The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สารสนเทศ สตูล, 2020-08-12 02:33:04

อุทยานธรณี 1

อุทยานธรณี 1

ชุดวชิ า
อุทยานธรณีสตูล 1

ระดบั ประถมศึกษา
รหัส สค13122

หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน
พทุ ธศกั ราช 2551

ส�ำนักงานส่งเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั จังหวัดสตลู
ส�ำนกั งานสง่ เสรมิ การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั
ส�ำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธกิ าร
กระทรวงศึกษาธกิ าร



คำ� น�ำ

ชุดวชิ า อทุ ยานธรณสี ตูล 1 รหสั วิชา สค13122 ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับ
การศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ใชก้ บั ผเู้ รยี นระดบั ประถมศกึ ษา ชดุ วชิ านปี้ ระกอบดว้ ยเนอื้ หา
ความรเู้ กยี่ วกบั กรอบความคดิ และความส�ำคญั ของธรณวี ทิ ยาและทรพั ยากรธรณี ขอ้ มลู พนื้ ฐานจงั หวดั
สตลู ธรณวี ิทยาจงั หวดั สตูล แหล่งเรียนรู้อทุ ยานธรณีสตลู ซึ่งเน้อื หาความรู้ดงั กลา่ ว มวี ตั ถุประสงค์
ให้ผู้เรียน ศกึ ษาคน้ คว้าอภปิ ราย น�ำเสนอดว้ ยการจดั กระบวนการเรยี นร้ดู ว้ ยการพบกลุม่ การเรียนรู้
ดว้ ยตนเอง การรายงานการศกึ ษาจากแหลง่ เรยี นรู้ ประสบการณต์ รงจากสถานทจ่ี รงิ ผรู้ แู้ ละภมู ปิ ญั ญา

ส�ำนกั งาน กศน.จังหวัดสตลู ขอขอบคณุ องค์การบรหิ ารสว่ นต�ำบลทงุ่ หวา้ (อบต.ทงุ่ หว้า) ท่ี
ให้การสนับสนนุ องคค์ วามรปู้ ระกอบการน�ำเสนอเน้อื หา รวมท้ังผ้เู กย่ี วข้องในการจดั ท�ำชดุ วชิ า หวงั
เปน็ อย่างย่ิงวา่ ชุดวิชาน้ี จะเกดิ ประโยชนต์ อ่ ผ้เู รยี น ครู ผู้สอน และผเู้ กย่ี วขอ้ งในทกุ ระดบั หากมขี ้อ
เสนอแนะประการใด ส�ำนกั งาน กศน.จังหวัดสตูล ขอน้อมรับด้วยความขอบคณุ ยง่ิ

ส�ำนักงาน กศน.จังหวดั สตลู
พฤษภาคม 2560



สารบัญ 1
4
ค�ำนำ� 13
สารบัญ 51
คำ� อธบิ ายรายวิชา 74
แบบทดสอบก่อนเรยี น 78
บทที่ 1 กรอบความคิดและความสำ� คญั ของธรณวี ิทยาและทรัพยากรธรณี 79
บทที่ 2 ขอ้ มลู พนื้ ฐาน
บทท่ี 3 ธรณวี ทิ ยาจงั หวดั สตูล
บทท่ี 4 แหล่งเรยี นรูอ้ ทุ ยานธรณสี ตลู
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น
บรรณานุกรม
คณะผู้จัดท�ำ



คำ� อธิบายรายวิชาเลือก สค13122
อทุ ยานธรณสี ตลู 1 (SATUN GEOPARK 1)
ตามหลกั สูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551
ระดับประถมศึกษา จ�ำนวน 2 หน่วยกิต (80 ชั่วโมง)

มาตรฐานการเรยี นรู้ระดับ

มีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักถึงความส�ำคัญเก่ียวกับภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์
การเมืองการปกครองในท้องถิ่น ประเทศ น�ำมาปรับใช้ในการด�ำเนนิ ชีวิต เพือ่ ความม่ันคงของชาติ

ศกึ ษาและฝึกทกั ษะ

1. กรอบความคิดและความส�ำคัญของธรณวี ิทยาและทรัพยากรธรณี
2. ขอ้ มูลพ้นื ฐานจังหวดั สตูล
3. ธรณีวทิ ยาจังหวดั สตลู
4. แหล่งเรียนร้อู ทุ ยานธรณสี ตูล

การจดั ประสบการณ์การเรียนรู้

ใหผ้ เู้ รยี น ศกึ ษาคน้ ควา้ อภปิ ราย น�ำเสนอด้วยการจดั กระบวนการเรยี นรดู้ ว้ ยการพบกล่มุ การเรยี นรู้
ด้วยตนเอง การรายงานการศกึ ษาจากแหลง่ เรยี นรู้ ประสบการณ์ตรงจากสถานทจี่ ริง ผูร้ แู้ ละภมู ิปญั ญา

การวดั และประเมินผล

ประเมนิ จากการสงั เกต การอภปิ ราย การสมั ภาษณ์ การมสี ว่ นรว่ มการเรยี นรู้ ผลงาน การประเมนิ แบบ
ทดสอบ การน�ำไปใช้ในชีวติ ประจ�ำวัน

ค�ำอธิบายรายวิชาเลอื ก ส13122
อุทยานธรณสี ตลู 1 (SATUN GEOPARK 3)
ตามหลักสตู รการศกึ ษานอกระบบ ระดบั การศึกษาขัน้ พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551
ระดับประถมศึกษา จ�ำนวน 2 หน่วยกิต (80 ชว่ั โมง)

มาตรฐานการเรียนรู้ระดบั

มีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักถึงความส�ำคัญเก่ียวกับภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์
การเมืองการปกครองในโลก และน�ำมาปรบั ใชใ้ นการด�ำเนนิ ชวี ิต เพื่อความม่ันคงของชาติ

ที่ หัวเร่ือง ตัวช้ีวดั เนื้อหา จำ� นวน
(ช่วั โมง)

1 กรอบความคิดและ อธิบายความหมายและ 1. ความหมายและความส�ำคัญของ 10
20
ค ว า ม ส�ำ คั ญ ข อ ง ความส�ำคญั ของธรณวี ทิ ยา ธรณีวิทยาและทรพั ยากรธรณี
20
ธ ร ณี วิ ท ย า แ ล ะ และทรัพยากรธรณีใน 2. กรอบแนวคิดในการจ�ำแนกเขตเพ่ือการ

ทรัพยากรธรณี จงั หวดั สตลู ได้ จดั การด้านธรณวี ิทยาและทรพั ยากรธรณี

2 ขอ้ มลู พนื้ ฐานจงั หวดั อธิบายประวัติความเป็น 1. ประวตั คิ วามเปน็ มาของสตูล

สตูล มา ลกั ษณะทางภมู ศิ าสตร์ 2. ลักษณะทางภมู ิศาสตร์

การปกครอง เศรษฐกิจ 3. การปกครอง เศรษฐกจิ และสังคม

และสังคมของจังหวัดสตูล 4. วัฒนธรรมประเพณจี ังหวดั สตูล

ได้ 5. ยทุ ธศาสตร์การพฒั นาจังหวัดสตลู

6. พืน้ ท่ีประกาศของทางราชการ

3 ธรณีวิทยาจังหวัด อธิบายการล�ำดับช้ันหิน 1. ก�ำเนดิ โลก

สตลู จากยคุ ตา่ ง ๆ และแหลง่ 2. ล�ำดับชั้นหนิ

ธรณีวิทยาในจังหวัดสตูล 3. แหล่งธรณีวิทยาจังหวดั สตูล

ได้

ท่ี หวั เรอ่ื ง ตัวช้วี ัด เน้ือหา จำ� นวน
(ชว่ั โมง)

4 แหล่งเรียนรู้อุทยาน มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ และ แหล่งเรยี นรอู้ ทุ ยานธรณีสตูลทส่ี �ำคญั 30

ธรณีสตูล เห็นคุณคา่ ของ ในทอ้ งถ่ิน

แหลง่ เรียนรทู้ ่ีส�ำคัญ 1. พิพธิ ภัณฑ์

ในท้องถนิ่ 1.1 พิพิธภัณฑ์ช้างดกึ ด�ำบรรพ์ท่งุ หว้า

1.2 พิพธิ ภณั ฑ์ธรรมชาตวิ ทิ ยา

1.3 พิพธิ ภณั ฑพ์ ้ืนบา้ นละงู

2. แหล่งโบราณคดี

2.1 อาคารชโิ น-โปรตกุ สี

2.2 โบราณสถานบ่อเจ็ดลกู

3. แหล่งธรณวี ิทยา

3.1 ถ�้ำเลสเตโกดอน

3.2 ถ้ำ� วงั กลาง

3.3 หนิ ทุ่งหวา้

3.4 น้�ำตกธารปลวิ

3.5 หาดราไว

3.6 ถำ้� พทุ ธคีรี

3.7 นำ�้ ตกวงั สายทอง

3.8 ถ�้ำเจด็ คต

ฯลฯ

แบบทดสอบก่อนเรียน
วชิ าอทุ ยานธรณีสตลู 1 สค13122

คำ� ชีแ้ จง จงเลือกคำ� ตอบท่ีถูกทีส่ ุดเพยี งข้อเดยี ว

1. ขอ้ ใดกล่าวถงึ ธรณวี ิทยา ได้ถูกต้องท่ีสดุ 6. จงั หวัดใดต่อไปนที้ ีไ่ ม่ติดตอ่ กับจังหวดั สตูล
ก. เป็นศาสตร์ทว่ี ่าด้วยประวัติของจงั หวัด ดา้ นทิศเหนอื
ข. เปน็ ศาสตร์ท่วี ่าดว้ ยประวัติของประเทศ ก. จงั หวัดสงขลา
ค. เป็นศาสตรท์ ่ีว่าด้วยประวตั ขิ องทวีป ข. จงั หวดั พทั ลุง
ง. เป็นศาสตร์ทวี่ ่าด้วยประวัตขิ องโลก ค. จงั หวดั ตรงั
2. ธรณีวิทยามกี ่ีสาขา ง. จังหวัดนครศรธี รรมราช
ก. 1 สาขา 7. เทือกเขาใดท่กี ั้นระหวา่ งจังหวดั สตลู กับ
ข. 2 สาขา จงั หวดั อืน่ ๆ และประเทศมาเลเซยี
ค. 3 สาขา ก. เทอื กเขาบรรทัด
ง. 4 สาขา ข. เทือกเขาสนั กาลาครี ี
3. ข้อใดไมใ่ ช่ทรัพยากรธรณี ค. ถูกทั้ง ก และ ข
ก. น้ำ� ตก ง. ผิดทงั้ ก และ ข
ข. แรธ่ าตุ 8. จงั หวดั สตูลมรี ะยะทางหา่ งจากจังหวดั
ค. ปิโตรเลียม กรงุ เทพมหานครกี่กิโลเมตร
ง. ซากดกึ ดําบรรพ์ ก. 937 กโิ ลเมตร
4. อทุ ยานธรณีสตูล (Satun Geopark) ข. 973 กิโลเมตร
เป็นแหลง่ อทุ ยานธรณรี ะดบั ใด ค. 917 กโิ ลเมตร
ก. ระดบั ทอ้ งถ่ิน ง. 927 กิโลเมตร
ข. ระดับจังหวัด 9. ทวิ เขาท่ีแบง่ เขตจงั หวดั สตูลกบั จงั หวัดสงขลาคอื
ค. ระดับประเทศ ก. ทวิ เขานครศรีธรรมราช
ง. ระดบั โลก ข. เทือกเขาบรรทัด
5. จงั หวดั สตูล กำ� ลังผลกั ดนั ให้อทุ ยานธรณีสตลู ค. ทิวเขาสันกาลาครี ี
เป็นแหลง่ อุทยานระดับใด ง. ถูกทกุ ขอ้
ก. ระดับท้องถิน่ 10. พืน้ ทป่ี ่าไม้จากการสงวนปา่ แบง่ ออกได้เปน็
ข. ระดับจงั หวดั กี่ประเภท
ค. ระดบั ประเทศ ก. 3 ประเภท
ง. ระดบั โลก ข. 5 ประเภท
ค. 7 ประเภท
ง. 9 ประเภท

11. จังหวดั สตูลมีอทุ ยานแหง่ ชาตจิ ำ� นวนกแ่ี หง่ 16. กรมทรพั ยากรธรณไี ด้ด�ำเนินการสำ� รวจแหลง่
ก. 3 แห่ง ธรณีวทิ ยาจังหวดั สตลู ในพ้นื ที่อ�ำเภอใดบ้าง
ข. 4 แห่ง ก. เมอื งสตลู ทงุ่ หว้า มะนงั ละงู
ค. 5 แหง่ ข. ควนกาหลง ทงุ่ หวา้ มะนงั ควนโดน
ง. 6 แหง่ ค. ท่าแพ ทุง่ หวา้ มะนงั ละงู
ง. ควนโดน ท่งุ หวา้ มะนัง ละงู
12. จงั หวดั สตลู มเี ขตหา้ มลา่ สัตวป์ ่าเพียงแหง่ เดียว 17. เอกภพ หรือ จักรวาล (Universe)
ตงั้ อยู่ในพน้ื ทอ่ี ำ� เภอใดของจังหวดั สตูล อบุ ัตขิ ึ้นเมื่อใด ตามทฤษฏีบกิ แบง
ก. อ�ำเภอเมอื งสตลู ก. ประมาณ 11,000 ลา้ นปี
ข. อ�ำเถอทา่ แพ ข. ประมาณ 12,000 ลา้ นปี
ค. อ�ำเภอทุง่ หวา้ ค. ประมาณ 13,000 ล้านปี
ง. อ�ำเภอละงู ง. ประมาณ 14,000 ลา้ นปี

13. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ลำ� น้�ำตามธรรมชาติท่สี �ำคัญ 18. องคป์ ระกอบของโลกส่วนใหญเ่ ป็นหนิ ชนิดใด
ของจังหวัดสตูล ก. หนิ แปร
ก. คลองละงู ข. หนิ อัคนี
ค. หินดินดาน 
ข. คลองม�ำบัง ง. หินปูน
ค. คลองมาเหลา
ง. คลองทา่ จนี
19. การลำ� ดบั ชั้นหินของจังหวดั สตูลสามารถ
พบไดก้ ่ีกลมุ่
14. แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วใดทไ่ี มใ่ ชแ่ หลง่ ทอ่ งเทย่ี วทสี่ ำ� คญั ก. 3 กลุ่ม
ของจังหวัดสตูล ข. 5 กลมุ่
ก. มัสยดิ กลางจังหวดั สตูล ค. 7 กล่มุ
ข. พิพธิ ภัณฑส์ ถานแหง่ ชาตจิ งั หวดั สตลู ง. 9 กลมุ่
(คฤหาสน์กเู ด็น) 20. กลมุ่ หนิ ตะรเุ ตา อยู่ในยคุ ใด
ค. เกาะหลเี ป๊ะ ก. ยุคแคมเบรยี นตอนกลางถงึ ตอนบน
ง. น�้ำตกยาโรย ข. ยคุ ออร์โดวิเชยี น

15. จังหวดั สตลู เลือกต้งั สมาชิกภาผแู้ ทนราษฎร ค. ยุคไซลเู รียน-ดโี วเนยี น-คาร์บอนเิ ฟอรัส
(ส.ส.) ไดก้ ่ีคน ง. ยุคคารบ์ อนเิ ฟอรัส
ก. 2 คน
ข. 4 คน 21. หนิ บริเวณเขาทะนาน ต.ทงุ่ บุหลัง อ.ทุง่ หวา้
ค. 6 คน เป็นกล่มุ หนิ ชนิดใด
ง. 8 คน ก. กลมุ่ หินตะรเุ ตา
ข. กลมุ่ หินทงุ่ สง
ค. กลุ่มหินแก่งกระจาน
ง. กลุ่มหินราชบุรี

22. หนิ อัคนีทพ่ี บในจังหวัดสตูล อยใู่ นบรเิ วณใด 25. ซากดกึ ดำ� บรรพไ์ ทรโลไบต์ พบใน หมวดหิน
ก. บรเิ วณบนแผ่นดินกระจายตวั อยใู่ นบรเิ วณ บริเวณใด
ก. หมวดหินวังตง
ด้านตะวันออกของจังหวัดตามแนว ข. หมวดหินควนทงั
ค. หมวดหินปา่ เสมด็
ชายแดนไทย-มาเลเชียและรอยต่อกบั ง. หมวดหินปา่ เสม็ด
จงั หวัดสงขลา
ข. บรเิ วณบนรอยตอ่ กบั จังหวัดพทั ลุง

ค. บรเิ วณบนรอยตอ่ กบั จังหวัดตรัง 26. ซากดึกดำ� บรรพต์ ้นตระกลู ของแมงดาทะเล
ง. ไมม่ ีขอ้ ถูก และหอยสองฝา พบท่บี ริเวณใด

23. กรมทรพั ยากรธรณีไดจ้ �ำแนก“แหลง่ ก. อ่าวหินเฉยี งลานหินปุ่ม

ธรณวี ิทยา”ท่นี ับเปน็ แหลง่ ธรรมชาติท่ีมีคณุ ค่า ข. เกาะตะรุเตา
ทางวิชาการด้านธรณีวิทยาและอนั ควรอนรุ กั ษ์ ค. น้�ำตกธารปลิว
ธรณวี ทิ ยาออกเปน็ ก่ีประเภท ง. ถ�ำ้ วงั กลาง

ก. 3 ประเภท 27. เขตข้ามกาลเวลาเปน็ แหล่งเรยี นรธู้ รณวี ิทยา
ท่ีอยู่อำ� เภอใด
ข. 5 ประเภท
ค. 7 ประเภท ก. ละงู
ง. 9 ประเภท ข. ทงุ่ หวา้
ค. ควนโดน
24. แหล่งธรณีสณั ฐาน (Geomorphology) ง. ควนกาหลง
หมายถงึ อะไร
ก. แหล่งท่ีมีลกั ษณะเฉพาะของการก�ำเนิดและ

ชนดิ ของแร่ทีเ่ ป็นมาตรฐาน 28. ภเู ขาทีม่ ลี กั ษณะหินท่ดี ูซบั ซอ้ นคลา้ ยยอด
ข. แหล่งท่ีมีลกั ษณะเฉพาะของหินมาตรฐาน ปราสาท คอื สถานทใ่ี ด
ค. แหลง่ ท่ีเกดิ จากกระบวนการทางธรณีวิทยา
โครงสรา้ ง ก. เขาโต๊ะหงาย
ข. เขาใหญ่
ง. แหลง่ ธรณีวิทยาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง ค. เขาน้อย
ของพ้ืนผวิ โลกจนเปน็ โครงสร้างท่ีมลี กั ษณะ ง. เขาพันยอด

เด่นซง่ึ ประมวลเอาทั้งรูปร่างทางธรรมชาต ิ

กระบวนการก�ำเนดิ การปรบั ตวั ของพนื้ ผวิ โลก

ตลอดจนความเปลย่ี นแปลงทป่ี ระสบใน

ปัจจบุ ัน

29. แหล่งธรณีวิทยาท่เี ป็นบึงน�้ำจืดขนาดใหญ่ 35. “ชายหาดเป็นช้ันหินเก่าแก่ท่สี ุดในประเทศไทย
ได้แก่สถานทใี่ ด ประมาณ 500 ล้านป”ี เปน็ ลักษณะแหลง่ ธรณีใด

ก. ทะเลบัน ก. อา่ วด่าน
ข. หาดราไว ข. อ่าวมะนาว
ค. นำ�้ ตกธารปลิว ค. อ่าวหนิ เฉยี ง
ง. น�้ำตกวงั สายทอง ง. อ่าวพันตามะละกา

30. ช้นั หนิ เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย 36. แหล่งเรยี นรอู้ ุทยานธรณีใด
พบซากดึกด�ำบรรพ์ตน้ ตระกลู ของแมงดาทะเล ไม่อยู่ในอ�ำเภอทุ่งหวา้
และหอย 2 ฝา พบบริเวณใด ก. หาดราไว
ก. เกาะหินงาม ข. ถำ�้ เจ็ดคต
ข. เกาะตะรุเตา ค. ถ�้ำวงั กลาง
ค. หาดกรวดเสยี งดนตรี ง. น�้ำตกธารปลวิ
ง. อา่ วหินเฉยี งลานหนิ ปมุ่

31. นกั วชิ าการค้นพบซากชา้ งดกึ ดำ� บรรพ์ 37. แหลง่ ธรณีวทิ ยาใดอยูบ่ นเกาะหลเี ปะ๊
บรเิ วณใด ก. หาดพัทยา

ก. ถำ้� กลว้ ย ข. หาดทรายด�ำ
ข. ถ้ำ� จระเข้ ค. หาดทรายดดู
ค. ถ้�ำเจด็ คต ง. หาดปากบารา
ง. ถ�้ำภูผาเพชร

32. พพิ ธิ ภัณฑธ์ รรมชาติวิทยา ต้ังอยูท่ ่ใี ด 38. แหล่งเรยี นรูใ้ ดจัดอยู่ในประเภทแหลง่ โบราณคดี
ก. อบต.ทุ่งหวา้ ก. ซ้มุ หินชายฝง่ั เกาะไข่
ข. โรงเรียนก�ำแพงวทิ ยา ข. อาคารชโิ น-โปรตุกสิ
ค. อุทยานแห่งชาตทิ ะเลบนั ค. พิพธิ ภณั ฑ์พื้นบ้านละงู
ง. โรงพยาบาลอ�ำเภอมะนัง ง. พพิ ธิ ภัณฑช์ า้ งดึกด�ำบรรพ์

33. “สไุ หงอุเป” เป็นชือ่ เดมิ ของอำ� เภอใด 39. “ลำ� แยะแนะ” เปน็ ล�ำธารของสถานท่ีใด
ในจังหวัดสตูล ก. ถ�ำ้ เจ็ดคต
ข. ถ�้ำพทุ ธครี ี
ก. ละงู ค. ถ�ำ้ วังกลาง
ข. มะนัง ง. ถำ�้ ภผู าเพชร
ค. ทา่ แพ
ง. ทุ่งหวา้

34. ข้อใดเป็นลกั ษณะของถำ้� เลสเตโกดอน 40. ถำ้� วังกล้วยมีการค้นพบซากดึกด�ำบรรพ์
ก. ถ�ำ้ อยทู่ างทศิ เหนือของเกาะตะรเุ ตา อวยั วะส่วนใดของช้างสเตโกดอน
ข. ถำ้� หนิ ปูนอยู่ในบริเวณส�ำนกั ปฏบิ ตั ธิ รรม
ค. ถ�้ำธารลอดมีความยาวมากกว่า 1 กิโลเมตร ก. งา
ง. ถำ�้ อยู่ในเทือกเขาหินปูนทท่ี อดยาว ข. ฟัน
ค. กราม
ในแนวเหนอื ใต้ ง. น้ิวเท้า



