วิจยั ในชนั้ เรียน
(Classroom Action Research)
เรอื่ ง การพัฒนารปู แบบการจัดกจิ กรรมศลิ ปะสร้างสรรค์ เพื่อสง่ เสริม
การมจี ินตนาการและความคดิ สรา้ งสรรค์ ของนักเรยี นช้นั อนบุ าล 2/2
โรงเรยี นวดั เวฬวุ ัน อำเภอสารภี จงั หวัดเชยี งใหม่
ปกี ารศกึ ษา 2564
พวงสร้อย เจริญผล
ตำแหน่ง ครชู ำนาญการพเิ ศษ
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ ปฐมวัย
โรงเรียนวัดเวฬวุ นั อำเภอสารภี จังหวัดเชยี งใหม่
สำนกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษาเชยี งใหม่ เขต 4
รายงานการวจิ ัยชัน้ เรียน ปีการศกึ ษา 2564
ช่อื งานวิจัย การพฒั นารูปแบบการจัดกจิ กรรมศลิ ปะสร้างสรรค์ เพือ่ ส่งเสริมการมี
จนิ ตนาการและความคิดสรา้ งสรรค์ ของนกั เรียนช้ันอนุบาล 2/2
โรงเรียน โรงเรยี นวัดเวฬวุ ัน อำเภอสารภี จังหวัดเชยี งใหม่
ชอ่ื ผวู้ ิจยั พวงสร้อย เจริญผล
กลุม่ สาระการเรยี นรู้ ปฐมวยั
ที่มาความสำคัญของการวจิ ัย ☑ มี ไมม่ ี
ออกแบบเกบ็ ขอ้ มูล ☑ เสรจ็ ไม่เสรจ็
เก็บข้อมลู เรียบร้อย ☑ เสรจ็ ไมเ่ สร็จ
แปลผลและอภปิ รายผล ☑ เสร็จ ไม่เสร็จ
สรปุ เปน็ รูปเล่ม ☑ เสรจ็ ไม่เสร็จ
ลงช่ือ ...................................... ผู้ทำวจิ ัย
( นางพวงสรอ้ ย เจริญผล )
ข้อคิดเห็นของหัวหน้ากลุม่ สาระการเรยี นรู้ ขอ้ คิดเหน็ ของฝา่ ยวิชาการ
.......................................................................... ..........................................................................
.......................................................................... ..........................................................................
.......................................................................... ..........................................................................
ลงช่อื ............................................. ลงชื่อ .............................................
( นางสาวธดิ ารัตน์ อมิ งั ) (นายมาโนช นันทา)
รองผู้อำนวยการฝา่ ยบริหารงานวชิ าการ
ข้อคิดเห็นของผ้อู ำนวยการโรงเรยี น
…………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
………………………………………………………………………………………………………………………………..
ลงชอื่ .............................................
(นายจรัล ถาวร)
ผูอ้ ำนวยการโรงเรยี นวดั เวฬุวัน
ชือ่ เรอ่ื ง การพัฒนารูปแบบการจดั กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เพอ่ื ส่งเสรมิ
ชอื่ ผูว้ ิจัย การมีจนิ ตนาการและความคดิ สรา้ งสรรค์ ของนักเรียนชน้ั อนบุ าล 2/2
กลุม่
ปีการศกึ ษา พวงสรอ้ ย เจริญผล
ปฐมวัย
2564
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมบริโภควัตถุนิยมอย่างรวดเร็ว ปัญหาทางการศึกษาที่
สถาบันทางการศึกษาไม่สามารถผลิตคนให้เป็นคนที่คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหา เป็นต้น เชื่อว่าปัญหาต่าง ๆ
สามารถแก้ไขดว้ ยการนำการศกึ ษามาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาคดิ สร้างสรรค์ส่งิ แปลกใหมห่ รอื หาวิธีการ
ท่ตี ่างไปจากกัน เพ่ือให้ประเทศไทยรอดพน้ จากปัญหาต่าง ๆ (สริ มิ า ภญิ โญอนันตพงษ,์ 2545, หนา้ 47) ดงั นน้ั
ประเทศไทย โดยกระทรวงศกึ ษาธกิ ารจึงได้ปฏิรปู การศึกษา ตัง้ แตก่ ารศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน เพ่อื ใหค้ นไทยทุกคนได้
พัฒนาคณุ ภาพและศกั ยภาพอยา่ งสมบรู ณใ์ นทกุ ด้าน เพ่ือใหหส้ อดคลอ้ งกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก
หลักสตู รการศกึ ษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ได้ตระหนกั ถงึ ความสำคญั ของการจัดการศึกษาที่
ม่งุ เน้นใหไ้ ด้รบั การพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จติ ใจ สังคม และสติปัญญา อยา่ งมีคุณภาพและตอ่ เน่อื ง ได้รับ
การจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีความสุข และเหมาะสมตามวัย มีทักษะชีวิต และปฏิบัติตนตามหลัก
ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง เป็นคนดี มวี นิ ัย และสำนึกความเป็นไทย โดยความรว่ มมือ ระหวา่ งสถานศกึ ษา พ่อ
แม่ ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560, หน้า 13) ความคิดเป็น
ทักษะท่ีจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาในการฝึกฝน เนื่องจากลักษณะการเรียนรู้ดังกล่าวต้องอาศัยความคิด
สร้างสรรค์เป็นวิธีการคิดและทำงานของสมองอย่างเป็นขั้นตอนและสามารถคิดแก้ปัญหาได้ (อารี พันธ์มณี,
2544, หนา้ 16) การพฒั นาความคิดสรา้ งสรรคท์ ำได้โดยการสอน การฝกึ ฝน และการปฏบิ ัติวิธี หากเด็กได้รับ
การสง่ เสรมิ ความคิดสร้างสรรคต์ ั้งแต่เยาว์วยั ได้มากเทา่ ใดยง่ิ เป็นผลดีเท่านั้น
นักการศึกษาและนักวิชาการหลายทา่ นได้นำเสนอวิธกี ารในการพัฒนาความคดิ สร้างสรรค์ของ
เด็กปฐมวัย โดยการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัยในรูปของกิจกรรมบูรณาการผ่านการเล่นท่ี ส่งเสริม
จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่ฝึกให้เด็กได้แสดงออกทางกจิ กรรมศิลปะสร้างสรรค์ เป็น
กจิ กรรมทเ่ี ปดิ โอกาสใหเ้ ด็กได้สำรวจ ค้นพบ และไดท้ ดลองกบั ส่ืออุปกรณ์ทางศิลปะสรา้ งสรรค์ ซ่ึงช่วยให้เกิด
พัฒนาการคิดรวบยอดจากการสังเกตและประเมินภาพ(กุลยา ตันติผลาชีวะ, 2547, หน้า 189) และการจัด
กจิ กรรมศลิ ปะสรา้ งสรรค์สำหรับเดก็ ปฐมวัย ควรคำนึงถงึ ความเหมาะสมกับพฒั นาการและความต้องการทาง
สังคมของเด็กปฐมวัย มีกิจกรรมที่หลากหลาย มีสื่ออุปกรณ์ให้เด็กมีทางเลือกที่หลากหลายและไม่จำกัด
ความคิด จินตนาการของเด็ก (เยาวพา เดชะคปุ ต์, 2542, หนา้ 107)
เนอ่ื งดว้ ยผูจ้ ดั ทำขอ้ ตกลงไดร้ ับผิดชอบการจดั การเรยี นการสอนในระดับชั้นอนุบาล ปี
ที่ 2/2 ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเรียนการสอน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า
2019 โรงเรียนวัดเวฬุวันได้กำหนดรูปแบบการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ on –air ,online ,on-
demand และ on-hand ให้หลากหลาย เพื่อตอบสนองตามต้องการ เละการเข้าถึงการจัดการเรียนการสอน
ให้มากที่สุด โดยใช้เน้นให้ใช้กระบวนการ Active Learning มาใช้ในการประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็ก
ปฐมวยั ซงึ่ ในระดับปฐมวัย เด็ก ๆ จะมีช่วงความสนใจในระยะส้นั การจัดประสบการณ์ท่ผี ่านมาเดก็ ได้รับการ
พัฒนาทกุ ดา้ นโดยมี ผู้ปกครองชว่ ยในการสนับสนุนดูแล แตใ่ นการพัฒนาด้านการมีจินตนาการและความคิด
สร้างสรรค์ควรได้รับการสง่ เสริม กิจกรรมท่ีเป็น Active Learning ให้เด็กได้ลงมอื ปฏิบัติด้วยตนเอง ผ่านการ
เล่น และทำงานศลิ ปะ ซึ่งเป็นกิจกรรม ที่ใช้กระบวนการของ Active Learning เพื่อเป็นการส่งเสรมิ
การมีจินตนาการและความคดิ สร้างสรรคข์ องนักเรียนชนั้ อนุบาล 2/2
ผู้วจิ ยั จึงสนใจที่จะพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เพ่อื ส่งเสรมิ การมีจินตนาการ
และความคิดสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นอนุบาล 2/2 เพื่อพัฒนาเดก็ ให้มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
และกิจกรรมทผ่ี ้วู ิจัยดำเนินการวิจัยนั้น เปน็ การนำกจิ กรรมศิลปะสร้างสรรค์ท่ีสง่ เสริมความคิดสร้างสรรค์และ
จนิ ตนาการ และเด็กสามารถทำกิจกรรมศลิ ปะสร้างสรรคไ์ ด้ทบ่ี ้าน
วัตถุประสงค์
เพื่อเปรียบเทียบจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้าฃสรรค์
ของนักเรียนชั้นอนบุ าลปที ่ี 2/2
สมมุติฐาน
สมมตุ ฐิ านในการวจิ ยั ครง้ั น้ี คือ นกั เรียนช้นั อนุบาลปที ี่ 2/2 ท่ีไดร้ ับการจดั กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
มคี วามคิดสรา้ งสรรคแ์ ละจินตนาการเพ่ิมขึน้
กรอบแนวคดิ ในการวิจยั ตวั แปรตาม
ตัวแปรต้น
กิจกรรมศลิ ปะสรา้ งสรรค์ ความคดิ สร้างสรรค์และจินตนาการ
ของนกั เรียนชั้นอนบุ าลปที ี่ 2/2
ขอบเขตของการวิจัย
การวจิ ัยครัง้ นี้มขี อบเขตการวจิ ัยดงั ตอ่ ไปน้ี
1. ประชากร
ประชากรทีใ่ ชใ้ นการวิจยั ครงั้ นี้ ไดแ้ ก่ นกั เรียนชาย – หญิง ทกี่ ำลงั ศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีท่ี 2
หอ้ ง 2 ปกี ารศึกษา 2564 โรงเรียนวัดเวฬุวัน (สารภชี นานุกูล) อำเภอสารภี จังหวดั เชยี งใหม่ จำนวน 25 คน
2. ตวั แปรท่ีศกึ ษา
2.1 ตัวแปรตน้ คือ กิจกรรมศลิ ปะสร้างสรรค์
2.2 ตวั แปรตาม คอื ความคิดสร้างสรรคแ์ ละจินตนาการของนกั เรยี นชัน้ อนุบาล
ปีที่ 2/2
3. ระยะเวลา
ระยะเวลาท่ีใช้ในการวิจัยครงั้ น้ี ใชร้ ะยะเวลา 6 สปั ดาห์ สัปดาหล์ ะ 4 วนั วันละ
50 นาที รวม 24 ครัง้ และจดั กจิ กรรมในชว่ งกจิ กรรมศิลปะสร้างสรรค์
ขอบเขตเนอ้ื หา
การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมการมีจินตนาการและความคิด
สรา้ งสรรค์ ของนักเรยี นช้ันอนุบาล 2/2 จำนวน 24 กิจกรรม เปน็ ระยะเวลา สปั ดาห์ สัปดาห์ละ 6 วัน วันละ
50 นาที รวม 24 ครัง้ และจัดกจิ กรรมในชว่ งกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
นิยามศพั ท์
1. นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/2 หมายถึง นักเรียนชาย – หญิง อายุระหว่าง 4-5 ปี
ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 2 ห้อง 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนวัดเวฬุวัน (สารภีชนานุกูล) อำเภอ
สารภี จงั หวดั เชียงใหม่
2. กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ หมายถึง การปฏิบัติที่เปิดโอกาสให้เด็กได้สำรวจค้นพบและได้
ทดลองกับสื่ออุปกรณ์ทางศิลปะสร้างสรรค์ โดยการสังเกต และประเมินภาพ ได้แก่ กิจกรรมการวาดภาพ
ระบายสี กิจกรรมการพับกระดาษ กิจกรรมการต่อเติมภาพกิจกรรมระบายสี กิจกรรมการพับกระดาษ
กิจกรรมการวาดต่อเติมเส้น กิจกรรมการเล่นกับสีน้ำ กิจกรรมการพิมพ์ภาพ กิจกรรมวาดภาพระบายสี
กิจกรรมการปะติด กิจกรรมการป้ัน และกจิ กรรมการประดษิ ฐเ์ ศษวสั ดุ
3. ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความสามารถของบุคคลในความคิดคล่องแคล่ว ความคิดริเริ่ม
และความคิดละเอียดลออ ซึ่งทำให้เกิดความคดิ แปลกใหม่แตกต่างจากความคิดเดิมเป็นความสามารถในการ
มองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว โดยมีสิ่งเร้ามาเป็นตัวกระตุ้น โดยอาศัยประสบการณ์ที่มีอยู่มา
ดดั แปลงแกไ้ ข และนำไปแกป้ ญั หาได้ ความคดิ สรา้ งสรรค์ท่ีผวู้ ิจยั ได้นำมาประกอบการทำในคร้งั นมี้ ีความคิด 3
ด้าน ดงั นี้
3.1 ความคิดคล่องแคล่ว คอื ความสามารถในการคิดอยา่ งรวดเรว็ ตอบสนองต่อสิง่ เรา้ ได้จำนวน
มาก รวดเรว็ และถกู ต้องในเวลาทีก่ ำหนด วดั ได้ จากจำนวนภาพในเวลาจำกัด
3.2 ความคิดริเร่ิม คือ ความสามารถในการคิดหาสิง่ แปลกใหม่แตกต่างจากผู้อื่น มี
คุณคา่ วดั ได้จากการวาดภาพซ้ำกันนอ้ ยทีส่ ุด
3.3 ความคิดละเอียดลออ คอื ความสามารถในการคิดถงึ รายละเอยี ดเปน็ ข้นั ตอน ขยายความคิด
หลักให้ได้ความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น วัดได้จากการนับรายละเอียดแต่ละส่วนที่ต่อเติมตามที่กำหนดให้ได้สมบูรณ์
ยง่ิ ขนึ้
ประโยชน์ที่ได้รับ
ประโยชนท์ ี่ได้รับจากการวิจยั ครั้งน้ี คอื
1. นกั เรยี นชัน้ อนบุ าลปีท่ี 2/2 โรงเรียนวัดเวฬวุ นั (สารภชี นานุกูล) ที่ได้รบั การจัดกิจกรรมศิลปะ
สร้างสรรค์มีความคิดสร้างสรรคแ์ ละจนิ ตนาการเพ่มิ ข้นึ
2. ครูผู้สอนหรือผู้ที่เก่ียวข้อง มีแนวทางในการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาความคดิ
สร้างสรรค์และจนิ ตนาการใหก้ บั เดก็ ปฐมวัย
เอกสารและงานวิจัยทีเ่ ก่ียวข้อง
การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศกึ ษาทฤษฎี หลักการ แนวคิดจากเอกสารและงานวิจยั ท่ีเก่ียวข้อง แล้วทำ
การวิเคราะห์และสังเคราะห์เรียบเรียงนำเสนอตามลำดับหัวขอ้ ดังต่อไปน้ี
1. หลักสตู รการศกึ ษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560
1.1 ปรัชญาการศึกษาปฐมวยั
1.2 วสิ ยั ทศั น์
1.3 หลกั การ
2. สาระสำคัญของหลักสูตรการศกึ ษาปฐมวยั พทุ ธศกั ราช 2560 สำหรบั เดก็ อายุ 3-6 ปี
2.1 จุดมงุ่ หมาย
2.2 มาตรฐานคณุ ลักษณะทพี่ งึ ประสงค์
2.3 การจดั เวลาเรียน
2.4 สาระการเรียนรู้
2.5 การจดั ประสบการณ์
2.6 การประเมินพฒั นาการ
3. ความคิดสรา้ งสรรค์
3.1 ความหมายของความคดิ สร้างสรรค์
3.2 ความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์
3.3 ทฤษฎเี ก่ียวข้องกับความคิดสร้างสรรค์
3.4 องค์ประกอบของความคดิ สรา้ งสรรค์
3.5 กระบวนการของความคิดสรา้ งสรรค์
3.6 พัฒนาการของความคดิ สรา้ งสรรค์
3.7 แนวทางในการสง่ เสริมความคิดสร้างสรรค์
3.8 บทบาทของครใู นการสง่ เสริมความคดิ สรา้ งสรรค์
3.9 การวัดความคดิ สรา้ งสรรค์
4. งานวิจยั ท่เี ก่ยี วขอ้ ง
หลกั สูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศกั ราช 2560
หลักสูตรการศกึ ษาปฐมวัย พทุ ธศักราช 2560 จดั ทำขึน้ โดยยดึ แนวคิดและหลักการจัดการศึกษา
ปฐมวยั ดังน้ี
1. ปรชั ญาการศกึ ษาปฐมวยั
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 พัฒนาขึ้นมาโดยปรชั ญาการศึกษาปฐมวัย (สำนัก
วิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2560, หน้า 2) ได้มีคำสั่งที่สพฐ. 1223/2560 เรื่องการให้ใช้หลักสูตร
การศึกษาปฐมวยั พุทธศกั ราช 2560 ทีว่ ่า “การศกึ ษาปฐมวยั เป็นการพัฒนาเดก็ ตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปีบริบูรณ์
อย่างเป็นองค์รวมบนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและ
พฒั นาการตามวยั ของเด็กแต่ละคนให้เตม็ ตามศักยภาพ ภายใตบ้ รบิ ทสงั คมและวัฒนธรรมที่เดก็ อาศยั อยู่ ด้วย
ความรกั ความเอ้อื อาทร และความเขา้ ใจของทุกคน เพือ่ สรา้ งรากฐานคณุ ภาพชีวติ ให้เดก็ พฒั นาไปสู่ความเป็น
มนษุ ยท์ ส่ี มบรู ณ์ เกดิ คณุ คา่ ตอ่ ตนเอง ครอบครวั สงั คม และประเทศชาติ”
2. วิสัยทศั น์
การจัดทำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา,
2560, หนา้ 3) ได้มีคำส่งั ที่ สพฐ. 1223/2560 เรื่องการให้ใชห้ ลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พทุ ธศกั ราช 2560 มี
วสิ ัยทัศน์ ท่ีวา่ “หลักสตู รการศึกษาปฐมวัยมงุ่ พัฒนาเด็กทกุ คนให้ได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ
สังคม และสติปัญญา อย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีความสุขและ
เหมาะสมตามวัย มีทักษะชวี ติ และปฏบิ ตั ิตนตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง เป็นคนดี มีวินัย และสำนกึ
ความเป็นไทย โดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการ
พัฒนาเด็ก”
3. หลักการ
การจัดทำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ยึดหลักการในการจัดการเรียนรู้ (สำนัก
วิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2560, หน้า 4) ได้มีคำสั่งท่ี สพฐ. 1223/2560 เรื่องการให้ใช้หลักสูตร
การศกึ ษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ดงั น้ี
เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดแู ละการส่งเสริมพัฒนาการตามอนสุ ัญญาว่าด้วยสิทธิ
เด็ก ตลอดจนได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเหมาะสม ด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่
เด็กกับผูส้ อน เดก็ กับผู้เลีย้ งดหู รอื ผู้ท่ีเก่ียวข้องกับการอบรมเลย้ี งดู การพัฒนา และใหก้ ารศึกษาแก่เด็กปฐมวัย
เพือ่ ให้เดก็ มีโอกาสพัฒนาตนเองตามลำดับขนั้ ของพัฒนาการทุกด้าน อย่างเปน็ องค์รวมมีคณุ ภาพ และเตม็ ตาม
ศกั ยภาพ โดยกำหนดหลกั การ ดงั นี้
3.1 สง่ เสรมิ กระบวนการเรยี นรู้และพัฒนาการทีค่ รอบคลุมเด็กปฐมวัยทกุ คน
3.2 ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงความแตกต่าง
ระหวา่ งบุคคล และวิถชี วี ติ ของเด็กตามบรบิ ทของชมุ ชน สังคม และวัฒนธรรมไทย
3.3 ยึดพฒั นาการและการพัฒนาเดก็ โดยองคร์ วม ผา่ นการเล่นอย่างมีความหมาย และมกี จิ กรรมท่ี
หลากหลาย ได้ลงมอื กระทำในสภาพแวดล้อมท่ีเออ้ื ตอ่ การเรียนรู้ เหมาะสมกบั วยั และมีการพกั ผอ่ นเพยี งพอ
3.4 จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิต และสามารถปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดี มีวนิ ยั และมีความสขุ
3.5 สร้างความรู้ ความเข้าใจ และประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็กระหว่างสถานศึกษากับ
พ่อแม่ ครอบครวั ชุมชน และทกุ ฝ่ายที่เก่ยี วข้องกับการพฒั นาเด็กปฐมวยั
สาระสำคัญของหลักสูตรการศกึ ษาปฐมวัย พุทธศกั ราช 2560 สำหรบั เด็กอายุ 3-6 ปี
หลักสตู รการศกึ ษาปฐมวัยสำหรับเดก็ อายุ 3-6 ปี (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2560, หน้า 26-44) เป็น
การจัดการศึกษาในลักษณะของการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษา เด็กจะได้รับการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย
อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ตามวัยและความสามารถของแตล่ ะบุคคล
1. จุดมุ่งหมาย
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยมุ่งเด็กมีพัฒนาการตามวัยเต็มตามศักยภาพและมีความพร้อมในการ
เรยี นรู้ต่อไป จึงกำหนดจดุ มุ่งหมายเพื่อใหเ้ กดิ กับเดก็ เมอ่ื จบการศกึ ษาระดับปฐมวัย ดงั นี้
1.1 รา่ งกายเจริญเตบิ โตตามวยั แข็งแรง และมสี ขุ นสิ ยั ที่ดี
1.2 สุขภาพจติ ดี มีสุนทรยี ภาพ มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และจิตใจทีด่ งี าม
1.3 มีทกั ษะชีวติ และปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มวี นิ ัย และอยู่ร่วมกับผู้อื่น
ได้อยา่ งมคี วามสขุ
1.4 มีทกั ษะการคดิ การใช้ภาษาส่อื สาร และการแสวงหาความรู้ ได้เหมาะสมกบั วยั
2. มาตรฐานคุณลกั ษณะที่พึงประสงค์
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยกำหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ จำนวน 12 มาตรฐาน
ประกอบด้วย
2.1 พัฒนาการดา้ นร่างกาย ประกอบดว้ ย 2 มาตรฐาน คือ
มาตรฐานท่ี 1 รา่ งกายเจริญเติบโตตามวยั และมีสขุ นสิ ัยทด่ี ี
มาตรฐานที่ 2 กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและประสาน
สัมพนั ธ์กัน
2.2 พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบดว้ ย 3 มาตรฐาน คอื
มาตรฐานที่ 3 มสี ุขภาพจิตดีและมีความสขุ
มาตรฐานที่ 4 ช่ืนชมและแสดงออกทางศลิ ปะ ดนตรี และการเคลือ่ นไหว
มาตรฐานท่ี 5 มคี ณุ ธรรม จริยธรรม และมจี ติ ใจทด่ี งี าม
2.3 พฒั นาการดา้ นสงั คม ประกอบดว้ ย 3 มาตรฐาน คือ
มาตรฐานท่ี 6 มีทกั ษะชีวิตและปฏบิ ัตติ นตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
มาตรฐานที่ 7 รักธรรมชาติ สง่ิ แวดล้อม วัฒนธรรม และความเปน็ ไทย
มาตรฐานที่ 8 อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตน เป็นสมาชิกที่ดีของสังคมใน
ระบอบประชาธิปไตย อนั มีพระมหากษตั ริย์ทรงเป็นประมขุ
2.4 พฒั นาการดา้ นสตปิ ัญญา ประกอบดว้ ย 4 มาตรฐาน คอื
มาตรฐานท่ี 9 ใช้ภาษาสือ่ สารไดเ้ หมาะสมกบั วยั
มาตรฐานท่ี 10 มีความสามารถในการคิดทเ่ี ปน็ พื้นฐานในการเรยี นรู้
มาตรฐานที่ 11 มจี นิ ตนาการและความคิดสรา้ งสรรค์
มาตรฐานที่ 12 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้
เหมาะสมกับวัย
3. การจัดเวลาเรียน
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยกำหนดกรอบโครงสร้างเวลาในการจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก 1-3 ปี
การศกึ ษาโดยประมาณ ทง้ั นี้ ขึน้ อยกู่ ับอายุของเดก็ ทีเ่ ร่มิ เข้าสถานศกึ ษาหรอื สถานพัฒนาเดก็ ปฐมวยั เวลาเรียน
สำหรบั เดก็ ปฐมวัยจะข้นึ อย่กู บั สถานศกึ ษาแต่ละแหง่ โดยมเี วลาเรียนไมน่ ้อยกว่า 180 วันตอ่ 1 ปกี ารศกึ ษา ใน
แต่ละวันจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมง โดยสามารถปรับให้เหมาะสมตามบริบทของสถานศึกษาและสถาน
พัฒนาเดก็ ปฐมวัย
4. สาระการเรยี นรู้
สาระการเรียนรู้ เป็นสื่อกลางในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็ก เพื่อส่งเสริม
พัฒนาการเดก็ ทุกด้าน ให้เป็นไปตามจดุ หมายของหลักสูตรที่กำหนด ประกอบด้วย ประสบการณส์ ำคญั และ
สาระทคี่ วรเรยี นรู้ ดงั นี้
4.1 ประสบการณ์สำคญั
ป ร ะ ส บ ก า ร ณ ์ ส ำ ค ั ญ เ ป ็ น แ น ว ท า ง ส ำ ห ร ั บ ผ ู ้ ส อ น น ำ ไ ป ใ ช ้ ใ น ก า ร อ อ ก แ บ บ ก า ร จั ด
ประสบการณใ์ ห้เดก็ ปฐมวยั เรยี นรู้ ลงมือปฏิบตั ิ และไดร้ บั การส่งเสรมิ พฒั นาการครอบคลุมทุกด้าน ดงั นี้
4.1.1 ประสบการณส์ ำคญั ที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย เปน็ การสนับสนุนให้เด็กได้มี
โอกาสพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อและระบบ
ประสาท ในการทำกิจวัตรประจำวัน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ และสนับสนุนให้เด็กมีโอกาสดูแลสุขภาพและ
สขุ อนามัย สขุ นิสยั และการรกั ษาความปลอดภัย ดงั นี้
1) การใชก้ ลา้ มเนอ้ื ใหญ่ ประสบการณส์ ำคัญ ประกอบด้วย
1.1) การเคล่ือนไหวอยู่กบั ที่
1.2) การเคลือ่ นไหวเคลอ่ื นท่ี
1.3) การเคลอื่ นไหวพรอ้ มวสั ดุอุปกรณ์
1.4) การเคลื่อนไหวที่ใช้การประสานสัมพันธ์ของการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ในการ
ขว้าง การจับ การโยน การเตะ
1.5) การเล่นเคร่อื งเล่นสนามอย่างอสิ ระ
2) การใชก้ ล้ามเน้อื เล็ก ประสบการณ์สำคัญ ประกอบด้วย
2.1) การเล่นเครอ่ื งเล่นสมั ผสั และการสร้างจากแทง่ ไม้ บล็อก
2.2) การเขียนภาพและการเล่นกับสี
2.3) การปนั้
2.4) การประดิษฐ์สิง่ ต่าง ๆ ด้วย เศษวสั ดุ
2.5) การหยิบจับ การใชก้ รรไกร การฉกี การตัด การปะ และการรอ้ ยวสั ดุ
3) การรักษาสุขภาพอนามัยส่วนตน ประสบการณ์สำคัญ ประกอบด้วย การปฏิบัติ
ตนตามสขุ อนามยั สขุ นสิ ัยท่ีดใี นกิจวัตรประจำวัน
4) การรกั ษาความปลอดภัย ประสบการณส์ ำคญั ประกอบดว้ ย
4.1) การปฏิบตั ติ นให้ปลอดภยั ในกจิ วตั รประจำวัน
4.2) การฟังนิทาน เรื่องราว เหตุการณ์ เกี่ยวกับการป้องกันและรักษาความ
ปลอดภยั
4.3) การเลน่ เครอื่ งเลน่ อย่างปลอดภัย
4.4) การเลน่ บทบาทสมมตเิ หตกุ ารณต์ า่ ง ๆ
5) การตระหนักร้เู ก่ยี วกับรา่ งกายตนเอง ประสบการณส์ ำคญั ประกอบด้วย
5.1) การเคลื่อนไหวโดยควบคุมตนเองไปในทิศทางระดับ และพืน้ ท่ี
5.2) การเคล่ือนไหวข้ามสิง่ กีดขวาง
4.1.2 ประสบการณส์ ำคญั ที่สง่ เสริมพฒั นาการด้านอารมณ์ จิตใจ เป็นการสนบั สนุนให้เด็กได้
แสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกของตนเองที่เหมาะสมกับวัย ตระหนักถึงลักษณะพิเศษเฉพาะ ที่เป็น
อัตลักษณ์ ความเปน็ ตวั ของตัวเอง มีความสุข ร่าเรงิ แจม่ ใส การเหน็ อกเหน็ ใจผู้อ่ืน ไดพ้ ัฒนาคุณธรรม
จรยิ ธรรม สนุ ทรยี ภาพ ความรสู้ ึกที่ดีตอ่ ตนเอง และความเชื่อมั่นในตนเองขณะปฏิบตั ิกจิ กรรมต่าง ๆ ดงั น้ี
1) สนุ ทรียภาพ ดนตรี ประสบการณส์ ำคญั ประกอบดว้ ย
1.1) การฟงั เพลง การร้องเพลง และการแสดงปฏกิ ริ ยิ าโต้ตอบเสียงดนตรี
1.2) การเล่นเคร่ืองดนตรปี ระกอบจงั หวะ
1.3) การเคลื่อนไหวตามเสยี งเพลง/ดนตรี
1.4) การเล่นบทบาทสมมติ
1.5) การท ากจิ กรรมศิลปะต่าง ๆ
1.6) การสร้างสรรคส์ ง่ิ สวยงาม
2) การเลน่ ประสบการณ์สำคญั ประกอบด้วย
2.1) การเลน่ อสิ ระ
2.2) การเลน่ รายบุคคล กลุ่มยอ่ ย กลุม่ ใหญ่
2.3) การเล่นตามมมุ ประสบการณ์
2.4) การเล่นนอกห้องเรยี น
3) คณุ ธรรม จรยิ ธรรม ประสบการณ์สำคญั ประกอบดว้ ย
3.1) การปฏบิ ตั ิตนตามหลกั ศาสนาท่นี บั ถอื
3.2) การฟงั นิทานเกี่ยวกบั คณุ ธรรม จริยธรรม
3.3) การร่วมสนทนาและแลกเปลย่ี นความคิดเห็นเชงิ จริยธรรม
4) การแสดงออกทางอารมณ์ ประสบการณ์สำคัญ ประกอบดว้ ย
4.1) การพูดสะทอ้ นความรสู้ ึกของตนเองและผ้อู น่ื
4.2) การเล่นบทบาทสมมติ
4.3) การเคล่ือนไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี
4.4) การร้องเพลง
4.5) การทำงานศิลปะ
5) การมีอัตลักษณเ์ ฉพาะตนและเชื่อว่าตนเองมีความสามารถ ประสบการณ์สำคัญ
ประกอบด้วย การปฏิบตั กิ ิจกรรมตา่ ง ๆ ตามความสามารถของตนเอง
6) การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ประสบการณ์สำคัญ ประกอบด้วย การแสดงความยินดี
เม่ือผู้อนื่ มคี วามสขุ เห็นใจเม่อื ผอู้ นื่ เศรา้ หรอื เสียใจและการช่วยเหลือ ปลอบโยนเมอื่ ผู้อนื่ ไดร้ บั บาดเจบ็
4.1.3 ประสบการณส์ ำคัญทีส่ ง่ เสรมิ พฒั นาการด้านสังคม เปน็ การสนบั สนนุ ให้เด็กได้มีโอกาส
ปฏิสัมพันธ์กับบคุ คลและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ รอบตัว จากการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านการเรียนรู้ทางสังคม
เช่น การเล่น การทำงานกบั ผอู้ ื่น การปฏิบัติกิจวตั รประจำวนั การแก้ปญั หาข้อขัดแย้งตา่ ง ๆ
1) การปฏิบัตกิ จิ วตั รประจำวัน ประสบการณ์สำคญั ประกอบด้วย
1.1) การช่วยเหลอื ตนเองในกจิ วตั รประจำวัน
1.2) การปฏิบัติตนตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
2) การดแู ลรกั ษาธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ้ ม ประสบการณ์สำคญั ประกอบด้วย
2.1) การมีส่วนร่วมรับผิดชอบดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอก
หอ้ งเรียน
แล้วนำกลบั มาใชใ้ หม่ 2.2) การใชว้ สั ดแุ ละสิ่งของเครอ่ื งใชอ้ ย่างค้มุ ค่า
ชีวิตประจำวัน 2.3) การทำงานศลิ ปะท่นี ำวัสดุหรอื ส่งิ ของเครือ่ งใชท้ ่ีใช้แล้ว มาใชซ้ ้ำหรือแปรรูป
ประกอบดว้ ย
2.4) การเพาะปลกู และดูแลต้นไม้
สำคญั ประกอบด้วย 2.5) การเล้ียงสตั ว์
2.6) การสนทนาข่าวและเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใน
3) การปฏิบัติตามวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นไทย ประสบการณ์สำคัญ
3.1) การเลน่ บทบาทสมมตกิ ารปฏิบตั ติ นในความเป็นคนไทย
3.2) การปฏบิ ตั ติ นตามวัฒนธรรมทอ้ งถ่นิ ท่ีอาศยั และประเพณีไทย
3.3) การประกอบอาหารไทย
3.4) การศึกษานอกสถานท่ี
3.5) การละเลน่ พืน้ บา้ นของไทย
4) การมีปฏิสัมพนั ธ์ มีวนิ ยั มีส่วนรว่ ม และบทบาทสมาชิกของสงั คม ประสบการณ์
4.1) การรว่ มกำหนดข้อตกลงของหอ้ งเรยี น
4.2) การปฏบิ ัติตนเปน็ สมาชิกท่ดี ขี องหอ้ งเรยี น
4.3) การให้ความรว่ มมือในการปฏบิ ัติกิจกรรมต่าง ๆ
4.4) การดูแลหอ้ งเรียนร่วมกัน
4.5) การร่วมกิจกรรมวันสำคัญ
5) การเลน่ และทำงานแบบร่วมมือรว่ มใจ ประสบการณ์สำคญั ประกอบดว้ ย
5.1) การร่วมสนทนาและแลกเปล่ยี นความคิดเหน็
5.2) การเลน่ และทำงานรว่ มกับผอู้ นื่
5.3) การทำศลิ ปะแบบร่วมมอื
6) การแกป้ ญั หาความขดั แย้ง ประสบการณส์ ำคัญ ประกอบด้วย
6.1) การมสี ว่ นรว่ มในการเลือกวิธีการแก้ปัญหา
6.2) การมีสว่ นร่วมในการแก้ปญั หาความขัดแย้ง
7) การยอมรับในความเหมือนและความแตกตา่ งระหว่างบคุ คล ประสบการณ์สำคัญ
ประกอบดว้ ย การเลน่ หรอื ทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มเพื่อน
4.1.4 ประสบการณส์ ำคัญทสี่ ่งเสรมิ พฒั นาการด้านสติปัญญา เปน็ การสนบั สนุนให้เด็กได้รับรู้
และเรียนรู้สงิ่ ต่าง ๆ รอบตัวผา่ นการมปี ฏิสมั พันธ์กับสิ่งแวดล้อม บคุ คลและสือ่ ตา่ ง ๆ ดว้ ยกระบวนการเรียนรู้
ทห่ี ลากหลาย เพ่ือเปิดโอกาสให้เดก็ พฒั นาการใช้ภาษา จนิ ตนาการความคิดสรา้ งสรรค์ การแก้ปัญหา การคิด
เชิงเหตผุ ลและการคิดรวบยอดเกี่ยวกบั สง่ิ ต่าง ๆ รอบตัวและมคี วามคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ท่ีเป็นพื้นฐาน
ของการเรยี นร้ใู นระดับทสี่ งู ขึ้นต่อไป
1) มีเจตคตทิ ดี่ ตี ่อการเรยี นรู้ ประสบการณส์ ำคญั ประกอบดว้ ย
1.1) การฟงั เสียงตา่ ง ๆ ในสง่ิ แวดล้อม
1.2) การฟังและปฏบิ ัติตามคำแนะนำ
1.3) การฟงั เพลง นิทาน คำคล้องจอง บทร้อยกรอง หรอื เรอื่ งราวตา่ ง ๆ
1.4) การพูดแสดงความคิด ความรสู้ ึก และความต้องการ
1.5) การพูดกับผู้อื่นเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนเอง หรือพูดเล่าเรื่องราว
เกยี่ วกบั ตนเอง
1.6) การพดู อธิบายเก่ียวกับสงิ่ ของ เหตกุ ารณ์ และความสัมพนั ธข์ องสิ่งต่าง ๆ
1.7) การพูดอย่างสรา้ งสรรค์ในการเล่น และการกระทำต่าง ๆ
1.8) การรอจงั หวะทเ่ี หมาะสมในการพูด
1.9) การพดู เรยี งลำดับคำเพอ่ื ใชใ้ นการสอื่ สาร
1.10) การอ่านหนังสือภาพ นทิ าน หลากหลายประเภท/รูปแบบ
1.11) การอ่านอย่างอิสระตามลำพัง การอา่ นร่วมกนั การอ่าน โดยมีผู้ชแ้ี นะ
1.12) การเหน็ แบบอยา่ งของการอา่ นที่ถกู ตอ้ ง
1.13) การสงั เกตทิศทางการอ่านตวั อักษร คำ และขอ้ ความ
1.14) การอ่านและช้ีข้อความ โดยกวาดสายตาตามบรรทัดจากซ้ายไปขวา และ
จากบนลงลา่ ง
1.15) การสังเกตตวั อักษรในชอื่ ของตน หรือคำคุน้ เคย
1.16) การสังเกตตัวอักษรทป่ี ระกอบเป็นคำผ่านการอ่านหรือเขยี นของผ้ใู หญ่
1.17) การคาดเดาคำ วลี หรือประโยค ที่มีโครงสร้างซ้ำ ๆ กัน จากนิทาน เพลง
คำคลอ้ งจอง
1.18) การเลน่ เกมภาษา
1.19) การเหน็ แบบอยา่ งของการเขียนท่ีถูกต้อง
1.20) การเขยี นรว่ มกนั ตามโอกาส และการเขียนอสิ ระ
1.21) การเขียนคำทม่ี ีความหมายกับตวั เด็ก/คำคนุ้ เคย
1.22) การคิดสะกดคำและเขยี นเพอ่ื สื่อความหมายดว้ ยตนเองอย่างอิสระ
2) การคิดรวบยอดการคดิ เชงิ เหตุผลการตดั สนิ ใจและแก้ปญั หา ประสบการณส์ ำคัญ
ประกอบด้วย
2.1) การสังเกตลักษณะ ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลง และความสัมพันธ์ของ
สิ่งต่าง ๆ โดยใชป้ ระสาทสมั ผสั อย่างเหมาะสม
2.2) การสังเกตสง่ิ ต่าง ๆ และสถานที่จากมมุ มองท่ีต่างกัน
2.3) การบอกและแสดงตำแหน่ง ทิศทาง และระยะทางของสิ่งต่าง ๆ ด้วยการ
กระทำ ภาพวาด ภาพถ่าย และรูปภาพ
2.4) การเล่นกับสื่อต่าง ๆ ที่เป็นทรงกลม ทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก ทรงกระบอก
กรวย
2.5) การคดั แยก การจัดกลมุ่ และการจำแนกส่ิงต่าง ๆ ตามลักษณะ และรูปร่าง
รูปทรง
2.6) การต่อของชน้ิ เล็กเตมิ ในช้ินใหญใ่ หส้ มบูรณ์และการแยกชน้ิ สว่ น
2.7) การทำซำ้ การต่อเตมิ และการสรา้ งแบบรปู
2.8) การนับและแสดงจำนวนของส่ิงตา่ ง ๆ ในชวี ติ ประจำวนั
2.9) การเปรยี บเทยี บและเรียงลำดบั จำนวนของสิง่ ตา่ ง ๆ
2.10) การรวมและการแยกสง่ิ ต่าง ๆ
2.11) การบอกและแสดงอนั ดบั ทีข่ องสิง่ ตา่ ง ๆ
2.12) การช่ัง ตวง วดั สิ่งต่าง ๆ โดยใชเ้ ครอื่ งมอื และหน่วยท่ีไมใ่ ชห่ นว่ ยมาตรฐาน
2.13) การจับคู่ การเปรียบเทยี บ และการเรยี งลำดบั สิง่ ต่าง ๆ ตามลักษณะความ
ยาว/ความสูง น้ำหนัก ปริมาตร
2.14) การบอกและเรยี งลำดบั กจิ กรรมหรอื เหตกุ ารณ์ ตามชว่ งเวลา
2.15) การใช้ภาษาทางคณติ ศาสตรก์ บั เหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน
2.16) การอธิบายเชอ่ื มโยงสาเหตุและผลทเี่ กิดขน้ึ ในเหตกุ ารณ์หรือการกระทำ
2.17) การคาดเดาหรอื การคาดคะเนสิ่งที่อาจจะเกิดขน้ึ อย่างมเี หตุผล
2.18) การมสี ่วนรว่ มในการลงความเหน็ จากข้อมูลอยา่ งมเี หตผุ ล
2.19) การตดั สนิ ใจและมสี ่วนรว่ มในกระบวนการแกป้ ญั หา
3) จนิ ตนาการและความคดิ สร้างสรรค์ ประสบการณส์ ำคญั ประกอบดว้ ย
3.1) การรบั รู้ และแสดงความคดิ ความรสู้ กึ ผา่ นสือ่ วสั ดุ ของเลน่ และชน้ิ งาน
3.2) การแสดงความคดิ สร้างสรรคผ์ ่านภาษา ทา่ ทาง ศิลปะและการเคลอ่ื นไหว
3.3) การสร้างสรรคช์ น้ิ งานโดยใช้รปู รา่ งรูปทรงจากวสั ดทุ ห่ี ลากหลาย
4) เจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์สำคัญ
ประกอบด้วย
4.1) การสำรวจส่ิงต่าง ๆ และแหลง่ เรียนรรู้ อบตัว
4.2) การตงั้ คำถามในเรื่องทีส่ นใจ
4.3) การสบื เสาะหาความรู้เพื่อค้นหาคำตอบของข้อสงสยั ต่าง ๆ
4.4) การมีส่วนร่วมในการรวบรวมข้อมูลและนำเสนอข้อมูล จากการสืบเสาะหา
ความรู้ในรูปแบบต่าง ๆ และแผนภูมิอยา่ งง่าย
4.2 สาระท่คี วรเรียนรู้
สาระที่ควรเรียนรู้ เป็นเรื่องราวรอบตัวเด็กที่นำมาเป็นสื่อกลางในการจัดกิจกรรมให้เด็กเกิด
แนวคิดหลังจากน าสาระที่ควรรู้นั้น ๆ มาจัดประสบการณ์ให้เด็ก เพื่อให้บรรลุจุดหมายที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ไม่
เน้นการท่องจำเนื้อหา ผู้สอนสามารถกำหนดรายละเอียดขึน้ เองให้สอดคล้องกับวัย ความต้องการ และความ
สนใจของเด็กโดยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์สำคัญ ทั้งนี้ อาจยืดหยุ่นเนื้อหาได้ โดยคำนึงถึง
ประสบการณ์และสง่ิ แวดลอ้ มในชวี ิตจรงิ ของเด็ก ดังนี้
4.2.1 เรอ่ื งราวท่เี กย่ี วกับตัวเด็ก เดก็ ควรเรียนรู้ชื่อ นามสกุล รปู รา่ งหน้าตา อวยั วะต่าง ๆ วิธี
ระวังรักษาร่างกายให้สะอาดและมีสุขภาพอนามัยที่ดี การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ การระมดั ระวัง
ความปลอดภัยของตนเองจากผู้อื่นและภัยใกล้ตัว รวมทั้งการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างปลอดภัย การรู้จักประวัติ
ความเปน็ มาของตนเองและครอบครัว การปฏิบตั ติ นเป็นสมาชิกทด่ี ีของครอบครวั และโรงเรยี น การเคารพสิทธิ
ของตนเองและผู้อื่น การรู้จักแสดงความคิดเห็นของตนเองและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การกำกับตนเอง
การเล่นและทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองตามลำพังหรือกับผู้อ่ืน การตระหนักรูเ้ ก่ียวกบั ตนเอง ความภาคภูมิใจใน
ตนเอง การสะทอ้ นการรบั ร้อู ารมณ์และความรสู้ กึ ของตนเองและผอู้ ่ืน การแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึก
อย่างเหมาะสม การแสดงมารยาทที่ดี การมีคุณธรรมจรยิ ธรรม
4.2.2 เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับครอบครัว
สถานศกึ ษา ชุมชน และบคุ คลตา่ ง ๆ ท่เี ด็กต้องเกีย่ วขอ้ งหรือใกล้ชิดและมปี ฏิสมั พนั ธ์ในชวี ิตประจำวัน สถานที่
