ท่ีต้ัง ต้ังอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะตะรุเตา ต�ำบลเกาะสาหร่าย อ�ำเภอเมือง
จังหวัดสตลู พิกดั (WGS84) 0571806 ตะวันอก 07413951 เหนือ ระวางแผนทเ่ี กาะตะรุเตา (4922) เริม่ ตั้งแต่
แหลมจระเขฝ้ ง่ั ตรงขา้ มทา่ เรอื บรเิ วณทที่ �ำการอทุ ยานแหง่ ชาตเิ กาะตะรเุ ตา ไปตามคลองพนั เตมะละกา ระยะทาง
ประมาณ 2.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดนิ ทางประมาณ 15 นาที สามารถเขา้ ถงึ ได้ทางเรือตลอดคลองพันเตมะละกา
รปู แสดง แหลง่ ธรณวี ทิ ยาลำ� ดับชั้นหนิ ทางเขา้ ถำ้� จระเข้ บรเิ วณเกาะตะรเุ ตา
ลกั ษณะของแหลง่ ตามฝง่ั คลองจะพบหนิ ปนู อายกุ วา่ 440 ลา้ นปี เปน็ ชนั้ สวยงามชดั เจนมาก
ชั้นหินปูนเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการถูกกัดกร่อนจนมีรูปลักษณ์แปลกตามากมาย ท้ังเป็น ชะง่อนหินโพรง
และมีลวดลายแตกต่างกันไป นักท่องเท่ียวสามารถใช้เรือเพื่อเข้าไปยังชมถ�้ำใช้เวลาประมาณ 15 นาที และใช้
เวลาชมภายในถ้ำ� ประมาณ 1 ชั่วโมง
ลกั ษณะธรณวี ทิ ยาตามฝง่ั คลองจะพบหนิ ปนู ออรโ์ ดวเิ ชยี น(Ordovician)ในหมวดหนิ มะละกา
ซงึ่ เป็นหมวดหินทีว่ างตัวอย่ลู ่างสดุ ของกล่มุ หินทุง่ สง ประกอบดว้ ยหนิ ปนู เน้อื ดินสลับกบั หินปูนเน้อื หนิ สว่ นใหญ่
ถูกรบกวนด้วยส่ิงมีชีวิต (bioturbation) มีระแหงโคลน (mud crack) อยู่ท่ัวไปพบแผ่นซากดึกด�ำบรรพ์
พวกสาหร่าย (algamat) และซากดึกด�ำบรรพ์พวกเพรียงเป็นต้น การวางตัวของช้ันหินสอดคล้องกับหินของ
กลมุ่ หนิ ตะรเุ ตา แตแ่ นวสมั ผัสที่ชดั เจนไม่ปรากฏ
การใช้ประโยชน์ท่ีดิน ถ�้ำจะเข้อยู่ในพื้นท่ีอุทยานแห่งชาติเกาะตะรุเตา นับเป็น
แหล่งท่องเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์และศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน ใช้ส�ำหรับเป็นที่พักผ่อนของนักท่องเท่ียว
ท้ังคนไทยและต่างชาติ
แนวทางการพัฒนา ถ�้ำจระเข้ เป็นแหลง่ ท่องเท่ยี วเชิงอนุรกั ษ์ที่ประชาชนหรือนกั ท่องเท่ยี ว
ใหค้ วามสนใจอยา่ งมาก แนวทางในการพฒั นาตอ่ ไปควรจดั เปน็ แหลง่ เรยี นรเู้ พอื่ ศกึ ษาธรรมชาตปิ า่ ชายเลนเพม่ิ ดว้ ย
การจดั ท�ำปา้ ยให้ความรู้เกยี่ วกบั แหล่งทอ่ งเท่ียวเพ่มิ เติม
36 ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศกึ ษา
2.5 ถ�ำ้ เลสเตโกดอน (ถ้�ำวังกลว้ ย)
ทีต่ งั้ ถำ�้ เลสเตโกดอน ตง้ั อยใู่ นหมทู่ ี่ 7 บ้านคีรวี ง ต�ำบลทุ่งหว้า อ�ำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล
พิกดั (WGS84) 0587026 ตะวนั ออก 07789166 เหนอื ในแผนทภี่ ูมิประเทศ มาตราส่วน 1:50,000 ของกรม
แผนทท่ี หาร ระวางเกาะตะรุเตา (4992) การเดนิ ทางจากจังหวดั สตลู ไปตามทางหลวงหมายเลข 416 มุง่ หนา้ ไป
ยงั จงั หวดั ตรงั ประมาณ 85 กิโลเมตร จากน้ันเลยี้ วซ้ายไปยงั บา้ นคีรีวง ประมาณ 500 เมตร
ลักษณะแหล่ง ถ้�ำเลสเตโกดอน เดิมมีชื่อว่าถ�้ำวักล้วนต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเน่ืองจากค้นพบ
ซากดกึ ด�ำบรรพช์ า้ งบริเวณถ้�ำแหง่ น้ี ลกั ษณะของถ�ำ้ นำ�้ ไหลลอดทะลุไปยังทะเล มหี ินงอกหินย้อยทส่ี วยงามแล้ว
และพบซากดกึ ด�ำบรรพข์ องช้างแหง่ แรกของภาคใต้ เป็นซากชา้ งโบราณ 2 สกลุ คือ สเตโกดอน และเอลลิฟาส
และยังพบฟอสซลิ แรดโบราณอกี 2 สกุล คอื เกนดาธเิ รียม และคโิ ลธิเรียม
รปู แสดง บริเวณถำ้� เลสเตโกดอน ต�ำบลทุ่งหวา้
รูปแสดง ซากกระดูกขากรรไกรพร้อมฟันกรามดา้ นลา่ งขวาของช้างสกลุ สเตโกดอน
ลักษณะธรณีวิทยา ธรณีวิทยาเป็นถ้�ำหินปูนออร์โดวิเชียนท่ีเกิดจากการกัดเซาะท�ำให้
เกดิ โพรง ตามบริเวณรอยแตกภายในถ้�ำเมื่อน้�ำไหลผ่านหนิ ปนู ละลายเอาแคลเซียมคารบ์ อเนตแล้วตกผลกึ กลาย
เป็นหินงอกหินย้อย พบซากดึกด�ำบรรพ์ซากกระดูกขากรรไกรพร้อมฟันกราม ซี่ท่ี 2 และ 3 ด้านล่างขวาของ
ชา้ งดึกด�ำบรรพ์สกลุ สเตโกดอน อายปุ ระมาณ 1.8-0.01ล้านปมี าแล้ว อยใู่ นยุคไพลสโตซีน
การใช้ประโยชน์ที่ดิน บริเวณถ�้ำเลสเตโกดอน ยังเป็นพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชนอยู่
ยังไมเ่ ปิดเปน็ แหลง่ ท่องเที่ยวอยา่ งเป็นทางการ
แนวทางการพัฒนา ถ�้ำเลสเตโกดอน อยใู่ นความดแู ลขององคก์ ารบรหิ ารส่วนต�ำบลทุง่ หวา้
37 ชุดวิชา อทุ ยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศึกษา
ซ่ึงมีแผนที่จะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและศึกษาธรรมชาติ เช่น การเตรียมเรือแคนูไว้ส�ำหรับบริการ
นักท่องเท่ยี ว การประชาสมั พนั ธ์ และฝกึ อบรมเกยี่ วกบั คนน�ำเทย่ี วถ้ำ� จระเข้ พรอ้ มทัง้ การพัฒนาสาธารณูปโภค
เพิ่มเติม เน่ืองจากถ้�ำจระเข้อยู่ท่ามกลางพ้ืนที่เกษตรกรรมของชุมชน ดังนั้นแนวทางในการพัฒนาควรชี้แจง
ถึงความส�ำคัญของการพัฒนาและอนุรักษ์แหล่งดังกล่าว ควรที่จะมีการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ
ท้ังในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น รวมถึงรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันดูแลแหล่งอนุรักษ์อันควรทางธรณีวิทยาใน
บรเิ วณดงั กลา่ วใหถ้ กู ตอ้ งตามหลกั วชิ าการ ปจั จบุ นั องคก์ ารบรหิ ารสว่ นต�ำบลทงุ่ หวา้ และหนว่ ยงานทเี่ กยี่ วขอ้ งยงั
ได้เริม่ มีการศกึ ษาวิจยั เพอ่ื การประเมนิ ศกั ยภาพเพอื่ ให้เป็นสว่ นหนึ่งของอทุ ยานธรณีของจังหวดั สตลู ตอ่ ไปแลว้
2.6 ถำ้� เจ็ดคต
ทต่ี งั้ ถำ�้ เจด็ คต ตงั้ อยบู่ รเิ วณบา้ นปา่ พน หมทู่ ่ี 6 ต�ำบลปาลม์ พฒั นา อ�ำเภอมะนงั จงั หวดั สตลู
พกิ ัด (WGS84) : 0306819 ตะวันออก 0785749 เหนือ อยูท่ างทศิ เหนอื ของน�ำ้ ตกวงั สายทองห่าง ประมาณ
2 กิโลเมตร สามารถเดนิ ทางโดยรถยนต์ไปยังต�ำบลปาลม์ พัฒนา อ�ำเภอมะนัง จากนั้นจะมีปา้ ยบอกทางตลอด
จากนนั้ ตอ้ งเชา่ เรือแคนเู พ่อื ลอ่ งไปตามล�ำคลองมะนังเพื่อไปเขา้ ชมถ้ำ� ใชเ้ วลาล่องเรอื ประมาณ 30 นาที
ลักษณะแหล่ง ถ�้ำเจ็ดคต หรือ “ถ�้ำสัตคูหา” มีความกว้าง 70-80 เมตร ยาวประมาณ
600 เมตร มคี วามสงู ของเพดานถำ�้ ประมาณ 100-200 เมตร มลี �ำคลองมะนงั ไหลผา่ นในถำ้� ทค่ี ดเคย้ี วตลอด ตน้ นำ้�
เกิดจากถ�้ำโตนอย่ทู างเหนอื ของถ�้ำป่าพน อ�ำเภอมะนัง คลองมะนังไหลออกปากถ�้ำไปบรรจบกบั คลองละงู ซ่ึงมี
ตน้ น้�ำเกิดจากภเู ขาในจงั หวดั ตรงั ถ�ำ้ เจ็ดคตแบ่งออกเป็น 7 ชว่ งหรอื คหู า ดงั น้ี
คหู าท่ี 1 เรียกวา่ “สาวยม้ิ ” ผนังถำ�้ มีสีเขยี วมรกตมหี นิ งอกหินยอ้ ยอยหู่ น้าถ�ำ้
คูหาท่ี 2 เรียกวา่ “นางคอย” มหี นิ งอก หนิ ย้อย สวยงาม และฝงู ค้างคาวจ�ำนวนมาก
คูหาที่ 3 เรยี กว่า “เพชรร่วง” สว่ นบนของผนังถำ�้ มีชอ่ ง ให้แสงอาทติ ย์ส่องลอดลงมาได้
เมื่อแสงอาทิตย์กระทบกบั ผนังถำ้� จงึ เกดิ ประกายแวววาวเหมือนเพชร
คูหาท่ี 4 เรยี กว่า “เจดยี ์สามยอด” พน้ื ทางเดนิ เปน็ หิน ลักษณะคล้ายดอกกุหลาบ
คหู าท่ี 5 เรยี กวา่ “นำ้� ทพิ ย”์ ตามผนงั ถำ้� เปน็ หนิ ยอ้ ยสขี าวและนำ�้ ตาลซอ้ นกนั คลา้ ยผา้ มา่ น
คูหาท่ี 6 เรยี กว่า “ฉตั รทอง” มหี นิ งอก หินยอ้ ยซอ้ นเหลือ่ มกันเปน็ ชั้นเสมอื นฉตั ร
คูหาท่ี 7 เรียกวา่ “ส่องนภา” ภายในมีหินงอก หินย้อย รูปทรงคลา้ ยดอกบัว
ลักษณะธรณีวิทยา หินบริเวณนี้เป็นหินปูนของหมวดหินรังนก กลุ่มหินทุ่งสง
ในยคุ ออรโ์ ดวิเชียน
การใช้ประโยชน์ที่ดิน ถ้�ำเจ็ดคตใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ขององค์การบริหารส่วน
ต�ำบลปาล์มพัฒนา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเท่ียวที่อยู่ใกล้กันคือน�้ำตกวังสายทอง มีการเปิดบริการเรือแคนู เพ่ือใช้
ล่องล�ำน้ำ� ชมถ�้ำ
38 ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดับประถมศึกษา
ภาพแสดง หนิ งอกหนิ ย้อยบริเวณถ�้ำเจ็ดคต
แนวทางการพัฒนา ถ้�ำเจ็ดคต ถูกพฒั นาให้เป็นแหลง่ ท่องเทีย่ วประจ�ำจังหวัดสตลู ปัจจบุ ัน
อยใู่ นความดแู ลขององคก์ ารบรหิ ารสว่ นต�ำบลพฒั นา เนอื่ งจากต�ำบลปาลม์ พฒั นามแี หลง่ ทอ่ งเทย่ี วอนื่ ๆ ใกลเ้ คยี ง
เช่น ถำ�้ ภผู าเพชร น�ำ้ ตกวังใต้หนาน และพิพธิ ภณั ฑบ์ ้านรากไม้ ดงั น้นั แนวทางในการพฒั นาตอ่ ไปควรเช่ือมโยง
แหล่งท่องเท่ียวใกล้เคียงและเปิดเป็นเส้นทางท่องเท่ียวเชิงอนุรักษ์ประจ�ำท้องถิ่น มีการประชาสัมพันธ์
เพ่อื เชิญชวนแหลง่ ทอ่ งเท่ียวมาใหม้ ากขน้ึ และมกี ารฝกึ อบรมไกดป์ ระจ�ำทอ้ งถ่นิ
ลักษณะแหล่ง เป็นถ้�ำขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองไทย และใหญ่ติดอันดับ 4 ของโลก
ความสวยงามของถ้�ำภูผาเพชร ภายในพ้ืนที่กว้างขวางโอ่โถง โอฬารตระการตา เพดานถ�้ำสูงโปร่ง เน้ือที่โดย
ประมาณ 50 ไร่ ภายในถ�้ำธรรมชาติไดร้ งั สรรคค์ วามสวยงามไว้เปน็ รูปแบบต่าง ๆ เปน็ ทีแ่ ปลกตา และมหศั จรรย์
ย่ิงนัก ลีลาของประติมากรรมธรรมชาติอันเกิดจากหยดน�้ำ ท�ำให้ภายในถ�้ำเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อย แบ่งเป็น
หอ้ งต่าง ๆ ไมต่ ำ่� กวา่ 20 หอ้ ง สามารถเขา้ ชมถ้ำ� ไดท้ กุ วันตัง้ แต่เวลา 08.30-15.30 น. ชว่ งวันหยดุ เทศกาล ตั้งแต่
เวลา 08.30-16.00 น. ภายในถ�้ำจะมีไฟฟ้า และทางเดินท่ีท�ำด้วยไม้ให้นักท่องเที่ยวไปตามทาง เพ่ือไม่ให้
เหยียบย่�ำหินงอกหินย้อยต่าง ๆ เม่ือเข้าไปในถ้�ำจะได้พบกับหินงอกหินย้อยต่าง ๆ หลายล้านปี ภายในถ�้ำจะมี
ห้องโถงแบบโรมันหลายห้อง เช่น ห้องม่านเพชร มีประกายเพชรระยิบระยับตระการตาโดยเฉพาะเม่ือต้องกับ
แสงไฟ หอ้ งโดมศลิ าเพชร หอ้ งปะการัง หอ้ งพญานาค หอ้ งลานเพลิน เปน็ ต้น
ลักษณะธรณวี ทิ ยา หินบริเวณน้เี ปน็ หนิ ปนู สีเทาด�ำ กลมุ่ หนิ ทงุ่ สงในยุคออร์โดวิเชียน
การใช้ประโยชน์ท่ีดนิ ถำ้� ภูผาเพชร ใช้เปน็ แหล่งท่องเที่ยวเชงิ อนุรักษ์ และเป็นแหลง่ ศึกษา
ธรรมชาตทิ ่ดี ีแห่งหนึง่ ในความดูแลขององค์การบริหารส่วนต�ำบลปาล์มพฒั นา
แนวทางการพัฒนา ถ้�ำภูผาเพชร นอกจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวท่ีมีช่ือเสียงประจ�ำจังหวัด
สตูลแล้ว ยังมีการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคคอยรองรับนักท่องเท่ียว มีป้ายประชาสัมพันธ์ มีไกด์คอยแนะน�ำ
มีการจัดท�ำเส้นทางท่องเที่ยวอย่างดี แนวทางในการพัฒนาต่อไปควรเน้นการบริหารจัดการเพ่ือพัฒนาเป็น
แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืน มีการเชื่อมโยงกับแหล่งอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง และมีการประชาสัมพันธ์
เพ่ือเป็นแหลง่ ท่องเที่ยวระดับประเทศต่อไป
39 ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณสี ตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศึกษา
2.8 เกาะหินงาม
ท่ีต้ัง ที่ต้ังบริเวณเกาะหินงาม อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะอาดัง-ราวี
ต�ำบลเกาะสาหรา่ ย อ�ำเภอเมอื งสตลู พกิ ดั (WGS84) 0529035 ตะวนั ออก 0720173 เหนอื ระหวา่ ง บา้ นเกาะอาดงั
(4822 III) พนื้ ที่ประมาณ 2 ไร่ ตามแนวชายหาด เขา้ ถงึ โดยทางเรือจากทต่ี ัง้ อุทยานแหง่ ชาตหิ มูเ่ กาะตะรุเตาถึง
แหล่งทอ่ งเที่ยวประมาณ 6 กิโลเมตร
ลกั ษณะของแหลง่ เปน็ แหลง่ กรวดมนกลมสดี �ำ แขง็ มาก มหี ลายขนาดตง้ั แต่ 1x1 เซนตเิ มตร
ถึง 50x50 เซนติเมตร กองรวมกันอยู่และลงไปในทะเลริมเกาะ เกิดจากการผุพังของหินอายุกว่า 300 ล้านปี
ในบริเวณนั้นโดยการกดั กร่อนของคลื่นทีร่ นุ แรง
ลักษณะธรณวี ิทยา เป็นหินฮอรน์ เฟล (Hornfel) ทีห่ ินเดิมเป็นหนิ ในหมวดหนิ แหลมไม้ไผ่
ในกล่มุ หินแก่งกระจาน ประกอบด้วยหนิ โคลน หนิ ทรายแปง้ และหินทราย โดยทเี่ ห็นเปน็ ลวดลายน้นั เป็นชั้น
ของหินทรายแป้งที่แทรกอยู่ในหินโคลน เม่ือหินแกรนิตแทรกข้ึนมาในยุคไทรแอสสิก สัมผัสกับหินในหมวดหิน
แหลมไม้ไผ่ ท�ำให้หินแหลมไม้ไผ่บางส่วนมีการแปลสภาพแบบสัมผัส (contact metamorphism) กลายเป็น
หินฮอร์นเฟล ดังกล่าว ซ่ึงต่อมาโดยกระบวนการ การผุพังอยู่กับที่ (Weathering) และการกร่อน (erosion)
โดยสภาพอากาศและการกระท�ำของคล่ืน (wave action) ท่ีรุนแรงทุกทิศทางการกระท�ำต่อหินท่ีแตกหัก
เกิดการขัดเกลาจนกลมมนสะสมตวั อยบู่ รเิ วณนน้ั
การใช้ประโยชน์ท่ีดิน เกาะหินงาม นับเป็นอีกหนึ่งชายหาดที่มีความเป็นเอกลักษณ์
ที่โดดเด่นในเร่ืองของหาดหินกรวด และอยู่ใกล้กับหาดต่าง ๆ ในบริเวณเกาะอาดังราวี ใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
ส�ำหรับประชาชนและนักทอ่ งเท่ยี วทว่ั ไป
ภาพแสดง บรเิ วณเกาะหินงาม
40 ชุดวิชา อุทยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดับประถมศกึ ษา
แนวทางการพัฒนา เกาะหินงาม อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา
ซง่ึ มกี ารพฒั นาและอนรุ กั ษอ์ ยา่ งใกลช้ ดิ ดงั นนั้ แนวทางในการพฒั นาตอ่ ไปควรบรู ณาการและท�ำสอ่ื ประชาสมั พนั ธ์
ให้ความรู้แกน่ กั ทอ่ งเท่ยี วเกย่ี วกบั ความเปน็ มาและความส�ำคัญของเกาะหนิ งามในเชงิ ธรณวี ิทยาเพม่ิ เติม เพ่ือให้
นักทอ่ งเทย่ี วสามารถเข้าใจถึงววิ ัฒนาการ การเกดิ หาดหินกรวดอย่างถกู ตอ้ งตอ่ ไป
2.9 ชายฝัง่ ทะเลหาดปากบารา
ที่ตั้ง เป็นหาดอยู่บริเวณบ้านปากบารา ต�ำบลปากน�้ำ อ�ำเภอท่าแพ จังหวัดสตูล พิกัด
(WGS84) 0581444 ตะวันออก 0757112 เหนือ ตะวนั ออกในแผนทภี่ มู ิประเทศ มาตราสว่ น 1: 50,000 ของ
กรมแผนทที่ หาร ระวางที่ 4922 IV การเขา้ ถงึ จากอ�ำเภอเมอื งสตลู ไปตามถนน 4078 (สตลู – ละง)ู ถงึ อ�ำเภอละงู
ไปตามถนน 4052 (ละง-ู ปากบารา) ระยะทางประมาณ 10 กโิ ลเมตร ก่อนถึงท่าเทยี บเรือปากบารา
ลกั ษณะแหลง่ เปน็ ชายหาดที่มีการทบั ถมของทราย โครงสรา้ งจากธรรมชาติ ทีห่ ายากและ
สวยงาม เปน็ ชายหาดทรายสีขาวละเอยี ดเป็นแนวยาวประมาณ 2 กิโลเมตร
การใช้ประโยชน์ทดี่ นิ หาดปากบาราเป็นหาดท่ยี าวเมด็ ทรายหยาบและไม่ขาวนกั สามารถ
ลงเล่นน้�ำได้เป็นบางช่วง ทิวทัศน์ในท้องทะเลสวยงาม ด้านเหนือหาดจัดเป็นสถานท่ีพักผ่อน มีร้านค้า
สวนสาธารณะ และทพ่ี กั เป็นจุดชมพระอาทติ ยต์ กทส่ี วยงาม
ภาพแสดง บรเิ วณชายหาดปากบารา อ�ำเภอละงู
แนวทางการพัฒนา หาดปากบาราเป็นสถานที่ท่องเท่ียวหน่ึงท่ีเป็นที่สนใจส�ำหรับ
นักท่องเท่ียว ในอดีตหาดปากบาราพบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอย่างต่อเน่ือง จนมีการสร้างสิ่งป้องกัน
ตามแนวชายฝั่งทะเลส่งผลให้ทัศนียภาพของหาดปากบาราสวยงามลดน้อยลงไป ปัจจุบันมีการเปิดร้านอาหาร