บทท่ี 1

กรอบความคดิ และความสำ� คัญของธรณวี ิทยาและทรพั ยากรธรณี

1. ความหมายและความสำ� คัญของธรณวี ิทยาและทรพั ยากรธรณี

“ธรณีวิทยา” เป็นวิทยาศาสตร์แขนงหน่ึงซ่ึงเกี่ยวข้องกับประวัติของโลก สสารที่เป็นองค์ประกอบ
ของโลกและส่งิ มีชีวติ บนพ้ืนโลก โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ทป่ี รากฏรอ่ งรอยอยู่ในหนิ ตา่ ง ๆ ธรณีวทิ ยามี 3 สาขาหลกั
ท่ีเดน่ ชดั คอื ธรณีวทิ ยาโครงสร้างหรือธรณแี ปรสณั ฐาน ศกึ ษาถงึ รปู รา่ ง การจัดตวั และโครงสรา้ งทางธรณวี ทิ ยา
ของหินต่าง ๆ ภายในโลก ธรณีวิทยาพลวัตศึกษาเกี่ยวกับสาเหตุ และกระบวนการต่าง ๆ ที่ทําให้เกิด
การเปลย่ี นแปลงทางธรณวี ทิ ยา ธรณปี ระวตั ศิ กึ ษาเกย่ี วกบั การลาํ ดบั เหตกุ ารณท์ างธรณวี ทิ ยาตามประวตั เิ หตกุ ารณ์
ของโลก

“ทรัพยากรธรณี” หมายถึง ทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ใต้แผ่นดิน เช่น แร่ธาตุ หิน ดิน กรวด ทราย
น�้ำบาดาล ถ่านหิน หินน้�ำมัน ปิโตรเลียม และซากดึกดําบรรพ์ ซึ่งมีคุณประโยชน์อย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิตที่
ถือกําเนดิ ข้ึนมาบนโลกน้ี

ธรรมชาติรอบตวั เรามคี วามหลากหลายและมีการเปลย่ี นแปลงอยตู่ ลอดเวลา ไมว่ า่ จะเป็นภูเขา แมน่ ำ้�
ทะเล มหาสมุทร ตลอดจนการเกิดธรณีพิบัติภัย เช่น ดินถล่ม แผ่นดินไหว สึนามิหลายท่านอาจสงสัยว่า
สงิ่ เหลา่ นเี้ กดิ ขนึ้ และดาํ รงอยไู่ ดอ้ ยา่ งไร และจะมกี ารเปลย่ี นแปลงอยา่ งไร ผลทเ่ี กดิ ตามมาจะกระทบตอ่ การดาํ รง
อยขู่ องสิง่ มชี ีวิตอย่างไรคาํ ถามต่าง ๆ เหล่านีส้ ามารถอธิบายได้ดว้ ยความรู้ทาง “ธรณีวิทยา”

กระบวนการทางธรณีวิทยาได้สร้างสรรธรรมชาติท่ีสวยงาม เป็นแหล่งธรรมชาติ เพ่ือการพักผ่อน
หย่อนใจ เป็นแหล่งต้นแบบสําหรับการเรียนรู้เช่น น�้ำตก ถ�้ำ ภูเขาที่มีรูปทรงแปลกตา เป็นต้น นอกจากน้ี
กระบวนการทางธรณีวิทยายังทําให้เกิดการสะสมตัวของส่ิงมีชีวิตในอดีตกลายเป็น ซากดึกดําบรรพ์ให้มนุษย์ได้
ศกึ ษาเรยี นรถู้ งึ ววิ ฒั นาการของสง่ิ มชี วี ติ ตง้ั แตอ่ ดตี มาจนถงึ ยคุ ปจั จบุ นั และทส่ี าํ คญั ทส่ี ดุ กระบวนการทาง ธรณวี ทิ ยา
ได้กอ่ ให้เกดิ “ทรัพยากรธรณ“ี ท่ีมคี ุณคา่ อนันตแ์ ก่มนษุ ยชาติ

มนุษย์ได้นําทรัพยากรแร่และหินมาใช้ประโยชน์เพื่อเป็นปัจจัยพื้นฐานต่อการดํารงชีวิต เช่น ก่อสร้าง
ที่อยู่อาศยั ทํายารกั ษาโรค และสร้างสิง่ สาธารณปู โภคพนื้ ฐาน ไดแ้ ก่ ถนน โรงเรียน วัด และโรงพยาบาล เป็นตน้
ในด้านพลังงานท่ีใช้ในปัจจุบันส่วนใหญ่ก็มาจากเชื้อเพลิงธรรมชาติ เช่น ใช้ถ่านหินในการผลิต กระแสไฟฟ้า
ใชน้ ้�ำมันเชือ้ เพลงิ และแก๊สธรรมชาตใิ นรถยนต์และเคร่อื งจกั รกลตา่ ง ๆ นอกจากนย้ี ังไดเ้ จาะ น้ำ� บาดาลขนึ้ มาใช้
เพื่อการอุปโภคบรโิ ภคและเกษตรกรรม

มนุษย์ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรณีในชีวิตประจําวันมาก และส่งผลให้ทรัพยากรธรณีท่ีมีอยู่ลดลง
และเสอ่ื มโทรมลงอยา่ งรวดเรว็ ดว้ ยความเคยชนิ ทาํ ใหม้ องขา้ มคณุ คา่ ทไี่ ดร้ บั และอาจนกึ ไมถ่ งึ วา่ ทรพั ยากรธรรมชาติ
ประเภทนไี้ มส่ ามารถสรา้ งขนึ้ มาทดแทนไดใ้ นระยะเวลาอนั สน้ั โลกตอ้ งใชเ้ วลานบั ลา้ นปี ในการสรา้ งทรพั ยากรธรณี

1 ชดุ วิชา อุทยานธรณสี ตลู 1 สค13122 >>>ระดับประถมศึกษา

เพอื่ เปน็ ปจั จยั พนื้ ฐานและสง่ิ อาํ นวยความสะดวกแกม่ นษุ ยด์ งั นน้ั จงึ ควรตระหนกั อยเู่ สมอวา่ ตอ้ งใชอ้ ยา่ งระมดั ระวงั
ใชอ้ ยา่ งชาญฉลาด และใชเ้ พอ่ื การพัฒนาที่ยง่ั ยนื

2. กรอบแนวคดิ ในการจาํ แนกเขตเพอื่ การจดั การดา้ นธรณวี ทิ ยาและทรพั ยากรธรณี

2.1 หลักการและเหตุผล
ทรัพยากรธรณีเป็นทรัพยากรที่มีความสําคัญ ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก
โดยเปน็ วตั ถดุ บิ พนื้ ฐานสําหรับอตุ สาหกรรมต่าง ๆ อาทิ อุตสาหกรรมเซรามกิ ส์ อุตสาหกรรมแกว้ อตุ สาหกรรม
โลหะ อุตสาหกรรมก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม ทรัพยากรธรณี เป็นทรัพยากรธรรมชาติประเภทท่ีใช้แล้วหมดไป
ไม่สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้ดังน้ันจึงจําเป็นอย่างยิ่ง ท่ีจะต้องมียุทธศาสตร์ในการจัดการทรัพยากรธรณีอย่าง
ชัดเจนเป็นระบบ เพ่ือให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุด คุ้มค่า และส่งผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมน้อยท่ีสุด
โดยการจาํ แนกพนื้ ทแี่ หลง่ ทรพั ยากรธรณี ออกเปน็ เขตเพอ่ื การสงวน การอนรุ กั ษแ์ ละการพฒั นาใชป้ ระโยชนพ์ รอ้ ม
กับเสนอมาตรการหรือแนวทางบริหารจัดการสําหรับแต่ละเขตที่ได้จําแนกไว้ซึ่ง ต้องคํานึงถึงหลักการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาตเิ ป็นสําคัญ โดยพิจารณาแบบบรู ณาการรว่ มกบั ทรพั ยากรธรรมชาติชนดิ อนื่ ๆ และรวมถึง
สภาพสง่ิ แวดลอ้ มดว้ ย ทงั้ นเ้ี พอื่ ใหเ้ กดิ ความสมดลุ ระหวา่ งการใช้ ประโยชนก์ บั การสงวนรกั ษาทรพั ยากรธรรมชาติ
และสง่ิ แวดลอ้ ม และใหเ้ กดิ ความเปน็ ธรรมและโปรง่ ใสในการ เขา้ ถงึ ทรพั ยากรธรรมชาตอิ นั จะนาํ ไปสกู่ ารลดความ
ขัดแยง้ จากการใชป้ ระโยชน์ทรัพยากรระหวา่ งภาครฐั ภาคเอกชน และภาคประชาชน
2.2 วัตถุประสงค์
1) เพ่อื จําแนกเขตทรพั ยากรธรณเี ปน็ เขตสงวน อนรุ กั ษ์และพัฒนา ใชป้ ระโยชน์ พรอ้ มจัดลาํ ดบั
ความสําคัญของแหล่งแร่
2) เพ่อื กําหนดแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรธรณีใหส้ อดคลอ้ งกับศักยภาพ ความตอ้ งการ
และข้อจาํ กัดของท้องถ่นิ โดยกระบวนการมีสว่ นรว่ มของผมู้ สี ว่ นไดเ้ สียทกุ ภาคสว่ นในท้องถิ่น
3) เพ่ือเผยแพร่ข้อมูลให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนําไปใช้ประโยชน์ ในการวางแผนพัฒนา
ทรัพยากรธรณีตลอดจนเป็นการเสริมสร้างองค์ความรู้ให้แก่ประชาชนทุกภาคส่วน ท้ังระดับท้องถิ่น และระดับ
ประเทศ
2.3 แนวทางการดําเนนิ งาน
1) จัดทําข้อมูลและจําแนกเขตทรัพยากรธรณีเชิงพื้นที่ออกเป็นเขตสงวน อนุรักษ์ และพัฒนา
ทรพั ยากรธรณีพรอ้ มจัดลาํ ดบั ความสําคัญของแหล่งแร่ โดยการจัดทําระบบฐานขอ้ มูลทรพั ยากรธรณี ของแต่ละ
จงั หวัดในระบบสารสนเทศภมู ิศาสตร์ (GIS) และนาํ เข้าขอ้ มลู บนแผนท่มี าตราสว่ น 1:50,000
2) กําหนดแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรธรณีในแต่ละเขตที่จําแนก ไว้ให้สอดคล้องกับ
ศกั ยภาพ ขอ้ จํากัด และความต้องการของท้องถ่ิน โดยกระบวนการมสี ่วนร่วม ของผมู้ ีส่วนได้ เสียทกุ ภาคส่วนใน
ทอ้ งถิน่

2 ชดุ วชิ า อุทยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศึกษา

3) เผยแพรข่ อ้ มลู และผลการจาํ แนกเขตทผ่ี ่านกระบวนการมสี ่วนร่วมใหแ้ ก่ หน่วยงานท่ีเกีย่ วข้อง
องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ และผมู้ สี ว่ นไดเ้ สยี ทกุ ภาคสว่ นนาํ ไปใชป้ ระโยชนใ์ นการ บรหิ ารจดั การทรพั ยากรธรณี
และเพือ่ เปน็ การเสรมิ สรา้ งองคค์ วามรู้ให้แกป่ ระชาชนในทอ้ งถิ่น

4) ตดิ ตามและประเมนิ ผลการใชป้ ระโยชนข์ อ้ มลู การจาํ แนกเขตเพอื่ วเิ คราะหป์ รบั ปรงุ หรอื ประยกุ ต์
ใชใ้ ห้เหมาะสมสาํ หรบั พน้ื ทีอ่ ่ืนตอ่ ไป

2.4 ผลทีค่ าดวา่ จะได้รับ
มีการนําผลทไ่ี ดจ้ ากการจําแนกเขตทรัพยากรธรณีและธรณีวิทยาไปใช้ในการวางแผน การจัดการ
ทรัพยากรธรณีการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการวางผังเมือง ทั้งในระดับจังหวัด กลุ่มจังหวัด และประเทศ
เพอื่ การบรหิ ารจัดการทรพั ยากรธรณอี ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ โปรง่ ใส เป็นธรรม และเกิดประโยชน์สงู สุด รวมท้ังมี
การใช้ประโยชน์ที่ดนิ ทถี่ กู ต้องสอดคล้องกบั สภาพทางธรณวี ิทยาสงิ่ แวดล้อม

3 ชุดวชิ า อุทยานธรณสี ตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศกึ ษา

บทท่ี 2

ข้อมูลพนื้ ฐาน

“สตูล สงบ สะอาด ธรรมชาติบรสิ ุทธ์”ิ

1. ประวตั คิ วามเปน็ มา

ประวตั ิความเปน็ มาของจงั หวัดสตลู ในสมัยก่อนอยุธยา และในสมยั กรุงศรอี ยธุ ยาไมป่ รากฏหลักฐานไว้
ณ ที่ใด สันนิฐานว่าในสมัยน้ัน ไม่มีเมืองสตูล คงมีแต่หมู่บ้านเล็ก ๆ กระจัดกระจายอยู่ตามที่ราบชายฝั่งทะเล
ในสมัยต้นกรงุ รัตนโกสนิ ทร์ สตลู เป็นเพียงต�ำบลหนึง่ อยู่ในเขตเมืองไทรบุรี ฉะน้ันประวตั คิ วามเป็นมาของจังหวดั
สตูล จึงเกี่ยวขอ้ งกบั เร่อื งราวของเมืองไทรบรุ ี ดงั ปรากฏในหนังสอื พงศาวดารกรงุ รัตนโกสนิ ทร์ รชั กาลที่ 2 ว่า
“ตามเน้ือความที่ปรากฏดังกล่าวมาแล้ว ท�ำให้เห็นว่าในเวลานั้น พวกเมืองไทรเห็นจะแตกแยกกันเป็นสองพวก
คือ เจ้าพระยาไทรปะแงรันพวกหนึ่ง และพวกพระยาอภัยนุราช คงจะน้อมฝากตัวกับเมืองนครศรีธรรมราช
โดยเฉพาะเมอ่ื พระยาอภยั นรุ าชไดม้ าเปน็ ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั เมอื งสตลู ซง่ึ เขตแดนตดิ ตอ่ กบั เมอื งนครศรธี รรมราช
พวกเมืองสตูลคงจะมาฟังบังคับบัญชาสนิทสนมข้างเมืองนครศรีธรรมราชมากกว่าเมืองไทร แต่พะยาอภัยนุราช
ผวู้ ่าราชการเมอื งสตลู ไดเ้ พียง 2 ปี ก็ถงึ แกอ่ นจิ กรรม ผู้ใดจะได้ว่าราชการละฟงั ค�ำบงั คับบัญชาเมืองสตลู ตอ่ มา
ในช้ันน้ัน หาพบจดหมายเหตุไม่แต่พิเคราะห์ความตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังเข้าใจว่าเช้ือพระวงศ์ของ
พระอภัยนุราช (ปัศนู) คงจะไม่ว่าราชการเมืองสตูลและฟังค�ำบังคับบัญชาสนิทสนมกับเมืองนครศรีธรรมราช
อยา่ งครงั้ พระยาอภยั นรุ าชหรือย่ิงกวา่ น้นั ”

เร่ืองเก่ียวกับเมืองสตูลยังปรากฏในหนังสือพงศาวดารเมืองสงขลา แต่ข้อความท่ีปรากฏบางตอน
เก่ียวกับชื่อผู้ว่าราชการเมืองสตูล ไม่ตรงกับพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสิน รัชกาลท่ี 3 ประวัติเกี่ยวกับ
เมืองสตูลในการจัดรูปแบบการปกครองเมืองตามระบอบมณฑลเทศาภิบาล ว่าในปี พ.ศ.2440 ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯใหร้ กั ษาเมืองไทรบรุ ี เมืองเปอรล์ สิ และเมืองสตูลเป็นมณฑลเทศาภบิ าล เรยี กว่า “มณฑลไทรบรุ ี”
โปรดเกล้าใหเ้ จา้ พระยาไทรบรุ รี ามภกั ดี เจา้ พระยาไทรบรุ ี (อบั ดลุ ฮามดิ )เปน็ ขา้ ราชการเทศาภบิ าลมณฑลไทรบรุ ี
ภายหลังเมืองสตูลได้แยกตัวจากเมืองไทรบุรีอย่างเด็ดขาดตามหนังสือสัญญาไทยกับอังกฤษเร่ืองปักปันเขตแดน
ระหวา่ งไทยกบั สหพนั ธรัฐมลายู ซึ่งลงนามกันที่กรุงเทพฯ เม่ือวนั ท่ี 10 มนี าคม ร.ศ.127 (พ.ศ.2452) จากหนงั สือ
สัญญาน้ียังผลให้ไทรบุรีและปลิสตกเป็นของอังกฤษ ส่วนสตูลยังเป็นของไทยสืบมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อปักปัน
เขตแดนเสรจ็ แลว้ ไดม้ พี ระราชโองการโปรดใหเ้ มอื งสตลู เปน็ เมอื งจตั วารวมอยใู่ นมณฑลภเู กต็ เมอ่ื วนั ที่ 6 สงิ หาคม
ร.ศ.128 (พ.ศ.2453) ในปีพุทธศักราช 2475 ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย
เมอื งสตลู ก็มฐี านะยกเปน็ จังหวดั หน่ึงอยู่ในราชอาณาจกั รไทยสืบมาจนกระท่งั ทกุ วนั น้ี

4 ชุดวิชา อุทยานธรณสี ตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศกึ ษา

ค�ำวา่ "สตลู " มาจากค�ำภาษามาลายวู ่า "สโตย" แปลวา่ กระท้อน อันเป็นผลไม้ชนดิ หนึง่ ท่ีขนึ้ อยูช่ กุ ชมุ
ในท้องท่ีเมืองน้ี ซึ่งต่อมาได้รับการตั้งสมญานามเป็นภาษามาลายูว่า "นครสโตยม�ำบังสการา (Negeri Setoi
Mumbang Segara) " หรือแปลเปน็ ภาษาไทยว่า สตูล เมืองแห่งพระสมุทรเทวา ดงั นั้น "ตราพระสมทุ รเทวา"
จึงกลายเป็นตราหรือสัญลักษณ์ของจังหวัดมาตราบเท่าทุกวันนี้ จังหวัด สตูล แม้จะอยู่รวมกับไทรบุรีในระยะ
เรม่ิ แรกกต็ าม แตจ่ ังหวัดสตูลกเ็ ป็นจังหวดั ทมี่ ดี นิ แดนรวมอยู่ในประเทศไทยตลอดมา ระยะแรก ๆ จงั หวัดสตลู
แบง่ เขตการปกครองออกเปน็ 2 อ�ำเภอ กบั 1 กงิ่ อ�ำเภอ คอื อ�ำเภอม�ำบงั อ�ำเภอทงุ่ หวา้ และกงิ่ อ�ำเภอละงู ซงึ่ อยใู่ น
การปกครองของอ�ำเภอทุ่งหว้า ต่อมาปี พ.ศ.2482 ได้เปลี่ยนชื่ออ�ำเภอม�ำบังเป็นอ�ำเภอเมืองสตูล ส�ำหรับ
อ�ำเภอทงุ่ หวา้ ซง่ึ ในสมยั กอ่ นนนั้ เจรญิ รงุ่ เรอื งมาก มเี รอื กลไฟจากตา่ งประเทศตดิ ตอ่ ไปมาคา้ ขายและรบั สง่ สนิ คา้
เป็นประจ�ำ สินค้าส�ำคัญของอ�ำเภอทุ่งหว้า คือ "พริกไทย" เป็นที่รู้จักเรียกตามกันในหมู่ชาวต่างประเทศว่า
"อ�ำเภอสไุ หวอุเป" ตอ่ มาเมอ่ื ประมาณปี พ.ศ.2457 การปลูกพรกิ ไทยของอ�ำเภอทงุ่ หวา้ ได้ลดปริมาณลง ชาวตา่ ง
ประเทศที่เข้ามาท�ำการค้าขายต่างพากันอพยพกลับไปยังต่างประเทศ ราษฎรในท้องที่ก็พากันอพยพไปหาท�ำเล
ท�ำมาหากินในท้องที่อ่ืนกันมาก โดยเฉพาะได้ย้ายไปต้ังหลักแหล่งท่ีก่ิงอ�ำเภอละงูมากข้ึน ท�ำให้ท้องท่ี
ก่ิงอ�ำเภอละงูเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว และในทางกลบั กนั ท�ำใหอ้ �ำเภอทุ่งหวา้ ซบเซาลง

ครั้ง ถึง พ.ศ.2473 ทางราชการพิจารณาเห็นว่ากิ่งอ�ำเภอละงูเจริญขึ้น มีประชากรอาศัยอยู่
หนาแน่นกว่าอ�ำเภอทุ่งหว้า จึงได้ประกาศยกฐานกิ่งอ�ำเภอละงูเป็นอ�ำเภอ เรียกว่า อ�ำเภอละงู และยุบอ�ำเภอ
ทุ่งหว้าเดิมเป็นกิ่งอ�ำเภอทุ่งหว้า เรียกว่า กิ่งอ�ำเภอทุ่งหว้า ข้ึนอยู่ในการปกครองของอ�ำเภอละงู ต่อมาในปี
พ.ศ.2516 กิง่ อ�ำเภอทุ่งหว้าจงึ ได้รบั สถานะเดิมกลับคืนมาเป็นอ�ำเภอท่งุ หวา้

ปจั จุบนั จงั หวัดสตูล แบ่งการปกครองออกเป็น 7 อ�ำเภอ  คอื
1. อ�ำเภอเมอื งสตลู
2. อ�ำเภอละงู
3. อ�ำเภอควนกาหลง
4. อ�ำเภอทุ่งหวา้
5. อ�ำเภอควนโดน

