เรียนรกู้ ารพงึ่ พาตนเอง และครพู าทา จานวน 34,367 คน
(2) เกิดพ้ืนที่เรียนรู้ชุมชนต้นแบบ ระดับตาบล จานวน 337 ตาบล และ
ระดับครัวเรือน จานวน 24,842 ครวั เรือน
(3) เกิดการจ้างงานในพน้ื ที่ จานวน 9,188 คน
(4) กลุ่มเปา้ หมายที่เข้าร่วมโครงการมรี ายได้เฉล่ียเพม่ิ ขน้ึ 3 เทา่ ภายใน 2 ปี
(5) พื้นท่ีครัวเรือนท่ีเข้าร่วมโครงการจะลดปัญหาจากภัยแล้งได้ 50%
ของพนื้ ที่ดาเนินการภายใน 3 ปี
(6) ครัวเรือนท่ีเข้าร่วมโครงการ จานวน 24,842 ครัวเรือน สามารถ
พ่ึงตนเอง และได้แนวทางในการประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้แบบพอเพียงอันเป็นหนทางหลุดพ้น
จากความยากจน
แผนภาพ 2.4 รายละเอียดโครงการพฒั นาพนื้ ที่ตน้ แบบการพฒั นาคณุ ภาพชีวิตตามหลัก
ทฤษฎใี หม่ประยุกตส์ ู่ โคก หนอง นา โมเดล นาเสนอคณะรฐั มนตรเี มื่อวนั ท่ี 4 กรกฎาคม 2563
30
แผนภาพ 2.5 รายละเอียดขน้ั ตอนการดาเนนิ โครงการพฒั นาพ้ืนทีต่ ้นแบบการพฒั นา
คุณภาพชวี ติ ตามหลกั ทฤษฎีใหมป่ ระยกุ ต์สู่ โคก หนอง นา โมเดล ของกรมการพัฒนาชุมชน
2.1.4 บริบทพืน้ ที่ต้นแบบของ นายสมบตั ิ อ่อนนา้ คา
ครัวเรือนต้นแบบของ นายสมบัติ อ่อนน้าคา มีพ้ืนที่เข้าร่วมโครงการอยู่ในเขต
อาเภอโนนสวุ รรณ จังหวดั บรุ รี ัมย์ มีบริบทพนื้ ท่ี ดงั น้ี
2.1.4.1 บริบทชมุ ชนอาเภอโนนสุวรรณ
บริเวณที่ต้ังของอาเภอโนนสุวรรณ สันนิษฐานว่าเป็นบริเวณภูเขาไฟเก่า
พื้นดินมคี วามอดุ มสมบรู ณ์มากกวา่ บริเวณอนื่ จงึ มปี ระชาชนจากจังหวัดต่าง ๆ เช่น จังหวัดอบุ ลราชธานี
จังหวัดนครราชสีมา จังหวดั ศรีสะเกษ จังหวดั ลพบุรี เป็นตน้ มาจับจองพื้นทีเ่ พอ่ื ใช้ในการประกอบอาชีพ
เม่อื ได้อพยพมาอยกู่ ็ได้นาขนบธรรมเนยี ม ประเพณีและวฒั นธรรม อนั เปน็ เอกลกั ษณ์ของกล่มุ ในถ่ินใหม่
ภาษาท่ีใช้ในการพูดส่วนมากจะพูดภาษาไทยอีสาน ภาษาไทยสาเนียงโคราช มีภาษาเขมร และภาษา
ส่วยบ้างแต่ไม่มากนกั และประชาชนส่วนใหญน่ ับถือศาสนาพุทธ อาเภอโนนสุวรรณจัดตั้งเม่ือ พ.ศ. 2534
ท่ีตั้งของอาเภอโนนสุวรรณในปัจจุบันน้ี เดิมเป็นป่าทึบอยู่ในเขตป่าสงวนดงอีจานน้อย ป่าบริเวณนี้
มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ชุกชุมมาก โดยเฉพาะช้างป่ามีลักษณะสวยงาม ก่อนที่จะมาเป็นหมู่บ้านโนนสุวรรณ
มีเร่ืองเล่าว่า มีพรานป่าคนหน่ึงชื่อ สุวรรณ (ภาษาถิ่นเรียกว่า "อ้ายวัน") ได้ออกมาล่าสัตว์ป่าบริเวณน้ี
และได้เกดิ อาเพศทาให้เสียชวี ิตลงไปในปา่ ใกล้กบั โกรกน้าซับ (โกรก หมายถงึ ทางนา้ ไหลหรอื ทางน้าเซาะ)
ชาวบ้านได้เล่าขานถึงการตายของพรานอ้ายวันตลอดมา พร้อมกับเรียกบริเวณนี้ว่า "โกรกอ้ายวัน"
เน่ืองจากบริเวณแถบน้ีเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ จึงมีราษฎรอพยพมาจากที่ต่าง ๆ เพื่อมาล่าสัตว์บ้าง
มาหาที่ทากินบ้าง และมีบางส่วนอพยพมารับจ้างตัดไม้ให้กับโรงเล่ือยจากอาเภอห้วยแถลง จังหวัด
นครราชสมี า และโรงเลอ่ื ยจากอาเภอลาปลายมาศ จงั หวดั บุรีรมั ย์ ซ่งึ ตอ่ มาไดก้ ลายเป็นชมุ ชนขนาดใหญ่
31
ในปี พ.ศ. 2533 ทางราชการได้รายงานขอจัดต้ังก่ิงอาเภอโนนสุวรรณขึ้น โดยแยกจากอาเภอนางรอง
จานวน 4 ตาบล 43 หมบู่ า้ น กาหนดที่ตั้งกิง่ อาเภอ ท่บี ้านทรพั ย์สุวรรณไดท้ าพิธีเปิด ท่ีว่าการก่งิ อาเภอ
โนนสุวรรณ ในวันท่ี 1 เมษายน 2534 และได้รับการยกฐานะข้ึนเป็นอาเภอเมือ่ วันที่ 7 กันยายน 2538
และมีการแบ่งแยกหมบู่ ้าน เพ่อื ความสะดวกในการอานวยประโยชนต์ อ่ ประชาชนในพน้ื ท่ี
2.1.4.2 ท่ตี ้งั และอาณาเขต
อาเภอโนนสุวรรณ เป็นหนึ่งในจานวน 23 อาเภอของจังหวัดบุรีรัมย์
มีพ้ืนท่ี 2.26 ตารางกิโลเมตร โดยตั้งอยู่ห่างจากจังหวัดบุรีรัมย์ ประมาณ 80 กิโลเมตร มีอาณาเขต
การติดตอ่ ดงั นี้
ทิศเหนือ ติดต่อกบั อาเภอหนองก่ีและอาเภอนางรอง
ทศิ ใต้ ตดิ ตอ่ กับอาเภอปะคา และอาเภอเสงิ สาง (จงั หวดั นครราชสมี า)
ทศิ ตะวนั ออก ตดิ ต่อกับอาเภอนางรอง
ทิศตะวนั ตก ตดิ ต่อกับอาเภอเสงิ สาง (จงั หวัดนครราชสมี า) และอาเภอหนองก่ี
2.1.4.3 ลักษณะภมู ปิ ระเทศ
สภาพภูมปิ ระเทศของเทศบาลตาบลโนนสวุ รรณเป็นทร่ี าบลมุ่ ตัง้ อย่ทู าง
ภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ตอนลา่ ง
2.1.4.4 ลกั ษณะภมู อิ ากาศ
อณุ หภมู สิ ูงสุด 38.19 องศาเซลเซยี ส อุณหภมู ิต่าสุด 18.99 องศาเซลเซยี ส
อณุ หภูมเิ ฉลี่ยเดือนมนี าคม-มถิ นุ ายน 35.63 องศาเซลเซยี ส
อณุ หภมู ิเฉล่ียเดอื นกรกฎาคม-ตุลาคม 32.17 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิเฉล่ียเดอื นพฤศจกิ ายน-กุมภาพนั ธ์ 30.34 องศาเซลเซียส
ปรมิ าณน้าฝนเฉล่ียสงู สดุ 38.19 ม.ม.
