The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียนอนุบาลปี1ห้อง 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Chaiyanut Sulai, 2022-05-11 02:49:03

วิจัยในชั้นเรียนอนุบาลปี1ห้อง 1

วิจัยในชั้นเรียนอนุบาลปี1ห้อง 1

การพัฒนากล้ามเน้ือมดั เล็ก โดยใชก้ จิ กรรมเส้นหรรษา
ของนักเรยี นระดบั ชนั้ อนุบาลปที ี่ 1/1 โรงเรยี นวดั เวฬวุ นั (สารภชี นานุกูล)

จิรพรรณ เตจ๊ะตา๋
อบุ ล ไชยวัง

โรงเรยี นวดั เวฬุวัน
อำเภอสารภี จงั หวดั เชยี งใหม่
สำนักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาเชยี งใหม่ เขต 4



ชื่อเรอื่ ง การพัฒนากล้ามเนอ้ื มดั เลก็ โดยใชก้ ิจกรรมเส้นหรรษา ของนักเรยี น
ระดบั ชั้นอนบุ าลปที ี่ 1/1 โรงเรียนวัดเวฬุวัน (สารภชี นานกุ ลู )
ผู้วิจยั ปีการศกึ ษา 2564
ปีการศึกษา นางสาวจิรพรรณ เตจ๊ะต๋า นางอุบล ไชยวัง
2564

บทคดั ย่อ

การวจิ ัยครัง้ นีม้ วี ัตถุประสงค์เพ่อื ศกึ ษาการพัฒนากลา้ มเนือ้ มัดเลก็ โดยใชก้ ิจกรรมเส้นหรรษา
ของนกั เรยี นระดับชั้นอนบุ าลปที ี่ 1/1 โรงเรยี นวัดเวฬวุ ัน (สารภีชนานกุ ูล)

ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี เป็นนักเรียนชาย-หญิง อายุระหว่าง 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่
ในระดับช้ันอนุบาลปีที่ 1/1 จำนวน 25 คน ภาคเรียนท่ี 2 ประจำปีการศึกษา 2564 โรงเรียน
วัดเวฬุวัน สังกัดสำนักเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
ในครั้งนี้ ได้แก่ 1. แผนการจัดกิจกรรมการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กโดยใช้กิจกรรมเส้นหรรษา
ของนักเรียนระดับช้ันอนุบาลปีที่ 1/1 โรงเรียนวัดเวฬุวัน (สารภีชนานุกูล) จำนวน 16 แผน แผนละ
20 นาที จำนวน 4 สปั ดาห์ สปั ดาหล์ ะ 4 คร้ัง 2. กิจกรรมเส้นหรรษา เพื่อพัฒนาการพัฒนากลา้ มเน้ือ
มัดเล็ก ของนักเรียนระดับช้ันอนุบาลปีที่ 1/1 โรงเรียนวัดเวฬุวัน (สารภีชนานุกูล) จำนวน 16
กิจกรรม 3. แบบสงั เกตพฤติกรรมการพัฒนากล้ามเนอ้ื มัดเล็กโดยใช้กิจกรรมเส้นหรรษา ของนกั เรียน
ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1/1 โรงเรียนวัดเวฬุวัน (สารภีชนานุกูล) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการหา

คา่ เฉลย่ี ( ) และผลตา่ งของคะแนน (D)
ผลการวจิ ัยพบวา่ การพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กโดยใช้กิจกรรมเส้นหรรษา ของนกั เรียนระดบั ชั้นอนบุ าล
ปีที่ 1/1 โรงเรียนวัดเวฬุวัน (สารภีชนานกุ ูล) หลังการจัดกิจกรรม เด็กมีการพัฒนาดา้ นกล้ามเนือ้ มัด

เล็กเพิ่มขึ้น มีคะแนนค่าเฉลี่ย ( ) 2.80 อยู่ในระดับดี สูงกว่าคะแนนแบบประเมินก่อนการจัด

กิจกรรม มีคะแนนค่าเฉลี่ย ( ) 1.46 อยู่ในระดับปรับปรุง โดยเด็กปฐมวัยมีความก้าวหน้าของการ
พฒั นากลา้ มเนือ้ มดั เลก็ สูงข้ึน มคี วามกา้ วหนา้ (D) คิดเป็นคะแนนคา่ เฉลย่ี อยู่ท่ี 1.34



สารบัญ หน้า

บทคดั ยอ่ ข
กติ ติกรรมประกาศ ค
สารบญั จ
สารบัญตาราง ฉ
สารบัญแผนภูมิ 1
บทที่ 1 บทนำ 1
3
ความสำคัญและทม่ี าของปัญหา 3
วัตถุประสงคข์ องการวิจยั 3
สมมตฐิ านของการวจิ ัย 3
ขอบเขตการวิจัย 4
ตัวแปรของการวิจยั 4
นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ 5
ประโยชน์ทไ่ี ด้รบั จากการวจิ ยั 6
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยท่เี ก่ียวข้อง 6
พฒั นาการดา้ นกล้ามเนอ้ื มัดเลก็ 7
10
ความหมายพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมดั เล็ก
ความสำคัญพฒั นาการดา้ นกลา้ มเนือ้ มัดเล็ก 11
พฒั นาการทักษะการใช้กล้ามเน้ือมัดเล็ก 14
ทฤษฎพี ฒั นาการดา้ นกลา้ มเนอ้ื มดั เล็ก 15
แนวทางการจัดกจิ กรรมเพอ่ื สง่ เสรมิ พฒั นาการดา้ นกลา้ มเน้อื มัดเล็ก 16
กจิ กรรมสร้างสรรค์ 17
ความหมายของกิจกรรมสรา้ งสรรค์ 19
ความสำคัญของกจิ กรรมสร้างสรรค์ 20
รปู แบบกจิ กรรมสรา้ งสรรค์ 21
การเขียนของเด็กปฐมวยั 22
ความหมายด้านการเขยี นของเด็กปฐมวยั 24
ความสำคัญดา้ นการเขียนของเดก็ ปฐมวัย 27
ทฤษฎีที่เกีย่ วข้องกับการเขียนของเด็กปฐมวัย
การสง่ เสรมิ พฒั นาการเขียนของเดก็ ปฐมวยั
งานวิจัยที่เกี่ยวขอ้ ง



สารบัญ (ตอ่ )

หน้า

บทที่ 3 วิธดี ำเนนิ การวจิ ยั 33

ประชากร 33

แบบแผนการวิจยั 34

เครื่องมือทใี่ ชใ้ นการวิจยั 34

การสรา้ งและหาคณุ ภาพของเครอ่ื งมือ 35

วธิ ีการดำเนินการวจิ ัย 36

การเกบ็ รวบรวมข้อมูล 42

การวเิ คราะห์ข้อมูลและสถติ ทิ ่ีใช้ในการวเิ คราะหข์ ้อมูล 43

บทที่ 4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล 45

ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล 45

บทท่ี 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 49

สรปุ ผลการวิจัย 49

อภปิ รายผล 49

ขอ้ เสนอแนะ 50

บรรณานกุ รม 51

ภาคผนวก 56

ภาคผนวก ก แผนการจัดการจัดกิจกรรมการพัฒนากลา้ มเนอ้ื มัดเลก็ 57

ภาคผนวก ข แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการพัฒนากลา้ มเน้อื มัดเลก็ โดยใช้กิจกรรมเสน้ หรรษา63

ภาคผนวก ค คา่ เฉล่ยี ร้อยละของผลการพฒั นากล้ามเน้ือมดั เลก็ โดยใชก้ จิ กรรมเสน้ หรรษา69

ของนกั เรียนระดับช้ันอนุบาลปีที่ 1/1 โรงเรยี นวดั เวฬุวัน (สารภีชนานุกลู ) อำเภอสารภี

จงั หวดั เชยี งใหม่

ภาคผนวก ง รปู ภาพกจิ กรรม Pre-test และ Posttest 72

ภาคผนวก จ รูปภาพกิจกรรม 75

ภาคผนวก ฉ รูปภาพขณะเดก็ ทำกจิ กรรม 84

ประวัตผิ วู้ ิจยั 93



สารบัญตาราง

ตาราง หนา้

3.1 ตารางแสดงแบบแผนการวิจยั เร่อื งการพฒั นากล้ามเน้ือมัดเลก็ โดยใชก้ ิจกรรม 33

เสน้ หรรษา ของนักเรยี นระดับช้ันอนบุ าลปที ี่ 1/1 โรงเรยี นวดั เวฬุวัน (สารภชี นานกุ ลู )

3.2 การดำเนินการทดลองวจิ ยั เพือ่ พัฒนากลา้ มเน้อื มัดเล็ก โดยใชก้ ิจกรรม 38

เสน้ หรรษา ของนกั เรียนช้นั อนุบาลปที ี่ 1/ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564

โรงเรยี นวดั เวฬุวัน (สารภชี นานกุ ลู ) อำเภอเมอื ง จังหวัดเชียงใหม่

4.1 แสดงแสดงค่าเฉลยี่ ร้อยละของผลการพฒั นากลา้ มเน้อื มัดเล็กโดยใช้กจิ กรรม 46

เสน้ หรรษา ของนักเรียนระดับชัน้ อนบุ าลปีท่ี 1/1 โรงเรียนวัดเวฬุวัน (สารภีชนานุกูล)

อำเภอสารภี จังหวดั เชยี งใหม่

4.2 แสดงแสดงคะแนนคา่ เฉลี่ยก่อนและหลงั การใชก้ ิจกรรมเส้นหรรษา เพ่ือการพัฒนา 50

กลา้ มเนอื้ มดั เลก็ ของนกั เรียนระดบั ช้นั อนุบาลปีที่ 1/1 โรงเรยี นวดั เวฬวุ นั

(สารภีชนานุกลู ) อำเภอสารภี จังหวดั เชียงใหม่



สารบัญแผนภูมิ

แผนภมู ิ หนา้

4.1 แสดงการพัฒนากลา้ มเน้ือมัดเลก็ (ภาพรวม) ระหวา่ งการจัดกจิ กรรมการพฒั นา 49
กลา้ มเนอื้ มดั เล็กโดยใชก้ ิจกรรมเสน้ หรรษา จำนวน 16 สัปดาห์ ของนักเรียนระดบั
ช้ันอนุบาลปที ่ี 1/1

4.2 แสดงการเปรยี บเทยี บทกั ษะการใช้กล้ามเน้อื มดั เลก็ กอ่ นและหลงั การจัดกิจกรรม 52
การพัฒนากล้ามเน้ือมดั เล็กโดยใช้กิจกรรมเส้นหรรษา ของนกั เรียนระดับช้ัน
อนบุ าลปีท่ี 1/1

1

บทท่ี 1
บทนำ

ความสำคัญและที่มาของปญั หา
เดก็ ทกุ คนมีสิทธทิ จ่ี ะได้รบั การอบรมเลย้ี งดแู ละการส่งเสรมิ พฒั นาการตามอนุสญั ญาว่าด้วยสิทธิ

เด็ก ตลอดจนได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเหมาะสม ด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็ก
กับพ่อแม่ เด็กกับผู้สอน เด็กกับผู้เลี้ยงดู หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดู การพัฒนา และให้
การศึกษาแก่เด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเองตามลำดับขั้นของพัฒนาการทุกด้าน
อย่างเป็นองค์รวม มีคุณภาพ และเต็มตามศักยภาพ (หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย, 2560: 4) ซึ่งครู
ปฐมวัยมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการจัดการเรียนรู้และการอบรมเลี้ยงดูเด็ก รวมถึงการจัด
สภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมและเอือ้ ให้เด็กเกิดการพัฒนาการในทุกด้านอย่างสมดลุ หน้าที่หรือภาระ
งานส่วนใหญ่ที่ครูปฐมวัยต้องรับผิดชอบเป็นบทบาทที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านร่างกาย สังคม
อารมณ์-จติ ใจและสติปัญญาของเดก็ และยงั กล่าวถึงบทบาทของครอู นุบาลในการพัฒนาเด็กปฐมวัยไว้
5 ประการ คือ การสร้างสงั คมแหง่ การเรยี นรู้ใหแ้ ก่เด็ก การสอนทส่ี ง่ เสรมิ การเรียนรู้และพัฒนาการ
ของเด็ก การสร้างแผนการสอนที่นำไปสู่เป้าหมายการเรียนรู้ การประเมินผลพัฒนาการและ
การเรียนรู้ของเดก็ และการสร้างความสัมพันธก์ ับครอบครวั ของเด็ก เพื่อให้เด็กได้รบั การพัฒนาอย่าง
ครอบคลุมทุกมิติของชีวติ (เยาวพา เดชะคุปต์, 2542: 45) โดยหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยไดก้ ำหนด
กิจกรรม 6 หลัก ที่ส่งเสริมพัฒนาการให้กับเด็กปฐมวัย ซึ่งประกอบไปด้วย กิจกรรม 6 หลัก ได้แก่
กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมเสริมประสบการณ์ และกิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมเสรี
กิจกรรมกลางแจ้ง กิจกรรมเกมการศึกษาและเด็กเป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติเป็นวัยพื้นฐาน
แห่งชีวิต ที่ต้องได้รับการอบรมเลี้ยงดูเป็นอย่างดีตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 6 ขวบ เด็กวัยนี้จะเกิดการ
เรยี นร้มู ากที่สุดในชวี ิต (ขวญั ชยั สุลัยศรี,2547: 6) ซึ่งในปจั จุบันนี้ พ่อ แม่ ผปู้ กครองของเด็กปฐมวัย
จะมีความภาคภูมิใจเมื่อเด็กสามารถอ่านได้ เขียนได้ พ่อ แม่จะชื่นชมในโรงเรียนและครูที่สอนมาก
และ จะไม่พอใจถ้าลูกอยู่ชั้นอนุบาลแล้ว อ่านเขียนไม่ได้ ดังนั้นทั้งครู และผู้บริหารโรงเรียนก็จะ
เร่งรัดสอนให้เด็กอ่าน และเขียนได้ (นิตยา วิยาภรณ์ ,2547: 18) เกี่ยวกับแนวคิดการจัดการศึกษา
ระดับปฐมวัยของเพียเจต์ ในช่วงอายุ 3-6 ปี มีความสำคัญยิ่งในการวางรากฐานของชีวิต เพราะเปน็
ช่วงที่อยู่ในวัยที่เด็กเรียนรู้มากที่สุดจากข้อความข้างต้นจะเห็นได้ว่าสภาพสังคมไทยต้องการการ
พฒั นาการศึกษาเพ่ือเปน็ การลดระดบั ปญั หาเน่ืองจากการศึกษาช่วยพฒั นาความคดิ ใหม่ ๆ ซง่ึ เราควร
ท่ีจะพัฒนามนุษย์ให้เปน็ มนุษย์ที่สมบรู ณ์นน้ั เราควรพฒั นาต้ังแต่วัยเดก็ เพราะเด็กเป็นวัยแรกเริ่มแห่ง
การเรยี นรู้ได้อย่างมปี ระสิทธิภาพซึ่งสอดคลอ้ งกับพัฒนาการของมนุษยเ์ ป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

2

ในตัวมนุษย์เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิต่อเนื่องไปจนตลอดชีวิต โดยที่พัฒนาการเด็กปฐมวัยบ่งบอกถึง
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวเด็กอย่างต่อเนื่องในแต่ละวัย เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงอายุ 6 ปี
(กระทรวงศึกษาธิการ, 2546, หน้า 2) ซ่งึ สอดคล้องกบั สริ มิ า ภิญโญ อนัตพงษ์ (2550: 1) ท่กี ล่าวว่า
วัยเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปี เป็นช่วงระยะเวลาที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาการทุกด้านทั้งทาง
ร่างกาย สติปัญญาอารมณ์ จิตใจ สังคมและบุคลิกภาพ เด็กปฐมวัยเป็นเด็กที่อยู่ในช่วงวัยแห่งพลัง
การเจริญเติบโตที่แตกต่างจากวัยอื่น ๆ ในช่วงชีวิตของความเป็นมนุษย์ การเขียนเป็นการส่ือ
ความหมาย แมว้ า่ เด็กจะมีความคิดอยู่ในสมองแต่การจะเปลยี่ นความคดิ ออกมาเปน็ ภาษา สื่อสารให้
ผูอ้ น่ื เขา้ ใจกไ็ มใ่ ช่เรื่องง่าย เดก็ จะพยายามทำส่ิงท่ยี ากนี้ ก็ต่อเม่อื รสู้ กึ อยากทำ ร้สู กึ ว่ามสี ิ่งทา้ ทายให้ลง
มอื เขยี นออกมา (พรพิไล เลศิ วชิ า, 2552: 15)

การพัฒนาการเขียน เป็นอีกหน่ึงทักษะท่ีจำเป็นสำหรับเด็กปฐมวัย ท่ีผู้ปกครองควรให้
ความสำคัญ เพราะทักษะด้านการเขียนน้ันมีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ด้วยการให้
เด็กเริ่มฝึกจากการเขียนชื่อของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นชื่อเล่น ชื่อจริง นามสกุล ทั้งชื่อที่เป็น
ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพราะการเขียนชื่อเป็นเรื่องใกล้ตัวเด็ก เมื่อเขียนได้เด็กจะเกิด
ความภูมิใจและกระตุ้นความสนใจในการเขียนได้ดีท่ีสุด แต่ก่อนที่เด็กจะเริ่มฝึกเขียนหรือหยิบ
จับดินสอได้คล่องน้ัน เด็กต้องมีกล้ามเนื้อมือท่ีแข็งแรงพร้อมสำหรับการเขียนแล้วจริง ๆ

กลา้ มเนือ้ เล็ก คือ ความสามารถในการควบคมุ การทางานของกลา้ มเนือ้ มือและตาให้ทางานอย่าง
ประสานสมั พนั ธท์ ี่ดี ไดแ้ ก่ กิจกรรมที่เด็กไดห้ ยิบจับสิ่งของ ต๊กุ ตา เคร่ืองเล่น ตลอดจนการช่วยตนเองในการ
แต่งตวั การทาความสะอาดร่างกาย การรบั ประทานอาหาร ตลอดจนกจิ กรรมศิลปะ ทีเ่ ด็กไดท้ าทีโ่ รงเรียนเพ่ือ
การพฒั นาของกลา้ มเนอื้ เลก็ ซ่ึงหมายถงึ การเปล่ียนแปลงความสามารถในการควบคุมและการทางานประสาน
สมั พันธท์ ่ีดีระหว่างกลา้ มเนือ้ มือและตาในการทากิจกรรมต่าง ๆ ที่ตอ้ งใชม้ ือและตาในการบังคบั ควบคุม เช่น
การหยิบจบั ส่ิงของ การหิว้ หรือถือของ การรอ้ ยพวงมาลยั การจับดินสอหรือสีในการวาดรูปหรอื ขีดเขียนในเดก็
ปฐมวยั การจดั กิจกรรมท่ีส่งเสริมพัฒนาการดา้ นกลา้ มเนือ้ เล็กมีจุดม่งุ หมายหลักเพ่ือพัฒนาความสามารถใน
การควบคมุ การเคลอ่ื นไหวของกลา้ มเนอื้ มือ ตา เพ่ือพฒั นาความสามารถในการใชก้ ลา้ มเนอื้ เลก็ ของรา่ งกายได้
อยา่ งประสานสมั พนั ธก์ นั และเพือ่ วางรากฐานในการใชม้ อื ที่ถนดั และเตรยี มความพรอ้ มทจี่ ะเขยี นและอา่ นต่อไป
การพฒั นากลา้ มเนือ้ มดั เล็กใหแ้ ข็งแรงจึงทาใหเ้ ด็กมีความพรอ้ มที่จะลากลีลามือซึง่ เป็นพืน้ ฐานสาคัญของการ

เขยี น แตค่ รูและผปู้ กครองส่วนมากมกั ผลกั ดนั ใหเ้ ดก็ ฝึกการเขยี นในขณะท่ีเด็กยงั ไม่พรอ้ ม กล้ามเนอ้ื เล็กยังไม่
พัฒนา ทำใหเ้ ด็กเกิดความเครยี ดและไมม่ คี วามสุขในการเขยี น

จากความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะ
ศึกษาผลการพัฒนากลา้ มเนือ้ มัดเล็กโดยใชก้ จิ กรรมเส้นหรรษาของนักเรียนระดับชัน้ อนุบาลปีที่ 1/1
ที่มีความสำคัญมากในการเตรียมความพร้อมด้านการเขียนรวมถึงความมั่นใจในการเขียนของเด็ก
ปฐมวัยมากข้ึนย่อมทำใหเ้ ด็กกา้ วไปสกู่ ารพฒั นาข้นั ตอ่ ไป

