The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีม ภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by An Dutsadee, 2024-02-18 11:07:58

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีม ภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีม ภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร

Keywords: วิจัยบริหารสถานศึกษา

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย Factors Affecting Teamwork Under The Administration of School The Nonformal And Informal Education Centre Srisakhon Distric มนพ ขวัญดี และคณะ Mr. Manop Khwandee, et al. วิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยเพื่อการบริหารจัดการศึกษาสถานศึกษา A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for Educational management of educational institutions 2566


(3) ชื่อวิจัย ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีม ภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร ผู้วิจัย นายมนพ ขวัญดี และคณะ ปีงบประมาณ 2566 บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีม 2) เพื่อศึกษาระดับ ด้านบริบทองค์กร ด้านคุณลักษณะของภาระงาน ด้านการสนับสนุนทางสังคมและการทำงานเป็นทีม 3) เพื่อ สร้างสมการพยากรณ์การทำงานเป็นทีม ภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอก ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร จำนวน 19 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่า คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความถดถอยแบบพหุคูณแบบนำเข้าตัวแปร (Stepwise Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมได้แก่ ด้านบริบทองค์กร(x1) ด้านคุณลักษณะของภาระ งาน(x2) ด้านการสนับสนุนทางสังคม(x3) 2) ระดับด้านบริบทองค์กร ด้านคุณลักษณะของงาน ด้านการสนับสนุนทางสังคม โดยรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก และการทำงานเป็นทีมโดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร ได้แก่ ปัจจัยด้านการสนับสนุนทางสังคม (x3)และด้านบริบทองค์กร(x1) สามารถร่วมกันพยากรณ์การทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานของผู้บริหาร สถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร ได้ร้อยละ 35 สร้างสมการ พยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและรูปคะแนนมาตรฐานได้ดังนี้ รูปสมการคะแนนดิบ = 2.321*** + .263 (x3)*** + .211 (x1)*** รูปสมการคะแนนมาตรฐาน = .431 (x3)*** + .264 (x1)*** คำสำคัญ: การทำงานเป็นทีม, ผู้บริหารสถานศึกษา Y ˆ y z ˆ


(4) Research Title Factors Affecting Teamwork Under The Administration of School The Nonformal And Informal Education Centre Srisakhon Distric. Researcher Mr. Manop Khwandee, et al. Budget year 2023 ABSTRACT The objective of this research were to study 1) Factors Affecting Teamwork 2) level of organizational context, job characteristics, social support and Teamwork 3) construct predicting equation for Teamwork Under The Administration of School The Nonformal And Informal Education Centre Srisakhon Distric. The sample of research were Administration of School, teacher and education personnel under The Administration of School The Nonformal And Informal Education Centre Srisakhon Distric., 19 people. The statistics used for data analysis were percentage, mean, standard deviationand Stepwise Multiple Regression Analysis. The results of the research as follows 1) Factors Affecting Teamwork are organizational context(x1), job characteristics(x2), and social support(x3) 2) level of organizational context, job characteristics, social support and Teamwork as a whole and with each particular aspect, was found at a high level. 3) Factors Affecting Teamwork Under The Administration of School The Nonformal And Informal Education Centre Srisakhon Distric; factors of social support(x3) and organizational context(x1). The predicting equation for Teamwork Under The Administration of School The Nonformal And Informal Education Centre Srisakhon Distric can predict up to 35.00 percent. The equation of raw score is = 2.321*** + .263 (x3)*** + .211 (x1)*** The equation of standard score is = .431 (x3)*** + .264 (x1)*** Keywords: teamwork, The Administration of School Y ˆ y z ˆ


(5) กิตติกรรมประกาศ วิจัยฉบับนี้บรรลุผลสำเร็จลงได้ด้วยดี ด้วยความความมือร่วมใจของผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนคณะกรรมการสถานศึกษา ที่ได้ให้คำปรึกษา ตรวจสอบ ข้อบกพร่องเพื่อแนะนำแนวทางปรับปรุงแก้ไขและเอาใจใส่ด้วยดีแก่คณะผู้วิจัย ตั้งแต่เริ่มต้นจนสำเร็จลุล่วง สมบูรณ์ ขอขอบพระคุณ ดร.ตรัยภูมินทร์ ตรีตรีศวร อาจารย์ประจำหลักสูตรสาขาวิชาการบริหาร การศึกษา คณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นวรัตน์ ไวชมภู อาจารย์ประจำหลักสูตร (การบริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ และนายคณิน ทองเอียด รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิ ที่กรุณาสละเวลาในการตรวจสอบเครื่องมือในการวิจัย ตลอดจนให้ คำแนะนำในการปรับปรุงแก้ไขแบบสอบถามด้วยความใส่ใจอย่างยิ่ง ประโยชน์และคุณค่าของสารนิพนธ์ฉบับนี้คณะผู้วิจัยจะนำผลการวิจัยไปปรับปรุง เผยแพร่ และพัฒนาสถานศึกษาต่อไป นายมนพ ขวัญดี และคณะ


(6) สารบัญ หน้า บทคัดย่อ...................................................................................................................................... (3) ABSTRACT.................................................................................................................................. (4) กิตติกรรมประกาศ........................................................................................................................ (5) สารบัญ......................................................................................................................................... (6) สารบัญตาราง............................................................................................................................... (8) สารบัญภาพ ................................................................................................................................. (10) บทที่ 1 บทนำ.................................................................................................................................... 1 ความเป็นมาของปัญหา................................................................................................... 1 คำถามวิจัย...................................................................................................................... 5 วัตถุประสงค์................................................................................................................... 5 สมมติฐาน....................................................................................................................... 5 ประโยชน์ของการวิจัย..................................................................................................... 5 ขอบเขตของการวิจัย....................................................................................................... 6 นิยามศัพท์เฉพาะ............................................................................................................ 7 2 แนวคิด ทฤษฏี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง................................................................................. 10 แนวคิดเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีม .................................................................................. 10 บริบทของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร…....……… 24 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง......................................................................................................... 26 กรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิจัย........................................................................................... 33 3 วิธีดำเนินการวิจัย.................................................................................................................. 34 พื้นที่ที่ใช้ในการวิจัย........................................................................................................ 34 ประชากร กลุ่มตัวอย่าง วิธีการสุ่มตัวอย่าง...................................................................... 34 เครื่องมือในการวิจัยและการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ................................................ 35 การเก็บรวบรวมข้อมูล.................................................................................................... 36 การวิเคราะห์ข้อมูล วิธีการทางสถิติต่างๆ ที่ใช้................................................................ 37


(7) สารบัญ (ต่อ) หน้า 4 ผลการวิจัย............................................................................................................................ 39 ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย สถิติ โดยใช้การแจกแจงหาความถี่ และหาค่าร้อยละ จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาการปฏิบัติงานและประเภทตำแหน่ง............................................................... 40 ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ปัจจัยด้านบริบทองค์กร ด้านคุณลักษณะของภาระงานและด้าน การสนับสนุนทางสังคม ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร และผลการวิเคราะห์การทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร.............................. 41 ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานของ ผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร ....................................................................................................................................... ..53 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ....................................................................................... 59 สรุปผลการวิจัย............................................................................................................... 59 อภิปรายผลการวิจัย........................................................................................................ 63 ข้อเสนอแนะ................................................................................................................... 66 ข้อเสนอแนะจากการวิจัย......................................................................................... 66 ข้อเสนอในการวิจัยครั้งต่อไป ................................................................................... 67 บรรณานุกรม................................................................................................................................ 68 ภาคผนวก..................................................................................................................................... 71 ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญ.......................................................................................... 72 ภาคผนวก ข เครื่องมือในการวิจัย.......................................................................................... 74 ภาคผนวก ค การตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย............................................................. 87 ภาคผนวก ง แบบแผนการดำเนินงานวิจัย............................................................................. 88


(8) สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 สรุปการสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี เกี่ยวกับสภาพการทำงานเป็นทีม............................... 23 2 แสดงจำนวนประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำแนกตาม ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษา............................................................................... 40 3 แสดงจำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม จำแนกตามเพศ อายุ ระดับ การศึกษา ระยะเวลาการปฏิบัติงานและประเภทตำแหน่ง.............................................. 40 4 แสดงค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และปัจจัยด้านบริบทองค์กร ด้านคุณลักษณะของ ภาระงานและด้านการสนับสนุนทางสังคม ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยอำเภอศรีสาคร รายด้าน .................................................................................... 42 5 แสดงค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และปัจจัยด้านบริบทองค์กรศูนย์การศึกษานอก ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร รายข้อ................................................ 42 6 แสดงค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับ ปัจจัยด้านคุณลักษณะของภาระงาน ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร รายข้อ.................. 44 7 แสดงค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และปัจจัยด้านการสนับสนุนทางสังคมศูนย์ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร รายข้อ......................... 45 8 แสดงค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานของ ผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร รายด้าน.......................................................................................................................... 48 9 แสดงค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานของ ผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร ด้านการสื่อสารอย่างเปิดเผยรายข้อ................................................................................ 47 10 แสดงค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานของ ผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร ด้านการมีปฏิสัมพันธ์รายข้อ............................................................................................ 48 11 แสดงค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานของ ผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร ด้านการมีส่วนร่วม รายข้อ.............................................................................................. 49 12 ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานของ ผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร ด้านความไว้เนื้อเชื่อใจ รายข้อ........................................................................................ 50


(9) สารบัญตาราง (ต่อ) ตารางที่ หน้า 13 ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานของ ผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร ด้านการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเป้าหมายรายข้อ...................................................... 51 14 ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานของ ผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร ด้านการยอมรับนับถือซึ่งกันและกันรายข้อ..................................................................... 52 15 ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณของปัจจัยทำนายปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมภายใต้ การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยอำเภอศรีสาคร .................................................................................................. 57


(10) สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิจัย........................................................................................... 33 2 กราฟ Histogram........................................................................................................... 54 3 กราฟ Normal Probability Plot.................................................................................. 54 4 กราฟ Scatter Plot ....................................................................................................... 55 5 ตาราง Coefficients .................................................................................................... 56 6 ตาราง Model Summary ........................................................................................... 57


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาของปัญหา โลกปัจจุบันอยู่ในยุคกระแสโลกาภิวัตน์ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความ เจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศได้ย่นโลกให้เล็กลง การติดต่อสื่อสาร การแลกเปลี่ยนข้อมูล การเรียนรู้ซึ่งกันและกันสามารถทำได้โดยไม่มีขอบเขตจำกัด ด้วยความเร็วเวลาเพียงเสี้ยววินาที ใน กระแสของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลกระทบให้เกิดความจำเป็นที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวน ทัศน์ด้านการบริหารองค์การ จากเดิมไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่ เช่น จากยุคอุตสาหกรรมไปสู่ยุค สารสนเทศ จากเดิมองค์การเน้นความมั่นคงไปสู่การมุ่งเน้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จากที่เคยใช้วิธี ควบคุมที่ศูนย์กลางอำนาจไปสู่การมุ่งกระจายอำนาจความรับผิดชอบในการตัดสินใจให้แก่พนักงาน ระดับล่าง จากแนวคิดขององค์การที่มุ่งเพื่อการแข่งขันเปลี่ยนแปลงเป็นมุ่งแสวงหาความร่วมมือจากที่ เคยให้ความสำคัญของวัตถุเป็นหลัก เปลี่ยนแปลงเป็นการยึดความสำคัญของคนและความสัมพันธ์ที่ดี ต่อกัน และจากการเน้นความเหมือนกันเปลี่ยนแปลงไปสู่การเน้นให้มีความแตกต่างที่หลากหลาย (วิจารณ์ พานิช, 2555) การจัดการศึกษาเป็นกระบวนการเชิงระบบที่มีการดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาและ สนองตอบต่อความต้องการของสังคม เป็นระบบย่อยระบบหนึ่งของระบบสังคมและเป็นระบบเปิดที่ ประกอบด้วย ปัจจัยป้อนเข้า (Input) กระบวนการ(Process) ผลผลิต (Output) และผลลัพธ์ (Outcome)เช่นเดียวกับองค์การภาครัฐโดยทั่วไป ดังนั้นการจัดการศึกษาจึงเป็นกระบวนการบริหาร จัดการทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อพัฒนามนุษย์ให้มีคุณลักษณะตามต้องการและสามารถขับเคลื่อนการ พัฒนาสังคมและประเทศในที่สุด ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันทั้งในด้านสังคม (Social) วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(Science and Technology) เศรษฐกิจ (Economy)และ นโยบาย การเมืองการปกครอง ตลอดจนโครงสร้างของประชากร(Political/Policy/Population) ดังนี้1. การเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Social) สังคมไทยในอดีตเป็นสังคมเกษตรกรรมมีการช่วยเหลือ เกื้อกูล มีเมตตากรุณาต่อกันบนพื้นฐานของพระพุทธศาสนา สืบเนื่องมาช้านาน ปัจจุบันสภาพการณ์ ดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ สังคมชนบทกลายเป็นสังคมเมือง สังคมเมือง กลายเป็นสังคมกลุ่มประเทศหรือสังคมโลก ที่มีความหลากหลายวัฒนธรรมมีการเคลื่อนย้ายแรงงาน ส่งผลให้สังคมเกิดความขัดแย้ง ขาดความเมตตาและไม่นำหลักธรรมทางศาสนามาใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจ และมีแนวโน้มทวีความรุ่นแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาการแข่งขันในสังคมและการเรียกร้องสิทธิ มนุษยชนมากขึ้น ดังนั้นการศึกษาไทยในอนาคตจึงต้องมุ่งเน้นการพัฒนาคนเป็นสำคัญ เพื่อเป็น ทรัพยากรที่มีคุณภาพและมีศักยภาพในการแข่งขัน และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนในชาติให้อยู่ร่วมกัน อย่างสันติสุข 2. การเปลี่ยนแปลงทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science and Technology) การเติบโตทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน เป็นยุคแห่งเทคในโลยี (4G) หรือเป็นสังคม ยุคดิจิตอล (Digital age) ประกอบกับความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาสู่ “ยุคนาโน


2 เทคโนโลยี (Nano-Technology)” มีการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมอย่างหลากหลายเพื่อสนองความ ต้องการของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีด้านการติดต่อ สื่อสาร ด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ (smartphone) ดังจะเห็นได้จากแนวทางในการพัฒนาประเทศไทยตามนโยบายรัฐบาล “ประเทศ ไทย 4.0 (Thailand 4.0)” ที่มุ่งส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังนั้นระบบ การศึกษาในศตวรรษที่ 21 จึงมุ่งเน้นการใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งในลักษณะที่เป็น เนื้อหาของการเรียนรู้ เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้เละการพัฒนา ตลอดจนการปรับเปลี่ยน กระบวนการคิดของบุคคลในสังคม 3. การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ (Economy)เศรษฐกิจของโลก ปัจจุบันเป็นระบบทุนเสรีนิยมมากขึ้นมีการรวมกลุ่มเพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองและความได้เปรียบ ทางเศรษฐกิจทั้งในระดับชาติและนานาชาติ มีการเชื่อมโยงกันและมีความซับซ้อนมากขึ้น เป็นระบบ เศรษฐกิจฐานความรู้ เน้นการพัฒนาคนให้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น การผลิตสินค้าที่มี คุณภาพสูงแต่ต้นทุนการผลิตต่ำ ส่งผลให้ทุกสังคมต้องมีการปรับตัวให้ทันต่อสภาวการณ์ของสังคมที่ เปลี่ยนแปลง ตัวอย่างเช่น การพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลไทยปัจจุบัน “ประเทศไทย 4.0” ซึ่งเป็นนโยบายที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม (Value base Economic) เป็นต้น ดังนั้นการบริหารจัดการการศึกษาไทยจึงต้องมุ่งเน้นบทบาทการเตรียมคนให้มีความรู้ ทักษะและ ความเชี่ยวชาญในอาชีพอย่างจริงจัง หรือการเพิ่มศักยภาพของคนในชาติให้มีขีดความสามารถในการ แข่งขั้นเพิ่มขึ้นให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม และส่งเสริมให้มีการคิดเชิงวิทยาศาสตร์หรือ ความมีเหตุผลและสร้างภูมิคุมกันโดยยึดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้น 4. นโยบาย การเมือง และโครงสร้างประชากร(Political/Policy/Population) แนวโน้มกระแสการเมืองใน ระบอบประชาธิปไตย การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และความเท่าเทียมของบุคคลในสังคมเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากร ที่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยทำให้ประชากรกลุ่มสูงอายุเป็น ประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศ ประกอบกับระบบทุนเสรีนิยมในยุคโลกาภิวัตน์ ส่งผลให้เกิดความ ขัดแย้งในสังคม และทวีความรุนแรงมากขึ้น (สถาพร พฤฑฒิกุล, 2560, หน้า38) ดังนั้นการศึกษาจึงต้องมุ่งเน้นการสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม มีระบบ ตรวจสอบและถ่วงดุลย์ มีการกำหนดกติกาของสังคมและการส่งเสริมการมีวินัยตลอดจนส่งเสริมการ รับรู้ให้มีประสิทธิถาพมากขึ้น จากสภาพแวดล้อมดังกล่าวข้างต้น การบริหารจัดการองค์การทาง ศึกษา จึงเป็นองค์การที่ต้องมีพลวัตรหรือมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ประกอบกับผลผลิตของระบบ การศึกษานั้นไม่สามารถเห็นผลได้ทันที่เช่นเดียวกับการผลิตสินค้าทั่วไป แต่จะเห็นผลในอนาคตนับสิบ ปีข้างหน้าท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกาภิวัตน์ดังนั้นการบริหารจัดการศึกษาจึงต้องอาศัย ความร่วมมือของบุคลากรในองค์การ และองค์การอื่นๆในสังคม โดยการระดมความคิดเห็นที่ หลากหลายทั้งทางบวกและทางลบเพื่อการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายองค์การอย่างมีประสิทธิภาพ การ บริหารจัดการศึกษาจึงเป็นความยากยิ่งและท้าทายผู้บริหารที่ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการบริหาร จัดการ เพื่อพัฒนาเยาวชนให้เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ มีศักยภาพในการแข่งขันและสามารถ ดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 อย่างมีความสุข ความสำคัญการทำงานเป็นทีมส่งผลให้เกิดการมีปฏิสัมพันธ์ในการทำกิจกรรมของ กลุ่มหรือทีมงาน มีการพบปะพูดคุยกัน มีการประสานความร่วมมือร่วมใจในการทำงาน มีความ สามัคคีกัน และให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี มีความร่วมมือกันทำงานอย่างมี


