ชุดวิชา
อุทยานธรณีสตูล 3
ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
รหสั สค33124
หลักสตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน
พุทธศักราช 2551
สำ� นักงานสง่ เสริมการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยจงั หวดั สตลู
ส�ำนักงานส่งเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั
สำ� หนกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธกิ าร
กระทรวงศกึ ษาธิการ
ค�ำนำ�
ชดุ วิชา อุทยานธรณสี ตูล 3 รหัสวิชา สค33124 ตามหลักสูตรการศกึ ษานอกระบบระดบั
การศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ใชก้ ับผเู้ รียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ชุดวิชานปี้ ระกอบ
ดว้ ยเนอ้ื หาความรู้ ขอบเขตพน้ื ทอี่ ทุ ยานธรณสี ตลู แหลง่ ธรณวี ทิ ยา กลมุ่ ชาตพิ นั ธใ์ุ นจงั หวดั สตลู แหลง่
เรยี นรอู้ ทุ ยานธรณสี ตลู เครือข่ายอทุ ยานธรณีในระดบั โลก การสืบสานและอนุรักษ์ขนบธรรมเนียม
ประเพณีของทอ้ งถิน่ กฎหมายเกย่ี วกบั การทอ่ งเท่ยี ว ซ่ึงเน้ือหาความรู้ดงั กล่าว มวี ตั ถุประสงค์ใหผ้ ู้
เรยี น ศกึ ษาคน้ ควา้ อภปิ ราย นำ� เสนอดว้ ยการจดั กระบวนการเรยี นรดู้ ว้ ยการพบกลมุ่ การเรยี นรดู้ ว้ ย
ตนเอง การรายงานการศึกษาจากแหล่งเรยี นรู้ ประสบการณต์ รงจากสถานทีจ่ รงิ ผูร้ ้แู ละภูมิปญั ญา
ส�ำนักงาน กศน.จังหวัดสตูล ขอขอบคุณองค์การบริหารส่วนต�ำบลทุ่งหว้า (อบต.ทุ่งหว้า)
ที่ให้การสนับสนุนองค์ความรู้ประกอบการน�ำเสนอเนื้อหา รวมท้ังผู้เกี่ยวข้องในการจัดท�ำชุดวิชา
หวังเป็นอย่างย่ิงว่าชุดวิชานี้ จะเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียน ครู ผู้สอน และผู้เก่ียวข้องในทุกระดับ
หากมขี อ้ เสนอแนะประการใด สำ� นกั งาน กศน.จงั หวัดสตูล ขอน้อมรบั ด้วยความขอบคณุ ยิ่ง
สำ� นักงาน กศน.จงั หวดั สตูล
พฤษภาคม 2560
สารบัญ
ค�ำอธบิ ายรายวิชา 1
แบบทดสอบก่อนเรียน 4
บทที่ 1 ขอบเขตพน้ื ท่ีอทุ ยานธรณีสตลู 27
บทท่ี 2 แหลง่ ธรณวี ทิ ยา 49
บทที่ 3 กลุ่มชาตพิ ันธ์ใุ นจังหวดั สตลู 70
บทท่ี 4 แหลง่ เรยี นรูอ้ ุทยานธรณีสตลู 81
บทท่ี 5 เครอื ข่ายอุทยานธรณใี นระดบั โลก 100
บทท่ี 6 การสบื สานและอนรุ ักษข์ นบธรรมเนียม วฒั นธรรม ประเพณขี องจังหวดั สตลู 111
บทที่ 7 กฎหมายเกยี่ วกับการท่องเท่ยี ว 116
เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรียน 117
บรรณานกุ รม
คณะผู้จดั ทำ�
คำ� อธิบายรายวิชาเลือก สค33124
อทุ ยานธรณสี ตลู 3 (SATUN GEOPARK 3)
ตามหลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบ ระดับการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย จำ� นวน 2 หนว่ ยกิต (80 ชัว่ โมง)
มาตรฐานการเรียนรูร้ ะดับ
1. มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ และตระหนกั ถงึ ความสำ� คญั เกย่ี วกบั ภมู ศิ าสตร์ ประวตั ศิ าสตร์ เศรษฐศาสตร์
การเมืองการปกครองในโลก และน�ำมาปรบั ใช้ในการดำ� เนนิ ชีวิต เพอื่ ความม่ันคงของชาติ
2. มคี วามรู้ ความเข้าใจหลักการพัฒนาชมุ ชน สังคม สามารถวิเคราะหน์ �ำเสนอข้อมลู และเปน็ ผู้น�ำ
ผตู้ ามในการพฒั นาตนเอง ครอบครวั ชมุ ชน สงั คม ใหส้ อดคลอ้ งกบั สภาพการเปลย่ี นแปลงของเหตกุ ารณป์ จั จบุ นั
ศกึ ษาและฝึกทักษะ
1. ขอบเขตพื้นทอ่ี ทุ ยานธรณสี ตูล
2. แหลง่ ธรณวี ทิ ยา
3. กล่มุ ชาติพันธ์ุในจังหวดั สตูล
4. แหล่งเรียนรอู้ ุทยานธรณสี ตูล
5. เครือขา่ ยอทุ ยานธรณใี นระดบั โลก
6. การสืบสานและอนุรกั ษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถ่นิ
7. กฎหมายเก่ียวกบั การทอ่ งเท่ยี ว
การจัดประสบการณ์การเรยี นรู้
ให้ผู้เรียน ศกึ ษาค้นคว้า อภปิ ราย น�ำเสนอด้วยการจดั กระบวนการเรียนรู้ดว้ ยการพบกลมุ่ การเรยี นรู้
ดว้ ยตนเอง การรายงานการศกึ ษาจากแหล่งเรียนรู้ ประสบการณ์ตรงจากสถานทจ่ี รงิ ผรู้ ู้และภูมปิ ัญญา
การวดั และประเมนิ ผล
ประเมนิ จากการสงั เกต การอภปิ ราย การสมั ภาษณ์ การมสี ว่ นรว่ มการเรยี นรู้ ผลงาน การประเมนิ แบบ
ทดสอบ การน�ำไปใช้ในชวี ิตประจ�ำวนั
คำ� อธิบายรายวิชาเลอื ก สค33124
อุทยานธรณีสตลู 3 (SATUN GEOPARK 3)
ตามหลกั สูตรการศึกษานอกระบบ ระดบั การศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จ�ำนวน 2 หน่วยกติ (80 ชัว่ โมง)
มาตรฐานการเรียนร้รู ะดบั
1. มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ และตระหนกั ถงึ ความสำ� คญั เกย่ี วกบั ภมู ศิ าสตร์ ประวตั ศิ าสตร์ เศรษฐศาสตร์
การเมอื งการปกครองในโลก และน�ำมาปรับใช้ในการด�ำเนินชีวติ เพื่อความมั่นคงของชาติ
2. มีความรู้ ความเขา้ ใจหลกั การพฒั นาชุมชน สังคม สามารถวิเคราะห์ข้อมูล และเป็นผนู้ �ำผูต้ ามใน
การพฒั นาตนเอง ครอบครวั ชมุ ชน สังคม ให้สอดคลอ้ งกบั สภาพการเปลยี่ นแปลงของเหตกุ ารณ์ปัจจุบัน
ที่ หวั เรื่อง ตัวชวี้ ัด เนอ้ื หา จ�ำนวน
1 ขอบเขตพน้ื ท่ี (ชั่วโมง)
อทุ ยานธรณสี ตูล อธบิ ายความหมาย 1. ความหมาย ความสำ� คัญ ของอทุ ยาน 10
ความสำ� คญั และขอบเขต ธรณีสตลู
2 แหลง่ ธรณวี ทิ ยา พ้ืนทอี่ ทุ ยานธรณีสตลู ได้ 2. ขอบเขตพ้นื ที่อุทยานธรณีสตลู
3 กลุ่มชาติพนั ธุ์ใน 2.1 อ�ำเภอท่งุ หวา้
จงั หวัดสตูล 2.2 อ�ำเภอมะนงั
2.3 อำ� เภอละงู
2.4 อำ� เภอเมอื งสตลู
อธิบายแหล่งธรณวี ิทยาใน แหลง่ ธรณีวทิ ยาจังหวดั สตูล 10
จงั หวัดสตูลได้ 1. แหลง่ ธรณวี ทิ ยาประเภทแหล่งลำ� ดับช้ัน
หนิ แบบฉบบั
2. แหลง่ ธรณีสัณฐาน
3. แหลง่ ธรณวี ิทยาโครงสรา้ ง
อธิบายลกั ษณะความ 1. กลุ่มชาติพันธใ์ นจังหวัดสตูล 10
ส�ำคัญของกลุ่มชาติพนั ธ์ุ 2. ความสำ� คญั ของกลุ่มชาติพนั ธใุ์ นจังหวดั
ในจังหวดั สตลู ได้ สตูล
ท่ี หวั เรอ่ื ง ตัวชีว้ ัด เน้อื หา จำ� นวน
(ชวั่ โมง)
4 แหล่งเรยี นร้อู ทุ ยาน มคี วามรู้ ความเข้าใจ และ แหลง่ เรยี นรอู้ ุทยานธรณีสตูลทสี่ ำ� คัญใน 20
ธรณสี ตูล เห็นคณุ ค่าของแหลง่ เรยี น ทอ้ งถ่ิน 10
10
ร้ทู ีส่ �ำคัญในทอ้ งถ่นิ 1. พิพิธภัณฑ์
1.1 พพิ ธิ ภณั ฑช์ า้ งดกึ ดำ� บรรพ์ ทงุ่ หวา้
1.2 พพิ ธิ ภัณฑ์ธรรมชาติวทิ ยา
1.3 พิพธิ ภณั ฑ์พ้นื บ้านละงู
2. แหล่งโบราณคดี
2.1 อาคารชโิ น-โปรตุกีส
2.2 โบราณสถานบ่อเจด็ ลูก
3. แหล่งธรณวี ทิ ยา
3.1 ถำ้� เลสเตโกดอนเขาทะนาน
3.2 ถำ�้ วงั กลาง
3.3 หนิ ท่งุ หว้า
3.4 นำ�้ ตกธารปลิว
3.5 หาดราไว
3.6 ถำ�้ พทุ ธครี ี
3.7 น�้ำตกวังสายทอง
3.8 ถ้�ำเจ็ดคต
ฯลฯ
5 เครอื ขา่ ยอทุ ยาน สามารถอธบิ ายแหลง่ เครือข่ายอุทยานธรณีในระดบั โลกท่ีส�ำคัญ
ธรณใี นระดบั โลก เรียนรูอ้ ทุ ยานธรณีใน 1. อทุ ยานธรณเี กาะลงั กาวี ประเทศมาเลเซยี
ระดบั โลกได้ 2. อุทยานธรณปี ระเทศเกาหลีใต้
3. อุทยานธรณปี ระเทศเวยี ดนาม
6 การสบื สานและ มีความตระหนกั ในการ 1. ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี
อนรุ ักษ์ มสี ่วนรว่ มในการอนรุ กั ษ์ ของจังหวัดสตูล
ขนบธรรมเนียม ขนบธรรมเนียม 2. แนวทางการสบื สาน และอนรุ กั ษ์
วฒั นธรรม ประเพณี วฒั นธรรม ประเพณีของ ขนบธรรมเนียม วฒั นธรรม ประเพณีของ
ของท้องถนิ่ ท้องถน่ิ จังหวดั สตลู
ท่ี หัวเร่ือง ตัวชี้วัด เนอ้ื หา จำ� นวน
(ชัว่ โมง)
7 กฎหมายเกี่ยวกับ 1. อธิบายกฎหมายเกยี่ ว
การทอ่ งเทีย่ ว กับการท่องเทย่ี วได้ 1. ประเภทการท่องเที่ยว 10
2. ตระหนกั และเหน็ 1.1 การท่องเที่ยวเชิงวฒั ธรรม
คุณคา่ ความสำ� คญั ของ 1.2 การทอ่ งเทยี่ วเชงิ อนุรกั ษ์
การมจี ติ อาสา(จติ
สาธารณะ) ได้ 2. กฎหมายส�ำคัญของไทย ที่เก่ยี วกับการ
ท่องเทย่ี ว
3. ความหมาย ความสำ� คญั ของจติ อาสา
(จติ สาธารณะ)
4. แนวทางการสร้างจิตสาธารณะ
แบบทดสอบก่อนเรยี น
วิชาอทุ ยานธรณีสตูล 3 สค33124
ค�ำชี้แจง จงเลอื กค�ำตอบทถ่ี กู ทีส่ ุดเพียงขอ้ เดียว
1. ขอบเขตอทุ ยานธรณีสตูล อยใู่ นกีอ่ �ำเภอของ 5. พพิ ธิ ภัณฑ์ชา้ งดกึ ด�ำบรรพท์ ่งุ หว้า จัดแสดง
จังหวดั สตูล ซากดึกด�ำบรรพท์ ถี่ กู พบซง่ึ เป็นสว่ นของฟัน
ก. 2 ไดแ้ ก่ สตั วช์ นดิ ใด
ข 3 ก. ชา้ งและมา้
ค 4 ข. ชา้ งและแรด
ง 5 ค. ช้างและควายปา่
ง. ชา้ งและไดโนเสาร์
2. แหล่งอทุ ยานธรณสี ตลู จากการสำ� รวจข้อมลู
ทงั้ ทเี่ ป็นแหลง่ ธรณีวทิ ยา, แหล่งนเิ วศวิทยา, 6. “ตามหาหัวใจทปี่ ลายอุโมงค”์ เราจะไดย้ ิน
แหลง่ โบราณคดี และพิพธิ ภัณฑ์ มกี ี่แหล่ง ค�ำนจี้ ากสถานทใ่ี ด
ก. 70 ก. ถ�้ำพุทธครี ี
ข. 71 ข. ถำ้� เลสเตโกดอล
ค. 72 ค. ถำ้� เจ็ดคต
ง. 73 ง. ถ้ำ� ขันตพิ ล
3. ถำ้� เลสเตโกดอล ตัง้ อย่ใู นอำ� เภอใด 7. ถ้�ำเจด็ คต หรือ “ถำ้� สตั คูหา” คูหาที่ 1
ของจงั หวดั สตูล มชี อื่ เรยี กว่าอะไร
ก. อำ� เภอทุ่งหว้า ก. สาวย้มิ
ข. อ�ำเภอมะนัง ข. นางคอย
ค. อ�ำเภอละงู ค. เพชรร่วง
ง. อำ� เภอเมอื ง ง. เจดยี ์สามยอด
4. ถ้�ำเลสเตโกดอล เดิมมชี อ่ื เรียกว่าอยา่ งไร 8. ถำ้� อไุ รทอง ตง้ั อย่ใู นอ�ำเภอใดของจงั หวัดสตลู
ก. ถ้ำ� พทุ ธคีรี ก. อำ� เภอทุ่งหว้า
ข. ถำ�้ วงั กล้วย ข. อำ� เภอมะนงั
ค. ถำ�้ เจด็ คต ค. อ�ำเภอละงู
ง. อำ� เภอเมอื ง
ง. ถำ้� ขันตพิ ล
9. ไทรโลไบต์ เป็นฟอสซิลของอะไร 14. แหลง่ เรยี นรใู้ ดจดั อยู่ในประเภทแหล่งโบราณคดี
ก. หมึกโบราณ ก. ซุม้ หินชายฝัง่ เกาะไข่
ข. ปะการัง ข. อาคารชิโน-โปรตกุ สิ
ค. แมงดาทะเลโบราณ ค. พิพิธภณั ฑ์พน้ื บา้ นละงู
ง. หนิ สาหร่าย ง. พพิ ิธภัณฑ์ชา้ งดึกดำ� บรรพ์
10. นอติลอยด์ เปน็ ฟอสซลิ ของอะไร 15. ชาติพันธุ์ (ethnicity หรือ ethnos) คือ
ก. หมกึ โบราณ ก. ลักษณะทางชวี ภาพของคน ซ่งึ เหน็ ไดอ้ ยา่ ง
ข. ปะการัง ชัดเจนจากลกั ษณะรปู พรรณ สีผิว เส้นผม
ค. แมงดาทะเลโบราณ และตา
ง. หินสาหร่าย ข. ความแตกต่างระหว่างคนผิวขาวกบั คนผวิ ด�ำ
11. ถ�ำ้ ใดทมี่ ีความสวยงาม และมีขนาดใหญ่ ในสังคมท่มี กี ลมุ่ คนทีม่ ีลกั ษณะทางชวี ภาพ
ติดอันดับ 4 ของโลก ตา่ งกนั
ก. ถ้ำ� อไุ รทอง ค. การมีวฒั นธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี
ข. ถ้�ำภูผาเพชร ภาษาพดู เดยี วกนั และเชอ่ื วา่ สืบเช้ือสาย
ค. ถ้ำ� เจด็ คต มาจากบรรพบุรษุ กล่มุ เดยี วกนั
ง. ถ้�ำขันติพล ง. การเป็นสมาชิกของประเทศใดประเทศหนง่ึ
12. อทุ ยานธรณสี ตลู (Satun Geopark) เป็น ตามกฎหมาย โดยทล่ี ักษณะทางชวี ภาพและ
แหลง่ อทุ ยานธรณรี ะดับใด วัฒนธรรมอาจแตกตา่ งกนั ได้
ก. ระดบั ท้องถ่นิ 16. ภาษาทช่ี นเผา่ มานิในจงั หวดั สตูล ใช้เป็น
ข. ระดับจงั หวัด ภาษาสอื่ สาร คอื ภาษาใด
ค. ระดบั ประเทศ ก. ภาษาแตน็ แอน๊
ง. ระดับโลก ข. ภาษาแตะเดะ
13. จังหวดั สตูล ก�ำลงั ผลักดันใหอ้ ทุ ยานธรณสี ตลู ค. ภาษากนั ซิว
เปน็ แหล่งอทุ ยานระดับใด ง. ภาษายะไฮ
ก. ระดบั ทอ้ งถน่ิ 17. อาวุธประจ�ำกายของชนเผ่ามานิทผ่ี ชู้ ายทุกคน
ข. ระดับจังหวดั ตอ้ งมีตดิ ตวั ตลอดเวลา เพื่อใช้เปน็ เครอ่ื งมือ
ค. ระดบั ประเทศ ในการล่าสัตว์และเปน็ อาวุธ ป้องกันตัว
ง. ระดับโลก คอื อาวธุ ชนิดใด
ก. กระบอกตุด
ข. กระบอกเลา
ค. กระบอกไม้ไผ่
ง. กระบอกไม้ซาง
18. วตั ถุประสงค์ในการลอยเรอื ของชาวอูรักลาโวย้ 22. บุคคลใดปฏิบัตติ ัวไมเ่ หมาะสมในการทอ่ งเท่ยี ว
มวี ัตถุประสงคเ์ พ่อื
ก. เพือ่ แข่งขนั หาปลาใหไ้ ด้มากที่สุด ก. นิดเกบ็ ขยะจากเกาะมาทง้ิ ถงั ขยะในเมือง
ข. เพอ่ื ดื่มฉลองพธิ กี ารในวาระอนั สำ� คญั ของ ข. โหน่งจารกึ ช่อื ของตวั เองไวเ้ ป็นที่ระลึก
ชาวอรุ ักลาโวย้
ค. เพ่ือบ�ำบดั ปัดเป่าส่ิงชั่วร้าย โดยใช้วิธี ทโี่ ขดหนิ
ร่ายเวทมนต์ เป่าคาถาอาคม ค. เหนง่ ซอื้ ของฝากท�ำมอื จากชาวบ้านไป
ง. เพ่ือสะเดาะเคราะห์ใหผ้ รี ้ายความเจบ็ ไข้ ฝากเพ่ือนร่วมงาน
ท้ังหลายทงั้ ปวงหายไปจากชมุ ชน ง. หน่อยเก็บภาพสวย ๆ จากการเทยี่ ว
ส่งไปอวดเพ่อื น ๆ ในไลน์
19. การทอ่ งเทีย่ วแบ่งออกเป็นกป่ี ระเภท 23. กฎหมายใดทีใ่ ชใ้ นการควบคมุ เก่ียวกบั
ก. 2 ประเภท ธรุ กิจการท่องเทย่ี ว
ข. 3 ประเภท
ค. 4 ประเภท ก. พระราชบัญญัติธุรกจิ นำ� เทีย่ วและมัคคุเทศก์
ง. 5 ประเภท
พ.ศ.2535
ข. พระราชบัญญัตสิ ถานบริการ พ.ศ.2546
20. ข้อใดจดั อยู่ในการท่องเทยี่ วเชิงวัฒนธรรม ค. พระราชบัญญัตโิ รงแรม พ.ศ.2527
ก. สนุ ีย์ดำ� น�้ำดูปะการังที่เกาะหลเี ปะ๊ ง. ถูกทุกขอ้
ข. สมชายเย่ยี มชมคฤหาสน์กเู ด็นในวนั หยุด 24. ขอ้ ใด คือ ความหมายของจิตสาธารณะ
ค. สดุ ใจชวนเพอ่ื นๆไปเก็บขยะทีน่ ำ้� ตกวังสายทอง ก. การบรจิ าคส่งิ ของจติ สาธารณะ
ง. สิงหาไปซ้อื ของท่รี ะลกึ ทท่ี ่าเรอื ปากบารา
ฝากญาติท่ตี ่างจังหวดั ข. การชว่ ยเหลือผู้อื่นดว้ ยจติ กุศล
ค. สิ่งของทีเ่ ปน็ ของสว่ นรวม
21. การทอ่ งเที่ยวทคี่ ำ� นึงถึงสภาพแวดลอ้ ม และ ง. จิตส�ำนึกเพอื่ ส่วนรวม
ผู้ทม่ี าทอ่ งเทีย่ วนัน้ จะตอ้ งเปน็ บคุ คลเฉพาะ 25. เราควรพัฒนาจติ สาธารณะอย่างไร
กลุ่มโดยรู้และไมท่ �ำลายสภาพแวดลอ้ ม เหมาะสมท่ีสดุ
เปน็ การทอ่ งเที่ยวแบบใด
ก. การท่องเท่ยี วเชงิ ประวตั ศิ าสตร์ ก. พฒั นาท่ตี ัวเองก่อน
ข. การทอ่ งเท่ยี วเชงิ วฒั นธรรม ข. พัฒนาโรงเรียน
ค. การท่องเทยี่ วเชงิ อนุรกั ษ์ ค. พัฒนาหมู่บา้ น
ง. การท่องเทีย่ วเชงิ นเิ วศ ง. พัฒนาสังคม
26. ความรับผดิ ชอบต่อหนา้ ทีม่ ีความหมาย 31. หนิ อายเุ กา่ แกส่ ดุ ในจงั หวดั สตลู ไดแ้ ก่ หนิ ยคุ ใด
ตรงกบั ข้อใด ก. ยุคไซลเู รียน
ก. การพูดความจรงิ ข. ยคุ แคมเบรียน
ข. การพดู ใส่ร้ายคนอนื่ ค. ยคุ ดีโวเนียน
ค. การส่งการบา้ นตรงตอ่ เวลา ง. ยุคเพอร์เมยี น
ง. การปฏบิ ตั ิงานตามที่ไดร้ บั มอบหมาย
32. ขอ้ ใดไม่ใชล่ กั ษณะเดน่ ของกลุ่มหนิ ตะรเุ ตา
27. แหล่งเรียนรู้ หมายถึง ข้อใด ก. เปน็ หนิ ตะกอนทม่ี อี ายแุ กท่ สี่ ดุ ในประเทศไทย
ข. มีลกั ษณะเป็นหินทรายและหินดนิ ดาน
ก. เป็นแหล่งความรูท้ างวิชาการ
ข. เปน็ แหลง่ สารสนเทศใหค้ วามรอู้ ยา่ งกวา้ งขวาง ค. ไมพ่ บซากดึกดำ� บรรพ์
ค. เปน็ แหลง่ รวมภมู ปิ ญั ญาชาวบา้ นใหศ้ กึ ษาคน้ ควา้ ง. พบอยู่ทเ่ี กาะตะรเุ ตาเทา่ นัน้
ง. เป็นแหล่งข้อมลู ขา่ วสาร และประสบการณ์
ท่สี ่งเสริมให้ผเู้ รียนแสวงหาความร้ดู ้วย 33. จังหวดั สตลู ไดด้ ำ� เนนิ การตามแนวทางของ