3

วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย
1. เพื่อศกึ ษาผลการพฒั นากล้ามเนอื้ มัดเลก็ โดยใชก้ ิจกรรมเสน้ หรรษาของนกั เรยี นระดับช้นั
อนบุ าลปที ี่ 1/1 โรงเรียนวดั เวฬวุ นั (สารภชี นานุกูล)

สมมติฐานของการวจิ ยั
หลังการจดั กิจกรรมเส้นหรรษา ทำใหน้ ักเรยี นช้นั อนบุ าลปีที่ 1/1 โรงเรียนวัดเวฬวุ นั

(สารภีชนานกุ ูล) มกี ารพัฒนากลา้ มเนือ้ มดั เล็กเพิ่มขึ้นก่อนไดร้ บั การจดั กจิ กรรมเสน้ หรรษา

ขอบเขตการวิจัย
การวิจัยคร้ังนม้ี ีขอบเขตการวจิ ัยดังต่อไปน้ี
ขอบเขตดา้ นประชากร
เด็กนักเรยี นอายุ 3 – 4 ปี ท่ีกำลังศึกษาอยู่ชัน้ อนุบาลปีที่ 1/1 ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา

2564 โรงเรยี นวัดเวฬุวัน (สารภีชนานกุ ูล) ตำบลยางเนงิ้ อำเภอสารภี จงั หวัดเชียงใหม่ จำนวน 25
คน ชาย 14 คน หญงิ 11 คน

ขอบเขตด้านเนอื้ หา
เนื้อหาทีใ่ ชใ้ นการวิจัยครัง้ น้ีประกอบไปด้วย การพัฒนากล้ามเนือ้ มัดเล็กโดยใชก้ จิ กรรม
เส้นหรรษาของนกั เรียนอายรุ ะหวา่ ง 3-4 ปีท่ีกำลงั ศึกษาอยใู่ นระดบั ชัน้ อนุบาลปที ี่ 1/1

ตวั แปรของการวิจยั ครงั้ นี้
ตวั แปรต้น คือ กิจกรรมเส้นหรรษา
ตัวแปรตาม คอื การพัฒนากล้ามเนอ้ื มดั เล็กของนกั เรยี นชั้นอนบุ าลปีท่ี 1/1

นยิ ามศพั ท์เฉพาะ
นักเรยี น หมายถงึ เดก็ อายุ 3 – 4 ปี ที่กำลงั ศกึ ษาอย่ชู ้ันอนบุ าลปที ่ี 1/1 จำนวน 25 คน

ชาย 14 คน หญงิ 11 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564 โรงเรยี นวัดเวฬวุ ัน (สารภชี นานกุ ูล)
ตำบลยางเนง้ิ อำเภอสารภี จังหวดั เชียงใหม่

กิจกรรมสรา้ งสรรค์ หมายถึง กิจกรรมที่กระต้นุ ใหเ้ กิดพฒั นาการและเปดิ โอกาสให้เด็กได้
เปน็ ผู้รเิ ร่มิ กิจกรรมโดยการปฏบิ ตั ิจริงผ่านการสมั ผสั

เส้นพื้นฐาน 13 เส้น หมายถึง จรวจขึ้น น้ำไหล ขึ้นเขา ลงเขา ไม้ลื่น เครื่องบินข้ึน หลังคา
บ้าน กบกระโดด บ่อนำ้ ยงิ ธนู ยิงปืน ล้อเกวยี น ล้อรถ

4

กล้ามเนื้อมัดเล็ก หมายถึง การทำงานของกล้ามเนื้อมือและตาให้ทำงานสัมพันธ์กันได้ดี
ความชำนาญในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กซึ่งเป็นพื้นฐานของการที่เด็กจะพัฒนาการ
การเขียน การทำงานในชวี ติ ประจำวนั และการชว่ ยเหลือตัวเอง

ประโยชน์ทีไ่ ด้รับจากการวจิ ัย
1. เด็กปฐมวัยช้นั อนบุ าลปีที่ 1/1 มพี ัฒนากลา้ มเน้อื มัดเล็กดยี ่ิงข้นึ เม่ือไดร้ ับการจัดกิจกรรม

เส้นหรรษา
2. ครูได้รับแผนการจดั การเรยี นการสอนเกีย่ วกบั การพัฒนากล้ามเนือ้ มัดเล็กโดยใช้กิจกรรม

เส้นหรรษา มาเปน็ ส่ือและนวตั กรรมในการจัดการเรียนการสอน
3. โรงเรียนไดร้ บั นวัตกรรมใหมใ่ นการจัดการเรยี นการจัดการเรียนการสอนใหก้ บั เด็กปฐมวยั

5

บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจยั ท่ีเกี่ยวข้อง

การวจิ ัยเร่อื ง การพฒั นากล้ามเนื้อมดั เลก็ โดยใชก้ ิจกรรมเสน้ หรรษาของนกั เรียนระดับช้นั
อนุบาลปที 1ี่ /1 โรงเรียนวดั เวฬุวนั (สารภีชนานุกูล) อำเภอสารภี จงั หวดั เชยี งใหม่ ผ้วู จิ ยั ได้
รวบรวมเอกสารและงานวจิ ยั ที่เก่ียวข้อง ดังตอ่ ไปน้ี

1. พฒั นาการด้านกลา้ มเนื้อมดั เล็ก
1.1 ความหมายพัฒนาการด้านกล้ามเน้อื มัดเลก็
1.2 ความสำคญั พฒั นาการดา้ นกล้ามเนือ้ มัดเลก็
1.3 พฒั นาการทกั ษะการใชก้ ล้ามเน้ือมดั เล็ก
1.4 ทฤษฎีพฒั นาการด้านกลา้ มเน้ือมดั เล็ก
1.5 แนวทางการจัดกิจกรรมเพือ่ สง่ เสริมพัฒนาการด้านกลา้ มเนื้อมัดเลก็

2. กจิ กรรมสร้างสรรค์
1.1 ความหมายของกจิ กรรมสร้างสรรค์
1.2 ความสำคัญของกจิ กรรมสรา้ งสรรค์
1.3 รูปแบบกิจกรรมสร้างสรรค์

3. การเขยี นของเด็กปฐมวัย
1.1 ความหมายด้านการเขียนของเดก็ ปฐมวยั
1.2 ความสำคญั ด้านการเขียนของเด็กปฐมวัย
1.3 ทฤษฎีท่เี ก่ียวขอ้ งกับการเขียนของเดก็ ปฐมวัย
1.4 การส่งเสรมิ พัฒนาการเขยี นของเด็กปฐมวยั

4. งานวิจยั ท่ีเกย่ี วข้อง

6

1. พฒั นาการด้านกล้ามเนอื้ มัดเลก็
พัฒนาการกล้ามเนอ้ื มดั เลก็ เป็นการใชป้ ระสาทสัมผสั ตา่ ง ๆ รวมถงึ การใช้มอื การหยบิ จับ ซึ่งเป็น

พนื้ ฐานของการทเ่ี ด็กจะพฒั นาการเขยี น การทำงานในชวี ติ ประจำวัน และการชว่ ยเหลือตัวเอง การมี
พัฒนาการของกล้ามเนือ้ มัดเล็กที่ดี จะสามารถหยิบจับสิ่งของได้มั่นคง จับช้อนส้อมใช้งานได้ดี หรือ
จับดินสอขีดเขยี นวาดรูปได้ไว และยังสามารถพัฒนาไปใชใ้ นการเล่นเครือ่ งดนตรีต่าง ๆ

1.1 ความหมายของพัฒนาการกล้ามเนอื้ มัดเลก็
พรรณี ช.เจนจิต (2558) ได้กล่าวถึงความหมายของพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กไว้ว่า

เป็นความสามารถในการบังคับการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ แขน มือ และนิ้วมือ ในการทำกิจกรรม
ต่าง ๆ โดยสัมพันธ์กับการใช้สายตา เน้นความสามารถในการปรับตัวที่เด็กมีทักษะการใช้มือในการ
ปฏบิ ตั ิงานในชีวิตประจำวันได้ เชน่ การช่วยตัวเอง การแต่งตวั การทำงานต่าง ๆ ตลอดจนการเล่น

นภเนตร ธรรมบวร (2554) ได้กล่าวถึงความหมายของพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กไว้ว่า
การบังคับกล้ามเนื้อเล็กส่วนต่าง ๆ ให้ทำงานประสานกัน เช่น ตากับมือ นิ้วมือ ได้แก่ การวาดภาพ
การลากเสน้ การตัดกระดาษ การร้อยลูกปัด และการลากเสน้ ตามรอยปะ เป็นต้น 5

กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551) ได้กล่าวถึงความหมายของพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กไว้ว่า
การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก คือการสร้างเสริมความสามารถในการหยิบ จับ คัดเขียน และทำกิจกรรมท่ี
ตอ้ งใช้กลา้ มเนือ้ น้วิ มอื ฝา่ มือ และข้อตอ่

กล่าวโดยสรุปได้ว่า พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก คือ ความสามารถในการบังคับการ
เคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ แขน มือ และนิ้วมือ ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยการบังคับกลา้ มเนื้อเลก็
ส่วนต่าง ๆ ให้ทำงานประสานกัน เช่น ตากับมือ นิ้วมือ ได้แก่ การวาด ภาพ การลากเส้น การตัด
กระดาษ การร้อยลูกปดั และการลากเส้นตามรอยปะ การหยบิ จบั และคัดเขยี น เป็นต้น

1.2 ความสำคัญของกล้ามเนอ้ื มดั เล็ก
ความสำคัญของกล้ามเนื้อมัดเล็ก มีนักวิชาการหลายท่าน ได้กล่าวถึงความสำคัญของ

กล้ามเนือ้ มัดเลก็ ไว้ดังนี้
เกียรติวรรณ อมาตยกุล (2559) ได้กล่าวถึงความสำคัญของกล้ามเนื้อมัดเล็กไว้ว่า มือของ

คนเราคือฐานของสมองผู้ที่ได้รับการบริหารมือมาตั้งแต่เด็ก ๆ จะเป็นผู้ที่มีสมองดี มีความคิดฉับไว
การฝกึ ฝนนความคล่องแคล่ว ว่องไวของการ ใชก้ ลา้ มเนอ้ื น้ิวมือมีความสัมพนั ธ์อย่างมากกับความคิด
อันฉับไวขอเด็ก ในทางตรงกันข้ามเด็กที่ไม่มีความสามารถเคลื่อนไหวนิ้วมือได้คล่องแคล่วมักจะคดิ
อะไรช้าไปด้วย

7

จรัล คำภารตั น์ (2551) กล่าวถงึ ได้กล่าวถึงความสำคญั ของกล้ามเนอื้ มดั เลก็ ไว้ว่า ในขณะที่
เด็กกำลังลากเส้นในลักษะขีดเขี่ยไปมานั้นสอมของเด็กได้จินตนาการที่ไร้ ขอบเขต และทำใหเกล้าม
เนอ้ื ประสาทตามีความสมั พันธ์กนั

ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2551) ได้กล่าวถึงความสำคัญของกล้ามเนื้อมัดเล็กไว้ว่า การเขียน
ตัวอักษรตามความหมายของผูใ้ หญ่แต่การเขยี นของเดก็ อนบุ าลเพยี งการขีดเขียนไปมากเ็ ปน็ การเขียน
ในขั้นเริ่มตน้ แล้ว ซึ่งประโยชน์ของการเขียนก็เพือ่ สื่อ ความและแสดงออกถึงความคิดเห็นเป็นสื่อใน
การแสดงออกทตี่ ามองเหน็ โดยตอ้ งใชค้ วามสัมพันธร์ ะหวา่ งตากับมอื ในการบังคบั ควบคุมการทำงาน

กล่าวโดยสรุปได้ว่า กล้ามเนื้อมัดเล็กมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเล็กเป็นอย่างมากและเป็น
อวัยวะท่ี สำคัญ ในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมือ นิ้วมือ แขนทำงานร่วมกันกับกล้ามเนื้อตาให้
ประสานงานกันอย่างลงตัว และทำให้เด็กสามารถทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว
การบริหารกล้ามเน้อื มอื กับตาบ่อย ๆ จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาสมองที่ดีตามไปดว้ ย ตลอดจนการขีด
เขียนของเดก็ ต่อไป

1.3 พัฒนาการทกั ษะการใชก้ ล้ามเนอื้ มัดเล็ก
พัฒนาการทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก มีนักวิชาการหลายท่าน ได้กล่าวถึงพัฒนาการ

ความสามารถในการใชก้ ล้ามเน้ือมัดเล็ก ไว้ดงั น้ี
ดวงเดือน ศาสตรภัทร (2555) ได้กล่าวถึงความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมือมัดเล็ก

จากของกีเซล ไว้ดังน้ี
อายุ 3 ขวบ
1. ตอ่ กอ้ นไมไ้ ด้สงู 9 กอ้ น
2. ต่อก้อนไมเ้ ปน็ รปู สพานได้
3. หยบิ ลกู กวาดใสข่ วดได้ 10 เม็ด ในเวลา 30 วินาที
4. เขียนรปู วงกลมตามแบบได้
5. เขยี นรปู กากบาทได้
6. จดั รปู เหลย่ี มใส่ช่องทำได้ถกู ตามแบบ
7. กนิ อาหารไดเ้ องโดยไม่หกเลอะเทอะ
8. รนิ น้ำจากเหยือกได้
9. ใส่รองเทา้ ไดเ้ อง
10. ใส่เสอ้ื ท่ไี ม่มีกระดมุ ได้

8

อายุ 4 ขวบ
1. เลียนแบบวางกอ้ นไม้เป็นรูปประตูได้
2. วาดรปู คนมีส่วนสำคัญ 2 ส่วน
3. วาดรปู กากบาท
4. พับกระดาษได้ 3 ทบ (ตามแบบ)
5. ล้างหนา้ ลา้ งมอื และแปรงฟนั ไดเ้ อง
6. ใสเ่ ส้ือผ้าและถอดได้เองเฉพาะชน้ั นอก

อายุ 5 ขวบ
1. ตอ่ ก้อนไมท้ ำขัน้ บันไดได้ 2 ข้ัน
2.วาดรปู สามเหลี่ยมเหมือนแบบ
3. แตง่ ตัวและถอดเส้ือผา้ ไดเ้ อง โนไมต่ ้องช่วยเหลือ

อายุ 6 ขวบ
1. เล่นต่อกอ้ นไมท้ ำบันไดได้ 3 ขั้น
2. วาดรูปคนมีสว่ นคอ มอื และใส่เสือ้ ผ้า
3. แตง่ ตวั และผกู เชือกรองเท้าได้

สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2546) ได้กล่าวถึงความสามารถในการ
ใชก้ ลา้ มเนื้อมือมัดเล็ก ไวว้ ่า

วยั 4-5 ปี
1. เสยี บคลปิ กระดาษลงบนกระดาษ
2. จับดนิ สอด้วยนิ้วมือในท่าทางท่ีถกู ต้อง
3. พับกระดาษซอ้ นกนั 3 ทบได้และใช้นวิ้ รรดตามรอยพับ
4. ประกอบภาพตดั ต่อ 6-10 ลงในกรอบ
5. มคี วามคลอ่ งแคล่วในการใช้กรรไกรตัดกระดาษเป็นรปู สเ่ี หล่ยี มและสามเหล่ียม
6. ปั้นดนิ นำ้ มนั เปน็ รปู ลา่ งหยาบ ๆ ทผ่ี ูอ้ ่ืนอาจไมเ่ ข้าใจความหมาย
7. เขียนรปู มีหัว มตี วั มสี ว่ นตา่ งๆของรา่ งกายที่สำคัญได้
8. เขยี นรูป สเี่ หลี่ยมหรอื สามเหลีย่ มตามแบบได้
9. สามารถเขยี นเส้นตามรอยปะ
10. วาดรูปบา้ นแบบงา่ ยๆ
11. ระบายสีรปู ทรงและแบบอิสระใหง้ ่าย ทีม่ ีขนาดใหญ่ภายในขอบรูป
12. สามารถพบั นิ้วมอื ของตนเองเอาขนึ้ หรอื หดลงทลี ะนว้ิ
13. สามารถกะขนาดรปู รา่ งของสิ่งของร้วู ่าอะไรเลก็ หรอื ใหญ่

9

วยั 5-6 ปี
1. สามารถรับลูกบอลท่ีโยนมาจากระยะไกล 1 เมตร
2.ใช้อุปกรณต์ ่างๆประกอบกนั เลน่ ดนิ นำ้ มัน เชน่ ขวด
3. กรอกน้ำ-ทราย ลงในภาชนะและเทออกได้
4. ไขและหมนุ ลกู บดิ ประตูดว้ ยกญุ แจ
5. เปดิ ปดิ เขม็ กลัดท่ีมขี นาดใหญ่
6. ร้อยด้ายขน้ึ ลงผ่านรทู ีเ่ จาะกระดาษฝึกการเยบ็
7. ตอ่ แท่งไม้เปน็ รปู ต่าง ๆได้
8. ประกอบภาพตัดต่อจำนวนไม่เกนิ 12 ช้ินเขา้ ดว้ ยกัน (ไมม่ ีกรอบ)
9. ประกอบภาพตัดต่อ 16 - 20 ชน้ิ เขา้ ดว้ ยกนั ลงในกรอบ
10. ใช้กรรไกรได้คล่อง ตดั กระดาษตามรอยเป็นภาพต่างๆได้
11. ปั้นดนิ น้ำมันเป็นรูปสง่ิ ของทมี่ รี ายละเอียด ส่ือความหมายให้ผอู้ น่ื ได้เขา้ ใจ
12. เขยี นรปู มีหัว มตี ัว มขี าแขนและมือได้
13. เขียนรูปสี่เหลี่ยมตามคำสงั่ โดยไม่มเี เบบ
14. ลอกแบบตัวพยญั ชนะขนาดสงู 2-4 เซนตเิ มตร
15. เขยี นตัวพยัญชนะ ตามรอยปะได้
16. เขียนชื่อตวั เองได้
17. ระบายสีภาพท่มี คี วามละเอยี ดเลก็ โดยอยู่ในขอบเขต

อำพรรณ ปัญญาโรจน์ (2545) ได้กลา่ วถึงความสามารถในการใช้กล้ามเนอื้ มือมดั เลก็ ไว้ว่า
อายุ 1 ปี จับสิ่งของด้วยนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ จับดินสอกลางแท่งด้วยมืออุ้งมือแล้วขีด

เขยี นไปมา
อายุ 2 ปี มักเล่นของเล่นที่ออกแรงมากขึ้น เช่น ตีหรือตอกด้วยค้อนดึงออกหรือสวมใส่

ของสิ่งทม่ี รี ูปรา่ งเหมาะมอื และสสี ะดุดตา
อายุ 3 ปี กล้ามเนื้อแข็งแรง ใช้มือหยิบจับอาหารตลอดจนใช้ช้อนตักอาหารเข้าปากได้

ช่วยตัวเองในการแต่งกาย เช่น ถอดและใส่กระดุมเสื้อได้เองแต่ยังต้องการให้ผู้ใหญ่ช่วยเหลืออยู่
สามารถจบั ดนิ สอขดี เขยี นได้

อายุ 4 ปี วยั น้ีสามารถช่วยตัวเองในการแต่งตวั ล้างมือ แปรงฟัน ไดม้ ากขนึ้ 11
อายุ 5-6 ปี เด็กวัยน้ีสามารถใชก้ รรไกรตดั กระดาษตามรูปได้ดีปั้นดินน้ำมัน เย็บผ้า ด้วย
เขม็ เล่มโต วาดเขยี นด้วยดนิ สอแหละสนี ำ้ ได้
จากที่กล่าวข้างตน้ สรุปได้ว่า พัฒนาการความสามารถในการใช้กลา้ มเนื้อมือมัดเลก็ ของเด็ก
ปฐมวัยนั้นจะมีพัฒนาการเป็นไปอย่างมีระบบตามชว่ งอายุของเดก็ แต่ละวัย โดยจะพัฒนาจากนิ้วมือ

10

ต้นแขนไปสู่ปลายแขนหรือจากต้นไปสู่ปลาย ซึ่งความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กโทรไปกับ
กลา้ มเน้ือใหญ่และระดบั สตปิ ญั ญาตามวุฒิภาวะของสมองทเ่ี ป็นไปตามวัย

1.4 ทฤษฎีท่ีเกยี่ วขอ้ งกบั ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมดั เลก็
ทฤษฎพี ฒั นาการดา้ นกลา้ มเนอื้ มัดเลก็ มนี ักวิชาการหลายท่าน ได้กล่าวถงึ ความสามารถในการ

ใชก้ ล้ามเนอ้ื มัดเลก็ ไวด้ งั น้ี
เคปฮาร์ท (โทมัส,อาร์.เมอเร.2545:427-433; อ้างอิงจาก Kephart.1971) ได้กล่าวถึง

ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กไว้ว่า พัฒนาการเป็นลำดับขั้นของเด็ก คือ เริ่มจาการรับ
ข่าวสารข้อมูลของเด็ก ( information processingstage) เรียกว่า innate หรือ stimulus-
responde refex period (ระยะที่มีอยู่เดิมแต่ 16 กำหนดหรือระยะของปฏิกิริยาการกระตุ้น –
ตอบสนองโดยอัตโนมัติ) ระยะนีเ้ ดก็ จะมองกระพรบิ ตา สะดงุ้ หมุนตวั และทำอะไรตามแบบอัตโนมัติ
ระบบประสาทและกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ เจริญเติบโตขึ้นมาที่ละน้อยปฏิกิริยาอัตโนมัติบางอยา่ งจะมี
การปรบั ให้เข้าตามสถานการณ์ จากนั้นขัน้ การรบั รู้ (perceptual stage) จะเชื่อมโยงหรอื ปรับให้เด็ก
แยกภาพและพ้นื ได้ โดยอาศยั ประสบการณ์ ของเดก็ เมอื่ เดก็ มกี ิจกรรมจะตอ้ งอาศยั กล้ามเน้ือมัดเล็ก
เชน่ การจบั วัตถเุ ลก็ ๆ เด็กจะกระตุ้นนิว้ หัวเมื่อ และนิ้วช้ีให้บีบเขา้ มาในทิศทางตรงกนั ขา้ มเพียงอย่าง
เดียว โดยไม่ต้องออกแรงกระตุ้นส่วนอื่น ๆ เมื่อ เด็กเรียนรู้บรรลุควบคุม จะทำให้เด็กสามารถบังคับ
มือให้เขียนหนังสือแยกมุมมองที่เหมาะสมและเคลือ่ นไหวกลา้ มเนื้อไปสู่สิ่งนั้นได้ และเริ่มพฒั นาการ
ไปสู่การค้นหาโดยอาศยั ตา และประสาทสมั ผัสตา่ ง ๆ เพื่อให้เรียนรู้และสมั พันธ์กับการใช้กล้ามเนื้อใน
การเคลือ่ นไหวอยา่ งถูกต้องและคล่องแคลว่

กเี ซล (ประมวญ ดิดคนิ สนั . 2554: 178-179; อา้ งองิ มาจาก Gesell.1947) ซึ่งเปน็ นกั จติ วิทยา
พฒั นาการ ได้กล่าวถงึ ความสามารถในการใช้กล้ามเน้ือมัดเลก็ ไว้ว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเน้ือ
มัดเล็กของเด็กสามารถแบ่งออกเป็นระยะและมี ขั้นตอนการพัฒนาการ โดยเริ่มจากขั้นแรก คือ
การใช้มือตะปบ ขั้นต่อมาจับของด้วยนิ้ว 4 นิ้วติดกัน กับฝ่ามือ โดยเริ่มใช้ฝ่ามือตอนใกล้ ๆ สันมือ
ต่อมาเล่ือนไปใชก้ ลางใจมือ จากน้ันหัวแมม่ ือจึงคอ่ ย เคลอื่ นมาช่วยจบั ขน้ั สุดท้ายคือการหยิบของด้วย
หัวแม่มือกับปลายนิ้ว ซึ่งทั้งหมดเป็นกล้ามเน้ือเล็กที่มีความสำคัญแก่ชีวิต เพราะเป็นรากฐานของ
บุคคล เมื่อเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่พฤติกรรมของบุคคลจะมี อิทธิพลมาจากสภาพความพร้อมทาง
ร่างกายได้แก่ กล้ามเนื้อ ต่อกระดูกและประสาทต่าง ๆ สิ่งแวดล้อมเป็นเพียงส่วนประกอบของการ
เปล่ยี นแปลง โดยทก่ี ีเซลได้แบง่ พัฒนาการเด็กออกเปน็ 4 ดา้ นดงั นี้

1. พฤติกรรมด้านการเคลื่อนไหว (Motor Behavior) เป็นความสามารถของร่างกาย
ท่ีครอบคลุมถงึ การบงั คบั อวัยวะตา่ ง ๆ ของรา่ งกายและความสัมพันธ์ทางดา้ นการเคลือ่ นไหวทงั้ หมด

2. พฤติกรรมด้านการปรับตัว (Adaptive Behavior) เป็นความสามรถในการประสานงาน
ระหว่างระบบการเคลือ่ นไหวกบั ระบบความรู้สกึ (Motor Sensory Coordination) เช่น ประสานงาน

11

ระหว่างตากับมือ (Eye –Hand Coordination) ซึงดูได้จากความสามารถในการใช้มือของเด็ก
(Manipulation) เช่น ในการตอบสนองต่อสิง่ ที่เป็นบาศก์ การสั้นกระดิ่ง การแกวง่ กำไร ฯลฯ ฉะนนั้
พฤติกรรมด้านปรับตวั จงึ สัมพันธ์กบั พฤตกิ รรมทางการเคลอื่ นไหว

3. พฤติกรรมทางด้านภาษา (Language Behavior) ประกอบด้วยวิธีสื่อสารทุกชนิด เช่น
ทา่ ทางการเคลอ่ื นไหวทา่ ทางกาย ความสามารถในการเปลง่ เสียง

4. พ ฤ ต ิ ก ร ร ม ท า ง ด ้ า น น ิ ส ั ย ส ่ ว น ต ั ว แ ล ะ ส ั ง ค ม ( Personal-Social Behavior)
เปน็ ความสามารถ ในการปรับตัวของเด็กระหวา่ งบุคคลกับกลุ่มภายใต้แวดล้อม และสภาพความเป็น
จรงิ นบั เป็นการ ปรับตวั ท่ีตอ้ งอาศัยความเจรญิ ของสมอง และระบบการเคลอ่ื นไหวประกอบในส่วนที่
เกี่ยวกบั ความสามารถในการใช้กล้ามเนอื้ มดั เลก็

กีเซลพบว่าก่อนท่ีคนเราจะทำอะไรง่าย ๆ เชน่ หยบิ อาหารใส่ปากได้นน้ั มีการเรียนรู้หลายข้ัน
ข้ันแรกทารกใช้มือตะปบ ขน้ั ตอ่ มาจบั ของดว้ ยมือ 4 น้ิวตดิ กนั ฝา่ มือโดยเรม่ิ ใช้ฝ่ามือตอนใกล้ ๆ สนั มือ
ต่อมาจะเลื่อนไปใช้ใจกลางมือ ครั้นแลว้ ใชห้ ัวแม่มือค่อย ๆ เลอื่ นมาจบั ขนั้ สดุ ท้าย คือ การหยิบของ
ด้วยนิ้วหัวแม่มือกับปลายนิ้ว ยิ่งไปกว่านั้น กีเซลได้ตั้งข้อสังเกตว่าการควบคุมปฏิบัติการแห่ง
กล้ามเนื้อของคนเรามพี ัฒนาการเริ่มจากศีรษะ จรดเทา้ เรียกว่า Cephalo–Caudal Sequence คือ
หันศีรษะ ได้ก่อนชันคอแล้วจึงคว่ำ คืบ นั่ง คลาน ยืน เดิน และวิ่งตามลำดับ ส่วนพัฒนาการควบคมุ
ปฏิบตั ิการ กลา้ มเนอ้ื เรมิ่ จากใกล้ลำตัวก่อน เรียกว่า Proximdistal Sequence ที่แขนขาทารกย่อม
บังคบั การเคลือ่ นไหวแขนขาไดก้ ่อนมือและเท้าเดก็ ใชแ้ ขนคล่องกอ่ นมือและใช้มือคล่องก่อนน้ิวดังน้ัน
เด็กเล็ก ๆ เมื่อต้องการจับอะไรก็ผวาไปทั้งตัว ต่อมาจึงยื่นออกไปเฉพาะแขนแล้วจึงใช้มือและน้ิว
ดังกลา่ วถา้ จะให้เด็กเล็ก ๆ เขยี นหนังสอื มักจะตวั โตเพราะกล้ามเนอ้ื มอื ยงั ใช้ไมค่ ลอ่ ง ได้แต่วาดแขนไป
กว้าง ๆ ต่อมาเมือ่ การบงั คับกล้ามเนอ้ื บรรลวุ ฒุ ภิ าวะแล้วจงึ ให้เขยี นตวั เล็ก ๆ ไดเ้ พราะสามารถบังคับ
กล้ามเนื้อมอื และนิ้วได้

อีริคสัน (สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์.2545:47;อ้างอิงจาก Sprinthall. 1998) ได้กล่าวถึง
ความสามารถในการใช้กล้ามเนอ้ื มัดเล็กไว้ว่า พัฒนาการของเดก็ วัย 2-3 ปี ขน้ั การควบคุมด้วยตนเอง
หรือสงสัยอายโดยเด็กเริ่มเรียนรู้ที่การช่วยตนเองสามารถ ควบคุมตนเองและทำงานง่าย ๆ
ไดเ้ หมาะสมกับวัยเช่นการหยิบอาหารเข้าปากซ่งึ ถ้ามีการบังคับหรือเข้มงวดมากเกนิ ไปอาจจะรู้สึกว่า
ตนเองไมส่ ามารถทำไดจ้ ะส่งผลใหเ้ ด็กเกิดการพึง่ พาผู้อื่น

1.5 แนวทางการจดั กิจกรรมเพ่ือส่งเสริมการพัฒนาทักษะการใช้กลา้ มเนื้อมดั เล็ก
แนวทางการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก มีนักวิชาการ

หลายทา่ น ไดก้ ล่าวถงึ กจิ กรรมเพอื่ ส่งเสริมการพฒั นาทักษะการใช้กล้ามเนื้อมดั เลก็ ไว้ดังน้ี
เยาวพา เดชะคุปต์ (2542) ได้กล่าวถึงแนวทางการจดั กิจกรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะ

การใชก้ ลา้ มเนื้อมดั เลก็ ไวว้ ่า

12

1. อปุ กรณป์ ระเภทท่ีส่งเสรมิ การใช้กลา้ มเน้อื มอื กับสายตา (Eye Hand Coordination) เชน่
2. อปุ กรณป์ ระเภทหนึ่งท่ีจะกระทำต่อวตั ถุ (Manipulative) เช่น การตอ่ บลอ็ กต่าง ๆ ได้แก่
บล็อกไม้ บลอ็ กชุด บลอ็ กกลวง ตัวต่อพลาสติกต่าง ๆ เป็นตน้
กลุ ยา ตนั ตผิ ลาชวี ะ (2547) ได้กล่าวถึงแนวทางการจัดกิจกรรมเพ่อื ส่งเสรมิ การพัฒนาทักษะ
การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กไว้ว่า กิจกรรมที่พัฒนากล้ามเนื้อเล็ก เพื่อฝึกการทำงาน ประสานสัมพันธ์
ระหวา่ งตากับมอื แล้วยงั เป็นการพัฒนาทักษะการใช้มือ เนื่องจากการกระตนุ้ จาก ปลายกล้ามเน้ือเล็ก
จะส่งผลตอ่ ไปยังใยประสาททำให้เพ่มิ ความเจรญิ งอกงามของใยประสาท ซงึ่ มีหลายกจิ กรรม ดงั น้ี
1. กิจกรรมการปั้นเป็นงานส่งเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อ ฝ่ามือ ข้อมือและนิ้วมือ
ในการบบี บิดงึ นวด ทุบ และประดิษฐ์ ซึง่ สง่ ผลให้เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือมีทักษะการใช้
นิ้วในการทำงานคล่องตัวขึ้น วัสดุที่นำมาใช้ ได้แก่ ดินเหนียว ดินน้ำมัน ปัจจุบันนิยมใช้แป้งหรือ
แป้งโด (Play Dough)
2. กิจกรรมการฉีกกระดาษ การตัด การประกระดาษบนภาพ โดยเน้นความสามารถของ
การจับการถือและการกะประมาณโดยแตกต่างกันดังนี้

เด็กอายุ 4-5 ปี
1. แปะกระดาษตามรูปรอยได้
2. ตัดกระดาษตามรอยได้

เดก็ อายุ 5-6 ปี
1. ใช้กรรไกรได้คล่อง ตัดกระดาษตามรอยพับต่าง ๆ ได้ ปะติดตกแต่งภายใน

กรอบได้
2. การวาดภาพระบายสี

เดก็ อายุ 4-5 ปี
1. จับดินสอดว้ ยท่าทางท่ีถูกต้องไดด้ ี
2. เขียนรูปตามแบบได้
3. วาดรปู สง่ิ ที่คุ้นเคยได้
4. วาดรูปคนครบ สว่ นประกอบของรา่ งกายได้
5. วาดรปู บา้ นได้
6. ระบายสรี ปู ทรงและแบบอสิ ระไดใ้ นกรอบรปู

เดก็ อายุ 5-6 ปี
1. วาดรปู คนและเสือ้ ผา้ ให้รายละเอียด

13

2. เขียนรูปตามจนิ ตนาการ หรอื ตามคำสงั่ ได้โดยไม่มีแบบ
3. ระบายสีไม้สวยงามในภาพทมี่ คี วามละเอียดขนาดน้ีโดยอยูใ่ นกรอบรูป
4. การพับ การพับเป็นกิจกรรมเพิ่มความสามารถในการควบคุมกล้ามเนื้อ
นิ้วมอื ข้อมอื และการใช้สายตาให้สัมพันธ์กับมือ การพบั แตล่ ะอายตุ ่างกัน ซึ่งความสามารถแตกต่าง
ตามวยั ดงั น้ี
เดก็ อายุ 4-5 ปี
1. พับกระดาษซอ้ นกนั 3 ทบได้
2. ใชน้ ้วิ รดี รอยพับได้
3. พบั เปน็ รปู รา่ งอยา่ งงา่ ยได้ เชน่ จรวด เรือ
เด็กอายุ 5-6 ปี
1. เรยี นพบั กระดาษต่างๆได้
2. พับกระดาษเป็นรูปร่าง
3. การฝึกความคล่องของกล้ามเนื้อเล็ก เป็นกิจกรรมที่ฝึกการเคลื่อนไหว
พื้นฐานของกล้ามเนื้อเล็ก ได้แก่ การต่อไม้บล๊อก การร้อย ลูกปัด รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ
การหยิบจับ การใช้นิ้ว เช่น การเล่นเปียโน การดีดพิณ เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมฝึกความคล่องแบ่ง
ตามอายุ ดังน้ี
เด็กเลก็ มากกว่าอายุ 1-3 ปี
1. รอ้ ยลกู ปดั
2. รดู ซิป
3. ตดิ กระดุม
4. ต่อไม้บล๊อก
5. แกะหอ่ ของท่ีผูกกเชือกหลวม
เดก็ อนุบาล 3-6 ปี
1. ตอ่ ไมบ้ ลอ๊ ก
2. จัดแยกสิง่ ของ
3. รอ้ ยด้าย
4. ผูกเชือก
พูนสุข บุณย์สวัสดิ์ (2544:41-42ได้กล่าวถึงแนวทางการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการพฒั นา
ทกั ษะการใช้กล้ามเนื้อมดั เลก็ ไว้ว่า

14

1. ใหเ้ ลน่ โยน-รับลกู บอล โยน-รับห่วงยางหรือลูกช่วง
2. ใหเ้ ล่นเกมและการละเลน่ ที่ใชม้ อื นัง่ เล่นกบั ท่ี เชน่ หมากเก็บ อีตกั หมากขุม ฯลฯ
3. ให้ใช้ไม้ขีดเขียนเล่นบนดิน ใช้นิ้วมือขีดเขียนเล่นทรายและขุดอุโมงค์ ก่อเจดีย์ ทราย
ใชช้ อลก์ ขีดเขยี นกระดานเล่น
4. ใหเ้ ล่นกับงานศิลปะ เชน่ ใหว้ าดภาพระบายสีดว้ ยสีเทียนหรือสีไม้ ให้วาดภาพด้วยพู่กัน
หรอื แปรงทาสีอนั เล็ก และใช้สนี ำ้ สีฝุ่น หรอื สีโปสเตอร์ ใหว้ าดภาพด้วยน้ิวมอื ด้วยแป้งมันผสมสีหรือ
โคลน ให้วาดภาพด้วยกาวน้ำ โรยทรายสี หรือโรยข้ีเล่ือยไมป้ ่นผสมสี หรือกากมะพร้าวป่นผสมสี ให้
วาดดว้ ยเชือกหรอื หลอดด้าย ใหพ้ มิ พภ์ าพดว้ ยเศษวสั ดุ หรือฟองน้ำ หรือกระดาษขยุ้ม หรือใบไม้ กา้ น
กล้วย ให้เล่นสีบนกระดาษหยดสี เทสี เป่าสี ทับสี ลูบสี ให้ทำงานกระดาษด้วยเล่นป้ันแป้งที่ผสมสี
ใสอ่ าหาร ดินน้ำมัน ดนิ เหนยี ว ปน้ั ทรายผสมน้ำ ให้ประดิษฐส์ ่งิ ของจากเศษวสั ดุ
5. ให้เลน่ ของเลน่ ทใ่ี ช้มอื นิว้ มือ เช่น เล่นโทรศพั ท์ เล่นเปลี่ยนเสอื้ ผา้ ตุ๊กตา รดู ซิป ตดิ กระดุม
ผูกเชือกรองเท้า เล่นใส่ของลงกรอบหรือในช่องที่มีรูปคล้ายของนั้น เช่น ใส่หมุดลงในช่อง กระดาน
หมุด ใส่รูปทรงลงในกล่องหยอดรูปทรง สวมลูกกลมแท่งไม้ เล่นร้อยลูกปัด เล่นเย็บผ้าบน แผ่นหนัง
ตอกตาไก่ เล่นถักสานด้วยกระดาษเส้นหรือพลาสติกเส้น เล่นต่อไม้บลีอก ต่อเลโก้ เล่นภาพ ตัดต่อ
เล่นกรองนำ้ เล่นก่อเจดยี ์
6. ให้เลน่ เครือ่ งเลน่ ดนตรีสำหรับเด็ก เชน่ เขย่าลูกแซค ตกี ลอง ตีฉาบ ตีฉง่ิ ตีระนาด เป่าปี่
ดดี เปียโน ดีดกีตาร์ฯลฯ เคร่อื งดนตรเี หลา่ นท้ี ำจากเศษวัสดเุ หลอื ใชก้ ไ็ ด้
กล่าวโดยสรุปได้ว่า แนวทางการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะการใช้กล้ามเน้ือ
มัดเล็ก การส่งเสริมความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเลก็ เปน็ การใช้ฝึกใชม้ ือ นิ้วมือ ในการหยบิ
จับสัมผัสสิ่งของต่าง ๆ รอบตัว วัสดุอุปกรณ์ที่หลากหลายและฝึกทักษะ ในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก
ในการเคลือ่ นไหวต่าง ๆ ตลอดจนการทำกิจวตั รประจำวันในแตล่ ะวนั

2. กิจกรรมสรา้ งสรรค์
กิจกรรมสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เด็กได้พัฒนากระบวนการคิดการรับรู้ความสวยงาม

และส่งเสริมกระตุ้นให้เด็กแสดงออกทางอารมร์ความรู้สึก ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจินตนาการ
โดยใช้กิจกรรมศิลปะหรือกิจกรรมอื่นที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กแต่ละวัย เช่น การวาดภาพ
และระบายสี การเลน่ กบั สี การพมิ พภ์ าพ การปั้น การพับ ฉีก ตัดปะ การประดษิ ฐเ์ ศษวัสดุ การร้อย
และการสาน

15

2.1 ความหมายของกจิ กรรมสร้างสรรค์
ความหมายของกิจกรรมสร้างสรรค์มีนักวิชาการหลายท่าน ได้กล่าวถึงความหมายของ

กจิ กรรมสร้างสรรค์ ไว้ดังนี้
คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 (2546) ได้ให้ความหมายของกิจกรรม

สร้างสรรค์ ไว้ว่า เป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาให้เด็กแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดริเริ่ม
สรา้ งสรรคแ์ ละจินตนาการ โดยใช้ศิลปะ เชน่ การวาดภาพระบายสี การปน้ั การฉีก-ตดั -ปะ การพิมพ์
ภาพ การร้อย การประดิษฐ์ หรอื วิธกี ารอน่ื ที่เดก็ ไดค้ ดิ สร้างสรรคใ์ หเ้ หมาะกบั พัฒนาการ