ท่ีพกั และกจิ กรรมต่าง ๆ บรเิ วณชายฝงั่ ท่เี พิ่มมากขึน้ ซง่ึ อาจจะสง่ ผลกระทบต่อสภาพแวดลอ้ มและทศั นยี ภาพ
ของหาดปากบาราในระยะยาว ดังนั้นควรมีการบริหารจัดการเพ่ือให้หาดปากบารายังคงสภาพท่ีสวยงามและ
รณรงค์ใหผ้ ูป้ ระกอบการ นกั ท่องเท่ียวตระหนกั ถงึ แนวคิดการทอ่ งเทยี่ วเชงิ อนรุ กั ษอ์ ย่างยง่ั ยนื ตอ่ ไป
41 ชุดวิชา อทุ ยานธรณีสตลู 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศึกษา
2.10 หาดราไว
ทต่ี งั้ เปน็ หาดอยบู่ รเิ วณบา้ นราไว ต�ำบลขอนคลาน อ�ำเภอทงุ่ หวา้ จงั หวดั สตลู พกิ ดั (WGS84)
0574158 ตะวันออก 0773727 เหนอื ในแผนทภ่ี มู ิประเทศ มาตราส่วน 1 : 50,000 ขอกรมแผนทีท่ หาร ระหว่าง
ที่ 4923 III การเข้าถงึ เดินทางตามเสน้ ทางหลวงหมายเลข 4078 (ละงู – ทุ่งหวา้ ) กิโลเมตรที่ 22 แยกซ้ายเข้า
ถนน รพช. (นาทอน – มะหงัง) อีก 5 กิโลเมตร แลว้ เลีย้ วซ้ายไปอีก 8 กิโลเมตร
ลักษณะแหลง่ เปน็ ชายหาดทย่ี าวทสี่ ุดของจังหวัดสตลู เป็นชายหาดทรายสปี นโคลน มเี ศษ
เปลอื กหอยและเปลอื กหอยสขี าวกระจายทัว่ ชายหาด ยามน้�ำขึน้ น้�ำลงจะเห็นคราบของเศษเปลอื กหอยกระจาย
อยอู่ ย่างชัดเจน เปน็ ระยะทางยาวประมาณ 2 กโิ ลเมตร มองดา้ นหนา้ ชายหาดจะเปน็ เกาะหลายเกาะ
การใช้ประโยชน์ท่ีดิน เน่ืองจากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวท่ีส�ำคัญ ท�ำให้มีการจัดภูมิทัศน์ใหม่
บริเวณหาดมีสวนสาธารณะ ที่พักผ่อนส�ำหรับนักท่องเท่ียว เหมาะส�ำหรับผู้รักธรรมชาติท่ีมีความประสงค์จะไป
เยี่ยมชมหาดท่ียาวที่สุดของจังหวัดสตูล
แนวทางการพฒั นา หาดราไวถกู พฒั นาใหเ้ ปน็ สวนสาธารณะเพอื่ พกั ผอ่ นหยอ่ นใจ ซง่ึ แนวทาง
ในการพัฒนาควรมุ่งเน้นการจัดท�ำป้ายให้ความรู้เก่ียวกับความลักษณะภูมิศาสตร์ของจังหวัดสตูล ลักษณะทาง
ธรณวี ทิ ยา เนอื่ งจากระบบสาธารณปู โภคทเ่ี คยมไี มไ่ ดก้ ารบ�ำรงุ ดแู ลรกั ษาใหเ้ หมาะกบั การใชง้ าน จงึ ควรปรบั ปรงุ
ให้มีสภาพท่ีพร้อมใชง้ าน และควรพัฒนาแหล่งร้านคา้ เพอื่ ไวบ้ ริการนกั ทอ่ งเท่ียวด้วย
2.11 หาดกรวดเสียงดนตรี อ่าวดา่ น
บริเวณนี้เป็นแหล่งธรณีสัณฐานซึ่งมีลักษณะเด่น คือ เป็นหาดกรวดอย่างเดียวท่ีกรวด
แต่ละก้อนมีสีสันสวยงามมาก ส�ำนักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี (2553) ใช้ช่ือแหล่งธรณีวิทยาบริเวณนี้ว่า
“หาดกรวดเสียงดนตรี อา่ วดา่ น”
ที่ตั้ง อยู่บรเิ วณอ่าวดา่ น บนเกาะตะรุเตา ต�ำบลเกาะสาหรา่ ย อ�ำเภอเมอื ง จงั หวดั สตูล พิกัด
(WGS84) 0573939 ตะวนั ออก 0720036 เหนือ ระวางแผนท่เี กาะตะรเุ ตา (4922 III) ยาว 1 กิโลเมตร ตามแนว
ชายหาด เขา้ ถงึ ได้ทางเรอื หา่ งจากทตี่ ั้งทท่ี �ำการอุทยานแหง่ ชาติหมเู่ กาะตะรเุ ตา ประมาณ 29 กโิ ลเมตร
ลกั ษณะของแหลง่ หาดกรวดคอ่ นขา้ งกลมมนสนี ำ�้ ตาลคลา้ ยชอ็ คโกแลต มหี ลายขนาด วางตวั
ยาวตามแนวชายฝั่งเป็นระยะประมาณ 1 กิโลเมตร เม่ือมีคลื่นซักเข้าออก จะมีเสียงดังคล้ายเสียงดนตรี เป็น
สิ่งมหัศจรรย์ที่หาได้ยากมาก เกิดจากการที่คลื่นได้พัดพากรวดท่ีมีขนาดเล็กขึ้นมาแล้วกลับลงไปกระทบ
กรวดก้อนใหญ่ซ่ึงคล่นื ไมส่ ามารถพัดออกไปได้ ท�ำใหเ้ กิดเสียงคลา้ ยเสียงดนตรดี ังกล่าว
ลักษณะธรณีวิทยา กรวดบริเวณหาดนี้ มีหลายขนาดคละเคล้ากัน โดยมากจะ
เป็นกรวดหนิ ทราย มคี วามมนดี ถึงดมี าก บริเวณตะวนั ออกของหาด พบช้ันหินทราย สลับหินดนิ ดาน หนิ ทราย
จะมสี ีนำ้� ตาลถึงน้�ำตาลแกมแดง พบซากดกึ ด�ำบรรพ์ ไดแ้ ก่ ไทรโลไบต์ และแบรคิโอพอด เปน็ ตน้
การใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ หาดกรวดเสยี งดนตรี นบั เปน็ อกี หนง่ึ ชายหาดทมี่ คี วามเปน็ เอกลกั ษณ์
ท่ีโดดเด่นในเร่ืองของหาดกรวดหิน อยู่ในพื้นท่ีดูแลของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา ใช้เป็นแหล่งท่องเท่ียว
42 ชุดวิชา อุทยานธรณีสตลู 1 สค13122 >>>ระดับประถมศกึ ษา
ส�ำหรับประชาชนและนกั ท่องเท่ยี วทั่วไป
แนวทางการพัฒนา หาดกรวดเสียงดนตรี อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติ
หมู่เกาะตะรุเตา มีความส�ำคัญเก่ียวกับธรณีสัณฐานการเกิดกรวดหินที่สวยงามในปัจจุบัน ดังนั้นแนวทางใน
การพัฒนาต่อไปควรบูรณะการและท�ำสื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวเกี่ยวกับความเป็นมาและ
ววิ ัฒนาการการเกิดหาดกรวดหนิ เพ่มิ เติม เพอื่ ให้นักทอ่ งเทย่ี วสามารถเข้าใจ ความสามารถเขา้ ใจถงึ อยา่ งถูกตอ้ ง
ตอ่ ไป
2.12 หาดทรายดูดเกาะอาดัง แหล่งธรณีวิทยาบริเวณนี้ ต้ังอยู่บริเวณอ่าวตะโล๊ะแลและ
ทางทิศตะวันออกของเกาะอาดัง ส�ำนักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี (2533) ให้ช่ือแหล่งธรณีวิทยาน้ีว่า
“หาดทรายดูดเกาะอาดงั ”
ท่ีต้ัง อยู่บริเวณเกาะอาดัง ต�ำบลเกาะสาหร่าย อ�ำเภอเมือง จังหวัดสตูล พิกัด (WGS84)
0535593 ตะวนั ออก 0724394 เหนือ ระวางบา้ นเกาะอาดงั (4822 III) ชายหาดมคี วามยาวประมาณ 1 กโิ ลเมตร
เขา้ ถึงโดยทางเรอื จากที่ตง้ั อทุ ยานถงึ จดุ ส�ำรวจประมาณ 6 กิโลเมตร
ลักษณะของแหล่ง หาดทรายดูดเป็นหาดทรายแคบ ๆ สั้น ๆ ยาวประมาณ 200 เมตร
ลักษณะเหมือนกับหาดท่ัวไปประกอบด้วยทรายละเอียด สีขาวอมน�้ำตาล มีเศษเปลือกหอยปนเล็กน้อย แต่มี
ลกั ษณะเด่นคือ เม่อื เหยยี บลงไปแลว้ เท้าจะจมประมาณ 20-60 เซนติเมตร บริเวณที่มนี �ำ้ จะจมมากกว่าบรเิ วณ
ทีแ่ หง้ และมฟี องอากาศผุดข้นึ มาคอ่ นขา้ งมาก เกิดทุกฤดตู ลอดท้ังปี นอกกจากนีท้ รายเหลา่ นย้ี ังสามารถปนั้ เป็น
กอ้ นกลมได้ ซ่งึ แสดงถึงขนาดของตะกอนทรายบริเวณน้ี
ลกั ษณะธรณีวทิ ยา หาดทรายบริเวณนปี้ ระกอบดว้ ยตะกอนของหินทรายแป้ง (Siltstone)
มโี คลนปนบา้ งเลก็ นอ้ ย เกดิ จากการผพุ งั ของหนิ ตะกอนยคุ คารบ์ อนเิ ฟอรสั -เพอรเ์ มยี น เมอ่ื อมิ่ ตวั ดว้ ยนำ้� จะท�ำให้
ยุบลงไปเมอื่ มนี ำ้� หนกั กดทับเน่อื งจากมโี คลน ท�ำให้รับนำ้� หนกั ได้ไมด่ ี โดยโคลนเหลา่ นจ้ี ะมาจากการผุพงั ของหนิ
โคลนในหมวดหนิ แหลมไม้ไผ่แลว้ ถูกพัดพามาสะสมตัวบริเวณชายหาดดงั กล่าว
การใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ หาดทรายดดู มคี วามเปน็ เอกลกั ษณท์ โ่ี ดดเดน่ ในเรอ่ื งของตะกอนของ
หนิ ทรายแปง้ สขี าวทเี่ กดิ การผพุ งั ใชเ้ ปน็ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วส�ำหรบั ประชาชนและนกั ทอ่ งเทย่ี วส�ำหรบั ประชาชนและ
นักทอ่ งเทยี่ วท่ีน่าสนใจอกี แหล่งหนึ่ง
แนวทางการพัฒนา หาดทรายดูดเกาะอาดัง อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติ
หมเู่ กาะตะรเุ ตา มคี วามส�ำคญั เกยี่ วกบั ธรณสี นั ฐานการเกดิ หาดทรายแปง้ สขี าว นำ้� ทะเลใสสวยงาม ดงั นน้ั แนวทาง
ในการพัฒนาต่อไปควรบูรณาการและท�ำสื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวเก่ียวกับความเป็นมาและ
วิวัฒนาการการเกิดหาดดงั กล่าว เพือ่ ให้นักท่องเท่ียวสามารถเขา้ ใจอย่างถูกตอ้ งต่อไป
2.13 หาดทรายด�ำเกาะอาดัง
แหลง่ ธรณวี ทิ ยาบรเิ วณน้ี ตงั้ อยทู่ างทศิ ใตข้ องเกาะอาดงั เปน็ แหลง่ ธรณวี ทิ ยาประเภทแหลง่
ธรณสี ณั ฐานทม่ี ลี กั ษณะพเิ ศษทเ่ี มด็ กรวดทรายจะมสี ดี �ำ ส�ำนกั ธรณวี ทิ ยา กรมทรพั ยากรธรณี (2553) ใหช้ อื่ แหลง่
ธรณวี ิทยานีว้ ่า “หาดทรายด�ำเกาะอาดงั ”
43 ชุดวชิ า อทุ ยานธรณสี ตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศกึ ษา
ภาพแสดง หาดทรายดำ� เกาะอาดัง
ท่ีต้ัง อยู่บริเวณเกาะอาดัง ต�ำบลเกาะสาหร่าย อ�ำเภอเมือง จังหวัดสตูล พิกัด (WGS84)
0534603 ตะวันออก 0719635 เหนือ ระวางบ้านเกาะอาดัง (4822 III) ชายหาดมีความยาว 600 เมตร
ตามแนวชายหาด เขา้ ถงึ โดยเดนิ เทา้ จากที่ต้ังท่ีท�ำการอุทยานแหง่ ชาติหม่เู กาะตะรเุ ตา ประมาณ 100 เมตร
ลกั ษณะของแหล่ง หาดทรายด�ำบริเวณอ่าวแหลมสน บนเกาะอาดงั มีลักษณะเดน่ ตรงทจี่ ะ
มีเม็ดทรายสีด�ำปนอยู่ในเม็ดทรายสีขาว มีความสวยงามแปลกตาต่างจากหาดทรายทั่วไป โดยเฉพาะหาดทราย
บริเวณน้ีนอกจากมีสีด�ำแล้ว เม็ดทรายจะมีเม็ดหยาบมีขนาดใหญ่กว่าเม็ดทรายทั่วไป ดังนั้นหากเดินเท้าเปล่า
บนหาดแห่งนแ้ี ลว้ จะได้ความรู้สกึ แบบสบาย ๆ เหมือนกบั ถกู นวดและขดั ฝา่ เทา้ ไปพรอ้ ม ๆ กนั
ลักษณะธรณีวิทยา ตะกอนสดี �ำที่พบในบริเวณน้คี าดวา่ เป็นแรท่ วั ร์มาลีน (Tourmaline) ที่
ผุพังจากหนิ แกรนติ เนอื้ ดอก (porphyritic granite) โดยมผี ลกึ แร่เฟลดส์ ปารร์ ปู สี่เหล่ยี มผืนผ้าขนาด 1.5 × 2.5
เซนตเิ มตร เป็นเน้อื ดอก (phenocryts) และเนือ้ พื้น (groundmass) จะเป็นแร่ควอตซ์ เฟลดส์ ปาร์ ทวั รม์ าลีน
และไบโอไทต์ ซงึ่ หนิ แกรนิตเหล่านพ้ี บวา่ จะมีความสมั พันธก์ ับการเกดิ แรด่ ีบกุ
การใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ หาดทรายด�ำเกาะลงั กาวี มคี วามเปน็ เอกลกั ษณท์ โ่ี ดดเดน่ ในเรอ่ื งของ
ตะกอนของทรายสีด�ำท่ีเกิดการผุพังจากหินต้นก�ำเนิด ใช้เป็นแหล่งท่องเท่ียวส�ำหรับประชาชนและนักท่องเท่ียว
ท่นี ่าสนใจอีกแหล่งหนึง่
44 ชดุ วชิ า อุทยานธรณสี ตูล 1 สค13122 >>>ระดับประถมศึกษา
2.14. หาดพทั ยา เกาะหลเี ป๊ะ
แหล่งธรณีวิทยาบริเวณนี้ ต้ังอยู่ทางทิศเหนือของเกาะหลีเป๊ะ ส�ำนักธรณีวิทยา
กรมทรัพยากรธรณี (2553) ให้ชือ่ แหลง่ ธรณีวิทยานวี้ ่า “หาดพัทยา เกาะหลเี ป๊ะ”
ภาพแสดง หาดพัทยา เกาะหลีเปะ๊
ท่ีต้ัง อยูบ่ รเิ วณเกาะหลีเปะ๊ ต�ำบลเกาะสาหรา่ ย อ�ำเภอเมือง จงั หวดั สตูล พกิ ัด (WGS84)
0533635 ตะวนั ออก 0716971 เหนือ ระวางบ้านเกาะอาดงั (4822 III) ชายหาดมคี วามยาวประมาณ 300 เมตร
ตามแนวชายหาด เขา้ ถงึ โดยทางเรอื จากที่ตง้ั อทุ ยานถงึ แหลง่ ทอ่ งเทยี่ วประมาณ 1 กิโลเมตร
ลักษณะของแหล่ง เป็นหาดทรายท่ีขาวสะอาด เม็ดละเอียดมากเวลาเดินด้วยเท้าเปล่า
จะรสู้ กึ นมุ่ เทา้ เหมอื นเดนิ บนพนื้ ก�ำมะหยี่ ชายหาดมคี วามลาดชนั นอ้ ย ดงั นน้ั จงึ สามารถเดนิ เทา้ เปลา่ ไปชมปะการงั
ท่ีมีอยู่มากมายได้
ลักษณะธรณีวิทยา ชายหาดบริเวณนี้เกิดจากการผุพังของหินแกรนิตท่ีแทรกข้ึนมาใน
ยคุ ไทรแอสสกิ มขี นาด silt-very fine sand สขี าว มเี ปลอื กหอยและปะการงั ทแี่ ตกหกั บา้ ง คลนื่ บรเิ วณนจี้ ะไมแ่ รง
เนื่องจากเปน็ แอง่ ทเ่ี วา้ เขา้ มาประมาณ 1 กิโลเมตร ดงั นนั้ ตะกอนทีถ่ กู พดั พามาจึงมขี นาดเล็กมาก
การใช้ประโยชน์ที่ดิน หาดพัทยา เกาะหลีเป๊ะ ข้ึนช่ือในเร่ืองของหาดทรายสีขาวสะอาด
นอกชายฝง่ั มปี ะการงั ทสี่ วยงาม เปดิ เปน็ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วทส่ี �ำคญั อกี แหง่ หนงึ่ ของอทุ ยานแหง่ ชาตหิ มเู่ กาะตะรเุ ตา
แนวทางการพัฒนา หาดพัทยา เกาะหลีเป๊ะ อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติ
หมู่เกาะตะรุเตา มีความส�ำคัญเก่ียวกับธรณีสัณฐานการเกิดหาดทรายสีขาว น�้ำทะเลใสสวยงาม มีการเท่ียวชม
ด�ำน�้ำดูปะการัง ซึ่งปะการังดังกล่าวมีความอ่อนไหวต่อการถูกรบกวนระบบนิเวศน์และถูกท�ำลายได้ง่าย ดังน้ัน
แนวทางในการพัฒนาต่อไป ควรส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงนิเวศน์ที่ไม่รบกวนระบบนิเวศน์มากเกินไป มีการให้
ความรคู้ วามเขา้ ใจแกน่ กั ท่องเทยี่ วทถี่ ูกตอ้ งในการชมปะการงั
45 ชดุ วิชา อุทยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดับประถมศึกษา
3. แหลง่ ธรณีวทิ ยาโครงสรา้ ง
แหลง่ ธรณีวิทยาโครงสรา้ ง (Geological Structures) หมายถงึ แหลง่ ท่เี กดิ จากกระบวนการ
ทางธรณีวิทยาโครงสร้าง เช่น รอยเลื่อน (Fault) แนวแตก (Joint) และรอยแตก (Fracture) ในเน้ือหินหรือ
เปลือกโลก หรือแหล่งธรรมชาติที่มีลักษณะรูปร่างท่ีเป็นผลจากธรณีโครงสร้างดังกล่าว ในพ้ืนท่ีจังหวัดสตูล
มแี หลง่ ธรรมชาตทิ างธรณวี ทิ ยา ประเภทแหลง่ ธรณวี ทิ ยาโครงสรา้ งทม่ี คี วามโดดเดน่ จ�ำนวน 4 แหลง่ รายละเอยี ด
ดังนี้
3.1 แหล่งธรณวี ทิ ยาโครงสร้างอา่ วพนั เตมะละกา
เปน็ แหล่งธรณโี ครงสรา้ งแบบปฐมภูมิหลายชนดิ ในชนั้ หินตะกอนของกลุม่ หินตะรุเตา ไดแ้ ก่
โครงสร้างชัน้ หินเฉยี งระดบั แบบลูกบอลและรูปหมอน (ball and pillow cross bedding) รปู พมิ พ์จากน้�ำหนกั
(lode casts) ชนั้ หนิ มวนซอ้ นทบั (convolute bedding) และชน้ั หนิ โกง่ ตวั ทเ่ี กดิ จากพายุ (hammocky bedding)
ส�ำนักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี (2533) ใหช้ ือ่ แหล่งธรณีวทิ ยาประเภทแหล่งธรณีโครงสร้างในบรเิ วณน้วี ่า
“อา่ วพนั เตมะละกา”
ท่ีตั้ง ตั้งอยู่บนเกาะตะรุเตา ต�ำบลเกาะสาหร่าย อ�ำเภอเมือง จังหวัดสตูลพิกัด (WGS84)
0571312 E 0741095 N ระวางแผนท่เี กาะตะรุเตา (4922 III) มีขอบเขตยาว 400 เมตร ตง้ั แตแ่ หลมจระเข้
ถงึ ฝง่ั ตรงข้ามท่าเรือบริเวณทที่ �ำการอุทยานแห่งชาตหิ มู่เกาะตะรเุ ตา สามารถเข้าถงึ ได้ทางเรือ
ลักษณะของแหล่ง บริเวณปากคลองจะพบเห็นแนวหินที่แก่ที่สุดของประเทศไทย อายุ
ประมาณ 500ลา้ นปี หินมหี ลากสที ้ังนำ�้ ตาลแดง มว่ งแดง วางตัวเอยี งไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนอื
ลักษณะทางธรณีวิทยา ในบริเวณปากคลองพันเตมะละกาน้ีจะมีแนวรอยต่อของหินทราย
ในกลุ่มหินตะรุเตาตอนบนซ่ึงมีอายุแคมเบลียนตอนบน กัลป์หินปูนยุคออร์โดวิเชียน หินในกลุ่มหินตะรุเตาเป็น
พวกหินทรายแป้ง ที่แทรกสลับกับหินดินดานปนทรายแป้ง หินทรายแป้งมีไมกา สีน้�ำตาลแดง ม่วงแดง
พบโครงสรา้ งปฐมภมู ชิ ดั เจน โดยหนิ แสดงชน้ั และแนวชน้ั เฉยี งระดบั แบบลกู บอลและรปู รปู พมิ พจ์ ากนำ้� หนกั และ
โครงสร้างการเคล่ือนไหวในตอนบนของล�ำดับชั้นหิน การวางตัวของช้ันหินอยู่ในแนวตะวันตกเฉียงเหนือ
การเอียงเทไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ
การใช้ประโยชน์ท่ีดิน เป็นหาดทรายขาวละเอียดที่มีความยาวประมาณ 3-5 กิโลเมตร
มนี ำ้� ทะเลสคี รามใสเหมาะทนี่ กั ทอ่ งเทยี่ วจะใชเ้ ปน็ ทพ่ี กั ผอ่ นและเลน่ นำ�้ ทะเลจะสงบเงยี บระหวา่ งเดอื นพฤษภาคม
ถงึ เดอื นตลุ าคม บรเิ วณเดยี วกนั กบั ชายหาดเปน็ ทที่ �ำการของอทุ ยานแหง่ ชาตหิ มเู่ กาะตะรเุ ตา มกี ารสรา้ งบา้ นพกั
จ�ำนวนมาก
แนวทางการพัฒนา เน่ืองด้วยอ่าวพันเตมะละกาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่สนใจของ
นักท่องเท่ียว มีการสร้างบ้านพักจ�ำนวนมากบนหาด แนวทางการพัฒนาควรเน้นการท่องเท่ียวในเชิงอนุรักษ์