ปรมิ าณน้าฝนเฉลย่ี ตา่ สดุ 18.99 ม.ม.
ปรมิ าณนา้ ฝนเฉลี่ยเดอื นมีนาคม-มิถนุ ายน 152.82 ม.ม.
ปริมาณนา้ ฝนเฉลย่ี เดอื นกรกฎาคม-ตุลาคม 204.42 ม.ม.
ปรมิ าณนา้ ฝนเฉล่ียเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพนั ธ์ 2.10 ม.ม.
2.1.4.5 ลกั ษณะของดิน
ลักษณะดินในพื้นท่ีส่วนใหญ่ของพ้ืนท่ีเป็นดินลูกรัง ดินร่วน ซึ่งยังคงมี
ความอุดมสมบูรณ์ในการปลูกพืชทางการเกษตร เช่น ข้าว มันสาปะหลงั ยางพารา อ้อย และพืชผักสวนครัว
2.1.4.6 การใช้ท่ีดิน
ในเขตเทศบาลตาบลโนนสุวรรณ มีที่ดินส่วนใหญ่เป็นโฉนด และนส.3
มีท่ีดินบางส่วนท่ีเป็น ส.ป.ก. การใช้ประโยชน์ท่ีดินเป็นที่อยู่อาศัย ทาการเกษตร ทาการค้าขาย และ
เปน็ ทต่ี งั้ ของส่วนราชการ
จังหวัดบุรีรัมย์เป็นจังหวัดหน่ึงท่ีเข้าร่วมโครงการพัฒนาพ้ืนท่ีต้นแบบ
การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลกั ทฤษฎีใหม่ ประยุกตส์ ู่ “โคก หนอง นา พช.” มีกลุ่มเป้าหมายเป็นพ้ืนที่
เรียนรู้ชมุ ชนต้นแบบการพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตระดับครัวเรอื น จานวน 909 ครัวเรือน
32
ครัวเรือนต้นแบบโครงการพัฒนาพื้นท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” คือ ครัวเรือนต้นแบบ นายสมบัติ อ่อนน้าคา
อาเภอโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นครัวเรือนต้นแบบมีลักษณะ ได้นาความรู้ไปปรับใช้ในพื้นท่ี
ศนู ย์เรียนร้อู ย่างเป็นรูปธรรม และมีผู้เข้ามาศึกษาดงู านในพ้ืนท่ี พืน้ ทท่ี าการเกษตรทง้ั ส้นิ 12 ไร่ 3 งาน
โดยพ้นื ท่เี ข้าร่วมโครงการ จานวน 3 ไร่ เปน็ ทดี่ ิน ส.ป.ก. มกี ารดาเนินกจิ กรรมภายในพ้ืนที่ ประกอบด้วย
การปลูกข้าวอินทรยี ์ เล้ียงปลาในนาข้าว แซนวิชปลา สวนสมุนไพร การเลี้ยงกบ ไก่ไข่ เป็ด เพ่ือบริโภค
ภายในครัวเรือน และจาหน่าย ฐานเรียนรู้ต่าง ๆ ประกอบด้วย ฐานเรียนรู้คนรักษ์น้า ฐานเรียนรู้
คนมีนา้ ยา ฐานเรียนรู้แม่โพสพ ฐานเรียนรู้คนรกั ษ์ป่า ฐานเรยี นรคู้ นรักษ์แม่ธรณี ฐานเรยี นรู้คนเอาถ่าน
ฐานเรียนรู้คนรักษส์ ุขภาพ
2.2 งานวจิ ัยทเ่ี กีย่ วข้อง
จากการทบทวนวรรณกรรมงานวจิ ยั ท่เี กยี่ วขอ้ ง พบวา่ มีการศึกษาวจิ ยั ทสี่ ามารถนามาเป็น
แนวทางในการทาการวิจัย เร่ือง รูปแบบการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นท่ีต้นแบบการพฒั นาคุณภาพชีวิต
ตามหลักทฤษฎใี หม่ ประยกุ ตส์ ู่ “โคก หนอง นา พช.” ระดับครัวเรือนพ้ืนท่ี จังหวดั บรุ รี มั ย์ ท่ีหลากหลาย
ประเดน็ คณะผวู้ จิ ยั ได้ทาการทบทวนวรรณกรรมแยกเป็นประเด็นตา่ ง ๆ ได้ ดังนี้
2.2.1 งานวิจัยเก่ียวกับการศึกษารูปแบบการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง
รัชนวี รรณ จนี ธรรม และคณะ (2561) ได้ศกึ ษาการพฒั นารูปแบบการจดั การเรยี นรู้
สิ่งแวดล้อมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ เพ่ือพัฒนารูปแบบ
การจัดการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ
เป็นการวิจัยและพัฒนาใช้วิธีการวิจัยแบบผสานวิธี พื้นท่ีวิจัยเป็นศูนย์ต้นแบบหลักปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียงของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติในภาคกลาง เครื่องมือที่ใช้ คือ ประเด็นการสนทนากลุ่มและ
แบบประเมินคุณภาพรูปแบบปรับปรุงรูปแบบและได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดย
การวิเคราะห์เน้ือหาและใช้สถิติ ค่าเฉล่ีย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่าการพัฒนา
รูปแบบการจัดการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของเครือข่ายกสิกรรม
ธรรมชาติ ได้รูปแบบที่มีองค์ประกอบดังนี้ 1) หลักการของรูปแบบมุ่งนาความรู้ส่ิงแวดล้อมอย่างย่งั ยนื
มาบูรณาการกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพ่ือสร้างนักศึกษาแกนนาให้สร้างงานพ่ึงตนเองได้
2) วิธกี ารใช้การอบรมเชิงปฏิบตั ิการในศนู ย์เครอื ข่ายกสิกรรมธรรมชาติ โดยการใหค้ วามรู้ ทดลอง และ
ปฏิบัติโดยใช้เทคนิคเช้าบรรยาย บ่ายทดลองและลงมือทา ค่าสรุปและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ใช้เวลาอบรม
แบบเขม้ 3 วนั 3) สื่อและวทิ ยากรในการเรยี นรู้ ได้จดั ฐานเรียนรู้ 9 ฐาน ท่ีมวี ิทยากรและสือ่ ประจาฐาน
ไดแ้ ก่ ฐานคนรักษแ์ มธ่ รณี คนรักษ์ปา่ คนรกั ษน์ ้า คนรักษแ์ มโ่ พสพ คนเอาถ่าน คนรกั ษ์สขุ ภาพ คนมีไฟ
คนมีน้ายา และคนตดิ ดิน และ 4) การประเมินผล ใช้การประเมนิ เชงิ ปริมาณและประเมนิ แบบมสี ่วนร่วม
ด้านความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติ เมื่อผ่านการเรียนรู้ในแต่ละฐานแ ละติดตามผลการปฏิบัติ
ตามบทบาทของแกนนาด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ผลการประเมิน
รปู แบบโดยผู้ทรงคณุ วฒุ ิ พบวา่ มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก
33
พระฐาปกรณ์ รตนโชโต (สุปัญญารัตน์) (2561) ได้ศึกษารูปแบบการผลิตและ
การจัดการการเกษตรแบบพอเพียงกับดุลยภาพชีวิตของเกษตรกรในจังหวัดบุรีรมั ย์ มีวัตถุประสงคเ์ พอื่
1) ศึกษาสภาพการผลิต และการจัดการการเกษตรแบบพอเพียงของเกษตรกร ในเขตจังหวัดบุรีรัมย์