ฉวีวรรณ จันทร์อ่อน (2562) ให้ความหมายของกิจกรรมสร้างสรรค์ ไว้ว่า การจัดกิจกรรม
ศิลปะให้กับเด็กปฐมวัยในแต่ละวัน นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับเด็กปฐมวัย นอกจากจะได้
พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็กและการประสานสัมพันธ์ ระหว่างมือกับสายตาแล้วกิจกรรม
ศิลปะยังสอดคล้องกับแบบแผนการเรียนรู้ของสมอง หรือที่เรียกว่า Brain Base Learning (BBL)
อีกด้วย เด็กจะได้ฝึกปฏิบัติจริง มีประสบการณ์ตรง เรียนรู้ผ่านการ สังเกตและฝึกกิจกรรมอย่าง
หลากหลายเพื่อพัฒนาจุดเชื่อมต่อของใยประสาทภายใต้สภาพแวดล้อ มที่ ผ่อนคลาย มีอิสระทาง
ความคิด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่สามารถพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก ได้เป็นอย่างดีและ
เชือ่ มโยงพฒั นาการของอวัยวะหลายสว่ น ทำใหเ้ กดิ จุดเชื่อมต่อของใยประสาทที่ สามารถพัฒนาไปสู่
แบบแผนการเรยี นรู้ของสมอง ในการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ครูควรส่งเสริม จัดกิจกรรมให้เด็ก
มีประสบการณต์ รงและฝึกปฏิบตั อิ ย่างหลากหลาย

สรวงพร กุศลส่ง (2559) ให้ความหมายของกิจกรรมสร้างสรรค์ ไว้ว่า กิจกรรมศิลปะ
สร้างสรรค์เป็นกระบวนการ ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์จินตนาการ ประสบการณ์ อารมณ์
ความรู้สึก เพื่อสื่อสารและ แสดงออกผ่านสื่อวัสดุให้ผู้อื่นเข้าใจเกิดเป็นผลงานที่ออกมา ซึ่งการ
จัดกิจกรรมศิลปะจะไม่มีการบังคับ ให้เดก็ ทำ แต่เป็นกิจกรรมเสรีที่ให้เดก็ ทกุ คนสามารถจะทำได้เม่ือ
ตัวเองเกิดความต้องการพอใจและ สนใจ โดยใช้ศิลปะหรือวิธีการต่าง ๆ เป็นเครื่องมือในการ
จัดกิจกรรม เช่น การวาดภาพ ระบายสี พิมพ์ภาพ ปั้น ฉีก ตัดปะ การประดิษฐ์ ฯลฯ โดยเด็กจะใช้
ประสาทสัมผัสในการรับรู้ และการ เคลื่อนไหวร่างกายในการควบคุมลำตัว แขน นิ้วมือให้ประสาน
สมั พันธก์ นั กับการใช้เครื่องมอื ตา่ ง ๆ เพือ่ สรา้ งผลงานทางศิลปะตามความตอ้ งการของตนเอง

กลา่ วโดยสรปุ ได้ว่า กิจกรรมศลิ ปะสร้างสรรคเ์ ปน็ กระบวนการ ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์
จนิ ตนาการ ประสบการณ์ อารมณ์ ความรู้สึก เพื่อสือ่ สารและแสดงออกผ่านส่ือวัสดุใหผ้ ู้อื่นเข้าใจเกิด
เป็นผลงานท่ีออกมาและไดพ้ ฒั นาความแขง็ แรงของกลา้ มเน้ือเลก็ และการประสานสมั พนั ธ์ระหว่างมือ

16

กับสายตา เด็กจะได้ฝึกปฏิบัติจริง มีประสบการณ์ตรง เรียนรู้ผ่านการ สังเกตและฝึกกิจกรรมอย่าง
หลากหลาย

2.2 ความสำคญั ของกจิ กรรมสร้างสรรค์
ความสำคัญของกิจกรรมสร้างสรรค์มีนักวิชาการหลายท่าน ได้กล่าวถึงความสำคัญของ

กิจกรรมสร้างสรรค์ ไวด้ งั น้ี
เยาวพา เดชะคุปต์ (2542) ได้กล่าวถึงความสำคัญของกิจกรรมสร้างสรรค์ไว้ว่า ศิลปะเป็น

แนวทางหนึ่งท่ีจะชว่ ยให้เดก็ ได้แสดงความสามารถและความรสู้ ึกนกึ คดิ ของตนออกมาในรูปภาพหรือ
สิ่งของที่เด็กจะสามารถแลเห็นได้เด็กจะใช้ศิลปะเพื่อเป็นสื่ออธิบายสิ่งที่เขาทำ เห็น รู้สึก และ
คิดออกมาเป็นผลงาน การจัดประสบการณ์ทางศิลปะให้แก่เด็กช่วยให้เด็กมีโอกาสค้นคว้า ทดลอง
และสื่อสาร ความคิดความรู้สึกของตน ให้ผู้อื่นและโลกที่อยู่รอบตัวเขาไดเ้ ข้าใจได้นอกจากนั้นยังได้
มีโอกาสพฒั นาความสามารถในการคิด และการใชจ้ นิ ตนาการ การสังเกต และเพม่ิ พนู การรับรู้ท่ีมีต่อ
ตนเอง และผู้อื่นและพัฒนาความเชื่อมั่นเกี่ยวกับตนเองในการเลือกใช้วสั ดุต่าง ๆ ส่งเสริมให้เด็กได้
พัฒนากล้ามเนื้อมือความสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา เกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับรูปร่าง สีและ
มีโอกาสในการพัฒนาทักษะพื้นฐานการอ่าน พัฒนาทักษะทางสังคมจากการแบ่งปันอุปกรณ์ที่ใช้
แบง่ หนา้ ทรี่ บั ผิดชอบในการดูแลทำความสะอาดอุปกรณ์เหล่าน้ัน

วลัยภรณ์ สิงห์น้อย (2556) ได้กล่าวถึงความสำคัญของกิจกรรมสร้างสรรค์ไว้ว่า ศิลปะช่วย
ฝกึ การใชจ้ นิ ตนาการอย่างอสิ ระ ซึง่ จะมีผลให้เด็กเปน็ คนกลา้ คิด กลา้ ทำ กล้าริเรม่ิ สิ่งใหม่ ๆ ทำให้เด็ก
ไดแ้ สดงออกในสงิ่ ทตี่ นคดิ และร้สู กึ โดยเฉพาะในเดก็ เลก็ ทีย่ งั ไม่สามารถส่อื สารทางตัวอักษรไดด้ ี ทำให้
เดก็ รกั การทำงานและมีความ ภาคภูมิใจในตนเองเม่ือการสร้างสรรค์งานศิลปะของเดก็ แต่ละช้ินเสร็จ
สน้ิ ลง งานศลิ ปะชว่ ยฝึกความ ประณีตและอารมณ์เพราะในขณะทีเ่ ด็กพยายามควบคุมมือให้สามารถ
วาด ระบายสีหรือประดษิ ฐ์สิง่ หนง่ึ ส่ิงใดให้สำเร็จนนั้ ต้องใช้ความตงั้ ใจ ความพยายามและใช้อารมณ์ที่
สงบนิง่ ทำให้เดก็ เปน็ คนมีสนุ ทรียภาพ มีความละเอยี ดออ่ นในจิตใจ ร้คู ุณค่าในธรรมชาติ ศิลปะ วัตถุ
หรือรูปแบบความคิด

พรพไิ ล เลศิ วชิ า (2557) ไดก้ ล่าวถงึ ความสำคญั ของกิจกรรมสร้างสรรค์ไวว้ ่า ผู้ใหญ่กับเด็กมี
ความชอบในการทำงานศิลปะที่มีความแตกต่างอย่างมาก พบว่าผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบทำงาน
ศิลปะ แต่เด็กทุกคนกลับชอบทำงานศิลปะ การทำงานของสมองเด็กต่อการทำงานนศิลปะ คือ
การเปล่ียนเอาสิ่งตา่ ง ๆ ทีค่ ิดจนิ ตนาการอย่ใู นสมองออกมาไวข้ ้างนอก ด้วยการวาด ระบายสี การปน้ั

17

กล่าวสรุปได้ว่า ความสำคัญของกิจกรรมศิลปะ เป็นกิจกรรมฝึกการใช้จินตนาการอย่าง
อสิ ระ ซ่งึ จะมผี ลใหเ้ ด็กเปน็ คนกลา้ คิด กล้าทำ กล้ารเิ ริม่ สิง่ ใหม่ ๆ จะชว่ ยให้เด็กไดแ้ สดงความสามารถ
และความรู้สึกนึกคิดของตนออกมาในรูปภาพหรือสิ่งของที่เด็กจะสามารถแลเห็นได้เด็กจะใช้ศิลปะ
เพอื่ เปน็ สอื่ อธบิ ายและพัฒนาความเชอื่ มน่ั เก่ียวกับตนเองในการเลือกใช้วัสดุต่าง ๆ ส่งเสริมให้เด็กได้
พฒั นากลา้ มเน้อื มือความสมั พนั ธ์ระหว่างมอื กบั ตา

2.3 รูปแบบของการจัดกจิ กรรมสรา้ งสรรค์
รูปแบบการจดั กิจกรรมสรา้ งสรรค์มีนักวิชาการหลายทา่ น ไดก้ ลา่ วถึงรปู แบบการจัดกิจกรรม

สรา้ งสรรค์ ไว้ดังนี้
คมู่ ือหลกั สูตรการศึกษาปฐมวยั พุทธศักราช 2560 (2560) ไดน้ ำเสนอรูปแบบการจัดกิจกรรม

สร้างสรรค์ไว้ว่า การจัดกิจกรรมสร้างสสรรค์เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมือ และตาให้ประสานกัน
ให้เกิดความเพลิดเพลิน ชื่นชมในสิ่งที่สวยงาม ส่งเสริมการปรับตัวในการทำงานร่วมกับผู้อื่น
เพื่อส่งเสริมการแสดงออกและความเชื่อมั่นในตนเอง ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมและทักษะ
ทางสังคม ส่งเสริมทักษะทางภาษา ฝึกทักษะการสังเกตและการแก้ปัญหา ส่งเสริมความคิด
ริเร่ิมสร้างสรรค์และจินตนาการ โดยการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ประกอบด้วย

1. การวาดภาพและระบายสี เช่น การวาดภาพด้วยสีเทียน หรือสีไม้ การวาดภาพด้วยสี
น้ำ

2. การเล่นกับสีน้ำ เช่น การหยอดสี การเทสี การเป่าสี ละเลงสีด้วยน้ิวมือ
3. การพิมพ์ภาพ เช่น การพิมพ์ภาพด้วยพืช การพิมพ์ภาพด้วยวัสดุต่าง ๆ
4. การปั้น เช่น การป้ันดินเหนียว การป้ันแป้งมัน การปั้นดินน้ำมัน การป้ันแป้งขนมปัง
5. การพับ ฉีก ตัด ปะ เช่น การพับใบตอง การฉีกกระดาษเป็นเส้น การตัดภาพต่าง ๆ
6. การปะติดวัสดุ
7. การประดิษฐ์ เช่น การประดิษฐ์เศษวัสดุ การร้อย การสาน
ขนิษฐา บุนนาค (2562) ได้นำเสนอรูปแบบการจัดกจิ กรรมสร้างสรรคไ์ ว้ว่า การจัดกิจกรรม
ควรคำนึงถึงตัวเด็กเป็นสำคัญ เพราะเด็กแต่ละคนมีความสนใจที่แตกต่างกัน ดังน้ัน คุณครูควร
มีการจัดกิจกรรม ที่หลากหลาย ตรงกับความสนใจและความสามารถของเด็ก จะจัดเป็นแบบ
กลุ่มใหญ่หรือเป็นรายบุคคลก็ได้ค่ะ และควรมีการจัดกิจกรรมท้ังในห้องเรียนและนอกห้องเรียน
เพ่ือเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศและให้เด็กเกิดความผ่อนคลาย ได้คิดและใช้จินตนาการได้อย่าง
เต็มที่ ส่วนระยะเวลาในการจัดกิจกรรมแนะนำให้จัดตามความเหมาะสมกับวัยและสามารถ
ยืดหยุ่นได้ตามความสนใจของเด็ก เช่น

18

เด็กวัย 2-3 ปี ช่วงความสนใจจะส้ันการทำกิจกรรมอาจใช้เวลาประมาณ 8 นาที
เด็กวัย 4-5 ปี ช่วงความสนใจในการทำกิจกรรมประมาณ 12 นาที
เด็กวัย 6 ปี ช่วงความสนใจอาจมีมากขึ้น การทำกิจกรรมอาจใช้เวลาประมาณ 15 นาที
การจัดกิจกรรมควรจัดให้เด็กได้ทำทุกวัน โดยมีกิจกรรมให้เลือกทำอย่างน้อย 2-3 กิจกรรม
ส่วนใหญ่แล้วกิจกรรมหลักที่จัดคอื การวาดภาพระบายสี งานปั้นแปง้ โดหรือดินน้ำมัน งานฉีกตดั ปะ
เป็นต้น เพื่อเป็นการฝึกกล้ามเนื้อมือของเด็กให้แข็งแรง หรือจะจัดกิจกรรมให้เด็กทำงานเป็นกลุ่ม
กลมุ่ ละ 5-6 คน เพอ่ื ฝกึ ใหเ้ ดก็ ได้เรียนรกู้ ารทำงานร่วมกนั รู้จกั เอื้อเฟอื้ เผ่ือแผ่ มีความรับผดิ ชอบ และ
ที่สำคัญคุณครูควรมีการจัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ให้พร้อม เพื่อให้เด็กสะดวกต่อการทำกิจกรรม โดย
แบ่งเป็นประเภทกิจกรรมต่าง ๆ ได้ดงั น้ี

1. เพื่อนำมาสร้างสรรค์ผลงานศลิ ปะ เช่น การเป่าสี การหยดสี การเทสี หรือการกลิ้งสี เป็น
ต้น (การใช้สีผสมอาหารในการทำกิจกรรม แนะนำให้เด็กใส่ผ้ากันเปื้อน หรือใส่เสื้อผ้าที่เก่าแล้ว
เพอ่ื ป้องกนั การเลอะจากสี เพราะสีผสมอาหารจะทำความสะอาดได้ยากกว่าสนี ำ้ ปกต)ิ

เบญจา แสงมลิ (2545) ไดน้ ำเสนอรปู แบบการจัดกจิ กรรมสรา้ งสรรคไ์ วว้ า่ การจดั กิจกรรม
ศลิ ปะสร้างสรรค์ มีสิ่งท่คี วรคำนึงถงึ ข้อเสนอแนะ ดังนี้

1. ความสนใจของแต่ละบคุ คล ครูควรช่วยเหลือให้เด็กได้ประสบการณ์ทีเ่ ปน็ ผล สำเร็จตาม
ความต้องการของเด็ก สร้างเสริมเจตคตทิ ีด่ ีต่อการผดิ พลาดและการรูจ้ ักรบั ผิดชอบในการดูแลรกั ษา
วสั ดุ พร้อมทงั้ สร้างความรู้สกึ มนั่ คง โดยปล่อยให้เด็กมีอิสระในการคิดจินตนาการ เลือกและตัดสินใจ
ครูมีหน้าทีช่ ่วยเหลอื แนะนำเด็กเม่ือเด็กต้องการ ใช้คำถามกระตุ้นความคิดและใหค้ วามเห็นในความ
พยายามที่แท้จรงิ ของเดก็ นอกจากนั้นครูควรมีความเปน็ กันเองจริงใจและมีความเข้าใจในตัวเดก็ ดว้ ย

2. การจัดสถานที่ เวลา และวัสดุให้พอเพียงเหมาะสม เพื่อให้เด็กได้เคลื่อนไหว อย่างอิสระ
เมื่อทำงานคนเดียว หรือทำงานเป็นกลุ่มเล็ก ๆ บนพื้น บนโต๊ะ ภายในและภายนอกอาคารเรียน
มอบความไวว้ างใจแก่เดก็ ใหเ้ ด็กดแู ลรกั ษาเคร่ืองมอื เครื่องใช้ และวัสดดุ ว้ ยตนเอง เวลาที่ใหเ้ ด็กไม่ควร
น้อยเกนิ ไปจนเด็กต้องรบี รอ้ นในการกระทำกจิ กรรม การสำรวจ การวางแผนการ เก็บทำความสะอาด
หลังจากการทำงานเสร็จ วัสดุที่ใช้ต้องเตรียมไว้หลากหลายชนิดให้เด็กเลือกตามความพอใจ และ
เหมาะสมกับอายขุ องเดก็ เก็บรักษาง่ายและให้โอกาสเดก็ มปี ระสบการณท์ างประสาทสัมผสั

3. การแสดงออกเชิงสร้างสรรค์ เด็กต้องการประสบการณ์ที่สมบูรณ์ เพื่อช่วยกระตุ้น
การแสดงออกสร้างสรรค์ ประสบการณ์นี้เริ่มจากการเล่นของเด็กในชีวิตประจำวัน การพูด
การสนทนาความร้สู ึกในส่ิงทีเ่ ดก็ เห็น ชว่ ยให้เดก็ นกึ ถงึ เหตกุ ารณ์ทเี่ กดิ ขน้ึ ครูควรสนบั สนุนการพดู ของ

19

เด็ก การแสดงออกทางการกระทำ และการแสดงออกโดยการใช้สื่อสาร วัสดุเครื่องใช้ทางศิลปะ
การทัศนศกึ ษา เปน็ ส่วนหน่ึงในการสร้างเสรมิ การแสดงออกแบบสร้างสรรค์

4. เจตคติของผู้ปกครองที่มีต่อการแสดงออกสร้างสรรค์ของเด็ก ครูต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำ
ใหผ้ ้ปู กครองเดก็ เข้าใจผลงานของเด็ก และสามารถเสนอแนะผปู้ กครองในการเลอื กวัสดุที่ เหมาะสม
ใหเ้ ดก็ เมอ่ื อยบู่ า้ น

5. ครูใช้วธิ ีการสรา้ งสรรคส์ นับสนุนเด็กให้เลอื กกิจกรรมศิลปะด้วยวธิ ซี ง่ึ เดก็ จะแสดงออกหรือ
กระทำได้ และจะรวบรวมความคิดหรือวัสดุ วิธีนี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะกระทำกิจกรรมโดย
ปราศจากการแนะนำ แต่หมายความว่าเด็กจะตัดสินใจและเลือกด้วยตนเอง กิจกรรมศิลปะควรมี
หลายชนิดใหเ้ ด็กได้มีโอกาสเลือกในแตล่ ะวนั

6. ครูวางแผนจัดเตรียมกิจกรรมต่าง ๆ เป็นอย่างดี เด็กมีอิสระในการค้นหา สำรวจ และ
ทดลอง และเมื่อเด็กรู้สภาพแวดล้อม เด็กจะถ่ายทอดสิ่งที่ตนเองรู้ให้ผู้อื่นเข้าใจ กล้ามเนื้อเล็ก
การประสานสมั พนั ธข์ องมือและตาจะพฒั นาข้ึน มโนภาพเร่อื งรปู ทรง สี เจรญิ เตบิ โตข้นึ การที่เด็กได้
เล่นร่วมกับเพื่อน พูดสนทนา แลกเปลี่ยนแบ่งปันสิ่งของ รับผิดชอบร่วมกัน การรอคอย ตามลำดับ
ชว่ ยเสรมิ สรา้ งความพร้อมทางอารมณแ์ ละสงั คมแก่เดก็

7. ครูต้องรวบรวมหลกั ฐานเพือ่ จดุ มงุ่ หมายในการวัดผล
กล่าวสรุปได้ว่า รูปแบบของการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ เป็นการจัดกิจกรรมสร้างสสรรค์
เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมือ และตาให้ประสานกันให้เกิดความเพลิดเพลิน ชื่นชมในสิ่งท่ีสวยงาม
โดยการจดั กิจกรรมต่าง ๆ เชน่ การปน้ั การฉีก ตดั ปะ กระดาษ กิจกรรมการพิมพภ์ าพ การพิมพ์ภาพ
ดว้ ยสว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกาย เชน่ นวิ้ มือ ฝา่ มือ แขน ข้อศอก งานประดิษฐ์เศษวัสดุ กิจกรรมวาดภาพ
และระบายสแี ละกิจกรรมการเล่นกับสนี ้ำ เป็นตน้

3. การเขียนของเดก็ ปฐมวัย
การเขยี นเป็นการฝกึ ลลี าการใช้มอื ให้เดก็ มีความพร้อมในการเขียนสามารถบังคับกลา้ มเนอื้ มือที่

ตอ้ งไดร้ บั การฝึกฝนจนชำนาญ เพอ่ื ถ่ายทอดความรู้ ความคดิ ของตนเองใหผ้ ้อู ืน่ เขา้ ใจความหมาย
มนี กั วิชาการหลายท่าน ได้กลา่ วถงึ ความหมายด้านการเขียนของเดก็ ปฐมวัย ไว้ดงั น้ี

20

3.1 ความหมายด้านการเขียนของเด็กปฐมวยั
จิราวรรณ พุ่มศรีอินทร์ (2556) ได้กล่าวถึงความหมายของความหมายด้านการเขียนของ