จัดท�ำป้ายใหค้ วามร้ตู ามเส้นทางศกึ ษาธรรมชาติ และจดั ระบบสาธารณปู โภค
46 ชุดวิชา อทุ ยานธรณสี ตูล 1 สค13122 >>>ระดับประถมศกึ ษา
3.2 เกาะไข่ (เกาะตะรเุ ตา) อำ� เภอเมือง จงั หวัดสตูล
รูปแสดง ซมุ้ หินธรรมชาตทิ เี่ กาะไข่
ทต่ี งั้ ต้งั อย่ทู ศิ ตะวนั ตกของเกาะตะรุเตา ต�ำบลเกาะสาหร่ายอ�ำเภอเมือง จังหวัดสตลู พกิ ดั
(WGS84) 0551455 ตะวันออก 0726689 เหนือ ในแผนท่ี 1:50,000 ของกรมแผนทีท่ หาร ระวางเกาะตะรเุ ตา
(4922 III) การเดินทางเข้าถึงแหล่ง จากจังหวัดสตูลไปตามถนน (สตูล-ละงู) จากละงูต่อไปอีก 10 กิโลเมตร
ถงึ ทา่ เทยี บเรอื ปากบารา เดนิ ทางโดยเรอื โดยสารหรอื เรอื เชา่ ซงึ่ เสน้ ทางจะผา่ นเกาะไขร่ วมระยะทางจากปากบารา
ระยะทาง 35 กิโลเมตร
ลักษณะแหล่ง เป็นเกาะขนาดเล็กที่เกิดจากน�้ำทะเลกัดเซาะเป็นโพรงใหญ่ รูปประตูโค้ง
ย่ืนลงไปในทะเล บริเวณรอบเกาะเป็นหาดทรายขาวละเอียด และรูปประตูโค้งของโขดหินตัดกับหาดทรายเป็น
ทวิ ทัศนท์ สี่ วยงามมาก ทั้งนที้ ะเลรอบ ๆ เกาะไขย่ ังมีแนวปะการังอยโู่ ดยทวั่ ไป
ลกั ษณะธรณวี ทิ ยา หนิ บนเกาะเปน็ หนิ ตะกอน อายแุ คมเบรยี น บรเิ วณทเี่ ปน็ ซมุ้ หนิ ธรรมชาติ
เปน็ บริเวณที่มรี อยเลือ่ นผ่าน ท�ำให้เกิดรอยแยก (Joint) รอยแตก (fracture) มาก สง่ ผลใหห้ ินในบรเิ วณน้นั มี
ความคงทนตอ่ การผพุ งั นอ้ ยกวา่ บรเิ วณอน่ื เมอ่ื ถกู นำ้� ทะเลกดั เซาะและถกู แรงคลน่ื กระทบนานไปจนเกดิ เปน็ โพรง
ตามทีเ่ หน็ ในปจั จบุ นั
การใช้ประโยชน์ที่ดิน เกาะไข่นอกจากมีความโดดเด่นในเชิงโครงสร้างทางธรณีวิทยาแล้ว
ยังนับเป็นสถานที่ที่ส�ำคัญและเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น (land mark) ของจังหวัดสตูลอีกด้วย เหมาะส�ำหรับ
การเลน่ นำ้� และชมววิ ทวิ ทศั นอ์ นั สวยงามของเกาะทย่ี งั คงความเปน็ ธรรมชาตกิ ลางทะเลอนั ดามนั ทกุ ปใี นชว่ งเดอื น
พฤศจิกายนจะมเี ต่าทะเลขน้ึ มาวางไข่เป็นจ�ำนวนมาก
47 ชดุ วิชา อทุ ยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดับประถมศึกษา
แนวทางการพฒั นา เนอ่ื งจากเกาะไขอ่ ยใู่ นความดแู ลของเขตอทุ ยานฯจงึ ไมม่ กี ารอนญุ าตให้
ค้างแรมได้ แต่เนื่องจากเกาะไข่เป็นแหล่งท่องเท่ียวท่ีเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวเป็นจ�ำนวนมากแนวทาง
ในการพัฒนา ควรมุ่งเน้นเป็นการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ และสร้างมูลค่าเพ่ิมของแหล่งอนุรักษ์ธรณีวิทยาด้วย
เชน่ การจดั ท�ำป้ายใหค้ วามรูเ้ กีย่ วกบั ความโดดเด่นในเชงิ วิชาการ รว่ มกบั การสร้างจดุ ชมวิว ทจ่ี อดรถ และระบบ
สาธารณูปโภคท่ีสะดวก
3.3 แหล่งธรณวี ทิ ยาโครงสร้างทะเลบัน
ท่ตี ง้ั ตั้งอยูใ่ นเขตอุทยานแหง่ ชาติทะเลบนั พกิ ดั (WGS84) 0629183 ตะวนั ออก 0741858
เหนอื ต�ำบลวังประจนั อ�ำเภอควนโดน จังหวัดสตูล ใกลช้ ายแดนไทย-มาเลเซียการเดินทางอยหู่ ่างจากตวั จังหวัด
ประมาณ 40 กโิ ลเมตร
ลกั ษณะแหล่ง ทะเลบันเปน็ แอ่งน�ำ้ จดื ขนาดใหญร่ ูปยาวรี ขอบแอ่งคอ่ นขา้ งเวา้ แหวง่ อยู่ใน
หุบเขารูปตัววี (v-shape valley) ระดับน้�ำในแอ่งมีการเปล่ียนแปลงขึ้นลงตามฤดูกาล มีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์
มีสัตวป์ า่ นานาชนิด
ลักษณะธรณีวทิ ยา ทะเลบัน ประกอบด้วย หนิ 2 ชนิด คอื กลุ่มหินปนู ออรโ์ ดวิเชยี น และ
หินแกรนิตยุคไทรแอสซิก ในหินซากพบซากดึกด�ำบรรพ์พวกนอติลอยด์ ฟองน�้ำ ปะการัง แสดงว่าในยุคที่เกิด
หนิ ปนู มสี ภาพแวดลอ้ มเปน็ ทะเล ทะเลบนั อยรู่ ะหวา่ งเขาจนี (หนิ แกรนติ ) และเขามดแดง (หนิ ปนู สลบั หนิ ดนิ ดาน)
เกิดจากการยุบตวั ของโพรงและถำ�้ ล�ำธารใต้ดนิ ซ่ึงเกดิ อยูใ่ นหนิ ปนู สลบั หนิ ดนิ ดาน
การใชป้ ระโยชนท์ ดี่ นิ เนอื่ งจากทะเลบนั อดุ มสมบรู ณไ์ ปดว้ ยปา่ ไม้ และสตั วป์ า่ ทอี่ ดุ มสมบรู ณ์
จงึ เปน็ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วส�ำหรบั ผทู้ ช่ี น่ื ชอบธรรมชาติ มกี ารตง้ั ศาลารมิ นำ�้ ส�ำหรบั นกั ทอ่ งเทย่ี ว และมบี า้ นพกั ส�ำหรบั
พักคา้ งคืน
แนวทางการพฒั นา ทะเลบนั ถกู พฒั นาใหเ้ ปน็ สวนสาธารณะเพอ่ื พกั ผอ่ นหยอ่ นใจ ซงึ่ แนวทาง
ในการพฒั นาควรมงุ่ เนน้ การจดั ท�ำปา้ ยใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั ลกั ษณะภมู ศิ าสตรข์ องจงั หวดั สตลู ลกั ษณะทางธรณวี ทิ ยา
และระบบสาธารณูปโภคที่สะดวก
3.4 แหลง่ ธรณีวิทยาโครงสรา้ งเขาโตะ๊ หงาย
แหลง่ ธรณวี ทิ ยาบรเิ วณนี้ เปน็ แหลง่ ธรณวี ทิ ยาประเภทแหลง่ ธรณโี ครงสรา้ ง ซง่ึ มคี วามส�ำคญั
ทางด้านธรณีวิทยาอีกแหล่งหนึ่งเน่ืองจากเป็นธรณีโครงสร้างประกอบรอยเลื่อนท่ีเป็นรอยต่อระหว่างหิน
ในยคุ แคมเบรียนและยุคออร์โดเชียน ส�ำนักธรณีวิทยา (2553) ให้ชอื่ แหล่งธรณีวทิ ยาน้วี ่า “เขตข้ามกาลเวลา”
ที่ตั้ง ต้ังอยู่เขาโต๊ะหงาย อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา อ�ำเภอละงู จังหวัดสตูล พิกัด
(WGS84) : 0583500 ตะวันออก 0755700 เหนือ ระวางอ�ำเภอละงู (4922 I) อยู่ห่างจากทต่ี ้ังอุทยานแหง่ ชาติ
หมู่เกาะเภตราประมาณ 1 กโิ ลเมตร ตามเส้นทางไปเขาโต๊ะหงาย
ลกั ษณะของแหลง่ เปน็ รอยตอ่ ของชว่ งเวลาในอดตี ซง่ึ มคี วามส�ำคญั ทางดา้ นธรณวี ทิ ยามาก
เน่ืองจากเป็นจุดเปลี่ยนของหินในยุคหน่ึงไปสู่อีกยุคหน่ึง ในบริเวณน้ีนอกจากจะเห็นรอยต่อแล้ว ยังพบการเกิด
48 ชดุ วิชา อุทยานธรณีสตลู 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศึกษา
ของหินย้อยท่มี ีลักษณะเปน็ หนิ ปนู ฉาบ (flow stone) ทีส่ วยงามเป็นประกายระยบิ ระยับ ซ่ึงเกิดจากการสะทอ้ น
ของแสงไฟที่กระทบหน้าผลกึ แรแ่ คลไซต์
ลักษณะธรณีวิทยา เป็นรอยต่อของหินทรายและหินดินดานสีแดงในกลุ่มหินตะรุเตา
ยคุ แคมเบรยี น กบั หนิ ปนู สเี ทาด�ำในกลมุ่ หนิ ทงุ่ สง ยคุ ออรโ์ ดวเิ ชยี น โดยเปน็ รอยตอ่ แบบรอยเลอ่ื น (fault contact)
เป็นแหลง่ ส�ำหรับพักผอ่ นรมิ ทะเลท่นี ่าสนใจอกี แหง่ หนึ่ง
แนวทางการพัฒนา บรเิ วณเขาโต๊ะหงายนอกจากจะสามารถพัฒนาให้เปน็ สถานท่พี ักผ่อน
ริมทะเลแล้ว ยังสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธรณีวิทยาโครงสร้างท่ีบอกถึงความเป็นมาของบริเวณน้ีได้อีกด้วย
ดังน้ันแนวทางในการพัฒนาควรมุ่งเน้นการจัดท�ำป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับลักษณะภูมิศาสตร์ของจังหวัดสตูล
ลกั ษณะทางธรณีวิทยา และระบบสาธารณูปโภคทสี่ ะดวกเพม่ิ เติม
แนวทางและมาตรการในการบรหิ ารจดั การแหลง่ ธรณวี ิทยา
ในปี พ.ศ.2553 กรมทรัพยากรธรณีได้ท�ำการศึกษาเพื่อการก�ำหนดนโยบายและแนวทางการบริหาร
จัดการแหล่งอันควรอนุรักษ์ทางธรณีวิทยา โดยวัตถุประสงค์เพ่ือให้เกิดการพัฒนาใช้ประโยชน์ แหล่งทาง
ธรณีวิทยาอย่างเหมาะสมย่ังยืน ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนท่ีเกี่ยวข้อง ผลการศึกษาน�ำมาซ่ึง
ขอ้ เสนอแนะเพอื่ การบริหารจัดการใน 6 ประเดน็ หลกั ได้แก่
ระเบียบและข้อบังคับ การบริหรจัดการแหล่งทางธรณีวิทยาควรด�ำเนินไปภายใต้กฎระเบียบหรือ
ข้อบังคับ และการมีคู่มือแนวทางการบริหารจัดการส�ำหรับแหล่งธรณีวิทยาที่มีศักยภาพในการพัฒนาและ
แหล่งธรณีวิทยาอันควรอนุรักษ์ที่ต้องป้องกันการถูกท�ำลาย ซ่ึงจัดท�ำข้ึนร่วมกันระหว่างกรมทรัพยากรธรณี
หน่วยงานเจา้ ของพ้นื ที่ องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น และประชาชน
การก�ำหนดขอบเขต การก�ำหนดขอบเขตแหล่งทางธรณีวิทยาให้มีความชัดเจนว่าแหล่งธรณีดังกล่าว
ควรมพี น้ื ทมี่ ากนอ้ ยเพยี งใด เพอ่ื ใชใ้ นการบรหิ ารจดั การ นอกจากนแ้ี หลง่ ธรณวี ทิ ยาทม่ี กี ารพฒั นาใชป้ ระโยชนอ์ ยู่
แลว้ หรือมีศกั ยภาพในการพฒั นาในอนาคตยังควรมกี ารจัดแบง่ เขต หรอื Zoning ออกเปน็ พื้นทีเ่ พือ่ การอนุรักษ์
และพนื้ ทเ่ี พอื่ การใชป้ ระโยชน์ เชน่ พน้ื ทเี่ พอื่ การพาณชิ ย์ พนื้ ทส่ี �ำหรบั รองรบั นกั ทอ่ งเทย่ี วหรอื พน้ื ทจ่ี อดรถ เปน็ ตน้
การจัดการข้อมูลและความรู้ การบริหารข้อมูลด้านข้อมูลและความรู้เป็นเรื่องส�ำคัญที่น�ำไปสู่การใช้
ประโยชน์สูงสดุ แหลง่ ธรณวี ทิ ยาทม่ี ีคณุ ค่าทางวิชาการควรสนบั สนนุ ให้มีการค้นคว้าวิจัยอยา่ งต่อเนอ่ื ง มีการน�ำ
ผลการวจิ ยั ไปใช้ประโยชน์ จดั ท�ำฐานขอ้ มลู อย่างเปน็ ระบบ
การประสานงานระหว่างหน่วยงาน การประสานงานสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง
เพอ่ื เพม่ิ ประสทิ ธภิ าพในการบรหิ ารจดั การ มกี ารแบง่ ภาระหนา้ ทใี่ นการบรหิ ารจดั การแหลง่ อนั ควรอนรุ กั ษร์ ะหวา่ ง
ผทู้ เี่ กยี่ วขอ้ งใหช้ ดั เจนสอดคลอ้ งกบั ความเชยี่ วชาญและความพรอ้ มระหวา่ งหนว่ ยงานตา่ ง ๆ ตลอดจนการสง่ เสรมิ
การมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นท่ใี ห้เข้ารว่ มการบรหิ ารจดั การพืน้ ท่ี และการวางแผนการอนรุ กั ษ์
49 ชดุ วชิ า อุทยานธรณสี ตลู 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศกึ ษา
การจัดหาทรพั ยากร การจัดหาทรพั ยากรทัง้ ด้านงบประมาณ บุคลากร เพ่ือใหก้ ารด�ำเนินการด้านการ
บรหิ ารจัดการประสบความส�ำเรจ็
บริหารสาธารณูปโภคพ้ืนฐาน สาธารณูปโภคพื้นฐานเป็นปัจจัยส�ำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาใช้
ประโยชน์พื้นท่ีแหล่งทางธรณีวิทยาน้ัน ควรมีการจัดการบริการขั้นพื้นฐานตามความจ�ำเป็น และการออกแบบ
ใหเ้ หมาะสมกับสภาพแวดลอ้ มเดมิ ของแหลง่ เช่น ถนน หรอื สิง่ ปลูกสร้างทจ่ี �ำเปน็ และมาตรการความปลอดภยั
อยา่ งเหมาะสม ขอ้ เสนอแนะมาตรการการบรหิ ารจดั การแหลง่ อนั ควรอนรุ กั ษท์ างธรณวี ทิ ยาเหลา่ นค้ี วรมกี ารปรบั
ใหเ้ หมาะสมกบั สภาพสงั คมของแตล่ ะพน้ื ท่ี
50 ชดุ วชิ า อุทยานธรณีสตลู 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศึกษา
บทท่ี 4
แหล่งเรยี นรอู้ ุทยานธรณีสตูล
1. พิพิธภณั ฑ์
1.1 พพิ ิธภณั ฑช์ ้างดกึ ด�ำบรรพท์ ุง่ หว้า
พพิ ธิ ภณั ฑช์ า้ งดกึ ด�ำบรรพท์ งุ่ หวา้ ตง้ั อยใู่ นเขตองคก์ ารบรหิ ารสว่ นต�ำบลทงุ่ หวา้ เปน็ อาคารชนั้ เดยี ว
มขี นาดพน้ื ที่จดั แสดง 144 (12X12) ตารางเมตร อยู่ตดิ
กบั ทว่ี า่ การอ�ำเภอทงุ่ หวา้ เร่ิมกอ่ สรา้ งปี 2553 และแล้ว
เสรจ็ ในปี 2554 จากนนั้ ไดจ้ ัดนิทรรศการในปี 2555 และ
เปดิ ใหบ้ รกิ ารนกั ทอ่ งเทย่ี ว และประชาชนทว่ั ไป ในวนั ท่ี 1
พฤษภาคม 2555 จนถงึ ปจั จบุ นั
จากความรว่ มมอื นกั วชิ าการในการเดนิ ส�ำรวจบรเิ วณถำ้� กลว้ ย ม.7 ต.ทงุ่ หวา้ คณะส�ำรวจไดค้ น้ พบ
ซากดึกด�ำบรรพ์ ทมี่ อี ายกุ วา่ 1.8 ลา้ นปี รวม 215 ช้นิ ในพืน้ ที่ 5 จุดตลอดความยาวถำ้� มีชน้ิ สว่ นของกระดกู
สันหลังและฟนั กรามของแรด ช้ินส่วนของขวานหินคันโบราณอายุกว่า 5 พนั ปี และทส่ี �ำคัญมกี ารคน้ พบหลกั ฐาน
ชิ้นส�ำคัญของช้างสเตโคดอน ท่ีสูญพันธุ์ไปแล้วหลายพันล้านปี ซึ่งการค้นพบช้างสเตโคดอนในพื้นท่ีจังหวัดสตูล
ถือว่าเปน็ การค้นพบซาก ดกึ ด�ำบรรพ์เป็นแห่งแรกและแหง่ เดยี วในพนื้ ท่ีภาคใต้
นอกจากนีถ้ ้ำ� กลว้ ยยังมีความสวยงามของหินงอกหินย้อย บรรยากาศภายในถ้ำ� มีลมพัดผ่าน และ
มีความกว้างเหมือนเป็นที่อยู่ของมนุษย์ยุคโบราณ โดยถ้�ำ
แห่งน้ีชาวบ้านในพื้นที่เรียกว่าถ�้ำเล มีความยาวประมาณ
2 กิโลเมตร ปลายถ�้ำสามารถทะลุออกบริเวณอันดามัน
โดยการเดนิ ทางด้วยเรอื คายคั หรือ เรือยางพาย และจากการ
ขดุ พบซากดกึ ด�ำบรรพท์ มี่ จี �ำนวนมาก อบต.ทงุ่ หวา้ จงึ จดั สรา้ ง
พิพิธภณั ฑ์ชา้ ง ดกึ ด�ำบรรพ์ขนึ้ เปน็ พิพธิ ภณั ฑท์ างธรณวี ทิ ยา
ที่ถือว่าเป็นท้องถิ่นเดียวในประเทศไทยท่ีด�ำเนินการทาง
ด้านน้ี เพ่ือเก็บรวบรวม ซากดึกด�ำบรรพ์และวัตถุโบราณ
ตา่ ง ๆ ใหเ้ ป็นแหลง่ เรยี นรู้ ศึกษา ทเ่ี ปิดกว้างแกผ่ ้ทู ่สี นใจทั่วไป
องค์การบริหารส่วนต�ำบลทุ่งหว้า ได้ท�ำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านข้อมูลวิชาการ
เรอื่ งซากดกึ ด�ำบรรพ์ (ฟอสซลิ ) กบั พพิ ธิ ภณั ฑว์ จิ ยั ไมก้ ลายเปน็ หนิ ฯ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า โดยจะเชญิ
ผศ.ดร.ประเทือง จินตสกุล ผู้อ�ำนวยการพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินฯมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และ
นายธรรมรตั น์ นตุ ะธีระ อาจารยป์ ระจ�ำพพิ ิธภัณฑธ์ รรมชาติวทิ ยา โรงเรียนก�ำแพงวทิ ยา มาใหค้ �ำแนะน�ำดว้ ยว่า
51 ชุดวิชา อุทยานธรณีสตลู 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศกึ ษา
ควรจัดแสดงนทิ รรศการในพพิ ธิ ภัณฑอ์ ยา่ งไร
1.2 พพิ ธิ ภณั ฑ์ธรรมชาติวิทยา
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ต้ังอยู่ในห้องด้านล่างสุด ของอาคารเรียนหลังหน่ึงของโรงเรียน
ก�ำแพงวิทยา ก่อต้ังโดย ครูธรรมรัตน์ นุตะธีระ ครูสอนวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนแห่งนี้ โดยพิพิธภัณฑ์
มกี ารจดั แสดงชนิ้ ตวั อยา่ ง ทง้ั ทางชวี วทิ ยาและธรณวี ทิ ยา เชน่
ตวั อยา่ งพชื สตั ว์ แร่ หนิ และซากดกึ ด�ำบรรพ์ โดยชนิ้ ตวั อยา่ ง
เกือบท้ังหมดได้มาจากท้องถิ่น ซ่ึงครูธรรมรัตน์ยังมีความ
พยายามจะอนรุ กั ษแ์ หลง่ ทางธรณวี ทิ ยาตา่ ง ๆ ไว้ เพอื่ ใชเ้ ปน็
แหล่งเรียนรู้ของนักเรียน และผู้สนใจท่ัวไปอีกด้วย
นอกจากน้ีทางโรงเรียนก�ำแพงวิทยายังมีแผนจะย้าย และ
พัฒนาให้เป็นพิพิธภัณฑ์ท่ีเปิดกว้างสู่สาธารณะ และมุ่งหวัง
จะผลกั ดนั ให้เปน็ โรงเรยี นอุทยานธรณี
1.3 พิพิธภัณฑพ์ ้ืนบ้านละงู
พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านละงูก่อต้ังโดยคุณชัยวัฒน์ ไชยกุล ซ่ึงชื่นชอบการสะสมของเก่าอยู่ก่อนแล้ว
โดยเร่มิ สะสมต้งั แต่ปี พ.ศ.2528 เม่อื ของสะสมมมี ากข้ึนเรือ่ ย ๆ คณุ ชัยวฒั นจ์ ึงน�ำของสะสมมาจดั แสดงเปดิ เป็น
พพิ ธิ ภัณฑ์ ณ บา้ นเลขที่ 28 หมู่ 1 ต.ละงู อ.ละงู จ.สตลู ในปี
พ.ศ.2531 พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านละงูกลายเป็นท่ีรู้จักของ
คนในจังหวัดและนักท่องเท่ียวเป็นอาคารสองชั้น ชั้นล่าง
จ�ำหนา่ ยผลติ ภณั ฑง์ านฝมี อื ทอ้ งถนิ่ และขนม ชน้ั บนจดั แสดง
เปน็ พพิ ธิ ภณั ฑ์ มขี องจ�ำพวกเครอ่ื งทองเหลอื ง เครอื่ งปน้ั ดนิ เผา
เครอ่ื งเงนิ เตารีด ธนบัตร เหรียญกษาปณ์ กระเบ้อื งเคลอื บ
เครือ่ งแก้ว เครอ่ื งเสยี ง เครอ่ื งดนตรี เครอ่ื งจกั สาน นาฬิกา
พัดลม เปิดใหบ้ รกิ ารทุกวัน เวลา 10.00 -18.00 น.