ตนเองตามอัธยาศัยอยา่ งต่อเนื่อง กรมทรัพยากรธรณีในการจัดตง้ั อุทยานธรณ ี
ตงั้ แต่ปี พ.ศ.2554 เปน็ ต้นมาไดป้ ระกาศจดั ตั้ง
28. แหลง่ เรยี นรูม้ ีความส�ำคญั ตอ่ ผเู้ รียนในข้อใด อุทยานธรณสี ตลู (Satun Geopark)
มากที่สุด เมอ่ื วนั ทเ่ี ทา่ ไหร่
ก. วันที่ 14 สงิ หาคม 2557
ก. การศกึ ษาตามอธั ยาศยั ข. วนั ที่ 16 สิงหาคม 2558
ข. สร้างเสริมประสบการณ์ภาคปฏิบัติ ค. วนั ท่ี 18 สิงหาคม 2559
ค. แหล่งสร้างเสริมความรู้ ความคิด วิทยาการ ง. วนั ที่ 20 สิงหาคม 2560
ง. แหล่งปลกู ฝังนสิ ัยรกั การอา่ น การศกึ ษา
ค้นควา้ แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
34. ในทวปี เอเชยี ประเทศใดมีแหลง่ เครือข่าย
แหลง่ อุทยานธรณีโลก มากที่สดุ
29. แหล่งเรยี นรูม้ ีความส�ำคัญอยา่ งไร ก. มาเลเซยี
ก. แสดงถึงความกา้ วหน้าทางวตั ถุ ข. จีน
ข. ช่วยพัฒนาคณุ ภาพของมนษุ ย์ ค. เวยี ดนาม
ค. สามารถถ่ายทอดความร้แู บบวธิ ีต่าง ๆ ง. เกาหลใี ต้
ง. บ่งบอกถึงวัฒนธรรมของมนษุ ย์
30. อุทยานธรณีสตลู ครอบคลมุ พ้ืนที่ 4 อำ� เภอ 35. แหลง่ ธรณวี ทิ ยาทเี่ กดิ จากการเปลยี่ นแปลงของ
ของจังหวดั สตูล ข้อใดไม่ใช่ พน้ื ผวิ โลกจนเปน็ โครงสรา้ งทมี่ ลี กั ษณะเดน่ คอื
ก. อ�ำเภอควนกาหลง คำ� จำ� กดั ความของข้อใด
ข. อำ� เภอมะนัง ก. แหล่งหินแบบฉบบั
ค. อ�ำเภอเมอื ง ข. แหล่งธรณีโครงสรา้ ง
ง. อ�ำเภอละงู ค. แหลง่ ธรณีสัณฐาน
ง. แหล่งน�้ำผรุ ้อน
36. เขาโต๊ะหงาย จดั เปน็ แหลง่ ธรณวี ิทยา 39. “สุไหงอเุ ป” เป็นชื่อเดิมของอำ� เภอใด
ประเภทใด ในจงั หวดั สตูล
ก. แหลง่ หนิ แบบฉบบั
ข. แหลง่ ธรณที างโครงสร้าง ก. ละงู
ค. แหลง่ ธรณสี ัณฐาน ข. มะนงั
ง. แหลง่ น้�ำพรุ ้อน ค. ท่าแพ
ง. ท่งุ หวา้
37. หนิ สาหรา่ ย จดั เปน็ แหลง่ ธรณวี ทิ ยาประเภทใด 40. คำ� วา่ “แกหรา” เป็นภาษาถนิ่ ใต้
ก. แหลง่ หินแบบฉบับ ท่มี ีความหมายวา่ อยา่ งไร
ข. แหล่งธรณีทางโครงสร้าง ก. นา่ รกั
ค. แหลง่ ธรณีสณั ฐาน ข. อาการหนกั
ง. แหลง่ น�้ำพุรอ้ น ค. จัดการ
ง. พันกันยุ่งเหยิง
38. อาคารชโิ น-โปรตกุ ีส เปน็ โบราณสถานที่
บ่งบอกถงึ เร่ืองราวความเจริญรงุ่ เรืองในอดีต
ซง่ึ ลกั ษณะอาคารเปน็ การก่อสรา้ ง
แบบผสมผสานระหวา่ งประเทศใด
ก. สเปนกับโปรตุเกส
ข. จีนกบั โปรตเุ กส
ค. สเปนกับโปรตเุ กส
ง. จนี กับสเปน
ขอให้โชคดีในการท�ำข้อสอบ
1บทท่ี
ขอบเขตพนื้ ทอ่ี ทุ ยานธรณสี ตลู
ความหมาย อทุ ยานธรณี (Geopark) ในความหมายของยูเนสโก หมายถึง พน้ื ทที่ ่ปี ระกอบดว้ ยแหลง่ ที่
มีความส�ำคัญอย่างโดดเด่นทางด้านธรณีวิทยา และยังรวมถึง ทางด้านโบราณคดี (archeology) นิเวศวิทยา
(ecology) และวฒั นธรรม (culture) แบ่งเป็น 4 ระดับ ตามคณุ สมบัตดิ ังนี้
1. อทุ ยานธรณรี ะดบั ทอ้ งถนิ่ (Local Geopark) หมายถงึ อทุ ยานธรณที มี่ คี ณุ สมบตั ดิ า้ นธรณวี ทิ ยา
ตามทีก่ �ำหนดไวใ้ นคณุ สมบตั ิอทุ ยานธรณรี ะดบั ทอ้ งถน่ิ
2. อุทยานธรณีระดับจังหวัด (Provincial Geopark) หมายถึง อุทยานธรณีที่มีคุณสมบัติด้าน
ธรณีวทิ ยาตามทีก่ ำ� หนดไว้ในคณุ สมบัตอิ ุทยานธรณีระดับจังหวัด และมแี ผนการบรหิ ารจัดการอทุ ยานธรณี
3. อุทยานธรณีระดับประเทศ (National Geopark) หมายถึง อุทยานธรณีที่มีคุณสมบัติ
ดา้ นธรณวี ทิ ยาตามทก่ี ำ� หนดไวใ้ นคณุ สมบตั อิ ทุ ยานธรณรี ะดบั ประเทศ และมกี ารดำ� เนนิ งานดา้ นการบรหิ ารจดั การ
แล้ว
4. อุทยานธรณรี ะดบั โลก (Global Geopark) หมายถงึ อุทยานธรณที ี่มคี ณุ สมบตั ดิ า้ นธรณีวทิ ยา
ตามที่กำ� หนดไว้ในคุณสมบตั ิอทุ ยานธรณรี ะดับโลก
ความสำ� คญั อุทยานธรณี
1. เป็นการอนุรักษ์มรดกทางธรณีวิทยาที่มีความส�ำคัญและมีคุณค่าทางวิชาการไม่ให้ถูกท�ำลาย
รวมทั้งป้องกันและรักษาแหล่งโบราณคดี แหล่งนิเวศวิทยา และศิลปวัฒนธรรม ประเพณีที่ส�ำคัญของท้องถิ่น
ไม่ให้สูญเสียหรือสูญหายไป
2. สง่ เสริมการทอ่ งเท่ยี ว โดยเฉพาะการท่องเทย่ี วเชิงอนุรกั ษ์ ซึง่ เปน็ การทอ่ งเที่ยวทม่ี ีคณุ ภาพ
3. สร้างอาชีพให้กับชุมชนจากการแสดงทางวัฒนธรรม การขายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น การน�ำเท่ียว
การเป็นวิทยากร และการบริการต่าง ๆ ท้ังยังเป็นการช่วยรักษาและสืบทอดวัฒนธรรมและประเพณีท้องถ่ิน
อกี ทางหน่งึ
4. เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้า วิจัย และเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป รวมท้ัง
นักวชิ าการทัง้ ในและตา่ งประเทศ
5. เป็นเคร่ืองมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของท้องถ่ิน ช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่และ
รายได้ ทำ� ให้เศรษฐกจิ และสงั คมในทอ้ งถน่ิ ดีข้ึน ส่งผลดตี ่อเศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศชาติโดยรวม รวมทงั้
ช่วยให้ชุมชนมีความรู้พื้นฐานทางด้าน earth sciences และร่วมเป็นเครือข่ายในการรักษาปกป้องส่ิงแวดล้อม
ลดภาระภาครฐั
ชดุ วิชา อทุ ยานธรณีสตูล 3 สค33124 1>>>ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
6. ชว่ ยเผยแพร่และประชาสมั พนั ธช์ ือ่ เสียงของท้องถ่ินและประเทศชาตใิ หเ้ ปน็ ทีร่ ู้จกั ของคนท่วั โลก
ขอบเขตพื้นทอ่ี ุทยานธรณสี ตลู
มพี ื้นที่ อยู่ใน 3 อำ� เภอ คือ อำ� เภอทงุ่ หว้า อ�ำเภอมะนงั อ�ำเภอละงู กับพื้นที่บางสว่ นของอ�ำเภอเมือง
สตลู เฉพาะสว่ นทเ่ี ปน็ อทุ ยานแหง่ ชาตติ ะรเุ ตา พน้ื ทด่ี งั กลา่ วตง้ั อยทู่ างดา้ นเหนอื และดา้ นตะวนั ตกของจงั หวดั สตลู
จึงมีอาณาเขตติดต่อกบั จงั หวดั พทั ลุง ตรังและทะเลอนั ดามัน
แหลง่ อุทยานธรณสี ตลู 72 แหล่ง
1. หาดราไว 11. หนิ ปาหนัน 21. อาคารชโิ น-โปรตุกีส
2. เขาทะนาน 12. แบไรท์ท่งุ หว้า 22. ถ�้ำขันติพน
3. หนิ ทุ่งหวา้ 13. หนิ ควนช้างตาย 23. หินแคมเบรียนต้นนำ�้ ละงู
4. หนิ ประปาทงุ่ หวา้ 14. หินควนนมสาว 24. หนิ คลองห้วยบา้
5. หนิ ควนตำ� เสา 15. ลานหินธารปลิว 25. เปลือกหอยถ้ำ� เสอื
6. ถ�ำ้ เลสเตโกดอน 16. นำ้� ตกธารปลวิ 26. ทับชาวเล
7. พพิ ธิ ภณั ฑ์ช้างดึกดำ� บรรพ์ 17. ถำ�้ พุทธคีรี 27. ผาโต๊ะนางดำ�
18. หินเขาแดงท่งุ หวา้ 1 28. เปลอื กหอยเขาหนุย่
ทงุ่ หว้า 19. หนิ เขาแดงทุง่ หวา้ 2 29. หนิ ผานาทอน
8. หนิ ควนดินสอ 20. จดุ ชมววิ เขาแดง 30. หินผานาเปยี
9. ทา่ เทียบเรอื บา้ นท่าออ้ ย
10. นำ�้ ตกธารสวรรค์
2 ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณีสตลู 3 สค33124 >>>ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
31. เกาะตะบนั 46. หินทรายอ่าวสน 61. หินบา้ นหาญ
32. หนิ คลองวังหวอ่ ง 47. หนิ ทรายอ่านขาม 62. ล่องแกง่ วังสายทอง
33. หนิ เขาหญา้ ระ 48. หินแกรนิตเกาะอาดงั 63. น�้ำตกวงั สายทอง
34. ซากดกึ ด�ำบรรพเ์ ขาโต๊ะสาม 49. หินทรายแหลมตงั หยง 64. เขตขา้ มกาลเวลาเขาโต๊ะหงาย
50. หินแกรนติ หาดประมง 65. ล�ำดบั ช้นั หินบา้ นตะโล๊ะไส
ยอด 51. หาดกรวดหนิ งาม 66. ซากดกึ ดำ� บรรพ์บา้ นตะโละ๊ ไส
35. ถำ�้ วงั กลาง 52. เกาะไข่ 67. บอ่ เจด็ โลก
36. ถ�้ำภผู าเพชร 53. ล�ำดับช้นั หินควนทงั 68. หนิ เกาะลดิ เี ลก็
37. เขตรกั ษาพนั ธุฯ์ เขาบรรทดั 54. ลำ� ดบั ชน้ั หินเขาน้อย 69. ทะเลแหวกเกาะหว้าหนิ
38. สวนหนิ ภูผาเพชร 55. หินสาหร่าย 70. พิพธิ ภณั ฑ์พืน้ บา้ นละงู
39. ถำ้� ระฆงั ทอง 56. หนิ สาหรา่ ยท่าแพ 71. หาดสนไหม
40. ลานหินป่า 57. ควนเปลือกหอย 72. หนิ ควนทงั
41. เหมอื งหนิ บา้ นป่าพน 58. นอติลอยดเ์ ขาแดง
42. ถำ�้ เจด็ คต 59. ถ้ำ� อุไร
43. ลอ่ งแก่งนคิ มพฒั นา 60. พิพธิ ภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา
44. หมวดหินมะละกา
45. แมงดาทะเลโบราณ
ชุดวชิ า อุทยานธรณีสตลู 3 สค33124 3>>>ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
บทที่
2 แหล่งธรณวี ทิ ยา
แหล่งธรณวี ิทยาสตลู
กระบวนการเปลย่ี นแปลงทางธรณวี ทิ ยาทเี่ กดิ ขน้ึ ในอดตี ทำ� ใหม้ ลี ักษณะพนื้ ทที่ หี่ ลากหลายและมธี รณี
สณั ฐานทส่ี วยงามแปลกตา ซง่ึ มคี ณุ คา่ ตอ่ การศกึ ษาวจิ ยั ทางธรณวี ทิ ยาภมู ศิ าสตรแ์ ละประวตั ศิ าสตร์ นอกจากนนั้
บางพ้นื ทยี่ ังมีทัศนยี ภาพสวยงามมศี กั ยภาพในการเปน็ แหล่งท่องเท่ียว และนันทนาการสมควรไดร้ ับการอนรุ ักษ์
ให้เป็นแหลง่ ศกึ ษาเรยี นรู้ของทอ้ งถ่นิ ในทางวชิ าการ กรมทรพั ยากรธรณไี ด้จำ� แนก “แหลง่ ธรณีวิทยา” ทน่ี ับเปน็
แหลง่ ธรรมชาตทิ ม่ี ีคุณคา่ ทางวิชาการดา้ นธรณีวทิ ยา และอันควรอนุรกั ษธ์ รณวี ิทยา (Geoconservation site)
ออกเป็น 7 ประเภท ประกอบดว้ ย
1. แหล่งล�ำดบั ชัน้ หนิ แบบฉบบั
2. แหลง่ หนิ แบบฉบบั
3. แหล่งแรแ่ บบฉบบั
4. แหล่งธรณีโครงสร้าง
5. แหล่งพนุ ้�ำร้อน
6. แหล่งธรณีสัณฐาน
7. แหลง่ ซากดึกบรรพ์
มีคำ� จดั กดั ความดงั น้ี
1. แหล่งแร่แบบฉบบั (Typical Minerals) หมายถงึ แหลง่ ท่มี ีลกั ษณะเฉพาะของการกำ� เนดิ และ
ชนิดของแร่ท่ีเป็นมาตรฐานซ่ึงมีประโยชน์ส�ำหรับการศึกษาเพราะแสดงให้เห็นถึงลักษณะของการก�ำเนิดและ
คุณลกั ษณะเฉพาะท่ีชดั เจนของแร่ประเภทตา่ ง ๆ
2. แหล่งหินแบบฉบับ (Typical Rocks) หมายถึง แหล่งท่ีมีลักษณะเฉพาะของหินมาตรฐาน
มปี ระโยชนส์ ำ� หรับการศึกษาเพราะแสดงใหเ้ หน็ ถึงลักษณะเฉพาะท่ชี ดั เจนของหินแตล่ ะประเภท
3. แหล่งธรณีวิทยาโครงสร้าง (Geological Structures) หมายถึง แหล่งทเี่ กิดจากกระบวนการ
ทางธรณีวิทยาโครงสร้างเช่นรอยเล่ือน (Fault) แนวแตก (Joint) และรอยแตก (Fracture) ในเน้ือหินหรือ
เปลือกโลกหรอื แหล่งธรรมชาติที่มีลกั ษณะรปู ร่างทีเ่ ปน็ ผลจากธรณโี ครงสร้างดังกลา่ ว
4. แหลง่ ธรณีสัณฐาน (Geomorphology) หมายถึง แหลง่ ธรณีวทิ ยาที่เกดิ จากการเปล่ยี นแปลง
ของพืน้ ผิวโลกจนเป็นโครงสรา้ งทม่ี ีลกั ษณะเดน่ ซง่ึ ประมวลเอาท้ังรปู ร่างทางธรรมชาติ (landform/landscape)
4 ชุดวชิ า อทุ ยานธรณีสตูล 3 สค33124 >>>ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
กระบวนการก�ำเนดิ การปรับตัวของพ้นื ผวิ โลก ตลอดจนความเปล่ียนแปลงทีป่ ระสบในปัจจุบนั เชน่ การสะสมตัว
การกัดเซาะจากคล่นื ลมนำ้� หรอื คลน่ื ทะเลการผพุ งั และการกัดกร่อน โดยนำ�้ ความรอ้ นและลม เป็นตน้
5. แหลง่ นำ้� พรุ อ้ น (Hot Spring) หมายถงึ แหลง่ นำ้� ทไ่ี หลขนึ้ มาจากใตด้ นิ ทม่ี อี ณุ หภมู สิ งู กวา่ อณุ หภมู ิ
รา่ งกายมนษุ ย์ นำ้� พทุ ข่ี น้ึ มาอาจจะอุ่น ๆ จนถึงเดอื ดพลา่ น อาจบริสุทธิห์ รอื มแี รธ่ าตุ รวมท้ังกา๊ ซละลายอยู่ท�ำให้
มีรสและกลิ่นต่าง ๆ กับปริมาณน้�ำท่ีไหลออกมา แต่ละพุมีความแตกต่างกัน บางพุมีน�้ำไหลเพียงเอ่อ ๆ บางพุ
ไหลแรง บางพุกระเซ็นพน้ ปากบอ่ เพราะแรงดันของกา๊ ซท่ลี ะลายเอาขนึ้ มาจากใต้ดิน
6. แหล่งล�ำดับช้ันหินแบบฉบับ (Type section) หมายถึง ล�ำดับช้ันหินใด ๆ ที่ก�ำหนดให้เป็น
มาตรฐาน เพอื่ ใชอ้ า้ งองิ ในการนยิ ามลำ� ดบั ชนั้ หนิ โดยมคี ณุ สมบตั พิ เิ ศษทเี่ ปน็ เอกลกั ษณแ์ ละบอกขอบเขตบนและ
ลา่ งของลำ� ดบั ชน้ั หินนั้นด้วยชื่อของช้นั หินแบบฉบับหนง่ึ ๆ จะต้ังขึ้นตามช่อื ท้องถ่ิงของช้นั หินแบบฉบบั นั้น ๆ
7. แหลง่ ซากดกึ ดำ� บรรพ์ (Fossil) หมายถงึ ซากและรอ่ งรอยของบรรพชวี นิ (ancient life) ทป่ี ระทบั
อยู่ในหินบางแห่งเป็นรอยพิมพ์บางแห่งมีซากเดิมปรากฏอยู่รอยตีนสัตว์ มูลสัตว์ ไม้ กลายเป็นหินรวมอยู่ใน
ซากดึกด�ำบรรพ์นี้เหมือนกัน ซากดึกด�ำบรรพ์ส่วนใหญ่ใช้บอกอายุของหินที่มีซากดึกด�ำบรรพ์น้ันอยู่ได้รวมถึง
การบอกสภาพแวดล้อม และสภาพภูมิศาสตร์บรรพกาลด้วย จังหวัดสตูลมีแหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์
ทไี่ ดร้ บั การประกาศใหเ้ ปน็ มรดกทางธรรมชาตขิ องทอ้ งถนิ่ อนั ควรอนรุ กั ษใ์ นปแี หง่ การพทิ กั ษท์ รพั ยากรธรรมชาติ
และส่งิ แวดลอ้ มครั้งที่ 1 ตามมติตามมติคณะรัฐมนตรี เมอ่ื วันที่ 7 พฤศจกิ ายน 2532 มจี ำ� นวน 7 แหลง่ คือ
เกาะไขผ่ าโต๊ะบู อ่าวพันเตมะละกา หาดหินงาม หาดปากบารา หาดราไว และทะเลบนั (ท่ีมา : สำ� นกั งานนโยบาย
และแผนทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม, 2543) ซ่ึงล้วนเป็น
แหล่งท่องเท่ียวท่ีมีความโดดเด่นเป็นที่รู้จักในระดับชาติในหลายแหล่งธรรมชาติถือเป็นสถานท่ีส�ำคัญของ
จังหวัดสตูลและมีศักยภาพในการสนับสนุนการเรียนรู้ทางธรณีวิทยาของประชาชนในจังหวัดสตูลภาคใต้และ
นักทอ่ งเทยี่ วท่วั ไป
แหลง่ ธรณีวิทยาจังหวดั สตูล
โครงการจำ� แนกเขตเพ่อื การจัดการธรณีวิทยาและทรพั ยากรธรณรี ายจังหวัดปงี บประมาณ พ.ศ.2556
โดยกรมทรัพยากรธรณี ได้ด�ำเนินการส�ำรวจและประเมินสถานภาพทรัพยากรธรณีประเภทแหล่งธรณีวิทยา
ในพน้ื ที่จังหวดั สตูล และแนวทางการบรหิ ารจดั การเฉพาะแหล่ง พบว่า มีแหลง่ ธรณวี ิทยาทีม่ คี วามโดดเด่นและ
มีศักยภาพในการใช้ประโยชน์การท่องเท่ียว และสนับสนุนการเรียนรู้ทางธรณีวิทยาในท้องท่ีหลายประเภท
ประกอบดว้ ย แหล่งลำ� ดับชน้ั หินแบบฉบับ แหล่งธรณีสณั ฐาน และแหลง่ โครงสร้างทางธรณีวทิ ยา
ในปี พ.ศ.2553 ส�ำนักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี ได้ท�ำการส�ำรวจแหล่งธรณีวิทยา จังหวัดสตูล
เพิ่มเตมิ และพบแหลง่ ธรณวี ทิ ยาทีน่ ่าสนใจหลายแหล่ง อาทิเช่น หินสาหรา่ ย อ่าวหินเฉลียง ลานหนิ ปมุ่ ถำ�้ จระเข้
เกาะหนิ งาม หาดกรวดดนตรี หาดทรายดูด หาดทรายดำ� หาดพทั ยา และเขาโต๊ะหงาย เปน็ ต้น ทั้งนี้ในรายงาน
เล่มนไ้ี ดร้ วบรวม คดั เลอื ก และนำ� เสนอแหล่งธรณีวิทยาท่ีมีความโดดเด่นมาทั้งส้นิ 20 แหลง่ ซึ่งลว้ นเป็นแหลง่
ชุดวชิ า อทุ ยานธรณสี ตลู 3 สค33124 5>>>ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
ทอ่ งเทยี่ วที่มคี วามโดดเด่นเปน็ ทร่ี จู้ ักในระดับชาติ ในหลายแหล่งธรรมชาติถอื เปน็ สถานท่ีส�ำคัญของจงั หวัดสตลู
และมศี ักยภาพในการสนับสนนุ การเรยี นร้ทู างธรณวี ทิ ยาของประชาชนในจังหวัดสตูล ภาคใต้ และนกั ทอ่ งเทยี่ ว
ทว่ั ไป แหลง่ ธรณีวิทยาในจงั หวดั สตูล ดังแสดงในตาราง
ตารางแสดง แหลง่ ธรณวี ิทยาจังหวดั สตลู
ลำ� ดบั ชอ่ื แหลง่ สถานที่ ทตี่ ง้ั อำ� เภอ จงั หวดั ประเภทแหลง่
ที่ ตำ� บล