เด็กปฐมวัยไว้ว่า การเขียนของเด็กปฐมวัยว่าจะเริ่มต้นจากการเขียนใบมาก่อนแล้วจะพัฒนาสู่การ
เรยี นแบบและลอกแบบจนกระทั่งเขียนโดยการคดิ สะกดข้ึนเองซง่ึ การพัฒนาแตล่ ะลำดบั ขน้ั เป็นดงั นี้

อายุ 10-12 เดือนขีดเขยี นเสน้ ขยกุ ขยิก
อายุ 1-2 ปพี ัฒนาจากเสน้ ขยกุ ขยกิ เป็นการเรยี นแบบเสน้ แนวตง้ั เสน้ แนว
นอนให้ดูในขณะวาดและให้วาดตาม
อายุ 2-3 ปี ลอกเส้นแนวต้ังเส้นแนวนอนไม่ตอ้ งใหด้ ขู ณะวาด
อายุ 3 ปี ลอกรูปแบบวงกลม
อายุ 3-4 ปี ลอกแบบเครื่องหมายบวกและกากบาท
อายุ 4 ถึง 5 ปี ลอกเสน้ เฉียงและสเี่ หลย่ี มจัตรุ ัส
อายุ 5-6 ปี ลอบรปู สามเหลย่ี มส่ีเหลย่ี มผืนผ้าสเี่ หลยี่ มขนมเปยี กปนู
อายุ 6-7 ปี ลอกชื่อตนเองเขยี นตวั ใหญ่ขนาด 1.5 เซนติเมตรลอกด้วยตัวอักษร
ตัวเลขเขยี นตวั หนังสอื ขนาด 0.5 เซนติเมตร
กูดแมนและโรเบิร์ต (Goodman and Roberts, 1976, อ้างถึงในกรรณ์การ์เจริญศิลป์ชัย
2545: 20) ไดก้ ลา่ วถงึ ความหมายของความหมายด้านการเขยี นของเดก็ ปฐมวัยไวว้ ่า เด็กจะเขียนจาก
สงิ่ ทเี่ ขาคดิ และอ่านได้ด้วยตัวเขาเองในลักษณะของการลากหรอื ส่งิ ทเี่ ขาคดิ ว่าเขียนได้ลงไปซึ่งในการ
เขยี นของเขาจะพัฒนาขึ้นเปน็ ช้นั ๆ สรุปไดต้ ามลำดับดงั นี้
1. ขั้นขีดเขียนเมื่อเด็กเริ่มขีดเขียนใด ๆ ก็ตามเป็นการเริ่มเรียนภาษาเขียนขั้นแรกของการ
เขียนพัฒนาการเขยี นเรม่ิ มาจากการขดี เขียนซง่ึ จะมากอ่ นที่เขาจะสามารถเขียนตัวอกั ษรได้
2. ขั้นขีดเส้นซ้ำ ๆ ตามแนวยาวขั้นต่อไปของการพัฒนาการเขียนก็คือการที่เด็กลากหรือขดี
เส้นไปตามแนวยาวหรือแนวขวางๆในขั้นนี้เด็กจะรู้ว่าในการเขียนจะเป็นไปตามขวางตัวอักษรจะ
ปรากฏเปน็ เสน้ ไปตามขวางของหน้ากระดาษ
3. ขั้นการเขียนตัวอักษรไม่เลือกในขั้นนี้เด็กจะเรียนเกี่ยวกับรูปแบบของตัวอักษรและใช้
ตัวอกั ษรเหลา่ นน้ั โดยเขียนเรียงไม่เลือกไมไ่ ด้คำนึงถงึ ลักษณะท่ีถูกต้องเดก็ จะแสดงเส้นสายอักษรโดย
ไมค่ ำนงึ ถึงความสัมพนั ธข์ องเสยี งของคำทต่ี ้องการบันทกึ ลง

21

4. ขั้นเขียนตามชื่อตัวอักษร หรือตามเสียงในขั้นนี้เด็กจะเริ่มเข้าใจความเกี่ยวข้องระหว่าง
อักษรกง่ึ เสยี งเดก็ จะสามารถเขยี นตัวอกั ษรที่รปู แบบ และเสียงเหมือนกันตัวอย่าง เช่น เดก็ จะเขยี นคำ
วา่ ศา เปน็ สา เด็กจะเขยี นจากสิ่งที่ได้ยินและเอาตัวอกั ษรกบั เสียงมาเกีย่ วข้องกนั

5. ข้นั เข้าสูก่ ารสะกดคำเมือ่ เด็กเรียนภาษาระบบตา่ ง ๆ เพม่ิ ขน้ึ เด็กจะเร่มิ เรียนรู้แบบแผนของ
การเขยี นอักษรเด็กจะสะกดคำอย่างระมดั ระวังมากขน้ึ ถงึ แมว้ ่าจะสะกดโดยคำนึงถึงเสียงก็ตามและคำ
ที่เด็กใช้บ่อย ๆ เช่น คำว่ามาและดูก็เชน่ กันระยะที่เด็กสะกดคำตอนนีเ้ รียกว่าเป็นช่วงหัวเลีย้ วหวั ต่อ
ของการสะกดที่จะชี้ให้เห็นว่าเด็กได้เปลี่ยนจากการสะกดโดยยึดถือเสียงไปสู่มาตรฐานและรูปแบบ
แผนที่เพิ่มข้ึน

6. การสะกดอย่างมีแบบแผนในที่สุดเดก็ ก็จะประสบความสำเร็จในการสะกดอยา่ งมรี ะเบยี บ
แบบแผนเด็กจะมีการเปลี่ยนแลงอย่างช้าๆจากการพูดไม่มีสาระจนกระทั่งพูดได้อย่างผู้ใหญ่ซึ่งสิ่ง
เหล่านี้ต้องการเวลาพอควรที่จะเปลี่ยนแปลงจากการขีด ๆ เขียน ๆ ที่ไม่เข้ารูปเข้ารอยจนกระท่ัง
มคี วามพร้อมในการเขียนเตม็ ท่ี

ทิศนา แขมมณแี ละคณะ ( 2535,107) ได้กล่าวถึงความหมายของความหมายด้านการเขียน
ของเด็กปฐมวัยไว้ว่า การเขียนว่าเป็นการฝึกลีลาการใช้มือให้เด็กมีความพร้อมในการเขียนสามารถ
บังคับกล้ามเนื้อมือได้ตามต้องการหรรษานิลวิเชียรกล่าวว่าการเขียนเด็กจะพัฒนาความสามารถใน
การเขียนจากขั้นง่ายไปสู่ขั้นที่ซับซ้อนขึ้นทั้งนี้ เพื่อความแสดงออกถึงความประทับใจของตนเพื่อ
การแลกเปลี่ยนความรู้หรือเพอ่ื ตอบสนองสง่ิ บนั เทงิ เด็กต้องการประสบการณ์การทำเคร่ืองหมายและ
การทดลองเขยี นคำเขยี นประโยคเพื่อจะไดเ้ กิดการคน้ พบว่าเคร่ืองหมายเหล่านัน้ มีความหมาย

กลา่ วโดยสรุปได้วา่ การเขยี นของเด็กปฐมวยั หมายถงึ การทเ่ี ดก็ ขดี เขยี นสญั ลักษณต์ ่าง ๆ
เพือ่ ถ่ายทอดความคดิ ออกมาอย่างมีความหมาย เด็กสามารถบอกไดว้ า่ เขาเขียนอะไร การเขยี นของ
เดก็ อาจจะไม่สวยงามหรือถกู ต้องตามหลกั การเขียน แต่การเขียนของเด็กจะเป็นไปตามพัฒนาการ
และความสามารถเฉพาะของแตล่ ะคน

3.2 ความสำคญั ด้านการเขียนของเดก็ ปฐมวยั
การเขียนเปน็ สว่ นหนึ่งของกระบวนการส่ือสารทจ่ี ำเปน็ เพราะทำให้ทกุ คนสามารถถ่ายทอด

ความคดิ ความเขา้ ใจ และประสบการณ์ของตนเองต่อผอู้ ื่น อกี ทงั้ เปน็ การพัฒนาสตปิ ญั ญาและ
ความคดิ สร้างสรรคไ์ ด้เปน็ อย่างดี มีนกั วชิ าการหลายทา่ น ได้กลา่ วถึงความสำคัญด้านการเขยี น
ของเดก็ ปฐมวยั ไว้ดงั นี้

22

กรรณิการ์ พวงเกษม (2532) ได้กล่าวถึงความสำคัญด้านการเขียนของเด็กปฐมวัยไว้ว่า
การเขียนเป็นวิธีการหนึ่งที่เด็กได้แสดงออกเป็นพัฒนาการทางภาษาอีกด้านหนึ่งที่มีความสำคัญ
เช่นเดียวกับการพูด การเขียนเป็นเครื่องมือที่จะพัฒนาความมีเหตุผลในเด็ก เป็นการแสดงออกซึ่ง
สุนทรียะและความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก เป็นทางที่จะระบายอารมณเ์ ป็นการสรา้ งความเชือ่ มัน่ ให้มี
ขึ้นในตนเอง ครูควรแนะนำให้เด็กรู้จักเขียนโดยใช้ความคิด ใช้ประสบการณ์ความพอใจตลอดจน
ทักษะทางภาษาในระดับของเด็กเอง

นฤมล เฉียบแหลม (2545: 22) ได้กล่าวถึงความสำคัญด้านการเขียนของเด็กปฐมวัยไว้ว่า
การเขียนมีความสำคัญ คือ เปน็ วธิ กี ารส่อื สารอย่างหนึ่งทผ่ี เู้ ขยี นส่งถงึ ผู้รับ โดยท่กี ารเขยี นนั้นสามารถ
แสดงให้เห็นถึงความรู้สึก อารมณ์สุนทรียะ ความต้องการ ภูมิปัญญาและประสบการณ์ของผู้เขียน
การเขยี นสามารถเกบ็ ไว้ได้นานและถือเป็นเครอื่ งมอื ถา่ ยทอดวฒั นธรรมอยา่ ง

หรรษา นิลวิเชียร (2537) ได้กล่าวถึงความสำคัญด้านการเขียนของเด็กปฐมวัยไว้ว่า
การพัฒนาการเขียนจะต้องเริ่มต้นตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี จะช่วยในการพัฒนาทักษะทาง
ด้านภาษา 1 ใน 4 ด้าน ให้เด็กปฐมวัยมีการเจริญเติบโตทางด้านภาษาและการใช้กล้ามเนื้อมือ
ทแ่ี ข็งแรง เดก็ ปฐมวยั จงึ ควรไดร้ ับการฝกึ กล้ามเนอ้ื มอื ฝึกสรา้ งการทำงานสัมพันธก์ นั ระหว่างมือและ
ตา ท่ีเปน็ ทกั ษะจำเป็นในการเขยี น กจิ กรรมทส่ี ามารถสง่ เสรมิ ความสามารถด้านการเขียนนั้นมีหลาย
กจิ กรรม เชน่ การลากเสน้ การฉีก ขย่ำ การวาดรูป การใช้สี การพิมพ์ภาพ เป็นตน้

กลา่ วโดยสรปุ ไดว้ ่า การเขยี นมคี วามสำคญั คอื การพฒั นาการเขียนจะตอ้ งเริม่ ตน้ ต้ังแต่วัย
แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี เป็นการสอื่ สารทีผ่ ้เู ขยี นสง่ ถงึ ผูร้ ับโดยท่กี ารเขียนนัน้ สามารถแสดงใหเ้ หน็ ถึง
ความรู้สกึ ความต้องการและประสบการณภ์ มู ปิ ญั ญาและประสบการณข์ องผูเ้ ขียน

3.3 ทฤษฎที ี่เก่ยี วข้องกบั การเขียนของเด็กปฐมวัย
ทฤษฎีท่เี กยี่ วข้องกับการเขยี นของเด็กปฐมวัยมีนักวชิ าการหลายท่าน ไดก้ ลา่ วถงึ การเขยี นของ

เด็กปฐมวัยไว้ดงั น้ี
ไวกอตสกี้ (ประไพ แสงดา. 2544: 8: อ้างอิงจาก Morrow.1933; citing Vygotsky. 1978

Literacy Development in the Early Years.) ได้กลา่ วถึงการเขยี นของเด็กปฐมวัยไวว้ ่า เด็กพฒั นา
ภาษาขึ้นเพื่อที่จะเข้ารว่ มกิจกรรมในสังคม ฉะนั้นเด็กต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจ และสร้างสัญลักษณ์นั่น
คือ การสื่อภาษาโดยใช้สัญลักษณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก กระบวนการพัฒนาสัญลักษณ์
เด็กต้องเรียนร้ทู ่จี ะฟัง พูด เขียน และอ่าน ซึ่งคอื การพัฒนาทักษะทางภาษาทัง้ 4 ด้าน เด็กเร่ิมเรียนรู้
ภาษาตงั้ แตท่ ารก เรียนรทู้ ีจ่ ะฟงั เพื่อทจ่ี ะไดพ้ ูดหรอื ใช้กิริยาท่าทางหรือการใช้สัญลักษณ์หรือการวาด
รปู จนกระท่งั พฒั นามาเปน็ หารเขยี นและอ่าน

23

มอร์โรว์ (1993 อ้างใน อนงค์ วรพนั ธ์ :11) ไดก้ ลา่ วถึงการเขยี นของเดก็ ปฐมวัยไว้ว่า

1. การเขียนโดยผ่านการวาดรูป (Writing via drawing) ใช้การวาดรูปเป็นพื้นฐานของการ
เขียน การวาดรูปและการเขียนอาจไม่สัมพันธ์กันซึ่งเด็กจะมองว่าการวาดรูปและการเขียน
เป็นการติดต่อส่อื สารโดยเฉพาะ

2. การเขียนโดยผ่านการขีด ๆ เขียน ๆ (Writing via scribbing) เด็กจะขีด ๆ เขียน ๆ จาก
ซา้ ยไปขวา และเคลอ่ื นดนิ สอเหมอื นผู้ใหญ่ทำ และในขณะเขียนจะเกิดเสยี งได้ การเขยี นในข้นั น้ีจะ
เรม่ิ คล้ายการเขียนจริง

3. การเขียนโดยผา่ นการทำตวั อักษรเหมอื นแบบ (Writing via letter-like form) การเขยี น
ในขน้ั นี้หากมองผ่าน ๆจะเหมอื นตัวอกั ษรจริง แตด่ ูใกล้ๆจะเหน็ ว่าเดก็ เขยี นไม่สมบรู ณเ์ หมือน
ตัวอกั ษรจริง เปน็ การเขยี นท่ีเด็กคิดออกแบบการเขยี นของตนเองข้ึน

4. การเขยี นโดยผ่านการคัดลอกจากหนังสือ (Writing via reproducing will learned
units or letter strings) เด็กจะเขียนคดั ลอกตวั อักษรเปน็ ช่ือตวั เอง ในข้ันนกี้ ารเขยี นของเด็กแต่ละ
คนจะแตกต่างกันไป เด็กบางคนจะเขยี นตวั อกั ษรยาว ๆ หรือคดิ ออกแบบการเขยี นของตวั เองขึ้น

5. การเขยี นโดยผา่ นการคดิ แบบตนเอง ( Writing via invented spelling ) เดก็ ส่วนใหญ่
จะคดิ แบบการเขยี นของตนเองข้นึ ซึ่งเปน็ การแสดงความรสู้ กึ ของเด็กออกมา โดยเดก็ จะไม่รูว้ ่า
การเขยี นคำ ๆ หนง่ึ สะกดจริง ๆ เป็นอยา่ งไร ตัวอกั ษรเพยี งตัวเดียวอาจเป็นตวั แทนพยางค์ของคำ ๆ
นั้นทัง้ หมด หรอื มกี ารเขียนคำเกนิ มาซึง่ ไม่เกีย่ วขอ้ งกัน เด็กบางคนจะทำท่าทางเขียนอย่างรอบคอบ
เหมือนการเขยี นจริง

6. การเขยี นโดยผ่านการสะกดตามแบบ ( Writing via conventional spelling ) เด็กจะ
สามารถเขยี นได้เหมือนผใู้ หญ่

ฮอร์ลเิ ดย์ (อา้ งถงึ ใน อุไรวรรณ มาตมุงคุณ 2554 :7) ) ไดก้ ล่าวถงึ การเขียนของเด็กปฐมวัย
ไวว้ า่ การพฒั นาภาษาของเด็ก สามารถพฒั นาได้ โดยผา่ นกระบวนการเรียนรู้เพ่ือแสดงความรู้สึก
แลกเปลี่ยนความคดิ และเข้าใจความหมายของคนในสังคม

ไดสนั (สรุ านนั ท์สันตจิ ติ รุง่ เรอื ง, 2548 :8 อา้ งอิงจาก Marrow 1933: 239; citing Dyson,
1985 Literacy Development in the Early Years.) ได้กลา่ วถึงการเขียนของเดก็ ปฐมวัยไวว้ ่า
เด็กจะเรียนรู้ภาษาเพอื่ ที่จะเรียนรกู้ ารเรยี นร้หู นงั สือนัน่ คือเด็กตอ้ งมีประสบการณ์เกีย่ วกับสญั ลกั ษณ์
และติดตอ่ ในสงั คมโดยใช้สญั ลักษณแ์ ยกเปน็ ระยะดังน้ี

1. พฒั นาการร้หู นงั สอื โดยผา่ นพฒั นาการทางภาษา

24

2. พัฒนาการทางภาษา โดยผ่านพฒั นาการทางสัญลกั ษณ์
3. พฒั นาการทางสญั ลกั ษณ์ โดยผา่ นพัฒนาการทางสงั คมและการเข้าใจวัฒนธรรม เด็กส่วน
ใหญจ่ ะมีการพฒั นาภาษาอย่างต่อเน่ือง โดยไมม่ ีช่องว่างระหว่างระยะใดระยะหนงึ่ และมีทิศทางของ
แต่ละคนพัฒนาการรู้หนังสือของเด็กเริ่มจากการเรียนรู้ที่ติดต่อกับคนอื่น ขั้นแรกคือการพูดที่ไม่มี
ความหมายพัฒนาสู่การพูดท่ีมีความหมาย พัฒนามาสู่การเล่นที่มีสญั ลักษณ์และในท่ีสุดคือการเขยี น
ระยะใหม่ ๆ ท่เี กดิ ขึ้นจะมพี น้ื ฐานมาจากระยะก่อน ๆ ทัง้ น้ีเพ่อื จะหารูปแบบใหม่ในการตติ อ่ สือ่ สาร
กล่าวโดยสรุปได้ว่า การพัฒนาการเขียนของเด็กปฐมวัยมาจากสัญลักษณ์ต่าง ๆ
เพื่อถา่ ยทอดความคิด ความรู้สกึ การเขยี นจงึ เปน็ ทักษะทีส่ ำคัญอย่างหนึง่ ในการพัฒนาทางด้านภาษา
และช่วยพัฒนาการคิดแบบ มีเหตุผลของเด็กปฐมวัย นอกจากนี้ยังสามารถประเมินการใช้กล้ามเนอื้
มือได้พร้อมกับการฝึกทักษะการเขียน และต้องไม่กดดันเด็กจนมากเกินไปจนส่งผลให้เด็กไม่มี
ความสุขในการฝึกทกั ษะการเขียน และทัศนคตทิ ไ่ี มด่ ตี ่อ การพฒั นาทางดา้ นภาษาของเดก็ โดยเฉพาะ
เด็กชว่ งปฐมวัยท่มี กี ารเขียนจะมีผลต่อการเจริญเติบโตและพฒั นา การทางด้านภาษาอย่างมากตอ่ ไป
3.4 การส่งเสรมิ พฒั นาการเขียนของเดก็ ปฐมวยั
การเขียน เปน็ วธิ กี ารสื่อสารแบบหน่งึ ท่ีมีความสำคญั ในการใชเ้ ป็นเครือ่ งมอื ในการสอื่ สารและ
เป็นทกั ษะท่สี ำคญั ในการดำรงชวี ติ อย่างมาก เพอ่ื ใหเ้ ดก็ ปฐมวยั มีการเจริญเติบโตทางด้านภาษา และ
การใช้กล้ามเนื้อมือทแ่ี ขง็ แรง เดก็ ปฐมวัยจงึ ควรไดร้ บั การฝึกกลา้ มเนอ้ื มือ ฝกึ สร้างการทำงานสมั พันธ์
กนั ระหวา่ งมือและตา ทีเ่ ปน็ ทกั ษะจำเปน็ ในการเขียน มีนักวชิ าการหลายท่าน ได้กลา่ วถึงการส่งเสริม
พัฒนาการเขียนของเดก็ ปฐมวัยไวด้ ังน้ี
เกล็บ (สุชานันท์ สันติรุ่งเรือง, 2548 :19 อ้างอิงจาก Ratana Siripanich, 1973 25 Gelb.
n.d.) ได้กลา่ วถงึ การส่งเสรมิ พฒั นาการเขียนของเดก็ ปฐมวยั ไวว้ ่า การเขยี นตามความร้สู ึกของเด็กเป็น
งานยากและซับซ้อนกว่าการอ่านมากเพราะการอ่านนั้น เด็กใช้เพียงแต่สังเกตความแตกต่างของ
ตัวอักษรกับทำความเข้าใจความหมายตัวอักษรและใช้ความสัมพันธ์ระหว่างสายตากับสมองเท่านน้ั
แต่การเขียนเด็กจะต้องเพิ่มการประสานสัมพันธ์ระหว่างสมองสายตาและการเคลื่อนไหวของ
กล้ามเนือ้ มอื ด้วย
พูนสุข บุญสวัสดิ์ (2532) ได้กล่าวถึงการส่งเสริมพัฒนาการเขียนของเด็กปฐมวัยไว้ว่า
การส่งเสริมพฤติกรรมการเขียนให้เด็กปฐมวัย ควรเริ่มจากการเตรียมความพร้อมทางดา้ นการเขียน
ใหแ้ ก่เด็กในทกุ ๆ ด้านดงั ตอ่ ไปน้ี
1. เป็นการเตรียมความพร้อมทางพฒั นาการตา่ ง ๆ ก่อนเขยี น ดงั น้ี