2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการผลิตและการจัดการการเกษตรแบบพอเพยี งกับดุลยภาพ
ชีวิตของเกษตรกรในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ ๓) เสนอรูปแบบการผลิตและการจัดการการเกษตรแบบพอเพียง
กบั ดลุ ยภาพชวี ติ ของเกษตรกรในเขตจงั หวัดบรุ รี มั ย์ ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ทัง้ การวจิ ยั เชงิ ปรมิ าณ
และการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จานวน 400 คน ผู้ให้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์
จานวน 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมลู โดยใช้สถติ ิ
รอ้ ยละ คา่ เฉลย่ี สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน การสัมภาษณเ์ ชิงลกึ ใช้วธิ ีการวิเคราะห์ขอ้ มูลแบบอรรถาธิบาย
และพรรณนาความผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการผลิตและการจัดการการเกษตรแบบพอเพียงของ
เกษตรกรในเขตจังหวัดบุรีรมั ย์ สอดคล้องกับสภาพการผลิตของเกษตรกรท่ีทาการเกษตรเชิงเดี่ยว โดย
มุ่งถึงการใช้การผลติ อาหารในทอ้ งถ่ิน สร้างความพอเพียงให้ครอบครัวเกษตรกรรายย่อย ตามหลักธรรม
คุณธรรม และตามหลักความปลอดภยั โดยยึดหลกั การทาการเกษตรตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง
โดยเป็นการนาเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม ในการประกอบ
การเกษตรเพื่อความมนั่ คงและย่ังยืน 2. ความสมั พันธร์ ะหวา่ งรูปแบบการผลิตและการจัดการการเกษตร
แบบพ อเพียง กั บดุลย ภาพ ชีวิ ตข อ ง เก ษตร ก ร ใน เ ขต จัง หวั ดบุ รีรัมย์ ปร ะ ก อ บไ ปด้ ว ย
ดา้ นสุขภาพ เกษตรกรทจี่ ัดการแบบเศรษฐกจิ พอเพียงมีสุขภาพกายที่ดลี ดการใช้สารเคมีรวมถงึ ลดภาระ
การใช้แรงงานท่ีเกินตัวช่วยให้ร่างกายมีความสมดุลต่อการดารงชีวิต ด้านรายได้และการเงิน การผลิต
เกษตรแบบพอเพียงเป็นรายได้ท่ีไม่มากพอแต่มีรายได้เข้าครอบครัวอย่างต่อเนื่อง ด้านสถานภาพ
ของครอบครัว เกษตรกรมีความม่ันคงตามวิถีชีวิตดั้งเดิม มีความมั่นคงในอาชีพทางการเกษตร และ
ด้านครอบครัว เกษตรกรจะอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่และใช้แรงงานภายในครอบครัวเป็นแรงงาน
หลักในการประกอบอาชีพทางการเกษตร 3. รูปแบบการจัดการการเกษตรแบบพอเพียงกับดุลยภาพ
ชวี ติ ของเกษตรกรในเขตจงั หวัดบุรรี ัมย์ ประกอบดว้ ย รปู แบบท่ี 1 รูปแบบการเกษตรแบบพง่ึ พาตนเอง
การพง่ึ ตนเองของเกษตรกรเปน็ การพึ่งตนเองผา่ นการทาเกษตรในรูปแบบ เกษตรกรรมขบั เคลอ่ื นในการ
ดาเนินกิจกรรมจนทาให้เกษตรสามารถพ่ึงตนเองได้ เน้นการบริโภคภายในชุมชนเป็นหลัก รูปแบบท่ี 2
รูปแบบการเกษตรตามทฤษฎใี หม่ มีชีวิตความเป็นอยทู่ ่ีมั่นคง พออยู่ พอกิน มีเก็บ มีจาหน่าย ส่งผลต่อ
ความยั่งยนื ในอาชีพเกษตรกร
พระณรงค์เดช อธิมุตฺโต (เดชาดิลก) (2560) ได้ศึกษารูปแบบการพัฒนา
ศูนย์การเรียนรู้โรงเรยี นวิถีพุทธ มีวัตถุประสงค์ของการวจิ ัย เพื่อศึกษาสภาพปัญหาของศูนย์การเรียนรู้
ของโรงเรียนวิถีพุทธ, เพื่อพัฒนารูปแบบการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนวิถีพุทธ และเพ่ือนาเสนอ
รูปแบบการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนวิถีพุทธ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี และ
กลุ่มประชากรท่ีใช้ในการวิจัยเป็นผู้อานวยการโรงเรียนวิถีพุทธทั่วไป ในกากับของส่วนวางแผนและ
พัฒนาการอบรม สถาบันวปิ สั สนาธุระ มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยร่วมกับสานกั พฒั นานวัตกรรม
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน จานวน 394 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่า
ความเหมาะสม ค่าความถ่ี ร้อยละ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวจิ ัยพบวา่ 1. สภาพปจั จุบัน
ของโรงเรียนวิถพี ุทธและศูนย์การเรียนรโู้ รงเรียนวิถพี ุทธ 1) โรงเรียนวถิ พี ุทธปจั จุบนั ดาเนินการโดยส่วน
วางแผนและพัฒนาการอบรม สถาบันวิปัสสนาธุระมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ร่วมกับ
34
สานักพัฒนานวัตกรรม สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน มีโรงเรยี นวิถพี ทุ ธอยู่ 3 ระดับ คือ
โรงเรียนวิถีพุทธทวั่ ไป, โรงเรยี นวถิ ีพุทธชั้นนา, และโรงเรียนวิถพี ุทธพระราชทาน ดาเนินกิจกรรมภายใน
โรงเรียนตามอัตลกั ษณ์ 29 ประการสคู่ วามเปน็ โรงเรียนวิถีพุทธ มี 5 ดา้ น คือ ดา้ นกายภาพ, ด้านการเรยี น
การสอน, ดา้ นพฤติกรรมครแู ละนกั เรียน, ด้านสง่ เสริมวถิ พี ุทธและด้านกิจกรรมประจาวันพระ ส่วนศูนย์
การเรียนรู้โรงเรียนวิถีพุทธปัจจุบัน อยู่ในขั้นตอนการวิจัย จะนาเสนอต่อไป 2) สภาพปัญหาของ
การดาเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธและศูนย์การเรียนรูโ้ รงเรียนวิถีพุทธ สรุปได้ว่า สภาพปัญหาในโรงเรยี น
วิถีพุทธมี 8 ด้าน คือ 1) ด้านการบริหาร 2) ด้านนักเรียน 3) ด้านครู 4) ด้านผู้บริหารโรงเรียน
5) ด้านผู้ปกครอง 6) ด้านอาคารสถานท่ี 7) ด้านการจัดการกจิ กรรม 8) ด้านเครือข่ายโรงเรียนวถิ พี ทุ ธ
2. ผลการพัฒนารูปแบบการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนวิถีพุทธ ได้ดังนี้ รูปแบบการพัฒนา
ศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนวิถีพุทธ ประกอบด้วยส่วนสาคัญ 3 ส่วนคือ คือ ส่วนนา, กระบวนการ, และ
การนาไปใช้ มีรายละเอียด อธิบายได้ดังน้ี 1) ส่วนนา ประกอบด้วย หลักการ, วัตถุประสงค์,
สภาพแวดล้อม, ตัวชี้วัดศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนวิถีพุทธ 2) กระบวนการ ประกอบด้วยได้แก่
องค์ประกอบของศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนวิถีพุทธ, การดาเนินงานศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนวิถีพุทธ,
การพัฒนาศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนวิถีพุทธ, กิจกรรมพัฒนาศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนวิถีพุทธ 3) การนา
รูปแบบไปใช้ ประกอบด้วย การเตรียมการดาเนินงาน, การนาไปใช้, การติดตามและประเมินผล
3. ผลการนาเสนอรูปแบบการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนวิถีพุทธจากวิเคราะห์ค่าความเหมาะสม
โดยภาพรวม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาในแต่ละหัวข้อ พบว่าส่วนกระบวนการ
องค์ประกอบด้านอาคารสถานท่ี มีความเหมาะสมมากที่สุด รองลงมา ส่วนการนารูปแบบไปใช้
ส่วนกระบวนการด้านกจิ กรรม มคี วามเหมาะสมเปน็ ลาดับที่ 3
พระครูศรีปริยัตยารักษ์ (ประสงค์ กิตฺติปญฺโญ) (2560) ได้ศึกษารูปแบบ
การสร้างเครือข่ายหมู่บ้านรักษาศีล 5 เพ่ือการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของประชาชนจังหวัดนครราชสีมา
มวี ตั ถุประสงค์เพอ่ื 1) วิเคราะหห์ ลักการทางานของเครือข่ายหมู่บา้ นรักษาศีล 5 ในจังหวัดนครราชสีมา
2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงเครือข่ายแบบบูรณาการภารกิจเพ่ือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
หมู่บ้านรักษาศีล 5 ในจังหวัดนครราชสีมา 3) นาเสนอรูปแบบการสร้างเครือข่ายหมู่บ้านรักษาศีล 5
เ พื่ อ ก า ร พั ฒ น า คุ ณ ภ า พ ชี วิ ต ข อ ง ป ร ะ ช า ช น จั ง ห วั ด น ค ร ร า ช สี ม า ร ะ เ บี ย บ วิ ธี วิ จั ย เ ป็ น ก า ร วิ จั ย
แบบผสมผสานวิธี การวจิ ยั เชงิ ปริมาณเก็บขอ้ มลู จากกลุ่มตัวอย่าง จานวน 400 คน การวจิ ยั เชิงคุณภาพ
เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ จานวน 25 รูป/คน ผู้ให้ข้อมูลจากการสนทนากลุ่มเฉพาะ
จานวน 10 รูป/คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ สถิติท่ีใช้ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
การวเิ คราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ วเิ คราะห์ขอ้ มูลทไี่ ด้จากเอกสารการสัมภาษณ์เชงิ ลึก ใช้วธิ กี ารวเิ คราะห์
ข้อมูลแบบอรรถาธิบายและพรรณนาความ ผลการวิจัยพบว่า 1. หลักการทางานของเครือข่ายหมู่บ้าน
รักษาศีล 5 ในจังหวัดนครราชสีมา เป็นเครือข่ายของคณะสงฆ์จังหวัดนครราชสีมา สานักงาน
พระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา หมู่บ้าน/ชุมชน จังหวัดนครราชสีมา ได้ยึดหลักการทางานภายใต้
ระเบียบ กฎเกณฑ์ ตามแนวทางการขับเคล่ือนโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ประกอบด้วย 1) หลักการ
การมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน 2) หลักการจัดกิจกรรมส่งเสริมการรักษาศีล 5 3) หลักการการติดตามและ
การประเมินผล 2. ความสัมพันธ์เชิงเครือข่ายแบบบูรณาการภารกิจเพ่ือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ
ประชาชนหมู่บ้านรักษาศีล ๕ ในจังหวัดนครราชสีมา มีลักษณะความสัมพันธ์ 3 อย่าง ได้แก่
35
1) ความสัมพันธ์เครือข่ายเชิงอานาจหนา้ ท่ี เป็นเครือข่ายการทางานบูรณาการภารกิจท่ีมีความสมั พนั ธ์
เช่ือมโยง ในการทางานร่วมกัน ตามหน้าท่ีรับมอบหมาย 2) ความสัมพันธ์เครือข่ายเชิงพ้ืนท่ี
เป็นเครอื ข่ายการทางาน ที่มีความสมั พนั ธ์ เช่ือมโยงพน้ื ทีแ่ ต่ละแหง่ ในจังหวดั นครราชสีมา ภายใต้พื้นที่
การปกครอง 32 อาเภอ มาทางานร่วมกัน 3) ความสมั พนั ธเ์ ชงิ ประเดน็ เปน็ ความสัมพนั ธ์ของเครือข่าย
การทางาน ที่ได้นาเอาโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 มาเป็นประเด็นหลักในการขับเคล่ือนลงไปสู่พ้ืนท่ี
การทางานระดับหมู่บ้าน วัด ชุมชน องค์กร หน่วยงาน สถานศึกษา เพ่ือจัดกิจกรรมตามประเด็นท่ีได้
กาหนดไว้ มีข้ันตอน ดังนี้ 1) สร้างความตระหนัก และรวมตัวเป็นเครือข่าย 2) สร้างพันธกรณี และ
การบริหารเครือข่ายหมู่บ้านรักษาศีล 5 3) พัฒนาความสัมพันธ์ของเครือข่ายหมู่บ้านรักษาศีล 5 4) รักษา
ความสัมพันธ์ และความต่อเนื่องของเครือข่ายหมู่บ้านรักษาศีล 5 3. นาเสนอรูปแบบการสร้างเครือข่าย
หมู่บ้านรักษาศีล 5 เพ่ือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนจังหวัดนครราชสีมา อาศัยการสร้าง
เครือข่ายการดาเนินงานภายใต้อานาจหนา้ ที่ ประเด็นนาไปสู่การบูรณาการร่วมกันของหมูบ่ ้านในพ้นื ท่ี
เดียวกัน หรือต่างพ้ืนท่ี เกิดการดาเนินงานร่วมกัน ทั้งน้ี เพราะรูปแบบการสร้างเครือข่ายพลังพลวัต
หมบู่ า้ นรักษาศีล 5 อาศยั ความสมั พนั ธร์ ะหว่างบา้ น วัด โรงเรยี น มกี ารนาประสบการณ์ ทรัพยากรของ