52 ชดุ วชิ า อุทยานธรณสี ตลู 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศกึ ษา
2. แหล่งโบราณคดี
2.1 อาคารชโิ น-โปรตุกีส
ประเภทแหล่ง : โบราณคดี
ที่อยู่ : บา้ นทา่ เรอื หมู่ 2 ตำ� บลทุ่งหว้า อ�ำเภอท่งุ หวา้ จงั หวดั สตูล
พนื้ ทแ่ี หลง่ เปน็ อาคาร ตง้ั อยดู่ า้ นตะวนั ตกของถนนหลวงหมายเลข 416 ขนาดอาคารกวา้ ง 5 เมตร
ลึกประมาณ 15 เมตร ห่างจากสี่แยกกลางอ�ำเภอทุ่งหว้าลงไปทางใต้ประมาณ 100 เมตร อยู่ห่างจาก
ตัวอ�ำเภอทุ่งหว้า ไปทางทิศใต้เป็นระยะทางประมาณ 100 เมตรพ้ืนท่ีแหล่งเป็นอาคารท้ิงร้างสร้างขึ้นเม่ือสมัย
อ�ำเภอทุ่งหว้า มีช่อื เรยี กวา่ “สไุ หงอุเป” ท่มี ที า่ เรือมีการเดินเรือท�ำมา
ค้าขายกับปีนัง อาคารต่าง ๆ ในสมัยนั้นจึงได้รับอิทธิพลผสมผสาน
ระหวา่ งจนี กบั โปตเุ กส ปจั จบุ นั พบเหลอื เพยี งไมก่ หี่ ลงั ทงั้ ทม่ี ผี อู้ ยอู่ าศยั
และที่ปล่อยทิ้งร้าง ถือเป็นโบราณสถานบอกเล่าเรื่องราวความเจริญ
รุ่งเรือง ในอดีตในปี พ.ศ.2437 ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประกาศให้มีการเปล่ียนแปลง
ระบบการปกครองเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาล และในปี พ.ศ.2440
ไดป้ ระกาศจดั ตง้ั มณฑลไทรบรุ ี อนั ประกอบไปดว้ ย ไทรบรุ ี ปะลสิ และ
สตูล และเม่อื วนั ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2443 พระองคไ์ ด้ทรงแตง่ ตง้ั พระยาภูมนิ ารถภกั ดี ไปปกครองเมอื งสตูล
เป็นระยะเวลา 18 ปี ด้วยพระยาภูมินารถภักดีเคยอาศัยอยู่ที่เกาะปีนังมาก่อน ได้เห็นความเจริญก้าวหน้าของ
ปนี ังทอ่ี ังกฤษปกครองอยู่ จึงมีความคดิ ที่จะสรา้ งเมอื งสไุ หงอเุ ป ให้เปน็ แหล่งปลูกพรกิ ไทยและสรา้ งท่าเทยี บเรือ
สง่ ผลผลติ ไปขายท่ปี ีนงั และไดเ้ ชญิ ชวนชาวจนี จากปนี งั ให้มาตั้งถิ่นฐานท่สี ุไหงอเุ ป มีเรือกลไฟ 6 ล�ำแล่นระหวา่ ง
ปนี ังกับทงุ่ หวา้ พ่อคา้ ชาวจนี ได้สร้างอาคารตึกแถวแบบ ชโิ น-โปรตุกสี (Sino-Portuguese style) ขน้ึ ซึ่งกย็ งั คง
ทง้ิ รอ่ งรอยปรากฏใหเ้ ห็นอย่ใู นตลาดทุ่งหวา้ จนถึงทกุ วันนี้
อาคารแบบชโิ น-โปรตกุ สี เปน็ ของนายสธุ รรม-
นางกอบกิจ อ้ึงสกุล ตกอยู่ในสภาพท่ีท้ิงร้างปราศจากผู้คน
อยอู่ าศยั มสี ภาพทที่ รดุ โทรมและมปี ลวกกนิ เนอ้ื ไม้ หลายสว่ น
ท้ังส่วนท่ีเป็นอิฐก่อปูนฉาบและโครงสร้างไม้แตกหักหลุดลุ่ย
และส่วนของกระเบื้องหลังคาได้มีการเปลี่ยนเป็นกระเบ้ือง
ลอนคู่มากอ่ นหนา้ นีแ้ ล้ว อาคารเปน็ ของ นายสธุ รรม อ้งึ สกุล
และ นางกอบกิจ อึ้งสกลุ
53 ชดุ วิชา อุทยานธรณสี ตลู 1 สค13122 >>>ระดับประถมศกึ ษา
2.2 โบราณสถานบอ่ เจด็ ลกู
บา้ นบอ่ เจ็ดลกู
บ้านบอ่ เจ็ดลูก ต้ังอยู่หมูท่ ี่ 1 ต�ำบลปากน�้ำ อ�ำเภอละงู จังหวัดสตลู เป็นแหลง่ ท่องเทย่ี วรองจาก
เกาะตา่ ง ๆ ทม่ี อี ยใู่ นจงั หวดั สตลู เนอื่ งจากทศั นยี ภาพของพน้ื ทบี่ อ่ เจด็ ลกู ลอ้ มรอบไปดว้ ยนำ้� ทะเลสเี ขยี ว มชี ายหาด
ถ�้ำต่าง ๆ หน้าผา แหล่งปะการัง แหล่งหอยตะเภาซ่ึงเป็นท่ีข้ึนช่ือ โบราณสถานบ่อ 7 ลูก ซึ่งมีประวัติ
ความเป็นมาที่ยาวนาน ถือเป็นต้นก�ำเนิดของชุมชนแห่งน้ี
นักท่องเท่ียวสามารถเดินทางได้สะดวกทั้งทางเรือ ทางรถ
ในช่วงฤดูการท่องเท่ียว เดือนพฤศจิกายน – เมษายน
บ้านบ่อเจ็ดลูก ห่างจากท่าเทียบเรือปากบาราราว 7 กม.
บนเกาะมีชายหาดขาวสลับกับโขดหินรูปร่างแปลกตา
บรรยากาศเงียบสงบ อีกท้ังเกาะยังมีชุมชนชาวเกาะ
ส่วนใหญเ่ ปน็ ครอบครวั ชาวประมง
บ้านบ่อเจ็ดลูก เดิมเรียกว่า ลางาตูโยะ เดิมราษฎรเข้าไปอาศัยบริเวณทุ่งเลี้ยงสัตว์ เพ่ือเล้ียงวัว
ควาย หลังจากนั้นมีชาวเลจากเกาะบุโหลนอพยพเข้ามา
ตัง้ ถน่ิ ฐาน ปัญหาไม่มนี �้ำจดื ใชจ้ งึ ช่วยกนั ขดุ บอ่ หาแหล่งน้ำ� จดื
มาใช้จึงเป็นเรื่องประหลาดเม่ือพบว่า บ่อท่ีมีน้�ำจืดสนิทท่ีสุด
เป็นบ่อที่อยู่ใกล้ทะเลมากที่สุด ส่วนอีกหกบ่ออยู่ห่างออกไป
กลับเป็นน�้ำกร่อยและมีน้�ำน้อยที่สุด จึงมีการสันนิษฐานว่า
ผูข้ ุดบ่อนำ้� ไว้จนบัดน้ีอายขุ องบ่อไมน่ อ้ ยกว่า 80-90 ปี ทกุ วนั
น้ชี าวบา้ นบ่อเจ็ดลกู ไดบ้ ูรณะบ่อท้ังเจด็ โดยการขุดบอ่ ใส่ทอ่
ซเี มนตก์ ลมโดยใชอ้ ฐิ ดนิ เผาตกแตง่ บรเิ วณขอบบอ่ ใหส้ วยงาม
พ้ืนท่ีของบ้านบ่อเจ็ดลูก มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มมีภูเขาอยู่ด้านในพ้ืนที่ อีกส่วนหน่ึงชายหาดฝั่ง
ทะเลอันดามัน สภาพดินมีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย ริมชายหาด ดินท่ีราบเชิงเขามีคลองที่ส�ำคัญ คือ
คลองบ้านบ่อเจ็ดลูกทางทิศตะวันตกจะมีเขาใหญ่ ซ่ึงเป็นเขาท่ีสวยงามมากตั้งอยู่บนเกาะบริเวณ ปากน้�ำ
บ้านปากบารา ซึ่งเป็นสถานทใี่ นเขตรบั ผิดชอบของอทุ ยานแหง่ ชาตหิ มู่เกาะเภตรา จงึ เปน็ สถานท่ีท่องเทีย่ วของ
ต�ำบลปากน้ำ� ดว้ ย
54 ชุดวชิ า อุทยานธรณีสตลู 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศึกษา
ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณีสตลู 1 สค13122 55 >>>ระดับประถมศึกษา 3.แหลง่ ธรณวี ทิ ยา แหล่งธรณวี ทิ ยาจังหวัดสตลู
ตารางแหล่งธรณีวทิ ยาจังหวดั สตูล
ลำ� ดบั ชอื่ แหลง่
ท่ีตงั ประเภทแหลง่
1 หินสาหรา่ ย
2 อ่าวหนิ เฉลยี งลานหินปุ่ม สถานท่ี ตำ� บล อำ� เภอ จงั หวดั ล�ำดบั ชั้นหนิ แบบฉบบั
3 ผาโต๊ะบู บา้ นปา่ แก่ ก�ำแพง ละงู สตูล ล�ำดบั ช้นั หนิ แบบฉบับ
4 น้ำ� ตกวงั สายทอง ธรณีสัณฐาน(ภูเขา)
5 น�้ำตกยาโรย เกาะตะรเุ ตา เกาะสาหร่าย เมือง สตลู ธรณีสัณฐาน(น�้ำตก)
6 ถ้ำ� จระเข้ เกาะตะรุเตา เกาะสาหร่าย เมอื ง สตูล ธรณีสณั ฐาน(น้ำ� ตก)
7 ถ�้ำเลสเตโกดอน สตลู ธรณีสัณฐาน(ถำ�้ )
8 ถำ้� เจ็ดคด บ้านวังนา หมู่ที่ 10 น�ำ้ ผุด ละงู สตลู ธรณสี ัณฐาน(ถ้ำ� )
9 ถ้ำ� ภผู าเพชร บา้ นวงั นา หมู่ที่ 3 วังประจัน ควนโดน สตูล ธรณีสณั ฐาน(ถำ�้ )
10 เกาะหนิ งาม สตูล ธรณีสัณฐาน(ถำ�้ )
11 หาดปากบารา เกาะตะรุเตา เกาะสาหร่าย เมอื ง ธรณีสัณฐาน(ชายหาด)
12 หาดราไว บา้ นคีรีวง หม่ทู ี่ 7 ทงุ่ หว้า ทุ่งหว้า สตูล ธรณีสัณฐาน(ชายหาด)
13 หาดกรวดดนตรี สตลู ธรณสี ณั ฐาน(ชายหาด)
14 หาดทรายดูด บา้ นป่าพน หม่ทู ี่ 6 ปาล์มพัฒนา มะนงั สตูล ธรณสี ณั ฐาน(ชายหาด)
สตลู ธรณสี ัณฐาน(ชายหาด)
บ้านควนดนิ ด�ำ หมทู่ ่ี 9 ปาล์มพฒั นา มะนัง สตลู
เกาะหนิ งาม เกาะสาหร่าย เมือง สตลู
บ้านปากบารา ปากน�้ำ ละงู สตูล
บา้ นราไว หมู่ 2,4 ขอนคลาน ทุ่งหว้า
เกาะตรเุ ตา เกาะสาหรา่ ย เมอื ง
เกาะตรเุ ตา เกาะสาหรา่ ย เมอื ง
56 ชดุ วิชา อทุ ยานธรณสี ตลู 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศกึ ษา แหล่งธรณวี ทิ ยาจงั หวัดสตลู
ตารางแหล่งธรณวี ทิ ยาจงั หวดั สตูล
ล�ำดับ ช่อื แหล่ง สถานที่ ที่ตัง อ�ำเภอ จังหวดั ประเภทแหล่ง
เกาะอาดงั ราวี ต�ำบล เมอื ว สตลู
15 หาดทรายด�ำ เกาะหลเี ป๊ะ เกาะสาหร่าย เมอื ง สตลู ธรณสี ัณฐาน(ชายหาด)
16 หาดพัทยา เกาะสาหรา่ ย ธรณีสัณฐาน(ชายหาด)
สตูล
17 อา่ วพนั เตมะละกา เกาะตะรเุ ตา เกาะสาหรา่ ย เมือง สตลู โครงสรา้ งทางธรณีวทิ ยา
18 เกาะไข่ เกาะตะรเุ ตา เกาะสาหร่าย เมือง สตูล โครงสร้างทางธรณีวทิ ยา
19 ทะเลบนั อทุ ยานแหง่ ชาติทะเลบนั วงั ประจนั ควนโดน สตูล โครงสร้างทางธรณวี ทิ ยา
20 เขาโตะ๊ หงาย อทุ ยานแห่งชาตหิ มู่เกาะเพตรา ปากน้�ำ ละงู สตลู โครงสร้างทางธรณวี ทิ ยา
21 ถำ้� วังกลาง บ้านเขาแดง บ้านปา่ แกบ่ ่อหนิ ทงุ่ หว้า สตูล ธรณสี ัณฐาน(ถำ้� )
22 น้�ำตกธารปรวิ บ้านธารปรวิ ทุง่ หว้า ทุ่งหวา้ สตลู ธรณสี ัณฐาน(น้�ำตก)
23 ถา้ พทุ ธครี ี ธรณสี ณั ฐาน(ถ�ำ้ )
บา้ นธารปรวิ ทุ่งหวา้ ทุง่ หวา้
3.1 ถำ้� เลสเตโกดอน
ประเภทแหล่ง : ธรณีสณั ฐาน
ท่อี ยู่ : บ้านคีรวี ง หมู่ท่ี 7 ตำ� บลท่งุ หว้า อำ� เภอท่งุ หวา้ จังหวดั สตลู
ถำ�้ เลสเตโกดอน เปน็ ถำ�้ อยใู่ นเทอื กเขาหนิ ปนู ทที่ อดยาวใน
แนวเหนอื -ใต้ มปี ากทางเขา้ -ออกสามทาง อยทู่ างดา้ นตะวนั ออกสองทาง
และอยู่ทางด้านตะวันตกหนึ่งทาง มีลักษณะคล้ายอุโมงค์จากปากถ�้ำ
ทง้ั สามไปบรรจบกนั ใตภ้ เู ขา อโุ มงคถ์ ำ้� มลี กั ษณะคดเคย้ี วไปมาขนาดความ
กว้างประมาณ 10 เมตร และมีเพดานถ�ำ้ สงู ประมาณ 10-20 เมตร ทงั้ น้ี
วัดระยะทางระหว่างปากถ�้ำได้ยาก แต่ประมาณได้ว่าระยะทาง
ระหว่างถ้�ำไม่น้อยกว่า 4 กิโลเมตร และจากปากถ้�ำด้านตะวันตกซ่ึงติด
ป่าชายเลนต้องล่องเรือไปขึ้นบกที่ท่าเรือท่าอ้อยด้วยระยะทางประมาณ
4 กโิ ลเมตร ปากถำ้� ดา้ นตะวนั ออกอยหู่ า่ งจากอ�ำเภอทงุ่ หวา้ เปน็ ระยะทาง
ประมาณ 11 กโิ ลเมตร
ถำ้� เลสเตโกดอน เดมิ มชี อ่ื วา่ ถำ้� วงั กลว้ ย เปน็ ถำ�้ ทม่ี ปี ากถำ้� เขา้ -ออกสามทางทะลหุ ากนั เปน็ ลกั ษณะ
คลา้ ยอโุ มงค์ทอดยาวในแนวระดบั ไปบรรจบกนั อยใู่ ตภ้ ูเขา เป็นลกั ษณะ
ของถ้ำ� เล กลา่ วคอื มนี ำ้� ทะเลเขา้ ไปได้ ทั้งนี้ปากถำ�้ ด้านตะวนั ออกทงั้ สอง
ช่องมีล�ำธารไหลเข้าไปในถ้�ำและไหลออกทะเลทางปากถ้�ำด้านตะวันตก
โดยนำ้� ในถำ้� จะไดร้ บั อทิ ธพิ ลของนำ้� ทะเลจากการขน้ึ ลงเปน็ ประจ�ำทกุ วนั
กิจกรรมพายเรือลอดถ�้ำจึงต้องพิจารณาระดับน�้ำในถ้�ำด้วย จึงถือเป็น
ลักษณะท่ีโดดเด่นลักษณะหน่ึงของถ้�ำแห่งนี้ นอกจากน้ี ยังมีการพบ
ซากดึกด�ำบรรพ์ของช้างและแรดสมัยไพลสโตซีน โดยเฉพาะอย่างย่ิง
ชา้ งสเตโกดอน ซงึ่ เปน็ ทมี่ าของการเรยี กชอื่ ถำ้� แหง่ นว้ี า่ “ถำ้� เลสเตโกดอน”
เดิมทีเรียกถ�้ำแห่งน้ีว่า “ถ้�ำวังกล้วย” โดยในเดือนเมษายน พ.ศ.2551
นายยทุ ธนันท์ แกว้ พิทักษ์ ชาวบา้ นหมทู่ ี่ 6 ต�ำบลลิพัง อ�ำเภอปะเหลยี น
จงั หวดั ตรัง กบั เพื่อนอีก 3 คน พวกเขาเดนิ ทางเข้าไปในถ�้ำวังกล้วย เพ่อื จบั กุ้งกา้ มกราม ขณะด�ำน�้ำจับกงุ้ อยนู่ น้ั
ได้พบซากดกึ ด�ำบรรพ์ลกั ษณะเปน็ หนิ สนี ำ�้ ตาลไหม้ นำ้� หนักประมาณ 5.3 กิโลกรัมยาวประมาณ 44 เซนตเิ มตร
สูงประมาณ 16 เซนติเมตร ห่างจากปากทางเข้าถ�้ำดา้ นหมู่บา้ นครี วี งประมาณ 1.6 กโิ ลเมตรจงึ เก็บซากนั้นไว้
ต่อมาในวันท่ี 16 พฤษภาคม 2551 นายยุทธนันท์ แก้วพิทักษ์ ได้มอบซากดึกด�ำบรรพ์ท่ีพบให้
อ�ำเภอทุ่งหว้า โดยมีพิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการ ซึ่งคร้ังนั้นมีนายประเสริฐ สองเมือง ปลัดอ�ำเภอประจ�ำ
ต�ำบลทงุ่ หวา้
พ.ต.อ.ถวลั ย์ นคราวงศ์ ผู้ก�ำกับการสถานตี �ำรวจภธู รทุง่ หว้า นายจารกึ วไิ ลรัตน์ เจา้ หนา้ ทป่ี ศุสัตว์
57 ชุดวชิ า อุทยานธรณสี ตลู 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศึกษา
อ�ำเภอทุ่งหว้า นางสาวรุ่งทิพย์ ฟองโห้ย นักพัฒนาชุมชนนายพิศาล แซ่เอ้ียว ประธานสภาองค์การบริหาร
ส่วนต�ำบลทงุ่ หวา้ นายอรรถพล จุลฉีด ผใู้ หญบ่ า้ นหมู่ที่ 7 ต�ำบลทุ่งหวา้ ร่วมเปน็ ตวั แทนในการรบั มอบ โดยน�ำไป
เก็บไว้ท่ีสถานตี �ำรวจภรู ทงุ่ หวา้
ขณะเดยี วกนั มนี กั ธรณวี ทิ ยา จากกรมทรพั ยากรธรณี กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม
ท่ีก�ำลังส�ำรวจผลกระทบทางธรณีวิทยาจากภัยพิบัติที่อ�ำเภอทุ่งหว้าได้เข้ามา ตรวจสอบฟอสซิลดังกล่าว
เบ้ืองตน้ ด้วย โดยสันนิษฐานวา่ อาจเป็นซากของจระเข้ ในขณะนนั้ มกี ารน�ำเสนอข่าวทางหนงั สือพมิ พห์ ลายฉบบั
ตอ่ มา ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ประเทอื ง จินตสกลุ ผอู้ �ำนวยการสถาบันวิจัยไมก้ ลายเปน็ หนิ และทรัพยากรธรณี
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ เฉลิมพระเกยี รติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า ซ่งึ เป็นชาวอ�ำเภอท่งุ หวา้ ไดท้ ราบ
ข่าวจากหนา้ หนงั สือพมิ พ์จึงตดิ ตอ่ กบั นายณรงค์ฤทธิ์ ทงุ่ ปรือ นายกองค์การบรหิ ารสว่ นต�ำบลทุ่งหวา้ เพอ่ื ขอเขา้
ศึกษารายละเอยี ด โดยไดม้ อบหมายใหอ้ าจารย์จรูญ ด้วงกระยอม และคณะ เดินทางไปศกึ ษาช้นิ ตัวอยา่ ง พบวา่
ซากดึกด�ำบรรพ์ดงั กลา่ วเปน็ ซากกระดกู ขากรรไกรพร้อมฟนั กราม ซท่ี ่ี 2 และ 3 ดา้ นลา่ งขวาของชา้ งดกึ ด�ำบรรพ์
สกลุ สเตโกดอนอยู่ในสมยั ไพลสโตซนี
กรมทรพั ยากรธรณี (2556) ไดร้ ายงานวา่ มกี ารพบซากดกึ ด�ำบรรพข์ องสตั วต์ ามทอ้ งนำ้� บางจดุ ในถำ้�
จากการส�ำรวจในระยะทางราว 2 กิโลเมตร พบชิ้นสว่ นซากดึกด�ำบรรพใ์ นช่วง 3 ปี ( พ.ศ. 2551 – 2553) จ�ำนวน
199 ชนิ้ ส่วนใหญเ่ ปน็ ซากแรดโบราณ 2 สกุล คอื แรดเกนดาธิเลียม และแรดคโิ ลธิเลยี ม ชา้ งดกึ ด�ำบรรพ์ 2 สกุล
คอื ชา้ งสเตโกดอน และช้างเอลฟิ าส ซึ่งถอื ว่าเปน็ การพบซากดึกด�ำบรรพช์ า้ งเป็นแห่งแรกของภาคใต้ นอกจากนี้
ยังพบซากสัตว์วงศก์ วาง ววั ควาย และเตา่ คาดวา่ ซากดึกด�ำบรรพ์เหลา่ น้ีมีอายอุ ยู่ในช่วงสมัยไพลสโตซนี