3 ความสุขเพื่อให้ได้มาซึ่งความเข้าใจอันดีต่อกันมีความเป็นมิตรและความรักใคร่ชอบพอกัน ระหว่าง บุคคลการโดยให้การสนับสนุนและมีน้ำใจในการอยู่ร่วมกันไม่ทำให้ไม่เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวในการ ทำงานทำให้มีอารมณ์แจ่มใสต่อกัน มีความรู้สึกเป็นมิตรที่ดีต่อกันและมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอย่างมี ประสิทธิภาพ ตระหนักในความสำคัญของกันและกันแสดงออกซึ่งการยอมรับ การให้เกียรติกัน โดยใช้ วิธีการอภิปราย และประเมินผลร่วมกันเพื่อบรรลุผลสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ลําเทียน เผ้าอาจ, 2559 : 1) และจากงานวิจัยของอุทุมพร จันทร์สิงห์ (2561, น.12) กล่าวว่า การทำงานเป็นทีม เป็น พื้นฐานที่สำคัญของความสำเร็จในการดำเนินงานขององค์การเป็นอย่างมาก ปัจจุบันองค์การต่างๆ จำเป็นต้องปรับตัวให้เอื้อต่อการส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันเป็นทีม เพราะการทำงานทีมนั้นถือ เป็นพื้นฐานสำคัญของความสำเร็จในการบริหารจัดการของผู้บริหารซึ่งการที่จะบรรลุเป้าหมายได้นั้น ไม่อาจพึ่งพิงการทำงานของบุคคลใคบุคคลหนึ่งโคยลำพัง ไม่ใช่การทำงานแบบต่างคนด่างทำเพื่อผล ประ โยชน์ของคนเท่านั้น ซึ่งการทำงานเป็นทีมนั้นไม่อาจประสบความสำเร็จลงได้ ถ้าไม่ได้รับความ ร่วมมือของทุกคนในหน่วยงาน แต่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถประสบการณ์ การร่วมมือร่วมใจของ ทีมงานทุกคน โดยมีการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันและกันของสมาชิกในทีม จึงจะ ทำให้การ ทำงานเป็นไปอย่างคุณภาพ บรรลุวัตถุประสงค์ เป้าหมายสูงสุดร่วมกันประสบความสำเร็จสามารถ ขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประ สิทธิภาพ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2553, น.6) ได้ กำหนดให้ครูทุกคนต้องมีสมรรถนะหลัก (Core Competency)ในด้านการทำงานเป็นทีม (Ieamwork) โดยที่ครูจะต้องมีการให้ความร่วมมือช่วยเหลือสนับสนุนส่งเสริมแรงให้กำลังใจแก่เพื่อน ร่วมงาน การปรับตัวเข้ากับผู้อื่นหรือทีมงานแสดงบทบาทการเป็นผู้นำหรือผู้ตามได้อย่างเหมาะ สมใน การทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อสร้างและดำรงสัมพันธภาพของสมาชิกในทีมตลอดจนเพื่อพัฒนาการจัด การศึกษาให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย นโยบายการกำกับดูแลองค์การที่ดีสำนักงานปลัดกระทรวงกระทรวงศึกษาธิการได้ ให้ค่านิยมหลักขององค์การค่านิยมของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (2565,น.1-2) คือ TEAMWINS T = Teamwork การทำงานเป็นทีม หมายถึง บุคลากรมีความสามัคคีประสานงานกัน ทำงานเพื่อองค์กรมีการระดมความคิดในการแก้ปัญหาร่วมกันพัฒนางานร่วมกันมีลักษณะเป็นหนึ่ง เดียวในด้านการบริหารจัดการการปฏิบัติงานและด้านกฎหมาย มีทีมงานที่สามารถนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้พัฒนาการทำงานขององค์กรชักชวนให้คนในองค์กรช่วยกันขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิบัติจริง เพื่อการทำงานที่นำไปสู่เป้าประสงค์ขององค์กร E = Equality of Work ความเสมอภาคในการ ทำงาน หมายถึง ผู้บริหารให้ความสำคัญในการปฏิบัติงานของบุคลากรทุกคนโดยให้ความเสมอภาค และความเป็นธรรมสร้างขวัญกำลังใจที่ดีให้กับผู้ปฏิบัติงาน A = Accountability ความรับผิดชอบ หมายถึง บุคลากรมีความรับผิดชอบในหน้าที่ ที่ได้รัมอบหมายและงานที่ต้องมีส่วนร่วมต่าง ๆ ปฏิบัติ ด้วยความตั้งใจอย่างเต็มความสามารถบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายตระหนักในความรับผิดชอบพร้อม ที่จะให้ตรวจสอบสามารถอธิบายถึงพฤติกรรมการกระทำของตนเองหรือหน่วยงานได้รวมถึงความ รับผิดชอบในผลการปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายด้วย M = Moral and Integrity การมีศีลธรรมและ มีความซื่อสัตย์หมายถึง บุคลากร ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและถูกต้องเพื่อนำพาองค์กรให้ เป็นที่น่าเชื่อถือและก้าวไปข้างหน้าอย่างภาคภูมิW = Willful ความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานอย่างเต็ม ศักยภาพ หมายถึง บุคลากรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเต็มใจ เต็มความรู้เต็มความสามารถและเต็มเวลา


4 เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จขององค์กร I = Improvement การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ หมายถึง บุคลากรมุ่งมั่นแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและ พัฒนางานในหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพ N = Network and Communication การเป็นเครือข่ายที่มี ปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน หมายถึง บุคลากรยิ้มแย้มต่อกันและกัน กล่าวคำทักทายซึ่งกันและกันเมื่อพบ หน้ากันทุกครั้ง มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ บุคลากรให้ความร่วมมือแก่คนในองค์กรที่มาติดต่อเป็นอย่างดี รวมทั้งการนำข่าวสารใหม่ ๆดีๆ มาเผยแพร่เล่าสู่กันฟัง มีการจัดให้มีการพบปะสังสรรค์ระหว่าง บุคลากรในองค์กร ตลอดทั้งยิ้มแย้มแจ่มใสต่อผู้มาใช้บริการ S = Service Mind การมีจิตมุ่งบริการ หมายถึง บุคลากรให้บริการแก่ทุกคนที่มาติดต่อด้วยความเต็มใจยิ้มแย้มแจ่มใส มีใจในการให้บริการ ด้วยกัลยาณมิตร มีการประสานสัมพันธ์กันในองค์กรพร้อมใจบริการเพื่อความพึงพอใจผู้ใช้บริการ“ ทำงานร่วมกัน แบ่งปันหน้าที่ ดีรับผิดชอบ รู้รอบคุณธรรม เต็มทำเต็มใจ ใฝ่ในเรียนรู้ สร้างผู้ร่วมงาน บริการประทับใจ ” การทำงานเป็นทีมนับว่ามีคุณค่าต่อองค์การในหลายประเด็น เนื่องจากการทำงาน เป็นทีมเกิดจากการประสานสัมพันธ์ความสามารถที่แตกต่างกันของบุคคลหลายฝ่าย การมีส่วนร่วมใน การกำหนดเป้าหมาย การมีส่วนร่วมในกระบวนการทำงานและการตัดสินใจ การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อ กันตลอดจนการรับรู้ในการเป็นสมาชิกของทีม สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การสร้างสรรค์ พัฒนา และ ยกระดับผลงานขององค์การ การสร้างสรรค์ผลงานที่ตอบสนองต่อผู้รับบริการ การคิดค้นนวัตกรรม การแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อสร้างเครือข่าย และเพิ่มประสิทธิภาพการติดต่อสื่อสารในองค์การตลอดจน การสร้างรงจูงใจ ความพึงพอใจและบรรยากาศของความสามัคคีให้เกิดขึ้นในองค์การ อย่างไรก็ตาม อาจต้องคำนึงอยู่บ้างว่าการทำงานเป็นทีมนั้นผู้บริหารต้องใช้ทักษะในการบริหารจัดการอย่างสูงใน การประสานความแตกต่างหรือหากทีมมีขนาดใหญ่อาจเกิดภาวะหลีกเลี่ยงไม่ร่วมมือกันทำงานอันเป็น สิ่งที่ส่งผลต่อความล้มเหลวของทีมและองค์การได้เช่นกัน (ภิญโญ มนูศิลป์, 2551, หน้า 4) จากความสำคัญดังกล่าวผู้วิจัยได้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานเป็นทีม จึงได้ ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาศูนย์ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร เพื่อเป็นแนวทางในการนำมาบริหาร การทำงานเป็นทีมของครูในสถานศึกษาและเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้บริหารสถานศึกษาบริหารการ ทำงานเป็นทีมได้อย่างเหมาะสม สามารถสร้างความร่วมมือร่วมใจอันจะก่อให้เกิดประโยชน์และ ความสุขในองค์กรเพื่อให้บรรลุตามเป้าประสงค์ที่วางไว้


5 คำถามของการวิจัย 1. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีม ภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร มีอะไรบ้าง 2. ระดับด้านบริบทองค์กร ด้านคุณลักษณะของงาน ด้านการสนับสนุนทางสังคมและการ ทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร เป็นอย่างไร 3. สมการพยากรณ์การทำงานเป็นทีม ภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร มีลักษณะเช่นไร วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีม ภายใต้การบริหารงานของผู้บริหาร สถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร 2. เพื่อศึกษาระดับด้านบริบทองค์กร ด้านคุณลักษณะของงาน ด้านการสนับสนุนทางสังคม และการทำงานเป็นทีม ภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร 3. เพื่อสร้างสมการพยากรณ์การทำงานเป็นทีม ภายใต้การบริหารงานของผู้บริหาร สถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร สมมติฐานของการวิจัย ปัจจัยด้านบริบทองค์กร ด้านคุณลักษณะของงาน ด้านการสนับสนุนทางสังคมส่งผลต่อการ ทำงานเป็นทีม ภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร ประโยชน์ของการวิจัย 1. สามารถทราบถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานของผู้บริหาร สถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร 2. ผู้บริหารสถานศึกษาและครูสามารถนำผลการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการบริหารการ ทำงานเป็นทีมภายในสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


6 ขอบเขตของการวิจัย ขอบเขตเนื้อหา ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมุ่งศึกษา ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมภายใต้การ บริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ ศรีสาคร โดยสังเคราะห์ออกมาเป็นทำงานเป็นทีม 6 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านการสื่อสารอย่าง เปิดเผย 2) ด้านการมีปฏิสัมพันธ์3) ด้านการมีส่วนร่วม 4) ด้านความไว้เนื้อเชื่อใจ 5) ด้านการเป็น อันหนึ่งอันเดียวกันของเป้าหมาย 6) ด้านการยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนและบุคลากร ทางการศึกษา ในศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร ปีงบประมาณ 2566 จำนวน 19 คน การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และบุคลากรทางการศึกษา ในศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร ปีงบประมาณ 2566 จำนวน 19 คน ขอบเขตระยะเวลา การวิจัยครั้งนี้กำหนดขอบเขตระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ ผลการวิจัย ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 ถึง กันยายน พ.ศ.2566 ตัวแปรที่ศึกษา 1. ตัวแปรพยากรณ์ได้แก่ ปัจจัยด้าน 1.1 ด้านบริบทองค์กร 1.2 ด้านคุณลักษณะของภาระงาน 1.3 ด้านการสนับสนุนทางสังคม 2. ตัวแปรเกณฑ์คือการทำงานเป็นทีม 6 ด้าน ได้แก่ 2.1 ด้านการสื่อสารอย่างเปิดเผย 2.2 ด้านการมีปฏิสัมพันธ์ 2.3 ด้านการมีส่วนร่วม 2.4 ด้านความไว้เนื้อเชื่อใจ 2.5 ด้านการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเป้าหมาย 2.6 ด้านการยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน


7 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. การทำงานเป็นทีม หมายถึง การที่บุคคลตังแต่สองคนขึ้นไป มาร่วมกันทำ กิจกรรมโดยมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน มีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน มีการติดต่อสื่อสารประสานงาน สนับสนุนซึงกันและกัน ร่วมกันตัดสินใจ และมีความรับผิดชอบต่อความสำเร็จของงานที่ได้รับ มอบหมายซึ่งหมายรวมถึง ทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 1) การสื่อสารอย่างเปิดเผย 2) การมีปฏิสัมพันธ์ 3) การมีส่วนร่วม 4) ความไว้เนื้อเชื่อใจ 5) การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของ เป้าหมาย 6) การยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน 1.1 การสื่อสารอย่างเปิดเผย หมายถึง การสร้างความเข้าใจ และสร้าง วัฒนธรรม ตลอดจนสามารถสามารถสร้างความมั่นคงให้กับองค์กร เป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกับบุคลากรต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน โดยเฉพาะการเปิด โอกาสให้บุคลากรในระดับต่าง ๆ ได้มีส่วนร่วมในการบริหารงานของผู้บริหาร 1.2 การมีปฏิสัมพันธ์ หมายถึง การปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงานด้านความ ร่วมมือของเพื่อนในการปฏิบัติงานและคนอื่นด้วยและการมีเพื่อนดีอันเป็นกัลยาณมิตรคือ ช่วย แนะนำ สั่งสอน ให้คำปรึกษาที่ดีที่ถูกต้องที่ควร เป็นผู้มีปัญญา มีความสามารถ ช่วยสนับสนุนให้ใฝ่ดี เป็นเเบบอย่างที่ดี ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน และนำไปสู่สังคม สิ่งแวดล้อมที่ดีงาม 1.3 การมีส่วนร่วม หมายถึง การมีส่วนร่วมในการเปิดโอกาสให้บุคคล ได้มี ส่วนช่วยเหลือระหว่างกัน ด้วยจิตใจและอารมณ์ของแต่ละบุคคลในการร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วม ตัดสินใจ ร่วมปฏิบัติงานและร่วมรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อส่วนรวมในการบริหาร จัดการ เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมาย 1.4 ด้านความไว้เนื้อเชื่อใจ หมายถึง ความรู้สึกระหว่างบุคคล โดยรวมไว้ ซึ่งความรัก ความเมตตา นิยมชมชอบ ความเชื่อมันจนเกิดความเชื่อถือ ไว้วางใจในบุคคลนั้นด้วย ความเต็มใจ 1.5 การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเป้าหมาย หมายถึง ทิศทางการทำงาน ที่สมาชิกทุกคนร่วมกันกำหนดขึ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจวัตถุประสงค์ของการทำงานที่ตรงกัน และแจ่มชัด 1.6 การยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน หมายถึง การที่สมาชิกทีมยอมรับใน ความรู้ความสามารถจุดดีจุดเด่น ความแตกต่างด้านความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ความเข้าใจ สิทธิอัน พึ่งมีพึงได้ บทบาทหน้าที่ของเพื่อนร่วมทีมด้วยความจริงใจ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน 2. บริบทองค์กร หมายถึง ปัจจัยแวดล้อมด้านต่างๆ ที่เป็นเงื่อนไข มีความสำคัญ และเอื้อต่อความสำเร็จในการดำเนินงานของทีม ซึ่งจำแนกออกเป็นสี่ด้าน ประกอบด้วย 1) การ ฝึกอบรม 2) ระบบสารสนเทศ 3) รางวัล 4) ทรัพยากร 2.1 การฝึกอบรม หมายถึง กระบวนการให้ความรู้ ความเข้าใจ การเพิ่มพูน ทักษะความสามารถและเจตคติที่ดีในการทำงานให้แก่สมาชิกของทีม ซึ่งองค์การต้องมีระบบการ สนับสนุนและพัฒนาความรู้ความสามารถในด้านต่าง ๆ