25

1.1 การเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย เป็นการเตรียมความพร้อมในการรับรู้ทางตา
สามารถสังเกตและจำแนกสิ่งท่ีเหน็ การเคลื่อนสายตาจับภาพจากซา้ ยไปขวา เตรียมความพร้อมของ
กล้ามเนื้อแขนมือนิ้วมือ ให้มีนิ้วที่แข็งแรงในการจับดินสอให้มั่นคง เตรียมความพร้อมที่จะใชต้ าและ
มอื ให้สัมพันธ์กันอย่างดีสามารถจับดินสอลากไปตามทศิ ทางและเป็นรูปร่างทตี่ ามองเห็นได้

1.2. การเตรยี มความพร้อมทางสติปัญญา เตรยี มความพร้อมในการจำ คือให้สามารถจำ
ภาพของตัวอกั ษร และการจำลลี าการเขียนอักษรแต่ละตัว เตรยี มความพร้อมในการคิดและการเขา้ ใจ

1.3. เตรียมความพรอ้ มดา้ นอารมณ์และจติ ใจ คอื ใหม้ สี ขุ ภาพจิตดีอารมณ์ดมี ีความสขุ
มีคณุ ธรรม

1.4. การเตรยี มความพรอ้ มดา้ นสังคม คอื รจู้ ักพดู คยุ เล่นและทำงานรว่ มกบั ผู้อ่ืน
2. การเตรยี มความพรอ้ มในการเขยี น

2.1 การฝกึ สลามอื ในการเขยี น
2.1.1 ฝึกเขียนเสน้ อยา่ งเสรีวิทยาล
2.1.2 ฝกึ เขียนเสน้ พ้นื ฐาน 13 เส้นจากง่ายไปหายาก
ชุดที่ 1 เส้นตรง
ชดุ ท่ี 2 เส้นข้ึน
ชุดที่ 3 เส้นนอน
ชุดที่ 4 เสน้ โค้ง
ชดุ ท่ี 5 วงกลม
ชดุ ที่ 6 หวั ต่อกบั เส้น

2.2 ฝึกการเขียนพยญั ชนะและสระที่มีรูปร่างง่ายรวม 30 ตวั
2.3 ฝกึ การเขยี นพยญั ชนะที่รปู ร่างยากรวม 14 ตัว
2.4 ฝกึ เขยี นสระวรรณยุกต์เครอ่ื งหมายตา่ ง ๆ
2.5 การเขยี นคำประโยคและข้อความง่าย ๆ

26

นิตยา ประพฤติกิจ (2539) ได้กล่าวถงึ การส่งเสรมิ พฒั นาการเขยี นของเดก็ ปฐมวัยไว้ว่า
1. การฝกึ ใช้กลา้ มเน้อื เลก็ (Small Muscles) ไดแ้ ก่ การเล่นปักหมดุ บนแผน่ บอร์ดการตัดต่อ
ภาพการร้อยลกู ปดั การผูกเชือกการรดู ซิบการวาดและระบายสี
2. การฝึกเคลอื่ นไหวโดยใชส้ ว่ นของร่างกายจะชว่ ยให้เด็กสังเกตได้ร้สู กึ และเข้าใจคำว่า “สงู ”
“ต่ำ” และทิศทาง รู้จักรูปร่างและเส้น (เส้นตรง) การหมุนแขน (วงกลม) การยกขาขึ้นตรง หรือครู
อาจใหเ้ ด็กเลียนแบท่าทางตามรปู ภาพ ซ่ึงภาพมีขนากใหญ่พอสมควร
3. การฝกึ ความเขา้ ใจเรอ่ื ง “ซ้าย-ขวา” โดยครบู อกใหเ้ ดก็ ใช้อวัยวะส่วนใดสว่ นการผูกริบบิ้น
หรอื ลูกกระดิง่ ท่ขี อ้ เท้าหรอื มือของเดก็
4. การเล่นของเล่นที่อาศัยการใช้นิ้วมือเช่นการต่อบล็อกพลาสติกขนาดเล็กการใช้แผ่น
กระดานแมเ่ หลก็ การเล่นเกม เช่น เคยมงการเลน่ คนลงลายมอื
5. การเล่นเกม เช่น เกมปฏิบัตติ ามคำส่งั การเล่นเกมท่ตี ้องอาศัยนวิ้ มือ
6. การฝกึ เรียงตวั พยัญชนะครแู จกซองให้เดก็ แตล่ ะคน เพอื่ สะสมตัวอักษรตามช่อื ของตนเอง
หรือแจกตัวเลขให้เรียงก็ได้ ถ้าโรงเรียนมีกระดานและตัวอักษรแม่เหล็กก็สามารถใช้ตัวอักษรหรือ
ตวั เลขเรยี งบนกระดานน้ีได้ นอกจากนค้ี รอู าจใชต้ วั อกั ษรทที่ ำดว้ ยไมพ้ ลาสติกหรอื กระดาษแข็งเพ่ือให้
นักเรียนลากเสน้ ตามแบบ
7. การเรยี กชือ่ สง่ิ ของครูจัดสิ่งของให้เรียงจากซ้ายไปขวาหรือจากบนลงล่างและเรียกให้เด็ก
พรอ้ มท้งั บอกช่อื สิ่งของนน้ั ตามลำดับที่วาง
8. การวาดภาพ

8.1 ควรใหเ้ ด็กวาดภาพให้เสร็จอย่างน้อยสกั ส่วนหน่งึ กย็ ังดี
8.2 ใหเ้ ด็กลากเส้นตามรอยประ
8.3 ให้เด็กเขียนในอากาศหรอื ใชน้ ิ้วจมุ่ น้ำแลว้ เขียนบนพื้นซีเมนต์
8.4 ใหล้ ากเส้นต่อภาพให้สมบรู ณ์
8.5 การโยงเสน้ จับค่เู ช่นระหว่างแมล่ ูก (ของสตั ว์ชนดิ ต่างๆ) รองเท้าแบบต่าง ๆ
9. การติดป้ายชอ่ื นอกจากเด็กมีป้ายชื่อติด แล้วครคู วรจดั ทำป้ายชื่อนกั เรียน เพ่ือให้นักเรียน
หยิบไปแขวนบนแผน่ กระดาษซง่ึ ครเู ขยี นช่อื ศนู ย์การเรยี นตา่ ง ๆ เอาไว้เด็กจะตอ้ งตดั สนิ ใจก่อนว่าจะ
เลือกเล่นศูนย์ใดแล้วจึงนำป้ายชื่อตนไปแขวนหรือถ้ามีป้าย “อาสาสมัครวันนี้ก็ให้เด็กนําไปแขวน
ดว้ ย”

27

10. ศิลปะ เช่น ให้เด็กละเลงสีแล้วใช้นิ้วเขียน (Finger Painting) ลงบนสีเรียบ ๆ นั้นหรือ
เขียนบนทรายการปะเศษกระดาษเป็นรูปต่าง ๆ เป็นตัวอกั ษรการขยำกระดาษการสานกระดาษหรอื
ไหมพรมเสน้ โต ๆ ก็ได้

กลา่ วโดยสรปุ ไดว้ า่ การสง่ เสรมิ พัฒนาการเขียนของเด็กปฐมวัย ครูและผปู้ กครองต้องรว่ มมือ
กันและควรจัดกจิ กรรมสภาพแวดลอ้ มรอบตัวเด็กและมีอปุ กรณท์ ี่ส่งเสริมการเขียนอย่างหลากหลาย
การจัดกิจกรรมควรให้เด็ก มีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น ให้เด็กได้มีโอกาสสำรวจค้นคว้า ทดลอง
เพื่อพฒั นาให้เด็กมีคุณสมบัติของการเป็นผู้สื่อสารควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก ควรพูดคุยซักถาม
ถงึ สิง่ ทเ่ี ด็กเขียนตอบคำถาม เมอื่ เดก็ สงสัยและประการสำคญั ควรเปน็ นักสังเกตที่ดีว่าเด็กสนใจอะไร
เพ่ือที่จะเชญิ ชวนให้เด็กเขยี นเกี่ยวกบั สง่ิ นัน้

4. งานวิจยั ที่เก่ียวข้อง

งานวิจัยที่เกี่ยวข้องมีนักวิชาการหลายท่าน ได้กล่าวถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องด้านการพัฒนา
กลา้ มเน้อื มดั เล็ก ไวด้ ังนี้

ผกากานต์ น้อยเนียม (2556) ได้ศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนือ้ มัดเล็กของเด็กอายุ
4-5 ปี ที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ด้วยดิน ผลการวิจัยพบว า ความสามารถในการใช้
กล้ามเนอ้ื มัดเลก็ ของเดก็ อายุ 4-5 ปหี ลังจากไดร้ ับการจดั กจิ กรรมศิลปสรา้ งสรรค์ดว้ ยดนิ โดยภาพรวม
(F = 47.13) อยู่ในระดับดแี ละเมื่อพจิ ารณารายด้านพบว่า ด้านความคล่องแคล่วในการใชก้ ล้ามเนื้อ
มัดเล็ก (X = 11.86) ด้านความยืดหยุ่นในการใช้กล้ามเน้ือมดั เล็ก (F = 11.60) ด้านความสามารถใน
การควบคุมในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก (F = 12.07) และด้านการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา
(F = 11.60) อยใู่ นระดบั ดี เม่ือเปรยี บเทียบกับก่อนการจัดกิจกรรมพบวา่ ท้ังโดยรวม (t = 41.83)
และรายด้าน (t = 21.43 24.39, 39.58 และ 19.09) สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
สรุปว่าการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ด้วยดินส่งเสริมให้เด็กอายุ 4-5 ปีมีความสามารถในการใช้
กลา้ มเนอ้ื มดั เลก็ สงู ข้ึน

สายพิณ มะโนรัตน์ (2559) ได้ศึกษาการส่งเสริมพัฒนากล้ามเนื้อของเด็กปฐมวัย โดยใช้
กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ผลการวิจัยพบวา่ พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก โดยใช้กิจกรรมสรา้ งสรรค์
โดยรวมและรายดา้ นหลังการจดั กิจกรรมศลิ ปะสรา้ งสรรค์ อย่างมีนัยสำคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดับ .01

วันนิสา นันตมาศ (2561) ได้ศึกษาการพฒั นาการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กที่ไดร้ ับการจัดกิจกรรม
ศิลปะสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนวัดดอนยอ โดยการปั้นดินน้ำมัน ผลการวิจัย

28

พบวา่ การพฒั นากลา้ มเนื้อมดั เลก็ ของ นักเรียนชั้นอนุบาล 2 จากการจัดกจิ กรรมสร้างสรรค์ โดยการ
ปั้นดินน้ำมัน มีพัฒนาการที่ดี ขึ้น มีผลงานและการเขียนที่สวยงามขึ้น อีกทั้งยังแสดงความคิด
สร้างสรรค์ผา่ นผลงานไดด้ ยี ่งิ ข้ึนดว้ ย

ฮิลการ์ด (พรรณี ช.เจนจิต. 2528: 35; อ้างอิงจาก Hilgard. 1932: 36–56. Joumal of
Genetic Psychlogy) ได้ศึกษาเรื่องความพร้อม พบว่า เด็กที่มีอายุมากกว่ามีวุฒิภาวะมากกว่าจะ
เขียนรูปได้เรว็ 10 และง่ายกวา่ เดก็ ทีม่ ีอายนุ ้อย จากการทดลองกับเด็กกลุ่มหนึ่งอายุ ประมาณ 2- 3
ขวบ โดยการฝกึ ให้ตดิ กระดุม ปนี บนั ได และการใช้กรรไกรเปน็ เวลา 12 อาทิตย์ เปรยี บเทียบกับเด็ก
อีกกล่มุ หนง่ึ ซึง่ เปน็ กลุ่มควบคมุ ไมไ่ ดร้ ับการฝึกให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ดงั กลุ่มทดลอง เด็กกลุ่มนี้อายุแก่
กว่าเด็กกลุ่มแรก 3 เดือน ผลปรากฏว่าหลังการฝึกหัด 12 อาทิตย์ เด็กในกลุ่มทดลองสามารถทำ
กิจกรรมเหล่านี้ได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม หลังจากนั้นกลุ่มควบคุมได้รับการแนะนำให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ
ดังกลา่ วข้างต้นภายในเวลา 1 อาทิตย์ ผลปรากฏว่าเด็กกลุ่มน้ีทำได้ดเี ท่ากับเดก็ กลุ่มแรกซ่ึงได้รับการ
ฝึกหัดมาเป็นเวลา 3 เดือน ผลจากการทดลองนี้สรุปได้ว่า เด็กอายุมากกว่า ใช้เวลาในการฝึกการใช้
กล้ามเนอื้ เล็กนอ้ ยกว่าเดก็ ท่ีมีอายุนอ้ ย

งานวิจยั ที่เก่ยี วข้องมนี กั วชิ าการหลายท่าน ไดก้ ล่าวถึงงานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกิจกรรมสร้างสรรค์
ไว้ดังน้ี

ธมลวรรณ เชอื้ บอ่ คา (2563) ได้ศกึ ษาการพัฒนาความสามารถในการใชก้ ล้ามเน้อื มดั เลก็ ของ
เด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ผลการวิจัย หลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เป็น
เวลา 3 สัปดาห์ ความสามารถใน การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กโดยรวมของกลุ่มเป้าหมาย มีคะแนนเฉลย่ี
หลังการวิจัยสูงกว่ากอ่ นการวจิ ัย คิด เป็นร้อยละ 50 โดยก่อนการทดลองมีคะแนนความสามารถใน
การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กร้อยละ 34 และ หลังการทดลองจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เด็กปฐมวัยมี
คะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเน้ือมดั เล็กร้อยละ 84

รวิพร ผาด่าน (2557) ได้ศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย
ที่ได้รับ การจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์การฉีก ตัด ปะเศษวัสดุ ผลการวิจัย เด็กปฐมวัยที่ได้รับการ
จัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์การฉีก ตัด ปะเศษวัสดุ มีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กหลัง
การทดลองอยู่ในระดับดี ซงึ่ สูงกวา่ กอ่ นทดลองอยา่ งมนี ัยสำคญั ทางสถติ ท่รี ะดับ .01

กัญญาวีร์ ใครวงษ์ (2556) ได้ศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กที่ได้รับการ
จดั กจิ กรรมศลิ ปะสรา้ งสรรค์ การประดษิ ฐ์เศษวัสดุของเด็กปฐมวัยชนั้ ปีท่ี 2/3 โรงเรียนบ้านห้วยกะปิ
ผลการวิจยั พบว่า

29

1. เด็กปฐมวยั มคี วามสามารถในการใช้กล้ามเน้ือมัดเล็กหลังการทดลองในสัปดาห์ที่ 1 อยู่ใน
ระดับ ปรับปรุง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการใช้กรรไกรตัดสิ่งของ ด้านการประดิษฐ์สิ่งต่างๆด้วยเศษวัสดุ
ด้านการวาดรูป ไดอ้ ย่างอิสระ ดา้ นการเขยี นชื่อของตนเอง ระดับพอใช้ 1 ด้าน ไดแ้ ก่ ด้านการหยบิ จับ
สิ่งของต่างๆ และ โดยรวมท้งั 5 ดา้ นอยใู่ นระดับปรบั ปรงุ

2. เดก็ ปฐมวัยมคี วามสามารถในการใชก้ ล้ามเนอ้ื มัดเล็กหลงั การทดลองในสัปดาหท์ ่ี 2 อยู่ใน
ระดับ พอใช้ 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการใช้กรรไกรตัดสิง่ ของ ดา้ นการประดษิ ฐ์สง่ิ ตา่ งๆด้วยเศษวัสดุ ด้าน
การวาดรปู ได้ อย่างอิสระ ด้านการหยิบจบั สง่ิ ของตา่ งๆ ด้านการเขยี นช่อื ของตนเอง และโดยรวมทง้ั 5
ด้านอยูใ่ นระดบั พอใช้

3. เด็กปฐมวยั มคี วามสามารถในการใช้กล้ามเน้ือมัดเล็กหลังการทดลองในสัปดาห์ท่ี 3 อยู่ใน
ระดับดี 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการใช้กรรไกรตดั สิ่งของ ด้านการประดิษฐ์ส่ิงต่างๆด้วยเศษวัสดุ ด้านการ
วาดรูปได้อย่าง อิสระ ด้านการหยิบจับสิ่งของต่างๆ ด้านการเขียนชื่อของตนเอง และโดยรวมทั้ง 5
ดา้ นอยู่ในระดับดี

4. เด็กปฐมวัยมีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเลก็ หลังการทดลองในสัปดาหท์ ่ี 4 อยู่ใน
ระดับดี มาก 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการใช้กรรไกรตัดสิ่งของ ด้านการประดิษฐ์สิง่ ต่างๆด้วยเศษวสั ดุด้าน
การวาดรปู ได้ อยา่ งอิสระ ด้านการหยิบจับส่ิงของต่างๆ ด้านการเขยี นชอ่ื ของตนเอง และโดยรวมท้งั 5
ดา้ นอยใู่ นระดับดี มาก

5. เดก็ ปฐมวยั ทไ่ี ด้รับการจัดกิจกรรมศิลปสรา้ งสรรคก์ ารประดษิ ฐ์เศษวัสดุมีความสามารถใน
การใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กหลังการทดลองสัปดาห์ที่ 2 สูงกว่าหลังการทดลองสัปดาห์ที่ 1 ทั้งโดยรวม
และรายด้าน ด้าน การใช้กรรไกรตัดสิ่งของมีผลต่างคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 0.86 ด้านการประดิษฐ์สิ่ง
ต่างๆดว้ ยเศษวัสดุมีผลต่าง ก คะแนนเฉลยี่ เทา่ กับ 0.86 ด้านการวาดรปู ไดอ้ ยา่ งอสิ ระมีผลตา่ งคะแนน
เฉลีย่ เทา่ กับ 0.86 ดา้ นการหยิบ จับส่ิงของตา่ งๆมีผลต่างคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 0.14 ด้านการเขียนช่ือ
ของตนเองมีผลตา่ งคะแนนเฉล่ยี เทา่ กับ 1.00 โดยรวมท้งั 5 ดา้ นมผี ลตา่ งคะแนนเฉลย่ี เท่ากบั 3.71

6. เด็กปฐมวัยท่ไี ด้รับการจัดกิจกรรมศิลปสรา้ งสรรคก์ ารประดิษฐ์เศษวัสดุมีความสามารถใน
การใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กหลังการทดลองสัปดาห์ที่ 3 สูงกว่าหลังการทดลองสัปดาห์ที่ 2 ทั้งโดยรวม
และรายด้าน ด้าน การใช้กรรไกรตัดสิ่งของมีผลต่างคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 0.57 ด้านการประดิษฐ์ส่ิง
ต่างๆด้วยเศษวัสดุมีผลตา่ ง คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 0.86 ด้านการวาดรูปไดอ้ ยา่ งอิสระมีผลต่างคะแนน
เฉลย่ี เทา่ กับ 0.86 ด้านการหยิบจับ ส่ิงของตา่ งๆมผี ลต่างคะแนนเฉล่ียเท่ากับ 0.86 ด้านการเขียนชื่อ
ของตนเองมีผลตา่ งคะแนนเฉลี่ยเทา่ กบั 0.71 โดยรวมท้ัง 5 ดา้ นมผี ลต่างคะแนนเฉล่ียเท่ากบั 3.86