สำคัญ วันสำคัญ อาชีพของคนในชุมชน ศาสนา แหล่งวัฒนธรรมในชุมชน สัญลักษณ์สำคัญของชาติไทยและ
การปฏบิ ัตติ ามวฒั นธรรมท้องถิ่นและความเปน็ ไทย หรือแหล่งเรยี นรูจ้ ากภูมิปญั ญาท้องถ่นิ อ่นื ๆ
4.2.3 ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อ ลักษณะส่วนประกอบ การ
เปลย่ี นแปลงและความสัมพันธ์ของมนุษย์ สตั ว์ พชื ตลอดจนการรจู้ ักเกยี่ วกับดิน น้ำ ทอ้ งฟา้ สภาพอากาศ ภัย
ธรรมชาติ แรงและพลังงานในชีวิตประจำวันที่แวดล้อมเด็ก รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการรักษาสา
ธารณสมบัติ
4.2.4 สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ภาษา เพื่อสื่อความหมายใน
ชวี ติ ประจำวัน ความรพู้ ้ืนฐานเกยี่ วกบั การใช้หนงั สอื และตวั หนงั สอื รู้จกั ชอ่ื ลักษณะ สี ผวิ สัมผัส ขนาด รปู ร่าง
รปู ทรง ปริมาตร น้ำหนัก จำนวน ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและความสมั พนั ธข์ องสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เวลา
เงิน ประโยชน์ การใช้งานและการเลือกใช้สิ่งของเครื่องใช้ ยานพาหนะ การคมนาคม เทคโนโลยีและการ
สื่อสารตา่ ง ๆ ทีใ่ ชอ้ ยู่ในชวี ิตประจำวนั อย่างประหยดั ปลอดภยั และรักษาสิ่งแวดลอ้ ม
5. การจดั ประสบการณ์
การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3-6 ปี เป็นการจัดกิจกรรมในลักษณะการบูรณาการ
ผ่านการเล่น การลงมือกระทำจากประสบการณ์ตรงอย่างหลากหลาย เกิดความรู้ ทักษะ คุณธรรม จริยธรรม
รวมทั้งเกิดการพฒั นาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ไม่จัดเป็นรายวิชา โดยมีหลักการ
และแนวทางการจดั ประสบการณ์ ดงั นี้
5.1 หลักการจัดประสบการณ์
5.1.1 จัดประสบการณ์การเล่นและการเรียนรู้อย่างหลากหลาย เพื่อพัฒนาเด็กโดยองค์รวม
อยา่ งสมดุลและต่อเนื่อง
5.1.2 เน้นเด็กเป็นสำคัญ สนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกต่างระหว่างบุคคลและ
บรบิ ทของสังคมทีเ่ ดก็ อาศัยอยู่
5.1.3 จดั ให้เดก็ ได้รับการพัฒนา โดยให้ความสำคญั กบั กระบวนการเรียนรู้และพฒั นาการของ
เดก็
5.1.4 จัดการประเมินพัฒนาการให้เป็นกระบวนการอย่างตอ่ เนื่องและเป็นส่วนหนึง่ ของการ
จัดประสบการณ์ พรอ้ มทัง้ นำผลการประเมินมาพัฒนาเด็กอย่างต่อเนอ่ื ง
5.1.5 ใหพ้ อ่ แม่ ครอบครัว ชมุ ชน และทุกฝ่ายท่ีเกย่ี วข้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก
5.2 แนวทางการจัดประสบการณ์
5.2.1 จดั ประสบการณใ์ หส้ อดคล้องกับจิตวิทยาพฒั นาการและการทำงานของสมอง ทเ่ี หมาะ
กับอายุ วฒุ ภิ าวะและระดบั พฒั นาการ เพ่อื ให้เด็กทกุ คนได้พัฒนาเตม็ ตามศกั ยภาพ
5.2.2 จดั ประสบการณใ์ ห้สอดคลอ้ งกบั แบบการเรียนร้ขู องเด็ก เดก็ ไดล้ งมือกระทำเรียนรู้ผ่าน
ประสาทสมั ผัสท้งั ห้า ได้เคลอื่ นไหว สำรวจ เล่น สงั เกต สืบคน้ ทดลอง และคดิ แกป้ ัญหาดว้ ยตนเอง
5.2.3 จัดประสบการณแ์ บบบรู ณาการ โดยบูรณาการท้งั กิจกรรม ทกั ษะ และสาระการเรยี นรู้
5.2.4 จัดประสบการณใ์ หเ้ ด็กไดร้ เิ รมิ่ คดิ วางแผน ตดั สินใจ ลงมอื กระทำและนำเสนอความคิด
โดยผสู้ อนหรือผูจ้ ัดประสบการณเ์ ปน็ ผสู้ นบั สนุนอำนวยความสะดวก และเรียนรรู้ ว่ มกับเดก็
5.2.5 จดั ประสบการณ์ให้เดก็ มปี ฏิสัมพันธก์ บั เดก็ อืน่ กับผ้ใู หญ่ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ
การเรยี นรใู้ นบรรยากาศท่ีอบอนุ่ มคี วามสขุ และเรยี นรู้ การทำกจิ กรรมแบบร่วมมือในลักษณะต่าง ๆ กัน
5.2.6 จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพนั ธก์ ับส่ือและแหลง่ การเรียนรู้ทห่ี ลากหลายและอยู่ใน
วิถีชีวติ ของเด็ก สอดคลอ้ งกบั บรบิ ท สงั คม และวฒั นธรรมทแี่ วดลอ้ มเดก็
5.2.7 จัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมลักษณะนิสัยที่ดีและทักษะการใช้ชีวิตประจำวัน ตาม
แนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ตลอดจนสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรม และการมีวนิ ัยให้เป็นส่วน
หนึ่งของการจัดประสบการณก์ ารเรยี นรอู้ ยา่ งต่อเนอื่ ง
5.2.8 จดั ประสบการณ์ท้งั ในลักษณะท่มี กี ารวางแผนไว้ลว่ งหนา้ และแผนท่ีเกดิ ขน้ึ ในสภาพจริง
โดยไมไ่ ด้คาดการณไ์ ว้
5.2.9 จัดทำสารนิทัศนด์ ้วยการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกบั พัฒนาการและการเรยี นรู้ของเด็กเปน็
รายบคุ คล นำมาไตรต่ รองและใชใ้ ห้เปน็ ประโยชน์ตอ่ การพัฒนาเด็กและการวิจยั ในชัน้ เรยี น
5.2.10 จัดประสบการณ์โดยให้พ่อแม่ ครอบครัว และชุมชน มีส่วนร่วมทั้งการวางแผน การ
สนบั สนนุ สือ่ แหลง่ เรียนรู้ การเข้ารว่ มกิจกรรมและการประเมนิ พฒั นาการ
5.3 การจดั กิจกรรมประจำวัน
กิจกรรมสำหรับเด็กอายุ 3-6 ปีบริบูรณ์ สามารถนำมาจัดเป็นกิจกรรมประจำวันได้หลาย
รปู แบบ เป็นการชว่ ยให้ผ้สู อนหรอื ผู้จัดประสบการณ์ทราบว่าแตล่ ะวนั จะทำกิจกรรมอะไร เมอ่ื ใด และอย่างไร
ทัง้ นี้ การจัดกจิ กรรมประจำวนั สามารถจดั ได้หลายรูปแบบ ข้ึนอยกู่ ับความเหมาะสมในการนำไปใช้ของแต่ละ
หน่วยงานและสภาพชุมชน ท่ีสำคัญผูส้ อนต้องคำนึงถึงการจัดกิจกรรมให้ครอบคลุมพฒั นาการทุกด้าน การจัด
กจิ กรรมประจำวันมหี ลกั การจดั และขอบขา่ ยของกิจกรรมประจำวัน ดังนี้
5.3.1 หลกั การจัดกจิ กรรมประจำวนั
1) กำหนดระยะเวลาในการจัดกิจกรรมแต่ละกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยของเด็กใน
แต่ละวนั แต่ยืดหยนุ่ ได้ตามความตอ้ งการและความสนใจของเด็ก เช่น วยั 3-4 ปี มีความสนใจประมาณ 8-12
นาที วยั 4-5 ปี มีความสนใจประมาณ 12-5 นาที วยั 5-6 ปี มคี วามสนใจประมาณ 15-20 นาที
2) กจิ กรรมทต่ี อ้ งใช้ความคิดทง้ั ในกลมุ่ เล็กและกลุ่มใหญ่ ไมค่ วรใช้เวลาตอ่ เนื่องนาน
เกนิ กวา่ 20 นาที
3) กิจกรรมที่เด็กมีอิสระเลือกเล่นเสรี เพื่อช่วยให้เด็กรู้จักเลือกตัดสินใจ คิด
แก้ปัญหา คิดสร้างสรรค์ เชน่ การเลน่ ตามมุม การเล่นกลางแจง้ ฯลฯ ใชเ้ วลาประมาณ 40-60 นาที
4) กิจกรรมควรมีความสมดุลระหว่างกิจกรรมในห้องและนอกห้อง กิจกรรมที่ใช้
กลา้ มเนอื้ ใหญ่และกล้ามเน้ือเล็ก กจิ กรรมทเี่ ป็นรายบุคคล กลุม่ ยอ่ ย และ กลุ่มใหญ่ กิจกรรมท่ีเด็กเป็นผู้ริเร่ิม
และผู้สอน หรือผู้จัดประสบการณ์ เป็นผู้ริเริ่ม และกิจกรรมที่ใช้กำลังและไม่ใช้กำลัง จัดให้ครบทุกประเภท
ทั้งนี้ กิจกรรมที่ต้องออกกำลังกายควรจัดสลับกับกิจกรรมที่ไมต่ ้องออกกำลังมากนัก เพื่อเด็กจะได้ไม่เหนื่อย
เกนิ ไป
5.3.2 ขอบขา่ ยของกิจกรรมประจำวนั การเลอื กกจิ กรรมทจ่ี ะนำมาจัดในแตล่ ะวันสามารถจัด
ได้หลายรูปแบบ ทั้งน้ี ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการนำไปใช้ของแตล่ ะหน่วยงานและสภาพชุมชน ที่สำคัญ
ผู้สอนต้องคำนึงถึงการจดั กิจกรรมใหค้ รอบคลุมพฒั นาการทกุ ดา้ น ดงั ตอ่ ไปน้ี
1) การพฒั นากล้ามเนื้อใหญ่ เป็นการพฒั นาความแข็งแรง การทรงตัว การ
ยืดหยุ่น ความคล่องแคล่วในการใช้อวัยวะต่าง ๆ และจังหวะการเคลื่อนไหวในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ โดยจัด
กิจกรรมให้เด็กได้เล่นอิสระกลางแจ้ง เล่นเครื่องเล่นสนามปีนป่ายเล่นอิสระ เคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะ
ดนตรี
2) การพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก เป็นการพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็ก
กล้ามเนื้อมือ-นิ้วมือ การประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือและระบบประสาทตามือได้อย่างคล่องแคล่ว
และประสานสัมพนั ธก์ นั โดยจัดกิจกรรมให้เดก็ ไดเ้ ลน่ เครอื่ งเล่นสัมผัส เลน่ เกมการศึกษา ฝึกช่วยเหลือตนเอง
ในการแตง่ กาย หยบิ จับชอ้ นส้อม และใช้วสั ดอุ ปุ กรณ์ศิลปะ เชน่ สเี ทยี น กรรไกร พู่กนั ดนิ เหนยี ว ฯลฯ
3) การพฒั นาอารมณ์ จติ ใจ และปลกู ฝังคุณธรรม จรยิ ธรรม เปน็ การปลูกฝังให้เด็กมี
ความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มีความเชื่อมั่น กล้าแสดงออก มีวินัย รับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ประหยัด เมตตา
กรุณา เออื้ เฟือ้ แบ่งปนั มมี ารยาทและปฏิบัติตนตามวฒั นธรรมไทยและศาสนาท่ีนับถอื โดยจัดกิจกรรมต่าง ๆ
ผ่านการเล่นให้เด็กได้มีโอกาสตัดสินใจเลือก ได้รับการตอบสนองความต้องการได้ฝึกปฏิบัติโดยสอดแทรก
คุณธรรม จรยิ ธรรม อยา่ งตอ่ เน่อื ง
4) การพัฒนาสังคมนิสัย เป็นการพัฒนาให้เด็กมีลักษณะนิสัยที่ดี แสดงออกอย่าง
เหมาะสมและอยรู่ ่วมกับผูอ้ ื่นได้อย่างมีความสุข ช่วยเหลอื ตนเองในการทำกิจวัตรประจำวัน มีนิสัย
รกั การทำงาน ระมัดระวงั ความปลอดภยั ของตนเอง และผูอ้ น่ื โดยรวมทัง้ ระมัดระวงั อนั ตรายจากคนแปลกหน้า
ให้เดก็ ไดป้ ฏบิ ัตกิ ิจวัตรประจำวันอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหาร พักผ่อนนอนหลบั ขับถา่ ย ทำความสะอาด
ร่างกาย เล่นและทำงานร่วมกับผู้อื่น ปฏิบัติตามกฎกติกาข้อตกลงของส่วนรวม เก็บของเข้าท่ี เมื่อเล่นหรือ
ทำงานเสรจ็
5) การพัฒนาการคิด เป็นการพัฒนาให้เด็กมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหา
ความคิดรวบยอด และคิดเชิงเหตุผลทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โดยจัดกิจกรรมให้เด็กได้สนทนา
อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเหน็ เชิญวิทยากรมาพูดคุยกับเดก็ ศึกษานอกสถานท่ี เลน่ เกมการศึกษา ฝึกการ
แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ฝึกออกแบบและสร้างขึ้นงาน และทำกิจกรรมทั้งเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มใหญ่ และ
รายบุคคล
6) การพัฒนาภาษา เป็นการพัฒนาให้เด็กใช้ภาษาสื่อสารถ่ายทอดความรู้สึกนึกคดิ
ความรู้ความเข้าใจในสง่ิ ตา่ ง ๆ ที่เด็กมีประสบการณ์ โดยสามารถตั้งคำถามในส่ิงทสี่ งสัยใคร่รู้ จัดกิจกรรมทาง
ภาษาใหม้ ีความหลากหลาย ในสภาพแวดลอ้ มท่เี ออ้ื ตอ่ การเรยี นรู้ ม่งุ ปลกู ฝงั ใหเ้ ดก็ ได้กลา้ แสดงออก
ในการฟัง พูด อ่าน เขยี น มีนิสัยรกั การอา่ น และบุคคลแวดล้อมต้องเปน็ แบบอย่างทดี่ ีในการใช้ภาษา ทั้งนี้ต้อง
คำนึงถงึ หลกั การจัดกจิ กรรมทางภาษาทเ่ี หมาะสมกบั เดก็ เปน็ สำคญั
7) การส่งเสริมจนิ ตนาการและความคิดสรา้ งสรรค์ เปน็ การส่งเสรมิ ให้เด็กมีความคิด
ริเริ่มสร้างสรรค์ ได้ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกและเห็นความสวยงามของสิ่งต่าง ๆ โดยจัดกิจกรรมศิลปะ
สร้างสรรค์ ดนตรี การเคล่อื นไหวและจังหวะตามจินตนาการ ประดษิ ฐส์ ิง่ ตา่ ง ๆ อย่างอสิ ระ เลน่ บทบาทสมมติ
เล่นน้ำ เล่นทราย เล่นบล็อก และเล่นกอ่ สรา้ ง
6. การประเมนิ พฒั นาการ
การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ 3-6 ปี เป็นการประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ
สงั คม และสติปญั ญาของเดก็ โดยถือเปน็ กระบวนการตอ่ เนื่องและเป็นส่วนหนง่ึ ของกจิ กรรมปกติทจ่ี ดั ใหเ้ ดก็ ใน
แต่ละวัน ผลที่ได้จากการสังเกตพัฒนาการ เด็กต้องนำมาจัดทำสารนิทัศน์หรือจัดทำข้อมูลหลักฐานหรือ
เอกสารอย่างเป็นระบบด้วยการรวบรวมผลงานสำหรับเด็กเป็นรายบุคคลที่สามารถบอกเรื่องราวหรือ
ประสบการณ์ที่เด็กได้รับว่าเด็กเกิดการเรียนรู้และมีความก้าวหน้าเพียงใด ทั้งนี้ ให้นำข้อมูลผลการประเมิน
พัฒนาการเดก็ มาพจิ ารณา ปรับปรุงวางแผนการจัดกิจกรรม และส่งเสรมิ ให้เด็กแต่ละคนได้รับการพัฒนาตาม
จดุ หมายของหลักสตู รอยา่ งตอ่ เนือ่ ง การประเมนิ พัฒนาการควรยึดหลกั ดังน้ี
1. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเปน็ ระบบ
2. ประเมนิ พฒั นาการเดก็ ครบทุกดา้ น
3. ประเมนิ พฒั นาการเดก็ เป็นรายบคุ คลอย่างสม่ำเสมอต่อเนอ่ื งตลอดปี
4. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวันด้วยเครื่องมือและวิธีการที่
หลากหลาย ไมค่ วรใช้แบบทดสอบ
5. สรปุ ผลการประเมิน จัดทำขอ้ มลู และนำผลการประเมินไปใช้พฒั นาเดก็
สำหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ 3-6 ปี ได้แก่ การสังเกต การบันทึก
พฤตกิ รรมการสนทนากบั เดก็ การสัมภาษณ์ การวเิ คราะห์ข้อมลู จากผลงานเด็กท่ีเก็บอย่างมรี ะบบ
สรุปได้ว่า การจัดการหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 สำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี เป็น
การพฒั นาภายใตป้ รัชญา ที่วา่ “การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กตง้ั แต่แรกเกิดถึง 6 ปีบริบูรณ์ อย่างเป็น
องค์รวมบนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการ
ตามวัยของเด็กแต่ละคนให้เต็มตามศักยภาพ ภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก
ความเอ้อื อาทร และความเข้าใจของทุกคน เพือ่ สรา้ งรากฐาน คณุ ภาพชวี ติ ให้เดก็ พฒั นาไปสู่ความเป็นมนุษย์ท่ี
สมบูรณ์ เกิดคุณค่าต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ” โดยมีการกำหนดจุดมุ่งหมาย มาตรฐาน
คุณลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค์การจัดเวลาเรียน สาระการเรยี นรู้ และการจัดประสบการณอ์ ย่างเปน็ ระบบ
ความคดิ สรา้ งสรรค์
1. ความหมายของความคดิ สร้างสรรค์
การพัฒนาความคดิ สร้างสรรค์ให้เกิดขน้ึ กับเด็กน้ัน เปน็ สิ่งท่ีสำคญั ต่อการพฒั นาประเทศเป็นอย่าง
มาก ประเทศใดมีทรัพยากรบุคคลที่มีความคดิ สร้างสรรค์จำนวนมาก ประเทศนนั้ ยอ่ มมีนวตั กรรมในการพฒั นา
ประเทศได้ดี มนี กั การศกึ ษาและนกั วชิ าการไดใ้ ห้ความหมายของความคดิ สรา้ งสรรค์ ไวห้ ลายประการ ดังนี้
กาญจนา สองแสน (2551, หน้า 15) ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความสามารถของสมองเด็ก
ปฐมวัยในการเรียนรู้และผสมผสานจากประสบการณ์ ซึ่งทำให้เกดิ ความคิดค้นในรปู แบบของการประดิษฐ์สงิ่
แปลกใหม่ต่างไปจากรปู แบบเดมิ
กระทรวงศึกษาธิการ (2551, หน้า 36) การคิดสร้างสรรค์เป็นขบวนการคิดแปลกใหม่ไปจาก
ความคิดเดิม ๆ และธรรมชาติไดห้ ลายทาง หลายความคิด และความสามารถอธิบายเรื่องท่ีคดิ ได้
ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ (2551, หน้า 177) ได้ให้ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง
ความสามารถในการจนิ ตนาการและรวบรวมความรู้ ความคิดเดมิ อย่างหลากหลายและรวดเรว็ สรา้ งเป็นความรู้
ความคิดใหม่ของตนเองสามารถคิดนอกกรอบได้ มีผลงานการคิดสามารถริเริ่มและสรา้ งสรรค์ผลงานหรือส่ิง
ใหม่ ๆ ได้
ทนิ กร บัวพูล (2552, หนา้ 2) ไดใ้ ห้ความหมายของความคิดสรา้ งสรรค์ว่าเปน็ ความคิดท่แี ปลกใหม่
ที่เราไม่เคยคิดไม่เคยท ามาก่อน และถ้าเป็นสิ่งที่คนอื่นไม่เคยคิดไม่เคยท ามาก่อน ก็จะยิ่งเป็นความคิด
สร้างสรรคท์ ่ีดีเย่ียม แตต่ อ้ งเป็นสิง่ ดี ๆ เท่านั้น
สิริลักษณ์ นิติธรธรรมกุล (2552, หน้า 18) ได้ให้ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง
ความสามารถในการคิดได้หลายทิศทาง คิดได้กว้างไกล สามารถนำความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ มาใช้
แกป้ ัญหาโดยใชก้ ระบวนการคิดท่ีผสมผสานความคิดเดิมเกิดเปน็ แนวคิดใหมไ่ ด้โดยสามารถสรา้ งออกมาในรูป
ของผลงาน
สุนันทา สุวรรณสถิตย์ (2553, หน้า39) ได้ให้ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง
ความสามารถทมี่ ีอยู่ในมนษุ ยท์ กุ คน แสดงออกมาทางกระบวนการคดิ แบบแปลกใหม่ เพอื่ นำไปสกู่ ารประดิษฐ์
คิดค้น พบสิ่งต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อตนเอง และส่วนรวม สามารถส่งเสริมและพัฒนาขึ้นโดยการจัด
ประสบการณ์ สภาพแวดล้อมที่กระตุ้นใหผ้ ้เู รยี นมอี ิสระในทางความคดิ และผลผลิต
อัชราภรณ์ ศรีกาญจน์ (2553, หน้า 20) ได้ให้ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง
ความสามารถของบุคคลในการคดิ ตอบสนองต่อเหตุการณ์หรือปัญหาไดม้ ากกว้างไกลหลายทิศทาง แปลกใหม่
และมคี ุณค่า โดยสามารถคิดดดั แปลง ปรงุ แตง่ ผสมผสานความคดิ เดิมใหเ้ กิดสิ่งที่แปลกใหม่ และเป็นประโยชน์
แนวคิดเกย่ี วกบั ความคดิ สรา้ งสรรค์ สามารถมองได้ท้ังในแงป่ รชั ญาและในแง่จิตวิทยา ซ่ึงในทางปรชั ญามองว่า
ความคดิ สรา้ งสรรค์อยใู่ นรูปของความคิดดีเลศิ เป็นพรสวรรคข์ องมนุษยเ์ ป็นความอัจฉริยะและมีพลังเหนือคน
ธรรมดาทว่ั ๆ ไป
บานชื่น พุ่มชะเอม (2556, หน้า 44) ได้ให้ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง
กระบวนการคิด หรือวิธีคิดซึ่งเป็นความสามารถทางสมองของมนุษย์ในการที่จะคิดได้หลายทิศทาง
ประกอบด้วย ความคิดริเริ่ม ความคิดคล่องแคล่ว ความคิด ยืดหยุ่น และความคิดละเอียดลออ ซึ่งนำ ไปสู่
วธิ ีการแกป้ ญั หา หรอื ผลงานใหม่ ๆ ที่เปน็ ประโยชนแ์ ละมคี ณุ คา่ ตอ่ สงั คม
Anderson (1959, p. 7 อา้ งถึงใน ทัศนยี ์ ดเี ลศิ , 2551, หน้า 49) กลา่ วว่า ความคดิ
สร้างสรรค์ หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการคิดแก้ปัญหาด้วยความคิดอย่างลึกซ้ึงที่นอกเหนือไปจาก
ความคิดอย่างปกติธรรมดา เป็นลักษณะภายในตัวบุคคลที่สามารถจะคิดได้หลายแง่มุม และผสมผสานจนได้