8 2.2 ระบบสารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ ที่มีความสำคัญต่อ การตัดสินใจและการเลือกทางเลือกที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา นอกจากนั้นยังเป็นสิ่งที่ช่วยในการ กำหนดเป้าประสงค์ การออกแบบภาระงานและการเลือกแนวทางและวิธีการในการทำงานสมาชิก 2.3 รางวัล หมายถึง การกระตุ้นโดยการให้รางวัลสมาชิกในทีมที่มี พฤติกรรมการทำงานที่ดีและมีจุดหมายที่สำคัญ คือ จูงใจให้บุคลากรที่มีความสามารถเข้าร่วมทำงาน ในทีม และเพื่อรักษาให้บุคคลเหล่านั้นให้คงการทำงานต่อไปและเพื่อกระตุ้นให้การทำงานบรรลุถึง เป้าประสงค์สูงสุด 2.4 ทรัพยากร หมายถึง ความพอเพียงด้วยทรัพยากรทั้งสี่ลักษณะ คือ วัตถุดิบ วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ และช่วงเวลา ในการทำงาน นอกจากนี้ การดำเนินงานของทีมต้อง ได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอต่อความต้องการและความจำเป็น 3. คุณลักษณะของภาระงาน หมายถึง คุณลักษณะของงานที่สามารถสร้างเงื่อนไข ให้เกิดแรงจูงใจในการทำงานสูง ความพึงพอใจและเกิดผลการปฏิบัติงานสูง ซึ่งมีองค์ประกอบย่อยห้า องค์ประกอบ คือ 1) ความหลากหลายของทักษะ 2) เอกลักษณ์ของภาระงาน 3) ความสำคัญของ ภาระงาน 4) ความเป็นอิสระ 5) การสะท้อนผล 3.1 ความหลากหลายของทักษะ หมายถึง คุณลักษณะของภาระงานที่ สามารถระบุได้ว่ากิจกรรม ทักษะและความรู้ความสามารถที่จะต้องนำมาใช้ในการทำงานนั้นมีความ หลากหลาย มีความแตกต่างกันและมีความท้าทายต่อการทำงานของสมาชิกมากน้อยเพียงใด จะเป็น สิ่งที่ส่งผลให้เกิดการรับรู้ว่างานที่ทำเป็นสิ่งที่มีความหมาย มีคุณค่า มีความพิเศษ มีความสำคัญและมี คุณค่าต่อตนเองและทีม 3.2 เอกลักษณ์ของภาระงาน หมายถึง คุณลักษณะของภาระงานที่ผู้ปฏิบัติ รับรู้ว่า ภาระงานนั้นมีองค์ประกอบอย่างไร ครอบคลุมชิ้นงานย่อยอะไรบ้างรวมทั้งสามารถระบุ ความสำเร็จได้ สมาชิกในทีมสามารถบอกได้ว่างานดังกล่าวนั้น ทำได้ครบเสร็จสมบูรณ์แล้วหรือทำ สำเร็จเพียงบางส่วนของงานเท่านั้น ในห้วงเวลาที่กำหนดจะสามารถทำงานนั้นจบสิ้นหรือไม่ หรือหาก จะทำให้สำเร็จจะต้องใช้เวลามากน้อยเพียงใด การรับรู้ถึงความสำเร็จของงานจะทำให้สมาชิกในทีม ตระหนักถึงความหมายและคุณค่าของการทำงานเช่นเดียวกับองค์ประกอบแรกซึ่งสมาชิกในทีมจะมี ความรู้สึกผูกพันต่องานยิ่งขึ้น 3.3 ความสำคัญของภาระงาน หมายถึง คุณลักษณะของภาระงานที่ สามารถรับรู้ได้ถึงความสำคัญที่เกี่ยวพันและส่งผลกระทบอย่างมากต่อวิถีชีวิตการทำงาน รวมทั้งการ ส่งผลกระทบต่อทีม องค์การและสังคมความสำคัญดังกล่าวมีอิทธิพลต่อสมาชิกทั้งในด้านกายภาพ จิตใจ รวมทั้งความรู้สึกเป็นเจ้าของของสมาชิกทุกคนในทีม 3.4 ความเป็นอิสระ หมายถึง คุณลักษณะของภาระงานซึ่งสามารถรับรู้ได้ ว่างานนั้นเปิดโอกาสให้มีเสรีภาพในการทำงาน มีโอกาสได้ใช้วิจารณญาณและมีความรับผิดชอบใน งานที่ทำอยู่มากน้อยเพียงใด 3.5 การสะท้อนผล หมายถึง การได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการทำงาน และประสิทธิผลของการทำงานของตนเองอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาการได้รับข้อมูลข่าวสาร


9 ดังกล่าว เป็นการสะท้อนผลการทำงาน ทำให้ได้รับทราบความคิดเห็น ความรู้สึกนึกคิด ของ ผู้รับบริการและผู้ที่เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่การพัฒนาหรือปรับปรุง แก้ไขการทำงานในอนาคต 4. การสนับสนุนทางสังคม หมายถึง กลุ่มบุคคลที่มีการติดต่อและให้การช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน ประกอบด้วย 1) การสนับสนุนทางด้านอารมณ์2) การสนับสนุนด้านวัตถุ3) การ สนับสนุนด้านข้อมูลข่าวสาร 4.1 การสนับสนุนทางด้านอารมณ์หมายถึง การให้ความสนใจการยอมรับ และการให้กำลังใจ ความอบอุ่นใจ และความเชื่อมั่นและไว้วางใจ 4.2 การสนับสนุนด้านวัตถุ หมายถึง การให้ความช่วยเหลือที่เป็นสิ่งของ เงินทอง หรือบริการ 4.3 การสนับสนุนด้านข้อมูลข่าวสาร หมายถึง การให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ต่อการทำงานและการให้ข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับการการะทำของบุคคลและการให้คำแนะนำในการ แก้ปัญหา 5. การบริหาร หมายถึง กระบวนการในการดำเนินงานร่วมกันของบุคคลตั้งแต่สอง คนขึ้นไป มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ภารกิจขององค์กรบรรถเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้โดยอาศัย กระบวนการและมีการวางแผน การจัดองค์การ การสั่งการ การควบคุม การติดตาม และการ ประเมินผล โดยใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมและเกิดประ โยชน์สูงสุด 6. ผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึง บุคลากรวิชาชีพทางการศึกษาปฏิบัติหน้าที่ในการ บริหารสถานศึกษา โดยดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้รักษาราชการแทนผู้บริหาร สถานศึกษาในศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร 7. ครูผู้สอน หมายถึง ผู้ปฏิบัติหน้าที่จัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา ในสังกัด สำนักงาน ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดนราธิวาส 8. บุคลากรทางการศึกษา หมายถึง ผู้สนับสนุนการศึกษาซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ ให้บริการ หรือปฏิบัติงานเกี่ยวเนื่องกับการจัดกระบวนการเรียนการสอน การนิเทศ การบริหาร การศึกษา และปฏิบัติงานอื่นในหน่วยงานการศึกษา ในสังกัดสำนักงาน ศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดนราธิวาส


10 บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัย เรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานของ ผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร ผู้วิจัยได้ ศึกษาค้นคว้า เอกสารแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยทีเกี่ยวข้อง โดยนำเสนอเป็นหัวข้อ ดังนี้ 1. แนวคิดเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีม 1.1 ความหมายของการทำงานเป็นทีม 1.2 หลักการทำงานเป็นทีม 1.3 ประเภทของการทำงานเป็นทีม 1.4 องค์ประกอบของการทำงานเป็นทีม 1.5 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิผลของทีม 2. บริบทของสำนักงานส่งเสริมศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดนราธิวาส 3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3.1 วิจัยในประเทศ 3.2 วิจัยต่างประเทศ 4. กรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิจัย 1. แนวคิดเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีม การทำงานเป็นทีม มีลักษณะการทำงานที่เปิดโอกาสให้บุคคลหรือทีมงานร่วมมือ ร่วมใจกันทำงานอย่างใกล้ชิด สามารถประสานความสามารถระหว่างกันอย่างมีประสิทธิภาพ มีการ ติดต่อสื่อสารที่เป็นเอกภาพ เห็นห้องต้องกันในภารกิจ โดยถือว่าเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ความสำเร็จของ ทีมเป็นสำคัญจึงส่งผลให้สมาชิกทีมมีความเข้าใจ มีความผูกพันกัน เป็นการช่วยเพิ่มพูนการยอมรับ นับถือต่อกันช่วยสร้างขวัญกำลังใจในการทำงานร่วมกัน ประสิทธิภาพของงานและผลผลิตก็จะ เพิ่มขึ้น การทำงานเป็นทีมมีความจำเป็นควรให้ความสำคัญในหน่วยงานหรือองคักรต่าง ๆ ด้วย เหตุผลที่ว่า การทำงานบางอย่าง เราไม่สามารถทำให้สำเร็จได้โดยบุคคลเพียงคนเดียว งานบางอย่าง ต้องใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จำเป็นต้องอาศัยความรู้ความสามารถจากบุคคลหลายฝ่าย งาน บางอย่างเป็นงานที่ต้องทำโคยเร่งด่วนไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ทันเวลาที่กำหนด และบางอย่างเป็น งานที่หลายหน่วยงานรับผิดชอบ หากได้มีการร่วมมือจากบุคคลหลายฝ่ายมาระคมความคิด ทำงาน ร่วมกันจะ ทำให้การทำงานนั้น ๆ ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้ (สมชาติกิจยรรยง และจีรชา ใจเปี่ยม, 2552, น. 57)


11 1.1 ความหมายของการทำงานเป็นทีม ความสำเร็จของงานในองค์การเป็นภารกิจหลักสำคัญของผู้บริหารที่ต้องคำเนินการ ให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ การดำเนินงานทุกอย่างต้องอาศัยความร่วมมือ ร่วมใจของสมาชิก ทุกคน การทำงานเป็นทีม การสร้างความมพันธ์ที่ดีต่อกันจะเป็นพลังสร้างสรรค์แห่งความสำเร็จใน ภารกิจต่าง ๆ ขององค์การโดยส่วนรวม การทำงานเป็นทีม มีผู้กล่าวไว้หลายทัศนะด้วยกัน ดังนี้ จินตนา ณ ระนอง (2555, น. 3) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การทำงานเป็นทีม หมายถึง การที่คนกลุ่มหนึ่งในองค์การหนึ่ง รวมกันเข้าเพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งในการทำงานอย่างใดอย่าง หนึ่ง โดยใช้ความรู้ความสามารถ ความพยายาม ความพยายามร่วมกันทำงานนั้นให้สำเร็จลุล่วงลงไป ณรงค์ ฮ่อนาม (2535, น. 40) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การทำงานเป็นทีม หมายถึง คนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปช่วยกันทำงานชิ้นหนึ่งอย่างมีวิธีการ วิชัย โถสุวรรณจินคา (2555, น. 142) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การทำงานเป็นทีม หมายถึง คนที่รวมกันเฉยๆ เพราะทีมงานจะรวมไปถึงความเป็นผู้นำกลุ่ม กระบวนการตัดสินใจใน กลุ่ม การใช้ทรัพยากรของกลุ่มให้เกิดประ โยชน์สูงสุด และการผสมผสานสมาชิกของกลุ่ม ซึ่งจะมีผล อย่างมากต่อการทำงานร่วมกัน เป้าหมายของการทำงานเป็นทีมเป็นการสร้างทีมอย่างมีชีวิตชีวา แทนที่จะเป็นเหมือนเครื่องจักร และมีการประสานการทำงานเป็นทีมของสมาชิกทุกคนในทีมให้มุ่งสู่ เป้าหมายที่ตั้งไว้ร่วมกัน พิสมัย สุภัทราพรณ์ (2538, น. 30) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การทำงานเป็นทีม หมายถึง การรวมตัวของคนที่ต้องอาศัยความร่วมมือของกลุ่ม ในกรณีที่แค่ละคนอยากประสบ ผลสำเร็จและบรรลุเป้าหมายได้สูงสุด สมชาติกิจยรรยง (2550, น. 197) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การทำงานเป็นทีม หมายถึงกลุ่มบุคคลที่มีการประสานงานกัน ร่วมมือร่วมใจกันด้วยความสามัคคี มีเป้าหมายร่วมกันไว้ วางในกัน ยงยุทธ เกษสาคร (2551, น. 161) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การทำงานเป็นทีม หมายถึงการที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมาทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกันอย่างมี ประสิทธิภาพ และผู้ปฏิบัติต่างก็เกิดความพอใจในการทำงานนั้น พิชัย เล่งพาณิชย์ (2551, น. 55) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การทำงานเป็นทีม หมายถึง การทำงานของกลุ่มบุคคลร่วมกัน เพื่อทำให้ได้ผลมากว่าที่เขาแต่ละ คนทำคามลำพังโดยที่ บุคคล ทำงานเหล่านั้นมีความตื่นเต้นพอใจและ สนุกเพลิดเพลิน จากความข้างต้น ผู้วิจัยจึงสรุปความหมายของการทำงานเป็นทีมได้ดังนี้ การทำงานของบุคคลร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยใช้ความรู้ความสามารถ ความ พยายาม มีกระบวนการตัดสินใจในกลุ่ม มีความพยายามร่วมกันทำงาน ซึ่งมีเป้าหมายอย่างใดอย่าง หนึ่งเหมือนกันเพื่อให้ประสบผลสำเร็จสูงสุด 1.2 หลักการทำงานเป็นทีม หลักสำคัญของการทำงานเป็นทีมสมาชิกในทีมต้องมีเป้าหมายเดียวกันและมี เป้าหมายที่ซัดเจน ต้องรู้หน้ที่และ บทบาทของดนเอง และคนอื่น มีการสื่อสารอย่างเปิดเผยและไว้ใจ


12 กัน มีการร่วมมือประสานงานที่ดีในกลุ่ม และมีการคิดตามประเมินผลงานเป็นระยะ ได้ให้แนวทางใน การทำงานเป็นทีมได้แก่ (สมชาติ กิจยรรยง, 2550, น. 204) 1. สมาชิกในทีมงานมีทักษะ ซึ่งขึ้นอยู่กับกาวะผู้นำของสมาชิกในทีมงาน และหน้าที่ที่ต้องการในการทำร่วมกัน ระหว่างหัวหน้าและบรรดาสมาชิกทีมงาน 2. การทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพจะต้องมีความสัมพันธ์ในการทำงาน ระหว่างสมาชิกในทีมงานเป็นไปด้วยดี และเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควร 3. ภายในทีมงาน สมาชิกรวมทั้งหัวหน้าทีมจะต้องมีความซื่อสัตย์และ ไว้วางใจกันอย่างสูง 4. มีการผสมผสานค่านิยมและเป้าหมายต่าง ๆ ของกลุ่มด้วยความพึ่งพอใจ และแสดงออกมาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำเป็นของสมาชิกด้วยกัน 5. สมาชิกของทีมงานมีการกระตุ้นกันเพื่อความสำเร็จตามเป้าหมายของ กลุ่ม 6. มีความสมพันธ์ระ หว่างกันในลักษณะ การแก้ปัญหา การวินิจฉัยสั่งการ เกิดขึ้นจากความร่วมมือเกื้อกูลกัน การแนะนำ การวิจารณ์ การแสดงความคิดเห็น เกิดขึ้นใน บรรยากาศของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 7. มีการติดต่อสื่อสารระหว่างสมาชิกอย่างเปิดเผย 8. สมาชิกในทีมใช้ความสามารถอย่างเต็มที่เพื่อเสนอความคิดเห็นร่วมกัน 9. สมาชิกทุกคนควรมีความมั่นใจและปลอดภัยในการดัดสินใจในปัญหา ด่างๆ 10. หัวหน้ากลุ่มมีประสิทธิภาพ โดยได้รับการยอมรับจากสมาชิกในการคำ เนินงาน นอกจากนี้หลักการในการทำงานเป็นทีมควรมีลักษะ ดังนี้ 1. การกำหนดนโยบาย จุดมุ่งหมาย และวัตถุประสงค์ในการทำงานชัดเจน 2. สมาชิกทุกคนของทีมรับรู้นโยบาย จุดมุ่งหมาย และวัตถุประสงค์ในการ ทำงานอย่างทั่วถึงด้วยความเข้าใจตรงกัน 3. สมาชิกมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวกับงาน ของตนเองมากที่สุด 4. การกำหนดบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบต่อการปฏิบัติงานของสมาชิก ต้องมีความเข้าใจตรงกัน ปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน 5. การสื่อสารแบบเปิด เพื่อให้สมาชิกทุกคนรับทราบข้อมูลข่าวค่าง ๆ อย่างทั่วถึงไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารแบบบนลงล่างหรือแบบล่างขึ้นบนก็ตาม 6. มีความคิคริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ในการปฏิบัติงานอยู่เสมอ 7. การแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าสาเหตุใดก็ตามต้องคำนึงถึง ความพอใจของทุกฝ่ายเป็นสำคัญ 8. ต้องมีความเชื่อใจและไว้ใจกันและกันในกลุ่มสมาชิกของทีม 9. สมาชิกแต่ละคนต้องมีความจริงใจและความชื่อสัตย์ต่อหน่วยงาน