1 หนิ สาหรา่ ย บา้ นปา่ แก่ กำ� แพง ละงู สตลู ลำ� ดบั ชนั้ หนิ แบบฉบบั
2 อา่ วหนิ เฉลยี งลานหนิ ปมุ่ เกาะตะรเุ ตา เกาะสาหรา่ ย เมอื ง สตลู ลำ� ดบั ชน้ั หนิ แบบฉบบั
3 ผาโตะ๊ บู เกาะตะรเุ ตา เกาะสาหรา่ ย เมอื ง สตลู ธรณสี ณั ฐาน (ภเู ขา)
4 นำ้� ตกวงั สายทอง บา้ นวงั นา หมทู่ ่ี 10 นำ้� ผดุ ละงู สตลู ธรณสี ณั ฐาน (นำ�้ ตก)
5 นำ�้ ตกยาโรย บา้ นวงั นา หมทู่ ี่ 3 วงั ประจนั ควนโดน สตลู ธรณสี ณั ฐาน (นำ้� ตก)
6 ถำ้� จระเข้ เกาะตะรเุ ตา เกาะสาหรา่ ย เมอื ง สตลู ธรณสี ณั ฐาน (ถำ�้ )
7 ถำ�้ เลสเตโกดอน บา้ นครี วี ง หมทู่ ่ี 7 ทงุ่ หวา้ ทงุ่ หวา้ สตลู ธรณสี ณั ฐาน (ถำ�้ )
8 ถำ�้ เจด็ คด บา้ นปา่ พน หมทู่ ี่ 6 ปาลม์ พฒั นา มะนงั สตลู ธรณสี ณั ฐาน (ถำ�้ )
9 ถำ�้ ภผู าเพชร บา้ นควนดนิ ดำ� หมทู่ ี่ 9 ปาลม์ พฒั นา มะนงั สตลู ธรณสี ณั ฐาน (ถำ้� )
10 เกาะหนิ งาม เกาะหนิ งาม เกาะสาหรา่ ย เมอื ง สตลู ธรณสี ณั ฐาน (ชายหาด)
11 หาดปากบารา บา้ นปากบารา ปากนำ�้ ละงู สตลู ธรณสี ณั ฐาน (ชายหาด)
12 หาดราไว บา้ นราไว หมู่ 2,4 ขอนคลาน ทงุ่ หวา้ สตลู ธรณสี ณั ฐาน (ชายหาด)
13 หาดกรวดดนตรี เกาะตรเุ ตา เกาะสาหรา่ ย เมอื ง สตลู ธรณสี ณั ฐาน (ชายหาด)
14 หาดทรายดดู เกาะตรเุ ตา เกาะสาหรา่ ย เมอื ง สตลู ธรณสี ณั ฐาน (ชายหาด)
15 หาดทรายดำ� เกาะอาดงั ราวี เกาะสาหรา่ ย เมอื ว สตลู ธรณสี ณั ฐาน(ชายหาด)
16 หาดพทั ยา เกาะหลเี ปะ๊ เกาะสาหรา่ ย เมอื ง สตลู ธรณสี ณั ฐาน (ชายหาด)
17 อา่ วพนั เตมะละกา เกาะตะรเุ ตา เกาะสาหรา่ ย เมอื ง สตลู โครงสรา้ งทางธรณวี ทิ ยา
18 เกาะไข่ เกาะตะรเุ ตา เกาะสาหรา่ ย เมอื ง สตลู โครงสรา้ งทางธรณวี ทิ ยา
19 ทะเลบนั ควนโดน สตลู โครงสรา้ งทางธรณวี ทิ ยา
อุทยานแห่งชาติทะเล วงั ประจนั
20 เขาโตะ๊ หงาย บนั ละงู สตลู โครงสรา้ งทางธรณวี ทิ ยา
อุทยานแห่งชาติหมู่
เกาะเภตรา ปากนำ�้
6 ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณสี ตลู 3 สค33124 >>>ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
1. แหล่งธรณีวทิ ยาประเภทแหล่งล�ำดบั ชน้ั หินแบบฉบับ
แหลง่ ลำ� ดบั ชน้ั หนิ แบบฉบบั (Typical Rocks) หมายถงึ แหลง่ ทม่ี ลี กั ษณะเฉพาะของหนิ มาตรฐาน
มปี ระโยชนส์ ำ� หรบั การศกึ ษาเพราะแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ลกั ษณะเฉพาะทช่ี ดั เจนของหนิ แตล่ ะประเภทมจี ำ� นวน 2 แหลง่
รายละเอยี ดดงั นี้
1.1 หินสาหรา่ ย
แหล่งธรรมชาติทางธรณีวิทยาหินสาหร่ายนี้ จัดเป็นแหล่งประเภทแหล่งล�ำดับช้ันหิน
แบบฉบบั ซ่ึงมีความส�ำคญั เป็นแหลง่ ลำ� ดบั ชนั้ หนิ แบบฉบับท่ีหายาก
ท่ีตัง้ ตั้งอย่บู ้านปา่ แก่ ตำ� บลก�ำแพง อ�ำเภอละงู จังหวดั สตลู พกิ ดั (WGS84) : 0586343
ตะวนั ออก 0771433 เหนือ ระวางอ�ำเภอละงู (4922 I) สามารถเข้าถึงได้ตามทางหลวงหมายเลข 416 เสน้ ทาง
ละงู-ทุ่งหว้า แยกขวาท่ีหลักกิโลเมตรท่ี 10+700 เข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร อยู่ติดถนนทั้งด้านซ้ายมือและ
ดา้ นขวามอื
รูปแสดง หินสาหร่ายตำ� บลกำ� แพง อำ� เภอละงู จังหวัดสตูล
ลกั ษณะแหลง่ หนิ ปนู สแี ดง เรยี งตวั เปน็ ชน้ั ๆ สวยงาม แปลกตามาก บางแหง่ คลา้ ยปราสาท
ขอมโบราณ เกดิ จากการกอ่ ตวั ของสาหรา่ ยสเี ขยี วแกมน้ำ� เงิน มีอายุมากกวา่ 440 ลา้ นปี
ลกั ษณะธรณวี ทิ ยา เปน็ หนิ ในหมวดหนิ ปา่ แก่ ซง่ึ เปน็ หมวดหนิ ทอี่ ยบู่ นสดุ ของกลมุ่ หนิ ทงุ่ สง
ประกอบไปดว้ ย หนิ ปนู สแี ดงชนั้ บางแทรกสลบั ดว้ ยหนิ โคนชน้ั บางมาก เกดิ จากการกอ่ ตวั ของสาหรา่ ยสเี ขยี วแกม
ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณีสตลู 3 สค33124 7>>>ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
น�ำ้ เงนิ หรอื ที่รู้จักกนั ในช่อื Cyanobacteria เรียกเหน็ ในลกั ษณะนี้ว่า สาหร่ายสโตรมาโตไลต์ (stromatolite)
การใช้ประโยชน์ท่ีดิน บริเวณหินสาหร่าย อยู่ในพ้ืนท่ีป่าและสวนยางต้นยางพาราของ
ประชาชนบา้ นป่าแก่ บางบรเิ วณถูกขุดดนิ เพ่ือกอ่ สร้างท่อี ยอู่ าศยั และน�ำไปถมที่
แนวทางการพัฒนา เนอื่ งจากแหล่งธรณวี ทิ ยาหนิ สาหรา่ ยยงั อยูใ่ นพืน้ ทขี่ องประชาชนหรอื
ของเอกชนท่ียงั ด�ำเนนิ กจิ กรรมอยา่ งตอ่ เน่ือง (ท้ังท่เี กย่ี วขอ้ งกบั การเกษตรและไม่เก่ยี วขอ้ งกบั การเกษตร) อีกท้ัง
มคี วามออ่ นไหวงา่ ยตอ่ การถกู ทำ� ลายแหลง่ ไปในทสี่ ดุ ประกอบกบั ชาวบา้ นยงั ขาดความรคู้ วามเขา้ ใจถงึ ความสำ� คญั
ด้านธรณีวิทยา อาจส่งผลให้แหล่งธรณีดังกล่าวเสื่อมสภาพเร็วข้ึน ดังนั้นควรที่จะมีการประสานงานระหว่าง
หน่วยงานภาครัฐทั้งในส่วนกลางและส่วนท้องถ่ิน ให้ความรู้กับชาวบ้านในการดูแลแหล่งธรณีวิทยาในบริเวณ
ดังกล่าวให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อที่ชาวบ้านจะได้เห็นความส�ำคัญและยินดีให้ความร่วมมือในการดูแล
แหลง่ อนรุ กั ษด์ ังกลา่ วต่อไป
1.2 อ่าวหนิ เฉียง ลานหินปุ่ม
แหล่งธรณีธรรมชาติทางธรณีวิทยานี้ จัดเป็นประเภทแหล่งล�ำดับชั้นหินแบบฉบับของ
กลมุ่ หนิ ตะรุเตา สำ� นกั ธรณีวิทยา (2533) ให้ชือ่ แหลง่ นี้ว่า “อา่ หินเฉียง ลานหนิ ปมุ่ ”
ท่ีตั้ง อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะตะรุเตา ต�ำบลเกาะสาหร่าย อ�ำเภอเมือง
จังหวัดสตูล พิกัด (WGS84) 0570572 ตะวันออก 0737818 เหนือ ระวางแผนที่เกาะตะรุเตา (4922 III)
อ่าวกว้างประมาณ 800 เมตร เข้าถึงได้ทางเรือห่างจากท่ีต้ังท่ีท�ำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตาประมาณ
3.5 กิโลเมตร หรอื ตามเส้นทางถนนบนเกาะประมาณ 4 กิโลเมตร
รปู แสดง อ่าวหินเฉียง ลานหินปุ่ม
8 ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณสี ตูล 3 สค33124 >>>ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
ลกั ษณะของแหลง่ อา่ วเมาะและ หรอื อา่ วหนิ เฉยี ง – ลานหนิ ปมุ่ ประกอบดว้ ย หาดทรายขาว
เนอ้ื ละเอยี ดทอดตวั ไปตามชายฝ่ังตะวันตกของเกาะตะรเุ ตา ยาวเกือบ 1 กโิ ลเมตร ด้านใตข้ องชายหาดมชี ้ันหนิ
ที่แก่ทสี่ ดุ ในประเทศไทย อายปุ ระมาณ 500 ลา้ นปี ซ่งึ พบซากดึกดำ� บรรพ์พวกตน้ ตระกูลของแมงดาทะเล และ
หอยสองฝา หนิ บรเิ วณน้ีบา้ งมสี นี ำ�้ ตาล บ้างมีสีน�้ำตาลปนม่วง มีลกั ษณะเป็นชนั้ เอียงเทลงไปในทะเล บางบริเวณ
เปน็ ลานหนิ ทเ่ี ตม็ ไปดว้ ยรอยแตกรอยแยก และรอยถกู กดั กรอ่ นจนมลี กั ษณะเปน็ ปมุ่ ปม เปน็ รพู รนุ เปน็ คลา้ ยรงั ผง้ึ
และเปน็ เศษกรวดคอ่ นขา้ งเหลย่ี ม
ลกั ษณะทางธรณวี ทิ ยา แหลง่ ธรรมชาตทิ างธรณบี รเิ วณนจ้ี ดั เปน็ แหลง่ ลำ� ดบั ชน้ั หนิ แบบฉบบั
(type section) ของกลมุ่ หนิ ตะรเุ ตาในยคุ แคมเบรยี น (Cambrian) พบซากดกึ ดำ� บรรพพ์ วกไทรโลไบท์ (trilobite)
และแบรคคิโอพอด (brachiopod) นอกจากนห้ี นิ ทโ่ี ผลอ่ ยู่แสดงถงึ กระบวนการกร่อน (erosion) และผุพังอยู่กับ
ท่ี (weathering) ตามอยู่แตกซงึ่ มหี ลายทศิ ทาง ทำ� ใหม้ ีลักษณะเปน็ ป่มุ ปม เปน็ รูพรุน และมีลักษณะคลา้ ยรงั ผ้ึง
(homey comb) เปน็ ตน้ สว่ นทางดา้ นทศิ เหนอื ของอา่ วเมาะ และจะเปน็ หนิ ปนู สเี ทาถงึ เทาดำ� ในยคุ Ordovician
ซ่ึงเปน็ รอยตอ่ ของหนิ ในยคุ แคมเบรียนและยคุ ออรโ์ ดวเิ ชียน
2. แหลง่ ธรณสี ณั ฐาน
ธรณีสัณฐาน (Geomorphology) หมายถึง ธรณีวิทยาท่ีว่าด้วยพื้นผิวของโลก ซึ่งประมวล
ทั้งรปู ร่างธรรมชาติ กระบวนการเกดิ การปรบั ตวั ของพ้ืนผิวโลก ตลอดจนความเปลีย่ นแปลงท่ปี ระสบในปัจจบุ นั
การสะสมตัว การกัดเซาะจากคลื่น ลม น้�ำ หรือคลื่นทะเล การผุพังและการกัดกล่อนโดยน�้ำและลม เป็นต้น
ในพ้ืนท่ีจังหวัดสตูลมีแหล่งธรรมชาติทางธรณีวิทยาแหล่งธรณีสัณฐานที่มีความโดดเด่น จ�ำนวน 14 แหล่ง
จ�ำแนกเปน็ 4 ประเภท 1) ประเภทภเู ขา 2) น�ำ้ ตก 3) ถ�ำ้ 4) ชายหาด ดังน้ี
2.1 แหล่งธรณีสัณฐานผาโตะ๊ บู (ประเภทภูเขา)
ท่ีต้ัง เป็นภูเขาอยู่บริเวณทางทิศเหนือของเกาะตะรุเตา ต�ำบลเกาะสาหร่าย อ�ำเภอเมือง
จังหวัดสตลู พิกดั (WGS84) : 0571608 ตะวนั ออก 0740815 เหนือ ในแผนที่ภูมิประเทศ มาตราสว่ น 1:50,000
ของกรมแผนทท่ี หาร ระวางท่ี 4922 III การเข้าถงึ ทางข้นึ หนา้ ผาอยูห่ ลังบ้านพักอทุ ยานแหง่ ชาติหม่เู กาะตะรุเตา
จากทา่ เรอื ปากบาราถงึ เกาะตะรเุ ตา ระยะทางประมาณ 22 กิโลเมตร
ลักษณะแหล่ง เป็นหน้าผาท่ีเกิดจากโครงสร้างทางธรรมชาติ ท่ีหายากและสวยงาม
หินรูปโค้งมีประโยชนใ์ นการคน้ คว้าของหิน เป็นจดุ ชมววิ อย่หู ลงั ท่ีทำ� การอุทยานแห่งชาตหิ มู่เกาะตะรเุ ตาใกลก้ ับ
หาดปนั เตมาละกา บริเวณหน้าผามลี ักษณะเป็นชัน้ ๆ ซ่งึ เกดิ จากการยกตวั ของหินที่เห็นได้ชดั ในระยะไกล
ลักษณะธรณีวิทยา หินบริเวณน้ีเป็นหินปูนของหมวดหินมะละกา กลุ่มหินทุ่งสง
ในยคุ ออร์โดวเิ ชยี น มลี กั ษณะเปน็ หนา้ ผาเนือ่ งจากถูกรอยเล่ือนในแนวตะวนั ออกเฉียงเหนือเกอื บเหนือตัดผา่ น
การใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ ผาโตะ๊ บเู ปน็ จดุ ชมทวิ ทศั นข์ องเกาะบรเิ วณชายหาด อา่ วพนั เตมะละกา
จะเหน็ เกาะบโุ หลน เกาะกลาง เกาะไข่ เกาะอาดงั เกาะราวี หมเู่ กาะเภตรา และเปน็ จดุ ชมพระอาทติ ยต์ กทส่ี วยงาม
อีกมุมหนงึ่
ชุดวิชา อุทยานธรณีสตลู 3 สค33124 9>>>ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
รูปแสดง ผาโตะ๊ บู บรเิ วณเกาะตะรุเตา
แนวทางการพฒั นา ผาโตะ๊ บเู ปน็ จดุ ชมววิ ของนกั ทอ่ งเทย่ี ว และอยใู่ นความดแู ลของอทุ ยาน
แห่งชาตหิ มู่เกาะตะรุเตา อยา่ งใกล้ชิด แนวทางในการพฒั นาความมุ่งเน้นการจดั ทำ� ปา้ ยความรู้ เกีย่ วกับลักษณะ
ทางธรณวี ิทยา และระบบสาธารณูปโภคท่ีสะดวกสำ� หรบั การเดินข้นึ ไปยังจุดชมววิ
2.2 น้�ำตกวงั สายทอง
ท่ีตั้ง เป็นน�้ำตกอยู่บริเวณบ้านวังนา หมู่ที่ 10 อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด
ตำ� บลนำ้� ผดุ อำ� เภอละงู จังหวดั สตูล พกิ ัด (WGS84) 00600425 ตะวนั ออก 0783915 เหนือ สามารถเดินทาง
เข้าไปยังน้�ำตก โดยรถยนต์ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 416 จากจังหวัดสตูล มุ่งหน้าไปยังอ�ำเภอละงู ประมาณ
65 กิโลเมตร เล้ียวซ้ายไปยังเส้นทางหลวงชนบท 3007 ประมาณ 10 กิโลเมตร แล้วเล้ียวขวาเข้าไป
เสน้ ทางหลวงชนบท 4010 ประมาณ 5 กิโลเมตร พบป้ายบอกทางเข้าน�ำ้ ตกวังสายทองตลอดเสน้ ทาง
ลักษณะแหล่ง น้�ำตกวังสายทองเป็นน้�ำตกท่ีไหลผ่านช้ันหินปูนขนาดใหญ่ นับเป็นน้�ำตก
หินปูนแห่งแรกในภาคใต้ น�้ำตกวังสายทองเป็นน�้ำตกหินปูนที่มีแหล่งน้�ำแต่ละช้ันไหลลดหล่ันกันมาไหลผ่านชั้น
หินปูนสีเหลืองอร่ามดั่งทองกระทบกับแสงอาทิตย์ดูงดงามราวกับดอกบัว สามารถเดินชมได้จนถึงแหล่งน�้ำ
บริเวณน้�ำตกมตี น้ ไม้ใหญร่ ม่ รื่น เหมาะแก่การไปพักผ่อน ลกั ษณะพิเศษของชน้ั หนิ สามารถรองรับ และใช้น�ำ้ ตก
ไหลเออ่ ผา่ นไปสเู่ บอื้ งลา่ ง นำ�้ ตกวงั สายทองเกดิ จากการไหลของนำ�้ ในถำ�้ ใตเ้ ทอื กเขาบรรทดั ทะลอุ อกมาตามชอ่ งเขา
ลงสูแ่ อ่งต่าง ๆ ท่ีรองรบั ด้านล่างแล้วไหลลงส่คู ลองละงู
ลักษณะธรณีวิทยา หินบริเวณนี้เป็นหินปูนของหมวดหินรังนก กลุ่มหินทุ่งสง
ในยุคออร์โดวิเชียน
การใช้ประโยชน์ทด่ี นิ น�้ำตกวงั สายทอง เปน็ แหลง่ ท่องเทยี่ วเพือ่ การอนุรกั ษข์ องเขตรักษา
10 ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณสี ตูล 3 สค33124 >>>ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
พันธ์ุสัตว์ป่าเขาบรรทัด บริเวณใกล้กับน้�ำตกเป็นพื้นที่ของประชาชนได้เปิดเป็นบริการล่องแก่งชมธรรมชาติ
มกี ารเปิดเสน้ ทางการทอ่ งเที่ยวเชงิ นิเวศล่องแกง่ ชมธรรมชาตแิ ละชมถำ้� เจด็ คตทอ่ี ยใู่ กล้เคียง
รูปแสดง บริเวณน้ำ� ตกวงั สายทอง ต�ำบลน�ำ้ ผุด อำ� เภอละงู จังหวดั สตลู
แนวทางการพฒั นา นำ�้ ตกวงั สายทอง นบั เปน็ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วทม่ี ศี กั ยภาพในการพฒั นาและ
ไดถ้ กู จดั ใหเ้ ปน็ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วเพอื่ การอนรุ กั ษม์ าแลว้ อยใู่ นความดแู ลของอทุ ยานแหง่ ชาตเิ ขาบรรทดั อยา่ งใกลช้ ดิ
แนวทางในการพัฒนาควรมุ่งเนน้ วจิ ยั เพอื่ พัฒนาใหเ้ ป็นแหล่งทอ่ งเที่ยวเชงิ นเิ วศอย่างยั่งยืนตอ่ ไป
2.3 นำ�้ ตกยาโรย
ที่ตัง้ น�ำ้ ตกยาโรย ตั้งอยใู่ นหมทู่ ่ี 3 บา้ นวังนา ต�ำบลวงั ประจัน อำ� เภอควนโดน จังหวัดสตูล
พกิ ัด (WGS84) 0627624 ตะวันออก 0747199 เหนือ น้�ำตกยาโรยอยู่ห่างจากท่ที �ำการอทุ ยานแห่งชาติทะเลบนั
ราว 5 กโิ ลเมตร การเดนิ ทางจากสามแยกควนสตอ ไปตามทางหลวงจังหวดั หมายเลข 4148 สายควนสตอ –
วงั ประจัน จะมรี ะยะทาง 14 กโิ ลเมตร มที างแยกซา้ ยมอื เขา้ ไปถงึ บรเิ วณน้ำ� ตกลึก 700 เมตร
ลกั ษณะแหลง่ เปน็ นำ�้ ตกขนาดกลาง มตี น้ นำ้� มาจากลำ� ธารในปา่ หวั กระหมงิ มคี วามสวยงาม
เป็นจุดท่องเที่ยวท่ีส�ำคัญแห่งหนึ่งของอุทยานแห่งชาติทะเลบัน น้�ำตกนี้มีท้ังหมด 9 ชั้น ไหลลดหล่ันลงมาตาม
ภเู ขา แตล่ ะช้ันเป็นแอง่ สามารถเลน่ น�้ำได้
ลักษณะธรณีวิทยา หินบริเวณน้ีเป็นหินมวลหินอัคนีท่ีต้นแทรกอยู่ในยุคไทยแอสซิก
(Triassic Granite) เป็นหนิ แกรนติ เนอ้ื ดอก เนื้อหยาบถึงหยาบปานกลาง ผลกึ ขนาดเดยี ว
การใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ นำ�้ ตกโรยอยใู่ นพนื้ ทอ่ี ทุ ยานแหง่ ชาตทิ ะเลบนั นบั เปน็ แหลง่ ทอ่ งเทยี่ ว
เพื่อการอนุรกั ษ์เช่นเดียวกบั ทะเลบนั ใชส้ ำ� หรับเปน็ ท่ีพักผอ่ นของนกั ทอ่ งเท่ียวทงั้ คนไทยและตา่ งชาติ
แนวทางการพัฒนา น้�ำยาโรย เป็นแหล่งท่องเท่ียวที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก
แนวทางในการพฒั นาต่อไป ควรจดั ท�ำปา้ ยใหค้ วามรูเ้ กี่ยวกับแหลง่ ท่องเทีย่ วเพิม่ เตมิ เน่อื งจากมีอยูน่ ้อยจำ� เป็น
ต้องจดั แบ่งโซนร้านคา้ ใหม้ ีความเหมาะสม เนือ่ งจากอยตู่ ิดกับทางน�ำ้ ซ่ึงอาจทำ� ใหข้ ยะปนเปือ้ นลงสู่นำ�้ ตกได้
ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณีสตูล 3 สค33124 11>>>ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
2.4 ล�ำดบั ชนั้ หนิ ทางเข้าถ้ำ� จระเข้