ผลติ ผลใหมท่ ถี่ กู ตอ้ งสมบูรณ์
Guilford (1959, n.d. อ้างถึงใน กิติยา เก้าเอี้ยน, 2551, หน้า 11) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์
เป็นความสามารถทั่วไปในการท างานของสมองสามารถคิดได้หลายทางหรือเป็นความคิดอเนกนัย ซ่ึง
ประกอบด้วยความยืดหยุ่นในการคิด และการคิดที่เป็นของตนเองโดยเฉพาะ คนที่มีลักษณะดังกล่าวจะต้อง
เปน็ คนกล้าคิด ไมก่ ลวั ถูกวพิ ากษ์วจิ ารณ์และมอี สิ ระในการคดิ ด้วย
Torrance (1962, p. 16 อา้ งถงึ ใน ณัฐวรรณ ขนชัยภมู ิ, 2546, หนา้ 27) ให้ความเห็นวา่ ความคดิ
สร้างสรรค์ เป็นความสามารถของบุคคลในการคดิ สร้างสรรค์ ผลิตผล หรอื สิง่ แปลกใหม่ท่ีไมร่ ้จู กั มาก่อน ซ่ึงส่ิง
ต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะเกิดจากการรวมเอาความรู้ต่าง ๆ ที่ได้จากประสบการณ์เดิม แล้วเชื่อมโยงกับ
ประสบการณ์ใหม่ ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง อาจออกมาในรูป
ผลิตผลทางศิลปะ วรรณคดี วทิ ยาศาสตร์ หรืออาจเป็นเพยี งกระบวนการเทา่ นนั้
สรุปไดว้ า่ ความคิดสร้างสรรค์ หมายถงึ ความสามารถทางสมองในการคดิ จินตนาการผสมผสานส่ิง
แปลกใหม่ออกไปจากเดิม สามารถมองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ โดยมีสิ่งเร้าเป็นตัวกระตุ้น ทำให้เกิด
ความคิดใหม่ อาจอยู่ในรูปของการกระทำหรือผลผลิต โดยอาศัยประสบการณ์ที่มีอยู่มาดัดแปลงแก้ไข และ
นำไปใช้แกป้ ัญหาได้ สามารถนกึ คิดประดิษฐ์สง่ิ ใหม่ ๆ ตลอดจนโยงความสัมพนั ธ์ระหว่างวัตถุ หรือเหตุการณ์
ตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งรอบคอบและถกู ต้อง
2. ความสำคญั ของความคิดสร้างสรรค์
ความคิดสร้างสรรค์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อตนเองและสังคม โดยมีผู้กล่าวถึงความสำคัญของ
ความคิดสรา้ งสรรคไ์ ว้หลากหลาย ดังนี้
ทัศนีย์ ดีเลิศ (2551, หน้า 50-52) กล่าวไว้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ มีความสำคัญต่อตนเองและ
สังคม ดังนี้
1. ความสำคญั ตอ่ ตนเอง
1.1 ลดความเครยี ดทางอารมณ์ บคุ คลทมี่ ีความคิดสร้างสรรค์ต้องการแสดงออก
อยา่ งอิสระท้ังความคดิ และการปฏิบัติ มีความมุง่ มนั่ จริงจังในสิ่งทคี่ ิดหากไดท้ ำตามทีค่ ดิ จะทำใหล้ ดความเครียด
และความกังวล เพราะได้ตอบสนองความต้องการพื้นฐานของตนเอง ซึ่งลักษณะต่าง ๆ ที่บุคคลที่สร้างสรรค์
ต้องการตอบสนอง ได้แก่ ความอยากรู้อยากเห็น ความสนใจที่จะศึกษาค้นคว้าเผชิญกับสิ่งที่ท้าทาย
ความสามารถ เป็นต้น
1.2 มีความสนกุ สนาน เพลิดเพลินและเปน็ สุข บุคคลทีม่ ีความคดิ สร้างสรรค์เม่ือ
ได้ทำสิ่งที่ตนได้คิด ได้เล่น ได้ทดลองกับความคิดจะรู้สึกพอใจ ตื่นเต้นกับผลงานที่เกิดขึ้น จะทำงานอย่าง
เพลิดเพลินทุ่มเทอย่างจริงจังและเต็มกำลังความสามารถ และทำอย่างเป็นสุข แม้จะเป็นงานหนักแต่จะเป็น
เรอ่ื งทง่ี ่ายและเบา จะเหน็ ไดว้ ่าการทำงานของศิลปนิ นักวิทยาศาสตร์และนักสรา้ งสรรคส์ าขาต่าง ๆ จะใชเ้ วลา
ทำงานตดิ ต่อกัน ครง้ั ละหลาย ๆ ช่ัวโมง และทำอยา่ งตอ่ เน่ืองนานหลายปีจนคน้ พบบางสิ่งบางอย่างที่สามารถ
ผลผลติ ผลงานสร้างสรรคข์ น้ึ มาได้
1.3 มีความภาคภูมิใจและเชื่อมั่นในตนเอง การได้ท ำในสิ่งที่ตนคิด
ได้ทดลอง ได้ปฏิบัติจริง เมื่องานนั้นประสบความสำเร็จจะทำให้บุคคล เกิดความภาคภูมิใจ และเชื่อมั่นใน
ตนเอง หากงานนนั้ ไม่สำเรจ็ บุคคลท่ีมคี วามคิดสร้างสรรค์จะเข้าใจและยอมรับผลท่ีเกิดขนึ้ ไดเ้ รียนรู้และค้นพบ
บางสิ่งบางอย่าง ความไม่สำเร็จ ช่วงนี้จะเป็นพื้นฐานให้เกิดความมานะพยายามและมีความกล้าที่จะก้าวไป
ขา้ งหนา้ เพอ่ื ความสำเรจ็ ต่อไป
2. ความสำคัญตอ่ สงั คม
2.1 ทำให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะผลงานสรา้ งสรรคน์ ำมา ซ่ึง
ความแปลกใหม่ ทำให้สงั คมเจรญิ ก้าวหนา้ ถา้ สังคมหยุดน่ิงจะทำใหส้ ังคมนน้ั ล้าหลัง
2.2 เครื่องจักร รถยนต์ รถแทรกเตอร์ เครื่องวิดน้ำ เครื่องนวดข้าว เครื่องเก็บ
ผลไม้ เครื่องบด สิ่งเหล่านี้ช่วยในการผ่อนแรงของมนุษย์ได้มาก ช่วยลดความเหนื่อยยาก ลำบากและทน
ทรมานได้มาก ไม่ต้องทำงานหนกั ทำใหช้ วี ิตมีความสุขมากขน้ึ
2.3 ชว่ ยให้เกดิ ความสะดวกสบาย รวดเร็ว การค้นพบรถจักรยาน รถยนต์ เรือที่
ใช้เครื่องจักร รถไฟ เครื่องบิน ยานอวกาศ ทำให้การคมนาคม ติดต่อกัน การเดินทางขนส่งสะดวกสบาย
ก่อให้เกิดการแลกเปลย่ี นความรู้ ความคิด ความเข้าใจกันมากย่ิงขึ้น
2.4 ความปลอดภัยในชีวิตและการมีชวี ิตท่ียืนยาวขึ้น การค้นพบทางการแพทย์
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้ชีวติ มนุษย์ไม่ต้องเส่ียงอันตราย การคน้ พบ ยารกั ษาโรค วัณโรค เปน็ ตน้ การ
คน้ พบความรู้ใหม่ ๆ ในเรอื่ งโภชนาการ การออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพอนามยั ต่าง ๆ ทำให้ประชาชนรู้จัก
ปฏิบัตติ นในดา้ นการปอ้ งกนั ดแู ลรักษาสขุ ภาพอนามยั ท้ังร่างกายและจติ ใจ ทำใหค้ นมีชีวิตยนื ยาวขนึ้
2.5 ช่วยประหยัดเวลา แรงงานและเศรษฐกิจ ผลการค้นพบในด้านต่างๆ ทาง
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การแพทย์ การศึกษา การเกษตรช่วยให้มนุษย์มีเวลามากขึ้นสามารถนำพลังงาน
นำไปใช้ทำอย่างอ่ืน เพื่อก่อใหเ้ กิดรายไดแ้ ละเพิ่มพนู เศรษฐกิจไดม้ ากขน้ึ มเี วลาหาความรู้ ชื่นชมกับความงาม
สนุ ทรียภาพและศลิ ปะไดม้ ากย่ิงขึน้
2.6 ช่วยในการแก้ปัญหาสังคม เนื่องจากสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงอยา่ งรวดเรว็
จำเป็นต้องคดิ หรอื หาวธิ ใี หม่ ๆ มาใช้ในการแก้ปญั หาทเี่ พิม่ มากข้ึนให้หมดไป
2.7 ช่วยใหเ้ กิดความเจริญก้าวหนา้ และดำรงไว้ซง่ึ มนุษยชาติ ความคิดสร้างสรรค์
ดา้ นวทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย์ ศิลปะ เทคโนโลยี เศรษฐกจิ การเมือง การปกครอง เป็นตน้ ชว่ ยยกมาตรฐานการ
ดำรงชีวิต ทำใหม้ นุษยเ์ ปน็ สขุ และสามารถสรา้ งสรรคส์ ังคมให้เจริญขน้ึ ตามลำดับ
Jersild (1972, pp. 153–158) กล่าวไวว้ ่า ความคิดสรา้ งสรรค์มคี วามสำคัญในการชว่ ยเหลือเดก็
ในด้านตา่ ง ๆ ได้แก่
1. สง่ เสรมิ สนุ ทรยี ภาพ เดก็ จะรสู้ ึกช่นื ชม และมที ัศนคติที่ดตี อ่ สง่ิ ต่าง ๆ ซ่ึง
ผู้ใหญ่ควรทำเป็นตัวอย่าง โดยการยอมรับและชื่นชมในผลงานของเดก็ การพัฒนาสุนทรียภาพแกเ่ ด็ก โดยให้
เด็กเห็นว่าทุก ๆ อย่างมคี วามหมาย การส่งเสรมิ ให้รูจ้ กั สังเกตสง่ิ แปลกจากส่ิงธรรมดาสามญั ให้ได้ยินในส่ิงที่ไม่
เคยได้ยิน และหดั ใหเ้ ด็กสนใจในส่งิ ต่าง ๆ รอบตัว
2. เป็นการผ่อนคลายอารมณ์ การทำงานสร้างสรรค์เป็นการผ่อนคลายอารมณ์ ลด
ความกดดนั ความคบั ขอ้ งใจ และความก้าวร้าว
3. สรา้ งนสิ ัยในการทำงานที่ดี ขณะท่เี ด็กทำงานครคู วรสอนระเบยี บ และนิสัยท่ีดีใน
การทำงานควบคู่ไปดว้ ย เช่น หัดใหเ้ ดก็ รูจ้ ักเก็บของเป็นที่ ลา้ งมือเมื่อทำงานเสร็จ เป็นต้น
4. เป็นการพฒั นากล้ามเนื้อมอื เด็กจะสามารถพัฒนากลา้ มเน้ือใหญ่ จาก
การเล่น การเคล่อื นไหว การเล่นบล็อก และการพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก จากการตัดกระดาษ ประดษิ ฐ์ภาพ วาด
ภาพดว้ ยนวิ้ มือ การต่อภาพ การเล่นกระดานตะปู
5. เปิดโอกาสให้เด็กได้สำรวจ ค้นคว้า ทดลอง เด็กจะชอบทำกิจกรรม และใช้วัสดุ
ตา่ ง ๆ ซำ้ เพื่อสรา้ งส่ิงใหม่ ๆ ขึ้น ครจู ึงควรจดั หาวสั ดตุ ่าง ๆ ไว้ใหเ้ ด็กได้มโี อกาสพัฒนาการทดลองของตน เช่น
กล่องยาสีฟนั เปลือกไข่ และเศษวัสดเุ หลือใช้ เพอ่ื ให้เขาฝกึ สมมตเิ ปน็ นักก่อสรา้ งหรอื สถาปนิก
สรุปได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นคุณลักษณะที่สำคัญ ที่ควรได้รับการส่งเสริม และปลูกฝังเป็น
อย่างยง่ิ ชว่ ยใหเ้ ด็กได้พฒั นาศักยภาพของตนเองในการคิดการแก้ปญั หา สนใจตอ่ ส่งิ รอบตวั และรู้จักแสวงหา
คำตอบด้วยตนเอง มคี ณุ ประโยชน์ตอ่ บคุ คลและสังคม คุณประโยชนท์ ่ีมีต่อตนเองคอื ทำใหบ้ คุ คลได้ตระหนักถึง
คุณคา่ ของตนเอง มีความภาคภูมิใจและเช่อื มัน่ ในตนเอง ทำใหเ้ หน็ คุณค่าของตนเองมากขึน้ ในส่วนของสังคม
ผมู้ คี วามคิดสร้างสรรค์ย่อมสามารถทจี่ ะคิดคน้ ส่ิงใหมๆ่ เพื่อใหส้ งั คมก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ สามารถแก้ปัญหา
และช่วยใหเ้ กดิ การพฒั นาไปในทางทีด่ แี ละถูกตอ้ ง
3. ทฤษฎที เ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ความคิดสร้างสรรค์
นักจติ วทิ ยาและนกั การศกึ ษาได้ให้ทัศนะเก่ยี วกบั ความคดิ สร้างสรรค์ ดังต่อไปน้ี
Sigmund Freud (1983, n.d. อ้างถงึ ใน มณั ฑณี คัมภรี พงศ์, 2549, หนา้ 14-15) กล่าว
ว่า ความคิดสร้างสรรค์เริ่มต้นจากความขัดแย้ง ซึ่งถูกขับดันออกมาโดยพลังจิตสำนึก ขณะที่มีความขัดแย้ง
เกดิ ขน้ึ คนทีม่ คี วามคดิ สรา้ งสรรคจ์ ะมีความคิดอิสระข้นึ มากมาย แตค่ นทไี่ ม่มคี วามคดิ สร้างสรรคจ์ ะไมม่ สี ิ่งนี้ ซึ่ง
จะส่งผลทำให้เกิดการคิดหลากหลายมากขึน้ ตามลำดับ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ ฟรอยด์ปกติและไม่ปกติ เกิด
จากแรงผลักดันจากความต้องการของสัญชาตญาณ (instinctual drive) แต่การแสดงออกนี้ถูกขัดขวางโดย
สภาพแวดล้อมของสงั คม มนษุ ย์จงึ ตอ้ งแสดงออกถึงความต้องการเหล่านี้ ดว้ ยการท่เี ป็นทย่ี อมรับของสงั คม จน
ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในใจ จึงจำเป็นจะต้องหาวิธีแก้ไขโดยใช้กลไกทางจิต (defense mechanism)
ฟรอยดเ์ หน็ ว่าความคบั ข้องใจทเ่ี กิดขึ้นนี้ มักจะเก็บกดไวใ้ นจิตสำนกึ และมอี ทิ ธิพลอยา่ งมากตอ่ พฤติกรรมของ
ตนเพราะโดยส่วนใหญ่ แล้วการเก็บกดเข้าไว้ (repression) สิ่งต่าง ๆ ที่ถูกเก็บกดไว้นี้ จะหาโอกาสแสดง
ออกมาจนได้ โดยทบ่ี างคร้ังไมร่ ู้ตวั เชน่ ออกมาในรปู ของความฝัน การพล้ังปาก โรคจิตประสาท และบางครั้ง
จะออกมาในรูปของงานสร้างสรรค์ ซ่ึงเปน็ ทย่ี อมรับของสงั คม เชน่ ผลงานทางศิลปะ การประพนั ธ์ งานสังคม
สงเคราะห์ นอกจากนี้ฟรอยด์ยังได้แบ่งโครงสร้างของจิตออกเป็น อิด (id) อีโก้ (ego) และซุปเปอร์อีโก้
(superego) เพื่ออธิบายการท างานของจิตใจ อิด คือ สัญชาตญาณเบื้องต้นของคน ได้แก่ สัญชาตญาณทาง
เพศและความก้าวร้าว ซึ่งมักจะแสดงออกมาโดยตรงจากความต้องการจริง ๆ ของคนจะคำนึงถึงแต่ความ
ตอ้ งการของตนเพียงอยา่ งเดียว เสาะแสวงหาแต่ความสขุ สบาย และหลีกเลยี่ งความผิดหวงั เจ็บปวด ซปุ เปอร์อี
โก้ คือ มโนธรรมของคนทเ่ี ปน็ ตัวที่คอยสง่ั ให้คนทำตามศีลธรรมอันดีท่ีสังคมกำหนดไวเ้ ปน็ ตวั ที่คอยเหน่ียวร้ังมิ
ให้อิดมีอิทธิพลมากต่อพฤติกรรมที่แสดงออกมาของคน ในขณะที่อิดเสาะแสวงหาความสุขสนุกสนาน และ
ซุปเปอร์อีโก้เปน็ หลักศีลธรรม สิ่งที่ร่างกายแสดงออกมา คือ ผลงานของอีโกท้ ี่เป็นส่วนผสมผสานระหว่างอดิ
และซุปเปอร์อโี ก้ ซึ่งจะทำงานตามหลกั ของความเปน็ จรงิ ท่เี หมาะสมมเี หตผุ ล สำหรับคนบางคนถา้ อิดมีอิทธิพล
มาก อีโก้ที่แสดงออกจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของสังคม บางคนที่ซปุ เปอร์อีโกม้ อี ิทธิพลมากจะเป็นคนที่มีศลี ธรรม
จติ ใจสงู อีโกท้ ี่แสดงออกจะไปในทางทส่ี งั คมชืน่ ชอบ และเปน็ ไปในทางสร้างสรรค์
Davis (1981, pp. 10–20) ได้รวบรวมแนวคิดเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ของนักจิตวิทยาที่ได้
กลา่ วถงึ ทฤษฎีความคิดสรา้ งสรรค์ โดยแบ่งกลุ่มใหญ่ ๆ 4 กลมุ่ คอื
1. ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์เชงิ จิตวิเคราะห์ นักจติ วิทยาทางจิตวิเคราะห์หลายคน
เช่น ฟรอยด์ (Freud) และคริส (Kris) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการเกิดความคิดสร้างสรรค์ว่า ความคิด
สร้างสรรค์เป็นผลมาจากความขัดแย้งภายในจิตใต้สำนึกระหว่างแรงขับทางเพศ (Libido) กับความรู้สึก
รบั ผดิ ชอบทางสงั คม (Social conscience)
2. ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์เชิงพฤติกรรมนิยม นักจิตวิทยากลุ่มนี้มีแนวความคิด
เกีย่ วกบั เร่ืองความคิดสร้างสรรคว์ า่ เป็นพฤติกรรมทเี่ กิดจากการเรียนรู้ โดยเนน้ ทคี่ วามสำคญั ของการเสริมแรง
การตอบสนองที่ถกู ตอ้ งกับสิ่งเร้าเฉพาะ หรือสถานการณ์ นอกจากนี้ยังเน้นความสมั พันธ์ทางปญั ญา คือ การ
โยงความสัมพนั ธจ์ ากสง่ิ เรา้ หนงึ่ ไปยงั ส่งิ เร้าต่าง ๆ ทำใหเ้ กิดความคิดใหม่ หรอื สิ่งใหม่เกดิ ขึ้น
3. ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์เชิงมนุษยนิยม นักจิตวิทยาในกลุ่มนี้มีแนวคิดว่า
ความคิดสรา้ งสรรคเ์ ป็นส่ิงท่ีมนุษยม์ ตี ิดตวั มาต้ังแต่เกิด ผ้ทู ส่ี ามารถนำความคดิ สรา้ งสรรค์ออกมาใชไ้ ด้ คอื ผทู้ ่ีมี
สัจการแห่งตน คือ รู้จักตนเอง พอใจตนเอง และใช้ตนเองเต็มตามศักยภาพของตนมนุษย์จะสามารถแสดง
ความคิดสร้างสรรค์ของตนเองมาได้อย่างเต็มที่นั้นขึ้นอยู่กับการสร้างสภาวะหรือบรรยากาศที่เอื้ออำนวย ได้
กล่าวถึงบรรยากาศที่สำคัญในการสร้างสรรค์ว่า ประกอบด้วยความปลอดภัยในเชิงจิตวิทยา ความมั่นคงของ
จติ ใจ ความปรารถนาท่ีจะเลน่ ความคิดและการเปดิ กวา้ งที่จะรับประสบการณ์ใหม่
Torrance (1964, n.d. อ้างถึงใน ศรีแพร จันทราภิรมย์, 2550, หน้า 17-18) ได้กำหนดขั้นตอน
ความคิดสรา้ งสรรค์ ออกเป็น 4 ขนั้ ตอน
1. ขั้นตอนต้น เกิดความรู้สึกต้องการหรือความพอใจในสิ่งต่าง ๆ ที่จะทำให้บุคคล
เรมิ่ คิด เขาพยายามรวบรวมขอ้ เท็จจรงิ เร่ืองราวและแนวคิดต่าง ๆ ท่ีมีอยเู่ ขา้ ด้วยกนั เพอื่ หาความกระจ่างใน
ปญั หา ขั้นนผ้ี คู้ ดิ ยงั ไมท่ ราบว่า ผลท่ีเกิดขึน้ จะเป็นรูปใด และอาจใชเ้ วลานานจนบางครง้ั จะเกิดขึ้นโดยผู้คิดไม่
รู้สึกตัว
2. ขัน้ ครนุ่ คดิ ตอ่ จากนั้นเรม่ิ ต้นมรี ะยะหน่ึงที่ความรคู้ วามคิดเห็นและเรอ่ื งราวต่าง ๆ
ทร่ี วบรวมไวม้ าประสานกลมกลนื เขา้ เป็นรูปรา่ ง ระยะนีผ้ คู้ ิดตอ้ งใชค้ วามคิดอย่างหนกั แตบ่ างคร้ังความคิดอัน
นี้อาจหยดุ ชะงักไปเฉย ๆ เปน็ เวลานานบางครั้งก็กลับเกิดขึน้ ใหม่อกี
3. ขั้นเกิดความคิด ในระยะที่กำลังครุ่นคิดนั้น บางครั้งอาจเกิดความคิดผุดขึ้นมา
ทันทที ันใด ผู้คิดจะมองเห็นความสัมพนั ธข์ องความคิดใหมท่ ่ีซ้ำกับความคิดเก่า ๆ ซ่ึงมีผคู้ ิดมาแลว้ การมองเห็น
ความสัมพนั ธใ์ นแนวคิดใหม่นี้ จะเกดิ ขนึ้ ในทันทีทนั ใด ผู้คดิ ไมไ่ ดน้ ึกไดฝ้ ันวา่ จะเกิดข้ึนเลย
4. ขั้นปรับปรุง เมื่อเกิดความคิดใหม่แล้ว ผู้ที่จะขัดเกลาความคิดนั้นให้หมดจด
เพื่อใหผ้ ูอ้ ่นื เข้าใจไดง้ ่าย หรือตอ่ เติมเสริมแต่งความคิดทเี่ กิดขนึ้ ใหมน่ ัน้ ใหร้ ดั กมุ และววิ ฒั นาการก้าวหนา้ ตอ่ ไป
สรุปได้ว่า ทฤษฎี เป็นพื้นฐานในการศึกษาด้านความคิดสร้างสรรค์ โดยเป็นลักษณะการคิดแบบ
อเนกนัย ซึ่งเป็นการคิดแบบหลายทิศทาง คิดกว้างไกล คิดหาคำตอบโดยไม่จำกัดจำนวน ผลที่ได้รับ คือ
ความคิดอันแปลกใหม่ นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์หลากหลายรูปแบบ นอกจากนี้ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์เป็น
รปู แบบของการเช่ือมโยงความสมั พันธ์ เปน็ การรวมสง่ิ ท่ีสมั พนั ธ์เข้าด้วยกนั แต่ต้องเป็นไปตามเง่ือนไขหรือเป็น
การเชือ่ มโยงประสานสมั พนั ธก์ นั อย่างเป็นรูปโซ่ เชน่ เห็นจานขา้ วตอ้ งนึกถึงช้อนสอ้ ม ไดย้ นิ เสียงเพลงทำให้นึก
ถึงท่าเต้นประกอบจังหวะ เป็นต้น ทฤษฎีนี้จะเกิดขึ้น เมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นให้เกิดความคิดหลากหลายและ
ประสานต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ ผลที่ได้รับ คือ เป็นกระบวนการความคิดที่แปลกใหม่ไม่
เหมอื นเดมิ จะนำไปส่กู ารคิดประดิษฐ์สิ่งแปลกใหมต่ ่อไป
4. องคป์ ระกอบของความคดิ สรา้ งสรรค์
นกั จิตวิทยา และนักการศึกษา ไดก้ ลา่ วถงึ องคป์ ระกอบของความคดิ สร้างสรรคไ์ วอ้ ย่างหลากหลาย
ตามความคดิ ของแตล่ ะคน ดงั นี้
อารี พันธ์มณี (2540, หน้า 33-41) กล่าวว่า ความคดิ สรา้ งสรรค์ เป็นความสามารถทางสมองที่คิด
กว้างไกลหลายทิศทางหรือเรียกว่าลักษณะการคิดแบบอเนกนัยหรือการคิดแบบกระจาย (Divergent
Thinking) ซึ่งประกอบด้วย
1. ความคิดริเริ่ม (Originality) หมายถึง ลักษณะความคิดที่แปลกใหม่แตกต่างจาก
ความคิดธรรมดาหรือความคิดง่าย ๆ ความคิดริเริ่มที่เรียกว่า Wild Ldea เป็นความคิด ที่เป็น
ประโยชน์ต่อตนเองและสังคม ความคดิ ริเร่มิ อาจเกดิ จากการนำเอาความรู้เดมิ มาคิดดัดแปลง และประยุกต์ให้
เกิดเปน็ สิ่งใหมข่ ึ้น เชน่ การคิดเครอ่ื งบนิ ได้สำเร็จได้แนวคดิ มาจากการทำเคร่ืองบินรอ่ น
2. ความคิดคลอ่ งแคล่ว (Fluency) หมายถงึ ปรมิ าณความคดิ ไมซ่ ้ำกัน
2.1 ความคิดคลอ่ งแคลว่ ทางดา้ นถ้อยคำ (Word Fluency) เป็น
ความสามารถในการใชถ้ ้อยคำไดอ้ ยา่ งคลอ่ งแคลว่
2.2 ความคิดคลอ่ งแคลว่ ในด้านการโยงความสมั พนั ธ์ (Associational Fluency)
เป็นความสามารถท่ีหาถอ้ ยคำท่ีเหมอื นกนั หรือคลา้ ยกนั ไดม้ ากท่สี ุดภายในเวลาท่ีกำหนด
2.3 ความคิดคล่องแคล่วทางด้านการแสดงออก (Expressional Fluency) เป็น
ความสามารถในการใชว้ ลหี รอื ประโยค คือ สามารถนำคำมาเรยี งกันอยา่ งรวดเร็วเพื่อให้ไดป้ ระโยคท่ีตอ้ งการ