5 ชดุ วิชา อทุ ยานธรณสี ตลู 1 สค13122 >>>ระดับประถมศกึ ษา

6. อ�ำเภอท่าแพ
7. อ�ำเภอมะนัง

2. ลักษณะทางภูมิศาสตร์

2.1 ขนาดและทตี่ ้ัง
จังหวัดสตูล เป็นจังหวัดสดุ เขตแดนใต้ของประเทศไทย ดา้ นฝง่ั ทะเลอนั ดามัน หา่ งจากกรุงเทพฯ
973 กโิ ลเมตร มอี าณาเขตติดตอ่ กบั จงั หวดั ใกลเ้ คียง ดงั น้ี
ทศิ เหนือ ตดิ ตอ่ กบั อ�ำเภอรตั ภมู ิ จังหวดั สงขลา อ�ำเภอป่าบอน จงั หวดั พัทลุง
และอ�ำเภอปะเหลียน จงั หวดั ตรงั
ทศิ ใต ้ ติดตอ่ กับ รฐั เปอร์ลิสและรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย
ทิศตะวนั ออก ติดต่อกับ อ�ำเภอสะเดา จังหวดั สงขลาและรฐั เปอร์ลสิ
ประเทศมาเลเซยี
ทิศตะวนั ตก ติดต่อกับ ทะเลอันดามัน  มหาสมทุ รอินเดีย
2.2 ลกั ษณะทางภูมิประเทศ
พ้ืนท่ีทางทิศเหนือและทิศตะวันออกเป็นเนินเขาและภูเขาสูง โดยมีเทือกเขาส�ำคัญ ๆ คือ ภูเขา
สันกาลาคีรี พ้ืนที่ค่อย ๆ ลาดเอียงลงสู่ทะเลด้านตะวันตก และทิศใต้มีท่ีราบแคบ ๆ ขนานไปกับชายฝั่งทะเล
ถดั จากทรี่ าบลงไปเปน็ ปา่ ชายเลน น้�ำเค็มขึ้นถงึ มีปา่ แสมหรอื ป่าโกงกางอยเู่ ป็นจ�ำนวนมาก นอกจากนนั้ จังหวัด
สตูล เป็นจังหวัดท่มี ลี �ำน�ำ้ สายสัน้ ๆ ไหลผ่านซึ่งเกิดจากภูเขาโดยรอบ พื้นทที่ างตอนเหนอื และทศิ ตะวันออกของ
จงั หวดั ประกอบดว้ ยภเู ขามากมายสลบั ซบั ซอ้ นโดยมที วิ เขานครศรธี รรมราชแบง่ เขตจงั หวดั สตลู กบั จงั หวดั สงขลา
และทวิ เขาสนั กาลาครี แี บง่ เขตประเทศไทยและประเทศมาเลเซยี นอกจากนน้ั ยงั มภี เู ขานอ้ ยใหญอ่ ยกู่ ระจดั กระจาย
ในตอนล่างและชายฝั่งตะวันตก ภูเขาท่ีส�ำคัญได้แก่ เขาจีน เขาบารัง เขาหัวกาหมิง เขาใหญ่ เขาทะนาน
เขาควนกาหลง และเขาโต๊ะพญาวัง
2.3 ลักษณะทางภมู อิ ากาศ
พน้ื ท่ีจังหวัดสตูลไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากลมมรสมุ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ที่พดั อ่าวไทยและลมมรสุมตะวัน
ออกเฉียงใต้จากมหาสมุทรอินเดีย ลักษณะภูมิประเทศ เป็นแบบร้อนช้ืนมี 2 ฤดู ฤดูร้อนกับฤดูฝน โดยมี
ชว่ งฤดฝู นยาวนาน ระหวา่ งเดอื นพฤษภาคม ถงึ เดอื นธนั วาคม และมชี ว่ งฤดฝู นเพยี ง 4 เดอื น ระหวา่ งเดอื นมกราคม
ถงึ เดือนเมษายน
2.4 การคมนาคม
จงั หวัดสตูลมกี ารคมนาคมที่ส�ำคญั คอื ทางบก
1) ทางรถยนต์
จังหวัดสตูลมีเส้นทางคมนาคม ทั้งทางหลวงแผ่นดินและทางหลวงจังหวัด ที่เชื่อมต่อระหว่าง

6 ชดุ วิชา อุทยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศกึ ษา

อ�ำเภอ ระหว่างจังหวดั และประเทศเพือ่ นบา้ น โดยมีทางหลวงแผ่นดินท่ีส�ำคัญ ได้แก่
ทางหลวงแผน่ ดนิ หมายเลข 406 สายยนตรการก�ำธร เปน็ เสน้ หลกั ทส่ี ามารถเดนิ ทางไปจงั หวดั

ใกลเ้ คียง เชน่ จังหวัดพัทลงุ จงั หวัดสงขลา และจงั หวัดตรงั โดยไปเช่อื มต่อกับถนนเพชรเกษมทส่ี ี่แยกคหู ารตั ภมู ิ
แยกซา้ ยไปจังหวดั พทั ลงุ แยกขวาไปอ�ำเภอหาดใหญจ่ ังหวดั สงขลา ระยะทางประมาณ 76 กโิ ลเมตร

ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 416 สายฉลงุ -ตรงั เป็นเส้นทางทเี่ ชอื่ มต่อระหว่างจังหวัดสตลู กับ
จังหวดั ตรงั ระยะทางประมาณ 140 กิโลเมตร เร่ิมจากสามแยกฉลงุ ผา่ นอ�ำเภอท่าแพ อ�ำเภอละงู อ�ำเภอทงุ่ หว้า
อ�ำเภอปะเหลียนและอ�ำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง

2) การเดินทาง
รถยนต์ส่วนตัว จากกรุงเทพฯใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์
ชุมพร จากน้ันใช้เส้นทางหมายเลข 41 ผ่านเข้าเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง จากพัทลุงไปอ�ำเภอรัตภูมิ
จงั หวดั สงขลา ใชท้ างหลวงหมายเลข 4 แลว้ แยกขวาไปทางหลวงหมายเลข 406 ถงึ จงั หวดั สตลู ระยะทางประมาณ
973 กโิ ลเมตร
รถยนต์โดยสารประจ�ำทาง มีรถปรับอากาศชั้นหน่ึง และชั้น 2 จากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่
ถนนบรมราชชนนไี ปจงั หวดั สตลู รถออกทกุ วนั
รถไฟ การเดินทางสามารถเดินทางโดยรถไฟก็ได้ ซึ่งมีท้ังรถเร็วและรถด่วน จากสถานีรถไฟ
หวั ล�ำโพง ถงึ สถานรี ถไฟชมุ ทางหาดใหญจ่ ากนน้ั เดนิ ทางตอ่ โดย รถแทกซ่ี รถตโู้ ดยสาร หรอื รถเมลโ์ ดยสารประจ�ำ
ทางสายสตลู -หาดใหญ่ ระยะทางประมาณ 97 กิโลเมตร
เครอ่ื งบนิ ไมม่ เี ทยี่ วบนิ ทบ่ี นิ ตรงไปจงั หวดั สตลู แตส่ ามารถใชบ้ รกิ ารเทยี่ วบนิ กรงุ เทพฯ-หาดใหญ่
แล้วเดนิ ทางโดยรถยนต์ จากอ�ำเภอหาดใหญ่เขา้ ไปจังหวัดสตูลระยะทางประมาณ 97 กิโลเมตร

7 ชุดวชิ า อุทยานธรณสี ตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศกึ ษา

8 ชดุ วิชา อทุ ยานธรณสี ตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศกึ ษา

3. การปกครอง เศรษฐกิจและสังคม

3.1 การปกครอง
จงั หวัดสตลู มีรปู แบบการปกครองและการบรหิ ารราชการแผ่นดิน 3 รูปแบบ คอื
1) การบริหารราชการส่วนกลาง ประกอบด้วยส่วนราชการสังกัดส่วนกลาง ซ่ึงตั้งหน่วยงาน
ในเขตพนื้ ที่จงั หวัด จ�ำนวน 50 หน่วยงาน
2) การบรหิ ารราชการสว่ นภมู ภิ าค จดั รปู แบบการปกครองและการบรหิ ารราชการออกเปน็ 2 ระดบั
คอื
- ระดับจังหวัด ประกอบด้วย ส่วนราชการประจ�ำจงั หวัด จ�ำนวน 32 หน่วยงาน
- ระดบั อ�ำเภอ ประกอบดว้ ย 7 อ�ำเภอ 36 ต�ำบล 279 หมบู่ า้ น
3) การบริหารราชการสว่ นท้องถ่นิ ประกอบดว้ ย 1 องค์การบริหารส่วนจงั หวดั 1 เทศบาลเมือง
6 เทศบาลต�ำบล และ 34 องค์การบรหิ ารสว่ นต�ำบล
3.2 ประชากรและอาชพี
จังหวัดสตูลมีประชากร ณ วนั ที่ 30 กนั ยายน 2554 รวมทั้งสิ้น 300,286 คน ชาย 149,701 คน
หญิง 150,585 คน อ�ำเภอทม่ี ีประชากรมากทสี่ ดุ คือ อ�ำเภอเมอื งสตูล อ�ำเภอท่ึมปี ระชากรหนาแนน่ มากทส่ี ุด คือ
อ�ำเภอละงู 210.28คน/ตารางกโิ ลเมตร รองลงมาได้แก่ อ�ำเภอทา่ แพ 138.33 คน/ตารางกิโลเมตร และอ�ำเภอ
เมืองสตลู 123.73 คน/ตารางกโิ ลเมตร
3.3 เศรษฐกิจ
โครงสร้างทางเศรษฐกิจของจังหวัดสตูล เมืองพิจารณาจากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมท้ังจังหวัด
(GPP) ณ ราคาประจ�ำปี 2552 พบว่า ภาวะเศรษฐกจิ ของจังหวัดสตลู ขึน้ กบั ดา้ นเกษตรกรรม ดา้ นประมง และ
ดา้ นการขายสง่ ขายปลกี เปน็ ส�ำคญั เศรษฐกจิ โดยรวมของจงั หวดั สตลู ในปี 2553 ยงั คงขยายตวั เมอ่ื เทยี บกบั ปกี อ่ น
เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าการผลิตในสาขาเกษตรกรรมและการประมง จากการเพ่ิมสูงข้ึนของมูลค่า
ผลผลิตยางพาราและการเลี้ยงกุ้งกุลาขาว รวมท้ังการขยายตัวของการผลิตภาคการท่องเที่ยวและบริการ
ทข่ี ยายตวั เพม่ิ ขนึ้ ดา้ นการใชจ้ า่ ยเพอ่ื การบรโิ ภคภายในจงั หวดั ยงั คงขยายตวั อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง เปน็ ผลมาจากเกษตรกร
มีรายได้อยู่ในเกณฑ์ดีตามราคาสินค้าเกษตรหลักที่ปรับตัวสูงข้ึน ส่วนการลงทุนภาคเอกชนมีการชะลอตัว
จากพื้นท่ี ๆ ได้รับอนุญาตก่อสร้างในเขตเทศบาลปรับตัวลง ในขณะท่ีจ�ำนวนทุนจดทะเบียนของธุรกิจ
นติ บิ คุ คลใหมเ่ พม่ิ ขนึ้ สว่ นหนง่ึ เปน็ ผลมาจากภาวะเศรษฐกจิ ทก่ี �ำลงั ขยายตวั ตอ่ เนอ่ื ง ดา้ นการคา้ ขายชายแดนไทย –
มาเลเซียยังคงขาดดุล ส่วนการจ้างงานมีการขยายตัวสูงข้ึน โดยพิจารณาจากจ�ำนวนผู้ประกันตนท่ีเพ่ิมสูงข้ึน
เม่อื เทียบกับปีก่อน ในปี 2552 รายได้ผลติ ภัณฑ์มวลรวมเฉล่ียต่อคนต่อปีของประชากรในจังหวัดสตลู สูงสุดเปน็
ล�ำดับท่ี 8 ของจังหวัดภาคใต้แนวโน้มเศรษฐกิจของจังหวัดสตูล คาดว่ายังคงขยายตัวอย่างต่อเน่ือง ตามการ
ขยายตวั ของภาวะเศรษฐกจิ สง่ ผลใหป้ รมิ าณการสง่ ออกและราคาสนิ คา้ เกษตรมที ศิ ทางปรบั ตวั สงู ขนึ้ โดยเฉพาะ
ความต้องการใช้ยางพาราในตลาดโลกท่ีขยายตัวเพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมยานยนต์โดยเฉพาะประเทศจีน ส่งผล

9 ชดุ วชิ า อุทยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดับประถมศกึ ษา

ให้เกษตรกรส่วนใหญ่มีรายได้มากข้ึนท�ำให้การจับจ่ายใช้สอยในจังหวัดเพ่ิมขัน การท่องเท่ียวของจังหวัด
มแี นวโนม้ ขยายตวั อยา่ งตอ่ เนอื่ งจากจ�ำนวนนกั ทอ่ งเทยี่ วทค่ี ลายความกงั วลจากเหตกุ ารณไ์ มส่ งบทางการเมอื งใน
ชว่ งท่ผี า่ นมา และการร่วมมอื ในการจัดกิจกรรมเพ่ือส่งเสรมิ การท่องเทีย่ วของทุกภาคส่วนภายในจังหวัด

3.4 งานเทศกาลและงานประเพณีวันสำ� คัญของจังหวดั
1) งานแข่งขันว่าวประเพณจี ังหวดั สตูล ในปี พ.ศ.2519 หลังจากการเก็บเกย่ี วข้าวในนาเสรจ็ สน้ิ
โดยก�ำหนดเอาสนามบินจงั หวดั สตูลเป็นสนามแข่งขัน ช่วงเดอื นกุมภาพนั ธ์ของทกุ ปี มกี ารจดั แข่งขนั 3 ประเภท
คือ ว่าวเสยี งดัง วา่ วข้นึ สูง และวา่ วสวยงาม โดยจัดการแข่งขัน คร้งั แรกเมอื่ วันที่ 19 กมุ ภาพันธ์ 2519 มวี า่ ว
เขา้ รว่ มการแขง่ ขนั ประมาณ 50 ตวั และไดม้ กี ารจดั การแข่งขันเรือ่ ยมาจนถงึ ปัจจบุ นั
2) พิธีนิกะฮ์หรือพิธีกินเหนียว (พิธีการสมรส) ตามบัญญัติศาสนาอิสลาม การนิกะฮ์ หมายถึง
การผกู นติ ิสัมพันธ์ระหว่างชายหญงิ เพ่ือเปน็ สามี ภรรยากนั โดยพธิ ีสมรสตามหลกั ศาสนาอิสลาม
3) งานเทศกาลถือศีลกินเจ จัดในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี ณ ศาลจ้าวโป้เจ้กง อ�ำเภอเมือง
จงั หวดั สตูล เทศกาลกนิ เจเปน็ ความเชือ่ ของชาวจีนถือเอาวนั ท่ี 1 เดือน 9 ของทุกปี
4) ประเพณีลอยเรอื ของชาวเลเกาะหลีเปะ๊ โดยมีการจดั ขนึ้ ปลี ะ 2 คร้ัง คือ ชว่ งเดอื นพฤษภาคม
และเดอื นพฤศจกิ ายน และไดท้ �ำกนั มาเปน็ เวลานาน ผเู้ รมิ่ คอื “โตะ๊ ฮหี ล”ี ซง่ึ ชาวเลถอื วา่ เปน็ บรรพบรุ ษุ คนส�ำคญั
เพราะเปน็ ผูบ้ ุกเบิกเกาะน้ีเปน็ คนแรก และเป็นท่เี คารพของชาวเลเปน็ อย่างย่งิ ในขณะที่มชี วี ติ อยู่
5) พธิ เี ขา้ สุนัต สุ นตั มาจากค�ำว่า สุนนะฮ (สนุ – นะฮ)หมายถึง แนวหรือวถิ ีปฏิบัติตามแบบอยา่ ง
ของท่านศาสดามูฮ�ำหมัด (ซ.ล) ในทุกกระบวนการ การเข้าสุนัตจึง หมายถึง การเข้าสู่ชีวิตตามแบบอย่างของ
ทา่ นนบมี ฮู �ำหมัด
6) พิธถี อื ศีลอด ( ถือบวช) หมายถึงเดอื น “รอมฏอน”หรือเดอื น 9 ของปฮี จิ เราะฮ์ศักราช (ฮศ)
ชาวไทยทนี่ บั ถอื ศาสนาอสิ ลามทกุ คนจะถอื ศลี อดเปน็ เวลา 1 เดอื น เมอื่ ครบก�ำหนด 1 เดอื นแลว้ กเ็ ปน็ วนั ออกบวช
หรอื เรยี กกนั วา่ “ฮารีรายอ”หรอื “วันอดิ ลิ ฟิฏร”ี
7) วนั รายอฮจั ยี “อดิ ลิ อฏั ฮา”เปน็ วนั ตรษุ หลงั ซงึ่ เปน็ ระยะเวลาทม่ี สุ ลมิ เดนิ ทางไปประกอบพธิ ฮี จั ญ์
ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอารเบีย หลังจากนั้นจะร่วมกันกุรบาน (เชือดสัตว์ เช่น โค วัว แพะ และแกะ)
เพื่อแจกจ่ายให้กับคนยากจน สัตว์ที่เชือดจะต้องมีลักษณะสวยงาม มีอวัยวะทุกอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ คือ
ไมพ่ กิ ารอวัยวะสมประกอบ
8) งานมหกรรมโรตขี องดเี มอื งสตลู เปน็ การแสดงเและจ�ำหนา่ ยโรตขี องจงั หวดั สตลู ทมี่ หี ลากหลาย
ประเภท โดยเฉพาะการจัดท�ำโรตลี อยฟา้ การโชวช์ าชก โดยจะจัดเดือนมกราคม ของทกุ ปี
9) การแข่งขนั การตกปลา “ตะรเุ ตา – อาดัง ฟิชชิง่ คพั ”เปน็ การแขง่ ขนั ตกปลาที่มีผู้เข้ารว่ มการ
แข่งขันทงั้ ในและต่างประเทศจ�ำนวนมากมาย โดยเฉพาะประเทศเพ่อื นบา้ น เชน่ อนิ โดนเี ซีย มาเลเซีย มกี ารแห่
ขบวนมจั ฉา การประกวดหุ่นปลา และการแสดงพื้นบ้านของจงั หวดั สตูล จัดเดือนมนี าคมของทกุ ปี

10 ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณสี ตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศกึ ษา

10) งานวันข้าวโพดหวานอ�ำเภอท่าแพ เป็นงานประจ�ำปีของอ�ำเภอ ภายในงานมีการจ�ำหน่าย
ผลผลิตทางการเกษตรที่ข้นึ ชือ่ คอื ขา้ วโพดหวาน ซ่งึ มรี สชาตหิ วานอรอ่ ย จดั ประมาณเดือนมีนาคม ของทุกปี

11) งานวนั เมาลดิ กลางจงั หวดั สตลู เปน็ งานทจ่ี ดั ขนึ้ เพอื่ เปน็ การระลกึ ถงึ หลกั ค�ำสอนและผลงาน
ของท่านนบีมูฮ�ำหมัด เพ่ือเป็นการส่งเสริมสถาบันศาสนาอิสลามและเพ่ือผนึกก�ำลังของพ่ีน้องมุสลิมใน
การรว่ มกันแกป้ ญั หาท่ีส�ำคัญของจังหวัด จัดเดอื น พฤษภาคม ของทุกปี

12) งานวันจ�ำปาดะและของดีเมืองสตูล เป็นการแสดงสินค้าและผลิตผลด้านการเกษตร
โดยเฉพาะผลไม้ท่ีส�ำคัญของจังหวัด โดยจัดเดอื น กรกฎาคม ของทุกปี

13) มหกรรมอาหารจานเด็ดและของดีเมืองสตูล เป็นการแสดงฝีมือการท�ำอาหารพ้ืนบ้านของ
ชาวสตูล ภายในงานมีอาหารจ�ำหน่ายเป็นจ�ำนวนมากล้วนเป็นอาหารที่ขึ้นช่ือ ของจังหวัดสตูล โดยจะจัดงาน
ประมาณเดอื นสิงหาคมของทุกปี

14) งานเปิดฤดูกาลท่องเท่ียวทางทะเลจังหวัดสตูล มีเป้าหมายหลักเพื่อท่องเที่ยว ณ อุทยาน
แหง่ ชาติตะรเุ ตา ทมี่ ีหาดสวย น�ำ้ ใส หาดทรายขาว เชน่ เกาะอาดัง เกาะหลีเป๊ะ โดยเฉพาะเกาะตะรเุ ตาซ่ึงเปน็
แหล่งประวัติศาสตร์ส�ำคัญ ชมการแข่งขันหนีนรกตะรุเตา ชมการแสดงแสง สี เสียง และวีถีชีวิตของชาวเล
จดั เดือนธันวาคมของทุกปี

4. ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดสตูล แผนพฒั นาจังหวัดสตูล 4ปี (พ.ศ.2557-พ.ศ.2560)

“เมอื งทอ่ งเทยี่ วเชงิ นิเวศชนั้ น�ำของอาเซยี น เมืองการเกษตรมาตรฐาน เมืองแหง่ ความสขุ ”
ยุทธศาสตรจ์ งั หวดั สตลู
1. การพฒั นาการทอ่ งเทีย่ วเชงิ นิเวศได้มาตรฐานสากล
2. เพ่ิมขีดความสามารถในการแขง่ ขันเพอื่ สรา้ งการเตบิ โตทางเศรษฐกจิ
3. ยกระดับคุณภาพชวี ติ ของประชาชน
ประเดน็ ยทุ ธศาสตร์
1. พฒั นาการทอ่ งเทย่ี วเชงิ นเิ วศนท์ ห่ี ลากหลายใหไ้ ดม้ าตรฐานระดบั สากลและเปน็ มติ รตอ่ สง่ิ แวดลอ้ ม
2. พฒั นาผลผลติ และสนิ คา้ เกษตรใหไ้ ดม้ าตรฐานรองรบั ความตอ้ งการทงั้ ในประเทศและตา่ งประเทศ 
3. การพฒั นาคนและสงั คมแหง่ การเรยี นรภู้ ายใตว้ ฒั นธรรมทหี่ ลากหลาย ชมุ ชนและประชาชนเขม้ แขง็
อยรู่ ว่ มกันอย่างสนั ตสิ ุขสูป่ ระชาคมอาเซียน
4. การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมให้ย่ังยืนภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของ
ชุมชน
5. การพัฒนาระบบโลจิสติกส์สนับสนุนการขนส่ง การท่องเที่ยว เกษตรกรรม และการค้าชายแดน
ฝง่ั อันดามัน
 