เป็นถ�้ำที่อยู่ในเทือกเขาหินปูนที่ทอดตัวยาวใน
แนวประมาณเหนอื -ใต้ ประกอบด้วย เขาหญา้ ทางด้านเหนอื
มียอดเขาสูงสุด 307 เมตร และเขาวังกล้วยทางด้านใต้
มยี อดเขาสูงสดุ 299 เมตร ภเู ขาท้ังสองทอดยาวตอ่ เนอื่ งกัน
ยาวประมาณ 5.5 กิโลเมตร และมีความกว้างประมาณ
1 กิโลเมตร ด้านตะวันออกของแนวเทือกเขาเป็นหุบเขาที่มี
ถนนหลวงสาย 416 ทอดผา่ นขนานไปกับแนวเทอื กเขา สว่ น
ด้านตะวันตกติดพื้นท่ีป่าชายเลนท่ีมีคลองน้�ำไหลออกไปสู่
ทะเล
ถ�ำ้ มชี อ่ งทางเข้า-ออก 3 ทาง อยทู่ างด้านตะวนั ออกของแนวเทือกเขา 2 ช่องทาง และอกี หนึง่ ช่อง
ทางอยทู่ างดา้ นตะวนั ตก มลี กั ษณะคลา้ ยอโุ มงคท์ อดยาวในแนวระดบั จากปากถำ�้ ทงั้ สามทอดยาวไปบรรจบกนั อยู่
กลางภเู ขา โดยอุโมงค์ถ้�ำมีขนาดความกวา้ งประมาณ 10 เมตร และสูงประมาณ 10-20 เมตร เปน็ ธารนำ้� ไหลจาก
ปากถ�้ำท้ังสองทางด้านตะวันออกไหลไปบรรจบกันกลางภูเขาแล้วไหลต่อเน่ืองออกปากถ้�ำด้านติดกับป่าชายเลน
และไหลลงทะเลในท่ีสุด ระดับน้�ำในถ�้ำจึงแปรผันตามฤดูกาลและแปรผันตามการข้ึนลงของระดับ
58 ชดุ วิชา อุทยานธรณสี ตูล 1 สค13122 >>>ระดับประถมศึกษา
น�ำ้ ทะเลในแต่ละวนั โดยในชว่ งเวลาทเ่ี หมาะสมสามารถพายเรือลอดถำ้� จากปากถำ�้ ดา้ นตะวันออกไปออกปากถ�ำ้
ด้านตะวันตกตกแล้วล่องเรือไปตามล�ำคลองไปข้ึนฝั่งท่ีท่าอ้อยในเขตเทศบาลทุ่งหว้าในท่ีสุด การพายเรือลอดถ�้ำ
ถอื เปน็ การท่องเท่ียวเชงิ ผจญภัย และได้เรยี นรู้ธรณวี ิทยาของถ้�ำ อนั มคี วามเก่ยี วขอ้ งกับโครงสร้างทางธรณวี ทิ ยา
การกร่อน และการพอกพูนของสารแคลเซียมคาร์บอเนตเกิดเป็นหินงอกและหินย้อย โดยยังเป็นสถานที่ท่ีมี
การค้นพบซากดึกด�ำบรรพ์ของสัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรามช้างสเตโกดอน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ
“ถำ�้ เลสเตโกดอน” นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้เรยี นรนู้ ิเวศวทิ ยาของป่าชายเลนบริเวณนอกถ้ำ� ดว้ ย
เทือกเขาที่เป็นท่ีตั้งของถ้�ำเลสเตโกดอนเป็นหินปูนเป็นชั้นดียุคออร์โดวิเชียน ช้ันหินมีความหนา
ประมาณ 10-15 เซนติเมตร มีการวางตัวเอียงเทไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยมุมเอียงเทประมาณ
75 องศา (70/75) หินปูนมีโครงสร้างรอยแตกพบเห็นได้โดยทั่วไป โดยแนวแกนของถ�้ำมักอยู่ในแนวเดียวกับ
แนวรอยแตก ตามแนวรอยแตกมกั พบหนิ ยอ้ ยทอดยาวเปน็ แนวไปตามแนวรอยแตก อยา่ งไรกต็ ามแนวถำ�้ มที ศิ ทาง
หกั เลย้ี วไปมาซบั ซ้อนท�ำใหไ้ ม่ทราบทศิ ทางการวางตวั ของถ�้ำท่ีแนน่ อน
3.2 ถำ�้ วงั กลาง
ประเภทแหล่ง : ธรณสี ณั ฐาน
ทอ่ี ยู่ : บ้านเขาแดง ตำ� บลปา่ แก่บ่อหนิ อ�ำเภอทุง่ หวา้ จังหวดั สตูล
พ้ืนที่แหล่งเป็นถ้�ำธารลอดมีความยาว
มากกว่า 1 กิโลเมตร มีน�้ำไหลออกมาเป็นล�ำธาร
เรยี กวา่ ล�ำแยะแนะ ซง่ึ องค์การบรหิ ารสว่ นต�ำบลป่าแก่บอ่
หินได้สร้างฝายกักเก็บน้�ำเกิดเป็นอ่างเก็บน�้ำขนาด
7,200 ตารางเมตร น�ำ้ ลกึ ประมาณ 1.9 เมตร อย่หู า่ งจาก
ตวั อ�ำเภอทงุ่ หวา้ ไปทางทศิ ตะวนั ออกเฉยี งใตเ้ ปน็ ระยะทาง
ประมาณ 17 กิโลเมตร
พน้ื ทบี่ รเิ วณปากถำ�้ มลี กั ษณะเปน็ แอง่ คลา้ ยหลมุ ยบุ มเี ทอื กเขาหนิ ปนู เหน็ เปน็ ผาสงู ชนั ทางดา้ นตะวนั ตก
เหนอื และตะวันออก ปากถ�้ำอยูบ่ ริเวณด้านตะวันตก ภายในถ้�ำมีลกั ษณะเปน็ อุโมงค์ยาวมีธารน้ำ� ไหลออกบริเวณ
ด้านใต้ของปากถ้�ำสู่อ่าวเก็บน�้ำล�ำแยะแนะ ปากถ้�ำอีกด้านอยู่อีกด้านของเทือกเขา นับเป็นแหล่งที่มี
ความหลากหลายทางธรณีวิทยา
บรเิ วณปากถำ�้ เหน็ เปน็ หนิ ปนู สเี ทา ขณะทบ่ี นยอด
เขาเหน็ เปน็ หนิ โคลนสมี ว่ งมเี มด็ กลมเนอื้ ปนู สขี าว (nodular
limestone) หินของสองบริเวณดังกล่าวมีลักษณะ
ท่ีแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยหินปูนบริเวณยอดเขามี
ลกั ษณะตอ่ เนอ่ื งจากหนิ โผลท่ บี่ า้ นควนต�ำเสาและทเ่ี ขาแดง
ทุ่งหว้า ขณะท่ีหินปูนบริเวณปากถ้�ำมีลักษณะคล้ายหินปูน
59 ชดุ วิชา อุทยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดับประถมศึกษา
ทหี่ นิ ผานาทอน อยา่ งไรก็ตามยังไมม่ กี ารส�ำรวจหาความสมั พันธร์ ะหว่างหินสองบรเิ วณดงั กล่าว
ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศของแหลง่ คลา้ ยหลมุ ยบุ (sinkhole) ทมี่ ลี กั ษณะเปน็ หลมุ ลกึ ลงไปและมผี าชนั
หนิ ปนู ลอ้ มรอบสามดา้ น องคก์ ารบรหิ ารสว่ นต�ำบลปา่ แกบ่ อ่ หนิ ไดส้ รา้ งทางขนึ้ ยอดเขา เพอื่ เดนิ ตอ่ ไปทป่ี ากถำ�้ อกี
ดา้ นหนงึ่
3.3 นำ้� ตกธารปลิว
ประเภทแหล่ง : ธรณสี ัณฐาน
ทีอ่ ยู่ : บา้ นธารปลวิ หมู่ 7 ตำ� บลทุง่ หวา้ อำ� เภอทงุ่ หวา้ จงั หวดั สตูล
เปน็ พน้ื ทห่ี บุ เขามธี ารนำ�้ ไหลผา่ น มขี นาดพนื้ ทป่ี ระมาณ 200x400 ตารางเมตร เปน็ พน้ื ทร่ี าบเชงิ เขา
ภเู ขาดา้ นเหนอื เปน็ ผาหนิ ปนู สงู ดา้ นลา่ งของผาหนิ เปน็ ตน้ นำ�้ ไหลลงเปน็ นำ้� ตก สายนำ้� แตกออกเปน็ หลายสายยอ่ ย
คลุมพ้ืนที่ประมาณ 100x300 ตารางเมตร มีถนนลาดยางเข้าถึงพื้นท่ี
อยหู่ า่ งจากตัวอ�ำเภอทุ่งหวา้ เปน็ ระยะทางประมาณ 13 กโิ ลเมตร เป็น
น�้ำตกที่สวยงาม มีความร่มรื่นของต้นไม้ น�้ำตกมีลักษณะเป็นสายน�้ำ
พวยพงุ่ ออกมาจากภเู ขาซง่ึ เปน็ ตน้ นำ�้ ไหลลงไปบนแอง่ ชนั้ บนจากนนั้ จะ
ตกลงสู่แอ่งน้�ำช้ันล่างแล้วจึงไหลมาบรรจบกันเป็นสายน�้ำอีกคร้ัง
เป็นพื้นที่เทือกเขาหินปูนยุคออร์โดวิเชียน กรมทรัพยากรธรณี
(www.dmr.go.th) รายงานว่าน้�ำตกธารปลิวเป็นน้�ำตกท่ีพบในพื้นที่
หินปูนยุคออร์โดวิเชียน เน้ือหินมีสีเทาด�ำ น�้ำตกธารปลิวเป็นหน้าผา
หินปนู มขี นาดสูง 5 เมตร ยาว 50 เมตร และมนี �้ำตกเลก็ ๆ สูง 1-2 เมตร
กระจายอยู่ทั่วไปเกิดจากการพอกตัวของคราบหินปูนและตะกอนแขวนลอยที่มากับน�้ำ ท�ำให้เกิดลักษณะเป็น
แอง่ นำ�้ คลา้ ยท�ำนบลดหลนั่ กนั ลงมาอยา่ งสวยงาม มกี ารแสดงลกั ษณะการกดั เซาะของนำ�้ ตรงหนา้ ผานำ้� ตกแสดง
ลกั ษณะหินย้อยสวยงาม
น�้ำตกธารปลิว เปน็ นำ�้ ตกสงู ประมาณ 5 เมตร มนี �้ำไหลออกมาจากชอ่ งโพรงหนิ ปูนบริเวณตีนเขา
หินปูนท่ีอยู่เหนือข้ึนไปจากบริเวณน้�ำตกประมาณ 50 เมตร แหล่งต้นน้�ำน้ีเป็นโพรงถ�้ำในเทือกเขาหินปูนท่ี
ทอดยาวและสูงเป็นหน้าผาสูงชัน น�้ำท่ีไหลออกมาจากถ้�ำในภูเขาไหลลาดไปตามพ้ืนหินลาดเอียงเป็นระยะทาง
ประมาณ 50 เมตร แล้วจึงไหลตกลงเป็นน้�ำตกสูงประมาณ 5 เมตร พื้นหินท่ีน�้ำไหลผ่านมีการพอกพูนของ
สารแคลเซยี มคาร์บอเนตเป็นปนู น�้ำจืดเคลือบพน้ื ผิวโขดหินโคง้ มนสามารถเดนิ ผ่านไปโดยไม่ล่นื ไถล น้�ำทต่ี กลงสู่
พ้ืนดา้ นล่างแตกแขนงออกเป็นหลายสาขาแลว้ ไหลไปรวมกันเกดิ เปน็ ล�ำธารไหลไปรวมกับสายนำ้� หลักในท่ีสดุ
เทือกเขาหินปูนท่ีเป็นแหล่งต้นน�้ำ สังเกตลักษณะหินได้ไม่ชัดเจนนัก แต่พบรอยเลื่อยบริเวณใกล้
บรเิ วณชอ่ งนำ�้ ลอด มรี ะนาบรอยเลอ่ื นเอยี งเทไปทางตะวนั ออกดว้ ยมมุ กม้ ประมาณ 80 องศา สว่ นหนิ ปนู ดา้ นลา่ ง
ของนำ้� ตกมลี ักษณะเปน็ ช้นั อยา่ งชัดเจน
60 ชดุ วิชา อทุ ยานธรณสี ตลู 1 สค13122 >>>ระดับประถมศกึ ษา
3.4 หาดราไว
ประเภทแหลง่ : ธรณสี ณั ฐาน
ท่ีอยู่ : บ้านราไว ต�ำบลขอนคลาน อำ� เภอทงุ่ หวา้ จงั หวัดสตลู
พ้ืนที่แหล่งเป็นพื้นท่ีชายฝั่งทะเล มีการตกสะสมตัวของตะกอนทรายจากตอนเหนือบริเวณ
ปากคลองวังวนท่ีบ้านราไวเหนือ และยาวต่อเนื่องลงมาตอนใต้จนถึงปากคลองยานซื่อด้านตรงข้ามกับ
บา้ นตันหยงละไน้ รวมเปน็ หาดทรายท่มี คี วามยาวประมาณ 3.5 กโิ ลเมตร อยหู่ ่างจากตัวอ�ำเภอทงุ่ หวา้ ไปทางทิศ
ตะวันตกเฉยี งใตเ้ ปน็ ระยะทางประมาณ 26 กิโลเมตรหาดราไว อยู่ตดิ ทะเลฝัง่ อนั ดามนั เปน็ หาดทรายท่ยี าวทสี่ ดุ
ของจังหวดั สตูล มคี วามยาวประมาณ 3,500 เมตร ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาตหิ มู่เกาะเภตรา เปน็ หาดทรายที่
เกิดจากกระแสน�้ำเลียบชายฝั่ง (longshore current) พัดพาเอาตะกอนทรายมาสะสมตัวงอกขนานไปกับ
แนวชายฝัง่ มีพนื้ ทป่ี ่าชายเลนคัน่ ระหวา่ งแนวสนั ทรายท่ีเป็นหาดสันดอน (barrier islands) กับชายฝั่งที่ต่อเนื่อง
ขน้ึ ไปบนพนื้ ทบ่ี ก เปน็ พนื้ ทห่ี นง่ึ ของชายฝง่ั ทะเลในประเทศไทยทเ่ี ปน็ ลกั ษณะตวั อยา่ งในระดบั พฒั นาการในธรณี
สณั ฐานวิทยาของชายฝัง่ ทะเล
หาดราไว เป็นสว่ นของสนั ดอนทรายชายฝ่งั ที่เรยี งรายขนานกบั แนวชายฝัง่ โดยมีแนวป่าชายเลน
อยู่ระหว่างสันดอนทรายกับชายฝั่งทะเลท่ีเป็นพื้นที่เชิงเขา ผืนทรายมีลักษณะสีเทาคล�้ำด้วยเศษซากอินทรีย์
บางบริเวณพบการสลับกันระหว่างช้ันเศษซากอินทรีย์กับชั้น
ทรายบาง ๆ เรยี งซอ้ นขนานไปกบั แนวชายฝ่งั บนผืนทรายมัก
มเี ศษไมแ้ ละและวสั ดเุ หลอื ใชข้ องมนษุ ยแ์ ลดรู ะเกะระกะ แมจ้ ะ
เปน็ หาดทรายยาวประมาณ 3 กิโลเมตร แต่ไม่พบนักท่องเทยี่ ว
ไปเยี่ยมชมนัก ท้ังนี้องค์การบริหารส่วนต�ำบลขอนคลานได้
ก่อสร้างก�ำแพงป้องกันคลื่นขนานไปกับแนวชายหาดและ
สนามเด็กเล่น
3.5 ถำ�้ พุทธครี ี
ประเภทแหลง่ : ธรณีสณั ฐาน
ทอี่ ยู่ : บ้านธารปลวิ ต�ำบลทุ่งหวา้ อ�ำเภอทุง่ หวา้ จงั หวดั สตลู
เปน็ ถำ�้ หนิ ปนู อยใู่ นบรเิ วณส�ำนกั ปฏบิ ตั ธิ รรม
นำ�้ พทุ ธครี ี อยใู่ นพนื้ ทเี่ ขตรกั ษาพนั ธป์ุ า่ เขาบรรทดั ทางดา้ น
ตะวันตกของบ้านธารปลิว อยู่ห่างจากตัวอ�ำเภอทุ่งหว้าไป
ทางเหนือเป็นระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตรเป็นพื้นท่ี
เทอื กเขาหินปนู มีลักษณะภมู ิประเทศแบบคาสต์ โพรงถ้�ำ
ถูกพัฒนาเป็นส�ำนักปฏิบัติธรรม จึงเป็นสถานที่ที่มี
พุทธศาสนิกชนมาบ�ำเพ็ญศีลเนือง ๆ และมีเส้นทางเข้า
61 ชุดวิชา อุทยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดับประถมศึกษา
ถึงสะดวกอยู่ห่างจากอ�ำเภอทุ่งหว้าเพียง 10 กิโลเมตร ภายในถ�้ำและโดยรอบพื้นที่มีลักษณะทางธรณีวิทยา
ทโ่ี ดดเดน่ นา่ สนใจ เชน่ ถำ้� หนิ งอก หนิ ยอ้ ย โพรงอากาศ ทางนำ้� ลอดทไ่ี หลออกไปเปน็ ล�ำธาร และซากดกึ ด�ำบรรพ์
ในเนือ้ หินปนู กรมทรัพยากรธรณี (www.dmr.go.th) ได้รายงานวา่ ถ้ำ� พทุ ธคีรีเป็นโพรงถ้�ำหนิ ปนู มี 2 ช้ัน โพรงถำ�้
ช้นั บนมขี นาดสูงประมาณ 40 เมตร กวา้ งประมาณ 30 เมตร ลึกประมาณ 30 เมตร พบลกั ษณะหนิ งอกหินยอ้ ย
และหินปูนฉาบ (flow stone) ซึ่งเกิดจากการสะสมตัวของตะกอนจากน�้ำที่มีสารละลายแคลเซียมคาร์บอเนต
ไหลเป็นแผน่ เคลือบอย่บู นพ้นื ผิวของถำ�้ นอกจากนีบ้ ริเวณโพรงถ้�ำชน้ั ลา่ งมคี วามสงู ประมาณ 10 เมตร มลี �ำธาร
ทสี่ ามารถไหลทะลอุ อกไปนอกถำ้� ได้ ทางนำ้� ไหลไปทศิ 240 องศา (ตะวนั
ตกเฉียงใต้) จึงอาจกล่าวได้ว่าถ�้ำพุทธคีรีเป็นถ�้ำที่มีลักษณะผสมผสาน
ระหวา่ งโพรงถ้ำ� และถ้ำ� ธารลอด เปน็ ถำ้� หินปนู สเี ทาถึงเทาเขม้ มีลกั ษณะ
เปน็ ชนั้ อยา่ งชดั เจน ระนาบชน้ั หนิ วางตวั เอยี งเทไปทางทศิ ตะวนั ออกดว้ ย
มมุ เอยี งเทประมาณ 37 องศา (102/37) มลี กั ษณะเปน็ ถำ้� นำ�้ ลอด เปน็ ตน้
นำ้� ของล�ำธารเลก็ ๆ ดา้ นนอกถำ้� ในล�ำธารพบหนิ ปนู เปน็ ชนั้ อยา่ งชดั เจน
พบรูชอนไชท่ัวไปในเนื้อหินปูนและพบซากหอยกาบเด่ียวด้วย อย่างไร
ก็ตามยังไม่พบซากดึกด�ำบรรพ์ดัชนี แต่จากลักษณะหินมีลักษณะคล้าย
หมวดหินมะละกา ซง่ึ จ�ำเป็นตอ้ งมกี ารส�ำรวจวจิ ยั ในรายละเอียดและใน
วงพน้ื ท่กี วา้ งเพ่ิมเตมิ ต่อไป
3.6 ถ�ำ้ เจ็ดคต
ประเภทแหลง่ : ธรณีสัณฐาน
ท่อี ยู่ : บ้านป่าพน หมู่ท่ี 6 ตำ� บลปาล์มพัฒนา อำ� เภอมะนงั จงั หวดั สตลู
ถ�้ำเจ็ดคต เป็นถ�้ำลอดมีธารน้�ำไหลผ่านจากด้านตะวันออกไปออกด้านตะวันตกด้วยความยาว
ประมาณ 600 เมตร ถ้ำ� กว้าง 70-80 เมตร และมีความสงู ของเพดานถ้ำ�
ประมาณ 40-50 เมตร พื้นที่ด้านตะวันออกมีลานจอดรถและ
สิ่งบริการอ�ำนวยความสะดวกและเรือคายักล่องไปตามล�ำธารจนไป
ออกปากถ้�ำด้านตะวันตกและบรรจบกับคลองละงู รวมมีพื้นท่ีพัฒนา
ทัง้ ส้นิ ประมาณ 1 ตารางกโิ ลเมตร ปากถ้�ำดา้ นน้ำ� ไหลเขา้ อยหู่ ่างจากตวั
อ�ำเภอมะนังไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นระยะทางประมาณ
22 กิโลเมตร พื้นท่ีแหล่ง เป็นพ้ืนที่ภูเขาหินปูนมีลักษณะภูมิประเทศ
แบบคาสต์ ลกั ษณะเปน็ ภเู ขาสงู มหี นา้ ผาสงู ชนั มธี ารนำ�้ ไหลไปตามหบุ เขา
แคบ ๆ และพบถ้�ำได้ท่ัวไป ถ้�ำเจ็ดคตเป็นถ�้ำลอดมีปากถ�้ำสองด้าน
ทะลุหากันลักษณะคล้ายอุโมงค์ ความยาวของถ้�ำประมาณ 600 เมตร
กวา้ ง 70-80 เมตร และมคี วามสูงถึงเพดานถ้ำ� ประมาณ 40-50 เมตร มี
62 ชุดวิชา อทุ ยานธรณีสตลู 1 สค13122 >>>ระดับประถมศึกษา