ถำ้� จะเข้ จดั เปน็ แหลง่ ธรณวี ทิ ยาประเภทแหลง่ ลำ� ดบั ชนั้ หนิ แบบฉบบั ของหมวดหนิ มะละกา
กลุม่ หนิ ทงุ่ สง ยคุ ออร์ตเิ ชยี น สำ� นักธรณวี ทิ ยา กรมทรัพยากรธรณี (2533) ให้ชื่อแหล่งนี้ว่า “ลำ� ดับชัน้ หนิ ทางเข้า
ถ้�ำจระเข้
ท่ีต้ัง ต้ังอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะตะรุเตา ต�ำบลเกาะสาหร่าย อ�ำเภอเมือง
จังหวดั สตูล พิกดั (WGS84) 0571806 ตะวันอก 07413951 เหนอื ระวางแผนท่ีเกาะตะรเุ ตา (4922) เรมิ่ ตั้งแต่
แหลมจระเขฝ้ ง่ั ตรงขา้ มทา่ เรอื บรเิ วณทที่ ำ� การอทุ ยานแหง่ ชาตเิ กาะตะรเุ ตา ไปตามคลองพนั เตมะละกา ระยะทาง
ประมาณ 2.5 กิโลเมตร ใชเ้ วลาเดนิ ทางประมาณ 15 นาที สามารถเข้าถึงไดท้ างเรือตลอดคลองพนั เตมะละกา
ลกั ษณะของแหลง่ ตามฝง่ั คลองจะพบหนิ ปนู อายกุ วา่ 440 ลา้ นปี เปน็ ชนั้ สวยงามชดั เจนมาก
ชั้นหนิ ปนู เหล่าน้ีแสดงใหเ้ ห็นถึงการถูกกัดกรอ่ นจนมรี ูปลักษณ์แปลกตามากมาย ท้ังเป็น ชะง่อนหินโพรง และมี
ลวดลายแตกต่างกนั ไป นักทอ่ งเทีย่ วสามารถใช้เรอื เพ่ือเขา้ ไปยงั ชมถ้ำ� ใชเ้ วลาประมาณ 15 นาที และใช้เวลาชม
ภายในถำ้� ประมาณ 1 ชัว่ โมง
รูปแสดง แหล่งธรณวี ทิ ยาลำ� ดบั ชัน้ หิน ทางเข้าถำ�้ จระเข้ บรเิ วณเกาะตะรุเตา
ลักษณะธรณีวิทยา ตามฝั่งคลองจะพบหินปูนออร์โดวิเชียน (Ordovician) ใน
หมวดหนิ มะละกา ซง่ึ เปน็ หมวดหนิ ทว่ี างตวั อยลู่ า่ งสดุ ของกลมุ่ หนิ ทงุ่ สง ประกอบดว้ ย หนิ ปนู เนอ้ื ดนิ สลบั กบั หนิ ปนู
เนื้อหินส่วนใหญ่ ถูกรบกวนด้วยสิ่งมีชีวิต (bioturbation) มีระแหงโคลน (mud crack) อยู่ทั่วไปพบแผ่น
ซากดกึ ดำ� บรรพพ์ วกสาหรา่ ย (algamat) และซากดกึ ดำ� บรรพพ์ วกเพรยี งเปน็ ตน้ การวางตวั ของชนั้ หนิ สอดคลอ้ ง
กับหินของกลุ่มหนิ ตะรุเตา แตแ่ นวสัมผัสท่ชี ัดเจนไมป่ รากฏ
12 ชุดวิชา อุทยานธรณสี ตูล 3 สค33124 >>>ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
การใช้ประโยชน์ที่ดิน ถ้�ำจระเข้อยู่ในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติเกาะตะรุเตา นับเป็น
แหลง่ ทอ่ งเทยี่ วเพอื่ การอนรุ กั ษแ์ ละศกึ ษาธรรมชาตปิ า่ ชายเลน ใชส้ ำ� หรบั เปน็ ทพี่ กั ผอ่ นของนกั ทอ่ งเทยี่ ว ทง้ั คนไทย
และตา่ งชาติ
แนวทางการพฒั นา ถ�ำ้ จระเข้ เปน็ แหลง่ ทอ่ งเที่ยวเชิงอนุรกั ษ์ท่ปี ระชาชนหรอื นักทอ่ งเที่ยว
ให้ความสนใจอย่างมาก แนวทางในพัฒนาต่อไปควรจัดเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนเพ่ิมด้วย
การจัดท�ำปา้ ยให้ความรูเ้ กยี่ วกับแหลง่ ทอ่ งเท่ยี วเพม่ิ เติม
2.5 ถ้ำ� เลสเตโกดอน (ถ้ำ� วังกล้วย)
ทีต่ งั้ ถำ�้ เลสเตโดอน ตั้งอยู่ในหมทู่ ี่ 7 บ้านครี วี ง ต�ำบลทงุ่ หว้า อำ� เภอทุ่งหว้า จังหวัดสตลู
พิกัด (WGS84) 0587026 ตะวันออก 07789166 เหนือ ในแผนท่ีภูมิประเทศ มาตราส่วน 1:50,000 ของ
กรมแผนทที่ หาร ระวางเกาะตะรเุ ตา (4992) การเดนิ ทางจากจงั หวดั สตลู ไปตามทางหลวงหมายเลข 416 มงุ่ หนา้
ไปยังจงั หวัดตรัง ประมาณ 85 กโิ ลเมตร จากนน้ั เลยี้ วซา้ ยไปยงั บา้ นคีรีวง ประมาณ 500 เมตร
ลักษณะแหล่ง ถ้�ำเลสเตโกดอน เดิมมีช่ือว่าถ�้ำวักล้วนต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเน่ืองจากค้นพบ
ซากดกึ ดำ� บรรพช์ า้ งบริเวณถ้ำ� แหง่ น้ี ลกั ษณะของถำ้� นำ้� ไหลลอดทะลุไปยงั ทะเล มหี ินงอกหินย้อยทส่ี วยงามแล้ว
และพบซากดกึ ด�ำบรรพข์ องช้างแหง่ แรกของภาคใต้ เปน็ ซากช้างโบราณ 2 สกุล คอื สเตโกดอน และเอลลิฟาส
และยังพบฟอสซิลแรดโบราณอกี 2 สกุล คือ เกนดาธเิ รยี ม และคโิ ลธเิ รยี ม
รปู แสดง บริเวณถำ้� เลสเตโกดอล ต�ำบลทุ่งหว้า
รูปแสดง ซากกระดูกขากรรไกรพรอ้ มฟนั กรามด้านล่างขวาของชา้ งสกลุ สเตโกดอล
ชุดวิชา อทุ ยานธรณีสตูล 3 สค33124 13>>>ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
ลกั ษณะธรณวี ทิ ยา ธรณวี ทิ ยาเปน็ ถำ�้ หนิ ปนู ออรโ์ ดวเิ ชยี นทเี่ กดิ จากการกดั เซาะทำ� ใหเ้ กดิ โพรง
ตามบรเิ วณรอยแตกภายในถำ้� เมอื่ นำ�้ ไหลผา่ นหนิ ปนู ละลายเอาแคลเซยี มคารบ์ อเนตแลว้ ตกผลกึ กลายเปน็ หนิ งอก
หนิ ย้อย พบซากดึกด�ำบรรพ์ ซากกระดกู ขากรรไกรพร้อมฟันกราม ซท่ี ่ี 2 และ 3 ดา้ นลา่ งขวาของช้างดกึ ดำ� บร
รพส์ กลุ สเตโกดอน อายปุ ระมาณ 1.8-0.01 ล้านปมี าแลว้ อย่ใู นยุคไพลสโตซีน
การใช้ประโยชน์ที่ดิน บริเวณถ้�ำเลสเตโกดอน ยังเป็นพ้ืนท่ีเกษตรกรรมของประชาชนอยู่
ยงั ไม่เปิดเปน็ แหล่งท่องเทย่ี วอยา่ งเป็นทางการ
แนวทางการพัฒนา ถำ�้ เลสเตโกดอน อย่ใู นความดแู ลขององค์การบริหารสว่ นต�ำบลทุ่งหว้า
ซ่ึงมีแผนที่จะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเท่ียวและศึกษาธรรมชาติ เช่น การเตรียมเรือแคนูไว้ส�ำหรับบริการ
นกั ทอ่ งเทย่ี ว การประชาสมั พันธ์ และฝกึ อบรมเก่ยี วกบั คนน�ำเที่ยวถ้�ำจระเข้ พร้อมท้งั การพัฒนาสาธารณูปโภค
เพ่ิมเติม เน่ืองจากถ้�ำจระเข้อยู่ท่ามกลางพื้นที่เกษตรกรรมของชุมชน ดังน้ัน แนวทางในการพัฒนาควรชี้แจงถึง
ความสำ� คญั ของการพัฒนาและอนรุ กั ษแ์ หล่งดงั กลา่ ว ควรทจี่ ะมกี ารประสานงานระหวา่ งหน่วยงานภาครัฐทัง้ ใน
ส่วนกลางและสว่ นท้องถ่นิ รวมถึงรณรงคใ์ ห้ประชาชนช่วยกนั ดแู ลแหลง่ อนรุ ักษอ์ นั ควรทางธรณวี ทิ ยาในบริเวณ
ดังกล่าวให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ปัจจุบันองค์การบริหารส่วนต�ำบลทุ่งหว้าและหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องยังได้
เร่มิ มกี ารศกึ ษาวิจัยเพ่อื การประเมนิ ศักยภาพเพอ่ื ใหเ้ ป็นสว่ นหนึ่งของอทุ ยานธรณีของจังหวัดสตูลตอ่ ไปแลว้
2.6 ถำ้� เจ็ดคต
ทตี่ งั้ ถำ�้ เจด็ คต ตงั้ อยบู่ รเิ วณบา้ นปา่ พน หมทู่ ่ี 6 ตำ� บลปาลม์ พฒั นา อำ� เภอมะนงั จงั หวดั สตลู
พิกัด (WGS84) : 0306819 ตะวันออก 0785749 เหนือ อยู่ทางทิศเหนือของน�้ำตกวังสายทองห่างประมาณ
2 กโิ ลเมตร สามารถเดินทางโดยรถยนตไ์ ปยังตำ� บลปาล์มพฒั นา อ�ำเภอมะนงั จากนั้น จะมีปา้ ยบอกทางตลอด
จากนัน้ ต้องเชา่ เรือแคนู เพ่ือล่องไปตามล�ำคลองมะนงั เพือ่ ไปเข้าชมถ้�ำใชเ้ วลาลอ่ งเรือประมาณ 30 นาที
ลักษณะแหล่ง ถ�้ำเจ็ดคต หรือ “ถ้�ำสัตคูหา” มีความกว้าง 70-80 เมตร ยาวประมาณ
600 เมตร มคี วามสงู ของเพดานถำ�้ ประมาณ 100-200 เมตร มลี ำ� คลองมะนงั ไหลผา่ นในถำ�้ ทคี่ ดเคย้ี วตลอดตน้ นำ้�
เกิดจากถ้�ำโตนอย่ทู างเหนอื ของถ�้ำปา่ พน อ�ำเภอมะนงั คลองมะนังไหลออกปากถ้�ำไปบรรจบกบั คลองละงู ซ่งึ มี
ต้นนำ้� เกดิ จากภเู ขาในจงั หวดั ตรงั ถ�้ำเจ็ดคตแบง่ ออกเป็น 7 ชว่ งหรือคหู า ดงั นี้
คหู าที่ 1 เรียกว่า “สาวยม้ิ ” ผนงั ถำ้� มีสีเขียวมรกตมหี ินงอกหนิ ย้อยอย่หู นา้ ถำ�้
คูหาท่ี 2 เรยี กวา่ “นางคอย” มหี ินงอก หินยอ้ ย สวยงาม และฝูงค้างคาวจ�ำนวนมาก
คูหาที่ 3 เรยี กวา่ “เพชรร่วง” ส่วนบนของผนังถ้�ำมชี อ่ ง ให้แสงอาทิตยส์ ่องลอดลงมาได้
เม่อื แสงอาทิตยก์ ระทบกบั ผนงั ถ�้ำจึงเกดิ ประกายแวววาวเหมือนเพชร
คหู าท่ี 4 เรยี กวา่ “เจดยี ส์ ามยอด” พ้ืนทางเดนิ เปน็ หนิ ลกั ษณะคลา้ ยดอกกุหลาบ
คหู าท่ี 5 เรยี กวา่ “นำ�้ ทพิ ย”์ ตามผนงั ถำ�้ เปน็ หนิ ยอ้ ยสขี าวและนำ้� ตาลซอ้ นกนั คลา้ ยผา้ มา่ น
คหู าท่ี 6 เรยี กว่า “ฉัตรทอง” มหี นิ งอก หินย้อยซอ้ นเหลอ่ื มกันเป็นช้ันเสมอื นฉัตร
คูหาท่ี 7 เรยี กวา่ “ส่องนภา” ภายในมหี นิ งอก หนิ ยอ้ ย รปู ทรงคล้ายดอกบวั
14 ชุดวชิ า อุทยานธรณสี ตลู 3 สค33124 >>>ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
ลักษณะธรณีวิทยา หินบริเวณน้ีเป็นหินปูนของหมวดหินรังนก กลุ่มหินทุ่งสงใน
ยคุ ออร์โดวิเชยี น
การใช้ประโยชน์ที่ดิน ถ้�ำเจ็ดคตใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ขององค์การบริหารส่วน
ตำ� บลปาลม์ พฒั นา ซ่งึ เป็นแหลง่ ทอ่ งเทยี่ วท่อี ยใู่ กลก้ นั คือน�้ำตกวงั สายทอง มีการเปดิ บริการเรือแคนู เพ่อื ใชล้ ่อง
ลำ� น�ำ้ ชมถ�้ำ
ภาพแสดง หนิ งอกหนิ ยอ้ ยบริเวณถ�ำ้ เจ็ดคต
แนวทางการพฒั นา ถ�ำ้ เจด็ คต ถูกพฒั นาใหเ้ ปน็ แหล่งท่องเท่ยี วประจำ� จังหวดั สตลู ปัจจบุ นั
อยใู่ นความดแู ลขององคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บลพฒั นา เนอื่ งจากตำ� บลปาลม์ พฒั นามแี หลง่ ทอ่ งเทยี่ วอน่ื ๆ ใกลเ้ คยี ง
เช่น ถ�้ำภูผาเพชร นำ�้ ตกวงั ใตห้ นาน และพิพิธภัณฑ์บ้านรากไม้ ดงั นน้ั แนวทางในการพัฒนาตอ่ ไปควรเชื่อมโยง
แหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงและเปิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ประจ�ำท้องถ่ิน มีการประชาสัมพันธ์
เพ่อื เชญิ ชวนแหล่งท่องเท่ยี วมาให้มากขน้ึ และมกี ารฝึกอบรมไกดป์ ระจำ� ท้องถ่ิน
ลักษณะแหล่ง เป็นถ้�ำขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองไทย และใหญ่ติดอันดับ 4 ของโลก
ความสวยงามของถ�้ำภูผาเพชร ภายในพ้ืนท่ีกว้างขวางโอ่โถง โอฬารตระการตา เพดานถ้�ำสูงโปร่ง เน้ือที่
โดยประมาณ 50 ไร่ ภายในถำ้� ธรรมชาตไิ ดร้ งั สรรคค์ วามสวยงามไวเ้ ปน็ รปู แบบตา่ ง ๆ เปน็ ทแ่ี ปลกตา และมหศั จรรย์
ยง่ิ นัก ลีลาของประติมากรรมธรรมชาติ อนั เกดิ จากหยดน้ำ� ท�ำให้ภายในถ้ำ� เตม็ ไปดว้ ยหนิ งอกหนิ ยอ้ ย แบ่งเป็น
หอ้ งต่าง ๆ ไมต่ �่ำกวา่ 20 ห้อง สามารถเขา้ ชมถ้�ำไดท้ ุกวันตง้ั แตเ่ วลา 08.30-15.30 น. ช่วงวันหยดุ เทศกาล ตงั้ แต่
เวลา 08.30-16.00 น. ภายในถ�้ำจะมีไฟฟ้า และทางเดินท่ีท�ำด้วยไม้ให้นักท่องเที่ยวไปตามทาง เพ่ือไม่ให้
เหยียบย่�ำหินงอกหินย้อยต่าง ๆ เม่ือเข้าไปในถ�้ำจะได้พบกับหินงอกหินย้อยต่าง ๆ หลายล้านปี ภายในถ�้ำจะมี
ห้องโถงแบบโรมันหลายห้อง เช่น ห้องม่านเพชร มีประกายเพชรระยิบระยับตระการตาโดยเฉพาะเม่ือต้องกับ
แสงไฟ ห้องโดมศลิ าเพชร หอ้ งปะการัง หอ้ งพญานาค ห้องลานเพลิน เปน็ ต้น
ชุดวิชา อุทยานธรณสี ตูล 3 สค33124 15>>>ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
ลกั ษณะธรณวี ทิ ยา หนิ บรเิ วณน้ีเปน็ หนิ ปนู สีเทาด�ำ กลุ่มหนิ ทุง่ สงในยคุ ออรโ์ ดวเิ ชียน
การใช้ประโยชน์ท่ีดิน ถ�้ำภูผาเพชร ใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และเป็นแห่งศึกษา
ธรรมชาตทิ ่ดี ีแห่งหนึง่ ในความดูแลขององคก์ ารบรหิ ารสว่ นต�ำบลปาล์มพัฒนา
แนวทางการพัฒนา ถ�้ำภูผาเพชร นอกจากเป็นแหล่งท่องเท่ียวท่ีมีช่ือเสียง
ประจ�ำจังหวัดสตลู แลว้ ยังมีการพฒั นาด้านสาธารณปู โภคคอยรองรับนกั ทอ่ งเที่ยว มีป้ายประชาสมั พนั ธ์ มไี กด์
คอยแนะน�ำ มีการจัดท�ำเส้นทางท่องเที่ยวอย่างดี แนวทางในการพัฒนาต่อไปควรเน้นการบริหารจัดการ
เพ่ือพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืน มีการเช่ือมโยงกับแหล่งอ่ืน ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง และมีการ
ประชาสมั พันธเ์ พ่อื เป็นแหลง่ ทอ่ งเทย่ี วระดบั ประเทศตอ่ ไป
2.8 เกาะหนิ งาม
ที่ตั้ง ท่ีต้ังบริเวณเกาะหินงาม อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะอาดัง-ราวี
ตำ� บลเกาะสาหรา่ ย อำ� เภอเมอื งสตลู พกิ ดั (WGS84) 0529035 ตะวนั ออก 0720173 เหนอื ระวางบา้ นเกาะอาดงั
(4822 III) พ้นื ท่ีประมาณ 2 ไร่ ตามแนวชายหาด เข้าถงึ โดยทางเรือจากทีต่ ้งั อทุ ยานแหง่ ชาติหมู่เกาะตะรเุ ตาถงึ
แหล่งท่องเท่ียวประมาณ 6 กโิ ลเมตร
ลกั ษณะของแหลง่ เปน็ แหลง่ กรวดมนกลมสดี ำ� แขง็ มาก มหี ลายขนาดตงั้ แต่ 1x1 เซนตเิ มตร
ถึง 50x50 เซนติเมตร กองรวมกันอยู่และลงไปในทะเลริมเกาะ เกิดจากการผุพังของหินอายุกว่า 300 ล้านปี
ในบรเิ วณนน้ั โดยการกดั กรอ่ นของคล่นื ท่รี นุ แรง
ลกั ษณะธรณวี ทิ ยา เป็นหนิ ฮอรน์ เฟล (Hornfel) ท่ีหนิ เดิมเป็นหินในหมวดหินแหลมไม้ไผ่
ในกลมุ่ หนิ แก่งกระจาน ประกอบด้วยหินโคลน หนิ ทรายแปง้ และหนิ ทราย โดยทเ่ี หน็ เปน็ ลวดลายนั้น เป็นช้ัน
ของหินทรายแป้งที่แทรกอยู่ในหินโคลน เม่ือหินแกรนิตแทรกข้ึนมาในยุคไทรแอสสิก สัมผัสกับหินในหมวดหิน
แหลมไม้ไผ่ ท�ำให้หินแหลมไม้ไผ่ บางส่วนมีการแปลสภาพแบบสัมผัส (contact metamorphism) กลายหิน
หินฮอร์นเฟล ดังกล่าว ซึ่งต่อมาโดยกระบวนการ การผุพังอยู่กับท่ี (Weathering) และการกร่อน (erosion)
โดยสภาพอากาศและการกระทำ� ของคลน่ื (wave action) ทร่ี นุ แรงทกุ ทศิ ทางการกระทำ� ตอ่ หนิ ทแี่ ตกหกั เกดิ การ
ขัดเกลาจนกลมมนสะสมตัวอยู่บรเิ วณนัน้
การใช้ประโยชน์ท่ีดิน เกาะหินงาม นับเป็นอีกหนึ่งชายหาดที่มีความเป็นเอกลักษณ์
ที่โดดเด่นในเร่ืองของหาดหินกรวด และอยู่ใกล้กับหาดต่าง ๆ ในบริเวณเกาะอาดังราวี ใช้เป็นแหล่งท่องเท่ียว
ส�ำหรบั ประชาชนและนักทอ่ งเที่ยวทั่วไป
16 ชดุ วิชา อุทยานธรณสี ตูล 3 สค33124 >>>ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
ภาพแสดง บริเวณเกาะหนิ งาม
แนวทางการพัฒนา เกาะหนิ งาม อยู่ในความดูแลของอุทยานแหง่ ชาตหิ ม่เู กาะตะรุเตา ซ่ึง
มกี ารพฒั นาและอนุรกั ษอ์ ย่างใกลช้ ิด ดงั นั้นแนวทางในการพัฒนาต่อไปควรบรู ณาการและท�ำส่ือประชาสัมพนั ธ์
ใหค้ วามรแู้ กน่ ักท่องเที่ยวเกี่ยวกับความเปน็ มาและความส�ำคัญของเกาะหินงามในเชงิ ธรณวี ทิ ยาเพิ่มเติม เพอ่ื ให้
นกั ทอ่ งเท่ียวสามารถเข้าใจถึงวิวฒั นาการการเกิดหาดหนิ กรวดอยา่ งถกู ต้องตอ่ ไป
2.9 ชายฝั่งทะเลหาดปากบารา
ที่ตั้ง เป็นหาดอยู่บริเวณบ้านปากบารา ต�ำบลปากน�้ำ อ�ำเภอท่าแพ จังหวัดสตูล พิกัด
(WGS84) 0581444 ตะวันออก 0757112 เหนือ ตะวนั ออกในแผนท่ีภมู ปิ ระเทศ มาตราสว่ น 1 : 50,000 ของ
กรมแผนทท่ี หาร ระวางที่ 4922 IV การเขา้ ถงึ จากอำ� เภอเมอื งสตลู ไปตามถนน 4078 (สตลู – ละง)ู ถงึ อำ� เภอละงไู ป
ตามถนน 4052 (ละงู-ปากบารา) ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ก่อนถงึ ท่าเทยี บเรอื ปากบารา
ลักษณะแหลง่ เปน็ ชายหาดที่มกี ารทับถมของทราย โครงสรา้ งจากธรรมชาติ ทีห่ ายากและ
สวยงาม เป็นชายหาดทรายสขี าวละเอียดเป็นแนวยาวประมาณ 2 กโิ ลเมตร
การใช้ประโยชนท์ ีด่ ิน หาดปากบาราเป็นหาดที่ยาวเม็ดทรายหยาบและไม่ขาวนกั สามารถ
ลงเล่นน้�ำได้เป็นบางช่วง ทิวทัศน์ในท้องทะเลสวยงาม ด้านเหนือหาดจัดเป็นสถานที่พักผ่อน มีร้านค้า