30

7. เดก็ ปฐมวัยทีไ่ ด้รับการจัดกิจกรรมศิลปสรา้ งสรรคก์ ารประดิษฐ์เศษวัสดุมีความสามารถใน
การใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กหลังการทดลองสัปดาห์ที่ 4 สูงกว่าหลังการทดลองสัปดาห์ที่ 3 ทั้งโดยรวม
และรายด้าน ด้าน การใช้กรรไกรตัดสิ่งของมีผลต่างคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 0.57 ด้านการประดิษฐ์ส่ิง
ต่างๆด้วยเศษวัสดุมีผลตา่ ง คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 0.43 ด้านการวาดรูปไดอ้ ยา่ งอิสระมีผลตา่ งคะแนน
เฉลยี่ เท่ากับ 0.71 ดา้ นการหยบิ จับ ส่งิ ของตา่ งๆมีผลต่างคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 0.71 ด้านการเขียนชื่อ
ของตนเองมผี ลตา่ งคะแนนเฉลีย่ เทา่ กบั 0.43 โดยรวมท้ัง 5 ดา้ นมีผลต่างคะแนนเฉลี่ยเทา่ กบั 2.86

แสตมปป์ (ประพิมพ์พักตร์ พละพงศ์. 2550: 36; อ้างอิงจาก Stapp. 1964: 52 — 58) ได้
ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความคิดสรา้ งสรรค์และสติปัญญาของนักเรียนท่ีเรียนศิลปะและไม่เรียน
ศิลปะ พบว่า ความคิดสร้างสรรค์และสติปัญญาไม่มีความสัมพันธ์กัน แต่นักเรียนที่เรียนศิลปะได้
คะแนนความคิดสร้างสรรค์สงู กว่าพวกที่ไมเ่ รยี นศิลปะ

งานวิจยั ท่ีเกย่ี วขอ้ งมีนักวิชาการหลายทา่ น ไดก้ ลา่ วถงึ งานวิจยั ท่ีเกี่ยวข้องด้านเขียนของเด็ก
ปฐมวยั ไวด้ ังน้ี

พรพรรณ รำไพรุจิพงศ์ (2550) ได้ศึกษาทักษะการเขียนของเด็กปฐมวัยที่ทำกิจกรรม
ศลิ ปสร้างสรรค์การวาดภาพประกอบการพิมพภ์ าพ ผลการวิจัย พบวา ทักษะการเขยี นของเดก็ ปฐมวยั
หลงั การทํากิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ การวาดภาพประกอบการพมิ พ์ภาพสงู กว่าก่อนทำกิจกรรมศิลปะ
สรา้ งสรรคก์ ารวาดภาพประกอบ การพมิ พ์ภาพอย่างมนี ัยสําคัญทางสถติ ิท่รี ะดับ .01 และ พบว่าเด็ก
ปฐมวยั ส่วนใหญ่มีทกั ษะการเขยี นทง้ั โดยรวมและรายด้านเพิ่มข้นึ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 95.00 ของนักเรียน
ท้งั หมด

ศุภมาส จิรกอบสกุล (2559) ได้ศึกษา ทักษะทางภาษาด้านการอ่านและการเขียนของเด็ก
ปฐมวัยที่ได้รับการจดั กจิ กรรมการอ่านนิทานร่วมกัน ผลการวิจัยพบว่า หลังการจัดกิจกรรมการอ่าน
นิทานรว่ มกันเด็กปฐมวัยมที ักษะด้านการอา่ นและการเขียนเพ่ิมขน้ึ ดงั นี้

1. เด็กปฐมวัยมีทักษะทางภาษาด้านการอ่านหลังการจัดกิจกรรมการอ่านนิทานร่วมกัน
สงู ขึน้ กวา่ ก่อนการจัดกิจกรรมการอา่ นนิทานรว่ มกันคิดเป็นรอ้ ยละ 28

2. เด็กปฐมวัยมีทักษะทางภาษาด้านการเขียนหลังการจัดกิจกรรมการอ่านนิทานร่วมกัน
สูงขึน้ กว่าก่อนการจดั กิจกรรมการอ่านนทิ านรว่ มกันคดิ เป็นรอ้ ยละ 31.67

3. เด็กปฐมวัยมีความสนใจในการอ่านหลังการจัดกิจกรรมการอ่านนิทานร่วมกันสูงขึ้นกวา่
กอ่ นการจัดกจิ กรรมการอา่ นนทิ านร่วมกนั คิดเปน็ รอ้ ยละ 44.76

31

4. เด็กปฐมวัยมีความสนใจในการเขียนหลังการจัดกิจกรรมการอ่านนิทานร่วมกันสูงขึ้นกว่า
ก่อนการจดั กิจกรรมการอ่านนทิ านรว่ มกันคดิ เป็นรอ้ ยละ 30.14

5. แนวโน้มทักษะทางภาษาด้านการอา่ นและการเขียนของเดก็ ปฐมวัยสงู ขน้ึ อยา่ งต่อเนื่องทุก
สปั ดาห์

6. แนวโน้มความสนใจในการอ่านและความสนใจในการเขียนของเด็กปฐมวัยสูงขึ้นอย่าง
ต่อเนอ่ื งทกุ สัปดาห์

เพ่มิ ศรี ชูวเิ ชียร (2549) ไดศ้ กึ ษาพัฒนาด้านการเขียนของเด็กปฐมวัยโดยใชก้ ิจกรรมการวาด
ภาพตอ่ เติมจากภาพพมิ พ์ ผลการวจิ ัยพบว่า เด็กปฐมวยั ทีไ่ ด้รบั การจัดกิจกรรมศิลปะการวาดภาพต่อ
เติมจากภาพพิมพ์มีพัฒนาการด้านการเขียนก่อนการจัดกจิ กรรม และระหว่างการจัดกิจกรรมศิลปะ
การวาดภาพต่อเติมจากภาพพิมพ์ในแตล่ ะชว่ งสปั ดาห์สูงข้ึน เด็กปฐมวัยทไ่ี ด้รับการจัดกิจกรรมศิลปะ
การวาดภาพต่อเติมจากภาพพิมพ์มีพัฒนาการด้านการเขียนก่อนการจัดกิจกรรมและระหว่างการ
จดั กจิ กรรมศลิ ปะการวาดภาพตอ่ เติมจากภาพพิมพ์ ในแต่ละช่วงสัปดาห์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิติท่รี ะดบั .01

บลัด (Blood. 1996 A) ได้ศึกษาความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย 3-5 ปี จำนวน 67
โรงเรียนโดยการทดสอบพัฒนาการทางภาษา การรับรู้ การเขียน และมีการศึกษาระยะยาว
มีผู้ปกครองของเดก็ เข้าร่วม 56 คนจากการศกึ ษาพบวา่ การเรยี นร้ภู าษาของเด็กขน้ึ อย่กู บั ความสนใจ
ของเด็ก และเจตนาของผู้ปกครองในกระบวนการเรียนรู้ เพื่อการอ่านออกเขียนได้และการส่งเสริม
ให้เด็กเขียนชื่อตนเองจะทำให้ มีคว ามสามาร ถในการเรี ยนรู้การอ่านเขียนได้อย่ างมีคว าม หม าย
เนื่องจากชื่อของเด็กจะถูกเรียนเป็นประจำทุกวันและเป็นคำที่นึกภาพได้ หากเด็กสามารถเขียนชื่อ
ของตนเองได้ จะเปน็ แนวทางในการขยายความสามารถในการรับรคู้ ำอื่น ๆ ต่อไป

จากการศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยทเ่ี กี่ยวข้อง สรปุ ได้ว่า การพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กโดยใช้
กิจกรรมเส้นหรรษานั้น สามารถจัดกิจกรรมได้หลากหลายรูปแบบ โดยให้เด็กได้มีส่วนร่วม ลงมือ
ปฏิบตั จิ รงิ การทำกิจกรรมสรา้ งสรรค์โดยใชก้ ิจกรรมเสน้ หรรษา สอดคล้องกับวัยของเด็กปฐมวัย และ
การพัฒนาทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็กสำหรับกิจกรรมสร้างสรรค์ โดยใช้กิจกรรมเส้นหรรษานั้นถือเป็น
กิจกรรมสำคัญที่ช่วยส่งเสริมและพฒั นาทักษะด้านต่าง ๆ ทั้งทางร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และ
สติปัญญา เนื่องจากกิจกรรมสร้างสรรค์ โดยใช้กิจกรรมเส้นหรรษานั้นเป็นกิจกรรมที่เด็กได้เรียนรู้
ลงมือปฏิบัติกิจกรรมที่ครูปฐมวัยได้จัดเตรียมไว้ให้ เหมาะกับการปูพื้นฐานทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็ก
ให้กบั เดก็ สามารถจบั ดินสอในท่าท่ีถูกต้อง ฝึกการลากเสน้ ตามรอยประและวาดภาพต่อเติมจากเส้นที่

32

กำหนดใหเ้ พือ่ เปน็ การเตรียมความพร้อมด้านการเขยี นใหก้ ับเดก็ ปฐมวัย ดังน้ัน ผวู้ จิ ยั จึงมีความสนใจ
ที่จะศึกษาการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กโดยใช้กิจกรรมเส้นหรรษา ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1
โรงเรียนวัดเวฬุวนั อำเภอสารภี จังหวดั เชียงใหม่ ซ่งึ เปน็ พื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้ระดับต่อไป

33

บทท่ี 3

วิธดี ำเนนิ การวิจัย
การวจิ ัยเรื่อง การพฒั นากล้ามเนือ้ มดั เล็กโดยใชก้ ิจกรรมเสน้ หรรษา ของนักเรยี นระดับชนั้

อนบุ าลปที ่ี 1/1 โรงเรยี นวัดเวฬุวนั (สารภีชนานุกูล) อำเภอสารภี จงั หวัดเชียงใหม่

ซ่ึงผู้วจิ ัยมวี ธิ ีดำเนินการวิจยั ดงั ตอ่ ไปนี้

1. ประชากร
2. แบบแผนการวิจยั
3. เครอ่ื งมือที่ใช้ในการวิจยั
4. การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมอื
5. วธิ ีการดำเนินการวิจัย
6. เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
7. การวิเคราะหข์ ้อมูลและสถติ ิท่ีใช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูล

ประชากร
ประชากรท่ีใช้ในการวจิ ัยคร้ังนี้ คือ นกั เรียนชาย-หญงิ อายุระหวา่ ง 3-4 ปที กี่ ำลงั ศึกษาอยู่ใน

ระดับช้ันอนบุ าลปีที่ 1/1 ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 25 คน ประจำปีการศึกษา 2564 โรงเรียนวัดเวฬุวัน
(สารภีชนานุกูล) อำเภอสารภี จงั หวดั เชยี งใหม่

แบบแผนการวิจัย
การวิจัยในครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบการทดลองกลุ่มเดียวกันมีการวัดก่อนและหลังการ

จัดกิจกรรม ( The One Group Comparison Pretest-Posttest Design) (เกตุมณี มากมี, 2550)
มรี ายละเอียดดังต่อไปน้ี
ตารางที่ 3.1 ตารางแสดงแบบแผนการวจิ ัยเร่อื งการพฒั นากล้ามเน้ือมัดเล็กโดยใช้กิจกรรมเส้น
หรรษา ของนักเรยี นระดับชั้นอนุบาลปีท่ี 1/1 โรงเรยี นวัดเวฬวุ ัน (สารภีชนานุกลู )

กล่มุ ตัวอย่าง สอบก่อน วธิ ีสอน สอบหลงั

E T1 X T2

34

ความหมายของสัญลักษณ์
เมอ่ื E หมายถงึ กล่มุ ตวั อยา่ ง

X หมายถึง แผนการวจิ ยั เรื่องการพฒั นากล้ามเนอ้ื มัดเล็กโดยใช้กิจกรรมเส้นหรรษา
ของนักเรียนระดับชน้ั อนุบาลปที ี่ 1/1

T1 หมายถึง แบบสังเกตพฤติกรรมการกลา้ มเน้อื มัดเล็กของนักเรียนระดบั ชั้นอนุบาลปีท่ี 1/1
กอ่ นการเรยี นรู้ (Pre-test)

T2 หมายถงึ แบบสังเกตพฤติกรรมการกลา้ มเน้อื มัดเล็กของนกั เรยี นระดับชนั้ อนุบาลปีที่ 1/1
หลงั การเรียนรู้ (Posttest)

เครือ่ งมอื ทีใ่ ช้ในการวิจัย
เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจยั ในคร้งั น้ี ได้แก่
1. แผนการจัดประสบการณ์เพ่อื พัฒนากล้ามเนือ้ มดั เล็ก โดยใช้กจิ กรรมเสน้ หรรษา ของ

นักเรียนระดบั ชนั้ อนุบาลปที ี่ 1/1 จำนวน 16 แผน แผนละ 20 นาที จำนวน 4 สปั ดาห์ สปั ดาห์ 4
ครั้ง ประกอบด้วย

1. แผนการจดั ประสบการณ์กิจกรรมสรา้ งสรรค์ โดยใช้เส้นจรวดขึ้น
2. แผนการจัดประสบการณ์กจิ กรรมสรา้ งสรรค์ โดยใช้เส้นน้ำไหล
3. แผนการจดั ประสบการณ์กจิ กรรมสร้างสรรค์ โดยใช้เส้นข้ึนเขา
4. แผนการจัดประสบการณ์กจิ กรรมสรา้ งสรรค์ โดยใช้เสน้ ลงเขา
5. แผนการจดั ประสบการณ์กจิ กรรมสรา้ งสรรค์ โดยใช้เส้นไม้ล่ืน
6. แผนการจัดประสบการณ์กจิ กรรมสร้างสรรค์ โดยใช้เสน้ เคร่อื งบินขน้ึ
7. แผนการจัดประสบการณ์กรรมสร้างสรรค์ โดยใชเ้ ส้นหลงั คาบา้ น
8. แผนการจดั ประสบการณ์กิจกรรมสรา้ งสรรค์ โดยใชเ้ สน้ กระโดดกบ
9. แผนการจดั ประสบการณ์กจิ กรรมสร้างสรรค์ โดยใช้เสน้ บ่อน้ำ
10. แผนการจดั ประสบการณ์กิจกรรมสร้างสรรค์ โดยใชเ้ สน้ ยงิ ปืน
11. แผนการจดั ประสบการณ์กิจกรรมสร้างสรรค์ โดยใช้เสน้ ยงิ ธนู
12. แผนการจดั ประสบการณ์กจิ กรรมสรา้ งสรรค์ โดยใชเ้ สน้ ล้อเกวยี น
13. แผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมสร้างสรรค์ โดยใช้เส้นล้อรถ
14. แผนการจดั ประสบการณ์กิจกรรมสร้างสรรค์ โดยใชเ้ สน้ โค้งรปู ปลา
15. แผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมสรา้ งสรรค์ โดยใชเ้ ส้นโค้งรปู แมลงเต่าทอง
16. แผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมสร้างสรรค์ โดยใช้เสน้ โค้งรูปแมว

35

2. ชุดฝึกในกิจกรรมเพื่อกล้ามเนื้อมัดเล็ก โดยใช้กิจกรรมเส้นหรรษา ของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล
ปที ี่ 1/1 จำนวน 16 กิจกรรม
3. แบบประเมินเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก สำหรับเด็กปฐมวัย
กอ่ นการทำกจิ กรรมและหลังการทำกจิ กรรม (Pre-test & Posttest)

การสรา้ งและหาคณุ ภาพของเครื่องมือ
4.1 แผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก โดยใช้กจิ กรรมเส้นหรรษาของ

นกั เรียนระดับช้ันอนุบาลปีที่ 1/1 มลี ำดับการสร้างและหาคุณภาพ ดังน้ี
4.1.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับการเขียนแผนการจดั กิจกรรมสรา้ งสรรค์โดย

ศึกษาค้นคว้า จากคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 คู่มือการจัดประสบการณ์
การเรยี นรสู้ ำหรับเดก็ ปฐมวัย

4.1.2 ผู้วิจัยจัดทำแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก
โดยใช้กิจกรรมเส้นหรรษาของนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1/1 จำนวน 16 แผน (4 สัปดาห์)
ซึง่ ข้ันตอนการดำเนนิ กจิ กรรม ประกอบด้วย

1) ขั้นนำ เป็นการนำเด็กเข้าสู่การจัดกิจกรรม โดยการบริหารร่างกายหรือร้องเพลง
ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับกิจกรรม พร้อมทำท่าทางประกอบ และสนทนาเกี่ยวกับการบริหารร่างกาย
หรอื เพลงนัน้ ๆ เพอื่ กระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจและมีความพร้อมก่อนทำกจิ กรรม

2) ขั้นดำเนินกิจกรรม เป็นจัดกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อพัฒนากล้ามเนือ้ มัดเล็ก โดยใช้
กจิ กรรมเสน้ หรรษาของนักเรยี นระดบั ช้นั อนุบาลปีที่ 1/1 โดยมีกจิ กรรมให้เดก็ ได้ฝกึ ลากเส้นตามรอบ
ประและวาดภาพต่อเตมิ จากเส้นทก่ี ำหนดให้

3) ข้ันสรุป เปน็ การให้เด็กรว่ มกนั สนทนาสรุปเกี่ยวกับกิจกรรมสรา้ งสรรค์ เพ่ือพัฒนา
กล้ามเนือ้ มัดเล็ก โดยใช้กจิ กรรมเส้นหรรษาของนกั เรยี นระดับชั้นอนบุ าลปีท่ี 1/1

4.1.3 นำแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก โดยใช้
กิจกรรมเสน้ หรรษาของนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1/1 ท่ีผวู้ จิ ัยสร้างข้ึน เสนอแก่ครูท่ีปรึกษา เพื่อ
ประเมินคุณภาพของแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก โดยใช้กิจกรรม
เส้นหรรษาของนักเรยี นระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1/1

4.1.4 แก้ไขและปรับปรุงแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อ
มัดเล็ก โดยใช้กิจกรรมเส้นหรรษาของนักเรียนระดับชัน้ อนุบาลปีที่ 1/1 อีกครั้ง และจัดทำเป็นฉบับ
สมบูรณ์ และนำไปใชใ้ นงานวิจัย

36

4.2 แบบสังเกตพฤติกรรมด้านการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กเด็กปฐมวัย มีลำดับการสร้างและหา
คณุ ภาพ ดังนี้

4.2.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเขียนแผนการจัดกิจกรรม โดยศึกษา
ค้นคว้า จากคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 คู่มือการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
สำหรบั เด็กปฐมวัย

4.2.2 สร้างแบบสังเกตพฤติกรรมด้านการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กเด็กปฐมวยั จำนวน 2 ข้อ
เพ่อื ประเมนิ ทักษะดา้ นร่างกายของเด็กปฐมวยั

4.2.3 นำแบบสังเกตพฤตกิ รรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ให้ครูที่ปรึกษา
ตรวจสอบความตรงด้านเนื้อหา (Content validity) ว่าแบบทดสอบแต่ละข้อสร้างได้สอดคล้องกับ
จุดประสงค์การวจิ ยั หรือไม่

4.2.4 แก้ไขและปรับปรงุ แบบสงั เกตพฤติกรรมด้านรา่ งกายของเดก็ ปฐมวัยอีกคร้ัง และจัดทำ
เปน็ ฉบบั สมบูรณ์ และนำไปใช้ในงานวิจยั ตอ่ ไป

วิธกี ารดำเนนิ การวจิ ัย
ผวู้ ิจยั ขอเสนอวธิ ดี ำเนนิ การวิจยั ดังนี้

1. ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน หลักการ แนวคิด และองค์ประกอบเกี่ยวกับการการพัฒนากลา้ มเน้ือมดั เลก็
โดยใชก้ ิจกรรมเส้นหรรษา ของนกั เรยี นระดับชนั้ อนุบาลปีท่ี 1/1 โรงเรียนวดั เวฬุวัน (สารภีชนานุกูล)
จากเอกสาร บทความวิจัย และงานวิจัย เพื่อนำขอ้ มูลมาเปน็ แนวทางในการกำหนดเครื่องมือที่ใช้ใน
การวจิ ยั
2. นำเนื้อหาการจัดกิจกรรมการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กโดยใช้กิจกรรมเส้นหรรษา ของนักเรียน
ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1/1 โรงเรียนวัดเวฬุวัน (สารภีชนานุกูล) มาเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย โดย
นำมาเป็นแนวทางในการศึกษาวิจัย และสร้างเครือ่ งมือให้สอดคล้องกับจดุ ประสงค์ของทางการวจิ ัย
และพัฒนาเพ่อื สนบั สนนุ และสง่ เสริมใหก้ ารดำเนินงานบรรลผุ ลตามเปา้ หมาย ดังน้ี