2.4 ความคดิ คล่องแคลว่ ในการคิด (Ideational Fluency) เปน็
ความสามารถที่จะคิดสิ่งที่ต้องการภายในเวลาที่กำหนด เช่น ให้คิดหาประโยชน์ของก้อนอิฐให้ได้มากที่สุด
ภายในเวลาท่ีกำหนดให้
3. ความคดิ ยืดหยุ่นหรอื ความยืดหยนุ่ ในการคิด (Flexibility) หมายถึง ประเภทหรือ
แบบของความคดิ แบ่งออกเป็น
3.1 ความคดิ ยดื หยนุ่ ทีเ่ กิดขึน้ ทนั ที (Spontaneous Flexibility) เปน็
ความสามารถท่จี ะพยายามคดิ ใหห้ ลายประเภทอย่างอสิ ระ
3.2 ความคดิ ยืดหยนุ่ ทางดา้ นการดดั แปลง (Adaptive Flexibility) คน
ท่มี คี วามคดิ ยดื หยนุ่ จะคดิ ได้ไม่ซ้ำกัน เชน่
คำถาม ในข้อ 1 ในเวลา 5 นาที ท่านลองคดิ วา่ ท่านสามารถจะใช้หวายทำ
อะไรได้บ้าง
คำตอบ กระบงุ กระจาด ตะกร้า กลอ่ งใส่ดินสอ กระออมเก็บน้ำ เตียงนอน
ตู้ โซฟา โต๊ะเคร่ืองแป้ง เก้าอี้นอนเลน่ ตะกร้อ ชะลอม กรอบรูป กิ๊บติดผม ด้ามไม้เทนนสิ ด้ามไม้แบดมินตนั
นำคำตอบดงั กล่าวมาจดั เปน็ ประเภทกจ็ ะจัดได้ 5 ประเภท ดงั น้ี
ประเภทที่ 1 เฟอร์นิเจอร์ คือ เตียงนอน ตู้ โต๊ะเครื่องแป้ง เก้าอี้นอนเล่น
โซฟา
ประเภทที่ 2 เคร่ืองใช้ คือ กระบุง กระจาด ตะกรา้ กระออมเกบ็ น้ำ
ประเภทที่ 3 เคร่อื งกีฬา คอื ตะกร้อ ดา้ มไมเ้ ทนนสิ ด้ามไมแ้ บดมินตัน
ประเภทท่ี 4 เคร่ืองประดบั คือ กรอบรปู กบ๊ิ ตดิ ผม
ประเภทที่ 5 เครือ่ งเขยี น คอื กลอ่ งใส่ดินสอ
4. ความคิดละเอียดลออ (Elaboration) หมายถึง ความคิดในรายละเอียดเป็น
ขนั้ ตอน สามารถอธบิ ายให้เห็นภาพชัดเจนหรือเป็นแผนงานที่สมบรู ณ์ขึ้น ความคดิ ละเอียดลออทนี่ ำมาตกแต่ง
ขยายความคิดครัง้ แรกใหส้ มบูรณข์ น้ึ
Guilford & Epner (1971, pp. 125–143 อ้างถึงใน สวุ ทิ ย์ มลู ค า, 2550, หนา้ 19-20) กล่าวว่า
ความคิดสรา้ งสรรค์ตอ้ งมีองคป์ ระกอบ อยา่ งนอ้ ย 8 องคป์ ระกอบ
1. ความคดิ ริเริ่ม (Originality)
2. ความคดิ คลอ่ งแคลว่ (Fluency)
3. ความคดิ ยืดหยนุ่ (Flexibility)
4. ความคดิ ละเอียดลออ (Elaboration)
5. ความไวต่อปัญหา (Sensitivity of Problem)
6. ความสามารถในการใชค้ านิยามใหม่ (Redefinition)
7. ความซึมซาบ (Penetration)
8. ความสามารถในการท านาย (Prediction)
Jellen and Urban (1986, p. 141) กล่าวถงึ องคป์ ระกอบของความคิดสรา้ งสรรค์ ดังน้ี
1. ความคิดคล่องแคลว่
2. ความคดิ ยืดหยนุ่
3. ความคิดรเิ ริม่
4. ความคิดละเอียดลออ
5. การกระทำท่ีแสดงถึงการเสี่ยงอันตราย
6. การผสมใหเ้ ปน็ อันหนึง่ อันเดยี วกัน เชน่ การจัดรวมสง่ิ ตา่ ง ๆ ให้มีความต่อเนื่อง
สรุปได้ว่า องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ มีหลายลักษณะสำคัญ คือ ความคิดคล่องแคล่ว
ความคิดริเริ่ม ความคิดละเอียดลออ ซึ่งเป็นลักษณะของความคิดแบบอเนกนัย รวมทั้งความมุ่งมั่นในการ
แก้ปัญหา กล้าคิด กล้ากระทำในสิ่งต่าง ๆ การผสมผสานความรู้ ประสบการณ์ เพื่อให้ถึงจุดสำเร็จ ซึ่งในการ
ทดลองครั้งนี้ผู้วิจัยจะใช้องค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ ความคิดคล่องแคล่ว ความคิดริเริ่ม และความคิด
ละเอียดลออ เพราะเดก็ สามารถนำความรู้และประสบการณไ์ ปใช้ให้เกดิ ประโยชนใ์ นการดำรงชีวติ ประจำวนั ได้
5. กระบวนการของความคดิ สร้างสรรค์
มีนักการศึกษากล่าวถงึ กระบวนการของความคดิ สร้างสรรค์ไว้ ดงั นี้
Guilford (1967) กลา่ ววา่ คนทมี่ คี วามคดิ สร้างสรรค์ตอ้ งมคี วามฉับไวท่ีจะรับรปู้ ญั หา เห็นปัญหา
สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดใหม่ ๆ ได้ง่ายมีความสามารถทีจ่ ะสร้างหรือแสดงความคิดเหน็ ใหม่ ๆ และ
ปรบั ปรุงแกไ้ ขให้ดขี ึ้น ซ่ึงวิธีการคิดของคนเราเปน็ ตามลำดับขัน้ ดงั นี้ ก าร ร ับร ู้และ เข้ าใ จ ( Cognition)
หมายถงึ ความสามารถของสมองในการเข้าใจสง่ิ ต่าง ๆ ไดอ้ ย่างรวดเร็ว การจำ (Memory) คอื ความสามารถ
ของสมองในการสะสมข้อมูลต่าง ๆ ที่ไดเ้ รียนรแู้ ละสามารถระลึกออกตามความต้องการ การคิดแบบอเนกนัย
(Divergent Thinking) หมายถงึ ความสามารถของสมองในการใหก้ ารตอบสนองทถ่ี ูกตอ้ งและดีที่สุดจากข้อมูล
ทก่ี ำหนดใหต้ ามเกณฑ์ทต่ี ้งั ไว้
Anderson (1975) กล่าวว่า ความแตกต่างของบุคคลอยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์และประสบการณ์
เปน็ สำคญั พร้อมท้ังไดแ้ บ่งกระบวนการความคิดสร้างสรรค์ ออกเป็น 6 ข้ันตอน
1. มคี วามสนใจและความรู้ท่ีต้องการของจิตใจและสมอง
2. รวบรวมข้อมูลตา่ ง ๆ ทมี่ คี วามสมั พนั ธแ์ ละส่งิ ทนี่ ่าสนใจ
3. ไตร่ตรองถึงการวางแผน โครงร่างและรปู แบบของงาน
4. จากผลข้อ 1–3 ทำให้เกดิ จินตนาการ
5. สร้างจินตนาการออกมาให้เปน็ ความจริง
6. รวบรวมความคดิ และแสดงออกมาในรูปของผลงาน
Hutchison (1949, pp. 42–44) กล่าวว่า กระบวนการคิดสร้างสรรค์เกิดจากการหยั่งรู้
(Intuition) มขี นั้ ตอน ดังนี้
1. ขั้นเตรียม (The stage of preparation) เป็นการรวบรวมประสบการณ์เก่า ๆ
มาลองผดิ ลองถกู และตงั้ สมมติฐานเพ่อื แก้ปญั หา
2. ขั้นคิดแก้ปัญหา (The stage of frustration) เป็นระยะที่เกิดความกระวน
กระวายใจ เกดิ ความรสู้ ึกเครียด อนั เน่อื งมาจากการครุ่นคดิ แกป้ ญั หา แตย่ ังคิดไมต่ ก
3. ขั้นเกิดความคิด (The period of moment of insight) เป็นระยะที่เกิด
แนวความคิดแวบขนึ้ มาในสมอง คดิ คำตอบได้ออกมาในทันทีทันใด
4. ขั้นพิสูจน์ (The stage of verification) เป็นระยะเวลาของการตรวจสอบ
ประเมนิ ผล โดยใชเ้ กณฑต์ า่ ง ๆ เพอื่ ตรวจดวู า่ คำตอบทีไ่ ด้ถูกตอ้ งหรอื ไม่
สรปุ ไดว้ ่า กระบวนการของความคดิ สรา้ งสรรค์ เป็นวิธกี ารคิดอยา่ งเป็นขนั้ ตอนเพอื่ ไปสจู่ ุดม่งุ หมาย
เมื่อบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์เริ่มจากการค้นพบปัญหาพร้อมทั้งมีการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น การ
ตง้ั สมมตฐิ านและผลทีไ่ ดร้ บั คอื คำตอบ ค้นพบสง่ิ ใหม่ ๆ และจะนำไปส่กู ารสรา้ งสรรค์ผลงานท่ผี า่ นกระบวนการ
ของความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นผลงานต่าง ๆ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ พร้อมทั้งมีการปรับปรุง สามารถ
นำไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้
6. พัฒนาการของความคิดสรา้ งสรรค์
ลักษณะพัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย จะมีแบบแผนที่แตกต่างกันไปจาก
พัฒนาการด้านอื่น ๆ ซึ่งสามารถพัฒนาได้มากกวา่ ผู้ใหญ่ และจากแนวคิดที่ว่าความคิดสรา้ งสรรค์ส่งเสริมให้
พฒั นาไดด้ ี จึงจำเป็นต้องอาศัยถงึ พฒั นาการ เพ่ือเปน็ แนวทางในการเสริมสร้างความคิดสรรค์ของเด็ก ซึ่งได้มี
นักการศกึ ษากล่าวไว้ ดงั นี้
Torrance (1964) ไดศ้ ึกษาพัฒนาการความคดิ สรา้ งสรรคข์ องเดก็ ปฐมวยั ในช่วงวัยตา่ ง ๆ ดงั นี้
อายุต้งั แตแ่ รกเกดิ ถงึ 2 ปี เดก็ จะเริ่มมีจนิ ตนาการ ในระยะปแี รกเด็กจะเร่มิ ถามช่ือของส่ิงต่าง
ๆ หรือจังหวะ เมือ่ เรมิ่ ถามชื่อของสิ่งต่าง ๆ โดยพยายามทำเสยี งตา่ ง ๆ หรอื จังหวะ เม่ือเร่ิมทำอะไร
ไดเ้ ด็กก็จะต้ังชื่อให้ เด็กเริ่มคาดหวงั ในเหตุการณใ์ นชีวิตประจำวัน เดก็ อายุ 2 ขวบ เด็กจะเร่ิมแสวงหาโอกาส
หรอื เหตุการณพ์ ิเศษ ทำ โดยมคี วามกระตอื รอื รน้ ทจ่ี ะสำรวจโดยการชิม สมั ผัสดว้ ยความอยากรอู้ ยากเหน็ และ
เด็กจะเกิดการเรียนรู้ว่าสิ่งไหนทำได้ สิ่งไหนแตะต้องไม่ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับวิธีการที่เด็กได้แสดงออก
ขนึ้ อยกู่ ับลกั ษณะเฉพาะของเด็กแต่ละคน ในชว่ งเวลานพี้ อ่ แม่สามารถส่งเสรมิ พฒั นาการให้เด็กได้ด้วยการหา
เกมง่าย ๆ ของเล่น ไม้บล็อกขนาดใหญ่ ตุ๊กตาและ ของเล่นที่ปลอดภัย โดยที่พ่อแม่ควรจะเอาใจใส่การเล่น
ร่วมกับเด็ก พยายามหัดใหเ้ ขาพูด อาจจะใช้วิธีการร้องเพลง การเล่น และการต้งั คำถาม
อายุ 4–6 ปี เด็กวัยน้มี จี ินตนาการดี เรม่ิ เรยี นรทู้ ักษะในการวางแผน การเลน่ เรียนรู้ถึงหน้าที่
ของผู้ใหญ่โดยผา่ นการเล่น สามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์เข้าด้วยกนั เด็กเร่มิ ทจ่ี ะเลียนแบบบทบาทผใู้ หญ่ หรือผู้
ที่อยู่ใกล้ชิดมีความอยากรู้อยากเห็น เด็กจะพยายามค้นหาข้อเท็จจริงว่าผิดหรือถูก แม้ว่ายังไม่เข้าใจเหตุผล
เริ่มรับรู้อารมณ์ของผู้อื่น และเริ่มคิดได้ว่าการกระทำของตนเองจะทำให้ผู้อื่นรู้สึกอย่างไร ความเชื่อมั่นจะ
พัฒนาในระยะนี้ โดยผ่านงานศิลปะในทางสร้างสรรค์ประสบการณใ์ หม่ ๆ และการเล่น เช่น สิ่งของตา่ ง ๆ ที่
จะใชเ้ ล่นขายของ เลน่ เป็นหมอ เลน่ เปน็ ครูในโรงเรียน เป็นตน้ ซง่ึ ครู พ่อแม่ ควรยอมให้เด็กทำส่ิงต่าง
ๆ ดว้ ยตนเอง และคอยใหค้ ำแนะนำ ควรตอบคำถามของเด็กหรือรว่ มรับรู้ในส่ิงทเ่ี ดก็ คดิ เด็กวยั น้ีเป็นวัยท่ีควร
ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์เพราะพัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์ของเด็กในช่วง 6 ปีแรกจะสูงมากหาก
ได้รับการจัดสภาพแวดล้อมทีเ่ หมาะสม
สรุปได้ว่า พัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ได้นำเสนอจะเห็นได้ว่าพัฒนาการ
ของเด็กปฐมวัยเริ่มตั้งแต่อายุแรกเกิด โดยอายุแรกเกิดถึง 2 ปี เด็กเริ่มถามชื่อสิ่งของต่าง ๆ เด็กมีความ
กระตอื รอื ร้นในการสำรวจ ชิม สมั ผสั แสวงหาโอกาสในการอยากร้อู ยากเหน็ อายุ 2–4 ปี เดก็ จะเรยี นรู้ส่ิงต่าง
ๆ จากประสบการณ์ตรง เด็กอยากรแู้ ละถามปัญหากับผู้ใหญ่ ต้องการทำสง่ิ ตา่ งๆ ด้วยตนเอง เมอื่ อายุ 4–6 ปี
เดก็ มีการวางแผนในการเรยี นรู้ การเล่น เรมิ่ เลยี นแบบบทบาทผ้ใู หญ่ มคี วามอยากรู้อยากเหน็ พยายาม
หาข้อเท็จจริง เริ่มมีจินตนาการความคิดเป็นของตนเอง รับรู้อารมณ์ของผูอ้ ื่นและเริม่ คิดได้ว่าการกระทำของ
ตนเองจะทำให้ผู้อื่นรู้สึกอย่างไร ความเชื่อมั่นจะพัฒนาใน ช่วงวัยนี้โดยผ่านงานศิลปะในทางสร้างสรรค์
ดงั นน้ั ครู พอ่ แมห่ รือบคุ คลทีอ่ ยใู่ กล้ชดิ ควรเสรมิ สรา้ งความคิดสร้างสรรค์ของเดก็ ปฐมวยั ดว้ ยการให้เด็กเรียนรู้
ผ่านการเล่นตามช่วงอายุพัฒนาการที่เหมาะสม เพื่อให้เด็กได้พัฒนาศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์อย่าง
เต็มที่
7. แนวทางในการส่งเสรมิ ความคิดสรา้ งสรรค์
เด็กทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์ และความคิดสร้างสรรค์สามารถส่งเสริมให้เด็กที่มีความคิด
สร้างสรรค์จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงได้นั้น จะต้องได้รับการส่งเสริมคุณลักษณะด้าน
ความคดิ สรา้ งสรรค์ให้ได้พฒั นาอย่างเต็มท่ีตง้ั แต่ในวยั เด็ก โดยมนี กั การศกึ ษาหลายท่านได้กล่าวถึงแนวทางใน
การสง่ เสรมิ ความคดิ สรา้ งสรรคไ์ ว้ ดังนี้
กระทรวงศึกษาธิการ (2560, หน้า 130-135) ระบุว่าการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทำได้ทั้ง
ทางตรงโดยการสอนและฝกึ อบรม หรือในทางอ้อม โดยการจัดบรรยากาศ และสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความ
เป็นอสิ ระในการเรียนรู้ หลักในการส่งเสริมความคดิ สร้างสรรคใ์ นทางออ้ ม ดังน้ี
1. ยอมรับคณุ คา่ และความสามารถของบุคคลอย่างไม่มีเง่อื นไข
2. แสดงและเน้นให้เห็นว่าความคิดของเด็กมีคุณค่าและสามารถนำไปใช้ให้เกิด
ประโยชน์
3. ให้ความเข้าใจและเห็นใจในตัวเด็กและความรสู้ กึ ของเดก็
4. อย่าพยายามกำหนดแบบเพอ่ื ให้ทกุ คนมีความคดิ และบุคลกิ ภาพเดยี วกัน
5. อย่าสนับสนุนหรือให้รางวัลเฉพาะผลงานที่มีผู้ทดลองทำเป็นที่ยอมรับกันแล้ว
ควรให้ผลงานทแี่ ปลกใหม่มโี อกาสไดร้ บั รางวลั และคำชมเชยบ้าง
6. ส่งเสรมิ ใหใ้ ชจ้ ินตนาการของตนเอง โดยการยกย่องเมอ่ื ใชจ้ ินตนาการทีแ่ ปลกและ
มคี ุณคา่
7. กระตุ้นและสง่ เสริมให้เรียนรูด้ ว้ ยตนเองอยา่ งตอ่ เนอ่ื งอยเู่ สมอ
8. ส่งเสรมิ ใหถ้ ามและให้ความสนใจต่อคำถาม รวมทัง้ ชีแ้ นะแหล่งคำตอบ
9. ตัง้ ใจและเอาใจความคดิ แปลก ๆ ของเด็กด้วยใจเป็นกลาง
10. พึงระลึกอยู่เสมอว่าการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์จะต้องใช้เวลาและค่อยเป็น
คอ่ ยไป
อารี พันธ์มณี (2540, หน้า 71) กล่าวว่า การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์มอี ยู่ในกจิ กรรมแทบทกุ
กิจกรรมในหลักสูตร หรือทุกมวลประสบการณ์ที่จัดให้แก่ผูเ้ รียนเป็นต้นว่า กิจกรรมด้านศิลปะ การวาดภาพ
ระบายสี กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมด้านดนตรี การร้องเพลง การเล่นดนตรีทุกชนิด งานปั้น
กิจกรรมทางด้านภาษาไทย เป็นต้น ซึ่งทั้งนี้ต้องอาศัยเทคนิควิธีการและการจัดกิจกรรมที่มุ่งพฒั นาความคิด
สร้างสรรค์ในกิจกรรมตา่ ง ๆ ดงั น้ี
1. กิจกรรมทางภาษา เป็นการรวม การฟัง การอ่าน การพูด และการเขียน ไว้
ดว้ ยกนั และภาษายังเป็นส่อื ในการแสดงออกทางความคดิ และการกระตุ้นด้วยจุดหมายในกิจกรรมนี้ คอื
1.1 ฝึกความคิดคล่องแคล่ว ความคิดยืดหยุ่น ความคิดริเริ่มและความคิด
ละเอยี ดลออ
1.2 ฝกึ การแสดงออกทางความคิด
1.3 ฝึกความกลา้ คิดกล้าพูด
1.4 ฝกึ การบรรยายอย่างสร้างสรรค์
1.5 สง่ เสริมความคิดจินตนาการ
ตัวอยา่ งกิจกรรม เช่น กิจกรรมต้งั ชื่อจากเรอื่ งสนั้ ใหม้ ากที่สุด กิจกรรมแต่งเร่ืองจาก
ภาพ กจิ กรรมเรียงคำเปน็ เรยี งความ กจิ กรรมปรศิ นาคำทาย เปน็ ต้น
2. กิจกรรมความคดิ คำนึง เป็นกิจกรรมท่สี ่งเสริมให้เกิดความคดิ และแสดงความรู้สึก
ตอ่ สิ่งเร้าท่กี ำหนดให้ เพอื่ ฝกึ ให้เป็นคนกล้าคิด กลา้ เลน่ กับจินตนาการของตนเอง และพรอ้ มกับพยายามสร้าง
จนิ ตนาการ ให้เป็นผลสำเรจ็ หรอื ผลิตเปน็ ผลงานได้จดุ มงุ่ หมายของกิจกรรมน้ี คือ
2.1 สง่ เสริมความกลา้ คิด กลา้ เดาอย่างอสิ ระ
2.2 ส่งเสรมิ ความคิดอเนกนัย
2.3 ส่งเสรมิ ใหบ้ รรยายความรู้สกึ และความคิดของตนเอง
2.4 ส่งเสรมิ ความมีอารมณข์ ัน
2.5 สง่ เสรมิ จนิ ตนาการ
2.6 ฝึกความว่องไวในการสังเกต
ตัวอย่างกิจกรรม เช่น กิจกรรมสงสัยให้ทาย โดยให้ทายวัตถุในถุง กิจกรรมตั้งชื่อ
นำ้ หอม กจิ กรรมแต่งเรอื่ งจากหวั ขอ้ ท่ีสมมติขน้ึ เชน่ หัวข้อ “แมวไม่กนิ ปลา” เปน็ ตน้
3. กิจกรรมสร้างสรรค์ทางศิลปะ เป็นกิจกรรมที่เหมาะสมกับความสนใจ
ความสามารถและสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กเป็นอย่างยิ่ง กิจกรรมสร้างสรรค์ทางศิลปะจึงไม่เพียงแต่
ส่งเสริมการประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือ–ตา และการผ่อนคลายความเครียดทางอารมณ์ที่อาจมี
เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมความคิดอิสระ ความคิดจินตนาการ ฝึกการรู้จักทำงานด้วยตนเอง และฝึกการ
แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ทั้งแนวทางแนวคิดและการกระทำ ซึ่งถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานศิลปะ และ
นำไปสูก่ ารเขียนการอา่ นอย่างสรา้ งสรรค์ตอ่ ไป จดุ มุ่งหมายของกจิ กรรมน้ี คอื
3.1 ส่งเสริมความคิดอิสระ
3.2 สง่ เสริมความม่นั ใจ กล้าคิด กล้าแสดงออก
3.3 ส่งเสริมความคิดริเริ่ม ความคิดละเอียดลออ ความคิดยืดหยุ่น ความคิด
คล่องตวั หรือความคิดอเนกนัย
3.4 ส่งเสรมิ ความคดิ จนิ ตนาการ
3.5 สง่ เสริมให้เด็กสร้างผลงานข้นึ
ตัวอย่างกิจกรรมทางศิลปะ ได้แก่ การวาดภาพ เช่น วาดภาพตามความพอใจ การ
วาดภาพจากประสบการณ์ การวาดภาพจากการฟังนิทาน การวาดภาพจากเสยี งเพลง หรอื การวาดภาพจากส่ิง
เร้าทกี่ ำหนด เป็นตน้
4. กจิ กรรมสร้างสรรคท์ างการประดิษฐ์ เปน็ กจิ กรรมทีส่ ง่ เสริมความคิดสร้างสรรค์ได้
เป็นอย่างดี ส่งเสริมให้เด็กคิดจินตนาการ และสร้างจินตนาการออกมาเป็นผลงาน ดังที่กล่าวว่า บุคคลที่มี
ความคิดสรา้ งสรรค์จะไมเ่ พยี งแต่คิดแลว้ เฉย แต่คิดแลว้ พยายามหาทางให้ความคิดเกดิ เปน็ ผลงานขึ้นมา ดังนัน้
การประดิษฐ์จึงมักรวมเอาความคิดในเรื่องการต่อเติม ตัดออก ปรับขยาย ทำให้ใหญ่ ทำให้เล็กลง แต่งเติม
แต้มสี ทำให้เคลื่อนไหวได้ หรือใช้แทนกันได้ สิ่งเหล่านี้จึงมักอาศัยการฝึกฝน ฝึกหัด ลงมือปฏิบัติจริงเพ่ือ
กระตุ้นความสนใจ และสามารถต่อโยงความคิด ความสนใจต่อไป สามารถปฏิบัติคิดค้นงานที่ต้องอาศัย
ความคดิ ความชำนาญในระดับสงู ข้ึนไป จดุ มงุ่ หมายของกจิ กรรมนค้ี ือ
4.1 สง่ เสรมิ ความคดิ และการถ่ายทอดออกมาเปน็ ผลงาน
4.2 ฝึกการแก้ปญั หา
4.3 ฝกึ ความขยัน ชา่ งคิด ช่างทำ
4.4 สง่ เสริมความเป็นนกั ประดษิ ฐ์ คิดค้น
4.5 ฝกึ การทำงานด้วยตนเองตามลำพงั
ตัวอย่างกิจกรรม เช่น ให้นักเรียนคิดประดิษฐ์เศษวสั ดุที่เลือก และแต่งเติม แต้มสี
ตามใจชอบ
5. กิจกรรมสร้างสรรค์ทางดนตรี และการเคลื่อนไหว เป็นกิจกรรมท่ีสง่ เสริมการฟัง
อย่างสรา้ งสรรค์ คิดจินตนาการและถ่ายทอดออกมาอย่างอิสระเป็นการบรรยาย เขียน หรือแสดงท่าทางและ
กิจกรรมการเคล่ือนไหวต่าง ๆ เช่น ให้เด็กฟังเสียงเพลงแลว้ บอกความรู้สึก หรือต่อเติมประโยคให้สมั พันธ์กับ
ประโยคต้น หรอื แสดงท่าทางตามจินตนาการของตนเอง จุดม่งุ หมายกจิ กรรมนี้ คอื
5.1 ฝึกความซาบซึ้งในดนตรี และสามารถแสดงออกด้วยการบรรยายแสดง
ท่าทางใหส้ มจรงิ
5.2 ฝึกคดิ จนิ ตนาการในการแสดงตามบททกี่ ำหนด