11 ชุดวิชา อุทยานธรณีสตลู 1 สค13122 >>>ระดับประถมศกึ ษา

5. พื้นท่ีประกาศของทางราชการ

พื้นท่ีประกาศของทางราชการเป็นพ้ืนท่ี ๆ ส่วนราชการต่าง ๆ ก�ำหนดข้ึนเพ่ือวัตถุประสงค์ตาม
กฎหมายและมติคณะรัฐมนตรี ได้แก่เขตวนอุทยาน เขตรักษาพันธ์สัตว์น�้ำ พ้ืนท่ีลุ่มน�้ำช้ันที่ 1 เขตแหล่ง
ซากดึกด�ำบรรพ์ เขตโบราณสถาน เขตแหลง่ ธรรมชาตอิ นั ควรอนรุ กั ษ์ เขตพน้ื ทปี่ ่าเพอ่ื การอนรุ ักษ์ เขตพ้ืนท่ปี ่า
เพื่อเศรษฐกจิ เขตพื้นทีป่ า่ ชายเลน เขตพนื้ ท่ีป่าท่ีเหมาะสมกับการเกษตร เขตปฏิรปู ท่ดี นิ เขตพื้นทต่ี ามมาตรา 6
ทวแิ หง่ พระราชบญั ญตั แิ ร่ พ.ศ.2510 ซงึ่ กรมทรพั ยากรธรณไี ดน้ �ำขอ้ มลู ดงั กลา่ วมาใชเ้ ปน็ เกณฑใ์ นการจ�ำแนกเขต
ทรพั ยากร แรอ่ อกเป็นเขตสงวนทรพั ยากรแร่ เขตอนุรกั ษ์ทรัพยากรแร่ และเขตพัฒนาทรัพยากรแร่

12 ชดุ วชิ า อุทยานธรณสี ตูล 1 สค13122 >>>ระดับประถมศกึ ษา

บทท่ี 3

ธรณวี ิทยาจังหวดั สตูล

กรมทรัพยากรธรณีได้ด�ำเนินการส�ำรวจแหล่งธรณีวิทยาในพ้ืนท่ีอ�ำเภอเมืองสตูล ทุ่งหว้า มะนัง และ
ละงเู ปน็ พน้ื ทนี่ �ำรอ่ งตง้ั แตป่ ี พ.ศ.2553 มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื จดั ท�ำขอ้ มลู พน้ื ทแ่ี หลง่ ธรณวี ทิ ยาแหลง่ อนรุ กั ษธ์ รณวี ทิ ยา
และศกึ ษาแนวทางการพฒั นาไปสู่ “การจดั ตงั้ อทุ ยานธรณ”ี ซงึ่ พบวา่ พนื้ ทด่ี งั กลา่ วมศี กั ยภาพในการพฒั นาใหเ้ ปน็
อุทยานธรณี โดยอยา่ งย่ิงเฉพาะแหล่งธรณวี ทิ ยาและแหลง่ อนรุ ักษธ์ รณีวทิ ยาหลายแหล่งมคี ณุ คา่ ทางวชิ าการใน
ระดับโลกได้แก่การล�ำดับชั้นหินของมหายุคพาลีโอโซอิกที่พบซากดึกด�ำบรรพ์ไทรโลไบต์และแบรคิโอพอด
สกุลใหม่ของโลกจ�ำนวนมากรวมท้ังพบแหล่งซากดึกด�ำบรรพ์อื่น ๆ ท่ีมีคุณค่าทางวิชาการอีกหลายบริเวณ
นอกจากนี้ยังพบแหล่งอนุรักษ์ทางธรณีวิทยาประเภทแหล่งธรณีวิทยาสัณฐานท่ีมีความหลากหลายสวยงามและ
แปลกตาเหมาะส�ำหรับการพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้แหล่งท่องเที่ยวเชิงธรณีและแหล่งท่องเท่ียวเชิงนิเวศ
นอกจากนจี้ งั หวดั สตลู ยงั มแี หลง่ ทางโบราณคดที ส่ี �ำคญั รวมถงึ มแี หลง่ ประเพณวี ฒั นธรรมพนื้ บา้ นทเ่ี ปน็ เอกลกั ษณ์
เฉพาะท้องถิ่นอกี ด้วย

1. กำ� เนดิ โลก

เอกภพ หรือ จักรวาล (Universe) อุบัติข้ึนเม่ือประมาณ 13,000 ล้านปีมาแล้วตามทฤษฏีบิกแบง
ในยคุ เร่ิมแรกจักรวาลมขี นาดเลก็ พลงั งานมหาศาลอดั แนน่ เป็นสสาร ตามทฤษฎสี ัมพัทธภาพท่วั ไปของไอสไตน์
(E = mc2) เม่อื จักรวาลเยน็ ตัวลง ธาตแุ รกท่เี กดิ ขึน้ คือไฮโดรเจน ซึ่งประกอบขึน้ อย่างเรียบง่ายด้วยโปรตอนและ
อิเล็คตรอนอย่างละตัว ไฮโดรเจนจึงเป็นธาตุที่มีอยู่มากท่ีสุดในจักรวาล เมื่อไฮโดรเจนเกาะกลุ่มกันจนเป็นกลุ่ม
แก๊สขนาดใหญ่ เรียกว่า เนบิวลา (Nebula) แรงโน้มถ่วงท่ีศูนย์กลางท�ำให้กลุ่มแก๊สยุบตัวกันจนเกิดปฏิกริยา
นวิ เคลยี รฟ์ ชิ นั หลอมรวมไฮโดรเจนใหเ้ ปน็ ฮเี ลยี ม ดาวฤกษจ์ งึ ก�ำเนดิ ขนึ้ เมอ่ื ดาวฤกษเ์ ผาผลาญไฮโดรเจนจนหมด
กจ็ ะเกดิ ฟวิ ชนั ฮเี ลยี ม เกดิ ธาตลุ �ำดบั ตอ่ ไป ไดแ้ ก่ คารบ์ อน ออกซเิ จน ซลิ กิ อน และเหลก็ (เรยี งล�ำดบั ในตารางธาต)ุ
ธาตเุ หลา่ นจี้ งึ เปน็ ธาตสุ ามญั และพบอยมู่ ากมายบนโลก ในทา้ ยทสี่ ดุ เมอื่ ดาวฤกษข์ นาดใหญส่ น้ิ อายขุ ยั กจ็ ะระเบดิ
เปน็ ซเู ปอรโ์ นวา เกดิ ธาตหุ นกั ทห่ี ายากในล�ำดบั ตอ่ มา เชน่ เงนิ ทอง เปน็ ตน้ ธาตเุ หลา่ นจี้ งึ เปน็ ธาตทุ หี่ ายากบนโลก

การเวยี นวา่ ยตายเกดิ ของดาวฤกษเ์ กดิ ขน้ึ หลายรอบ และครงั้ สดุ ทา้ ยเมอ่ื ประมาณ 4,600 ลา้ นปมี าแลว้
กลุ่มแก๊สในเอกภพบรเิ วณน้ไี ดร้ วมตัวกนั เปน็ หมอกเพลิงช่อื ว่า “โซลาร์เนบิวลา” (Solarแปลวา่ สุริยะ, Nebula
แปลว่า หมอกเพลิง) แรงโน้มถ่วงท�ำให้กลุ่มแก๊สยุบตัวและหมุนรอบตัวเอง ใจกลางมีความร้อนสูงมากจนเกิด
ปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิวชัน กลายเป็นดาวฤกษ์ที่ชื่อว่าดวงอาทิตย์ ส่วนวัสดุท่ีอยู่รอบ ๆ มีอุณหภูมิต�่ำกว่า
รวมตวั ตามล�ำดับชนั้ กลายเปน็ ดาวเคราะห์ทั้งหลาย โคจรรอบดวงอาทติ ย์ และเศษวัสดทุ โี่ คจรรอบดาวเคราะหก์ ็
รวมตวั เปน็ ดวงจันทร์บริวาร

13 ชุดวิชา อทุ ยานธรณสี ตลู 1 สค13122 >>>ระดับประถมศึกษา

ภาพแสดง การก�ำเนดิ ระบบสุรยิ ะ

โลกในยุคแรกเป็นหนิ หนดื รอ้ น ถกู กระหน�่ำชนดว้ ยอกุ กาบาตตลอดเวลา องค์ประกอบซ่งึ เปน็ ธาตหุ นัก
เช่น เหล็กและนิเกิลจมตัวลงสู่แก่นกลางของโลก ขณะที่องค์ประกอบท่ีเบากว่า เช่น ซิลิกอน ลอยตัวขึ้นสู่
เปลอื กนอก ธาตุและสารประกอบท่เี บามาก เชน่ ไฮโดรเจน คารบ์ อนไดออกไซด์ และไอนำ้� พยายามแทรกตวั
ออกจากพ้ืนผิวกลายเป็นบรรยากาศ เมื่อโลกเย็นลงเปลือกนอกตกผลึกเป็นแร่และหิน ไอน�้ำในอากาศควบแน่น
เกดิ ฝน นำ้� ฝนไดล้ ะลายคารบ์ อนไดออกไซดล์ งมาสะสมบนพนื้ ผวิ ไหลลงทะเลและมหาสมทุ ร สองพนั ลา้ นปตี อ่ มา
การวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ได้ตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมาสังเคราะห์ด้วยแสง สร้างอาหารและ
พลงั งาน แลว้ ปลอ่ ยผลผลติ เปน็ แกส๊ ออกซเิ จนออกมา แกส๊ ออกซเิ จนทลี่ อยขนึ้ สชู่ น้ั บรรยากาศชน้ั บน แลว้ แตกตวั
เป็นออกซิเจนอะตอมเด่ียว และรวมตัวกับออกซิเจนอะตอมคู่ท่ีมีอยู่เดิมกลายเป็นแก๊สโอโซน ซึ่งช่วยป้องกัน
อันตรายจากรังสีอุลตราไวโอเลต็ นบั ตงั้ แต่นั้นมาท�ำใหส้ ิ่งมีชวี ติ บนบกก็ทวจี �ำนวนมากขนึ้ ออกซิเจนจงึ มีบทบาท
ส�ำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงบนพื้นผิวโลกในเวลาต่อมา สัดส่วนของส่ิงมีชีวิตเช่นพืชและสัตว์เป็นปัจจัยควบคุม
ปรมิ าณคารบ์ อนไดออกไซดแ์ ละออกซเิ จนในบรรยากาศ และควบคมุ ภาวะเรอื นกระจกใหอ้ ยใู่ นสภาวะสมดลุ ทา่ น
สามารถติดตามวิวัฒนาการของโลกได้โดยดจู ากธรณีประวตั ิ

ภาพแสดง วิวัฒนาการของโลก

14 ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณสี ตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศึกษา

โครงสร้างและสว่ นประกอบของโลก
1. โครงสร้างภายในของโลก
ในทางธรณีวิทยาน้ัน การจะเรียนรู้เรื่องแร่และหิน จ�ำเป็นต้องเข้าใจอย่างลึกซ้ึงถึงองค์ประกอบ
ของโลก ในส่วนต่าง ๆ เป็นอย่างดีเสยี กอ่ น ถา้ เราพจิ ารณาจากภายนอกของโลกถงึ ดา้ นใน จะพบวา่ มโี ครงสร้าง
และองค์ประกอบในส่วนของเปลือกโลก เราสามารถศึกษาได้โดยตรงหลายวิธี เช่น การเจาะส�ำรวจใต้พิภพ
การศกึ ษาจากกระบวนการระเบดิ ของภูเขาไฟ เป็นตน้
ข้อมลู พนื้ ฐานท่ีไดจ้ ากการศึกษาส�ำรวจโดยตรงนี้ ประการแรกคือ ท�ำให้ทราบความเปลีย่ นแปลง
ทางอณุ หภมู ติ ามความลกึ ของโลก(Geothermal Gradient) และทราบวา่ ภายใตผ้ วิ โลกลงไปมหี นิ หลอมเหลวเกดิ
ขน้ึ ได้ โดยความร้จู ากกระบวนการระเบดิ ของภเู ขาไฟ
อาศยั เทคโนโลยีการขดุ เจาะในปจั จบุ นั ที่สามารถเจาะส�ำรวจไดล้ ึกสดุ ในช่วงไมเ่ กนิ 10 กโิ ลเมตร
จากผิวโลก พบว่าองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นหินอัคนี และหินแปร โดยมีหินชั้นประกอบอยู่น้อยมาก สามารถ
จ�ำแนกตามประเภทและชนิดของหนิ โดยประมาณ พบเปน็ หินอคั นี 95% หนิ ดินดาน 4% หินทราย 0.75%
หินปูน 0.25% โดยรวมหินแปรไว้ในหินต้นก�ำเนิดเหล่าน้ีแล้วความรู้เหล่านี้ศึกษาได้โดยตรงและ
เห็นได้จริงบนส่วนเปลือกแข็งของโลก ตามความลึกท่ีสามารถกระท�ำได้ แต่ท่ีระดับความลึกมากกว่าน้ีจะเป็น
อย่างไรนั้น เราไม่สามารถศึกษาโดยวธิ ีตรงได้ จึงจ�ำเป็นตอ้ งหาข้อมูลโดยวธิ ีการศึกษาทางออ้ มไดแ้ กว่ ิธที างธรณี
ฟิสกิ ส์ ซ่งึ อาศัยคลนื่ ไหวสะเทือน(Seismic Waves) ท่สี ร้างข้นึ หรอื คลืน่ ทีเ่ กดิ จากแผ่นดนิ ไหว (Earthquakes)
ทเ่ี กดิ ตามธรรมชาตติ ลอดจนวธิ ศี กึ ษาหาความร้จู ากวัตถทุ ม่ี าจากนอกโลก เชน่ อกุ กาบาต (Meteorites) เปน็ ต้น
ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาทางด้านธรณีฟิสิกส์เหล่าน้ี สามารถน�ำมาสร้างแบบจ�ำลองทางทฤษฎี
แสดงการกระจายลกั ษณะความเร็วคล่ืนตามความลึก ซ่งึ เดมิ ที นายบูลเลน (Bullen,1949) ได้แบง่ ชนั้ โครงสร้าง
ภายในของโลกตามการเปล่ยี นแปลงความเรว็ คล่นื โดยก�ำหนดอกั ษรแทนแต่ละชนั้ ตา่ ง ๆ ดงั กล่าวเปน็ ชน้ั A B C
D E Fและ G จากผวิ โลกถงึ แกน่ โลกตามล�ำดบั แตป่ จั จบุ นั นยิ มใชค้ �ำสอ่ื ความหมายแทน เปน็ ชนั้ เปลอื กโลก (Crust)
ช้ันเนื้อโลก (Mantle) ชั้นแกน่ โลก (Core) เป็นต้น จากแบบจ�ำลองภาพตัดขวางความเรว็ ตามความลึกดังกล่าว
พบว่า ที่ความลึก 100 กโิ ลเมตร ความเรว็ คลนื่ ลดลง ก�ำหนดชน้ั โครงสร้างภายในของโลกอย่างเดน่ ชัด จัดเปน็
ช้นั ผิวขอบบนของช้นั ทม่ี ีความเร็วคลน่ื ไหวสะเทอื นต�่ำ (Low Velocity Zone) โดยในชน้ั เน้ือโลกสว่ นบนนย้ี ังพบ
ความเบี่ยงเบนความเร็วคลื่นชดั เจนไดอ้ ีกทรี่ ะดับ 400 และ 650 หรอื  700 กโิ ลเมตร ซึง่ เชอ่ื วา่ เปน็ ผลจากความ
แปรเปลี่ยนโครงสรา้ งของแร่ หรอื องคป์ ระกอบทางเคมี มคี วามแตกตา่ งกันอย่างใดอย่างหนึ่ง คลน่ื ปฐมภมู ิ และ
คล่ืนทุติยภูมิมีความเร็วลดลงชัดเจนมากสุดที่ระดับ 2,885 กิโลเมตร (~ 2,900 กิโลเมตร)เป็นผิวสะท้อน/หักเห
คลื่นที่ใช้ก�ำหนดช้ันรอยต่อระหว่างแก่นโลกกับเน้ือโลก และพบว่าคล่ืนทุติยภูมิไม่สามารถส่งผ่านตัวกลางท่ีมี
สถานะของเหลวของชนั้ แกน่ โลกชน้ั นอกโดยคลน่ื ปฐมภมู มิ คี วามเรว็ ลดลง จนกระทง่ั เคลอ่ื นทเี่ ขา้ สแู่ กน่ โลกชน้ั ใน
ความเร็วคลืน่ ปฐมภูมจิ ึงเพม่ิ ขึน้ อีกคร้งั สามารถสรปุ ลักษณะของแตล่ ะชัน้ ภายในโลกได้ดงั นี้

15 ชุดวิชา อทุ ยานธรณีสตลู 1 สค13122 >>>ระดับประถมศึกษา

ภาพแสดง โครงสร้างของโลก

1) เปลอื กโลก (Crust) นับจากผิวโลกถึงระดบั เฉลยี่ 30 - 50 กิโลเมตร บริเวณเปลือกทวีป หรือ
ถึงระดับ 10 - 12 กิโลเมตร ในบริเวณเปลือกrnhoสมุทร มผี ิวสมั ผัสกั้นความไม่ตอ่ เนอ่ื งระหวา่ งชน้ั เปลอื กโลก
กับช้ันเนื้อโลกที่อยู่ข้างล่างเป็นชั้นความไม่ต่อเน่ืองที่เรียกว่า “ชั้นความไม่ต่อเน่ืองโมโฮโรวิซิก” (Mohorovicic
Discontinuity) หรือเรียกโดยย่อว่า ช้ัน โมโฮ อยู่ที่ระดับความลึกดังกล่าวข้างต้น โดยเปล่ียนแปลงไปตาม
ความลึกของเปลอื กโลกดงั กล่าว

2) ชนั้ เนอื้ โลกสว่ นบน (Upper Mantle) อยใู่ ตช้ นั้ เปลอื กโลกลงไปถงึ ระดบั 400 กโิ ลเมตร พบวา่
มีความแปรปรวนทางความเร็วคลื่นไหวสะเทือนอย่างมาก แสดงความไม่เป็นเนื้อเดียวกันอย่างกว้างขวาง
(Regional Heterogeneous) ทัง้ ทางด่ิงและทางราบ พบบริเวณที่ความเรว็ คลน่ื ไหวสะเทือนต่ำ� บางชว่ งภายใน
ชนั้ นี้ ทร่ี ะดับความลกึ ในช่วง 100 - 250 กโิ ลเมตร จากผวิ โลก

3) ชน้ั ทรานซิชนั (Transition Zone) อยู่ระหวา่ งความลึก 400 - 1000 กโิ ลเมตร สงั เกตไดจ้ าก
กราฟความเร็วท่ีมีความชันเพ่ิมข้ึน ซึ่งแสดงว่ามีความเร็วสูงขึ้น ซ่ึงปัจจุบันพบว่าบริเวณท่ีมีความเร็วคล่ืนสูงสุด
ชัดเจนทร่ี ะดับความลึก 400 และ 650กิโลเมตร

4) ช้ันเนื้อโลกสว่ นล่าง (Lower Mantle) นับจากระดบั ลึก 1,000 กิโลเมตร ถึง ระดับ 2,900
กโิ ลเมตร จดจ�ำสงั เกตได้จาก ชั้นนม้ี คี วามเรว็ คลนื่ ปานกลาง กราฟความเรว็ คลนื่ จงึ เอยี งพอประมาณ และเพมิ่ ขน้ึ
อยา่ งคอ่ ยเปน็ คอ่ ยไป แสดงลกั ษณะเทยี บเคยี งแลว้ คอ่ นขา้ งเปน็ เนอ้ื หนง่ึ เดยี วกนั (Uniform) อาจพบวา่ ความเรว็
คลื่นลดลงเล็กน้อย บางครั้งเพ่ือความสะดวก อาจนับรวมชั้นนี้และช้ันทรานซิชันเข้าด้วยกัน เรียกเป็น
“เนื้อโลกระดับลึก” (Deep Mantle) น่ันเอง ช้ันน้ีถูกก้ันออกจากแก่นโลกด้วยผิวสัมผัสกั้นความไม่ต่อเน่ือง
ท่ีเรยี กว่า “ชัน้ ความไมต่ อ่ เน่ืองกูเท็นเบิรก์ ” (Gutenberg Discontinuity)

16 ชุดวิชา อทุ ยานธรณีสตลู 1 สค13122 >>>ระดับประถมศกึ ษา

5) ชนั้ แกน่ โลก (Core) นบั จากระดบั 2,900 กโิ ลเมตร ลงไปเปน็ ชว่ งทป่ี รากฏชนั้ ความไมต่ อ่ เนอื่ ง
ของความเรว็ คลน่ื ไหวสะเทอื นเดน่ ชดั มาก ซงึ่ ทรี่ ะดบั 2,900 กโิ ลเมตร นี้ คลน่ื ปฐมภมู ลิ ดความเรว็ ลงอยา่ งฉบั พลนั
แล้วกลับเพิ่มขึ้นใหม่อีกคร้ังขณะท่ีคลื่นทุติยภูมิน้ันหายไป แบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ “แก่นโลกส่วนนอก”
(Outer Core) และ “แกน่ โลกสว่ นใน” (Inner Core) โดยแยกกนั ไดด้ ว้ ยรอยไมต่ อ่ เนอ่ื ง “เลอหม์ านน”์ (Lehmann
Discontinuity) และเนื่องจากคล่ืนทุติยภูมิไม่สามารถเดินทางผ่านวัตถุท่ีเป็นของเหลวได้ การที่ไม่ปรากฏ
คลืน่ ทตุ ิยภมู ิ หลงั ระดบั 2,900 กโิ ลเมตร นั้น ท�ำใหเ้ ช่ือไดว้ า่ แก่นโลกสว่ นนอกดังกลา่ วควรมสี ภาพเป็นของเหลว
(Liquid Outer Core) น่ันเอง

2. สว่ นประกอบทางเคมีของโลก (Chemical Composition)
โดยการประเมินทางอ้อม จากวิธีทางธรณีฟิสิกส์ ท�ำให้เราทราบโครงสร้างภายในของโลก และ
ค่าความแปรปรวนทางความดันอณุ หภมู ิ และความหนาแนน่ แลว้ น้นั ปญั หาเร่ืององคป์ ระกอบทางเคมีของแตล่ ะ
ช้ันใต้เปลือกโลกลงไปเป็นอย่างไร ยังคงต้องหาค�ำตอบกันต่อไป ซ่ึงส่วนใหญ่ได้ข้อมูลจากวิธีการศึกษาทางอ้อม
เช่นเดียวกนั โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การศึกษาโดยทางอ้อมจากวัตถทุ ีม่ าจากนอกโลก (Extraterrestial ; E.T.) ไดแ้ ก่
การประเมนิ เทียบเคยี งจากอกุ กาบาต (Meteorites) เปน็ ต้น
ผลการค�ำนวณองค์ประกอบทางเคมีรวมของโลก (Bulk Composition) ซ่ึงจะเห็นได้
ว่า องค์ประกอบรวมของโลกน้ัน มีธาตุหลัก ๆ อยู่ 4 ตวั เทา่ น้นั คอื ธาตุเหล็ก ออกซิเจน ซิลกิ อน และแมกนีเซียม
ซง่ึ มปี รมิ าณรวมกนั แลว้ มากถงึ 90% ของทงั้ หมดโดยประมาณ สว่ นธาตทุ ม่ี ปี รมิ าณเกนิ 1% ไดแ้ ก่ นกิ เกลิ แคลเซยี ม
อลูมิเนียม และก�ำมะถัน (ซัลเฟอร์) ท่ีเหลือมีปริมาณอยู่ระหว่าง 0.1 - 1.0% มีทั้งหมด 7 ธาตุ คือ โซเดียม
โพแทสเซียม โครเมียม โคบอลต์ ฟอสฟอรัส แมงกานีส และไทเทเนียม
จงึ เหน็ ได้ว่าโลกของเราประกอบขึ้นด้วยธาตุ 14 - 15 ธาตุ หลกั เท่าน้นั ทเี่ หลอื เปน็ ธาตุทีม่ ีปรมิ าณ
นอ้ ยมาก คอื ตำ่� กวา่ 0.1% ทั้งหมดน้ี เป็นองค์ประกอบของชัน้ เนอื้ โลกกบั ชั้นแก่นโลกถึง 99% เนือ่ งจากมวลของ
เปลือกโลกน้อยมาก เมอ่ื เทียบกับเนอ้ื โลกและแก่นโลกรวมกัน
องค์ประกอบรวมเหล่านี้ สามารถค�ำนวณแยก เป็นส่วน ๆ ตามโครงสร้างของโลกได้เป็น
องคป์ ระกอบชนั้ เนอ้ื โลก องคป์ ระกอบเปลอื กโลก สว่ นแกน่ โลกนน้ั หาไดโ้ ดยเอาองคป์ ระกอบของเปลอื กโลกและ
เนอ้ื โลก หกั ลบออกจากองค์ประกอบรวมนัน้ เอง ซ่ึงสรุปองคป์ ระกอบสว่ นตา่ ง ๆ ของโลกไดด้ งั น้ี
2.1 องคป์ ระกอบของแก่นโลก
แนวคดิ ทีว่ า่ แก่นโลกเปน็ โลหะผสมระหว่าง นกิ เกลิ กับเหล็ก (Ni - Fe Metallic Alloy) นนั้
ยงั คงเปน็ ทยี่ อมรบั กนั ถงึ ปจั จบุ นั แตค่ งไมใ่ ชน่ กิ เกลิ กบั เหลก็ บรสิ ทุ ธล์ิ ว้ น ๆ เนอ่ื งจากแกน่ โลก ชนั้ นอกมธี รรมชาติ
เหมือนจะเปน็ ของไหล (Fluid) เนื่องจากคลื่นทุติยภมู ไิ ม่สามารถเดนิ ทางผา่ นได้ ถา้ เป็นนกิ เกลิ และเหล็กล้วน ๆ
ทั้งหมดความหนาแน่นรวมของโลกจะมีค่าสูงมากเกินไป ดังน้ันจึงควรจะมีธาตุเบากว่าน้ีมาประกอบกันอยู่บ้าง
โดยธาตุท่ีน่าเป็นไปได้มีอยู่ 2 ตัว คือ ก�ำมะถันกับออกซิเจน ซ่ึงบางกลุ่มก็เช่ือว่าน่าจะเป็นออกซิเจนมากกว่า
ก�ำมะถนั แต่ปจั จบุ นั เราพบมลทินของก�ำมะถันในอกุ กาบาตไดบ้ อ่ ยกว่าออกซิเจนโดยพบในอกุ กาบาตชนดิ ซี - 1

17 ชดุ วชิ า อุทยานธรณสี ตลู 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศึกษา

คอนไดรต์ (C1 Chondrite Meteorite) เป็นปริมาณถึงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์โดยน�้ำหนัก ซ่ึงปริมาณ
10 เปอรเ์ ซน็ ต์ ก�ำมะถนั ดงั กลา่ วนี้ ถา้ รวมกนั กบั โลหะผสมนกิ เกลิ เหลก็ แลว้ จะท�ำใหค้ า่ ความหนาแนน่ ของแกน่ โลก
และความหนาแน่นรวมถกู ต้องใกลเ้ คยี งพอดี

2.2 องค์ประกอบของเนอื้ โลก
จากแนวคิดที่ว่าส่วนของแก่นโลกเป็นโลหะผสมนั้น องค์ประกอบของช้ันเน้ือโลกจึงเชื่อว่า
น่าจะต้องเบากว่า จึงควรประกอบข้ึนด้วยองค์ประกอบซิลิเกต (Silicate Composition) เป็นหลักจากผลการ
วิเคราะห์ทางคล่ืนไหวสะเทือน เราทราบว่าช้ันเน้ือโลกส่วนบนค่อนข้างจะมีความแปรปรวนทางองค์ประกอบ
อยา่ งมาก ไมเ่ ปน็ เนอ้ื หนง่ึ เดยี วกนั ดงั นนั้ องคป์ ระกอบซลิ เิ กตดงั กลา่ วของชนั้ เนอื้ โลกเปน็ อยา่ งไรกนั แน่ ตอ้ งอาศยั
หลักฐานจากหลาย ๆ ทางเข้ามาอธิบายในธรรมชาติเราพบวัสดุที่เช่ือว่ามีก�ำเนิดมาจากส่วนลึกใต้เปลือกโลก
หลายอยา่ ง เชน่ โนดลู ์ (Nodules) ของหนิ อน่ื ๆ ในสายแรค่ มิ เบอรไ์ ลต์ (Kimberlite pipe) หรอื พบหนิ แปลกปลอม
(Xenolith) ในหนิ บซอลต์ (Basalt) เปน็ ตน้ หนิ แปลกปลอมเหลา่ น้ี มักเปน็ หินอคั นสี เี ข้มจดั (Ultrabasic rocks)
ไดแ้ ก่ เพรโิ ดไทต์ (Peridotite) เลอร์โซไลต์ (Lherzolite) ไพรอกซีไนต์ (Pyroxenite)และ เอโคลไจต์ (Eclogite)
เปน็ ตน้ วัสดุปลอมปนหรือหินเหลา่ น้มี ักประกอบไปด้วยแรโ่ อลิวนี (Olivine) ไพรอกซีน (Pyroxene) การเ์ นต
(Garnet) และอาจจะมแี รน่ ลิ (Spinel) แรแ่ อมฟโิ บล (Amphiboles) ประกอบอยบู่ างสว่ นทสี่ �ำคญั กค็ อื แรป่ ระกอบ
หินแปลกปลอมเหล่านี้พบว่ามีเสถียรภาพภายใต้อุณหภูมิ ความดันสูงถึง 1,300 องศาเซลเซียส ท่ีความดัน
41 กิโลบาร์ (Kbars) หรอื ประมาณทค่ี วามลึก 135 กิโลเมตร ซ่งึ อยู่ในช่วงของชั้นเน้ือโลกสว่ นบนท่ีชว่ งโซนคลนื่
ความเรว็ ตำ่� พอดี และแรเ่ หลา่ นยี้ งั พบวา่ มคี า่ ความหนาแนน่ ลงตวั เหมาะเจาะกบั ผลทางธรณฟี สิ กิ สท์ กี่ ลา่ วมาแลว้
คือ มคี า่ ประมาณ 3.33 ถงึ 3.40 กรัมตอ่ ลูกบาศก์เซนตเิ มตร
ส่งิ ทนี่ ่าสนใจอีกประการกค็ อื ทรี่ ะดับลึก 100 - 150 กิโลเมตร นัน้ เราพบชว่ งความเรว็ ต่�ำ
ของคลนื่ ไหวสะเทอื น ซง่ึ เชอ่ื วา่ เกดิ จากการหลอมตวั บางสว่ น (PartiallyMelting) ประมาณ 1 เปอรเ์ ซนต์ จากวสั ดทุ ี่
มีองค์ประกอบซิลิเกตเข้มข้นกลายเป็นหินหนืด เม่ือรวมตัวกันมากขึ้น อาจจะยกตัวแทรกตัด ชั้นหิน
เปลือกโลกขน้ึ มาเปน็ ลาวาของหนิ บะซอลต์ วสั ดทุ ่ีหลอมตัวไมห่ มดหรอื หลอมไมไ่ ดอ้ าจถกู อ้มุ ขนึ้ มาดว้ ย
2.3 องคป์ ระกอบของเปลอื กโลก
เปลือกโลกเป็นส่วนเดียวท่ีเราศึกษาได้จากวิธีตรง ซ่ึงผลการวิเคราะห์หินทั่วโลก พบว่า
มีองค์ประกอบทางเคมีของส่วนเปลือกทวีปกับเปลือกสมุทร เป็นหินซิลิเกตท่ัวไป (Normal Silicate Rocks)
โดยส่วนเปลอื กทวปี มีองคป์ ระกอบซลิ ิเกตที่มากดว้ ยซลิ กิ อน (Si) กบั อลมู ิเนยี ม (Al) ซึ่งเปน็ องคป์ ระกอบแบบหนิ
แกรนิต จึงเรยี กเปลือกทวีปนว้ี ่า “ไซอลั ” (SIAL) หรือ “เปลอื กโลกส่วนทีม่ อี งค์ประกอบแบบหนิ แกรนิต” น่นั เอง
องค์ประกอบทงั้ เปลอื กโลก (Entire Crust)
ส่วนเปลือกสมทุ รมีองค์ประกอบซิลิเกตของพวกเหลก็ แมกนีเซียม (Mg) กับ อลูมิเนียมและ
ซิลกิ อน จึงเรียกเปลือกสมุทรว่า “ไซมา” (SIMA) ช้ันเปลือกสมทุ รน้แี ผ่ตัวตอ่ เนอ่ื งไปจนถงึ ชั้นรองรบั เปลอื กทวปี
ซึง่ เดมิ ทีมักเชอื่ กันวา่ มอี งค์ประกอบอย่างหินบะซอลต์ จึงเรียกวา่ “เปลอื กโลกมีองคป์ ระกอบอยา่ งหนิ บะซอลต”์

18 ชุดวชิ า อุทยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดับประถมศกึ ษา

(Basaltic Crust) มีความถ่วงจ�ำเพาะ 3.0 แต่ปัจจุบันส่วนท่ีรองรับเปลือกทวีปนี้เช่ือว่าน่าจะมีองค์ประกอบ
คล้ายหินเพรโิ ดไทต์ ซึง่ มี ความถ่วงจ�ำเพาะ 3.3

จงึ สรปุ โครงสรา้ งภายในของโลก ซง่ึ สามารถจ�ำแนกตามคณุ สมบตั ทิ างวสั ดไุ ดก้ วา้ ง ๆ 2 สว่ น
คือ

1) ชนั้ ธรณภี าค (Lithosphere) คอื สว่ นทมี่ คี ณุ สมบตั เิ ปน็ ของแขง็ มคี วามแกรง่ (rigid solid)
นับรวมเอาสว่ นเปลอื กโลกถงึ บางสว่ นของชั้นเนื้อโลกส่วนบน ในระดบั จากผวิ โลกถงึ ลึกไม่เกนิ 100 กิโลเมตร

2) ชั้นฐานธรณีภาค (Asthenosphere) นับจากระดับประมาณ 100 กิโลเมตร ต่อจาก
ช้ันธรณภี าคลงไป มสี มบัติพลาสติกมากขึน้ พรอ้ มท่ีจะไหลได้

องค์ประกอบหลักของโลก ท้ังสองส่วนนี้ มีบทบาทอย่างยิ่งต่อการเคลื่อนที่ของ
มวลเปลอื กโลกขนาดใหญ่

2. ลำ� ดับชนั้ หนิ

พืน้ ท่จี ังหวัดสตูลประกอบดว้ ยหนิ หลายประเภทท้งั หินตะกอนชนดิ ตา่ ง ๆ และอัคนี อกี ท้งั มลี ักษณะ
ภูมิประเทศที่มีความแตกต่างกัน ต้ังแต่ภูเขา ที่ราบ หาดทราย และเกาะ ทั้งนี้เป็นผลจากกระบวนการทาง
ธรณีวิทยาหลายกระบวนการผ่านระยะเวลาหลายร้อยล้านปี ไม่ว่าจะเป็นการวิวัฒนาการทางเทคโทนิค
การเปลี่ยนแปลงภาวะแวดลอ้ มของการสะสมตะกอน การยกตวั ของชั้นหนิ และลกั ษณะทางกายภาพของชนั้ หนิ
ที่แตกต่างกัน ซ่ึงกระบวนการดังกล่าวตามหลักฐานทางธรณีวิทยาท่ีพบในพ้ืนที่จังหวัดสตูล เริ่มข้ึนตั้งแต่
ยุคแคมเบรียน (ประมาณ 540 ล้านปี) จนถงึ ปจั จุบันโดยมหี ลกั ฐานแสดงถึงการเคยเป็นทะเลน้�ำตนื้ ทะเลน�้ำลึก
มีการแทรกดันและประทุของหินภูเขาไฟ จนกระท่ังการยกตัวข้ึนของพ้ืนทะเลจนกลายเป็นแผ่นดิน และ
การกัดกร่อนและพังทลายของชั้นดินและหิน กระบวนการเหล่าน้ีส่งผลให้เกิดพ้ืนท่ีจังหวัดสตูล หินตะกอน
ซากดึกด�ำบรรพ์หลายชนิด และหิคอัคนี โดยรายละเอยี ดของหน่วยหนิ จากมากไปหาน้อย ดงั นี้

19 ชุดวิชา อทุ ยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศกึ ษา

การล�ำดับชน้ั หินจงั หวัดสตลู จากยุคที่มอี ายุแกส่ ุดไปถึงยคุ ท่มี อี ายอุ ่อนสุด มีรายละเอียดดงั นี้ไซลูเรียน ิดโวเ ีนยน คา ์รบอนิเฟอรัส เพอ ์รเมียน ไทรแอส ิซก ควอเทอร์นา ีร

ยุค กลุ่มหนิ /หมวดหิน ในจังหวัดสตูล กล่มุ หิน/หมวดหิน บนเกาะลงั กาวี

ตะกอนยงั ไมแ่ ขง็ ตวั : กรวด ทราย ทรายแปง้
ดนิ เคลย์ ตะกอนเชงิ เขา ตะกอนธารน�ำ้ ไหล
ตะกอนหนองบึง/ทะเลสาบ ตะกอนปากแมน่ �้ำ
ตะกอนชายฝง่ั ทะเล

หนิ แกรนติ Gunung Raya Granite

กลุ่มหินราชบุรี Chuping Formation

กลุ่มหินแกง่ กระจาน

หมวดหนิ ควนกลาง Singa Formation
หมวดหินป่าเสมด็ Setul Formation
Machinchang Formation
หมวดหินควนทงั

หมวดหนิ วังตง

ออร์โดวิเซียน หมวดหนิ ปา่ แก่ กลุม่ หนิ ทงุ่ สง
หมวดหินรังนก
หมวดหนิ แลตอง
หมวดหนิ ปาหนนั

หมวดหนิ ลางา่
หมวดหินตะโละ๊ ดัง
หมวดหินมะละกา

แคมเบ ีรยน กล่มุ หินตะรเุ ตา

หมายเหตุ : ช่วงอายขุ องกลมุ่ หิน/หมวดหนิ เป็นไปตาม Lexicon of Stratigraphic Names of Thailand (2013)

20 ชุดวชิ า อทุ ยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศกึ ษา

1. กลุม่ หินตะรเุ ตายคุ แคมเบรียนตอนกลางถงึ ตอนบน (Tarutao Group)
กลุ่มหินตะรุเตาเป็นหินตะกอนยุคแคมเบรียนท่ีมีอายุแก่ท่ีสุดในประเทศไทยช้ันหินแบบฉบับอยู่ที่
เกาะตะรุเตามีความหนามากกว่า 1,000 เมตรประกอบไปด้วยหินทรายสลับกับหินทรายแป้งสีน�้ำตาลถึง
นำ�้ ตาลแดง ชน้ั หนิ หนาปานกลางถงึ หนามาก บางชนั้ พบเปน็ ชน้ั เฉยี ง ระดบั รอยรว้ิ คลน่ื เนอ้ื หนิ มลี กั ษณะเนอ้ื หยาบ
ปานกลางถึงหยาบมากค่อนข้างมีเหลี่ยมมุม การคัดขนาดดีมีซิลิกาเป็นตัวประสานเน้ือแน่นมีการเรียงตัวของ
ตะกอนขนาดละเอียดข้ึนด้านบน นอกจากน้ียังพบเศษชิ้นส่วนซากดึกด�ำบรรพ์ของไทรโลไบต์ (Trilobite) สกุล
Hoytaspis sp. แบง่ อายแุ คมเบรียนตอนปลาย (ประมาณ 495-500 ลา้ นปีกอ่ น) สภาพแวดล้อมโบราณของการ
สะสมตวั เปน็ แบบทะเลนำ�้ ตน้ื บรเิ วณชายฝง่ั ทม่ี สี นั ทรายและมกี ารเปลยี่ นแปลงระดบั นำ�้ ทะเลสงู ขนึ้ ในชว่ งทา้ ยของ
ยุค (วิโรจน์ แสงศรจี นั ทร2์ 549) กลุ่มหนิ นก้ี ระจายอยตู่ ามพนื้ ทตี่ ่าง ๆ จงั หวัดสตลู ได้แกบ่ ริเวณฝงั่ ตะวนั ตกของ
เกาะตะรุเตาโดยครอบคลุมเกือบทั้งเกาะ, บริเวณตอนเหนือของอ�ำเภอควนกาหลง,บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือ
ของตัวอ�ำเภอละงูและบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของตัวอ�ำเภอทุ่งหว้าชั้นหินอ้างอิงของกลุ่มหินตะรุเตาที่ต่อ
เนอ่ื งดีที่สุดอยบู่ ริเวณปลายตะวันออกของอา่ วตะโล๊ะอุดงั ตอนใต้ของเกาะตะรุเตา (Bunopas, 1981) โดยมีรอย
สมั ผัสแบบค่อย ๆ เปลยี่ นจากหินทรายสแี ดงของกลุ่มหินตะรเุ ตาเปน็ หินปนู แทรกสลบั กับชั้นหนิ ดนิ ดานชัน้ บาง
2. กลุม่ หินทุ่งสงยุคออร์โดวเิ ชยี น (Thung Song Group)
กลุ่มหินคาร์บอเนตของกลุ่มหินทุ่งสงในภาคใต้ประกอบด้วยหินปูนสีเทาถึงสีเทาด�ำบางคร้ังก็พบ
ลักษณะของการตกผลึกใหม่บางแห่งก็เป็นหินปูนเน้ือโดโลไมต์ (dolomitic limestone) นอกจากน้ีก็มีหินปูน
เนื้อดิน (argillaceous limestone) และหินดินดานแทรกสลับในช่วงล่างอายุประมาณ 485-419 ล้านปี
ก่อนสภาพแวดล้อมโบราณของการสะสมตัวมีต้ังแต่สะสมตัวในบริเวณน้�ำข้ึนน้�ำลงชายทะเลไปจนถึงประการัง
น้�ำลึกที่มีโครงสร้างเป็นสาหร่ายทะเลพวกstomatolite (Wongwanich, 1990) ซากดึกด�ำบรรพ์ที่พบ ได้แก่
เซพฟาโลปอด (cepphalopods) แบรดคิโอพอด (bradchiopods) และสาหร่ายทะเลจ�ำพวก stromatolite
เป็นต้น โดยในพ้ืนที่จังหวัดสตูล พบกลุ่มหินทุ่งสงแผ่กระจายบริเวณฝั่งตะวันตกของเกาะตะรุเตาทิศเหนือของ
จังหวัด เริ่มตั้งแต่อ�ำเภอละงูตามเส้นทางหลวงหมายเลข 416 และทิศตะวันตกของจังหวัดครอบคลุมพ้ืนท่ี
ทศิ ตะวนั ตกของตวั อ�ำเภอเมอื งตามแนวชายแดนไทย-มาเลเชยี และกระจายคลมุ พน้ื ทอ่ี �ำเภอควนกาหลงทงั้ อ�ำเภอ
การจ�ำแนกกลุ่มหินทุ่งสงตามลักษณะเน้ือหินได้เป็น 7 หมวดหิน (Wongwanich,1990) โดยบนเกาะตะรุเตา
พบครบทัง้ 7 หมวดหิน ส่วนบนฝั่งพบ 3 หมวดหิน คือ หมวดหินแลตอง หมวดหนิ รังนก และหมวดหินป่าแก่
โดยแต่ละหมวดหนิ มรี ายละเอยี ดดงั นี้
2.1 หมวดหินมะละกา (Malaka Formation) มีชั้นหินแบบฉบับอยู่ท่ีปากคลองมะละกา
เกาะตะรเุ ตา หนาประมาณ 30-410 เมตร หินสว่ นใหญ่ ประกอบด้วย หนิ ปูนเนอื้ โคลนสลับหนิ ปนู เน้อื โดโลไมต์
ชนั้ หนิ มีลักษณะเป็นชัน้ บางมากตอนล่างของหมวดหินมีหนิ ทรายเนอ้ื ตะกอนภูเขาไฟแทรกสลับบ้างเล็กนอ้ ย ช้นั
หนิ ปูนสว่ นใหญถ่ กู รบกวนดว้ ยสิ่งมชี ีวิตในอดตี (bioturbation) มีรอยระแหงโคลน (mudcracked) อย่ทู ่วั ไปพบ
ซากดกึ ด�ำบรรพจ์ �ำพวกสาหรา่ ย (algalmat) มีรหู นอนวางตวั ในแนวตัง้ มากมายและมีซาก Polyplacophoran

21 ชุดวชิ า อทุ ยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดับประถมศึกษา

ช้ีให้เห็นว่าหินหน่วยน้ีมีสภาวะแวดล้อมการสะสมตัวของตะกอนในพ้ืนที่ชายฝั่งทะเลบริเวณน้�ำขึ้นน้�ำลง
(intertidal) บางท่ีมสี ภาพเป็นบึงนำ้� บนชายหาด