สวนสาธารณะ และที่พัก เปน็ จดุ ชมพระอาทิตยต์ กทส่ี วยงาม
ชุดวชิ า อุทยานธรณีสตูล 3 สค33124 17>>>ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
ภาพแสดง บรเิ วณหายหาดปากบารา อำ� เภอละงู
แนวทางการพัฒนา หาดปากบาราเป็นสถานท่ีท่องเท่ียวหนึ่งที่เป็นที่สนใจส�ำหรับ
นักท่องเที่ยว ในอดีตหาดปากบาราพบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอย่างต่อเน่ือง จนมีการสร้างส่ิงป้องกัน
ตามแนวชายฝั่งทะเลส่งผลให้ทัศนียภาพของหาดปากบาราสวยงามลดน้อยลงไป ปัจจุบันมีการเปิดร้านอาหาร
ท่ีพกั และกิจกรรมตา่ ง ๆ บรเิ วณชายฝั่งท่ีเพมิ่ มากขึ้น ซงึ่ อาจจะสง่ ผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและทัศนียภาพ
ของหาดปากบาราในระยะยาว ดังนั้นควรมีการบริหารจัดการเพื่อให้หาดปากบารายังคงสภาพท่ีสวยงามและ
รณรงคใ์ หผ้ ู้ประกอบการ นักทอ่ งเที่ยวตระหนักถึงแนวคดิ การทอ่ งเทยี่ วเชิงอนรุ กั ษ์อย่างยงั่ ยนื ต่อไป
2.10 หาดราไว
ท่ีต้ัง เป็นหาดอยู่บริเวณบ้านราไว ต�ำบลของขอนคลาน อ�ำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล พิกัด
(WGS84) 0574158 ตะวันออก 0773727 เหนอื ในแผนทภ่ี มู ปิ ระเทศ มาตราสว่ น 1 : 50,000 ขอกรมแผนท่ี
ทหาร ระวางท่ี 4923 III การเขา้ ถึง เดนิ ทางตามเส้นทางหลวงหมายเลข 4078 (ละงู – ทงุ่ หว้า) กโิ ลเมตรท่ี 22
แยกซ้ายเขา้ ถนน รพช. (นาทอน – มะหงงั ) อีก 5 กิโลเมตร แลว้ เลย้ี วซ้ายไปอีก 8 กโิ ลเมตร
ลักษณะแหลง่ เป็นชายหาดท่ยี าวท่สี ดุ ของจังหวดั สตูล เปน็ ชายหาดทรายสีปนโคลน มเี ศษ
เปลือกหอยและเปลอื กหอยสขี าวกระจายทวั่ ชายหาด ยามนำ้� ขึน้ นำ�้ ลงจะเหน็ คราบของเศษเปลือกหอยกระจาย
อยู่อย่างชดั เจน เป็นระยะทางยาวประมาณ 2 กิโลเมตร มองดา้ นหน้าชายหาดจะเป็นเกาะหลายเกาะ
การใช้ประโยชน์ท่ีดิน เนื่องจากเป็นสถานท่ีท่องเท่ียวท่ีส�ำคัญ ท�ำให้มีการจัดภูมิทัศน์ใหม่
บริเวณหาดมีสวนสาธารณะ ท่ีพักผ่อนส�ำหรับนักท่องเที่ยว เหมาะส�ำหรับผู้รักธรรมชาติท่ีมีความประสงค์จะไป
เยี่ยมชมหาดที่ยาวทีส่ ุดของจังหวดั สตลู
แนวทางการพฒั นา หาดราไวถกู พฒั นาใหเ้ ปน็ สวนสาธารณะเพอื่ พกั ผอ่ นหยอ่ นใจ ซงึ่ แนวทาง
ในการพัฒนาควรมุ่งเน้นการจัดท�ำป้ายให้ความรู้เก่ียวกับความลักษณะภูมิศาสตร์ของจังหวัดสตูล ลักษณะทาง
ธรณวี ทิ ยา เนอ่ื งจากระบบสาธารณปู โภคทเี่ คยมไี มไ่ ดก้ ารบำ� รงุ ดแู ลรกั ษาใหเ้ หมาะกบั การใชง้ าน จงึ ควรปรบั ปรงุ
ใหม้ สี ภาพท่ีพรอ้ มใชง้ าน และควรพัฒนาแหลง่ ร้านค้าเพ่อื ไว้บรกิ ารนักทอ่ งเทย่ี วดว้ ย
18 ชุดวชิ า อทุ ยานธรณีสตลู 3 สค33124 >>>ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
2.11 หาดกรวดเสยี งดนตรี อ่าวด่าน
บริเวณน้ีเป็นแหล่งธรณีสัณฐานซ่ึงมีลักษณะเด่น คือ เป็นหาดกรวดอย่างเดียวท่ีกรวด
แต่ละก้อนมีสีสันสวยงามมาก ส�ำนักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี (2553) ใช้ชื่อแหล่งธรณีวิทยาบริเวณนี้ว่า
“หาดกรวดเสียงดนตรี อ่าวด่าน”
ทีต่ งั้ อยบู่ ริเวณอา่ วดา่ น บนเกาะตะรุเตา ตำ� บลเกาะสาหรา่ ย อำ� เภอเมอื ง จังหวัดสตลู พกิ ดั
(WGS84) 0573939 ตะวันออก 0720036 เหนอื ระวางแผนทเี่ กาะตะรุเตา (4922 III) ยาว 1 กโิ ลเมตร ตามแนว
ชายหาด เขา้ ถงึ ไดท้ างเรือหา่ งจากท่ตี ั้งทที่ ำ� การอุทยานแหง่ ชาตหิ มู่เกาะตะรุเตา ประมาณ 29 กโิ ลเมตร
ลักษณะของแหล่ง หาดกรวดค่อนข้างกลมมนสีน�้ำตาลคล้ายช็อคโกแลต มีหลายขนาด
วางตวั ยาวตามแนวชายฝง่ั เปน็ ระยะประมาณ 1 กโิ ลเมตร เมอ่ื มคี ลน่ื ซกั เขา้ ออก จะมเี สยี งดงั คลา้ ยเสยี งดนตรเี ปน็
สิ่งมหัศจรรย์ที่หาได้ยากมาก เกิดจาการที่คลื่นได้พัดพากรวดที่มีขนาดเล็กขึ้นมาแล้วกลับลงไประทบกรวดก้อน
ใหญซ่ ึ่งคลืน่ ไมส่ ามารถพัดออกไปได้ ท�ำใหเ้ กดิ เสยี งคล้ายเสียงดนตรีดงั กล่าว
ลักษณะธรณีวิทยา กรวดบริเวณหาดน้ี มีหลายขนาดคละเคล้ากัน โดยมากจะเป็นกรวด
หนิ ทราย มคี วามมนดี ถงึ ดมี าก บรเิ วณตะวนั ออกของหาด พบชนั้ หนิ ทราย สลบั หนิ ดนิ ดาน หนิ ทราย จะมสี นี ำ้� ตาล
ถงึ นำ้� ตาลแกมแดง พบซากดกึ ดำ� บรรพ์ ได้แก่ ไทรโลไบต์ และแบรคิโอพอด เปน็ ตน้
การใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ หาดกรวดเสยี งดนตรี นบั เปน็ อกี หนง่ึ ชายหาดทม่ี คี วามเปน็ เอกลกั ษณ์
ที่โดดเด่นในเรื่องของหาดกรวดหิน อยู่ในพ้ืนท่ีดูแลของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา ใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
ส�ำหรับประชาชนและนกั ทอ่ งเท่ียวท่วั ไป
แนวทางการพัฒนา หาดกรวดเสียงดนตรี อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติ
หมเู่ กาะตะรุเตา มคี วามสำ� คัญเกีย่ วกบั ธรณสี ัณฐานการเกดิ กรวดหนิ ทสี่ วยงามในปัจจบุ นั ดังนน้ั แนวทางในการ
พฒั นาตอ่ ไปควรบรู ณะการและทำ� สอ่ื ประชาสมั พนั ธใ์ หค้ วามรแู้ กน่ กั ทอ่ งเทย่ี วเกย่ี วกบั ความเปน็ มาและววิ ฒั นาการ
การเกดิ หาดกรวดหินเพ่ิมเตมิ เพอ่ื ใหน้ ักทอ่ งเทย่ี วสามารถเข้าใจ ความสามารถเข้าใจถึงอย่างถูกตอ้ งต่อไป
2.12 หาดทรายดดู เกาะอาดัง
แหล่งธรณีวิทยาบริเวณน้ี ต้ังอยู่บริเวณอ่าวตะโล๊ะแลและทางทิศตะวันออกของเกาะอาดัง
ส�ำนกั ธรณีวิทยา กรมทรพั ยากรธรณี (2533) ให้ชื่อแหลง่ ธรณวี ิทยาน้วี า่ “หาดทรายดูดเกาะอาดัง”
ท่ีตั้ง อยู่บริเวณเกาะอาดัง ต�ำบลเกาะสาหร่าย อ�ำเภอเมือง จังหวัดสตูล พิกัด (WGS84)
0535593 ตะวันออก 0724394 เหนอื ระวางบ้านเกาะอาดัง (4822 III) ชายหาดมีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร
เข้าถงึ โดยทางเรือจากทตี่ งั้ อุทยานถึงจดุ ส�ำรวจประมาณ 6 กโิ ลเมตร
ลักษณะของแหล่ง หาดทรายดูดเป็นหาดทรายแคบ ๆ สั้น ๆ ยาวประมาณ 200 เมตร
ลักษณะเหมือนกับหาดท่ัวไปประกอบด้วยทรายละเอียด สีขาวอมนำ้� ตาล มีเศษเปลือกหอยปนเล็กน้อย แต่มี
ลักษณะเดน่ คือ เมอื่ เหยยี บลงไปแล้ว เท้าจะจมประมาณ 20-60 เซนตเิ มตร บรเิ วณทีม่ ีนำ้� จะจมมากกว่าบริเวณ
ที่แห้ง และมฟี องอากาศผดุ ข้นึ มาค่อนขา้ งมาก เกิดทกุ ฤดูตลอดท้งั ปี นอกกจากนที้ รายเหลา่ นี้ยงั สามารถปั้นเปน็
ชุดวชิ า อุทยานธรณีสตูล 3 สค33124 19>>>ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
ก้อนกลมได้ ซึง่ แสดงถงึ ขนาดของตะกอนทรายบริเวณนี้
ลักษณะธรณวี ิทยา หาดทรายบรเิ วณนี้ประกอบดว้ ยตะกอนของหนิ ทรายแปง้ (Siltstone)
มโี คลนปนบา้ งเลก็ นอ้ ย เกดิ จากการผพุ งั ของหนิ ตะกอนยคุ คารบ์ อนเิ ฟอรสั -เพอรเ์ มยี น เมอื่ อม่ิ ตวั ดว้ ยนำ้� จะทำ� ให้
ยุบลงไปเม่ือมีน�้ำหนักกดทับเนื่องจากมีโคลน ท�ำให้รับน�้ำหนักได้ไม่ดี โดยโคลนเหล่านี้จะมาจากการผุพังของ
หนิ โคลน ในหมวดหนิ แหลมไมไ้ ผ่แล้วถูกพดั พามาสะสมตวั บริเวณชายหาดดังกลา่ ว
การใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ หาดทรายดดู มคี วามเปน็ เอกลกั ษณท์ โี่ ดดเดน่ ในเรอื่ งของตะกอนของ
หนิ ทรายแปง้ สขี าวทเ่ี กดิ การผพุ งั ใชเ้ ปน็ แหลง่ ทอ่ งเทยี่ วสำ� หรบั ประชาชนและนกั ทอ่ งเทย่ี วสำ� หรบั ประชาชนและ
นักทอ่ งเทย่ี วท่ีนา่ สนใจอกี แหลง่ หนึ่ง
แนวทางการพัฒนา หาดทรายดูดเกาะอาดัง อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติ
หมเู่ กาะตะรเุ ตา มคี วามสำ� คญั เกยี่ วกบั ธรณสี นั ฐานการเกดิ หาดทรายแปง้ สขี าว นำ้� ทะเลใสสวยงาม ดงั นน้ั แนวทาง
ในการพัฒนาต่อไปควรบูรณาการและท�ำสื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่นักท่องเท่ียวเกี่ยวกับความเป็นมาและ
ววิ ฒั นาการการเกิดหาดดังกลา่ ว เพือ่ ให้นักท่องเทีย่ วสามารถเข้าใจอย่างถูกตอ้ งต่อไป
2.13 หาดทรายดำ� เกาะอาดงั
แหลง่ ธรณวี ทิ ยาบรเิ วณนี้ ตง้ั อยทู่ างทศิ ใตข้ องเกาะอาดงั เปน็ แหลง่ ธรณวี ทิ ยาประเภทแหลง่
ธรณสี ณั ฐานทมี่ ลี กั ษณะพเิ ศษทเี่ มด็ กรวดทรายจะมสี ดี ำ� สำ� นกั ธรณวี ทิ ยา กรมทรพั ยากรธรณี (2553) ใหช้ อื่ แหลง่
ธรณวี ิทยานี้ว่า “หาดทรายด�ำเกาะอาดัง”
ภาพแสดง หาดทรายด�ำเกาะอาดงั >>>ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
20 ชดุ วิชา อทุ ยานธรณสี ตลู 3 สค33124
ที่ตั้ง อยู่บริเวณเกาะอาดัง ต�ำบลเกาะสาหร่าย อ�ำเภอเมือง จังหวัดสตูล พิกัด (WGS84)
0534603 ตะวนั ออก 0719635 เหนือ ระวางบา้ นเกาะอาดัง (4822 III) ชายหาดมคี วามยาว 600 เมตร ตาม
แนวชายหาด เขา้ ถึงโดยเดนิ เท้าจากที่ตั้งท่ที �ำการอุทยานแหง่ ชาตหิ มูเ่ กาะตะรเุ ตา ประมาณ 100 เมตร
ลกั ษณะของแหลง่ หาดทรายดำ� บรเิ วณอา่ วแหลมสน บนเกาะอาดงั มีลักษณะเดน่ ตรงที่จะ
มีเม็ดทรายสีด�ำปนอยู่ในเม็ดทรายสีขาว มีความสวยงามแปลกตาต่างจากหาดทรายท่ัวไป โดยเฉพาะหาดทราย
บริเวณนนี้ อกจากมสี ีดำ� แลว้ เม็ดทรายจะมเี ม็ดหยาบมขี นาดใหญ่กว่าเมด็ ทรายทั่วไป ดังน้ันหากเดนิ เท้าเปล่าบน
หาดแห่งนแี้ ลว้ จะได้ความรูส้ กึ แบบสบาย ๆ เหมือนกบั ถกู นวดและขัดฝา่ เทา้ ไปพรอ้ ม ๆ กนั
ลักษณะธรณีวทิ ยา ตะกอนสีด�ำทีพ่ บในบริเวณน้คี าดวา่ เป็นแรท่ วั ร์มาลีน (Tourmaline) ท่ี
ผุพังจากหนิ แกรนิตเน้ือดอก (porphyritic granite) โดยมผี ลึกแร่เฟลดส์ ปาร์รปู สี่เหล่ยี มผืนผา้ ขนาด 1.5 × 2.5
เซนตเิ มตร เป็นเนอ้ื ดอก (phenocryts) และเน้ือพืน้ (groundmass) จะเป็นแร่ควอตซ์ เฟลดส์ ปาร์ ทัวรม์ าลีน
และไบโอไทต์ ซ่งึ หนิ แกรนิตเหลา่ น้พี บวา่ จะมคี วามสมั พันธก์ บั การเกิดแรด่ ีบุก
การใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ หาดทรายดำ� เกาะลงั กาวี มคี วามเปน็ เอกลกั ษณท์ โี่ ดดเดน่ ในเรอ่ื งของ
ตะกอนของทรายสีด�ำท่ีเกิดการผุพังจากหินต้นก�ำเนิด ใช้เป็นแหล่งท่องเท่ียวส�ำหรับประชาชนและนักท่องเท่ียว
ที่นา่ สนใจอีกแหลง่ หน่ึง
2.14. หาดพทั ยา เกาะหลีเป๊ะ
แหล่งธรณีวิทยาบริเวณน้ี ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเกาะหลีเป๊ะ ส�ำนักธรณีวิทยา
กรมทรพั ยากรธรณี (2553) ใหช้ ือ่ แหล่งธรณวี ทิ ยานวี้ า่ “หาดพัทยา เกาะหลเี ป๊ะ”
ภาพแสดง หาดพทั ยา เกาะหลีเปะ๊
ท่ีต้ัง อยูบ่ รเิ วณเกาะหลเี ปะ๊ ตำ� บลเกาะสาหรา่ ย อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั สตูล พกิ ัด (WGS84)
0533635 ตะวนั ออก 0716971 เหนือ ระวางบ้านเกาะอาดัง (4822 III) ชายหาดมคี วามยาวประมาณ 300 เมตร
ตามแนวชายหาด เขา้ ถึงโดยทางเรอื จากทต่ี ั้งอุทยานถึงแหลง่ ท่องเที่ยวประมาณ 1 กโิ ลเมตร
ชดุ วิชา อุทยานธรณสี ตูล 3 สค33124 21>>>ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
ลักษณะของแหล่ง เป็นหาดทรายท่ีขาวสะอาด เม็ดละเอียดมากเวลาเดินด้วยเท้าเปล่า
จะรสู้ กึ นมุ่ เทา้ เหมอื นเดนิ บนพน้ื กำ� มะหยี่ ชายหาดมคี วามลาดชนั นอ้ ย ดงั นน้ั จงึ สามารถเดนิ เทา้ เปลา่ ไปชมปะการงั
ทีม่ อี ยู่มากมายได้
ลักษณะธรณีวิทยา ชายหาดบริเวณน้ีเกิดจากการผุพังของหินแกรนิตท่ีแทรกข้ึนมา
ในยุคไทรแอสสิก มีขนาด silt-very fine sand สีขาว มีเปลือกหอยและปะการังที่แตกหักบ้าง คลื่นบริเวณนี้
จะไมแ่ รง เน่อื งจากเปน็ แอ่งทเี่ ว้าเขา้ มาประมาณ 1 กโิ ลเมตร ดงั นั้นตะกอนทถ่ี ูกพัดพามาจงึ มขี นาดเล็กมาก
การใช้ประโยชน์ที่ดิน หาดพัทยา เกาะหลีเป๊ะ ขึ้นช่ือในเร่ืงของหาดทรายสีขาวสะอาด
นอกชายฝง่ั มปี ะการงั ทส่ี วยงาม เปดิ เปน็ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วทส่ี ำ� คญั อกี แหง่ หนงึ่ ของอทุ ยานแหง่ ชาตหิ มเู่ กาะตะรเุ ตา
แนวทางการพัฒนา หาดพัทยา เกาะหลีเป๊ะ อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติ
หมู่เกาะตะรุเตา มีความส�ำคัญเก่ียวกับธรณีสัณฐานการเกิดหาดทรายสีขาว น�้ำทะเลใสสวยงาม มีการเท่ียวชม
ด�ำน�้ำดูปะการัง ซ่ึงปะการังดังกล่าวมีความอ่อนไหวต่อการถูกรบกวนระบบนิเวศน์และถูกท�ำลายได้ง่าย ดังน้ัน
แนวทางในการพัฒนาต่อไป ควรส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงนิเวศน์ท่ีไม่รบกวนระบบนิเวศน์มากเกินไป มีการให้
ความรู้ ความเขา้ ใจแก่นักท่องเทย่ี วทถี่ กู ต้องในการชมปะการงั
3. แหลง่ ธรณวี ทิ ยาโครงสร้าง
แหล่งธรณวี ทิ ยาโครงสรา้ ง (Geological Structures) หมายถงึ แหลง่ ทเี่ กิดจากกระบวนการ
ทางธรณีวิทยาโครงสร้าง เช่น รอยเลื่อน (Fault) แนวแตก (Joint) และรอยแตก (Fracture) ในเนื้อหินหรือ
เปลอื กโลกหรอื แหลง่ ธรรมชาตทิ ม่ี ลี กั ษณะรปู รา่ งทเี่ ปน็ ผลจากธรณโี ครงสรา้ งดงั กลา่ ว ในพน้ื ทจ่ี งั หวดั สตลู มแี หลง่
ธรรมชาตทิ างธรณีวทิ ยาประเภทแหล่งธรณีวิทยาโครงสร้างท่มี ีความโดดเด่นจำ� นวน 4 แหล่ง รายละเอียดดังนี้
3.1 แหลง่ ธรณวี ิทยาโครงสรา้ งอ่าวพนั เตมะละกา
เป็นแหล่งธรณีโครงสรา้ งแบบปฐมภมู หิ ลายชนิดในชั้นหนิ ตะกอนของกลุม่ หินตะรเุ ตา ได้แก่
โครงสร้างชนั้ หนิ เฉียงระดบั แบบลกู บอลและรูปหมอน (ball and pillow cross bedding) รปู พิมพจ์ ากน้�ำหนกั
(lode casts) ชน้ั หนิ มวนซอ้ นทบั (convolute bedding) และ ชนั้ หนิ โกง่ ตวั ทเ่ี กดิ จากพายุ (hammocky bedding)
ส�ำนักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี (2533) ให้ชื่อแหล่งธรณีวิทยาประเภทแหล่ธรณีโครงสร้างในบริเวณน้ีว่า
“อา่ วพนั เตมะละกา”
ท่ีตั้ง ตั้งอยู่บนเกาะตะรุเตา ต�ำบลเกาะสาหร่าย อ�ำเภอเมือง จังหวัดสตูลพิกัด (WGS84)
0571312 E 0741095 N ระวางแผนท่ีเกาะตะรุเตา (4922 III) มขี อบเขตยาว 400 เมตรตั้งแต่แหลมจระเข้ถึงฝั่ง
ตรงข้ามทา่ เรอื บรเิ วณทท่ี �ำการอุทยานแห่งชาติหมเู่ กาะตะรเุ ตา สามารถเข้าถึงไดท้ างเรือ
ลักษณะของแหล่ง บริเวณปากคลองจะพบเห็นแนวหินที่แก่ท่ีสุดของประเทศไทย
อายุประมาณ 500 ลา้ นปี หินมหี ลากสีทัง้ น�ำ้ ตาลแดง ม่วงแดง วางตัวเอยี งไปทางทศิ ตะวันตกเฉยี งเหนือ
ลักษณะทางธรณีวิทยา ในบริเวณปากคลองพันเตมะละกาน้ีจะมีแนวรอยต่อของหินทราย
ในกลุ่มหินตะรุเตาตอนบนซึ่งมีอายุแคมเบลียนตอนบน กัลป์หินปูนยุคออร์โดวิเชียน หินในกลุ่มหินตะรุเตาเป็น
22 ชดุ วิชา อทุ ยานธรณสี ตูล 3 สค33124 >>>ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