13 จากความข้างต้น ผู้วิจัยจึงสรุปหลักการทำงานเป็นทีมได้ดังนี้ หลักการทำงานเป็นทีมจะต้องมีเป้าหมายเดียวกันเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด โดยมีแนวทาง ในการปฏิบัติที่หลากหลาย ได้แก่ มีความสัมพันธ์ในการทำงานระหว่างสมาชิกในทีมงานเป็นไปด้วยดี มีความซื่อสัตย์และ ไว้วางใจกันอย่างสูง สมาชิกของทีมงานมีการกระตุ้นกันเพื่อความสำเร็จตาม เป้าหมาย ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่เพื่อเสนอความคิดเห็นร่วมกัน มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อ ประสิทธิภาพการทำงานเป็นทีม 1.3 ประเภทของการทำงานเป็นทีม องค์การทั่วไปจะมีลักษณะของการทำงานเป็นทีมที่เป็นการบริหารแบบเบื้องบนสู่ เบื้องล่าง (Top View) เป็นการทำงานตามนโยบายและคำสั่งดามลำดับชั้น ระดับปฏิบัติค่อนข้าง จำกัด มีโอกาสแสคงความคิดเห็นน้อย การทำงานซ้ำซาก หลังจากนั้นมีผู้คิดค้นวิธีการทำงานรูปแบบ ใหม่คล้ายๆชมรมหรือสโมสร และมีผู้นำอยู่ในระดับเดียวกันกับคนอื่น 1 สมาชิกมาร่วมกันทำงานเป็น ทีม ผลงานที่เกิดขึ้นเป็นของทุกคน สมาชิกมาร่วมกันตัดสินใจจากเบื้องล่างสู่เบื้องบนโครงสร้าง บริหารอยู่ในรูปคณะกรรมการ ซึ่งซ่อนอยู่ในโครงสร้างองค์การปกติ ซึ่งประเภทของการทำงานเป็น ทีมแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ (ชาญชัย อาจสมาจาร, 2553, น. 12) 1. การทำงานเป็นทีมชั้นสูง หมายถึง การทำงานเป็นทีมที่รับผิดชอบ การกำหนด และพัฒนากลยุทธ์ วิเคราะหัสภาพแวดล้อม และกำหนดทิศทางขององค์การ ประเมินการแข่งขันและ ระบุโอกาสของธุรกิจ ดลอดจนทำการตัดสินใจเรื่องที่สำคัญ การทำงานเป็นทีมอาจมีสมาชิกชั่วคราวที่ มีความสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จและความเจริญก้าวหน้าขององค์การ 2. การทำงานเป็นทีมบริหาร หมายถึง การทำงาบเป็นทีมที่กำหนดจุดมุ่งหมายใน การปฏิบัติงาน ประสานงานและควบคุมการทำงานของสมาชิกในองค์การ จัดหาทรัพยากรและ วางแผนปฏิบัติงาน สร้างกลยุทธ์การพัฒนาและจัดการภารกิจต่าง ๆ ขององค์การ 3. การทำงานเป็นทีมปฏิบัติงาน หมายถึง การทำงานเป็นทีมที่ทำหน้าที่ปฏิบัติงาน ให้สำเร็จ รับผิดชอบในการแปรรูปปัจจัยป้อนเข้าให้เป็นผลผลิต ซึ่งอาจอยู่ในรูปของสินค้าหรือบริการ 4. การทำงานเป็นทีมเทคนิค หมายถึง การทำงานเป็นทีมที่รับผิดชอบในเรื่องของ การกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน เพื่อเป็นหลักประกันว่า สินค้าหรือบริการขององค์การมีวิธีการ ดำเนินการที่เป็นรูปแบบเดียวกันอย่างได้มาตรฐาน เป็นมาตรฐานทางเทคนิค มาตรฐานการผลิตหรือ มาตรฐานการบริการ 5. การทำงานเป็นทีมสนับสนุน หมายถึง การทำงานเป็นทีมภายนอกระบวนการ การทำงานตามปกติ แต่การทำงานเป็นทีมประเภทนี้จะต้องให้การสนับสนุนทางอ้อมซึ่งจำเป็นต่อ ความสำเร็จและประสิทธิผลในการปฏิบัติงานฃ จากที่กล่าวมาข้างต้นประเภทของการทำงานเป็นทีมสามารถแบ่งตามกลุ่มเป้าหมาย ที่เปลี่ยนแปลง ได้แก่ (สุนันทา เลาหนันท์. 2550, น. 69) 1. การทำงานเป็นทีมครอบครัว คือ การทำงานเป็นทีมที่ประกอบด้วย สมาชิกจาก หน่วยงานเดียวกัน ซึ่งประกอบด้วยผู้บังคับบัญชาและผู้ได้บังคับบัญชา 2. การทำงานเป็นทีมเครือญาติคือ การทำงานเป็นทีมที่ประกอบด้วย สมาชิกจาก องค์การเดียวกัน แต่อยู่คนละหน่วยงานกัน และไม่ได้มีความสัมพันธ์กันในสายบริหาร


14 3. การทำงานเป็นทีมงานย่อย คือ การทำงานเป็นทีมที่สมาชิกมาจากหน่วยต่าง ๆ ขององค์การในแต่ละทีมจะมีกลุ่มย่อย 2-3 กลุ่ม แต่ละกลุ่มย่อยจะมีสมาชิกที่มีความเกี่ยวข้องด้าน การเงิน แต่ไม่มีความสัมพันธ์ทางด้านการบังคับบัญชา เช่น มาจากฝ่ายบัญชี ฝ่ายพัสดุฝ้ายการเงิน ฝ่ายละ 3 คนเป็นต้น 4. การทำงานเป็นทีมคนแปลกหน้า คือ การทำงานเป็นทีมที่ประกอบด้วยสมาชิกมา จากต่างองค์การ และไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย จากความข้างต้น ผู้วิจัยจึงสรุปประเภทของการทำงานเป็นทีมดังนี้ การจำแนกประเภทของการทำงานเป็นทีมอาจแบ่งได้หลายลักษณะตามคุณสมบัติที่ คล้ายคลังกันหรือแตกต่างกันเลยได้แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องคำนึงถึงประสิทธิถาพและเป้าหมายที่กำหนดไว้ 1.4 องค์ประกอบของการทำงานเป็นทีม เมื่อกล่าวถึงการทำงานเป็นทีมซึ่งประกอบด้วยหลักปฏิบัติหลายประการคือมีกการ กำหนดเป้าหมาย กำหนดกิจกรรม กำหนดบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของสมาชิกในทีมงาน มี กระบวนการทำงานในทีมที่คำนึงถึงการตัดสินใจ การสื่อสาร การประชุม การมีส้มพันธภาพและการมี ภาวะผู้นำ ระหว่างสมาชิกในทีมงาน ซึ่งเป็นลักษณะของทีมงานที่มีประสิทธิภาพได้เสนอองค์ประกอบ สำคัญของการทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพมี 4 ประการ ได้แก่ (เสน่ห์ จุ้ยโต, 2555, น. 157-154) 1. องค์ประกอบค้านผู้นำ คือ ผู้นำในการบริหารงานเป็นทีมต้องใช้การบริหารแบบมี ส่วนร่วมโดยที่สมาชิกเข้ามาส่วนร่วมในการคิดการกระทำและการประเมิน ผู้นำทีมจะต้องมี ความสามารถในการกำหนดวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ เพื่อนำทีมสู่ความสำเร็จ สามารถประสานงานและ สร้างความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน มีความสามารถในการคลใจ สร้างแรงจูงใจเพื่อให้การทำงาน ไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ร่วมกัน 2. องค์ประกอบด้านสมาชิกการทำงานเป็นทีม คือ บทบาทที่ สำคัญของการเป็น สมาชิกการทำงานเป็นทีมที่ดี คือ มีความรับผิดชอบและมีจิตสำนึกในการทำงานเป็นทีมและมุ่งไปสู่ ความสำเร็จร่วมกัน โดยที่สมาชิกต้องมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมทุก ๆ เรื่องจะต้องมีการพูด การ ฟัง การถาม การคิด การเขียน และการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ดามที่คาดหวัง ได้ 3 องค์ประกอบด้านงาน คือ การทำงานเป็นทีมจะต้องกำหนดเป้าหมายให้กระจ่าง ชัดทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยงานหรือภารกิจจะต้องมีความชัดเจน มีเป้าหมายหรือ วัตถุประสงค์ที่สำคัญอย่างไรบ้าง 4. องค์ประกอบด้านวิธีการทำงาน คือ ต้องมีความเข้าใจองค์กรในภาพรวมและ ความสัมพันธ์ที่มีต่อกันของระบบย่อยต่าง ๆ โดยการทำงานต้องประ สานสอคคล้องกันมีการค้นคิด หาวิธีการทำงานใหม่ ๆ ที่ดีกว่าเดิม มีการเรียนรู้ร่วมกัน และ การฝึกคิดและ ปฏิบัติอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังสามารถแยกองค์ประกอบการทำงานเป็นทีมออกเป็น 5 ประการ 1. งาน (Task) คือ องค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้เกิดการทำงานเป็นทีมไม่ว่าจะเป็น งานประเภทใด เมื่องานเกิดขึ้น ต้องมีการกระทำและมีเป้าหมายของการกระทำ ถ้างานนั้นต้องการ คนจำนวนมากมาร่วมกระทำ ก็จะเกิดการรวมกลุ่มคน เรียกกลุ่มนั้นว่า กลุ่มทำงาน 2. กลุ่มทำงาน (Working Group) คือ กลุ่มทำงานนี้เป็นกลุ่มตามวัตถุประสงค์คือ ถ้าไม่มีงาน ไม่มีการกระทำงาน ก็จะไม่เกิดกลุ่มนี้ขึ้น ซึ่งสามารถจำแนกได้หลายประเภทหลาย


15 ลักษณะตามขนาด วัตถุประสงค์ของการรวมกลุ่ม หรือภาวะอื่น ๆ โดยลักษณะสำคัญของสมาชิกใน กลุ่มประเภทนี้คือ มีความมุ่งมั่น กระตือรือร้น ขยันขันแข็ง และรับผิดชอบ 3. วิธีการ (Method) คือ สมาชิกของกลุ่มทำงานจะต้องรู้และเข้าใจอย่างชัดเจนว่า งานที่กลุ่มจะทำคืออะไร และเป็นอย่างไร เป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ของงานคืออะไรจากหัวหน้า หรือผู้นำกลุ่ม ในการทำหน้าที่ประสานความคิดเห็นระหว่างสมาชิกกลุ่ม และประสานแผนการ ดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนที่มีการวางแผนร่วมกันอย่างจริงจัง สมาชิกในกลุ่มต้องกำหนดขั้นตอน หรือกรรมวิธีการร่วมกัน เพื่อที่จะบรรลุวัตถุประสงค์นั้น และต้องแบ่งความรับผิดชอบในการดำเนิน ขั้นตอนหรือส่วนงานตามความเหมาะสมและความสามารถของแต่ละบุคคล ต่อจากนั้นสมาชิกกลุ่มจะ ลงมือทำงาน โดยมีการประชุมติดตามและประเมินผลเป็นระยะ ๆ ตามเวลาที่กำหนดรวมทั้งมีการ ประชุมประเมินผลเป็นขั้นสุดท้าย 4. สัมพันธภาพเชิงร่วมมือ (Co-Operating Relationship) คือ ในการทำงานเป็น ทีมสัมพันธภาพเชิงร่วมมือจะเกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะ คือ ขณะที่มีการประชุมกันและขณะเมื่อแยกย้าย กันไปปฏิบัติงานตามความรับผิดชอบ 5. คน (Man) คือ สมาชิกของกลุ่มทำงานที่ควรมีคุณสมบัติในสิ่งต่อไปนี้คือมีความ กระตือรือร้น มีสำนึกของการทำงานเป็นทีมหรือความรู้สึกชอบการทำงานเป็นทีมและควรเห็น ประโยชน์ของการทำงานเป็นทีม ต้องการทำงานเป็นทีม ความรู้สึกชอบหรือความต้องการ ดังนี้ ส่งเสริมให้สมาชิกรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกันที่ความสำเร็จชอบทำงานที่ต้องกัน มี การกำหนดความรับผิดชอบ และมีการประเมินผลสมาชิกที่มีจิตสำนึกที่ต้องรับผิดชอบ ความตรงต่อ เวลา ความขยันหมั่นเพียร มีความเป็นผู้นำผู้ตามที่ดีและรู้จักประเมินบทบาทตัวเองอยู่ตลอดเวลา ว่า ช่วงใดตนควรมีบทบาทเป็นผู้นำหรือผู้ตามมีความพร้อมที่จะเป็นผู้นำและยืดหยุนได้ มีคุณสมบัติการ ยอมรับผู้อื่น ความรู้สึกหรือสำนึกเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ ถ้ามีความเข้าใจในเรื่องของธรรมชาติของมนุษย์ ความแตกต่างของบุคคล เป็นต้นมีทักษะในการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ ที่ดีและมีทักษะในการสื่อสารที่ดี องค์การในแต่ละองค์การจำเป็นต้องมีโครงสร้างของกลุ่มหรือสมาชิกในการทำงาน เป็นทีมเพื่อองค์การจะ ได้รับทราบบทบาทและหน้าที่ ที่ตน ได้รับผิดชอบ จึงอาจกล่าวได้ว่าโครงสร้าง การทำงานเป็นทีม ที่สำคัญสามารถแบ่งออกได้ดังนี้ (สุนันทา เลาหนันทน์, 2550, น. 76-77) 1. บทบาท (Role) หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงไปตามตำแหน่งหน้าที่ของบุคคลที่ เป็นอยู่ภายในทีมและพฤติกรรมดังกล่าวเป็นผลมาจากการปะทะสังสรรค์(Interaction) ระหว่าง บุคลิกภาพกับตำแหน่งหน้าที่ของเขาที่ดำรงอยู่ในขณะนั้น สมาชิกในทีมแต่ละคนต้องทำความเข้าใจ กับบทบาทของตนให้แน่ชัคว่าคนเองและผู้อื่นมีบทบาทอย่างไร ไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกันเพื่อการ ทำงานที่ดีร่วมกันอย่างราบรื่น 2. สถานภาพ (Status) หมายถึง ตำแหน่งหน้าที่ที่บุคคลนั้นเป็นอยู่ภายในทีมและ เป็นความสัมพันธ์กันในด้านอำนาจหน้าที่ของสมาชิกในทีม สถานภาพ เป็นตำแหน่งของสมาชิก ทีมงานในกลุ่ม ทั้งที่สัมพันธ์กับงาน และบทบาทของสมาชิกในทีม 3. ปทัสถาน (Norm) หมายถึง แนวทางในการประพฤติปฏิบัติของสมาชิกในทีม เช่น ระเบียบ กฎ หรือจารีตประเพณี เป็นต้น สิ่งเหล่านี้มีขึ้นเพื่อช่วยให้ทีมคำรงอยู่อย่างมั่นคงเพราะ สมาชิกมีหลักยึดเป็นระเบียบกติการ่วมกันทำให้มีพฤติกรรมที่สอดคล้องกัน ปทัสถานจึงเป็น


16 องค์ประกอบหลักสำคัญ ที่ส่งผลถึงประสิทธิภาพของทีมงานและยังเป็นแบบแผนหรือโครงสร้างของ พฤติกรรมทางสังคมที่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกในทีม 4. การสื่อสาร (Communication) หมายถึง การติดต่อแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่าง บุคคล เป็นการเชื่อมคนในทีมเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ทำให้สมาชิกในทีมได้รับรู้ถึงเป้าหมาย ของทีมและจะต้องปฏิบัติอย่าง ไรจึงจะ ทำให้ทีมงานและ หน่วยงานบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ 5. ปัจจัยเสริมความเข้มแข็งของกลุ่ม หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่อำนวยความสะควกให้ กลุ่มพัฒนาขึ้นมาและดำรงอยู่ เช่น ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิก ความพอใจ ความภาคภูมิใจ นอกจากนี้องค์ประกอบของการทำงานเป็นทีมตามโครงสร้างการทำงานเป็นทีมที่ดี นั้นควรประกอบไปด้วยแนวคิดการทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ 11 ด้าน ดังนี้ 1. ความสมดุลในบทบาท (Balanced Roles) คือ การเลือกคนที่มีพรสวรรค์และ ความสามารถในการเข้าร่วมทำงานในทีม ตามบุคลิกลักษณะของคนในทีมงานที่ควรมีบทบาทที่ทำให้ เกิดความสมดุลในทีมงานดังต่อไปนี้ 1.1 บทบาทผู้นำ (The Leader) คือ ผู้ที่สามารถเป็นผู้นำในสถานการณ์ที่ แตกต่างกันออกไปได้ โดยการเลือกสมาชิกในทีมคนใดคนหนึ่งที่ดีที่สุด เพื่อทำหน้าที่สร้างทีมคัดสินใจ ในขอบเขตที่ต้องการ เป็นผู้ตั้งวัตถุประสงค์และตรวจสอบการปฏิบัติงาน จัดโครงสร้างหน้าที่ให้แก่ สมาชิกรวมถึงทบทวนความต้องการที่หลากหลายของทีม 1.2 บทบาทผู้สร้างความท้าทาย (The Challenge) คือ เป็นผู้ที่สร้างสีสัน ความสดใหม่ให้เกิดในทีมงาน บางครั้งอาจให้ความคิดที่สมาชิกในทีมคาดไม่ถึง เป็นความคิดที่ สามารถพลิกสถานการณ์ ซึ่งจะเป็นความคิดที่ดีในแง่ที่คอยกระตุ้นเพื่อให้สมาชิกได้ทบทวนถึง เหตุการณ์ของการทำงานเป็นทีมในขณะดำเนินการ และการจัดการในสถานการณ์นั้น ๆ 1.3 บทบาทผู้เชี่ยวชาญ (The Expert) คือ ผู้ที่มีความชำนาญในการ ทำงานเฉพาะด้านในทีมนั้น ๆ ซึ่งการทำงานเป็นทีมจะต้องอาศัยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลาย สาขาที่จะช่วยให้สมาชิกในทีมเกิดทักษะของการเข้าใจถึงวัตถุประสงค์และเห็นด้วยกับเป้าหมาย รวมทั้งช่วยประเมินความต้องการในสถานการณ์ต่าง ๆ ให้อยู่ในข้อจำกัดของเงื่อนไขเวลาและจังหวะ โอกาส 1.4 บทบาทนักการทูต (The Ambassador) คือ ผู้ที่มีบุคลิกเข้ากับคนอื่น ได้มีมิตรภาพ สามารถที่จะเป็นตัวเชื่อมสัมพันธ์ให้สมาชิกในทีมเกิดการทำงานร่วมกันหรือเชื่อมต่อไป ยังบุคคลที่เราต้องการรู้จัก เพื่อจะนำประโยชน์มาให้การทำงานเป็นทีม ให้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ด้วยสภาพแวดล้อมและบรรยากาศการทำงานที่ดี 1.5 บทบาทผู้ตัดสินใจ (The Judge) คือ ผู้ที่ช่วยค้นหาความจริงที่มีเหตุมี ผลช่วยมองหาความยุดิธรรม พิจารณาอย่างถ้วนถี่ จะคอยตรวจสอบความถูกต้องในเรื่องต่าง ๆของ สมาชิกในทีม 1.6 บทบาทผู้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ หรือ นวัตกรรม (The Innovater) คือ เป็นคนที่ชอบใช้จิตนาการ ชอบใช้ความคิดเสนอความคิดเห็นใหม่ๆ มุมมอง ใหม่ ๆ ต่อการทำงานทุกอย่าง มีข้อมูลใหม่ ๆ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันเหตุการณ์


17 1.7 บทบาทนักการต่างประเทศ (The Diplomat) คือ ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับ ศิลปะการพูด และมีความสามารถหาทางออกในการแก้ปัญหาด้วยการเจรจา มักจะมีอิทธิพลในทีม ทุกคนยอมรับเป็นผู้ก่อให้เกิดการประนีประนอมช่วยให้ทีมพ้นจากสถานการณ์ที่เลวร้ายได้อย่างดี 1.8 บทบาทผู้ช่วยเติมให้เต็ม (The Conformer) คือ เป็นผู้ที่มีลักษณะ คอยช่วยเหลือสมาชิกในทีมอยู่เสมอ จนทำให้เกิดความเชื่อใจและ วางใจ และมักทำให้เกิดภาวะที่ลง รอยในการทำงานร่วมกันสามารถทำให้สมาชิกได้สังเกตถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และเกิดความสนใจที่จะ ต้องการให้งานในทีมของตนมีจุดเด่นเกิดขึ้นมา ด้วยความสามารถในการใช้ประสบการณ์ความ ชำนาญ และให้โอกาส หรือความได้เปรียบจากสมาชิกในกลุ่มที่เคยทำงานร่วมกันโคยบุคคลประเภทนี้ จะทำให้เกิดความสมดุลในทีมงานนั่นเอง 1.9 บทบาทผู้ควบคุมคุณภาพ (The Output Drive) คือ ผู้ที่คอยกระตุ้น และผลักดันทีมให้เกิดผลงานตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ใด้ทันตามระยะเวลาที่กำหนด คนประเภทนี้ทำให้ สมาชิกในทีมมั่นใจได้ว่า การทำงานของทีมสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ใด้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1.10 บทบาทผู้คอยให้การสนับสนุน (The Supporter) คือ ผู้ที่สามารถ เป็นที่ปรึกษาให้แก่สมาชิกในทีมงาน ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่สมาชิก คอยให้คำปรึกษาและ คำแนะ นำช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่สมาชิกในทีม ด้วยคุณสมบัติที่มีความสามารถในการสร้าง ความสัมพันธ์ในการช่วยแก้ปัญหาที่เกิดจากความขัดแย้ง อันเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้งานล้มเหลว 1.11 บทบาทผู้มองกระบวนการทั้งหมด (The Reviewer) คือ ผู้ที่สามารถ มองเห็นกระบวนการของทีมทั้งหมด เพื่อที่จะไปให้ถึงอนาคตที่ดีกว่าของทีมงาน บุคคลพวกนี้จะไม่ไป ยุ่งหรือเกี่ยวข้องการทำงานเป็นทีมเลย แต่จะคอยให้คำปรึกษาแก่กระบวนการทำงานและจะสะท้อน กลับไปให้ทีมงานได้รับรู้เป็นการเน้นที่กระบวนการทำงานของทีมมากกว่าเน้นที่การปฏิบัติงาน หรือ เน้นที่สัมพันธภาพระหว่างบุคคล จากความข้างต้น ผู้วิจัยจึงสรุปองค์ประกอบของการทำงานเป็นทีมดังนี้ การทำงานเป็นทีมให้เกิดประสิทธิภาพนั้นต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างในการ ทำงานซึ่งบทบาทในแต่ละอย่างล้วนสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน เพื่อให้เกิดความสมดุลและความสำเร็จตาม วัตถุประสงค์ของการทำงานเป็นทีมที่วางไว้ 2. วัตถุประสงค์มีความชัดเจนและมุ่งเป้าหมายด้วยกัน (Clear Objectives and Agreed Goals)คือ สิ่งที่ทำให้สมาชิกทุกคนทำงาน ไปในทิศทางเดียวกัน กลุ่มจะต้องหาวิธีการทำให้ สมาชิกเกิดความผูกพัน ปรารถนาให้เกิดผลตามที่ต้องการ ด้วยการสร้างความรู้สึกที่เป็นเจ้าของและ รู้สึกว่าคนมีคุณค่าต่อกลุ่มด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วการสร้างความผูกพันและความปรารถณาดังกล่าวจะ เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสมาชิกได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายและมีความเห็นพ้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ของกลุ่ม สิ่งที่พึงระลึกไว้เสมอ คือ วัตถุประสงค์นั้นเป็นสิ่งที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ตายตัว สมาชิกต้องคอยตรวจสอบทบทวนและปรับปรุงวัตถุประสงค์ให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมที่ เปลี่ยนแปลง ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีในการสร้างแรงจูงใจ ได้อย่างสูงไม่ต้องควบคุมการทำงานมากนัก มี ความขัดแย้งน้อยลง 3. ความสามารถเปิดเผยและเผชิญหน้ากันด้วยความไว้วางใจ (Openness and Confrontation) คือ การเข้าใจตนเองและผู้อื่นภายในทีม พูดกันอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม กล้า


18 แสดงความคิดเห็นกล้าแสดงความแตกต่างของความรู้สึกนึกคิด กล้าบอกปัญหา และแจ้งความสนใจ แก่กันโดยปราศจากความกลัวถ้าหากสมาชิกในทีมไม่เต็มใจหรือไม่สามารถเปิดเผย ตรงไปตรงมา ทีมงานจะถูกทำลายความคิดสร้างสรรค์ ทีมงานที่มีประสิทธิภาพจะต้อง กล้าเผชิญกับปัญหาเพื่อ แก้ไขปัญหา ไม่ว่าปัญหานั้นจะมีความยุ่งยากเพียงไร 4. การสนับสนุนและไว้วางใจต่อกัน (Support and Trust) คือ การที่ทุกคนยอมรับ และรับฟังซึ่งกันและกัน ส่งเสริมและ ไว้วางใจกัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่จะสร้างความเจริญงอกงามที่ดีใน กลุ่มนำไปสู่การใช้ความรู้ความสามารถและจุดเด่นของกันและกันอย่างเต็มที่เป็นการสร้างบรรยากาศ ให้ใกล้ชิดและเป็นกันเอง มีความรู้สึกกล้าให้เพื่อนร่วมงานรู้ในสิ่งที่ดีและไม่ดีของคน สามารถพูดกัน อย่างตรงไปตรงมาถึงความกลัวหรือปัญหาที่เกิดขึ้นและสามารถให้การช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาหรือ ให้ข้อมูลบางอย่างแก่ผู้ร่วมงานในเวลาที่สมาชิกต้องการตรงกันข้ามถ้าสมาชิกในกลุ่มไม่มีความ ไว้วางใจกันก็จะทำให้ไม่มีการสนับสนุน ไม่มีการสร้างบรรยากาศที่ดีและไม่มีการสนับสนุนเกื้อกูลกัน ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารที่มีความหมายที่ตรงไปตรงมาและมีความจริงใจ อันเป็นปัจจัยสำคัญ ของการทำงานเป็นทีมที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ร่วมกัน 5. การให้ความร่วมมือและขจัดข้อขัดแยั้งอย่างสร้างสรรค์ (Co-operation and Conflict) คือการให้ความช่วยเหลือกิจกรรมต่าง ๆ ในกลุ่มด้วยความเต็มใจ ซึ่งจะนำไปสู่ผลงานมี คุณภาพ เกิดความรับผิดชอบ และความผูกพันต่องาน โดยส่วนร่วม แต่การทำงานร่วมกันย่อมเกิด ความแตกต่างและขัดแยั้งทางค้านความคิด ความขัดแย้ง คือ ลักษณะของกิจกรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นและ ได้ถูกรบกวนขัดขวาง หรือกีดกันต่อกิจกรรมหนึ่งทำให้เกิดข้อจำกัดและเป็นอุปสรรค์ต่อการทำงาน ความขัดแย้งสิ่งที่ดีและมีความจำเป็นต่อการทำงาน สมาชิกในทีมจะต้องจัดการกับความขัคแย้ง ในทางสร้างสรรค์ และ ใช้ผลของความขัดแย้งในการปฏิบัติงานให้บรรลุผลสำเร็จคามเป้าหมาย 6. วิธีปฏิบัติงานอย่างราบรื่นและคล่องตัว (Sound Procedure:) คือ แนวทางใน การแก้ปัญหาให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างราบรื่นและคล่องตัว 7 ขั้นตอน ได้แก่ 6.1 การปรับให้ตรงกัน (Tuning in) คือ การสร้างความเข้าใจในการทำงาน การแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งสมาชิกทุกคนต้องเตรียมรับมือกับปัญหาและหาทางตัดสินใจที่จะทำให้งาน เป็นไปอย่างราบรื่น 6.2 การตั้งวัตถุประสงค์ (Objective Setting) คือ สมาชิกทุกคนมีความ เข้าใจชัดเจนในวัตถุประสงค์รับรู้และมีการตกลงกัน ซึ่งจะเป็นการป้องกันความเข้าใจผิดที่จะส่งผล ต่อการทำงานให้ราบรื่น 6.3 ตั้งเกณฑ์เพื่อผลสำเร็จ (Success Criteria) คือ การตั้งคำถามว่าจะ วัดผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างไร และจะตัดสินใจทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดผลดีหรือไม่ 6.4 การรวบ รวมข้อมูลข่าวสารเพื่ อการตัดสินใจ (Information Collection and Decision Making) คือ การเลือกเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน และการ ตัดสินใจ 6.5 การวางแผน (Planning) คือ การตอบคำถามว่าจะทำอะไร อย่างไร เมื่อใด ที่ไหน ซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่จะทำการคำเนินงานเป็นไปด้วยดี


19 6.6 การกระทำ (Action) คือ การตัดสินใจบางครั้งทำให้เกิดความแตกต่าง ของการกระทำ หากขบวนการ ขั้นตอน สมาชิกได้ทำไปแล้ว และเป็นไปด้วยความราบรื่นจนประสบ ผลสำเร็จ ซึ่งนั้นจะเป็นตัววัดความสำเร็จได้เป็นอย่างดี 6.7 การทบทวนเพื่อปรับปรุง (Review for Improve) คือ ขั้นพิจารณา ตรวจสอบความล้มเหลวและสำเร็จ อันเป็นโอกาสที่ดีต่อการเรียนรู้และพัฒนาตน อันนำไปสู่การ ทำงานที่ มีประสิทธิภาพ 7. ภาวะผู้นำมีความเหมาะสม (Appropriate Leadership) คือ การเป็นผู้นำที่มี ประสิทธิภาพนั้นจะต้องมีความกระตือรือร้น ซื่อสัตย์ ยุติธรรม และเปิดเผยพยายามเรียนรู้และพัฒนา ทีมงานช่วยให้สมาชิกในกลุ่มมีความก้าวหน้า ได้รับการยอมรับและความไว้วางใจผู้นำที่ดีต้องพยายาม สร้างบรรยากาศที่ในกาทำงาน สามารถสวมบทบาทให้สอดคล้องกับสถานการณ์และเวลาเพื่อให้ เป็นไปในทางที่จะช่วยสนับสนุนให้งานบรรลุเป้าหมาย 8. บททวนการทำงานในทีมให้ราบรื่นอยู่เสมอ (Regular Review) คือการ ประเมินผลการทำงานเป็นทีมเป็นระยะ ๆ อย่างสม่ำเสมอ เป็นการทบทวนและปรับปรุงกระบวนการ ทำงาน เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาได้ทันเหตุการณ์ ทั้งในขณะปฏิบัติภายหลังการปฏิบัติสิ่งที่สำคัญ สำหรับการทบทวนการทำงาน คือ การทำงานที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ทีมงานจะได้ประโยชน์จาก การคาคคะเนถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในการปฏิบัติงานสามารถหาทางแก้ปัญหาได้ทันท่วงทีและทำ ให้องค์การได้ข้อมูลที่สามารถรู้ว่างานทำไปแล้วทำได้ดีเพียงไร ซึ่งจะทำให้ทราบถึงประสิทธิภาพของ การควบคุมและสั่งการ 9. การพัฒนาตนและการพัฒนาบุคลากร (Individual Development) คือการ พัฒนาบุคลากรนั้น ผู้บริหารจะต้องวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อนในการทำงานของแต่ละคนซึ่งจะสามารถ ช่วยให้บุคคลได้เรียนรู้ถึงโอกาสที่เหมาะสม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพัฒนาความรับผิดชอบของแต่ละ บุคคลในการปฏิบัติงานและเสริมสร้างทักษะในงานประจำวันให้ปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง ทันสมัยต่อ เหตุการณ์ การพัฒนาตนเองของสมาชิกทุกคน คือ การพัฒนาบุคลากรที่ตนต้องใส่ใจ แล้วยังต้อง ได้รับการส่งเสริมและกระตุ้นโดยผู้นำอยู่ตลอดเวลา จึงก่อให้เกิดประ สิทธิภาพและการทำงานร่วมกัน เป็นทีมได้อย่างดีในการนำความรู้ความสามารถมาใช้ในการทำงานนั้นจะต้องส่งเสริมให้มีการพัฒนา ตนเองเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการร่วมทำงานกับผู้อื่นในทีม 10. ความสัมพันธ์ภายในระหว่างกลุ่มเป็นไปด้วยดี (Sound Intergroup Relation) คือความสัมพันธ์ภายในกลุ่มระหว่างหน่วยงาน เป็นสิ่งสำคัญ จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์การ ที่จะทำให้ระบบการบริหารคล่องตัว บรรยากาศการทำงานดี สมาชิกในองค์การทำงานอย่างมี ความสุขก่อให้เกิดการยอมรับ และสนับสนุนกันในการทำกิจกรรมของหน่วยงานซึ่งการสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มสามารถทำได้โดยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการกระทำและการตัดสินใจให้ กลุ่มอื่นเข้าใจโดยทั่วกันอยู่เสมอ ยอมรับความจริงว่าแต่ละทีมมีจุดมุ่งหมายต่างกัน พยายามทำความ เข้าใจต่อความคิดเห็น และอุปสรรคทั้งหลาย หาวิธีร่วมงานกับทีมอื่น ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ อย่า พยายามจำกัดขอบเขตของทีมงานจนชัดเกินไป ต้องทบทวนขอบเขตและความรับผิดชอบระหว่าง ทีมงานอยู่เสมอคอยระมัคระวังที่จะเกิดปัญหาระหว่างทีม สนใจรบฟังทีมอื่นและพยายามให้ทีมอื่นรับ ฟังทีมเราด้วย การเปรียบเทียบความคิดและกฎเกณฑ์กับทีมอื่นพยายามใช้ความแตกต่างของแต่ละ


20 บุคคลให้เป็นประโยชน์มากที่สุด นัดหมายพบปะกับทีมอื่นบ้างสังเกตการทำงายของทีมอื่น มีการ พยากรณ์ล่วงหน้าถึงผลประชุมที่สำคัญกับทีมอื่น ให้ความช่วยเหลือในการปฏิบัติงานกับทีมอื่น ขอ ความช่วยเหลือจากทีมอื่น หรือรับฟังข่าวสารที่เกี่ยวข้องเป็นการพิเศษทีมใดมีปฏิสัมพันธ์กับทีมอื่นได้ จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์การ 11. การติดต่อสื่อสารที่ดี (Good Communication) คือ กระบวนการที่พยายามจะ ส่งข่าวสารความรู้สึกนึกคิดไปยังบุคคลอื่น ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน อันก่อให้เกิดการปฏิบัติที่ ถูกต้องตรงกัน การติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ผู้นำต้องให้ความสำคัญในการควบคุมและ ประสานงานให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการร่วมกัน ด้วยการสื่อสารที่ต้องมีลักษณะที่เข้าใจได้ง่ายไม่ สับสนคลุมเครือ การสร้างองค์การขึ้นมาเพื่อดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายย่อมจำเป็นต้องมีการ แสวงหาสมาชิกเข้ามา สมาชิกที่เข้ามาอยู่ในองค์การจะมีการทำงานเป็นทีม ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน เป็นทีมประเภทใดถ้าในองค์การมีความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียว องค์การนั้นย่อมเป็น องค์การที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งการทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพมีองค์ประกอบดังนี้ (นรินทร์ แจ่ม จำรัส, 2559, น. 159) 1. ขนาดของกลุ่ม (Group Size) คือ ขนาคของกลุ่มที่มีผลต่อความสามัคคีภายใน กลุ่ม ทั้งนี้สืบเนื่องจากความยากลำบาก ความสับสนจากการสื่อสาร และการปฏิสัมพันธ์ที่อาจ ล้มเหลวได้ กลุ่มที่มีขนาดพอดีจะมีสมาชิกประมาณ 7-8 คน กลุ่มงานขนาคใหญ่จะมีสมาชิกประมาณ 11-15 คน ข้อที่น่าสังเกตก็คือ ถ้ามีสมาชิก 3 คนขึ้นไป จะเริ่มต้นมี "คนวงใน" และ "คนวงนอก" เกิดขึ้น 2. การแข่งขันภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม (Competition) คือ ถ้าภายในกลุ่มมี การแข่งขันกันเอง ย่อมมีผลต่อความสามัคคีในลักษณะคล้ายความเป็นหนึ่งเดียวลงได้ แต่ถ้าเป็นการ แข่งขันระหว่างกลุ่มไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความกลมเกลียวกันได้ 3. สถาพภาพของกลุ่มและของบุคคลในกลุ่ม (Statis) คือ สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ที่บุคคลยินดีเข้ามาเป็นสมาชิกขององค์การนั้นเพื่อแสวงหาความเจริญเติบโตความก้าวหน้า อัน หมายถึง การได้รับการยอมรับ การมีชื่อเสียง จากการมีสถานภาพหรือตำแหน่งนั่นเอง 4. การมีจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายตรงกัน (Group Goal) คือ การรวมตัวไม่ว่าจะมี ขนาดกลุ่มมากน้อยเพียงใด ถ้าสมาชิกรับรู้หรือเข้าใจในเป้าหมายร่วมกัน คาดหมายที่จะร่วมแรงร่วม ใจให้ถึงเป้าหมายย่อมทำให้องค์การนั้นหรือกลุ่มนั้นรักใครสามัคคีกลมเกลียว 5. สภาพแวดล้อมในการทำงาน (Environment) คือ สภาพแวดล้อมที่ทำให้ พนักงานได้ทำงานในบรรยากาศเป็นมิตร ไมตรีต่อกัน สะดวกสบาย มีแสง เสียงที่เหมาะสมไม่แข่งขัน กันสูงนักร่วมมือร่วมใจ ได้มีส่วนร่วม ยอมรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันเห็นความสำคัญของเพื่อน ร่วมงาน 6. ความใกล้ชิดกัน (Proximity) คือ การทำงานอย่างใกล้ชิด เปิดเผย ไว้วางใจกัน จะมีผลนำไปสู่การเรียนรู้ การทำงานร่วมกัน สามารถสนับสนุนแก่กันเกิดทีมงานที่มีประสิทธิภาพ


21 7. ความสัมพันธ์ที่มีต่อกันอย่างมั่นคง (Stable Relationship) คือ การติดต่อกันใน ลักษณะการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน มีความผูกพันต่อกัน ไว้เนื้อเชื่อใจกันได้ รู้เขารู้เรามีการ สื่อสารแบบสองทาง และหมั่นตอกย้ำความเข้าใจกันอยู่เสมอ 8. สมาชิกของโครงสร้างภายในกลุ่ม (Member Structure) คือ วัย ค่านิยมความ เชื่อพื้นฐานความรู้ ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ตำแหน่งในองค์การ ปัจจัยดังกล่าวล้วนแต่มีผลให้ เกิดความแตกแยกหรือเป็นหนึ่งเดียวที่ส่งผลต่อประ สิทธิภาพขององค์การทั้งสิ้น 9. ภาวะผู้นำ (Leadership) คือ ในกลุ่มจะต้องมีผู้นำ ผู้นำจะมีแบบแผนในการ บริหาร และมีบุคลิกลักษณะแตกต่างกัน การปฏิบัติต่อสมาชิกในกลุ่มย่อมก็แตกต่างกันไปสมาชิกใน กลุ่มย่อมจะมีการรับรู้แตกต่างตามไปด้วย 10. แรงกดดันจากภายนอก (A Threat from Outsider) คือ การเผชิญกับ สภาพแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไป ดังเช่น คู่แข่งระดมการส่งเสริมการขาย มีการใช้เทคโนโลยี ใหม่ๆ ทำให้มีการผลิตบริการสินค้าประเภทเดียวกันมากขึ้น ภาวะด้านการครองชีพก่อให้เกิดการซื้อ ขายตัวสมาชิก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ต้องศึกษา เพราะส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของสมาชิกใน องค์การทั้งสิ้น การทำงานร่วมกันเป็นทีมมีองค์ประกอบ (ลำเทียน เผ้าอาจ, 2559, หน้า 20) คือ 1. การมีปฏิสัมพันธ์คือการทำงานร่วมกับผู้อื่นการติดต่อกับผู้อื่น มีความ กระตือรือร้นทีจะช่วยเหลือกัน มีความห่วงใยเอื้ออาทรกัน มีการสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน 2. การสื่อสารอย่างเปิดเผย คือ การติดต่อกันกันอย่างทั่วถึงและเปิดเผย ตรงไปตรงมามีความชัดเจน สมาชิกสนใจข่าวสารที่รับฟังโดยปราศจากความแคลงใจสนับสนุนให้ผู้อื่น เปิดเผยสมาชิกเปิดใจและร่วมมือกันแก้ปัญหา 3. การมีส่วนร่วมคือ การทำงานทีสมาชิกแต่ละคนมีส่วนร่วมในการดำเนินงานและ ร่วมมือกันแก้ปัญหา มีการทำงานโดยกระบวนการกลุ่มสมาชิก มีความรับผิดชอบต่อกัน มุ่งมั่นไปใน ทิศทางที่สอดคล้องกัน และเสริมสร้างการรับรู้ในการทำงานร่วมกัน 4. การมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ทิศทางทีสมาชิกทุกคนร่วมกันกำหนดขึ้น เพื่อให้เกิด ความเข้าใจวัตถุประสงค์ของการทำงานทีตรงกันและแจ่มชัด 5. ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน คือ ความรู้สึกระหว่างบุคคลโดยรวมไว้ซึ้งความรัก ความเมตตา นิยมชมชอบ ความเชื่อมั่นจนเกิดความเชื่อถือ ไว้วางใจในบุคคลนั้นด้วยความเต็มใจ 6. การยอมรับนับถือ คือ การรับฟังซึ่งกันและกัน เคารพในบทบาทหน้าที่ของกัน และกันยอมรับในความแตกต่างของกันและกันด้วยความจริงใจ และพร้อมทีจะร่วมกันทำงานด้วย ความเต็มใจ


22 1.5 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิผลของทีม การพัฒนาทีมสู่ความเป็นทีมที่มีประสิทธิผลนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ด้วยกัน และได้สรุปเชิงสังเคราะห์ว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความมีประสิทธิผลของทีมประกอบด้วย ปัจจัย ด้านบริบทองค์การ ปัจจัยด้านคุณลักษณะของภาระงาน ปัจจัยด้านคุณลักษณะของทีม (ภิญโญ มนู ศิลป์, 2551, น. 9-18) 1. ปัจจัยด้านบริบทองค์การ ทีมในฐานะเป็นหน่วยย่อยขององค์การที่ถูกจัดตั้งขึ้นด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อช่วย ยกระดับของคุณภาพงานเฉพาะส่วนที่ได้รับมอบหมายหรือส่วนที่รับผิดชอบให้ประสบความสำเร็จ ความมีประสิทธิผลของทีมก็ย่อมส่งผลต่อประสิทธิผลขององค์การด้วยเช่นกัน บริบทองค์การในมิติ ต่างๆควรจะต้องให้การสนับสนุนทีมอย่างเต็มที่ เช่น การสนับสนุนในด้านทรัพยากร การฝึกอบรม สารสนเทศ ระบบรางวัลและวัฒนธรรมซึ่งถือได้ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะนำไปสู่ความเป็นทีมที่ มีประสิทธิผล บริบทองค์การ เป็นสภาวะแวดล้อมต่างๆ ภายในองค์การที่เป็นเงื่อนไขมีความสำคัญ และเอื้อต่อความเป็นทีมที่มีประสิทธิผล ทีมจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากองค์การในด้านต่างๆ 2. ปัจจัยด้านคุณลักษณะของภาระงาน คุณลักษณะของภาระงาน เป็นสิ่งแสดงถึงธรรมชาติของงานที่มีผลต่อการด าเนิน งานของทีม สามารถสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นให้เกิดความพากเพียรมีความอุตสาหะในการทำงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้ องค์ประกอบของคุณลักษณะของภาระงาน ประกอบด้วย ความหลากหลาย ของทักษะ เอกลักษณ์ของภาระงาน ความสำคัญของภาระงาน ความเป็นอิสระและการสะท้อนผล 3. ปัจจัยด้านคุณลักษณะของทีม การออกแบบทีมให้เหมาะสมกับงานเป็นสิ่งสำคัญซึ่งต้องให้ความใส่ใจทั้งนี้เพื่อทำให้ ได้มาซึ่งคุณลักษณะของทีมที่ดีและมีความเหมาะสมที่จะทำให้การทำงานประสบความสำเร็จ คุณลักษณะของทีม เป็นคุณสมบัติของทีมที่ถูกออกแบบให้สามารถรองรับเป้าหมายและจุดประสงค์ ในการดำเนินงานของทีม ซึ่งมีองค์ประกอบอยู่ 4 ส่วน คือ องค์ประกอบของทีม เป้าหมายของทีม บทบาทของทีมและปทัสถานของทีม ทั้งองค์ประกอบของคุณลักษณะของทีมล้วนมีความสำคัญและมี อิทธิผลต่อประสิทธิผลของทีมทั้งสิ้น


23 ตารางที่1 สรุปการสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี เกี่ยวกับการทำงานเป็นทีม รายชื่อ องค์ประกอบ ทิชากรณ์ อติเปรมานนท์ และภาวิดา ธาราศรีสุทธิ(2563) นาฏยา สุวรรณศิลป์ (2561) กาญจนา ช้างเยาว์ (2561) ผ่องอำไพ สระเพ็ชร(2560) ลำเทียน เผ้าอาจ (2559) กรวิภา งามวุฒิวงศ์ (2559) Anupamanarayan (2008) Trimble and Miller (1996) Austin & Baldwi n (1991) ความถี่ ด้านการสื่อสารอย่างเปิดเผย ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 8 ด้านการมีปฏิสัมพันธ์ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 8 ด้านการมีส่วนร่วม ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 5 ด้านความไว้เนื้อเชื่อใจ ✓ ✓ ✓ 3 ด้านการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ของเป้าหมาย ✓ ✓ ✓ 3 ด้านการยอมรับนับถือซึ่งกันและ กัน ✓ ✓ ✓ 3 ด้านภาวะผู้นำ ✓ ✓ 2 ด้านวัตถุประสงค์เป้าหมายของ ทีม ✓ ✓ 2 ด้านบทบาทของสมาชิกใน ทีมงาน ✓ ✓ 2 ความต้องการของ แต่ละบุคคล ✓ ✓ 2 ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ ✓ 1 ด้านการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ✓ 1 ด้านการประสานงาน ✓ 1 ด้านกระบวนการทำงาน ✓ 1 การออก แบบโครง สร้างทีมงาน ของตนเอง ✓ 1


24 จากการสรุปตารางการสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี เกี่ยวกับการทำงานเป็นทีม ที่มี ความถี่มากที่สุด ประกอบด้วย 1) การสื่อสารอย่างเปิดเผย 2) การมีปฏิสัมพันธ์ 3) การมีส่วนร่วม 4) ความไว้เนื้อเชื่อใจ 5) การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเป้าหมาย 6) การยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน 2. นโยบายและจุดเน้นการดำเนินงานของสำนักงาน กศน. สำนักงาน กศน.(2566) สำนักงาน กศน. เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการจัดการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยได้ประกาศนโยบายและจุดเน้นการดําเนินงาน สำนักงาน กศน.ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ในการขับเคลื่อนงาน กศน. ดังนี้ 1) หลักการ กศน. เพื่อประชาชน “กศน. ก้าวใหม่ : ก้าวแห่งคุณภาพ” 2) ภารกิจสำคัญตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 2.1) โครงการส่งเสริมโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” ติดตามและรายงานข้อมูลผู้ที่ออกนอกระบบการศึกษากลับมาเรียนเพื่อความ เท่าเทียมทางการศึกษา 2.2) โครงการ “กศน. ปักหมุด” มีการสํารวจ ติดตาม ค้นหา และรวบรวมข้อมูลผู้ พิการให้เข้าสู่ระบบการศึกษา โดยจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของคนพิการ 2.3) โครงการสถานศึกษาปลอดภัย นําระบบมาตรฐานความปลอดภัยของ “MOE Safety Center” มาใช้ในการแก้ไขปัญหาความปลอดภัยของผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา 2.4) นโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น 3) จุดเน้นการดําเนินงาน สำนักงาน กศน. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 3.1) ด้านการจัดการเรียนรู้คุณภาพ 1) นโยบายน้อมนําพระบรมราโชบายสู่การปฏิบัติ รวมทั้งส่งเสริมและ สนับสนุนการดําเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริทุกโครงการ 2) ขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ที่สนองตอบยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายของ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” 3) ส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง การสร้างความเข้าใจที่ ถูกต้อง ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย 4) ปรับปรุงหลักสูตรทุกระดับทุกประเภท “ให้สอดรับกับการพัฒนาคน ทิศ ทางการพัฒนา ประเทศ สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง ความต้องการและความหลากหลายของ ผู้เรียน/ผู้รับบริการ รวมถึง ปรับลดความหลากหลายและความซ้ำซ้อนของหลักสูตร” 5) ปรับระบบทดสอบ วัดผล และประเมินผล โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีเป็น เครื่องมือ ให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการประเมินผลการเรียนรู้ได้ตามความต้องการ “เพื่อการสร้าง โอกาสในการเรียนรู้ ให้ความสำคัญกับการเทียบระดับการศึกษา และการเทียบโอนความรู้และ ประสบการณ์ พัฒนาระบบการประเมิน สมรรถนะผู้เรียนให้ตอบโจทย์การประเมินในระดับประเทศ และระดับสากล”


25 6) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการจัดหลักสูตรการเรียนรู้ในระบบออนไลน์ ด้วยตนเองครบวงจร “ตั้งแต่การลงทะเบียนจนการประเมินผลเมื่อจบหลักสูตร ทั้งการศึกษานอก ระบบระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อเป็นการสร้าง และขยายโอกาสในการเรียนรู้ให้กับ กลุ่มเป้าหมายที่สามารถเรียนรู้ได้สะดวก และตอบโจทย์ความ ต้องการของผู้เรียน” 7) “พัฒนา Digital Learning Platform” แพลตฟอร์มการเรียนรู้ของ สำนักงาน กศน. ส่งเสริมให้มีการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ทั้งในรูปแบบ On-line และ Off-line 8) เร่งดำเนินการเรื่อง “Academic Credit-bank System” ใช้การสะสม และเทียบโอน หน่วยกิต เพื่อให้โอกาสผู้เรียนได้จบการศึกษาเร็วกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 3.2 ด้านการสร้างสมรรถนะและทักษะคุณภาพ 1) ส่งเสริมการจัดการศึกษาตลอดชีวิต ที่โดยเน้นทักษะที่จำเป็นสำหรับแต่ ละช่วงวัย และเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ 2) พัฒนาหลักสูตรอาชีพระยะสั้น ที่เน้น “New skill Upskill และ Reskill” ที่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย บริบทพื้นที่ ความต้องการของตลาด และกลุ่มอาชีพ ใหม่ที่รองรับ “Disruptive Technology” 3) ยกระดับผลิตภัณฑ์ สินค้า บริการจากโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ที่เน้น “ส่งเสริม ความรู้ สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี” เป็นที่ยอมรับของตลาด 4) ส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ การใช้ชีวิตให้เหมาะสมกับช่วง วัยอย่างมีความสุข 5) ส่งเสริมการจัดการศึกษาที่พัฒนาทักษะสำหรับแต่ละช่วงวัย 6) ส่งเสริมการพัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะด้านภาษา ให้กับบุคลากร กศน. รวมถึงผู้เรียนให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงรองรับการพัฒนาประเทศมากยิ่งขึ้น 7) ส่งเสริมให้มีการสร้างนวัตกรรม และสื่อต่าง ๆ ของผู้เรียน 8) สร้างอาสาสมัคร กศน. เพื่อเป็นเครือข่ายในการส่งเสริม ร่วมจัดการศึกษา สำหรับประชาชน 9) ส่งเสริมให้มีการสร้างและพัฒนานวัตกรรมของบุคลากร กศน. เพื่อเป็น ประโยชน์ทางการศึกษาต่อไป 3.3 ด้านองค์กร สถานศึกษา และแหล่งเรียนรู้คุณภาพ 1) ทบทวนบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานทางการสถานศึกษา เพื่อใชเป็นข้อมูล ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษา 2) ยกระดับมาตรฐานของ กศน.ตำบล และศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทย ภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” (ศศช.) ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน 3) ปรับรูปแบบกิจกรรมต่าง ๆ ในห้องสมุดประชาชนให้น่าสนใจ โดยที่เน้น “Library Delivery”


26 4) ให้บริการวิทยาศาสตร์เชิงรุก Science@home เป็นเครื่องมือสู่ ชีวิตประจำวันในทุก ๆ ครอบครัว 5) ส่งเสริม สนับสนุนการสร้างพื้นที่รูปแบบการเรียนรู้ทุกรูปแบบ บทบาทหน้าที่ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ สำนักงาน กศน. (2551) ได้กล่าวบทบาทหน้าที่ของศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัย พุทธศักราช 2551 ดังต่อไปนี้ 1) จัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 2) ส่งเสริม สนับสนุน และประสานงานกับภาคีเครือข่ายเพื่อการจัดการศึกษา 3) ดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและงานส่งเสริมด้านความมั่นคง ของชาติ 4) จัดส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในระดับ พื้นที่ 5) จัดส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาแหล่งการเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น 6) วิจัยและพัฒนาคุณภาพหลักสูตร สื่อ การเรียนรู้และมาตรฐานการศึกษานอก ระบบ 7) ดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน การเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ 8) กำกับ ดูแล ตรวจสอบ นิเทศภายใน ติดตามประเมินผลและรายงานผลการ ดำเนินงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 9) พัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 10) ระดมทรัพยากรเพื่อพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 11) ดำเนินการประกันคุณภาพภายในให้สอดคล้องกับระบบ หลักเกณฑ์และ วิธีการที่กำหนด 12) ปฏิบัติงานอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย โดยมีครูเป็นผู้ร่วมปฏิบัติงานเพื่อให้ เป็นไปตามภารกิจโครงสร้างของสถานศูนย์ศึกษาศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อำเภอ บทบาทหน้าที่ของหัวหน้า กศน.ตำบล สำนักงาน กศน. (2551) ได้กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ กศน.ตำบลว่า มีบทบาทสำคัญใน การจัดและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน และสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ในชุมชน โดย หัวหน้า กศน.ตำบล เป็นกลหลักในการขับเคลื่อนและมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ส่งเสริมและ สนับสนุนการดำเนินงาน กศน.ตำบล ดังนี้ 1) การวางแผน 1.1) จัดทำฐานข้อมูลชุมชน 1.2) จัดทำแผนพัฒนา กศน. ตำบล


27 1.3) จัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี 2) การจัดและส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 2.1) จัดและส่งเสรมการศึกษานอกระบบ ดังนี้ 2.1.1) การส่งเสริมการรู้หนังสือ 2.1.2) การศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2.1.3) การศึกษาต่อเนื่อง 2.2) จัดและส่งเสรมการศึกษาตามอัธยาศัย 2.2.1) ส่งเสริมการอ่าน 2.2.2) จัดและพัฒนาแหล่งเรียนรู้ 2.2.3) บริการข่าวสารข้อมูล และสื่อทุกประเภท 2.2.4) จัดและส่งเสริมกิจกรรมห้องสมุดประชาชนตำบล ห้องสมุดชุมชน 3) บริการการเรียนรู้ในชุมชนร่วมกับภาคีเครือข่าย 3.1) ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) ร่วมกับ (สอศ.) 3.2) ชมรมคุ้มครองผู้บริโภค ร่วมกับ (สคบ.) 3.3) ศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชน ร่วมกับ (กระทรวงไอซีที) 3.4) มุมวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต ร่วมกับ (สสวท.) 3.5) หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ร่วมกับโรงพยาบาล สถานีอนามัย 3.6) ธนาคารเคลื่อนที่ 3.7) การป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย 3.8) อำเภอเคลื่อนที่ ร่วมกับอำเภอ 4) สร้างและพัฒนาภาคีเครือข่ายการเรียนรู้ในชุมชน โดยการประสานขอความ ร่วมมือจากภาคีเครือข่าย องค์กรชุมชนผู้คุณวุฒิ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อร่วมเป็นอาสาสมัคร อาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน เป็นต้น 5) ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่แผนงานโครงการ กิจกรรมและผลการดำเนินงาน ของ กศน. ตำบล ในรูปแบบต่าง ๆ 6) รายงานผลการปฏิบัติงาน 6.1) รายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามแบบและระยะเวลาที่กำหนด 6.2) รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีของ กศน. ตำบล 3.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3.1 วิจัยในประเทศ ทิชากรณ์ อติเปรมานนท์และภาวิดา ธาราศรีสุทธิ(2563) การวิจัยเรื่องการทำงาน เป็นทีมของผู้บริหารตามการรับรู้ของครูในสหวิทยาเขตวิภาวดี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาเขต 2 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำงานเป็นทีมของผู้บริหารตามการรับรู้ ของครู กลุ่มสหวิทยาเขตวิภาวดีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 และเปรียบเทียบการ ทำงานเป็นทีมของผู้บริหารตามการรับรู้ของครู กลุ่มสหวิทยาเขตวิภาวดี สำนักงานเขตพื้นที่


28 การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 จำแนกตามประสบการณ์ปฏิบัติงาน และตามขนาดของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ข้าราชการครูผู้สอนในสถานศึกษา ในสหวิทยาเขตวิภาวดี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเทียบ กลุ่มตัวอย่างของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan.1970 : 607-610 ) ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 234 คน แล้วใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ(Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัยเป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) มาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าความถี่ค่าร้อยละค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติการทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบ ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างจึงทดสอบเป็นรายคู่ด้วยวิธีการ ของ Scheffe ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูมีความคิดเห็นต่อการทำงานเป็นทีมของผู้บริหารสถานศึกษา ตามการรับรู้ของครูในสหวิทยาเขตวิภาวดีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 โดย ภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ครูที่อยู่ในสถานศึกษาที่มีขนาดต่างกันมีความคิดเห็นต่อการ ทำงานเป็นทีมของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูในสหวิทยาเขตวิภาวดี สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 โดยภาพรวม และรายด้านไม่แตกต่างกัน 3) ครูมีประสบการณ์ในการ ทำงานต่างกันมีความคิดเห็นต่อการทำงานเป็นทีมของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูในสห วิทยาเขตวิภาวดี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 2 โดยภาพรวมและรายด้าน มีความ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พบว่าด้านภาพรวมด้านวัตถุประสงค์ของทีม และ ด้านภาวะผู้นำ ครูที่มีประสบการณ์ในการทำงาน 10-15 ปีมีความคิดเห็นมากกว่า ครูที่มี ประสบการณ์ในการทำงาน น้อยกว่า 10 และด้านการมีส่วนร่วม พบว่าครูที่มีประสบการณ์ในการ ทำงาน 10-15 ปีมีความคิดเห็นมากกว่า ครูที่มีประสบการณ์ในการทำงาน น้อยกว่า 10 ปี และ ครูที่ มีประสบการณ์ในการทำงาน 16 ปีขึ้นไปปี ส่วนในด้านการสื่อสารอย่างเปิดเผย ด้านการมีปฏิสัมพันธ์ ไม่มีความแตกต่าง ดุสิตา เลาหพันธุ์ และภัคณัฏฐ์ สมพงษ์ธรรม (2562) การวิจัยเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อ ประสิทธิผลการทำงานเป็นทีมของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตจังหวัดตราดสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 17 การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลและสร้างสมการ พยากรณ์ระหว่างปัจจัยด้านคุณลักษณะของภาระงาน ปัจจัยด้านบริบทองค์การ และปัจจัยด้านการ สนับสนุนทางสังคม กับประสิทธิผลการทำงานเป็นทีมของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตจังหวัดตราด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูในปีการศึกษา 2560 จำนวน 243 คนโดยกำหนดขนาด กลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie and Morgan และสุ่มแบบแบ่งชั้น โดยใช้ขนาดโรงเรียนเป็น เกณฑ์เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นแบบมาตราส่วนประมาณค่าห้าระดับ แบ่งออกเป็นสี่ตอน ได้แก่แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยด้านคุณลักษณะของภาระงาน ปัจจัยด้านบริบท องค์การ ปัจจัยด้านการสนับสนุนทางสังคมและประสิทธิผลการทำงานเป็นทีม โดยเก็บข้อมูลระหว่าง เดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ผลการวิจัย พบว่า (1) ปัจจัยด้านคุณลักษณะของภาระงาน ปัจจัย ด้านบริบทองค์การ และปัจจัยด้านการสนับสนุนทางสังคม ของครูโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับ มาก (2)ประสิทธิผลการทำงานเป็นทีมของครูโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก (3) ปัจจัยด้าน คุณลักษณะของภาระงาน ปัจจัยด้านบริบทองค์การ และปัจจัยด้านการสนับสนุนทางสังคม มี


29 ความสัมพันธ์กับประสิทธิผลการทำงานเป็นทีมของครูโดยรวมอยู่ในระดับสูงและสามารถพยากรณ์ได้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นาฏยา สุวรรณศิลป์ (2561) การทำงานเป็นทีมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของทีมงาน กรณีศึกษา กลุ่มโรงพยาบาลจุฬารัตน์มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำงานเป็นทีมของบุคลากรกลุ่ม โรงพยาบาลจุฬารัตน์ และเปรียบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อการทำงานเป็นทีมของบุคลากรกลุ่ม โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำแนกตามลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง ผ่านแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบ ความตรงเชิงเนื้อหาและความน่าเชื่อถือก่อนเก็บรวบรวมข้อมูลประชากรได้แก่บุคลากรในกลุ่ม โรงพยาบาลจุฬารัตน์ ประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ รวมทั้งสิ้น 1,527 คน กลุ่ม ตัวอย่าง 317 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนาและสถิติอ้างอิง Independent t-test และ ANOVA ผลการศึกษา พบว่า ระดับการทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพกลุ่มโรงพยาบาลจุฬารัตน์ด้าน ความไว้เนื้อเชื่อใจ ด้านการสื่อสารแบบเปิด ด้านความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเป้าหมาย ด้านการ ยอมรับพับถือซึ่งกันและกัน ด้านการมีมนุษยสัมพันธ์ ด้านการมีส่วนร่วมในการทำงาน อยู่ในระดับ มาก เมื่อพิจารณาผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างตำแหน่งของพนักงานกับสภาพการทำงานเป็น ทีมที่มีประสิทธิภาพกลุ่มโรงพยาบาลจุฬารัตน์ พบว่า พนักงานกลุ่มโรงพยาบาลจุฬารัตน์ที่มีเพศ แตกต่างกันมีระดับความคิดเห็นด้านการมีมนุษยสัมพันธ์แตกต่างกัน ผู้ที่มีอายุแดกต่างกันมีระดับ ความคิดเห็นค้านการไว้เนื้อเชื่อใจแตกต่างกัน ผู้ที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกันมีระดับความคิดเห็น ค้านการไว้เนื้อเชื่อ ใจ และด้านความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเป้าหมาย แตกต่างกัน ที่ระดับ นัยสำคัญ .05 พนักงานกลุ่มโรงพยาบาลจุฬารัตน์ที่มีตำแหน่งงาน และมีประเภทของสถานพยาบาล แตกต่างกันมีระดับความคิดเห็นเดี่ยวกับสภาพการทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพกลุ่มโรงพยาบาล จุฬารัตน์ไม่แตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 กาญจนา ช้างเยาว์ (2561) การวิจัยเรื่องการทำงานเป็นทีมของข้าราชการครูใน โรงเรียนระยองวิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดระยองสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 18 การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการทำงานเป็นทีมของข้าราชการครูใน โรงเรียนระยองวิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดระยอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 18 จำแนกตามเพศ ประสบการณ์ในการทำงาน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 165 คน โดย ใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซีและมอร์แกน (Krejcie & Morgan,1970,pp. 608-609) โดยใช้วิธีการ สุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบ มาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) แบ่งเป็น 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง .57- .82 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 และวิเคราะห์ด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ( ) ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) การทดสอบค่าที (t-test) และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว(One-way ANOVA) เมื่อพบ ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของตัวแปรที่ทดสอบ จะทำการเปรียบเทียบความแตกต่างราย คู่ด้วยวิธีของ เชฟเฟ่ (Scheffe’s method) ผลการวิจัย พบว่า 1. การทำงานเป็นทีมของข้าราชการ ครูในโรงเรียนระยองวิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดระยอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 18 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้านเรียงจาก มากไปน้อย การทำงานเป็นทีมของข้าราชการครู ด้านการมีส่วนร่วม ด้านความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ด้านการสื่อสารอย่างเปิดเผย ด้านการมีเป้าหมายเดียวกัน ด้านการมีปฏิสัมพันธ์ ด้านการยอมรับนับ


30 ถือ 2. เปรียบเทียบการทำงานเป็นทีมของข้าราชการครูในโรงเรียนระยองวิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดระยอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 18 จำแนกตามเพศ แตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อจำแนกตามประสบการณ์ในการทำงานโดยรวมและรายด้านแตกต่าง กันอย่างนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นด้านการมีปฏิสัมพันธ์ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ ทางสถิติ ผ่องอำไพ สระเพ็ชร (2560) การวิจัยเรื่องการบริหารการทำงานเป็นทีมของ ผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ มีวัตถุประสงค์1) เพื่อศึกษาการบริหารการทำงานเป็นทีมของผู้บริหาร สถานศึกษาของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อำเภอบางบ่อ จังหวัด สมุทรปราการ 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารการทำงานเป็นทีมของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียน นวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ จำแนกตามเพศ อายุ และประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษา พัฒนาการ ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) ตามกลุ่ม สาระการเรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามการบริหารการทำงานเป็นทีมของผู้บริหาร สถานศึกษาของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อำเภอบางบ่อ จังหวัด สมุทรปราการ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.25-0.82 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การ ทดสอบค่าที (t-test) แบบสองกลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน (Independent groups) และการวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียว (One way Analysis of Variance) โดยมีการทดสอบความแตกต่างกัน รายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheefe’s post hoc comparison) ลำเทียน เผ้าอาจ (2559) การวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบ การทำงานเป็นทีมของข้าราชการครูในโรงเรียนขยายโอกาสอำเภอเมืองตราด สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตราดจำแนกตามเพศ ตำแหน่งหน้าที่ และขนาดของโรงเรียน กลุ่ม ตัวอย่างประกอบด้วย ข้าราชการครูเป็นผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 10 คน ครูผู้สอน 93 คน กำหนด ขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซีและมอร์แกน (Krejcie & Morgan) และสุ่ม ตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็น แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) แบ่งเป็น 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกราย ข้ออยู่ระหว่าง .62-.88 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .96 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (SD) และการทดสอบค่าที(t-test) และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการวิจัย พบว่า 1. ข้าราชการครูมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีมของข้าราชการ ครูในโรงเรียนขยายโอกาส อำเภอเมืองตราด สังกัดสำนักงานเขตพื้นทีการศึกษาประถมศึกษาตราด โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ การมีเป้าหมายเดียวกัน การมีปฏิสัมพันธ์ความไว้วางใจซึงกันและกัน การมีส่วนร่วม การ ยอมรับนับถือและการสื่อสารอย่างเปิดเผย 2. ข้าราชการครูมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีม ของข้าราชการครูในโรงเรียนขยายโอกาส อำเภอเมืองตราด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา


31 ประถมศึกษาตราด จำแนกตามเพศ ตำแหน่งหน้าที่ และขนาดโรงเรียน แตกต่างกันอย่างไม่มี นัยสำคัญทางสถิติ กรวิภา งามวุฒิวงศ์(2559) การศึกษาความคิดเห็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็น ทีมภายในสำนักอำนวยการสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัย ระดับ ปัจจัยและความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านการทำงานเป็นทีมกับการทำงานของคณะกรรมการเฉพาะ กิจ (Ad hoc Committee) และคณะกรรมการประจำ ของข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างประจำ ของ สำนักอำนวยการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ข้าราชการพนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ที่อยู่ในคำสั่งคณะกรรมการสำนักอำนวยการ สำนักงาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2560 ถึง วันที่ 30 เมษายน 2560 โดยแบ่งเป็น คณะกรรมการเฉพาะกิจ (Ad hoc Committee) จำนวน 8 คณะ 37 คน และคณะกรรมการประจำ จำนวน 2 คณะ 30 คน รวมทั้งสิ้น 10 คณะ 67 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaires) เป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล สรุปผล การศึกษา1. ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุในช่วงระหว่าง 31-40 สถานภาพโสด ระดับการศึกษาปริญญาโท ตำแหน่งข้าราชการ คณะกรรมการที่ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบมาก ที่สุด คือ คำสั่งสำนักอำนวยการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 44/2560 เรื่อง แต่งตั้ง คณะทำงานโครงการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรด้านการคลังของสำนักอำนวยการ สำนักงาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ 2560 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีม ของ คณะกรรมการเฉพาะกิจ (Ad hoc Committee) และคณะกรรมการประจำ มีความคิดเห็นว่าปัจจัย ทั้ง 6 ด้าน คือ ด้านความสัมพันธ์ของเพื่อนร่วมงาน ด้านบทบาทของสมาชิกในทีมงาน ด้านการ ติดต่อสื่อสาร ด้านกระบวนการทำงาน ด้านวัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์กร และด้านภาวะผู้นำ ทีม อยู่ในระดับมาก 3. การวิเคราะห์ปัจจัยของการทำงานเป็นทีมในคณะกรรมการเฉพาะกิจและ คณะกรรมการประจำ จำแนกตามข้อมูลทั่วไป ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา ประเภท ตำแหน่ง กลุ่มงาน ประสบการณ์การทำงาน อัตราเงินเดือน มีค่าอิสระต่อกันกับปัจจัยการทำงานเป็น ทีม และไม่มีนัยสำคัญทางสถิติในระดับ .05 4. ปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานเป็นทีมในคณะกรรมการ เฉพาะกิจ (Ad hoc Committee) และคณะกรรมการประจำด้านที่มีลำดับมากที่สุดของทั้ง 2 คณะ คือ ด้านภาวะผู้นำทีมและด้านที่ลำดับน้อยที่สุดของทั้ง 2 คณะ คือ ด้านการติดต่อสื่อสาร 5. ปัจจัย การทำงานเป็นทีมกับการทำงานในคณะกรรมการเฉพาะกิจ (Ad hoc Committee) )และ คณะกรรมการประจำ มีความสัมพันธ์เชิงบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .05และเป็น ความสัมพันธ์ระดับมากทุกด้าน สุวรรณา พงษ์ผ่องพูล (2558) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการ ทำงานเป็นทีมของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 2) ระดับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขดพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ปทุมธานี เขต 2 และ 3) การทำงานเป็นทีมที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 จำนวน 160 คน ที่ได้จากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป G*power 3.1.9.2


32 และ ได้จากการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง 2 ขั้นตอนประกอบด้วย การสุ่มแบบแบ่งชั้น และการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม การทำงานเป็นทีม และการบริหารงานวิชาการเท่ากับ 0.96 และ 0.94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของ เพียร์สัน และ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบนำตัวแปรทั้งหมดเข้าสมการผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการทำงานเป็นทีมของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ทั้งโดยรวมและรายด้าน 2 ระดับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา อยู่ในระดับมากทั้งโดยรวมและรายด้าน และ 3) การ ทำงานเป็นทีมส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขดพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาปทุมธานี เขต เรียงตามลำดับ ได้แก่ ด้านเป้าหมายของทีม(x3), ด้านการไว้วางใจซึ่งกัน และกัน(x1), ด้านการมีปฏิสัมพันธ์(x5),ด้านการติดต่อสื่อสาร(x2)และด้านการยอมรับนับถือ(x4) สามารถร่วมกันพยากรณ์การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขดพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาปทุมธานีเขต 2 ได้ร้อยละ 55.50 เขียนเป็นสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ Z'y = 0.318x1 -0.124x2 +0.434x3 -0.0344, +0.2665 3.2 วิจัยต่างประเทศ Anupamanarayan (2008) ได้ศึกษาเกี่ยวกับบทบาทของการกำหนดเป้าหมายของ ทีมในความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยความแตกต่างของแต่ละบุคคลและการก าหนดเป้าหมายของแต่ละ บุคคลในบริบทก่อนเป็นทีมงาน ผลการศึกษาพบว่า การทำงานเป็นทีม สิ่งแรกที่ต้องคำนึงคือ บริบท ของทีม และการกำหนดเป้าหมายต้องมีความชัดเจน โดยเป้าหมายของทีมจะส่งผลต่อประสิทธิภาพ ในการทำงานของแต่ละบุคคล ส่งผลต่อความพึงพอใจของแต่ละบุคคล และพบว่าเพศ ประเภทของ งานองค์ประกอบของงาน ชนิดของงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการทำงานเป็นทีม และการทำงาน เป็นทีมที่ดี จะต้องมีความเข้าใจถึงความต้องการของแต่ละบุคคล เข้าถึงโครงสร้างของทีม และ องค์ประกอบของทีมร่วมกัน การทำงานถึงจะมีประสิทธิภาพ Trimble and Miller (1996) ได้ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการทำงานเป็นทีมของครู นักเรียนและผู้บริหารโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ผลการศึกษา พบว่า การสร้างประสิทธิภาพของการ ทำงานเป็นทีม การเพิ่มพูนและสนับสนุนประสิทธิภาพการท างานเป็นทีมจะส่งเสริมขวัญและกำลังใจ ในการทำงาน ความคิดสร้างสรรค์ และสนับสนุนการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม ส่งเสริมการติดต่อ การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างนักศึกษา อาจารย์ และผู้บริหารของโรงเรียนมัธยมศึกษา ความร่วมมือระหว่างสมาชิกในทีม และผู้ที่มีประสิทธิภาพทั้ง 3 อย่าง จะช่วยให้ความสำคัญกับการ กำหนดบทบาทของสมาชิกแต่ละคน รวมทั้งการแบ่งงานกันทำ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของการ ทำงานเป็นทีมด้วยเช่นกัน ทีมงานที่มีประสิทธิภาพยังช่วยแก้ไขจุดบกพร่องของการบริหารงาน และ ทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ดีขึ้น ออสติน และบาลต์วิน (Austin & Baldwin, 1991) ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับความ ร่วมมือของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เนืองจากพบว่า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการเพิ่มขึ้น ของความรู้ต่าง ๆ ทำให้อาจารย์ต้องร่วมมือกันทำงาน โดยเฉพาะบทบาทในด้านการสอนและงานวิจัย ซึ่งการร่วมมือกันทำงานจะมีประสิทธิภาพได้มากขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของสถาบัน ปริมาณของ


33 งาน และขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายประการ ได้แก่ ลักษณะของสมาชิก คือ มีการสื่อสารทีดีสามารถ เป็นทั้งผู้พูด ผู้ฟัง เขียนได้ชัดเจนสามารถแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกัน ได้มีความรับรู้ถึงความ แตกต่างกันในบทบาท และสามารถใช้ความแตกต่างให้เป็นประโยชน์ในกลุ่มได้ในเวลาที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับภูมิหลังประสบการณ์การทำงาน ขนาดของทีม โครงสร้างของทีม การ ติดต่อสื่อสารของทีม ความแตกต่างกันในสภาพของกลุ่ม ความยึดมั่นผูกพันของกลุ่มและระยะเวลาที่ ร่วมมือกันทำงานของกลุ่ม 4. กรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิจัย การศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานของ ผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร ผู้วิจัยได้ ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีต่างๆ รวมถึงทบทวนวรรณกรรม โดยสังเคราะห์ออกมาเป็นการทำงานเป็นทีม 6 ด้าน ได้แก่ ด้านการสื่อสารอย่างเปิดเผย ด้านการมีปฏิสัมพันธ์ ด้านการมีส่วนร่วม ด้านความไว้เนื้อ เชื่อใจ ด้านการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเป้าหมาย ด้านการยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน ซึ่งสรุปเป็น กรอบความคิดได้ดังภาพที่ 1 ตัวแปรพยากรณ์ ตัวแปรเกณฑ์ ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิจัย ปัจจัยด้านบริบทองค์กร (x1) การทำงานเป็นทีม 6 ด้าน 1. ด้านการสื่อสารอย่างเปิดเผย 2. ด้านการมีปฏิสัมพันธ์ 3. ด้านการมีส่วนร่วม 4. ด้านความไว้เนื้อเชื่อใจ 5. ด้านการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ของเป้าหมาย 6. ด้านการยอมรับนับถือซึ่งกันและ กัน ปัจจัยด้านคุณลักษณะของ ภาระงาน (x2) ปัจจัยด้านการสนับสนุนทาง สังคม (x3)


34 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานของผู้บริหาร สถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร มีขั้นตอนในการ ดำเนินการดังต่อไปนี้ 1. ประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การวิเคราะห์ข้อมูล 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล พื้นที่ที่ใช้ในการวิจัย ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนและบุคลากร ทางการศึกษา ในศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร ปีงบประมาณ 2566 กลุ่มตัวอย่าง การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และบุคลากรทางการศึกษา ในศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร ปีงบประมาณ 2566 จำนวน 19 คน


35 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ลักษณะของเครื่องมือ เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการศึกษาเอกสารตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อทราบปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานของ ผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร แบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 3 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 เป็นแบบสำรวจรายการเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมภายใต้การ บริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรี สาคร 3 ด้าน ได้แก่ 1)ด้านบริบทองค์กร 2)ด้านด้านคุณลักษณะของงาน 3)ด้านการสนับสนุนทาง สังคม ตอนที่ 3 แบบสอบถามการทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานของผู้บริหาร สถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการสื่อสารอย่างเปิดเผย 2)ด้านการมีปฏิสัมพันธ์ 3)ด้านการมีส่วนร่วม 4)ด้านความไว้เนื้อเชื่อ ใจ 5)ด้านการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเป้าหมาย 6)ด้านการยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน ลักษณะแบบสอบถามมีลักษณะแบบสอบถามประมาณค่า (Rating scales) 5 ระดับซึ่งกำหนดความมากน้อยในระดับความต้องการ โดยกำหนดให้น้ำหนักคะแนน ดังนี้ ระดับ 5 หมายถึง การทำงานเป็นทีมของผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนและ บุคลากรทางการศึกษาอยู่ในระดับมากทีสุด ระดับ 4 หมายถึง การทำงานเป็นทีมของผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนและ บุคลากรทางการศึกษาอยู่ในระดับมาก ระดับ 3 หมายถึง การทำงานเป็นทีมของผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนและ บุคลากรทางการศึกษาอยู่ในระดับปานกลาง ระดับ 2 หมายถึง การทำงานเป็นทีมของผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนและ บุคลากรทางการศึกษาอยู่ในระดับน้อย ระดับ 1 หมายถึง การทำงานเป็นทีมของผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนและ บุคลากรทางการศึกษาอยู่ในระดับน้อยที่สุด


36 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ แบบสอบถามฉบับนี้ ผู้วิจัยได้สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล โดยมีขั้นตอน ดังนี้ 1. ศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร หลักการ แนวคิด ทฤษฎี เอกสาร ตำรา บทความและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2. สร้างเครื่องมือแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scales) 5 ระดับตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert’s type) 3.นำข้อมูลที่ได้มาพัฒนาแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีม ภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อำเภอศรีสาคร 4. นำแบบทดสอบที่พัฒนาขึ้นไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบหา ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content validity) และตรวจสอบความถูกต้องของภาษา จากนั้นนำ คะแนนไปคำนวนค่าดัชนีความสอคคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (ltem-objective congruence: IOC) (สุวิมล ติรกานันท์, 2549, หน้า 139) ซึ่งพบว่าทุกข้อมีค่า 0.6 – 1.0 5. ปรับปรุงแก้ไขแบบสอบถามตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วนำเสนอต่อ ประธานและคณะกรรมการควบคุมสาระนิพนธ์ เพื่อพิจารณาแก้ไขเป็นชั้นตอนสุดท้าย 6. นำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้ (Try out) กับผู้บริหาร ครูผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษาในในศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน จาก กศน.ในจังหวัดนราธิวาส 7. นำแบบสอบถามหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ด้วยการคำนวณหาค่าสัมประ สิทธิแอลฟา (Alpha coeflicient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach, 1990, pp. 202-204 อ้างถึง ใน พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540) โดยหากค่าสัมประสิทธิ์แอลฟามากกว่า 0.6 ถือได้ว่าแบบสอบถามฉบับนี้ มีความเชื่อมั่น พบว่าค่าที่ได้เท่ากับ .976 8. จัดพิมพ์แบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำไปเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัย 2. เก็บรวบรวมข้อมูลพร้อมแบบสอบถาม 3. นำข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามที่สมบูรณ์มาวิเคราะห์ข้อมูล


37 การวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติที่ใช้ การวิเคราะห์ข้อมูล 1. ตรวจสอบความสมบูรณ์จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนมาแต่ละฉบับ แล้วนำฉบับที่ สมบูรณ์มาให้คะแนน ตามน้ำหนักคะแนนแต่ละข้อ และบันทึกข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์เพื่อวิเคราะห์ ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปสำหรับการวิจัยทางสังคมศาสตร์ 2. ทำการวิเคราะห์แล้วนำผลวิเคราะห์ไปแปรผล ตามวัตถุประสงค์และสมมติฐาน ของการศึกษาวิจัย การแปลความหมายของคะแนน โดยใช้ค่าคะแนนเฉลี่ย เป็นตัวชี้วัด โดยกำหนด เกณฑ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ ตามแนวคิดของบุญชม ศรีสะอาด และบุญส่ง นิลแก้ว (2535,หน้า 23-24 มีดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.51-5.00 หมายถึง การทำงานเป็นทีมของข้าราชการครูอยู่ในระดับ มากทีสุด คะแนนเฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถึง การทำงานเป็นทีมของข้าราชการครูอยู่ในระดับ มาก คะแนนเฉลี่ย 2.51-3.50 หมายถึง การทำงานเป็นทีมของข้าราชการครูอยู่ในระดับ ปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.51-2.50 หมายถึง การทำงานเป็นทีมของข้าราซการครูอยู่ในระดับ น้อย คะแนนเฉลี่ย 1.00-1.50 หมายถึง การทำงานเป็นทีมของข้าราชการครูอยู่ในระดับ น้อยทีสุด สถิติทีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติพื้นฐาน 1.1 ค่าร้อยละ (Percentage) 1.2 ค่าคะแนนเฉลี่ย (Mean) 1.3 ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 2.1 ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามและวัตถุประสงค์ (Index of Item – Objective Congruence : IOC) 2.2. ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามโดยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ้า (α - Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach)


38 3. สถิติทีใช้ในการทดสอบสมมุติฐาน 3.1 สถิติทีใช้ในการทดสอบสมมติฐานเพื่อทราบถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงาน เป็นทีมภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยอำเภอศรีสาคร โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ความถดถอยแบบพหุคูณ(Multiple Regression Analysis – MRA) แบบขั้นบันได (Stepwise Method) เพื่อพยากรณ์การทำงานเป็นทีม โดยกำหนด เกณฑ์การทดสอบทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ .05


39 บทที่ 4 ผลการวิจัย การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีม ภายใต้ การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ ศรีสาคร มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีม ภายใต้การบริหารงานของ ผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร 2) เพื่อ ศึกษาระดับด้านบริบทองค์กร ด้านคุณลักษณะของงาน ด้านการสนับสนุนทางสังคมและการทำงาน เป็นทีม ภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยอำเภอศรีสาคร 3) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์การทำงานเป็นทีม ภายใต้การบริหารงานของ ผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร ผู้วิจัย กำหนดเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบตารางและแบบบรรยายใต้ตาราง ตามรายละเอียดการ นำเสนอข้อมูล ดังนี้ สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิจัย ในการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการวิจัยในครั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันในการแปล ความหมายการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้กำหนดสัญลักษณ์ต่าง ๆ แทนความหมาย ดังนี้ X แทน ค่าเฉลี่ย SD แทน ค่าความเบี่ยงแบนมาตรฐาน S2 แทน ค่าความแปรปรวน n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง t แทน ค่าสถิติการแจกแจงที (t - Distribution) F แทน ค่าสถิติการแจกแจง (F - Distribution) MS แทน ค่าความแปรปรวน (Mean Squares) SS แทน ค่าผลรวมของคะแนนเบี่ยงเบนแต่ละตัวยกกําลังสอง (Sum of Squares) df แทน ระดับชันแห่งความอิสระ (Degrees of Freedom) R แทน สัมประสิทธิสหสัมพันธ์พหุคูณ R² แทน สัมประสิทธิ์การตัดสินใจ a แทน ค่าคงที่ของการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ b แทน สัมประสิทธิถดถอยของตัวพยากรณ์ ซึ่งพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ แทน สัมประสิทธิถดถอยของตัวพยากรณ์ ซึ่งพยากรณ์ในรูปคะแนน มาตรฐาน p แทน ความน่าจะเป็น (Probability) S.E.est แทน ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์ * แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


40 ** แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 *** แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ทำการวิเคราะห์ ข้อมูลด้วยสถิติ โดยใช้การแจกแจงหาความถี่ และหาค่าร้อยละ จำแนกตามเพศ อายุระดับการศึกษา ระยะเวลาการปฏิบัติงานและประเภทตำแหน่ง ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ปัจจัยด้านบริบทองค์กร ด้านคุณลักษณะของภาระงาน และด้านการสนับสนุนทางสังคม ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร ในภาพรวมรายด้านและผลการวิเคราะห์การทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานของผู้บริหาร สถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร ในภาพรวมรายด้าน โดยการหาค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานเป็นทีมภายใต้ การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ ศรีสาคร โดยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple regression analysis) โดยผู้วิจัยทำการ ทดสอบข้อตกลงเบื้องต้นของการใช้สถิติก่อนวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ทำการวิเคราะห์ ข้อมูลด้วยสถิติ โดยใช้การแจกแจงหาความถี่ และหาค่าร้อยละ จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาการปฏิบัติงานและประเภทตำแหน่ง ตารางที่ 3 จำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาการปฏิบัติงานและประเภทตำแหน่ง ข้อมูลทั่วไป จำนวน (คน) ร้อยละ เพศ ชาย 5 26.32 หญิง 14 73.68 รวม 19 100.0


41 อายุ 25 - 35 ปี 4 21.05 36 - 45 ปี 11 57.89 46 - 55 ปี 3 15.80 56 ปีขึ้นไป 1 5.26 รวม 19 100.0 ระดับการศึกษา ปริญญาตรี 15 78.95 ปริญญาโท 4 21.05 รวม 19 100.0 ระยะเวลาการปฏิบัติงาน ต่ำกว่า 5 ปี 3 15.80 6 - 10 ปี 2 10.52 11 ปีขึ้นไป 14 73.68 รวม 19 100.0 ประเภทตำแหน่ง ผู้บริหารสถานศึกษา 1 5.25 ครูผู้สอน 15 78.95 บุคลากรทางการศึกษา 3 15.80 รวม 19 100.0 ตารางที่ 3 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง จำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 73.68 อายุระหว่าง 36 - 45 ปีจำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 57.89 มีการศึกษา ระดับปริญญาตรีจำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 78.95 ระยะเวลาปฏิบัติงาน 11 ปีขึ้นไป จำนวน 14 คนคิดเป็นร้อยละ 73.68 และมีตำแหน่งครูผู้สอน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 78.95 ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ปัจจัยด้านบริบทองค์กร ด้านคุณลักษณะของภาระงาน และด้านการสนับสนุนทางสังคม ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร และผลการวิเคราะห์การทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอศรีสาคร มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) โดยการหาค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)


Click to View FlipBook Version