5.3 ฝึกความกลา้ ในการคดิ การแสดงออก
5.4 ฝึกความไวในการสงั เกต
5.5 ฝกึ ความเชอ่ื ม่นั ในตนเอง
ตัวอยา่ งกิจกรรม เช่น ให้นกั เรียนฟงั สียงจากเทป แลว้ บอกหรอื บรรยายว่าเสียงท่ีได้
ยนิ ทำใหน้ ึกถึงอะไร
อารีย์ รังสินันท์ (2540, หน้า 34 อ้างถึงใน มัณฑณี คัมภีรพงศ์, 2549, หน้า 25-26) กล่าวว่า
ความคิดสร้างสรรค์ไม่สามารถบังคับให้เกิดขึ้นได้ แต่สามารถส่งเสริมให้เกิดขึ้นได้ ซ่ึง
เปรียบเสมือนกับชาวนาที่สามารถทำใหต้ ้นพืชงอกงามมาจากเมล็ดได้ก็ต่อเมื่อจัดสิง่ แวดล้อมให้พอเหมาะ ทั้ง
อากาศ น้ำ และดิน เมล็ดพืชนั้นจึงจะงอกงามได้ ความคิดสร้างสรรค์ก็เช่นเดียวกันสามารถเสริมสร้างขึ้นได้
ด้วยการจดั สภาพการณแ์ นวทางทเ่ี หมาะสมและถูกตอ้ งในการส่งเสริมความคดิ สรา้ งสรรค์ ดังนี้
1. การสร้างความรูส้ ึกปลอดภัยทางจติ ซึ่งจะสรา้ งได้ด้วยกระบวนการที่สัมพนั ธ์กนั
3 อยา่ ง คือ
1.1 ยอมรบั ในคุณคา่ ของแต่ละบุคคลอย่างไม่มีเงือ่ นไข ครู พอ่ แม่ หรือบุคคลอ่ืน
ๆ ที่เกี่ยวข้องกบั เด็กต้องยอมรับในความสามารถของเดก็ แต่ละคน และเชื่อมัน่ ในตัวเดก็ อย่างไม่มีเงื่อนไข ทำ
ใหเ้ ดก็ เกดิ ความรู้สกึ ปลอดภัย เรมิ่ เรียนรูว้ ่าตนสามารถจะเป็นอะไรกไ็ ดท้ ่ีจะเป็นโดยไม่ต้องแสร้ง การท่ีพ่อแม่
หรือครูมีข้อจำกัดตา่ ง ๆ น้อยทำใหเ้ ด็กสามารถค้นพบสิง่ ต่าง ๆ ที่มีคุณค่าหรือมีความหมายสำหรับตน กล้าท่ี
จะลอง และสร้างความสำเร็จใหม่ ๆ ใหแ้ ก่ตนเอง และทำไดเ้ องโดยไม่มใี ครกระตุ้น กล่าวอีกอยา่ งหน่ึงก็คือเขา
กำลงั มุ่งไปสกู่ ารคดิ แบบสร้างสรรค์
1.2 สร้างสรรค์บรรยากาศที่ไม่ต้องมกี ารวัดผลและประเมนิ ผลจากภายนอก เมื่อ
ไม่มีการวัดผลและประเมินผลจากภายนอกหรือมาตรฐานอ่ืน ๆ ก็จะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกเปน็ อิสระเป็นตัว
ของตัวเอง และกล้าแสดงออกทั้งความคิด และการกระทำอย่างสร้างสรรค์ได้ โดยทั่วไปการวัดผลมักจะ
หมายถึงการข่มขู่ทำให้เด็กกลัว ซึ่งทำให้เด็กเกิดความต้องการที่จะป้องกันตนเอง และหมายความว่าผลของ
การกระทำบางส่วนจะตอ้ งถูกปฏิเสธว่าไม่รู้ แต่ถา้ ผลการกระทำนี้ถูกประเมนิ จากเกณฑ์ภายนอกดีกว่า เด็กจะ
ไม่ยอมรับว่าเขาเคยมคี วามเกลียดชังต่อการกระทำนัน้ มาก่อน ถ้าการวัดผลออกมาว่าการกระทำนั้นไม่ดี เด็ก
จะไม่ยอมรับว่าน่ันเป็นการกระทำของตัวเด็กเอง หรือเป็นส่วนหนึ่งของเขา แต่ถ้าไม่มีการประเมินผลโดยใช้
เกณฑ์จากภายนอกแล้ว เดก็ สามารถท่ีจะเปิดใจกว้างต่อประสบการณ์ของตนเอง ยอมรบั ในส่ิงท่ีตนเองทำทั้ง
ชอบและไมช่ อบ ยอมรบั ในธรรมชาตขิ องวตั ถแุ ละปฏกิ ริ ิยาตอบสนองของตนเองที่มตี อ่ วัตถนุ ัน้ เด็กจะเร่ิมรู้จัก
ประเมนิ ผลด้วยตนเอง ซง่ึ หมายถึงวา่ เด็กกำลังกา้ วไปส่กู ารสร้างความรู้สึกนกึ คดิ อย่างสรา้ งสรรค์
1.3 ความเข้าใจซึ่งเป็นสิ่งสำคัญการสร้างความรู้สึกปลอดภัยสำหรับประการ
สุดท้าย ถ้าเราบอกใครสักคนว่ายอมรับเขา แต่เราไม่รู้อะไรในตัวเขาเลย จะแสดงให้เห็นว่าเป็นการยอมรับ
อยา่ งตน้ื ๆ และคน ๆ นน้ั ก็ตระหนกั ดีกว่าการยอมรับเขาตอ้ งเปล่ียนไปเมื่อเรารู้อะไรเก่ียวกับตวั เขา แต่ถ้าเรา
เข้าใจเขา เห็นใจเขาและเข้าใจความรู้สึกของเขา เข้าไปสู่โลกส่วนตัวของเขาและมองมันอย่างที่เขามองและ
ยงั คงยอมรับเขาอยู่ จะทำใหเ้ ขาเกดิ ความรสู้ ึกปลอดภยั บรรยากาศอยา่ งน้ีจะทำใหเ้ ขายอมรับตัวของเขาจริง ๆ
และแสดงออกต่าง ๆ ของเขา รวมท้งั การสรา้ งสรรคส์ ่งิ แปลก ๆ ที่เกยี่ วข้องสมั พันธก์ บั โลกของเขาดว้ ย
2. ความเปน็ อสิ ระทางจิต เม่ือครู พ่อแมแ่ ละบุคคลอ่นื ๆ ทีเ่ ก่ยี วข้องกับเด็กยอมรับ
ในการแสดงอยา่ งอสิ ระของเด็กแต่ละคน นั่นเปน็ การสง่ เสรมิ ความคิด+0สร้างสรรค์แล้ว การยอมรบั นี้เป็นการ
ให้อิสรภาพแกท่ ุกคนในการที่จะคิด รู้สึกเกี่ยวกับอะไรก็ตามท่ีอยู่ในตัวเขาเป็นการส่งเสริมความเปิดเผย การ
แสดงออกและการรับรู้ การสร้างสังกัป (มโนทัศน์) และความหมายโดยตนเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความคดิ
สร้างสรรค์
Torrance (1964, pp. 56–58 อ้างถึงใน ทัศนีย์ ดีเลิศ, 2551, หน้า 57-58) ได้กล่าวถึงหลัก 5
ประการ ในการสง่ เสริมความคิดสรา้ งสรรค์ ดงั น้ี
1. ยอมรบั คำถามของเดก็ ไดแ้ ก่ การตอบคำถามของเดก็ อยา่ งเพยี งพอหลายคร้ังเด็ก
มักจะถามคำถามแปลก ๆ ค าถามที่หาคำตอบไม่ได้ แต่ผู้ใหญ่ก็ต้องยอมรับว่า คำถามเหล่านั้นเป็นเหมือน
คำถามธรรมดา และแสดงความชื่นชมผู้ใหญ่ที่ตอบสนอง โดยการขู่หรือหลบเลี่ยงจะทำลายความสนุก
เพลิดเพลินทีจ่ ะค้นหาคำตอบ และการแก้ปญั หา ควรจะส่งเสริมให้เด็กไดว้ เิ คราะห์ และหาคำตอบที่แตกต่าง
ของเดก็ แต่ละคน
2. ยอมรบั ความคิดเชงิ จนิ ตนาการ และผิดธรรมดาของเดก็
3. แสดงให้เหน็ วา่ ความคิดเหลา่ นัน้ ของเดก็ มีคณุ ค่า
4. จัดหาโอกาสใหเ้ ดก็ ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ขณะเดยี วกนั ผู้ใหญ่ กแ็ สดงออกถึงความ
เช่ือถือไว้วางใจในตัวเดก็ สำหรับในเรอ่ื งนี้มีหลกั การเรยี นรู้ข้อหนงึ่ กล่าวไวว้ า่ “ทำให้ผู้เรียนรู้สึกต่ืนตัวและทำ
กิจกรรมด้วยตัวของเขาเอง และจะไม่บอกเขาเลยว่าเขาสามารถเรียนด้วยตัวของเขาเอง” ลักษณะอย่างหนงึ่
ของบคุ คลทม่ี ีความคิดสร้างสรรค์ คอื ความสามารถในการเร่ิมตน้ ด้วยตวั ของเขาเอง ได้มกี ารวิจัยและค้นคว้า
ในเรื่องนี้ และพบว่าเด็กเกือบทุกคนมีคุณสมบตั ิให้คงอยู่ต่อไปได้อยา่ งไร เพราะว่ามันจะถูกกีดขวางด้วยการ
ควบคุมอย่างใกล้ชิดทุกขัน้ ตอน สิ่งที่ครูจะทำได้ในเรื่องน้ีก็คือ สอนเนื้อหาให้น้อยลง และจัดให้มีเวลามากขึน้
สำหรับการเรยี นรู้ด้วยตนเองเพื่อการคดิ อยา่ งสรา้ งสรรคเ์ กี่ยวกบั วชิ าน้นั ๆ
5. ให้เวลาท่ปี ฏบิ ตั กิ ารเรียนรู้ โดยปราศจากการวัดผล ผูเ้ รียนต้องการชว่ งเวลาท่ีเขา
สามารถเรียนโดยไม่ต้องเกรงว่า จะมผี ลตอ่ คะแนน หรือการประเมินผล การวดั ผลจากภายนอก ซ่งึ ไดแ้ ก่ การ
วดั ผลการเรยี นของผเู้ รียน โดยใชค้ ะแนนเป็นเครื่องตัดสินดว้ ยวิธีการใด ๆ ก็ตาม เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุ
จุดมุ่งหมายของการเรียนอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกว่าถูกขู่เข็ญให้ตอบหรือแสดงออกไปตาม
แนวทางที่ครูต้องการ ผู้เรียนจะกลัวครูตำหนิหรือถูกตำหนิหรือถูกตัดคะแนน จึงเกิดความรู้สึกที่จะป้องกัน
ตนเอง โดยผู้เรยี นจะไม่แสดงออกถึงความคิด หรือประสบการณ์ในเรือ่ งนั้น ๆ ของตน ความรู้สกึ นี้ จะค่อย ๆ
สะสมจนกระทั่งเม่ือเกิดปัญหาใด ๆ ขึ้น ผู้เรียนจะรู้สกึ ท้อแท้ที่จะขบคิดแก้ปัญหา เพราะคิดว่าถึงทำไปกไ็ ม่มี
ประโยชน์ นอกจากจะลา่ ช้ากวา่ คนอน่ื แล้วยงั อาจถกู เพ่งเลง็ อกี ด้วย
สุคนธ์ สนิ ธพานนท์ และคณะ (2551, หน้า 34-35) ไดก้ ล่าวถึงความคดิ สรา้ งสรรค์ ดังน้ี
1. จัดบรรยากาศห้องเรียนให้นักเรียนรู้สึกอิสระไม่ถูกควบคุมด้วยระเบียบ วินัย
นักเรียนสามารถแสดงความคิดใหม่ ๆ แปลก ๆ ของตนเอง เมื่อนักเรียนมีอิสระในการคิด การ
ตัดสินใจ ย่อมทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์
2. ส่งเสรมิ ใหน้ ักเรยี นถามและสนใจตอ่ คำถามแปลก ๆ ของนกั เรียน ด้วย
การตอบคำถามอย่างมชี ีวิตชวี า ครไู ม่เนน้ คำตอบทถี่ ูกเพียงคำตอบเดียว เพราะในการแก้ปญั หานั้นนักเรียนจะ
ใชว้ ิธีเดาบา้ งกค็ วรยอมและควรกระตุ้นให้นกั เรียนได้วเิ คราะห์ ซง่ึ จะนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์
3. ส่งเสริมให้นักเรียนตอบคำถามชนิดปลายเปิดที่มีความหมาย ไม่มีคำตอบท่ี
แนน่ อนตายตัว คำถามลักษณะน้ีจะสนับสนุนให้นักเรียนค้นคว้าหาความรู้หาข้อมลู จากแหล่งตา่ ง ๆ มากข้ึน
4. สนับสนนุ ใหน้ กั เรียนรมู้ ากขึน้ โดยใหข้ อ้ มลู ข่าวสารทีจ่ ะกระตนุ้ ให้นักเรียนมีความ
สนใจที่เรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง ชื่นชมนักเรียนที่พยายามเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นกำลังใจแก่
นักเรียนและเป็นส่วนผลักดันให้นักเรียนริเริ่มในกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างอิสระและคิดหาวิธีการ
แปลกใหม่ท่จี ะทำให้บรรลผุ ลการเรยี นรตู้ ามเปา้ หมาย
5. ส่งเสริมให้นักเรียนใช้จินตนาการของตนเองและยกย่องชมเชย เม่ือ
นักเรียนมีจินตนาการที่แปลกกว่าผู้อื่น ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงการมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หรือชื่นชม
ผลงานของนักเรียนทีม่ กี ารพัฒนาชิ้นงานท่ีแปลกใหม่และเปน็ ประโยชน์
6. ส่งเสริมกระบวนการคิดสร้างสรรค์โดยช่วยให้นักเรียนหาความสัมพันธ์ระหว่าง
ข้อมลู ในรปู แบบทีแ่ ปลกใหม่ และมีความกลา้ เสี่ยงทางสติปัญญา
สรปุ ได้วา่ ความคิดสรา้ งสรรคส์ ามารถส่งเสรมิ ไดท้ ั้งทางตรง และทางอ้อม โดยการจดั ประสบการณ์
หรอื กจิ กรรมต่าง ๆ ภายในหอ้ งเรยี น ซ่ึงสามารถจัดกจิ กรรมได้อยา่ งหลากหลาย โดยเฉพาะกิจกรรมสรา้ งสรรค์
ทางศิลปะเป็นกจิ กรรมหน่ึงที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยมากที่สดุ ส่งิ สำคัญอกี ประการหนึ่งในการ
ส่งเสริมความคดิ สร้างสรรค์ คอื การจัดบรรยากาศให้เดก็ รู้สึกอสิ ระในการคดิ พดู และแสดงการกระทำ โดยครู
มีหน้าที่คอยกระตุ้น และให้คำแนะนำช่วยเหลอื ใหเ้ ด็กรู้จักคิด และแก้ปัญหาด้วยตนเอง ซึ่งส่งผลให้ความคิด
สรา้ งสรรคพ์ ฒั นาขึ้นได้
8. บทบาทของครใู นการส่งเสริมความคดิ สรา้ งสรรค์
การสง่ เสริมความคิดสร้างสรรค์ ได้มีนักการศกึ ษากลา่ วถึงบทบาทของครูไวด้ งั น้ี
บปุ ผา บญุ รัตน์ (2541, หน้า 43) ใหค้ วามเห็นวา่ บทบาทของครูในการสง่ เสริมความคดิ สร้างสรรค์
ของเด็กปฐมวัยมี ดังน้ี
1. จัดให้เด็กมีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาทั้งโดยลำพังและในกลุ่มในการคิด
แก้ปัญหาของเดก็ นั้น เดก็ ปฐมวัยมักชา่ งซักถาม ผู้ใหญ่จะต้องเตม็ ใจตอบคำถามของเด็ก ให้ขอ้ มูลท่ถี ูกต้องและ
เพียงพอทีส่ ดุ ตามวุฒภิ าวะของเด็ก ช่วยชี้แนะเด็กในการแก้ปญั หา ควรหลีกเลย่ี งการบอก
2. สง่ เสริมให้เด็กได้ทดลองความคิดใหม่ ๆ และใชจ้ นิ ตนาการในการเล่น เดก็ ควรได้
เลน่ ของเลน่ ไดห้ ลายแบบ จะเป็นการช่วยพัฒนาความสามารถในการสำรวจ คน้ ควา้ ทดลอง และคน้ พบสง่ิ ใหม่
ๆ เชน่ เลน่ ไมบ้ ลอ็ ก เลน่ ทราย เล่นน้ำ และการเล่นในมุมต่าง ๆ
3. จดั กิจกรรมทางภาษา ช่วยใหเ้ ด็กปฐมวยั พัฒนาท้ังความสามารถใน การ
ใช้ภาษาและความคิดสร้างสรรค์ ช่วยให้เด็กคดิ ไดห้ ลายทิศทางและมีความพอใจสนุกสนาน เชน่ การฟังนิทาน
เรอ่ื งราวต่าง ๆ ใหค้ รเู ลา่ ไม่ให้จบ ใหเ้ ด็กแสดงความคิดเห็นว่าจบอย่างไรหรือใหเ้ ด็กเล่าเรอ่ื งต่อจนจบ
4. จัดกิจกรรมศิลปะ ดนตรี การเคลื่อนไหว การสวมบทบาท และการแสดงละคร
ซึ่งเป็นสื่ออย่างดที ี่จะใหเ้ ดก็ แสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์
ดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา (2536, หนา้ 35) ได้กลา่ วถึง การสร้างบรรยากาศเพือ่ เสริมสร้างความคิด
สรา้ งสรรคไ์ ว้ ดงั น้ี
1. สร้างรากฐานความปลอดโปรง่ ทางใจ ใหเ้ ดก็ ร้สู ึกอิสระ ไมม่ ีความกดดนั ใด ๆ
2. ให้ความรักแก่เด็ก ให้เด็กพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองตามลักษณะความ
แตกตา่ งระหว่างบุคคล
3. ไม่อวดรูแ้ ต่พร้อมที่จะค้นคว้าหาคำตอบไปพรอ้ ม ๆ กับเดก็ ๆ
4. สร้างบรรยากาศถ้อยทีถ้อยอาศัย และกระตุ้นให้นักเรียนทำงานให้สำเร็จ โดยใช้
วธิ กี ารทีห่ ลากหลาย
5. ให้ความสำคญั กบั คำถามทุกคำถาม และพยายามใหเ้ ด็กใชค้ วามคดิ หรอื ต้งั คำถาม
ให้ตวั เองสามารถถ่ายทอดความคดิ ออกมาได้
6. ควรสร้างสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียน ไม่ให้มีความผูกพันทางใจ อันแน่นหนา
ระหว่างครกู ับเด็ก คือ ไม่ใหเ้ ดก็ ยดึ ติดกบั ครูมากเกินไป
7. ปลอ่ ยให้เดก็ แต่ละคนได้พฒั นาทกั ษะและความสามารถในการปรบั ตนเองด้วยลำ
แข้งของตวั เองตามกำลงั ความสามารถ โดยไมต่ ้องคอยเป็นกำลังใจ
8. ใหค้ ำชมเชยยกย่องผลงานความคิดสร้างสรรค์ของเด็กแต่ละคน แมผ้ ลงานน้ันจะ
เล็กนอ้ ยหรือดูไม่แปลกอะไรเลยสำหรับครู
สรุปได้ว่า ครูมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความคิดสรา้ งสรรค์ของเด็ก ดังนัน้ ครูควรเปิดโอกาส
ให้เด็กใช้ความคิดที่แปลกใหม่ ค้นควา้ ทดลอง และเล่นนอกเรอื่ งบา้ ง พยายามใช้คำถามปลายเปิด ส่งเสริมให้
เด็ก ไม่ควรมุง่ คำตอบท่ีถูกเพียงอย่างเดียว ให้เด็กไดแ้ ก้ปัญหาทั้งโดยกลุ่มและรายบคุ คล สนใจที่กระบวนการ
ทำงานของเด็กมากกว่าผลงาน รวมท้ังกระต้นุ และสง่ เสริมให้เดก็ เรียนรดู้ ว้ ยตนเอง ครอู าจเปลยี่ นบทบาทเป็นผู้
ชี้แนะ ลดการอธิบายและบรรยายลง ให้เด็กได้ใช้จินตนาการของตนเอง และยกย่องชมเชย เมื่อเด็กมี
จินตนาการท่ีแปลกและมีคุณค่า ซึ่งการจัดกิจกรรมศิลปะ ดนตรี การเคลื่อนไหว การสวมบทบาทและการ
แสดงละครเปน็ สอื่ ทด่ี ที ี่จะใหเ้ ดก็ แสดงออกทางความคิดสรา้ งสรรค์
9. การวดั ความคดิ สรา้ งสรรค์
การวดั ความคิดสร้างสรรค์ มหี ลากหลายวธิ ีการดังทมี่ ผี ูเ้ สนอไว้ ดงั นี้
อารี พันธ์มณี (2543, หน้า 199–202) กล่าวว่า การวัดความคิดสร้างสรรค์มีจุดมุ่งหมายทาง
การศึกษาประการหนึ่ง คือ เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และสร้างผลงานที่มี
คุณค่าทั้งต่อตนเองและต่อสังคม โดยส่วนรวม การศึกษาในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ได้พยายามศึกษาและ
พัฒนาเปน็ ลำดับ โดยเฉพาะการวัดความคดิ สร้างสรรคข์ องเด็ก ซึง่ พอสรุปได้ดงั น้ี
1. การสังเกต หมายถึง การสังเกตพฤติกรรมของบุคคลที่แสดงออกเชิงสร้างสรรค์
ได้ศึกษาแบบต่าง ๆ ของความคดิ จินตนาการ และใช้วิธีการวัดวธิ ีหนึ่งในหลาย ๆ วิธีการ เขาพยายามท่ีจะวัด
ความคิดจินตนาการของเด็กจากพฤติกรรมการเล่น และการทำกิจกรรม โดยการสังเกตพฤติกรรมการ
เลียนแบบ การทดลอง การปรับปรุง และตกแต่งสิ่งต่าง ๆ การแสดงละคร การใช้คำอธิบายและ
บรรยายให้เกิดภาพพจนช์ ดั เจน ตลอดจนการเลา่ นทิ าน การแตง่ เรื่องใหม่ การเลน่ และคิดเกมใหม่ ๆ
ตลอดจนพฤติกรรที่แสดงความรูส้ กึ ซาบซ้งึ ตอ่ ความสวยงาม เป็นต้น
2. การวาดภาพ หมายถงึ การใหเ้ ด็กวาดภาพจากสงิ่ เร้าทกี่ ำหนด เป็นการถ่ายทอด
ความคิดสร้างสรรค์ออกมาเป็นรูปธรรม และสามารถสื่อความหมายได้ดังที่ Torrance ได้ใช้วิธกี ารให้เด็กวาด
ภาพ พร้อมกับให้อธิบายประกอบภาพที่กำลังวาด โดยใช้สิ่งเร้าที่เป็นวงกลมสี่เหลี่ยม และพิจารณาความคิด
สรา้ งสรรค์ ในแงข่ องความคิดแปลกใหม่ไม่ซ้ำแบบ และความละเอยี ดลออในการตกแตง่ ภาพ เป็นต้น
3. การใช้รอยหยดหมกึ (Inkblots) หมายถงึ การให้เด็กดภู าพรอยหยดหมกึ แล้วคิด
ตอบจากภาพที่เดก็ เหน็ Kirkpatrick ได้ใช้รอยหยดหมึกโดยให้เด็กดูภาพแล้วตอบโดยไมจ่ ำกัด ให้อิสระในการ
คิดฝนั ตอบไดเ้ ต็มที่ สว่ นคำสงั่ กส็ ้ัน ๆ ไม่เฉพาะเจาะจง และส่ิงเรา้ รอยหยดหมกึ กเ็ ป็นแบบคลุมเครือไม่ชัดเจน
คำตอบของเด็กจะได้รับพิจารณาจากความสามารถในการคิดประดษิ ฐ์ อารมณ์ ความรู้สึก และความสามารถ
ในการรับรู้ตอ่ รอยหยดหมึก
4. การเขยี นเรียงความและงานศิลปะ หมายถงึ การให้เด็กเขยี นเรียงความจากหัวข้อ
ทกี่ ำหนด และการประเมนิ งานศิลปะของนกั เรยี น ดังท่ี Torrance ไดค้ ดิ คน้ วิธใี ห้เดก็ เขียนเรยี งความจากเรื่อง
ทค่ี าดไมถ่ งึ โดยกำหนดหวั ข้อใหเ้ ขยี น เช่น “ผู้ชายท่ีร้องไห้” “ครูท่ไี ม่พูด” “สนุ ัขทีไ่ ม่เหา่ ” เป็นตน้ ซ่ึงปรากฏ
ว่าเขาพบความคิดแปลกใหม่ และน่าสนใจจากความคิดจินตนาการ และมีอารมณ์ขันของเด็กจากสิ่งที่เด็กได้
เขียนออกมา
5. การใช้แบบทดสอบ หมายถึง การให้เด็กทำแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์
นับเป็นพัฒนาการของการวัดความคิดสร้างสรรค์ในขั้นต่อมา คือ การใช้แบบทดสอบมาตรฐานซึ่งเป็นผลมา
จากการวจิ ยั ทีเ่ กี่ยวกับธรรมชาตขิ องความคิดสรา้ งสรรค์แบบทดสอบความคิดสรา้ งสรรคม์ กี ารกำหนดด้วยเวลา
ปัจจุบันเป็นท่ีนิยมใช้กันมาก เช่น แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของกิลฟอร์ด แบบทดสอบความคิด
สร้างสรรค์ของทอแรนซ์ นอกจากนีย้ งั มีแบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ที่มีผู้คิดค้นข้ึนมา เพื่อวัดความคดิ
สรา้ งสรรค์หลายรปู แบบ ดงั ตอ่ ไปน้ี
5.1 แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์จากผลการวาดภาพ TCT–DP (The Test
for Creative Thinking–Drawing Production) ของ Jellen and Urban เปน็ แบบทดสอบที่ใชก้ ระดาษและ
ดินสอ โดยใช้ทดสอบเปน็ รายบุคคล หรือเปน็ รายกลุ่มบคุ คล ซึ่งกำหนด
รูปแบบ ดังนี้
1) สิ่งที่กำหนดเป็นสิ่งเร้าที่จัดเตรียมไว้ในรูปแบบของชิ้นส่วนเล็กๆ ที่มี
ขนาดและรูปแตกต่างกันหลาย ๆ อย่าง เช่น รูปครึ่งวงกลม รูปมุมฉาก รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสแบบไม่สมบูรณ์ รูป
รอยเสน้ ประ รปู เสน้ โคง้ คล้ายตัว S ซึง่ ประกอบอยู่ดา้ นในและด้านนอกของกรอบสี่เหลยี่ มใหญ่
2) การตอบสิ่งเร้าผู้ถูกทดสอบสามารถตอบสนองได้อย่างอิสระตาม