ธารน้�ำไหลผ่านโดยมีต้นน้�ำเป็นคลองล�ำโลนไหลมาทางด้านตะวันออกผ่านถ้�ำเจ็ดคตไปออกปากถ้�ำด้านตะวันตก
และไปบรรจบกับคลองละงูที่ไหลมาจากด้านเหนือลงไปทางทศิ ใต้บรเิ วณบ้านทบั ทงุ่ ต�ำบลน้�ำผุด อ�ำเภอละงู ซึง่
เป็นพ้ืนที่ที่มีกิจกรรมล่องแก่งท่ีมีชื่อเสียงของจังหวัดสตูล ถ�้ำเจ็ดคตและพื้นท่ีโดยรอบจึงมีความโดดเด่นทาง
ธรณวี ทิ ยาทเ่ี ปน็ ไดท้ งั้ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วพกั ผอ่ นหยอ่ นใจและเปน็ แหลง่ เรยี นรดู้ า้ นธรณวี ทิ ยาและนเิ วศวทิ ยาของพนื้ ที่
กรมทรพั ยากรธรณี (2556) รายงานวา่ “ถำ�้ เจด็ คต”
มีชื่อเรียกอีกชื่อหน่ึงว่า “ถ�้ำสัตคูหา” มีธารน้�ำไหลผ่านเป็นระยะ
ทางประมาณ 600 เมตร ผา่ นถำ�้ ทมี่ ลี กั ษณะตา่ ง ๆ แบง่ ออกไดเ้ ปน็
7 ช่วงหรือคูหา ไดแ้ ก่ คูหาท่ี 1 เรียกวา่ “สาวยม้ิ ” ผนังถำ้� มสี เี ขียว
มรกต มหี ินงอก หนิ ยอ้ ย อยู่หนา้ ถำ�้ คหู าที่ 2 เรียกวา่ “นางคอย”
มีหินงอก หินยอ้ ยที่สวยงามและมีฝูงคา้ งคาวจ�ำนวนมาก คหู าท่ี 3
เรียกวา่ “เพชรร่วง” ส่วนบนของผนงั ถ�้ำมีชอ่ งใหแ้ สงอาทิตย์ส่อง
ลอดลงมาได้ เมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบผนังถ้�ำจึงเกิดประกายแวววาวเหมือนเพชร คูหาที่ 4 เรียกว่า
“เจดีย์สามยอด” พ้ืนทางเดินเป็นหินลักษณะคล้ายดอกกุหลาบ คูหาที่ 5 เรียกว่า “น้�ำทิพย์” ตามผนังถ้�ำเป็น
หนิ ยอ้ ยสขี าวและสีน�้ำตาลซอ้ นกันคลา้ ยผ้ามา่ น คูหาที่ 6 เรียกวา่ “ฉัตรทอง” มหี ินงอก หินยอ้ ย ซ้อนเหล่อื มกัน
เป็นชัน้ เสมอื นฉัตร และคหู าที่ 7 เรียกวา่ “สอ่ งนภา” ภายในเปน็ หินงอก หนิ ย้อย รูปทรงคล้ายดอกบวั คว่�ำ ทั้งนี้
หินปูนบริเวณถำ้� เจด็ คตอยูใ่ นหมวดหนิ รงั นก กลมุ่ หนิ ทงุ่ สง ยุคออร์โดวิเชยี น
พนื้ ทบ่ี รเิ วณถำ้� คคู ต มลี กั ษณะโดดเดน่ ดว้ ยลักษณะธรณีสัณฐานแบบคาสต์ เปน็ พื้นทภี่ ูเขาหนิ ปูน
ท่ีเป็นเทอื กเขาสูง ๆ ต�่ำ ๆ มลี กั ษณะเป็นหน้าผาสูงชนั สลับกบั พนื้ ที่หุบเขาและบา้ งกม็ ีสายน้ำ� ไหลผา่ นคดเคี้ยวไป
มา พนื้ ทดี่ า้ นตะวนั ออกของเปน็ พนื้ ทรี่ าบตำ่� ครอบคลมุ พน้ื ทป่ี ระมาณ 1 ตารางกโิ ลเมตรทร่ี ายลอ้ มดว้ ยภเู ขาหนิ ปนู
เกอื บรอบพน้ื ที่ มคี ลองล�ำโลนไหลมาจากดา้ นตะวนั ออก ผา่ นพนื้ ทไี่ ปจนลอดถำ้� เจด็ คต พนื้ ทดี่ งั กลา่ วมถี นนลาดยาง
ได้มาตรฐานไปจนถึงพื้นทไ่ี ด้รับการพฒั นาเปน็ พน้ื ทบ่ี ริการนกั ทอ่ งเที่ยว ประกอบด้วย ลานจอดรถ โรงเรือนเกบ็
เรอื คะยกั และอปุ กรณ์ และมกี ารตง้ั ปา้ ยขอ้ มลู ตา่ ง ๆ จากพน้ื ทล่ี านจอดรถมบี นั ไดส�ำหรบั เดนิ ลงไปทที่ า่ เรอื ส�ำหรบั
ล่องเรือไปตามล�ำธารอีกประมาณ 300 เมตรเพ่ือพายเรือเข้าถำ้� ตอ่ ไป
3.7 น�้ำตกวังสายทอง
ประเภทแหล่ง : ธรณสี ณั ฐาน
ทีอ่ ยู่ : บา้ นวงั นา หมู่ 10 ตำ� บลน้ำ� ผุด อ�ำเภอละงู จงั หวัดสตลู
นำ�้ ตกวงั สายทอง อยใู่ นเขตอ�ำเภอละงู แตอ่ ยหู่ า่ งจากอ�ำเภอมะนงั ประมาณ 3 กโิ ลเมตร อยตู่ ดิ ถนน
สายท่งุ นางแก้ว-วังสายทอง ดา้ นหนา้ ติดถนนเป็นอาคารหน่วยพิทกั ษ์ปา่ และลานจอดรถ ถดั เขา้ ไปเปน็ สายนำ้� ท่ี
ได้รับน้�ำจากน�้ำตก โดยมีการสร้างทางเดินเท้าและสะพานข้ามธารน�้ำเพ่ือเดินเข้าไปสัมผัสกับน�้ำตกที่อยู่ด้านใน
พน้ื ทโี่ ดยรวมประมาณ 100x300 เมตร อยหู่ า่ งจากตวั อ�ำเภอมะนงั ไปทางเหนอื เปน็ ระยะทางประมาณ 3 กโิ ลเมตร
63 ชุดวิชา อุทยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดับประถมศกึ ษา
น้�ำตกวังสายทอง ถูกค้นพบโดยชาวบา้ นเมือ่ ประมาณปี พ.ศ.2513 เป็นน�้ำตกช้นั หนิ ปูนขนาดใหญ่
เปน็ ชน้ั นอ้ ยชน้ั ใหญ่ มคี วามสวยงามและมหศั จรรยน์ า่ หลงใหล ซง่ึ เปน็
น�้ำตกหินปูนแห่งแรกในภาคใต้ที่เดินแล้วไม่ลื่น พร้อมไปด้วย
ทรัพยากรธรรมชาติท่ีมีความอุดมสมบูรณ์ที่หาดูได้ยาก เป็นน้�ำตก
หินปูนท่ีมีแหล่งน�้ำแต่ละช้ันไหลลดหล่ันผ่านช้ันหินปูนสีเหลืองอร่าม
ดง่ั ทองเมอื่ กระทบกบั แสงอาทติ ยด์ งู ดงามราวกบั ดอกบวั บรเิ วณนำ้� ตก
มตี น้ ไมส้ งู ใหญร่ ม่ รนื่ แหลง่ นำ�้ มาจากการอดั และทะลกั ของนำ�้ ในถำ�้ ใต้
ภูเขาทะลุออกมาตามช่องเขาลงสู่แอ่งต่าง ๆ ที่รองรับอยู่บริเวณ
รอบ ๆ ที่ถูกพอกด้วยหินปนู นำ�้ จืดเป็นท�ำนบเล็ก ๆ และเต็มไปดว้ ย
พันธไ์ุ ม้นานาชนิด แลว้ ไหลลงส่คู ลองละงู
กรมทรพั ยากรธรณีรายงานว่า น้�ำตกวังสายทองเปน็ นำ้� ตกท่ไี หลผ่านชนั้ หนิ ปนู ขนาดใหญ่ ถอื เปน็
น�้ำตกหินปูนแห่งแรกในภาคใต้ โดยชั้นหินปูนมีสีเหลืองอร่ามดั่งทองเมื่อต้องแสงอาทิตย์ดูงดงามราวกับดอกบัว
นำ�้ ตกเกดิ จากการไหลของนำ้� ในถำ�้ ใตเ้ ทอื กเขาบรรทดั ออกมาตามชอ่ งเขาลงสแู่ อง่ ตา่ ง ๆ ทรี่ องรบั ทางดา้ นลา่ งแลว้
ไหลลงสคู่ ลองละงู หนิ ปนู ของแนวเทอื กเขาซง่ึ เปน็ ทต่ี งั้ ของนำ�้ ตกนถ้ี กู จดั เปน็ หนิ ปนู ของหมวดหนิ รงั นกเปน็ นำ�้ ตก
ที่เปน็ ต้นน�ำ้ ไหลผา่ นผาหนิ ปูนลดหลัน่ เป็นช้นั ๆ คลา้ ยข้นั บันได โดยมีการพอกพนู ของสารแคลเซยี มคารบ์ อเนต
(CaCO3) เกดิ เป็นรวิ้ สายของปูนน้ำ� จืดตามการไหลของกระแสน้ำ� ตก (travertine) แตล่ ะช้ันเป็นขนั้ บนั ไดเกยกัน
ไปมามีระดับความสูงประมาณ 0.5 – 2.0 เมตร และบ้างก็สูงได้ถงึ 3.0 – 5.0 เมตร เกดิ เป็นอ่างน้�ำธรรมชาติ
เลก็ ใหญภ่ ายใตร้ ม่ ไม้ร่มรน่ื ลงเล่นน�้ำไดอ้ ย่างสนุกสนามช่นื ใจ โดยในปี พ.ศ. 2519 อาจารย์ปรชี า ขวญั ซา้ ย จาก
โรงเรยี นบา้ นวังสายทองและชาวบา้ นจากหมู่ 4 บ้านวังสายทอง และ หมู่ 10 บา้ นวงั นาใน ได้รว่ มกนั พฒั นาเปน็
สถานท่ีพักผ่อนหย่อนใจ โดยต่อมาในปี พ.ศ.2531 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัดได้เข้ามาเปิดเป็น
หนว่ ยพิทกั ษ์ปา่ และพัฒนาเปน็ สถานทที่ ่องเท่ยี วจนถึงปจั จุบนั
ในพน้ื ทใ่ี กลเ้ คยี งกบั บรเิ วณนำ�้ ตก เปน็ ภเู ขาสงู ตำ่� ลดหลนั่ แผก่ วา้ งไพศาล เปน็ หนิ ปนู ไมแ่ สดงชน้ั และ
บา้ งกเ็ ปน็ ชนั้ หนา บางบรเิ วณพบพน้ื ผวิ หนิ โผลเ่ ปน็ แบบโครงสรา้ งหนงั ชา้ ง พบลกั ษณะภมู ปิ ระเทศเปน็ หนา้ ผาสงู
ชนั ตามลกั ษณะภูมปิ ระเทศแบบคาสต์ นอกจากน้ี ยงั พบหลกั ฐานซากดึกด�ำบรรพพ์ วกนอติลอยด์และพลบั พลึง
ทะเลบรเิ วณเขาแดงทางตอนเหนอื ของนำ�้ ตก อยา่ งไรกต็ ามขอ้ มลู ดงั กลา่ วยงั ไมช่ ดั เจนเพยี งพอทจี่ ะระบถุ งึ ต�ำแหนง่
ทางการล�ำดับชัน้ หินและช่ือหมวดหินบริเวณพนื้ ที่นำ้� ตกและบริเวณใกลเ้ คยี ง
64 ชุดวิชา อุทยานธรณสี ตลู 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศึกษา
3.8 หินทวี่ า่ การอำ� เภอทงุ่ หวา้
ประเภทแหลง่ : หนิ แบบฉบับ
ท่อี ยู่ : ที่วา่ การอ�ำเภอท่งุ หวา้ ต�ำบลทุง่ หว้า อำ� เภอทงุ่ หว้า จังหวัดสตูล
พ้ืนท่ีแหล่งอยู่ด้านหลังอาคารท่ีว่าการอ�ำเภอทุ่งหว้า มีหินปูนโผล่ไม่สูงจากพื้นดินนัก ครอบคลุม
พนื้ ท่ปี ระมาณ 50 x 20 ตารางเมตร อยู่ตดิ สถานท่ีราชการสะดวกในการเขา้ ถงึ พน้ื ท่แี หล่งมีขนาดเล็ก มหี นิ โผล่
ชัดเจน อยใู่ นพื้นที่ของหน่วยงานราชการ กลา่ วคอื อยูด่ า้ นหลงั อาคารทวี่ า่ การอ�ำเภอทุ่งหวา่ และอยู่หลงั อาคาร
องค์การบริหารส่วนต�ำบลทุ่งหว้า เป็นสถานที่ที่มีประชาชนเข้ามาใช้บริการเป็นประจ�ำ การพัฒนาเป็นแหล่ง
ธรณีวิทยาจะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีพ้ืนท่ีแหล่ง มีหินโผล่ชัดเจน เป็นหินดินดานสีม่วง มีก้อนทรงมนเน้ือปูนสีขาว
เปน็ รูปทรงรีแบนเรยี งริว้ ขนานไปกับช้ันหนิ (lime nodule shale หรอื nodular limestone) มีลกั ษณะหนิ ที่
เปรียบเทียบไดด้ กี ับหนิ บนเขาแดง เทอื กเขาดา้ นตรงขา้ มถนนกับทว่ี ่าการอ�ำเภอทงุ่ หวา้
3.9 หาดกรวดหินงาม
ประเภทแหลง่ : ธรณสี ณั ฐาน
ท่ีอยู่ : เกาะหินงาม ต�ำบลเกาะสาหรา่ ย อ�ำเภอเมอื ง จงั หวัดสตูล
พน้ื ทแี่ หลง่ อยบู่ นเกาะหนิ งาม ประกอบดว้ ยต�ำแหนง่ ทเ่ี ปน็ แหลง่ ก�ำเนดิ กอ้ นกรวด ตอ่ เนอ่ื งเรยี บไป
ตามชายฝ่งั จนไปถงึ สนั ดอนกรวดทสี่ ะสมตวั เปน็ แหลมยนื่ ออกไปในทะเล รวมพืน้ ท่ขี องแหลง่ ประมาณ 200 x 40
ตารางเมตร อยหู่ า่ งจากทา่ เทยี บเรอื ปากบาราไปทางทศิ ตะวนั
ตกเฉยี งใตเ้ ปน็ ระยะทางเรอื ประมาณ 87 กโิ ลเมตรพนื้ ทแ่ี หลง่
อยู่บนเกาะหินงาม หรือเกาะบุโล๊ะ เป็นเกาะขนาดเล็ก
ยาวประมาณ 600 เมตร กว้างประมาณ 150 เมตร สว่ นยาว
ของเกาะอยู่ในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้
มีลักษณะโดดเด่นอยู่ทางปลายด้านตะวันออกเฉียงเหนือท่ีมี
สั น ด อ น ก ร ว ด ม น ส ะ ส ม ตั ว เ ป ็ น แ ห ล ม ย่ื น อ อ ก ไ ป
การเกิดสันดอนกรวดมนนี้มีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการ
ทางธรณีวทิ ยาโดยตรง
65 ชุดวิชา อุทยานธรณสี ตูล 1 สค13122 >>>ระดับประถมศึกษา
พนื้ ทแ่ี หลง่ เปน็ สนั ดอนกรวดมนสะสมตวั ยนื่ เปน็ แหลมออกไปในทะเลทางดา้ นตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
ของเกาะ กอ้ นกรวดมคี วามกลมมนดี มสี ดี �ำ สามารถตดิ ตามหาแหลง่ ก�ำเนดิ ไดบ้ รเิ วณดา้ นกระนำ�้ A ท�ำใหห้ นิ โผล่
ของหินฮอร์นเฟลที่มีแนวแตกหลายแนว แตกออกเป็นเศษก้อนหินเหล่ียมจากกระแสคลื่น เกิดกระแสน้�ำเลียบ
ชายฝั่งไหลเลียบชายฝั่งอ้อมไปจนถึงบริเวณสันดอนกรวดมน ตลอดระยะทางของกระแสเลียบชายฝั่งท�ำให้
ก้อนหินเกิดการขัดสีท�ำให้กร่อนมีขนาดเล็กลงตามระยะทางและมีความกลมมนมากขึ้นจนไปสะสมตัวบริเวณ
สันดอนกรวดดังกล่าว อย่างไรก็ตามยังมีกระแสคลื่นซัดชายฝั่งเข้าหาสันดอนกรวดทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ
ด้วย ท�ำให้เม็ดกรวดมนบริเวณดังกล่าวถูกกร่อนจนท�ำให้เม็ดกรวดมีขนาดเล็กกว่าบริเวณอื่น ๆ สังเกตเห็นได้
อย่างชัดเจน
3.10 ซ้มุ หนิ ชายฝง่ั เกาะไข่
ประเภทแหล่ง : ธรณสี ัณฐาน
ทีอ่ ยู่ : เกาะไข่ ตำ� บลเกาะสาหร่าย อ�ำเภอเมอื ง จงั หวดั สตลู
เกาะไข่ มีขนาดตามความยาวประมาณ 300 เมตร
สว่ นกวา้ งทส่ี ดุ อยบู่ รเิ วณหวั แหลมผาชนั 3 ดา้ น เหนอื กวา้ งประมาณ
100 เมตร เป็นเกาะกลางทะเลอันดามัน อยู่ห่างจากชายฝั่ง
ด้านตะวันตกของเกาะตะรุเตาประมาณ 5 กิโลเมตร อยู่ห่างจาก
ท่าเทียบเรือปากบาราไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นระยะทางเรือ
ประมาณ 33 กิโลเมตร
พน้ื ที่แหลง่ เป็นเกาะขนาดเลก็ อยู่ระหวา่ งเกาะอาดัง
กบั เกาะตะรเุ ตา มีลักษณะเป็นหัวแหลมผาชนั ทง้ั ทางด้านเหนอื และ
ดา้ นใต้ ส่วนตรงกลางเปน็ สนั ดอนทรายขาวสะอาด ถูกรายล้อมดว้ ย
น�้ำทะเลสีมรกต หวั แหลมผาชนั ดา้ นเหนอื มีซมุ้ หินชายฝ่งั ซึ่งยอมรับ
กันว่าเป็นสัญญลักษณ์ของจังหวัดสตูลในเชิงการท่องเท่ียวเป็น
จุดกึ่งกลางในการแล่นเรือจากทา่ เทยี บเรอื ปากบารากบั เกาะหลีเปะ๊
นักท่องเท่ียวมักไม่พลาดท่ีจะต้องแวะชื่นชมในความงดงามรัศมี
สมสัตย์ และ ศุภมิตร จันทะคาม (2556) ได้ให้หินบนเกาะไข่เป็น
สว่ นหน่ึงของหมวดหินแหลมไมไ้ ผ่ กลมุ่ หินแก่งกระจาน (CPlp) และกรมทรัพยากรธรณี (2553) ไดร้ ายงานว่า
ซุ้มหินชายฝั่งท่ีเกาะไข่ เกิดขึ้นเน่ืองจากเม่ือราว 6,000 ปีท่ีผ่านมา ระดับน�้ำทะเลสูงกว่าปัจจุบัน 5 เมตร
กระแสคล่ืนได้กัดเซาะหินตะกอนท่ีมีโครงสร้างรอยแตกและผุกร่อนง่าย ท�ำให้เกิดโพรงหินและขยายใหญ่ขึ้นจน
ทะลถุ งึ กนั กลายเปน็ ซมุ้ หนิ ชายฝง่ั โดยระดบั นำ�้ ทะเลไดล้ ดตำ�่ ลงจนถงึ ระดบั ปจั จบุ นั เมอ่ื ประมาณ 2,000 ปมี าแลว้
ท้ังนี้ มีความเชื่อกันว่า หากคู่บ่าวสาวคู่ใดมาแต่งงานและรอดซุ้มหินนี้แล้ว จะอยู่คู่กันจนแก่เฒ่าตายจากกัน
เกาะไข่ มหี ินโผล่ 2 บรเิ วณ คือสว่ นเหนอื และสว่ นใตซ้ ึง่ มีลักษณะเปน็ หวั แหลมผาชนั ประกอบด้วยหินโคลนและ
66 ชดุ วิชา อุทยานธรณสี ตลู 1 สค13122 >>>ระดับประถมศกึ ษา
หนิ ทราย โดยหวั แหลมทงั้ สองถกู เชอื่ มเปน็ เกาะเดยี วกนั ดว้ ยสนั ดอนทรายยาวประมาณ 250 เมตร เปน็ ทรายขาว
สวยงามโดยเฉพาะอย่างย่ิงเมื่อตัดกับน�้ำทะเลสีเขียวมรกต หินทรายแสดงโครงสร้างรอยแตกฉ่ีหลายทิศทาง
โดยในชอ่ งรอยแตกดงั กลา่ วมกั มสี ารเหลก็ ออกไซดเ์ ขา้ ไปสะสมตวั อยแู่ ละมคี วามแขง็ แรงทนทานตอ่ การสกึ กรอ่ น
สูงกว่าเนื้อหินทราย บางบริเวณจึงพบโครงร่างตาข่ายสามมิติของเหล็กออกไซด์โดยที่เนื้อหินได้สึกกร่อนหลุด
ออกไปหมดแลว้ (boxwork)
3.11 เขตข้ามกาลเวลาเขาโตะ๊ หงาย
ประเภทแหลง่ : ธรณวี ทิ ยาโครงสรา้ ง
ทีอ่ ยู่ : เขาโต๊ะหงาย ตำ� บลปากน�้ำ อำ� เภอละงู จงั หวัดสตลู
เขตข้ามกาลเวลาเขาโต๊ะหงายอยู่ทางด้านใต้ของ
เขาโตะ๊ หงายซงึ่ เปน็ ภเู ขาลกู โดด ๆ หา่ งจากอ�ำเภอละงไู ปทางทศิ
ตะวนั ตกเฉยี งใตด้ ว้ ยระยะทางประมาณ 7 กโิ ลเมตร มขี นาดพน้ื ท่ี
ประมาณ 600x300 ตารางเมตร ด้านเหนือจรดพ้ืนท่ีราบส่วน