พวกหินทรายแป้ง ท่ีแทรกสลับกับหินดินดานปนทรายแป้ง หินทรายแป้งมีไมกา สีน้�ำตาลแดง ม่วงแดง
พบโครงสรา้ งปฐมภมู ชิ ดั เจนโดยหนิ แสดงชน้ั และแนวชนั้ เฉยี งระดบั แบบลกู บอลและรปู รปู พมิ พจ์ ากนำ้� หนกั และ
โครงสร้างการเคล่ือนไหวในตอนบนของล�ำดับชั้นหิน การวางตัวของช้ันหินอยู่ในแนวตะวันตกเฉียงเหนือ
การเอยี งเทไปทางตะวันออกเฉยี งเหนอื
การใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นหาดทรายขาวละเอียดท่ีมีความยาวประมาณ 3-5 กิโลเมตร
มนี ำ้� ทะเลสคี รามใสเหมาะทน่ี กั ทอ่ งเทยี่ วจะใชเ้ ปน็ ทพี่ กั ผอ่ นและเลน่ นำ้� ทะเลจะสงบเงยี บระหวา่ งเดอื นพฤษภาคม
ถงึ เดอื นตลุ าคม บรเิ วณเดยี วกนั กบั ชายหาดเปน็ ทท่ี ำ� การของอทุ ยานแหง่ ชาตหิ มเู่ กาะตะรเุ ตา มกี ารสรา้ งบา้ นพกั
จำ� นวนมาก
แนวทางการพัฒนา เนื่องด้วยอ่าวพันเตมะละกาเป็นแหล่งท่องเท่ียวท่ีเป็นท่ีสนใจของ
นักท่องเท่ียว มีการสร้างบ้านพักจ�ำนวนมากบนหาด แนวทางการพัฒนาควรเน้นการท่องเท่ียวในเชิงอนุรักษ์
จัดทำ� ปา้ ยใหค้ วามร้ตู ามเส้นทางศกึ ษาธรรมชาติ และจดั ระบบสาธารณูปโภค
3.2 เกาะไข่ (เกาะตะรเุ ตา)
ที่ต้งั ตง้ั อยทู่ ศิ ตะวนั ตกของเกาะตะรุเตา ตำ� บลเกาะสาหร่ายอ�ำเภอเมอื ง จงหวดั สตูล พิกดั
(WGS84) 0551455 ตะวันออก 0726689 เหนือ ในแผนท่ี 1:50,000 ของกรมแผนท่ที หาร ระวางเกาะตะรุเตา
(4922 III) การเดินทางเข้าถึงแหล่ง จากจังหวัดสตูลไปตามถนน (สตูล-ละงู) จากละงูต่อไปอีก 10 กิโลเมตร
ถงึ ทา่ เทยี บเรอื ปากบารา เดนิ ทางโดยเรอื โดยสารหรอื เรอื เชา่ ซง่ึ เสน้ ทางจะผา่ นเกาะไขร่ วมระยะทางจากปากบารา
ระยะทาง 35 กิโลเมตร
ลักษณะแหล่ง เป็นเกาะขนาดเล็กที่เกิดจากน�้ำทะเลกัดเซาะเป็นโพรงใหญ่ รูปประตูโค้ง
ย่ืนลงไปในทะเล บริเวณรอบเกาะเป็นหาดทรายขาวละเอียด และรูปประตูโค้งของโขดหินตัดกับหาดทรายเป็น
ทวิ ทศั น์ที่สวยงามมาก ทั้งน้ีทะเลรอบ ๆ เกาะไข่ยังมแี นวปะการังอยู่โดยทั่วไป
ลกั ษณะธรณวี ทิ ยา หนิ บนเกาะเปน็ หนิ ตะกอน อายแุ คมเบรยี น บรเิ วณทเ่ี ปน็ ซมุ้ หนิ ธรรมชาติ
เปน็ บริเวณท่มี ีรอยเลือ่ นผ่าน ทำ� ใหเ้ กิดรอยแยก (Joint) รอยแตก (fracture) มาก สง่ ผลให้หินในบริเวณนนั้ มี
ความคงทนตอ่ การผพุ งั นอ้ ยกวา่ บรเิ วณอน่ื เมอ่ื ถกู นำ้� ทะเลกดั เซาะและถกู แรงคลนื่ กระทบนานไปจนเกดิ เปน็ โพรง
ตามทเี่ ห็นในปัจจบุ ัน
การใช้ประโยชน์ที่ดิน เกาะไข่นอกจากมีความโดดเด่นในเชิงโครงสร้างทางธรณีวิทยาแล้ว
ยังนับเป็นสถานท่ีที่ส�ำคัญและเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น (land mark) ของจังหวัดสตูลอีกด้วย เหมาะส�ำหรับ
การเลน่ นำ้� และชมววิ ทวิ ทศั นอ์ นั สวยงามของเกาะทยี่ งั คงความเปน็ ธรรมชาตกิ ลางทะเลอนั ดามนั ทกุ ปใี นชว่ งเดอื น
พฤศจกิ ายนจะมีเตา่ ทะเลขึ้นมาวางไขเ่ ป็นจำ� นวนมาก
ชดุ วชิ า อุทยานธรณสี ตลู 3 สค33124 23>>>ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
รูปแสดง ซ้มุ หินธรรมชาตทิ ีเ่ กาะไข่
แนวทางการพฒั นา เนอ่ื งจากเกาะไขอ่ ยใู่ นความดแู ลของเขตอทุ ยานฯจงึ ไมม่ กี ารอนญุ าตให้
ค้างแรมได้ แต่เน่ืองจากเกาะไข่เป็นแหล่งท่องเที่ยวท่ีเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวเป็นจ�ำนวนมากแนวทางใน
การพัฒนา ควรมงุ่ เนน้ เป็นการท่องเท่ยี วในเชิงอนุรกั ษ์ และสร้างมูลคา่ เพิ่มของแหล่งอนรุ ักษ์ธรณีวทิ ยาด้วย เชน่
การจัดท�ำป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับความโดดเด่นในเชิงวิชาการ ร่วมกับการสร้างจุดชมวิว ท่ีจอดรถ และระบบ
สาธารณปู โภคทีส่ ะดวก
3.3 แหล่งธรณีวทิ ยาโครงสรา้ งทะเลบัน
ทีต่ งั้ ตง้ั อย่ใู นเขตอทุ ยานแหง่ ชาติทะเลบัน พิกัด (WGS84) 0629183 ตะวนั ออก 0741858
เหนือต�ำบลวงั ประจัน อ�ำเภอควนโดน จงั หวัดสตลู ใกล้ชายแดนไทย-มาเลเซียการเดินทางอยู่หา่ งจากตัวจังหวัด
ประมาณ 40 กิโลเมตร
ลักษณะแหล่ง ทะเลบันเป็นแอ่งน�้ำจืดขนาดใหญ่รูปยาวรี ขอบแอ่งค่อนข้างเว้าแหว่ง
อยใู่ นหบุ เขารปู ตวั วี (v-shape valley) ระดบั นำ�้ ในแอง่ มกี ารเปลยี่ นแปลงขนึ้ ลงตามฤดกู าล มปี า่ ไมท้ อ่ี ดุ มสมบรู ณ์
มีสัตว์ปา่ นานาชนิด
ลักษณะธรณีวทิ ยา ทะเลบัน ประกอบดว้ ย หนิ 2 ชนิด คือ กลมุ่ หินปูนออรโ์ ดวิเชียน และ
หินแกรนิตยุคไทรแอสซิก ในหินซากพบซากดึกด�ำบรรพ์พวกนอติลอยด์ ฟองน�้ำ ปะการัง แสดงว่าในยุคท่ีเกิด
หนิ ปนู มสี ภาพแวดลอ้ มเปน็ ทะเล ทะเลบนั อยรู่ ะหวา่ งเขาจนี (หนิ แกรนติ ) และเขามดแดง (หนิ ปนู สลบั หนิ ดนิ ดาน)
เกิดจากการยุบตัวของโพรงและถ�ำ้ ลำ� ธารใต้ดิน ซึ่งเกิดอยู่ในหนิ ปนู สลับหินดนิ ดาน
24 ชุดวิชา อุทยานธรณสี ตลู 3 สค33124 >>>ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
การใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ เนอ่ื งจากทะเลบนั อดุ มสมบรู ณไ์ ปดว้ ยปา่ ไม้ และสตั วป์ า่ ทอ่ี ดุ มสมบรู ณ์
จงึ เปน็ แหลง่ ทอ่ งเทยี่ วสำ� หรบั ผทู้ ชี่ นื่ ชอบธรรมชาติ มกี ารตง้ั ศาลารมิ นำ้� สำ� หรบั นกั ทอ่ งเทย่ี ว และมบี า้ นพกั สำ� หรบั
พกั ค้างคนื
แนวทางการพฒั นา ทะเลบนั ถกู พฒั นาใหเ้ ปน็ สวนสาธารณะเพอ่ื พกั ผอ่ นหยอ่ นใจ ซง่ึ แนวทาง
ในการพฒั นาควรมงุ่ เนน้ การจดั ทำ� ปา้ ยใหค้ วามรเู้ กยี่ วกบั ลกั ษณะภมู ศิ าสตรข์ องจงั หวดั สตลู ลกั ษณะทางธรณวี ทิ ยา
และระบบสาธารณปู โภคทสี่ ะดวก
3.4 แหลง่ ธรณีวิทยาโครงสรา้ งเขาโตะ๊ หงาย
แหลง่ ธรณวี ทิ ยาบรเิ วณน้ี เปน็ แหลง่ ธรณวี ทิ ยาประเภทแหลง่ ธรณโี ครงสรา้ ง ซง่ึ มคี วามสำ� คญั
ทางด้านธรณีวิทยาอีกแหล่งหน่ึง เนื่องจากเป็นธรณีโครงสร้างประกอบรอยเล่ือนท่ีเป็นรอยต่อระหว่างหิน
ในยุคแคมเบรียนและยคุ ออรโ์ ดเชยี น ส�ำนักธรณีวทิ ยา (2553) ให้ชอื่ แหลง่ ธรณีวทิ ยาน้ีว่า “เขตขา้ มกาลเวลา”
ที่ต้ัง ต้ังอยู่เขาโต๊ะหงาย อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา อ�ำเภอละงู จังหวัดสตูล พิกัด
(WGS84) : 0583500 ตะวันออก 0755700 เหนือ ระวางอ�ำเภอละงู (4922 I) อยู่หา่ งจากที่ต้ังอทุ ยานแห่งชาติ
หมเู่ กาะเภตราประมาณ 1 กโิ ลเมตร ตามเสน้ ทางไปเขาโตะ๊ หงาย
ลกั ษณะของแหลง่ เปน็ รอยตอ่ ของชว่ งเวลาในอดตี ซงึ่ มคี วามสำ� คญั ทางดา้ นธรณวี ทิ ยามาก
เนื่องจากเป็นจุดเปลี่ยนของหินในยุคหน่ึงไปสู่อีกยุคหน่ึง ในบริเวณน้ีนอกจากจะเห็นรอยต่อแล้ว ยังพบการเกิด
ของหินย้อยทมี่ ีลกั ษณะเป็นหินปนู ฉาบ (flow stone) ทสี่ วยงามเปน็ ประกายระยบิ ระยับ ซึ่งเกดิ จากการสะทอ้ น
ของแสงไฟท่ีกระทบหน้าผลกึ แรแ่ คลไซต์
ลกั ษณะธรณวี ทิ ยา เปน็ รอยตอ่ ของหนิ ทรายและหนิ ดนิ ดานสแี ดงในกลมุ่ หนิ ตะรเุ ตายคุ แคม
เบรยี น กบั หนิ ปนู สีเทาดำ� ในกล่มุ หนิ ทงุ่ สง ยคุ ออรโ์ ดวิเชียน โดยเปน็ รอยต่อแบบรอยเล่ือน (fault contact) เปน็
แหลง่ ส�ำหรบั พกั ผอ่ นริมทะเลท่นี า่ สนใจอกี แห่งหนง่ึ
แนวทางการพฒั นา บริเวณเขาโต๊ะหงายนอกจากจะสามารถพฒั นาให้เป็นสถานที่พกั ผ่อน
ริมทะเลแล้ว ยังสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธรณีวิทยาโครงสร้างที่บอกถึงความเป็นมาของบริเวณน้ีได้อีกด้วย
ดังน้ันแนวทางในการพัฒนาควรมุ่งเน้นการจัดท�ำป้ายให้ความรู้เก่ียวกับลักษณะภูมิศาสตร์ของจังหวัดสตูล
ลักษณะทางธรณีวทิ ยา และระบบสาธารณปู โภคที่สะดวกเพมิ่ เตมิ
แนวทางและมาตรการในการบริหารจัดการแหล่งธรณีวิทยา
ในปี พ.ศ.2553 กรมทรพั ยากรธรณไี ดท้ ำ� การศกึ ษาเพอื่ การกำ� หนดนโยบายและแนวทางการ
บรหิ ารจดั การแหล่งอนั ควรอนุรกั ษ์ทางธรณวี ทิ ยา โดยวตั ถุประสงค์เพ่อื ใหเ้ กดิ การพฒั นาใช้ประโยชน์ แหล่งทาง
ธรณวี ิทยาอยา่ งเหมาะสมยั่งยืน ภายใต้การมสี ่วนรว่ มของทุกภาคสว่ นท่ีเกย่ี วขอ้ ง ผลการศกึ ษานำ� มาซ่ึงข้อเสนอ
แนะเพ่อื การบรหิ ารจัดการใน 6 ประเด็นหลกั ได้แก่
- ระเบียบและข้อบังคับ การบริหารจัดการแหล่งทางธรณีวิทยาควรด�ำเนินไปภายใต้
กฎระเบียบหรือข้อบังคับ และการมีคู่มือแนวทางการบริหารจัดการสำ� หรับแหล่งธรณีวิทยาที่มีศักยภาพในการ
ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณีสตูล 3 สค33124 25>>>ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
พัฒนาและแหล่งธรณีวิทยาอันควรอนุรักษ์ท่ีต้องป้องกันการถูกท�ำลาย ซ่ึงจัดท�ำขึ้นร่วมกันระหว่าง
กรมทรพั ยากรธรณี หนว่ ยงานเจา้ ของพนื้ ท่ี องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ และประชาชน
- การก�ำหนดขอบเขต การก�ำหนดขอบเขตแหล่งทางธรณีวิทยาให้มีความชัดเจนว่า
แหล่งธรณีดังกล่าวควรมีพ้ืนที่มากน้อยเพียงใด เพื่อใช้ในการบริหารจัดการ นอกจากน้ีแหล่งธรณีวิทยาท่ีมี
การพัฒนาใช้ประโยชนอ์ ย่แู ล้วหรือมีศักยภาพในการพฒั นาในอนาคตยังควรมกี ารจดั แบ่งเขต หรอื Zoning ออก
เป็นพื้นท่ีเพื่อการอนุรักษ์และพ้ืนท่ีเพ่ือการใช้ประโยชน์ เช่น พื้นท่ีเพ่ือการพาณิชย์ พ้ืนที่ส�ำหรับรองรับ
นักทอ่ งเทีย่ วหรอื พ้ืนทจ่ี อดรถ เป็นต้น
- การจัดการข้อมูลและความรู้ การบริหารข้อมูลด้านข้อมูลและความรู้เป็นเร่ืองส�ำคัญ
ท่ีน�ำไปสู่การใช้ประโยชน์สูงสุด แหล่งธรณีวิทยาที่มีคุณค่าทางวิชาการควรสนับสนุนให้มีการค้นคว้าวิจัย
อยา่ งต่อเนือ่ ง มีการนำ� ผลการวจิ ยั ไปใชป้ ระโยชน์ จัดท�ำฐานขอ้ มูลอยา่ งเปน็ ระบบ
- การประสานงานระหวา่ งหนว่ ยงาน การประสานงานสรา้ งความรว่ มมอื ระหวา่ งหนว่ ยงาน
ท่ีเก่ียวข้องเพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ มีการแบ่งภาระหน้าที่ในการบริหารจัดการแหล่งอันควร
อนรุ กั ษร์ ะหวา่ งผทู้ เี่ กยี่ วขอ้ งใหช้ ดั เจน สอดคลอ้ งกบั ความเชยี่ วชาญและความพรอ้ มระหวา่ งหนว่ ยงานตา่ ง ๆ ตลอด
จนการสง่ เสรมิ การมสี ว่ นรว่ มของประชาชนในพน้ื ทใ่ี หเ้ ขา้ รว่ มการบรหิ ารจดั การพน้ื ท่ี และการวางแผนการอนรุ กั ษ์
- การจดั หาทรพั ยากร การจดั หาทรพั ยากรทง้ั ดา้ นงบประมาณ บคุ ลากร เพอื่ ใหก้ ารดำ� เนนิ
การด้านการบริหารจัดการประสบความส�ำเรจ็
- บริหารสาธารณูปโภคพ้ืนฐาน สาธารณูปโภคพ้ืนฐานเป็นปัจจัยส�ำคัญในการสนับสนุน
การพฒั นาใชป้ ระโยชนพ์ น้ื ทแ่ี หลง่ ทางธรณวี ทิ ยานน้ั ควรมกี ารจดั การบรกิ ารขน้ั พน้ื ฐานตามความจำ� เปน็ และการ
ออกแบบใหเ้ หมาะสมกบั สภาพแวดล้อมเดมิ ของแหล่ง เช่น ถนน หรอื สิ่งปลูกสร้างท่ีจ�ำเป็น และมาตรการความ
ปลอดภยั อยา่ งเหมาะสม ขอ้ เสนอแนะมาตรการการบรหิ ารจดั การแหลง่ อนั ควรอนรุ กั ษท์ างธรณวี ทิ ยาเหลา่ นคี้ วร
มกี ารปรบั ใหเ้ หมาะสมกบั สภาพสังคมของแต่ละพ้ืนที่
ภาพแสดง บรเิ วณเขาโต๊ะหงาย >>>ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
26 ชดุ วิชา อุทยานธรณีสตลู 3 สค33124
บทที่
3 กลมุ่ ชาติพันธใ์ุ นจงั หวัดสตลู
ความหมายของชาตพิ นั ธ์ุ
คำ� ว่า "ชาตพิ นั ธุ"์ และ "ชาตพิ ันธว์ุ ทิ ยา" เป็นคำ� ใหมใ่ นภาษาไทย การทำ� ความเขา้ ใจเรื่องชาตพิ ันธุ์
จำ� เปน็ จะตอ้ งพจิ ารณา เปรยี บเทยี บกบั เรอื่ งเชอ้ื ชาติ และสญั ชาติ อาจเปรยี บเทยี บเชอ้ื ชาติ สญั ชาติ และชาตพิ นั ธ์ุ
ได้ดังน้ี
เชื้อชาติ (race) คือ ลักษณะทางชีวภาพของคน ซ่ึงเห็นได้อย่างชัดเจนจากลักษณะรูปพรรณ สีผิว
เสน้ ผม และตา การแบง่ กลมุ่ เชอื้ ชาติ (racial group) มกั แบง่ ออกเปน็ 3 กลมุ่ คอื นกิ รอยด์ (Negroid) มองโกลอยด์
(Mongoloid) และคอเคซอยด์ (Caucasoid) ในตอนหลังได้เพิ่มออสตราลอยด์ (Australoid) โพลินีเชียน
(Polynesian) ฯลฯ อีกด้วย การแบ่งแยกกลุ่มคนตามลักษณะทางชีวภาพน้ี มีความส�ำคัญในสังคมที่สมาชิก
ในสังคมมาจากบรรพบรุ ษุ ทตี่ า่ งกัน และมีสผี วิ และรูปพรรณสณั ฐาน ที่ต่างกันอย่างเห็นไดช้ ัด เชน่ ความแตกตา่ ง
ระหวา่ งคนผวิ ขาวกบั คนผวิ ดำ� ในสงั คมทม่ี กี ลมุ่ คนทม่ี ลี กั ษณะทางชวี ภาพตา่ งกนั และประวตั คิ วามเปน็ มาตลอดจน
บทบาทในสงั คมตา่ งกนั ความแตกตา่ งทางชวี ภาพอาจเปน็ ปจั จยั ทท่ี ำ� ใหเ้ กดิ ความไมเ่ ทา่ เทยี มกนั ได้ แตใ่ นบางสงั คม
เช่น สงั คมไทย ความแตกต่างทางชีวภาพไมม่ ีความหมายเทา่ ใดนกั
สัญชาติ (nationality) คือ การเปน็ สมาชกิ ของประเทศใดประเทศหน่ึงตามกฎหมาย โดยทล่ี กั ษณะ
ทางชีวภาพและวัฒนธรรมอาจแตกต่างกันได้ การเป็นสมาชิกของประเทศย่อมหมายถึงการเป็นประชาชนของ
ประเทศนน้ั ผูท้ ่ีอพยพมาจากทอี่ ืน่ เพอ่ื มาตง้ั ถิน่ ฐานสามารถโอนสญั ชาตมิ าได้ ผู้ทเ่ี ปลีย่ นสัญชาติ คือ ผูท้ ี่เปล่ียน
ฐานะจากการเป็นประชาชนของประเทศหนงึ่ มาเป็นประชาชนของอกี ประเทศหนึง่
ชาตพิ นั ธุ์ (ethnicity หรือ ethnos) คอื การมวี ัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษาพูดเดยี วกนั
และเช่อื ว่า สบื เชือ้ สายมาจากบรรพบุรษุ กล่มุ เดียวกนั เชน่ ไทย พมา่ กะเหรย่ี ง จนี ลาว เป็นตน้ กลุ่มชาติพนั ธ์ุหรอื
กลุ่มวัฒนธรรมมีลักษณะเด่นคือ เป็นกลุ่มคนท่ีสืบทอดมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน บรรพบุรุษในที่นี้ หมายถึง
บรรพบุรุษทางสายเลือด ซึ่งมีลักษณะทางชีวภาพและรูปพรรณ (เช้ือชาติ) เหมือนกัน รวมท้ังบรรพบุรุษทาง
วฒั นธรรมดว้ ย ผทู้ อ่ี ยใู่ นกลมุ่ ชาตพิ นั ธเ์ุ ดยี วกนั จะมคี วามรสู้ กึ ผกู พนั ทางสายเลอื ด และทางวฒั นธรรมพรอ้ ม ๆ กนั
ไปเป็นความรู้สึกผูกพันท่ีช่วยเสริมสร้างอัตลักษณ์ของบุคคลและของ ชาติพันธุ์ และในขณะเดียวกันก็สามารถ
เร้าอารมณ์ความรู้สึกให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าผู้ท่ีอยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์นับถือ
ศาสนาเดยี วกนั ความรู้สึกผกู พนั นอ้ี าจ เรียกว่า "ส�ำนึก" ทางชาตพิ ันธุ์ หรอื ชาติลักษณ์ (ethnic identity)
ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณีสตลู 3 สค33124 27>>>ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
พจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยาให้ความหมาย ชาติพันธุ์ (ethnos) ว่าหมายถึง "กลุ่มที่มีพันธะ
เกย่ี วขอ้ งกนั และทแี่ สดงเอกลกั ษณอ์ อกมา โดยการผกู พนั ลกั ษณาการของเชอ้ื ชาติ และสญั ชาติ เขา้ ดว้ ยกนั ...