แต่ละ สมาชิก เค รือข่ าย คว ามเป็น พัน ธ มิตร กั ลยาณมิตร น าไ ปสู่พ ลัง ขอ ง เครื อ ข่ า ย
สร้างความเปลยี่ นแปลง พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ลดปัญหาความขดั แยง้ ลดรายจา่ ย มีรายไดม้ ั่นคง
ประชาชนมสี ขุ ภาพดีข้นึ จากการปฏบิ ัติตามหลักศลี 5
พระปลัดธนากร สนฺตมโน (เพราะถะ) (2561) ได้ศึกษารูปแบบการพัฒนาชุมชน
แบบมีส่วนร่วมเชิงพุทธของเทศบาลเมืองวังสะพุง จังหวัดเลย มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อ
ศึกษาสภาพปัญหาการพัฒนาชุมชนแบบมสี ่วนรว่ มของเทศบาลเมอื งวังสะพุง จังหวัดเลย 2) เพื่อศึกษา
รูปแบบการพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วมของเทศบาลเมืองวังสะพุง จังหวัดเลย ตามหลักธรรม
ทางพระพุทธศาสนา และ 3) เพื่อเสนอรูปแบบการพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วมเชิงพุทธของเทศบาล
เมืองวังสะพุง จังหวัดเลยการวิจัยน้ีเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ และทาการวิจัยด้วยการเก็บข้อมูล
มี 2 ขน้ั ตอน คือ (1) การสมั ภาษณผ์ ู้ให้ข้อมูลหลกั (Key Informants) จานวน 25 รปู /คน โดยแยกเป็น
พระสงฆ์ จานวน 5 รูป ผู้นาชุมชน จานวน 20 คน เคร่ืองมือในการวิจัยได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก
(In-dept Interview) (2) การสนทนากลุ่มเฉพาะ (Focus Group Discussion) จานวน 5 คน
ตามหัวข้อสนทนาท่ีพัฒนาจากข้อมูลท่ีได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึก แล้วนาเสนอผลการวิจัย ด้วยการ
พรรณนาวิเคราะห์ตามหลักอปุ นัยวิธี ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาในการพัฒนาชุมชนแบบมสี ว่ น
ร่วมของเทศบาลเมืองวังสะพุง มีอยู่ 5 ด้าน ได้แก่ ปัญหาด้านสังคม ได้แก่ ยาเสพติด ลักขโมย
อาชญากรรม, ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ขยะ เป็นพิษส่งกลิ่นเหม็น, ปัญหาด้านวัฒนธรรม ได้แก่
การแต่งกายเลียนแบบต่างชาติ การด่ืมสุราในสถานท่ีอันไม่สมควร เช่นในวัด เป็นต้น, ปัญหาด้าน
เศรษฐกิจ ได้แก่ ขาดการเก็บออมทรัพย์ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย, ปัญหาด้านการปกครอง ได้แก่ ขาดเสรีภาพ
ในความคิด การแสดงออกทางการเมืองในท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพลครอบงาผู้นาท้องถิ่น เป็นต้น 2) รูปแบบ
การพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วมของเทศบาลเมืองวังสะพุง จังหวัดเลย ตามหลักธรรม
ทางพระพุทธศาสนา พบว่า ปัญหาด้านสังคมผู้บริหารเทศบาล วังสะพุง มีการนาหลักศีลภาวนา
ไปพัฒนาสงั คมด้วยการฝึกอบรมศีล ตั้งอยูใ่ นระเบยี บวนิ ัย ไมเ่ บยี ดเบยี นหรอื กอ่ ความเสียหายอยู่กับผู้อ่ืนได้
มีความเก้ือกูลต่อกัน, ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมกี ารนาหลักหิรคิ ือความละอายใจที่จะไม่ทาความชั่ว และ
นาหลกั โอตตัปปะคือความรู้สกึ เกรงกลวั ต่อการทาช่ัวทง้ั ปวง, ปญั หาด้านเศรษฐกิจมกี ารนาหลกั ทิฏฐธัม
36
มิกัตถประโยชน์ คือการมองเห็นประโยชน์สุขสามัญได้แก่ การมีรายได้พอใช้กับค่าใช้จ่าย มีปัจจัย 4
ท่ีพอเหมาะแก่การดารงชีวิตประจาวัน รู้คุณค่าของการออม และระมัดระวังในการใช้จ่ายมากยิ่งข้ึน,
ปัญหาด้านวัฒนธรรมมีการนาหลักกตัญญูกตเวทิตา คือชาววังสะพุงมีความภาคภูมิใจรู้คุณค่าต่อ
วัฒนธรรมดั้งเดิม เกิดความหวงแหนรักษาวัฒนธรรมไว้ด้วยความเพียรพยายาม,และปัญหา
ด้านการปกครองมกี ารนาหลักทศพิธราชธรรม คือ ผู้นาหรือผู้บริหารเทศบาลวังสะพุงต้องเป็นผู้มีความ
เอ้ือเฟ้ือแบ่งปัน มีความประพฤติดีงาม เป็นผู้เสียสละความสุขส่วนตนเพื่อความสุขส่วนรวม 3) รูปแบบ
การพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วมเชิงพุทธของเทศบาลเมืองวังสะพุง จังหวัดเลย มีอยู่ 5 รูปแบบ ได้แก่
(1) รูปแบบตามหลักศีลภาวนา เปน็ รปู แบบท่ีเนน้ การพัฒนาหมู่บา้ น ชมุ ชนสังคม ด้วยการให้ประชาชน
ชาววังสะพุงเจริญศีล ด้วยการนาหลักการของศีลไปพัฒนาความประพฤติทางกายทางวาจา
การฝกึ อบรมศลี ตง้ั อยู่ในระเบียบวินัย ไมเ่ บยี ดเบยี นหรอื กอ่ ความเสยี หาย อยู่กับผู้อื่นได้ มีความเออื้ เฟื้อ
เก้ือกูลกันอยู่เสมอ, (2) รูปแบบตามหลักหิริคือชาววังสะพุงจะต้องมีความละอายใจท่ีจะไม่ทาความช่ัว
และนาหลักโอตตัปปะคือความรู้สึกเกรงตัวต่อการทาช่ัว เช่น การทิ้งขยะไม่เป็นท่ีเป็นทาง, (3) รูปแบบ
ตามหลกั ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์คอื ชาววงั สะพงุ มีการมองเหน็ ประโยชนส์ ุขสามัญของวถิ ีชาวบ้าน ได้แก่
การมีปัจจัย 4 ที่พอเพียงในการดารงชีวิตประจาวัน ชุมชนรู้จักประหยัด และระมัดระวังในการใช้จ่าย
มากย่ิงขึ้น, (4) รูปแบบตามหลักกตัญญูกตเวทิตา คือ ชาววังสะพุงมีความภาคภมู ิใจ รู้คุณต่อวัฒนธรรม
เดิมมีความหวงแหน รักษาวัฒนธรรมไว้ด้วยความเพียรพยายาม, (5) รูปแบบตามหลักทศพิธราชธรรม
คือผู้นาหรือผู้บริหารเทศบาลวังสะพุงต้องเป็นผู้มีความอ่อนโยนหรือเป็นกันเองกับชาวบ้าน
มีความประพฤติดีงาม เป็นผู้เสียสละประโยชน์สุขส่วนตนเพื่อความสุขส่วนรวม และมีความหนักแน่น
ในธรรม ไมม่ คี วามเอนเอยี งหวัน่ ไหวเพราะถ้อยคาที่ดีร้าย มคี วามเที่ยงธรรม เป็นธรรมกับชาวบา้ นผู้มารับ