จนิ ตนาการ โดยการวาดภาพข้นึ มาภายในขอบเขตของช่วงเวลาทก่ี ำหนดให้และมีเกณฑ์สำหรับยดึ ถือเป็นหลัก
ในการประเมนิ คณุ ค่าความคดิ สร้างสรรคจ์ ากภาพวาดทงั้ หมด 11 เกณฑ์ ดังน้ี
2.1) การต่อเติม (cn) ชิ้นส่วนที่ได้รับการต่อเติม (ครึ่งวงกลม จุด มุม
ฉาก เส้นโค้ง เส้นประ ส่ีเหลีย่ มจตั รุ ัสเลก็ ปลายเปิดนอกกรอบสี่เหล่ียมใหญ)่ จะได้คะแนน การต่อเติม
ชิน้ สว่ นละคะแนนสงู สุด คอื 6 คะแนน
2.2) ความสมบรู ณ์ (cm) หากมีการตอ่ เติมจากเดมิ ในข้อ 1 ใหเ้ ต็มหรือ
ให้สมบูรณ์มากข้ึน จะได้คะแนนชิ้นสว่ นละ 1 คะแนน ถ้าต่อเติมภาพโดยใช้รูปท่ีกำหนด 2 รูป มารวมเป็นรูป
เดียว เช่น โยงเปน็ รูปบ้าน ตอ่ เปน็ อฐิ ปลอ่ งไฟ เป็นตน้ ให้ 1 คะแนน คะแนนสงู สดุ ในข้อนี้ คอื 6 คะแนน
2.3) ภาพที่สร้างขึ้นใหม่ (ne) ภาพหรือสัญลักษณ์ที่วาดขึ้นใหม่
นอกเหนือจากขอ้ 1 และข้อ 2 จะไดค้ ะแนนเพิ่มอกี ภาพละ 1 คะแนน แตภ่ าพท่ีวาดซ้ำหลาย ๆ ภาพเหมือน ๆ
กัน เชน่ ภาพปา่ ทม่ี ีจำนวนตน้ ไม้หลาย ๆ ต้น ซ้ำ ๆ กนั จะให้ 2–3 คะแนน คะแนนสูงสุดของ
ขอ้ น้ี คือ 6 คะแนน
2.4) การต่อเนื่องด้วยเส้น (ci) แต่ละภาพหรือสว่ นของภาพ ทั้งภาพท่ี
สรา้ งข้ึนใหม่ในขอ้ 3 หากมีเส้นลากโยงเข้าด้วยกัน ทัง้ ภายในและภายนอกกรอบจะให้คะแนนการโยงเสน้ เส้น
ละ 1 คะแนน คะแนนสงู สุดในข้อน้ี คอื 6 คะแนน
2.5) การต่อเนื่องที่ท าให้เกิดเรื่องราว (cth) ภาพใดหรือส่วนใดของ
ภาพที่ทำให้เกิดเป็นเรื่องราว หรือเป็นภาพรวมจะได้อีก 1 คะแนน ต่อ 1 ชิ้น การเชื่อมโยงนี้อาจเป็นการ
เชื่อมโยงด้วยเส้น จากข้อ 1 หรือไม่ใช้เส้นก็ได้ เช่น เส้นประของแสงอาทิตย์ เงาต่าง ๆ การแตะกันของภาพ
ความสำคญั ที่การต่อเติมนั้น ทำให้ไดภ้ าพที่สมบรู ณ์ตามความหมายของผู้ถกู ทดสอบตั้งชอื่ ไว้ คะแนนสูงสุดใน
ขอ้ นี้ คือ 6 คะแนน
2.6) การข้ามเส้นกัน้ เขตโดยการใชช้ ิ้นส่วนทีก่ ำหนดให้ นอก
กรอบ (bfd) การตอ่ เตมิ หรือโยงเส้นปดิ รูปสเี่ หลย่ี มจัตรุ ัสปลายเปิด ซงึ่ อยนู่ อกกรอบสี่เหลย่ี มใหญ่ จะได้คะแนน
6 คะแนนเตม็
2.7) การข้ามเส้นกั้นเขตอย่างอิสระ โดยไม่ใช้ส่วนที่กำหนดให้นอก
กรอบใหญ่ (bfi) การต่อเตมิ โยงเส้นออกไปนอกกรอบ หรอื การวาดภาพนอกกรอบสี่เหลี่ยมใหญ่ จะได้คะแนน
6 คะแนนเต็ม
2.8) การแสดงความลึก ใกล้–ไกล หรือมิติของภาพ (pe) ภาพท่ี
วาดให้เห็นส่วนลึก มีระยะใกล้–ไกล หรือวาดภาพในลักษณะ 3 มิติ ให้คะแนนภาพละ 1 คะแนน หากภาพท่ี
ปรากฏเปน็ เรือ่ งราวทัง้ ภาพ แสดงความเปน็ สามมิตมิ ีความลึก หรอื ใกล้–ไกล ใหค้ ะแนน 6 คะแนนเต็ม
คะแนนสูงสดุ ในขอ้ น้ี คอื 6 คะแนน
2.9) อารมณ์ขัน (hu) ภาพที่แสดงให้เห็นหรือก่อให้เกดิ อารมณ์ขัน จะ
ได้ช้นิ สว่ น 1 คะแนน หรอื ดูภาพรวม ถา้ ใหอ้ ารมณข์ นั มากกจ็ ะให้คะแนนมากขนึ้ เปน็ ลำดับภาพท่แี สดงอารมณ์
ขันนี้ประเมินจากผู้ทดสอบในหลาย ๆ ทาง เช่น ผู้วาดสามารถล้อเลียนตัวเองจากภาพวาด ผู้วาดผนวกชื่อท่ี
แสดงอารมณ์ขันเข้าไป หรือวาดเพิม่ เข้าไปและ/หรือผู้วาดภาพผนวกลายเส้นและภาษาเข้าไปเหมือนการวาด
ภาพการต์ ูนคะแนนสูงสดุ ของข้อน้ี คอื 6 คะแนน
2.10) การคดิ แปลกใหม่ ไม่คิดตามแบบแผน (uc) ภาพท่ีแสดงความคิด
ที่แปลกใหมต่ ่างไปจากความคิดปกตธิ รรมดาท่ัวไป มเี กณฑก์ ารให้คะแนน ดงั นี้
2.10.1) การวางหรือการใช้กระดาษแตกต่างไปจาก เมื่อวาง
กระดาษทดสอบใช้แบบปกติธรรมดา เช่น พับ หมุน หรือพลิกกระดาษไปข้างหลัง แล้วจึงวาดภาพให้ 3
คะแนน
2.10.2) ภาพทีเ่ ป็นนามธรรมหรอื ไมเ่ ป็นภาพของจรงิ เชน่ การใช้
สื่อทเ่ี ป็นนามธรรม หรอื สัตวป์ ระหลาดให้ 3 คะแนน
2.10.3) ภาพรวมของรูปทรง เครื่องหมายสัญลักษณ์ ตัวอักษร
หรอื ตัวเลข และ/หรือการใชช้ อื่ หรือภาพท่เี หมอื นการต์ นู ให้ 3 คะแนน
2.10.4) ภาพที่ต่อเติมไม่ใช้ภาพที่วาดกันแพร่หลายทั่วไปให้ 3
คะแนน แต่หากมกี ารตอ่ เตมิ ภาพในลักษณะต่าง ๆ ได้แก่ รูปครึง่ วงกลมต่อเป็นพระอาทติ ย์หน้าคนหรือวงกลม
รูปมุมฉากต่อเป็นบ้าน กล่อง หรือสี่เหลี่ยม รูปเส้นโค้งต่อเป็นงู ต้นไม้หรือดอกไม้ รูปเส้นประต่อเป็นถนน
ตรอก หรอื ทางเดนิ และรูปจุกทำเป็นตาของนกหรอื สายฝน รูปทำนองนตี้ อ้ งหักออก 1 คะแนน จาก 3 คะแนน
เต็ม ในขอ้ 10 น้ี แตไ่ มม่ คี ะแนนตดิ ลบ/คะแนนสูงสดุ ในขอ้ 10 นี้ คือ (a+b+c+d) เท่ากบั 12
2.11) ความเร็ว (sp) ภาพทใ่ี ช้เวลาวาดนอ้ ยกว่า 12 นาที จะ
ได้คะแนนเพ่มิ ดงั นี้
ตำ่ กว่า 2 นาที ได้ 6 คะแนน
ตำ่ กวา่ 4 นาที ได้ 5 คะแนน
ตำ่ กว่า 6 นาที ได้ 4 คะแนน
ตำ่ กวา่ 8 นาที ได้ 3 คะแนน
ตำ่ กว่า 10 นาที ได้ 2 คะแนน
เหมือนกันกับ ฉบับที่ 4 “ความหมายของภาพเส้น” เป็นการคิด
ความหมายของภาพเส้นและฉบับท่ี 5 “ความหมายของเสน้ ” เปน็ การคดิ ความหมายของเสน้ โดยมี
รายละเอยี ด ดังนี้
ฉบบั 1 พวกเดยี วกนั มี 4 ข้อ ดงั นี้
- ใหบ้ อกสิ่งท่มี ลี ักษณะกลมมาให้มากทีส่ ุด
- ใหบ้ อกส่ิงท่ีมสี ามารถทำใหเ้ กิดเสยี งไดใ้ ห้มากท่ีสดุ
- ให้บอกสง่ิ ทมี่ ลี กั ษณะเปน็ สเี่ หลยี่ มมาใหม้ ากทีส่ ดุ
- ใหบ้ อกสิง่ ที่เคลือ่ นทีไ่ ปไดโ้ ดยอาศัยลอ้ มาให้มากทีส่ ดุ
ฉบับ 2 ประโยชนข์ องส่งิ ของ มี 8 ขอ้ ดังน้ี
- ให้บอกวิธีใช้หนังสือพิมพใ์ ห้เป็นประโยชน์ด้วยวิธีแตกต่าง
กนั มาใหม้ ากทีส่ ุดเทา่ ทจ่ี ะมากได้
- ให้บอกวิธีใช้มีดให้เป็นประโยชน์ด้วยวิธีแตกต่างกันมาให้
มากท่สี ุดเท่าท่จี ะมากได้
- ให้บอกวิธีใช้ยางรถยนต์ ทั้งยางนอกและยางในให้เป็น
ประโยชน์ด้วยวธิ ีแตกต่างกันมาใหม้ ากทส่ี ุดเทา่ ทจ่ี ะมากได้
- ใหบ้ อกวธิ ใี ชจ้ ุกไมค้ อร์กให้เป็นประโยชนด์ ว้ ยวิธีแตกต่างกัน
มาใหม้ ากที่สดุ เท่าทจี่ ะมากได้
- ให้บอกวธิ ีใช้รองเท้าให้เปน็ ประโยชน์ด้วยวธิ ีแตกต่างกันมา
ใหม้ ากทส่ี ดุ เท่าท่ีจะมากได้
- ให้บอกวธิ ีใชก้ ระดมุ เส้อื ใหเ้ ป็นประโยชนด์ ว้ ยวธิ ีแตกต่างกัน
มาใหม้ ากท่สี ุดเทา่ ที่จะมากได้
- ให้บอกวิธีใช้กุญแจประตูให้เป็นประโยชน์ด้วยวิธีแตกต่าง
กันมาใหม้ ากที่สดุ เทา่ ท่จี ะมากได้
- ใหบ้ อกวธิ ใี ช้เก้าอี้ใหเ้ ปน็ ประโยชน์ด้วยวธิ ีแตกต่างกันมาให้
มากทส่ี ุดเท่าที่จะมากได้
ฉบบั ที่ 3 ความเหมอื นมี 5 ข้อ ดงั นี้
- แมวและหนูมอี ะไรท่คี ลา้ ยกันหรือเหมอื นกนั บา้ ง บอกมาให้
มากที่สุดเท่าท่ีจะมากได้
- รถไฟและรถแทรคเตอร์มีอะไรที่คล้ายกันหรือเหมือนกัน
บา้ ง บอกมาใหม้ ากทส่ี ุดเทา่ ทจี่ ะมากได้
- วิทยแุ ละโทรทศั น์มอี ะไรท่คี ล้ายกันหรือเหมอื นกนั บา้ ง บอก
มาใหม้ ากทีส่ ดุ เท่าที่จะมากได้
- นาฬกิ าและเคร่ืองพิมพ์ดีดมีอะไรที่คล้ายกันหรือเหมือนกัน
บา้ ง บอกมาใหม้ ากท่ีสุดเทา่ ทจี่ ะมากได้
- โต๊ะเรียนและโต๊ะทำงานมีอะไรที่คล้ายกันหรือเหมือนกัน
บา้ ง บอกมาให้มากทีส่ ุดเทา่ ทจ่ี ะมากได้
ฉบบั ท่ี 4 ความหมายของภาพเสน้ มี 8 ภาพ
ฉบับที่ 5 ความหมายของภาพเสน้ มี 8 ภาพ
สำหรับการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้พิจารณาแบบทดสอบที่วัดความคิดสร้างสรรค์
ครอบคลุมท้ัง 3 องคป์ ระกอบ คอื ความคิดคลอ่ งแคลว่ ความคิดรเิ รมิ่ และความคิดละเอยี ดลออ ท่ี
เหมาะสมกับเดก็ ปฐมวยั ท่ีได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสรา้ งสรรคต์ ามรปู แบบการสอนของ Williams จงึ เลือกใช้
แบบทดสอบความคิดสร้างสรรคข์ องอารพี นั ธม์ ณี ซ่ึงไดด้ ดั แปลงมาจากทอร์แรนซ์
ที่มา : อารี พนั ธม์ ณี (2528, หนา้ 24)
งานวิจัยท่ีเกี่ยวขอ้ ง
วลิญา ปรีชากุล (2550) ได้ศึกษาการใช้กิจกรรมศิลปะวาดภาพที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ของ
นักเรยี นชั้นอนบุ าล พบว่า หลังการทดลองกจิ กรรมศลิ ปะวาดภาพกลมุ่ ตวั อยา่ งมีคะแนนความคดิ สร้างสรรค์ท้ัง
โดยรวมและรายด้านเพม่ิ ข้นึ อย่างมนี ัยสำคัญทางสถติ ิทีร่ ะดับ .01
ศรแี พร จนั ทราภริ มย์ (2550, หน้า 11) กลา่ ววา่ ความคิดสร้างสรรค์มคี ุณคา่ และความสำคัญอย่าง
ยิง่ ควรไดร้ บั การสง่ เสริมปลูกฝังให้กับนกั เรยี น เพือ่ สรา้ งเสริมบุคลิกภาพความภาคภูมิใจ กล้าแสดงออก และ
สามารถช่วยในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งยังเป็นการสง่ เสริมให้นกั เรียนได้คิดจินตนาการ ค้นคว้าทดลองเพื่อให้
สรา้ งสรรค์ผลงานสง่ิ แปลกใหม่ รวมท้ังเปน็ พืน้ ฐานในการส่งเสรมิ พัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จติ ใจ สังคม
และสติปัญญาให้แก่นักเรียน โดยบุคคลนั้นจะกระทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง และส่วนรวมให้
เจรญิ กา้ วหน้า เพอื่ เป็นกำลงั ในการพัฒนาประเทศชาตติ ่อไป
กิติยา เก้าเอี้ยน (2551, หน้า 78-80) ได้ศึกษาผลการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้แนวคดิ
ของวิลเลียมสท์ ี่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนปฐมวยั ระดับช้ันอนุบาล 1
โรงเรียนวัดบุณฑริกการามตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 2 ห้องเรียน 50 คน
เครื่องมือทีใ่ ช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โดยใช้แนวคดิ
ของวิลเลียมส์ 2) แผนการจดั ประสบการณก์ ิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ตามแผนการจดั ประสบการณข์ องโรงเรียน
และ 3) แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ โดยอาศัยรูปภาพของทอร์แรนซ์ แบบ ก. ซึ่งใช้แบบ
แผนการทดลองการทดลองแบบกลุ่มทดลอง กลมุ่ ควบคุมและมีการทดสอบก่อนการทดลองและหลัง
การทดลอง ผลการวจิ ัยพบว่า 1) ความคดิ สรา้ งสรรค์ของเดก็ ปฐมวยั ท้ังในภาพรวม และรายด้านหลัง ได้รบั การ
จดั กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใชแ้ นวคิดของวิลเลียมส์สงู กว่าก่อนไดร้ บั การจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทาง
สถิตทิ รี่ ะดับ .01 2) ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวยั ในภาพรวมและรายด้านหลังได้รับการจัด
กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ตามแผนการจัดประสบการณ์ของโรงเรียนสูงกว่าก่อนได้รับการจัดกิจกรรมอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยในภาพรวมและรายด้านที่ไ ด้รับ
การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โดยใช้แนวคิดของ Williams สูงกว่าการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ตาม
แผนการจดั ประสบการณ์ของโรงเรียนอยา่ งมนี ัยสำคญั ทางสถติ ิท่ีระดบั .01
ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ (2551, หน้า 177) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความสามารถใน
การจนิ ตนาการและรวบรวมความรคู้ วามคดิ อยา่ งหลากหลายและรวดเรว็ แล้วสรา้ งเป็นความรู้ความคดิ ใหม่ของ
ตนเอง สามารถคิดนอกกรอบได้ มผี ลงานการคดิ สามารถรเิ ร่มิ สร้างสรรคผ์ ลงานหรอื สิ่งใหม่ ๆ ได้
สิริลักษณ์ นิติธรรมกุล (2552, หน้า 81-82) ได้ศึกษาการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์โดยใช้ชุด
กิจกรรมศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนที่
ไดร้ บั การจดั กิจกรรม โดยใช้ชดุ กิจกรรมศิลปะแลว้ มีความคิดสร้างสรรค์สงู ขึ้นทง้ั ภาพรวมและรายด้านอย่างมี
นยั ส าคัญทางสถิติที่ระดบั .01
พจนีย์ เชื้อบัณฑิต (2554) ได้ศึกษา เรื่อง ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด
กิจกรรมศิลปะประดิษฐ์ด้วยกระดาษ การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความคิด
สรา้ งสรรค์ของเดก็ ปฐมวัยกอ่ นและหลังการทำกิจกรรมศิลปะประดษิ ฐ์สร้างสรรค์ดว้ ยกระดาษ กลุ่มตัวอย่างที่
ใช้ในการวจิ ัยครง้ั น้ี คอื นักเรยี นท่ีมีอายุระหว่าง 5–6 ปี กำลงั ศึกษาอยใู่ น ชน้ั ปฐมวยั ปีที่ 3 ภาคเรียน
ที่ 2 โรงเรียนอนุบาลโชคชัย เขตลาดพร้าว จังหวัดกรงุ เทพมหานคร จำนวน 15 คน ซึ่งไดจ้ ากวธิ กี ารสุม่ แบบ
หลายขั้นตอน กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะประดิษฐ์ด้วยกระดาษเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์
สปั ดาหล์ ะ 3 วนั วนั ละ 30 นาที รวมท้ังสน้ิ 24 ครง้ั เครอื่ งมือทีใ่ ช้ในการวิจยั คือ แผนกิจกรรมศิลปะประดิษฐ์
ด้วยกระดาษ และแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์จากการวาดภาพ TCT–DP (Test for Creative Thinking–
Drawing Production, 1986) ของเยลเลน และเออรบ์ ัน (Jellen & Urban, 1986) แบบแผนการวิจัยเป็นการ
การวิจัยเชิงทดลองแบบ One–Group Pretest–Posttest Design ผลการวิจัยพบว่า ความคิดสร้างสรรค์ของ
เด็กปฐมวัยหลังจากการทำกิจกรรมศิลปะประดิษฐ์ด้วยกระดาษสูงกวา่ ก่อนการทำกจิ กรรม อย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถติ ทิ ่ีระดับ .01
วาสนา ประจงหัตถ์ (2557) ได้ศึกษาเรื่อง ผลงานของการจัดกิจกรรมศิลปะการต่อเติมภาพให้
สมบูรณ์ที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ของเด็กอนุบาลชั้นปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความคิด
สร้างสรรค์ของเด็กอนุบาลชั้นปีที่ 2 ก่อนและหลังการทำกิจกรรมศิลปะการต่อเติมภาพให้สมบูรณ์ 2)
เปรยี บเทียบการพัฒนาความคิดสร้างสรรคข์ องเด็กอนบุ าลชนั้ ปีที่ 2 หลงั การทำกิจกรรมศิลปะการต่อเติมภาพ
ใหส้ มบรู ณ์ ในแตล่ ะชว่ งสัปดาห์ตลอดการทดลอง และ 3) เปรียบเทยี บความคิดสร้างสรรค์ของเด็กอนบุ าลชั้นปี
ที่ 2 ระหว่างเพศชายและเพศหญงิ หลังการทำกิจกรรมศิลปะตอ่ เติมภาพให้สมบูรณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการ
วิจัย ได้แก่ เด็กอนุบาลชั้นปีท่ี 2 อายุระหวา่ ง 5–6 ปี จำนวน 15 คน แยกออกเป็นเพศชาย 10 คน และเพศ
หญงิ 5 คน ซง่ึ ได้จากการเลือกแบบเจาะจงประชากร ของโรงเรยี น อ.ฮ. ลิงค์ (นพระอปุ ถมั ป์สมเด็จพระศรีนค
รินทราบรมราชนนี) อำเภอแก่งกระจาน สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปี
การศกึ ษา 2555 เครอ่ื งมือทใ่ี ช้ในการวจิ ัย คือ แผนการจัดกิจกรรมศิลปะการตอ่ เติมภาพใหส้ มบูรณ์สำหรับเด็ก
ชนั้ อนุบาลปีที่ 2 จำนวน 24 แผน สำหรบั การทดลอง 8 สปั ดาห์ และแบบสังเกตพฤตกิ รรมความคิดสร้างสรรค์
ของเด็กอนุบาลช้ันปีที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า 1) ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กอนบุ าลชั้นปีที่ 2 โดยรวมและราย
ด้าน ได้แก่ ด้านความคิดรเิ ริ่ม ด้านความคิดคล่องแคลว่ ด้านความคิดยืดหยุ่น และด้านความคิดละเอียดลออ
หลังการทำกิจกรรมศิลปะต่อเติมภาพให้สมบูรณ์มรการพัฒนามากกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทาง
สถติ ทิ รี่ ะดบั 0.01 2) ความคดิ สร้างสรรคข์ องเดก็ อนุบาลช้ันปีที่ 2 โดยรวมและรายด้านมีการพัฒนาจากระดับ
ต่ำก่อนการทดลองสู่ระดับปานกลางตลอดการทดลอง เมื่อพิจารณาเป็นรายได้พบว่า ด้านความยืดหยุ่น
พฒั นาการมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านความคิดคลอ่ งแคลว่ ดา้ นความคดิ ละเอียดลออ และดา้ น
ความคิดริเริ่มตามลำดับ 3) ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กอนุบาลชั้นปีที่ 2 โดยรวมของเพศหญิง หลังการทำ
กิจกรรมศิลปะการตอ่ เติมภาพให้สมบูรณ์มกี ารพฒั นามากกวา่ เพศชายอย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า เพศหญิงมีพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ด้านความคิดริเริ่ม ด้านความคิด
คลอ่ งแคล่ว ด้านความยดื หยนุ่ และดา้ นความคิดละเอียดลออมากกว่าเพศชายอยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถิติท่ีระดับ
0.05
นริสรา ปิตะระโค (2558, หน้า 243-245) ได้ศึกษาการพัฒนาคู่มือการจัดประสบการณ์ด้วย
กิจกรรมการเรยี นรูแ้ บบจิตปัญญาร่วมกับกิจกรรมศลิ ปะสรา้ งสรรคต์ ามแนวคิดของวลิ เลียมสท์ ี่มผี ลต่อความคิด
สรา้ งสรรค์ ความรบั ผดิ ชอบ และทักษะพนื้ ฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย กลุม่ ตัวอย่างท่ีใช้ใน
การวิจัย คือ นักเรียนชั้นอนบุ าล ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) จำนวน 26
คน เคร่ืองมือทใี่ ช้ในการวิจัยคร้งั น้ี ประกอบดว้ ย 1) คมู่ ือการจัดประสบการณ์ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิต
ปัญญาร่วมกับกจิ กรรมศิลปะสร้างสรรค์ตามแนวคิดของวิลเลียมส์ จำนวน 8 ชุด 2) แบบทดสอบวัดความคดิ
สร้างสรรค์ จำนวน 3 ชุด 3) แบบสังเกตพฤติกรรมความรับผิดชอบ จำนวน 15 ข้อ 4) แบบทดสอบวัดทักษะ
พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ จำนวน 25 ข้อ และ 5) แบบวัดความฉลาดทางอารมณ์สำหรับเด็กอายุ 3-5 ปี ของ
กรมสุขภาพจิต จำนวน 40 ข้อ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้ โดยการใช้คู่มือการจัด
ประสบการณ์ด้วยกิจกรรมการเรียนรูแ้ บบจิตปัญญาร่วมกับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ตามแนวคิดของ
Williams มีความคดิ สรา้ งสรรคห์ ลงั เรียนสูงกว่าก่อนเรยี นอยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดับ .05
จากการศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั ทเี่ ก่ียวขอ้ งกับกจิ กรรมศิลปะสร้างสรรค์ พบว่า กิจกรรมศิลปะ