ถ้าจะใช้ให้ถูกต้องจะมีความหมาย เฉพาะใช้กับกลุ่มท่ีมีพันธะทางเช้ือชาติและทาง วัฒนธรรม ประสานกัน
เขา้ จนสมาชกิ ของกลมุ่ เอง ไมร่ สู้ กึ ถงึ พนั ธะของทงั้ สองน้ี และคนภายนอก ทไี่ มม่ คี วามเชยี่ วชาญ จะไมแ่ ลเหน็
ถงึ ความแตกตา่ งกนั " และพจนานกุ รมศพั ทส์ งั คมวทิ ยาใหค้ วามหมาย ชาตพิ นั ธว์ุ ทิ ยา (ethnology) วา่ หมายถงึ
"การพินิจศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ ท่ีเกี่ยวกับวัฒนธรรมปัจจุบัน หรือวัฒนธรรมเดิม ท่ีสูญหายไปของกลุ่ม
มนุษยชาตทิ ง้ั หลายในโลก ชาตพิ นั ธุ์วทิ ยาอาจหมายถงึ มานุษยวิทยาวฒั นธรรมก็ได"้
การมองว่ากลุ่มชาติพันธุ์ คือ กลุ่มคนท่ีมีวัฒนธรรมร่วมกันนั้น อธิบายได้ว่า ในระยะแรกมนุษย์
อยรู่ ว่ มกนั เปน็ กลมุ่ เลก็ ๆ มลี กั ษณะคลา้ ยครอบครวั ขนาดใหญ่ เมอ่ื คนกลมุ่ เลก็ อาศยั อยดู่ ว้ ยกนั กส็ ามารถเขา้ ใจกนั
และประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ อ่ กนั ได้ โดยไมม่ คี วามขดั แยง้ เทา่ ใดนกั เมอื่ สงั คมมขี นาดใหญข่ น้ึ มคี นหลายครอบครวั อาศยั
อยู่ในบริเวณเดียวกัน การด�ำเนินวิถีชีวิตอาจแตกต่างกันบ้าง ความคิดอาจไม่สอดคล้องกัน และปัญหาเร่ือง
ความขัดแย้งก็คงจะตามมา ฉะนั้นเมื่อสังคมมีขนาดใหญ่ข้ึนก็จ�ำเป็นต้องมีระบบระเบียบมากข้ึนต้องมีการตกลง
กันว่าอะไร ควรทำ� อะไรไม่ควรท�ำขอ้ ตกลงเกยี่ วกับวถิ ชี วี ติ การประพฤติปฏบิ ัติ และความคิดความเช่อื จึงเกิดขึน้
ในสังคมมนษุ ย์ และเรยี กรวม ๆ ว่า "วฒั นธรรม" กลุ่มคนท่ีมีวฒั นธรรมรว่ มกนั เรยี กว่า เปน็ คนชาติพันธ์เุ ดยี วกัน
วฒั นธรรม คอื ระบบสญั ลกั ษณ์ ซง่ึ สมาชกิ ของสงั คมตกลงกนั วา่ จะใชร้ ว่ มกนั ผทู้ ม่ี กี ลมุ่ ชาตพิ นั ธเ์ุ ดยี วกนั
คือ คนทอ่ี ยใู่ นสังคมเดยี วกนั มีวฒั นธรรมรว่ มกัน และสืบทอดมาจากบรรพบรุ ษุ เดียวกนั การสบื ทอดวฒั นธรรม
จากคนรุ่นหน่ึงไปสู่อีกรุ่นหน่ึง ในกระบวนการเรียนรู้ ท่ีพ่อแม่ อบรมสั่งสอนลูก ท�ำให้เกิดการสืบทอดชาติพันธุ์
ดว้ ยความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งชาตพิ นั ธ์ุ วฒั นธรรม และสงั คม จงึ เปน็ ความสมั พนั ธ์ ทแ่ี ยกออกจากกนั ยาก และเนอื่ งจาก
การสืบทอดทางวัฒนธรรม และชาติพันธุ์ เป็นการสืบทอดทางชีวภาพ หรือทางสายเลือด ด้วยความแตกต่าง
ระหว่าง ปัจจัยทางวัฒนธรรม และปัจจัยทางชีวภาพ จึงแยกออกจากกันยาก และท�ำให้คนทั่วไปไม่ค�ำนึงถึง
ข้อแตกต่างน้ี นอกจากน้ี เนื่องจากกลุ่มทางชีวภาพ หรือกลุ่มเชื้อชาติครอบคลุมหลายกลุ่มชาติพันธุ์
ความไมช่ ัดเจนจงึ อาจเกดิ ขนึ้ ได้
บางครั้งคนไทยใช้คำ� วา่ เช้ือชาติ ในภาษาพดู ทั่ว ๆ ไป ในความหมายของกลุ่มชาตพิ ันธ์ุว่า คือ กลุ่มคน
ท่ีมีจุดก�ำเนิดของบรรพบุรุษร่วมกัน มีขนบธรรมเนียมประเพณีเดียวกัน และพูดภาษาเดียวกัน ตลอดจนมี
ความรู้สึกในเผ่าพันธุ์เดียวกัน ตัวอย่างของกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มต่าง ๆ คือ กลุ่มคนจีน กลุ่มคนไทย กลุ่มคนพม่า
กลมุ่ คนลาว กลุ่มคนเขมร กลุม่ คนกะเหร่ียง กลมุ่ คนอนิ เดยี กลุ่มคนมง้ ปจั จัยส�ำคญั ในการจำ� แนกกลุม่ ชาติพนั ธ์ุ
คือ ความสำ� นึกของคนในกลมุ่ น้ันว่า มชี าตพิ ันธุใ์ ด ปจั จัยทางด้านภาษาอย่างเดยี ว ไม่สามารถกำ� หนดชาตพิ นั ธ์ุได้
ขนบธรรมเนยี ม และวฒั นธรรมเปน็ ตวั กำ� หนดทีส่ �ำคัญกว่า ทั้งนี้ เพราะคนจนี หรอื คนอนิ เดยี หรือคนกะเหร่ียง
มีจิตส�ำนึกในความเป็นคนจีน หรือความเป็นคน อินเดีย หรือความเป็นคนกะเหร่ียง โดยคนท้ัง 3 กลุ่มนี้
ต่างรวมกนั โดยเชอ้ื ชาติ สญั ชาติ และ ชาตพิ ันธ์ุ แลว้ ก็มีภาษาพดู หลายภาษา คนจนี ทพ่ี ดู ภาษาไหหลำ� กวางตงุ้
และฮกเก้ยี น ตา่ งกเ็ รียกตัวเองวา่ เป็นคนจีน คนอินเดียที่พูดภาษา ฮินดี เบงกาลี และทมฬิ ตา่ งกเ็ รยี กตวั เองว่า
28 ชุดวิชา อุทยานธรณสี ตลู 3 สค33124 >>>ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
เป็นคนอนิ เดีย และคนกะเหร่ียงไมว่ ่าจะเปน็ เผา่ โปว์หรือเผา่ สะกอ ตา่ งก็เรยี กตัวเองวา่ เปน็ คน กะเหรย่ี ง ฉะนน้ั
การจ�ำแนกกลุ่มชาตพิ นั ธ์ุจงึ ข้ึน อยู่กับความสำ� นึกของตัวเองวา่ เปน็ คนกลุ่มใด
นอกจากน้ี คนบางคนยังไม่อาจจะยึดในกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ตลอดไป เมื่ออยู่ใน
สง่ิ แวดลอ้ มหนงึ่ กม็ คี วามสำ� นกึ อยา่ งหนง่ึ เมอื่ สง่ิ แวดลอ้ มเปลย่ี นไป กม็ คี วามสำ� นกึ อกี อยา่ งหนง่ึ เชน่ คนจนี ทเ่ี กดิ
ในประเทศไทย และเรยี นทโี่ รงเรยี นคนไทย เมอ่ื อยใู่ นหมเู่ พอื่ นทโ่ี รงเรยี น กม็ กั จะมองวา่ ตวั เองเปน็ คนไทย แตเ่ มอื่
กลับบา้ นไปอยู่ในหมญู่ าติพนี่ อ้ ง ซึ่งพดู ภาษาจีน กจ็ ะมองวา่ ตัวเองเปน็ คนจนี ชาวเขาเผา่ ต่าง ๆ ในประเทศไทย
กเ็ ชน่ เดยี วกัน เขาอาจจะมองว่า ตวั เองเป็นชาวเขา หรือ "คนเมอื ง" (คนทีต่ ้ังบ้านเรือนอยทู่ ีพ่ น้ื ราบในภาคเหนือ)
หรอื คนไทยก็ได้ ขน้ึ อยูก่ บั สภาพแวดลอ้ ม คนเชื้อสายกุยในประเทศไทยอาจจะเปน็ คนกยุ คนอีสาน หรือ คนไทย
กไ็ ด้เช่นเดยี วกัน
การทค่ี น ๆ เดยี วมคี วามรู้สกึ ว่า เปน็ สมาชิกของกลุ่มชาติพนั ธห์ุ ลายกล่มุ ได้ ไมใ่ ช่เรอ่ื งแปลกประหลาด
และไม่ใช่เร่ืองที่ผิดหรือถูก แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่า ความส�ำนึกในเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์เป็นส่ิงท่ีเปลี่ยนแปลงได้
และไมถ่ าวร เมอ่ื คนกลมุ่ ใดกลมุ่ หนง่ึ มคี วามสำ� นกึ ในกลมุ่ ชาตพิ นั ธอ์ุ ยา่ งชดั เจนไมเ่ ปลยี่ นแปลง คนกลมุ่ นน้ั กม็ กั จะ
เป็นคนที่มีอตั ลักษณ์ทางวฒั นธรรม เชอื้ ชาติ ชาติพันธุ์ และสัญชาติ สอดคล้องกนั
กลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุในจงั หวดั สตูล
1. กลมุ่ ชาติพนั ธเ์ุ งาะป่ามานิ
มานิ (Mani หรอื Maniq) เปน็ ชนพน้ื เมอื งดง้ั เดมิ กลมุ่ ชาตพิ นั ธย์ุ อ่ ยของเผา่ นกิ รโิ ต (nigrito) อาศยั
อยูร่ ว่ มกันเปน็ กลุ่มยอ่ ยประมาณ 20-30 คน กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นท่ปี า่ เขาในภาคใตข้ องประเทศไทยแถบ
จงั หวดั พัทลงุ ตรงั สตลู และยะลา คนไทยเรียกว่า เงาะปา่ ยังมีการเรยี กช่ือชนกลุ่มน้อี กี หลายชื่อแตกตา่ งกนั ไป
ตามกลมุ่ ยอ่ ยหรอื แตล่ ะทอ้ งถนิ่ ชอ่ื เชน่ ซาไก เซมงั คะนงั โอรงั อสั ลี
ฯลฯ มานมิ ลี กั ษณะทางมานษุ ยวทิ ยากายภาพ นสิ ยั ใจคอ สตปิ ญั ญา
และวิถีชีวิต คล้ายคลึงกับชนเผ่านีกรอยด์ (negroid) แถบอัฟริกา
คอื มีผมหยกิ ติดหนงั ศรี ษะ ผวิ ดำ� คล้�ำ จมูกแบนกวา้ ง รมิ ฝปี ากหนา
ฟันซ่ีโต ใบหูเล็ก ตะโพกแฟบ นิ้วมือน้ิวเท้าใหญ่ รูปร่างสันทัด
สงู ประมาณ 140-150 เซนติเมตร ผหู้ ญงิ มีขนาดร่างกายเล็กว่ากว่า
ผู้ชาย แต่แข็งแรง ส่าสัน ชอบเปลือยอก ชาวมานิมีอุปนิสัยร่าเริง
ชอบดนตรีและเสียงเพลง กลัวคนแปลกหน้า แต่เมื่อคุ้นเคย
จะยมิ้ งา่ ยและพดู คยุ อยา่ งเปดิ เผย มานเิ กลยี ดการดถู กู เหยยี ดหยาม
ชอบพดู และทำ� ตรงไปตรงมา ไม่มเี ล่หเ์ หล่ยี มเมื่อคนุ้ เคย มานแิ ตล่ ะ
กลุ่มย่อยมีการไปมาหาสู่เยี่ยมเยือนและมีการนับเครือญาติที่อยู่
ตามถ่ินต่าง ๆ ดว้ ย ปัจจบุ นั ยังมชี าวมานหิ ลายกลุ่มอยอู่ าศัยในเขต
ชุดวิชา อทุ ยานธรณสี ตลู 3 สค33124 29>>>ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
ป่าเทือกเขาบรรทัดและเทือกเขาสันกาลาครี ใี นภาคใต้ของประเทศไทย ในจังหวัดสตูลพบกลมุ่ ชนชาวมานิในเขต
อำ� เภอทงุ่ หว้า ละงู และมะนัง
การตั้งถิ่นฐาน
มานิเลือกท�ำเลที่อยู่อาศัยในภูมิประเทศที่เป็นป่าเขา มีล�ำธารหรือน้�ำตกอยู่ไม่ไกลจาก เพิงพัก
มีสตั ว์ป่าและพืชอาหาร เชน่ เผือก มัน ฯลฯ อดุ มสมบูรณ์ มานใิ ช้ไมซ้ างส�ำหรับยงิ ลกู ดอกเปน็ อาวุธส�ำคัญส�ำหรับ
ล่าสัตว์ เพิงพักหรือบ้านของมานิเรยี กว่า “ทบั ” มลี กั ษณะเป็นเพิงหมาแหงน สำ� หรับอาศยั ชั่วคราว ใช้กิ่งไม้ทำ�
เปน็ เสาสองต้น มไี มพ้ าดกลาง 1 อนั ใชล้ ำ� ไม้ไผพ่ าดใหจ้ รดกบั พืน้ ดิน มุงดว้ ย หลังคาดว้ ยใบหวาย ใบแฝกหรือ
ใบคา ใช้ใบไมส้ านท�ำเป็นฝากน้ั ท่ีนอนใชไ้ มไ้ ผ่ทำ� เปน็ ฟาก ภายในบา้ นมกี องไฟสุมตลอดเวลา เพือ่ ใหค้ วามอบอุ่น
และทำ� อาหาร แตล่ ะทบั มกั แขวนรงั ผงึ้ ไว้ โดยเชอื่ วา่ ภตู ผปี ศี าจจะหนั เหความสนใจไปยงั รงั ผงึ้ จะไดไ้ มร่ บกวนเวลา
หลับนอน รอบ ๆ ที่พักของมานิบางกลุ่มจะท�ำแนวรั้วกั้นเพื่อป้องกันสัตว์ร้าย การตั้งถ่ินฐานของมานิ
มกี ารเปลยี่ นแปลงไปบา้ งในปจั จบุ นั หลงั จากมกี ารตดิ ตอ่ กบั ผคู้ นภายนอก แตก่ ย็ งั อาศยั อยตู่ ามปา่ เขาและใชช้ วี ติ
แบบดงั้ เดิม ยงั เร่ร่อนย้ายถน่ิ สร้างทบั ในท่ใี หม่ ๆ เช่นที่เปน็ มาใน
ภาพแสดง ทบั ของชาวมานิ
การพักผ่อนนอนหลับ
มานิถือว่าเท้าเป็นอวยั วะส�ำคญั ของพวกเขา ท่ีต้องใชเ้ ดนิ และหาอาหารมาเลีย้ งปากท้อง พวกเขา
จึงนอนเอาศีรษะออกข้างนอก เอาเท้าไว้ข้างใน เขาบอกว่าเท้ามีความส�ำคัญกว่าศีรษะ ไปไหนมาไหนได้ก็
เพราะเท้าหาอาหารได้ด้วยเท้าหรือเกิดเหตุการณ์ฉุกละหุกกะทันหันภัยมาถึงตัวก็ว่ิงหนีได้ด้วยเท้า และการหัน
ศีรษะออกขา้ งนอกหากเกดิ เหตกุ จ็ ะร้สู ึกตวั เรว็ ถ้าหากมเี สือมาถา้ หนั เท้าออกขา้ งนอกเสอื กัดเท้าท�ำใหไ้ ม่ตายแต่
จะเกิดอาการเจ็บปวด ล�ำบากมาก ไปไหนไมไ่ ด้ แตเ่ มื่อหนั ศรี ษะออกเสอื กัดศีรษะตายเสียเลยดีกว่า
การอพยพโยกย้ายถ่นิ
มานิสร้างทบั อยูอ่ าศยั ในที่แหง่ หนึ่ง ๆ ราว 15 วัน สาเหตุใหญ่เกดิ จากแหลง่ อาหารตามธรรมชาติ
ร่อยหรอหรือในกลุ่มมีคนตาย มานิกลัวเร่ืองผีมาก ก่อนออกเดินทางจะเอาข้ีเถ้าออกจากกองไฟทาตัวและ
ใบหนา้ ก่อนเพราะเชอ่ื วา่ ผจี ะจำ� ไมไ่ ด้ ตามไปทำ� ร้ายไม่ถกู สาเหตุอีกประการหน่งึ คอื การถา่ ยอุจจาระจากท่ไี กล
30 ชุดวชิ า อุทยานธรณสี ตลู 3 สค33124 >>>ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
โดยเอาต้นมันส�ำปะหลังปักไว้บนกองอุจจาระ เพ่ือเป็นสัญลักษณ์จะได้ไม่เหยียบและต้นมันส�ำปะหลัง
จะได้เจริญเติบโตต่อไป และจะขยับเข้ามาใกล้ท่ีพักเรื่อย ๆ ถึงที่พักเมื่อใดเป็นสัญญาณโยกย้ายถิ่น เม่ือย้าย
กลับมาอีกคร้ัง ต้นมันส�ำปะหลังโตสามารถกินหัวได้ในการอพยพหัวหน้ากลุ่มจะเดินน�ำหน้าและรับภาระ
ในการแบกหามมากกวา่ คนอน่ื เพราะถือวา่ ตอ้ งเสียสละ
การแตง่ กาย
ในอดีตมานิใช้ใบไม้ เปลือกไม้ หรือตะใคร่น�้ำท่ีเกาะเป็นแผ่นตามก้อนหินใหญ่ ๆ ในป่า
โดยการแคะมาจากหินแล้วผึ่งแดดให้แห้งจนเป็นสีด�ำ น�ำมาถักเป็นเครื่องนุ่งห่ม ผู้หญิงนุ่งยาวถึงหัวเข่าหรือ
ครง่ึ นอ่ งใช้ผา้ คาดอกหรอื เปลอื ยอก ผู้ชายนงุ่ ส้ันแค่เข่าและเปลอื ยอก สว่ นเด็ก ๆ จะไมน่ ุ่งอะไรเลย ชาวเซมังรจู้ ัก
ใชผ้ า้ เม่ือไม่นาน แต่ไมร่ จู้ กั เอามานุ่งใหเ้ ปน็ ถงุ เปน็ ผนื อยา่ งชาวบ้าน เขาจะเอามาฉกี ออกเปน็ ชน้ิ ๆ ขนาดฝา่ มือใช้
พาดศรี ษะ หรือผูกสะพายไหลเ่ ป็นเปลให้ลูกน่งั หรือนอนเมอื่ ต้องเดินทาง ปัจจุบนั ชาวมานิรบั เอาวฒั นธรรมการ
แตง่ กายอยา่ งสงั คมชาวเมอื งแลว้ มกี ารสวมเสอื้ ผหู้ ญงิ กน็ งุ่ โสรง่ นงุ่ กระโปรง พวกผชู้ ายนงุ่ โสรง่ บา้ ง ผา้ ขาวมา้ บา้ ง
หรือนุ่งกางเกงสวมรองเท้าแบบชาวเมืองทั่วไป เสื้อผ้าเคร่ืองนุ่งห่มเหล่าน้ีเขาได้รับแจกจากทางราชการหรือผู้มี
กุศลจิตมอบให้ มานิจึงได้นุ่งกางเกง อย่างชาวบ้านชาวเมืองท่ัวไป ผู้หญิงยังไม่รู้จักใช้เสื้อชั้นในหรือยกทรง
อาจจะเปน็ เพราะไม่เคยชนิ หรอื ไม่เคยใช้ เม่ือน่งุ ผา้ อย่างชาวบ้านชาวเมืองใหม่ ๆ จะรสู้ กึ คนั ไปทัง้ ตัว แต่กจ็ ำ� เปน็