บรกิ ารอยู่เสมอ
นิสากร กรุงไกรเพชร และคณะ (2563) ได้ศึกษารูปแบบการขับเคลื่อนชุมชน
สุขภาวะที่ท่ามะนาว มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษารูปแบบการขับเคล่ือนชุมชนท่ามะนาวสู่ชุมชนสุขภาวะ
และสมรรถนะของพยาบาลชุมชน ทเี่ ปน็ ตาบลตน้ แบบท้งั ในเรือ่ งการสรา้ งเสริมสขุ ภาพ การรักษพ์ ลังงาน
การพัฒนาภูมิปัญญาท้องถ่ิน ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ
ผลการศกึ ษาพบว่า รูปแบบการขับเคลื่อนเรม่ิ ต้นจากการวเิ คราะห์ข้อมูลปัญหาของชุมชน นโยบายของ
ผู้นาส่วนทอ้ งถิ่น การหนุนเสรมิ ศักยภาพชุมชนจากองค์กรภายนอก กระบวนการขบั เคลื่อนประกอบด้วย
การพัฒนาศักยภาพคนให้พึ่งพาตนเองได้ การระดมทุนความรู้ของชุมชนและทุนจากภายนอกชุมชน
การพัฒนาระบบบรหิ ารจดั การจนเกดิ ระบบการบริหารจัดการที่มีธรรมาภิบาลบนมมุ มองการบูรณาการ
งานทุกมติ ิ จนเกดิ ชมุ ชนจัดการตนเองทัง้ ดา้ นสขุ ภาพและการดาเนนิ ชวี ิต
จากการทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องในประเด็น รูปแบบการขับเคลื่อน
หลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง แสดงใหเ้ ห็นถึง รปู แบบการขับเคลอ่ื นหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ในด้านต่าง ๆ ท้ังปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก เพ่ือให้สามารถพ่ึงตนเองได้ ให้ประสบผลสาเร็จ
รวมถึงข้อเสนอแนะเกี่ยวกับรูปแบบการขับเคล่ือนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซ่ึงจากการ
ทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องสามารถนามาใช้ในงานวิจัยน้ี คือ ทาให้ได้ชุดข้อมูลรูปแบบ
การขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่
“โคก หนอง นา พช.” ระดบั ครัวเรอื น พนื้ ทีจ่ ังหวัดบุรีรมั ย์
37
2.2.2 งานวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาการนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่
การปฏบิ ตั ิ
ภูริปัญญา เกิดศรี (2553) ได้ศึกษาปัจจัยความสาเร็จในการประยุกต์ปรัชญา
เศรษฐกจิ พอเพยี งในเขตปฏิรูปที่ดนิ : ศึกษากรณี ตาบลนิคมกระเสียว อาเภอดา่ นช้างจังหวัดสุพรรณบุรี
มีวตั ถปุ ระสงค์ 1) เพ่ือศกึ ษาระดับของความสาเรจ็ ในการประยุกต์ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งในเขตปฏิรูป
ท่ดี ิน ตาบลนคิ มกระเสยี ว อาเภอดา่ นช้าง จังหวัดสุพรรณบรุ ี 2) เพื่อศึกษาปจั จยั ที่มีผลต่อการประยุกต์
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในเขตปฏิรูปท่ีดิน ตาบลนิคมกระเสียว อาเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี
3) เพ่ือศึกษาระดับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรวิธีการศึกษาการวิจัยคร้ังนี้เป็นการวิจัยแบบตัดขวาง
(Cross-Sectional Study) โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัย
เชิงปริมาณ (Quantitative Research) ประกอบกันเพ่ือให้ได้ข้อมูลท่ีสมบูรณ์มากขึ้น และเจาะลึก
ในประเด็นสาคญั ใชก้ ารสนทนากลุ่มกับเจ้าหน้าทีผ่ ู้ปฏิบัติงาน ผู้นาชมุ ชน ผู้นาเกษตรกร และเกษตรกร
ที่เก่ียวข้อง และใช้วิธีการรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ เกษตรกร
ท่ีเข้าร่วมในการประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในเขตปฏิรูป ที่ดิน ซึ่งประชากร 601 คน
ได้กลุ่มตัวอย่างจานวน 250 คน การสุ่มตัวอย่างของการวิจัยนี้ใช้การสุ่มตัวอย่างตามโอกาสหรือ
ความน่าจะเป็น (Probability Sampling) โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย และการสุ่มตัวอย่าง
แบบโควต้า หรอื การเกบ็ ข้อมลู จากตัวอย่างทีต่ รงกับเง่ือนไขจนกระทั่งครบจานวนที่กาหนดไว้ ข้อมลู เชิง
คุณภาพ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ผู้วิจัยกาหนดขนาดกลุ่ม
ตัวอย่างจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ผู้นาชุมชน ผู้นาเกษตรกรและเกษตรกร รวมท้ังส้ิน 10 คน
ใช้โปรแกรม SPSS for Window สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน ค่าต่าสุด ค่าสูงสุด ความแตกต่างของร้อยละ ไคสแควร์ (Chi-Square) Gamma (G) และ
Multiple Regression ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยส่วนบุคคลไม่มีผลไม่มีอิทธิพลต่อความสาเร็จ
ในการประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 2) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าความสาเร็จ
ในการประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขึ้นอยู่กับภาวะผู้นาของผู้นาชุมชน และผู้นาเกษตรกร
3) ตัวแปรที่มีผลต่อความสาเร็จในการประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ คือ
ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงภาวะผู้นา ความร่วมมือในการดาเนินกิจกรรม
การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันระหว่างเกษตรกรการประสานงาน การสนับสนุนจากหน่วยงาน
ภาครัฐ เมื่อวัดด้วยสถิติที่ใช้วัดความแกร่งของความสัมพันธ์ G พบว่าตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับ
ความสาเรจ็ ในการประยกุ ตป์ รัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คอื การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับความร่วมมือ
ความร่วมมือกับความรู้ การสนับสนุนกับการประสานงาน การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับความรู้
การประสานงานกับความร่วมมือ ความร่วมมือกับความสาเร็จ ความรู้กับความสาเร็จ การแลกเปลี่ยน
กับความสาเร็จ การสนับสนุนกับความร่วมมือการประสานงานกับความรู้ การประสานงาน
กับความสาเร็จ การสนับสนุนกับภาวะผู้นา การประสานงานกับการแลกเปล่ียน การสนับสนุน
กับความสาเร็จ การประสานงานกับภาวะผู้นา การสนบั สนนุ กบั ความรู้ การสนับสนนุ กับการแลกเปลี่ยน
ภาวะผู้นา กับความสาเร็จ ความรว่ มมอื กับภาวะผนู้ า ภาวะผ้นู า กับความรู้ และการแลกเปลยี่ นกับภาวะ
ผู้นา โดยมีค่าความสัมพันธ์ เท่ากับ .895 .879.844 .843 .801 .783 .782 .780 .779 .773 .772 .770
38
.752 .735 .727 .719 .700 .624 .610 .530 และ .476 ตามลาดับ 4) ตัวแปรท่ีใช้เป็นตัวพยากรณ์
ในการอธิบายความสาเร็จในการประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในเขตปฏิรูปท่ีดิน มี 4 ตัวแปร
ท่ีมีผลกระทบอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .000 นั่นคือเมื่อวัดจากค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยพหุ
ซ่ึงพยากรณ์ความสาเร็จในการประยุกต์ปรัชญ าเศรษฐกิจพอเพียงได้ดีที่สุดและมีผลใน ทางบวก ต่อ
ความสาเร็จในการประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้
ความเข้าใจ ภาวะผู้นา และการประสานงานเรียงตามลาดับความสาคัญ ความร่วมมือในการดาเนิน
กิจกรรม และการสนบั สนนุ จากหนว่ ยงานภาครัฐ ไม่สมั พันธแ์ ละไม่ช่วยในการอธบิ ายความสาเร็จในการ
ประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตัวแปรอิสระทั้งหมดอธิบายความสาเร็จในการประยุกต์ปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียงประมาณร้อยละ72.5 ( 2 R =.725) ข้อเสนอแนะของเกษตรกร และเจ้าหน้าที่
เกย่ี วกบั การประยกุ ต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในเขตปฏิรูปท่ีดนิ คือ 1) จะตอ้ งสร้างความรู้ความเข้าใจแก่
ผู้ที่สนใจหรือกลุ่มเป้าหมายอย่างจริงจัง 2) ภาครัฐควรมีความต่อเน่ืองในการให้ความสนับสนุน และ
ตอบสนองความต้องการและภมู ิปัญญาของชุมชน 3) จะต้องมีการวางแผนร่วมกันของหน่วยงานต่าง ๆ
และมกี ารทางานรว่ มกนั เชิงบรู ณาการ ข้อเสนอแนะทไ่ี ด้จากการวิจัยครงั้ นี้คอื 1) ควรสรา้ งความรู้ความ
เข้าใจ ทีถ่ กู ต้องแก่ผู้ท่สี นใจ หรือ กลุ่มเป้าหมายก่อนดาเนนิ งาน 2) ภาครฐั ควรมคี วามต่อเนื่องในการให้
ความช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างจริงจัง 3) การสนับสนุนและการทางานของภาครัฐจะต้องยึด
ประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ชยตุ อนิ ทรพ์ รหม (2561) ไดศ้ กึ ษาเศรษฐกิจพอเพยี งกบั เกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์
ทานา 1 ไร่ ได้ 1 แสน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการและแนวทางการทาเกษตรทฤษฎีใหม่
ประยุกต์ ทานา 1 ไร่ ได้ 1 แสนไปปฏิบัติให้สาเร็จ และเพ่ือศึกษาความสอดคล้องระหว่างการทา
เกษตรกรรม ตามแนวทางนี้กับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ
ประกอบดว้ ยการสังเกตการณแ์ บบมีส่วนรว่ ม การสัมภาษณ์เชิงลึก การประชมุ กลมุ่ ยอ่ ย การถอดบทเรียน
จากกรณีศึกษา ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรรมตามแนวทางน้ี มีความสอดคล้องกับหลักปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ เน้นกสิกรรม ประมงและปศุสัตว์ในพื้นท่ีขนาดเล็ก
ให้จัดการท่ีดินอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยปรับปรุงและฟ้ืนฟูระบบนิเวศเกษตร สร้างความม่ันคง
ทางอาหารในครัวเรือน เงื่อนไขความสาเร็จ ประกอบด้วย บุคคล การตลาด การสืบทอด ถ่ายทอด
ความรู้ เครือข่าย และการพ่ึงตนเองของเกษตรกร ข้อเสนอแนะ ควรส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร
ในที่ดินทากินขนาดเล็ก มีกระบวนการพัฒนาเกษตรกร เผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ และมีการจัดตั้ง
สถาบันหรือองคก์ รรบั ผิดชอบ
อัษฎาวุฒิ พฤฒิวรวงศ์ (2563) ได้ศึกษาการน้อมนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ประยุกตส์ ู่ “โคก หนอง นา โมเดล” ศกึ ษาเฉพาะเขตอาเภอโคกสาโรง จงั หวัดลพบรุ ี มวี ตั ถปุ ระสงค์เพ่ือ
ศึกษาการ ประยกุ ต์ใช้หลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง ในการทาโครงการ ศกึ ษาความสาเรจ็ ในการดาเนิน
โครงการ และเพอ่ื ศกึ ษาปญั หา อุปสรรค รวมถึงขอ้ เสนอแนะ ในการดาเนนิ โครงการฯ ในการวิจัย ครั้งนี้
ใช้วิธีการวิจัย 2 วิธีคือ 1. การวิจัยเอกสาร (Documentary research) และ 2. การวิจัยสนาม (Field
research) โดยผู้วิจัยลงพ้ืนท่ีเพื่อสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง โดยเป็นการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง
(Structured interview or formal interview) เป็นการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informant)
ซ่ึงผู้ให้ข้อมูลจะต้องเป็นบุคคลที่เก่ียวข้องโดยตรงและมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องและ ประเด็นต่าง ๆ
เป็นอย่างดี จานวน 5 คน ผลการวิจัยพบว่า การทาโครงการ เป็นอีกศาสตร์หน่ึงของ หลักปรัชญาของ
39
เศรษฐกิจพอเพียง ใช้แนวทางการทาเกษตรอินทรีย์และการสร้างชีวิตท่ีย่ังยืนโดยนาหลักกสิกรรม
ธรรมชาติ การเลย้ี งดนิ ใหด้ นิ เลยี้ งพืช จัดเกบ็ กกั น้าใหก้ ระจายท่ัวพ้นื ท่ี โดยไมห่ วงั พ่ึงระบบชลประทาน
เปน็ การ บรหิ ารจัดการ ดิน น้า ปา่ ฟ้ืนฟรู ะบบนิเวศให้กลับมาสมดุล เปน็ การบริหารจัดการพนื้ ท่ีที่มีอยู่
อย่าง เป็นระบบคือ สร้างแหล่งน้าทาการเกษตร 30%, ปลูกต้นไม้หลากหลายชนิดท้ังไม้ผล ไม้ยืนต้น
สมุนไพร 30%, ปลูกพืชเศรษฐกิจอีก 30% และ 10% สาหรับอยู่อาศัยและท่ีเลี้ยงสัตว์ เข้ากับ
ภูมิปัญญาพ้นื บ้าน โดยมคี วามสอดคลอ้ งกบั ธรรมชาตใิ นพน้ื ทน่ี น้ั น้นั มขี า้ ว ปลา อาหาร พืช ผกั สมนุ ไพร
พอกินตลอดท้ังปี ประหยัดค่าใช้จ่าย หากินบนที่ดินของตนเองได้และมีรายได้เหลือเก็บ มุ่งเน้น
ให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางการพัฒนา มีการพัฒนาตนเอง และการพัฒนาอาชีพตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง พรอ้ มทง้ั นาหลักกสิกรรมธรรมชาตแิ ละหลักทฤษฎีบนั ได 9 ขั้น มาประยกุ ตใ์ ชใ้ นพนื้ ท่ี
ของตนเอง สร้างความ เก้ือกูลทางธรรมชาติ อนุรักษ์บารุงดิน จัดการน้าอย่างเป็นระบบ สร้างอาชีพ
สร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิตท่ีดีเพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และเป็นต้นแบบสาหรับ
ขยายผลองคค์ วามรู้ ให้กบั เกษตรกรรายอืน่ ๆ
สุภาวดี ขุนทองจันทร์ (2541) ได้ศึกษาแนวคิดการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง จากการวิจัยพบว่า เศรษฐกิจพอเพียงมิได้ให้ความสาคัญกับทุนทางเศรษฐกิจ แต่จะให้
ความสาคญั กบั ทุนทั้ง 4 ประเภท คอื ทนุ มนุษย์ ทนุ ทางสงั คม ทนุ ทางกายภาพ และทนุ ทางสงิ่ แวดล้อม
ดังนั้น การพัฒนาเพ่ือให้เกิดความสมดุลจึงต้องพัฒนาทุนทั้ง 4 ประเภทนี้ไปพร้อม ๆ กัน หากแต่
ทุนมนุษยค์ วรพัฒนาเป็นลาดบั ตน้
จากการทบทวนวรรณกรรมในประเดน็ การศึกษาการนาหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงสู่การปฏิบัติ แสดงให้เห็นถึง ปัจจัย แนวคิด และรูปแบบการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกจิ
พอเพียงให้ประสบผลสาเร็จ นอกจากนี้ในงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับการศึกษาการนาหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติยังแสดงให้เห็นถึงรูปแบบการพัฒนา และปัจจัยท่ีนาไปปฏิบัติให้ประสบ
ผลสาเร็จในการดาเนินงานซ่ึงจากการทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องสามารถนามาใช้ในงานวิจัยนี้
คือ ทาให้ได้ชุดข้อมูลรูปแบบการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ระดบั ครัวเรอื น พนื้ ท่ีจังหวัดบรุ ีรมั ย์
2.3 กรอบแนวคิดการวิจยั
งานวิจัยนี้ทาการศึกษารูปแบบการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพ
ชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ระดับครัวเรือนพื้นท่ี จังหวัดบุรีรัมย์
มีวตั ถุประสงคเ์ พ่อื วเิ คราะห์ปัจจยั ท่ีส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชวี ิตตามหลกั ทฤษฎีใหม่ ระดบั ครัวเรอื น
พื้นที่ จังหวัดบุรีรัมย์ พัฒนาพ้ืนท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่
“โคก หนอง นา พช.” ระดับครัวเรือนพื้นที่ จังหวัดบุรีรัมย์ และนาเสนอรูปแบบการขับเคลื่อน
การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.”
ระดับครัวเรือนพื้นท่ี จังหวัดบุรีรัมย์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ( Qualitative Research)
ประกอบด้วย การสัมภาษณ์เชิงลึก (In – depth Interview) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ครัวเรือน
ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” (Household
Lab Model for quality of life : HLM) นายสมบัติ อ่อนน้าคา ตาบลทุ่งจังหัน อาเภอโนนสุวรรณ
40
จังหวัดบุรีรัมย์ โดยทาการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเน้ือหา (Content Analysis) และนาเสนอข้อมูล
ตามวัตถุประสงค์ เพ่ือให้ได้รูปแบบการขับเคลื่อนการพัฒนาพ้ืนที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ระดับครัวเรือนพ้ืนท่ี จังหวัดบุรีรัมย์ แสดง
เป็นแผนภาพได้ ดังน้ี
ปัจจัยท่ีส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลัก รูปแบบการขับเคลอื่ น
ทฤษฎใี หม่ ระดบั ครวั เรือนพน้ื ท่ี จงั หวดั บุรีรัมย์ การพฒั นาพนื้ ทต่ี ้นแบบ
- ปัจจัยภายใน การพฒั นาคุณภาพชวี ิต
- ปจั จยั ภายนอก ตามหลักทฤษฎีใหม่
การพัฒนาพน้ื ที่ตน้ แบบการพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ประยกุ ตส์ ู่ “โคก หนอง นา พช.”
ตามหลักทฤษฎใี หม่ ประยุกต์สู่
“โคก หนอง นา พช.” ระดบั ครวั เรอื นพืน้ ที่
จงั หวัดบรุ ีรัมย์
ระดับครัวเรอื นพ้นื ท่ี จังหวดั บุรีรัมย์
แผนภาพ 2.6 กรอบแนวคดิ การวิจัย