สร้างสรรค์เปน็ กจิ กรรมทม่ี คี วามสำคญั ยงิ่ อกี กจิ กรรมหนงึ่ ทค่ี วรจดั ให้เดก็ เพราะชว่ ยใหเ้ ดก็ มพี ฒั นาการทง้ั
ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เป็นอยา่ งดี อกี ทง้ั เป็นการฝึกฝนใหเ้ ดก็ เกดิ การเรียนรู้ คดิ เป็น ทำเปน็
และแก้ปัญหา เป็นส่งเสริมให้เด็กเรยี นรู้จากประสบการณต์ รง โดยประสาทสัมผัสทง้ั 5
ตลอดจนเปน็ การปพู ืน้ ฐานให้กับการเรยี นรู้ของเด็กตอ่ ไป
ระยะเวลาในการดำเนนิ งาน
ระยะเวลาทใ่ี ช้ในการวิจัยครัง้ นี้ ใช้ระยะเวลา 6 สัปดาห์ สปั ดาห์ละ 4 วัน วันละ
50 นาที รวม 24 ครงั้ และจัดกจิ กรรมในชว่ งกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
วธิ ดี ำเนินการวิจยั
2.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่เี ก่ยี วขอ้ งการพฒั นารูปแบบการจัดกจิ กรรมศิลปะสร้างสรรค์
เพื่อส่งเสริมการมีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งศึกษาและคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
พทุ ธศกั ราช 2560 (สำหรับเดก็ อายุ 3 - 6 ป)ี
2.2 เสนอหัวข้อวิจัย การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมการมี
จินตนาการและความคดิ สรา้ งสรรค์ ของนกั เรียนชั้นอนบุ าลปีท่ี 2/2 โรงเรยี นวัตเวฬุวนั (สารภีชนา
นุกลู ) และจดั ทำโครงร่างงานวิจัย
2.3 สร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย เครื่องมือที่เป็น
นวตั กรรมการพัฒนาจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ โดยการจดั กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์และเครื่องมือท่ี
ใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มลู
2.4 สร้างความคุ้นเคยและความสนทิ สนมกับเดก็ ปฐมวัยท่ีเป็นกลุ่มเป้าหมาย ใน
การวิจัย
2.3 ดำเนินการทดสอบจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ กับกลุ่มเป้าหมา ย
ก่อนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โดยใช้แบบทดสอบจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็ก
ปฐมวัยทีผ่ ูว้ ิจัยสรา้ งข้ึน ซง่ึ ผชู้ ว่ ยผูว้ จิ ัยนำเด็กมาดำเนินการทดสอบจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์สำหรับ
เดก็ ปฐมวัยทลี ะคน โดยมีผวู้ ิจยั เปน็ ผูด้ ำเนนิ การประเมินดว้ ยตนเอง
2.4 ดำเนินการตามแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์และจินตนาการของนกั เรียนช้นั อนบุ าลปที ่ี 2/2 โรงเรยี นวัดเวฬุวนั (สารภีชนานกุ ูล) จำนวน 25 คน
ในช่วงเวลา 10.00 – 10.50 น. เปน็ ระยะเวลา 6 สปั ดาห์ สัปดาห์ละ 4 วัน รวมเปน็ เวลา 24
ครั้ง ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564
ระหว่างการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของ
นกั เรยี นชัน้ อนบุ าลปที ่ี 2/2 ผู้วจิ ยั ต้องสังเกตและจดบนั ทึกพฤติกรรม ของกลุม่ เป้าหมายท่ี
ระบุไวใ้ นจดุ ประสงค์การเรียนรู้ของแตล่ ะแผนการจัดการเรียนร้จู ำนวน 24 แผน
2.5 หลังจากการจัดกิจกรรมศิลปะสรา้ งสรรค์ เพื่อพัฒนาจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
ของนกั เรยี นช้นั อนบุ าลปที ี่ 2/2 ผ้วู ิจัยดำเนินการทดสอบจนิ ตนาการและความคิดสร้างสรรค์กับกลุ่มเป้าหมาย
โดยดำเนินการทดสอบเช่นเดียวกับการทดสอบก่อนการจัดกิจกรรมและใช้แบบประเมินทักษะการคิดเชิง
คำนวณชดุ เดียวกัน
2.6 ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการทดลองไปวิเคราะห์ตามวิธีการทางสถิติ เพ่ือ
ทดสอบสมมติฐานและสรปุ ผลการวจิ ัยต่อไป
1. ขน้ั วเิ คราะห์ ( Analysis )
1.1 วเิ คราะห์ผูเ้ รยี น
การเรยี นรู้ในระดบั ปฐมวัย เด็ก ๆ จะมีช่วงความสนใจในระยะสน้ั การจัดประสบการณ์ทผี่ า่ นมา
เดก็ ไดร้ บั การพัฒนาทกุ ด้านโดยมี ผู้ปกครองชว่ ยในการสนบั สนุนดูแล แต่ในการพฒั นาดา้ นการมีจินตนาการ
และความคิดสร้างสรรค์ควรได้รับการส่งเสริม กิจกรรมที่เป็น Active Learning ให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติด้วย
ตนเอง ผ่านการเล่น และทำงานศลิ ปะ ซ่งึ เป็นกจิ กรรม ท่ใี ชก้ ระบวนการของ Active Learning เพื่อเป็นการ
สง่ เสริมการมีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของนกั เรยี นช้นั อนบุ าล 2/2
1.2 วิเคราะหส์ าเหตุ
เน่ืองด้วยผู้วิจัยได้รับผิดชอบการจดั การเรียนการสอนในระดับช้นั อนบุ าล ปีท่ี 2/2 ได้เล็งเห็นถึง
ความสำคัญของการเรยี นการสอน ในสถานการณก์ ารแพร่ระบาดของโรคไวรสั โคโรน่า 2019 โรงเรยี นวัดเวฬุ
วันได้กำหนดรปู แบบการจัดการเรยี นการสอนในรูปแบบ on –air ,online ,on- demand และ on-hand ให้
หลากหลาย เพื่อตอบสนองตามต้องการ เละการเข้าถึงการจัดการเรียนการสอนให้มากที่สุด โดยเน้นการใช้
กระบวนการ Active Learning มาใช้ในการประสบการณ์การเรียนรใู้ ห้กบั เด็กปฐมวยั
2. ขน้ั ออกแบบ (Design)
ผ้วู จิ ยั จึงสนใจท่ีจะพฒั นารูปแบบการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เพื่อสง่ เสริมการมีจินตนาการ
และความคิดสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นอนุบาล 2/2 เพื่อพัฒนาเด็กให้มจี ินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
และกิจกรรมทผ่ี ูว้ จิ ยั ดำเนนิ การวิจยั น้นั เปน็ การนำกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ที่สง่ เสริมความคิดสร้างสรรค์และ
จนิ ตนาการ และเด็กสามารถทำกิจกรรมศิลปะสรา้ งสรรคไ์ ด้ทบี่ ้าน
3. ขั้นดำเนนิ การ
ในการวิจยั คร้งั นผ้ี ้วู ิจัยได้มกี ารดำเนินการ ดังน้ี
การวิจยั ครัง้ นมี้ วี ัตถุประสงค์เพอื่ เปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการก่อนและหลังการ
จดั กิจกรรมศิลปะสรา้ งสรรค์ ของนักเรยี นชน้ั อนบุ าลปีที่ 2/2 โรงเรียนวดั เวฬุวัน (สารภชี นานุกูล) จำนวน 25
คน ผู้วจิ ยั ดำเนินการตามขั้นตอน ดงั นี้
1. ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
2. เครื่องมอื ท่ีใชใ้ นการวิจัย
3. การสร้างและหาคุณภาพของเคร่ืองมือทใี่ ชใ้ นการวิจยั
4. วธิ กี ารดำเนินการรวบรวมขอ้ มลู
5. การวิเคราะหแ์ ละสถติ ิทใ่ี ช้
แสดงรายละเอียดในหนา้ ถดั ไป
4. ขั้นวิเคราะห์ขอ้ มลู
4.1 วเิ คราะห์ขอ้ มลู
นาการของนักเรยี นช้ันอนุบาลปีที่ 2/2 โรงเรยี นวดั เวฬุวนั (สารภชี นานกุ ลู ) จำนวน 24 กจิ กรรม
2. คู่มือการใช้สื่อและแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์และจินตนาการของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/2 โรงเรียนวัดเวฬุวัน (สารภีชนานุกูล) จำนวน 24
แผน แผนละ 50 นาที
3. แบบทดสอบความคิดสร้างสสรคแ์ ละจนิ ตนาการสำหรับเด็กปฐมวัย
4.2 สถติ ิท่ใี ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล
ในการวิจยั ครัง้ นเ้ี ป็นการวิจัยเชงิ ทดลอง ผวู้ จิ ยั ไดว้ เิ คราะหข์ อ้ มูล และใชส้ ถติ ิ ใน
การวเิ คราะหข์ อ้ มูล ดงั นี้
1. การวเิ คราะห์ข้อมูล
ผูว้ ิจัยไดว้ เิ คราะหข์ อ้ มลู และประมวลผลขอ้ มลู โดยมรี ายละเอียดดังน้ี
1.1 นำขอ้ มลู ทีไ่ ดจ้ ากการจดั กิจกรรมศิลปะสรา้ งสรรค์
1.2 ประมวล แปลผล และวิเคราะหข์ อ้ มูล
1.3 อภปิ รายผล โดยใช้ตารางและการพรรณนา
2. สถติ ิท่ใี ชใ้ นการประเมิน
คา่ ความสอดคลอ้ งหรอื ดัชนขี องความสอดคลอ้ งของจุดประสงค์ เน้อื หา และนวัตกรรม (Index
of Item-Objective Congruence หรือ IOC) โดยคำนวณจากสตู ร (พศิ ิษฐ์ ตัณฑวณิช และ
พนา จินดาศรี, 2561 : 3)
= ∑
เม่ือ คอื ดชั นคี วามสอดคลอ้ งของวัตถปุ ระสงค์ เน้อื หา และ
นวัตกรรม
คอื คะแนนการพจิ ารณาของผู้เชย่ี วชาญ
∑ คอื ผลรวมของคะแนนพจิ ารณาของผ้เู ชีย่ วชาญ
คือ จำนวนผเู้ ชย่ี วชาญ
(หมายเหตุ : ค่า IOC ที่ยอมรบั ไดต้ อ้ งมคี ่าตัง้ แต่ 0.50-1.00)
3. คา่ สถติ ิพื้นฐานทใ่ี ชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมลู
ผู้วจิ ัยดำเนนิ การวิเคราะห์ขอ้ มูล โดยใช้คา่ สถติ ติ ่อไปน้ี
3.1 สูตรการหาคา่ ร้อยละ (สถติ ประสทิ ธากรณ์, 2547 : 102)
F
= N × 100
เม่อื แทน รอ้ ยละ
แทน ความถท่ี ต่ี ้องการแปลงใหเ้ ปน็ ร้อยละ
แทน จำนวนความถท่ี ั้งหมด
3.2 สูตรการหาค่าเฉลย่ี ของคะแนน (สุชาดา เพ็ชรขาวเขียว,2555 : 27)
µ = ∑X
เม่อื µ แทน ค่าเฉล่ยี
∑X แทน ผลรวมของคะแนนทงั้ หมด
แทน จำนวนประชากรท้ังหมด
3.3 สตู รการหาคา่ ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน (สถติ ประสิทธากรณ์, 2547 : 104)
= √∑( 2 − µ) 2
เมอ่ื แทน สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน
แทน คะแนนของประชากร
µ แทน คา่ เฉลยี่ ของประชากร
แทน จำนวนประชากร
3.4 สตู รการหาค่าร้อยละความกา้ วหนา้ พิชิต ฤทธจิ์ รญู (2550 : 78)
= ̅ 2 − ̅ 1 × 100
เมอื่ แทน คา่ ร้อยละความก้าวหน้า
̅ 1 แทน ค่าเฉลย่ี ของคะแนนกอ่ นเรยี น
̅ 2 แทน ค่าเฉลยี่ ของคะแนนหลงั เรียน
แทน คะแนนเต็ม
เครื่องมือที่ใชใ้ นการวิจัย/นวัตกรรม
เครื่องมอื ทใ่ี ช้ในการวิจยั ครง้ั นี้ ประกอบดว้ ย
1. กจิ กรรมศิลปะสร้างสรรค์ เพือ่ พฒั นาความคิดสร้างสรรคแ์ ละจินตนาการของนกั เรียนชั้นอนบุ าล
ปที ่ี 2/2 โรงเรียนวดั เวฬวุ นั (สารภีชนานกุ ลู ) จำนวน 24 กจิ กรรม
2. คู่มือการใช้สื่อและแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์และจินตนาการของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/2 โรงเรียนวัดเวฬุวัน (สารภีชนานุกูล) จำนวน 24
แผน แผนละ 50 นาที
3. แบบทดสอบความคดิ สร้างสรรค์และจินตนาการสำหรับเดก็ ปฐมวัย
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
เครื่องมอื ที่ใชใ้ นการวิจัยคร้งั น้ี ประกอบด้วย
1. กิจกรรมศลิ ปะสร้างสรรค์ เพ่ือพฒั นาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของนักเรียนชัน้ อนบุ าล
ปีที่ 2/2 โรงเรยี นวัดเวฬวุ นั (สารภีชนานกุ ูล) จำนวน 24 กจิ กรรม
2. คู่มือการใช้สื่อและแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์และจินตนาการของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/2 โรงเรียนวัดเวฬุวัน (สารภีชนานุกูล) จำนวน 24
แผน แผนละ 50 นาที
3. แบบทดสอบความคิดสร้างสรรคแ์ ละจินตนาการสำหรบั เดก็ ปฐมวัย
เครือ่ งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัยครง้ั น้ี ประกอบดว้ ย
1. กจิ กรรมศิลปะสร้างสรรค์ เพ่ือพฒั นาความคิดสร้างสรรคแ์ ละจินตนาการของนกั เรียนชนั้ อนุบาล
ปที ่ี 2/2 โรงเรียนวัดเวฬวุ นั (สารภีชนานกุ ูล) จำนวน 24 กิจกรรม
2. คู่มือการใช้สื่อและแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์และจินตนาการของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/2 โรงเรียนวัดเวฬุวัน (สารภีชนานุกูล) จำนวน 24
แผน แผนละ 50 นาที
3. แบบทดสอบความคิดสร้างสรรคแ์ ละจนิ ตนาการสำหรบั เด็กปฐมวัย
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู /สถติ ิทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลพบว่า ก่อนและหลงั การจัดกจิ กรรม
ศิลปะสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาจินตนาการและความคดิ สร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/2 โรงเรียนวดั
เวฬุวนั (สารภีชนานุกลู ) โดยใช้ค่าความแตกตา่ งของค่าเฉลีย่ ทางสถิติ ( ) และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน ( ) รวมท้งั
ค่าร้อยละความก้าวหน้าของแบบทดสอบจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 2/2
โรงเรียนวัดเวฬวุ นั (สารภีชนานุกูล) ซ่ึงรายละเอียดแสดงในตาราง 3 ตอ่ ไปนี้
ตารางท่ี 2 แสดงผลการเปรยี บเทียบจนิ ตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของนกั เรยี นชน้ั อนุบาลปีท่ี
2/2 ก่อนและหลงั การจดั กจิ กรรมศิลปะสรา้ งสรรค์
หลงั การจัด ร้อยละ กอ่ นการจัด รอ้ ยละ
ของ กจิ กรรม ของ
คะแนน กจิ กรรม คา่ เฉลีย่ ศิลปะ คา่ เฉลี่ย ความก้าวหน้า รอ้ ยละ
เตม็ ศลิ ปะสร้างสรรค์ หลังการ สรา้ งสรรค์ ก่อนการ ( ) ความก้าวหน้า
จัด จัด
กิจกรรม กิจกรรม 152 60.80
10 8.88 1.89 88.80 28.00
2.80 1.01
จากตารางที่ 3 จะเหน็ ได้ว่า ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูลของนักเรียนชัน้ อนบุ าลปที ี่ 2/2 โรงเรียนวัดเวฬุ
วนั (สารภชี นานกุ ลู ) จำนวน 25 คน ทีไ่ ด้รบั การพฒั นาจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ พบว่า หลังการจัด
กจิ กรรมศลิ ปะสรา้ งสรรค์ นักเรยี นมคี ะแนนทดสอบเฉล่ีย (μ) เทา่ กับ 8.88 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน และ
ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ) เท่ากับ 1.89 คิดเป็นร้อยละ 88.80 ซึ่งก่อนการการจัดกิจกรรมศิลปะ
สร้างสรรค์ นักเรียนมีคะแนนทดสอบเฉลี่ย (μ) เท่ากับ 2.80 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน และค่า
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ) เท่ากับ 1.01 คิดเป็นร้อยละ 28.00 เมื่อพิจารณาพบว่าคะแนนหลังการจัด
กจิ กรรมศิลปะสรา้ งสรรค์สูงกว่ากอ่ นการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ และมีความก้าวหน้า รอ้ ยละ 60.80
แผนภูมิท่ี 1 แสดงผลการเปรียบเทียบจนิ ตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นอนบุ าลปีท่ี
2/2 ก่อนและหลังการจัดกจิ กรรมศิลปะสรา้ งสรรค์
แสดงผลการเปรียบเทยี บจินตนาการและความคิดสร้างสรรคข์ องนกั เรยี นชัน้ อนบุ าลปีท่ี
2/2 กอ่ นและหลังการจัดกจิ กรรมศลิ ปะสร้างสรรค์
100
80
60
40
20
0 หลงั การจัดกจิ กรรมศิลปะสร้างสรรค์
กอ่ นการจดั กจิ กรรมศิลปะสรา้ งสรรค์
จากแผนภูมิที่ 4.1 จะเห็นได้ว่า ค่าร้อยละของค่าเฉลี่ยก่อนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ อยู่ท่ี
ระดบั ควรพฒั นา คอื 28.00 และค่าร้อยละของค่าเฉลยี่ หลงั การจดั กิจกรรมศิลปะสรา้ งสรรค์ อยู่ท่ีระดับดีและ
เกินค่าเป้าหมายของโรงเรียนวัดเวฬุวัน (สารภีชนานุกูล) คือ 88.80 แสดงว่า ผลการพัฒนาจินตนาการและ
ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรยี นชัน้ อนุบาลปที ี่ 2/2 โรงเรียนวัดเวฬุวัน (สารภีชนานุกลู ) หลังการจัดกจิ กรรม
ศิลปะสร้างสรรค์สงู กว่ากอ่ นการจดั กจิ กรรมศลิ ปะสรา้ งสรรค์
ผลการวจิ ยั การ
จากการวิจัยเร่อื ง การพัฒนารูปแบบการจัดกจิ กรรมศิลปะสร้างสรรค์ เพ่ือสง่ เสรมิ
มีจินตนาการและความคดิ สรา้ งสรรค์ ของนกั เรยี นชน้ั อนุบาล 2/2 ผู้วจิ ยั ได้สรุปผลดังน้ี
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลของนักเรียนช้ันอนุบาลปีที่ 2/2 โรงเรยี นวัดเวฬุวนั (สารภชี นานุกูล) จำนวน
25 คน ที่ได้รับการพัฒนาจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ พบว่า หลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
นกั เรยี นมคี ะแนนทดสอบเฉลี่ย (μ) เท่ากบั 8.88 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน และค่าส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน
(σ) เท่ากับ 1.89 คิดเป็นร้อยละ 88.80 ซึ่งก่อนการการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ นักเรียนมีคะแนน
ทดสอบเฉลี่ย (μ) เท่ากับ 2.80 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ)
เท่ากับ 1.01 คิดเป็นร้อยละ 28.00 เมื่อพิจารณาพบว่าคะแนนหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สูงกวา่
กอ่ นการจัดกจิ กรรมศลิ ปะสรา้ งสรรค์ และมคี วามก้าวหนา้ รอ้ ยละ 60.80
แสดงว่า นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/2 โรงเรียนวัดเวฬุวัน (สารภีชนานุกูล) จำนวน 25 คน
เม่อื ได้รับการจดั กจิ กรรมศิลปะสร้างสรรค์ ทำใหม้ ีจนิ ตนาการและความคดิ สรา้ งสรรค์ดขี ึ้น
สรุปและอภิปรายผล
ผลการเปรยี บเทียบ พบว่า คะแนนหลังการจดั กจิ กรรมศลิ ปะสร้างสรรค์สูงกว่ากอ่ นการจัดกจิ กรรมศลิ ปะ
สรา้ งสรรค์ เป็นไปตามสมมติฐานทต่ี ้งั ไว้
ขอ้ เสนอแนะ
1.1 ครูและผู้สนใจสามารถนำกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ไปใช้ได้ง่ายและสะดวกเนื่องจากกิจกรรมศิลปะ
สร้างสรรค์ได้ออกแบบมาหลากหลาย เข้าใจงา่ ยและเหมาะสมกับเด็กปฐมวัย โดยกอ่ นการจดั กจิ กรรมครูจะทำ
ความคุ้นเคย กบั เด็กก่อนจะทำใหเ้ ดก็ เกดิ ความอนุ่ ใจและไวว้ างใจใหค้ วามรว่ มมือและสนใจท่ีจะทำกจิ กรรม
1.2 กิจกรรมศิลปะสรา้ งสรรค์ เป็นกิจกรรมทีเ่ ด็กสนใจและสร้างสุนทรียภาพ เนื่องจากเป็นกิจกรรมใหม่
แปลกตา ได้ใช้และได้พัฒนาจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เด็กมีความ
สนุกสนานในการทำกิจกรรม เดก็ ต้องการเวลาเพิม่ มากขน้ึ ครูอาจจะยดื หยุ่นเวลา ใหแ้ ก่เด็กในการ
ทำกิจกรรมมากขึน้
1.3 เพื่อใหก้ ารจดั กิจกรรมบรรลผุ ล ครคู วรมีการเสริมแรง โดยการชมเชย และดแู ล ให้
คำแนะนำนักเรยี น เมื่อพบปญั หา
ภาคผนวก
❖ นวัตกรรม/แบบสอบถาม/แบบฝกึ หัด
❖ ภาพกจิ กรรมการวิจัย