ต้องนงุ่ เพราะถ้าไมน่ ุ่ง กลวั ว่านาย (ต�ำรวจ) จะจับ อย่างไรกต็ ามถึงแมว้ ่าเขาจะพัฒนาการแต่งกายเปน็ แบบสงั คม
ชาวเมืองแล้วก็ตาม แต่ก็ยังแสดงให้เห็นอยู่อย่างเด่นชัด คือ ไม่ค่อยซักเส้ือผ้า นาน ๆ จะซักสักคร้ังหน่ึง หรือ
บางคนกน็ งุ่ หม่ กนั จนขาดโดยไมม่ กี ารซกั เลย เขาไมร่ จู้ กั เกบ็ รกั ษาเสอ้ื ผา้ เมอื่ ไดร้ บั แจกชดุ ใหมก่ จ็ ะถอดเกบ็ ชดุ เกา่
ซกุ ไว้ ส่วนการเลอื กชุดสวมใส่ก็ไมร่ ้สู ึกว่าจะตอ้ งสวมใสใ่ หเ้ ขา้ ชดุ กนั แต่อย่างใด
ภาพแสดง การแต่งกายของเดก็ ๆ ชาวมานิในปจั จุบัน ภาพแสดง การแต่งกายของหญงิ ชาวมานิในปัจจุบนั
เคร่ืองประดับ
เครอื่ งประดบั ตามความเชอื่ และเพอื่ ความสวยงามนนั้ ผชู้ ายวยั รนุ่ และเดก็ มเี ครอื่ งประดบั ประเภท
สรอ้ ยคอลกู ประคำ� บางคนทต่ี ดิ ตอ่ และใกลช้ ดิ กบั คนเมอื งจะผกู นาฬกิ าขอ้ มอื หว้ิ วทิ ยุ สว่ นผหู้ ญงิ ออกจะพถิ พี ถิ นั
ในการแตง่ ตัวบา้ ง แต่ก็ยงั เป็นลักษณะชาวปา่ อยนู่ ่นั เอง คอื ตกแต่งเรอื นผมทด่ี กด�ำ หยกิ ขมวดกลมตดิ หนังศีรษะ
หรือฟูเป็นกระเซิงด้วยใบไม้ ดอกไม้สีต่าง ๆ แต่ชอบสีแดง โดยเอามาเสียบติดกับผม เด็ก ๆ บางคนรู้จักใช้
ชุดวิชา อทุ ยานธรณีสตลู 3 สค33124 31>>>ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
ก๊บิ สีแดงสเี ขียว ยังไม่รู้จกั ใชห้ วี หรือถา้ ใชก้ ท็ ำ� ขึ้นเองจากไม้ไผแ่ กะเป็นซห่ี ่าง แล้วตกแตง่ ลวดลายสวยงามลงบน
ผิวไม้ไผ่ ผหู้ ญงิ บางคนทาแปง้ หนา้ ขาว ใชส้ แี ดงจากดอกไม้ แตก่ อ่ นนน้ั โดยปกตแิ ลว้ ผู้หญิงแต่งกายกันตามแบบ
เงาะป่าอยา่ งสวยงาม หญิงทยี่ ังไมม่ ีสามีจะใชด้ อกไม้สีขาวท�ำตุ้มหใู ชห้ วไี ม้ไผ่เสียบผม สวมกำ� ไลขอ้ มอื ผู้หญิงทม่ี ี
สามแี ลว้ จะสวมสรอ้ ยคอและไมแ่ ตง่ ด้วยดอกไม้
การพกั ผ่อนและการละเล่น
มานิมีเวลาในการพกั ผอ่ นมาก เพราะอปุ นสิ ัยไมค่ อ่ ยขยนั ท�ำงาน ชอบเสียงเพลง โดยการหาไม้ไผ่
ล�ำใหญ่ ๆ และกะลามะพร้าว มาท�ำเครื่องดนตรีไว้เล่น ผู้ชายออกล่าสัตว์เป็นกีฬา ในยามท่ีล่าสัตว์ใหญ่มาได้
มาลอ้ มวงชว่ ยกนั ชำ� แหละ และนัง่ จบั กลุ่มคยุ กัน สถานท่พี กั ผ่อนก็คือบริเวณใกลท้ ับทีอ่ าศัย
ลักษณะทางเศรษฐกิจสังคม
ครอบครวั และการปกครองดา้ นเศรษฐกจิ มานไิ มร่ จู้ กั การเกบ็ ออม ไมร่ จู้ กั จำ� นวนมาก จำ� นวนนอ้ ย
เศรษฐกจิ ในครอบครัวเปน็ แบบวนั ตอ่ วัน ไม่ชอบการเพาะปลูกเล้ยี งสตั ว์ ปจั จุบนั รู้จักใช้เงนิ แตก่ ็ยังไม่รูค้ า่ ของเงนิ
ไมร่ ูจ้ ักวันเดือนปี ไมส่ ามารถจดจำ� การนัดหมายล่วงหน้านาน ๆ ได้
ดา้ นครอบครวั
ครอบครวั ของมานิมีพอ่ แม่ ลูก แตไ่ ม่มีความผูกพนั ไปถึงปู่ ย่า ตา ยาย มานมิ อี ายุสัน้ มกั จะตาย
ก่อนไม่ทันเข้าสูว่ ัยชรา ครอบครัวเป็นครอบครัวเด่ียว แตจ่ ะอยูร่ วมกนั เป็นกลุ่ม เมอ่ื ลูกโตมีครอบครวั ก็จะแยกตวั
ออกไป สงั คมดงั้ เดมิ ของมานิมคี รอบครวั แบบผวั เดียวเมยี เดียว ผ้ชู ายจะมเี มียใหมไ่ ด้เมอื่ ผู้หญงิ ตายเท่านั้น ไม่มี
การผดิ ลกู ผดิ เมยี คนอืน่ ความสัมพันธ์ระหว่างสามภี รรยาในการท�ำงาน สามีจะเปน็ ผหู้ าท่อี ยู่อาศัยและจดั สรา้ งที่
อยอู่ าศยั ภรรยาเปน็ ผดู้ แู ลบา้ นและเลย้ี งดลู กู การมเี พศสมั พนั ธแ์ ละการรว่ มประเวณขี องคสู่ ามภี รรยาจะไมท่ ำ� กนั
ในทบั แตจ่ ะทำ� กนั ในปา่ เรยี กวา่ ไป “ขดุ มนั ” และไมจ่ ำ� กดั เวลาไมว่ า่ กลางวนั หรอื กลางคนื ตามความพอใจของเขา
บริเวณท่ีสามีภรรยาใช้ร่วมประเวณีจะท�ำเครื่องหมายเรียกว่า “ปักกา” ไว้ตรงปากทาง เป็นท่ีรู้กันว่าเป็น
ทางหา้ มผ่าน หลังร่วมประเวณีแลว้ จะลงเล่นนำ้� ในล�ำธารอยา่ งสนุกสนาน แลว้ หาดอกไมส้ แี ดงทัดหเู ดินกลับทับ
ด้านสงั คมและการปกครอง
สังคมมานิเป็นสังคมเล็ก ๆ ในระดับครอบครัวและกลุ่มเท่านั้น สามีเป็นผู้น�ำ ภรรยาเป็นผู้ตาม
ให้เกียรติถนอมน้�ำใจ โดยการไม่นอกใจภรรยา เป็นระบบผัวเดียวเมียเดียว มีผู้น�ำซึ่งเรียกกันเองว่าผู้ใหญ่บ้าน
ปกครองเพียงคนเดียว โดยต้องเป็นผู้มีอายุมากที่สุดและเป็นคนท่ีถูกเลือกขึ้นมา ถ้าลูกบ้านท�ำผิด ผู้ใหญ่บ้าน
มีหนา้ ท่ตี กั เตอื น ไตส่ วน ลงโทษ ผใู้ หญ่บ้านมหี น้าท่แี บ่งงานให้ลกู บ้านเมอื่ มีคนมาว่าจ้างให้ท�ำงาน ถา้ งานใดยาก
หรือเป็นงานหนักผู้ใหญ่บ้านจะรับมาท�ำเอง หน้าที่ด้านปกครอง หัวหน้าหมู่บ้านจะต้องท�ำคือ เป็นประธาน
ในการแต่งงาน เปน็ ผูไ้ ตส่ วนคดี เปน็ หัวหน้าในการย้ายท่ีอยูแ่ ละรบั หนา้ ที่แบกสัมภาระหนกั กว่าผอู้ ืน่
ภาษาและการส่อื สาร
วฒั นธรรมทางภาษา มานเิ ปน็ คนพน้ื เมอื งดงั้ เดมิ เผา่ หนง่ึ ในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ มตี ระกลู ภาษา
เป็นของตนเอง แบง่ ออกเปน็ 4 กลุ่มภาษายอ่ ย ดังนี้
32 ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณีสตลู 3 สค33124 >>>ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
1) ภาษาแต็นแอน๊ ใชใ้ นแถบจังหวัดพทั ลงุ ตรัง และสตลู
2) ภาษาแตะเดะ ใช้ในแถบจังหวดั ยะลา นราธวิ าส
3) ภาษายะไฮ ใชใ้ นแถบตอนเหนือของมาเลเซยี
4) ภาษากันซิว ใชใ้ นแถบอำ� เภอธารโต จังหวดั ยะลา
อาหารการกิน
มานกิ นิ อาหารทห่ี าได้ในธรรมชาติ ไมน่ ิยมการเพาะปลกู และเลย้ี งสตั ว์ ถงึ แม้หมบู่ า้ นใกล้ ๆ จะมี
การเพาะปลกู ใหเ้ ห็นกต็ าม อาหารหลักคอื หวั เผือก หัวมัน ผลไมป้ า่ ตามฤดกู าล หนา้ ท่หี าอาหารเปน็ หนา้ ท่ขี อง
ทุกคนช่วยกัน ผู้หญิงและเด็กจะหาเผือก มัน ผัก ผลไม้บริเวณใกล้ ๆ ทับ ส่วนผู้ชายจะออกหาอาหารจ�ำพวก
สตั ว์ปา่ หน้าที่ปรุงอาหารเปน็ ของผู้หญงิ เนอ้ื สตั ว์ปา่ ได้แก่ เนื้อกวาง เกง้ หมปู า่ ปลา ตะพาบน�ำ้ เตา่ ยกเวน้
เนื้องู เน้ือช้างและเสือเพราะถือกันว่ารังควานแรง เมื่อล่าสัตว์มาได้จะท�ำพิธีถอนรังควานหรือเซ่นไหว้วิญญาณ
ทุกคร้ัง เพราะเช่ือว่าสัตว์ทุกชนิดมีวิญญาณของสัตว์สิงอยู่ ถ้าไม่ท�ำพิธีถอนรังควาน วิญญาณของสัตว์จะเข้าสู่
ร่างกายผู้ล่าได้ในภายหลัง เวลาล่าสัตว์จะใช้ลูกดอกเป่าไม้ซาง ลูกดอกท�ำจากก้านไม้ท่ีมีความเหนียว
เหลาปลายแหลม ทายางอิโป๊ะ เก็บไว้ในกระบอกไม้ เหน็บเอวเวลาเดินทาง เวลาบรรจุลูกดอกจะมีปุยไม้คล้าย
สำ� ลีอัดใหแ้ น่น เพอ่ื เวลาเปา่ จะได้มีก�ำลงั สง่ สัตวท์ ่ลี ่าได้แก่ ลิง คา่ ง นก ชะนี สว่ นสตั วใ์ หญ่ใช้หอกหรอื หลาวแทน
เม่ือหาอาหารมาได้เท่าใดก็จะอยกู่ ินทีท่ ับจนหมด จึงค่อยออกหาอาหารอีกครงั้
ยารักษาโรค
มานิมีวิธีรักษาโรคตามแบบของเขา บางครั้งก็ดูเหมือนจะปล่อยไปตามยถากรรม เซมังเป็น
โรคเกยี่ วกบั ทางเดนิ หายใจ โรคทางเดนิ อาหารและโรคผวิ หนงั กนั มาก แตท่ น่ี า่ แปลกใจคอื ไมค่ อ่ ยเปน็ โรคมาลาเรยี
ทงั้ ๆ ทอี่ าศยั อยใู่ นแหลง่ ทมี่ เี ชอ้ื ไขม้ าลาเรยี ชกุ ชมุ ไมน่ ยิ มใชย้ าแผนปจั จบุ นั ทพี่ วกเขาเรยี กวา่ “ยาหลวง” แตน่ ยิ ม
ใช้ยาสมนุ ไพร จนได้รบั การยกยอ่ งว่า “ซาไกเจ้าแหง่ สมนุ ไพร”
ยารักษาโรค โดยปกตมิ านิกลุ่มหนึง่ ๆ จะมหี มอประจำ� กลุม่ อยู่ 1-2 คน คอื หมอผ้หู ญิง มีหนา้ ท่ี
ทำ� คลอด หมอผชู้ าย ท�ำหน้าทีเ่ ป็นแพทย์รักษาโรคทั่วไป ในบางกรณีอาจมหี มอคนเดียวเป็นผูห้ ญงิ หรือผชู้ ายกไ็ ด้
ทำ� หน้าทีเ่ ปน็ ท้งั ผดงุ ครรภ์ ท�ำคลอดและเปน็ แพทยร์ กั ษาโรคท่ัวไป เม่ือมีการเจบ็ ป่วยเกิดขนึ้ หมอก็จะวนิ จิ ฉยั หา
สาเหตุของโรค ซ่ึงในความคิดของเขาเชื่อว่าเหตุแห่งการเจ็บป่วยส่วนใหญ่เกิดจากการกระท�ำของผีและเกิดจาก
เชื้อโรค
สง่ิ ประดิษฐ์
ส่ิงประดิษฐ์ท่ีเป็นอาวุธ กระบอกตุด เป็นอาวุธประจ�ำกายของมานิชนิดหน่ึงท่ีผู้ชายทุกคนต้องมี
ตดิ ตวั ตลอดเวลา ใชเ้ ปน็ เครอื่ งมอื ในการลา่ สตั วแ์ ละเปน็ อาวธุ ปอ้ งกนั ตวั กระบอกตดุ เปน็ ชอื่ เรยี กภาษาไทยภาคใต้
ค�ำว่า “ตุด” หรือ “ บอเลา” ท�ำจากไม้ไผ่ชนิดหน่ึงที่เรียกว่าไม้ซาง เป็นไม้ไผ่ที่เป็นปล้องยาวและตรง วิธีท�ำ
ชาวมานิน�ำเอาไม้ไผ่หรือไม้ซางยาวประมาณ 1 วา มาทะลุปล้อง แล้วตัดให้ตรงปอกเปลือกนอก ตกแต่ง
เปลือกช้ันในท�ำเป็นตัวกระบอก (บอเลา) แล้วน�ำไม้ซางอีกหน่ึงอัน มาทะลุปล้อง แล้วสวมทับกระบอกเลาอีก
ชุดวิชา อุทยานธรณีสตูล 3 สค33124 33>>>ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
ชัน้ หนงึ่ ไมซ้ างท่ีเป็นกระบอกชั้นจะแกะสลักลวดลายสวยงาม
วัฒนธรรมความเชอ่ื
ชาวมานิมคี วามเชื่อในส่งิ เหนอื ธรรมชาติ และเกรงกลวั ต่อส่งิ ที่เกิดข้ึนจากปรากฏการณธ์ รรมชาติ
เชอ่ื ในไสยศาสตร์ เวทมนตร์ และข้อหา้ มทางสงั คม ทพี่ วกเขาก�ำหนดข้ึน ลกั ษณะของความเช่อื ทป่ี รากฏอยูใ่ น
สงั คมของชาวมานสิ รุปไดด้ ังน้ี
1) ความเช่ือเรือ่ งโชคลาง
- เมื่อเดินป่าผ่านบริเวณใดเกิดขนลุกขนพองใจคอสั่น แสดงว่าบริเวณน้ันเจ้าท่ีแรง ห้ามไป
ท�ำร้ายสตั วห์ รอื ตั้งทับทอี่ ย่อู าศยั เพราะจะถูกผีเจ้าทล่ี งโทษถงึ ตาย
- เมอ่ื เรม่ิ ออกเดนิ ทางบงั เอญิ สะดดุ หกลม้ ลงหา้ มเดนิ ทางอกี ถา้ เดนิ ทางอกี ตอ้ งเปลยี่ นทศิ ทาง
ที่จะไป มิฉะน้ันจะเป็นอันตราย เม่ือเข้าป่าล่าสัตว์ห้ามพูดว่าจะไปทิศทางใด ถ้าเผลอพูดออกไปแล้วให้เปล่ียน
ทิศทางเดิน
- เมอ่ื จะเขา้ ปา่ ลา่ สตั วอ์ ะไร ใหพ้ ดู เรอื่ งสตั วห์ รอื เรยี กชอ่ื สตั วช์ นดิ นนั้ จะสามารถลา่ ไดต้ ามทพี่ ดู
เม่ือเขา้ ปา่ ลา่ สัตวห์ า้ มพูดถงึ สตั วร์ ้าย
- เมื่อมคี นมาเอ่ยปากขอลูกไปเล้ียง เช่ือว่าเปน็ ลางตายของลูกคนน้ัน
2) ความเชอื่ เรื่องเวทมนต์คาถา
เวทมนตร์คาถาใช้รักษาโรคได้ หมอผู้รักษาโรคจะเสกหมากพลู แล้วเค้ียวพ่นอวัยวะเจ็บปวด
เรยี กวธิ ีรักษาวา่ ท�ำ “ซาโฮซ” มเี วทมนตร์กันผวี ่า “ตก ตกโลย่ ซะลีโตย ฮะลเี วาะ มะนาเยาะ จะปะซุล จะเปรซ”
หมอจะท่องบ่นเวทมนตร์และเสกเป่าไปท่ีหัวไพล แล้วมอบหัวไพลให้เจ้าของศพเค้ียว พ่นลงบนศพ เช่ือว่า
ผีจะไม่มาหลอกหลอน เวทมนตร์ป้องกันผี หรือสัตว์ร้าย เม่ือออกจากทับไปค้างคืนในป่าได้ คือพวกเขาจะเสก
ก้อนหิน โยนไปรอบที่นอน ทั้งสี่ทิศ ภูติผีสัตว์ป่า จะไม่มารังควาน เวทมนตร์ใช้ในการท�ำคลอดได้
โดยหมอผู้ท�ำคลอดจะวา่ มนตด์ งั น้ี “ ตงุ้ ตงุ ฮู ลีโตลีปโิ ฮ คามาซาไกนฮิ ฮิ ดุ มาตีซมิ ”ู ค�ำว่ามนต์ หมายถึง การเสก
คาถาแลว้ เป่าลงไปทที่ ้องของมารดาทจี่ ะท�ำการคลอด เช่อื วา่ จะคลอดง่ายและไม่เจ็บ เวทมนตร์ท่ใี ช้ เรยี กผีพราย
ทช่ี ือ่ วา่ “เซมังงดั ” ใหม้ าสงิ สู่อยู่ในน้ำ� มนั เสน่ห์ หรือให้ เซมังงดั ไปเขา้ สงิ คนอื่นใหค้ ลั่ง หรอื เป็นบา้ ได้
3) ความเชอ่ื เรื่องวิญญาณและภูตผี
คนตายไปแล้ว วิญญาณจะเหลืออยู่ และหลอกหลอนญาติพ่ีน้องได้ ดังนั้นเมื่อมีคนตาย
พวกเขาจะยา้ ยทบั ไปอยมู่ อ่ี นื่ เมอ่ื ฝงั ศพเสรจ็ ผจี ะสงิ อยใู่ นตน้ ไมใ้ หญ่ เพราะเมอ่ื ฝงั ศพเสรจ็ แลว้ หมอผี จะนำ� วญิ ญาณ
ไปไวท้ ต่ี น้ ไม้ และเชอื่ วา่ วญิ ญาณ จะอยทู่ ต่ี น้ ไมน้ นั้ ตอ่ ไป สตั วเ์ ดนิ ดนิ ซงึ่ พวกเขาเรยี กวา่ “สตั วล์ า่ ง” จะมี “รงั ควาน”
แรง เม่ือยิงรังควาน หมายถึง การผูกพยาบาทสัตว์น้ัน ๆ ตายลง จะต้องรีบท�ำพิธีถอนรังควาน หรือเรียกว่า
ปดั รงั ควาน หรอื ถอนพยาบาท คอื การสง่ ใหว้ ญิ ญาณไปเกดิ ใหม่ หรอื การขอขมา ตอ่ วญิ ญาณของสตั วน์ นั้ ๆ นน่ั เอง
ถ้าไม่ท�ำพิธีถอนรังควาน วิญญาณจะเข้าสิงในร่างของผู้ล่าสัตว์ แล้วผู้นั้นจะมีอาการกริยาเหมือนสัตว์น้ัน จะวิ่ง
เข้าป่าและถูกสัตว์ ชนิดเดียวกันท�ำร้ายถึงตายได้ สัตว์ทุกชนิดเป็นบริวารของผีช่ือ โต๊ะปาว่ัง ดังนั้นก่อนยิงสัตว์
34 ชุดวิชา อุทยานธรณสี ตลู 3 สค33124 >>>ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย