The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สารสนเทศ สตูล, 2020-08-12 02:46:18

อุทยานธรณี 3

อุทยานธรณี 3

ทกุ ครง้ั จะต้องเอ่ยคำ� ขอจากโต๊ะปาว่งั เสียก่อน ผีเปน็ วิญญาณอยใู่ นท่มี ืด ๆ ทุกแหง่ พวกเขาจงึ กลวั ความมดื และ
ตอ้ งกอ่ ไฟไว้ในทับตลอดเวลา ดับไมไ่ ด้ เชื่อวา่ ผี เปน็ วญิ ญาณ 4 จ�ำพวก

3.1) วิญญาณสัตว์ท่ีตายไปแล้ว เรียกว่า “วิญญาณ บาดี” เชื่อว่าวิญญาณนี้เข้าสิงใคร
แล้วท�ำเสียงคล้ายสัตวน์ น้ั ๆ กิริยาทา่ ทางก็คลา้ ยสตั วน์ ัน้ ๆ

3.2) วิญญาณของคนท่ียังไม่ตาย หรือเจตภูต แต่จะออกไปเที่ยวขณะท่ีคนผู้น้ันนอนหลับ
เรียกว่า “วิญญาณโรย”

3.3) วิญญาณท่ีออกจากร่าง คนตายล่องลอยไปจนมีที่เกิดใหม่ ถ้าไม่มีท่ีเกิดเข้าครรภ์ผู้หญิง
คนใดไม่ได้ ก็จะเท่ยี วหลอกหลอน และทำ� อันตรายได้ เรียกวา่ “วิญญาณเยา”

3.4) วญิ ญาณจาพวกผพี ราย ซง่ึ หมอผี หรอื ผมู้ อี าคมสามารถ เรยี กมาใชใ้ หส้ งิ สอู่ ยใู่ นนำ�้ มนั เสนห่ ์
หรือเสกเป่าใหเ้ ขา้ ร่างของผู้ใดก็ได้ เรียกวา่ “วิญญาณเซมงั งดั ”

4) ความเช่อื เร่ืองสขุ ภาพ
มานิเช่ือว่าผู้หญิงแม่ลูกอ่อนให้กินได้เฉพาะกล้วยไข่ ปลาเค็ม เกลือ ห้ามกินหัวเผือก
ขนุน กล้วยหิน กล้วยน้�ำว้า ความเช่ือเรื่องการรักษาความบริสุทธิ์ของหญิงสาวสังคมดั้งเดิมของมานิ เช่ือใน
การรักษาพรหมจรรย์ของผู้หญิงอย่างเคร่งครัด จะรักษาความบริสุทธิ์ไว้ไห้ชายเพียงคนเดียวเท่านั้น และ
จะไมล่ ว่ งเกนิ ไดเ้ สยี กนั กอ่ นแตง่ งาน ถา้ เพยี งแตผ่ ชู้ ายหนมุ่ ถกู เนอ้ื ตอ้ งตวั หญงิ สาวเขา้ เทา่ นนั้ ผหู้ ญงิ จะยดึ ถอื เสมอื น
วา่ ผชู้ ายผู้นัน้ เป็นสามขี องนางแล้ว
5) ความเชื่อเร่ืองสญั ลกั ษณ์
ชาวมานเิ ชอ่ื เรื่องรูปสัญลักษณ์ ซง่ึ ส่วนใหญจ่ ะพบเหน็ จากธรรมชาติ และเป็นเร่ืองเก่ยี วกบั เพศ
หรือความรักระหว่างชายกับหญิง การเก้ียวสาว เช่น “หวีประดับผม” มีความหมายว่า ยังเป็นสาวบริสุทธ์ิ
ยงั ไมไ่ ดแ้ ตง่ งาน สว่ นผหู้ ญงิ ทแ่ี ตง่ งานแลว้ จะไมใ่ ชห้ วปี ระดบั ผม สว่ นบรเิ วณ “ปกั กา” มคี วามหมายวา่ เปน็ บรเิ วณ
ที่สามี-ภรรยาก�ำลังแสดงบทรักด้วยการร่วมประเวณีกันอยู่ ห้ามผู้หนึ่งผู้ใดเข้าใกล้ “ดอกจ�ำปูน สีขาว”
มคี วามหมายวา่ เปน็ ผู้ชาย “ดอกฮาปอง สแี ดง” มคี วามหมายวา่ ผ้หู ญิงและความรัก “เลบ็ มอื ” มคี วามหมายว่า
กลา้ หาญ ตอ่ สู้ หรอื ดรุ า้ ย “ไปไกเ่ ถอื่ น” มคี วามหมายวา่ ผชู้ ายพาผหู้ ญงิ หนไี ปครองคกู่ นั ตามลำ� พงั โดยไมไ่ ดแ้ ตง่ งาน
หรือไดร้ ับอนญุ าตจากผูใ้ หญ่
6) ความเช่อื เร่อื งความฝนั
ชาวมานิเช่ือว่าความฝันเป็นลางบอกเหตุ หรือบอกโชคลางในวันข้างหน้า เช่น ผู้หญิงฝันว่ามี
ผู้น�ำเอาเล็บเสือมาให้ ท�ำนายว่าจะมีสามี ถ้าผู้ชายฝันว่าล่าหมูได้จะได้ภรรยา ถ้าฝันว่ายิงสัตว์ได้จะเป็นลางดี
ถ้าฝันว่าถูกสัตว์ท�ำร้ายจะเป็นลางร้าย เป็นต้น ความเช่ือเรื่องข้อห้าม หรือกฎเกณฑ์บางประการ ชาวมานิ
มขี อ้ หา้ มสำ� หรบั สาม-ี ภรรยา วา่ หา้ มไมใ่ หร้ ว่ มประเวณกี นั ในทบั หา้ มไมใ่ หล้ กู สะใภห้ งุ ขา้ วหรอื เผามนั ใหพ้ อ่ สามกี นิ
แมเ้ วลาป่วยไข้ก็ไมไ่ ด้ หา้ มลกู สะใภน้ ่งั สนทนาวงเดยี วกันกับพอ่ สามี

ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณสี ตูล 3 สค33124 35>>>ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

7) ความเชอื่ เกี่ยวกบั การเกิด
สังคมของชาวซาไกถือว่าผู้เป็นแม่จะให้ก�ำเนิดทารกนั้นมีความส�ำคัญมาก ผู้มีบทบาท
ในการช่วยเหลือผู้เป็นมารดาคือหมอต�ำแย ซึ่งพวกเขาเรียกว่า “โต๊ะดัน” หรือ “โต๊ะบีดัน” ในระยะเจ็บท้อง
ใกล้คลอดนั้น โต๊ะดนั จะนำ� ยาชนดิ หนึง่ มาทาบรเิ วณหนา้ ทอ้ งมกี ารนวดท้อง เพอื่ ช่วยให้คลอดงา่ ย และขณะรอ
ให้เด็กคลอดออกมา โต๊ะดันจะว่าคาถาดังน้ี “ ตุ้งตุงฮูฮีโตลีบีโฮ ตามาซาไก ริฮิฮุด มาตีซิมู” เม่ือคลอดแล้ว
โตะ๊ ดนั จะเตรยี มอนุ่ สำ� หรบั อาบนำ้� ใหท้ ารก นำ้� อนุ่ นจ้ี ะเปน็ นำ�้ อนุ่ ผสมยากบั ใบเตยใหม้ กี ลนิ่ หอม เมอ่ื อาบนำ�้ เสรจ็
แล้วอุ้มเด็กไปห่อด้วยผ้า และวางบนแคร่ ถ้าเด็กมีอาการชัก โต๊ะดันจะใช้หัวไพลไปปิดที่หูของแม่ เชื่อว่า
อาการชักจะหายไป การตัดสายสะดือด้วยเคร่ืองมือท�ำจากไม้ไผ่บาง ๆ แม่จะเป็นผู้เล้ียงดูเด็กด้วยน้�ำนมแม่
แต่ถา้ แมต่ อ้ งออกไปท�ำงาน โต๊ะดนั จะเล้ียงเดก็ ด้วยผลไมจ้ ำ� พวก กลว้ ย เผอื ก มัน เปน็ ต้น
8) ความเชอื่ เกีย่ วกับการแตง่ งาน
สังคมของชาวมานไิ ม่มีการจัดพิธแี ตง่ งานระหวา่ งหนุ่ม-สาว แตจ่ ะใช้วธิ กี ารงา่ ย ๆ ในการท่ีจะ
อยู่ครองคู่เป็นสามี-ภรรยากัน คือ เมื่อชายหนุ่มหญิงสาวพอใจกัน ฝ่ายหนุ่มก็ให้พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ฝ่ายตน
ซงึ่ อาจอยทู่ บั ตดิ กนั กบั ฝา่ ยหญงิ ไปสขู่ อ ถา้ ผใู้ หญฝ่ า่ ยหญงิ ตกลงกใ็ หม้ กี ารกนิ เลยี้ งกนั ในการกนิ เลย้ี งนน้ั ฝา่ ยหนมุ่
ตอ้ งแสดงความสามารถในการลา่ สตั วม์ าเลยี้ งเพอ่ื นฝงู และฝา่ ยหนมุ่ ตอ้ งเปน็ ผสู้ รา้ งทบั ทอี่ ยอู่ าศยั เมอ่ื กนิ เลยี้ งเสรจ็
สรา้ งทับเสรจ็ แลว้ เจ้าบา่ วเจ้าสาวไปยังทบั ของตน และอย่กู นิ กันอยา่ งสามี-ภรรยา เท่านัน้ เอง
เมื่อหนุ่มพอใจสาวคนไหนก็จะมีการแสดงความรัก โดยการให้ดอกไม้ อาจเป็นดอกไม้ สีแดง
หรือสีอื่น ๆ ก็ได้ จากน้ันก็ให้พ่อแม่ไปสู่ขอ เม่ือตกลงฝ่ายชายก็ไปอยู่บ้านของฝ่ายหญิงได้เลย ซาไกนับถือ
สายตระกูลท้ังพ่อและแม่ เวลาแต่งงานผู้ชายต้องท�ำให้พ่อแม่ผู้หญิงพอใจ โดยการล่าสัตว์ หาผลไม้มามอบให้
พ่อแม่ผู้หญิงและมอบให้ผู้หญิงด้วย มานิจะใช้ชีวิตครอบครัวผัวเดียวเมียเดียว ชายหญิงในเครือญาติใกล้ชิดกัน
จะสมรสกันไม่ได้และไม่มีการส�ำส่อนทางเพศ ไม่มีการเป็นชู้กัน มานิมีความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ
และเกรงกลัวปรากฏการณธ์ รรมชาติ
9) ความเช่ือเก่ียวกบั การตาย
ลักษณะประเพณีของชาวมานิ เม่ือสมาชิกในกลุ่มคนใดคนหนึ่งตายลง ญาติพ่ีน้องของผู้ตาย
จะเป็นหญงิ หรอื ชายกไ็ ดจ้ ะตอ้ งไปขุดหลุมฝงั ศพ กวา้ งประมาณ 2 ศอก ลกึ ประมาณ 3 ศอก ยาวประมาณ 3 ศอก
ทต่ี งั้ ของหลมุ จะตง้ั อยบู่ นเนนิ ใกล้ ๆ ลำ� ธาร หา่ งจากทพี่ กั ประมาณ 100 เมตร หลงั จากขดุ หลมุ แลว้ เขาจะตดั ไมไ้ ผ่
รองพื้นด้านล่าง โดยวางไม้ไผ่เรียงล�ำดับให้เรียบร้อย สวยงาม ให้หัวไม้ไผ่หันไปทาง ทิศตะวันตก และวางเป็น
แนวเรยี งขนานกนั ตอ่ มาจะตดั ไมไ้ ผม่ าวางเรยี งตามขวางกบั แนวแรกเปน็ ชนั้ ไมไ้ ผช่ นั้ ท่ี 2 เมอื่ ตกแตง่ เรยี บรอ้ ยแลว้
หมอผีจะน�ำเอาหัวไพล ขนาดเท่าน้ิวก้อยมาปลุกเสก ส่งให้ญาติของศพ เค้ียวจนละเอียดแล้วพ่นลงในหลุมแล้ว
ญาตขิ องผตู้ ายจะยกศพลงหลมุ เมอื่ เสกหวั ไพลเรยี บรอ้ ยแลว้ แลว้ วางศพใหห้ วั ไปทางทศิ ตะวนั ตก หนั หนา้ ไปทาง
ทศิ ใต้ ศพจะนอนในลักษณะงอคู้ เม่ือวางศพเสรจ็ แลว้ นำ� ไมไ้ ผ่ซกี มาวางบนศพอีกครัง้ หนง่ึ โดยใหป้ ลายปักลงดิน
ดา้ นหนึง่ และพาดปากหลุมอกี ด้านหน่ึงไม้ไผ่ท่ีใช้จะตดั จากบรเิ วณใกล้ ๆ กับหลมุ ฝงั ศพ ศพทจี่ ะน�ำลงหลุมน้นั

36 ชุดวิชา อทุ ยานธรณีสตลู 3 สค33124 >>>ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

จะหอ่ ดว้ ยผ้า ซ่ึงเป็นผา้ ของผตู้ ายทง้ั หมดท่มี อี ยู่ และต้องห่อให้มดิ ชิด พับเข่าศพใหค้ ู้เขา้ มา แลว้ นำ� ไปวางบนแคร่
ไปยงั หลมุ ทเ่ี ตรยี มไว้ เมอื่ ยกศพลงหลมุ แลว้ แครน่ น้ั จะถกู ตดั ออกใหพ้ อดกี บั หลมุ วางพาดบนปากหลมุ ใหเ้ รยี บรอ้ ย
ปูใบไม้ในแนวขวางกับแคร่ เม่ือปูใบไม้ตลอดหลุมแล้วก็จะให้ญาติผู้ใหญ่ของผู้ตายขึ้นไปย่าบนปากหลุมให้แน่น
และให้สร้างเพิงหมาแหงนไว้รอบ ๆ หลุมศพ เพ่ือเป็นสัญลักษณ์ว่าสร้างบ้านให้ ศพจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน
เร่อื งทอี่ ยูอ่ าศัยของศพ เพราะมีบา้ นอย่แู ลว้ ตกตอนกลางคนื พอ่ แม่ของผตู้ ายตอ้ งไปกอ่ ไฟไว้บนหลุมศพ เพอ่ื ให้
ความอบอนุ่ แก่ศพ

พธิ สี วดศพ จะกระทำ� ตอ่ เมอ่ื กลบหลมุ เรยี บรอ้ ยแลว้ โดยญาตขิ องผตู้ ายพรอ้ มเพอื่ นบา้ นจะกลบั
ไปทีทับและทำ� พิธสี วดทีท่ ับของผู้ตาย เครอ่ื งใชใ้ นพธิ ีสวดศพประกอบดว้ ย เหล้า ธูป เทยี น ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว
ผู้น�ำในการสวดศพ คอื หมอผีเทา่ นั้น เมื่อสวดศพเสร็จแล้วจะมกี ารกินเล้ียงท่ที ับของผตู้ าย โดยนงั่ หนั หลังใหก้ ัน
และมผี อู้ นื่ นัง่ คน่ั กลาง

มานใิ นยุคปัจจุบัน

เงาะปา่ มานใิ นภาคใตข้ องประเทศไทยนน้ั ไดช้ อื่ วา่ เปน็ ประชากรหรอื กลมุ่ ชาตพิ นั ธด์ุ งั้ เดมิ กลมุ่ หนงึ่ ของ
ประเทศ มานิอยู่กับธรรมชาติป่าเขาอย่างสงบไม่มีพิษภัยใด ๆ มานิต้องการรักษาเผ่าพันธุ์ และอัตลักษณ์ทาง
วัฒนธรรมของตนเอง มานิในสภาพท่ีเป็นจริงยังห่างไกลจากความเป็นพลเมืองของรัฐ จึงควรได้รับการดูแล
เอาใจใสจ่ ากภาครฐั อยา่ งเหมาะสม มานใิ นปจั จบุ นั มคี วามใกลช้ ดิ กบั สงั คมเมอื งมากขนึ้ แตก่ ม็ กั ถกู เอาเปรยี บจาก
สังคมเมือง นอกจากน้ันพ้ืนที่ป่าไม้ยังถูกบุกรุกตลอดเวลา วัฒนธรรมสมัยใหม่ของชาวบ้านชาวเมืองมีอิทธิพล
มากขึ้น จนกระทั่งขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมและความเป็นอยู่แบบดั้งเดิมกาลังจะสูญหายและถูกกลืน
ให้กลายเปน็ กลุ่มชาติพันธุท์ ่ีมีอยใู่ นตำ� นานเทา่ น้นั

กลา่ วโดยสรปุ มานมิ ภี มู ปิ ญั ญาทส่ี งั่ สมมาตงั้ แตใ่ นอดตี จนถงึ ปจั จบุ นั และภมู ปิ ญั ญา บางสว่ นมกี ารผสม
ผสานระหว่างความรู้ดั้งเดิมกับความรู้สมัยใหม่ และภูมิปัญญาที่ได้จากบทเรียนชีวิตจริงตามธรรมชาติ
มีองค์ความรู้ปรากฏอยู่ในเครื่องใช้ ยาสมุนไพร ความเชื่อ ประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ ช่วยให้สังคมชาวมานิ
มีภูมิต้านทานอย่างเข้มแข็งและพัฒนามาอย่างมั่นคงไม่เปล่ียนแปลงมากนักแม้ว่าสังคมโลกสมัยใหม่
เปล่ยี นแปลงไปมากแล้วกต็ าม การสรา้ งศูนย์การเรียนร้ใู นลกั ษณะพพิ ิธภณั ฑ์ กลุ่มชาตพิ ันธเุ์ งาะป่า มานิเป็นทาง
เลือกหน่ึงในการสร้างความรู้ ความเข้าใจและตระหนักในคุณค่าของมนุษย์ควบคู่กับยอบรับในสิทธิการด�ำรงอยู่
ตามแบบวถิ ีชีวติ ดั้งเดมิ

2. กลุ่มชาติพันธ์ุชาวเล "อรู กั ลาโว้ย"(อูรัก=ฅน, ลาโวย้ =ทะเล)
อูรกั ลาโวย้ เปน็ ชาวเลกล่มุ ใหญท่ ม่ี ีถนิ่ ฐานบนเกาะสิเหร่ และท่ีหาดราไวย์ บา้ นสะป�ำ จงั หวัดภูเกต็
จนถงึ ทางใตข้ องเกาะพีพดี อน เกาะลนั ตาใหญ่ จงั หวัดกระบ,่ี เกาะอาดงั เกาะหลีเปะ๊ เกาะราวี จงั หวัดสตลู และ
บางส่วนอยทู่ เี่ กาะลบิ ง จังหวดั ตรงั นอกจากนยี้ ังอาศัยอย่ทู างฝ่งั ตะวนั ตกของประเทศมาเลเซยี

ชุดวชิ า อทุ ยานธรณีสตูล 3 สค33124 37>>>ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

ชาวเลกลุ่มอูรักลาโว้ยมีภาษาท่ีแตกต่างกับกลุ่มมอแกนและมอแกลน แม้จัดอยู่ใน
ตระกูลออสโตรนีเชียน เช่นเดียวกัน พิธีกรรมส�ำคัญของอูรักลาโว้ย คือ การลอยเรือ “ปลาจ๊ัก” เพ่ือก�ำจัด
เคราะห์รา้ ยออกไปจากชุมชน

ในปจั จุบัน ชาวเลกล่มุ อูรักลาโวย้ ต้งั ถ่นิ ฐานอยา่ งถาวร หนั มาประกอบอาชีพประมงชายฝัง่ รับจา้ ง
ทำ� สวน และอาชีพอ่นื ๆ ซึมซบั วฒั นธรรมไทยมากขน้ึ และเรยี กขานตัวเองว่า ไทยใหม่

ต�ำนานเก่ยี วกับฆนู งุ ฌึรยั : ทม่ี าของชาวเลอรู กั ลาโว้ย
มีต�ำนานเรื่องหนึ่งซ่ึง David Hogan (1972 : 129,128) บันทึกจากค�ำบอกเล่าของชาวเล
วัย 60-70 ปี ทอี่ าศัยอย่บู นเกาะอาดงั วา่ พระเจา้ ไดส้ ่ง นะบีโน๊ะ มาชกั ชวนให้บรรพบุรุษของเขานับถือพระเจ้า
แต่ถกู ปฏิเสธจึงสาปแชง่ ไว้ จนพวกเขาต้องเคล่อื นยา้ ยลงมายงั ชายฝัง่ เชิงเขา “ฆูนุงฌรึ ยั ” บ้างกเ็ ข้าป่าเปน็ คนปา่
บ้างก็กลายเป็นลิง บ้างก็เป็นกระรอก บ้างก็เป็นอูรักลาโว้ย คนของทะเล หรือชาวเลไป ผู้ให้ข้อมูลคนเดียวกัน
เลา่ ว่า ชาวเลกลมุ่ แรกทีอ่ าศัยเรือ “jukok” หรือ “เรือเป็ด” ไหลลอยขึ้นมา บ้างกต็ ้ังถ่ินฐานในปา่ เคดาห์ บา้ งก็
ตง้ั ถน่ิ ฐานทเ่ี กาะลนั ตา จงั หวดั กระบี่ ทงั้ นี้ Hogan ไดเ้ นน้ ยำ�้ วา่ อรู กั ลาโวย้ ผสู้ งู อายสุ ว่ นใหญก่ ลา่ วกนั วา่ เกาะลนั ตา
เปน็ ดนิ แดนแห่งแรกในประเทศไทยทีช่ าวเลอรู กั ลาโว้ยเปลย่ี นวถิ ชี ีวติ ข้นึ ไปตงั้ ถน่ิ ฐาน
ทวา่ David Hogan และผ้วู จิ ัยคนอนื่ ๆ ไมไ่ ด้เขา้ ใจวา่ อนั ท่ีจรงิ เรอื่ งเลา่ ของชาวเลคนนัน้ เปน็ เรอ่ื ง
เลา่ จากคัมภีรอ์ ลั กุรอาน และคมั ภรี ์ไบเบิล ค�ำว่า นะบี เปน็ ค�ำในภาษาอาหรับแปลวา่ ศาสดาพยากรณ์ ส่วน โน๊ะ
กค็ อื นฮู ฺ หรอื โนอาห์ ซงึ่ ถอื วา่ เปน็ บรรพบรุ ษุ ของมนษุ ยท์ กุ เผา่ พนั ธ์ุ เมอ่ื พระเจา้ บนั ดาลใหเ้ กดิ อทุ กภยั ครงั้ ยงิ่ ใหญ่
นะบีนูฮฺ ก็พาบรรดาศรัทธาชนลงเรือหนีน�้ำที่ท่วมโลก ในท่ีสุดเรือน้ันก็จอดบนเขา อัลญูดี ส่วนผู้เฒ่าท่ีเล่าเร่ือง
หรือชาวเลอรู กั ลาโวย้ คิดวา่ เป็น ฆนู ุงฌึรัย (แปลวา่ ภูผาต้นไทร)
อยา่ งไรก็ตาม จากความเช่อื อันน้ีย่อมสะท้อนใหเ้ หน็ ว่า ชาวเลอรู กั ลาโวย้ ในอดตี เคยไดร้ บั อิทธิพล
ของศาสนาอสิ ลามเชน่ เดยี วกบั ชนชาตใิ นตระกลู มาลายกิ ทง้ั หลาย นอกจากนภ้ี าษาอรู กั ลาโวย้ ยงั ใกลเ้ คยี งกบั ภาษา
มาเลย์อีกด้วย
ประวตั ิ
อูรักลาโว้ยมีความหมายว่า "คนทะเล" มี
เร่ืองเล่าสืบต่อกันมาว่า ในอดีตชาวอุรักลาโว้ยอาศัยอยู่
บรเิ วณเทอื กเขาฆนู งุ ฌไึ ร ในแถบชายฝง่ั ทะเลในรฐั เกดะห์
(ไทรบรุ )ี จากนน้ั กเ็ รร่ อ่ นเขา้ มาสใู่ นนา่ นนำ้� ไทย แถบทะเล
อันดามัน ในช่วงแรกยังมีวิถีชีวิตแบบเร่ร่อน โดยอาศัย
เรือไม้ระก�ำเป็นท่ีอยู่และพาหนะ พวกเขาใช้กายัก หรือ
แฝกส�ำหรับมุงหลังคาเป็นเพิงอาศัยบนเรือ หรือเพิงพัก
ช่วั คราวตามชายหาดในฤดูมรสมุ

38 ชุดวชิ า อทุ ยานธรณีสตลู 3 สค33124 >>>ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ชาวอรุ กั ลาโวย้ ยงั ชพี ดว้ ยการทอ่ งเรอื ตามหมเู่ กาะ กลมุ่ ละ 5-6 ลำ� บางครงั้ พวกเขากจ็ ะขนึ้ เกาะมา
เพอื่ หาของปา่ แตส่ ว่ นใหญจ่ ะลา่ สตั วท์ ะเลดว้ ยเครอื่ งมอื งา่ ย ๆ อยา่ ง ฉมวก สามงา่ ม เบด็ พวกเขามคี วามสามารถ
ในการดำ� นำ�้ ทะเลลึกเพ่ือแทงปลาหรอื จบั กงุ้ มงั กรดว้ ยมอื เปลา่ และด�ำน้ำ� เก็บหอยจากก้นทะเล

ตามตำ� นานเลา่ วา่ ชาวอรุ กั ลาโวย้ เคยมบี รรพบรุ ษุ เดยี วกบั ชาวมอแกนและเปน็ กลมุ่ ชาตพิ นั ธท์ุ เ่ี รร่ อ่ น
ในทะเลมานาน พวกเขาใช้ภาษาอูรักลาโว้ยเป็นภาษาพูด พวกเขาเชื่อกันว่าเกาะลันตาเป็นสถานท่ีแรก
ทช่ี าวอรุ กั ลาโวย้ ตง้ั ถนิ่ ฐาน เปรยี บเสมอื นเมอื งหลวงของพวกเขาเลยทเี ดยี ว แตพ่ วกเขากย็ งั อพยพเรร่ อ่ นอยเู่ รอ่ื ย ๆ
โดยโยกยา้ ยไปตามหมเู่ กาะตา่ ง ๆ และตงั้ ถน่ิ ฐานทเ่ี กาะนนั้ ๆ และกลบั มาทเ่ี ดมิ แตท่ กุ กลมุ่ ยงั คงมคี วามสมั พนั ธไ์ ปมา
หาสู่กนั อย่เู สมอ ถือวา่ เป็นสงั คมเครอื ญาติใหญ่

ปจั จุบันพวกเขาตัง้ บริเวณเกาะสเิ หร่ หาดราไวย์ แหลมหลาเหนือ และบ้านสะปำ� ในจงั หวดั ภเู กต็
เกาะพีพี เกาะจ�ำ เกาะปู เกาะไหว และเกาะลันตาใหญ่ ในจังหวัดกระบ่ี ไปจนถึงเกาะอาดัง เกาะหลีเป๊ะ
เกาะบโุ หลน และเกาะราวี จังหวัดสตลู

ชาวเลกลมุ่ อรู กั ลาโว้ย สงั คมทกี่ ำ� ลงั เปลย่ี นแปลงไป
ชาวเลเปน็ กลมุ่ ชาตพิ นั ธก์ุ ลมุ่ หนงึ่ ทางใตข้ องประเทศไทย อาศยั ตามเกาะชายฝง่ั ในมหาสมทุ รอนิ เดยี
แถบภูเก็ต และทะเลอนั ดามนั ชาวเลอพยพเคลอื่ นย้ายเรร่ อ่ นท�ำมาหากนิ อย่ใู นแถบจังหวดั ระนอง พงั งา ภเู ก็ต
กระบี่ และสตลู แตเ่ นอ่ื งจากชาวเลมอี ยเู่ พยี งจำ� นวนนอ้ ย กระจายอยหู่ ลายแหง่ ไมม่ ปี ญั หาทางดา้ นการเมอื งและ
การปกครอง จึงไม่ค่อยเป็นท่ีรู้จักและได้รับความสนใจเอาใจใส่ หรือได้รับความช่วยเหลือจากโลกภายนอก
เท่าที่ควร ชาวเลจึงอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวตามลำ� พัง มีความสัมพันธ์และติดต่อกับคนพื้นเมืองเท่าน้ัน อย่างไร
ก็ตามชาวเลก็มีแบบแผนประเพณี วิถีชีวิตและภาษาเป็นของตนเอง ซึ่งล้วนแล้วแต่น่าศึกษาด้วยกันท้ังส้ิน
(ประเทือง เครือหงส์, 2541: 2) ในประเทศไทย นอกจากค�ำว่า “ชาวเล” ซ่ึงเป็นค�ำเรียกช่ือของชนกลุ่มน้อย
ในปกั ษใ์ ตแ้ ล้วกย็ งั มีค�ำอ่นื ๆ ท่ีใชเ้ รียกชนกลุ่มนีอ้ ีก เช่น “ชาวน้�ำ” “ชาวไทยใหม่”
คำ� วา่ ชาวน้�ำ เปน็ คำ� ทีช่ นกลมุ่ นถี้ อื วา่ ไม่สุภาพและดูถูกเหยียดหยามพวกเขา โดยเขาใหเ้ หตผุ ลวา่
คนเราเกิดมาจากน้ำ� อสุจซิ ึง่ ถอื เป็นน�้ำทีไ่ มส่ ะอาดบริสุทธ์ิ ดังนัน้ ค�ำวา่ “ชาวน้ำ� ” จึงถือเปน็ ค�ำต�ำ่ เป็นคำ� ท่ชี าวเล
รังเกยี จมาก จงึ ไม่ควรใชค้ �ำว่า “ชาวนำ้� ” เรยี กชนกลุ่มน้ี (ฉันทสั ทองช่วย, 2528)
สว่ นคำ� วา่ “ชาวไทยใหม”่ เปน็ คำ� ทท่ี างราชการกำ� หนดใหเ้ รยี กชนกลมุ่ นแ้ี ทนคำ� วา่ “ชาวเล” หรอื
“ชาวน�ำ้ ” หรอื แทนคำ� อื่น ๆ เพ่อื ต้องการลดชอ่ งว่างด้านความรสู้ ึกทีไ่ มด่ ี ระหว่างชนกลุม่ นีก้ บั ประชาชนทวั่ ไป
ออกไป ท�ำให้พวกเขารูส้ ึกวา่ เขากเ็ ปน็ สว่ นหนง่ึ ของสังคม และมีความพอใจตอ่ คำ� วา่ “ชาวไทยใหม่” มาก ทงั้ นี้
อาจเป็นเพราะว่าพวกเขามีความรู้สึกว่า ได้รับการยกย่องให้มีความเสมอภาคเท่าเทียมกับคนไทยส่วนใหญ่
ประชมุ ชมุ่ เพง็ พนั ธ์ (2521) ไดเ้ ขยี นถงึ ความเปน็ มาของคำ� วา่ “ไทยใหม”่ ในวารสาร อ.ส.ท.เรอ่ื งวฒั นธรรมชาวเล
ความตอนหนึ่งวา่ “พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยูห่ วั เคยเสดจ็ พระราชดำ� เนินไปทรงเยย่ี มเยยี นแจกวตั ถุปัจจัยท่ี
จำ� เปน็ ต่าง ๆ แก่ชาวทะเล และโปรดให้เรยี กชาวทะเลวา่ “ไทยใหม่” ซง่ึ บรรดาชาวทะเลปล้ืมปิตพิ อใจมาก
ต้องการให้ชาวบกทว่ั ไปเรยี กพวกเขาตามนามพระราชทาน

ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณสี ตูล 3 สค33124 39>>>ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ตำ� นานเกี่ยวกบั ฆูนงุ ฌรึ ัย : ทม่ี าของชาวเลอรู ักลาโวย้
มีต�ำนานเรื่องหน่ึงซ่ึง David Hogan (1972 : 129,128) บันทึกจากค�ำบอกเล่าของชาวเล
วยั 60-70 ปี ท่ีอาศยั อย่บู นเกาะอาดงั วา่ พระเจ้าได้สง่ นะบีโน๊ะ มาชักชวนให้บรรพบุรษุ ของเขานบั ถือพระเจ้า
แต่ถกู ปฏิเสธจึงสาปแชง่ ไว้ จนพวกเขาตอ้ งเคลอื่ นย้ายลงมายังชายฝั่งเชิงเขา “ฆูนงุ ฌึรยั ” บ้างกเ็ ข้าป่าเปน็ คนป่า
บ้างกก็ ลายเป็นลิง บา้ งกเ็ ป็นกระรอก บา้ งกเ็ ป็นอูรกั ลาโวย้ คนของทะเล หรือชาวเลไป
ผู้ใหข้ อ้ มลู คนเดยี วกนั เลา่ ว่า ชาวเลกลมุ่ แรกท่ีอาศัยเรือ “JUKOK” หรือ “เรือเปด็ ” ไหลลอยข้ึน
มาบ้างกต็ ง้ั ถนิ่ ฐานในปา่ เคดาห์ บา้ งกต็ ง้ั ถ่นิ ฐานท่ีเกาะลนั ตา จังหวัดกระบ่ี ทั้งนี้ Hogan ไดเ้ นน้ ย�้ำว่าอูรกั ลาโว้ย
ผู้สูงอายุส่วนใหญ่กล่าวกันว่า เกาะลันตาเป็นดินแดนแห่งแรกในประเทศไทย ท่ีชาวเลอูรักลาโว้ยเปลี่ยนวิถีชีวิต
ขนึ้ ไปตง้ั ถ่ินฐาน
ด้วยเหตุท่ี“ฆูนุงฌึรัย”เป็นดินแดนศักด์ิสิทธ์ิแห่งบรรพบุรุษ ในความเช่ือของชาวเลอูรักลาโว้ย
ดังปรากฏในต�ำนานที่บอกเล่าโดยชาวเลอูรักลาโว้ยบนเกาะอาดัง ซึ่งบรรพบุรุษรุ่นแรกอพยพไปจากเกาะลันตา
จงั หวดั กระบี่ และจากจงั หวดั ภเู กต็ รวมทง้ั อรู กั ลาโวย้ ทต่ี ง้ั ถนิ่ ฐานบรเิ วณบา้ นหวั แหลมกลาง และบา้ นหวั แหลมสดุ
อำ� เภอเกาะลันตา จงั หวัดกระบ่ี ปัจจุบันต่างเช่ือวา่ บรรพบรุ ุษของพวกเขามาจากดินแดนแหง่ น้ี
“ฆูนุงฌึรัย”จึงเป็นชื่อที่มีความส�ำคัญอย่างยิ่ง ในการศึกษาเร่ืองราวของชาวเลกลุ่มอูรักลาโว้ย
ท้ังจากความเห็นของนักวิชาการหลายท่าน และแนวทางค�ำบอกเล่าของชาวเลอูรักลาโว้ยสอดคล้องกันว่า
“ฆนู ุงฌึรัย” คือ ภเู ขาเคดาห์ในรัฐไทรบุรี
“ฆูนุงฌึรัย”อาจเป็นแหล่งก�ำเนิดดั้งเดิมของบรรพบุรุษอูรักลาโว้ย หรืออาจเป็นเพียงถ่ินฐาน
แหง่ หนง่ึ ระหวา่ งเสน้ ทางทบ่ี รรพบรุ ษุ อรู กั ลาโวย้ ไดอ้ พยพยา้ ยมาไกลนบั หลายพนั ปี สองประการนยี้ งั ไมอ่ าจชช้ี ดั ได้
แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่า “ฆูนุงฌึรัย” เคยเป็นที่ตั้งถ่ินฐานของบรรพบุรุษอูรักลาโว้ย เม่ือประมาณ 500-600 ปี
ก่อนอพยพเข้าสู่น่านน้�ำไทยในปัจจุบัน และเป็นดินแดนศักด์ิสิทธิ์ในต�ำนานท่ีพวกเขาจะต้องท�ำ
พิธลี อยเรือ “ปลาจ๊ัก” ไปเซ่นสรวงทุกคร้ังท่ีลมมรสุมพดั เปล่ียนทศิ ทาง

40 ชุดวิชา อทุ ยานธรณีสตูล 3 สค33124 >>>ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

สภาพทั่วไปในหมบู่ า้ นชาวเลอรู ักลาโวย้
ตวั อยา่ งจากหมูบ่ า้ นสังกาอู้ เกาะลันตา จังหวดั กระบ่ี

ปัจจุบันท่ีบ้านสังกาอู้บนเกาะลันตามีประชากร 81 ครัวเรือน 93 ครอบครัว มีประชากรทั้งสิ้น
358 คน มโี รงเรยี นบา้ นสงั กาอู้ 1 โรง ตง้ั อยเู่ กอื บสดุ หมบู่ า้ นบนเนนิ เขา และมศี าลบรรพบรุ ษุ ประจำ� หมบู่ า้ นสงั กาอู้
1 ศาล คือ ศาลโต๊ะจนั ทร์ ตง้ั อยู่กลางหมูบ่ ้าน ศาลแหง่ นช้ี าวเลทส่ี ังกาอู้ถอื ว่าเป็นศาลศกั ด์ิสทิ ธิ์ เปน็ ที่เคารพบูชา
ของคนในหมู่บ้าน เพราะเช่ือว่าศาลบรรพบุรุษแห่งนี้ จะคอยให้การปกป้องคุ้มครองดูแลชาวเลในหมู่บ้านให้
ปลอดภยั นอกจากนี้ยังมีศาลาเอนกประสงค์ ซ่งึ ใช้เปน็ ทแ่ี จ้งเร่อื งราวขา่ วสาร ใหบ้ รกิ ารต่าง ๆ และใชเ้ ปน็ ท่ตี ่อ
เรอื ปาจก๊ั (ปจั จบุ นั อาจมกี ารเพย้ี นของคำ� เรยี กไปบา้ งจาก “ปลาจกั๊ ” เปน็ “ปาจก๊ั ”) เพอ่ื ใชใ้ นพธิ ลี อยเรอื เปน็ ตน้

วถิ ชี ีวติ
ชาวอรุ กั ลาโวย้ ใชช้ วี ติ ครอบครวั แบบผวั เดยี วเมยี เดยี ว โดยฝา่ ยชายจะเขา้ อยกู่ บั ครวั เรอื นฝา่ ยหญงิ
ชั่วคราว ก่อนแยกเป็นครอบครัวเดี่ยวเมื่อถึงเวลาสมควร ชาวอุรักลาโว้ยน้ันนับถือผีบรรพบุรุษ และสิ่งเหนือ
ธรรมชาตวิ า่ มอี ทิ ธพิ ลตอ่ วถิ ชี วี ติ “โตะ๊ หมอ” จะเปน็ ผนู้ ำ� ในการทำ� พธิ กี รรมตา่ ง ๆ เชน่ พธิ ลี อยเรอื พธิ แี กบ้ น เปน็ ตน้
ทุกครง่ึ ปีในเดอื นหกและเดอื นสิบเอด็ ไม่ว่าชาวอรู กั ลาโว้ยจะกระจัดกระจายอย่ทู ี่ใด พวกเขาก็จะ
กลบั มายังถิน่ ฐานเดมิ เพอ่ื เขา้ ร่วมในพธิ ลี อยเรอื หรือ “เปอลาจ๊ัก” ในวันนั้นทีช่ ายหาดจะมีการบรรเลงร�ำมะนา
เสียงเพลง การร้องรำ� การเล่นรองเง็ง ตลอดจนการด่ืมฉลองพธิ กี ารในวาระอันส�ำคัญของชาวอรุ ักลาโว้ย
ภาษาอรู กั ลาโว้ย
ภาษาอรู กั ลาโวย้ (Urak Lawoi') หรอื ภาษาเลาตาภาษาชาวเล ภาษาชาวนำ�้ ภาษาลาโวย้ มผี พู้ ดู ใน
ประเทศไทยราว 3,000 คน (พ.ศ.2543) โดยเฉพาะในเกาะภูเกต็ และเกาะลนั ตา จงั หวัดกระบี่ นอกจากนี้ยังมี
จงั หวัดซึง่ อย่ภู ายในบรเิ วณชายฝ่ังทะเลตะวนั ตกของภาคใตข้ องประเทศไทย อย่างเกาะอาดัง จงั หวดั สตูล ไมพ่ บ
ในประเทศมาเลเซีย จัดอยู่ในตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน ภาษากลุ่มมาลาโย-โพลีเนเซีย สาขามาเลย์อิก
สาขายอ่ ยมาลายนั โดยชาวอรู กั ลาโวย้ เปน็ ชนกลมุ่ น้อยในประเทศไทย นับถือความเชื่อดงั้ เดิม ศาสนาพุทธ และ
ศาสนาคริสต์
ลักษณะการตัง้ บา้ นเรอื น
ชาวเลท่ีหมู่บ้านสังกาอู้ส่วนใหญ่เก่ียวดองเป็นวงศาคณาญาติกัน
ประกอบกับมีพ้ืนท่นี อ้ ย จึงสร้างบา้ นติด ๆ กนั บางบ้านมที างเดินเช่ือมต่อถงึ กนั
ได้ และไม่มีร้ัวกนั้ แสดงอาณาเขตของแตล่ ะบา้ น บา้ นเรือนส่วนใหญ่จะตัง้ เรยี งกนั

ชดุ วิชา อุทยานธรณสี ตลู 3 สค33124 41>>>ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

เปน็ แถว ๆ ตามแนวของชายทะเลโดยหนั หนา้ บ้านเขา้ หาฝัง่ ส่วนหลังบา้ นสรา้ งยนื่ ลงไปในทะเล เพื่อใช้ส�ำหรบั
ตอ่ เตมิ บา้ น เนอ่ื งจากพนื้ ทบี่ รเิ วณชายฝง่ั มนี อ้ ย และบรเิ วณลกึ เขา้ ไปในแผน่ ดนิ เปน็ พน้ื เนนิ ลาดชนั ไมส่ ามารถปลกู
บา้ นได้ ลักษณะของบา้ นเป็นชนั้ เดียว ตฝี าดว้ ยไม้หรือใช้ไม้ไผ่ ขดั สาน เปน็ ลวดลาย หลังคามุงดว้ ยสังกะสีหรอื
กระเบ้ือง เสาบา้ นใช้เสาไมว้ างบนโคนเสาปูน เพือ่ ใหบ้ า้ นมคี วามม่นั คงเพราะเมื่อ
นำ�้ ทะเลขน้ึ เสาบา้ นจะจมอยใู่ นนำ�้ มากกวา่ ครง่ึ เสา เสาหนา้ บา้ นจะสน้ั กวา่ เสาหลงั
บา้ นตามความลาดเอยี งของพน้ื ทชี่ ายหาด ขนาดของบา้ นกวา้ งประมาณ 3x4 เมตร
แตจ่ ะมคี วามยาวมากเพราะชาวเลจะต่อเตมิ บา้ นใหย้ าวลงไปในทะเล เมื่อสมาชิก
ในครอบครวั เพิ่มมากข้ึน

ส่วนบ้านที่สร้างไม่ติดชายฝั่ง คือ ถัดจากฝั่งข้ึนมาบนเนิน จะสร้างบ้านหันหน้าเข้าหาทะเล
ยกพ้ืนสูงประมาณ 1 เมตร สำ� หรบั เลย้ี งเป็ด ไก่ หน้าบ้านของชาวเลเกอื บทกุ บ้านจะมนี อกชานย่ืนออกมาส�ำหรับ
นัง่ เลน่ พูดคยุ กบั เพือ่ นบ้านหรอื ญาติมิตร และเลยี้ งเด็ก หรือประกอบกจิ กรรมตา่ ง ๆ ยามวา่ ง เชน่ ซ่อมเครอ่ื งมอื
ประมง ซ่อมอวน เป็นตน้

ภายในบา้ น
พ้ืนท่ีตัวบ้านจะยกให้สูงกว่านอกชานเล็กน้อย แล้วก้ันเป็นห้องโล่ง ๆ เพ่ือใช้ส�ำหรับรับแขก
ทานอาหาร และดูโทรทศั น์ ลกึ เขา้ ไปจะเปน็ พน้ื ทส่ี �ำหรบั นอนหลับพกั ผ่อน โดยห้องนอนจะจัดแบง่ ง่าย ๆ อาจใช้
ผ้าม่านขึงกั้นเอาไว้ หรือใช้ตู้เสื้อผ้าเป็นผนังกั้นแบ่งห้อง ส�ำหรับลูก ๆ ท่ีโตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว เด็กผู้หญิง
มักจะได้นอนในหอ้ งท่ีถูกก้นั ขน้ึ มาใหม่อย่างง่าย ๆ เดก็ ผชู้ ายมักจะนอนขา้ งนอกท่รี ับแขก หรอื หนา้ โทรทัศนท์ ี่ริม
ประตูบ้านนั่นเอง ภายในบ้านมักจะมีเฟอร์นิเจอร์ช้ินหลัก ก็คือ ตู้ไม้ส�ำหรับเก็บเส้ือผ้า (ในอดีตจะแขวนเสื้อผ้า
บนราวไมซ้ งึ่ ทำ� ขน้ึ เอง ปจั จบุ นั ยงั พอมใี หเ้ หน็ อยบู่ า้ ง) บางบา้ นจะมตี ไู้ มส้ ำ� หรบั ตงั้ โชวส์ งิ่ ของตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ ถว้ ยชาม
เคร่ืองแก้ว รูปถ่าย และนับตั้งแต่มีการติดตั้งไฟฟ้าเข้าสู่หมู่บ้าน ชาวบ้านก็เริ่มซ้ือหาเคร่ืองอ�ำนวยความสะดวก
ตา่ ง ๆ เพม่ิ มากขนึ้ เชน่ โทรทศั น์ พดั ลม วทิ ยุ หากบา้ นใดมฐี านะทางเศรษฐกจิ ดหี นอ่ ย กจ็ ะมตี เู้ ยน็ ดว้ ย ในหมบู่ า้ น
มเี พยี ง 10 ครัวเรือนทมี่ ีตเู้ ย็นใชห้ อ้ งครวั มักจะปรบั พน้ื ให้ต่ำ� กว่าพน้ื บ้านเลก็ น้อย จะเป็นหอ้ งโล่ง ๆ ไมม่ เี คร่ืองใช้
อะไรมากนัก มีชั้นวางที่ท�ำข้ึนเองอย่างง่าย ๆ เพื่อวางอุปกรณ์ในการปรุงอาหาร บ้านท่ีมีฐานะดีจะมีตู้กับข้าว
อปุ กรณ์เคร่อื งใชใ้ นการประกอบอาหาร เช่น จาน ชาม หม้อ กะทะ ชอ้ น เคร่อื งปรงุ ต่าง ๆ ถูกจัดวางอย่างเป็น
ระเบยี บ เป็นหมวดหมู่ หมอ้ ทกุ ใบถกู ขดั จนเป็นมนั วาว แขวนกบั ตะปเู รียงรายอยู่ทีฝ่ าบา้ น หรือเสาบา้ นในครัว
เตาแก๊สเริ่มเขา้ มามบี ทบาทในการปรงุ อาหารของชาวเลมากขนึ้ ควบคกู่ ันกบั เตาถ่าน
การสรา้ งบ้าน
ในการสรา้ งบา้ น ชาวเลในหมบู่ า้ นมกั “ออกปาก” (ขอชว่ ย) และจะชว่ ยกนั สรา้ งเองโดยไมต่ อ้ งจา้ ง
ช่างจากนอกหมู่บ้าน เจ้าของบ้านและญาติสนิทอีก 2-3 คน จะเป็นตัวหลัก และมีเพื่อนบ้านมาช่วยกันสร้าง
แบบง่าย ๆ โดยเจ้าของบา้ นจะทำ� อาหารเล้ยี งตอบแทนคนทม่ี าชว่ ย ชาวเลมีทักษะในการขัดฟากไม้ไผ่ และผ้ชู าย
ทเ่ี คยไปรบั จา้ งใชแ้ รงงานในงานก่อสรา้ งนอกหมูบ่ ้านบ่อย ๆ กจ็ ะจดจำ� วธิ ีการสร้างบ้านมาสร้างบา้ นของตัวเอง

42 ชุดวชิ า อทุ ยานธรณีสตลู 3 สค33124 >>>ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

อยา่ งงา่ ย ๆ ไมซ่ ับซอ้ นมากนัก บ้านที่ฐานะยากจนกวา่ คนอน่ื หน่อยกจ็ ะใช้วัสดุทห่ี าไดใ้ นทอ้ งถิน่ หลังคามักจะมุง
ดว้ ยสงั กะสี บา้ นไหนมฐี านะเศรษฐกจิ ดกี จ็ ะซอ้ื สงั กะสมี าทำ� ฝาบา้ นและมงุ หลงั คา ตอ่ มาในระยะหลงั นชี้ าวเลนยิ ม
สรา้ งบา้ นแบบคนในตลาด คอื สรา้ งแบบกอ่ อฐิ ถอื ปนู กนั มากขน้ึ เพอ่ื ใหค้ งทนถาวร และถา้ หากใครมบี า้ นลกั ษณะน้ี
กแ็ สดงว่าเจา้ ของบา้ นค่อนข้างมฐี านะนัน่ เอง

ลกั ษณะเด่นของบ้านชาวเลทส่ี ังกาอู้ คอื เปน็ บ้านช้ันเดียวหมดทงั้ หม่บู า้ น มบี ้าน 2 ช้นั อยูเ่ พยี ง
1 หลัง (แต่เป็นหลังไม่ใหญ่มากนัก) ซ่ึงเจ้าของใช้ช้ันล่างส�ำหรับเก็บของ และลักษณะเด่นอีกประการหน่ึงก็คือ
บา้ นชาวเลทส่ี รา้ งตรงรมิ ชายฝง่ั จะตอ้ งมบี นั ไดขา้ งหลงั บา้ นทกุ หลงั ซง่ึ ชาวเลจะใชบ้ นั ไดหลงั บา้ นเมอ่ื ออกทะเลไป
ลงเรอื และสะดวกกบั การดแู ลเรอื ของตนด้วย

ลกั ษณะทางเศรษฐกจิ สังคม และวฒั นธรรม
กจิ กรรมในแตล่ ะวัน
ชาวเลในหมู่บ้านสังกาอู้มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ในแต่ละวัน
ผู้ชายจะออกทะเลแต่เช้า ส่วนผู้หญิงจะหุงหาอาหาร ซักผ้าประกอบ
กิจวัตรประจ�ำวัน และนอนพักผ่อนหรือจับกลุ่มคุยกันรอเวลาที่สามี
กลบั บา้ น เมอ่ื เรอื ทไ่ี ปออกอวนกลบั มาแลว้ คนในครอบครวั จะนำ� ภาชนะ
เชน่ ถงั พลาสติก กะบะพลาสตกิ ตะกร้า มาชว่ ยกนั ปลดกงุ้ หอย ปู ปลา
ปลาหมึก ท่ีติดมากับอวนแยกใส่ภาชนะต่าง ๆ กัน และเก็บเศษไม้
ปะการัง เปลือกหอย ปลาตัวเล็ก ๆ แมงกะพรุน ออกจากอวนทิ้งไป แล้วจัดเก็บอวนใส่ตาข่ายผูกให้เรียบร้อย
นำ� ไปใสเ่ รอื เพอ่ื เตรยี มไว้ สำ� หรบั การออกอวนในตอนบา่ ยหรอื ในวนั รงุ่ ขน้ึ จากนน้ั จะนำ� กงุ้ และปลาหมกึ ตวั ใหญ่ ๆ
ไปขายทีแ่ พปลาของเถา้ แก่ สว่ นปลาท่ขี ายไมไ่ ด้ เช่น ปลาลัง ปลาแดง ปลาล้ินควาย ปลาสาก ปลาม้า ปลาหมึก
ตัวเล็ก ๆ กั้ง จะเก็บไว้ท�ำอาหารกินกันในครอบครัว ปลาที่เหลือจะแยกไว้ท�ำปลาเค็มหรือปลาย่างเก็บไว้กิน
บางสว่ นจะแบ่งปันให้กบั เพอ่ื นบ้านบ้าง เมอ่ื เสรจ็ จากงานแล้วจะกินอาหารกลางวนั
จากนั้นหญิงชาวเลจะนอนหลับพักผ่อน หรือจับกลุ่มพูดคุยกันตามบริเวณลานดินหน้าบ้าน หรือ
ใตต้ น้ ไมใ้ หญ่ ๆ หรอื ผกู อวนตาใหมห่ รอื ผกู ตะกว่ั ถว่ งตนี อวนอยใู่ นบา้ นหรอื หนา้ บา้ น สว่ นผชู้ ายชาวเลจะนำ� อปุ กรณ์
ประมงทชี่ �ำรดุ เสียหายมาซ่อมแซม หรือทำ� ขน้ึ ใหม่ เชน่ ซอ่ มอวน ท�ำไซปลา ซอ่ มเรอื ผูกอวน ท�ำธง เป็นต้น เดก็ ๆ
จะเล่นอยู่ตามใต้ถุนบ้านหรอื ลานหน้าบา้ น โดยมแี ม่หรือยายคอยเฝา้ ดูอยอู่ ยา่ งใกล้ชดิ สว่ นหญงิ ชายวัยรุน่ มักจะ
รวมตัวกันอยู่ท่ีบ้านเพื่อน พูดคุยกัน หรือ นอนฟังเพลง จากวิทยุหรือเทป เศรษฐกิจท่ีเปล่ียนไป ท�ำให้ชาวเล
ต้องออกไปรับจ้างมากข้ึน บางครอบครัวมีการประกอบอาชีพมากกว่าสองอย่าง ทั้งนี้เพ่ือให้มีรายได้มากขึ้น
เพียงพอให้สมาชิกในครอบครัวอยู่กันได้อย่างปกติสุข และสะดวกสบายขึ้น ดังนั้นในช่วงกลางวัน หมู่บ้านจะ
ค่อนข้างเงียบ มักจะพบแต่หญิงชาวเลและกลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่ ท่ีนั่งจับกลุ่มคุยกันหรืออยู่กับลูกหลานเล็ก ๆ ที่ยัง
ไม่ได้เข้าโรงเรียน หมู่บ้านจะเร่ิมคึกคักอีกคร้ังในยามเย็น เนื่องจากชาวบ้านมักจะมารวมกลุ่มคุยกัน หลังจากที่
ผู้ชายกลับจากทะเลและได้นอนหลับพักผ่อนเพียงพอแล้ว ส่วนเด็ก ๆ ที่กลับจากโรงเรียนก็จะมาว่ิงเล่นกัน

ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณสี ตลู 3 สค33124 43>>>ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

ในหมบู่ ้านนัน่ เอง
ในเวลาเยน็ หญงิ ชาวเลจะกลบั บา้ นไปทำ� อาหารเยน็ หลงั จากทำ� อาหารเสรจ็ จะออกมาจบั กลมุ่ คยุ กนั อกี

จนใกลค้ ำ่� จงึ แยกยา้ ยกนั กลบั บา้ น และรบั ประทานอาหารพรอ้ มกนั ในบา้ น จากนน้ั จะปดิ บา้ นเพอ่ื เตรยี มเขา้ นอน
หรือดูโทรทัศน์ ปัจจุบันบ้านชาวเลในหมู่บ้านสังกาอู้เกือบทุกบ้านมีโทรทัศน์ดูกันมากข้ึน คือมีโทรทัศน์ถึง
53 หลังคาเรอื น จาก 81 หลังคาเรือน (ขอ้ มูลจาก กชช.2ค 2544) และเพราะสภาพสงั คม เศรษฐกจิ เปลย่ี นไป
ชาวบ้านมีรายได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน จึงมีเงินพอท่ีจะซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งอ�ำนวยความสะดวกต่าง ๆ
ไดเ้ เลว้

อาหารหลกั
นอกจากอาหารทะเลแล้ว ขา้ วได้กลายเป็นอาหารหลักของชาวเลมาชา้ นาน ปจั จุบนั ชาวเลมักจะ
หงุ ขา้ วดว้ ยเตาไฟฟา้ เพราะความสะดวกและรวดเรว็ กบั ขา้ วสว่ นใหญจ่ ะมปี ลาเปน็ หลกั และทำ� เหมอื นกบั อาหาร
ปักษ์ใต้ทวั่ ๆ ไป แต่อาจแตกต่างกันเลก็ น้อยทร่ี สชาติและความเข้มข้นของเคร่ืองแกง อาหารทีช่ าวเลนยิ มท�ำกัน
ก็คือ ปลาทอด แกงส้มปลา ปลาเปร้ียวหวาน และจะมีอาหารประเภทเน้ือหมู ไก่หรือเนื้อวัวบ้างเป็นบางมื้อ
โดยน�ำมาผดั กับผกั ชนิดตา่ ง ๆ หรอื ท�ำผัดเผ็ด แกงเผด็
มะพร้าวเป็นพืชหลักท่ีส�ำคัญอีกอย่างหนึ่งในชีวิตประจ�ำวันของชาวเล พวกเขาจะใช้มะพร้าวเป็น
สว่ นประกอบหลักในการปรุงอาหารคาวหวาน ตลอดจนใชป้ ระโยชนส์ ารพัดจากสว่ นตา่ ง ๆ ของต้นมะพรา้ ว และ
ยงั ใช้เปน็ ส่วนประกอบสำ� คัญในพิธีกรรมตา่ ง ๆ อกี ดว้ ย
ส�ำหรับอาหารประเภทผัก ชาวเลจะเก็บยอดผักบางชนิดจากป่าแถบชายเกาะมาเป็นอาหาร
นอกจากนี้ยังหาซ้ือได้จากร้านค้าในชุมชน หรือซื้อจากร้านค้าในวันท่ีมีตลาดนัด แต่ชาวเลส่วนใหญ่มักไม่นิยม
กินผัก เมื่อเทียบกับอาหารทะเล ผักท่ีนิยมกันมากเป็นประเภทยอดผักท่ีใช้จ้ิมน้�ำพริก เช่น ยอดอ่อนของ
ตน้ มะมว่ งหมิ พานต์ เปน็ ตน้ สว่ นผลไมก้ จ็ ะกนิ ผลไมต้ ามฤดกู าลทม่ี ขี ายตามรา้ นคา้ หรอื ตลาดนดั เชน่ มะมว่ ง เงาะ
เป็นตน้
ชาวเลมกั จะกินอาหารไมค่ อ่ ยเป็นเวลา หากหวิ เมอื่ ไหรก่ ็จะกินทันที ส่วนใหญจ่ ะกินอาหารวนั ละ
2-3 ม้ือ คือ ม้อื เช้า กลางวัน และเย็น สำ� หรับผ้ใู หญอ่ าจจะกินเฉพาะกลางวันกับเยน็ แตห่ ากเปน็ เด็กพอ่ แมม่ กั จะ
ใหก้ นิ ตง้ั แตต่ อนเชา้ เพราะพอ่ แมก่ ลวั วา่ เดก็ จะหวิ และกนิ อาหารไมอ่ มิ่ นอกจากอาหารทว่ั ไปแลว้ อาหารสำ� เรจ็ รปู
ประเภทบะหม่ีส�ำเร็จรูปและปลากระป๋อง รวมท้ังขนมขบเค้ียวสำ� หรับเด็กประเภทที่โฆษณาในโทรทัศน์ ก็ได้รับ
ความนยิ มมากเช่นกัน
การศึกษา
อาภรณ์ อุกฤษณ์ (2532) ไดท้ �ำการศึกษาเรื่องระบบการศกึ ษาของ
ชาวเลอูรักลาโว้ยในอดีตไว้ว่า เด็กชาวเลในระยะแรกเกิดจนถึง 3 ขวบ จะได้รับ
การเลีย้ งดจู ากพ่อแม่ หรือญาติผใู้ หญอ่ ยา่ งใกลช้ ดิ เมอ่ื อายปุ ระมาณ 3-4 ขวบ ก็
เริ่มเรียนรู้ธรรมชาติส่ิงแวดล้อมใกล้ ๆ ตัวและรู้จักเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกันโดยมี

44 ชุดวิชา อทุ ยานธรณสี ตูล 3 สค33124 >>>ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

พอ่ แม่ พส่ี าว หรอื ญาตผิ ใู้ หญค่ อยดแู ลความปลอดภยั และอบรมเลย้ี งดจู นกระทงั่ อายปุ ระมาณ 5-6 ขวบ เดก็ ผชู้ าย
จะตดิ ตามพอ่ หรอื พช่ี ายออกทะเล ขณะทเ่ี ดก็ ผหู้ ญงิ เรมิ่ ชว่ ยแมห่ งุ ขา้ วและเลยี้ งนอ้ ง
ในระยะแรกอาจจะเปน็ เพยี งการเฝา้ ดหู รอื เปน็ ลกู มอื คอยชว่ ยเหลอื และเรยี นรวู้ ธิ ี
การไปจนอายปุ ระมาณ 7-9 ขวบ เด็กผู้ชายสามารถทำ� งานรว่ มกบั ผใู้ หญไ่ ด้ และ
เดก็ ผหู้ ญงิ สามารถหงุ ขา้ ว ทำ� กบั ขา้ วและเลยี้ งนอ้ งได้ จนกระทง่ั เมอ่ื อายเุ ขา้ สวู่ ยั รนุ่
สามารถทำ� มาหาเลยี้ งครอบครวั และเลย้ี งดเู ดก็ ได้ จงึ พรอ้ มทจี่ ะเปลยี่ นสถานภาพ
เป็นพอ่ เปน็ แม่ และเป็นปูย่ า่ ตายายในทสี่ ุด การเรยี นรดู้ งั กลา่ วเปน็ การศกึ ษานอกระบบซ่ึงต้องใชเ้ วลาตลอดชวี ิต
นอกจากการศึกษานอกระบบแล้วปัจจุบันเด็กชาวเล ยังเข้ารับการศึกษาภาคบังคับในโรงเรียนรัฐบาล ซึ่งจัด
เปน็ การศกึ ษาอยา่ งเป็นทางการ หรือการศกึ ษาในระบบตามนโยบายของรฐั ดว้ ย ท�ำใหก้ ารศึกษานอกระบบจาก
พอ่ แม่ลดบทบาทลง ไมค่ ่อยมเี วลาได้อบรมขดั เกลา เนือ่ งจากเด็กต้องไปโรงเรียน

ในอดตี ความแตกตา่ งทางดา้ นภาษา กเ็ ปน็ อกี ปญั หาหนงึ่ ในการเรยี นการสอน เนอื่ งจากชมุ ชนชาวเล
คงภาษาอูรักลาโว้ยเป็นภาษาพดู ในชวี ิตประจ�ำวนั แตป่ ัจจบุ ันพบว่าพอ่ แมข่ องเด็กเริม่ จะสอนลกู ให้พดู ภาษาไทย
มากข้ึน ควบคู่ไปกับการสอนภาษาอูรักลาโว้ยเพราะกลัวลูกจะมีปัญหาในการเข้าเรียนท่ีโรงเรียน กลัวจะพูด
ภาษาไทยไม่ได้ จึงสอนเด็กตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียน หลังจากมีโทรทัศน์เข้าไปในหมู่บ้าน เด็กมีโอกาสได้ยินได้ฟัง
ภาษาไทยมากข้ึนจากการดูโทรทัศน์ทกุ วัน ท�ำให้เดก็ เรยี นรู้จากโทรทัศนม์ ากขน้ึ อีกทางหนง่ึ

การรกั ษาพยาบาล
กอ่ นทีก่ ารรกั ษาแผนปัจจุบันจะเขา้ มาถงึ หมบู่ า้ นสงั กาอนู้ น้ั ในอดีตชาวเลมีความเชือ่ วา่ อาการเจ็บ
ป่วยไมส่ บายนน้ั เกดิ จาก “ผกี ิน” จึงเปน็ หนา้ ท่ขี องโต๊ะหมอประจำ� หมูบ่ า้ นท่ีตอ้ งรกั ษาดว้ ยการขับไล่ หรือเชิญผี
ให้ออกไป วิธีบ�ำบัดส่วนมากใช้วิธีร่ายเวทมนต์ เป่าคาถาอาคม หรือดูเทียนเพื่อดูอาการของโรคต่าง ๆ นานา
บางครงั้ กเ็ ชอื่ วา่ การเจบ็ ปว่ ยนนั้ อาจเปน็ เพราะไปทำ� ใหผ้ บี รรพบรุ ษุ ไมพ่ อใจ จงึ ตอ้ งใหโ้ ตะ๊ หมอรกั ษาอาการของโรค
เพราะโต๊ะหมอจะสามารถติดต่อกับบรรพบุรุษได้ และรู้สาเหตุของความไม่พอใจน้ัน รวมถึงการรู้วิธีที่จะ
ดำ� เนนิ การใหห้ ายจากโรคนน้ั ๆ ได้ หากไมส่ บายธรรมดาโตะ๊ หมอกม็ ตี วั ยาทจี่ ะรกั ษาโดยเฉพาะ หรอื ไมก่ น็ ำ� นำ�้ มนต์
มาปดั เปา่ โรค
โตะ๊ หมอ คือ คนกลางที่จะติดตอ่ ระหว่างคนในหมูบ่ ้านกบั วิญญาณ หรือสงิ่ ศักดิส์ ิทธิต์ า่ ง ๆ ตามท่ี
ชาวเลเคารพนบั ถอื ในชว่ งของการประกอบพธิ กี รรมตา่ ง ๆ เชน่ หาสาเหตขุ องการเกดิ โรคภยั ไขเ้ จบ็ การเกดิ ภยั พบิ ตั ิ
การแก้บน การรกั ษาพยาบาล เป็นตน้ โต๊ะหมอเป็นผู้ทไี่ ด้รบั การคัดเลือกจากโตะ๊ หมอคนก่อนแล้ววา่ เป็นผูท้ มี่ ี
ความสามารถในการจดจำ� คาถาทใ่ี ชใ้ นการประกอบพธิ กี รรมตา่ ง ๆ ตลอดจนสมนุ ไพรทใ่ี ชร้ กั ษาโรค และไดร้ บั การ
ถ่ายทอดหรือเรยี นรู้จากโต๊ะหมอคนกอ่ น
ถึงแม้ปัจจุบันชาวเลจะรู้จักและยอมรับการไปรักษาอาการเจ็บไข้ไม่สบายท่ีโรงพยาบาลแล้ว
แต่ชาวเลก็ยังมีความเชื่อในเร่ืองการรักษาโรคหรืออาการต่าง ๆ กับโต๊ะหมออยู่ด้วยเช่นกัน และยังคงรักษา
ควบค่กู ันไปกบั การรกั ษาแผนปจั จุบนั ส่วนใหญช่ าวเลจะรักษาตามอาการของโรคทีป่ รากฏให้เห็นก่อน โดยบาง

ชดุ วิชา อุทยานธรณสี ตูล 3 สค33124 45>>>ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

คร้ังกซ็ ื้อยาจากร้านคา้ มากนิ เอง หากไมห่ ายก็จะไปโรงพยาบาล หรือไปหาโตะ๊ หมอ
การประกอบอาชีพ
การประกอบอาชพี ในหมู่บ้าน มีรูปแบบทีห่ ลากหลายข้นึ ในปจั จบุ ัน เพราะชาวเลตอ้ งดน้ิ รนทำ� มา

หากินเพ่อื หารายได้มาเลยี้ งครอบครัว ดว้ ยความท่ีมรี ายได้ต�่ำ โดยเฉลยี่ ประมาณ 36,600 บาทต่อปตี ่อคน (กชช.
2 ค ปี 2544) อย่างไรกต็ ามในแตล่ ะครวั เรอื นมักจะมกี ารประกอบอาชพี มากกวา่ 1 อยา่ ง เชน่ นอกจากทำ� ประมง
แลว้ ในวนั ทไ่ี ม่ไดอ้ อกทะเลกม็ กั จะไปรบั จา้ งแรงงาน หรือบางครอบครวั กท็ ำ� เกษตรกรรม

ประมง
อาชีพประมงเป็นอาชีพที่ชาวเลถนัดที่สุด ชาวเลในสังกาอู้
สว่ นใหญป่ ระกอบอาชพี ประมง เพราะชวี ติ ผกู พนั กบั ทอ้ งทะเลมาตง้ั แตเ่ กดิ
และท�ำมาหากินกับทะเลมาตลอด การท�ำประมงในหมู่บ้านสังกาอู้เป็น
ประมงชายฝง่ั หรอื เรยี กวา่ ประมงพนื้ บา้ น ทห่ี ากนิ ตามชายฝง่ั ทะเลอนั ดามนั
หรือตามเกาะบริเวณใกล้เคยี งโดยใชเ้ รอื หางยาวติดเครอื่ งยนต์ และหากวา่
ชาวเลไปเยยี่ มญาตทิ เ่ี กาะอน่ื กม็ กั จะพาเครอื่ งมอื หาปลาไปดว้ ย เพอ่ื หาปลา
ระหวา่ งการเดนิ ทาง ทำ� ใหไ้ มส่ ญู เสยี เวลาไปเปลา่ ๆ ชาวเลเกอื บทกุ คนในหมบู่ า้ นจะมเี รอื เพอื่ ใชใ้ นการออกทะเล
ไมว่ า่ จะเปน็ เรอื ของตนเองหรอื เรือของเถ้าแกก่ ็ตาม ในหมูบ่ ้านมีคนทท่ี �ำอาชีพประมงอย่างเดียว 57 ครัวเรอื น
การหาปลาในสมยั กอ่ นนนั้ ทำ� กนั อยา่ งงา่ ย ๆ ไมต่ อ้ งใชเ้ ครอื่ งมอื อปุ กรณอ์ ะไรมากนกั ซง่ึ กส็ ามารถ
หาปลาได้เพียงพอส�ำหรับการยังชีพในครัวเรือนในแต่ละวัน และเคร่ืองมือส่วนใหญ่ก็สามารถหาได้ในท้องถ่ิน
แรงงานที่ใช้ส�ำหรับการท�ำประมงก็ได้จากภายในครอบครัวนั่นเอง ปัจจุบันวิถีชีวิตและสภาพทางเศรษฐกิจ
เปลยี่ นแปลงไป ทำ� ใหก้ ารหาปลาตอ้ งทำ� แขง่ ขนั กบั เวลาและตอ้ งหาปลาใหไ้ ดม้ ากทสี่ ดุ เพอ่ื ความอยรู่ อดของตนเอง
เพราะปัจจบุ ันอปุ กรณต์ า่ ง ๆ ท่ีใชใ้ นการทำ� ประมงนั้น ชาวเลส่วนมากยงั ต้องพ่ึงพาเถ้าแก่ เนอื่ งจากชาวเลไม่มี
เงนิ ทนุ มากพอที่จะซือ้ เรอื หรืออุปกรณใ์ นการประกอบอาชีพ ได้ภายในครง้ั เดยี ว ตอ้ งค่อย ๆ ผอ่ นชำ� ระ ทำ� ให้
ชาวเลต้องขยันหาปลาและออกทะเลมากกว่าในอดตี หลายเทา่ ตวั
เกษตรกรรม
ชาวเล ใช้พื้นท่ีบรเิ วณเชิงเขาปลูกมะพร้าว มะม่วงหิมพานต์และสะตอ มชี าวเลเพียงไมก่ ค่ี รอบครัว
เทา่ นน้ั ทที่ ำ� สวนเชน่ นี้ เพราะไมม่ เี วลามาดแู ลเอาใจใสเ่ ทา่ ทคี่ วร สว่ นใหญย่ งั ตอ้ งออกทะเลเปน็ หลกั อยา่ งไรกต็ าม
พืชสวนเหล่าน้ี ต่างก็เปน็ ไมท้ ่ไี มต่ อ้ งการการดแู ลเอาใจใส่มากนกั เม่อื โตแล้วก็มักจะเก็บผลผลติ เพอื่ เอาไปขายได้

46 ชดุ วชิ า อุทยานธรณีสตูล 3 สค33124 >>>ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

เลย ชาวเลบอกว่าเมือ่ ก่อนมะพรา้ วขายดี ถึงจะราคาไมแ่ พงมากแตก่ ็มคี นมารบั ซ้ือถึงในหม่บู ้าน และก็มีการท�ำ
มะพรา้ วแหง้ ขายดว้ ย แตป่ จั จบุ นั คนในเกาะลนั ตากห็ นั มาปลกู มะพรา้ วกนั มากขน้ึ ทำ� ใหร้ าคาถกู ลงมาก สว่ นใหญ่
จึงปลูกไว้กินเองในครัวเรือน แต่หากมีพ่อค้าแม่ค้า หรือใครมาขอซื้อก็จะขายให้ในราคาท่ีไม่แพง ส่วน
มะมว่ งหมิ พานต์และสะตอขายได้ราคาดี และมกั จะมแี มค่ า้ มารับซ้ือถึงในหมูบ่ า้ น ส่วนท่ีเหลอื จะน�ำมากนิ เองใน
ครอบครวั และแบ่งเพอื่ นบา้ น

รบั จา้ ง
นอกเหนอื จากการท�ำประมงและเกษตรกรรมแล้ว ชาวเลยังทำ� อาชพี รบั จ้างแรงงานต่าง ๆ หรือ
ทำ� งานในรสี อรท์ ดว้ ย โดยเฉพาะหญงิ ชาวเลทไี่ มไ่ ดท้ ำ� อะไรและตอ้ งการหารายไดม้ าชว่ ยจนุ เจอื ครอบครวั เนอ่ื งจาก
เปน็ อาชพี ทม่ี รี ายไดป้ ระจำ� และแนน่ อนในแตล่ ะวนั และไมต่ อ้ งออกเสย่ี งภยั ในทะเล ทำ� ใหอ้ าชพี นไี้ ดร้ บั ความนยิ ม
จากชาวเลมากข้ึน ส่วนอาชีพรับจ้างแรงงานก็ยังคงมีให้พบเห็นอยู่ทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นแรงงานผู้ชายท่ีมาท�ำงาน
รบั จา้ งต่าง ๆ เชน่ แบกหาม ตดั หญ้าที่เทศบาล หรือก่อสรา้ ง ซงึ่ แรงงานประเภทนี้พบเห็นได้ตงั้ แต่ในอดีตจนถึง
ปจั จบุ นั
พิธีกรรม
อรุ กั ลาโวย้ ทบ่ี า้ นสงั กาอมู้ ปี ระเพณคี วามเชอ่ื เปน็ ของตนเอง ทแี่ สดง
เอกลกั ษณค์ วามเปน็ กลมุ่ ชาตพิ นั ธไ์ุ ดอ้ ยา่ งชดั เจน และปจั จบุ นั บนั ยงั คงมปี ระเพณี
บางอย่างที่ได้สืบทอดต่อมาจากบรรพบุรุษ แต่อาจมีรายละเอียดท่ีแตกต่างกัน
ออกไปบ้างตามยุคตามสมัย เนื่องจากการติดต่อกับคนภายนอก และได้รับเอา
วัฒนธรรมบางอย่างมาปฏิบัติ ท�ำให้รายละเอียดที่ปรากฏในพิธีกรรมเหล่านั้น
ปรับตัวไปตามบริบทสงั คมและวัฒนธรรมในแตล่ ะชว่ งเวลา

1) พิธีบูชาแมย่ ่านางเรอื
เปน็ พธิ กี รรมหนงึ่ ซงึ่ เกยี่ วขอ้ งกบั การทำ� มาหากนิ ในชวี ติ ของชาวเลหมบู่ า้ นสงั กาอู้ ครอบครวั ใดท่ี
มเี รอื ออกทะเลตอ้ งถอื เปน็ ธรรมเนยี มปฏบิ ตั ใิ นการทำ� พธิ นี ี้ เพอื่ ความเปน็ สริ มิ งคลตอ่ การทำ� มาหากนิ คอื การออก
ทะเลหาปลานน่ั เอง ชาวเลเช่อื วา่ การทำ� พธิ บี ูชาแม่ยา่ นางเรือ เป็นการบอกกล่าวใหแ้ มย่ า่ นางประจำ� เรอื แตล่ ะล�ำ
รบั รู้เพอ่ื จะได้คุม้ ครองไมใ่ หเ้ กดิ อบุ ัตเิ หตเุ วลาออกทะเล และจบั ปลาหรือสัตวท์ ะเลตา่ ง ๆ ได้มาก

ชุดวชิ า อุทยานธรณสี ตูล 3 สค33124 47>>>ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

2) พิธีลอยเรือ

พธิ ลี อยเรอื เปน็ พธิ ที ถ่ี อื วา่ สำ� คญั สำ� หรบั ชาวเลบา้ นสงั กาอมู้ ากทส่ี ดุ และเปน็ พธิ ที ยี่ งั คงสบื ทอด
มาจนถงึ ปัจจุบนั ชมุ ชนจะจดั พิธีนีท้ ุกปี ปลี ะ 2 ครงั้ ใช้เวลาคร้งั ละ 2 วนั คือ ในวันขึน้ 14 ค�่ำ วนั ข้ึน 15 คำ�่ ของ
เดือน 6 และเดือน 11 (ประมาณเดือนพฤษภาคมและเดือนตุลาคม) เรือที่น�ำไปลอยเรียกว่า “เรือปาจ๊ัก”
วตั ถปุ ระสงค์ในการลอยเรือ คอื

2.1) เพือ่ สะเดาะเคราะหใ์ ห้ผรี า้ ยความเจบ็ ไข้ท้งั หลายทงั้ ปวงหายไปจากชุมชน
2.2) เพ่อื ส่งวิญญาณบรรพบรุ ษุ ไปสู่แดนสถติ คอื “ฆูนุงฌรึ ยั ” ตามความเชือ่
2.3) เพอ่ื ส่งวญิ ญาณสัตว์ที่เคยฆ่าเปน็ อาหารคืนใหเ้ จ้าของเดิม
ประเพณนี ท้ี ำ� ใหก้ ลมุ่ ชนชาวเลมกี ารกระทำ� ทางสงั คมรว่ มกนั และมโี อกาสไดม้ าพบปะสงั สรรค์
กนั บ่อย ๆ ท�ำให้เกดิ แรงยึดเหนย่ี วทางสังคม การได้ทำ� พิธีร�ำลกึ ถงึ บรรพบุรุษรว่ มกนั ของชาวเลทำ� ใหเ้ กิดความ
สามคั คี และดำ� รงวถิ ชี วี ติ ทคี่ งเอกลกั ษณไ์ ว้ ไมเ่ ปลย่ี นแปลงอยา่ งรวดเรว็ เกนิ ไป ทง้ั ทำ� ใหเ้ กดิ การรบั วฒั นธรรมใหม่
จากภายนอกเข้ามาปฏิบัติผสมผสานกับประเพณีดั้งเดิมโดยไม่ละทิ้งประเพณีด้ังเดิมของชุมชนไปเสียทีเดียว
ถงึ แมว้ า่ รายละเอยี ดของประเพณหี รอื พธิ นี นั้ ๆ จะไมค่ งรปู แบบเดมิ ไวท้ ง้ั หมดกต็ าม ซงึ่ เปน็ ธรรมดาของวฒั นธรรม
ที่ตอ้ งปรบั เปลยี่ นไปตามกาลเวลา
สังคมท่ีกำ� ลังเปล่ียนแปลงไป
สภาพชวี ติ ความเปน็ อยขู่ องชาวเลเรม่ิ มกี ารตดิ ตอ่ กบั ผคู้ นภายนอก
มากข้ึน เข้าไปเกี่ยวขอ้ งและรับเอาระบบเศรษฐกจิ สมยั ใหมเ่ ข้ามามากขึ้น แม้วา่
ในสภาพปัจจุบันจะยังคงรูปแบบการด�ำเนินชีวิตแบบเดิมอยู่บ้าง แต่การท่ีต้อง
ติดต่อพ่ึงพาปัจจัยหลายอย่างจากสังคมภายนอก ท�ำให้ชาวเลเร่ิมซึมซับและ
ยอมรับเศรษฐกิจแบบใหม่ ที่มีตลาดเป็นศูนย์กลางแลกเปล่ียนได้โดยง่ายดาย
จนบางครั้งสิ่งของบางอย่างท่ีไม่จ�ำเป็นต่อสังคมหมู่บ้าน ก็กลายเป็นส่ิงที่ต้องหา
ต้องมีเหมือนบ้านอ่ืน ๆ โดยคิดว่าเป็นความมีหน้ามีตา และเท่าเทียมคนอ่ืน
รายจ่ายในแต่ละวันก็เพิ่มสูงข้ึน แม้จะต้องเร่งเพ่ิมผลผลิต โดยการท�ำมาหากิน
มากข้นึ แตร่ ายไดก้ ็ยงั คงไม่เพียงพอต่อคา่ ใชจ้ า่ ยท่เี ปน็ อยู่ในปัจจุบัน

48 ชดุ วชิ า อุทยานธรณสี ตลู 3 สค33124 >>>ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

4บทท่ี
แหล่งเรยี นรู้อทุ ยานธรณีสตูล

1. พพิ ิธภณั ฑ์
1.1 พิพธิ ภัณฑช์ ้างดกึ ดำ� บรรพ์ทงุ่ หวา้
พพิ ธิ ภัณฑ์ชา้ งดึกดำ� บรรพ์ทุง่ หว้า ตั้งอยู่
ในเขตองค์การบริหารสว่ นตำ� บลทุ่งหวา้ เปน็ อาคารช้ันเดียวมี
ขนาดพื้นท่ีจัดแสดง 144 (12X12) ตารางเมตร อยู่ติดกับที่
วา่ การอำ� เภอทงุ่ หว้า เร่มิ ก่อสรา้ งปี 2553 และแล้วเสรจ็ ในปี
2554 จากนัน้ ไดจ้ ัดนิทรรศการในปี 2555 และเปดิ ให้บริการ
นกั ทอ่ งเทย่ี ว และประชาชนทวั่ ไป ในวนั ท่ี 1 พฤษภาคม 2555
จนถึงปจั จุบนั
จากความร่วมมือนักวิชาการในการเดิน
ส�ำรวจบริเวณถ�้ำกล้วย ม.7 ต.ทุ่งหว้า คณะส�ำรวจได้ค้นพบ
ซาก ดึกดำ� บรรพ์ ทมี่ อี ายุกว่า 1.8 ล้านปี รวม 215 ชิ้น ใน
พ้ืนท่ี 5 จุดตลอดความยาวถ�้ำ มีชิ้นส่วนของกระดูกสันหลัง
และฟนั กรามของแรด ชน้ิ สว่ นของขวานหนิ คนั โบราณอายกุ วา่
5 พันปี และที่ส�ำคัญมีการค้นพบหลักฐานชิ้นส�ำคัญของ
ช้างสเตโคดอน ท่ีสูญพันธุ์ไปแล้วหลายพันล้านปี ซึ่งการค้น
พบช้างสเตโคดอนในพ้ืนท่ีจังหวัดสตูลถือว่าเป็นการค้นพบ
ซากดึกดำ� บรรพเ์ ป็นแห่งแรกและแห่งเดยี วในพนื้ ทภ่ี าคใต้
นอกจากน้ถี ้�ำกล้วยยงั มีความสวยงามของหนิ งอกหินย้อย บรรยากาศภายในถ�ำ้ มลี มพัดผา่ น
และมีความกว้างเหมือนเป็นท่ีอยู่ของมนุษย์ยุคโบราณ โดยถ�้ำแห่งน้ีชาวบ้านในพ้ืนที่เรียกว่าถ้�ำเล มีความยาว
ประมาณ 2 กิโลเมตร ปลายถ�้ำสามารถทะลอุ อกบริเวณอันดามัน โดยการเดนิ ทางดว้ ยเรอื พายัคหรอื เรือยางพาย
และจากการขุดพบซากดึกด�ำบรรพ์ที่มีจ�ำนวนมาก อบต.ทุ่งหว้าจึงจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ช้าง ดึกด�ำบรรพ์ขึ้น เป็น
พิพิธภัณฑ์ทางธรณีวิทยาที่ถือว่าเป็นท้องถ่ินเดียวในประเทศไทยที่ด�ำเนินการทางด้านน้ี เพ่ือเก็บรวบรวม
ซากดึกดำ� บรรพแ์ ละวตั ถุโบราณต่าง ๆ ใหเ้ ปน็ แหล่งเรยี นรู้ ศึกษา ท่เี ปิดกวา้ งแก่ผทู้ ่ีสนใจท่ัวไป

ชดุ วชิ า อุทยานธรณีสตูล 3 สค33124 49>>>ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

องค์การบริหารส่วนต�ำบลทุ่งหว้า ได้ท�ำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านข้อมูลวิชาการ
เรอื่ งซากดกึ ดำ� บรรพ์ (ฟอสซลิ ) กบั พพิ ธิ ภณั ฑว์ จิ ยั ไมก้ ลายเปน็ หนิ ฯ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า โดยจะเชญิ
ผศ.ดร.ประเทือง จินตสกุล ผู้อ�ำนวยการพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินฯมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และ
นายธรรมรตั น์ นุตะธีระ อาจารย์ประจำ� พิพธิ ภัณฑธ์ รรมชาตวิ ทิ ยา โรงเรยี นก�ำแพงวิทยา มาให้ค�ำแนะนำ� ดว้ ยวา่
ควรจัดแสดงนิทรรศการในพิพธิ ภัณฑ์อย่างไร

1.2 พพิ ิธภณั ฑ์ธรรมชาติวทิ ยา
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ตั้งอยู่ในห้องด้านล่างสุด ของอาคารเรียนหลังหนึ่งของโรงเรียน
ก�ำแพงวิทยา กอ่ ต้งั โดย ครูธรรมรัตน์ นตุ ะธรี ะ ครูสอนวทิ ยาศาสตรข์ องโรงเรยี นแหง่ น้ี โดยพพิ ิธภัณฑม์ กี ารจดั
แสดงช้ินตัวอย่าง ท้ังทางชีววิทยาและธรณีวิทยา เช่น
ตวั อยา่ งพชื สตั ว์ แร่ หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ โดยชนิ้ ตวั อยา่ ง
เกือบทั้งหมดได้มาจากท้องถ่ิน ซ่ึงครูธรรมรัตน์ยังมีความ
พยายามจะอนรุ กั ษแ์ หลง่ ทางธรณวี ทิ ยาตา่ ง ๆ ไว้ เพอ่ื ใชเ้ ปน็
แหล่งเรียนรขู้ องนกั เรยี น และผสู้ นใจทวั่ ไปอีกด้วย นอกจาก
นี้ทางโรงเรียนก�ำแพงวิทยายังมีแผนจะย้าย และพัฒนาให้
เปน็ พพิ ธิ ภณั ฑท์ เี่ ปดิ กวา้ งสสู่ าธารณะ และมงุ่ หวงั จะผลกั ดนั
ให้เป็นโรงเรยี นอทุ ยานธรณี
1.3 พิพธิ ภณั ฑพ์ ้นื บ้านละง ู
พพิ ธิ ภณั ฑพ์ น้ื บา้ นละงกู อ่ ตงั้ โดยคณุ ชยั วฒั น์ ไชยกลุ ซง่ึ ชน่ื ชอบการสะสมของเกา่ อยกู่ อ่ นแลว้
โดยเรมิ่ สะสมตง้ั แตป่ ี พ.ศ. 2528 เม่ือของสะสมมีมากขึ้นเรอื่ ย ๆ คณุ ชัยวฒั นจ์ ึงนำ� ของสะสมมาจดั แสดงเปิด
เปน็ พิพิธภัณฑ์ ณ บ้านเลขท่ี 28 หมู่ 1 ต.ละงู อ.ละงู จ.สตูล ในปี พ.ศ. 2531 พพิ ิธภณั ฑ์พื้นบ้านละงูกลายเปน็ ท่ี
รู้จักของคนในจังหวัดและนักท่องเท่ียวเป็นอาคารสองชั้น ช้ันล่างจ�ำหน่ายผลิตภัณฑ์งานฝีมือท้องถิ่นและขนม
ช้ันบนจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ มีของจ�ำพวกเครื่องทองเหลือง เคร่ืองปั้นดินเผา เครื่องเงิน เตารีด ธนบัตร
เหรยี ญกษาปณ์ กระเบอื้ งเคลอื บ เครอ่ื งแกว้ เครอ่ื งเสยี ง เครอ่ื งดนตรี เครอ่ื งจกั สาน นาฬกิ า พดั ลม เปดิ ใหบ้ รกิ าร
ทุกวัน เวลา 10.00 -18.00 น.

50 ชุดวิชา อทุ ยานธรณีสตลู 3 สค33124 >>>ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

2. แหลง่ โบราณคดี
2.1 อาคารชิโน-โปรตุกสี
ประเภทแหล่ง : โบราณคดี
ที่อยู่ : บ้านทา่ เรอื หมู่ 2 ต�ำบลท่งุ หวา้ อำ� เภอทงุ่ หวา้ จังหวดั สตลู
พน้ื ทแ่ี หลง่ เปน็ อาคาร ตง้ั อยดู่ า้ นตะวนั ตกของถนน
หลวงหมายเลข 416 ขนาดอาคารกวา้ ง 5 เมตร ลึกประมาณ 15 เมตร
หา่ งจากสีแ่ ยกกลางอ�ำเภอท่งุ หว้าลงไปทางใตป้ ระมาณ 100 เมตร อยู่
หา่ งจากตวั อำ� เภอทงุ่ หวา้ ไปทางทศิ ใตเ้ ปน็ ระยะทางประมาณ 100 เมตร
พ้ืนท่ีแหล่งเป็นอาคารทิ้งร้างสร้างขึ้นเมื่อสมัยอ�ำเภอทุ่งหว้า
มีชอื่ เรียกว่า “สุไหงอเุ ป” ทม่ี ีทา่ เรอื มกี ารเดินเรือท�ำมาคา้ ขายกบั ปีนงั
อาคารต่าง ๆ ในสมัยนั้นจึงได้รับอิทธิพลผสมผสานระหว่างจีนกับ
โปตุเกส ปัจจุบันพบเหลือเพียงไม่กี่หลัง ท้ังที่มีผู้อยู่อาศัยและที่ปล่อย
ทงิ้ รา้ ง ถอื เปน็ โบราณสถานบอกเล่าเรือ่ งราวความเจรญิ รุ่งเรอื งในอดีต
ในปี พ.ศ.2437 ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้
เจา้ อยหู่ วั ไดท้ รงประกาศใหม้ กี ารเปลยี่ นแปลงระบบการปกครองเปน็ ระบบมณฑลเทศาภบิ าล และในปี พ.ศ.2440
ไดป้ ระกาศจดั ตงั้ มณฑลไทรบรุ ี อนั ประกอบไปดว้ ย ไทรบรุ ี ปะลสิ และสตลู และเมอื่ วนั ที่ 14 มถิ นุ ายน พ.ศ.2443
พระองคไ์ ด้ทรงแตง่ ตงั้ พระยาภูมนิ ารถภกั ดี ไปปกครองเมอื งสตูลเปน็ ระยะเวลา 18 ปี ด้วยพระยาภูมินารถภักดี
เคยอาศัยอยูท่ ี่เกาะปีนงั มาก่อน ได้เหน็ ความเจรญิ กา้ วหนา้ ของปนี งั ท่อี ังกฤษปกครองอยู่ จงึ มคี วามคดิ ทจ่ี ะสรา้ ง
เมอื งสุไหงอเุ ป ให้เป็นแหลง่ ปลูกพรกิ ไทยและสร้างท่าเทียบเรือ สง่ ผลผลิตไปขายท่ปี นี ัง และได้เชญิ ชวนชาวจีน
จากปีนังใหม้ าตัง้ ถิน่ ฐานที่สุไหงอุเป มเี รอื กลไฟ 6 ลำ� แลน่ ระหวา่ งปนี ังกับท่งุ หวา้ พอ่ คา้ ชาวจนี ได้สร้างอาคาร
ตกึ แถวแบบ ชิโน-โปรตกุ สี (Sino-Portuguese style) ขน้ึ ซ่ึงก็ยงั คงทิ้งรอ่ งรอยปรากฏใหเ้ ห็นอยู่ในตลาดทุง่ หวา้
จนถงึ ทกุ วนั นี้
อาคารแบบชโิ น-โปรตกุ สี เปน็ ของนายสธุ รรม-นางกอบกจิ องึ้ สกลุ
ตกอยู่ในสภาพที่ท้ิงร้างปราศจากผู้คนอยู่อาศัย มีสภาพท่ีทรุดโทรมและ
มปี ลวกกินเน้อื ไม้ หลายส่วนทง้ั สว่ นท่ีเป็นอฐิ กอ่ ปูนฉาบและโครงสร้างไม้
แตกหกั หลดุ ลยุ่ และสว่ นของกระเบอื้ งหลงั คาไดม้ กี ารเปลยี่ นเปน็ กระเบอ้ื ง
ลอนคู่มาก่อนหน้าน้ีแล้ว อาคารเป็นของ นายสุธรรม อ้ึงสกุล และ
นางกอบกจิ อึ้งสกุล

ชุดวิชา อุทยานธรณีสตลู 3 สค33124 51>>>ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

2.2 โบราณสถานบ่อเจด็ ลกู
บา้ นบ่อเจด็ ลูก
บา้ นบ่อเจ็ดลกู ตงั้ อยู่หมทู่ ี่ 1 ตำ� บลปากนำ�้ อ�ำเภอละงู จงั หวัดสตูล เป็นแหล่งท่องเที่ยวรอง
จากเกาะตา่ ง ๆ ทีม่ อี ยใู่ นจงั หวัดสตลู เนอื่ งจากทศั นยี ภาพของพ้ืนทบี่ ่อเจ็ดลกู ลอ้ มรอบไปด้วยน้�ำทะเลสเี ขียว มี
ชายหาด ถ�้ำตา่ ง ๆ หน้าผา แหลง่ ปะการงั แหล่งหอยตะเภาซึง่ เปน็ ทีข่ นึ้ ช่อื โบราณสถานบ่อ 7 ลูก ซึ่งมีประวัติ
ความเป็นมาที่ยาวนาน ถือเป็นต้นก�ำเนิดของชุมชนแห่งน้ี
นกั ทอ่ งเทยี่ วสามารถเดนิ ทางไดส้ ะดวกทงั้ ทางเรอื ทางรถ ใน
ช่วงฤดกู ารท่องเที่ยว เดอื นพฤศจกิ ายน – เมษายนบ้านบอ่
เจด็ ลกู หา่ งจากทา่ เทียบเรือปากบาราราว 7 กม. บนเกาะมี
ชายหาดขาวสลับกับโขดหินรูปร่างแปลกตา บรรยากาศ
เงียบสงบ อีกท้ังเกาะยังมีชุมชนชาวเกาะส่วนใหญ่เป็น
ครอบครวั ชาวประมง
บา้ นบอ่ เจด็ ลกู เดมิ เรยี กวา่ ลางาตโู ยะ เดมิ ราษฎรเขา้ ไปอาศยั บรเิ วณทงุ่ เลย้ี งสตั ว์ เพอ่ื เลยี้ ง
วัว ควาย หลังจากน้ันมีชาวเลจากเกาะบุโหลน อพยพเข้ามาตั้งถ่ินฐาน ปัญหาไม่มีน�้ำจืดใช้จึงช่วยกันขุดบ่อหา
แหล่งน�ำ้ จดื มาใชจ้ งึ เปน็ เรื่องประหลาดเม่ือพบว่า บ่อทมี่ ีนำ้� จดื สนิทท่ีสุด เปน็ บ่อทอี่ ยใู่ กลท้ ะเลมากทส่ี ดุ ส่วนอกี
หกบ่ออยู่หา่ งออกไปกลับเปน็ น�้ำกรอ่ ยและมนี �ำ้ น้อยทส่ี ดุ จงึ มีการสนั นษิ ฐานว่าผู้ขดุ บอ่ น�้ำไวจ้ นบดั นอ้ี ายขุ องบอ่
ไมน่ ้อยกวา่ 80-90 ปี ทกุ วนั นช้ี าวบา้ นบอ่ เจ็ดลกู ได้บูรณะบอ่ ท้ังเจด็ โดยการขดุ บอ่ ใส่ท่อซีเมนตก์ ลม โดยใช้อิฐ
ดินเผาตกแต่งบริเวณขอบบ่อให้สวยงาม
พื้นท่ีของบ้านบ่อเจ็ดลูก มีลักษณะเป็น
ทร่ี าบลุ่มมภี เู ขาอยู่ดา้ นในพนื้ ท่ี อกี สว่ นหนงึ่ ชายหาดฝง่ั ทะเล
อนั ดามนั สภาพดนิ มลี กั ษณะเปน็ ดนิ รว่ นปนทราย รมิ ชายหาด
ดนิ ทรี่ าบเชงิ เขามคี ลองทสี่ ำ� คญั คอื คลองบา้ นบอ่ เจด็ ลกู ทาง
ทิศตะวันตกจะมีเขาใหญ่ ซึ่งเป็นเขาที่สวยงามมากต้ังอยู่บน
เกาะบริเวณ ปากน้�ำ บ้านปากบารา ซ่ึงเป็นสถานท่ีใน
เขตรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา จึงเป็น
สถานที่ทอ่ งเทีย่ วของตำ� บลปากน้�ำดว้ ย

52 ชดุ วชิ า อุทยานธรณีสตูล 3 สค33124 >>>ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

3. แหลง่ ธรณวี ทิ ยา
3.1 ถ้ำ� เลสเตโกดอน
ประเภทแหล่ง : ธรณีสณั ฐาน
ท่ีอยู่ : บา้ นคีรวี ง หมู่ที่ 7 ตำ� บลทุ่งหวา้ อำ� เภอทุ่งหวา้ จังหวดั สตูล
ถ�้ำเลสเตโกดอน เป็นถ�้ำอยู่ในเทือกเขาหินปูน
ทที่ อดยาวในแนวเหนอื -ใต้ มปี ากทางเขา้ -ออกสามทาง อยทู่ างดา้ นตะวนั
ออกสองทาง และอยู่ทางด้านตะวันตกหน่ึงทาง มีลักษณะคล้ายอุโมงค์
จากปากถำ�้ ทง้ั สามไปบรรจบกนั ใตภ้ เู ขา อโุ มงคถ์ ำ้� มลี กั ษณะคดเคย้ี วไปมา
ขนาดความกว้างประมาณ 10 เมตร และมีเพดานถ้�ำสูงประมาณ
10-20 เมตร ทัง้ น้ีวัดระยะทางระหวา่ งปากถ�้ำได้ยาก แต่ประมาณได้ว่า
ระยะทางระหว่างถ�้ำไม่น้อยกว่า 4 กิโลเมตร และจากปากถ้�ำ
ด้านตะวันตกซ่ึงติดป่าชายเลนต้องล่องเรือไปขึ้นบกท่ีท่าเรือท่าอ้อยด้วย
ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ปากถำ�้ ดา้ นตะวนั ออกอยหู่ า่ งจากอำ� เภอ
ท่งุ หว้าเป็นระยะทางประมาณ 11 กโิ ลเมตร
ถ�ำ้ เลสเตโกดอน เดมิ มชี ื่อวา่ ถ�้ำวงั กลว้ ย เป็นถ้�ำท่มี ี
ปากถ้�ำเข้า-ออกสามทางทะลุหากันเป็นลักษณะคล้ายอุโมงค์ทอดยาวใน
แนวระดับไปบรรจบกันอยู่ใต้ภูเขา เป็นลักษณะของถ�้ำเล กล่าวคือมี
นำ้� ทะเลเขา้ ไปได้ ทง้ั นปี้ ากถำ้� ดา้ นตะวนั ออกทงั้ สองชอ่ งมลี ำ� ธารไหลเขา้ ไป
ในถ�้ำและไหลออกทะเลทางปากถ�้ำด้านตะวันตก โดยน�้ำในถ้�ำจะได้รับ
อิทธิพลของน�้ำทะเลจากการข้ึนลงเป็นประจ�ำทุกวัน กิจกรรมพายเรือ
ลอดถ�้ำจึงต้องพิจารณาระดับน�้ำในถ้�ำด้วย จึงถือเป็นลักษณะท่ีโดดเด่น
ลักษณะหน่ึงของถ�้ำแห่งน้ี นอกจากนี้ ยังมีการพบซากดึกด�ำบรรพ์ของ
ช้างและแรดสมัยไพลสโตซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช้างสเตโกดอน ซึ่งเป็น
ทีม่ าของการเรยี กชอื่ ถ้ำ� แห่งนว้ี ่า “ถำ้� เลสเตโกดอน” เดมิ ทีเรียกถ้�ำแห่งน้ี
ว่า “ถ�้ำวังกล้วย” โดยในเดือนเมษายน พ.ศ.2551 นายยุทธนันท์ แก้วพิทักษ์ ชาวบ้านหมู่ท่ี 6 ต�ำบลลิพัง
อ�ำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง กับเพื่อนอีก 3 คน พวกเขาเดินทางเข้าไปในถ้�ำวังกล้วย เพื่อจับกุ้งก้ามกราม
ขณะด�ำน�้ำจับกุ้งอยู่นั้น ได้พบซากดึกด�ำบรรพ์ลักษณะเป็นหินสีน�้ำตาลไหม้ น�้ำหนักประมาณ 5.3 กิโลกรัม
ยาวประมาณ 44 เซนติเมตร สูงประมาณ 16 เซนติเมตร ห่างจากปากทางเข้าถ�้ำด้านหมู่บ้านคีรีวง ประมาณ
1.6 กิโลเมตร จงึ เกบ็ ซากนั้นไว้
ต่อมาในวนั ท่ี 16 พฤษภาคม 2551 นายยทุ ธนนั ท์ แก้วพิทกั ษ์ ได้มอบซากดกึ ด�ำบรรพท์ ่ีพบ
ใหอ้ ำ� เภอทงุ่ หวา้ โดยมพี ธิ สี ง่ มอบอยา่ งเปน็ ทางการ ซง่ึ ครงั้ นน้ั มี นายประเสรฐิ สองเมอื ง ปลดั อำ� เภอประจำ� ตำ� บล

ชุดวชิ า อุทยานธรณีสตลู 3 สค33124 53>>>ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

ทงุ่ หวา้ พ.ต.อ.ถวลั ย์ นคราวงศ์ ผกู้ ำ� กับการสถานตี �ำรวจภธู รทงุ่ หวา้ นายจารกึ วไิ ลรัตน์ เจา้ หนา้ ท่ปี ศุสัตวอ์ ำ� เภอ
ทุ่งหว้า นางสาวรุ่งทิพย์ ฟองโห้ย นักพัฒนาชุมชนนายพิศาล แซ่เอี้ยว ประธานสภาองค์การบริหารส่วนต�ำบล
ทุง่ หว้า นายอรรถพล จุลฉดี ผใู้ หญบ่ า้ นหมทู่ ่ี 7 ตำ� บลทงุ่ หวา้ รว่ มเปน็ ตัวแทนในการรบั มอบ โดยน�ำไปเกบ็ ไวท้ ่ี
สถานตี ำ� รวจภธู รทุ่งหว้า

ขณะเดยี วกันมนี กั ธรณีวิทยา จากกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่ง
แวดลอ้ ม ทกี่ ำ� ลงั สำ� รวจผลกระทบทางธรณวี ทิ ยาจากภยั พบิ ตั ทิ อี่ ำ� เภอทงุ่ หวา้ ไดเ้ ขา้ มา ตรวจสอบฟอสซลิ ดงั กลา่ ว
เบื้องต้นดว้ ย โดยสันนษิ ฐานว่าอาจเป็นซากของจระเข้ ในขณะนั้นมีการนำ� เสนอข่าวทางหนังสอื พิมพ์หลายฉบบั
ตอ่ มา ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ประเทอื ง จนิ ตสกลุ ผูอ้ ำ� นวยการสถาบนั วิจัยไมก้ ลายเปน็ หินและทรพั ยากรธรณี
ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ เฉลมิ พระเกยี รติ มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า ซง่ึ เปน็ ชาวอ�ำเภอทงุ่ หวา้ ได้ทราบ
ข่าวจากหนา้ หนงั สือพิมพจ์ ึงติดต่อกับนายณรงค์ฤทธ์ิ ทุง่ ปรอื นายกองคก์ ารบรหิ ารส่วนต�ำบลทุง่ หวา้ เพ่ือขอเขา้
ศึกษารายละเอียด โดยได้มอบหมายใหอ้ าจารย์จรญู ด้วงกระยอม และคณะ เดนิ ทางไปศึกษาชิ้นตวั อยา่ ง พบว่า
ซากดกึ ด�ำบรรพ์ดังกลา่ วเปน็ ซากกระดกู ขากรรไกรพร้อมฟันกราม ซที่ ี่ 2 และ 3 ดา้ นล่างขวาของชา้ งดึกด�ำบรรพ์
สกุลสเตโกดอนอยู่ในสมยั ไพลสโตซนี

กรมทรพั ยากรธรณี (2556) ไดร้ ายงานวา่
มกี ารพบซากดกึ ดำ� บรรพข์ องสตั วต์ ามทอ้ งนำ้� บางจดุ ในถำ้� จาก
การส�ำรวจในระยะทางราว 2 กิโลเมตร พบช้ินส่วน
ซากดกึ ด�ำบรรพ์ในช่วง 3 ปี ( พ.ศ. 2551 – 2553) จำ� นวน
199 ชิ้น ส่วนใหญ่เป็นซากแรดโบราณ 2 สกุล คือ
แรดเกนดาธเิ ลยี ม และแรดคโิ ลธเิ ลยี ม ช้างดึกด�ำบรรพ์ 2 สกลุ
คือ ช้างสเตโกดอน และช้างเอลิฟาส ซ่ึงถือว่าเป็นการพบ
ซากดึกด�ำบรรพ์ช้างเปน็ แห่งแรกของภาคใต้ นอกจากนี้ยงั พบ
ซากสัตว์วงศก์ วาง วัว ควาย และเตา่ คาดว่าซากดึกด�ำบรรพ์เหลา่ น้มี ีอายอุ ยู่ในชว่ งสมยั ไพลสโตซีน เป็นถ�้ำทอี่ ยู่
ในเทอื กเขาหนิ ปนู ทท่ี อดตวั ยาวในแนวประมาณเหนอื -ใต้ ประกอบด้วยเขาหญา้ ระทางด้านเหนอื มยี อดเขาสูงสดุ
307 เมตร และเขาวังกล้วยทางดา้ นใตม้ ียอดเขาสูงสุด 299 เมตร ภูเขาทัง้ สองทอดยาวตอ่ เนอื่ งกนั ยาวประมาณ
5.5 กโิ ลเมตร และมคี วามกวา้ งประมาณ 1 กโิ ลเมตร ดา้ นตะวนั ออกของแนวเทือกเขาเป็นหุบเขาที่มถี นนหลวง
สาย 416 ทอดผา่ นขนานไปกบั แนวเทอื กเขา สว่ นดา้ นตะวนั ตกตดิ พน้ื ทป่ี า่ ชายเลนทม่ี คี ลองนำ้� ไหลออกไปสทู่ ะเล

ถ�้ำมีช่องทางเข้า-ออก 3 ทาง อยู่ทางด้านตะวันออกของแนวเทือกเขา 2 ช่องทาง และ
อกี หนงึ่ ชอ่ งทางอยูท่ างด้านตะวนั ตก มลี ักษณะคลา้ ยอุโมงค์ทอดยาวในแนวระดับจากปากถ�ำ้ ทัง้ สามทอดยาวไป
บรรจบกันอยกู่ ลางภูเขา โดยอุโมงคถ์ ำ้� มีขนาดความกวา้ งประมาณ 10 เมตร และสูงประมาณ 10-20 เมตร เปน็
ธารนำ้� ไหลจากปากถำ�้ ทงั้ สองทางดา้ นตะวนั ออกไหลไปบรรจบกนั กลางภเู ขาแลว้ ไหลตอ่ เนอ่ื งออกปากถำ้� ดา้ นตดิ
กบั ปา่ ชายเลนและไหลลงทะเลในทีส่ ุด ระดับน�้ำในถ�้ำจงึ แปรผนั ตามฤดกู าลและแปรผันตามการขึน้ ลงของระดับ

54 ชุดวิชา อทุ ยานธรณีสตูล 3 สค33124 >>>ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

น้�ำทะเลในแต่ละวัน โดยในช่วงเวลาทเี่ หมาะสมสามารถพายเรือลอดถำ้� จากปากถำ�้ ดา้ นตะวนั ออกไปออกปากถำ้�
ด้านตะวันตกตกแล้วล่องเรือไปตามล�ำคลองไปข้ึนฝั่งท่ีท่าอ้อยในเขตเทศบาลทุ่งหว้าในที่สุด การพายเรือลอดถ้�ำ
ถอื เป็นการท่องเทีย่ วเชิงผจญภยั และได้เรยี นรูธ้ รณวี ิทยาของถ้�ำ อนั มีความเก่ียวขอ้ งกับโครงสร้างทางธรณวี ิทยา
การกร่อน และการพอกพูนของสารแคลเซียมคาร์บอเนตเกิดเป็นหินงอกและหินย้อย โดยยังเป็นสถานที่ที่มี
การค้นพบซากดึกด�ำบรรพ์ของสัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรามช้างสเตโกดอน ซึ่งเป็นท่ีมาของช่ือ
“ถ้�ำเลสเตโกดอน” นอกจากนยี้ งั มีโอกาสได้เรียนรนู้ ิเวศวิทยาของป่าชายเลนบริเวณนอกถ้�ำดว้ ย

เทือกเขาท่ีเป็นท่ีตั้งของถ้�ำเลสเตโกดอนเป็นหินปูนเป็นชั้นดียุคออร์โดวิเชียน ช้ันหิน
มีความหนาประมาณ 10-15 เซนติเมตร มีการวางตัวเอียงเทไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยมุมเอียง
เทประมาณ 75 องศา (70/75) หนิ ปูนมโี ครงสร้างรอยแตกพบเห็นได้โดยทัว่ ไป โดยแนวแกนของถ�ำ้ มักอยูใ่ นแนว
เดยี วกบั แนวรอยแตก ตามแนวรอยแตกมกั พบหินย้อยทอดยาวเป็นแนวไปตามแนวรอยแตก อย่างไรกต็ ามแนว
ถ�ำ้ มีทศิ ทางหักเลยี้ วไปมาซบั ซ้อนทำ� ให้ไม่ทราบทศิ ทางการวางตัวของถ้ำ� ท่ีแน่นอน

3.2 ถ้ำ� วังกลาง
ประเภทแหลง่ : ธรณีสณั ฐาน
ท่อี ยู่ : บ้านเขาแดง ตำ� บลปา่ แกบ่ ่อหนิ อ�ำเภอทุ่งหว้า จงั หวัดสตูล
พื้นที่แหล่งเป็นถ้�ำธารลอดมีความยาว
มากกว่า 1 กิโลเมตร มีน�้ำไหลออกมาเป็นล�ำธารเรียกว่า
ล�ำแยะแนะ ซึ่งองค์การบริหารส่วนต�ำบลป่าแก่บ่อหินได้
สรา้ งฝายกกั เกบ็ นำ้� เกดิ เปน็ อา่ งเกบ็ นำ�้ ขนาด 7,200 ตารางเมตร
นำ้� ลกึ ประมาณ 1.9 เมตร อยหู่ า่ งจากตวั อำ� เภอทงุ่ หวา้ ไปทาง
ทิศตะวันออกเฉยี งใต้เปน็ ระยะทางประมาณ 17 กิโลเมตร
พื้นที่บริเวณปากถ�้ำมีลักษณะเป็นแอ่ง
คล้ายหลุมยุบ มีเทือกเขาหินปูนเห็นเป็นผาสูงชันทางด้าน
ตะวนั ตก เหนอื และตะวนั ออก ปากถำ้� อยบู่ รเิ วณดา้ นตะวนั ตก
ภายในถ�้ำมีลักษณะเป็นอุโมงค์ยาวมีธารน�้ำไหลออกบริเวณ
ด้านใต้ของปากถ�้ำสู่อ่าวเก็บน�้ำล�ำแยะแนะ ปากถ้�ำอีกด้าน
อยู่อีกด้านของเทือกเขา นับเป็นแหล่งท่ีมีความหลากหลาย
ทางธรณวี ทิ ยา
บริเวณปากถ�้ำเห็นเป็นหินปูนสีเทา
ขณะที่บนยอดเขาเห็นเป็นหินโคลนสีม่วงมีเม็ดกลมเน้ือปูนสีขาว (nodular limestone) หินของสองบริเวณ
ดังกล่าวมีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยหินปูนบริเวณยอดเขามีลักษณะต่อเน่ืองจากจากหินโผล่ที่
บ้านควนต�ำเสา และทเ่ี ขาแดงทงุ่ หว้า ขณะทห่ี ินปูนบรเิ วณปากถำ้� มีลกั ษณะคล้ายหนิ ปูนทห่ี นิ ผานาทอน อย่างไร

ชุดวิชา อุทยานธรณีสตลู 3 สค33124 55>>>ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

ก็ตามยงั ไมม่ กี ารส�ำรวจหาความสมั พันธร์ ะหว่างหนิ สองบรเิ วณดงั กล่าว
ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศของแหลง่ คลา้ ยหลมุ ยบุ (sinkhole) ทม่ี ลี กั ษณะเปน็ หลมุ ลกึ ลงไปและมี

ผาชนั หนิ ปนู ลอ้ มรอบสามดา้ น องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บลปา่ แกบ่ อ่ หนิ ไดส้ รา้ งทางขนึ้ ยอดเขา เพอ่ื เดนิ ตอ่ ไปทป่ี าก
ถ�้ำอีกดา้ นหนงึ่

3.3 น้�ำตกธารปลิว
ประเภทแหลง่ : ธรณสี ัณฐาน
ท่ีอยู่ : บ้านธารปลิว หมู่ 7 ต�ำบลท่งุ หว้า อำ� เภอท่งุ หวา้ จังหวัดสตูล
เป็นพื้นท่ีหุบเขามีธารน�้ำไหลผ่าน มีขนาดพ้ืนท่ี
ประมาณ 200x400 ตารางเมตร เปน็ พ้นื ทรี่ าบเชงิ เขา ภูเขาดา้ นเหนือ
เป็นผาหนิ ปนู สูง ดา้ นล่างของผาหินเปน็ ตน้ น�ำ้ ไหลลงเป็นน้�ำตก สายนำ�้
แตกออกเป็นหลายสายยอ่ ยคลมุ พ้ืนทปี่ ระมาณ 100x300 ตารางเมตร
มีถนนลาดยางเข้าถึงพื้นท่ี อยู่ห่างจากตัวอ�ำเภอทุ่งหว้าเป็นระยะทาง
ประมาณ 13 กิโลเมตร เป็นน้�ำตกที่สวยงาม มีความร่มรื่นของต้นไม้
น�้ำตกมีลักษณะเป็นสายน้�ำพวยพุ่งออกมาจากภูเขาซึ่งเป็นต้นน�้ำ
ไหลลงไปบนแอ่งชั้นบนจากน้ันจะตกลงสู่แอ่งน้�ำชั้นล่างแล้วจึงไหลมา
บรรจบกันเป็นสายนำ้� อีกครั้ง เปน็ พน้ื ทเ่ี ทอื กเขาหนิ ปูนยคุ ออรโ์ ดวเิ ชียน
กรมทรัพยากรธรณี (www.dmr.go.th) รายงานวา่ น้�ำตกธารปลิวเปน็ น�ำ้ ตกท่ีพบในพน้ื ท่ีหนิ ปูนยคุ ออรโ์ ดวิเชียน
เนอื้ หนิ มสี เี ทาดำ� นำ้� ตกธารปลวิ เปน็ หนา้ ผาหนิ ปนู มขี นาดสงู 5 เมตร ยาว 50 เมตร และมนี ำ้� ตกเลก็ ๆ สงู 1-2 เมตร
กระจายอยู่ทั่วไปเกิดจากการพอกตัวของคราบหินปูนและตะกอนแขวนลอยท่ีมากับน้�ำ ท�ำให้เกิดลักษณะเป็น
แอง่ นำ�้ คลา้ ยทำ� นบลดหลน่ั กนั ลงมาอยา่ งสวยงาม มกี ารแสดงลกั ษณะการกดั เซาะของนำ้� ตรงหนา้ ผานำ้� ตกแสดง
ลกั ษณะหนิ ย้อยสวยงาม
น้�ำตกธารปลิว เปน็ น้�ำตกสูงประมาณ 5 เมตร มีน�้ำไหลออก
มาจากชอ่ งโพรงหนิ ปนู บรเิ วณตนี เขาหนิ ปนู ทอ่ี ยเู่ หนอื ขน้ึ ไปจากบรเิ วณ
น�้ำตกประมาณ 50 เมตร แหล่งตน้ น้ำ� น้ีเปน็ โพรงถ้�ำในเทอื กเขาหินปูนท่ี
ทอดยาวและสูงเป็นหน้าผาสูงชัน น�้ำที่ไหลออกมาจากถ้�ำในภูเขาไหล
ลาดไปตามพนื้ หนิ ลาดเอยี งเปน็ ระยะทางประมาณ 50 เมตร แลว้ จงึ ไหล
ตกลงเปน็ น้ำ� ตกสงู ประมาณ 5 เมตร พื้นหนิ ท่นี �้ำไหลผา่ นมกี ารพอกพนู
ของสารแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นปูนน้�ำจืดเคลือบพ้ืนผิวโขดหินโค้งมน
สามารถเดนิ ผา่ นไปโดยไมล่ นื่ ไถล นำ�้ ทตี่ กลงสพู่ น้ื ดา้ นลา่ งแตกแขนงออก
เป็นหลายสาขาแล้วไหลไปรวมกันเกิดเป็นล�ำธารไหลไปรวมกับสายน�้ำ
หลกั ในทส่ี ุด

56 ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณีสตูล 3 สค33124 >>>ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

เทอื กเขาหนิ ปนู ทเี่ ปน็ แหลง่ ตน้ นำ�้ สงั เกตลกั ษณะหนิ ไดไ้ มช่ ดั เจนนกั แตพ่ บรอยเลอื่ ยบรเิ วณ
ใกลบ้ รเิ วณชอ่ งนำ�้ ลอด มรี ะนาบรอยเลอ่ื นเอยี งเทไปทางตะวนั ออกดว้ ยมมุ กม้ ประมาณ 80 องศา สว่ นหนิ ปนู ดา้ น
ล่างของนำ้� ตกมีลกั ษณะเปน็ ชัน้ อย่างชัดเจน

3.4 หาดราไว
ประเภทแหลง่ : ธรณีสณั ฐาน
ท่ีอยู่ : บา้ นราไว ต�ำบลขอนคลาน อำ� เภอทงุ่ หว้า จงั หวัดสตูล
พนื้ ทแี่ หลง่ เปน็ พนื้ ทช่ี ายฝง่ั ทะเล มกี ารตก
สะสมตวั ของตะกอนทรายจากตอนเหนอื บรเิ วณปากคลองวงั วน
ทบ่ี า้ นราไวเหนอื และยาวตอ่ เนอ่ื งลงมาตอนใตจ้ นถงึ ปากคลอง
ยานซ่ือด้านตรงข้ามกับบ้านหยงละไน้ รวมเป็นหาดทรายที่มี
ความยาวประมาณ 3.5 กโิ ลเมตร อยู่ห่างจากตวั อำ� เภอทงุ่ หว้า
ไปทางทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใตเ้ ปน็ ระยะทางประมาณ 26 กโิ ลเมตร
หาดราไว อยตู่ ดิ ทะเลฝง่ั อนั ดามนั เปน็ หาดทรายทยี่ าวทสี่ ดุ ของ
จังหวัดสตูล มีความยาวประมาณ 3,500 เมตร ต้ังอยู่ในเขต
อทุ ยานแหง่ ชาตหิ มเู่ กาะเภตรา เปน็ หาดทรายทเี่ กดิ จากกระแส
นำ้� เลยี บชายฝง่ั (longshore current) พดั พาเอาตะกอนทราย
มาสะสมตัวงอกขนานไปกับแนวชายฝั่ง มีพื้นท่ีป่าชายเลนค่ัน
ระหว่างแนวสันทรายทเ่ี ปน็ หาดสันดอน (barrier islands) กับ
ชายฝั่งท่ีต่อเนื่องข้ึนไปบนพื้นท่ีบก เป็นพื้นท่ีหน่ึงของชายฝั่ง
ทะเลในประเทศไทยทเี่ ปน็ ลกั ษณะตวั อยา่ งในระดบั พฒั นาการ
ในธรณีสัณฐานวิทยาของชายฝ่งั ทะเล
หาดราไว เป็นส่วนของสันดอนทรายชายฝั่งที่เรียงรายขนานกับแนวชายฝั่ง โดยมี
แนวป่าชายเลนอยู่ระหว่างสันดอนทรายกับชายฝั่งทะเลที่เป็นพ้ืนท่ีเชิงเขา ผืนทรายมีลักษณะสีเทาคล�้ำด้วยเศษ
ซากอินทรีย์ บางบริเวณพบการสลับกันระหว่างช้ันเศษซากอินทรีย์กับชั้นทรายบาง ๆ เรียงซ้อนขนานไปกับ
แนวชายฝั่งบนผืนทรายมักมีเศษไม้และและวัสดุเหลือใช้ของมนุษย์แลดุระเกะระกะ แม้จะเป็นหาดทรายยาว
ประมาณ 3 กิโลเมตร แตไ่ ม่พบนกั ทอ่ งเท่ียวไปเยย่ี มชมนกั ทัง้ น้อี งคก์ ารบริหารสว่ นต�ำบลขอนคลานไดก้ อ่ สร้าง
ก�ำแพงป้องกนั คล่นื ขนานไปกับแนวชายหาดและสนามเด็กเลน่

ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณีสตูล 3 สค33124 57>>>ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

3.5 ถ้�ำพทุ ธคีรี
ประเภทแหล่ง : ธรณสี ณั ฐาน
ท่ีอยู่ : บา้ นธารปลิว ตำ� บลทงุ่ หวา้ อ�ำเภอท่งุ หว้า จังหวดั สตูล
เป็นถ�้ำหินปูนอยู่ในบริเวณส�ำนักปฏิบัติธรรมน้�ำ
พุทธครี ี อยู่ในพน้ื ที่เขตรกั ษาพนั ธ์ปุ ่าเขาบรรทัด ทางด้านตะวันตกของ
บ้านธารปลิว อยู่ห่างจากตัวอ�ำเภอทุ่งหว้าไปทางเหนือเป็นระยะทาง
ประมาณ 10 กิโลเมตรเปน็ พนื้ ที่เทอื กเขาหนิ ปูน มีลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ
แบบคาสต์ โพรงถ้�ำถูกพฒั นาเป็นส�ำนักปฏบิ ัติธรรม จงึ เปน็ สถานทที่ มี่ ี
พทุ ธศาสนกิ ชนมาบำ� เพญ็ ศลี เนอื ง ๆ และมเี สน้ ทางเขา้ ถงึ สะดวกอยหู่ า่ ง
จากอ�ำเภอทุ่งหว้าเพียง 10 กิโลเมตร ภายในถ้�ำและโดยรอบพื้นที่มี
ลกั ษณะทางธรณวี ทิ ยาทโ่ี ดดเดน่ นา่ สนใจ เชน่ ถำ้� หนิ งอก หนิ ยอ้ ย โพรง
อากาศ ทางนำ�้ ลอดทไี่ หลออกไปเปน็ ลำ� ธาร และซากดกึ ดำ� บรรพใ์ นเนอื้
หนิ ปนู กรมทรพั ยากรธรณี (www.dmr.go.th) ไดร้ ายงานวา่ ถำ�้ พทุ ธครี ี
เปน็ โพรงถำ้� หนิ ปนู มี 2 ช้นั โพรงถ้�ำช้ันบนมขี นาดสูงประมาณ 40 เมตร
กว้างประมาณ 30 เมตร ลกึ ประมาณ 30 เมตร พบลกั ษณะหนิ งอก
หินย้อย และหินปูนฉาบ (flow stone) ซ่ึงเกิดจากการสะสมตัวของ
ตะกอนจากนำ�้ ทมี่ สี ารละลายแคลเซยี มคารบ์ อเนต ไหลเปน็ แผน่ เคลอื บ
อยบู่ นพน้ื ผวิ ของถำ้� นอกจากนบ้ี รเิ วณโพรงถำ�้ ชน้ั ลา่ งมคี วามสงู ประมาณ
10 เมตร มีล�ำธารท่ีสามารถไหลทะลุออกไปนอกถ้�ำได้ ทางน�้ำไหลไป
ทศิ 240 องศา(ตะวนั ตกเฉียงใต)้ จงึ อาจกล่าวไดว้ ่าถำ�้ พทุ ธครี เี ป็นถำ้� ท่ี
มลี กั ษณะผสมผสานระหวา่ งโพรงถำ้� และถำ้� ธารลอด เปน็ ถำ�้ หนิ ปนู สเี ทา
ถงึ เทาเขม้ มลี กั ษณะเปน็ ชน้ั อยา่ งชดั เจน ระนาบชนั้ หนิ วางตวั เอยี งเทไป
ทางทิศตะวันออกด้วยมุมเอียงเทประมาณ 37 องศา (102/37) มีลักษณะเป็นถ�้ำน้�ำลอดเป็นต้นน้�ำของล�ำธาร
เล็ก ๆ ด้านนอกถ้�ำ ในล�ำธารพบหินปูนเป็นช้ันอย่างชัดเจน พบรูชอนไชท่ัวไปในเน้ือหินปูนและพบซาก
หอยกาบเดยี่ วดว้ ย อยา่ งไรกต็ ามยงั ไมพ่ บซากดกึ ดำ� บรรพด์ ชั นี แตจ่ ากลกั ษณะหนิ มลี กั ษณะคลา้ ยหมวดหนิ มะละกา
ซ่งึ จำ� เป็นต้องมกี ารส�ำรวจวิจยั ในรายละเอียดและในวงพืน้ ทกี่ วา้ งเพิ่มเตมิ ตอ่ ไป

58 ชดุ วชิ า อุทยานธรณสี ตลู 3 สค33124 >>>ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

3.6 ถ้ำ� เจด็ คต
ประเภทแหลง่ : ธรณสี ณั ฐาน
ทอ่ี ยู่ : บา้ นป่าพน หมทู่ ี่ 6 ต�ำบลปาลม์ พัฒนา อ�ำเภอมะนงั จงั หวดั สตูล
ถ้�ำเจ็ดคต เป็นถ�้ำลอดมีธารน�้ำไหลผ่านจาก
ดา้ นตะวันออกไปออกด้านตะวันตกด้วยความยาวประมาณ 600 เมตร
ถำ�้ กวา้ ง 70-80 เมตร และมคี วามสงู ของเพดานถำ้� ประมาณ 40-50 เมตร
พนื้ ทด่ี า้ นตะวนั ออกมลี านจอดรถและสง่ิ บรกิ ารอำ� นวยความสะดวกและ
เรือคายักล่องไปตามล�ำธารจนไปออกปากถ�้ำด้านตะวันตกและบรรจบ
กับคลองละงู รวมมีพื้นที่พัฒนาท้ังสิ้นประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร
ปากถ�้ำด้านน้�ำไหลเข้าอยู่ห่างจากตัวอ�ำเภอมะนังไปทางทิศตะวันตก
เฉียงใต้เป็นระยะทางประมาณ 22 กโิ ลเมตร พื้นทแ่ี หล่ง เป็นพื้นทภี่ เู ขา
หินปูนมีลักษณะภูมิประเทศแบบคาสต์ ลักษณะเป็นภูเขาสูงมีหน้าผา
สงู ชัน มธี ารน�้ำไหลไปตามหุบเขาแคบ ๆ และพบถำ้� ได้ทั่วไป ถ้ำ� เจด็ คต
เป็นถ้�ำลอดมปี ากถ�ำ้ สองด้านทะลหุ ากันลกั ษณะคลา้ ยอโุ มงค์ ความยาว
ของถ้�ำประมาณ 600 เมตร กวา้ ง 70-80 เมตร และมีความสูงถงึ เพดานถำ้� ประมาณ 40-50 เมตร มธี ารน�ำ้ ไหล
ผา่ นโดยมตี น้ นำ้� เปน็ คลองลำ� โลนไหลมาทางดา้ นตะวนั ออกผา่ นถำ้� เจด็ คตไปออกปากถำ�้ ดา้ นตะวนั ตกและไปบรรจบ
กับคลองละงูที่ไหลมาจากด้านเหนือลงไปทางทิศใต้บริเวณบ้านทับทุ่ง ต�ำบลน้�ำผุด อ�ำเภอละงู ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มี
กิจกรรมล่องแก่งท่ีมีชื่อเสียงของจังหวัดสตูล ถ�้ำเจ็ดคตและพ้ืนที่โดยรอบจึงมีความโดดเด่นทางธรณีวิทยาที่เป็น
ได้ทัง้ แหล่งท่องเทย่ี วพกั ผ่อนหย่อนใจและเปน็ แหลง่ เรียนรดู้ า้ นธรณวี ทิ ยาและนเิ วศวทิ ยาของพื้นที่
กรมทรพั ยากรธรณี (2556) รายงานว่า “ถ้ำ� เจ็ดคต” มีช่อื เรยี กอกี ชอื่ หนง่ึ วา่ “ถำ�้ สัตคหู า”
มีธารน้ำ� ไหลผา่ นเปน็ ระยะทางประมาณ 600 เมตร ผ่านถำ้� ท่มี ีลักษณะตา่ ง ๆ แบง่ ออกไดเ้ ปน็ 7 ช่วงหรือคูหา
ไดแ้ ก่ คหู าที่ 1 เรยี กวา่ “สาวยมิ้ ” ผนงั ถำ�้ มสี เี ขยี วมรกต มหี นิ งอก หนิ ยอ้ ย อยหู่ นา้ ถำ�้ คหู าท่ี 2 เรยี กวา่ “นางคอย”
มีหนิ งอก หินย้อยทส่ี วยงามและมีฝงู คา้ งคาวจ�ำนวนมาก คหู าที่ 3 เรยี กวา่ “เพชรร่วง” สว่ นบนของผนังถ้�ำมชี อ่ ง
ให้แสงอาทิตย์ส่องลอดลงมาได้ เม่ือแสงอาทิตย์
ตกกระทบผนังถ้�ำจึงเกิดประกายแวววาวเหมือนเพชร
คหู าที่ 4 เรียกวา่ “เจดยี ส์ ามยอด” พนื้ ทางเดินเป็นหิน
ลกั ษณะคล้ายดอกกหุ ลาบ คหู าท่ี 5 เรยี กว่า “น�ำ้ ทิพย”์
ตามผนงั ถำ�้ เปน็ หนิ ยอ้ ยสขี าวและสนี ำ�้ ตาลซอ้ นกนั คลา้ ย
ผ้ามา่ น คูหาท่ี 6 เรยี กว่า “ฉตั รทอง” มีหนิ งอก หนิ ย้อย
ซอ้ นเหลอ่ื มกนั เปน็ ชนั้ เสมอื นฉตั ร และคหู าที่ 7 เรยี กวา่
“ส่องนภา” ภายในเป็นหนิ งอก หินยอ้ ย รูปทรงคล้าย

ชดุ วิชา อุทยานธรณสี ตูล 3 สค33124 59>>>ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

ดอกบัวควำ�่ ทัง้ นี้ หนิ ปูนบรเิ วณถ�้ำเจ็ดคตอยู่ในหมวดหนิ รังนก กลมุ่ หินทุ่งสง ยุคออร์โดวิเชยี น
พ้ืนท่ีบริเวณถ้�ำคูคต มีลักษณะโดดเด่นด้วยลักษณะธรณีสัณฐานแบบคาสต์ เป็นพื้นที่ภูเขา

หนิ ปูนทีเ่ ปน็ เทือกเขาสงู ๆ ต�่ำ ๆ มลี กั ษณะเป็นหนา้ ผาสงู ชนั สลบั กับพื้นท่ีหบุ เขาและบา้ งกม็ สี ายน้ำ� ไหลผา่ นคด
เค้ียวไปมา พ้ืนท่ดี ้านตะวันออกของเป็นพนื้ ทีร่ าบต�่ำครอบคลุมพน้ื ที่ประมาณ 1 ตารางกโิ ลเมตรที่รายล้อมด้วย
ภเู ขาหินปูนเกอื บรอบพืน้ ที่ มีคลองลำ� โลนไหลมาจากดา้ นตะวนั ออก ผา่ นพนื้ ที่ไปจนลอดถ�ำ้ เจด็ คต พน้ื ท่ดี ังกลา่ ว
มถี นนลาดยางไดม้ าตรฐานไปจนถงึ พน้ื ทไ่ี ดร้ บั การพฒั นาเปน็ พน้ื ทบ่ี รกิ ารนกั ทอ่ งเทยี่ ว ประกอบดว้ ย ลานจอดรถ
โรงเรอื นเกบ็ เรอื คะยักและอุปกรณ์ และมกี ารตั้งปา้ ยขอ้ มลู ต่าง ๆ จากพ้ืนท่ีลานจอดรถมบี ันไดสำ� หรับเดินลงไป
ทที่ ่าเรือส�ำหรับล่องเรอื ไปตามล�ำธารอีกประมาณ 300 เมตรเพอื่ พายเรือเขา้ ถำ้� ตอ่ ไป

3.7 น�ำ้ ตกวังสายทอง
ประเภทแหลง่ : ธรณีสัณฐาน
ที่อยู่ : บา้ นวงั นา หมู่ 10 ตำ� บลนำ้� ผดุ อำ� เภอละงู จังหวดั สตูล
นำ้� ตกวังสายทอง อยู่ในเขตอำ� เภอละงู แต่อยู่
ห่างจากอ�ำเภอมะนังประมาณ 3 กิโลเมตร อยู่ติดถนน
สายทุ่งนางแก้ว-วังสายทอง ด้านหน้าติดถนนเป็นอาคารหน่วย
พทิ กั ษป์ า่ และลานจอดรถ ถดั เขา้ ไปเปน็ สายนำ้� ทไี่ ดร้ บั นำ้� จากนำ�้ ตก
โดยมีการสร้างทางเดินเท้าและสะพานข้ามธารน้�ำเพื่อเดินเข้าไป
สมั ผสั กบั นำ�้ ตกทอ่ี ยดู่ า้ นใน พน้ื ทโ่ี ดยรวมประมาณ 100x300 เมตร
อยู่ห่างจากตัวอ�ำเภอมะนังไปทางเหนือเป็นระยะทางประมาณ
3 กโิ ลเมตร
น้�ำตกวังสายทอง ถูกค้นพบโดยชาวบ้าน
เม่ือประมาณปี พ.ศ.2513 เป็นน้�ำตกชั้นหินปูนขนาดใหญ่เป็น
ช้ันน้อยชนั้ ใหญ่ มีความสวยงามและมหศั จรรยน์ า่ หลงใหล ซ่ึงเปน็
นำ�้ ตกหนิ ปนู แหง่ แรกในภาคใตท้ เ่ี ดนิ แลว้ ไมล่ นื่ พรอ้ มไปดว้ ยทรพั ยากรธรรมชาตทิ มี่ คี วามอดุ มสมบรู ณท์ ห่ี าดไู ดย้ าก
เปน็ นำ�้ ตกหนิ ปนู ทมี่ แี หลง่ นำ้� แตล่ ะชนั้ ไหลลดหลน่ั ผา่ นชนั้ หนิ ปนู สเี หลอื งอรา่ มดงั่ ทอง เมอ่ื กระทบกบั แสงอาทติ ย์
ดงู ดงามราวกบั ดอกบวั บริเวณน�ำ้ ตกมีต้นไม้สงู ใหญร่ ่มรน่ื แหล่งนำ�้ มาจากการอดั และทะลกั ของนำ้� ในถำ้� ใต้ภูเขา
ทะลุออกมาตามช่องเขาลงสู่แอ่งต่าง ๆ ท่ีรองรับอยู่บริเวณรอบ ๆ ท่ีถูกพอกด้วยหินปูนน�้ำจืดเป็นท�ำนบเล็ก ๆ
และเตม็ ไปดว้ ยพนั ธ์ไุ มน้ านาชนดิ แล้วไหลลงสู่คลองละงู
กรมทรัพยากรธรณีรายงานว่า น�้ำตกวังสายทองเป็นน�้ำตกท่ีไหลผ่านชั้นหินปูนขนาดใหญ่
ถือเป็นน�้ำตกหินปูนแห่งแรกในภาคใต้ โดยช้ันหินปูนมีสีเหลืองอร่ามด่ังทองเมื่อต้องแสงอาทิตย์ดูงดงามราวกับ
ดอกบัว น้�ำตกเกิดจากการไหลของน้�ำในถ้�ำใต้เทือกเขาบรรทัดออกมาตามช่องเขาลงสู่แอ่งต่าง ๆ ท่ีรองรับทาง
ด้านล่างแล้วไหลลงสู่คลองละงู หินปูนของแนวเทือกเขาซ่ึงเป็นท่ีตั้งของน�้ำตกน้ีถูกจัดเป็นหินปูนของหมวดหิน

60 ชุดวชิ า อุทยานธรณสี ตูล 3 สค33124 >>>ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

รงั นกเปน็ นำ�้ ตกทเี่ ปน็ ตน้ นำ้� ไหลผา่ นผาหนิ ปนู ลดหลน่ั เปน็ ชนั้ ๆ คลา้ ยขนั้ บนั ได โดยมกี ารพอกพนู ของสารแคลเซยี ม
คาร์บอเนต (CaCO3) เกิดเป็นร้ิวสายของปูนน�้ำจืดตามการไหลของกระแสน้�ำตก (travertine) แต่ละช้ันเป็น
ข้นั บนั ไดเกยกันไปมามรี ะดบั ความสงู ประมาณ 0.5 – 2.0 เมตร และบ้างกส็ ูงไดถ้ งึ 3.0 – 5.0 เมตร เกิดเปน็ อา่ ง
นำ้� ธรรมชาตเิ ลก็ ใหญ่ภายใตร้ ่มไม้รม่ ร่ืนลงเล่นน้�ำได้อย่างสนุกสนามชื่นใจ โดยในปี พ.ศ.2519 อาจารยป์ รชี า ขวญั ซา้ ย
จากโรงเรยี นบ้านวังสายทองและชาวบ้านจากหมู่ 4 บ้านวังสายทอง และ หมู่ 10 บ้านวงั นาใน ไดร้ ว่ มกันพฒั นา
เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ โดยต่อมาในปี พ.ศ.2531 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัดได้เข้ามาเปิดเป็น
หนว่ ยพทิ ักษ์ป่าและพฒั นาเป็นสถานทท่ี อ่ งเทยี่ วจนถงึ ปัจจุบนั

ในพ้ืนท่ีใกล้เคียงกับบริเวณน้�ำตก เป็นภูเขาสูงต�่ำลดหลั่นแผ่กว้างไพศาล เป็นหินปูน
ไมแ่ สดงชนั้ และบา้ งกเ็ ปน็ ชน้ั หนา บางบรเิ วณพบพน้ื ผวิ หนิ โผลเ่ ปน็ แบบโครงสรา้ งหนงั ชา้ ง พบลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ
เป็นหน้าผาสงู ชันตามลักษณะภูมิประเทศแบบคาสต์ นอกจากน้ี ยงั พบหลักฐานซากดึกด�ำบรรพพ์ วกนอตลิ อยด์
และพลบั พลงึ ทะเลบรเิ วณเขาแดงทางตอนเหนอื ของนำ�้ ตก อยา่ งไรกต็ ามขอ้ มลู ดงั กลา่ วยงั ไมช่ ดั เจนเพยี งพอทจ่ี ะ
ระบถุ ึงตำ� แหน่งทางการล�ำดบั ชนั้ หินและชื่อหมวดหินบริเวณพื้นทน่ี ้ำ� ตกและบรเิ วณใกลเ้ คยี ง

3.8 หินทว่ี า่ การอำ� เภอทุง่ หว้า
ประเภทแหล่ง : หินแบบฉบับ
ที่อยู่ : ทวี่ า่ การอำ� เภอทงุ่ หว้า ตำ� บลทุ่งหว้า อ�ำเภอท่งุ หวา้ จงั หวัดสตูล
พื้นท่ีแหล่งอยู่ด้านหลังอาคารที่ว่าการอ�ำเภอทุ่งหว้า มีหินปูนโผล่ไม่สูงจากพ้ืนดินนัก
ครอบคลุมพืน้ ที่ประมาณ 50 x 20 ตารางเมตร อย่ตู ิดสถานท่ีราชการสะดวกในการเขา้ ถึง พ้นื ท่ีแหล่งมขี นาดเล็ก
มีหินโผล่ชัดเจน อยู่ในพื้นที่ของหน่วยงานราชการ กล่าวคืออยู่ด้านหลังอาคารที่ว่าการอ�ำเภอทุ่งหว้า และอยู่
หลงั อาคารองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บลทงุ่ หวา้ เปน็ สถานท่ี
ท่ีมีประชาชนเข้ามาใช้บริการเป็นประจ�ำ การพัฒนาเปน็
แหลง่ ธรณวี ทิ ยาจะเป็นแหล่งเรียนรู้ทด่ี ีพื้นทีแ่ หลง่ มหี นิ
โผล่ชัดเจน เป็นหินดินดานสีม่วง มีก้อนทรงมนเนื้อปูน
สขี าว เปน็ รปู ทรงรแี บนเรียงรวิ้ ขนานไปกับช้นั หนิ (lime
nodule shale หรอื nodular limestone) มลี กั ษณะ
หนิ ทเ่ี ปรยี บเทยี บไดด้ กี บั หนิ บนเขาแดง เทอื กเขาดา้ นตรง
ขา้ มถนนกบั ที่ว่าการอ�ำเภอทุ่งหว้า

ชุดวชิ า อทุ ยานธรณีสตูล 3 สค33124 61>>>ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

3.9 หาดกรวดหินงาม
ประเภทแหลง่ : ธรณสี ณั ฐาน
ทีอ่ ยู่ : เกาะหนิ งาม ตำ� บลเกาะสาหรา่ ย อำ� เภอเมอื ง จังหวดั สตลู

พื้นท่ีแหล่งอยู่บนเกาะหินงาม ประกอบ
ดว้ ยตำ� แหนง่ ทเี่ ปน็ แหลง่ กำ� เนดิ กอ้ นกรวด ตอ่ เนอื่ งเรยี บไปตาม
ชายฝั่งจนไปถึงสันดอนกรวดที่สะสมตัวเป็นแหลมย่ืนออกไป
ในทะเล รวมพื้นทขี่ องแหล่งประมาณ 200 x 40 ตารางเมตร
อยู่ห่างจากท่าเทียบเรือปากบาราไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
เป็นระยะทางเรือประมาณ 87 กิโลเมตรพื้นท่ีแหล่งอยู่บน
เกาะหนิ งาม หรอื เกาะบโุ ละ๊ เปน็ เกาะขนาดเลก็ ยาวประมาณ
600 เมตร กว้างประมาณ 150 เมตร ส่วนยาวของเกาะอยู่ในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้
มีลักษณะโดดเด่นอยู่ทางปลายด้านตะวันออกเฉียงเหนือที่มีสันดอนกรวดมนสะสมตัวเป็นแหลมย่ืนออกไป การ
เกิดสันดอนกรวดมนนี้มีความเก่ยี วขอ้ งกับกระบวนการทางธรณวี ทิ ยาโดยตรง

พื้นท่ีแหล่งเป็นสันดอนกรวดมนสะสมตัวย่ืนเป็นแหลมออกไปในทะเลทางด้านตะวันออก
เฉียงเหนือของเกาะ กอ้ นกรวดมคี วามกลมมนดี มสี ีด�ำ สามารถติดตามหาแหล่งกำ� เนิดได้บริเวณด้านกระน้�ำ A
ทำ� ใหห้ นิ โผลข่ องหนิ ฮอรน์ เฟลทม่ี แี นวแตกหลายแนว แตกออกเปน็ เศษกอ้ นหนิ เหลยี่ มจากกระแสคลนื่ เกดิ กระแส
น�้ำเลียบชายฝั่งไหลเลียบชายฝั่งอ้อมไปจนถึงบริเวณสันดอนกรวดมน ตลอดระยะทางของกระแสเลียบชายฝั่ง
ทำ� ใหก้ อ้ นหนิ เกดิ การขดั สที ำ� ใหก้ รอ่ นมขี นาดเลก็ ลงตามระยะทางและมคี วามกลมมนมากขน้ึ จนไปสะสมตวั บรเิ วณ
สันดอนกรวดดังกล่าว อย่างไรก็ตามยังมีกระแสคลื่นซัดชายฝั่งเข้าหาสันดอนกรวดทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ
ด้วย ท�ำให้เม็ดกรวดมนบริเวณดังกล่าวถูกกร่อนจนท�ำให้เม็ดกรวดมีขนาดเล็กกว่าบริเวณอื่น ๆ สังเกตเห็นได้
อย่างชัดเจน

3.10 ซมุ้ หินชายฝ่งั เกาะไข่
ประเภทแหลง่ : ธรณีสัณฐาน
ทอ่ี ยู่ : เกาะไข่ ตำ� บลเกาะสาหรา่ ย อำ� เภอเมือง จงั หวัดสตูล
เกาะไข่ มีขนาดตามความยาวประมาณ
300 เมตร สว่ นกวา้ งทส่ี ดุ อยบู่ รเิ วณหวั แหลมผาชนั 3 ดา้ นเหนอื
กวา้ งประมาณ 100 เมตร เปน็ เกาะกลางทะเลอนั ดามนั อยหู่ า่ ง
จากชายฝง่ั ดา้ นตะวนั ตกของเกาะตะรเุ ตาประมาณ 5 กโิ ลเมตร
อยหู่ า่ งจากทา่ เทยี บเรอื ปากบาราไปทางทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใตเ้ ปน็
ระยะทางเรือประมาณ 33 กิโลเมตร

62 ชุดวิชา อุทยานธรณสี ตลู 3 สค33124 >>>ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

พนื้ ทแี่ หลง่ เปน็ เกาะขนาดเลก็ อยรู่ ะหวา่ งเกาะอาดงั กบั เกาะตะรเุ ตา มลี กั ษณะเปน็ หวั แหลม
ผาชันท้ังทางด้านเหนือและด้านใต้ ส่วนตรงกลางเป็นสันดอนทรายขาวสะอาด ถูกรายล้อมด้วยน�้ำทะเลสีมรกต
หวั แหลมผาชัน ด้านเหนอื มซี มุ้ หนิ ชายฝ่ังซ่ึงยอมรบั กนั ว่าเป็นสัญญาลกั ษณข์ องจงั หวดั สตลู ในเชงิ การทอ่ งเที่ยว
เป็นจุดก่ึงกลางในการแล่นเรือจากท่าเทียบเรือปากบารากับเกาะหลีเป๊ะ นักท่องเท่ียวมักไม่พลาดท่ีจะต้องแวะ
ช่ืนชมในความงดงามรัศมี สมสัตย์ และ ศุภมิตร จันทะคาม (2556) ได้ให้หินบนเกาะไข่เป็นส่วนหน่ึงของ
หมวดหนิ แหลมไมไ้ ผ่ กลมุ่ หินแกง่ กระจาน (CPlp) และกรมทรพั ยากรธรณี (2553) ไดร้ ายงานว่า ซมุ้ หนิ ชายฝงั่ ท่ี
เกาะไข่ เกิดข้นึ เน่ืองจากเมอ่ื ราว 6,000 ปที ีผ่ า่ นมา ระดับน้�ำทะเลสงู กวา่ ปจั จุบนั 5 เมตร กระแสคลื่นได้กดั เซาะ
หนิ ตะกอนท่มี ีโครงสร้างรอยแตกและผกุ รอ่ นง่าย ท�ำใหเ้ กิดโพรงหนิ และขยายใหญ่ขึน้ จนทะลถุ งึ กนั กลายเป็นซมุ้
หนิ ชายฝ่งั โดยระดับน�ำ้ ทะเลได้ลดต�่ำลงจนถึงระดับปจั จุบนั เม่ือประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว ทั้งนี้ มีความเชื่อกนั ว่า
หากคูบ่ า่ วสาวคใู่ ดมาแต่งงานและรอดซุม้ หนิ นแ้ี ลว้ จะอยคู่ ่กู ันจนแก่เฒ่าตายจากกันเกาะไข่ มหี นิ โผล่ 2 บริเวณ
คือส่วนเหนือและส่วนใต้ซึ่งมีลักษณะเป็นหัวแหลมผาชัน ประกอบด้วย หินโคลนและหินทราย โดยหัวแหลม
ท้ังสองถูกเชื่อมเป็นเกาะเดียวกันด้วยสันดอนทรายยาว
ประมาณ 250 เมตร เปน็ ทรายขาวสวยงามโดยเฉพาะอยา่ งยงิ่
เ ม่ื อ ตั ด กั บ น้� ำ ท ะ เ ล สี เขี ย ว ม ร ก ต หิ น ท ร า ย แ ส ด ง
โครงสร้างรอยแตกหลายทิศทาง โดยในช่องรอยแตกดังกล่าว
มักมีสารเหล็กออกไซด์เข้าไปสะสมตัวอยู่และมีความแข็งแรง
ทนทานตอ่ การสกึ กรอ่ นสงู กวา่ เนอื้ หนิ ทราย บางบรเิ วณจงึ พบ
โครงร่างตาข่ายสามมิติของเหล็กออกไซด์โดยท่ีเน้ือหินได้สึก
กร่อนหลุดออกไปหมดแลว้ (boxwork)

3.11 เขตข้ามกาลเวลาเขาโตะ๊ หงาย
ประเภทแหลง่ : ธรณวี ิทยาโครงสร้าง
ที่อยู่ : เขาโต๊ะหงาย ต�ำบลปากน�ำ้ อำ� เภอละงู จังหวดั สตลู
เขตขา้ มกาลเวลาเขาโตะ๊ หงายอยทู่ างดา้ นใต้
ของเขาโตะ๊ หงายซงึ่ เปน็ ภเู ขาลกู โดด ๆ หา่ งจากอำ� เภอละงไู ปทาง
ทิศตะวันตกเฉียงใต้ด้วยระยะทางประมาณ 7 กโิ ลเมตร มีขนาด
พ้ืนท่ีประมาณ 600x300 ตารางเมตร ด้านเหนือจรดพ้ืนที่ราบ
สว่ นดา้ นใตเ้ ปน็ หวั แหลมผาชนั ยน่ื ออกไปในทะเล ดา้ นตะวนั ออก
เฉียงเหนอื จรดพน้ื ท่ตี ง้ั ท่ที ำ� การอุทยาน

ชดุ วิชา อุทยานธรณสี ตลู 3 สค33124 63>>>ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

3.12 แหง่ ชาติหมู่เกาะเภตรา
มลี กั ษณะเปน็ ภเู ขาลกู โดด ๆ ตอ่ เนอ่ื ง
มาจากพ้ืนท่ีราบทางด้านเหนือท่ีย่ืนออกไปในทะเลทาง
ดา้ นใตม้ ลี กั ษณะทางธรณสี ณั ฐานเปน็ แบบหวั แหลมผาชนั
(headland) ครอบคลุมพ้ืนที่ประมาณ 180,000 ตาราง
เมตร ดา้ นเหนอื จรดพน้ื ท่รี าบต่ำ� ดา้ นตะวันตก ดา้ นตะวนั
ออก และด้านใต้ติดทะเล ประกอบด้านยอดเขาสองยอด
ยอดดา้ นเหนือสงู 138 เมตร และยอดด้านใตส้ งู ประมาณ
90 เมตร พื้นท่รี ะหวา่ งยอดเขาท้งั สองลูกเปน็ พน้ื ทีต่ ่�ำแอ่น
ลงไปทีร่ ะดับความสูงประมาณ 70 เมตร ส่วนลา่ งของภูเขามหี นิ ทรายสแี ดงยุคแคมเบรียนโผล่ใหเ้ หน็ ชดั เจนทาง
ด้านตะวันตกโดยชั้นหินมีการวางตัวเอียงเทไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือด้วยมุมเอียงเทประมาณ 22 องศา
(60/22) มหี นิ ปูนยุคออร์โดวเิ ชียนวางตัวปดิ ทบั อยดู่ ้านบน ทำ� ให้เหน็ รอยสัมผัสระหวา่ งหมวดหนิ ทัง้ สองทม่ี ีอายุ
แตกต่างกัน ประกอบกับทัศนียภาพที่สวยงามของพ้ืนที่ภูเขาและท้องทะเลสุดลูกหูลูกตา อุทยานแห่งชาติ
หมเู่ กาะเภตราจงึ ได้สรา้ งสะพานเดินเทา้ รอบภูเขาดา้ นตดิ ทะเล ซ่งึ ให้ฉายานามว่า “สะพานขา้ มกาลเวลา” และ
ได้มีการจัดพธิ ีวิวาห์หมู่ข้ามกาลเวลาถือเป็นเรื่องราวท่จี ะเป็นตำ� นานตอ่ ไป และถอื เป็นการสง่ เสรมิ อุตสาหกรรม
การท่องเท่ียวของพ้ืนท่ีที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับธรณีวิทยา พ้ืนที่แหล่งน้ีจึงเป็นได้ทั้งแหล่งท่องเที่ยว
แหล่งเรยี นรู้ และแหล่งสืบสานประเพณวี วิ าห์ข้ามกาลเวลาสืบไป
หินทรายสีแดงที่วางตัวอยู่ด้านล่างของแหล่งเป็นหินส่วนหน่ึงของกลุ่มหินตะรุเตา
ยุคแคมเบรียนโดยมีชั้นหินแบบฉบับอยู่บริเวณอ่าวตะโล๊ะโต๊ะโป๊ะ บนเกาะตะรุเตา ซ่ึงมีรายงานการพบ
ซากดึกบรรพ์ทส่ี ำ� คัญ ๆ พวกไทรโลไบตแ์ ละแบรคิโพอด อยา่ งไรกต็ ามหินทรายสีแดงบรเิ วณเขาโต๊ะหงายน้ีถกู จดั
ใหเ้ ปน็ สว่ นหนง่ึ ของกลมุ่ หนิ ตะรเุ ตาโดยไมม่ รี ายงานการคน้ พบซากดกึ ดำ� บรรพด์ ชั นี แตก่ ม็ คี วามเปน็ ไปไดเ้ นอื่ งจาก
มันถูกปดิ ทับโดยหนิ ปนู ยคุ ออรโ์ ดวิเชียน
จากการส�ำรวจเบื้องต้นในพ้ืนท่ี
พบว่า หินทรายสีแดงวางตัวอยู่ด้านล่างหินปูนสีเทา
โดยไมส่ ามารถสังเกตรอยสมั ผสั ระหว่างกลุ่มหนิ ทั้งสองได้
อย่างชัดเจน ยกเว้นบริเวณชายฝั่งด้านทิศใต้ท่ีพบว่าเป็น
รอยสมั ผสั แบบรอยเลอ่ื น (fault contact) ทเ่ี ปน็ แบบรอย
เลื่อนยอ้ น (reverse fault) ท้ังนจี้ ากการส�ำรวจเบอ้ื งตน้
ในภาคสนามมีการพบซากดึกด�ำบรรพ์ของแบรคิโอพอด
ขนาดเล็กในเน้ือหินทรายสีแดง และยังพบนอติลอยด์ใน
ชน้ั หนิ ปนู บรเิ วณใกลร้ อยสมั ผสั ระหวา่ งกลมุ่ หนิ ทง้ั สองดว้ ย

64 ชุดวิชา อุทยานธรณสี ตูล 3 สค33124 >>>ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

3.13 หาดกรวดเสยี งดนตรี
ประเภทแหลง่ : ธรณีวทิ ยาโครงสร้าง
ทีอ่ ยู่ : บรเิ วณอา่ วด่าน บนเกาะตะรุเตา ตำ� บลเกาะสาหรา่ ย อ�ำเภอเมอื ง จงั หวัดสตลู
บริเวณนี้เป็นแหล่งธรณีสัณฐานซึ่งมีลักษณะเด่น คือ เป็นหาดกรวดอย่างเดียวท่ีกรวด
แต่ละก้อนมีสีสันสวยงามมาก ส�ำนักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี ให้ชื่อแหล่งธรณีวิทยาบริเวณน้ีว่า “หาดก
รวดเสยี งดนตรี อา่ นดาน”
ลกั ษณะของแหลง่ หาดกรวดคอ่ นขา้ งกลมมนสนี ำ้� ตาลคลา้ ยชอ็ กโกแลต มหี ลายขนาด วางตวั
ยาวตามแนวชายฝั่งเป็นระยะประมาณ 1 กิโลเมตร เม่ือมีคลื่นซัดเข้าออก จะมีเสียงดังคล้ายเสียงดนตรีเป็น
สิ่งมหัศจรรย์ท่ีหาได้ยากมาก เกิดจากการท่ีคล่ืนได้พัดพารวดที่มีขนาดเล็กขึ้นมาแล้วกลับลงไปกระทบกับ
กรวดก้อนใหญ่ซ่งึ คลื่นไมส่ ามารถพดั ออกไปได้ ท�ำให้เกิดเสยี งคล้ายเสียงดนตรีดังกลา่ ว
ลักษณะธรณีวิทยา กรวดบริเวณหาดน้ี มีหลายขนาดคละเคล้ากัน โดยมากจะ
เป็นกรวดหินทราย มีความกลมมนดีถึงดีมาก บริเวณทิศตะวันออกของหาดพบช้ันหินทราย สลับหินดินดาน
หนิ ทราย จะมีสนี ำ�้ ตาลถึงนำ้� ตาลแกมแดง พบซากดึกด�ำบรรพ์ ได้แก่ ไทรไบต์ และแบรคิโอพอด เป็นต้น
3.14 หาดทรายดำ� เกาะอาดัง
ประเภทแหล่ง : ธรณวี ิทยาโครงสรา้ ง
ทอี่ ยู่ : บริเวณเกาะอาดัง ต�ำบลเกาะสาหรา่ ย อำ� เภอเมอื ง จังหวัดสตลู
แหลง่ ธรณวี ทิ ยาบรเิ วณน้ี ตง้ั อยทู่ างทศิ ใตข้ องเกาะอาดงั เปน็ แหลง่ ธรณวี ทิ ยาประเภทแหลง่
ธรณีสัณฐานที่มีลักษณะพิเศษท่ีเม็ดกรวดทรายขอบมีสีด�ำ ส�ำนักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี ให้ช่ือแหล่ง
ธรณีวทิ ยาน้วี า่ “หาดทรายด�ำเกาะอาดงั ”
ลักษณะของแหล่ง หาดทรายด�ำบริเวณอ่าวแหลมสน บนเกาะอาดัง มีลักษณะเด่นตรงที่มี
เม็ดทรายสีด�ำปนอยู่ในเม็ดทรายสีขาว มีความสวยงามแปลกตาต่างจากหาดทรายท่ัวไป โยเฉพาะหาดทราย
บรเิ วณนน้ี อกจากจะมีสีดำ� แลว้ เม็ดทรายจะมเี มด็ หยาบมขี นาดใหญก่ ว่าเม็ดทรายทวั่ ไป ดังนน้ั หากเดินเทา้ เปล่า
บนหาดแห่งน้ีแลว้ จะได้ความร้สู กึ ทีส่ บายๆ เหมอื นกับถูกนวดและขัดฝา่ เท้าไปพรอ้ ม ๆ กัน
ลกั ษณะทางธรณวี ทิ ยา ตะกอนสดี ำ� ทพี่ บในบรเิ วณนค้ี าดวา่ เปน็ แรท่ วั รม์ าลนี (Tourmaline)
ทผ่ี ุพงั จากหนิ แกรนิตเน้ือดอก (porphyritic granite) โดยมผี ลกึ แร่เฟลด์สปรร์ ปู สีเ่ หลยี่ มผืนผ้าขนาด 1.5X2.5
เซนติเมตร เป็นเนอ้ื ดอก (phenocryts) และเนอ้ื พน้ื (groundmass) จะเป็นแร่ควอตซ์ เฟลด์สปาร์ ทวั ร์มาลีน
และไบโอไทต์ ซ่งึ หนิ แกรนิตเหลา่ นพ้ี บว่ามีความสมั พนั ธ์กบั การเกดิ แรด่ บี ุก

ชุดวิชา อุทยานธรณสี ตูล 3 สค33124 65>>>ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

3.15 ทะเลบัน
ประเภทแหล่ง : ธรณวี ิทยาโครงสรา้ ง
ทีอ่ ยู่ : ต�ำบลวังประจนั อ�ำเภอควนโดน จงั หวัดสตูล
ที่ตง้ั อยใู่ นเขตอุทยานแหง่ ชาติทะเลบนั ตำ� บลวงั ประจัน อำ� เภอควนโดน จงั หวัดสตูล ใกล้
ชายแดนไทย-มาเลเซยี
ลักษณะของแหล่ง ทะเลบันเป็นแอ่งน�้ำ
จดื ขนาดใหญร่ ูปยาวรี ขอบแอ่งคอ่ นข้างเวา้ แหวง่ อยใู่ นหุบเขา
รูปตัววี ระดับน้�ำในแอ่งมีการเปล่ียนแปลงข้ึนลงตามฤดูกาล
มีป่าไม้ท่อี ุดมสมบรู ณ์ มีสัตว์ป่านานาชนดิ
ลกั ษณะธรณวี ทิ ยา ทะเลบนั ประกอบดว้ ย
หิน 2 ชนิด คือ กลุ่มหินปูนออร์โดวิเชีย และหินแกรนิต
ยุคไทรแอสซิก ในหินปูนพบซากดึกด�ำบรรพ์พวกนอติลอยด์
ฟองนำ�้ ปะการัง แสดงวา่ ในยุคทเ่ี กดิ หนิ ปนู มสี ภาพแวดลอ้ มเป็นทะเล ทะเลบันอยรู่ ะหว่างเขาจนี (หินแกรนิต)
และเขามดแดง (หนิ ปนู สลับ หินดนิ ดาน) เกดิ จากการยบุ ตวั ของโพรงและถำ้� ล�ำธารใต้ดิน ซงึ่ เกิดอย่ใู นหินปูนสลบั
หินดินดาน
3.16 หินสาหรา่ ย
แหลง่ ธรรมชาตทิ างธรณวี ทิ ยาหนิ สาหรา่ ย
นี้ จดั เปน็ ประเภทแหลง่ ลำ� ดับช้นั หนิ แบบฉบับซ่ึงมีความสำ� คญั
เป็นแหล่งลำ� ดับชน้ั หนิ แบบฉบบั ท่ีหายาก
ที่ต้ัง ต้ังอยู่บ้านป่าแก่ ต�ำบลก�ำแพง
อ�ำเภอละงู จงั หวัดสตลู
ลักษณะแหล่ง หินปูนสีแดง เรียงตัวเป็น
ชนั้ ๆ สวยงามแปลกตามาก บางแหง่ คล้ายปราสาทเขาโบราณ
เกดิ จากการกอ่ ตวั ของสาหรา่ ยสเี ขยี วแกมนำ�้ เงนิ มอี ายมุ ากกวา่
440 ลา้ นปี
ลกั ษณะธรณวี ทิ ยา เปน็ หนิ ในหมวดหนิ ปา่ แก่ ซง่ึ เปน็ หมวดหนิ ทอ่ี ยบู่ นสดุ ของหมวดหนิ ทงุ่ สง
ประกอบด้วยหินปูนสีแดงชั้นบางแทรกสลับด้วยหินโคลนช้ันบางมาก เกิดจากการก่อตัวของสาหร่ายสีเขียวแกม
น้�ำเงิน เรียกหินในลกั ษณะนี้วา่ สโตรมาโตไลต์

66 ชุดวชิ า อทุ ยานธรณสี ตูล 3 สค33124 >>>ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

3.17 อา่ วหินเฉลียงลานหินปมุ่
แหลง่ ธรรมชาตทิ างธรณวี ทิ ยาหนิ สาหรา่ ยน้ี จดั เปน็ ประเภทแหลง่ ลำ� ดบั ชนั้ หนิ แบบฉบบั ของ
กลมุ่ หินตะรเุ ตา
ที่ต้ัง อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของหมู่เกาะตะรุตา ต�ำบลเกาะสาหร่าย อ�ำเภอเมือง
จังหวดั สตลู
ลักษณะของแหล่ง ชายหาดเป็นชั้นหินเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ประมาณ 500 ล้านปี
ซงึ่ พบซากดกึ ดำ� บรรพต์ น้ ตระกลู ของแมงดาทะเล และหอยสองฝา หนิ บรเิ วณนบ้ี า้ งมสี นี ำ้� ตาลบา้ งมสี นี ำ้� ตาลปนมว่ ง
มลี กั ษณะเปน็ ชน้ั เอยี งเทลงไปในทะเล บางบรเิ วณเปน็ ลานหนิ ทเ่ี ตม็ ไปดว้ ยรอยแตกแยก และรอยถกู กดั กรอ่ นจน
มีลักษณะเป็นป่มุ ปม มีรพู รุน เป็นคลา้ ยรังผ้งึ และเป็นเศษกรวดค่อนขา้ งเหลี่ยม
ลักษณะทางธรณีวิทยา แหล่งธรรมชาติธรณีบริเวณน้ีจัดเป็นแหล่งล�ำดับชั้นหินแบบฉบับ
(type section) ของกลมุ่ หนิ ตะรเุ ตา ในยคุ แคมเบรยี น (Cambrian) พบซากดกึ ดำ� บรรพพ์ วกไทรโลไบท์ (trilobite)
และแบรคคิโอพอด (brachiopod) ส่วนทางด้านทิศเหนือของอ่าวเมาะและ จะเป็นหินปูนสีเทาด�ำใน
ยุคออร์โดวิเชียน (Ordovician) ซึ่งเป็นรอยต่อของหินในยุคแคมเบรียน (Cambrian) และออร์โดวิเชียน
(Ordovician)
3.18 ผาโตะ๊ บู
ทต่ี งั้ เปน็ ภเู ขาอยทู่ างทศิ เหนอื ของเกาะตะรเุ ตา ตำ� บลเกาะสาหรา่ ย อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั สตลู
ลักษณะแหล่ง เป็นหน้าผาท่ีเกิดจากโครงสร้างทางธรรมชาติที่หายากและสวยงาม หินรูป
โค้งท่ีมีประโยชน์ในการค้นคว้าสัณฐานของหิน เป็นจุดชมวิวอยู่หลังที่ทำ� การอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา
บรเิ วณหน้าผามลี ักษณะเปน็ ช้นั ๆ ซง่ึ เกิดจากการยกตวั ของหินทีเ่ หน็ ได้ชัดในระยะไกล
3.19 น้�ำตกยาโรย
ท่ีตั้ง หมู่ท่ี 3 บ้านวังนา ต�ำบลวังประจัน
อ�ำเภอควนโดน จงั หวัดสตูล
ลักษณะแหล่ง เป็นน้�ำตกขนาดกลาง
มีความสวยงามเป็นจุดท่องเที่ยวที่ส�ำคัญแห่งหนึ่งของอุทยาน
แห่งชาติทะเลบัน น้�ำตกมีท้ังหมด 9 ชั้น แต่ละช้ันเป็นแอ่ง
สามารถเล่นน้ำ� ได้
ลักษณะทางธรณีวิทยา หินบริเวณน้ีเป็นหินมวลหินอัคนีที่คัดแยกอยู่ในยุคไทรแอสซิก
(Triassic Granite) เปน็ หนิ แกรนติ เน้ือดอก เน้ือหยาบถึงหยาบปานกลาง ผลึกขนาดเดยี ว

ชดุ วชิ า อุทยานธรณีสตูล 3 สค33124 67>>>ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

3.20 ถ�้ำจระเข้
ท่ีต้ัง อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะตะรุเตา ต�ำบลเกาะสาหร่าย อ�ำเภอเมือง
จงั หวดั สตลู
ลักษณะของแหล่ง ตามฝั่งคลองจะพบ
หินปูนอายุกว่า 440 ล้านปี เป็นชั้นสวยงามชัดเจนมาก ช้ัน
หินปูนเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการถูกกัดกร่อนจนมีรูปลักษณ์
แปลกตามากมาย ทัง้ เปน็ ชะง่อนหนิ โพรง และมีลวดลายแตก
ต่างกันไป นักท่องเท่ียวสามารถใช้เรือเข้าไปชมในถ�้ำได้
ลกั ษณะทางธรณวี ทิ ยา ตามฝง่ั คลองจะ
พบหินปนู ออร์โดวเิ ชยี น (Ordovician) ในหมวดหินมะละกา
ซงึ่ เปน็ หมวดหนิ ทว่ี างตวั อยลู่ า่ งสดุ ของกลมุ่ หนิ ทงุ่ สง ประกอบ
ด้วยหินปูนเนื้อดินสลับกับหินปูนเน้ือหินส่วนใหญ่ มีระแหงโคลนอยู่ทั่วไป (mud crack ) อยู่ทั่วไป พบแผ่น
ซากดกึ ด�ำบรรพพ์ วกสาหร่าย (algalmat) และซากดกึ ด�ำบรรพจ์ �ำพวกเพรียง การวางตัวของชนั้ หินสอดคลอ้ งกบั
หนิ ของกลุ่มหินตะรเุ ตา
3.21 หาดปากบารา
ที่ตงั้ เป็นหาดบริเวณบ้านปากบารา ต�ำบลปากน�ำ้ อำ� เภอละงู จังหวัดสตลู
ลักษณะแหล่ง เป็นชายหาดท่ีมีการ
ทับถมของทราย โครงสร้างจากธรรมชาติที่หายากและ
สวยงาม เป็นชายหาดทรายสขี าวละเอียด
ลักษณะธรณีวิทยา เป็นชายหาดที่
สะสมตัวจากตะกอนทางน้�ำที่เกิดขึ้นบริเวณปากแม่น�้ำ
มเี ขาหินปนู อย่รู อบ ๆ ชายฝ่งั ทะเล

3.22 หาดทรายดดู
ทต่ี ้ัง อยู่บรเิ วณเกาะอาดัง ตำ� บลเกาะสาหรา่ ย อำ� เภอเมือง จังหวดั สตลู
ลักษณะของแหล่ง หาดทรายดดู เปน็ หาดทรายแคบ ๆ สัน้ ๆ ประกอบด้วย ทรายละเอียด
สีขาวอมน�้ำตาล มีเศษเปลือกหอยปนเล็กน้อย แต่มีลักษณะเด่นคือ เม่ือเหยียบลงไปแล้ว เท้าจะจมประมาณ
20-60 เซนติเมตร บริเวณท่ีมีน้�ำจะจมมากกว่าบริเวณที่แห้ง และมีฟองอากาศผุดข้ึนมาค่อนข้างมาก
เกิดทุกฤดูตลอดท้ังปี นอกจากนี้ทรายเหล่านี้ยังสามารถปั้นเป็นก้อนกลมได้ ซ่ึงแสดงถึงขนาดของตะกอนทราย
บรเิ วณนี้

68 ชุดวิชา อทุ ยานธรณสี ตลู 3 สค33124 >>>ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

ลักษณะธรณวี ทิ ยา หาดทรายบริเวณนป้ี ระกอบด้วยตะกอนของหนิ ทรายแป้ง (Siltstone)
มโี คลนปนบา้ งเลก็ นอ้ ย เกดิ จากการผพุ งั ของหนิ ตะกอนยคุ คารบ์ อนเิ ฟอรสั -เพอรเ์ มยี น เมอ่ื อม่ิ ตวั ดว้ ยนำ้� จะทำ� ให้
ยุบลงไปเม่ือมีน�้ำหนักกดทับ เน่ืองจากมีโคลน ท�ำให้รับน้�ำหนักได้ไม่ดี โดยโคลนเหล่านี้มาจากการผุพังของ
หนิ โคลนในหมวดหินแหลมไม้ไผ่ แล้วถูกพดั พามาสะสมตัวบรเิ วณชายหาดดังกล่าว

3.23 หาดพทั ยา
ทตี่ งั้ อยู่บรเิ วณเกาะหลีเป๊ะ ตำ� บลเกาะสาหร่าย อำ� เภอเมือง จงั หวดั สตูล

ลักษณะของแหล่ง เป็นหาดทรายท่ีขาวสะอาด เม็ดละเอียดมากเวลาเดินด้วยเท้าเปล่า
จะรสู้ กึ นมุ่ เทา้ เหมอื นเดนิ บนพน้ื กำ� มะหยี่ ชายหาดมคี วามลาดชนั นอ้ ย ดงั นน้ั จงึ สามารถเดนิ เทา้ เปลา่ ไปชมปะการงั
ที่มีอยู่มากมายได้

ลักษณะทางธรณีวิทยา ชายหาดบริเวณนี้เกิดจากการผุพังของหินแกรนิตที่แทรกข้ึนมา
ในยุคไทรแอสสิกมีขนาด silt-very fine sand สีขาว มีเปลือกหอยและปะการังท่ีแตกหักบ้าง คล่ืนบริเวณนี้
จะไมแ่ รง เนื่องจากเป็นแอง่ ทเี่ ว้าเขา้ มาประมาณ 1 กิโลเมตร ดังนั้นตะกอนทถ่ี กู พดั มาจงึ มขี นาดเลก็ มาก

3.24 อา่ วพนั ตามะละกา
ทต่ี ้งั ต้ังอยบู่ นเกาะตะรุเตา ต�ำบลเกาะสาหร่าย อ�ำเภอเมอื ง จังหวัดสตูล
ลักษณะของแหล่ง บริเวณปากคลองจะพบเห็นแนวหินท่ีเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทยอายุ
ประมาณ 500 ลา้ นปี หินมีหลากสที ง้ั น�้ำตาลแดง ม่วงแดง วางตัวเอียงไปทางทศิ ตะวนั ตกเฉยี งเหนอื
ลกั ษณะทางธรณวี ทิ ยา ในบรเิ วณปากคลองพนั เตมะละกาน้ี จะเปน็ แนวรอยตอ่ ของหนิ ทราย
ในกลุ่มหินตะรุเตาตอนบนซึ่งมีอายุแคมเบรียนตอนบน (upper Cambrian) กับหินปูนยุคคออร์โดวิเชียน
(Ordovician) หนิ ในกลมุ่ หินตะรเุ ตาเปน็ พวกหินทรายแปง้ (Siltstone) ที่แทรกสลบั กบั หนิ ดนิ ดานปนทรายแปง้
(Silty shale) หินทรายแปง้ มไี มกา้ (Micaceous siltstone) สนี ำ�้ ตาลแดง มว่ งแดง พบโครงสรา้ งปฐมภมู ชิ ดั เจน
โดยหินแสดงช้ันและแนวชั้นเฉียงระดับชัดเจนมาก (Well bedded and cross bedding) นอกจากน้ียังพบ
โครงสรา้ งชนั้ หนิ เฉยี งระดบั แบบลกู บอลและรปู พมิ พจ์ ากนำ�้ หนกั และโครงสรา้ งการเลอื่ นไถล (slump structure)


ชดุ วชิ า อุทยานธรณสี ตูล 3 สค33124 69>>>ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

บทท่ี

5 เครอื ข่ายอทุ ยานธรณีในระดบั โลก

“อุทยานธรณี” (Geopark) คอื พนื้ ทีท่ ่ีมคี วามสำ� คัญและโดดเด่นทางธรณวี ทิ ยา ธรรมชาตวิ ิทยา และ
วัฒนธรรม มีเร่ืองราวท่ีเช่ือมโยงคุณค่าของผืนแผ่นดินกับวิถีชีวิตชุมชนที่อาศัยอยู่ในพ้ืนท่ีซึ่งมีการบริหารจัดการ
แบบมสี ่วนร่วมของทุกภาคสว่ น โดยการอนุรักษ์ การถ่ายทอดความรู้ และการพัฒนาอยา่ งย่งั ยืน

“อทุ ยานธรณสี ตูล” (Satun Geopark) ตง้ั อยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย ครอบคลุม 4 อ�ำเภอของ
จังหวดั สตลู คือ ทงุ่ หวา้ มะนัง ละงู และอำ� เภอเมอื ง ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศเปน็ เทือกเขาหนิ ปนู มเี กาะนอ้ ยใหญ่
และชายหาดทส่ี วยงาม นักทอ่ งเทีย่ วสามารถสมั ผัสกับธรรมชาติอนั บริสทุ ธ์ิ ความร�ำ่ รวยทางประวัตศิ าสตร์ และ
วถิ ีชวี ิตผ้คู นที่ผกู พนั กบั พื้นทแี่ ห่งน้ี

ผืนดินแห่งน้ี เป็นบันทึกหลักฐานของโลกใต้ทะเลเม่ือ 500 ล้านปีก่อน ที่อุดมไปด้วยส่ิงมีชีวิตยุคเก่า
เกิดเปน็ แหลง่ สร้างออกซเิ จนใหก้ ับโลกในชว่ งเวลานน้ั ตอ่ มามีการยกตัวของเปลือกโลกก่อเกดิ เป็นเทือกเขา และ
ถำ้� ซ่ึงไดก้ ลายเป็นบา้ นหลงั แรกของมนษุ ย์โบราณ ปจั จบุ นั ผู้คนก็ยังดำ� รงชวี ติ โดยใชป้ ระโยชน์จากทรัพยากรของ
แผน่ ดินน้อี ยู่ และกอ่ เกิดเปน็ วัฒนธรรมประเพณที ี่มีเอกลกั ษณ์

ดว้ ยความโดดเดน่ ทางธรณวี ทิ ยา ภมู ปิ ระเทศและธรรมชาตขิ องอทุ ยานธรณสี ตลู กอ่ ใหเ้ กดิ กจิ กรรมการ
ทอ่ งเท่ยี วทางธรรมชาติหลากหลายประเภท ไมว่ ่าจะเปน็ การทอ่ งเทีย่ วแนวผจญภัย เชน่ ลอ่ งแก่ง ด�ำน้�ำ เทย่ี วถ�ำ้
การท่องเท่ียวพักผ่อนหย่อนใจที่นำ้� ตก ชายหาด รวมถึงเลือกซื้อของฝากผลิตภัณฑ์ชุมชน และสัมผัสวัฒนธรรม
ทอ้ งถิ่นทหี่ ลากหลาย

แนวทางในการจัดตั้งเปน็ อุทยานธรณีโลก

1. อทุ ยานธรณีโลกของยูเนสโก (UNESCO Globat Geoparks) เปน็ โครงการดา้ นการอนุรกั ษม์ รดก
ทางธรณีวิทยา โบราณคดี นิเวศวิทยา และวัฒนธรรม ขององค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่ง
สหประชาชาตหิ รอื ยเู นสโก (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization : UNESCO)
อุทยานธรณีโลกเป็นขอบเขตพ้ืนท่ีที่ประกอบด้วยแหล่งท่ีมีคุณค่าด้านธรณีวิทยา โบราณคดี นิเวศวิทยา และ
วฒั นธรรม มีการบรหิ ารจดั การแบบองค์รวมระหว่างการอนุรักษ์ การให้ความรู้ การศึกษาวิจัย และการพัฒนา
สังคมและเศรษฐกิจอย่างย่ังยืน ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถ่ินมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการตั้งแต่
เรม่ิ ตน้ กระบวนการ เชอ่ื มโยงความสำ� คญั ของมรดกทางธรณวี ทิ ยาผา่ นการทอ่ งเทย่ี วเชงิ ธรณวี ทิ ยา ปจั จบุ นั ทว่ั โลก
มีอุทยานธรณีโลกของยูเนสโก จ�ำนวนท้ังสิ้น 120 แห่ง ใน 33 ประเทศ โดยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มีอุทยานธรณธี รณีโลกของยูเนสโกแล้ว จำ� นวน 4 แห่ง ใน 3 ประเทศ ประกอบดว้ ย ประเทศสหพนั ธรฐั มาเลเซยี

70 ชดุ วิชา อุทยานธรณีสตลู 3 สค33124 >>>ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

1 แหง่ สาธารณรัฐสงั คมนยิ มเวียดนาม 1 แห่ง และสาธารณรัฐอนิ โดนเี ซีย 2 แหง่
2. จังหวัดสตูลได้ด�ำเนินการตามแนวทางของกรมทรัพยากรธรณีในการจัดต้ังอุทยานธรณี ตั้งแต่ปี

พ.ศ.2554 เป็นต้นมาโดยก�ำหนดพ้ืนท่ีอุทยานธรณี ตั้งหน่วยงานบริหารจัดการ จัดท�ำแผนบริหารจัดการ และ
ดำ� เนินการตามแผนฯ โดยได้ประกาศจัดต้งั อทุ ยานธรณีสตลู (Satun Geopark) เม่อื วันท่ี 14 สิงหาคม 2557

3. ประโยชนข์ องการเปน็ สมาชกิ ของอทุ ยานธรณโี ลกของยเู นสโก :เปน็ การสง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ การอนรุ กั ษ์
ผ่านการท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยาซ่ึงเป็นนวัตกรรมใหม่ของการอนุรักษ์และการท่องเท่ียวอย่างย่ังยืน ท�ำให้
ประเทศไทยเป็นท่ีรู้จักในระดับนานาชาติเพิ่มมากขึ้น ทั้งในด้านคุณค่าของแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ และด้าน
การทอ่ งเทยี่ วซึ่งจะดงึ ดดู นักท่องเทย่ี วน�ำรายได้สู่ชมุ ชนทอ้ งถนิ่ และประเทศ ประชากรในพน้ื ทม่ี งี านท�ำ มีรายได้
และความเปน็ อยูท่ ี่ดีขึ้น ประชากรในพ้ืนท่เี กิดจิตส�ำนกึ ในการอนรุ กั ษ์และหวงแหน ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติ
ที่มีคุณค่าได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างย่ังยืน เกิดเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาแหล่งท่องเท่ียวทาง
ธรณีวทิ ยาอย่างย่ังยนื นอกจากนย้ี ังเปน็ แหลง่ ศึกษา วจิ ยั ของนกั วิชาการทั้งในและตา่ งประเทศอกี ดว้ ย

ครม.เหน็ ชอบ เสนอ "อทุ ยานธรณสี ตูล" เปน็ สมาชิกอุทยานธรณโี ลก

วนั ท่ี 8 พ.ย. 2559 ที่ประชมุ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเหน็ ชอบเสนอให้อทุ ยานธรณีสตูลเปน็ สมาชกิ
อทุ ยานธรณโี ลกของยเู นสโก (UNESCOGlobat Geoparks) ตามทก่ี ระทรวงทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม
(ทส.) เสนอ ดงั น้ี

1. เห็นชอบให้เสนออุทยานธรณีสตูลเป็นสมาชิกอุทยานธรณีโลกของยูเนสโก (UNESCO Globat
Geoparks)

2. มอบหมายให้คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่ง
สหประชาชาติ (ยูเนสโก) กระทรวงศกึ ษาธิการ ดำ� เนินการเสนออทุ ยานธรณสี ตู ล เป็นสมาชิกธรณโี ลกของยเู นส
โกต่อส�ำนกั เลขาธิการยูเนสโก ณ กรุงปารสี ประเทศฝร่ังเศส

โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม รายงานว่า อุทยานธรณีโลกของยูเนสโก
(UNESCOGlobat Geoparks) เปน็ โครงการด้านการอนุรกั ษ์มรดกทางธรณีวทิ ยา โบราณคดี นิเวศวิทยา และ
วฒั นธรรม ขององคก์ ารการศกึ ษาวทิ ยาศาสตรแ์ ละวฒั นธรรมแหง่ สหประชาชาติ หรอื ยเู นสโก (United Nations
Educational, Scientific and Cultural Organization : UNESCO) อทุ ยานธรณโี ลกเปน็ ขอบเขตพนื้ ทที่ ปี่ ระกอบ
ดว้ ยแหลง่ ทม่ี คี ณุ คา่ ดา้ นธรณวี ทิ ยา โบราณคดี นเิ วศวทิ ยา และวฒั นธรรม มกี ารบรหิ ารจดั การแบบองคร์ วมระหวา่ ง
การอนรุ กั ษ์ การให้ความรู้ การศึกษาวิจยั และการพัฒนาสังคมและเศรษฐกจิ อย่างยง่ั ยนื สง่ เสริมและเปิดโอกาส
ให้ชุมชนท้องถ่ินมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการ เช่ือมโยงความส�ำคัญของมรดกทาง
ธรณวี ทิ ยาผ่านการท่องเท่ยี วเชิงธรณีวทิ ยา

ปจั จบุ นั ทวั่ โลกมอี ทุ ยานธรณโี ลกของยเู นสโก จำ� นวนทง้ั สนิ้ 120 แหง่ ใน 33 ประเทศ โดยภมู ภิ าคเอเชยี
ตะวนั ออกเฉยี งใต้ มอี ุทยานธรณธี รณโี ลกของยูเนสโกแลว้ จ�ำนวน 4 แหง่ ใน 3 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศ

ชดุ วิชา อทุ ยานธรณสี ตูล 3 สค33124 71>>>ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

สหพันธรัฐมาเลเซยี 1 แหง่ สาธารณรฐั สงั คมนยิ มเวียดนาม 1 แห่ง และสาธารณรฐั อนิ โดนเี ซีย 2 แห่ง
อุทยานธรณีสตูล (Satun Geopark) ได้รับการประกาศเป็นอุทยานธรณีระดับประเทศ ในเดือน

พฤศจิกายน ปี 2559 อทุ ยานธรณี สตลู ครอบคลมุ พนื้ ท่ี 2,597.21 ตารางกโิ ลเมตร เป็นพื้นที่ทมี่ ีความโดดเด่น
ทางธรณีวิทยาระดับสากลและได้รับการบริหารจัดการโดยใช้กรอบแนวคิดการอนุรักษ์ธรณีวิทยา การให้ความรู้
และการพฒั นาอยา่ งยง่ั ยนื อทุ ยานธรณสี ตลู อาศยั มรดกทางธรณี เปน็ สอ่ื กลางเชอ่ื มโยงมรดกทางธรรมชาติ มรดก
ทางวฒั นธรรม และวถิ ชี วี ติ เพอื่ สรา้ งความเขา้ ใจและความตระหนกั ถงึ คณุ คา่ ความสำ� คญั ของแผน่ ดนิ ทเี่ ราอาศยั อยู่

ตอนน้ีหลายคนเร่ิมสงสัยแลว้ ว่า "อุทยานธรณ”ี มดี ีหรอื มีประโยชนอ์ ยา่ งไร ทั่วโลกถึงไดใ้ ห้ความสำ� คญั
มกี ารจดั ตัง้ อุทยานธรณีกนั อยา่ งแพรห่ ลาย ส�ำหรับประโยชนข์ องอุทยานธรณีนั้น สรปุ ท่สี ำ� คญั ได้แก่

1. เป็นการอนุรักษ์มรดกทางธรณีวิทยาท่ีมีความส�ำคัญและมีคุณค่าทางวิชาการไม่ให้ถูกท�ำลาย
รวมทั้งป้องกันและรักษาแหล่งโบราณคดี แหล่งนิเวศวิทยา และศิลปวัฒนธรรม ประเพณีที่ส�ำคัญของท้องถ่ิน
ไม่ใหส้ ญู เสียหรือสญู หายไป

2. ส่งเสรมิ การท่องเทย่ี ว โดยเฉพาะการทอ่ งเที่ยวเชงิ อนุรักษ์ ซ่ึงเป็นการท่องเท่ยี วทม่ี คี ณุ ภาพ
3. สร้างอาชีพให้กับชุมชนจากการแสดงทางวัฒนธรรม การขายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น การน�ำเที่ยว
การเป็นวิทยากร และการบริการต่าง ๆ ท้ังยังเป็นการช่วยรักษาและสืบทอดวัฒนธรรมและประเพณีท้องถ่ิน
อกี ทางหน่งึ
4. เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้า วิจัย และเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา และประชาชนท่ัวไป รวมทั้ง
นกั วชิ าการทัง้ ในและตา่ งประเทศ
5. เป็นเคร่ืองมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของท้องถ่ิน ช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่และ
รายได้ ท�ำให้เศรษฐกจิ และสังคมในทอ้ งถิ่นดขี น้ึ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสงั คมของประเทศชาตโิ ดยรวม รวมท้งั
ช่วยให้ชุมชนมีความรู้พื้นฐานทางด้าน earth sciences และร่วมเป็นเครือข่ายในการรักษาปกป้องสิ่งแวดล้อม
ลดภาระภาครฐั
6. ช่วยเผยแพร่และประชาสมั พนั ธช์ อื่ เสียงของท้องถน่ิ และประเทศชาตใิ ห้เปน็ ท่รี จู้ กั ของคนท่ัวโลก

เป้าหมายของอุทยานธรณีระดบั โลก

- ปัจจบุ ันมีสมาชิก 120 แหง่ ใน 33 ประเทศทวั่ โลก ท้ังในทวีปยุโรป ทวีปอเมรกิ า ทวีปเอเชีย และ
ทวปี ออสเตรเลีย

- ยูเนสโกมีเป้าหมายใหอ้ ุทยานธรณีวิทยาระดับโลก ครอบคลมุ ทุกพนื้ ท่ที วั่ โลก 500 แห่ง

72 ชดุ วชิ า อุทยานธรณีสตลู 3 สค33124 >>>ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

เครือข่ายอทุ ยานธรณใี นระดบั โลกท่ีส�ำคัญ

สัญลักษณข์ องเครอื ขา่ ยอทุ ยานธรณรี ะดบั โลก ซง่ึ อทุ ยานธรณแี หง่ ใดได้รับการประกาศขน้ึ ทะเบียนเป็นเครอื ขา่ ยอทุ ยานธรณี
ระดบั โลกแล้ว จะได้รับการยินยอมจากยูเนสโกใหใ้ ช้สัญลักษณน์ ต้ี ดิ ท่ีอุทยานธรณีแห่งน้นั ได้

รปู แสดงอทุ ยานธรณีท่ีเปน็ สมาชกิ อยู่ในประเทศตา่ ง ๆ โลก ท่ีเครอื ขา่ ยอุทยานธรณรี ะดบั โลก
ทกี่ ระจายตวั อยใู่ นประเทศต่างๆ

1. อทุ ยานธรณเี กาะลงั กาวี ประเทศมาเลเซีย
อุทยานธรณีเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย เป็นอุทยานธรณีระดับโลกแห่งแรกของภูมิภาคเอเชีย
ตะวนั ออกเฉยี งใต้ อทุ ยานแหง่ ชาตเิ มื่อวนั ท่ี 31 พฤษภาคม 2549 ไดก้ ารรับรองเปน็ สมาชิกลำ� ดับท่ี 52 ของเครอื
ข่ายอุทยานธรณีระดบั โลกโดย UNESCO เมอื่ วันที่ 1 มิถุนายน 2550
อุทยานธรณีเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย มีพื้นท่ีประมาณ 478 ตารางกิโลเมตร ธรณีประวัติ
การตกสะสมตะกอนอยา่ งสมบรู ณ์ ตงั้ แตย่ คุ แคมเบรยี น (550 ลา้ นปมี าแลว้ ) จนถงึ ยคุ เพอรฺ เ์ มยี น (250 ลา้ นปมี าแลว้ )
กระบวนการทางธรณวี ทิ ยาทำ� ใหเ้ กดิ ลักษณะภมู ปิ ระเทศท่ีสวยงาม เช่น ถ�ำ้ ลอด เขาหินปูนที่สามารถจนิ ตนาการ
เปน็ รปู ร่างตา่ ง ๆ ไดอ้ ย่างหลากหลาย ซมุ้ หนิ โคง้ แท่งหิน เป็นต้น

ชุดวชิ า อุทยานธรณสี ตูล 3 สค33124 73>>>ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

สถานทีท่ ่องเที่ยวทางวัฒนธรรมท้องถน่ิ
Machinchang Formation หินทรายสลับกับหินดินดาน มีอายุแก่ท่ีสุดในประเทศมาเลเซีย
มีซากดกึ ด�ำบรรพ์พวกไทรโลไบต์ และแบรคโิ อพอด

2. อทุ ยานธรณีประเทศเกาหลใี ต้
เชจูโด หรือเกาะเชจู ซึ่งอยู่ทางใต้ของโซลเป็นหน่ึงในจังหวัดท้ังเก้าของประเทศเกาหลี มีพื้นท่ี
1,847 ตารางกโิ ลเมตร เป็นเกาะทเี่ กดิ จากภเู ขาไฟ ซงึ่ ได้รบั รองเปน็ สมาชิกล�ำดับท่ี 52 ของเครอื ขา่ ยอุทยานธรณี
ระดับโลกโดยยูเนสโก เมื่อวนั ท่ี 1 มถิ นุ ายน 2550

74 ชดุ วชิ า อุทยานธรณสี ตลู 3 สค33124 >>>ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

3. อุทยานธรณี ประเทศเวยี ดนาม (Northern Vietnam highlands Geopark)
อุทยานธรณรี ะดบั โลกแห่งล่าสุดทีป่ ระกาศจัดต้งั โดย UNESCO ในล�ำดบั ท่ี 77 เมือ่ เดอื นตลุ าคม
2553 และเปน็ อุทยานธรณรี ะดับโลกแหง่ ที่ 2 ของภูมิภาคเอเชยี มพี ืน้ ที่ 574 ตารางกโิ ลเมตร
ธรณีวิทยา เทือกเขาหินปูนแสดงลักษณะภูมิประเทศแบบคาสต์ หินรูปร่างคล้าย mammoth
rocks, karst pyramids เป็นตน้ แผ่กระจายครอบคลมุ พน้ื ทกี่ ว่า 4 ตำ� บล แหลง่ ซากดึกด�ำบรรพ์กวา่ พันชนิด
อายุระหวา่ ง 400 – 600 ล้านปี ธรณีสณั ฐาน เชน่ ภเู ขารูปร่างสวยแปลกตา ถ�้ำท่ีสวยงาม เปน็ ต้น
วัฒนธรรม มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ถือก�ำเนิดมาหลายทศวรรษ มีประชากรประมาณ
250,000 คน ประกอบดว้ ย 22 กลุ่มชาติพันธ์ุ

ชุดวชิ า อทุ ยานธรณีสตูล 3 สค33124 75>>>ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

76 ชุดวิชา อทุ ยานธรณสี ตูล 3 สค33124 >>>ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

เครอื ขา่ ยอทุ ยานธรณโี ลก
LIST of UNESCO GLOBAL GEOPARKS
Austria* Croatia

1.Styrian Eisenwurzen UNESCO Global 1.Papuk UNESCO Global Geopark

Geopark

2.Carnic Alps UNESCO Global Geopark Cyprus

3.Ore of the Alps UNESCO Global Geopark 1.Troodos UNESCO Global Geopark

Brazil Czechia
1.Araripe UNESCO Global Geopark 1.Bohemian Paradise UNESCO Global
Geopark
Canada
1.Stonehammer UNESCO Global Geopark Denmark
2.Tumbler Ridge UNESCO Global Geopark 1.Odsherred UNESCO Global Geopark

China Finland

1.Danxiashan UNESCO Global Geopark 1.Rokua UNESCO Global Geopark

2.Zhangjiajie UNESCO Global Geopark

3.Yuntaishan UNESCO Global Geopark France

4.Wudalianchi UNESCO Global Geopark 1.Haute-Provence UNESCO Global Geopark

5.Songshan UNESCO Global Geopark 2.Luberon UNESCO Global Geopark

6.Shilin UNESCO Global Geopark 3.Massif des Bauges UNESCO Global Geopark

7.Huangshan UNESCO Global Geopark 4.Chablais UNESCO Global Geopark

8.Lushan UNESCO Global Geopark 5.Monts d'Ardèche UNESCO Global Geopark

9.Hexigten UNESCO Global Geopark

10.Taining UNESCO Global Geopark Germany*

11.Xingwen UNESCO Global Geopark 1.Vulkaneifel UNESCO Global Geopark

12.Yandangshan UNESCO Global Geopark 2.TERRA.vita UNESCO Global Geopark

13.Jingpohu UNESCO Global Geopark 3.Bergstraße-Odenwald UNESCO Global

14.Leiqiong UNESCO Global Geopark Geopark

15.Taishan UNESCO Global Geopark 4.Swabian Alb UNESCO Global Geopark

16.Wangwushan-Daimeishan UNESCO Global

Geopark

ชดุ วิชา อทุ ยานธรณีสตลู 3 สค33124 77>>>ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

17.Fangshan UNESCO Global Geopark Greece

18.Funiushan UNESCO Global Geopark 1.Lesvos Island UNESCO Global Geopark

19.Zigong UNESCO Global Geopark 2.Psiloritis UNESCO Global Geopark

20.Longhushan UNESCO Global Geopark 3.Chelmos Vouraikos UNESCO Global

21.Alxa Desert UNESCO Global Geopark Geopark

22.Qinling Zhongnanshan UNESCO Global 4.Vikos – Aoos UNESCO Global Geopark

Geopark 5.Sitia UNESCO Global Geopark

23.Ningde UNESCO Global Geopark

24.Leye Fengshan UNESCO Global Geopark Hungary*

25.Tianzhushan UNESCO Global Geopark 1.Bakony-Balaton UNESCO Global Geopark

26.Hong Kong UNESCO Global Geopark

27.Sanqingshan UNESCO Global Geopark Iceland

28.Shennongjia UNESCO Global Geopark 1.Katla UNESCO Global Geopark

29.Yanqing UNESCO Global Geopark 2.Reykjanes UNESCO Global Geopark

30.Mount Kunlun UNESCO Global Geopark

31.Dali-Cangshan UNESCO Global Geopark Indonesia

32.Dunhuang UNESCO Global Geopark 1.Batur UNESCO Global Geopark

33.Zhijindong Cave UNESCO Global Geopark 2.Gunung Sewu UNESCO Global Geopark

เครือขา่ ยอุทยานธรณีโลก >>>ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

78 ชุดวชิ า อุทยานธรณีสตูล 3 สค33124

LIST of UNESCO GLOBAL GEOPARKS
Ireland* Poland*

1.Copper Coast UNESCO Global Geopark Portugal

2.Burren & Cliffs of Moher UNESCO Global 1.Naturtejo da Meseta Meridional UNESCO

Geopark Global Geopark

Italy 2.Arouca UNESCO Global Geopark

1.Madonie UNESCO Global Geopark 3.Açores UNESCO Global Geopark

2.Beigua UNESCO Global Geopark 4.Terras de Cavaleiros UNESCO Global Geopark

3.Parco Geominerario della Sardegna UNESCO

Global Geopark Republic of Korea

4.Rocca di Cerere UNESCO Global Geopark 1.Jeju UNESCO Global Geopark

5.Adamello-Brenta UNESCO Global Geopark Romania

6.Cilento, Vallo di Diano e Alburni UNESCO 1.Hateg UNESCO Global Geopark

Global Geopark Slovakia*

7.Tuscan Mining Park UNESCO Global Geopark Slovenia*

8.Alpi Apuani UNESCO Global Geopark 1.Idrija UNESCO Global Geopark

9.Sesia Val Grande UNESCO Global Geopark Spain

10.Pollino UNESCO Global Geopark 1.Cabo de Gata-Níjar UNESCO Global Geopark

2.Sierras Subbéticas UNESCO Global Geopark

Japan 3.Sobrarbe-Pirineos UNESCO Global Geopark

1.Itoigawa UNESCO Global Geopark 4.Basque Coast UNESCO Global Geopark

2.Unzen Volcanic Area UNESCO Global 5.Sierra Norte de Sevilla UNESCO Global

Geopark Geopark

3.Toya – Usu UNESCO Global Geopark 6.Villuercas Ibores Jara UNESCO Global

4.San'in Kaigan UNESCO Global Geopark Geopark

5.Muroto UNESCO Global Geopark 7.Central Catalonia UNESCO Global Geopark

6.Oki Islands UNESCO Global Geopark 8.Molina & Alto Tajo UNESCO Global Geopark

7.Aso UNESCO Global Geopark 9.El Hierro UNESCO Global Geopark

8.Mt. Apoi UNESCO Global Geopark 10.Lanzarote and Chinijo Islands UNESCO

Global Geopark

ชุดวชิ า อุทยานธรณสี ตลู 3 สค33124 79>>>ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

Malaysia Turkey
1.Langkawi UNESCO Global Geopark 1.Kula Volcanic UNESCO Global Geopark

Morocco United Kingdom of Great Britain and
1.M'Goun UNESCO Global Geopark Northern Ireland*
1.North Pennines AONB UNESCO Global
Netherlands Geopark
1.De Hondsrug UNESCO Global Geopark 2.North-West Highlands UNESCO Global
Geopark
Norway 3.Fforest Fawr UNESCO Global Geopark
1.Gea Norvegica UNESCO Global Geopark 4.English Riviera UNESCO Global Geopark
2.Magma UNESCO Global Geopark 5.GeoMôn UNESCO Global Geopark
6.Shetland UNESCO Global Geopark

Uruguay
1.Grutas del Palacio UNESCO Global Geopark

Viet Nam
1.Dong Van Karst Plateau UNESCO Global
Geopark

80 ชุดวิชา อทุ ยานธรณสี ตูล 3 สค33124 >>>ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

6บทท่ี กวาฒัรสนบื ธสรารนมแปลระะอเนพุรณกั ษีขอ์ขงนจบงั ธหรวรดัมสเนตียูลม
1. ขนบธรรมเนยี ม วฒั นธรรม ประเพณขี องจงั หวดั สตูล
วฒั นธรรมมคี วามหมายสองทาง คอื ความหมายทห่ี นง่ึ วฒั นธรรม หมายถงึ ธรรมทเี่ ปน็ เหตใุ หเ้ จรญิ

เปน็ ความหมายทม่ี าจากคำ� สองคำ� คอื “วฒั น” กบั “ธรรม” คำ� วา่ วฒั น หรอื พฒั น หมายถงึ ความเจรญิ สว่ นคำ� วา่
ธรรม หมายถึง คุณความดี ความชอบ ดังน้ัน วัฒนธรรมจึงหมายถึง ธรรมแห่งความเจริญ ความหมายที่สอง
วัฒนธรรม หมายถึง สง่ิ ทไ่ี ม่มเี องทางธรรมชาติ แตเ่ ปน็ ส่งิ ทีส่ ังคมหรอื คนในส่วนรวมมีความต้องการและจำ� เป็นที่
ตอ้ งผลติ หรอื สรา้ งใหม้ ขี นึ้ แลว้ ถา่ ยทอดใหอ้ นชุ นรนุ่ หลงั ดว้ ยการสง่ั สอนและเรยี นรแู้ ลว้ สบื ๆ ตอ่ กนั มาเปน็ ประเพณี
วัฒนธรรมในความหมายท่ีหนึ่งนั้น เป็นความหมายสามัญท่ีคนท่ัวไปใช้กันในความหมายของพฤติกรรมและ
ขนบธรรมเนยี มประเพณที ด่ี งี าม เปน็ สง่ิ ทไี่ ดร้ บั การปรงุ แตง่ ใหด้ แี ลว้ หรอื สงิ่ ทไ่ี ดร้ บั การยกยอ่ งเปน็ เวลานานแลว้
และเป็นสิ่งเชิดชูเกียรติ ช่ือเสียง เพราะได้รับการพัฒนาจนกลายมาเป็นรูปลักษณ์ที่สูงเด่น ตัวอย่างเช่น
ขนบธรรมเนยี มประเพณีที่สำ� คัญ ภมู ปิ ญั ญา ค่านิยม ที่ผู้คนยกยอ่ ง กริ ยิ ามารยาทในสังคม สถาปัตยกรรม ภาษา
และวรรณคดี เปน็ ต้น วัฒนธรรมดังกลา่ ว จึงจ�ำเปน็ ตอ้ งร่วมกันอนรุ กั ษ์ และสงวนรกั ษาไวเ้ พอ่ื ใหเ้ ปน็ มรดกของ
สังคมสบื ไป

วัฒนธรรมในความหมายท่ีสอง เป็นความหมายท่ีนักสังคมวิทยา และนักสังคมศาสตร์ได้ให้ไว้
โดยกำ� หนดใหม้ คี วามหมายครอบคลมุ กจิ กรรมทก่ี วา้ งขวางกวา่ กลา่ วคอื วฒั นธรรมเปน็ ทกุ สง่ิ ทม่ี นษุ ยส์ รา้ งขน้ึ มา
เช่น ภาษา การท�ำเครื่องมืออตุ สาหกรรม ศิลปะ กฎหมาย ศาสนา การปกครอง และศีลธรรม เปน็ ต้น กับรวมถึง
อุปกรณ์ท่ีเป็นวัตถุหรือส่ิงประดิษฐ์ ซ่ึงแสดงรูปแบบแห่งสัมฤทธิผลทางวัฒนธรรมและท�ำให้ลักษณะวัฒนธรรม
ทางปญั ญาสามารถสง่ ผลใหเ้ ปน็ ประโยชนใ์ ชส้ อยได้ เชน่ อาคาร เครอื่ งมอื เครอ่ื งจกั รกล เครอื่ งมอื สอ่ื สาร ศลิ ปวตั ถุ
เปน็ ตน้

ดังนั้น วัฒนธรรมจึงเป็นทุกสิ่งท่ีเรียนรู้และรับการถ่ายทอดมาจากการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างกัน
อนั รวมถงึ ภาษา ธรรมเนยี มประเพณแี ละสถาบนั ทางสงั คม หรอื กลา่ วอกี นยั หนงึ่ กค็ อื เปน็ แบบอยา่ งของพฤตกิ รรม
ทั้งหลายที่ไดม้ าทางสงั คม และถ่ายทอดกนั ไปทางสงั คมโดยอาศัยสัญลกั ษณ์ วัฒนธรรม จงึ เปน็ ลกั ษณะเดน่ และ
เปน็ สากลส�ำหรับสงั คมมนุษย์ ซงึ่ ไม่มีในส่ิงมีชวี ิตอืน่ นอกจากมนษุ ย์

ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณีสตูล 3 สค33124 81>>>ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

ลักษณะของวฒั นธรรม

ลกั ษณะสำ� คญั ของวฒั นธรรม มดี ังน้ี
1) วฒั นธรรมทมี่ นษุ ยส์ รา้ งขนึ้ มนษุ ยส์ รา้ งวฒั นธรรมขนึ้ เพอ่ื ตอบสนองความตอ้ งการของสงั คม เชน่
การสร้างอาคารบ้านเรือน, คอมพิวเตอร์ ภาพยนตร์ เป็นต้น หรือ ดัดแปลงแต่งเติมส่ิงท่ีเป็นธรรมชาติให้มี
รปู ลกั ษณ์ใหม่ เชน่ การตดั แต่งต้นไม้ใหเ้ ป็นรูปรา่ งต่าง ๆ การแต่งแตม้ สีสันของหนา้ ตาให้ดูสดใส สวยงาม เป็นตน้
วฒั นธรรมทีส่ รา้ งขนึ้ มที ั้งวฒั นธรรมท่ีเราสามารถมองเห็นและจับตอ้ งได้ เชน่ อาหาร โตะ๊ เสอื้ ผา้
หรือที่เราเรียกว่าวัฒนธรรมประเภทวัตถุ และวัฒนธรรมท่ีมองไม่เห็น เช่น ค่านิยม ทัศนคติ ความรู้ ความเช่ือ
สถาบันทางสังคม และโครงสรา้ งทางสงั คม ตลอดจนภมู ิปญั ญา เป็นตน้
2) วัฒนธรรมทเี่ กดิ จากการเรยี นรู้ ในอดตี กาลทเ่ี ป็นยุคแรกเรมิ่ ของการก�ำเนดิ มนุษยน์ ัน้ มนุษย์เป็น
ผูส้ รา้ งวัฒนธรรมข้นึ ในกาลต่อมาจนถงึ ปจั จุบนั วัฒนธรรมกลับเป็นสิ่งสรา้ งความเปน็ มนุษย์โดยเดก็ จะต้องได้รบั
การอบรมเลี้ยงดแู ละขัดเกลาทางสงั คมจากพ่อแม่ ญาตพิ ี่น้อง ครูอาจารย์ และจากตำ� ราต่าง ๆ เม่อื เด็กได้เรยี นรู้
ส่ิงต่าง ๆ รอบตัวและความรู้พื้นฐานจนถึงระดับหนึ่งแล้ว ก็จะปรับปรุงพัฒนาและคิดประดิษฐ์เป็นวัฒนธรรม
ใหม่ ๆ ขน้ึ มาใช้
3) วฒั นธรรมเปน็ สง่ิ ทส่ี มาชกิ ของสงั คมยอมรบั มสี ว่ นรว่ มและนำ� ไปใช้ การสรา้ งวฒั นธรรมใดขน้ึ มา
หากคนในสงั คมไม่ยอมรับและไมม่ สี ว่ นร่วม จะไม่ถือว่าเป็นวัฒนธรรม
4) วฒั นธรรมเปน็ สง่ิ ท่สี งั่ สมและถ่ายทอดใหแ้ กอ่ นชุ นรนุ่ หลงั ภายหลังทีม่ ีการสรา้ งวัฒนธรรมและ
ท�ำการพฒั นาขึน้ มา ก็จะมกี ารสงั่ สมกลายเป็นองคค์ วามรขู้ องสงั คม และมกี ารถา่ ยทอดไปยังอนุชนร่นุ หลังต่อไป
เรอ่ื ย ๆ หากวัฒนธรรมนน้ั ไม่ได้รบั การสง่ ตอ่ ไปให้สมาชิรุ่นหลังจะท�ำใหว้ ัฒนธรรมน้นั สญู หายไป
5) วัฒนธรรมมีการเปล่ียนแปลงอยู่เสมอ โดยจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเพ่ือให้สอดคล้องกับ
ธรรมชาติรอบข้างและความต้องการของสมาชิกในสังคม วัฒนธรรมบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปอันเป็นผลมาจาก
การแพร่กระจายและการยืมวัฒนธรรมอื่นเข้ามา เช่น เทคโนโลยีระบบการศึกษา ระบบการเมืองการปกครอง
เครอื่ งแตง่ กาย เปน็ ตน้ ในการรบั วฒั นธรรมอน่ื เขา้ มาใชใ้ นสงั คมคนเองนนั้ กอ่ ใหเ้ กดิ การปรบั ตวั ใหเ้ ขา้ กบั วฒั นธรรม
หรือการสงั สรรคร์ ะหวา่ งวฒั นธรรมอื่นกับวัฒนธรรมดัง้ เดมิ ทำ� ให้เกิดการเปลยี่ นแปลงวัฒนธรรมขนึ้ ได้
ลักษณะของวฒั นธรรมทกี่ ลา่ วมาท้ังหมดนเ้ี ป็นลกั ษณะเด่นของวัฒนธรรม ท�ำใหเ้ ราสามารถทำ� ความ
เข้าใจความหมายของวฒั นธรรมไดด้ ีย่งิ ข้ึน

82 ชุดวิชา อุทยานธรณสี ตลู 3 สค33124 >>>ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

2. ประเภทของวัฒนธรรม

นกั วชิ าการแบง่ วัฒนธรรมออกเป็นประเภทต่าง ๆ ตามเป้าหมายและลกั ษณะ ดังน้ี
2.1 การจัดประเภทตามลักษณะทมี่ องเห็นหรอื สมั ผสั ได้
การจดั ประเภทตามลกั ษณะท่ีมองเหน็ หรือสัมผสั ได้ แบง่ ออกเปน็
1) วัฒนธรรมทางวัตถุ เป็นวัฒนธรรมที่สามารถมองเห็น สัมผัสได้ เช่น หนังสือ แว่นตา
รถยนต์ โทรทัศน์ เป็นต้น
2) วฒั นธรรมทางอวตั ถุ เปน็ วฒั นธรรมทมี่ องไมเ่ หน็ เปน็ มโนภาพ เชน่ คา่ นยิ ม มารยาท
ปรัชญา บรรทดั ฐาน สถาบนั ทางสังคม ความเชื่อ เปน็ ตน้
2.2 การจดั ประเภทตามเนือ้ หา
การจัดประเภทของวฒั นธรรมตามเนอ้ื หา แบง่ ออกได้ ดังน้ี
1) คตธิ รรม ไดแ้ ก่ วฒั นธรรมทางศลี ธรรมและทางจติ ใจ อนั เปน็ คตหิ รอื หลกั การดำ� เนนิ ชวี ติ
เชน่ ความเมตตากรุณา ความกตญั ญูกตเวที เปน็ ต้น
2) วัตถุธรรม ไดแ้ ก่ วัฒนธรรมทางวตั ถุ หมายถึง วตั ถุทางศลิ ปกรรม เชน่ เจดีย์ บา้ นเรอื น
เครื่องแต่งกาย ถนนหนทาง และสิ่งประกอบความเป็นอยู่ทุกชนิด รวมถึงเคร่ืองอุปโภคท้ังหลาย ซึ่งถือว่าเป็น
วัฒนธรรมทางวัตถทุ ง้ั สน้ิ
3) เนตธิ รรม ไดแ้ ก่ วฒั นธรรมทางกฎหมาย หรอื ขนบธรรมเนยี มจารตี ประเพณคี วามสำ� คญั
เสมอด้วยกฎหมาย กล่าวคือ บางอย่างแม้ไม่มีกฎหมายห้าม แต่ถ้าใครปฏิบัติก็เป็นที่รังเกียจของสังคม เป็นที่
อบั อายขายหนา้ เพราะถือกนั ว่าไม่ดีไม่เหมาะสมหรือทีเ่ ราเรยี กว่า จารตี น่นั เอง
4) สหธรรม ไดแ้ ก่ วฒั นธรรมทางสงั คม เปน็ วฒั นธรรมในการตดิ ตอ่ เกย่ี วขอ้ งกบั กลมุ่ ชน เชน่
มารยาทในการเข้าหาผู้ใหญ่ มารยาทในโต๊ะอาหาร มารยาทในการเขา้ สังคม เป็นต้น
อยา่ งไรกต็ ามไมว่ า่ วฒั นธรรมจะจำ� แนกออกเปน็ ประเภทตา่ ง ๆ ตามแนวการจดั แบง่ ออกเปน็
ประเภท แตส่ ง่ิ สำ� คญั ก็คอื วฒั นธรรมเปน็ สงิ่ ที่คนสรา้ งขึ้นโดยผา่ นสัญลกั ษณ์ ซ่งึ มีทง้ั วฒั นธรรมทีเ่ รามองเห็นหรือ
สัมผสั ได้ และวฒั นธรรมทีเ่ รามองไมเ่ หน็ แต่ได้รับการสรา้ งขึ้นเพื่อใช้ตอบสนองความตอ้ งการของมนุษย์

3. ความส�ำคัญและคณุ คา่ ของวัฒนธรรม

3.1 ความส�ำคญั ของวฒั นธรรม
ดงั ทไี่ ดก้ ลา่ วไวใ้ นตอนตน้ แลว้ วา่ “วฒั นธรรมคอื ทกุ สง่ิ ทมี่ นษุ ยส์ รา้ งขน้ึ เพอ่ื ใชต้ อบสนองความ
ตอ้ งการ” คำ� กลา่ วนเ้ี ปน็ คำ� กลา่ วทค่ี รอบคลมุ ลกั ษณะ ประเภท ความสำ� คญั ของวฒั นธรรมไปพรอ้ ม ๆ กนั จงึ อาจ
จะเปน็ การยากในการมองภาพวฒั นธรรมในแงค่ ณุ ประโยชน์อยา่ งเปน็ รปู ธรรม ดังนัน้ จะขอกล่าวถงึ ความสำ� คญั
ของวฒั นธรรมเป็นข้อ ๆ ดงั น้ี

ชุดวิชา อทุ ยานธรณีสตลู 3 สค33124 83>>>ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

1) เพื่อใช้ประโยชน์ต่อการด�ำรงชวี ติ กล่าวคอื
1.1) เปน็ เปา้ หมายหรอื วตั ถปุ ระสงคใ์ นการดำ� รงชวี ติ ในแงน่ ว้ี ฒั นธรรมเปน็ อดุ มการณ์
ค่านิยม ทัศนคติและจดุ หมายปลายทางของชวี ิตท่คี นในสังคมประสงค์ทีจ่ ะดำ� เนินชีวิตให้บรรลุผลท่ีต้งั ไว้ เพราะ
วฒั นธรรมจะเปน็ ตวั แบบทก่ี ำ� หนดวา่ สง่ิ ใดเปน็ สงิ่ ทด่ี งี าม เหมาะสม เปน็ สง่ิ ทปี่ รารถนาทจ่ี ะใหบ้ งั เกดิ ขนึ้ ซง่ึ จะกลาย
เปน็ จดุ หมายทบ่ี ุคคลพึงบรรลุถงึ และเป็นสิง่ เหมาะสมในการใชน้ �ำทางในการด�ำเนนิ ชวี ิต
1.2) เปน็ ตวั กำ� หนดความสมั พนั ธห์ รอื พฤติกรรมของมนษุ ย์ โดยผ่านทางกระบวนการ
ขัดเกลาทางสงั คม เพือ่ ให้เรยี นรูร้ ะเบยี บทางสงั คม สถานภาพและบทบาท สถาบนั และโครงสรา้ งทางสังคม
1.3) เปน็ ตวั ควบคมุ สงั คม การควบคมุ ทางสงั คมเปน็ มรดกทางวฒั นธรรมทเี่ ปน็ ตวั กำ� หนด
เฉพาะเจาะจงถงึ การแสดงออกของบคุ คลในสงั คม หรอื ทเ่ี รยี กวา่ “บรรทดั ฐานทางสงั คม” ซง่ึ กำ� หนดแนวทางของ
ความประพฤตขิ องคนในสงั คม
1.4) เปน็ สง่ิ ของเครอื่ งใชท้ กุ ประเภทเพอื่ ตอบสนองความตอ้ งการทางดา้ นรา่ งกายและ
จติ ใจ ในแงน่ ้เี ปน็ วัฒนธรรมทเี่ ปน็ วัตถุ เชน่ อาหาร เส้ือผ้า บ้านเรอื น ยารกั ษาโรค ศลิ ปกรรม ภาพวาด ตลอดจน
เครอื่ งจักร คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
2) วัฒนธรรมท�ำหน้าท่ีหล่อหลอมบุคลิกภาพให้กับสมาชิกของสังคม ให้มีลักษณะเป็น
แบบใดแบบหน่ึง แม้ว่าบุคลิกภาพจะเป็นผลมาจากปัจจัยทางชีวภาพบางส่วนก็ตาม แต่การอาศัยอยู่ร่วมกับ
คนอืน่ ภายใตก้ ฎระเบียบสงั คมเดยี วกนั ทำ� ให้คนมบี ุคลกิ ภาพโนม้ เอียงไปกับกลุม่ ทอ่ี าศยั อยู่ร่วมกัน เช่น เด็กท่ีอยู่
ในครอบครวั ทเ่ี ปน็ โจรจะมบี คุ ลกิ ภาพแตกตา่ งจากเดก็ ทอ่ี ยใู่ นครอบครวั ทปี่ ระกอบอาชพี สจุ รติ บคุ ลกิ ภาพดงั กลา่ ว
จะแสดงออกในรปู นามธรรม เช่น ความเชือ่ ความสนใจ ทศั นคติ ความรู้ ความคิดสรา้ งสรรค์ และส่งิ ทมี่ องเห็น
เช่น การแต่งตวั กิริยาท่าทาง เปน็ ตน้
3) วฒั นธรรมกอ่ ใหเ้ กดิ ความเปน็ อนั หนง่ึ อนั เดยี วกนั กอ่ ใหเ้ กดิ ความเปน็ ปกึ แผน่ ทงั้ นหี้ าก
สมาชิกของสังคมมีลักษณะคล้ายคลึงกัน เป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน จะก่อให้เกิดความผูกพัน สามารถพ่ึงพา
อาศัยกันและกัน มีจิตส�ำนึกรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน ตลอดจนร่วมกันอนุรักษ์ และสืบสานวัฒนธรรมของตน
ให้อยรู่ อดและพฒั นาก้าวหนา้ ต่อไป
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า มนุษย์กับวัฒนธรรมเป็นส่ิงท่ีไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพราะต้อง
ควบคกู่ ันไป วฒั นธรรมจะเป็นสิง่ ท่ีตอบสนองและสร้างเสริมใหม้ นษุ ยอ์ ย่ใู นสงั คมอย่างเปน็ ปกตสิ ุข
3.2 คณุ ค่าของวฒั นธรรม
วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเน่ืองจนเป็นระบบเพื่อให้
สอดคลอ้ งกบั สภาพภมู ศิ าสตร์ สภาพทางสงั คม และสามารถตอบสนองความตอ้ งการของคนในสงั คมไดอ้ ยา่ งเปน็
ระบบ ซ่ึงระบบของวฒั นธรรมประกอบดว้ ย 3 ระบบทเ่ี ชือ่ มโยงกนั ดังน้ี
1) ระบบคุณค่า หมายถึง ศีลธรรมของส่วนรวมของสังคม และจิตวิญญาณของความเป็น
มนษุ ย์ท่ีสรา้ งสรรค์ มักแสดงออกในรูปความคิดท่ีให้ความสำ� คัญกบั ความเปน็ ธรรม ความอุดมสมบูรณ์ และความ

84 ชดุ วชิ า อทุ ยานธรณีสตลู 3 สค33124 >>>ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย


Click to View FlipBook Version