2.2 หมวดหินตะโล๊ะดัง (Talo Dang Formation) พบทอ่ี ่าวตะโล๊ะดงั ทางตอนใตข้ องเกาะตะ
รเุ ตาประกอบดว้ ย ช้นั หินปนู เป็นก้อน ๆ (nodular limestone) สีชมพูถงึ เทามชี ้ันบางมากและแทรกสลบั ดว้ ย
หินดินดานเน้ือปนปูนสีเทาเขียวถึงแดงตอนล่างของหมวดหินพบช้ันของหินภูเขาไฟที่มีรอยชั้นเฉียงระดับ
ความหนาของหมวดหินทั้งชุด 80-130 เมตรมีเศษซากดึกด�ำบรรพ์และรูหนอนวางตัวในแนวนอนในชั้นหินปูน
หมวดหินตะโละ๊ ดังตกตะกอนสะสมตวั ในสภาพแวดลอ้ มแบบทะเลสาบน้ำ� เค็มชายฝง่ั ทะเล

2.3 หมวดหินลาง่า (La Nga Formation) วางตวั ตอ่ เน่อื งขนึ้ มาจากหมวดหินตะโล๊ะดังมีช้นั
หินแบบฉบบั อยอู่ ่าวลาง่าทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะตะรเุ ตามคี วามหนา 75-130 เมตรเปน็ หินปนู ช้ันหนา
เน้ือขนาดเม็ดทรายสีเทาแทรกสลับด้วยหินโดโลไมต์ชั้นบางมากตอนล่างของหมวดหินมีช้ันเฉียงระดับในช้ันหิน
ทุกช้ันและตอนบนเป็นช้ันหินบางไม่มีชั้นหินเฉียงระดับมีร่องรอยซากดึกด�ำบรรพ์สิ่งมีชีวิตอยู่หนาแน่นมีรูหนอน
รูปอักษร “U” อยทู่ วั่ ไปพบรอยระแหงโคลนและรอยรอ่ งน้�ำเกา่ ขนาดเลก็ หินหนว่ ยน้ีมกี ารสะสมตวั ของตะกอน
ในสภาพแวดลอ้ มบนชายหาดชายฝ่ังทะเลทมี่ รี ่องน�ำ้ ท่ีเกิดจากนำ้� ข้ึนนำ้� ลงในช่วงตน้ื ๆ อยู่มาก (shallow tidal
channel complex) พบซากหอยฝาเดยี วของยคุ ออรโ์ ดวิเชยี นตอนล่าง

2.4 หมวดหนิ ปาหนัน (Pa Nan Formation) ตัง้ ชอื่ ตามเกาะปาหนนั เปน็ เกาะเลก็ ๆ ทางใต้
ของเกาะตะรเุ ตาหนิ ทงั้ ชดุ หนา 50-210 เมตรประกอบดว้ ยหนิ ปนู ชน้ั บาง ๆ สเี ทาทก่ี อ่ ตวั ขน้ึ จากสาหรา่ ย (branch-
ing digitate stromatolite) ทง้ั ชน้ั นอกจากนย้ี งั พบซากฟองนำ�้ ขนาดเลก็ อยรู่ ะหวา่ งแนวสนั กอสาหรา่ ยทม่ี ลี กั ษณะ
พิเศษเป็นลอนคลื่นปรากฏอยู่ชัดเจนในชั้นหินหินชุดนี้สะสมตัวอยู่ในสภาพแวดล้อมบนชายหาดส่วนล่างติดกับ
ทะเลหรือสว่ นบนของพ้นื ทีใ่ ต้ระดับน�ำ้ ลง (subtidal)

2.5 หมวดหนิ แลตอง (Lae Tong Formation) เป็นหมวดหนิ ถดั ขึน้ มาหนิ ชดุ น้ีปรากฏให้เหน็
ชดั เจนท่ีเกาะแลตองเปน็ หนิ ปูนทีม่ ีเน้อื โคลนชน้ั บาง ๆ ประมาณ 1-3 เซนติเมตรแทรกสลบั กับหนิ ดินดานสีแดง
และเทาเขียวคล้ายกับหน่วยหินตะโล๊ะดังมากในช่วงล่างของหินปูนจะมีลักษณะเป็นก้อนปูน (nodular lime-
stone) ส่วนชว่ งบนเปน็ ชน้ั ตอ่ เนอ่ื งกนั ดีและมรี อยช้ันเฉยี งระดบั ทีเ่ กดิ จากพายุ (hummocky cross bedding)
ขนาดเล็กและบนหลังช้ันหินมีร้ิวรอยคลื่นหินท้ังชุดหนา 112-120 เมตร หมวดหินแลตองสะสมตัวอยู่ใน
สภาพแวดล้อมแบบทะเลสาบน้�ำเค็มชายฝั่งทะเลพบซากดึกด�ำบรรพ์พวกหอยฝาเดียวแบรคิโอพอด ไทรโลไบต์
และนอทลิ อยดม์ ากในหนิ ชุดน้ี

2.6 หมวดหินรังนก (Rung Nok Formation) เป็นหน่วยหินบนสุดของกลุ่มหินทุ่งสงที่
เกาะตะรุเตาพบทีเ่ กาะรงั นกอยูท่ างใต้ของเกาะตะรุเตาตอนลา่ ง ประกอบไปดว้ ย หินปูนสีขาวช้ันบางเนือ้ ขนาด
เมด็ ทรายมีซากไครนอยดต์ อนบนช้ันหนิ จะหนามากขึ้นถึงหนามาก พบซากดกึ ด�ำบรรพ์ พวกฟองน�้ำ ไครนอยด์
ไบรโอซัว ไทรโลไบต์ ปะการังและนอทิลอยด์ รวมทั้ง ซากดกึ ด�ำบรรพ์พวก receptaculitids ตอนบนของหมวด
หนิ บางสว่ นเปลย่ี นเปน็ แรโ่ ดโลไมตห์ มวดหนิ รงั นกสะสมตวั อยใู่ นสภาพแวดลอ้ มการตกตะกอนแบบพดื หนิ หรอื กอ

22 ชุดวชิ า อทุ ยานธรณสี ตูล 1 สค13122 >>>ระดับประถมศกึ ษา

หินปะการัง
2.7 หมวดหนิ ปา่ แก่ (Pa Kae Formation) พบทร่ี ิมทางหลวงชว่ งบา้ นป่าแก่บ้านเสมด็ อ�ำเภอ

ทุ่งหว้าต่อมายังอ�ำเภอละงูจังหวัดสตูลช้ันหินประกอบด้วยหินปูนสีแดงชั้นบาง ๆ แทรกสลับด้วยหินโคลนสีแดง
ชน้ั บางมากหินท้ังชดุ วางตวั ต่อเนอ่ื งอย่ใู ตห้ ินดนิ ดานสลับหินเชิรต์ สีด�ำของหมวดหินวังตง ของกลมุ่ หนิ ทองผาภูมิ
ช้ันหินปูนของหมวดหินป่าแก่บางช้ันมีโครงสร้างที่เรียกว่า stromatolite เกิดจากการก่อตัวของสิ่งมีชีวิตขนาด
เล็กที่เรียกว่า cyanobacteria (เรียกง่าย ๆ ว่าสาหร่ายสีเขียวแกมน้�ำเงิน) ท�ำให้ตอนบนของช้ันหินมีลักษณะ
ปรากฏเปน็ ลอนคลน่ื และรอยคลา้ ยระแหงโคลนบนหลงั ของชน้ั หนิ ตามซง่ึ เปน็ แนวทสี่ าหรา่ ยสเี ขยี วแกมนำ�้ เงนิ กอ่
ตัวหินชดุ นีท้ ีพ่ ืน้ ทีแ่ บบฉบบั หนาประมาณ 66 เมตรความหนาของหมวดหินหนาขึ้นถงึ ประมาณ 126 เมตรทอ่ี ่าว
นนุ่ ในอทุ ยานแหง่ ชาตทิ างทะเลเภตราทางตอนใตข้ องอ�ำเภอละงแู ละพบบรเิ วณทางเหนอื ของอ�ำเภอนาบอนจงั หวดั
นครศรีธรรมราชหนาประมาณ 12 เมตร พบท่ีเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย หนาประมาณ 115 เมตร มี
ซากนอทิลอยด์และไทรโลไบตน์ ้�ำลกึ

3. หนิ ยคุ ไซลเู รยี น-ดีโวเนยี น-คาร์บอนเิ ฟอรัส(Silurian-Devonian-Carboniferas)
หินในช่วงอายุผสมยุคไซลูเรียน-ดีโวเนียน-คาร์บอนิเฟอรัส (Silurian-Devonian-Carboniferas)
พบกระจายอยู่ในภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ลงไปถึงจังหวัดสตูลและบางส่วนของ
อ�ำเภอเบตง จังหวัดยะลา โดยวางตัวอยู่บนกลุ่มหินทุ่งสงและวางตัวอยู่ใต้กลุ่มหินแก่งกระจาน หินส่วนใหญ่
ประกอบไปด้วย หินดินดานสีด�ำ หินเชิร์ตหินทรายและหินปูนหิน ช่วงอายุน้ีที่พบในจังหวัดสตูล อยู่ใน
กลุ่มหนิ ทองผาภมู ิโดยลักษณะของกลุม่ หนิ น้ีมรี ายละเอียดดังนี้
3.1 หมวดหินวังตง (Wong Tong Formation) ช้ันหินแบบฉบบั อย่ทู ีบ่ า้ นวังตงหา่ งออกไป
ทางตอนเหนือของอ�ำเภอละงูประมาณ 12 กิโลเมตรช้ันหินวางตัวอย่างต่อเน่ืองอยู่บนหมวดหินป่าแก่ประกอบ
ดว้ ยหนิ ดนิ ดานและหินเชิร์ต ทีม่ หี ินทรายสีเทาเขยี วท่ีพบซากไทรโลไบต์และแบรคโิ อพอดตอนกลางมีของชดุ หนิ
เปน็ หนิ เชริ ต์ สดี �ำผเุ ปน็ สนี ำ้� ตาลสลบั หนิ ดนิ ดานสดี �ำโดยมซี ากแกรปโตไลต์ มากขน้ึ ในตอนบนหนิ ทงั้ ชดุ หนาระหวา่ ง
50 ถงึ 110 เมตรพบรอยสมั ผสั ระหวา่ งชัน้ หนิ อายุออร์โดวิเชียนและหนิ ยคุ ไซลเู รยี นวางตัวอย่บู นช้ันหนิ ทรายทม่ี ี
ซากไทรโลไบต์พวกDalmanitina sp. หนิ ชดุ น้ใี ห้อายุปลายสุดยคุ ออรโ์ ดวเิ ชยี น-ยุคไซลูเรียนมีการสะสมตวั อย่ใู น
สภาพแวดลอ้ มแบบน�ำ้ ลกึ พื้นทอ้ งมหาสมทุ ร (กรมทรพั ยากรธรณ,ี 2544)
3.2 หมวดหนิ ควนทงั (Kuan Tung Formation) ตง้ั ชอื่ ตามเขาหนิ ปนู เลก็ ๆ ระหวา่ งกโิ ลเมตร
ที่ 7-12 เส้นทางอ�ำเภอละงู-อ�ำเภอทุ่งหว้าหินท้ังชุดเป็นหินปูนตอนล่างเป็นหินปูนชั้นบางสีเทาตอนบนเป็น
หินชั้นบางสีแดงท่ีเกิดจากสาหร่ายช้ันหินเป็นหินลอนคลื่นและมีรอยแตกบนหลังชั้นหินตามสันสาหร่าย
(stromatolite) เป็นตาข่ายรอยระแหงโคลนพบซากดึกด�ำบรรพ์ของไทรโลไบต์หลายชนิดซ่ึงบ่งบอกอายุเป็น
ยคุ ดโี วเนยี นตอนกลาง (กรมทรพั ยากรธรณ,ี 2544)

23 ชุดวชิ า อทุ ยานธรณีสตลู 1 สค13122 >>>ระดับประถมศกึ ษา

ภาพแสดง หินตะกอนยคุ ออร์โดวเิ ชยี นของกล่มุ หินทุง่ สง

3.3 หมวดหนิ ปา่ เสมด็ (Pa Samed Formation) พบทบ่ี า้ นปา่ เสมด็ อ�ำเภอทงุ่ หวา้ จงั หวดั สตลู
โดย วรี ะพงษ์ ตนั สวุ รรณและคณะ (2523) ชน้ั หนิ อยบู่ นหลกั กโิ ลเมตรที่ 9.7-9.8 เสน้ ทางอ�ำเภอละง-ู อ�ำเภอทงุ่ หวา้
วางตวั ตอ่ เนอื่ งอยบู่ นหมวดหนิ ปนู ควนทงั ตอนลา่ งของหมวดหนิ เปน็ หนิ ดนิ ดานสดี �ำทมี่ ซี ากเทนทาควิ ไลตม์ ากมาย
ตอนกลางเป็นหนิ ทรายสนี ำ�้ ตาลและแดงที่แสดงหินคดั ขนาดจากลา่ งขึ้นบนแบบ Bouma sequences และพบ
หนิ กรวดมนมซี ากแอมโมไนตห์ ลายชน้ั ตอนบนของหมวดหนิ เปน็ หนิ ดนิ ดาน สเี ทาด�ำ สผี ุ สนี ำ�้ ตาลทมี่ ชี น้ั บางมาก
พบซากแอมโมไนตแ์ ละแบรคโิ อพอดในชว่ งลา่ ง หมวดหนิ ตอนบนนี้ หนิ ทง้ั ชดุ หนามากกวา่ 105 เมตร หนิ ชว่ งลา่ ง
สะสมตัวในทะเลลึกพ้ืนท้องมหาสมุทรหินช่วงกลางสะสมตัวในทะเลต้ืนขึ้นมาอยู่ลาดทวีปและหินช่วงบนสุด
สะสมตัวอยู่ในทะเลลึกพ้ืนท้องมหาสมุทรแต่ต้ืนกว่าช่วงล่าง จากการศึกษาซากแอมโมไนต์และแบรคิโอพอด
ในหนิ ดนิ ดานทแี่ ทรกอยใู่ นหนิ ทรายสนี ำ้� ตาลแดง ตอนกลางของหมวดหนิ พบวา่ มอี ายยุ คุ คารบ์ อนเิ พอรสั ตอนตน้
(กรมทรัพยากรธรณี, 2544 ; Boucot)

ภาพแสดง หนิ ตะกอนยุคออร์โดวิเชยี นของกล่มุ หินท่งุ สง >>>ระดับประถมศึกษา

24 ชุดวิชา อทุ ยานธรณีสตลู 1 สค13122

ภาพแสดงลักษณะของหินตะกอนยคุ ไซลูเรียน - ดิโวเนียน ในพ้ืนท่จี งั หวัดสตูล

3.4 หนิ ยคุ คาร์บอนิเฟอรสั (C) หินยุคคาร์บอนเิ ฟอรัส ท่พี บในพน้ื ท่ภี าคใต้ มีช่ือเรยี ก แตกตา่ ง
กันไป ตามบริเวณที่พบ โดยท่ียังไม่มีการศึกษาด้านการเทียบสัมพันธ์ระหว่างหมวดหินท่ีพบอย่างเป็นทางการ
จงึ เรยี กตามพนื้ ทท่ี ปี่ รากฏทงั้ นจี้ งั หวดั สตลู พบหนิ ยคุ คารบ์ อนเิ พอรสั บรเิ วณทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของอ�ำเภอ
ละงู และอ�ำเภอควนโดนและกระจายตวั เป็นหย่อม ๆ ไปทางอ�ำเภอรตั ภมู ิ (Tansuwan et al., 1985) คือ

1) หมวดหนิ ควนกลาง (KuanKlang Formation) พบท่ีควนกลางอ�ำเภอเมอื ง จงั หวัดสตลู
สว่ นลา่ งสดุ ประกอบไปดว้ ย หินเชริ ์ตเปน็ ช้นั สีเทาด�ำ ความหนาประมาณ 15 เมตร มสี ายแรค่ วอรตซแ์ ทรกอยู่
ท่ัวไป ถัดขึ้นมาเป็นหินดินดาน เน้ือทรายสีเทา เทาเขียวและสีน�้ำตาลแดง เน้ือแน่นพบว่า มีไพไรต์ปนด้วย
บนชัน้ น้เี ป็นหินดินดานสขี าว สนี ้�ำตาล มีช้ันทรายหนาประมาณ 1 เมตร แทรกสลับอยหู่ ลายชัน้ ใน ชน้ั หินดนิ ดาน
พบซากดึกด�ำบรรพ์หอยสองฝา Posidonumya sp. ในส่วนบนของหมวดหินนี้ช้ันของหินดินดานจะมีเน้ือเป็น
ซิลิกาถัดข้ึนไปเป็นพวกหินดินดานเนื้อไมกา หินดินดานสีม่วงแดง สีน�้ำตาลแดง พบซากดึกด�ำบรรพ์พวก
Posidonumya sp. และสว่ นหางของ (pygidium) ของไทรโลไบต์ ส่วนบนสดุ เป็นหนิ ดนิ ดานสีเทาเขยี ว ชั้นหิน
ต่าง ๆ ในหมวดหินน้ีวางตัวต่อเนื่องกัน โดยตลอดความหนาของหน่วยหินทั้งหมดหนาไม่ต่�ำกว่า 120 เมตร
ซากดกึ ด�ำบรรพท์ พี่ บในหมวดหนิ ควนกลางบง่ ชอ้ี ายยุ คุ คารบ์ อนเิ พอรสั ตอนกลาง จากการส�ำรวจเพอ่ื จดั ท�ำแผนที่
ธรณีวิทยาระวางอ�ำเภอทุง่ หวา้ (4923 II) พบวา่ หมวดหินควนกลางกระจายตัวบริเวณประกอบไปด้วย หินทราย
แทรกสลับหนิ ดินดาน หินทรายอาโกสช้นั หนิ หนาประมาณ 200 เมตร พบซากดกึ ด�ำบรรพ์ จ�ำพวก แบรคโิ อพอด
หอยงวงชา้ ง ออสตราคอดหอยกาบคู่ ไทรโลไบต์ พลบั พลงึ ทะเล และปะการงั บง่ ชอี้ ายยุ คุ คารบ์ อนเิ พอรสั ตอนตน้ ถงึ
ตอนกลางสภาพแวดลอ้ ม โบราณเปน็ แบบทะเลนำ�้ ตนื้ ไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากการเปลยี่ นแปลงระดบั นำ้� ทะเลขนึ้ -ลงเกดิ
เป็นทร่ี าบตะกอนทรายและท่รี าบดินเลน

25 ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศกึ ษา

ภาพแสดงหินทรายสนี ำ�้ ตาลแดงแทรกสลับกับหนิ ดินดานเปน็ ชัน้ บาง ๆ ของหินในกลุ่มหินแกง่ กระจาน
บรเิ วณตำ� บลนาทอน อ�ำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตลู

3.5 กลุ่มหินแก่งกระจานยุคคารบ์ อนิเฟอรัส-เพอรเ์ มียน (KaengKrachan Group) จากการ
ส�ำรวจเพอ่ื จดั ท�ำรายงานและแผนทธ่ี รณวี ทิ ยาระหวา่ งอ�ำเภอทงุ่ หวา้ (4923 II) หนิ กลมุ่ นี้ พบบรเิ วณบา้ นผงั ปาลม์
อ�ำเภอทุ่งหว้ามักจะมีภูมิประเทศเป็นเนินเขาเต้ีย ๆ ลักษณะล�ำดับชั้นหินเป็นหินเกรย์แวกหินดินดานปนกรวด
สเี ทาเขม้ ชนั้ หนิ หนาและมชี น้ั บาง(lamination) พบซากดกึ ด�ำบรรพน์ อ้ ยมากเชน่ หอยเจดยี ส์ ภาวะแวดลอ้ มโบราณ
น่าจะเป็นสภาวะแวดล้อมแบบทะเลตื้นใกล้ชายฝั่งบางช่วงมีการสะสมตะกอนอย่างช้า ๆ และพลังงานต่�ำ
แต่บางช่วงมีการตกสะสมตะกอนอย่างรวดเร็วและมีปริมาณตะกอนมากจากการที่พบซากดึกด�ำบรรพ์น้อยมาก
คาดว่าช่วงเวลาดังกลา่ วมีสภาวะแวดล้อมไมเ่ หมาะสมตอ่ การเจรญิ เติบโตของสง่ิ มีชีวติ

3.6 กลุ่มหินราชบุรียุคเพอร์เมียน (Ratburi Group) หินยุคเพอร์เมียนบริเวณเขาทะนาน
ประกอบดว้ ย หนิ ปนู สเี ทาออ่ นไมแ่ สดงชน้ั มสี ายแรแ่ คลไซตข์ นาดเลก็ แทรกพบซากดกึ ด�ำบรรพป์ ระการงั แบรคโิ อ
พอดไบรโอซัวและไครนอยด์ (crinoids)จ�ำนวนมากส่ิงแวดล้อมในการสะสมตัวของหินปูนเพอร์เมียนเป็น
แบบทะเลตน้ื

ภาพแสดง ลักษณะหนิ ในกลุ่มหินราชบรุ ี

3.7 ตะกอนรว่ นยุคควอเทอร์นารี (Quaternary, Q) ยุคควอเทอร์นารี (Quaternary Period)
เป็นชว่ งเวลาทางธรณีวทิ ยาเม่ือประมาณ 1.6 ล้านปที ่ผี ่านมาอยใู่ นมหายุคซโี นโซอกิ (Cenozoic Era) แบง่ ออก
ได้เป็น 2 สมยั (Epoch) คอื สมัยไพลสโตซีน(Pleistocene Epoch) มีอายปุ ระมาณต้งั แต่ 1.6 ล้านปี จนถึง
10,000 ปี ส่วนใหญ่เป็นตะกอนตะพักลุ่มน้�ำประกอบด้วยกรวดทรายทรายแป้งดินตะกอนเชิงเขาและดินแลง
(lateritic soil) กระจายตัวอยู่ตามเชิงเขาและสมัยโฮโลซีน (Holocene Epoch) มีอายุประมาณตั้งแต่
10,000 ปี จนถงึ ปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นตะกอนน�้ำพาตะกอนป่าชายเลนและตะกอนทรายชายหาด ประกอบดว้ ย
กรวดทรายทรายแปง้ ดนิ และทรายชายหาดตะกอนร่วน ยุคควอเทอร์นารี (Quaternary Sediments) เปน็ ชั้น

26 ชดุ วิชา อุทยานธรณีสตลู 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศึกษา

ตะกอนร่วนที่ยังจับตัวไม่แน่นชั้นตะกอนเกิดจากการกระท�ำของแม่น�้ำและกระแสน�้ำชายฝั่งทะเลจ�ำแนกได้เป็น
หลายแบบคอื ตะกอนตะพกั ลมุ่ นำ�้ ประกอบดว้ ยชนั้ ตะกอนของกรวดทรายดนิ ดนิ ลกู รงั และคราบปนู ตะกอนตะพกั
ลมุ่ นำ�้ นจี้ ะปรากฏตามเชงิ เขาและเนนิ เขาเตย้ี ๆ ซง่ึ ในบางบรเิ วณมคี วามสงู ถงึ 200 เมตรจากระดบั ทะเลปานกลาง
ตะกอนรว่ นยคุ ควอเทอรน์ ารใี นบรเิ วณจงั หวดั สตลู มกี ารเปลย่ี นแปลงตามลกั ษณะธรณสี ณั ฐาน (Geomorphology)
ประกอบไปดว้ ย ตะกอนทสี่ ะสมตวั โดยกระบวนการทางนำ้� บนแผน่ ดนิ กบั ตะกอนทสี่ ะสมตวั โดยนำ�้ ทะเลเนอื่ งจาก
พื้นท่ีทางทิศตะวันออกของพ้ืนท่ีเป็นภูเขาลาดลงไปยังทะเลทางทิศตะวันตกของจังหวัดสตูลจึงมีบริเวณที่สะสม
ตวั ของตะกอนบนบกอย่รู ะหวา่ งหินแข็งกับตะกอนยุคควอเทอรน์ ารชี ายฝงั่ ทะเลโดยพบตะกอนยุคควอเทอรน์ ารี
ทั้งที่สะสมตัวบนบกและสะสมตัวในน้�ำทะเลจากผลการการส�ำรวจควอเทอร์นารีระหว่างอ�ำเภอละงูและระหว่าง
บา้ นเจะ๊ บลิ งั จงั หวดั สตลู พบวา่ ตะกอนรว่ นยคุ ควอเทอรน์ ารใี นจงั หวดั สตลู วางตวั อยา่ งไมต่ อ่ เนอื่ ง (Unconformity)
กับหนิ แขง็ ยคุ ตา่ ง ๆ หรือหินพืน้ (bed rock) (สินสินสกุล, 2531) ลกั ษณะตะกอนสามารถจ�ำแนกออกเป็นหน่วย
(Units) ตา่ ง ๆ ตามลกั ษณะภมู ิสณั ฐานกบั ลักษณะตะกอนทสี่ ะสมตวั อยูใ่ นบริเวณนน้ั (Morphostratigraphic
unit) จากอายุมากไปน้อยไดด้ ังนคี้ ือ

1) บรเิ วณเนนิ เขาและภเู ขา (Isolated hills and mountains) ประกอบดว้ ย หนิ แขง็ ชดุ ตา่ ง ๆ
มีการลาดเอียงตามเนินเขาในระดับความสูงต้ังแต่ 30 เมตรข้ึนไปท่ีมีตะกอนยังไม่แข็งตัวปกคลุมอยู่น้อยกว่า
2 เมตรได้จดั ไว้ในชดุ หนิ แข็งตวั ดว้ ย

2) บริเวณตะพักลุ่มน�้ำเก่าและที่ราบลอนคลื่น (Terraces and Undulating Upland)
บริเวณนี้เกิดต่อเน่ืองมาจากส่วนที่เป็นเนินเขาในระดับความสูงต้ังแต่ 10-30 เมตรจากระดับน้�ำทะเล ปัจจุบัน
พื้นผิวมีการกัดเซาะเปน็ ลอนข้นึ ลงตะกอนในบริเวณนเ้ี ป็นแมร่ งั (Laterite) ชนดิ ตา่ ง ๆ ลูกรังกรวดและชน้ั ดินท่ี
เกดิ จากการผุพังอยูก่ ับที่ของหนิ พืน้

3) ทรี่ าบตะกอนน้ำ� พา (Alluvial Plain) ทร่ี าบนอี้ ยู่ในระดับความสูงต้งั แต่ 10 เมตรลงมา
และมีผิวเอียงเทไปทางทะเลตะกอน ประกอบด้วย ดินเหนียวที่เกิดจากการท่วมท้นของน�้ำทะเลบรรพกาลใน
ช่วงล่างส่วนช่วงบนเป็นตะกอนน�้ำหลากจากล�ำห้วยและล�ำคลอง ประกอบไปด้วย ตะกอนทรายและทรายแป้ง
บางบรเิ วณทม่ี ชี นั้ ดินเหนียวแทรกสลบั กบั ชนั้ กรวดเล็ก

4) ที่ราบน้ําขัง (Abondoned channels) บริเวณน้ีมีลักษณะเป็นแอ่งอยู่ในระหว่างทาง
น้�ำใหญ่กับบริเวณท่ีเป็นเนินมีทางน�้ำเล็ก ๆ ไหลผ่านซึ่งคร่ึงหนึ่งต่อเนื่องกับทางน้�ำที่ไหลสู่ทะเลตะกอนในแอ่งน้ี
ประกอบด้วย ดินเหนียวทรายเม็ดละเอียดและทรายแป้งมีซากพืชสลายตัวแทรกอยู่ด้วยความหนาไม่แน่นอน
ข้นึ อยกู่ บั ลกั ษณะภมู ิประเทศของท้องแอ่ง

5) บรเิ วณทีร่ าบน้�ำทว่ มถึง (Flood plain) ตะกอนหนว่ ยนเี้ ป็นตะกอนท่สี ะสมตวั ตามรมิ ฝง่ั
ของล�ำนำ้� ใหญ่เชน่ คลองละงคู ลองล�ำโลน ประกอบด้วย ตะกอนทรายแป้งและทรายเมด็ เลก็ มีชนั้ กรวดเลก็ แทรก
บาง ๆ บางบรเิ วณมกี ารลดระดับของทางน�้ำเกิดเป็นตะกอนพักลุ่มนำ้� ใหม่อยา่ งน้อย 2 ระดับ

6) ดินดอนสามเหลี่ยมในท่ีราบน�้ำท่วม (Deltaic-flood plain) บริเวณนี้เป็นรอยต่อเนื่อง

27 ชุดวิชา อุทยานธรณสี ตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศึกษา

ของทางน�้ำบนบกกับทางน้�ำท่ีมีการขึ้นลงของน�้ำทะเลตะกอน ประกอบด้วย กรวดในช่วงล่างสุด ถัดข้ึนมาเป็น
ทรายเม็ดเลก็ และดินเหนียวสลบั กับตะกอนทรายแปง้

7) บริเวณสันทรายเดิม (Former beach ridge) ภูมิสัณฐานน้ีเป็นแนวก�ำหนดขอบเขต
การไหลบ่าเข้ามาของน�้ำทะเลครั้งสุดท้ายในช่วงโฮโลซีนอยู่ห่างจากแนวชายฝั่งทะเลปัจจุบันประมาณ
3-4 กิโลเมตร มีพื้นผิวราบปกคลุมด้วยทรายสีขาวเม็ดละเอียด-เม็ดเล็กและอยู่ในระดับสูงกว่าชายหาดปัจจุบัน
1 เมตร

8) หาดทรายและเนนิ ทราย (Beach ridge and dune) บรเิ วณนเ้ี ปน็ แนวหาดทราย ปจั จบุ นั
เกิดเป็นแนวขนานกับชายหาดปัจจุบัน ประกอบด้วย เนินทราย (dune) และร่องหลังหาด (runnels)
ตะกอนทราย และทรายปนดินเหนยี วในบริเวณทล่ี ุ่ม

9) ตะกอนท่ีน้�ำข้ึนถึง (Tidal flat) บริเวณท่ีพบแผ่กระจายมากท่ีสุดเกิดจากการสะสมตัว
เนื่องมาจากการข้ึนลงของน้�ำทะเลดังนั้นบริเวณน้ีจึงอยู่ระหว่างน�้ำข้ึนกับน้�ำลงในแต่ละวัน (intertidal zone)
ตะกอนเปน็ ดนิ เหนยี ว-ทรายแปง้ และทรายในชว่ งลา่ ง สว่ นชว่ งบนสดุ ปกคลมุ ดว้ ยชน้ั พชื เนอ่ื งมาจากการผพุ งั และ
สลายตัวของพรรณไมใ้ นป่าชายเลน

10) ทร่ี าบงอกพอกพนู (Accretionary plain) สว่ นใหญบ่ รเิ วณนอี้ ยใู่ ตน้ ำ�้ เกดิ ขน้ึ เนอื่ งจาก
การสะสมตัวของตะกอนทรายและทรายแป้งในช่วงน้�ำข้ึนน้�ำลงมากกว่าน้�ำข้ึนท�ำให้ชายฝั่งมีแนวงอกยื่นออกไป
ในทะเลถ้าการงอกในแนวระดับเพิ่มขึ้นก็จะโผล่พ้นน้�ำเป็นสันดอนหาดทรายหรือท่ีราบน้�ำท่วมถึงรุ่นใหม่อีกอายุ
ของตะกอนเหลา่ นเี้ รม่ิ ตงั้ แตย่ คุ ไพลโตซนี ตอนบน (upper Pleitocene ซง่ึ สว่ นใหญเ่ ปน็ หนิ อคั นี (Igneous Rock)

หินอัคนีในบรเิ วณจงั หวดั สตูลพบได้ 2 บริเวณดงั นี้
(1) บริเวณบนแผ่นดินกระจายตัวอยู่ในบริเวณด้านตะวันออกของจังหวัดตามแนว
ชายแดนไทยมาเลเชยี และรอยตอ่ กบั จงั หวดั สงขลาเขาหนิ แกรนติ วางตวั ในแนวทศิ เหนอื -ใตเ้ ปน็ หนิ อคั นแี ทรกดนั
ขน้ึ มาทพ่ี บในพน้ื ทอ่ี ยใู่ นยคุ ไทรแอสซกิ (Triassic granite) เปน็ หนิ ไบโอไทตแ์ กรนติ หนิ ไบโอไทต-์ มสั โคไวตแ์ กรนติ
หินแกรนติ เนอื้ ดอกเนื้อหยาบถงึ หยาบปานกลางผลกึ ขนาดเดียว
(2) บรเิ วณทเี่ ปน็ เกาะพบไดร้ อบ ๆ เกาะบตู ง (เกาะบาตวงหรอื เกาะคง) ซง่ึ มเี กาะเลก็ ๆ
หลายเกาะล้อมรอบเช่นเกาะผึ้งเกาะลอกลอยเกาะหินต้ังเกาะหลีเป๊ะส่วนใหญ่เป็นหินแกรนิตอายุยุคไทรแอสซิก
(Triassic granite) เนื้อดอกเน้ือหนิ ประกอบไปดว้ ยแร่ควอตซเ์ ฟลดส์ ปาร์ทัวรม์ าลีนและไบโอไทต์

3.แหลง่ ธรณีวิทยาสตูล

กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาที่เกิดข้ึนในอดีตท�ำให้มีลักษณะพ้ืนท่ีที่หลากหลายและมีธรณี
สัณฐานท่ีสวยงามแปลกตาซึ่งมีคุณค่าต่อการศึกษาวิจัยทางธรณีวิทยาภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์นอกจากน้ัน
บางพื้นที่ยังมีทัศนียภาพสวยงามมีศักยภาพในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวและนันทนาการสมควรได้รับการอนุรักษ์
ให้เป็นแหลง่ ศึกษาเรยี นรู้ของทอ้ งถิน่ ในทางวิชาการกรมทรัพยากรธรณไี ดจ้ �ำแนก “แหลง่ ธรณวี ิทยา” ท่ีนับเปน็
แหล่งธรรมชาติที่มีคุณค่าทางวิชาการด้านธรณีวิทยาและอันควรอนุรักษ์ธรณีวิทยา (Geoconservation site)
ออกเปน็ 7 ประเภทประกอบด้วย 1) แหล่งล�ำดับช้นั หนิ แบบฉบบั 2) แหล่งหนิ แบบฉบับ 3) แหลง่ แร่แบบฉบับ

28 ชุดวชิ า อทุ ยานธรณีสตลู 1 สค13122 >>>ระดับประถมศึกษา

4) แหล่งธรณีโครงสรา้ ง 5) แหล่งนำ้� พุรอ้ น 6) แหล่งธรณสี ัณฐานและ 7) แหลง่ ซากดึกด�ำบรรพ์มีค�ำจดั กดั ความ
ดังนี้

1) แหลง่ แรแ่ บบฉบับ (Typical Minerals) หมายถึง แหล่งทีม่ ลี กั ษณะเฉพาะของการก�ำเนิดและ
ชนิดของแร่ที่เป็นมาตรฐานซ่ึงมีประโยชน์ส�ำหรับการศึกษาเพราะแสดงให้เห็นถึงลักษณะของการก�ำเนิดและ
คุณลักษณะเฉพาะทช่ี ดั เจนของแรป่ ระเภทต่าง ๆ

2) แหล่งหินแบบฉบับ (Typical Rocks) หมายถึง แหล่งท่ีมีลักษณะเฉพาะของหินมาตรฐาน
มปี ระโยชน์ส�ำหรบั การศึกษาเพราะแสดงให้เหน็ ถงึ ลักษณะเฉพาะที่ชัดเจนของหินแตล่ ะประเภท

3) แหล่งธรณวี ิทยาโครงสร้าง (Geological Structures) หมายถึง แหล่งท่ีเกิดจากกระบวนการ
ทางธรณีวิทยาโครงสร้างเช่นรอยเลื่อน (Fault) แนวแตก (Joint) และรอยแตก (Fracture) ในเนื้อหินหรือ
เปลอื กโลกหรือแหลง่ ธรรมชาตทิ ม่ี ลี ักษณะรปู รา่ งทีเ่ ปน็ ผลจากธรณีโครงสรา้ งดังกลา่ ว

4) แหล่งธรณีสัณฐาน (Geomorphology) หมายถึง แหลง่ ธรณีวิทยาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง
ของพ้นื ผิวโลกจนเปน็ โครงสรา้ งท่ีมีลกั ษณะเดน่ ซึ่งประมวลเอาทงั้ รปู ร่างทางธรรมชาติ (landform/landscape)
กระบวนการก�ำเนิดการปรับตัวของพ้ืนผิวโลก ตลอดจนความเปล่ียนแปลงที่ประสบในปัจจุบัน เช่น
การสะสมตวั การกดั เซาะจากคลน่ื ลมนำ�้ หรอื คลน่ื ทะเลการผพุ งั และการกดั กรอ่ นโดยนำ้� ความรอ้ นและลมเปน็ ตน้

5) แหลง่ นำ้� พรุ อ้ น (Hot Spring) หมายถงึ แหลง่ นำ�้ ทไ่ี หลขนึ้ มาจากใตด้ นิ ทมี่ อี ณุ หภมู สิ งู กวา่ อณุ หภมู ิ
ร่างกายมนุษย์น�้ำพุที่ขึ้นมาอาจจะอุ่น ๆ จนถึงเดือดพล่านอาจบริสุทธิ์หรือมีแร่ธาตุรวมท้ังก๊าซละลายอยู่ท�ำให้
มีรสและกลิ่นต่าง ๆ กับปริมาณน�้ำท่ีไหลออกมาแต่ละพุมีความแตกต่างกันบางพุมีน้�ำไหลเพียงเอ่อ ๆ บางพุ
ไหลแรงบา้ ง พกุ ระเซ็นพ้นปากบ่อ เพราะแรงดันของก๊าซทล่ี ะลายเอาข้นึ มาจากใต้ดนิ

6) แหล่งล�ำดับช้ันหินแบบฉบับ (Type section) หมายถึง ล�ำดับช้ันหินใด ๆ ที่ก�ำหนดให้เป็น
มาตรฐานเพื่อใช้อ้างอิงในการนิยามล�ำดับช้ันหินโดยมีคุณสมบัติพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์และบอกขอบเขตบนและ
ลา่ งของล�ำดับช้นั หินน้ันด้วยช่ือของช้ันหินแบบฉบบั หนง่ึ ๆ จะต้งั ขน้ึ ตามช่ือทอ้ งถนิ่ ของช้ันหนิ แบบฉบับน้นั ๆ

7) แหลง่ ซากดกึ ดำ� บรรพ์ (Fossil) หมายถงึ ซากและรอ่ งรอยของบรรพชวี นิ (ancient life) ทป่ี ระทบั
อยู่ในหินบางแห่งเป็นรอยพิมพ์บางแห่งมีซากเดิมปรากฏอยู่รอยตีนสัตว์มูลสัตว์ไม้กลายเป็นหินรวมอยู่ใน
ซากดึกด�ำบรรพ์น้ีเหมือนกัน ซากดึกด�ำบรรพ์ส่วนใหญ่ใช้บอกอายุของหินที่มีซากดึกด�ำบรรพ์น้ันอยู่ได้รวมถึง
การบอกสภาพแวดล้อมและสภาพภูมิศาสตร์บรรพกาลดว้ ย จงั หวัดสตูลมแี หล่งธรรมชาตอิ ันควรอนรุ ักษ์ทไี่ ด้รับ
การประกาศให้เป็นมรดกทางธรรมชาติของท้องถ่ิน อันควรอนุรักษ์ในปีแห่งการพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดลอ้ มคร้งั ที่ 1 ตามมตคิ ณะรัฐมนตรีเมอื่ วันที่ 7 พฤศจกิ ายน 2532 มจี �ำนวน 7 แหลง่ คอื เกาะไข่ผาโตะ๊ บู
อ่าวพันเตมะละกา หาดหินงาม หาดปากบารา หาดราไว และทะเลบัน (ท่ีมา : ส�ำนักงานนโยบายและแผน
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม, 2543) ซ่ึงล้วนเป็น
แหล่งท่องเท่ียวท่ีมีความโดดเด่นเป็นที่รู้จักในระดับชาติในหลายแหล่งธรรมชาติถือเป็นสถานท่ีส�ำคัญของ
จังหวัดสตูลและมีศักยภาพในการสนับสนุนการเรียนรู้ทางธรณีวิทยาของประชาชนในจังหวัดสตูลภาคใต้และ
นักทอ่ งเที่ยว

29 ชุดวชิ า อทุ ยานธรณสี ตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศกึ ษา

แหลง่ ธรณวี ิทยาจงั หวัดสตลู

โครงการจ�ำแนกเขตเพื่อการจดั การธรณีวิทยาและทรพั ยากรธรณีรายจังหวดั ปีงบประมาณ พ.ศ.2556

โดยกรมทรัพยากรธรณี ได้ด�ำเนินการส�ำรวจและประเมินสถานภาพทรัพยากรธรณีประเภทแหล่งธรณีวิทยาใน

พื้นท่ีจังหวัดสตูล และแนวทางการบริหารจัดการเฉพาะแหล่ง พบว่ามีแหล่งธรณีวิทยาท่ีมีความโดดเด่นและ

มีศักยภาพในการใช้ประโยชน์การท่องเท่ียว และสนับสนุนการเรียนรู้ทางธรณีวิทยาในท้องที่หลายประเภท

ประกอบด้วย แหล่งล�ำดับช้ันหนิ แบบฉบับ แหลง่ ธรณสี ัณฐาน และแหล่งโครงสร้างทางธรณีวทิ ยา

ในปี พ.ศ.2553 ส�ำนักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี ได้ท�ำการส�ำรวจแหล่งธรณีวิทยา จังหวัดสตูล

เพม่ิ เติมและพบแหลง่ ธรณีวทิ ยาทนี่ ่าสนใจหลายแหลง่ อาทิเช่น หนิ สาหรา่ ย อ่าวหินเฉลียง ลานหินปุ่ม ถ�ำ้ จระเข้

เกาะหนิ งาม หาดกรวดดนตรี หาดทรายดดู หาดทรายด�ำ หาดพทั ยา และเขาโต๊ะหงาย เปน็ ต้น ท้งั นี้ในรายงาน

เลม่ น้ไี ด้รวบรวม คดั เลือก และน�ำเสนอแหลง่ ธรณีวทิ ยาที่มคี วามโดดเด่นมาทั้งสิ้น 20 แหล่ง ซ่ึงล้วนเป็นแหลง่

ทอ่ งเที่ยวที่มีความโดดเดน่ เป็นท่ีรจู้ กั ในระดับชาติ ในหลายแหลง่ ธรรมชาติถอื เป็นสถานทีส่ �ำคัญของจงั หวัดสตลู

และมศี กั ยภาพในการสนับสนุนการเรียนรทู้ างธรณีวทิ ยาของประชาชนในจงั หวดั สตูล ภาคใต้ และนกั ทอ่ งเที่ยว

ท่ัวไป แหลง่ ธรณีวิทยาในจังหวดั สตูล ดงั แสดงในตาราง

ตารางแสดง แหลง่ ธรณีวิทยาจังหวัดสตลู

ลำ� ดบั ท่ี ชอ่ื แหลง่ สถานท่ี ทต่ี งั้ จงั หวดั ประเภทแหลง่
ตำ� บล อำ� เภอ สตลู ล�ำดบั ชนั้ หนิ แบบฉบบั
1 หนิ สาหรา่ ย บา้ นปา่ แก่ ก�ำแพง ละงู สตลู ล�ำดบั ชนั้ หนิ แบบฉบบั
2 อา่ วหนิ เฉลยี งลานหนิ ปมุ่ เกาะตะรเุ ตา เกาะสาหรา่ ย เมอื ง สตลู ธรณสี ณั ฐาน (ภเู ขา)
3 ผาโตะ๊ บู เกาะตะรเุ ตา เกาะสาหรา่ ย เมอื ง
4 นำ�้ ตกวงั สายทอง บา้ นวงั นา หมทู่ ่ี 10 นำ้� ผดุ ละงู สตลู ธรณสี ณั ฐาน (นำ้� ตก)
5 นำ้� ตกยาโรย บา้ นวงั นา หมทู่ ี่ 3 วงั ประจนั ควนโดน สตลู ธรณสี ณั ฐาน (นำ้� ตก)
6 ถำ�้ จระเข้ เกาะตะรเุ ตา เกาะสาหรา่ ย เมอื ง สตลู ธรณสี ณั ฐาน (ถำ�้ )
7 ถำ�้ เลสเตโกดอน บา้ นครี วี ง หมทู่ ี่ 7 ทงุ่ หวา้ ทงุ่ หวา้ สตลู ธรณสี ณั ฐาน (ถำ�้ )
8 ถำ้� เจด็ คด บา้ นปา่ พน หมทู่ ่ี 6 ปาลม์ พฒั นา มะนงั สตลู ธรณสี ณั ฐาน (ถำ�้ )
9 ถำ�้ ภผู าเพชร บา้ นควนดนิ ด�ำ หมทู่ ี่ 9 ปาลม์ พฒั นา มะนงั สตลู ธรณสี ณั ฐาน (ถำ้� )
10 เกาะหนิ งาม เกาะหนิ งาม เกาะสาหรา่ ย เมอื ง สตลู ธรณสี ณั ฐาน (ชายหาด)
11 หาดปากบารา บา้ นปากบารา ปากนำ้� ละงู สตลู ธรณสี ณั ฐาน (ชายหาด)
12 หาดราไว บา้ นราไว หมู่ 2, 4 ขอนคลาน ทงุ่ หวา้ สตลู ธรณสี ณั ฐาน (ชายหาด)
13 หาดกรวดดนตรี เกาะตรเุ ตา เกาะสาหรา่ ย เมอื ง สตลู ธรณสี ณั ฐาน (ชายหาด)
14 หาดทรายดดู เกาะตรเุ ตา เกาะสาหรา่ ย เมอื ง สตลู ธรณสี ณั ฐาน (ชายหาด)
15 หาดทรายด�ำ เกาะอาดงั ราวี เกาะสาหรา่ ย เมอื ง สตลู ธรณสี ณั ฐาน (ชายหาด)
16 หาดพทั ยา เกาะหลเี ปะ๊ เกาะสาหรา่ ย เมอื ง สตลู ธรณสี ณั ฐาน (ชายหาด)
17 อา่ วพนั เตมะละกา เกาะตะรเุ ตา เกาะสาหรา่ ย เมอื ง สตลู โครงสรา้ งทางธรณวี ทิ ยา