ดา้ นใตเ้ ปน็ หวั แหลมผาชนั ยนื่ ออกไปในทะเล ดา้ นตะวนั ออกเฉยี ง
เหนือจรดพื้นทีต่ งั้ ที่ท�ำการอุทยาน
3.12 แห่งชาตหิ มเู่ กาะเภตรา
มลี กั ษณะเปน็ ภเู ขาลกู โดด ๆ ตอ่ เนอ่ื งมาจากพน้ื ที่
ราบทางดา้ นเหนอื ทย่ี นื่ ออกไปในทะเลทางดา้ นใตม้ ลี กั ษณะทาง
ธรณีสัณฐานเป็นแบบหัวแหลมผาชัน (headland) ครอบคลุม
พน้ื ทปี่ ระมาณ 180,000 ตารางเมตร ดา้ นเหนอื จรดพนื้ ทรี่ าบตำ่�
ดา้ นตะวนั ตก ดา้ นตะวนั ออก และดา้ นใตต้ ดิ ทะเล ประกอบดา้ น
ยอดเขาสองยอด ยอดด้านเหนอื สงู 138 เมตร และยอดด้านใต้
สงู ประมาณ 90 เมตร พนื้ ที่ระหวา่ งยอดเขาทัง้ สองลูกเป็นพืน้ ที่
ตำ่� แอน่ ลงไปทรี่ ะดบั ความสงู ประมาณ 70 เมตร สว่ นลา่ งของภเู ขามหี นิ ทรายสแี ดงยคุ แคมเบรยี นโผลใ่ หเ้ หน็ ชดั เจน
ทางดา้ นตะวนั ตกโดยชนั้ หนิ มกี ารวางตวั เอยี งเทไปทางทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ดว้ ยมมุ เอยี งเทประมาณ 22 องศา
(60/22) มหี ินปนู ยคุ ออรโ์ ดวิเชยี นวางตัวปดิ ทับอยู่ด้านบน ท�ำให้เห็นรอยสมั ผัสระหวา่ งหมวดหนิ ทงั้ สองท่มี อี ายุ
แตกตา่ งกนั ประกอบกบั ทศั นยี ภาพทส่ี วยงามของพนื้ ทภี่ เู ขาและทอ้ งทะเลสดุ ลกู หลู กู ตา อทุ ยานแหง่ ชาตหิ มเู่ กาะ
เภตราจงึ ไดส้ ร้างสะพานเดนิ เทา้ รอบภูเขาดา้ นตดิ ทะเล ซงึ่ ใหฉ้ ายานามว่า “สะพานขา้ มกาลเวลา” และไดม้ กี าร
จัดพิธีวิวาหห์ มูข่ า้ มกาลเวลาถอื เปน็ เร่ืองราวท่ีจะเปน็ ต�ำนานตอ่ ไป และถอื เปน็ การส่งเสรมิ อตุ สาหกรรมการท่อง
เทยี่ วของพน้ื ทที่ มี่ คี วามเกย่ี วขอ้ งสมั พนั ธก์ บั ธรณวี ทิ ยา พน้ื ทแี่ หลง่ นจ้ี งึ เปน็ ไดท้ ง้ั แหลง่ ทอ่ งเทย่ี ว แหลง่ เรยี นรู้ และ
แหลง่ สบื สานประเพณวี ิวาหข์ ้ามกาลเวลาสืบไป
67 ชดุ วชิ า อุทยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศึกษา
หินทรายสีแดงท่ีวางตัวอยู่ด้านล่างของแหล่งเป็นหินส่วนหน่ึงของกลุ่มหินตะรุเตา ยุคแคมเบรียน
โดยมชี ัน้ หินแบบฉบบั อยู่บริเวณอ่าวตะโล๊ะโต๊ะโปะ๊ บนเกาะตะรเุ ตา ซ่ึงมรี ายงานการพบซากดึกบรรพท์ ี่ส�ำคญั ๆ
พวกไทรโลไบต์และแบรคิโพอด อย่างไรก็ตามหินทรายสีแดงบริเวณเขาโต๊ะหงายนี้ถูกจัดให้เป็นส่วนหนึ่งของ
กลุ่มหินตะรุเตา โดยไม่มีรายงานการค้นพบซากดึกด�ำบรรพ์ดัชนี แต่ก็มีความเป็นไปได้เนื่องจากมันถูกปิดทับ
โดยหินปนู ยคุ ออรโ์ ดวิเชยี น
จากการส�ำรวจเบอ้ื งตน้ ในพนื้ ที่ พบวา่ หนิ ทรายสแี ดงวางตวั อยดู่ า้ นลา่ งหนิ ปนู สเี ทา โดยไมส่ ามารถ
สังเกตรอยสัมผัสระหว่างกลุ่มหินท้ังสองได้อย่างชัดเจน ยกเว้นบริเวณ
ชายฝง่ั ดา้ นทศิ ใตท้ พี่ บวา่ เปน็ รอยสมั ผสั แบบรอยเลอื่ น (fault contact)
ทเี่ ปน็ แบบรอยเลอ่ื นยอ้ น (reverse fault) ทง้ั นจ้ี ากการส�ำรวจเบอื้ งตน้
ในภาคสนามมีการพบซากดึกด�ำบรรพ์ของแบรคิโอพอดขนาดเล็กใน
เนื้อหินทรายสีแดง และยังพบนอติลอยด์ในช้ันหินปูนบริเวณใกล้รอย
สัมผัสระหว่างกลุ่มหนิ ท้ังสองดว้ ย
3.13 หาดกรวดเสยี งดนตรี
ประเภทแหล่ง : ธรณีวทิ ยาโครงสรา้ ง
ท่อี ยู่ : บริเวณอ่าวด่าน บนเกาะตะรุเตา ต�ำบลเกาะสาหรา่ ย อำ� เภอเมือง จังหวัดสตูล
บริเวณน้ีเป็นแหล่งธรณีสัณฐานซึ่งมี
ลักษณะเด่น คือ เป็นหาดกรวดอย่างเดียวท่ีกรวด
แต่ละก้อนมีสีสันสวยงามมาก ส�ำนักธรณีวิทยา
กรมทรัพยากรธรณี ให้ช่ือแหล่งธรณีวิทยาบริเวณนี้ว่า
“หาดกรวดเสยี งดนตรี อ่านดาน”
ที่ตงั้ อยบู่ รเิ วณอ่าวดา่ น บนเกาะตะรุเตา
ต�ำบลเกาะสาหรา่ ย อ�ำเภอเมอื ง จังหวดั สตลู
ลักษณะของแหล่ง หาดกรวดค่อนข้าง
กลมมนสีน�้ำตาลคล้ายช็อกโกแลต มึหลายขนาด วางตัว
ยาวตามแนวชายฝั่งเป็นระยะประมาณ 1 กิโลเมตร เมื่อมีคลื่นซัดเข้าออก จะมีเสียงดังคล้ายเสียงดนตรีเป็น
สิ่งมหัศจรรย์ที่หาได้ยากมาก เกิดจากการที่คล่ืนได้พัดพรากรวดที่มีขนาดเล็กขึ้นมาแล้วกลับลงไปกระทบกับ
กรวดกอ้ นใหญซ่ ึ่งคล่ืนไม่สามารถพัดออกไปได้ ท�ำใหเ้ กดิ เสียงคลา้ ยเสียงดนตรีดงั กล่าว
ลักษณะธรณวี ทิ ยา กรวดบรเิ วณหาดน้ี มีหลายขนาดคละเคลา้ กัน โดยมากจะเปน็ กรวดหนิ ทราย
มคี วามกลมมนดถี งึ ดมี าก บรเิ วณทศิ ตะวนั ออกของหาดพบชน้ั หนิ ทรายสลบั หนิ ดนิ ดาน หนิ ทรายจะมสี นี ำ�้ ตาลถงึ
น�้ำตาลแกมแดง พบซากดึกด�ำบรรพ์ ได้แก่ ไทรไบต์ และแบรคิโอพอด เป็นต้น
68 ชุดวชิ า อุทยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศกึ ษา
3.14 หาดทรายด�ำเกาะอาดงั
ประเภทแหล่ง : ธรณวี ิทยาโครงสรา้ ง
ท่ีอยู่ : บรเิ วณเกาะอาดัง ตำ� บลเกาะสาหรา่ ย อ�ำเภอเมือง จงั หวัดสตูล
แหล่งธรณีวิทยาบริเวณน้ี ต้ังอยู่ทางทิศใต้ของ
เกาะอาดัง เป็นแหล่งธรณีวิทยาประเภทแหล่งธรณีสัณฐานท่ีมี
ลักษณะพิเศษท่ีเม็ดกรวดทรายขอมีสีด�ำ ส�ำนักธรณีวิทยา
กรมทรัพยากรธรณี ให้ชื่อแหล่งธรณีวิทยาน้ีว่า “หาดทรายด�ำ
เกาะอาดงั ”
ที่ตั้ง อยู่บริเวณเกาะอาดัง ต�ำบลเกาะสาหร่าย
อ�ำเภอเมือง จงั หวดั สตลู
ลกั ษณะของแหลง่ หาดทรายด�ำบรเิ วณอา่ วแหลมสน บนเกาะอาดงั มลี กั ษณะเดน่ ตรงทม่ี เี มด็ ทราย
สีด�ำปนอยู่ในเม็ดทรายสีขาว มีความสวยงามแปลกตาต่างจากหาดทรายทั่วไป โดยเฉพาะหาดทรายบริเวณน้ี
นอกจากจะมีสีด�ำแล้ว เม็ดทรายจะมีเม็ดหยาบมีขนาดใหญ่กว่าเม็ดทรายทั่วไป ดังนั้น หากเดินเท้าเปล่า
บนหาดแห่งน้แี ลว้ จะได้ความรู้สกึ ทีส่ บาย ๆ เหมือนกบั ถูกนวดและขดั ฝ่าเทา้ ไปพรอ้ ม ๆ กนั
ลักษณะทางธรณีวิทยา ตะกอนสีด�ำท่ีพบในบริเวณนี้คาดว่าเป็นแร่ทัวร์มาลีน (Tourmaline)
ที่ผพุ ังจากหินแกรนติ เนื้อดอก (porphyritic granite) โดยมีผลึกแรเ่ ฟลด์สปรร์ ูปส่ีเหล่ียมฝืนผ้าขนาด 1.5X2.5
เซนตเิ มตร เปน็ เน้อื ดอก (phenocryts) และเน้ือพ้ืน (groundmass) จะเป็นแร่ควอตซ์ เฟลดส์ ปาร์ ทัวรม์ าลีน
และไบโอไทต์ ซงึ่ หนิ แกรนิตเหลา่ น้ีพบวา่ มีความสมั พนั ธก์ ับการเกดิ แร่ดบี กุ
3.15 ทะเลบนั
ประเภทแหล่ง : ธรณีวทิ ยาโครงสรา้ ง
ท่อี ยู่ : ต�ำบลวงั ประจนั อ�ำเภอควนโดน จังหวัดสตูล
ท่ีต้ัง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทะเลบัน ต�ำบลวังประจัน อ�ำเภอควนโดน จังหวัดสตูล
ใกล้ชายแดนไทย-มาเลเซยี
ลักษณะของแหล่ง ทะเลบันเปน็ แอง่ น�ำ้ จืดขนาดใหญร่ ปู ยาวรี ขอบแอง่ คอ่ นขา้ งเว้าแหว่ง อยใู่ น
หบุ เขารปู ตัววี ระดับนำ�้ ในแอ่งมกี ารเปลย่ี นแปลงขน้ึ ลงตามฤดูกาล มีป่าไม้ทอ่ี ดุ มสมบรู ณ์ มีสตั วป์ า่ นานาชนิด
ลักษณะธรณวี ทิ ยา ทะเลบันประกอบ
ด้วยหิน 2 ชนิด คือ กลุ่มหินปูนอร์โดวิเชีย และ
หนิ แกรนติ ยคุ ไทรแอสซกิ ในหนิ ปนู พบซากดกึ ด�ำบรรพ์
พวกนอตลิ อยด์ ฟองนำ้� ปะการัง แสดงวา่ ในยุคทเี่ กดิ
หนิ ปนู มสี ภาพแวดลอ้ มเปน็ ทะเล ทะเลบนั อยรู่ ะหวา่ ง
เขาจีน(หินแกรนิต) และเขามดแดง (หินปูนสลับ
69 ชดุ วิชา อทุ ยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศึกษา
หินดินดาน) เกดิ จากการยุบตวั ของโพรงและถา้ ล�ำธารใตด้ ิน ซง่ึ เกิดอย่ใู นหินปูนสลบั หนิ ดนิ ดาน
3.16 หินสาหรา่ ย
แหล่งธรรมชาติทางธรณีวิทยาหินสาหร่ายน้ี จัดเป็นประเภทแหล่งล�ำดับช้ันหินแบบฉบับซ่ึงมี
ความส�ำคญั เป็นแหล่งล�ำดับช้ันหนิ แบบฉบับทห่ี ายาก
ท่ตี ั้ง ต้ังอยบู่ ้านปา่ แก่ ต�ำบลก�ำแพง อ�ำเภอละงู จงั หวัดสตูล
ลักษณะแหล่ง หินปูนสีแดง เรียงตัวเป็นชั้น ๆ สวยงามแปลกตามาก บางแห่งคล้ายปราสาท
เขาโบราณ เกิดจากการกอ่ ตัวของสาหรา่ ยสีเขียวแกมนำ้� เงิน มีอายมุ ากว่า 440 ล้านปี
ลักษณะธรณีวิทยา เป็นหินในหมวดหินป่าแก่ ซ่ึงเป็นหมวดหินที่อยู่บนสุดของหมวดหินทุ่งสง
ประกอบด้วย หินปูนสีแดงชั้นบางแทรกสลับด้วยหินโคลนชั้นบางมาก เกิดจากการก่อตัวของสาหร่าย
สเี ขยี วแกมนำ�้ เงิน เรียกหนิ ในลกั ษณะนี้ว่า สโตรมาโตไลต์
3.17 อา่ วหินเฉียงลานหินปุม่
แหล่งธรรมชาติทางธรณีวิทยาหินเฉียงลานหินปุ่มน้ี จัดเป็นประเภทแหล่งล�ำดับช้ันหินแบบฉบับ
ของกล่มุ หินตะรุเตา
ทตี่ ง้ั อยทู่ างทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของหมเู่ กาะตะรตุ า
ต�ำบลเกาะสาหร่าย อ�ำเภอเมือง จงั หวดั สตลู
ชายหาดเปน็ ชนั้ หนิ เกา่ แกท่ ส่ี ดุ ในประเทศไทย ประมาณ
500 ล้านปี ซึ่งพบซากดึกด�ำบรรพ์ต้นตระกูลของแมงดาทะเล และ
หอยสองฝา หนิ บรเิ วณนบ้ี า้ งมสี นี ำ�้ ตาลบา้ งมสี นี ำ�้ ตาลปนมว่ ง มลี กั ษณะ
เป็นชั้นเอียงเทลงไปในทะเล บางบริเวณเป็นลานหินท่ีเต็มไปด้วยรอย
แตกแยก และรอยถกู กดั กรอ่ นจนมลี กั ษณะเปน็ ปมุ่ ปม มรี พู รนุ เปน็ คลา้ ยรงั ผง้ึ และเปน็ เศษกรวดคอ่ นขา้ งเหลย่ี ม
ลักษณะทางธรณีวิทยา แหล่งธรรมชาติธรณีบริเวณน้ีจัดเป็นแหล่งล�ำดับช้ันหินแบบฉบับ
(type section) ของกลมุ่ หนิ ตะรเุ ตา ในยคุ แคมเบรยี น (Cambrian) พบซากดกึ ด�ำบรรพพ์ วกไทรโลไบท์ (trilobite)
และแบรคคโิ อพอด brachiopod สว่ นทางดา้ นทศิ เหนอื ของอา่ วเมาะและจะเปน็ หนิ ปนู สเี ทาด�ำ ในยคุ Ordovician
ซึ่งเป็นรอยตอ่ ของหนิ ในยคุ แคมเบรียนและออร์โดวเิ ชยี น
3.18 ผาโต๊ะบู
ที่ต้ัง เป็นภูเขาอยู่ทางทิศเหนือของเกาะตะรุเตา
ต�ำบลเกาะสาหรา่ ย อ�ำเภอเมือง จงั หวัดสตลู
ลกั ษณะแหลง่ เปน็ หนา้ ผาทเี่ กดิ จากโครงสรา้ งทาง
ธรรมชาติท่ีหายากและสวยงาม หินรูปโค้งท่ีมีประโยชน์ในการ
ค้นคว้าสัณฐานของหิน เป็นจุดชมวิวอยู่หลังที่ท�ำการอุทยาน
แห่งชาตหิ มเู่ กาะตะรเุ ตา บรเิ วณหนา้ ผามลี ักษณะเป็นชนั้ ๆ ซึ่ง
70 ชุดวิชา อทุ ยานธรณสี ตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศกึ ษา
เกดิ จากการยกตัวของหินทีเ่ หน็ ได้ชัดในระยะไกล
3.19 น้�ำตกยาโรย
ทีต่ ั้ง หม่ทู ี่ 3 บ้านวังนา ต�ำบลวังประจนั อ�ำเภอควนโดน จังหวดั สตลู
ลกั ษณะแหล่ง เป็นน้ำ� ตกขนาดกลาง มีความ
สวยงามเป็นจุดท่องเที่ยวที่ส�ำคัญแห่งหน่ึงของอุทยาน
แห่งชาติทะเลบัน น้�ำตกมีท้ังหมด 9 ชั้น แต่ละช้ันเป็นแอ่ง
สามารถเล่นนำ้� ได้
ลักษณะทางธรณีวิทยา หินบริเวณนี้เป็น
หิ น ม ว ล หิ น อั ค นี ท่ี ดั น แ ย ก อ ยู ่ ใ น ยุ ค ไ ท ร แ อ ส ซิ ก
(Triassic Granite) เป็นหินแกรนิตเนื้อดอก เน้ือหยาบถึง
หยาบปานกลาง ผลกึ ขนาดเดยี ว
3.20 ถ�ำ้ จระเข้
ท่ีต้ัง อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ
เกาะตะรเุ ตา ต�ำบลเกาะสาหร่าย อ�ำเภอเมอื ง จังหวดั สตลู
ลกั ษณะของแหลง่ ตามฝง่ั คลองจะพบหนิ ปนู
อายกุ ว่า 440 ลา้ นปี เปน็ ชน้ั สวยงามชัดเจนมาก ชัน้ หินปูน
เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการถูกกัดกร่อนจนมีรูปลักษณ์
แปลกตามากมาย ทั้งเป็นชะง่อนหินโพรง และมีลวดลาย
แตกตา่ งกันไป นกั ท่องเท่ียวสามารถใช้เรือเข้าไปชมในถ้ำ� ได้
ลกั ษณะทางธรณวี ทิ ยา ตามฝง่ั คลองจะพบหนิ ปนู ออรโ์ ดวเิ ชยี น(Ordovician) ในหมวดหนิ มะละกา
ซ่ึงเปน็ หมวดหินทวี่ างตัวอย่ลู า่ งสุดของกลุ่มหนิ ทุ่งสง ประกอบด้วย หินปนู เนื้อดนิ สลบั กับหนิ ปูนเนื้อหนิ ส่วนใหญ่
มีระแหงโคลนอยู่ทั่วไป (mud crack )อยู่ทั่วไป พบแผ่นซากดึกด�ำบรรพ์พวกสาหร่าย (algalmat) และ
ซากดึกด�ำบรรพ์จ�ำพวกเพรยี ง การวางตัวของชนั้ หินสอดคล้องกับหนิ ของกลุ่มหนิ ตะรเุ ตา
3.21 หาดปากบารา
ท่ตี งั้ เปน็ หาดบริเวณบา้ นปากบารา ต�ำบลปากน�้ำ อ�ำเภอละงู จงั หวดั สตูล
ลกั ษณะแหลง่ เปน็ ชายหาดทม่ี กี ารทบั ถมของ
ทราย โครงสร้างจากธรรมชาติท่ีหายากและสวยงามเป็น
ชายหาดทรายสีขาวละเอียด
ลักษณะธรณีวิทยา เป็นชายหาดท่ีสะสมตัว
จากตะกอนทางน้�ำที่เกิดขึ้นบริเวณปากแม่น้�ำมีเขาหินปูนอยู่
รอบ ๆ ชายฝ่งั ทะเล
71 ชดุ วชิ า อุทยานธรณีสตลู 1 สค13122 >>>ระดับประถมศึกษา
3.22 หาดทรายดูด
ทต่ี ั้ง อย่บู รเิ วณเกาะอาดงั ต�ำบลเกาะสาหรา่ ย อ�ำเภอเมอื ง จังหวัดสตูล
ลกั ษณะของแหลง่ หาดทรายดูดเป็นหาดทราย
แคบ ๆ ส้ัน ๆ ประกอบด้วยทรายละเอียด สีขาวอมน้�ำตาล
มีเศษเปลอื กหอยปนเล็กน้อย แต่มีลกั ษณะเดน่ คอื เมอ่ื เหยียบ
ลงไปแล้ว เท้าจะจมประมาณ 20-60 เซนติเมตร บริเวณทีม่ นี �ำ้
จะจมมากกว่าบริเวณที่แห้ง และมีฟองอากาศผุดข้ึมมา
ค่อนข้างมาก เกิดทุกฤดูตลอดทั้งปี นอกจากนี้ทรายเหล่าน้ียัง
สามารถปน้ั เปน็ กอ้ นกลมได้ ซงึ่ แสดงถงึ ขนาดของตะกอนทราย
บรเิ วณน้ี
ลกั ษณะธรณวี ทิ ยา หาดทรายบรเิ วณนป้ี ระกอบดว้ ยตะกอนของหนิ ทรายแปง้ (Siltstone) มโี คลน
ปนบ้างเล็กน้อย เกิดจากการผุพังของหินตะกอนยุคคาร์บอนิเฟอรัส-เพอร์เมียน เม่ืออิ่มตัวด้วยน�้ำจะท�ำให้
ยบุ ลงไปเมอื่ มนี ำ�้ หนกั กดทบั เนอ่ื งจากมโี คลน ท�ำใหร้ บั นำ้� หนกั ไดไ้ มด่ ี โดยโคลนเหลา่ นมี้ าจากการผพุ งั ของหนิ โคลน
ในหมวดหินแหลมไมไ้ ผแ่ ล้วถกู พัดพามาสะสมตัวบรเิ วณชายหาดดังกล่าว