2.1 นำเนือ้ หาการจดั กิจกรรมการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กโดยใชก้ จิ กรรมเส้นหรรษา ของนักเรยี น
ระดบั ชั้นอนุบาลปีที่ 1/1 โรงเรียนวดั เวฬวุ ัน (สารภชี นานกุ ูล) มาออกแบบสอ่ื กจิ กรรมสรา้ งสรรค์
โดยใชเ้ ส้นหรรษา

2.2 นำเน้อื หาการจดั กิจกรรมการพฒั นากล้ามเนื้อมดั เล็กโดยใชก้ จิ กรรมเสน้ หรรษา ของนักเรียน
ระดับชั้นอนุบาลปที ี่ 1/1 โรงเรียนวดั เวฬวุ นั (สารภชี นานุกลู ) มาออกแบบแผนการจัดการพัฒนา
กลา้ มเนือ้ มดั เลก็ โดยใชก้ ิจกรรมเสน้ หรรษา ของเด็กนกั เรยี นระดบั ชัน้ อนบุ าลปีท่ี 1/1 โรงเรียน
วดั เวฬวุ ัน (สารภชี นานกุ ลู ) สำหรับนกั เรียนระดบั ปฐมวยั จำนวน 16 แผน แผนละ 20 นาที จำนวน
4 สปั ดาห์ สัปดาห์ 4 คร้งั

37

2.3 นำเน้ือหาการจัดการพฒั นากล้ามเนอ้ื มัดเลก็ โดยใช้กิจกรรมเสน้ หรรษา ของนักเรียน
ระดบั ช้นั อนบุ าลปที ี่ 1/1 โรงเรยี นวดั เวฬวุ ัน (สารภีชนานกุ ลู ) มาออกแบบแบบแบบสังเกตพฤติกรรม
การพัฒนากล้ามเน้อื มัดเล็ก ของนักเรยี นกอ่ นและหลังการจัดกจิ กรรม

3. นำแผนการจดั กจิ กรรมสร้างสรรค์ เพือ่ พัฒนากล้ามเน้อื มัดเลก็ โดยใชก้ จิ กรรมเส้นหรรษา
ของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/1 โรงเรียนวัดเวฬุวัน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ สื่อประกอบการ
จัดกิจกรรม และแบบสังเกตพฤตกิ รรมการพฒั นากล้ามเนื้อมัดเล็ก ของนักเรยี นก่อนและหลังการจดั
กิจกรรม นำไปใช้กับเดก็ นกั เรียน ระดับชั้นอนบุ าลปีท่ี 1/1 จำนวน 25 คน โรงเรยี นวัดเวฬวุ นั อำเภอ
เมือง จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างเดือน พฤศจิกายนถึงมกราคม พ.ศ. 2564 จำนวน 4 สัปดาห์
ตามลำดับข้นั ตอนดังนี้

4.1 นำแบบสังเกตพฤติกรรมการพัฒนากล้ามเนือ้ มัดเล็กโดยใช้กจิ กรรมเส้นหรรษา
ของนักเรียนระดับชั้นอนบุ าลปีที่ 1/1 (Pre - test) มาทดสอบกับเดก็ เปน็ รายบคุ คล

4.2 จัดกิจกรรมดว้ ยใชส้ ือ่ ประกอบการจัดกิจกรรม กบั เด็กโรงเรยี นวดั เวฬุวนั อำเภอเมือง
จงั หวดั เชยี งใหม่ 4 สปั ดาห์ ๆ ละ 4 ครั้ง รวม 16 กิจกรรม ๆ ละ 20 นาที

4.3 นำแบบสังเกตพฤติกรรมการพัฒนากล้ามเนือ้ มัดเล็กโดยใช้กจิ กรรมเสน้ หรรษา
ของนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1/1 หลังการจัดกิจกรรม (Posttest) มาทดสอบกับเด็กเป็น
รายบุคคล โดยกำหนดรายละเอยี ด ดังตารางนี้

38

ตารางที่ 3.2 การดำเนินการทดลองวิจัย เพอื่ พัฒนากลา้ มเนื้อมัดเลก็ โดยใช้กจิ กรรมเส้นหรรษา ของ
นกั เรียนชัน้ อนุบาล 1/1 ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 โรงเรียนวดั เวฬวุ ัน (สารภชี นานุกลู )
อำเภอเมอื ง จังหวดั เชยี งใหม่

สปั ดาห์ วัน/เดอื น/ปี เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัย ดำเนนิ การทดลอง/กจิ กรรม
1 7/ธ.ค./2564
การเรยี นรู้
2 ถึง
9/ธ.ค./2564 แบบสังเกตพฤตกิ รรมด้านการใช้ 1. สร้างความคนุ้ เคยกับเด็ก

13/ธ.ค./2564 กลา้ มเน้อื มัดเล็กกอ่ นการจดั ปฐมวัยเปน็ เวลา 2 วนั

14/ธ.ค./2564 กิจกรรม (Pre-test) 2. ดำเนินการสงั เกตพฤติกรรม

15/ธ.ค./2564 ดา้ นการใชก้ ล้ามเนือ้ มัดเล็ก

ของเดก็ ปฐมวยั ก่อนการจัด

กิจกรรม (Pre-test) ในวันที่ 3

1. กิจกรรมเสน้ หรรษา โดยใช้เสน้ 1. ดำเนนิ การจดั กจิ กรรม

จรวดขน้ึ สรา้ งสรรค์ โดยใช้กจิ กรรมเส้น

2. แผนการจดั กจิ กรรม หรรษา เสน้ ที่ 1 จรวดขนึ้

สรา้ งสรรค์ เพอื่ พัฒนากล้ามเนอื้ 2. ดำเนินการสังเกตพฤติกรรม

มัดเลก็ โดยใชก้ จิ กรรมเสน้ ของเดก็

หรรษา

1. กิจกรรมเส้นหรรษา โดยใช้เส้น 1. ดำเนินการจัดกจิ กรรม

นำ้ ไหล สรา้ งสรรค์ โดยใชก้ ิจกรรมเส้น

2. แผนการจดั กิจกรรม หรรษา เสน้ ท่ี 2 น้ำไหล

สร้างสรรค์ เพื่อพฒั นากล้ามเนอ้ื 2. ดำเนินการสังเกตพฤตกิ รรม

มดั เล็ก โดยใช้กจิ กรรมเสน้ ของเดก็

หรรษา

1. กิจกรรมเสน้ หรรษา โดยใช้เส้น 1. ดำเนนิ การจดั กิจกรรม

ขน้ึ เขา สรา้ งสรรค์ โดยใช้กิจกรรมเสน้

2. แผนการจัดกจิ กรรม หรรษา เส้นท่ี 3 ข้นึ เขา

สรา้ งสรรค์ เพอ่ื พัฒนากล้ามเนื้อ 2. ดำเนินการสังเกตพฤติกรรม

มดั เลก็ โดยใชก้ จิ กรรมเส้น ของเด็ก

หรรษา

39

สัปดาห์ วัน/เดือน/ปี เครือ่ งมอื ทใ่ี ช้ในการวิจยั ดำเนนิ การทดลอง/กิจกรรม
16/ธ.ค./2564
การเรียนรู้
3 20 /ธ.ค./2564
21/ธ.ค./2564 1. กจิ กรรมเส้นหรรษา โดยใช้เสน้ 1. ดำเนินการจดั กิจกรรม
22/ธ.ค./2564
23/ธ.ค./2564 ลงเขา สรา้ งสรรค์ โดยใชก้ จิ กรรมเสน้

2. แผนการจดั กจิ กรรม หรรษา เส้นที่ 4 ลงเขา

สร้างสรรค์ เพื่อพัฒนากล้ามเนอ้ื 2. ดำเนนิ การสงั เกตพฤตกิ รรม

มดั เล็ก โดยใชก้ จิ กรรมเส้น ของเด็ก

หรรษา

1. กจิ กรรมเส้นหรรษา โดยใช้เส้น 1. ดำเนินการจดั กจิ กรรม

ไมล้ น้ื สรา้ งสรรค์ โดยใช้กิจกรรมเส้น

2. แผนการจดั กิจกรรม หรรษา เส้นท่ี 5 ไมล้ ้นื

สรา้ งสรรค์ เพื่อพฒั นากล้ามเนื้อ 2. ดำเนนิ การสังเกตพฤตกิ รรม

มดั เลก็ โดยใชก้ ิจกรรมเสน้ ของเด็ก

หรรษา

1. กิจกรรมเสน้ หรรษา โดยใช้เสน้ 1. ดำเนินการจัดกิจกรรม

เครื่องบินขน้ึ สรา้ งสรรค์ โดยใชก้ จิ กรรมเส้น

2. แผนการจดั กิจกรรม หรรษา เสน้ ท่ี 6 เคร่อื งบนิ ขนึ้

สรา้ งสรรค์ เพอ่ื พฒั นากล้ามเนื้อ 2. ดำเนนิ การสังเกตพฤตกิ รรม

มดั เลก็ โดยใช้กิจกรรมเสน้ ของเด็ก

หรรษา

1. กิจกรรมเส้นหรรษา โดยใช้เสน้ 1. ดำเนนิ การจัดกิจกรรม

หลงั คาบ้าน สรา้ งสรรค์ โดยใชก้ จิ กรรมเส้น

2. แผนการจดั กจิ กรรม หรรษา เส้นที่ 7 หลังคาบา้ น

สร้างสรรค์ เพ่ือพัฒนากล้ามเนอ้ื 2. ดำเนนิ การสงั เกตพฤติกรรม

มัดเล็ก โดยใช้กจิ กรรมเส้น ของเดก็

หรรษา

1. กจิ กรรมเส้นหรรษา โดยใช้เส้น 1. ดำเนนิ การจัดกิจกรรม

กระโดดกบ สร้างสรรค์ โดยใชก้ ิจกรรมเสน้

2. แผนการจัดกิจกรรม หรรษา เสน้ ท่ี 8

สรา้ งสรรค์ เพอื่ พฒั นากล้ามเนอ้ื 2. ดำเนินการสงั เกตพฤตกิ รรม

ของเด็ก

40

สัปดาห์ วัน/เดอื น/ปี เครอ่ื งมือท่ใี ชใ้ นการวิจัย ดำเนินการทดลอง/กจิ กรรม
4 27/ธ.ค./2564
28/ธ.ค./2564 การเรยี นรู้
5 29/ธ.ค./2564
30/ธ.ค./2564 มัดเลก็ โดยใชก้ ิจกรรมเส้น
4/ม.ค./2565
หรรษา

1. กิจกรรมเส้นหรรษา โดยใช้เสน้ 1. ดำเนินการจัดกิจกรรม

บ่อน้ำ สรา้ งสรรค์ โดยใช้กิจกรรมเสน้

2. แผนการจดั กิจกรรม หรรษา เส้นท่ี 9 บ่อน้ำ

สรา้ งสรรค์ เพื่อพัฒนากล้ามเนอ้ื 2. ดำเนนิ การสงั เกตพฤตกิ รรม

มัดเล็ก โดยใช้กิจกรรมเสน้ ของเด็ก

หรรษา

1. กจิ กรรมเส้นหรรษา โดยใช้เสน้ 1. ดำเนินการจัดกจิ กรรม

ยงิ ปนื สรา้ งสรรค์ โดยใชก้ จิ กรรมเสน้

2. แผนการจัดกจิ กรรม หรรษา เส้นที่ 10 ยิงปนื

สร้างสรรค์ เพือ่ พฒั นากล้ามเนือ้ 2. ดำเนินการสังเกตพฤตกิ รรม

มัดเลก็ โดยใชก้ ิจกรรมเสน้ ของเด็ก

หรรษา

1. กิจกรรมเสน้ หรรษา โดยใช้เสน้ 1. ดำเนินการจดั กิจกรรม

ยงิ ธนู สร้างสรรค์ โดยใช้กจิ กรรมเสน้

2. แผนการจัดกิจกรรม หรรษา เสน้ ท่ี 11 ยงิ ธนู

สรา้ งสรรค์ เพอ่ื พฒั นากลา้ มเนื้อ 2. ดำเนินการสงั เกตพฤตกิ รรม

มัดเล็ก โดยใชก้ ิจกรรมเส้น ของเด็ก

หรรษา

1. กิจกรรมเส้นหรรษา โดยใช้เส้น 1. ดำเนินการจัดกจิ กรรม

ล้อเกวยี น สร้างสรรค์ โดยใชก้ ิจกรรมเส้น

2. แผนการจัดกจิ กรรม หรรษา เสน้ ท่ี 12 ลอ้ เกวียน

สรา้ งสรรค์ เพื่อพัฒนากล้ามเนอื้ 2. ดำเนินการสังเกตพฤติกรรม

มดั เล็ก โดยใช้กจิ กรรมเส้น ของเดก็

หรรษา

1. กิจกรรมเส้นหรรษา โดยใช้เสน้ 1. ดำเนินการจัดกจิ กรรม

ลอ้ รถ สร้างสรรค์ โดยใชก้ จิ กรรมเสน้

หรรษา เสน้ ที่ 13 ลอ้ รถ

41

สัปดาห์ วัน/เดอื น/ปี เครอื่ งมอื ที่ใชใ้ นการวิจยั ดำเนินการทดลอง/กิจกรรม
6 5/ม.ค./2565
6/ม.ค./2565 การเรียนรู้
7/ม.ค./2565
10/ม.ค./2565 2. แผนการจดั กจิ กรรม 2. ดำเนนิ การสงั เกตพฤติกรรม

สร้างสรรค์ เพอ่ื พฒั นากลา้ มเนื้อ ของเดก็

มดั เลก็ โดยใชก้ ิจกรรมเส้น

หรรษา

1. กิจกรรมเสน้ หรรษา โดยใช้เส้น 1. ดำเนินการจดั กจิ กรรม

โคง้ รปู ปลา สร้างสรรค์ โดยใช้กจิ กรรมเสน้

2. แผนการจัดกจิ กรรม หรรษา เส้นที่ 14 โคง้ รูปปลา

สร้างสรรค์ เพื่อพัฒนากลา้ มเนอ้ื 2. ดำเนินการสงั เกตพฤติกรรม

มัดเลก็ โดยใชก้ ิจกรรมเสน้ ของเดก็

หรรษา

1. กิจกรรมเสน้ หรรษา โดยใช้เส้น 1. ดำเนนิ การจดั กจิ กรรม

โค้งรปู แมว สรา้ งสรรค์ โดยใช้กิจกรรมเสน้

2. แผนการจดั กจิ กรรม หรรษา เส้นท่ี 15 โคง้ รูปแมว

สร้างสรรค์ เพอ่ื พฒั นากล้ามเนอ้ื 2. ดำเนนิ การสังเกตพฤตกิ รรม

มดั เลก็ โดยใชก้ จิ กรรมเสน้ ของเดก็

หรรษา

1. กิจกรรมเส้นหรรษา โดยใช้เสน้ 1. ดำเนินการจดั กิจกรรม

โคง้ รปู แมลงเต่าทอง สร้างสรรค์ โดยใช้กจิ กรรมเส้น

2. แผนการจัดกิจกรรม หรรษา เส้นที่ 16 โคง้ รูปแมลง

สร้างสรรค์ เพ่อื พฒั นากล้ามเนื้อ เต่าทอง

มัดเลก็ โดยใชก้ จิ กรรมเส้น 2. ดำเนนิ การสังเกต

หรรษา พฤตกิ รรมของเด็ก

1. ค่มู อื แบบสงั เกตพฤติกรรมด้าน 1. ดำเนินการสังเกตพฤติกรรม

การใช้กล้ามเน้ือมดั เลก็ หลงั การ ดา้ นการใช้กล้ามเน้ือมัดเล็ก

จัดกจิ กรรม (Posttest) ของเด็กปฐมวยั หลังการจัด

2. แบบสังเกตพฤติกรรมดา้ น กจิ กรรม (Posttest)

สงั คมหลงั การจดั กิจกรรม

(Posttest)

42

5. วิเคราะห์ผลแบบทดสอบเชิงปฏิบัติการทักษะการคิดสำหรับเด็กปฐมวัยก่อนและหลัง
การจัดกิจกรรมโดยการนำคะแนนของการทดสอบก่อนและหลังการจัดทำกิจกรรมมาวิเคราะห์หา
คะแนนเฉลี่ย ค่าร้อยละ การหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และมีการเปรียบเทียบคะแนนก่อน
และหลงั โดยใช้ t – test และมีการนำเสนอรูปแบบตารางและแผนภมู ปิ ระกอบคำบรรยาย

6. สรปุ ผลการวจิ ยั ในรปู แบบตารางประกอบคำบรรยาย
7. รายงานผลการวิจยั ด้วยตารางและการบรรยายประกอบ

การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
การทดลองครั้งนี้ดำเนินการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 เป็นเวลา 4 สัปดาห์

สัปดาห์ละ 4 วัน ในวันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดี ใช้เวลา 20 นาทีคือ เวลา 09.20 น.
ถงึ 09.40 น. โดยมีข้ันตอนดงั นี้

1. ทดสอบก่อนการทดลองโดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กโดยใช้
กิจกรรมเส้นหรรษา ของนกั เรยี นระดับชั้นอนุบาลปีท่ี 1/1

2. จัดกิจกรรมการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กโดยใช้กิจกรรมเส้นหรรษา ของนักเรียน
ช้นั อนบุ าล 1/1 โรงเรียนวดั เวฬุวนั อำเภอสารภี จังหวัดเชยี งใหม่ ดำเนนิ การทดลอง ในภาคเรยี นที่ 2
ปกี ารศึกษา 2564 โดยใชร้ ะยะเวลาในการทดลองครั้งละ 20 นาที รวมเวลา 4 สัปดาห์ สปั ดาห์ละ 4
วนั จนส้ินสุดการทดลอง

3. ทดสอบหลังการทดลองโดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กโดยใช้
กจิ กรรมเส้นหรรษา ของนกั เรียนระดบั ชั้นอนุบาลปที ี่ 1/1

4. วิเคราะห์ข้อมลู จากแบบสังเกตพฤติกรรมการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กโดยใช้กิจกรรมเสน้
หรรษา ของนกั เรยี นระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1/1 ก่อนและหลงั การจดั กจิ กรรมกบั เดก็ เปน็ รายบุคคล โดย
คะแนนของเด็กแตล่ ะคนมาหาผลรวมหาค่าเฉล่ยี และค่าร้อยละ

5. วเิ คราะหข์ ้อมลู สถิตทิ ่ีใชใ้ นการวิจัย โดยนำคะแนนมาหาผลรวม แปลผลเป็นค่าเฉลี่ย และ
ร้อยละ จากนั้นนำคะแนนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมไปเปรียบเทียบตามเกณฑ์ 80/80 ที่ มี
การกำหนดหนดไว้ โดยมกี ารแสดงขอ้ มลู เป็นรปู แบบตาราง และแผนภมู ปิ ระกอบคำบรรยาย

43

การวิเคราะห์ขอ้ มูลและสถิติท่ใี ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมลู
1. สถติ ิพื้นฐานที่นำมาวิเคราะหข์ ้อมูล
1.1 การหาค่าเฉลย่ี (Mean) (ลว้ น สายยศ และองั คณา สายยศ, 2538)
= ∑



เมือ่ แทน ค่าเฉลยี่ เลขคณิต
∑ แทน ผลรวมของคะแนนทัง้ หมด
แทน จำนวนกลุ่มตัวอยา่ ง

1.2 การหาคา่ รอ้ ยละความก้าวหนา้ (พิชิต ฤทธิจ์ รูญ, 2550 : 78)

= ̅ 2 − ̅ 1 × 100


เมอ่ื แทน ค่ารอ้ ยละความก้าวหนา้
̅ 1 แทน ค่าเฉลี่ยของคะแนนกอ่ นเรียน
̅ 2 แทน คา่ เฉล่ยี ของคะแนนหลังเรยี น
แทน คะแนนเต็ม

44

ในการวิจยั ครง้ั น้ผี ู้วิจัยไดน้ ำข้อมลู ทไ่ี ด้จากการทดลองไปวิเคราะห์ดว้ ยวิธที างสถติ ิ โดย

การแปลความหมายคา่ คะแนนเฉลย่ี ใช้เกณฑก์ ารแปลความหมายแบง่ ออกเปน็ 3 ระดับดงั นี้

ระดบั คุณภาพ 3 หมายถงึ ดี ค่าเฉลีย่ 2.51 – 3.00

ระดับคุณภาพ 2 หมายถึง พอใช้ ค่าเฉลี่ย 1.51 – 2.50

ระดบั คณุ ภาพ 1 หมายถึง ปรบั ปรุง ค่าเฉลีย่ 1.00 – 1.50


Click to View FlipBook Version