30 ชุดวิชา อทุ ยานธรณสี ตูล 1 สค13122 >>>ระดับประถมศกึ ษา

18 เกาะไข่ เกาะตะรเุ ตา เกาะสาหรา่ ย เมอื ง สตลู โครงสรา้ งทางธรณวี ทิ ยา
19 ทะเลบนั อทุ ยานแหง่ ชาตทิ ะเลบนั วงั ประจนั ควนโดน สตลู โครงสรา้ งทางธรณวี ทิ ยา
20 เขาโตะ๊ หงาย อหทุมยเู่ กาานะแเภหตง่ ชราาติ ปากนำ้� ละงู สตลู โครงสรา้ งทางธรณวี ทิ ยา

1. แหล่งธรณีวิทยาประเภทแหล่งลำ� ดับชน้ั หนิ แบบฉบับ
แหลง่ ลำ� ดบั ชน้ั หนิ แบบฉบบั (Typical Rocks) หมายถงึ แหลง่ ทม่ี ลี กั ษณะเฉพาะของหนิ มาตรฐาน

มปี ระโยชนส์ �ำหรบั การศกึ ษาเพราะแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ลกั ษณะเฉพาะทชี่ ดั เจนของหนิ แตล่ ะประเภทมจี �ำนวน 2 แหลง่

รายละเอียดดงั น้ี

1.1 หินสาหรา่ ย
แหล่งธรรมชาติทางธรณีวิทยาหินสาหร่ายนี้ จัดเป็นแหล่งประเภทแหล่งล�ำดับชั้นหิน

แบบฉบับซง่ึ มคี วามส�ำคัญเปน็ แหลง่ ล�ำดบั ชั้นหนิ แบบฉบับที่หายาก

ท่ีตั้ง ตั้งอยู่บ้านป่าแก่ ต�ำบลก�ำแพง อ�ำเภอละงู จังหวัดสตูล พิกัด(WGS84) :0586343

ตะวันออก 0771433 เหนือ ระวางอ�ำเภอละงู (4922 I) สามารถเขา้ ถึงไดต้ ามทางหลวงหมายเลข 416 เสน้ ทาง

ละงู-ทุ่งหว้า แยกขวาท่ีหลักกิโลเมตรที่ 10+700 เข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร อยู่ติดถนนท้ังด้านซ้ายมือและ

ด้านขวามือ

รูปแสดง หินสาหรา่ ยต�ำบลก�ำแพง อำ� เภอละงู จงั หวัดสตลู

31 ชุดวชิ า อุทยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศึกษา

ลกั ษณะแหลง่ หนิ ปนู สแี ดง เรยี งตวั เปน็ ชนั้ ๆ สวยงาม แปลกตามาก บางแหง่ คลา้ ยปราสาท
ขอมโบราณ เกิดจากการก่อตวั ของสาหร่ายสีเขยี วแกมน�้ำเงิน มีอายุมากกว่า 440 ล้านปี

ลกั ษณะธรณวี ทิ ยา เปน็ หนิ ในหมวดหนิ ปา่ แก่ ซง่ึ เปน็ หมวดหนิ ทอี่ ยบู่ นสดุ ของกลมุ่ หนิ ทงุ่ สง
ประกอบไป ดว้ ยหนิ ปนู สแี ดงชน้ั บางแทรกสลบั ดว้ ยหนิ โคนชน้ั บางมาก เกดิ จากการกอ่ ตวั ของสาหรา่ ยสเี ขยี วแกน
น้ำ� เงินหรอื ทีร่ ูจ้ ักกนั ในชอ่ื Cyanobacteria เรียกเห็นในลกั ษณะนี้ว่าสาหรา่ ยสโตรมาโตไลต์ (stromatolite)

การใช้ประโยชน์ท่ีดิน บริเวณหินสาหร่าย อยู่ในพื้นท่ีป่าและสวนยางต้นยางพาราของ
ประชาชนบา้ นปา่ แก่ บางบริเวณถกู ขดุ ดนิ เพ่อื กอ่ สรา้ งท่ีอย่อู าศยั และน�ำไปถมที่

แนวทางการพฒั นา เนื่องจากแหลง่ ธรณีวทิ ยาหนิ สาหรา่ ยยังอยูใ่ นพ้นื ทข่ี องประชาชนหรอื
ของเอกชนที่ยงั ด�ำเนนิ กิจกรรมอยา่ งต่อเนือ่ ง (ทัง้ ทเ่ี กีย่ วข้องกบั การเกษตรและไมเ่ ก่ียวข้องกับการเกษตร) อีกทง้ั
มคี วามออ่ นไหวงา่ ยตอ่ การถกู ท�ำลายแหลง่ ไปในทสี่ ดุ ประกอบกบั ชาวบา้ นยงั ขาดความรคู้ วามเขา้ ใจถงึ ความส�ำคญั
ด้านธรณีวิทยา อาจส่งผลให้แหล่งธรณีดังกล่าวเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ดังนั้นควรที่จะมีการประสานงานระหว่าง
หน่วยงานภาครัฐทั้งในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ให้ความรู้กับชาวบ้านในการดูแลแหล่งธรณีวิทยาในบริเวณ
ดังกล่าวให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อที่ชาวบ้านจะได้เห็นความส�ำคัญและยินดีให้ความร่วมมือในการดูแล
แหล่งอนรุ ักษด์ งั กลา่ วตอ่ ไป

1.2 อา่ วหนิ เฉียง ลานหินปุ่ม
แหล่งธรณีธรรมชาติทางธรณีวิทยานี้ จัดเป็นประเภทแหล่งล�ำดับช้ันหินแบบฉบับของ
กลุม่ หนิ ตะรเุ ตา ส�ำนักธรณวี ทิ ยา (2533) ใหช้ อ่ื แหล่งนว้ี า่ “อ่าวหนิ เฉียง ลานหินปมุ่ ”
ทต่ี งั้ อยทู่ างทศิ ตะวนั ตกเฉยี งเหนอื ของเกาะตะรเุ ตา ต�ำบลเกาะสาหรา่ ย อ�ำเภอเมอื ง จงั หวดั
สตลู พกิ ัด (WGS84) 0570572 ตะวันออก 0737818 เหนือ ระวางแผนที่เกาะตะรุเตา (4922 III) อ่าวกว้าง
ประมาณ 800 เมตร เขา้ ถงึ ไดท้ างเรอื หา่ งจากทตี่ งั้ ทที่ �ำการอทุ ยานแหง่ ชาตหิ มเู่ กาะตะรเุ ตาประมาณ 3.5 กโิ ลเมตร
หรอื ตามเสน้ ทางถนนบนเกาะประมาณ 4 กิโลเมตร

รูปแสดง อา่ วหินเฉยี ง ลานหนิ ปุม่

32 ชุดวิชา อุทยานธรณสี ตลู 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศกึ ษา

ลักษณะของแหล่ง อ่าวเมาะและ หรืออ่าวหินเฉียง – ลานหินปุ่ม ประกอบด้วย
หาดทรายขาว เน้ือละเอียดทอดตัวไปตามชายฝั่งตะวันตกของเกาะตะรุเตา ยาวเกือบ 1 กิโลเมตร ด้านใต้ของ
ชายหาดมีช้ันหินที่แก่ที่สุดในประเทศไทยอายุประมาณ 500 ล้านปี ซ่ึงพบซากดึกด�ำบรรพ์พวกต้นตระกูลของ
แมงดาทะเล และหอยสองฝา หินบรเิ วณนบี้ ้างมสี นี ำ้� ตาลบ้างมสี ีนำ้� ตาลปนม่วง มีลกั ษณะเป็นชั้นเอียงเทลงไปใน
ทะเล บางบรเิ วณเปน็ ลานหนิ ทเี่ ตม็ ไปดว้ ยรอยแตกรอยแยก และรอยถกู กดั กรอ่ นจนมลี กั ษณะเปน็ ปมุ่ ปม เปน็ รพู รนุ
เป็นคลา้ ยรังผง้ึ และเปน็ เศษกรวดคอ่ นขา้ งเหล่ยี ม

ลกั ษณะทางธรณวี ทิ ยา แหลง่ ธรรมชาตทิ างธรณบี รเิ วณนจ้ี ดั เปน็ แหลง่ ล�ำดบั ชน้ั หนิ แบบฉบบั
(type section) ของกลมุ่ หนิ ตะรเุ ตาในยคุ แคมเบรยี น (Cambrian) พบซากดกึ ด�ำบรรพพ์ วกไทรโลไบท์ (trilobite)
และแบรคคโิ อพอดbrachiopod นอกจากน้ีหนิ ที่โผล่อยูแ่ สดงถึงกระบวนการกรอ่ น(erosion) และผุพงั อยกู่ บั ที่
(weathering) ตามอยู่แตกซึ่งมีหลายทิศทาง ท�ำให้มีลักษณะเป็นปุ่มปม เป็นรูพรุน และมีลักษณะคล้ายรังผ้ึง
(homey comb) เปน็ ตน้ สว่ นทางดา้ นทศิ เหนอื ของอา่ วเมาะและ จะเปน็ หนิ ปนู สเี ทาถงึ เทาด�ำในยคุ Ordovician
ซ่ึงเปน็ รอยต่อของหินในยคุ แคมเบรียนและออรโ์ ดวิเชยี น

2. แหลง่ ธรณสี ณั ฐาน
ธรณสี ัณฐาน (Geomorphology) หมายถงึ ธรณีวิทยาทวี่ ่าด้วยพ้ืนผวิ ของโลก ซง่ึ ประมวลเอา
ทัง้ รปู ร่างธรรมชาติ กระบวนการเกิด การปรบั ตวั ของพื้นผวิ โลก ตลอดจนความเปล่ยี นแปลงทป่ี ระสบในปจั จบุ นั
การสะสมตัว การกัดเซาะจากคลื่น ลม น้�ำ หรือคล่ืนทะเล การผุพังและการกัดกล่อนโดยน้�ำและลม เป็นต้น
ในพนื้ ทจ่ี งั หวดั สตลู มแี หลง่ ธรรมชาตทิ างธรณวี ทิ ยาแหลง่ ธรณสี ณั ฐานทม่ี คี วามโดดเดน่ จ�ำนวน 14 แหลง่ จ�ำแนก
เป็น 4 ประเภท 1) ประเภทภเู ขา 2) น�ำ้ ตก 3) ถ�ำ้ 4) ชายหาด ดงั น้ี
2.1 แหล่งธรณีสัณฐานผาโตะ๊ บู (ประเภทภูเขา)
ที่ตั้ง เป็นภูเขาอยู่บริเวณทางทิศเหนือของเกาะตะรุเตา ต�ำบลเกาะสาหร่าย อ�ำเภอเมือง
จงั หวัดสตลู พกิ ดั (WGS84) : 0571608 ตะวนั ออก 0740815 เหนือ ในแผนท่ีภูมปิ ระเทศ มาตราส่วน 1:50,000
ของกรมแผนทที่ หาร ระวางท่ี 4922 III การเข้าถึง ทางขน้ึ หนา้ ผาอยูห่ ลังบ้านพกั อทุ ยานแหง่ ชาตหิ มูเ่ กาะตะรเุ ตา
จากท่าเรือปากบาราถงึ เกาะตะรุเตา ระยะทางประมาณ 22 กิโลเมตร
ลักษณะแหล่ง เป็นหน้าผาที่เกิดจากโครงสร้างทางธรรมชาติ ที่หายากและสวยงาม
หนิ รูปโค้งมปี ระโยชนใ์ นการค้นควา้ ของหิน เป็นจดุ ชมวิวอยู่หลงั ท่ีท�ำการอทุ ยานแหง่ ชาตหิ ม่เู กาะตะรุเตาใกลก้ บั
หาดปนั เตมาละกา บริเวณหน้าผามีลกั ษณะเปน็ ชั้น ๆ ซึ่งเกดิ จากการยกตวั ของหนิ ทเ่ี หน็ ไดช้ ัดในระยะไกล
ลักษณะธรณีวิทยา หินบริเวณน้ีเป็นหินปูนของหมวดหินมะละกา กลุ่มหินทุ่งสงใน
ยุคออรโ์ ดวเิ ชียน มีลักษณะเป็นหน้าผาเนอ่ื งจากถูกรอยเลือ่ นในแนวตะวันออกเฉยี งเหนือเกือบเหนือตดั ผา่ น
การใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ ผาโตะ๊ บเู ปน็ จดุ ชมทวิ ทศั นข์ องเกาะบรเิ วณชายหาด อา่ วพนั เตมะละกา
จะเหน็ เกาะบโุ หลน เกาะกลาง เกาะไข่ เกาะอาดงั เกาะราวี หมเู่ กาะเภตรา และเปน็ จดุ ชมพระอาทติ ยต์ กทสี่ วยงาม
อกี มมุ หนึ่ง

33 ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณสี ตลู 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศึกษา

รูปแสดง ผาโต๊ะบู บรเิ วณเกาะตะรเุ ตา

แนวทางการพฒั นา ผาโตะ๊ บเู ปน็ จดุ ชมววิ ของนกั ทอ่ งเทยี่ ว และอยใู่ นความดแู ลของอทุ ยาน
แห่งชาติหมู่เกาะตะรเุ ตา อย่างใกลช้ ดิ แนวทางในการพัฒนาความมุง่ เน้นการจดั ท�ำป้ายความรู้ เกย่ี วกบั ลกั ษณะ
ทางธรณีวิทยา และระบบสาธารณปู โภคท่สี ะดวกส�ำหรับการเดนิ ข้นึ ไปยงั จุดชมววิ

2.2 นำ�้ ตกวงั สายทอง
ท่ีตั้ง เป็นน�้ำตกอยู่บริเวณบ้านวังนา หมู่ที่ 10 อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด
ต�ำบลน้ำ� ผดุ อ�ำเภอละงู จังหวดั สตลู พกิ ัด (WGS84) 00600425 ตะวันออก 0783915 เหนอื สามารถเดนิ ทาง
เข้าไปยังน้�ำตกโดยรถยนต์ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 416 จากจังหวัดสตูลมุ่งหน้าไปยังอ�ำเภอละงู ประมาณ
65 กโิ ลเมตร เลยี้ วซา้ ยไปยงั เสน้ ทางหลวงชนบท 3007 ประมาณ 10 กิโลเมตร แลว้ เล้ยี วขวาเข้าไปเส้นทางหลวง
ชนบท 4010 ประมาณ 5 กิโลเมตร พบป้ายบอกทางเข้านำ�้ ตกวังสายทองตลอดเสน้ ทาง
ลักษณะแหล่ง น้�ำตกวังสายทองเป็นน�้ำตกท่ีไหลผ่านช้ันหินปูนขนาดใหญ่ นับเป็นน้�ำตก
หินปูนแห่งแรกในภาคใต้ น�้ำตกวังสายทองเป็นน้�ำตกหินปูนที่มีแหล่งน�้ำแต่ละช้ันไหลลดหล่ันกันมาไหลผ่าน
ช้ันหินปูนสีเหลืองอร่ามดั่งทองกระทบกับแสงอาทิตย์ดูงดงามราวกับดอกบัว สามารถเดินชมได้จนถึงแหล่งน�้ำ
บริเวณน้�ำตกมีต้นไม้ใหญ่ร่มร่ืน เหมาะแก่การไปพักผ่อน ลักษณะพิเศษของช้ันหินสามารถรองรับ และ
ใช้น้ำ� ตกไหลเออ่ ผ่านไปสเู่ บือ้ งลา่ ง น�้ำตกวังสายทองเกิดจากการไหลของน�ำ้ ในถ�้ำใตเ้ ทอื กเขาบรรทัดทะลุออกมา
ตามช่องเขาลงสู่แอง่ ตา่ ง ๆ ทีร่ องรบั ดา้ นล่างแล้วไหลลงสคู่ ลองละงู
ลกั ษณะธรณวี ทิ ยา หนิ บรเิ วณนเี้ ปน็ หนิ ปนู ของหมวดหนิ รงั นก กลมุ่ หนิ ทงุ่ สงในยคุ ออรโ์ ดวเิ ชยี น
การใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ นำ้� ตกวงั สายทอง เปน็ แหลง่ ทอ่ งเทยี่ วเพอื่ การอนรุ กั ษข์ องเขตรกั ษาพนั ธ์
สตั ว์ป่าเขาบรรทัด บรเิ วณใกลก้ ับนำ�้ ตกเป็นพืน้ ทข่ี องประชาชนได้เปดิ เปน็ บรกิ ารล่องแก่งชมธรรมชาตมิ กี ารเปิด
เสน้ ทางการทอ่ งเทย่ี วเชงิ นิเวศล่องแกง่ ชมธรรมชาตแิ ละชมถ้�ำเจด็ คตท่อี ย่ใู กลเ้ คยี ง

34 ชดุ วิชา อทุ ยานธรณสี ตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศึกษา

รูปแสดง บรเิ วณน�้ำตกวังสายทอง ต�ำบลน�ำ้ ผดุ อ�ำเภอละง ู จงั หวดั สตลู

แนวทางการพฒั นา นำ�้ ตกวงั สายทอง นบั เปน็ แหลง่ ทอ่ งเทยี่ วทม่ี ศี กั ยภาพในการพฒั นาและ
ไดถ้ กู จดั ใหเ้ ปน็ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วเพอ่ื การอนรุ กั ษม์ าแลว้ อยใู่ นความดแู ลของอทุ ยานแหง่ ชาตเิ ขาบรรทดั อยา่ งใกลช้ ดิ
แนวทางในการพัฒนาควรมงุ่ เนน้ วิจยั เพือ่ พัฒนาใหเ้ ปน็ แหล่งทอ่ งเที่ยวเชงิ นิเวศอยา่ งยง่ั ยนื ต่อไป

2.3 น�้ำตกยาโรย
ทต่ี ้งั นำ้� ตกยาโรย ต้ังอยูใ่ นหมทู่ ่ี 3 บา้ นวงั นา ต�ำบลวังประจนั อ�ำเภอควนโดน จงั หวดั สตลู
พกิ ัด (WGS84) 0627624 ตะวนั ออก 0747199 เหนอื นำ้� ตกยาโรยอยหู่ ่างจากที่ท�ำการอทุ ยานแห่งชาติทะเลบัน
ราว5กโิ ลเมตรการเดนิ ทางจากสามแยกควนสตอไปตามทางหลวงจงั หวดั หมายเลข4148สายควนสตอ–วงั ประจนั
จะมรี ะยะทาง 14 กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายมอื เขา้ ไปถงึ บรเิ วณน�้ำตกลกึ 700 เมตร
ลกั ษณะแหลง่ เปน็ นำ้� ตกขนาดกลาง มตี น้ นำ�้ มาจากล�ำธารในปา่ หวั กระหมงิ มคี วามสวยงาม
เปน็ จดุ ทอ่ งเทย่ี วทสี่ �ำคญั แหง่ หนง่ึ ของอทุ ยานแหง่ ชาตทิ ะเลบนั นำ�้ ตกนมี้ ที งั้ หมด 9 ชน้ั ไหลลดหลนั่ ลงมาตามภเู ขา
แต่ละช้ันเปน็ แอ่งสามารถเล่นน้ำ� ได้
ลกั ษณะธรณวี ทิ ยา หนิ บรเิ วณนเ้ี ปน็ หนิ มวลหนิ อคั นที ตี่ น้ แทรกอยใู่ นยคุ ไทยแอสซกิ (Triassic
Granite) เป็นหินแกรนิตเน้อื ดอก เนื้อหยาบถงึ หยาบปานกลาง ผลึกขนาดเดยี ว
การใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ นำ�้ ตกยาโรยอยใู่ นพน้ื ทอี่ ทุ ยานแหง่ ชาตทิ ะเลบนั นบั เปน็ แหลง่ ทอ่ งเทยี่ ว
เพือ่ การอนุรักษ์เช่นเดียวกับทะเลบัน ใช้ส�ำหรบั เปน็ ทพ่ี กั ผอ่ นของนกั ท่องเท่ียวท้ังคนไทยและตา่ งชาติ
แนวทางการพัฒนา น้�ำตกยาโรย เป็นแหล่งท่องเท่ียวที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก
แนวทางในการพฒั นาตอ่ ไปควนจดั ท�ำปา้ ยใหค้ วามรเู้ กยี่ วกบั แหลง่ ทอ่ งเทยี่ วเพม่ิ เตมิ เนอื่ งจากมอี ยนู่ อ้ ยจ�ำเปน็ ตอ้ ง
จัดแบ่งโซนรา้ นค้าใหม้ คี วามเหมาะสมเน่อื งจากอยู่ติดกับทางน�ำ้ ซ่งึ อาจท�ำให้ขยะปนเปื้อนลงสนู่ ำ�้ ตกได้
2.4 ลำ� ดับชน้ั หนิ ทางเข้าถ้ำ� จระเข้
ถำ้� จะเข้ จดั เปน็ แหลง่ ธรณวี ทิ ยาประเภทแหลง่ ล�ำดบั ชนั้ หนิ แบบฉบบั ของหมวดหนิ มะละกา
กลุ่มหินทุง่ สง ยคุ ออรต์ เิ ชียน ส�ำนกั ธรณีวทิ ยา กรมทรพั ยากรธรณี (2533) ใหช้ ือ่ แหล่งนีว้ ่า “ล�ำดบั ชนั้ หนิ ทางเขา้
ถำ�้ จระเข้”

35 ชุดวชิ า อทุ ยานธรณสี ตูล 1 สค13122 >>>ระดับประถมศึกษา


Click to View FlipBook Version