3.23 หาดพทั ยา
ท่ีต้ัง อยู่บริเวณเกาะหลีเป๊ะ ต�ำบลเกาะสาหร่าย
อ�ำเภอเมือง จงั หวดั สตลู
ลักษณะของแหล่ง เป็นหาดทรายท่ีขาวสะอาด
เม็ดละเอียดมากเวลาเดินด้วยเท้าเปล่า จะรู้สึกนุ่มเท้าเหมือนเดิน
บนพ้ืนก�ำมะหยี่ ชายหาดมีความลาดชันน้อย ดังน้ันจึงสามารถ
เดินเท้าเปลา่ ไปชมปะการงั ที่มีอยมู่ ากมายได้
ลักษณะทางธรณีวิทยา ชายหาดบริเวณนี้เกิดจากการผุพังของหินแกรนิตท่ีแทรกข้ึนมา
ในยุคไทรแอสสิก มขี นาด silt-very fine sand สขี าว มเี ปลือกหอยและปะการงั ทแี่ ตกหักบา้ ง คล่นื บริเวณนจ้ี ะ
ไมแ่ รง เนือ่ งจากเปน็ แอง่ ที่เว้าเข้ามาประมาณ 1 กิโลเมตร ดงั นั้นตะกอนทถ่ี กู พดั มาจงึ มขี นาดเลก็ มาก
3.24 อา่ วพนั ตามะละกา
ที่ตงั้ ตงั้ อยบู่ นเกาะตะรุเตา ต�ำบลเกาะสาหรา่ ย
อ�ำเภอเมอื ง จงั หวดั สตูล
ลักษณะของแหล่ง บริเวณปากคลองจะพบเห็น
แนวหนิ ทีเ่ ก่าแก่ทสี่ ุดของประเทศไทยอายุประมาณ 500 ลา้ นปี
หินมีหลากสีทั้งน้�ำตาลแดง ม่วงแดง วางตัวเอียงไปทาง
ทศิ ตะวนั ตกเฉียงเหนือ
72 ชุดวชิ า อุทยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศึกษา
ลักษณะทางธรณีวิทยา ในบริเวณปากคลองพันเตมะละกาน้ีจะเป็นแนวรอยต่อของหินทรายใน
กลุ่มหินตะรุเตาตอนบนซึ่งมีอายุแคมเบรียนตอนบน (upper Cambrian) กับหินปูนยุคคออร์โดวิเชียน
(Ordovician) หินในกลุม่ หินตะรุเตาเปน็ พวกหินทรายแป้ง (Siltstone) ท่แี ทรกสลับกบั หนิ ดนิ ดานปนทรายแป้ง
(Silty shale) หินทรายแป้งมีไมก้า (Micaceous siltstone) สีนำ้� ตาลแดง ม่วงแดง พบโครงสรา้ งปฐมภมู ิชดั เจน
โดยหินแสดงช้ันและแนวชั้นเฉียงระดับชัดเจนมาก (Well bedded and cross bedding) นอกจากน้ียังพบ
โครงสรา้ งชน้ั หนิ เฉยี งระดบั แบบลกู บอลและรปู พมิ พจ์ ากนำ�้ หนกั และโครงสรา้ งการเลอื่ นไถล (slump structure)
73 ชุดวิชา อทุ ยานธรณีสตลู 1 สค13122 >>>ระดับประถมศกึ ษา
เฉลยแบบทดสอบหลังเรียน
วชิ าอทุ ยานธรณสี ตูล 1 สค13122
คำ� ชีแ้ จง จงเลือกคำ� ตอบทถี่ กู ท่สี ุดเพยี งขอ้ เดียว
1. ขอ้ ใดกล่าวถงึ ธรณวี ทิ ยา ได้ถกู ต้องทสี่ ดุ 6. จงั หวัดใดต่อไปนี้ที่ไมต่ ิดต่อกับจังหวดั สตลู
ก. เป็นศาสตร์ท่ีวา่ ด้วยประวตั ขิ องจังหวัด ดา้ นทศิ เหนอื
ข. เป็นศาสตรท์ ี่วา่ ด้วยประวัตขิ องประเทศ ก. จังหวดั สงขลา
ค. เปน็ ศาสตรท์ ่วี ่าด้วยประวตั ิของทวปี ข. จังหวัดพัทลุง
ง. เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยประวตั ขิ องโลก ค. จงั หวัดตรัง
2. ธรณีวทิ ยามีกส่ี าขา ง. จังหวัดนครศรธี รรมราช
ก. 1 สาขา 7. เทอื กเขาใดท่ีกนั้ ระหวา่ งจงั หวัดสตลู กบั
ข. 2 สาขา จังหวดั อืน่ ๆ และประเทศมาเลเซยี
ค. 3 สาขา ก. เทือกเขาบรรทดั
ง. 4 สาขา ข. เทอื กเขาสนั กาลาครี ี
3. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ทรพั ยากรธรณี ค. ถกู ท้ัง ก และ ข
ก. นำ้� ตก ง. ผิดท้งั ก และ ข
ข. แร่ธาตุ 8. จังหวดั สตลู มรี ะยะทางห่างจากจังหวดั
ค. ปโิ ตรเลียม กรงุ เทพมหานครก่กี โิ ลเมตร
ง. ซากดกึ ดาํ บรรพ์ ก. 937 กิโลเมตร
4. อทุ ยานธรณีสตูล (Satun Geopark) ข. 973 กโิ ลเมตร
เป็นแหลง่ อุทยานธรณรี ะดบั ใด ค. 917 กิโลเมตร
ก. ระดับท้องถ่ิน ง. 927 กโิ ลเมตร
ข. ระดับจงั หวัด 9. ทวิ เขาท่ีแบ่งเขตจังหวัดสตลู กบั จงั หวดั สงขลาคอื
ค. ระดับประเทศ ก. ทิวเขานครศรธี รรมราช
ง. ระดบั โลก ข. เทอื กเขาบรรทดั
5. จังหวัดสตูล ก�ำลังผลกั ดันใหอ้ ทุ ยานธรณีสตูล ค. ทิวเขาสนั กาลาคีรี
เปน็ แหล่งอุทยานระดบั ใด ง. ถกู ทุกขอ้
ก. ระดับทอ้ งถ่นิ 10. พน้ื ท่ีป่าไม้จากการสงวนป่าแบ่งออกไดเ้ ป็น
ข. ระดับจังหวัด กป่ี ระเภท
ค. ระดับประเทศ ก. 3 ประเภท
ง. ระดับโลก ข. 5 ประเภท
ค. 7 ประเภท
ง. 9 ประเภท
74 ชุดวชิ า อุทยานธรณสี ตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศึกษา
11. จังหวัดสตูลมีอุทยานแห่งชาติจ�ำนวนกแ่ี ห่ง 16. กรมทรพั ยากรธรณีได้ดำ� เนินการสำ� รวจแหลง่
ก. 3 แห่ง ธรณวี ทิ ยาจงั หวดั สตูลในพื้นทอี่ ำ� เภอใดบ้าง
ข. 4 แหง่ ก. เมอื งสตลู ทุง่ หว้า มะนงั ละงู
ค. 5 แหง่ ข. ควนกาหลง ทงุ่ หวา้ มะนงั ควนโดน
ง. 6 แห่ง ค. ท่าแพ ทงุ่ หวา้ มะนัง ละงู
ง. ควนโดน ทงุ่ หวา้ มะนัง ละงู
12. จังหวดั สตลู มเี ขตห้ามลา่ สัตว์ป่าเพียงแหง่ เดียว 17. เอกภพ หรอื จกั รวาล (Universe)
ต้งั อย่ใู นพนื้ ท่อี ำ� เภอใดของจงั หวัดสตูล อบุ ัติขึน้ เมื่อใด ตามทฤษฏีบกิ แบง
ก. อ�ำเภอเมอื งสตลู ก. ประมาณ 11,000 ลา้ นปี
ข. อ�ำเถอท่าแพ ข. ประมาณ 12,000 ล้านปี
ค. อ�ำเภอทุ่งหวา้ ค. ประมาณ 13,000 ลา้ นปี
ง. อ�ำเภอละงู ง. ประมาณ 14,000 ล้านปี
13. ข้อใดไมใ่ ช่ลำ� น้�ำตามธรรมชาติท่สี ำ� คญั 18. องคป์ ระกอบของโลกส่วนใหญเ่ ป็นหินชนิดใด
ของจงั หวดั สตลู ก. หนิ แปร
ก. คลองละงู ข. หนิ อัคนี
ข. คลองม�ำบัง ค. หนิ ดินดาน
ค. คลองมาเหลา ง. หินปนู
ง. คลองท่าจนี 19. การล�ำดบั ชั้นหินของจงั หวัดสตลู สามารถ
พบไดก้ กี่ ลุม่
14. แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วใดทไี่ มใ่ ชแ่ หลง่ ทอ่ งเทยี่ วทส่ี ำ� คญั ก. 3 กลุ่ม
ของจังหวัดสตูล ข. 5 กลุม่
ก. มัสยิดกลางจังหวดั สตูล ค. 7 กล่มุ
ข. พิพิธภณั ฑ์สถานแห่งชาตจิ ังหวดั สตูล ง. 9 กลมุ่
(คฤหาสนก์ ูเด็น) 20. กล่มุ หนิ ตะรเุ ตา อยใู่ นยุคใด
ค. เกาะหลีเปะ๊ ก. ยุคแคมเบรียนตอนกลางถึงตอนบน
ง. น้�ำตกยาโรย ข. ยคุ ออรโ์ ดวิเชียน
15. จงั หวดั สตลู เลือกตั้งสมาชกิ ภาผูแ้ ทนราษฎร ค. ยุคไซลเู รียน-ดีโวเนียน-คาร์บอนเิ ฟอรัส
(ส.ส.) ได้กคี่ น ง. ยุคคารบ์ อนิเฟอรสั
ก. 2 คน
ข. 4 คน 21. หนิ บรเิ วณเขาทะนาน ต.ทุ่งบุหลงั อ.ทงุ่ หวา้
ค. 6 คน เปน็ กลุ่มหนิ ชนิดใด
ง. 8 คน ก. กลมุ่ หินตะรุเตา
ข. กล่มุ หินท่งุ สง
ค. กลมุ่ หนิ แก่งกระจาน
ง. กลุ่มหินราชบุรี
75 ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศึกษา
22. หนิ อัคนที ี่พบในจงั หวดั สตลู อยู่ในบรเิ วณใด 25. ซากดกึ ด�ำบรรพไ์ ทรโลไบต์ พบใน หมวดหิน
ก. บรเิ วณบนแผ่นดินกระจายตัวอย่ใู นบริเวณ บริเวณใด
ก. หมวดหนิ วังตง
ด้านตะวันออกของจังหวดั ตามแนว ข. หมวดหนิ ควนทงั
ชายแดนไทย-มาเลเชียและรอยตอ่ กับ ค. หมวดหนิ ปา่ เสมด็
จงั หวดั สงขลา ง. หมวดหินปา่ เสม็ด
ข. บรเิ วณบนรอยตอ่ กับจังหวดั พทั ลงุ
ค. บริเวณบนรอยต่อกับจงั หวัดตรัง 26. ซากดกึ ด�ำบรรพ์ต้นตระกูลของแมงดาทะเล
ง. ไม่มขี อ้ ถูก และหอยสองฝา พบท่บี รเิ วณใด
23. กรมทรัพยากรธรณีได้จำ� แนก“แหลง่ ก. อ่าวหนิ เฉยี งลานหนิ ปมุ่
ธรณีวทิ ยา”ที่นบั เปน็ แหล่งธรรมชาติทม่ี คี ุณคา่ ข. เกาะตะรุเตา
ทางวิชาการด้านธรณวี ทิ ยาและอันควรอนรุ กั ษ์ ค. น้ำ� ตกธารปลิว
ธรณีวทิ ยาออกเป็นก่ปี ระเภท ง. ถำ้� วงั กลาง
ก. 3 ประเภท 27. เขตข้ามกาลเวลาเป็นแหลง่ เรียนรู้ธรณวี ิทยา
ที่อยู่อำ� เภอใด
ข. 5 ประเภท
ค. 7 ประเภท ก. ละงู
ง. 9 ประเภท ข. ทุ่งหวา้
ค. ควนโดน
24. แหลง่ ธรณีสณั ฐาน (Geomorphology) ง. ควนกาหลง
หมายถึง อะไร
ก. แหล่งทม่ี ีลักษณะเฉพาะของการก�ำเนดิ และ
ชนิดของแร่ทเ่ี ปน็ มาตรฐาน 28. ภเู ขาท่มี ีลกั ษณะหนิ ทดี่ ูซับซ้อนคล้ายยอด
ข. แหล่งท่ีมีลกั ษณะเฉพาะของหินมาตรฐาน ปราสาท คอื สถานที่ใด
ค. แหลง่ ทีเ่ กดิ จากกระบวนการทางธรณีวทิ ยา
โครงสร้าง ก. เขาโต๊ะหงาย
ข. เขาใหญ่
ง. แหลง่ ธรณีวทิ ยาท่ีเกดิ จากการเปลย่ี นแปลง ค. เขานอ้ ย
ของพน้ื ผวิ โลกจนเปน็ โครงสร้างทม่ี ลี ักษณะ ง. เขาพนั ยอด
เด่นซงึ่ ประมวลเอาท้งั รูปรา่ งทางธรรมชาติ
กระบวนการก�ำเนดิ การปรับตัวของพ้ืน
ผวิ โลกตลอดจนความเปลยี่ นแปลงทปี่ ระสบ
ในปัจจุบนั
76 ชุดวิชา อุทยานธรณสี ตลู 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศกึ ษา
29. แหล่งธรณีวทิ ยาทเี่ ป็นบึงน้�ำจดื ขนาดใหญ่ 35. “ชายหาดเป็นช้นั หินเกา่ แกท่ ่ีสดุ ในประเทศไทย
ได้แกส่ ถานที่ใด ประมาณ 500 ล้านปี” เป็นลักษณะแหล่งธรณใี ด
ก. ทะเลบัน ก. อา่ วด่าน
ข. หาดราไว ข. อ่าวมะนาว
ค. น�้ำตกธารปลวิ ค. อา่ วหินเฉยี ง
ง. น�้ำตกวังสายทอง ง. อา่ วพันตามะละกา
30. ช้ันหินเกา่ แกท่ ีส่ ุดในประเทศไทย 36. แหล่งเรยี นรอู้ ุทยานธรณใี ด
พบซากดกึ ด�ำบรรพ์ต้นตระกูลของแมงดาทะเล ไม่อยู่ในอำ� เภอทงุ่ หว้า
และหอย 2 ฝา พบบรเิ วณใด ก. หาดราไว
ก. เกาะหนิ งาม ข. ถ�ำ้ เจด็ คต
ข. เกาะตะรุเตา ค. ถำ้� วงั กลาง
ค. หาดกรวดเสียงดนตรี ง. นำ�้ ตกธารปลวิ
ง. อา่ วหนิ เฉียงลานหินปมุ่
31. นกั วิชาการคน้ พบซากช้างดึกดำ� บรรพ์ 37. แหลง่ ธรณวี ิทยาใดอยูบ่ นเกาะหลเี ป๊ะ
บรเิ วณใด ก. หาดพทั ยา
ก. ถ�้ำกล้วย ข. หาดทรายด�ำ
ข. ถ้�ำจระเข้ ค. หาดทรายดดู
ค. ถำ้� เจด็ คต ง. หาดปากบารา
ง. ถ�ำ้ ภผู าเพชร
32. พพิ ธิ ภณั ฑ์ธรรมชาตวิ ทิ ยา ตงั้ อยู่ที่ใด 38. แหล่งเรยี นรใู้ ดจดั อยู่ในประเภทแหล่งโบราณคดี
ก. อบต.ทุ่งหว้า ก. ซมุ้ หนิ ชายฝ่ังเกาะไข่
ข. โรงเรยี นก�ำแพงวิทยา ข. อาคารชโิ น-โปรตกุ ิส
ค. อทุ ยานแห่งชาติทะเลบนั ค. พพิ ธิ ภัณฑพ์ ้ืนบา้ นละงู
ง. โรงพยาบาลอ�ำเภอมะนงั ง. พิพิธภัณฑ์ชา้ งดกึ ด�ำบรรพ์
33. “สุไหงอเุ ป” เป็นชือ่ เดมิ ของอำ� เภอใด 39. “ลำ� แยะแนะ” เป็นล�ำธารของสถานทใี่ ด
ในจังหวัดสตลู ก. ถ�ำ้ เจด็ คต
ข. ถ้ำ� พุทธคีรี
ก. ละงู ค. ถ้�ำวังกลาง
ข. มะนัง ง. ถำ้� ภูผาเพชร
ค. ท่าแพ
ง. ทงุ่ หว้า
34. ข้อใดเปน็ ลักษณะของถ้�ำเลสเตโกดอน 40. ถ้ำ� วงั กลว้ ยมีการค้นพบซากดึกดำ� บรรพ์
ก. ถำ�้ อยู่ทางทิศเหนอื ของเกาะตะรเุ ตา อวยั วะสว่ นใดของช้างสเตโกดอน
ข. ถำ้� หินปนู อยใู่ นบรเิ วณส�ำนกั ปฏิบัติธรรม
ค. ถ�้ำธารลอดมคี วามยาวมากกว่า 1 กิโลเมตร ก. งา
ง. ถำ�้ อย่ใู นเทือกเขาหินปูนทท่ี อดยาว ข. ฟนั
ค. กราม
ในแนวเหนอื ใต้ ง. นว้ิ เท้า
77 ชดุ วิชา อทุ ยานธรณีสตลู 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศกึ ษา
บรรณานุกรม
กรมทรพั ยากรธรณ.ี การจ�ำแนกเขตเพื่อการจัดการด้านธรณีวทิ ยาและทรพั ยากรธรณี จงั หวัดสตลู .
กรมทรพั ยากรธรณ.ี ออนปา้ จ�ำกัด บริษัท. กรุงเทพมหานคร. 2556.
_____. แนวทางการอนุรักษ์ทางธรณวี ิทยาของกรมทรพั ยากรธรณ.ี กองอนรุ ักษ์และจดั การทรัพยากร
ธรณี. กรงุ เทพมหานคร. 2557.
_____. รายงานเบอื้ งตน้ การจดั ท�ำพนื้ ทอ่ี นุรกั ษ์และจดั การแหลง่ ทรพั ยากรธรณจี งั หวัดสตลู .
กรมทรัพยากรธรณ.ี กรุงเทพมหานคร. 2558.
_____. Satun Geopark Thailand. ด็อกคิวเมนท์ พลสั จ�ำกดั บริษัท. กรุงเทพมหานคร. 2558.
บุญเสรมิ ฤทธาภิรมย์. รวมเร่อื งเมืองสตลู . ไทยวฒั นาการพมิ พ์,โรงพมิ พ.์ สงขลา. 2548.
พรทพิ ย์ ปัน่ เจรญิ . เอกสารกำ� หนดการประชุมการจัดต้งั อุทยานธรณ.ี กรมทรพั ยากรธรณ.ี 2553.
องค์การบรหิ ารส่วนจงั หวดั สตลู . แผนพัฒนา 3 ปี (พ.ศ. 2558 – 2560). มปพ. 2557.
www.Khoratfossil.org/geopark/contents.อทุ ยานธรณสี ตูล./22/05/2017.
www.touronthai.com/form/index.php?topic=3227.0.กรมทรพั ยากรธรณี ดันจัดต้งั อุทยานธรณโี ลก
(Global Geo Park) ท่จี งั หวัดสตลู ./22/05/2017.
78 ชดุ วิชา อทุ ยานธรณีสตูล 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศกึ ษา
คณะผูจ้ ดั ทำ�
ท่ีปรกึ ษา ผ้อู �ำนวยการส�ำนักงาน กศน.จังหวัดสตูล
ผอู้ �ำนวยการศูนย์ กศน.อ�ำเภอทุ่งหว้า
นายอดุ ร สทิ ธิพาท ี ศึกษานเิ ทศกช์ �ำนาญการ
นายมรกต กันหนองผอื
นางสาวพนิดา พ่มุ ข�ำ
ผู้เขยี นและเรยี บเรยี ง ครูอาสาสมคั รฯ
ครูอาสาสมคั รฯ
นายสมบูลย์ คอยอาสา ครูอาสาสมคั รฯ
นางนสิ านาถ หยปี อง
นางอรุณรตั น์ อินทรช์ ู
ผู้บรรณาธกิ าร ศึกษานิเทศก์ช�ำนาญการ
นกั วชิ าการศึกษา
นางสาวพนิดา พมุ่ ข�ำ ครูอาสาสมคั รฯ
นายมนสั ชูเมือง ครูอาสาสมัครฯ
นายสมบลู ย์ คอยอาสา ครอู าสาสมัครฯ
นางนสิ านาถ หยีปอง
นางอรุณรัตน์ อินทรช์ ู
คณะท�ำงาน ข้าราชการครู
ขา้ ราชการครู
นางสาวเรืองวไิ ล เรอื งศรี ข้าราชการครู
นางเนาวรตั น์ ศรหี ม่นั ครูอาสาสมัครฯ
นางสาวจตุพร ทหารไทย ครูอาสาสมัครฯ
นางมยั มนู ะห์ หะยีเหย็บ ครูอาสาสมัครฯ
นางธริ าวดี อินทานุกลู ครอู าสาสมคั รฯ
นางสาวทพิ าพร โต๊ะมิ ครอู าสาสมัครฯ
นางสาวรมณีย์ ทงิ้ ปากถ�้ำ ครอู าสาสมคั รฯ
นางมณฑลี ท้งิ ปากถำ้� ครู กศน.ต�ำบล
นางสาวชนตั ถ์ ปะลาวัล ครู ศรช.
นางสาวซารนี า บา่ วเตบ ครูผ้สู อนคนพกิ าร
นางสาวเนธิตา มเู กม็
นางสาวยวู าหรี รหี มนี นักวิชาการศกึ ษา
นายมนัส ชเู มอื ง
79 ชดุ วิชา อุทยานธรณีสตลู 1 สค13122 >>>ระดับประถมศกึ ษา
80 ชดุ วิชา อทุ ยานธรณสี ตลู 1 สค13122 >>>ระดบั ประถมศกึ ษา